The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารสื่อการสอน พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา พระครูโสภณวีรานุวัตร, ดร.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by schtgr1125, 2021-09-04 10:57:56

พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา

เอกสารสื่อการสอน พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา พระครูโสภณวีรานุวัตร, ดร.

สาหรับดินแดนที่ปัจจุบันคือประเทศ
ไทยน้ัน เคยเป็นที่ตั้งบ้านเมืองและรัฐของผู้คน
ในกลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์ต่างๆ มาก่อน อาจกล่าวถงึ ช่ือ
ทวารวดี (ราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๑ - ๑๖) และ
ละโว้ (พุทธศตวรรษท่ี ๑๒ - ๑๘) ได้อย่าง
ถูกต้อง เพราะมีหลักฐานของการเป็นชุมชน
อย่างค่อนข้างแน่นหนา เช่นศิลาจารึก เหรียญ
จารึก รัฐโบราณเหล่านี้มีการสร้างสรรค์อารย
ธรรมภายในและมีการรับและแลกเปล่ียนอารย
ธ ร ร ม จ า ก ภ า ย น อ ก เ ช่ น ก า ร รั บ
พระพุทธศาสนาศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู การ
ติดตอ่ คา้ ขายกับพอ่ ค้าต่างแดน เป็นตน้

ชื่อทวารวดี เป็นคาภาษาสันสกฤต แผลงมาจากคาว่า ทวารกา (Dvarka) อันเป็นนครแห่ง
พระกฤษณะ วีรษตั ริย์ในคัมภีร์มหาภารตยุทธ มีอา้ งอยู่ในบนั ทึกของภิกษจุ นี เห้ียนจัง (พระถังซัมจ๋ัง) ซึ่งเคย
เดนิ ทางมายงั ชมพทู วีปในสมยั หลงั จากหลวงจีนฟาเหียนราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ ในบันทึกเรียกดินแดนน้ีวา่
“โถโลโปติ” เป็นช่ือของอาณาจักรหนึ่งต้ังอยู่ระหว่างอาณาจักรศรีเกษตร (ก่อนเป็นพม่า) และอาณาจักร
อิศานปุระ (กัมพูชา) จึงอาจระบุตามยุคสมัยได้ว่า ศาสนาของชาวทวารวดีควรมีผสมกันระหว่าง
พระพทุ ธศาสนาในลัทธิเถรวาท ควบคูไ่ ปกับการนบั ถอื ศาสนาพราหมณห์ รือฮินดู ท้งั ลทั ธิไศวนกิ ายและลัทธิ
ไวษณพนิกายโดยศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดูจะแพร่หลายในหมู่ชนช้ันปกครองในระยะต่อมา เม่ือ
อาณาจักรขอมเรืองอานาจ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมทวารวดีก็ถูกครอบงาโดยขอม

พระพุทธศาสนาต้องเดินทางผ่านกาลเวลาจากหลังพุทธกาลมาได้ถึง ๑,๗๘๐ ปี จึง

เร่ิมต้นมีชุมชนของคนไทยขึนในดินแดนประเทศไทยปัจจุบันและเรื่องราวต่อจากนีไป คือ

เรื่องราวของการประดิษฐานพระพุทธศาสนาลงในดินแดนแห่งนี อันจะกลายเป็นความรุ่งเรือง

และยั่งยนื อยา่ งท่สี ุดแห่งหนึ่งในโลก

บทท่ี ๓

พระมหากษตั ริยส์ โุ ขทยั และลา้ นนา
กบั ความรงุ่ เรอื งของพระพทุ ธศาสนาลงั กาวงศ์

“ในทานบารมี กเ็ หมอื นพระเวสสนั ดร ในปญั ญาบารมกี ็เหมอื น
พระมโหสถ

ในศีลบารมีก็เหมอื นพระสีลวราชอันทา่ นผู้รคู้ วรสรรเสรญิ ...
ทรงร้สู ภาวะแหง่ พระไตรปฎิ ก พระราชามีพระนามว่า ลิไททรง

ประพฤติประโยชน์
เกอื กูลแก่พระศาสนาและเกือกลู แก่โลกทังปวง”

จารึกวดั ปา่ มะม่วง พ.ศ. ๑๙๐๔

ประชาคมรฐั ยุคตน้ ของชาวไทย

แคว้นสุโขทัยและล้านนาคือสังคมรัฐยุคแรกของคนไทยที่ก่อตัวข้ึนในท่ามกลางความผันผวนทางการเมอื งและสังคม

บนภาคพ้นื ทวีปของเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตใ้ นชว่ งตน้ พทุ ธศตวรรษที่ ๑๙ ซ่ึงส่งผลให้ประชาคมของกลุ่มชนซ่ึงเคยมอี ิทธิพลครอบคลุมพื้นที่
ดังกล่าวมาก่อนเสอ่ื มลง อนั ได้แกอ่ าณาจกั รกมั พชู าโบราณของชาวเขมรในลุ่มแมน่ ้าโขงตอนล่าง อาณาจักรพกุ ามของชาวพม่าในตอนกลาง
ของลมุ่ แม่น้าอริ ะวดี อาณาจักรของชาวมอญทางตอนใตข้ องพม่าปัจจุบนั และอาณาจักรหริภุญไชยของชาวมอญในลุ่มแมน่ ้าปิงการเส่ือมลง
ของรัฐเหล่านี้เปิดโอกาสให้คนไทยกลุ่มต่างๆ ซึ่งทยอยกันเคล่ือนย้ายเข้ามาต้ังถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของดินแดนท่ีเป็นประเทศไทย
ปัจจุบันสามารถรวมตัวกันก่อต้ังประชาคมรัฐขึ้นได้ท้ังในบริเวณภาคเหนือตอนบนอันได้แก่ แคว้นโยนกเชียงแสน ล้านนา พะเยา แพร่ และ
น่าน ในภาคเหนือตอนล่างคือ แคว้นสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และในท่ีราบลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาทางตอนใต้ลงมาคือ แคว้นละโว้ อโยธยา และ
สุพรรณภูมิ แต่ละนครรัฐของคนไทยท่ีตั้งข้ึนในช่วงเวลานี้มีราชวงศ์กษัตริย์ของตนปกครอง เป็นอิสระไม่ข้ึนแก่กันทั้งมีความสัมพันธ์กันใน
ฐานะรัฐพันธมติ รหรอื การผกู สมั พนั ธ์ทางเครอื ญาติ

พระพุทธศาสนาเถรวาท : ศรทั ธารว่ มของรฐั ไทย

ปรากฏการณ์ทางสังคมปรากฏการณ์หนึ่งท่ีเกิดขึ้นในรัฐไทยทุกรัฐเหล่าน้ีคือการที่พระมหากษัตริย์และไพร่บ้าน
พลเมืองของทุกรัฐมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเถรวาทและยกพระพุทธศาสนานิกายนี้ให้เป็นความเช่ือหลักในบ้านเมือง
ของตน ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดข้ึนในดินแดนท่ีคนไทยสร้างบ้านแปงเมืองได้เพราะพระพุทธศาสนาน้ันได้รับการยอมรับ
ในฐานะศรัทธาและความเช่ือหลักของกลุ่มชนที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว มีทั้งรัฐที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ฝ่ายมหายานอย่างอาณาจักรกัมพูชาโบราณ และรัฐที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เช่น อาณาจักรพุกาม
อาณาจักรมอญทวารวดี และหริภุญไชย ในเวลาท่ีประชาคมรัฐของคนไทยก่อตัวข้ึนน้ันเป็นเวลาที่พระพุทธศาสนาท้ัง
ฝา่ ยมหายานและเถรวาทได้ประดิษฐานอยู่อย่างมั่นคงแล้วบนภาคพื้นทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนไทยสืบทอด
พระพุทธศาสนาเถรวาทมาเป็นความเช่ือหลักรวมท้ังสร้างความเจริญรุ่งเรืองของศาสนานี้ให้วัฒนาสถาพรย่ิงข้ึน ใน
การศึกษากระบวนการสืบทอดศรัทธาและการสร้างความรุ่งเรืองให้พระพุทธศาสนาเถรวาทในยุคแรกก่อตัวของรัฐไทย
นั้น จะปฏิเสธมิได้เลยถึงบทบาทของพระมหากษัตริย์ของรัฐไทยยุคต้นเหล่าน้ี โดยเฉพาะพระมหากษัตริย์ราชวงศ์พระ
ร่วงของแคว้นสุโขทัยศรีสัชนาลัย และพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์มังรายของล้านนาประเทศ ในการเป็นผู้นาการสร้าง
ศรัทธาอนั มน่ั คงในพระพทุ ธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ในประชาคมของคนไทย รวมท้ังการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้
พระพุทธศาสนาท้งั ในดา้ นศาสนบุคคล ศาสนธรรม ศาสนวตั ถุ และศาสนประเพณี

สุโขทยั และล้านนา : คขู่ นานการอุปถมั ภพ์ ระพุทธ-ศาสนาเถรวาท

กระบวนการประดิษฐานพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์รวมท้ังกระบวนการสร้างความรุ่งเรืองให้
พระพุทธศาสนานิกายน้ีในแคว้นสุโขทัยและแคว้นล้านนานั้น เป็นกระบวนการท่ีเกิดข้ึนคู่ขนานกัน พระมหากษัตริย์ไทย
ของท้ังสองแคว้นล้วนมีบทบาทสาคัญในการนาเอาพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์มาประดิษฐานในรัฐทั้งสอง
โดยพระมหาธรรมราชาลิไทแห่งสุโขทัยมีบทบาทเป็นหลักในการเผยแผ่พระพุทธศาสนานิกายนั้นไปสู่แผ่นดินล้านนา
รวมท้ังแว่นแควน้ อสิ ระอ่ืนๆ ทอ่ี ยู่ใกล้เคยี งคือ พะเยา แพร่ และนา่ นด้วย และเมือ่ พญากอื นาพระมหากษัตริย์แห่งล้านนา
ทรงรับพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ไปแล้ว พระองค์และพระมหากษัตริย์ล้านนาในสมัยต่อๆ มา
ก็ได้ทรงสถาปนาความม่ันคงและรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจนในการประดิษฐานพระพุทธศาสนาเถรวาท
แ บ บ ลั ง ก า ว ง ศ์ ร ว ม ทั้ ง ก า ร ส ร้ า ง ค ว า ม ม่ั น ค ง แ ล ะ รุ่ ง เ รื อ ง ข อ ง พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ใ น แ ค ว้ น สุ โ ข ทั ย แ ล ะ ล้ า น น า นั้ น
พระมหากษัตริย์ไทยทั้งสองรัฐทรงมีบทบาทสาคัญยิ่งในฐานะผู้ปกครองและผู้นารัฐ การตัดสินพระราชหฤทัยดาเนิน
นโยบายต่างๆ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ล้วนมีผลโดยตรงให้อาณาประชาราษฎร์มีศรัทธายอมรับ
นบั ถือพระพทุ ธศาสนานกิ ายนี้ อนั เป็นการสรา้ งเอกภาพภายในราชอาณาจักรด้วย

บทบาทของพระมหากษัตริย์สุโขทัยและล้านนาในการเผยแผ่ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์สู่
อาณาประชาราษฎร์นั้นจาแนกได้เป็น ๔ ลักษณะได้แก่ ความเป็นปราชญ์รู้ธรรม ความเป็นผนู้ าทางจิตวิญญาณของสังคม
ความเป็นผู้นาในการสร้างงานพุทธศิลป์ และความเป็นผู้นาในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปสู่ดินแดนข้างเคียง อย่างไรก็
ตาม พระมหากษตั รยิ ท์ ั้งของสโุ ขทัยและลา้ นนามิได้ทรงมบี ทบาททั้ง ๔ ลกั ษณะนเี้ สมอกันทุกรัชกาลบางพระองค์อาจทรงมี
บทบาทลกั ษณะหน่ึงลกั ษณะใดเดน่ ชัด ในขณะที่ไม่ปรากฏหลกั ฐานวา่ ทรงมบี ทบาทในลักษณะอน่ื ๆ

“ปราชญ์รู้ธรรม” : พระมหากษตั ริย์

ผูแ้ ตกฉานในพระไตรปิฎกธรรม

จารึกสุโขทัย จานวนหนึ่งมีเน้ือหากล่าวถึงการ
ประดิษฐานพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ในแคว้น
สุโขทัยและล้านนานั้น ใช้คาว่า “ปราชญ์รู้ธรรม”สาหรับยกย่อง
บุคคลทั้งท่ีเป็นพระสงฆ์และฆราวาส ผู้มีความรู้ทางระพุทธ
ศาสนาที่สาคัญคือความรู้ พระไตรปิฎกธรรม อันเป็นคัมภีร์ที่
รวบรวมพระพุทธวจนะและจาแนกคาสอนของสมเด็จพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าออกเป็นหมวดหมู่พระไตรปิฎกคือหลักฐานอัน
เป็นลายลักษณ์อักษรท่ีสาคัญสาหรับพุทธศาสนิกชนท้ังพระสงฆ์
และฆราวาสจะศึกษาพระพุทธวจนะหมวดต่างๆ ในพระไตรปิฎก
เพ่ือการประพฤติปฏิบัติตนตามคาสอนของพระพุทธเจ้า และ
สามารถสืบทอดจรรโลงพระพทุ ธศาสนาต่อไปได้

พระมหากษัตริย์ของแคว้นสุโขทัยและล้านนาต่างมีพระราชสถานะเป็นผู้ปกครองสูงสุดในรัฐ ทั้งมีพระราชภาระและความ
รับผิดชอบต่อความมน่ั คงและม่ังคั่งของราชอาณาจักร รวมทั้งความอยู่ดีมีสุขของอาณาประชาราษฎร์การท่ี “พุทธกษัตริย์” ของรัฐท้ังสอง
จะทรงสามารถเป็นผู้นาในการจรรโลงศีลธรรมและความสันติสุขของสังคมได้น้ัน พระมหากษัตริย์ต้องทรงศึกษาพระธรรมคาสอนของ
พระพุทธเจ้าเพื่อให้ทรงมีความรู้ความเข้าใจ และสามารถจะทรงนาหลักธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นแนวทางปฏิบัติพระองค์และ
ปกครองบ้านเมือง อันจะทาให้พระองค์สามารถจรรโลง “ศาสนธรรม” ในพระพุทธศาสนาและเผยแผ่พระธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้าไป
ยังอาณาประชาราษฎร์ได้ ความรู้และความเข้าพระราชหฤทัยศาสนธรรมในพระไตรปิฎกของพระมหากษัตริย์สุโขทัยและล้านนายังเป็น
ปจั จยั สาคญั ที่สามารถทาให้พระองค์ทรงเข้าถึง “ศาสนบุคคล” คอื พระสงฆ์ ซ่งึ เปน็ บุคลากรสาคญั ในพระพทุ ธศาสนาด้วย

พญารามราชหรือพ่อขุนรามคาแหงมหาราช (ครองราชย์ประมาณ พ.ศ. ๑๘๒๒ - ประมาณ พ.ศ. ๑๘๔๑) แห่งแคว้นสุโขทัย
ศรีสัชนาลัยทรงได้รับการสดุดีในฐานะ “ปราชญ์รู้ธรรม” ดังข้อความท่ีปรากฏในศิลาจารึกวัดศรีชุม(จารึกหลักท่ี ๒) ว่า “ลูกพ่อขุนศรี
อินทราทิตย์ผู้หนึ่ง ชื่อพ่อขุนรามราชปราชญ์รู้ธรรม” ซึ่งหลักฐานที่สะท้อนความเป็นปราชญ์รู้ธรรมของพญารามราชนั้นปรากฏอยู่ใน
ข้อความหลายตอนในจารึกหลักที่ ๑ (จารึกพ่อขุนรามคาแหงมหาราช) ซ่ึงแสดงถึงบทบาทของพระองค์ในฐานะปราชญ์ผู้รู้หลักธรรมใน
พระพทุ ธศาสนาและทรงนาหลักธรรมน้นั มาเป็นแนวทางในการปกครองบ้านเมอื งและสร้างสันติสุขในสังคม เร่ิมต้ังแต่การประพฤติพระองค์
เป็นแบบฉบบั ของพทุ ธศาสนกิ ชนในสงั คมเมอื งสโุ ขทยั ไมว่ ่าเป็นพระราชวงศ์ สตรีบรรดาศกั ดิ์ ขุนนาง และราษฎรชายหญิง

“พอ่ ขุนรามคําแหงเจ้าเมืองสุโขทัยน้ี ท้ังชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยป่ัวท่วยนางลูกเจ้าลูกขุน ท้ังส้ินท้ังหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมี
ศรัทธาในพระพุทธศาสนทรงศีลเมอ่ื พรรษากาลทกุ คน”

(จารกึ หลักท่ี ๑ พ.ศ. ๑๘๓๕)

ความเป็นปราชญ์รู้ธรรมของพญารามราชน้ัน ยังเห็นได้
จากพระราชจริยวัตรของพระองค์ในการทรงศึกษาและเผยแผ่
“ศาสนธรรม” ไปสู่ไพร่บ้านพลเมืองของพระองค์โดยทรงให้
ความสาคัญกับการฟังธรรมในวันธรรมสวนะ พระองค์โปรดให้ใช้ดง
ตาลในเมืองสุโขทัยเป็นสถานท่ีฟังธรรมในวันธรรมสวนะ ท่ีดงตาล
แห่งน้ีทรงสร้างพระแท่นมนังศิลาบาตรไว้สาหรับพระองค์ประทับ
ปรึกษาราชการบ้านเมืองกับบรรดาเจ้านายและขุนนาง ส่วนในวัน
ธรรมสวนะจะโปรดให้อาราธนาพระสงฆ์ผู้ใหญ่ข้ึนแสดงธรรมถวาย
บนพระแท่นมนังศิลาบาตรน้ี เพ่ือให้พระองค์เอง เจ้านาย และขุน
นาง ตลอดจนทวยราษฎรได้มโี อกาสรกั ษาศลี และฟงั ธรรมด้วย

“วนั เดอื นดบั เดือนโอกแปดวัน วนั เดือนเต็ม เดือนบ้างแปด
วนั ฝูงปู่ครูเถร มหาเถร ข้ึนนั่งเหนือขดานหินสูดธรรมแก่อุบาสก ฝูง
ท่วยจาํ าศีล”

(จารึกหลักที่ ๑ พ.ศ. ๑๘๓๕)

พระมหาธรรมราชาลิไท (ครองราชย์ พ.ศ. ๑๘๙๗ - พ.ศ. ๑๙๑๙) เป็นพระมหากษัตริย์สุโขทัยอีกพระองค์

หนงึ่ ทม่ี ีพระเกยี รติคุณปรากฏในฐานะปราชญ์รู้ธรรม ท้งั ทรงมคี ุณปู การในการสร้างความเป็นปึกแผน่ และรุ่งเรืองให้กับ
พระพุทธ-ศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ในอาณาจักรสุโขทัย พระองค์ทรงเป็นปราชญ์ผู้ทรงศึกษาพระไตรปิฎกธรรม
และพระคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาต่างๆ อย่างแตกฉานจนถึงขั้นที่สามารถจะทรงประมวลและสังเคราะห์ข้อมูลจาก
คัมภีร์ต่างๆ เหล่านั้นมาทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีทางพุทธศาสนาเร่ืองสาคัญคือ เตภูมิกถา หรือที่ต่อมาในสมัย
รัตนโกสินทร์เรียกว่า “ไตรภูมิพระร่วง” เป็นวรรณคดีท่ีพรรณนาถึงภพภูมิท้ังสามหรือไตรภูมิ ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ

และอรูปภูมิ เน้ือหาของเตภูมิกถามาจากคาสอนในพระพุทธศาสนาเถรวาท ทั้งยังทรงอิทธิพลต่อคติความเชื่อ
และการประพฤตติ นของผคู้ นในสังคมไทยสืบมาจนปัจจุบันน้ี เช่น คตคิ วามเชื่อเกี่ยวกับนรก สวรรค์ ที่สัมพนั ธก์ ับการ
ประกอบกรรมดีกรรมช่ัวของมนุษย์ หลักของสังสารวัฏหรือการเวียนว่ายตายเกิด ความเชื่อเก่ียวกับภพภูมิต่างๆ และ
ทวปี ทั้งส่ีอันเปน็ ทอ่ี าศัยของมนษุ ย์ ความเชือ่ เก่ยี วกบั ระยะเวลากปั กลั ป์และยคุ ตา่ งๆ โดยเฉพาะกลียุคและการล้างโลก
คติความเชื่อเก่ียวกับพระอนาคตพุทธเจ้าคือ พระศรีอาริยเมตไตรย์ อุดมคติเก่ียวกับพระมหาจักรพรรดิราช คือ
กษตั ริย์ผู้ยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์ทั้งปวง และรัตนะเจ็ดประการอันเป็นสมบัติของพระมหาจักรพรรดิ คตคิ วามเชื่อเหล่าน้ี
ล้วนแล้วแตเ่ ปน็ อุดมคติทางพทุ ธศาสนาทแี่ ฝงอยูใ่ นพระสตู รต่างๆ ของพระไตรปิฎก

ในบานแพนกของเร่ืองเตภมู กิ ถานนั้ กลา่ วสดุดี
พระมหาธรรมราชาลิไทถึงความเป็นปราชญ์รู้ธรรมท่ี
ย่ิงใหญ่ของพระองค์ โดยพรรณนาถึงความรู้ในพระ
สูตรและพระคัมภีร์ต่างๆ ของพระองค์ รวมท้ังการที่
พระองค์เอาพระราชหฤทัยใส่ในการศึกษาพระธรรมใน
สานักของพระมหาเถระรูปสาคัญและราชบัณฑิต
ประจาราชสานัก และเหนือส่ิงอ่ืนใดคือความอุตสาหะ
ของพระองค์ในการทรงค้นคว้าคัมภีร์ต่างๆ ทาง
พระพุทธศาสนาเพื่อทรงพระราชนิพนธ์เตภูมิกถา และ
ความต้ังพระราชหฤทัยที่จะเทศนาเรื่องราวในเตภูมิ
กถานน้ั แดพ่ ระราชชนนีของพระองค์

“เจ้าพระยาเลไทยได้เสวยราชสมบัติในเมืองสัชชนาไลยยอยู่ได้ ๖ เข้าจึงได้ไตรภูมิถามุนใส่เพ่ือใด ใส่เพ่ือมีอัตถ
พระอภิธรรมและจะใคร่เทศนาแก่พระมารดาท่าน อนึ่งจะใคร่จําเริญพระอภิธรรมโสด พระธรรมไตรภูมิกถาน้ีธเอา
ออกมาแต่พระคัมภีร์ใดบ้าง เอามาแต่ในพระอัตถกถาพระจตุราคนั้นก็มีบ้าง ฯ ในอัตถกถาฎีกาพระอภิธรรมวดารก็มีบ้างฯ
พระอภิธรรมสังคก็มีบ้าง ในพระสคมังคลวิลาสินีก็มีบ้าง ฯ ในพระปปัญจสูทนีก็มีบ้าง ฯ ในพระสารัตถปกาสินกี ็มีบ้าง ฯใน
พระมโนรถปุรณีกม็ บี ้าง ในพระสโิ นโรถปกาสินีกม็ บี า้ ง ฯ ในพระอัตถกถาฎีกาพระวไิ นยกม็ ีบ้าง ฯ ในพระธรรมบทก็มบี า้ ง ใน
พระธรรมมหากถากม็ ีบ้าง ฯ ในพระมธุรัตถปรณุ ีวิลาสินกี ม็ ีบา้ ง ในพระธรรมชาดกกม็ บี ้าง ฯ ในพระชินาลังการก็มีบ้าง ฯ ใน
พระสารัตถทปี นกี ็มีบ้าง ในพระพุทธวงษก์ ม็ ีบา้ ง ฯ ในพระสารสังคหกม็ บี า้ ง ในพระมลิ ินทปัญหากม็ บี า้ ง ในพระปาเลยยกะก็
มีบ้าง ฯ ในพระมหานิทานก็มีบ้าง ฯ ในพระอนาคตวงษ์ก็มีบ้าง ในพระจริยาปิฎกก็มีบ้าง ในพระโลกบัญญัติก็มีบ้าง ฯ ใน
พระมหากลั ปกม็ บี ้าง ฯ ในพระอรณุ วตั ตกิ ็มบี า้ ง ฯ ในพระสมันตปาสาทิกาก็มีบ้าง ฯ ในพระจักษณาภิธรรมกม็ ีบา้ ง ฯ ในพระ
อนฎุ ีกาหงิ สกรรมกม็ บี า้ ง ในพระสารริ ิกวนิ จิ ฉัยกม็ บี ้าง ฯ ในพระโลกปุ ปตั ตกิ ม็ บี า้ ง ฯ และพระธรรมทงั้ หลายน้ี เอาออกมาแล
แห่งแลน้อยแลเอามาผสมกัน จงึ สมมุตชิ อ่ื ว่าไตรภูมิกถาแลฯ พระธรรมท้ังหลายน้เี จ้าพระญาเลไทยอันเป็นพระษัตรพงษ ดัง
หรือละมาอาจผกู พระคัมภีร์ไตรภูมิกถานไี้ ด้ไส้ เพราะเหตุท่านนั้นทรงพระปิฎกไตรธรรมธได้ฟงั ได้เรียนแต่สํานักพระสงฆ์เจ้า
ทัง้ หลาย คือว่ามหาเถรมนุ ฟี งั เป็นอาทคิ รู เรียนแต่พระอโนมทัสสิ และพระมหาเถรธรรมปาลเจ้าบ้าง ฯ พระมหาเถรสิทธัฏฐ
เจ้าบ้าง ฯ พระมหาเถรพงษะเจ้าบ้าง ฯ พระมหาเถรปัญญาญาณทันธส ฯ เรียนแต่ราชบัณฑิตย์ ผู้ ๑ ช่ืออุปเสนราช
บัณฑิตย์ ผู้ ๑ ชอ่ื อทรายราชบัณฑติ ย์ เรียนแต่ใกล้ด้วยสารพไิ ลยแต่พระมหาเถรพุทธโฆสาจารยในเมืองหภิ ญุ ไชยฯ”

(เตภมู กิ ถา)

บทบาทในความเป็นปราชญ์รู้ธรรม
ของพระมหากษัตริย์สุโขทัยเช่นพญาราม
ราชและพระมหาธรรมราชาลิไทนั้นเป็น
บทบาทท่ีสะทอ้ นให้เห็นว่าพระมหากษตั ริย์
ไทยในฐานะผู้นาสูงสุดของสังคมซึ่งมีพระ
ราชภาระสาคัญอย่างหน่ึงในการอุปถัมภ์
และทานุบารุงพระพุทธศาสนานั้น จะไม่
ส า ม า ร ถ รั บ พ ร ะ ร า ช ภ า ร ะ ข้ อ นี้ ไ ด้ ห า ก
พระองค์เองไม่เอาพระราชหฤทัยใส่ใน
การศึกษาพระพุทธศาสนา

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะพบว่า การศึกษาพระพุทธศาสนาของพระมหากษัตริย์ไทยสมัยสุโขทัยน้ัน
มิได้ทรงศึกษาเพียงความรู้พ้ืนฐานเก่ียวกับพระพุทธศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีหรือการประกอบพิธีกรรม
เท่านน้ั แตพ่ ระมหากษัตรยิ ท์ รงศึกษาพระธรรมในพระไตรปิฎกอย่างแตกฉานดว้ ยความรู้และเข้าพระราชหฤทัยพุทธธรรม
ในพระไตรปิฎกของพระมหากษัตริย์สุโขทัยน้ีเองที่ทาให้พระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทเป็นปราชญ์รู้ธรรม ที่สามารถจะมี
พระราชวิจารณญาณวินิจฉัยได้ว่าพระสงฆ์รูปใดในดินแดนใดมีความรู้แตกฉานในพระพุทธศาสนา สมควรที่จะทรง
อาราธนาเข้ามาวางรากฐานพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ในแคว้นสุโขทัย ดังเช่นการที่พญารามราชทรง
อาราธนาคณะสงฆจ์ ากแควน้ นครศรีธรรมราชขน้ึ มาตัง้ สงั ฆมณฑลในกรุงสโุ ขทัย และให้การอุปสมบทแปลงคณะสงฆ์เดิม
ให้เป็นแบบแผนของคณะสงฆ์ไทย หรือการที่พระมหาธรรมราชาลิไททรงอาราธนาพระเถระจากลังกาทวีปเข้ามาจัด
ระเบียบคณะสงฆ์ในแคว้นสุโขทัยเกิดระบบบริหารคณะสงฆ์โดยมีตาแหน่งพระมหาสามีสังฆราชเป็นประธาน และ
ก่อให้เกิดการแบ่งคณะสงฆ์ออกเป็น ๒ คณะ คือคณะคามวาสีอันหมายถึงคณะสงฆ์ที่เน้นการศึกษาเล่าเรียนพระพุทธ
วจนะในพระไตรปิฎกจาพรรษาอยู่ในเขตเมือง และคณะอรัญวาสี ซ่ึงศึกษาฝ่ายสมถะและวิปัสสนากรรมฐานจาพรรษา
อยู่ในเขตป่านอกตัวเมือง นอกจากนั้นความเป็นปราชญ์รู้ธรรมของพระมหากษัตริย์สุโขทัยยังส่งผลให้พระมหากษัตริย์
สามารถแสดงพระปรีชาสามารถในการทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีพุทธศาสนาเพื่อส่ังสอนธรรมข้ันสูงและอุดมคติทาง
สังคมแกไ่ พรบ่ ้านพลเมือง ดงั เช่นการทรงพระราชนพิ นธ์“เตภูมิกภา” ของพระมหาธรรมราชาลิไท

ธรรมราชา : พระมหากษตั รยิ ผ์ ู้นาทางการเมอื งและจติ วญิ ญาณของสงั คม

ความเป็นปราชญ์รู้ธรรมของพระมหากษัตริย์สุโขทัยนั้นนอกจากจะเป็น
บ ทบ าท ที่ส่งเสริ มใ ห้พร ะมหากษัตริ ย์เป็ นผู้ทร งภูมิความรู้ ใ น พร ะพุทธศาสนาท่ี จ ะ
สามารถรับพระราชภาระในการอุปถัมภ์บารุงพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ใน
ราชอาณาจักรได้แล้ว ยังเป็นบทบาทท่ีมีความสาคัญเป็นเบื้องต้นท่ีจะนาไปสู่บทบาท
สาคัญอีกบทบาทในการสร้างเสถียรภาพของพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ และทาให้
พระพุทธศาสนาลัทธิน้ีสามารถแพร่กระจายไปสู่ผู้คนพลเมืองและก่อเกิดความเข้าใจใน
หลักธรรมและขนบประเพณีทางพระพทุ ธศาสนาในหมู่อาณาประชาราษฎร์ได้ บทบาท
สาคญั ข้อนีค้ อื ความเป็นผนู้ าทางจิตวิญญาณของสังคม หลักฐานสาคัญที่สะท้อนให้เห็น
ว่าพระมหากษัตริย์สุโขทัยนั้นทรงให้ความสาคัญต่อบทบาทข้อน้ีของพระองค์คือ การ
แสดงพระองค์ในฐานะ “พระธรรมราชา” ดังจะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์สุโขทัยตั้งแต่
รัชกาลพระมหาธรรมราชาลิไทเป็นต้นมา มีธรรมเนียมใช้คาว่า “พระมหาธรรมราชา”
เป็นพระบรมนามาภไิ ธย

การแสดงพระองค์เป็นพระธรรมราชาของพระมหากษัตริย์สุโขทัยน้ันในทางหนึ่งคือการแสดงนัยทางการเมืองให้
ปรากฏชดั วา่ พระองคท์ รงเป็นผ้นู าทรงบารมี มสี ิทธิธรรมความชอบในการปกครองบ้านเมืองจากความเป็นพระมหากษัตริย์ผู้
นับถือและปฏิบัติตามพระธรรมคาสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าพระองค์ปกครองบ้านเมืองและอาณา
ประชาราษฎร์โดยธรรม ทั้งยังยึดพระธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นหลักในการปกครองน้ัน การแสดงพระองค์เป็นพระธรรม
ราชาเป็นการแสดงสิทธิอันชอบธรรมในการปกครองราชอาณาจักรของพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งพระมหากษัตริย์ไทยในยุค
สมยั ตอ่ มาทรงยดึ ถือเปน็ แบบธรรมเนยี มสืบมาจนปจั จุบนั

สถานะ “พระธรรมราชา” น้ันยังมีความสัมพันธ์เช่ือมโยงกับคติความเชื่ออื่นๆ ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ คติ
การบาเพ็ญบารมีของพระโพธสิ ัตว์เพ่ือการได้ตรัสรู้เป็นพระพทุ ธเจ้าในอนาคตกาล คตเิ รื่องพระเจ้ามหาสมมติราชผู้ได้รับมติ
จากมหาชนในการขึ้นมาปกครองบ้านเมืองโดยธรรม และคติพระเจ้าจักรพรรดิราชอันหมายถึงกษัตริย์ในอุดมคติทาง
พระพุทธศาสนา ผ้มู เี ดชานุภาพและความย่ิงใหญ่เหนือกษัตริย์ท้ังปวงในชมพูทวีป และเป็นกษัตริย์ผนู้ ับถือพระธรรมคาสอน
ของพระพุทธเจ้า เมื่อกษัตริย์สุโขทัยทรงแสดงพระองค์ในฐานะพระธรรมราชา ย่อมหมายความว่าทรงได้รับการยกย่องใน
ฐานะพระโพธสิ ัตวพ์ ระเจา้ มหาสมมตริ าช และพระเจา้ จกั รพรรดิราช ตามคตทิ างพระพทุ ธศาสนาด้วย

พระราชสถานะอันย่ิงใหญ่ในความเป็นพระราชาผู้ทรงธรรมน้ีมิใช่การ นามากล่าวอ้างเพ่ือ
ความชอบธรรมในทางการเมืองเท่าน้ัน ในทางปฏิบัติย่อมทาให้พระมหากษัตริย์ต้ังแต่สมัยสุโขทัยต้อง
ทรงมภี าระรับผิดชอบอันใหญ่หลวงต่อพระพทุ ธศาสนาดว้ ย คือการเปน็ ผูน้ าทางจิตวิญญาณของสังคมใน
อันที่จะนาพาพระราชวงศ์ ข้าราชบริพาร และราษฎรทั้งหลายให้มีความเคารพในพระรัตนตรัยและมี
ศรัทธาที่จะดาเนินชีวิตและปฏิบัติตนตามครรลองของธรรมในพระพุทธ-ศาสนาเพ่ือความเจริญและสันติ
สุขของแคว้นสุโขทัย ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลายหลักกล่าวสรรเสริญพระเกียรติคุณพระมหากษัตริย์ใน
ฐานะพระธรรมราชาผู้ทรงนาอาณาประชาราษฎร์ให้บังเกิดศรัทธาในพระรัตนตรัยและพระธรรมคาสอน
ของพระพทุ ธเจ้า

“พ่อขุนรามคําแหงน้ันหาเป็นท้าวเป็นพระยาแก่ไทยท้ังหลาย หาเป็นครูอาจารย์สั่งสอนไทย
ท้งั หลายใหร้ ู้บุญรธู้ รรมแท้”

(จารึกหลักที่ ๑ พ.ศ. ๑๘๓๕)

บทบาทของพระมหากษัตริย์สุโขทัยในฐานะพระธรรมราชาซึ่ง
เป็นผู้นาทางจิตวิญญาณของไพร่บ้านพลเมือ งไปสู่ศรัทธาใ น
พระพุทธศาสนานั้นจะพบได้จากหลักฐานในจารึกที่สะท้อนพระราชภาระ
และความรับผิดชอบของพระมหากษัตริย์ต่อพระพุทธศาสนาซึ่งปรากฏขึ้น
ต้ังแต่รัชกาลของพญารามราชหรือพ่อขุนรามคาแหงมหาราช พระองค์
ทรงเป็นผู้นาในการประดิษฐานพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ในกรุงสุโขทัย
ทรงกาหนดธรรมเนียมและประเพณีปฏิบัติสาหรับพุทธศาสนิกชนชาว
สุโขทัย อันได้แก่ ธรรมเนียมการรักษาศีลฟังธรรม และการโอยทานหรือ
การทาบุญให้ทานอันเป็น “บุญกิริยา” สาคัญตามหลักการทาง
พระพุทธศาสนา ยังผลให้เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมในแคว้นสุโขทัยคือ
ศรัทธาความเชือ่ ในพระพทุ ธศาสนาอย่างแน่นแฟ้นของราษฎรชาวสุโขทัย
จนกลายเป็นลักษณะเด่นของสังคมสุโขทัย สะท้อนให้เห็นว่าหลักธรรมใน
พระพุทธศาสนาได้รับการซึมซับเข้าไปเป็นพ้ืนฐานของ วัฒนธรรมทาง
จิตใจของ “ฝูงท่วย” ชาวสุโขทัยจนก่อให้เกิดความเจริญทางวัฒนธรรม
ดา้ นอน่ื ตามมาโดยมพี ระพุทธศาสนาเปน็ พน้ื ฐาน

การนับถือพระพุทธศาสนาของผู้คนส่วนใหญ่ใน
สังคมสุโขทัยอันเป็นผลจากบทบาทความเป็นผู้นาทางจิต
วิญญาณของพระมหากษัตริย์มีส่วนทาให้บ้านเมืองเกิด
ความสงบ เป็นพลังก่อให้เกิดเอกภาพในสังคมและก่อเกิด
ประโยชน์ตอ่ การอยู่ร่วมกันในสังคมใหญ่ ความเป็นเอกภาพ
ของสังคมพุทธศาสนาสมัยสุโขทัยยังมีเหตุผลสาคัญมาจาก
การที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นาในการกาหนด“ศาสน
พิธี” ทางพระพุทธศาสนาขึ้นในราชอาณาจักร เป็นแบบ
แผนสาหรับราษฎรหลักฐานจากจารึกสะท้อนให้เห็นว่าใน
สังคมสุโขทัยน้ันมีการประกอบพธิ ีกรรมทางพระพุทธศาสนา
เป็นประจา ศาสนพิธีทางพระพุทธศาสนาที่พระมหากษัตริย์
โดยเฉพาะพญารามราชและพระมหาธรรมราชาลิไททรงจัด
ข้นึ เป็นประเพณปี ระจารฐั นั้นมี ๗ พธิ ีกรรม คอื

๑. พิธีสัมพัจฉรฉินท์หรือพิธีตรุษสุดปี จัดข้ึนในวันเพ็ญเดือน ๔ โดยพระมหากษัตริย์จะทรงอาราธนาพระสงฆ์มา
เจริญพระพุทธปรติ รเปน็ เวลา๓ วัน ๓ คนื

๒. พิธีวิสาขบูชา ในวันเพ็ญเดือน ๖ เพ่ือราลึกถึงการประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ในพิธีน้ี
พระมหากษัตริย์จะเสด็จไป “นบพระ”คือนมัสการพระพุทธปฏิมาองค์สาคัญของแผ่นดิน คือพระศรีศากยมุนีในวัด
พระมหาธาตุกลางเมืองสุโขทัย พระอัฏฐารศในวิหารบนยอดเขาในเขตอรัญญิกหรือพระพุทธชินราช พระชินสีห์ และพระ
ศาสดาทีน่ ครสองแคว มีการตามประทปี โคมไฟเป็นพทุ ธบชู า ฝงู ชนทกุ หม่เู หลา่ รักษาศลี และฟงั ธรรม

๓. พิธีกรรมต่างๆ ในเทศกาลเข้าพรรษา ในเดือน ๘ ไปจนถึงออกพรรษาในเดือน ๑๑ มีการหล่อเทียนพรรษา
สาหรับไปจุดถวายบูชาพระรัตนตรัยตามวัดต่างๆ รวมทั้งการถวายเคร่ืองสักการะคือพุ่มเทียน นอกจากนั้นราษฎรยังรักษาศีล
และฟงั ธรรมในระหวา่ งพรรษาด้วย

๔. พิธีกวนขา้ วทพิ ย์ ในเดอื น ๑๐ เพอ่ื นาไปถวายเป็นอาหารพเิ ศษสาหรับพระสงฆ์
๕. ประเพณีการนมัสการรอยพระพทุ ธบาท ตามธรรมเนยี มอย่างชาวลงั กา
๖. พิธีกฐิน หลงั การออกพรรษาในเดือน ๑๑
๗. พิธีจองเปรียง ในเดือน ๑๒ หลังเทศกาลกฐิน คือการจุดโคมและตามประทีปเพ่ือบูชาพระจุฬามณีในดาวดึงส์
พภิ พ

การกาหนดศาสนพธิ ีและศาสนประเพณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็น
ว่าพระมหากษัตริย์ สุโขทัยทรง บูร ณาการคติธรรมเนี ยมทาง
พระพทุ ธศาสนาเข้ากับวิถีของรัฐ การทานุบารุงพระพุทธศาสนาและวาง
ธรรมเนียมปฏิบัติต่างๆ ทางพระพุทธศาสนาแก่มหาชนเป็นส่วนหนึ่งใน
นโยบายรัฐของพระมหากษัตริย์สุโขทัยอย่างแยกจากกันไม่ได้ แสดงให้
เห็นว่ารัฐภายใต้การนาของพระมหากษัตริย์ไพร่บ้านพลเมืองและ
พระพุทธศาสนาเป็นองค์ประกอบสาคัญของเอกภาพของรัฐในล้านนา
ประเทศนั้น แม้จะไม่ปรากฏการใช้คา “ปราชญ์รู้ธรรม” ในจารึกใดๆ
อย่างพระมหากษัตริย์สุโขทัย แต่พระมหากษัตริย์ไทยของล้านนาทรงรับ
เอาธรรมเนียมการแสดงพระองค์เป็น “ธรรมิกราช” คือพระธรรมราชา
ตามแบบของพระมหากษัตริย์สุโขทัยไปใช้ พระมหากษัตริย์ล้านนา
พระองค์สาคัญผู้มีบทบาทในการประดิษฐานพระพุทธศาสนาเถรวาท
แบบลังกาวงศ์ในล้านนาคือ พญากือนา พระมหากษัตริย์ลาดับที่หกใน
ราชวงศม์ งั รายซ่ึงทรงครองราชย์อยรู่ ะหวา่ งปพี .ศ. ๑๘๙๘ - พ.ศ. ๑๙๒๘
ความเปน็ พระธรรมราชาผู้มีศรทั ธามั่นในพระพุทธศาสนาของพญากือนา
ได้รับการกล่าวถึงในจารึกวัดพระยืน ซึ่งมีเน้ือหากล่าวถึงการอาราธนา
พระสุมนเถรจากกรุงสุโขทัยขึ้นไปประดิษฐานพระพุทธศาสนาเถรวาท
แบบลังกาวงศใ์ นลา้ นนาประเทศ ความตอนหนึ่งวา่

พญายอดเชียงราย ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ครองล้านนาระหว่าง พ.ศ.
๒๐๓๐ - พ.ศ. ๒๐๓๘ ทรงได้รับการเรียกขานในจารึกวัดตโปทาราม พ.ศ.
๒๐๓๕ ว่า “พระศรีสัทธรรมมหาบรมจักรวรรตธิ รรมราชบพติ ร” อันหมายถึงว่า
ทรงได้รับยกย่องเป็นท้ังพระธรรมราชาและพระเจ้าจักรพรรดิราช ตาม
อุดมการณ์ในพระพุทธศาสนาในรัชกาลของ พญาแก้ว ซึ่งทรงครองล้านนาอยู่
ระหว่าง พ.ศ. ๒๐๓๘ - พ.ศ. ๒๐๖๘ และเป็นพระมหากษัตริย์ล้านนาท่ีทรง
อุปถัมภ์บารุงพระพทุ ธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ในปี พ.ศ. ๒๐๔๓ ไดเ้ สดจ็ พร้อมด้วย
พระราชชนนีของพระองค์ไปนมัสการพระบรมธาตุท่ีนครหริภุญไชย อันเป็น
ประเพณีการนมัสการพระบรมธาตุเป็นประจาปี ทั้งสองพระองค์ได้ทรงสร้างหอ
ธรรมมณเฑียรสาหรับเป็นท่ีประดษิ ฐานคัมภีร์พระไตรปิฎกธรรมข้ึนในบริเวณวัด
พระบรมธาตุท่ีนครหริภุญไชยน้ี และโปรดให้สร้างจารึกประกาศพระราชศรัทธา
ในการสร้างหอธรรมมณเฑียรขึ้นใหม่ในตอนท้ายของจารึกมีข้อความแสดงการ
ตั้งสัตยาธิษฐานของพญาแก้ว มีความตอนหน่ึงแสดงถึงคติการแสดงพระองค์
เปน็ พระธรรมราชาอนั เปน็ ผ้นู าทางจิตวิญญาณของมหาชน

พระมหากษตั ริย์ผู้ “โอยทาน” แกห่ มู่สงฆ์

บทบาทที่สาคัญอีกประการหน่ึงของพระมหากษัตริย์สุโขทยั และล้านนาคือการ
อปุ ถัมภ์คณะสงฆ์ในพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ การอุปถัมภ์คณะสงฆ์เป็นส่วนหนึ่งของ
กระบวนการสร้าง “ศาสนบุคคล” เพื่อเป็นรากฐานสาคัญในการประดิษฐานและเผย
แผ่พระพุทธศาสนาในรัฐไทยทงั้ สอง เพราะหากปราศจากพระสงฆ์ซึ่งเป็นบุคลากรทาง
ศาสนาที่สาคัญยิ่งแล้ว พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ก็มิอาจประดิษฐานลงได้อย่างม่ันคง
กระบวนการสร้างศาสนบุคคลเพื่อการประดิษฐานพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ใน
อาณาจักรสุโขทัยนั้น เร่ิมต้นขึ้นในรัชสมัยพญารามราชหรือพ่อขุนรามคาแหง ทรง
อาราธนาพระสงฆ์ลงั กาวงศ์จากแควน้ นครศรีธรรมราชขึน้ มายงั กรงุ สโุ ขทัย

การอาราธนาพระสงฆ์ลังกาวงศ์จากนครศรีธรรมราชครั้งนี้นาไปสู่กระบวนการจัดต้ังสังฆมณฑลใหม่และอุปสมบทพระสงฆ์กลุ่มเดิม
เป็นพระในแบบลังกาวงศ์ สังฆมณฑลใหม่ได้รับความเล่ือมใสมาก ทั้งจากพระมหากษัตริย์และราษฎรสามัญ ทาให้พระพุทธศาสนาลัทธิ
มหายานและเถรวาทแบบด้ังเดมิ เสอื่ มสญู ไป เหลือเพียงคณะสงฆ์ลังกาวงศเ์ ปน็ หลัก

ธรรมเนียมของคณะสงฆ์ลังกาน้ันแบ่งพระสงฆ์เป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกคือพระสงฆ์ท่ีพอใจในการเล่าเรียนพระไตรปิฎกและพระปริยัติ
ธรรม มกั อาศยั ในเขตเมอื ง เรียกวา่ “คามวาส”ี หรอื “คนั ถธุระ” มกี ิจสว่ นใหญใ่ นการศึกษาคมั ภีร์(คันถะ) กลุ่มท่ีสองคือสงฆ์พอใจในการเจริญ
สมถะภาวนาและวิปัสสนาภาวนามักอาศัยอยู่ในเสนาสนะปา่ อนั สงบสงดั เรยี ก “อรญั วาสี” กจิ ส่วนใหญค่ ือการปฏิบัตวิ ิปัสสนา แบบธรรมเนียม
ของคณะสงฆ์ลังกาวงศ์ทตี่ ้ังขึน้ ในสมัยสุโขทัยนน้ั ไดเ้ กิดผลสะท้อนเปน็ การวางรากฐานการศึกษาของสงฆไ์ ทยในยุคตอ่ ๆ มาอยา่ งมาก

ในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไททรงส่งคณะทูตไปอาราธนาคณะสงฆ์จากลังกาทวีป เพ่ือเข้ามาจัดระเบียบสังฆมณฑลในแคว้น
สุโขทัย พระองค์ทรงสถาปนาสมณศักดิ์ให้พระเถระหัวหน้าคณะสงฆ์ลังกานั้นเป็นพระมหาสามีสังฆราช พระราชทานวัดป่ามะม่วง ในเขต
อรญั ญกิ นอกกรงุ สุโขทัยให้เปน็ ที่สถติ จาพรรษา เรยี กขานกนั ทั่วไปวา่ สงั ฆราชลังกา

ในส่วนพระองค์เอง พระมหาธรรมราชาลิไททรงเลื่อมใสในภูมิความรู้และวัตรปฏิบัติของคณะสงฆ์ลังกา จึงทรงพระผนวชโดยทรง
อาราธนาพระมหาสามีสังฆราชนั้นเป็นพระราชอุปัชฌาย์ พิจารณาตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้วถือว่าพระมหาธรรมราชาลิไทเป็น
กษัตริย์ไทยพระองค์แรกท่ที รงพระผนวชในขณะดารงอยใู่ นราชสมบตั ิ

การอุปถัมภ์บารุงคณะสงฆ์ในล้านนาประเทศนั้น เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากการอุปถัมภ์คณะสงฆ์ลังกาวงศ์ของพระมหากษัตริย์สุโขทัย
ในรัชสมัยพญากือนาธรรมาธิราชซึ่งทรงครองราชย์ร่วมสมัยกับพระมหาธรรมราชาลิไทแห่งสุโขทัย พระองค์ทรงอาราธนาคณะสงฆ์ลังกาวงศ์
แบบรามัญจากแคว้นสุโขทยั เขา้ มาประดิษฐานในล้านนา

การอาราธนาคณะสงฆ์เถรวาทแบบรามัญเข้ามาส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในคณะสงฆ์ล้านนาเดิมท่ีสืบเน่ืองมาแต่สมัยนครหริ
ภญุ ไชย กล่าวคอื เกดิ การอุปสมบทแปลงพระสงฆน์ ิกายเดิมนั้นใหเ้ ปน็ พระสงฆเ์ ถรวาทดังเช่นทเี่ กิดข้ึนก่อนหน้าในกรุงสุโขทัย รวมท้ังความสนใจ
ศึกษาพระพุทธศาสนามากขนึ้ ตามลาดบั นาไปสกู่ ารศึกษาท่ีลกึ ซง้ึ แตกฉานจนเกดิ การแต่งวรรณคดีพทุ ธศาสนาเปน็ จานวนมาก

ในรัชสมัย พญาสามฝั่งแกน (พ.ศ. ๑๙๔๕ - พ.ศ. ๑๙๘๔) ทรงส่งพระสงฆ์ล้านนากลุ่มหนึ่งไปศึกษาพระพุทธศาสนาในลังกา แล้ว
กลับมาต้ังนิกายสีหลภิกขุหรือลังกาวงศ์ใหม่ มีศูนย์กลางอยู่ท่ีวัดป่าแดงในเมืองเชียงใหม่ พระสงฆ์วัดป่าแดงน้ีมีบทบาทในการเผยแผ่
พระพุทธศาสนาเถรวาทออกไปยังเมอื งต่างๆ ภายในอาณาจักรล้านนาไปจนถึงแคว้นเชียงตุง เชียงรุ่ง และสิบสองพนั นาการประดิษฐานนิกายสี
หลภิกขุในล้านนามีผลใหเ้ กิดมคี ณะสงฆเ์ ถรวาทอยู่ในลา้ นนา ๒ คณะ คือคณะรามัญที่วัดสวนดอกซ่งึ ตงั้ มาแต่รัชกาลพญากือนาธรรมกิ ราช และ
คณะป่าแดงหลวงซึง่ พญาสามฝ่ังแกนทรงอปุ ถัมภ

หลังรัชสมัยพญาสามฝั่งแกนเกิดความขัดแย้งระหว่างพระสงฆ์ในนิกายรามัญและนิกายสีหลภิกขุในการตีความ
พระธรรมวินัยหลายข้อ ความขัดแย้งนี้กลายเป็นแรงผลักดันนาไปสู่ความเอาใจใส่ของพระสงฆ์ในการศึกษาค้นคว้า
พระธรรมวินัย โดยเฉพาะพระสงฆน์ ิกายสีหลซึ่งเนน้ การศึกษาภาษาบาลี ทาใหศ้ ึกษาพระธรรมได้ลึกซึ้งกว่า

การสถาปนานกิ ายสหี ลภิกขุในลา้ นนายังมผี ลให้พระพทุ ธศาสนาในล้านนาเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นอันมาก โดยเฉพาะ
ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช(พ.ศ. ๑๙๘๔- พ.ศ. ๒๐๓๐) ถึงพญาแก้ว (พ.ศ. ๒๐๓๘ - พ.ศ. ๒๐๖๘) พระภิกษุ
ชาวล้านนาได้รับการยกยอ่ งว่ามีภมู คิ วามร้แู ละความสามารถสงู เปน็ ปจั จัยผลักดนั ใหเ้ กดิ การทาสังคายนาพระไตรปิฎกที่วัด
เจด็ ยอดในเมืองเชยี งใหม่ เมอ่ื พ.ศ. ๒๐๒๐ ภายใตพ้ ระบรมราชปู ถัมภ์ของพระเจา้ ติโลกราช

ใกล้เคียง เช่น ล้านช้างพม่า อยุธยา พระเถระชาวล้านนาผู้มี

ผลงานการแต่งคัมภีร์พระพุทธศาสนาท่ีสาคัญได้แก่ พระโพธิ

รังสี แต่งจามเทวีวงศ์และสิหิงคนิทาน พระรัตนปัญญาเถระ

แต่งชินกาลมาลีปกรณ์ พระสิริมังคลาจารย์ แต่งวรรณกรรม

หลายเร่ือง เช่นเวสสันดรทีปนี จักรวาลทีปนี สังขยาปกาสก

ฎีการ และมังคลัตถทีปนี พระพุทธเจ้าและพระพุทธพุกาม

แตง่ ตานานมลู ศาสนา

วรรณคดีพุทธศาสนาเร่ืองสาคัญที่แต่งโดยพระ

เถระชาวล้านนาคือ ปัญญาสชาดก (ชาดก ๕๐ เรื่อง) ซ่ึงไม่

ปรากฏนามผู้แต่ง เข้าใจว่าแต่งในสมัยพญาแก้ว ปัญญาส

ชาดกเป็นงานวรรณกรรมพระพุทธศาสนาที่แต่งทานอง

เลียนแบบชาดกในพระไตรปิฎก แต่มีเนื้อเรื่องไม่เหมือนกัน

เพราะเป็นชาดกนอกพระไตรปิฎก ปัญญาสชาดกยังเป็นต้น

นอกจากน้ันยังปรากฏว่าพระมหากษัตริย์ล้านนาทรง กาเนิดของวรรณคดีไทยหลายเรื่อง เช่น สมุททโฆสชาดก
อุปถัมภ์ให้พระเถระผู้ทรงภูมิความรู้ได้รจนาคัมภีร์ต่างๆ เป็นการ (นามาแต่งเป็นสมทุ รโฆษคาฉันท์) สุธนชาดก (นามาแต่งเป็น

สร้างองค์ความรู้ทางพุทธศาสนาคัมภีร์พุทธศาสนาจากล้านนาได้ บทละครเรื่องมโนราห์) ปัญญาสชาดกได้รับความนิยม
แพร่หลายไปถงึ พม่าล้านชา้ ง และอยธุ ยา
แพร่หลายไปสดู่ ินแดน

พระเจ้าติโลกราชทรงสนับสนุนคณะสงฆ์สีหลภิกขุวัดป่า
แดงหลวง ทรงนิมนต์พระมหาเมธังกรญาณหัวหน้ากลุ่มลังกาวงศ์
ใหมจ่ ากลาพูนและทรงสถาปนาให้พระมหาเมธงั กรญาณขึ้นเปน็ พระ
มหาสามีสังฆราช พระเจ้าติโลกราชเองมีพระราชศรัทธาทรงพระ
ผนวชเป็นเวลา ๗ วัน ณ วดั ป่าแดงมหาวิหาร เพ่อื เป็นพระราชกุศล
แก่พระราชชนนีของพระองค์ การท่ีพระมหากษัตริย์สนับสนุนสงฆ์
ฝ่ายสีหลภิกขุ ทาให้คณะสงฆ์กลุ่มน้ีรุ่งเรืองมาก มกี ุลบุตรศรัทธาเข้า
มาบวชเป็นจานวนมาก นิกายสีหลภิกขุมีจานวนพระสงฆ์เพิ่มมาก
ขึ้น การศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมของคณะน้ีจึงเจริญก้าวหน้า
อยา่ งสูง

ความขัดแย้งระหว่างพระสงฆ์สีหลภิกขุวัดป่าแดงหลวง
และพระสงฆ์สายรามัญวัดสวนดอกที่มีอยู่ในยุคน้ัน เป็นแรงกระตุ้น
ให้พระสงฆ์สายรามัญต่ืนตัวและขวนขวายศึกษาพระปริยัติอย่าง
กว้างขวางเช่นกัน พระเจ้าติโลกราชทรงส่งเสริมการศึกษาเล่าเรียน
พระปริยัติธรรมในคณะสงฆ์วัดสวนดอก ทั้งทรงยกย่องพระภิกษุที่มี
ความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก พระในสมัยน้ันจึงมีความรู้สูงที่
ปรากฏมีช่ือเสียงมาก เช่น พระโพธิรังสี พระธรรมทินนเถระ และ
พระญาณกิตติเถระ เปน็ ตน้

พระมหากษตั รยิ ์ผรู้ งั สรรค์งานพทุ ธศลิ ป์

ในการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ให้ม่ันคง
และร่งุ เรอื งของพระมหากษตั รยิ ์สโุ ขทัยและล้านนานั้น องค์ประกอบสําคัญ
ของพระพุทธศาสนาท่ีพระมหากษัตริย์ไทยของท้ังสองรัฐให้ความสําคัญ
มากคือ “ศาสนวัตถุ” อันหมายถึงวัตถุท้ังหลายท่ีเป็นส่วนประกอบของ
พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา และเป็นปัจจัยส่ีในการดํารงชีวิตของ
พระสงฆ์ นับต้ังแต่โบสถ์วิหาร หอไตร ศาลา สถูปเจดีย์ พระพุทธปฏิมา
คัมภีร์พระธรรม กุฏิสงฆ์เคร่ืองอัฐบริขารและข้าวของเครื่องใช้ของสงฆ์
รวมไปถงึ คมั ภรี ์และหนงั สอื ต่างๆ ทางพระพุทธศาสนา

พระมหากษัตริย์แห่งสุโขทัยและล้านนาทรงอุปถัมภ์การสร้างศาสนวัตถุเหล่านี้ด้วยผลงานทางศิลปะอันประณีตวิจิตร ที่มีคําเรียก
เฉพาะว่า “งานพุทธศลิ ป์” การรังสรรคง์ านพุทธศลิ ป์ในราชอาณาจกั รเปน็ พระราชภาระสําคัญในการอุปถัมภ์บํารุงพระพุทธศาสนาเถรวาทอีก
ข้อหนึ่งของพระมหากษัตริย์สุโขทัยและล้านนา เพราะงานพุทธศิลป์ประเภทต่างๆ นั้นต้องอาศัยท้ังกําลังของช่าง ทักษะทางช่างศิลปะแขนง
ต่างๆ กําลังทรัพย์และบุญบารมีจากผู้อุปถัมภ์งานพุทธศิลป์ที่งดงามประเภทต่างๆ จึงจะสําเร็จลงได้ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ สูงสุดใน
บ้านเมืองซึ่งทรงไว้ด้วย “กําลัง” ท้ังหลายดังกล่าวแล้ว จึงมีพระราชสถานะท่ีสมบูรณ์พร้อมท่ีสุดในแผ่นดินที่จะเป็นผู้อุปถัมภ์หรือแม้แต่
มีพระราชดาํ รริ เิ ริม่ การสรา้ งงานพุทธศลิ ป์ประเภทต่างๆ ในแผน่ ดิน

งานพุทธศลิ ป์ท้ังของสุโขทัยและล้านนาล้วนได้รับอิทธิพลมาจากพระพทุ ธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์ซึ่งมีพลังอันมหาศาล
ในการแปรความศรัทธาของพระมหากษัตรยิ ์และมหาชนของรัฐทง้ั สองออกมาเปน็ สนุ ทรียะทางศิลปะทีม่ เี อกลกั ษณเ์ ฉพาะเป็นของตนเอง

คตินิยมในการบชู าพระบรมธาตุและรอยพระพุทธบาทของสมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจา้ อันเปน็ คตทิ เี่ ขา้ มาพร้อมกับพระพทุ ธศาสนา
ลังกาวงศ์รวมทั้งการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเข้ามาสู่แผ่นดินสุโขทัยและล้านนาน้ันเป็นพลังอันมหาศาลประการแรกท่ีเป็นบ่อเกิดของพระ
ราชศรัทธาให้พระมหากษัตริย์ไทยทั้งสองรัฐทรงอุปถัมภ์การสร้างพระธาตุเจดีย์อันเป็นงานพุทธสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ สําหรับบรรจุพระ
บรมสารีริกธาตุ และสร้างรอยพระพุทธบาทจําลองไว้บนยอดเขาสําคัญในราชอาณาจักรเป็นสัญลักษณ์แทนรอยพระพทุ ธบาทท่ีปรากฏอยู่ใน
ลังกาทวีป การสถาปนารอยพระพุทธบาทเพ่อื เป็นมหาเจดียสถานสําคัญในราชอาณาจักรครั้งสําคัญเกิดข้ึนในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท
แห่งสุโขทัย พระองค์โปรดให้จําลองรอยพระพุทธบาทจากลังกาทวีปอันมีคติในพระพุทธศาสนาเถรวาทเชื่อว่าเป็นรอยพระบาท
ทสี่ มเดจ็ พระสมั มาสมั พุทธเจา้ ทรงประดษิ ฐานไว้โดยโปรดให้ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจําลองนี้ไว้บนยอดเขาพระบาทใหญ่ในเขตอรัญญิก
ของกรงุ สโุ ขทยั และทรงกาํ หนดให้เรยี กช่ือภูเขาน้นั เสยี ใหม่วา่ เขาสุมนกูฏ ตามชื่อภูเขาศักด์ิสิทธิ์อันเป็นท่ีประดิษฐานรอยพระพทุ ธบาทในลังกา
ทวีปนั้น

ข้อความในจารึกหลายหลักทั้งในฝ่ายสุโขทัยและล้านนาสะท้อนให้
เห็นถึงพระราชศรัทธาอนั ยง่ิ ใหญข่ องพระมหากษตั ริย์สุโขทัยและล้านนาในการ
ทุ่มเททรัพยากรมหาศาลเพ่ือการก่อสร้างพระสถูปเจดีย์ไว้เพ่ือเป็น “พระ
มหาธาตุ” ท่ีจะมีสถานะสําคัญในฐานะเป็นจุดศูนย์กลางของเมือง อันเป็นภาพ
สะท้อนคติความเชื่อเร่ืองภูมิจักรวาลที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนาด้วย ดังเช่น
เหตุการณก์ ารสถาปนาพระมหาธาตเุ จดยี ์ท่ีกลางนครศรีสัชนาลัยในรัชกาลของ
พญารามราช

การสร้างพระมหาธาตุเจดีย์เป็นหลักของบ้านเมืองในล้านนาประเทศ
น้ันเป็นพระราชภารกิจสําคัญที่พระมหากษัตริย์ล้านนาแต่ละรัชกาลทรงปฏิบัติ
เป็นราชประเพณีที่ชัดเจนยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์สุโขทัย นับตั้งแต่รัชกาลของ
พญามังราย (พ.ศ. ๑๘๐๔ - พ.ศ. ๑๘๕๔) ซ่ึงเป็นต้นราชวงศ์พระมหากษัตริย์
ล้านนา ได้ทรงสถาปนาพระมหาธาตุท่ีกลางนครหริภุญไชยข้ึนใหม่หลังจากท่ี
พระองค์ทรงยึดนครนั้นได้ใน พ.ศ. ๑๘๓๕ และได้ทรงสร้างพระมหาธาตุที่
สําคัญอีกองค์หนึ่งคือพระเจดีย์กู่คํา ตามรูปแบบสถาปัตยกรรมเจดีย์ของนคร
หริภญุ ไชยเพ่อื เปน็ ศนู ย์กลางนครเวียงกมุ กามที่พระองค์สถาปนาข้นึ ใหม่

การรับพระพุทธศาสนาเถรวาทและการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากสุโขทัยมายังล้านนาประเทศในรัช
สมัยพญากือนา (พ.ศ. ๑๘๙๘ - พ.ศ. ๑๙๒๘) นําไปสู่การสถาปนาพระมหาธาตุเจดีย์ท่ีสําคัญในล้านนาประเทศอีก
ถึงสององค์อันได้แก่ พระธาตุเจดีย์วัดสวนดอก (สร้าง พ.ศ. ๑๙๑๔) และพระบรมธาตุดอยสุเทพ (สร้าง พ.ศ.
๑๙๒๘)

การสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ของกษัตริย์ล้านนาในราชวงศ์มังรายนั้นรุ่งเรืองสูงสุดในรัชสมัยพญาติโลกราช
(พ.ศ. ๑๙๘๔ - พ.ศ. ๒๐๓๐) ซง่ึ พระองค์มีพระราชดาํ ริให้นายช่างคิดรูปทรงของพระธาตุเจดีย์ในล้านนาออกมาได้
อย่างหลากหลาย และโปรดเกล้าฯ ให้นํารูปแบบพระเจดีย์ที่คิดข้ึนใหม่น้ันไปสร้างเสริมพระมหาธาตุเจดีย์หลายองค์
ท่ีมีอยู่แต่เดิมในล้านนา เช่น พระมหาธาตุที่นครหริภุญไชย พระบรมธาตุลําปางหลวง พระบรมธาตุแช่แห้ง แต่ท่ี
สําคัญที่สุดคือการสร้างเสริมพระธาตุเจดีย์หลวงที่กลางนครเชียงใหม่ซึ่งสร้างข้ึนตั้งแต่รัชกาลพญาแสนเมืองมา
(พ.ศ. ๑๙๒๘ - พ.ศ. ๑๙๔๔) พญาติโลกราชโปรดเกล้าฯ ให้หม่ืนด้ามพร้าคต นายช่างใหญ่ทําการปฏิสังขรณ์พระ
ธาตุเจดีย์หลวง โดยมีพระมหาสามีสัทธัมกิติเป็นกําลังสําคัญในการควบคุมดูแลและประสานงานการก่อสร้างครั้งนี้
ไดส้ ร้างขยายเจดยี ์ใหใ้ หญ่กว่าเดิมใช้เวลาในการก่อสร้าง ๓ ปี จงึ แล้วเสรจ็

การสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ของพระมหากษัตริย์สุโขทัยและ
ล้านนาน้ันเป็นการทุ่มเททรัพยากรอย่างมหาศาล ท้ังกําลังพระราช
ทรัพย์ กําลังแรงงานและภูมิปัญญาช่าง โดยเฉพาะด้านภูมิปัญญาช่าง
น้ันมีความย่ิงใหญ่มาก นายช่างของท้ังสุโขทัยและล้านนาต่างแสดง
อัจฉริยภาพในการคิดแบบพระสถูปเจดีย์ที่หลากหลาย ทั้งโดยการ
วิวัฒนาการแบบพระสถูปเจดีย์ในยุคก่อนๆ และการนําพลังศรัทธาใน
หลักปรัชญาข้ันสูงของพระพุทธศาสนาเถรวาท เช่นคติเกี่ยวกับภพภูมิ
ต่างๆ และหลักการเกี่ยวกับพัฒนาการของสภาวะจิตในระดับต่างๆ
รวมถึงคติเร่ืองสถานะความเป็นศูนย์กลางการปกครองรัฐของ
พระมหากษัตริย์มาเป็นกรอบความคิดในการสร้างรูปแบบของพระ
สถปู เจดีย์ในสุโขทยั และล้านนา ที่สําคัญคือพระเจดีย์ทรงพุม่ ข้าวบิณฑ์
หรือทรงดอกบัวตูมของสุโขทัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่รัชกาลพระมหาธรรม
ราชาลิไท เป็นรูปแบบของสถูปเจดีย์ท่ีเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรัฐ
สุโขทัย และได้รบั ความนยิ มนําไปสร้างในลา้ นนาประเทศและในรัฐไทย
อน่ื ๆในลุ่มแมน่ ้ําเจา้ พระยาตอนบนด้วย

งานพุทธประติมากรรมคือการสร้างพระพุทธปฏิมาในดินแดนสุโขทัยและล้านนา
สะท้อนถงึ ความต้ังใจมั่นในการรังสรรคง์ านพุทธศลิ ปป์ ระเภทตา่ งๆ นัน้ เพอ่ื บูชาคุณของสมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยพยายามที่จะสะท้อนพระคุณลักษณะของ “พระมหาบุรุษ” อันเป็น
อุดมคติในพระพทุ ธศาสนาเถรวาทท่ีแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ผู้จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น ย่อม
มคี ุณลักษณะพเิ ศษกว่ามนษุ ยธ์ รรมดาสามญั ทว่ั ไป คุณลักษณะของความเป็นพระมหาบุรุษน้ีมี
การกล่าวถึงไว้ในคัมภีร์มหาปุริษลักษณะ เป็นคุณลักษณะที่ผู้ได้พบเห็นจะประจักษ์ได้ถึงความ
สงบแห่งจิตภาวะและความหลุดพน้ จากกิเลสสภาวะท้ังมวล นําไปสู่การเกิดปีติศรัทธาในพระ
พุทธคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้พระองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานไปนับ
พันปีแล้ว ซึ่งช่างปั้นพระพุทธรูปท้ังในสุโขทัยและล้านนาประสบความสําเร็จอย่างงดงามใน
การรังสรรค์ประติมากรรมรูปเคารพแทนองค์พระบรมศาสดาที่แฝงไว้ด้วยอุดมคติใน
พระพุทธศาสนาเถรวาทได้อย่างสมบูรณ์ สะท้อนให้เห็นได้จากพระพุทธปฏิมาท่ีได้รับการ
รังสรรค์ข้ึนไว้จํานวนมากมาย ซ่ึงนายช่างไม่ได้ต้ังใจท่ีจะป้ันพระพุทธรูปตามรูปแบบร่างกาย
ของมนุษย์ธรรมดา แต่อาศัยการตีความคําอุปมาจากบทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณและจาก
พระคัมภีร์มหาปุริษลักษณะ ด้วยเหตุน้ีพระพุทธปฏิมาสมัยสุโขทัยและล้านนาจึงเป็นงานพุทธ
ประติมากรรมท่ีมีเจตนาสะท้อนถึงพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาคุณและพระมหากรุณาคุณ
รวมทั้งพระคณุ ลกั ษณะเหนอื มนุษยธ์ รรมดาของสมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจา้

พระมหากษตั ริย์สโุ ขทยั และลา้ นนาทรงสร้าง “พระพทุ ธรูปอันใหญ่พระพุทธรูปอันราม” เป็นจํานวนมหาศาล
ดังเช่นในรัชสมัยพญารามราชมีการสร้างพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “พระอัฏฐารศ” ประดิษฐานเป็นพระ
ประธานของวิหารในกลางพ้ืนที่อรัญญิกของกรุงสุโขทัย ท้ังพญารามราชยังได้ทรงกําหนดเป็นราชประเพณีให้
พระมหากษัตริย์สุโขทัยเสด็จโดยกระบวนพยุหยาตราไปทรง “นบพระ” คือสักการะพระอัฏฐารศองค์น้ีในวันธรรม
สวนะดว้ ย

ต้ังแตร่ ัชกาลพระมหาธรรมราชาลิไทเป็นตน้ มา มีการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่สําหรับเป็นพระประธานใน
อุโบสถวิหารต่างๆ หลายองค์ ท่ีสําคัญคือ พระพุทธรูปหล่อสําริดองค์ใหญ่ ประดษิ ฐานเป็นพระประธานในวิหารหลวง
วัดมหาธาตุกลางกรุงสุโขทัย อันได้พระนามในสมัยรัตนโกสินทร์ว่า “พระศรีศากยมุนี” และพระพุทธปฏิมาขนาดใหญ่
อกี สามองค์ ประดษิ ฐาน ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองพษิ ณุโลก ไดแ้ ก่ พระพทุ ธชินราช พระพทุ ธชินสีห์และพระศรี
ศาสดา

พระมหาธาตุเจดีย์ รอยพระพุทธบาทจําลอง และพระพุทธปฏิมาเป็นงานพุทธศิลป์ประเภทสําคัญท่ี
พระมหากษตั ริยแ์ หง่ สุโขทยั และล้านนาทรงสรา้ งขน้ึ ดว้ ยพระราชศรทั ธาในพระพทุ ธศาสนาเถรวาท

ผลงานพุทธศิลป์ของสุโขทัยและล้านนาจํานวนไม่น้อยยังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน เป็นรากฐานและแม่แบบท่ี
สําคัญให้กับการสร้างงานพุทธศิลป์ในยุคสมัยต่อมา คือสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ซ่ึงก็เป็นส่วนสําคัญของ
กระบวนการในการอุปถมั ภบ์ าํ รุงพระพุทธศาสนาของพระมหากษัตรยิ ไ์ ทยทงั้ สองยุคซง่ึ จะได้กลา่ วถงึ ต่อไป

บทท่ี ๔ พระมหากษตั รยิ แ์ หง่ กรงุ ศรีอยธุ ยา
กับความรงุ่ โรจนข์ องอารยธรรมพระพทุ ธศาสนา

อยธุ ยายศยง่ิ ฟ้า ลงดิน แลฤา พระมาศเลื่อมเลื่อมหลา้ หลอ่ แสง ฯ
อานาจบุญเพรงพระ ก่อเกื้อ ตระการหนา้ วัดแหว้น วงั พระ
เจดีย์ลอออนิ ทร์ ปราสาท บาบวงหญงิ ชายแชรง ชน่ื ไหว้
ในทาบทองแล้วเน้อื นอกโสรม ฯ บรู พาทา่ นสรรค์สระ สรงโสรจ
พรายพรายพระธาตุเจ้า เจียนจันทร์ แจ่มแฮ ดวงดอกไมไ้ มแ้ ก้ว แบง่ บาล ฯ
ไตรโลกเล็งคอื โคม ค่าเชา้ กฎุ ดี โู ชติช้อย อาศรม
พหิ ารระเบยี งบนั รุจิเรข เรืองแฮ เต็มรา่ สวรรค์ฤๅปาง แผ่นเผ้า
ทุกแห่งห้องพระเจ้า น่ังเนอื ง ฯ เรือนรตั นภ์ ิรมย์ปราง สูรยปราสาท
ศาลาอเนกสรา้ ง แสนเสา โสดแฮ แสนยอดแย้มแก้วเกา้ เฉกโฉม ฯ
ธรรมาสนจ์ งู ใจเมอื ง สฟู่ า้
พิหารย่อมฉลักเฉลา ฉลุแผ่น ไส้นา (โคลงกาสรวลสมทุ ร)

โคลงท้ังห้าบท อันเป็นส่วนหนึ่งของโคลงกําสรวลสมุทรท่ีแต่งขึ้นต้ังแต่สมัยอยุธยาตอนต้นกล่าวพรรณนาภาพ
ความยิ่งใหญ่อลังการของราชธานีศรีอยุธยา สะท้อนว่าความอลังการของราชธานีไทยแห่งน้ีมาจากความงดงามตระการ
ตาของพระราชวังทปี่ ระทับของพระมหากษตั รยิ ์ สิ่งก่อสรา้ ง และศลิ ปวัตถุทเ่ี นื่องในพระพุทธศาสนา อันได้แก่ โบสถ์วิหาร
พระมหาธาตุเจดีย์ กุฎี และเสนาสนะสงฆ์ รวมทั้งศรัทธาของผู้คนพลเมืองต่อพระพุทธศาสนา ภายใต้บารมีของ
พระมหากษัตริย์ทั้ง ๕ ราชวงศ์ ผู้ทรงมีบทบาทในการอุปถัมภ์บํารุงพระพุทธศาสนาจนปรากฏความรุ่งโรจน์เป็นท่ี
กล่าวขวญั ถงึ ไม่แต่เฉพาะในหมู่ชนชาวอยธุ ยาเอง แต่ยังรวมไปถึงชนตา่ งชาตทิ ่มี โี อกาสมาเยือนมหานครแหง่ นด้ี ว้ ย

พระพุทธศาสนาเถรวาทในสมยั อยุธยายังมคี วามสําคัญในฐานะบ่อเกิด
และพ้ืนฐานของอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับที่พระพุทธศาสนามี
ความสําคัญต่ออารยธรรมของแคว้นสุโขทัยและล้านนา เพราะหลักธรรมและคติ
ความเชื่อในพระพุทธศาสนาได้หย่ังรากลึกลงในศรัทธาของผู้คนชนช้ันต่างๆ ใน
โครงสร้างสังคมสมัยอยุธยาตั้งแต่ชนชั้นสูงสุดคือกษัตริย์ไปจนกระทั่งถึงชนชั้น
ล่างสุดของสังคมคือทาส ชนทุกช้ันในราชอาณาจักรอยุธยามีธรรมและคติความ
เช่ือทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะเร่ืองของกรรมและบุญบารมีเป็นกรอบการ
ประพฤติตนและเป็นกรอบที่กําหนดโลกทัศน์ โลกทัศน์ของชนชั้นต่างๆ อันอยู่บน
พื้นฐานของพระพุทธศาสนายังมีพลังในการยึดโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนชน
ช้ันต่างๆ ให้มีการยอมรับสถานะของกันและกัน อันทําให้เกิดความมีเอกภาพใน
สังคมอย่างไรก็ดีระยะเวลาอันยาวนานถึง ๔๑๗ ปีท่ีกรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองอยู่
นั้นอารยธรรมพระพุทธศาสนาของอาณาจักรแห่งน้ีมีพฒั นาการไปจนเกิดลักษณะ
ท่ีโดดเดน่ ไปกว่าอารยธรรมพระพทุ ธศาสนาของสโุ ขทยั และล้านนา กลา่ วคือ

ก า ร อุ ป ถั ม ภ์ บํ า รุ ง พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า เ ถ ร ว า ท แ บ บ ลั ง ก า ว ง ศ์ ข อ ง
พระมหากษตั ริยอ์ ยธุ ยามีผลให้พระพทุ ธศาสนาได้รับการยกสถานะเปน็ สถาบันทาง
สังคมท่ีจะเข้าไปมีบทบาทอย่างเด่นชัดในระบบการเมืองการปกครองของ
อาณาจักรอยุธยา

พทุ ธศาสนแ์ ละพทุ ธจกั ร: พระพทุ ธศาสนาเถรวาทกบั สงั คมอยธุ ยา

ราชธานีศรีอยุธยา คือศูนย์กลางอํานาจรัฐของคนไทยในลุ่มแม่นํ้า เจ้าพระยาตอนล่างซง่ึ แรกสถาปนาข้ึนโดย
สมเด็จพระรามาธิบดีอู่ทอง เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ จากการรวมตัวของสามนครรัฐ อันได้แก่ ละโว้ อโยธยา และสุพรรณภูมิ
ซึ่งเป็นประชาคมของคนไทยท่ีรุ่งเรืองขึ้นต้ังแต่ในราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๗ บนรากฐานของบ้านเมืองเดิมท่ีเคยมี
วัฒนธรรมมอญทวารวดีและวัฒนธรรมเขมรเจริญรุ่งเรืองอยู่นครรัฐไทยท้ังสามได้บูรณาการเอาความเจริญทาง
วัฒนธรรมทั้งสองเข้าเป็นวัฒนธรรมเฉพาะของประชาคมไทยในลุ่มแม่น้ํา เจ้าพระยาตอนล่าง ซ่ึงจะกลายเป็นกระแส
วัฒนธรรมหลักของราชธานีศรีอยุธยาตั้งแต่ยุคแรกสถาปนา พ้ืนฐานสําคัญของวัฒนธรรมที่คนไทยในลุ่มแม่น้ํา
เจ้าพระยาตอนล่างบูรณาการขึ้นมาคือพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายมหายานและเถรวาทซึ่งมีรากฐานท่ีม่ันคงมาในดินแดน
แถบน้ีตงั้ แต่ยุคทวารวดี และศาสนาพราหมณ์ซึง่ มีรากฐานอันมั่นคงมาในอาณาจักรกัมพูชาโบราณ ศาสนาหลักท้ังสอง
ศาสนาต่างมีบทบาทในการก่อตัวของระบบรัฐที่มีพระมหากษัตริย์ปกครอง รวมท้ังกําหนดสถานะและบทบาทของ
พระมหากษัตริย์แห่งอยุธยาให้ทรงดํารงอยู่ในสถานะอันศักด์ิสิทธ์ิทั้งในฐานะเทวราชาคือภาคหน่ึงของพระเป็นเจ้าใน
มนษุ ยโลกตามคตขิ องศาสนาพราหมณ์ ฐานะของพระโพธิสตั ว์

ผู้บําเพ็ญและส่ังสมบารมีเพ่ือการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตเบ้ืองหน้าตามคติในพระพุทธศาสนามหายาน
และฐานะของพระเจ้าจักรพรรดิราช พระเจ้ามหาสมมติราช และพระธรรมราชาในพระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งตลอด
ระยะเวลากว่า ๓ ศตวรรษท่ีราชธานีศรีอยุธยาดํารงความเป็นศูนย์กลางอํานาจในราชอาณาจักรของคนไทยน้ัน
พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ต่างแสดงออกถึงพระราชสถานะที่ได้รับการกําหนดโดยคติความเช่ือทางศาสนาท้ังพราหมณ์
และพุทธในการปกครองบ้านเมือง รวมท้ังสร้างบารมีและความชอบธรรมในการดํารงพระราชสถานะเป็นประมุขสูงสุดใน
แผ่นดนิ

ในสมัยอยุธยาน้ัน แม้พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์จะ
ได้รับความศรัทธาจนกลายเป็นศาสนาหลักของรัฐ แต่พระมหากษัตริย์
ไทยสมัยอยุธยาทรงสร้างความเจริญและมั่นคงให้พระพทุ ธศาสนานิกายนี้
ด้วยอุบายวิธีท่ีแตกต่างไปจากพระมหากษัตริย์สุโขทัย ในขณะที่
พระมหากษัตริย์สุโขทัยทรงเน้นบทบาทของพระองค์ในฐานะ “ปราชญ์รู้
ธรรม” และ “พระธรรมราชา” ผู้มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกธรรม
และมีความมุ่งม่ันในการสร้างศรัทธาในพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ใน
ประชาคมชาวแคว้นสุโขทัย ตลอดจนทรงมุ่งม่ันใน การเผยแผ่
พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ไปยังดนิ แดนข้างเคียงเช่นล้านนาประเทศ นคร
รัฐแพร่และนครรัฐน่าน แต่พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาจะทรงใช้
พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์เป็นส่ือกลางในการสร้างความยิ่งใหญ่ทางอารย
ธรรมใหแ้ ก่ราชอาณาจักรเริ่มต้นแต่การเสริมสร้างพระราชสถานะและบุญ
บารมีขององค์พระมหากษัตริย์เองให้พระองค์เป็นผู้ดํารงไว้ซึ่งสิทธิธรรม
ในการปกครองบา้ นเมอื ง และมพี ระราชอํานาจเหนอื บคุ คลทุกผู้ทุกนามใน
ราชอาณาจกั ร

นอกจากนั้นพระมหากษัตริย์อยุธยายังทรงสร้างสรรค์ความเจริญด้านศาสน
วัตถุ คืองานพุทธศิลป์ประเภทต่างๆ อย่างย่ิงใหญ่ เพ่ือสําแดงความมั่งคั่งและวัฒนา
สถาวรของบ้านเมืองและราชสํานัก ซ่ึงสะท้อนกลับไปเป็นคําตอบให้กับการทรงไว้ซึ่ง
บุญบารมีในการปกครองบ้านเมืองของพระมหากษัตริย์ พระบรมราโชบายดังกล่าว
ของพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยานั้นแม้จะมีความแตกต่างจากพระบรมราโชบายของ
พระมหากษัตริย์สุโขทัย โดยเฉพาะท่ีเห็นได้ชัดเจนคือการไม่เน้นความสําคัญของการ
เผยแผ่ศาสนธรรม หรือแม้แต่การอุปถัมภ์คณะสงฆ์ให้ดํารงมั่นในพระธรรมวินัยและศี
ลาจารวัตร แต่มุ่งสร้างความเจริญทางวัตถุธรรมให้บ้านเมืองมีความอลังการด้วยงาน
พุทธศลิ ป์และวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาจนไม่มีผู้ใดจะปฏิเสธได้ว่าพระมหากษตั ริย์
อยุธยาทรงมุ่งมั่นท่ีจะสร้างความเจริญ ทางอารยธรรมให้กับราชอาณาจักรบนพ้ืนฐาน
ของศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ อย่างไรก็ตาม ความเจริญทาง
อารยธรรมด้านวัตถุที่พระมหากษัตริย์อยุธยาแต่ละพระองค์ทรงสร้างสรรค์ขึ้นนั้น ก็
สามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการทําให้พระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ยิ่งหยั่งรากลึกและทวี
ความรุ่งโรจน์ขึ้นในประชาคมของคนไทยในลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาตอนล่างระหว่างพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๙ - ๒๔

ปรากฏการณ์ที่เหนือย่ิงไปกว่าการสร้างอารยธรรมบนพ้นื ฐานของศรัทธาในพระพทุ ธศาสนาเถรวาทแบบลังกา
วงศ์ก็คือ การท่ีพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาทรงทําให้พระพุทธศาสนามีสถานะความเป็นสถาบันหลักในสังคม
ท่ีเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการด้านการเมืองการปกครอง หรือที่เรียกว่า“พุทธจักร” นัยสําคัญของการทําให้
พระพทุ ธศาสนาเถรวาทในราชอาณาจักรมีบทบาทเข้าไปเก่ียวข้องกับกระบวนการการเมืองการปกครองนั้น มาจากการ
ท่หี ลักธรรมในพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นมีการแสดงหลักปรัชญาและอุดมคติทางการเมืองอันล้วนเป็นท่ีมาของพระราช
อํานาจของพระมหากษัตริย์ ตลอดจนเกื้อกูลความชอบธรรมของระบบการเมืองการปกครอง ทําให้ฝ่ายการเมือง
การปกครองหรือท่ีเรียกว่า “อาณาจักร” อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประธานของระบบและฝ่ายคณะสงฆ์คือพทุ ธจักร
จําต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ คณะสงฆ์ซ่ึงเป็นตัวแทนของพุทธจักรจึงมีบทบาทและความสัมพันธ์ท่ี
ใกล้ชิดกับฝ่ายอาณาจักร ต้ังต้นแต่การเป็นบ่อเกิดของความชอบธรรมของพระมหากษัตริย์ การเป็นบุคลากรสําคัญใน
การพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษกพระเถรานุเถระสามารถทักท้วงพระบรมราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ได้นอกจากน้ียัง
จะเห็นได้ว่าฝ่ายพุทธจักรยังมีบทบาทสําคัญในกระบวนการด้านตุลาการของบ้านเมือง โดยคณะสงฆ์สามารถเข้าไปมี
ฐานะเป็นพยานในกระบวนการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี กฎหมายของฝ่ายอาณาจักรรับรองฐานะการเป็นพยานท่ี
เช่ือถอื ไดข้ องพระสงฆ์เรยี กวา่ “ทพิ พญาน”

นอกจากหลักธรรมทางศาสนาจะเป็นท่ีมาของความชอบธรรมทาง
การเมืองแล้ว วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาเช่นเร่ืองชาดกต่างๆ ยังได้ใช้
เป็นส่ือสําหรับพระสงฆ์ใช้ถวายโอวาทแก่องค์พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์
และเหลา่ ขุนนางขา้ ราชการใหป้ ระพฤตอิ ยใู่ นกรอบของศีลธรรมจรรยา

ฝ่ายอาณาจักรเองยินยอมให้ฝ่ายพุทธจักรมีอํานาจสิทธ์ิขาดในการ
ปกครองตนเองตามหลกั พระธรรมวนิ ัย ทั้งฝา่ ยอาณาจักรยังถือเป็นภาระหน้าที่
ในการอุปถัมภ์คณะสงฆ์ซึ่งเป็นบุคลากรของฝ่ายพุทธจักร ดังเช่นการที่พระ
มหา-กษตั ริย์ทรงจัดระเบยี บสงั ฆมณฑล การพระราชทานสมณศักด์ิให้พระสงฆ์
มีความเป็นระเบยี บในการบังคบั บญั ชาเพอ่ื สร้างความเปน็ เอกภาพในคณะสงฆ์
การกัลปนาอทุ ศิ ถวายทรพั ยากรตา่ งๆ ในแผ่นดนิ แกค่ ณะสงฆ์ เช่น ที่ดิน ข้ารับ
ใช้สําหรับวัดและพระสงฆ์ ปศุสัตว์ และเสบียงอาหาร นอกจากนั้นฝ่าย
อาณาจักรยังยอมรับให้พระสงฆ์เป็นชนช้ันพิเศษในสังคม พระสงฆ์ได้รับการ
ยกเว้นการเรียกเกณฑ์แรงงานในระบบไพร่ ได้รับการยกเว้นภาษีอากรทั้งจาก
ทรพั ย์สนิ ของวัดรายได้ และผลประโยชน์ของวัดดว้ ย

อย่างไรกด็ คี วามสมั พนั ธ์ในเชงิ การเมอื งระหวา่ งฝ่ายพทุ ธจักรและอาณาจักรในสมัยอยุธยาซ่ึงเอ้อื ประโยชน์แก่กัน
นั้น เป็นความสัมพันธ์แบบแฝงเร้น ไม่ปรากฏชัดเจน ดังเช่นการท่ีวัดและคณะสงฆ์มีบทบาทเป็นท่ีคุ้มภัย
สําหรับบุคคลต่างๆ ท่ีหนีราชภัยไปบวช ก็จะสามารถดํารงชีวิตต่อไปได้เป็นปรกติสุขปราศจากการคุกคามของฝ่าย
อาณาจักร หรือในขณะเดยี วกนั ก็ปรากฏหลักฐานวา่ วดั กลายเป็นฐานปฏิบัติการทางการเมืองของพระราชวงศ์และขุนนาง
ท่ีคิดการทํารัฐประหารโค่นอํานาจฝ่ายอาณาจักร โดยคณะสงฆ์ในวัดนั้นให้การสนับสนุนเป็นการแสดงนัยท่ีจะ “เลือก
ข้าง” ทางการเมือง หรือย่ิงไปกว่านั้น ยังปรากฏเหตุการณ์ที่พระสงฆ์ผู้ดาํ รงสมณศักด์ิช้ันสูงท่ีมีศิษย์โยมศรัทธามากจะก่อ
การรัฐประหารแล้วขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เอง ดังในกรณีของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๕๔ - พ.ศ. ๒๑๗๑)
พระมหากษัตริย์พระองค์ท่ี ๒๑ ซึ่งเดิมเป็นพระราชวงศ์ในพระนาม พระศรีศิลป์ ผู้ทรงผนวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดระฆัง
จนมีความรอบรู้ทางดา้ นพระไตรปิฎกมาก จนได้รับพระราชทานเล่ือนสมณศักดเิ์ ป็น พระพมิ ลธรรมอนันตปรีชา ปรากฏมี
ผู้ที่นิยมมาฝากตัวเป็นศิษย์โยมมากนับเป็นพระเถระที่มีบุญบารมีและอิทธิพลมากในสังคมอยุธยา ในแผ่นดินของ
สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ บรรดาศิษย์โยมของพระพิมลธรรมได้ซ่องสุมกันท่ีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ แล้วจึงบุกเข้าไปยัง
พระราชวังหลวงและจับสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์นําไปสําเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ แล้วเชิญพระพิมลธรรมอนันตปรีชาให้
ลาสิกขาบท ขน้ึ เสวยราชสมบัติแห่งกรุงศรีอยธุ ยา เมือ่ ปีขาลพ.ศ. ๒๑๕๔

เทวราชผู้เปน็ พุทธกษัตริย์

พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาทรงมสี ภาวะแห่งความเป็นเทวราชาผู้
มพี ระราชอํานาจและพระราชาภิสิทธ์ิล้นพ้นเหนือชีวิตของอาณาพระชาราษฎร์และ
เหนือกระบวนการกําหนดนโยบายและการตดั สินใจทางการเมอื ง ตามอย่างเทวราชา
ในวฒั นธรรมเขมร แต่พระราชอํานาจและพระราชาภสิ ิทธิน์ น้ั จําตอ้ งไดร้ บั การถ่วงดุล
ด้วยธรรมะและอุดมคติบางประการในพระพุทธศาสนา หาไม่แล้วอาจนําไปสู่การท่ี
พระมหากษัตริย์จะปกครองบ้านเมืองโดยลุแก่พระราชอํานาจตามอําเภอพระราช
หฤทัย โดยไม่คํานึงถึงมาตรฐานทางศีลธรรมจรรยา ซ่ึงจะเป็นเหตุนําพารัฐและ
บ้านเมืองไปสู่ความเสื่อมได้ ธรรมะและอุดมคติทางพระพุทธศาสนาเป็นตัวแปร
สําคัญที่ช่วยกําหนดพระราชสถานะอีกด้นหนึ่งและจํากัดพระราชอํานาจอันล้นพ้น
ของพระมหากษัตรยิ ส์ มยั อยุธยา

พระราชสถานะท่ีพระมหากษัตรยิ ์อยธุ ยาทรงไดร้ บั การยกย่องด้วยอุดมคติ
ในพระพุทธศาสนาน้ันมีแตกต่างหลากหลาย ข้ึนอยู่กับองค์พระมหากษัตริย์รัชสมัย
ต่างๆ จะแสดงพระราชสถานะในอุดมคติในลักษณะใด พระราชสถานะในอุดมคติที่
สาํ คัญคือ

๑. พระมหากษัตริย์ทรงบารมีเสมอด้วยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุดมคติดังกล่าวนี้แม้มิได้ปรากฏอยู่ในพระพุทธวจนะว่า
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องพระมหากษัตริย์ว่ามีบารมีเสมอเป็นพระพุทธเจ้า จึงพิจารณาได้ว่าน่าจะมีที่มาจากคติความเช่ือใน
พระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายมหายานและเถรวาทซ่ึงเชื่อกันว่าพระพุทธเจ้ามิได้มีเพียงพระองค์เดียวคือพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนีแต่มีจํานวน
มากมายมหาศาล ท้ังท่ีทรงตรสั รใู้ นมนุษยโลกทั้งในอดีตและอนาคตที่ทรงตรัสรู้ในเทวโลกท่ีเรียกว่าพระเทวพทุ ธเจ้า หรือพระพุทธเจ้าท่ีตรัสรู้
แล้วปลกี พระองคไ์ ปประทบั อยู่ลาํ พงั โดยมไิ ดท้ รงสงั่ สอนเวไนยสตั ว์ท่ีเรยี กว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยคติความเชื่อดังกล่าวนี้น่าจะเป็นบ่อเกิด
ของอดุ มคตทิ ่เี หน็ ว่าการเป็นประมขุ สูงสุดในหม่มู นุษยโลกน้ันคือการมีบารมีอันยากยิ่งท่ีบุคคลธรรมดาสามัญจะพึงมี เสมอื นพระพุทธเจ้าทรง
ไว้ซึ่งบารมีในการตรัสรู้ได้โดยพระองค์เอง ท้ังทรงดํารงไว้ซ่ึงความเป็น “ธรรมราชา” ในหมูพ่ ระสงฆ์ทั้งปวง พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักร
กัมพูชาพระองค์หนึ่งคือพระเจ้าชัยวรมันท่ี ๗ (พ.ศ. ๑๗๒๔ - พ.ศ.๑๗๖๒) ผู้ทรงศรัทธามั่นในพระพุทธศาสนามหายานนิกายวัชรยานก็เคย
ทรงแสดง

พระราชสถานะของพระองคใ์ นฐานะเป็นพระพทุ ธเจ้าพระองค์หนึ่งในมนุษยโลกโดยเฉพาะการสร้างรูปฉลองพระองค์ของพระองค์
เองในพระอิริยาบถประทับสมาธิราบเหมือนพระพุทธเจ้า เรียกว่า “พระชัยพุทธมหานาถ” จํานวนมากกว่าร้อยองค์ เพ่ือพระราชทานไป
ประดิษฐานไว้ในศาสนสถานของเมืองต่างๆ ในพระราชอาณาเขต พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาต้ังแต่แรกสถาปนาราชธานีย่อมทรง
คนุ้ เคยกบั อดุ มคตกิ ารมสี ถานะเสมอดว้ ยพระพทุ ธเจ้าท่ีปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมเขมรสมัยพระเจ้าชัยวรมนั ท่ี ๗ ซ่งึ เจรญิ อยู่ไมน่ านกอ่ นหน้าการ
เกิดขึ้นของนครรัฐของคนไทยในลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยา ดังจะเห็นได้จากพระบรมนามาภิไธยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. ๑๙๙๑ -
พ.ศ. ๒๐๓๑) พระมหากษัตริย์ลําดับที่ ๘ แห่งกรุงศรีอยุธยากษัตริย์ ซ่ึงคําว่า “บรมไตรโลกนาถ” นั้นหมายถึง“พระผู้เป็นท่ีพ่ึงของสามโลก”
อนั เป็นคําท่พี ระโบราณาจารย์ใช้เรยี กสมเด็จพระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า

พระมหากษัตริย์อยุธยาอีกจํานวนหนึ่งทรงใช้คําว่า “สมเด็จพระสรรเพชญ์” ประกอบเป็นพระบรมนามาภิไธย ในพระราช
พงศาวดารกรุงศรอี ยุธยาน้ันมพี ระมหากษตั ริย์ทที่ รงได้รับการออกพระนามเป็นสมเด็จพระสรรเพชญ์ ดังน้ี

สมเดจ็ พระสรรเพชญ์ที่ ๑ คือ สมเดจ็ พระมหาธรรมราชาธริ าช พระมหากษตั ริยพ์ ระองคท์ ี่ ๑๗ (พ.ศ. ๒๑๑๒ - พ.ศ. ๒๑๓๓)
สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ คอื สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช พระมหากษตั ริยพ์ ระองค์ท่ี ๑๘ (พ.ศ. ๒๑๓๓ - พ.ศ. ๒๑๔๘)
สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๓ คอื สมเด็จพระเอกาทศรถ พระมหากษัตริยพ์ ระองค์ที่ ๑๙ (พ.ศ. ๒๑๔๘ - พ.ศ. ๒๑๕๓)
สมเด็จพระสรรเพชญท์ ่ี ๔ คือ สมเด็จพระศรเี สาวภาคย์ พระมหากษตั ริยพ์ ระองค์ที่ ๒๐ (พ.ศ. ๒๑๕๓ - พ.ศ. ๒๑๕๔)
สมเดจ็ พระสรรเพชญ์ที่ ๕ คอื สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง พระมหากษัตรยิ พ์ ระองคท์ ่ี ๒๔ (พ.ศ. ๒๑๗๒ - พ.ศ. ๒๑๙๙)
สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๖ คือ สมเด็จเจ้าฟา้ ไชย พระมหากษตั รยิ พ์ ระองค์ที่ ๒๕ (พ.ศ. ๒๑๙๙ เพียง ๒ วนั )
สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๗ คือ สมเดจ็ พระศรสี ธุ รรมราชา พระมหากษตั รยิ พ์ ระองค์ที่ ๒๖ (พ.ศ. ๒๑๙๙ เพยี ง ๓ เดือน)
สมเด็จพระสรรเพชญท์ ่ี ๘ คอื สมเดจ็ พระเจา้ เสือ พระมหากษัตริย์พระองคท์ ่ี ๒๙ (พ.ศ. ๒๒๔๖ - พ.ศ. ๒๒๕๑)
สมเด็จพระสรรเพชญ์ท่ี ๙ คือ สมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัวท้ายสระ พระมหากษตั ริยพ์ ระองค์ที่ ๓๐ (พ.ศ. ๒๒๕๑ - พ.ศ. ๒๒๗๕)

อันคํา “สมเด็จพระศรีสรรเพชญ” น้ี เป็นคําที่พระอรรถกถาจารย์ผู้แต่งคัมภีร์พระพุทธศาสนาตั้งแต่โบราณ
กาลใช้เรียกสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านอกจากน้ันในสมัยอยุธยายังเริ่มมีการกําหนดธรรมเนียมให้ข้าทูลละอองธุลี
พระบาทในราชสํานักและราษฎรท้ังหลายเรียกองค์พระมหากษตั ริย์ว่า “สมเด็จพระพทุ ธเจ้าอยู่หัว” และเรียกพระราช
โอรสอันประสูติแตส่ มเด็จพระอคั รมเหสวี ่า “สมเด็จหนอ่ พระพทุ ธเจา้ ” หรอื “สมเดจ็ หนอ่ พทุ ธางกูร”

๒. พระมหากษตั รยิ ์คอื พระโพธิสัตว์ผู้เสดจ็ อุบัติมาเพอื่ ทรงส่ังสมบารมีเพื่อการได้บรรลุเป็นพระสัมมาสัมพทุ ธ
เจ้าในอนาคตกาลเบื้องหน้า อุดมคติน้ีน่าจะมีท่ีมาจากพระพุทธวจนะท่ีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนาโดยยก
เร่ืองชาดกตา่ งๆ ขึ้นสาธกหัวข้อธรรมต่างๆ ซ่งึ ได้รับการบันทึกไว้ในพระสูตรต่างๆ ในพระไตรปิฎก มีเร่ืองชาดกหลาย
พระชาติที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นกษัตริย์ ผู้ได้บําเพ็ญบารมีต่างๆ อันล้วนเป็นบารมีขั้นสูง เพื่อสั่งสมให้ได้
เสวยพระชาติท่ีสูงย่ิงข้ึนไป พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แห่งอาณาจักรกัมพูชาโบราณนั้นนอกจากทรงแสดงพระองค์เป็น
พระพุทธเจ้าในมนุษยโลกแล้ว พระราชจริยานุวัตรที่ได้รับการบันทึกไว้ในจารึกยังแสดงถึงลักษณะของ “โพธิสัตว์
จรยิ า” คอื กษตั ริย์ผู้ทรงบําเพ็ญเมตตาและทานบารมีอย่างอุกฤษฎ์ โดยเฉพาะการโปรดให้สร้างที่พักสําหรับคนเดินทาง
ท่ีเรียกว่า “ธรรมศาลา” ตามถนนหนทางท่ีเชื่อมเมืองตา่ งๆ ในราชอาณาจักร ท้ังยังโปรดให้สร้าง “อโรคยาศาล” หรือ
สถานพยาบาลอกี หลายแห่งคู่กนั กับธรรมศาลา


Click to View FlipBook Version