148
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 2/2
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรอ่ื งอิทธพิ ลของวัฒนธรรมตา่ งชาตทิ ี่มตี อ่ สังคมไทย ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 5
เร่ืองท่ี 2 อิทธพิ ลของวฒั นธรรมตะวนั ตกและวฒั นธรรมตะวันออกทีม่ ตี ่อสงั คมไทย จำนวน 20 นาที
สอน วันพฤหัสบดี ท่ี 23 กนั ยายน พ.ศ. 2564 ช้นั ม.5/1 เวลา 14.40 – 15.00 นาที
ผู้สอน นางสาวสมฤทัย สพุ งษ์ โรงเรียนสุพงษพ์ ิทยาลยั
มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ชี้วัด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความภูมิใจ และ
ธำรงความเป็นไทย
ตัวชว้ี ัด
ส 4.3 ม.4-6/4 วิเคราะห์ผลงานของบุคคลสำคัญทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศที่มีส่วนสร้างสรรค์
วัฒนธรรมไทย และประวตั ิศาสตร์ไทย
สาระสำคญั /มโนทศั น์สำคญั
การติดต่อกับชาวต่างชาติของคนไทยในยุคสมัยต่าง ๆ มีผลต่อสังคมไทยหลายด้าน ทำให้วัฒนธรรม
ตะวันตกและวัฒนธรรมตะวันออกกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการเรียนรู้
อทิ ธิพลของชาตติ ะวันตกและชาติตะวันออกสามารถทำให้ผเู้ รยี นเกดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจส่ิงต่าง ๆ ในสังคมไทย และ
สรา้ งองคค์ วามรู้ใหม่ทางประวตั ิศาสตร์อย่างเป็นระบบ ดังน้ันคนไทยในปัจจุบันจงึ ควรพจิ ารณาเลือกรับวัฒนธรรม
ตะวนั ตกและวฒั นธรรมตะวันออกทเี่ หมาะสมต่อสงั คมไทย
คำถามสำคัญ
วัฒนธรรมตะวันตกและวฒั นธรรมตะวนั ออกมอี ทิ ธิพลตอ่ สงั คมไทยอย่างไร
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธิบายบทบาทของสถาบนั พระมหากษัตริยใ์ นการพัฒนาชาตไิ ทยในดา้ นตา่ งๆ ได้ (K)
2. ยกตัวอยา่ งวัฒนธรรมตะวนั ตกและตะวนั ออกด้านต่างๆได้ (K)
3. วเิ คราะห์อิทธพิ ลของวฒั นธรรมตะวนั ตกและวัฒนธรรมตะวันออกทีม่ ีต่อสงั คมไทยได้ (P)
4. พจิ ารณาเลือกรับวฒั นธรรมตะวนั ตกและวัฒนธรรมตะวันออกที่เหมาะสมต่อสังคมไทย (A)
149
คณุ ลักษณะอันพึงประสงคแ์ ละสมรรถนะสำคัญ สมรรถนะสำคัญ
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ 3. ความสามารถในการแก้ปญั หา
2. ซือ่ สตั ยส์ ุจรติ 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ิต
3. มีวนิ ยั 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
4. ใฝ่เรยี นรู้
5. อย่อู ย่างพอเพียง
6. มงุ่ มนั่ ในการทำงาน
7. รกั ความเปน็ ไทย
8. มจี ติ สาธารณะ
สาระการเรยี นรู้
1. บทบาทของสถาบันพระมหากษตั รยิ ์ในการพฒั นาชาติไทยในดา้ นต่างๆ
2. อิทธพิ ลของวฒั นธรรมตะวันตกและอทิ ธพิ ลของวัฒนธรรมตะวันออกที่มีต่อสังคมไทย
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (รูปแบบการสอนตามแนวคิดการพัฒนาดา้ นจิตพิสยั ของบลมู )
ขน้ั ท่ี 1 การรับรูค้ า่ นิยม
1. ครูกล่าวทักทายนักเรียน และอธิบายบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการพัฒนาชาติไทยด้าน
ตา่ งๆ ใหน้ ักเรียนฟังพร้อมยกตัวอยา่ ง
1.1 การป้องกันและรักษาเอกราชของชาติ นับตั้งแต่อดีตพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะจอมทัพ เป็น
ผู้นำในการทำสงครามเพื่อป้องกันบ้านเมืองและขยายอำนาจ เช่น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงประกาศ
อิสรภาพจากพม่าและทำสงครามเพื่อสร้างความมนั่ คงและขยายอำนาจของกรุงศรีอยุธยา หรอื สมเด็จพระเจ้าตาก
สนิ มหาราช ทรงเปน็ ผู้นำขับไลพ่ มา่ หลงั เสยี กรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 และสถาปนากรุงธนบุรเี ป็นราชธานีแห่งใหม่
1.2 การสร้างสรรคว์ ัฒนธรรมไทย บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการสร้างสรรคว์ ฒั นธรรมไทย
จัดว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาชาติไทย เช่น ด้านประเพณีและพิธีสำคัญต่าง ๆ ด้านศาสนา ด้าน
วฒั นธรรมการดำเนนิ ชวี ติ ด้านศลิ ปกรรม
2. ครูนำภาพตัวอย่างบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการพัฒนาชาติไทยด้านต่างๆ จำนวน 2
รปู ภาพ โดยมรี ปู ภาพดังนี้
150
ภาพท่ี 1 ร.10 เสดจ็ ฯ ถวาย ผ้าพระกฐิน วัดราชบพิธและวดั โพธ์ิ
ภาพที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จุฬาโลกมหาราช ทรงทำสงครามกับพม่า
3. ครูตั้งคำถามจากรูปภาพ เกี่ยวกับบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการพัฒนาชาติไทย เพ่ือ
กระตนุ้ ความคิดนักเรยี น ดังน้ี
3.1 จากรูปภาพที่ 1-2 เปน็ บทบาทของพระมหากษตั ริย์ในการพัฒนาชาติไทยด้านใด
4. ครเู ชื่อมโยงเขา้ สบู่ ทเรยี น และแจ้งนักเรียนวา่ วันนจ้ี ะมาเรยี น เรือ่ ง อทิ ธพิ ลของวัฒนธรรมตะวนั ตกและ
วฒั นธรรมตะวันออกทม่ี ีต่อสงั คมไทย
ขน้ั ท่ี 2 การตอบสนองต่อคา่ นยิ ม
5. ครอู ธบิ ายความหมายของวัฒนธรรม
6. ครูฉาย Power Point เรื่อง อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมตะวันออกที่มีต่อสังคมไทย
พรอ้ มยกตวั อย่างอิทธพิ ลวัฒนธรรมวฒั นธรรมตะวนั ตกและวฒั นธรรมตะวนั ออกให้นักเรยี นฟงั
7. ครูให้นักเรียนวิเคราะห์เกี่ยวกับอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมตะวันออก พร้อม
ยกตัวอย่างอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมตะวันออกที่มีต่อสังคมไทย และครูจะสุ่มถาม 1-2 คน
โดยมปี ระเด็นคำถามดังนี้
151
7.1 อทิ ธิพลของวัฒนธรรมตะวันตก
7.1.1 ในสมัยรัชกาลที่ 3 หมอบรัดเลย์และหมอเฮาส์ได้นำวิทยาการด้านใดมาเผยแพร่ในประเทศ
ไทย
7.2 อทิ ธิพลของวัฒนธรรมตะวนั ออก
7.2.1 ประเทศไทยไดร้ ับอิทธพิ ลทางศาสนาจากอินเดียมา 2 ศาสนา คือศาสนาใด
ขน้ั ท่ี 3 การเห็นคณุ คา่ ของคา่ นิยม
8. ครูให้นักเรียนทบทวน เรื่อง อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมตะวันออกที่มีต่อสังคมไทย
เพ่มิ เติมไดจ้ ากสื่อ Power point ของครู หรือสืบค้นจากอนิ เทอร์เนต็ มาประกอบการพิจารณาเลือกรับอิทธิพลของ
วัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมตะวนั ออกด้านต่างๆ ที่มีต่อสังคมไทย และให้นักเรียนยกตัวอย่างอิทธิพลด้านที่
นักเรียนสนใจ ไปโพสต์ลงในไลน์กลุ่ม โดยการสร้างโน๊ตสง่ งานของตนเอง และในรายละเอียดโพสต์ใหน้ ักเรียนตอบ
คำถามตามประเด็นตอ่ ไปนี้
8.1 อทิ ธพิ ลของวัฒนธรรมดา้ นใด พร้อมยกตัวอยา่ งส้ันๆ
8.2 รบั มาจากอทิ ธพิ ลของวฒั นธรรมตะวนั ตกหรอื ตะวันออก และรบั มาจากประเทศอะไร
8.3 เกิดผลดีหรอื ผลเสียอย่างไรในการที่ประเทศไทยรับวัฒนธรรมตะวันตกและตะวนั ออกมาปรับใชใ้ น
ชีวิตประจำวัน ยกตวั อยา่ งมาแค่ 1 ดา้ น ใหส้ อดคลอ้ งกับขอ้ ขา้ งตน้ ที่เลอื กมา (ตามความคดิ ของนักเรยี น)
ขั้นท่ี 4 การจัดระบบค่านยิ ม
9. ครกู ระตนุ้ นกั เรยี นทกุ คน โดยให้นักเรียนรว่ มกนั ตอบคำถาม ตามประเด็นคำถาม ดงั น้ี
9.1 นักเรยี นคิดว่าวัฒนธรรมตะวนั ตกและวัฒนธรรมตะวนั ออกมีอิทธพิ ลต่อสงั คมไทยอยา่ งไร
ข้ันที่ 5 การสรา้ งลกั ษณะนิสยั
10. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุป อภิปรายเกี่ยวกับอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรม
ตะวนั ออกท่ีมีต่อสังคมไทย และใหน้ ักเรยี นปฏิบตั ิตามวฒั นธรรมจากตา่ งชาติมาประยุกตใ์ ช้ในชีวติ ประจำวันให้เกิด
ประโยชน์สงู สุด โดยครูจะติดตามผลการปฏบิ ตั ขิ องนกั เรยี นทกุ คนในคาบต่อไป
ส่ือและแหล่งการเรยี นรู้
1. สอื่ Power point เร่อื ง อิทธพิ ลของวฒั นธรรมตะวนั ตกและวัฒนธรรมตะวันออกด้านต่างๆ ที่มีต่อ
สังคมไทย
2. สมารท์ โฟน/โน้ตบ๊คุ
3. ส่ือโซเชยี ลมีเดยี
4. รูปภาพบทบาทของสถาบันพระมหากษัตรยิ ์ในการพฒั นาชาติไทย
152
บนั ทกึ หลังการเรียนรู้
1. ผลลัพธ์การเรยี นรู้
จากการจัดการเรียนรู้ ประสบความสำเร็จตามแผนขั้นการสอนที่วางไว้ นักเรียนให้ความร่วมมือดีมาก
เข้าเรียนครบตามจำนวน และมีส่วนร่วมในการตอบคำถามเป็นอย่างดี การสอบสอนครั้งนี้มีปฏิสัมพันธ์และ
สามารถคุมช้ันเรียนได้ดีในระดับนึง นักเรียนดูให้ความสนใจในการทำการบ้านเป็นอยา่ งมาก เพราะมีการเสริมแรง
ทางบวก คอื มีของรางวัล ตอบแทนโดยการแจกขนมให้กับทกุ คนทีส่ ง่ งานตรงเวลา
2. ปญั หาและอุปสรรค
ควรปรบั ปรุง Power point มคี ำฉกี คอ่ นขา้ งเยอะ ควรเพ่ิมกจิ กรรมในข้อท่ี 6 ให้นกั เรยี นได้ยกตัวอย่าง
อิทธิพลวัฒนธรรมวัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมตะวันออก ตามความรู้ความสามารถ เพื่อที่จะให้นักเรียนมี
ส่วนร่วมมากขึ้น อุปสรรคที่เกิดขึ้น คือ ไมค์ในเครื่องคอมพิวเตอร์พัง ทำให้ต้องใช้อุปกรณ์เสริมและทำให้เสียงไม่
ค่อยชดั เจน อาจไดย้ นิ เสยี งรบกวนเกดิ ขน้ึ มคี วามเขินอาย ตื่นเตน้ และมพี ูดเพี้ยนบ้างเลก็ นอ้ ย ใช้เวลาสอนไมเ่ ตม็ ท่ี
หรือน้อยเกนิ ไป เพราะไมม่ ีแผนสำรองไวล้ ว่ งหน้า
3. แนวทางการแกไ้ ขและข้อเสนอแนะ
ออกแบบแผนการสอนให้ดีขึ้น รอบคอบและให้เหมาะสมกับเวลา ควรมีแผนสำรองไว้ใช้แก้ไขปัญหา
เฉพาะหน้า และนำคำแนะนำของอาจารย์ครั้งนี้ไปพัฒนาการพูด ใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมให้มากกว่านี้
พัฒนาการสื่อสาร พดู จาใหช้ ดั เจนยิ่งข้นึ
ลงชื่อ สมฤทยั สพุ งษ์ ผู้สอน
(นางสาวสมฤทัย สพุ งษ์)
23 / 09 / 64
153
การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
รายการวัด วธิ ีการวัดผล เคร่ืองมอื วัดและ เกณฑก์ ารประเมนิ
ประเมนิ ผล 1. ผลการประเมนิ การ
ทำงานรายบุคคล ผ่าน
1. อธิบายบทบาทของสถาบัน 1. ประเมินพฤตกิ รรม 1. แบบประเมิน ร้อยละ 60
2. ผลการตรวจผลงาน
พระมหากษัตรยิ ์ในการพัฒนา การทำงานรายบคุ คล พฤติกรรมการทำงาน นกั เรยี น ผ่านร้อยละ
60
ชาตไิ ทยในดา้ นตา่ งๆ ได้ (K) 2. ตรวจผลงานของ รายบคุ คล
2. ยกตวั อยา่ งวัฒนธรรม นักเรยี น 2. แบบบนั ทึกการ
ตะวนั ตกและตะวันออกดา้ น ประเมินผลงานนักเรียน
ต่างๆได้ (K)
3. วิเคราะห์อทิ ธิพลของ
วฒั นธรรมตะวันตกและ
วัฒนธรรมตะวันออกที่มตี ่อ
สังคมไทยได้ (P)
4. พจิ ารณาเลอื กรับ
วฒั นธรรมตะวนั ตกและ
วัฒนธรรมตะวนั ออกที่
เหมาะสมต่อสงั คมไทย (A)
154
แบบประเมนิ พฤติกรรมทำงานรายบคุ คล
คำชี้แจง : ให้ครูสังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคลของนักเรียนตามรายการที่กำหนด แล้วระบุระดับ
คะแนน พร้อมสรุปผลการประเมินของนักเรียนรายบุคคลในชอ่ งทก่ี ำหนด
รายการประเมิน สรุปผล
เลขท่ี ชอ่ื -สกุล ตอบคำถาม ตอบคำถาม สง่ งานตรง รวม
ครบท้ังสาม ตรงประเด็น เวลา (5) ผา่ น ไม่ผ่าน
ประเดน็ และ (2)
(1) ครอบคลุม
เน้อื หา
(2)
1 นางสาวชนมน์ ิภา เพชรพราว 1 2 2 5✓
2 นางสาวสริ จิ ันทร์ เทพชมภู 1 2 2 5✓
3 นายศุภกจิ เอกกลาง 1 1 2 4✓
4 นางสาวแสงตะวนั ยอดอนุ่ 1 1 2 4✓
5 นางสาวศรณั ยา พรมศรี 1 1 2 4✓
6 นางสาวอาริสา ธัญญะภู 1 2 2 5✓
7 นางสาวพริ ญาณ์ สุวงษ์ทอง 1 2 2 5✓
8 นางสาวบุษบา ฝา่ ยสักขวา 1 2 2 5✓
10 นางสาวศุภรัตน์ จนั ทรห์ ง่อม 1 2 2 5 ✓
12 นางสาวปนัดดา นาคสขุ ปลง่ั 0 0 0 0 ✓
13 นางสาวอารยา นิยะนนั ท์ 1 2 2 5✓
14 นายธนากร เกตชุ าติ 1 0.5 2 3.5 ✓
15 นางสาวศภุ นิตา สภุ าพันธ์ 1 2 2 5✓
16 นางสาวปรนิ ากร มงคลเคหา 1 1.5 2 4.5 ✓
17 นางสาวปิยะนนท์ ทองเดช 1 1 2 4✓
18 นายศุภวัตน์ ดจุ จานุทศั น์ 1 2 2 5✓
19 นางสาวสุธาสินี สดุ สาคร 1 1.5 2 4.5 ✓
20 นางสาวบษุ กร จะแจ้ง 1 2 2 5✓
21 นางสาวสรุ ีพร ทองกลา้ 1 1 2 4✓
22 นายธนากร งามประสิทธ์ิ 1 1 2 4✓
155
รายการประเมนิ สรปุ ผล
เลขที่ ชื่อ-สกุล ตอบคำถาม ตอบคำถาม ส่งงานตรง รวม ผา่ น ไมผ่ า่ น
(5)
23 นางสาวอญั ชลพี ร สำราญพิทักษ์ ครบท้ังสาม ตรงประเด็น เวลา ✓
24 นายพงศกร เอี่ยมโปร่ง 5 ✓
25 นายกรวชิ ญ์ จุปะมัดถา ประเดน็ และ (2) 0
26 นางสาวนกแก้ว บกิ ขุนทด 3.5 ✓
28 นางสาวรงุ่ นภา สขุ แท้ (1) ครอบคลมุ 5 ✓
29 นางสาวเพ็ญนภา มาม่วง 5 ✓
30 นางสาววันวสิ า กระดานลาด เน้ือหา 5 ✓
31 นางสาวบศุ รนิ ทร์ เลศิ ณรงค์ 5 ✓
32 นายดอมนิ ิกคณาวุฒิ แสนยศ (2) 4 ✓
33 นางสาวอัจฉราพร นงสนั เทยี ะ 3.5 ✓
1 22 3.5 ✓
0 00
1 0.5 2
1 22
1 22
1 22
1 22
1 12
0.5 1 2
0.5 1 2
เกณฑ์การประเมินระดับคณุ ภาพ
5 ระดับคุณภาพ ดีเยี่ยม
4 ระดบั คุณภาพ ดีมาก
3 ระดบั คุณภาพ ดี
2 ระดับคุณภาพ พอใช้
1 ระดบั คุณภาพ ปรบั ปรุง
เกณฑ์การตัดสนิ ใจ ผ่าน ลงชอ่ื สมฤทยั สุพงษ์ ผู้ประเมิน
ไมผ่ ่าน (นางสาวสมฤทัย สุพงษ)์
3 คะแนนขีน้ ไป 30 / 09 / 64
ต่ำกว่า 3 คะแนน
156
ผลงานนกั เรยี น
157
ผลงานนกั เรยี น
158
ผลงานนกั เรยี น
159
160
161
162
163
164
165
166
167
168
169
170
171
172
173
ภาคผนวก
174
บรรยากาศการจดั การเรยี นการสอน
175
176
177
ตวั ชีว้ ดั ส 2.1 ม.1/2 ระบุความสามารถของตนเองในการทำประโยชน์ต่อสงั คมและประเทศชาติ
วิธีการทางประวตั ิศาสตร์
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้
วธิ กี ารทางประวัติศาสตร์มาวเิ คราะห์เหตกุ ารณต์ า่ ง ๆ อยา่ งเป็นระบบ
ตวั ช้ีวัด ม.4-6/2 สร้างองคค์ วามรูใ้ หมท่ างประวตั ิศาสตร์โดยใช้วธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์อยา่ งเป็นระบบ
178
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 2/1
กลมุ่ สาระการเรียนรูส้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 2 เรือ่ ง การสร้างองคค์ วามรู้ใหม่ทางประวตั ศิ าตรไ์ ทย จำนวน 2 ช่ัวโมง
เรือ่ งที่ 1 วธิ ีการทางประวัติศาสตร์ จำนวน 20 นาที
สอนวันพฤหัสบดี ท่ี 23 กนั ยายน พ.ศ. 2564 ช้ัน ม.6 เวลา 15.05–15.25 น.
ผูส้ อน นางสาวอจั ฉราพร นงสนั เทียะ โรงเรียนอบุ ลรตั นราชกัญญาราชวิทยาลยั นครราชสมี า
มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชี้วัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ส 4.1 เขา้ ใจความหมาย ความสำคญั ของเวลาและยคุ สมยั ทางประวัตศิ าสตร์ สามารถใช้วธิ ีการ
ทางประวตั ิศาสตร์มาวิเคราะหเ์ หตุการณต์ ่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
ตัวชี้วัด
ส.4.1 ม.4-6/2 สร้างองคค์ วามรู้ใหม่ทางประวัติศาสตร์โดยใช้วธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์อยา่ งเป็นระบบ
สาระสำคญั
วิธีการทางประวัติศาสตร์ คือ ขั้นตอนหรือกระบวนการในการแสวงหาข้อเท็จจริงจากเรื่องราวหรือ
เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในอดีตของสงั คมมนษุ ย์ซึง่ ไดจ้ ากการค้นคว้าหาขอ้ มูลจากหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์
เพื่อนำมาวิเคราะห์และอธิบายเหตุการณ์ทางประวัตศิ าสตร์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้การศึกษานั้นได้ข้อเท็จจริงท่ีใกลเ้ คียง
และถกู ตอ้ งมากที่สดุ
คำถามสำคัญ
วิธีการทางประวัติศาสตร์มีขั้นตอนอะไรบ้าง และทำไมจึงต้องใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ในการศึกษา
ประวัตศิ าสตร์
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. สามารถอธิบายความหมาย ความสำคญั และประโยชนข์ องวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ได้
2. สามารถอธบิ ายข้ันตอนของวิธีการทางประวัตศิ าสตร์ได้
3. สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนของวิธีการประวัติศาสตร์ได้อย่างถูกต้องในการศึกษาเรื่องราว หรือ
เหตุการณ์ทางประวัตศิ าสตร์
4. เหน็ ความสำคัญของวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ เพอ่ื ใช้ศกึ ษาเรอ่ื งราว หรอื เหตกุ ารณท์ างประวตั ศิ าสตร์
179
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคแ์ ละสมรรถนะสำคัญ สมรรถนะสำคัญ
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ 1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
1. ซอ่ื สัตย์สจุ รติ 3. ความสามารถในการแกป้ ัญหา
2. มีวนิ ัย 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
3. ใฝเ่ รยี นรู้
4. ม่งุ ม่ันในการทำงาน 4.1 กระบวนการปฏบิ ตั ิ
4.2 กระบวนการทำงานกลุ่ม
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
สาระการเรียนรู้
1. ความหมาย ความสำคัญและประโยชนข์ องวิธกี ารทางประวัติศาสตร์
2. การปฏิบัติตามขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ในการศึกษาเรื่องราว หรือเหตุการณ์ทาง
ประวตั ศิ าสตร์
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (รูปแบบการเรยี นการสอนวฏั จักรการสืบสอบแบบ 5Es)
ข้ันที่ 1 ข้ันสร้างความสนใจ (Engagement)
1. ครกู ลา่ วสวัสดที กั ทายนักเรียน
2. ครูฉาย Power point เรื่อง วิธีการทางประวัติศาสตร์ ถามคำถามกระตุ้นความสนใจของนักเรียนโดย
ฉายภาพ พร้อมสอบถามนักเรียนว่า “จากภาพดังกล่าว เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือไม่ และมีความสำคัญ
ต่อการศึกษาประวัติศาสตรอ์ ย่างไร”
3. ครสู อบถามความรู้เพอื่ เช่อื มโยงเข้าสูบ่ ทเรยี น “วิธีการทางประวัติศาสตร์คืออะไร”
180
4. ครูอธิบายความหมายขน้ั ตอนของวิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์
แนวคำอธิบาย
วิธีการทางประวัติศาสตร์ คือ ขั้นตอนหรือกระบวนการในการแสวงหาข้อเท็จจริงจากเรื่องราว
หรือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในอดีตของสังคมมนุษย์ซึ่งได้จากการค้นคว้าหาข้อมูลจากหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ และอธิบายเหตุการณ์ทางประวัติศาสตรท์ ีเ่ กดิ ขึน้ เพื่อให้การศกึ ษาน้ัน
ได้ข้อเทจ็ จริงที่ใกล้เคียงและถกู ต้องมากทสี่ ุด
ขน้ั ที่ 2 ขนั้ สำรวจและค้นหา (Exploration)
5. ครูให้นักเรียนจับกลุ่ม จำนวน 5 กลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน (ในกรณีนักเรียนจำนวน 31 คน) เพื่อสืบค้น
ขอ้ มลู เพ่มิ เตมิ ในประเด็นคำถาม “วิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ มีความสำคญั ต่อการศึกษาประวตั ิศาสตร์อย่างไร” ให้
เวลาในการสืบค้นข้อมูล 3-5 นาที โดยให้ศึกษาจากใบความรู้ เรื่อง วิธีการทางประวัติศาสตร์ และแหล่งเรียนรู้
อนิ เทอร์เน็ต
ขน้ั ที่ 3 ขนั้ อธบิ ายและลงสรปุ (Explanation)
6. ครูให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนเพื่ออธิบายคำตอบในประเด็นคำถาม “วิธีการทางประวัติศาสตร์ มี
ความสำคัญต่อการศกึ ษาประวัติศาสตรอ์ ย่างไร”
แนวคำตอบ
ความสำคญั ของวธิ ีการทางประวัติศาสตร์ มคี วามสำคญั คือ ทำให้เรอ่ื งราว กิจกรรม เหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มีความน่าเชื่อถือ มีความถูกต้องเป็นความจริง หรือใกล้เคียงความเป็นจริงมาก
ทสี่ ดุ เพราะไดม้ กี ารศกึ ษาอยา่ งเป็นระบบ
ขน้ั ที่ 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
7. ครูอธิบายเนื้อหา เรื่อง ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ พร้อมยกตัวอย่างเรื่องราว คือ วัดอรุณ
ราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง) โดยครูอธิบายสาระสำคัญในแต่ละขั้นตอนให้ชัดเจน พร้อมกับซักถามเพ่ือ
ตรวจสอบความเขา้ ใจระหว่างการอธบิ าย
ข้ันท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)
8. ครูถามคำถามสำคัญกับนักเรียนว่า “วิธีการทางประวัติศาสตร์มีขั้นตอนอะไรบ้าง และทำไมจึงต้องใช้
วิธีการทางประวตั ศิ าสตรใ์ นการศึกษาประวตั ิศาสตร”์ และพดู สรปุ บทเรยี น
9. ครูช้แี จงใบงานท่ี 2.1 เร่อื ง การสบื คน้ ข้อมลู โดยวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์
181
ส่ือและแหล่งการเรียนรู้
1. Power Point เร่ือง วิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์
2. ใบความรู้ เร่อื ง วธิ กี ารทางประวัติศาสตร์
3. ใบงานท่ี 2.1 เร่อื ง การสบื ค้นข้อมูลโดยวิธีการทางประวตั ศิ าสตร์
4. อนิ เทอร์เน็ต
4.1 https://nachuakpit.ac.th/client-upload/np/uploads/files/วิธีการทางประวัติศาสตร์
(6).pdf
4.2 https://sites.google.com/site/thehistoricalapproach/withi-kar-thang- prawatisastr/
khwam-sakhay-khxng-withi-kar-thang-prawatisastr
การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้
รายการวดั วธิ ีการวดั ผล เครอื่ งมอื วัด เกณฑ์การประเมนิ
และประเมนิ
1. นักเรยี นอธิบายความหมาย 1. สงั เกตพฤติกรรม 1. แบบสังเกตพฤติกรรม 1. ผลการสังเกต
ความสำคญั และประโยชน์ การทำงาน การทำงานรายบุคคล พฤติกรรมการทำงาน
ของวิธกี ารทางประวัติศาสตร์ รายบุคคล 2. แบบประเมนิ รายบคุ คล ผ่านรอ้ ยละ
ได้ 2. ประเมิน พฤติกรรมการทำงานราย 60
2. นกั เรียนอธบิ ายข้ันตอน พฤติกรรมการ กลมุ่ 2. ผลประเมนิ พฤติกรรม
ของวิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ ทำงานรายกลุ่ม 3. แบบตรวจใบงานท่ี การทำงานรายกลมุ่
ได้ 3. ตรวจใบงานที่ 2.1 เรอ่ื ง การสบื ค้น ผ่านรอ้ ยละ 60
3. นกั เรยี นปฏิบตั ติ ามขั้นตอน 2.1 เร่ือง การสืบคน้ ข้อมลู โดยวิธกี ารทาง 3. ผลการตรวจใบงานที่
วธิ ีการประวัตศิ าสตรไ์ ด้อย่าง ขอ้ มลู โดยวิธีการทาง ประวตั ศิ าสตร์ 2.1 เร่ือง การสบื คน้
ถูกต้องในการศกึ ษาเรื่องราว ประวตั ศิ าสตร์ ขอ้ มูลโดยวธิ ีการทาง
หรอื เหตุการณท์ าง ประวัตศิ าสตร์ ผ่านรอ้ ย
ประวตั ศิ าสตร์ ละ 60
4. นกั เรียนเหน็ ความสำคัญ
ของวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์
เพอื่ ใชศ้ ึกษาเรือ่ งราว หรือ
เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
182
บนั ทกึ หลังการเรยี นรู้
1. ผลลพั ธ์การเรยี นรู้
นักเรียนเข้าใจความหมาย ประโยชน์และความสำคัญของวิธีการทางประวัติศาสตร์ และสามารถปฏิบัติ
ตามขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์ได้ดีในการศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่นักเรียนนั้นสนใจ ทั้งน้ี
นักเรียนยังตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ที่ทำให้ตัวนักเรียนเองมีความ
ละเอียดรอบคอบ และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน มีการตรวจสอบรายละเอียดเรื่องราว
ก่อนต่าง ๆ ก่อนที่จะเชือ่ ในทันที อีกทั้งยังมีคุณลักษณะอันพงึ ประสงคท์ ีก่ ำหนด และมีสมรรถนะที่สำคัญ ได้แก่ มี
ความซอ่ื สัตย์สุจริต มีวนิ ัย ใฝเ่ รียนรู้ มงุ่ ม้นั ในการทำงาน ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิด การ
แก้ปัญหา การใช้ทักษะชีวิต และการใชเ้ ทคโนโลยี และผู้เรยี นสามารถตอบคำถามสำคัญไดบ้ รรลุวัตถุประสงค์ท่ีตั้ง
ไว้
2. ปัญหาและอปุ สรรค
การเรียนการสอนในชั่วโมงนี้เป็นการเรียนการสอนในรูปแบบของออนไลน์ 100% ส่งผลให้ตัวผู้สอนเอง
นั้นตื่นเต้น และเกิดความประหม่าเป็นอย่างมาก ซึ่งส่งผลไปถึงการเรียนการสอนในหลาย ๆ ช่วงนั้นเกิดการ
หยุดชะงัก และการอธิบายเนื้อหาของผู้สอนเองนั้นยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ในส่วนของตัวอย่างของหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ ทงั้ นีก้ ารพดู ของผสู้ อนนน้ั ติดขดั และไม่ค่อยราบรน่ื ส่งผลใหผ้ ู้เรียนนั้นสบั สนในเนื้อหาได้ อกี ทงั้ ผู้สอน
แจง้ รายละเอยี ดใบงานน้นั ยงั ไม่ชดั เจนพออีกดว้ ย
3. แนวทางการแกไ้ ขและขอ้ เสนอแนะ
ทำการฝึกซ้อม หรือเตรียมการจัดการเรียนการสอนล่วงหน้า ตรวจสอบและพยายามทำความเข้าใจใน
เนือ้ หาการเรียนการสอนให้มากขึน้ รวมท้ังคิดหรือจดั หากจิ กรรมที่เกิดการสร้างสรรคใ์ หผ้ เู้ รียนนัน้ มสี ่วนร่วมในการ
เรียนมากข้ึน
ลงชอ่ื ผู้สอน
(นางสาวอจั ฉราพร นงสันเทยี ะ)
183
ใบความรู้ เรือ่ ง วิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์
ประวัติศาสตร์เป็นการศึกษาเรื่องราวหรือกิจกรรมของมนุษย์ในอดีตอย่างมีระบบ เพื่อให้ได้เรื่องราวที่
ถูกตอ้ ง นา่ เชื่อถือ โดยใชว้ ิธีการทเ่ี รยี กว่า “ขน้ั ตอนหรือวิธีการทางประวตั ิศาสตร์”
1. ความหมาย ความสำคัญ และประโยชนข์ องวิธีการทางประวตั ิศาสตร์
1.1. ความหมายของวธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์
วิธีการทางประวัติศาสตร์ คือ ขั้นตอนหรือกระบวนการในการแสวงหาข้อเท็จจริงจากเรื่องราวหรือ
เหตุการณ์ทางประวัตศิ าสตร์ในอดีตของสังคมมนุษย์ซึง่ ได้จากการค้นคว้าหาขอ้ มูลจากหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์
เพอื่ นำมาวิเคราะห์ และอธิบายเหตุการณ์ทางประวัตศิ าสตร์ที่เกิดขึ้น เพือ่ ใหก้ ารศึกษาน้ันได้ข้อเท็จจริงที่ใกล้เคียง
และถูกต้องมากที่สุด เชน่ ภาพถา่ ย แถบบนั ทกึ เสยี ง วดิ ที ัศน์ หลกั ฐานทางโบราณคดี เป็นต้น ท้ังน้ีเพื่อให้สามารถ
ฟ้นื อดตี หรอื จำลองอดตี ข้นึ มาใหมไ่ ด้อย่างถกู ต้องสมบรู ณ์และน่าเชือ่ ถือ
1.2. ความสำคญั ของวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์
วธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์มีความสำคัญ คือ ทำให้เร่อื งราว กจิ กรรม เหตกุ ารณ์ที่เกิดข้นึ ในประวัติศาสตร์มี
ความน่าเชื่อถือ มีความถูกต้องเป็นความจริง หรือใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด เพราะได้มีการศึกษาอย่างเป็น
ระบบ มีขั้นตอน มีความระมัดระวังรอบคอบ โดยผทู้ ี่ไดร้ ับการฝกึ ฝนในระเยยี บวิธีการทางประวตั ิศาสตร์มาดแี ล้ว
ปัญหาสำคัญสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์นั้น คือ อดีตที่มีการฟื้นหรือการจำลองขึ้นมาใหม่นั้น มี
ความถูกตอ้ ง สมบูรณ์ และเชอื่ ถอื ได้มากน้อยแค่ไหน รวมทัง้ หลักฐานที่เปน็ ลายลักษณ์อักษรและไมเปน็ ลายลักษณ์
อกั ษรท่ีนำมาใชเ้ ปน็ ข้อมูลนั้น มีความสมบูรณม์ ากน้อยแค่ไหน เพราะเหตกุ ารณ์ทางประวตั ศิ าสตรม์ ีอยมู่ ากเกินกว่า
จะศึกษาหรือจดจำได้ทั้งหมด แต่หลักฐานที่ใช้เป็นข้อมูลอาจมีเพียงบางส่วน ดังนั้นวิธีการทางประวัติศาสตร์ มี
ความสำคัญเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับผูท้ ี่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ จะได้นำไปใช้ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง
ไม่ลำเอียง และเพอื่ ให้เกิดความน่าเช่อื ถอื
1.3. ประโยชน์ของวธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์
นอกจากขน้ั ตอนหรือวิธีการทางประวัตศิ าสตร์จะมีปะโยชน์ท้ังต่อการศึกษาประวัตศิ าสตร์ที่ทำให้เรื่องราว
ทางประวัติศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ ยังมีประโยชน์อีกด้านหนึ่ง คือ ทำให้เป็นคนที่มีความละเอียดรอบคอบ มีการ
ตรวจสอบเรื่องราวที่ศึกษา รวมทั้งนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยจะทำให้เป็นคนที่รู้จักทำการประเมิน
เหตุการณ์ต่าง ๆ ว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด หรือก่อนที่จะเชื่อถือข้อมูลของใครก็สามารถนำวิธีการทาง
ประวัติศาสตรไ์ ปตรวจสอบกอ่ น
2. ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์
วิธีการทางประวัติศาสตร์มีอยู่ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การกำหนดหัวเรื่อง การรวบรวมหลักฐาน การประเมิน
คุณคา่ ของหลักฐาน การวเิ คราะหแ์ ละสังเคราะหข์ ้อมลู และการเรยี บเรียงหรอื การนำเสนอ ซ่งึ มรี ายละเอียด ดงั นี้
184
2.1 การกำหนดหวั เร่อื งท่จี ะศกึ ษา
การกำหนดหัวเรื่องหรือเป้าหมายเป็นขั้นตอนแรก นักประวัติศาสตร์ต้องมีจุดประสงค์ชัดเจนว่าจะศึกษา
อะไร อดีตสว่ นไหน สมัยอะไรและเพราะเหตใุ ด เป็นการตั้งคำถามท่ีต้องการศึกษา นกั ประวัตศิ าสตรต์ อ้ งอาศัยการ
อ่าน การสังเกต และควรต้องมีความรู้กว้าง ๆ ทางประวัติศาสตร์ในเรื่องนั้น ๆ มาก่อนบ้าง ซึ่งคำถามหลักที่
นักศึกษาประวัติศาสตร์ควรคำนึงอยู่ตลอดเวลาก็คือทำไมและเกิดขึ้นอย่างไร ทั้งนี้ หัวเรื่องอาจปรับให้มีความ
เหมาะสมหรือเปล่ยี นแปลงได้ ถา้ หากหลักฐานท่ีใชใ้ นการศกึ ษามีน้อยหรือไมน่ ่าเช่ือถือ
2.2 การรวบรวมหลักฐาน
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ให้ข้อมูล มีทั้งหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและหลักฐานที่ไม่เป็นลาย
ลักษณ์อกั ษร มีท้งั ท่ีเป็นหลกั ฐานชนั้ ต้น (ปฐมภูม)ิ และหลักฐานช้นั รอง (ทุตยิ ภมู )ิ
การรวบรวมข้อมูล นั้นหลักฐานชั้นต้น มีความสำคัญและความน่าเช่ือถือมากกว่าหลักฐานชั้นรอง แต่
หลกั ฐานช้ันรองอธิบายเรอ่ื งราวให้เขา้ ใจได้ง่ายกว่าหลกั ฐานชัน้ ตน้
ในการรวบรวมขอ้ มูลประเภทต่าง ๆ ดังกลา่ วข้างตน้ ควรเร่มิ ต้นจากหลกั ฐานชั้นรองแล้วจึงศกึ ษาหลกั ฐาน
ช้นั ตน้ ถ้าเปน็ หลักฐานประเภทไม่เป็นลายลักษณ์อักษรกค็ วรเร่ิมต้นจากผลการศึกษาของนักวชิ าการที่เชี่ยวชาญใน
แต่ละด้าน ก่อนไปศึกษาจากของจรงิ หรือสถานที่จรงิ
2.2.1 หลักฐานชั้นต้น (Primary Sources) เป็นหลักฐานร่วมสมัยของผู้ท่ีเกี่ยวของกับเหตุการณ์
โดยตรง เช่น เอกสารทางราชการ กฎหมาย ประกาศ สนุ ทรพจน์ บนั ทกึ ความทรงจำของผู้ท่เี ก่ยี วของกับเหตุการณ์
หรืออัตชีวประวัติผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุกาณ์การรายงานข่าว ผู้เห็นเหตุการณ์ วีดิทัศน์ ภาพยนตร์ ภาพถ่าย
เหตกุ ารณท์ เี่ กดิ ขึ้น เป็นต้น
2.2.2 หลักฐานชั้นรอง (Secondary Sources) เป็นหลักฐานที่จัดทำขึ้นโดยอาศัยหลักฐานชั้นต้น
หรือโดยบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้รู้เห็นเหตุการณ์ดว้ ยตนเอง แต่ได้รับรู้โดยผ่านบุคคลอืน่ ประกอบด้วยผลงาน
ของนกั ประวัติศาสตรห์ รือหนงั สือทางประวัติศาสตร์ รายงานของส่ือมวลชลที่ไม่ได้รเู้ ห็นเหตุการณ์ดว้ ยตนเอง เป็น
ตน้
ทั้งนี้ คุณค่าของหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานชั้นรองนั้นมีคุณค่าแตกต่างกัน คือ หลักฐานชั้นต้นถือว่ามี
ความสำคัญมาก เพราะเป็นหลักฐานร่วมสมัยที่บันทึกโดยผู้รู้เห็น หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง ส่วน
หลักฐนชั้นรองเป็นหลักฐานที่ทำขึ้นภายหลังโดยใช้ข้อมูลจากหลักฐานชั้นต้น แต่หลักฐานชั้นรองจะช่วยอธิบาย
เรื่องราวให้เข้าใจหลกั ฐานช้ันต้นได้ง่ายขึ้น ละเอียดขึ้น ซึ่งจะเป็นแนวทางไปสู่หลกั ฐานข้อมูลอื่น ๆ โดยจะปรากฏ
ในบรรณานุกรมของหลกั ฐานชนั้ รอง
ทั้งหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานชั้นรองสามารถค้นคว้าได้จากห้องสมุด ทั้งของราชการและของเอกชน
ตลอดจนฐานข้อมูลในเครอื อินเทอร์เนต็
185
2.3 การประเมนิ คณุ คา่ ของหลักฐาน
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นคว้ามาได้ ก่อนที่จะทำการศึกษาจะต้องมีการประเมินคุณค่าว่าเป็น
หลักฐานแทจ้ ริงเพยี งใด การประเมินคณุ ค่าของหลักฐานน้ีเรยี กวา่ “วิพากษว์ ธิ กี ารทางประวัติศาตร์” ซึ่งมอี ยู่ 2 วิธี
ไดแ้ ก่
2.3.1 การประเมินคุณค่าภายนอกหรือวิพากษ์วิธีภายนอก (External Criticism) หมายถึง การ
ประเมินคุณค่าของหลักฐานจากลักษณะภายนอกของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ บางครั้งก็มกี ารปลอมแปลง เพื่อ
การโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้หลงผิด หรือเพื่อเหตุผลทางการเมือง การค้า ดังนั้น จึงต้องมีการประเมินว่าเอกสารนั้น
เปน็ จรงิ หรอื ไม่ ซ่งึ สามารถพจิ ารณาไดจ้ ากสง่ิ ทป่ี รากฏภายนอก
2.3.2 การประเมินคุณค่าภายในหรือวิพากษ์วิธีภายใน (Internal Criticism) หมายถึง การ
พิจารณาเนื้อหาหรือความหมายท่ีแสดงออกในหลกั ฐาน เพื่อประเมินว่าน่าเชื่อถือเพียงใด โดยเน้นถึงความถกู ต้อง
คุณค่า ตลอดจนความหมายที่แทจ้ รงิ ซงึ่ นับว่ามคี วามสำคัญต่อการประเมินหลักฐานท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรเพราะ
ข้อมูล ในเอกสารมีทั้งที่คลาดเคลื่อน และมีอคติของผู้บันทึกแฝงอยู่หากนักประวัติศาสตรล์ ะเลยการวิพากษ์ข้อมูล
ผลทีอ่ อกมาอาจจะผิดพลาดจากความเปน็ จรงิ
วิพากษ์วิธีภายในสังเกตได้จากการกล่าวถึงตัวบุคคล เหตุการณ์ สถานที่ ถ้อยคำ เป็นต้น ในหลักฐานว่ามี
ความถูกต้องในสมัยนั้น ๆ หรือไม่ ถ้าหากไม่ถูกต้องก็ควรสงสัยว่าเป็นหลักฐานปลอมแปลง หลักฐานที่แท้จริง
เท่านั้นที่มีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์ ส่วนหลักฐานปลอมแปลงไม่มีคุณค่าใด ๆ อีกทั้งจะทำให้เกิดความรู้ที่ไม่
ถกู ตอ้ งดว้ ย ดงั นนั้ การประเมนิ คณุ คา่ ของหลักฐานจึงมคี วามสำคญั และจำเป็นมาก
2.4 การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจดั หมวดหม่ขู อ้ มูล
เมื่อทราบว่าหลักฐานนั้นเป็นของแท้ ให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จหรือความจริงในประวัติศาสตร์ ผู้ศึกษา
ประวตั ิศาสตร์จะต้องศึกษาข้อมูลหรือข้อสนเทศในหลักฐานนั้นว่าให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์อะไรบ้าง ข้อมูลน้ันมี
ความสมบูรณ์เพียงใด หรือข้อมูลนั้นมีจุดมุ่งหมายเบื้องต้นอย่างไร มีจุดมุ่งหมายแอบแฝงหรือไม่ ข้อมูลมีความ
ยุติธรรมหรือไม่ จากนั้นจึงนำข้อมูลทั้งหลายมาจัดหมวดหมู่ เช่น ความเป็นมาของเหตุการณ์ สาเหตุที่ทำให้เกิด
เหตกุ ารณ์ ความเป็นไปของเหตุการณ์ ผลของเหตุการณ์ เปน็ ต้น
เมื่อได้ข้อมูลเป็นเรื่อง เป็นประเด็นแล้ว ผู้ศึกษาประวัตศาสตร์ในเรื่องนั้นจะต้องหาความสัมพันธ์ของ
ประเด็นต่าง ๆ และตีความข้อมูลว่ามีข้อเท็จจริงใดที่ซ่อนเร้น อำพราง ไม่กล่าวถึงหรือในทางตรงกันข้าม อาจมี
ข้อมูลท่ีกล่าวเกนิ จรงิ ไปมาก
ในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษาควรมีความละเอียดรอบคอบ มีการวาง ตัวเป็นกลาง มี
จินตนาการ มีความรอบรู้ โดยศึกษาข้อมูลทั้งหลายอย่างกว้างขวาง และนำผลการศึกษาเรื่องนั้นที่มีแต่เดิมมา
วเิ คราะห์เปรียบเทยี บ รวมทั้งจดั หมวดหมขู่ อ้ มูลให้เป็นระบบ
186
2.5 การเรียบเรียงหรอื การนำเสนอ
ขน้ั ตอนสดุ ทา้ ยของวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตรซ์ ง่ึ ผู้ศกึ ษาค้นควา้ จะต้องเรียบเรียงเรอ่ื งหรือนำเสนอข้อมลู ใน
ลกั ษณะทีเ่ ป็นการตอบหรืออธิบายความอยากร้ขู ้อสงสัยตลอดจนความรใู้ หม่ความคิดใหม่ทไี่ ด้จากการศกึ ษาค้นคว้า
นั้น
ในขั้นตอนนี้ผู้ศึกษาจะต้องนำข้อมูลที่ผ่านการตีความมาวิเคราะห์หรือแยกแยะเพื่อจัดแยกประเภทของ
เรือ่ งโดยเร่ืองเดียวกันควรจัดไว้ดว้ ยกัน รวมทั้งเรื่องท่ีเกย่ี วข้องหรือสัมพนั ธ์กัน เรื่องท่เี ป็นเหตุเป็นผลซ่ึงกันและกัน
จากนั้นจึงนำ เรื่องทั้งหมดมาสังเคราะห์หรือรวมเข้าด้วยกัน คือเป็นการจำลองภาพบุคคลหรือเหตุการณ์ในอดีต
ขึ้นมาใหม่ เพือ่ ให้เห็นความสมั พันธ์และความต่อเน่ืองโดยอธบิ ายถงึ สาเหตตุ ่าง ๆ ทีท่ ำใหเ้ กิดเหตุการณ์เหตุการณ์ที่
เกิดขึ้นและผล ทั้งนี้ผู้ศึกษาอาจนำเสนอเป็นเหตุการณ์พื้นฐาน หรือเป็นเหตุการณ์เชิงวิเคราะห์ก็ได้ขึ้นอยู่กับ
จุดมุ่งหมายของการศกึ ษา
3. สรปุ
วิธีการทางประวัติศาสตร์เป็นวิธีการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างมีระบบ มีความระมัดระวัง รอบคอบ มี
เหตุผลเป็นกลาง ซื่อสัตย์ต่อข้อมูลตามหลักฐานที่ค้นคว้ามา และเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ไม่สามารถทำให้
เกิดขึ้นใหม่ได้อีก ดังนั้นแล้ว ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ที่ดีจึงต้องเป็นผู้ฟื้นอดีตหรือจำลองอดีตให้มีความถูกต้องและ
สมบูรณ์ที่สุด โดยใช้วธิ ีการทางประวัติศาสตร์เพอ่ื ให้เกิดความเขา้ ใจในอดตี ซึ่งจะนำมาสู่ความเขา้ ใจในปัจจุบัน
187
ช่ือ-สกลุ ………………………………………………………………เลขที่……….ช้นั …ม.6..
ชื่อ-สกลุ ………………………………………………………………เลขท่ี……….ช้ัน…ม.6..
ใบงานท่ี 2.1 เร่ือง การสบื คน้ ขอ้ มลู โดยวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์
คำชี้แจง: ให้นักเรียนศกึ ษาเรอื่ งราวทางประวัติศาสตรท์ ีน่ กั เรยี นสนใจโดยใชว้ ธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์
การศึกษาเร่อื งราว....................................................................................................................
ภาพประกอบ
1. การกำหนดหวั เร่ือง………………………………………………………………………
2. การรวบรวมหลักฐาน
......................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................
3. การประเมนิ คณุ ค่าของหลักฐาน
......................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................... ...............
................................................................................................................................
188
4. การวเิ คราะห์ สังเคราะห์ และจัดหมวดหมขู่ ้อมลู
......................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................... ..........................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................. ......
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
..............................................................
5. การเรียบเรียงหรอื การนำเสนอ
......................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................
*******************************************
เฉลย 189
ตวั อยา่ งเร่อื งราวทางประวตั ศิ าสตร์
ใบงานท่ี 2.1 เรือ่ ง การสบื คน้ ขอ้ มูลโดยวธิ กี ารทางประวัติศาสตร์
คำช้ีแจง: ใหน้ ักเรยี นศึกษาเรื่องราวทางประวัตศิ าสตรท์ ่ีนกั เรียนสนใจโดยใช้วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์
การศึกษาเร่อื งราว.......วัดอรณุ ราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง)...........
1. การกำหนดหวั เรอ่ื ง ...ประวัตคิ วามเปน็ มาของวดั อรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (วดั แจ้ง)….
2. การรวบรวมหลักฐาน
วัดอรุณราชวราราม เดิมมีชื่อว่า วัดมะกอก ตามชื่อตำบลท่ีตั้ง และเปลี่ยนมาเป็น วัดแจ้ง เนื่องจากครั้งที่
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ถือเอามงคลอดุ มฤกษ์ ครั้งเสด็จกอบกูอ้ ิสรภาพคืนกลบั มาเป็นของไทย และทรง
เสด็จทางชลมารค ล่องมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา จนถึงวัดมะกอกในเวลารุ่งแจ้งพอดีและอีกมูลเหตุที่มาเกี่ยวกับชอ่ื
วดั แจ้ง ยงั มกี ล่าวไวว้ ่า เป็นวดั ที่มมี าต้งั แตส่ มยั กรุงศรีอยุธยาตอนปลายแลว้ และยังมชี ื่อ “แจง้ ” ปรากฎอย่ใู นนิราศ
เมืองเพชรบรุ ี ซ่ึงแต่งโดยหม่อมภมิ เสน กวีราชสำนกึ อยุธยา ช่วงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ โดยกล่าวถึง
การล่องเรือจากกรุงศรีอยุธยาไปยังเมืองเพชรบุรี และเมื่อล่องผ่านมายังบริเวณเมืองกรุงธนบุรี ได้แวะค้างคืนที่
เมอื งกรงุ ธนบุรอี กี ดว้ ย
หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ นิราศเมืองเพชรบุรี พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ จดหมายเหตุ
ความทรงจำของกรมหลวงนรนิ ทรเทวีและพระราชวจิ ารณฯ์ แผนที่วดั ของคณะคณะราชทูตชาวฝรงั่ เศส
หลกั ฐานท่ไี มเ่ ป็นลายลักษณ์อกั ษร ได้แก่ ตำนานหรือคำบอกเล่าของชาวบา้ นชาวท่าเตยี น
3. การประเมินคุณค่าของหลกั ฐาน
หลักฐานที่ได้มานั้นมีทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ในที่นี้จะของยกตัวอย่าง
หลกั ฐานท่เี ป็นลายลักษณ์อักษร คือ “พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รชั กาลที่ 1-4”
190
จากการประเมินคณุ ค่าภายในพบว่า พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสนิ ทร์น้ีบอกเล่าเรื่องราวประวัติความ
เป็นมาของวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งพบต้นฉบับที่บ้านราษฎรแห่งหนึ่งและนำมาให้หอพระสมุดวชิ
รญาณใน พ.ศ. 2450 เปน็ ตน้
จากการประเมินคุณค่าภายใน สันนิษฐานว่าเขียนโดยเจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษธิบดี มีลักษณะเป็น
หนังสือทรงสี่เหลีย่ มผืนผ้า ขนาดกว้าง 6.69 นิ้ว สูง 8.63 นิ้ว โดยมีเนื้อหาในส่วนรัชกาลที่ 1 ถึง 3 สะท้อนให้เห็น
ถึงแบบวิถีของของบ้านเมืองในช่วงเวลาที่เรียกว่าสยามเก่า ในขณะที่เหตุการณ์ในรัชกาลที่ 4 คือหัวเล้ียวหัวต่อท่ี
สำคญั สะทอ้ นใหเ้ ห็นความเข้มข้นของการเปล่ียนแปลงเพื่อรับมอื กบั ความเป็นสมัยใหม่ท่เี รมิ่ หลงั่ ไหลเข้ามาสู่สังคม
สยามและในทสี่ ดุ กน็ ำไปสกู่ ารเปน็ สยามใหมใ่ นรัชกาลท่ี 5 ซง่ึ สถาปนาระบบสมบรู ณาญาสิทธิราชขึน้ มาเพื่อรับมือ
กับความเปลยี่ นแปลง
ดงั นนั้ พระราชพงศาวดารกรงุ รัตนโกสนิ ทร์รชั กาลที่ 1-4 นีถ้ อื เป็นหลักฐานทางประวัตศิ าตรท์ ่นี ่าเชอื่ ถอื ได้
4. การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจดั หมวดหมขู่ ้อมูล
หลักฐานที่ใช้ประกอบข้อมูลนี้เป็นหลักฐานที่เกิดจากการคัดลอกต้นฉบับมาสำหรับการเผยแพร่ให้บุคคล
ทั่วไปศึกษาหาความรู้ในชื่อ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1-4 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ
บุนนาค) เลม่ 2 สำนกั พิมพ์ศรีปัญญา พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2555
“เมื่อมองสิเออดีลองกงสุลฝรั่งเศสคนใหม่เข้ามาถึง เชิญพระราชสาส์นพระเจ้านะโปเลียนที่ ๓ เอมปเรอ
ฝรั่งเศสมาถวายด้วย พอมาถึงก็แสดงความไม่พอใจประเพณีที่ไทยรับแขกเมืองว่าไม่เป็นเกียรติยศเพราะเกณฑ์ให้
น่ังเฝา้ กบั พืน้ ”
จากหลักฐานพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1-4 ข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตและ
สภาพบ้านเมืองของกรุงรัตนโกสินทร์ในตอนต้น มีการติดต่อค้าขายและเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตก มี
ประเพณีการรับแขกหรอื เขา้ เฝ้าพระมหากษตั ริยค์ ือการหมอบกราบกบั พน้ื
5. การเรียบเรียงหรอื การนำเสนอ
สามารถนำเสนออกมาได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การนำเสนอในรูปแบบงานวิจัย สารคดี บทความ การ
เลา่ เรือ่ งราว นวนยิ าย ละคร การสัมมนาแลกเปลีย่ นเรียนรู้ เปน็ ต้น
*******************************************
191
แบบสังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล
นักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรยี นอุบลรตั นราชกญั ญาราชวทิ ยาลัย นครราชสมี า
รายการสงั เกตพฤติกรรม รวม (คะแนน)
ความ การแสดง การตง้ั ใจ การมสี ว่ น
ที่ ชื่อ-สกุล ร่วมมอื ความ ทำงาน รว่ มในการ
คิดเหน็ ทำงาน
1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 16
1 นางสาวชนมน์ ภิ า เพชรพราว √√ √ √ 11
2 นางสาวสริ จิ นั ทร์ เทพชมพู √√ √ √ 12
3 นายศุภกิจ เอกกลาง √√ √ √ 10
4 นางสาวแสงตะวัน ยอดอนุ่ √√ √ √ 15
5 นางสาวศรัณยา พรมศรี √√ √ √ 11
6 นางสาวอารสิ า ธัญญะภู √ √ √ √6
7 นางสาวพิรญาณ์ สุวงษท์ อง √ √ √ √ 15
8 นางสาวบษุ บา ฝ่ายสักขวา √ √ √ √6
9 นางสาวสมฤทยั สพุ งษ์ √√ √ √ 14
10 นางสาวศภุ รตั น์ จันทร์หง่อม √ √√ √ 14
11 นางสาวปนดั ดา นาคสุขปล่ัง √√ √ √ 11
12 นางสาวอารยา นิยะนนั ท์ √ √ √ √ 13
13 นายธนากร เกตุชาติ √ √ √ √ 13
14 นางสาวศภุ นติ า สุภาพันธ์ √√ √ √ 13
15 นางสาวปรินากร มงคลเคหา √√ √ √ 13
16 นางสาวปิยะนนั ท์ ทองเดช √√ √ √ 14
17 นายศุภวัฒน์ ดุจจานุทศั น์ √ √ √ √6
18 นางสาวสธุ าสินี สุดสาคร ห√ √ √ √ 16
19 นางสาวบษุ กร จะแจ้ง √ √ √ √ 16
20 นางสาวสุรีพร ทองกลา้ √ √ √ √6
21 นายธนากร งามประสิทธิ √ √ √ √6
22 นางสาวอญั ชลีพรสำราญพทิ ักษ์ √ √ √ √ 16
23 นายพงศกร เอย่ี มโปรง่ √ √ √ √6
192
รายการสังเกตพฤตกิ รรม รวม (คะแนน)
ความ การแสดง การตงั้ ใจ การมสี ว่ น
ที่ ชื่อ-สกุล ร่วมมือ ความ ทำงาน ร่วมในการ
คิดเหน็ ทำงาน
1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 16
24 นายกรวิชญ์ จุปะมัดถา √ √ √ √ 8
25 นางสาวนกแก้ว บกิ ขุนทด √√ √ √ 12
26 นางสาวรุ่งนภา สุขแท้ √√ √ √ 11
27 นางสาวเพ็ญนภา มาม่วง √ √ √ √ 16
28 นางสาวบศุ รินทร์ เลศิ ณรงค์ √√ √ √ 12
29 นางสาววนั วสิ า กระดานลาด √ √ √ √ 13
30 นายดอมินิกคณาวฒุ ิ แสนยศ √ √ √ √6
หมายเหตุ : เกณฑ์การประเมินผ่านรอ้ ยละ 60 (10 คะแนน ข้นึ ไป)
ลงชอ่ื ผ้สู อน
(นางสาวอัจฉราพร นงสันเทียะ)
193
แบบประเมนิ กจิ กรรมรายกลมุ่
กจิ กรรม สืบค้นข้อมลู เพิ่มเติมในประเดน็ คำถาม
“ขนั้ ตอนหรอื กระบวนการประวตั ศิ าสตร์ มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัตศิ าสตร์อย่างไร”
รายช่ือสมาชิกในกลุ่ม เพชรพราว กล่มุ ที่ 1 เอกกลาง
1. นางสาวชนมน์ ิภา ยอดอุ่น บกิ ขุนทด
3. นางสาวแสงตะวัน สุขแท้ 2. นายศภุ กจิ นาคสขุ ปลง่ั
5. นางสาวรุ่งนภา 4. นางสาวนกแก้ว
6. นางสาวปนดั ดา
คำชี้แจง : ครูประเมินจากการทำกิจกรรมของนักเรียน โดยกาเครื่องหมาย √ ลงในช่องระดับคะแนนให้ตรงกับ
ความเปน็ จรงิ มากท่ีสุด
รายการประเมิน ระดับคะแนน หมายเหตุ
321
1. การสบื คน้ ขอ้ มูล
2. การนำเสนอข้อมูล √
3. การอธบิ ายเนอ้ื หา √
√
รวม ( 9 คะแนน) 6
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ เกณฑ์การประเมนิ ผล
ชว่ งคะแนน คะแนน 8-9 หมายถึง ดมี าก ผา่ น = 5-9 คะแนน
ไม่ผา่ น = ต่ำกวา่ 5 คะแนน
คะแนน 5-7 หมายถึง ดี
คะแนน 1-4 หมายถงึ พอใช้
หมายเหตุ : เกณฑ์การประเมินผา่ นร้อยละ 60 (5 คะแนน ขึ้นไป)
ลงชอื่ ผู้ประเมิน
(นางสาวอจั ฉราพร นงสันเทียะ)
194
แบบประเมนิ กจิ กรรมรายกลุ่ม
กิจกรรม สืบคน้ ข้อมูลเพิ่มเติมในประเดน็ คำถาม
“ขัน้ ตอนหรอื กระบวนการประวัตศิ าสตร์ มคี วามสำคัญต่อการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร์อย่างไร”
รายชื่อสมาชิกในกลมุ่ กลุม่ ที่ 2 เกตุชาติ
1. นางสาวศรัณยา จุปะมัดถา
3. นางสาวอัญชลีพร พรมศรี 2. นายธนากร เลิศณรงค์
5. นางสาวเพ็ญนภา สำราญพิทกั ษ์ 4. นายกรวชิ ญ์
มาม่วง 6. นางสาวบศุ รินทร์
คำชี้แจง : ครูประเมินจากการทำกิจกรรมของนักเรียน โดยกาเครื่องหมาย √ ลงในช่องระดับคะแนนให้ตรงกับ
ความเปน็ จรงิ มากทส่ี ุด
รายการประเมิน ระดับคะแนน หมายเหตุ
321
1. การสบื คน้ ข้อมลู
2. การนำเสนอข้อมลู √
3. การอธิบายเนอ้ื หา √
√
รวม ( 9 คะแนน) 7
เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ เกณฑ์การประเมินผล
ชว่ งคะแนน คะแนน 8-9 หมายถึง ดมี าก ผ่าน = 5-9 คะแนน
ไมผ่ ่าน = ตำ่ กว่า 5 คะแนน
คะแนน 5-7 หมายถึง ดี
คะแนน 1-4 หมายถึง พอใช้
หมายเหตุ : เกณฑ์การประเมินผา่ นร้อยละ 60 (5 คะแนน ข้นึ ไป)
ลงชอื่ ผู้ประเมิน
(นางสาวอจั ฉราพร นงสนั เทียะ)
195
แบบประเมินกจิ กรรมรายกลุ่ม
กิจกรรม สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นคำถาม
“ขัน้ ตอนหรือกระบวนการประวตั ศิ าสตร์ มคี วามสำคัญต่อการศึกษาประวตั ิศาสตร์อย่างไร”
รายชื่อสมาชกิ ในกลุม่ สุวงษท์ อง กลมุ่ ท่ี 3 ฝา่ ยศกั ขวา
1. นางสาวพริ ญาณ์ จนั ทรห์ งอ่ ม นยิ ะนันท์
3. นางสาวศภุ รัตน์ ทองเดช 2. นางสาวสบษุ บา จะแจง้
5. นางสาวปิยะนันท์ 4. นางสาวอารยา
6. นางสาวบุษกร
คำชี้แจง : ครูประเมินจากการทำกิจกรรมของนักเรียน โดยกาเครื่องหมาย √ ลงในช่องระดับคะแนนให้ตรงกับ
ความเปน็ จรงิ มากที่สดุ
รายการประเมิน ระดับคะแนน หมายเหตุ
321
1. การสบื คน้ ขอ้ มลู
2. การนำเสนอข้อมูล √
3. การอธิบายเนอื้ หา √
√
รวม ( 9 คะแนน) 6
เกณฑ์การตดั สนิ คณุ ภาพ เกณฑก์ ารประเมนิ ผล
ช่วงคะแนน คะแนน 8-9 หมายถงึ ดีมาก ผ่าน = 5-9 คะแนน
ไม่ผ่าน = ต่ำกวา่ 5 คะแนน
คะแนน 5-7 หมายถงึ ดี
คะแนน 1-4 หมายถงึ พอใช้
หมายเหตุ : เกณฑ์การประเมินผา่ นร้อยละ 60 (5 คะแนน ข้ึนไป)
ลงชอ่ื ผู้ประเมิน
(นางสาวอัจฉราพร นงสันเทียะ)
196
แบบประเมนิ กิจกรรมรายกลมุ่
กจิ กรรม สืบคน้ ข้อมลู เพ่ิมเติมในประเดน็ คำถาม
“ขั้นตอนหรอื กระบวนการประวัติศาสตร์ มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตรอ์ ย่างไร”
กลมุ่ ท่ี 4
รายชอื่ สมาชิกในกลุ่ม ธญั ญะภู 2. นายศุภวัฒน์ ดจุ จานุทัศน์
1. นางสาวอารษิ า ทองกลา้
3. นางสาวสรุ พี ร เอ่ยี มโปร่ง 4. นายธนากร งามประสทิ ธ์ิ
5. นายพงศกร
6. นายดอมนิ ิกคณาวฒุ ิ แสนยศ
คำชี้แจง : ครูประเมินจากการทำกิจกรรมของนักเรียน โดยกาเครื่องหมาย √ ลงในช่องระดับคะแนนให้ตรงกับ
ความเปน็ จรงิ มากทีส่ ดุ
รายการประเมนิ ระดับคะแนน หมายเหตุ
321
1. การสืบค้นขอ้ มลู 0 ไม่มีการสบื ค้นข้อมูล
2. การนำเสนอข้อมูล 0 ไมม่ ีการนำเสนอ
ข้อมูล
3. การอธิบายเนื้อหา 0 ไมม่ ีการอธิบาย
เน้อื หา
รวม ( 9 คะแนน) 0
เกณฑ์การตดั สินคุณภาพ เกณฑก์ ารประเมนิ ผล
ช่วงคะแนน คะแนน 8-9 หมายถึง ดมี าก ผ่าน = 5-9 คะแนน
ไมผ่ า่ น = ต่ำกวา่ 5 คะแนน
คะแนน 5-7 หมายถงึ ดี
คะแนน 1-4 หมายถงึ พอใช้
หมายเหตุ : เกณฑ์การประเมินผา่ นร้อยละ 60 (5 คะแนน ขึ้นไป)
ลงชอ่ื ผู้ประเมนิ
(นางสาวอจั ฉราพร นงสนั เทียะ)
197
แบบประเมนิ กจิ กรรมรายกลมุ่
กจิ กรรม สบื คน้ ข้อมูลเพ่ิมเติมในประเดน็ คำถาม
“ข้ันตอนหรือกระบวนการประวตั ิศาสตร์ มีความสำคญั ต่อการศึกษาประวัตศิ าสตร์อย่างไร”
กลุม่ ที่ 5
รายชือ่ สมาชกิ ในกลุ่ม สพุ งษ์ 2. นาวสาวศุภนติ า ศภุ าพันธ์
1. นางสาวสมฤทยั มงคลเคหา 4. นางสาวสธุ าสินี สุดสาคร
3. นางสาวปรินากร กระดานลาด 6. นางสาวสิริจนั ทร์ เทพชมพู
5. นางสาววนั วสิ า
คำชี้แจง : ครูประเมินจากการทำกิจกรรมของนักเรียน โดยกาเครื่องหมาย √ ลงในช่องระดับคะแนนให้ตรงกับ
ความเป็นจริงมากที่สุด
รายการประเมิน ระดับคะแนน หมายเหตุ
321
1. การสืบค้นขอ้ มลู √
2. การนำเสนอข้อมูล
3. การอธบิ ายเนื้อหา √
√
รวม ( 9 คะแนน)
8
เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ เกณฑ์การประเมนิ ผล
ชว่ งคะแนน คะแนน 8-9 หมายถึง ดีมาก ผา่ น = 5-9 คะแนน
ไมผ่ ่าน = ตำ่ กวา่ 5 คะแนน
คะแนน 5-7 หมายถึง ดี
คะแนน 1-4 หมายถึง พอใช้
หมายเหตุ : เกณฑ์การประเมินผา่ นรอ้ ยละ 60 (5 คะแนน ขึ้นไป)
ลงชอ่ื ผู้ประเมิน
(นางสาวอัจฉราพร นงสันเทียะ)