คณุ ธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณและจติ วิญญาณความเปน็ ครู
จัดทำโดย
สาขาวชิ าการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์
รหสั 631218600
เสนอ
รองศาสตราจารย์ ดร.ฐิตพิ ร พชิ ญกุล
รายงานนี้เปน็ สว่ นหนึ่งของวชิ า ETP105
คณุ ธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณและจิตวิญญาณความเปน็ ครู
มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์
ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2563
คำนำ
รายงานเลม่ นีเ้ ป็นสว่ นหนงึ่ ของวิชาคณุ ธรรม จรยิ ธรรม จรรยาบรรณ และจติ วิญญาณความเป็น
ครจู ำแนกหวั เร่อื งออกเป็นดังนี้ 1. จรรยาบรรณบคุ ลากรทางการศึกษา 2. จติ วญิ ญาณความเปน็ ครู 3.
การเปน็ แบบอย่างท่ีดี มีคุณธรรม จริยธรรม ละพลเมืองท่เี ข้มแข็ง ดำรงตนใหเ้ ป็นทเ่ี คารพศรัทธาของ
ผ้เู รียน และ สมาชกิ ในชมุ ชน 4. ค่านิยมของครู 5. กฎหมายสำหรบั ครู และ6.สภาพการณก์ ารพฒั นา
วชิ าชีพครู ความรอบรู้ ทันสมัย และทันต่อการเปลยี่ นแปลง
ในการทำคร้ังนค้ี ณะผรู้ วบรวมและจดั ทำเลม่ คือ นางสาวณัฐธิตา เครือวัน นายธนธรณ์ อุ่นเมือง
และนางสาวสุธิชา อินทร์ทรัพย์ หวังวา่ รายงานเลม่ นีจ้ ะเปน็ ประโยชนไ์ มม่ ากก็น้อยต่อผู้ทีจ่ ะศึกษาทัง้
ทางดา้ นเน้ือหา ข้อมูล และรูปแบบการทำรายงานเกี่ยวกบั คณุ ธรรม จรยิ ธรรม จรรยาบรรณ และจติ
วิญญาณความเป็นครู หากผดิ พลาดประการใด ขออภยั ไว้ ณ ทน่ี ้ดี ว้ ย
คณะผจู้ ัดทำ
มีนาคม 2564
สารบญั
หน้า
บทท่ี1 จรรยาบรรณวชิ าชพี และบุคลากรทางการศึกษา 1
ความหมาย 1
จรรยาบรรณ 1
บุคลากรทางการศึกษา 6
มาตรฐานวชิ าชีพ 15
ครุ สุ ภา 26
สรปุ 30
อา้ งอิง 33
บทที่ 2 จิตวิญญาณความเป็นครู 34
ความหมายและแนวคดิ ทฤษฎเี กย่ี วกับจิตวิญญาณ 34
จิตวิญญาณความเป็นครมู อื อาชพี 35
การพัฒนา 40
งานวิจยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง 49
แนวคดิ จิตวิญญาณความเป็นครู 54
สรปุ 56
อ้างอิง 58
บทท่ี 3 การเปน็ แบบอยา่ งท่ีดีมีคณุ ธรรมจรยิ ธรรมและเป็นพลเมอื งที่เข้มเขง็ ดำรงตนให้เป็นท่เี คารพ
ศรทั ธาของผเู้ รียนสมาชกิ ในชุมชน 59
การเปน็ แบบอย่างท่ีดี 59
คณุ ธรรม จริยธรรม 63
พลเมืองเข้มแข้ง 68
การเป็นท่เี คารพศรทั ธา 70
ครูรางวัลเจ้าฟา้ 75
สรุป 77
อา้ งอิง 80
บทท่ี 4 คา่ นิยมครู 81
ความสำคญั ของค่านยิ ม 81
ประเภทของคา่ นยิ มครู 85
การพัฒนาคา่ นยิ มครู 86
งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง 90
ปัจจยั ท่ีมอี ิทธิตอ่ ค่านิยม 92
สรุป 93
อ้างอิง 95
บทท่ี 5 กฎหมายสำหรับครู 96
ความเป็นมาของกฎหมายและวิวัฒนาการของการศกึ ษา 96
กฎหมายการศกึ ษาท่ีเก่ียวข้อง 114
การปฏิรูปการศึกษาของไทย 117
ใบอนญุ าตประกอบวชิ าชพี ครู 137
สรปุ 145
อา้ งอิง 146
บทท่ี6 สภาพการณ์ การพัฒนาวิชาชพี ครู ความรอบรู้ ทันสมยั และทนั ตอ่ การเปลี่ยนแปลง
สถานการณค์ รไู ทยปัจจุบัน 148
ความจำเป็นในการยกระดับและพฒั นาคณุ ภาพครู 148
การยกระดับและพัฒนาครใู นตา่ งประเทศ 150
การเปลีย่ นแปลงในสมัยใหม่ 154
สรปุ 155
อา้ งอิง 156
1
ความหมาย
ความหมายของจรรยาบรรณ
จรรยาบรรณ หมายถึงความประพฤติหรอื กริ ิยาท่คี วรประพฤติ และอกี คำหน่ึงคือ “บรรณ” ซง่ึ
หมายถึงเอกสารหรือหนังสอื เมอ่ื รวมกันเปน็ “จรรยาบรรณ” จงึ มคี วามหมายว่า เอกสารหรือหนงั สอื ทีว่ ่า
ดว้ ยขอ้ ควรประพฤตปิ ฏิบตั ขิ องบคุ คลกลุ่มใดกลุม่ หนงึ่ หรืออาชีพใดอาชพี หนึ่ง
ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถานไดใ้ หค้ วามหมายของ จรรยา ไว้ว่า เป็นคำนามหมายถึงความ
ประพฤติ กิรยิ าท่ีควรประพฤติในหมูค่ ณะ นยิ มใช้ในทางที่ดี เชน่ ไมม่ จี รรยา หมายความวา่ ไมม่ ีความ
ประพฤติท่ีดี สว่ นคำว่า จรรยาบรรณ หมายถึงประมวลความประพฤติทผ่ี ู้ประกอบอาชีพการงานแตล่ ะ
อยา่ งกำหนดข้ึนเพือ่ รักษาและสง่ เสริมเกยี รติคณุ ชอื่ เสียงและฐานะของสมาชิก อาจเขยี นเปน็ ลายลักษณ์
อกั ษรหรือไมก่ ็ได้ (ราชบณั ฑติ ยสถาน 2525 : 210 – 213)
ดงั น้นั เมือ่ พิจารณาเฉพาะ จรรยาบรรณครู จึงหมายถึงประมวลความประพฤตหิ รือกิริยาอาการทผี่ ู้
ประกอบวชิ าชพี ครคู วรประพฤติปฏบิ ตั ิ เพื่อรักษาสง่ เสริมเกียรตคิ ณุ ช่อื เสยี ง และฐานะของความเป็นครู
ความหมายของวิชาชีพ
วชิ าชีพ” หมายความว่าวิชาชพี ทางการศึกษาท่ีทำหน้าท่ีหลักทางด้านการเรยี นการสอนและ การ
สง่ เสรมิ การเรียนรขู้ องผู้เรียนด้วยวิธกี ารตา่ ง ๆ รวมทงั้ การรบั ผดิ ชอบการบริหารสถานศึกษา ใน
สถานศกึ ษาปฐมวัย ขั้นพ้นื ฐาน และอุดมศกึ ษาที่ต่ำกวา่ ปริญญา ทั้งของรัฐ และเอกชน และการบริหาร
การศึกษานอกสถานศกึ ษาในระดบั เขตพนื้ ที่การศึกษาตลอดจนการสนบั สนุนการศึกษา ให้บรกิ ารหรอื
ปฏบิ ตั งิ านเก่ยี วเน่ืองกบั การจดั กระบวนการเรยี นการสอน การนิเทศและการบรหิ าร การศกึ ษาใน
หนว่ ยงานการศกึ ษาตา่ ง ๆ
ความหมายของจรรยาบรรณในวิชาชีพ
จรรยาบรรณในวิชาชีพหมายถึงประมวลมาตรฐานความประพฤตทิ ่ีผูป้ ระกอบวิชาชีพจะต้อง
ประพฤตปิ ฏิบัตเิ ปน็ แนวทางใหผ้ ้ปู ระกอบวชิ าชีพปฏบิ ตั ิอย่างถกู ต้องเพ่อื ผดุงเกยี รติและสถานะของวิชาชีพ
นนั้ ก็ได้ผู้กระทำผิดจรรยาบรรณ จะต้องไดร้ บั โทษโดยว่ากล่าว ตกั เตอื น ถูกพักงาน หรอื ถูกยกเลกิ ใบ
ประกอบวชิ าชีพได้
จรรยาบรรณ
ระเบียบครุ ุสภาวา่ ดว้ ยวนิ ยั ตามระเบยี บประเพณขี องครู พ.ศ. 2506
1). ครูต้องสนบั สนุนและปฏิบัติตามนโยบายของรฐั บาลด้วยความบริสุทธิ์ใจ
2). ครตู อ้ งต้ังใจปฏิบัตหิ น้าที่ครู ใหเ้ กิดผลดดี ้วยความเอาใจใส่
2
3). ครูต้องสุภาพเรียบร้อย เช่ือฟังและไมก่ ระดา้ งกระเด่อื งต่อผ้บู ังคบั บัญชา
4). ครตู อ้ งอทุ ิศเวลาของตนให้สถานศกึ ษา จะละทงิ้ หรอื ทอดท้งิ หน้าท่กี ี่งานมไิ ด้
5). ครตู อ้ งประพฤตติ นอยอู่ ยู่ในความสจุ ริต และปฏิบตั ิหนา้ ที่ด้วยความซ่อื สตั ย์ สุจริต เท่ียงธรรม
6). ครูตอ้ งรักษาช่อื เสียงของครมู ใิ หข้ ึน้ ชื่อวา่ เปน็ ผปู้ ระพฤติชั่ว
7). ครตู ้องประพฤติตนเปน็ แบบอยา่ งท่ีดีแก่ศิษย์และไมด่ หู มน่ิ เหยียดหยาม
8). ครูตอ้ งถอื และปฏบิ ตั ิตามแบบธรรมเนยี มของสถานศกึ ษา
9). ครตู ้องรักษาความสามคั คีระหวา่ งครูและชว่ ยเหลือซึ่งกันและกนั ในหน้าท่กี ารงาน
10). ครูตอ้ งรักษาความลับของศษิ ย์ ผู้ร่วมงานและสถานศึกษา
ระเบยี บครุ สุ ภาว่าด้วยจรรยามรรยาทตามระเบียบประเพณีของครู พ.ศ. 2506
1) ครคู วรมศี รัทธาในอาชีพครูและให้เกยี รติแก่ครูด้วยกัน
2) ครูควรบำเพญ็ ตนใหส้ มกับท่ไี ด้ชอ่ื วา่ เปน็ ครู
3) ครคู วรใฝ่ใจศึกษาหาความรูค้ วามชำนาญอย่เู สมอ
4) ครคู วรตง้ั ใจฝึกสอนศิษย์ ใหเ้ ป็นพลเมอื งดีของชาติ
5) ครคู วรร่วมมือกับผปู้ กครอง ในการอบรมสงั่ สอนเด็กอย่างใกลช้ ดิ
6) ครคู วรรจู้ กั เสียสละและรบั ผิดชอบในหนา้ ทกี่ ารงานท้ังปวง
7) ครูควรรักษาช่อื เสยี งของคณะครู
8) ครคู วรรู้จักมัธยสั ถ์และพยายามสรา้ งฐานะของตนเอง
9) ครคู วรยดึ มน่ั ในศาสนาทีต่ นนับถือ และไม่ลบหลู่ศาสนาอื่น
10)ครูควรบำเพญ็ ตนให้เปน็ ประโยชนแ์ ก่สงั คม
ระเบียบคุรสุ ภาวา่ ดว้ ยจรรยามารยาทและวินยั ตามระเบยี บประเพณีของครู พ.ศ.2526
1.เล่อื มใสการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
2.ยึดมนั่ ในศาสนาท่ีตนนับถือ ไม่ลบหลู่ดหู มน่ิ ศาสนาอื่น
3.ตง้ั ใจสั่งสอนอุทิศเวลาของตนให้แก่ศิษย์ จะละทิ้งหรืฮทอดทง้ิ หนา้ ท่ีการงานมิได้
4.รกั ษาช่อื เสียงของตนมิให้ขึ้นชอ่ื วา่ เป็นผปู้ ระพฤติช่วั
5.ถือปฏบิ ัติตามระเบียบสถานศึกษา และคำสั่งของผูบ้ ังคบั บญั ชา
6.ถ่ายทอดวชิ าความรู้โดยไม่บิดเบอื น และปิดบังอำพราง
7.ไม่นำผลงานของผ้ใู ดมาแอบอา้ งเปน็ ผลงานของตน
8.ซือ่ สตั ยส์ ุจรติ และปฏบิ ตั ิหนา้ ทีข่ องตนด้วยความเทีย่ งธรรม
3
9.สุภาพเรยี บร้อย เป็นแบบอย่างที่ดี รกั ษาความลบั ของศิษย์
10. รกั ษาความสามัคคีระหวา่ งครู และชว่ ยเหลือกันในหน้าทีก่ ารงาน
ระเบยี บคุรสุ ภาว่าดว้ ยจรรยามารยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีของครู พ.ศ.2539
1. ครูต้องรักและเมตตาศิษย์ โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริมให้กำลงั ใจในการศกึ ษาเลา่
เรียนแกศ่ ิษยโ์ ดยเสมอหนา้
2. ครูต้องอบรม สงั่ สอน ฝกึ ฝน สร้างเสรมิ ความรู้ ทักษะและนสิ ยั ท่ถี ูกต้องดีงาม ให้เกดิ แกศ่ ษิ ย์
อยา่ งเต็มความสามารถดว้ ยความบริสุทธใิ์ จ
3. ครูต้องประพฤติ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างท่ีดแี ก่ศิษย์ทั้งทางกายวาจา และจติ ใจ
4. ครูตอ้ งไมก่ ระทำตนเปน็ ปฏิปักษต์ อ่ ความเจริญทางกาย สตปิ ัญญาจติ ใจ อารมณแ์ ละสังคมของ
ศิษย์
5. ครตู ้องไมแ่ สวงหาประโยชนอ์ ันเป็นอามสิ สนิ จา้ งจากศษิ ย์ ในการปฏิบตั ิหน้าทต่ี ามปกติ และไม่
ใชใ้ หศ้ ิษย์กระทำการใด ๆ อนั เปน็ การหาผลประโยชน์ ให้แก่ตนโดยมชิ อบ
6. ครูย่อมพฒั นาตนเองทง้ั ทางดา้ นวชิ าชีพ ดา้ นบุคลกิ ภาพและวิสยั ทัศน์ให้ทนั ต่อการพัฒนาทาง
วทิ ยาการเศรษฐกจิ สงั คมและการเมืองอยูเ่ สมอ
7. ครยู อ่ มรกั และศรัทธาในวิชาชพี ครแู ละเป็นสมาชิกทด่ี ีต่อองค์กรวิชาชพี ครู
8. ครูพึงชว่ ยเหลอื เก้ือกูลครูและชมุ ชนในทางสร้างสรรค์
9. ครูพึงประพฤติ ปฏิบตั ติ น เป็นผู้นำในการอนรุ ักษ์ และพัฒนาภมู ปิ ัญญา และวฒั นธรรมไทย
มาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชพี พ.ศ2548
1. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษาต้องมีวินยั ในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บคุ ลิกภาพและ
วสิ ัยทศั น์ ให้ทนั ต่อการพฒั นาทางวทิ ยาการ เศรษฐกิจ สงั คม และการเมอื งอย่เู สมอ
2. ผ้ปู ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรทั ธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบตอ่ วิชาชพี และเป็น
สมาชิกทด่ี ขี ององค์กรวิชาชีพ
3. ผ้ปู ระกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ชว่ ยเหลือ ส่งเสริม ใหก้ ำลงั ใจแก่
ศษิ ย์ และผ้รู บั บริการ ตามบทบาทหนา้ ท่โี ดยเสมอหนา้
4. ผ้ปู ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องสง่ เสรมิ ใหเ้ กิดการเรยี นรู้ ทักษะ และนิสยั ท่ีถูกต้องดงี าม
แกศ่ ิษย์ และผรู้ ับบรกิ าร ตามบทบาทหน้าท่ีอยา่ งเตม็ ความสามารถ ด้วยความบริสุทธใิ์ จ
5. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องประพฤตปิ ฏิบัติตนเป็นแบบอย่างทดี่ ี ทงั้ ทางกาย วาใจ
และจิตใจ
6. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องไมก่ ระทำตนเป็นผู้ปฏบิ ตั ติ อ่ ความเจริญทางกาย
สติปัญญา จิตใจ อารมณแ์ ละสงั คมของศิษย์ และผู้รับบริการ
4
7. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องใหบ้ ริการดว้ ยความจรงิ ใจและ เสมอภาคโดยไม่เรยี กรับ
หรือยอมรับผลประโยชนจ์ ากการใช้ตำแหนง่ หนา้ ทโี่ ดยมชิ อบ
8. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา พึงชว่ ยเหลือเกื้อกลู ซ่ึงกันและกันอย่างสรา้ งสรรค์ โดยยึดม่นั
ในระบบคุณธรรม สรา้ งความสามัคคีในหมคู่ ณะ
9. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษา พึงประพฤตปิ ฎบิ ัติตนเป็นผนู้ ำในการอนรุ ักษ์และพัฒนา
เศรษฐกิจ สงั คม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภมู ิปญั ญา สง่ิ แวดลอ้ ม รกั ษาผลประโยชนข์ องส่วนรวม และยดึ
มนั่ ในการปกครองระบบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ
ข้อบงั คับครุ สุ ภาวา่ ด้วยจรรยาบรรณของวชิ าชพี พ.ศ. 2556
1. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษาตอ้ งมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองดา้ นวชิ าชพี บุคลิกภาพและ
วสิ ยั ทศั น์ ให้ทันตอ่ การพฒั นาทางวิทยาการ เศรษฐกจิ สังคม และการเมอื งอยู่เสมอ
2. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องรัก ศรทั ธา ซ่อื สตั ย์สจุ รติ รบั ผิดชอบตอ่ วชิ าชีพ และเปน็
สมาชกิ ทด่ี ขี ององค์กรวชิ าชพี
3. ผูป้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ชว่ ยเหลือ ส่งเสรมิ ใหก้ ำลงั ใจแก่
ศษิ ย์ และผูร้ บั บริการ ตามบทบาทหนา้ ทโ่ี ดยเสมอหนา้
4. ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องส่งเสริมใหเ้ กดิ การเรยี นรู้ ทักษะ และนสิ ยั ท่ีถูกต้องดีงาม
แกศ่ ิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหนา้ ที่อย่างเตม็ ความสามารถ ด้วยความบรสิ ุทธใ์ิ จ
5. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องประพฤตปิ ฏิบัติตนเป็นแบบอยา่ งทด่ี ี ทงั้ ทางกาย วาใจ
และจติ ใจ
6. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องไม่กระทำตนเปน็ ผู้ปฏบิ ัติตอ่ ความเจรญิ ทางกาย
สติปญั ญา จิตใจ อารมณแ์ ละสังคมของศิษย์ และผูร้ ับบริการ
7. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องให้บริการดว้ ยความจริงใจและ เสมอภาคโดยไม่เรียกรับ
หรอื ยอมรับผลประโยชนจ์ ากการใชต้ ำแหนง่ หน้าทโ่ี ดยมชิ อบ
8. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา พงึ ชว่ ยเหลอื เก้ือกูลซึ่งกนั และกันอย่างสรา้ งสรรค์ โดยยึดมัน่
ในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคใี นหมคู่ ณะ
9. ผปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงประพฤติปฎิบตั ติ นเปน็ ผ้นู ำในการอนุรักษ์และพัฒนา
เศรษฐกจิ สงั คม ศาสนา ศลิ ปวฒั นธรรม ภมู ิปัญญา สงิ่ แวดลอ้ ม รักษาผลประโยชนข์ องส่วนรวม และยึด
มนั่ ในการปกครองระบบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมขุ
ข้อบังคับครุ สุ ภาว่าด้วยมาตรฐานวชิ าชพี พ.ศ. 2562
5
1. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษาต้องมวี นิ ยั ในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวชิ าชพี บุคลิกภาพและ
วิสยั ทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมอื งอยู่เสมอ
2. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรทั ธา ซ่อื สตั ย์สุจรติ รบั ผิดชอบตอ่ วชิ าชพี และเป็น
สมาชิกที่ดขี ององค์กรวิชาชพี
3. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลอื ส่งเสริม ให้กำลงั ใจแก่
ศษิ ย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าท่ีโดยเสมอหน้า
4. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา ต้องสง่ เสรมิ ใหเ้ กิดการเรียนรู้ ทกั ษะ และนสิ ัยที่ถูกต้องดีงาม
แก่ศิษย์ และผ้รู บั บริการ ตามบทบาทหน้าท่ีอยา่ งเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
5. ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องประพฤติปฏบิ ัติตนเปน็ แบบอย่างทีด่ ี ท้งั ทางกาย วาใจ
และจิตใจ
6. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องไม่กระทำตนเปน็ ผู้ปฏบิ ัตติ อ่ ความเจรญิ ทางกาย
สติปญั ญา จติ ใจ อารมณแ์ ละสงั คมของศิษย์ และผูร้ บั บริการ
7. ผูป้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ต้องใหบ้ ริการดว้ ยความจรงิ ใจและ เสมอภาคโดยไม่เรยี กรบั
หรือยอมรับผลประโยชนจ์ ากการใช้ตำแหน่งหน้าทโ่ี ดยมชิ อบ
8. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษา พึงชว่ ยเหลือเก้ือกลู ซึ่งกันและกนั อย่างสร้างสรรค์ โดยยึดม่นั
ในระบบคุณธรรม สรา้ งความสามคั คีในหมู่คณะ
9. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา พงึ ประพฤติปฎบิ ตั ติ นเป็นผนู้ ำในการอนุรักษ์และพัฒนา
เศรษฐกจิ สังคม ศาสนา ศิลปวฒั นธรรม ภูมปิ ัญญา ส่ิงแวดลอ้ ม รกั ษาผลประโยชนข์ องส่วนรวม และยึด
ม่นั ในการปกครองระบบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมขุ
6
บุคลากรทางการศึกษา
ครู
“ครู” หมายความว่า บคุ คลซ่ึงประกอบวิชาชพี หลกั ทางดา้ นการเรยี นการสอนและการส่งเสริม
การเรียนรู้ของผู้เรียนดว้ ยวธิ กี ารต่าง ๆ ในสถานศึกษาปฐมวยั ข้ันพน้ื ฐาน และอดุ มศกึ ษาที่ต่ำกว่าปริญญา
ทง้ั ของรัฐและเอกชน
มาตรฐานวชิ าชีพและจรรยาบรรณของวชิ าชีพ พ.ศ.2548
1. ผูป้ ระกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษาต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองดา้ นวิชาชีพ บคุ ลิกภาพและ
วสิ ยั ทศั น์ ใหท้ นั ต่อการพัฒนาทางวทิ ยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมอื งอยู่เสมอ
2. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องรัก ศรทั ธา ซ่ือสตั ย์สจุ ริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็น
สมาชิกท่ดี ขี ององค์กรวิชาชีพ
3. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ใหก้ ำลังใจแก่
ศษิ ย์ และผรู้ ับบริการ ตามบทบาทหนา้ ท่โี ดยเสมอหน้า
4. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องส่งเสริมใหเ้ กดิ การเรียนรู้ ทกั ษะ และนสิ ยั ท่ีถูกต้องดีงาม
แก่ศิษย์ และผรู้ ับบรกิ าร ตามบทบาทหน้าท่ีอย่างเตม็ ความสามารถ ดว้ ยความบรสิ ุทธิ์ใจ
5. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา ต้องประพฤติปฏิบตั ติ นเปน็ แบบอย่างท่ีดี ทัง้ ทางกาย วาใจ
และจิตใจ
6. ผ้ปู ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องไมก่ ระทำตนเป็นผู้ปฏิบตั ติ อ่ ความเจริญทางกาย
สติปัญญา จติ ใจ อารมณแ์ ละสังคมของศิษย์ และผู้รบั บริการ
7. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องใหบ้ ริการด้วยความจรงิ ใจและ เสมอภาคโดยไม่เรยี กรบั
หรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตำแหนง่ หนา้ ทีโ่ ดยมชิ อบ
8. ผ้ปู ระกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา พึงช่วยเหลอื เก้ือกูลซ่ึงกนั และกนั อยา่ งสรา้ งสรรค์ โดยยึดม่ัน
ในระบบคุณธรรม สร้างความสามคั คใี นหม่คู ณะ
9. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา พึงประพฤตปิ ฎิบตั ิตนเปน็ ผนู้ ำในการอนรุ ักษ์และพัฒนา
เศรษฐกิจ สงั คม ศาสนา ศลิ ปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สงิ่ แวดลอ้ ม รักษาผลประโยชนข์ องส่วนรวม และยดึ
ม่ันในการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมขุ
ข้อบังคบั ครุ ุสภาวา่ ดว้ ยจรรยาบรรณของวชิ าชีพ พ.ศ. 2556
1. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษาตอ้ งมวี นิ ัยในตนเอง พัฒนาตนเองดา้ นวิชาชพี บคุ ลิกภาพและ
วิสยั ทศั น์ ใหท้ ันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สงั คม และการเมอื งอยู่เสมอ
7
2. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา ต้องรัก ศรัทธา ซอ่ื สตั ย์สุจรติ รบั ผิดชอบต่อวชิ าชพี และเป็น
สมาชิกท่ีดีขององค์กรวิชาชพี
3. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ชว่ ยเหลือ สง่ เสริม ใหก้ ำลงั ใจแก่
ศษิ ย์ และผู้รบั บริการ ตามบทบาทหน้าท่ีโดยเสมอหน้า
4. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ต้องสง่ เสริมใหเ้ กิดการเรยี นรู้ ทักษะ และนสิ ัยท่ีถูกต้องดงี าม
แกศ่ ิษย์ และผูร้ บั บริการ ตามบทบาทหนา้ ท่ีอยา่ งเตม็ ความสามารถ ด้วยความบรสิ ทุ ธใ์ิ จ
5. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา ต้องประพฤตปิ ฏิบัตติ นเปน็ แบบอย่างที่ดี ทัง้ ทางกาย วาใจ
และจติ ใจ
6. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องไมก่ ระทำตนเปน็ ผู้ปฏบิ ตั ิตอ่ ความเจริญทางกาย
สติปญั ญา จติ ใจ อารมณ์และสังคมของศิษย์ และผรู้ บั บริการ
7. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ต้องใหบ้ ริการดว้ ยความจริงใจและ เสมอภาคโดยไม่เรียกรับ
หรือยอมรับผลประโยชนจ์ ากการใช้ตำแหนง่ หน้าที่โดยมชิ อบ
8. ผปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา พงึ ช่วยเหลือเก้ือกลู ซ่ึงกันและกันอยา่ งสรา้ งสรรค์ โดยยึดมัน่
ในระบบคุณธรรม สร้างความสามคั คีในหมู่คณะ
9. ผปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงประพฤติปฏิบัตติ ติ นเป็นผ้นู ำในการอนรุ กั ษ์และพัฒนา
เศรษฐกจิ สงั คม ศาสนา ศลิ ปวัฒนธรรม ภูมปิ ญั ญา สิง่ แวดล้อม รกั ษาผลประโยชนข์ องส่วนรวม และยดึ
มน่ั ในการปกครองระบบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมขุ
ขอ้ บังคับครุ สุ ภาวา่ ดว้ ยมาตรฐานวิชาชพี พ.ศ. 2562
1. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษาต้องมีวนิ ยั ในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวชิ าชพี บคุ ลิกภาพและ
วิสยั ทศั น์ ใหท้ นั ตอ่ การพฒั นาทางวทิ ยาการ เศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งอยู่เสมอ
2. ผูป้ ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซือ่ สตั ย์สจุ ริต รับผิดชอบตอ่ วิชาชีพ และเปน็
สมาชกิ ทด่ี ขี ององค์กรวิชาชีพ
3. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ชว่ ยเหลอื สง่ เสริม ให้กำลังใจแก่
ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหนา้ ทโ่ี ดยเสมอหน้า
8
4. ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ต้องสง่ เสริมให้เกดิ การเรยี นรู้ ทกั ษะ และนสิ ยั ท่ีถกู ต้องดีงาม
แกศ่ ิษย์ และผรู้ บั บริการ ตามบทบาทหนา้ ที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบรสิ ทุ ธ์ิใจ
5. ผ้ปู ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องประพฤติปฏิบตั ิตนเปน็ แบบอย่างทด่ี ี ทงั้ ทางกาย วาใจ
และจติ ใจ
6. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องไม่กระทำตนเป็นผู้ปฏบิ ัตติ ่อความเจรญิ ทางกาย
สตปิ ญั ญา จิตใจ อารมณแ์ ละสังคมของศิษย์ และผ้รู ับบริการ
7. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องใหบ้ ริการด้วยความจรงิ ใจและ เสมอภาคโดยไม่เรียกรบั
หรือยอมรบั ผลประโยชน์จากการใชต้ ำแหนง่ หน้าทโ่ี ดยมิชอบ
8. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศึกษา พึงช่วยเหลอื เก้ือกลู ซ่ึงกนั และกนั อยา่ งสร้างสรรค์ โดยยึดมั่น
ในระบบคุณธรรม สรา้ งความสามัคคีในหมคู่ ณะ
9. ผูป้ ระกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา พึงประพฤติปฎิบัตติ นเปน็ ผูน้ ำในการอนุรักษ์และพัฒนา
เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศลิ ปวัฒนธรรม ภูมปิ ัญญา ส่ิงแวดลอ้ ม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยดึ
มั่นในการปกครองระบบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมุข
ผ้บู ริหารสถานศึกษา
“ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา” หมายความว่า บุคคลซึ่งปฏบิ ตั ิงานในตำแหน่งผู้บริหารสถานศกึ ษา
ภายในเขตพ้ืนทก่ี ารศกึ ษา และสถานศึกษาอ่ืนท่จี ัดการศึกษาปฐมวัย ข้นั พืน้ ฐาน และอดุ มศกึ ษาตำ่ กว่า
ปริญญา ท้งั ของรฐั และเอกชน
มาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวชิ าชพี พ.ศ.2548
1. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศึกษาต้องมีวินยั ในตนเอง พัฒนาตนเองดา้ นวิชาชีพ บคุ ลิกภาพและ
วสิ ัยทศั น์ ใหท้ นั ต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกจิ สังคม และการเมอื งอยู่เสมอ
2. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซือ่ สตั ย์สุจรติ รบั ผดิ ชอบต่อวิชาชีพ และเป็น
สมาชกิ ทีด่ ขี ององค์กรวชิ าชีพ
3. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสรมิ ใหก้ ำลงั ใจแก่
ศษิ ย์ และผู้รบั บริการ ตามบทบาทหนา้ ท่ีโดยเสมอหน้า
4. ผปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสรมิ ให้เกดิ การเรียนรู้ ทกั ษะ และนสิ ัยท่ีถูกต้องดีงาม
แก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหนา้ ท่ีอยา่ งเตม็ ความสามารถ ดว้ ยความบริสทุ ธใิ์ จ
5. ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ต้องประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตนเปน็ แบบอยา่ งที่ดี ทง้ั ทางกาย วาใจ
และจติ ใจ
6. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ต้องไม่กระทำตนเปน็ ผู้ปฏิบตั ติ อ่ ความเจรญิ ทางกาย
สติปัญญา จิตใจ อารมณแ์ ละสังคมของศิษย์ และผรู้ บั บริการ
9
7. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและ เสมอภาคโดยไม่เรียกรบั
หรือยอมรบั ผลประโยชนจ์ ากการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
8. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษา พงึ ช่วยเหลือเกื้อกลู ซึ่งกันและกันอยา่ งสรา้ งสรรค์ โดยยึดม่ัน
ในระบบคุณธรรม สรา้ งความสามัคคใี นหมูค่ ณะ
9. ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา พึงประพฤติปฏบิ ัตติ นเป็นผู้นำในการอนรุ ักษ์และพัฒนา
เศรษฐกจิ สังคม ศาสนา ศลิ ปวฒั นธรรม ภมู ิปัญญา สิง่ แวดลอ้ ม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยดึ
มนั่ ในการปกครองระบบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมขุ
ข้อบงั คบั คุรสุ ภาวา่ ดว้ ยจรรยาบรรณของวิชาชพี พ.ศ. 2556
1. ผ้ปู ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษาต้องมวี ินัยในตนเอง พัฒนาตนเองดา้ นวิชาชพี บคุ ลิกภาพและ
วิสัยทัศน์ ให้ทนั ตอ่ การพฒั นาทางวทิ ยาการ เศรษฐกจิ สงั คม และการเมืองอยู่เสมอ
2. ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องรัก ศรทั ธา ซื่อสตั ย์สจุ ริต รบั ผดิ ชอบตอ่ วิชาชพี และเป็น
สมาชิกทีด่ ขี ององค์กรวิชาชีพ
3. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ชว่ ยเหลอื สง่ เสรมิ ให้กำลงั ใจแก่
ศษิ ย์ และผ้รู บั บริการ ตามบทบาทหน้าทโ่ี ดยเสมอหน้า
4. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา ต้องส่งเสริมใหเ้ กิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสยั ท่ีถกู ต้องดีงาม
แกศ่ ิษย์ และผรู้ ับบริการ ตามบทบาทหนา้ ท่ีอยา่ งเตม็ ความสามารถ ด้วยความบริสุทธใิ์ จ
5. ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องประพฤติปฏิบตั ิตนเปน็ แบบอย่างทดี่ ี ทั้งทางกาย วาใจ
และจติ ใจ
6. ผปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องไมก่ ระทำตนเปน็ ผู้ปฏิบตั ติ อ่ ความเจรญิ ทางกาย
สตปิ ัญญา จิตใจ อารมณ์และสงั คมของศิษย์ และผู้รับบริการ
7. ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องให้บริการดว้ ยความจริงใจและ เสมอภาคโดยไม่เรียกรบั
หรอื ยอมรบั ผลประโยชนจ์ ากการใช้ตำแหน่งหน้าท่โี ดยมชิ อบ
8. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศึกษา พึงชว่ ยเหลอื เก้ือกลู ซ่ึงกันและกนั อย่างสร้างสรรค์ โดยยดึ ม่ัน
ในระบบคุณธรรม สรา้ งความสามัคคีในหมู่คณะ
9. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา พึงประพฤตปิ ฎบิ ตั ติ นเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนา
เศรษฐกิจ สงั คม ศาสนา ศลิ ปวฒั นธรรม ภมู ิปัญญา สง่ิ แวดลอ้ ม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยดึ
ม่นั ในการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมุข
10
ข้อบงั คับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2562
1. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาตอ้ งมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองดา้ นวชิ าชีพ บุคลิกภาพและ
วสิ ัยทัศน์ ให้ทนั ตอ่ การพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกจิ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ
2. ผปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรทั ธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวชิ าชพี และเปน็
สมาชกิ ท่ีดขี ององค์กรวิชาชพี
3. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ชว่ ยเหลอื สง่ เสริม ใหก้ ำลังใจแก่
ศษิ ย์ และผรู้ ับบริการ ตามบทบาทหนา้ ท่ีโดยเสมอหนา้
4. ผปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ การเรียนรู้ ทกั ษะ และนิสยั ท่ีถกู ต้องดงี าม
แก่ศิษย์ และผ้รู ับบริการ ตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิใ์ จ
5. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา ต้องประพฤติปฏบิ ัตติ นเปน็ แบบอย่างที่ดี ท้ังทางกาย วาใจ
และจติ ใจ
6. ผปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา ต้องไมก่ ระทำตนเป็นผู้ปฏิบัติตอ่ ความเจริญทางกาย
สติปญั ญา จติ ใจ อารมณแ์ ละสังคมของศิษย์ และผ้รู บั บริการ
7. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและ เสมอภาคโดยไม่เรียกรับ
หรอื ยอมรับผลประโยชนจ์ ากการใช้ตำแหนง่ หนา้ ทโ่ี ดยมิชอบ
8. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา พงึ ชว่ ยเหลือเก้ือกูลซึ่งกนั และกนั อยา่ งสรา้ งสรรค์ โดยยดึ มน่ั
ในระบบคุณธรรม สรา้ งความสามคั คใี นหมคู่ ณะ
9. ผ้ปู ระกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา พึงประพฤตปิ ฎิบัติตนเปน็ ผ้นู ำในการอนรุ ักษ์และพัฒนา
เศรษฐกจิ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สงิ่ แวดลอ้ ม รักษาผลประโยชนข์ องส่วนรวม และยดึ
มัน่ ในการปกครองระบบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมขุ
ผูบ้ รหิ ารการศึกษา
“ผ้บู รหิ ารการศึกษา” หมายความวา่ บคุ คลซง่ึ ปฏบิ ตั งิ านในตำแหนง่ ผู้บริหารนอกสถานศึกษาใน
ระดบั เขตพ้นื ที่การศึกษา
มาตรฐานวิชาชพี และจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2548
1. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษาต้องมวี ินยั ในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บคุ ลิกภาพและ
วิสยั ทศั น์ ให้ทนั ต่อการพฒั นาทางวทิ ยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมอื งอย่เู สมอ
11
2. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องรัก ศรทั ธา ซอื่ สัตย์สุจรติ รับผิดชอบตอ่ วชิ าชีพ และเป็น
สมาชิกทีด่ ขี ององค์กรวชิ าชพี
3. ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ชว่ ยเหลือ ส่งเสรมิ ใหก้ ำลังใจแก่
ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหนา้ ท่ีโดยเสมอหนา้
4. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสรมิ ใหเ้ กิดการเรยี นรู้ ทกั ษะ และนิสยั ท่ีถกู ต้องดงี าม
แก่ศิษย์ และผู้รับบรกิ าร ตามบทบาทหนา้ ท่ีอยา่ งเต็มความสามารถ ด้วยความบริสทุ ธ์ิใจ
5. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ต้องประพฤติปฏบิ ัติตนเป็นแบบอย่างทด่ี ี ท้ังทางกาย วาใจ
และจิตใจ
6. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องไมก่ ระทำตนเป็นผู้ปฏบิ ัติต่อความเจริญทางกาย
สติปญั ญา จติ ใจ อารมณ์และสงั คมของศิษย์ และผรู้ ับบริการ
7. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ต้องใหบ้ ริการด้วยความจริงใจและ เสมอภาคโดยไม่เรียกรับ
หรือยอมรับผลประโยชนจ์ ากการใช้ตำแหน่งหน้าทโี่ ดยมชิ อบ
8. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา พงึ ช่วยเหลือเก้ือกลู ซึ่งกันและกนั อยา่ งสร้างสรรค์ โดยยดึ ม่นั
ในระบบคุณธรรม สร้างความสามคั คีในหม่คู ณะ
9. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา พงึ ประพฤตปิ ฎิบตั ิตนเปน็ ผู้นำในการอนรุ ักษ์และพัฒนา
เศรษฐกจิ สงั คม ศาสนา ศลิ ปวัฒนธรรม ภูมิปญั ญา สงิ่ แวดล้อม รกั ษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยดึ
มัน่ ในการปกครองระบบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมขุ
ข้อบงั คบั ครุ สุ ภาว่าดว้ ยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556
1. ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษาตอ้ งมวี ินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชพี บุคลิกภาพและ
วสิ ยั ทศั น์ ใหท้ นั ต่อการพฒั นาทางวทิ ยาการ เศรษฐกจิ สังคม และการเมอื งอยูเ่ สมอ
2. ผ้ปู ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ต้องรัก ศรัทธา ซือ่ สัตย์สจุ ริต รบั ผิดชอบตอ่ วิชาชีพ และเป็น
สมาชกิ ทดี่ ขี ององค์กรวิชาชีพ
3. ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ชว่ ยเหลอื ส่งเสริม ใหก้ ำลงั ใจแก่
ศิษย์ และผรู้ บั บริการ ตามบทบาทหนา้ ที่โดยเสมอหนา้
4. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องสง่ เสรมิ ใหเ้ กิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยท่ีถูกต้องดีงาม
แก่ศิษย์ และผรู้ ับบรกิ าร ตามบทบาทหนา้ ท่ีอย่างเตม็ ความสามารถ ดว้ ยความบริสทุ ธ์ิใจ
5. ผ้ปู ระกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา ต้องประพฤติปฏบิ ตั ิตนเป็นแบบอยา่ งทด่ี ี ทั้งทางกาย วาใจ
และจติ ใจ
6. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ต้องไม่กระทำตนเป็นผู้ปฏิบตั ติ ่อความเจริญทางกาย
สติปัญญา จติ ใจ อารมณแ์ ละสงั คมของศิษย์ และผู้รับบริการ
12
7. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ต้องใหบ้ ริการดว้ ยความจริงใจและ เสมอภาคโดยไม่เรยี กรับ
หรือยอมรับผลประโยชนจ์ ากการใช้ตำแหนง่ หน้าทโี่ ดยมชิ อบ
8. ผปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงช่วยเหลือเก้ือกูลซึ่งกนั และกนั อยา่ งสรา้ งสรรค์ โดยยึดมัน่
ในระบบคุณธรรม สรา้ งความสามคั คใี นหมู่คณะ
9. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา พึงประพฤติปฎบิ ตั ติ นเปน็ ผู้นำในการอนรุ ักษ์และพัฒนา
เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปญั ญา ส่งิ แวดลอ้ ม รกั ษาผลประโยชนข์ องส่วนรวม และยึด
มน่ั ในการปกครองระบบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมขุ
ข้อบังคับครุ สุ ภาว่าด้วยมาตรฐานวชิ าชพี พ.ศ. 2562
1. ผ้ปู ระกอบวิชาชีพทางการศกึ ษาตอ้ งมวี นิ ยั ในตนเอง พัฒนาตนเองดา้ นวิชาชพี บคุ ลิกภาพและ
วิสัยทัศน์ ให้ทันตอ่ การพฒั นาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สงั คม และการเมอื งอยูเ่ สมอ
2. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซอ่ื สัตย์สุจรติ รบั ผิดชอบตอ่ วชิ าชีพ และเป็น
สมาชิกท่ีดขี ององค์กรวิชาชพี
3. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ สง่ เสริม ใหก้ ำลังใจแก่
ศิษย์ และผรู้ ับบริการ ตามบทบาทหนา้ ทโ่ี ดยเสมอหนา้
4. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องสง่ เสริมให้เกิดการเรยี นรู้ ทักษะ และนสิ ัยท่ีถกู ต้องดีงาม
แก่ศิษย์ และผ้รู ับบริการ ตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสทุ ธใ์ิ จ
5. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ต้องประพฤตปิ ฏิบัติตนเป็นแบบอยา่ งทีด่ ี ทงั้ ทางกาย วาใจ
และจิตใจ
6. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา ต้องไมก่ ระทำตนเป็นผู้ปฏบิ ัตติ อ่ ความเจริญทางกาย
สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมของศิษย์ และผูร้ ับบริการ
7. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและ เสมอภาคโดยไม่เรียกรบั
หรอื ยอมรบั ผลประโยชน์จากการใชต้ ำแหนง่ หน้าทโ่ี ดยมิชอบ
8. ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา พึงชว่ ยเหลอื เกื้อกลู ซ่ึงกนั และกันอยา่ งสร้างสรรค์ โดยยึดมัน่
ในระบบคุณธรรม สรา้ งความสามัคคใี นหมคู่ ณะ
9. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา พึงประพฤตปิ ฎิบตั ิตนเป็นผนู้ ำในการอนุรักษ์และพัฒนา
เศรษฐกิจ สงั คม ศาสนา ศิลปวฒั นธรรม ภมู ิปญั ญา สง่ิ แวดล้อม รกั ษาผลประโยชนข์ องส่วนรวม และยึด
มั่นในการปกครองระบบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมขุ
ศกึ ษานเิ ทศก์
13
“บคุ ลากรทางการศึกษาอื่น” หมายความวา่ บคุ คลซึ่งทำหน้าทส่ี นบั สนนุ การศึกษา ใหบ้ รกิ าร
หรือปฏบิ ัติงานเกยี่ วเนื่องกับการจัดกระบวนการเรยี นการสอน การนเิ ทศ และการบริหารการศกึ ษาใน
หน่วยงานการศึกษาตา่ ง ๆ ซ่ึงหน่วยงานการศึกษากำหนดตำแหน่งให้ตอ้ งมคี ุณวฒุ ทิ างการศึกษา
มาตรฐานวิชาชพี และจรรยาบรรณของวชิ าชพี พ.ศ.2548
1. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษาตอ้ งมีวนิ ัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชพี บคุ ลิกภาพและ
วิสยั ทศั น์ ให้ทนั ต่อการพฒั นาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมอื งอยู่เสมอ
2. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซ่อื สตั ย์สจุ ริต รบั ผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็น
สมาชกิ ทด่ี ีขององค์กรวิชาชพี
3. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลอื สง่ เสรมิ ใหก้ ำลงั ใจแก่
ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหนา้ ทโี่ ดยเสมอหนา้
4. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา ต้องสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ การเรียนรู้ ทกั ษะ และนสิ ัยที่ถูกต้องดีงาม
แก่ศิษย์ และผู้รบั บรกิ าร ตามบทบาทหนา้ ที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสทุ ธ์ิใจ
5. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นเป็นแบบอย่างทดี่ ี ทั้งทางกาย วาใจ
และจติ ใจ
6. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ต้องไมก่ ระทำตนเป็นผู้ปฏบิ ตั ิต่อความเจรญิ ทางกาย
สติปัญญา จิตใจ อารมณแ์ ละสังคมของศิษย์ และผ้รู ับบริการ
7. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องให้บริการดว้ ยความจริงใจและ เสมอภาคโดยไม่เรยี กรบั
หรือยอมรับผลประโยชนจ์ ากการใช้ตำแหน่งหนา้ ท่โี ดยมิชอบ
8. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา พึงชว่ ยเหลอื เกื้อกลู ซึ่งกันและกันอย่างสรา้ งสรรค์ โดยยึดมั่น
ในระบบคุณธรรม สรา้ งความสามคั คใี นหม่คู ณะ
9. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา พงึ ประพฤตปิ ฎบิ ตั ติ นเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนา
เศรษฐกิจ สงั คม ศาสนา ศลิ ปวฒั นธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยึด
ม่ันในการปกครองระบบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมุข
ข้อบงั คบั ครุ ุสภาวา่ ด้วยจรรยาบรรณของวชิ าชีพ พ.ศ. 2556
1. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องมวี นิ ยั ในตนเอง พัฒนาตนเองดา้ นวิชาชพี บคุ ลิกภาพและ
วิสยั ทศั น์ ใหท้ นั ตอ่ การพัฒนาทางวทิ ยาการ เศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งอยู่เสมอ
2. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา ต้องรัก ศรัทธา ซอ่ื สัตย์สุจรติ รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็น
สมาชกิ ที่ดีขององค์กรวชิ าชพี
3. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ชว่ ยเหลือ สง่ เสริม ใหก้ ำลังใจแก่
ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหนา้ ทโ่ี ดยเสมอหนา้
14
4. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ต้องส่งเสรมิ ใหเ้ กดิ การเรียนรู้ ทักษะ และนสิ ยั ที่ถกู ต้องดีงาม
แก่ศิษย์ และผู้รับบรกิ าร ตามบทบาทหนา้ ท่ีอย่างเตม็ ความสามารถ ดว้ ยความบรสิ ุทธิใ์ จ
5. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ต้องประพฤตปิ ฏิบัตติ นเปน็ แบบอยา่ งทีด่ ี ท้งั ทางกาย วาใจ
และจิตใจ
6. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องไมก่ ระทำตนเปน็ ผู้ปฏบิ ัติตอ่ ความเจรญิ ทางกาย
สตปิ ญั ญา จติ ใจ อารมณแ์ ละสงั คมของศิษย์ และผูร้ บั บริการ
7. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องให้บริการดว้ ยความจริงใจและ เสมอภาคโดยไม่เรยี กรบั
หรอื ยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตำแหน่งหนา้ ทโ่ี ดยมชิ อบ
8. ผ้ปู ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษา พงึ ช่วยเหลอื เก้ือกลู ซึ่งกันและกันอย่างสรา้ งสรรค์ โดยยึดมั่น
ในระบบคุณธรรม สรา้ งความสามคั คีในหมคู่ ณะ
9. ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา พงึ ประพฤตปิ ฎบิ ตั ิตนเป็นผูน้ ำในการอนรุ ักษ์และพัฒนา
เศรษฐกจิ สงั คม ศาสนา ศิลปวฒั นธรรม ภมู ิปญั ญา ส่ิงแวดลอ้ ม รกั ษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยึด
มัน่ ในการปกครองระบบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข
ข้อบงั คบั คุรุสภาวา่ ด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2562
1. ผปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศกึ ษาต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองดา้ นวชิ าชีพ บุคลิกภาพและ
วสิ ัยทศั น์ ให้ทันตอ่ การพฒั นาทางวทิ ยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยเู่ สมอ
2. ผูป้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ต้องรัก ศรทั ธา ซ่ือสตั ย์สจุ ริต รับผิดชอบตอ่ วิชาชีพ และเป็น
สมาชกิ ที่ดีขององค์กรวชิ าชีพ
3. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้กำลงั ใจแก่
ศษิ ย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าท่ีโดยเสมอหนา้
4. ผปู้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ต้องสง่ เสรมิ ให้เกิดการเรยี นรู้ ทักษะ และนิสยั ท่ีถูกต้องดีงาม
แกศ่ ิษย์ และผ้รู บั บรกิ าร ตามบทบาทหนา้ ที่อยา่ งเตม็ ความสามารถ ดว้ ยความบริสุทธิ์ใจ
5. ผู้ประกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ต้องประพฤตปิ ฏบิ ัติตนเป็นแบบอยา่ งทดี่ ี ทัง้ ทางกาย วาใจ
และจติ ใจ
6. ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศกึ ษา ต้องไมก่ ระทำตนเปน็ ผู้ปฏบิ ตั ิตอ่ ความเจรญิ ทางกาย
สตปิ ัญญา จติ ใจ อารมณ์และสงั คมของศิษย์ และผู้รับบริการ
15
7. ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและ เสมอภาคโดยไม่เรยี กรับ
หรือยอมรบั ผลประโยชน์จากการใชต้ ำแหนง่ หน้าท่ีโดยมชิ อบ
8. ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอยา่ งสร้างสรรค์ โดยยึดมั่น
ในระบบคุณธรรม สร้างความสามคั คีในหมคู่ ณะ
9. ผปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษา พงึ ประพฤตปิ ฎิบตั ิตนเป็นผนู้ ำในการอนุรักษ์และพัฒนา
เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภมู ิปญั ญา สงิ่ แวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยึด
มนั่ ในการปกครองระบบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมขุ
มาตรฐานวิชาชีพของบุคลากรทางการศึกษา
มาตรฐานวิชาชีพครู
มาตรฐานความรู้และประสบการณ์ 2548
1. ภาษาและเทคโนโลยสี ำหรบั ครู
2. การพฒั นาหลักสตู ร
3. การจัดการเรยี นรู้
4. จิตวิทยาสำหรบั ครู
5. การวตั และประเมนิ ผลการศกึ ษา
6. การบรหิ ารจดั การในห้องเรียน
7. การวิจัยทางการศึกษา
8. นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
9. ความเปน็ ครู
ประสบการณ์
ผา่ นการปฏิบตั ิการสอนในสถานศึกษาตามหลกั สูตรปริญญาตรี ไมน่ ้อยกว่า1 ปี
1. การฝึกปฏิบัตวิ ชิ าชพี ระหว่างเรียน
2. การปฏิบตั ิการสอนในสถานศกึ ษาในสาขาวิชาเฉพาะ
มาตรฐานปฏิบตั งิ าน
มาตรฐานที่ 1 ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมทางวิชาการเกี่ยวกับการพฒั นาวิชาชพี ครุ อู ยเู่ สมอ
มาตรฐานท่ี 2 ตัดสินใจปฏบิ ัติกจิ กรรมต่างๆคำนึงถงึ ผลท่ีจะเกดิ
มาตรฐานที่ 3 มงุ่ ม่ันพัฒนาผูเ้ รยี นใหเ้ ต็มตามศทั ยภาพ
มาตรฐานท่ี 4 พฒั นาแผนการสอนให้เกดิ ผลจรงิ
มาตรฐานที่ 5 พฒั นาสื่อสารการเรียนการสอนให้มปี ระสทิ ธิภาพ
16
มาตรฐานที่ 6 จดั กิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผลถาวร
มาตรฐานท่ี 7 รายงานผลการพัฒนาคณุ ภาพของผเู้ รยี นอย่างมรี ะบบ
มาตรฐานที่ 8 ปฏบิ ตั ติ นเป็นแบบอยา่ ง
มาตรฐานที่ 9 ร่วมมือกับผอู้ ืน่ อยา่ ขสร้างสรรค์
มาตรฐานที่ 10 รว่ มมือกับผู้อ่ืนในชมซนุ อยา่ งสร้างสรรค์
มาตรฐานที่ 11 แสวงหาและใช้ข้อมูลขา่ วสาร
มาตรฐานที่ 12 สรา้ งโอกาสใหผ้ ้เู รียนไดเ้ รียนรู้ทุกสถานการณ์
มาตรฐานความรูแ้ ละ ประสบการณ์ 2556
1. ความเป็นครู
2. ปรชั ญาการศกึ ษา
3. ภาษาและวฒั นธรรม
4. จิตวิทยาสำหรบั ครู
5. หลกั สตู ร
6. การจัดการเรยี นรู้
7. การวิจยั เพ่อื พัฒนา
8. นวตั กรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
9. การวดั และประเมินผล
10. การประกนั คณุ ภาพการศึกษา
11. คณุ ธรรม จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณ
ประสบการณ์
ผ่านการปฏบิ ตั ิการสอนในสถานศึกษาตามหลกั สูตรปรญิ ญาตรีไมน่ ้อยกวา่ 1 ปี
1. การฝกึ ปฏิบตั ิวชิ าชีพระหวา่ งเรียน
2. การปฏิบัตกิ ารสอนในสถานศกึ ษาในสาขาวิชาเฉพาะ
มาตรฐานปฏบิ ัตงิ าน
มาตรฐานที่ 1 ปฏิบตั กิ ิจกรรมทางวิชาการพัฒนาวิชาชพี ครูให้ก้าวหน้า
มาตรฐานท่ี 2 ตัดสนิ ใจปฏบิ ตั ิกิจกรรม โดยคำนึงถึงผลทีจ่ ะเกดิ
มาตรฐานท่ี 3 มุง่ มน่ั พัฒนาผู้เรยี นให้เต็มศักยภาพ
มาตรฐานที่ 4 พัฒนาแผนการสอนให้ปฏิบัติได้
มาตรฐู านท่ี 5 พัฒนาสื่อสารการเรียนการสอนให้มีประสทิ ธิภาพ
มาตรูฐานที่ 6 จัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนเน้นผลถาวร
มาตรฐานท่ี 7 รายงานผลการพัฒนาคณุ ภาพของผูเ้ รียนอย่างมีระบบ
17
มาตรฐานท่ี 8 ปฏบิ ัติตนป็นแบบอย่าง
มาตรฐานท่ี 9 ร่วมมือกับผอู้ นื่ อย่างสรา้ งสรรค์
มาตรฐานที่ 10 ร่วมมือกับผู้อื่นในชุมชนอย่างสร้างสรรค์
มาตรฐานความรแู้ ละประสบการณ2์ 562
1. การเปลย่ี นแปลงบริบทโลก และแนวคดิ ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
2. จติ วทิ ยาการพัฒนา วิเคราะหแ์ ละพฒั นาผ้เู รยี น
3. เน้ือหาวชิ าท่ีสอน หลกั สตู รและเทคโนโลยีติจทิ ลั ในการจดั การเรยี นรู้
4. การวดั ประเมินผล และวิจัยเพอ่ื แก้ไขพัฒนาผ้เู รยี น
5. การใช้ภาษาไทย องั กฤษเพอ่ื การ
6. การออกแบบและดำเนินการเกีย่ วกบั ประกันคุณภาพการศึกษา
ประสบการณ์
ผ่านการปฏบิ ตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษาตามหลกั สูตรปริญญาตรไี มน่ ้อยกวา่ 1 ปี
1. การฝกึ ปฏบิ ัติวิชาชพี ระหว่างเรยี น
2. การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาในสาขาวิชาเฉพาะ
มาตรฐานปฏบิ ัตงิ าน
ก.การปฏบิ ัตหิ น้าท่ีครู
1. มุ่งม่นั พฒั นาผู้เรยี น ดว้ ยจิตวิญญาณ
2. ประพฤติตนเป็นแบบอย่าง มีคณุ ธรรมจริยธรรม เป็นพลเมืองที่เขม็ แขง็
3. สง่ เสรมิ การเรียนรู้ เอาใจใส่ ยอมรับความแตกต่าง
4. สรา้ งแรงบันดาลใจใหผ้ ูเ้ รยี น
5. พฒั นาตนเองใหร้ อบรู้
ข.การจัดการเรียนรู้
1. พฒั นาหลกั สตู ร การจดั การเรียนรู้
2. บรู ณาการความรู้และศาสตร์การสอนในการวางแผน
3. ดแู ล ช่วยเหลือ พัฒนาผ้เู รยี นรายบคุ คล
4. จัดกจิ กรรม สร้างบรรยากาศการเรยี น
5. วิจัย สรา้ งนวัตกรรมและประยทุ ธ์ใช้เทคโนโลยีดจิ ิทลั
6. ปฏบิ ัตงิ านรว่ มกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์
ค.ความสมั พันธ์กับผู้ปกครองและชมุ ชน
1. ร่วมกบั กบั ผูป้ กครองในการพฒั นา
2. สรา้ งเครือข่ายความร่วมมือกบั ผปู้ กครองและชมุ ชน
18
3. ศึกษา เขา้ ถงึ บริบทของชุมชน
4. ส่งเสรมิ อนุรักษ์วัฒนธรรม ภูมิปญั ญา
มาตรฐาน วชิ าชพี ของผู้บรหิ ารสถานศึกษา
มาตรฐานความรูแ้ ละประสบการณ2์ 548
1. หลกั และกระบวนการบำริหารสถานศกึ ษา
2. นโยบายและการวางแผนการศกึ ษา
3. การบรกิ ารดา้ นวชิ าการ
4. การบรหิ ารดา้ นธุรกจิ การเงิน พสั ดุและอาคารสถานท่ี
5. การบริหารงานบุคคล
6. การบริหารกจิ การนักเรียน
7. การประกันคุณภาพการศึกษา
8. การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ
9. การบรหิ ารการประซาสัมพันธ์และความสมั พันธช์ ุมชน
10. คุณธรรม จริยธรรมสำหรบั ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
ประสบการณ์
1. มีประสบการณ์ดา้ นปฏบิ ตั ิการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า5 ปี
2. มปี ระสบการณ์ดา้ นปฏบิ ตั ิการสอนและตอ้ งมีประสบการณใ์ นตำแหน่งหวั หนา้ หมวด
หรือหัวหนา้ สายไม่น้อยกว่า2ปี
มาตรฐานปฏบิ ตั ิงาน
1. ปฏบิ ตั ิกิจกรรมทางวิชาการเกี่ยวกับพฒั นาวชิ าชพี การบรหิ ารการศกึ ษา
2. ตัดสินใจปฏิบตั กิ ิจกรรมตา่ งๆคำนึงถึงผลที่เกิด
3. มงุ่ มัน่ พฒั นาผูร้ ว่ มงานใหส้ ามารถปฏบิ ัติงานได้เต็มศกั ยภาพ
4. พฒั นาแผนงานขององค์กรใหป้ ฏิบัติเกดิ ผลจรงิ
5. พฒั นาและใชน้ วตั กรรมการบรหิ ารจนเกดิ ผลงานทมี่ ีคณุ ภาพทีส่ ูง
6. ปฏิบัตงิ านขององค์กรโดยเนน้ ผลถาวร
7. รายงานผลการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาอยา่ งเปน็ ระบบ
8. ปฏบิ ัตเิ ปน็ แบบอย่าง
9. ร่วมมือกบั ชมุ ชนและหน่วยงานอ่นื
10. แสวงหาและใชข้ ้อมลู ขา่ วสารในการพฒั นา
11. เป็นผู้นำและสร้างผู้นำ
19
12. สรา้ งโอกาสในการพัฒนาไดท้ ุกสถานการณ์
มาตรฐานความรู้และประสบการณ2์ 556
1. การพฒั นาวิชาซพี
2. ความเปน็ ผูน้ ำทางวิชาการ
3. การบริหารสถานศกึ ษา
4. หลกั สตู ร การสอน การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
5. กิจการและกจิ กรรมนักเรียน
6. การประกันคุณภาพการศึกษา
7. คณุ ธรรมจริยธรรม และจรรยาบรรณ
ประสบการณ์
1. มีประสบการณ์ดา้ นปฏบิ ตั ิการสอนมาแลว้ ไมน่ ้อยกวา่ 5 ปี
2. มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการสอนและตอ้ งมีประสบการณใ์ นตำแหนง่ หวั หนา้ หมวด
หรือหัวหน้าสายไม่น้อย2ปี
มาตรฐานปฏิบตั งิ าน
1. ปฏิบัตกิ จิ กรรมทางวซิ าการเก่ยี วกบั การพฒั นาวชิ าชพี การบรหิ ารการศกึ ษา
2. ตัดสนิ ใจปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตา่ งๆคำนงึ ถึงผลทเ่ี กดิ ขน้ึ
3. มงุ่ ม่ันพัฒนาผูร้ ว่ มงานให้สามารถปฏิบตั ิได้เต็มศักยภาพ
4. พัฒนาแผนงานขององค์กรใหป้ ฏบิ ัตเิ กิดผลจรงิ
5. พัฒนาและใชน้ วัตกรรมการบริหารจนเกดิ ผลงานท่มี ีคุณภาพสูง
6. ปฏิบัตงิ านขององค์กรโดยเนน้ ผลถาวร
7. รายงานผลการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาอย่างเปน็ ระบบ
8. ปฏิบัตเิ ป็นแบบอย่างที่ดี
9. ร่วมมือกละชุมชนหนว่ ยงานอื่น
10. แสวงหาและใช้ข้อมลู ข่าวสารในการพัฒนา
11. เป็นผ้นู ำและสรา้ งผนู้ ำ
12. สร้างโอกาสในการพฒั นาได้ทกุ สถานการณ์
มาตรฐานความร้แู ละประสบการณ์2562
1. มปี ระสบการณ์ดา้ นการปฏิบัติการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าหา้ ปี
2. มปี ระสบการณ์ด้านการปฏิบัตกิ ารสอนและต้องมีประสบการณใ์ นตำแหน่งหวั หนา้ หมวดหรอื
หัวหน้าศาลไม่น้อยกวา่ สองปี
1. การพัฒนาวิชาชพี
20
2. ความเปน็ ผูน้ ำทางด้านวชิ าการ
3. การบริหารสถานศึกษา
4. หลักสูตรการสอนการวดั และการประเมินผลการเรยี นรู้
5. กิจการ และกิจกรรมนักเรียน
6. การประกันคณุ ภาพการศึกษา
7. คณุ ธรรมจรยิ ธรรมและจรรยาบรรณ
ประสบการณ์
1. มปี ระสบการณ์ด้านการปฏิบัตกิ ารสอนมาแลว้ ไม่น้อยกว่าห้าปี
2. มีประสบการณ์ดา้ นการปฏิบัตกิ ารสอนและมปี ระสบการณใ์ นตำแหน่งหวั หนา้ หมวด
หรอื หัวหนา้ ศาลไมน่ ้อยกวา่ 2ปี
มาตรฐานปฏิบตั ิงาน
1. ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมทางวิซาการเกีย่ วกบั การพฒั นาวิชาชพี การบรหิ ารการศกึ ษา
2. ตดั สินใจปฏบิ ัตกิ จิ กรรมต่างๆคำนึงถงึ ผลท่เี กิดขนึ้
3. มุ่งมั่นพัฒนาผรู้ ่วมงานให้สามารถปฏบิ ัติได้เต็มศักยภาพ
4. พฒั นาแผนงานขององค์กรให้ปฏบิ ัตเิ กิดผลจริง
5. พฒั นาและใชน้ วตั กรรมการบรหิ ารจนเกดิ ผลงานทีม่ ีคณุ ภาพสงู
6. ปฏิบตั งิ านขององค์กรโดยเนน้ ผลถาวร
7. รายงานผลการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาอยา่ งเปน็ ระบบ
8. ปฏิบตั เิ ปน็ แบบอย่างที่ดี
9. ร่วมมือกละชมุ ชนหน่วยงานอ่ืน
10. แสวงหาและใช้ข้อมูลขา่ วสารในการพัฒนา
11. เป็นผู้นำและสรา้ งผนู้ ำ
12. สรา้ งโอกาสในการพัฒนาไดท้ ุกสถานการณ์
มาตรฐานวิชาชีพของ ผู้บริหารการศึกษา
มาตรฐานความรแู้ ละประสบการณ2์ 548
1. หลักและกระบวนการบรหิ ารการศกึ ษา
2. นโยบายและการวางแผนการศกึ ษา
3. การบรหิ ารจดั การการศกึ ษา
4. การบรหิ ารทรพั ยากร
5. การประกนั คุณภาพการศึกษา
21
6. การนิเทศการศึกษา
7. การพัฒนาหลักสตู ร
8. การบำรหิ ารจัดการเทคโนโลยสี ารสนเทศ
9. การวจิ ยั ทางการศึกษา
10. คุณธรรมและจรยิ ธรรม
ประสบการณ์
1. ประสบการณต์ ้านการสอนมาแลว้ ไม่น้อยกว่า8ปี
2. ประสบการณใ์ นตำแหน่งผู้การบรสิ ถานศึกษาไม่น้อยทว่า3ปี
3. มีประสบการณ์ในตำแหน่งบคุ ลากรอื่นไม่น้อยกว่า3ปี
4. มปี ระสบการณ์ในตำแหนง่ บคุ ลากรทางการศึกษาอืน่
บรหิ ารไมต่ ำ่ กว่าหวั หน้ากลุ่ม หรือผูอ้ ำนวยการกลมุ่ ไมน่ ้อยกว่า5ปี
5. มีประสบการณ์ตา้ นการสอนมีประสบการณใ์ นตำแหนง่ ผู้บริหารสถานศึกษา
ผู้อำนวยการกลมุ่ ไมน่ ้อยกวา่ 8ปี
มาตรฐานปฏิบัติงาน
1. ปฏิบตั กิ จิ กรรมทางวชิ าการเกยี่ วกับการพฒั นาวชิ าชีพการบรหิ ารการศึกษา
2. ตัดสินใจคิดจะกรรมตา่ งๆ
3. มงุ่ มั่นพฒั นาผรู้ ว่ มงานให้สามารถปฏบิ ตั ิงานให้เตม็ ศักยภาพ
4. พัฒนาแผนงานขององค์กรให้เกดิ ผลจรงิ
5. พฒั นาและใชน้ วัตกรรมการบริหารจนเกิดผลงานทีม่ ีคณุ ภาพสูง
6. ปฏบิ ตั งิ านขององค์กรโดยเน้น ผลถาว
7. รายงานผลการพัฒนาคุณภาพ
8. ปฏบิ ตั ติ นเปน็ แบบอย่างที่ดี
9. รว่ มมือกบั ชุมชนและหน่วยงานอ่นื อย่างสร้างสรรค์
10. แสวงหาและใช้ข้อมลู ขา่ วสาร
11. เปน็ ผู้นำและสร้างผ้นู ำ
12. สรา้ งโอกาสในการพัฒนาไดท้ ุกสถานการณ์
มาตรฐานความรแู้ ละประสบการณ2์ 556
1. การพัฒนาวชิ าชีพ
2. ความเปน็ ผ้นู ำทางวิชาการ
3. การบรหิ ารการศึกษา
4. การส่งเสริมคณุ ภาพการศกึ ษา
22
5. การประกนั คุณภาพการศึกษา
6. คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณ
ประสบการณ์
1. ประสบการณ์ต้านการสอนมาแล้วไมน่ ้อยกว่า8ปี
2. ประสบการณ์ในตำแหน่งผู้การบริสถานศึกษาไม่น้อยทว่า3ปี
3. มีประสบการณ์ในตำแหน่งบคุ ลากรอน่ื ไมน่ ้อยกวา่ 3ปี
4. มีประสบการณ์ในตำแหนง่ บคุ ลากรทางการศึกษาอืน่
บรหิ ารไมต่ ่ำกว่าหัวหนา้ กลมุ่ หรือผู้อำนวยการกลุ่มไมน่ ้อยกว่า5ปี
5. มปี ระสบการณ์ต้านการสอนมปี ระสบการณ์ในตำแหนง่ ผู้บริหารสถานศกึ ษา
ผอู้ ำนวยการกล่มุ ไมน่ ้อยกวา่ 8ปี
มาตรฐานปฏิบัตงิ าน
1. ปฏบิ ัติกิจกรรมทางวิชาการเก่ยี วกับการพฒั นาวิชาชพี การบรหิ ารการศึกษา
2. ตดั สนิ ใจคดิ จะกรรมต่างๆ
3. มุ่งมั่นพฒั นาผรู้ ว่ มงานใหส้ ามารถปฏิบตั งิ านใหเ้ ตม็ ศักยภาพ
4. พัฒนาแผนงานขององค์กรใหเ้ กิดผลจรงิ
5. พัฒนาและใช้นวัตกรรมการบรหิ ารจนเกิดผลงานทีม่ ีคณุ ภาพสงู
6. ปฏิบัติงานขององค์กรโดยเนน้ ผลถาว
7. รายงานผลการพฒั นาคุณภาพ
8. ปฏบิ ตั ติ นเปน็ แบบอยา่ งท่ีดี
9. รว่ มมอื กบั ชมุ ชนและหน่วยงานอน่ื อย่างสร้างสรรค์
10. แสวงหาและใชข้ ้อมูลขา่ วสาร
11. เปน็ ผู้นำและสร้างผนู้ ำ
12. สรา้ งโอกาสในการพฒั นาได้ทุกสถานการณ์
มาตรฐานความรแู้ ละประสบการณ2์ 562
1. การพัฒนาวิชาชีพ
2. ความเป็นผูน้ ำทางวิชาการ
3. การบริหารการศึกษา
4. การสง่ เสริมคุณภาพการศกึ ษา
5. การประกนั คุณภาพการศึกษา
6. คณุ ธรรม จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณ
23
ประสบการณ์
1. ประสบการณต์ ้านการสอนมาแล้วไม่น้อยกวา่ 8ปี
2. ประสบการณ์ในตำแหน่งผู้การบริสถานศึกษาไมน่ ้อยทว่า3ปี
3. มีประสบการณ์ในตำแหน่งบคุ ลากรอื่นไม่น้อยกว่า3ปี
4. มีประสบการณ์ในตำแหน่งบคุ ลากรทางการศึกษาอนื่
บรหิ ารไม่ต่ำกว่าหวั หนา้ กลมุ่ หรอื ผอู้ ำนวยการกลุม่ ไมน่ ้อยกวา่ 5ปี
5. มีประสบการณ์ต้านการสอนมีประสบการณ์ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศกึ ษา
ผู้อำนวยการกลุ่มไมน่ ้อยกวา่ 8ปี
มาตรฐานปฏบิ ัตงิ าน
1. ปฏิบัติกิจกรรมทางวิชาการเกย่ี วกบั การพฒั นาวิชาชีพการบริหารการศกึ ษา
2. ตดั สินใจคดิ จะกรรมตา่ งๆ
3. มุ่งมนั่ พัฒนาผรู้ ่วมงานใหส้ ามารถปฏบิ ตั ิงานให้เต็มศักยภาพ
4. พัฒนาแผนงานขององค์กรใหเ้ กิดผลจรงิ
5. พัฒนาและใชน้ วตั กรรมการบรหิ ารจนเกิดผลงานที่มีคุณภาพสูง
6. ปฏบิ ตั ิงานขององค์กรโดยเนน้ ผลถาว
7. รายงานผลการพฒั นาคุณภาพ
8. ปฏิบตั ติ นเป็นแบบอยา่ งท่ีดี
9. รว่ มมอื กับชุมชนและหนว่ ยงานอ่นื อยา่ งสร้างสรรค์
10. แสวงหาและใชข้ ้อมลู ข่าวสาร
11. เปน็ ผนู้ ำและสรา้ งผนู้ ำ
12. สร้างโอกาสในการพฒั นาได้ทกุ สถานการณ์
มาตรฐานวชิ าชีพของศกึ ษานเิ ทศก์
มาตรฐานความรู้และประสบการณ2์ 548
1. ปฏิบัตกิ จิ กรรมทางวชิ าการเกย่ี วกับการพฒั นาวชิ าชพี การบริหารการศกึ ษา
2. ตัดสนิ ใจกจิ กรรมตา่ งๆ
3. มุ่งม่นั พฒั นาผูร้ ว่ มงานใหส้ ามารถปฏบิ ตั ิงานให้เตม็ ศักยภาพ
4. พฒั นาแผนงานขององค์กรใหเ้ กดิ ผล
5. พัฒนาและใชน้ วัตกรรมการบรหิ ารจนเกิดผลงานที่มีคุณภาพสูง
6. ปฏิบตั งิ านขององค์กรโดยเน้น ผลถาว
7. รายงานผลการพฒั นาคุณภาพ
8. ปฏิบัติตนเป็นแบบอยา่ งท่ีดี
24
9. รว่ มมือกับชุมซนและหน่วยงานอ่นื อยา่ งสรา้ งสรรค์
10. แสวงหาและใข้ขอ้ มลู ขา่ วสาร
11. เป็นผู้นำและสรา้ งผนู้ ำ
12. สร้างโอกาสในการพฒั นาได้ทกุ สถานการณ์
ประสบการณ์
1. มปี ระสบการณ์ดา้ นการสอนมาไม่น้อยกวา่ 5ปี มีประสบการณต์ ้านการปฏบิ ตั ิการสอน
และมีประสบการณ์ในตำแหน่งผบู้ รหิ ารสถานศึกษา หรอื ผู้บรหิ ารการศึกษารวมกนั แล้วไมน่ อ้ ย
กวา่ 5 ปี
2. มีผลงานทางวิชาการทมี่ ีคุณภาพและมกี ารเผยแพร่
มาตรฐานปฏบิ ตั ิงาน
1. ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมทางวชิ าการเพ่ือพฒั นาการนิเทศการศึกษา
2. ตดั สินใจในการปฏบิ ัติกจิ กรรมนเิ ทศการศึกษา
3. มุ่งมั่นพฒั นาผู้รบั การนิเทศใหล้ งมือปฏบิ ตั จิ นเกิดผลจริง
4. พฒั นาแผนการศึกษานิเทศก็ให้มคี ุณภาพสูง
5. พฒั นาการใชน้ วัตกรรมการนิเทศการศึกษาให้เกิดคณุ ภาพ
6. จัดกิจกรรมการ นิเทศการศกึ ษาโดยเนน้ ผลถาวร
7. ตำเนินการและรายงานผลการนเิ ทศ
8. ปฏบิ ัตติ นเปน็ แบบอย่างท่ีดี
9. รว่ มพฒั นางานกับผู้อืน่ อยา่ งสรา้ งสรรค์
10. แสวงหาและใช้ข้อมลู ขา่ วสารในการพัฒนา
11. เป็นผ้นู ำและสร้างผูน้ ำทางวชิ าการ
12. สรา้ งโอกาสและการพฒั นาได้ทุกสถานการณ์
มาตรฐานความรแู้ ละประสบการณ2์ 556
1. การพัฒนาวชิ าชพี
2. การนเิ ทศการศกึ ษา
3. แผนและกิจกรรมการนเิ ทศ
4. การพฒั นาหลักสูตรและการจัดการ
5. การวิจยั การศกึ ษา
6. นวตั กรรมและเทคโนโลยี สารสนเทศทางการศึกษา
7. การประกันคณุ ภาพการศึกษา
8. คณุ ธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณ
25
ประสบการณ์
1. มปี ระสบการณ์ด้านการสอนมาไมน่ ้อยกวา่ 5ปี มปี ระสบการณ์ต้านการปฏิบตั ิการสอน
และมีประสบการณ์ในตำแหน่งผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา หรือผู้บริหารการศึกษารวมกันแลว้ ไม่นอ้ ย
กว่า5 ปี
2. มผี ลงานทางวชิ าการที่มีคุณภาพและมีการเผยแพร่
มาตรฐานปฏบิ ัตงิ าน
1. ปฏิบตั กิ จิ กรรมทางวชิ าการเพ่ือพัฒนาการนิเทศการศึกษา
2. ตดั สนิ ใจในการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมนิเทศการศกึ ษา
3. ม่งุ มนั่ พฒั นาผ้รู ับการนิเทศให้ลงมือปฏบิ ัติจนเกิดผลจรงิ
4. พฒั นาแผนการศึกษานเิ ทศก็ใหม้ คี ุณภาพสูง
5. พฒั นาการใชน้ วัตกรรมการนเิ ทศการศกึ ษาใหเ้ กิดคุณภาพ
6. จัดกจิ กรรมการ นิเทศการศึกษาโดยเน้นผลถาวร
7. ตำเนินการและรายงานผลการนเิ ทศ
8. ปฏบิ ัตติ นเป็นแบบอยา่ งที่ดี
9. ร่วมพฒั นางานกบั ผู้อ่ืนอยา่ งสร้างสรรค์
10. แสวงหาและใช้ข้อมลู ข่าวสารในการพัฒนา
11. เปน็ ผนู้ ำและสรา้ งผ้นู ำทางวิชาการ
12. สรา้ งโอกาสและการพฒั นาไดท้ ุกสถานการณ์
มาตรฐานความรแู้ ละประสบการณ์2562
1. การพฒั นาวิชาชีพ
2. การนิเทศการศึกษา
3. แผนและกิจกรรมการนิเทศ
4. การพฒั นาหลกั สูตรและการจัดการ
5. การวิจยั การศึกษา
6. นวัตกรรมและเทคโนโลยี สารสนเทศทางการศึกษา
7. การประกันคุณภาพการศึกษา
8.คุณธรรมจรยิ ธรรมและจรรยาบรรณ
ประสบการณ์
1. มีประสบการณ์ดา้ นการสอนมาไมน่ ้อยกวา่ 5ปี มีประสบการณต์ า้ นการปฏิบตั ิการสอน
และมปี ระสบการณ์ในตำแหน่งผ้บู ริหารสถานศึกษา หรือผู้บรหิ ารการศกึ ษารวมกนั แล้วไมน่ ้อย
กว่า5 ปี
26
2. มผี ลงานทางวิชาการทีม่ ีคุณภาพและมีการเผยแพร่
มาตรฐานปฏิบตั งิ าน
1. ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมทางวชิ าการเพื่อพัฒนาการนิเทศการศึกษา
2. ตัดสนิ ใจในการปฏิบัตกิ จิ กรรมนิเทศการศึกษา
3. มงุ่ ม่ันพัฒนาผ้รู บั การนเิ ทศให้ลงมอื ปฏิบตั จิ นเกิดผลจรงิ
4. พัฒนาแผนการศึกษานเิ ทศกใ็ หม้ คี ุณภาพสูง
5. พัฒนาการใชน้ วัตกรรมการนิเทศการศกึ ษาใหเ้ กิดคุณภาพ
6. จดั กิจกรรมการ นเิ ทศการศกึ ษาโดยเน้นผลถาวร
7. ตำเนนิ การและรายงานผลการนเิ ทศ
8. ปฏิบตั ิตนเปน็ แบบอย่างท่ีดี
9. ร่วมพฒั นางานกบั ผู้อน่ื อยา่ งสรา้ งสรรค์
10. แสวงหาและใชข้ ้อมูลขา่ วสารในการพัฒนา
11. เปน็ ผนู้ ำและสร้างผู้นำทางวิชาการ
12. สรา้ งโอกาสและการพัฒนาได้ทุกสถานการณ์
ครุ สุ ภา
ประวตั ิคุรสุ ภา
การควบคุมและรักษามาตรฐานการประกอบวชิ าชพี ครูของไทย มมี านานกอ่ นวชิ าชพี ชั้นสูงหลาย
วิชาชีพในปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2438 มีการอบรมครูเป็นครง้ั แรกที่ “วทิ ยาทานสถาน” ซ่ึงเจา้ พระยาภาสกร
วงศ์ (พร บนุ นาค) เสนาบดคี นแรกเป็นคนจดั ต้ังข้ึนที่ ส่กี ั๊ก พระยาศรี ใกลห้ า้ งแอลยรี ิกันดี ผอู้ บรมครูคน
แรก คอื เจา้ พระยาธรรมศกั ด์ิมนตรี (นายสนั่น เทพหสั ดนิ ณ อยธุ ยา) ต่อมาในปี พ.ศ.2443 มีการ
จดั ตั้งสภาสำหรับอบรมและประชมุ ครูขึน้ ท่วี ัดใหมว่ ินยั ชำนาญ แขวงบางกอกน้อย จงั หวัดธนบุรี ใชช้ อ่ื ว่า
“สภาไทยาจารย์” เปิดทำการสอนครูทุกวันพระ อันเป็นวนั หยุดราชการ (ก่อเกดิ หนงั สือพิมพ์วิทยาจารย์
เล่มแรก ซง่ึ เป็นหนังสือพิมพ์ของครูออกในเดือนพฤศจิกายน) พ.ศ.2445 กรมศึกษาธิการจัดต้ัง “สามัคยา
จารย์สโมสรสถาน” เพ่ือใช้เปน็ ท่ปี ระชุมอบรมและสอนครูข้ึนทโ่ี รงเรยี นทวีธาภิเษก โดยมเี จา้ พระยาพระ
เสดจ็ สเุ รนทราธบิ ดี (ม.ร.ว.เปยี มาลากุล) เปน็ นายกสภาคนแรก ซ่งึ ต่อมาไดย้ ้ายไปต้ังอยู่ในโรงเรยี นมัธยม
วดั ราชบูรณะ (โรงเรียนสวนกุหลาบ) ปี 2447 สามัคยาจารย์สโมสรสถานยกฐานะเป็นสมาคม ใชช้ ือ่ วา่
“สามัคยาจารยส์ มาคม” กจิ การของสามัคยาจารยส์ มาคมไดส้ ร้างความเจรญิ เพ่มิ พนู ความรแู้ ละความ
สามัคคใี ห้แกค่ รูดว้ ยดีมาเปน็ เวลา 40 ปเี ศษ
ต่อมาเมอื่ มกี ารประกาศใชพ้ ระราชบัญญัติครู พทุ ธศักราช 2488 จัดตง้ั “ครุ สุ ภา” ขึน้ เป็นสภาใน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร โดยทคี่ ุรุสภามวี ัตถุประสงค์และความมุ่งหมายกวา้ งขวางครอบคลมุ กิจการของสามัค
27
ยาจารย์สมาคม จึงมีการรวมงานและทรัพยส์ ินของสามคั ยาจารย์สมาคมมาเป็นของครุ สุ ภา และให้จดั ตั้ง
สโมสรสามัคยาจารยข์ ึน้ ใหม่เป็นแผนกหน่งึ ของครุ สุ ภา ครุ ุสภาตามพระราชบัญญตั ิครู พุทธศกั ราช 2488
มหี ลกั การสำคัญ 3 ประการ คอื เป็นสภาที่ปรึกษาของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร เพ่ือชว่ ยฐานะครูและเพ่ือให้
ครปู กครองครู ซ่ึงคุรสุ ภาได้ทำหนา้ ท่ีโดยสมบรู ณต์ ลอดมา ตอ่ มาเม่อื มกี ารตราพระราชบัญญตั กิ ารศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ.2542 เพื่อปฏริ ปู ระบบการศกึ ษาครั้งใหญ่ ครุ ุสภาได้ปรับบทบาทใหม่ โดยมีการตรา
พระราชบญั ญตั สิ ภาครแู ละบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ขึ้น ให้เป็นกฎหมายว่าดว้ ยสภาครแู ละ
บุคลากรทางการศึกษา มีเหตุผลสำคญั เพ่อื สบื ทอดเจตนารมณข์ องการจัดตั้งคุรุสภาให้เป็นสภาวิชาชพี ครู
ต่อไป พระราชบัญญตั ิสภาครูฯ มผี ลบงั คบั ใช้ต้ังแต่วันท่ี 12 มถิ นุ ายน 2546 กำหนดให้องคก์ รวชิ าชพี 2
องค์กร คือ สภาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา เรยี กวา่ “คุรุสภา” มฐี านะเปน็ นติ ิบุคคลอยูใ่ นกำกบั ของ
กระทรวงศกึ ษาธิการ ทำหน้าทเี่ ก่ียวกบั การควบคุมและรักษามาตรฐานวิชาชพี ครแู ละบุคลากรทางการ
ศกึ ษา อกี องค์กรหน่ึง คือ สำนกั งานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากร
ทางการศึกษา เรียกวา่ “สกสค.” มีฐานะเป็นนติ บิ ุคคล อยู่ในกำกบั กระทรวงศกึ ษาธิการ มีหนา้ ทีเ่ กี่ยวกับ
การสง่ เสริมสวัสดิการ สวสั ดภิ าพ และส่งเสริมสนบั สนุนการจัดการศึกษาของกระทรวงศกึ ษาธิการ เมอ่ื
วนั ท่ี 16 เมษายน 2558 ได้มีคำส่ังหัวหน้าคณะรกั ษาความสงบแห่งชาติ ท่ี 7/2558 เรอื่ งการปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี
ของคณะกรรมการคุรสุ ภา คณะกรรมการส่งเสรมิ สวสั ดิการและสวสั ดภิ าพครแู ละบุคลากรทางการศึกษา
และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการสง่ เสริมสวัสดิการและสวสั ดภิ าพครแู ละ
บคุ ลากรทางการศึกษา โดยให้คณะกรรมการคุรุสภาแหง่ พระราชบัญญัติสภาครแู ละบคุ ลากรทางการ
ศึกษา พ.ศ.2546 ซึ่งอยู่ในวนั ก่อนวันทคี่ ำสั่งนี้ใชบ้ งั คับพ้นจากตำแหนง่ และมใิ ห้มีการแต่งต้ังบคุ คลข้นึ มา
แทนท่ี โดยใหค้ ณะกรรมการคุรุสภาตามกฎหมายวา่ ด้วยสภาครูและบคุ ลากรทางการศึกษา ประกอบด้วย
รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงศึกษาธกิ าร เปน็ ประธานกรรมการ รฐั มนตรีชว่ ยวา่ การกระทรวงศึกษาธิการ
ปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร เลขาธกิ ารสภาการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน
เลขาธิการคณะกรรมการการอดุ มศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา เลขาธิการ
คณะกรรมการข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ผอู้ ำนวยการสำนักบรหิ ารงานคณะกรรมการ
ส่งเสริมการศึกษาเอกชน และหวั หน้าสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบรหิ ารงานบุคคลส่วนทอ้ งถิ่น
เปน็ กรรมการ และใหเ้ ลขาธิการครุ สุ ภา เปน็ กรรมการและเลขานกุ าร นอกจากน้ี ให้เลขาธกิ ารคุรุสภาซ่ึง
อย่ใู นวันก่อนทคี่ ำส่งั น้ใี ชบ้ งั คับ หยดุ การปฏิบัติหน้าทีไ่ ปก่อนจนกวา่ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแหง่ ชาติ
จะมคี ำส่งั เปล่ยี นแปลงเปน็ อย่างอ่ืน และให้รฐั มนตรีกระทรวงศึกษาธิการพจิ ารณามอบหมายให้ รอง
ปลัดกระทรวงศกึ ษาธิการ หรือข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการในระดับเดียวกนั ขึน้ ไปปฏิบัติหนา้ ทใ่ี น
ตำแหน่งเลขาธิการครุ ุสภา
วัตถปุ ระสงค์ของคุรุสภา
28
พระราชบญั ญตั สิ ภาครแู ละบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 8 กำหนดวตั ถปุ ระสงค์ของ
คุรสุ ภา ไว้ดงั นี้
1. กำหนดมาตรฐานวชิ าชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาต กำกบั ดูแลการปฏิบัตติ ามมาตรฐาน
วชิ าชพี และจรรยาบรรณวิชาชพี รวมท้ังการพัฒนาวิชาชพี
2. กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาวชิ าชีพ
3. ประสาน ส่งเสรมิ การศึกษาและการวิจัยเก่ียวกบั การประกอบวิชาชีพ
อำนาจหนา้ ทีข่ องคุรสุ ภา
1. กำหนดมาตรฐานวชิ าชพี และจรรยาบรรณของวิชาชพี
2. ควบคมุ ความประพฤติและการดำเนนิ งานของผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศึกษาให้เปน็ ไปตาม
มาตรฐานวชิ าชพี
และจรรยาบรรณของวิชาชพี
3. ออกใบอนญุ าตใหแ้ กผ่ ขู้ อประกอบวิชาชพี
4. พกั ใชใ้ บอนญุ าตหรือเพิกถอนใบอนุญาต
5. สนบั สนุนส่งเสรมิ และพัฒนาวชิ าชีพตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
6. สง่ เสรมิ สนับสนุน ยกยอ่ ง และผดงุ เกยี รตผิ ปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา
7. รับรองปริญญา ประกาศนียบตั ร หรือวฒุ ิบัตรของสถาบันต่าง ๆ ตามมาตรฐานวิชาชีพ
8. รับรองความรู้และประสบการณท์ างวิชาชพี รวมทง้ั ความชำนาญในการประกอบวชิ าชีพ
9. สง่ เสริมการศึกษาและการวิจยั เกย่ี วกับการประกอบวิชาชีพ
10. เปน็ ตวั แทนผ้ปู ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษาของประเทศไทย
11. ออกข้อบงั คบั ครุ ุสภาวา่ ดว้ ย
(ก) การกำหนดลักษณะต้องห้ามมาตรา 13
(ข) การออกใบอนุญาต อายใุ บอนญุ าต การพักใชใ้ บอนุญาต การเพิกถอนใบอนุญาต และ
การรบั รองความรู้
ประสบการณ์ทางวิชาชพี ความชำนาญในการประกอบวชิ าชพี
(ค) หลักเกณฑ์และวธิ กี ารในการขอรับใบอนญุ าต
(ง) คณุ สมบัตแิ ละลักษณะตอ้ งห้ามของผ้ขู อรับใบอนญุ าต
(จ) จรรยาบรรณของวชิ าชีพและการประพฤติผดิ จรรยาบรรณอนั จะนำมาซ่ึงความเสื่อมเสยี
เกียรตศิ กั ดิแ์ หง่ วิชาชพี
(ฉ) มาตรฐานวิชาชีพ
29
(ช) วธิ ีการสรรหา การเลอื ก การเลือกต้ัง และการแตง่ ตั้งคณะกรรมการคุรุสภาและคณะ
กรรมกรรมการมาตรฐาน
วชิ าชพี
(ซ) องคป์ ระกอบ หลักเกณฑ์ วิธีการคดั เลือกคณะกรรมการสรรหา
(ฌ) หลักเกณฑแ์ ละวธิ กี ารสรรหาเลขาธกิ ารคุรสุ ภา
(ญ) การใด ๆ ตามท่ีกำหนดในพระราชบญั ญตั ิน้ี
12. ใหค้ ำปรึกษาหรือเสนอแนะตอ่ คณะรฐั มนตรีเกย่ี วกบั นโยบายหรือปญั หาการพัฒนาวิชาชพี
13. ใหค้ ำแนะนำหรอื เสนอความเหน็ ต่อรฐั มนตรีเกยี่ วกบั การประกอบวิชาชพี หรือการออก
กฎกระทรวง ระเบยี บ และประกาศตา่ ง ๆ
14. กำหนดให้มีคณะกรรมการเพอ่ื กระทำการใด ๆ อนั อยู่ในอำนาจหน้าท่ีของคุรุสภา
15. ดำเนนิ การให้เป็นไปตามวตั ถุประสงค์ของคุรสุ ภา ข้อบังคบั ของครุ ุสภาตาม (11) นน้ั ตอ้ ง
ไดร้ ับความเห็นชอบจาก
รฐั มนตรี และเมื่อไดป้ ระกาศใน ราชกิจจานุเบกษาและให้ใช้บงั คบั ได้
ลำดับเหตกุ ารณส์ ำคญั ของ ครุ สุ ภา
พ.ศ.2434
กำเนิด “วิทยาทานสถาน” โดยเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) มีการกอ่ ตั้ง
“วิทยาทานสถาน” โดยเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เสนาบดีคนแรก ตั้งอยู่ท่ีส่กี ๊ัก พระยา
ศรี ใกล้ห้างแอลยรี กิ นั ดี เปดิ เปน็ หอ้ งสมุดและสโมสรสำหรับประชาชน โดยมที ้งั หนงั สอื ไทยและ
ตา่ งประเทศ อีกทง้ั จดั ใหม้ กี ารชมุ นุมเชอ้ื เชญิ ผมู้ คี วามรู้มาบรรยายเรื่องต่างๆ ใหแ้ ก่ครู ต่อมาได้
ยา้ ยไปตัง้ ทโี่ รงเลยี้ งเด็ก หรือโรงเรยี นสายสวลีสณั ฐานคาร
พ.ศ.2438
มีการเปดิ อบรมครูครงั้ แรกท่ี “วทิ ยาทานสถาน”มีการจดั อบรมครู เพื่อเพิ่มพูนความรู้
ใหมๆ่ ให้แก่ครู มกี ารควบคมุ และรกั ษามาตรฐานการประกอบวิชาชีพครขู องไทยโดยผอู้ บรมครู
คนแรก คือ เจา้ พระยาธรรมศักดม์ิ นตรี (นายสน่นั เทพหสั ดิน ณ อยธุ ยา)
พ.ศ.2488
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหู่ วั มพี ระมหากรุณาธิคุณทรงรบั “สามคั ยาจารย์
สมาคม” เข้าไว้ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ เมื่อครั้งดำรงอสิ รยิ ยศเปน็ สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชเจา้
ฟา้ มหาวชิราวธุ สยามมกฎุ ราชกมุ าร และเสดจ็ พระราชดำเนินมาประทบั ทอดพระเนตรละคร
และทรงฟังปาฐกถาพิเศษท่สี ามัคยาจารยส์ มาคมหลายครั้ง ต่อมาเม่ือได้ต้งั คุรสุ ภาขน้ึ จงึ รวม
กจิ การและทรัพย์สินของสามัคยาจารย์สมาคมมาเปน็ ของคุรสุ ภาและได้มีการประชุมใหญส่ ามัค
30
ยาจารย์สมาคมเปน็ ครงั้ สุดท้ายเมอื่ วันศุกรท์ ี่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2488 สามัคยาจารยส์ มาคมใน
พระบรมราชูปถัมภจ์ งึ ส้นิ สภาพในวนั นน้ั
16 มกราคม 2488
ประกาศใช้ พระราชบัญญตั ิครู พทุ ธศักราช 2488 ให้มสี ภาในกระทรวงศึกษาธกิ าร
เรียกว่า “คุรุสภา” ครุ ุสภาเป็นสภาในกระทรวงศึกษาธิการ จดั ตั้งขึ้นตามพระราชบญั ญัติครู
พทุ ธศักราช 2488 มผี ลบังคบั ใช้ตั้งแต่วันท่ี 16 มกราคม 2488 กำหนดให้ครทู ุกคนเปน็ สมาชิก
ของคุรุสภา หน้าทข่ี องครุ สุ ภาม่งุ ปฏิบัตหิ น้าท่เี ดมิ ของสามัคยาจารย์สมาคมในเรื่องของสมาคม
วิชาชพี ในขณะเดียวกนั ก็ทำหน้าทใ่ี หค้ วามเห็นเร่ืองนโยบายการศึกษา และการวชิ าการศึกษา
ทว่ั ไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคมุ จรรยาบรรณและวนิ ัยของครู รกั ษาผลประโยชนสง่ เสริม
ฐานะของครู และครอบครวั ครใู หไ้ ด้รับความชว่ ยเหลอื ตามสมควร สง่ เสริมความรู้และความ
สามคั คีของครู และที่สำคญั ก็คอื ทำหน้าท่แี ทน ก.พ. เก่ยี วกับการบรหิ ารงานบคุ คลครู
ท่มี า: https://www.ksp.or.th/ksp2018/ksp_history/
สรปุ
การดำเนินชีวติ ให้ประสบความสุข และความสำเร็จ เจรญิ ก้าวหนา้ ไดน้ นั้ ตอ้ งมี หลกั ธรรมนำทาง
หรอื ทางแห่งความสุขความเจรญิ เรียกวา่ มงคลชวี ติ มี 38 ประการ โดยแบ่งเปน็ 2 กลุม่ คอื
1) ข้อปฏบิ ตั ใิ นการสรา้ งชวี ติ ได้แก่ หลกั ในการเตรยี มตัวทำงาน และหลกั ท่ีใช้ในการทำงาน
2) ขอ้ ปฏบิ ัตใิ นการฝกึ ใจ นอกจากจะปฏิบัติตาม หลักมงคล 38 ประการ แล้ว จรรยาบรรณใน
วชิ าชีพ กเ็ ปน็ หลกั ธรรมทีส่ ำคัญ และจำเปน็ สำหรบั แต่ละ วชิ าชพี ดว้ ย เพราะเป็นข้อกำหนด หรือ
มาตรฐาน ของความดงี าม ของการกระทำ โดยรวม ของผ้ปู ระกอบวชิ าชีพใด วชิ าชพี หนงึ่ ท่กี ำหนดเป็น
ลายลกั ษณ์อักษร โดยสมาคมวชิ าชีพน้ัน ๆ ท้งั หน่วยงานของรัฐ และเอกชน เชน่ จรรยาบรรณแพทย์
พยาบาล จรรยาบรรณครู จรรยาบรรณนกั หนงั สือพมิ พ์ เป็นตน้ เพอื่ ใหส้ มาชิก ในวิชาชีพนน้ั ๆ ปฏิบตั ิ
ตาม ถา้ ฝ่าฝืน จะเกิดโทษ ดังน้ัน เพ่ือชีวิตท่ีดงี าม มคี วามเจริญกา้ วหน้า และมีความสุข ความสำเร็จใน
ชวี ิต และการทำงาน ทุกคนจึงควรยึดถือปฏบิ ัติตาม มงคล 38 ประการ และจรรยาบรรณวิชาชีพของตน
อย่างสมำ่ เสมอในชวี ิตประจำวัน
จรรยาบรรณวิชาชพี ครูเพ่ือรกั ษา และส่งเสรมิ เกียรตคิ ุณ ชอ่ื เสียง และฐานะ ของผปู้ ระกอบ
วชิ าชีพครู ใหเ้ ป็น ที่เช่ือถือศรัทธา แก่ผู้รับบริการ แกส่ งั คม อันจะนำมาซงึ่ เกียรติ และศักดศิ์ รแี ห่งวิชาชีพ
ลักษณะสำคัญ ของจรรยาบรรณวิชาชพี ครู ถือเป็นคำมัน่ สัญญา ท่กี ำหนดเปน็ ข้อบังคบั ให้ผู้ประกอบ
วิชาชพี ครู ต้องปฏบิ ตั ิกบั ผทู้ ีเ่ กีย่ วขอ้ ง 5 สว่ น ได้แก่ จรรยาบรรณต่อตนเอง ต่อวิชาชพี ตอ่ ผ้รู บั บริการ
31
ตอ่ ผู้ร่วมประกอบวชิ าชีพ และต่อสังคม โดย สาระสำคัญ ของจรรยาบรรณ วิชาชีพครู ตามข้อบงั คับ ของ
ครุ สุ ภา ว่าด้วยมาตรฐานวชิ าชพี และจรรยาบรรณวชิ าชีพ
ครูบุคคลซง่ึ ประกอบวชิ าชพี หลักทางด้านการเรียนการสอนและการสง่ เสรมิ การเรียนร้ขู องผู้เรยี น
ดว้ ยวิธีการตา่ ง ๆ ในสถานศึกษาปฐมวยั ขน้ั พื้นฐาน และอุดมศึกษาทตี่ ่ำกวา่ ปรญิ ญาทงั้ ของรัฐและเอกชน
“ผบู้ ริหารการศึกษา” หมายความวา่ บคุ คลซึง่ ปฏิบตั งิ านในตำแหน่งผบู้ รหิ ารนอกสถานศึกษาในระดบั เขต
พื้นทก่ี ารศึกษา
“ผ้บู ริหารการศึกษา” หมายความวา่ บคุ คลซงึ่ ปฏิบัติงานในตำแหนง่ ผู้บรหิ ารนอกสถานศึกษาในระดับเขต
พ้ืนท่กี ารศึกษา
“บุคลากรทางการศกึ ษาอนื่ ” หมายความว่า บุคคลซ่ึงทำหน้าท่สี นับสนุนการศึกษา ให้บรกิ ารหรือ
ปฏบิ ัตงิ านเก่ียวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ และการบรหิ ารการศึกษาใน
หนว่ ยงานการศึกษาตา่ ง ๆ ซ่ึงหน่วยงานการศึกษากำหนดตำแหน่งให้ตอ้ งมคี ุณวุฒทิ างการศกึ ษา
มาตรฐาน ของบุคลากรทางการศกึ ษา วชิ าชีพครูมาตรฐานความรูแ้ ละประสบการณ2์ 548 มี9ข้อ
ดังน้ี
1. ภาษาและเทคโนโลยีสำหรับครู
2. การพัฒนาหลักสตู ร
3. การจัดการเรยี นรู้
4. จติ วิทยาสำหรับครู
5. การวตั และประเมินผลการศกึ ษา
6. การบรหิ ารจัดการในห้องเรียน
7. การวจิ ัยทางการศึกษา
8. นวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศทางการศึกษา
9. ความเปน็ ครูและต่อมามาตรฐานความรู้และประสบการณ์2556 มี11ขอ้ โดยเพ่ิม
ปรัชญาการศกึ ษา การประกนั คณุ ภาพการศึกษา คุณธรรมจรยิ ธรรมและจรรยาบรรณ
ต่อมามาตรฐานความรแู้ ละประสบการณ์2562 ลดเหลอื 6ข้อ โดยขอ้ มลู จาก11ขอ้ ของ255 นำแตล่ ะข้อมา
รวมกนั เป็น6ข้อโดยเพิ่มการเปล่ยี นแปลงของบรบิ ทโลก
มาตรฐานปฏบิ ัตงิ านของ2548และ2556 มี 12 ข้อเหมอื นกนั แตม่ าตรฐานปฏบิ ตั งิ านของ 2562 ม1ี 5ขอ้
มาตรฐานวชิ าชพี ของผู้บริหารสถานศกึ ษา 2548 มี 10 ข้อโดยลดหลกั และกระบวนการบริหาร
สถานศกึ ษา การบรหิ ารจดั การเทคโนโลยสี าระสนเทศ การบรหิ าร การประชาสมั พนั ธ และความสมั พนั ธ์
ของชุมชนโดย 2556 และ 2562 ลดเหลือ7ข้อ สว่ นมาตรฐานปฏบิ ัตงิ านท้ัง3 พ.ศ. เหมือนกันทุกข้อ
มาตรฐานวชิ าชีพของผบู้ รหิ ารการศึกษา 2548 มี10ข้อ โดยลดนโยบายและการวางแผนการศึกษา การ
บริหารทรัพยากร การนเิ ทศการศกึ ษา การบรหิ ารจัดการเทคโนโลยีสาระสนเทศและการวจิ ัยทาง
32
การศึกษาจนทำให้ 2556 และ 2562 มมี าตรฐานความร้เู หลอื เพยี ง6ข้อ สว่ นประสบการณแ์ ละมาตรฐาน
ปฏิบัติงานเหมือนกันทั้งสามพ.ศ มาตรฐานวิชาชพี ของศึกษานิเทศก์ 2548 มี9ข้อ 2556และ2562 มี
จำนวนขอ้ เท่ากนั คือ8ข้อ ประสบการณ์ และมาตรฐานปฏิบัติงานท้งั สามพ.ศ. เหมือนกัน
เมอื่ ปี พ.ศ. 2488 รัฐบาลของนายควง อภยั วงศ์ โดยนายทวี บุณยเกตุ รัฐมนตรวี า่ การ
กระทรวงศกึ ษาธิการ ไดเ้ ลง็ เหน็ ถงึ ปัญหาวกิ ฤตใิ นวิชาชพี ครู เน่ืองจากคนดี คนเก่ง ไม่อยากเรยี นครู และ
ครเู ก่ง ครูดจี ำนวนไมน่ ้อยไปประกอบอาชีพอืน่ จงึ ไดม้ ีการตรา พระราชบญั ญัติครู พ.ศ. 2488 ขึ้นมาเพื่อ
แก้ปญั หาวิกฤติวิชาชีพครู โดยใหม้ ีสภาในกระทรวงศึกษาธิการ มีฐานะเปน็ นิติบคุ คล เรยี กว่า คุรสุ ภา ใหม้ ี
อำนาจหนา้ ทใี่ นการเสนอความเห็นเรอ่ื งนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาท่วั ไป ควบคุมจรรยาและ
วนิ ัยของครู รกั ษาผลประโยชน์ และส่งเสริมฐานะครู และครอบครวั ใหไ้ ดร้ ับความชว่ ยเหลือตามสมควร
ส่งเสรมิ ความรแู้ ละความสามัคคีของครู ตลอดจนทำหน้าที่แทนสำนกั งานคณะกรรมการขา้ ราชการพล
เรอื น ในเร่ืองการบริหารงานบคุ คล โดยกำหนดให้ครทู กุ คนต้องเปน็ สมาชิกครุ ุสภา[6]
ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2546 รฐั บาลของทกั ษิณ ชินวตั ร ซึ่งมีปองพล อดเิ รกสาร เป็นรัฐมนตรวี ่าการ
กระทรวงศึกษาธกิ าร ได้ตรา พระราชบัญญัติสภาครแู ละบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ทำให้คุรสุ ภา
เปล่ียนสถานะเปน็ สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยใช้ช่ือเรยี กเหมือนเดมิ วา่ ครุ สุ ภา
พระราชบัญญตั ิสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มาตรา 8 ไดก้ ำหนดวัตถุประสงคข์ องคุรุ
สภาไว้ ดังน้ี
1.กำหนดมาตรฐานวิชาชพี ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวชิ าชีพ กำกับ ดูแลการปฏบิ ัติ
ตามมาตรฐานวชิ าชพี และจรรยาบรรณวิชาชพี รวมท้ังการพัฒนาวชิ าชพี
2.กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาวิชาชพี
3.ประสาน สง่ เสริมการศึกษาและการวจิ ัยเกี่ยวกบั การประกอบวิชาชีพ
33
อ้างอิง
กลั ยาณี สงู สมบัต.ิ (2550). ส่ือการเรยี นรอู้ อนไลน์วิชาเทคนิคการจดั การสมัยใหม่ (ออนไลน์).
สืบคน้ จาก : http://uhost.rmutp.ac.th/kanlayanee.so/L3/3-1-1.htm.
คุรสุ ภา. (2556). ข้อบังคับคุรุสภาวา่ ดว้ ยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556.(ออนไลน์)
สบื คน้ จาก: https://www.ksp.or.th/ksp2018/
ครบู ้านนอก.คอม.(2551).จรรยาบรรณในวิชาชีพครู.(ออนไลน์)
สบื คน้ จาก: https://www.kroobannok.com/2605.
คุรสุ ภา. (2506). ระเบยี บวา่ ดว้ ยจรรยามารยาทอนั ดีงามตามประเพณีของครู พ.ศ. 2506 ตามอำนาจ
ทพี่ ระราชบัญญัตคิ รูมาตรา 28. กระทรวงศึกษาธกิ าร.
พฤทธิ์ ศริ บิ รรณพทิ ักษ.์ (2554). จรรยาบรรณวิชาชพี ครู (ออนไลน์). สบื คน้ จาก : http://www.edu.
chula.ac.th/knowledge/rule/adm-rule.htm.
คุรสุ ภา. (2526). ระเบียบวา่ ด้วยจรรยามารยาทอนั ดงี ามตามประเพณีของครู. กระทรวงศึกษาธิการ.
ราชกิจจานุเบกษา. (2548).ขอ้ บังคบั ครุ สุ ภา ว่าด้วยมาตรฐานวชิ าชีพและจรรยาบรรณของวชิ าชีพ
พ.ศ. 2548. เล่ม 122 ตอนพิเศษ 76 ง ราชกิจจานุเบกษา 5 กันยายน 2548 หน้า 39.
ราชกิจจานเุ บกษา. (2556). ข้อบงั คบั คุรุสภาว่าด้วยจรรยาบรรณของวชิ าชพี พ.ศ. 2556. เลม่ 130
ตอนพเิ ศษ 130 ง ราชกิจจานุเบกษา 4 ตุลาคม 2556, หน้า 73.
ราชกจิ จานุเบกษา. (2562).ข้อบงั คับครุ สุ ภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชพี (ฉบับท่ี 4) พ.ศ. 2562. เลม่ 136
ตอนพิเศษ 68 ง ราชกิจจานเุ บกษา 20 มนี าคม 2562.หน้า 18.
34
บทท่ี 2 จิตวิญญาณความเป็นครู
ความหมายและแนวคิดทฤษฎเี กีย่ วกับจติ วญิ ญาณ
ความหมายของจิตวิญญาณ คำวา่ จติ วิญญาณ Spiritual หรือ Spirituality มีรากศัพทม์ าจากคำ
วา่ spiritus ในภาษา หมายถึง ลมหายใจ และคำวา่ enthusiasms ท่ีหมายถึง the god within หรอื
พลังอำนาจ สิทธิข์ องชวี ติ (โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์. 2549) ส่วน spirit spiritual (adj) และ quality ใน
พจนานกุ รมฉบับอังกฤษ-ไทย ใหค้ วามหมายว่า วิญญาณ จิตใจ เกย่ี วกบั ใจ องอาจ เจตนา ผู้มีปัญญา
ความอดทน และภูตผีปศี าจ (สอ. เสถบุตร : ฉบบั ภาษาอังกฤษ-ไทย : 562)
สุมน อมรววิ ฒั น์ (2542) สรปุ จติ วิญญาณไมว่ า่ จะมาจากรากฐานความคิดด้านใดก็ล้วนแต่ พลงั
ขบั เคลือ่ นทางบวก สร้างสรรค์ พฒั นาท้ังทางนามธรรมและรูปธรรม ทางนามธรรมกค็ ือ "ตุรูเ้ ป็นความ
ตระหนักรคู้ ุณค่าของจิตสำนึก ความสขุ และความอ่ิมเอมทางรปู ธรรมกค็ ือ ฤตกิ รรมทเี่ กิดจากแรงผลัก
ภายในตน แสดงต่อเน่ืองในวิถีชีวิตเป็นความสงบสบายเช่อื มโยงกบั ทกุ ย่างก้าวของชวี ติ ประเวศ วะสี
(2547 : 11-15) ใหค้ วามหมายจติ วญิ ญาณ หมายถึง จติ ข้นั สงู สดุ เปน็ คณุ คา่ สำนึกแห่งความดี จติ ท่ีลด
ความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ผู้อน่ื จติ ทีเ่ ก่ียวกับความยดึ มนั่ ถือมัน่ ใน ความดคี วามช่วั ต่าง ๆ จติ ในสว่ นทจ่ี ะ
เขา้ ถึงสิ่งสูงสดุ ได้คือ นิพพานหรอื พระผ้เู ปน็ เจา้ จากน้ี
ประเวศ วะสี ยงั ได้กล่าววา่ จิตไม่ได้ดำรงอยูเ่ ปน็ เอกเทศ กาย จิต สังคม ปัญญา เชอื่ มโยง กนั
การพัฒนาจติ ต้องเป็นไปท่ัวมิตเิ ชอ่ื มโยงกนั ท้งั ภูมิปญั ญาตะวนั ออกและตะวันตก กนั ว่าการพฒั นาควรมี
ใน 4 มิติ ไดแ้ ก่
1) กายพัฒนา
2) จิตพัฒนา
3) สงั คมพฒั นา
4) ปัญญา
การพฒั นาทกุ มิติมุ่งใหเ้ กิดความถกู ต้องดีงามและการมจี ิตใจสงู การมีจติ ใจสงู หมายถงึ ลดน้อย
ถอยลงของความเห็นแก่ตวั มีความรักเพ่ือนมนษุ ย์และสรรพส่ิง การเข้าถึงความจริง ความหมาย และ
ความดี มีสุขภาวะและเป็นไปเพื่อการอย่รู ่วมกนั อย่างสนั ตโิ ดยท่ีกาย จติ สังคมปัญญา แยงกัน ฉะน้นั การ
พฒั นาท่กี ลา่ วถึงในบางเร่ืองอยคู่ าบเกย่ี วกันหลายมิติ เชน่ โยคะมีทงั้ มิติ กายกับจิต ศิลปะมมี ิติทางกาย
ทางจติ ทางสงั คม ทางปญั ญา เปน็ ต้น
อารยา พรายแยม้ และคณะ (2552) ไดส้ รปุ ความหมายของจิตวิญญาณ วา่ เปน็ สงิ่ ทแี่ สดง เป็น
แก่นแทห้ รือสาระ (Essence) ของบางสิ่งหรือของคนบางคน โดยอยูเ่ หนือการมสี ขุ ภาวะอารมณ์และจติ ใจ
ท่ีดแี ละมีความสุข โดยจะบอกถงึ การร้จู ักตนเอง (เราเป็นใคร) ความเป็นอยู่ ฯ (เรามีปฏิสัมพันธ์กับคน
อย่างไร) และจติ สำนึก (เราอยู่กบั ตนเองอย่างไรเราแสดงตัวตนของเราอยา่ งไร เรารบั รคู้ วามรู้สึกของ
35
ตนเองและผ้อู น่ื อย่างไร) และความเปน็ จิตวญิ ญาณ (Spirituality) 11 มักจบั เขา้ ไปกายในเพือ่ คน้ พบ
เอกลักษณ์ทแี่ ท้จรงิ ของเรา โดยเปน็ การมองเพื่อค้นพบตัวตน
คุณคา่ ความหมายและเป้าหมายในชวี ติ ใหล้ กึ ซึ้งถึงแกน่ แทข้ องตวั เรา นอกเหนือจากน้ันยงั
เชอื่ มโยง
กับมนษุ ย์ทุกคน และรับรถู้ ึงบางส่งิ ทยี่ ิง่ ใหญ่กวา่ ตัวเราเองโดยท่ีบางคนอาจพูดว่าเป็นประสบการณ์ของ
ความสงบทีแ่ สดงออกมาในรูปของความกรุณา
นงเยาว์ มงคลอิทธิเวช และคณะ (2552) ไดใ้ ห้ความหมายของสขุ ภาวะทางจิตวญิ ญาณ หมายถงึ
สภาวะสงบสุขที่มคี วามประณีต เปน็ ความสขุ ทแี่ ทจ้ ริงท่ีหลุดพันจากการยึดตดิ กับวตั ถุแต่เป็นภาวะท่ีเปย่ี ม
ล้นด้วยความปิติ อ่ิมเอบิ อ่ิมเตม็ จากภายใน มีความอ่อนโยน เบกิ บาน จิตใจสงบน่ิง ไม่วุ่นวายสบั สน มี
พลงั ในการมชี วี ิตอยา่ งมีคณุ ค่า มีความหมาย มเี ป้าหมายชีวติ ที่ชัดเจนพึงพอใจในชวี ติ มีสง่ิ ยึดเหนี่ยวจิตใจ
เขา้ ใจโลกและชีวิตตามความเป็นจรงิ และมีความสามารถในการเผชญิ และแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ใน
ภาวะวิกฤตได้อย่างเหมาะสม
ดอมเบ็ด และคารล์ (Dom beck; & Karl. 1987) ให้ความหมายวา่ เป็นแรงขบั หรือเปน็ ควา
ปรารถนาท่ีทำให้บคุ คลมคี วามหมาย มีความมัน่ คงภายในและมคี วามพยายามเพื่อความสำเรจ็
โบแลนเดอร์ (Bolander, 1994) กลา่ ววา่ จิตวิญญาณ คือหลักชวี ิตท่สี ่งผลใหช้ วี ติ นัน้ เปน็ ชีวิตท่ี
บริบรู ณท์ ง้ั สรรี ะ อารมณ์ สติปญั ญา ศลี ธรรม จรรยา และพลังใจ จติ วิญญาณจะใหค้ ุณค่าเกินความเขา้ ใจ
ธรรมดา
จากความหมายทก่ี ล่าวขา้ งต้น สามารถสรุปความหมายของจิตวญิ ญาณ คือ ลักษณะของจติ ใจ
หรอื ความรู้สกึ ภายในของบคุ คล ทแ่ี สดงพฤติกรรมออกมาจากความเช่ือ ความศรทั ธาท่ีเกดิ ในตัวบุคคลน้ัน
ด้วยใจอนั บรสิ ุทธ์ิ
จิตวญิ ญาณความเป็นครมู อื อาชีพ
วญิ ญาณความเปน็ ครูมีออาชีพ สังคมกำลังเรยี กร้องหาและเป็นความคาดหวงั ของ ผปู้ กครองท่ี
เฝ้ารอและหวงั ว่า บตุ รหลานของตนน้นั จะได้รบั การศึกษาท่ีดีมีคุณภาพ ไม่เกิด ความเล่ือมล่ำทา
การศึกษา ไมแ่ บง่ ชนชน้ั วรรณะ แต่มีความเสมอภาคทางการศึกษาเท่าเทยี บ กนั ทกุ พน้ื ที่ของประเทศไทย
ความคาดหวงั เหลา่ น้ี จึงตกเป็นภาระหน้าท่ีของผู้ทำหนา้ ท่ี คือ "คร"ู ซงึ่ เปน็ บคุ คลท่ีได้รับการยกย่องและ
เปน็ ท่เี คารพนบั ถือของสังคมดว้ ยเกยี รตยิ ศของอาชีพ ครูจึงเปน็ บคุ คลตน้ แบบ หรือเปน็ แบบอยา่ งทด่ี ีทาง
กาย วาจา จติ ใจท่อี ่อนโยน และความประพฤตทิ ่ีแสดงออกตอ่ สงั คม บ่งบอกถึงความรกั ความเมตตาต่อ
ศษิ ยท์ ุก ๆ คน และเพื่อน รว่ มงาน ความประพฤติของครู จงึ มีอิทธิพลตอ่ สงั คมและศษิ ย์ด้านการศึกษา
36
ความเสยี ละ ความรบั ผิดชอบต่อการปฏิบตั หิ น้าที่ จึงเปน็ แบบอยา่ งที่ดีให้กับศษิ ย์ไดย้ ึดเป็นแนวทางการ
ปฏิบตั ิตนทงั้ ดา้ นความประพฤติ เพราะการศึกษาของเยาวชน จะมีประสทิ ธิภาพ หรอื ด้อยประสิทธิภาพ
ไมไ่ ด้เกิดจากความล้มเหลวทางการศึกษาของเยาวชนเท่านัน้ ครูก็เป็นสว่ นหนึง่ ของความสำเร็จ เพราะ
เป็นผู้ทำหน้าที่ถา่ ยทอดความรู้ ตา่ ง ๆ โดยพร่ำสอนให้ลกู ศิษย์ได้รับการศกึ ษาด้วยความเสียสละ ความรกั
ความตตา ตอ่ ลูกศิษย์ และยงั อุทศิ ตนต่อการปฏบิ ัติหน้าที่ โดยไม่รู้จกั คำว่าเหนด็ เหนอื่ ย หรอื ความยุ่งยาก
ลำบาก แตแ่ สดงออกถึงความรู้
ความสามารถ มีศลิ ปะวิยาท้ังศาสตร์และศิลป์ในคนเดียวกัน เรยี กวา่ ครูทีม่ ีจิตวิญญาณความเป็นครูมือ
อาชีพและครคู วรไดร้ บั การพัฒนาด้านการศึกษาด้านการสอน และการฝกึ อบรมการจดั กิจกรรมท่ีเอื้อต่อ
การเรียการสอน สอดรบั กบั แนวคิด อมรรัตน์ แกน่ สาร (2558) กลา่ ววา่ จิตวิญญาณความเป็นครแู บง่ เปน็
3 ช่วงดังตอ่ ไปน้ี
ชว่ งที่ 1 ช่วงพฒั นาสูก่ ารเปน็ ครู ชว่ งการเป็นครูผูม้ ีจติ วญิ ญาณความเปน็ ครู และชว่ งการคงอยู่
ของการเปน็ ครผู ู้มจี ติ วญิ ญาณความเปน็ ครู
ช่วงที่ 2 การเป็นครูผ้มู จี ติ วิญญาณความเป็นครู การตระหนักรู้ในความเปน็ ครู การปฏบิ ัติตนบน
วิถคี วามเป็นครู การมเี ปา้ หมายการทำงานเพื่อเด็ก และการปฏบิ ตั ติ อ่ เด็กด้วยความรักและเมตตา
ชว่ งท่ี 3 การคงอยู่ของการเป็นครู ผู้มีจติ วญิ ญาณความเปน็ ครูประกอบด้วย ความสขุ ความ
ภาคภมู ใิ จ ความผูกพันระหว่างครกู ับศิษย์ และความศรัทธาต่อบคุ คลผูท้ รงคุณคา่ ของแผ่นดิน
สำนกั งานส่งเสริมสงั คมแหก่ ารเรียนรู้และคณุ ภาพเยาวชน (สำนกั งานสง่ เสรมิ สงั คมแหง่ การ
เรยี นรูแ้ ละคณุ ภาพเยาวชน, 2557) ได้กล่าวถึงจิตวิญญาณความเปน็ ครู หมายถงึ คุณลักษณะครูทีม่ ี
คณุ ภาพในการยกระดบั คณุ ภาพครูในศตวรรษท่ี 21 ไดแ้ ก่เป็นผูท้ มี่ ีจติ วิญญาณความเปน็ ครูและผูค้ วามรู้
ความสามารถและทักษะการจัดการเรียนรู้ มที ักษะการสื่อสารอำนวยความสะดวกในการเรียนรทู้ ่มี ี
ประสทิ ธิภาพ ตืน่ รู้ ทนั สมยั ทันเหตกุ ารณ์ เปน็ แบบอยา่ งทางคณุ รรมจรยิ ธรรมและศีลธรม รวมทง้ั
ภาคภูมใิ จในการเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ในขณะท่ีกลยทุ ธเ์ ปน็ แนวทาง หรือวิธกี ารที่จะทำให้การ
ดำเนนิ งานขององค์กรบรรลผุ ลสำเร็จเปน็ ไปอยา่ งมที ิศทางสอดคลอ้ งกบั วสิ ยั ทศั น์ พันธะกิจขององค์กร
ดว้ ยการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการจัดทำและยึดถือปฏบิ ตั ริ วมกันซง่ึ การจดั ทำกลยุทธ์ท่ีถูกต้อง และ
เหมาะสมจะนำมาสู่การบรรลุคุณภาพ และประสิทธิภาพในการดำเนนิ งานขององค์กรตามมา
กล่าวโดยสรุปว่า การพัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ืองให้มีความรู้ โดยเฉพาะทักษะการใชเ้ ทคโนโลยี
และทกั ษะในการสอน ประพฤตเิ ปน็ แบบอย่างท่ีดี เอาใจใส่ และหวังดีตอ่ ศษิ ย์ปรารถนให้ศิษยท์ ุกคนไดม้ ี
การงานท่ีดีทำและเปน็ คนดีของสังคม การปฏิบัตงิ านของครลู กั ษณะดงั กล่าวเรยี กได้วการปฏิบตั ิด้วย "จติ
วญิ ญาณความเป็นคร"ู การปฏิบัตหิ นา้ ที่ ของครดู ว้ ยความวิริยะ มงุ่ มน่ั และทุ่มเทด้วยจติ และวญิ ญาณ
อทุ ศิ ตนเพื่อการสอน และมกี ารพัฒนาส่ือการสอนตลอด ก็จะทำใหเ้ กิดความตระหนักและมุ่งมนั่ ทมุ่ เทใน
การทำงาน พยายามรักษา
37
ศกั ดศิ์ รีแห่งตนและวชิ าชพี และท่สี ำคัญคอื ความศรัทธาในวิชาชีพครู มุ่งมนั่ พฒั นาตนเอง จติ วิญญาณใน
ตา่ งประเทศกล่าววา่ จติ วญิ ญาณ ในโลกทางตะวนั ตก คำว่า จิต หรอื Soul หมายถึง การเป็นมนษุ ย์
(Human being) ส่วน วญิ ญาณ หรอื Spirit หมายถึง การรับรูท้ เี่ กย่ี วข้องกับพระเจา้ ซงึ่ คำวา่ พระเจ้าใน
หลายๆศาสนาตา่ งตีความในแบบเดยี วกนั ว่าคอื สง่ิ ศักดิส์ ิทธิ์ซึง่ เกี่ยวข้องกับสง่ิ ดี ๆ ท่อี าจเขา้ มาช่วยขัดเกลา
จติ ใจ ชว่ ยเหลือมนุษยใ์ นยามยากลำบาก จติ วิญญาณ คือ การเป็นมนษุ ย์ท่มี ีการตระหนักรอู้ ย่างมสี ติ
(Consciousness) ตามความเชอ่ื ของทางตะวนั ตก และจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ มกี ารกลา่ วไวว้ า่
รา่ งกาย (body) และจิต (soul) คือสงิ่ ท่ีแยกจากกนั ดังนั้นเมอ่ื เราตายจติ ของเรากจ็ ะกลับไปทีต่ น้ กำเนดิ
ซงึ่ ก็คือพระเจา้ เพ่ือรอการเกิดใหม่ ส่งิ ท่นี า่ สนใจในเรื่องของจิตวญิ ญาณของการเกิดใหม่ คือ พระเจา้
กำหนดจติ ให้กบั ร่างอย่างไร ในพระพุทธศาสนาจึงมีคำสอนท่ถี ูกถ่ายทอดให้พุทธศาสนิกชนไดร้ ับรวู้ า่ ผล
กรรมในชาตกิ ่อนเป็นตัวกำหนดการเป็นอยู่ในชาติน้ี ซึ่งในทางตะวันตกก็ไดก้ ลา่ วไว้เชน่ เดียวกนั คำกลา่ วน้ี
อาจทำให้เราตระหนักถงึ การเปน็ อยู่ในปัจจุบนั และในขณะเดยี วกันก็เปน็ เสมือนคำเตอื นในการรบั รถู้ งึ การ
กระทำทอ่ี าจจะเกิดขนึ้ ในอนาคต ซึ่งจะทำใหเ้ ราหลกี เลยี่ งหรือทำบางสิง่ บางอย่างท่ีอาจนำมาซึ่งความดี
หรือความชั่วกไ็ ด้ อย่างไรก็ตามในเรอื่ งของจติ วญิ ญาณเพ่ือพัฒนาจิตใจนัน้ เราไม่ควรมองว่าการเป็นอยู่ใน
ปจั จุบนั เปน็ การชดใช้กรรมในอดีตและยอมรับอย่างสาสมกับอดีตที่อาจจะเจบ็ ปวด แต่ควรระลึกวา่ นี่เปน็
โอกาสในการแก้ไขข้อผิดพลาด หรือเผชญิ หน้าเพื่อกา้ วข้ามไปส่กู ารตระหนกั รู้อยา่ งสงู สดุ ในตนเองใน
ขณะท่เี รามีจติ วิญญาณและยังมลี มหายในปัจจบุ ัน การศกึ ษาถึงเร่ืองจติ วิญญาณ จงึ อาจจะมคี วาม
เชื่อมโยงไปถึงการศึกษาเร่อื งจรยิ ธรรม ซึ่งมุ่งเน้นการประพฤติดี แตบ่ างทใี นโลก 3D กแ็ ยกแยะความดี
ความชั่วออกจากกนั ไดย้ าก เพราะเรามปี จั จัยอนื่ ๆในการร่วมพิจารณา เช่น ผลประโยชน์ ผลเสีย
ผลกระทบ การทำชั่วดว้ ยการยอมรับอยา่ งบรสิ ทุ ธใ์ิ จจงึ เกดิ ขน้ึ การบดิ เบือนความช่ัวดว้ ยเหตผุ ลท่ีนำมา
แย้งวา่ เปน็ การสร้างความดจี งึ พบเหน็ ได้งา่ ย เพราะเราไม่มีการตระหนักรูค้ รูจะต้องมีการพฒั นาตนเอง
และครจู ะประสบความสำเรจ็ ต่อหน้าท่ีการงานท่ปี ฏิบัติอยู่ จะต้องเกดิ จากการพฒั นา "ใจ" หรือ
"จติ สำนึก" มใี จรักตอ่ อาชพี ครู และใจตอ้ งพร้อมทจ่ี ะเสียสละเพ่ือสงั คม จึงจะประสบความสำเร็จตาม
เปา้ หมาย ครทู ี่ได้รับการพัฒนานัน้ จะมมี ากนอ้ ยเพยี งใดในแตล่ ะปี ส่วนหน่งึ กข็ ้นึ กับต้นสังกดั จะทำให้
โอกาสของครูเหล่าน้ีไดม้ ีโอกาสพัฒนาตนเองด้านการศึกษา หรือไม่อยา่ งไร สังคมกำลงั ต้องการครูทีม่ ี
สำนึกในความเปน็ ครเู ปน็ ผู้เสียสละ อดทน อุทิศตนในการสอน หรือการบรหิ าร กน็ ับวา่ เปน็ "ครทู ม่ี ีจติ
วญิ ญาณความเป็นคร"ู ปฏบิ ัตหิ นา้ ทแ่ี ละพัฒนาตนเองอย่างต่อเน่ืองระมัดระวงั การประพฤติปฏิบัตใิ หอ้ ยู่ใน
หลกั ศีลธรรมและจรรยาบรรณวชิ าชีพ ซ่ึงลักษณะ ดังกล่าว จะนำ ไปสู่การเป็น "ครมู ืออาชพี " ควรมี
ลกั ษณะ 3 ประการ
1) แสวงหาความรู้ พฒั นาตนเองตลอดเวลา เนน้ เจตนาที่จะใหผ้ รู้ ่วมงานประสบความสำเรจ็ ดว้ ยกัน
2) ความปรารถนาดี เป็นความคดิ ท่ีอยเู่ หนอื ระดับเหตผุ ลและตรรกะ เป็นความคิดทมี่ าจากจติ วญิ ญาณ
หรือจติ ใต้สำนกึ
38
3) สร้างความเช่ือมน่ั ในตนเอง มงุ่ มั่นในกรทำงาน และศรทั รในผลสำเรจ็ ที่เกดิ จากการปฏิบัตงิ าน
1. ความหมายของคำว่าครู พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554 อธบิ ายว่าครูคอื ผสู้ ั่ง
สอนศษิ ย์ผถู้ ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ ในปจั จุบนั คำวา่ ครูจะค่อนขา้ งหมายถงึ อาชีพประการหนึง่ ในสังคม
มากกว่าจะหมายถึงบุคคล ครู มีรากศัพทเ์ ป็นภาษาบาลี มาจากคำว่า ครุ (คะร)ุ ซึ่งแปลว่าหนกั แนน่ และ
สนั สกฤตวา่ คุรุ (ก-รุ) ซง่ึ แปลวา่ ผู้ช้ีแสงสว่าง แต่โดยความหมายในภาษาไทยก็คอื ครผู ้สู อนประสทิ ธิ์
ประสาทความรู้ อบรมบ่มนิสยั ศิษย์ใหเ้ ปน็ คนดี ยกระดบั วญิ ญาณความรู้ดีช่ัวใหแ้ ยกแยะความดีความช่ัว
และรูจ้ กั การดำรงชวี ติ ในแนวทางท่ถี ูกต้องมีคณุ ธรรม
พุทธทาสภกิ ขุ (2557) ได้ใหค้ วามหมายของครู วา่ ครใู นสมัยโบราณในประเทศอินเดีย ซ่ึงเปน็
เจา้ ของคำน้ีเปน็ คำที่สูงมาก เปน็ ผปู้ ดิ ประหาตวิญญาณ แลว้ ก็ได้เดนิ ทางวิญญาณ ไปสูค่ ุณธรรมเบื้องสงู
เป็นเร่อื งทางจิตโดยเฉพาะ มิได้หมายถึงเร่ืองวัตถุ หรอื แม้แตอ่ าชีพ จงึ มีน้อยมาก ครูนน้ั มักจะไปทำหน้าที่
เปน็ ปุโรหิตของพระราชาหรืออสิ ระชนซึ่งมีอำนาจวาสนา มีหนท้ ่ีการงานอันใหญห่ ลวง คำวา่ ครู มกั แปล
กนั มาแตเ่ พียงวา่ เปน็
ผูค้ วรเคารพ หรอื มคี วามหนัก ทเี่ ป็นหนอ้ี ย่เู หนอื ศรี ษะ เปน็ เจา้ หน้ีอยู่บนเหนือศีรษะของทุกคน แตเ่ ดยี๋ วน้ี
กลายมาเป็นผูป้ ระกอบวชิ าชีพอยา่ งหนง่ึ จากคำอธบิ ายดังกล่าวนัน้ ครูในอดีตเป็นตำแหนง่ ที่สงั คมยกย่อง
เป็นผเู้ ปดิ ประตูทางวิญญาณ วญิ ญาณศิษย์ท้งั หลายท่ยี งั ปิดด้วยอวิชชา เป็นการชว่ ยใหศ้ ษิ ยท์ ำลายอวิชชา
ท้ังหลายเพ่ือได้พฒั นาความเปน็ มนุษย์ มชี ีวติ จิตใจทสี่ งู กว่าสัตวท์ ั้งหลายนนั้ เอง ในแง่ของความหมายน้ี
ธรรมนันทิกา แจง้ สวา่ ง (2554 : 7) ได้ใหค้ วามหมายของครู ว่าเป็นบคุ ลากรวิชาชีพทีท่ ำหน้าทใ่ี น
การส่งั สอนศิษยห์ รอื ถ่ายทอดความรใู้ หก้ ับศษิ ยม์ หี น้าที่หลักทางดา้ นการเรยี นการสอนและการส่งเสริม
การเรยี นรูข้ องผู้เรยี นด้วยวิธีการต่าง ๆ ในสถานศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนเกดิ ความรอบร้เู จรญิ กา้ วหนา้ และ
พัฒนาในทุก ๆด้าน รวมทงั้ ให้เป็นผู้ทม่ี ศี ีลธรรม จรยิ ธรรม ตามทส่ี ังคมปรารถนา
จากความหมายของครทู ี่ได้กลา่ วมาข้างต้น สามารถสรปุ ความหมายของครูได้วา่ ครเู ป็นบุคคลผู้
ประสทิ ธิ์ประสหความรู้ อบรมบม่ นิสยั ศษิ ย์ใหเ้ ป็นคนดี โดยการส่งั สอนให้รจู้ ักการแยกแยะความดีความช่วั
และรูจ้ ักการดำรงชวี ิตในแนวทางท่ถี ูกต้องมีคุณธรรม
ดงั นั้น การเปน็ ครูมืออาชพี นั้น ครูควรต้องมจี ิตวิญญาณความเปน็ ครมู ืออาชพี มีความเด็ดเดย่ี ว
ม่งุ มนั่ และองอาจ ซ่ึงจะขอเรียกรวม ๆ เป็นชอื่ ยอ่ ว่า Teachers Spirts อธบิ ายไดต้ ามตัวอักษร
ภาษาอังกฤษ (กาญจนา คุณารักษ์, 2561) ดังกล่าวได้ว่า
T หมายถงึ การสอน (Teaching) หมายถึงตวั ครู (Teacher) และหมายถึงเวลา (Time) ในการ
เข้าปฏิบตั ิการสอนในช้นั เรียนใหต้ รงเวลา ในการสอนครตู อ้ งสอนให้เขา้ ใจแจ่มแจ้ง สอนศิลปว์ ิทยาการ
ให้แกศ่ ิษยจ์ นหมดสิน้ ไมป่ ิดบงั
E หมายถึง ความกระตือรือร้น ความมีศรทั ธาที่แรงกลา้ (Enthusiasm) หมายถงึ ความเอาใจ
ใส่ (empathy) ในงานสอนและเอาใจใส่ศิษย์ หมายถงึ การเน้นความสำคัญของเรื่องทสี่ อน (Teach) และ
39
เรือ่ งท่ฝี กึ (Tan) หมายถึง วิธีการทขี่ น้ึ อยู่กับประสบการณ์ และการสงั เกต นอกจากนน้ั ครูควรเป็นตวั อย่าง
ทด่ี ีแก่ศษิ ย์ดว้ ย ไม่วา่ จะเปน็ การแตง่ กาย การพูด การส่ือสาร การสนทนา และการปฏิบตั ิตนในลักษณะ
อืน่ ๆ
A หมายถงึ ผู้กระตุ้น (Activator) ครเู ปน็ ผู้กระต้นุ เตือนใหศ้ ษิ ย์ชยันขนั แขง็ มีวินัย ตวั ครูเอง
เป็นผดู้ ำเนินการสอนที่มคี วามกระตือรอื ร้น ยืดหลกั การ ยึดกฤษฎี เป็นผูจ้ ัดกิจกรรมการเรยี นการสอนที่
หลากหลาย และเป็นนักแสดงทดี่ ีในการสอน เปน็ ผ้ทู ่ีมีความเฉียบแหลม มีไหวพริบดี เป็นผูท้ มี่ ีความช่นื ชม
ศรทั ธาและเล่ือมใสในวิชาชีพครู ครูควรตอ้ งวเิ คราะห์ผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล และ
สลี การเรียนรู้ทีแ่ ตกต่างของแตล่ ะบุคคล
C หมายถึง ผู้มีใจสงบเยอื กเยน็ (Calm) "ใชค้ วามสงบสยบความเคล่อื นไหว" ผู้กระตนุ้ ศษิ ย์ใน
ลกั ษณะที่เรียกวา่ ครูเป็น ผู้ฝกึ สอน (cache) เป็นผ้จู ุดเทยี นส่องนำทาง ครูเปน็ ผ้มู คี วามรอบคอบ
ระมัดระวงั ละเอียดถี่ถ้วนและประณีต ตลอดจนเปน็ ผ้มู ีคุณสมบัตทิ ดี่ ีในการเปน็ ครู ชนสอนดี พูดดี มี
มารยาท มีขันติธรรม มีความซือ่ สัตย์ มีจรรยาบรรณวชิ าชีพ
H หมายถึง ครตู ้องมสี ุขภาพดี ทั้งสุขภาพทางกาย และสุขภาพจติ "จิตเปน็ กาย นายเป็นบ่าว"
หรอื "sound mind in the sound body" ครูต้องมจี ิตใจทีส่ ดชน่ื แจม่ ใส คิดบวก คิดแตส่ ่งิ ทดี่ งี าม
เรยี กว่ามจี ิตชิงบวกเสมอ และจะต้องมสี ว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายทีส่ ะอาดและเรียบรอ้ ย เช่น ผม ปาก ฟนั
เครือ่ งแตง่ กายรองเทา้ เสอื้ ผา้ สามารถปรับตัวใหเ้ ขา้ กบั ศิษยไ์ ดเ้ ป็นอย่างดี ไม่ก่อความเดือดรอ้ นให้กับ
ตัวเองและผู้อืน่
E หมายถึง ครคู วรต้องมีความรู้เกยี่ วกับนิเวศวิทยา คือ ชีววทิ ยาท่เี กย่ี วกบั ความสัมพันธ์
ระหวา่ งคนกับส่ิงแวดลอ้ ม ครูควรตอ้ งเป็นผ้ใู ห้การศึกษได้ สอนได้ เป็นผู้เช่ียวชาญเกยี่ วกับทฤษฎแี ละ
วธิ ีการของการศึกษาเป็นนักศึกษาศาสตร์ เปน็ ผมู้ ีความสามารถ มปี ระสิทธภิ าพ มคี วามพยายามอตุ สาหะ
R หมายถึง 3 Rs คือ ครตู ้องอำน (reading) มาก เขียน (writing) มาก และครูต้องรู้เลขคณิต
(arithmetic) ดว้ ย ครูต้องมีความรับผิดชอบ (responsibility)
s หมายถึง ครูตอ้ งรู้จักสังเคราะห์ (Synthesis) สิ่งใหม่ ๆ ครูต้องย่อเรือ่ งได้ ครูต้องสรุปความ
ได้ ครูต้องทำงนอยา่ งมีระบบ ครูต้องเป็นผเู้ ล่าเร่ืองราวได้ ครูตอ้ งรู้จกั เลือก ครูต้องรู้จักเข้าสมาคม ครตู ้อง
เปน็ ผใู้ จเย็นสง การบังคบั ใจตนเอง มคี วามเชอื่ มนั่ ในตนเอง รู้จกั ละอายตนเองและเปน็ ผู้ท่เี ต็มไปด้วย
ความรู้
P หมายถงึ ครตู อ้ งมคี วามคิดเชิงบวก (Positive thinking) มีการพฒั นาตนเอง มีลกั ษณะการ
เป็นพ่อแม่หมายถึง ครูต้องมีความคิดรเิ ร่มิ (initiative) ต้องรจู้ ักความแตกตา่ งระหว่างบุคคล
R หมายถึง ครูตอ้ งเป็นผู้ท่นี ำนบั ถือ (Respectful นา่ เคารพยำเกรง มคี วามรบั ผิดชอบ
I หมายถึง ครตู อ้ งสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) แก่ศิษย์ในการเสาะแสวงหาความรู้และ
กำหนดเป้าหมายตลอดจนแนวทางของชวี ิต
40
T หมายถงึ ครูต้องมีความนำไวว้ างใจ เชื่อถือได้ (Trustworthiness)
s หมายถึง ครูตอ้ งมีความเป็นหนง่ึ เดียวกนั (Sodality) ต้องมจี ิตวิญญาณ มปี ญั ญาในความ
เป็นครู ครตู อ้ งมใี จเป็นนักกีฬา การนบั ถือตนเอง มีความภาคภมู ิใจในตนเอง
การพฒั นาใหม้ ีจิตวญิ ญาณความเปน็ ครู
การพฒั นาจติ สำนึกและวิญญาณของครู คือ ความพยายามในการเพ่ิมระดับจติ สำนึกและ
วิญญาณความเปน็ ครใู หม้ ีอย่ใู นบุคคลทปี่ ระกอบอาชีพครู แนวทางในการพฒั นาควรเร่ิมต้นจาก การสรา้ ง
ศรทั ธา คำวา่ ศรัทธในทน่ี ีม่ คี วามหมาย 3 มติ ิ คือ ศรัทธาตอ่ ตนเอง ต้องเช่อื และศรทั ธาใน ความรู้ความ
สมารถของตนเองวาจะเปน็ ครทู ่ีดีได้ ประการท่สี องคือ ศรัทธาต่ออาชพี ครู รักษาเกียรติ และศักดศ์ิ รีแห่
ความเป็นครทู ่เี ป็นวิชาชพี ช้นั สงู เหน็ คณุ ค่าของวิถีชวี ติ ทเี่ ป็นครู ประการทสี่ ามคือ ศรทั ธาต่อองค์กร
รกั ษาชอ่ื เสียงของสถานศึกษาและองค์กรวิชาชพี ครู ประพฤติและปฏิบตั ิตาม มาตรฐานและจรรบรรณชอง
วิชชพี ครู สอดคล้องกบั สมศักดิ์ ดลประสทิ ธิ์ (2543) ที่ได้กล่าวถงึ ครู กับครูอาชีพวา่ เมื่อครูศรัทธาต่อ
วิชาชีพตนเองก็จะยกย่องเชิดชูวชิ าชีพครใู ห้เป็นวชิ าชพี ชนั้ สงู จะปฏิบัติตามจรรยบรรณของวิชาชพี อย่าง
เครง่ ครดั มีความมุ่งมนั่ ที่จะรกั ษาและสง่ เสรมิ เกียรติคุณ ช่ือเสยี งของวชิ าชีพครใู ห้เปน็ ท่ีเชอื่ ถือและศรัทธา
แก่สงั คมได้ และยังไดเ้ ปรยี บเทยี บความศรัทธาใน อาชีพครูเหมือนกับผู้นับถือศาสนา ไมว่ า่ ศาสนาใดจดุ
เรม่ิ ก็อยู่ทีค่ วามศรัทธา เม่ือศรัทธากป็ ระกาศตน เปน็ ผนู้ บั ถือศาสนาน้นั และปฏบิ ัติตมดำสง่ั สอนของ
ศาสนา คำภีร์หรอื พระธรรมวินัยต่อไป หากครู ศรัทธต่อวชิ าชีพครแู ลว้ ย่อมมคี วามมน่ั คงในการปฏิบัติ
หนา้ ทเ่ี ปน็ อย่างดี และพร้อมที่จะพฒั นา ตนเองให้มีจติ ใจและวญิ ญาณของความเปน็ ครู
สมเด็จพระเทพพระรตั ราชสุดา สยามบรมรชกมารี ทรงปาฐกถาพิเศษเรอ่ื งแนวโน้ม การจัดการ
เรยี นการสอนเพื่อการเรียนร้ใู นทศวรรษหนา้ ในงานสมั มนาทางวิชาการเร่ือง "เทคโนโลยี สารสนเทศเพ่ือ
การเรยี นรู้ในทศวรรษหน้า" เมื่อวนั ที่ 23 กันยายน 2542 ณ โรงแรมบีพี สมิหลา อำเภอเมือง จังหวดั
สงขลา ทรงมีพระราชดำรัสถึง "ครดู ี" คดั มาความตอนหนึ่งว่า
‘’...คณุ ธรมท่ีควรฝึกอบรมให้มีในตน คือ การรจู้ ักถอ้ ยทถี่ ้อยอาศัยกัน เอื้อเฟื้อกนั ตามวาระ อนั
ควร มีความรับผิดชอบ ปฏบิ ัตหิ นา้ ทใ่ี ห้ดที ส่ี ดุ เท่ที่จะทำได้มีระเบียบวนิ ยั มีจิตสำนึกทดี่ ี
1. จติ ตปญั ญาศึกษา (Contemplative Education)
จติ ตปญั ญาศึกษามีความจำเป็นอย่างย่งิ ต่อการศึกษาทุกระดบั ควรทำความเข้าใจ เห็นคุณคา่
และสง่ เสรมิ การเรยี นรู้ในแนวน้ใี ห้มากที่สุดเพื่อจะช่วยใหม้ ีการพัฒนามนุษย์ให้เกิด ปญั ญาสูงข้ึนอยา่ ง
41
แทจ้ รงิ (ประเวศ วะสี, 2550) มีกระบวนการได้มาซ่งึ ความรู้ 3 ลักษณะ คอื การฟงั อย่างลึกซึ้ง การน้อมสู่
ใจ อย่างใครค่ รวญและการเฝ้ามองเหน็ ตามทเ่ี ป็นจรงิ (วจิ กั ขณ์ พาณชิ , 2550) ให้ความสำคญั กบั การ
พฒั นาความตระหนกั รู้ และการเรียนรู้ โลกดา้ นใน ใหค้ ณุ ค่าในเรอื่ งการเรยี นรู้ดว้ ยใจอยา่ งใคร่ครวญผา่ น
กระบวนการกิจกรรมท่ีหลากหลาย ไดแ้ ก่ การนิ่งสงบอยู่กับตนเอง การเจริญสตภิ าวนา การสะท้อนคดิ
สนุ ทรียสนทนา การฟังอยา่ งลึกซึ้ง กจิ กรรมอาสาสมคั ร ศิลปะ ดนตรี รวมถงึ พธิ ีกรรมทางศาสนา ส่งผล
ตอ่ การประพฤติ ปฏิบตั แิ ละการดำเนนิ ชีวิตอยา่ งมีสติและปัญญาความรัก ความเมตตา ต่อตนเองและ
สรรพส่งิ ในฐนะท่เี ป็นสว่ นหนึ่งและเป็นหน่ึงเดยี วกับธรรมชาติ
1.1 ความหมายของจิตตปัญญาศึกษา
ชลลดา ทองทวี และคณะ (2551 หนา้ 27) กล่าววา่ จิตตปญั ญา หมายถงึ กระบวนการ เรียนรู้
ด้วยใจอย่างใครค่ รวญ การศกึ ษทเี่ นน้ การพัฒนาดา้ นในอย่างจรงิ เพ่ือใหเ้ กดิ ความตระหนักรู้ถึง คุณค่าของ
สง่ิ ตา่ ง ๆโดยปราศจากอคตเิ กิดความรักความเมตตา อ่อนน้อมต่อธรรมชาติมจี ิตสานึกต่อ ส่วนรวม และ
สามารถเชื่อมโยงศาสตรต์ า่ ง ๆ มาประยุคตใช้ในชวี ติ ได้อย่างสมบูรณ์
ประเวศ วะสี (2551 หนา้ 13 - 14) กล่าววา่ จิตตปัญญาศึกษา หมายถงึ การรู้จิตของ ตัวเองแลว้
เกดิ ปัญญา ปัญญา หมายถงึ การเขา้ ถึงความจรงิ สงู สุด หรือบางทีกพ็ ูดว่าเขา้ ถึงความจริง ความดี ความ
งาม
สมุ น อมรวิวฒั น์ (2551 หนา้ 10) ใหค้ วามหมายจิตตปัญญาศกึ ษา หมายถึง กระบวนการ
เรยี นร้ดู ้วย ใจอย่างใคร่ครวญ เน้นการพฒั นาคน้ ในอย่างแท้จริง เพอ่ื ใหเ้ กิดความตระหนักร้ถู งึ คณุ คา่ ของ
สรรพสิ่ง โดยปราศจากอคติ เกิดความรักความเมตตา อ่อนนอ้ มต่อธรรมชาติ มีจติ สานกึ ตอ่ ส่วนรวม และ
สามารเชอื่ มโยงศาสตร์ต่าง ๆ มาประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตได้อย่างสมดุล
สรปุ แล้วจติ ตปญั ญาศกึ ษา หมายถงึ กระบวนการในการเรียนรขู้ องบุคคลท่ีเนน้ การ เรยี นรจู้ ก
ภายใน คดิ และใคร่ครวญจนเกิดความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของสงิ่ ที่เรยี นรู้ เกิดความ
เข้าใจในความเป็นธรรมชาตขิ องสง่ิ ตา่ ง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง เกดิ ปัญญา ทำให้จิตใจไดร้ บั การพัฒนา อย่างแทจ้ ริง
1.2 ปรัชญาพ้นื ฐานของการจัดกระบวนการเรียนรู้แนวจติ ตปญั ญาศึกษา (ประเวศ วะสี,
2554)
1.21. ความเชอื่ มน่ั ในความเป็นมนษุ ย์ (humanistic value) คอื เช่ือว่ามนุษย์ทุกคนมี
ศักยภาพในการเรียนรแู้ ละพัฒนาตนเองไดอ้ ย่างต่อเน่อื ง ความจริง ความดี และความงามในตนเอง การ
จดั กระบวนการเรยี นรู้ จึงไม่ได้ "สอน" แตเ่ ปน็ การสร้างเง่ือนไขให้ศกั ยภาพภายในท่มี ีอยู่แลว้ สามารถ
พฒั นาขึ้นเพื่อให้เกดิ การเติบโตจากภายใน
42
1.22. กระบวนทศั น์องค์รวม (holistic paradigm) คือทศั นะท่มี องเหน็ วา่ ธรรมชาติ
สรรพสิง่ คือ การเช่ือมโยงเป็นหนง่ึ เดียวกัน ทำให้การปฏบิ ัติต่อสรรกส่งิ ไมแ่ ยกส่วนจากชวี ิต ด้วย ทศั นะท่ี
มองเห็นว่า มนษุ ยเ์ ป็นสว่ นหนง่ึ ของสรรพสงิ่ และสรรพสิ่งเป็นส่วนหนง่ึ ของมนุษย์ ไมย่ ดึ ตนเองเป็น
ศูนยก์ ลางสรรพสิ่งเนน้ ความเป็นหนึ่งเดยี วระหว่างการเปล่ียนแปลงตนเองและการเปลี่ยนแปลงโลก
1.3 หลักการพน้ื ฐานในการจดั การเรยี นร้ตู ามแนวคดิ จติ ดปัญญาศกึ ษา
หลกั การพน้ื ฐนของการจัดกระบวนการเรียนรูแ้ นวจติ ตปญั ญาศกึ ษาสังเคราะหอ์ อกมา
เปน็ "หลกั จติ ตปัญญา 7" หรอื เรยี กในช่ือยอ่ ภาษาองั กฤษวา่ 7 C'ร ดังน้ี (ธนา นิลชยั โกวทิ ย์ และคณะ,
2551 หนา้ 4-5)
1.3.1 หลกั การพิจารณาด้วยใจอย่างใคร่ครวญ (Contemplation) คอื การเข้าสู่สภาวะ
จติ ใจทเ่ี หมาะสมต่อการเรยี นร้แู ลว้ สมารถนาจติ ไดง้ กล่าวไปใช้หงานอย่างใครค่ รวญท้ังด้านพุทธิปญั ญา
(Cognitive) ด้านระหวา่ งบุคคล (intrapersonal) และด้านภายในบุคคล (intrapersonal) หลกั การนเี้ ป็น
หวั ใจของการจดั กระบวนการเรียนร้แู นวจติ ตปญั ญาที่ผ้จู ดั กระบวนการจะต้องออกแบบกระบวนการท่ี
สรา้ งเงอ่ื นไข และกระตุ้นใหผ้ ู้รว่ มกระบวนการเกดิ ใครค่ รวญอย่างลึกซง้ึ เก่ยี วกับตนเอง ความสัมพนั ธ์ และ
ประสบการณ์ตา่ ง ๆ ท่ีสัมผสั โดยตัง้ อย่บู นพน้ื ฐานของจิตใจทส่ี งบ ผ่อนคลาย มีสมาธิ และมคี วาม
ตระหนักรู้
1.3.2 หลกั ความรักความเมตตา(Compassion) คือการสร้างบรรยากาศของความรัก
ความเมตตา ความไวว้ างใจ ความขา้ ใจ และการยอมรับ รวมท้งั การเกื้อหนนุ ซึ่งกนั และกันบนพนื้ ฐานของ
ความเชอื่ มนั่ ในศักยภาพของความเปน็ มนุษย์ เนน้ ความสำคัญของความไวว้ างใจ การเปิดกวา้ ง ความร้สู ึก
ปลอดภยั ความจรงิ ใจ เหน็ อกเหน็ ใจ (Empathy) และหว่ งใย
1.3.3. หลักการเชอ่ื มโยงสัมพันธ์ (Connectedness) คือ การบรู ณาการการเรียนรู้ใน
แง่มมุ ตา่ ง ๆ เพ่ือไหเ้ กิดการเรียนรูท้ ่เี ป็นองคร์ วมเชอื่ มโยงกับชวี ิต และสรรพสง่ิ ต่าง ๆ ในธรรมชาตอิ ยา่ ง
แท้จริง
1.3.4. หลกั การเผชิญความจรงิ (Confrontation Reality) คือการเปิดโอกาสการสรา้ ง
เง่ือนไขให้ ผเู้ ข้ารว่ มกระบวนการได้เผชญิ ความเปน็ จรงิ สองด้าน ได้แก่ -ความเปน็ จริงในตนเอง เช่น
ความคดิ ความรู้สึกท่ีไมร่ ู้ตัว หลีกเลยี่ งหรอื เกบ็ กดไว้ ด้วย การสง่ เสรมิ การสืบค้น และสมั ผสั กับตวั ตนของ
ตนในแง่มุมต่าง ๆ ผา่ นกิจกรรม และการใครค่ รวญอยา่ ง ลึกซง้ึ โดยไมย่ ึดหลักภายใต้บรรยากาศที่
ปลอดภัย ปดิ กวา้ งยอมรบั และมคี วามรักความเมตตาท้งั ต่อ ตนเองและตอ่ กัน -การเผชิญกบั สภาพความ
เปน็ จริทีแ่ ตกต่างไปจากกรอบความเคยชินของตน เช่น คนที่ มีพ้ืนฐานต่างกนั สภาพความเป็นจรงิ ใน
ชมุ ชนและสังคมที่กระตุ้นใหเ้ กดิ การเรียนในแง่มุมใหม่ไดเ้ ผชญิ กบั ความขดั แยง้ ท่เี กิดจากความแตกต่าง
43
1.3.5. หลักความตอ่ เน่ือง (Continuity) ความตอ่ เน่ืองของกระบวนการเรียนรู้เปน็ สิง่ ทม่ี ี
ความสำคญั กับการเรียนร้เู พ่ือการเปลย่ี นแปลงมาก เพราะการเปลย่ี นแปลงในช้นั พืน้ ฐาน มกั เกิดข้นึ จาก
ประสบการณ์ ทชี่ ว่ ยสรา้ งเง่อื นไขภายในให้สกุ งอมพร้อมที่จะเกดิ การเปล่ยี นแปลงข้นั พ้ืนฐาน
1.36 หลกั ความมุ่งม่ัน (Commitment) ความมุง่ มนั่ ท่ีจะเปลยี่ นแปลงตนเองเป็น องศ์
ประกอบท่ี สำคัญทสี่ ดุ ในการนำสิง่ ที่ได้รับร้เู ขา้ มาสู่ใจของตนเอง และนำเอากระบวนการทีไ่ ด้รับ กลบั ไป
ใช้ในชวี ิตเพ่อื การพัฒนาและเปลีย่ นแปลภายในตนอย่างต่อเนื่อง
1.3.7. หลักชุมชนแห่งการเรยี นรู้ (Community) ความเป็นชมุ ชนแหง่ การเรยี นรคู้ ือ
ความรู้สกึ เป็น ชุมชนร่วมกัน ท่ีเกือ้ หนนุ ให้เกดิ การเรียนร้แู ละการเปล่ียนแปลงภายในของแตล่ ะคน
รวมทั้ง การจดั กระบวนการที่กอ่ ใหเ้ กดิ การมเี วลาใคร่ครวญตามลำพงั และการใช้เวลาอยู่ร่วมกบั ผู้อน่ื
นอกจากนี้ ชลลด ทองก (2551 : 31-37) ยงั ไดเ้ สนอหลักการเรียนรูแ้ บบองคร์ วมไว้อีก
แนวคดิ หน่งึ ซง่ึ เปน็ แนวคิดท่ีน่าสนใจอีกแนวคดิ หนงึ่ ดังนี้
1. เดก็ จะต้องได้เรียนรเู้ กีย่ วกับตนเอง
2. เดก็ จะต้องได้เรียนรูเ้ ร่อื งความสมั พนั ธ์ โดยได้เรียนรู้ท่ีจะเขา้ ใจสังคม (social
literacy) และ เขา้ ใจอารมณ์ (emotional literacy)
3. เดก็ จะต้องได้เรยี นร้เู กี่ยวกับการยืดหยุน่ ปรับตวั (resilience)
4. เดก็ จะต้องได้เรยี นเก่ยี วกบั สนุ ทรียะ เพื่อให้เหน็ ความงามในทุกสงิ่ รอบตัว ยทุ ธวธิ ีทจี่ ะ
บรรลุเป้หมายของการสรา้ งเด็กทม่ี ีความเป็นองคร์ วม ต้องอาศัยแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการเรยี นร้ดู ังนี้
4.1 จะตอ้ งส่งเสริมการเรยี นรู้สู่การเปลย่ี นแปลง (transformative learning)
กล่าวคือ จะต้องใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงโลกทัศน์หรอื กระบวนทัศนข์ องผเู้ รยี น สู่การมองโลกในเชิงองค์
รวม
4.2 จะตอ้ งส่งเสริม "ความเช่ือมโยง (connections)" แทนท่ี การแยกสว่ น
(fragmentation) ในทุกมิติที่เคยเป็นในการศกึ ษากระแสหลกั เชน่ ด้านการแยกรายวชิ า การแยกเด็กตาม
ระดับเกรด เป็นตน้ การใช้ก้าวการเรียนรู้ทีย่ ดื หยุ่น (flexible pacing เป็นหวั ใจสำคญั ท่ีทำใหผ้ ู้เรียนไม่
ร้สู กึ วา่ ถูกบังคบั ให้ เรยี นอยา่ งเร่งรบี หรอื ถูกดงึ ร้งั ให้เรยี นช้าลง
4.3 จะต้องส่งเสริมการสืบค้นขา้ งศาสตร์ / สาขา (transdisciplinary inquiry)
ท้งั นี้ แนวคดิ เรอื่ งการสืบคน้ ขา้ มศาสตร์ / สาขา ต้ังอยบู่ นฐานคิดทว่ี ่า ไม่มีการแยกส่วนศาสตรห์ รอื สาขา
เพราะโลก เช่ือมโยงกันเป็นองค์รวมและไม่ได้แยกออกเปน็ ส่วนยอ่ ย การขา้ มศาสตร์ / สาขา
(transdisciplinary)หมายถงึ การมีหลากหลายศาสตร์ / สาขาดว้ ยกนั มีพ้นื ทว่ี งระหวา่ งแต่ละศาสตร์ โดย
เห็นว่า มมี มุ มอง ใหม่เกิดข้นึ "ไปพ้น (beyond)" ศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านั้น ต่อไปอีกดว้ ย การสบื คนั ข้าม
ศาสตร์ / สาขา จงึ ไม่ไดใ้ ห้ความสำคัญตรงประเดน็ ที่แต่ละศาสตร์จะมาบรู ณาการการต่อกันและกนั แต่
ละมุ่งเน้นท่ปี ระเดน็ "การสืบค้น (inquiry)" เป็นหลัก
44
4.4 จะต้องสง่ เสริม ให้ผ้เู รียนได้เรยี นในส่งิ ท่ี "มีความหมายสำคัญ (meaning)"
ตอ่ เขา ผเู้ รยี นจะไดเ้ รยี นได้ดี หากสิ่งทเี่ รียนความหมายสำคัญต่อเขาและดังนนั้ จึงต้องมุ่งเนน้ ให้ผู้เรียน
เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ของเขาเอง
4.5 จะต้องสง่ เสริม metal-leaning คอื การใหผ้ ู้เรยี นเช่ือมโยงกบั กระบวนการ
เรยี นรู้ ของตนเองดว้ ยการมีส่วนสำคัญในการจดั การเรียนรู้ของตนเอง โดยคำนึงถงึ ความสมั พันธก์ ับการ
เรียนรู้ ของผู้อนื่ ในช้ันและนอกชน้ั เรียนด้วย
4.6 ชุมชน เปน็ สว่ นบูรณาการทส่ี ำคัญ ในการศกึ ษาเชิงองศ์รวม ทงั้ น้ี
ความสัมพนั ธ์ต่อ ผ้อู น่ื และโลกเปน็ หวั ใจในการทำความเข้าใจเอง การศกึ ษาในชนั้ เรียนแบบองค์รวม จะมี
ลกั ษณะความ เปน็ ชุมชน ซ่งึ จะอยภู่ ายในชุมชนท่ีใหญก่ ว่านนั้ ในโรงเรยี น ซ่ึงอยู่ภายใตช้ ุมชนทใ่ี หญ่ขึ้นไป
อกี คือ หม่บู า้ น เมือง ไปจนถึง ชุมชนแหง่ มนุษยชาติ เตอื นใจ เกย่ี ว (2553) ได้พฒั นารูปแบบ เพอ่ื ใชใ้ น
การจดั การเรยี นรใู้ ห้กบั นักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพบิ ลู สดราม เพ่ือศกึ ษาผลการพฒั นาความเปน็
มนษุ ย์ทีส่ มบรู ณ์ ดา้ นกาย ใจ สังคม และปญั ญา ด้วยรูปแบบ ส ค ส. รายละเอยี ดของรูปแบบการเรยี นรู้
ดังกล่าว มีดงั นี้ ส. สมาธิ คอื การมสี มาธิ ก่อน และ/ หรือหลังเรียน หรอื สวดมนต์ แผเ่ มตตาและอุทิศสว่ น
ค. คดิ ใดครวญ คือ คารคิดใคร่ครวญอย่างเงยี บ ๆ และกล่ันกรองออกเปน็ ถ้อยคำ แสดงออก ด้วย คำพดู
หรอื ข้อเขียน ส. สรุปและสะท้อนแนวความคิด คอื การนำสาระทไ่ี ด้จากการคดิ ใคร่ครวญมาสะท้อนใน
แนวคิด ของตน
มยรุ ี สายรัต (มยุรี สายรัตน์ 555) ได้ทำการวิจยั การพัฒนากจิ กรมการเรียนรศู้ ิลปะตาม แนวคิดจติ ต
ปัญญาศกึ ษาผลการศึกษาคนั ควา้ ปรากฏดงั น้ี
1. ผลการจัดกจิ กรรมกรเรยี นรู้ศิลปะเพ่ือสง่ เสริมความคดิ สร้างสรรค์ตามแนวคดิ จิตตปญั ญา
ศึกษา ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 มีประสิทธภิ พ เทก่ บั 85 27/84.07 ซงึ่ เป็นไปตามเกณฑ์ท่ีต้งั ไว้
2. ดชั นปี ระสทิ ผลของการเรียนรู้ดว้ ยแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรูเ้ พ่ือสง่ เสรมิ ความคิด
สร้างสรรค์ตามแนวคิดจติ ตปัญญาศึกษา ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่1 มีคำเทก่ บั 0.7014 แสดงวา่ นักเรียนมี
ความก้าวหน้าในการเรียนรอ้ ยละ 70.14
3. นักเรยี นท่เี รียนดว้ ยการจดั กจิ กรมการเรยี นรู้เพื่อสง่ เสรมิ ความคดิ สร้างสรรคต์ ามแนวคิดจติ ต
ปัญญาศกึ ษาพบว่า มคี วามคิดสรา้ งสรรคห์ ลังจากเรยี นโดยรวมอยู่ในระดับมาก
4. ผลของการจัดกิจกรมการเรยี นรเู้ พ่อื ส่งเสริมความคดิ สร้างสรรค์ตามแนวคิดจติ ตปญั ญา ศึกษา
ทำใหน้ กั เรยี นเกดิ การเปลีย่ นแปลงตนเองในการเข้าถึงความจรงิ ความตี และความงาม เกิดความรู้ ความ
เขา้ ใจเกยี่ วกับข้ันตอนต่าง ๆในการออกแบบ ปฏบิ ตั กิ ารออกแบบและสรา้ งสรรค์ผลงานไดต้ าม
จนิ ตนาการ และเกิดความคดิ สร้างสรรค์ โดยมีการพิจารณาด้วยใจอย่างใคร่ครวญ อย่างลกึ ซึง้ เก่ียวกับ
ตนเองในบรรยากาศทผ่ี ่อนคลาย มสี มาธแิ ละความตระหนักรู้ มคี วามประพฤติที่ดีขึน้ เกดิ ความรัก ความ
เมตตา ความเข้าใจและการยอมรบั ซึง่ กันและกัน มีการเช่อื มโยงความรูท้ ่ไี ด้รับเขา้ กบั ชวี ิต ระหวา่ ง
45
ความคิด อารมณ์และการกระทำ โดยได้เขา้ เผชญิ กบั การปฏิบตั กิ ิจกรรมรูปแบบต่าง ๆตามขัน้ ตอนอยา่ ง
ต่อเน่อื งล่ืนไหล เกดิ ความมั่นคงท่ีจะเปลีย่ นแปลงตนเอง และเกดิ ชุมชนแห่งการเรยี นร้ภู ายในกลุ่มและ
ระหวา่ งกล่มุ ในขณะนำเสนอผลงานและการจดั นิทรรศการ จากกระบวนการดังกล่าว ทำให้นักเรยี นมีสติ
ในการปฏบิ ัติงาน เกิดสมาธิ เกดิ การเรียนรู้และได้นำความร้ไู ปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั
วิเชยี ร ไชยบงั กลา่ ววา่ “เม่อื ครใู ช้กระบวนการจติ ศึกษาเพื่อขดั เกลาเดก็ ในขณะเดยี วกันนน้ั ครู
ได้ขัดเกลาตนเองไปด้วย “จิตศกึ ษา” จึงกลายเปน็ สว่ นสำคัญของโรงเรยี นในการพัฒนาครู เพอื่ ยกระดับ
จิตวญิ ญาณของครูให้มี “หวั ใจของความเป็นครู” อย่างแท้จริง”
การจดั การเรยี นการสอนท่ยี กระดบั จิตวญิ ญาณของครู คือ การนำเอาหลกั การของจติ ตปญั ญา
ศึกษามาใช้ ถือว่าเปน็ การศึกษาท่มี งุ่ พฒั นาจากภายในของมนุษย์ ทัง้ ในเรื่องจติ ใจ และปัญญาให้เกิดการ
ตระหนกั รู้ และเกิดปญั ญา เป็นกระบวนการเรยี นรูด้ ว้ ยใจอย่างใครค่ รวญ
อาเธอร์ ซายองค์. 2556 กลา่ ววา่ กุศโลบายที่ยงั ความเปลี่ยนแปลงท้งั ภายนอกและดา้ นในของ
เราให้สมั พันธ์กนั โดยท่เี ราจำเปน็ ต้องก้าวข้ามผ่านความทา้ ทายอยา่ งน้อย 4 ประการ
1.มุ่งสรา้ งระบบการเรยี นรู้เพื่อปรบั เปลย่ี นวิธีการเรยี นร้ทู มี่ ุ่งเสพมากกวา่ การสร้างสูก่ ารเรียนรู้ที่
ยกระดบั จติ ตปัญญาศึกษา
2. ปรับทัศนคติของการปฏิสมั พนั ธ์ระหวา่ งบุคคล ครอบครวั ชุมชน สงั คม ให้เปน็ ไปด้วยท่าทีของ
การแลกเปล่ียนเรยี นรู้โดยการฝกึ ใชป้ ัญญา สรา้ งทักษะของการใชป้ ฏสิ ัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ หรือเป็น
กัลยาณมติ ร
3. ยกระดับวัฒนธรรมแห่งศักดิศ์ รี คณุ ค่า ความดีงาม และการใช้ชีวติ อย่างพอเพยี งเปน็ วาระแห่ง
การอยู่รอดของสงั คม
4. เสรมิ กระบวนการสรา้ งความรูด้ ้วยตนเอง ตัง้ แต่การรู้จักความรู้ทม่ี ีอยู่ในตวั (Tacit
Knowledge) การใช้ความรูน้ ้ัน ๆ ใหเ้ กิดประโยชน์ได้จริง
จติ ตปญั ญาศกึ ษา
สมุ น อมรวิวฒั น์ (2551 หนา้ 10) ใหค้ วามหมายจติ ตปญั ญาศึกษา หมายถงึ กระบวนการ เรียนรู้
ดว้ ย ใจอย่างใคร่ครวญ เนน้ การพฒั นาคน้ ในอยา่ งแทจ้ ริง เพอื่ ให้เกดิ ความตระหนักร้ถู งึ คุณคา่ ของ สรรพ
สิ่ง โดยปราศจากอคติ เกิดความรักความเมตตา อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ มีจติ สานึกต่อสว่ นรวม และ สา
มารเช่อื มโยงศาสตรต์ ่าง ๆ มาประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ิตไดอ้ ยา่ งสมดลุ
46
สรุปแล้วจิตตปัญญาศึกษา หมายถงึ กระบวนการในการเรียนรขู้ องบุคคลทเ่ี นน้ การ เรยี นรู้จาก
ภายใน คิดและใครค่ รวญจนเกิดความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงความสำคัญของสิง่ ทเ่ี รยี นรู้ เกดิ ความ
เขา้ ใจในความเป็นธรรมชาติของส่งิ ตา่ ง ๆ ที่เกย่ี วข้อง เกดิ ปัญญา ทำให้จติ ใจได้รับการพัฒนา อยา่ งแทจ้ ริง
จะเหน็ ไดว้ ่า จิตตปญั ญาศึกษา เปน็ กระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยใช้หลกั การของจิตต
ปญั ญาศึกษา เข้ามา มสี ่วนร่วมในการเรยี นการสอน เพอ่ื ให้เกดิ การพฒั นาและยกระดบั คุณภาพทางดา้ น
การศึกษา ทีส่ ง่ เสรมิ ให้ครูมีคุณภาพจากภายในคือ จติ ใจ ปลูกฝังสิง่ ดีงาม อย่างลุ่มลึกลงภายในจิตใจ
แล้วจะคอ่ ย ๆ เกดิ การปรบั ความคิด และเปลย่ี นจิตใจของตนเอง นำไปสูก่ ารเปล่ียนแปลงผู้อืน่ ในระดับ
สังคมตอ่ ไป
1. การรู้ตวั มีสติ ผู้เรยี นสามารถกลับมารูต้ ัวเองได้ดว้ ยตวั เองอย่เู สมอ ร้เู ท่าทนั ความคิด
อารมณ์เพ่ือให้รวู้ ่าต้องหยดุ หรือไปต่อกบั สง่ิ ที่กำลงั เปน็ อยู่ เมื่อมีภาวะรตู้ วั ก็จะสามารถจัดการกบั อารมณ์
ตนเองไดร้ วดเร็วเช่นกัน บรรยากาศเพอ่ื การกล่อมเกลาให้เกิดภาวะรู้ตวั หรือกจิ กรรมทฝ่ี ึกฝนสติตอ้ งไมฝ่ ืน
กับธรรมชาตขิ องเดก็ ๆ แตล่ ะวยั ด้วยการมสี ัมมาสมาธิ สามารถตัง้ ใจม่ัน จดจ่อเพ่ือกำกับใหก้ ารเรยี นรขู้ อง
ตน หรอื การทำภาระ
งานของตนเองให้สำเร็จลุลว่ งไดท้ ้งั มีความอดทนท้ังร่างกายและจติ ใจ
2. การรับรู้อารมณแ์ ละความร้สู กึ ของตวั เอง คือ รูต้ ัว และกลับมาอยู่กบั การใคร่ครวญตวั เอง
ได้เสมอ
3. การเห็นคณุ ค่าในตนเอง ตนอน่ื และส่ิงตา่ ง ๆ เพ่ือการดำเนนิ ชวี ิตอยา่ งมเี ป้าหมายและ
ความหมายซงึ่ การเหน็ คุณคา่ กจ็ ะนำมาสู่การเคารพสงิ่ นั้
4. การอยูด่ ว้ ยกนั อยา่ งภราดรภาพ ยอมรบั ในความแตกตา่ ง เคารพและให้เกยี รติกนั การมี
วนิ ยั มีความรับผดิ ชอบต่อตนเองและสว่ นรวม อยู่อย่างพอดีและพอใจงา่
5. การเห็นความสัมพนั ธ์และเช่ือมโยงระหว่างตนเองกับสง่ิ ตา่ ง ๆ นอบน้อมต่อสรรพสงิ่ ทเกือ้ กลู
กัน
6. การมคี วามรกั ความเมตตา ตอ่ ทกุ ส่งิ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า เป็นกระบวนทัศน์ของ
“จิตศึกษา” อนั ประกอบดว้ ยสิ่งสำคัญ 3 ประการคือ ความเปน็ ชมุ ชน จติ วทิ ยาเชงิ บวก และกจิ กรรมซ่ึง
เปน็ เคร่อื งมอื ทใี่ ชใ้ นการฝึกฝน ปัจจัยหน่ึงทสี่ ำคญั ของจติ ศึกษา คือ การเน้นชีถ้ ูกและการเปน็ แบบอย่าง
อาจกลา่ วได้ว่า การใชจ้ ติ วิทยาเชงิ บวกเปน็ กรอบความคิด ความศรัทธาในความดงี ามของมนุษย์ และบ่ม
เพาะผู้เรยี นให้มีคุณค่าที่ดีงาม ซึง่ มีอย่แู ลว้ ให้งอกงามยง่ิ ขน้ึ โดยปฏิบัติต่อผูเ้ รียนอย่างมนุษย์ทีม่ คี ุณคา่ และ
มศี ักด์ิศรเี ท่าเทยี มกัน
จติ ศึกษา เปน็ นวัตกรรมเพ่ือพฒั นาปัญญาภายใน ปญั ญาภายใน ในท่นี ้หี มายถึง ความเข้าใจต่อ
ตนเอง ต่อชีวติ ต่อโลกและจักรวาล การอยู่อย่างมีเจตจำนงอยา่ งมีความหมาย ทั้งตอ่ ตนเองและสรรพสงิ่
เป็นทัง้ ความฉลาดทางจติ วญิ ญาณ และความฉลาดทางด้านอารมณ์ เมื่อนำมาใชก้ ับผเู้ รียนด้วย
กระบวนการและวิธีการจติ ศึกษาจะเป็นการค่อย ๆ สร้างคุณลักษณะของปัญญาภายในมากขน้ึ ผเู้ รยี นจะ