The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 225จิรวรรณ จันทาสี, 2024-02-08 07:57:37

เล่มวิจัย RAFT

เล่มวิจัย RAFT

นางสาวจิรวรรณ จันทาสี โรงเรียนกุมภวาปี อำ เภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี โดย สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ก การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงควาคิดเห็น โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จิรวรรณ จันทาสี งานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา ๒๕๖๖


ข การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงควาคิดเห็น โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จิรวรรณ จันทาสี งานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา ๒๕๖๖


ค ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงควาคิดเห็น โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัย นางสาวจิรวรรณ จันทาสี อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์สุพรรษา ภักตรนิกร ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ปีการศึกษา ๒๕๖๖ บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชา ภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยการใช้เทคนิค กระบวนการ RAFT ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านการ เรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยการใช้ เทคนิคกระบวนการ RAFT ระหว่างก่อนและหลังการจัดการสอนโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ จำนวน ๓๖ คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการเขียนแสดงแสดงความคิดเห็น จำนวน ๕ แผน และแบบทดสอบที่ใช้ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน ๑๑ ข้อ แบ่งเป็น ๒ ตอน ปรนัย ๑๐ ข้อ อัตนัย ๑ ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย เลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ One Group Pretest – Posttest Design ผลการวิจัยปรากฏว่า ๑. แสดงให้เห็นว่าผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียน แสดงความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ที่จัดการเรียนรู้ โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT จำนวน ๓๖ คน ประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๓.๗/๘๕.๙๗ มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ E๑/E๒ = ๘๐/๘๐ และ ๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ที่จัดการเรียนรู้ โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT จำนวน ๓๖ คน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน คิดเป็นค่าเฉลี่ยร้อยละ ๘๖.๓๙ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือร้อยละ ๘๐ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ๐.๐๕


4 กิตติกรรมประกาศ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงควาคิดเห็นใช้เทคนิค กระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ในครั้งนี้ สามารถสำเร็จลุล่วงได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างดีจาก อาจารย์สุพรรษา ภักตรนิกร อาจารย์นิเทศ ที่กรุณาให้คำปรึกษา แนะนำ และตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ อย่างละเอียดจน ครบถ้วนสมบูรณ์ ตลอดจนให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่งเสมอมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณา และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ นางสาวจุฑามาศ แก้วอินทร์ครูพี่เลี้ยง ที่กรุณาดูแล ให้คำปรึกษา ตลอดจนให้คำแนะนำ ติชมต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัย และการปฏิบัติหน้าที่การสอน นางฉวีวรรณ เหล่าเรือง และนางสาวพาณิภัค ชนเวียน ตำแหน่ง ครู สาขาวิชาภาษาไทย ที่กรุณาตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ตลอดจนคณะครูภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานีทุกท่าน ที่ช่วยให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อการทำวิจัยครั้งนี้อย่างดียิ่ง ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหารและคณะครู โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเก็บรวบรวมข้อมูล และการทดลองใช้เครื่องมือวิจัย รวมถึงนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรียนกุมภวาปี ที่ให้ความร่วมมือในการศึกษาวิจัย ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่คอยดูแลและให้การสนับสนุนในการวิจัยครั้งนี้ ทั้งให้ ความช่วยเหลือในด้านทุนทรัพย์ ขอเสนอแนะด้านต่าง ๆ ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้และมีส่วนช่วย การศึกษาวิจัย ครั้งนี้ลุล่วงไปด้วยดี จิรวรรณ จันทาสี ข


ค สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ......................................................................................................................................... ก กิตติกรรมประกาศ.......................................................................................................................... ข สารบัญ........................................................................................................................................... ค บทที่ ๑ บทนำ………………………………………………………………………………………………………….. ๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา……………………………………………………………… ๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์ของการวิจัย………………………………………………………………………………….. ๔ ๑.๓ ขอบเขตของการวิจัย……………………………………………………………………........................ ๕ ๑.๔ สมมติฐานการวิจัย……………………………………………………………………………………………. ๖ ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะ……………………………………………………………………………………………… ๖ ๑.๖ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ………………………………………………………………………………… ๗ บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง……………………………………………………………………….. ๘ ๒.๑ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ……………………………….. ๙ ๒.๑.๑ หลักการของหลักสูตร........................................................................................ ๙ ๒.๑.๒ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร................................................................................... ๘ ๒.๑.๓ สาระมาตรฐานการเรียนรู้……………………………………………………………………….. ๑๐ ๒.๑.๔ คุณภาพของผู้เรียน………………………………………………………………………………… ๑๑ ๒.๑.๕ มาตรฐานและตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒……………………………………………….. ๑๔ ๒.๒ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเขียนแสดงความคิดเห็น…………………………………………….. ๑๘ ๒.๒.๑ ความสำคัญของการเขียน……………………………………………………………………... ๑๘ ๒.๒.๒ องค์ประกอบของการเขียน…………………………..……………………………………….. ๑๙ ๒.๒.๓ ประเภทของการเขียน..................................................................................... ๒๐ ๒.๒.๔ ความหมายของการเขียนแสดงความคิดเห็น................................................... ๒๒ ๒.๒.๕ บทความแสดงความคิดเห็น............................................................................. ๒๓ ๒.๓ เทคนิคกระบวนการ RAFT........................................................................................... ๒๔ ๒.๓.๑ ที่มาและความหมายของเทคนิคกระบวนการ RAFT........................................ ๒๔ ๒.๓.๒ องค์ประกอบของเทคนิคกระบวนการ RAFT................................................... ๒๕ ๒.๓.๓ ขั้นตอนการสอนเขียนตามเทคนิคกระบวนการ RAFT………………………………. ๒๗ ๒.๔ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน................................................................................................ ๒๙ ๒.๔.๑ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน........................................................... ๒๙ ๒.๔.๒ องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน......................................... ๒๙ ๒.๔.๓ เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย................................................. ๓๐


ง สารบัญ (ต่อ) ๒.๔.๔วัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาไทย............. ๓๑ ๒.๒.๕ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน………………………………………. ๓๒ ๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๓๓ ๒.๕.๑ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเขียนแสดงความคิดเห็น......................................... ๓๓ ๒.๕.๒ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเทคนิคกระบวนการ RAFT…………………………………………………… ๓๖ ๒.๖ กรอบแนวคิดของการวิจัย.................................................................................... ๓๗ บทที่ ๓ วิธีดำเนินการวิจัย………………………………………………………………………………………….. ๓๙ ๓.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง………………………………………………………………………………… ๓๙ ๓.๒ แบบแผนการวิจัย……………………………………………………………………………………………… ๓๙ ๓.๓ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย……………………………………………………………………………………. ๔๐ ๓.๔ การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ…………………………………………………………. ๔๐ ๓.๕ การเก็บรวบรวมข้อมูล………………………………………………………………………………………. ๔๕ ๓.๖ การวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………………………… ๔๖ ๓.๗ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………… ๔๗ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................... ๕๑ ๔.๑ ลำดับขั้นตอนการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................... ๕๑ ๔.๒ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................... ๕๑ บทที่ ๕ สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ....................................................................... ๕๘ ๕.๑ วัตถุประสงค์ของการวิจัย............................................................................................... ๕๘ ๕.๒ สมมติฐานของการวิจัย................................................................................................... ๕๘ ๕.๓ สรุปผลการวิจัย.............................................................................................................. ๕๘ ๕.๔ อภิปรายผลการวิจัย....................................................................................................... ๕๙ ๕.๕ ข้อเสนอแนะ.................................................................................................................. ๖๒ บรรณานุกรม.......................................................................................................................... ๖๓ ภาคผนวก............................................................................................................................... ๖๖ ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ.......................................................................................... ๖๗ ภาคผนวก ข ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ในการวิจัย.................................................. ๖๙ ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.......................................................... ๑๕๔ ภาคผนวก ง บันทึกข้อความขอความอนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ................................................ ๑๖๓ ภาคผนวก จ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดการเรียนรู้.............................. ๑๖๗ ภาคผนวก ฉ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน..... ๑๗๓ ภาคผนวก ช ภาพการทำกิจกรรมระหว่างการจัดการเรียนรู้และตัวอย่างแบบฝึกหัดของ นักเรียน ๑๘๒


จ สารบัญ (ต่อ) ภาคผนวก ฌ ประวัติผู้วิจัย..................................................................................................... ๑๙๘


ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ ๑ รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน................ ๔๐ ตารางที่ ๒ แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม..................................................................... ๔๑ ตารางที่ ๓ เกณฑ์การประเมินความสามารถในการเขียนแสดงความคิด......................................... ๔๓ ตารางที่ ๔ การแสดงประสิทธิภาพกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้.......................................... ๕๒ ตารางที่ ๕ แสดงประสิทธิภาพของผลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย.......................................... ๕๘ ตารางที่ ๖ แสดงผลรวมคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียน ๕๕


๑ บทที่ ๑ บทนำ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญ การเขียนนับเป็นทักษะกระบวนการอย่างหนึ่งทางภาษาที่มีจุดประสงค์เพื่อสื่อสารระหว่างผู้ส่งสาร ไปยังผู้รับสาร เป็นวิธีการถ่ายทอดความรู้สึก อารมณ์ จินตนาการ ประสบการณ์ข้อเท็จจริง และความคิด เป็นถ้อยคำภาษาผ่านตัวอักษร โดยมีผู้รับสารคือผู้อ่าน การเขียนเป็นทักษะการสื่อสารที่สำคัญและมีประโยชน์ ต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถลดข้อจำกัดทางด้านระยะเวลาและสถานที่ระหว่างผู้ส่งสาร และผู้รับสาร ได้ กล่าวคือการเขียนไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขว่าผู้ส่งสารและผู้รับสารต้องเผชิญหน้ากัน ณ สถานที่ และเวลา เดียวกัน ผู้ส่งสารสามารถสร้างสรรค์งานเขียนและส่งผ่านไปยังผู้รับสารได้แม้ว่าจะอยู่คนละสถานที่ หรือแม้กระทั่ง คนละยุคสมัยก็ตาม อีกทั้งงานเขียนยังเป็นหลักฐานหรือร่องรอยชิ้นสำคัญทางรูปธรรม ที่หลงเหลืออยู่ระหว่างการ สื่อสารที่เคยเกิดขึ้น (ทวิช อัศวตระกูลวงศ์, ๒๕๖๑) การเขียนนอกจากจะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารไปยังผู้อื่นแล้ว การเขียนยังช่วยเปิดโลกทัศน์ ของผู้เขียนให้กว้างไกลขึ้นเนื่องจากกระบวนการเริ่มต้นงานเขียนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เขียนมีความรู้ความคิด ประสบการณ์และจินตนาการที่มากเพียงพอในการสร้างสรรค์งานเขียน ดังนั้นแล้ว นักเขียนที่ดีจึงต้องหมั่น ขวนขวายหาความรู้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งอยู่เสมอ เพื่อให้ตนเองมีข้อมูลสำคัญอันเป็นวัตถุดิบในการผลิตงานเขียน การเขียนจึงเป็นทักษะที่ต้องได้รับการฝึกฝนให้ชำนาญ เนื่องจากผู้เขียนต้องพยายามสร้างสรรค์งานเขียนให้ตรง ตามเป้าหมายที่ตนเองต้องการ และสื่อสารกับผู้อ่านได้อย่างถูกต้องชัดเจนตรงตามเป้าประสงค์ของผู้เขียน ทั้งนี้ผู้เขียนต้องมีความสามารถและฝึกฝนทักษะการเขียนมากเพียงพอจึงจะสามารถสื่อสารกับผู้อ่าน ได้อย่างถูกต้องชัดเจนตรงตามที่ผู้เขียนต้องการ (บุปผา บุญทิพย์, ๒๕๕๓ : ๓ , ๑๔) โดยเฉพาะการเขียนแสดงความคิดเห็น คือการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และข้อสันนิฐานนั้น ออกมาให้ผู้อ่านได้รับรู้ การเขียนแสดงความคิดเห็นนั้น จำเป็นที่จะต้องเขียนด้วยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง มีเหตุ และมีผลและเป็นไปในทางที่สร้างสรรค์ ผู้เขียนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะแสดงความคิดเห็น เป็นอย่างดี เพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นได้อย่างเข้าใจและตรงประเด็น จากการรับข้อมูลข่าวสารเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่ผู้รับสารเกิดความคิดเห็นที่มีต่อเรื่องนั้น ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การเขียนแสดงความคิดเห็น ผู้เขียนต้องรู้จัก การอ่านจับใจความสำคัญ วิเคราะห์ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น พิจารณาข้อมูล และเหตุผลมาสนับสนุน ว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด มีความสมเหตุสมผล การเขียนแสดงความคิดเห็นจึงเป็นส่วนหนึ่ง ของการเขียน เชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการเขียนที่แสดงถึงความคิดริเริ่มของผู้เขียน ซึ่งอาจปรากฏออกมาในรูปแบบของ “เนื้อหา” คือ แนวคิดและจินตนาการใหม่ “รูปแบบ” คือ กลวิธีการนำเสนอหรือการเล่าเรื่องด้วยวิธีการใหม่ ที่ไม่ได้ซ้ำแบบเดิมหรือหยุดย่ำอยู่กับที่ “คุณค่า” คือ เป็นสิ่งที่จรรโลงใจ ยกระดับความคิด และสติปัญญาแก่ผู้อ่าน


๒ ในแง่มุมใดมุมหนึ่ง ไม่ใช่คำนึงแต่เพียงความแปลกใหม่อย่างเดียวโดยไม่สนใจ ในเรื่องการสื่อความหมาย งานเขียนที่สร้างสรรค์ต้องมีความใหม่ แปลก แตกต่าง ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ต้องถึงขั้น “ใหม่เอี่ยมถอดด้าม” หรือไม่เคยมีมาก่อน แต่อาจเกิดจากการผสมผสานสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้วสร้างคำใหม่ หรือให้ความหมาย ของคำที่เพิ่มขึ้น การเขียนที่ดีและสร้างสรรค์จึงควรเป็นการเขียนที่แสดงถึง ความงดงามทางศิลปะ โดยผู้เขียน ต้องมี“คลังศัพท์”และต้องมีความรู้ความเข้าใจในคาศัพท์อย่างมาก จึงจะเลือกนามาใช้ในการเรียงร้อย และสื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้ง ชัดเจน และเห็นภาพ ตลอดจนเกิดจินตนาการที่กว้างไกล เกิดความสะเทือน อารมณ์ส่วนที่เกี่ยวกับ “เนื้อหา” ผู้เขียนต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างแท้จริง ไม่ใช่รู้เพียงครึ่งๆ กลางๆ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องมีบทสรุปที่ชัดเจนตายตัว หรือคลี่คลายความสงสัยให้แก่ผู้อ่านเสมอไป แต่ควรเปิดโอกาสให้มีการตีความที่หลากหลาย การเขียนแบบนี้เป็นการจุดประกายให้ผู้อ่านเกิดการอภิปราย ถกเถียงกับตนเองและผู้อื่น อันจะนาไปสู่การบ่มเพาะทางปัญญาและเกิดแนวคิดใหม่ๆ ที่อาจจะไม่เคยนึกคิด มาก่อน การเขียนสร้างสรรค์ ควรเป็นการเขียนที่ทำให้ผู้อ่านเป็นอิสระ ปราศจากอคติ หรือปลดปล่อย จากการยึดติดบางอย่างทำให้ผู้อ่านเห็นโลกในแง่มุมที่แปลกแตกต่างไปกว่าที่เคยเห็นทาให้ผู้อ่านเกิดการตั้งคำถาม กับสิ่งที่เคยยึดติดและเกิดความต้องการค้นหาคำตอบบางประการในสิ่งที่ไม่เคยเห็นว่าเป็นปัญหามาก่อน งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ต้องนาเสนอเนื้อหาและแนวคิดที่แสดงออกซึ่งจิตสำนึกต่อสังคม ในที่นี้หมายถึง จิตสานึก ของความเป็นพลเมือง ทั้งการมีจิตอาสา การเอาใจใส่ ความรับผิดชอบ และการเป็นธุระแก่สังคมผู้เขียนสามารถ เขียนได้ด้วยรูปแบบที่หลากหลายทั้งสุภาพ นุ่มนวลท้าทาย เย้ยหยัน และประชดประชันเสียดสี (เกศินีจุฑาวิจิตร,๒๕๕๗) ดังนั้นการเขียนแสดงความคิดเห็นจึงต้องอาศัยทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้งานเขียนออกมาในลักษณะที่สร้างสรรค์สื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้ง ชัดเจน ปราศจากความรู้สึกอคติ ในงานผลงาน ทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์นี้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงาน ข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ม.๒/๒ เขียนบรรยายและพรรณนา ม.๒/๓ เขียนเรียงความ ม.๒/๗ เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือโต้แย้ง ในเรื่องที่อ่าน อย่างมีเหตุผล ม.๒/๘ มีมารยาทในการเขียน (กระทรวงศึกษาธิการ,๒๕๕๑) อย่างไรก็ตามปัญหาที่พบในปัจจุบัน ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ นักเรียนยังขาดทักษะด้านการเขียน เมื่อผู้สอนเลือกประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนด้วยการให้นักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็น เขียนตอบคำถามอัตนัย หรือเขียนถ่ายทอดความรู้ เป็นบทความเชิงวิชาการ ผลปรากฏว่านักเรียนไม่สามารถเขียนได้ถูกต้องตามแบบแผน เนื้อหาในการเขียนวกวน ไม่มีความสอดคล้องกันกับหัวข้อที่กำหนดให้ อีกทั้งนักเรียนจำนวนหนึ่งประสบปัญหาการใช้ภาษาในการเขียน


๓ เขียนคำศัพท์ไม่ถูกต้องและการใช้คำไม่สละสลวยตามหลักภาษาไทย หรือเขียนโดยใช้คำฟุ่มเฟือย และนักเรียน ที่ขาดทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์นั้น เมื่อครูผู้สอนสั่งงานนักเรียนมักจะคัดลอกผลงานมาจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้นักเรียนขาดการนำเสนอความคิดของตนเอง และขาดการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างชิ้นงาน จากการสอบถามสาเหตุของปัญหาสามารถสรุปได้ว่า สาเหตุที่นักเรียนขาดทักษะการเขียนแสดงความคิดเห็น เชิงสร้างสรรค์ เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ขาดการฝึกฝนทักษะการเขียน และแบบฝึกการเขียนมักมีลักษณะเดิม ไม่มีความน่าสนใจ และไม่ได้เลือกเขียนในเรื่องที่ตนเองสนใจปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้นักเรียนมีทักษะการเขียนที่ไม่ เพียงพอในการสื่อสาร ทั้งในบริบทการศึกษา และในบริบทการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่ำ ในด้านสาระการเขียน ของรายวิชาภาษาพื้นฐาน ดังนั้นผู้วิจัยจึงแก้ไขโดยการใช้เทคนิค กระบวนการการเขียนแสดงความคิดเห็นสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เทคนิคกระบวนการ RAFT เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการคิด ในการสร้างขอบเขตทิศทางงานเขียนของตนเอง RAFT ย่อมาจาก Role (บทบาทผู้เขียน) Audience (บทบาทผู้อ่าน) Form (รูปแบบ) และ Tense (รูปกริยาตามกาล) หรือ Topic (หัวข้อ) และอธิบายเพิ่มเติม ว่า RAFT เป็นกลวิธีที่ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์และจัดกระบวนการคิดเพื่อเตรียมการเขียนให้กับผู้เรียน โดยปกติแล้ว RAFT มักจะปรากฏอยู่ในงานเขียนต่างๆ เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วมักมีการพูดถึง RAFT ในลักษณะ ที่แยกออกจากกัน ไม่ได้นำมารวมกัน อีกทั้งอาจไม่ได้ให้ความสนใจในการจัดระบบความคิดให้อยู่ภายใต้ลักษณะ ของ RAFT การใช้เทคนิค RAFT เป็นนวัตกรรมที่สอดคล้องกับการแก้ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยเทคนิค RAFT ทำให้นักเรียนได้รับแนวทางในการคิดสร้างสรรค์งานเขียนใหม่ๆ ซึ่ง RAFT เป็นแนวทางที่ผสมผสานระหว่าง กฎเกณฑ์ตามแบบฉบับ และความอิสระในการสร้างงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจประเด็นสำคัญ การจัดลำดับความคิด ความละเอียดรอบคอบ และความสอดคล้องกันของงานเขียนได้ โดยกำหนดให้ผู้เรียนฝึก ทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์จากงานเขียนประเภทความเรียง ได้แก่ การเขียนในรูปแบบจดหมาย การเขียน ในรูปแบบนิทานสั้น เนื่องจากเป็นงานเขียนที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดรายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ และยังเป็นงานเขียนที่ทำให้ผู้เขียนได้นำเสนอแนวคิดอันเป็นสิ่งสำคัญ ในการเขียน แสดงความคิดเห็น และสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ เทคนิค RAFT (ทวิช อัศวตระกูลวงศ์, ๒๕๖๑) จากปริญญานิพนธ์เรื่องผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการ ร่วมกับกลวิธี RAFT ที่มีต่อความสามารถในการเขียนความเรียงและเจตคติต่อการเขียนความเรียงของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๖ ของ ทวิชิ อัศวตระกูลวงศ์ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับกลวิธี RAFT มีความสามารถในการเขียนความเรียง และเจตคติต่อการเขียนความเรียงหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ นักเรียนที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับกลวิธี RAFT มีความสามารถในการเขียน


๔ ความเรียงและเจตคติต่อการเขียนความเรียงสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียน แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ รวมไปถึง วารสารวิชาการ ครุศาสตร์สวนสุนันทา เรื่องการแก้ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้เทคนิค RAFT ร่วมกับแบบฝึกทักษะของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒/๗ โรงเรียนศรีบุณยานนท์ของ ศิริศักดิ์ เนียมเจียมตัว ชิษณุพงศ์ อินทรเกษม และ วิภาวรรณ เอกวรรณัง ผลการวิจัย พบว่า ระยะที่ ๑ การวิเคราะห์สภาพปัญหาในชั้นเรียน ปัญหาที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ คือ ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งมีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่สถานศึกษากำหนด คือ ร้อยละ ๗๐ จำนวน ๔ คน ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อนักเรียน คือ นักเรียนไม่สามารถนำเสนอความรู้ ความคิด ผ่านทักษะ การเขียนได้สำหรับผลกระทบต่อผู้วิจัยซึ่งเป็นผู้สอนในรายวิชาภาษาไทย คือ ทำให้การจัดการเรียนรู้ ไม่เป็นไปตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ สาเหตุของปัญหาเกิดจากการคัดลอกผลงานจากอินเทอร์เน็ต หรือเพื่อนนักเรียน รูปแบบการจัดการเรียนสอนที่ไม่น่าสนใจ ทำให้ผู้เรียนเบื่อหน่าย และสื่อการสอนที่ไม่มีดึงดูด ความสนใจแก่ผู้เรียน ระยะที่ ๒ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ นวัตกรรมที่เหมาะสม ในการแก้ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ เทคนิค RAFT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ โดยผ่านการประเมิน ความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ มีค่าความสอดคล้อง ๐.๙๑ ระยะที่ ๓ ผลการศึกษาการนำเทคนิค RAFT ร่วมกับแบบฝึกทักษะไปใช้ในการแก้ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ พบว่า นักเรียนที่มีปัญหาการเขียน เชิงสร้างสรรค์ มีผลการทดสอบความสามารถในการเชิงสร้างสรรค์ คิดเป็นร้อยละ ๗๗.๑๔, ๗๕.๒๔, ๗๓.๓๓ และ ๗๑.๔๓ ตามลำดับ ผ่านเกณฑ์ ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจจะพัฒนาการเขียนเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็นของนักเรียนระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ที่มีปัญหาในการเขียนแสดงความคิดเห็น และเพิ่มความสามารถด้านทักษะการเขียน ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนโดยตรงแล้ว ยังเป็นแนวทางสำหรับครูในการพัฒนากิจกรรมการเขียน แสดงความคิดเห็นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามมาตรฐานและตัวชี้วัด ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.๒๕๕๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑.๒.๑ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๑.๒.๒ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ระหว่างก่อนและ หลังการจัดการสอนโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT


๕ ๑.๓ ขอบเขตของการวิจัย ๑.๓.๑ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จำนวน ๓ ห้อง ทั้งหมด ๑๑๔ คน ๑.๓.๒ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ที่ได้เรียนภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ จำนวน ๓๖ คน ๑.๓.๓ ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ใช้เวลา ในการทดลองจำนวน ๕ คาบ คาบละ ๕๐ นาที ใช้เวลา ๒ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๓ ชั่วโมง ๑.๓.๔ เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ของหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียน กุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดง ความคิดเห็น โดย อ้างอิงจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวใน รูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้แผนการ จัดการเรียนรู้จำนวน ๕ แผน ดังนี้ (๑) แผนที่ ๑ เขียนแสดงความคิดเห็นจากเพลง (๒) แผนที่ ๒ เขียนแสดงความคิดเห็นจากนิทาน (๓) แผนที ๓ เขียนแสดงความคิดเห็นจากข่าวในสื่อออนไลน์ (๔) แผนที่ ๔ เขียนแสดงความคิดเห็นจากบทความ (๕) แผนที่ ๕ เขียนแสดงความคิดเห็นจากสื่อโฆษณา ๑.๓.๕ ตัวแปรที่ศึกษา ตัวแปรต้น ได้แก่ ทักษะการเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยทักษะการเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิค กระบวนการ RAFT


๖ ๑.๔ สมมติฐานของการวิจัย ๑.๔.๑ ผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๑.๔.๒ ผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐานชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFTระหว่างหลังเรียนต้องได้คะแนนมากกว่าก่อน เรียน ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะ ๑.๕.๑ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ เป็นการเขียนที่แสดงถึงความคิดริเริ่มของผู้เขียน ซึ่งอาจปรากฏออกมา ในรูปแบบของ “เนื้อหา” คือ แนวคิดและจินตนาการใหม่ “รูปแบบ” คือ กลวิธีการนาเสนอหรือการเล่าเรื่องด้วย วิธีการใหม่ที่ไม่ได้ซ้ำแบบเดิมหรือหยุดย่าอยู่กับที่ “คุณค่า” คือ เป็นสิ่งที่จรรโลงใจ ยกระดับความคิด และสติปัญญาแก่ผู้อ่านในแง่มุมใดมุมหนึ่ง ไม่ใช่คำนึงแต่เพียงความแปลกใหม่อย่างเดียวโดยไม่สนใจในเรื่องการสื่อ ความหมาย งานเขียนที่สร้างสรรค์ต้องมีความใหม่ แปลก แตกต่าง ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ต้องถึงขั้น “ใหม่เอี่ยมถอดด้าม” หรือไม่เคยมีมาก่อน แต่อาจเกิดจากการผสมผสานสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว สร้างคำใหม่ หรือให้ความหมายของคำที่เพิ่มขึ้น ๑.๕.๒ การเขียนแสดงความคิดเห็น คือการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และข้อสันนิฐานนั้น ออกมาให้ผู้อ่านได้รับรู้ การเขียนแสดงความคิดเห็นนั้น จำเป็นที่จะต้องเขียนด้วยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง มีเหตุ และมีผลและเป็นไปในทางที่สร้างสรรค์ ผู้เขียนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะแสดงความคิดเห็น เป็นอย่างดี เพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นได้อย่างเข้าใจและตรงประเด็น จากการรับข้อมูลข่าวสารเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่ผู้รับสารเกิดความคิดเห็นที่มีต่อเรื่องนั้น ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ๑.๕.๓ เทคนิคกระบวนการ RAFT เป็นนวัตกรรมที่สอดคล้องกับการแก้ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยเทคนิค RAFT ทำให้นักเรียนได้รับแนวทางในการคิดสร้างสรรค์งานเขียนใหม่ๆ ซึ่ง RAFT เป็นแนวทางที่ ผสมผสานระหว่างกฎเกณฑ์ตามแบบฉบับ และความอิสระในการสร้างงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจ ประเด็นสำคัญ การจัดลำดับความคิด ความละเอียดรอบคอบ และความสอดคล้องกันของงานเขียนได้ ๑.๕.๔ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จที่ได้รับจากกิจกรรม การเรียน การสอน เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน ความสามารถของนักเรียนด้านความรู้ ความจำ ความเข้าใจและการนำไปใช้ในเรื่อง การเขียนแสดง ความคิดเห็น ที่วัดได้จากคะแนนการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น


๗ ๑.๕.๕ ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ผลการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากการเพิ่มทักษะการ เขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ไม่ต่ำกว่าคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน ๘๐/๘๐ โดยคิดเป็น ร้อยละที่กำหนดไว้ ดังนี้ ๘๐ ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของการทำแบบทดสอบระหว่างเรียน ไม่ต่ำ กว่าร้อยละ ๘๐ ๘๐ ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของการทำแบบทดสอบหลังเรียน ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ ๘๐ ๑.๖ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ๑.๖.๑ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๑.๖.๒ เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐานชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ระหว่างก่อนและหลังการจัดการสอน โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ๑.๖.๓ เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนและผู้สนใจในการพัฒนาการเรียนรู้ เรื่อง เรื่อง การเขียนแสดง ความคิดเห็น โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ระหว่างก่อนและหลังการจัดการสอนโดยใช้เทคนิค กระบวนการ RAFT ในรูปแบบหนึ่งซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและให้ผลสำเร็จมากยิ่งขึ้น


๘ บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้ เทคนิค กระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยได้ รวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้ ๒.๑ หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ๒.๑.๑ หลักการของหลักสูตร ๒.๑.๒ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร ๒.๑.๓ สาระมาตรฐานการเรียนรู้ ๒.๑.๔ คุณภาพของผู้เรียน ๒.๑.๕ มาตรฐานและตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ๒.๒ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเขียน ๒.๒.๑ ความสำคัญของการเขียน ๒.๒.๒ องค์ประกอบของการเขียน ๒.๒.๓ ความหมายของการเขียนแสดงความคิดเห็น ๒.๒.๔ บทความแสดงความคิดเห็น ๒.๓ เทคนิคกระบวนการ RAFT ๒.๓.๑ ที่มาและความหมายของเทคนิคกระบวนการ RAFT ๒.๓.๒ องค์ประกอบของเทคนิคกระบวนการ RAFT ๒.๓.๓ ขั้นตอนการสอนเขียนตามเทคนิคกระบวนการ RAFT ๒.๔ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๒.๔.๑ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๒.๔.๒ องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๒.๔.๓ เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ๒.๔.๔ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๒.๔.๕ วัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาไทย ๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๕.๑ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเขียนแสดงความคิดเห็น ๑) กลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการตอบการแสดงความคิดเห็นแย้งในสถานการณ์การสนทนา ที่ต่างกันในภาษาไทย : กรณีศึกษาคู่สนทนาที่มีสถานภาพเท่ากัน


๙ ๒) การจัดการเรียนรู้ด้านการเขียนแสดงความคิดเห็นแบบเน้นภาระงาน เพื่อพัฒนา ทักษะการเขียนภาษาไทย ๓) ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการเขียนแสดงความคิดเห็น เพื่อ ส่งเสริมความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็นและเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๕ ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต ๔) การเขียนแสดงความคิดเห็นในบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทย ๒.๕.๒ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเทคนิคกระบวนการ RAFT ๑) การแก้ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้เทคนิค RAFT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๙ โรงเรียนศรบุณยานนท ๒) ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับ กลวิธี RAFT ที่มีต่อความสามารถในการเขียนความเรียงและเจตคติต่อการเขียนความเรียงของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๖ ๒.๖ กรอบแนววิจัย ๒.๑ หลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ๒.๑.๑ หลักการของหลักสูตร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการสำคัญ ดังนี้ ๑) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมาย และมาตรฐาน การเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพื้นฐาน ของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล ๒) เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ ๓) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วม ในการจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น ๔) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจัดการเรียนรู้ ๕) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ๖) เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์


๑๐ (กระทรวงศึกษาธิการ,๒๕๕๑: ๖) ๒.๑.๒ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบการศึกษาขั้น พื้นฐาน ดังนี้ ๑) มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง ๒) มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต ๓) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย ๔) มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ๕) มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข (กระทรวงศึกษาธิการ,๒๕๕๑: ๖-๗) ๒.๑.๓ สาระมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการ ดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราว ในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึก ในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ


๑๑ สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมา ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ๒.๑.๔ คุณภาพของผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ เรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่าย ๆ ได้ถูกต้องคล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเนเหตุการณ์ สรุปความรู้ ข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน ปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจากเรื่องที่อ่าน ได้ เข้าใจความหมายของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่ และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ และมีมารยาทในการอ่าน มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด เขียนบรรยาย บันทึกประจำวัน เขียนจดหมายลาครู เขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาท ในการเขียน เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม รวมทั้งพูดแสดงความคิดความรู้สึก เกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนำ หรือพูดเชิญชวน ให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม และมี มารยาทในการฟัง ดู และพูด สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์ หน้าที่ของคำในประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่าย ๆ แต่งคำคล้องจอง แต่งคำขวัญ และ เลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ ในชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็กซึ่งเป็นวัฒนธรรมของ ท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจได้ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบายความหมาย โดยตรงและความหมายโดยนัยของคำ ประโยค ข้อความ สำนวนโวหาร จากเรื่องที่อ่าน เข้าใจคำแนะนำ คำอธิบาย ในคู่มือต่างๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง รวมทั้งจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านและนำความรู้ความคิด จากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตได้มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่าน และเห็นคุณค่าสิ่งที่อ่าน มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสะกดคำ แต่งประโยค และเขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพ ความคิด เพื่อพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการต่างๆ เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ และมีมารยาทในการเขียน


๑๒ พูดแสดงความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อหรือสรุปจากเรื่องที่ฟังและดู ตั้งคำถาม ตอบคำถามจากเรื่องที่ฟังและดู รวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟังและดูโฆษณาอย่างมีเหตุผล พูดตามลำดับขั้นตอนเรื่องต่าง ๆ อย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็นค้นคว้าจากการฟัง การดู การสนทนา และพูดโน้มน้าวได้อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการดูและพูด สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ สำนวน คำพังเพยและสุภาษิต รู้และเข้าใจ ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของประโยค และคำภาษาต่างประเทศในภาษาไ ทย ใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ และกาพย์ยานี ๑๑ เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทานพื้นบ้าน ร้องเพลงพื้นบ้านของ ท้องถิ่น นำข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง และท่องจำบทอาขยาน ตามที่กำหนดได้ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง เข้าใจความหมายโดยตรง และความหมายโดยนัย จับใจความสำคัญและรายละเอียดของสิ่งที่อ่านแสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่าน และเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด ย่อความ เขียนรายงานจากสิ่งที่อ่านได้วิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างมีเหตุผล ลำดับความอย่างมีขั้นตอนและความเป็นไปได้ของเรื่องที่อ่าน รวมทั้งประเมินความถูกต้องของข้อมูล ที่ใช้สนับสนุนจากเรื่องที่อ่านเขียนสื่อสารด้วยลายมือที่อ่านง่ายชัดเจน ใช้ถ้อยคำได้ถูกต้องเหมาะสมตามระดับ ภาษาเขียนคำขวัญ คำคม คำอวยพรในโอกาสต่างๆ โฆษณา คติพจน์ สุนทรพจน์ ชีวประวัติ อัตชีวประวัติ และประสบการณ์ต่างๆ เขียนย่อความ จดหมายกิจธุระ แบบกรอกสมัครงาน เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ความคิดหรือโต้แย้งอย่างมีเหตุผล ตลอดจนเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าและเขียนโครงงาน พูดแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์ ประเมินสิ่งที่ได้จากการฟังและดู นำข้อคิด ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ มีศิลปะในการพูด พูดในโอกาสต่าง ๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และพูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือ รวมทั้ง มีมารยาทในการฟัง ดู และพูด เข้าใจและใช้คำราชาศัพท์ คำบาลีสันสกฤต คำภาษาต่างประเทศอื่นๆ คำทับศัพท์ และศัพท์ บัญญัติในภาษาไทย วิเคราะห์ความแตกต่างในภาษาพูด ภาษาเขียน โครงสร้าง ของประโยครวม ประโยคซ้อน ลักษณะภาษาที่เป็นทางการ กึ่งทางการและไม่เป็นทางการ และ แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสุภาพ กาพย์ และโคลงสี่สุภาพ


๑๓ สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ตัวละครสำคัญ วิถีชีวิตไทย และคุณค่าที่ได้รับจากวรรณคดีวรรณกรรมและบทอาขยาน พร้อมทั้งสรุปความรู้ข้อคิดเพื่อนำไปประยุกต์ ใช้ในชีวิตจริง จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้องและเข้าใจ ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องที่อ่านได้ วิเคราะห์วิจารณ์เรื่องที่อ่าน แสดงความคิดเห็นโต้แย้งและเสนอความคิด ใหม่จากการอ่านอย่างมีเหตุผล คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน เขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึก ย่อความ และเขียนรายงานจากสิ่งที่อ่าน สังเคราะห์ ประเมินค่า และนำความรู้ความคิดจากการอ่านมาพัฒนาตน พัฒนาการเรียน และพัฒนาความรู้ทางอาชีพ และ นำความรู้ความคิดไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่าน เขียนสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ ย่อความจากสื่อ ที่มีรูปแบบและเนื้อหาที่หลากหลาย เรียงความแสดงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์โดยใช้โวหารต่างๆ เขียนบันทึก รายงานการศึกษาค้นคว้าตามหลักการเขียนทางวิชาการ ใช้ข้อมูลสารสนเทศในการอ้างอิง ผลิตผลงานของตนเอง ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งสารคดีและบันเทิงคดี รวมทั้งประเมินงานเขียนของผู้อื่นและนำมาพัฒนางานเขียนของตนเอง ตั้งคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู มีวิจารณญาณในการเลือกเรื่องที่ฟัง และดู วิเคราะห์วัตถุประสงค์ แนวคิด การใช้ภาษา ความน่าเชื่อถือของเรื่องที่ฟัง และดู ประเมินสิ่งที่ฟังและดูแล้ว นำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต มีทักษะการพูดในโอกาสต่าง ๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการโดยใช้ ภาษาที่ถูกต้อง พูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้าว และเสนอแนวคิดใหม่อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด เข้าใจธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษา และลักษณะของภาษาไทยใช้คำ และกลุ่มคำสร้างประโยคได้ตรงตามวัตถุประสงค์ แต่งคำประพันธ์ประเภท กาพย์ โคลง ร่าย และฉันท์ ใช้ภาษาได้เหมาะสมกับกาลเทศะและใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์หลักการสร้างคำ ในภาษาไทย อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทยและภาษาถิ่น วิเคราะห์และประเมินการใช้ภาษา จากสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วิเคราะห์วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณ์วรรณคดีเบื้องต้น รู้และเข้าใจ ลักษณะเด่นของวรรณคดี ภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรมพื้นบ้าน เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และวิถีไทย ประเมินคุณค่าด้านวรรณศิลป์ และนำข้อคิดจากวรรณคดี และวรรณกรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง


๑๔ ๒.๑.๕ มาตรฐานและตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ สารที่ ๑ การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ตารางที่ ๑ สารที่ ๑ การอ่าน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๒. จับใจความสำคัญ สรุปความ และอธิบาย รายละเอียดจากเรื่องที่อ่าน ๓. เขียนผังความคิดเพื่อแสดงความเข้าใจใน บทเรียนต่างๆ ที่อ่าน ๔. อภิปรายแสดงความคิดเห็น และ ข้อโต้แย้ง เกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ๕. วิเคราะห์และจำแนกข้อเท็จจริง ข้อมูล สนับสนุน และข้อคิดเห็นจากบทความที่อ่าน ๖. ระบุข้อสังเกตการชวนเชื่อ การ โน้มน้าว หรือความสมเหตุสมผลของงานเขียน การอ่านจับใจความจากสื่อต่างๆ เช่น - วรรณคดีในบทเรียน - บทความ - บันทึกเหตุการณ์ - บทสนทนา - บทโฆษณา - งานเขียนประเภทโน้มน้าวใจ - งานเขียนหรือบทความแสดงข้อเท็จจริง - เรื่องราวจากบทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย และกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๗. อ่านหนังสือ บทความ หรือคำประพันธ์อย่าง หลากหลาย และประเมินคุณค่าหรือแนวคิดที่ได้ จากการอ่าน เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาในชีวิต การอ่านตามความสนใจ เช่น - หนังสืออ่านนอกเวลา - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสืออ่านที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน ๑๐. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน


๑๕ สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความและ เขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๑. คัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงครึ่งบรรทัดตามรูปแบบการ เขียน ตัวอักษรไทย ๒. เขียนบรรยายและพรรณนา การเขียนบรรยายและพรรณนา ๓. เขียนเรียงความ การเขียนเรียงความเกี่ยวกับประสบการณ์ ๔. เขียนย่อความ การเขียนย่อความจากสื่อต่างๆ เช่น นิทาน คำสอน บทความทางวิชาการ บันทึกเหตุการณ์ เรื่องราวใน บทเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น นิทานชาดก ๕. เขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า การเขียนรายงาน - การเขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้า - การเขียนรายงานโครงงาน ๖. เขียนจดหมายกิจธุระ การเขียนจดหมายกิจธุระ - จดหมายเชิญวิทยากร - จดหมายขอความอนุเคราะห์ ๗. เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือโต้แย้ง ในเรื่องที่อ่านอย่างมี เหตุผล การเขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือโต้แย้งจากสื่อต่างๆ เช่น - บทความ - บทเพลง - หนังสืออ่านนอกเวลา - สารคดี - บันเทิงคดี ๘. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน


๑๖ สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิดและความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๑. พูดสรุปใจความสำคัญของเรื่องที่ฟังและดู การพูดสรุปความจากเรื่องที่ฟังและดู ๒. วิเคราะห์ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และความ น่าเชื่อถือของข่าวสารจากสื่อต่างๆ ๓. วิเคราะห์และวิจารณ์เรื่องที่ฟังและดูอย่างมี เหตุผลเพื่อนำข้อคิดมาประยุกต์ใช้ในการดำเนิน ชีวิต การพูดวิเคราะห์และวิจารณ์จากเรื่องที่ฟังและดู ๔. พูดในโอกาสต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ การพูดในโอกาสต่างๆ เช่น - การพูดอวยพร - การพูดโน้มน้าว - การพูดโฆษณา ๔. พูดในโอกาสต่างๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ การพูดในโอกาสต่างๆ เช่น - การพูดอวยพร - การพูดโน้มน้าว - การพูดโฆษณา ๕. พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาค้นคว้า การพูดรายงานการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ ต่างๆ ๖. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด มารยาทในการฟัง การดู และการพูด


๑๗ สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลง ของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๑. สร้างคำในภาษาไทย การสร้างคำสมาส ๒. วิเคราะห์โครงสร้างประโยคสามัญประโยครวม และประโยคซ้อน ลักษณะของประโยคในภาษาไทย - ประโยคสามัญ - ประโยครวม - ประโยคซ้อน ๓. แต่งบทร้อยกรอง กลอนสุภาพ ๔. ใช้คำราชาศัพท์ คำราชาศัพท์ ๕ . ร ว บ ร ว ม แ ล ะ อ ธ ิ บ า ย ค ว า ม ห ม า ย ของคำภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทย การพูดรายงานการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งเรียนรู้ ต่างๆ ๖. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๑. สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่านใน ระดับที่ยากขึ้น วรรณคดีและวรรณกรรมเกี่ยวกับ - ศาสนา - ประเพณี - พิธีกรรม - สุภาษิต คำสอน - เหตุการณ์ประวัติศาสตร์


๑๘ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - บันเทิงคดี - บันทึกการเดินทาง ๒. วิเคราะห์และวิจารณ์วรรณคดีวรรณกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่นที่อ่าน พร้อมยกเหตุผล ประกอบ ๓. อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรมที่ อ่าน ๔. สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่าน ไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง การวิเคราะห์คุณค่าและข้อคิดจากวรรณคดี วรรณกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่น ๕ . ท ่ อ ง จ ำ บ ท อ า ข ย า น ต า ม ท ี ่ ก ำ ห น ด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ ๒.๒ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเขียนแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การศึกษาวิจัยเป็นไปอย่างครบถ้วน สมบูรณ์ และถูกต้องตามหลักการ ผู้วิจัยจึงได้ศึกษา ค้นคว้าเกี่ยวกับความหมายและหลักการมาใช้ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามรายละเอียดดังต่อไปนี้ ๒.๒.๑ ความสำคัญของการเขียน กองเทพ เคลือบพณิชกุล กล่าวถึงความสำคัญของการเขียนไว้ดังนี้ ๑) เป็นเครื่องมือสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันในสังคม ๒) เป็นเครื่องวัดความเจริญทางด้านอารยธรรมทางภาษาของมนุษย์ ๓) เป็นเครื่องถ่ายทอดมรดกทางสติปัญญาของมนุษย์ ๔) เป็นอาชีพที่สุจริตที่สำคัญอย่างหนึ่งในปัจจุบัน ๕) เป็นเครื่องในการศึกษาค้นคว้าของนักเรียน ๖) เป็นเครื่องจรรโลงใจแก่สังคมมนุษย์ที่ให้ความเพลิดเพลินแก่คนทุกเพศทุกวัย (กองเทพ เคลือบพณิชกุล, ๒๕๔๒ : ๑๔) มุกดา ลิบลับ กล่าวถึง ความสำคัญของการเขียนว่า การเขียนเป็นสื่อความหมายที่มีความสำคัญ ดังนี้ ๑) การเขียนเป็นการสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ไปยังผู้อ่าน ๒) เป็นเครื่องวัดความเจริญทางด้านอารยธรรมทางภาษาของมนุษย์


๑๙ ๓) การเขียนเป็นเครื่องระบายออกทางทางอารมณ์ของมนุษย์ ๔) การเขียนสามารถทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จในชีวิต เช่น การเล่าเรียน การประกอบ อาชีพต่างๆ เป็นต้น (มุกดา ลิบลับ, ๒๕๔๒ : ๑๖๘) การเขียนนับเป็นทักษะกระบวนการอย่างหนึ่งทางภาษาที่มีจุดประสงค์เพื่อสื่อสารระหว่างผู้ส่ง สารไปยังผู้รับสาร เป็นวิธีการถ่ายทอดความรู้สึก อารมณ์ จินตนาการ ประสบการณ์ข้อเท็จจริง และความคิด เป็นถ้อยคาภาษาผ่านตัวอักษร โดยมีผู้รับสารคือผู้อ่าน การเขียนเป็นทักษะการสื่อสารที่สำคัญและมีประโยชน์ ต่อมนุษย์เป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถลดข้อจำกัดทางด้านระยะเวลาและสถานที่ระหว่างผู้ส่งสาร และผู้รับสาร ได้ กล่าวคือการเขียนไม่จำเป็นต้องมีเงื่อนไขว่าผู้ส่งสารและผู้รับสารต้องเผชิญหน้ากันณ สถานที่ และเวลาเดียวกัน ผู้ส่งสารสามารถสร้างสรรค์งานเขียนและส่งผ่านไปยังผู้รับสารได้แม้ว่าจะอยู่คนละสถานที่ หรือแม้กระทั่ง คนละยุค สมัยก็ตาม อีกทั้งงานเขียนยังเป็นหลักฐานหรือร่องรอยชิ้นสำคัญทางรูปธรรมที่หลงเหลืออยู่ระหว่างการสื่อสาร ที่เคยเกิดขึ้น (ทวิช อัศวตระกูลวงศ์, ๒๕๖๑) สรุปได้ว่า การเขียนเป็นเครื่องมือที่ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างกันของมนุษย์เป็นทักษะที่ผู้เขียน ได้ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก จินตนาการและความต้องการของตน และเป็นสื่อความหมายที่คงทน ใช้บันทึก แทนความจำ เพื่อป้องกันการลืมได้ดีกว่าสื่ออื่นๆ สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้ และสามารถพัฒนาเพื่อยึดเป็น งานอาชีพได้ ๒.๒.๒ องค์ประกอบของการเขียน เนื่องจากการเขียนมีความสำคัญและเป็นทักษะที่มีขั้นตอน ซึ่งเกิดได้ยากกว่าทักษะด้านอื่นๆ การเขียนจึงมีองค์ประกอบหลายอย่าง ดังมีผู้อธิบายไว้ดังนี้ การเขียนเป็นการสื่อสารที่มีองค์ประกอบใหญ่ ๔ ประการคือ ๑) ผู้เขียน ลักษณะของผู้เขียนจะประกอบไปด้วย ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการความรู้ ความสามารถในการเลือกเนื้อหาและการใช้ภาษา การแสดงความคิดเห็นลักษณะท่าทางในการเขียน ลายมือ ของผู้เขียน และจรรยาบรรณของผู้เขียน ๒) ภาษา ภาษาไทยมีการจำแนกคำสำหรับใช้ในกาลเทศะที่แตกต่างกัน บุคคลที่ต่างฐานะกัน จะใช้คำเหมือนกันย่อมไม่เหมาะ เพราะคำ คำเดียวจะใช้กับบุคลทุกฐานะทุกโอกาส และทุกสถานที่ ย่อมไม่ถูกต้อง ตามหลักภาษาไทยแต่โดยทั่วไปจำแนกภาษาไทยเป็น ๓ ระดับ คือ ๒.๑ ภาษาปาก ส่วนใหญ่เป็นภาษาที่พูดมากกว่าเขียน เช่น ภาษาถิ่น ๒.๒ ภาษากึ่งแบบแผน เป็นทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ไม่เป็นพิธีรีตอง ๒.๓ ภาษาแบบแผน เป็นภาษาที่มีความมุ่งหมาย แบบแผนและหลักเกณฑ์สำหรับเขียน เฉพาะเรื่อง ภาษาแบบแผนแบบได้เป็น ๒ แบบ คือ ข้อเขียนเพื่อใช้พูดและข้อเขียนเพื่อใช้อ่าน ๓) เครื่องมือทำให้เกิดสาร หมายถึง เครื่องที่ผู้เขียนใช้ ได้แก่ ตัวอักษรและเครื่องเขียน


๒๐ ๔) ผู้อ่าน การเขียนมีความมุ่งหมายที่แท้จริง คือ เขียนเพื่อให้ผู้อ่าน ดังนั้นผู้เขียนจึงจำเป็นต้อง เลือกเนื้อหา วิธีเขียน รูปแบบการเขียน และต้องรู้จักใช้ภาษาให้แตกต่างกันตามลักษณะความสนใจและความ ต้องการของผู้อ่าน (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๖:๔๗๖) องค์ประกอบการเขียนได้แก่ เนื้อหา ภาษา และรูปแบบเนื้อหา คือ เนื้อเรื่องหรือเรื่องราวที่ ผู้เขียนต้องการจะให้ผู้อ่านได้ทราบ อาจเป็นเรื่องของบุคคล เหตุการณ์ สถานที่ หรืออาจจะเป็นข้อคิดเห็น จินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างประกอบกันได้ ภาษาคือ ถ้อยคำ สำนวน โวหารต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งรูปแบบตามหลักภาษาและตามความนิยมของผู้ใช้ ภายาในการเขียนเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ผู้เขียนควรคำนึงถึงการใช้ภาษาให้เหมาะสมกับเพศ วัย อายุ ระดับ การศึกษา ความสนใจของผู้อ่าน รวมทั้งคำนึงถึงกาลเทศะและรูปแบบ ในการนำเสนอด้วย นอกจากนี้ ผู้เขียนควรให้ความสำคัญกับเครื่องหมายวรรคตอนต่าง ๆ ที่ใช้ในการเขียน เพราะ เครื่องหมายเหล่านี้จะช่วยให้ผู้อ่านอ่านได้สะดวก และเป็นการป้องกันความเข้าใจผิดได้ เช่นการใช้ เครื่องหมายปรัศนีย์ และอัศเจรีย์ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ควรใช้อย่างระมัดระวังและเหมาะกับเนื้อหา และรูปแบบ (ณภัทร เทพพรรธนะ, ๒๕๔๑ : ๑๓๘) หัวใจสำคัญของการเขียน คือ ความคิดและศิลปะการใช้ภาษาก่อนที่จะลงมือเขียน ต้องรู้จัก ระบายความคิด รู้จักประเด็นที่จะเขียน รู้จักเก็บถ้อยคำการเรียบเรียงประโยคให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ ของภาษา (ฉลาด สมพงษ์,๒๕๔๗ : ๒๑ ) สรุปได้ว่า การเขียนเป็นกระบวนการที่เกิดจากผู้เขียน ใช้ความคิดถ่ายทอดเป็นตัวอักษรโดยใช้ เครื่องเขียนและอาศัยประสบการณ์ทางภาษา ใช้กายาให้ถูกต้องและเหมาะสมกับกาลเทศะ เลือกเนื้อหา และรูปแบบตามความสนใจและความต้องการของผู้อ่าน ๒.๒.๓ ประเภทของการเขียน ณภัทร เทพพรรธนะ กล่าวว่า ในปัจจุบันการเขียนมีหลายรูปแบบการแบ่งประเภทของการเขียน ไม่มีการจำแนกหรือกำหนดอย่างแน่นอน แต่หากจะแบ่งประเภทของการเขียนออกมาตามรูปแบบหรือลักษณะ การเขียนจะแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท ซึ่งสอดคล้องกับที่กล่าวว่า รูปแบบการเขียนแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ ๒ ประเภท ดังนี้ ๑. งานเขียนแบบร้อยแก้ว เป็นงานเขียนที่ไม่มีการบันคับตามรูปแบบคำประพันธ์ หรือบทบัญญัติ แห่งฉันทลักษณ์ เป็นถ้อยคำที่นำมาผูกเป็นประโยค เป็นเรื่องราว ข้อความนั้นจะอยู่ในรูป (Fomm) ที่กำหนด หรือตามความนิยม เช่น เรียงความ บทความ สารคดี เรื่องสั้น นวนิยาย เป็นต้น ๒. งานเขียนแบบร้อยกรอง เป็นงานเขียนที่เรียบเรียงตามรูปแบบคำประพันธ์ หรือบทบัญญัติ แห่งฉันทลักษณ์ เช่น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย เป็นต้น (ณภัทร เทพพรรธะ, ๒๕๔๑ : ๑๓๘)


๒๑ ฟ้อน เปรมพันธ์ กล่าวว่า โดยทั่วไปประเภทของงานเขียนจะแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ การเขียนที่เป็นแบบแผนกลุ่มหนึ่ง และงานเขียนที่ไม่เป็นแบบแผนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งงานเขียนแต่ละชนิด แต่ละประเภทขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของผู้เขียนที่แตกต่างกันออกไปตามเนื้อหาสาระของงานเขียนนั้น ๑. งานเขียนที่เป็นแบบแผน ได้แก่ การเขียนเรียงความ การเขียนย่อความ การเขียนบทความ การเขียนจดหมาย เป็นต้น ๒. งานเขียนที่ไม่เป็นแบบแผน ได้แก่ งานเขียนเพื่อบอกเล่า งานเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น หรือแนะนำ งานเขียนเพื่อ โฆษณา งานเขียนเพื่อล้อเลียนเสียดสี งานเขียนเพื่อสร้างจินตนาการ เป็นต้น (ฟ้อน เปรมพันธ์, ๒๕๔๒ : ๑๓๖ – ๑๗๕) อุทุมพร จันทรอด ได้สรุปประเภทของการเขียนจากจุดประสงค์ของการเขียนตามหลักสูตร ประถมศึกษา ๒๕๒๑ (ฉบับปรับปรุง ๒๕๓๓)ตามลักษณะของข้อความที่นักเรียนระดับประถมศึกษาจะต้องได้รับ การสอนว่าการเขียนมีอยู่ ๔ แบบด้วยกันคือ ๑. การเขียนตามแบบ คือ การเขียนที่มีแบบให้ดูแบบเป็นอย่างใดนักเรียนก็เขียนตามแบบนั้น หากไม่มีแบบให้ดูนักเรียนจะเขียนไม่ได้ การเขียนตามแบบจึงเป็นการฝึกเพื่อให้มีทักษะเบื้องต้นในการเขียน ๒. การเขียนด้วยความเข้าใจ เป็นการเขียนที่ผู้เขียนใช้ความรู้ ความสามารถในการเขียน สูงกว่าการเขียนตามแบบ ได้แก่ การเขียนเป็นคำ ประโยค ข้อความสั้น ๆ ที่เมื่อเขียนแล้วผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในสิ่งที่เขียน การเขียนด้วยความเข้าใจจะมีลักษณะ ๒ ประการประกอบกัน คือ ๒.๑ นักเรียนเขียนได้โดยไม่ต้องดูรูปแบบ ๒.๒ นักเรียนรู้ความหมาย เนื้อหาสาระของคำ ประโยคและข้อความที่เขียน ๓. การเขียนอย่างมีจุดประสงค์ หมายถึง การเขียนที่ผู้เขียนประสงค์จะให้ผู้อ่านทราบหรือเข้าใจ อย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้เขียนต้องการ เช่น ทราบความต้องการ ความคิดเห็นประสบการณ์ หรือให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามที่ผู้เขียนมีอยู่อันได้แก่การเขียนเรียงความ หรือการเขียนที่มีลักษณะ อย่างการเขียนเรียงความ เช่น การเขียนประกาศโฆษณา แจ้งความและการเขียนบทความ เป็นต้น ๔. การเขียนเชิงสร้างสรรค์ มีลักษณะคล้ายกับการเขียนอย่างมีจุดประสงค์แต่ต่างกัน ที่ว่าการเขียนเชิงสร้างสรรค์ผู้เขียนต้องมีความรู้ ความสามารถในเชิงการเขียนสูงกว่าการเขียนอย่างมีจุดประสงค์ (อุทุมพร จันทรอด, ๒๕๔๗ : ๑๔ – ๑๕) สรุปว่า การเขียนโดยทั่วไปมี ๒ ประเภทตามลักษณะของงานเขียน คือ การเขียน แบบร้อยแก้ว เป็นการเขียนเป็นความเรียงไม่บังคับตามลักษณะของฉันทลักษณ์ และการเขียนแบบร้อยกรองเป็น การเขียนแบบบังคับตามฉันทลักษณ์ เช่น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย เป็นต้น และการเขียนยังจัดแบ่งตาม จุดมุ่งหมายที่ต้องการ ของผู้เขียนได้อีกประการหนึ่ง


๒๒ ๒.๒.๔ ความหมายของการเขียนแสดงความคิดเห็น การเขียนแสดงความคิดเห็น คือการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และข้อสันนิฐานนั้น ออกมาให้ผู้อ่านได้รับรู้ การเขียนแสดงความคิดเห็นนั้น จำเป็นที่จะต้องเขียนด้วยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง มีเหตุ และมีผลและเป็นไปในทางที่สร้างสรรค์ ผู้เขียนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะแสดงความคิดเห็นเป็นอย่าง ดี เพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นได้อย่างเข้าใจและตรงประเด็น จากการรับข้อมูลข่าวสารเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่ผู้รับสาร เกิดความคิดเห็นที่มีต่อเรื่องนั้น ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การเขียนแสดงความคิดเห็น ผู้เขียนต้องรู้จักการอ่าน จับใจความสำคัญ วิเคราะห์ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น พิจารณาข้อมูล และเหตุผลมาสนับสนุน ว่ามีความน่าเชื่อถือ เพียงใด มีความสมเหตุสมผล การเขียนแสดงความคิดเห็นจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเขียน เชิงสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการ เขียนที่แสดงถึงความคิดริเริ่มของผู้เขียน ซึ่งอาจปรากฏออกมาในรูปแบบ ของ “เนื้อหา” คือ แนวคิดและ จินตนาการใหม่“รูปแบบ” คือ กลวิธีการนำเสนอหรือการเล่าเรื่องด้วยวิธีการใหม่ที่ไม่ได้ซ้ำแบบเดิมหรือหยุดย่ำ อยู่กับที่ “คุณค่า” คือ เป็นสิ่งที่จรรโลงใจ ยกระดับความคิด และสติปัญญาแก่ผู้อ่านในแง่มุมใดมุมหนึ่ง ไม่ใช่คำนึง แต่เพียงความแปลกใหม่อย่างเดียวโดยไม่สนใจ ในเรื่องการสื่อความหมาย งานเขียนที่สร้างสรรค์ต้องมีความใหม่ แปลก แตกต่าง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องถึงขั้น “ใหม่เอี่ยมถอดด้าม” หรือไม่เคยมีมาก่อน แต่อาจเกิดจากการ ผสมผสานสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้วสร้างคำใหม่ หรือให้ความหมายของคำที่เพิ่มขึ้น การเขียนที่ดีและสร้างสรรค์จึงควร เป็นการเขียนที่แสดงถึง ความงดงาม ทางศิลปะ โดยผู้เขียนต้องมี“คลังศัพท์”และต้องมีความรู้ความเข้าใจ ในคำศัพท์อย่างมากจึงจะเลือกนำมาใช้ ในการเรียงร้อยและสื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้ง ชัดเจน และเห็นภาพ ตลอดจนเกิดจินตนาการที่กว้างไกล เกิดความสะเทือนอารมณ์ส่วนที่เกี่ยวกับ “เนื้อหา” ผู้เขียนต้องมีความรู้ ในเรื่องนั้นๆ อย่างแท้จริง ไม่ใช่รู้เพียงครึ่งๆ กลางๆ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องมีบทสรุปที่ชัดเจนตายตัว หรือคลี่คลายความสงสัยให้แก่ผู้อ่านเสมอไป แต่ควรเปิดโอกาสให้มีการตีความที่หลากหลาย การเขียนแบบนี้ เป็นการจุดประกายให้ผู้อ่าน เกิดการอภิปรายถกเถียงกับตนเองและผู้อื่น อันจะนาไปสู่การบ่มเพาะทางปัญญา และเกิดแนวคิดใหม่ๆ ที่อาจจะไม่เคยนึกคิดมาก่อน การเขียนสร้างสรรค์ ควรเป็นการเขียนที่ทำให้ผู้อ่านเป็นอิสระ ปราศจากอคติ หรือปลดปล่อยจากการยึดติดบางอย่างทำให้ผู้อ่านเห็นโลกในแง่มุมที่แปลกแตกต่างไปกว่า ที่เคยเห็น ทำให้ผู้อ่านเกิดการตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยยึดติดและเกิดความต้องการค้นหาคำตอบบางประการในสิ่ง ที่ไม่เคยเห็นว่าเป็นปัญหามาก่อน งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ต้องนาเสนอเนื้อหาและแนวคิดที่แสดงออกซึ่งจิตสำนึก ต่อสังคม ในที่นี้หมายถึง จิตสานึกของความเป็นพลเมือง ทั้งการมีจิตอาสา การเอาใจใส่ ความรับผิดชอบ และการเป็นธุระแก่สังคมผู้เขียนสามารถเขียนได้ด้วยรูปแบบที่หลากหลายทั้งสุภาพ นุ่มนวลท้าทาย เย้ยหยัน และประชดประชันเสียดสี(เกศินีจุฑาวิจิตร,๒๕๕๗) สรุปได้ว่า การเขียนแสดงความคิดเห็น คือการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และข้อสันนิฐานนั้นออกมาให้ผู้อ่านได้รับรู้ การเขียนแสดงความคิดเห็นนั้น จำเป็นที่จะต้องเขียนด้วยข้อมูล ที่เป็นข้อเท็จจริง มีเหตุและมีผลและเป็นไปในทางที่สร้างสรรค์


๒๓ ๒.๒.๕ บทความแสดงความคิดเห็น เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นที่มีต่อเหตุการณ์เรื่องราว ประเด็นปัญหาต่างๆ มีการสำรวจปัญหา รวบรวมข้อมูล ศึกษาที่มาของเรื่องแล้วจึงแสดงความคิดเห็นของตนแทรกลงไป ทั้งนี้ความคิดเห็นดังกล่าวควรเป็น ความคิดเห็นที่สร้างสรรค์แปลกใหม่ น่าสนใจ น่าเชื่อถือ และยังไม่มีใครคิดเห็นในประเด็นนั้นมาก่อน มีทั้งการนำเสนอเรื่องราว หรือเหตุการณ์ที่กำลังได้รับความสนใจในขณะนั้นเป็นประเด็นปัญหา หรือเป็นเรื่องทั่วไป ที่น่าสนใจ โดยมีการแสดงความคิดเห็นประกอบอย่างเป็นเหตุเป็นผล น่าเชื่อถือ เพื่อเป็นการสะท้อนปัญหา เสนอแนะแนวทางแก้ไข กระตุ้นให้เห็นความสำคัญ ชี้ให้เห็นคุณและโทษ เป็นต้น การเขียนบทความแสดงความคิดเห็นสามารถแสดงความคิดความเห็นได้อิสระ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาแบบทางการหรือกึ่งทางการเท่านั้น สามารถใช้ภาษาปากปนได้บ้าง เพื่อเน้นอารมณ์ ความรู้สึกสะท้อนตัวตน และอัตลักษณ์ของผู้เขียน ซึ่งบทความแสดงความคิดเห็นมีลักษณะดังนี้ (สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, ๒๕๕๘ : ๙๔) ลักษณะของบทความแสดงความคิดเห็น ๑) ผู้เขียนเป็นผู้แสดงความคิดเห็นของตนเอง การเขียนบทความลักษณะนี้ได้รับความ นิยมเป็นจำนวนมาก เป็นการแสดงความคิดเห็นของผู้เขียนเองที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งอาจเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยก็ได้ อีกทั้งอาจมีการเสนอแนะ ประเมินค่า และวิพากษ์วิจารณ์ประกอบด้วย ๒) ผู้เขียนโต้ตอบหรือโต้แย้งความคิดเห็นของผู้อื่น การเขียนบทความแบบโต้ตอบ ความคิดของผู้อื่นนี้ เกิดขึ้นจากการที่ผู้เขียนบทความมีความเห็นไม่สอดคล้องกับผู้เขียนบทความที่เขียนมาก่อน หน้า จึงได้เขียนบทความโต้ตอบขึ้น เพื่อชี้แจงหรือโต้แย้งด้วยเหตุผล (สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนสุนันทา, ๒๕๕๘ : ๙๕ ) โครงสร้างของการแสดงความคิดเห็น ๑) ที่มา เป็นการกล่าวถึงเหตุที่ทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็น ๒) ข้อสนับสนุน เป็นการกล่าวถึงเหตุผล ซึ่งอาจเป็นหลักการหรือข้อเท็จจริงที่นำมา สนับสนุน หรือเสริมให้ข้อมูลชัดเจนขึ้น ๓)ข้อสรุป เป็นการแสดงความคิดเห็นว่าจะสันนิษฐาน เสนอแนะ ประเมินค่า วิพากษ์วิจารณ์วิเคราะห์ วินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ (สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, ๒๕๕๘ : ๙๕) ลักษณะของการแสดงความคิดเห็น ๑) การสนับสนุน ผู้เขียนแสดงความคิดเห็นในเชิงสนับสนุนเรื่องราวหรือเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น จึงมีเจตนาเขียนเพื่อส่งเสริมสนับสนุนและให้กำลังใจต่อเรื่องนั้นๆ


๒๔ ๒) การโต้แย้งคัดค้าน ผู้เขียนแสดงความคิดเห็นในเชิงโต้แย้งคัดค้านกับเรื่องราว หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงเขียนโต้แย้ง เพื่อคัดค้าน และกระตุ้นให้หันมาพิจารณาไตร่ตรองใหม่ ๓) การวิพากษ์วิจารณ์ ผู้เขียนแสดงความคิดเห็นในเชิงติชมกับเรื่องราวหรือเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น จึงกล่าวถึงข้อดีข้อเสียของเรื่องนั้นๆ การเขียนวิพากษ์วิจารณ์ควรแสดงความคิดเห็น ด้วยใจเป็นกลาง ไม่มีอคติ ๔)การให้รายละเอียดเพิ่มเติมผู้เขียนแสดงความคิดเห็นโดยให้รายละเอียดเพิ่มเติมจาก ประเด็นที่กล่าวถึง เพื่อทำให้เนื้อหามีความสมบูรณ์ชัดเจนยิ่งขึ้น ๕) การตั้งประเด็นเป็นข้อสังเกตผู้เขียนตั้งประเด็นใหม่ที่น่าสนใจ เพื่อฝากไว้ เป็นข้อสังเกต หรือข้อเสนอแนะเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเรื่องนั้นๆ ต่อไป ๖) การตีความ ผู้เขียนไม่ได้แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาแต่มีการแฝงนัย ไว้ให้คิดวิเคราะห์และตีความ ตัวอย่างการแฝงนัยในความหมายของคำ ๗) การเปรียบเทียบ ผู้เขียนอาจใช้การเปรียบเทียบประกอบการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ผู้อ่านจินตนาการตาม แล้วเข้าใจเนื้อหาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น (สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนสุนันทา, ๒๕๕๘ : ๙๖ ) วิธีใช้ภาษาในการแสดงความคิดเห็น ๑) การใช้คำหรือกลุ่มคำที่แสดงถึงการแสดงความคิดเห็นหรือการแสดงทรรศนะ เช่นพึง ควร คง คงจะ อาจจะ น่าจะ คิดว่า คาดว่า เสนอว่า เสนอแนะว่า หวังว่า เป็นต้น ๒) การใช้สรรพนามบุรุษที่ ๑ ประกอบคำหรือกลุ่มคำแสดงความคิดเห็น จะแสดง ให้เห็นชัดว่าเป็นการแสดงความคิดเห็น (สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, ๒๕๕๘ : ๙๗ ) นอกจากนี้ในการใช้ภาษาในบทความแสดงความคิดเห็นควรใช้คำธรรมดา ที่เข้าใจง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้คำหรูหราใช้ประโยคกระชับ ไม่กำกวม หลีกเลี่ยงการใช้ประโยคยาวเยิ่นเย้อ ใช้ศัพท์เทคนิค หรือศัพท์วิชาการเท่าที่จำเป็น พยายามใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษปนกาษาไทยให้น้อยที่สุด (สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, ๒๕๕๘ : ๙๔ – ๙๗ ) สรุปได้ว่า บทความแสดงความคิดเห็น เป็นงานเขียนประเภทร้อยแก้ว เรีบเรียงเนื้อหาขึ้นจาก ข้อเท็จจริง โดยมีการแสดงความคิดเห็นประกอบอย่างสมเหตุสมผลและมุมมองที่แปลกใหม่น่าสนใจ ควรเลือกใช้ ภาษาในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่เข้าใจกันอย่างแท้จริง ๒.๓ เทคนิคกระบวนการ RAFT ๒.๓.๑ ที่มาและความหมายของเทคนิคกระบวนการ RAFT แนวทางการสอนให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเขียน ประกอบไปด้วย ๓ ขั้นตอน คือ ขั้นก่อนการเขียน (Prewriting) ขั้นการเขียน (Witing และขั้นหลังการเขียน (Postwriting) โดยขั้นก่อน


๒๕ การเขียนถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญเนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ประกอบด้วยกิจกรรมอันส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการ คิดเพื่อหาแนวทางในการสื่อสารความคิดของตนเองก่อนจะเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร หากผู้เรียน มีกระบวนการคิดที่ดีย่อมส่งผลให้ขั้นตอนต่อไปในการเขียนนั้นง่ายขึ้น (Kytle, ๑๙๗๐ : ๘๐ - ๘๕) ทั้งนี้แวนเดอเวนเทอร์ (Vandeventer, ๑๙๗๙: ๒) ได้พัฒนาแนวคิดกลวิธี RAFT ขึ้นเพื่อใช้เป็นกิจกรรมเสริม การสอนเขียนในขั้นตอนก่อนการเขียน โดย RAFT ย่อมาจาก Role (บทบาทผู้เขียน) Audience (บทบาทผู้อ่าน) Form (รูปแบบ) และ Tense (รูปกริยาตามกาล) หรือ Topic (หัวข้อ) และอธิบายเพิ่มเติมว่า RAFT เป็นกลวิธี ที่ ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์และจัดกระบวนการคิดเพื่อเตรียมการเขียนให้กับผู้เรียน โดยปกติแล้ว RAFT มักจะปรากฎอยู่ในงานเขียนต่างๆ เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วมักมีการพูดถึง RAFT ในลักษณะที่แยกออกจากกัน ไม่ได้นำมารวมกัน อีกทั้งอาจไม่ได้ให้ความสนใจในการจัดระบบความคิดให้อยู่ภายใต้ลักษณะของ RAFT แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับที่อาร์มเชอร์ (Irmscher, ๑๙๗๒ : ๒๗ - ๒๘ ) เชื่อว่าการสร้างงานเขียนควรเริ่มต้น จากขั้นตอนของการจัดระเบียบ ควบคุม กำหนด หรือตีกรอบความคิด ผู้เรียนจะไม่สามารถสร้างงานเขียน ได้อย่างมีคุณภาพหากข้ามขั้นตอนดังกล่าวไปในช่วงของการเริ่มต้นงานเขียน ซึ่งสอดคล้องกับที่บริตัน (Britton, ๑๙๗๕) กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาอื่น ๆนอกเหนือจากรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับภาษานั้น พบว่าโดยส่วนมากผู้สอนมักมอบหมายงานให้ผู้เรียนสร้างงานเขียนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อแสดงสิ่งที่ตนเองเรียนรู้ จากรายวิชานั้น ๆ แต่ปัญหาที่พบคือผู้สอนในรายวิชานั้น ๆ มักไม่สอนวิธีการเขียนหรืออาจจะสอน แต่ยังคงไม่เพียงพอต่อการสร้างงานเขียนให้มีคุณภาพได้จากการศึกษาที่มาและความหมายของกลวิธี RAFT ทวิช อัศวตระกูลวงศ์ (๒๕๖๑ อ้างจาก Vandeventer, ๑๙๗๙) จึงกล่าวโดสรุปได้ว่า RAFTหมายถึง กลวิธีการสอนเขียนที่เสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด ในขั้นตอนก่อนการเขียนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์และวัตถุดิบในการเขียนงานอย่างเป็นระบบ โดยอักษร ทั้ง ๔ ตัว มาจากคำว่า Role (บทบาทผู้เขียน) Audience (บทบาทผู้อ่าน) Form (รูปแบบ) และ Tense (รูปกริยาตามกาล) หรือ Topic (หัวข้อ) ๒.๓.๒ องค์ประกอบของเทคนิคกระบวนการ RAFT กลวิธี RAFT เป็นเครื่องมือหนึ่งที่เสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดในขั้นตอน ก่อนการเขียน เพื่อกำหนดกรอบความคิดและแนวทางการเขียน ประกอบไปด้วย ๔ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑. Role (บทบาทผู้เขียน) คือ การกำหนดบทบาทของผู้เขียนอันเป็นการช่วยให้ผู้เขียนตระหนักรู้ ถึงความรู้สึกร่วมระหว่างการเขียนในฐานะที่สวมบทบาทเป็นผู้เล่าเรื่องนั้น ๆ ทั้งนี้ การกำหนดบทบาทผู้เขียน มีลักษณะสำคัญ ๒ ประการ คือ ๑) เปิดโอกาสให้ผู้เขียนได้ลองผิดลองถูกเพราะบทบาทของผู้เขียนนั้นสามารถ เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ไม่กำหนดตายตัวถาวร และ ๒) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ ที่แตกต่างจากตัวเองออกไปซึ่งทำให้การเขียนมีความหมายและความสำคัญมากยิ่งขึ้น ซึ่งการกำหนดบทบาท ของผู้เขียนจะมีอิทธิพลต่อการกำหนดบทบาทผู้อ่าน รูปแบบและหัวข้องานเขียนในองค์ประกอบต่อไป


๒๖ ๒. Audience (บทบาทผู้อ่าน) คือ การกำหนดบทบาทของผู้อ่านหรือผู้รับสาร ทั้งนี้ผู้อ่าน อาจเป็นสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งไม่มีชีวิตก็ได้ อาจเป็นคนเดียว สิ่งเดียว หรือหลายคนหลายสิ่งก็ได้ หรือในบางครั้ง ผู้อ่านอาจกำหนดให้เป็นตัวผู้เขียนเองก็ได้ ๓. Form (รูปแบบ) คือ การกำหนดรูปแบบของงานเขียนให้เป็นประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่น ข้อความสั้น จดหมาย โทรเลข บทสนทนา บทละคร โฆษณา ฯลฯ ๔. Tense (รูปกริยาตามกาล) คือ การกำหนดรูปของคำกริยาหรือรูปประโยคตามหลักไวยากรณ์ โดยปกติแล้ว Tense แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ Past (อดีต) Present (ปัจจุบัน)Future (อนาคต) ทั้งนี้ Tense จะมีความสัมพันธ์กับ Form เป็นหลัก กล่าวคือการเล่าเรื่องราวหรือถ่ายทอดความคิดในรูปแบบที่แตกต่างกัน ย่อมส่งผลต่อการเลือกใช้ Tense ที่แตกต่างกันด้วย เช่นการเขียนในรูปแบบนิทานซึ่งเป็นการสื่อสารเพื่อให้ผู้อ่าน รับรู้และเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตไปแล้ว ดังนั้นรูปแบบนิทานจึงเป็นตัวกำหนดให้ผู้เขียนต้องใช้ Past Tense (รูปคำกริยาหรือรูปประโยคในแบบอดีตกาล) เป็นต้น ทวิช อัศวตระกูลวงศ์ (๒๕๖๑ อ้างจาก Vandeventer, ๑๙๗๙) ในขณะที่ The National Bahavior Support Service กล่าวว่ากลวิธี RAFTสามารถช่วยให้ผู้เรียน เกิดความเข้าใจในความคิดของตัวเองก่อนการเขียนงาน และมุ่งความสนใจไปที่องค์ประกอบของ การเริ่มต้น งานเขียนทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ ๑. The Writer's Role คือ การกำหนดบทบาทของผู้เขียน เช่น นักหนังสือพิมพ์ทหาร วิศวกร หัวใจของมนุษย์ สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ฯลฯ ทั้งนี้หากสังเกตให้ดีจะพบว่าบทบาทของผู้เขียนเป็นได้ทั้งมนุษย์ รวมถึงสัตว์และสิ่งของด้วย ๒. The Audience คือ การกำหนดว่าใครเป็นผู้อ่าน เช่น ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ สุนัขมีเจ้าของ นักวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ เช่นเดียวกับ The Writer's Role กล่าวคือAudience สามารถกำหนดให้เป็นได้ทั้งคน สัตว์ หรือสิ่งของ ๓. Formats for Writing คือ การกำหนดรูปแบบของงานเขียน เช่น จดหมาย บทสนทนา บันทึกส่วนตัว แผนผัง ฯลฯ ๔. Topic คือ การกำหนดหัวข้อหรือจุดประสงค์ของงานเขียนแนวคิดเรื่ององค์ประกอบ ของ RAFT ทั้ง ๔ ประการดังที่ได้กล่าวมานี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิดของมิเซล (Mitchell, ๑๙๙๖ : ๙๓ - ๙๗) และซานต้า (Santa, ๒๐๐๔) สรุปได้ว่าองค์ประกอบทั้ง ๔ ประการของกลวิธี RAFT คือ ๑) Role of the Writer คือการถามว่า คุณคือใคร ๒) Audience คือการถามว่าคุณเขียนถึงใคร ๓) Format คือการถามว่ารูปแบบที่ใช้ในการเขียน คืออะไร และ ๔) Topic คือการถามว่าคุณกำลังเขียนเกี่ยวกับอะไร


๒๗ หากเปรียบเทียบระหว่างองค์ประกอบของ RAFT ระหว่างแนวคิดของแวนเดอเวนเทอร์กับแนวคิด ของนักวิชาการอื่น ๆ พบว่า แนวคิดดังกล่าวมีจุดร่วมที่เหมือนและแตกต่างกัน กล่าวคือแนวคิดทั้งหมด แบ่งองค์ประกอบของกลวิธี RAFT ออกเป็น ๒ องค์ประกอบ โดยมี ๓ องค์ประกอบแรกที่เหมือนกัน ได้แก่ ๑) บทบาทผู้เขียน ๒) บทบาทผู้อ่าน และ ๓) รูปแบบ แต่ในด้านองค์ประกอบที่ ๔ นั้น แวนเดอเวนเทอร์ ได้ให้ความสำคัญที่ Tense หรือรูปกริยาตามกาล ด้วยเหตุว่าแวนเดอเวนเทอร์พบปัญหาและจุดบกพร่อง ของงานเขียนของผู้เรียนว่า ผู้เรียนมักเกิดข้อผิดพลาดในด้านการใช้รูปกริยาตามกาล (Tense) ที่ไม่สัมพันธ์ กับรูปแบบของงานเขียน นอกจากนี้งานเขียนในความหมายของแวนเดอเวนเทอร์นั้น เน้นในด้านของงานเขียน เชิงวิชาการ ซึ่งงานเขียนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการใช้รูปกริยาตามกาล (Tense) ที่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลให้แวนเดอเวนเทอร์กำหนดให้ผู้เรียนคำนึงถึงการกำหนดรูปกริยาตามกาล ( Tense) ในขั้นตอน ก่อนการเขียน เพื่อให้ผู้เขียนสามารถสร้างงานเขียนที่ถูกต้องตามรูปแบบงานเขียน ในขณะที่แนวคิด ของนักวิชาการอื่นๆ ให้ความสำคัญกับการกำหนด Topic (หัวข้อ) เพราะเป็นส่วนที่จะช่วยกำหนดจุดประสงค์ และเนื้อหาสาระของงานเขียน ไม่ให้ผู้เรียนเกิดความสับสนและแก้ไขปัญหาการเขียนอย่างไม่มีทิศทาง โดยใช้ในบริบทของงานเขียนทั่ว ไป ไม่ใช่เฉพาะแต่งานเขียนเชิงวิชาการด้วยความแตกต่างขององค์ประกอบ ข้อ ๔ ของกลวิธี RAFT นี้เอง ผู้วิจัยจึงได้ตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดองค์ประกอบ Topic (หัวข้อ) นั้นมีความสอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของงานเขียนความเรียงที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มากกว่าการกำหนด Tense (รูปริยาตามกาล)เนื่องจากความเรียงเป็นงานเขียนร้อยแก้วที่ไม่มีรูปแบบ ลีลาการใช้ภาษา วิธีการ เรียบเรียง หรือศิลปะการเขียนที่แน่นอน ซึ่งตรงกับบริบทของ Topic ที่เกี่ยวข้องกับงานเขียนทั่ว ๆ ไป ในขณะที่Tense (รูปกิริยาตามกาล) เน้นในด้านของงานเขียนเชิงวิชาการมากกว่า ทวิช อัศวตระกูลวงศ์ (๒๕๖๑ อ้างจาก Vandeventer, ๑๙๗๙) สรุปได้ว่า RAFT ประกอบไปด้วย ๔ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑) Role of Writer (บทบาทผู้เขียน) คือการกำหนดบทบาทสมมุติว่าผู้เขียนคือใคร ๒) Audience (บทบาทผู้อ่าน) คือการกำหนดบทบาทว่าผู้อ่าน งานเขียนนี้คือใคร ๓) Form (รูปแบบ) คือการกำหนดว่ารูปแบบของงานเขียนนี้คือรูปแบบใด ๔) Topic (หัวข้อ) คือการกำหนดว่างานเขียนนี้เขียนเกี่ยวกับอะไร ๒.๓.๓ ขั้นตอนการสอนเขียนตามเทคนิคกระบวนการ RAFT กลวิธี RAFT ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการคิดในการสร้าง ขอบเขตทิศทางงานเขียนของตนเอง ผ่านการกำหนดองค์ประกอบของ RAFT ทั้ง ๔ องค์ประกอบ ทั้งนี้การจัดการ เรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการคิดในการกำหนดองค์ประกอบของ RAFT ได้นั้น นักวิชาการเสนอไว้ อย่างสนใจหลายแนวคิด มิเซล (Mitchell, ๑๖๖๙ : ๙๓ – ๙๗ ) และซานต้า (Santa, ๒๐๐๔) ได้แนะนำขั้นตอน การจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี RAFT ในการเสริมสร้างความสามารถในการเขียนโดยสรุปขั้นตอนได้ ๖ ขั้นตอน ดังต่อไปนี้


๒๘ ๑) อธิบายให้ผู้เรียนทราบและเข้าใจว่าในมุมมองของผู้เขียนนั้น สิ่งใดบ้างที่ต้องคำนึงถึง เพื่อให้สามารถสร้างงานเขียนที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ RAFTว่ามีส่วนช่วยอย่างไร ในการสร้างงานเขียน และมีองค์ประกอบใดบ้าง ๒) กำหนดให้ผู้เรียนเลือกเนื้อหาสาระหรือหัวข้อ (Topic ที่ตนเองสนใจ โดยส่วนใหญ่ มักให้ผู้เรียนเลือกเนื้อหาสาระที่มีความสัมพันธ์กับผู้เรียน หรือผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจกับสิ่งนั้นพอสมควร อาจเป็นเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับวิชาอื่นที่ผู้เรียนกำลังศึกษาอยู่ก็ได้ ๓) อธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจว่า โดยปกติแล้วการนำ RAFT มาใช้ในการสร้างงานเขียนนั้น จะทำให้ ผู้เรียนเกิดมุมมองใหม่ในการเขียนว่าบทบาทของผู้เขียนและผู้อ่านนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็น "นักเรียน" และ "ครู" เสมอไป รวมทั้งรูปแบบงานเขียนก็ไม่จำเป็นต้องเป็น"รายงาน" ทั้งนี้ผู้สอนควรยกตัวอย่าง Role of Writer (บทบาทผู้เขียน) Audience (บทบาทผู้อ่าน)และ Form (รูปแบบ) ที่สามารถกำหนดได้ภายใต้หัวข้อที่ผู้เรียนเลือก ไว้ในขั้นตอนที่ ๒ โดยเน้นให้เห็นถึงตัวอย่างที่หลากหลาย ๔) แบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อย จากนั้นกำหนดให้ผู้เรียนระดมความคิดภายในกลุ่ม แล้วเลือกหัวข้อย่อย (Topic) จากหัวข้อหลักในขั้นตอนที่๒ ๕) ให้ผู้เรียนร่างคำตอบที่เป็นไปได้ของRAFTภายใต้หัวข้อย่อยนั้นโดยให้ผู้เรียนเสนอความคิดได้ อย่างหลากหลายจากนั้นจึงให้อภิปรายภายในกลุ่มร่วมมกันเพื่อหาข้อสรุปว่าคำตอบของ RAFT คำตอบใดเป็น คำตอบที่น่าสนใจที่สุด ๖)ผู้สอนแสดงตัวอย่างงานเขียนที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้RAFTที่ถูกกำหนดไว้แล้วให้ผู้เรียนอ่าน หรือฟัง เพื่อให้ผู้เรียนเห็นแนวทางความเป็นไปได้ในการสร้างงานเขียนจากคำตอบของ RAFT ที่กำหนดขึ้นใน ข้างต้น ในขณะที่แวนเดอเวนเทอร์กล่าวถึงขั้นตอนของการนำกลวิธีRAFTมาใช้ในการพัฒนาความสามารถในการ สอนเขียนแตกต่างออกไปจากนักวิชาการข้างต้นเนื่องจากบริบทของการนำกลวิธีRAFTไปใช้เกี่ยวข้องกับงานเขียน เชิงวิชาการ โดยสรุปขั้นตอนได้ ๔ ขั้นตอน ดังนี้ ๑. ผู้เรียนนึกคำถามที่มักจะถูกถามอยู่เสมอ ๆ ในขณะที่เรียนรายวิชาต่าง ๒.ผู้เรียนกำหนดคำตอบของRAFTภายใต้เนื้อหาสาระที่สอดคล้องกับคำถามในขั้นตอนที่ ๒ ๓. ผู้เรียนพิจารณาคำตอบของ RAFT ในรายวิชาต่าง ๆ จากนั้นเลือกคำตอบใดคำตอบหนึ่ง ตามความเหมาะสมและความสมัครใจของผู้เรียนเอง ๔. ผู้เรียนสร้างงานเขียนภายใต้คำตอบของ RAFT นั้น สรุปได้ว่าการสอนเขียนตามกลวิธีRAFTสามารถนำไปใช้ในช่วงขั้นก่อนการเขียน(Prewriting) ตามแนวทางการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการโดยมีขั้นตอนดังนี้๑)ผู้สอนอธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจว่า RAFT


๒๙ คืออะไรสามารถนำมาใช้ในการสร้างงานเขียนได้อย่างไรบ้าง ๒) ผู้เรียนพิจารณาหาหัวข้องานเขียนที่ตนเองสนใจ ๓) ผู้สอนแสดงตัวอย่างความเป็นไปได้ของคำตอบ RAFT ที่หลากหลายให้ผู้เรียนดูเป็นแนวทาง ๔) ผู้สอน แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อยและมอบหมายให้ผู้เรียนเสนอแนวคำตอบของ RAFT ภายใต้หัวข้อที่ตกลงร่วมกันไว้ จากนั้นจึงเลือกเฉพาะคำตอบที่มีความเป็นไปได้และน่าสนใจมากที่สุด ๕) ผู้เรียนนำคำตอบของ RAFT มาเป็นแนวทางในการเข้าสู่กระบวนการเขียน (Writing) ต่อไป ทวิช อัศวตระกูลวงศ์ (๒๕๖๑ อ้างจาก Vandeventer, ๑๙๗๙) ๒.๔ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ๒.๔.๑ ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับ ประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล การสร้างเครื่องมือวัดให้มีคุณภาพนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ สมพร เชื้อพันธ์ (๒๕๔๗ : ๕๓) สรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หมายถึง ความสามารถ ความสำเร็จและสมรรถภาพด้านต่าง ๆของผู้เรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็น ผลมาจากการเรียน การสอนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งสามารถวัดได้จากการทดสอบ ด้วยวิธีการต่าง ๆ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (๒๕๔๘ : ๑๒๕) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงขนาดของความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน ปราณี กองจินดา (๒๕๔๙ : ๔๒) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึง ความสามารถ หรือผลสำเร็จที่ได้รับจาก กิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตาม ลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน ที่แตกต่างกัน สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนจะได้รับจากการเรียน การสอนการศึกษาค้นคว้าการอบรมและการสั่งสอนรวมถึงประสบการณ์ต่างๆ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ และกระบวนการสอนที่จะทำให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมา ทั้ง ๓ ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย ๒.๔.๒ องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วรรณทิพา รอดแรงค้า (๒๕๔๐ : ๑๐๑ อ้างจาก๒๕๔๐ : บลูม Bloom ๑๙๗๖ : ๕๒ ) ได้กล่าวถึงตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนดังต่อไปนี้้ ๑. พฤติกรรมด้านความรู้ ความคิด หมายถึง ความสามารถทั้งหลายของนักเรียนซึ่งประกอบด้วย ความถนัดและพื้นฐานของนักเรียน


๓๐ ๒. คุณลักษณะด้านจิตพิสัย หมายถึง สภาพการณ์หรือแรงจูงใจที่จะทำให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ใหม่ ได้แก่ ความสนใจ เจตคติที่มีต่อเนื้อหาที่เรียนในโรงเรียน ระบบการเรียน ความคิดเห็นเกี่ยวกับ ตนเอง และลักษณะบุคลิกภาพ ๓. คุณภาพการสอน ได้แก่ การรับคำแนะนำ การมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนการเสริมแรง จากครู การแก้ไขข้อผิดพลาด และรู้ผลว่าตนเองกระทำได้ถูกต้องหรือไม่ ๔. คุณลักษณะของนักเรียน ได้แก่ ความพร้อมทางสมอง และทางสติปัญญา ความพร้อมทางด้าน ร่างกาย และความสามารถทางด้านทักษะของร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจ ซึ่งได้แก่ ความสนใจ แรงจูงใจ เจตคติ และค่านิยม สุขภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ความเข้าใจในสถานการณ์ อายุ เพศ ๕. คุณลักษณะของผู้สอน ได้แก่ สติปัญญา ความรู้ในวิชาที่สอน การพัฒนาความรู้ทักษะ ทางร่างกาย คุณลักษณะทางจิตใจ สุขภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ความเข้าใจในสถานการณ์ อายุ เพศ ๖. พฤติกรรมระหว่างผู้สอนและนักเรียน ได้แก่ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับนักเรียน จะต้องมีพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อกัน เข้าใจกันมีความสัมพันธ์ที่ดีและมีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ๗. คุณลักษณะของกลุ่มนักเรียน ได้แก่ โครงการของกลุ่มตลอดจนความสัมพันธ์ของกลุ่มเจตคติ ความสามัคคี และภาวะผู้นำผู้ตามที่ดีของกลุ่ม ๘. คุณลักษณะของพฤติกรรมเฉพาะตัว ได้แก่ การตอบสนองต่อการเรียน การมีเครื่องมือ และอุปกรณ์พร้อมในการเรียน ความสนใจต่อบทเรียน สรุปได้ว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ พฤติกรรมด้านความรู้ ความคิด คุณลักษณะด้านจิตพิสัย คุณภาพการสอนคุณลักษณะของนักเรียน คุณลักษณะของผู้สอน และ พฤติกรรมระหว่างผู้สอนและนักเรียน ๒.๔.๓ เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย ผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยเป็นผลสำเร็จของการเรียนภาษาไทยของผู้เรียนและ การสอน ของครูผู้สอน เช่น ผลสัมฤทธิ์เข้าใจเนื้อหาวิชา ผู้เรียนแต่ละคนจะประสบความสำเร็จในเข้าใจหรือตีความเนื้อหา ไม่เท่ากันแม้จะเรียนอยู่ในระดับชั้นเดียวกันและมีสภาพแวดล้อมในการเรียนที่คล้ายกัน ผลสัมฤทธิ์ของการเข้าใจ ของผู้เรียนขึ้นอยู่กับความสามารถทางสมอง ความสนใจ และประสบการณ์ของผู้เรียน การรู้ผลสัมฤทธิ์การเรียน แต่ละทักษะของผู้เรียนจะช่วยให้ผู้สอนและผู้เรียนนำผลไปใช้พัฒนาการสอน และการเรียนให้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามการวัดผลสัมฤทธิ์จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีมาตรฐานเพื่อผลที่วัดออกมา จะได้มีความเชื่อถือ กระบวนการวัดผลจึงต้องมีระบบซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการบริหารการใช้เครื่องมือวัดผล (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, ๒๕๔๕ : ๕๕)


๓๑ ๒.๔.๔ วัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนวิชาภาษาไทย การใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนมีวัตถุประสงค์ดังนี้ (สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์, ๒๕๔๕ : ๕๕) ๑. เป็นการวัดพื้นฐานการเรียนภาษาไทยของผู้เรียนก่อนที่กิจกรรมการเรียนจะเริ่มขึ้น ผู้สอน อาจทำการวัดพื้นฐานการเรียนในชั่วโมงแรกของการเปิดภาคเรียนเพื่อนำผลมาวินิจฉัยว่าผู้เรียน มีพื้นฐานความรู้ ในเรื่องที่จะเรียนภาษาไทยมากหรือน้อย ผู้สอนจะได้นำผลมาใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ต่อไป ๒. เป็นการวัดผลภายหลังที่ผู้เรียนได้เรียนเนื้อหาครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ เช่น ในภาคเรียนหนึ่งกำหนดให้ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางภาษาไทย โดยสามารถจำ เข้าใจนำไปใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าได้ อย่างน้อยร้อยละ ๖๐ มีเนื้อหาสาระจากแบบเรียนและหนังสือ อ่านประกอบซึ่งเป็นสื่อใช้ฝึกความรู้ทางภาษาไทยให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ การวัดผล โดยใช้เครื่องมือวัดผลฤทธิ์จะช่วยให้ผู้สอนรู้ว่าผู้เรียนประสบความสำเร็จตามเกณฑ์อย่าง น้อยร้อยละ ๖๐ หรือไม่ ถ้าคำตอบออกมาว่าไม่ ก็จำเป็นต้องหาทางปรับปรุงแก้ไขต่อไป ๓.เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนของผู้เรียนแต่ละคนกับคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มผู้เรียน เพื่อพิจารณาว่าสูงหรือต่ำจากค่าเฉลี่ย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนในการพัฒนา ให้ผู้เรียนแต่ละคนให้มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนสูงขึ้นกว่าเดิม ๔. เปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับคะแนนหลังเรียน การทดสอบก่อนเรียนจะใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนจึงดำเนินการสอน ตามวัตถุประสงค์เมื่อครบตามเวลา ที่กำหนดการสอน แล้วจึงทดสอบหลังเรียนด้วยข้อทดสอบชุดเดียวกับการวัดผลก่อนเรียน จากนั้นจึงนำคะแนน ทั้งสองครั้งมาเปรียบเทียบกัน เพื่อพิจารณา ความแตกต่างว่าคะแนนหลังเรียนสูงขึ้นหรือต่ำกว่าเดิม ผลที่ปรากฏ จะใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแผนการสอนภาษาไทย เพื่อจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น ๕. เปรียบเทียบเวลาที่ใช้ในการทำข้อสอบกับเวลาเฉลี่ยที่เป็นมาตรฐาน ผู้เรียนบางคน อาจใช้เวลามากหรือน้อยจากเวลาที่เป็นมาตรฐานของการทำข้อสอบ การใช้เวลาที่แตกต่างกันอาจชี้ให้เห็นทั้งข้อดี และข้อบกพร่อง ข้อดีคือผู้เรียนทำข้อสอบได้จึงใช้เวลาน้อยกว่าที่กำหนด ข้อบกพร่องคือเมื่อทำข้อสอบไม่ได้ จะใช้วิธีการเดา ทำให้เสร็จเร็วกว่าเวลาที่กำหนด นอกจากนั้นบางคนอาจทำข้อสอบไม่ทันตามเวลา ข้อสังเกต ตามที่กล่าวมานี้จะช่วยให้ผู้สอนนำมาปรับการบริหารเครื่องมือให้ผู้เรียนใช้เวลาในการทำข้อสอบได้ตามที่กำหนด ต่อไป ๖. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเรียนภาษาไทยระหว่างทักษะต่าง ๆ ได้แก่ ฟัง พูด อ่าน และเขียน โดยนำคะแนนที่ได้มาปรับเป็นคะแนนมาตรฐาน แล้วจึงนำมาเปรียบเทียบกันทำให้เห็นความแตกต่าง


๓๒ ของคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนของแต่ละทักษะ ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าควรปรับปรุงทักษะใดให้มีผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับ ที่ใกล้เคียงกับทักษะอื่น ๆ ๗. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนภาษาไทยกับผลการเรียนวิชาอื่น ๆ โดยปรับให้เป็นคะแนน มาตรฐาน แล้วจึงนำไปเปรียบเทียบกันจะทำให้เห็นคะแนนผลสัมฤทธิ์วิชาภาษาไทยใกล้เคียงกับวิชาอื่น ๆ หรือไม่ เพื่อผู้สอนและผู้เรียนจะได้ปรับปรุงผลการเรียนของแต่ละวิชาให้ดีขึ้น สรุปได้ว่า การใช้เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนมีวัตถุประสงค์ เพื่อวัดความรู้พื้นฐาน ก่อนเรียน วัดผลหลังเรียน เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนของผู้เรียนแต่ละคนกับคะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม และเปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเรียนระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับคะแนนหลังเรียน ผู้วิจัยนำความรู้นี้ ไปใช้ในงานวิจัยโดยการสร้างเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อใช้ในการพัฒนา และเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่เรียนเรื่องการเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFTซึ่งให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ และให้คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ ๒.๒.๕ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน บุญชม ศรีสะอาด (๒๕๔๓ : ๕๙-๖๖) ได้อธิบายถึงการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน โดยดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ ๑) วิเคราะห์จุดประสงค์ เนื้อหาวิชา และทำตารางกำหนดลักษณะข้อสอบ ขั้นตอนแรกสุด จะต้องทำการวิเคราะห์ว่าเนื้อหาหรือหัวข้อที่จะสร้างข้อสอบวัดนั้น มีจุดประสงค์ของการสอน หรือจุดประสงค์ การเรียนรู้อะไรบ้าง ทำการวิเคราะห์เนื้อหาวิชาว่ามีโครงสร้างอย่างไร จัดเขียนหัวข้อใหญ่ หัวข้อย่อย ทุกหัวข้อ พิจารณาความเกี่ยวโยง ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาเหล่านั้น จากนั้นก็จัดทำตารางกำหนดลักษณะข้อสอบ หรือที่เรียกว่าตารางวิเคราะห์หลักสูตร ตารางนี้มี ๒ มิติ คือ ด้านเนื้อหากับด้านสมรรถภาพที่ต้องการวัด และพิจารณาว่าจะออกข้อสอบทั้งหมดกี่ข้อเขียนจำนวนข้อลงในช่องรวมช่องสุดท้าย จากนั้นพิจารณาว่า หัวข้อเรื่องใดสำคัญมากน้อยเขียนลำดับความสำคัญลงไปแล้วกำหนดจำนวนข้อที่จะวัดในแต่ละช่องขึ้นอยู่กับ เรื่องนั้น ต้องการให้เกิดสมรรถภาพด้านใดมากน้อยกว่ากัน ๒) กำหนดรูปแบบของข้อคำถามและศึกษาวิธีเขียนข้อสอบ ทำการพิจารณาและตัดสินใจว่า จะใช้ข้อคำถามรูปแบบใด ศึกษาวิธีเขียนข้อสอบ หลักการเขียนข้อคำถาม ศึกษาวิธีเขียนข้อสอบสมรรถภาพต่างๆ ศึกษาเทคโนโลยีในการเขียนข้อสอบเพื่อนำมาใช้เป็นหลักในการเขียนข้อสอบ ๓) เขียนข้อสอบ ลงมือเขียนข้อสอบ ใช้ตารางกำหนดลักษณะของข้อสอบที่จัดทำไว้ในขั้นที่ ๑ เป็นกรอบซึ่งทำให้สามารถออกข้อสอบวัดได้ครอบคลุมทุกหัวข้อเนื้อหา และทุกสมรรถภาพ ส่วนรูปแบบ และเทคนิคในการเรียนข้อสอบยึดตามที่ได้ศึกษาในขั้นที่ ๒


๓๓ ๔) ตรวจทานข้อสอบ นำข้อสอบที่ได้เขียนไว้ในขั้นที่ ๓ มาพิจารณาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง โดยพิจารณาถึงความถูกต้องตามหลักวิชา พิจารณาว่าแต่ละข้อวัดในเนื้อหาและสมรรถภาพตามตารางกำหนด ลักษณะข้อสอบหรือไม่ ภาษาที่ใช้เขียนมีความเข้าใจง่ายเหมาะสมดีแล้วหรือไม่ ตัวถูก ตัวลวงเหมาะสม เข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ หลังการพิจารณาทบทวนเองแล้ว นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญวัดผล และด้านเนื้อหาสาระ พิจารณา ข้อบกพร่อง และนำเอาข้อวิจารณ์เหล่านั้นมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ๕) พิมพ์แบบทดสอบฉบับบททดลอง นำข้อสอบทั้งหมดมาพิมพ์เป็นแบบทดสอบโดยจัดพิมพ์ คำชี้แจงหรือคำอธิบายวิธีทำแบบทดสอบไว้ที่ปกของแบบทดสอบอย่างละเอียดและชัดเจน การจัดพิมพ์วางรูปแบบ ให้เหมาะสม ๖) ทดลองใช้ วิเคราะห์คุณภาพ และปรับปรุง นำแบบทดสอบไปทดลองกับกลุ่มที่คล้ายกับ กลุ่มตัวอย่างที่จะสอบจริง ซึ่งได้เรียนในวิชาหรือเนื้อหาที่จะสอบแล้ว นำผลการสอบมาตรวจให้คะแนน ทำการวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนก ค่าความยากของข้อสอบแต่ละข้อ โดยใช้วิธีการวิเคราะห์คุณภาพ คัดเลือกเอา ข้อที่มีคุณภาพเข้าเกณฑ์ตามจำนวนที่ต้องการถ้าข้อที่เข้าเกณฑ์จำนวนมากกว่าที่ต้องการก็ตัดข้อที่มีเนื้อหา มากกว่าที่ต้องการ ซึ่งเป็นข้อที่มีอำนาจจำแนกต่ำสุดออกตามลำดับ นำเอาผลการสอบ ที่คิดเฉพาะข้อสอบ ที่เข้าเกณฑ์เหล่านั้นมาคำนวณหาค่าความเชื่อมั่น ๗) พิมพ์แบบทดสอบฉบับจริง นำข้อสอบที่มีอำนาจจำแนก และระดับความยากเข้าเกณฑ์ ตามจำนวนที่ต้องการในขั้นที่ ๖ มาพิมพ์เป็นแบบทดสอบฉบับที่จะใช้จริงซึ่งจะต้องมีคำชี้แจงวิธีทำด้วย และในการพิมพ์นอกจากใช้รูปแบบที่เหมาะสมแล้วควรคำนึงถึงความประณีตถูกต้อง ซึ่งจะต้องตรวจทานให้ดี สรุปได้ว่า การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้นควรจะสร้างตามลำดับขั้นตอน เริ่มจากการวิเคราะห์จุดประสงค์ เนื้อหาวิชาและทำตารางวิเคราะห์ข้อสอบที่กำหนดรูปแบบของข้อคำถาม และศึกษาวิธีการเขียนข้อสอบ เขียนข้อสอบ ตรวจทานข้อสอบพิมพ์แบบทดสอบฉบับทดลอง ทดลองใช้ วิเคราะห์ คุณภาพและปรับปรุง และพิมพ์แบบทดสอบฉบับจริง ข้อควรคำนึงถึง อีกประการหนึ่ง คือ หลักในการเขียน ข้อสอบแบบเลือกตอบ ๒.๕ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๒.๕.๑ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเขียนแสดงความคิดเห็น สิทธิธรรม อ่องวุฒิรัตน์ (๒๕๖๔) ได้ศึกษา กลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการตอบการแสดงความ คิดเห็นแย้งในสถานการณ์การสนทนาที่ต่างกันในภาษาไทย: กรณีศึกษาคู่สนทนาที่มีสถานภาพเท่ากัน วิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษากลวิธีทางภาษาที่ผู้พูดภาษาไทยใช้ในการตอบการแสดงความเห็นแย้ง กรณีคู่สนทนาที่มีสถานภาพเท่ากันและพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการตอบ การแสดงความเห็นแย้งกรณีคู่สนทนาที่มีสถานภาพเท่ากันกับปัจจัยเรื่องประเภทของสถานการณ์การสนทนา ซึ่งในที่ นี้ได้แก่ สถานการณ์การสนทนาแบบให้คู่สนทนากระทำกิจกรรมร่วมกัน และสถานการณ์การสนทนา


๓๔ แบบให้คู่สนทนาแสดงความคิดเห็น ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามแบบเติมเต็มบทสนทนาชนิดให้เขียนตอบ โดยกลุ่มตัวอย่างผู้พูดภาษาไทยที่ใช้ในงานวิจัยมีจำนวน ๔๐๐ คน แบ่งเป็นเพศชาย 200 คน และเพศหญิง ๒๐๐ คน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างผู้พูดภาษาไทยเลือกใช้กลวิธีทางภาษาในการตอบ การแสดงความเห็นแย้งจำนวนทั้งสิ้น ๔ กลวิธี เรียงลำดับความถี่จากมากไปหาน้อยได้ดังนี้๑) กลวิธีทางภาษา แบบลดน้ำหนักความขัดแย้งในการสนทนา (ร้อยละ ๓๔.๒๔) ๒) กลวิธีทางภาษาแบบหยอกล้อ และ / หรือลดความตึงเครียดในการสนทนา (ร้อยละ ๒๘.๑๙) ๓) กลวิธีทางภาษาแบบประชดประชัน และ /หรือเสียดสีในการสนทนา (ร้อยละ ๒๐.๕๘) และ ๔) กลวิธีทางภาษาแบบเผชิญหน้าและ/หรือ เพิ่มความขัดแย้งในการสนทนา (ร้อยละ ๑๖.๙๗) ส่วนผลการวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีทางภาษาที่ใช้ ในการตอบการแสดงความเห็นแย้งกับปัจจัยเรื่องสถานการณ์การสนทนาพบว่า สถานการณ์การสนทนา มีผลต่อการเลือกใช้กลวิธีทางภาษาในการตอบการแสดงความเห็นแย้งของผู้พูดภาษาไทย ดังจะเห็นได้จาก ค่า p ของกลวิธีทางภาษาทั้งหมดต่ำกว่าระดับนัยสำคัญที่ ๐.๐๕๐ (P<๐.๐๕๐) วัชรีญา วงษ์สุวรรณ และ สุกัญญา เรืองจรูญ (๒๕๖๓) ได้ศึกษา การจัดการเรียนรู้ด้านการเขียน แสดงความคิดเห็นแบบเน้นภาระงาน เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานในการพัฒนาทักษะการเขียนแสดงความคิดเห็นวิชาภาษาไทย ศึกษาผลสัมฤทธิ์ด้านการเขียนแสดงความคิดเห็นก่อนเรียนและหลังเรียน และสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบมุ่งเน้นภาระงานเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการวิจัยคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนสามซุกรัตนโภคาราม อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ซึ่งได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน ๔๐ คน ที่มีผลการสอบโปรแกรม ประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA อยู่ในเกณฑ์ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับประเทศ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และสถิติการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า ๑) คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การเขียนแสดงความคิดเห็นหลังเรียนในนักเรียน กลุ่มตัวอย่างสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ ๒) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มี ต่อการจัดการเรียนรู้ด้านการเขียนแสดงความคิดเห็นแบบเน้นภาระงานเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X =๔.๑๙, S.D. = ๐.๙๒) การจัดการเรียนรู้ด้านการเขียนแสดงความคิดเห็น แบบเน้นภาระงานเพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย สามารถพัฒนาความสามารถในการเขียนภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ได้ และนักเรียนมีความพึงพอใจในการจัดกิจกรรม สมควรที่จะนำไปจัดกิจกรรม เพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนต่อไป


๓๕ กนกวรรณ สุมน, สุวรรณี ยหะกร และ อภิรักษ์ อนะมาน (๒๕๖๕) ได้ศึกษา ผลการใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการเขียนแสดงความคิดเห็นและเจตคติต่อการเรียนวิชาถภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑) พัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการเขียนแสดงความคิดเห็นในวิชา ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ๒) เปรียบเทียบความสามารถ ในการเขียนแสดงความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ระหว่างกลุ่มที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนและกลุ่มที่เรียนแบบปกติ และ ๓) เปรียบเทียบเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ระหว่างกลุ่มที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและกลุ่มที่เรียนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕โรงเรียนวัดเทพนิมิตร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาภูเก็ต ปีการศึกษา ๒๕๖๓ จำนวน ๒ ห้องเรียน จำนวนนักเรียน ห้องละ ๓๐ คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ได้มาโดยการใช้วิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ๑) บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นในวิชาภาษาไทย ๒) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน๓) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ๔) แบบทดสอบความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็น และ๕) แบบวัดเจตคติต่อการเรียนวิชาภาษาไทย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานและทดสอบค่าเฉลี่ยที่มีความสัมพันธ์กัน (t-test แบบDependent) ผลการวิจัยพบว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ ๘๑.๕๗/๘๑.๘๗ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ๘๐/๘๐ความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็นของนักเรียนกลุ่ม ที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่ากลุ่มที่เรียนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ เจตคติที่มีต่อการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนกลุ่มที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่า กลุ่มที่เรียนแบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๑ ภครัตน์ คชสิทธิ์ (๒๕๕๗) ได้ศึกษา การเขียนแสดงความคิดเห็นในบทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทย วิจัยนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการเขียนแสดงความเห็นในบทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์รายวันภาษาไทย โดยศึกษาจากบทนำหนังสือพิมพ์มติชนและบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ระหว่าง ๑ มกราคม ๒๕๔๒ ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๑ จำนวน ๓๒๐ บทความ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เกณฑ์ ด้านวัจนกรรมและการให้เหตุผลและเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบลักษณะการเขียนแสดความเห็นประกอบด้วยข้อความ ๕ ลักษณะ ได้แก่ ๑) ประเด็นสถานการณ์หรือข้อมูล ๒) ข้อมูลสนับสนุน ๓) ข้อสรุปความเห็น ๔) ข้อสนับสนุนความเห็น และ ๕) ประเด็นสรุปความ และใช้ภาษาประกอบข้อความแสดงความเห็นบ่งชี้เจตนา ๓ ลักษณะ คือ ๑) เจตนา ให้ข้อเท็จจริงหรือข้อมูล ๒) เจตนาประเมินค่าและ ๓) เจตนาแนะนำให้ยอมรับหรือนำไปปฏิบัติ ในด้านการเขียน แสดงความเห็นจะใช้เหตุผลสนับสนุนการแสดงความเห็นเพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงประกอบให้ผู้อ่านเข้าใจ


๓๖ และข้อเขียนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ปรากฏ ๕ กลวิธี คือ ๑ )ให้เหตุผลโดยอ้างอิงเหตุการณ์ตัวอย่าง ๒) ให้เหตุผล โดยอ้างอิงระเบียบ ๓) ให้เหตุผลโดยการเปรียบเทียบ ๔) ให้เหตุผลโดยอ้างอิงสถิติรายงาน ๕) ให้เหตุผลโดยอ้างอิง หลักการ ซึ่งเป็นวิธีการสร้างสารที่ทำให้ข้อความในบทบรรณาธิการมีน้ำหนัก โน้มน้าวผู้อ่านให้เข้าใจและเชื่อถือ ตามวัตถุประสงค์ของการสื่อสารการศึกษากลวิธีการเเสดงความคิดเห็น และนำมาจัดการเรียนเรียนรู้ สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเขียนแสดงความคิดเห็นได้ เช่น เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ ผลงาน ใช้ภาษาอย่างมีแบบแผน สามารถสื่อความหมายให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงเจตนาชัดเจนยิ่งขึ้น ๒.๕.๒ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเทคนิคกระบวนการ RAFT ศิริศักดิ์ เนียมเจียมตัว, ชิษณุพงศ์ อินทรเกษม และ วิภาวรรณ เอกวรรณัง (๒๕๖๒) ได้ศึกษา การแก้ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้เทคนิค RAFT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๙ โรงเรียนศรีบุญยานนท์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อสำรวจสภาพปัญหา ผลกระทบและสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น ๒) เพื่อศึกษานวัตกรรมที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และ๓) เพื่อศึกษาผลของการใช้นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหา กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๙ โรงเรียนรีบุณยานนท์ ปีการศึกษา ๒๕๖๑ จำนวน ๔ คนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน การเขียนเชิงสร้างสรรค์ตามที่สถานศึกษากำหนด การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการใน ๓ ระยะ ดังนี้ ระยะที่ ๑ การวิเคราะห์สภาพปัญหา ระยะที่ ๒ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ และระยะที่ ๓ การนำเทคนิคRAFT ร่วมกับแบบฝึกทักษะไปใช้ในการแก้ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยมีเครื่องมือในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคRAFT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ จำนวน ๖ แผ่น แบบฝึกทักษะ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ จำนวน ๓ เล่ม เล่มละ ๒ ชุด รวม ๖ ชุดและแบบทดสอบความสามารถ ในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ผลการวิจัย พบว่า ระยะที่ ๑ การวิเคราะห์สภาพปัญหาในชั้นเรียนปัญหาที่ส่งผล ต่อการเรียนรู้ คือ ปัญหาการเขียนชิงสร้างสรรค์ ซึ่งมีนักเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ตามที่สถานศึกษากำหนด คือ ร้อยละ๗๐ จำนวน ๔ คน ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อนักเรียน คือ นักเรียนไม่สามารถนำเสนอความรู้ ความคิด ผ่านทักษะการเขียนได้สำหรับผลกระทบต่อผู้วิจัยซึ่งเป็นผู้สอนในรายวิชาภาษาไทย คือ ทำให้การจัดการเรียนรู้ ไม่เป็นไปตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดไว้ สาเหตุของปัญหาเกิดจากการคัดลอกผลงานจากอินเทอร์เน็ต หรือเพื่อนนักเรียน รูปแบบการจัดการเรียนสอนที่ไม่น่าสนใจ ทำให้ผู้เรียนเบื่อหน่าย และสื่อการสอนที่ไม่ดึงดูด ความสนใจแก่ผู้เรียน ระยะที่ ๒ การพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ นวัตกรรมที่เหมาะสม ในการแก้ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ เทคนิค RAFT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ โดยผ่านการประเมิน ความสอดคล้องของผู้เชี่ยวชาญ มีค่าความสอดคล้อง ๐.๙๑ ระยะที่ ๓ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่มีปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์มีผลการทดสอบความสามารถ ใน การเชิงสร้างสรรค์ คิดเป็นร้อยละ ๗๗.๑๔, ๗๕.๒๔, ๗๓.๓๓ และ ๗๑.๔๓ ตามลำดับ ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ ๗๐ ตามที่ผู้วิจัยกำหนดไว้ทุกคน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค RAFT ร่วมกับแบบฝึกทักษะเป็นวิธีการสอน


๓๗ ที่ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดจินตนาการในการเขียนผ่านการสวมบทบาทที่หลากหลาย นำเสนอความคิดที่แปลกใหม่ ด้วยตนเอง และเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับงานเขียนแต่ละประเภท การใช้ร่วมกับแบบฝึกทักษะนั้นจะช่วยให้ นักเรียนไม่เบื่อหน่ายและเกิดความสนใจในการเรียน สามารถฝึกฝน ทบทวนและทำซ้ำได้ ทำให้เกิดความเข้าใจ และความชำนาญในการเขียนจนเกิดเป็นความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่คงทนถาวร ทวิช อัศวตระกูลวงศ์ (๒๕๖๑) ได้ศึกษา ผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอน เขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับ กลวิธี RAFT ที่มีต่อความสามารถในการเขียนความเรียงและเจตคติ ต่อการเขียนความเรียงของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๖ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์๑) เพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถในการเขียนความเรียงและเจตคติต่อการเขียนความเรียงของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับกลวิธี RAFT ๒) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนความเรียงและเจตคติต่อการเขียนความเรียงของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับกลวิธี RAFT กับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ได้มาด้วยวิธีการสุมตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม จากนั้นจับฉลากห้องเรียน เพื่อแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ดำเนินการทดลองแบบ Pretest Posttest Control Group Design เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ ๑) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียน แบบเน้นกระบวนการร่วมกับ กลวิธีRAFT ๒) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบปกติ ๓) แบบวัดความสามารถในการเขียน ความเรียง ๔) แบบวัดเจตคติต่อการเขียนความเรียง สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า Hotelling's T' และค่าความแปรปรวนพหุคูณแบบทางเดียว (One-Way MANOVA) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียน แบบเน้นกระบวนการร่วมกับกลวิธี RAFT มีความสามารถในการเขียนความเรียงและเจตคติต่อการเขียนความเรียง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้ แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับกลวิธี RAFT มีความสามารถในการเขียนความเรียงและเจตคติ ต่อการเขียนความเรียงสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .๐๕ เทคนิคกระบวนการ RAFT สามารถพัฒนางานเขียนที่เกิดจากจินตนาการในการเขียนผ่าน การสวมบทบาทที่หลากหลาย นำเสนอความคิดที่แปลกใหม่ และเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับงานเขียน แต่ละประเภท ทำให้เกิดความเข้าใจและความชำนาญในการเขียนสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ๒.๖ กรอบแนวคิดของการวิจัย จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิค กระบวนการ RAFT ผู้วิจัยพบว่า ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT มีหลักการ และขั้นตอนที่สำคัญ ๔ ขั้นตอน คือ ผู้สอนนำเสนอเนื้อหา ชี้แจงการเล่นเกม เล่นเกม และอภิปราย/สรุปผล


๓๘ ส่วนการจัดการเรียนรู้แบบความคิดรวบยอด มีหลักการและขั้นตอนที่สำคัญ ขั้นตอนได้ ๖ ขั้นตอนดังต่อไปนี้ ๑) อธิบายให้ผู้เรียนทราบและเข้าใจว่าในมุมมองของผู้เขียนนั้น ๒) กำหนดให้ผู้เรียนเลือกเนื้อหาสาระ หรือหัวข้อ ๓) อธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจว่า โดยปกติแล้วการนำ RAFT มาใช้ในการสร้างงานเขียนนั้น จะทำให้ผู้เรียนเกิดมุมมอง ใหม่ในการเขียน ๔) แบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ๕) ให้ผู้เรียนร่างคำตอบที่เป็นไปได้ของRAFTภายใต้หัวข้อ ย่อยนั้นโดยให้ผู้เรียนเสนอความคิดได้อย่างหลากหลาย ๖) ผู้สอนแสดงตัวอย่างงานเขียนที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้ RAFT ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ผู้วิจัยจึงสามารถเขียนกรอบแนวคิดของการวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปีอำเภอกุมภวาปีจังหวัดอุดรธานี ได้ดังนี้ ตัวแปรต้น/ตัวแปรอิสระ -ทักษะการเขียนแสดงความคิดเห็น ตัวแปรตาม - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิค กระบวนการ RAFT


๓๙ บทที่ ๓ วิธีดำเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี ให้มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนเรียน เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุม ภวาปีผู้วิจัยจึงได้นำเสนอวิธีดำเนินการศึกษาตามหัวข้อ ดังนี้ ๑. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๒. แบบแผนการวิจัย ๓. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ๔. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ ๕. การเก็บรวบรวมข้อมูล ๖. การวิเคราะห์ข้อมูล ๗. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ๑. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ๑.๑ ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จำนวน ๓ ห้อง ได้แก่ ห้อง ๒/๒ ห้อง ๒/๖ และห้อง ๒/๗ จำนวนทั้งสิ้น ๑๑๔ คน ๑.๒ กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา ๒๕๖๖ จำนวน ๓๖ คน ใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม ๒. แบบแผนการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อน และหลังการ ทดลอง (One Group Pretest – Posttest Design) การวิจัยครั้งนี้เป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบแนวความคิดรวบยอด เสริมด้วย การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game based Learning) โดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pretest - Posttest Design (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, ๒๕๓๘: ๒๔๙) ซึ่งมีลักษณะแบบแผนการวิจัย ดังตารางต่อไปนี้


๔๐ กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T๑ X T๒ ตารางที่ ๑ รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และสัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) E๑ แทน คะแนนเฉลี่ยจากการทำกิจกรรมระหว่างเรียนของผู้เรียนโดยคิดเป็นค่าไม่ต่ำกว่า ร้อยละ ๘๐ E๒ แทน คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนของผู้เรียน โดยคิดเป็นค่าไม่ต่ำกว่า ร้อยละ ๘๐ T๑ แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน วิธีการหรือสื่อนวัตกรรมที่เลือกใช้ T๒ แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) ตัวแปรตาม แบบแผนการวิจัย หมายเหตุ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน One Group Pretest - Posttest Design ใช้แบบทดสอบฉบับเดิม ตารางที่ ๒ แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม ๓. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ๓.๓.๑ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้เทคนิค กระบวนการ RAFT สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ จำนวน ๕ แผน รวมเวลา ๕ ชั่วโมง ๓.๓.๒ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ แบบอัตนัย จำนวน ๑ ฉบับ ๔. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ วิจัยกำหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ดังนี้ ๔.๑ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ผู้ศึกษาได้ดำเนินการสร้าง ดังนี้ ๔.๑.๑ ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ของสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับคุณภาพผู้เรียน ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้


๔๑ สาระการเรียนรู้แกนกลาง การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ๔.๑.๒ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ เวลาที่ใช้และมาตรฐาน การเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ๔.๑.๓ ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนเรียนรู้โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ๔.๑.๔ ศึกษาหลักสูตรและโครงสร้างสถานศึกษาของโรงเรียนกุมภวาปีกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ๔.๑.๕ กำหนดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ สื่อการจัดการเรียนรู้รวมทั้งการวัดผลและประเมินผล การจัดการเรียนรู้แต่ละครั้ง โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับเนื้อหา จุดประสงค์ และ เทคนิคกระบวนการ RAFT ๔.๑.๖ ศึกษาเนื้อหาสาระ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ในหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ภาษาไทย หลักภาษาและการใช้ภาษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ๔.๑.๗ สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ การเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT จำนวน ๕ แผน รวม ๕ ชั่วโมง ดังนี้ ๑) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ เรื่อง เขียนแสดงความคิดเห็นจากเพลง ๒) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒ เรื่อง เขียนแสดงความคิดเห็นจากนิทาน ๓) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๓ เรื่อง เขียนแสดงความคิดเห็นจากข่าวในสื่อออนไลน์ ๔) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๔ เรื่อง เขียนแสดงความคิดเห็นจากบทความ ๕) แผนการตัดการเรียนรู้ที่ ๕ เรื่อง เขียนแสดงความคิดเห็นจากสื่อโฆษณา โดยแต่ละแผนประกอบด้วยสาระสำคัญ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ จุดประสงค์ การเรียนรู้ เนื้อหาในหน่วยการเรียนรู้ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ สื่อการจัดการเรียนรู้ และการวัดการประเมินผล การเรียนรู้ โดยกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เป็นไปตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ ๕ ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ ๑ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ RAFT ขั้นที่ ๒ กำหนดเนื้อหาสระหรือหัวข้อที่สนใจ ขั้นที่ ๓ อธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจว่า โดยปกติแล้วการนำ RAFT มาใช้ในการสร้างงานเขียน นั้น จะทำให้ผู้เรียนเกิดมุมมองใหม่ในการเขียนว่าบทบาทของผู้เขียนและผู้อ่านนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็น "นักเรียน" และ "ครู" เสมอไป


Click to View FlipBook Version