๔๒ ขั้นที่ ๔ แบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อย จากนั้นกำหนดให้ผู้เรียนระดมความคิด ภายในกลุ่ม แล้วเลือกหัวข้อย่อย (Topic) จากหัวข้อหลักในขั้นตอนที่๒ ขั้นที่ ๕ ให้ผู้เรียนร่างคำตอบที่เป็นไปได้ของRAFTภายใต้หัวข้อย่อยนั้น โดยให้ผู้เรียน เสนอความคิดได้อย่างหลากหลาย ขั้นที่ ๖ ผู้สอนแสดงตัวอย่างงานเขียนที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้RAFTที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ให้ผู้เรียนอ่านหรือฟัง เพื่อให้ผู้เรียนเห็นแนวทางความเป็นไปได้ในการสร้างงานเขียนจากคำตอบของ RAFT ที่กำหนดขึ้นในข้างต้น ๔.๑.๘ ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ๔.๑.๙ นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียน ที่กำลังศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปีปีการศึกษา ๒/๒๕๖๖ ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย และได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน ๔ คน (ทดลองเดี่ยว) ซึ่งประกอบด้วยนักเรียน ที่มีความสามารถ อยู่ในระดับสูง ๑ คน ปานกลาง ๒ คน และอ่อน ๑ คน เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไข เกี่ยวกับการใช้สำนวนภาษา ๔.๑.๑๐ นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียน ที่กำลังศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปีปีการศึกษา ๒/๒๕๖๖ ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย และได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน ๑๒ คน (ทดลองกลุ่มเล็ก) ประกอบด้วยนักเรียน ที่มีความสามารถ อยู่ในระดับสูง ๓ คน ปานกลาง ๖ คน และต่ำ ๓ คน เพื่อหาข้อบกพร่องเกี่ยวกับเวลา สื่อการสอน ปริมาณเนื้อหา และชุดกิจกรรมในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ จากนั้นปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ ๔.๑.๑๑ นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์พร้อมนำใช้ในการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียน มัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ จำนวน ๓๖ คน ๔.๒ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบอัตนัย มีขั้นตอนในการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดังนี้ ๔.๒.๑ ศึกษาทฤษฎี หลักการ และแนวทางการจัดทำแบบวัดความสามารถในการเขียนแสดง ความคิดเห็นและเกณฑ์การประเมินความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็น จากเอกสารและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องกับแบบวัดความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็น ๔.๒.๒ สร้างแบบวัดความสามารถในการเขีย นแสดงความคิดเห็น แบบอัตนัย จำนวน ๑ ข้อ
๔๓ ๔.๒.๓ สร้างเกณฑ์การประเมินความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็นโดยปรับจากเกณฑ์ การประเมินความสามารถในการเขียนความเรียงของอภิรักษ์ อนะมาน (๒๕๔๖: ๒๐๕-๒๑๒) แบ่งองค์ประกอบ ในการพิจารณาความสามารถ ในการเขียนแสดงความคิดเห็น ออกเป็น ๔ ด้าน ได้แก่ ๑) ด้านเนื้อหา คือ ความสามารถในการนำเสนอเนื้อหาได้อย่างชัดเจน ตรงประเด็น มีจุดมุ่งหมาย และเขียนความเรียงได้ถูกต้องตามรูปแบบของงานเขียนแต่ละประเภท ๒) ด้านการเสนอความคิด คือ ความสามารถในการเรียบเรียงความคิดอย่างเป็นระบบ มีการแสดงความคิดอย่างชัดเจน สามารถใช้เหตุผลสนับสนุนได้อย่างสมเหตุสมผล เชื่อมโยงความคิดในแต่ละส่วน ได้อย่างสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี ๓) ด้านการใช้ภาษา คือ ความสามารถในการเลือกใช้คำได้ถูกต้องเหมาะสมกับเนื้อหา สามารถเรียบเรียงประโยคได้ถูกต้องตามรูปแบบ และเลือกใช้ระดับภาษาได้ถูกต้องเหมาะสมกับงานเขียน ๔) ด้านกลไกภาษา คือ ความสามารถในการสะกดคำ เว้นวรรคตอนและใช้เครื่องหมาย วรรคตอนได้อย่างถูกต้อง ๔.๒.๔ นำแบบวัดความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็นและเกณฑ์การประเมิน ความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็นที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอประธานกรรมการควบคุมปริญญานิพนธ์ เพื่อพิจารณาความถูกต้องเหมาะสม จากนั้นจึงนำมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ ๔.๒.๕ นำแบบวัดความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็นและเกณฑ์การประเมิน ความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็นที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาความเหมาะสม ของการใช้ภาษาและความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ๔.๒.๖ ปรับปรุงเกณฑ์การประเมินความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็นตามคำแนะนำ ของผู้เชี่ยวชาญ จนกระทั่งได้เกณฑ์การประเมินความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็น โดยแบ่งองค์ประกอบ ในการพิจารณาความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็นออกเป็น ๔ ด้าน ดังนี้ องค์ประกอบ คะแนน ๔ ๓ ๒ ๑ ๑.ด้านเนื้อหา เขียนแสดงความรู้ ความเข้าใจใน เนื้อหาอย่างชัดเจน ตรงประเด็น มีจุดมุ่งหมาย ในการเขียน แสดงความรู้ ความ เข้าใจในเนื้อหา มี จุดมุ่งหมาย ในการเขียน แต่ขาด ประเด็นสำคัญ ๑ - ๒ ประเด็น แสดงความรู้ ความ เข้าใจในเนื้อหา มีจุดมุ่งหมาย ในการเขียนไม่ ชัดเจน กล่าวถึง แสดงความรู้ ความ เข้าใจในเนื้อหาได้ น้อยมาก มีจุดมุ่งหมาย ในการเขียนไม่ ชัดเจน ขาดการ
๔๔ กล่าวถึงประเด็น ต่างๆ ได้ครบถ้วน ประเด็นต่างๆ ไม่ ครอบคลุม นำเสนอประเด็น สำคัญ ๒. ด้านการ เสนอความคิด แสดงความคิดอย่าง ชัดเจน มี ข้อสนับสนุน ประกอบบ้าง อย่างสมเหตุสมผล เชื่อมโยงความคิด ในแต่ละส่วนได้ อย่างสัมพันธ์กันดี แสดงความคิดอย่าง ชัดเจน มี ข้อสนับสนุน ประกอบบ้าง อย่างสมเหตุสมผล เชื่อมโยงความคิด ในแต่ละส่วนได้ พอประมาณ แสดงความคิดได้ น้อย มีข้อสนับสนุน ประกอบน้อย ไม่สมเหตุสมผล เชื่อมโยงความคิด ในแต่ละส่วนได้น้อย ไม่แสดงความคิด หรือแสดงความคิด ได้น้อย ไม่ปรากฎ ข้อสนับสนุน ความคิดในแต่ละ ส่วนไม่เชื่อโยง สัมพันธ์กัน ๓. ด้านการใช้ ภาษา เลือกใช้คำได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม เรียบเรียงประโยค ได้ถูกต้อง ใช้ระดับ ภาษาได้เหมาะสม กับเนื้อหา เลือกใช้คำได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม เรียบเรียงประโยค ไม่ถูกต้อง ๑- ๒ ตำแหน่ง ใช้ระดับ ภาษาได้เหมาะสม กับเนื้อหา เลือกใช้คำได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม เรียบเรียงประโยค ไม่ถูกต้อง ๓-๔ ตำแหน่ง ใช้ระดับ ภาษาไม่เหมาะสม กับเนื้อหา เลือกใช้คำและ เรียบเรียงประโยค ไม่ถูกต้องมากกว่า ๕ ตำแหน่ง ใช้ ระดับภาษาไม่ เหมาะสมกับเนื้อหา ๔. ด้านกลไกล ภาษา สะกดคำ ใช้ เครื่องหมายวรรค ตอน และจัด ระเบียบย่อหน้า หรือเว้นวรรค ถูกต้องทั้งหมด สะกดคำ ใช้ เครื่องหมายวรรค ตอน และจัด ระเบียบย่อหน้า หรือเว้นวรรค ไม่ ถูกต้อง ๑-๒ ตำแหน่ง สะกดคำ ใช้ เครื่องหมายวรรค ตอน และจัด ระเบียบย่อหน้า หรือเว้นวรรคไม่ ถูกต้อง ๓-๔ ตำแหน่ง สะกดคำ ใช้ เครื่องหมายวรรค ตอน และจัด ระเบียบย่อหน้า หรือเว้นวรรคไม่ ถูกต้องมากกว่า ๕ ตำแหน่ง ตาราง ๓ เกณฑ์การประเมินความสามารถในการเขียนแสดงความคิด 7. นำแบบวัดความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็นที่ได้รับการตรวจสอบจาก ผู้เชี่ยวชาญและ ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี จำนวน ๑ ห้องเรียน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างในการทดลอง จากนั้นนำแบบวัด ความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็นมาถ่ายสำเนา
๔๕ และตรวจให้คะแนนโดยผู้วิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์การประเมินความสามารถในการเขียน ความเรียงที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จากนั้นนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่ายของแบบวัดความสามารถ ในการเขียนแสดงความคิดเห็น ค่าอำนาจจำแนกของแบบวัดความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็น และค่าความเชื่อมั่นของเกณฑ์การประเมินความสามารถ ในการเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้วิธีการหาค่า สัมประสิทธิ์ของความสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) พบว่า แบบวัดความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็นมีค่าความยากง่าย .๖๘ มีค่าอำนาจจำแนก .๗๐ และมีค่าความเชื่อมั่นของเกณฑ์การประเมินความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็น .๘๙ (อภิรักษ์ อนะมาน, ๒๕๔๖: ๒๐๕-๒๑๒) ๕. การเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้เทคนิค กระบวนการ RAFT โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานีผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ ๕.๑ ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเขียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ตามหลักสูตรแกนการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๕๑ เกี่ยวกับ เรื่อง การเขียน แสดง ความคิดเห็น ๕.๒ ศึกษาวิธีสร้างและเขียนแบบทดสอบประเภทเลือกตอบจากหนังสือการวัดผลการศึกษา ของ (สมนึก ภัททิยธนี, ๒๕๔๙) ๕.๓ ติดต่อประสานงานกับครูในโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการศึกษาและทดลอง จัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ๕.๔ เลือกนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ๕.๕ จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นและประเมินความสอดคล้อง เชิงเนื้อหา (IOC) ๕.๖ สร้างแบบทดสอบ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ ๕.๗ สร้างและหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์คัดเลือกคุณภาพ มีค่า IOC ค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ ๕.๘ ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบ (Pre-test) วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ เพื่อนำคะแนนมาวิเคราะห์ เป็นคะแนนก่อนเรียน ๙. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT เรื่อง การเขียน แสดงความคิดเห็น ในภาษาไทย ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้วิจัยและผู้ช่วยนักวิจัยเป็นผู้ออกแบบ
๔๖ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เอง ใช้เวลา ๕ ชั่วโมง โดยผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT และแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การเขียน แสดงความคิดเห็น จำนวน ๕ แผน รวม ๕ ชั่วโมง โดยระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครูผู้สอนและผู้ช่วยผู้วิจัย จะทำการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนไปด้วย ๕.๑๐ เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำการทดสอบหลังเรียน (Post-test) กับนักเรียนกลุ่มเดิม ในโรงเรียน ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทย เป็นเอกสารทั้งสองฉบับเป็นชุดเดียวกันกับที่ใช้ทดสอบก่อน ๕.๑๑ เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแล้ว นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นชุดเดิมไปทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ต่อไป ๕.๑๒ หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ ๕.๑๓ นำคะแนนจากการตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบประเมิน การเขียนแสดงความคิดเห็น มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติ เพื่อตรวจสอบสมมติฐาน ๖. การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิค กระบวนการ RAFT สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ได้ ดำเนินการการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ๖.๑ วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนวิชาเรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ เรื่อง ตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ด้วยค่าประสิทธิภาพของกระบวนการและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E๑/E๒) ๖.๒ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒ โดยการหาคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและร้อยละ ๖.๓ วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ก่อนเรียนและหลังเรียนมาคิดคะแนนเป็นร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) แล้วนำคะแนน มาทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ t-test Dependent Sample (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, ๒๕๔๓: ๑๖๕-๑๖๗)
๔๗ ๗. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ ๗.๑ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ ๗.๑.๑ การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบประเมินทักษะ โดยใช้สูตรดัชนีความสอดคล้อง IOC ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, ๒๕๕๘: ๒๒๐-๒๒๑) IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ Σ แทน ผลรวมของคะแนนผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนของผู้เชี่ยวชาญ ๗.๑.๒ การหาค่าความยากและค่าอำนาจจำแนกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็น แบบทดสอบแบบอิงกลุ่ม โดยใช้สูตร ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, ๒๕๕๘: ๑๙๕) P = R N r = Ru−Rl f เมื่อ P แทน ค่าความยาก R แทน ค่าอำนาจจำแนก R แทน จำนวนผู้ตอบถูกทั้งหมด (Ru+Rl) N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ (ซึ่งเท่ากับ ๒f) f แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ Ru แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงที่ตอบข้อนั้นถูก Rl แทน จำนวนคนในกลุ่มต่ำที่ตอบข้อนั้นถูก ๗.๑.๓ การหาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบวัดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ค่า ความเชื่อมั่นด้วยสูตร KR-๒๐ ดังนี้ (สมนึก ภัททิยธนี, ๒๕๕๘: ๒๒๓) KR – ๒๐ : rtt = −๑ [๑ − ∑ ๒ ] เมื่อ rtt แทนค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ n แทนค่า จำนวนข้อของแบบทดสอบทั้งฉบับ
๔๘ P แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบถูกในข้อนั้น q แทนค่า อัตราส่วนของผู้ตอบผิดในข้อนั้น ๒ แทนค่า ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ ๗.๒ สถิติพื้นฐาน ดังนี้ ๗.๒.๑ ร้อยละ (Percentage) มีสูตรคำนวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือคำ, ๒๕๕๓: ๒๙) 100 N f p = เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด ๗.๒.๒ ค่าเฉลี่ย (Mean) มีสูตรคำนวณ ดังนี้(สมบัติ ท้ายเรือคำ, ๒๕๕๓: ๒๙) N x X = เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม ๗ . ๒ . ๓ ค ่ า เ บ ี ่ ย ง เ บ น ม า ต ร ฐ า น (Standard Deviation) ม ี ส ู ต ร ค ำ น ว ณ ด ั ง นี้ (สมบัติ ท้ายเรือคำ, ๒๕๕๓: ๑๒๓) ( ) N(N 1) N X X S.D. 2 2 − − = เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด X แทน คะแนนแต่ละตัว N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม
๔๙ ๗.๓ การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผล ของการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี ๗.๓.๑ หาค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้(E๑/E๒) ตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ การหาค่า E๑ และ E๒ ใช้สูตร ดังนี้(เผชิญ กิจระการ, ๒๕๔๔: ๔๙) 100 A N X E1 = เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ x แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรือ แบบทดสอบย่อยทุกชุดรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชุดรวมกัน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 100 B N x E2 = เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ x แทน คะแนนรวมของแบบแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด ๘๐ ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากกิจกรรมกลุ่ม การปฏิบัติการทดลองและการทดสอบย่อยด้วยการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ ๘๐ ๘๐ ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่ได้จากแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนรู้ตามการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย ภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความ คิดเห็นโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ซึ่งต้องได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ ๘๐
๕๐ ๗.๓.๒ การหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้(E.I) ใช้สูตร ดังนี้ (เผชิญ กิจระการ, ๒๕๔๔ : ๔๙) ดัชนีประสิทธิผล = คะแนนรวมจากแบบทดสอบหลังเรียน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน ผลคูณของคะแนนเต็มกับจำนวนคน – คะแนนรวมจากแบบทดสอบก่อนเรียน ๗.๔ สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ๗.๔.๑ การเปรียบเทียบทักษะหลังเรียนกับเกณฑ์ ใช้สูตรคำนวณหาค่า t-test แบบ One Samples (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, ๒๕๔๓: ๑๖๕-๑๖๗) n S X μ t − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบนัยสำคัญ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนคะแนนในแต่ละกลุ่ม S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน μ แทน ค่าเฉลี่ยของประชากร ๗.๔.๒ การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สูตรคำนวณหาค่า t-test แบบ Dependent Samples (บุญชม ศรีสะอาด, ๒๕๕๖: ๖๘) (N 1) N D ( D) D t 2 2 − − = เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบนัยสำคัญ D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนแต่ละคู่ N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่างหรือจำนวนคู่ แทน ผลรวม df แทน ความเป็นอิสระมีค่าเท่ากับ N – ๑
๕๑ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้ เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยนำเสนอผลการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยดังต่อไปนี้ ๑.) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๒ . ) เ พ ื ่ อ เ ป ร ี ย บ เ ที ย บ ผลสั ม ฤ ทธ ิ ์ ทา ง ด ้ า นก า รเ ร ี ย นในร า ย วิ ชา ภ า ษ า ไ ทย พื ้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ระหว่างก่อนและ หลังการจัดการสอนโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT การวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้ เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ ๔.๑ ลำดับขั้นตอนการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ๔.๒ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ๔.๑ ลำดับขั้นตอนการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลำดับ ดังนี้ ตอนที่ ๑ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ตอนที่ ๒ ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ระหว่างก่อนและ หลังการจัดการสอนโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ๔.๒ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ ๑ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT โดยการหาร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) แล้วเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
๕๒ วิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ กับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ ๘๐/๘๐ ตารางที่ ๔ การแสดงประสิทธิภาพกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ที่จัดการเรียนรู้ โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT จำนวน ๓๖ คน ดังนี้ เลขที่ ก่อนเรียน (๒๐) คะแนนระหว่างเรียน รวม ระหว่าง เรียน (๕๐) หลังเรียน (๒๐) แผนที่ ๑ (๑๐) แผนที่ ๒ (๑๐) แผนที่ ๓ (๑๐) แผนที่ ๔ (๑๐) แผนที่ ๕ (๑๐) ๑. ๗ ๘ ๘ ๙ ๙ ๙ ๔๓ ๑๖ ๒. ๗ ๗ ๗ ๙ ๘ ๙ ๔๐ ๑๖ ๓. ๘ ๗ ๗ ๙ ๙ ๑๐ ๔๒ ๑๗ ๔. ๖ ๗ ๘ ๘ ๙ ๙ ๔๑ ๑๖ ๕. ๘ ๖ ๘ ๙ ๙ ๑๐ ๔๒ ๑๘ ๖. ๙ ๘ ๘ ๘ ๙ ๑๐ ๔๓ ๑๙ ๗. ๘ ๖ ๘ ๙ ๙ ๙ ๔๑ ๑๖ ๘. ๘ ๗ ๘ ๘ ๘ ๑๐ ๔๑ ๑๘ ๙. ๙ ๗ ๘ ๙ ๙ ๑๐ ๔๓ ๑๘ ๑๐. ๑๐ ๘ ๘ ๘ ๙ ๑๐ ๔๓ ๑๗ ๑๑. ๑๑ ๘ ๘ ๙ ๙ ๑๐ ๔๔ ๑๙ ๑๒. ๗ ๗ ๗ ๙ ๙ ๙ ๔๑ ๑๖ ๑๓. ๖ ๗ ๘ ๘ ๙ ๑๐ ๔๒ ๑๗ ๑๔. ๗ ๖ ๘ ๙ ๙ ๙ ๔๑ ๑๗ ๑๕. ๖ ๖ ๗ ๘ ๘ ๙ ๓๘ ๑๖ ๑๖. ๗ ๖ ๗ ๙ ๙ ๑๐ ๔๑ ๑๗ ๑๗. ๗ ๖ ๗ ๘ ๘ ๑๐ ๓๙ ๑๗ ๑๘. ๘ ๗ ๘ ๙ ๘ ๑๐ ๔๒ ๑๘
๕๓ เลขที่ ก่อนเรียน (๒๐) คะแนนระหว่างเรียน รวม ระหว่าง เรียน (๕๐) หลังเรียน (๒๐) แผนที่ ๑ (๑๐) แผนที่ ๒ (๑๐) แผนที่ ๓ (๑๐) แผนที่ ๔ (๑๐) แผนที่ ๕ (๑๐) ๑๙. ๗ ๗ ๘ ๘ ๙ ๑๐ ๔๒ ๑๘ ๒๐. ๗ ๖ ๗ ๙ ๙ ๙ ๔๐ ๑๖ ๒๑. ๘ ๘ ๘ ๙ ๑๐ ๑๐ ๔๕ ๑๗ ๒๒. ๗ ๖ ๗ ๘ ๑๐ ๑๐ ๔๑ ๑๖ ๒๓. ๑๐ ๙ ๘ ๙ ๑๐ ๑๐ ๔๖ ๑๘ ๒๔. ๙ ๙ ๘ ๘ ๙ ๑๐ ๔๔ ๑๙ ๒๕. ๗ ๗ ๖ ๙ ๙ ๙ ๔๐ ๑๘ ๒๖. ๗ ๗ ๘ ๘ ๑๐ ๑๐ ๔๓ ๑๗ ๒๗. ๖ ๗ ๗ ๙ ๘ ๙ ๔๐ ๑๖ ๒๘. ๘ ๘ ๘ ๙ ๘ ๑๐ ๔๓ ๑๘ ๒๙. ๗ ๘ ๘ ๙ ๙ ๙ ๔๓ ๑๗ ๓๐. ๗ ๗ ๗ ๙ ๑๐ ๑๐ ๔๓ ๑๗ ๓๑. ๖ ๘ ๘ ๙ ๙ ๑๐ ๔๔ ๑๘ ๓๒. ๙ ๘ ๗ ๘ ๑๐ ๙ ๔๒ ๑๙ ๓๓. ๘ ๗ ๘ ๗ ๑๐ ๑๐ ๔๒ ๑๖ ๓๔. ๑๐ ๗ ๗ ๗ ๙ ๑๐ ๔๐ ๑๗ ๓๕. ๗ ๗ ๗ ๘ ๑๐ ๙ ๔๑ ๑๗ ๓๖. ๙ ๗ ๘ ๘ ๙ ๑๐ ๔๒ ๑๗ รวม ๒๗๘.๐ ๒๕๗.๐ ๒๗๓.๐ ๓๐๖.๐ ๓๒๕.๐ ๓๔๗.๐ ๑๕๐๘.๐ ๖๑๙.๐ ̅๗.๗๒ ๗.๑๔ ๗.๕๘ ๘.๕๐ ๙.๐๓ ๙.๖๔ ๔๑.๘๙ ๑๗.๑๙ S.D. 1.2๘ 0.83 0.55 0.6๑ 0.65 0.4๙ 1.6๘ 0.98 ร้อยละ 38.61 71.3๙ 75.83 85 90.2๘ 96.3๙ 83.7_ 85.97
๕๔ จากตารางที่ ๔ แสดงให้เห็นว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ที่เรียนวิชาภาษาไทยเรื่อง เรื่อง การเขียน แสดงความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ที่จัดการเรียนรู้โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ ๗.๗๒ คิดเป็นร้อยละ ๓๘.๖๑ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๑.๒๘ ส่วนคะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนได้จากการทำแบบฝึกทักษะเท่ากับ ๔๑.๘๙ คิดเป็นร้อยละ ๘๓.๗ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๑.๖๘ และได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนจากการ ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ ๑๗.๑๙ คิดเป็นร้อยละ ๘๕.๙๗ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ ๐.๙๘ ตารางที่ ๕ แสดงประสิทธิภาพของผลการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ที่จัดการเรียนรู้ โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT จำนวน ๓๖ คน จำนวน นักเรียน (N) คะแนนแบบฝึกทักษะ (E๑) คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน (E๒) คะแนนเต็ม คะแนน เฉลี่ย ร้อยละ คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ ๓๖ ๕๐ ๔๑.๙๘ ๘๓.๗ ๒๐ ๑๗.๑๙ ๘๕.๙๗ จากตารางที่ ๕ แสดงให้เห็นว่าผลการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ที่จัดการเรียนรู้ โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT มีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๓.๗/๘๕.๙๗ แสดงว่าการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง เรื่อง การเขียนแสดงความ คิดเห็น ที่จัดการเรียนรู้ โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ที่ตั้งไว้ E๑/E๒ = ๘๐/๘๐ และสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ตอนที่ ๒ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรื่อง การเขียนแสดง ความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ที่จัดการเรียนรู้ โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT จำนวน ๓๖ คน โดยได้คะแนนจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ผู้วิจัย ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบก่อนเข้าสู่บทเรียนเพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับรายวิชาภาษาไทย เรื่อง สุภาษิตพระร่วง และทำแบบทดสอบหลังเรียนหลังจากการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การเขียน แสดงความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ที่จัดการเรียนรู้ โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT
๕๕ โดยใช้แบบทดสอบเป็นฉบับเดียวกันทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน จากนั้นได้นำคะแนนของผู้เรียนมาวิเคราะห์ ซึ่งปรากฏผลดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ ๖ แสดงผลรวมคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละของคะแนนก่อนเรียน และหลังเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ที่จัดการ เรียนรู้ โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT จำนวน ๓๖ คน เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน เลขที่ คะแนนก่อนเรียน (๒๐) คะแนนหลังเรียน (๒๐) ผลต่างคะแนน (D) ๑ ๗ ๑๘ ๑๑ ๒ ๗ ๑๖ ๙ ๓ ๘ ๑๗ ๙ ๔ ๖ ๑๖ ๑๐ ๕ ๘ ๑๘ ๑๐ ๖ ๙ ๑๙ ๑๐ ๗ ๘ ๑๘ ๑๐ ๘ ๘ ๑๗ ๙ ๙ ๙ ๑๖ ๗ ๑๐ ๑๐ ๑๘ ๘ ๑๑ ๑๑ ๑๗ ๖ ๑๒ ๗ ๑๗ ๑๐ ๑๓ ๖ ๑๘ ๑๒ ๑๔ ๗ ๑๙ ๑๒ ๑๕ ๖ ๑๖ ๑๐ ๑๖ ๗ ๑๗ ๑๐ ๑๗ ๗ ๑๗ ๑๐ ๑๘ ๘ ๑๗ ๙ ๑๙ ๗ ๑๘ ๑๑ ๒๐ ๗ ๑๖ ๙
๕๖ เลขที่ คะแนนก่อนเรียน (๒๐) คะแนนหลังเรียน (๒๐) ผลต่างคะแนน (D) ๒๑ ๘ ๑๗ ๙ ๒๒ ๗ ๑๖ ๙ ๒๓ ๑๐ ๑๘ ๑๐ ๒๔ ๙ ๑๙ ๑๐ ๒๕ ๗ ๑๘ ๑๑ ๒๖ ๗ ๑๗ ๑๐ ๒๗ ๖ ๑๖ ๑๐ ๒๘ ๘ ๑๘ ๑๐ ๒๙ ๗ ๑๗ ๑๐ ๓๐ ๗ ๑๗ ๑๐ ๓๑ ๖ ๑๘ ๑๒ ๓๒ ๙ ๑๙ ๑๐ ๓๓ ๘ ๑๖ ๘ ๓๔ ๑๐ ๑๗ ๗ ๓๕ ๗ ๑๗ ๑๐ ๓๖ ๙ ๑๗ ๘ รวม ๒๗๘ ๖๒๒ ๓๔๖ ̅๗.๗๒ ๑๗.๒๘ - S.D. ๑.๒๘ ๐.๙๔ - ร้อยละ ๓๘.๖๑ ๘๖.๓๙ - จากตารางที่ ๖ แสดงให้เห็นว่าผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ที่จัดการเรียนรู้ โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT จำนวน ๓๖ คน ได้คะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ๗.๗๒ คิดเป็นร้อยละ ๓๘.๖๑ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๑.๒๘ และได้คะแนนทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๗.๒๘ คิดเป็นร้อยละ ๘๖.๓๙ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๐.๙๔ แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและคะแนนหลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้จากนั้นผู้วิจัยนำคะแนนของการทดสอบก่อนเรียนและ การทดสอบหลังเรียนไปวิเคราะห์หา ดัชนีประสิทธิผล ปรากฏผลดังตารางต่อไปนี้
๕๗ ตารางที่ ๗ แสดงคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบไม่อิสระและระดับนัยสำคัญทาง สถิติของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ที่จัดการเรียนรู้ โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT โดยเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและ หลังเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ (N = ๓๖) ผลการทดสอบ ̅ S.D. t-test Sig. ก่อนเรียน ๗.๗๒ ๑.๒๘ ๗๕.๖๙ ๐.๐๐ หลังเรียน ๑๗.๒๘ ๐.๙๔ * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ จากตารางที่ ๗ พบว่า การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒/๒ มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ ๗.๗๒ คะแนน และ ๑๗.๒๘ คะแนน ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและ หลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ ดังนั้น การวิจัยเรื่อง เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ที่จัดการ เรียนรู้ โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ ๘๐ ซึ่งทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยใช้เทคนิคกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ RAFT เป็นวิธีสอนที่ช่วย ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์และช่วยให้ผู้เรียนเขียนแสดงความคิดเห็นได้อย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังเป็น วิธีการที่ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนและเข้าใจในเนื้อหาวิชาภาษาไทยเพิ่ม มากขึ้น
๕๘ บทที่ ๕ สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ในการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้ เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยนำเสนอการสรุปผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ โดยมีลำดับดังนี้ ๕.๑ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๕.๒ สมมติฐานของการวิจัย ๕.๓ สรุปผลการวิจัย ๕.๔ อภิปรายผลการวิจัย ๕.๑ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๕.๑.๑ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๕.๑.๒ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยการใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ระหว่างก่อนและ หลังการจัดการสอนโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ๕.๒ สมมติฐานการวิจัย ๕.๒.๑ ผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น ได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ๘๐/๘๐ ๕.๒.๒ ผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐานชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFTระหว่างหลังเรียนต้องได้คะแนนมากกว่าก่อน เรียน ๕.๓ สรุปผลการวิจัย ๕.๓.๑ ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนหลังจากการจัดการเรียนรูhวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้ เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ มีประสิทธิภาพเท่ากับ ๘๓.๗/๘๕.๙๗ แสดงว่าการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ E๑/E๒ = ๘๐/๘๐ และสูงกว่าเกณฑ์ มาตรฐาน ๕.๕ ข้อเสนอแนะ
๕๙ ๕.๓.๒ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้ เทคนิค กระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีนัยสำคัญที่ .๐๕ ซึ่งนักเรียน ได้คะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ๗.๗๒ คิดเป็นร้อยละ 38.61 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๑.๒๘ และได้คะแนนทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๗.๑๙ คิดเป็นร้อยละ 85.97 โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๐.๙๘ แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ๕.๔ อภิปรายผลการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีประเด็นที่จะอภิปรายผลการวิจัยดังนี้ จากผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้ เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัด อุดรธานี สามารถนำไปสู่การอภิปรายผลได้ดังต่อไปนี้ จากผลการวิจัยที่พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้ เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .๐๕ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ ได้คะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ๗.๗๒ คิดเป็นร้อยละ ๓๘.๖๑ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๑.๒ข และได้คะแนนทดสอบหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ ๑๗.๑๙ คิดเป็น ร้อยละ ๘๕.๙๗ โดยมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ ๐.๙๘ แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน และคะแนนหลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการใช้เทคนิค กระบวนการ RAFT เป็นรูปแบบในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนาทักษะการเขียน ดังที่ (Kytle, ๑๙๗๐ : ๘๐ - ๘๕) กล่าวว่า แนวทางการสอนให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเขียน ประกอบไปด้วย ๓ ขั้นตอน คือ ขั้นก่อนการเขียน (Prewriting) ขั้นการเขียน (Witing และขั้นหลังการเขียน (Postwriting) โดยขั้นก่อน การเขียนถือเป็นขั้นตอนที่ สำคัญเนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ประกอบด้วยกิจกรรมอันส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดเพื่อหาแนวทางในการ สื่อสารความคิดของตนเองก่อนจะเขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร หากผู้เรียนมีกระบวนการคิดที่ดีย่อมส่งผลให้ ขั้นตอนต่อไปในการเขียนนั้นง่ายขึ้น อีกทั้งแวนเดอเวนเทอร์ (Vandeventer, ๑๙๗๙: ๒) ได้พัฒนาแนวคิดกลวิธี RAFT ขึ้นเพื่อใช้เป็นกิจกรรมเสริม การสอนเขียนในขั้นตอนก่อนการเขียน โดย RAFT ย่อมาจาก Role (บทบาทผู้เขียน) Audience (บทบาทผู้อ่าน) Form (รูปแบบ) และ Tense (รูปกริยาตามกาล) หรือ Topic (หัวข้อ) และอธิบายเพิ่มเติมว่า RAFT เป็นกลวิธี ที่ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์และจัดกระบวนการคิดเพื่อเตรียมการเขียน ให้กับผู้เรียน โดยปกติแล้ว RAFT มักจะปรากฎอยู่ในงานเขียนต่างๆ เพียงแต่ส่วนใหญ่แล้วมักมีการพูดถึง RAFT ในลักษณะที่แยกออกจากกัน ไม่ได้นำมารวมกัน อีกทั้งอาจไม่ได้ให้ความสนใจในการจัดระบบความคิดให้อยู่ภายใต้ ลักษณะของ RAFT ซึ่งตรงกับแนวคิดของอาร์มเชอร์ (Irmscher, ๑๙๗๒ : ๒๗ - ๒๘ ) เชื่อว่าการสร้างงานเขียน ควรเริ่มต้นจากขั้นตอนของการจัดระเบียบ ควบคุม กำหนด หรือตีกรอบความคิด ผู้เรียนจะไม่สามารถสร้างงาน
๖๐ เขียนได้อย่างมีคุณภาพหากข้ามขั้นตอนดังกล่าวไปในช่วงของการเริ่มต้นงานเขียน รวมถึงริตัน (Britton, ๑๙๗๕) ได้กล่าวว่าการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาอื่นๆ นอกเหนือจากรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับภาษานั้นพบว่าโดยส่วนมาก ผู้สอนมักมอบหมายงานให้ผู้เรียนสร้างงานเขียนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อแสดงสิ่งที่ตนเองเรียนรู้จากรายวิชานั้น ๆ แต่ปัญหาที่พบคือผู้สอนในรายวิชานั้น ๆ มักไม่สอนวิธีการเขียนหรืออาจจะสอนแต่ยังคงไม่เพียงพอต่อการสร้าง งานเขียนให้มีคุณภาพได้จากการศึกษาที่มาและความหมายของกลวิธี RAFT สอดคล้องกับงานวิจัย ของศิริศักดิ์ เนียมเจียมตัว, ชิษณุพงศ์ อินทรเกษม และ วิภาวรรณ เอกวรรณัง (๒๕๖๒) ได้ศึกษา การแก้ปัญหา การเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้เทคนิค RAFT ร่วมกับแบบฝึกทักษะ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๙ โรงเรียนศรีบุญณยานนท์ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่มีปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์มีผลการทดสอบ ความสามารถ ในการเชิงสร้างสรรค์ คิดเป็นร้อยละ ๗๗.๑๔, ๗๕.๒๔, ๗๓.๓๓ และ ๗๑.๔๓ ตามลำดับ ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ ๗๐ ตามที่ผู้วิจัยกำหนดไว้ทุกคน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค RAFT ร่วมกับแบบฝึกทักษะเป็น วิธีการสอน ที่ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดจินตนาการในการเขียนผ่านการสวมบทบาทที่หลากหลาย นำเสนอความคิดที่ แปลกใหม่ด้วยตนเอง และเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับงานเขียนแต่ละประเภท การใช้ร่วมกับแบบฝึกทักษะนั้นจะ ช่วยให้นักเรียนไม่เบื่อหน่ายและเกิดความสนใจในการเรียน สามารถฝึกฝน ทบทวนและทำซ้ำได้ ทำให้เกิดความ เข้าใจและความชำนาญในการเขียนจนเกิดเป็นความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่คงทนถาวร นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ ทวิช อัศวตระกูลวงศ์ (๒๕๖๑) ได้ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับ กลวิธี RAFT ที่มีต่อความสามารถในการเขียนความเรียงและ เจตคติต่อการเขียนความเรียงของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๖ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับกลวิธี RAFT มีความสามารถในการเขียนความเรียง และเจตคติต่อการเขียนความเรียงหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ นักเรียนที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการร่วมกับกลวิธี RAFT มีความสามารถในการเขียน ความเรียงและเจตคติ ต่อการเขียนความเรียงสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบ ปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ เทคนิคกระบวนการ RAFT สามารถพัฒนางานเขียนที่เกิดจาก จินตนาการในการเขียนผ่านการสวมบทบาทที่หลากหลาย นำเสนอความคิดที่แปลกใหม่ และเลือกใช้ภาษาให้ เหมาะสมกับงานเขียน แต่ละประเภท ทำให้เกิดความเข้าใจและความชำนาญในการเขียนสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็น โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานีมีปัจจัยในการวิจัยที่เหมือนกับงานวิจัยของศิริศักดิ์ เนียมเจียมตัว, ชิษณุพงศ์ อินทรเกษม และ วิภาวรรณ เอกวรรณัง (๒๕๖๒) ได้ศึกษา การแก้ปัญหาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้เทคนิค RAFT ร่วมกับแบบ ฝึกทักษะ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๙ โรงเรียนศรีบุญณยานนท์ รวมทั้งงานวิจัย ของทวิช อัศวตระกูลวงศ์ (๒๕๖๑) ได้ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการ
๖๑ ร่วมกับ กลวิธี RAFT ที่มีต่อความสามารถในการเขียนความเรียงและเจตคติต่อการเขียนความเรียงของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๖ ได้แก่ การใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ในการพัฒนาทักษะการเขียน และความแตกต่างของ ปัจจัยในการวิจัย ได้แก่ การใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT พัฒนาทักษะการเขียนที่แตกต่างกันออกไป เช่น งานวิจัย ของศิริศักดิ์ เนียมเจียมตัว, ชิษณุพงศ์ อินทรเกษม และ วิภาวรรณ เอกวรรณัง (๒๕๖๒) การพัฒนาการเขียน เชิงสร้างสรรค์ ทวิช อัศวตระกูลวงศ์ (๒๕๖๑) การพัฒนาการเขียนความเรียง ส่วนงานวิจัยของผู้วิจัย การพัฒนา การเขียนแสดงความคิดเห็น ทำให้กลุ่มตัวอย่างวิจัยแตกต่างกัน เช่นการเขียนความเรียงใช้กลุ่มตัวอย่างในระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ การเขียนเชิงสร้างสรรค์และการเขียนแสดงความคิดเห็น ใช้กลุ่มตัวอย่างในระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๒ ดังนั้น รูปแบบในการเขียนโดยใช้เทคนิคกระบวน RAFT ย่อมมีความแตกต่างกันไป เช่น การ พัฒนาการเขียนเชิงสร้างสรรค์เขียน RAFT ด้วยรูปแบบจดหมาย เรียงความ บทความ การพัฒนาการเขียนความ เรียง เขียน RAFT ด้วยรูปแบบที่นักเรียนกำหนดเอง และการเขียนแสดงความคิดเห็น เขียน RAFT ด้วยรูปแบบ บทความ อีกทั้ง กิจกรรมเสริมในชั่วโมงการเรียน ยังมีการใช้แตกต่างกันไป เช่น ใช้สื่อในการจัดการเรียนรู้เป็นงาน เขียนนิทาน งานเขียนบทความ เพลง ข่าวออนไลน์ สื่อโฆษณา หรือหลักการ ทฤษฎีในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT แม้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิด จินตนาการในการเขียนผ่านการสวมบทบาทที่หลากหลาย นำเสนอความคิดที่แปลกใหม่ และเลือกใช้ภาษาให้ เหมาะสมกับงานเขียน ทำให้เกิดความเข้าใจและความชำนาญในการเขียนสื่อสารอย่างสร้างสรรค์แต่ก็มีข้อจำกัด ในบางขั้นตอนที่ใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ในการสอนเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ระยะแรกนักเรียนจะเกิดความสับสนเนื่องจากเป็นเทคนิคกระการที่แปลกใหม่สำหรับนักเรียนที่อยู่เพียงชั้น มัธยมศึกษาปี่ที่ ๒ จึงจำเป็นต้องอธิบายรายละเอียดของเทคนิคกระบวนการทีละขั้นตอนอย่างชัดเจน เพื่อให้ง่าย ต่อการจัดกิจกรรมต่อไป และส่งผลให้ต้องการใช้เวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มากพอสมควร ซึ่งการจัด การเรียนรู้โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT เป็นการสอนเขียนที่ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานและควรฝึกเป็น ประจำ จึงจะส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาความสามารถในการเขียนแสดงความคิดเห็น ผู้จึงจำเป็นต้องเพิ่มเวลา ให้กับผู้เรียนในการฝึกฝนทักษะการคิดและกระบวนการสร้างงานเขียน จึงจำเป็นต้องใช้เวลามากพอสมควร จึงจะ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจในกระบวนการเขียน RAFT อีกทั้ง นักเรียนยังไม่กล้าตัดใจด้วยตัวเอง ยังกลัวการแสดงความ คิดเห็นที่ผู้อื่นไม่ยอมรับ ทำให้ความคิดไม่ยืดหยุ่น และไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ต่อการสร้างงานเขียน ดังนั้น ครูผู้สอนต้องคอยสนับสนุน กระตุ้นความสนใจ และส่งเสริมผู้เรียนให้คิดในเชิงบวกอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกัน ผู้สอนต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดและตัดสินใจด้วยตนเอง โดยไม่ตัดสินว่าถูกหรือผิด เพียงแต่ให้คำแนะนำและ ความช่วยเหลือแก่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดอิสระทางความคิดและได้ฝึกฝนทักษะการคิดด้วยตนเอง จากผลการวิจัยและการอภิปรายผลดังกล่าว เป็นเหตุผลสำคัญที่สนับสนุนว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
๖๒ ๕.๕ ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ค้นพบข้อสังเกตจากประสบการณ์ตรงที่อาจก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษา ต่อไปนี้ ข้อเสนอแนะเพื่อการนำผลการวิจัยไปใช้ ๑. การจัดกิจกรรมโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT นั้นสามารถช่วยทำให้ผู้เรียนเกิดมีความสนใจและเกิด ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ผลงานจริง แต่ทั้งนี้ผู้สอนจำเป็นต้องอธิบายเกี่ยวกับหัวข้อที่จะศึกษาและ รูปแบบการเขียน RAFT อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ และหากผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และ เข้าใจกระบวนการแล้วจะทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT นั้น เป็นไปได้อย่าง ราบรื่นในแผนการจัดการเรียนรู้แผนถัดไป ๒. กระบวนการจัดการเรียนรู้ใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคิด สร้างสรรค์ในการเลือกใช้ถ้อยคำ ประโยค ที่นำมาใช้ในการเขียนแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้ด้วยลักษณะโดยทั่วไปของ มนุษย์ซึ่งมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านลักษณะนิสัย ความคิด หรือการแสดงออก ทำให้การผลงานที่ สร้างสรรค์ออกมาเกิดความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งผู้สอนอาจจะต้องอธิบายขั้นตอนในการเขียนและกำหนด ตัวอย่างในการเขียนโดยใช้เทคนิคกระบวนการเขียนรูปแบบ RAFT อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนา ทักษาะการเขียน และช่วยแก้ไขปัญหาดังที่กล่าวมาได้อย่างตรงจุด ๓. กระบวนการจัดการเรียนรู้ใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT เป็นกระบวนการที่มี ๖ ขั้นตอน ซึ่งจำเป็นต้อง ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ค่อนข้างมากทำให้อาจจะมีบางครั้งที่เกิดปัญหาการจัดกิจกรรมไม่อยู่ภายใต้ ตามเวลาที่กำหนด ดังนั้นผู้สอนจึงจำเป็นต้องควบคุมและกระตุ้นผู้เรียนให้ปฏิบัติตามกระบวนการให้ทันตรงตาม เวลา ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ๑. ควรมีการปรับวิธีการใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ให้เพียงพอต่อเวลาที่ กำหนด โดยผู้สอนอาจจะกำหนดหัวข้อหรือกลุ่มตัวอย่างเฉพาะเจาะจง อย่างชัดเจนให้ผู้เรียนได้ร่วมกันศึกษาเลย เพื่อเป็นการประหยัดเวลาและเป็นการแก้ปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ที่ไม่อยู่ ภายใต้เวลาที่กำหนดไว้ ๒. ควรมีการประยุกต์ใช้ความรู้จากสาระการเรียนรู้อื่น ๆ เข้ากับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT เพื่อให้นักเรียนเกิดความสนใจ สามารถออกแบบความคิด ทัศนของเองออกมาในรูปที่สร้างสรรค์ ผ่านการเขียนแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์อีกทั้งยังช่วยให้ผู้เรียน พัฒนาด้านการพูด เนื่องจากการออกมานำเสนอผลของงานของตนเองในแต่ละชั่วโมงเรียน
๖๓ บรรณานุกรม กนกวรรณ สุมน, สุวรรณี ยหะกร และ อภิรักษ์ อนะมาน. (๒๕๖๕). ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องการเขียนแสดงความคิดเห็นและเจตคติต่อการเรียนวิชาถภาษาไทยของ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๕ ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภูเก็ต. วารสารพุทธสังคมวิทยา ปริทรรศน์, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. กระทรวงศึกษาธิการ. (255๑). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กองเทพ เคลือบพณิชกุล. (๒๕๔๒). การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. การคิดเลขในใจ กับนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้คู่มือครู. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรการสอน). พระนครศรีอยุธยา: บัณฑิตมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. เกศินีจุฑาวิจิตร. (๒๕๕๗). การเขียนสร้างสรรค์ทางสื่อสิ่งพิมพ์ : Idea ดีๆ ไม่มีวันหมด (ฉบับปรับปรุง). พิมพ์ครั้งที่ ๒. นครปฐม: มหาวทยาลัยนครปฐม. ฉลาด สมพงษ์. (๒๕๔๗). การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่๕ โรงเรียน สายธาร วิทยา อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. การศึกษา ค้นคว้าอิสระ กศ.ม., มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาสารคาม. ณภัทร เทพพรรธนะ. (๒๕๔๑). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. ทวิช อัศวตระกูล. (๒๕๖๑). ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการ ร่วมกับกลวิธี RAFT ที่มีผลต่อความสามารถในการเขียนความเรียงละเจตคติต่อการเขียน ความเรียงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต: สาขาวิชาวิทยาการ ทางการศึกษาและการจัดการเรียนรู้. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. บุญชม ศรีสะอาด. (๒๕๔๓). การวิจัยเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: สุวีริยสาสน. บุปผา บุยทิพย์. (๒๕๕๓). การเขียน = writing : TH๒๔๓. พิมพ์ครั้งที่ ๑๑. กรุงเทพฯ: ภาควิชาภ า ษ า ไ ท ย และภาษาตะวันตก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง. ปราณี กองจินดา. (2549). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และทักษะการคิด เผชิญ กิจระการ. (๒๕๔๔). ดัชนีประสิทธิผล.ภาควิชาเทคโนโลยีและการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. ๒๕๔๓. วิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ ๘. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย. พัฒนาคุณภาพวิชาการ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข. (2548). วิธีวิทยาการสอนวิทยาศาสตร์ทั่วไป. กรุงเทพฯ:
๖๔ บรรณานุกรม(ต่อ) ฟ้อน เปรมพันธ์. (๒๕๔๒). ศาสตร์แห่งการใช้ภาษาไทย. กาญจนบุรี: คณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์สถาบันราชภัฏกาญจนบุรี. ภครัตน์ คชสิทธิ์. (๒๕๕๗). การเขียนแสดงความคิดเห็นในบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวันภ า ษ า ไ ท ย . วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (๒๕๓๖). เอกสารการสอนชุดการสอนกลุ่มทักษะ ๑ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๑ หน่วยที่ ๑-๘. นนทบุรี: ,มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการจัดการเรียนการสอน แบบสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองกับการจัดการ เรียนการสอนตามปกติ. วิทยานิพนธ์ ค.ม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. มุกดา ลิบลับ. (๒๕๔๒). ภาไทยเพื่อการสื่อสาร. กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฏพระนคร. เลขในใจ ของนักเรียนที่ได้รับการสอนตามรูปแบบซิปปา โดยใช้แบบฝึกหัดที่เน้นทักษะ วรรณทิพา รอดแรงค้า. (๒๕๔๐). การสอนวิทยาศาสตร์ที่เน้นทักษะกระบวนการ. กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนา คุณภาพวิชาการ (พว). วัชรีญา วงษ์สุวรรณ และ สุกัญญา เรืองจรูญ. (๒๕๖๓). การจัดการเรียนรู้ด้านการเขียน แสดงความคิดเห็นแบบเน้นภาระงาน เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนภาษาไทย. ว า ร ส า ร ว ิ ช า ก า ร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. ศิริศักดิ์ เนียมเจียมตัว, ชิษณุพงศ์ อินทรเกษม และ วิภาวรรณ เอกวรรณัง. (๒๕๖๒). การแก้ปัญหาการเขียน เชิงสร้างสรรค์ โดยใช้เทคนิค RAFT ร่วมกับแบบฝกึ ทักษะ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๙ โรงเรียนศรบีุณยานนท์. วารสารวิชาการ คณะครุศาสตร์, มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา. สมนึก ภัททิยธนีและปาหนัน ภัททิยธนี. (๒๕๔๙). เทคนิคการสอนคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษา. กาฬสินธุ์: โรงพิมพ์ประสานการพิมพ์. สมบัติ ท้ายเรือคำ. (๒๕๕๓). วิธีการทางสถิติสำหรับวิจัย. ภาควิชาวัดผลและวิจัยการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สมพร เชื้อพันธ์. (2547). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. (๒๕๕๘). ภาษาไทยเชิงวิชาการ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. สิทธิธรรม อ่องวุฒิรัตน์. (๒๕๖๔). กลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการตอบการแสดงความคิดเห็นแย้งใน สถานการณ์การสนทนาที่ต่างกันในภาษาไทย: กรณีศึกษาคู่สนทนาที่มีสถานภาพเท่ากัน.วารสารภาษา และวรรณคดีไทย คณะศิลปะศาสตร์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
๖๕ บรรณานุกรม(ต่อ) สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์. (2545). หลักและวิธีสอนอ่านภาษาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 7.) กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. อภิรักษ์ อนะมาน. (๒๕๔๖). การบูรณาการการสอนเขียนแบบอรรถฐานในรายวิชาระดับอุดมศึกษา: รูปแบบ การเรียนการสอน. วิทยานิพนธ์ ค.ด. หลักสูตรการสอน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อุทุมพร จันทรอด. (๒๕๔๗). การพัฒนาทักษะการเขียนเชิงสร้างสรรค์โดยใช้กิจกรรมสำรวจนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โรงเรียนบ้านลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ. การศึกษาค้นคว้าอิสระ กศ.ม., มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาสารคาม. Bloom. (1996). Model of Teaching. Allyn and Bacon: London. Britton, J. (๑๙๗๕). The Development of writing Abilities. Irmscher, W.F. (๑๙๗๒). The holt Guide to English: A Contemporary Handbook of Rhetoric. Language, and Literature. Holt, Rinehart and Winston, Inc. Kytle, P. (๑๙๗๐).Prewriting by Analysis. College Composition and Communication. Mitchell, D. (๑๙๙๖). Writing to learn across the curriculum and the English teacher. The English Journal. Santa, C., Gavens, L. and Valdes, B.,. (๒๐๐๔ ) . Project CRISS: Creating Independent through Student - owned Strategies. Retrieved from http://www.adlit.org/strtegies/19783/ Vandeventer, N.J. (๑๙๗๙ ). RAFT| An information-cuing device for encoding communication.
๖๖ ภาคผนวก
๖๗ ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ
๖๘ รายนามผู้เชี่ยวชาญ ๑. นางฉวีวรรณ เหล่าเรือง ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ สาขาวิชาภาษาไทย โรงเรียนกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ๒. นางสาวจุฑามาศ แก้วอินทร์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ สาขาวิชาภาษาไทย โรงเรียนกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ๓. นางสาวพาณิภัค ชนเวียน ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ สาขาวิชาภาษาไทย โรงเรียนกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
๖๙ ภาคผนวก ข ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ในการวิจัย
๗๐ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนกุมภวาปี หน่วยการเรียนรู้ที่ ๗ โคลงสุภาษิตพระราชนิพนธ์ เวลา ๑๕ ชั่วโมง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นจากเพลง เวลา ๑ ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ผู้สอน นางสาวจิรวรรณ จันทาสี วันที่สอน ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๖ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๗ เวลา ๑๐.๒๐ – ๑๑.๑๐ น. ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๖ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เวลา ๑๑.๑๐ – ๑๒.๐๐ น. ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๖ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๖ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๓.๕๐ น. ……………………….……………………….……………………….……………………….……………………….……………………… ๑. สาระสำคัญ การเขียนแสดงความคิดเห็น คือการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และข้อสันนิษฐานนั้นออกมาให้ ผู้อ่านได้รับรู้ จำเป็นที่จะต้องเขียนด้วยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง มีเหตุและมีผล เป็นไปในทางที่สร้างสรรค์ ผู้เขียนจึง จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างดี เพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นได้อย่างเข้าใจ และตรงประเด็น จากการรับข่าวสารเรื่องใดเรื่องหนึ่งมี่ผู้รับสารเกิดความคิดเห็นที่มีต่อเรื่องนั้น ทั้งเห็นด้วยและไม่ เห็นด้วย ในการเขียนแสดงความคิดเห็น ผู้เขียนต้องรู้จักการอ่านจับใจความสำคัญ วิเคราะห์ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น พิจารณาข้อมูล และเหตุผลมาสนับสนุนว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด มีความสมเหตุสมผล ดังนั้นเมื่อผู้เรียนได้ศึกษา หลักในการแสดงความคิดเห็น จะสามารถเขียนแสดงความคิดเห็นได้อย่างสร้างสรรค์ ๒. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ท ๒.๑ ม.๒/๗ เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือโต้แย้งในเรื่องที่อ่าน อย่างมีเหตุผล ท ๒.๑ ม.๒/๘ มีมารยาทในการเขียน
๗๑ ๓.จุดประสงค์การเรียนรู้ ๓.๑ นักเรียนบอกข้อดีหรือข้อด้วยของสิ่งของ สถานที่ บุคคล กิจกรรมที่ทำประจำวันในสมัยอดีต และสมัยปัจจุบันได้ ๓.๒ นักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นจากเนื้อหาของเพลงตามเทคนิคกระบวนการ RAFT ได้ ๓.๓ นักเรียนให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ๔. สมรรถนะของผู้เรียน ๔.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๔.๒ ความสามารถในการคิด ๔.๓ ความสามารถในการแก้ปัญหา ๔.๔ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ๕. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๕.๑ มุ่งมั่นในการทำงาน ๕.๒ ใฝ่เรียนรู้ ๕.๓ มีวินัย ๖. สาระการเรียนรู้ ๖.๑ การเขียนแสดงความคิดเห็น ๗. ชิ้นงานหรือภาระงาน ๗.๑ ใบงาน ๘.คำถามสำคัญ ๘.๑ หลักการเขียนแสดงความคิดเห็นมีอะไรบ้าง ๙.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำ ๙.๑ ครูนำเสนอเพลง “เพื่อนใหม่” ให้นักเรียนได้รับชมสื่อวิดีโอ โดยนำเสนอผ่าน YouTube ขั้นสอน ๙.๒ ครูให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นในประเด็น คำว่า “เพื่อนใหม่” จากเพลง เพื่อนใหม่ ( ให้นักเรียนยกมือแสดงความคิดเห็นได้ทุกคน ตามความสมัครใจ ) ครูรับฟังคำตอบของนักเรียน ๙.๓ ครูเชื่อมโยงเข้าคำถามชวนคิด โดยการคำถามดังนี้ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเพลง มี หลายแง่มุม จากที่นักเรียนแสดงความคิดเห็นข้างต้นนั้น มีแง่มุมใดบ้าง ( เนื้อหา เช่น เป็นเรื่องเกี่ยวกับ อะไร, วรรณศิลป์ เช่น ภาพพจน์โวหาร การใช้ภาษา การหลากคำ, เสียงร้อง เช่น ความไพเราะ, ดนตรี ประกอบ เช่น ความสมดุลของเสียงดนตรีกับคำร้อง, ข้อคิดที่ได้รับ เช่น ได้ข้อคิดในเรื่องใดบ้าง, ภาพ
๗๒ สะท้อนสังคม เช่น มีการสะท้อนสังคมอย่างไร ) และ การแสดงความคิดเห็นในความคิดของนักเรียน คืออะไร ( ตอบได้หลากหลายคำตอบ ) จากนั้นครูแจกใบงาน เขียนแสดงความคิดเห็นจากเพลง โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ๙.๔ ครูนำตัวอย่างการเขียนแสดงความคิดเห็นโดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT มาศึกษาร่วมกัน ในชั้นเรียน ๙.๕ ครูและนักเรียนร่วมกันจับใจความสำคัญจากเนื้อหาของเพลง “เพื่อนใหม่” โดยตั้งประเด็น คำถาม ได้แก่ จากเนื้อเพลงมีการเปรียบเทียบช่วงเวลาใด (ช่วงเวลาในสมัยอดีตกับสมัยปัจจุบัน), ในสมัยอดีต มี การทำกิจกรรมอะไรบ้าง (ตักน้ำจากลำธาร เก็บเศษไม้มาก่อกองไฟและจุดไฟตั้งกา นั่งรอจนน้ำเดือด รินใส่ถ้วย แบ่งกัน พอลมหนาวมา ก็ช่วยกันจุดฟืนก่อไฟผิงคลายหนาว), สมัยปัจจุบันมีการทำกิจกรรมอะไรบ้าง (เมื่อร้อนก็ใช้ ลมพัดผ่านให้เย็น ไม่ต้องไปนั่งรับลม เมื่อหนาวก็ใช้เปลวไฟ ไม่ต้องหาฟืนมาก่อกองไฟ เมื่อหิวก็มีอาหารเตรียมไว้ ไม่ต้องทำเองให้เสียเวลา เมื่อจะนอนก็มีนิทานกล่อม ไม่ต้องเปิดหนังสืออ่าน เมื่อเผลอก็ใช้เสียงเตือน โดยไม่ต้องรอ เสียงของคนรอบตัวมาเตือน เมื่อเหงาก็เปิดเพลงฟังเป็นเพื่อน ไม่จำเป็นต้องไปหาเพื่อนมานั่งคุยคลาย), ดังนั้น ฉัน กับเธอ หมายถึงอะไร (ฉัน หมายถึง วิถีชีวิตในอดีต เธอ หมายถึง คนในสังคม) ๙.๖ ครูนำเข้าสู่การตั้งคำถามจากภาพ ได้แก่ จากรูปภาพ ในอดีตเราเคยทำกิจกรรมอะไร (อ่าน หนังสือ เล่นของเล่น เล่นตุ๊กตากับพี่น้องในครอบครัว) จากภาพ ในปัจจุบันเราทำกิจกรรมอะไรบ้าง (ทำกิจกรรม บนโซเชียลแทนการทำกิจกรรมร่วมกันกับคนรอบข้าง) ดังภาพ ช่วงเวลาในอดีต สังคมสมัยใหม่
๗๓ ๙.๗ ครูร่วมกันสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับบทเพลง “เพื่อนใหม่” จากการฟังเพลงแล้ว นักเรียน คิดว่า เพื่อนใหม่ในเพลงคืออะไร (เพื่อนใหม่คือสังคมที่เป็นสมัยใหม่ การทำกิจกรรมใหม่ๆต่างไปจากกิจกรรมที่เคย ทำในอดีต ) ๙.๘ ครูให้นักเรียนยกตัวอย่าง สิ่งของ สถานที่ บุคคล กิจกรรมที่ทำประจำวัน ในสมัยอดีต และ เปลี่ยนแปลงมาเป็นสิ่งของ สถานที่ บุคคล กิจกรรมที่ทำประจำวันอะไรบ้างในสมัยปัจจุบัน พร้อมกับให้นักเรียน ระบุข้อดี หรือข้อเสีย ของสิ่งนั้นๆ กำกับด้วย เช่น อดีตเคยใช้กาต้มน้ำถ่านฟืน ปัจจุบัน ใช้กาต้มน้ำไฟฟ้า ข้อดีของ กาต้มน้ำไฟฟ้าคือ สะดวกในการใช้ ใช้ได้ในเวลาไม่กี่นาที ข้อด้อยคือ หากเราไม่มีไฟฟ้า ก็จะไม่สามารถใช้งานได้ และข้อดีของถ่านฟืน คือสารถใช้ได้ตลอดเวลาที่อยากต้มน้ำ เพราะเป็นสิ่งที่หาได้จากธรรมชาติ แต่ข้อด้อยคือ เสียเวลา และต้องใช้เวลาในการก่อไฟอีก (ให้นักเรียนตอบตามความสมัครใจ หรืออาจตอบช่วยกันในชั้นเรียน) ๙.๙ ครูให้นักเรียนทำใบงานเขียนแสดงความคิดเห็นจากเพลง โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT โดยครูยกตัวอย่างผลงาน งานเขียนแสดงความคิดเห็นจากเพลง โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ดังนี้ R – Role บทบาทของผู้เขียน A – Audience ผู้อ่าน F – Format รูปแบบ Topic หัวข้อ กาต้มน้ำไฟฟ้า กาต้มน้ำถ่านฟืน จดหมายสั้น เวลาที่เปลี่ยนไป ......คงถึงเธอเวลาที่เธอจะได้พักผ่อนแล้วสินะ เพราะทุกวันนี้ใครๆก็หันมาพึ่งฉันกันหมด เพราะว่าตัวฉันสามารถ ผลิตน้ำร้อนได้รวดเร็วเพียงแค่ไม่ถึง ๑๐ นาที สะดวกสบาย พกพาง่าย แถมยังไม่ต้องโดนไฟเผาให้ตัวดำเหมือน เธออีก ฉันคิดว่าฉันมีความสำคัญมากๆในสมัยนี้ เห็นได้จากแทบทุกบ้านเลยต้องซื้อฉันติดไว้ห้องครัว พักผ่อนเถิดนะเพื่อนรัก ครูอธิบายการเขียนแสดงความคิดเห็นจากเพลง “เพื่อนใหม่” โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑ นักเรียนกำหนดว่าตนเองเป็นใคร มีบทบาทอย่างไรในการเขียนครั้งนี้ เช่น ตัวอย่าง ข้างต้น กำหนดบทบาทของผู้เขียนเป็น “กาต้มน้ำไฟฟ้า” ซึ่งเป็นเครื่องใช้ในปัจจุบัน ขั้นตอนที่ ๒ นักเรียนกำหนดบทบาทหรือผู้รับสาร โดยผู้อ่านอาจเป็นสิ่งมีชีวิต หรือไม่มีชีวิตก็ได้ เช่น ตัวอย่างข้างต้น กำหนดบทบาทของผู้อ่านเป็น “กาต้มน้ำถ่านฟืน” ซึ่งเป็นเครื่องใช้ในสมัยอดีต
๗๔ ขั้นตอนที่ ๓ นักเรียนกำหนดรูปแบบของงานเขียน ว่าเป็นงานเขียนประเภทใด เช่น ตัวอย่าง ข้างต้น กำหนดให้เป็นงานเขียนประเภท “จดหมายสั้น” ขั้นตอนที่ ๔ นักเรียนกำหนดหัวข้อของงานเขียน เช่น ตัวอย่างข้างต้น กำหนดให้หัวข้อคือ “เวลา ที่เปลี่ยนไป” เนื้อที่ครูเขียน เป็นการแสดงข้อดีของการต้มน้ำไฟฟ้าในปัจจุบัน ทำให้ผู้อ่านเห็นข้อด้อยของกาต้มน้ำถ่าน ฟืนทันที ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงบวกต่อสิ่งของในสมัยใหม่ ๙.๑๐ ครูให้นักเรียนลงมือทำใบงานการ เขียนแสดงความคิดเห็นจากเพลง “เพื่อนใหม่” โดยใช้ เทคนิคกระบวนการ RAFT ของตนเอง โดยให้นักเรียนเลือกเขียน สิ่งของ สถานที่ บุคคล กิจกรรมที่ทำประจำวัน ในสมัยอดีตถึงสิ่งของ สถานที่ บุคคล กิจกรรมที่ทำประจำวันอะไรบ้างในสมัยปัจจุบัน หรือ เขียนจากสิ่งของ สถานที่ บุคคล กิจกรรมที่ ทำประจำวัน ในสมัยปัจจุบัน ถึง สิ่งของ สถานที่ บุคคล กิจกรรมที่ทำประจำวัน ในสมัยอดีต แต่ในเนื้อหาให้ระบุ ข้อดีของบทบาทผู้เขียน และแสดงข้อด้วยของบทบาทผู้อ่าน ดังตัวอย่างที่ครูได้นำเสนอ ๙.๑๑ นักเรียนนำเสนอผลงานของตนเองหน้าชั้นเรียน ( เลือกจำนวนนักเรียนตาม ความเหมาะสมของเวลา ) ขั้นสรุป ๙.๑๒ เมื่อครูรับฟังการนำเสนอผลงานของนักเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปว่า จากที่เขียน แสดงความคิดเห็นในใบงาน มีนักเรียนที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมในอดีตเชิงบวกจำนวนกี่คน และมี นักเรียนที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสังคมในสมัยปัจจุบันในเชิงบวกกี่คน และระหว่างเชิงบวกกับเชิงลบ ประเด็น ใดมีจำนวนมากกว่ากัน จากนั้นครูจึงสรุปความคิดเห็นในเชิงบวก และในลบตามลำดับอีกครั้ง เพื่อให้นักเรียนเข้าใจ การเขียนแสดงความคิดเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ๑๐.สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ ๑๐.๑ ประเภทสื่อ - PowerPoint - ใบงาน ๑๐.๒ แหล่งการเรียนรู้ - หนังสือภาษาไทยหลักภาษาและการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ - อินเทอร์เน็ต
๗๕ ๑๑. กระบวนการวัดและประเมินผล พฤติกรรม วิธีการวัด เครื่องมือในการวัด เกณฑ์การประเมินผล ๑.นักเรียนบอกข้อดีหรือข้อด้วยของ สิ่งของ สถานที่ บุคคล กิจกรรมที่ทำ ประจำวันในสมัยอดีต และสมัย ปัจจุบันได้ การถามคำถาม (ขั้นสอน ๙.๘) คำถาม นักเรียนยกตัวอย่างได้ ๕ ตัวอย่าง ถือว่าผ่านเกณฑ์ ๒. นักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็น จากเนื้อหาของเพลงตามเทคนิค กระบวนการ RAFT ได้ การตรวจใบงาน “เขียนแสดง ความคิดเห็น จากเพลง ตามเทคนิค กระบวนการ RAFT ได้” ใบงาน “เขียนแสดง ความคิดเห็นจากเพลง ตามเทคนิคกระบวนการ RAFT ได้” นักเรียนผ่านเกณฑ์ การประเมิน ร้อยละ ๗๐ ๓. นักเรียนให้ความร่วมมือในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ การประเมิน พฤติกรรมใน ชั้นเรียน แบบประเมินพฤติกรรมใน ชั้นเรียน นักเรียนผ่านการ ประเมินพฤติกรรมใน ชั้นเรียนผ่านเกณฑ์ อย่างน้อย ร้อยละ ๘๐
๗๖ ใบงาน การเขียนแสดงความคิดเห็นจากเพลง โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT R – Role บทบาทของผู้เขียน A – Audience ผู้อ่าน F – Format รูปแบบ Topic หัวข้อ ชื่อ นามสกุล เลขที่ ชั้น ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………
๗๗ เนื้อเพลง เพื่อนใหม่ ศิลปิน บอย อิมเมจิน เมื่อเธอร้อนเธอก็มีสายลมพัดผ่านมา เมื่อเธอหนาวเธอก็มีเปลวไฟ เมื่อเธอหิวเธอก็มีข้าวปลาเตรียมไว้เมื่อกระหายสายธารก็ไหลมา เมื่อจะนอนเธอก็มีเสียงนิทานกล่อมเธอ เมื่อเธอเผลอเธอก็มีเสียงเตือน เมื่อเธอเหงาเธอก็มีเสียงเพลงเป็นเพื่อน ใต้แสงเดือนเธอก้มมองแต่แสงไฟ ถ้าหากว่าถึงเวลานั้น ตัวฉันยังจะมีความหมาย ยังจะหลงเหลือความหมายใดกับเธอ เพราะว่าเธอร้อนหรือเธอหนาว เธอก็มีเขาเสมอ ถึงวันนั้นฉันยังจะเหลือความหมายใด หากถึงวันนั้นฉันยังจะเหลือความหมายใด เมื่อเธอหลงเธอก็มีเสียงนำบอกทาง เมื่อเธอหาของเธอก็เจอทันใด เมื่อเธอมีคำถามร้อยพันเรื่องใด เธอก็มีคำตอบในทันที คล้ายเธอยืนอยู่บนสังคมวุ่นวาย คล้ายเธอยืนอยู่เพียงคนเดียว คล้ายวุ่นวายคล้ายโดดเดี่ยว อยู่คนเดียวเธอก็มีเพื่อนคุย อยู่คนเดียวเธอก็ยังมีเพื่อนคุย ถ้าหากว่าถึงเวลานั้น ตัวฉันยังจะมีความหมาย ยังจะหลงเหลือความหมายใดกับเธอ เพราะว่าถึงมีปัญหาเธอก็ถามเขาเสมอ ถึงวันนั้นฉันยังจะเหลือความหมายใด หากถึงวันนั้นฉันยังจะเหลือความหมายใด ถ้าถึงวันนั้นฉันยังจะเหลือความหมายใด แม้ในคืนมืดมนและเหน็บหนาว เธอก็ยังมีอุ่นไอ เธออยากจิบน้ำชา น้ำร้อนก็ไหลมาเป็นสาย โดยที่เธอไม่ต้องรอ....โดยที่เธอไม่ต้องรอ จนตัวเธอไม่คุ้นเคยที่ต้องรอ ย้อนไปในวันที่เธอและฉัน เรายังไม่มีแสงไฟ ฉันตักน้ำจากลำธารใส เธอเก็บเศษไม้ก่อฟืน และจุดไฟตั้งกา..นั่งรอ...จนน้ำเดือดริน...ใส่ถ้วยแบ่งกัน พอลมหนาวบาดผิวเผลอชิดใกล้ฉัน ช่วยกันจุดฟืนก่อไฟ และในทุกๆคืนสิ่งที่เธอจะอ่านคือนิทานก่อนนอน ฉันหลับตาฟังยังเห็นเธอข้างหมอน จนฉันนอนหลับไป....จนฉันนอนหลับ.....ไป ในช่วงเวลาที่เธอเคยเสียมันไปให้กับฉัน ช่วงเวลาเหล่านั้นนั่นแหละคือฉันสำหรับเธอ เราเคยเป็นความสำคัญของกันและกันเสมอ ก่อนที่เธอจะได้พบกับเพื่อนใหม่ และจนมาถึงวันที่เธอนั้นไม่สำคัญกับฉัน และจนมาถึงวันที่ฉันนั้นไม่สำคัญกับเธอ สิ่งที่เราร่วมกันสร้างมันเพื่อฉันและเธอ กลับมาทำให้เธอและฉัน....ไม่สำคัญต่อกันอีกต่อไป
๗๘ เพราะเมื่อเธอร้อนเธอก็มีสายลมพัดผ่านมา เมื่อเธอหนาวเธอก็มีเปลวไฟ เมื่อเธอหิวอาหารหรือต้องการสิ่งใด ก็จะมีให้เธอในทันที... เธอจะมีทุกอย่างในทันที...ทุกสิ่งจะมีให้เธอในทันที แต่สิ่งดีแค่ไหนก็อาจจะไม่สำคัญกับเธอ ถ้าเธอ..ไม่เคยใช้เวลาไปกับมัน เหมือนฉันจะดีแค่ไหน..ก็ไม่สำคัญกับเธอ ถ้าเธอไม่เคยใช้เวลาให้กับฉัน และสิ่งใดที่เธอว่าเป็น สิ่งที่มีความสำคัญ ต่อเธอและฉันจริงๆ.......ต่อเธอและฉันจริงๆ
๗๙ แบบประเมินการเขียนแสดงความคิดเห็นตามเทคนิคกระบวนการ RAFT ที่ ชื่อ - สกุล ผลการประเมิน ๑.ด้านเนื้อหา (๕ คะแนน) ๒. ด้านการเสนอ ความคิด (๕ คะแนน) คะแนนรวม (๑๐ คะแนน) ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ ๒๑ ๒๒
๘๐ เกณฑ์การพิจารณาการเขียนแสดงความคิดเห็นตามเทคนิคกระบวนการ RAFT ประเด็น การประเมิน คะแนน ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ ๑.ด้าน เนื้อหา เขียนแสดง ความคิดเห็น ตาม องค์ประกอบ ของเทคนิค กระบวนการ RAFT ได้ ครบถ้วน ๕ องค์ประกอบ เขียนแสดง ความคิดเห็น ตาม องค์ประกอบ ของเทคนิค กระบวนการ RAFT ได้ ๔ องค์ประกอบ เขียนแสดง ความคิดเห็น ตาม องค์ประกอบ ของเทคนิค กระบวนการ RAFT ได้ ๓ องค์ประกอบ เขียนแสดง ความคิดเห็น ตาม องค์ประกอบ ของเทคนิค กระบวนการ RAFT ได้ ๒ องค์ประกอบ เขียนแสดง ความคิดเห็น ตาม องค์ประกอบ ของเทคนิค กระบวนการ RAFT ได้ ๑ องค์ประกอบ ๒. ด้าน การเสนอ ความคิด แสดงความคิด อย่างชัดเจน มี ข้อสนับสนุน ประกอบ ทั้ง ข้อดีและ ข้อด้อย สมเหตุสมผล เชื่อมโยง ความคิด ในแต่ละส่วน ได้อย่าง สัมพันธ์กันดี แสดงความคิด อย่างชัดเจน มี ข้อสนับสนุน ประกอบทั้ง ข้อดีและ ข้อด้อย สมเหตุสมผล เชื่อมโยง ความคิด ในแต่ละส่วน พอประมาณ แสดงความคิด ได้น้อย มี ข้อสนับสนุน ประกอบทั้ง ข้อดีและ ข้อด้อยน้อยไป ไม่สมเหตุ สมผล เชื่อมโยง ความคิด ในแต่ละส่วน ได้น้อย ไม่แสดง ความคิด หรือ แสดงความคิด ได้น้อย ไม่ปรากฎ ข้อสนับสนุน หรือมี ข้อสนับสนุน เพียงข้อดี หรือมีเพียง ข้อด้อย ความคิดในแต่ ละส่วน ไม่เชื่อมโยง สัมพันธ์กัน ไม่แสดง ความคิด หรือแสดง ความคิดได้ น้อย ไม่ปรากฎ ข้อสนับสนุน หรือไม่มี ข้อสนับสนุน ทั้งข้อดี หรือ ข้อด้อย ความคิดใน แต่ละส่วน ไม่เชื่อมโยง สัมพันธ์กัน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
๘๑ ช่วงชั้นคะแนน ระดับคุณภาพ ๙ - ๑๐ ดีมาก ๘ - ๙ ดี ๗ - ๘ พอใช้ ๐ - ๖ ปรับปรุง เกณฑ์การผ่านตั้งแต่ระดับ พอใช้ ขึ้นไป สรุป ผ่าน ไม่ผ่าน
๘๒ บันทึกหลังการสอน หน่วยการเรียนรู้ที่.......................................................................................................................... ................... เรื่อง.................................................................................................................................................................. ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒, ๒/๖, ๒/๗ โรงเรียนกุมภวาปี ผลการจัดการเรียนการสอน .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ปัญหาและอุปสรรค .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไขปัญหา .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ.....................................................ผู้สอน (นางสาวจิรวรรณ จันทาสี) นักศึกษาปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา วันที่.............เดือน......................พ.ศ................
๘๓ ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของครูพี่เลี้ยง .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ........................................................... (นางสาวจุฑามาศ แก้วอินทร์) ครูพี่เลี้ยง วันที่.............เดือน......................พ.ศ................ ความคิดเห็น/ข้อเสนอแนะของรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ........................................................... (นางกรรณิการ์ ชัยรงค์ศรี) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ วันที่.............เดือน......................พ.ศ................
๘๔ แบบบันทึกการประเมินพฤติกรรมในชั้นเรียน เลขที่ พฤติกรรม ชื่อ-สกุล พฤติกรรมและระดับคะแนน รวม ๑๒ ความตรง ต่อเวลาและ ความพร้อม ในการเรียน มุ่งมั่นใน การทำงาน ความสนใจ กระตือรือร้ นในการ เรียน มีคุณธรรม ในการเรียน เช่นความมี วินัย ๓ ๒ ๑ ๓ ๒ ๑ ๓ ๒ ๑ ๓ ๒ ๑ ๑ เด็กชายชาตรี ภูค าตา ๒ เด็กชายฐปนวัฒน์ วุฒิกุลพาณิชย์ ๓ เด็กชายณัฐกรสิษฐ์ ภู่แสนสะอาด ๔ เด็กชายณัฐรัฐ ธรรมลี ๕ เด็กชายเตชินท์ ไชยบุตร ๖ เด็กชายธนกฤต ลองศกัดิ์ ๗ เด็กชายธีรวัตร์ ทองเปี้ย ๘ เด็กชายนราวิชญ์ ถิ่นถาน ๙ เด็กชายพงศธร จันทวงษา ๑๐ เด็กชายพัชระวุธ ไชยคุณ ๑๑ เด็กชายพัสกร กรรมหาวงศ์ ๑๒ เด็กชายมงคลชัย ประเสระก้ง ๑๓ เด็กหญิงศิลายุ สุขใจ ๑๔ เด็กหญิงกนกวรรณ พึ่งสว่าง ๑๕ เด็กหญิงจิรนันท์ ไชยปัญหา ๑๖ เด็กหญิงจิรภัทร์ ไชยปัญหา ๑๗ เด็กหญิงฐิติพร อะวันนา ๑๘ เด็กหญิงณฑิรา วิบูลกุล ๑๙ เด็กหญิงณัฐนิชา เสิร์ฐสูงเนิน ๒๐ เด็กหญิงบัญฑิตา เต็งสุวรรณ ๒๑ เด็กหญิงปรียารัช ลุนลา ๒๒ เด็กหญิงปุณยาพร อ่อนภูเขา
๘๕ ๒๓ เด็กหญิงพิมพ์วรัญ โคตสพล ๒๔ เด็กหญิงพิริยากร พลที ๒๕ เด็กหญิงวรัญญา ทาสะโก ๒๖ เด็กหญิงศรันย์ชนก ศรีขอดแก้ว ๒๗ เด็กหญิงศุภกัญญา ดวงพรดี ๒๘ เด็กหญิงสุรัสดา บุตรสาระ ๒๙ เด็กหญิงอรวรรณ อินเรืองศรี ๓๐ เด็กหญิงอทิตยา พิชญเดชาธนากุล ๓๑ เด็กหญิงอิ่มใจ ค าภาษี ๓๒ เด็กหญิงเอิน ฉี ตัน ๓๓ เด็กหญิงไอยวริญช์ บ ารุงกูล ๓๔ เด็กชายนพรุจ ปู่ชัยเคน ๓๕ เด็กชายอรา บ ารุงภักดี ๓๖ เด็กหญิงจีราพร ศรีประเทศ ๓๗ เด็กหญิงพรชนก อนุเวช ๓๘ เด็กหญิงจารวี อุทัยกัน ๓๙ เด็กชายกตัญญู สุระเสน ลงชื่อ...........................................................ผู้ประเมิน (นางสาวจิรวรรณ จันทาสี) วันที่.................เดือน.............................พ.ศ..............
๘๖ เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมในชั้นเรียน รายการประเมิน เกณฑ์การประเมิน ๓ (ดี) ๒ (พอใช้) ๑ (ปรับปรุง) ๑.ความตรงต่อเวลาและ ความพร้อมในการเรียน ๑. เข้าเรียนตรงเวลา ๒. อุปกรณ์การเรียนครบ ตามที่ครูกำหนด เช่น หนังสือ เรียน สมุด ๑. เข้าเรียนช้ากว่า กำหนด แต่ไม่เกิน ๑๐ นาที ๒. อุปกรณ์การเรียนไม่ ครบตามที่ครูกำหนด ๑. เข้าเรียนช้าเกินกว่า ๑๐ นาที ๒. ไม่นำอุปกรณ์การ เรียนมาเลยแม้แต่ชิ้น เดียว ๒.มุ่งมั่นในการทำงาน ๑. ทำงานด้วยความตั้งใจ ๒. ซักถามแสดงความคิดเห็น บ่อยครั้ง ๑. ทำงานด้วยความ ตั้งใจ ๒. ซักถามแสดงความ คิดเห็นบ้างบางครั้ง ๑. ไม่ตั้งใจทำงาน ๒. ไม่ซักถามหรือแสดง ความคิดเห็นใด ๆ ทั้งสิ้น ๓ . ค ว า ม ส น ใ ค ว า ม กระตือรือร้นในการเรียน ๑. ปฏิบัติงานที่ครูสั่งทันที ๒. จดบันทึก และตั้งใจฟังครู สอน ๑. ปฏิบัติงานตามที่ครู สั่ง ๒ . จ ด บ ั น ท ึ ก บ ้ า ง บางครั้ง ไม่ตั้งใจฟัง เท่าที่ควร ๑. ไม่ทำงานตามที่ครูสั่ง ๒. ไม่จดบันทึกและไม่ ตั้งใจฟัง ๔. มีคุณธรรมในการเรียน เช่น ความมีวินัย ๑. นั่งอยู่กับที่ ไม่เล่น ๒. ไม่พูดคุยเวลาครูสอน ๑. นั่งอยู่กับที่ ไม่เล่น ๒. พูดคุยกับเพื่อนบ้าง เป็นบางครั้ง ๑. เดินในห้องโดยไม่ได้ รับอนุญาต เล่นกับ เพื่อน ๒. พูดคุยกับเพื่อน ตลอด เวลา ระดับคุณภาพ/การวัดประเมินผล คะแนนรวม ๙ – ๑๒ หมายถึง นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดี คะแนนรวม ๕ - ๘ หมายถึง นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พอใช้ คะแนนรวม ๐ - ๔ หมายถึง นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ควรปรับปรุง
๘๗ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนกุมภวาปี หน่วยการเรียนรู้ที่ ๗ โคลงสุภาษิตพระราชนิพนธ์ เวลา ๑๕ ชั่วโมง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง การเขียนแสดงความคิดเห็นจากนิทาน เวลา ๑ ชั่วโมง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ผู้สอน นางสาวจิรวรรณ จันทาสี วันที่สอน ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๖ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๗ เวลา ๐๘.๔๐ – ๐๙.๓๐ น. ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๖ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๒ เวลา ๑๑.๑๐ – ๑๒.๐๐ น. ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๖ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒/๖ เวลา ๑๑.๑๐ – ๑๒.๐๐ น. ……………………….……………………….……………………….……………………….……………………….……………………… ๑. สาระสำคัญ การเขียนแสดงความคิดเห็น คือการแสดงอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด และข้อสันนิษฐานนั้นออกมาให้ ผู้อ่านได้รับรู้ จำเป็นที่จะต้องเขียนด้วยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง มีเหตุและมีผล เป็นไปในทางที่สร้างสรรค์ ผู้เขียนจึง จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างดี เพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นได้อย่างเข้าใจ และตรงประเด็น จากการรับข่าวสารเรื่องใดเรื่องหนึ่งมี่ผู้รับสารเกิดความคิดเห็นที่มีต่อเรื่องนั้น ทั้งเห็นด้วยและไม่ เห็นด้วย ในการเขียนแสดงความคิดเห็น ผู้เขียนต้องรู้จักการอ่านจับใจความสำคัญ วิเคราะห์ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น พิจารณาข้อมูล และเหตุผลมาสนับสนุนว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด มีความสมเหตุสมผล ดังนั้นเมื่อผู้เรียนได้ศึกษา หลักในการแสดงความคิดเห็น จะสามารถเขียนแสดงความคิดเห็นได้อย่างสร้างสรรค์ ๒. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียน เขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความและเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด ท ๒.๑ ม.๒/๗ เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความรู้ ความคิดเห็น หรือโต้แย้ง ในเรื่องที่อ่าน อย่างมีเหตุผล ท ๒.๑ ม.๒/๘ มีมารยาทในการเขียน
๘๘ ๓.จุดประสงค์การเรียนรู้ ๓.๑ นักเรียนบอกคุณค่าหรือข้อด้อยของสิ่งที่สวยงามเพียงภาพลักษณ์ภายนอกกับสิ่งที่ไม่ได้สวยงามเพียง ภาพลักษณ์ภายนอกได้ ๓.๒ นักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นจากเนื้อหาของนิทานตามเทคนิคกระบวนการ RAFT ได้ ๓.๓ นักเรียนให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ๔. สมรรถนะของผู้เรียน ๔.๑ ความสามารถในการสื่อสาร ๔.๒ ความสามารถในการคิด ๔.๓ ความสามารถในการแก้ปัญหา ๔.๔ ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ๕. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๕.๑ มุ่งมั่นในการทำงาน ๕.๒ ใฝ่เรียนรู้ ๕.๓ มีวินัย ๖. สาระการเรียนรู้ ๖.๑ การเขียนแสดงความคิดเห็น ๗. ชิ้นงานหรือภาระงาน ๗.๑ ใบงาน ๘.คำถามสำคัญ ๘.๑ การเขียนแสดงความคิดเห็นที่ดีเป็นอย่างไร ๙.การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำ ๙.๑ ครูนำเสนอรูปภาพ “แอปเปิล” ที่เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ใช้คำถามกระตุ้นความสนใจดังนี้ ผลไม้ชนิดนี้ชื่อว่าอะไร (แอปเปิล) รสชาติเป็นอย่างไร (หวาน) แอปเปิลมีความสัมพันพันธ์กับนิทานเรื่องอะไร (สโนไวท์) ใครเคยฟังนิทานเรื่อง สโนไวท์ทำไมสโนไวท์ตาย (เพราะกินแอปเปิลที่มียาพิษ)
๘๙ ขั้นสอน ๙.๒ ครูเปิดนิทานเรื่องสโนไวท์ผ่านสื่อการสอน PowerPoint ให้นักเรียนในชั้นเรียนรับชม ๙.๓ ครูให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นในประเด็น คำว่า “งามเลิศในปฐพี” จากนิทาน สโนไวท์ ( ให้นักเรียนยกมือแสดงความคิดเห็นได้ทุกคน ตามความสมัครใจ ) ครูรับฟังคำตอบของนักเรียน ๙.๔ ครูเชื่อมโยงเข้าคำถามชวนคิด โดยการคำถามดังนี้ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนิทาน มีหลายแง่มุม จากที่นักเรียนแสดงความคิดเห็นข้างต้นนั้น มีแง่มุมใดบ้าง ( เนื้อหา เช่น เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร, ข้อคิดที่ได้รับ เช่น ได้ข้อคิดในเรื่องใดบ้าง, ภาพสะท้อนสังคม เช่น มีการสะท้อนสังคมอย่างไร) และ การแสดงความคิดเห็นที่ดีในความคิดของนักเรียน คืออะไร ( ตอบได้หลากหลายคำตอบ ) จากนั้นครูแจกใบงาน เขียนแสดงความคิดเห็นจากนิทาน โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ๙.๕ ครูและนักเรียนร่วมกันจับใจความสำคัญจากเนื้อหาของนิทานเรื่อง สโนไวท์ โดยตั้งประเด็น คำถาม ได้แก่ จากนิทานเรื่อง สโนไวท์เป็นการขัดแย้งกันระหว่างใครกับใคร (ระหว่าสโนวท์และราชินี), ทำไมราชินี จึงไม่พอใจสโนไวท์ (เพราะสโนไวท์เป็นคนสวยที่สุด ราชินีไม่พอใจที่ตนเองไม่ได้เป็นคนสวยที่สุดในโลกใบนี้ จึง หาทางกำจัด สโนไวท์ จนสโนไวท์ถึงแก่ความตาย) , เพราะอะไรชาชินีจึงอยากเป็นคนสวยที่สุด (เพราะราชินี ต้องการเป็นที่หนึ่งเหนือกว่าคนอื่นอยู่ตลอดเวลา หากมีผู้ใดเหนือกว่า ไม่สามารถยอมรับความจริงได้) , สโนไวท์ เป็นคนสวยที่สุดในปฐพี ทำไมแม่เลี้ยงใจร้ายถึงเกรียดสโนไวท์ (เพราะสโนไวท์อาจมีพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ดี หรือทำไม่ถูกใจแม่เลี้ยง) , คนแคระทั้งเจ็ด มีดีอย่างไร (ถึงจะเป็นคนแคระ แต่มีความสามารถไปทำงานที่เหมือง เพชรได้อย่างเต็มความสามารถ และทำให้งานออกมาอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ) ดังนั้น ภาพลักษณ์ภายนอก สามารถการันตีความดีได้หรือไม่ (ภาพลักษณ์ภายนอกไม่สามารถการันตีได้ว่าสิ่งนั้นจะมีคุณค่าอยู่ในตัว) ๙.๖ ครูนำเข้าสู่การตั้งคำถามจากภาพ ได้แก่ จากรูปภาพ รูปที่๑ แอปเปิลผลสดๆมีความสวยงาม น่ารับประทานหรือไม่ (น่ารับประทาน) ภาพที่๒ สโนไวท์ตัดสินใจกินแอปเปิลเพราะอะไร (ผลไม้สด และน่า รับประทาน ) ภาพที่๓ ผลของการกินแอปเปิลของสโนไวท์เป็นอย่างไร (สโนไวท์ตาย เพราะกินแอปเปิลที่มียาพิษ) ๑. ๒. ๓.
๙๐ ๙.๗ ครูร่วมกันสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับนิทาน สโนไวท์ จากการฟังนิทานแล้ว นักเรียนคิดว่า ภาพลักษณ์ภายนอกสามารถบอกคุณค่าภายในได้หรือไม่อย่างไร (ความงามภายนอกไม่สามารถวัดคุณค่าของสิ่ง ต่างๆได้ เช่น แอปเปิลที่สโนวท์กิน ภายนอกเป็นผลไม้สีสวยสดน่ากิน แต่ข้างในกลับมียาพาแฝงอยู่ด้วย) ๙.๘ ครูให้นักเรียนยกตัวอย่าง สิ่งที่สวยงามภายนอก สิ่งที่ไม่ได้สวยงามจากภายนอก และบอก คุณค่าหรือข้อด้อย เช่น ต้นดอกกุหลาบ สวยงามมีไว้ประดับบ้าน แต่ข้อด้อยคือหนามสามารถทิ่มแทงมือให้ เลือดออกได้ คนแคระทั้งเจ็ด ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้สวยงาม แต่คนแคระทั้งเจ็ดมีความสามารถในการ ทำงานร่วมกันเป็นทีม และทำให้งานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกๆวัน (ให้นักเรียนตอบตามความสมัครใจ หรืออาจตอบช่วยกันในชั้นเรียน) ๙.๙ ครูให้นักเรียนทำใบงานเขียนแสดงความคิดเห็นจากนิทาน โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT โดยครูยกตัวอย่างผลงาน งานเขียนแสดงความคิดเห็นจากนิทาน โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ดังนี้ R – Role บทบาทของผู้เขียน A – Audience ผู้อ่าน F – Format รูปแบบ Topic หัวข้อ คนแคระสลีปปี้ ผู้อ่านนิทาน จดหมายสั้น สิ่งที่ซ่อนอยู่ ......ฉันตัวเล็กมาก เวลาหยิบของต้องอาศัยเพื่อนอีกหกคนในการต่อตัวกัน เพื่อที่จะขึ้นไปหยิบของที่อยู่สูงได้ แต่ เวลาทำงานในเหมือง ฉันและเพื่อนๆ ต่างร่วมมือกันทำงานได้เป็นอย่างดี งานออกมามีประสิทธิภาพทุกครั้ง และโรงงานเหมือง ไม่สามารถขาดฉันไปได้ หากขาดฉันไป งานที่เหมืองจะไม่เดินหน้าแน่นอน ถึงจะจิ๋วแต่ฉันแจ๋วมากนะ ครูอธิบายการเขียนแสดงความคิดเห็นจากนิทาน โดยใช้เทคนิคกระบวนการ RAFT ดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑ นักเรียนกำหนดว่าตนเองเป็นใคร มีบทบาทอย่างไรในการเขียนครั้งนี้ เช่น ตัวอย่างข้างต้น กำหนด บทบาทของผู้เขียนเป็น “คนแคระสลีปปี้” ซึ่งรูปลักษณ์ภายนอกรูปร่างเตี้ย ขั้นตอนที่ ๒ นักเรียนกำหนดบทบาทหรือผู้รับสาร โดยผู้อ่านอาจเป็นสิ่งมีชีวิต หรือไม่มีชีวิตก็ได้ เช่น ตัวอย่าง ข้างต้น กำหนดบทบาทของผู้อ่านเป็น “ผู้อ่านนิทาน” ซึ่งเป็นผู้ที่มองคนแคระว่ามีรูปร่างบกพร่อง ขั้นตอนที่ ๓ นักเรียนกำหนดรูปแบบของงานเขียน ว่าเป็นงานเขียนประเภทใด เช่น ตัวอย่างข้างต้น กำหนดให้เป็น งานเขียนประเภท “จดหมายสั้น”
๙๑ ขั้นตอนที่ ๔ นักเรียนกำหนดหัวข้อของงานเขียน เช่น ตัวอย่างข้างต้น กำหนดให้หัวข้อคือ “สิ่งที่ซ่อนอยู่” เนื้อที่ครูเขียน เป็นการแสดงข้อด้อยของคนแคระสลีปปี้แต่ในขณะเดียวกันก็บอกข้อดีของคนแคระด้วย เพื่อเป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงบวกและเชิบลบ ๙.๑๐ ครูให้นักเรียนลงมือทำใบงานการ เขียนแสดงความคิดเห็นจากนิทานเรื่อง สโนไวท์ โดยใช้ เทคนิคกระบวนการ RAFT ของตนเอง โดยให้นักเรียนเลือกเขียน สิ่งของ สถานที่ บุคคล พืช สัตว์ ตัวละคร ในนิทานเรื่องสโนไวท์ ในเนื้อหาให้ระบุคุณค่าและข้อด้อยของบทบาทผู้เขียน ดังตัวอย่างที่ครูได้นำเสนอ ๙.๑๑ นักเรียนนำเสนอผลงานของตนเองหน้าชั้นเรียน ( เลือกจำนวนนักเรียนตาม ความเหมาะสมของเวลา ) ขั้นสรุป ๙.๑๒ เมื่อครูรับฟังการนำเสนอผลงานของนักเรียน ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปว่า จากที่เขียน แสดงความคิดเห็นในใบงาน มีนักเรียนที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความงามภายนอกแต่มีคุณค่าอยู่ภายในกี่คน และมีนักเรียนที่เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับส่งที่ไม่สวยงามภายนอก แต่ก็มีคุณค่าภายในกี่คน จากนั้นครูจึง อธิบายว่า ความงามของทุกสิ่งที่เห็นได้ด้วยตา ไม่มารถการันตีได้ว่า สิ่งนั้นจะมีคุณค่ามากน้อยเพียงใด ไม่สามารถ ประเมินคุณค่าของสิ่งใดได้ด้วยการใช้ความงามเป็นเกณฑ์ และแสดงให้เห็นว่า การเขียนแสดงความคิดเห็น ต้อง เขียนทั้งข้อดีและแสดงข้อด้วยให้เห็นด้วย ๑๐.สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ ๑๐.๑ ประเภทสื่อ - YouTube - ใบงาน ๑๐.๒ แหล่งการเรียนรู้ - หนังสือภาษาไทยหลักภาษาและการใช้ภาษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ - อินเทอร์เน็ต