The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาภาษาไทย ป.6 เทอม 2/2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จิรพงศ์ ไมตรีจิตร, 2020-12-07 10:43:08

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาภาษาไทย ป.6 เทอม 2/2563

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาภาษาไทย ป.6 เทอม 2/2563

โครงสรา๎ งการสอน วิชาภาษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6

ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา ......... เวลา 100 ชวั่ โมง

หนวํ ย ชอื่ หนวํ ยการ มาตรฐานการเรยี นร๎ู สาระสาํ คญั เวลา นาํ้ หนกั
ที่ เรยี นรู๎ (ชว่ั โมง) คะแนน
9 ครื้นเครงเพลง ตวั ชว้ี ดั
พน้ื บ๎าน 10 35
มาตรฐานที่ ท 1.1 การอาํ นจับใจความสาํ คญั คอื (ส.1-2)
-การคดั ลายมือ
ใช๎กระบวนการอาํ นสร๎างความรู๎ การอาํ นเพือ่ จบั ใจความหรอื ขอ๎ คิด 1
- คํานาม
และความคิดเพอ่ื นําไปใช๎ตดั สนิ ใจ ความคิดสาํ คญั หลักของข๎อความ หรือ 2
แก๎ปญ๓ หาในการดําเนนิ ชีวิตและมี
นิสยั รักการอําน เร่อื งที่อาํ นการอํานจบั ใจความสําคญั ถือ 2

ตวั ช้วี ัดที่ ป 6/1 อาํ น เป็นทกั ษะสําคัญทีใ่ ช๎ในการอํานเพ่ือการ
ออกเสียงบทรอ๎ ยแก๎วและบทร๎อย สื่อสารมากที่สุด เพราะเปน็ พนื้ ฐานสําคญั

กรองได๎ถูกตอ๎ ง ในการศกึ ษาหาความรู๎ จงึ ควรฝกึ ฝนให๎

ตัวชว้ี ดั ที่ ป 6/2 อธบิ าย เกดิ ความชํานาญ

ความหมายของคาํ ประโยคและ

ข๎อความทเ่ี ป็นโวหาร ลายมอื คอื ตวั หนังสอื เขียนทมี่ ี
ตวั ชี้วดั ที่ ป 6/8 อาํ น ลักษณะเฉพาะ บงํ บอกวําเปน็ ของผ๎ูหนงึ่
ผใ๎ู ด ซึ่งการฝกึ คัดลายมอื จะชวํ ยทําให๎
หนงั สือตามความสนใจและ ผเ๎ู ขยี นเขียนหนงั สือไดอ๎ ยํางสวยงามและ
อธิบายคุณคําท่ไี ดร๎ ับ เป็นระเบียบเรียบร๎อยรวมทงั้ ชวํ ยฝกึ
สมาธแิ ละท่ีสาํ คัญยงั เป็นการชวํ ยอนรุ กั ษ๑
ตวั ชวี้ ัดท่ี ป 6/9 มี
มารยาทในการอาํ น

มาตรฐานท่ี ท 2.1 มรดกทางวฒั นธรรมไทย

ใช๎กระบวนการเขยี นเขยี นสื่อสาร คํานาม คือ คําท่ีใช๎เรียกช่ือคน สัตว๑
เขียนเรียงความ ยํอความ และ สิ่งของ สถานที่ อาคาร สภาพ และ
เขียนเรื่องราวในรูปแบบตาํ ง ๆ ลักษณะท้ังสิ่งมีชีวิต และไมํมีชีวิต ท้ังท่ี

เขียนรายงานขอ๎ มลู เป็นรูปธรรมและนามธรรม คํานามแบํง
สารสนเทศและรายงานการศึกษา ออกเป็น 5 ชนิด คือ คํานามสามัญ
คน๎ ควา๎ อยาํ งมีประสิทธภิ าพ คํานามวิสามญั อาการนาม ลักษณนาม

ตวั ช้ีวดั ที่ ป 6/1 คัด สมหุ นาม
ลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและ

คร่ึงบรรทัด

ตวั ชี้วัดท่ี ป 6/9 มี

มารยาทในการเขียน

มาตรฐานท่ี ท 5.1

เข๎าใจและแสดงความคดิ เห็น

วิจารณว๑ รรณคดี และวรรณกรรม

ไทยอยํางเห็นคณุ คํา และนาํ มา

ประยกุ ต๑ใช๎ในชีวิตจริงตัวชวี้ ัดท่ี ป

6/1 แสดงความคิดเห็นจาก

วรรณคดหี รือวรรณกรรมท่อี าํ น

- การอาํ น ม า ต ร ฐ า น ที่ ท 2 . 1 การอํานจบั ใจความสาํ คญั คือ การอาํ น 1
จับใจความ
สาํ คญั ใชก๎ ระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เพ่ือจับใจความหรอื ข๎อคิด ความคิด 2
(บทอาขยาน) 2
เขียนเรียงความ ยํอความ และ สาํ คัญหลกั ของขอ๎ ความ หรอื เรอื่ งท่ีอาํ น
-คําขวญั
เขียนเรื่องราวในรูปแบบตําง ๆ การอาํ นจับใจความสําคัญ ถือเปน็ ทักษะ
-คาํ สรรพนาม
เขียนรายงานข๎อมูลสารสนเทศ สําคญั ทีใ่ ชใ๎ นการอาํ นเพอ่ื การส่ือสารมาก

และรายงานการศึกษาค๎นคว๎า ท่สี ุด เพราะเป็นพืน้ ฐานสําคัญใน

อยํางมีประสทิ ธภิ าพ การศกึ ษาหาความรู๎ จึงควรฝกึ ฝนให๎เกิด

ตวั ช้ีวัดที่ ป 6/2 เขยี น ความชาํ นาญ

สอื่ สารโดยใช๎คําได๎ถกู ต๎อง ชัดเจน

และเหมาะสม คําขวญั เปน็ ถ๎อยคําท่ีแตํงขึ้นเพือ่ เตอื นใจ

ตัวช้วี ดั ที่ ป 6/9 มี หรือเพอื่ เปน็ สริ มิ งคลแกํชวี ิต มีลักษณะ

มารยาทในการเขยี น เป็นการเชิญชวนหรือขอร๎องใหผ๎ ๎อู ํานหรือ

ม า ต ร ฐ า น ที่ ท 5. 1 ผ๎ฟู ๓งยดึ เป็นแนวทางปฏิบตั ิ เพอ่ื ให๎เกิดผล

เข๎าใจและแสดงความคิดเห็น ดีตอํ ตนเองและสํวนรวม

วิจารณว๑ รรณคดี และวรรณกรรม

ไ ท ย อ ยํ า ง เ ห็ น คุ ณ คํ า แ ล ะ คาํ สรรพนาม หมายถึง คาํ ท่ใี ชแ๎ ทน

นํามาประยุกต๑ใชใ๎ นชีวติ จรงิ คาํ นามทก่ี ลําวถงึ มาแลว๎ เพอื่ จะไดไ๎ มตํ ๎อง

ตัวช้วี ดั ที่ ป 6/1 แสดง กลําวคาํ นามนั้นซํา้

ความคดิ เห็นจากวรรณคดหี รอื อกี เชํน ฉนั เรา ดิฉัน กระผม คุณ

วรรณกรรมทอี่ ําน ทําน เขา มนั ผใ๎ู ด นี่ น่ัน อะไร

ตวั ช้ีวดั ท่ี ป 6/4 ทอํ งจํา ใคร บา๎ ง คาํ สรรพนามแบํง

บทอาขยานตามท่กี าํ หนดและบท ออกเปน็ 6 ชนิด บุรุษสรรพนาม

ร๎อยกรองท่ีมีคณุ คาํ ตามความสน ประพนั ธสรรพนาม นยิ มสรรพนาม

อนิยมสรรนาม วภิ าคสรรพนาม ปฤจฉา

สรรพนาม

10 ช๎อนกลางสรา๎ ง มาตรฐานท่ี ท 1.1 การอาํ นจบั ใจความสําคญั คอื การอําน 10

สขุ ภาพ ใชก๎ ระบวนการอํานสรา๎ งความรู๎ เพ่ือจับใจความหรือข๎อคิด ความคิด (ส.3-4)
-การอาํ นจบั 1
ใจความสาํ คญั และความคดิ เพอื่ นําไปใชต๎ ดั สินใจ สําคัญหลักของข๎อความ หรอื เร่อื งทอ่ี าํ น
แกป๎ ญ๓ หาในการดําเนนิ ชีวิตและ
มนี ิสยั รกั การอําน การอํานจบั ใจความสาํ คญั ถอื เปน็ ทกั ษะ
สาํ คญั ที่ใช๎ในการอํานเพอื่ การสื่อสารมาก
ตวั ชวี้ ดั ที่ ป 6/1 อําน ทส่ี ดุ เพราะเป็นพน้ื ฐานสําคัญใน
ออกเสียงบทร๎อยแก๎วและบทรอ๎ ย การศึกษาหาความร๎ู จงึ ควรฝกึ ฝนให๎เกดิ
กรองได๎ถูกตอ๎ ง ความชํานาญ

ตวั ชว้ี ัดที่ ป 6/2 อธิบาย

ความหมายของคํา ประโยคและ

- การพดู และ ข๎อความท่เี ปน็ โวหาร การพดู และการเขยี นแสดงความคิดเหน็ 2
การเขยี นแสดง ตวั ชวี้ ัดท่ี ป 6/8 อาํ น เปน็ ทักษะท่ีสาํ คญั ในการสอื่ สารใน
ความคดิ เหน็ ชวี ิตประจาํ วนั เราตอ๎ งแสดงความคิดเห็น
หนงั สือตามความสนใจและ เพอื่ รํวมกันตัดสินใจหรอื รวํ มปรึกษา
อธบิ ายคุณคาํ ที่ไดร๎ ับ เกย่ี วกับเรือ่ งใดเรือ่ งหน่งึ กับผ๎ูอน่ื การฝึก
พูดและเขียนแสดงความคิดเหน็ จะทําให๎
ตวั ชว้ี ัดท่ี ป 6/9 มี กล๎าแสดงความคิดของตนให๎ผูอ๎ ่นื รับรู๎
มารยาทในการอําน

มาตรฐานที่ ท 2.1
ใชก๎ ระบวนการเขียนเขียน

สือ่ สาร เขยี นเรยี งความ ยอํ ความ คาํ กรยิ า คอื คําทแี่ สดงอาการ สภาพ 2
และเขียนเรอ่ื งราวในรปู แบบตาํ ง หรอื การกระทาํ ของคาํ นาม และคาํ สรรพ
- คาํ กรยิ า ๆ เขียนรายงานขอ๎ มูลสารสนเทศ นามในประโยค คาํ กริยาบางคําอาจมี
และรายงานการศกึ ษาค๎นควา๎ ความหมายสมบรู ณใ๑ นตัวเอง บางคําต๎อง
อยาํ งมีประสทิ ธิภาพ มีคาํ อื่นมาประกอบ และบางคําตอ๎ งไป
ประกอบคําอน่ื เพอื่ ขยายความ
ตัวชวี้ ดั ท่ี ป 6/2 เขียน
สือ่ สารโดยใชค๎ ําได๎ถกู ต๎อง ชัดเจน

และเหมาะสม

มาตรฐานท่ี ท 3.1

สามารถเลอื กฟ๓งและดอู ยาํ งมี

วิจารณญาณ และพูดแสดง

ความร๎ู ความคดิ และความรูส๎ กึ

ในโอกาสตาํ ง ๆ อยํางมี

วจิ ารณญาณและสร๎างสรรค๑

ตวั ชว้ี ัดท่ี ป 6/1 พดู

แสดงความร๎ู ความเขา๎ ใจ

จดุ ประสงค๑ของเรือ่ งทฟี่ ๓งและดู

ตวั ชว้ี ดั ที่ ป 6/2 ตั้ง

คําถามและตอบคําถาม เชิง
เหตุผลจากเร่ืองท่ีฟง๓ และดู

มาตรฐานที่ ท 5.1
เข๎าใจและแสดงความคิดเหน็
วิจารณ๑วรรณคดี และวรรณกรรม
ไทยอยํางเห็นคณุ คาํ และนํามา
ประยกุ ต๑ใช๎ในชวี ติ จริง

ตวั ชวี้ ดั ท่ี ป 6/1 แสดง
ความคิดเหน็ จากวรรณคดีหรือ
วรรณกรรมท่ีอําน

- การอาํ นจบั มาตรฐานที่ ท 1.1 การอํานจบั ใจความสําคญั คอื การอาํ น 1
ใจความสําคญั 2
ใชก๎ ระบวนการอาํ นสร๎างความรู๎ เพ่ือจับใจความหรือขอ๎ คิด ความคิด 2
- การเขยี นยอํ
ความและสรปุ และความคิดเพ่อื นําไปใช๎ตัดสนิ ใจ สาํ คญั หลกั ของข๎อความ หรือเรอื่ งทอ่ี ําน
ความ แกป๎ ญ๓ หาในการดาํ เนนิ ชวี ติ และ
มีนสิ ัยรักการอําน การอํานจบั ใจความสําคัญ ถือเป็นทกั ษะ
- คําวเิ ศษณ๑ สําคญั ท่ีใช๎ในการอาํ นเพื่อการสอ่ื สารมาก
ตวั ช้วี ดั ที่ ป 6/6 อาํ น
ทสี่ ุด เพราะเปน็ พ้ืนฐานสาํ คัญใน
งานเขยี นเชงิ อธบิ ายคําส่ัง

ขอ๎ แนะนําและปฏบิ ัตติ าม การศึกษาหาความรู๎ จึงควรฝึกฝนให๎เกิด

ตวั ชว้ี ดั ที่ ป 6/8 อาํ น ความชํานาญ

หนงั สอื ตามความสนใจและ

อธบิ ายคณุ คาํ ที่ไดร๎ ับ การเขียนยํอความและสรุปความ เป็น

มาตรฐานที่ ท 2.1 การเขียนจับใจความสําคัญจากการฟ๓ง

ใช๎กระบวนการเขยี นเขียน หรือการอําน โดยใช๎สํานวนภาษาของ
ส่ือสาร เขียนเรียงความ ยํอความ
และเขยี นเรอ่ื งราวในรปู แบบตําง ตนเอง การฝึกเขียนยํอความ จะทําให๎
ๆ เขยี นรายงานข๎อมลู สารสนเทศ เก็บใจความสําคญั ของเร่ืองท่ีอํานหรือฟ๓ง

และรายงานการศึกษาค๎นคว๎า ได๎อยํางครบถ๎วน

อยํางมปี ระสทิ ธภิ าพ

ตวั ช้วี ดั ที่ ป 6/5 เขียนยํอ คํ า วิ เ ศ ษ ณ๑ คื อ คํ า ที่ บ อ ก

ความจากเรอื่ งทีอ่ ําน ลักษณะตําง ๆ ของคํานามและคํากริยา

ตวั ช้ีวดั ที่ ป 6/9 มี ใหม๎ ีความชดั เจนมากขึ้น คาํ วเิ ศษณ๑มักจะ
มารยาทในการเขียน วางอยูํหลังคําที่ขยาย เพ่ือชํวยให๎

มาตรฐานที่ ท 5.1 ประโยคมีความหมายชัดเจนย่ิงข้ึน คํา
เขา๎ ใจและแสดงความคดิ เห็น วิเศษณ๑ มี 4 ชนิด ได๎แกํ คําวิเศษณ๑

วิจารณว๑ รรณคดี และวรรณกรรม

ไทยอยาํ งเหน็ คุณคํา และนํามา สามัญ คําวิเศษณ๑ขยายเฉพาะ คํา

ประยุกตใ๑ ช๎ในชวี ิตจรงิ วเิ ศษณ๑บอกเวลา คาํ วิเศษณบ๑ อกเวลา

ตวั ช้ีวัดท่ี ป 6/1

แสดงความคิดเหน็ จากวรรณคดี

หรือวรรณกรรมทอี่ ําน

11 สวยรา๎ ยสายลบั มาตรฐานท่ี ท 1.1 การอํานจบั ใจความสําคญั คือ การอาํ น 10

- การอาํ นจบั ใชก๎ ระบวนการอาํ นสร๎างความร๎ู เพื่อจบั ใจความหรือข๎อคิด ความคดิ (ส.5-6)
ใจความสาํ คญั 1
และความคดิ เพ่ือนาํ ไปใช๎ตัดสนิ ใจ สาํ คญั หลกั ของข๎อความ หรือเรอ่ื งท่อี าํ น
แกป๎ ๓ญหาในการดําเนนิ ชวี ติ และ
มีนสิ ยั รกั การอาํ น การอาํ นจบั ใจความสําคัญ ถอื เปน็ ทักษะ

ตวั ชว้ี ัดที่ ป 6/1 อาํ น สาํ คญั ท่ใี ช๎ในการอํานเพ่อื การสือ่ สารมาก
ออกเสยี งบทรอ๎ ยแกว๎ และบทร๎อย ที่สดุ เพราะเปน็ พนื้ ฐานสําคัญใน

กรองได๎ถกู ตอ๎ ง การศึกษาหาความร๎ู จงึ ควรฝกึ ฝนให๎เกิด

ตัวชว้ี ัดท่ี ป 6/2 อธบิ าย ความชาํ นาญ

ความหมายของคํา ประโยคและ

ข๎อความที่เป็นโวหาร

- การเขยี น ตัวช้ีวัดที่ ป 6/8 อาํ น การเขียนแผนภาพโครงเร่ือง เป็นการ 2
แผนภาพโครง หนังสือตามความสนใจและ เขียนท่ีแสดงให๎เห็นโครงเรื่องโดยรวมทั้ง
เรอ่ื ง อธิบายคณุ คาํ ท่ีได๎รบั เร่ือง ทําให๎จับใจความสําคัญของเร่ืองท่ี
อาํ นได๎ดียิ่งขึ้นในการเขียนต๎องอาศัยการ
ตัวชีว้ ัดที่ ป 6/9 มี ต้งั คาํ ถามและตอบคําถามจากเรื่องท่ีอําน
มารยาทในการอําน

มาตรฐานที่ ท 2.1

ใชก๎ ระบวนการเขยี นเขยี น วาํ ตัวละครในเรือ่ งมใี ครบ๎าง สถานท่ีเกิด

สอื่ สาร เขยี นเรียงความ ยอํ ความ เหตุการณ๑คือท่ีไหน มีเหตุการณ๑อะไร

และเขียนเรอ่ื งราวในรูปแบบตําง เกิดขึน้ ผลของเหตกุ ารณ๑นนั้ คืออะไร
ๆ เขยี นรายงานขอ๎ มูลสารสนเทศ

และรายงานการศึกษาคน๎ ควา๎ คําบุพบท คือ คําท่ีใช๎นําหน๎า 2
อยาํ งมีประสทิ ธภิ าพ คํานาม คําสรรพนาม คํากริยา หรือคํา
- คาํ บพุ บท วิเศษณ๑ เพ่ือบอกสถานภาพของคํา
ตวั ชวี้ ดั ที่ ป 6/3 เขียน เหลํานั้น หรือเพ่ือแสดงความสัมพันธ๑
แผนภาพโครงเรือ่ งและแผนภาพ ระหวาํ งคําหรอื ประโยค
ความคิดเพื่อใช๎พฒั นางานเขียน

ตัวชว้ี ดั ที่ ป 6/9 มี

มารยาทในการเขียน

มาตรฐานที่ ท 5.1

เขา๎ ใจและแสดงความคิดเหน็

วิจารณ๑วรรณคดี และวรรณกรรม

ไทยอยาํ งเหน็ คุณคํา และนํามา
ประยกุ ต๑ใช๎ในชวี ิตจริง
ตัวช้ีวัดท่ี ป 6/1

แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดี
หรอื วรรณกรรมที่อาํ น

- การอาํ นจบั มาตรฐานท่ี ท 1.1 การอาํ นแผนทแี่ ผนผงั แผนภมู ิ จะตอ๎ ง 1
2
ใจความสําคญั ใช๎กระบวนการอาํ นสร๎างความรู๎ ทําความเข๎าใจสัญลักษณ๑ตาํ งๆท่ีใช๎ใน 2

การอาํ นแผนท่ี และความคดิ เพอ่ื นําไปใชต๎ ดั สินใจ แผนท่แี ผนผังแผนภูมิและกราฟหากอําน
แผนผงั แผนภมู ิ แก๎ป๓ญหาในการดาํ เนนิ ชวี ติ และ
มนี ิสัยรกั การอําน และเขา๎ ใจแผนทแ่ี ผนผังแผนภูมิและ
กราฟจะทาํ ให๎ร๎ูข๎อมลู ตาํ งๆที่ตอ๎ งการ
ตวั ชีว้ ดั ท่ี ป 6/7 อธิบาย
ความหมายของขอ๎ มลู จากการ ใช๎ได๎

อํานแผนผงั แผนที่ แผนภมู ิ และ

กราฟ

มาตรฐานที่ ท 2.1
- การเขยี นเรอื่ ง ใชก๎ ระบวนการเขยี นเขียนสือ่ สาร การเขยี นเรอื่ งตามจนิ ตนาการ คอื การ

ตามจนิ ตนาการ เขยี นเรียงความ ยอํ ความ และ เขียนเรอื่ งที่มาจากความคิด ความรูส๎ ึก

เขยี นเร่อื งราวในรปู แบบตาํ ง ๆ ความใฝุฝน๓ ของผูเ๎ ขยี นเอง เปน็ การเขยี น
เขยี นรายงานข๎อมูลสารสนเทศ แบบอิสระ ผเ๎ู ขียนควรมีความคดิ

และรายงานการศึกษาคน๎ คว๎า สรา๎ งสรรคแ๑ ละชาํ งสังเกต

อยํางมีประสทิ ธภิ าพ

ตวั ชวี้ ดั ที่ ป 6/8 เขียน

- คําเชอ่ื ม เรอื่ งตามจนิ ตนาการและ คําเชอ่ื ม คือคําทใี่ ช๎เชือ่ มคําหรือขอ๎ ความ

สร๎างสรรค๑ ใหต๎ ิดตํอเป็นเร่อื งเดียวกัน ประโยคจะมี
ตวั ช้ีวัดที่ ป 6/9 มี ความกระชับ และสละสลวยข้ึน

มารยาทในการเขยี น

มาตรฐานที่ ท 5.1

เขา๎ ใจและแสดงความคดิ เห็น

วจิ ารณ๑วรรณคดี และวรรณกรรม

ไทยอยํางเหน็ คณุ คํา และนาํ มา

ประยกุ ตใ๑ ช๎ในชวี ติ จรงิ

ตัวช้วี ัดท่ี ป 6/1 แสดง

ความคดิ เห็นจากวรรณคดีหรือ

วรรณกรรมทีอ่ าํ น

12 สี่ศษิ ยพ๑ ระ มาตรฐานที่ ท 1.1 การอํานจบั ใจความสําคญั คอื การอาํ น 10

ดาบส ใชก๎ ระบวนการอํานสรา๎ งความร๎ู เพื่อจบั ใจความหรือขอ๎ คิด ความคิด (ส.7-8)
- การอาํ นจบั 1
ใจความสาํ คญั และความคดิ เพ่อื นาํ ไปใชต๎ ดั สนิ ใจ สาํ คัญหลักของข๎อความ หรือเรอ่ื งทีอ่ าํ น
แก๎ป๓ญหาในการดาํ เนนิ ชีวติ และ
มนี สิ ยั รกั การอาํ น การอํานจบั ใจความสําคัญ ถือเปน็ ทักษะ

ตัวช้ีวดั ที่ ป 6/1 อําน สําคญั ท่ใี ช๎ในการอํานเพือ่ การสอื่ สารมาก
ออกเสียงบทรอ๎ ยแก๎วและบทรอ๎ ย ท่ีสดุ เพราะเปน็ พ้ืนฐานสาํ คญั ใน

กรองได๎ถกู ต๎อง การศึกษาหาความรู๎ จึงควรฝึกฝนให๎เกดิ

ตัวชี้วัดที่ ป 6/2 อธิบาย ความชํานาญ

ความหมายของคาํ ประโยคและ

ขอ๎ ความท่เี ปน็ โวหาร

- การเขยี น ตวั ชีว้ ดั ท่ี ป 6/8 อาํ น การเขียนรายงาน เป็นการเขียนเชิง 2
รายงาน
หนังสือตามความสนใจและ วชิ าการท่ีผูเ๎ ขียนนาํ เสนอข๎อมูลการศึกษา
อธิบายคณุ คําทีไ่ ด๎รบั
ค๎นคว๎าจากแหลํงเรียนร๎ูในเร่ืองตําง ๆ
ตัวช้วี ดั ที่ ป 6/9 มี แล๎วนําไปเขียนถํายทอดให๎ผู๎อ่ืนทราบผล
มารยาทในการอําน
การศกึ ษาค๎นคว๎าท่เี ปน็ ประโยชน๑ การฝึก
มาตรฐานท่ี ท 2.1 เขียนรายงานจะทําให๎นักเรียนเขียน
ใช๎กระบวนการเขยี นเขยี น
รายงานได๎ถกู ต๎องตามรปู แบบการเขยี น
ส่ือสาร เขียนเรียงความ ยํอความ

-คาํ อทุ าน และเขยี นเร่ืองราวในรูปแบบตาํ ง คําอุทาน หมายถึง คําที่เปลํงออกมา 2
ๆ เขียนรายงานข๎อมูลสารสนเทศ เพื่อแสดงอารมณ๑และความร๎ูสึกตําง ๆ
และรายงานการศกึ ษาค๎นคว๎า ของผพู๎ ูด
อยาํ งมีประสทิ ธภิ าพ

ตัวชว้ี ดั ท่ี ป 6/2 เขียน

สื่อสารโดยใช๎คําได๎ถกู ต๎องชดั เจน

และเหมาะสม

มาตรฐานที่ ท 3.1

สามารถเลือกฟง๓ และดูอยาํ งมี

วจิ ารณญาณ และพดู แสดง

ความรู๎ ความคดิ และความรู๎สกึ

ในโอกาสตาํ ง ๆ อยาํ งมี

วจิ ารณญาณและสรา๎ งสรรค๑

ตวั ช้วี ดั ที่ ป 6/1 พดู

รายงานเร่ืองหรอื ประเดน็ ท่ี

ศึกษาค๎นคว๎าจากการฟง๓ การดู

และการสนทนา
มาตรฐานที่ ท 5.1

เข๎าใจและแสดงความคดิ เหน็
วจิ ารณว๑ รรณคดี และวรรณกรรม
ไทยอยาํ งเห็นคณุ คํา และนํามา
ประยุกตใ๑ ชใ๎ นชวี ติ จริง

ตัวชว้ี ัดที่ ป 6/1 แสดง
ความคิดเห็นจากวรรณคดีหรอื
วรรณกรรมทีอ่ าํ น

- การฟง๓ และ มาตรฐานท่ี ท 1.1 การอาํ นจบั ใจความสําคัญ คือ การอําน 1
การอํานงาน
เขยี นประเภท ใชก๎ ระบวนการอํานสรา๎ งความรู๎ เพื่อจับใจความหรือข๎อคิด ความคิด 2
โนม๎ นา๎ วใจ 2
และความคิดเพอื่ นาํ ไปใชต๎ ัดสนิ ใจ สําคัญหลักของข๎อความ หรือเร่ืองท่ีอําน
- การโฆษณา แกป๎ ๓ญหาในการดําเนนิ ชีวติ และ
มนี สิ ัยรกั การอาํ น การอํานจับใจความสําคัญ ถือเป็นทักษะ
- คาํ ทมี่ ตี วั
การนั ต๑ ตัวชว้ี ดั ท่ี ป 6/1 อาํ น สําคญั ท่ใี ช๎ในการอํานเพื่อการสื่อสารมาก
ออกเสยี งบทรอ๎ ยแก๎วและบทรอ๎ ย ที่สุด เ พ ร าะ เป็น พื้ น ฐาน สํ าคัญ ใ น

กรองไดถ๎ ูกตอ๎ ง การศึกษาหาความรู๎ จึงควรฝึกฝนให๎เกิด

ตวั ชี้วดั ท่ี ป 6/2 อธบิ าย ความชํานาญ

ความหมายของคํา ประโยคและ

ข๎อความที่เปน็ โวหาร การโฆษณา เป็นการเชิญชวนหรือจูงใจ

มาตรฐานท่ี ท 2.1 ให๎ผู๎อํานหรือผ๎ูฟ๓งทําตามความต๎องการ
ใช๎กระบวนการเขียนเขยี น
โดยผู๎ฟ๓งจะต๎องใช๎วิจารณญาณในการ
สอื่ สาร เขียนเรยี งความ ยํอความ เลือกท่ีจะเช่ือหรือไมํเชื่อโฆษณาชิ้นน้ัน
และเขียนเรอ่ื งราวในรูปแบบตําง ดว๎ ย
ๆ เขียนรายงานขอ๎ มูลสารสนเทศ

และรายงานการศกึ ษาคน๎ คว๎า คําท่ีมีตัวการันต๑ เป็นพยัญชนะท่ีมีไม๎
ฑัณฑฆาต ( ๑ ) กํากับอยํู เวลาอํานจะไมํ
อยํางมปี ระสิทธิภาพ อาํ นเสยี งพยัญชนะตวั น้ัน การศึกษาเรื่อง
คําที่มีตัวการันต๑ จะทําให๎นักเรียนอําน
ตัวชีว้ ดั ที่ ป 6/8 เขยี น และเขียนคาํ ท่มี ตี ัวการันต๑ไดถ๎ ูกต๎อง
เรอื่ งตามจินตนาการและ
สร๎างสรรค๑

ตวั ชว้ี ัดท่ี ป 6/9 มี

มารยาทในการเขียน

มาตรฐานที่ ท 3.1

สามารถเลือกฟ๓งและดูอยาํ งมี

วจิ ารณญาณ และพูดแสดง

ความร๎ู ความคิด และความร๎ูสึก (ส.9-10)
ในโอกาสตาํ งๆ อยาํ งมี 10
วจิ ารณญาณและสร๎างสรรค๑
10
ตวั ชว้ี ัดที่ ป 6/3 พูด 45
รายงานเร่อื งหรือประเด็นที่
ศกึ ษาคน๎ คว๎าจากการฟง๓ การดู
และการสนทนา

ตัวชว้ี ัดที่ ป 6/6 มี
มารยาทในการฟง๓ การดู และ
การพูด

มาตรฐานท่ี ท 5.1
เข๎าใจและแสดงความคดิ เห็น
วิจารณว๑ รรณคดี และวรรณกรรม
ไทยอยํางเห็นคุณคํา และนํามา
ประยกุ ตใ๑ ชใ๎ นชวี ติ จริง

ตวั ชี้วดั ที่ ป 6/1 แสดง
ความคิดเหน็ จากวรรณคดีหรือ
วรรณกรรมทอ่ี าํ น

ตวั ช้ีวดั ท่ี ป 6/3 อธิบาย
คณุ คําของวรรณคดแี ละ
วรรณกรรมท่อี ํานและนําไป
ประยกุ ต๑ใช๎ในชวี ิตจรงิ

ทบทวนบทเรยี น

วดั และประเมนิ ผลการเรยี นรกู๎ ลางภาค
รวมคะแนนกลางภาค

หนวํ ยที่ ชอ่ื หนวํ ยการเรยี นร๎ู มาตรฐานการเรยี นรู๎ สาระสาํ คญั เวลา นาํ้ หนกั
13 (ชว่ั โมง) คะแนน
ตวั ชวี้ ดั (ส.11-
35
หนงึ่ ในประชาคม มาตรฐานที่ ท 1.1 การอํานจบั ใจความสาํ คญั คือ 12)
10
- การอาํ นจับ ใช๎กระบวนการอํานสร๎าง การอาํ นเพื่อจบั ใจความหรือขอ๎ คิด 1
ใจความสาํ คญั ความรูแ๎ ละความคิดเพ่ือ ความคดิ สําคัญหลกั ของข๎อความ
นาํ ไปใช๎ตัดสินใจ แก๎ป๓ญหา หรอื เรอ่ื งทอี่ าํ นการอํานจับใจความ 2
ในการดาํ เนนิ ชวี ติ และมนี ิสยั สําคญั ถือเปน็ ทักษะสําคัญที่ใช๎ใน
รกั การอําน การอาํ นเพอ่ื การสือ่ สารมากที่สุด 2

ตวั ชี้วดั ที่ ป 6/1

อาํ นออกเสียงบทร๎อยแกว๎ เพราะเปน็ พนื้ ฐานสาํ คัญใน

และบทร๎อยกรองได๎ถกู ตอ๎ ง การศึกษาหาความรู๎ จงึ ควรฝึกฝนให๎

ตัวชี้วัดที่ ป 6/2 เกิดความชํานาญ
อธบิ ายความหมายของคํา

- การเขยี นยอํ ความ ประโยคและขอ๎ ความที่เปน็ การเขียนยํอความ เป็นการเขียนจับ
โวหาร ใจความสําคัญจากการฟ๓งหรือการ
อําน โดยใช๎สํานวนภาษาของตนเอง
ตัวชว้ี ดั ท่ี ป 6/8 การฝึกเขียนยํอความ จะทําให๎เก็บ
อาํ นหนังสอื ตามความสนใจ ใจความสําคัญของเรอ่ื งท่อี ํานหรือฟ๓ง
และอธบิ ายคณุ คําท่ีไดร๎ บั ได๎อยาํ งครบถว๎ น

ตัวช้วี ดั ที่ ป 6/9 มี
มารยาทในการอาํ น

- คํามลู มาตรฐานที่ ท 2.1 คํามูล คือ คําพ้ืนฐานท่ีมีความหมาย
คาํ ประสม ใช๎กระบวนการเขียนเขยี น สมบูรณ๑ในตัวเอง เป็นคําที่สร๎างขึ้น

สื่อสาร เขียนเรยี งความ ยอํ โดยเฉพาะ เป็นได๎ทั้งคําไทยแท๎หรือ
ความ และเขยี นเรื่องราวใน เปน็ คาํ ทมี่ าจากภาษาอื่นก็ได๎ และจะ
รูปแบบตาํ ง ๆ เขียน มีพยางค๑เดียวหรือหลายพยางค๑ก็ได๎
รายงานข๎อมลู สารสนเทศ คําประสม เกิดจากการนําคํามูล
และรายงานการศกึ ษา
ต้ังแตํ 2 พยางค๑ข้ึนไปมาประสมกัน
คน๎ คว๎าอยาํ งมีประสทิ ธภิ าพ เป็นคําใหมํอาจมีเค๎าความหมายเดิม
ตัวชว้ี ัดท่ี ป 6/5 หรอื เกดิ ความหมายใหมํซ่ึงการนําคํา
เขียนยํอความจากเร่อื งทอ่ี าํ น มาประสมกันนี้ทําให๎ภาษาไทยมีคํา
ตัวชว้ี ัดที่ ป 6/9 มี ใชเ๎ พิ่มมากขน้ึ
มารยาทในการเขยี น

มาตรฐานท่ี ท 3.1

สามารถเลอื กฟง๓ และดอู ยาํ ง

มีวิจารณญาณ และพดู แสดง

ความรู๎ ความคิด และ

ความร๎ูสกึ ในโอกาสตํางๆ
อยํางมวี จิ ารณญาณและ
สรา๎ งสรรค๑

ตวั ชว้ี ัดท่ี ป 6/3 พดู
รายงานเรอ่ื งหรอื ประเด็นที่
ศกึ ษาคน๎ คว๎าจากการฟ๓ง การ
ดแู ละการสนทนา

ตวั ชวี้ ดั ท่ี ป 6/6 มี
มารยาทในการฟ๓ง การดู
และการพูด

มาตรฐานท่ี ท 5.1
เขา๎ ใจและแสดงความคดิ เห็น
วิจารณ๑วรรณคดี และ
วรรณกรรมไทยอยํางเห็น
คุณคํา และนาํ มาประยกุ ตใ๑ ช๎
ในชวี ติ จริง

ตวั ช้ีวดั ท่ี ป 6/1
วิเคราะหช๑ นดิ และหนา๎ ที่ของ
คําในประโยค

ตวั ช้ีวดั ที่ ป 6/2 ใช๎
คาํ ได๎เหมะสมกบั กาลเทศะ
และบคุ คล

- การอาํ นจบั มาตรฐานที่ ท 2.1 การอํานจบั ใจความสําคญั คอื 1
ใจความสาํ คญั ใชก๎ ระบวนการเขยี นเขียน การอํานเพื่อจับใจความหรือขอ๎ คดิ
ส่อื สาร เขยี นเรียงความ ยอํ ความคดิ สาํ คัญหลักของขอ๎ ความ
ความ และเขียนเรอ่ื งราวใน หรอื เร่อื งท่ีอํานการอํานจบั ใจความ
รูปแบบตําง ๆ เขยี นรายงาน สาํ คญั ถือเป็นทกั ษะสําคัญท่ีใชใ๎ น
ขอ๎ มลู สารสนเทศและ การอํานเพือ่ การสอ่ื สารมากท่ีสุด
รายงานการศกึ ษาคน๎ คว๎า เพราะเป็นพน้ื ฐานสาํ คญั ใน
อยํางมปี ระสทิ ธิภาพ การศกึ ษาหาความรู๎ จงึ ควรฝึกฝนให๎
เกดิ ความชํานาญ
ตัวชวี้ ดั ที่ ป 6/6
เขียนจดหมายสํวนตวั

ตวั ชว้ี ดั ที่ ป 6/9 มี
มารยาทในการเขยี น

มาตรฐานที่ ท 5.1 การอาํ นเรอื่ ง มิตรภาพแหํงความ

เข๎าใจและแสดงความคดิ เห็น ทรงจํา ทาํ ใหเ๎ กดิ ความรสู๎ ึกซาบซงึ้

วจิ ารณ๑วรรณคดี และ ประทับใจในมติ รภาพระหวาํ งเพือ่ น

วรรณกรรมไทยอยํางเหน็ ที่มใี ห๎แกํกนั และพรอ๎ มท่ีจะ
คณุ คํา และนํามาประยุกตใ๑ ช๎
ชํวยเหลือซงึ่ กนั และกนั แมว๎ าํ จะตอ๎ ง
ในชีวิตจริง
ตวั ช้วี ดั ที่ ป แยกจากกันไป

6/1 แสดงความคดิ เห็นจาก

- จดหมายกิจธรุ ะ วรรณคดีหรือวรรณกรรมที่ จดหมายกิจธุระ เป็นจดหมายท่ีใช๎ 2
2
อาํ น ติดตํอกิจธุระกับบุคคลหนํวยงาน
ตัวชี้วัดท่ี ป ราชการหรือเอกชนการศึกษาและฝึก
6/4 ทํองจาํ บทอาขยาน
ตามท่กี ําหนดและบทร๎อย เขียน จดหมายกิ จธุ ร ะจะ ทําให๎

กรอง ทมี่ ีคุณคาํ ตามความ นักเรียนเขียนจดหมายสื่อสารได๎
สนใจ ถูก ต๎อ ง ตา มรู ป แบบ และ บร ร ลุ

วตั ถปุ ระสงค๑

- วลี ประโยค เป็นการนําคําชนิดตํางๆมา
ประโยค เรียบเรียงอยํางมีระเบียบและได๎
ใจความสมบูรณ๑ร๎ูวําใครทําอะไรที่
ไหนอยาํ งไรสวํ นสําคญั ของประโยคมี
๒สวํ นคือภาคประธานและภาคแสดง
การศึกษาเร่ืองประโยคและวลีจะทํา
ให๎นําไปใช๎ได๎ถูกต๎องตามหลักการใช๎
ภาษาไทย
วลี เป็นการนําคําต้ังแตํสองคําข้ึนไป
มาเรียงตํอกันทําให๎เกิดความหมาย
เพมิ่ ข้ึน มคี วามหมายมาจากคําเดิมท่ี
นํามารวมมารวมกันแตํไมํสมบูรณ๑
เหมือนประโยค วลีสํวนใหญํมีคํา
กลางทสี่ ําคัญหนึ่งคาํ ทีเ่ ป็นตัวบํงบอก
ถึงประเภทของวลี คาํ นัน้ เรียกวําเป็น
"คําหลกั " ของวลี

14 เสยี แลว๎ ไมกํ ลบั คนื มาตรฐานที่ ท 1.1 การอํานจบั ใจความสําคญั คอื (ส.13-

- การอาํ นจบั ใช๎กระบวนการอาํ นสร๎าง การอาํ นเพื่อจบั ใจความหรอื ข๎อคิด 14)
ใจความสําคญั ความรู๎และความคิดเพือ่ ความคิดสาํ คัญหลกั ของข๎อความ 10
นําไปใช๎ตดั สินใจ แกป๎ ๓ญหา หรอื เรื่องท่ีอาํ นการอาํ นจบั ใจความ
ในการดําเนนิ ชีวิตและ สาํ คัญ ถอื เปน็ ทกั ษะสําคญั ที่ใชใ๎ น 1
การอํานเพ่ือการสอ่ื สารมากที่สดุ
มนี ิสัยรักการอําน
ตัวชว้ี ดั ที่ ป 6/1

อํานออกเสยี งบทร๎อยแกว๎ เพราะเป็นพ้นื ฐานสําคญั ใน

และบทรอ๎ ยกรองไดถ๎ กู ต๎อง การศึกษาหาความรู๎ จงึ ควรฝึกฝนให๎

ตวั ชวี้ ัดท่ี ป 6/2 เกิดความชํานาญ
อธบิ ายความหมายของคํา

- การเขยี นจดหมาย ประโยคและข๎อความท่ีเปน็ การเขยี นจดหมายและการพดู แสดง 2
ความรส๎ู กึ เป็นการถาํ ยทอด
และการพดู แสดง โวหาร ความรส๎ู กึ นึกคดิ ของตนเองจากภาพ
หรือเหตกุ ารณท๑ พี่ บเห็นหรือส่ิงตํางๆ
ความรส๎ู กึ ตัวชว้ี ัดท่ี ป 6/8 ทอ่ี ยูํรอบตวั

อํานหนงั สอื ตามความสนใจ

และอธิบายคณุ คาํ ทไี่ ดร๎ ับ

ตวั ชว้ี ดั ท่ี ป 6/9 มี

มารยาทในการอําน

-วรรณยกุ ตใ๑ น มาตรฐานที่ ท 2.1 วรรณยกุ ต๑ในภาษาไทย วรรณยุกต๑มี 2
ภาษาไทย ใช๎กระบวนการเขยี นเขียน 4 รูป 5 เสียงซ่งึ การผันวรรณยกุ ต๑จะ
สอื่ สาร เขยี นเรียงความ ยอํ สัมพนั ธก๑ ับอกั ษร 3 หมํู คือ อักษรสงู
ความ และเขียนเร่อื งราวใน อักษร อกั ษรกลาง อักษรต่ําและคํา
รปู แบบตาํ ง ๆ เขียน เป็นคําตายการมีความรู๎เร่ืองอักษร3
รายงานข๎อมลู สารสนเทศ หมแํู ละคาํ เปน็ คาํ ตายจะชํวยให๎อาํ น
และรายงานการศึกษา คาํ และผนั วรรณยกุ ตไ๑ ดถ๎ กู ตอ๎ งยง่ิ ขน้ึ
คน๎ ควา๎ อยาํ งมีประสิทธิภาพ

ตัวชว้ี ัดท่ี ป 6/6

เขยี นจดหมายสํวนตวั

ตัวช้วี ดั ที่ ป 6/9 มี

มารยาทในการเขยี น

-การอาํ นแผนที่ มาตรฐานที่ ท 1.1 การอาํ นแผนทแี่ ผนผงั แผนภมู แิ ละ 1
กราฟ จะต๎องทําความเข๎าใจ
แผนผงั แผนภมู ิและ ใช๎กระบวนการอาํ นสรา๎ ง สัญลักษณ๑ตํางๆที่ใช๎ในแผนทแ่ี ผนผัง

กราฟ ความรแ๎ู ละความคิดเพ่อื

นําไปใช๎ตัดสินใจ แกป๎ ญ๓ หา แผนภูมิและกราฟหากอาํ นและ

ในการดาํ เนนิ ชวี ติ และมนี สิ ัย เข๎าใจแผนทแี่ ผนผังแผนภมู ิและ

รกั การอาํ น กราฟจะทาํ ใหร๎ ูข๎ ๎อมูลตาํ งๆที่ตอ๎ งการ

ตวั ชว้ี ัดท่ี ป 6/7 ใชไ๎ ด๎

อธบิ ายความหมายของข๎อมูล

- การเขยี นจดหมาย จากการอํานแผนผงั แผนท่ี การเขยี นจดหมายแสดงความยนิ ดี 2
2
แสดงความยนิ ดแี ละ แผนภูมิ และกราฟ และการพดู แสดงความรูส๎ กึ ยนิ ดี เป็น

การพดู แสดง ตวั ชี้วัดที่ ป 6/9 มี การถํายทอดความร๎สู ึกนึกคดิ ของ

ความรสู๎ กึ ยนิ ดี มารยาทในการอาํ น ตนเองจากภาพหรือเหตุการณ๑ท่พี บ

มาตรฐานที่ ท 2.1 เห็นหรอื สงิ่ ตํางๆท่ีอยูรํ อบตัว

ใช๎กระบวนการเขยี นเขียน

- คาํ สมาส ส่อื สาร เขียนเรียงความ ยํอ คาํ สมาส คอื การนําคําบาลี-
ความ และเขยี นเรอ่ื งราวใน สันสกฤตมาเรยี งตํอกันต้งั แตํ 2 คาํ
รูปแบบตําง ๆ เขียนรายงาน ข้นึ ไป โดยคําท่นี าํ มานนั้ จะตอ๎ งมี
ขอ๎ มูลสารสนเทศและ ความหมายเหมือนกัน ใกล๎เคียงกนั
รายงานการศึกษาค๎นควา๎ หรือตรงข๎ามกัน
อยาํ งมีประสิทธภิ าพ

ตัวชี้วดั ที่ ป 6/6

เขียนจดหมายสวํ นตัว

ตวั ชี้วดั ท่ี ป 6/9 มี

มารยาทในการเขยี น

มาตรฐานท่ี ท 4.1

เข๎าใจธรรมชาติของภาษา

และหลักภาษาไทยการ

เปลยี่ นแปลงของภาษาและ

พลงั ของภาษา

ภูมิป๓ญญาทางภาษา

และรักษาภาษาไทยไวเ๎ ปน็

สมบัตขิ องชาติ

ตวั ช้วี ดั ที่ ป6/1

วิเคราะห๑ชนดิ และหน๎าท่ขี อง

คาํ ในประโยค

ตัวชี้วดั ที่ ป6/2 ใช๎

คําได๎เหมาะสมกับกาลเทศะ

และบุคคล

15 นทิ านแสนสนกุ มาตรฐานท่ี ท 1.1 การอํานจับใจความสําคัญ คือ การ (ส.15-

- การอาํ นจบั ใชก๎ ระบวนการอํานสร๎าง อํ า น เ พ่ื อ จั บ ใ จ ค ว า ม ห รื อ ข๎ อ คิ ด 16)
ใจความสําคญั ความรแู๎ ละความคิดเพือ่ ความคิดสําคัญหลักของข๎อความ 10
นาํ ไปใช๎ตดั สนิ ใจ แกป๎ ญ๓ หา หรือเร่ืองที่อํานการอํานจับใจความ
ในการดาํ เนนิ ชีวติ และมนี สิ ัย สําคัญ ถือเป็นทักษะสําคัญท่ีใช๎ใน 1
รกั การอําน การอํานเพ่ือการส่ือสารมากที่สุด

ตวั ชว้ี ดั ที่ ป 6/1

อํานออกเสียงบทรอ๎ ยแกว๎ เ พ ร า ะ เ ป็ น พื้ น ฐ า น สํ า คั ญ ใ น

และบทรอ๎ ยกรองไดถ๎ กู ต๎อง การศึกษาหาความร๎ู จึงควรฝึกฝนให๎

ตัวชว้ี ดั ที่ ป 6/2 เกิดความชํานาญ
อธิบายความหมายของคํา

ประโยคและขอ๎ ความที่เปน็

- การเขยี นแบบคาํ โวหาร การเขยี นแบบคาํ รอ๎ งตาํ ง ๆ เปน็ การ 2
รอ๎ งตาํ ง ๆ ตวั ชว้ี ดั ท่ี ป 6/8 เ ขี ย น เ ติ ม ข๎ อ ค ว า ม ต า ม รู ป แ บ บ ท่ี
กําหนดไว๎การฝึกกรอกแบบรายการ
อาํ นหนงั สอื ตามความสนใจ จะทําให๎สามารถกรอกแบบรายการ
และอธบิ ายคณุ คาํ ทไี่ ดร๎ ับ ตํางๆทใี่ ชใ๎ นชีวิตประจําวันได๎ถูกต๎อง
ชดั เจน
ตวั ช้วี ดั ที่ ป 6/9 มี
มารยาทในการอาํ น

มาตรฐานท่ี ท 2.1

- อกั ษรควบ ใช๎กระบวนการเขยี นเขยี น อักษรควบ เป็นการนําพยัญชนะ2ตัว 2
ส่อื สาร เขียนเรียงความ ยํอ มาเรียงกันเป็นพยัญชนะต๎นและ
ความ และเขยี นเรอ่ื งราวใน ประสมดว๎ ยสระเดียวกันเวลาอํานจะ
รูปแบบตาํ ง ๆ เขยี น

รายงานขอ๎ มูลสารสนเทศ อํานออกเสียงพยัญชนะต๎น 2ตัว

และรายงานการศกึ ษา พรอ๎ มกนั พยญั ชนะตวั ที่2ท่นี ํามาควบ

ค๎นคว๎าอยํางมปี ระสทิ ธิภาพ ได๎แกํ ร ล ว การศึกษาเรื่องคําท่ีมี
ตัวชว้ี ดั ที่ ป 6/7 อักษรควบจะทําให๎อํานและเขียนคํา
ท่ีมีอกั ษรควบไดถ๎ ูกตอ๎ ง
กรอกแบบรายการตาํ ง ๆ
ตัวชี้วดั ที่ ป 6/9 มี

มารยาทในการเขยี น

- การอาํ นจับ มาตรฐานที่ ท 1.1 การอาํ นจบั ใจความสําคญั คอื 1

ใจความสาํ คญั ใช๎กระบวนการอํานสรา๎ ง การอาํ นเพือ่ จบั ใจความหรือขอ๎ คดิ
บทโฆษณา ความรู๎และความคิดเพอ่ื ความคดิ สาํ คัญหลกั ของข๎อความ
นาํ ไปใช๎ตัดสินใจ แก๎ป๓ญหา หรอื เรือ่ งทอี่ าํ นการอาํ นจับใจความ
ในการดาํ เนนิ ชวี ิตและ สาํ คัญ ถอื เปน็ ทักษะสําคญั ที่ใช๎ใน
มนี สิ ัยรกั การอําน

ตวั ชีว้ ัดที่ ป 6/1 การอํานเพอื่ การสอ่ื สารมากที่สุด

อํานออกเสียงบทรอ๎ ยแก๎ว เพราะเปน็ พนื้ ฐานสาํ คญั ใน
และบทรอ๎ ยกรองไดถ๎ กู ตอ๎ ง การศกึ ษาหาความร๎ู จงึ ควรฝกึ ฝนให๎
เกดิ ความชํานาญ
ตัวช้ีวัดที่ ป 6/2
อธิบายความหมายของคํา

ประโยคและข๎อความท่ีเปน็ การกรอกใบสมัครเรียนตํอ เป็นการ
เ ขี ย น เ ติ ม ข๎ อ ค ว า ม ต า ม รู ป แ บ บ ท่ี
- การกรอกใบสมัคร โวหาร 2

เรยี นตอํ ตัวช้วี ดั ที่ ป 6/8

อํานหนงั สอื ตามความสนใจ กําหนดไว๎การฝึกกรอกแบบรายการ

และอธบิ ายคณุ คําทไี่ ดร๎ บั จะทําให๎สามารถกรอกแบบรายการ

ตัวชี้วัดที่ ป 6/9 มี ตํางๆท่ีใช๎ในชีวิตประจําวันได๎ถูกต๎อง
มารยาทในการอําน
ชัดเจน
มาตรฐานท่ี ท 2.1

ใช๎กระบวนการเขียนเขยี น อกั ษรนํา เป็นตัวอักษรที่มีพยัญชนะ 2
สอ่ื สาร เขียนเรยี งความ ยอํ 2ตัวเรียงกัน ใช๎สระเดียวกัน โดยท่ี
- อกั ษรนาํ ความ และเขียนเรอ่ื งราวใน พยัญชนะตัวแรกเป็นอักษรสูงหรือ
รปู แบบตําง ๆ เขียนรายงาน

ขอ๎ มูลสารสนเทศและ อักษรกลาง ทําหน๎าท่ี นําพยัญชนะ

รายงานการศึกษาค๎นควา๎ ตัวท่สี องซึ่งเปน็ อักษรต่ําเดี่ยวเทํานั้น
อยาํ งมีประสทิ ธภิ าพ ทาํ ใหม๎ ีเสียงวรรณยุกตต๑ ามพยัญชนะ
ตวั แรก
ตวั ชี้วดั ท่ี ป 6/7
กรอกแบบรายการตํางๆ

ตวั ชี้วดั ท่ี ป 6/9 มี

มารยาทในการเขยี น

16 พาํ งเพยี้ งพสธุ า มาตรฐานที่ ท 1.1 การอํานจบั ใจความสําคญั คือ (ส.17-

- การอาํ นจบั ใชก๎ ระบวนการอาํ นสรา๎ ง การอํานเพอ่ื จบั ใจความหรือข๎อคดิ 18)
ใจความสาํ คญั ความรแู๎ ละความคิดเพ่ือ ความคิดสําคญั หลักของข๎อความ 10
นําไปใชต๎ ดั สินใจ แกป๎ ญ๓ หา หรอื เร่ืองที่อํานการอาํ นจบั ใจความ
ในการดําเนินชีวิตและมนี สิ ยั สาํ คัญ ถอื เปน็ ทักษะสําคัญท่ีใช๎ใน 1
รักการอําน การอาํ นเพือ่ การสอ่ื สารมากท่ีสดุ

ตวั ชวี้ ดั ที่ ป 6/1

อาํ นออกเสยี งบทรอ๎ ยแกว๎ เพราะเป็นพืน้ ฐานสําคัญใน

และบทรอ๎ ยกรองได๎ถูกต๎อง การศึกษาหาความร๎ู จึงควรฝึกฝนให๎

ตัวชี้วดั ท่ี ป 6/2 เกิดความชํานาญ 2
อธบิ ายความหมายของคํา การฝากสงํ สง่ิ ของทางไปรษณีย๑ เป็น
- การฝากสงํ สง่ิ ของ ประโยคและข๎อความท่ีเป็น

ทางไปรษณยี ๑ โวหาร การฝากสํงของแบบมีหลักฐาน ชนิด 2
-คาํ ราชาศพั ท๑ ตัวชี้วดั ท่ี ป 6/8 ลงทะเบียน รับรอง รับประกัน 1
ไปรษณีย๑ดํวนพิเศษ (EMS) พัสดุ
-การอาํ นเรอ่ื งราว อํานหนังสอื ตามความสนใจ ไปรษณีย๑ ต๎องกรอกแบบฟอร๑มท่ี
ตําง ๆ และอธิบายคณุ คําทไี่ ด๎รับ เรียกวํา "ใบรับฝากบริการไปรษณีย๑
ในประเทศ (ป.211)"แลว๎ ย่นื ไปพร๎อม
ตวั ช้ีวัดท่ี ป 6/9 มี กับหํอซองที่จะสํงเพื่อให๎เจ๎าหน๎าท่ี
มารยาทในการอาํ น ไปรษณีย๑ดําเนินการรับฝากแล๎วลง
รายการ
มาตรฐานที่ ท 2.1
ใช๎กระบวนการเขยี นเขียน คําราชาศัพท๑ เป็นคําศัพท๑เฉพาะที่
สอ่ื สาร เขยี นเรียงความ ยอํ ใ ช๎ กั บ บุ ค ค ล ร ะ ดั บ ตํ า ง ๆ คื อ
ความ และเขยี นเรอื่ งราวใน พระมหากษัตริย๑พระบรม-วงศานุ
รปู แบบตาํ ง ๆ เขียน วงศ๑พระสงฆ๑ขุนนางข๎าราชการและ
รายงานข๎อมลู สารสนเทศ สุ ภ า พ ช น ท่ั ว ไ ป ซึ่ ง แ บํ ง อ อ ก เ ป็ น
และรายงานการศกึ ษา หมวดหมูํได๎แกํคํานามราชาศัพท๑คํา
คน๎ คว๎าอยาํ งมปี ระสทิ ธิภาพ สรรพนามราชาศัพท๑คํากริยาราชา
ศัพทก๑ ารเรียนรู๎เรื่องคําราชาศัพท๑จะ
ตวั ชี้วดั ท่ี ป 6/7 ทําให๎นักเรียนเข๎าใจลักษณะของคํา
กรอกแบบรายการตํางๆ ราชาศัพท๑และนําไปใช๎ได๎ถกู ตอ๎ ง

ตวั ชวี้ ัดที่ ป 6/9 มี การอํานเรอื่ งราวตาํ ง ๆ จะตอ๎ งจับ
มารยาทในการเขียน ใจความสาํ คัญ วิเคราะห๑เร่อื ง แสดง
ความคิดเหน็ บอกข๎อคิดของเรอ่ื งท่ี
มาตรฐานที่ ท 4.2 อําน และสามารถนําความรไู๎ ป
เขา๎ ใจธรรมชาติของภาษา ประยกุ ต๑ใช๎ในการเรยี นวิชาอนื่ หรือ
และหลกั ภาษาไทย การ การดาํ เนินชวี ติ ประจําวันได๎
เปลย่ี นแปลงของภาษาและ
พลังของภาษา ภมู ปิ ๓ญญา
ทางภาษา และรักษา
ภาษาไทยไว๎เป็นสมบัติของ
ชาติ

ตวั ชี้วดั ที่ ป6/2 ใช๎
คําไดเ๎ หมาะสมกับกาลเทศะ
และบคุ คล

มาตรฐานที่ ท 1.1
ใช๎กระบวนการอาํ นสรา๎ ง
ความรูแ๎ ละความคิดเพื่อ
นาํ ไปใช๎ตัดสินใจ แกป๎ ๓ญหา
ในการดาํ เนินชีวิตและมีนสิ ัย
รกั การอําน

ตวั ชีว้ ดั ท่ี ป 6/5

- การเขยี นเรอ่ื งตาม อธบิ ายการนาํ ความร๎ูและ การเขียนเร่ืองตามจินตนาการ เป็น 2

จนิ ตนาการ ความคิดจากเรื่องท่อี ํานไป การเขียนเร่ืองที่มาจากความคิด 2

ตัดสนิ ใจแกป๎ ญ๓ หาในการ ความรส๎ู กึ ความใฝฝุ ๓นของผู๎เขียนเอง (ส.19-
20)
ดาํ เนินชีวิต เป็นการเขยี นแบบอสิ ระผ๎ูเขียนควรมี 10

มาตรฐานท่ี ท 2.1 ความคิดสร๎างสรรค๑และชํางสังเกต ผ๎ู

ใชก๎ ระบวนการเขียนเขียน ที่ฝึกฝนการเขียนตามจินตนาการ

สื่อสาร เขยี นเรียงความ ยอํ บํอยๆจะเป็นผู๎ที่เกิดความชํานาญใน

ความ และเขยี นเร่อื งราวใน การใช๎ภาษาเพื่อสื่อความทําให๎

รปู แบบตาํ ง ๆ เขียน เรื่องราวท่เี ขียนข้ึน

รายงานขอ๎ มลู สารสนเทศ

- การโตว๎ าที และรายงานการศกึ ษา การโต๎วาที เป็นการพูดโต๎แย๎งของ

ค๎นควา๎ อยํางมปี ระสทิ ธภิ าพ บุคคลสองฝุายใช๎หลักวาทศิลป์และ

ตวั ชว้ี ดั ที่ ป 6/8 เหตุผลหักล๎างเหตุผลของแตํละฝุาย

เขียนเร่อื งตามจินตนาการ ในเรื่องใดเร่ืองหนึ่ง พูดให๎สั้น คือ

และ สร๎างสรรค๑ การใช๎วาทศิลป์เพ่ือเอาชนะกันด๎วย

ตวั ชี้วัดที่ ป 6/9 มี เหตุผล

มารยาทในการเขียน

มาตรฐานท่ี ท 3.1

สามารถเลอื กฟง๓ และดูอยําง

มีวิจารณญาณ และพดู แสดง

ความร๎ู ความคิด และ

ความรส๎ู กึ ในโอกาส

ตําง ๆ อยํางมี

วจิ ารณญาณและสรา๎ งสรรค๑

ตวั ชวี้ ัดที่ ป 6/5 พดู

โน๎มน๎าวอยาํ งมเี หตผุ ลและ

นําเช่ือถือ

ตัวช้ีวดั ท่ี ป 6/9 มี

มารยาทในการฟง๓ การดู

และการพูด

ทบทวนบทเรยี น

วดั และประเมนิ ผลการเรยี นรปู๎ ลายภาค 20
รวมคะแนนปลายภาค 55
100
รวมคะแนนทงั้ ปกี ารศกึ ษา

สัปดาห๑ที่ 1

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู๎

ภาคเรยี นท.ี่ .…2…../…………..... ชอ่ื ผส๎ู อน ……………………………………………………..
กลมํุ สาระการเรยี นรู๎ ภาษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปที …่ี …6..... จาํ นวน……5….คาบ
หนวํ ยการเรยี นรทู๎ ี่ ..……9…..… เรอื่ ง...............ครน้ื เครงเพลงพ้ืนบ๎าน.....................

1. มาตรฐานการเรยี นร/๎ู ตวั ชวี้ ดั

มาตรฐานท่ี ท 1.1 ใชก๎ ระบวนการอาํ นสรา๎ งความร๎แู ละความคดิ เพื่อนําไปใชต๎ ดั สนิ ใจ แกป๎ ๓ญหาในการดําเนินชีวิตและ
มนี สิ ยั รกั การอาํ น

ตวั ช้วี ัดท่ี ป 6/1 อํานออกเสยี งบทรอ๎ ยแกว๎ และบทร๎อยกรองไดถ๎ กู ตอ๎ ง
ตวั ชีว้ ดั ท่ี ป 6/2 อธบิ ายความหมายของคาํ ประโยคและข๎อความทีเ่ ป็นโวหาร
ตัวชว้ี ัดที่ ป 6/8 อาํ นหนังสอื ตามความสนใจและอธิบายคุณคาํ ท่ไี ดร๎ ับ
ตัวช้ีวัดที่ ป 6/9 มมี ารยาทในการอาํ น
มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใชก๎ ระบวนการเขียนเขยี นส่ือสาร เขียนเรียงความ ยํอความ และเขยี นเร่อื งราวในรปู แบบตาํ ง ๆ
เขียนรายงานข๎อมลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค๎นคว๎าอยาํ งมีประสิทธิภาพ
ตวั ชีว้ ัดท่ี ป 6/1 คดั ลายมอื ตวั บรรจงเตม็ บรรทัดและคร่งึ บรรทดั
ตัวชว้ี ดั ท่ี ป 6/9 มีมารยาทในการเขียน
มาตรฐานที่ ท 5.1 เขา๎ ใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ๑วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอยํางเห็นคณุ คํา และนํามา
ประยุกต๑ใชใ๎ นชวี ติ จริง
ตวั ช้วี ัดที่ ป 6/1 แสดงความคดิ เห็นจากวรรณคดีหรือวรรณกรรมที่อาํ น

2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
การอาํ นจบั ใจความสาํ คญั คอื การอํานเพ่ือจบั ใจความหรอื ขอ๎ คดิ ความคิดสําคญั หลักของขอ๎ ความ หรือเรือ่ งที่อํานการ

อาํ นจับใจความสาํ คญั ถือเปน็ ทักษะสําคญั ที่ใช๎ในการอาํ นเพอ่ื การส่ือสารมากท่ีสดุ เพราะเป็นพน้ื ฐานสาํ คญั ในการศึกษาหา

ความรู๎ จึงควรฝกึ ฝนให๎เกิดความชํานาญ

ลายมอื คอื ตวั หนังสือเขียนท่มี ลี กั ษณะเฉพาะ บงํ บอกวําเป็นของผหู๎ นึ่งผ๎ใู ด ซงึ่ การฝกึ คดั ลายมือ จะชวํ ยทําให๎ผ๎เู ขียน
เขยี นหนังสือได๎อยํางสวยงามและเปน็ ระเบียบเรียบร๎อยรวมทง้ั ชวํ ยฝึกสมาธแิ ละที่สําคัญยงั เป็นการชวํ ยอนุรักษม๑ รดกทาง
วัฒนธรรมไทย

คํานาม คือ คําท่ีใช๎เรียกชื่อคน สัตว๑ สิ่งของ สถานที่ อาคาร สภาพ และลักษณะทั้งส่ิงมีชีวิต และไมํมีชีวิต ทั้งท่ีเป็น
รปู ธรรมและนามธรรม คํานามแบํงออกเป็น 5 ชนดิ คือ คาํ นามสามญั คาํ นามวสิ ามญั อาการนาม ลักษณนาม สมหุ นาม

3. จุดประสงคก๑ ารเรยี นร๎ู
1. อธบิ ายความหมาย และหลักการอาํ นจบั ใจความสาํ คญั (K)
2. อธบิ ายเกย่ี วกบั การคัดลายมือได๎ (K)
3. บอกชนดิ ของคํานามในประโยคได๎ถกู ตอ๎ ง (K)
4. แตงํ ประโยคโดยใช๎คํานามแตํละชนดิ ไดถ๎ กู ตอ๎ ง (K)
5. อาํ นเรอ่ื งได๎คลํองแคลวํ รวดเรว็ และถกู ตอ๎ งตามอกั ขรวิธี (P)
6. แยกขอ๎ เท็จจริงและข๎อคิดเหน็ จากเรื่องทอ่ี ําน (P)
7. คดั ลายมอื ตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึง่ บรรทดั ได๎ถูกตอ๎ งและสวยงาม (P)
8. ใชค๎ ํานามแตํละชนิดเรียบเรยี งประโยคหรอื เรอ่ื งราวได๎ถกู ตอ๎ งเหมาะสม (P)
9. ใชท๎ กั ษะทางภาษาเป็นเครอ่ื งมอื ในการเรียน การแสวงหาความร๎ู และการดาํ รงชีวติ อยํูรํวมกันในสังคมได๎ (P)
10. เหน็ ความสําคญั ของการอาํ นและมารยาทในการอําน (A)
11. เห็นประโยชน๑ของการคดั ลายมือ (A)
12. มคี วามสนใจในการเรยี นภาษาไทย (A)

4. สาระการเรยี นรู๎ สาระการเรยี นรทู๎ อ๎ งถน่ิ
สาระการเรยี นรแ๎ู กนกลาง

1. อธบิ ายความหมาย และหลักการอาํ นจบั ใจความสาํ คัญได๎
2. อธิบายเก่ียวกบั การคัดลายมือได๎
3. บอกชนิดของคํานามในประโยคไดถ๎ กู ตอ๎ ง
4. แตงํ ประโยคโดยใช๎คาํ นามแตํละชนิดได๎ถูกตอ๎ ง

5. กจิ กรรมการเรยี นร๎ู กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบที่ สาระสาํ คญั

คาบท่ี 1 การอาํ นจบั ใจความสําคญั คอื การอาํ นเพื่อจับใจความหรือขอ๎ คดิ ความคิดสําคญั หลัก
ของขอ๎ ความ หรอื เร่ืองท่อี าํ นการอํานจบั ใจความสําคญั ถอื เป็นทกั ษะสําคัญทใ่ี ชใ๎ นการอํานเพ่อื
การอาํ นจบั ใจความ การส่อื สารมากที่สดุ เพราะเป็นพนื้ ฐานสาํ คัญในการศกึ ษาหาความร๎ู จงึ ควรฝึกฝนใหเ๎ กิดความ
ชาํ นาญ
ขน้ั ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู

1. ครูเปดิ เพลงพ้นื บา๎ นประจาํ ภมู ิภาคตาํ ง ๆ ใหน๎ ักเรียนฟ๓ง แลว๎ สนทนาเกี่ยวกับเพลงพืน้ บา๎ นแตลํ ะ
ท๎องถิ่น

2. ครแู ละนักเรยี นรวํ มกันสนทนา โดยใช๎คําถามกระต๎ุนความคดิ ดังนี้
- เป็นเพลงพน้ื บา๎ นภาคใด
- นิยมเลํนในโอกาสใด

- ดนตรีท่ีใชป๎ ระกอบมีอะไรบ๎าง
- คุณคาํ ของเพลงพืน้ บ๎านคอื อะไร
นกั เรยี นชํวยกันตอบ เพื่อโยงเขา๎ สสํู าระการเรยี นรู๎ นกั เรยี นทบทวนเก่ยี วกับการอาํ นจบั
ใจความสาํ คญั โดยครูใช๎คําถามดงั นี้
- การอํานสรปุ ใจความ คืออะไร
- นกั เรียนใชท๎ กั ษะอะไรบ๎างในการอาํ นสรุปใจความ
ในการตอบคาํ ถามให๎ครูใช๎ไมเ๎ รยี กเลขท่ี เพือ่ ให๎นักเรียนตอบท่ีละคน โดยคาํ ถามกํอน
เรยี กเลขท่เี พื่อให๎ทุกคนไดค๎ ิด
3. นกั เรยี นเขา๎ กลมํุ ศกึ ษาเร่อื งครื้นเครงเพลงพื้นบา๎ น โดยใช๎คาํ ถามตอํ ไปนี้
- เพลงพ้นื บา๎ นมลี ักษณะแตกตํางจากเพลงทว่ั ไปอยาํ งไร
- เพลงพื้นบา๎ นมอี ะไรบา๎ ง ในทอ๎ งถิ่นของนักเรยี นมกี ารเลํนเพลงพื้นบา๎ น
อะไรบ๎าง และจะชํวยอนรุ ักษ๑เพลงพน้ื บ๎านในท๎องถน่ิ ของนักเรยี นได๎อยาํ งไร
ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
4. นักเรยี นแตลํ ะกลํุมรํวมกันวเิ คราะห๑เก่ียวกับเรอ่ื งทอ่ี ําน โดยครูใช๎คาํ ถามดังนี้
- ตวั ละครสําคญั ในเรอื่ งมใี ครบ๎าง แตํละตวั มนี ิสยั อยาํ งไร
- จากเรอื่ งทีอ่ ํานนักเรียนไดข๎ ๎อคิดอะไรบ๎าง
5. นกั เรยี นแตํละกลํมุ คดิ ประเมินเพ่อื เพิม่ คณุ คําโดยครใู ช๎คําถามดงั ตํอไปนี้
- จากการศกึ ษาเร่ืองครื้นเครงเพลงพ้ืนบ๎านนกั เรียนสามารถนําไปใช๎ประโยชน๑
ในชวี ิตประจาํ วันได๎อยาํ งไร
ขนั้ ท่ี 3 ขน้ั ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. นักเรียนเข๎ากลมํุ ทาํ กิจกรรมการตัง้ คําถามและตอบคาํ ถามจากเร่ืองท่ีอาํ น กลุํมละ 5
ข๎อ
กติกาในการตงั้ คาํ ถาม คุณครแู บํงจาํ นนวนหน๎าท่ีแตํละกลุมํ จะตอ๎ งรับผดิ ชอบในการต้ังคําถาม
เพ่อื ปูองกนั ไมํให๎คาํ ถามแตลํ ะกลมํุ ไมํใหซ๎ ํ้ากัน
7. นกั เรยี นรํวมกนั สรปุ ขอ๎ คิดทไี่ ดจ๎ ากการอาํ น
ขนั้ ที่ 4 ขน้ั สอื่ สารและนาํ เสนอ
8. นักเรียนแตลํ ะกลํมุ นําเสนอคําถามหน๎าชน้ั เรียน แล๎วใหเ๎ พ่อื นตอบ
ขนั้ ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
9. นักเรยี นรวํ มกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครใู ช๎คาํ ถามดังน้ี
- นักเรยี นสามารถนําความรูเ๎ กีย่ วกับเรอ่ื งทเ่ี รยี นไปใช๎ประโยชนใ๑ นสงั คมได๎
อยํางไร

คาบที่ 2-3 การเขยี นคดั ลายมอื (คาบท่ี 2-3)
การเขยี นคดั ลายมอื สาระสาํ คญั

ลายมือ คือ ตัวหนังสอื เขยี นท่มี ีลักษณะเฉพาะ บํงบอกวําเปน็ ของผห๎ู น่งึ ผใ๎ู ด ซึง่ การฝกึ
คัดลายมือ จะชวํ ยทาํ ใหผ๎ ๎ูเขียนเขียนหนงั สือไดอ๎ ยาํ งสวยงาม และเปน็ ระเบียบเรียบรอ๎ ยรวมทั้ง
ชํวยฝกึ สมาธิ และที่สําคญั ยังเป็นการชวํ ยอนุรกั ษ๑มรดกทางวัฒนธรรมไทย

ขน้ั ที่ 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. นกั เรียนสังเกต ตวั อยาํ งการคัดลายมือ ท่ีครูนาํ มาให๎ดูแล๎วรวํ มกนั สนทนาเกย่ี วกับ

การคัดลายมอื โดยครถู ามนําเพอื่ โยงเขา๎ สูํสาระการเรยี นรูแ๎ ละกระตุ๎นความสนใจผเ๎ู รยี น โดย
ครูถามคําถามดังนี้

- นักเรียนคิดวาํ การคัดลายมือมกี ี่ประเภท และมีอะไรบ๎างทน่ี ักเรียนรจู๎ ัก (ตัว
เหล่ยี ม อาลักษณ๑ แบบมาตรฐานราชบัณฑิต) หากนกั เรยี นตอบไมํครบครตู ๎องใหค๎ วามรู๎
เพม่ิ เตมิ

- ตัวอยํางการคัดลายมือทน่ี ักเรยี นดูจัดเป็นการคดั ลายมือประเภทใด
- ปจ๓ จบุ ันน้ีนกั เรยี นใช๎ตัวอักษรประเภทใดในการเขยี นหนังสือ
2. นักเรยี นแตลํ ะกลํมุ ศกึ ษาการคดั ลายมอื ครูสงั เกตการอํานของนักเรียนแตํละคนวาํ
ปฏิบตั ิได๎ถกู ตอ๎ งหรือไมแํ ล๎วรํวมสนทนาโดยครูใช๎คําถามตํอไปน้ี
- ทําไมเราต๎องเรียนคดั ลายมอื
- ตวั อยาํ งการคัดลายมือท่นี กั เรียนดจู ัดเปน็ การคดั ลายมือประเภทใด
- ปจ๓ จุบนั นนี้ กั เรยี นใชต๎ วั อกั ษรประเภทใดในการเขยี นหนังสอื
ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ครนู าํ แบบการคัดลายมือ มาใหน๎ ักเรยี นรํวมกนั วเิ คราะห๑ แล๎วสนทนาโดยครูถาม
คาํ ถามดงั นี้
- การคดั ลายมือทัง้ สองแบบแตกตํางกันอยํางไร
- จากการอํานขอ๎ ความท้ังสองแบบนักเรียนคิดวําแบบใดที่อาํ นได๎งําย และ
เข๎าใจสิง่ ท่ีสือ่ สารไดเ๎ ร็ว
4. นักเรียนฝกึ คดั ลายมอื ตวั บรรจงคร่งึ บรรทดั
5. นักเรียนเข๎ากลุมํ ทาํ กจิ กรรมการจาํ แนกรูปแบบการคัดลายมอื แตํละประเภทภายใน
เวลาทีก่ าํ หนด จากน้ันครแู ละนกั เรยี นชวํ ยกันตรวจสอบความถกู ตอ๎ ง
6. นักเรียนคดิ ประเมินเพ่ือเพมิ่ คณุ คาํ โดยครูถามคําถามดังน้ี
- นักเรียนสามารถนาํ สิ่งท่ีเรยี นไปประยุกตใ๑ ช๎ในชวี ิตประจําวันอยํางไร

คาบท่ี 4-5 ขน้ั ที่ 3 ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ตั ิ
คํานาม 7. ครใู ห๎นกั เรยี นเข๎ากลมํุ ดูการเขียนหนังสือท่ีเปน็ ระเบยี บสวยงาม และการเขยี น

หนงั สอื ท่ีไมเํ ป็นระเบยี บ แล๎วรวํ มกันเปรยี บเทยี บขอ๎ ดแี ละข๎อเสยี ของแตลํ ะประเภท
8. นักเรียนฝกึ อํานข๎อความจากการคัดลายมอื
9. นกั เรยี นรวํ มกนั สรุปประโยชน๑การคัดลายมอื
(ประโยชน๑ของการคัดลายมอื นอกจากเพ่อื ความสวยงาม ความเปน็ ระเบียบ

เรียบรอ๎ ยแล๎ว ยงั ชวํ ยในการฝกึ สมาธิได๎เปน็ อยํางดี และท่ีสําคัญ ยงั เปน็ การชํวยอนรุ ักษ๑มรดก
ทางวัฒนธรรมไทยใหค๎ งไว๎ดว๎ ย)

10. นกั เรยี นคดั ลายมอื ตามแบบท่กี าํ หนดให๎
ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ สอ่ื สารและนาํ เสนอ

11. นักเรียนนาํ เสนอผลการคดั ลายมือโดยการจัดปาู ยนเิ ทศแสดงผลงานของแตลํ ะคน
ขนั้ ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

12. นักเรียนรวํ มแสดงความคิดเหน็ โดยครใู ช๎คําถามดังน้ี
- นกั เรยี นสามารถนาํ ความรเู๎ กย่ี วกบั เรื่องท่เี รยี นไปใชป๎ ระโยชนใ๑ นสังคมได๎

อยาํ งไร
คาํ นาม (คาบที่ 4-5)
สาระสาํ คญั

คํานาม คือ คําที่ใช๎เรียกชื่อคน สัตว๑ สิ่งของ สถานท่ี อาคาร สภาพ และลักษณะทั้ง
สิ่งมีชีวิต และไมํมีชีวิต ท้ังท่ีเป็นรูปธรรมและนามธรรม คํานามแบํงออกเป็น 5 ชนิด คือ
1.คํานามสามญั 2.คาํ นามวสิ ามัญ 3.อาการนาม 4.ลกั ษณนาม 5.สมุหนาม

ขนั้ ท่ี 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
1. นาํ เข๎าสูํบทเรยี น ครแู ละนกั เรยี นรวํ มกนั รอ๎ งเพลง “ชาวประมง” แล๎วให๎

นักเรยี นเขยี นสง่ิ ที่กลาํ วถึงในเนอ้ื เพลงวํามอี ะไรบา๎ ง (ใช๎เวลา 2 นาที) แลว๎ สํมุ เรยี กนกั เรียน
ออกมาพดู หนา๎ ชัน้ เรยี นให๎เพ่อื นฟ๓งประมาณ 2-3 คน จากนั้นให๎นกั เรียนชวํ ยกนั จัดกลุํมคําที่
นกั เรียนเขยี นเป็นกลุํมคาํ ดงั นี้ โดยครเู ขยี นบนกระดานดาํ

กลมุํ คําท่ี 1 คําที่เป็นชอ่ื คน
กลํมุ คาํ ที่ 2 คาํ ทเี่ ป็นชอ่ื สัตว๑
กลุมํ คําที่ 3 คําทีเ่ ปน็ ชอื่ สง่ิ ของ
2. นกั เรียนศึกษาเร่อื งคาํ นาม แลว๎ รวํ มสนทนาโดยใช๎คาํ ถามดังนี้
- คํานาม หมายถึงอะไร
- คํานามแบงํ เปน็ กี่ประเภท

ขนั้ ที่ 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ครูและนักเรยี นรวํ มกนั อภิปรายเกย่ี วกบั ความหมาย ชนิด และหนา๎ ที่ของคํานาม
4. ครอู ธบิ ายเนือ้ หาบทเรยี น โดยการตดิ แถบประโยคทกี่ ระดานดาํ ให๎นกั เรียนอํานและ

ทายวาํ เป็นความหมายของคําชนิดใด
- คาํ ที่เรยี กช่อื คน สตั ว๑ และส่ิงของ ลองตีความกอํ นดไี หมเรยี กกนั วาํ เปน็ คาํ

ชนิดใด ใครตอบได๎ตอบทีมี
รางวลั

5. นักเรียนสังเกตบตั รคาํ บนกระดานให๎ทกุ คนชํวยกนั พิจารณาความถกู ตอ๎ งของคาํ นาม
6. นักเรยี นแตํละกลํุมคดิ ประเมนิ เพือ่ เพิม่ คณุ คําโดยครใู ช๎คาํ ถามดังตํอไปน้ี

- จากการศกึ ษาเร่อื งคาํ นามนักเรยี นสามารถนําไปใชป๎ ระโยชน๑ใน
ชวี ิตประจําวันได๎อยาํ งไร
ขนั้ ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ

7. นาํ แถบประโยคติดบนกระดานดํา ให๎นักเรยี นชวํ ยกนั บอกวาํ มีคําใดเป็นคํานาม และ
เป็นคํานามชนิดใด พร๎อมทงั้ บอกหนา๎ ที่ของคํานามในประโยคดว๎ ยและให๎นักเรียนแตงํ ประโยค
คนละ 5 ประโยค แถบประโยคมดี ังนี้
ตะวันข้ึน การนอนหลบั เปน็ การพกั ผอํ น นกั เรียนเขียนจดหมาย พระศรสี ุริโยทัยมีความกล๎าหาญ
นกเป็นอาหารของมนษุ ย๑

คาํ นาม คือ ตะวัน การนอนหลับ นักเรยี น พระศรสี ุรโิ ยทัย นกทําหน๎าทเ่ี ป็นประธาน
ของประโยค
การพักผอํ น จดหมาย ความกล๎าหาญ อาหาร ทําหน๎าทเี่ ป็นกรรมของประโยค มนษุ ย๑ ทํา
หน๎าทเ่ี ปน็ กรรมรอง

8. นกั เรียนเข๎ากลมุํ ทํากิจกรรมคดิ คํานาม
9. นกั เรยี นฝกึ อํานคํานามจากบตั รคํา
10. นกั เรียนรํวมกนั สรุปเร่ืองคํานาม
คาํ นาม คือ ตะวัน การนอนหลบั นกั เรยี น พระศรสี ุริโยทยั นกทาํ หนา๎ ท่เี ปน็ ประธาน
ของประโยค
การพักผอํ น จดหมาย ความกล๎าหาญ อาหาร ทําหนา๎ ทเี่ ปน็ กรรมของประโยค มนุษย๑ ทํา
หนา๎ ทเ่ี ป็นกรรมรอง
11. นักเรยี นทาํ แบบฝกึ หัด
ขน้ั ที่ 4 ขนั้ สอ่ื สารและนาํ เสนอ
12. นกั เรยี นนาํ เสนอคํานามตามกลํมุ ที่จบั ฉลากไว๎ โดยครูใชไ๎ มเ๎ รียกเลขท่ี เพือ่ ให๎

นักเรยี นนาํ เสนอทลี ะกลํมุ และรํวมกนั แสดงความคิดเหน็ และรวบรวมเป็นเลมํ ไวท๎ ี่มุมห๎องเรยี น
ใหเ๎ พอ่ื นๆไดอ๎ ําน
ขนั้ ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพม่ิ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

13. นกั เรยี นรวํ มกนั แสดงความคิด โดยครูใชค๎ ําถามในสงั คมไดอ๎ ยาํ งไร
- นักเรยี นสามารถนําความรูเ๎ กีย่ วกบั เรื่องทเ่ี รียนไปใชป๎ ระโยชนใ๑ นสังคมไดอ๎ ยํางไร

6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู๎

การประเมิน วิธีการ เคร่ืองมอื
ดา๎ นความร๎ู (K) -การตอบคําถาม -คาํ ถาม
ดา๎ นทกั ษะและกระบวนการ (P) -ทาํ แบบฝกึ หัด -แบบฝกึ หัด
-ทักษะการอาํ นในใจ -แบบประเมนิ การอํานในใจ
ดา๎ นคุณธรรม จริยธรรมและคาํ นยิ ม (A) -ทักษะการเขยี น -แบบประเมินการคัดลายมือ
-ทกั ษะการวิเคราะห๑ -แบบฝึกหัด คําถาม
-สงั เกตพฤตกิ รรมในการรวํ มกจิ กรรม -แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
การทํางานกลํุม
-สังเกตพฤติกรรมการรํวมกิจกรรม -แบบสงั เกตพฤติกรรม

7. สอื่ /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นรู๎ 2. แผนภมู เิ พลงชาวประมง
1. หนงั สอื เรียนภาษาพาทีชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 4. ใบความรูเ๎ รือ่ งคํานาม
3. แถบประโยค 6. พจนานุกรม
5. บตั รคาํ คํานาม

8. กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

vลvงชอื่ .............................................ครูผส๎ู อน ลงชื่อ...................................................ฝาุ ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชือ่ ................................................... ผู๎บริหาร
(...........................................................)

แบบบนั ทกึ คะแนนพฤตกิ รรมการอาํ นในใจ

เกณฑก๑ ารให๎คะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรบั ปรุง ให๎ 0
เกณฑ๑การประเมิน การผาํ นการประเมินทกุ รายการต๎องได๎ 1 ข้นึ ไป

รายการประเมนิ

เลขท่ี ชอื่ – สกลุ การวาง/ ัจบหนังสือไ ๎ด หมาย
ถูมีกส ๎ตมาองธิในการอําน เหตุ
การกวาดสายตาในการอําน
ไ ํม ี้ชตาม ัตวอักษร ่ีท ํอาน
ไมํสายหน๎าไปมาขณะ ํอาน
คะแนนรวม 10 คะแนน
สรุป ผําน / ไมํผําน

ข๎อเสนอแนะเพ่มิ เตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………

( ลงชอื่ ) …………………………………………………….… ผปู๎ ระเมิน ( ครผู สู๎ อน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….

แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี น

เกณฑก๑ ารใหค๎ ะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรบั ปรงุ ให๎ 0
เกณฑก๑ ารประเมิน การผาํ นการประเมนิ ทุกรายการต๎องได๎ 1 ขนึ้ ไป

ขอ๎ รายการประเมนิ คะแนน สรปุ หมายเหตุ
ที่ได๎ ผาํ น ไมผํ าํ น

1 การวางแผน
2 ความกระตือรอื ร๎น
3 การแสดงความคิดเห็น
4 มมี ารยาทในการพดู
5 มมี ารยาทในการฟ๓ง

รวมคะแนน

ประเมินกลมุํ ท่ี
……………………………………………………………………………………………………………
ข๎อเสนอแนะเพม่ิ เตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………....

( ลงชอ่ื ) …………………………………………………….… ผ๎ูประเมนิ ( ครผู ๎ูสอน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….

เพลงชาวประมง ไมทํ ราบนามผแ๎ู ตงํ

บิดาเปน็ ชาวประมง
พ่ีชายเป็นชาวประมง
ไชโยแล๎วกต็ รง รบี ลงเรือจะไปทะเล
พี่ชายเป็นคนจับปลา บดิ าเปน็ คนพายเรือ
ไชโยเหน็ ในเรือ จบั ปลาไดม๎ าสมคะเน
หมกึ ทู กระเบน กุเลา
จวด เกา๐ กะพง อนิ ทรี
ไชโย ฉนั ยนิ ดี
รวบรวมปลามาได๎มากมาย

แถบประโยค

ตะวันขน้ึ
การนอนหลับเป็นการพกั ผอํ น
นักเรียนเขยี นจดหมาย
พระศรสี รุ ิโยทัยมคี วามกลา๎ หาญ
นกเปน็ อาหารของมนุษย๑

เรอื่ ง คาํ นาม
คํานาม คือ คําท่ีใช๎เรียกชื่อคน สัตว๑ สิ่งของ เวลา สถานท่ี และการแสดงกริยาอาการตํางๆ คํานาม
แบงํ เปน็ 5 ชนิด คอื 1. คํา นามท่ีเป็นช่ือของคน สัตว๑ ส่ิงของ สถานที่ท่ัวๆ ไป ไมํเฉพาะเจาะจง เรียกวํา
สามานยนาม (นามท่วั ไป) เชํน คน เดก็ กวาง สุนขั หญ๎า บ๎าน ดนิ สอ กระเป๋า ดอกไม๎ เป็นต๎น
2. คาํ นามท่เี ป็นช่ือเฉพาะ (นามเฉพาะ) ของคน สตั ว๑ ส่ิงของ และสถานท่ี เรยี กวํา วิสามานยนาม เชํน
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยําเหลํ ประเทศมาเลเซยี โรงเรยี นเทศบาลบา๎ นยํานยาว กระทรวงศกึ ษาธกิ าร วันศุกร๑ สดุ
สาคร นราธวิ าส สนุ ทรภํู เด็กหญงิ พลอย
3.คํานามทใี่ ช๎ประกอบนามอนื่ เพื่อแสดงรปู ลักษณะ ขนาดของนามนั้นให๎
ชัดเจนยงิ่ ขึน้ เรียกวาํ ลักษณนาม เชํน รถ 1 คัน เส่อื 1 ผนื เรอื 2 ลํา เบด็ 2 อนั นา 3 แปลง ภเู ขา 4 ลูก ช๎าง 1
โขลง, 1 เชอื ก หนังสอื 3 กอง, 3 เลมํ
4. คาํ นามที่แสดงหมวดหมขูํ องนามอ่นื คือของคน สัตว๑ ส่ิงของ และสถานท่ที ี่รวมกันอยมูํ ากๆ มกั อยูหํ น๎า
คาํ นาม เรียกวํา สมุหนาม เชํนคนหลายคน เรยี กวาํ หมคํู น หรอื กลมุํ คน ชา๎ งหลายเชอื ก เรียกวาํ โขลงช๎าง นก
หลายตวั เรียกวาํ ฝูงนกหนังสอื หลายเลมํ เรียกวาํ กองหนังสอื
5. คาํ นามทใ่ี ชเ๎ รียกกริยาอาการ และความร๎ูสึกตํางๆ ซ่งึ เกดิ จากกริยา หรือ คําวเิ ศษณ๑ที่มี “การ” หรือ
“ความ” นาํ หนา๎ หรอื เรยี กวํา อาการนาม เชํน การยืนการนง่ั การเดิน ความรู๎สกึ ความโกรธ ความเกลียด เปน็
ตน๎
ขอ๎ ควรสังเกต เรามักใช๎ “การ” นําหน๎าคํากริยาทแ่ี สดงความเปน็ ไปทางกายและวาจา
เชนํ การว่งิ การพูด และใช๎ “ความ” นาํ หนา๎ คํากรยิ าที่แสดงความเปน็ ไปทางจติ ใจ ความคดิ และคําวิเศษณ๑ เชํน
ความรกั ความดี ความรส๎ู ึก

สัปดาห๑ท่ี 2

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู๎

ภาคเรยี นท.่ี .…2…../…………..... ชอื่ ผสู๎ อน ……………………………………………………..
กลมุํ สาระการเรยี นร๎ู ภาษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปที …่ี …6..... จํานวน……5….คาบ
หนวํ ยการเรยี นรทู๎ ี่ ..……9..…. เรอื่ ง.................ครืน้ เครงเพลงพนื้ บา๎ น...................

1. มาตรฐานการเรยี นร/ู๎ ตวั ชวี้ ดั

มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใช๎กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ยํอความ และเขียนเร่ืองราวในรูปแบบตําง ๆ
เขยี นรายงานข๎อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค๎นควา๎ อยาํ งมีประสทิ ธภิ าพ

ตัวชีว้ ัดท่ี ป 6/2 เขยี นส่อื สารโดยใช๎คําได๎ถกู ต๎อง ชัดเจน และเหมาะสม
ตวั ชีว้ ัดท่ี ป 6/9 มีมารยาทในการเขยี น
มาตรฐานที่ ท 5.1 เข๎าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ๑วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอยํางเห็นคุณคํา และ
นาํ มาประยุกตใ๑ ช๎ในชวี ิตจรงิ
ตัวชี้วัดที่ ป 6/1 แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดหี รอื วรรณกรรมทอ่ี ําน
ตัวชี้วัดที่ ป 6/4 ทอํ งจําบทอาขยานตามทกี่ ําหนดและบทร๎อยกรองที่มคี ณุ คําตามความสนใจ

2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
การอํานจับใจความสําคัญ คอื การอํานเพ่ือจบั ใจความหรือข๎อคิด ความคดิ สาํ คญั หลักของขอ๎ ความ หรอื เรอ่ื งทอ่ี าํ น

การอาํ นจับใจความสาํ คญั ถือเปน็ ทกั ษะสําคญั ท่ใี ช๎ในการอาํ นเพื่อการสื่อสารมากที่สุด เพราะเป็นพ้ืนฐานสําคัญในการศึกษาหา
ความร๎ู จงึ ควรฝึกฝนใหเ๎ กิดความชาํ นาญ

คาํ ขวญั เปน็ ถอ๎ ยคําท่แี ตํงขึ้นเพ่ือเตอื นใจหรือเพ่อื เปน็ สริ ิมงคลแกํชวี ิต มีลักษณะเป็นการเชญิ ชวนหรือขอร๎องใหผ๎ ู๎อาํ นหรือ
ผูฟ๎ ๓งยึดเปน็ แนวทางปฏบิ ัติ เพ่ือให๎เกิดผลดตี อํ ตนเองและสวํ นรวม

คําสร ร พ น าม หมายถึง คําท่ีใช๎แทนคํานามที่กลําวถึงมาแล๎ว เพ่ือจะได๎ไมํต๎องกลําวคํานามนั้นซ้ํา
อีก เชนํ ฉนั เรา ดฉิ ัน กระผม คณุ ทําน เขา มนั ผใู๎ ด น่ี น่ัน อะไร ใคร บ๎าง คําสรรพนามแบํงออกเป็น 6 ชนิด
บรุ ษุ สรรพนาม ประพันธสรรพนาม นยิ มสรรพนาม อนยิ มสรรนาม วภิ าคสรรพนาม ปฤจฉาสรรพนาม

3. จดุ ประสงคก๑ ารเรยี นร๎ู
1.ระบขุ ๎อคิดทไ่ี ด๎จากการทํองจําบทอาขยาน (K)
2.อธิบายเกยี่ วกับคาํ ขวัญทีแ่ ตงํ ได๎ (K)
3. บอกชนิดของคาํ สรรพนามในประโยคได๎ถกู ตอ๎ ง (K)
4. แตงํ ประโยคโดยใช๎คาํ สรรพนามแตํละชนิดได๎ถูกต๎อง (K)
5. ทอํ งจาํ บทอาขยาน (P)
6. แตงํ คําขวัญตามเนื้อเร่ืองทสี่ นใจได๎ (P)

7. ใชค๎ ําสรรพนามแตํละชนดิ เรียบเรยี งประโยคหรอื เร่อื งราวไดถ๎ ูกต๎องเหมาะสม (P)
8. ใช๎ทักษะทางภาษาเปน็ เครอื่ งมอื ในการเรียน การแสวงหาความรู๎ และการดาํ รงชวี ิตอยรํู ํวมกนั ในสังคมได๎ (P)
9. ตระหนักในความสาํ คญั ของขอ๎ คิดที่ได๎จากการทํองจาํ บทอาขยาน (A)
10. เหน็ ประโยชนข๑ องการแตํงคาํ ขวัญ (A)

4. สาระการเรยี นร๎ู สาระการเรยี นรทู๎ อ๎ งถนิ่
สาระการเรยี นรแ๎ู กนกลาง

1.ระบุขอ๎ คิดทไี่ ด๎จากการทํองจําบทอาขยาน
2.อธบิ ายเกย่ี วกับคาํ ขวญั ทีแ่ ตงํ ได๎
3. บอกชนิดของคําสรรพนามในประโยคไดถ๎ กู ต๎อง
4. แตํงประโยคโดยใช๎คาํ สรรพนามแตํละชนิดไดถ๎ ูกต๎อง

5. กิจกรรมการเรยี นรู๎ กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบที่ การอาํ นจบั ใจความบทอาขยาน (คาบท่ี 1)
สาระสาํ คญั
คาบที่ 1
การอํานจบั ใจความสาํ คัญ คอื การอาํ นเพอ่ื จับใจความหรือข๎อคดิ ความคิดสําคญั หลัก
การอําน ของข๎อความ หรือเรื่องที่อําน การอํานจบั ใจความสาํ คญั ถือเปน็ ทกั ษะสาํ คัญที่ใชใ๎ นการอํานเพ่อื
จบั ใจความ การส่ือสารมากท่ีสุด เพราะเป็นพ้นื ฐานสําคัญในการศึกษาหาความร๎ู จึงควรฝกึ ฝนใหเ๎ กิดความ
บทอาขยาน ชํานาญ
ขนั้ ที่ 1ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู

1. ครเู ปดิ บทอาขยาน “ผ๎ชู นะ” ใหน๎ กั เรยี นฟ๓ง
2. ครูและนักเรยี นรวํ มกันสนทนา โดยใชค๎ าํ ถามกระตน๎ุ ความคดิ ดังนี้

- ในการปฏิบตั ิตนให๎ประสบความสาํ เรจ็ ในชวี ติ นักเรียนมหี ลักในการดําเนิน
ชีวติ อยํางไร

นักเรียนชํวยกนั ตอบ เพอ่ื โยงเข๎าสํสู าระการเรียนร๎ู นักเรียนทบทวนเก่ียวกบั การ
อาํ นจับใจความสาํ คัญโดยครูใชค๎ ําถามดงั นี้

- การอํานสรปุ ใจความ คอื อะไร
- นักเรียนใช๎ทักษะอะไรบา๎ งในการอาํ นสรปุ ใจความ
ในการตอบคาํ ถามให๎ครูใช๎ไม๎เรยี กเลขที่ เพือ่ ให๎นกั เรียนตอบท่ลี ะคน โดยคําถามกอํ น
เรียกเลขทีเ่ พ่อื ใหท๎ กุ คนได๎คิด
3. นกั เรียนเข๎ากลมํุ ศึกษาบทอาขยาน “ผูช๎ นะ” โดยใชค๎ ําถามตํอไปน้ี
- ในการปฏิบตั ติ นใหป๎ ระสบความสาํ เร็จในชีวิต นักเรยี นมีหลักในการดาํ เนิน
ชีวิตอยํางไร

คาบที่ 2-3 ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
คาํ ขวญั 4. นกั เรยี นแตํละกลํมุ รํวมกนั วเิ คราะหเ๑ กย่ี วกับบทอาขยานท่ีอําน โดยครูใช๎คําถามดงั นี้
- ในการปฏบิ ัตติ นให๎ประสบความสําเร็จในชีวิต นักเรยี นมีหลกั ในการดําเนนิ

ชีวติ อยาํ งไร
- จากเร่ืองท่ีอาํ นนักเรยี นได๎ขอ๎ คดิ อะไรบ๎าง

5. นักเรยี นแตํละกลมุํ คดิ ประเมินเพือ่ เพิม่ คุณคาํ โดยครใู ช๎คําถามดงั ตํอไปนี้
- จากการศึกษาบทอาขยานนกั เรียนสามารถนําไปใช๎ประโยชนใ๑ น

ชีวติ ประจําวนั ไดอ๎ ยาํ งไร
ขน้ั ท่ี 3 ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ

6. นักเรยี นเข๎ากลมุํ ทํากจิ กรรมการตัง้ คําถามและตอบคาํ ถามจากเรื่องที่อําน กลํมุ ละ 5
ข๎อ
กติกาในการตงั้ คาํ ถาม คณุ ครูแบงํ จํานนวนหนา๎ ที่แตลํ ะกลมํุ จะต๎องรบั ผดิ ชอบในการตงั้ คาํ ถาม
เพื่อปอู งกันไมํให๎คาํ ถามแตลํ ะกลุํมไมํใหซ๎ ้ํากนั

7. นักเรยี นรวํ มกนั สรปุ ข๎อคิดท่ไี ด๎จากการอาํ น
ขน้ั ท่ี 4 ขน้ั สอื่ สารและนาํ เสนอ

8. นกั เรียนแตํละกลํมุ นําเสนอคําถามหน๎าช้นั เรียน แล๎วใหเ๎ พอ่ื นตอบ
ขน้ั ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพม่ิ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

9. นกั เรียนรํวมกนั แสดงความคิด โดยครูใชค๎ ําถามในสงั คมได๎อยาํ งไร
-นกั เรียนสามารถนําความรเ๎ู กี่ยวกับเรื่องท่ีเรียนไปใชป๎ ระโยชนใ๑ นสงั คมได๎

อยํางไร
การเขยี นคาํ ขวญั (คาบที่ 2-3)
สาระสาํ คญั

คาํ ขวญั เปน็ ถอ๎ ยคาํ ทแ่ี ตงํ ขน้ึ เพือ่ เตอื นใจหรอื เพ่ือเป็นสิริมงคลแกชํ ีวติ มีลกั ษณะเป็น
การเชิญชวนหรอื ขอรอ๎ งให๎ผอ๎ู าํ นหรอื ผฟู๎ ง๓ ยดึ เป็นแนวทางปฏิบตั ิ เพอื่ ให๎เกิดผลดตี อํ ตนเองและ
สํวนรวม
ขนั้ ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู

1. ครูใหน๎ กั เรยี นแตลํ ะกลํมุ รวํ มกนั แขํงขันตอบคาํ ถามคาํ ขวัญประจําจงั หวดั ตํางๆ
2. นักเรยี นชํวยกนั บอกคําขวัญประจาํ จังหวดั ของตนเอง ครูเขียนบนกระดาน แลว๎ ให๎
นกั เรียนสงั เกตจาํ นวนคาํ ที่ใชส๎ มั ผัสระหวาํ งวรรค และสาระสาํ คญั ของคําขวญั
3. ครใู หน๎ ักเรยี นแตํละกลํุมศึกษาและสืบคน๎ ความร๎ูเร่อื ง การเขยี นคาํ ขวญั จากหนังสือ
เรยี นแลว๎ รํวมกันสนทนาโดยครใู ช๎คําถามดงั นี้

- คําขวญั หมายถงึ
- ลักษณะคําขวัญท่ีดี
- หลกั การเขยี นคําขวัญที่ดี
ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
4. สมาชิกแตํละกลํุมรวํ มกันวิเคราะหว๑ างแผนในการศกึ ษาและสืบคน๎ ข๎อมูลความรู๎

คาบที่ 4-5 เร่อื ง การเขยี นคําขวัญ จากหนงั สือเรยี น และห๎องสมดุ และศกึ ษาขอ๎ มูลเพิ่มเติมจากใบความรู๎
คําสรรพนาม เรอ่ื ง เรยี นรู๎การเขยี นคําขวญั

5. นกั เรียนคดิ ประเมนิ เพ่อื เพมิ่ คุณคาํ โดยครูถามคําถามดังน้ี
- นกั เรียนสามารถนําส่ิงที่เรยี นไปประยุกต๑ใช๎ในชวี ิตประจําวนั อยาํ งไร

ขนั้ ที่ 3ขนั้ ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. สมาชกิ แตํละคนในกลํมุ นําความรู๎ท่ีไดจ๎ ากการสบื คน๎ เร่อื ง การเขียนคาํ ขวัญ มา

อภิปรายรํวมกนั ในกลมุํ
7. ครใู หแ๎ ตํละกลมํุ เขียนคําขวญั รณรงค๑ลดภาวะโลกร๎อน เสร็จแลว๎ ใหต๎ วั แทนแตํละ

กลุมํ ออกมานําเสนอผลงาน
8. นักเรียนรํวมกนั สรุปความสาํ คัญจากเขยี นคําขวญั

ขน้ั ที่ 4 ขน้ั สอ่ื สารและนาํ เสนอ
9. ตัวแทนของแตํละกลุํมออกมานาํ เสนอผลงานท่หี นา๎ ชนั้ เรียน แลว๎ ให๎เพือ่ นกลมุํ อื่นๆ
ติชมผลงานอยํางสร๎างสรรค๑ สมาชิกแตํละกลุมํ รวํ มกนั พิจารณาถงึ ความถกู ต๎อง เหมาะสม
จากขอ๎ เสนอแนะ และชวํ ยกนั แกไ๎ ขขอ๎ บกพรอํ ง เพอ่ื ให๎คําขวญั มีความสมบูรณ๑มากยงิ่ ข้นึ

ขน้ั ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
10. นักเรยี นรวํ มกันแสดงความคดิ โดยครใู ช๎คําถามในสังคมได๎อยาํ งไร
- นกั เรยี นสามารถนาํ ความรู๎เก่ียวกับเรื่องทเ่ี รยี นไปใช๎ประโยชนใ๑ นสังคมได๎

อยํางไร
คําสรรพนาม (คาบท่ี 4-5)
สาระสาํ คญั

คาํ สรรพนาม หมายถึง คําท่ใี ช๎แทนคาํ นามที่กลาํ วถึงมาแลว๎ เพื่อจะไดไ๎ มํต๎องกลาํ ว
คํานามนน้ั ซํ้าอกี เชํน ฉนั เรา ดฉิ นั กระผม คุณ ทาํ น เขา มัน ผใ๎ู ด น่ี นนั่ อะไร
ใคร บา๎ ง คําสรรพนามแบํงออกเป็น 6 ชนิด 1.บรุ ษุ สรรพนาม 2.ประพนั ธสรรพนาม
3.นิยมสรรพนาม 4.อนยิ มสรรนาม 5.วิภาคสรรพนาม 6.ปฤจฉาสรรพนาม

ขน้ั ท่ี 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
1.ให๎นกั เรียนฟ๓งข๎อความจากเพ่อื นทคี่ รูเตรยี มมาใหอ๎ ํานและจดคําท่ีใช๎ซ้ํา ๆ กัน จากนนั้

ดขู ๎อความเดิม ที่แก๎ไขคําท่ใี ช๎ซ้ํา ๆ กนั จากแผนภูมเิ ปรียบเทยี บความแตกตําง แลว๎ สนทนาลกั ษณะ

ของคําสรรพนามและ ครอู ธิบายเพมิ่ เตมิ

2. นักเรยี นศึกษาเร่ืองคาํ สรรพนาม แลว๎ รํวมสนทนาโดยใช๎คําถามดังน้ี
- คาํ สรรพนาม หมายถึงอะไร
- คาํ สรรพนามแบํงเป็นกี่ประเภท

ข้นั ท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ

3. ให๎นักเรยี นดภู าพแลว๎ รํวมกนั เตมิ คาํ พูดโดยใช๎คําสรรพนามบุรษุ ที่ ๑ ทีเ่ หมาะสม

4. ให๎ตัวแทนนกั เรยี นออกมาแสดงบทบาทสมมุตจิ ากบทสนทนาทค่ี รูกําหนด แลว๎

รวํ มกันบอกคาํ ทเ่ี ปน็ สรรพนามบรุ ษุ ที่ 2
5. ให๎นักเรียนรํวมกนั แตํงประโยคโดยใช๎คาํ แทนผ๎ูทถ่ี กู กลําวถึง ครูและนกั เรยี นรวํ มกัน

ตรวจสอบ ความถูกตอ๎ ง
6. ใหน๎ กั เรียนแบํงกลํุมจาํ แนกคําบุรุษสรรพนามจากขอ๎ ความทค่ี รูกาํ หนด แลว๎ สงํ

ตัวแทนนาํ เสนอ หน๎าชัน้ เรียน รวํ มกันตรวจสอบความถูกตอ๎ ง
7. ใหน๎ กั เรยี นแบํงกลํุมแก๎ไขประโยคจากแถบประโยค โดยใหม๎ ีคาํ สรรพนามเชือ่ ม

ประโยคหรือ ประพันธสรรพนาม ออกมานําเสนอหน๎าชั้นเรียน ครูและนักเรียนรวํ มกนั ตรวจสอบ
ความถูกตอ๎ ง

8. ให๎นักเรียนแตงํ ประโยคจากภาพท่กี ําหนดให๎ โดยใหม๎ ีคําวํา ตําง บ๎าง กนั ครูและ
นกั เรียนรวํ มกนั ตรวจสอบความถกู ตอ๎ ง

9. ใหน๎ กั เรยี นอํานขาํ วเหตกุ ารณ๑หรอื บทความท่ีให๎ความรตู๎ ําง ๆ จากหนังสอื ตาํ ง ๆ
จากนัน้ ค๎นหาคาํ สรรพนามแยกฝาุ ยและสรรพนามเชื่อมประโยค

10. ใหน๎ ักเรยี นแบํงกลมํุ จาํ แนกคาํ สรรพนามช้เี ฉพาะและสรรพนามจากขําวหรอื บทความ
แล๎วรํวมกนั ตรวจสอบความถกู ต๎อง

11. ให๎ทุกคนชํวยกนั พิจารณาความถกู ต๎องของคาํ สรรพนาม
12. นกั เรยี นแตลํ ะกลุมํ คิดประเมนิ เพื่อเพิ่มคุณคําโดยครูใช๎คําถามดงั ตอํ ไปนี้

-จากการศกึ ษาเรื่องคาํ นามนักเรียนสามารถนาํ ไปใช๎ประโยชนใ๑ น
ชีวิตประจาํ วันไดอ๎ ยํางไร
ขน้ั ที่ 3 ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ัติ

13. ใหน๎ ักเรียนแบํงกลุํมต้ังคาํ ถามใหม๎ คี ําสรรพนามตวั แทนกลุมํ ออกมานาํ เสนอทั้งท่ี
เปน็ คําถามและคาํ ตอบ แล๎วรวํ มกนั ตรวจสอบความถูกตอ๎ ง

14. นักเรยี นฝึกอํานคําสรรพนามจากบัตรคํา
15. ใหน๎ ักเรียนทําใบงาน เรอ่ื ง คาํ สรรพนาม แล๎วรวํ มกันกันตรวจสอ
ความถกู ต๎อง
16. นกั เรยี นและครรู ํวมกันสรปุ ความร๎ูเรอื่ ง คําสรรพนาม
17. ใหน๎ กั เรยี นทําใบงาน เร่อื ง คาํ สรรพนาม แล๎วรํวมกนั กันตรวจสอบความถกู ต๎อง
ขน้ั ท่ี 4 ขน้ั สอ่ื สารและนาํ เสนอ
18. นกั เรยี นนําเสนอคําสรรพนามตามกลํุมทจ่ี ับฉลากไว๎ โดยครูใช๎ไม๎เรยี กเลขท่ี เพ่อื ให๎
นกั เรยี นนําเสนอทลี ะกลํมุ และรวํ มกนั แสดงความคิดเหน็ และรวบรวมเป็นเลมํ ไว๎ท่มี มุ หอ๎ งเรียน
ใหเ๎ พือ่ นๆได๎อําน

ขนั้ ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ เพอ่ื เพม่ิ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
19. นักเรยี นรวํ มกนั แสดงความคดิ โดยครูใช๎คําถามในสังคมไดอ๎ ยํางไร
- นกั เรียนสามารถนําความรเู๎ กย่ี วกับเรือ่ งทเี่ รยี นไปใชป๎ ระโยชนใ๑ นสังคมได๎

อยํางไร

6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู๎ วิธีการ เครื่องมอื
การประเมนิ -การตอบคําถาม -คาํ ถาม
-ทาํ แบบฝกึ หดั -แบบฝกึ หัด
ด๎านความร๎ู (K) -ทกั ษะการอํานบทอาขยาน -แบบประเมนิ การอาํ นบทอาขยาน
-ทักษะการเขยี น -แบบประเมนิ การเขยี นคําขวญั
ดา๎ นทักษะและกระบวนการ (P) -ทักษะการวิเคราะห๑ -แบบฝกึ หัด คาํ ถาม
-สงั เกตพฤตกิ รรมในการรํวมกจิ กรรม -แบบสังเกตพฤติกรรม
ด๎านคณุ ธรรม จริยธรรมและคํานยิ ม (A) การทาํ งานกลมํุ
-สังเกตพฤติกรรมการรวํ มกจิ กรรม -แบบสังเกตพฤตกิ รรม

7. สอ่ื /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นรู๎ 2. แถบประโยค
1. หนงั สอื เรยี นภาษาพาทชี นั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 4. บตั รคําคําสรรพนาม
3. ใบความร๎เู รือ่ งคาํ สรรพนาม 6. พจนานุกรม
5. ใบความรูเ๎ ร่อื งคําขวญั

8. กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

ลงชือ่ .............................................ครผู ูส๎ อน ลงชอ่ื ...................................................ฝาุ ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชอ่ื ................................................... ผู๎บรหิ าร
(...........................................................)

แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี น

เกณฑ๑การใหค๎ ะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรบั ปรงุ ให๎ 0
เกณฑก๑ ารประเมนิ การผํานการประเมินทุกรายการตอ๎ งได๎ 1 ขนึ้ ไป

ขอ๎ รายการประเมนิ คะแนน สรปุ หมายเหตุ
ที่ได๎ ผาํ น ไมผํ าํ น

1 การวางแผน
2 ความกระตอื รือร๎น
3 การแสดงความคิดเห็น
4 มีมารยาทในการพูด
5 มมี ารยาทในการฟง๓

รวมคะแนน

ประเมนิ กลํุมท่ี
……………………………………………………………………………………………………………
ข๎อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

( ลงช่อื ) …………………………………………………….… ผู๎ประเมิน ( ครผู ู๎สอน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….

ใบความร๎ูเรื่อง เรียนรู๎การเขียนคาํ ขวัญ

คาํ ขวญั คือข๎อความส้ันๆ เขียนด๎วยถอ๎ ยคําที่เลือกสรรเป็นพเิ ศษเพ่ือใหป๎ ระทบั ใจผฟู๎ ๓ง จูงใจให๎คิด
หรือปฏบิ ัติ ประโยชนข๑ องคาํ ขวัญ คือ ใช๎เป็นเครอื่ งเตือนใจให๎ปฏิบัติตาม
องคป๑ ระกอบของคาํ ขวญั

1. ความมุํงหมายหรอื แนวคดิ
2. ขอ๎ ความหรือเนื้อหา
3. การใช๎ถอ๎ ยคําภาษา
ลกั ษณะของคาํ ขวญั ทดี่ ี
1. มเี จตนาทีด่ ีตอํ ผูฟ๎ ๓ง ผู๎ปฏิบัตหิ รือผลประโยชนข๑ องสวํ นรวม เชํน คําขวัญเชิญชวนใหป๎ ระหยดั น้ํา
ประหยดั ไฟ ฯลฯ
2. มีเปูาหมายชดั เจนเพียงเปูาหมายเดียว เชนํ เพื่อให๎ชํวยรกั ษาความสะอาดของโรงเรียน
3. มเี นือ้ หาครอบคลมุ เปูาหมาย
4. มีสัมผสั คล๎องจอง ไพเราะ สละสลวย และมีพลังโน๎มนา๎ วใจผฟ๎ู ๓งให๎จาํ และปฏิบตั ติ าม
การเขยี นคําขวญั

ลกั ษณะของคําขวัญทีด่ ี คือ ตอ๎ งเปน็ ขอ๎ ความส้ันๆ ไพเราะ มพี ลังในการโนม๎ น๎าวใจสูง
เขียนครอบคลุมเปาู หมายท่ีกําหนดไวอ๎ ยํางชัดเจน มขี น้ั ตอนดงั น้ี

1. ข้นั เตรยี ม
- กาํ หนดจุดมํุงหมายใหช๎ ดั เจนวําจะให๎ผฟ๎ู ๓งคิดหรือปฏิบัตเิ ร่ืองอะไร อยาํ งไร
- กาํ หนดกลุมํ ผใู๎ ช๎คําขวัญวาํ เป็นคนกลุํมใด เชนํ คําขวญั สําหรบั เด็กตอ๎ งเขยี นให๎งํายกวําคําขวญั
สาํ หรบั ผใ๎ู หญํ
- ศึกษา และรวบรวมความรู๎เก่ยี วกบั เรื่องที่จะเขียนคาํ ขวัญ

2. ขน้ั ลงมอื เขยี น
- เรียบเรยี งข๎อความท่ีจะเขยี นเป็นร๎อยแก๎ว ใหม๎ ีเน้อื หาครอบคลุมเปาู หมายท่ีกาํ หนดไว๎
- เรียบเรยี งข๎อความ แลว๎ เลอื กคําท่มี สี มั ผัสและมีพลังโน๎มน๎าวใจ โดยลองเขียนหลายๆ ข๎อความ
แล๎วตดั ขอ๎ ความทไ่ี มเํ หมาะสมออกไป จนเหลอื ขอ๎ ความท่ีพอใจและที่ดีท่ีสดุ ไว๎ขัน้ ตรวจทาน
นาํ คําขวัญที่ไดม๎ าตรวจทานการใช๎คําที่ถูกตอ๎ งตามความหมาย และการเขียน

ใบงานเรอ่ื งคาํ สรรพนาม

1. ปุาไม๎เป็นทรพั ยากรอนั มคี าํ ยิง่ ของประเทศ
คําสรรพนาม คอื ________________________________________
ชนิดของคาํ สรรพนาม คอื _________________________________

2. ใครเปน็ ผ๎ูคิดประดษิ ฐ๑อักษรไทย
คําสรรพนาม คอื ________________________________________
ชนดิ ของคําสรรพนาม คือ_________________________________

3. ไมวํ ําลกู ตอ๎ งการอะไรพอํ แมํยํอมหามาให๎ลกู ได๎เสมอ
คาํ สรรพนาม คือ________________________________________
ชนิดของคาํ สรรพนาม คอื _________________________________

4. นักกีฬาบา๎ งก็กาํ ลังฝกึ ซ๎อม บ๎างกพ็ กั ผอํ น
คําสรรพนาม คือ________________________________________
ชนดิ ของคําสรรพนาม คือ_________________________________

5. นน่ั คอื ปอู มวชิ ัยประสิทธ์ิ สรา๎ งขนึ้ ในรชั สมัยสมเด็จพระนารายณม๑ หาราช
คําสรรพนาม คือ______________________________
ชนิดของคาํ สรรพนาม คือ_________________________

ใบความรคู๎ ําสรรพนาม

คาํ สรรพนาม เปน็ คําทใ่ี ชแ๎ ทนคํานามทกี่ ลําวมาแลว๎ เพอ่ื ทําให๎เนือ้ ความมีความสละสลวยย่งิ ขึ้น
ชนิดของคาํ สรรพนาม คาํ สรรพนามแบํงได๎ 6 ชนดิ คือ
1. บุรษุ สรรพนาม เป็นสรรพนามใชแ๎ ทนผู๎พดู ผฟ๎ู ๓ง และผู๎ที่กลําวถงึ

บุรุษท่ี 1 เปน็ บุรษุ สรรพนามทใ่ี ชแ๎ ทนผ๎พู ดู ไดแ๎ กํ ฉัน ขา๎ พเจ๎า กระผม ผม
บรุ ุษท่ี 2 เป็นบุรษุ สรรพนามท่ีใช๎แทนผท๎ู ี่เราพูดดว๎ ย ไดแ๎ กํ เธอ ทําน คุณ ใต๎เท๎า พระคณุ เจ๎า ฝาุ พระบาท แก
บุรษุ ที่ 3 เปน็ บุรษุ สรรพนามท่ีเราพูดถึงหรอื ผู๎พูดกลําวถึงได๎แกํ เขา พระองค๑ พวกเขา มนั
2. ประพนั ธสรรพนาม เป็นสรรพนามทีใ่ ชเ๎ ช่ือมประโยค ทําหน๎าท่ีแทนคํานาม หรือสรรพนามท่ีอยขํู ๎างหน๎า และยังทํา
หน๎าท่ีเชือ่ มประโยคโดยใหป๎ ระโยค 2 ประโยคมคี วามเช่ือมกัน ไดแ๎ กคํ ําวํา ผู๎ ที่ ซง่ึ อัน
เชํน
บคุ คลผไู๎ มํประสงคอ๑ อกนาม บริจาคเงิน 100 บาท
ผ๎หู ญงิ ทอ่ี ยํใู นบ๎านน้ันเปน็ ยําของผม
3. วภิ าคสรรพนาม เป็นสรรพนามบอกความชี้ซํา้ ที่ใชแ๎ ทนนามหรอื สรรพนาม ทีแ่ ยกออกเป็นสวํ นๆ หรอื เปน็ คนๆ หรือ
พวก ไดแ๎ กํ บ๎าง ตําง กัน
เชํน
นกั กฬี าตาํ งดใี จทไ่ี ด๎ชัยชนะ
เดก็ นกั เรยี นบ๎างกอ็ ํานหนงั สอื บา๎ งก็ร๎องเพลง
พี่น๎องคยุ กนั
4. นยิ มสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใชแ๎ ทนนามชีเ้ ฉพาะเจาะจง หรือบอกความใกล๎ไกลท่เี ป็นระยะทางใหผ๎ พ๎ู ูดกับผฟ๎ู ง๓
เขา๎ ใจกัน ได๎แกํคาํ วํา น่ี น่นั โนํน น้ี น้ัน โนน๎
เชนํ
นีเ่ ปน็ กระเป๋าใบท่เี ธอใหฉ๎ นั
โนํนเป็นเทอื กเขาถนนธงชยั
5. อนยิ มสรรพนาม เป็นสรรพนามใช๎แทนนามบอกความไมํชีเ้ ฉพาะเจาะจงท่ีแนํนอนลงไป ได๎แกํ ใคร อะไร ที่ไหน ผูใ๎ ด
บางครง้ั กเ็ ปน็ คําซํา้ ๆ
เชํน
ใครๆ อะไรๆ ไหนๆ เชํน
ใครจะไปกบั คณุ พํอกไ็ ด๎
6. ปฤจฉาสรรพนาม เป็นสรรพนามใชถ๎ ามท่ีใช๎แทนนามท่ีมีเร้ือความเป็นคําถาม เชํน ใคร อะไร ผู๎ใด ไหน ปฤจฉาสรรพ
นามตาํ งกับอนิยมสรรพนาม ก็คอื อนยิ มสรรพนามใชใ๎ นประโยคบอกเลําหรือปฏเิ สธ แตํปฤจฉาสรรพนามใชใ๎ น
ประโยคคาํ ถาม
เชํน
ใครมาหาฉนั
อะไรอยใํู ต๎โต๏ะ

สัปดาห๑ท่ี 3

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นร๎ู

ภาคเรยี นท.่ี .…2…../…………..... ชอื่ ผส๎ู อน ……………………………………………………..
กลมุํ สาระการเรยี นร๎ู ภาษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปที …่ี …6..... จาํ นวน……5….คาบ
หนํวยการเรยี นรทู๎ ี่ ..……10…..… เรอ่ื ง.................ช๎อนกลางสรา๎ งสุขภาพ...................

1. มาตรฐานการเรยี นร/๎ู ตวั ชว้ี ดั

มาตรฐานที่ ท 1.1 ใช๎กระบวนการอํานสรา๎ งความรู๎และความคิดเพอื่ นาํ ไปใชต๎ ัดสนิ ใจ แก๎ป๓ญหาในการดําเนนิ ชีวิตและ
มนี ิสัยรกั การอาํ น

ตัวช้ีวดั ท่ี ป 6/1 อาํ นออกเสียงบทรอ๎ ยแกว๎ และบทร๎อยกรองได๎ถูกต๎อง
ตัวชี้วดั ท่ี ป 6/2 อธิบายความหมายของคํา ประโยคและขอ๎ ความท่เี ป็นโวหาร
ตวั ชี้วดั ที่ ป 6/8 อํานหนังสอื ตามความสนใจและอธบิ ายคณุ คาํ ที่ได๎รับ
ตัวชว้ี ัดที่ ป 6/9 มีมารยาทในการอําน
มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใชก๎ ระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรยี งความ ยํอความ และเขยี นเรื่องราวในรปู แบบตําง ๆ
เขยี นรายงานขอ๎ มูลสารสนเทศและรายงานการศกึ ษาค๎นควา๎ อยาํ งมีประสทิ ธิภาพ
ตวั ชี้วดั ท่ี ป 6/2 เขียนสอ่ื สารโดยใช๎คําได๎ถูกต๎อง ชัดเจน และเหมาะสม
มาตรฐานท่ี ท 3.1 สามารถเลือกฟง๓ และดอู ยาํ งมีวิจารณญาณ และพดู แสดงความร๎ู ความคดิ และความรส๎ู ึกในโอกาส
ตาํ ง ๆ อยํางมวี ิจารณญาณและสรา๎ งสรรค๑
ตวั ชว้ี ัดที่ ป 6/1 พูดแสดงความร๎ู ความเขา๎ ใจ จุดประสงคข๑ องเรอ่ื งทฟ่ี ง๓ และดู
ตัวช้ีวัดท่ี ป 6/2 ต้งั คําถามและตอบคาํ ถาม เชงิ เหตุผลจากเรื่องท่ฟี ง๓ และดู
มาตรฐานที่ ท 5.1 เขา๎ ใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ๑วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอยาํ งเหน็ คณุ คํา และนํามา
ประยกุ ตใ๑ ชใ๎ นชวี ติ จรงิ
ตัวช้วี ดั ที่ ป 6/1 แสดงความคดิ เหน็ จากวรรณคดีหรือวรรณกรรมทีอ่ ําน

2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
การอํานจบั ใจความสาํ คญั คือ การอาํ นเพ่ือจับใจความหรอื ขอ๎ คดิ ความคิดสําคญั หลักของข๎อความ หรอื เรือ่ งท่อี าํ น

การอาํ นจับใจความสาํ คัญ ถือเป็นทักษะสําคญั ทใ่ี ชใ๎ นการอาํ นเพือ่ การสอื่ สารมากทส่ี ดุ เพราะเป็นพ้นื ฐานสําคญั ในการศกึ ษาหา
ความร๎ู จึงควรฝึกฝนให๎เกิดความชํานาญ

การพดู และการเขยี นแสดงความคิดเหน็ เป็นทกั ษะทีส่ ําคญั ในการสือ่ สารในชีวิตประจาํ วนั เราตอ๎ งแสดงความคิดเหน็
เพอ่ื รวํ มกนั ตัดสินใจหรือรํวมปรึกษาเกี่ยวกับเรอื่ งใดเรื่องหนง่ึ กบั ผอ๎ู ่นื การฝกึ พดู และเขยี นแสดงความคดิ เหน็ จะทาํ ให๎กลา๎ แสดง
ความคดิ ของตนให๎ผ๎ูอื่นรบั รู๎

คาํ กรยิ า คือ คาํ ที่แสดงอาการ สภาพ หรือการกระทําของคาํ นาม และคําสรรพนามในประโยค คํากรยิ าบางคําอาจมี
ความหมายสมบรู ณ๑ในตวั เอง บางคําตอ๎ งมีคําอ่นื มาประกอบ และบางคําตอ๎ งไปประกอบคําอืน่ เพ่อื ขยายความ

3. จุดประสงคก๑ ารเรยี นร๎ู
1. อธบิ ายความหมาย และหลกั การอํานจบั ใจความสําคัญ (K)
2. บอกหลักการเขยี นและพูดแสดงความคิดเหน็ ได๎ (K)
3. พดู และเขียนแสดงความร๎ูความคิดเหน็ จากเรื่องทอ่ี าํ นฟง๓ หรอื ดูไดอ๎ ยาํ งเหมาะสม (K)
4. บอกชนดิ ของคาํ กรยิ าในประโยคไดถ๎ ูกต๎อง (K)

5. แตงํ ประโยคโดยใช๎คาํ กริยาแตํละชนดิ ได๎ถกู ต๎อง (K)

6. อาํ นเร่อื งได๎คลํองแคลวํ รวดเร็วและถกู ต๎องตามอกั ขรวธิ ี (P)
7. แยกข๎อเท็จจรงิ และข๎อคดิ เห็นจากเรอ่ื งที่อําน (P)
8. ใช๎ทกั ษะทางภาษาเป็นเคร่อื งมือในการเรยี นการแสวงหาความรู๎และการดํารงชวี ติ อยรูํ ํวมกนั ในสงั คมได๎ (P)
9. ใชค๎ ํากรยิ าแตํละชนิดเรียบเรียงประโยคหรือเรื่องราวได๎ถูกตอ๎ งเหมาะสม (P)
10. ใชท๎ ักษะทางภาษาเป็นเครอื่ งมือในการเรียนการแสวงหาความรแ๎ู ละการดาํ รงชวี ติ อยูรํ ํวมกันในสังคมได๎ (P)
11. เหน็ ความสาํ คญั ของการอํานและมารยาทในการอําน (A)
12. มีมารยาทในการพดู การเขยี น (A)
13. มคี วามสนใจในการเรยี นภาษาไทย (A)

4. สาระการเรยี นร๎ู สาระการเรยี นรทู๎ อ๎ งถน่ิ
สาระการเรยี นรแู๎ กนกลาง

1. อธิบายความหมาย และหลักการอาํ นจบั ใจความสาํ คัญ
2. บอกหลักการเขียนและพูดแสดงความคิดเห็นได๎
3. พดู และเขียนแสดงความร๎ูความคิดเห็นจากเรอ่ื งทอ่ี ํานฟง๓ หรอื ดูได๎
อยํางเหมาะสม
4. บอกชนดิ ของคํากรยิ าในประโยคได๎ถูกตอ๎ ง

5. แตงํ ประโยคโดยใช๎คํากริยาแตํละชนิดได๎ถูกต๎อง

5. กิจกรรมการเรยี นรู๎ กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบที่ การอาํ นจบั ใจความ ( ชอ๎ นกลางสร๎างสขุ ภาพ ) (คาบท่ี 1)
สาระสาํ คญั
คาบที่ 1
การอํานจบั ใจความสาํ คัญ คือ การอาํ นเพือ่ จับใจความหรือข๎อคิด ความคิดสําคญั หลักของ
การอําน
จบั ใจความ ข๎อความ หรือเรอ่ื งท่อี าํ น การอาํ นจับใจความสาํ คัญ ถอื เปน็ ทักษะสําคัญท่ใี ชใ๎ นการอํานเพ่ือการ

สอ่ื สารมากที่สุด เพราะเป็นพน้ื ฐานสาํ คญั ในการศึกษาหาความรู๎ จงึ ควรฝกึ ฝนใหเ๎ กดิ ความชํานาญ

ขนั้ ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครแู ละนักเรียนรํวมกนั สนทนา โดยครใู ช๎คาํ ถามกระตุน๎ ความคดิ ดังนี้
- นกั เรียนเคยมีประสบการณ๑ไปงานเลย้ี งหรือไมํ ไปในโอกาสใดและเป็นงานเล้ยี งแบบใด

คาบที่ 2-3 2. ครูและนกั เรยี นรํวมกนั สนทนา โดยใชค๎ ําถามกระตุน๎ ความคดิ ดังน้ี
- ในชุมชนของนกั เรยี นมีการจดั งานเลย้ี งในโอกาสใดบา๎ ง
การเขยี นและการ
พดู แสดงความ นักเรยี นชํวยกนั ตอบ เพอ่ื โยงเขา๎ สูสํ าระการเรยี นร๎ู นกั เรียนทบทวนเกีย่ วกับการอํานจับใจความ
คิดเหน็ เชงิ วจิ ารณ๑ สาํ คัญโดยครูใชค๎ ําถามดงั นี้

- การอํานสรปุ ใจความ คืออะไร
- นกั เรียนใช๎ทักษะอะไรบา๎ งในการอาํ นสรุปใจความ
ในการตอบคาํ ถามให๎ครูใชไ๎ ม๎เรยี กเลขท่ี เพ่อื ให๎นักเรียนตอบท่ีละคน โดยคําถามกอํ นเรียก
เลขท่ีเพ่ือใหท๎ ุกคนไดค๎ ิด
3. นกั เรียนเข๎ากลมุํ ศกึ ษาเร่อื งช๎อนกลางสรา๎ งสขุ ภาพ โดยใช๎คาํ ถามตอํ ไปน้ี
- โรคไวรสั ตบั อกั เสบ ติดตํอไดอ๎ ยาํ งไร
- บอกวิธกี ารปูองกนั โรคไวรัสตบั อกั เสบ
- ชอ๎ นกลางสรา๎ งสขุ ภาพ ชวํ ยสร๎างสุขภาพได๎อยาํ งไร
ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
4. นักเรยี นแตลํ ะกลุํมรํวมกันวเิ คราะหเ๑ กย่ี วกับเรอ่ื งทอี่ าํ น โดยครใู ช๎คําถามดงั น้ี
- ตวั ละครสาํ คญั ในเร่ืองมใี ครบ๎าง แตํละตวั มีนิสยั อยํางไร
- จากเรือ่ งทอี่ าํ นนักเรยี นได๎ขอ๎ คิดอะไรบ๎าง
5. นกั เรียนแตลํ ะกลํุมคิดประเมินเพ่อื เพ่ิมคุณคําโดยครูใช๎คําถามดังตํอไปนี้
- จากการศึกษาเรือ่ งชอ๎ นกลางสรา๎ งสขุ ภาพนักเรียนสามารถนําไปใช๎ประโยชน๑ใน
ชวี ิตประจําวันไดอ๎ ยาํ งไร
ขน้ั ท่ี 3 ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ัติ
6. นกั เรยี นเข๎ากลํมุ ทาํ กจิ กรรมการต้ังคาํ ถามและตอบคําถามจากเรอื่ งที่อาํ น กลุมํ ละ 5
ข๎อ
กติกาในการต้ังคําถาม คุณครูแบํงจํานนวนหน๎าที่แตลํ ะกลํมุ จะตอ๎ งรับผิดชอบในการตงั้ คาํ ถาม เพ่ือ
ปูองกนั ไมํใหค๎ ําถามแตลํ ะกลุํมไมํใหซ๎ ้าํ กัน
7. นกั เรยี นรวํ มกนั สรุปขอ๎ คดิ ทีไ่ ด๎จากการอาํ น
ขน้ั ท่ี 4 ขน้ั สอื่ สารและนาํ เสนอ
8. นกั เรียนแตํละกลมํุ นําเสนอคําถามหนา๎ ชนั้ เรียน แล๎วให๎เพอื่ นตอบ
ขน้ั ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพม่ิ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
9. นกั เรียนรํวมกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครูใช๎คําถามดังนี้
-นักเรยี นสามารถนาํ ความรู๎เกีย่ วกับเรื่องทเ่ี รยี นไปใชป๎ ระโยชน๑ในสงั คมไดอ๎ ยาํ งไร
การเขยี นและการพดู แสดงความคิดเหน็ เชงิ วจิ ารณ๑ (คาบที่ 2-3)
สาระสาํ คญั
การพดู และการเขียนแสดงความคดิ เหน็ เปน็ ทกั ษะทีส่ าํ คัญในการสือ่ สารในชวี ติ ประจําวัน
เราตอ๎ งแสดงความคิดเหน็ เพือ่ รวํ มกนั ตัดสนิ ใจหรือรวํ มปรึกษาเกีย่ วกบั เร่ืองใดเรื่องหนง่ึ กบั ผู๎อน่ื การ
ฝกึ พูดและเขียนแสดงความคิดเห็นจะทาํ ให๎กล๎าแสดงความคิดของตนใหผ๎ ู๎อืน่ รบั ร๎ู
ขน้ั ที่ 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู

1. ครูเปดิ ซดี ีเพลง รางวลั แดคํ นชํางฝน๓ ใหน๎ ักเรยี นฟง๓ แล๎วให๎นกั เรียนแสดงความคิดเหน็
เก่ยี วกบั เพลงทฟี่ ง๓

2. นกั เรยี นศกึ ษาความรู๎เกีย่ วกับหลกั การเขยี นแสดงความคิดเหน็ รวํ มสนทนาโดยครใู ช๎
คาํ ถามตํอไปน้ี

- บอกหลักการพดู และการเขยี นแสดงความคิดเห็น
- การแสดงความคิดเห็น ควรจะเสนอแนวทางแก๎ไขดว๎ ยหรือไมํ เพราะเหตุใด
- ขอ๎ มูลหรอื หลักฐานอา๎ งอิง มีประโยชนต๑ อํ การแสดงความคิดเหน็ อยํางไร
- การแสดงความคิดเหน็ ทกุ ครงั้ จะตอ๎ งมุงํ เพอื่ เอาชนะเทํานั้น ถกู ต๎อง
หรือไมํ อยํางไร
ขนั้ ที่ 2 ขน้ั คดิ วิเคราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. นกั เรียนศึกษาตัวอยาํ งบทความแลว๎ รวํ มกนั วเิ คราะห๑เกีย่ วกบั หลกั การเขยี นแสดงความ
คดิ เหน็ จากตวั อยําง
4. นกั เรียนคดิ ประเมนิ เพ่อื เพม่ิ คุณคาํ โดยครถู ามคําถามดังนี้
- นักเรียนสามารถนาํ สิ่งทเี่ รยี นไปประยุกต๑ใชใ๎ นชีวิตประจําวันอยํางไร
ขน้ั ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ตั ิ
5. นักเรยี นเขา๎ กลํุมทํากจิ กรรมการพูดและการเขียนแสดงความคิดเหน็ เรอ่ื ง เหน็ ด๎วย
หรือไมํแลว๎ นําเสนอหน๎าชน้ั เรยี น
6. นักเรยี นรํวมกนั สรุปการพูดและการเขียนแสดงความคิดเหน็
ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ
7. นักเรยี นแตํละกลมุํ นําเสนอกิจกรรมผลงานหน๎าชนั้ เรยี น เพื่อนกลุํมอื่นแสดงความ
คดิ เหน็
8. นักเรยี นรวบรวมเลํมการเขยี นแสดงความคิดเห็นไว๎ท่มี ุมห๎องเพ่อื ใหเ๎ พ่อื นๆได๎ศกึ ษา
ตอํ ไป
ขนั้ ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
9. นักเรยี นรวํ มกนั แสดงความคดิ โดยครใู ช๎คําถามในสังคมได๎อยํางไร
- นักเรียนสามารถนําความร๎ูเกี่ยวกับเรอื่ งที่เรียนไปใชป๎ ระโยชน๑ในสังคมไดอ๎ ยํางไร

คาบท่ี 4-5 คาํ กรยิ า (คาบท่ี 4-5)
คํากรยิ า สาระสาํ คญั

คํากรยิ า คือ คําทแี่ สดงอาการ สภาพ หรอื การกระทําของคํานาม และคําสรรพนามใน
ประโยค คํากรยิ าบางคําอาจมีความหมายสมบรู ณ๑ในตัวเอง บางคําต๎องมีคําอ่นื มาประกอบ และบาง
คําต๎องไปประกอบคําอื่นเพ่ือขยายความ
.คํากรยิ า แบงํ ออกเปน็ 4 ชนดิ คอื

1. สกรรมกริยา
2. อกรรมกริยา
3. วกิ ตรรถกรยิ า

4. กริยาอนเุ คราะห๑

ขน้ั ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. ใหน๎ กั เรยี นอาสาสมัครออกมาทําทําคํากริยาไมํต๎องการกรรมตามบตั รคําทค่ี รกู าํ หนด

แลว๎ ให๎นักเรียนที่น่งั อยทํู ายคาํ
2. นกั เรยี นศึกษาเร่ืองคาํ นาม แล๎วรวํ มสนทนาโดยใชค๎ ําถามดังนี้
- คํากริยา หมายถงึ อะไร
- คํากรยิ าแบํงเป็นก่ีประเภท

ขน้ั ท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. แบงํ กลุํมนกั เรยี นแตํงประโยคโดยใช๎คํากรยิ าไมํต๎องการกรรม (อกรรมกริยาและวาด

ภาพประกอบให๎สวยงาม)
4. ใหน๎ ักเรยี นชวํ ยกันเตมิ ประโยคจากแถบประโยค ซ่งึ ยังไมํได๎ใจความสมบูรณ๑ ต๎องมี

คาํ บางคํามารบั ตํอจากคาํ กรยิ า ซ่ึงเราเรยี กคํากรยิ าตอ๎ งการกรรมวํา สกรรมกรยิ า
5. ให๎นักเรยี นแบงํ กลํมุ แขํงขันกนั แตงํ ประโยค อกรรมกรยิ าและสกรรมกรยิ าโดยใช๎

ประธานตวั เดียวกนั ในเวลาที่กาํ หนด กลมุํ ใดแตงํ ได๎ถกู ต๎องมากกวาํ เป็นผู๎ชนะ โดยสํงตัวแทนกลํมุ
นําเสนอผลงาน และการแตงํ ประโยค ใหเ๎ พ่ือน ๆ ชวํ ยกันตรวจสอบความถูกตอ๎ ง

6. ใหน๎ ักเรียนแสดงบทบาทสมมุตเิ รือ่ ง “ทหารเอกของพระราชา” แล๎วชํวยกนั สรุป
คํากริยาต๎องเตมิ เต็มหรอื วิกตรรถกริยา โดยสังเกตประโยคและคาํ กรยิ าจากแถบประโยค

7. ให๎นกั เรยี นเขยี นบรรยายตนเองโดยใชค๎ าํ กริยาต๎องเติมเตม็ จากนน้ั ใหอ๎ อกมาเลาํ ให๎
เพือ่ นฟ๓ง และรวํ มกนั ตรวจสอบความถกู ต๎อง พร๎อมกบั เลือกประโยคที่มีการบรรยายไดแ๎ ปลกที่สุด

8. ให๎นกั เรยี นหาคาํ กริยาท่ีเหมาะสมมาชํวยกริยาชนิดอื่น เพื่อใหไ๎ ด๎ความชัดเจนยิง่ ขึน้ จาก
ประโยคที่ครูกาํ หนดให๎ แล๎วอภิปรายสรุปหน๎าที่ของกริยานุเคราะห๑

9. นักเรียนสงั เกตคํากริยาจากบัตรคาํ และประโยคท่ีนักเรยี นชํวยกันแตงํ ใหท๎ ุกคน
พจิ ารณาความถูกต๎องของคาํ กริยา

10. นกั เรียนแตลํ ะกลมํุ คิดประเมินเพอ่ื เพิม่ คณุ คําโดยครูใช๎คําถามดังตอํ ไปนี้
- จากการศึกษาเรือ่ งคาํ นามนักเรยี นสามารถนําไปใชป๎ ระโยชนใ๑ นชวี ติ ประจําวัน

ไดอ๎ ยํางไร

ขนั้ ท่ี 3 ขนั้ ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ัติ
11. นกั เรียนชวํ ยกันค๎นหาคาํ กรยิ าในประโยคจากแถบประโยคทคี่ รูกําหนด

โดยแบงํ กลํุมนักเรียนกลุํมละ ๕ คน ชวํ ยกนั จําแนกวําใช๎คาํ กริยาชนดิ ใด
12. นักเรียนฝึกอํานคาํ กริยาจากบตั รคํา
13. ให๎นักเรียนทาํ ใบงาน เรื่อง คาํ กรยิ า แล๎วรวํ มกนั ตรวจสอบความถกู ต๎อง

14. นักเรียนและครูสรปุ ความร๎เู ร่ืองคาํ กรยิ า

15. นักเรยี นทําแบบฝกึ หัด

ขนั้ ที่ 4 ขน้ั สอ่ื สารและนาํ เสนอ
16. นักเรยี นนาํ เสนอคาํ กริยาตามกลุมํ ท่ีจับฉลากไว๎ โดยครูใชไ๎ มเ๎ รยี กเลขท่ี เพ่ือให๎นักเรยี น

นาํ เสนอทีละกลมุํ และรํวมกันแสดงความคิดเห็น และรวบรวมเป็นเลมํ ไวท๎ ี่มมุ หอ๎ งเรียนให๎เพื่อนๆได๎
อําน
ขนั้ ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

17. นักเรียนรํวมกนั แสดงความคิด โดยครใู ชค๎ ําถามในสงั คมได๎อยํางไร
- นกั เรยี นสามารถนาํ ความรูเ๎ ก่ียวกบั เร่อื งท่ีเรยี นไปใชป๎ ระโยชน๑ในสงั คมได๎อยาํ งไร

6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นร๎ู วธิ กี าร เครื่องมอื
การประเมิน -การตอบคําถาม -คําถาม
-ทาํ แบบฝึกหัด -แบบฝึกหัด
ด๎านความรู๎ (K) -ทกั ษะการอํานในใจ -แบบประเมินการอํานในใจ
-ทักษะการเขียน -แบบประเมนิ การเขียนแสดงความ
ด๎านทักษะและกระบวนการ (P) -ทกั ษะการวิเคราะห๑ คดิ เห็น
-แบบฝึกหัด คําถาม
ด๎านคุณธรรม จริยธรรมและคาํ นิยม (A) -สังเกตพฤตกิ รรมในการรํวม -แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
กจิ กรรม การทํางานกลํมุ
-สังเกตพฤตกิ รรมการรํวมกิจกรรม -แบบสงั เกตพฤติกรรม

7. สอ่ื /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นรู๎ 2. ใบงานเรื่องการแสดงความคิดเห็น
1. หนังสือเรยี นภาษาพาทชี ั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 4. ใบความรเ๎ู ร่ืองการเขียนแสดงความคิดเหน็
3. ใบงานเรอ่ื งคาํ กริยา 6. บัตรคาํ กริยา
5. ใบความรเ๎ู ร่อื งคํากริยา
7. พจนานกุ รม

8. กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

ลงช่อื .............................................ครูผ๎ูสอน ลงชอื่ ...................................................ฝาุ ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชอ่ื ................................................... ผู๎บริหาร
(...........................................................)

เกณฑก๑ ารให๎คะแนน แบบบนั ทกึ คะแนนพฤตกิ รรมการอาํ นในใจ
เกณฑ๑การประเมิน
ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรบั ปรุง ให๎ 0
การผาํ นการประเมินทกุ รายการต๎องได๎ 1 ขึ้นไป

รายการประเมนิ

เลขท่ี ชอื่ – สกลุ การวาง/ ัจบหนังสือไ ๎ด หมาย
ถูมีกส ๎ตมาองธิในการอําน เหตุ
การกวาดสายตาในการอําน
ไ ํม ี้ชตาม ัตวอักษร ่ีท ํอาน
ไมํสายหน๎าไปมาขณะ ํอาน
คะแนนรวม 10 คะแนน
สรุป ผําน / ไมํผําน

ข๎อเสนอแนะเพ่มิ เตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………

( ลงชอื่ ) …………………………………………………….… ผ๎ปู ระเมิน ( ครูผส๎ู อน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….

เกณฑก๑ ารให๎คะแนน แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี น
เกณฑก๑ ารประเมนิ
ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรับปรุง ให๎ 0
การผํานการประเมินทุกรายการตอ๎ งได๎ 1 ข้นึ ไป

ขอ๎ รายการประเมนิ คะแนน สรปุ หมายเหตุ
ทีไ่ ด๎ ผาํ น ไมผํ าํ น

1 การวางแผน
2 ความกระตอื รอื รน๎
3 การแสดงความคิดเห็น
4 มมี ารยาทในการพดู
5 มมี ารยาทในการฟง๓

รวมคะแนน

ประเมนิ กลมํุ ท่ี
……………………………………………………………………………………………………………
ข๎อเสนอแนะเพมิ่ เติม
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

( ลงช่ือ ) …………………………………………………….… ผู๎ประเมนิ ( ครูผสู๎ อน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….

การเขยี นแสดงความคดิ เหน็
การเขยี นแสดงความคดิ เหน็ คือการแสดงอารมณ๑ ความรู๎สกึ ความคิด และข๎อสันนิฐานน้ันออกมาใหผ๎ ูอ๎ ําน
ได๎รับร๎ู การเขียนแสดงความคดิ เหน็ นัน้ จําเป็นท่ีจะตอ๎ งเขยี นดว๎ ยข๎อมลู ทเ่ี ปน็ ขอ๎ เท็จจริง มเี หตแุ ละมผี ลและเป็นไป
ในทางทส่ี ร๎างสรรค๑ ผ๎ูเขยี นจะต๎องมคี วามรค๎ู วามเข๎าใจในเร่อื งทจ่ี ะแสดงความคิดเห็นเปน็ อยํางดี เพ่อื ที่จะแสดง
ความคิดเหน็ ได๎อยาํ งเข๎าใจและตรงประเดน็
หลกั ในการเขยี นแสดงความคิดเหน็ จําแนกตามแบบไดด๎ งั นี้
- การแสดงความคดิ เห็นเพอื่ ต้ังขอ๎ สงั เกตในเรือ่ งนั้นๆ
- การแสดงความคิดเหน็ เพอื่ สนับสนนุ ข๎อเทจ็ จรงิ
- การแสดงความคิดเหน็ เพ่อื โต๎แย๎งข๎อเท็จจริง
- การแสดงความคิดเหน็ เพ่อื ประเมนิ คํา
การแสดงความคิดเห็นประกอบดว๎ ยสํวนสําคญั 3 สํวนคือ
1. ที่มา คือเร่อื งราวทช่ี ีใ้ หเ๎ ห็นถึงความจําเป็นที่ตอ๎ งแสดงความคดิ เหน็ นน้ั ๆ ทาํ ใหผ๎ ู๎รับสารเกดิ ความเข๎าใจ
และพร๎อมจะรบั ฟ๓งคําคิดเห็นตํอไป
2. ขอ๎ สนับสนนุ คอื ขอ๎ เทจ็ จริง หลักการ กฎเกณฑ๑ ความคิด และมติทีน่ าํ มาใชป๎ ระกอบให๎เปน็ เหตุเป็นผล
ทใี่ ช๎สนบั สนนุ ขอ๎ สรปุ
ขอ๎ สรปุ คอื สํวนท่ีสําคญั ทส่ี ดุ ของการแสดงความคิดเหน็ อาจจะเป็นขอ๎ เสนอแนะ ข๎อวนิ ิจฉัย หรือข๎อ
สันนิษฐานเพอื่ ประเมนิ คํา เพอ่ื ให๎ผอ๎ู าํ นพจิ ารณายอมรบั หรือนําไปปฏิบัตแิ ละแก๎ไขได๎


Click to View FlipBook Version