The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างและแผนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ป.1 เทอม1-63

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จิรพงศ์ ไมตรีจิตร, 2020-06-08 11:17:11

โครงสร้างและแผนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ป.1 เทอม1-63-ผสาน

โครงสร้างและแผนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ป.1 เทอม1-63

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอ่ื ...........................................ผูสอน ลงช่ือ ....................................ฝายวชิ าการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงช่ือ ....................................................ผบู ริหาร
(………………………………………)

โรงเรยี นขจรเกียรติพฒั นา สปั ดาหท ่ี …16…

แผนการจัดการเรยี นรู

ภาคเรยี นที่ ..1../…........… ชอ่ื ผูส อน………………………………………….
กลมุ สาระ วิทยาศาสตร ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ี่ 1 จํานวน 2 คาบ
หนวยการเรยี นรูท่ี 2 พืชและสัตวในทองถิน่ เรอ่ื ง ความสัมพนั ธของพชื และสตั วในสภาพแวดลอ ม

(แหลง อาหาร)

1. มาตรฐานการเรียนรู

มาตรฐานที่ ว 1. 1 เขาใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพนั ธระหวา งส่งิ ไมมีชวี ิตกับสงิ่ มีชวี ติ และ
ความสมั พันธระหวางส่งิ มชี ีวติ กบั สง่ิ มีชวี ติ ตา ง ๆ ในระบบนเิ วศ การถายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนทใ่ี นระบบ
นเิ วศ ความหมายของประชากร ปญหาและผลกระทบทม่ี ตี อ ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมแนวทางในการอนุรกั ษ
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแกไขปญหาสิง่ แวดลอ ม รวมท้ังนาํ ความรไู ปใชป ระโยชน

ตัวชีว้ ัดที่ ป.1/1 ระบชุ อื่ พืชและสตั วท่อี าศยั อยบู ริเวณตาง ๆ จากขอมลู ทรี่ วบรวมได

ตัวชี้วัดที่ ป. 1/2 บอกสภาพแวดลอมทเ่ี หมาะสมกับการดํารงชวี ติ ของสัตวใ นบริเวณท่อี าศยั อยู

2. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด

พืชและสตั วแ ตละชนิดจะมีความสมั พันธกับสภาพแวดลอม เชน พชื และสตั วม ีความสัมพนั ธก บั สภาพแวดลอมใน
ดา นแหลง ที่อยอู าศยั แหลงอาหาร เปนตน ถา สภาพแวดลอ มเกิดการเปล่ยี นแปลงไปจะสง ผลกระทบตอการดาํ รงชวี ิตของ
พืชและสตั ว

3. จุดประสงคก ารเรียนรู

1. สาํ รวจและบอกความสัมพนั ธข องพืชและสัตวใ นสภาพแวดลอมได(K)
2. ปฏบิ ัติกจิ กรรมเพ่ืออธิบายความสัมพันธของพชื และสัตวในสภาพแวดลอมได(P)
3. รบั ผิดชอบตอ หนาทท่ี ี่ไดร ับมอบหมาย (A)

4. สาระการเรยี นรู

สาระการเรยี นรูแ กนกลาง สาระการเรียนรูทองถิ่น
1.ชื่อบรเิ วณทส่ี ามารถพบพชื และสตั ว พจิ ารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
2.ชือ่ พืชและสตั วทอี่ าศัยอยใู นบรเิ วณตางๆ
3.บอกความสัมพนั ธข องพืชและสัตวในสิ่งแวดลอม
4.การเปลีย่ นแปลงของสภาพแวดลอ มทส่ี ง ผลตอการ

ดํารงชวี ติ ของพืชและสัตว

5. กิจกรรมการเรียนรู คาบที่ 1
ขนั้ นํา

ขัน้ กระตนุ ความสนใจ (Engage)
1. ครูแจงจุดประสงคการเรยี นรูใหน กั เรยี นทราบ
2. ครูใหนักเรียนทําแบบทดสอบกอนเรียน เพื่อวดั ความรเู ดมิ ของนกั เรยี นกอ นเขาสูกิจกรรม
3. ครูกระตุนความสนใจของนกั เรียนเก่ียวกับเร่อื งท่ีจะเรยี นในวันนี้ โดยใหน ักเรียนออกมาเขยี นชอ่ื พืชหรอื สตั ว

ทมี่ อี ยใู นทองถน่ิ ของตนเองท่นี กั เรียนรจู ักบนกระดานคนละ1 ชอื่ จะเปน ชอ่ื พชื หรอื สัตวก ไ็ ด ตามความพอใจของ
นกั เรยี นโดยไมซํ้ากับเพ่อื น

(หมายเหต:ุ ครูเริม่ ประเมินนักเรยี น โดยใชแ บบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล)

ข้นั สอน

ขน้ั สํารวจคนหา (Explore)
1. ครูถามคาํ ถามสําคัญประจาํ บทจากหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร ป.1 วา สภาพแวดลอ มทเี่ หมาะสมตอ
การดาํ รงชวี ติ ของพืชและสัตวควรมีลักษณะอยางไร แลว ใหน ักเรยี นชวยกนั อธบิ ายคาํ ตอบ
(แนวตอบ : สภาพแวดลอ มตอ งมคี วามอดุ มสมบูรณและมปี จ จัยที่สําคัญตอการดํารงชวี ิตของพชื และ
สตั ว ไดแก แหลงทีอ่ ยอู าศัย แหลงอาหาร แหลงหลบภยั และแหลงสืบพนั ธแุ ละเลี้ยงดลู กู ออ น)
2. ครใู หนักเรยี นเรยี นรูคําศัพทท่เี กย่ี วขอ งกบั การเรียนจากหนงั สอื เรียนวิทยาศาสโดตยรค รเู ปน ผอู านนาํ แลว
ใหนกั เรยี นอานตาม ดังนี้
Environment (อนิ 'ไวเออรนั มึนท) ส่งิ แวดลอ ม
Shelter ('เชล็ เทอ) แหลง หลบภัย
Habitat ('แฮ็บบแิ ทท็ ) แหลง ที่อยู
Food sources (ฟูด ซอส) แหลง อาหาร

คาบท่ี 2
ข้ันสอน

ข้ันอธบิ ายความรู (Expain)
1. ครูนาํ ภาพสภาพแวดลอ มแตล ะบรเิ วณ เชน ทงุ หญา ตนไม แหลง นํ้า ใหน กั เรียนทุกคน สังเกต

พรอ มกบั ตดิ บัตรภาพพืชหรือสัตวลงในสภาพแวดลอมใหเ หมาะสม
2. เมื่อนกั เรียนติดบตั รภาพเสรจ็ แลว ครสู ุม ชื่อนกั เรยี นออกมาอภปิ รายหนา ช้นั เรียนเกีย่ วกบั

ความสัมพนั ธของพชื และสัตวใ นสภาพแวดลอ มเกย่ี วกับแหลง อาหาร

ข้ันสรุป
ข้ันขยายความเขาใจ (Elaborate)

1. ครนู ําบัตรภาพพชื และสตั วมาใหน กั เรยี นสงั เกต แลว ใหชว ยกนั บอกชอื่ ของพืชและสัตวทอ่ี ยูในบัตร
ภาพอีกครั้ง

2. ครถู ามคําถามวา พชื และสตั วอาศยั สภาพแวดลอ มเพื่อการดาํ รงชวี ติ อยางไรบา ง โดยใหนักเรยี นจับคู
แลวชว ยกันสืบคน ขอมูลเกี่ยวกบั การดาํ รงชวี ิตของพืชและสตั วในสภาพแวดลอ มจากแหลง ขอ มูลตา งๆ เชน
หนงั สือเรียน อินเทอรเนต็ เปนตน

(แนวตอบ :พืชและสัตวม คี วามสัมพันธก ับสภาพแวดลอ มในดานตางๆ ดังนี้ แหลงท่ีอยอู าศยั แหลง
อาหาร แหลง หลบภัย และแหลงสืบพนั ธแุ ละเล้ยี งดลู กู ออน)
(หมายเหต:ุ ครูเร่ิมประเมินนกั เรยี น โดยใชแบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายกลุม)
3. ครูสมุ นักเรียน 4-5 คู ออกมานาํ เสนอขอมูลทไ่ี ดจ ากการสบื คน มาหนา ชน้ั เรยี น เพ่ือแลกเปลย่ี น
ความรูกบั เพอื่ นๆ ในหองเรียน
(หมายเหต:ุ ครปู ระเมินนกั เรียน โดยใชแ บบประเมนิ การนาํ เสนอหนาช้ันเรียน)
4. จากนน้ั ครูใหน ักเรยี นศกึ ษาขอมลู และรูปภาพในหวั ข อสํารวจพืชและสัตวใ นบรเิ วณตา ง ๆ จาก
หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร แลว ครอู ธบิ ายเน้ือหาเพิ่มเติมในหนา นใ้ี หน กั เรียนฟง เพอื่ ใหนกั เรยี นเกิดความ
เขาใจมากย่ิงข้ึน
ขั้นตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูตรวจสอบผลการทาํ แบบทดสอบกอ นเรียน เพอื่ ตรวจสอบความเขา ใจกอนเรียนของนักเรยี น
2. ครปู ระเมินผลนักเรยี น โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทํางานกลมุ และ
นาํ เสนอผลการทาํ กจิ กรรมหนา ชั้นเรยี น
3. ครตู รวจสอบผลจากการทํากจิ กรรมนําสกู ารเรียนรใู นแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมินผล วิธีการวัดผล เครอื่ งมือวัด เกณฑการ
จดุ ประสงค ประเมนิ ผล
60% ข้นึ ไป ถอื วา
ความรคู วาม 1. สาํ รวจและบอกความสัมพนั ธ 1.คาํ ถามกระตุน ผา นเกณฑการ
เขา ใจ (K) ของพืชและสัตวในสภาพแวดลอม ความคดิ ประเมิน
ได 60% ขึ้นไป ถือวา
ผานเกณฑการ
ทกั ษะ/ 1. ปฏิบตั กิ ิจกรรมเพอื่ อธิบาย 1. ใบงาน ประเมนิ
กระบวนการ (P) ความสัมพนั ธของพืชและสัตวใน 60% ข้ึนไป ถือวา
สภาพแวดลอมได ผา นเกณฑการ
ประเมิน
คุณลักษณะนสิ ัย (A) 1.รับผิดชอบตอหนา ที่ทไ่ี ดรบั 1. แบบสงั เกต
มอบหมาย พฤติกรรม
2.สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝเรียนรู 2. แบบประเมนิ
และมุงมั่นในการทาํ งาน คุณลักษณะอันพึง
ประสงค

7. สอ่ื /แหลง การเรียนรู

7.1 สือ่ การเรยี นรู
1) หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรยี นรทู ่ี 2 พืชและสตั วใ นทองถน่ิ
2) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรียนรทู ี่ 2 พืชและสัตวใ นทองถิน่
3) PowerPoint เร่อื งสภาพแวดลอมทเี่ ปน แหลง อาหารของพืชและสัตว
4) PowerPoint เร่ืองสภาพแวดลอมทีเ่ ปน แหลงสบื พันธุและเลี้ยงลกู ออ นของสัตว
5) PowerPoint เรือ่ งสภาพแวดลอ มทเ่ี ปน แหลงหลบภัยของสัตว
6) QR Code เรือ่ งแหลง ทอี่ ยอู าศยั ของพืชและสัตว

7.2 แหลงการเรียนรู

1) หองสมดุ
2) หอ งเรยี น
3) อนิ เทอรเ นต็

8. กิจกรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอื่ ...........................................ผูสอน ลงชือ่ ....................................ฝา ยวชิ าการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงช่ือ ....................................................ผูบริหาร
(………………………………………)

โรงเรยี นขจรเกยี รติพฒั นา สปั ดาหท ่ี …17…

แผนการจดั การเรยี นรู

ภาคเรยี นที่ ..1../…........… ช่อื ผสู อน………………………………………….
กลุมสาระ วทิ ยาศาสตร ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 1 จาํ นวน 2 คาบ
หนว ยการเรยี นรูท่ี 2 พชื และสัตวใ นทองถน่ิ เรือ่ ง ความสัมพนั ธของพืชและสตั วในสภาพแวดลอม

(แหลงทีอ่ ยอู าศัย)

1. มาตรฐานการเรยี นรู

มาตรฐานที่ ว 1. 1 เขา ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสัมพนั ธร ะหวา งสง่ิ ไมม ชี ีวิตกบั ส่ิงมชี วี ิต และ
ความสมั พนั ธร ะหวางส่งิ มีชวี ิตกับสิง่ มชี ีวิตตา ง ๆ ในระบบนิเวศ การถา ยทอดพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงแทนทใ่ี นระบบ
นิเวศ ความหมายของประชากร ปญหาและผลกระทบท่ีมตี อ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ มแนวทางในการอนรุ กั ษ
ทรัพยากรธรรมชาติและการแกไขปญหาสง่ิ แวดลอ ม รวมท้งั นําความรไู ปใชประโยชน

ตัวชีว้ ดั ที่ ป.1/1 ระบุชอื่ พืชและสัตวท ี่อาศยั อยบู รเิ วณตา ง ๆ จากขอมลู ท่รี วบรวมได

ตวั ช้ีวัดที่ ป. 1/2 บอกสภาพแวดลอ มทีเ่ หมาะสมกบั การดาํ รงชวี ิตของสัตวในบรเิ วณท่อี าศยั อยู

2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด

พืชและสัตวแ ตล ะชนิดจะมีความสมั พนั ธกับสภาพแวดลอ ม เชน พืชและสตั วม คี วามสัมพันธก ับสภาพแวดลอ มใน
ดา นแหลง ที่อยูอ าศัย แหลง อาหาร เปน ตน ถาสภาพแวดลอ มเกดิ การเปล่ยี นแปลงไปจะสง ผลกระทบตอการดํารงชวี ติ ของ
พชื และสตั ว

3. จุดประสงคก ารเรียนรู

1. สํารวจและบอกความสัมพันธของพชื และสัตวใ นสภาพแวดลอมได(K)
2. ปฏิบตั กิ จิ กรรมเพ่อื อธิบายความสัมพันธข องพืชและสัตวในสภาพแวดลอมได( P)
3. รับผิดชอบตอหนา ที่ท่ไี ดรบั มอบหมาย (A)

4. สาระการเรยี นรู

สาระการเรยี นรูแ กนกลาง สาระการเรียนรูท องถ่ิน
1.ช่อื บรเิ วณท่ีสามารถพบพชื และสตั ว พจิ ารณาตามหลักสูตรของสถานศึกษา
2.ช่ือพชื และสตั วท่ีอาศยั อยใู นบริเวณตางๆ
3.บอกความสมั พนั ธของพืชและสัตวใ นสิ่งแวดลอม
4.การเปลย่ี นแปลงของสภาพแวดลอมท่ีสงผลตอการ

ดาํ รงชีวิตของพืชและสัตว

5. กจิ กรรมการเรยี นรู คาบที่ 1
ข้นั นาํ

ขั้นกระตุน ความสนใจ (Engage)

1. ครูแจงจดุ ประสงคการเรียนรูใหน กั เรียนทราบ
2. ครทู บทวนความรูเดมิ ของนกั เรยี นกอนเขา สกู ิจกรรมของวนั น้ีจากชว่ั โมงทผี่ า นมา
3. ครูกระตนุ ความสนใจของนักเรยี นเกย่ี วกบั เร่อื งที่จะเรียนในวันน้ี โดยใหนกั เรียนออกมาเขยี นช่ือพืชหรือสตั ว
ท่ีมีอยูในทองถ่ินของตนเองทีน่ ักเรียนรจู ักบนกระดานคนละ1 ชอื่ จะเปน ชื่อพชื หรือสัตวก ็ได ตามความพอใจของ
นักเรียนโดยไมซ ้ํากับเพ่อื น

(หมายเหต:ุ ครูเร่มิ ประเมินนกั เรยี น โดยใชแบบสังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล)

ข้ันสอน

ขั้นสาํ รวจคน หา (Explore)
1. ครูถามคําถามสาํ คัญประจาํ บทจ ากหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร ป. 1 วา สภาพแวดลอมทเี่ หมาะสมตอ การ
ดํารงชวี ิตของพชื และสัตวควรมลี กั ษณะอยา งไร แลวใหน กั เรยี นชว ยกนั อธบิ ายคาํ ตอบ
(แนวตอบ : สภาพแวดลอมตอ งมคี วามอุดมสมบรู ณแ ละมปี จ จยั ทสี่ ําคัญตอการดํารงชวี ิตของพชื และสัตว
ไดแ ก แหลง ทีอ่ ยอู าศัย แหลง อาหาร แหลงหลบภยั และแหลง สืบพันธแุ ละเล้ยี งดลู กู ออ น)
2. ครใู หน ักเรียนทบทวนคาํ ศัพทท เี่ ก่ียวขอ งกบั การเรยี นจากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตรโด ยครูเปน ผูอานนํา แลว ให
นักเรยี นอา นตามจากนน้ั ครสู ุม ถามนักเรยี น
Environment (อิน'ไวเออรันมนึ ท) สง่ิ แวดลอ ม
Shelter ('เช็ลเทอ) แหลง หลบภยั
Habitat ('แฮบ็ บแิ ท็ท) แหลง ท่อี ยู
Food sources (ฟดู ซอส) แหลงอาหาร

คาบท่ี 2
ข้ันสอน

ขั้นอธิบายความรู (Expain)
1. ครนู ําภาพสภาพแวดลอมแตล ะบรเิ วณ เชน ทุง หญา ตนไม แหลง น้ํา ใหนักเรียนทกุ คน สงั เกตพรอ มกบั

ตดิ บตั รภาพพชื หรือสตั วลงในสภาพแวดลอมใหเ หมาะสม
2. เม่อื นักเรยี นตดิ บัตรภาพเสร็จแลว ครูสุมชือ่ นกั เรียนออกมาอภปิ รายหนา ชั้นเรียนเก่ยี วกับความสมั พันธ

ของพชื และสตั วใ นสภาพแวดลอ มเกีย่ วกับแหลงทีอ่ ยอู าศัย

ขั้นสรปุ
ข้นั ขยายความเขา ใจ (Elaborate)

1. ครนู าํ บัตรภาพพชื และสตั วม าใหน ักเรียนสงั เกต แลว ใหช วยกนั บอกช่อื ของพชื และสัตวที่อยใู นบัตรภาพอีก
ครง้ั

2. ครถู ามคาํ ถามวา พชื และสตั วอาศยั สภาพแวดลอ มเพอ่ื การดาํ รงชวี ติ อยา งไรบา ง โดยใหนกั เรียนจบั คูแลว
ชว ยกันสบื คนขอ มูลเกยี่ วกบั การดาํ รงชีวติ ของพืชและสตั วในสภาพแวดลอ มจากแหลง ขอมลู ตา งๆ เชน หนังสือเรยี น
อินเทอรเน็ต เปน ตน

(แนวตอบ :พืชและสัตวม ีความสมั พันธก บั สภาพแวดลอ มในดานตางๆ ดังนี้ แหลงทีอ่ ยอู าศัย แหลงอาหาร
แหลงหลบภยั และแหลง สืบพนั ธุและเลี้ยงดลู กู ออน)
(หมายเหต:ุ ครเู ริม่ ประเมินนักเรียน โดยใชแ บบสังเกตพฤติกรรมรายกลุม)
3. ครูสุม นักเรยี น 4-5 คู ออกมานําเสนอขอมลู ทีไ่ ดจากการสบื คน มาหนาชนั้ เรยี น เพื่อแลกเปลี่ยนความรกู บั
เพื่อนๆ ในหอ งเรยี น
(หมายเหต:ุ ครปู ระเมินนักเรียน โดยใชแบบประเมนิ การนาํ เสนอหนา ชั้นเรียน)
4. จากนน้ั ครูใหนักเรียนศึกษาขอ มลู และรูปภาพในหัวขอ สาํ รวจพืชและสตั วใ นบรเิ วณตาง ๆ จากหนังสือเรียน
วทิ ยาศาสตร แลว ครูอธบิ ายเนอ้ื หาเพ่ิมเตมิ ในหนา นใ้ี หนกั เรียนฟง เพ่ือใหนักเรียนเกิดความเขาใจมากยิง่ ขน้ึ

ขนั้ ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครตู รวจสอบผลการทําแบบทดสอบกอนเรยี น เพ่ือตรวจสอบความเขาใจกอ นเรียนของนักเรียน
2. ครปู ระเมินผลนักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทํางานกลุม และการนําเสนอผล

การทาํ กจิ กรรมหนาชั้นเรยี น
3. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ กจิ กรรมนาํ สูการเรยี นรใู นแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมินผล วิธีการวัดผล เครอื่ งมือวัด เกณฑก าร
จดุ ประสงค ประเมินผล
60% ข้นึ ไป ถือวา
ความรคู วาม 1. สาํ รวจและบอกความสัมพนั ธ 1.คาํ ถามกระตุน ผานเกณฑการ
เขา ใจ (K) ของพืชและสัตวในสภาพแวดลอม ความคดิ ประเมิน
ได 60% ข้ึนไป ถอื วา
ผา นเกณฑก าร
ทกั ษะ/ 1. ปฏิบตั กิ ิจกรรมเพอื่ อธิบาย 1. ใบงาน ประเมนิ
กระบวนการ (P) ความสัมพนั ธของพชื และสัตวใน 60% ข้นึ ไป ถอื วา
สภาพแวดลอมได ผานเกณฑก าร
ประเมนิ
คุณลักษณะนสิ ัย (A) 1.รับผิดชอบตอหนา ที่ทไ่ี ดรบั 1. แบบสงั เกต
มอบหมาย พฤติกรรม
2.สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝเรียนรู 2. แบบประเมนิ
และมุงมั่นในการทาํ งาน คุณลักษณะอันพึง
ประสงค

7. สอ่ื /แหลง การเรียนรู

7.1 สือ่ การเรยี นรู
1) หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรยี นรทู ่ี 2 พืชและสตั วใ นทองถนิ่
2) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรียนรทู ี่ 2 พืชและสัตวใ นทองถิน่
3) PowerPoint เร่อื งสภาพแวดลอมทเี่ ปน แหลง อาหารของพืชและสัตว
4) PowerPoint เร่ืองสภาพแวดลอมทีเ่ ปน แหลงสบื พันธุและเลี้ยงลกู ออ นของสัตว
5) PowerPoint เรือ่ งสภาพแวดลอ มทเ่ี ปน แหลงหลบภัยของสัตว
6) QR Code เรือ่ งแหลง ทอี่ ยอู าศยั ของพืชและสัตว

7.2 แหลง การเรียนรู

1) หองสมดุ
2) หอ งเรยี น
3) อนิ เทอรเ นต็

8. กิจกรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอื่ ...........................................ผูสอน ลงชือ่ ....................................ฝา ยวชิ าการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงช่ือ ....................................................ผูบริหาร
(………………………………………)

โรงเรียนขจรเกียรติพัฒนา สัปดาหท ่ี …17…

แผนการจดั การเรยี นรู

ภาคเรียนท่ี ..1../….........… ช่ือผสู อน………………………………………….
กลมุ สาระ วิทยาศาสตร ชัน้ ประถมศึกษาปที่ 1 จํานวน 2 คาบ
หนวยการเรยี นรทู ่ี 2 พืชและสัตวในทองถ่นิ เร่ือง ความสมั พันธของพชื และสตั วใ นสภาพแวดลอ ม

(แหลงหลบภยั )

1. มาตรฐานการเรียนรู

มาตรฐานที่ ว 1. 1 เขาใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พนั ธร ะหวางส่ิงไมม ชี วี ติ กับสงิ่ มีชีวิต และ
ความสัมพนั ธร ะหวา งสิ่งมชี วี ิตกบั สิง่ มีชีวติ ตาง ๆ ในระบบนเิ วศ การถา ยทอดพลงั งาน การเปล่ยี นแปลงแทนที่ในระบบ
นเิ วศ ความหมายของประชากร ปญหาและผลกระทบทมี่ ีตอ ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอมแนวทางในการอนุรกั ษ
ทรัพยากรธรรมชาติและการแกไขปญหาสง่ิ แวดลอ ม รวมท้ังนาํ ความรไู ปใชป ระโยชน

ตวั ชว้ี ัดที่ ป.1/1 ระบุช่อื พชื และสตั วท ี่อาศยั อยบู ริเวณตา ง ๆ จากขอมูลท่ีรวบรวมได

ตัวช้วี ดั ที่ ป. 1/2 บอกสภาพแวดลอมที่เหมาะสมกับการดาํ รงชวี ิตของสตั วใ นบริเวณทีอ่ าศัยอยู

2. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด

พืชและสตั วแตละชนดิ จะมคี วามสมั พันธกบั สภาพแวดลอ ม เชน พชื และสัตวม ีความสมั พนั ธกบั สภาพแวดลอ มใน
ดานแหลงทีอ่ ยูอาศัย แหลง อาหาร เปนตน ถาสภาพแวดลอ มเกดิ การเปล่ยี นแปลงไปจะสงผลกระทบตอการดํารงชวี ิตของ
พืชและสัตว

3. จดุ ประสงคการเรยี นรู

1. สํารวจและบอกความสมั พนั ธของพชื และสัตวใ นสภาพแวดลอ มได(K)
2. ปฏบิ ัติกิจกรรมเพ่ืออธิบายความสัมพนั ธของพืชและสัตวในสภาพแวดลอมได( P)
3. รับผดิ ชอบตอหนา ทที่ ไ่ี ดร บั มอบหมาย (A)

4. สาระการเรียนรู

สาระการเรยี นรูแ กนกลาง สาระการเรียนรทู อ งถ่ิน
1.ช่อื บริเวณทส่ี ามารถพบพืชและสตั ว พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
2.ชื่อพืชและสัตวท อี่ าศยั อยูในบริเวณตา งๆ
3.บอกความสมั พนั ธของพืชและสตั วในสงิ่ แวดลอม
4.การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดลอ มที่สง ผลตอการ

ดาํ รงชวี ติ ของพชื และสตั ว

5. กจิ กรรมการเรยี นรู คาบท่ี 1
ข้นั นาํ

ขัน้ กระตนุ ความสนใจ (Engage)

1. ครแู จงจุดประสงคการเรยี นรูใ หน กั เรยี นทราบ
2. ครทู บทวนความรูเดิมของนักเรียนกอนเขา สกู จิ กรรมของวันน้ีจากชว่ั โมงท่ีผานมา
3. ครกู ระตนุ ความสนใจของนักเรียนเกีย่ วกับเรื่องท่จี ะเรียนในวนั น้ี โดยใหน กั เรยี นออกมาเขยี นชื่อพืชหรือสตั ว
ท่ีมีอยูใ นทองถิ่นของตนเองทน่ี กั เรียนรจู ักบนกระดานคนละ1 ชอื่ จะเปน ช่ือพชื หรอื สัตวกไ็ ด ตามความพอใจของ
นักเรยี นโดยไมซํา้ กับเพือ่ น

(หมายเหต:ุ ครูเร่ิมประเมนิ นักเรียน โดยใชแ บบสังเกตพฤตกิ รรมรายบุคคล)

ข้ันสอน

ข้ันสํารวจคนหา (Explore)
1. ครูถามคําถามสําคัญประจําบทจ ากหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร ป. 1 วา สภาพแวดลอ มท่ีเหมาะสมตอ การ
ดํารงชวี ติ ของพชื และสัตวค วรมลี ักษณะอยา งไร แลว ใหน ักเรียนชว ยกันอธบิ ายคําตอบ
(แนวตอบ : สภาพแวดลอมตองมีความอดุ มสมบรู ณและมปี จ จยั ที่สาํ คญั ตอการดํารงชีวิตของพืชและสัตว
ไดแ ก แหลงทอ่ี ยูอาศัย แหลงอาหาร แหลงหลบภยั และแหลง สบื พันธแุ ละเล้ยี งดลู กู ออ น)
2. ครใู หน ักเรยี นทบทวนคาํ ศัพทท ี่เก่ียวขอ งกบั การเรยี นจากหนังสอื เรียนวิทยาศาสตรโด ยครูเปนผอู า นนํา แลว ให
นักเรยี นอานตามจากนนั้ ครสู ุม ถามนกั เรียน
Environment (อิน'ไวเออรันมึนท) ส่งิ แวดลอ ม
Shelter ('เช็ลเทอ) แหลงหลบภัย
Habitat ('แฮ็บบิแทท็ ) แหลงทีอ่ ยู
Food sources (ฟูด ซอส) แหลงอาหาร

คาบท่ี 2
ข้ันสอน

ข้ันอธิบายความรู (Expain)
1. ครนู าํ ภาพสภาพแวดลอ มแตละบรเิ วณ เชน ทุงหญา ตน ไม แหลง นํ้า ใหนกั เรียนทกุ คน สังเกตพรอมกับ

ติดบตั รภาพพชื หรอื สัตวลงในสภาพแวดลอ มใหเ หมาะสม
2. เม่อื นักเรยี นติดบตั รภาพเสร็จแลว ครสู ุมช่อื นักเรยี นออกมาอภปิ รายหนาชั้นเรยี นเกยี่ วกับความสัมพันธ

ของพชื และสัตวใ นสภาพแวดลอมเก่ยี วกบั แหลง หลบภยั

ขั้นสรปุ
ข้นั ขยายความเขา ใจ (Elaborate)

1. ครนู าํ บัตรภาพพชื และสตั วม าใหน ักเรียนสงั เกต แลว ใหช วยกนั บอกช่อื ของพชื และสัตวที่อยใู นบัตรภาพอีก
ครง้ั

2. ครถู ามคาํ ถามวา พชื และสตั วอาศยั สภาพแวดลอ มเพอ่ื การดาํ รงชวี ติ อยา งไรบา ง โดยใหนกั เรียนจบั คูแลว
ชว ยกันสบื คนขอ มูลเกยี่ วกบั การดาํ รงชีวติ ของพืชและสตั วในสภาพแวดลอ มจากแหลง ขอมลู ตา งๆ เชน หนังสือเรยี น
อินเทอรเน็ต เปน ตน

(แนวตอบ :พืชและสัตวม ีความสมั พันธก บั สภาพแวดลอ มในดานตางๆ ดังนี้ แหลงทีอ่ ยอู าศัย แหลงอาหาร
แหลงหลบภยั และแหลง สืบพนั ธุและเลี้ยงดลู กู ออน)
(หมายเหต:ุ ครเู ริม่ ประเมินนักเรียน โดยใชแ บบสังเกตพฤติกรรมรายกลุม)
3. ครูสุม นักเรยี น 4-5 คู ออกมานําเสนอขอมลู ทีไ่ ดจากการสบื คน มาหนาชนั้ เรยี น เพื่อแลกเปลี่ยนความรกู บั
เพื่อนๆ ในหอ งเรยี น
(หมายเหต:ุ ครปู ระเมินนักเรียน โดยใชแบบประเมนิ การนาํ เสนอหนา ชั้นเรียน)
4. จากนน้ั ครูใหนักเรียนศึกษาขอ มลู และรูปภาพในหัวขอ สาํ รวจพืชและสตั วใ นบรเิ วณตาง ๆ จากหนังสือเรียน
วทิ ยาศาสตร แลว ครูอธบิ ายเนอ้ื หาเพ่ิมเตมิ ในหนา นใ้ี หนกั เรียนฟง เพ่ือใหนักเรียนเกิดความเขาใจมากยิง่ ขน้ึ

ขนั้ ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครตู รวจสอบผลการทําแบบทดสอบกอนเรยี น เพ่ือตรวจสอบความเขาใจกอ นเรียนของนักเรียน
2. ครปู ระเมินผลนักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทํางานกลุม และการนําเสนอผล

การทาํ กจิ กรรมหนาชั้นเรยี น
3. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ กจิ กรรมนาํ สูการเรยี นรใู นแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมินผล วิธีการวัดผล เครอื่ งมือวัด เกณฑก าร
จดุ ประสงค ประเมินผล
60% ข้นึ ไป ถือวา
ความรคู วาม 1. สาํ รวจและบอกความสัมพนั ธ 1.คาํ ถามกระตุน ผานเกณฑการ
เขา ใจ (K) ของพืชและสัตวในสภาพแวดลอม ความคดิ ประเมิน
ได 60% ข้ึนไป ถอื วา
ผา นเกณฑก าร
ทกั ษะ/ 1. ปฏิบตั กิ ิจกรรมเพอื่ อธิบาย 1. ใบงาน ประเมนิ
กระบวนการ (P) ความสัมพนั ธของพชื และสัตวใน 60% ข้นึ ไป ถอื วา
สภาพแวดลอมได ผานเกณฑก าร
ประเมนิ
คุณลักษณะนสิ ัย (A) 1.รับผิดชอบตอหนา ที่ทไ่ี ดรบั 1. แบบสงั เกต
มอบหมาย พฤติกรรม
2.สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝเรียนรู 2. แบบประเมนิ
และมุงมั่นในการทาํ งาน คุณลักษณะอันพึง
ประสงค

7. สอ่ื /แหลง การเรียนรู

7.1 สือ่ การเรยี นรู
1) หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรยี นรทู ่ี 2 พืชและสตั วใ นทองถนิ่
2) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรียนรทู ี่ 2 พืชและสัตวใ นทองถิน่
3) PowerPoint เร่อื งสภาพแวดลอมทเี่ ปน แหลง อาหารของพืชและสัตว
4) PowerPoint เร่ืองสภาพแวดลอมทีเ่ ปน แหลงสบื พันธุและเลี้ยงลกู ออ นของสัตว
5) PowerPoint เรือ่ งสภาพแวดลอ มทเ่ี ปน แหลงหลบภัยของสัตว
6) QR Code เรือ่ งแหลง ทอี่ ยอู าศยั ของพืชและสัตว

7.2 แหลง การเรียนรู

1) หองสมดุ
2) หอ งเรยี น
3) อนิ เทอรเ นต็

8. กิจกรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอื่ ...........................................ผูสอน ลงชือ่ ....................................ฝา ยวชิ าการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงช่ือ ....................................................ผูบริหาร
(………………………………………)

โรงเรียนขจรเกียรติพฒั นา สัปดาหท ี่ …18…

แผนการจัดการเรียนรู

ภาคเรยี นที่ ..1../…........… ชือ่ ผูสอน………………………………………….
กลุม สาระ วิทยาศาสตร ชน้ั ประถมศกึ ษาปท่ี 1 จาํ นวน 2 คาบ
หนว ยการเรียนรูท่ี 2 พืชและสัตวใ นทอ งถ่ิน เร่ือง ความสมั พันธข องพชื และสตั วในสภาพแวดลอม

(แหลงสบื พนั ธุและเลยี้ งดลู กู ออ น)

1. มาตรฐานการเรียนรู

มาตรฐานท่ี ว 1. 1 เขา ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสัมพันธร ะหวา งส่งิ ไมม ีชวี ติ กับสิง่ มชี ีวติ และ
ความสัมพนั ธระหวา งสงิ่ มีชีวติ กบั ส่งิ มีชวี ิตตาง ๆ ในระบบนิเวศ การถา ยทอดพลังงาน การเปลย่ี นแปลงแทนทใ่ี นระบบ
นเิ วศ ความหมายของประชากร ปญหาและผลกระทบท่ีมตี อทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอมแนวทางในการอนุรกั ษ
ทรัพยากรธรรมชาติและการแกไขปญหาสิ่งแวดลอ ม รวมท้งั นําความรูไปใชป ระโยชน

ตวั ชีว้ ดั ที่ ป.1/1 ระบุชอื่ พืชและสตั วท ีอ่ าศัยอยบู ริเวณตาง ๆ จากขอมูลทร่ี วบรวมได

ตัวช้วี ดั ที่ ป. 1/2 บอกสภาพแวดลอมทเี่ หมาะสมกับการดาํ รงชวี ติ ของสัตวในบรเิ วณทอี่ าศยั อยู

2. สาระสําคญั /ความคิดรวบยอด

พชื และสัตวแ ตละชนิดจะมคี วามสมั พนั ธก ับสภาพแวดลอม เชน พืชและสตั วม คี วามสัมพันธกับสภาพแวดลอ มใน
ดา นแหลงทอี่ ยอู าศยั แหลงอาหาร เปน ตน ถา สภาพแวดลอ มเกิดการเปล่ยี นแปลงไปจะสงผลกระทบตอการดํารงชีวิตของ
พืชและสัตว

3. จุดประสงคก ารเรียนรู

1. สํารวจและบอกความสัมพันธข องพืชและสตั วใ นสภาพแวดลอ มได(K)
2. ปฏบิ ตั ิกิจกรรมเพ่ืออธิบายความสัมพนั ธข องพชื และสัตวใ นสภาพแวดลอมได( P)
3. รบั ผดิ ชอบตอ หนา ทีท่ ไี่ ดรับมอบหมาย (A)

4. สาระการเรยี นรู

สาระการเรียนรูแกนกลาง สาระการเรียนรูทองถนิ่
1.ช่อื บรเิ วณทส่ี ามารถพบพืชและสัตว พิจารณาตามหลักสตู รของสถานศึกษา
2.ชอื่ พืชและสตั วทอ่ี าศยั อยูในบริเวณตา งๆ
3.บอกความสัมพนั ธข องพชื และสัตวในสง่ิ แวดลอม
4.การเปลย่ี นแปลงของสภาพแวดลอ มท่ีสง ผลตอการ

ดํารงชวี ติ ของพชื และสัตว

5. กจิ กรรมการเรยี นรู คาบที่ 1
ข้นั นาํ

ข้นั กระตนุ ความสนใจ (Engage)

1. ครูแจงจดุ ประสงคการเรียนรใู หน ักเรยี นทราบ
2. ครทู บทวนความรูเ ดิมของนกั เรยี นกอ นเขา สูกิจกรรมของวนั นจ้ี ากชวั่ โมงท่ผี านมา
3. ครูกระตุนความสนใจของนกั เรียนเก่ยี วกับเร่อื งท่ีจะเรยี นในวันนี้ โดยใหน ักเรียนออกมาเขียนชอื่ พชื หรอื สตั ว
ท่ีมีอยใู นทองถิ่นของตนเองทน่ี ักเรยี นรจู กั บนกระดานคนละ1 ชือ่ จะเปนชือ่ พชื หรือสัตวกไ็ ด ตามความพอใจของ
นักเรียนโดยไมซ ้ํากบั เพอ่ื น

(หมายเหต:ุ ครูเริม่ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใชแบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบุคคล)

ข้ันสอน

ขน้ั สํารวจคนหา (Explore)
1. ครูถามคาํ ถามสาํ คัญประจาํ บทจ ากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร ป. 1 วา สภาพแวดลอมท่ีเหมาะสมตอ การ
ดํารงชีวติ ของพืชและสตั วควรมีลกั ษณะอยางไร แลว ใหน กั เรียนชวยกนั อธบิ ายคําตอบ
(แนวตอบ : สภาพแวดลอมตอ งมีความอดุ มสมบูรณและมีปจจัยท่สี ําคญั ตอ การดํารงชีวติ ของพชื และสตั ว
ไดแก แหลง ทอ่ี ยอู าศัย แหลง อาหาร แหลงหลบภัย และแหลง สบื พันธุและเลยี้ งดลู ูกออ น)
2. ครใู หน กั เรียนทบทวนคาํ ศัพทท ่เี ก่ียวขอ งกับการเรยี นจากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตรโด ยครเู ปนผูอานนํา แลว ให
นักเรยี นอา นตามจากนัน้ ครูสุม ถามนกั เรยี น
Environment (อิน'ไวเออรันมึนท) สงิ่ แวดลอม
Shelter ('เชล็ เทอ) แหลง หลบภัย
Habitat ('แฮบ็ บิแทท็ ) แหลง ทอ่ี ยู
Food sources (ฟูด ซอส) แหลง อาหาร

คาบท่ี 2
ข้ันสอน

ขนั้ อธบิ ายความรู (Expain)
1. ครนู าํ ภาพสภาพแวดลอ มแตละบรเิ วณ เชน ทุง หญา ตนไม แหลง นํา้ ใหน ักเรยี นทุกคน สงั เกตพรอ มกับ

ติดบัตรภาพพชื หรือสัตวลงในสภาพแวดลอมใหเ หมาะสม
2. เมอื่ นักเรียนตดิ บตั รภาพเสรจ็ แลว ครสู ุมชื่อนักเรียนออกมาอภิปรายหนา ชน้ั เรยี นเกีย่ วกบั ความสมั พนั ธ

ของพืชและสัตวในสภาพแวดลอ มเกย่ี วกบั แหลง สืบพนั ธแุ ละเลีย้ งดูลกู ออ น

ขั้นสรปุ
ข้นั ขยายความเขา ใจ (Elaborate)

1. ครนู าํ บัตรภาพพชื และสตั วม าใหน ักเรียนสงั เกต แลว ใหช วยกนั บอกช่อื ของพชื และสัตวที่อยใู นบัตรภาพอีก
ครง้ั

2. ครถู ามคาํ ถามวา พชื และสตั วอาศยั สภาพแวดลอ มเพอ่ื การดาํ รงชวี ติ อยา งไรบา ง โดยใหนกั เรียนจบั คูแลว
ชว ยกันสบื คนขอ มูลเกยี่ วกบั การดาํ รงชีวติ ของพืชและสตั วในสภาพแวดลอ มจากแหลง ขอมลู ตา งๆ เชน หนังสือเรยี น
อินเทอรเน็ต เปน ตน

(แนวตอบ :พืชและสัตวม ีความสมั พันธก บั สภาพแวดลอ มในดานตางๆ ดังนี้ แหลงทีอ่ ยอู าศัย แหลงอาหาร
แหลงหลบภยั และแหลง สืบพนั ธุและเลี้ยงดลู กู ออน)
(หมายเหต:ุ ครเู ริม่ ประเมินนักเรียน โดยใชแ บบสังเกตพฤติกรรมรายกลุม)
3. ครูสุม นักเรยี น 4-5 คู ออกมานําเสนอขอมลู ทีไ่ ดจากการสบื คน มาหนาชนั้ เรยี น เพื่อแลกเปลี่ยนความรกู บั
เพื่อนๆ ในหอ งเรยี น
(หมายเหต:ุ ครปู ระเมินนักเรียน โดยใชแบบประเมนิ การนาํ เสนอหนา ชั้นเรียน)
4. จากนน้ั ครูใหนักเรียนศึกษาขอ มลู และรูปภาพในหัวขอ สาํ รวจพืชและสตั วใ นบรเิ วณตาง ๆ จากหนังสือเรียน
วทิ ยาศาสตร แลว ครูอธบิ ายเนอ้ื หาเพ่ิมเตมิ ในหนา นใ้ี หนกั เรียนฟง เพ่ือใหนักเรียนเกิดความเขาใจมากยิง่ ขน้ึ

ขนั้ ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครตู รวจสอบผลการทําแบบทดสอบกอนเรยี น เพ่ือตรวจสอบความเขาใจกอ นเรียนของนักเรียน
2. ครปู ระเมินผลนักเรียน โดยการสงั เกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล พฤตกิ รรมการทํางานกลุม และการนําเสนอผล

การทาํ กจิ กรรมหนาชั้นเรยี น
3. ครตู รวจสอบผลจากการทาํ กจิ กรรมนาํ สูการเรยี นรใู นแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมินผล วิธีการวัดผล เครอื่ งมือวัด เกณฑก าร
จดุ ประสงค ประเมินผล
60% ข้นึ ไป ถือวา
ความรคู วาม 1. สาํ รวจและบอกความสัมพนั ธ 1.คาํ ถามกระตุน ผานเกณฑการ
เขา ใจ (K) ของพืชและสัตวในสภาพแวดลอม ความคดิ ประเมิน
ได 60% ข้ึนไป ถอื วา
ผา นเกณฑก าร
ทกั ษะ/ 1. ปฏิบตั กิ ิจกรรมเพอื่ อธิบาย 1. ใบงาน ประเมนิ
กระบวนการ (P) ความสัมพนั ธของพชื และสัตวใน 60% ข้นึ ไป ถอื วา
สภาพแวดลอมได ผานเกณฑก าร
ประเมนิ
คุณลักษณะนสิ ัย (A) 1.รับผิดชอบตอหนา ที่ทไ่ี ดรบั 1. แบบสงั เกต
มอบหมาย พฤติกรรม
2.สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝเรียนรู 2. แบบประเมนิ
และมุงมั่นในการทาํ งาน คุณลักษณะอันพึง
ประสงค

7. สอ่ื /แหลง การเรียนรู

7.1 สือ่ การเรยี นรู
1) หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรยี นรทู ่ี 2 พืชและสตั วใ นทองถนิ่
2) แบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรียนรทู ี่ 2 พืชและสัตวใ นทองถิน่
3) PowerPoint เร่อื งสภาพแวดลอมทเี่ ปน แหลง อาหารของพืชและสัตว
4) PowerPoint เร่ืองสภาพแวดลอมทีเ่ ปน แหลงสบื พันธุและเลี้ยงลกู ออ นของสัตว
5) PowerPoint เรือ่ งสภาพแวดลอ มทเ่ี ปน แหลงหลบภัยของสัตว
6) QR Code เรือ่ งแหลง ทอี่ ยอู าศยั ของพืชและสัตว

7.2 แหลง การเรียนรู

1) หองสมดุ
2) หอ งเรยี น
3) อนิ เทอรเ นต็

8. กิจกรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอื่ ...........................................ผูสอน ลงชือ่ ....................................ฝา ยวชิ าการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงช่ือ ....................................................ผูบริหาร
(………………………………………)

โรงเรยี นขจรเกียรติพฒั นา สัปดาหท ่ี …18…

แผนการจดั การเรียนรู

ภาคเรียนท่ี ..1../…........... ชอ่ื ผูส อน………………………………………….
กลุม สาระ วทิ ยาศาสตร ชั้น ประถมศกึ ษาปท ่ี 1 จํานวน 2 คาบ
หนว ยการเรยี นรทู ่ี 2 พชื และสตั วใ นทองถิ่น เรือ่ ง ทบทวนความสมั พนั ธข องพืชและสตั วใ นแหลง

ตา งๆ

1. มาตรฐาน/ตวั ช้ีวัด

มาตรฐานท่ี ว 1.1 เขา ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พันธระหวา งสิ่งไมมีชวี ติ กับส่งิ มีชวี ติ และ
ความสมั พันธร ะหวา งสิง่ มชี วี ติ กับสงิ่ มชี ีวิตตาง ๆ ในระบบนิเวศ การถา ยทอดพลงั งาน การเปลย่ี นแปลงแทนทใ่ี นระบบ
นเิ วศ ความหมายของประชากร ปญหาและผลกระทบท่มี ีตอ ทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอมแนวทางในการอนรุ กั ษ
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ ขปญ หาส่งิ แวดลอม รวมทั้งนําความรูไปใชป ระโยชน

ตวั ชีว้ ดั ท่ี ป.1/1 ระบุชือ่ พชื และสัตวทีอ่ าศยั อยบู ริเวณตา ง ๆ จากขอมลู ทีร่ วบรวมได
ตัวชี้วัดที่ ป. 1/2 บอกสภาพแวดลอมท่ีเหมาะสมกับการดาํ รงชีวิตของสัตวใ นบรเิ วณทอี่ าศัยอยู

2. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด

บริเวณตา งๆ ในทองถ่นิ เชน สนามหญา ใตตนไม สวนหยอ ม แหลง น้ํา อาจพบพชื และสตั วห ลายชนิดอาศัยอยู
พชื และสัตวแ ตละชนดิ มคี วามสัมพนั ธกับสิง่ แวดลอ ม เชน พชื และสตั วม ีความสมั พันธกบั สง่ิ แวดลอ มในดานแหลง ท่อี ยู
อาศัย แหลงอาหาร เปน ตน ถา ส่งิ แวดลอ มเกิดการเปล่ยี นแปลงไปจะสง ผลกระทบตอการดํารงชีวิตของพชื และสัตว

3. จุดประสงคก ารเรียนรู

1. ระบุชอ่ื พชื และสตั วท ีอ่ าศยั อยูบ ริเวณตางๆ ได (K)
2. บอกความสัมพันธของพชื และสัตวในสภาพแวดลอมได (K)
3. บอกสาเหตุการเปลีย่ นแปลงของสภาพแวดลอมได (K)
4. บอกผลกระทบตอพืชและสตั วเมื่อสภาพแวดลอ มเกิดการเปลย่ี นแปลงได (K)
5. ออกแบบและสรางแบบจําลองสภาพแวดลอ มทพี่ บพืชและสัตว (P)
6. รับผิดชอบตอ หนา ท่ีที่ไดรบั มอบหมาย (A)

4. สาระการเรยี นรู สาระการเรียนรูท อ งถ่นิ
พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศกึ ษา
สาระการเรียนรูแกนกลาง
1.ชอื่ บรเิ วณที่สามารถพบพืชและสัตว
2.ช่ือพชื และสตั วท่อี าศัยอยใู นบริเวณตา งๆ
3.ความสมั พนั ธของพชื และสตั วในสภาพแวดลอม
4.การเปล่ียนแปลงของสภาพแวดลอ มที่สง ผลตอการ
ดํารงชีวติ ของพชื และสตั ว

5. กจิ กรรมการเรียนรู

คาบท่ี 1
ขน้ั นาํ

ขั้นกระตนุ ความสนใจ (Engage)
1. ครใู หน กั เรียนจบั กลุม โดยใหน ักเรยี นเลนเกมสง ตอ สิ่งของ โดยครนู าํ ลูกบอล5 ลกู มาใหนกั เรยี นถอื ไว
2. พอครูเร่มิ เปดเพลงใหส ง ตอลูกบอลกระดาษไปเร่อื ย ๆ เม่ือเพลงหยดุ ลูกบอลกระดาษอยูกับใครใหถือลูก

บอลไวแ ลว ออกมาอยกู ลุมเดียวกนั เลนไปจนกวานักเรยี นทุกคนมกี ลมุ
(หมายเหต:ุ ครเู ริม่ ประเมนิ นักเรียน โดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )

3. ครใู หแตล ะกลมุ ชว ยกันทาํ กิจกรรมฝก ทักษะลงในสมุดประจาํ ตวั นกั เรียนหรือแบบฝก หัดวทิ ยาศาสตร
4. ครูใหนกั เรยี นนาํ สมดุ ประจาํ ตัวนกั เรยี นหรือแบบฝก หัดวิทยาศาสตร มาสง ครูหนา ชัน้ เรยี น

ข้ันสอน

ขน้ั สาํ รวจคนหา (Explore)
1. ครูสรุปสาระสําคญั ประจาํ หนวยการเรยี นรทู ่ี 2 โดยใหน ักเรียนเปด หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตรต ามเพ่ือความ

เขาใจ
2. จากนัน้ ครใู หน กั เรียนแตล ะคนทาํ ตรวจสอบตนเองในหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร
3. ครแู ละนักเรยี นรวมกันสรุปเกีย่ วกบั เน้อื หาทงั้ หมดทีไ่ ดเรียนในหนว ยท่ี 2

คาบท่ี 2

ข้ันสอน

ขนั้ อธบิ ายความรู (Explain)
1. ครใู หน ักเรยี นจับกลุม โดยใชกลุมเดมิ จากช่ัวโมงท่ีแลว
2. ใหแตละกลมุ ทาํ กิจกรรมสรางสรรคผ ลงาน จากหนังสอื เรยี นวิทยาศาสตรห รือในแบบฝกหัดวิทยาศาสตร
(หมายเหต:ุ ครเู ร่มิ ประเมินนักเรยี นโดยใชแบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )

3. โดยใหแ ตล ะกลุม สาํ รวจสภาพแวดลอมทพ่ี บพชื และสตั วในบรเิ วณบานหรือชมุ ชน จากนั้นชว ยกนั ออกแบบ
และสรางแบบจําลองสภาพแวดลอ มทพี่ บพชื และสัตวมา 1 แหงโดยใชวัสดตุ าง ๆ แลว นาํ เสนอผลงานหนาชัน้ เรียนโดย
ใหแตละกลมุ ทาํ ชนิ้ งาน 40 นาที

4. เม่ือแตล ะกลุม ทาํ ช้ินงานเสร็จแลว ใหแ ตละกลุม เตรียมตวั นําเสนอผลงานหนา ชั้นเรยี น
6. ครสู มุ แตละกลมุ ออกมานาํ เสนอช้นิ งาน โดยครกู ําหนดใหแตละกลมุ ใชเ วลาในการนําเสนอ 5 นาที

(หมายเหต:ุ ครูเรม่ิ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใชแบบประเมินการนาํ เสนอหนา ชัน้ เรยี น)
(หมายเหต:ุ ครูเร่มิ ประเมินนักเรยี น โดยใชแ บบประเมินผลงาน/ชน้ิ งาน)
7. ครสู รปุ ผลการนาํ เสนอของนักเรยี นแตละกลุม ใหฟ งอกี ครง้ั

ขั้นสรปุ
ข้นั ขยายความเขา ใจ (Elaborate)

1. ครใู หนกั เรยี นชวยกันทบทวนความรูเ กยี่ วกับเร่ืองพืชและสตั วใ นทองถนิ่ โดยครูคอยเสรมิ ในสวนทข่ี าด
2. ครใู หน ักเรยี นทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี น เพ่อื วดั ความรขู องนกั เรียนหลังเรียนหนว ยการเรยี นรูท่ี 2 จบแลว
3. ครแู บง กลุมใหน ักเรยี น กลมุ ละ 4 คน ทีม่ คี วามสามารถคละกัน คือ เกง ปานกลาง คอนขา งออ น และออ น
อยูดว ยกนั

(หมายเหต:ุ ครูเรม่ิ ประเมินนกั เรยี นโดยใชแบบสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานกลุม)
4. ครใู ชร ูปแบบการเรยี นการสอนแบบรว มมือกจิ กรรมแบบเพ่อื นคูคิดสีส่ หาย โดยใหสมาชิกภายในกลมุ จบั คู
กนั แลวชว ยกนั ศกึ ษาและทาํ ความเขาใจ Project STEM เรอ่ื งแบบจําลองฟน จากแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร โดยครคู อย
สังเกตการทาํ กิจกรรมของนกั เรียนอยา งใกลช ิด
5. โดยระหวางการทาํ Project STEM ใหนักเรียนบันทึกขัน้ ตอนการทํากจิ กรรมลงในแบบฝกหดั วิทยาศาสตร
6. เมอ่ื แตล ะคูศึกษาและทาํ ความเขา ใจแลว ใหก ลบั มารวมกลมุ กัน 4 คน แลว ผลัดกันแลกเปล่ยี นความรู
จากนน้ั ชว ยกนั สรางชนิ้ งานแบบจาํ ลองฟน
7. ครกู ําหนดเวลาในการทาํ กจิ กรรม 50 นาที แลวเตรียมตวั นาํ เสนองานหนา ช้นั เรยี น
8. ครูใหตัวแทนแตล ะกลมุ ออกมานําเสนอชนิ้ งาน โดยครูคอยแนะนําในสว นที่บกพรอ ง

(หมายเหต:ุ ครเู รม่ิ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใชแบบประเมนิ การนําเสนอหนาช้นั เรยี น)

ขน้ั ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครูใหนกั เรียนทําแบบทดสอบหลงั เรยี น เพือ่ วัดความเขาใจหลังจากเรยี นจบหนว ยการเรียนรูท่ี2
2. ครปู ระเมินผลนักเรยี น โดยการสงั เกตพฤตกิ รรมการทํางานรายบุคคลพฤตกิ รรม การทาํ งาน กลุม และจาก

การนาํ เสนอผลการทาํ กจิ กรรมหนา ช้ันเรยี น
3. ครตู รวจสอบผลการทาํ กิจกรรมฝก ทักษะในสมดุ ประจําตัวนกั เรียนหรอื แบบฝก หัดวิทยาศาสตร
4. ครตู รวจสอบผลการทําทบทวนทา ยหนวยในแบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร
5. ครวู ดั และประเมนิ ผลจากช้ินงานท่นี กั เรยี นไดส รางขึ้นจากขั้นอธิบายความรูของนกั เรยี นเปน กลุม
6. ครูวัดและประเมินผลจากช้ินงาน Project STEM เรื่องแบบจําลองฟน

6. การวดั และประเมนิ ผล

การวดั และประเมินผล วิธกี ารวดั ผล เครื่องมอื วัด เกณฑก าร
จุดประสงค ประเมนิ ผล
60% ข้ึนไป ถอื วา
ความรูค วาม 1. บอกความสมั พนั ธข องพชื และ 1.คําถามกระตนุ ผานเกณฑก าร
เขาใจ (K) สัตวในสภาพแวดลอ มได ความคดิ ประเมนิ
ทักษะ/ 2.ระบชุ ่ือพชื และสัตวทอ่ี าศัยอยู 1. ใบงาน 60% ขึ้นไป ถือวา
กระบวนการ (P) บริเวณตางๆ ได ผานเกณฑการ
1. ออกแบบและสรางแบบจําลอง ประเมิน
สภาพแวดลอมทพ่ี บพชื และสตั ว 60% ขึ้นไป ถือวา
ผา นเกณฑก าร
คุณลักษณะนสิ ยั (A) 1.รับผิดชอบตอหนา ทที่ ไ่ี ดร ับ 1. แบบสงั เกต ประเมนิ
มอบหมาย พฤตกิ รรม
2.สงั เกตความมวี ินยั ใฝเรียนรู 2. แบบประเมนิ
และมงุ มน่ั ในการทาํ งาน คณุ ลักษณะอนั พงึ
ประสงค

7. สือ่ /แหลงการเรียนรู

7.1 สอื่ การเรยี นรู
1) หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร ป.1 หนว ยการเรยี นรูที่ 2 พชื และสัตวในทองถิ่น
2) แบบฝกหดั วิทยาศาสตร ป.1 หนว ยการเรยี นรูท่ี 2 พชื และสตั วใ นทองถิ่น
3) ลูกบอล 5 ลกู
4) วสั ด-ุ อุปกรณทใี่ ชในกจิ กรรมสรา งสรรคผลงาน เชน กระดาษแขง็ สไี ม เปน ตน
5) วัสด-ุ อุปกรณท่ใี ชในกจิ กรรม Project STEMเชน ดนิ น้ํามัน กระดาษลัง ดนิ สอ เปนตน

7.2 แหลง การเรียนรู
1) หอ งเรียน

8. กิจกรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอื่ ...........................................ผูสอน ลงชือ่ ....................................ฝา ยวชิ าการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงช่ือ ....................................................ผูบริหาร
(………………………………………)

โรงเรยี นขจรเกียรติพฒั นา สัปดาหท ่ี …19…

แผนการจดั การเรียนรู

ภาคเรียนท่ี ..1../….........… ชื่อผสู อน………………………………………….
กลมุ สาระ วิทยาศาสตร ชัน้ ประถมศึกษาปท่ี 1 จํานวน 2 คาบ
หนว ยการเรยี นรูที่ 2 พชื และสัตวในทอ งถนิ่ เรื่อง สภาพแวดลอมที่เหมาะสมตอ พชื และสัตว

1. มาตรฐาน/ตัวชว้ี ดั

มาตรฐานท่ี ว 1.1 เขา ใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพนั ธร ะหวางส่งิ ไมม ีชีวิตกับส่ิงมีชวี ิต และ
ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวติ กับสงิ่ มชี ีวิตตาง ๆ ในระบบนเิ วศ การถา ยทอดพลังงาน การเปลย่ี นแปลงแทนท่ใี นระบบ
นิเวศ ความหมายของประชากร ปญ หาและผลกระทบทมี่ ีตอทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ มแนวทางในการอนรุ กั ษ
ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ ขปญหาสง่ิ แวดลอม รวมทัง้ นาํ ความรูไ ปใชประโยชน

ตวั ชี้วดั ท่ี ป.1/1 ระบชุ ่อื พืชและสัตวท ี่อาศยั อยบู ริเวณตาง ๆ จากขอมลู ที่รวบรวมได
ตัวชีว้ ดั ท่ี ป. 1/2 บอกสภาพแวดลอ มทีเ่ หมาะสมกบั การดํารงชวี ติ ของสตั วในบรเิ วณท่ีอาศัยอยู

2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด

พชื และสัตวแตละชนดิ จะมคี วามสัมพันธก ับสภาพแวดลอ ม เชน พชื และสตั วมคี วามสมั พันธก ับสภาพแวดลอ ม
ในดานแหลงทอ่ี ยอู าศัย แหลงอาหาร เปนตน ถา สภาพแวดลอ มเกดิ การเปลยี่ นแปลงไปจะสง ผลกระทบตอ การดาํ รงชีวติ
ของพืชและสตั ว

3. จดุ ประสงคก ารเรียนรู

1. สาํ รวจและบอกความสัมพันธข องพชื และสตั วในสภาพแวดลอมได(K)
2. สํารวจและบอกสาเหตกุ ารเปลยี่ นแปลงของสภาพแวดลอ มได (K)
3. บอกผลกระทบตอ พชื และสัตวเม่ือสภาพแวดลอมเกิดการเปลีย่ นแปลงได (K)
4. ปฏิบตั ิกิจกรรมเพือ่ อธิบายความสมั พนั ธข องพืชและสตั วในสภาพแวดลอ มได(P)
5. ปฏบิ ัติกิจกรรมเพ่ืออธบิ ายสาเหตุแลผะลกระทบตอพืชและสัตวเ มอื่ ภสาพแวดลอ มเกดิ การเปลีย่ นแปลงได(P )
6. รับผิดชอบตอ หนาทีท่ ไ่ี ดร บั มอบหมาย (A)

4. สาระการเรียนรู

สาระการเรยี นรูแ กนกลาง สาระการเรียนรทู อ งถ่ิน
1.ช่อื บรเิ วณที่สามารถพบพืชและสัตว พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
2.ชือ่ พืชและสตั วท่ีอาศัยอยูในบรเิ วณตางๆ
3.บอกความสมั พันธข องพชื และสัตวในสิ่งแวดลอม
4.การเปล่ยี นแปลงของสภาพแวดลอมท่สี งผลตอ การ

ดํารงชีวิตของพืชและสตั ว

5. กิจกรรมการเรียนรู

คาบท่ี 1
ข้ันนาํ

ขนั้ กระตนุ ความสนใจ (Engage)
ครูใหน ักเรยี นเลนเกมหอยแบงฝาเพอื่ ตอ งการแบงกลุมนักเรียนออกเปน กลุม ละ 4 คน โดยครอู ธิบายวธิ ีการ

เลน ใหนักเรยี นฟง จากน้นั ใหนกั เรยี นเลนเกม 2-3 ครั้งจนไดกลุมครบทุกคนโดยมีวิธีการเลน ดังน้ี
1) ครใู หน กั เรยี นแตล ะคนคดิ วา ตนเองอยากเปนตวั หอยหรือเปน ฝาหอย โดย
2) ครจู ะออกคําสง่ั แลวใหน กั เรยี นว่ิงไปรวมกลุมกัน ซ่งึ กาํ หนดใหนักเรียนลอมวงคอื ฝาหอย และนกั เรียน

ทอ่ี ยูในวง คอื ตวั หอย
3) นักเรยี นคนใดทไ่ี มมีกลมุ หรอื นักเรียนกลุมใดมีจํานวนฝาหอย หรอื จํานวนตวั หอยไมครบตามจาํ นวนที่ครอู อก

คําสั่ง จะถกู ลงโทษดวยวิธีการตา งๆ เชน การเตนการรอ งเพลง หรืออน่ื ๆ ตามความเหมาะสม ตัวอยา งการออกคําสัง่เชขนองครู
1) มหี อย 2 ตัว อยูในฝา 4 ฝา
2) มฝี า 6 ฝา ลอมหอย 3 ตวั

3) มีหอยและฝาหอยลอ มวง 8 ตัว

ข้ันสอน

ขั้นสาํ รวจคนหา (Explore)
1. เมือ่ ไดก ลุมแลว ครูใหนกั เรยี นทาํ กจิ กรรมสภาพแวดลอมท่เี หมาะสมตอ พืชและสัตว จากหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร

โดยปฏิบัติ ดังน้ี
1) ใหแ ตละกลมุ สํารวจสภาพแวดลอ มท่ีเหมาะสมตอการดาํ รงชวี ิตของพชื และสัตวในบรเิ วณตา งๆ

ของโรงเรยี น แลวบันทึกผลลงในสมุดประจําตวั นักเรยี นหรือในแบบฝกหดั วิทยาศาสตร
2) รวมกันอภิปรายและสรปุ ผลทไี่ ดจ ากการสํารวจภายในกลุมของตนเอง
(หมายเหต:ุ ครเู รม่ิ ประเมินนกั เรียนโดยใชแ บบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ )
(หมายเหต:ุ ครูเรมิ่ ประเมินนกั เรียน โดยใชแ บบประเมนิ การนําเสนอหนา ชั้นเรยี น)

คาบท่ี 2

ขั้นสอน

ขนั้ อธิบายความรู (Explain)
1. ครูและนักเรียนชวยกนั สรุปผลการสาํ รวจของกิจกรรมจากชวั่ โมงทแ่ี ลว
2. ครูใหน ักเรยี นจับกลุมเดิมจากชว่ั โมงท่ีแลว แลวใหแตล ะกลมุ ทาํ กิจกรรมเรื่องสภาพแวดลอมที่เหมาะสมตอ พืช
และสัตวจ ากหนังสือเรียนวิทยาศาสตรโ ดยสง ตัวแทนไปรับบัตรภาพสภาพแวดลอ มทมี่ กี ารเปล่ียนแปลงจากครู กลุมละ 1
ใบ

(หมายเหต:ุ ครูเริม่ ประเมนิ นกั เรยี นโดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานกลุม )
3. ใหแ ตล ะกลมุ สงั เกตในบตั รภาพวา สภาพแวดลอ มทเี่ หน็ ในภาพมีการเปลี่ยนแปลงเกิดจากสาเหตใุ ดและศึกษา
ใบความรเู กีย่ วกับผลกระทบทม่ี ตี อการดํารงชวี ติ ของพืชและสัตว เมื่อสภาพแวดลอมเปลย่ี นแปลงไป แลวบนั ทกึ ผลลงใน
สมดุ ประจาํ ตัวนักเรยี นหรอื ในแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร

ข้ันสรุป
ขัน้ ขยายความเขา ใจ (Elaborate)

1. ครูและนกั เรียนชวยกันอภิปรายและสรุปผลการทํากจิ กรรมในช่วั โมงท่ีแลว อีกครง้ั
2.ครูอธบิ ายเน้อื หาเกีย่ วกับสภาพแวดลอมทเี่ หมาะสมตอ การดํารงชวี ติ ของพชื และสัตวใ นหนงั สือเรยี น
วิทยาศาสตรห รือเปด จาก Poweroint เร่อื งสภาพแวดลอ มทเ่ี ปนแหลง อาหารของพชื และสัตว Power Point เรอื่ ง
สภาพแวดลอมทเี่ ปนแหลงสืบพันธแุ ละเลี้ยงดลู กู ออ นของสตั วแ ละ Power Point เร่อื งสภาพแวดลอ มท่เี ปน แหลงหลบภยั
ของสตั วหรือใหนักเรยี นสแกน QR code เร่ืองแหลงท่ีอยอู าศัยของพชื และสตั ว ในหนงั สอื เรียน

ขัน้ ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครใู หนกั เรยี นรวมกันสรุปเก่ยี วกับสาเหตุการเปล่ียนแปลงของสภาพแวดลอมและผลกระทบตอ การ

ดาํ รงชวี ิตของพืชและสัตว เม่อื สภาพแวดลอมมกี ารเปลย่ี นแปลง
2. ครปู ระเมินผลนกั เรียน โดยการสังเกตพฤตกิ รรมการทาํ งานรายบุคคลพฤติกรรม การทํางาน กลุม และจาก

การนําเสนอผลการทํากิจกรรมหนาชนั้ เรยี น
3. ครตู รวจสอบผลการทํากิจกรรมเร่ืองสภาพแวดลอ มที่เหมาะสมตอ พชื และสัตว ในสมดุ ประจาํ ตวั นักเรยี น

หรอื แบบฝกหัดวิทยาศาสตร
4. ครตู รวจสอบผลการทาํ กจิ กรรมหนูตอบไดใ นสมดุ ประจาํ ตัวนักเรยี นหรอื แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร
5. ครตู รวจสอบผลการทาํ สรปุ ความรปู ระจําบทในสมดุ ประจาํ ตัวนกั เรยี นหรอื แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร

6. การวดั และประเมินผล

การวัดและประเมนิ ผล วิธกี ารวดั ผล เครอื่ งมือวดั เกณฑการ
จุดประสงค ประเมินผล
60% ขน้ึ ไป ถอื วา
ความรูความ 1. สํารวจและบอกสาเหตุการ 1.คําถามกระตุน ผา นเกณฑก าร
เขา ใจ (K) เปลีย่ นแปลงของสภาพแวดลอ มได ความคดิ ประเมิน
ทักษะ/ 2.บอกผลกระทบตอ พชื และสัตว 60% ข้ึนไป ถอื วา
กระบวนการ (P) เม่ือสภาพแวดลอ มเกดิ การ ผา นเกณฑก าร
เปลยี่ นแปลงได ประเมิน
1.ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมเพอ่ื อธบิ าย 1. ใบงาน
60% ข้นึ ไป ถอื วา
ความสัมพนั ธของพชื และสตั วใ น ผา นเกณฑก าร
ประเมนิ
สภาพแวดลอมได

2.ปฏิบัตกิ ิจกรรมเพอ่ื อธิบายสาเหตุ

และผลกระทบตอพืชและสัตวเมือ่

สภาพแวดลอมเกิดกาเรปล่ียนแปลงได

คุณลักษณะนิสัย (A) 1.รับผดิ ชอบตอหนาท่ีที่ไดร ับ 1. แบบสงั เกต
มอบหมาย พฤติกรรม
2.สังเกตความมีวนิ ยั ใฝเ รียนรู 2. แบบประเมิน
และมงุ มน่ั ในการทาํ งาน คุณลักษณะอนั พงึ
ประสงค

7. ส่อื /แหลงการเรียนรู

7.1 สอื่ การเรียนรู
1) หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร ป.1 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 2 พชื และสตั วใ นทองถ่นิ
2) แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร ป.1 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 2 พชื และสตั วใ นทอ งถิ่น
3) วสั ด-ุ อปุ กรณการทดลองในกจิ กรรมไดแ ก แวน ขยายบตั รภาพสภาพแวดลอมและใบความรู เรอ่ื ง

ผลกระทบทมี่ ีตอการดํารงชีวิตของพืชและสตั ว เมื่อสภาพแวดลอ มเปลี่ยนแปลงไป
4) PowerPoint เร่ืองสภาพแวดลอ มที่เปนแหลง อาหารของพชื และสัตว
5) PowerPoint เร่ืองสภาพแวดลอ มทเี่ ปน แหลง สืบพันธแุ ละเล้ียงลูกออ นของสัตว
6) PowerPoint เร่อื งสภาพแวดลอ มท่ีเปน แหลง หลบภยั ของสัตว
7) QR Code เร่อื งแหลง ท่ีอยอู าศยั ของพืชและสตั ว

7.2 แหลงการเรยี นรู
1) หอ งสมุด
2) หองเรยี น
3) อินเทอรเน็ต

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอ่ื ...........................................ผูสอน ลงช่ือ ....................................ฝายวชิ าการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงช่ือ ....................................................ผบู ริหาร
(………………………………………)

-
สัปดาหที่ …19…

โรงเรยี นขจรเกียรติพฒั นา

แผนการจัดการเรียนรู

ภาคเรยี นท่ี ..1../….........…. ชอ่ื ผูสอน………………………………………….
กลมุ สาระ วิทยาศาสตร ช้ัน ประถมศกึ ษาปท่ี 1 จํานวน 2 คาบ
หนว ยการเรยี นรทู ่ี 2 พชื และสตั วในทองถนิ่ เรอื่ ง สภาพแวดลอมท่ีเหมาะสมตอพชื และสัตว

1. มาตรฐาน/ตวั ชวี้ ดั

มาตรฐานท่ี ว 1.1 เขาใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พนั ธร ะหวางสิ่งไมมีชวี ติ กบั สง่ิ มีชีวิต และ
ความสัมพันธระหวางสิง่ มีชีวิตกบั สิ่งมชี วี ติ ตาง ๆ ในระบบนิเวศ การถา ยทอดพลงั งาน การเปล่ียนแปลงแทนท่ใี นระบบ
นเิ วศ ความหมายของประชากร ปญหาและผลกระทบท่มี ีตอ ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ มแนวทางในการอนุรักษ
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ ขปญ หาสิง่ แวดลอม รวมท้ังนําความรไู ปใชประโยชน

ตวั ช้วี ัดท่ี ป.1/1 ระบุช่อื พชื และสัตวท อ่ี าศัยอยูบรเิ วณตาง ๆ จากขอ มลู ทร่ี วบรวมได
ตัวชว้ี ดั ท่ี ป. 1/2 บอกสภาพแวดลอมท่ีเหมาะสมกบั การดํารงชวี ติ ของสัตวใ นบรเิ วณทอี่ าศยั อยู

2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด

พชื และสัตวแตละชนิดจะมีความสัมพันธกบั สภาพแวดลอ ม เชน พชื และสตั วม คี วามสัมพันธกับสภาพแวดลอ ม
ในดานแหลง ทีอ่ ยูอ าศัย แหลง อาหาร เปนตน ถา สภาพแวดลอ มเกดิ การเปลยี่ นแปลงไปจะสง ผลกระทบตอ การดาํ รงชีวติ
ของพชื และสตั ว

3. จดุ ประสงคก ารเรียนรู

1. สาํ รวจและบอกความสมั พนั ธของพชื และสตั วใ นสภาพแวดลอ มได(K)
2. สํารวจและบอกสาเหตกุ ารเปล่ยี นแปลงของสภาพแวดลอมได (K)
3. บอกผลกระทบตอพืชและสัตวเ มื่อสภาพแวดลอ มเกิดการเปลยี่ นแปลงได (K)
4. ปฏบิ ัติกจิ กรรมเพ่อื อธบิ ายความสมั พนั ธข องพืชและสตั วใ นสภาพแวดลอ มได(P)
5. ปฏิบัตกิ ิจกรรมเพ่ืออธิบายสาเหตแุ ลผะลกระทบตอพืชและสตั วเ ม่อื ภสาพแวดลอมเกิดการเปล่ียนแปลงได(P )
6. รบั ผดิ ชอบตอ หนา ทที่ ไ่ี ดร ับมอบหมาย (A)

4. สาระการเรยี นรู

สาระการเรียนรูแ กนกลาง สาระการเรียนรูทอ งถน่ิ
1.ชอื่ บรเิ วณท่สี ามารถพบพชื และสตั ว พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศึกษา
2.ชือ่ พืชและสัตวท ีอ่ าศัยอยใู นบริเวณตา งๆ
3.บอกความสัมพันธของพืชและสัตวในส่งิ แวดลอม
4.การเปล่ยี นแปลงของสภาพแวดลอมที่สงผลตอ การ

ดาํ รงชีวติ ของพืชและสตั ว

5. กจิ กรรมการเรยี นรู

คาบท่ี 1
ข้ันนํา

ขนั้ กระตุนความสนใจ (Engage)
ครูใหน ักเรยี นเลน เกมหอยแบงฝาเพ่ือตองการแบงกลุมนกั เรยี นออกเปนกลมุ ละ 4 คน โดยครูอธิบายวธิ ีการ

เลน ใหน ักเรียนฟงจากนัน้ ใหนักเรยี นเลน เกม 2-3 ครง้ั จนไดก ลุมครบทกุ คนโดยมีวิธกี ารเลน ดังน้ี
1) ครใู หนักเรยี นแตละคนคดิ วา ตนเองอยากเปน ตัวหอยหรอื เปน ฝาหอย โดย
2) ครจู ะออกคาํ สง่ั แลว ใหน กั เรียนวิ่งไปรวมกลมุ กนั ซึง่ กําหนดใหนกั เรยี นลอ มวงคือ ฝาหอย และนักเรียน

ท่ีอยูในวง คอื ตวั หอย
3) นักเรยี นคนใดทไี่ มมกี ลุม หรือนกั เรยี นกลมุ ใดมีจาํ นวนฝาหอย หรือจาํ นวนตัวหอยไมค รบตามจาํ นวนทีค่ รูออก

คําส่งั จะถูกลงโทษดวยวิธกี ารตา งๆ เชน การเตนการรอ งเพลง หรืออ่ืนๆ ตามความเหมาะสม ตัวอยา งการออกคาํ สงั่เชขนองครู
1) มหี อย 2 ตวั อยูใ นฝา 4 ฝา
2) มีฝา 6 ฝา ลอ มหอย 3 ตัว
3) มหี อยและฝาหอยลอ มวง 8 ตวั

ข้ันสอน

ข้ันสาํ รวจคนหา (Explore)
1. จากกิจกรรมชัว่ โมงท่แี ลวครใู หน ักเรยี นแตล ะกลุม สง ตวั แทนมานาํ เสนอผจลากการสํารวจเพื่อตรวจสอบความรขู อง

นักเรียนหลังการทาํ กจิ กรรมโดยครูต้งั คาํ ถามดงั น้ี
1) บรเิ วณที่นักเรียนสํารวจ ไดแก

(แนวตอบ :เชน สระน้ํา สนามหญา สวนหยอ ม)
2) พชื และสัตวม คี วามสัมพนั ธกับสภาพแวดลอ มนั้นอยา งไร

(แนวตอบ : เชน สระนาํ้ มีปลาอยูในนํ้า ใชส ระนาํ้ เปน แหลงทอ่ี ยอู าศยั และแหลงอาหาร
มีสารา ยอยใู นนา้ํ ใชส ระนํ้าเปนแหลง ท่ีอยูอ าศยั และแหลง หลบภัยของปลา
มีหอยอยูขอบสระน้ํา ใชสระนํา้ เปนแหลง อาหาร เปนตน )
2. นกั เรียนรวมกนั อภปิ รายความรเู กย่ี วกบั สภาพแวดลอมที่เหมาะสมตอการดํารงชวี ิตของพชื และสตั ว

คาบที่ 2
ขั้นสอน

ข้ันอธิบายความรู (Explain)
1. เม่อื แตละกลุม ทาํ กจิ กรรมจากช่วั โมงทแ่ี ลวเสร็จแลว ใหแตล ะกลุมเตรียมตัวเพ่อื นําเสนอหนา ชัน้ เรียน
(หมายเหต:ุ ครเู รมิ่ ประเมนิ นกั เรยี น โดยใชแ บบประเมนิ การนาํ เสนอหนา ชั้นเรียน)
2. ครูใหแตละกลุมสง ตวั แทนมานาํ เสนอผลจากการทํากิจกรรมเพ่ือตรวจสอบความรขู องนกั เรียนหลงั การทํา

กจิ กรรม โดยครูตั้งคําถาม ดังน้ี
1) บตั รภาพทแี่ ตล ะกลุมไดค ือสภาพแวดลอ มใด
(แนวตอบ : ปาไม)
2) สภาพแวดลอ มเกดิ การเปลย่ี นแปลงไปอยา งไร
(แนวตอบ : ตน ไมใ นปาถูกตัดไป ทําใหม พี ้นื ทีข่ องปาไมล ดลง)
3) สาเหตใุ ดที่ทําใหสภาพแวดลอ มเกิดการเปล่ยี นแปลง
(แนวตอบ: เชน ฝนไมตกตามฤดูกาล สภาพอากาศรอนแหงแลง เปน ตน )
4) สภาพแวดลอ มท่ีเปล่ียนแปลงไปสง ผลกระทบตอ พชื และสตั วอยางไร
(แนวตอบ : ทาํ ใหพ ืชและสัตวท ี่อยูในปาไม มพี นื้ ที่ในการดํารงชวี ิตนอ ยลงและอาจใหพืชและสตั วส ญู
พนั ธุไ ด)

3. นกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายความรูเกี่ยวกบั สภาพแวดลอ มที่เปลยี่ นแปลงไป
4. ครใู หน กั เรียนทํากจิ กรรมหนตู อบไดจากหนังสอื เรียนหนา 51 ลงในสมดุ ประจําตัวนกั เรยี นหรือแบบฝก หัด
วิทยาศาสตร

ขัน้ สรปุ
ข้ันขยายความเขาใจ (Elaborate)

1. ครใู หนักเรียนทําสรุปความรปู ระจาํ บทลงในสมดุ ประจาํ ตวั นักเรียนหรือแบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร
(หมายเหต:ุ ครูเร่ิมประเมินนกั เรยี นโดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบุคคล)

2. เมอื่ แตล ะคนทํากจิ กรรมสรุปความรปู ระจําบทเสรจ็ แลว ครูสมุ นักเรยี น 2-3 คนออกมานําเสนอผลการทํา
สรุปความรปู ระจําบท

(หมายเหต:ุ ครูเริ่มประเมินนกั เรียน โดยใชแบบประเมนิ การนาํ เสนอหนา ช้ันเรยี น)

ขน้ั ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. ครใู หนกั เรียนรวมกนั สรปุ เกยี่ วกับสาเหตกุ ารเปลยี่ นแปลงของสภาพแวดลอมและผลกระทบตอการ

ดํารงชวี ิตของพชื และสัตว เม่อื สภาพแวดลอ มมีการเปล่ียนแปลง
2. ครูประเมนิ ผลนักเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรมการทาํ งานรายบคุ คลพฤติกรรม การทํางาน กลุม และจาก

การนําเสนอผลการทาํ กิจกรรมหนา ชัน้ เรยี น
3. ครตู รวจสอบผลการทํากิจกรรมเร่อื งสภาพแวดลอมที่เหมาะสมตอ พืชและสตั ว ในสมดุ ประจาํ ตัวนักเรียน

หรอื แบบฝกหัดวิทยาศาสตร
4. ครูตรวจสอบผลการทํากิจกรรมหนูตอบไดในสมดุ ประจาํ ตัวนักเรียนหรอื แบบฝก หดั วทิ ยาศาสตร

5. ครูตรวจสอบผลการทาํ สรปุ ความรปู ระจาํ บทในสมุดประจําตวั นกั เรยี นหรือแบบฝกหัดวิทยาศาสตร

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมนิ ผล วธิ กี ารวดั ผล เครอื่ งมือวัด เกณฑการ
จุดประสงค ประเมนิ ผล
60% ขึน้ ไป ถือวา
ความรูค วาม 1. สํารวจและบอกสาเหตุการ 1.คาํ ถามกระตุน ผา นเกณฑการ
เขา ใจ (K) เปลย่ี นแปลงของสภาพแวดลอมได ความคิด ประเมนิ
ทักษะ/ 2.บอกผลกระทบตอ พชื และสตั ว 60% ข้นึ ไป ถือวา
กระบวนการ (P) เม่ือสภาพแวดลอ มเกดิ การ ผานเกณฑก าร
เปลีย่ นแปลงได 1. ใบงาน ประเมนิ
1.ปฏิบตั กิ จิ กรรมเพื่ออธิบาย
60% ข้นึ ไป ถือวา
ความสมั พนั ธของพืชและสัตวใ น ผา นเกณฑก าร
ประเมนิ
สภาพแวดลอ มได

2.ปฏบิ ัติกจิ กรรมเพอ่ื อธบิ ายสาเหตุ

และผลกระทบตอพชื และสัตวเ มอื่

สภาพแวดลอ มเกิดกาเรปล่ียนแปลงได

คุณลักษณะนิสยั (A) 1.รับผดิ ชอบตอ หนา ทท่ี ่ีไดรบั 1. แบบสงั เกต
มอบหมาย พฤตกิ รรม
2.สงั เกตความมีวนิ ัย ใฝเ รียนรู 2. แบบประเมนิ
และมุงมนั่ ในการทาํ งาน คุณลักษณะอันพงึ
ประสงค

7. สอ่ื /แหลงการเรียนรู

7.1 ส่อื การเรยี นรู
1) หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร ป.1 หนวยการเรียนรทู ี่ 2 พืชและสัตวในทองถิน่
2) แบบฝกหัดวทิ ยาศาสตร ป.1 หนวยการเรยี นรทู ี่ 2 พชื และสัตวในทองถิน่
3) วสั ด-ุ อุปกรณการทดลองในกิจกรรมไดแก แวน ขยายบตั รภาพสภาพแวดลอ มและใบความรู เรอื่ ง

ผลกระทบท่ีมตี อการดาํ รงชีวติ ของพืชและสตั ว เม่ือสภาพแวดลอ มเปลี่ยนแปลงไป
4) PowerPoint เรอ่ื งสภาพแวดลอมทเี่ ปนแหลง อาหารของพืชและสตั ว
5) PowerPoint เรอื่ งสภาพแวดลอ มท่เี ปนแหลงสืบพนั ธุและเลีย้ งลูกออ นของสัตว
6) PowerPoint เร่ืองสภาพแวดลอ มท่เี ปนแหลงหลบภัยของสัตว
7) QR Code เร่อื งแหลงทอ่ี ยูอาศยั ของพชื และสตั ว

7.2 แหลง การเรยี นรู
1) หอ งสมดุ
2) หอ งเรยี น

3) อินเทอรเ น็ต

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………………………………………………...
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………

ลงชอื่ ...........................................ผูสอน ลงช่ือ ....................................ฝายวชิ าการ
(………………………………………) (………………………………………)

ลงชื่อ ....................................................ผบู รหิ าร
(………………………………………)

ใบงานความรู
เรอื่ ง ผลกระทบท่มี ตี อ พืชและสัตว เม่ือสภาพแวดลอ มเปลีย่ นแปลงไป
สาเหตุของปญ หาสภาพแวดลอ ม
การเปลยี่ นแปลงตาง ๆ ของสภาพแวดลอม อาจสงผลตอ การดาํ รงชวี ิตของพชื และสตั วไ ด ซง่ึ สาเหตุที่ทําให
สภาพแวดลอ มเกิดการเปลี่ยนแปลง ดังน้ี
1. สาเหตจุ ากธรรมชาตไิ ดแก
1. ไฟปา (wildfire) เปน การทําลายทรพั ยากรธรรมชาตอิ ยางมหาศาล โดยเฉพาะทรัพยากรปา ไม ทง้ั ตนไม
เลก็ และใหญ พชื สตั ว และจุลนิ ทรียช นิดตาง ๆ ที่ดํารงชวี ิตอยูในปา รวมถงึ ทรัพยากรท่ีไมม ชี ีวติ ไดแก อินทรียวัตถุ
และปยุ เปนตน เม่อื ทรพั ยากรเหลานถี้ กู ทาํ ลายจะเปน สาเหตุ ทําใหป าไมห ยดุ การเจรญิ เติบโต พืน้ ดนิ สูญเสยี
คุณสมบตั ิในการอมุ นํา้ และปา ที่ถูกทําลายจะไมสามารถรกั ษาดลุ ยภาพของสง่ิ แวดลอมตอไปได ทาํ ใหเ กิดภยั ตอ ตน
พชื และสัตวปาได
2. นํ้าทว ม ( flood) เปน ภัยธรรมชาติ ซึง่ เกดิ ขึน้ ไดจ ากหลายสาเหตุ เชน ฝนตกหนกั และถาหากการ
เคลือ่ นทข่ี องกระแสนาํ้ มคี วามเชย่ี วกรากก็อาจจะทาํ ใหเกิดแผนดินถลมได นอกจากนกี้ ารไหลของนํา้ บรเิ วณผวิ ดนิ ยัง
ทาํ ใหเ กิดการพัดพาเอาผวิ หนาดนิ ท่ีมคี วามอดุ มสมบรู ณไ หลลงสูทีต่ ํ่า ทําใหผวิ หนา ดินขาดปุย ธรรมชาติ และทําให
แหลง น้าํ ในท่ตี า่ํ กวา เกดิ การตนื้ เขนิ พ้ืนท่ถี กู นาํ้ ทว มเปนระยะเวลานานจะมสี ภาพท่ีไมเหมาะสมสาํ หรบั การ
เจริญเติบโตของพืช
3.ภูเขาไฟระเบดิ ( volcano) เปน ภยั ธรรมชาตทิ เ่ี ปนปญ หาตอ สภาพแวดลอ มและทรัพยากรธรรมชาติ
อยา งมากเนื่องจากเมือ่ เกิดการระเบิดของภเู ขาไฟจะทําใหหนิ เหลวทมี่ ีความรอ นสงู ไหลเขา ทาํ ลายสภาพแวดลอม
ตาง ๆ ทําใหส ภาพแวดลอ มเกดิ การเปลีย่ นแปลงไป และตอ งใชร ะยะเวลานานกวาจะเกิดการแทนท่ีกลับมาเปน
ระบบนิเวศทีส่ มดุลเชน เดิมไดอกี ครัง้
2. สาเหตุจากมนุษยไ ดแก
1. การเพม่ิ ของประชากร การเพมิ่ มากขน้ึ ของประชากรโลกกจ็ ะนํามาซึง่ ความตองการในการใช
ทรัพยากรธรรมชาตเิ พ่ือการดํารงชวี ติ จงึ ทําใหเกดิ ผลตา ง ๆ ตามมาอยางมากมาย เชน การเพิ่มพนื้ ที่ทาํ กนิ ทางการ
เกษตร การบกุ รุกทาํ ลายปา การต้ังโรงงานอุตสาหกรรมเพ่อื เพิม่ กาํ ลังการผลติ สินคา ตาง ๆ เปน ตน ความตอ งการใช
ทรพั ยากรธรรมชาติที่มากข้ึนเชน นีจ้ ะสง ผลใหเกดิ การบุกรกุ ทําลายส่งิ แวดลอ มจนนําไปสูก ารเสยี สมดลุ ทางธรรมชาติ
2. การขยายตัวของชมุ ชนเมอื ง เปนผลใหเกดิ การเปล่ียนแปลงสภาพแวดลอ มทางธรรมชาติตาง ๆ
เน่ืองจากการขยายตัวของเมอื งอยา งรวดเร็ว จะทาํ ใหเ กิดปญหาข้นึ มากมาย นอกจากนห้ี ากการขยายตวั ของชุมชน
สง ผลใหเ กิดการสรา งแหลง อุตสาหกรรมเพิ่มมากข้ึน ก็จะยิง่ สงผลใหเ กิดการใชท รพั ยากรเพมิ่ มากขึ้นดว ย ซ่ึงหากมี
การควบคุมดแู ลที่ไมเหมาะสมกย็ อ มจะกอใหเกดิ ปญ หามลพษิ ตอส่ิงแวดลอมตามมาอยา งมาก
3.การสรา งส่งิ กอสราง การสรา งถนน อา งเก็บนาํ้ เขื่อน นบั วาเปน สาเหตสุ าํ คัญท่ีทําใหท รัพยากรธรรมชาติ
ตา ง ๆ เชน ปา ไม ดนิ และน้ําถกู ใชไป นอกจากน้ียังอาจสง ผลกระทบตอ สัตวป าในพ้ืนทน่ี ้ัน เน่อื งจากการทาํ ลายถ่นิ
ที่อยขู องสตั วป าได เมือ่ มนษุ ยส รา งสงิ่ กอ สรางในพืน้ ที่ปาเพมิ่ มากขึ้น ก็จะทาํ ใหมีการทําลายปาอยา งตอ เน่ือง ปา จะ
เสอ่ื มโทรมลงและอาจหมดไปได สัตวปาตาง ๆ จะไรท ีอ่ ยอู าศัย และอาจสูญพันธุไปในทสี่ ดุ
สัตวปา และพืชพรรณธรรมชาติ เมอื่ ปา ถกู ทาํ ลายสัตวปา ไมมที ีอ่ ยอู าศยั ทาํ ลายแหลงอาหาร และทาํ ลายแหลง
เพาะพนั ธุส ัตวปา นอกจากนย้ี งั ทาํ ใหก ารหมนุ เวียนแรธาตุในระบบนเิ วศเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดมิ สง ผลให
ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศเปลย่ี นไป และอาจทําใหพชื และสตั วบางชนดิ ลดจาํ นวนลงหรอื อาจทาํ ให
เกิดการสญู พนั ธุไ ปจากโลกได




Click to View FlipBook Version