ใบงานเรอื่ ง คํากรยิ า
ใหน๎ กั เรยี นเลอื กคาํ กรยิ าทก่ี าํ หนดให๎เตมิ ในชอํ งวาํ งใหถ๎ กู ตอ๎ งและบอกชนดิ ของคํากรยิ านน้ั
บนิ ตอ้ ง ระวงั เป็น จง
1. ลูก ____________________แกว๎ ตาดวงใจของพอํ แมํ
ชนิดของคํากรยิ า คอื _________________________________
2. กรมอุตุนยิ มวิทยาเตอื นใหช๎ าวเรือ _______________อนั ตรายจากการเดินเรือในระยะนี้
ชนดิ ของคาํ กรยิ า คอื ________________________________
3. เหลําผ้งึ และผเี ส้อื _________________วอํ นอยํใู นสวนดอกไม๎
ชนิดของคํากริยา คอื _________________________________
4. _______________รกั ษาความดีประดจุ เกลือรกั ษาความเคม็
ชนิดของคํากรยิ า คอื _________________________________
5. นกั เรียน _________ปฏิบัตติ ามกฎและระเบียบของโรงเรยี น
ชนิดของคํากริยา คือ __________________________________
ใบความรเู๎ รอ่ื งคาํ กรยิ า
คาํ กรยิ า คือ คาํ ท่ีแสดงอาการ สภาพ หรอื การกระทาํ ของคาํ นาม และคําสรรพนามในประโยค คาํ กรยิ าบางคําอาจมีความหมาย
สมบูรณ๑ในตวั เอง บางคําต๎องมีคาํ อืน่ มาประกอบ และบางคาํ ต๎องไปประกอบคําอ่นื เพอื่ ขยายความ
หนา๎ ทขี่ องคํากรยิ า มดี งั น้ี
1.ทาํ หน๎าทเ่ี ป็นกริยาสาํ คัญของประโยค เชนํ คนกินขา๎ ว นกบนิ มาเป็นฝูง เป็นตน๎
2.ทาํ หน๎าที่เป็นประธานของประโยค เชนํ กนิ มากทาํ ใหอ๎ ว๎ น เป็นต๎น
3.ทําหน๎าท่เี ป็นกรรมของประโยค เชํน ฉันชอบเต๎นแอรโ๑ รบิกตอนเชา๎ เป็นต๎น
4.ทําหนา๎ ท่ีชวํ ยขยายกริยาสําคัญให๎มีความหมายชัดเจนยง่ิ ขึ้น เชํน พค่ี งจะกลับบ๎านเย็นนี้ เป็นต๎น
5.ทําหนา๎ ที่ชวํ ยขยายคํานามใหเ๎ ข๎าใจเดนํ ชดั ข้ึน เชํน ฉนั ชอบกนิ ก๐วยเตี๋ยวผัด น๎องชายชอบบะหม่ีแห๎ง เปน็ ต๎น
คาํ กรยิ า แบงํ ออกเปน็ 4 ชนดิ คอื
1. สกรรมกรยิ า 2. อกรรมกรยิ า 3. วิกตรรถกริยา 4. กรยิ าอนเุ คราะห๑
1. สกรรมกรยิ า คือคาํ กรยิ าท่ตี ๎องมีกรรมมารองรบั จงึ จะได๎ใจความสมบูรณ๑ เชนํ
แมคํ ๎าขายผลไม๎ น๎องตดั กระดาษ ฉนั เห็นงเู หาํ
พํอซ้อื ของเลนํ มาใหน๎ ๎อง
ฉัน กิน ข๎าว
2. อกรรมกรยิ า คอื คํากริยาทไี่ มตํ ๎องมีกรรมมารบั ก็ไดค๎ วามหมายสมบูรณ๑ ชัดเจนในตัวเอง เชํน
คุณครยู นื
เดก็ ๆหัวเราะ
3. วกิ ตรรถกรยิ า คือคํากรยิ าทีไ่ มํมคี วามหมายในตวั เอง ใช๎ตามลาํ พงั แลว๎ ไมไํ ดค๎ วาม ตอ๎ งมคี าํ อนื่ มาประกอบจงึ จะได๎ความ คํา
ทมี่ ารับนั้นไมํใชกํ รรมแตเํ ปน็ สํวนเติมเต็มหรือมาชํวยขยายความหมายให๎สมบูรณ๑ คํากรยิ าพวกน้ไี ด๎แกํ เป็น เหมอื น คลา๎ ย เทาํ
คอื เสมอื น ดจุ เชนํ
ผม เปน็ นักเรยี น
ลกู คนนี้ คล๎าย พอํ
เขาคอื ครขู องฉันเอง
4. กรยิ าอนเุ คราะห๑ หรอื กรยิ าชํวย เป็นคําที่เติมหนา๎ คาํ กริยาหลกั ในประโยคเพ่อื ชวํ ยขยายความหมายของคํากริยาสําคัญ เป็น
กรยิ าทีไ่ มมํ คี วามหมายในตัวเอง ทําหนา๎ ทช่ี ํวยคํากริยาใหม๎ ีความหมายชัดเจนขึ้น ไดแ๎ กํ จง กาํ ลงั ได๎ แล๎ว ตอ๎ ง อยํา จง โปรด
ชํวย ควร คงจะ อาจจะ จะ ยอํ ม คง ยัง ถกู เถอะ เทอญ เป็นต๎น ตวั อยํางเชํน
นายแดง จะไป โรงเรยี น
เขา ไดร๎ ับ คําชม
ขอ๎ สงั เกต กรยิ าคาํ วํา ถูก ตามปกติจะใชก๎ บั กริยาท่ีมคี วามหมายไปในทางไมํดี เชํน ถูกตี ถูกดุ ถูกตําหนิ ถ๎าความหมายในทางดี
อาจใช๎คาํ วาํ ได๎รับ เชนํ ไดร๎ ับคําชมเชย ได๎รบั เชิญ เปน็ ตน๎ นอกจากน้ียงั มี กริยาท่ีทําหน๎าที่คล๎ายนาม (กริยาสภาวมาลา)
เปน็ คํากรยิ าท่ีทําหนา๎ ที่เป็นประธาน เป็นกรรม หรอื บทขยายของประโยคก็ได๎
เชํน เขาชอบออกกาํ ลงั กาย (ออกกําลงั กายเปน็ คํากรยิ าท่ีทาํ หนา๎ ท่ีคล๎ายนาม เป็นกรรมของประโยค)
กนิ มากทําให๎อว๎ น (กินมากเปน็ กรยิ าท่ีทําหนา๎ ที่เป็นประธานของประโยค)
สัปดาห๑ที่ 4
โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู๎
ภาคเรยี นท.ี่ .…2…../…………..... ชอื่ ผส๎ู อน ……………………………………………………..
กลมํุ สาระการเรยี นรู๎ ภาษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปที …่ี …6..... จํานวน……5….คาบ
หนํวยการเรยี นรทู๎ ่ี ..……10…..… เรอ่ื ง.................ชอ๎ นกลางสร๎างสุขภาพ...................
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู๎ ตวั ชวี้ ดั
มาตรฐานที่ ท 1.1 ใช๎กระบวนการอาํ นสร๎างความรแู๎ ละความคิดเพ่ือนาํ ไปใช๎ตัดสนิ ใจ แกป๎ ๓ญหาในการดําเนนิ ชวี ติ และ
มีนสิ ัยรกั การอาํ น
ตวั ช้วี ัดท่ี ป 6/6 อํานงานเขยี นเชิงอธบิ ายคาํ สงั่ ข๎อแนะนําและปฏบิ ตั ติ าม
ตวั ชี้วัดที่ ป 6/8 อาํ นหนงั สือตามความสนใจและอธบิ ายคุณคาํ ที่ได๎รับ
มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใช๎กระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขยี นเรยี งความ ยอํ ความ และเขยี นเร่อื งราวในรปู แบบตาํ ง ๆ
เขยี นรายงานขอ๎ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคน๎ ควา๎ อยาํ งมีประสทิ ธภิ าพ
ตวั ช้ีวัดที่ ป 6/5 เขยี นยํอความจากเรื่องท่อี ําน
ตวั ชี้วดั ท่ี ป 6/9 มีมารยาทในการเขียน
มาตรฐานท่ี ท 5.1 เข๎าใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณว๑ รรณคดี และวรรณกรรมไทยอยาํ งเห็นคุณคํา และนํามา
ประยุกตใ๑ ช๎ในชีวิตจริง
ตวั ช้ีวัดที่ ป 6/1 แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดหี รือวรรณกรรมทีอ่ าํ น
2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
การอํานจับใจความสาํ คญั คอื การอํานเพ่อื จับใจความหรือข๎อคดิ ความคิดสาํ คญั หลกั ของขอ๎ ความ หรือเร่อื งทอ่ี าํ น
การอาํ นจับใจความสําคัญ ถือเป็นทักษะสําคัญที่ใช๎ในการอํานเพื่อการสื่อสารมากที่สุด เพราะเป็นพื้นฐานสําคัญในการศึกษา
หาความร๎ู จงึ ควรฝกึ ฝนให๎เกดิ ความชํานาญ
การเขียนยํอความและสรุปความ เป็นการเขียนจับใจความสําคัญจากการฟ๓งหรือการอําน โดยใช๎สํานวนภาษาของ
ตนเอง การฝกึ เขียนยํอความ จะทาํ ใหเ๎ กบ็ ใจความสําคญั ของเรอ่ื งที่อาํ นหรือฟง๓ ไดอ๎ ยาํ งครบถว๎ น
คําวิเศษณ๑ คือ คาํ ทบี่ อกลกั ษณะตาํ ง ๆ ของคํานามและคํากริยาให๎มีความชัดเจนมากขึ้น คําวิเศษณ๑มักจะวางอยูํหลัง
คาํ ที่ขยาย เพอ่ื ชวํ ยใหป๎ ระโยคมีความหมายชดั เจนยงิ่ ข้นึ คําวิเศษณ๑ มี 4 ชนดิ ได๎แกํ คาํ วเิ ศษณส๑ ามัญ คําวิเศษณ๑ขยายเฉพาะ
คาํ วิเศษณบ๑ อกเวลา คาํ วิเศษณบ๑ อกเวลา
3. จุดประสงคก๑ ารเรยี นรู๎
1. อธิบายความหมาย และหลักการอํานจับใจความสําคญั (K)
2. เขยี นยอํ ความไดถ๎ ูกตอ๎ งตามรปู แบบสรปุ ใจความสาํ คัญและวิเคราะห๑เรื่องทีอ่ ําน ฟง๓ หรอื ดูไดอ๎ ยํางมีเหตุผล (K)
3. บอกชนิดของคาํ วิเศษณ๑ในประโยคได๎ถกู ต๎อง (K)
4. แตํงประโยคโดยใช๎คําวิเศษณแ๑ ตํละชนิดได๎ถกู ต๎อง (K)
5. อํานเรอ่ื งไดค๎ ลอํ งแคลํวรวดเรว็ และถกู ต๎องตามอักขรวิธี (P)
6. แยกขอ๎ เท็จจริงและข๎อคิดเหน็ จากเรือ่ งท่ีอําน (P)
7. ใช๎ทักษะทางภาษาเป็นเคร่อื งมอื ในการเรยี น การแสวงหาความร๎ู และการดํารงชวี ติ อยํรู วํ มกันในสังคมได๎ (P)
8. ใชท๎ ักษะทางภาษาและเทคโนโลยีการส่ือสารพัฒนาความร๎ูได๎ (P)
9. เห็นความสาํ คัญของการอาํ นและมารยาทในการอาํ น (A)
10. มมี ารยาทในการเขยี น (A)
4. สาระการเรยี นร๎ู สาระการเรยี นรทู๎ อ๎ งถนิ่
สาระการเรยี นรแู๎ กนกลาง
1. อธบิ ายความหมาย และหลักการอาํ นจับใจความสําคัญ
2. เขยี นยอํ ความไดถ๎ ูกตอ๎ งตามรปู แบบ สรุปใจความสําคญั และ
วเิ คราะหเ๑ ร่ืองท่อี ําน ฟ๓ง หรือดูได๎อยาํ งมเี หตผุ ล
3. บอกชนดิ ของคาํ วเิ ศษณ๑ในประโยคได๎ถูกต๎อง
4. แตํงประโยคโดยใช๎คําวิเศษณ๑แตํละชนดิ ได๎ถูกต๎อง
5. กจิ กรรมการเรยี นร๎ู กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบท่ี การอาํ นจบั ใจความคําสง่ั ( คาํ สง่ั แตงํ ตงั้ วนั สนุ ทรภ)ํู (คาบที่ 1)
สาระสาํ คญั
คาบท่ี 1
การอาํ นจบั ใจความสาํ คญั คอื การอํานเพอื่ จับใจความหรอื ขอ๎ คิด ความคิดสําคัญหลกั
การอําน
จบั ใจความ ของข๎อความ หรอื เร่ืองท่ีอําน การอํานจับใจความสาํ คัญ ถอื เป็นทกั ษะสาํ คัญท่ีใช๎ในการอํานเพอ่ื
คําสงั่ การส่อื สารมากท่ีสดุ เพราะเปน็ พ้นื ฐานสําคัญในการศกึ ษาหาความรู๎ จึงควรฝกึ ฝนใหเ๎ กิดความ
ชํานาญ
ขน้ั ท่ี 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
1. นักเรียนดตู วั อยํางคาํ ส่ัง แลว๎ รํวมกันสนทนาโดยครใู ช๎คาํ ถามตอํ ไปน้ี
- เอกสารทีน่ กั เรียนดูเรียกวาํ อะไร
- นักเรียนเคยเหน็ คําสั่งหรือไมํ
- คําสงั่ แตํงตง้ั คณะกรรมการวนั สนุ ทรภูเํ ป็นของหนวํ ยงานใด
2. นักเรียนรวํ มกนั ศกึ ษาเรื่อง การเขยี นคําสงั่ แลว๎ รํวมสนทนาโดยครูใช๎คาํ ถามดังนี้
- หนงั สอื คาํ ส่งั คอื
- ประเภทของคาํ ส่งั มีก่ปี ระเภท
- รูปแบบคาํ ส่งั
คาบที่ 2-3 ขนั้ ท่ี 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. นกั เรยี นแบํงกลุํม ให๎แตลํ ะกลุํมอํานในใจเรอื่ งคําส่งั แตงํ ต้งั คณะกรรมการวันสนุ ทร
การเขยี นยอํ ความ
และสรปุ ความ ภูํ โดยนําหลกั การอํานในใจมาใช๎ ครูสังเกตการอํานของนกั เรียนแตํละคนวาํ ปฏบิ ัตไิ ดถ๎ ูกตอ๎ ง
ตามหลักการอาํ นหรือไมํ
4. นกั เรยี นแตลํ ะกลุํมรํวมกนั สรุปใจความสําคัญของคาํ สง่ั แตงํ ต้งั คณะกรรมการวนั สนุ ทรภํู
และต้งั คําถามกลมํุ ละ 10 คาํ ถาม
5. ให๎นกั เรียนแตํละกลุํมคดิ ประเมนิ เพอ่ื เพิม่ คณุ คําโดยครใู ช๎คาํ ถามดงั ตอํ ไปนี้
- จากการศกึ ษาเรอื่ งคาํ สง่ั แตงํ ตง้ั คณะกรรมการวันสนุ ทรภนํู ักเรียนสามารถ
นาํ ไปใช๎ประโยชนใ๑ นชีวิตประจําวันไดอ๎ ยาํ งไร
ขนั้ ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ัติ
6. นักเรยี นเข๎ากลมํุ ทํากิจกรรมตัง้ คําถามเร่ืองคําส่ังแตํงต้ังวนั สุนทรภูํ
7. นกั เรียนรวํ มกนั สรุปใจความสาํ คญั ของคาํ สง่ั ตํางตัง้ วนั สนุ ทรภํู
ขน้ั ที่ 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ
8. แตลํ ะกลํุมออกมานําเสนอคาํ ถามหนา๎ ชัน้ เรียน แล๎วใหเ๎ พอื่ นตอบ
*ขณะทน่ี ักเรียนนําเสนอ ครูพยายามสังเกตพฤติกรรมท้ังของผ๎ฟู ง๓ และผูน๎ าํ เสนอ เพือ่
เกบ็ ไปเปน็ ขอ๎ มลู ในการพฒั นาปรับปรุงตํอไป
พฤตกิ รรมทน่ี ําไปเปน็ เงื่อนไขพฒั นา เชํน
- มารยาทในการพูดและฟง๓
- ความสนใจ ให๎เกยี รติ
- การซกั ถาม เสนอแนวคิดแยง๎ หรือคล๎อยตามอยาํ งมีเหตุผล
- การใชท๎ ักษะทางภาษาเพือ่ การสือ่ สาร
ขน้ั ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพม่ิ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
9. นักเรียนรวํ มกันแสดงความคิด โดยครูใชค๎ าํ ถามในสงั คมได๎อยํางไร
- นกั เรียนสามารถนาํ ความรเู๎ ก่ียวกับเรือ่ งทเี่ รียนไปใช๎ประโยชน๑ในสงั คมได๎
อยํางไร
การเขยี นยอํ ความและสรปุ ความ (คาบท่ี 2-3)
สาระสาํ คญั
การเขยี นยอํ ความและสรปุ ความ เป็นการเขยี นจับใจความสาํ คญั จากการฟง๓ หรือการ
อาํ น โดยใช๎สํานวนภาษาของตนเอง การฝกึ เขียนยํอความ จะทําใหเ๎ กบ็ ใจความสําคัญของเรื่องท่ี
อํานหรือฟ๓งได๎อยํางครบถ๎วน
ขน้ั ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. นักเรยี นดูตวั อยํางการเขยี นยํอความและสรปุ ความ เรอ่ื งลงิ ชัว่ แล๎วรวํ มกนั สนทนาโดย
ครใู ชค๎ ําถามดังนี้
- เอกสารทน่ี กั เรยี นดูเรยี กวาํ อะไร
- นักเรยี นเคยเห็นการเขียนยอํ ความและสรปุ ความหรอื ไมํ
2. นกั เรียนรวํ มกนั ศึกษาเรื่อง การเขยี นยอํ ความและสรปุ ความ โดยใช๎คาํ ถามตอํ ไปน้ี
คาบที่ 4-5 - การยํอความ หมายถงึ
คําวเิ ศษณ๑ - หลกั เกณฑ๑การยํอความมีอะไรบ๎าง
- รปู แบบตํางๆการเขียนยอํ ความมอี ะไรบา๎ ง
ขนั้ ที่ 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ครูใหน๎ กั เรียนแตํละคํฝู ึกสรปุ ใจความสําคัญของนทิ านเรื่อง ม๎ากบั ลาย อกี ครงั้ แลว๎ ให๎
นักเรยี นแสดงความคดิ เห็นวาํ ควรขยายใจความ สําคญั หรือลดรายละเอียดท่ีเกิดขน้ึ ในเรอ่ื ง
อยํางไร
4. นกั เรียนแตลํ ะคํูเขยี นสรุปยอํ ใจความสําคญั ของนทิ านลงในแบบ ยํอความให๎ถกู ตอ๎ ง
แลว๎ นําผลงานสํงครตู รวจ
5. ให๎นักเรียนแตลํ ะกลมุํ คดิ ประเมนิ เพอ่ื เพม่ิ คุณคําโดยครูใช๎คําถามดังตํอไปน้ี
- จากการศกึ ษาเร่อื งการยํอความและสรปุ ความนกั เรียนสามารถนําไปใช๎
ประโยชนใ๑ นชวี ิตประจําวันได๎อยาํ งไร
ขน้ั ท่ี 3 ขนั้ ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. ครนู ําหนังสือนทิ านมาแจกให๎นกั เรยี นแตํละคํู แลว๎ ใหน๎ ักเรยี นเลอื กนิทาน 1 เร่อื ง ที่คํู
ตนเองสนใจ จากนนั้ เขียนยอํ ความให๎ถกู ตอ๎ งตามหลกั การเขียนยํอความ
7. นักเรยี นรวํ มกนั สรุปความสาํ คัญของการเขยี นยอํ ความและสรุปความ ครูอธิบาย
เพิ่มเติมเกีย่ วกับการเขยี นรายงาน
ขนั้ ที่ 4 ขน้ั สอ่ื สารและนาํ เสนอ
8. นกั เรยี นนาํ เสนอผลงานการเขียนยํอความที่หนา๎ ชัน้ เรียน แลว๎ ให๎เพอ่ื นคูอํ ื่นๆ
พิจารณาผลงานการเขยี นยอํ ความของเพือ่ น โดยครตู ้ังประเดน็ ในการพจิ ารณาการยอํ
ความ ดงั นี้
- การลาํ ดบั เร่ืองราวและเหตุการณ๑ในเรอื่ ง
- การสรุปใจความสําคญั ของเรอ่ื ง
- การใช๎ภาษาในการเขยี นยอํ เรอื่ ง
9. ครูแสดงความคดิ เห็นและเสนอแนะความรูเ๎ พิ่มเติม เพอ่ื ให๎นกั เรียน สามารถนําไป
ปรบั แกไ๎ ขผลงานให๎ดีข้นึ
10. นักเรยี นแตลํ ะคูปํ รับปรงุ ผลงานการเขียนยํอความ แลว๎ นาํ สํงครูตรวจ
ขน้ั ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ
11. นกั เรยี นรวํ มกนั แสดงความคิด โดยครใู ช๎คาํ ถามในสงั คมไดอ๎ ยํางไร
- นกั เรยี นสามารถนาํ ความรู๎เกี่ยวกบั เรื่องทีเ่ รียนไปใชป๎ ระโยชน๑ในสังคมได๎
อยํางไร
คาํ วเิ ศษณ๑ (คาบที่ 4-5)
สาระสาํ คญั
คาํ วเิ ศษณ๑ คอื คําท่ีบอกลกั ษณะตําง ๆ ของคาํ นามและคาํ กริยาให๎มีความชัดเจนมาก
ขนึ้ คาํ วเิ ศษณ๑มกั จะวางอยํูหลังคาํ ที่ขยาย เพื่อชํวยใหป๎ ระโยคมีความหมายชัดเจน
คาํ วเิ ศษณ๑ มี 4 ชนดิ 1.คาํ วิเศษณ๑สามญั 2. คําวิเศษณข๑ ยายเฉพาะ 3. คําวิเศษณ๑บอกเวลา
4.คาํ วเิ ศษณบ๑ อกเวลา
ขนั้ ที่ 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
1. ให๎นักเรยี นเรียงคําจากบัตรคําให๎เป็นประโยค แล๎วสนทนาเกยี่ วกับหนา๎ ทีข่ องคํา
วเิ ศษณ๑ที่ขดี เส๎นใตใ๎ นบัตรคํา
แลว๎ รวํ มกนั สนทนาโดยใชค๎ ําถามดังน้ี
- คําใดบา๎ งเป็นคําวิเศษณ๑
2. นกั เรยี นศกึ ษาเร่อื งคาํ วเิ ศษณ๑ แลว๎ รํวมกันสนทนาโดยครใู ช๎คําถามดังนี้
- คาํ วเิ ศษณ๑ หมายถงึ
- คําวเิ ศษณม๑ ีก่ีชนดิ
- หน๎าท่ีของคาํ วิเศษณม๑ อี ะไรบ๎าง
ขน้ั ที่ 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ใหน๎ กั เรียนเรยี งคําจากบัตรคาํ ให๎เป็นประโยค แล๎วสนทนาเกีย่ วกบั หนา๎ ท่ีของคาํ
วิเศษณท๑ ่ีขีดเสน๎ ใตใ๎ นบตั รคํานกั เรยี นสังเกตบัตรคําบนกระดานให๎ทุกคนพจิ ารณาความถกู ต๎อง
ของคําวิเศษณ๑
4.ใหน๎ ักเรียนแตํละกลุมํ คิดประเมินเพือ่ เพิม่ คุณคําโดยครูใชค๎ ําถามดงั ตํอไปน้ี
- จากการศึกษาเรอ่ื งคําวเิ ศษณส๑ ามารถนําไปใช๎ประโยชน๑ในชีวิตประจําวันได๎
อยาํ งไร
ขั้นที่ 3 ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรุปความรหู๎ ลงั การปฏบิ ัติ
5. นักเรียนชํวยกนั เติมคาํ ลกั ษณวิเศษณใ๑ นชอํ งวํางในประโยคใหส๎ มบรู ณ๑ และชวํ ยกนั
ตรวจสอบความถูกต๎อง
6. ให๎นกั เรยี นแตงํ ประโยคจากภาพทกี่ ําหนด โดยให๎มีคําวิเศษณ๑บอกสถานท่ี แล๎ว
ชํวยกันตรวจสอบความถูกต๎อง
7. ให๎นักเรยี นเขียนคําจากภาพ แลว๎ นําคํามาแตงํ ประโยคโดยใหม๎ ีคําวเิ ศษณ๑บอกเวลา
รํวมกนั สรปุ หนา๎ ท่ขี องคาํ วิเศษณ๑บอกเวลา
8. ให๎นักเรียนเตมิ คาํ วเิ ศษณบ๑ อกเวลาและวเิ ศษณ๑บอกสถานท่ีลงในชอํ งวํางให๎ประโยค
สมบรู ณแ๑ ล๎วรํวมกันตรวจสอบความถกู ต๎อง
9. ให๎นักเรียนรวํ มกันร๎องเพลง “คาํ นาํ้ นม” แล๎วสังเกตคาํ วเิ ศษณช๑ ี้เฉพาะ จากนน้ั
สนทนาเกี่ยวกบั ลกั ษณะและการใชค๎ ําวิเศษณ๑ชี้เฉพาะ
10. ใหน๎ กั เรียนและครูรํวมกันแสดงบทบาทสมมตุ ิเกีย่ วกบั คําอนิยมวิเศษณ๑
11. ให๎นกั เรยี นแตํงประโยคโดยใชค๎ ําอนยิ มวเิ ศษณ๑เปรียบเทยี บกับนิยมวิเศษณ๑ แล๎ว
รวํ มกนั ตรวจสอบความถกู ตอ๎ ง
12. นกั เรียนฝกึ อาํ นคาํ วิเศษณจ๑ ากบตั รคํา
13. นกั เรยี นรํวมกนั สรุปเร่อื งคาํ วเิ ศษณ๑
14. ให๎นักเรียนทําใบงานเร่ือง คําวิเศษณ๑ แลว๎ รวํ มกนั ตรวจสอบความถกู ตอ๎ ง
ขนั้ ท่ี 4 ขนั้ สอ่ื สารและนาํ เสนอ
15. นกั เรียนนําเสนอเขียนแผนภาพความคิดเรอื่ งชนิดของคาํ วเิ ศษณ๑
15. นักเรียนและครูรํวมกันสรปุ ความรูเ๎ รื่อง คําวเิ ศษณ๑
ขน้ั ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพม่ิ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
16. นกั เรียนรวํ มกนั แสดงความคดิ โดยครใู ช๎คําถามในสงั คมไดอ๎ ยํางไร
- นักเรยี นสามารถนาํ ความรเ๎ู ก่ียวกับเรื่องที่เรยี นไปใชป๎ ระโยชน๑ในสังคมได๎
อยํางไร
6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู๎
การประเมิน วธิ ีการ เครอ่ื งมือ
ด๎านความรู๎ (K) -การตอบคําถาม -คาํ ถาม
ด๎านทักษะและกระบวนการ (P) -ทําแบบฝึกหดั -แบบฝึกหัด
-ทกั ษะการอาํ นในใจ -แบบประเมนิ การอาํ นในใจ
ดา๎ นคณุ ธรรม จริยธรรมและคํานิยม (A) -ทักษะการเขยี น -แบบประเมนิ การเขียนยํอความนทิ าน
-ทกั ษะการวิเคราะห๑ -แบบฝึกหัด คาํ ถาม
-สังเกตพฤติกรรมในการรํวม -แบบสังเกตพฤติกรรม
กิจกรรม การทาํ งานกลมุํ
-สังเกตพฤติกรรมการรํวมกจิ กรรม -แบบสังเกตพฤตกิ รรม
7. สอื่ /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นรู๎ 2. นิทานเรื่องลิงชั่ว
1. ตัวอยาํ งคาํ ส่ังแตงํ ตง้ั คณะกรรมการวันสนุ ทรภูํ 4. ใบความร๎ูเรือ่ งคาํ วิเศษณ๑
3. ใบงานเร่อื งคาํ วิเศษณ๑ 6. พจนานกุ รม
5. บตั รคําคําวิเศษณ๑
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
vลvงชอื่ .............................................ครผู ูส๎ อน ลงช่อื ...................................................ฝาุ ยวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชือ่ ................................................... ผู๎บริหาร
(...........................................................)
เกณฑก๑ ารใหค๎ ะแนน แบบบนั ทกึ คะแนนพฤตกิ รรมการอาํ นในใจ
เกณฑก๑ ารประเมนิ
ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรบั ปรุง ให๎ 0
การผาํ นการประเมนิ ทุกรายการต๎องได๎ 1 ขึน้ ไป
รายการประเมนิ
เลขท่ี ชอ่ื – สกลุ การวาง/ ัจบหนังสือไ ๎ด หมาย
ถูมีกส ๎ตมาองธิในการอําน เหตุ
การกวาดสายตาในการอําน
ไ ํม ี้ชตาม ัตวอักษร ่ีท ํอาน
ไมํสายหน๎าไปมาขณะ ํอาน
คะแนนรวม 10 คะแนน
สรุป ผําน / ไมํผําน
ข๎อเสนอแนะเพม่ิ เตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
( ลงช่ือ ) …………………………………………………….… ผป๎ู ระเมนิ ( ครูผู๎สอน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….
เกณฑก๑ ารให๎คะแนน แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี น
เกณฑ๑การประเมิน
ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรับปรุง ให๎ 0
การผํานการประเมินทุกรายการต๎องได๎ 1 ขนึ้ ไป
ขอ๎ รายการประเมนิ คะแนน สรปุ หมายเหตุ
ทีไ่ ด๎ ผาํ น ไมผํ าํ น
1 การวางแผน
2 ความกระตอื รือรน๎
3 การแสดงความคิดเห็น
4 มมี ารยาทในการพูด
5 มมี ารยาทในการฟ๓ง
รวมคะแนน
ประเมนิ กลุมํ ท่ี
……………………………………………………………………………………………………………
ข๎อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
( ลงชื่อ ) …………………………………………………….… ผป๎ู ระเมนิ ( ครผู ส๎ู อน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….
แบบประเมนิ การเขยี นยอํ ความเรอ่ื งทส่ี นใจ
ลําดบั ที่ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน 1
1 รปู แบบการเขียนยอํ ความ 32
2 การเขียนสรปุ ใจความสําคัญของเรอ่ื ง
3 การใชภ๎ าษา รวม
ลงชื่อ...................................................ผป๎ู ระเมิน
............../.................../................
เกณฑก๑ ารใหค๎ ะแนน 3
ดี = 2
พอใช๎ = 1
ปรับปรงุ =
เกณฑก๑ ารตัดสนิ คุณภาพ ชวํ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
8–9 ดี
5–7
ต่ํากวํา 5 พอใช๎
ปรบั ปรงุ
นิทาน เร่ือง...นิสัยของลิงชั่ว
ในสมัยหนง่ึ พระพุทธเจา๎ ประทับอยํวู ดั เชตวนั เมอื งสาวตั ถี ทรงปรารภพระเทวทตั ผู๎อกตญั ๒ู
ประทษุ ร๎ายมติ ร ไดต๎ รสั อดตี นิทานมาสาธก วาํ ...
กาลครง้ั หน่งึ นานมาแล๎ว พระโพธสิ ัตว๑เกิดในตระกลู พราหมณแ๑ หํงหนง่ึ ในแคว๎นกาสี ในระหวาํ งทางมีบํอนาํ้
ลกึ อยบูํ ํอหน่งึ สัตว๑ลงกนิ น้ําไมํได๎ ผู๎คนสญั จรไปมาตํางตอ๎ งการบญุ ใช๎กระบอกตักน้าํ เทใสรํ างทง้ิ ไว๎ให๎สัตว๑ไดด๎ ื่มกิน
ใกล๎บอํ นํ้าน้ันมปี าุ ใหญลํ ๎อมรอบมลี งิ ฝูงใหญอํ าศยั อยูํในปาุ นน้ั
ตํอมาชวํ งหนึ่ง ทางนนั้ ขาดคนสัญจรไปมาติดตํอกันถงึ 2-3 วัน สัตว๑ตํางๆ รวมท้ังฝูงลิงไมํไดด๎ มื่ น้าํ มลี งิ
ตวั หน่ึงกระหายน้ํามากเดินวนเวียนรอบบอํ นํ้านน้ั อยูํ วันนั้นพระโพธิสัตวเ๑ ดินทางผาํ นไปทางน้ันพอดจี ึงตกั นํ้า
ในบํอเทใสํรางใหม๎ ันด่มื กิน เสร็จแล๎วคดิ จะเอนหลังนอนพกั เหนอ่ื ยใต๎ตน๎ ไมส๎ กั งีบหนง่ึ กํอนเดินทางตอํ ไป
สวํ นลิงนัน้ ดืม่ นํา้ แล๎วกไ็ มํหนไี ปไหนได๎นง่ั ทําหนา๎ ลอํ กแลกํ หลอกพระโพธิสัตว๑อยูใํ กล๎ๆ น่นั เอง
พระโพธสิ ัตว๑เห็นกริ ิยาของมนั แลว๎ จงึ พดู ตวาดวํา "อา๎ ยวายรา๎ ย ลิงอปั รีย๑ ข๎าได๎ใหเ๎ จ๎าดมื่ น้ํารอดตายแล๎ว
ยงั จะมาทาํ หนา๎ ลํอกแลํกหลอกขา๎ อีกนาํ อนาถใจแท๎ ขา๎ ชวํ ยเหลอื สตั ว๑ชว่ั ๆ ไมมํ ีประโยชนเ๑ ลย ลิงไดฟ๎ ง๓ คาํ นนั้
แล๎วพูดตอบวาํ "ทํานเขา๎ ใจวาํ จะมเี พยี งแคนํ ห้ี รอื เราจะถาํ ยอุจจาระรดหวั ทาํ นอีกด๎วยนะ" แลว๎ กลาํ วเปน็ คาถาวาํ
"ทํานเคยได๎ยนิ หรือเคยได๎เห็นมาบ๎างไหมวํา ลงิ ตัวไหนท่ชี ื่อวาํ เป็นสัตวม๑ ีศีล เราจะถาํ ยอจุ จาระรดหัวทําน
เด๋ียวนี้แลว๎ จงึ จะไป นเ่ี ป็นธรรมดาของพวกเรา"
พระโพธสิ ตั ว๑ไดฟ๎ ง๓ เชํนน้นั จึงเตรยี มจะลุกขึ้น ทันใดน้นั เองลิงกระโดดจับกงิ่ ไม๎แลว๎ ถาํ ยอจุ จาระรดหัว
พระโพธิสตั ว๑ แลว๎ ร๎องเจีย๊ ก ๆ เขา๎ ปาุ ไป พระโพธสิ ัตวอ๑ าบน้ําชําระรํางกายแล๎วจงึ เดนิ ทางกลับ
นทิ านเรอื่ งนส้ี อนใหร๎ ว๎ู าํ : การคบและชํวยเหลอื คนชว่ั ไมมํ ปี ระโยชนเ๑ ลย มีแตจํ ะสรา๎ งความราํ คาญและใหโ๎ ทษ
การเขยี นยอํ ความ
การเขยี นยอํ ความ หมายถงึ การเก็บใจความสาํ คัญของเรอื่ งใดเรือ่ งหนง่ึ จากการอาํ น แลว๎ นํามาเขยี นเรียบเรียงใหมํด๎วยสาํ นวน
ของตนเอง
วธิ กี ารเขยี นยอํ ความ ทําได๎ ดงั นี้
1. อาํ นเรอื่ งทจ่ี ะยอํ ความให๎จบอยํางน๎อย ๒ ครัง้ เพือ่ ให๎ทราบวําเรอื่ งนั้นกลาํ วถงึ ใคร ทําอะไร ท่ไี หน อยํางไร เม่ือไร และผล
เป็นอยาํ งไร
2. บนั ทึกใจความสําคัญของเรอ่ื งท่ีอําน แล๎วนาํ มาเขยี นเรยี บเรียงใหมํดว๎ ยสํานวนของตนเอง
3. อาํ นทบทวนใจความสําคญั ทีเ่ ขียนเรยี บเรยี งแล๎ว จากนัน้ แก๎ไขให๎สมบูรณ๑ โดยตัดข๎อความทีซ่ ้าํ ซ๎อนกันออก เพอื่ ให๎เนื้อหา
กระชับ และเชื่อมขอ๎ ความให๎สัมพันธ๑กนั ตง้ั แตตํ ๎นจนจบ
4. เขยี นยํอความใหส๎ มบูรณ๑ โดยเขยี นแบบขนึ้ ต๎นของยํอความตามรปู แบบของประเภทข๎อความนั้นๆ เชนํ การยํอนทิ าน การยํอ
บทความ
5. การเขยี นยอํ ความไมํนยิ มใช๎สรรพยามบรุ ษุ ท่ี ๑ และสรรพนามบรุ ุษที่ ๒ คอื ฉัน คุณ ทําน แตจํ ะใช๎สรรพนามบรุ ุษที่ ๓ เชํน
เขา และไมํเขยี นโดยใช๎อกั ษรยอํ นอกจากนี้ หากมีการใชค๎ าํ ราชาศัพท๑ตอ๎ งเขียนให๎ถูกต๎อง ไมํควรตัดทอน
รปู แบบของการเขยี นยอํ ความ
การยอํ นทิ าน
ยํอนิทานเรอื่ ง .................................................. จากหนังสอื ....................................................
ผ๎ูแตํง .......................................................................................................................................
ความวํา ...................................................................................................................................
การยอํ ขาํ ว
ยอํ ขําวเรือ่ ง ...................................................... จาก ................................................................
ความวาํ ....................................................................................................................................
การยอํ บทความ
ยอํ บทความเรือ่ ง ................................................ ของ ..............................................................
จาก ..........................................................................................................................................
ความวํา ....................................................................................................................................
การยอํ ประกาศ
ยอํ ประกาศเร่ือง ..................................................... ของ ............................................................
แดํ ........................................................................ ในโอกาส .....................................................
เมอ่ื .................(วนั เดอื นปี).................................... ความวาํ .......................................................
...............................................................................................................................................
ใหน๎ กั เรยี นบอกชนดิ และหนา๎ ทขี่ องคาํ วเิ ศษณใ๑ นประโยค
๑. ฉนั เองท่นี าํ ดอกไม๎มาปก๓ ในแจกนั
เอง เปน็ คําวิเศษณช๑ นดิ _____________________________________
ทําหนา๎ ท่ีขยาย ____________________ซึ่งเป็น _________________
๒. นกนอ๎ ยก็รักชีวิตของมนั
น๎อย เป็นคําวิเศษณ๑ชนดิ __________________________________
ทําหนา๎ ท่ีขยาย ___________________ซึง่ เป็น __________________
๓. คุณธรรมใด ๆยอํ มกํอให๎เกดิ ความดีงามแกผํ ป๎ู ระพฤติ
________เป็นคําวเิ ศษณ๑ชนิด__________________________________
ทําหน๎าที่ขยาย ________________ซงึ่ เป็น ______________________
ช่อื _________________________ นามสกุล _______________________ เลขท่ี _____ ชนั้ _____
ใบความรเ๎ู รอื่ งคาํ วเิ ศษณ๑
คาํ วเิ ศษณ๑ คือคาํ ท่ีทําหนา๎ ที่ขยายคํานาม คําสรรพนาม คาํ กริยา หรือคาํ วเิ ศษณ๑ดว๎ ยกัน เพือ่ ให๎ไดค๎ วามชัดเจนยงิ่ ข้นึ
คําวิเศษณใ๑ นภาษาไทยมี 10 ชนดิ ดังน้ี เชํน
1. ลักษณวเิ ศษณ๑ คอื คําวิเศษณ๑ทบ่ี อกลกั ษณะตาํ ง ๆ เชนํ
บอกชนดิ สี เชํน เหลอื ง แดง
บอกขนาด เชํน ใหญํ เลก็
บอกสัณฐาน เชนํ กลม แบน
บอกกลิ่น เชํน หอม เหม็น
บอกรส เชํน เปร้ยี ว หวาน
บอกความรส๎ู กึ เชนํ ร๎อน เย็น เป็นตน๎ เชนํ นาํ้ ร๎อนอยใํู นกระติกสขี าว หรอื จานใบใหญรํ าคาแพงกวําจานใบเลก็
2. กาลวเิ ศษณ๑ คอื คําวเิ ศษณ๑บอกเวลา เชํน เช๎า สาย บําย เย็น อดีต อนาคต เปน็ ตน๎ เชนํ พรํุงน้เี ปน็ วันเกิดของคุณแมํ
หรือ เขามาโรงเรยี นสาย
3. สถานวเิ ศษณ๑ คอื คําวเิ ศษณ๑บอกสถานที่ เชนํ ใกล๎ ไกล บน ลําง เหนอื ใต๎ ซา๎ ย ขวา เปน็ ต๎น เชํน ฉนั นง่ั เรยี นอยูแํ ถว
หน๎า
4. นยิ มวเิ ศษณ๑ คือ คําวเิ ศษณ๑ท่บี อกความชี้เฉพาะ เชํน น้ี นนั่ โนํน ทั้งนี้ ท้งั นัน้ แนนํ อน เป็นตน๎ เชนํ บ๎านนน้ั ไมมํ ีใครอยูํ
หรือ เขาเป็นคนขยันแนํ ๆ
5. อนยิ มวิเศษณ๑ คือ คาํ วเิ ศษณ๑ท่ีบอกความไมชํ ี้เฉพาะ เชํน ใด อืน่ ไหน อะไร ใคร ฉนั ใด เป็นตน๎ เชํน เธอจะมาเวลาใดก็
ได๎ หรือ คุณจะนง่ั เก๎าอ้ตี วั ไหนกไ็ ด๎
6. ปฤจฉาวเิ ศษณ๑ คอื คาํ วิเศษณ๑แสดงคําถาม หรือแสดงความสงสยั เชนํ ใด ไร ไหน อะไร สง่ิ ใด ทําไม เปน็ ต๎น เชํน เสอื้
ตวั นร้ี าคาเทาํ ไร หรือ เขาจะมาเม่ือไร
7. ประพนั ธวเิ ศษณ๑ คือ คําวิเศษณ๑ทที่ ําหนา๎ ที่เช่ือมคําหรือประโยคให๎มีความเกย่ี วข๎องกนั เชํนคําวํา ท่ี ซึ่ง อัน วรรณภา
8. ประมาณวเิ ศษณ๑ คอื คําวิเศษณบ๑ อกจํานวน หรอื ปริมาณ เชนํ หนึ่ง สอง สาม มาก นอ๎ ย บํอย หลาย บรรดา ตาํ ง บ๎าง
เป็นตน๎ เชํน เขามเี งินหา๎ บาท หรือ เขามาหาฉันบํอย ๆ
9. ประตเิ ษธวเิ ศษณ๑ คอื คําวเิ ศษณ๑ทแี่ สดงความปฏิเสธ หรอื ไมํยอมรบั เชนํ ไมํ ไมใํ ชํ มิ มใิ ชํ ไมํได๎ หามไิ ด๎ เปน็ ต๎น เชํน
เขามิได๎มาคนเดยี ว หรือ ของน้ีไมใํ ชขํ องฉัน ฉนั จงึ รับไวไ๎ มไํ ด๎
10. ประตชิ ญาวเิ ศษณ๑ คือ คาํ วิเศษณ๑ที่ใชแ๎ สดงการขานรับหรอื โต๎ตอบ เชนํ ครับ ขอรบั คะํ เป็นตน๎ เชนํ คณุ ครบั มีคนมา
หาขอรบั หรือ คุณครขู า
สัปดาห๑ที่ 5
โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู๎
ภาคเรยี นท.ี่ .…2…../…………..... ชอื่ ผสู๎ อน ……………………………………………………..
กลมุํ สาระการเรยี นรู๎ ภาษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปที …่ี …6..... จาํ นวน……5….คาบ
หนวํ ยการเรยี นรท๎ู ่ี ..……11…..… เรอื่ ง........................สวยรา๎ ยสายลับ........................
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู๎ ตวั ชว้ี ดั
มาตรฐานท่ี ท 1.1 ใช๎กระบวนการอํานสร๎างความรแู๎ ละความคิดเพ่อื นําไปใช๎ตดั สนิ ใจ แกป๎ ญ๓ หาในการดําเนนิ ชวี ิตและ
มีนสิ ัยรักการอาํ น
ตวั ช้ีวดั ท่ี ป 6/1 อํานออกเสยี งบทร๎อยแกว๎ และบทรอ๎ ยกรองได๎ถกู ต๎อง
ตวั ชีว้ ัดท่ี ป 6/2 อธบิ ายความหมายของคํา ประโยคและข๎อความที่เปน็ โวหาร
ตวั ชี้วัดที่ ป 6/8 อาํ นหนังสอื ตามความสนใจและอธิบายคุณคาํ ท่ีได๎รับ
ตัวช้วี ัดที่ ป 6/9 มมี ารยาทในการอาํ น
มาตรฐานที่ ท 2.1 ใช๎กระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขยี นเรยี งความ ยํอความ และเขียนเร่อื งราวในรูปแบบตาํ ง ๆ
เขยี นรายงานขอ๎ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคน๎ คว๎าอยาํ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ตัวชี้วัดท่ี ป 6/3 เขยี นแผนภาพโครงเร่ืองและแผนภาพความคดิ เพอ่ื ใชพ๎ ฒั นางานเขียน
ตวั ช้วี ัดท่ี ป 6/9 มมี ารยาทในการเขยี น
มาตรฐานที่ ท 5.1 เข๎าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ๑วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอยํางเหน็ คุณคํา และนาํ มา
ประยุกตใ๑ ชใ๎ นชีวติ จรงิ
ตวั ชี้วัดที่ ป 6/1 แสดงความคดิ เหน็ จากวรรณคดีหรือวรรณกรรมท่อี ําน
2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
การอํานจับใจความสาํ คญั คือ การอํานเพ่อื จับใจความหรือขอ๎ คิด ความคิดสําคญั หลกั ของขอ๎ ความ หรอื เรื่องที่อําน
การอาํ นจบั ใจความสําคัญ ถอื เป็นทกั ษะสําคญั ท่ใี ช๎ในการอํานเพอื่ การส่ือสารมากที่สุด เพราะเป็นพื้นฐานสําคัญในการศึกษาหา
ความร๎ู จงึ ควรฝึกฝนให๎เกดิ ความชํานาญ
การเขยี นแผนภาพโครงเรอ่ื ง เป็นการเขยี นท่แี สดงใหเ๎ ห็นโครงเรือ่ งโดยรวมทัง้ เรื่อง ทําให๎จับใจความสําคัญของเร่ืองท่ี
อํานได๎ดีย่ิงขึ้นในการเขียนต๎องอาศัยการตั้งคําถามและตอบคําถามจากเรื่องที่อํานวํา ตัวละครในเร่ืองมีใครบ๎าง สถานท่ีเกิด
เหตุการณ๑คอื ที่ไหน มเี หตุการณ๑อะไรเกดิ ขึน้ ผลของเหตุการณ๑นัน้ คืออะไร
คาํ บพุ บท คือ คําที่ใช๎นําหน๎าคํานาม คําสรรพนาม คํากริยา หรือคําวิเศษณ๑ เพื่อบอกสถานภาพของคําเหลําน้ัน หรือ
เพ่อื แสดงความสัมพนั ธร๑ ะหวาํ งคาํ หรือประโยค
3. จุดประสงคก๑ ารเรยี นรู๎
1. อธิบายความหมาย และหลักการอาํ นจบั ใจความสําคญั (K)
2. อธิบายเกี่ยวกบั แผนภาพโครงเรือ่ งได๎ (K)
3. บอกชนดิ ของคาํ บุพบทในประโยคไดถ๎ กู ต๎อง (K)
4. แตงํ ประโยคโดยใช๎คาํ บุพบทแตํละชนดิ ไดถ๎ กู ต๎อง (K)
5. อาํ นเรอ่ื งได๎คลํองแคลํวรวดเรว็ และถูกต๎องตามอักขรวธิ ี (P)
6. แยกข๎อเท็จจรงิ และข๎อคดิ เหน็ จากเร่อื งทอี่ ําน (P)
7. เขียนขั้นตอนการสรา๎ งแผนภาพโครงเรือ่ งได๎ (P)
8. ใชค๎ ําบพุ บทแตํละชนิดเรยี บเรยี งประโยคหรือเร่ืองราวไดถ๎ ูกตอ๎ งเหมาะสม (P)
9. ใช๎ทักษะทางภาษาเปน็ เครื่องมอื ในการเรียนการแสวงหาความรูแ๎ ละการดาํ รงชวี ิตอยรูํ ํวมกันในสังคมได๎ (P)
10. เห็นความสําคัญของการอํานและมารยาทในการอาํ น (A)
11. เหน็ ประโยชนข๑ องการเขียนแผนภาพโครงเรอ่ื ง (A)
12. มคี วามสนใจในการเรยี นภาษาไทย (A)
4. สาระการเรยี นรู๎ สาระการเรยี นรทู๎ อ๎ งถน่ิ
สาระการเรยี นรแ๎ู กนกลาง
1. อธิบายความหมาย และหลกั การอํานจับใจความสาํ คัญ
2. อธบิ ายเกี่ยวกับแผนภาพโครงเร่ืองได๎
3. บอกชนดิ ของคาํ บุพบทในประโยคไดถ๎ ูกต๎อง
4. แตงํ ประโยคโดยใช๎คาํ บุพบทแตลํ ะชนดิ ได๎ถูกต๎อง
5. กจิ กรรมการเรยี นรู๎ กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบท่ี การอํานจบั ใจความ (สวยรา๎ ยสายลบั ) (คาบที่ 1)
สาระสาํ คญั
คาบท่ี 1
การอํานจบั ใจความสําคญั คอื การอาํ นเพือ่ จับใจความหรอื ขอ๎ คิด ความคิดสําคัญหลกั
การอําน
จบั ใจความ ของข๎อความ หรอื เรื่องทอี่ าํ น การอํานจบั ใจความสาํ คัญ ถือเปน็ ทกั ษะสาํ คัญท่ีใช๎ในการอาํ นเพื่อ
การสื่อสารมากท่ีสดุ เพราะเปน็ พน้ื ฐานสําคัญในการศึกษาหาความรู๎ จงึ ควรฝึกฝนให๎เกดิ ความ
ชาํ นาญ
ขน้ั ท่ี 1ขน้ั รวบรวมขอ๎ มูล
1. ครแู ละนักเรยี นรํวมกนั สนทนา โดยครใู ช๎คาํ ถามกระตุ๎นความคิด ดงั น้ี
- การเปน็ สายลับ ควรมีคณุ สมบตั อิ ยาํ งไรบ๎าง
- อาชญากรหมายถงึ ใคร
2. ใหน๎ กั เรยี นชํวยกันตอบ เพือ่ โยงเข๎าสํสู าระการเรยี นร๎ู นกั เรยี นทบทวนเกย่ี วกบั การอาํ น
จบั ใจความสําคัญใช๎คําถามดังนี้
- การอํานสรุปใจความคอื อะไร
- นกั เรียนใช๎ทกั ษะอะไรบ๎างในการอาํ นสรปุ ความ
ในการตอบคาํ ถามใหค๎ รูใชไ๎ มเ๎ รียกเลขที่ เพื่อให๎นักเรียนตอบทลี่ ะคน โดยคําถามกอํ น
เรยี กเลขท่ีเพอ่ื ใหท๎ กุ คนไดค๎ ิด
3. นักเรียนเขา๎ กลํมุ ศกึ ษาเรือ่ ง สวยรา๎ ยสาบลับ
ขน้ั ที่ 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
4. นักเรยี นแบํงกลมุํ ให๎แตลํ ะกลมํุ อาํ นในใจเร่ืองสวยร๎ายสายลบั จากหนังสือภาษาพาที
ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 6 โดยนาํ หลกั การอาํ นในใจมาใช๎ ครูสังเกตการอาํ นของนกั เรยี นแตลํ ะคนวาํ
ปฏบิ ตั ไิ ด๎ถูกต๎องตามหลกั การอาํ นหรอื ไมํ
5. นกั เรยี นแตํละกลมํุ รวํ มกันวเิ คราะหเ๑ กยี่ วกบั เร่อื งทอ่ี าํ น โดยครใู ชค๎ ําถามตอํ ไปน้ี
- บอกลักษณะของสายลบั ทด่ี ี
- กลมํุ บริษทั พเี อ็ชอาร๑สสร๎างความเดอื ดรอ๎ นแกํประเทศไทยอยํางไร
- นกั เรยี นคิดวาํ อาชญากรทว่ั โลกทั้งชายและหญงิ หมายถงึ บคุ คลใดบ๎าง และเข๎า
มาในประเทศไทยไดอ๎ ยาํ งไร
- การโคลนนง่ิ มคี ุณอนนั ต๑และโทษมหันต๑อยํางไร
6. ให๎นักเรยี นแตลํ ะกลมุํ คิดประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คุณคาํ โดยครูใชค๎ ําถามดงั ตํอไปนี้
- จากการศกึ ษาเร่ืองสวยร๎ายสายลบั นกั เรยี นสามารถนําไปใช๎ประโยชน๑ใน
ชีวิตประจาํ วันได๎อยาํ งไร
ขนั้ ท่ี 3 ขนั้ ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ
7. นักเรยี นเข๎ากลมุํ ทาํ กจิ กรรมการตง้ั คาํ ถามและตอบคาํ ถามจากเรอ่ื งท่อี าํ น กลุํมละ 5
ข๎อ กตกิ าในการต้ังคําถาม คุณครแู บงํ จํานนวนหนา๎ ท่ีแตํละกลมุํ จะตอ๎ งรบั ผิดชอบในการตง้ั คาํ ถาม
เพอื่ ปอู งกันไมใํ ห๎คําถามแตลํ ะกลํุมไมํให๎ซํา้ กนั
8. นักเรยี นรวํ มกนั สรปุ ข๎อคดิ ท่ีได๎จากการอําน
ขนั้ ท่ี 4ขน้ั สอ่ื สารและนาํ เสนอ
9. แตลํ ะกลุํมออกมานาํ เสนอผลของการทํากิจกรรม การระดมสมองใหเ๎ พ่อื นฟง๓ โดยใช๎
วธิ ีจับสลาก
* ขณะทน่ี กั เรยี นนาํ เสนอ ครพู ยายามสังเกตพฤติกรรมทงั้ ของผฟ๎ู ง๓ และผ๎นู าํ เสนอ เพอ่ื
เก็บไปเป็นข๎อมูลในการพัฒนาปรับปรุงตอํ ไป
พฤตกิ รรมทีน่ ําไปเปน็ เง่อื นไขพฒั นา เชนํ
- มารยาทในการพดู และฟ๓ง
- ความสนใจ ให๎เกยี รติ
- การซักถาม เสนอแนวคิดแยง๎ หรือคลอ๎ ยตามอยํางมเี หตผุ ล
- การใช๎ทักษะทางภาษาเพื่อการสอ่ื สาร
10. เปดิ โอกาสใหน๎ กั เรยี นแสดงความคดิ เห็น วพิ ากษว๑ จิ ารณ๑ผลงานของเพอ่ื น
ลักษณะการนาํ เสนอของเพือ่ น อยํางอสิ ระ นําจุดเดนํ จดุ ด๎อย จุดควรพัฒนา สิ่งที่
เหมอื นกัน และแตกตํางกัน ของแตํละกลุํมมาแสดงใหน๎ กั เรียนเหน็ ถงึ ความหลากหลายของ
คาบท่ี 2-3 ความคดิ ซงึ่ ขึน้ อยูกํ ับเหตุผล
ขนั้ ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
การเขยี น
แผนภาพโครงเรอ่ื ง 11. นกั เรยี นรํวมกันแสดงความคิดเห็น โดยครใู ช๎คําถามดงั นี้
- นกั เรยี นสามารถนาํ ความรู๎เก่ยี วกับเรอื่ งทีเ่ รียนไปใช๎ประโยชน๑ในสังคมได๎
อยํางไร
การเขยี นแผนภาพโครงเรอ่ื ง (วนั ลอยกระทง) (คาบท่ี 2-3)
สาระสาํ คญั
การเขียนแผนภาพโครงเร่ือง เป็นการเขียนท่ีแสดงให๎เห็นโครงเรื่องโดยรวมท้ังเร่ือง
ทําให๎จับใจความสําคัญของเร่ืองที่อํานได๎ดีย่ิงข้ึนในการเขียนต๎องอาศัยการต้ังคําถามและตอบ
คําถามจากเร่ืองท่ีอํานวํา ตัวละครในเรื่องมีใครบ๎าง สถานที่เกิดเหตุการณ๑คือที่ไหน มีเหตุการณ๑
อะไรเกิดขน้ึ ผลของเหตกุ ารณน๑ ้นั คืออะไร
ขน้ั ที่ 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. นักเรียนดูการเขยี นแผนภาพโครงเร่ือง แล๎วรวํ มกนั สนทนาโดยใชค๎ ําถามดงั นี้
- เอกสารทน่ี ักเรยี นดเู รียกวาํ อะไร
- นกั เรียนเคยเหน็ หรอื ไมํ
2. นกั เรียนรํวมกนั ศึกษาเรอื่ ง การเขยี นแผนภาพโครงเรื่อง แล๎วรวํ มสนทนาโดยครใู ช๎
คาํ ถามดงั น้ี
- การเขยี นแผนภาพโครงเรือ่ งมีประโยชนอ๑ ยํางไร
- บอกขน้ั ตอนการเขยี นแผนภาพโครงเรอื่ ง
- รูปแบบการเขยี นแผนภาพโครงเรอ่ื งมอี ะไรบา๎ ง
ขน้ั ท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. สนทนาทบทวนเรือ่ ง “วนั ลอยกระทง” โดยใช๎ภาพจาก บทเรยี นประกอบ
4. นกั เรยี นชํวยกันอภปิ รายวเิ คราะห๑โครงเรื่อง ลาํ ดับเหตกุ ารณ๑ของเรอื่ ง บอก
ประเดน็ สําคัญ แล๎วครเู ขียนบนกระดานดํา
5. เพื่อให๎นกั เรยี นไดม๎ องเหน็ ภาพการเขียนแผนภาพโครงเร่อื ง จงึ ใหน๎ ักเรียนไดด๎ ู
ตัวอยํางการเขียนแผนภาพโครงเรอ่ื งใหน๎ ักเรียนชวํ ยกันพจิ ารณาความถกู ต๎องของการเขยี น
แผนภาพโครงเร่ืองวนั ลอยกระทง
6. นกั เรียนคิดประเมินเพอ่ื เพ่ิมคุณคาํ โดยครูถามคาํ ถามดังน้ี
- นักเรียนสามารถนาํ สิ่งท่ีเรียนไปประยุกตใ๑ ช๎ในชีวิตประจาํ วันอยาํ งไร
ขนั้ ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ัติ
7. นักเรียนเข๎ากลํมุ ทาํ กิจกรรม จากน้ันครอู ธบิ ายวิธกี ารเขยี นแผนภาพโครงเรือ่ งให๎
นักเรียนฟง๓
8. นกั เรียนซักถามแสดงความคิดเหน็ อภปิ รายสรปุ รวํ มกนั เก่ียวกับหลกั ในการเขียน
แผนภาพโครงเรอ่ื ง
9. นักเรยี นทกุ กลมุํ อาํ นในใจ “วนั ลอยกระทง” จากใบความร๎ู แล๎วรวํ มกนั เขยี น
แผนภาพโครงเรือ่ ง
คาบที่ 4-5 10. นกั เรยี นสรปุ เรื่องการเขยี นแผนภาพโครงเรอื่ ง
คาํ บพุ บท ขน้ั ท่ี 4ขนั้ สอ่ื สารและนาํ เสนอ
11. ตัวแทนนกั เรยี นแตํละกลํมุ นาํ เสนอผลงานการเลําเรือ่ งตามแผนภาพโครงเร่ือง
หนา๎ ชนั้ เรยี น
12. นกั เรียนแตลํ ะกลมํุ ได๎นาํ ไปเปรยี บเทยี บ ปรบั ปรุงแก๎ไขใหถ๎ กู ต๎อง และนําผลงาน
กลํุมไปตดิ แสดงไวท๎ ่ปี ูายนิเทศ เพอื่ ใหน๎ กั เรยี นทกุ คนได๎ศึกษา
ขนั้ ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คําบรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
14. นกั เรยี นรํวมแสดงความคิดเหน็ โดยครูใชค๎ ําถามดงั น้ี
- นกั เรยี นสามารถนําความร๎ูเก่ยี วกับเร่อื งทเ่ี รยี นไปใช๎ประโยชนใ๑ นสังคมได๎
อยํางไร
คําบพุ บท (คาบที่ 4-5)
สาระสาํ คญั
คําบุพบท คือคําที่ใช๎นําหน๎าคํานาม คําสรรพนาม คํากริยา หรือคําวิเศษณ๑ เพื่อบอก
สถานภาพของคาํ เหลาํ นัน้ หรือเพื่อแสดงความสัมพันธ๑ระหวํางคาํ หรือประโยค
ขนั้ ที่ 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
1. นักเรียนรํวมกันแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับคําบุพบทโดยให๎นักเรียนแบํงกลํุมเพ่ือ
แขงํ ขัน ตํอคํา สาํ นวนสุภาษติ คําพังเพย โดยสังเกตคําบุพบทท่ีเติมวําเป็นคําบุพบทบอกตําแหนํง
ทีต่ ัง้ และสถานท่ี รํวมกันสนทนาเกีย่ วกับคําบพุ บทนั้นแล๎วรวํ มสนทนาโดยใชค๎ าํ ถามดงั น้ี
- คาํ บุพบทมหี นา๎ ทอ่ี ะไรบ๎างในประโยค
2. นักเรียนศึกษาเรื่องคาํ บพุ บท แล๎วรวํ มกนั สนทนาโดยครใู ช๎คําถามตอํ ไปนี้
- คําบพุ บท หมายถงึ
- คําบุพบทแบงํ ไดก๎ ีช่ นิด
ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ให๎นักเรยี นแตงํ ประโยค โดยใหม๎ คี าํ บุพบทบอกตาํ แหนํง ท่ตี ั้ง พร๎อมวาดภาพประกอบ
ประโยคละ 1 ภาพ
4. ใหน๎ กั เรียนดภู าพ แลว๎ ชวํ ยกันแตํงประโยคจากภาพโดยใชค๎ ําบุพบทที่ครูกําหนดให๎
แล๎วชํวยกนั อภปิ รายเพมิ่ เตมิ เกีย่ วกบั คําบุพบทบอกความเปน็ เจ๎าของ
5. ให๎นักเรียนแตงํ ประโยคโดยมีคําบพุ บทบอกความเป็นเจ๎าของ พร๎อมวาด
ภาพประกอบ ประโยคละ 1 ภาพ
6. ให๎นกั เรยี นเติมคาํ บพุ บทบอกความเป็นเจ๎าของลงในประโยคใหส๎ มบูรณ๑ นกั เรยี นและ
ครูรํวมกันตรวจสอบความถกู ต๎อง
7. ให๎นกั เรยี นอํานสถานการณท๑ ่คี รกู าํ หนด หาคําบุพบทบอกความเกย่ี วข๎องหรอื ความ
ประสงค๑ แลว๎ รํวมกนั ตรวจสอบความถกู ต๎อง
8. ให๎นกั เรยี นวงกลมข๎อทมี่ คี าํ บุพบทบอกความเกยี่ วขอ๎ งหรือความประสงค๑ รํวมกนั
ตรวจสอบความถูกต๎อง
9. ให๎นกั เรียนชวํ ยกนั แตงํ ประโยคโดยใช๎คําบุพบทบอกความเกย่ี วขอ๎ งหรอื ความ
ประสงค๑
10. นกั เรยี นสงั เกตประโยคท่ีแตํงแลว๎ ชํวยกันพิจารณาความถกู ตอ๎ งของคําบุพบท
11. นกั เรียนแตลํ ะกลมุํ คดิ ประเมนิ เพอ่ื เพิม่ คุณคําโดยครูใช๎คําถามดังตอํ ไปนี้
- จากการศกึ ษาเร่ืองคาํ นามนักเรยี นสามารถนําไปใชป๎ ระโยชน๑ในชวี ติ ประจาํ วัน
ได๎อยาํ งไร
ขนั้ ท่ี 3 ขน้ั ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ตั ิ
12. ใหน๎ ักเรยี นแบงํ กลุํมแขงํ ขันตอํ คําสภุ าษิต สํานวน คาํ พังเพย โดยหาคาํ บุพบทใน
ประโยคแล๎วบอกชนิดของคาํ บพุ บท เพอื่ ทบทวนคําบพุ บทท่ีเรยี นมาแล๎ว
13. ให๎นกั เรียนฝึกอํานคําบพุ บทจากบตั รคํา
14. ใหน๎ ักเรียนรํวมกนั สรุปเรื่องคําบพุ บท
15. ใหน๎ กั เรียนทาํ ใบงาน เรอ่ื ง คําบพุ บท แล๎วรํวมกนั ตรวจสอบความถกู ต๎อง
ขน้ั ที่ 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ
16. นกั เรียนแตลํ ะกลมุํ นําเสนอผลงานหนา๎ ชนั้ เรียน เพ่ือนกลํุมอน่ื รํวมแสดงความ
คิดเหน็
17. นกั เรยี นรวบรวมแผนผงั ความคดิ คาํ บุพบทไว๎ทม่ี มุ ห๎องเรยี นเพอ่ื ใหเ๎ พอื่ นๆไดศ๎ ึกษา
ตํอไป
ขนั้ ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
18. นักเรยี นรวํ มกนั แสดงความคดิ โดยครูใช๎คําถามในสงั คมได๎อยํางไร
- นกั เรียนสามารถนําความรู๎เก่ยี วกบั เรอ่ื งที่เรยี นไปใชป๎ ระโยชนใ๑ นสังคมได๎อยาํ งไร
6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นร๎ู วิธีการ เคร่อื งมือ
การประเมิน
-การตอบคาํ ถาม -คาํ ถาม
ด๎านความรู๎ (K)
-ทําแบบฝกึ หัด -แบบฝกึ หัด
ด๎านทักษะและกระบวนการ (P)
-ทกั ษะการอํานในใจ -แบบประเมินการอาํ นในใจ
ดา๎ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและคาํ นิยม
(A) -ทักษะการเขียน -แบบประเมินการเขยี นแผนภาพ
โครงเรอ่ื ง
-ทกั ษะการวเิ คราะห๑ -แบบฝึกหัด คําถาม
-สงั เกตพฤติกรรมในการรํวมกจิ กรรม -แบบสังเกตพฤตกิ รรม
การทํางานกลุมํ
-สังเกตพฤตกิ รรมการรวํ มกิจกรรม -แบบสงั เกตพฤติกรรม
7. สอื่ /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นร๎ู 2. ใบงานเร่อื งคาํ บุพบท
1. หนงั สือเรียนภาษาพาทีชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 4. ใบความร๎เู ร่ืองการเขยี นแผนภาพโครงเรอื่ ง
3. บตั รคาํ บุพบท 6. พจนานุกรม
5. ใบความรเู๎ รื่องคําบุพบท
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
vลvงชือ่ .............................................ครผู ส๎ู อน ลงชอ่ื ...................................................ฝุายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชื่อ................................................... ผู๎บริหาร
(...........................................................)
แบบบนั ทกึ คะแนนพฤตกิ รรมการอาํ นในใจ
เกณฑ๑การให๎คะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรบั ปรงุ ให๎ 0
เกณฑ๑การประเมิน การผํานการประเมินทกุ รายการตอ๎ งได๎ 1 ขน้ึ ไป
รายการประเมนิ
เลขที่ ชอ่ื – สกลุ การวาง/ ัจบหนังสือไ ๎ด หมาย
ถูมีกส ๎ตมาองธิในการอําน เหตุ
การกวาดสายตาในการอําน
ไ ํม ี้ชตาม ัตวอักษร ่ีท ํอาน
ไมํสายหน๎าไปมาขณะ ํอาน
คะแนนรวม 10 คะแนน
สรุป ผําน / ไมํผําน
ข๎อเสนอแนะเพิม่ เตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
( ลงชือ่ ) …………………………………………………….… ผปู๎ ระเมิน ( ครูผส๎ู อน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี น
เกณฑก๑ ารให๎คะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรับปรุง ให๎ 0
เกณฑ๑การประเมนิ การผาํ นการประเมนิ ทุกรายการต๎องได๎ 1 ขน้ึ ไป
ขอ๎ รายการประเมนิ คะแนน สรปุ หมายเหตุ
ทไ่ี ด๎ ผาํ น ไมผํ าํ น
1 การวางแผน
2 ความกระตือรือรน๎
3 การแสดงความคิดเหน็
4 มมี ารยาทในการพูด
5 มีมารยาทในการฟง๓
รวมคะแนน
ประเมนิ กลุมํ ที่
……………………………………………………………………………………………………………
ข๎อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
( ลงชอ่ื ) …………………………………………………….… ผูป๎ ระเมิน ( ครูผูส๎ อน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….
คําบพุ บท
คําบพุ บท หมายถึง คําที่ใชน๎ ําหน๎าคํานาม คําสรรพนาม คาํ กรยิ า หรอื คําวเิ ศษณ๑ ซ่งึ ทําหนา๎ ท่เี ช่ือมคาํ หรือกลํมุ คําน้นั
ใหต๎ อํ เนื่องสมั พนั ธก๑ นั
ชนิดของคาํ บพุ บท หลกั ภาษาไทยได๎แบงํ คําบุพบทออกเป็น ๖ ชนดิ ดงั นี้
๑. คําบพุ บทบอกสถานที่ ไดแ๎ กคํ าํ วาํ ใต๎ บน รมิ ชิด ใกล๎ ไกล ท่ี นอก ใน เชนํ
เส้อื สีขาวอยํูในต๎เู สอ้ื ผ๎า
เขาขายสม๎ ตําอยูํใกล๎สถานตี ํารวจ
๒. คาํ บพุ บทบอกเวลา ได๎แกคํ ําวาํ แตํ ตงั้ แตํ ณ เมอ่ื จน จนกระท่งั เชํน
เขาอํานหนังสอื จนดึก
คุณพอํ ไปทาํ งานแตํเช๎า
๓. คาํ บพุ บทบอกความเปน็ เจา๎ ของ ไดแ๎ กคํ าํ วํา แหงํ ของ เชํน
เขาทํางานอยํวู ทิ ยกุ ระจายเสียงแหํงประเทศไทย
เงินของฉนั หาย
๔. คาํ บพุ บทบอกทม่ี าหรอื สาเหตุ ไดแ๎ กคํ ําวํา แตํ จาก กวํา เหตุ ต้ังแตํ เชํน
คณุ แมซํ ้อื ผกั มาจากตลาด
ชาวนาเดินมาตั้งแตํท่ีนาถงึ บา๎ น
๕. คําบพุ บทบอกฐานะเปน็ ผรู๎ บั ไดแ๎ กํคาํ วาํ เพ่อื ตํอ แกํ แดํ เฉพาะ สําหรบั เชํน
ฉันทาํ ทกุ อยํางเพ่ือแมํ
เขาถวายปจ๓ จยั แดํพระสงฆ๑
๖. คาํ บพุ บทบอกฐานะเครอ่ื งใช๎ หรอื ติดตํอกนั ไดแ๎ กคํ าํ วาํ โดย ด๎วย อัน ตาม กบั เชํน
เขาเดินทางโดยสวสั ดิภาพ
เขาทําตามคาํ สัง่
หนา๎ ทขี่ องคาํ บพุ บท
๑. นาํ หนา๎ คาํ นาม เชํน
นักเรียนอยูํในโรงเรียน = ใน เป็นคําบพุ บท นาํ หน๎าคํานาม โรงเรยี น
๒. นาํ หนา๎ คาํ สรรพนาม เชํน
ฉันจะไปกบั เธอ = กับ เปน็ คําบุพบท นําหนา๎ สรรพนาม เธอ
๓. นาํ หนา๎ คาํ กรยิ า เชํน
เขาหยดุ พักทาํ งานเพ่ือนอน = เพือ่ เป็นคาํ บุพบท นําหน๎ากรยิ า นอน
๔. นาํ หนา๎ คาํ วเิ ศษณ๑ เชนํ
เธอต๎องพูดไปตามจรงิ = ตาม เป็นคาํ บุพบท นําหนา๎ วิเศษณ๑ จริง
๕. นาํ หนา๎ ประโยค เชนํ
ครลู บกระดานเพือ่ ลอกโจทยข๑ อ๎ ใหมํ
= เพอ่ื เป็นคําบพุ บท นาํ หน๎าประโยค ครูลอกโจทย๑ขอ๎ ใหมํ
การเขยี นแผนภาพโครงเรอื่ ง
การเขยี นแผนภาพโครงเร่ือง เปน็ การเขียนทีแ่ สดงให๎เหน็ โครงเรื่องโดยรวมทง้ั เร่อื ง ทาํ ให๎จบั ใจความสาํ คัญ
ของเรือ่ งทีอ่ ํานได๎ดีย่ิงข้ึนการเขียนแผนภาพโครงเรื่อง ต๎องอาศัยการต้ังคําถามและตอบคําถามจากเรื่องท่ีอํานวํา
ตัวละครในเรื่องมีใครบา๎ ง สถานท่เี กดิ เหตุการณค๑ ือทีไ่ หน มเี หตุการณอ๑ ะไรเกดิ ขนึ้ ผลของเหตกุ ารณ๑น้นั คืออะไร
ตัวอยาํ ง การเขียนแผนภาพโครงเร่ือง
เรอื่ ง....กากบั สนุ ขั จง้ิ จอกเจา๎ เลหํ ๑
อกี าตวั หนง่ึ กาํ ลังหวิ มนั จงึ บนิ ออกหาอาหาร มนั เหลือบไปเห็นเนอ้ื ช้ินหนึง่ หลนํ อยูมํ ันจงึ ใช๎ปากคาบ
เนอ้ื ช้นิ นั้นข้ึนมา แล๎วบินไปเกาะทตี่ น๎ ไม๎ตน๎ หนึง่ สุนขั จ้ิงจอกตวั หนึง่ เดนผาํ นมาเห็นอกี าคาบเนือ้ อยูํในปาก
มนั อยากกนิ เนอื้ ช้ินน้ันมนั จึงเอยํ ปากทักอีกาวํา
\"สวัสดีครบั คณุ กา คุณชาํ งสงํางามอะไรอยาํ งน้ี ขนของคณุ ก็ดสู วยงามมาก\" อกี าร๎ูสกึ ชอบใจมาก
มันมองดขู นของตัวเองอยาํ งภมู ใิ จ สุนัขจ้ิงจอกจงึ พูดตอํ ไปวาํ
\"คณุ คงมีเสยี งทไ่ี พเราะมาก คุณคงร๎องเพลงเพราะด๎วยใชํไหม\" อกี ารีบผงกหัวรับ
\"ถ๎าอยํางนั้นคณุ ชํวยร๎องเพลงใหผ๎ มฟ๓งสกั หนอํ ยเถิดครับ\" อีกาจงึ อา๎ ปากจะรอ๎ งเพลง พอมันอา๎ ปาก
เนอ้ื ก็หลดุ จากปากตกลงทพี่ น้ื สุนขั จิ้งจอกจึงรบี คาบเน้ือชน้ิ นั้นแลว๎ วงิ่ หนไี ป
แผนภาพโครงเรอื่ ง ของนิทานเรอื่ ง กากับสุนัขจิง้ จอกเจ๎าเลํห๑
ตวั ละครในเรอื่ ง : อกี า และสุนัขจงิ้ จอก
สถานท่ี : ตน๎ ไม๎ตน๎ หนง่ึ
เหตกุ ารณท๑ เ่ี กดิ ขนึ้ : อกี าซึ่งกาํ ลังคาบเน้ืออยํูในปาก หลงเช่ือคําพดู ของสนุ ัขจอ๎งจอกทช่ี มวําอกี ามเี สียงไพเราะ
จึงอา๎ ปากจะร๎องเพลงให๎สุนขั จิ้งจอกฟ๓ง
ผลของเหตกุ ารณ๑ : ทําให๎ช้ินเนอ้ื ทอี่ ีกาคาบมาหลํนจากปาก สุนขั จง้ิ จอกจึงมาคาบเนื้อไปกินแทน
ที่มาและได๎รับอนุญาตจาก :
เอกรินทร๑ สมี่ หาศาล และคณะ. ภาษาไทย พิมพค๑ รัง้ ที่ ๓. กรงุ เทพฯ: อกั ษรเจรญิ ทัศน.๑
สัปดาห๑ท่ี 6
โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู๎
ภาคเรยี นท.ี่ .…2…../…………..... ชอื่ ผส๎ู อน ……………………………………………………..
กลมุํ สาระการเรยี นร๎ู ภาษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปที …ี่ …6..... จาํ นวน……5….คาบ
หนวํ ยการเรยี นรท๎ู ่ี ..……11…..… เรอื่ ง.........................สวยรา๎ ยสายลบั .......................
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู๎ ตวั ชวี้ ดั
มาตรฐานท่ี ท 1.1 ใช๎กระบวนการอาํ นสร๎างความรแู๎ ละความคดิ เพอ่ื นําไปใช๎ตัดสนิ ใจ แกป๎ ญ๓ หาในการดาํ เนนิ ชีวิตและ
มนี ิสยั รักการอาํ น
ตัวชวี้ ดั ท่ี ป 6/7 อธิบายความหมายของข๎อมูล จากการอาํ นแผนผัง แผนท่ี แผนภมู ิ และกราฟ
มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใชก๎ ระบวนการเขยี นเขยี นสอื่ สาร เขยี นเรียงความ ยอํ ความ และเขยี นเรื่องราวในรปู แบบตาํ ง ๆ
เขียนรายงานขอ๎ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน๎ คว๎าอยํางมปี ระสทิ ธิภาพ
ตวั ชี้วดั ที่ ป 6/8 เขยี นเรอื่ งตามจนิ ตนาการและสร๎างสรรค๑
ตัวช้ีวดั ที่ ป 6/9 มมี ารยาทในการเขยี น
มาตรฐานท่ี ท 5.1 เขา๎ ใจและแสดงความคิดเหน็ วจิ ารณว๑ รรณคดี และวรรณกรรมไทยอยาํ งเห็นคุณคาํ และนํามา
ประยกุ ต๑ใช๎ในชวี ิตจรงิ
ตัวชี้วัดท่ี ป 6/1 แสดงความคดิ เหน็ จากวรรณคดีหรอื วรรณกรรมท่ีอาํ น
2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
การอาํ นแผนทแ่ี ผนผงั แผนภมู ิ จะตอ๎ งทาํ ความเขา๎ ใจสญั ลักษณต๑ าํ งๆที่ใชใ๎ นแผนทแ่ี ผนผงั แผนภมู ิและกราฟหากอําน
และเขา๎ ใจแผนทแ่ี ผนผังแผนภูมแิ ละกราฟจะทําให๎รูข๎ ๎อมลู ตํางๆที่ตอ๎ งการใชไ๎ ด๎
การเขยี นเรอื่ งตามจนิ ตนาการ คือ การเขยี นเรอื่ งทม่ี าจากความคดิ ความรสู๎ กึ ความใฝฝุ น๓ ของผู๎เขียนเอง เป็นการ
เขียนแบบอสิ ระ ผเ๎ู ขยี นควรมีความคิดสรา๎ งสรรค๑และชํางสงั เกต
คําเชอื่ ม คือคําที่ใช๎เช่อื มคําหรือขอ๎ ความใหต๎ ิดตอํ เป็นเร่อื งเดียวกัน ประโยคจะมีความกระชับ และสละสลวยขึน้
3. จดุ ประสงคก๑ ารเรยี นร๎ู
1. บอกความหมายของสัญลกั ษณท๑ ีป่ รากฏในแผนที่ แผนผัง แผนภูมิ และกราฟได๎ถูกตอ๎ ง (K)
2. อธบิ ายขนั้ ตอนการเขยี นเรอ่ื งตามจนิ ตนาการได๎ (K)
3. บอกชนิดของคําเชอ่ื มในประโยคไดถ๎ ูกต๎อง (K)
4. อํานแผนท่ี แผนผงั แผนภมู ิ และกราฟได๎ (P)
5. ใชท๎ กั ษะทางภาษาเปน็ เคร่ืองมอื ในการเรยี น การแสวงหาความร๎ู และการดํารงชวี ติ อยรํู ํวมกันในสังคมได๎ (P)
6. ใช๎ทักษะทางภาษาและเทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาความรู๎ได(๎ P)
7. เขียนแผนภาพสรปุ ขั้นตอนการเขียนเรือ่ งตามจินตนาการได๎ (P)
8. ใชค๎ ําเช่ือมแตลํ ะชนดิ เรยี บเรยี งประโยคหรอื เรื่องราวไดถ๎ ูกต๎องเหมาะสม (P)
9. ใช๎ทักษะทางภาษาเป็นเคร่ืองมอื ในการเรยี นการแสวงหาความรแู๎ ละการดาํ รงชีวิตอยรํู ํวมกันในสังคมได๎ (P)
10. มคี วามสนใจในการเรยี นภาษาไทย (A)
11. เห็นประโยชนข๑ องการศึกษาขนั้ ตอนการเขียนเรอื่ งตามจนิ ตนาการ (A)
12. มีความสนใจในการเรยี นภาษาไทย (A)
4. สาระการเรยี นร๎ู สาระการเรยี นรทู๎ อ๎ งถนิ่
สาระการเรยี นรแ๎ู กนกลาง
1. บอกความหมายของสญั ลักษณท๑ ่ปี รากฏในแผนที่ แผนผงั แผนภมู ิ
และกราฟไดถ๎ ูกตอ๎ ง
2. อธิบายขนั้ ตอนการเขียนเร่ืองตามจินตนาการได๎
3. บอกชนดิ ของคําเชือ่ มในประโยคไดถ๎ กู ตอ๎ ง (K)
5. กิจกรรมการเรยี นรู๎ กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบที่ การอํานจบั ใจความ ( การอาํ นแผนท่ี แผนผงั ) (คาบท่ี 1)
สาระสาํ คญั
คาบที่ 1
การอาํ นแผนทแ่ี ผนผงั แผนภมู ิ จะตอ๎ งทําความเขา๎ ใจสญั ลักษณต๑ าํ งๆท่ีใช๎ในแผนที่
การอาํ น แผนผงั แผนภูมิและกราฟหากอํานและเขา๎ ใจแผนท่ีแผนผงั แผนภูมแิ ละกราฟจะทําใหร๎ ข๎ู ๎อมลู
จบั ใจความ ตาํ งๆทต่ี อ๎ งการใช๎ได๎
ขน้ั ท่ี 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครนู ําบตั รภาพระบรมฉายาลกั ษณ๑ของพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดลุ ย
เดช มาแสดงที่หนา๎ ชนั้ เรียน
แล๎วให๎นักเรยี นสังเกตวําในการปฏบิ ัติพระราชกรณียกจิ ตํางๆ ของพระองค๑ มสี ่งิ ใดทพี่ ระองค๑
ต๎องนําไปด๎วยเสมอ
2. นักเรยี นรํวมกนั บอกความสําคัญและประโยชน๑ของแผนที่ จากน้ัน ครูอธิบายให๎
นกั เรยี นทราบวาํ แผนที่ เปน็ เครื่องมือสาํ คัญทีพ่ ระองคจ๑ ะต๎องนาํ ไปด๎วยเสมอเพือ่ ให๎ทราบขอ๎ มลู
ทางภมู ิศาสตร๑ของพนื้ ทนี่ นั้ ๆ
3. นกั เรยี นตอบคําถามกระต๎นุ ความคิด
- แผนที่ เป็นเคร่อื งมือทางภมู ิศาสตร๑ทีม่ ีความจาํ เปน็ ตอํ นักเรยี นหรอื ไมํ
อยํางไร
นักเรียนชํวยกันตอบ เพอื่ โยงเขา๎ สํูสาระการเรยี นร๎ู นักเรียนทบทวนเกย่ี วกับการอาํ นจบั
ใจความสาํ คัญโดยครใู ช๎คําถามดังน้ี
- การอํานสรปุ ใจความ คืออะไร
- นกั เรียนใชท๎ กั ษะอะไรบา๎ งในการอาํ นสรุปใจความ
ในการตอบคําถามใหค๎ รูใช๎ไม๎เรียกเลขที่ เพ่ือให๎นกั เรียนตอบทีล่ ะคน โดยคําถามกํอน
เรยี กเลขที่เพ่อื ใหท๎ กุ คนได๎คิด
4. นกั เรียนศึกษาการอํานแผนท่ี แผนผงั แลว๎ รวํ มสนทนาโดยครใู ช๎คาํ ถามดงั ตํอไปนี้
- แผนที่ คอื
- แผนผัง คอื
- ประเภทของแผนท่ี
ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
5. ครูนําแผนทปี่ ระเทศไทยแสดงภเู ขาและแมนํ ้ํา มาแสดงทหี่ น๎าชัน้ เรียน จากน้นั ครูขอ
อาสาสมัครนักเรียนออกมา
อธิบายวิธกี ารอํานแผนทตี่ ามความเข๎าใจของนักเรียน
6. ครตู รวจสอบความถูกตอ๎ ง และอธบิ ายวธิ ีการอํานแผนท่ีเพื่อให๎นกั เรียนสามารถอาํ น
ขอ๎ มูลไดอ๎ ยํางถูกต๎อง ดงั น้ี
- ชื่อแผนที่
- มาตราสวํ นทีใ่ ช๎ในแผนท่ี
- สญั ลักษณ๑ตาํ งๆ ท่อี ยใูํ นแผนท่ี
7. นกั เรยี นแตํละกลํุมคดิ ประเมินเพ่ือเพมิ่ คุณคาํ โดยครใู ช๎คาํ ถามดังตํอไปน้ี
- จากการศกึ ษาเรือ่ งครื้นเครงเพลงพื้นบ๎านนกั เรยี นสามารถนาํ ไปใช๎ประโยชน๑
ในชวี ิตประจาํ วนั ได๎อยาํ งไร
ขนั้ ที่ 3 ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ัติ
8. นักเรยี นรวมกลํมุ จากนนั้ ครูกาํ หนดชือ่ สถานที่ ชื่อแมํน้าํ ชือ่ ภูเขา ใหน๎ ักเรยี นแตลํ ะ
กลุํมชวํ ยกนั หาพกิ ัด แล๎ว
รวํ มกนั ตรวจสอบความถกู ตอ๎ ง
9. นกั เรยี นแตํละกลมุํ รํวมกันกาํ หนดช่ือสถานท่ี ในแผนทีป่ ระเทศไทยแสดงปรมิ าณปาุ ไม๎
ให๎นกั เรียนกลํมุ อน่ื ๆชวํ ยกนั
หาพิกดั ในแผนท่ีดงั น้ี
-กลมํุ ที่ 1 ตง้ั คาํ ถาม
-กลํมุ ท่ี 2 หาพกิ ดั
-กลุํมท่ี 3 ตรวจสอบความถูกตอ๎ งของพิกัด
10. นักเรยี นรวํ มกนั สรุปวธิ ีการอํานแผนที่ และประโยชน๑ท่ีได๎รบั จากการอาํ นแผนที่
เพ่ือใหน๎ ักเรียนเกิดความ
ตระหนักถึงความสาํ คญั และนําไปใช๎ในชวี ิตประจาํ วันได๎
ขน้ั ที่ 4 ขนั้ สอ่ื สารและนาํ เสนอ
11. นักเรียนแตํละกลุํมนาํ เสนอผลงานหนา๎ ช้ันเรียน แล๎วใหเ๎ พือ่ นตอบ
ขนั้ ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
12. นักเรียนรวํ มกนั แสดงความคิดเห็น โดยครูใช๎คาํ ถามดังน้ี
-นกั เรยี นสามารถนาํ ความรเ๎ู ก่ียวกบั เรอ่ื งท่ีเรียนไปใชป๎ ระโยชนใ๑ นสงั คมได๎อยาํ งไร
คาบที่ 2-3 การเขยี นตามจนิ ตนาการ (คาบที่ 2-3)
สาระสาํ คญั
การเขยี น
ตามจนิ ตนาการ การเขยี นเรอ่ื งตามจนิ ตนาการ คอื การเขยี นเรื่องทีม่ าจากความคดิ ความร๎ูสกึ ความ
ใฝฝุ ๓น ของผ๎ูเขยี นเอง เป็นการเขยี นแบบอิสระ ผู๎เขยี นควรมคี วามคดิ สรา๎ งสรรคแ๑ ละชาํ งสงั เกต
ขนั้ ที่ 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครสู นทนากับนกั เรียนเก่ียวกับภาพยนตร๑ หรือละครเรื่องตํางๆทน่ี กั เรยี นชื่นชอบ
2. ครูอธิบายวํา ภาพยนตร๑ หรอื ละครเรอ่ื งตํางๆ เขียนขึ้นจากเคา๎ โครงเรือ่ งจริง และตาม
จินตนาการของผ๎ูแตงํ เชํน
- เขยี นขน้ึ จากเค๎าโครงเร่ืองจรงิ เชํน ตํานานสมเด็จพระนเรศวร
สรุ โิ ยทัย บางระจัน พมุํ พวง
- เขยี นขนึ้ จากจนิ ตนาการ เชํน แฮร๑ร่ี พอตเตอร๑ ซปุ เปอรแ๑ มน สไปเดอรแ๑ มน
3. นกั เรยี นรวํ มกนั ศกึ ษา การเขียนตามจินตนาการ แล๎วรวํ มสนทนาโดยครใู ช๎คําถามดงั นี้
- นกั เรยี นคิดวาํ การจินตนาการเปน็ เร่อื งเพ๎อฝน๓ ไรส๎ าระหรือไมํ เพราะเหตใุ ด
- การเขยี นจนิ ตนาการ หมายถึง
- หลักการเขียนตามจนิ ตนาการมอี ะไรบา๎ ง
ขน้ั ที่ 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
4. นักเรยี นรวํ มกันแสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกบั ความหมายของคําวํา จนิ ตนาการ โดยครู
อาจสุํมนกั เรยี น 2-3 คน ออกมาแสดงความคดิ เห็นให๎เพือ่ นฟ๓งท่หี นา๎ ช้นั เรียน
5. นักเรยี นคดิ ประเมนิ เพื่อเพิ่มคุณคาํ โดยครูถามคาํ ถามดงั นี้
- นกั เรียนสามารถนาํ สงิ่ ท่ีเรียนไปประยุกตใ๑ ชใ๎ นชวี ิตประจาํ วนั อยาํ งไร
ขน้ั ท่ี 3 ขนั้ ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. ครใู ห๎นักเรียนแตลํ ะคนอํานตัวอยาํ งการเขยี นเร่ืองตามจินตนาการเรื่อง เจ๎าชายกับ
เด็กน๎อยพบั กระดาษ จากหนงั สือเรียน
7. นักเรียนแตลํ ะกลํุมรํวมกนั แสดงความคดิ เห็นวาํ เปน็ เร่ืองราวเก่ียวกับอะไร และเน้ือ
เรื่องนําสนใจหรือไมํ
8. ใหน๎ กั เรยี นแตลํ ะคนเขยี นแผนภาพโครงเรอื่ งลงในกระดาษที่ครูแจกให๎ เม่ือเขยี นเสร็จ
แลว๎ ให๎จับคกูํ ับเพอื่ นชํวยกนั
ตรวจสอบวํา แผนภาพโครงเร่อื งมีความครอบคลุม และมคี วามสัมพนั ธก๑ บั เน้ือหาของเรือ่ ง
หรอื ไมํ แล๎วนาํ มาเขียนเรอื่ งตามจินตนาการตามหลกั การเขยี นตามจินตนาการ
9. นักเรยี นรํวมกนั สรปุ ความสาํ คญั การเขยี นเรื่องจินตนาการ ครูอธิบายเพิม่ เตมิ เก่ยี วกบั
การเขยี นตามจนิ ตนาการ
ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ สอ่ื สารและนาํ เสนอ
10. นกั เรียนนาํ เสนอผลการเขยี นเรอื่ งตามจินตนาการโดยการจดั ปูายนเิ ทศแสดง
ผลงานของแตลํ ะคน
ขน้ั ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
11. นกั เรียนรํวมแสดงความคดิ เห็น โดยครูใช๎คาํ ถามดงั นี้
คาบที่ 4-5 -นักเรียนสามารถนําความรเ๎ู กย่ี วกบั เร่ืองที่เรียนไปใชป๎ ระโยชนใ๑ นสงั คมได๎
คาํ เชอ่ื ม อยาํ งไร
คําเชอื่ ม (คาบท่ี 4-5)
สาระสาํ คญั
คําเชือ่ ม คือคาํ ท่ีใชเ๎ ช่ือมคําหรือข๎อความให๎ติดตํอเป็นเร่ืองเดียวกัน ประโยคจะมีความ
กระชับ และสละสลวยขนึ้
ขนั้ ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. ให๎นกั เรยี นอํานประโยคจากแถบประโยค สังเกตคาํ เชือ่ ม แลว๎ สนทนาเกี่ยวกับ
คําสนั ธานเช่ือม
- มคี ําเช่อื มคําวําอะไรบา๎ งในประโยค
- คาํ เชอ่ื มในประโยคทําให๎ใจความเปล่ยี นไปหรอื ไมํ
2. นักเรยี นศึกษาเรื่องคําเชอ่ื ม แล๎วรวํ มสนทนาโดยใช๎คําถามดังนี้
- คําเชื่อม หมายถึงอะไร
- คําเช่อื มแบงํ เปน็ กีป่ ระเภท
ขน้ั ที่ 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
3. ครูอธบิ ายเนอื้ หาบทเรียน โดยการติดแถบประโยคที่กระดานดาํ ให๎นักเรยี นอํานและ
ทายวําเป็นความหมายของคาํ ชนดิ ใด
4. นักเรยี นชํวยกนั พิจารณาความถกู ต๎องของคําเช่ือมทีอ่ ยํูในประโยค
5. นักเรียนแตํละกลมํุ คิดประเมินเพอ่ื เพมิ่ คุณคําโดยครใู ช๎คําถามดงั ตอํ ไปนี้
- จากการศึกษาเร่ืองคําเชอื่ มนกั เรียนสามารถนาํ ไปใช๎ประโยชน๑ใน
ชวี ิตประจาํ วันไดอ๎ ยํางไร
ขน้ั ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ัติ
6. นําแถบประโยคติดบนกระดานดํา ใหน๎ ักเรียนชวํ ยกนั บอกวาํ มคี ําใดเปน็ คําเชื่อมและ
เปน็ คาํ เชอ่ื มชนดิ ใด พร๎อมทงั้ บอกหน๎าท่ขี องคําเชื่อมในประโยคด๎วยและให๎นักเรียนแตํงประโยค
คนละ 5 ประโยค
8. นักเรียนฝึกอาํ นคาํ เชอื่ มจากบัตรคํา
9. นักเรียนรวํ มกนั สรุปเร่ืองคาํ เช่ือม
10. ให๎นักเรยี นทําใบงาน เรอื่ ง คาํ เช่ือม แลว๎ รํวมกนั ตรวจสอบความถูกตอ๎ ง
ขน้ั ที่ 4 ขน้ั สอื่ สารและนาํ เสนอ
11. นักเรยี นนาํ เสนอเรือ่ งท่เี ขยี นจากคาํ เช่อื มตามกลํุมท่ีจบั ฉลากได๎ โดยครูใชไ๎ มเ๎ รยี ก
เลขท่ี เพอื่ ใหน๎ ักเรียนนาํ เสนอทีละกลํุมและรวํ มกนั แสดงความคดิ เหน็ และรวบรวมเป็นเลํมไว๎ท่ี
หอ๎ งใหเ๎ พ่อื นๆไดอ๎ าํ นดว๎ ย
ขนั้ ที่ 5 ขนั้ ประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
12. นักเรียนรวํ มกนั แสดงความคดิ โดยครูใช๎คาํ ถามในสังคมได๎อยาํ งไร
- นกั เรยี นสามารถนาํ ความร๎ูเก่ียวกับเร่ืองท่เี รียนไปใชป๎ ระโยชน๑ในสังคมได๎อยํางไร
6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นร๎ู วิธกี าร เครอื่ งมือ
การประเมนิ -การตอบคาํ ถาม -คาํ ถาม
-ทาํ แบบฝกึ หัด -แบบฝึกหัด
ด๎านความรู๎ (K) -ทักษะการอํานในใจ -แบบประเมนิ การอํานในใจ
-ทักษะการเขยี น -แบบประเมินการคดั ลายมอื
ดา๎ นทกั ษะและกระบวนการ (P) -ทกั ษะการวเิ คราะห๑ -แบบฝึกหัด คําถาม
-สังเกตพฤติกรรมในการรํวมกิจกรรม -แบบสังเกตพฤตกิ รรม
ดา๎ นคุณธรรม จริยธรรมและคาํ นยิ ม (A) การทาํ งานกลํุม
-สังเกตพฤติกรรมการรํวมกจิ กรรม -แบบสงั เกตพฤติกรรม
7. สอื่ /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นร๎ู 2. แถบประโยค
1. หนังสือเรยี นภาษาพาทชี ้ันประถมศึกษาปีที่ 6 4. บัตรคาํ คําเช่อื ม
3. ใบความร๎ูเรอ่ื งคาํ เชื่อม 6. รูปภาพรัชกาลท่ี 9
5. ใบความรูเ๎ รอื่ งการเขยี นตามจินตนาการ
8. กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
vลvงชอ่ื .............................................ครูผูส๎ อน ลงชื่อ...................................................ฝุายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชื่อ................................................... ผู๎บริหาร
(...........................................................)
แบบบนั ทกึ คะแนนพฤตกิ รรมการอาํ นในใจ
เกณฑ๑การใหค๎ ะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรับปรงุ ให๎ 0
เกณฑก๑ ารประเมนิ การผํานการประเมนิ ทุกรายการต๎องได๎ 1 ขน้ึ ไป
รายการประเมนิ
เลขที่ ชอ่ื – สกลุ การวาง/ ัจบหนังสือไ ๎ด หมาย
ถูมีกส ๎ตมาองธิในการอําน เหตุ
การกวาดสายตาในการอําน
ไ ํม ี้ชตาม ัตวอักษร ่ีท ํอาน
ไมํสายหน๎าไปมาขณะ ํอาน
คะแนนรวม 10 คะแนน
สรุป ผําน / ไมํผําน
ข๎อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
( ลงชือ่ ) …………………………………………………….… ผ๎ปู ระเมนิ ( ครูผสู๎ อน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี น
เกณฑก๑ ารให๎คะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรับปรุง ให๎ 0
เกณฑ๑การประเมิน การผํานการประเมินทกุ รายการตอ๎ งได๎ 1 ขึ้นไป
ขอ๎ รายการประเมนิ คะแนน สรปุ หมายเหตุ
ทไี่ ด๎ ผาํ น ไมผํ าํ น
1 การวางแผน
2 ความกระตอื รอื ร๎น
3 การแสดงความคิดเหน็
4 มีมารยาทในการพดู
5 มมี ารยาทในการฟง๓
รวมคะแนน
ประเมนิ กลมุํ ท่ี
……………………………………………………………………………………………………………
ขอ๎ เสนอแนะเพมิ่ เตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
( ลงช่ือ ) …………………………………………………….… ผู๎ประเมิน ( ครูผู๎สอน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….
าพที่ 1 ภาพท่ี 2
ภาพที่ 3 ภาพท่ี 4
คาํ เชอื่ ม
คาํ เชอื่ ม หมายถงึ คาํ ที่ใชเ๎ ชอื่ มคาํ วลี หรือประโยคเข๎าด๎วยกนั จําแนกได๎ 4ชนิด ได๎แกํ คาํ เชื่อมสมภาค
คําเชื่อมอนปุ ระโยค คําเช่อื มเสรมิ และคาํ เช่อื มสัมพนั ธสาร รายละเอียดและตวั อยํางคํารวมท้ังประโยคของแตํละ
ประเดน็ มีดังน้ี
1. คําเชอ่ื มสมภาค
คําเช่ือมสมภาคเปน็ คาํ เชือ่ มทใ่ี ช๎เชื่อมหนวํ ยภาษา 2 หนวํ ยขนึ้ ไปเขา๎ เปน็ หนํวยเดยี วกัน เชํน และ หรือ
กับ กะ แตํ หนวํ ยภาษาท่ีเช่อื มกันน้ันต๎องเป็นหนวํ ยประเภทเดียวกนั เชนํ คํานามและคาํ สรรพนามเชื่อมกันกัน
โดยสลบั กนั ขนึ้ กํอนก็ได๎ อาทิ นามกบั นาม นามกบั สรรพนาม สรรพนามกับสรรพนาม สรรพนามกบั นาม หรอื
นามวลีกับนามวลี นอกจากน้ยี งั มีปริมาณวลกี ับปรมิ าณวลี ประโยคยอํ ยกบั ประโยคยอํ ย และอนุประโยคกับอนุ
ประโยค เป็นตน๎ หนวํ ยภาษาทง้ั 2หนวํ ยท่เี ชอ่ื มเข๎าด๎วยกันด๎วยคาํ เช่ือมสมภาคน้ันมีหนา๎ ท่เี ดยี วกันในประโยค
ตัวอยํางคําเชอ่ื มสมภาคและประโยคท่ีปรากฏคาํ เชื่อมสมภาค
2. คําเชอ่ื มอนปุ ระโยค
คําเช่อื มอนปุ ระโยค หมายถงึ คาํ เชือ่ มท่ีนาํ หน๎าอนุประโยคในประโยคซอ๎ น แล๎วประโยคซ๎อนนน้ั ทํา
หน๎าท่ีรํวมเป็นสวํ นใดสวํ นหน่ึงของประโยคหลัก อาจเปน็ หนวํ ยประธาน หนํวยกรรม หนํวยเติมเต็ม หรอื สํวน
ขยายสวํ นใดสวํ นหน่ึง คําเชอื่ มอนุประโยคจําแนกได๎3ประเภท ได๎แกํ คําเช่อื มนามานปุ ระโยค คําเช่ือมคณุ านุ
ประโยค และคําเชอ่ื มวิเศษณานุประโยครายละเอยี ดมีดังนี้
2.1 คาํ เชอื่ มนามานปุ ระโยค คอื คาํ เช่ือมซง่ึ ปรากฏนาํ หน๎านามานปุ ระโยคทท่ี ําหนา๎ ทเ่ี ป็นหนวํ ย
ประธาน หนวํ ยกรรม หรอื หนํวยเตมิ เต็มของประโยคซอ๎ น คาํ เชอ่ื มท่พี บ ได๎แกํ ท่ี วํา ให๎ ท่วี าํ
2.2 คาํ เชอื่ มคณุ านปุ ระโยค คือคาํ เชอื่ มซึ่งปรากฏนําหนา๎ คณุ านปุ ระโยคซึ่งทําหน๎าทข่ี ยายนามวลี
ที่เป็นหนวํ ยประธาน หรือหนํวยกรรมในประโยคซอ๎ น คําเชือ่ มท่พี บ ได๎แกํ ที่ ซ่งึ อนั
2.3 คําเชอ่ื มวิเศษณานปุ ระโยค คอื คําเชอื่ มซง่ึ ปรากฏนาํ หน๎าวเิ ศษณานุประโยคซึ่งทาํ หน๎าที่
ขยายกริยาวลีและทาํ หน๎าทเ่ี ป็นสํวนหนึ่งของกรยิ าวลีในประโยคซอ๎ น เชํน ถา๎ จนกระทั่ง เมอื่ จน
3 คําเชอ่ื มเสรมิ
คําเชอ่ื มเสรมิ หมายถงึ คาํ เชื่อมที่มขี ้นึ เพ่ือเสรมิ ใหห๎ นํวยภาษา2 หนวํ ยมคี วามสัมพันธก๑ นั ชัดเจนข้ึน ได๎แกํ
จึง เลย ถงึ ก็
4 คาํ เชอ่ื มสมั พนั ธสาร
คาํ เชอื่ มสมั พนั ธสาร หมายถงึ คําเชอื่ มประโยคตั้งแตํ 2ประโยคข้นึ ไปใหร๎ ํวมเข๎าเป็นสมั พันธสารเดียวกัน
คาํ เชอ่ื มลักษณะนี้มีหลากหลายไมวํ ําจะเปน็ อยาํ งไรกด็ ี กลาํ วคือ ในท่ีสดุ แมก๎ ระทั้ง ทงั้ น้ี ดังนน้ั อน่งึ
ใบงานเรอ่ื งคาํ สนั ธาน
ใหน๎ กั เรยี นเลอื กคําสนั ธานเตมิ ลงในชอํ งวาํ งใหถ๎ กู ตอ๎ ง แลว๎ วเิ คราะหช๑ นดิ และหน๎าทข่ี องคาํ สนั ธานในประโยค
1. คุณแมํซื้อผัก ผลไม๎ __________ เนือ้ สตั วจ๑ ากตลาดสดใกลบ๎ า๎ น
๏ ชนดิ ของคําสนั ธาน คอื ______________________________________________
๏ ทําหน๎าที่ ________________________________________________________
2. __________เขาจะเป็นเด็ก เขา____________ ร๎จู ักชํวยเหลอื ผอ๎ู นื่
๏ ชนดิ ของคําสนั ธาน คือ ______________________________________________
๏ ทาํ หนา๎ ที่ ________________________________________________________
3. เพชรอยากพายเรอื เลํนในคลองหน๎าบ๎าน__________เขาไมํมเี รือ
๏ ชนิดของคําสันธาน คอื _____________________________________________
๏ ทําหนา๎ ที่ _______________________________________________________
4. เธอชอบปลกู ไมด๎ อก____________ไม๎ประดับ
๏ ชนิดของคําสนั ธาน คอื _____________________________________________
๏ ทาํ หนา๎ ที่ _______________________________________________________
5. _________ วนิ ยั เป็นเด็กทต่ี ้งั ใจเรียน มคี วามรบั ผดิ ชอบ ประพฤติตนอยูํในระเบียบ
ของโรงเรียน ร๎ูจักเอ้ือเฟื้อชวํ ยเหลอื ผ๎ูอ่นื เสมอ เขา__________ได๎รบั รางวลั
เยาวชนดีเดนํ ทํามกลางความชน่ื ชมยินดขี องเพ่อื น ๆ
๏ ชนิดของคําสนั ธาน คอื _____________________________________________
๏ ทาํ หน๎าที่____________________________________________________
การเขยี นเรอ่ื งตามจนิ ตนาการ
การเขียนเรอ่ื งตามจนิ ตนาการ คือ การเขียนเร่ืองท่มี าจากความคดิ ความร๎ูสกึ ความใฝุฝ๓น ของผเ๎ู ขียนเอง เปน็ การ
เขียนแบบอสิ ระ ผู๎เขียนควรมคี วามคิดสรา๎ งสรรค๑และชาํ งสังเกต
หลกั ในการเขยี นเรอ่ื งตามจนิ ตนาการ
1. คดิ แนวเรอื่ งท่ตี ๎องการจะเขียน
2. ศึกษาหาความรูเ๎ พม่ิ เติมในเรื่องที่จะเขียน
3. คดิ เร่ืองตามจนิ ตนาการของผเ๎ู ขียนวําจะมใี ครทาํ อะไร ท่ีไหน อยํางไรบา๎ ง
4. วางโครงเร่ือง ลําดับเหตกุ ารณ๑กอํ นหลัง เรยี บเรียงเรื่องราวใหต๎ ํอเนือ่ งกนั
5. ในการต้งั ชอื่ เรื่องควรตัง้ ช่ือเรอ่ื งใหน๎ ําสนใจและสอดคลอ๎ งกับเนือ้ เรอ่ื ง
6. เขียนดว๎ ยลายมือบรรจง เรียบรอ๎ ย รักษาความสะอาดในการเขียน เลือกใช๎ภาษาท่สี ภุ าพ ถูกกาลเทศะเขยี น
สะกดคําให๎ถกู ต๎อง
สัปดาห๑ท่ี 7
โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู๎
ภาคเรยี นท.ี่ .…2…../…………..... ชอ่ื ผสู๎ อน ……………………………………………………..
กลมุํ สาระการเรยี นรู๎ ภาษาไทย ชน้ั ประถมศกึ ษาปที …ี่ …6..... จํานวน……5….คาบ
หนํวยการเรยี นรท๎ู ี่ ..……12…..… เรอ่ื ง..........................สีศ่ ิษยพ๑ ระดาบส......................
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู๎ ตวั ชวี้ ดั
มาตรฐานที่ ท 1.1 ใชก๎ ระบวนการอาํ นสรา๎ งความรูแ๎ ละความคิดเพื่อนําไปใชต๎ ดั สินใจ แก๎ปญ๓ หาในการดําเนินชวี ิตและ
มีนสิ ัยรักการอาํ น
ตัวชว้ี ัดที่ ป 6/1 อาํ นออกเสียงบทร๎อยแกว๎ และบทรอ๎ ยกรองไดถ๎ ูกต๎อง
ตัวชว้ี ัดที่ ป 6/2 อธิบายความหมายของคาํ ประโยคและขอ๎ ความทเ่ี ป็นโวหาร
ตวั ชว้ี ัดท่ี ป 6/8 อาํ นหนังสอื ตามความสนใจและอธิบายคุณคําท่ีไดร๎ ับ
ตัวช้วี ดั ที่ ป 6/9 มมี ารยาทในการอาํ น
มาตรฐานที่ ท 2.1 ใชก๎ ระบวนการเขียนเขยี นสื่อสาร เขียนเรียงความ ยอํ ความ และเขยี นเร่ืองราวในรูปแบบตาํ ง ๆ
เขียนรายงานข๎อมูลสารสนเทศและรายงานการศกึ ษาค๎นคว๎าอยํางมีประสิทธภิ าพ
ตัวชวี้ ดั ท่ี ป 6/2 เขียนส่อื สารโดยใชค๎ าํ ได๎ถกู ตอ๎ งชัดเจน และเหมาะสม
มาตรฐานท่ี ท 3.1 สามารถเลอื กฟ๓งและดูอยาํ งมวี ิจารณญาณ และพูดแสดงความร๎ู ความคิด และความร๎ูสกึ ในโอกาส
ตาํ ง ๆ อยํางมีวจิ ารณญาณและสร๎างสรรค๑
ตวั ช้ีวดั ท่ี ป 6/1 พูดรายงานเรือ่ งหรือประเด็นท่ี ศกึ ษาคน๎ ควา๎ จากการฟง๓ การดูและการสนทนา
มาตรฐานที่ ท 5.1 เข๎าใจและแสดงความคิดเหน็ วจิ ารณ๑วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอยํางเหน็ คณุ คํา และนํามา
ประยกุ ตใ๑ ชใ๎ นชวี ติ จริง
ตัวชีว้ ดั ที่ ป 6/1 แสดงความคดิ เหน็ จากวรรณคดหี รอื วรรณกรรมที่อําน
2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
การอาํ นจับใจความสาํ คญั คือ การอํานเพอ่ื จับใจความหรือข๎อคดิ ความคดิ สาํ คัญหลักของข๎อความ หรอื เรื่องท่อี ํานการ
อํานจับใจความสําคัญ ถือเป็นทักษะสําคัญที่ใช๎ในการอํานเพ่ือการส่ือสารมากที่สุด เพราะเป็นพ้ืนฐานสําคัญในการศึกษาหา
ความร๎ู จึงควรฝึกฝนให๎เกดิ ความชํานาญ
การเขยี นรายงาน เปน็ การเขียนเชิงวชิ าการทผ่ี ูเ๎ ขียนนําเสนอข๎อมูลการศึกษาค๎นคว๎าจากแหลํงเรียนรู๎ในเรอ่ื งตําง ๆ แล๎ว
นําไปเขียนถํายทอดให๎ผู๎อื่นทราบผลการศึกษาค๎นคว๎าท่ีเป็นประโยชน๑ การฝึกเขียนรายงานจะทําให๎นักเรียนเขียนรายงานได๎
ถกู ตอ๎ งตามรูปแบบการเขียน
คาํ อุทาน หมายถึง คาํ ทีเ่ ปลงํ ออกมาเพอ่ื แสดงอารมณแ๑ ละความรูส๎ กึ ตาํ ง ๆ ของผูพ๎ ูด
3. จดุ ประสงคก๑ ารเรยี นรู๎
1. อธบิ ายความหมาย และหลักการอํานจับใจความสาํ คัญ (K)
2. บอกขอ๎ เท็จจริงและขอ๎ คดิ เห็นจากเรือ่ งทอ่ี าํ นไดอ๎ ยํางมเี หตผุ ล (K)
3. เลือกอาํ นหนังสอื ตามความสนใจและเขียนสรปุ เน้ือหาความรูแ๎ ละคุณคาํ ทไี่ ดร๎ บั ออกมาในรูปแบบของรายงานได๎ (K)
4. อธิบายองค๑ประกอบของการเขียนรายงานได๎ (K)
5. บอกหลกั การและขอ๎ ควรปฏบิ ัตใิ นการพูดรายงานได๎ (K)
6. ตง้ั คําถามและเฉลยคาํ ตอบเกี่ยวกับความร๎ใู นเร่ืองการพูดรายงานได๎ (K)
7. บอกชนิดของคําอุทานในประโยคไดถ๎ กู ต๎อง (K)
8. แตํงประโยคโดยใช๎คําอุทานแตํละชนดิ ได๎ถูกต๎อง (K)
9. อาํ นเร่อื งไดค๎ ลอํ งแคลํวรวดเรว็ และถกู ต๎องตามอกั ขรวธิ ี (P)
10. แยกขอ๎ เท็จจริงและขอ๎ คิดเห็นจากเรอ่ื งท่ีอาํ น (P)
11. เขียนสรปุ ใจความสําคัญในรูปแบบของบัตรบันทึกความรแู๎ ละแผนภาพความคิดได๎ (P)
12. ใช๎ทกั ษะทางภาษาเปน็ เครอ่ื งมือในการเขียนและการแสวงหาความรไ๎ู ด๎ (P)
13. ใช๎คํากรยิ าแตลํ ะชนิดเรียบเรียงประโยคหรือเร่อื งราวไดถ๎ ูกต๎องเหมาะสม (P)
14. ใชท๎ ักษะทางภาษาเป็นเครื่องมอื ในการเรียนการแสวงหาความรแ๎ู ละการดาํ รงชีวิตอยูํรวํ มกันในสังคมได๎ (P)
15. เห็นความสําคัญของการอาํ นและมารยาทในการอําน (A)
16. มีมารยาทในการเขยี น (A)
17. มีมารยาทในการพดู และการฟ๓ง (A)
18. มีความสนใจในการเรยี นภาษาไทย (A)
4. สาระการเรยี นร๎ู
สาระการเรยี นรแู๎ กนกลาง สาระการเรยี นรท๎ู อ๎ งถนิ่
1. อธบิ ายความหมาย และหลักการอํานจับใจความสาํ คญั
2. บอกขอ๎ เท็จจริงและขอ๎ คิดเห็นจากเรอ่ื งทีอ่ าํ นได๎อยํางมีเหตุผล
3. เลือกอาํ นหนังสอื ตามความสนใจและเขียนสรุปเน้ือหาความรู๎
และคณุ คําทไี่ ด๎รบั ออกมาในรปู แบบของรายงานได๎
4. อธบิ ายองค๑ประกอบของการเขยี นรายงานได๎
5. บอกหลกั การและข๎อควรปฏิบัติในการพูดรายงานได๎
6. ตง้ั คาํ ถามและเฉลยคาํ ตอบเกี่ยวกบั ความร๎ใู นเรื่องการพูดรายงานได๎
7. บอกชนดิ ของคําอทุ านในประโยคไดถ๎ ูกตอ๎ ง
8. แตงํ ประโยคโดยใช๎คาํ อทุ านแตลํ ะชนิดได๎ถูกตอ๎ ง
5. กจิ กรรมการเรยี นร๎ู กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบที่ การอาํ นจบั ใจความ ( ส่ีศษิ ยพ๑ ระดาบส ) (คาบท่ี 1)
สาระสาํ คญั
คาบที่ 1
การอาํ นจบั ใจความสาํ คัญ คอื การอํานเพ่อื จับใจความหรอื ขอ๎ คิด ความคดิ สําคญั หลกั ของ
การอําน
จับใจความ ข๎อความ หรือเรื่องท่ีอํานการอํานจับใจความสําคัญ ถือเป็นทักษะสําคัญท่ีใช๎ในการอํานเพ่ือการ
สื่อสารมากท่สี ดุ เพราะเป็นพื้นฐานสําคัญในการศกึ ษาหาความรู๎ จงึ ควรฝกึ ฝนใหเ๎ กดิ ความชํานาญ
ขนั้ ที่ 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครใู หน๎ ักเรยี นดูภาพประเพณตี ํางๆในแตํละภาคของไทย
2. ครแู ละนกั เรยี นรํวมกันสนทนา โดยใชค๎ ําถามกระตุ๎นความคดิ ดังนี้
- ประเพณวี งิ่ ควายเปน็ ของภาคใด
- ประเพณีกระทงสายเป็นของภาคใด
- ประเพณีไหลเรอื ไฟเปน็ ของภาคใด
- ประเพณสี ารทเดอื นสิบเป็นของภาคใด
นกั เรียนชํวยกนั ตอบ เพอื่ โยงเขา๎ สสํู าระการเรียนร๎ู นักเรยี นทบทวนเกย่ี วกบั การอาํ นจบั
ใจความสําคญั โดยครูใช๎คาํ ถามดังน้ี
- การอาํ นสรุปใจความ คืออะไร
- นกั เรยี นใช๎ทักษะอะไรบา๎ งในการอาํ นสรุปใจความ
ในการตอบคําถามให๎ครูใช๎ไมเ๎ รยี กเลขท่ี เพอ่ื ให๎นกั เรยี นตอบที่ละคน โดยคําถามกอํ นเรียก
เลขที่เพอ่ื ใหท๎ ุกคนได๎คดิ
3. นกั เรียนเข๎ากลุมํ ศกึ ษาเรอ่ื งสี่ศษิ ย๑พระดาบส โดยใช๎คาํ ถามตอํ ไปนี้
- พระดาบสสงั เกตจากส่ิงใดจึงทราบวาํ สี่ศษิ ยม๑ ีจิตใจคับแคบ เห็นแกํตวั ขาด
น้าํ ใจเอ้อื เฟอื้
- การพิจารณาเครื่องแตงํ กายของสศ่ี ิษย๑สะทอ๎ นถึงดนิ แดนท้ังส่ีภาคของประเทศ
ไทยไดห๎ รอื ไมํ เพราะเหตุใด
ขน้ั ที่ 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
4. นกั เรยี นแตํละกลมุํ รํวมกนั วเิ คราะห๑เกี่ยวกับเรอื่ งท่ีอําน โดยครูใช๎คาํ ถามดังน้ี
- ตัวละครสําคญั ในเรือ่ งมใี ครบา๎ ง แตํละตัวมีนิสยั อยาํ งไร
- จากเรื่องที่อาํ นนักเรียนไดข๎ อ๎ คดิ อะไรบา๎ ง
5. นักเรยี นแตํละกลมํุ คดิ ประเมินเพอื่ เพม่ิ คุณคาํ โดยครใู ช๎คําถามดังตอํ ไปน้ี
- จากการศึกษาเรื่องสศ่ี ษิ ย๑พระดาบสนกั เรยี นสามารถนาํ ไปใช๎ประโยชน๑ใน
ชวี ิตประจาํ วันไดอ๎ ยาํ งไร
ขน้ั ท่ี 3 ขน้ั ปฏบิ ตั แิ ละสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. นกั เรยี นเขา๎ กลมุํ ทาํ กิจกรรมการตั้งคาํ ถามและตอบคาํ ถามจากเรือ่ งทอ่ี ําน กลุมํ ละ 5 ข๎อ
กตกิ าในการต้งั คําถาม คณุ ครแู บํงจํานนวนหนา๎ ทแี่ ตํละกลมุํ จะต๎องรับผดิ ชอบในการตัง้ คําถาม เพอื่
คาบที่ 2-3 ปูองกนั ไมํใหค๎ ําถามแตํละกลุํมไมใํ หซ๎ ้ํากนั
7. นักเรยี นรวํ มกนั สรปุ ข๎อคิดทไี่ ดจ๎ ากการอาํ น
การเขยี นและ
การพดู รายงาน ขนั้ ท่ี 4 ขนั้ สอ่ื สารและนาํ เสนอ
8. นกั เรียนแตลํ ะกลมุํ นําเสนอคําถามหน๎าชนั้ เรยี น แล๎วให๎เพอ่ื นตอบ
ขนั้ ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
9. นักเรียนรํวมกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครใู ช๎คําถามดงั น้ี
-นักเรียนสามารถนําความรเ๎ู กีย่ วกบั เรื่องท่เี รยี นไปใชป๎ ระโยชน๑ในสังคมไดอ๎ ยาํ งไร
การเขยี นและการพดู รายงาน ( วนั พอํ ) (คาบที่ 2-3)
สาระสาํ คญั
การเขยี นรายงาน เป็นการเขยี นเชิงวิชาการท่ีผูเ๎ ขียนนาํ เสนอข๎อมลู การศึกษาคน๎ คว๎าจากแหลงํ
เรียนรูใ๎ นเรื่องตาํ ง ๆ แล๎วนาํ ไปเขียนถาํ ยทอดใหผ๎ ู๎อนื่ ทราบผลการศึกษาค๎นคว๎าท่เี ปน็ ประโยชน๑
การฝึกเขยี นรายงานจะทาํ ให๎นักเรยี นเขียนรายงานได๎ถกู ต๎องตามรปู แบบการเขียน
ขน้ั ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ๎ มลู
1. ครใู หน๎ กั เรียนดวู ดิ โี อรายการขาํ ว แล๎วให๎นักเรยี นสงั เกตการใช๎ภาษาของผูร๎ ายงานขาํ ว
และตอบคาํ ถามกระตนุ๎ ความคิดดังนี้
- เหตใุ ด ผ๎ูรายงานขําวจึงใช๎ภาษา หรือสรรพนามแทนบคุ คลในขาํ วแตกตาํ งกัน
เชนํ พระมหากษัตริย๑ นายกรฐั มนตรี พระสงฆ๑
2. นกั เรยี นดตู วั อยํางรายงาน แลว๎ รํวมสนทนาโดยครใู ช๎คาํ ถามดังนี้
- เอกสารทน่ี กั เรียนดูเรยี กวาํ อะไร
- นักเรยี นเคยเห็นรายงานหรอื ไมํ
3. นกั เรียนรํวมกันศกึ ษาเร่ือง การเขยี นและการพดู รายงาน แลว๎ รํวมสนทนาโดยครใู ช๎
คําถามตํอไปน้ี
- การเขียนรายงานมีประโยชนอ๑ ยาํ งไร
- องค๑ประกอบของรายงานมอี ะไรบ๎าง
- หลักปฏิบตั ใิ นการพูดรายงานมอี ะไรบา๎ ง
ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
4. ครูและนักเรียนรํวมกนั วิเคราะหก๑ ารเขียนรายงานและวิดีโอรายการขาํ ว ตามประเด็นที่
ครกู าํ หนด ดังนี้
- ลําดับเหตกุ ารณ๑ในขาํ ว และแสดงความคดิ เหน็ เกีย่ วกับการใช๎ภาษา
- เสนอแนะขอ๎ ปรับปรุงในการใช๎ภาษา และยกตวั อยํางประกอบ
5. นกั เรยี นคดิ ประเมนิ เพือ่ เพม่ิ คุณคําโดยครูถามคําถามดงั น้ี
- นักเรียนสามารถนําสง่ิ ทเ่ี รียนไปประยุกต๑ใชใ๎ นชวี ิตประจําวันอยํางไร
ขนั้ ที่ 3ขนั้ ปฏิบตั แิ ละสรปุ ความรห๎ู ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. นกั เรียนเข๎ากลํมุ ทาํ กิจกรรมเขียนรายงานวนั พํอ จากนน้ั ให๎นกั เรียนปฏิบตั ิกิจกรรม
ดงั นี้
- สรปุ สาระสําคัญของวนั พํอ
- คติ หรอื ขอ๎ คดิ แนวปฏิบตั ิกจิ กรรมในวนั พํอ
7. นกั เรยี นรวํ มกนั สรปุ ความสําคญั ของการเขียนและพดู รายงานเก่ียวกับวนั พอํ ครู
อธิบายเพิม่ เติมกับการเขียนและการพูดรายงานเกี่ยวกับวันพํอ
ขนั้ ท่ี 4ขน้ั สอื่ สารและนาํ เสนอ
8. นกั เรยี นนําเสนอผลการเขียนรายงานเก่ียวกบั วนั พํอโดยการพดู หนา๎ ชนั้ เรียน
ขน้ั ที่ 5ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
9. นกั เรียนรวํ มแสดงความคดิ เหน็ โดยครูใช๎คําถามดงั นี้
- นกั เรยี นสามารถนําความรู๎เกย่ี วกับเร่ืองที่เรยี นไปใชป๎ ระโยชนใ๑ นสงั คมไดอ๎ ยาํ งไร
คาบที่ 4-5 คําอทุ าน (คาบที่ 4-5)
คําอทุ าน
สาระสาํ คญั
คาํ อทุ าน หมายถงึ คําทีเ่ ปลํงออกมาเพอื่ แสดงอารมณแ๑ ละความรสู๎ ึกตําง ๆ ของผูพ๎ ูด
ขน้ั ที่ 1 ขน้ั รวบรวมขอ๎ มลู
1. ใหต๎ วั แทนนักเรยี นออกมาแสดงบทบาทสมมุติ โดยใหน๎ กั เรยี นชายแกลง๎ ทาํ เปน็
ผหี ลอกนักเรยี นหญงิ นกั เรียนหญิงแสดงอาการตกใจโดยพูดคําอุทานตาํ ง ๆ แลว๎ ใหน๎ กั เรยี นในห๎อง
สังเกตการใช๎คาํ อทุ าน
2. ให๎นกั เรียนแบงํ กลุํมแสดงบทบาทสมมตุ ิทําทาํ ทาง พร๎อมกับเปลํงเสยี งคาํ อุทาน
แสดงอาการไมํพอใจและคาํ อุทานแสดงอาการตกใจตามฉลากท่ไี ด๎รบั จากน้นั ให๎นักเรียนรวํ มกัน
ตดั สนิ วํากลุมํ ใดทําทําทางไดส๎ มบทบาททสี่ ดุ
3. นักเรียนศึกษาเร่ืองคําอุทาน แลว๎ รวํ มสนทนาโดยใช๎คําถามดังนี้
- คํานาม หมายถงึ อะไร
- คาํ นามแบงํ เป็นกีป่ ระเภท
ขน้ั ที่ 2ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ๑ ละสรปุ ความ
4. นักเรียนสงั เกตบัตรคาํ บนกระดานและออกมาเตมิ คําอุทานในแถบประโยค เชนํ
ประโยค อารมณค๑ วามรสู๎ กึ
1. ______เมอ่ื ไรฉันจะทํางานเสรจ็ เสียที _________________________________
2.______ผู๎หญงิ คนนั้นเป็นนอ๎ งสาว _________________________________
ของเขาเอง
3.______ไมตํ ๎องวติ กหรอก เด๋ียวฉนั _________________________________
จะชวํ ยเธอเอง
4.______ทาํ ไมตน๎ ไมเ๎ ห่ยี วเฉาอยํางนี้ _________________________________
5.______ฉนั สอบเขา๎ เรยี นตํอได๎ _________________________________
5. นกั เรยี นแตํละกลุํมคดิ ประเมนิ เพือ่ เพิ่มคุณคําโดยครูใช๎คําถามดงั ตํอไปนี้
- จากการศึกษาเรอื่ งคํานามนักเรียนสามารถนําไปใชป๎ ระโยชน๑ในชวี ิตประจําวัน
ได๎อยาํ งไร
ขน้ั ที่ 3 ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู๎ ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. ให๎นักเรียนอาสาสมัครออกมาเลนํ บทบาทสมมุติ ทีม่ ีคําอุทานแสดงความเข๎าใจหรอื รบั รู๎
ครูเขยี นคําตอบบนกระดานดําใหท๎ กุ คนชวํ ยกนั พจิ ารณาความถกู ตอ๎ งของคําอุทาน
7. นกั เรียนเขา๎ กลํมุ ทาํ กิจกรรมคดิ คาํ อุทาน โดยสํงตวั แทนออกมาหยิบฉลาก
8. นกั เรียนฝึกอาํ นคาํ อุทาน
9. นักเรียนรวํ มกนั สรปุ เร่ืองคาํ อุทาน
คําอุทาน หมายถงึ คําที่เปลํงออกมาเพือ่ แสดงอารมณแ๑ ละความรส๎ู กึ ตําง ๆ ของผพ๎ู ูด
ชนิดของคาํ อทุ าน
หลักภาษาไทยได๎แบํงคําอุทานออกเป็น 2 ชนิด ดงั นี้
1. อทุ านบอกอาการ คอื คาํ ท่ีบอกอารมณห๑ รอื ความรสู๎ ึกตําง ๆ ของผพู๎ ูดคําอุทาน
ชนดิ น้ีมักอยหํู นา๎ ประโยค และมเี ครอ่ื งหมายอศั เจรีย๑ ( ! ) กาํ กับอยํูท๎ายคําอุทาน แบํงเป็น
1.1 อาการรอ๎ งเรยี กหรือบอกให๎รู๎ตัว เชํน น่แี นะํ ! เฮ๎ย ! โว๎ย !
1.2 อาการโกรธเคือง เชํน ดดู ๐ู ! ชะๆ ! ชิๆ !
1.3 อาการประหลาดใจหรอื ตกใจ เชนํ เอ๏ะ ! วา๏ ย ! แมํเจา๎ โวย๎ !
1.4 อาการสงสารหรือปลอบโยน เชนํ อนจิ จา ! พธุ โธํ !
1.5 อาการเข๎าใจหรอื รบั รู๎ เชนํ เออ ! เออนะํ ! อ๎อ !
1.6 อาการเจ็บปวด เชํน โอย ! โอ๏ย !
1.7 อาการจากสง่ิ ธรรมชาติ เชนํ ตมู ! โครม ! เปรี้ยง !
2. อทุ านเสริมบท คือ คําที่นาํ มาเสรมิ เพือ่ ให๎เกดิ ความสละสลวยขึ้น
2.1 มกั เปน็ คําคํูทมี่ ีเสียงสัมผัสคลอ๎ งจองกนั เชํน
หนังสอื หนงั หา
อาบน้ําอาบทํา
กนิ ข๎าวกนิ ปลา
2.2 ไมนํ ยิ มใสํเครอื่ งหมายอัศเจรีย๑ ( ! ) กํากับ
2.3 คําสร๎อยในบทรอ๎ ยกรองก็จดั เป็นคําอุทานเสรมิ บท ได๎แกํ แฮ เอย เทอญ นา ฤา
เสยี งลือเสียงเลําอ๎าง อนั ใด พี่เอย
ขน้ั ที่ 4 ขน้ั สอ่ื สารและนาํ เสนอ
10. นกั เรยี นนําเสนอคาํ อุทานตามกลมํุ ท่จี ับฉลากไว๎ โดยครใู ชไ๎ มเ๎ รยี กเลขท่ี เพอื่ ให๎นกั เรียน
นาํ เสนอทีละกลุมํ และรวํ มกนั แสดงความคิดเห็น และรวบรวมเปน็ เลํมไวท๎ ่ีมมุ ห๎องเรียนใหเ๎ พ่อื นๆได๎
อําน
ขน้ั ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คุณคาํ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
11. นกั เรียนรวํ มกนั แสดงความคดิ โดยครูใชค๎ ําถามในสังคมไดอ๎ ยํางไร
- นักเรียนสามารถนําความรูเ๎ ก่ียวกบั เรือ่ งทเี่ รียนไปใชป๎ ระโยชน๑ในสังคมได๎อยาํ งไร
6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นร๎ู วธิ กี าร เคร่ืองมือ
การประเมิน -การตอบคําถาม -คาํ ถาม
-ทําแบบฝึกหดั -แบบฝกึ หัด
ดา๎ นความรู๎ (K) -ทักษะการอาํ นในใจ -แบบประเมินการอาํ นในใจ
-ทกั ษะการเขยี น -แบบประเมินการคดั ลายมือ
ด๎านทกั ษะและกระบวนการ (P) -ทกั ษะการวเิ คราะห๑ -แบบฝึกหัด คําถาม
-สังเกตพฤตกิ รรมในการรํวมกจิ กรรม -แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
ดา๎ นคุณธรรม จริยธรรมและคาํ นิยม (A) การทํางานกลุํม
-สงั เกตพฤตกิ รรมการรวํ มกิจกรรม -แบบสังเกตพฤตกิ รรม
7. สอ่ื /อปุ กรณ/๑ แหลงํ การเรยี นรู๎ 2. แผนภมู เิ พลงชาวประมง
1. หนังสอื เรียนภาษาพาทชี ้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 4. ใบความรเู๎ รอ่ื งคําอุทาน
3. แถบประโยค 6. พจนานกุ รม
5. บตั รคาํ คําอทุ าน
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
vลvงชอ่ื .............................................ครูผ๎สู อน ลงชอื่ ...................................................ฝุายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชอื่ ................................................... ผ๎ูบรหิ าร
(...........................................................)
แบบบนั ทกึ คะแนนพฤตกิ รรมการอาํ นในใจ
เกณฑ๑การใหค๎ ะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรับปรงุ ให๎ 0
เกณฑก๑ ารประเมนิ การผํานการประเมนิ ทุกรายการต๎องได๎ 1 ขน้ึ ไป
รายการประเมนิ
เลขที่ ชอ่ื – สกลุ การวาง/ ัจบหนังสือไ ๎ด หมาย
ถูมีกส ๎ตมาองธิในการอําน เหตุ
การกวาดสายตาในการอําน
ไ ํม ี้ชตาม ัตวอักษร ่ีท ํอาน
ไมํสายหน๎าไปมาขณะ ํอาน
คะแนนรวม 10 คะแนน
สรุป ผําน / ไมํผําน
ข๎อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
( ลงชือ่ ) …………………………………………………….… ผ๎ปู ระเมนิ ( ครูผสู๎ อน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี น
เกณฑก๑ ารให๎คะแนน ดี ให๎ 2 พอใช๎ ให๎ 1 ควรปรับปรุง ให๎ 0
เกณฑ๑การประเมิน การผํานการประเมินทกุ รายการตอ๎ งได๎ 1 ขึ้นไป
ขอ๎ รายการประเมนิ คะแนน สรปุ หมายเหตุ
ทไี่ ด๎ ผาํ น ไมผํ าํ น
1 การวางแผน
2 ความกระตอื รอื ร๎น
3 การแสดงความคิดเหน็
4 มีมารยาทในการพดู
5 มมี ารยาทในการฟง๓
รวมคะแนน
ประเมนิ กลมุํ ท่ี
……………………………………………………………………………………………………………
ขอ๎ เสนอแนะเพมิ่ เตมิ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
( ลงช่ือ ) …………………………………………………….… ผู๎ประเมิน ( ครูผู๎สอน )
( ……………………………………………………… )
………. / …………… / ……….
ใบงานเรอื่ งคาํ อทุ าน
1. ในกรุงเทพ ฯ มี........................................................ทีส่ วยงามหลายแหงํ
2. ลมพัดแรงจน .......................................................ของเรายงํุ เหยงิ
3. เข๎าเป็นคนหวั แข็ง ไมํยอม.......................................................ใหใ๎ ครงําย ๆ
4. เธอไปทาํ อะไรมา.......................................................ขาดวน่ิ เชยี ว
5. ผู๎ใหญํตอ๎ งรอบคอบเก็บ.......................................................ให๎พ๎นมือเด็ก
6. ถา๎ เธอไมํกิน.......................................................แลว๎ จะหายปุวยเมอ่ื ไหรํ
7. เราเป็นคนกนั เอง ไมํต๎องม.ี ......................................................หรอก
8. รบี เก็บ.......................................................เสีย ฝนกําลังตก
9. ขนมช้ินน้แี ขง็ จงั .......................................................แทบหักแนะํ
10. เขากําลังยาํ งเข๎าสํวู ยั รนํุ จึงร๎ูสึกวํา.....................................................เกะกะไปหมด
11. เฮ๎อ ! กวําจะถึงแทบหมดแรง..................................................... ตดิ เหลือเกนิ
12. เธอนซ่ี มํุ ซาํ มจรงิ .....................................................ตกแตกหมด
ตอนท่ี 2 นาํ คาํ อทุ านบอกอาการทางดา๎ นซา๎ ยมือมาเตมิ หนา๎ ขอ๎ ความทางขวามือทีม่ ีความสัมพนั ธก๑ ัน
โอโ๎ ฮ ! ไชโย ! เฮอ๎ ! เฮย๎ ! อนิจจา !
ออ๎ ! เอะ๏ ! โอย ! โธํ ! โอ ! วา๎ ย !
..........................ลืมสนิทเลย ..........................เสียงอะไร
..........................สวยจริง ๆ ..............................ปวดท๎อง
..........................เด็กตกน้ํา ..........................จะทําอยํางไรดี
..........................อยําทําอยํางนั้น ..........................ล๎อเลํนแคํนี้ก็โกรธ
..........................รถมาแล๎ว ..........................เรื่องเป็นอยํางนนี้ ี่เอง
ชือ่ ........................................................นามสกลุ ...............................................ชัน้ .......................เลขท.่ี ......................
ใบความรเ๎ู รอื่ งคาํ อทุ าน
คาํ อทุ าน หมายถึง คาํ ทีเ่ ปลงํ ออกมาเพอ่ื แสดงอารมณ๑และความร๎ูสึกตําง ๆ ของผพู๎ ูด
ชนดิ ของคาํ อุทาน
หลกั ภาษาไทยไดแ๎ บงํ คาํ อทุ านออกเป็น 2 ชนิด ดงั นี้
1. อทุ านบอกอาการ คือ คําท่ีบอกอารมณ๑หรอื ความรส๎ู ึกตําง ๆ ของผูพ๎ ดู คําอุทานชนิดนีม้ ักอยหํู น๎า
ประโยค และมีเครื่องหมายอศั เจรีย๑ ( ! ) กาํ กับอยํทู า๎ ยคําอุทาน แบํงเป็น
1.1 อาการร๎องเรยี กหรอื บอกให๎รต๎ู ัว เชํน น่ีแนํะ ! เฮ๎ย ! โวย๎ !
1.2 อาการโกรธเคอื ง เชํน ดูดู๐ ! ชะๆ ! ชิๆ !
1.3 อาการประหลาดใจหรอื ตกใจ เชนํ เอ๏ะ ! วา๏ ย ! แมํเจ๎าโว๎ย !
1.4 อาการสงสารหรอื ปลอบโยน เชนํ อนิจจา ! พธุ โธํ !
1.5 อาการเขา๎ ใจหรอื รบั รู๎ เชนํ เออ ! เออนํะ ! อ๎อ !
1.6 อาการเจบ็ ปวด เชนํ โอย ! โอ๏ย !
1.7 อาการจากส่ิงธรรมชาติ เชนํ ตูม ! โครม ! เปรยี้ ง !
2. อุทานเสรมิ บท คอื คําที่นาํ มาเสริมเพอื่ ใหเ๎ กิดความสละสลวยขึ้น
2.1 มักเป็นคาํ คทูํ ่ีมีเสียงสัมผัสคลอ๎ งจองกัน เชนํ
หนงั สอื หนงั หา
อาบน้ําอาบทํา
กนิ ข๎าวกนิ ปลา
ไปวัดไปวา
วัดวาอาราม
2.2 ไมํนยิ มใสํเครอื่ งหมายอัศเจรยี ๑ ( ! ) กํากับ
2.3 คําสร๎อยในบทร๎อยกรองก็จัดเป็นคาํ อุทานเสริมบท ไดแ๎ กํคาํ วํา แฮ เอย เทอญ นา ฤา โอ๎
วํา แล เฮย เชํน
เสยี งลือเสยี งเลําอ๎าง อันใด พ่ีเอย
สปั ดาห๑ท่ี 8
โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นร๎ู
ภาคเรยี นท.่ี .…2…../…………..... ชอ่ื ผสู๎ อน ……………………………………………………..
กลมํุ สาระการเรยี นร๎ู ภาษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปที …ี่ …6..... จํานวน……5….คาบ
หนวํ ยการเรยี นรท๎ู ่ี ..……12…..… เรอ่ื ง........................สี่ศิษยพ๑ ระดาบส......................
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู๎ ตวั ชวี้ ดั
มาตรฐานท่ี ท 1.1 ใช๎กระบวนการอํานสรา๎ งความรูแ๎ ละความคิดเพ่อื นาํ ไปใชต๎ ัดสินใจ แกป๎ ญ๓ หาในการดาํ เนนิ ชวี ิตและ
มนี ิสัยรกั การอําน
ตวั ช้ีวัดท่ี ป 6/1 อํานออกเสยี งบทร๎อยแกว๎ และบทรอ๎ ยกรองไดถ๎ ูกตอ๎ ง
ตวั ช้วี ัดที่ ป 6/2 อธบิ ายความหมายของคาํ ประโยคและข๎อความทเ่ี ป็นโวหาร
มาตรฐานที่ ท 2.1 ใช๎กระบวนการเขยี นเขยี นส่อื สาร เขยี นเรยี งความ ยอํ ความ และเขียนเร่อื งราวในรปู แบบตําง ๆ
เขียนรายงานข๎อมลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาคน๎ คว๎าอยาํ งมีประสิทธิภาพ
ตวั ชี้วัดท่ี ป 6/8 เขยี นเร่อื งตามจนิ ตนาการและสร๎างสรรค๑
ตวั ชวี้ ัดท่ี ป 6/9 มีมารยาทในการเขยี น
มาตรฐานท่ี ท 3.1 สามารถเลือกฟ๓งและดูอยาํ งมวี ิจารณญาณ และพูดแสดงความร๎ู ความคดิ และความร๎ูสกึ ในโอกาส
ตาํ งๆ อยํางมวี จิ ารณญาณและสรา๎ งสรรค๑
ตัวช้วี ดั ท่ี ป 6/3 พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นท่ี ศกึ ษาคน๎ ควา๎ จากการฟ๓ง การดูและการสนทนา
ตัวช้ีวดั ท่ี ป 6/6 มมี ารยาทในการฟง๓ การดู และการพูด
มาตรฐานท่ี ท 5.1 เข๎าใจและแสดงความคิดเห็น วจิ ารณว๑ รรณคดี และวรรณกรรมไทยอยาํ งเหน็ คุณคํา และนํามา
ประยุกตใ๑ ชใ๎ นชวี ติ จรงิ
ตวั ช้วี ดั ท่ี ป 6/1 แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดหี รอื วรรณกรรมทีอ่ าํ น
ตัวชว้ี ดั ท่ี ป 6/3 อธิบายคุณคาํ ของวรรณคดแี ละวรรณกรรมทอ่ี าํ นและนําไปประยุกต๑ใชใ๎ นชีวติ จรงิ
2. สาระสําคญั /ความคดิ รวบยอด
การอาํ นจบั ใจความสําคญั คือ การอํานเพ่ือจับใจความหรือขอ๎ คิด ความคิดสาํ คญั หลกั ของขอ๎ ความ หรอื เรือ่ งท่ีอํานการ
อํานจับใจความสําคัญ ถือเป็นทักษะสําคัญท่ีใช๎ในการอํานเพื่อการสื่อสารมากท่ีสุด เพราะเป็นพ้ืนฐานสําคัญในการศึกษาหา
ความร๎ู จึงควรฝึกฝนใหเ๎ กิดความชํานาญ
การโฆษณา เป็นการเชิญชวนหรือจูงใจให๎ผู๎อํานหรือผ๎ูฟ๓งทําตามความต๎องการ โดยผู๎ฟ๓งจะต๎องใช๎วิจารณญาณใน
การเลอื กท่จี ะเชอ่ื หรือไมเํ ช่อื โฆษณาช้ินน้นั ดว๎ ย
คําท่มี ตี วั การนั ต๑ เป็นพยญั ชนะทมี่ ีไม๎ฑณั ฑฆาต ( ๑ ) กาํ กับอยํู เวลาอํานจะไมอํ ํานเสียงพยัญชนะตัวนั้น การศึกษาเรื่อง
คาํ ทม่ี ีตัวการนั ต๑ จะทาํ ให๎นักเรียนอํานและเขยี นคาํ ท่ีมีตวั การันตไ๑ ด๎ถูกตอ๎ ง