The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิเคราะห์หลักสูตร วิทยาศาสตร์ ว23101 ม 3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rattiya2252, 2022-09-20 12:52:06

วิเคราะห์หลักสูตร วิทยาศาสตร์ ว23101 ม 3

วิเคราะห์หลักสูตร วิทยาศาสตร์ ว23101 ม 3

นำไปสู่

มำตรฐำน/ สำระกำรเรียนรู้ สำระสำคญั สมรรถนะ คณุ ล
สำคญั ของ พึ่งป
ตัวช้วี ัด แกนกลำง ควำมคดิ รวบยอด
ผเู้ รยี น

ความรู้ทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์
ท่ีมีการพัฒนามาอย่าง
ต่อเน่ือง และบางครั้งตอ้ ง
อาศยั องคค์ วามรู้อน่ื ๆ มา
ตอ่ ยอดและผสมผสานกนั
ความร้ดู ้านวทิ ยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยมี คี วามสาคญั ตอ่
การดารงชีวติ ของมนษุ ย์
ชว่ ยแก้ปญั หาและอานวย
ความสะดวกในดา้ นตา่ ง ๆ
ทาใหเ้ ราใชช้ ีวิตได้อย่างสุข
สบายและมีความปลอดภัย
มากขึ้น แตใ่ นบางครง้ั ก็
อาจจะส่งผลกระทบต่อสง่ิ
ต่าง ๆ ไมว่ า่ จะเปน็
ส่งิ แวดลอ้ มและ

ลักษณะอัน ช้ินงำน/ภำระ วดั ผล แนวกำรจัด เวลำเรียน
ประสงค์ งำน ประเมินผล กิจกรรมกำร (ชั่วโมง

เรียนรู้

นำไปสู่

มำตรฐำน/ สำระกำรเรียนรู้ สำระสำคัญ สมรรถนะ คณุ ล
ควำมคิดรวบยอด สำคัญของ พ่ึงป
ตวั ชวี้ ัด แกนกลำง

ผเู้ รยี น

ว 1.3 ลกั ษณะทางพันธกุ รรม สิง่ มชี วี ิตสามารถ 1. ความสามารถใน 1.มวี ิน
การส่ือสาร
ม.3/1 ของสง่ิ มชี ีวิตสามารถ ถ่ายทอดจากรุน่ หนึ่งไป 2. ความสามารถใน 2.ใฝ่เร
ถ่ายทอดจากร่นุ หนึ่งไปยัง ยังอกี รุ่นหน่งึ ได้ โดยมี การคดิ 3.มุง่ ม

อกี รุน่ หนง่ึ ได้ โดยมียนี ยีนเป็นหน่วยควบคุม 1) ทักษะการ ทางาน

เปน็ หน่วยควบคมุ ลกั ษณะทางพันธกุ รรม สารวจค้นหา
2) ทักษะการ
ลักษณะทางพนั ธกุ รรม โครโมโซม

โครโมโซมประกอบด้วย ประกอบดว้ ย ดเี อ็นเอ จาแนกประเภท
ดเี อน็ เอ และโปรตนี ขด และโปรตีนขดอยใู่ น
อยู่ในนิวเคลยี ส ยนี ดีเอ็น นวิ เคลยี ส ยีน ดีเอ็นเอ 3) ทักษะการ
เอ และโครโมโซมมี และโครโมโซมมี
ความสมั พนั ธก์ ัน โดย ความสัมพนั ธก์ นั โดย เปรียบเทยี บ
4) ทักษะการ

ตีความข้อมลู และการ
ลงขอ้ สรุป

บางส่วนของดีเอ็นเอทา บางสว่ นของดเี อ็นเอทา 3. ความสามารถใน
หนา้ ทเี่ ป็นยีนท่ีกาหนด หน้าท่ีเป็นยีนทกี่ าหนด การใช้เทคโนโลยี

ลกั ษณะของสิ่งมชี ีวติ ลักษณะของสิ่งมชี วี ติ

สิ่งมชี ีวิตที่มโี ครโมโซม ๒

ชุด โครโมโซมทเ่ี ป็นคูก่ ัน

มกี ารเรียงลาดบั ของยนี

บนโครโมโซมเหมอื นกัน

เรยี กว่า ฮอมอโลกัส

โครโมโซม ยนี หน่งึ ท่อี ยู่

ลักษณะอัน ชน้ิ งำน/ภำระ วัดผล แนวกำรจัด เวลำเรียน
ประสงค์ งำน ประเมนิ ผล กจิ กรรมกำร (ชัว่ โมง

เรยี นรู้

นัย กิจกรรมท่ี 2.1 ตรวจ วธิ สี อนแบบสบื 5
รยี นรู้ โครงสรา้ งที่ กจิ กรรมท่ี เสาะหาความรู้
มนั่ ในการ เกีย่ วขอ้ งกบั การ 2.1 (5Es
น ถา่ ยทอดทาง โครงสร้างท่ี Instructional
พนั ธกุ รรม เกี่ยวขอ้ งกบั Model)
การถา่ ยทอด
ทาง
พันธุกรรม

บนคูฮ่ อมอโลกัส
โครโมโซม อาจมรี ูปแบบ
แตกต่างกัน เรยี กแต่ละ
รูปแบบของยนี ทต่ี ่างกนั น้ี
วา่ แอลลีล ซ่งึ การเขา้ คู่กนั
ของแอลลีลตา่ ง ๆ อาจ
สง่ ผลทาใหส้ ิง่ มชี วี ิตมี
ลักษณะทแ่ี ตกต่างกันได
• สง่ิ มีชวี ติ แตล่ ะชนิดมี
จานวนโครโมโซมคงท่ี
มนุษย์มจี านวนโครโมโซม
๒๓ คู่ เปน็ ออโตโซม ๒๒
คู่ และโครโมโซมเพศ ๑
คู่ เพศหญงิ มีโครโมโซม
เพศเปน็ XX เพศชายมี
โครโมโซมเพศเป็น XY



สำระสำคญั นำไปสู่
ควำมคิดรวบ
มำตรฐำน/ สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สมรรถนะ คุณ
ตัวชวี้ ัด ยอด พ
สำคัญของ
ว 1.3 - เมนเดลได้ศกึ ษาการถ่ายทอดลกั ษณะ เมนเดลได้ศึกษา 1.มีว
ม. 3/2 ทางพันธกุ รรมของต้นถวั่ ชนิดหนงึ่ และ การถ่ายทอด ผูเ้ รียน 2.ใฝ
ม. 3/3 นามาสหู่ ลักการพืน้ ฐานของการ ลกั ษณะทาง 3.มงุ่
ถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของ พันธกุ รรมของตน้ 1. ความสามารถใน ทาง
ส่ิงมีชีวติ ถั่วชนิดหนึง่ และ การส่ือสาร
- สิ่งมชี วี ิตทม่ี ีโครโมโซมเป็น ๒ ชุด ยนี นามาสหู่ ลกั การ 2. ความสามารถใน
แตล่ ะตาแหน่งบนฮอมอโลกัสโครโมโซม พน้ื ฐานของการ การคิด
มี ๒ แอลลีลโดยแอลลีลหน่งึ มาจากพอ่ ถ่ายทอดลักษณะ
และอกี แอลลีลมาจากแม่ ซ่งึ อาจมี ทางพันธกุ รรมของ 1) ทกั ษะการ
รปู แบบเดยี วกนั หรือแตกต่างกนั สิ่งมชี ีวิต สารวจค้นหา
แอลลีลท่แี ตกตา่ งกันนี้ แอลลีลหนึ่งอาจ
มกี ารแสดงออกขม่ อกี แอลลลี หนงึ่ ได้ 2) ทักษะการ
เรียกแอลลลี น้ันวา่ เป็นแอลลีลเด่น ส่วน
แอลลีลที่ถกู ข่มอย่างสมบูรณ์ จาแนกประเภท
เรียกวา่ เป็นแอลลีลด้อย
- เม่อื มีการสร้างเซลลส์ บื พันธุ์ แอลลีลท่ี 3) ทักษะการ
เป็นคู่กนั ในแต่ละฮอมอโลกัสโครโมโซม
จะแยกจากกนั ไปสเู่ ซลลส์ บื พันธุแ์ ต่ละ เปรียบเทยี บ
เซลล์ โดยแต่ละเซลลส์ ืบพนั ธุจ์ ะได้รับ 4) ทักษะการ
เพยี ง ๑ แอลลลี และจะมาเข้าคู่กับ
แอลลีลท่ีตาแหน่งเดยี วกันของอีกเซลล์ ตคี วามข้อมูลและ
สืบพันธ์ุหนึ่งเม่ือเกดิ การปฏิสนธิ จนเกดิ การลงขอ้ สรุป
เป็นจโี นไทป์และแสดงฟโี นไทป์ในรุน่ ลูก 3. ความสามารถใน
การใช้เทคโนโลยี

ณลักษณะอนั ชิน้ งำน/ภำระ วดั ผล แนวกำรจดั เวลำเรียน
พ่ึงประสงค์ งำน ประเมนิ ผล กจิ กรรมกำร (ชว่ั โมง

เรยี นรู้

วนิ ัย กิจกรรมท่ี 2.3 ตรวจการ วธิ ีสอนแบบสืบ 3
ฝเ่ รยี นรู้ โอกาสการเขา้ ตอบคาถาม เสาะหาความรู้
งมน่ั ในการ คู่ของแอลลีล (5Es
งาน เปน็ เท่าใด ท้าย
จานวน กิจกรรมท่ี Instructional
2.3
5 ขอ้ Model)

สำระสำคญั นำไปสู่
ควำมคิดรวบ
มำตรฐำน/ สำระกำรเรียนรู้ สมรรถนะ คุณลกั ษ
ตวั ชีว้ ัด แกนกลำง ยอด พึ่งปร
สำคญั ของ
ว 1.3 • กระบวนการแบง่ เซลล์ของ กระบวนการแบ่ง 1.มวี นิ ยั
ม.3/4 ส่ิงมชี วี ติ มี 2 แบบ คอื ไมโทซิส เซลลข์ องสง่ิ มีชีวติ มี ๒ ผูเ้ รยี น 2.ใฝเ่ รยี น
และไมโอซิส แบบ คือไมโทซิส และ 3.มุง่ มน่ั ใ
• ไมโทซิส เป็นการแบ่งเซลล์ ไมโอซิส 1. ความสามารถใน ทางาน
เพ่อื เพิม่ จานวนเซลล์รา่ งกาย การสื่อสาร
ผลจากการแบ่งจะได้เซลล์ - 2. ความสามารถใน
ใหม่ ๒ เซลล์ท่ีมลี กั ษณะและ การคดิ
จานวนโครโมโซมเหมือน
เซลลต์ งั้ ต้น 1) ทกั ษะการ
• ไมโอซสิ เป็นการแบง่ เซลล์ สารวจค้นหา
เพอ่ื สร้างเซลลส์ บื พันธุ์ผลจาก
การแบ่งจะได้เซลลใ์ หม่ ๔ 2) ทกั ษะการ
เซลล์ ท่มี ีจานวนโครโมโซม
เป็นครึง่ หน่ึงของเซลลต์ ง้ั ต้น จาแนกประเภท
เมือ่ เกดิ การปฏสิ นธิของเซลล์
สืบพนั ธลุ ูกจะได้รับ 3) ทักษะการ

เปรยี บเทยี บ
4) ทกั ษะการ

ตคี วามขอ้ มูลและการ
ลงข้อสรปุ
3. ความสามารถใน
การใชเ้ ทคโนโลยี

ษณะอัน ชนิ้ งำน/ภำระ วดั ผล แนวกำรจดั เวลำเรยี น
ระสงค์ งำน ประเมินผล กจิ กรรมกำร (ชวั่ โมง

เรยี นรู้ 2

กจิ กรรมที่ 2.6 ตรวจการ วธิ สี อนแบบสบื

นรู้ การแบง่ เซลล์มี ตอบคาถาม เสาะหาความรู้

ในการ แบบใดบา้ ง ทา้ ย (5Es

กิจกรรมท่ี Instructional
2.6 Model)

มำตรฐำน/ สำระกำรเรยี นรู้ สำระสำคัญ นำไปสู่
ควำมคิดรวบยอด
ตัวชว้ี ัด แกนกลำง สมรรถนะสำคญั คุณล
การเปลยี่ นแปลงของยนี พึ่ง
ว.1.3 การเปลี่ยนแปลงของยนี หรือ หรอื โครโมโซม ส่งผลให้ ของผเู้ รียน 1.มีว
ม.3/5 โครโมโซม สง่ ผลใหเ้ กิดการ เกิดการเปล่ยี นแปลง 2.ใฝ
ลกั ษณะทางพันธกุ รรม 1. ความสามารถในการ 3.มุง่
เปลยี่ นแปลงลกั ษณะทาง ของสงิ่ มชี ีวิต เช่น สือ่ สาร ทางา
พันธกุ รรมของส่งิ มชี ีวติ เชน่ โรคธาลสั ซีเมยี เกิดจาก 2. ความสามารถในการ
โรคธาลัสซเี มียเกิดจากการ การเปลยี่ นแปลงของยนี คิด
เปลี่ยนแปลงของยนี กลุ่ม กลุม่ อาการดาวน์เกดิ จาก
อาการดาวน์เกิดจากการ การเปล่ยี นแปลงจานวน 1) ทักษะการสารวจ
เปลย่ี นแปลงจานวน โครโมโซม คน้ หา
โครโมโซม
โรคทางพนั ธกุ รรม 2) ทักษะการจาแนก
สามารถถ่ายทอดจากพอ่
แม่ไปสู่ลกู ได้ ดังนน้ั ก่อน ประเภท
แต่งงานและมบี ุตรจึง
ควรป้องกนั โดยการตรวจ 3) ทักษะการ
และวินิจฉัยภาวะเสี่ยง
จากการ เปรยี บเทยี บ
ถา่ ยทอดโรคทาง 4) ทักษะการตีความ
พนั ธุกรรม
ขอ้ มลู และการลงข้อสรุป
3. ความสามารถในการ
ใชเ้ ทคโนโลยี

ว.1.3 โรคทางพนั ธกุ รรมสามารถ
ม.3/6 ถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลกู ได้

ดังนนั้ กอ่ นแตง่ งานและมีบุตร
จึงควรปอ้ งกันโดยการตรวจ
และวินิจฉัยภาวะเสี่ยงจาก
การ
ถ่ายทอดโรคทางพนั ธุกรรม

ลักษณะอัน ชน้ิ งำน/ภำระ วดั ผล แนวกำรจัด เวลำเรยี น
งประสงค์ งำน ประเมินผล กิจกรรมกำร (ชว่ั โมง
วนิ ัย
ฝ่เรยี นรู้ กจิ กรรมที่ 2.7 - ตรวจการ เรยี นรู้ 2
งม่นั ในการ โครโมโซมของ ตอบคาถาม
าน ทารกในครรภ์ วธิ สี อนแบบสืบ
เปน็ ปกติ ท้าย เสาะหาความรู้
หรือไม่ กิจกรรมท่ี (5Es
2.7
Instructional

Model)

กิจกรรมท่ี 2.8 ตรวจการทา 1
วางแผน แบบบันทกึ
อยา่ งไรก่อน การค้นคว้า
แต่งงานเพ่ือ กจิ กรรมท่ี
ลดความเสย่ี ง 2.8
ทีจ่ ะมบี ุตร
ทเ่ี ป็นโรคทาง
พนั ธกุ รรม

นำไปส

มำตรฐำน/ สำระกำรเรยี นรู้ สำระสำคญั สมรรถนะ 1
ตัวชว้ี ัด แกนกลำง ควำมคดิ รวบยอด 2
สำคญั ของ 3
ว.1.3 มนษุ ย์เปล่ียนแปลงพันธุกรรม มนุษยเ์ ปล่ียนแปลง ก
ม.3/7 ของส่งิ มีชวี ิตตามธรรมชาติ พนั ธุกรรมของสงิ่ มีชีวติ ตาม ผเู้ รียน
เพื่อให้ไดส้ ่ิงมชี วี ติ ทีม่ ีลักษณะ ธรรมชาติ เพ่อื ใหไ้ ด้สิง่ มีชีวติ
ว.1.3 ตามต้องการ เรยี กส่ิงมีชีวติ น้ี ทีม่ ีลักษณะตามต้องการ 1. ความสามารถในการ
ม.3/8 ว่า ส่ิงมชี ีวิตดัดแปรพันธุกรรม เรยี กสงิ่ มีชีวิตน้ีว่า สงิ่ มีชวี ิต สือ่ สาร
ดดั แปรพนั ธุกรรม 2. ความสามารถในการ
ในปจั จุบันมนุษยม์ กี ารใช้ คดิ
ประโยชนจ์ ากสง่ิ มชี ีวติ ดัด ในปัจจุบันมนุษย์มีการใช้
แปรพันธุกรรมเป็นจานวน ประโยชนจ์ ากสิ่งมีชวี ิตดดั 1) ทักษะการสารวจ
มาก เช่น การผลิตอาหาร แปรพันธกุ รรมเปน็ จานวน คน้ หา
การผลิตยารักษาโรค มาก เชน่ การผลติ อาหาร
การเกษตร อย่างไรกด็ ี การผลติ ยารักษาโรค 2) ทกั ษะการจาแนก
สงั คมยังมคี วามกงั วลเก่ียวกับ การเกษตร อยา่ งไรกด็ ี
ผลกระทบของสง่ิ มชี ีวิตดัด สงั คมยังมคี วามกังวลเก่ียวกับ ประเภท
แปรพันธกุ รรมท่ีมีตอ่ สิ่งมชี ีวติ ผลกระทบของส่ิงมีชีวติ ดัด
และส่ิงแวดลอ้ ม ซึ่งยังทาการ แปรพันธกุ รรมทีม่ ีตอ่ 3) ทกั ษะการ
ติดตามศึกษาผลกระทบ สงิ่ มชี วี ิตและสงิ่ แวดลอ้ ม ซง่ึ
ดงั กล่าว ยงั ทาการตดิ ตามศกึ ษา เปรียบเทียบ
ผลกระทบดังกล่าว 4) ทักษะการตคี วาม

ขอ้ มลู และการลง
ขอ้ สรุป
3. ความสามารถในการ
ใช้เทคโนโลยี

สู่ ช้ินงำน/ภำระ วดั ผล แนวกำรจดั เวลำเรียน
งำน ประเมินผล กจิ กรรมกำร (ชว่ั โมง
คณุ ลกั ษณะ
อนั พึ่ง กจิ กรรมที่ 2.9 ตรวจการ เรียนรู้ 2
ประสงค์ ประโยชน์และ ตอบคาถาม
ผลกระทบของ วิธสี อนแบบสบื 1
1.มีวนิ ัย สิ่งมีชีวติ ดัดแปร ท้าย เสาะหาความรู้
2.ใฝ่เรียนรู้ พันธุกรรมเปน็ กิจกรรมท่ี (5Es
3.มุ่งม่ันใน อยา่ งไร 2.9
การทางาน กจิ กรรมทา้ ยบท Instructional
จริยธรรมด้าน ตรวจ
พันธศุ าสตร์ของ กิจกรรมท้าย Model)
นักเรยี นเปน็ บท
อยา่ งไร จรยิ ธรรม
ด้านพันธุ
ศาสตรข์ อง
นกั เรยี นเป็น
อยา่ งไร

สำระสำคญั นำไปสู่
ควำมคิดรวบ
มำตรฐำน/ สำระกำรเรียนรู้ สมรรถนะ คุณลักษณ
ยอด พึ่งประ
ตัวช้ีวัด แกนกลำง สำคัญของ
คลน่ื เกิดจากการ 1.มีวนิ ัย
ว 2.3 คลื่นเกิดจากการสง่ ผา่ น ส่งผา่ นพลงั งานโดย ผ้เู รยี น 2.ใฝ่เรียน
พลงั งานโดยอาศยั ตวั กลาง อาศัยตวั กลางและไม่ 3.มุ่งม่ันใน
ม.3/10 และไม่อาศัยตัวกลาง ในคล่ืน อาศัยตัวกลาง ในคล่ืน 1. ความสามารถใน ทางาน
กล พลังงานจะถกู ถา่ ยโอน กล พลังงานจะถูก การส่ือสาร
ผ่านตัวกลางโดยอนุภาคของ ถา่ ยโอนผา่ นตัวกลาง 2. ความสามารถใน
ตัวกลาง โดยอนภุ าคของ การคดิ
ไมเ่ คล่ือนท่ไี ปกบั คล่ืน คลืน่ ที่ ตัวกลาง
แผอ่ อกมาจากแหลง่ กาเนดิ ไมเ่ คลื่อนทไี่ ปกบั คล่นื 1) ทกั ษะการ
คลื่นอยา่ งต่อเนอื่ งและมี คลน่ื ท่ีแผ่ออกมาจาก สารวจคน้ หา
รปู แบบทซี่ ้ากนั บรรยายได้ แหล่งกาเนดิ คลื่น
ดว้ ยความยาวคล่ืน ความถี่ อย่างตอ่ เนื่องและมี 2) ทักษะการ
แอมพลจิ ดู รูปแบบท่ซี า้ กัน
บรรยายได้ดว้ ยความ จาแนกประเภท
ยาวคลืน่ ความถีแ่ อม
พลจิ ูด 3) ทักษะการ

เปรยี บเทียบ
4) ทักษะการ

ตีความขอ้ มูลและการ
ลงขอ้ สรปุ
3. ความสามารถใน
การใช้เทคโนโลยี

ณะอัน ช้ินงำน/ภำระ วัดผล แนวกำรจดั เวลำเรียน
ะสงค์ งำน ประเมนิ ผล กิจกรรมกำร (ชว่ั โมง

เรยี นรู้

กิจกรรมที่ 3.1 ตรวจการทา วธิ ีสอนแบบสบื 2

นรู้ คลื่นกลเกิดข้นึ แบบบันทกึ เสาะหาความรู้

นการ ได้อยา่ งไรและ การค้นควา้ (5Es

มลี กั ษณะ กจิ กรรมที่ Instructional

อยา่ งไร 3.1 Model)

นำไปสู่

มำตรฐำน/ สำระกำรเรียนรู้ สำระสำคญั สมรรถนะ คณุ ลัก
ตวั ชว้ี ัด แกนกลำง ควำมคดิ รวบยอด อัน
สำคญั ของ ประส
ว 2.3 คล่นื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าเปน็ คลืน่ ท่ี คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าเปน็ คลืน่
ไม่อาศยั ตวั กลางในการ ทีไ่ มอ่ าศยั ตัวกลางในการ ผู้เรียน 1.มีวินยั
ม.3/11 เคลื่อนที่ มคี วามถต่ี ่อเนอ่ื ง เคลือ่ นท่ี มีความถีต่ ่อเน่ือง 2.ใฝ่เรยี
ม.3/12 เปน็ ชว่ งกวา้ งมากเคล่อื นท่ีใน เปน็ ชว่ งกว้างมากเคลื่อนท่ี 1. ความสามารถ 3.มงุ่ มน่ั
สุญญากาศด้วยอัตราเร็ว ในสญุ ญากาศดว้ ยอตั ราเรว็ ในการส่อื สาร ทางาน
เทา่ กัน เท่ากัน 2. ความสามารถ
แต่จะเคล่ือนท่ีดว้ ยอตั ราเร็ว แต่จะเคลอ่ื นทด่ี ว้ ยอัตราเรว็ ในการคิด
ตา่ งกนั ในตัวกลางอ่ืนคลื่น ตา่ งกันในตัวกลางอ่ืนคล่ืน
แมเ่ หล็กไฟฟ้าแบ่งออกเปน็ แม่เหลก็ ไฟฟ้าแบ่งออกเปน็ 1) ทักษะการ
ช่วงความถต่ี า่ ง ๆเรยี กว่า ชว่ งความถีต่ ่าง ๆเรียกว่า สารวจคน้ หา
สเปกตรมั ของคล่นื สเปกตรมั ของคล่ืน
แมเ่ หล็กไฟฟ้า แตล่ ะ แม่เหลก็ ไฟฟ้า แตล่ ะ 2) ทกั ษะการ
ช่วงความถ่ีมีช่อื เรียกตา่ งกัน ชว่ งความถ่มี ชี อื่ เรยี กตา่ งกัน
ได้แก่ คลื่นวทิ ยไุ มโครเวฟ ได้แก่ คลน่ื วิทยไุ มโครเวฟ จาแนกประเภท
อินฟราเรด แสงท่มี องเห็น อนิ ฟราเรด แสงที่มองเห็น
อัลตราไวโอเลตรงั สเี อกซแ์ ละ อลั ตราไวโอเลตรังสเี อกซ์ 3) ทกั ษะการ
รงั สแี กมมา ซ่ึงสามารถ และรงั สีแกมมา ซึ่งสามารถ
นาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ นาไปใชป้ ระโยชน์ได้ เปรยี บเทยี บ
4) ทกั ษะการ

ตคี วามขอ้ มูลและ
การลงข้อสรุป
3. ความสามารถ
ในการใช้
เทคโนโลยี

กษณะ ชนิ้ งำน/ภำระ วัดผล แนวกำรจดั เวลำเรยี น
นพึ่ง งำน ประเมินผล กจิ กรรมกำร (ช่ัวโมง
สงค์
เรียนรู้ 3

ย กจิ กรรมที่ 3.2 ตรวจการทา วิธีสอนแบบ

ยนรู้ คลน่ื แบบบนั ทกึ สืบเสาะหา

นในการ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ การคน้ คว้า ความรู้ (5Es

คอื อะไร กจิ กรรมท่ี Instructional

3.2 Model)

เลเซอรเ์ ปน็ คลื่น เลเซอร์เป็นคล่ืน
แม่เหล็กไฟฟ้าทม่ี คี วามยาว แม่เหลก็ ไฟฟ้าทม่ี คี วามยาว
คลื่นเดียว เปน็ ลาแสงขนาน คล่ืนเดยี ว เป็นลาแสงขนาน
และมคี วามเขม้ สงู นาไปใช้ และมีความเข้มสงู นาไปใช้
ประโยชน์ในดา้ นต่าง ๆ เช่น ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น
ด้านการสือ่ สารมกี ารใช้ ดา้ นการสอื่ สารมีการใช้
เลเซอร์สาหรบั ส่งสารสนเทศ เลเซอรส์ าหรบั ส่ง
ผ่าน สารสนเทศผ่าน
เสน้ ใยนาแสง โดยอาศยั เสน้ ใยนาแสง โดยอาศยั
หลกั การการสะทอ้ นกลบั หลักการการสะท้อนกลับ
หมดของแสง ดา้ นการแพทย์ หมดของแสง ดา้ น
ใชใ้ นการผ่าตดั การแพทยใ์ ช้ในการผ่าตดั
• คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ นอกจาก • คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้
จะสามารถนาไปใช้ประโยชน์ นอกจากจะสามารถนาไปใช้
แลว้ ยงั มีโทษตอ่ มนุษยด์ ้วย ประโยชน์แลว้ ยังมีโทษต่อ
เชน่ ถ้ามนุษยไ์ ดร้ บั รังสี มนษุ ย์ด้วย เชน่ ถ้ามนุษย์
อัลตราไวโอเลตมากเกินไป ไดร้ ับรงั สอี ลั ตราไวโอเลต
อาจจะทาให้เกิดมะเร็ง มากเกนิ ไปอาจจะทาใหเ้ กิด
ผิวหนงั หรือถา้ ได้รงั สี มะเร็งผวิ หนัง หรือถ้าไดร้ งั สี
แกมมาซึง่ เป็นคลน่ื แกมมาซ่งึ เปน็ คลน่ื
แม่เหลก็ ไฟฟ้าทม่ี พี ลังงานสูง แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าทม่ี ีพลังงาน
และสามารถทะลุผ่านเซลล์ สงู และสามารถทะลุผา่ น
และอวัยวะได้อาจทาลาย เซลล์และอวยั วะไดอ้ าจ
เนอื้ เยือ่ หรืออาจทาให้ ทาลายเน้ือเย่ือหรอื อาจทา
เสียชีวิตได้เม่อื ได้รับรังสี ให้เสยี ชวี ติ ได้เม่อื ไดร้ บั รงั สี
แกมมาในปรมิ าณสงู แกมมาในปริมาณสงู



สำระสำคญั นำไปสู่
ควำมคิดรวบ
มำตรฐำน/ สำระกำรเรียนรู้ สมรรถนะ คณุ ลักษณ
ตวั ชว้ี ัด แกนกลำง ยอด พ่ึงประ
สำคัญของ
ว 2.3 เมื่อแสงตกกระทบวัตถจุ ะเกดิ เมื่อแสงตกกระทบ 1.มีวินยั
วัตถุจะเกิดการ ผู้เรียน 2.ใฝเ่ รียน
ม.3/13 การสะท้อนซง่ึ เป็นไปตามกฎ สะท้อนซง่ึ เป็นไปตาม 3.มงุ่ มัน่ ใน
ม.3/14 กฎการสะทอ้ นของ 1. ความสามารถใน ทางาน
การสะทอ้ นของแสง โดยรังสี แสง โดยรังสีตก การส่ือสาร
กระทบเส้นแนวฉาก 2. ความสามารถใน
ตกกระทบเสน้ แนวฉาก รงั สี รงั สสี ะท้อนอยใู่ น การคดิ
ระนาบเดียวกันและ
สะท้อนอยู่ในระนาบเดียวกนั มุมตกกระทบเท่ากับ 1) ทกั ษะการ
มมุ สะทอ้ น ภาพจาก สารวจค้นหา
และมุมตกกระทบเทา่ กบั มุม กระจกเงาเกิดจากรงั สี
สะทอ้ นตัดกันหรอื ต่อ 2) ทักษะการ
สะทอ้ น ภาพจาก แนวรงั สสี ะท้อนให้ตดั
กัน โดยถ้ารังสี จาแนกประเภท
กระจกเงาเกิดจากรงั สสี ะทอ้ น สะทอ้ นตดั กันจริงจะ
เกิดภาพจริง แต่ถา้ ตอ่ 3) ทกั ษะการ
ตดั กนั หรอื ตอ่ แนวรังสสี ะท้อน แนวรังสีสะทอ้ นให้ไป
ตดั กนั จะเกดิ เปรียบเทยี บ
ให้ตดั กัน โดยถ้ารงั สสี ะท้อน ภาพเสมอื น 4) ทักษะการ

ตัดกันจริงจะเกิดภาพจรงิ แต่ ตคี วามขอ้ มลู และการ
ลงข้อสรุป
ถ้าต่อแนวรังสสี ะทอ้ นใหไ้ ป 3. ความสามารถใน
การใช้เทคโนโลยี
ตดั กนั จะเกดิ ภาพเสมือน

ณะอนั ชนิ้ งำน/ภำระ วัดผล แนวกำรจดั เวลำเรียน
ะสงค์ งำน ประเมินผล กจิ กรรมกำร (ชว่ั โมง

เรยี นรู้

กิจกรรมท่ี 3.4 ตรวจ วธิ ีสอนแบบสืบ 7
นรู้ ภาพทีเ่ กดิ จากแผ่น กิจกรรม เสาะหาความรู้
นการ สะท้อนแสงผวิ ราบ (5Es

กจิ กรรมท่ี 3.5 Instructional
การสะท้อนของ
แสงจากแผ่น Model)
สะท้อนแสงผิวโคง้
กิจกรรมที่ 3.6
ภาพท่ีเกดิ จาก
กระจกเงาโคง้
กจิ กรรมท่ี 3.8
มมุ หักเหมี
ความสัมพนั ธก์ ับมมุ
ตกกระทบ
กิจกรรมที่ 3.9 การ
กระจายของแสง

นำไปสู่

มำตรฐำน/ สำระกำรเรียนรู้ สำระสำคัญ สมรรถนะ คณุ ล
ตัวชีว้ ัด แกนกลำง ควำมคดิ รวบยอด พ่ึง
สำคัญของ
ว 2.3 เมอื่ แสงเดนิ ทางผ่านตัวกลาง เม่ือแสงเดินทางผา่ นตวั กลาง 1.มวี
โปรง่ ใสที่แตกตา่ งกนั เช่น โปรง่ ใสทแี่ ตกตา่ งกัน เชน่ ผู้เรียน 2.ใฝ
ม.3/15 อากาศและน้า อากาศและ อากาศและนา้ อากาศและ 3.มุ่ง
แกว้ จะเกดิ การหกั เห หรือ แกว้ จะเกดิ การหักเห หรอื 1. ความสามารถใน ทางา
ม.3/16 อาจเกิดการสะทอ้ นกลบั หมด อาจเกิดการสะทอ้ นกลับ การส่ือสาร
ในตัวกลางท่แี สงตกกระทบ หมดในตัวกลางทแี่ สงตก 2. ความสามารถใน
การหกั เหของแสงผา่ น กระทบ การหักเหของแสง การคดิ
เลนสท์ าใหเ้ กดิ ภาพท่ีมชี นิด ผา่ น
และขนาดตา่ ง ๆ เลนสท์ าให้เกดิ ภาพทม่ี ีชนดิ 1) ทักษะการ
แสงขาวประกอบด้วยแสงสี และขนาดต่าง ๆ สารวจค้นหา
ตา่ ง ๆ เมื่อแสงขาวผา่ นปริซมึ แสงขาวประกอบดว้ ยแสงสี
จะเกิดการกระจายแสงเปน็ ตา่ ง ๆ เมื่อแสงขาวผา่ น 2) ทกั ษะการ
แสงสตี ่าง ๆเรียกวา่ สเปกตรมั ปริซึมจะเกิดการกระจาย
ของแสงขาว เมือ่ เคลื่อนที่ใน แสงเปน็ แสงสีตา่ ง ๆเรียกว่า จาแนกประเภท
ตัวกลางใด ๆ ทไ่ี มใ่ ช่อากาศ สเปกตรมั ของแสงขาว เมื่อ
จะมีอตั ราเร็วตา่ งกนั จึงมกี าร เคลื่อนทีใ่ นตัวกลางใด ๆ ท่ี 3) ทักษะการ
หักเหตา่ งกัน ไมใ่ ชอ่ ากาศ จะมีอัตราเรว็
ตา่ งกันจึงมกี ารหกั เหตา่ งกนั เปรียบเทียบ
4) ทกั ษะการ

ตีความขอ้ มลู และการ
ลงข้อสรุป
3. ความสามารถใน
การใช้เทคโนโลยี

ลักษณะอนั ช้ินงำน/ภำระ วดั ผล แนวกำรจัด เวลำเรียน
งประสงค์ งำน ประเมินผล กิจกรรมกำร (ชั่วโมง

เรียนรู้ 5

วินยั กิจกรรมท่ี 3.7 ตรวจ วิธสี อนแบบสืบ
ฝ่เรียนรู้ มุมหกั เหมี กิจกรรมที่ เสาะหาความรู้
งมั่นในการ ความสัมพนั ธก์ ับ 3.7 (5Es
าน มมุ ตกกระทบ มุมหกั เหมี
ความสมั พนั ธ์ Instructional
กบั มุมตก
กระทบ Model)

มำตรฐำน/ สำระกำรเรยี นรู้ สำระสำคญั นำไปส
ควำมคดิ รวบยอด
ตวั ช้ีวัด แกนกลำง สมรรถนะสำคญั
ของผู้เรียน

ว 2.3 การสะท้อนและการหกั เหของ การสะทอ้ นและการหกั เห 1. ความสามารถในการสือ่ สาร
แสงนาไปใช้อธิบาย ของแสงนาไปใชอ้ ธบิ าย 2. ความสามารถในการคดิ
ม.3/17 ปรากฏการณ์ทีเ่ ก่ียวกับแสง ปรากฏการณ์ท่ีเกยี่ วกบั แสง
เช่น รุ้ง มริ าจ และอธิบายการ เช่น ร้งุ มิราจ และอธิบาย 1) ทักษะการสารวจคน้ หา
ทางานของทศั นอปุ กรณ์ เช่น การทางานของทัศนอุปกรณ์
แวน่ ขยาย เชน่ แว่นขยายกระจกโคง้ 2) ทกั ษะการจาแนก
กระจกโคง้ จราจร กล้อง จราจร กลอ้ งโทรทรรศน์
โทรทรรศน์ กล้องจลุ ทรรศน์ และแวน่ ประเภท
กล้องจลุ ทรรศน์ และแวน่ สายตา
สายตา 3) ทกั ษะการเปรยี บเทยี บ

4) ทักษะการตีความขอ้ มลู
และการลงข้อสรุป
3. ความสามารถในการใช้
เทคโนโลยี

ว 2.3 ม. ในการมองวัตถุ เลนส์ตาจะ 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
3/18 2. ความสามารถในการคดิ
ถกู ปรับโฟกสั เพ่ือให้เกดิ ภาพ
1) ทกั ษะการสารวจคน้ หา
ชดั ทจ่ี อตา ความบกพร่อง
2) ทักษะการจาแนก
ทางสายตา เช่น สายตาส้นั
ประเภท
และสายตายาว เป็นเพราะ
3) ทกั ษะการเปรียบเทียบ
ตาแหนง่ ท่เี กิดภาพไม่ไดอ้ ยทู่ ่ี
4) ทักษะการตคี วามขอ้ มูล
จอตาพอดี จงึ ตอ้ งใชเ้ ลนส์ใน และการลงขอ้ สรุป
3. ความสามารถในการใช้
การแกไ้ ข เพ่อื เทคโนโลยี

ชว่ ยใหม้ องเหน็ เหมือนคน

สายตาปกติ โดยคนสายตาสน้ั

ใช้เลนสเ์ วา้ สว่ นคนสายตา

ยาวใชเ้ ลนสน์ ูน

สู่ ช้นิ งำน/ภำระ วัดผล แนวกำรจัด เวลำเรียน
งำน ประเมินผล กจิ กรรมกำร (ช่วั โมง
คณุ ลกั ษณะ
อันพึ่ง เรียนรู้ 2
ประสงค์

ร 1.มีวนิ ัย ใบ ตรวจ วธิ สี อนแบบสืบ

2.ใฝ่เรียนรู้ กจิ กรรมทา้ ยบท ใบกิจกรรม เสาะหาความรู้

3.มุ่งมัน่ ใน สร้างโพรเจก ท้ายบท (5Es

การทางาน เตอรอ์ ยา่ งงา่ ย สรา้ งโพรเจก Instructional
ดว้ ยตวั เอง เตอรอ์ ย่าง Model)

งา่ ยด้วย

ตัวเอง

ร 1.มวี นิ ยั กจิ กรรมที่ 3.11 เขยี นแผนภาพ วธิ ีสอนแบบสืบ 2
2.ใฝเ่ รียนรู้ ภาพที่เกิดจาก การเคลอ่ื นท่ี เสาะหาความรู้
3.มงุ่ มน่ั ใน เลนส์นนู ของแสง แสดง (5Es
การทางาน การเกดิ ภาพ Instructional
ของทศั น Model)
อุปกรณ์และ
เลนสต์ า

มำตรฐำน/ สำระกำรเรียนรู้ สำระสำคญั นำไปส
ควำมคิดรวบยอด
ตวั ชี้วัด แกนกลำง สมรรถนะสำคญั
ของผู้เรยี น

ว 2.3 ความสว่างของแสงมีผลตอ่ ความสวา่ งของแสงมผี ลต่อ 1. ความสามารถในการส่อื สาร
ดวงตามนษุ ย์ การใช้สายตาใน ดวงตามนุษย์ การใชส้ ายตา 2. ความสามารถในการคิด
ม.3/19 ภาพแวดล้อมท่มี ีความสว่างไม่ ในภาพแวดล้อมที่มคี วาม
ม.3/20 เหมาะสมจะเป็นอันตรายต่อ สวา่ งไม่เหมาะสมจะเป็น 1) ทกั ษะการสารวจคน้ หา
ม.3/21 ดวงตา เชน่ การดวู ตั ถุในทมี่ ี อนั ตรายต่อดวงตา เชน่ การดู
ความสวา่ งมากหรือน้อยเกินไป วตั ถุในท่ีมีความสว่างมากหรือ 2) ทกั ษะการจาแนก
การจ้องดูหนา้ จอภาพเปน็ นอ้ ยเกนิ ไป การจ้องดู
เวลานาน ความสวา่ งบนพื้นท่ี หน้าจอภาพเปน็ เวลานาน ประเภท
รับแสงมีหน่วยเปน็ ลกั ซ์ ความรู้ ความสว่างบนพืน้ ที่รบั แสงมี
เกย่ี วกับความสว่างสามารถ หนว่ ยเปน็ ลกั ซ์ ความรู้ 3) ทักษะการเปรียบเทียบ
นามาใช้จัดความสว่างให้ เกี่ยวกบั ความสวา่ งสามารถ
เหมาะสมกับ นามาใช้จดั ความสวา่ งให้ 4) ทกั ษะการตีความข้อมูล
การทากิจกรรมตา่ ง ๆ เช่น เหมาะสมกบั และการลงขอ้ สรปุ
การจดั ความสวา่ งท่เี หมาะสม การทากจิ กรรมต่าง ๆ เชน่ 3. ความสามารถในการใช้
สาหรบั การอ่านหนังสอื การจัดความสวา่ งทีเ่ หมาะสม เทคโนโลยี
สาหรับการอา่ นหนงั สือ

สู่ วดั ผล แนวกำรจัด เวลำเรียน
คณุ ลักษณะ ชิ้นงำน/ภำระ ประเมนิ ผล กจิ กรรมกำร (ชว่ั โมง
อนั พ่ึง งำน
ประสงค์ ตรวจการ เรียนรู้ 1
ตอบคาถาม
ร 1.มีวินัย กจิ กรรมที่3.12 ท้าย วิธสี อนแบบสืบ
2.ใฝ่เรยี นรู้ ความสวา่ งที่ กิจกรรมที่ เสาะหาความรู้
3.มุ่งมน่ั ใน เหมาะสมกบั 3.12 (5Es
การทางาน กจิ กรรมตา่ ง ๆ
ควรมคี ่าเท่าใด Instructional

Model)

มำตรฐำน/ สำระกำรเรียนรู้ สำระสำคัญ นำไปส
ควำมคิดรวบยอด
ตวั ชวี้ ัด แกนกลำง สมรรถนะสำคัญ
ของผู้เรียน

ว3.1 ม ในระบบสุรยิ ะมีดวงอาทิตย์ ในระบบสรุ ิยะมดี วงอาทิตย์ 1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
3/1 เป็นศูนยก์ ลางโดยมีดาว เป็นศูนย์กลางโดยมีดาว 2. ความสามารถในการคิด
เคราะหแ์ ละบรวิ าร ดาว เคราะห์และบริวาร ดาว
เคราะหแ์ คระดาวเคราะหน์ ้อย เคราะห์แคระดาวเคราะห์ 1) ทกั ษะการสารวจค้นหา
ดาวหาง และอ่นื ๆ เชน่ วตั ถุ น้อย ดาวหาง และอน่ื ๆ เชน่
คอยเปอร์ วตั ถคุ อยเปอร์ โคจรอยู่ 2) ทกั ษะการจาแนก
โคจรอยโู่ ดยรอบ ซงึ่ ดาว โดยรอบ ซ่งึ ดาวเคราะห์ และ
เคราะห์ และวัตถุเหลา่ น้โี คจร วัตถเุ หลา่ นี้โคจรรอบดวง ประเภท
รอบดวงอาทติ ย์ด้วยแรงโนม้ อาทิตยด์ ว้ ยแรงโนม้ ถว่ งแรง
ถ่วงแรงโนม้ ถว่ งเปน็ แรงดงึ ดูด โนม้ ถว่ งเป็นแรงดงึ ดูด 3) ทักษะการเปรยี บเทียบ
ระหวา่ งวตั ถุสองวตั ถุโดยเป็น ระหว่างวัตถสุ องวัตถุโดยเปน็
สดั ส่วนกบั ผลคูณของมวลทั้ง สัดส่วนกับผลคณู ของมวลทง้ั 4) ทกั ษะการตีความข้อมูล
สอง และเป็น สอง และเป็น และการลงข้อสรุป
สดั สว่ นผกผนั กับกาลังสองของ สดั สว่ นผกผันกบั กาลงั สอง 3. ความสามารถในการใช้
ระยะทางระหวา่ งวตั ถทุ งั้ สอง ของระยะทางระหว่างวตั ถทุ ้งั เทคโนโลยี
แสดงได้โดยสมการ F = สอง แสดงไดโ้ ดยสมการ F =
(Gm1m2)/r2 (Gm1m2)/r2
เมือ่ F แทนความโน้มถว่ ง เมอ่ื F แทนความโนม้ ถ่วง
ระหวา่ งมวลทั้งสอง ระหวา่ งมวลทัง้ สอง
G แทนคา่ นิจโนม้ ถ่วงสากล G แทนคา่ นจิ โนม้ ถว่ งสากล
m1แทนมวลของวตั ถแุ รก m1แทนมวลของวัตถุแรก
m2 แทนมวลของวัตถุทสี่ อง m2 แทนมวลของวัตถุทส่ี อง

สู่ วัดผล แนวกำรจัด
ประเมินผล กิจกรรมกำร
คณุ ลกั ษณะ ช้ินงำน/ภำระ เวลำเรยี น
อันพ่ึง งำน เรยี นรู้ (ชัว่ โมง)
ประสงค์
5
ร 1.มวี นิ ัย กจิ กรรมที่ 4.1 ตรวจการ วิธีสอนแบบสืบ
2.ใฝ่เรยี นรู้ ขนาดของแรง
3.ม่งุ มัน่ ใน โนม้ ถว่ ง ตอบคาถาม เสาะหาความรู้
การทางาน ทา้ ยกิจกรรม (5Es

ที่ 4.1 Instructional
Model)

และr แทนระยะหา่ งระหวา่ ง และr แทนระยะหา่ งระหว่าง

วัตถุทั้งสอง วตั ถุทัง้ สอง

มำตรฐำน/ สำระกำรเรียนรู้ สำระสำคญั นำไปส
ควำมคิดรวบยอด
ตัวช้ีวัด แกนกลำง สมรรถนะสำคัญ
ของผเู้ รียน

ว3.1 ม การทีโ่ ลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ การท่ีโลกโคจรรอบดวง 1. ความสามารถในการส่อื สาร
3/2 ในลกั ษณะท่ีแกนโลกเอียงกบั อาทติ ยใ์ นลกั ษณะท่ี 2. ความสามารถในการคดิ
แนวต้ังฉากของระนาบทาง แกนโลกเอยี งกบั แนวตัง้ ฉาก
โคจรทาใหส้ ่วนตา่ ง ๆ บนโลก ของระนาบทางโคจรทาให้ 1) ทกั ษะการสารวจคน้ หา
ได้รบั ปริมาณแสงจากดวง สว่ นต่าง ๆ บนโลกได้รับ
อาทิตยแ์ ตกตา่ งกันในรอบปี ปริมาณแสงจากดวงอาทิตย์ 2) ทักษะการจาแนก
เกิดเป็นฤดูกลางวันกลางคืน แตกตา่ งกันในรอบปี เกิดเป็น
ยาวไม่เท่ากัน และตาแหนง่ ฤดกู ลางวันกลางคนื ยาวไม่ ประเภท
การขึ้นและตกของดวงอาทติ ย์ เท่ากัน และตาแหนง่ การข้นึ
ทข่ี อบฟา้ และเส้นทางการขน้ึ และตกของดวงอาทติ ย์ที่ขอบ 3) ทกั ษะการเปรียบเทยี บ
และตกของดวงอาทติ ย์ ฟา้ และเสน้ ทางการขนึ้ และ
เปล่ยี นไปในรอบปี ซงึ่ สง่ ผลตอ่ ตกของดวงอาทิตย์เปล่ียนไป 4) ทักษะการตีความขอ้ มลู
การดารงชีวติ ในรอบปี ซึง่ ส่งผลตอ่ การ และการลงขอ้ สรุป
ดารงชีวิต 3. ความสามารถในการใช้
เทคโนโลยี

สู่ วัดผล แนวกำรจัด เวลำเรยี น
คณุ ลักษณะ ชิ้นงำน/ภำระ ประเมนิ ผล กจิ กรรมกำร (ช่วั โมง)
อันพ่ึง งำน
ประสงค์ เรยี นรู้

ร 1.มีวินัย กิจกรรมท่ี 4.2 ตรวจ วิธีสอนแบบสบื 4
2.ใฝ่เรยี นรู้ ฤดูของโลก กจิ กรรมที่ เสาะหาความรู้
3.มงุ่ มน่ั ใน เกิดขนึ้ ได้ 4.2 (5Es
การทางาน อยา่ งไร ฤดขู องโลก Instructional
เกิดข้ึนได้ Model)

อยา่ งไร

ตรวจคาถาม

ทา้ ยกิจกรรม

ท่ี 4.3

มำตรฐำน/ สำระกำรเรยี นร้แู กนกลำง สำระสำคญั สมรรถน
ตวั ชี้วัด ควำมคดิ รวบยอด
ดวงจันทรโ์ คจรรอบโลก โลกและดวง สำคญั ข
ว3.1 จันทรโ์ คจรรอบดวงอาทิตย์ ดวงจนั ทร์ ดวงจันทรโ์ คจรรอบโลก โลกและ
ม3/3 รับแสงจากดวงอาทติ ย์คร่งึ ดวง ดวงจนั ทรโ์ คจรรอบดวงอาทิตย์ ดวง ผูเ้ รยี น
ตลอดเวลา เมอ่ื ดวงจนั ทร์โคจรรอบโลก จนั ทร์รับแสงจากดวงอาทิตย์คร่งึ ดวง
ไดห้ ันสว่ นสว่างมายงั โลกแตกต่างกนั ตลอดเวลา เมอ่ื ดวงจันทร์โคจรรอบ 1. ความสามา
จึงทาใหค้ นบนโลกสังเกตส่วนสว่างของ โลก ในการสอ่ื สาร
ดวงจันทรแ์ ตกต่างไปในแต่ละวันเกิด ไดห้ นั สว่ นสว่างมายังโลกแตกตา่ งกัน 2. ความสามา
เปน็ ขา้ งข้นึ ขา้ งแรม จงึ ทาใหค้ นบนโลกสงั เกตสว่ นสว่าง ในการคิด
• ดวงจันทร์โคจรรอบโลกในทิศทาง ของดวงจันทรแ์ ตกต่างไปในแตล่ ะ
เดยี วกันกบั ที่โลกหมุนรอบตัวเอง จงึ ทา วันเกดิ เปน็ ข้างขึน้ ขา้ งแรม 1) ทักษะก
ใหเ้ หน็ ดวงจนั ทรข์ น้ึ ช้าไปประมาณวนั • ดวงจันทรโ์ คจรรอบโลกในทศิ ทาง สารวจคน้ หา
ละ ๕๐ นาที เดยี วกันกับที่โลกหมุนรอบตัวเอง จึง
แรงโนม้ ถ่วงทีด่ วงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ทาให้เห็นดวงจันทรข์ ้ึนช้าไป 2) ทกั ษะก
กระทาตอ่ โลกทาใหเ้ กิดปรากฏการณ์ ประมาณวนั ละ ๕๐ นาท
นา้ ขน้ึ นา้ ลง ซ่ึงส่งผลต่อสิง่ แวดลอ้ ม แรงโนม้ ถว่ งทีด่ วงจันทร์ ดวงอาทติ ย์ จาแนกประเภ
และสง่ิ มชี วี ติ บนโลก วนั ทน่ี า้ มรี ะดบั กระทาตอ่ โลกทาใหเ้ กดิ
การขน้ึ สงู สดุ และลงตา่ สดุ เรียก วันน้า ปรากฏการณน์ ้าขน้ึ นา้ ลง ซง่ึ ส่งผล 3) ทักษะก
เกิด ต่อสง่ิ แวดลอ้ มและส่งิ มชี วี ติ บนโลก
สว่ นวนั ทรี่ ะดบั นา้ มกี ารขนึ้ และลงนอ้ ย วนั ทีน่ า้ มรี ะดบั การข้ึนสูงสุดและลง เปรยี บเทยี บ
เรียกวันนา้ ตาย โดยวันนา้ เกิด นา้ ตาย ตา่ สุดเรียก วันนา้ เกดิ 4) ทกั ษะก
มีความสัมพันธก์ บั ข้างขึ้นขา้ งแรม สว่ นวันท่รี ะดับน้ามีการขึ้นและลง
นอ้ ยเรียกวันน้าตาย โดยวันน้าเกิด ตคี วามข้อมลู แ
นา้ ตาย มีความสมั พนั ธ์กบั ขา้ งข้นึ การลงขอ้ สรปุ
ขา้ งแรม 3. ความสามา
ในการใช้
เทคโนโลยี

นำไปสู่ วัดผล แนวกำรจัด เวลำเรียน
ประเมนิ ผล กจิ กรรมกำร (ชั่วโมง)
นะ คณุ ลักษณะ ชนิ้ งำน/ภำระ
งำน - ตรวจ เรียนรู้ 3
ของ อันพึ่ง คาถามท้าย
- คาถามทา้ ย กิจกรรมที่ วธิ ีสอนแบบสบื
น ประสงค์ กจิ กรรมที่ 4.4 4.4 เสาะหาความรู้
ข้างขน้ึ (5Es
ารถ 1.มีวินยั ข้างแรม
ร เกดิ ขน้ึ ได้ Instructional
ารถ 2.ใฝ่เรียนรู้ อย่างไร จานวน
6 ขอ้ Model)
3.ม่งุ ม่ันใน
การ การทางาน

การ
ภท
การ

การ
และ

ารถ

มำตรฐำน/ สำระกำรเรียนรู้ สำระสำคัญ นำ
ควำมคดิ รวบยอด
ตวั ช้ีวัด แกนกลำง สมรรถนะสำคญั ข
ผ้เู รียน

ว3.1 ม เทคโนโลยีอวกาศได้มบี ทบาท เทคโนโลยอี วกาศไดม้ บี ทบาท 1. ความสามารถในการสอื่
3/4 ต่อการดารงชวี ติ ของมนษุ ย์ใน ต่อการดารงชีวติ ของมนษุ ย์ใน 2. ความสามารถในการคดิ
ปจั จบุ นั มากมาย มนุษยไ์ ด้ใช้ ปัจจบุ ันมากมาย มนุษย์ได้ใช้
ประโยชน์จากเทคโนโลยี ประโยชน์จากเทคโนโลยอี วกาศ 1) ทกั ษะการสารวจคน้
อวกาศ เช่น ระบบนาทางด้วย เชน่ ระบบนาทางด้วยดาวเทยี ม
ดาวเทียม (GNSS) การตดิ ตาม (GNSS) การตดิ ตามพายุ 2) ทักษะการจาแนก
พายสุ ถานการณไ์ ฟป่า สถานการณ์ไฟป่า ดาวเทยี ม
ดาวเทียมช่วยภัยแล้งการตรวจ ชว่ ยภยั แลง้ การตรวจคราบ ประเภท
คราบนา้ มนั ในทะเล น้ามันในทะเล
• โครงการสารวจอวกาศต่าง ๆ • โครงการสารวจอวกาศต่าง ๆ 3) ทักษะการเปรยี บเท
ได้พัฒนาเพ่ิมพนู ความรู้ความ ไดพ้ ัฒนาเพิ่มพูนความร้คู วาม
เขา้ ใจต่อโลก ระบบสรุ ยิ ะและ เขา้ ใจตอ่ โลก ระบบสรุ ิยะและ 4) ทักษะการตคี วามขอ้
เอกภพมากขึ้นเป็นลาดบั เอกภพมากขึ้นเปน็ ลาดบั และการลงขอ้ สรุป
ตวั อยา่ งโครงการสารวจอวกาศ ตวั อยา่ งโครงการสารวจอวกาศ 3. ความสามารถในการใช
เช่น การสารวจส่ิงมชี ีวติ นอก เช่น การสารวจสิ่งมีชวี ิตนอก เทคโนโลยี
โลก การสารวจ โลก การสารวจ
ดาวเคราะหน์ อกระบบสุริยะ ดาวเคราะห์นอกระบบสุรยิ ะ
การสารวจดาวองั คารและ การสารวจดาวองั คารและ
บริวารอ่นื ของดวงอาทิตย์ บรวิ ารอืน่ ของดวงอาทติ ย์

ำไปสู่ วัดผล แนวกำรจดั เวลำเรยี น
ประเมนิ ผล กิจกรรมกำร (ช่วั โมง)
ของ คณุ ลักษณะ ชิ้นงำน/ภำระ
อันพ่ึง งำน ตรวจคาถาม เรียนรู้ 6
ท้ายกจิ กรรม
ประสงค์ ทา้ ยบท ดดู าว วธิ สี อนแบบ
วนั ไหนกนั ดี สบื เสาะหา
อสาร 1.มวี นิ ัย คาถามทา้ ย จานวน 1 ข้อ ความรู้ (5Es

นหา 2.ใฝเ่ รียนรู้ กิจกรรม Instructional

3.มงุ่ ม่ันใน ทา้ ยบท ดดู าว Model)

การทางาน วนั ไหนกนั ดี

ทียบ จานวน 1 ข้อ

อมลู

ช้




Click to View FlipBook Version