ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คณะสงฆ์ได้
ถวายพระพรขอให้ทรงกําหนดวันนักขัตฤกษ์สําคัญทางพระพุทธศาสนาข้ึนอีกวัน
หนึง่ เรียกว่า “วนั อาสาฬหบูชา” อันเป็นวันคล้ายวันท่ีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงแสดงพระปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ อันเป็นเหตุนําไปสู่การเกิดขึ้นของ
พระสังฆรัตนะ และความสมบูรณ์พร้อมของความเป็นพระรัตนตรัยในวันขึ้น ๑๕
ค่ํา เดือน ๘ ซ่ึงเป็นช่วงเวลาก่อนวันเร่ิมเทศกาลเข้าพรรษาเพียง ๑ วัน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
กําหนดการพระราชพิธีทรงบําเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและ
เทศกาลเข้าพรรษา เป็นงานต่อเนื่องกันสองวัน คือในวันขึ้น ๑๕ ค่ํา และวันแรม ๑
คํ่า เดือน ๘ ในวันอาสาฬหบูชานั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราช
ดําเนินไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงจุดเทียนพรรษาคู่หนึ่งบูชา
พระรัตนตรัยแล้วทรงถวายพุ่มเทียนและดอกไม้เป็นเครื่องสักการะพระสงฆ์จํานวน
๓๐๐ รูป โดยพระสงฆ์ท่ีอาราธนามารับพระราชทานพุ่มเทียนน้ัน ต้ังต้นแต่สมเด็จ
พระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ รองสมเด็จพระราชาคณะพระราชาคณะ พระ
เปรียญธรรม ๙ ประโยค และพระครูสัญญาบัตรต้ังแต่เจ้าอาวาสพระอารามหลวง
ชน้ั ตรีขึ้นไป รวมทัง้ พระภกิ ษนุ าคหลวงด้วย
อย่างไรก็ดีการพระราชกุศลเข้าพรรษาน้ีเร่ิมต้นขึ้นก่อนหน้าวันข้ึน ๑๕ ค่ํา เดือน ๘ ประมาณ ๑ เดือน ด้วย
ขั้นตอนของการหล่อเทียนพรรษา อันเป็นพระราชกุศลท่ีพระมหากษัตริย์ไทยทรงปฏิบัติต่อเน่ืองกันมาต้ังแต่สมัยกรุงศรี
อยุธยาโดยการหล่อเทียนพรรษาจะมีข้ึนในเดือน ๗ ก่อนวนั เข้าพรรษา พระมหากษตั ริย์ทรงหล่อเทียนพรรษาด้วยสีผ้ึงข้ึน
จํานวนหนึ่ง เรียกว่า “เทียนหล่อ” แล้วพระราชทานให้ช่างตกแต่งลวดลายและทําแท่นฐานเทียนพรรษาอีกจํานวนหน่ึง
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทําต้นเทียนดว้ ยไม้แกะสลักลวดลายลงรักปิดทองแทนการหล่อดว้ ยขี้ผึง้ เป็นของถาวร แล้ว
ให้ทํากระจุบยอดเทียนด้วยตะกั่วสําหรับหยอดข้ีผึง้ และไส้เทียนลงไปสําหรับใช้จุดในวันแรก ส่วนวันอื่นๆ นั้นใช้น้ํามันเติม
ลงไปแทน เทียนพรรษาประเภทท่ีแกะสลักต้นเทียนจากไม้น้ีเรียกว่า “เทียนสลัก” ในรัชกาลปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอย่หู ัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเทียนพรรษาให้แก่วดั ตา่ งๆ ท่ัวประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ
และหัวเมืองรวมกวา่ ๖๐ วดั
พระราชพิธีทรงบําเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินเป็นพุทธศาสนพิธีอัน
ยิ่งใหญ่อีกพิธีหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชทรงให้ความสําญ
มาก เนื่องจากเป็นศาสนพิธีอันเนื่องกับพระวินัยบัญญัติเรื่องการถวายผ้านุ่งห่มสําหรับ
พระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนถือเป็นบุญกิริยาอันยิ่งใหญ่ท่ีปฏิบัติได้เพียงปีละหนึ่งครั้ง
เท่าน้ัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบําเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินเป็น
ประจําทุกปีมิเคยขาด เป็นการทรงพระอนุเคราะห์ให้หมู่สงฆ์ได้รับประโยชน์ในทางพระ
วินยั มีพระราชศรัทธาในการถวายผา้ พระกฐินท้ังในฐานะท่ีเป็นพระกฐินหลวง อันได้แก่
กฐินท่ีเสด็จพระราชดําเนินไปถวายยังพระอารามหลวงที่กําหนดไว้เป็นราชประเพณี
จํานวน ๑๖ พระอาราม เป็นพระราชพิธีทางการเรียกว่า “พระราชพิธีทรงบําเพ็ญพระ
ราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน” หรือในฐานะพระกฐินต้นอันเป็นพระกฐินท่ีเสด็จพระราช
ดําเนินไปถวายด้วยพระองค์เองในพระอารามหลวงหรือวัดราษฎร์ในท้องถิ่นต่างๆ เป็น
การส่วนพระองค์ และนอกจากน้ันยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ มี “กฐิน
พระราชทาน” คือพระราชทานผ้าพระกฐินและเคร่ืองบริขารพระกฐินให้พระราชวงศ์
คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรสมาคม หรือเอกชนที่มี
ศรัทธาขอพระราชทาน ให้นําไปถวายแก่พระอารามหลวงท่ัวราชอาณาจักร หรือแม้วัด
ไทยในต่างประเทศ
ธรรมะสว่ นพระองค์
พุทธศาสนสุภาษิตบทหน่ึงกล่าวไว้ว่า... สุกรํ
สาธนา สาธุ : ความดีอันคนดีทําง่าย มีความหมายถึง
คนดีมักทําความดีได้อย่างเป็นปกติวิสัยตัวอย่างเช่น ตื่น
เช้าเราตักบาตรและสวดมนต์ ทําให้ใจมีความสุข เกิด
ความยิ้มแย้มแจ่มใสไปทั้งวัน ออกไปทํางานด้วยความ
ซื่อสัตย์สุจริต ทําหน้าท่ีของตน ขยันและไม่เบียดเบียน
ใคร ขณะเดียวกันก็แบ่งปันความรู้ความสามารถหรือ
สนิ ทรพั ย์ทห่ี ามาได้สู่คนอ่ืนท่ีด้อยโอกาสกวา่ เรา ลักษณะ
เช่นน้ีคือความเป็นคนดีของสังคมซึ่งเป็นท่ีทราบกันดีว่า
ธรรมะบทนี้เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง
ยึดม่ันมาตลอด พระองค์ทรงทําให้พสกนิกรได้ทราบว่า
“การเปน็ คนสาํ คัญน้นั ดี แตเ่ ปน็ คนดสี าํ คญั กวา่ ”
จงึ มีคํากล่าวขานอีกมากมายถึงพระธรรมคําสอนในพระพทุ ธ
องค์ซึ่งกลายเป็นธรรมะท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ
หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น “ธรรมะส่วนพระองค์” ซ่ึงรวมอยู่ในพระ
อิริยาบถอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นปกตวิ ิสัย เช่น มโนปุพพังคมา ธัมมา
มโนเศรษฐา มโนมยา หมายถึง ใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธาน ทุกส่ิงทุก
อย่างสําเร็จได้ดว้ ยใจ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆป
ริณายกกล่าวถึงความหมายของพุทธศาสนสุภาษิตบทน้ีไว้ว่า “ใจที่
งดงามที่สุดคือใจที่ไกลกิเลสท่ีสุด ไกลท้ังความโลภ ไกลทั้งความโกรธ
ไกลท้ังความหลง ไกลอย่างสิ้นเชิงเด็ดขาด” พระบาทสมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจร่วมในพระธรรมคําสอนบทน้ี
ด้วยลักษณะของการ “ทําทุกอย่างดว้ ยใจ ไม่ใช่ทําตามใจ” คือการทํา
ด้วยใจที่ไกลจากกิเลส และไกลอยา่ งส้นิ เชิงเดด็ ขาดนั่นเอง
ทรงดำเนินควำมเปน็ พระพุทธองค์ตรัสว่า กัลยาณมิตร และ โยนิโสมนสิการ เป็น
กัลยำณมติ ร ที่สุดแห่งพรหมจรรย์ หมายถึง การครองชีวิตที่ประเสริฐบนเส้นทาง
แห่งอริยมรรค มีองค์แปดโดยมีจุดเร่ิมต้นคือ การมีสัมมาทิฐิ เห็นถูก
เห็นตรง เห็นชอบเป็นเบื้องต้นในพระไตรปิฎกได้บันทึกไว้ว่า ปัจจัยที่
ทาํ ให้เกิดสัมมาทิฐิมี ๒ ประการคอื
๑. ปรโตโฆสะ เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจาก
ภายนอก คือการรับฟังคําแนะนําส่ังสอน เล่าเรียน หาความรู้ สนทนา
ซกั ถาม ฟงั คําบอกเล่าชักจูงของผู้อ่ืน โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจาก
ผู้เป็นกลั ยาณมติ ร
๒. โยนิโสมนสิการ การใส่ใจถูก การพิจารณา การรู้จักคิด
เป็น คือพิจารณาอย่างแยบคายในใจ มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิด
พิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะส่ิงน้ันหรือปัญหาน้ันๆ ออก
ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพนั ธแ์ ห่งเหตปุ ัจจยั
หากพิจารณาจากสิ่งท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ ก็จะเห็นได้ว่าทรงดาํ เนินความเป็นกัลยาณมิตร
สู่พสกนิกรมาอย่างยาวนานทรงมีคุณสมบัติเพียบพร้อมท่ีจะส่ังสอน แนะนํา หรือช่วยบอกทางให้ผู้อื่นได้ดําเนินไปใน
ครรลองแห่งความถูกต้องและดีงาม
พระเมตตาคุณท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์จัดเป็นอัปปมัญญา คือไม่จํากัด
ขอบเขต ไม่เลือกชนช้ันวรรณะ ไม่ถือเขาถือเรา ไม่เลือกที่รักมักท่ีชัง ดังนั้น คนไทยท้ังแผ่นดินไม่ว่าจะเป็นชาวเขา
ชาวเมืองชาวพุทธ ชาวมุสลิมต่างก็รักในหลวง วาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายแห่งสายบุรี จังหวัดปัตตานี เป็นสักขีพยานที่ดใี น
เรื่องพระเมตตาคุณไม่จํากัดขอบเขตนี้ เขาเล่าว่าหลายปีมาแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาทอดพระเนตร
ความเป็นไปได้ในการสร้างอาคารก้ันนํ้าที่คลองน้ําจืดบ้านทุ่งเค็จ อําเภอสายบุรี วาเด็ง ปูเต๊ะ จึงไดเ้ ข้าเฝา้ ฯ ในหลวงเป็น
ครง้ั แรก
“ตอนน้ันผมทราบแล้วว่าเป็นในหลวง ทีแรกไม่กล้า
ยืนอยู่หลังๆ เพราะว่านุ่งโสร่งตัวเดียว ไม่ได้สวมเส้ือ แต่เม่ือได้
เข้าเฝ้าฯ ใกล้ๆ ในหลวงก็บอกว่า จะมาขุดคลองชลประทานให้
ได้ยินอย่างน้ัน ผมก็ดีใจมาก จึงคุยกันเยอะ ท่านถามว่าถ้าขุด
คลองสายทงุ่ เคจ็ นจี้ ะไปสน้ิ สดุ ลงทีต่ รงไหน ผมบอกทา่ นว่า คลอง
เส้นนี้มีท่ีดินติดเขตตําบลแป้น ทางเหนือขึ้นไปสุดที่อําเภอศรี
สาคร ในหลวงถามต่อว่าถ้าไปออกทะเลจะมีกี่เกาะ ผมก็ตอบ
ทา่ นไปวา่ มี ๔ เกาะ ท่านกช็ มว่าเกง่ สามารถจําทุกที่ท่ีผ่านไปได้
แล้วท่านก็เปิดดูแผนที่ท่ีนํามาด้วย แล้วบอกว่าผมรู้จริงไม่โกหก
ทุกส่ิงท่ีผมบอกมีอยู่ในแผนที่ของพระองค์แล้ว ...ในหลวงคุยกับ
ผมเป็นภาษามลายู ท่านพูดมลายูสําเนียงไทรบุรี คุยกันก็เข้าใจ
เลย พอเจอกันบ่อยๆ คุยกัน มีความเห็นตรงกัน ท่านก็เลยรับผม
เป็นพระสหาย ผมบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่บอกท่านไปทั้งหมด
เปน็ ความจรงิ พดู โกหกไม่ได้ จะเป็นบาป”
กำลำมสตู ร
เป็นหนทางเดยี วกบั สมัยท่อี งค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญานโดยการลงมือ
ปฏิบัติและทรงค้นคว้าด้วยพระองค์เองอย่างเพียรพยายามเป็นเวลาถึง ๖ ปีเต็ม การดําเนินรอยตามคําสอนในพระพุทธ
องค์ในเร่ือง กาลามสูตร คือการท่ีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้ “ทดลอง” ให้รู้แจ้งดว้ ยพระองค์เองในหลายๆ
เร่ืองที่จะช่วยให้ปัญหาของพสกนิกรได้คลี่คลายลงไป โดยใช้ปัญญาเข้าพิสูจน์ถึงคุณและโทษหรือทางแก้ของปัญหา
เหลา่ น้ันเพอื่ ใหเ้ กิด “ความเชื่อ” ทจี่ ะมุ่งม่นั แกไ้ ข
ผู้สื่อข่าวชาวต่างประเทศคนหนึ่งได้รายงานด้วยความประหลาดใจ ว่าพระตําหนักจิตรลดารโหฐานไม่มีส่ิง
หรูหราฟุ้งเฟ้อใดๆ ท่ีพระราชวังท่ัวโลกมักจะมีกัน เขาพบแต่แปลงนาทดลองปลูกข้าวและโครงการพระราชดําริต่างๆ
ผู้สื่อข่าวคนนี้จึงสรุปในรายงานว่า หมดสมัยแล้วที่กษัตริย์ยุคปัจจุบันจะเป็นมหาราชด้วยการกรีธาทัพยึดครองดินแดน
ของอริราชศัตรู ถ้ากษัตริย์สมัยน้ีต้องการจะเป็นมหาราชก็ต้องเอาอย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ของไทยทท่ี รงเปน็ มหาราชเพราะทรงประกาศสงครามกบั ความทุกข์ยากของพสกนิกรชาวไทย
อิทธบิ ำทส่ี
นอกเหนอื จากธรรมะส่วนพระองค์ทก่ี ล่าวมาแล้ว พุทธภาษิตสาํ คญั ท่ีสุดทีท่ ําให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นปราชญ์รู้
ธรรมในยุคปจั จุบัน คงจะเป็นความยดึ มัน่ ในอิทธิบาทสี่
พระพุทธองคต์ รสั ไว้ถึงอิทธิบาทสี่ ประกอบดว้ ย
ฉันทะ = ความสุข (การรู้ใจ ไม่ทําตามใจ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทํางานในฐานะพระราชาด้วยความรัก ความพอ
พระราชหฤทยั ทจี่ ะทาํ นุบาํ รุงสขุ แก่ประชาชนที่ทา่ นรัก
วิริยะ = ความเพียร ไม่ว่าจะไกลหรือยากลําบากเพียงใด แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังมีพระเมตตาเสด็จฯ ไปเยี่ยม
เยียนพสกนิกรของพระองคเ์ พื่อรับรูแ้ ละเขา้ ถงึ ปัญหาด้วยพระองคเ์ อง
จติ ตะ = ความตั้งมัน่ ใส่ใจในรายละเอียด พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั ทรงสนพระราชหฤทัยใส่ใจและตดิ ตามงานทท่ี รงกระทํา
อยู่ แมเ้ สด็จฯ กลับจากสถานที่น้นั แล้ว พระองค์ก็ยังคงคดิ หาทางแกป้ ญั หาหรอื หาทางออกให้พน้ื ท่ีนัน้ อยา่ งต่อเนอ่ื ง
วิมังสา = การประเมินโดยรอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นต้นแบบแห่งการเป็นนักจัดการความรู้ เพราะทรงจด
บันทึกสิ่งท่ีพบเห็นตลอดเวลามีท้ังที่พระองค์ทรงบันทึกเองและผู้อื่นบันทึกถวาย พระองค์จะนําบันทึกท้ังสองอย่างนี้มาประมวลและ
วเิ คราะหแ์ ยกแยะสาระสําคัญ เพ่อื ใหม้ องทางออกของปญั หาได้อย่างรอบดา้ น
ด้วยเหตุแห่งความกลมกลนื ของพระธรรมคําสอนกับพระมหากษตั รยิ อ์ งค์ปจั จุบนั แห่งอาณาจักรไทย จงึ เป็นส่วนสําคัญท่ีทําให้
พระพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้เกิดความสว่างเรืองรองมากย่ิงข้ึนในห้วงเวลาท่ีผ่านมาถึง ๒,๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัม
พุทธเจา้
บทส่งทำ้ ย
บทแรก ถึงบท ท่ีเจ็ด ของห นังสือ นี้เป็น ความพยายา มท่ีจะ บอก เ ล่าเรื่ องรา ว สู่ผู้อ่ านถึงเ หตุแห่ งควา มม่ันค งและ รุ่งเรื องขอ ง
พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ในประเทศไทย เป็นสิ่งจําเป็นที่จะต้องย้อนไปกล่าวถึงกําเนิดและวิวัฒนาการของพระพุทธศาสนาใน
ชมพูทวีปเสียก่อน เพอื่ ให้ผู้อ่านเข้าใจว่าพระพุทธศาสนามีกําเนิดและพฒั นามาได้อย่างไร ก่อนท่ีศาสนาน้ีจะได้รับการนําออกไปเผยแผ่นอก
ดนิ แดนชมพทู วีป และเจริญร่งุ เรืองขนึ้ ไดใ้ นประเทศไทยมาจนถงึ ปจั จบุ ัน
ภาพรวมภาพแรกท่ีผู้อ่านจะเห็นประจักษ์ได้ก็คือ พระพุทธศาสนานั้นมีชนในวรรณะกษัตริย์เป็นผู้อุปถัมภ์มาโดยตลอด นับต้ังแต่
วาระที่พระมหาบุรุษสิทธัตถะโคตมะยังมิได้ตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงพบพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ
ภายหลังจากที่พระมหาบุรุษเสด็จออกบรรพชา และได้เสด็จมาพักท่ีเชิงเขาปัณฑวะ ตําบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ซ่ึงในเวลาน้ันพระ
เจา้ พมิ พิสารยังมไิ ด้ราชาภิเษก พระองค์ทรงพระราชศรัทธาในบุคลิกลักษณะของพระมหาบุรุษมาก จึงทูลเชิญให้ครองราชสมบัติคร่ึงหน่ึงใน
แคว้นมคธ แต่พระมหาบุรุษทรงปฏิเสธ และตรัสบอกถึงความต้ังพระทัยของพระองค์ท่ีจะออกผนวชเพ่ือแสวงหาพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ
ญาณ พระเจ้าพมิ พิสารทรงอนุโมทนาในความต้ังพระทัยน้ัน และทูลขอต่อพระมหาบุรุษว่าเมอื่ ได้ตรัสรู้แล้วขอให้เสด็จกลับมาโปรดพระองค์
ดว้ ย ซ่งึ ภายหลังการตรสั รแู้ ล้วสมเด็จพระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ ได้ทรงปฏิบัตติ ามที่พระเจา้ พิมพสิ ารทูลขอ ได้เสด็จไปทรงแสดงธรรมเทศนาโปรด
พระเจ้าพิมพิสารและประชาชนทั้งปวง พระเจ้าพิมพิสารทรงบรรลุโสดาปัตติผลเป็นพระโสดาบัน และประกาศพระองค์เป็นผู้นับถือและ
อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ซ่ึงพระบรมราชูปถัมภ์ประการแรกของพระองค์คือ การทรงพระราชดําริถึงท่ีประทับอันเหมาะสมสําหรับ
พระพุทธเจ้าและพระสาวก จึงทรงถวายพระราชอุทยานเวฬุวันหรือป่าไผ่แด่พระพุทธเจ้าซ่ึงพระพุทธองค์ทรงรับไว้เป็นวัดแห่งแรกใน
พระพทุ ธศาสนา
ในบรรดามหาชนบททั้ง ๑๖ แคว้นใหญ่ และ ๕ แคว้นเล็ก
เม่ือคร้ังพุทธกาลนั้นมีพระราชาแห่ง ๔ แคว้นที่มีอานุภาพมากกว่า
พระมหากษัตริย์องค์อื่นๆ คือ พระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธ พระ
เจ้าปเสนทิโกศลแห่งแคว้นโกศล พระเจ้าจันฑปัชโชตแห่งแคว้นอวันตี
และพระเจ้าอุเทนแห่งแคว้นวัตสะ บรมกษัตริย์ท้ัง ๔ พระองค์น้ีได้แผ่
บารมีปกป้องคุ้มครองและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ให้
เจริญรุ่งเรือง พระราชาธิราชท้ัง ๔ พระองค์เป็นพุทธมามกะที่เคร่งครัด
จนตลอดรัชสมัย ต่างพระองค์มีบทบาทในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ไปยังแว่นแคว้นอ่ืนๆ ในชมพูทวีป จนพระมหากษัตริย์แห่งแว่นแคว้น
รองๆ ลงไปเช่น กษัตริย์ลิจฉวีแห่งแคว้นวัชชี และมัลลกษัตริย์แห่ง
แคว้นมัลละ ได้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาและปวารณาพระองค์เป็น
พุทธศาสนูปถัมภกเพ่ิมขึ้นด้วย นับเป็น ปรากฏการณ์สําคัญท่ี
พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า มี ช น ใ น ว ร ร ณ ะ ก ษั ต ริ ย์ เ ป็ น ผู้ อุ ป ถั ม ภ์ จ น ส า ม า ร ถ
ประดิษฐานลงได้อย่างมั่นคง และปรากฏการณ์น้ีจะปรากฏสืบต่อมาใน
ดินแดนทพ่ี ระพุทธศาสนาไดเ้ ผยแผ่ไปถงึ
ในยุคหลังพุทธปรินิพพานน้ันสถานะของพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปยังคงต้ังอยู่บนพ้ืนฐานของการได้รับการ
อุปถัมภ์จากพระมหากษัตริย์ ตราบเท่าที่ยังมีบรมกษัตริย์ท่ีศรัทธาในพระธรรมคําสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระพทุ ธศาสนาก็ยังคงมีความม่ันคงไพบูลย์อยู่ได้ในชมพูทวีป ดงั จะเห็นได้วา่ แม้สมเด็จพระบรมศาสดาจะเสด็จปรินิพพาน
ล่วงไปแล้วถึงกว่าสามศตวรรษพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งแคว้นมคธ (พ.ศ. ๒๗๐ - พ.ศ. ๓๑๑) ยังเป็นพระราชาธิราชผู้
อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้พระพุทธศาสนาอย่างมากมาย เช่น ทรงสร้างวัด วิหาร พระสถูป
เจดีย์ หลักศิลาจารึกแสดงการประดิษฐานพระพุทธศาสนา มหาวทิ ยาลยั สงฆน์ าลันทา ท้ังทรงสร้างส่ิงอันเป็นสาธารณูปโภค
ได้แก่ บ่อนํ้า ที่พักคนเดินทาง โรงพยาบาล และปลูกต้นไม้เพื่อให้ร่มเงา ตามหลักพุทธธรรม พระเจ้าอโศกมหาราชยังทรง
พระราชอุตสาหะเสด็จไปนมัสการสังเวชนียสถานทั้งส่ีแห่ง และทรงสถาปนาให้เป็นสถานที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชน
สืบมา ท้ังทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกท่ีทรงผนวชขณะท่ียังทรงครองราชย์อยู่ พระองค์ใช้หลักพุทธธรรมในการ
ปกครองราชอาณาจักรนอกจากนี้พระเจ้าอโศกมหาราชยังทรงส่งสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนท้ังเก้านอก
ชมพูทวีป และทรงอุปถัมภ์การสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งท่ีสาม ณ อโศการาม เมืองปาฏลีบุตร นับว่าพระองค์เป็นอัคร
ศาสนูปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ทาํ าใหท้ รงได้รับพระราชสมญั ญานาม “ธรรมาโศก” อันแปลวา่ อโศกผทู้ รงธรรม
ในยุคหลงั จากพระเจ้าอโศกมหาราชไปกวา่ สามศตวรรษ พระพทุ ธศาสนายังคงเจริญร่งุ เรอื งอย่ใู นชมพูทวีปภายใต้
พระบรมราชูปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์ดังจะเห็นได้ว่าพระเจ้ากนิษกะแห่งอาณาจักรกุษาณะ (พ.ศ. ๖๒๑ - พ.ศ. ๖๔๔)
พระองค์มีความเล่ือมใสในพระพุทธศาสนาฝา่ ยมหายานมากจนไดร้ ับขนานนามว่า “พระเจ้าอโศกพระองค์ที่สอง” ทรงแผ่
ขยายอาณาจักรกว้างไกลครอบคลุมแคว้นคันธาระ กัศมีระ สินธุ และมัธยประเทศ (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศอิหร่าน
อฟั กานิสถาน ปากสี ถาน เตริ ก์ เมนสิ ถาน และบางส่วนของอินเดยี ) ในรชั สมยั นีพ้ ระพทุ ธศาสนามหายานแผ่ไปสู่เอเชียกลาง
และจีนอย่างรวดเร็ว วรรณคดีภาษาสันสกฤตได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นแทนภาษาบาลี เกิดมีพระภิกษุผู้ทรงภูมิความรู้ใน
พระไตรปิฎกจํานวนมาก ทั้งยังเป็นยุคท่ีงานพุทธศิลป์แบบคันธาระเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด พระเจ้ากนิษกะทรงสร้างวัดวา
อาราม เจดียว์ หิ ารมากมายหลายแหง่
พระพุทธศาสนาในชมพูทวีปมีอันตอ้ งเสื่อมลง ดังท่ีมีนักวิชาการดา้ นพระพุทธศาสนาได้วิเคราะห์วา่ การเส่ือมของ
พระพทุ ธศาสนาในชมพทู วปี มาจากภัยคกุ คามทัง้ ภายในและภายนอกสถาบันพระพทุ ธศาสนาเอง
พระพุทธศาสนาได้ถูกทอดทิ้งลบเลือนหายไปจากความทรงจําของชาวอินเดียไปเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๘๐๐ ปี
จนกระทั่งรัฐบาลอาณานิคมอินเดียของอังกฤษให้ความสนใจท่ีจะดําเนินการสํารวจขุดค้นทางโบราณคดีและบูรณะ
บรรดาศาสนสถานท่เี กย่ี วขอ้ งกับสมเดจ็ พระสมั มาสมั พุทธเจา้ และพระพุทธศาสนาข้นึ อีกวาระหน่งึ
อยา่ งไรก็ตามการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาเถรวาทออกไปนอกดินแดนชมพทู วีป โดยเฉพาะท่ีเกาะศรีลังกาต้ังแต่รัชกาล
พระเจ้าอโศกมหาราชนั้นเป็นปัจจัยสําคัญท่ีทําให้พระพทุ ธศาสนานิกายนี้ออกไปรุ่งเรืองอยู่ได้นอกชมพูทวีปภายใต้อุปถัมภ์ของ
ชนช้ันกษัตริย์ นับต้ังแต่พระมหากษัตริย์ผู้ครองลังกาทวีปหลายพระองค์ ดังเช่น พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ (๓๐๗ – ๒๖๗ ปี
ก่อนคริสตกาล) พระมหากษัตริยผ์ ู้ครองนครอนุราธปุระ และเป็นพระมหากษตั ริย์ลังกาพระองค์แรกที่ประกาศพระองค์เป็นพุทธ
ศาสนูปถมั ภก พระเจ้าวัฏฏคามินอี ภัย (๑๖๑ - ๑๓๗ ปีก่อนครสิ ตกาล) พระเจ้าวิชัยพาหุท่ี ๑(พ.ศ. ๑๕๙๘ - พ.ศ. ๑๖๕๓) และ
พระเจา้ ปรากรมพาหทุ ่ี ๑ (พ.ศ. ๑๖๙๗ - พ.ศ. ๑๗๓๐) พระมหากษตั รยิ ผ์ คู้ รองลงั กาทวปี เหลา่ นี้มบี ทบาทสาํ คัญในการอุปถัมภ์
พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท โดยเฉพาะการสร้างคัมภีร์พระไตรปิฎกเพ่ือบันทึกพระพทุ ธวจนะให้เป็นลายลักษณ์อักษร การสืบ
ต่อคณะสงฆ์โดยอุปสมบทกุลบุตรชาวลังกาเป็นพระสงฆ์สามเณร การสร้างวัดวาอารามและสถูปเจดีย์ รวมทั้งการกําหนด
ประเพณีพิธีกรรมต่างๆ ทางพระพุทธศาสนา และท่ีสําคัญยิ่งไปกว่าน้ัน การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทของ
พระมหากษตั ริย์แหง่ ลงั กาทวปี จนเจรญิ รุ่งเรอื งข้ึนมาได้อีกครั้งในทวีปแห่งนัน้ เป็นประดุจ “ต้นทาง” ในการเตรียมความพร้อม
ให้พระพทุ ธศาสนาเถรวาทท่ีจะเดินทางต่อไปเจริญรุ่งเรืองเป็นศาสนาหลักของดินแดนโพ้นทะเลอีกดินแดนหนง่ึ นั่นคือดินแดน
ภาคพืน้ ทวีปของเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ อันมีประเทศไทยรวมอยู่ดว้ ย
พระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายานจากดินแดนชมพูทวีปและลังกาทวีปได้รับการนํามาเผยแผ่ในรัฐภาคพื้นทวีป
ของเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ต้ังแต่ในยุคต้นประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองทั้งหลายในภูมิภาคน้ี โดยเร่ิมต้นจากพ้นื ท่ีทางตะวนั ตก
ของภาคพื้นทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือพ้ืนที่ลุ่มแม่น้ําอิระวดีอันเป็นดินแดนของชาวพยู มอญ และพม่า ต้ังแต่ประมาณ
พุทธศตวรรษท่ี ๗ได้กลายเป็นดนิ แดนที่พระพทุ ธศาสนาเถรวาทเจริญรงุ่ เรอื งขึน้ เป็นครงั้ แรกในขณะท่ี
พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเข้าไปเจริญรุ่งเรืองอยู่ในลุ่มแม่นํ้าเจ้าพระยา ในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยปัจจุบัน
ในอาณาจักรของชาวเขมรในลุ่มแม่น้ําโขงตอนล่าง หรือแม้แต่ในอาณาจักรจามปาทางตอนกลางของประเทศเวียดนาม
ปัจจุบัน และปรากฏหลักฐานว่าพระพุทธศาสนาท้ังสองนิกายได้รับการอุปถัมภ์ด้วยดีจากบรรดาพระมหากษัตริย์
ผ้ปู กครองบ้านเมืองบนภาคพื้นทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นพระมหากษัตริย์แห่งรัฐศรีเกษตรในลุ่มแม่นํ้าอิระวดี
รัฐทวารวดีในลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยา กษัตริย์แห่งจามปาในเวียดนามตอนกลาง พระเจ้าอโนรธาแห่งพุกาม หรือแม้แต่พระ
เจ้าชัยวรมันที่ ๗ แหง่ อาณาจักรกัมพูชา บรรดาพระมหากษตั ริย์เหล่านี้ล้วนประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก สร้าง
ความเป็นปึกแผ่นมั่นคงและรุ่งเรืองให้พระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ท้ังสองนิกายบนภาคพื้นทวีปของเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้
เมื่อถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ อันเป็นยุคที่คนไทยเริ่มรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นและก่อต้ังบ้านเมืองข้ึนในพ้ืนท่ีต่างๆ
ของดินแดนที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันจะเกิดปรากฏการณ์ที่เหมือนกันในกลุ่มบ้านเมืองของคนไทย น่ันคือการมีศรัทธา
น้อมรับเอาพระพุทธศาสนาเถรวาทมาเป็นแก่นความเช่ือหลัก และพระพุทธศาสนาเถรวาทก็ค่อยๆ ประดิษฐานลงอย่าง
มั่นคงบนรัฐของคนไทยทุกรัฐ ภายใต้การอุปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์ไทยแห่งประชาคมรัฐนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นสุโขทัย
ล้านนากรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ซ่ึงจะเห็นไดว้ ่าพระมหากษตั ริย์ไทย
ทุกยุคสมัยทรงสืบต่อธรรมเนียมการประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกเฉกเช่นพระมหากษัตริย์ในอินเดียและลังกา
โบราณรวมถงึ พระมหากษัตริยใ์ นราชอาณาจักรนอ้ ยใหญ่บนภาคพืน้ ทวปี ของเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้
หากจะถามวา่ เหตุใดพระพทุ ธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์จึงสามารถประดษิ ฐานลงไดอ้ ย่างมั่นคงในประเทศไทย พร้อม
ท้ังมีความเจริญรุ่งเรืองและเป็นที่เคารพศรัทธาในหมู่มหาชนชาวไทยสืบเน่ืองมาโดยไม่ขาดสายน้ันหากจะให้คําตอบโดย
เน้นแต่เพียงบทบาทของพระมหากษัตริย์ไทยในการอุปถัมภ์บํารุงพระพุทธศาสนา ก็จักเป็นสิ่งที่ไม่ตรงตามข้อเท็จจริงที่
เกดิ ขึ้นในประวตั ศิ าสตร์อนั ยาวนาน จงึ อาจใหค้ ําตอบโดยการสรุปเป็นประเด็นสาํ คัญดังตอ่ ไปน้ี
ประการแรก การท่ีจะพิจารณาความรุ่งเรืองไพบูลย์ของพระพุทธศาสนาเถรวาทเฉพาะในประเทศไทยเพียง
ประเทศเดียวไม่สามารถทําให้เราเห็นภาพรวมและเข้าใจเหตปุ ัจจัยท่ีประสงค์ได้ ข้อเท็จจริงสําคัญทางประวัติศาสตร์ที่พึง
ยอมรบั คือ คนไทยและประเทศไทยมิได้เป็นประชากรของภูมิภาคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใตแ้ ตเ่ พียงกลุ่มเดียวที่ยอมรับนับถือ
พระพุทธศาสนาเถรวาท หากยังมีชนพื้นเมืองบนภาคพ้ืนทวีปของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกหลายเผ่าพันธุ์ท่ีมีศรัทธารับ
เอาพระพุทธศาสนานิกายน้ีไปเป็นความเชื่อหลักในประชาคมของตนเช่นกันดังเราจะเห็นได้ว่าบนภาคพ้ืนทวีปของเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้น้ัน เว้นเสียแต่ชาวเวียดนามซ่ึงนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานแบบจีนร่วมกับลัทธิเต๋าและขงจ๊ือ
บรรดาชนพ้ืนเมืองท่ีประสบความสําเร็จในการรวมกลุ่มประชาคมเป็นบ้านเมืองและรัฐได้นั้น ล้วนแล้วแต่ยอมรับนับถือ
พระพุทธศาสนาเถรวาทท้ังสิ้นแม้จะปรากฏการนับถือลัทธิบูชาวิญญาณธรรมชาติ ศาสนาพราหมณ์ฮินดูหรือ
พระพุทธศาสนามหายานมาในสมัยแรกๆ ของการก่อต้ังบ้านเมืองก็ตาม แต่ในท้ายท่ีสุดแล้ว พระพุทธศาสนาเถรวาทได้
ประสบความสาํ เรจ็ สูงสุดเหนือศาสนาและคตคิ วามเชือ่ อ่นื ๆ จนกระทัง่ ดินแดนภาคพน้ื ทวปี ของเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตน้ ับ
ต้ังแตพ่ ุทธศตวรรษท่ี ๑๘ เป็นต้นมาน้นั เป็นดินแดนแห่งพระพุทธศาสนาเถรวาท
ประการทส่ี อง หากพจิ ารณาเฉพาะในพืน้ ที่ของดนิ แดนอนั เปน็ ประเทศไทยปัจจบุ ันจะพบวา่ ผู้คนทไ่ี ด้อาศัยอยู่บนดินแดน
น้มี ีการยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักรว่ มกับศาสนาพราหมณ์ฮินดูมาอย่างน้อยตั้งแต่พุทธศตวรรษท่ี ๑๒ ก่อนหน้า
การเข้ามาของคนไทยและการกอ่ ต้งั ประชาคมรฐั ของคนไทยในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ แมจ้ ะเป็นพระพทุ ธศาสนาฝ่ายมหายานหรือฝ่าย
เถรวาทนิกายท่ีแตกต่างไปจากลังกาวงศ์ ดังเช่นการนับถือพระพุทธศาสนาท้ังฝ่ายมหายานและเถรวาทของกษัตริย์และผู้คนในรัฐ
ทวารวดีในลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาหรือการนับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบมอญของนครหริภุญไชย นอกจากน้ันยังมีปรากฏการณ์
ของการท่ีพระพุทธศาสนามหายานจากอาณาจกั รกัมพูชาในบางยุคสมยั เขา้ มาเจริญรงุ่ เรืองอยู่ในเขตแดนท่ีเป็นประเทศไทยปัจจุบัน
โดยเฉพาะในรชั สมัยพระเจ้าชัยวรมนั ที่ ๗ ซึง่ พระองคท์ รงศรัทธายิ่งในพระพุทธศาสนามหายานนิกายวชั รยาน
การท่ีพระพุทธศาสนาได้หย่ังรากลึกลงในศรทั ธาของผู้คนบนแผ่นดินน้ีตั้งแต่ก่อนการเข้ามาของคนไทยนั้นทําให้ “อารย
ธรรมพุทธศาสนา” อันหมายถึงวัฒนธรรมต่างๆ ที่อยู่บนพื้นฐานของการนับถือพระพุทธศาสนาได้จําเริญรุ่งเรืองอยู่ในดินแดน
ประเทศไทยปัจจุบนั มานานหลายศตวรรษ พระสัทธรรมและคติความเชอื่ ตา่ งๆ ในพระพุทธศาสนาไดบ้ รู ณาการสงั คมและวัฒนธรรม
ของผู้คนพื้นเมอื งในดินแดนท่ีเป็นประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งอาจกล่าวได้อกี นัยหนึ่งว่าคนไทยน้ันเข้ามาต้ังถ่ินฐานและสร้างบ้านแปง
เมืองข้ึนบนดินแดนที่อารยธรรมพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอยู่มาเกือบพันปีแล้ว จึงหาได้เป็นเร่อื งแปลกประหลาดอันใดไม่ท่ีคน
ไทยกล่มุ ตา่ งๆ จะสามารถสรา้ งศรทั ธาและยอมรับเอาพระพทุ ธศาสนามาเป็นระบบความเชอ่ื หลกั สําหรับนําจติ วิญญาณของตนและ
สามารถต่อยอดความศรัทธาในพระพทุ ธศาสนาไปไดถ้ งึ การยอมรบั เอาพระพทุ ธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศเ์ ข้ามาในพทุ ธศตวรรษ
ที่ ๑๙ เพ่ือบูรณาการอารยธรรมพระพทุ ธศาสนาทมี่ ีอยแู่ ต่เดมิ ใหเ้ ป็นอารยธรรมทจ่ี ะก่อเกิดประโยชนอ์ ันสงู สุดแก่ประชาคมคนไทย
ประการที่สาม ประชาคมของคนไทยตั้งแต่พุทธศตวรรษท่ี ๑๙ เป็นต้นมามีพัฒนาการของการทําให้
พระพทุ ธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์มีความเข้มแข็งจนเป็น “สถาบันทางสังคม” ท่ีเป็นหลักสําคัญของสังคมได้ จะเห็น
ไดต้ ั้งแตร่ ะดบั ชนช้นั ปกครองคอื พระมหากษัตรยิ ์ พระราชวงศ์ และขุนนาง ตั้งแตใ่ นสมยั อาณาจักร
สุโขทัยและอยุธยา ไดย้ กระดับฐานะของพระพทุ ธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ให้กลายเป็นสถาบันทางสังคมท่ี
เรียกขานกันด้วยคําว่า “พุทธจักร” อันมีองค์ประกอบสําคัญคือ ศาสนธรรมและคณะสงฆ์ท่ีได้รับการจัดระเบียบการ
ปกครองอย่างชดั เจน มอี าํ นาจหน้าท่ีครอบคลุมตลอดทั้งราชอาณาจักร พุทธจักรนั้นความเป็นสถาบันทางการเมืองท่ีอยู่คู่
กับ “อาณาจักร” คือฝ่ายอาํ นาจรัฐอนั มีพระมหากษตั รยิ ์เป็นประธาน
จงึ เท่ากับวา่ พระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยนั้นมีความม่ันคงเป็นเอกภาพในฐานะสถาบันหลักทางสังคม
ที่มีบทบาทในทางการเมืองการปกครองบ้านเมืองดว้ ย และโดยเฉพาะอย่างย่ิงในพทุ ธศตวรรษที่ ๒๕ เมื่อพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกย่องให้พระพุทธศาสนาเป็นหน่ึงในสถาบันหลักทั้งสาม อันได้แก่ ชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ อันเป็นสามสถาบันหลักท่ีเป็นอุดมการณ์อันสูงสุดของความเป็นราชอาณาจักรไทยซง่ึ ยังเป็นที่ยึดมั่นสืบ
มาจนปัจจุบัน
ความเป็นสถาบันหลักทางสังคมที่ม่ันคงของพระพุทธศาสนาเถรวาทมิไดม้ ีความสําคัญเฉพาะแต่เพียงกับชนชั้น
ปกครองและระบบการเมืองการปกครองของไทยเท่านั้น สถาบันพระพุทธศาสนายังเป็นหลักให้แก่วิถีชีวิตของผู้คนใน
สังคมไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะเป็นเคร่ืองกําหนดกรอบความประพฤติและศีลธรรมจรรยาของผู้คนในสังคมไทย อัน
ได้แก่ จารีตประเพณี ขนบธรรมเนียมพธิ ีกรรม ไปจนกระทั่งถึงค่านิยมต่างๆ ในสังคม อันประมวลรวมเข้าเป็น “วถิ ีไทย”
อยู่จนถึงปัจจุบัน ซ่ึงเราจะเห็นได้ว่าวิถีชีวิตของคนไทยนั้น ต้ังแต่แรกเกิดจนถึงตายล้วนมีข้ันตอนของชีวิตท่ีผูกพันกับ
พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ในระหว่างการใช้ชีวิตน้ันหากเกิดความทุกข์ระทมท้อแท้ก็หันเข้าหาวัดและธรรมะใน
พระพุทธศาสนาเป็นท้ังส่ิงปลอบประโลมใจและกําลังใจได้ นอกจากน้ันจะเห็นว่าวัดและพระสงฆ์มีความเป็นศูนย์กลาง
ชุมชนมาตั้งแตส่ มัยโบราณ กิจกรรมทางสังคมต่างๆ เช่นงานนักขัตฤกษ์และเทศกาลสําคัญจะมีการทําบุญสร้างกุศลตาม
คตทิ างพระพทุ ธศาสนาเป็นองค์ประกอบหลัก หรือแม้แต่การศึกษาเล่าเรียนของกุลบุตรไทยในสมัยโบราณก็ล้วนมีวดั เป็น
ศูนย์กลางการประกอบกิจกรรมเหล่าน้ันแม้ว่าในยุคปัจจุบันการเติบโตของสังคมเมืองใหญ่ท่ีรับเอาวัฒนธรรมแบบสากล
เข้ามาเป็นกรอบการใช้ชีวิตใหม่แทนท่ีพระพุทธศาสนาจะปรากฏให้เห็นในพื้นที่หลายแห่งทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะใน
กรุงเทพมหานครยุคปัจจุบัน ทําให้คนไทยในสังคมเมืองใหญ่เหล่าน้ันมีชีวิตท่ีห่างเหินจากวัดและพระสงฆ์มากข้ึน แต่ใน
สังคมชนบทหรอื สังคมนอกเมืองใหญเ่ ราจะยงั ได้พบเห็นวถิ ไี ทยทยี่ ังผูกพันกับพระพุทธศาสนาอยา่ งแนบแน่น
ประการทส่ี ่ี ข้อเทจ็ จรงิ สําคัญข้อหนึ่งที่ไมอ่ าจปฏเิ สธไดค้ ือ พระมหากษตั ริย์ไทยทุกยุคสมัยมีบทบาทในการสร้าง
ความเจริญรุ่งเรืองให้แก่พระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย และเหตุที่พระมหากษัตริย์ทรงประสบความสําเร็จใน
บทบาทความเป็น “พุทธศาสนูปถัมภก” สืบมาทุกยุคสมัยนี้ ประการสําคัญคือการท่ีพระมหากษัตริย์ไทยมีการสืบราช
สันตติวงศ์มาโดยไม่ขาดสายในประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า ๗๐๐ ปีของไทย แม้ในบางช่วงบางตอนจะเกิดความผัน
ผวนทางการเมืองอันนําไปสู่การทํารัฐประหารและเปล่ียนราชวงศ์ขึ้น พระมหากษัตริย์ผู้สถาปนาราชวงศ์ใหม่ยิ่งต้องทรง
สร้างสิทธิธรรมทางการเมืองให้เป็นท่ียอมรับของอาณาประชาราษฎร์ให้ได้โดยเร่งดว่ น และหนึ่งในกระบวนการสร้างสิทธิ
ธรรมทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ไทยคือการแสดงออกถึงความเป็นผู้มีบุญบารมีด้วยการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา
และคณะสงฆ์ ซึง่ แสดงออกเปน็ รปู ธรรมได้ดว้ ยการสถาปนาถาวรวัตถุต่างๆ ไว้ในพระพทุ ธศาสนา
นอกจากน้ันการท่ีพระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทของความเป็นผู้นําสูงสุดในสังคมไทยมาตั้งแต่โบราณกาลยังมี
ส่วนสําคัญท่ีทําให้พระพุทธศาสนาเถรวาทได้รับการถ่ายทอดไปยังอาณาประชาราษฎร์ในราชอาณาจักรได้อย่าง
กว้างขวางเพราะพระมหากษัตริยใ์ นฐานะผู้นาํ สังคมนั้นมนี โยบายในการสง่ั สอนเผยแผ่ธรรมะและแนวทางปฏิบัติตามหลัก
พระพุทธศาสนาแก่ราษฎรมาโดยตลอด
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร รัชกาลปัจจุบัน ก็ทรง
รักษาธรรมเนียมน้ีสืบมาโดยเคร่งครัด ต้ังแต่วาระแรกที่ทรงรับบรมราชาภิเษกที่ทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐานจะทรง
ปกครองแผ่นดินโดยธรรม มาจวบจนปัจจุบันกาล พระราชจริยานุวัตรของพระองค์ดําเนินไปอย่างสัปปุริสชนผู้มีพระ
ธรรมของสมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจ้าเป็นกรอบและแนวทางการดําเนินชีวิต ทรงใช้หลักธรรมทางพระพทุ ธศาสนาเป็น
เคร่ืองกํากับการประพฤติพระองค์ในฐานะพระประมุขของรัฐ และที่สําคัญยิ่งคือการทรงประยุกต์หลักธรรมใน
พระพทุ ธศาสนามาใช้ในการพระราชทานพระบรมราโชวาทส่ังสอนและเตือนสติประชาชนชาวไทย จึงไม่เป็นสิ่งเกินเลย
ไปแต่อย่างใดหากจะกล่าวว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกยุคสมัยมีบทบาทสําคัญต่อการดํารงอยู่ของพระพุทธศาสนาเถร
วาทในประเทศไทย ตราบเท่าท่ีสถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงดํารงอยู่และองค์พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นผ้รู ู้และปฏิบัติ
ธรรม ทั้งทรงนําศาสนธรรมในพระพทุ ธศาสนามาเผยแผส่ ั่งสอนประชาชนชาวไทย ร่วมกับการทรงรับพระราชภาระใน
การอุปถมั ภบ์ ํารุงพระพุทธศาสนาเถรวาทในวิถที างอน่ื ๆ แลว้ พระพทุ ธศาสนาเถรวาทจะยังคงดํารงความรุ่งเรืองไพบูลย์
อย่ใู นราชอาณาจักรไทยไปได้ตราบนานเท่านาน
ในท้ายที่สุดของหนังสือ “พระมหากษัตริย์ไทยกับพระพุทธศาสนา” น้ี ข้อสรุปที่จะพึงท้ิงท้ายไว้ ณ ท่ีนี้คือ
ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน “ประเทศอันควร” ท่ีดีพร้อมและเหมาะสมย่ิงแก่การประดิษฐานและสืบอายุพระพุทธศาสนาเถร
วาทแตอ่ ย่างไรก็ดี การทปี่ ระชากรไทยกวา่ ร้อยละ ๙๐ เป็นพทุ ธศาสนกิ ชนการมวี ัดกวา่ ๔๐,๐๐๐ วัดท่ัวประเทศ และการมี
พระสงฆ์กว่า ๒๐๐,๐๐๐ รูป ทั่วราชอาณาจักรนั้น อาจไม่ใช่เครื่องชี้วัดได้เสมอไปว่าพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศ
ไทยมคี วามรงุ่ เรอื งไพบูลย์สงู สดุ ในบรรดาประเทศทีน่ บั ถือพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นศาสนาประจาํ รัฐ แตพ่ ระพทุ ธศาสนา
เถรวาทในประเทศไทยมีความพิเศษอนั เปน็ ขอ้ ได้เปรียบพระพทุ ธศาสนาในประเทศเพื่อนบ้านหรือแม้พระพทุ ธศาสนาในศรี
ลังกาอันเป็นต้นทาง ตรงที่พระพทุ ธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยนั้นยังอยู่ภายใต้อุปถัมภ์ของพระมหากษตั ริย์ ซง่ึ ยังดํารง
สถานภาพพระประมขุ ของรัฐ เป็นข้อได้เปรียบอันสามารถเทียบเคียงได้เสมอสถานะของพระพทุ ธศาสนาในชมพูทวีปในยุค
ท่ียังมีพุทธกษัตริย์ทรงอํานาจอยู่ พระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยยังมีสถานภาพเป็นสถาบันหลักของบ้านเมืองซ่ึง
สถานะอันพิเศษเหล่านี้เป็นหลักประกันอันดีให้กับการดํารงคงอยู่และการสืบอายุของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย แต่
กระนั้นก็ตาม ภายใต้เง่ือนไขความเปล่ียนแปลงของสังคมไทยไปตามกระแสโลกาภิวตั น์ท่ีกระตุ้นให้ประชากรไทยยุคใหม่มี
ความเป็น “ปัจเจกชน” ผู้นึกถึงประโยชน์เฉพาะหน้าในส่วนตนมากข้ึนทุกขณะ และบ่อยคร้ังที่ความเป็นปัจเจกชนน้ี
นําไปสู่การตั้งคําถามต่างๆ ต่อสถานะของพระพุทธศาสนา ความเที่ยงแท้ของพระสัทธรรม และสถานะของพระสงฆ์ใน
ประเทศไทย
จึงเป็นส่ิงที่พงึ จับตามองต่อไปในอนาคตวา่ ประชากรไทยยุคใหม่จะพึงเห็นคุณค่าและสามารถธํารงรักษาความ
เป็นไทยภายใต้ “อารยธรรมพระพุทธศาสนา” ซง่ึ พระมหากษัตริย์และบรรพชนไทยทุกยุคสมัยมีศรัทธาสร้างสรรค์ไว้สืบ
ต่อไปได้หรือไม่และอย่างไร เพราะพระสัทธรรมในพระพุทธศาสนาน้ันถึงอย่างไรก็มีคุณวิเศษประการหน่ึงในตัวอยู่แล้ว
คือมีความเท่ียงแท้เป็น“อกาลิโก” ที่ยืนยงคงอยู่ได้โดยไม่จํากัดกาล แม้จะมีความเปล่ียนแปลงอยู่เสมอในสังคมไทย อัน
เกิดจากความไม่เท่ียงของสรรพสง่ิ ท้ังหลายที่เราไมอ่ าจปฏิเสธหรอื หยุดยัง้ ไมใ่ หเ้ กดิ ขึน้ ได้
รชั กาลท่ี 10 กับพระพทุ ธศาสนา
"แต่เดมิ มาขา้ พเจ้าได้มีจิตรศรทั ธาเลื่อมใส และระลึกถงึ พระรัตนตรัยเปน็ สรณะด้วยวิธนี น้ั ๆ อยแู่ ลว้ ฉะนั้น บัดน้ี
ข้าพเจา้ ได้เถลิงถวลั ยราชสมบตั ิ บรมราชาภิเษก แลว้ จึงขอมอบตัวแด่พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงั ฆเจา้ กับ
ไดร้ ับการจัดการให้ความคมุ้ ครองรักษาพระพทุ ธศาสนาโดยชอบธรรมตลอดไป ข้าแตพ่ ระสงฆผ์ ู้เจรญิ ขอพระสงฆจ์ งจํา
ไว้ดว้ ยดีวา่ ขา้ พเจา้ เปน็ พุทธศาสนูปถัมภกเถดิ "
ในยุคสมัยของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ วั รัชกาลที่ 10
ซ่ึงทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงอุปถัมภ์และคุ้มครอง
พระพุทธศาสนา รวมทั้งทรงทานุบารุงสังฆมณฑล ให้เจริญมั่นคงตามแบบแผนอัน
เรยี บรอ้ ยตลอดมา จงึ ไดม้ กี ารบญั ญัติพระราชบัญญตั คิ ณะสงฆ์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2561 เพ่อื
เป็นการสืบทอดและธารงรักษาไว้ซึ่งพระราชอานาจตามโบราณราชประเพณี โดย
พระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้แกไ้ ข มาตรา 12 แหง่ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.
2535 เป็นกาหนดให้มหาเถรสมาคม ประกอบด้วย สมเด็จพระสังฆราชทรงดารงตาแหน่ง
ประธานกรรมการโดยตาแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 20 รูป ซ่ึงพระมหากษัตริย์ทรง
แต่งต้ัง อยใู่ นตาแหน่งคราวละ 2 ปี โดยมีนายกรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการ และ
ใช้เร่อื ยมาจนปัจจุบนั