เอกสารสอ่ื การสอน
โดย
พระครโู สภณวีรานุวัตร,ดร.
วิทยาลัยสงฆส์ พุ รรณบุรศี รสี ุวรรณภมู ิ
บทนำ
“ราชา รัฏฐสั สะ ปัญญาณงั . พระราชาเปน็ สง่าแหง่ แวน่ แควน้ .”
“ราชา มขุ งั มนสุ สานงั . พระราชาเปน็ ประธานของหมมู่ นุษย.์
เมือ่ โคทง้ั หลายว่ายข้ามแมน่ ้าํ ไป ถา้ โคหัวหนา้ ฝงู วา่ ยคด
โคทั้งหมดกย็ ่อมวา่ ยคดไปตามกัน
ในมนษุ ย์ท้ังหลายกเ็ หมอื นกนั ผู้ใดไดร้ บั สมมตแิ ตง่ ตั้งให้เป็นใหญ่
ถา้ ผนู้ น้ั ประพฤตไิ มเ่ ปน็ ธรรม ประชาชนนอกนี้ก็ประพฤตไิ ม่เปน็
ธรรมโดยแท้
ถา้ พระราชาผเู้ ป็นใหญ่ต้ังอยใู่ นธรรม รฐั กย็ ่อมอย่เู ป็นสขุ ทว่ั กนั ”
“สพั พัง รัฏฐัง สขุ งั โหติ ราชา เจ โหติ ธมั มิโก
ถา้ พระราชาเป็นผู้ทรงธรรม ราษฎรทง้ั ปวงก็เป็นสขุ .”
พระพุทธศาสนาเกิดข้ึนทา่ มกลางประเพณี
นิยมอินเดียสมัยโบราณอันเป็นยุคที่มีพระราชา
เป็นผู้ปกครองแว่นแคว้นและนครรัฐท้ังหลายใน
ชมพูทวีป พระราชาทั้งหลายมีสถานภาพเป็น
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือทรงไว้ซึ่งพระราช
อานาจเด็ดขาด และโดยประเพณีนิยมในระบบ
วรรณะอันถือว่ากษัตริย์เป็นนักรบ มหี น้าที่ป้องกัน
บ้านเมือง และเป็นนักปกครอง ดังน้ันระพุทธ
ศาสนาจึงได้รับอิทธิพลทางความคิดเร่ืองฐานะ
ของพระมหากษัตริย์จากประเพณีนิยมพื้นเมืองท่ีมี
มาแต่เดมิ ในชมพทู วปี ด้วย
อย่างไรก็ดี โดยท่ีพระพุทธศาสนามีหลักการท้ังในเชิงปฏิวัติและปฏิรูปความคิดความเช่ือถือ
ดั้งเดิม กล่าวคือ ส่ิงใดที่เห็นว่าไม่ถกู ต้องก็ยกเลิกไป ส่วนสิ่งใดที่เห็นว่าพอจะไปกนั ได้ก็ยอมรับและปฏริ ูป
ให้ตรงกับหลักการของพระพุทธศาสนาเช่น ความเชื่อถือด้ังเดิมเร่ืองการเข้าถึงโมกษะ (ความหลุดพ้น)
ด้วยการปฏิบัติอย่างเข้มงวดสายหนึ่ง และด้วยการเสพกามและหลงอยู่กับโลกียสุขอีกสายหน่ึงล้วนเป็น
แนวคิดท่ีสุดโต่งตกขอบทั้งคู่ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปฏิเสธหลักการท้ังสองสาย ทรงสอนให้
เลือกเส้นทางใหม่ คือ “ชฌิมาปฏิปทา” อันเป็นตัวอย่างของการปฏิวัติ ส่วนเรื่องฐานะของกษัตริย์นั้น
พระพุทธศาสนายอมรับว่ากษัตริย์หรือพระราชานั้นมฐี านะเป็น “เทพเจ้า” โดยสมมุติ คือโดยการยอมรับ
ภายในหมู่มนุษย์เท่านั้น ไม่ใช่เทพเจ้าตามความเข้าใจของพราหมณ์ ท้ังนี้พระพุทธศาสนาแบ่งประเภท
ของเทพเจา้ ออกเปน็ ๓ ลกั ษณะ คอื
๑. สมมตุ เิ ทพ เทพเจา้ โดยสมมตุ ิ คือโดยการยอมรบั ของมวลมนุษย์ในโลก
๒. อปุ ัตตเิ ทพ เทพเจา้ โดยกาเนดิ คือท่สี ถิตอยู่บนสรวงสวรรค์
๓. วสิ ทุ ธเิ ทพ เทพเจา้ โดยความบรสิ ุทธ์ิ ไดแ้ ก่ พระอรหนั ตท์ ัง้ หลาย
พระพุทธศาสนาให้ความสาคัญต่อสถาบัน
กษัตริย์ไว้มาก ดังท่ีปรากฏทัศนะอันเก่ียวกับ
สถานะ บทบาท และความสาคัญของกษัตริย์ใน
พระไตรปิฎกหลายแห่ง สรุปความว่า กษัตริย์มี
ค ว า ม ส า คั ญ มิ ใ ช่ เ พี ย ง ค ว า ม เ ป็ น ผู้ น า ใ น ท า ง
การเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางที่สาคัญท่ีสุด
ของสังคม เป็นแกนให้เกิดความเคลื่อนไหว
เปล่ียนแปลงทางสังคม เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์
เปน็ ศูนย์กลางสุริยจกั รวาล แมแ้ ต่การเปลี่ยนแปลง
ทางธรรมชาติ เช่น ความวิปริตทางดินฟ้าอากาศ
ทุพภิกขภัย หรือภัยพิบัติต่างๆ ก็เชื่อกันว่าอยู่ใน
ความรับผดิ ชอบของกษตั ริย์ดว้ ย
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็ทรงยอมรับในบทบาทของกษัตริย์ท่ีจะเป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนาและลัทธิความเชื่อ
ทางจิตวิญญาณทั้งหลายในราชอาณาจักรน้ันๆ แม้พระพุทธศาสนาในยุคพุทธกาลเองก็ได้รับการอุปถัมภ์จาก
พระมหากษัตริย์ในแว่นแคว้นต่างๆ หลายพระองค์ เช่น พระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธ พระเจ้าป
เสนทิโกศลแห่งแคว้นโกศล กษัตริย์ลิจฉวีแห่งแคว้นวัชชีหรือมัลล-กษัตริย์แห่งแคว้นมัลละ ไปจนกระทั่งถึงยุคหลังพุทธ
ปรนิ ิพพานไปแล้วนบั ศตวรรษ พระเจา้ อโศกมหาราชแห่งราชวงศ์โมริยะ และพระเจ้ากนิษกะแห่งราชวงศ์กุษาณะก็ยังทรงได้
ชื่อว่าเป็นบรมกษัตริย์ที่ทรงมีบทบาทสาคัญต่อการอุปถัมภ์ให้พระพุทธศาสนามีความรุ่งโรจน์ในชมพูทวีปต่อไปได้ และยัง
ไดร้ ับการนาออกไปเผยแผ่ยงั ดินแดนตา่ งๆ นอกชมพูทวีปอีกดว้ ย
ความเสื่อมของพระพทุ ธศาสนาจากชมพูทวีปเองก็เป็นผลมาจากชนในวรรณะกษัตริย์อีกเช่นเดียวกัน ดังปรากฏ
ว่ากษัตริย์ของแว่นแคว้นต่างๆ ในยุคหลังซ่ึงมิได้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาต่างก็มีนโยบายท่ีจะทาให้พระพุทธศาสนาเส่ือม
สูญไปจากชมพูทวีป ทง้ั ด้วยการใช้กาลังเข้าปราบปรามทาลายและการใช้นโยบายในศาสนาอ่ืนเข้ากลืนให้พระพุทธศาสนา
กลายเป็นสว่ นหนง่ึ ของศาสนาน้นั จนพระพทุ ธศาสนาเกอื บทจ่ี ะสูญส้ินไปจากชมพูทวีป และในปัจจุบันเหลือพุทธศาสนิกชน
อยใู่ นประเทศอนิ เดียซึ่งเปน็ แดนพุทธภูมิในอัตราส่วนน้อยนิดเม่อื เปรียบเทยี บกบั ศาสนิกชนฮินดูและมสุ ลมิ
ในขณะท่ีกษัตริย์ในชมพูทวีปยุคหลังราชวงศ์โมริยะลงมามีบทบาทในการทาให้พระพุทธศาสนาเส่ือมสูญไปจาก
ชมพูทวีป กลับมีกษัตริย์ในดินแดนอีกจานวนหนึ่งท่ีพระพุทธศาสนาได้รับการนาไปเผยแผ่ ให้การอุปถัมภ์ให้
พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากลึกลงเป็นแก่นของศรัทธาความเชื่อและหลักปรัชญา ในการดาเนินชีวิตของมหาชนในดินแดน
เหล่านั้น
กษตั รยิ ใ์ นลงั กาทวีปมีบทบาทในการอุปถัมภ์บารงุ ให้พระพุทธศาสนาเถรวาทประดษิ ฐานอย่างมั่นคงในดินแดนนั้น
ก่อนท่ีจะเผยแผ่ไปยังภูมิภาคโพ้นทะเลคือดินแดนภาคพ้ืนทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันเป็นดินแดนที่รับเอาอารย
ธรรมอินเดียเข้าไปบูรณาการกับอารยธรรมด้ังเดิมจนเกิดเป็นอารยธรรมท่ีย่ิงใหญ่ของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยเฉพาะการเกิดรัฐที่มีกษัตริย์ตามรูปแบบของอินเดียปกครอง ตั้งแต่ช่วงระยะเวลาประมาณเจ็ดร้อยปีเศษหลังพุทธ
ปรนิ พิ พาน
ในบรรดาองค์ประกอบหลักของอารยธรรมอินเดียที่เข้าไปบูรณาการอารย
ธรรมดั้งเดิมของชนพ้นื เมืองเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ให้เกิดเป็นอารยธรรมท่ีย่ิงใหญ่ขึ้น
นนั้ ไม่อาจปฏิเสธไดว้ ่า ทัง้ ศาสนาพราหมณ์ฮินดแู ละพระพุทธศาสนา (ทัง้ ฝ่ายมหายาน
และเถรวาท) ตา่ งมีบทบาทในการเข้าไปช่วยกาหนดสถานภาพของผู้ปกครองดินแดน
ให้กลายเป็นพระราชาในวรรณะกษัตริย์ ทั้งยังเข้าไปผสานเข้ากับคติความเช่ือด้ังเดิม
ของชนพ้ืนเมืองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นระบบความเช่ือใหม่และปรัชญา
ชีวิตให้กับคนพื้นเมืองเหล่าน้ัน โดยศาสนาพราหมณ์ และพระพุทธศาสนาฝ่าย
มหายานมีบทบาทนามาก่อนในรัฐภาคพนื้ ทวีปยุคต้นๆ อันได้แก่ ฟูนัน เจนละ จามปา
กัมพูชาสมัยเมอื งพระนคร ซง่ึ รบั เอาศาสนาพราหมณ์ โดยเฉพาะลัทธิไศวะนิกายเข้าไป
เป็นคติความเช่ือหลัก ยกเว้นรัฐศรีเกษตร ทวารวดี สุธรรมาวดี และพุกาม ที่อิทธิพล
ของพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายมหายานและเถรวาทเข้าไปเป็นศาสนาหลักในรัฐ
จนกระท่ังถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เป็นต้นมา บรรดารัฐและบ้านเมืองของชน
พ้ืนเมืองบนภาคพ้ืนทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันได้แก่ ชาวมอญ ชาวเขมร
ชาวพม่า และชาวไทยกลุ่มต่างๆ จึงยอมรับเอาพระพทุ ธศาสนาเถรวาทจากลังกาทวีป
เข้ามาเป็นศาสนาประจารฐั ของตน
พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ มีบทบาทสาคัญอย่างย่ิงในการกาหนดรูปแบบของรัฐและ
การปกครองในรฐั จารีตพน้ื เมืองเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้เหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างย่ิงการกาหนดสถานภาพอันม่ันคงและ
เปี่ยมด้วยบุญญาบารมีของกษัตริย์ผู้ปกครองรัฐเหล่านั้น พระพุทธศาสนาเถรวาทลังกาวงศ์ยังกอปรด้วยพลังอัน
มหาศาลที่สามารถจะแทรกซึมเข้าไปผสานและจัดระบบคติความเชื่อของผู้คนพลเมืองทุกระดับช้ันในรัฐจารีตพื้นเมือง
เหล่านี้ได้ หลักการสาคัญของสังสารวัฏคือการเวียนวา่ ยตายเกิด หลักการของกฎแห่งกรรม และหลักการของบุญบารมี
ในพระพุทธศาสนาเถรวาทมีพลังอันมหาศาลท่ีจะกาหนดวิถีชีวิตของชนพ้ืนเมืองเหล่าน้ี ให้ดาเนินไปตามครรลองของ
หลักธรรมต่างๆ จากพระพทุ ธวจนะ สบื มาจากสมยั โบราณถึงปัจจบุ นั
ชนช้ันกษัตริย์อันเป็นผู้ปกครองรัฐ
ต่างๆ บนภาคพ้ืนทวีปของเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้นั้นเล่า ต่างก็ได้รับเอากรอบและ
มาตรฐานทางศีลธรรมในพระพุทธศาสนาเถร
วาทไปเป็นแนวทางสาคัญในการปกครอง
บ้านเมือง เพื่อเป็นหลักประกันความชอบธรรม
ในการดารงอยู่ของสถานะความเป็นกษัตริย์
อันเรียกว่า “ราชธรรม” ราชธรรมหลักของ
พุ ท ธ ก ษั ต ริ ย์ บ น ภ า ค พื้ น ท วี ป ข อ ง เ อ เ ชี ย
ตะวันออกเฉยี งใตน้ ้ัน ประกอบดว้ ย
ทศพิธราชธรรม หรือ ราชธรรม ๑๐ คือจริย
วัตร ๑๐ ประการ ผู้เป็นกษัตริย์พึงประพฤติเป็นหลักธรรมประจา
พระองค์ หรือเป็นคุณธรรมประจาตนของผู้ปกครองบ้านเมือง ให้
การปกครองนั้นมีความเป็นไปโดยธรรมและยังประโยชน์สุขให้เกิด
แก่ประชาชนจนเกิดความชื่นชมยินดี ซ่ึงโดยความเป็นจริงแล้ว
ทศพธิ ราชธรรมนี้ไม่ได้จาเพาะเจาะจงสาหรับพระเจ้าแผ่นดินหรือ
ผู้ปกครองแผน่ ดนิ เท่าน้ัน บุคคลธรรมดาสามัญที่ต้องปกครองดูแล
คนหมูม่ ากกพ็ งึ ปฏิบตั ิตามหลักธรรมเหลา่ นี้ได้
นอกจากทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการแล้ว ราชธรรม
สาคัญอีกประการหน่ึงสาหรับความเป็นพุทธกษัตริย์คือ จักรวรรดิ
วัตร ๑๒ คือ ธรรมอันเป็นพระราชจริยานุวัตรสาหรับพระเจ้า
จักรพรรดิราช หรือพระราชาเอกในโลก ท้ังนี้พระมหากษัตริย์
ผู้ปกครองประชาชนทรงถือและอาศัยธรรมข้อน้ีเป็นธงชัยร่วมกับ
ทศพิธราชธรรมและราชสงั คหวตั ถุ ๔ สาหรับทรงดาเนินกุศโลบาย
และวเิ ทโศบายในการปกครองบ้านเมือง
โดยเหตุที่พระพุทธศาสนาเถรวาทมีบทบาท
สาคัญในการกาหนดสถานะ และบทบาทของ
กษัตริย์ รวมทง้ั เป็นหลักประกนั สิทธิธรรมความเป็น
กษัตริย์ในรัฐพ้ืนเมืองบนภาคพื้นทวีปของเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ด้วยนั้น เป็นผลให้บรรดาพุทธ
กษัตริย์ในภูมิภาคนี้ต่างถือเป็นพระราชภาระสาคัญ
ในการอุปถัมภ์บารุงพระพุทธศาสนาเถรวาทและ
อุปถัมภ์คณะสงฆ์ในรัฐของตน เพราะการอยู่รอด
ปลอดภัยและความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา
ย่อมหมายถึงความมั่นคงของพระราชสถานะของ
กษตั รยิ แ์ ละราชบัลลงั กด์ ว้ ย
พระมหากษัตริย์ไทยต้ังแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยและล้านนาท่ีเกิดข้ึนในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ อันเป็นยุค
แรกรับพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์เข้ามาประดิษฐานในประชาคมรัฐของคนไทย มาจนถึงยุคอาณาจักร
อยุธยาท่ีแรกสถาปนาในช่วงปลายพทุ ธศตวรรษที่ ๑๙ และประสบความสาเร็จในการผนวกเอาแควน้ สุโขทัยเข้าเป็นส่วน
หนึ่งจนเกิดเป็นพระราชอาณาจักรสยามอันเป็นรากฐานของความเป็นประเทศไทยสืบมาจนถึงปัจจุบันสมัย ตลอดจน
พระมหากษัตริย์ไทยแห่งกรุงธนบุรี และพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ซึ่งยังดารงพระราชสถานะเป็นพระ
ประมุขของประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ล้วนดารงอยู่ในสถานะความเป็น “พุทธกษตั ริย์” ซ่ึงมีราชธรรมในพระพทุ ธศาสนา
เป็นเครื่องกากับการประพฤตพิ ระองค์มาโดยตลอด แม้ว่าในบางรัชสมัย พระมหากษัตริย์บางพระองค์อาจทรงแสดงพระ
ราชสถานะและบุญบารมีส่วนพระองค์ในลักษณะต่างๆ อันเป็นสมมติสถานะจากคติความเช่ือในศาสนาต่างๆ ที่เคย
เจริญรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบันก่อนสมัยที่คนไทยจะประสบความสาเร็จในการสร้างบ้าน แปงเมืองเป็น
ประชาคมรัฐ เช่น การแสดงพระองค์เป็นสมมติเทพ เป็นเทวราชาอันเป็นการสมมติในคติของพราหมณ์ การสมมติ
พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ผู้บาเพ็ญบารมีเพ่ือการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลตามคติในพระพุทธศาสนา
ฝ่ายมหายาน หรือแม้การสมมติพระองค์เป็น “พระศรีสรรเพชญ” เสมอด้วยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเป็นพระ
เจ้ามหาจักรพรรดิราช อันเป็นคติในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทก็ดี พระมหากษัตริย์ไทยทุกยุคสมัยล้วนทรงเคารพ
ในพระศรีรัตนตรัย และยอมรับการอยู่ในกรอบของราชธรรมในพระพุทธศาสนาและต่างได้ทรงรับพระราชภาระในการ
อปุ ถมั ภ์บารุงพระพุทธศาสนาเปน็ หนึง่ ในพระราชภาระสาคัญมาไม่เคยขาดสาย
การอุปถัมภ์บารุงพระพุทธศาสนาของพระมหากษัตริย์ไทยน้ัน พระมหากษัตริย์แต่
ละยุคสมัยจะทรงทานุบารุงองค์ประกอบสาคัญทั้ง ๔ ของพระพุทธศาสนาได้แก่ ศาสนธรรม
ศาสนบุคคล ศาสนวัตถุ และศาสนพิธี ซึ่งอันที่จริงแล้วองค์ประกอบทั้งสี่ประการนี้คือ
องค์ประกอบหลักของศาสนาต่างๆ ทุกศาสนาในโลกในบรรดาข้อความอันแสดงพระราช
ภารกิจน้อยใหญ่ของพระมหากษัตริย์ไทยท่ีปรากฏในหลักศิลาจารึก พระราชพงศาวดาร
จดหมายเหตุ พระราชหัตถเลขาบันทึกส่วนบุคคล และเอกสารราชการต่างๆ ตั้งแต่สมัย
สุโขทัยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันน้ัน ย่อมปรากฏพระราชภารกิจในการอุปถัมภ์บารุง
พระพุทธศาสนาไม่ทางใดก็ทางหน่ึงอยู่ด้วย อันสะท้อนให้เห็นว่า การอุปถัมภ์บารุง
พระพุทธศาสนาน้ันเป็นหน่ึงในกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้กับความเป็นกษัตริย์ ท่ี
จะปกครองบ้านเมืองและสืบราชสันตติวงศ์อย่างยาวนานผาสุกต่อเนื่องไป หรืออาจกล่าวใน
อีกนัยหนึ่งได้ว่า พระพุทธศาสนาได้กาหนดแนวคิดหลักสาหรับสถานะ และบทบาทของ
พระมหากษตั ริย์มาตั้งแต่ครั้งพทุ ธกาลแล้ว และยังคงบทบาทสาคัญประการน้ีไวใ้ นดนิ แดนท่ี
พระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพทุ ธเจ้าได้เผยแผ่ไป คือการเป็นฐานรองรับสถานภาพ
ของพระมหากษตั ริย์ในราชอาณาจกั รท่ียอมรบั นับถอื พระพทุ ธศาสนาอยู่สบื ไป
การกาหนดชอื่ หนังสือเล่มน้วี ่า “พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา” ย่อมจะเป็นสิ่งท่ีแสดงให้เห็นชัดเจน
ว่า การดาเนินเรื่องของหนังสือน้ีจะเน้นไปที่บทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยในส่วนที่เก่ียวกับพระพุทธศาสนา
โดยเฉพาะพระพทุ ธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ ซึ่งจากการค้นควา้ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ประเภทต่างๆ จะพบวา่
บทบาทของพระมหากษตั รยิ ไ์ ทยอนั เก่ียวข้องกับพระพทุ ธศาสนานนั้ มไิ ดเ้ ป็นบทบาทในการอุปถมั ภบ์ ารุงพระพทุ ธศาสนา
แต่เพียงสิ่งเดียวเท่าน้ัน แต่ยังรวมถึงบทบาทของการที่พระมหากษัตริย์ไทยในแต่ละยุคสมัยทรงพยายามสร้างสมพระ
ราชสถานะความเป็น “พุทธกษัตริย์” ให้เป็นที่ประจักษด์ ้วย ดงั จะเห็นไดว้ ่าพระมหากษัตริย์ในบางสมัยทรงเน้นบทบาท
ของ “ปราชญ์รู้ธรรม” คือการท่ีพระองค์เองต้องทรงศึกษาธรรมในพระพุทธศาสนาให้ทรงรู้และเข้าพระราชหฤทัยใน
พระพุทธศาสนาจนถึงข้ันสามารถที่จะทรงส่ังสอนธรรมแก่อาณาประชาราษฎร์ได้ หรือในบางสมัยพระมหากษัตริย์ไทย
สามารถที่จะทรงนาธรรมะหรืออุดมคตเิ ร่ืองต่างๆ ในพระพุทธศาสนาเถรวาทมาอธิบายพระราชสถานะและบทบาทของ
พระองค์ในสังคม เพ่ือสร้างบารมีให้เป็นที่ประจักษ์ได้ หรือในบางยุคสมัยพระมหากษัตริย์ไทยก็ทรงนับถือ
พระพุทธศาสนาบนหลักของเหตุและผล และทรงพยายามปลูกฝังให้อาณาประชาราษฎร์นับถือพระพุทธศาสนาด้วย
ความมเี หตมุ ีผลดว้ ย ดังน้ันภาพของพระมหากษัตริย์ไทยแตล่ ะยุคสมัยท่ีปรากฏในหนังสือน้ีจึงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยท่ี
ดารงความเป็น “มนุษย์ปุถุชน” และเป็นกลจักรสาคัญในประวัติศาสตร์ท่ีก่อเกิดความเปล่ียนแปลงต่างๆ ในสังคมไทย
โดยมพี ระพทุ ธศาสนาเถรวาทเปน็ ตัวแปรสาคญั
หลักฐานและข้อมูลในการเรียบเรียงหนังสือเล่มน้ี
ส่วนใหญ่มไิ ด้เป็นหลักฐานท่ีคน้ พบใหมแ่ ต่อย่างใด เพราะอนั
ท่ี จ ริ ง แ ล้ ว ก า ร ศึ ก ษ า เ กี่ ย ว กั บ ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง
พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนาน้ันเกิดขึ้นมานาน
หลายทศวรรษแล้ว มนี ักวชิ าการและผู้ร้จู านวนมากท้ังทเี่ ปน็
ชาวไทยและชาวต่างประเทศได้ค้นคว้าหลักฐานต่างๆ เรียบ
เรียงไว้เป็นหนังสือ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ กับทั้งบทความ
ต่ า ง ๆ แ ล ะ ข้ อ มู ล ส า ห รั บ ล ง ใ น เ ว็ บ ไ ซ ต์ เ ก่ี ย ว กั บ
พระพุทธศาสนาในประเทศไทยเป็นจานวนมาก แต่ลักษณะ
สาคัญของงานค้นคว้าประเภทต่างๆ ที่กล่าวมาน้ัน ส่วน
ใหญ่เน้นศึกษาเฉพาะยุคสมัย หรือเน้นเฉพาะบทบาทของ
พ ร ะ ม ห า ก ษั ต ริ ย์ ไ ท ย พ ร ะ อ ง ค์ ใ ด พ ร ะ อ ง ค์ ห น่ึ ง กั บ
พระพทุ ธศาสนา
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการนาเอาหลักฐานและข้อมูลต่างๆ ซ่ึงได้มีการ แต่หลกั ธรรมใน
คน้ คว้าศกึ ษากันมาก่อนหนา้ นั้น มาร้อยเรียงและจัดระบบให้เกิดเรอ่ื งราวท่มี ีความ พระพทุ ธศาสนายังคงยืน
เป็นเอกภาพ พร้อมทั้งวิพากษ์ วิเคราะห์ และอภิปรายข้อมูลจานวนหน่ึงที่เคยมีผู้ ยงอยู่เปน็ คาตอบให้กับ
ศึกษาไว้ก่อนหน้า แต่นาเสนอข้อมูลแต่เพียงในมติ ิของการบรรยายและพรรณนา ความไม่เทย่ี งแทท้ งั้ ปวงท่ี
รายละเอียด ไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นให้เกิดมิติของความเป็นเหตุและผลแก่ เกดิ ข้นึ ในสงั คมไทยยคุ แล้ว
กนั ความพยายามของหนงั สือเล่มน้จี ึงเปน็ ความพยายามที่จะสร้าง “งานสารคด”ี สมัยเล่าสบื มาจนปัจจบุ นั
ท่ี จ ะ ท า ใ ห้ ผู้ อ่ า น ไ ด้ ม อ ง เ ห็ น ภ า พ ร ว ม ข อ ง ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ร ะ ห ว่ า ง ส ถ า บั น
พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนาเถรวาท และเพื่อเป็นคาตอบสาหรับ
ปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่ในประเทศไทยปัจจุบัน คือการท่ีพระพุทธศาสนาได้
ประดิษฐานอยู่อย่างมั่นคงในสังคมไทย เป็นคติความเช่ือหลักที่กาหนดแนว
ทางการใช้ชีวิตของคนไทยมาตลอดทุกยุคสมัย ทั้งได้ผ่านความเปลี่ยนแปลงทาง
การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มาตลอดยุคสมัยต่างๆ อันยาวนานใน
ประวตั ิศาสตรไ์ ทย
บทท่ี ๑
กาเนิดพระพทุ ธศาสนาในชมพทู วีป
เราบรรลอุ ดุ มสมั โพธิญาณที่ควงไม้อัสสัตถพฤกษา
(แตน่ น้ั มา) รศั มีหนง่ึ วาวงรอบกายของเราอย่เู สมอ
พวยพุ่งสูง ๑๖ ศอก
อายขุ ัยของเราบัดน้ี เลก็ น้อยเพยี งแค่ในร้อยปี
แต่ช่วั เวลาเทา่ ท่ดี าํ รงชีวีอยู่น้นั เราไดช้ ว่ ยให้หมู่ชน
ขา้ มพน้ วัฏสงสารไปได้มากมาย
ทงั้ ตงั้ คบเพลิงธรรมไวป้ ลกุ คนภายหลงั ให้เกดิ
ปญั ญาทจ่ี ะตน่ื ข้นึ มาตรสั รูต้ อ่ ไป
อารยธรรมลุ่มแมน่ าสินธุ
ชมพูทวีป หรือดินแดนที่เป็นประเทศอินเดียในปัจจุบัน หากย้อนกลับไปราว ๕,๐๐๐ ปีมาแล้วน้ัน ดินแดนอนุ
ทวีปแห่งน้ีเป็นท่ีกาเนิดอารยธรรมลุ่มแม่น้าสินธุ หรืออีกชื่อหนึ่งว่าอารยธรรมฮารัปปาจากหลักฐานทางโบราณคดีคือซาก
เมืองโมเฮนโจดาโร ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองการาจีในปากีสถานและเมืองฮารัปปา ซ่ึงอยู่ห่างออกไป ๔๘๒
กิโลเมตร สะท้อนความเจริญในการวางผังเมืองและระบบสาธารณูปโภค พบร่องรอยของการนับถือเทพเจ้าผู้สร้างความ
อุดมสมบูรณแ์ กพ่ ืชพนั ธุ์ธัญญาหาร และการสรา้ งศลิ ปวตั ถุยคุ แรกของอนิ เดยี โบราณ
หลังจากอารยธรรมฮารัปปาอันรุ่งเรืองสูญส้ินไป
อย่างไร้ร่องรอย ในเวลาต่อมา ดินแดนแห่งนี้ก็ยังมี
ชาวดราวิเดยี น หรือในภาษาสนั สกฤตเรียกว่า “ทราวฑิ ”
ซ่ึงเปน็ ชนชาติเก่าแกท่ ่ยี งั คงตงั้ รกรากอยู่
กลุ่มชนเช้ือชาติดราวิเดียนหรือทราวิฑเป็น
เจ้าของอารยธรรมโบราณเป็นชนชาติแรกท่ีต้ังรกราก
สร้างรัฐและบา้ นเมอื งอยู่ตามลมุ่ แม่น้าสาคัญของโลกเช่น
ลุ่มแม่น้าไนล์ ลุ่มแม่น้าไทกริส - ยูเฟรตีส ลุ่มแม่น้าสินธุ
และรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นต้น เป็นชนชาติท่ีมี
ผิวสคี ลา้ ผมหยกิ นยั นต์ าพอง รา่ งกายไมส่ งู นัก
การรุกเขา้ มาในอนิ เดยี ของชนเผ่าอารยัน
ตอ่ มาราว ๑,๐๐๐ - ๑,๕๐๐ ปีก่อนพทุ ธกาล ชาวทราวิฑก็ถูกชนเผ่า “อารยัน” ที่รุกมาจากตะวนั ตกเฉียงเหนือ
ของอนุทวีป เข้าแย่งชิงดินแดนจนสามารถครอบครองอินเดียตอนเหนือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่
และตอนกลางไว้ได้ทั้งหมด พวกอารยันนั้น เดิมเป็นชนเผ่าเร่ร่อนอยู่ในทุ่งหญ้าของเอเชียกลางทางตอนใต้ของประเทศ
รัสเซยี ในปจั จบุ ัน ลักษณะผิวขาว ร่างกายสูงโปร่ง มีรูปหน้ายาว และจมูกโดง่ พวกน้ีได้อพยพออกมาจากถิ่นฐานเดิมเป็น
สองสาย พวกหนง่ึ เข้ามาในอินเดยี อกี พวกหนงึ่ อพยพไปทางตะวนั ตกตอนใต้ซ่งึ เป็นทวปี ยุโรปในปัจจบุ ัน
พวกอารยนั มีรา่ งกายสงู ใหญแ่ ละพฒั นาการเคร่อื งมอื ใน
การสู้รบท่ีดีกว่าแต่หลังจากมีชัยชนะ ก็มิได้นาอารยธรรมของตน
ซ้อนทับลงไปในอารยธรรมของชนพื้นเมืองแต่อย่างใด แต่ได้
เริ่มต้นต้ังหลักปักฐาน สร้างสังคมที่ผสมผสานความเป็นอารยัน
ของพวกตนและสังคมเกษตรกรรมของพวกทราวิฑ รวมทั้งผสม
กลมกลืนเอาวัฒนธรรมด้ังเดิมของพวกทราวิฑไว้ กลายเป็น
วฒั นธรรมผสมระหว่าง ๒ ชนชาติ อาทิ ลัทธคิ วามเชื่อในอานาจ
ของพระผู้เป็นเจ้า คือ พระศิวะ พระกฤษณะ และการบูชากราบ
ไหว้ศิวลึงค์ ซึง่ เป็นวฒั นธรรมเดิมของพวกทราวิฑ มาบวกเข้ากับ
การเคารพในอานาจแห่งธรรมชาติ เช่น อานาจไฟ (พระอัคนิ)
อานาจน้า (พระวรุณ) พวกอารยันก็มีเทพเจ้าท่ีเคารพอยู่ด้วยกัน
๔ องค์ คือ พระอินทร์ พระยม พระพิรุณ พระอาทิตย์ ซ่ึงเป็นผู้
กาหนดชะตากรรมมนุษย์จึงมีพิธีกรรมขอพรจากเทพเจ้าเหล่าน้ี
ด้วยการกราบไหว้ เซ่นสรวง และประกอบพิธีบูชายัญ โดยมี
นักบวชผทู้ าหนา้ ทห่ี ลักทเี่ รยี กว่า พราหมณ์
ในกาลต่อมาเหล่าพราหมณ์ได้ร้อยเรียงหลักการ หรือตัวบทกาหนดเพ่ือการควบคุมจิตใจและประสาน
ความสัมพันธ์ของผู้คนจานวนมากให้อยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุขขึ้น อาทิ มีบทร้อยกรองท่ีเรียกว่า คัมภีร์พระเวท มาเป็น
ตวั บทกาหนดในเชิงศาสนา ประกอบด้วย ๔ คัมภีร์ ไดแ้ ก่ ฤคเวท ยชุรเวท สามเวท และอถรวเวท (อาถรรพ์ อาถรรพณ์
อาถรรพณะ)
ยังมี คัมภีร์พราหมณะและอารัณยกะ ซ่ึงเป็นร้อยแก้ว ให้อรรถาธิบายเกี่ยวกับพิธีกรรมและวัตรปฏิบัติที่ระบุไว้
ในพระเวทท้ัง ๔
ตอ่ มายังเกดิ คมั ภีร์อุปนษิ ทั ซง่ึ ว่าดว้ ยความคิดคานึงทางปรัชญาเก่ยี วกับวถิ แี หง่ ชีวติ มนุษย์และจติ วญิ ญาณ
คัมภีร์พระเวทท้ัง ๔ รวมท้ังคัมภีร์พราหมณะ อารัณยกะ และคัมภีร์อุปนิษัท เหล่าพราหมณ์ด้วยกันเป็นผู้
ถ่ายทอดสืบต่อกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปีด้วยการท่องจาเป็นภาษาสันสกฤต ทั้งหมดท้ังปวงได้สืบมาเป็น ศาสนา
พราหมณ์ ในยคุ แรก และกลายมาเป็น พราหมณ-์ ฮนิ ดู ในสมยั หลัง
วรรณะ
ศาสนาพราหมณ์นามาซึ่งการจาแนกคนออกเปน็ ๔ วรรณะ ไดแ้ ก่
๑. พราหมณ์ มหี นา้ ท่ีสั่งสอนแบบครูบาอาจารย์
๒. กษตั รยิ ์ มหี นา้ ทเ่ี ปน็ นกั รบ ปกปอ้ งแผน่ ดิน
๓. แพศย์ มีหน้าทคี่ ้าขายสร้างเศรษฐกิจให้กับสงั คม
๔. ศูทร มหี น้าท่ีทาไร่ไถนาและใช้แรงงาน
ระบบวรรณะมพี ืน้ ฐานทจ่ี ะมุง่ ให้คนเขา้ ใจและทาหน้าท่ีของตน หาก
ต่างคนปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องก็จะเกิดความสงบสุขขึ้นได้ในสังคม แต่ต่อมา
ระบบนี้ได้ถูกบิดเบือนไปเป็นการแบ่งระดับชั้นของคนเพื่อผลประโยชน์
กลายเป็นการ เอารดั เอาเปรยี บ หรอื มีการเหยียดหยาม ถอื วา่ วรรณะหนึ่งสูง
กวา่ อีกวรรณะหนึง่ ไม่เกิดความเคารพยกยอ่ งในหน้าท่อี ย่างทคี่ วรจะเป็น
ผ้นู าในสงั คม
ในเวลาราว ๑,๐๐๐ กว่าปีท่ีมีการผสมกลมกลืนระหว่างชนสองเผ่านั้นดินแดนชมพูทวีปแบ่งเป็นแว่นแคว้น เกิด
ชนชั้นปกครองในลักษณะต่างๆ กันมีผู้ต้ังตัวเองเป็นหัวหน้าเผ่า หรือกลุ่มคณะปกครอง เรียกว่าคณะราชย์ คล้ายกับ
ระบบสาธารณรัฐหรือประชาธปิ ไตยในปัจจบุ นั เช่น แคว้นวัชชี แคว้นมัลละเป็นต้น แวน่ แควน้ ที่ใหญ่มากก็จะมีกษัตริย์เป็น
ผู้นา (ราชาธิปไตย) เช่น แคว้นมคธแคว้นโกศล แคว้นวังสะ เป็นต้น ชนชั้นปกครองเหล่าน้ี แม้ส่วนใหญ่มาจาก
วรรณะพราหมณ์ซ่ึงเป็นผู้กาหนดพัฒนาการของศาสนาพราหมณ์เอง แต่ก็ไม่ได้มีความเช่ือในศาสนาของตนเสมอไป ยังมี
การร้องเรียนหรือต่อต้านความเช่ือทางศาสนาระหว่างผนู้ าด้วยกันเองอยู่เสมอมา โดยเฉพาะในแง่ของการบูชาอานาจของ
เหล่าทวยเทพ รวมทั้งการแบ่งวรรณะก็ไม่ได้ทาให้เกิดความสงบแท้จริงผู้นาในสังคมบางส่วนจึงเร่ิมมีการแสวงหาส่ิงที่
เรยี กวา่ ความสขุ แห่งชีวิต
มีรัฐเล็กๆ อีกแห่งหนึ่ง ตง้ั อยู่ทางเหนือสุดของอินเดียที่เชิงเขาหิมพานต์ (ภูเขาหิมาลัย) ชื่อ กรุงกบิลพัสด์ุ ข้ึนกับ
แคว้นศากยะ มีกษัตริย์ราชวงศ์ศากยะปกครองพระราชาทรงพระนามว่า พระเจ้าสุทโธท-นะ พระอัครมเหสีพระนามว่า
พระนางสิริมหามายาเทวี ท้ังสองพระองค์มีพระราชโอรสซึ่งในกาลต่อมาจะได้ทรงเป็นผู้นําทางจิตวิญญาณของมหาชน
หรือศาสดาในศาสนาใหม่ทีม่ ีแนวคดิ แตกต่างไปจากศาสนาพราหมณอ์ ย่างใหญห่ ลวง
เจา้ ชายสทิ ธตั ถะ
๘๐ ปีก่อนพุทธศักราช เจ้าชายสิทธัตถะ ราชโอรสของพระ
เจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา แห่งแควน้ ศากยะ เสด็จอุบัติ
ท่ีลุมพินีวันอันเป็นราชอุทยานหลวง ระหว่างเมืองกบิลพัสด์ุกับเมือง
เทวทหะ
เมอ่ื เจา้ ชายสิทธตั ถะมพี ระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา เสด็จออก
ผนวช(มหาภิเนษกรมณ์) ที่ริมฝั่งแม่น้าอโนมานที ทรงสละ
นิวาสสถานของพระองค์เพ่ือแสวงหาสัจธรรม ทรงแสวงหาแนวทาง
ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งถูกและผิด จนทรง
ค้นพบอริยสัจ ๔ (การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ความดับทุกข์ และ
หนทางไปสู่ความดับทุกข์) ด้วยวิธีฝึกจิตด้วยสติจนถึงซ่ึงความรู้แจ้ง
ในสรรพส่ิง
ตรัสรู้และปฐมเทศนา
ในวันเพ็ญวิสาขปุรณมี เจ้าชายสิทธัตถะ
พระชนมายุ ๓๕ พรรษา ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัม
พทุ ธเจ้า ท่ีโคนต้นมหาโพธิพฤกษ์ ริมฝ่ังแม่น้าเนรัญ
ชราตาบลอุรุเวลา เสนานิคม (ปัจจุบันเรียกว่า
“พุทธคยา”) ในแคว้นมคธ (แคว้นใหญ่แคว้นหนึ่ง
ในชมพูทวีป สมัยพุทธกาลปกครองโดยพระเจ้าพิม
พสิ าร)
ในวันเพ็ญอาสาฬหปุรณมี หรือสองเดือน
ภายหลังตรัสรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงปฐม
เทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่เบญจวัคคีย์ คือ
ฤาษีทั้งห้ารูปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมือง
พาราณสี
ศาสดาแห่งพทุ ธออกจาริกเผยแผแ่ กน่ ธรรม
ตอ่ จากนั้น พระพุทธเจ้าไดเ้ สด็จจารกิ ไปมาในบริเวณท่ีราบลมุ่ แม่น้าคงคา
เป็นระยะเวลา ๔๕ ปี ทรงประกาศคาสอนของพระองค์และทรงชักชวนชนทุกช้ัน
วรรณะและทุกลัทธคิ วามเชื่อถือให้มาอยู่ในความหมายแห่ง “ธรรมะ”หรือ “ความ
จริงแหง่ ชวี ิต” ทพี่ ระองค์ไดท้ รงค้นพบ
พระองค์ทรงสอนไว้อย่างเรียบง่ายว่า ชีวิตมนุษย์เป็นทุกข์เน่ืองมาจาก
กิเลสตัณหา มนุษย์จะสามารถกาจดั ความทุกข์นไ้ี ดด้ ้วยการปฏิบัตติ นตามวถิ ีทาง ๘
ประการ ได้แก่ เห็นชอบดาริชอบ พูดชอบ ทาชอบ เล้ียงชีวิตชอบ พยายามชอบ
ระลกึ ชอบ และต้ังใจม่ันชอบ
ชีวิตมนุษย์มี “กรรม” คือผลรวมแห่งการกระทาของตนเป็นส่ิงครอบงา
กาหนด หาใช่เทพยดาหรือพระผูเ้ ป็นเจ้าองค์ใดเป็นผู้กาหนด เพราะฉะนั้นด้วยการ
ปฏิบัติตนตามวิถีทางที่ยึดมั่นในจิตใจของตนเองเท่านั้น มนุษย์จึงจะสามารถ
ทาลายพันธนาการแหง่ “กรรม” แลว้ บรรลถุ ึง “นิรวาณ” คือการดบั แห่งกิเลสและ
กองทกุ ข์
พระพทุ ธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่สอนให้ประพฤติปฏิบัติอย่าง
มีเหตุมีผลถึงจะมีแนวทฤษฎีและวิธีปฏิบัติอยู่หลายระดับ แต่โดยเน้ือหา
แล้วพทุ ธศาสนาถือหลักอันเป็นสายกลางที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา โดย
มคี าสอนท่ีเปน็ หลกั ใหญ่ ๓ ขอ้ เรียกวา่ พุทธโอวาท ๓ คอื
๑. สพฺพปาปสสฺ อกรณ (ไม่ทาความช่วั ทง้ั ปวง)
๒. กุสลสฺสูปสมฺปทา (ทาแต่ความดี)
๓. สจิตฺตปริโยทปน (ทาใจของตนใหส้ ะอาดบรสิ ทุ ธิ์)
ศาสนาพุทธเสนอหนทางให้คนยึดมั่นอยู่ในจิตใจตนเอง จึง
แตกต่างจากศาสนาพราหมณ์ตรงความเป็น “อเทวนิยม” (ไม่นับถือ
เทพยดาหรอื ผู้มฤี ทธิ์)
ด้วยเหตุความนิยมในศาสนาใหม่ หลังจากยสกุลบุตร และ
สหาย ๕๔ คน ออกบวชและบรรลุอรหัตตผลแล้ว เกิดมพี ระอรหันตสาวก
ยุคแรก ๖๐ รูป พระพทุ ธองค์จึงทรงส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนา
ดว้ ยพทุ ธพจน์ซง่ึ มีตอนสาคญั ทจ่ี าเปน็ หลักกันสืบมาว่า “จรถ ภิกฺขเว จา
ริกา พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย” (ภิกษุทั้งหลาย เธอ
ท้ังหลายจงจาริกไป เพ่อื ประโยชน์สุขแก่ชนจานวนมาก เพ่อื เกื้อการุณย์
แกช่ าวโลก)
ตลอดเวลา ๔๕ พรรษาแห่งการเผยแผ่ธรรม พระสงฆ์สาวกเพ่ิมจานวนข้ึนมากมายนับพันนับ
หมื่น ผู้คนที่หันมาเลื่อมใสออกบวช มีต้ังแต่พระราชา เจ้าชายพราหมณ์ และนักบวชในลัทธิอ่ืน พ่อค้า
วาณิชไปจนถึงโจรไพร (องคุลีมาล) และมีกษัตริย์พระองค์หนึ่งได้เข้ามาเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก
พระองค์แรกในพุทธประวัติ นั่นคือ พระเจ้าอชาตศัตรู ผู้เป็นพระราชาแห่งแคว้นมคธหลังจากกระทา
ปิตุฆาตแก่พระบิดาของพระองค์เอง (พระเจ้าพิมพิสาร) แต่ได้ทรงสานึกถึง “กรรม” อันใหญ่หลวงนี้ จึง
ทรงบาเพ็ญกศุ ลต่างๆ เพ่ือลบล้าง และทรงปฏิญาณตนเป็นอุบาสกบริษัท ตั้งม่ันในคาสอนของพระพุทธ
องค์
พระเจา้ อชาตศัตรเู ป็นกษัตริย์ในช่วงปลายและหลังพุทธกาล ทรงปกครองบ้านเมืองโดยตั้งอยู่ใน
ทศพธิ ราชธรรมและราชสังคหวัตถุ ทาให้ประชาราษฎรอ์ ย่อู ย่างเปน็ สุข แตพ่ ระองค์ก็ไม่สามารถอุปสมบท
หรือบรรลุธรรมข้ันสูง เพราะการกระทากรรมหนักคือปิตุฆาต พระองค์ทาได้เพียงทานุบารุง
พระพทุ ธศาสนาด้วยดจี นตลอดพระชนมช์ ีพ
บทที่ ๒
การหลง่ั ไหลของพระพุทธศาสนาจากอนิ เดียสู่
ดินแดนท่เี ปน็ ประเทศไทยในปัจจบุ นั
สตั วท์ งั้ หลาย
เป็นผมู้ ีกรรมเปน็ ของตน
เป็นทายาทแหง่ กรรม
มกี รรมเปน็ กาาเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ุ
มีกรรมเปน็ ทีพ่ ่ึงอาศัย
กระทาากรรมใดไว้
ดกี ็ตาม ชว่ั ก็ตาม
จกั เปน็ ผ้รู ับผลแห่งกรรมน้ัน
(พทุ ธวจนะ)
การสบื ทอดศาสนา
ระหว่างห้วงเวลา ๘๐ พรรษา ที่เรียกกันว่าพุทธกาลนั้น มิได้มีเพียงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ธรรมแล้ว
ออกเผยแผ่ ยังมีผู้นาในสังคมอีกมากมายที่พากันออกแสวงหาสรรพความรู้จนถึงระดบั ที่เป็นศาสดา ศาสดาเจ้าลัทธิที่
มีความเด่นชัดในความนิยมและกลายเป็นศาสนาข้ึนมาอีกผู้หน่ึงคือมหาวีระ (นิครนถนาฏบุตร) ศาสดาแห่งศาสนา
เชน/ไชนะ เป็นอีกศาสนาหนึ่งที่มีความเช่ือในกฎแห่งกรรมคล้ายกับศาสนาพุทธ แต่มีวถิ ีทางไปสู่ความสุขถาวรในอีก
แบบหน่ึง มหาวีระก็เป็นศาสดาที่มีสาวกอยู่มากมายท่ัวไป แต่หลังจากท่านได้สิ้นชีพลงไดเ้ กิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาท
ในหมสู่ าวกดว้ ยเร่อื งการตีความคาสอน
พระพุทธองค์ทรงมีปรารภในเรื่องนี้ว่า ศาสนาพุทธเองก็ควรมีการสังคายนาเพื่อให้การสืบทอดน้ันมีอยู่ต่อไป
ระหวา่ งน้ันก็มีอัครสาวกผู้หน่ึงคือพระสารีบุตร ได้แสดงสังคีติสูตรไว้เป็นตัวอย่างด้วย คาปรารภของพระพุทธองค์เรื่อง
การสังคายนากลายเปน็ ความจรงิ ในเวลาอีกเพยี งไมน่ าน
ในวันเพ็ญวิสาขปุรณมี (๑ ปีก่อนพุทธศักราช) น้ันเอง หลังจากบาาเพ็ญพุทธกิจมานาน ๔๕ พรรษา
พระพุทธเจา้ มพี ระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระองค์เสด็จปรนิ ิพพานท่ีสาลวโนทยาน เมืองกสุ นิ ารา
พระพุทธปัจฉิมวาจา... “วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” (สังขารท้ังหลายมีความเส่ือมสลายไป
เปน็ ธรรมดา จงทากิจทง้ั ปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไมป่ ระมาท)
๓ เดือนหลังพทุ ธปรินพิ พาน (๙ เดือนก่อนพทุ ธศักราช) จึงมีการสังคายนาครั้งท่ี ๑ ดว้ ยเหตุที่จะให้พระธรรม
วินัยรุ่งเรืองอยู่สืบไป รวมท้ังเหตุที่ไม่ทันไรก็มีพระสาวกผู้บวชเมื่อแก่รูปหน่ึงนามว่า สุภัททภิกษุ แสดงตนขึ้นมากล่าว
จาบจ้วงพระธรรมวินัย
การสังคายนามีขึ้นในที่ประชุมพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ณ ถ้าสัตตบรรณคูหาภูเขาเวภารบรรพต เมืองราชคฤห์
มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน พระอุบาลีเป็นผู้วสิ ัชนาพระวนิ ัย พระอานนท์วิสัชนาพระธรรม (ที่จัดแยกเป็นพระสูตร
และพระอภธิ รรม) พระเจา้ อชาตศตั รูทรงอุปถัมภ์
การสงั คายนาคร้ังท่ี ๑ หรอื ที่เรียกว่า การประมวลคาสอนของพระพทุ ธเจ้า ใช้เวลาสอบทานอยู่ ๗
เดือน จึงได้สาเร็จเป็นคร้ังแรก นับเป็นต้นกาเนิดของคัมภีร์พระไตรปิฎก คาสอนที่ลงมติกันไว้ในครั้งปฐม
สังคายนานี้เรียกวา่ เถรวาท มีความหมายถงึ คาสอนต่างๆ ท่ีวางไว้เป็นหลักการโดยพระเถระ คาวา่ เถระ
ในที่นี้หมายถึง พระเถระผู้ประชุมทาสังคายนาคร้ังแรกและพระพุทธศาสนาซ่ึงถือตามหลักท่ีได้สังคายนา
ครั้งแรกดังกล่าว เรียกว่า นิกายเถรวาท อันหมายถึง คณะสงฆ์กลุ่มท่ียึดคาส่ังสอนของพระพุทธเจ้าทั้ง
ถ้อยคาและเน้ือความท่ีท่านสังคายนาไว้โดยเคร่งครัด ตลอดจนรักษาแม้แต่ตัวภาษาด้ังเดิมคือภาษามคธ
หรือภาษาบาลี นกิ ายเถรวาทจงึ เป็นช่ือของนิกายที่เกา่ แกท่ ่สี ดุ ในศาสนาพทุ ธ
หลังพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานล่วงแล้วได้ ๑ ปี/พรรษาจึงมีการนับพุทธศักราช
เป็นปีท่ี ๑ พระพุทธศาสนาในดินแดนชมพูทวีปก็เริ่มมีการสืบทอด รุ่งเรือง และถ่ายทอดสู่ดินแดนอ่ืนๆ
นบั ต้งั แต่บดั นัน้
พ.ศ. ๑๐๐ พระพทุ ธศาสนาแตกเปน็ สองนิกาย
ภายใน ๑๐๐ ปีหลังพทุ ธปรินิพพาน ชมพูทวีปก็รวบรวมแว่นแคว้นต่างๆ เข้าด้วยกันมากข้ึน โดยมแี คว้นมคธขึ้นมาครองความเป็น
ใหญ่ มคี วามพยายามท่ีจะสถาปนาเมืองหลวงในทา่ มกลางการเปล่ยี นรชั กาลครั้งแลว้ ครงั้ เล่า โดยการทาปติ ฆุ าตหรอื การปลงชีพกษัตริย์แล้วขึ้น
ตั้งราชวงศ์ใหม่
กระทั่งถึง พ.ศ. ๑๐๐ จึงมาถึงวาระของกษัตริย์ผู้มีนามว่า พระเจ้ากาลาโศก แห่งราชวงศ์สุสุนาคผู้สถาปนาเมืองหลวงของแคว้น
มคธขึน้ ท่ีปาฏลบี ตุ รอย่างเป็นการถาวร ครั้งน้นั ไดเ้ กิดแนวคิดใหม่ๆ ในหมภู่ ิกษุขึ้นมาให้ตีความ โดยเฉพาะในกลุ่มของ ภิกษุวัชชีบุตร ผู้เสนอใน
สงิ่ ที่คลา้ ยกบั จะเปน็ เรอ่ื งนอกธรรมวนิ ัย ดว้ ยเหตุน้ี กลุม่ ของ พระยศกากณั ฑกบตุ ร จึงไดช้ ักชวนพระอรหนั ต์รวม ๗๐๐ รูป ประชุมสังคายนาข้ึน
เปน็ ครั้งที่ ๒ โดยมพี ระเจา้ กาลาโศกทรงอุปถัมภ์ การประชุมทาทวี่ าลิการาม เมืองเวสาลี พระเรวตะเป็นผ้ถู าม พระสพั พกามีเปน็ ผู้วิสัชนา
กลุ่มของภิกษุวัชชีบุตรน้ันเองซึ่งมีจานวนมาก
พอสมควรจึงได้ทาการประกาศแยกตัวออกจากนิกายเถร
วาทไปเป็นพวกท่ีเรียกว่า “มหาสังฆิกะ” มีความหมายถึง
พวกสงฆ์หมู่ใหญ่ และทาสังคายนาข้ึนต่างหาก เรียกว่ามหา
สังคีติเป็นอาจริยวาทกลุ่มใหม่ ซึ่งเป็นจุดเร่ิมตน้ ให้เกิดนิกาย
ข้ึน และเป็นต้นกาเนิดของอาจารยาท/อาจริยวาท ท่ีต่อมา
เรยี กตนเองว่า “มหายาน”
ภายในอีก ๑๐๐ ปีต่อมา พ.ศ. ๒๐๐ อาจารยาท/
อาจริยวาทก็ได้แตกออกเป็นนิกายย่อยๆ อีกถึง ๑๗ นิกาย
ค รั้ ง นั้ น พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า นั บ ว่ า ไ ด้ ก ล า ย เ ป็ น มี นิ ก า ย ย่ อ ย
ทัง้ หมด ๑๘ เรียกว่า ๑๘ อาจริยวาทบ้าง ๑๘ อาจริยกุลบ้าง
๑๘ นิกายบ้าง (คือ เถรวาทด้ังเดิม ๑ กับอาจาริยวาทอื่นๆ
๑ ๗ ) ภ า ย ห ลั ง จึ ง มี ก า ร ส รุ ป เ ป็ น ห ลั ก ใ ห ญ่ ว่ า ใ น
พระพุทธศาสนาได้แตกออกเป็น ๒ นิกายใหญ่ คือเถรวาท
และมหายาน
พุทธศตวรรษที่ ๑ และ ๒ เป็นการลงหลักปักฐานพระธรรมคาสอนให้กว้างขวางทั่วไปในดินแดนชมพูทวีป
ดาเนินไปท่ามกลางภาวะแวดลอ้ มหลายประการคอื
๑. ภาวะของการเปลี่ยนผ่านผู้อุปถัมภ์ ซงึ่ ไดแ้ ก่ กษตั ริย์และราชวงศ์ท่ีขึ้นมาเป็นใหญ่ในแควน้ หลักคือ แควน้ มคธ
จากราชวงศส์ สุ นุ าค มาเปน็ ราชวงศน์ ันทะมาสู่ราชวงศโ์ มรยิ ะ ตามลาดับ
๒. ภาวะของการเป็นเส้นขนานกับศาสนาพราหมณ์ฮินดูท่ีมีวิถีทางแตกต่างพระพุทธศาสนาที่แตกนิกายออกไป
ส่วนหนงึ่ ก็มแี นวคดิ อิงไปทางพราหมณ์ฮินดูอกี ด้วย
๓. ภาวะของดินแดนท่ีต้องคอยรับมอื กบั ผู้รุกราน อันได้แก่ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช กษัตริย์
กรีกแหง่ มาซโิ ดเนีย ในชว่ ง พ.ศ. ๑๕๖-พ.ศ. ๑๕๘ ได้ยกทัพผ่านแควน้ โยนก (บากเตรีย) เข้าคันธาระ มาตั้ง
ที่ตักสิลา เตรียมยกเข้าตีมคธของราชวงศ์นันทะ และได้พบกับพระเจ้าจันทรคุปต์ (ผู้เป็นต้นราชวงศ์โมริยะ
ในเวลาตอ่ มา) แตแ่ ลว้ เลกิ ลม้ ความคิด ยกทัพกลับไป
ยุครุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาครั้งแรกหลังพุทธปรินิพพาน เกิดขึ้นในช่วงต้นของพุทธศตวรรษท่ี ๓ พ.ศ.
๒๑๔ เจ้าชายอโศกซึ่งเป็นอุปราชของพระเจ้าพินทุสาร (ผูค้ รองราชย์ต่อจากพระเจ้าจันทรคุปต์) อยู่ที่กรุงอุชเชนี ใน
แคว้นอวนั ตดี าเนินการยึดอานาจและขึ้นสู่การอภิเษกเป็นกษัตริย์ในอีก ๔ ปีต่อมา แล้วทาการแผ่ขยายอานาจออกไป
จนกวา้ งใหญ่ไพศาล
พระเจ้าอโศก กษตั ริย์ท่ีมุ่งหวังแต่การแผ่อานาจดว้ ยการรบพงุ่ และฆ่าฟันเริ่มดว้ ยการกาจัดพีน่ ้องจนหมดส้ิน
เส้ียนหนาม เมื่อราชาภิเษกแล้วก็มุ่งหน้าออกตีเอาดินแดนต่างๆ พระหัตถ์เปื้อนโลหิตอยู่ถึง ๘ ปี จนได้สมญาว่า
กษัตริย์ผู้เหี้ยมโหด แม้แต่แคว้นใหญ่และเข้มแข็งอย่าง แคว้นกลิงคะ ก็ยังถูกกองทัพของพระองค์เอาชนะได้อย่าง
เดด็ ขาด
จากชัยชนะท่ีแควน้ กลิงคะนี้เอง ทาให้พระเจ้าอโศกทรงมองเห็นอนิจจังผู้ท่ีไดช้ ่ือว่าเป็นศัตรูกับพระองค์ซง่ึ ก็
คือปุถุชน เป็นเพ่ือนมนุษย์ที่ต้องมาบาดเจ็บ ล้มตายเกล่ือนกลาดอยู่ในสนามรบ ภาพที่เห็นเลือดนองแผ่นดินราวกับ
แมน่ ้านั้นทาให้พระเจา้ อโศกทรงเศร้าสลดพระราชหฤทยั หลังจากนน้ั จึงทรงตง้ั ปณิธานว่าจะไม่ทาศึกสงครามอกี
พระเจ้าอโศกทรงหันมานับถือพระพุทธศาสนาในห้วงเวลาน้ัน และในปีท่ี ๑๐ แห่งรัชกาล พระองค์จึงเริ่ม
ดาเนินตามเส้นทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสร้างอนุสรณ์สถานพร้อมเสาศิลาจารึกไว้ ณ ที่ต่างๆ เป็นการประกาศ
หลักธรรมสู่ประชาชน ถือได้ว่า กษัตริย์พระองค์นี้เป็นผู้ทําให้การมีชีวิต ตัวตนของพระพทุ ธเจ้าซึ่งเสดจ็ ดับขันธ์ไปแล้วถึง
สองร้อยกว่าปีให้เกิดเป็นรูปธรรมหลักศิลาใหญ่แห่งสาคัญนั้นยังเป็นประจักษ์พยาน ณ สถานที่แสดงปฐมเทศนาตาบล
สารนาถ (อิสิปตนมฤคทายวัน)เป็นเสาสูงมีรูปหัวสิงห์ท้ังส่ีและมีธรรมจักรเทินอยู่บนยอดเสา รูปหัวสิงห์ได้กลายมาเป็น
ตราแผ่นดินของประเทศอนิ เดีย และพระธรรมจักร กเ็ ป็นสญั ลกั ษณ์อยกู่ ลางธงชาตขิ องอนิ เดยี ในปจั จุบนั เช่นกนั
อนุสรณ์สถานแห่งสาคัญท่ีพระองค์ทรงสร้างและยังคงเป็นประจักษพ์ ยานมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็คือ พระมหาสถูป
สาญจี บรรจุพระบรมสารรี ิกธาตุอยทู่ รี่ ฐั มธั ยประเทศ
นอกจากการสร้างอนุสรณ์สถาน พระเจ้าอโศกยังได้ทรงสร้างวิหารหรือวัดวาอารามไปทั่วดินแดนถึงกว่า
๘๔,๐๐๐ แห่งเพ่ือให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาโดยรอบวิหารหรือวัดก็จะมีสิ่งสาธารณูปโภค เช่น อโรคยาวิหาร
(สถานพยาบาล) เพอ่ื อานวยประโยชน์ดา้ นความเป็นอยู่ของประชาชนอีกมากมาย ดว้ ยความมีหลักธรรมในการปกครอง
นีเ้ องทท่ี าใหพ้ ระองค์กลายเปน็ กษัตริย์ผู้ยิง่ ใหญพ่ ระองค์หน่งึ ในประวัตศิ าสตร์อินเดียและประวตั ิศาสตร์โลก ในเวลาต่อมา
พระองค์จึงไดร้ ับสมัญญานามว่า พระเจา้ อโศกมหาราช
ในศิลาจารึกแห่งไพรัต พระเจ้าอโศกฯ ได้ตรัสปราศรัยกับ
พระภิกษสุ งฆ์วา่
“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าท้ังหลาย พระผู้เป็นเจ้าท้ังหลายย่อม
ทราบว่าโยมมีความเคารพและเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระ
ธรรม และพระสงฆ์มากเพียงใด... สิ่งใดก็ตามที่พระผู้มีพระภาคพุทธ
เจา้ ตรัสไวแ้ ลว้ สิ่งนน้ั ๆ ทง้ั ปวงล้วนเป็นสภุ าษิต”
นโยบาย “ธรรมวิชัย” ของพระองค์นามาซึ่งความรุ่งเรือง
สูงสุดของพระพุทธศาสนาเป็นเวลาร่วมร้อยปี ในยุคดังกล่าวศาสนา
พราหมณ์ - ฮินดูถึงกับเงียบงันลงไประยะหนึ่ง และก็ด้วยความรุ่งเรือง
น้ีเองที่ทาให้เกิดลาภสักการะในหมูส่ งฆ์อุดมสมบูรณ์ จึงมีการ “ปลอม
บวช” เพยี งเพ่ือความสะดวกสบายที่จะได้รับ พระเจ้าอโศกมหาราชได้
ทรงให้สึกพระนอกศาสนาเหล่านั้นออกไปถึง ๖๐,๐๐๐ รูป และทรง
อุปถัมภ์ให้พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธานทาการสังคายนา
คร้ังท่ี ๓ พร้อมด้วยพระอรหันตท์ ี่แตกฉานในพระไตรปิฎกรวม ๑,๐๐๐
รูป ณ อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร การสังคายนาครั้งน้ันได้มีการ
รวบรวมคาสอนของพระพุทธองค์เป็นพระไตรปิฎกอย่างสมบูรณ์ทั้ง ๓
หมวดคอื พระสตู รพระวนิ ัย และพระอภธิ รรม
แม้ว่าพระเจ้าอโศกมหาราชจะให้ความสาคัญกับการทานุบารุงศาสนาพทุ ธแต่ก็ไม่ได้ทรงต่อต้านศาสนาอ่ืน เพราะทุกศาสนาต่างก็มี
หลักเพื่อยึดมน่ั ในกรรมดีทัง้ สน้ิ ดงั ศิลาจารกึ ฉบับท่ี ๑๒ มีพระราชดารัสวา่
“สมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ปริยทรรศี ผูเ้ ป็นทร่ี กั แหง่ ทวยเทพ ยอ่ มทรงยกย่องนบั ถือศาสนกิ ชนแห่งลัทธิศาสนาท้ังปวง ทั้งที่เป็นบรรพชิต
และคฤหสั ถด์ ้วยพระราชทาน และการแสดงความยกยอ่ งนับถอื อย่างอน่ื ๆ แต่พระผู้เปน็ ที่รกั แหง่ ทวยเทพ ไม่ทรงพิจารณาเห็นทางหรือการบูชา
อันใดที่จะเทียบได้กับส่ิงน้ีเลยส่ิงนี้คืออะไร? น้ันก็คือการท่ีจะพึงมีความเจริญงอกงามแห่งสารธรรมในลัทธิศาสนาท้ังปวง ก็ความเจริญงอกงาม
แหง่ สารธรรมนี้ มอี ยู่มากมายหลายประการแต่ส่วนท่เี ปน็ รากฐานแห่งความเจรญิ งอกงามน้ันได้แก่สิ่งน้ีคือ การสํารวมระวังวาจา ระวังอย่างไร?
คือ ไม่พงึ มกี ารยกย่องลทั ธศิ าสนาของตน และการตําหนลิ ัทธิศาสนาของผอู้ ื่น เม่ือไมม่ เี หตุอนั ควร... การสังสรรค์สมาคมกันนั่นและเป็นส่ิงดีงาม
แท้ จะทําอยา่ งไร? คอื จะต้องรบั ฟังและยินดรี บั ฟังธรรมของกันและกัน
จริงดังน้ัน พระผู้เป็นท่ีรักแห่งทวยเทพทรงมีความปรารถนาว่า เหล่าศาสนิกชนในลัทธิศาสนาทั้งปวง พึงเป็นผู้มีความรอบรู้ และ
เป็นผยู้ ึดมั่นในกรรมดี... จะบงั เกดิ ผลใหม้ ีทัง้ ความเจริญงอกงามแหง่ ลทั ธศิ าสนาของตนๆ และความร่งุ เรืองแห่งธรรม”
หลังการสังคายนาครง้ั ที่ ๓ จงึ มีการ จดั ส่งพระศาสนทตู ออกไปประกาศพระศาสนาในต่างแดนถงึ ๙ สาย คงจะเป็นครั้งแรกที่ศาสนา
พทุ ธจากชมพูทวปี เร่มิ เผยแผ่ออกสูโ่ ลกกวา้ ง
ท่นี บั ว่าสาคญั ตอ่ การมศี าสนาพทุ ธในประเทศไทยกค็ อื ๒ ใน ๙ สายสายท่ี ๘ นั้นมีพระโสณะและพระอุตตระมงุ่ มายังดินแดนท่ีกลาย
มาเปน็ ประเทศไทยในปจั จุบนั และสายท่ี ๙ มพี ระมหินทะเดนิ ทางไปยงั ตมั พปัณณทิ วปี หรือกค็ อื ลงั กาหรอื ศรลี ังกาในปัจจบุ นั
พทุ ธศาสนาในลงั กา ศาสนาพุทธมาเติบโตในดินแดนลังกา
อ ย่ า ง ก ว้ า ง ข ว า ง ซ่ึ ง ส่ ง ผ ล ม า ยั ง น ค ร รั ฐ ท่ี จ ะ
กลายเป็นประเทศไทยในอีกราว ๑,๓๐๐ ปีต่อมา
โ ด ย มี เ ส้ น ท า ง สู่ เ มื อ ง ท า ง ภ า ค ใ ต้ อ ย่ า ง
นครศรธี รรมราชก่อน
ณ ลังกาทวีป พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ
(ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๖ - พ.ศ. ๒๗๖) ทรงสดับ
ธรรมจากพระมหินทเถระที่อนุราธปุระแล้ว ทรง
นับถือและอุปถัมภ์บารุงพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง
รวมท้ังสร้างมหาวิหารที่ไดเ้ ป็นศูนย์กลางใหญ่ของ
พระพทุ ธศาสนาเถรวาทสบื มา
ในปีน้ัน มีการสังคายนาคร้ังที่ ๔ เพ่ือการประดิษฐานพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป มีพระสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ รูป
ประชุมกัน พระมหินทเถระเป็นประธานและเป็นผู้ถาม พระอริฏฐะเป็นผู้วิสัชนา ณ ถูปาราม เมืองอนุราธปุระ โดยพระ
เจ้าเทวานัมปิยตสิ สะทรงอุปถัมภ์ ใชเ้ วลา ๑๐ เดือน
การสังคายนาคร้ังน้ีควรเป็นครั้งที่ ๔ ในประวัติศาสตร์ แตเ่ นื่องจากเป็นกิจกรรมตามข้อปรารภพเิ ศษโดยท่ัวไป
จงึ ไม่นบั เขา้ ในประวัติสังคายนาในช่วงเวลาเดียวกนั พระนางอนุฬา ชายาแห่งพระกนษิ ฐภาดาของ
พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ และสตรีในราชสานักจานวนมากปรารภจะอุปสมบทพระมหินทเถระจึงแนะนา
พระราชาให้ส่งทูตไปทูลพระเจ้าอโศก ขออาราธนาพระสังฆมิตตาเถรีมาประดิษฐานภิกษุณีสงฆ์ในลังกาทวีป การ
เดนิ ทางมาของพระสังฆมติ ตาเถรีได้นากิง่ พระศรมี หาโพธม์ิ าปลูกทอ่ี นุราธปุระดว้ ย
ในขณะทพ่ี ระพทุ ธศาสนารงุ่ เรอื งขึน้ ทีล่ ังกา แต่ในชมพูทวีปหลังสนิ้ ราชวงศ์โมริยะในราว พ.ศ. ๒๙๘ พราหมณ์
ปุษยมิตรได้ต้ังตัวเป็นกษัตริย์เริ่มราชวงศ์ใหม่ กษัตริย์องค์น้ีเป็นผู้ล้มเลิกอิสรภาพทางการนับถือศาสนาของประชาชน
โดยมุ่งหมายท่ีจะรื้อฟื้นศาสนาพราหมณ์ข้ึนมาอีกครั้ง ละกาจัดพระพุทธศาสนาด้วยความรุนแรงเพียง ๓๐๐ ปีหลังพทุ ธ
ปรนิ พิ พาน ศาสนาพุทธในอนิ เดยี กเ็ รม่ิ คลอนแคลน
ถาอชนั ตา วดั ถาในพระพทุ ธศาสนา
เมื่อแคว้นมคธไม่ได้ย่ิงใหญ่เหมือนเดิม ไม่ได้ ถ้าอชันตากลายเป็นสัญลักษณ์การมีอยู่ที่สาคัญ
สนับสนุนพระพุทธศาสนาอีกต่อไป บรรดาพระภิกษุสงฆ์ ของศาสนาพุทธในอินเดีย เป็นสิ่งที่แสดงว่า ศรัทธาแห่งเนื้อ
จานวนไม่น้อยจึงพากันอพยพจากแคว้นมคธลงไปอยู่ทาง แท้ของศาสนาไม่อาจถูกทาลายลงได้ เป็นการตอบคาถามได้
ใตฝ้ ่งั ตะวันตก บริเวณที่เรยี กวา่ ท่ีราบสูงเดคคานในรัฐมหา ว่า ถึงแม้ร่วงโรยในที่แห่งหนึ่งแต่ก็สามารถไปรุ่งเรืองยังท่ี
ราษฎรซ์ ่ึงมภี มู ิประเทศเปน็ เทอื กเขาหินสลับซบั ซ้อน หน่ึงท่ีใดได้เสมอ ในขณะน้ัน สานุศิษย์ของพระพุทธองค์ผู้
ร่วมมือกันสร้างอาณาจักรแห่งวัดถ้าให้รุ่งเรืองเป็นเวลา
เหล่าสงฆ์พากันเข้ามาสร้างสถานที่เพื่อการปลีก ต่อเนื่องกันนับพันปี ท่านเหล่าน้ันอาจมีญาณทราบได้ว่า ใน
วิเวก หลบซ่อนอยู่ในซอกภูผาเหล่านี้ คณะสงฆ์นิกายเถร อนาคตอีกไม่ไกล พระพุทธศาสนาก็จะเกิดรุ่งเรืองขึ้นอีกใน
วาทพากันสร้างวัดถ้าด้วยการสลักหินเข้าไปในหน้าผาเป็น ดินแดนท่ีไกลออกไปกว่านั้นที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ระยะ สรา้ งแลว้ หยดุ ไป ต่อมาสงฆ์ในนกิ ายมหายานก็พากัน ของชมพทู วีป
เข้ามาสร้างเพ่ิมเติมจนมีมากกว่า ๓๐ ถ้า ทั้งใหญ่และเล็ก
ต่อเนอื่ งกันไปตามความยาวของเชิงเขารปู พระจันทร์เสีย้ ว
แรกมีพระพทุ ธรปู
ถึงแม้จะมีเร่ืองเล่าถึงตานานการสร้างรูปเคารพแทนองค์พระสัมมาสัม
พุทธเจา้ หรอื พระพุทธรปู วา่ มมี าต้ังแต่ในชว่ งพทุ ธกาล แตท่ ่ีสุดแล้ว จากหลักฐานที่
มีคือ พระพุทธรูปแรกสุดมีข้ึนในยุคคันธาระราว ๕๐๐ ปีหลังพุทธกาลเป็น
พระพุทธรูปคล้ายคนจริงที่สลักข้ึนโดยช่างชาวกรีกในอินเดียท่ีหันมานับถือศาสนา
พุทธ มีรูปลักษณ์กลายไปทางฝรั่ง ดวงพระพักตร์กลม พระนาสิกโด่งบางรูปมีพระ
มสั สุ (หนวด) พระเกศาเกล้าเปน็ เมาลี พระพุทธรปู เหล่านี้ขุดพบได้ท่ัวไปในอินเดีย
ตอนเหนอื และดนิ แดนที่เป็นอัฟกานิสถานในปจั จบุ นั
ต่อมาไม่นานจึงเกิดพุทธศิลป์แบบอินเดียแท้ข้ึน มีศูนย์กลางของงาน
ช่างอยทู่ เี่ มืองมถรุ าและเมืองอมราวดี ซ่งึ เปน็ เมอื งสาคญั ของรัฐอันธระในอินเดียใต้
ปกครองโดยราชวงศก์ ษตั ริยส์ าตวาหนะ
ในพุทธศตวรรษท่ี ๗ - ๘ มีการสร้างพระสถูปใหญ่ๆ และพระพุทธรูป
แบบอินเดียบริสุทธ์ิ พระเกศาขมวดเป็นก้นหอย มีลักษณะเหมือนมนุษย์ แต่พระ
พักตร์ไม่เหมือนเทวรูปกรีกอย่างคันธาระ หลังจากน้ัน จึงมีการสร้างพระพุทธรูป
ขึ้นอย่างแพร่หลายและมรี ปู แบบตา่ งออกไปตามคตินิยมของแต่ละยคุ
พ.ศ. ๖๒๑ - พ.ศ. ๖๔๔ พระเจ้ากนิษกะได้รอบครอง
แคว้นคันธาระลุ่มแม่น้าสินธุและลุ่มแม่น้าคงคาได้ทั้งหมด กษัตริย์
พระองคน์ ี้เดมิ นับถือศาสนาอน่ื แตไ่ ดห้ นั มาเล่อื มใสศาสนาพุทธอย่าง
จริงจัง และเป็นองค์อุปถัมภ-กาสนาองค์สาาคัญทรงอุปถัมภ์การ
สังคายนาของคณะสงฆ์นิกายสรวาสติวาท ท่ีนครชลันทรแคว้นกัศ
มีร์ โปรดให้จารึกพระไตรปิฎกไว้ในแผ่นทองแดงแล้วบรรจุลงสถูป
เป็นต้นฉบับหลวง เผยแผ่ไปทั่วอนุทวีปและไปถึงเมืองจีนผ่าน
เส้นทางสายไหมนอกจากน้ียังได้ทรงสร้างพุทธวิหารเอาไว้หลาย
แหง่
ในเวลาตอ่ มาอนทุ วปี อนิ เดยี ตอ้ งเผชิญกับการรุกรานของ
พวกฮ่ันที่บุกเข้ามาทาลายบ้านเมือง ก่อนที่ศาสนาฮินดูจะกลืน
ศาสนาอื่นในอนทุ วปี จนหมดสน้ิ และกอ่ นจะพินาศในยุคท่ีทัพมุสลิม
บุกเข้ามา อินเดียมีศาสนาหลักคือ ศาสนาฮินดู ส่วนศาสนาพุทธได้
สูญหายไป แต่กลับไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ในดินแดนอ่ืนๆ อย่าง
มากมาย
การหล่งั ไหลของพระพุทธศาสนาสู่ดนิ แดนอ่นื จีน รับพระพุทธศาสนาเข้าสู่
ประเทศราว พ.ศ. ๖๐๘ โดยพระ
จักรพรรดิม่ิงตี่ แห่งราชวงศ์ฮั่น ทรงส่ง
คณะทูต ๑๘ คนมาสืบพระศาสนาที่
ป ร ะ เ ท ศ อิ น เ ดี ย ณ เ มื อ ง โ ข ต า น
หลงั จากนั้น ๒ ปี คณะทตู กลบั ไปพร้อม
ด้วยพระภิกษุ ๒ รูป คือพระกาศยปะ
มาตังคะและพระธรรมรักษะ พร้อม
ด้วยพระธรรมคัมภีร์ จานวนหนึ่ง
พระภกิ ษุ ๒ รูปนัน้ เป็นผูแ้ ปลพระคมั ภรี ์
สูภ่ าษาจนี
เวลาต่อมา พ.ศ. ๙๔๕ หลวงจีนฟาเหียน (Fa-hsien) เดินทางบกจากเมืองจีน ผ่านทางเอเชียกลางมาถึง
ชมพทู วีป เข้าทางแควน้ คันธารราษฎร์(ประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน) หลวงจีนฟาเหียนตอ้ งการจะมาสืบหาคัมภีร์
พระไตรปฎิ กเพอ่ื นาเอาไปประเทศจีน เม่อื ถึงกรงุ ปาฏลีบตุ รแลว้ พักอาศัยศึกษาพระธรรมวินัยอยู่หลายปี รวบรวมและ
คัดลอกคัมภีร์แล้วก็โดยสารเรือไปอยู่ท่ีลังกา ๒ ปี หลังจากนั้นไปแวะท่ีเกาะชวา แล้วจึงเดินทางกลับประเทศจีน
รวมเวลาตั้งแต่ออกจากประเทศจีนจนกลับไปถึงราว ๑๔ ปี ต่อมาหลวงจีนฟาเหียนได้แปลพระคัมภีร์ภาษาสันสกฤต
เป็นภาษาจีน รวมทั้งเขียนบันทึกการเดินทางท่ีกลายเป็นหลักฐานในประวัติศาสตร์สาคัญอีกชิ้นหนึ่ง ให้ความรู้
เรือ่ งสภาพพระพทุ ธศาสนาในอินเดียยุคท่ีรุ่งเรือง เช่น วดั วาอาราม ศาสนสถานศาสนวตั ถุ และศาสนบุคคล ก่อนท่ีทุก
สงิ่ จะค่อยๆ หายไปจากอินเดยี
พ.ศ. ๑๓๔๕ - พ.ศ. ๑๓๙๓ อาณาจักรขอมสมัยเมืองพระนครได้อุบัติขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันท่ี ๒ ระหว่าง
พุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๒๐ ถือเป็นการเร่ิมต้นยุคทองของอาณาจักรขอม เมืองพระนครกลายเป็นแหล่งท่ีตั้งของอารย
ธรรมยิ่งใหญ่แหง่ หนง่ึ ในโลก ซงึ่ บรู ณาการเอาอารยธรรมอนิ เดยี มาสร้างสรรค์ความเจรญิ ได้อยา่ งยิง่ ใหญ่
มหาปราสาทนครวัด ปราสาทหินใหญ่ที่สุดในโลกสร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ (พ.ศ. ๑๖๕๖ - พ.ศ.
๑๖๙๕) เป็นสัญลักษณ์แห่งลัทธิ “เทวราชา” (ยกย่องกษัตริย์เสมอดั่งเทพเจ้า) ตามคติความเช่ือในศาสนาพราหมณ์
ฮนิ ดูที่ไดร้ ับอิทธพิ ลมาจากอินเดีย
เม่ือเมืองพระนครสูญสลายไปใน พ.ศ. ๑๗๒๐ จากการรุกรานของกองทัพจามปาซ่ึงเป็นรัฐเพ่ือนบ้าน เมืองพระ
นครหลวง (นครธม หรอื Angkor Thom) คือเมอื งหลวงแห่งใหม่ทถ่ี ูกตงั้ ขึน้ ทางตอนเหนือของเมืองพระนครเดิมโดย พระ
เจ้าชัยวรมันท่ี ๗ (พ.ศ. ๑๗๒๔ - ราว พ.ศ. ๑๗๖๓) และมี ปราสาทบายนเป็นศูนย์กลางอาณาจักร ปราสาทบายนเป็น
พทุ ธสถานที่สรา้ งจากการผสานแนวคดิ เรื่องเทวราชาเขา้ กับหลกั คาสอนทางพระพทุ ธศาสนาเป็นครงั้ แรก
ในระหว่างระยะเวลาที่ใกล้เคียงกันกับการสถาปนาอาณาจักรขอมก็เกิด อาณาจักรพุกาม ราชธานีแห่งแรกของ
พม่า และนับเป็นราชธานีท่ีย่ิงใหญ่อีกแห่งในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นศูนย์กลางแห่งความรุ่งเรืองทาง
พระพุทธศาสนายาวนานกวา่ ๒๔๓ ปี (พ.ศ. ๑๕๘๗ - พ.ศ. ๑๘๓๐)
พระเจ้าอโนรธาหรืออนิรุทธ์ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์พุกาม (พ.ศ. ๑๕๘๗ - พ.ศ. ๑๖๒๐) ทรงเป็นนักรบผู้
ย่ิงใหญ่ ทรงขยายดินแดนออกไปทั้งทางเหนือและใต้ หนึ่งในดินแดนท่ีมีการยกทัพไปตีคือ อาณาจักรสะเทิมของชาวมอญ
และทรงรบั พระพุทธศาสนานกิ ายเถรวาทจากมอญเขา้ มาสู่แผ่นดินพุกาม และสถาปนาใหเ้ ป็นศาสนาประจาราชอาณาจักร
นบั แตน่ ั้น
ตลอดช่วงเวลาทพี่ กุ ามเป็นราชธานีมีการสร้างเจดีย์เพื่อเป็นพทุ ธบูชามากถึง ๔,๔๔๖ องค์ กระจัดกระจายอยู่บน
พื้นทก่ี วา่ ๑๐๐ ตารางกโิ ลเมตรดินแดนแหง่ น้ีจึงได้รับการขนานนามว่า ดินแดนเจดีย์ส่พี นั องค์