พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดาริ
ให้มธี รรมเนยี มการสง่ บตั รอวยพรส่งความสุขในวนั วิสาขบูชาเพื่อ
แสดงถึงเอกลักษณ์ของชาวสยามและในฐานะท่ีเป็นเมืองที่นับถือ
พระพุทธศาสนา ทงั้ เพื่อจาเริญศรัทธาของพทุ ธศาสนิกชนให้ยึด
มัน่ ในพระพทุ ธคณุ มพี ระราชประสงค์ท่ีจะให้การสง่ บัตรอวยพร
วันวิสาขบูชาเป็นประเพณีนิยมในหมู่พุทธศาสนิกชน ในส่วน
พระองค์ได้ทรงเร่ิมส่งบัตรอวยพรวันวิสาขบูชาพระราชทานพร
พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง และข้าราชการฝ่ายต่างๆ บัตร
อวยพรวันวิสาขบูชาในรัชกาลที่ ๖ นั้น มีลักษณะท่ีเป็น
ภาพวาดดว้ ยสีน้าหรือภาพพิมพเ์ ป็นภาพจินตนาการเหตกุ ารณ์ใน
พุทธประวัติ หรือภาพพระพุทธรูปปางตา่ งๆ และนิยมเขียนคา
อวยพรเป็นคาถาในภาษาบาลี อย่างไรก็ดีเป็นท่ีน่าเสียดายว่า
ธรรมเนียมทท่ี รงพระราชดารขิ ้ึนน้เี มือ่ สิน้ รชั กาลก็ได้รับความนิยม
ลดนอ้ ยลง
บทท่ี ๗
พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
กับความเปน็ พทุ ธศาสนูปถัมภก
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามิ
นทราธิราชบรมนาถบพติ ร เป็นพระมหากษัตริย์ท่ีเสด็จดาารงสิริราช
สมบัตมิ ายาวนานท่ีสุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย แม้เวลาที่ไดท้ รงรับ
พระบรมราชาภิเษกจะล่วงเลยมาถึง ๖๒ ปีแล้ว แต่พระปฐมบรม
ราชโองการท่ีมพี ระราชดาารัสในการพระราชพิธีนั้นยังสถิตแนบแน่น
อ ยู่ ใ น ส า า นึ ก ข อ ง ป ร ะ ช า ช น ช า ว ไ ท ย ส ะ ท้ อ น ค ว า ม เ ป็ น
พระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ผู้มีความเคารพในพระศรี
รัตนตรัย และมีธรรมของสมเด็จพระบรมศาสดาเป็นเคร่ืองกาากับ
พระชนม์ชีพ โดยเฉพาะในการปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระ
ประมุขของชาติ
จาเรญิ ธรรมตามพระวยั วฒุ ิ
แม้ว่าพระมหากษัตริยาธิราชพระองค์น้ีจะเสด็จพระราชสมภพและเจริญพระชันษาในประเทศอันมิได้มีพระพุทธศาสนาเป็นหลัก
ความเชอ่ื และปฏิบตั ิของมหาชน แต่การมสี มเด็จพระบรมราชชนนีผู้ประเสริฐและมีพระทัยยึดมน่ั ผูกพันกับพระพทุ ธศาสนาเช่นสมเด็จพระศรี
นครินทราบรมราชชนนีน้ันเป็นผลให้พระองค์ทรงได้รับการอบรมปลูกฝังให้รู้จักสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้จักพระพุทธศาสนาและพระ
ธรรมคาสอนของสมเด็จพระบรมศาสดาตามควรแก่ความเป็นเด็กและเยาวชนจะพึงปฏิบัติได้ สมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอ เจ้าฟา้ กัลยาณิวัฒนา
กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระนิพนธ์ถึงการอบรมปลูกฝังของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีให้พระราชโอรสพระราชธิดา
รู้จักพระพุทธศาสนาตามควรแก่สภาวะของเด็ก ตั้งแต่เม่ือคร้ังที่สมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอพระองค์นั้น และพระอนุชาอีกสองพระองค์ คือ
พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานันทมหดิ ล และพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดชยังทรงพระเยาวว์ ่า
ในช่วงเวลาทปี่ ระทบั อยใู่ นประเทศไทย ก่อนท่จี ะเสด็จไปประทับอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์] “...วัน
อาทิตย์ แม่จะพาไปดูวัดต่างๆ เป็นเพียงการไปชมภายนอก เพ่ือให้รู้จักลักษณะของวัด เช่น วัดพระแก้ว
โดยเฉพาะระเบียงท่ีมีภาพรามเกียรติ์ วัดสุทัศน์ฯ วัดโพธ์ิ วัดอรุณฯ ท่ีวัดสระเกศนั้น ได้ไปเวลามีงานภูเขาทอง
เพ่ือดูละครลิงและซื้อดอกไม้ไฟ แม่ไม่ได้พาไปฟังเทศน์ เพราะเด็ก(ตามที่เราเรียกตัวเองกัน) คงนั่งน่ิงๆ อยู่ไม่
ไหว และคงไม่เข้าใจอะไรเลย แม่จะอธบิ ายพุทธประวัตใิ นถ้อยคาง่ายๆ ที่เราสามารถเข้าใจได้ และก่อนนอนจะ
ให้สวดมนต์ส้ันๆ ในภาษาธรรมดาว่า...ขอให้พระพุทธเจ้าบันดาลให้ (ชื่อของเราเอง) เป็นเด็กดี มีใจเมตตา
กรุณา...ภายหลงั อาจมีต่อเติมอะไรอ่นื อีกแล้วแต่แต่ละคน”
เม่ือทรงจาเริญพระวัยวุฒิมากขึ้น ความสนพระราชหฤทัยและความต้ังพระราชหฤทัยท่ีจะศึกษา
พระพทุ ธศาสนาและประพฤติธรรมอย่างจริงจังของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชก็เพิ่มพูน
มากข้ึน การทรงรับบรมราชาภเิ ษกเปน็ พระมหากษตั ริย์ใน พ.ศ. ๒๔๙๓ และการที่ไดเ้ สดจ็ นิวัตมาประทับอยู่ใน
ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย เ ป็ น ก า ร ถ า ว ร เ ป็ น เ ห ตุ ปั จ จั ย ส า คั ญ ป ร ะ ก า ร ห นึ่ ง ที่ ท า ใ ห้ พ ร ะ อ ง ค์ ท ร ง มี โ อ ก า ส ไ ด้ ใ ก ล้ ชิ ด
พระพุทธศาสนาจนถึงขั้นท่ีทรงเรียนรู้และประพฤติพระองค์ตามพระธรรมคาสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ
เจ้า
การทรงดารงพระราชสถานะพระมหากษัตริย์ ซงึ่ ตามกฎมนเทียรบาลและราชประเพณีแล้วน้ัน ทรงเป็นบุคคล
เดียวในราชอาณาจักรท่ีต้องเป็นพุทธมามกะตามกฎหมาย ด้วยมีกฎว่าด้วยพระราชภาระสาคัญในการเป็นองค์ “พุทธ
ศาสนูปถัมภก” บังคับพระองค์อยู่ แต่ท้ังน้ีก็มิไดห้ มายความว่าความเป็นพุทธมามกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระองค์น้ีจะเกิดข้ึนจากการท่ีทรงถูกบังคับโดยกฎหมายและราชประเพณีแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ หากยังรวมถึงการที่ทรง
ยอมรับพระรัตนตรัยเป็นสรณะด้วยพระราชหฤทัยที่จริงจังม่ันคงด้วยดังจะเห็นได้ว่าทรงพระราชอุตสาหะศึกษาค้นคว้า
ความรู้ต่างๆ เก่ียวกับพระพุทธศาสนาด้วยพระองค์เองตั้งแต่แรกเสด็จดารงสิริราชสมบัติ ซ่ึงยังทรงปฏิบัติอยู่จนถึงทุก
วนั น้ี
ภมู ิพโลภกิ ขุผู้จาเริญในธรรม
ประจักษ์พยานข้อหน่ึงที่แสดงความต้ังพระราชหฤทัยมั่นของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่ีจะทรงศรัทธาเล่ือมใสในพระพุทธศาสนา
อย่างมั่นคงเกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ หลังจากเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
มาแล้ว ๑๐ ปี ในวันท่ี๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ทรงแถลงพระราชดาริที่
จะเสด็จออกทรงพระผนวชต่อมหาสมาคม อันประกอบดว้ ยพระบรมวงศา
นวุ งศแ์ ละคณะทตู านทุ ตู ความตอนหนง่ึ วา่
“โดยที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง เนื่องใน
บรรดาสัจธรรมคาส่ังสอนอันชอบด้วยเหตุผล จึงเคยคิดอยู่ว่าถ้าโอกาส
อานวย ข้าพเจ้าควรจักได้บวชสักเวลาหน่ึงตามราชประเพณี ซึ่งจักเป็น
ทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบุพการีตามคตนิ ิยมด้วย และนับตั้งแต่
ข้าพเจ้าได้ครองราชย์สืบสันตติวงศ์ต่อจากพระเชษฐาธิราช ก็ล่วงมากว่า
สิบปีแล้ว เห็นว่าน่าจะถึงเวลาที่ควรจะทาตามความต้ังใจไว้น้ันแล้ว
ประการหนึง่
อน่ึง การท่ีองค์สมเด็จพระสังฆราชหายประชวรมาได้ในคราวประชวรคร้ังหลังนี้ก่อให้เกิดความปีติยินดีแก่
ข้าพเจ้าย่ิงนัก ได้มาคานึงวา่ ถ้าในการอุปสมบทของข้าพเจ้า ได้มีองค์สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระอุปัชฌาย์ แล้วก็จักเป็น
การแสดงออกซึ่งความศรัทธาเคารพในพระองค์ท่านของข้าพเจ้าได้อย่างเหมาะสมอีกประการหนึ่ง จึงได้ตกลงใจที่จะ
บรรพชาอุปสมบทในวันที่ ๒๒ เดอื นนี้”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงพระผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันท่ี ๒๒ ตุลาคม
พ.ศ. ๒๔๙๙ โดยสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ม.ร.ว.ชื่น นพวงศ์ ฉายา สุจิตฺโต) วัดบวรนิเวศวหิ าร
เปน็ พระราชอปุ ชั ฌายาจารย์ ในตอนเย็นของวันพระราชพิธีทรงพระผนวชนั้น เม่ือพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ซงึ่ ไดร้ บั ถวายพระฉายาในบวรพทุ ธศาสนาว่า “ภมู พิ โล” เสดจ็ เขา้ ยังวัดบวรนเิ วศวหิ ารทรงทาสักการะพระราชอุปัชฌายา
จารย์แลว้ สมเดจ็ พระสังฆราชเจา้ ไดถ้ วายพระโอวาท อันมีความตอนหนง่ึ ว่า
“การทรงผนวชวันนี้ เป็นประโยชน์มากสาหรับคนผู้นับถือพระพุทธศาสนาเพราะเขายินดีกันมาก แต่ว่าที่จะได้
เป็นประโยชน์สาหรับพระองค์เองน้ัน ต้องประพฤติปฏิบัติธรรมวินัย คือบวชด้วยกายอย่างหนึ่ง บวชด้วยใจอย่างหน่ึงถ้า
ทง้ั ๒ อย่างผสมกนั เขา้ แล้ว จะเป็นกศุ ล
การบวชดว้ ยกายน้ัน ต้องทาพธิ ีในที่ประชุมสงฆ์ แต่การบวชดว้ ยใจต้องต้งั พระราชหฤทัยเรียนพระพุทธศาสนา
ในพระวินยั ทรงอ่านดใู นขอ้ บังคบั ท่ีจะไม่ประพฤตลิ ว่ ง และในธรรมะ ทรงศึกษาเพ่ือประพฤติตาม ฝึกหัดพระราชหฤทัยให้
สงบระงบั ...
...ส่วนธรรมะ อธิบายไว้ในโอวาทแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ามีเวลาควรทรงอ่านเพื่อฝึกหัดพระราชหฤทัยให้สงบ
ระงบั ให้เป็นการบวชด้วยพระราชหฤทยั ด้วย บวชพระกายด้วย”
เราท่านท้ังหลายจะเห็นได้ว่าพระโอวาทที่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระอุปัชฌาย์ถวายพระภิกษุพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยหู่ วั นั้น พระองค์ทรงต้งั พระราชหฤทัยน้อมนามาปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่แตเ่ ฉพาะในเวลา ๑๕ วันที่ ทรงดารงอยู่
ในสมณเพศเท่านั้น แต่ทรงยึดพระโอวาทน้ีตลอดมาจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะในข้อ “ต้องตั้งพระราชหฤทัยเรียน
พระพุทธศาสนา” และ “ฝึกหดั พระราชหฤทัยใหส้ งบระงับ ใหเ้ ปน็ การบวชดว้ ยพระราชหฤทัยดว้ ย” จนเป็นที่ประจักษ์ชัด
ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ไม่เคยทรงหยุดที่จะศึกษาธรรมในพระพุทธศาสนาและทรงน้อมนาธรรมน้ันมาทรง
ประพฤติธรรมและฝกึ หัดพระราชหฤทัยให้สงบระงับจากอกุศลจติ
ในระหว่างที่ทรงพระผนวชและประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหารนั้น
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงบาเพ็ญพระราชจริยวัตรดุจพระนวกะทั่วไปทรง
ศึกษาพระธรรม และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยโดยเคร่งครัด ตลอดจนเสด็จพระราช
ดาเนินไปนมัสการพระมหาเจดียสถานและพระพุทธปฏิมา สาคัญท้ังใน
กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เป็นการเพ่ิมพูนพระราชศรัทธาในพระศรีรัตนตรัย
นอกจากนั้นยังได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ราษฎรได้เฝ้าฯ ถวายธูปเทียน
ดอกไม้ทุกวัน แล้วได้ทรงนาธูปเทียน ดอกไม้นั้นไปถวายสักการบูชาพระรัตนตรัยใน
โอกาสเสด็จทาวัตรเป็นประจาทุกเช้าทุกเย็นท้ังยังเสด็จพระราชดาเนินออกทรงรับ
บาตรจากประชาชนทัว่ ไปอกี ด้วย
พระราชจริยวัตรของพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในช่วงท่ีทรง
พระผนวชอยู่นั้นสะท้อนให้เห็นว่าทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในการศึกษาธรรมะอย่าง
เต็มที่ ส่ิงที่ยังทรงติดสงสัยก็มีพระราชปุจฉาถามพระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) รองเจ้า
อาวาสวดั บวรนิเวศวิหาร เชน่ ในวันทแี่ ปดของการทรงพระผนวชน้ัน มีพระราชปุจฉา
๓ ข้อ ท่ีสะท้อนให้เห็นความสนพระราชหฤทัยในธรรมะขั้นท่ีสูงและละเอียดมากข้ึน
จากการทรงสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ ท่ไี ดท้ รงพบเห็นพระราชปุจฉาท้ัง ๓ ข้อนั้น ใน
ข้อแรกมพี ระราชปจุ ฉาเก่ียวกับพระสถานภาพของพระองคเ์ องในขณะนัน้ วา่
“ขณะท่ีทรงผนวชอยู่นี้ เรียกกันว่า “พระภิกษุ พระราชปุจฉาในข้อที่สองน้ัน ทรงถามในเรื่อง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดยที่ฐานะพระบาทสมเด็จ เก่ยี วกบั ผลของกรรมวา่
พระเจ้าอยู่หัวก็ยังมีอยู่ เป็นแต่เพียงทรงจีวรเช่นภิกษุ
เท่านัน้ ” “คนที่มีใจเหี้ยม ฆ่าคนแล้วไม่รู้สึกอะไรน้ัน
พระพรหมมุนถี วายวสิ ชั นาว่า จัดเป็นบุคคลประเภทไหนทาไมบางคนสร้างกรรมในชาตินี้
“เร่ืองน้ีทางธรรมะเรียกว่า “สมมติซ้อนสมมติ สัจจะซ้อน ไว้มาก จึงยังไม่ได้รับผลของกรรมน้ัน กลับเจริญมีความสุข
สัจจะ” ความเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็เป็นสมมติอย่างหนึ่ง อยู่ได้”
เรียกว่า “สมมติเทพ” ความเป็นพระภิกษุก็เป็นสมมติอีก พระพรหมมุนีถวายวสิ ัชนาวา่
อย่างหน่ึง ซ้อนข้ึนในสมมติเทพนั้น ในการเช่นนี้ผู้ปฏิบัติ
ต้องปฏิบัติให้เหมาะสมกับสมมตินั้นๆ เช่นเม่ือได้รับสมมติ “ท่ีเขายังมีความเจริญและความสุขอยู่ ก็เพราะ
เป็นพระภิกษุแล้วก็ต้องปฏิบัติตามสิกขาบทของพระภิกษุ กรรมช่ัวที่ทานั้นยังไม่ให้ผลถึงกระนั้น บุคคลผู้ทากรรมช่ัว
โดยเคร่งครัด จักปฏิบัติแต่หน้าที่สมมติเทพอย่างเดียวไม่ได้ ย่อมจะได้รับความเดือดร้อนใจในภายหลัง ท่ี เรียก
แต่ถ้าหน้าท่ีของสมมติเทพไม่ขัดกับสิกขาบทวินัยก็อาศัยได้ “วิปปฏิสาร” บางกรณีก็อาศัยผลของกรรมท่ีสร้างมาแต่
เช่นคําทีเ่ รยี กว่า “เสวย สรง บรรทม” เปน็ ตน้ ยังใชไ้ ด้” ปางก่อน ประกอบการกระทาซ่ึงประกอบด้วยสติ ปัญญา
วิริยะ เมื่อดีก็ดีเลิศ เลวก็เลวที่สุด ก็เพราะปัญญาของเขา
เหล่านนั้ ”
พระราชปจุ ฉาขอ้ ทีส่ าม
ทรงถามถึงเหตุปัจจัยทจ่ี ะทาให้ระลึกไดซ้ ่ึงชาติกอ่ นและชาติหน้า
ซึ่งพระพรหมมุนีถวายวิสชั นาว่า
“จะต้องบาเพญ็ ตนเองให้สงู ขนึ้ ในการปฏบิ ตั ธิ รรม และอบรมจติ ของตนเองใหส้ ูงขน้ึ เรอ่ื ยๆ เป็นลาดับไป เช่น เดก็ ๆ
ระลึกหรือจาวันก่อนไปไม่ได้คร้ันเจริญวัยก็จาเหตุการณ์ได้บ้าง และเห็นกาลในอนาคตบ้าง เม่ือเจริญเต็มที่แล้วก็เห็นท้ังเหตุ
ในอดตี และอนาคตอันไกล”
จะเห็นได้ว่าการท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมี
โอกาสได้ทรงพระผนวชทาให้ได้ทรงใกล้ชิดพระพุทธศาสนา
มากย่ิงขึ้น การได้ทรงวิสาสะและเรียนพระธรรมวินัยกับพระ
เถรานุเถระต่างๆ มีผลให้พระราชศรัทธาและความสนพระ
ราชหฤทัยในพุทธธรรมและการปฏิบัติศาสนธรรมของ
พระองค์เพ่ิมพูนมากขึ้น ที่สาคัญคือ ได้ทรงน้อมรับพระ
โอวาทของพระราชอปุ ชั ฌายาจารย์มาทรงปฏิบตั อิ ย่างจริงจัง
ยงั ผลในเชงิ ประจกั ษอ์ ยา่ งมหาศาลใหท้ รงประสบความสาเรจ็
ในการทรง “ครองแผ่นดินโดยธรรม” ทั้งยังบังเกิด
“ประโยชน์สขุ แก่มหาชนชาวสยาม” อยา่ งแท้จริง
รกั ษาศาสนธรรม
พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงประพฤติพระองค์
ตามแนวพระราชจรรยานวุ ัตรทพี่ ระมหากษัตริยไ์ ทยในอดตี สมัยได้ทรงประพฤติมา
คอื การเอาพระราชหฤทยั ใสใ่ นการศกึ ษาพระธรรมคาสอนของสมเดจ็ พระสมั มาสมั
พุทธเจ้า หรือที่เรียกว่าเป็นการทรงสร้างสมความเป็น “ปราชญ์รู้ธรรม” ดังท่ีได้
อภปิ รายมาในบทกอ่ นๆ เมอื่ ทรงรธู้ รรมและเข้าพระราชหฤทยั ในธรรมตา่ งๆ แล้วก็
น้อมนามาเป็นหลักประพฤติพระองค์ และทรงสอนผู้อ่ืนให้ประพฤติตามต่อไปได้
พระราชจรรยานุวัตรข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชภาระในการ “รักษาศาสน
ธรรม” ท่พี ระมหากษตั ริย์ไทยทรงปฏิบตั มิ าทกุ ยคุ สมยั ตั้งแต่อดตี จวบจนปัจจบุ ัน
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั ภมู พิ ลอดุลยเดชทรงศกึ ษาพระพุทธศาสนา
อย่างลึกซึ้งท้ังในเชิงปรัชญา ญาณวิทยา และจริยศาสตร์ ที่สาคัญอย่างยิ่งทรง
ประยุกต์แนวคาสอนเชิงปรัชญามาสู่ภาคปฏิบัติ ดังพระราชดารัสพระราชทานใน
การเสด็จฯ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย เม่ือวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช
๒๕๑๓ ความตอนหนง่ึ วา่
“พระพทุ ธศาสนาแสดงความจริงของชีวิต แสดงทางปฏบิ ตั ิที่จะให้บรรลคุ วามสุขสูงสุดของชีวิต มีวธิ ีการสงั่ สอนท่ยี ดึ
หลกั เหตุและผล ว่าทกุ ส่งิ เกดิ จากเหตุ ผ้ใู ดประกอบเหตอุ ย่างไรเพยี งใดกไ็ ด้ผลนั้นเพียงนั้น หากจะถามว่าพระพุทธศาสนาเป็น
อย่างไร ก็ต้องตอบว่า โดยเน้ือหาท่ีเป็นเร่ืองความจริงของชีวิต พระพุทธศาสนาเป็นปรัชญา โดยวิธีการที่ยึดหลักเหตุผล
พระพุทธศาสนาเป็นศาสตร์ หรือพูดให้ชัดลงไปอีก ก็เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่า การสอน
พระพุทธศาสนาท่ีถูกต้อง คือ การสอนให้คนมีความสามารถพิจารณาขุดค้นหาหลักธรรมะจากชีวิตและนาหลักธรรมะนั้นมา
ปฏิบัตใิ ห้เปน็ ประโยชน์”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกรณียกิจมากมายท่ีแสดงน้าพระราชหฤทัยที่จะทรงรักษาศาสนธรรมใน
พระพทุ ธศาสนาใหบ้ ริบรู ณ์ ท้ังทเ่ี ป็นพระราชกรณยี กจิ อันเป็นทางราชการและพระราชกรณียกจิ ในส่วนพระองค์ในการอนั เป็น
ส่วนพระองค์นั้น เป็นท่ีทราบกันดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์น้ีโปรดการฟังธรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการ
สดับพระธรรมเทศนาอย่างเป็นพิธีการ หรือการฟังธรรมจากการทรงสนทนาธรรมกับพระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นอกจาก
ทรงน้อมนาเอาหลักธรรมท่ีทรงฟังนั้นมาปฏิบัติด้วยพระองค์เองแล้ว ยังทรงพระกรุณาประมวลคาสอนของพระภิกษุผู้ทรง
คณุ ธรรมสงู พระราชทานให้แกข่ า้ ทลู ละอองธลุ พี ระบาทและประชาชนทั่วไปดว้ ยดว้ ยมีพระราชประสงคใ์ หข้ า้ ทูลละอองธลุ พี ระ
บาทเปน็ ผู้ใฝ่ในทางธรรม เพอื่ ความเจรญิ ของตนเองและหม่คู ณะ ทั้งในหนา้ ทกี่ ารงานและชวี ติ ส่วนตวั
ในฐานะองค์พระประมุขของชาติ หรือท่ีเรียกกันอย่างสามัญว่าทรงเป็น
“ผูใ้ หญใ่ นบา้ นเมือง” นัน้ พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวทรงหมั่นประพฤติพระองค์
ให้ทรงเจริญอยู่ใน “พรหมวิหารธรรม” ดังที่พระราชพรหมยานเถระ (วีระ ถาวโร)
อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าซุง ซึ่งเป็นพระวิปัสสนาจารย์รูปหน่ึงท่ีพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวมีพระราชศรัทธาได้เคยกล่าวสดุดีพรหมวิหารธรรมของพระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อย่หู ัว โดยอา้ งเหตกุ ารณ์เมื่อครง้ั ทมี่ ผี ู้กอ่ การร้ายเข้ามาวางระเบิดในบริเวณ
พนื้ ทที่ พ่ี ระองค์กาลงั พระราชทานธงประจารุ่นลกู เสือชาวบ้านที่จังหวดั ยะลา วา่
“พระองค์จึงได้ปรารภว่า วันนั้นพอได้ยินเสียงระเบิดครั้งแรกเห็นคนเขา
ว่ิงวุ่นขวักไขว่ไปมา ก็มีความรู้สึกว่าเสียงระเบิด มันระเบิดไปแล้วก็เป็นอดีตตาม
ภาษาบาลเี ขาเรยี กว่า อดตี ใกลป้ จั จุบัน ถ้าเราจะเอาจติ ไปคิดหว่ งใยเรอื่ งราวในอดีต
งานในปัจจุบันของเราก็ไม่เป็นผล ฉะนั้น พระองค์จึงได้ทรงวางอารมณ์เฉยเป็น
อุเบกขา ว่าส่ิงท้ังหลายเหล่านั้นมันเกิดแล้วก็แล้วกันไป เวลาน้ีมีหน้าท่ีที่จะทางาน
ในปัจจุบันก็ทา ทาไปจนกว่าจะเสร็จ และหลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงให้โอวาทแก่
ลูกเสือชาวบ้าน ทรงปรารภว่าวันนั้นพูดยาวหน่อย เพราะเป็นการดับกาลังใจใน
ความตืน่ เตน้ ของประชาชนและลูกเสอื ทั้งหลาย”
การปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาเป็นหน่ึงในพุทธธรรมที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้พุทธบริษัทท้ังหลายหมั่น
ประพฤตปิ ฏบิ ัติเพ่ือความสงบของจิต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยการปฏิบัติสมาธิวิปัสสนามาแต่คร้ัง
ทรงพระผนวช และทรงทรงศกึ ษาปฏบิ ตั ิมาโดยตอ่ เนอื่ งพลตารวจเอก วสษิ ฐ เดชกุญชร อดีตนายตารวจราชสานักประจาผู้เคย
รับราชการใกล้ชิดเบ้ืองพระยุคลบาทมาเป็นเวลานาน ได้กล่าวถึงความเอาพระราชหฤทัยใส่ในการบาเพ็ญสมาธิภาวนาของ
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั วา่
“คาสอนคาถวายกรรมฐานของครูบาอาจารยท์ ั้งหลาย พระองค์จะทรงบนั ทกึ เทปไว้ ถ้าคาเทศน์คาสอนใดท่ีทรงเห็น
ว่ามีประโยชน์สาหรับผู้ท่ีหัดใหม่ทั้งหลาย พระองค์ท่านมักจะพระราชทานมาให้ ซึ่งข้าราชการบริพารท่ีใกล้ชิดมักจะได้รับ
พระราชทานเทปจากในหลวงเสมอ จาได้ว่า ที่ได้รับพระราชทานมาก็มีของ สมเด็จพระสังฆราช ของหลวงพ่อฤาษีลิงดา ของ
หลวงพอ่ พธุ ฐานโิ ย เปน็ ต้น และในทานองเดยี วกัน เวลาพวกผมไปไหนก็มกั จะหวิ้ เทปไปด้วย ได้พบพระอาจารยอ์ งคไ์ หนกต็ าม
ต้องขอธรรมะจากทา่ น เมื่อทา่ นสอนกบ็ นั ทึกเอาไวแ้ ล้วก็มาคดั กันดูว่า ม้วนไหน องค์ใดควรถวายก็จัดถวาย ยังจาได้ว่าในสมัย
นน้ั ท่านอาจารยช์ า สุภัทโท วดั หนองปา่ พง ยังไม่อาพาธ คร้ังหนึ่งเดินทางกลับจากภูพานลงมาทางอุบลฯ ได้แวะไปกราบท่าน
แลว้ กไ็ ดเ้ ทปทา่ นมา ยาวถงึ ๔๐ – ๔๕ นาที เป็นคาเทศน์โดยตรงท่ที า่ นใหโ้ ดยตรงมา เม่อื ไดเ้ ทปของพระอาจารย์ชามาแลว้ ได้
นาขน้ึ ทูลเกล้าฯ ถวายพระเจา้ อย่หู ัว ทรงฟงั แลว้ รับส่งั ว่าเปน็ เทปม้วนที่ดที ส่ี ดุ ม้วนหน่ึง”
พระองค์มกั จะทรงพระกรณุ ารบั สงั่ เรอ่ื งสมาธกิ บั ขา้ ราชบรพิ ารเสมอได้พระราชทานคาแนะนาเกี่ยวกบั เรอ่ื งนที้ กุ ครั้ง
เช่น พระราชทานคาแนะนาว่าถ้าไม่สามารถทาสมาธิวิธีอน่ื ใหไ้ ด้ผล ก็ให้ลองใช้วิธีนับว่า “หนึ่ง-เข้า หนึ่ง-ออก สอง-เข้า สอง-
ออก”
นอกจากเร่ืองที่ทรงศึกษาและฝึกปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงนาสมาธิเข้ามามี
สว่ นในการปฏิบัตพิ ระราชกรณียกจิ ดงั ท่ีพลตารวจเอก วสษิ ฐ เดชกุญชร ต้งั ขอ้ สังเกตว่า
“ในเร่ืองนี้จะสังเกตเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม ท่ีโดยปกติแล้วอย่างพวกเราๆ ท่านๆ ไม่น่าจะทาได้ แต่
พระองคท์ รงทาได้ อย่างที่ต้องประทับในที่น่งั เป็นเวลานานๆ ตดิ ต่อกันถึง ๒ - ๓ ชั่วโมง จะทรงปฏิบตั ไิ ด้อย่างไม่น่าเชื่อคือไม่
ทรงมีอาการเหนื่อยหรือง่วงเลยแม้แต่น้อย ไม่เคยเห็นเลยว่า เวลาเสด็จพระราชดาเนินที่ใดแล้วจะทรงแสดงอาการเหน่ือย
จนถงึ ขนาดน่งั หลับ ไมม่ ีแมจ้ ะเปน็ การทรงงานทั้งวันกต็ าม ดงั เร่ืองท่ีจาได้และจะเลา่ ให้ฟัง
พระเจา้ อยหู่ ัวโปรดทรงขบั รถยนต์ด้วยพระองค์เอง ผมเคยไดต้ ามเสด็จท้ังในและนอกรถพระท่ีนั่งมาหลายคร้ัง เป็น
ระยะทางท้ังไกลและใกล้ ถนนเรียบบ้าง ขรุขระบ้าง ลุ่มดอนบ้าง ตามสภาพภูมิประเทศ บางครั้งแม้เสด็จถึงที่หมายแล้วทรง
จอดรถพระท่ีนั่ง และเสด็จฯ ลงไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความตรากตราพระวรกาย เช่น ทรงพระดาเนินเป็นระยะ
ทางไกล และเปน็ เวลาหลายชวั่ โมง ขากลบั นึกวา่ จะทรงพักผ่อนพระวรกาย และให้นายสารถีทาหน้าท่ีขับรถพระท่ีน่ังถวาย ก็
เปล่า กลบั ทรงขับดว้ ยพระองคเ์ องอีกโดยไม่แสดงพระอาการเหน่อื ยหรืองว่ ง เจ้าหน้าท่ีผู้ตามเสด็จน้ัน พอกลับข้ึนไปบนรถ ก็
ต้องผลัดกนั หลับไปในรถเพราะความเหน็ดเหน่อื ยเม่อื ยล้าจากการเดินทางไกล
หลายปีมาแลว้ ตามเสดจ็ ไปบ้านแมส่ า ในอาเภอแม่ริม จังหวดั เชยี งใหม่บา้ นแมส่ านัน้ เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้จักเพราะได้
กลายเป็น “แม่สาแวลเล่ย์” มีถนนช้ันหน่ึง เช่ือมกับโลกภายนอก และมีอาคารบ้านเรือน ตลอดจนรีสอร์ท หรือท่ีพักตาก
อากาศอันทันสมัยโผล่ขึ้นมามากมาย แต่แม่สาในสมัยที่ผมตามเสด็จไปเมื่อ ๒๐ ปี ก่อนโน้น เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งที่ยัง
ไม่ได้รับการพัฒนา เวลาเสด็จๆ โดยเฮลิคอปเตอร์ ไปลงตรงท่ีเขาเตรียมไว้ แล้วทรงพระดาเนินเดินเท้าไปยังหมู่บ้าน ซึ่งอยู่
ไหล่เขาลูกถัดไปอีก
เมื่อกอ่ นนี้พระเจ้าอยู่หวั โปรดการบริหารพระวรกายด้วยการว่ิง ถ้าเป็นท่ีพระตาหนักจิตรลดารโหฐาน ก็ทรงวิ่งใน
ศาลาดุสดิ าลัย คร้ังหน่งึ ๆ เป็นระยะทางประมาณ ๓ กโิ ลเมตร เมื่อยังปฏบิ ัตหิ น้าที่อย่นู น้ั ผมเคยตามเสดจ็ เปน็ ประจาเวลาว่ิง
สังเกตเห็นทุกคร้ังที่ตามเสด็จว่า พระองค์ทรงก้าวยาวและพระองค์ปล่อยพระอัสสาสะและพระปัสสาสะ (หายใจเข้า-ออก)
สม่าเสมอ ในขณะทผี่ มตอ้ งซอยเท้าถ่ียบิ เพอื่ ให้ทนั และหอบกนั อย่างไมอ่ ับอาย
พระสมาธขิ องพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวนน้ั ผมเช่อื ว่าเปน็ เหตุใหป้ ระกอบพระราชกรณียกจิ ทกุ ครัง้ สาเร็จลุล่วง
ไปด้วยความเรียบร้อยสมพระราชประสงค์ และสมความต้องการของทุกฝ่าย แต่ท่ีผมเห็นว่าสาคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เวลามี
อปุ สรรคขดั ข้องในพระราชกรณยี กจิ ไมว่ ่าครงั้ ใดๆ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัว ไม่ทรงหวน่ั ไหวหรอื สะดุ้งสะเทือน ทรงดารง
พระสตมิ น่ั และพระราชทานคาแนะนาให้เจ้าหน้าท่ีผู้เก่ียวข้องมีกาลังใจและสามารถปัดเป่าอุปสรรคข้อขัดข้องเหล่านั้นได้ดี
ทสี่ ุด หรือถ้าหากเหลือวิสยั ที่จะแกไ้ ขได้ ก็ไมท่ รงกรวิ้ หรอื ทรงแสดงความไม่พอพระราชหฤทยั แต่กลับทรงแสดงให้ผู้อื่นเห็น
และเขา้ ใจวา่ เปน็ เรอ่ื งธรรมดาท่อี าจเกิดขึ้นได้ ทาให้ทุกคนโลง่ ใจ และมีกาลังใจท่ีจะอุทิศกาลังกายและกาลงั ใจถวายตอ่ ไปอีก
การฝึกสมาธิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น มิได้ทรงปฏิบัติแต่พระองค์เดียว หากยังทรงพระกรุณา
พระราชทานคาแนะนาให้ผู้อ่ืนอย่างถ้วนหน้าข้าราชสานัก รวมทั้งตัวผมด้วย ได้รับพระราชทานท้ังหนังสือและเทปคาสอน
ของครูอาจารย์ท่ีทรงเองแล้ว และทรงเห็นว่าแยบคายหรืออาจมีประโยชน์อยู่เสมอเมื่อทรงมีโอกาสก็ทรงพระกรุณา
พระราชทานดาริเก่ียวกับสมาธิให้ข้าราชบริพารฟังเป็นคร้ังคราว ทาให้ข้าราชบริพาร นายทหาร และนายตารวจท่ีปฏิบัติ
หน้าที่ได้เรมิ่ ฝกึ สมาธติ ัง้ แต่เขา้ ไปรบั หนา้ ที่นายตารวจประจาราชสานัก และยังฝกึ ตดิ ตอ่ กันเรื่อยมาจนถงึ ทุกวันนี้ ผลของพระ
มหากรุณาธิคุณเก่ียวกับเร่ืองน้ี ทาให้พระราชฐานที่ประทับกลายเป็นสานักวิปัสสนากลายๆ การแลกเปล่ียนความรู้เกี่ยวกับ
สมาธหิ รอื กรรมฐาน เปน็ ปรากฏการณ์ธรรมดาของข้าราชบรพิ ารผู้ใฝ่ธรรม
เวลาเสด็จพระราชดาเนินแปรพระราชฐานไปประทับต่างจังหวัด งานอดิเรกอย่างหน่ึงท่ีเจ้าหน้าที่ผู้ตามเสด็จ ทั้ง
ฝ่ายพลเรือนและทหารชอบทาก็คือ เร่ร่อนไปตามวัดหรือสานักสงฆ์ต่างๆ เพื่อแสวงหาความรู้เก่ียวกับสมาธิจากพระภิกษุ
สงฆใ์ นฝา่ ยวปิ สั สนาธรุ ะ เม่ือการฝกึ สมาธไิ ด้กระทาาโดยสมา่ เสมอเช่นนัน้ ผลกระทบโดยตรงทเ่ี กิดข้นึ แกผ่ ู้ปฏบิ ัติก็คือ “มีสติ
มัน่ คง” สามารถนาเอาสมาธไิ ปประยุกตใ์ ชก้ บั ชวี ติ ประจาวนั และการงาน สามารถเผชญิ กับอุปสรรคปญั หาขอ้ ขัดข้องได้อย่าง
สขุ ุมเยือกเย็น ไม่ตโี พยตพี ายหรอื เสยี สติ
พระสมาธิในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงไม่เพียงแต่จะทาให้พระราชกรณียกิจท่ีทรงปฏิบัติลุล่วงไปอย่าง
เรียบร้อยเท่าน้ัน แต่อานิสงส์ ทาให้มีผู้ตามเสด็จฯ และทาให้การปฏิบัติหน้าที่ของคนเหล่าน้ัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือ
ธุรกิจอื่นใดสาเร็จลุล่วงไปอย่างเรียบร้อยเช่นเดียวกันด้วย ขนาดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซ่ึงเป็นผู้เหนือหัวสูงสุดของ
พวกเราชาวไทย พระองค์ยังทรงสนใจในการปฏิบัติธรรม การฝึกอบรมพัฒนาจิตใจด้วยการปฏิบัติธรรม จึงนับเป็นสิ่งที่
ประเสริฐ”
จะเห็นไดว้ า่ ผลแห่งการปฏิบตั ิสมาธิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวน้ันทาให้พระองค์ทรงงานต่างๆ ได้อย่างเป็น
อัศจรรย์ ซ่ึงเหลือวิสัยที่คนไทยส่วนใหญ่จะปฏิบัติเช่นพระองค์ได้ ดังประจักษ์พยานว่าเมื่อครั้งที่ยังเสด็จพระราชดาเนินไป
พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ ด้วยพระองค์เองอยู่นั้น พระองค์ประทับนั่งเป็นเวลานานๆ
ติดต่อกันได้เป็นเวลาหลายชั่วโมงในขณะท่ีผู้คนส่วนใหญ่เพียงแค่ช่ัวเวลาไม่นานก็พากันขัดเมื่อยแล้ว ในยามเสด็จพระราช
ดาเนินออกไปยงั ถ่ินทุรกนั ดารเพอื่ ทอดพระเนตรปัญหาแหล่งน้าและท่ีทากินของราษฎรน้ัน ทรงพระดาเนินเป็นระยะทางอัน
ไกลมาก แม้ทหารตารวจที่ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์หลายนายก็ตามเสด็จแทบไม่ทัน ในการทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร
น้นั พระองคไ์ มไ่ ดท้ รงแสดงใหเ้ ห็นถงึ ความลาบากพระวรกายแมแ้ ต่นอ้ ย ท่ีเปน็ เชน่ นเี้ ปน็ เพราะนา้ พระราชหฤทัยของพระองค์
ที่มพี ระมหากรณุ าธคิ ุณแก่พสกนกิ รและผลแห่งการปฏิบัติธรรมของพระองคโ์ ดยแท้
ประจักษ์พยานประการสาคัญที่แสดงถึงการประพฤติธรรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
คือ การพระราชทานพระบรมราโชวาทเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและพุทธธรรมอยู่เสมอ พระบรมราโชวาทหลายองค์แสดง
ความต้ังพระราชหฤทัยที่จะทรงสอนให้พสกนิกรตระหนักในความสาคัญของพระพุทธศาสนา ทรงสอนให้พสกนิกรรู้พ้ืนฐาน
ของ “ปริยัติ” และนาไปปฏิบัติเพ่ือให้เกิดผลคือ “ปฏิเวธ” คือความสงบสุข พระบรมราโชวาทองค์สาคัญเก่ียวกับ
พระพุทธศาสนาและพุทธธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สมควรยกมาอ้างไว้ ได้แก่ พระบรมราโชวาทท่ี
พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดตั้งโรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจน ณ พระตาหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันเสาร์ท่ี ๒๓
กุมภาพันธ์ ๒๕๑๗ ความตอนหนึ่งว่า
“...ธรรมะในพระพทุ ธศาสนานน้ั บรบิ รู ณด์ ้วยสจั ธรรม ทีเ่ ปน็ สาระ
และเปน็ ประโยชนใ์ นทุกระดับ ซึ่งบคุ คลสามารถจะศกึ ษาและปฏิบัติให้เกิด
ประโยชน์คือความเจริญผาสุกแก่ตนได้อย่างแท้จริง กล่าวคือผู้ปฏิบัติธรรม
ย่อมจะมีชีวิตและกิจการงาน ที่ประกอบด้วยความสว่าง สะอาด และสงบ
ท่ีว่าสว่างน้ันคือมีปัญญารู้เหตุรู้ผล รู้ผิดชอบชั่วดีโดยกระจ่างชัด ที่ว่า
สะอาดน้ันคือไม่มีความทุจริตท้ังกายวาจาใจมาเกลือกกล้ัว เพราะเห็นจริง
ชัดในกุศลและในอกุศล ท่ีว่าสงบนน้ั คือเม่ือไม่ประพฤติทจุ ริตทุกๆ ทางแล้ว
ความเดือดร้อนจากบาปทุจริต ก็ไม่มาแผ้วพาน คนที่ประพฤติตน
ปฏิบัติงานโดยตั้งอยู่ในธรรมอย่างเคร่งครัด จึงเป็นผู้มีปรกติสุขอยู่ร่มเย็น
ไม่ทาความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง แก่ผู้อื่น และสังคมส่วนรวม ท่าน
ทั้งหลายผู้ตั้งใจอุทิศแรงกายแรงใจของตน เพื่อพระพุทธศาสนาและความ
ผาสุกของประชาชน จงึ ควรจะไดเ้ พียรพยายามปฏิบัติส่งเสริมให้มหาชนได้
ศึกษาและปฏบิ ตั ิธรรมะอยา่ งถกู ตอ้ งทัว่ ถงึ ก็จะช่วยให้แตล่ ะบคุ คลดารงตน
อยู่ไดอ้ ย่างม่นั คงและเป็นสุขในทกุ สถานการณ์ และช่วยค้าจุนส่วนรวมมิให้
เสอ่ื มทรุดลงได้ ดงั ทีท่ ่านมงุ่ หวงั …”
เมอื่ วันเสาร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๒๔ ไดพ้ ระราชทานพระบรม
ราโชวาทให้เชิญไปอ่านในพิธีเปิดการประชุมยุวพุทธิกสมาคมท่ัวประเทศ
คร้ังที่ ๑๖ ณ วัดคิรีวงศ์ อาเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีความตอนหนึ่ง
ว่า
“...ในสมัยปัจจุบัน นอกจากความรู้ในวิชาการซ่ึงสอนกันอยู่ยัง
ต้องมีความรู้ในทางธรรมะ คอื ความเปน็ อยใู่ นจติ ใจของแต่ละคน การทเี่ ปน็
คนดเี ปน็ คนทม่ี คี วามรใู้ นทางเหตผุ ลนีส้ ามารถที่จะทาให้คนอยู่ดว้ ยกนั อย่าง
ดไี ม่ทะเลาะเบาะแว้งกนั ช่วยเหลอื สามัคคี นอกจากน้จี ะช่วยให้คนสามารถ
ท่ีจะเรียนวิทยาการได้ ผู้ใดท่ีเรียนวิทยาการแต่ฝ่ายเดียว จะไม่สามารถ
ปฏิบตั ติ นเปน็ มนษุ ย์ ถ้ามศี ลี ธรรมอยใู่ นจิตใจกส็ ามารถปฏบิ ตั ิตนเปน็ มนษุ ย์
ทีด่ ี เป็นประโยชน์ตอ่ ตนเองและตอ่ ผูอ้ ่ืน
ฉะน้ันจึงเป็นเหตุให้เห็นความสาคัญของศีลธรรม มิใช่ว่าจะให้
คนทั่วไปทุกคนสนใจศาสนา ศึกษาศาสนาให้มากจนเป็นผู้ที่ได้ช่ือว่า
‘ธมั มะธมั โม’ แต่ต้งั ใจที่จะใหผ้ ู้ท่ีมีความรู้ทางวิทยาการสามารถที่จะใช้วิชา
นั้นให้เป็นประโยชน์ โดยอาศัยธรรมะ ซ่ึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ทุกคน
ถ้าคนมีความขอ้ งใจ มคี วามไม่สบายใจธรรมะก็ปลอบใจ คนไหนที่มีความรู้
คนไหนมคี วามต้ังใจทีจ่ ะปฏิบัติงาน ก็จะช่วยให้ปฏิบัติงานสาเร็จ คนไหนท่ี
มธี รรมะแลว้ จึงมคี วามเจรญิ และธรรมะจงึ เปน็ ส่ิงสาคญั สาหรับชีวิต”
ปรากฏการณ์สําคัญยิ่งท่ีแสดงความต้ังพระราชหฤทัยจะปลูกฝัง
ธรรมะแก่ประชาชนชาวไทย คือการท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไดท้ รงพระ
ราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” อันเป็นชาดกเร่ืองหน่ึงในทศชาตชิ าดก มีพระ
ราชประสงค์จะพระราชทานธรรมะในเรื่องวิริยะ คือ “ความเพียร” แก่ราษฎร
ให้มีความเพียร ด้วยความอดทนโดยไม่ท้อแท้จนกว่าจะประสบความสําเร็จ
และโดยไม่หวังผลตอบแทน ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์เรื่องพระ
มหาชนกนี้ในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้
ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตพมิ พเ์ ป็นหนังสอื อา่ นสาํ หรบั เยาวชน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเผยแผ่ธรรมะแก่ราษฎรเพ่ือให้
ยึดถือเป็นหลักของจิตใจและการดําเนินชีวติ ในการเสด็จออกมหาสมาคมเน่ือง
ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ ๖๐ ปี ณ สีหบัญชรพระที่นั่งอนันตสมาคม
เม่ือวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ ได้พระราชทานพระราชดํารัสแก่ผู้เข้า
เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในเร่ืองคุณธรรมอันเป็นท่ีต้ังของความรัก ความ
สามัคคีที่จะทําให้คนไทยร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้
เจริญร่งุ เรอื งสบื ตอ่ กันไปไดต้ ลอดรอดฝัง่ ๔ ประการ อันประกอบดว้ ย
“ประการที่ ๑ การทท่ี ุกคนคดิ พูด ทํา ด้วยความเมตตา มุง่ ดี มุ่งเจริญตอ่ กัน
ประการท่ี ๒ การทแ่ี ตล่ ะคนตา่ งช่วยเหลอื เก้อื กลู กนั ประสานงานประสานประโยชน์กัน ให้งานท่ีทาํ สาํ เร็จผล ทั้ง
แก่ตน แกผ่ ูอ้ ่นื และประเทศชาติ
ประการท่ี ๓ การทีท่ ุกคนปฏบิ ตั ิตนอยใู่ นความสุจรติ ในกฎกติกา และในระเบยี บแบบแผนโดยเท่าเทียมเสมอกัน
ประการท่ี ๔ การท่ีต่างคนต่างพยายามนําความคิดความเห็นของตนให้ถูกต้องเท่ียงตรงและม่ันคงอยู่ในเหตุใน
ผล หากความคิดจิตใจและประพฤติปฏิบัติท่ีลงรอยเดียวกันในทางท่ีดที ี่เจริญนี้ยังมีพร้อมมูลอยู่ภายในกายในใจของคนไทย
กม็ ั่นใจไดว้ า่ ประเทศไทยจะดาํ รงมน่ั คงอยตู่ ลอดไปได้”
คณุ ธรรมทง้ั ๔ ประการท่ีไดพ้ ระราชทานน้ัน แท้จริงแลว้ กค็ อื หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา ท่ีมีพระราชดาํ ริว่าจะ
เป็นประโยชน์อันสูงสดุ หากประชาชนชาวไทยสามารถน้อมนาํ ไปปฏบิ ตั ิได้
นอกจากการพระราชทานพระบรมราโชวาทท่ีเน้น
ความสําคัญของพระพุทธศาสนาและพุทธธรรมแก่พสกนิกรชาว
ไทยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรม
ราชูปถมั ภ์การชําระและจารึกพระไตรปิฎกอันเป็นคมั ภรี ์ทร่ี วมแห่ง
พุทธธรรมท้ังปวง การตรวจชําระและสร้างคัมภีร์พระไตรปิฎก
เพ่ิมเติมน้ันเป็นพระราชกรณียกิจในการธํารงและเผยแผ่ศาสน
ธรรมที่สําคัญของสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าของไทยมา
ต้ังแต่โบราณกาล ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มีการ
สังคายนาตรวจชําระพระไตรปิฎก ซ่ึงได้ดาํ เนินการสําเร็จทันวันท่ี
๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ อันเป็นมหามงคลโอกาสที่ทรงเจริญพระ
ชนมพรรษา ๕ รอบ ได้จัดพิมพ์แล้วเสร็จทั้งฉบับบาลีและฉบับ
แปลเป็นภาษาไทย
ประเทศไทยมีการศึกษาพระไตรปิฎกมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ท้ังได้มีการแปลส่วนต่างๆ ของพระไตรปิฎกเป็น
ภาษาไทยสืบมาโดยตลอด กระบวนการแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทยมาแล้วเสร็จครบชุดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยหู่ ัวพระองค์น้นี ี่เอง ท้ังตอ่ มาในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ มหาวทิ ยาลัยมหิดลยังไดน้ ําข้อความในพระไตรปิฎกรวมหลายสิบล้าน
ตัวอักษรเป็นจํานวน ๔๕ เล่มบันทึกเข้าจานแม่เหล็กชนิดแข็ง (HARD DISK) เพ่ือนําเข้าบันทึกในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้
สามารถเรียกคําศัพท์คําใด จากพระไตรปิฎกเล่มใด หน้าใดก็ได้มาปรากฏในจอภาพได้ทันที นับเป็นครั้งแรกของโลกท่ีมี
พระไตรปิฎกภาษาบาลีฉบับคอมพิวเตอร์อันเป็นเกียรติประวัติสูงสุดของประเทศไทย ซ่ึงก็ได้สําเร็จลงในสมัยของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชด้วยเช่นกัน ต่อมายังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้
มหาวทิ ยาลัยมหิดลดําเนินการเพิ่มข้อความภาษาบาลีในหนังสืออธิบายพระไตรปิฎกท่ีเรียกว่า “อรรถกถา”และคําอธิบาย
อรรถกถาท่ีเรียกว่า “ฎีกา” รวมเป็นหนังสือทั้งสิ้น ๙๘ เล่ม ให้สามารถเรียกข้อความท่ีต้องการมาปรากฏในจอภาพ และ
พิมพ์ข้อความน้ันเป็นเอกสารได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ซึ่งโครงการตามพระราชดํารินี้สําเร็จก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษา
๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ นบั เปน็ พระราชกรณียกิจทีส่ ง่ เสรมิ และทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาอย่างสําคัญยิ่ง เป็นความสําเร็จ
ที่มีคุณค่าสูงต่อการศึกษาค้นคว้าของวงวิชาการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาทั่วโลกทีเดียว มิใช่เฉพาะแต่เพยี งในประเทศไทย
เท่าน้ัน
ทรงประยกุ ต์หลกั พทุ ธศาสนธรรมเพ่ือสรา้ งแนว
ความคดิ เศรษฐกิจพอเพยี ง
เป็นท่ีทราบและตระหนักดีในหมู่พสกนิกรชาวไทยทั้งปวง
ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชน้ัน นอกจาก
จะทรงเสียสละทุ่มเทพระวรกายทรงงานหนักเพื่อความเจริญผาสุก
ของมหาชนชาวสยามแล้ว พระองค์ยังทรงชี้แนะนําทางให้เกิด
“สัมมาทิฐิ” และ “สัมมาปฏิบัติ” ในท่ามกลางภาวะวิกฤติ ไม่ว่าจะ
เป็นทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จนเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าใน
ยามท่ีประเทศชาติและประชาชนเผชิญความยากลําบากไม่ว่ากรณี
ใด ก็จะทรงปัดเป่าและคลี่คลายสถานการณ์ไปได้ด้วยดีตลอด ใน
ท่ามกลางภาวะความยากลําบากทางเศรษฐกิจท่ีเกิดข้ึนกับประเทศ
ไทยในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไดพ้ ระราชทาน
แนวคดิ “เศรษฐกิจพอเพียง” สําหรับประชาชนได้นําไปประยุกต์ใช้
ในชวี ติ ประจาํ วันตามควรแกฐ่ านานรุ ปู
อันทจี่ รงิ แลว้ แนวคดิ เรื่อง “พออยู่” “พอกิน” “พอเพียง” และ“พอดี” น้ันไม่ใช่แนวคิดใหม่ ความจริงเป็นเรื่อง
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนําให้ประชาชนชาวไทยน้อมนําไปปฏิบัติ และย่ิงไปกว่านั้นยังทรงปฏิบัติให้เห็น
เป็นตัวอย่างด้วยพระองค์เองมาโดยตลอด ในช่วงระยะเวลาไม่ต่ํากว่า ๕ ทศวรรษมาแล้ว นับแต่ได้ทรงริเร่ิมโครงการอัน
เนื่องมาจากพระราชดําริเป็นต้นมา หากวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว จะเห็นได้ว่าปรัชญาหลักและแนวความคิด
“เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น สอดคล้องประสานกลมกลืนกับหลักธรรมในทาง
พระพุทธศาสนาอย่างแนบแน่น กล่าวคือ การละเลิกความโลภมาสู่ความรู้จักพอเพียงในการบริโภคและการใช้ชีวิต การ
ยุติวัฒนธรรมการบริโภคที่ไร้สาระตามกระแสของวัตถุนิยมและเศรษฐกิจกระแสหลัก การมัธยัสถ์และอดออม การสร้าง
ความมั่นคงในชุมชน พร้อมๆ กับการสร้างความมั่นคงในจิตใจการตั้งม่ันอยู่ในความเมตตา กรุณา และไม่เอารัดเอา
เปรียบกัน การให้และการเก้ือกูลสงเคราะห์กัน การประสานประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างเท่าเทียมยุติธรรม ล้วนแล้วแต่
ปรากฏอยูใ่ นหลกั พุทธศาสนธรรมทัง้ สิน้ กลา่ วโดยสรปุ ได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั ภูมิพลอดลุ ยเดช ผ้ทู รงพระคุณ
อันประเสริฐของประชาชนชาวไทยนั้นเป็น “นักคิด” และ “นักพัฒนา” ที่มีพระวิสัยทัศน์กว้างไกล และทรงเป็น “นัก
แกป้ ัญหา” ทมี่ แี นวทางและปรัชญาสอดคล้องต้องกันกับหลักการสําคัญในพระพทุ ธศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวทาง
มัชฌมิ าปฏปิ ทาแนวทางของสนั โดษและหลักมตั ตญั ญุตา
แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงอันเน่ืองมาจากพระราชดาํ ริ เพ่ือแก้ไขปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจซงึ่ กระทบตอ่ การ
ดํารงชีวิตของพสกนิกรของพระองค์เป็นส่วนรวมน้ันประสานสอดคล้องกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนาท่ีว่าด้วยการ
ดํารงชีวิตที่ประเสริฐตามสมมติสัจจะในโลกธรรมด้วย “วิถีแห่งพุทธะ” คือ การรู้จักประสานกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม
และธรรมชาติ โดยใช้ประโยชน์และนํากฎเกณฑ์ของธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยไม่
เป็นการทําลายและเบียดเบียนกัน ขณะเดียวกันก็ให้มีชีวิตอยู่โดยมี “ปัญญาและสัมมาทิฐิ” กํากับโดยไม่โลภหลงใหล
ในวตั ถจุ นเกนิ ความสมควร
แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดําริไว้นั้น ยังต้ังอยู่บน
หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนาที่เกยี่ วกับความสามารถพงึ่ ตนเองได้ (อัตตนาถะ) การพอใจในส่ิงที่มีอยู่ (สันโดษ) การรู้
ประมาณ (มัตตัญญุตา) และการดําเนินชีวิตตามทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ซ่ึงเป็นหลักการของเศรษฐกิจ
พอเพียงแนวพุทธ พระบรมราโชวาทในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ส่งเสริมให้พสก
นิกรชาวไทยเห็นคุณคา่ ของพระพทุ ธศาสนา และรู้ชัดว่าการที่ประเทศชาติจะสามารถฟ้นื ตวั ทางด้านเศรษฐกิจได้นั้น ก็
โดยอาศัยการทป่ี ระชาชนศึกษาและนาํ เอาหลกั คําสอนของพระพุทธเจา้ เกยี่ วกบั เศรษฐกิจมาปฏิบัติโดยพรอ้ มเพรยี งกนั
อุปถมั ภ์คณะสงฆ์
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสืบสานพระราชจรรยานุวัตรในการอุปถัมภ์บํารุง
พระสงฆ์และคณะสงฆ์สืบต่อจากสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าในอดีตทุกสมัย การอุปถัมภ์บํารุงพระสงฆ์และ
คณะสงฆ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชน้ัน พระองค์ทรงปฏิบัติโดยทั่วถึงท้ังพระสงฆ์ฝ่าย
มหานกิ ายและธรรมยุตกิ นิกาย หรือทง้ั พระสงฆฝ์ า่ ยคันถธรุ ะและวปิ สั สนาธรุ ะ
สิ่งสําคญั ประการแรกในการอุปถัมภ์พระสงฆ์และคณะสงฆ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย
เดชคือการพระราชทานสมณศักด์ิ อันเป็นสัญลักษณ์ของการทรงยกย่องพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ประพฤติ
ธรรมวินัยเคร่งครัด มีศีลาจารวัตรอันงาม และมีคุณูปการแก่พระพุทธศาสนา การพิจารณาสถาปนาสมณศักดิ์เป็น
พระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ ซึง่ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชน้ัน ไดท้ รงวาง
บรรทัดฐานเร่ืองระบบอาวุโสทางสมณศักด์ิ ในการพิจารณาลําดับก่อนหลังของพระราชาคณะทุกลําดับช้ัน ปัจจัย
หนึ่งท่สี ่งเสรมิ สนับสนุนให้พระภิกษสุ งฆ์เจริญในสมณศักด์ิก็คือ“พระราชศรัทธาส่วนพระองค์” ซึ่งมาจากเหตปุ ัจจัย
หลัก ๒ สาเหตุ คือ การท่ีพระสงฆ์รูปนั้นเปน็ คุรฏุ ฐานียบุคคลแห่งองค์พระมหากษัตริย์ และการที่พระสงฆ์รูปน้ันเป็น
พระภกิ ษุทพ่ี ระมหากษัตรยิ ท์ รงยกย่องในความรู้ความสามารถ
พระเถระบางรูปที่มีคุณูปการต่อพระมหากษัตริย์เป็น
ก ร ณี พิ เ ศ ษ เ ช่ น เ ค ย เ ป็ น พ ร ะ ร า ช อุ ปั ช ฌ า ย์ พ ร ะ ร า ช
กรรมวาจาจารย์ และพระราชอนุสาวนาจารย์หรือเป็นพระ
อาจารย์ จัดเรียกว่าเป็น “คุรุฏฐานียบุคคล” แห่งองค์
พระมหากษัตริย์ดังตัวอย่างปรากฏในคราวเม่ือพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดลุ ยเดชทรงพระผนวช ณ พระอุโบสถ วัด
พระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่ ๒๒ ตุลาคมพ.ศ. ๒๔๙๙ มี
พระศาสนโศภณ (จวน อุฏ.ฐายี) วัดมกุฏกษัตริย์ เป็นพระราช
กรรมวาจาจารย์ ซ่ึงเป็นที่ทราบกันดีวา่ พระกรรมวาจาจารย์เป็น
ผมู้ คี วามสาํ คญั ยิง่ ในการอุปสมบทของกุลบุตรท้ังหลายไม่น้อยไป
กว่าพระอุปัชฌาย์เป็นเหตุให้ในวาระพระราชพิธีเฉลิมพระ
ชนมพรรษาวันท่ี ๕ ธันวาคมปีเดียวกันนั้นพระศาสนโศภณ
(จวน อุฏ.ฐายี) ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาข้ึนเป็นสมเด็จพระ
มหาวีรวงศ์ ดังความตอนหนึ่งในประกาศสถาปนา พระศาสน
โศภณ (จวน อุฏ.ฐาย)ี เปน็ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วา่
“ทรงพระราชดําริว่า พระศาสนโศภณ ได้เป็นพระราชกรรมวาจาจารย์มีคุณูปการแด่พระองค์ ในคราวทรง
ผนวช นบั วา่ เป็นอุตตมครุฏฐานียบุคคลแห่งองค์พระมหากษตั รยิ ์”
อกี กรณหี น่ึงที่สะทอ้ นผลแห่งความเปน็ คุรฏุ ฐานียบุคคลในองค์พระมหากษตั ริย์ซึง่ พระองค์ทรงประจักษแ์ จ้งใน
พระราชหฤทยั ถงึ ความมีศลี าจารวตั รอนั งามและความรู้ความสามารถของพระสงฆ์รูปน้ันอย่างชัดเจน จะเห็นได้ในกรณี
ของพระโสภณคณาภรณ์ (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศ ผู้เป็นพระอภิบาลหรือพระพี่เลี้ยง และพระอาจารย์รูปหน่ึง
ของพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในขณะที่ทรงพระผนวชอยู่ท่ีวัดบวรนิเวศ ซ่ึงในเวลานั้นดํารงสมณศักดิ์
พระราชาคณะช้ันเทพในราชทินนามพระโสภณคณาภรณ์ ความเป็นครุฏฐานียบุคคลแห่งองค์พระมหากษัตริย์ในฐานะ
พระอภิบาลและพระอาจารย์ยังผลให้พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวภูมพิ ลอดุลยเดช มีพระราชศรัทธาต่อพระโสภณคณา
ภรณ์ (เจริญ สุวฑฺฒโน) ดังปรากฏว่าวาระพระราชพธิ ีเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ พระโสภณคณา
ภรณ์ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักด์ิ เป็นพระธรรมวราภรณ์ ต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบวร
นิเวศ และในวาระพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาปีเดียวกันน้ัน พระธรรมวราภรณ์ (เจริญ สุวฑฺฒโน) ได้รับ
พระราชทานเล่ือนสมณศกั ดเ์ิ ป็นพระสาสนโสภณ
ในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
สถาปนาเลื่อนสมณศักด์ิพระสาสนโสภณ (เจริญ สุว
ฑฺฒโน) เป็นสมเด็จพระราชาคณะท่ี สมเด็จพระญาณ
สังวร นัยของการมพี ระราชศรัทธายิ่งตอ่ พระเถระรูปน้ี
ยังสะท้อนออกมาจากราชทินนาม “ญาณสังวรบรม
นริศรธรรมนิติภิบาล...” อันแปลความได้ว่า “สมเด็จ
พระผู้มีสังวรธรรมมีธรรมเป็นเคร่ืองระวัง อัน
ประกอบด้วยพระปรีชาญาณ ทรงเป็นพระอภิบาลใน
การถวายแนะนําพระธรรมแด่พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็น ใหญ่อย่าง ในหมู่นรชน”
นอกจากนั้นยังปรากฏว่าราชทินนาม “ญาณสังวร”
ดังกล่าวนเี้ คยเป็นราชทินนามของสมเด็จพระสังฆราช
มาแล้วในสมัยตน้ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์มาแล้วด้วย
นอกจากความรคู้ วามสามารถของพระภิกษสุ งฆ์ท่ีเป็นความสามารถเฉพาะบุคคลดังท่ีเคยกล่าวมาแล้วข้างตน้ ยัง
มีพระเถระอีกส่วนหนึ่ง ที่มีความรู้ความสามารถพิเศษเป็นที่ตอ้ งพระราชอัธยาศัย เช่นเป็นพระธรรมกถึก เป็นพระเถระผู้
ถวายพระธรรมเทศนาในการพระราชพิธี และในการบําเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ เป็นหน้าที่ของพระราชาคณะต้ังแต่ช้ัน
สามญั ขน้ึ ไป ทจี่ ะได้รับอาราธนาให้ถวายพระธรรมเทศนาโดยเฉพาะการถวายพระธรรมเทศนาพระมงคลวิเสสกถาในพระ
ราชพธิ เี ฉลมิ พระชนมพรรษา พระเถระผ้รู ับหน้าท่ีถวายเทศน์มงคลวเิ สสกถาจะต้องนําความข้นึ กราบบังคมทูลขอพระบรม
ราชานุญาตก่อน เมื่อมีพระบรมราชานุญาตลงมาแล้วก็ถือเป็นหน้าที่ประจําที่จะต้องถวายเทศน์ทุกปีจนกว่าจะมีเหตุ
จําเป็น จึงถวายพระพรขอพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนเป็นรูปอื่นเป็นที่ทราบกันดีในหมู่สงฆ์ว่าเป็นหน้าที่ของสมเด็จ
พระสังฆราช หรือสมเด็จพระราชาคณะท่ีมีความสามารถในด้านการเทศนาจะเป็นผู้ถวายพระธรรมเทศนาปรากฏว่า
สมเด็จพระราชาคณะที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เป็นผู้ถวายพระธรรมเทศนาน้ีแทนสมเด็จพระสังฆราช คือ สมเด็จ
พระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศ โดยเริ่มต้นต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช
(ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพน และต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๒๕ ปฏิบัติหน้าท่ีแทนสมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) วัดราช
บพิธ ตั้งแต่นน้ั เปน็ ตน้ มาก็ไดร้ ับอาราธนาใหป้ ฏิบัติหนา้ ที่นเ้ี ร่อื ยมา
ยังปรากฏวา่ มพี ระมหาเถระทีเ่ ปน็ ทีเ่ จรญิ พระราชศรัทธาปสาทะแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดลุ ย
เดชและพระราชวงศ์ ในเร่ืองการแสดงพระธรรมเทศนาอีกรูปหนึ่ง คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสาโร) วัดราช
ผาติการาม เป็นพระมหาเถระที่มีความรู้ความสามารถในการแสดงธรรมเป็นท่ีเลื่อมใสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภมู ิพลอดุลยเดช พระองคท์ รงประจักษ์ถงึ ความสามารถในการแสดงธรรมเทศนา เป็นท่ีพอพระราชหฤทัยยิ่งและได้รับสั่ง
ให้เจ้าหน้าท่ีสํานักพระราชวังบันทึกการแสดงธรรมของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสาโร) ทุกๆ วันธรรมสวนะ
ต้งั แต่คร้ังยังไม่ได้ครองสมณศักดิส์ มเดจ็ พระราชาคณะตดิ ต่อกันมาไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี โดยพระองค์ทรงถือวา่ สมเด็จพระ
มหาวีรวงศ์ (วนิ ธมฺมสาโร) เปน็ พระอาจารยส์ อนธรรมรปู หน่งึ ของพระองคเ์ สมอมา
ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักด์ิ อดีตประธานองคมนตรี เคยกล่าวไว้ในบทความเร่ือง ความสําเร็จอันย่ิงใหญ่
ในทางธรรม เก่ียวกับข้อสังเกตในพระราชศรัทธาส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ที่มีต่อสมเด็จพระมหาวีร
วงศ์ (วิน ธมฺมสาโร) วัดราชผาติการาม ไวค้ วามตอนหนงึ่ วา่
“...เป็นกรณีพิเศษอย่างย่ิง ก็คือทุกคราวท่ีเจ้าประคุณท่านได้แสดงพระธรรมเทศนาในพระบรมมหาราชวัง ต่อ
หน้าพระพักตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวน้ัน เมื่อแสดงจบลงแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะใช้เวลานานใน
การทรงมีพระราชปุจฉาในข้ออรรถธรรมในพระธรรมเทศน์น้ันๆ และพระองค์ทรงมีความประทับพระราชหฤทัยในข้อ
อรรถข้อธรรมที่เจา้ ประคณุ สมเด็จพระมหาวีรวงศไ์ ดแ้ สดง...”
ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธมฺมสาโร) ได้ถวายพระธรรมเทศนา โดยอ้างชาดกเรื่องหนึ่งใน
ทศชาตชิ าดกคอื เรอ่ื ง “พระมหาชนก” จนเปน็ เหตสุ ําคญั ให้พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั ภมู พิ ลอดุลยเดช มีพระราชดาํ ริ
ที่จะพระราชนิพนธ์เร่ือง “พระมหาชนก” ดังในพระราชปรารภในพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ฉบับการ์ตูน (พิมพ์
เมือ่ พ.ศ. ๒๕๔๒) พระราชทานไวว้ ่า
“ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เม่ือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสดับพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระมหาวรี วงศ์ (วนิ
ธมฺมสาโร มหาเถร) วัดราชผาติการามเร่ืองพระมหาชนก ทรงพระราชดําริว่าพระมหาชนกชาดก มีคติที่แจ่มแจ้ง และ
นา่ จะเป็นประโยชน์แก่ชนทกุ หมู่”
ด้วยพระราชศรทั ธาในความรคู้ วามสามารถจงึ โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ถวายบูชา
กณั ฑ์เทศน์ เปน็ ประจําวันธรรมสวนะสบื มาจนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วนิ ธมมฺ สาโร) มรณภาพแล้วยังโปรดให้ถวายบูชา
กัณฑ์เทศน์ในวัดราชผาติการามสืบต่อมาจนปัจจุบัน แม้ในยามปกติก็ทรงห่วงใยในสุขภาพของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์
(วิน ธมมฺ สาโร) เป็นอยา่ งยิง่ ได้โปรดเกลา้ ฯ ใหค้ ณะแพทยม์ าดแู ลสขุ ภาพของเจ้าประคุณสมเด็จอยู่โดยสม่ําเสมอในคราว
ที่เจ้าประคุณสมเด็จรูปนั้นอาพาธเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ก็ทรงรับไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ทุกครั้ง เมื่อกลับมา
ประจาํ ที่วดั ตามปกติ กไ็ ดโ้ ปรดเกลา้ ฯให้ถวายภตั ตาหารท้ังเช้าและเพลเป็นประจําเสมอมา
พระราชศรัทธาส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชต่อพระเถระรูปหนึ่งรูปใดนั้นทรง
แสดงออกทั้งในเวลาท่ีพระเถระเหล่าน้ันยังมีชีวิตอยู่ ไปจนถึงเม่ือมรณภาพลง ในขณะที่มีชีวิตอยู่อาจจะแสดงออกโดยการ
พระราชทานสมณศักด์ิ หรือโปรดเกล้าฯ ให้อาราธนามาถวายพระธรรมเทศนาในงานพระราชพิธีและการบําเพ็ญพระราช
กุศลท้ังท่ีเป็นทางการและเป็นการส่วนพระองค์ นอกจากน้ันยังได้พระราชทานวัตถุส่ิงของ ซ่ึงเป็นวัตถุสัญลักษณ์ที่แสดงถึง
พระราชศรัทธาในส่วนพระองค์หรือเป็นการตอบแทนคุณูปการของพระเถระรูปน้ันๆ ท่ีมีในพระองค์ เช่น การพระราชทาน
พัดรตั นาภรณ์ อันเปน็ พดั ประจํารชั กาลท่ีทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้สร้างข้ึนสําหรับพระราชทานแด่พระสงฆ์ที่ทรงเคารพ
นบั ถอื และคนุ้ เคยโดยเฉพาะ ถอื วา่ เปน็ พัดยศท่ใี ชไ้ ดเ้ ฉพาะตวั ผู้ไดร้ บั พระราชทานเท่านั้น ผู้อื่นจะนําไปใช้ไม่ได้ ทั้งจะนําไปใช้
ในงานชาวบ้านก็ไม่ได้แม้แต่ในงานพระราชพิธี ไดม้ ีระเบียบการใช้พดั รัตนาภรณ์ ว่าใช้เฉพาะเวลาอนุโมทนาในงานพระราช
พิธีฉัตรมงคลงานเดียวเท่านั้น ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพัดรตั นาภรณ์ แกพ่ ระมหาเถระจํานวน ๕ รปู คือ
๑. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ม.ร.ว. ชื่น สุจิตฺโต)
วดั บวรนเิ วศ ได้รับพระราชทานเมอ่ื พ.ศ. ๒๕๐๑
๒. สมเดจ็ พระสงั ฆราช (อยู่ ญาโณทโย) วดั สระเกศ
๓ . ส ม เ ด็ จ พ ร ะ สั ง ฆ ร า ช ( จ ว น อุ ฏฺ ฐ า ยี )
วดั มกุฏกษัตริยาราม ได้รับเมื่อพ.ศ. ๒๕๐๐ ขณะดํารงสมณ
ศักดิ์ สมเดจ็ พระราชาคณะทีส่ มเด็จพระมหาวรี วงศ์
๔. สมเด็จพระสังราช (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิธ
ได้รับเม่อื พ.ศ. ๒๕๓๑
๕. สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
วัดบวรนิเวศ ได้รับเมอื่ พ.ศ. ๒๕๐๐ ขณะดํารงสมณศักดิ์ชั้น
ธรรมเป็นท่ี พระธรรมวราภรณ์
การแสดงออกถึงพระราชศรัทธาอันเป็นส่วนพระองค์เมื่อพระมหาเถระเหล่าน้ันมรณภาพลงส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไปใน
รูปของการพระราชทานเกียรติยศแก่ศพเป็นพิเศษ เช่น เมื่อสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรีมหาธาตุ ซึ่งเป็น
พระมหาเถระรูปหนึ่งท่ีได้รับความเลื่อมใสจากพระราชวงศ์และพุทธศาสนิกชนท้ังหลายเป็นอย่างมาก เมื่อมรณภาพลง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเล่ือนชั้นโกศจากโกศไม้สิบสองเป็นโกศมณฑป อันเป็น
สัญลักษณ์ของการพระราชทานเลื่อนเกียรติยศศพให้สูงขึ้นเป็นกรณีพิเศษ สมกับความเป็นพระมหาเถระท่ีมีพระราชศรัทธา
เลือ่ มใส ดังปรากฏในเอกสารสาํ นักพระราชวงั ท่ี ๐๐๐๑/๖๔๗ วันท่ี ๗ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๑๘ ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ จะเสด็จพระ
ราชดาํ เนินพระราชทานเพลิงและพระราชทานเลือ่ นชัน้ โกศเป็นโกศมณฑปประกอบศพ เป็นต้น
การพระราชทานอุปถัมภ์พระภิกษุสงฆ์ให้เจริญในสมณศักดิ์อันเน่ืองมาจากพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์และ
พระราชวงศน์ ั้น พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดุลยเดชทรงดาํ เนินการในกรณีนี้อย่างรอบคอบกอ่ นที่มีพระบรมราชวินิจฉัย
ให้พระเถระเหล่านั้นได้รับพระราชทานสมณศักด์ิพระองค์มีพระราชศรัทธาในความรู้ความสามารถของพระเถระที่มีผลงานเป็นที่
ประจกั ษ์จริงและเปน็ ทส่ี ามจี กิ รรมของบรรดาเหล่าพระภกิ ษดุ ว้ ยกันเอง ทัง้ ยังตอ้ งทรงประจกั ษแ์ น่ว่าพุทธศาสนกิ ชนท้ังหลายต่างก็
มศี รทั ธาต่อพระเถระเหลา่ นน้ั ดว้ ย นอกจากนั้นยังปรากฏว่า ในการพิจารณาสถาปนาสมณศกั ดชิ์ น้ั สงู อย่างสมเดจ็ พระสงั ฆราชและ
สมเด็จพระราชาคณะน้ัน พระองคก์ ็มิไดท้ รงเลือกพิจารณาจากพระราชหฤทัยส่วนพระองค์แต่อย่างเดียว แต่ได้ทรงหารือพระบรม
วงศานวุ งศ์ องคมนตรี รวมตลอดไปจนถึงพระเถรานุเถระทงั้ หลายด้วย
การท่ีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงตรากตรําพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพ่ือพสกนิกรของ
พระองค์อย่างหนักหนาสาหัส และเพราะเหตุที่ทรงประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นแบบอย่าง เพ่ือประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ตลอด
ระยะเวลาอันยาวนานเช่นนี้ ได้เปิดหนทางและโอกาสอันย่ิงใหญ่ ให้ทรงพบพระเถรานุเถระและพระวิปัสสนาจารย์ท่ีทรงภูมิธรรมขั้นสูง
ทั้งได้ทรงศึกษาธรรมและรับแนวทางปฏิบัติอันถูกต้องจากพระสุปัฏฏิปันโนเหล่านั้น นําไปสู่การทรงถึงซ่ึง “วิชชา” ในพระพุทธศาสนา
บันทึกพระราชดํารัสหลายครั้งหลายหนที่มีรับสั่งกับพระเถรานุเถระผู้ทรงธรรมวินัย ได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอย่หู วั พระองค์นไี้ ดบ้ รรลุภูมิธรรมขนั้ สูง ทรงแจม่ แจ้งทั้งในทางปรยิ ัติ ปฏบิ ัติ และปฏิเวธ อยา่ งยากท่พี ทุ ธศาสนิกชนคนใดจะกา้ วไปถงึ
ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศกั ด์ิ อดตี ประธานองคมนตรเี คยกล่าวว่า
“กระผมเคยเห็นคร้ังหนึ่งท่ีพระภิกษุที่พระองค์ท่านทรงอาราธนามาเจริญพระพุทธมนต์บําเพ็ญพระราชกุศลส่วนพระองค์
ท่านชรามาก อายุ ๙๐ เศษท่านเดินไม่ไหว พระเจ้าอยู่หัวของเราเข้าไปประคองแขน และทรงประคองเดินผ่านพวกเราไปทรงส่งพระ
จนถงึ รถ ทรงทําเองแทๆ้ ไมไ่ ดใ้ ช้มหาดเล็กเลย อย่างน้ีเป็นภาพที่กระทบเขา้ ไปในหัวใจ ประทบั ใจเราว่า พระองคท์ ่านทําอย่างนี้ด้วยพระ
ราชศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนา และภกิ ษุสงฆอ์ ย่างแนบแน่นยง่ิ ทั้งที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียวในโลกของชาวพทุ ธท่ัวโลก
เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียวที่เป็นศาสนูปถัมภกโดยแท้จริง และทรงเป็นพุทธศาสนิกชนท่ีแท้จริงในโลกในเวลานี้ ทั้งน้ีเป็นพระ
จรยิ าวัตรท่ตี รึงเข้าไปในใจของประชาชนชาวพทุ ธท้ังหลาย ประเทศไทยเป็นชาวพทุ ธถึงกว่าร้อยละ ๙๐ เพราะฉะนั้นความเคารพรักนับ
ถือของชาวไทยจึงเพ่ิมพูนข้ึนอย่างมหาศาล... ในด้านการพระศาสนาพระองค์ท่านทรงศึกษาและปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาอย่าง
จริงจัง และลึกซึ้ง ซ่ึงคนธรรมดาสามญั อย่างเราคาดไม่ถึงว่าพระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระราชภาระหนักหน่วงจะทรงรอบรู้หลักธรรมะของ
พระพทุ ธศาสนาอย่างลึกซ้ึงเช่นนี้ ไมใ่ ช่เพยี งแตท่ รง
รู้เฉยๆ หากแต่ทรงปฏิบัติโดยเคร่งครัดและจริงจัง ข้อนี้
เป็นที่ประจักษ์แก่คนทุกคนซ่ึงอยู่ในปริมณฑลท่ีใกล้ชิด
พระองค์ การท้ังน้ีจะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระองค์ต่อสมณะ คือพระภิกษุสงฆ์
ดว้ ยคารวะนอบน้อมนอบน้อมยิ่งเสียกว่าเราคนธรรมดา
จะปฏิบัติเสียอีก คนท่ีเห็นจะรู้สึกว่าน่า มองดูเสีย
เหลือเกิน เช่น เวลาท่านทรงบําเพ็ญพระราชกุศลส่วน
พระองค์ ก็ทรงน่ังพับเพียบต่อหน้าพระ เวลาพระสวด
มนต์ พระองค์ทรงนั่งพับเพียบไม่ได้เปล่ียนท่านั่ง
พระองค์ตรงไม่กระดุกกระดิก พระองค์สามารถทําได้
อยา่ งไร เวลาภาพออกมาเห็นในพิธีทางศาสนา หรือทรง
เย่ียมวัดวาอาราม เม่ือพระองค์ท่านเข้าไปทรงทักสมณะ
ผ้ใู หญ่ พระเถระท่ีเป็นหัวหน้า ท่านทั้งหลายคงเห็น พระ
เจ้าอยู่หัวทรงคุกพระชงฆ์ลงไปกับพ้ืนเพื่อทรงพูดกับ
พระ”
ธารงศาสนวตั ถุ นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงปฏิบัติตามหลักคําสอน
ทางพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดแล้ว ในด้านศาสนวัตถุ พระองค์ยังทรงเป็นผู้
อุปถมั ภก์ ารสร้างและทาํ นุบํารุงถาวรวัตถุทางพระพุทธศาสนา อาทิทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ยกวัดราษฎร์ให้เป็นพระอารามหลวง พระราชทานพระราชทรัพย์
ส่วนพระองค์จํานวนหน่ึงเพื่อนําไปสร้างวัดญาณสังวรารามมหาวิหาร จังหวัด
ชลบรุ ี ซ่ึงในระยะแรกวัดนี้มีฐานะเป็นสํานักสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้
พระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันท่ี ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ทั้งทรงพระมหา
กรณุ ารบั ไวเ้ ป็นวดั ในพระบรมราชูปถัมภ์ และที่สําคัญได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
ฯ ให้ยกวัดญาณสังวรารามเป็นพระอารามหลวงช้ันเอกชนิดวรมหาวิหาร ต้ังแต่
วนั ที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ และเม่ือการก่อสร้างพระอุโบสถวัดญาณสังวราราม
สําเร็จบริบูรณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดําเนินเป็นคร้ังแรกเพื่อทรงตัดหวายลูกนิมิต
พระอุโบสถ ในโอกาสนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดํารัสกับสมเด็จ
พระญาณสงั วร วา่
“ควรเป็นวัดสําหรับผู้ไปปฏิบัติ เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ดี” การที่มีพระราชดํารัสเช่นน้ีเนื่องจากได้ทอดพระเนตรเห็นว่าวัด
ญาณสังวรารามเป็นวัดที่สงบงดงามด้วยแมกไม้และขุนเขาเหมาะกับผู้ท่ีต้องการปฏิบัติธรรมและระยะทางไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครเท่าใด
นัก นอกจากนัน้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมีพระราชดําริในการพฒั นาบริเวณรอบๆ ของวัดญาณสังวรารามเพือ่ ประโยชน์แก่คณะสงฆ์
และพทุ ธศาสนิกชนที่มาปฏิบัติธรรม ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างอ่างเก็บนํ้าข้ึนหลายแห่ง เพ่ือให้มีนํ้าไว้ใช้สอยโดยสะดวกในบริเวณวัดและเป็น
ประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรมของประชาชนท่ีอยู่บริเวณใกล้เคียง และมีพระราชปรารภให้สร้างศาลาริมอ่าง พระราชทานนามว่า “ศาลา
นาคเล่นนํ้านานาชาติ” และอีกทั้งยังได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงพยาบาลวัดญาณสังวราราม เริ่มแรกเป็นโรงพยาบาลขนาด ๑๐ เตียง ต่อมา
ไดข้ ยายเปน็ ๓๐ เตยี งซ่ึงใหเ้ กิดประโยชนแ์ ก่พระภิกษสุ งฆ์และประชาชนโดยทั่วไป ทรงจัดให้มีการสร้างศูนย์อบรมยุวเกษตรกรข้ึน และโปรด
เกลา้ ฯ ให้มีการปลกู ปา่ ปลูกผลไม้เพ่อื เรียกนกและความสมบูรณ์ของผนื ป่าให้กลบั มาอย่างในอดีตอกี ด้วย
วัด พระราม ๙ กาญจน า ภิเษก เป็น อีกวัดหนึ่ ง ที่
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชศรัทธา
ท ร ง ส ร้ า ง ข้ึ น ใ น พ้ื น ที่ โ ค ร ง ก า ร พ ร ะ ร า ช ดํ า ริ สํ า คั ญ ใ น เ ข ต
กรุงเทพมหานคร คือโครงการพัฒนาพื้นที่บึงพระรามเก้าซ่ึงหลังจาก
พฒั นาสภาพน้ําในบึงและพื้นท่ีบริเวณโดยรอบแล้ว ได้มีพระราชดําริ
ให้สร้างวัดข้ึนในที่ดินท่ีอยู่ใกล้เคียงกัน โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นองค์อุปถัมภ์การ
จัดสร้างฝ่ายสงฆ์ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราช
กมุ ารีเปน็ องคอ์ ุปถัมภฝ์ ่ายฆราวาสในการนไ้ี ด้แต่งต้งั คณะอนุกรรมการ
ดําเนินงานก่อสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกขึ้น โดยมีนายจริย์
ตุลยานนท์ กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานคณะอนุกรรมการ
ดําเนินการก่อสร้างวัด ทําหน้าที่รับผิดชอบในการดําเนินการก่อสร้าง
วดั ให้เปน็ ไปตามพระราชประสงค์ ในลักษณะวัดขนาดเล็กที่มีลักษณะ
เรียบง่าย ประหยัด และทันสมัย เป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจและศรัทธา
เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ ทั้งทางศาสนา สังคม และจริยธรรมแก่
เยาวชนและประชาชนในชุมชน เพื่อขัดเกลาจิตใจของสมาชิกชุมชน
ใ ห้ มี จิ ต สํ า นึ ก ต่ อ สั ง ค ม โ ด ย ส่ ว น ร ว ม อั น จ ะ เ ป็ น ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ
ประเทศชาตติ ่อไป
ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชยัง
ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ แต่งต้ังสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช
กุมารี เป็นประธานกรรมการอํานวยการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดา
รามให้เสร็จสมบูรณ์งดงามทันงานฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๐๐ ปี
(เริ่มดาํ เนินการ พ.ศ. ๒๕๑๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๒๕)
พระราชกรณียกิจท่ีสําคัญเกี่ยวกับการทํานุบํารุงถาวรวัตถุใน
พระพุทธศาสนาอกี ประการ ในรชั กาลของพระองค์คือการสร้างพทุ ธมณฑล โดย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดําริให้จัดสร้างข้ึนเพื่อฉลองมงคลกาล
สมัยท่ีพระพุทธศาสนามีอายุครบ ๒,๕๐๐ ปี ในวันวิสาขบูชา ๑๓ พฤษภาคม
พ.ศ. ๒๕๐๐ ทางรัฐบาลมีมติเห็นชอบกับข้อเสนอของคณะกรรมการจัดงาน
เฉลิมฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ว่าควรมีการสร้างปูชนียสถานเป็นศูนย์กลาง
อุทยานทางพระพุทธศาสนา ดังน้ันจึงมีมติให้จัดสร้าง “พุทธมณฑล” ข้ึน ซ่ึงมี
อาณาเขตติดต่อกันระหว่างอําเภอสามพรานและอําเภอนครชัยศรี จังหวัด
นครปฐม และได้กราบบงั คมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราช
ดําเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์ในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ และได้มีงาน
เฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสท่ีพระพุทธศาสนาดํารงมาครบ ๒๕ ศตวรรษ ใน
ระหวา่ งวันท่ี ๑๒ - ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๐
นอกจากวัดวาอารามแล้ว พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย
ข้ึน เรียกว่า “พระพุทธนวราชบพิตร” เป็นพระพุทธรูป
ประจํารัชกาล โดยที่ฐานบัวหงายของพระพุทธนวราช
บพิตรได้บรรจุพระพุทธรูปพิมพ์ “กําลังแผ่นดิน” หรือ
“หลวงพ่อจิตรลดา” ไว้ ๑ องค์สํานักพระราชวังได้วาง
ระเบียบเก่ียวกับพระพุทธนวราชบพิตรไว้ว่า เมื่อจังหวัด
ต่างๆ ได้รับพระพุทธนวราชบพิตรไปแล้ว เมื่อใดท่ี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินไปยัง
จงั หวัดใด กใ็ ห้อญั เชญิ พระพทุ ธนวราชบพิตรมาประดษิ ฐาน
เพื่อให้พระองค์ทรงสักการะด้วย พระพุทธนวราชบพิตรจึง
เปรยี บเสมอื นตัวแทนแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เป็นศนู ย์รวมแหง่ ความจงรักภกั ดีทมี่ ีอยู่ทว่ั ประเทศไทย
ทำนศุ ำสนพธิ ี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรงตระหนักถึงความสําคัญของพุทธศาสนพิธีในฐานะการ
ป ฏิ บั ติ ท่ี จ ะ ส ร้ า ง ค ว า ม พ ร้ อ ม เ พ รี ย ง แ ล ะ น้ อ ม นํ า ใ ห้
พุทธศาสนิกชนเกิดปีติศรัทธาในพระรัตนตรัย ได้ทรงปฏิบัติ
พระราชกรณียกิจในการเสด็จพระราชดําเนินไปทรงบําเพ็ญ
พระราชกศุ ลในการพระราชพธิ ีต่างๆ ตามโบราณราชประเพณี
รวมทั้งทรงบําเพ็ญพระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์อีกปีละ
หลายวาระ เป็นแบบอยา่ งอนั ดีแกร่ าษฎรทั้งหลาย
หากพิจารณาดูรายละเอียดในหมายกําหนดการพระ
ราชพิธีในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย
เดช จะพบว่าทรงเน้นความสําคัญของพระราชพิธีอันเป็นศา
สนพิธีทางพระพุทธศาสนาแทบท้ังสิ้น เริ่มตั้งแต่การพระราช
กุศลมาฆบูชาตั้งแต่ช่วงต้นปี ซ่ึงก่อนจะถึงวันมาฆบูชาได้ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานพระราชพิธีนําเทียนรุ่ง
ไปตั้งถวาย ณ พระราชฐานที่ประทับเพื่อทรงเจมิ
และทรงพระราชอุทิศพระราชทานให้แก่พระอารามหลวงเพ่ือจุดบูชาพระรัตนตรัยตลอดรุ่ง ในบ่ายของวัน
มาฆบูชาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดําเนินไปยัง
พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงสดบั พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และสดบั พระธรรมเทศนากัณฑ์หนึ่ง
เป็นประจาํ ทุกปี
หากไม่ไดเ้ สด็จพระราชดาํ เนินด้วยพระองค์เองก็จะทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระบรมวงศานวุ งศ์พระองค์ใด
พระองค์หน่ึงเป็นผู้แทนพระองค์ไปในการน้ีมิเคยขาด หากประทับอยู่ ณ พระราชฐานต่างจังหวัดก็มีพระราช
ศรัทธาเสด็จพระราชดําเนินไปทรงบําเพ็ญพระราชกุศลมาฆบูชา ณ พระเจดียสถานหรือวัดสําคัญในเขตพื้นท่ี
นั้นๆ ในลักษณะเดยี วกบั การบําเพ็ญพระราชกศุ ลท่ีวดั พระศรีรัตนศาสดาราม
การเปล่ยี นเคร่ืองทรงถวายพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรปีละ ๓ คร้ังนั้นเปน็ พระราชพิธีสําคัญอีกพระ
ราชพิธีหนึ่งท่ีแสดงถึงความเคารพในพระพุทธปฏิมาอันเป็นสัญลักษณ์แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดําเนินไปเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธปฏิมากรพระองค์นั้นด้วย
พระองค์เองท้ังสามฤดูเป็นประจําทุกปี หากมีความจําเป็นท่ีจะไม่ได้เสด็จพระราชดําเนินทรงปฏิบัติพระราช
กรณยี กจิ นี้ดว้ ยพระองค์เองกจ็ ะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใหส้ มเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
ทรงปฏิบัตแิ ทนพระองค์
พระราชกุศลวิสาขบูชาอันเป็นการทรงบําเพ็ญพระราชกุศลในวันสําคัญสูงสุดทางพระพุทธศาสนา คือวันคล้ายวันท่ี
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติตรัสรู้ และปรินพิ พาน เป็นประเพณีสําคัญยิ่งที่พุทธศาสนกิ ชนจะพร้อมใจกันทําสักการบูชา
พระพทุ ธองคใ์ นวนั นี้ พระมหากษตั รยิ ใ์ นพระบรมราชจักรีวงศ์ทรงบําเพญ็ พระราชกศุ ลวิสาขบูชามาตั้งแตร่ ัชกาลพระบาทสมเด็จ
พระพทุ ธเลิศหล้านภาลัย ในรัชกาลปัจจุบันนพี้ ระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีงาน
พระราชพิธีติดต่อกันสองวนั ในวนั แรกทรงต้ังเปรียญพระภิกษุสามเณร และในวันท่ีสองเป็นการบําเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา
โดยปกติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดําเนนิ ทรงบําเพ็ญพระราชกุศลในการนี้ทั้งสองวัน ณ พระอุโบสถวัดพระ
ศรีรัตนศาสดารามในการพระราชกุศลวิสาขบูชาน้ัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนาํ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าทูลละออง
ธุลีพระบาทท้ังฝ่ายหน้าและฝ่ายในสวดสรรเสริญคุณพระศรีรัตนตรัย แล้วทรงนําประทักษิณพระอุโบสถ จากนั้นเสด็จพระราช
ดําเนินกลับขึ้นพระอุโบสถ ทรงสดับพระธรรมเทศนาพรรณนาคุณแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัณฑ์หน่ึง หากประจวบกับ
คราวท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับแรมนอกพระนครก็จะทรงบําเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบู
ชา ณ พระเจดยี สถานหรอื วัดใกลท้ ี่ประทบั ดงั ปรากฏว่าได้เสด็จพระราชดาํ เนินทรงบําเพญ็ พระราชกศุ ลวิสาขบูชาในสว่ นภูมิภาค
ณ พระเจดียสถานและวัดสําคัญหลายแห่งในท่ัวทุกภูมิภาค เช่น ท่ีพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม วัดพระมหาธาตุ จังหวัด
นครศรีธรรมราชวัดโสธรวรารามวรมหาวิหาร จังหวัดฉะเชิงเทรา วัดมหาธาตุวรวิหาร และพระธาตุจอมเพชร จังหวัดเพชรบุรี
และพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ส่วนการพระราชกุศลที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามก็ให้ปฏิบัติไปตามปกติโดยทรง
พระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศท์ รงปฏิบัติราชภารกิจแทนพระองค์