The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาภาษาไทย ป.6 เทอม 2/2563

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จิรพงศ์ ไมตรีจิตร, 2020-12-07 10:43:08

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาภาษาไทย ป.6 เทอม 2/2563

โครงสร้างและแผนการสอน วิชาภาษาไทย ป.6 เทอม 2/2563

3. จุดประสงคก๑ ารเรยี นรู๎
1. อธิบายเก่ียวกับนิทานพืน้ บ๎านได๎ (K)
2. แยกข๎อเท็จจรงิ และขอ๎ คดิ เห็นจากสอ่ื โฆษณาได๎ (K)
3. เขยี นโฆษณาเชิญชวนหรือจูงใจได๎ (K)
4. พูดและเขยี นแสดงความร๎ู ความคิดเห็นจากเร่ืองทอี่ ําน ฟ๓ง หรือดไู ดอ๎ ยํางเหมาะสม (K)
5. อํานและเขยี นคําท่มี ีตวั การันตไ๑ ดถ๎ ูกต๎อง (K)
6. เลํานิทานพน้ื บา๎ นท๎องถิน่ ของตนเองและนทิ านพื้นบา๎ นของทอ๎ งถิ่นอน่ื ได๎ (P)
7. ใช๎ทกั ษะทางภาษาเปน็ เครอื่ งมือในการแสวงหาความร๎ู และการดํารงชีวติ อยูรํ ํวมกนั ในสงั คมได๎ (P)
8. ใช๎ทกั ษะทางภาษาและเทคโนโลยกี ารส่อื สารพฒั นาความรูไ๎ ด๎ (P)
9. ใช๎ทกั ษะทางภาษาเป็นเครอื่ งมอื ในการเรยี นการแสวงหาความรูแ๎ ละการดาํ รงชีวติ อยูํรวํ มกันในสังคมได๎ (P)
10. ใชท๎ กั ษะทางภาษาและเทคโนโลยกี ารส่ือสารพฒั นาความรไ๎ู ด๎ (P)
11. ช่นื ชมนทิ านพ้ืนบ๎าน (A)
12. มีมารยาทในการเขยี นและมนี ิสัยรักการเขียน(A)
13. มคี วามสุขในการทาํ งานกลุํม (A)

4. สาระการเรยี นร๎ู

สาระการเรยี นรแ๎ู กนกลาง สาระการเรยี นรทู๎ อ๎ งถน่ิ
1. อธิบายเก่ียวกับนทิ านพ้ืนบ๎านได๎
2. แยกขอ๎ เทจ็ จรงิ และข๎อคิดเห็นจากสือ่ โฆษณาได๎
3. เขยี นโฆษณาเชิญชวนหรอื จงู ใจได๎
4. พูดและเขยี นแสดงความร๎ู ความคิดเห็นจากเรอ่ื งทอี่ ําน ฟง๓ หรือดู
ได๎อยาํ งเหมาะสม
5. อํานและเขียนคําที่มีตัวการนั ต๑ไดถ๎ กู ตอ๎ ง

5. กิจกรรมการเรยี นรู๎ กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบที่ การอาํ นจบั ใจความ ( ศกึ สายเลอื ด ) (คาบที่ 1)
สาระสาํ คญั
คาบท่ี 1
การอํานจบั ใจความสาํ คญั คือ การอํานเพ่ือจับใจความหรือข๎อคิด ความคิดสําคญั หลกั ของ
การอําน
จบั ใจความ ข๎อความ หรอื เร่ืองทอ่ี ํานการอาํ นจับใจความสําคัญ ถือเป็นทักษะสําคญั ทใ่ี ช๎ในการอํานเพ่อื การสอ่ื สาร

มากท่สี ุด เพราะเปน็ พื้นฐานสาํ คัญในการศกึ ษาหาความรู๎ จงึ ควรฝึกฝนให๎เกิดความชํานาญ

ขนั้ ท่ี 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครใู ห๎นักเรยี นดูวดี ที ศั น๑เร่ืองรามเกียรต์ิ ตอนศึกสายเลอื ด
2. ครแู ละนกั เรียนรวํ มกนั สนทนา โดยใช๎คําถามกระต๎นุ ความคดิ ดงั น้ี

- รามเกียรต์ิเป็นเรอ่ื งเก่ียวกับอะไร
นักเรยี นชํวยกันตอบ เพือ่ โยงเขา๎ สํสู าระการเรียนร๎ู นกั เรียนทบทวนเกย่ี วกบั การ

อํานจบั ใจความสาํ คญั โดยครใู ช๎คาํ ถามดังนี้
- การอํานสรุปใจความ คอื อะไร
- นักเรยี นใชท๎ กั ษะอะไรบ๎างในการอาํ นสรุปใจความ

ในการตอบคําถามให๎ครูใชไ๎ ม๎เรยี กเลขที่ เพ่ือให๎นกั เรียนตอบท่ีละคน โดยคําถามกอํ นเรยี ก
เลขที่เพ่ือให๎ทุกคนได๎คดิ

3. นักเรียนเข๎ากลํมุ ศกึ ษาเรอื่ งรามเกยี รติ์ ตอนศกึ สายเลอื ด โดยใช๎คําถามตํอไปน้ี
- ศกึ สายเลอื ดเป็นการทําศกึ ระหวาํ งใครกบั ใคร
- มจั ฉานเุ ปน็ บุตรของใคร

ขน้ั ที่ 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
4. นักเรียนแตํละกลุมํ รวํ มกันวิเคราะหเ๑ ก่ียวกับเร่อื งท่อี ําน โดยครใู ช๎คําถามดงั นี้
- ตวั ละครสําคัญในเร่ืองมีใครบา๎ ง แตํละตวั มีนสิ ัยอยํางไร
- จากเรอื่ งทอ่ี าํ นนักเรยี นได๎ข๎อคิดอะไรบา๎ ง
5. นักเรียนแตลํ ะกลมํุ คิดประเมินเพ่ือเพิ่มคุณคําโดยครูใช๎คําถามดังตํอไปน้ี
- จากการศึกษาเร่ืองรามเกยี รติ์ ตอนศกึ สายเลอื ดนักเรียนสามารถนาํ ไปใช๎ประโยชน๑

ในชีวิตประจาํ วนั ได๎อยํางไร
ขนั้ ท่ี 3 ขนั้ ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ัติ

6. นกั เรยี นเขา๎ กลํมุ ทํากจิ กรรมการตั้งคําถามและตอบคําถามจากเร่ืองที่อําน กลํุมละ 5 ขอ๎
กตกิ าในการตง้ั คาํ ถาม คณุ ครูแบงํ จาํ นนวนหนา๎ ท่แี ตลํ ะกลมํุ จะต๎องรับผิดชอบในการตั้งคาํ ถาม เพ่ือ
ปอู งกนั ไมํใหค๎ ําถามแตลํ ะกลมํุ ไมใํ หซ๎ ํ้ากัน

7. นกั เรยี นรวํ มกันสรุปข๎อคิดทไ่ี ดจ๎ ากการอาํ น
ขนั้ ท่ี 4 ขน้ั สอื่ สารและนาํ เสนอ

8. นักเรยี นแตํละกลมํุ นําเสนอคาํ ถามหนา๎ ชน้ั เรียน แลว๎ ให๎เพื่อนตอบ
ขน้ั ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

9. นักเรียนรวํ มกนั แสดงความคิดเห็น โดยครใู ช๎คาํ ถามดังน้ี
-นักเรียนสามารถนาํ ความรู๎เก่ยี วกบั เร่อื งทเ่ี รียนไปใช๎ประโยชนใ๑ นสังคมไดอ๎ ยํางไร

คาบที่ 2-3 การเขยี นโฆษณา (คาบท่ี 2-3)
สาระสาํ คญั

การเขยี นโฆษณา การโฆษณา เปน็ การเชิญชวนหรือจูงใจให๎ผ๎อู าํ นหรอื ผ๎ูฟ๓งทาํ ตามความต๎องการ โดยผฟ๎ู ๓งจะตอ๎ ง
ใช๎วิจารณญาณในการเลือกที่จะเชอื่ หรือไมเํ ช่อื โฆษณาชิน้ นัน้ ดว๎ ย
ขนั้ ที่ 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครูให๎นักเรยี นดูคลปิ วดิ ีโอโฆษณาน้ํายาปรับผ๎านํุมดาวน๑นีส่ ตู รน้าํ เดยี ว
2. ครตู ้ังประเดน็ คาํ ถามเพ่อื ให๎ผ๎ูเรียนตอบคําถามในประเด็นสําคัญที่ ผ๎สู อนกําหนด เชํน
- นาํ้ ยาปรบั ผ๎านุมํ ดาวนน๑ ่ี สตู รน้าํ เดียว ใหมํ! ขจดั ฟองในน้าํ เดยี วเช่ือถือไดห๎ รอื ไมํ
- การประหยดั เวลาและไมเํ ปลืองแรง จะชวํ ยใหค๎ ุณแมบํ า๎ นมีชวี ติ ที่ดีขน้ึ จรงิ หรือไมํ

คาบท่ี 4-5 เพราะเหตุใด
ตวั การนั ต๑ - คลิปวิดีโอโฆษณาดงั กลําวมจี ุดมุํงหมายอยํางไร
- นักเรียนมีหลักพิจารณาสนิ คา๎ ดังกลาํ วจากโฆษณาอยาํ งไร

3. นกั เรียนดูตัวอยํางการเขียนโฆษณา แล๎วรวํ มสนทนาโดยครูใช๎คาํ ถามดงั นี้
- เอกสารทนี่ กั เรียนดูเรียกวาํ อะไร
- นกั เรียนเคยเห็นการเขยี นโฆษณาหรอื ไมํ

4. นกั เรยี นรวํ มกนั ศกึ ษาเรอื่ ง การเขียนโฆษณา แล๎วรวํ มสนทนาโดยครใู ช๎คาํ ถามตํอไปนี้
- การเขียนโฆษณามีประโยชน๑อยํางไร
- หลักเกณฑก๑ ารเขียนโฆษณามอี ะไรบ๎าง

ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะห๑และสรปุ ความ
5. ครแู ละนกั เรียนรํวมกันวเิ คราะห๑การเขยี นโฆษณาและวดิ โี อการโฆษณา ตามประเด็นที่ครู

กําหนด ดงั นี้
- นักเรยี นคิดวาํ สอื่ โฆษณามีผลตํอการตดั สินใจซื้อหรอื ใชบ๎ รกิ ารหรือไมํเพราะเหตุ

ใด
6. นกั เรียนคิดประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คาํ โดยครูถามคาํ ถามดังน้ี
- นักเรียนสามารถนําสิง่ ที่เรียนไปประยกุ ต๑ใชใ๎ นชีวิตประจําวนั อยํางไร

ขนั้ ที่ 3ขน้ั ปฏิบตั แิ ละสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ตั ิ

7. นักเรียนเข๎ากลมํุ ทาํ กิจกรรมเขียนโฆษณา จากนน้ั ให๎นักเรยี นปฏิบตั ิกจิ กรรม ดงั นี้
- สรุปสาระสําคญั ของการเขยี นโฆษณา

8. นกั เรยี นรํวมกนั สรปุ ความสําคัญของการเขียนโฆษณา ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ กับการเขยี น
โฆษณา
ขน้ั ท่ี 4ขน้ั สอื่ สารและนาํ เสนอ

9. นักเรียนนาํ เสนอผลการเขียนโฆษณาโดยการพดู หน๎าช้นั เรยี น
ขน้ั ท่ี 5ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

10. นักเรยี นรํวมแสดงความคิดเห็น โดยครใู ช๎คาํ ถามดงั นี้
- นักเรยี นสามารถนาํ ความร๎ูเกย่ี วกบั เร่ืองทเี่ รยี นไปใชป๎ ระโยชน๑ในสงั คมไดอ๎ ยํางไร

ตวั การนั ต๑ (คาบท่ี 4-5)
สาระสาํ คญั

คําที่มีตัวการันต๑ เป็นพยัญชนะท่ีมีไม๎ฑัณฑฆาต ( )๑ กํากับอยํู เวลาอํานจะไมํอํานเสียง
พยัญชนะตวั นนั้ การศึกษาเรื่อง คําที่มีตัวการันต๑ จะทําให๎นักเรียนอํานและเขียนคําท่ีมีตัวการันต๑ได๎
ถกู ต๎อง
ขนั้ ท่ี 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู

1. ครเู ขยี นเคร่อื งหมายทัณฑฆาต ( -๑ ) บนกระดานหน๎าชน้ั เรยี นแลว๎ ใหน๎ กั เรียนบอกชือ่
เครื่องหมาย จากนน้ั ให๎ยกตวั อยาํ งชื่อเพื่อนทีม่ เี คร่อื งหมายทัณฑฆาตปรากฏอยํู แล๎วรวํ มสนทนาโดย
ครูใช๎คําถามดงั น้ี

- การใสํเครอื่ งหมายทัณฑฆาตกํากบั คําศพั ทน๑ ั้นๆ นอกจากมีประโยชนใ๑ นการอํานออก
เสยี งแล๎ว นกั เรยี นคิดวาํ
มีประโยชน๑ด๎านอน่ื ๆ อีกหรือไมํ อยาํ งไร

2. นกั เรยี นศกึ ษาเรอื่ งตวั การันต๑ แลว๎ รวํ มสนทนาโดยใช๎คําถามดงั นี้
- อักษรตัวการนั ต๑ หมายถึงอะไร
- อักษรการันต๑มีวธิ กี ารอํานอยาํ งไร
- อกั ษรการันต๑มีกลี่ กั ษณะ

ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ คดิ วิเคราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ครนู ําบัตรคาํ ท่ีมีตัวการนั ต๑มาแจกใหน๎ ักเรียนคํลู ะ 1 บัตรคํา จากน้นั ให๎นักเรยี นอํานออก

เสียงและหาความหมายของคาํ จากพจนานกุ รม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542
4. นกั เรียนพจิ ารณาลกั ษณะของบัตรคาํ ทต่ี นเองได๎รบั วาํ มลี ักษณะอยํางไร จากนั้นให๎

รวมกลมุํ กบั เพ่อื นคอํู ่ืนตามลักษณะของบัตรคาํ ที่ไดร๎ บั
5. ให๎นักเรยี นชํวยกันพิจารณาความถกู ต๎องของตวั การนั ต๑
6. นักเรียนแตลํ ะกลมํุ คดิ ประเมินเพ่อื เพิม่ คณุ คําโดยครใู ช๎คาํ ถามดงั ตอํ ไปนี้
- จากการศกึ ษาเรอ่ื งตัวการันตน๑ ักเรียนสามารถนาํ ไปใช๎ประโยชนใ๑ นชีวิตประจําวนั

ไดอ๎ ยํางไร
ขนั้ ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ัตแิ ละสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏิบตั ิ

7. ครใู หน๎ ักเรยี นจับคํู แลว๎ ชํวยกนั รวบรวมคาํ ท่ีมตี ัวการนั ต๑ คลูํ ะ 5 คํา พร๎อมตรวจสอบ
ความถูกตอ๎ งของการสะกดคาํ และหาคําตอบในประเดน็ ทค่ี รกู ําหนด ดงั นี้

- พยญั ชนะทีม่ เี ครอ่ื งหมายทณั ฑฆาตกาํ กบั อยูํในตําแหนํงใด
- หลงั พยัญชนะทีเ่ ปน็ ตวั สะกดอํานออกเสยี งหรือไมํ อยาํ งไร
8. นักเรียนเขา๎ กลุํมทํากิจกรรมคิดคําทีม่ ีตวั การนั ต๑ โดยสํงตัวแทนออกมาหยิบฉลากตวั
การันต๑
9. นกั เรียนฝกึ อํานคําทม่ี ตี ัวการันต๑
10. นักเรียนรํวมกนั สรุปเรื่องคําทมี่ ตี วั การันต๑

ขนั้ ท่ี 4 ขนั้ สอ่ื สารและนาํ เสนอ
11. นักเรียนนําเสนอคําที่มีตัวการันต๑ตามกลํุมท่ีจับฉลากไว๎ โดยครูใช๎ไม๎เรียกเลขที่ เพ่ือให๎

นักเรียนนําเสนอทีละกลํุมและรํวมกันแสดงความคิดเห็น และรวบรวมเป็นเลํมไว๎ท่ีมุมห๎องเรียนให๎
เพ่ือนๆไดอ๎ ําน
ขนั้ ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

12. นกั เรยี นรวํ มกนั แสดงความคดิ โดยครูใชค๎ ําถามในสงั คมไดอ๎ ยํางไร
- นกั เรียนสามารถนําความรูเ๎ ก่ียวกับเรอ่ื งท่ีเรยี นไปใช๎ประโยชน๑ในสังคมไดอ๎ ยํางไร

6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นร๎ู วธิ กี าร เครือ่ งมอื
การประเมิน -การตอบคําถาม -คําถาม
-ทาํ แบบฝึกหดั -แบบฝึกหัด
ด๎านความรู๎ (K) -ทักษะการอาํ นในใจ -แบบประเมนิ การอํานในใจ
-ทักษะการเขยี น -แบบประเมนิ การคดั ลายมอื
ดา๎ นทกั ษะและกระบวนการ (P) -ทกั ษะการวเิ คราะห๑ -แบบฝกึ หัด คําถาม
-สงั เกตพฤติกรรมในการรวํ มกิจกรรม -แบบสังเกตพฤติกรรม
ดา๎ นคุณธรรม จรยิ ธรรมและคํานยิ ม (A) การทํางานกลุํม
-สงั เกตพฤตกิ รรมการรวํ มกจิ กรรม -แบบสังเกตพฤติกรรม

7. สอ่ื /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นรู๎ 2. ใบความรเู๎ ร่อื งตวั การนั ต๑
1. หนงั สอื เรียนภาษาพาทีชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 4. พจนานุกรม
3. บัตรคาํ คาํ อุทาน

8. กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

vลvงชื่อ.............................................ครูผ๎ูสอน ลงชือ่ ...................................................ฝาุ ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชื่อ................................................... ผู๎บริหาร
(...........................................................)

แบบบนั ทกึ คะแนนพฤตกิ รรมการอาํ นในใจ

เกณฑ๑การใหค๎ ะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรับปรงุ ให๎ 0
เกณฑก๑ ารประเมนิ การผํานการประเมนิ ทุกรายการต๎องได๎ 1 ขน้ึ ไป

รายการประเมนิ

เลขที่ ชอ่ื – สกลุ การวาง/ ัจบหนังสือไ ๎ด หมาย
ถูมีกส ๎ตมาองธิในการอําน เหตุ
การกวาดสายตาในการอําน
ไ ํม ี้ชตาม ัตวอักษร ่ีท ํอาน
ไมํสายหน๎าไปมาขณะ ํอาน
คะแนนรวม 10 คะแนน
สรุป ผําน / ไมํผําน

ข๎อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

( ลงชือ่ ) …………………………………………………….… ผ๎ปู ระเมนิ ( ครูผสู๎ อน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….

แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี น

เกณฑ๑การใหค๎ ะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรบั ปรงุ ให๎ 0
เกณฑก๑ ารประเมนิ การผาํ นการประเมินทุกรายการต๎องได๎ 1 ขึน้ ไป

ขอ๎ รายการประเมนิ คะแนน สรปุ หมายเหตุ
ที่ได๎ ผาํ น ไมผํ าํ น

1 การวางแผน
2 ความกระตอื รอื รน๎
3 การแสดงความคิดเหน็
4 มีมารยาทในการพูด
5 มมี ารยาทในการฟ๓ง

รวมคะแนน

ประเมินกลํุมที่
……………………………………………………………………………………………………………
ข๎อเสนอแนะเพิม่ เตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

( ลงชื่อ ) …………………………………………………….… ผูป๎ ระเมนิ ( ครูผ๎สู อน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….

สปั ดาห๑ที่ 11

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู๎

ภาคเรยี นท.่ี .…2…../…………..... ชอ่ื ผสู๎ อน ……………………………………………………..
กลมุํ สาระการเรยี นร๎ู ภาษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปที …ี่ …6..... จํานวน……5….คาบ
หนวํ ยการเรยี นรทู๎ ี่ ..……13…..… เรอ่ื ง.......................หนงึ่ ในประชาคม.......................

1. มาตรฐานการเรยี นร/๎ู ตวั ชว้ี ดั

มาตรฐานท่ี ท 1.1 ใชก๎ ระบวนการอํานสรา๎ งความรู๎และความคดิ เพื่อนาํ ไปใชต๎ ดั สินใจ แกป๎ ญ๓ หาในการดําเนินชวี ติ และ
มีนสิ ัยรักการอําน

ตวั ชี้วดั ที่ ป 6/1 อาํ นออกเสยี งบทร๎อยแกว๎ และบทรอ๎ ยกรองไดถ๎ กู ต๎อง
ตัวชว้ี ัดท่ี ป 6/2 อธบิ ายความหมายของคํา ประโยคและข๎อความทเ่ี ปน็ โวหาร
ตัวชว้ี ดั ท่ี ป 6/8 อาํ นหนงั สอื ตามความสนใจและอธิบายคุณคําทไ่ี ด๎รบั
ตวั ชี้วัดที่ ป 6/9 มีมารยาทในการอาํ น
มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใชก๎ ระบวนการเขยี นเขียนสือ่ สาร เขียนเรยี งความ ยํอความ และเขยี นเรือ่ งราวในรปู แบบตาํ ง ๆ
เขียนรายงานขอ๎ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค๎นคว๎าอยํางมีประสิทธภิ าพ
ตวั ชวี้ ัดท่ี ป 6/5 เขียนยอํ ความจากเรื่องทอ่ี ําน
ตัวชีว้ ดั ที่ ป 6/9 มีมารยาทในการเขยี น
มาตรฐานท่ี ท 3.1 สามารถเลือกฟ๓งและดอู ยาํ งมีวจิ ารณญาณ และพูดแสดงความรู๎ ความคดิ และความร๎สู กึ ในโอกาส
ตาํ งๆ อยํางมวี จิ ารณญาณและสรา๎ งสรรค๑
ตัวชี้วัดที่ ป 6/3 พูดรายงานเร่ืองหรอื ประเด็นท่ี ศึกษาค๎นควา๎ จากการฟ๓ง การดูและการสนทนา
ตัวชี้วดั ที่ ป 6/6 มีมารยาทในการฟ๓ง การดู และการพูด
มาตรฐานที่ ท 5.1เขา๎ ใจและแสดงความคดิ เห็น วิจารณ๑วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอยํางเหน็ คณุ คาํ และนํามา
ประยุกต๑ใช๎ในชีวิตจรงิ
ตัวช้วี ดั ที่ ป 6/1 วิเคราะหช๑ นิดและหน๎าที่ของคาํ ในประโยค
ตัวชีว้ ดั ท่ี ป 6/2 ใช๎คําไดเ๎ หมะสมกบั กาลเทศะและบคุ คล

2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
การอาํ นจับใจความสําคัญ คือ การอํานเพ่ือจับใจความหรือข๎อคิด ความคิดสําคัญหลักของข๎อความ หรือเรื่องท่ีอําน

การอํานจบั ใจความสาํ คัญ ถือเป็นทักษะสําคัญท่ีใชใ๎ นการอํานเพ่ือการส่ือสารมากท่ีสุด เพราะเป็นพ้ืนฐานสําคัญในการศึกษาหา

ความร๎ู จงึ ควรฝึกฝนใหเ๎ กดิ ความชํานาญ

การเขียนยํอความ เป็นการเขยี นจับใจความสาํ คัญจากการฟ๓งหรือการอําน โดยใชส๎ าํ นวนภาษาของตนเอง การฝึกเขียน
ยอํ ความ จะทาํ ให๎เก็บใจความสาํ คัญของเรอ่ื งท่ีอํานหรือฟ๓งได๎อยํางครบถว๎ น

คํามูล คือ คาํ พ้นื ฐานที่มคี วามหมายสมบูรณใ๑ นตัวเอง เป็นคําท่ีสร๎างขึ้นโดยเฉพาะ เป็นได๎ทั้งคําไทยแท๎หรือเป็นคําท่ีมา
จากภาษาอน่ื ก็ได๎ และจะมีพยางคเ๑ ดียวหรือหลายพยางค๑ก็ได๎

คําประสม เกิดจากการนําคํามูลต้ังแตํ 2 พยางค๑ข้ึนไปมาประสมกันเป็นคําใหมํอาจมีเค๎าความหมายเดิมหรือเกิด
ความหมายใหมํซึง่ การนําคํามาประสมกนั นี้ทําใหภ๎ าษาไทยมีคาํ ใชเ๎ พม่ิ มากขึน้

3. จุดประสงคก๑ ารเรยี นร๎ู
1. อธิบายความหมาย และหลักการอํานจับใจความสําคัญ (K)
2. เขยี นยํอความได๎ถกู ต๎องตามรปู แบบ (K)
3. สรุปใจความสําคัญและวิเคราะห๑เร่ืองทอ่ี าํ นฟง๓ หรอื ดไู ดอ๎ ยํางมีเหตุผล (K)
4. บอกลักษณะของคาํ มูลและคําประสมได๎ถูกตอ๎ ง (K)
5. ประสมคําและบอกความหมายของคําได๎ถูกต๎อง (K, P)
6. อํานเรือ่ งได๎คลํองแคลํวรวดเรว็ และถูกตอ๎ งตามอักขรวธิ ี (P)
7. แยกข๎อเทจ็ จริงและขอ๎ คิดเหน็ จากเรื่องที่อาํ น (P)
8. ใช๎ทกั ษะทางภาษาเป็นเครือ่ งมอื ในการเรียนการแสวงหาความรู๎และการดํารงชีวติ อยรํู วํ มกนั ในสังคมได๎ (P)
9. ใช๎ทกั ษะทางภาษาและเทคโนโลยีการส่ือสารพัฒนาความร๎ไู ด๎ (P)
10. ใชท๎ กั ษะทางภาษาเปน็ เครื่องมอื ในการเรยี นการแสวงหาความรแ๎ู ละการดํารงชวี ติ อยรูํ วํ มกันในสังคมได๎ (P)
11. ใชท๎ ักษะทางภาษาและเทคโนโลยีการสอื่ สารพัฒนาความรู๎ได๎ (P)
12. เหน็ ความสาํ คญั ของการอํานและมารยาทในการอําน (A)
13. มีมารยาทในการเขียน (A)
14. เหน็ คุณคําของการใชภ๎ าษาไทย (A)

4. สาระการเรยี นรู๎ สาระการเรยี นรทู๎ อ๎ งถนิ่
สาระการเรยี นรแ๎ู กนกลาง

1.อธิบายความหมาย และหลกั การอํานจับใจความสําคัญ
2.เขียนยอํ ความไดถ๎ กู ต๎องตามรูปแบบ
3. สรุปใจความสําคญั และวเิ คราะห๑เรือ่ งทอ่ี ํานฟ๓งหรอื ดไู ด๎อยาํ งมเี หตผุ ล
4.บอกลกั ษณะของคาํ มูลและคาํ ประสมไดถ๎ กู ต๎อง

5. กิจกรรมการเรยี นร๎ู กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบท่ี การอาํ นจบั ใจความ ( หนงึ่ ในประชาคมอาเซียน ) (คาบที่ 1)
สาระสาํ คญั
คาบที่ 1
การอํานจับใจความสําคัญ คือ การอํานเพื่อจับใจความหรือข๎อคิด ความคิดสําคัญหลักของ
การอาํ น
จับใจความ ขอ๎ ความ หรือเร่ืองทอี่ ํานการอาํ นจับใจความสาํ คญั ถือเป็นทักษะสําคัญท่ีใช๎ในการอํานเพื่อการส่ือสาร

มากที่สดุ เพราะเปน็ พน้ื ฐานสาํ คญั ในการศกึ ษาหาความรู๎ จงึ ควรฝกึ ฝนใหเ๎ กดิ ความชาํ นาญ

คาบท่ี 2-3 ขนั้ ท่ี 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครใู ห๎นักเรียนดวู ีดีโอเกีย่ วกับประชาคมอาเซียน
การเขยี น 2. ครแู ละนักเรยี นรวํ มกนั สนทนา โดยใช๎คําถามกระต๎ุนความคดิ ดังนี้
ยอํ ความ - สมาชิกของสมาคมอาเซียนมีประเทศอะไรบา๎ ง
- สัญลกั ษณ๑ของอาเซียนคืออะไร
นักเรียนชวํ ยกันตอบ เพื่อโยงเขา๎ สสูํ าระการเรียนรู๎ นักเรียนทบทวนเกี่ยวกับการ

อํานจับใจความสาํ คัญโดยครูใชค๎ ําถามดังนี้
- การอํานสรุปใจความ คอื อะไร
- นักเรยี นใช๎ทกั ษะอะไรบ๎างในการอํานสรปุ ใจความ

ในการตอบคาํ ถามให๎ครูใช๎ไมเ๎ รียกเลขที่ เพื่อให๎นักเรียนตอบทล่ี ะคน โดยคําถามกอํ นเรยี ก
เลขที่เพอื่ ใหท๎ ุกคนไดค๎ ิด

3. นักเรียนเขา๎ กลํมุ ศกึ ษาเรอ่ื งรามเกียรติ์ ตอนศกึ สายเลือด โดยใช๎คําถามตํอไปน้ี
- โครงการแลกเปลี่ยนนกั เรยี นกับประเทศตํางๆมีประโยชน๑อยํางไร
- โลกไมมํ ีพรมแดน นักเรียนมคี วามเข๎าใจอยาํ งไร

ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
4. นกั เรยี นแตํละกลมํุ รํวมกันวเิ คราะห๑เกีย่ วกบั เรื่องท่ีอาํ น โดยครใู ช๎คําถามดังน้ี
- ตวั ละครสําคัญในเรื่องมใี ครบ๎าง แตํละตัวมีนสิ ยั อยํางไร
- จากเรอื่ งท่อี าํ นนักเรยี นไดข๎ อ๎ คิดอะไรบ๎าง
5. นกั เรยี นแตลํ ะกลุมํ คดิ ประเมินเพอ่ื เพ่มิ คณุ คําโดยครูใช๎คําถามดังตอํ ไปน้ี
- จากการศกึ ษาเร่อื งหนึง่ ในประชาคมอาเซยี่ นนักเรยี นสามารถนําไปใช๎ประโยชนใ๑ น

ชีวิตประจําวนั ไดอ๎ ยํางไร
ขน้ั ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ

6. นกั เรยี นเขา๎ กลํุมทํากจิ กรรมการตั้งคาํ ถามและตอบคาํ ถามจากเร่ืองทีอ่ าํ น กลํมุ ละ 5 ข๎อ
กติกาในการตง้ั คําถาม คุณครแู บงํ จาํ นนวนหน๎าท่ีแตลํ ะกลํุมจะตอ๎ งรับผดิ ชอบในการตงั้ คําถาม เพอื่
ปอู งกนั ไมํใหค๎ ําถามแตลํ ะกลํุมไมํใหซ๎ าํ้ กัน

7. นักเรียนรํวมกันสรุปขอ๎ คิดทไ่ี ดจ๎ ากการอาํ น
ขนั้ ท่ี 4 ขน้ั สอื่ สารและนาํ เสนอ

8. นกั เรียนแตํละกลมุํ นาํ เสนอคาํ ถามหน๎าชัน้ เรียน แลว๎ ให๎เพื่อนตอบ
ขนั้ ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

9. นกั เรยี นรํวมกนั แสดงความคดิ เห็น โดยครูใช๎คําถามดังน้ี
- นกั เรยี นสามารถนําความร๎เู กยี่ วกับเรื่องทเี่ รยี นไปใชป๎ ระโยชน๑ในสงั คมได๎อยาํ งไร

การเขยี นยอํ ความ (คาบท่ี 2-3)
สาระสาํ คญั

การเขียนยอํ ความ เป็นการเขียนจบั ใจความสําคญั จากการฟ๓งหรอื การอาํ น โดยใช๎สาํ นวนภาษา
ของตนเอง การฝึกเขียนยํอความ จะทาํ ให๎เกบ็ ใจความสาํ คัญของเรอ่ื งทอี่ าํ นหรือฟง๓ ไดอ๎ ยาํ งครบถว๎ น
ขน้ั ท่ี 1ขนั้ รวบรวมขอ๎ มูล

คาบท่ี 4-5 1. นักเรียนดูตัวอยาํ งการเขยี นยํอความและสรปุ ความ เรื่องลงิ ชว่ั แล๎วรํวมกันสนทนาโดยครู
ใชค๎ ําถามดังน้ี
คาํ มูล - เอกสารทนี่ ักเรียนดเู รยี กวําอะไร
คําประสม - นักเรยี นเคยเหน็ การเขยี นยํอความและสรปุ ความหรือไมํ

2. นกั เรยี นรวํ มกันศึกษาเร่อื ง การเขยี นยํอความและสรปุ ความ โดยใช๎คําถามตอํ ไปน้ี
- การยํอความ หมายถงึ
- หลกั เกณฑ๑การยํอความมอี ะไรบา๎ ง
- รปู แบบตํางๆการเขียนยํอความมีอะไรบา๎ ง

ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ครูใหน๎ กั เรียนแตลํ ะคูฝํ ึกสรปุ ใจความสําคัญของนทิ านเรื่อง ม๎ากบั ลาย อีกครงั้ แลว๎ ให๎

นักเรียนแสดงความคดิ เหน็ วาํ ควรขยายใจความ สําคญั หรอื ลดรายละเอยี ดที่เกดิ ขน้ึ ในเรื่องอยาํ งไร
4. นกั เรยี นแตํละคํเู ขยี นสรุปยํอใจความสําคัญของนทิ านลงในแบบ ยํอความใหถ๎ กู ตอ๎ ง แล๎วนาํ

ผลงานสํงครูตรวจ
5.ใหน๎ ักเรยี นแตลํ ะกลุํมคิดประเมินเพื่อเพ่มิ คณุ คาํ โดยครูใช๎คําถามดงั ตํอไปน้ี
- จากการศึกษาเร่ืองการยอํ ความและสรุปความนกั เรยี นสามารถนาํ ไปใช๎ประโยชนใ๑ น

ชีวิตประจาํ วันไดอ๎ ยํางไร
ขนั้ ท่ี 3 ขน้ั ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ

6. ครนู ําหนงั สือนิทานมาแจกใหน๎ ักเรียนแตลํ ะคํู แลว๎ ให๎นักเรียนเลอื กนิทาน 1 เร่อื ง ที่คูํตนเอง
สนใจ จากน้ันเขียนยํอความให๎ถกู ต๎องตามหลักการเขยี นยํอความ

7. นกั เรยี นรํวมกนั สรุปความสําคัญของการเขียนยํอความและสรุปความ ครูอธิบายเพม่ิ เติม
เก่ยี วกับการเขยี นยอํ ความ
ขนั้ ท่ี 4 ขนั้ สอ่ื สารและนาํ เสนอ

8. นกั เรยี นนาํ เสนอผลงานการเขียนยํอความทหี่ น๎าช้ันเรยี น แลว๎ ให๎เพ่อื นคอูํ ่ืนๆ พิจารณา
ผลงานการเขยี นยอํ ความของเพื่อน โดยครูตั้งประเด็นในการพิจารณาการยอํ ความ ดงั น้ี

- การลําดับเร่อื งราวและเหตุการณ๑ในเรือ่ ง
- การสรุปใจความสาํ คญั ของเร่อื ง
- การใชภ๎ าษาในการเขยี นยอํ เรอ่ื ง
9. ครูแสดงความคิดเหน็ และเสนอแนะความรูเ๎ พิ่มเติม เพ่ือใหน๎ ักเรยี น สามารถนาํ ไปปรับแก๎
ไขผลงานใหด๎ ีข้นึ
10. นกั เรียนแตํละคํปู รับปรงุ ผลงานการเขยี นยอํ ความ แล๎วนําสงํ ครูตรวจ
ขนั้ ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
11. นักเรียนรวํ มแสดงความคดิ เห็น โดยครใู ช๎คําถามดงั นี้

- นักเรียนสามารถนําความรูเ๎ ก่ยี วกบั เรื่องท่เี รียนไปใชป๎ ระโยชน๑ในสังคมไดอ๎ ยํางไร
คํามูล คําประสม (คาบที่ 4-5)
สาระสาํ คญั

คาํ มลู คอื คําพื้นฐานท่ีมีความหมายสมบรู ณ๑ในตวั เอง เป็นคาํ ท่ีสร๎างขึน้ โดยเฉพาะ เป็นได๎ทงั้

คาํ ไทยแทห๎ รอื เป็นคําทม่ี าจากภาษาอ่ืนก็ได๎ และจะมพี ยางค๑เดยี วหรอื หลายพยางคก๑ ไ็ ด๎
คําประสม เกดิ จากการนาํ คาํ มูลตง้ั แตํ2พยางค๑ขน้ึ ไปมาประสมกันเปน็ คาํ ใหมอํ าจมีเคา๎

ความหมายเดิมหรือเกดิ ความหมายใหมซํ ึง่ การนาํ คํามาประสมกนั นที้ าํ ให๎ภาษาไทยมคี ําใช๎เพิ่มมากขึ้น
ขนั้ ที่ 1ขนั้ รวบรวมขอ๎ มูล

1. นกั เรยี นรํวมกนั ร๎องรํวมกันเพลงคํามูล คาํ ประสมแล๎วรวํ มกันสนทนาโดยใช๎คาํ ถามดังน้ี
- ในบทเพลงมีคํามูล และคาํ ประสมก่คี ํา

2. นกั เรียนศกึ ษาเรือ่ งคาํ มูล คําประสม แลว๎ รํวมสนทนาโดยใช๎คําถามดงั นี้
- คํามูล คําประสม หมายถึงอะไร
- ลกั ษณะของคาํ มูล และคาํ ประสม
- ชนดิ ของคําประสม

ขนั้ ที่ 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ครแู จกบัตรคํามลู และคาํ ประสมเพือ่ หาลักษณะของคาํ มูล และคําประสม
4. นักเรยี นพิจารณาลกั ษณะของบัตรคาํ ที่ตนเองได๎รบั วํา มีลกั ษณะอยํางไร จากนั้นให๎

รวมกลุมํ กับเพือ่ นคํอู น่ื ตามลักษณะของบัตรคําทไ่ี ด๎รับ
5. ใหน๎ กั เรยี นชวํ ยกันพิจารณาความถกู ต๎องของคาํ มูล คําประสม
6. นักเรยี นแตํละกลํมุ คดิ ประเมินเพ่ือเพิ่มคุณคําโดยครูใช๎คําถามดังตํอไปนี้
- จากการศกึ ษาเรื่องคาํ มลู คําประสมนกั เรยี นสามารถนาํ ไปใช๎ประโยชน๑ใน

ชีวติ ประจําวันได๎อยาํ งไร
ขนั้ ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ัติ

7. ครใู ห๎นักเรียนจับคํู แล๎วชวํ ยกนั รวบรวมคาํ มลู คําประสม คลํู ะ 5 คํา พร๎อมตรวจสอบความ
ถูกตอ๎ งของการสะกดคํา และหาคําตอบในประเด็นท่คี รกู ําหนด ดงั น้ี

- คาํ มูล คําประสม หมายถึง
- คาํ มูล คําประสม แบงํ ได๎กีช่ นิด
8. นักเรียนเข๎ากลํมุ ทํากิจกรรมคิดคํามูล คาํ ประสม โดยสงํ ตัวแทนออกมาหยิบฉลากคํามลู
คาํ ประสม
9. นักเรยี นฝึกอาํ นคํามลู คําประสม
10. นักเรยี นรํวมกนั สรปุ เรอ่ื งคํามลู คําประสม

ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ
11. นักเรยี นนําเสนอคาํ มูล คําประสมตามกลุํมทจี่ ับฉลากไว๎ โดยครูใชไ๎ ม๎เรยี กเลขที่ เพ่อื ให๎

นักเรยี นนาํ เสนอทลี ะกลํุมและรวํ มกนั แสดงความคดิ เหน็ และรวบรวมเปน็ เลมํ ไว๎ทมี่ ุมห๎องเรียนให๎
เพ่ือนๆได๎อําน
ขนั้ ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพม่ิ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

12. นักเรียนรวํ มกันแสดงความคิด โดยครูใช๎คําถามในสงั คมได๎อยาํ งไร
- นกั เรยี นสามารถนาํ ความร๎ูเกี่ยวกับเรอ่ื งทีเ่ รยี นไปใชป๎ ระโยชน๑ในสงั คมได๎อยํางไร

6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นร๎ู

การประเมิน วิธกี าร เครอื่ งมือ
-คาํ ถาม
ด๎านความรู๎ (K) -การตอบคําถาม -แบบฝึกหัด
-แบบประเมินการอํานในใจ
-ทาํ แบบฝกึ หัด -แบบประเมนิ การคดั ลายมือ
-แบบฝึกหัด คําถาม
ด๎านทกั ษะและกระบวนการ (P) -ทักษะการอํานในใจ -แบบสงั เกตพฤติกรรม

-ทกั ษะการเขียน -แบบสงั เกตพฤติกรรม

-ทกั ษะการวิเคราะห๑

ดา๎ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและคาํ นิยม (A) -สงั เกตพฤตกิ รรมในการรํวมกิจกรรม

การทาํ งานกลุํม

-สงั เกตพฤตกิ รรมการรวํ มกิจกรรม

7. สอ่ื /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นรู๎ 2. ใบความรเู๎ รือ่ งคาํ มูล คําประสม
1. หนงั สือเรยี นภาษาพาทชี น้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6 4. พจนานุกรม
3. บัตรคําคาํ มลู คาํ ประสม

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

vลvงช่ือ.............................................ครูผ๎ูสอน ลงช่ือ...................................................ฝาุ ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชอื่ ................................................... ผู๎บริหาร
(...........................................................)

สัปดาห๑ที่ 12

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู๎

ภาคเรยี นท.ี่ .…2…../…………..... ชอ่ื ผส๎ู อน ……………………………………………………..
กลมุํ สาระการเรยี นร๎ู ภาษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปที …ี่ …6..... จํานวน……5….คาบ
หนํวยการเรยี นรทู๎ ี่ ..……13…..… เรอ่ื ง........................หนง่ึ ในประชาคม.....................

1. มาตรฐานการเรยี นร/ู๎ ตวั ชวี้ ดั

มาตรฐานที่ ท 2.1ใชก๎ ระบวนการเขียนเขียนสือ่ สาร เขยี นเรียงความ ยํอความ และเขียนเร่ืองราวในรูปแบบตาํ ง ๆ
เขยี นรายงานข๎อมูลสารสนเทศและรายงานการศกึ ษาค๎นคว๎าอยํางมปี ระสิทธิภาพ

ตัวช้ีวัดที่ ป 6/6 เขียนจดหมายสํวนตัว
ตัวชีว้ ดั ท่ี ป 6/9 มีมารยาทในการเขยี น
มาตรฐานท่ี ท 5.1เข๎าใจและแสดงความคิดเห็น วจิ ารณ๑วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอยํางเห็นคุณคาํ และนาํ มา
ประยุกต๑ใช๎ในชวี ติ จริง
ตัวชีว้ ัดที่ ป6/1 แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีหรือวรรณกรรมท่อี าํ น
ตวั ชว้ี ดั ที่ ป6/4 ทํองจําบทอาขยานตามท่ีกําหนดและบทร๎อยกรอง ที่มีคุณคาํ ตามความสนใจ

2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
การอาํ นเรื่อง มิตรภาพแหํงความทรงจํา ทําให๎เกิดความรู๎สึกซาบซ้ึง ประทับใจในมิตรภาพระหวํางเพื่อนท่ีมีให๎แกํกัน

และพรอ๎ มทจ่ี ะชวํ ยเหลอื ซ่งึ กันและกนั แมว๎ ําจะต๎องแยกจากกนั ไป
จดหมายกิจธุระ เปน็ จดหมายท่ใี ช๎ตดิ ตํอกจิ ธุระกบั บคุ คลหนํวยงานราชการหรือเอกชนการศึกษาและฝึกเขียนจดหมาย

กจิ ธรุ ะจะทาํ ให๎นกั เรยี นเขยี นจดหมายสื่อสารได๎ถูกตอ๎ งตามรปู แบบและบรรลุวัตถปุ ระสงค๑
ประโยค เป็นการนําคําชนิดตํางๆมาเรียบเรียงอยํางมีระเบียบและได๎ใจความสมบูรณ๑ร๎ูวําใครทําอะไรท่ีไหนอยํางไร

สํวนสําคัญของประโยคมี๒สํวนคือภาคประธานและภาคแสดงการศึกษาเร่ืองประโยคและวลีจะทําให๎นําไปใช๎ได๎ถูกต๎องตาม
หลกั การใชภ๎ าษาไทย

วลี เป็นการนําคําตั้งแตํสองคําข้ึนไปมาเรียงตํอกันทําให๎เกิดความหมายเพิ่มข้ึน มีความหมายมาจากคําเดิมท่ีนํามา
รวมมารวมกันแตํไมํสมบูรณ๑เหมือนประโยค วลีสํวนใหญํมีคํากลางท่ีสําคัญหนึ่งคําที่เป็นตัวบํงบอกถึงประเภทของวลี
คํานน้ั เรยี กวาํ เป็น "คาํ หลัก" ของวลี

3. จดุ ประสงคก๑ ารเรยี นรู๎
1. บอกสาระสาํ คัญแสดงความคิดเห็นและบอกขอ๎ คิดจากเรอื่ งที่อาํ นได๎ (K)
2. เขียนจดหมายสมัครงานและจดหมายส่งั ซ้อื ไดถ๎ กู ต๎องตามรปู แบบ (K)
3. บอกองคป๑ ระกอบทวั่ ไปของประโยคและลักษณะของประโยคความเดยี วได๎ถูกต๎อง (K)
4. แตงํ ประโยคได๎ถูกตอ๎ งตามหลักการใชภ๎ าษาไทย (K, P)

5. วิเคราะห๑หนา๎ ท่ขี องคาํ ในประโยคไดถ๎ ูกต๎อง (K)
6. เขียนเรียงความและแตํงบทร๎อยกรองถาํ ยทอดความรส๎ู ึกทีม่ ีตํอเพอ่ื นได๎ (P)
7. ใชท๎ ักษะทางภาษาเปน็ เคร่ืองมอื ในการเรียนการแสวงหาความรู๎และการดํารงชีวติ อยูรํ วํ มกนั ในสงั คมได๎ (P)
8. ใชท๎ กั ษะทางภาษาเป็นเครือ่ งมอื ในการเรยี นการแสวงหาความร๎ูและการดาํ รงชวี ติ อยรูํ ํวมกันในสังคม (P)
9. ใชท๎ ักษะทางภาษาและเทคโนโลยีการสอื่ สารพัฒนาความรไู๎ ด๎ (P)
10. มมี ารยาทในการเขยี น (A)
11. มมี ารยาทในการเขยี น (A)
12. มีความสุขในการเรยี นภาษาไทย (A)

4. สาระการเรยี นร๎ู สาระการเรยี นรทู๎ อ๎ งถน่ิ
สาระการเรยี นรแู๎ กนกลาง

1. บอกสาระสําคัญแสดงความคิดเหน็ และบอกข๎อคิดจากเรอื่ งทอ่ี ํานได๎
2. เขยี นจดหมายสมคั รงานและจดหมายสั่งซอื้ ได๎ถูกตอ๎ งตามรปู แบบ
3. บอกองคป๑ ระกอบทว่ั ไปของประโยคและลักษณะของประโยคความ
เดยี วไดถ๎ ูกต๎อง
4. แตงํ ประโยคไดถ๎ กู ต๎องตามหลกั การใช๎ภาษาไทย
5. วเิ คราะหห๑ นา๎ ท่ขี องคาํ ในประโยคได๎ถกู ต๎อง

5. กจิ กรรมการเรยี นร๎ู กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบท่ี การอาํ นจบั ใจความ ( สมดุ มิตรภาพ ) (คาบท่ี 1)
สาระสาํ คญั
คาบที่ 1
การอํานเรื่อง มิตรภาพแหํงความทรงจํา ทําให๎เกิดความรู๎สึกซาบซึ้ง ประทับใจใน
การอาํ น มิตรภาพระหวาํ งเพื่อนท่ีมใี หแ๎ กกํ นั และพรอ๎ มทจ่ี ะชํวยเหลือซ่ึงกันและกันแม๎วําจะต๎องแยกจาก
จบั ใจความ กันไป
ขน้ั ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู

1. ครใู หน๎ ักเรยี นดสู มุด Friendship
2. ครแู ละนักเรยี นรวํ มกันสนทนา โดยใชค๎ ําถามกระตน๎ุ ความคิดดงั นี้

- นักเรียนร๎จู ักสมดุ Friendship หรอื ไมํ
นกั เรียนชํวยกนั ตอบ เพอื่ โยงเข๎าสสูํ าระการเรยี นรู๎ นักเรียนทบทวนเกยี่ วกบั
การอาํ นจับใจความสาํ คัญโดยครใู ช๎คาํ ถามดงั น้ี
- การอาํ นสรปุ ใจความ คืออะไร
- นักเรียนใช๎ทักษะอะไรบ๎างในการอาํ นสรปุ ใจความ
ในการตอบคาํ ถามใหค๎ รูใช๎ไม๎เรยี กเลขที่ เพอ่ื ให๎นักเรียนตอบที่ละคน โดยคําถามกํอน
เรยี กเลขท่เี พ่อื ให๎ทกุ คนไดค๎ ิด
3. นกั เรียนเขา๎ กลมํุ ศกึ ษาเรอ่ื งสมุดมิตรภาพ โดยใชค๎ ําถามตอํ ไปน้ี

คาบท่ี 2-3 - ความคดิ ใดท่ีทําให๎ชาลีรูส๎ ึกใจหาย
จดหมายกจิ ธรุ ะ - สมดุ มิตรภาพของมะปรางมคี วามพเิ ศษในเรือ่ งใด
ขนั้ ท่ี 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
4. นกั เรยี นแตลํ ะกลุํมรวํ มกันวิเคราะหเ๑ ก่ียวกับเรื่องทอ่ี าํ น โดยครูใช๎คาํ ถามดังน้ี
- ตัวละครสําคัญในเร่อื งมใี ครบ๎าง แตํละตัวมีนิสัยอยํางไร
- จากเรอ่ื งทอี่ าํ นนกั เรียนได๎ขอ๎ คดิ อะไรบ๎าง
5. นกั เรยี นแตํละกลมํุ คิดประเมนิ เพอ่ื เพิม่ คุณคําโดยครูใช๎คําถามดังตํอไปนี้
- จากการศึกษาเรือ่ งสมดุ มติ รภาพนักเรียนสามารถนาํ ไปใชป๎ ระโยชนใ๑ น
ชีวติ ประจาํ วนั ได๎อยาํ งไร
ขน้ั ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. นักเรียนเขา๎ กลมุํ ทาํ กจิ กรรมการต้ังคาํ ถามและตอบคําถามจากเรื่องท่อี ําน กลุํมละ 5
ข๎อ
กตกิ าในการต้งั คําถาม คณุ ครแู บงํ จาํ นนวนหน๎าทแี่ ตํละกลุํมจะต๎องรบั ผิดชอบในการตงั้ คาํ ถาม
เพ่ือปอู งกันไมํใหค๎ าํ ถามแตํละกลมํุ ไมํให๎ซาํ้ กนั
7. นักเรยี นรวํ มกนั สรปุ ขอ๎ คดิ ที่ได๎จากการอําน
ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ
8. นักเรยี นแตลํ ะกลํุมนําเสนอคําถามหนา๎ ชัน้ เรียน แล๎วใหเ๎ พือ่ นตอบ
ขน้ั ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
9. นกั เรยี นรวํ มกนั แสดงความคิดเห็น โดยครูใช๎คาํ ถามดังน้ี
- นกั เรยี นสามารถนําความรู๎เกี่ยวกบั เรอ่ื งที่เรยี นไปใชป๎ ระโยชนใ๑ นสงั คมไดอ๎ ยํางไร
การเขยี นจดหมายกิจธรุ ะ (คาบที่ 2-3)
สาระสาํ คญั
จดหมายกจิ ธุระ เปน็ จดหมายท่ีใชต๎ ดิ ตํอกจิ ธุระกบั บุคคลหนํวยงานราชการหรือเอกชน
การศึกษาและฝึกเขียนจดหมายกิจธุระจะทําให๎นักเรียนเขียนจดหมายสื่อสารได๎ถูกต๎องตาม
รปู แบบและบรรลวุ ตั ถุประสงค๑
ขน้ั ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครูนําตวั อยาํ งจดหมายสวํ นตัวมาให๎นักเรียนดู แล๎วใช๎คําถามเพ่อื ให๎นักเรยี นรํวมกนั
สนทนา ดงั น้ี
- สิง่ ท่ีนักเรยี นเหน็ คืออะไร (ตัวอยํางคาํ ตอบ จดหมาย)
- นักเรียนเคยเขียนจดหมายหรอื ไมํ อยาํ งไร (ตวั อยํางคําตอบ เคย โดยเคย
เขียนจดหมายถงึ ใครบ๎าง)

2. นักเรียนแตํละกลมํุ ศกึ ษาการเขียนจดหมายกิจธุระ รวํ มสนทนาโดยครูใชค๎ ําถาม
ตํอไปน้ี

- จดหมายกจิ ธรุ ะมีลกั ษณะเดนํ อยาํ งไร

คาบที่ 4-5 ขน้ั ท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ครูนาํ ตัวอยํางจดหมายกิจธุระ มาใหน๎ ักเรยี นรวํ มกันวิเคราะห๑ แล๎วสนทนาโดยครู
วลี
ประโยค ถามคําถามดงั นี้
- การวางตําแหนงํ ตํางๆ ตามรปู แบบการเขยี นจดหมาย
- การใช๎คําขึน้ ตน๎ คําลงทา๎ ยจดหมาย
- เน้ือความจดหมาย
- ความเป็นระเบยี บ สะอาดเรยี บร๎อย และสวยงาม

4. นกั เรยี นคดิ ประเมนิ เพ่ือเพิ่มคุณคาํ โดยครถู ามคาํ ถามดังน้ี
- นกั เรียนสามารถนําสง่ิ ทเ่ี รยี นไปประยุกต๑ใช๎ในชวี ิตประจําวันอยาํ งไร

ขน้ั ท่ี 3 ขนั้ ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ัติ
5. ใหน๎ ักเรยี นแบงํ กลมํุ ออกเปน็ ๕ กลุํม กลํุมละเทาํ ๆ กนั แล๎วให๎แตํละกลมํุ รํวมกนั

ศึกษาเกย่ี วกบั จดหมายกิจธรุ ะ และหลักการเขยี นจดหมายและนําข๎อมูลทไี่ ดม๎ าสรุปลงใน
แผนภาพความคิด

6. ครอู ธบิ ายเกยี่ วกับการเขยี นจดหมายกจิ ธุระ พรอ๎ มทง้ั ยกตัวอยาํ งเพิ่มเติมให๎นกั เรยี น
ฟง๓ อกี ครัง้ แล๎วนําข๎อมลู เกย่ี วกบั หลักการเขียนจดหมายมาสรุปลงในแผนภาพบนกระดาน เพื่อ
เปน็ การทบทวนความรู๎

7. ให๎นักเรยี นและครูรวํ มกันแสดงความคดิ เหน็ เพ่ือสรุปความรู๎การเขียนจดหมายกจิ
ธรุ ะ

8. ครูมอบหมายใหน๎ ักเรียนเขียนจดหมายกจิ ธุระ1 ฉบบั พร๎อมจําหน๎าซองจดหมายให๎
เรยี บรอ๎ ย
ขนั้ ท่ี 4 ขน้ั สอื่ สารและนาํ เสนอ

9. นักเรียนนาํ เสนอการเขยี นจดหมายกิจธรุ ะโดยการจัดปูายนิเทศแสดงผลงานของแตํ
ละคน
ขนั้ ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

10. นกั เรยี นรวํ มแสดงความคิดเห็น โดยครใู ชค๎ ําถามดังนี้
- นักเรยี นสามารถนําความรู๎เกยี่ วกบั เรือ่ งท่เี รยี นไปใชป๎ ระโยชนใ๑ นสงั คมได๎

อยํางไร
วลี ประโยค (คาบที่ 4-5)
สาระสาํ คญั

ประโยค เป็นการนําคําชนิดตํางๆมาเรียบเรียงอยํางมีระเบียบและได๎ใจความสมบูรณ๑
ร๎ูวําใครทําอะไรท่ีไหนอยํางไรสํวนสําคัญของประโยคมี ๒สํวนคือภาคประธานและภาคแสดง
การศกึ ษาเรือ่ งประโยคและวลีจะทําให๎นําไปใช๎ไดถ๎ กู ต๎องตามหลกั การใช๎ภาษาไทย

วลี เป็นการนําคําต้ังแตํสองคําขึ้นไปมาเรียงตํอกันทําให๎เกิดความหมายเพ่ิมขึ้น
มีความหมายมาจากคําเดิมที่นํามารวมมารวมกันแตํไมํสมบูรณ๑เหมือนประโยค วลีสํวนใหญํมี
คํากลางที่สาํ คญั หนง่ึ คําที่เปน็ ตวั บงํ บอกถงึ ประเภทของวลี คํานน้ั เรียกวาํ เป็น "คาํ หลกั " ของวลี

ขน้ั ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครูอาํ นขอ๎ ความทคี่ รูเตรียมไว๎ ถา๎ ขอ๎ ใดเป็นวลใี หน๎ ักเรียนยกมือ ถ๎าขอ๎ ใดไมํใชวํ ลไี มตํ ๎อง

ยกมอื ครพู ยายามอํานใหเ๎ รว็ ๆ เชํน นายกรัฐมนตรี เรือโคลงเคลงไปมา บวั นอ๎ ยลอยอยูกํ ลาง
บึง คลื่นยักษส๑ นึ ามิ บัวลอยน้ําขิง น้าํ ทวํ มดีกวาํ ฝนแลง๎ สอนจระเข๎ให๎วาํ ยน้ํา
สถานีโทรทัศนช๑ ํอง ๗ นํา้ นงิ่ ไหลลึก

2. ครูตดิ แผนภูมคิ าํ ทีไ่ ด๎อาํ นไปแล๎วใหน๎ กั เรยี นชวํ ยกนั สังเกตวําวลีท่ีไมใํ ชปํ ระโยคแตกตาํ ง
กบั กลํมุ คาํ ทเ่ี ปน็ วลอี ยํางไร เชนํ เรือโคลงเคลงไปมา เป็นประโยค เพราะมี ประธาน คือ เรือ
โคลงเคลงไปมา คือ กรยิ า หรอื ถ๎ามีสวํ นขยาย เชํน

- เรือลาํ น๎อยโคลงเคลงไปมาในกระแสคล่ืน

- นาํ้ นิ่งไหลลกึ
3. นักเรยี นศึกษาเร่ืองวลแี ละประโยค แลว๎ รํวมสนทนาโดยใชค๎ ําถามดังน้ี

- วลี คือ
- ประโยค คือ
ขน้ั ที่ 2ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
4. นกั เรียนวิเคราะห๑ และเปรยี บเทียบความแตกตาํ งระหวํางวลกี ับประโยค จากนัน้ ให๎
นกั เรยี นปฏบิ ัติตามประเดน็ ทค่ี รกู าํ หนดดงั น้ี
- บอกลักษณะของวลี และประโยค
5. นักเรยี นแตํละกลุํมคิดประเมินเพือ่ เพิม่ คณุ คําโดยครใู ชค๎ ําถามดังตอํ ไปน้ี
- จากการศึกษาเรือ่ งคํานามนกั เรียนสามารถนําไปใช๎ประโยชน๑ใชีวติ
ประจาํ วนั ได๎อยาํ งไร
ขน้ั ที่ 3 ขน้ั ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ัติ
6. ให๎นกั เรยี นรํวมกนั ยกตัวอยํางกลุมํ คาํ หรือวลี และรํวมกนั ตรวจสอบความถกู ต๎อง
7. ใหน๎ กั เรียนแบํงกลุมํ เลือกนิทานที่ชอบกลุํมละ ๑ เร่อื ง จากน้นั รํวมกันหาวลีหรือ
ประโยค สํงตวั แทนรายงานหนา๎
ชั้นเรยี น นกั เรียนรํวมกนั ตรวจสอบความถกู ต๎อง
8. ใหน๎ ักเรยี นและครูรวํ มกนั สรุปความรู๎ วลหี รอื ประโยค คือคาํ ท่ีเรียงตดิ ตอํ กันตั้งแตํ ๒
คาํ ขึ้นไปและมคี วามหมาย
แตยํ ังไมํสมบูรณ๑ จงึ เปน็ เพียงสํวนหน่ึงของประโยค
ขนั้ ท่ี 4 ขน้ั สอ่ื สารและนาํ เสนอ
9. นกั เรียนนําเสนอวลแี ละประโยคจากนิทาน โดยครูใช๎ไม๎เรียกเลขท่ี เพ่อื ให๎นักเรยี น
นาํ เสนอทลี ะกลมํุ และรวํ มกันแสดงความคดิ เห็น และรวบรวมเป็นเลํมไว๎ทีม่ ุมห๎องเรียนใหเ๎ พ่อื นๆ
ได๎อําน
ขนั้ ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ เพอ่ื เพม่ิ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
10. นักเรียนรวํ มกนั แสดงความคิด โดยครใู ช๎คําถามในสังคมไดอ๎ ยาํ งไร
- นกั เรยี นสามารถนาํ ความรูเ๎ กี่ยวกบั เรื่องท่เี รยี นไปใชป๎ ระโยชน๑ในสงั คมไดอ๎ ยํางไร

6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นร๎ู วธิ ีการ เครอ่ื งมอื
การประเมนิ
-การตอบคําถาม -คาํ ถาม
ดา๎ นความรู๎ (K)
-ทาํ แบบฝึกหัด -แบบฝึกหัด
ดา๎ นทกั ษะและกระบวนการ (P)
-ทักษะการอาํ นในใจ -แบบประเมนิ การอํานในใจ
ดา๎ นคุณธรรม จริยธรรมและคํานิยม (A)
-ทกั ษะการเขยี น -แบบประเมินการเขียนจดหมายกิจธรุ ะ

-ทักษะการวเิ คราะห๑ -แบบฝกึ หัด คําถาม

-สังเกตพฤติกรรมในการรวํ ม -แบบสงั เกตพฤติกรรม

กจิ กรรม การทํางานกลํุม

-สังเกตพฤติกรรมการรวํ มกจิ กรรม -แบบสงั เกตพฤตกิ รรม

7. สอื่ /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นรู๎
1. หนังสือเรียนภาษาพาทีชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6
2. แถบประโยควลแี ละประโยค
3. ใบความร๎เู รอื่ งวลแี ละประโยค
4. พจนานุกรม

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

vลvงชอ่ื .............................................ครผู ู๎สอน ลงชอ่ื ...................................................ฝาุ ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่อื ................................................... ผู๎บริหาร
(...........................................................)

แบบบนั ทกึ คะแนนพฤตกิ รรมการอาํ นในใจ

เกณฑ๑การใหค๎ ะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรับปรงุ ให๎ 0
เกณฑก๑ ารประเมนิ การผํานการประเมนิ ทุกรายการต๎องได๎ 1 ขน้ึ ไป

รายการประเมนิ

เลขที่ ชอ่ื – สกลุ การวาง/ ัจบหนังสือไ ๎ด หมาย
ถูมีกส ๎ตมาองธิในการอําน เหตุ
การกวาดสายตาในการอําน
ไ ํม ี้ชตาม ัตวอักษร ่ีท ํอาน
ไมํสายหน๎าไปมาขณะ ํอาน
คะแนนรวม 10 คะแนน
สรุป ผําน / ไมํผําน

ข๎อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

( ลงชือ่ ) …………………………………………………….… ผ๎ปู ระเมนิ ( ครูผสู๎ อน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….

แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี น

เกณฑก๑ ารให๎คะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรบั ปรงุ ให๎ 0
เกณฑก๑ ารประเมนิ การผํานการประเมินทุกรายการตอ๎ งได๎ 1 ขึน้ ไป

ขอ๎ รายการประเมนิ คะแนน สรปุ หมายเหตุ
ทีไ่ ด๎ ผาํ น ไมผํ าํ น

1 การวางแผน
2 ความกระตอื รอื รน๎
3 การแสดงความคิดเห็น
4 มมี ารยาทในการพดู
5 มมี ารยาทในการฟง๓

รวมคะแนน

ประเมนิ กลมุํ ท่ี
……………………………………………………………………………………………………………
ข๎อเสนอแนะเพมิ่ เติม
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

( ลงช่ือ ) …………………………………………………….… ผปู๎ ระเมนิ ( ครูผ๎สู อน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….

สัปดาห๑ที่ 13

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู๎

ภาคเรยี นท.ี่ .…2…../…………..... ชอ่ื ผส๎ู อน ……………………………………………………..
กลมุํ สาระการเรยี นรู๎ ภาษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปที …่ี …6..... จาํ นวน……5….คาบ
หนํวยการเรยี นรทู๎ ี่ ..……14…..… เรอื่ ง......................เสียแล๎วไมกํ ลับคนื .....................

1. มาตรฐานการเรยี นร/ู๎ ตวั ชว้ี ดั

มาตรฐานท่ี ท 1.1 ใชก๎ ระบวนการอาํ นสรา๎ งความรแู๎ ละความคิดเพอ่ื นําไปใช๎ตัดสนิ ใจ แกป๎ ๓ญหาในการดาํ เนินชวี ติ และ
มนี สิ ยั รักการอําน

ตวั ช้ีวัดที่ ป 6/1 อาํ นออกเสียงบทร๎อยแกว๎ และบทร๎อยกรองได๎ถูกตอ๎ ง
ตัวชว้ี ดั ที่ ป 6/2 อธบิ ายความหมายของคาํ ประโยคและข๎อความทเ่ี ป็นโวหาร
ตวั ชี้วดั ท่ี ป 6/8 อาํ นหนงั สือตามความสนใจและอธิบายคณุ คําทไี่ ดร๎ ับ
ตัวชวี้ ัดที่ ป 6/9 มีมารยาทในการอําน
มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใช๎กระบวนการเขียนเขยี นส่อื สาร เขียนเรยี งความ ยอํ ความ และเขียนเร่อื งราวในรปู แบบตําง ๆ
เขยี นรายงานขอ๎ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน๎ คว๎าอยาํ งมีประสทิ ธิภาพ
ตวั ชว้ี ดั ท่ี ป 6/6 เขยี นจดหมายสวํ นตัว
ตัวชว้ี ัดที่ ป 6/9 มมี ารยาทในการเขยี น

2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
การอาํ นจบั ใจความสาํ คญั คอื การอํานเพ่ือจบั ใจความหรือข๎อคดิ ความคิดสําคญั หลกั ของขอ๎ ความ หรือเรือ่ งที่อํานการ

อาํ นจบั ใจความสําคญั ถอื เป็นทกั ษะสําคัญทใ่ี ช๎ในการอาํ นเพื่อการสอื่ สารมากที่สุด เพราะเป็นพ้ืนฐานสาํ คัญในการศึกษาหา
ความรู๎ จึงควรฝึกฝนให๎เกดิ ความชาํ นาญ

การเขยี นจดหมายและการพดู แสดงความรส๎ู กึ เปน็ การถาํ ยทอดความร๎ูสึกนกึ คิดของตนเองจากภาพหรือเหตุการณ๑ท่ีพบ
เห็นหรือสิ่งตํางๆทอ่ี ยูํรอบตวั

วรรณยกุ ตใ๑ นภาษาไทย วรรณยุกต๑มี 4 รูป 5 เสียงซึ่งการผันวรรณยกุ ต๑จะสัมพนั ธก๑ บั อกั ษร 3 หมํู คือ อกั ษรสงู อักษร
อักษรกลาง อักษรตํา่ และคาํ เปน็ คําตายการมีความรู๎เร่ืองอักษร3หมํูและคําเป็นคําตายจะชวํ ยให๎อํานคําและผันวรรณยกุ ตไ๑ ด๎
ถูกตอ๎ งย่ิงขึน้

3. จดุ ประสงคก๑ ารเรยี นร๎ู
1.อธิบายความหมาย และหลักการอาํ นจับใจความสําคัญ (K)
2.เขียนจดหมายและพดู แสดงความรู๎สึกในโอกาสตาํ งๆได๎ (K)
3.บอกรูปและเสียงของวรรณยุกต๑ (K)

4. จําแนกพยัญชนะตามระดบั เสยี งไดถ๎ กู ตอ๎ ง (K)
5. อธบิ ายลักษณะและจําแนกคาํ เป็นคาํ ตายได๎ (K)
6. อํานผนั วรรณยกุ ตค๑ ําทม่ี ีพยัญชนะต๎นเป็นอกั ษรสูงกลางและต่าํ ได๎ (K, P)
7. อาํ นเรื่องได๎คลํองแคลํวรวดเร็วและถกู ตอ๎ งตามอักขรวธิ ี (P)
8. แยกข๎อเท็จจรงิ และขอ๎ คิดเห็นจากเรื่องที่อําน (P)
9. เขยี นจดหมายแสดงความคิดเหน็ เร่อื งทกี่ ําหนดให๎ได๎ (P)
10. ใชท๎ ักษะทางภาษาเปน็ เครอ่ื งมอื ในการเรียนการแสวงหาความรแู๎ ละการดํารงชวี ิตอยูํรวํ มกนั ในสังคมได๎ (P)
11.เห็นความสาํ คญั ของการอํานและมารยาทในการอําน (A)
12. มีมารยาทในการเขยี นและมารยาทในการพูด (A)
13. มคี วามสนใจในการเรียนภาษาไทย (A)

4. สาระการเรยี นรู๎ สาระการเรยี นรทู๎ อ๎ งถนิ่
สาระการเรยี นรแ๎ู กนกลาง

1.อธบิ ายความหมาย และหลกั การอํานจับใจความสาํ คญั
2.เขียนจดหมายและพูดแสดงความร๎ูสึกในโอกาสตํางๆได๎
3.บอกรูปและเสยี งของวรรณยกุ ต๑
4. จาํ แนกพยญั ชนะตามระดับเสยี งไดถ๎ ูกต๎อง
5. อธิบายลกั ษณะและจาํ แนกคาํ เป็นคาํ ตายได๎
6. อาํ นผนั วรรณยุกต๑คําทม่ี ีพยญั ชนะต๎นเป็นอักษรสูงกลางและต่ําได๎

5. กิจกรรมการเรยี นร๎ู กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบท่ี การอํานจบั ใจความ ( เสยี แลว๎ ไมกํ ลบั คนื ) (คาบที่ 1)
สาระสาํ คญั
คาบที่ 1
การอํานจบั ใจความสาํ คญั คือ การอาํ นเพอื่ จับใจความหรอื ขอ๎ คิด ความคิดสําคัญหลัก
การอาํ น
จบั ใจความสาํ คญั ของข๎อความ หรือเรอื่ งทอี่ ํานการอาํ นจับใจความสําคัญ ถือเป็นทักษะสําคัญที่ใช๎ในการอํานเพ่ือ

การสื่อสารมากที่สุด เพราะเป็นพ้ืนฐานสําคัญในการศึกษาหาความร๎ู จึงควรฝึกฝนให๎เกิดความ

ชาํ นาญ

ขน้ั ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครนู าํ บตั รคํา การรู๎จกั รักนวลสงวนตัว มาตดิ ไว๎บนกระดาน
2. ครแู ละนักเรียนรํวมกนั สนทนา โดยใชค๎ ําถามกระต๎นุ ความคดิ ดังน้ี
- นกั เรียนจะแสดงการรักนวลสงวนตัวได๎อยาํ งไร
นักเรียนชวํ ยกนั ตอบ เพ่ือโยงเข๎าสูสํ าระการเรียนร๎ู นักเรียนทบทวนเก่ยี วกับการอาํ นจับ

ใจความสําคัญโดยครใู ช๎คาํ ถามดงั นี้
- การอาํ นสรปุ ใจความ คอื อะไร

คาบที่ 2-3 - นักเรียนใช๎ทกั ษะอะไรบ๎างในการอํานสรปุ ใจความ
ในการตอบคาํ ถามใหค๎ รูใช๎ไมเ๎ รียกเลขที่ เพ่ือให๎นักเรียนตอบทีล่ ะคน โดยคําถามกํอน
การเขยี นจดหมาย เรยี กเลขท่เี พือ่ ให๎ทกุ คนได๎คิด
แสดงความเหน็ ใจ 3. นักเรียนเขา๎ กลุมํ ศึกษาเรอ่ื งเสยี แล๎วไมกํ ลบั คนื โดยใชค๎ ําถามตอํ ไปน้ี

- เก๊ียวเปน็ โรคซมึ เศร๎าจากสาเหตใุ ด
- พอํ แมํอนญุ าตให๎นา้ํ ออ๎ ยไปเที่ยวกบั เพ่ือนๆหรือไมํ ถา๎ นักเรียนเปน็ พอํ แมํจะ
อนญุ าตหรือไมเํ พราะเหตุใด
ขนั้ ที่ 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
4. นักเรยี นแตํละกลํมุ รวํ มกนั วิเคราะหเ๑ กย่ี วกบั เรอื่ งทอี่ ําน โดยครใู ช๎คําถามดงั น้ี
- ตวั ละครสําคัญในเรอ่ื งมีใครบ๎าง แตํละตัวมนี สิ ัยอยํางไร
- จากเรอื่ งที่อํานนักเรียนได๎ข๎อคดิ อะไรบ๎าง
5. นักเรยี นแตลํ ะกลมุํ คิดประเมินเพือ่ เพ่มิ คุณคําโดยครูใช๎คาํ ถามดังตํอไปน้ี
- จากการศกึ ษาเรือ่ งเสียแล๎วไมกํ ลบั คนื นักเรยี นสามารถนาํ ไปใช๎ประโยชนใ๑ น
ชีวิตประจําวันได๎อยาํ งไร
ขนั้ ท่ี 3 ขนั้ ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. นกั เรยี นเข๎ากลมํุ ทาํ กจิ กรรมการต้ังคําถามและตอบคาํ ถามจากเรอื่ งที่อําน กลมํุ ละ 5
ข๎อ
กตกิ าในการตั้งคําถาม คณุ ครแู บํงจาํ นนวนหนา๎ ทแี่ ตํละกลํุมจะตอ๎ งรับผดิ ชอบในการตั้งคําถาม
เพือ่ ปอู งกนั ไมํให๎คําถามแตํละกลุํมไมใํ หซ๎ ํา้ กัน
7. นักเรยี นรํวมกนั สรุปขอ๎ คดิ ที่ไดจ๎ ากการอําน
ขน้ั ท่ี 4 ขน้ั สอ่ื สารและนาํ เสนอ
8. นักเรยี นแตลํ ะกลํมุ นาํ เสนอคําถามหน๎าชัน้ เรียน แล๎วใหเ๎ พอ่ื นตอบ
ขน้ั ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
9. นักเรยี นรวํ มกนั แสดงความคดิ เห็น โดยครใู ช๎คําถามดงั นี้
- นกั เรยี นสามารถนาํ ความร๎ูเก่ยี วกับเร่อื งทเ่ี รยี นไปใช๎ประโยชน๑ในสังคมได๎
อยํางไร
การเขยี นจดหมายแสดงความเหน็ ใจ (คาบที่ 2-3)
สาระสาํ คญั
การเขียนจดหมายและการพูดแสดงความรูส๎ ึกเปน็ การถาํ ยทอดความรู๎สกึ นึกคดิ ของ
ตนเองจากภาพหรือเหตุการณ๑ท่พี บเหน็ หรอื ส่ิงตํางๆที่อยรูํ อบตวั
ขน้ั ที่ 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครนู าํ บตั รคําตํอไปน้มี าติดไว๎บนกระดาน แล๎วใช๎คาํ ถามเพอื่ ใหน๎ กั เรียนรวํ มกัน
สนทนา ดงั น้ี จดหมายขอโทษ จดหมายแสดงความยนิ ดี จดหมายแสดงความขอบคุณ
จดหมายแสดงความเหน็ ใจ
2. นักเรียนแตํละกลุมํ ศึกษาการเขียนจดหมายแสดงความเห็นใจ แล๎วรํวมสนทนาโดย
ครใู ชค๎ ําถามตอํ ไปน้ี

คาบท่ี 4-5 - นกั เรยี นเคยเขียนจดหมายในโอกาสใดบา๎ ง
วรรณยกุ ต๑ - นักเรยี นต๎องการเขยี นจดหมายแสดงความเหน็ ใจในโอกาสใดมากท่ีสดุ
เพราะอะไร
ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั คดิ วิเคราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ครนู าํ จดหมายแสดงความเหน็ ใจ มาใหน๎ กั เรียนรํวมกันวเิ คราะห๑ แลว๎ สนทนาโดย
ครูถามคําถามดงั น้ี
- ข๎อความลกั ษณะใดไมคํ วรเขยี นในจดหมายแสดงความเห็นใจ
- จดหมายแสดงความเห็นใจมีลกั ษณะอยํางไร
4. ให๎นักเรียนแบงํ กลุมํ ออกเป็น 5 กลุมํ กลมุํ ละเทํา ๆ กัน แลว๎ ให๎แตลํ ะกลุมํ รํวมกัน
ศึกษาเก่ยี วกบั จดหมายแสดงความเห็นใจ และหลักการเขยี นจดหมายแสดงความเห็นใจและนํา
ข๎อมลู ท่ไี ด๎มาสรุปลงในแผนภาพความคิด จากน้ันออกมานําเสนอผลงานของกลมุํ ตนเองใหค๎ รู
และเพื่อนกลํมุ อ่นื ๆ ฟง๓ และตรวจสอบความถูกต๎องทลี ะกลํมุ จนครบทกุ กลมํุ
5. นักเรียนคดิ ประเมนิ เพือ่ เพม่ิ คณุ คําโดยครถู ามคําถามดงั น้ี
- นักเรียนสามารถนําสิ่งที่เรยี นไปประยุกต๑ใชใ๎ นชวี ิตประจําวันอยํางไร
ขนั้ ท่ี 3 ขนั้ ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ัติ
6. ครอู ธิบายเกยี่ วกบั การเขียนจดหมายแสดงความเห็นใจ พรอ๎ มทง้ั ยกตัวอยํางเพ่มิ เติม
ใหน๎ ักเรียนฟง๓ อีกครงั้
แลว๎ นาํ ข๎อมลู เกย่ี วกบั หลกั การเขียนจดหมายมาสรุปลงในแผนภาพบนกระดาน เพ่ือเปน็ การ
ทบทวนความรู๎
7. ให๎นักเรยี นและครูรํวมกนั แสดงความคดิ เหน็ เร่ืองการเขียนจดหมายแสดงความเหน็
ใจ
8. ครูมอบหมายใหน๎ ักเรยี นเขยี นจดหมายแสดงความเห็นใจถงึ เพื่อน 1 ฉบับ พรอ๎ มจาํ
หนา๎ ซองจดหมายใหเ๎ รียบรอ๎ ย
ขน้ั ท่ี 4 ขน้ั สอื่ สารและนาํ เสนอ
9. นกั เรยี นนาํ เสนอผลการเขียนจดหมายแสดงความคดิ เหน็ โดยการจัดปูายนิเทศแสดง
ผลงานของแตลํ ะคน
ขน้ั ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
10. นกั เรยี นรํวมแสดงความคดิ เห็น โดยครูใช๎คาํ ถามดังนี้
- นักเรยี นสามารถนําความร๎ูเกยี่ วกับเร่ืองท่เี รยี นไปใชป๎ ระโยชน๑ในสงั คมได๎
อยาํ งไร
การผนั วรรณยกุ ต๑ (คาบที่ 4-5)
สาระสาํ คญั
วรรณยกุ ตใ๑ นภาษาไทยมี 4 รูป 5 เสียง ซง่ึ การผันวรรณยุกต๑จะสัมพันธ๑กับอักษร 3 หมํู
คืออักษรสูงอักษร อักษรกลาง อักษรตํ่าและคําเป็นคําตายการมีความร๎ูเร่ืองอักษร3หมํูและคํา
เปน็ คาํ ตายจะชวํ ยให๎อํานคาํ และผนั วรรณยุกตไ๑ ดถ๎ ูกต๎องยงิ่ ข้ึน

ขน้ั ท่ี 1ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู

1. ครูและนกั เรียนรํวมกันทบทวนความรเู๎ ดมิ เก่ียวกบั เร่ือง อักษร 3 หมูํ โดยครูใช๎

คาํ ถามกระต๎นุ ให๎นกั เรยี นตอบ

- อกั ษร 3 หมํู มีอะไรบ๎าง

- นกั เรียนมหี ลกั การจําอักษรทง้ั 3 หมํู อยาํ งไร

2. ครูตดิ บัตรคาํ คาํ วํา เคก๎ โจก๏ ไกํ ฯลฯ บนกระดาน แล๎วสนทนาซักถามนกั เรยี น โดย

ใชค๎ าํ ถามกระต๎นุ ใหน๎ ักเรียนตอบ

- คําท่ีนกั เรยี นเห็นนี่มีเสยี งวรรณยกุ ต๑อะไร

- รูปและเสยี งวรรณยุกต๑ของคาํ แตํละคาํ ตรงกนั หรอื ไมํ

- รปู และเสยี งวรรณยกุ ต๑ของคําทป่ี รากฏไมตํ รงกัน เพราะเหตุใด

3. ครูแจง๎ ให๎นักเรียนทราบวําวนั นีจ้ ะเรยี นเรื่อง การผันวรรณยกุ ต๑ โดยการผนั วรรณยุกต๑

ให๎ถูกต๎องนนั้ นกั เรยี นจะตอ๎ งมีความรูค๎ วามเขา๎ ใจเก่ยี วกบั ไตรยางค๑

4. นักเรียนศกึ ษาเรือ่ งการผนั วรรณยกุ ต๑ และศึกษาเร่อื งคาํ เป็นคาํ ตาย แลว๎ รวํ มสนทนา

โดยใชค๎ ําถามดังน้ี

- คําเปน็ คือ

- คาํ ตาย คือ

ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ

5. ครใู ห๎นกั เรยี นวเิ คราะห๑ ชือ่ และนามสกุลของตนเองวาํ มคี าํ เป็นและคําตายก่พี ยางค๑

มีพยางคอ๑ ะไรบ๎าง เชนํ

วารณุ ี จารภุ ิญโญ

คําเป็น วา, ณ,ี จา, ภญิ , โญ = 4 พยางค๑

คาํ ตาย รุ = 1 พยางค๑

6. ครูสํุมเรยี กตัวแทนนกั เรยี น 3-4 คน ออกมานาํ เสนอผลการวิเคราะห๑ คาํ เป็นคาํ ตาย

ของช่อื ตนเองท่ีหน๎าชั้นเรียน

7. นกั เรยี นแตลํ ะกลํมุ คดิ ประเมนิ เพอื่ เพิ่มคณุ คําโดยครูใช๎คําถามดังตํอไปน้ี

- จากการศึกษาเร่ืองคําเปน็ คําตายนักเรียนสามารถนาํ ไปใชป๎ ระโยชนใ๑ น

ชวี ิตประจําวันไดอ๎ ยํางไร

ขน้ั ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ัติ

8. ครูและนักเรียนรํวมกันทบทวนความรเู๎ รือ่ ง ไตรยางศแ๑ ละคาํ เปน็ คาํ ตาย

9. ครูติดแผนภูมเิ ร่อื งการผนั วรรณยุกต๑บนกระดาน และอธิบายประกอบ

10. ครูแบํงนักเรยี นเป็นกลมุํ แลว๎ ให๎นักเรยี นศึกษาเร่อื งการผนั วรรณยุกต๑จากหนังสือ

เรยี นแล๎วชํวยกันอธิบายใหเ๎ พื่อนในกลุมํ เข๎าใจตรงกัน

11. นักเรียนทาํ แบบฝกึ หดั

12.นักเรียนทําชิ้นงาน เร่อื งการผนั วรรณยกุ ตโ๑ ดยให๎นกั เรียนสะกดคาํ และผนั เสียง

วรรณยุกตท๑ ่ีกําหนด

13. ครแู ละนกั เรียนรํวมกนั สรุปสาระสาํ คญั ของเร่ืองการผนั วรรณยกุ ต๑

ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ
14. นกั เรียนนําเสนอคาํ นามตามกลมุํ ที่จบั ฉลากไว๎ โดยครูใช๎ไมเ๎ รยี กเลขที่ เพ่ือให๎

นกั เรยี นนาํ เสนอทลี ะกลํุมและรํวมกันแสดงความคิดเห็น และรวบรวมเป็นเลํมไว๎ทมี่ ุมห๎องเรยี น
ให๎เพ่ือนๆไดอ๎ าํ น
ขนั้ ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

15. นกั เรยี นรํวมกนั แสดงความคดิ โดยครใู ช๎คําถามในสังคมได๎อยํางไร
- นักเรยี นสามารถนําความร๎เู ก่ียวกบั เรื่องทเ่ี รียนไปใช๎ประโยชน๑ในสงั คมได๎

อยาํ งไร

6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นร๎ู

การประเมนิ วิธีการ เครอื่ งมือ
ด๎านความรู๎ (K)
ด๎านทักษะและกระบวนการ (P) -การตอบคําถาม -คําถาม

ด๎านคณุ ธรรม จริยธรรมและคํานยิ ม (A) -ทําแบบฝึกหัด -แบบฝกึ หัด

-ทักษะการอํานในใจ -แบบประเมินการอาํ นในใจ

-ทักษะการเขยี น -แบบประเมนิ การเขียนจดหมาย

-ทกั ษะการวิเคราะห๑ แสดงความเหน็ ใจ

-แบบฝกึ หัด คําถาม

-สังเกตพฤตกิ รรมในการรวํ มกิจกรรม -แบบสงั เกตพฤตกิ รรม

การทํางานกลํุม

-สงั เกตพฤตกิ รรมการรํวมกิจกรรม -แบบสังเกตพฤตกิ รรม

7. สอื่ /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นรู๎ 2. แผนภูมิไตรยางศ๑
1. หนงั สอื เรยี นภาษาพาทีชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 4. บตั รคํา
3. แถบประโยค
5. พจนานกุ รม

8. กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

vลvงชอื่ .............................................ครูผสู๎ อน ลงชอื่ ...................................................ฝุายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชอ่ื ................................................... ผ๎ูบริหาร
(...........................................................)

สัปดาห๑ท่ี 14

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู๎

ภาคเรยี นท.่ี .…2…../…………..... ชอ่ื ผส๎ู อน ……………………………………………………..
กลมุํ สาระการเรยี นร๎ู ภาษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปที …ี่ …6..... จํานวน……5….คาบ
หนํวยการเรยี นรท๎ู ี่ ..……14…..… เรอื่ ง.........................เสียแลว๎ ไมกํ ลบั คนื ..................

1. มาตรฐานการเรยี นร/๎ู ตวั ชวี้ ดั

มาตรฐานที่ ท 1.1 ใชก๎ ระบวนการอาํ นสร๎างความร๎แู ละความคิดเพอ่ื นําไปใช๎ตดั สนิ ใจ แกป๎ ญ๓ หาในการดาํ เนินชวี ติ และ
มนี ิสยั รักการอาํ น

ตวั ชี้วดั ที่ ป 6/7 อธบิ ายความหมายของขอ๎ มูลจากการอาํ นแผนผัง แผนที่ แผนภมู ิ และกราฟ
ตวั ชี้วัดที่ ป 6/9 มีมารยาทในการอําน
มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใช๎กระบวนการเขียนเขยี นสื่อสาร เขียนเรียงความ ยํอความ และเขยี นเรือ่ งราวในรูปแบบตาํ ง ๆ
เขยี นรายงานข๎อมลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค๎นควา๎ อยาํ งมีประสทิ ธิภาพ
ตวั ช้ีวัดที่ ป 6/6 เขยี นจดหมายสวํ นตัว
ตัวชี้วดั ที่ ป 6/9 มีมารยาทในการเขยี น
มาตรฐานท่ี ท 4.1 เข๎าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทยการเปลยี่ นแปลงของภาษาและพลังของภาษา
ภมู ปิ ๓ญญาทางภาษาและรกั ษาภาษาไทยไว๎เปน็ สมบัติของชาติ
ตวั ชวี้ ัดท่ี ป6/1 วเิ คราะหช๑ นดิ และหนา๎ ที่ของคาํ ในประโยค
ตัวชี้วัดท่ี ป6/2 ใชค๎ ําไดเ๎ หมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล

2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
การอาํ นแผนทแี่ ผนผงั แผนภมู แิ ละกราฟ จะต๎องทาํ ความเข๎าใจสัญลกั ษณต๑ ํางๆทีใ่ ช๎ในแผนทแ่ี ผนผงั แผนภมู ิและกราฟ

หากอาํ นและเขา๎ ใจแผนที่แผนผังแผนภมู แิ ละกราฟจะทาํ ใหร๎ ูข๎ อ๎ มลู ตาํ งๆทีต่ ๎องการใชไ๎ ด๎
การเขยี นจดหมายแสดงความยนิ ดแี ละการพดู แสดงความรสู๎ กึ ยนิ ดี เปน็ การถํายทอดความรส๎ู กึ นึกคิดของตนเองจาก

ภาพหรอื เหตกุ ารณ๑ท่พี บเห็นหรือส่ิงตํางๆที่อยรูํ อบตัว
คําสมาส คือ การนําคาํ บาลี-สนั สกฤตมาเรยี งตํอกนั ตั้งแตํ 2 คาํ ขึ้นไป โดยคําท่นี าํ มานัน้ จะตอ๎ งมีความหมายเหมือนกัน

ใกลเ๎ คยี งกัน หรอื ตรงขา๎ มกัน

3. จุดประสงคก๑ ารเรยี นร๎ู
1. บอกความหมายของสัญลกั ษณ๑ที่ปรากฏในแผนท่ี แผนผัง แผนภูมิ และกราฟได๎ถกู ตอ๎ ง (K)
2. อาํ นแผนท่ี แผนผงั แผนภูมิ และกราฟได๎ (K)
3. เขยี นและพูดแสดงความร๎ูสกึ ในโอกาสตํางๆได๎ (K)
4. บอกลกั ษณะของคาํ สมาสได๎ (K)

5. ยกตวั อยาํ งคําสมาสและอธบิ ายความหมายของคําสมาสได๎ (K)
6. นําคําสมาสมาแตํงเป็นประโยคท่มี คี วามหมายถูกตอ๎ งได๎ (K)
7. ใชท๎ ักษะทางภาษาเป็นเครอื่ งมือในการเรยี น การแสวงหาความร๎ู และการดาํ รงชีวติ อยํรู วํ มกันในสังคมได๎ (P)
8. ใช๎ทกั ษะทางภาษาและเทคโนโลยีการส่อื สารพัฒนาความรไ๎ู ด๎ (P)
9. เขียนแผนภาพความคดิ เรือ่ งท่กี าํ หนดให๎ได๎ (P)
10. ประดษิ ฐ๑เกมตวั ตอํ จิกซอว๑คําสมาสได๎ (P)
11. มีความสนใจการเรยี นภาษาไทย (A)
12. มีมารยาทในการเขียนและมารยาทในการพดู (A)
13. มคี วามสขุ และให๎ความรํวมมอื ในการทาํ กิจกรรม (A)

4. สาระการเรยี นร๎ู สาระการเรยี นรทู๎ อ๎ งถนิ่
สาระการเรยี นรแู๎ กนกลาง

1. บอกความหมายของสญั ลักษณ๑ท่ีปรากฏในแผนท่ี แผนผัง แผนภมู ิ และ
กราฟไดถ๎ กู ตอ๎ ง
2. อํานแผนที่ แผนผงั แผนภมู ิ และกราฟได๎
3. เขียนและพูดแสดงความร๎ูสกึ ในโอกาสตํางๆได๎
4. บอกลกั ษณะของคาํ สมาสได๎
5. ยกตัวอยาํ งคาํ สมาสและอธบิ ายความหมายของคําสมาสได๎
6. นาํ คาํ สมาสมาแตงํ เป็นประโยคทีม่ ีความหมายถูกต๎องได๎

5. กจิ กรรมการเรยี นรู๎ กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบที่ การอาํ นจบั ใจความ (การอาํ นกราฟและแผนภมู )ิ (คาบท่ี 1)
สาระสาํ คญั
คาบท่ี 1
การอาํ นแผนที่แผนผังแผนภมู ิและกราฟ จะต๎องทําความเข๎าใจสัญลักษณ๑ตํางๆท่ีใช๎ใน
การอาํ น แผนที่แผนผังแผนภูมิและกราฟหากอํานและเข๎าใจแผนที่แผนผังแผนภูมิและกราฟจะทําให๎ร๎ู
จบั ใจความ ขอ๎ มลู ตาํ งๆที่ตอ๎ งการใชไ๎ ด๎
(การอาํ นกราฟ ขน้ั ที่ 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
และแผนภมู )ิ
1.ครนู ําบัตรภาพระบรมฉายาลักษณ๑ของพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุล-
ยเดช มาแสดงท่ีหน๎าช้นั เรียน แล๎วให๎นกั เรียนสังเกตวําในการปฏบิ ัติพระราชกรณียกจิ
ตําง ๆ ของพระองค๑ มสี งิ่ ใดท่ีพระองค๑ต๎องนําไปดว๎ ยเสมอ
2. นกั เรยี นรํวมกนั บอกความสาํ คัญและประโยชนข๑ องแผนที่ จากน้นั ครูอธิบายให๎
นักเรยี นทราบวํา แผนท่ี เปน็ เครอื่ งมอื สําคญั ทพ่ี ระองคจ๑ ะต๎องนาํ ไปด๎วยเสมอเพอื่ ให๎ทราบข๎อมูล
ทางภมู ศิ าสตร๑ของพืน้ ท่นี ั้น ๆ
3. นักเรยี นตอบคาํ ถามกระต๎ุนความคดิ

- แผนท่ี เปน็ เครอ่ื งมือทางภูมิศาสตรท๑ ีม่ ีความจาํ เปน็ ตํอนักเรยี นหรือไมํ อยาํ งไร

นักเรยี นชํวยกนั ตอบ เพื่อโยงเขา๎ สูํสาระการเรียนรู๎ นักเรยี นทบทวนเก่ยี วกับการอํานจบั
ใจความสําคญั โดยครใู ช๎คําถามดงั นี้

- การอํานสรปุ ใจความ คืออะไร
- นกั เรียนใช๎ทกั ษะอะไรบา๎ งในการอํานสรุปใจความ
ในการตอบคําถามใหค๎ รูใช๎ไม๎เรียกเลขที่ เพอ่ื ให๎นกั เรยี นตอบทล่ี ะคน โดยคาํ ถามกํอน
เรียกเลขทีเ่ พือ่ ให๎ทุกคนได๎คิด
4. นักเรยี นศกึ ษาการอํานแผนท่ี แผนภมู ิแลว๎ รํวมสนทนาโดยครใู ชค๎ ําถามดังตํอไปน้ี
- แผนท่ี คอื
- แผนภูมิ คือ
- ประเภทของแผนท่ีและแผนภมู ิ
ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
5. ครนู ําแผนทีป่ ระเทศไทยแสดงภูเขาและแมนํ ้ํา และแผนภมู ิมาแสดงที่หน๎าชั้นเรยี น
จากนัน้ ครูขออาสาสมัครนกั เรยี นออกมาอธบิ ายวิธกี ารอาํ นแผนที่ แผนภูมิตามความเข๎าใจ
ของนกั เรียน
6. ครูตรวจสอบความถูกต๎อง และอธบิ ายวิธกี ารอาํ นแผนท่ี และแผนภูมิเพ่ือใหน๎ กั เรียน
สามารถอํานข๎อมูลได๎อยาํ งถูกตอ๎ ง ดังนี้
- ชอ่ื แผนที่
- มาตราสวํ นทีใ่ ช๎ในแผนที่
- สัญลักษณ๑ตํางๆ ที่อยใํู นแผนท่ี
- ชื่อแผนภมู ิ
7. นักเรยี นแตํละกลุมํ คิดประเมนิ เพือ่ เพมิ่ คุณคําโดยครูใช๎คาํ ถามดังตํอไปน้ี
- จากการศกึ ษาเรอื่ งการอํานกราฟและแผนภมู นิ ักเรียนสามารถนําไปใช๎
ประโยชน๑ในชีวิตประจําวนั ไดอ๎ ยาํ งไร
ขนั้ ที่ 3 ขน้ั ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ัติ
8. นกั เรียนรวมกลุมํ จากนัน้ ครูกาํ หนดชือ่ สถานที่ ช่ือแมํนํา้ ชอื่ ภูเขา ให๎นกั เรียนแตํละ
กลุมํ ชวํ ยกันหาพิกดั แลว๎
รวํ มกนั ตรวจสอบความถูกต๎อง
9. นกั เรียนแตํละกลมํุ รํวมกันกําหนดชอื่ สถานที่ ในแผนทปี่ ระเทศไทยแสดงปริมาณปาุ ไม๎
ใหน๎ กั เรียนกลุํมอ่ืนๆชวํ ยกนั
หาพิกัดในแผนทีด่ ังนี้
- กลมํุ ที่ 1 ต้ังคําถาม
- กลํุมที่ 2 หาพิกดั
- กลํมุ ท่ี 3 ตรวจสอบความถูกต๎องของพกิ ดั
10. นักเรียนรวํ มกนั สรุปวธิ กี ารอาํ นแผนท่ี และประโยชน๑ท่ีได๎รบั จากการอํานแผนที่
เพื่อใหน๎ กั เรียนเกดิ ความตระหนกั ถงึ ความสาํ คัญและนําไปใช๎ในชีวิตประจาํ วนั ได๎
ขนั้ ที่ 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ

คาบที่ 2-3 11. นกั เรียนแตํละกลมํุ นาํ เสนอคําถามหนา๎ ชัน้ เรียน แล๎วให๎เพ่ือนตอบ
ขนั้ ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
การเขยี นจดหมาย
แสดงความยนิ ดี 12. นักเรียนรํวมกนั แสดงความคิดเห็น โดยครูใช๎คําถามดังนี้
- นกั เรียนสามารถนาํ ความร๎ูเก่ยี วกบั เรื่องที่เรยี นไปใช๎ประโยชน๑ในสงั คมไดอ๎ ยาํ งไร

การเขยี นจดหมายแสดงความยนิ ดี (คาบท่ี 2-3)
สาระสาํ คญั

การเขยี นจดหมายแสดงความยนิ ดแี ละการพดู แสดงความรส๎ู กึ ยนิ ดี เป็นการถาํ ยทอด
ความรู๎สกึ นึกคิดของตนเองจากภาพหรอื เหตุการณท๑ ่พี บเห็นหรอื สิง่ ตํางๆท่ีอยูํรอบตัว
ขนั้ ที่ 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู

1. ครูนําบตั รคําตอํ ไปนี้มาติดไว๎บนกระดาน แล๎วใชค๎ าํ ถามเพ่อื ใหน๎ กั เรยี นรวํ มกัน
สนทนา ดงั น้ี จดหมายขอโทษ จดหมายแสดงความยินดี จดหมายแสดงความขอบคุณ
จดหมายแสดงความเหน็ ใจ

2. นักเรยี นแตํละกลุํมศึกษาการเขยี นจดหมายแสดงความเห็นใจ แลว๎ รํวมสนทนาโดย
ครูใชค๎ ําถามตํอไปน้ี

- นักเรยี นเคยเขียนจดหมายในโอกาสใดบา๎ ง
- นักเรยี นต๎องการเขยี นจดหมายแสดงความยินดีในโอกาสใดมากทส่ี ุด เพราะอะไร
ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ครนู ําจดหมายแสดงความยินดี มาใหน๎ กั เรียนรวํ มกนั วิเคราะห๑ แลว๎ สนทนาโดย
ครูถามคําถามดงั น้ี

- ข๎อความลกั ษณะใดไมคํ วรเขยี นในจดหมายแสดงความยินดี
- จดหมายแสดงความยนิ ดีมลี กั ษณะอยาํ งไร
- จดหมายแสดงความยนิ ดีเขยี นในโอกาสใด
4. ให๎นกั เรียนแบงํ กลมุํ ออกเปน็ 5 กลุํม กลมุํ ละเทํา ๆ กนั แลว๎ ให๎แตํละกลมุํ รวํ มกัน
ศกึ ษาเก่ยี วกับจดหมายแสดงความยินดี และหลักการเขยี นจดหมายแสดงความยินดีและนาํ
ขอ๎ มูลทไ่ี ด๎มาสรปุ ลงในแผนภาพความคิด จากนัน้ ออกมานําเสนอผลงานของกลมุํ ตนเองใหค๎ รู
และเพอื่ นกลํมุ อน่ื ๆ ฟง๓ และตรวจสอบความถกู ต๎องทลี ะกลํมุ จนครบทุกกลํุม
5. นักเรียนคดิ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คาํ โดยครูถามคําถามดงั น้ี
- นกั เรียนสามารถนําสิง่ ท่เี รยี นไปประยกุ ตใ๑ ช๎ในชีวติ ประจาํ วนั อยํางไร
ขน้ั ที่ 3ขน้ั ปฏิบตั แิ ละสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. ครูอธิบายเกีย่ วกับการเขียนจดหมายแสดงความเห็นใจ พรอ๎ มทั้งยกตัวอยาํ งเพ่มิ เตมิ
ให๎นักเรียนฟ๓งอีกครงั้
แล๎วนาํ ขอ๎ มูลเกี่ยวกบั หลกั การเขียนจดหมายมาสรุปลงในแผนภาพบนกระดาน เพ่ือเปน็ การ
ทบทวนความร๎ู
7. ให๎นกั เรยี นและครูรวํ มกันแสดงความคดิ เห็นเรอื่ งการเขียนจดหมายแสดงความเห็นใจ
8. ครมู อบหมายใหน๎ กั เรยี นเขียนจดหมายแสดงความเหน็ ใจถึงเพือ่ น 1 ฉบบั พรอ๎ มจาํ
หนา๎ ซองจดหมายให๎เรียบร๎อย

คาบที่ 4-5 ขน้ั ที่ 4 ขน้ั สอื่ สารและนาํ เสนอ
คําสมาส 9. นกั เรียนนําเสนอผลการเขยี นจดหมายแสดงความยนิ ดโี ดยการจัดปาู ยนิเทศแสดง

ผลงานของแตลํ ะคน
ขน้ั ท่ี 5ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

10. นกั เรียนรํวมแสดงความคดิ เหน็ โดยครูใช๎คาํ ถามดงั นี้
- นกั เรยี นสามารถนําความร๎เู กยี่ วกบั เรื่องท่ีเรยี นไปใชป๎ ระโยชน๑ในสังคมได๎อยํางไร

คําสมาส(คาบที่ 4-5)
สาระสาํ คญั

คําสมาส คอื การนําคาํ บาลี-สันสกฤตมาเรียงตอํ กันตั้งแตํ 2 คาํ ข้ึนไป โดยคําท่ีนํามานั้น
จะต๎องมีความหมายเหมอื นกัน ใกลเ๎ คยี งกัน หรือตรงข๎ามกนั
ขน้ั ที่ 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู

1. ครตู ดิ บัตรคําบนกระดานดาํ แลว๎ รํวมกนั สนทนาเกี่ยวกบั ลักษณะของคําในบตั รคํา

2. นกั เรียนศกึ ษาเรอ่ื งคาํ สมาส แล๎วรํวมสนทนาโดยใช๎คําถามดงั นี้
- คาํ สมาส หมายถงึ อะไร
- ลกั ษณะของคาํ สมาส

ขน้ั ท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ครูและนกั เรยี นรํวมกนั อภิปรายเก่ยี วกบั ลักษณะของคําสมาส
4. ครอู ธบิ ายเนือ้ หาบทเรียน โดยการตดิ บัตรคําบนกระดานแลว๎ ใหน๎ กั เรยี นจบั คูํบตั รคาํ

ใหเ๎ ปน็ คาํ สมาส
5. นักเรยี นสงั เกตบัตรคําบนกระดานให๎ทุกคนชํวยกนั พจิ ารณาความถูกตอ๎ งของ

คําสมาส
6. นกั เรียนแตลํ ะกลมุํ คิดประเมินเพ่ือเพิ่มคณุ คําโดยครูใช๎คําถามดังตอํ ไปนี้
- จากการศึกษาเรื่องคําสมาสนกั เรยี นสามารถนาํ ไปใช๎ประโยชน๑ใน

ชวี ติ ประจําวันไดอ๎ ยํางไร
ขนั้ ที่ 3 ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ัติ

7. นกั เรยี นจบั คํูคําสมาสจากบัตรคํามูล โดยใชไ๎ มเ๎ รยี กเลขท่ีเรียกช่ือนักเรยี นตอบทีละ
คน แล๎วอํานออกเสียงพร๎อมกัน ใหท๎ กุ คนชวํ ยกันพิจารณาความถกู ต๎องของคาํ สมาส

8. นกั เรียนเข๎ากลุมํ ทาํ กิจกรรมคิดคําสมาส
9. นักเรยี นฝกึ อาํ นคําสมาสจากบัตรคาํ
10. นกั เรยี นรวํ มกนั สรุปเร่ืองคําสมาส
11. นกั เรยี นทาํ แบบฝกึ หดั
ขนั้ ที่ 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ
12. นักเรยี นนําเสนอคาํ สมาสตามกลมุํ ทีจ่ ับฉลากไว๎ โดยครใู ชไ๎ ม๎เรยี กเลขที่ เพือ่ ให๎
นักเรียนนําเสนอทลี ะกลมํุ และรํวมกันแสดงความคิดเห็น และรวบรวมเปน็ เลมํ ไวท๎ มี่ ุมห๎องเรียน
ให๎เพื่อนๆได๎อาํ น

ขน้ั ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
13. นกั เรียนรวํ มกนั แสดงความคิด โดยครูใช๎คําถามในสังคมได๎อยํางไร
- นักเรยี นสามารถนาํ ความรเ๎ู กี่ยวกับเร่อื งทีเ่ รียนไปใช๎ประโยชน๑ในสงั คมไดอ๎ ยาํ งไร

6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นร๎ู วธิ ีการ เคร่ืองมือ
การประเมิน -การตอบคําถาม -คาํ ถาม
-ทําแบบฝกึ หัด -แบบฝกึ หัด
ดา๎ นความรู๎ (K) -ทกั ษะการอํานในใจ -แบบประเมนิ การอาํ นในใจ
ด๎านทักษะและกระบวนการ (P) -ทักษะการเขียน -แบบประเมินการเขยี นจดหมายแสดงความ
-ทกั ษะการวเิ คราะห๑ ยนิ ดี
ดา๎ นคุณธรรม จรยิ ธรรมและคํานิยม (A) -แบบฝกึ หัด คําถาม
-สังเกตพฤติกรรมในการรํวม -แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
กิจกรรม การทาํ งานกลํมุ
-สงั เกตพฤติกรรมการรํวม -แบบสงั เกตพฤติกรรม
กจิ กรรม

7. สอื่ /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นร๎ู 2. บัตรคาํ มูล คําสมาส
1. หนงั สือเรยี นภาษาพาทีชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 4. พจนานุกรม
3. ใบความร๎เู ร่ืองคําสมาส

8. กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

vลvงชือ่ .............................................ครผู ูส๎ อน ลงชอื่ ...................................................ฝาุ ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชื่อ................................................... ผู๎บริหาร
(...........................................................)

สปั ดาห๑ท่ี 15

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู๎

ภาคเรยี นท.่ี .…2…../…………..... ชอ่ื ผสู๎ อน ……………………………………………………..
กลมํุ สาระการเรยี นรู๎ ภาษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปที …ี่ …6..... จาํ นวน……5….คาบ
หนํวยการเรยี นรท๎ู ่ี ..……15…..… เรอื่ ง......................นิทานแสนสนกุ .........................

1. มาตรฐานการเรยี นร/ู๎ ตวั ชว้ี ดั

มาตรฐานท่ี ท 1.1 ใช๎กระบวนการอาํ นสรา๎ งความร๎ูและความคดิ เพอื่ นาํ ไปใช๎ตดั สนิ ใจ แก๎ป๓ญหาในการดาํ เนนิ ชีวติ และ
มนี ิสยั รักการอําน

ตวั ชว้ี ัดที่ ป 6/1 อํานออกเสียงบทร๎อยแกว๎ และบทรอ๎ ยกรองไดถ๎ กู ต๎อง
ตัวชว้ี ดั ที่ ป 6/2 อธบิ ายความหมายของคาํ ประโยคและข๎อความท่เี ปน็ โวหาร
ตวั ชวี้ ดั ที่ ป 6/8 อาํ นหนงั สอื ตามความสนใจและอธบิ ายคุณคําท่ไี ดร๎ บั
ตวั ชี้วัดท่ี ป 6/9 มมี ารยาทในการอําน
มาตรฐานที่ ท 2.1 ใช๎กระบวนการเขียนเขยี นสื่อสาร เขยี นเรียงความ ยอํ ความ และเขียนเร่อื งราวในรปู แบบตําง ๆ
เขยี นรายงานขอ๎ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค๎นคว๎าอยํางมีประสิทธภิ าพ
ตวั ชว้ี ัดที่ ป 6/7 กรอกแบบรายการตาํ ง ๆ
ตวั ชี้วัดที่ ป 6/9 มมี ารยาทในการเขียน

2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
การอาํ นจับใจความสําคัญ คือ การอํานเพื่อจับใจความหรือข๎อคิด ความคิดสําคัญหลักของข๎อความ หรือเรื่องท่ีอําน

การอํานจับใจความสําคัญ ถือเป็นทักษะสําคัญท่ีใช๎ในการอํานเพ่ือการสื่อสารมากที่สุด เพราะเป็นพ้ืนฐานสําคัญในการศึกษา
หาความร๎ู จึงควรฝึกฝนให๎เกดิ ความชํานาญ

การเขียนแบบคําร๎องตําง ๆ เป็นการเขียนเติมข๎อความตามรูปแบบท่ีกําหนดไว๎การฝึกกรอกแบบรายการจะทําให๎
สามารถกรอกแบบรายการตาํ งๆทใ่ี ช๎ในชวี ิตประจําวนั ได๎ถูกต๎องชดั เจน

อกั ษรควบ เป็นการนาํ พยัญชนะ2ตวั มาเรียงกนั เป็นพยัญชนะตน๎ และประสมด๎วยสระเดยี วกนั เวลาอํานจะอํานออกเสียง
พยัญชนะต๎น2ตัวพรอ๎ มกันพยญั ชนะตวั ที่2ท่นี ํามาควบได๎แกํ ร ล ว การศกึ ษาเรื่องคําทมี่ ีอักษรควบจะทําให๎อํานและเขียนคําที่มี
อักษรควบได๎ถกู ตอ๎ ง

3. จุดประสงคก๑ ารเรยี นร๎ู
1. อธบิ ายความหมาย และหลักการอาํ นจับใจความสาํ คัญ (K)
2. กรอกแบบรายการตาํ งๆไดถ๎ ูกตอ๎ ง (K)
3. บอกลักษณะของอกั ษรควบได๎ถูกต๎อง (K)

4. อาํ นเร่อื งได๎คลํองแคลวํ รวดเรว็ และถกู ต๎องตามอกั ขรวิธี (P)
5. แยกข๎อเทจ็ จรงิ และขอ๎ คิดเหน็ จากเร่อื งทอ่ี าํ น (P)
6. ใชท๎ ักษะทางภาษาเป็นเครอ่ื งมือในการเรียนการแสวงหาความรแู๎ ละการดํารงชวี ิตอยรํู ํวมกนั ในสงั คมได๎ (P)
7. อาํ นและเขยี นคาํ ท่ีมอี ักษรควบไดถ๎ กู ตอ๎ ง (P)
8. ใชท๎ ักษะทางภาษาและเทคโนโลยกี ารส่ือสารพัฒนาความร๎ูได๎ (P)
9.เห็นความสําคัญของการอํานและมารยาทในการอาํ น (A)
10. มคี วามสนใจในการเรยี นภาษาไทย (A)
12. มีความสนใจในการเรียนวิชาภาษาไทย (A)

4. สาระการเรยี นร๎ู สาระการเรยี นรท๎ู อ๎ งถน่ิ
สาระการเรยี นรแู๎ กนกลาง

1.อธบิ ายความหมาย และหลกั การอาํ นจับใจความสาํ คัญ
2. กรอกแบบรายการตาํ งๆไดถ๎ กู ตอ๎ ง
3. บอกลกั ษณะของอกั ษรควบได๎

5. กจิ กรรมการเรยี นรู๎ กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบท่ี การอํานจบั ใจความ ( นทิ านแสนสนกุ ) (คาบท่ี 1)
สาระสาํ คญั
คาบท่ี 1
การอาํ นจับใจความสาํ คัญ คอื การอํานเพื่อจับใจความหรือข๎อคิด ความคิดสําคัญหลัก
การอาํ น
จับใจความ ของขอ๎ ความ หรือเรอ่ื งท่อี ํานการอํานจับใจความสําคัญ ถือเป็นทักษะสําคัญท่ีใช๎ในการอํานเพ่ือ
( นทิ านแสนสนกุ )
การสอ่ื สารมากที่สุด เพราะเป็นพื้นฐานสําคัญในการศึกษาหาความรู๎ จึงควรฝึกฝนให๎เกิดความ

ชํานาญ

ขนั้ ที่ 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครูเปดิ วดี โี อนทิ าน กระตํายกับเต๐าให๎นกั เรยี นดู
2. ครแู ละนกั เรียนรํวมกันสนทนา โดยใช๎คําถามกระต๎ุนความคิดดงั นี้
- ตวั ละครในเร่อื งมีใครบา๎ ง
- นทิ านเรือ่ งกระตํายกับเต๐าใหข๎ อ๎ คดิ อะไร
นักเรียนชวํ ยกนั ตอบ เพอ่ื โยงเข๎าสํสู าระการเรียนรู๎ นักเรียนทบทวนเก่ยี วกบั การอาํ นจบั

ใจความสาํ คัญโดยครูใช๎คาํ ถามดงั นี้
-การอํานสรปุ ใจความ คืออะไร
-นักเรียนใชท๎ ักษะอะไรบ๎างในการอํานสรุปใจความ

ในการตอบคําถามให๎ครูใชไ๎ มเ๎ รียกเลขท่ี เพื่อให๎นกั เรียนตอบทีล่ ะคน โดยคาํ ถามกํอน
เรียกเลขท่เี พ่ือใหท๎ ุกคนได๎คิด

3. นักเรยี นเข๎ากลมุํ ศกึ ษาเร่ืองนทิ านแสนสนุก โดยใชค๎ ําถามตํอไปนี้

-กจิ กรรมบาํ เพ็ญประโยชน๑ทีน่ กั เรียนช้ัน ป.6 จะไปทาํ นน้ั คืออะไร
-เด็กๆเตรยี มความพร๎อมในการเลํานทิ าน อยํางไร
ขนั้ ที่ 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรุปความ
4. นกั เรียนแตลํ ะกลํมุ รวํ มกนั วิเคราะห๑เกีย่ วกับเรอื่ งทอ่ี าํ น โดยครูใช๎คําถามดงั นี้
-ตวั ละครสําคัญในเร่ืองมีใครบา๎ ง แตํละตวั มนี สิ ยั อยาํ งไร
-จากเรื่องท่ีอาํ นนกั เรียนไดข๎ อ๎ คิดอะไรบา๎ ง
5. นกั เรียนแตลํ ะกลํมุ คิดประเมนิ เพือ่ เพิม่ คุณคาํ โดยครใู ช๎คาํ ถามดังตํอไปน้ี
-จากการศึกษาเรอื่ งนทิ านพื้นบา๎ นนกั เรยี นสามารถนําไปใชป๎ ระโยชนใ๑ น
ชวี ิตประจําวนั ได๎อยาํ งไร
ขนั้ ที่ 3 ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. นกั เรยี นเขา๎ กลมํุ ทํากจิ กรรมการตั้งคําถามและตอบคําถามจากเรื่องทอ่ี ําน กลุมํ ละ 5
ข๎อ
กติกาในการตงั้ คําถาม คุณครูแบงํ จาํ นนวนหนา๎ ทแี่ ตํละกลุมํ จะต๎องรบั ผิดชอบในการตงั้ คําถาม
เพอื่ ปอู งกันไมํให๎คําถามแตลํ ะกลุํมไมํให๎ซา้ํ กัน
7. นกั เรยี นรํวมกนั สรุปข๎อคดิ ท่ีได๎จากการอาํ น
ขน้ั ที่ 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ
8. นกั เรียนแตลํ ะกลํุมนําเสนอคาํ ถามหน๎าช้ันเรียน แล๎วให๎เพอื่ นตอบ
ขน้ั ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
9. นักเรียนรวํ มกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครใู ช๎คําถามดงั น้ี
-นักเรียนสามารถนาํ ความร๎ูเกยี่ วกับเร่อื งทีเ่ รยี นไปใช๎ประโยชน๑ในสังคมได๎
อยํางไร

คาบที่ 2-3 การเขยี นแบบคาํ รอ๎ งตาํ ง ๆ (คาบที่ 2-3)
สาระสาํ คญั
การเขยี นแบบ
คาํ รอ๎ งตาํ ง ๆ การเขียนแบบคําร๎องตํางๆเป็นการเขียนเติมข๎อความตามรูปแบบที่กําหนดไว๎การฝึก
กรอกแบบรายการจะทําให๎สามารถกรอกแบบรายการตํางๆที่ใช๎ในชีวิตประจําวันได๎ถูกต๎อง
ชัดเจน
ขนั้ ที่ 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู

1. นกั เรยี นดตู วั อยาํ งคําร๎องตํางๆแลว๎ สนทนากับครวู าํ เปน็ คําร๎องเรอ่ื งอะไร
2. นกั เรยี นแตํละกลมุํ ศึกษาเรื่องการเขียนคําร๎อง ครสู ังเกตการอํานของนักเรียนแตลํ ะ
คนวําปฏิบตั ไิ ด๎ถูกตอ๎ งหรอื ไมํแล๎วรวํ มสนทนาโดยครใู ชค๎ ําถามตํอไปนี้

-เปน็ คํารอ๎ งเรื่องอะไร
-รปู แบบการเขียนคํารอ๎ งตาํ งๆ
ขน้ั ที่ 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ครูนาํ แบบการเขยี นคํารอ๎ ง มาให๎นกั เรยี นรวํ มกนั วิเคราะห๑ แล๎วสนทนาโดยครูถาม
คาํ ถามดังนี้

คาบที่ 4-5 -เป็นคาํ ร๎องประเภทใด
อกั ษรควบ -เนอ้ื หาในคาํ ร๎องเกย่ี วกับอะไร
4. นกั เรยี นเขา๎ กลํมุ ทาํ กจิ กรรมการจําแนกรปู แบบการเขยี นคําร๎องแตลํ ะประเภทภายใน
เวลาที่กาํ หนด จากนั้นครแู ละนกั เรยี นชวํ ยกนั ตรวจสอบความถกู ต๎อง
5. นกั เรียนคดิ ประเมนิ เพื่อเพ่มิ คณุ คําโดยครถู ามคําถามดังนี้
-นักเรยี นสามารถนาํ สิ่งท่เี รยี นไปประยุกต๑ใชใ๎ นชวี ิตประจําวันอยาํ งไร
ขน้ั ที่ 3 ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. ครใู หน๎ ักเรียนเขา๎ กลมํุ ดูการเขยี นคาํ ร๎องตาํ งๆ แลว๎ รํวมกนั เปรยี บเทียบข๎อดีและ
ขอ๎ เสยี ของแตํละประเภท
7. นกั เรยี นฝกึ เขียนคาํ รอ๎ งตามฉลากท่ีหยบิ ได๎
8. นักเรียนรํวมกนั สรปุ ประโยชนก๑ ารเขยี นคํารอ๎ ง
ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ
9. นกั เรียนนําเสนอผลการเขยี นคํารอ๎ งโดยการจดั ปูายนเิ ทศแสดงผลงานของแตลํ ะคน
ขนั้ ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
10. นักเรียนรํวมแสดงความคิดเห็น โดยครใู ช๎คาํ ถามดังนี้
-นักเรยี นสามารถนําความรเ๎ู ก่ียวกบั เรอ่ื งที่เรยี นไปใช๎ประโยชนใ๑ นสังคมได๎
อยํางไร
คาํ ควบ (คาบที่ 4-5)
สาระสาํ คญั
อักษรควบเป็นการนําพยัญชนะ2ตัวมาเรียงกันเป็นพยัญชนะต๎นและประสมด๎วยสระ
เดยี วกนั เวลาอาํ นจะอํานออกเสียงพยัญชนะต๎น2ตัวพร๎อมกันพยัญชนะตัวท่ี2ที่นํามาควบได๎แกํ
ร ล ว การศกึ ษาเร่อื งคาํ ท่มี อี กั ษรควบจะทาํ ให๎อาํ นและเขียนคําทมี่ ีอักษรควบไดถ๎ ูกตอ๎ ง
ขน้ั ที่ 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู

1. ครอู าสาสมคั รนักเรยี น 3 คน ออกมาเป็นตัวแทนในการเลนํ เกม ขานไข – ใบ๎คํา –
เขยี นความ ครอู ธบิ ายกติกาใน

การเลํนเกมเพื่อใหน๎ กั เรียนเข๎าใจและปฏิบัตไิ ดอ๎ ยํางถกู ตอ๎ ง หรอื ให๎นักเรยี นศกึ ษาเพิม่ เติมจาก
เอกสารประกอบการสอน

2. นกั เรียนรวํ มกนั เลํนเกมตามกตกิ า จากนนั้ รวํ มกนั อภิปรายประโยชนท๑ ีไ่ ด๎รบั จากการ
เลํนเกม

นกั เรียนตอบคําถามกระต๎ุนความคิด
นกั เรยี นคิดวํา การอํานออกเสยี งคําในบัตรคํา มีผลตํอการใบ๎คําหรอื ไมํ อยํางไร
(มผี ลตํอการใบ๎คํา เพราะหากออกเสียงผิดจะทําใหค๎ วามหมายของคําเปลยี่ นและจะต๎อง
ใบค๎ าํ ตามคําทีไ่ ดย๎ ิน)

3. นักเรยี นศกึ ษาเรื่องคาํ ควบ แลว๎ รวํ มสนทนาโดยใช๎คําถามดังน้ี

-คาํ ควบ หมายถึงอะไร

-คาํ ควบแบงํ เปน็ กีป่ ระเภท

ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ

4. ครใู ห๎นักเรียนสงั เกตคาํ ที่ครยู กตัวอยาํ ง แลว๎ ให๎อํานออกเสียงและบอกความหมาย

ของคาํ เชนํ คู – ครู กาบ – กราบ พาย – พราย – พลาย

5. ครูให๎นักเรียนแตํละคํู ชวํ ยกนั ศกึ ษาความรเู๎ ร่ืองคาํ ควบ

6. ครแู ละนักเรียนรํวมกันอภิปรายเกี่ยวกับความหมาย ชนดิ คาํ ควบ

7. ครอู ธิบายเนอื้ หาบทเรียน โดยการติดแถบประโยคทกี่ ระดานดําใหน๎ กั เรยี นอาํ นและ

ทายวาํ เป็นความหมายของคําควบชนิดใด

8. นกั เรียนสังเกตบัตรคําบนกระดานให๎ทกุ คนชํวยกันพิจารณาความถกู ตอ๎ งของคําควบ

9. นกั เรยี นแตํละกลมุํ คิดประเมินเพือ่ เพิม่ คุณคําโดยครใู ช๎คําถามดงั ตอํ ไปนี้

-จากการศกึ ษาเรื่องคาํ นามนักเรียนสามารถนําไปใช๎ประโยชนใ๑ น

ชีวติ ประจําวนั ได๎อยํางไร

ขนั้ ท่ี 3 ขนั้ ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ัติ

10. ครูใหน๎ กั เรยี นศึกษาความร๎ูเร่ือง การอาํ นออกเสยี งคาํ ทม่ี ีพยัญชนะ ตน๎ 2 ตัว ออก

เสียงควบกลํ้า จากหนงั สือเรียน

11. นกั เรยี นแตลํ ะคํูฝกึ อํานออกเสยี งคาํ ที่มีพยญั ชนะควบกบั ร ล ว

12.ครูสงั เกตการอํานออกเสียง เพือ่ ให๎สามารถแก๎ไขข๎อบกพรอํ งในการอํานออกเสยี ง

ของนกั เรยี นใหถ๎ ูกตอ๎ ง

11. นกั เรียนเขา๎ กลํุมทาํ กิจกรรมคิดคําควบ

13. นกั เรียนฝกึ อํานคําควบจากบตั รคํา

14. นักเรยี นรวํ มกันสรุปเรื่องคําควบ

15. นกั เรยี นทาํ แบบฝกึ หัด

ขนั้ ท่ี 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ

16. นกั เรยี นนําเสนอคําควบตามกลมํุ ท่ีจับฉลากไว๎ โดยครูใชไ๎ ม๎เรียกเลขท่ี เพ่อื ให๎

นกั เรยี นนําเสนอทลี ะกลํมุ และรวํ มกันแสดงความคิดเห็น และรวบรวมเปน็ เลํมไว๎ทมี่ ุมห๎องเรียน

ใหเ๎ พอื่ นๆได๎อาํ น

ขน้ั ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

17. นักเรยี นรวํ มกนั แสดงความคดิ โดยครูใช๎คําถามในสังคมไดอ๎ ยํางไร

- นักเรยี นสามารถนําความรู๎เก่ียวกบั เร่อื งท่เี รียนไปใชป๎ ระโยชน๑ในสังคมไดอ๎ ยํางไร

6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นร๎ู

การประเมิน วิธกี าร เครื่องมือ
ด๎านความร๎ู (K)
ดา๎ นทักษะและกระบวนการ (P) -การตอบคาํ ถาม -คําถาม

ด๎านคุณธรรม จริยธรรมและคํานยิ ม (A) -ทาํ แบบฝึกหัด -แบบฝึกหัด

-ทกั ษะการอํานในใจ -แบบประเมินการอาํ นในใจ

-ทักษะการเขยี น -แบบประเมินการเขยี นแบบคําร๎อง

-ทักษะการวเิ คราะห๑ -แบบฝึกหัด คําถาม

-สังเกตพฤติกรรมในการรวํ ม -แบบสงั เกตพฤตกิ รรม

กิจกรรม การทาํ งานกลํมุ

-สงั เกตพฤตกิ รรมการรวํ มกิจกรรม -แบบสังเกตพฤติกรรม

7. สอื่ /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นร๎ู 2. แถบประโยค
1. หนังสือเรียนภาษาพาทีชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 4. บตั รคาํ คาํ ควบ
3. ใบความรเ๎ู รือ่ งคาํ ควบ

8. กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

vลvงชือ่ .............................................ครผู ๎ูสอน ลงชือ่ ...................................................ฝุายวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงช่ือ................................................... ผู๎บริหาร
(...........................................................)

แบบบนั ทกึ คะแนนพฤตกิ รรมการอาํ นในใจ

เกณฑ๑การใหค๎ ะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรับปรงุ ให๎ 0
เกณฑก๑ ารประเมนิ การผํานการประเมนิ ทุกรายการต๎องได๎ 1 ขน้ึ ไป

รายการประเมนิ

เลขที่ ชอ่ื – สกลุ การวาง/ ัจบหนังสือไ ๎ด หมาย
ถูมีกส ๎ตมาองธิในการอําน เหตุ
การกวาดสายตาในการอําน
ไ ํม ี้ชตาม ัตวอักษร ่ีท ํอาน
ไมํสายหน๎าไปมาขณะ ํอาน
คะแนนรวม 10 คะแนน
สรุป ผําน / ไมํผําน

ข๎อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

( ลงชือ่ ) …………………………………………………….… ผ๎ปู ระเมนิ ( ครูผสู๎ อน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….

แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี น

เกณฑก๑ ารให๎คะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรับปรุง ให๎ 0
เกณฑ๑การประเมิน การผํานการประเมินทกุ รายการตอ๎ งได๎ 1 ขึ้นไป

ขอ๎ รายการประเมนิ คะแนน สรปุ หมายเหตุ
ทไี่ ด๎ ผาํ น ไมผํ าํ น

1 การวางแผน
2 ความกระตอื รอื ร๎น
3 การแสดงความคิดเหน็
4 มีมารยาทในการพดู
5 มมี ารยาทในการฟง๓

รวมคะแนน

ประเมนิ กลมุํ ท่ี
……………………………………………………………………………………………………………
ขอ๎ เสนอแนะเพมิ่ เตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

( ลงช่ือ ) …………………………………………………….… ผู๎ประเมิน ( ครูผู๎สอน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….

สัปดาห๑ท่ี 16

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นร๎ู

ภาคเรยี นท.่ี .…2…../…………..... ชอ่ื ผสู๎ อน ……………………………………………………..
กลมํุ สาระการเรยี นรู๎ ภาษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปที …่ี …6..... จาํ นวน……5….คาบ
หนํวยการเรยี นรทู๎ ่ี ..……15…..… เรอ่ื ง...................นทิ านแสนสนกุ ...........................

1. มาตรฐานการเรยี นร/ู๎ ตวั ชวี้ ดั

มาตรฐานท่ี ท 1.1 ใช๎กระบวนการอํานสรา๎ งความรูแ๎ ละความคิดเพื่อนาํ ไปใช๎ตัดสนิ ใจ แกป๎ ญ๓ หาในการดําเนินชีวิตและ
มีนสิ ัยรกั การอําน

ตัวชว้ี ัดท่ี ป 6/1 อาํ นออกเสยี งบทรอ๎ ยแกว๎ และบทรอ๎ ยกรองได๎ถูกต๎อง
ตวั ชว้ี ดั ที่ ป 6/2 อธิบายความหมายของคาํ ประโยคและข๎อความท่ีเป็นโวหาร
ตวั ชี้วัดที่ ป 6/8 อาํ นหนงั สือตามความสนใจและอธบิ ายคุณคาํ ที่ได๎รบั
ตัวชีว้ ัดที่ ป 6/9 มีมารยาทในการอําน
มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใช๎กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรยี งความ ยอํ ความ และเขียนเรื่องราวในรปู แบบตาํ ง ๆ
เขียนรายงานข๎อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคน๎ คว๎าอยาํ งมปี ระสิทธิภาพ
ตัวชี้วัดท่ี ป 6/7 กรอกแบบรายการตํางๆ
ตวั ชีว้ ัดท่ี ป 6/9 มมี ารยาทในการเขียน

2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
การอํานจับใจความสําคัญ คือ การอํานเพ่ือจับใจความหรือข๎อคิด ความคิดสําคัญหลักของข๎อความ หรือเรื่องท่ีอําน

การอํานจับใจความสําคัญ ถือเป็นทักษะสําคัญท่ีใช๎ในการอํานเพ่ือการส่ือสารมากท่ีสุด เพราะเป็นพ้ืนฐานสําคัญในการศึกษา
หาความร๎ู จงึ ควรฝึกฝนใหเ๎ กิดความชาํ นาญ

การกรอกใบสมัครเรียนตํอ เป็นการเขียนเติมข๎อความตามรูปแบบท่ีกําหนดไว๎การฝึกกรอกแบบรายการจะทําให๎
สามารถกรอกแบบรายการตาํ งๆท่ีใชใ๎ นชีวิตประจําวนั ได๎ถูกต๎องชัดเจน

อกั ษรนํา เปน็ ตวั อกั ษรทีม่ พี ยัญชนะ 2ตัวเรียงกัน ใช๎สระเดียวกัน โดยที่พยัญชนะตัวแรกเป็นอักษรสูงหรืออักษรกลาง
ทําหนา๎ ที่ นาํ พยญั ชนะตัวท่สี องซึง่ เป็นอกั ษรตํ่าเด่ียวเทํานัน้ ทําให๎มีเสยี งวรรณยุกต๑ตามพยญั ชนะตัวแรก

3. จุดประสงคก๑ ารเรยี นรู๎
1. อธบิ ายความหมาย และหลักการอาํ นจบั ใจความสําคัญ (K)
2. กรอกแบบรายการตาํ งๆไดถ๎ ูกตอ๎ ง (K)
3. บอกลักษณะของอกั ษรนําได๎ถูกต๎อง (K)
4. อํานเร่ืองไดค๎ ลํองแคลํว รวดเร็วและถกู ตอ๎ งตามอกั ขรวธิ ี (P)

5. แยกขอ๎ เท็จจริงและข๎อคดิ เหน็ จากเรอ่ื งทีอ่ ําน (P)
6. ใช๎ทกั ษะทางภาษาเปน็ เคร่อื งมอื ในการเรยี นการแสวงหาความรู๎และการดํารงชวี ิตอยรูํ ํวมกนั ในสงั คมได๎ (P)
7. ใชท๎ กั ษะทางภาษาเปน็ เครอื่ งมอื ในการเรียนการแสวงหาความร๎ูและการดาํ รงชีวติ อยรํู ํวมกันในสงั คมได๎ (P)
8. ใชท๎ กั ษะทางภาษาและเทคโนโลยีการสอ่ื สารพัฒนาความรไ๎ู ด๎ (P)
9. เหน็ ความสําคัญของการอํานและมารยาทในการอาํ น (A)
10. มคี วามสนใจในการเรียนภาษาไทย (A)

4. สาระการเรยี นร๎ู สาระการเรยี นรท๎ู อ๎ งถนิ่
สาระการเรยี นรแู๎ กนกลาง

1. อธิบายความหมาย และหลกั การอาํ นจบั ใจความสําคญั
2. กรอกแบบรายการตาํ งๆได๎ถกู ตอ๎ ง
3. บอกลกั ษณะของอกั ษรนาํ ไดถ๎ ูกต๎อง

5. กจิ กรรมการเรยี นร๎ู กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบท่ี การอํานจบั ใจความ ( การอาํ นหนงั สอื ตามความสนใจ ) (คาบท่ี 1)
สาระสาํ คญั
คาบท่ี 1
การอาํ นจบั ใจความสําคัญ คอื การอํานเพ่ือจับใจความหรือข๎อคิด ความคิดสําคัญหลัก
การอาํ น
จับใจความ ของขอ๎ ความ หรือเร่ืองท่ีอํานการอาํ นจับใจความสําคัญ ถือเป็นทักษะสําคัญท่ีใช๎ในการอํานเพ่ือ

การสือ่ สารมากที่สุด เพราะเป็นพ้ืนฐานสําคัญในการศึกษาหาความร๎ู จึงควรฝึกฝนให๎เกิดความ

ชาํ นาญ

ขน้ั ท่ี 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครนู ําหนังสือนทิ าน นวนิยาย หนังสอื พมิ พ๑ หนงั สือสารคดี การต๑ ูน นิตยสาร

วารสาร และ
หนงั สอื เรยี นมาวางไวบ๎ นโต๏ะหน๎าชน้ั เรยี น แลว๎ ใหน๎ ักเรียนแตํละคนออกมาหยิบหนังสือไปอําน
ครําว ๆ จากนน้ั ครใู ช๎คาํ ถามเพ่อื ให๎นกั เรยี นรํวมกนั แสดงความคดิ เห็น ดงั น้ี

- หนังสือทีว่ างบนโตะ๏ มีหนังสืออะไรบา๎ ง (ตวั อยาํ งคําตอบ หนังสอื นทิ าน
นวนยิ าย หนังสือพิมพ๑ หนงั สือสารคดี ฯลฯ)

- นกั เรียนชอบอํานหนงั สือประเภทใดมากท่ีสดุ เพราะเหตใุ ด (ตวั อยํางคําตอบ
หนงั สือนทิ าน เพราะตื่นเต๎น สนกุ )

- หนงั สือท่นี กั เรียนชอบมปี ระโยชนอ๑ ยาํ งไร (ตวั อยํางคาํ ตอบ ให๎ความ
สนุกสนาน เพลดิ เพลนิ )

นักเรียนชํวยกันตอบ เพ่ือโยงเขา๎ สํสู าระการเรียนร๎ู นกั เรยี นทบทวนเกยี่ วกับ
การอํานจับใจความสําคัญโดยครใู ช๎คาํ ถามดังนี้

- การอาํ นสรปุ ใจความ คอื อะไร

คาบที่ 2-3 - นกั เรยี นใช๎ทักษะอะไรบา๎ งในการอํานสรปุ ใจความ
ในการตอบคําถามใหค๎ รูใชไ๎ ม๎เรียกเลขท่ี เพอื่ ให๎นักเรียนตอบที่ละคน โดยคําถามกํอน
การกรอกใบสมัคร เรียกเลขทเ่ี พือ่ ให๎ทุกคนได๎คิด
เรยี นตอํ 2. นกั เรียนเข๎ากลมํุ ศึกษาเร่อื งการเลอื กอํานหนงั สือตามความสนใจ โดยใช๎คาํ ถามตอํ ไปน้ี

- การเลือกอํานหนงั สือในวัยของนักเรยี นควรเลอื กอาํ นหนังสือประเภทใด
เพราะอะไร
ขนั้ ที่ 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ

3. นกั เรียนแตํละกลุมํ รํวมกนั วิเคราะห๑เกย่ี วกับเรื่องทีอ่ าํ น โดยครูใช๎คาํ ถามดังน้ี
- ตัวละครสําคัญในเรื่องมใี ครบา๎ ง แตํละตัวมนี สิ ัยอยาํ งไร
- จากเรอื่ งท่ีอํานนักเรียนไดข๎ อ๎ คดิ อะไรบา๎ ง

4. นกั เรียนแตลํ ะกลมุํ คดิ ประเมินเพื่อเพ่ิมคณุ คําโดยครใู ช๎คําถามดงั ตอํ ไปน้ี
- จากการศกึ ษาเร่อื งการอาํ นหนังสือตามความสนใจนักเรยี นสามารถนาํ ไปใช๎

ประโยชน๑ในชีวติ ประจําวนั ไดอ๎ ยํางไร
ขน้ั ท่ี 3 ขน้ั ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ

5. ใหน๎ ักเรียนแบงํ กลมุํ ออกเปน็ ๕ กลุํม กลํมุ ละเทําๆ กนั แลว๎ ให๎แตลํ ะกลุมํ รวํ มกนั
แสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกับหลกั การเลือกอาํ นหนังสือของตนเอง แลว๎ นําข๎อมลู ทไ่ี ดม๎ าสรุปลงใน
แผนภาพความคิด จากนนั้ ออกมานาํ เสนอผลงานของกลุํมตนเองใหค๎ รูและเพ่อื นๆ ตรวจสอบ
ความเหมาะสม โดยครใู ห๎คําแนะนาํ เพ่มิ เตมิ จนครบทุกกลุํม

6. ครูสรุปหลกั การเลือกอาํ นหนังสอื ให๎นักเรียนฟง๓ พร๎อมทง้ั ยกตัวอยํางประเภทของ
หนังสือเพม่ิ เติม
จนทกุ คนเขา๎ ใจ

7. ให๎นกั เรียนและครรู วํ มกนั แสดงความคดิ เห็นเพอ่ื สรุปความรด๎ู ังนี้ การเลอื กอาํ น
หนังสือไดเ๎ หมาะสมกบั วัยและตรงตามความต๎องการของตน จะกํอใหเ๎ กิดผลดตี อํ ผอ๎ู าํ นและเป็น
การสรา๎ งพฤติกรรมแหงํ การเรียนรู๎ตลอดชีวิต ทําใหผ๎ ู๎อํานนาํ ข๎อคดิ ทีไ่ ดจ๎ ากเรื่องทอ่ี ํานไป
ประยกุ ตใ๑ ชใ๎ นชีวิตประจาํ วนั ได๎อยาํ งเหมาะสม

8. นกั เรียนรวํ มกันสรุปข๎อคิดทีไ่ ดจ๎ ากการอําน
ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ

9. นกั เรียนแตํละกลํุมนาํ เสนอคาํ ถามหน๎าช้ันเรยี น แล๎วใหเ๎ พอื่ นตอบ
ขนั้ ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพม่ิ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ

10. นกั เรียนรํวมกนั แสดงความคดิ เห็น โดยครูใช๎คําถามดังนี้
- นกั เรยี นสามารถนาํ ความรเู๎ กีย่ วกบั เร่อื งท่เี รยี นไปใชป๎ ระโยชน๑ในสงั คมได๎อยาํ งไร

การเขยี นใบสมคั รเรยี นตอํ (คาบที่ 2-3)
สาระสาํ คญั

การกรอกใบสมัครเรียนตํอเป็นการเขียนเติมข๎อความตามรูปแบบที่กําหนดไว๎การฝึก
กรอกแบบรายการจะทําให๎สามารถกรอกแบบรายการตํางๆที่ใช๎ในชีวิตประจําวันได๎ถูกต๎อง
ชัดเจน

คาบท่ี 4-5 ขนั้ ท่ี 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
อกั ษรนาํ 1. ครนู ําใบสมัครเพ่อื สอบคดั เลือกเข๎าศกึ ษาตอํ ชั้น ม.๑ มาใหน๎ ักเรียนดู แลว๎ ใช๎คาํ ถาม

เพือ่ ใหน๎ ักเรยี นรวํ มกันสนทนา ดังน้ี
- นักเรียนเคยเหน็ การกรอกแบบรายการนีห้ รือไมํ (เคย/ไมํเคย)
- การกรอกแบบรายการน้เี กยี่ วขอ๎ งกับนกั เรียนอยาํ งไร (ตัวอยาํ งคําตอบ เปน็

การกรอกเพือ่
สอบคัดเลอื กเข๎าศกึ ษาตํอช้นั ม.1)

2. นกั เรียนแตลํ ะกลุํมศึกษาใบสมคั รเรียนตํอ ครสู ังเกตการอาํ นของนกั เรียนแตลํ ะคนวํา
ปฏิบตั ไิ ดถ๎ กู ตอ๎ งหรอื ไมแํ ลว๎ รํวมสนทนาโดยครใู ช๎คําถามตอํ ไปนี้

- ถา๎ พบปญ๓ หาขณะกรอกแบบรายการตําง ๆ นักเรยี นจะทําอยาํ งไร
ขน้ั ท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ

3. ให๎นักเรียนกรอกใบสมัครเพือ่ สอบคัดเลอื กเข๎าศกึ ษาตํอช้นั ม.๑ ใหช๎ ัดเจนและ
ครบถว๎ น จากนั้น
ครคู ัดเลือกผแ๎ู ทนนกั เรียนจาํ นวน 5 คน ออกมานาํ เสนอผลงานของตนเองตามหวั ข๎อตํอไปน้ใี ห๎
ครูและเพอ่ื น ๆ ดูและฟง๓ พรอ๎ มทงั้ ตรวจสอบความถูกตอ๎ งทลี ะคนจนครบทุกคน

- รายละเอียดท่กี รอกลงในใบสมคั ร
- ปญ๓ หาทพ่ี บในการกรอกใบสมัคร
- แนวทางแก๎ไขปญ๓ หา
4. ครแู นะนาํ การกรอกใบสมคั รดงั กลาํ วเพิม่ เติม เพื่อให๎นกั เรยี นนาํ ไปปรบั ปรุงแกไ๎ ข
ผลงานไดถ๎ ูกต๎องทุกคน
5. นักเรียนคิดประเมนิ เพ่อื เพมิ่ คุณคาํ โดยครถู ามคําถามดังนี้
- นกั เรยี นสามารถนาํ สงิ่ ทเ่ี รยี นไปประยุกตใ๑ ช๎ในชีวิตประจําวันอยาํ งไร
ขนั้ ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. ใหน๎ ักเรียนทําใบงานท่ีเรือ่ ง การกรอกใบสมัคร แลว๎ รวํ มกนั ตรวจสอบความถกู ต๎อง
7. ให๎นักเรียนและครูรวํ มกันสรปุ ความร๎ูดังน้ี การกรอกแบบรายการตําง ๆ ไดค๎ รบถว๎ น
ถูกตอ๎ ง ดว๎ ยลายมือทอ่ี ํานงาํ ยเรียบร๎อย จะทาํ ให๎การตดิ ตํอสอ่ื สารกับหนํวยงานหรอื องค๑กรตํางๆ
ประสบความสําเร็จ
ขนั้ ท่ี 4 ขน้ั สอ่ื สารและนาํ เสนอ
8. นักเรยี นนาํ เสนอผลการเขยี นใบสมัครเรียนตํอโดยการจดั ปูายนเิ ทศแสดงผลงานของ
แตํละคน
ขนั้ ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
9. นักเรยี นรวํ มแสดงความคิดเหน็ โดยครูใช๎คําถามดงั น้ี
- นกั เรียนสามารถนําความรเ๎ู กย่ี วกับเรอ่ื งที่เรยี นไปใช๎ประโยชนใ๑ นสังคมได๎อยาํ งไร
อกั ษรนาํ (คาบที่ 4-5)
สาระสาํ คญั
อกั ษรนํา เปน็ ตัวอกั ษรทม่ี ีพยญั ชนะ 2ตวั เรยี งกนั ใช๎สระเดียวกัน โดยทพี่ ยญั ชนะตัวแรก

เป็นอักษรสงู หรอื อกั ษรกลาง ทําหน๎าท่ี นําพยญั ชนะตัวท่ีสองซ่ึงเป็นอกั ษรตาํ่ เด่ยี วเทํานน้ั ทําให๎
มเี สียงวรรณยุกตต๑ ามพยญั ชนะตวั แรก
ขน้ั ที่ 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู

1. ครูนําภาพหนอนมาแสดงที่หน๎าชน้ั เรียน แลว๎ ใหต๎ วั แทนนักเรียนออกมาเขียนชอื่ เรียก
สัตวใ๑ นภาพ จากนัน้ ถาม
นักเรียนวํา กลวั หนอนหรอื ไมํ หากนักเรยี นกลวั ครูจะให๎ชวํ ยกนั ทาํ ใหห๎ นอนหายไป ครแู จ๎งให๎
นักเรียนทราบวําจะใหน๎ กั เรียนทุกคนรํวมกนั เลนํ เกม ปรศิ นาอักษรนาํ

2. นกั เรยี นศกึ ษาเรื่องอักษรนาํ แล๎วรวํ มสนทนาโดยใช๎คาํ ถามดงั น้ี
- อกั ษรนาํ หมายถึงอะไร
- ลกั ษณะอักษรนาํ

ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ครแู ละนักเรยี นรํวมกันอภิปรายเกี่ยวกับความหมาย ลักษณะของคําอกั ษรนํา
4. ครอู ธิบายเนอื้ หาบทเรียน โดยการตดิ แถบประโยคทีก่ ระดานดาํ ให๎นกั เรียนอํานและ

บอกลักษณะของอักษรนํา
5. นักเรยี นสงั เกตบัตรคาํ บนกระดานให๎ทุกคนชํวยกนั พจิ ารณาความถกู ต๎องของคํา

อักษรนาํ
6. นกั เรยี นแตํละกลํุมคดิ ประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คุณคําโดยครูใช๎คําถามดงั ตํอไปนี้
- จากการศกึ ษาเรอ่ื งคาํ อักษรนาํ นักเรยี นสามารถนําไปใชป๎ ระโยชน๑ใน

ชวี ิตประจําวันไดอ๎ ยํางไร
ขน้ั ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ตั ิ

7. นําแถบประโยคตดิ บนกระดานดาํ ใหน๎ กั เรยี นชวํ ยกนั บอกวาํ มคี ําใดเป็นคําอักษรนาํ
พร๎อมทงั้ บอกหนา๎ ทข่ี องคําอกั ษรนําในประโยคด๎วยและให๎นักเรียนแตงํ ประโยคคนละ 5 ประโยค

8. นกั เรียนเข๎ากลุมํ ทาํ กิจกรรมคิดคาํ อกั ษรนํา
9. นักเรียนฝึกอํานคํานามจากบัตรคํา
10. นักเรยี นรํวมกนั สรุปเรือ่ งคาํ อกั ษรนํา
11. นักเรียนทําแบบฝึกหัด
ขน้ั ท่ี 4 ขน้ั สอ่ื สารและนาํ เสนอ
12. นกั เรยี นนําเสนออักษรนาํ ตามกลุํมทีจ่ บั ฉลากไว๎ โดยครูใช๎ไม๎เรียกเลขท่ี เพื่อให๎
นกั เรยี นนําเสนอทลี ะกลํมุ และรํวมกนั แสดงความคิดเหน็ และรวบรวมเปน็ เลมํ ไว๎ที่มุมห๎องเรยี น
ใหเ๎ พ่ือนๆได๎อําน
ขนั้ ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
13. นักเรียนรวํ มกนั แสดงความคดิ โดยครูใช๎คําถามในสงั คมได๎อยาํ งไร
- นักเรยี นสามารถนําความรเู๎ กย่ี วกับเรอ่ื งทเี่ รียนไปใช๎ประโยชน๑ในสังคมไดอ๎ ยํางไร

6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นร๎ู วิธีการ เครือ่ งมอื
การประเมนิ -การตอบคําถาม -คาํ ถาม
-ทําแบบฝึกหัด -แบบฝึกหัด
ด๎านความร๎ู (K) -ทักษะการอาํ นในใจ -แบบประเมินการอาํ นในใจ
-ทักษะการเขยี น -แบบประเมนิ การเขียนใบสมัครเรียนตอํ
ดา๎ นทกั ษะและกระบวนการ (P) -ทักษะการวเิ คราะห๑ -แบบฝกึ หัด คําถาม
-สงั เกตพฤติกรรมในการรํวม -แบบสังเกตพฤตกิ รรม
ด๎านคุณธรรม จรยิ ธรรมและคํานิยม (A) กจิ กรรม การทํางานกลุํม
-สงั เกตพฤตกิ รรมการรํวม -แบบสังเกตพฤตกิ รรม
กจิ กรรม

7. สอื่ /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นรู๎ 2. แถบประโยค
1. หนงั สอื เรียนภาษาพาทีชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 4. บตั รคาํ คําอกั ษรควบ
3. ใบความรู๎เร่ืองคาํ อกั ษรควบ
5. พจนานกุ รม

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................

vลvงช่อื .............................................ครูผส๎ู อน ลงชื่อ...................................................ฝุายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)

ลงชอ่ื ................................................... ผู๎บริหาร
(...........................................................)

สปั ดาห๑ท่ี 17

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู๎

ภาคเรยี นท.ี่ .…2…../…………..... ชอื่ ผสู๎ อน ……………………………………………………..
กลมุํ สาระการเรยี นร๎ู ภาษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปที …ี่ …6..... จํานวน……5….คาบ
หนวํ ยการเรยี นรท๎ู ่ี ..……16…..… เรอื่ ง.........................พํางเพ้ียงพสธุ า......................

1. มาตรฐานการเรยี นร/ู๎ ตวั ชวี้ ดั

มาตรฐานท่ี ท 1.1 ใช๎กระบวนการอํานสรา๎ งความร๎แู ละความคิดเพ่อื นาํ ไปใช๎ตดั สนิ ใจ แกป๎ ญ๓ หาในการดาํ เนนิ ชีวิตและ
มนี สิ ยั รักการอําน

ตัวชี้วัดท่ี ป 6/1 อํานออกเสียงบทร๎อยแกว๎ และบทร๎อยกรองไดถ๎ กู ต๎อง
ตวั ชว้ี ัดท่ี ป 6/2 อธบิ ายความหมายของคํา ประโยคและขอ๎ ความที่เปน็ โวหาร
ตวั ชว้ี ัดท่ี ป 6/8 อาํ นหนงั สอื ตามความสนใจและอธิบายคุณคาํ ทไ่ี ดร๎ บั
ตวั ชว้ี ัดท่ี ป 6/9 มมี ารยาทในการอําน
มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใช๎กระบวนการเขียนเขียนสอ่ื สาร เขยี นเรียงความ ยอํ ความ และเขยี นเรอื่ งราวในรปู แบบตาํ ง ๆ
เขียนรายงานข๎อมลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาคน๎ ควา๎ อยํางมีประสิทธภิ าพ
ตัวชี้วัดท่ี ป 6/7 กรอกแบบรายการตาํ งๆ
ตวั ชี้วัดท่ี ป 6/9 มีมารยาทในการเขยี น
มาตรฐานที่ ท 4.2 เข๎าใจธรรมชาติของภาษา และหลกั ภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลงั ของภาษา
ภมู ปิ ญ๓ ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว๎เป็นสมบัตขิ องชาติ
ตวั ชี้วัดที่ ป6/2 ใชค๎ ําไดเ๎ หมาะสมกบั กาลเทศะและบุคคล

2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
การอาํ นจับใจความสําคัญ คือ การอํานเพื่อจับใจความหรือข๎อคิด ความคิดสําคัญหลักของข๎อความ หรือเรื่องท่ีอําน

การอํานจับใจความสําคัญ ถือเป็นทักษะสําคัญที่ใช๎ในการอํานเพื่อการสื่อสารมากท่ีสุด เพราะเป็นพื้นฐานสําคัญในการศึกษา

หาความร๎ู จึงควรฝึกฝนให๎เกดิ ความชาํ นาญ

การฝากสํงสง่ิ ของทางไปรษณยี ๑ เปน็ การฝากสงํ ของแบบมหี ลักฐาน ชนิดลงทะเบียน รับรอง รับประกัน ไปรษณีย๑ดํวน
พเิ ศษ (EMS) พสั ดไุ ปรษณีย๑ ตอ๎ งกรอกแบบฟอรม๑ ทเ่ี รยี กวํา "ใบรบั ฝากบริการไปรษณีย๑ในประเทศ (ป.211)"แล๎วย่ืนไปพร๎อมกับ
หํอซองท่จี ะสํงเพ่ือใหเ๎ จา๎ หนา๎ ท่ไี ปรษณียด๑ ําเนนิ การรับฝากแลว๎ ลงรายการ

คําราชาศัพท๑ เป็นคําศัพท๑เฉพาะท่ีใช๎กับบุคคลระดับตํางๆคือพระมหากษัตริย๑พระบรม-วงศานุวงศ๑พระสงฆ๑ขุนนาง
ข๎าราชการและสุภาพชนทั่วไปซึ่งแบํงออกเป็นหมวดหมูํได๎แกํคํานามราชาศัพท๑คําสรรพนามราชาศัพท๑คํากริยาราชาศัพท๑
การเรยี นรเ๎ู ร่ืองคาํ ราชาศพั ท๑จะทาํ ให๎นักเรียนเขา๎ ใจลักษณะของคาํ ราชาศัพทแ๑ ละนําไปใช๎ได๎ถูกต๎อง

3. จุดประสงคก๑ ารเรยี นรู๎
1.อธบิ ายความหมาย และหลักการอาํ นจับใจความสาํ คญั (K)
2.อธบิ ายเกี่ยวกับการกรอกแบบรายการได๎ (K)
3.บอกความหมายและใชค๎ ําราชาศัพทไ๑ ดแ๎ ละใชส๎ ําหรบั พระสงฆ๑การใช๎คาํ สภุ าพสําหรบั บุคคลทวั่ ไป (K)
4.อํานเรอื่ งไดค๎ ลํองแคลํว รวดเร็วและถูกตอ๎ งตามอกั ขรวิธี (P)
5.แยกขอ๎ เท็จจรงิ และข๎อคิดเห็นจากเรอื่ งท่ีอําน (P)
6. กรอกแบบสํงพัสดุและไปรษณียภณั ฑ๑ไดถ๎ กู ตอ๎ ง (P)
7.จําแนกและใช๎คาํ ราชาศัพท๑สาํ หรบั พระสงฆแ๑ ละคําสภุ าพสําหรับบุคคลทั่วไปได๎ถูกตอ๎ ง (P)
8.เห็นความสาํ คญั ของการอํานและมารยาทในการอาํ น (A)
9. เห็นประโยชน๑ของการกรอกแบบรายการ (A)
10.เห็นความสําคญั ของการใช๎คําราชาศพั ท๑สําหรับพระสงฆ๑และคาํ สุภาพสาํ หรับบุคคลทว่ั ไป (A)

4. สาระการเรยี นรู๎ สาระการเรยี นรทู๎ อ๎ งถนิ่
สาระการเรยี นรแู๎ กนกลาง

1.อธบิ ายความหมาย และหลักการอํานจับใจความสาํ คญั
2.อธิบายเกี่ยวกบั การกรอกแบบรายการได๎
3.บอกความหมายและใชค๎ ําราชาศัพทไ๑ ด๎และใช๎สําหรับพระสงฆก๑ ารใช๎
คาํ สภุ าพสาํ หรบั บุคคลทว่ั ไป

5. กิจกรรมการเรยี นร๎ู กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบที่ การอาํ นจบั ใจความ ( พาํ งเพย้ี งพสธุ า ) (คาบที่ 1)
สาระสาํ คญั
คาบท่ี 1
การอํานจับใจความสาํ คัญ คอื การอํานเพ่ือจับใจความหรือข๎อคิด ความคิดสําคัญหลัก
การอํานจบั ใจความ
( พาํ งเพย้ี งพสธุ า ) ของข๎อความ หรอื เร่ืองทีอ่ ํานการอํานจับใจความสําคัญ ถือเป็นทักษะสําคัญที่ใช๎ในการอํานเพื่อ

การส่ือสารมากที่สุด เพราะเป็นพ้ืนฐานสําคัญในการศึกษาหาความรู๎ จึงควรฝึกฝนให๎เกิดความ

ชาํ นาญ

ขนั้ ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครเู ปิดวดี โี อพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตรยิ ใ๑ นราชกาลท่ี 3-5
2. ครูและนกั เรียนรวํ มกนั สนทนา โดยใชค๎ ําถามกระต๎นุ ความคดิ ดังน้ี
- พระราชกิจของแตลํ ะพระองค๑มีอะไรบ๎าง
- พระนามของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลา๎ เจ๎าอยหํู วั คือ
- เงินถุงแดง ถกู นําออกมาใชเ๎ พ่อื อะไร
นกั เรยี นชํวยกันตอบ เพอื่ โยงเข๎าสสํู าระการเรยี นร๎ู นกั เรยี นทบทวนเก่ียวกับการอาํ นจับ

ใจความสาํ คญั โดยครูใช๎คําถามดังน้ี


Click to View FlipBook Version