The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

จรรยาบรรณวิชาชีพบุคลากรทางการศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suthicha.ain, 2021-03-22 01:42:55

จรรยาบรรณวิชาชีพบุคลากรทางการศึกษา

จรรยาบรรณวิชาชีพบุคลากรทางการศึกษา

97

สมัยก่อนสโุ ขทัย
ยุคนเี้ ป็นยคุ เริม่ แรกของการรวมตัวชนเผ่าพันธ์ไุ ทย อาณาเขตดินแดนของไทยยงั ไมเ่ ปน็ ท่ี

แนน่ อน เพราะอยู่กันเป็นกล่มุ เป็นกก๊ เป็นเหลา่ แลว้ แตก่ ลมุ่ ใดเผา่ พันธ์ุใดจะมีอำนาจในช่วงเวลา
นน้ั และสืบทอดเชื้อสายต่อ ๆ มาหลายยุคหลายสมยั เช่น ทราราวดี ละโว้ หริปณุ ชยั ศรีวชิ ัย และ
ล้านนา เป็นตน้

ในยุคเหล่าน้ไี ม่ปรากฏหลกั ฐานเกี่ยวกบั กฎหมายที่ใช้ให้เหน็ แนช่ ัด คงมเี พียงในยคุ
ล้านนาท่ปี รากฏให้เห็นเก่ียวกับกฎหมายใชบ้ งั คับในอาณาจักรล้านนา คือ “กฎหมายพระเจา้ มัง
ราย”(มังรายศาสตร์) ซ่งึ ได้นำจารีตประเพณีมาบัญญัตเิ ปน็ กฎหมายไว้อยา่ งชดั เจน สำหรับยคุ
อื่นๆนัน้ แม้ไม่มีหลกั ฐานปรากฏให้เหน็ วา่ มีการใช้กฎหมายลักษณะใด แต่ในทางพฤติกรรมของ
มนษุ ยท์ ตี่ ้องอยูร่ วมกนั เป็นเผ่าพันธุ์ ทำให้สันนิษฐานได้วา่ กฎหมายที่ใชจ้ ะเปน็ กฎหมายจารตี
ประเพณขี องแตล่ ะเผ่าพันธ์ุ โดยหวั หน้าเผ่าพนั ธนุ์ ัน้ เป็นผ้กู ำหนดกฎหมายให้ปฏิบตั ิ ซ่ึงหัวหน้า
เผ่าพันธ์ุในแต่ละยุคอาจเปน็ กษัตริย์หรอื คนธรรมดาทเี่ ผ่าพันธุน์ ้ันยกยอ่ งใหเ้ ป็นผ้นู ำก็ได้ เช่น
ยคุ ล้านนาซึ่งเป็นยคุ ก่อนเปลย่ี นเขา้ สยู่ คุ สโุ ขทัย มกี ษัตรยิ ์เป็นหวั หนา้ เผ่าพันธค์ุ ือ พระเจ้ามังราย
(พระเจา้ เมง็ ราย) ยุคนีม้ ีความเจรญิ รุง่ เรอื งมาก มีกฎหมายใชบ้ ังคบั อย่างชัดเจนทำให้ชาวลา้ นนา
ปฏบิ ัตติ ามได้ถูกต้อง
สมัยสุโขทัย

ยคุ น้ีเปน็ ยุคที่มีความเข้มแขง็ และเจรญิ ร่งุ เรืองขนึ้ มา ในขณะทยี่ ุคลา้ นนาเร่ิมเสอ่ื มอำนาจ
ลง ยุคสุโขทยั นม้ี ีปรากฏหลกั ฐานเกี่ยวกับกฎหมายและการปกครองบา้ นเมืองไวใ้ หเ้ หน็ ชัดเจน อีก
ทง้ั มีการประดิษฐต์ วั อักษรภาษาไทยขนึ้ เปน็ ครั้งแรกในสมัยพอ่ ขุนรามคำแหง พ่อขนุ รามคําแหง
ได้ทรงคิดลายสือไทยขน้ึ เม่ือประมาณ พ.ศ. 1826 โดยนําเอาอักษรขอมมาดัดแปลงและไดจ้ ารึก
ข้อความไวบ้ นหลักศิลา หลกั ศลิ าจารึกพ่อขุนรามคาํ แหงหลักที่ 1 ซ่ึงถูกจารึกเมื่อปี พ.ศ. 1835 มี
ขอ้ ความเก่ยี วกบั กฎหมาย เศรษฐกิจ และการปกครองนักกฎหมายในประวัตศิ าสตรจ์ ึงเช่ือกันวา่
ศิลาจารึกของพอ่ ขุนรามคําแหงถอื เปน็ กฎหมายลายลกั ษณ์อกั ษรฉบบั แรกของไทย และในทาง
นติ ศิ าสตร์ยงั ถือวา่ ศลิ าจารึกพ่อขุนรามคําแหงมหาราชเป็นรัฐธรรมนูญฉบบั แรกของไทยอีกดว้ ย
ศิลาจารกึ พ่อขุนรามคาํ แหงเป็นสิ่งท่สี ะท้อนให้เหน็ วา่ ในยคุ สมยั นั้นได้มีกฎหมายใชแ้ ลว้ ศิลา
จารกึ ด้านท่ี 1 และดา้ นที่ 2 ไดก้ ลา่ วถงึ พระประวัติของพ่อขนุ รามคาํ แหงมหาราชดังน้ี

“พ่อกูชื่อศรอี นิ ทราทติ ย์ แม่กูชื่อนางเสือง พ่ีกชู ื่อบานเมือง ตพู น่ี ้องทอ้ งเดยี วห้าคนผชู้ าย
สาม ผ้หู ญงิ โสง พ่ีเผือผู้อา้ ยตายจากเผือเตยี มแตย่ งั เล็ก”

สว่ นขอ้ ความในศลิ าจารกึ ส่วนอ่ืนๆ นนั้ เหน็ ได้ชดั ว่าเปน็ คาํ จารึกเกยี่ วกับกฎหมายใน
ลกั ษณะต่างๆ อาทิ

98

“เจ้าเมืองบอ่ เอาจกอบในไพร่ ลู่ทางเพ่ือจูงวัวไปค้า ข่ีมา้ ไปขาย” ข้อความตอนน้ถี ือว่า
เปน็ กฎหมายห้ามเก็บภาษหี รือแสดงวา่ ไม่มีการเกบ็ ภาษผี า่ นด่าน

“ไพร่ฟา้ หนา้ ใส ลูกเจ้าลกู ขนุ ผู้ใด แลล้ ม้ ตายหายกว่า เยา่ เรือนพ่อเชอ้ื เสือ้ ค้ำมนั ช้าง
ขลกู ลูกเมยี เยยี ข้าว ไพร่ฟ้าข้าไท ป่าหมาก ปา่ พลู พอ่ เช้ือมัน ไวแ้ กล่ ูกมนั ส้นิ ” ข้อความตอนนี้
ถอื ว่าเปน็ กฎหมายเกี่ยวกับมรดก กลา่ วคอื ผใู้ ดตาย ทรัพย์สินตกได้แก่ลูก

“ไพร่ฟ้าลกู เจ้าลูกขุน ผแี้ ลผ้ ดิ แผกแสกว้างกัน สวนตูแทแ้ ล้วจ่งึ แลง่ ความแก่ข้าด้วยชือ่ บ่
เขา้ ผลู้ ักมกั ผู้ซ่อน เห็นเข้าทา่ นบใ่ คร่ฟิน เห็นสนิ ทา่ นบ่ใคร่เดือด” ข้อความตอนน้ีถอื ว่าเป็น
กฎหมายเกยี่ วกบั การตดั สนิ คดีความ แสดงลกั ษณะของผู้พิพากษา (ตลุ าการ) ว่าพงึ ตัดสนิ คดดี ้วย
ความเปน็ ธรรม ไมเ่ หน็ แก่อามิสสนิ จ้างใดๆ

“สร้างปา่ หมาก ป่าพลูทั่วเมืองนที้ ุกแหง่ ป่าพรา้ วก็หลายในเมอื งน้ี ป่าลางก็หลายใน
เมืองน้ี หมากมว่ งกห็ ลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มนั ” ข้อความตอนทา้ ยที่ว่า “ใครสร้างได้ไว้
แก่มนั ” ถือว่าเป็นบทบัญญตั ิท่รี ับรองสทิ ธิในทรัพย์สนิ (กรรมสทิ ธ์ิ)

“ในปากปตูมีกดึงอันนงื่ แขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหนา้ ปก กลางบ้าน กลางเมือง มีถ้อย
มีความ เจบ็ ท้องข้องใจ มนั จักกล่าวเถงิ เจ้าเถิงขนุ บ่ไร้ไปลันกดงึ อนั ทา่ นแขวนไว้ พอ่ ขุน
รามคาํ แหง
เจา้ เมอื งได้ยนิ เรียกเม่ือถามสวนความแกม่ นั ดว้ ยซื่อ ไพรใ่ นเมอื งสโุ ขทยั นี้จงึ ชม” ข้อความตอนนี้
ถือว่าเปน็ บทบัญญตั เิ ก่ยี วกบั การรอ้ งทกุ ข์ แสดงใหเ้ หน็ วธิ ีการปกครองวธิ ีหน่งึ และเปน็ จิตวทิ ยาท่ี
ดใี นการเข้าถงึ ประชาชน เพราะแม้จะมีอักษรไทยใชแ้ ล้ว แตใ่ นทางปฏบิ ัติยังใหร้ ้องทกุ ข์โดยวาจา
เพราะคนสว่ นใหญ่เขียนหนงั สอื ไม่เปน็

นอกจากทกี่ ลา่ วมาข้างต้นแลว้ อีกเหตุผลหนึ่งที่เช่อื ไดว้ า่ ในสมัยสุโขทยั มีบทกฎหมายท่ี
ใช้ในการปกครองบา้ นเมืองในสมัยนัน้ มากกว่าทปี่ รากฏในศิลาจารกึ คอื หากเปรียบเทียบกับ
กฎหมายพระเจ้ามงั ราย(มงั รายศาสตร์) ซ่ึงมผี คู้ ้นพบกฎหมายและเช่อื ว่าพระเจา้ มงั รายหรือ
พระยาเมง็ รายกษตั ริยแ์ ห่งอาณาจักรล้านนาไดท้ รงบัญญัติข้นึ น้ัน มบี ทบัญญัติหลายลักษณะ
ด้วยกันทั้งทางปกครอง ทางแพง่ ทางอาญา และวิธพี จิ ารณาความ ซึง่ แสดงวา่ อาณาจักรล้านนา
ในขณะนน้ั มคี วามเจรญิ รุง่ เรอื ง มรี ะเบยี บแบบแผน และมีกฎหมายใชป้ กครองบ้านเมือง จงึ เชอ่ื
ไดว้ ่าอาณาจกั รสโุ ขทัย ซึ่งอยู่ติดต่อกันและมีความเจริญรงุ่ เรืองทดั เทยี มกัน คงจะมกี ฎหมายที่
มิได้ปรากฏในศิลาจารึกใช้เป็นหลกั ในการปกครองบ้านเมืองเชน่ เดียวกับอาณาจกั รล้านนา ท่มี ีมัง
รายศาสตร์ (กฎหมายพระเจา้ มังราย) เปน็ กฎหมายใช้บังคับอยใู่ นยุคสมัยนัน้

แมใ้ นยุคสโุ ขทยั จะมีหลักศิลาจารึกพ่อขนุ รามคำแหง ซ่งึ ถือวา่ เปน็ กฎหมายลายลักษณ์
อกั ษรฉบบั แรกของไทยก็ตาม แตก่ ฎหมายอืน่ ๆ ก็ไดใ้ ช้บงั คับในลักษณะของกฎหมายจารีต

99

ประเพณี โดยยดึ คำวินิจฉัยของพ่อขนุ ตา่ งๆ เปน็ กฎหมาย จงึ นบั ว่าในยคุ สโุ ขทัยนี้ใช้กฎหมาย
แบบระบบกฎหมายจารตี ประเพณี มีการปกครองแบบพ่อกับลกู
สมัยกรุงศรีอยธุ ยา

เม่อื ยคุ สุโขทยั สิน้ ลง เพราะเกิดโรคระบาดในสุโขทัยทำใหค้ นตายเปน็ จำนวนมากไม่อาจ
อยู่ อาศัยในดนิ แดนสุโขทัยได้อีก จงึ ต้องอพยพกระจดั กระจายไปอยู่ท่ีอ่ืนจนมาสร้างดินแดน
แห่งใหมท่ ่ีอยธุ ยา และเร่ิมมีการปกครองในรูปแบบของการมีกษตรยิ ์เปน็ ผปู้ กครองเป็นครัง้ แรก
ในยคุ นี้ ซ่ึงกษตั รยิ อ์ งคแ์ รกของไทยคือ “พระเจ้าอู่ทอง” ผู้ทรงเปน็ ตน้ ราชวงศอ์ ู่ทองราชวงศแ์ รก
ของไทย โดยตอ่ มาได้สถาปนาพระองค์เปน็ “สมเดจ็ พระรามาธิบดที ี่ 1 ”

สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ่ี 1 (พระเจา้ อู่ทอง) ทรงสรา้ งกรุงศรีอยุธยาเปน็ เมืองหลวง เมอื่
ประมาณปี พ.ศ. 1893 ในยุคสมัยนน้ั มีการติดต่อสัมพนั ธก์ ับอาณาจักรขอมซึง่ ได้รับอิทธิพลจาก
ลทั ธฮิ ินดูทัง้ ทางประเพณีและวัฒนธรรม ไทยจงึ เริม่ นำเอาลัทธิฮนิ ดูและพราหมณ์เขา้ สูร่ ะบอบ
การปกครอง โดยปกครองแบบระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชย์

ส่วนระบบกฎหมายในสมยั อยุธยามรี ากฐานมาจาก “ คมั ภีร์พระธรรมศาสตร์” และ
“หลกั อินทภาษ” ซึ่งไทยได้มาจากมอญหรอื รามญั ซงึ่ อาศยั อยู่แถบลมุ่ แม่น้ำเจ้าพระยาแตด่ ง้ั เดมิ
มอญได้รบั คัมภีร์พระธรรมศาสตร์และหลักอินทภาษมาจากอนิ เดยี คัมภรี ์พระธรรมศาสตรเ์ ป็น
กฎหมายเก่าแกข่ องอนิ เดยี โบราณ (ชมพวู ีป) ไทยไดร้ ับเอาคมั ภรี ์พระธรรมศาสตรม์ าเป็นหลกั ใน
การบญั ญตั ิกฎหมาย ส่วนหลกั อินทภาษนนั้ เป็นหลกั ธรรมสำหรบั ผ้พู พิ ากษาตลุ าการพึงยึดถอื
ปฏบิ ตั ิ นอกจากน้ีในสมัยอยธุ ยายงั มี “พระราชศาสตร์” ซ่ึงถอื วา่ เป็นสว่ นหนง่ึ ของระบบ
กฎหมายไทยโบราณ พระราชศาสตร์เปน็ พระบรมราชวินจิ ฉัยในอรรถคดขี องพระมหากษัตริย์
ท้งั หลายซึง่ มจี ำนวนมาก เพราะเกิดมขี ้ึนและสะสมมาเปน็ เวลานาน ประกอบดว้ ยเน้ือหา
เกย่ี วกับกฎเกณฑ์การปฏบิ ัตริ าชการ กฎมณเฑียรบาล และกฎเกณฑเ์ ร่ืองทด่ี ิน นอกจากคัมภรี ์
พระธรรมศาสตรแ์ ละพระราชศาสตร์แล้ว ในสมัยอยธุ ยายังมี “กฎหมายสารบัญญัติ” ในส่วนแพง่
ไดแ้ ก่ กฎหมายลักษณะผัวเมีย ลกั ษณะทาส ลักษณะลักพา ลกั ษณะมรดก ลกั ษณะกู้หน้ี และ
ลกั ษณะเบ็ดเสรจ็ ในสว่ นอาญา ไดแ้ ก่ กฎหมายลกั ษณะมูลคดวี วิ าท และบทพระอัยการอาญา
หลวง สำหรบั “กฎหมายวธิ สี บัญญัติ” ก็มีหลายลักษณะเช่นกัน ได้แก่ กฎหมายลกั ษณะพระ
ธรรมนญู ลักษณะรบั ฟ้อง ลักษณะพยาน ลักษณะพสิ จู น์ดำนำ้ ลยุ เพลิง ลกั ษณะตระลาการ และ
ลักษณะอุทธรณ์ เปน็ ตน้

ในยุคกรงุ ศรีอยุธยาน้แี มไ้ ด้มีการบัญญตั ิกฎหมายลายลกั ษณ์อกั ษรขนึ้ มาใชบ้ า้ งแลว้ กต็ าม
แต่ยังไม่มีระเบียบแบบแผน ในการบัญญัติกฎหมายเชน่ ในลักษณะของระบบกฎหมายลายลกั ษณ์
อกั ษรจึงถือว่าในยุคน้ีคงใช้กฎหมายตามแบบระบบกฎหมายจารตี ประเพณี และมีการปกครอง
ตามแบบระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชย์

100

สมยั กรุงธนบุรี
สมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราชไดท้ รงสรา้ งกรุงธนบรุ ีขนึ้ มาเป็นราชธานีใหม่แทนกรุงศรี

ยุธยาหลังจากกรงุ ศรีอยุธยาลม่ สลายลงเพราะถกู พมา่ รุกรานและเผากรุงศรอี ยุธยาจนพินาศ ใน
ยคุ นไ้ี ทยยงั คงทำสงครามกบั พมา่ และทำสงครามกับเมืองอ่นื ๆ เพ่อื รวบรวมอาณาเขตดินแดน
ของไทยใหเ้ ปน็ ปึกแผ่น ทำให้กฎหมายทใ่ี ชใ้ นยุคนี้ยังคงใช้กฎหมายตามท่ใี ช้อย่ใู นสมยั อยุธยา คือ
คมั ภีร์พระธรรมศาสตร์ พระราชศาสตร์ และกฎหมายลักษณะต่างๆ ไม่ไดม้ ีการพฒั นากฎหมาย
ขน้ึ มาใหม่ อกี ท้งั ยคุ นี้มชี ว่ งเวลาสน้ั ประมาณ 15 ปี ดังนั้นในยุคนจี้ ึงยังมีการใชก้ ฎหมายตาม
ระบบกฎหมายจารีตประเพณี ปกครองตามระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธิราชย์ เชน่ เดียวกบั สมัย
อยุธยา

สมยั กรุงรตั นโกสนิ ทร์
1.กอ่ นการเปลยี่ นระบบกฎหมาย
เมอื่ ย้ายราชธานีจากกรงุ ธนบุรมี าต้ังราชธานใี หม่ที่กรงุ รัตนโกสินทร์ เจา้ พระยาจักรไี ด้

สถาปนาพระองค์เปน็ ปฐมกษัตริย์แหง่ กรุงรตั นโกสนิ ทร์มีพระนามว่า “ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอด
ฟา้ จฬุ าโลก ”

รัชกาลท่ี 1 ปฐมกษัตริยแ์ หง่ ราชวงศ์จักรี
กฎหมายทใ่ี ชใ้ นสมยั ต้นกรุงรัตนโกสนิ ทร์ เป็นกฎหมายท่ีสืบทอดมาจากสมัยกรงุ ศรี
อยธุ ยาเป็นสว่ นใหญ่ หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ.2310 ตัวบทกฎหมายตา่ งๆ ถูกเผาท้ิงเป็น
จำนวนมาก ทเ่ี หลอื อยู่บางส่วนก็ไมส่ มบรู ณ์ ทาํ ใหห้ ลักเกณฑ์ในการตัดสินคดคี ลาดเคลื่อนและเกดิ
ความไมเ่ ป็นธรรม พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกจึงได้ให้มกี ารชำระสะสางกฎหมายขนึ้
คร้งั ใหญ่ โดยมกี ารรวบรวมกฎหมายและตรวจชำระใหย้ ตุ ิธรรมเหมาะสมกับกาลสมยั ย่ิงขึ้นกว่าเดมิ
เทา่ กับเปน็ การปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ของไทยเลยทีเดยี ว กฎหมายทีช่ ำระสะสางขึ้นใหม่นีม้ ีช่อื วา่
“กฎหมายตราสามดวง” เร่มิ ใชบ้ ังคับราวปี พ.ศ.2347 ในรัชสมยั ของพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกนนั่ เอง
มลู เหตุทไ่ี ด้มกี ารชําระสะสางอันถือเป็นการเร่ิมโฉมหนา้ ใหม่ของประวตั ศิ าสตร์กฎหมาย
ไทยใน พ.ศ. 2374 นน้ั มีข้อเทจ็ จรงิ จากคําปรารภว่า “ศภุ มัศดุ 1166 ฯลฯ พระบาทสมเด็จพระบรม
ราชาธริ าชรามาธบิ ดี ฯลฯ เสดจ็ ออกพระทีน่ ง่ั บษุ บกมาลามหาจักรพรรดิมาน ฯลฯ ซงึ่ เจา้ พระยาศรี
ธรรมราชเดชะชาติ อำมาตยนุชิตร ฯกราบบังคมทลู พระกรณุ าด้วยขอ้ ความ นายบญุ ศรี ช่างเหล็ก
หลวงรอ้ งทกุ ขร์ าชกล่าวโทษพระเกษม

101

นายราชาอรรถ ใจความว่า อำแดงปอ้ ม ภรรยานายบุญศรี ฟอ้ งหย่า นายบุญศรฯี ให้การ
แก่พระเกษมวา่ อำแดงป้อมนอกใจทำชู้ดว้ ยนายราชาอรรถ แล้วมาฟอ้ งหย่า นายบญุ ศรฯี ไมห่ ย่าพระ
เกษมหาพจิ ารณาตามคำใหก้ ารนายบุญศรไี ม่ พระเกษมพูดจาแทะโลมอำแดงป้อม และพิจารณาไม่
เป็นสัจธรรมเข้าด้วยอำแดงป้อม แล้วคัดข้อความมาใหล้ ูกขุนสานหลวงปฤกษา วา่ เปน็ หญิงหย่าชาย
ให้อำแดงป้อมกบั นายบุญศรี ขาดจากผวั เมียตามกฎหมาย จงึ ทรงพระกรณุ าตรัสว่า หญิงนอกใจชาย
แลว้ มาฟอ้ งหย่าชาย ลูกขุนปฤกษาใหห้ ย่ากนั นน้ั หาเป็นยุติธรรมไม่ จึงมีพระราชโองการตรัสสง่ั ให้เจา้
พญาพระคลงั เอากฎหมาย ณ สานหลวงมาสอบกบั ฉบบั หอหลวงขา้ งท่ี ได้ความวา่ ชายหาผดิ มิได้ หญิง
ขอหย่า ท่านวา่ เปน็ หญิงหย่าชายหยา่ ได้ ถกู ต้องกนั ท้งั สามฉบับ จงึ มพี ระราชโองการตรัสว่าฝ่ายพุทธ
จกั รนัน้ ฯลฯ พระไตรปิฎกธรรมนน้ั ฟน่ั เฟือนวิปริต ฯลฯ ก็ได้อาราธนาประชมุ เชิญพระราชาคณะทั้ง
ปวง ฯลฯ ใหท้ ําสังคายนา ฯลฯ และฝ่ายขา้ งอาณาจักรน้ี กษัตรยิ ผ์ ดู้ ํารงแผน่ ดินน้นั อาศยั ซึ่งโบราณ
ราชนติ ิกฎหมาย จงึ พิพากษาตดั สนิ เนอ้ื ความราษฎรทั้งปวงได้โดยยุตธิ รรม และพระราชกําหนดพระ
อัยการนน้ั ก็ฟั่นเฟือนวปิ ริตผดิ ซ้ำตา่ งกนั ไปเป็นอันมาก ดว้ ยคนอันโลภหลงหาความละอายแก่บาปมิได้
ดัดแปลงแตง่ ชอบใจไว้พิพากษาพาใหเ้ สยี ยุติธรรมสําหรับแผ่นดินไปกม็ ีบ้าง จงึ ทรงพระกรุณาโปรด
เกลา้ โปรดกระหม่อมจัดขา้ ทลู ละอองธลุ ีพระบาทท่ีมสี ติปญั ญา ได้อาลักษณขนุ สนุ ทรโวหาร ผูว้ ่าที่
พระอาลักษณ 1 ขนุ สารประเสรฐิ 1 ขนุ วเิ ชียรอักษร 1 ขุนวิจิตรอักษร 1 ลูกขุน ขนุ หลวงพระไกรสี 1
พระราชพินิจใจ 1 นายพิม 1 นายดา่ น บาเรียน 1 ให้ชาํ ระพระราชกาํ หนดบทพระอัยการอันมีอย่ใู น
หอหลวง ต้ังแต่พระธรรมศาสตร์ใหถ้ ูกถ้วยตามบาฬีและเน้ือหาความมิใหผ้ ิดเพย้ื นซา้ํ กนั ได้ จัดเป็น
หมวดเหล่าเขา้ ไว้ ฯลฯ แล้วให้อาลกั ษณชบุ เส้นหมึก 3 ฉบับ ไวห้ อ้ งเครื่องฉบับหน่งึ ไวห้ อหลวงฉบบั
หน่งึ ณ สานหลวงสำหรบั ลูกขนุ ฉบบั หนึ่ง ปิดตราพระราชสหี ์ พระคชสหี ์ บวั แกว้ ทกุ เล่มเปน็ สําคญั
ถ้าพระเกษม ไกรสี เชญิ พระสมดุ พระราชกําหนดบทพระอยั การออกมาพิพากษากิจคดีใด ลูกขุนทัง้
ปวงไมเ่ หน็ ปิดตราสามดวงนี้ไซร้ อยา่ ให้เชอ่ื ฟงั เอาเปน็ อนั ขาดทเี ดียว”

จากคําปรารภนีท้ าํ ใหไ้ ด้ความวา่ มลู เหตขุ องการตรวจชาํ ระกฎหมายในสมัยราชการ
ท่ี 1 เมื่อ พ.ศ. 2347 ก็คอื ความประสงคจ์ ะแก้ไขความวิปลาสคลาดเคลอื่ นและความไม่ยตุ ธิ รรมทพ่ี บ
ในกฎหมายเก่านั่นเอง ความวปิ ลาสคลาดเคล่อื นและความไม่ยุตธิ รรมดังกล่าวอาจปรากฏอยู่ใน
กฎหมายแต่เดิม หรืออาจเพ่ิงปรากฏภายหลงั เม่อื กรุงศรีอยุธยาแตกและมกี ารต่อเติมเสรมิ แตง่
กฎหมายนัน้ ก็เป็นได้ หลังจากการตรวจสอบแกไ้ ขเรยี บรอ้ ยแลว้ ได้มีการประทับตราเพ่ือเปน็ หลัก
ประกันความถูกตอ้ ง จึงได้ช่ือว่า “กฎหมายตราสามดวง” ตราสามดวงดังกลา่ วน้ไี ด้แก่

1. ตราราชสหี ์ เป็นตราประจาํ ตาํ แหนง่ สมุหนายก ต่อมาเป็นตราของกระทรวง
มหาดไทย

2. ตราคชสีห์ เป็นตราประจาํ ตาํ แหน่งสมุหกลาโหม ต่อมาเปน็ ตราของกระทรวง
กลาโหม

102

3. ตราบวั แกว้ เปน็ ตราประจําตาํ แหน่งโกษาธิบดี ต่อมาเป็นตราของกระทรวงการ
ต่างประเทศ

สาเหตทุ ป่ี ระทับตราทง้ั สามก็เพอ่ื ป้องกนั การปลอมแปลง และเปน็ การยนื ยนั ถึงความ
ถูกต้องในการนาํ เอากฎหมายใหม่ไปใช้ โดยใหใ้ ช้เฉพาะฉบับท่มี ีตราสามดวงประทบั ที่ปกเท่าน้นั
ภายหลังมีกฎหมายตราสามดวงแลว้ ช่วงต้นกรงุ รตั นโกสนิ ทร์กม็ ีกฎหมายอ่ืนๆ อีก เชน่
พระราชบัญญัติบอ่ นเบ้ยี พ.ศ. 2337 กฎหมายหา้ มไม่ใหซ้ ื้อฝิ่นขายฝิน่ พ.ศ. 2354 และกฎหมายโจรห้า
เสน้ พ.ศ. 2380 ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2387 หมอบรัดเลย์ (Dr. Bloodley) มิชชนั นารชี าวอเมรกนั ได้นํา
เครื่องพิมพ์ดดี เข้ามาในประเทศไทยเปน็ ครงั้ แรก ทำใหเ้ กดิ มกี ารพิมพ์ขนึ้ ในประเทศไทยนบั ต้งั แต่น้ันมา
(ซ่ึงต่อมาในสมยั รชั กาลท่ี 5 เสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธไิ์ ด้ทรงจัดพิมพ์กฎหมายข้ึน โดยจัดเป็น
บทขึ้นใหม่และทรงอธบิ ายเป็นเหตุผลไวบ้ ้าง จงึ เรยี กฉบบั ท่ีเสด็จในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธ์ิ ได้ทรง
พมิ พข์ ึ้นนวี้ า่ “กฎหมายราชบรุ ี” ซง่ึ มี 2 เล่ม คือ เลม่ 1 และเลม่ 2)

ตอ่ มาในรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หล้านภาลยั รชั กาลท่ี 2 และ
พระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกลา้ เจ้าอยหู่ วั รชั กาลท่ี 3 ได้นำกฎหมายท่ใี ชอ้ ยู่ในสมยั รัชกาลที่ 1 มาใชบ้ งั คับ
ตอ่ ไปเชน่ เดิม ในชว่ งนไี้ ทยเป็นปึกแผ่นมากขึน้ และเจริญรงุ่ เรืองเป็นลำดับ โดยเฉพาะในสมยั รัชกาลท่ี
3 ไดม้ ีการตดิ ต่อคา้ ขายกับจีนทำให้เศรษฐกิจของไทยมั่นคงมาก

จนถึงรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ ัวรชั กาลที่ 4 เปน็ ยุคทีป่ ระเทศไทย
เริ่มรบั แนวความคดิ ของตะวันตก พระองค์ทรงศึกษาภาษาต่างประเทศอยา่ งแตกฉาน และทรงเห็น
ความจำเปน็ ที่จะต้องปรบั ตนใหท้ นั และทดั เทียมกบั อารยธรรมตะวนั ตก ไทยจงึ ตดิ ต่อสมั พนั ธไมตรีกบั
ชาตติ ะวนั ตกมากขน้ึ เช่น อังกฤษ ฝรง่ั เศส โปรตุเกส อิตาลี เปน็ ต้น ทำให้มีชนชาตติ ะวันตกเข้ามาอยู่
ในไทยมาก เม่ือมีความขัดแย้งกันระหว่างคนไทยกบั คนตา่ งชาติ คนต่างชาติจะไม่ยอมขึน้ ศาลไทย ทำ
ใหก้ ฎหมายไทยท่ใี ช้อยูไ่ ม่สามารถใชบ้ งั คับกบั คนต่างชาตไิ ด้ โดยชาวตา่ งชาตหิ าเหตุว่ากฎหมายของ
ไทยล้าหลงั ทำใหเ้ กิดสิทธิสภาพนอกอาณาเขตขน้ึ ในไทย

ในชว่ งระยะเวลาตัง้ แตร่ ัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 4 ไทยยังคงใช้การปกครองตามระบอบ
สมบรู ณาญาสิทธิราชย์ มีการพฒั นากฎหมายเปน็ ลักษณะการวางหลกั กฎหมายดงั เชน่ กฎหมายลาย
ลกั ษณ์อกั ษรข้ึนบา้ ง แตย่ งั ไม่เปน็ ระบบแบบแผนดังเช่นในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร จึงถือวา่
ในช่วงนไ้ี ทยยังใช้กฎหมายตามระบบกฎหมายจารีตประเพณี

การเปลย่ี นระบบกฎหมาย
ต่อมาในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั มหาราช รชั กาลที่ 5 มีการ
เปลีย่ นแปลงประเทศครัง้ ใหญ่พร้อมกันในทกุ ด้าน เพอื่ พัฒนาประเทศใหต้ า่ งชาติยอมรบั จะไดแ้ กไ้ ข
ปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในไทยให้หมดไป พระองค์ทรงพัฒนาด้านต่างๆหลายดา้ นไดแ้ ก่ ดา้ น

103

กฎหมาย ทรงให้มีการแก้ไขกฎหมายและเปลย่ี นระบบกฎหมาย ดา้ นกระบวนการยตุ ธิ รรม ทรงใหม้ ี
การปรับเปลยี่ นหนว่ ยงานกระบวนการยุตธิ รรมตามความเหมาะสมของงานดา้ นยุติธรรม ด้านสิทธิ
เสรีภาพของประชาชน ทรงให้มกี ารเลิกทาส ดา้ นการปกครอง ทรงใหม้ กี ารเปลีย่ นแปลงการบริหาร
ราชการแผ่นดนิ ใหม่ ด้านการทหาร ทรงปรับปรุงทงั้ ทหารบก ทหารเรอื และทหารอากาศ ดา้ น
การศึกษา ทรงให้จัดทำหลักสูตรวชิ าสามญั สอนใหแ้ กป่ ระชาชนท่วั ไป โดยต้งั โรงเรยี นสอนสายสามญั
แหง่ แรกทวี่ ดั มหรรณพารามวรวิหาร และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้กรมหลวงราชบรุ ีดเิ รกฤทธิ์
จดั ตัง้ โรงเรยี นสอนกฎหมายเปน็ การเฉพาะข้ึนต่างหากด้วย และทรงพัฒนาดา้ นอื่น ๆ อีกหลายดา้ น
ทาํ ใหย้ ุคของกฎหมายที่ใช้อยู่ด้งั เดมิ ตามแบบระบบกฎหมายจารตี ประเพณีหมดไปและเปลี่ยนแปลง
เขา้ ส่ยู ุคแห่งระบบกฎหมายลายลักษณ์อกั ษร

พระองค์ทรงตระหนักวา่ งานด้านกฎหมายและศาลไทยเปน็ เรือ่ งทมี่ ีความสําคัญเปน็
อันดบั แรก เพราะเป็นปัญหาที่ กอ่ ใหเ้ กิดการขยายสิทธิสภาพนอกอาณาเขต (Extraterritorial Right)
ในไทย กล่าวคือ ชาวตา่ งประเทศเห็นว่ากฎหมายไทยลา้ สมัยและไมอ่ าจให้ความยุติธรรมแก่คนใน
บงั คับของเขาได้ จงึ ตง้ั ศาลกงสุลเพื่อพิจารณาคดีพิพาทระหวา่ งคนในบงั คับของเขากับคนไทย ทาํ ให้
ชาวตา่ งประเทศมีเอกสิทธิไ์ ม่ตอ้ งขึ้นศาลไทย ก่อให้เกดิ ผลกระทบต่อการเมืองและการบรหิ ารประเทศ
มากขึ้น เนื่องจากต่างชาติแต่ละประเทศได้พยายามทุกวถิ ีทางท่ีจะเพ่ิมจํานวนคนในบังคบั ของตนให้
มากข้ึน และชาวเอเซยี ดว้ ยกันจำนวนมากตา่ งขอเข้าอยู่ในบงั คับของฝรงั่ แมช้ าวไทยบางพวกก็ยังขอ
หนังสอื จากกงสลุ เพ่ือขอเปน็ คนในบงั คบั ของต่างชาตอิ ีกดว้ ย หนังสือคมุ้ กันพเิ ศษนี้มีการซ้ือขายกัน
อย่างลบั ๆ สภาพเชน่ นี้เปน็ ภาวะทส่ี ุดจะทนได้ ทางเดยี วทจ่ี ะแก้ปัญหานีก้ ็คือ จะตอ้ งปฏิรปู ระบบ
กฎหมายและศาลไทยใหอ้ ยู่ในระดับท่ีชาวตา่ งประเทศยอมรบั และก่อนทจี่ ะปฏิรูปกฎหมายนนั้ จาํ ต้อง
จัดระเบียบทางการศาลให้เป็นระเบยี บมากขน้ึ โดยยบุ เลกิ ศาลทเ่ี ดิมมีอยู่ 16 ศาลในกรุงเทพ ฯ เหลอื
เพยี ง 7 ศาลคือ ศาลอทุ ธรณ์คดีหลวง ศาลอุทธรณ์คดรี าษฎร์ ศาลพระราชอาญา ศาลแพ่งเกษม ศาล
แพ่งเกษมหลวง ศาลสรรพากร และศาลตา่ งประเทศ จากน้ันก็เร่ิมปรับปรงุ ศาลหวั เมอื ง โดยโอนให้มา
สังกดั กระทรวงยตุ ธิ รรมเชน่ เดียวกัน เพอื่ ให้ระบบศาลไทยเป็นอันหนึ่งอันเดยี วกนั ทรงต้ังโรงเรยี น
กฎหมายเพ่ือสร้างบุคลากรขึ้นใชใ้ นกระบวนการยุตธิ รรมตามคาํ กราบบังคมทลู ของกรมหม่ืนราชบุรี
ดเิ รกฤทธ์ิ ซง่ึ ทรงเป็นครูผู้สอนกฎหมายเอง มีนักเรียนเป็นผู้พพิ ากษาหวั เมือง ข้าราชบริพาร และผู้
ใกลช้ ิดในวัง มาฟังคําสอนและฝกึ อบรมประมาณ 100 คนเศษ โดยเสดจ็ ในกรมฯ ทรงนิพนธต์ ํารา
กฎหมายเพ่ือประกอบการศกึ ษาเล่าเรยี นในสมยั นน้ั ไวม้ ากมายหลายเล่ม อาทิ กฎหมายราชบรุ ี
คำอธบิ ายโค้ดอาญา พระราชบัญญตั ใิ นปัจจุบนั คาํ พพิ ากษากรรมการฎกี าบางเรื่อง และเล็กเชอร์
กฎหมายทด่ี นิ เป็นต้น แตล่ ะเลม่ ล้วนเป็นวรรณกรรมทล่ี ะเอียดลึกซึง้ มมี าตรฐานสงู ซ่ึงผู้ประกอบ
วชิ าชีพกฎหมายไดย้ ดึ ถือเปน็ หลกั ในการดําเนินวิชาชพี อย่างแพร่หลายตลอดมา

104

ส่วนการปฏิรูประบบกฎหมาย รชั กาลท่ี 5 ทรงให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายไทยให้เปน็
กฎหมายทที่ นั สมัยและยอมรับกนั โดยทว่ั ไปเชน่ เดียวกบั ที่ใชใ้ นยโุ รป ซงึ่ การเปลีย่ นแปลงแก้ไขได้
โดยเร็วให้ทันกบั สภาวะของประเทศในขณะนัน้ ที่ต้องให้ตา่ งชาติยอมรับกฎหมายไทยและยอมขึ้นศาล
ไทย เพื่อให้เอกราชทางการศาลคนื มา พระองค์จงึ ทรงให้แก้ไขกฎหมายตามแบบระบบกฎหมายลาย
ลักษณ์อกั ษร โดยให้จัดทำเป็นรปู แบบประมวลกฎหมาย ตามความเหน็ ของคณะกรรมการตรวจชำระ
และรา่ งกฎหมาย ท่ีพระองค์ได้ทรงตงั้ ขนึ้ เมอ่ื ปี พ.ศ. 2440 อนั ประกอบดว้ ยนักกฎหมายชน้ั นำของไทย
และของต่างประเทศ ซ่งึ คณะกรรมการชุดนม้ี ีบทบาทและหน้าทสี่ ำคัญในการรา่ งประมวลกฎหมาย
ของไทยต่อมา คณะกรรมการชดุ นีเ้ กดิ ขน้ึ ตามความคิดรเิ ริม่ ของ นายโรแลง ยคั แมงส์ (Rolin
Jacquemyns) ท่ีปรึกษาราชการแผน่ ดินชาวเบลเย่ยี ม ซ่งึ ตอ่ มาไดร้ บั พระราชทานยศเป็นเจ้าพระยา
อภยั ราชา ทเี่ สนอใหม้ ีสภาท่ีปรกึ ษากฎหมายและดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยของกฎหมาย

สาเหตุทร่ี ัชกาลท่ี 5 ทรงตดั สินพระทยั ใหก้ ารแก้ไขกฎหมายเป็นไปตามระบบกฎหมายลาย
ลักษณ์อักษร เนือ่ งมาจากความเห็นของคณะกรรมการตรวจชาํ ระและรา่ งกฎหมายไดพ้ จิ ารณาถีถ่ ว้ น
แล้วเห็นว่า ระบบกฎหมายองั กฤษเหมาะสมกับชาวองั กฤษมากกว่าประเทศอน่ื เพราะเป็นกฎหมายที่
ใช้ขนบธรรมเนยี มประเพณีและคําพพิ ากษาของศาลเปน็ หลกั ตัวบทกฎหมายก็มไิ ดร้ วบรวมไวเ้ ป็น
หมวดหมทู่ ำให้ยากลําบากแก่การศึกษา ส่วนระบบกฎหมายของประเทศทใี่ ช้ประมวลกฎหมายซง่ึ มี
กฎหมายโรมนั เป็นหลักน้ัน เป็นกฎหมายทแี่ บง่ หมวดหมู่อย่างมรี ะเบียบเขา้ ใจง่าย มีตวั บทกฎหมาย
แนน่ อนและเปน็ หลกั ฐานเหมาะสมกบั ประเทศไทย ซ่ึงกําลงั อยใู่ นระหว่างการพฒั นาประเทศในทุกๆ
ดา้ น ดงั น้ัน สงิ่ จำเป็นที่สดุ ในการบญั ญัติกฎหมายก็คอื ความชัดเจนเข้าใจง่ายและใชส้ ะดวก
นอกจากน้ี ประเทศตา่ งๆ ในยุโรปล้วนแตใ่ ช้ระบบประมวลกฎหมายการทีป่ ระเทศไทยใช้ระบบ
กฎหมายเดยี วกับประเทศสว่ นใหญ่ในยุโรป ก็จะทําใหเ้ ปน็ ทีพ่ อใจแก่ประเทศเหลา่ น้ันและทาํ ให้สะดวก
แก่การเจรจาขอปลดเปล้ืองสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้

การแก้ไขกฎหมายใหมน่ ี้ คณะกรรมการตรวจชำระและรา่ งกฎหมายไดเ้ ลือกท่ีจะร่างกฎหมาย
ลกั ษณะอาญาก่อนกฎหมายฉบับอน่ื โดยรา่ งในรปู แบบของกฎหมายลายลกั ษณอ์ ักษรประเภท
ประมวลกฎหมาย ร่างเป็นภาษาองั กฤษก่อนแลว้ แปลเปน็ ภาษาไทย สำเร็จเรยี บรอ้ ยเม่ือปี พ.ศ. 2450
จากนั้นก็พมิ พ์เปน็ 3 ภาษา คอื ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรง่ั เศส แลว้ นำขนึ้ ทูลเกลา้ ฯถวาย
และพระองคท์ รงประกาศใช้บังคบั เปน็ กฎหมาย เมอ่ื วนั ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2451 กฎหมายอาญาท่ี
แก้ไขใหมน่ ี้มชี ื่อว่า “กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127” ซึ่งถอื วา่ เป็นประมวลกฎหมายฉบับแรกของ
ไทย และเปน็ กฎหมายท่ีทันสมยั ย่งิ ในสมยั นัน้ เพราะไดน้ ำเอาหลกั กฎหมายอนั เป็นท่ีนยิ มในประเทศ
ตา่ งๆ มาพจิ ารณาดดั แปลงให้เขา้ กบั สภาพของสงั คมไทย

เมอ่ื เปรียบเทยี บกับประมวลกฎหมายอาญาของตา่ งประเทศ เชน่ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญปี่ ่นุ
หรืออนิ เดียแล้ว ยอ่ มเห็นได้ว่ากฎหมายลักษณะอาญาของไทยฉบับนมี้ บี ทบัญญัตทิ ีส่ นั้ กะทดั รัด เขา้ ใจ

105

ง่ายและสะดวกแก่การใชม้ ากกว่ากฎหมายอาญาของประเทศใดๆ หลงั จากกฎหมายลกั ษณะอาญาใช้
บงั คับแลว้ ไดม้ ีการปรบั ปรุงกฎหมายลกั ษณะอาญาให้ทันสมัยยง่ิ ขน้ึ ปี พ.ศ.2486 และต่อมาได้ยกเลิก
กฎหมายลักษณะอาญานี้ แล้วใหใ้ ช้ “ประมวลกฎหมายอาญา” ที่ปรับปรุงข้นึ ใหมจ่ ากกฎหมาย
ลักษณะอาญานเ้ี องใชบ้ ังคับแทน โดยใหเ้ ริ่มใชบ้ ังคบั ประมวลกฎหมายอาญาต้งั แต่วนั ท่ี 1 มกราคม
พ.ศ. 2500 เป็นตน้ ไป

สำหรบั กฎหมายสำคัญอื่น ๆ ได้จัดทำเปน็ ประมวลกฎหมายเช่นเดยี วกัน จงึ ถอื ไดว้ ่าไทยได้
เปล่ยี นระบบการใช้กฎหมายจาก ระบบกฎหมายจารตี ประเพณี มาเปน็ ระบบกฎหมายลายลักษณ์
อักษรตง้ั แต่สมัยรชั กาลท่ี 5 เปน็ ตน้ มาจนถงึ ปัจจบุ นั แต่สิทธิสภาพนอกอาณาเขตยังไมห่ มดไปในรชั
สมยั นี้ เน่ืองจากกฎหมายสำคญั บางฉบบั ยังไม่เสร็จแต่องค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั
มหาราชไดท้ รงส้ินพระชนมเ์ สียกอ่ น

ตอ่ มาในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอย่หู วั รชั กาลท่ี 6 ไดท้ รงสืบทอดนโยบาย
ของรชั กาลท่ี 5 ทม่ี ุง่ จะปลดพันธะอนั เน่ืองมาจากสิทธสิ ภาพนอกอาณาเขตใหห้ มดไปจากไทย พระองค์
จึงทรงให้ดำเนินงานรา่ ง “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์” และประมวลกฎหมายอ่ืนๆ ไปพร้อม
กนั สำหรับประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ยน์ น้ั ได้บัญญัติรวมกฎหมายแพ่งและกฎหมายพาณชิ ย์
เข้าไวใ้ นประมวลกฎหมายเล่มเดียวกนั เหมือนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ยข์ องประเทศสวิส
มิได้แยกออกเป็นประมวลกฎหมายสองฉบบั เหมอื นเช่นประเทศฝรง่ั เศส เยอรมนี และญ่ีปุน่ เน่อื งจาก
การค้าของไทยในขณะนน้ั ไม่กว้างขวางพอที่จะต้องไดร้ บั ความคมุ้ ครองทางด้านการพาณิชยเ์ ปน็ พเิ ศษ
เมอ่ื ร่างกฎหมายสำคัญท่เี หลือเสร็จแล้วได้มีการประกาศใชบ้ งั คับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา และพระธรรมนญู
ศาลยตุ ิธรรม ซ่งึ เป็นกฎหมายหลักในการดำเนนิ คดี ทำให้ประเทศต่างชาติพอใจในกระบวนการ
ยตุ ธิ รรมของไทย และยนิ ยอมให้คนของเขาขนึ้ ศาลไทยโดยใช้กฎหมายไทยบงั คับ ทำใหเ้ อกราช
ทางการศาลของไทยกลบั คนื มา มผี ลทำใหส้ ิทธสิ ภาพนอกอาณาเขตของคนต่างชาตินนั้ หมดสิน้ ไปจาก
ไทยตัง้ แตน่ ั้นมา

การเปลย่ี นระบอบการปกครอง
พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจ้าอย่หู ัว รชั กาลท่ี 7 ได้ทรงปกครองประเทศตามแนวทางท่ี
รชั กาลท่ี 5 และรชั กาลท่ี 6 ทรงดำเนนิ นโยบายไว้ ใช้กฎหมายตามที่ใช้บงั คบั ในสมยั รัชกาลท่ี 5 และ
รัชกาลท่ี 6 สืบมา ในรัชสมัยน้จี งึ เปน็ การใชก้ ฎหมายตามแบบระบบกฎหมายลายลักษณอ์ ักษรดงั เดิม
สำหรบั การปกครองในชว่ งต้นรชั กาลที่ 7 ยังคงปกครองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แตเ่ นอื่ งจาก
ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 6 ได้เกิดสงครามโลก ครั้งท่ี 1 ข้นึ และ
ประเทศไทยได้รบั ผลกระทบจากสงครามโลกครั้งนม้ี ากมาย รัชกาลที่ 7 ทรงต้องบรู ณะประเทศคร้ังใหญ่ ทำ
ให้สภาพการเงิน การเศรษฐกิจ ฝดื เคอื ง ทั้งของประเทศและของประชาชน ประเทศตกอยใู่ นภาวะวิกฤต

106

เกิดการปฏวิ ตั ิการปกครอง โดย “คณะราษฎร” เพื่อใหป้ ระเทศไทยเปล่ยี นการปกครองจาก ระบอบ
สมบูรณาญาสทิ ธิราชย์ ไปเป็นระบอบประชาธปิ ไตยโดยมีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมุข พระบาทสมเดจ็
พระปกเกล้าเจา้ อยหู่ วั รชั กาลที่ 7 ไมป่ ระสงค์ให้คนไทยทำรา้ ยกันเอง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทาน “รฐั ธรรมนูญ ” ให้แกป่ วงชนชาวไทย ซ่ึงเป็นรัฐธรรมนญู ฉบับแรกของไทย มีชื่อว่า “
พระราชบญั ญัติธรรมนูญการปกครองแผน่ ดินสยามชว่ั คราว พ.ศ.2475 ” อันมีผลทำให้ประเทศไทยได้
เปลี่ยนระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชย์ ซง่ึ พระมหากษัตริย์อยเู่ หนือกฎหมาย มาเป็น
ระบอบประชาธปิ ไตยโดยมีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ ซ่ึงพระมหากษัตรยิ ์อยภู่ ายใต้กฎหมาย หลังจาก
น้ันพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจา้ อยู่หวั ทรงสละราชสมบัติ และทรงไปประทบั อยู่ทีป่ ระเทศอังกฤษจนถึง
สน้ิ พระชนมท์ ่ปี ระเทศอังกฤษ

กฎหมายปจั จุบัน
ภายหลังจากทพี่ ระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ทรงสละราชสมบัตแิ ลว้ พระมหากษัตริย์
องค์ต่อ ๆ มาคือ พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอนนั ทมหิดล รชั กาลท่ี 8 และพระบาทสมเด็จพระ
ปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุยเดชมหาราช รชั กาลที่ 9 (รชั กาลปจั จุบัน) ทรงปกครองประเทศในระบอบ
ประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุขมีสภานติ ิบญั ญตั เิ ปน็ ผ้อู อกกฎหมาย รัฐสภาของไทย
เป็นสภาคูซ่ ่ึงประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา กฎหมายท่ใี ช้เปน็ รปู แบบกฎหมายลายลักษณ์
อักษร ทง้ั ทีเ่ ป็นประมวลกฎหมาย พระราชบญั ญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง และ
กฎหมายสว่ นทอ้ งถ่ิน โดยนำกฎหมายที่ใชบ้ ังคับตง้ั แตส่ มยั รชั กาลท่ี 5 จนถึงรชั กาลท่ี 7 มาใชบ้ ังคับสบื
ตอ่ มาพรอ้ มกบั มกี ารปรบั ปรงุ แกไ้ ขใหเ้ ขา้ กับสภาพสังคม เศรษฐกจิ และวฒั นธรรมทเี่ ปล่ียนไป และออก
กฎหมายใหมเ่ พ่มิ เติมอีกหลายฉบบั ตามความจำเปน็ ของสภาพสังคม เชน่ พระราชบัญญัติยาเสพติด
พระราชบัญญัติประกันสังคม พระราชบญั ญตั ิว่าด้วยการกระทำความผิดเกยี่ วกบั คอมพวิ เตอร์ เป็นต้น
และการบริหารปกครองประเทศจะยึดกฎหมายเป็นหลัก เพ่อื ให้เกิดความสงบสุขและเกิดประโยชน์
สาธารณะแก่สังคมส่วนรวม ตามแบบประเทศท่ีเป็นประเทศนติ ิรัฐ
ลำดบั ศกั ด์ิของกฏหมาย
ศักด์ขิ องกฎหมายเปน็ การพจิ ารณาลำดบั ชัน้ แห่งคา่ บังคบั ของกฎหมาย ( สมยศ เชอ้ื ไทย,2540,
หนา้ 80 )ทั้งนี้ เพราะกฎหมายลายลกั ษณ์อกั ษรท่ใี ชบ้ งั คบั อยูม่ ีหลายประเภท และมีช่ือเรยี กแตกต่างกนั
การจดั ศกั ดิ์ของกฎหมายจึงมีความสำคัญต่อกระบวนวธิ กี ารตา่ ง ๆ ทางกฎหมาย ไมว่ า่ จะเป็นการใช้ การ
ตคี วาม และการยกเลิกกฎหมาย ซ่งึ เกณฑท์ ใี่ ช้ในการกำหนดศกั ดิ์ของกฎหมายนน้ั จะพจิ ารณาจากองค์กร
ท่มี อี ำนาจในการออกกฎหมาย ศกั ดิ์ของกฎหมายเปน็ ดงั นี้ ( มานติ ย์ จมุ ปา,2555,หน้า 78-79 ).
1. รัฐธรรมนญู เปน็ กฎหมายสงู สดุ ทก่ี ำหนดรปู แบบการปกครองและระเบียบบรหิ ารราชการ
แผน่ ดิน ตลอดจนสิทธิตา่ ง ๆ ของประชาชนท้งั ประเทศ นอกจากนี้ รฐั ธรรมนูญยังเปน็ กฎหมายแมบ่ ทของ

107

กฎหมายทกุ ฉบบั ดังน้นั กฎหมายฉบับอืน่ ทม่ี ลี ำดับชนั้ ตำ่ กวา่ จะมีเน้ือหาทขี่ ัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนญู ไมไ่ ด้
หากขัดหรือแยง้ กับรัฐธรรมนูญ กฎหมายฉบับนนั้ จะถือว่าไม่มีผลบังคับ
2. พระราชบญั ญตั ิประกอบรฐั ธรรมนูญ เปน็ กฎหมายท่ีอธิบายขยายความเพ่อื ประกอบเนื้อความใน
รฐั ธรรมนูญใหส้ มบรู ณ์ ละเอยี ดชดั เจน ตามทร่ี ัฐธรรมนญู กำหนด โดยถอื ว่ากฎหมายประเภทน้ีมีลักษณะ
และหลกั เกณฑ์พิเศษแตกต่างจากกฎหมายธรรมดา ภายใต้รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2550 ได้มีการกำหนดกระบวนการในการตราพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนญู ให้แตกตา่ งไปจาก
พระราชบญั ญัติท่วั ไป โดยกำหนดในลกั ษณะท่ีใหค้ วามสำคัญกับพระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญ
มากกว่าพระราชบัญญัติทั่วไป
3. พระราชบญั ญัติ เป็นกฎหมายลำดบั ชน้ั รองลงมาจากรัฐธรรมนูญ เพราะพระราชบญั ญัตอิ อกมาเปน็ กฎหมายโดย
อาศัยอำนาจรัฐธรรมนูญโดยตรง ซึ่งองค์กรที่ทำหน้าท่ใี นการตราพระราชบญั ญตั ิ คือ รฐั สภา ซง่ึ เปน็ ฝา่ ยนติ ิ
บญั ญัติ โดยรัฐสภาจะตราพระราชบญั ญตั ิทมี่ เี นื้อหาขดั หรอื แยง้ กับรัฐธรรมนญู ไมไ่ ด้
4. พระราชกำหนด เป็นกฎหมายท่รี ัฐธรรมนญู มอบอำนาจในการบัญญัตใิ ห้กับฝ่ายบรหิ าร คือ
คณะรฐั มนตรี โดยคณะรฐั มนตรจี ะมีอำนาจในการออกพระราชกำหนดเพ่ือใชบ้ งั คบั แทนพระราชบัญญตั ิ
ไดใ้ นกรณพี เิ ศษตามท่ีรัฐธรรมนญู มอบอำนาจไว้เป็นการชัว่ คราว เพื่อแกไ้ ขสถานการณเ์ ฉพาะหนา้ ที่
ตอ้ งการการดำเนนิ การท่จี ำเป็นและเรง่ ดว่ น เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยสว่ นรว่ ม โดยหลังจากมี
การประกาศใช้ พระราชกำหนดนัน้ แลว้ จะต้องนำพระราชกำหนดมาใหร้ ฐั สภาพจิ ารณาเพอ่ื ขอความ
เห็นชอบ ถ้ารฐั สภาใหค้ วามเห็นชอบ พระราชกำหนดกจ็ ะกลายเป็นกฎหมายถาวร แต่หากรัฐสภาไม่ให้
ความเห็นชอบ พระราชกำหนดก็จะสนิ้ ผลไป โดยการดำเนินการใด ๆ ก่อนท่ีพระราชกำหนดจะส้ินผลไป
ถอื ว่าชอบดว้ ยกฎหมาย แมภ้ ายหลังจะปรากฏว่าพระราชกำหนดสิ้นผลไป
5. พระราชกฤษฎีกา เปน็ กฎหมายทกี่ ำหนดรายละเอียดซ่งึ เป็นหลกั การยอ่ ย ๆ ของพระราชบัญญตั ิ พระ
ราชกำหนด โดยพระราชบญั ญัติ พระราชกำหนด ได้กำหนดหลกั การใหญ่ ๆ ไว้ ซึง่ เปน็ สาระสำคญั
โดยรวมและใหอ้ อกพระราชกฤษฎกี าโดยอาศยั อำนาจพระราชบญั ญัติ พระราชกำหนด เพื่ออธิบาย
รายละเอียดต่าง ๆ ตามหลกั การในพระราชบญั ญตั ิ พระราชกำหนดน้ัน เมอื่ พระราชกฤษฎีกาเป็น
กฎหมายท่อี อกมาโดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายแม่บท คอื รฐั ธรรมนูญและกฎหมายอนื่ ๆ เช่น
พระราชบัญญตั ิ พระราชกำหนดแล้ว พระราชกฤษฎีกาจะมเี นอื้ หาที่ขดั แยง้ ตอ่ รัฐธรรมนูญและกฎหมาย
อน่ื ๆ เช่น พระราชบัญญตั ิ พระราชกำหนดไมไ่ ด้ รวมทงั้ จะบัญญตั เิ น้ือหาท่เี กินขอบเขตของกฎหมาย
แม่บทที่ให้อำนาจไวไ้ ม่ไดด้ ้วย
6. กฎกระทรวง/ประกาศกระทรวง กฎกระทรวง เปน็ กฎหมายทอี่ อกโดยฝ่ายบริหารและไม่ต้องผ่านการ
พิจารณาเห็นชอบจากรัฐสภา ซึง่ มีลกั ษณะคล้ายกบั พระราชกฤษฎีกา แต่มีศักด์ิของกฎหมายที่ตำ่ กว่า การ
ดำเนนิ การออกกฎกระทรวงน้ัน รฐั มนตรซี ึ่งเป็นฝ่ายบรหิ ารจะบญั ญัติกฎกระทรวงออกมาโดยมี
พระราชบัญญตั หิ รือพระราชกำหนดฉบับใดฉบบั หนึ่งให้อำนาจไว้ ประกาศกระทรวง เป็นกฎหมายทีอ่ อก

108

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเช่นเดียวกนั กับกฎกระทรวง แตม่ คี วามแตกตา่ งกนั ทีป่ ระกาศกระทรวงไม่
ต้องไดร้ บั ความเหน็ ชอบของคณะรฐั มนตรเี หมือนกบั กฎกระทรวง แตต่ อ้ งประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา

จึงจะมผี ลใชบ้ งั คบั เป็นกฎหมายได้ ( ดเิ รก ควรสมาคม, 2554,หนา้ 82 )

.
7. ข้อบญั ญัตทิ ้องถนิ่ เปน็ ข้อบัญญัติท่ีกฎหมายให้องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ มีอำนาจบญั ญัติขึน้ ใชบ้ ังคับ คือ

มีอำนาจในการออกข้อบัญญัติได้ดว้ ยตนเอง ซึ่งอำนาจในการที่องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นใชใ้ นการตรา
กฎหมายเพ่ือใช้บงั คับในท้องถ่ินในรูปแบบของขอ้ บัญญัตทิ ้องถิน่ น้นั จะเปน็ อำนาจท่ไี ด้รับมาจาก
พระราชบัญญตั ิจัดตัง้ องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ นั้น ๆ โดยท่วั ไปองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ มีอำนาจใน
การตราข้อบญั ญัติตา่ ง ๆ ได้ ดังน้ี คือ ข้อบญั ญัตอิ งคก์ ารบริหารสว่ นตำบล เทศบญั ญัติ ขอ้ บญั ญัติองค์การ
บรหิ ารสว่ นจงั หวดั ขอ้ บัญญตั ิกรงุ เทพมหานคร และ ข้อบญั ญัตเิ มืองพัทยา

ววิ ฒั นาการของการศกึ ษาไทย

สมัยสุโขทยั
การศกึ ษาได้จัดกนั มาตั้งแตส่ มยั สโุ ขทัยเปน็ ราชธาน(ี พ.ศ. 1781-1921) แตเ่ ป็นการศึกษาแผน
โบราณ ซึ่งเจริญรอยสืบต่อมาจนถงึ สมัยกรุงรัตนโกสนิ ทร์ ตน้ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่
หัว ในสมยั กรงุ สุโขทัยรัฐและวดั รวมกันเปน็ ศูนย์กลางแห่งประชาคม กจิ กรรมต่าง ๆ ของรฐั และวัดยอ่ ม
เป็นการสอนประชาคมไปในตัววิชาทีเ่ รียนคือภาษาบาลี ภาษาไทยและวชิ าสามญั ข้ันตน้ สำนกั เรยี นมี 2
แหง่ แหง่ หน่งึ คือวัดเปน็ สำนักเรยี นของบรรดาบุตรหลานขนุ นางและราษฎรทวั่ ไป มพี ระที่เชีย่ วชาญภาษา
บาลเี ป็นครผู ูส้ อน เพราะสมยั นน้ั เรยี นภาษาบาลกี นั เปน็ พน้ื ใครรู้พระธรรมวนิ ยั แตกฉานก็นบั ว่าเป็น
ปราชญ์ อกี แหง่ หน่งึ คือ สำนักราชบณั ฑิต ซงึ่ สอนแตเ่ ฉพาะเจา้ นายและ บุตรหลานขา้ ราชการเทา่ น้นั
ปรากฏในพระราชพงศาวดารวา่ พระเจ้าลไิ ทแห่งกรุงสุโขทัยเมื่อทรงพระเยาว์ ได้เคยศึกษาเล่าเรียนใน
สำนกั ราชบัณฑติ เหลา่ น้ีจนมีความรวู้ ิชาหนงั สอื แตกฉานถึงแกไ่ ด้รับยกยอ่ งว่าเปน็ นักปราชญ์
สมัยอยธุ ยา
ในสมัยกรงุ ศรีอยุธยา(พ.ศ.1893 -2310) การศึกษาได้เปลีย่ นรูปตา่ งไปจากการศกึ ษาสมยั กรุง
สโุ ขทยั ลกั ษณะการศึกษาสมัยกรุงศรีอยุธยาเปน็ ไปในทางตดิ ต่อกับประชาคมเทา่ น้ัน เพราะการศกึ ษา
ท่ัวไปก็ตกอยู่แกว่ ัด ราษฎรนิยม พาลูกหลานไปฝากพระ เพอื่ เล่าเรยี นหนังสือ พระยินดีรับไวเ้ พราะท่าน
ตอ้ งมีศษิ ย์ไวส้ ำหรบั ปรนนิบัติ ศิษยไ์ ดร้ บั การอบรมในทางศาสนา ได้เล่าเรยี นอา่ นเขียน หนังสอื ไทยและ
บาลตี ามสมควร
เพื่อเป็นการตระเตรยี มสำหรับเวลาขา้ งหนา้ เม่อื เตบิ โตขึน้ จะได้สะดวกในการอปุ สมบท การให้
ผชู้ ายท่ีมีอายุครบ 20 ปีบรบิ รู ณอ์ ุปสมบทเปน็ พระภิกษนุ ้ัน เป็นประเพณที ่ีมีมานานแลว้ เข้าใจว่าจะสบื
เนอื่ งมาจากแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ เพราะปรากฏว่าพระองค์ทรงกวดขนั การศึกษาทางพระศาสนามาก
บตุ รหลาน ข้าราชการคนใดที่จะถวายตวั ทำราชการ ถ้ายังไมไ่ ด้อปุ สมบท ก็ไม่ทรงแตง่ ตงั้ ให้เปน็

109

ขา้ ราชการ ประเพณนี ี้ยังผลให้วัดทกุ แหง่ เป็นโรงเรียนและพระภกิ ษทุ ุกรูป เปน็ ครทู ำหน้าท่ีอบรมสั่งสอน
ศษิ ยข์ องตน ตามความสามารถท่ีจะจดั ได้ แต่คำวา่ โรงเรียนในเวลานนั้ มลี ักษณะต่างกับโรงเรียนในเวลาน้ี
กล่าวคือ ไม่มีอาคารปลูกขึ้นสำหรบั ใชเ้ ปน็ ท่ีเรียนโดยเฉพาะ เป็นแตศ่ ิษย์ใคร ใครกส็ อนอยูท่ ี่กฎุ ิของตน
ตามสะดวกและความพอใจพระภิกษรุ ูปหน่งึ ๆ มีศษิ ย์ไม่ก่ีคนเพราะจะต้องบิณฑบาตร มาเลี้ยงดศู ิษย์ดว้ ย
ชาวยุโรปท่เี ข้ามาเมืองไทยในสมัยต่าง ๆ ไดเ้ ลา่ เร่ืองการศึกษาของไทยไวใ้ นหนงั สือที่เขาแตง่ ขนึ้ จะขอยก
มาเปน็ บางตอนดงั นี้ เมอร์ซิเออร์ เดอะลาลแู บร์ ราชทตู ผ้หู นึ่งในคณะฑูตฝร่งั เศสคร้ังท่ี 2 ของพระเจ้า
หลุยส์ท่ี 14 ซ่ึงเขา้ มาเจริญทางพระราชไมตรใี นแผน่ ดนิ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้กลา่ วไว้ในหนังสอื
ราชอาณาจักรสยามว่า “พระสอนหนังสือใหแ้ ก่ เยาวชน ดังท่ี ข้าพเจ้าไดเ้ ล่าแลว้ และทา่ นอธิบายคำสัง่
สอนแก่ราษฎร์ ตามทีเ่ ขยี นไว้ในหนังสือบาลี”หนังสือราชอาณาจักรไทยหรือประเทศสยาม ของมองเซน
เยอร์ ปัลเลอกัวซ์ สงั ฆราชแห่งมัลลอส ในคณะสอนศาสนาโรมันคาทอลกิ ของฝรัง่ เศส ประจำประเทศไทย
ซงึ่ พิมพ์ออกจำหนา่ ย เม่ือ พ.ศ. 2397 กล่าวว่า “ภายหลงั หรือบางทีก่อนพิธโี กนจุก บิดามารดาส่งบุตร
ของตนไปอยวู่ ดั เพื่อเรียนอ่านและเขียน ณ ท่ีนน่ั เด็กเหลา่ น้ีรับใชพ้ ระพายเรอื ใหพ้ ระ และรบั ประทาน
อาหารซึ่งบิณฑบาตมาได้ ร่วมกับพระด้วยพระสอนอา่ นหนังสอื ให้เพียงเล็กน้อยวันละครัง้ หรือสองคร้ัง
ท้ังนเ้ี พื่อเป็นการตอบแทนการศึกษาของเด็กหญิงมกี ารสอนให้ทำครวั ตำนำ้ พริก ทำขนมมวนบุหรีแ่ ละจีบ
พลู”

ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชการศึกษาเจรญิ มาก มกี ารสอนทัง้ ภาษาไทย บาลี
สนั สกฤต ฝรงั่ เศส เขมร พมา่ มอญ และจีน ปรากฏตามพงศาวดารว่า พระตรัสน้อย โอรสองค์หนึ่งของ
พระเพทราชา ได้ทรงศึกษาภาษาตา่ ง ๆ จนชำนาญท้ังภาษาบาลี สนั สกฤต ฝร่งั เขมร ลาว ญวน พม่า
รามัญ และจนี ทัง้ ยังทรงศึกษาวิชาโหราศาสตร์ และแพทยศาสตรจ์ ากอาจารย์ ต่าง ๆ เป็นอันมากเข้าใจ
วา่ โดยเฉพาะ วิชาภาษาไทย คงจะไดว้ างมาตรฐานดีมาแต่ครง้ั น้นั เพราะปรากฏวา่ พระโหราธบิ ดี ได้แต่ง
แบบเรียนภาษาไทยชือ่ จนิ ดามณี ถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งได้ใชเ้ ปน็ แบบเรียนสืบตอ่ มาเป็น
เวลานานสำนักเรยี นนอกจากวัดในบางรชั กาล ยังมีราชสำนัก สำนักราชบณั ฑิตและโรงเรียนมชิ ชันนารใี น
สมัยสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช การศกึ ษาในราชสำนักรุง่ โรจน์มาก แมก้ ระทั่งนายประตูก็สามารถแต่ง
โคลงได้ สำนกั ราชบณั ฑติ นั้นคงจะสอนวชิ าตา่ ง ๆ กัน ดังปรากฏตามพงศาวดารวา่ พระตรัสนอ้ ยได้ทรง
เลา่ เรียนอักขรสมยั และวชิ าอ่ืน ๆ จากอาจารยต์ า่ ง ๆ เป็นอันมาก พวกราชบัณฑติ ท่เี ป็นอาจารย์สอน
หนังสอื นี้มีต่อมา จนถึงสมัยกรุงรตั นโกสนิ ทร์ แมใ้ นต้นรัชกาลท่ี 5 ก็ยังมบี ัณฑติ อาจารย์บอกหนังสือ พระ
เณรอยใู่ นวัดพระศรีรตั นศาสดารามและวดั อืน่ ๆจนเมื่อมีโรงเรียนของกระทรวงธรรมการ และโรงเรยี นพระ
ปรยิ ัติธรรมแพร่หลายแลว้ สำนกั ราชบัณฑิตจงึ ไดห้ มดไป สำหรับโรงเรียนมิชชันนารีนั้น ในช้ันแรกชาว
ยโุ รปทเี่ ข้ามาค้าขาย มชี าวโปรตุเกส เป็นต้น ไดร้ ับอนุญาตให้สร้างโบสถเ์ พือ่ ทำกจิ ทางศาสนา โบสถ์ฝรัง่ ใน
ชน้ั เดมิ เชน่ ในแผ่นดินสมเดจ็ พระชัยราชานั้นเปน็ โบสถเ์ ลก็ ๆ สรา้ งข้ึนเพ่ือทำกจิ ทางศาสนาและเพื่อสอน
ศาสนาเท่านนั้ ในระยะ น้ันไทยเปน็ ประเทศเดยี วในแถบอาเชยี ตะวันออกท่ีไม่รงั เกยี จศาสนาใดศาสนาหนงึ่

110

เลย พวกฝรงั่ เห็นเปน็ โอกาสท่ีจะเกล้ียกล่อมคนไทยใหเ้ ขา้ รีตไดม้ ากกว่าที่อน่ื ดังน้ันบาทหลวงจึงไดเ้ ดนิ
ทางเขา้ มามากขึ้น

พระเจา้ แผ่นดินกท็ รงใหค้ วามอปุ ถมั ภ์พวกบาทหลวง ถึงแก่พระราชทานทรพั ย์ใหส้ รา้ งโบสถก์ ็มี
ดังเชน่ สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชพระราชทานแก่บาทหลวงฝรง่ั เศสเปน็ ต้นในรชั กาลน้นั มีโบสถ์ฝร่งั
ใหญ่ ๆ มากกวา่ ในรชั กาลก่อน ๆ และเม่อื มโี บสถส์ ำหรับทำกิจทางศาสนาแล้วก็ตง้ั โรงเรียนข้ึน เรียกวา่
โรงเรยี นสามเณร โรงเรยี นสามเณรตัง้ ข้นึ เพ่ือสัง่ สอนชาวพ้ืนเมอื งที่ประสงค์จะเขา้ รตี แต่นอกจากสอน
ศาสนา ก็ได้สอนหนังสอื และวิชาอ่ืน ๆ ดว้ ยปรากฏว่าสมเดจ็ พระนารายณ์ทรงสง่ มหาดเล็ก รุ่นเด็กเป็น
จำนวนมากมาเรียนในโรงเรียนของพวกบาทหลวง จงึ นบั ว่าโรงเรียนสามเณร เป็นสำนกั เรียนวิชาสามัญอีก
แหง่ หนึ่ง

สมยั กรุงธนบรุ ี
การศึกษาสมยั กรุงธนบุรีมศี นู ย์กลางอยู่ท่วี ดั กับวงั โดยวดั จะเป็นสถานศึกษาสำหรบั ราษฎรท่วั ไป
ซึง่ ส่วนใหญจ่ ะเป็นเด็กผูช้ ายเพราะต้องไปศึกษาและพักอยู่กับพระท่ีวัด วชิ าท่ีเรียนได้แก่ การอ่าน เขียน
ภาษาไทยภาษาบาลี - สันสกฤต และวิชาเลข ซึ่งสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน สว่ นวงั เปน็ สถานศึกษา
สำหรับบตุ รของพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางผู้ใหญ่ วิชาทีเ่ รียนส่วนใหญ่เน้นเรื่องการปกครอง วชิ าการ
ป้องกันตวั เพ่ือเตรียมรับราชการต่อไปในอนาคต ส่วนวชิ าชีพนนั้ จะเป็นการศกึ ษากับพ่อแม่ คอื พ่อแม่
ประกอบอาชีพอะไร ก็มักจะถ่ายทอดให้ลูกหลานทำต่อ เชน่ วิชาแพทย์แผนโบราณ หรอื วิชาช่างต่างๆ
สว่ นเด็กผ้หู ญิงจะเรียนเพ่ือเตรียมตัวเป็นแมบ่ ้านแม่เรอื นในอนาคต ดงั นั้นการเรียนของเด็กผหู้ ญงิ จะเรียน
อยู่กับบ้าน มีแม่เปน็ ผู้สอน วิชาท่เี รยี น เชน่ การเย็บปกั ถักรอ้ ย ทำกบั ข้าว การฝกึ อบรมมารยาทของสตรี
โดยพอ่ แม่ไมน่ ยิ มใหผ้ หู้ ญิงเรยี นหนงั สือ
สมัยรัตนโกสินทร์
ในสมัยกรงุ รตั นโกสินทรต์ อนต้น การศกึ ษายงั คงดำเนนิ ไป เชน่ เดยี วกบั สมัยกรุงศรีอยุธยา
กลา่ วคือ มีวดั ไดใ้ หค้ วามรู้แก่พลเมืองให้เหมาะ แก่ความต้องการของประชาคม วัดและบ้านรบั ภาระใน
การอบรมสงั่ สอนเด็ก สว่ นรฐั หรอื ราชสำนกั ควบคุมตลอดจนใหค้ วามอุปถัมภต์ ามสมควร หนังสือ
ราชอาณาจกั รและชาวสยาม ของเซอร์จอหน์ บาวริง ผ้สู ำเร็จราชการฮ่องกง ซึ่งสมเดจ็ พระนางเจา้
วกิ ตอเรยี พระบรมราชินีนาถแหง่ ประเทศบริเตนใหญ่ ทรงแตง่ ตง้ั เปน็ อัครราชทตู มาเจริญทางพระราช
พระราชไมตรีเมื่อ พ.ศ.2398 ในรชั กาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั กล่าวถงึ การศึกษาสมยั กรุง
รตั นโกสินทร์ไว้สองแห่ง
แหง่ หนึง่ มีความวา่
“การศึกษาตงั้ ตน้ แต่การโกนจกุ แล้วเด็กผชู้ ายถกู ส่งไปอยู่วัดเรียนอ่าน เขียน และคำสอน
ศาสนากบั พระ”
อกี แหง่ หน่ึงมีความว่า

111

“พระไดร้ ับมอบหมายให้จดั การศึกษา และโรงเรียนอยูต่ ิดกบั วัดโดยมาก ย่อมเปน็ ของ
ธรรมดาอยู่เองที่การสอน ให้รคู้ ำสงั่ สอนและประกอบพิธกี รรมทางพุทธศาสนา เป็นส่วนสำคัญมาก
ของระบบการศึกษา พลเมืองชายส่วนหน่งึ อา่ นและเขียนหนงั สอื ออก แต่วิธีท่ีจะแสวงหาความรู้ชนั้ สูง
สาขาใดสาขาหนึ่งมีอยนู่ ้อยถึงกระน้ันกด็ ี โดยเฉพาะในบรรดาขนุ นางยงั ใฝใ่ จเรียนวชิ าเครือ่ งจักรกลไก
รูจ้ ักใชเ้ ครือ่ งมือเดินเรือและรวู้ ชิ าปรชั ญากนั มาก ค่าเล่าเรียนตามปรกตใิ นโรงเรยี นสามญั ท่ีกรุงเทพฯ
เกบ็ จากเด็กชายคนละ 8 ดอลลารห์ รือ 35 ชิลลงิ ต่อปแี ละอีก 15 ดอลลาร์ เป็นคา่ ที่อยู่ เส้ือผ้า เคร่อื ง
เขยี นและอ่ืน ๆ ชาวจนี ท่รี วยบางคนจา้ งครสู อนส่วนตวั เดอื นละ 8 ดอลลาร์ ห้องเรยี นหอ้ งหนึ่งอาจ
เชา่ ได้เดอื นละ 2 ดอลลารค์ รึ่งหรือตำ่ กว่าน้นั การศกึ ษาสตรีถกู ทอดท้ิง ในประเทศสยาม มีสตรีอยนู่ ้อย
คนท่ีอ่านหรือเขยี นได้ อย่างไรก็ดี ในการแสดงละครภายในพระราชวัง สตรคี นหนึ่งบอกบทและพลกิ
หน้าบทละครไดอ้ ยา่ งแคลว่ คล่องมาก”

แม้ไทยจะเคยตดิ ต่อกบั ฝรั่งมาเปน็ เวลานาน นับแตส่ มยั กรงุ ศรีอยธุ ยา แต่การศึกษากย็ ังคงเปน็
แผนโบราณอยู่ ตามเดิม การถา่ ยทอดวชิ าความรู้ศิลปวิทยาการตา่ ง ๆ ยงั น้อยมาก เขา้ ใจว่ามีเพยี ง วิธี
หล่อปืนไฟ การใชป้ ืนไฟในการสงคราม วธิ ีทำปอ้ มค่ายสกู้ ำลังปืนไฟ ตำรายาบางอย่าง เชน่ วธิ ีทำข้ีผ้ึง
และตำราทำอาหาร เชน่ ฝอยทอง เป็นตน้ เท่าน้ัน ในระยะปลายสมัยกรุงศรีอยธุ ยาจนถงึ รัชกาล
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก การติดต่อกบั ฝรั่งขาดไประยะหนึ่ง ตอ่ มาใน พ.ศ. 2361 รชั กาล
พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั จึงได้มกี ารตดิ ต่อกันอีกคร้งั หนึง่ กลา่ วคือ ไทยอนญุ าตให้
โปรตเุ กสเขา้ มาต้ังสถานกงสลุ ในกรงุ เทพฯ แต่ไมม่ ี อำนาจพิเศษอย่างไร ใน พ.ศ.2365 บริษทั อินเดีย
ตะวนั ออกขององั กฤษอยาก จะขยายการค้าขายมาถงึ กรุงเทพฯ มาควิสเฮสตงิ ส์ผูส้ ำเร็จราชการอนิ เดยี
แต่งตั้งให้นายจอหน์ ครอเฟิด เป็นทูตมาเจรจาเพ่อื ทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี การสนทนาโตต้ อบ
เป็นไปอยา่ งลำบากมาก เพราะพดู กนั โดยตรงไมไ่ ด้ ต้องมีลา่ ม คือ ครอเฟิด พูดภาษาองั กฤษกบั ลา่ มของ
เขา ลา่ มนั้นแปลเป็นภาษามลายูให้ลา่ มฝา่ ยไทยฟัง ลา่ มฝ่ายไทยจงึ แปลเป็นภาษาไทยเรียนเสนาบดี เมอื่
เสนาบดตี อบว่า กระไรกต็ อ้ งแปลกลบั ไปทำนองเดยี วกัน ปรากฏวา่ ในคร้ังนน้ั ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาต่อกนั
ในรัชกาลที่ 3 พ.ศ.2369 รัฐบาลอินเดียสง่ รอ้ ยเอกเฮนรี เบอร์นยี ม์ าทำหนังสอื สญั ญาทางพระราชไมตรี
กับไทย ขอความสะดวกในการคา้ ขาย แตห่ าไดเ้ รยี กร้องอำนาจศาลกงสุลไมต่ รงกนั กลับบัญญตั ไิ วว้ า่ ตอ้ ง
ปฎิบตั ติ ามกฎหมายของ บา้ นเมืองหนังสือสญั ญาต้องทำถงึ 4 ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาองั กฤษ ภาษา
มลายู และภาษาโปรตเุ กส ใน พ. ศ. 2371 มเี หตุการณ์อย่างหนึ่งเกย่ี วกบั การศึกษา คือพวกมชิ ชั่นนารี
อเมรกิ นั คณะเพรสไบติเรียนไดเ้ ขา้ มาสอนศาสนาให้แก่ชาวจนี ส่วนคนไทยนั้นเพยี งแตช่ ่วยรักษาพยาบาล
ใหอ้ ยา่ งเดยี ว เพราะพวกมชิ ชันนารไี ม่ ร้จู ักภาษาไทย และไมไ่ ดเ้ ตรียมหนังสอื สอนศาสนาเข้ามาดว้ ย โดย
เหตทุ ่ีพวกนี้มาช่วยรกั ษาโรคด้วย ทำให้คนไทยสำคัญวา่ พวกมิชชันนารอี เมรกิ ันเป็นแพทย์ จึงเรียกว่าหมอ
ซ่งึ บางคนก็เปน็ แพทย์จริง ๆ แตบ่ างคนไดร้ บั ปรญิ ญาดุษฎีบณั ฑิต วชิ าศาสนศาสตร์ ครั้นเมอื่ อยู่เมืองไทย

112

นานเขา้ พวกมชิ ชันนารีอเมริกนั เรยี นรู้ ภาษาไทยจึงขยายการสอนศาสนามาถึงคนไทยโดยเขียนคำสอน
เปน็ ภาษาไทยแลว้ ส่งไปพิมพ์ที่สงิ คโปร์

ในรชั กาลพระบาลสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลัย ปรากฏวา่ ได้ทรงสร้างโรงชนดิ หนึ่ง เรียกวา่
โรงทาน โรงทานนีเ้ ป็นสถานท่ีสำหรบั ให้การศึกษาด้วย จะเห็น ไดจ่ ากคำประกาศเรื่องโรงทานในรชั กาล
พระบาลสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัววา่ ”โรงทานน้ี พระบาลสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลัย ไดท้ รง
สร้างข้ึนไว้ใหม้ ีเจา้ พนกั งานจัดอาหารและสำรับคาวหวานเลี้ยงพระสงฆส์ ามเณร และขา้ ราชการท่ี มานอน
ประจำซองในพระบรมมหาราชวังกับทัง้ บริจาคพระราชทรัพย์แจกคนชราพิการ และมีพระธรรมเทศนา
และสอนหนงั สือวชิ าการต่าง ๆ โดยพระบรมราชประสงค์จะใหเ้ ป็นหติ านหุ ติ ประโยชนแ์ กช่ นท้ังหลายทง้ั
ปวงในอธิ โลกและปรโลกน้ันด้วย”

ดังจะเห็นไดว้ ่าถึงแมใ้ นสมยั น้ัน จะได้มีโรงเรยี นข้ึนแลว้ ก็ดี แตห่ าไดม้ จี ุดประสงค์ไปในทำนองทจี่ ะ
แยกโรงเรยี นออกจากวัดไม่ ทางด้านสามญั ศึกษากม็ ีวัดเป็น ที่เรยี นและมีพระเปน็ ครู ยังไม่มสี ถานที่ซ่ึงจัด
ไวส้ ำหรับทำการสอนวชิ าโดยเฉพาะส่วนการเรียนก็แล้วแตส่ มคั ร ไม่มกี ารบังคับ มีการส่ังสอนทางวชิ า
หนงั สอื มากกวา่ อย่างอนื่ บางทกี ม็ ีการเรียนวิชาเลขเบ้ืองต้นตามแผนเก่าดว้ ย

การตดิ ต่อกับฝร่งั ในระยะหลงั ๆ น้ี ทำใหค้ นไทยสำนึกไดว้ า่ การเรยี นรู้ภาษาของเขาตลอดจนวชิ า
ความรู้ใหม่ ๆ เป็นสงิ่ จำเป็นเพราะพวกนก้ี ำลงั แผ่อำนาจ มาทางอาเชยี ตะวันออกมากขึ้นทกุ ที ผู้ท่ีพยายาม
ศึกษาจนมีความรู้ สามารถใช้การได้เปน็ อยา่ งดีกค็ ือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั
พระบาทสมเด็จพระปิน่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงศาธิราชสนทิ และสมเดจ็ เจ้าพระยา
บรมมหาศรสี รุ ยิ วงศ์ ผู้สำเรจ็ ราชการแผน่ ดินในสมยั ต้นรชั กาลที่ 5 ใน พ. ศ. 2398 ไทยไดท้ ำหนังสอื
สญั ญาทางพระราชไมตรกี บั อังกฤษ และต่อมาก็ทำกับประเทศอ่นื ๆ อีกยงั ผลให้การคา้ ขายขยายตวั
ออกไปเปน็ อันมาก ดงั ปรากฏจากจดหมายของหมอบรดั เลยต์ อนหนึง่ วา่ “วันที่ 28 ตุลาคม 2398 เรือ
กำป่นั ใบของอเมรกิ นั ช่ือลกั เนาเข้ามาถงึ เรือพ่อค้าอเมริกันไม่ได้มเี ข้ามาถงึ 17 ปี วันที่ 1 มกราคม
2399 มีเรือกำปน่ั พ่อค้า ทอดอยู่ในแมน่ ้ำถึง 60 ลำเพราะเหตทุ ่ีได้ทำหนงั สือสัญญากับต่างประเทศ
การคา้ ขายเจรญิ อย่างรวดเรว็ ไม่เคยมเี หมือนเช่นน้มี ากอ่ น”

อยา่ งไรก็ การเรยี นวิชาความรูแ้ บบฝร่ังเชอ่ื งช้ามาก แมว้ า่ รัฐบาลมีกจิ เกยี่ วข้องกบั ฝรั่งอยู่เสมอ
และมฝี ร่ังเข้ามาค้าขายอยู่ในกรุงเทพฯแล้วกต็ ามคนไทยทเี่ รยี นรู้ภาษาฝรง่ั กย็ งั มีน้อยมาก เหน็ จะเป็น
เพราะผูท้ ่ีสอนภาษาต่างประเทศมีแต่พวกมิชชันนารี ซ่งึ สอนศาสนาบรรดาเจ้านายและ ข้าราชการจงึ ไม่
อยากสง่ บุตรหลานไปเรยี น เพราะเกรงว่า พวกมิชชนั นารีจะสอนให้เปลี่ยนศาสนา พระเจ้าลกู เธอของ
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ วั ทีป่ ระสูติ เม่ือกอ่ นทรงผนวชก็มพี ระชนมายุพ้นวยั เรียนเสยี แล้ว
พระเจ้าลูกเธอที่ประสตู ิ เมื่อเสวยราชย์แลว้ กย็ ังทรงพระเยาวอ์ ยู่ ตอ้ งรอมาจน พ. ศ. 2405 เมอื่ สมเด็จ
พระเจา้ ลูกยาเธอ มีพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัวเป็นต้น ทรงพระเจริญวัยพอทีจ่ ะเลา่ เรยี นได้
จงึ ได้โปรดใหจ้ ้างนางแอนนา เอช. เลียวโนเวนส์ เข้ามาเปน็ ครูสอนภาษาอังกฤษ แตส่ อนอยไู่ ด้ไม่กี่ปี นาง

113

เลียวโนเวนสก์ ็กลบั ไปเสีย สมเดจ็ พระเจา้ ลูกเธอท่ีศกึ ษาภาษาอังกฤษในครั้งน้ัน และได้ศึกษาต่อมาจนทรง
รอบรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ก็มพี ระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อย่หู วั อยู่พระองค์เดียว การศกึ ษา
แผนโบราณหนกั ทางวชิ าอักษรศาสตร์ เป็นการศึกษาท่ีอนุโลมตามแบบแผนและประเพณไี ม่มกี ารคน้ คว้า
ทางธรรมชาตหิ รือวิทยาศาสตร์ ส่วนวิชาชีพ เชน่ วชิ าชา่ งฝีมอื ตา่ ง ๆ มชี า่ งถม ช่างทอง ช่างแกะ ช่างปั้น
วิชาแพทย์แผนโบราณ และวิชาอาชีพอนื่ ๆ นั้นเรยี นกนั ในวงศส์ กุลและตามท้องถิน่ เปน็ การศึกษาแบบ
สบื ตระกลู เปน็ มรดกตกทอดกันมา ในกรุงเทพฯ มีทอ้ งถิ่นสำหรับฝกึ และประกอบอาชีพ ซ่ึงยังมีชื่อติดอยู่
จนทกุ วันน้ี เช่น ถนนตีทอง บ้านพานถม บ้านบาตร บ้านดอกไม้ บ้านปนู บ้านช่างหลอ่ ฯลฯ ตอ่ มา
พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดโ้ ปรดให้รวมชา่ งประเภทตา่ ง ๆ เหล่านี้ จดั เป็นหมู่ เปน็ กรม
เรยี กว่า กรมชา่ งสิบหมู่ ดังปรากฏในหนงั สอื พระราชดำรัสในพระบาลสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั
ทรงแถลง พระบรมราชาธิบายแกไ้ ขการปกครองแผน่ ดินว่า “ส่วนซง่ึ แบง่ ปันฝ่ายทหารแตท่ ำการฝ่ายพล
เรอื นนน้ั คือกรมชา่ งสิบหมู่ ซ่ึงแบง่ ไว้ในฝ่ายทหารน้นั กค็ งจะเปน็ ดว้ ยชา่ งเกดิ ขึ้นในหมู่ทหาร เหมือนทหาร
อินเยอเนยี แต่ภายหลงั มาเมื่อทำการตา่ ง ๆ มากขึ้น จนถึงเป็นการละเอียด เชน่ เขียนป้ันแกะสลกั กเ็ ลย
ติดอยใู่ นฝ่ายทหาร แต่ไม่ได้เก่ียวข้องอันใดในราชการทหาร ไม่ได้ขน้ึ กรมพระกลาโหมมีแตก่ องตา่ งหาก
แม่กองนั้นมักจะเปน็ เจ้านายโดยมาก เม่ือเกิดชา่ งอน่ื ๆ ขึน้ อกี ก็คงอยูใ่ นกรมเดมิ ฝา่ ยพลเรือนบ้างทหาร
บา้ ง ไม่เฉพาะวา่ กรมช่างจะต้องเปน็ ฝา่ ยทหาร เช่นช่างประดับกระจกขน้ึ กรมวังชา่ งมหาดเลก็ คงอยู่ใน
มหาดเลก็ เปน็ ต้น”

สำหรบั การศึกษาของพวกสตรนี ั้นเป็นการเรียนในบา้ น สว่ นมากเรยี นแต่การเยบ็ ปักถกั ร้อยการ
ครัวและกิจการบา้ นเรอื น การเรยี นหนงั สอื นั้น ถา้ ใจรกั ก็ได้เรียนบา้ งในบา้ น แต่ไม่ส้นู ยิ มให้เรียนกันนกั ใน
สมัยกรงุ รัตนโกสินทร์มักสง่ เด็กหญิงเข้าไปอยู่ตามตำหนักเจ้านายในพระบรมมหาราชวัง เพ่อื จะได้มีโอกาส
เปิดหเู ปดิ ตา ไดเ้ รียนรู้ขนบธรรมเนยี มประเพณี และวชิ าความรตู้ ่าง ๆ ตลอดจนกิรยิ ามารยาทและการ
ครองตน

114

กฎหมายการศึกษาทเ่ี กีย่ วขอ้ ง
ผบู้ ริหารสถานศึกษา

ผบู้ ริหารสถานศกึ ษา คือ บุคคลทป่ี ฏบิ ัติงานในตำแหนง่ ผูบ้ ริหารสถานศกึ ษาภายในเขตพ้ืนท่ี
การศกึ ษา และสถานศึกษาอ่ืนทจี่ ดั การศึกษาข้นั พื้นฐาน และอุดมศึกษาทง้ั ของรัฐและเอกชน

กฎหมายท่เี กี่ยวขอ้ งผูบ้ ริหารสถานศกึ ษา ได้แก่
- พระราชบัญญัติค้มุ ครองเด็ก พ.ศ.๒๕๔๖
- พระราชบัญญตั ิความรบั ผดิ ชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ. .ศ. ๒๕๓๙
- พระราชบญั ญัติข้อมลู ขา่ วสารของทางราชการ พ.ศ.๒๕๔๐
- พระราชบญั ญัติวธิ ปี ฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙
- พระราชบญั ญตั จิ ดั ต้ังศาลปกครองและวธิ พี ิจารณาคดี ปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒
- พ.ร.บ. ระเบียบบรหิ ารราชการกระทรวงศึกษาธกิ าร พ.ศ. 2546 และแก้ไขเพ่มิ เติม

ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2553

ครู

ครู คอื ผทู้ ี่มีความสามารถให้คำแนะนำ เพ่ือใหเ้ กิดประโยชน์ทางการเรียน สำหรบั นักเรียน หรอื
นกั ศกึ ษาในสถาบนั การศึกษาต่าง ๆ ท้ังของรัฐและเอกชน มหี น้าท่ี หรือมีอาชพี ในการสอนกบั วิชาความรู้
หลกั การคิดการอ่าน รวมถึงการปฏบิ ัติและแนวทางในการทำงาน โดยวิธใี นการสอนจะแตกตา่ งกันออกไป
โดยคำนงึ ถึงพน้ื ฐานความรู้ ความสามารถ และเปา้ หมายของนกั เรยี นแต่ละคน และนอกจากการสอนแล้ว
ครยู ังเป็นผู้ยกระดับวิญญาณมนุษย์ ใหร้ ู้จักผิดชอบชัว่ ดี สอนในคุณงามความดีเพ่ือเปน็ แม่แบบให้เด็กได้
ปฏบิ ตั ิตามทั้งต่อหนา้ และลับหลัง

กฎหมายการศกึ ษาทเี่ ก่ียวข้องกบั ครู ไดแ้ ก่
- พ.ร.บ. สภาครูและบุคลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. 2546
- ขอ้ บังคับครุ สุ ภา วา่ ด้วยมาตรฐานวชิ าชีพและจรรยาบรรณของวชิ าชพี พ.ศ. 2548
- พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และแก้ไข

เพ่ิมเติม ฉบบั ท่ี 2 พ.ศ. 2551 และ ฉบบั ที่ 3 พ.ศ. 2553
- พ.ร.บ. การศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพม่ิ เติม ฉบบั ท่ี 2 พ.ศ. 2545 และ

ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2553

ผู้ปกครอง

ผ้ปู กครอง คือพอ่ แม่ บุคคลที่ศาลแตง่ ตั้งข้ึนให้ปกครองดูแลผู้เยาว์ ในกรณีท่ผี ้เู ยาว์นนั้ ไม่มีบิดา
มารดา หรือบิดามารดาถูกถอนอำนาจปกครอง

กฎหมายการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับผปู้ กครอง ได้แก่

115

- มาตรา ๑๑ บิดา มารดา หรอื ผูป้ กครองมหี น้าที่จัดให้บตุ รหรือบุคคลซึ่งอยใู่ นความ
ดูแล ไดร้ บั การศกึ ษาภาคบงั คับตามมาตรา ๑๗ และตามกฎหมายที่เก่ยี วข้องตลอดจนให้ได้รับ
การศึกษา

- มีความผดิ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญตั ิการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 คือ
ตอ้ งระวางโทษปรบั ไม่เกิน 1,000 บาท

นกั เรยี น

นกั เรียน คอื ผเู้ รยี นในโรงเรยี นระดับอนุบาล ประถมศกึ ษา และมธั ยมศึกษา
กฎหมายการศึกษาทเี่ กี่ยวขอ้ งกบั นกั เรยี น ไดแ้ ก่

- พระราชบัญญตั ิการศึกษาภาคบังคบั พ.ศ. ๒๕๔๕
- พระราชบญั ญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

พระราชบัญญตั คิ ้มุ ครองเดก็ พ.ศ. ๒๕๔๖

ตวั อย่าง ขาย แลกเปลย่ี นหรือให้สุราหรอื บุหรีแ่ ก่เด็กอายุต่ำกวา่ 18 ปี เว้นแต่การปฏิบัติทาง
การแพทย์

จะมคี วามผิด จำคกุ ไม่เกิน 3 เดอื นหรือปรับไม่เกิน 30,000 ตามพ.ร.บ.คมุ้ ครองเด็ก พ.ศ. 2546
มาตราที2่ 6

ตวั อยา่ ง เด็กขับรถออกไปแว้นกอ่ ใหเ้ กิดความว่นุ วายบนท้องถนน
ผ้ปู กครองมสี ่วนที่จะต้องรับผิดชอบและต้องไดร้ ับโทษมาตรา 26 ตาม พรบ.คุ้มครองเด็ก

ฯ ฐาน“ปล่อยปะละเลย” ซง่ึ มโี ทษทำทัณฑ์บน หรือให้วางเงนิ ประกนั หากกระทำผิดซำ้ รบิ เงิน
ประกันผู้ปกครองจำคุกไมเ่ กิน 3 เดอื น ปรบั สูงสดุ 30,000 บาท และยึดรถ

สทิ ธขิ ้นั พ้ืนฐานตามอนุสัญญาวา่ ด้วยสิทธิเด็ก มดี ังนี้
1. สิทธกิ ารมชี ีวิตอยรู่ อด คือ สทิ ธขิ องเด็กท่คี ลอดออก มาแล้วจะตอ้ งมีชีวิตอยู่รอดอย่าง

ปลอดภยั เร่มิ ตั้งแตเ่ มือ่ แรกเกิด เดก็ ๆ มีสิทธทิ ี่จะมีชีวิตรอด ไดร้ บั การจดทะเบยี นเกิด มีสิทธิท่ีจะมชี ่ือ ได้
สัญชาติ และไดร้ บั การเลี้ยงดูจากบดิ ามารดาของตน ไมถ่ กู แยกจากครอบครัว รวมทง้ั ได้รบั การปกป้อง
คุ้มครองอย่างเหมาะสม โดยรัฐมีหน้าท่ปี ระกันสิทธิเหลา่ นี้ และจดั หาบรกิ ารพื้นฐานต่าง ๆ เพ่ือใหเ้ ด็ก ๆ
ไดม้ ีชวี ิตรอด และเตบิ โตข้ึนอย่างแข็งแรง ไม่วา่ จะเปน็ การสาธารณสขุ ทไ่ี ด้มาตรฐานในยามเจ็บปว่ ย ใน
ด้านโภชนาการ กต็ อ้ งมีอาหารที่ดีมีประโยชนท์ ่ีเหมาะสำหรับเด็ก มนี ำ้ ด่ืมทสี่ ะอาด ได้อาศยั อยู่ในพ้นื ที่
ชุมชน ท่สี ะอาด ตลอดจนโอกาสเข้าถึงการพฒั นาต่อไปในอนาคต ฯลฯ

116

2. สิทธใิ นการพัฒนา คือ การไดร้ บั โอกาสในการพฒั นา อย่างเต็มตามศักยภาพ เม่ือเด็กๆ ได้เกิด
และรอดชีวติ มาแล้ว สิ่งตอ่ มาทีพ่ วกเขาควรไดร้ บั คือการปกปอ้ งคุ้มครอง คือไดร้ บั ความคุ้มครองจากการ
ใช้ความรนุ แรงทั้งร่างกายและจติ ใจ และยังรวมไปถึงการคุม้ ครองจากการใชแ้ รงงานผิดกฎหมาย การ
ทำงานอนั ตราย หรือขัดขวางการศกึ ษา ในเร่อื งสารเสพติดก็เชน่ กัน เด็ก ๆ จะตอ้ งไดร้ ับการคมุ้ ครองจาก
สารอันตราย สารมีพิษ และสิ่งเสพตดิ ตา่ ง ๆ อีกหนึ่งการให้ความคุ้มครองทสี่ ำคญั ย่ิง กค็ ือ คมุ้ ครองจาก
การค้ามนุษย์ การขายและการลักพาเด็ก การลว่ งละเมิดทางเพศ และการแสวงประโยชน์กับเด็กในทกุ
รปู แบบ โดยรัฐจะมีหน้าท่ีต้องฟื้นฟูทัง้ รา่ งกายและจิตใจได้กลบั คืนสู่สงั คมอย่างมศี กั ดิศ์ รีอกี ด้วย ในแง่
ของกระบวนการกฎหมาย แม้จะเป็นเดก็ กม็ สี ิทธิไดร้ ับการช่วยเหลือจากกระบวนการยตุ ิธรรมเช่นกนั และ
มีลกั ษณะเฉพาะตวั อีกด้วย นน่ั คือ ในทุกขั้นตอนตั้งแต่การใหป้ ากคำ ตลอดจนถึงการพจิ ารณาคดี จะต้อง
ถือประโยชน์สงู สดุ ของเด็กเป็นสำคญั สำหรับเดก็ ท่ีถูกพรากจากครอบครวั จะตอ้ งไดร้ บั การคุ้มครองดูแล
อยา่ งเหมาะสม ตามภูมิหลังทางชาตพิ นั ธุ์ ภาษา ศาสนาและวฒั นธรรมของเด็ก ในภาวะสงคราม เดก็ ๆ
ต้องได้รบั การค้มุ ครองจากภัยสงคราม ไม่ถกู เกณฑ์เปน็ ทหาร หรือมีสว่ นร่วมในการส้รู บ ในกรณที ี่เด็กเปน็
ผู้ลภ้ี ัย จะไดร้ ับการชว่ ยเหลือ และไดร้ บั การปกปอ้ งคุม้ ครองเป็นกรณีพิเศษ

3. สทิ ธใิ นการได้รับการคุ้มครอง คือ การได้รับการ คุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติการลว่ งละเมดิ
การถกู กล่นั แกลง้ การถูกทอดทง้ิ การกระทำทารุณ หรือการใช้แรงงานเดก็ เพราะเด็กในวันนคี้ อื อนาคต
ของชาตใิ นวนั ข้างหน้า การศึกษาและพัฒนาการจึงเปน็ อีกเรอ่ื งทต่ี ้องให้ความสำคญั เร่ิมต้งั แต่ทเ่ี ด็กๆ
จะต้องไดร้ บั บริการพฒั นาปฐมวัย และไดร้ บั การศึกษาอย่างมคี ณุ ภาพ ได้รบั ขอ้ มูลขา่ วสารจากส่อื ที่
หลากหลาย โดยมพี อ่ แมเ่ ป็นผู้คอยช่วยแนะนำ ขณะทเี่ ด็กท่ีมีความจำเป็นพเิ ศษ เช่น เด็กพิการ ก็ตอ้ ง
ไดร้ ับการดูแลใหม้ ชี ีวติ ท่ปี กติสขุ ไดร้ บั โอกาสพฒั นาและการศึกษาทเี่ หมาะสม ใหส้ ามารถเตบิ โตพง่ึ พา
ตนเองไดอ้ ย่างเตม็ ศกั ยภาพ ตลอดจนมสี ่วนร่วมในชมุ ชน สิทธดิ า้ นการพฒั นานี้นย้ี งั หมายรวมถึงการต่อ
ยอดไปสู่ทักษะเฉพาะต่าง ๆ การพัฒนาความสามารถทั้งด้านร่างกายและจติ ใจ ทจ่ี ะทำให้เด็ก ๆ ได้กา้ ว
ไปสอู่ นาคตท่ีสดใส และมีคุณภาพชีวติ ท่ีดีต่อไปในอนาคต

4. สิทธิในการมีสว่ นร่วม คือ การใหเ้ ดก็ ไดร้ บั บทบาทท่ีสำคัญในชุมชน เด็กมีสทิ ธทิ ี่จะมีส่วนรว่ ม
ในกจิ กรรมในสงั คม มอี ิสระใน การแสดงความคดิ เห็นในเรื่องทม่ี ผี ลกระทบต่อชวี ติ ของตนเอง และไดร้ บั
โอกาสในการเข้าร่วมกจิ กรรมทเ่ี ปน็ ประโยชน์ต่อสังคมเม่ือเติบโตขึ้น เด็ก ๆ ก็คอื สมาชิกคนหนึ่งในสังคม
อาจจะตัวเลก็ สักหนอ่ ย แต่ก็มีสิทธิทีจ่ ะมสี ่วนรว่ มอย่างเตม็ ตัว ทั้งการแสดงความคดิ เหน็ ได้อยา่ งเสรี หรือ
เข้ามามบี ทบาทในเรื่องตา่ ง ๆ โดยเฉพาะกับเรอ่ื งท่ีสง่ ผลกระทบ หรือมีส่วนโดยตรงกับตวั เด็กและเยาวชน
เอง โดยความคดิ เหน็ ดงั กล่าวของเด็กจะตอ้ งไดร้ ับการพจิ ารณาอย่างจริงจังตามสมควรแกอ่ ายุและวฒุ ิ
ภาวะของเด็กคนน้นั เด็กและเยาวชนแทบทุกคนมีศักยภาพทีไ่ มส่ ามารถมองขา้ มไดเ้ ลย ในขณะที่ภาครฐั มี
หน้าที่ทจ่ี ะเอื้ออำนวยและส่งเสริมการมสี ่วนรว่ มของเดก็ และเยาวชนตั้งแต่ระดบั ชมุ ชนเปน็ ต้นไป ทกุ ภาค

117

ส่วนกค็ วรจะมีบทบาทส่งเสริมสนับสนุนใหเ้ ด็กๆ และเยาวชนสามารถเข้ามามีสว่ นร่วม ได้แสดงความ
คดิ เหน็ มีพืน้ ท่ีในการใชศ้ กั ยภาพของตนเอง ทีจ่ ะสรา้ งความเปลี่ยนแปลงทดี่ สี ู่สงั คม

การปฏิรปู การศึกษาของไทย
การปฏิรูปการศกึ ษา

การปฏริ ูปการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญย่ิงต่ออนาคตของประเทศไทยเพราะการปฏริ ูปการศึกษาคอื
การปรับทง้ั ระบบกระบวนการของระบบการเรยี นรู้การคดิ ของบุคคลและสังคมเกีย่ วกับตนเองส่งิ ท่ีมนุษย์
สร้างสรรคข์ น้ึ สง่ิ แวดล้อมและธรรมชาติ เพ่อื พัฒนาสร้างสรรคค์ วามรู้ใหม่และสิ่งใหมใ่ ห้ผสมผสานได้กับ
มรดกทางวฒั นธรรมในอดีตอันจะเปน็ ประโยชน์ต่อชวี ิตและสังคมท้งั ในปัจจุบันและอนาคตโดยม่งุ ให้กับ
ตนเองกับสงั คมกบั เพอื่ นรว่ มโลกและธรรมชาติ

ดว้ ยความสำคัญต่อทง้ั ชวี ิตในปจั จุบนั และอนาคตเชน่ นกี้ ารปฏิรูปการศกึ ษาจงึ จะต้องเป็นการ
ระดมความคดิ และสร้างสรรค์รว่ มกนั จากกลุ่มคนทุกกลุม่ ทุกฝ่ายและรว่ มกันนำสู่การปฏิบัติโดยคำนงึ ถึง
ผลประโยชนต์ ่อส่วนรวมเป็นหลกั การปฏิรปู การศึกษามใิ ชเ่ ป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เล็กๆนอ้ ยๆเปน็
จุดๆ มใิ ชป่ ลอ่ ยให้อยู่ในมือของผูใ้ ดผหู้ น่ึงหรือกล่มุ ใดกลมุ่ หนงึ่ โดยเฉพาะแตต่ ้องตกลงปลงใจรว่ มกนั อย่าง
กว้างขวาง

การปฏิรูปการศึกษาครงั้ น้จี ึงมีความสำคญั ย่ิงต่ออนาคตของประเทศไทยเพราะความก้าวหนา้
อยา่ งรวดเร็วของเทคโนโลยใี หม่ๆได้ผลักดนั การเปล่ียนแปลงวถิ ชี ีวิตเราไปอย่างคาดไมถ่ ึงบ้างก็เปน็ คุณ
บ้างก็เปน็ โทษหากไมร่ ู้เท่าทนั หายนะก็อาจเกดิ ขึ้นได้ แตต่ รงกันข้ามถ้ารู้เท่าทนั สร้างสรรค์สิง่ ทเ่ี ป็น
ประโยชนม์ าประยุกตใ์ ชใ้ ห้สอดคลอ้ งกบั สังคมและสิ่งแวดล้อมความรู้และเทคโนโลยกี ็จะช่วยเสริมความ
อยู่ดีมสี ขุ ให้บุคคลและสงั คมได้ถ้วนทว่ั

ทีจ่ ริงก็เคยมกี ารปฏริ ูปการศกึ ษามาแลว้ ใน ประเทศไทยครง้ั แรกตั้งแตส่ มยั รชั กาลท่ี 5 เร่มิ เมอื่
ปลายปี พ.ศ. 2430 เป็นการปฏริ ูปท้งั ระบบ และ กระบวนการทต่ี ่อเนือ่ งกันเปน็ เวลายาว ครัง้ ท่ี 2 เป็น
ความพยายามเร่มิ ต้ังแตก่ ลางปี พ.ศ. 2517 แตป่ ฏิรูปไม่ครบทงั้ ระบบ นอกจากน้ี รฐั มนตรีวา่ การ
กระทรวงศึกษาธกิ าร 1 คน ก็ปฏิเสธพรอ้ มส่งั ระงบั แต่โชคดขี องประเทศท่รี ัฐบาลนั้นอยู่ไดไ้ ม่ นาน การ
ปรับปรงุ ครง้ั นี้จงึ ทาํ ได้เปน็ บางจุดหลาย เรอ่ื งที่ได้ดาํ เนนิ การไปแล้วกเ็ ปน็ ผลดี หลายเรื่องท่ี ยังมปี ัญหา
สําหรับคร้ังทีส่ ามนี้ เร่ิมตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2537 ระดมความคิด ความร่วมมอื อย่างกว้าง ขวางทัว่ ประเทศ
จนมีพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ไดร้ ับการสนับสนนุ จากรฐั ธรรมนูญแหง่
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 อนาคตของการปฏริ ปู การศึกษาคร้ังนจ้ี ะเป็นอย่างไร จะได้กลา่ วตอ่ ไป
อะไรเป็นสาเหตุให้ปฏิรูป ปฏริ ปู อะไร อย่างไร ได้ผลเปน็ อย่างไร เราจะสรุปเป็นบทเรยี น ไดอ้ ย่างไร
2. การปฏริ ูปการศกึ ษาครัง้ ที่หนง่ึ : การศึกษาเพ่ือ ความทันสมัย

118

สภาพของโลกในยุคประมาณ 150 - 100 ปี มาแลว้ เปน็ ยุคลา่ อาณานิคมของประเทศตะวนั ตก
หลายประเทศในทวปี เอเชียและแอฟริกา ตกเป็น อาณานิคม ชาวตะวันตกกลา่ วหาวา่ ประเทศเหลา่ น้ี ป่า
เถอ่ื น แตด่ ้วยพระปรชี าสามารถของรชั กาลท่ี 5 และรัชกาลท่ี 4 ดว้ ยนโยบายทางการทูต และมกี าร เจริญ
สมั พันธไมตรีมาตัง้ แตส่ มัยอยุธยา ไดน้ าํ ความ รู้ตะวนั ตกมาประยุกต์ใช้ จึงได้ปฏิรปู ทกุ ระบบของ ประเทศ
ไปสคู่ วามทันสมัยบนรากฐานของวัฒนธรรม ไทย การศึกษากเ็ ปน็ ระบบหน่ึงที่ได้ปฏิรปู ให้ สอดคล้องกัน
กบั ระบบกฎหมาย การปกครอง การ คมนาคมขนสง่ การแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุขฯลฯ

ผู้นําการศกึ ษาและการปกครองในยคุ แรก คือ สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานภุ าพ และต่อมา เมื่อ
จดั ตั้งกระทรวงธรรมการ เม่ือวันท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2535 มีเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ เป็นเสนาบดี และมี
เสนาบดตี ่อเนื่องมารวม 5 ท่าน จนถงึ พ.ศ. 2475 เฉลย่ี แต่ละท่านดํารงตําแหน่งทา่ นละ 8 ปี จงึ
ดาํ เนินการต่อเนื่องกันจนผลเป็นที่ประจักษ์

ไดม้ ีการปฏริ ูปการศึกษาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง จาก การศึกษาในวดั ในวังและในครวั เรือน มาเปน็ การ
ศึกษาในโรงเรียน มีการจดั ทาํ โครงการการศึกษา หรอื แผนการศึกษาแห่งชาติ หรือพระราชบัญญัติ
การศกึ ษา เพราะแตล่ ะโครงการหรอื แผนในขณะ นั้นเปน็ พระบรมราชโองการ จงึ ถือเสมือนเปน็
พระราชบัญญตั ิในปัจจุบัน นอกจากน้กี ม็ ีการจัดทํา หลักสตู ร โดยประยกุ ต์ใหเ้ ข้ากับสังคมไทย มีการจัดตั้ง
โรงเรียนประถมและมัธยม โรงเรียนฝึกอาชพี มกี ารจัดตั้งโรงเรียนฝกึ หดั ครู มีการจักตงั้ มหาวิทยาลยั ฯลฯ
สอดคลอ้ งทั้งระบบ อยา่ งไรก็ตาม ดว้ ยสภาพเศรษฐกิจและสงั คม การศึกษาจึงกระจุก ตวั อยูใ่ นเมือง ในตัว
จงั หวดั เป็นหลกั อย่างไรกด็ ี ประเทศไทยกค็ งสภาพเปน็ อสิ ระไม่ตกเปน็ อาณานิคม ของต่างชาติ

สรปุ ไดว้ ่า ความสําเรจ็ เน่อื งมาจาก พระ ปรชี าสามารถภาวะผู้นาํ ของพระมหากษตั รยิ ์ทง้ั 3
พระองค์ ร.5 ร.6 และร.7 รวมทัง้ เสนาบดี กระทรวงธรรมการและเสนาบดีกระทรวงศึกษา ธกิ าร ทัง้ 5
ทา่ น ที่มภี าวะผนู้ ํา ความจริงจังและความจรงิ ใจท่ผี ลกั คนงานการศึกษาเพ่อื ความทนั สมัยและปฏิรปู ระบบ
อ่นื ขน้ึ อย่างสอดคล้องกัน
3. ความพยายามในการปฏริ ูปการศึกษาคร้ังท่ีสอง: การศึกษาเพ่ือชวี ติ และสังคม

หลังการเปลย่ี นแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 ก็มีการปรับปรงุ แผนการศึกษาแห่งชาตหิ ลาย
แผน แต่ละแผนก็ยงั เป็นพระบรมราชโองการตามประเพณีแตก่ ็ไม่มสี ภาพเป็นพระราชบัญญัตนิ อกจากน้ี มี
การปรับปรงุ เป็นจดุ ๆ ตามสภาพปัญหา เชน่ มคี วามพยายามปรับปรุงใหส้ ามัคยาจารย์เปน็ คุรุสภาเป็น
สถาบันวชิ าชีพ แตค่ ุรุสภากม็ ีได้ดำเนินการตามเจตนารมณน์ ั้นมากนกั มีการจดั ตั้งมหาวทิ ยาลยั ขึ้นมาใหม่
อกี 4 มหาวิทยาลัย ยกเว้น มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ ซ่ึงในยุคแรกเปน็ ตลาดวิชา แต่มหาวิทยาลัยอื่นกย็ ัง
มุง่ ผลิตข้าราชการ มีการจัดตง้ั สภามหาวทิ ยาลยั แห่งชาติเม่อื พ.ศ. 2499 และต่อมาเป็นสภาการศกึ ษา
แหง่ ชาติ เม่ือ พ.ศ. 2502 และ คณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ เมอื่ พ.ศ. 2515

เป็นทีน่ ่าสงั เกตวา่ จอมพลสฤษด์ิ ธนะรชั ต์ ได้นําระบบจากฝ่ายทหารมาใชใ้ นระบบพลเรือน เพ่ือ
เป็นหนว่ ยวิเคราะหว์ ิจยั ทาํ แผนประสานแผนตดิ ตามและประเมินผลแผนในทาํ นองหนว่ ยเสนาธกิ าร เพอื่

119

ทาํ งานเสนอแนะผู้ตัดสนิ ใจคอื คณะรฐั มนตรี เพื่อใหร้ ฐั มนตรีทเ่ี กย่ี วข้องนาํ ไปกํากับการปฏิบัตมิ ีการจดั ต้งั
หรอื ปรบั ปรงุ ของเดิมเม่ือ พ.ศ. 2502 ข้ึนมา 4 หนว่ ย คือ สภาการศึกษาแห่งชาติ สภาวจิ ยั แหง่ ชาติ สภา
พฒั นาเศรษฐกิจ แหง่ ชาติ และสภาความมน่ั คงแห่งชาติ ยคุ นีเ้ ปน็ ยคุ ของการพฒั นา ข้อเสนอแนะจาก 4
สภานี้ เปน็ เคร่ืองมือในการกํากบั การปฏบิ ตั ิแนวทางการพัฒนา ซ่ึงในปัจจบุ นั กม็ ีขอ้ วิจารณ์ทัง้ เชิงลบและ
เชงิ บวก ในด้านการศึกษา มกี ารขยายการศึกษาเชงิ ปริมาณอย่างรวดเรว็ มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยใน
ภูมิภาคและสถาบันอดุ มศกึ ษา

ขณะเดียวกันด้านการเมืองและการปกครองอยู่ในสภาพเผด็จการจากบนสลู่ า่ งจนเกดิ การปฏิวตั ิ
โดยนกั ศกึ ษาเม่ือ 14 ตุลาคม 2516 มีการเรยี กร้องอยา่ งกว้างขวางให้ปฏิรูประบบการพัฒนาระบบการ
พัฒนาระบบการปกครอง ระบบการศึกษา ฯลฯ รัฐบาล ฯพณฯ นายสญั ญา ธรรมศักดิ์ ชดุ ท่ี 2 จึงแต่งตง้ั
คณะกรรมการวางพน้ื ฐานเพ่อื ปฏริ ปู การศกึ ษาข้นึ เม่ือวันที่ 25 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2517 ตามข้อเสนอของ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธกิ าร (นายเกรยี ง กรี ติกร) และรัฐมนตรชี ว่ ยวา่ การฯ (นายกอ่ สวัสด์ิ
พาณิชย)์ โดยมี นายสิปปนนท์ เกตุทัต เป็นประธาน นกั วชิ าการ และนักบรหิ ารการศกึ ษา ท่ีมี
ประสบการณ์ รวม 21 คน (ต่อมาเพ่มิ อีก 1 คน) เป็นกรรมการ

คณะกรรมการฯ ได้มีการศกึ ษาวิเคราะหว์ ิจัยอยา่ งกว้างขวางรวมท้ังฟังความคิดเห็นจาก บุคคล
กลุ่มต่าง ๆ ทั้งระดับบนและล่าง แตส่ ภาพรอบโลกในขณะนั้นหลายประเทศในภูมิภาคเอเชยี ตะวนั ออก
เฉียงใตก้ ําลงั ถูกปกครองด้วยระบบคอมมิวนสิ ต์ ในประเทศไทยเองกแ็ บ่งเป็นฝา่ ย “ซา้ ย” และ “ขวา" มี
ความเหน็ เชงิ การเมือง เศรษฐกจิ และสงั คม แตกแยกกันอย่างสุดโต่ง

คณะกรรมการวางพ้ืนฐานเพื่อปฏิรูปการศกึ ษาได้ศกึ ษาอย่างกว้างขวางโดยเริม่ จากสภาพของโลก
สภาพการเปล่ยี นแปลงในสงั คมไทย และความขดั แย้ง ดังกล่าวแล้วและสรปุ ปญั หาได้ 3 ประการ คือ

(1) สภาพรอบโลกและประเทศเปล่ยี น ไปอยา่ งอย่างกว้างขวางแตก่ ารศึกษาก็มิไดเ้ ปลีย่ น ไปตาม
หรือเปลี่ยนไปนําสังคม

(2) การศึกษาควรเป็นสื่อปรบั ความเข้าใจ ระหวา่ งคนกลมุ่ ต่าง ๆ ในประเทศแต่กม็ ิไดม้ บี ทบาท
มากนกั

(3) เมื่อพจิ ารณาเนื้อแท้ของการศกึ ษาการศึกษาเองก็อ่อนล้า อุย้ อ้ายไมเ่ สมอภาค คุณภาพ อ่อน
ฯลฯ

จึงต้ังโจทยเ์ ชิงหลักการไว้ 4 ข้อ คอื
(1) การศึกษาที่พงึ ประสงค์มีลักษณะอย่างไร
(2) รฐั จดั การศึกษาที่พึงประสงค์ ดว้ ยความ มงุ่ หมายอะไร
(3) ใครคือผ้ทู ่ีควรได้รับประโยชน์สงู สุด จะจัดการศกึ ษาเพือ่ ใคร
(4) จะจัดการศึกษานน้ั อยา่ งไร

120

จากการวเิ คราะห์ วิจยั รับฟังความคิดเหน็ ประชุมปรึกษากันร่วมหนง่ึ รอ้ ยครง้ั และสรุปข้อเสนอ

ได้ 10 ประการ

(1) ความเสมอภาคทางการศึกษา : ในสิทธิ ในโอกาสในการจัดสรรทรัพยากร

(2) โครงสร้างระบบการศกึ ษา 4:3:3:2 (3) 6:3:3

(3) ระบบบริหารการศึกษา: เอกภาพในนโยบาย

(4) เน้อื หาสาระและกระบวนการเรยี นรู้ ยดื หยุ่นประสานระหวา่ งในโรงเรยี น นอกโรงเรียนและ

ตามอธั ยาศยั

(5) บทบาทและฐานะของครู : ยกยอ่ งวิชาชีพ และพฒั นาครู

(6) อุดมศึกษา กวา้ งขวาง หลายระบบยอ่ ย

(7) การจดั การศึกษาเอกชน รัฐสนับสนนุ คุณภาพหน่วยทีไ่ ม่หวงั กําไร

(8) การลงทุนทางการศึกษา ระดมทรัพยากร จดั สรรใหเ้ หมาะสม วางเป้าหมาย

(9) ปรบั กฎหมายเกยี่ วกบั การศกึ ษาต่าง ๆ สอดคลอ้ ง

(10) ปฏิรูปโครงสรา้ งอน่ื ให้สอดคล้อง

การปฏริ ูปการศึกษาตามแนวนี้จะเพ่ิมประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผลทางการศกึ ษาและการพัฒนา

ประเทศ พอ่ แม่จะไม่ตอ้ งวงิ่ เต้นหาโรงเรียน ให้บุตรหลาน และนักเรยี นจะมีโอกาสศึกษาตามความต้องการ

ชา้ หรือเร็วตามความถนดั จะไดเ้ รยี นรูค้ วบค่กู ับการปฏบิ ัติพร้อมท้งั เรียนรู้คู่คุณธรรม ประชาชนที่ขาด

โอกาสในการศึกษากจ็ ะได้ศึกษาในการศกึ ษานอกระบบโรงเรียนเพมิ่ พูนทกั ษะในการประกอบอาชพี ครูจะ

ไดร้ ับการยกฐานะและมโี อกาสพฒั นาวชิ าชีพตามความสามารถของตนอย่างท่ัวถึง

การปฏริ ูปครง้ั นจี้ ะสำเรจ็ ลงได้กข็ ึ้นอยู่กบั เง่ือนไขสำคัญคือตอ้ งปฏริ ปู ทงั้ ระบบและกระบวนการ

เพราะขอ้ เสนอทั้งสบิ ประการเก่ยี วกันเปน็ ลกู โซ่ นอกจากนจ้ี ะต้องปฏริ ปู โครงสรา้ งอน่ื ให้สอดคล้องต้องกัน

ดว้ ย

คณะกรรมการวางพน้ื ฐานเพื่อปฏริ ูปการศึกษาไดเ้ สนอรายงานไปยังรัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงศึกษาธกิ าร เม่ือวันท่ี 4 ธันวาคม พ.ศ. 2517 และคณะรฐั มนตรีกม็ ีมติรับหลักการ เมื่อวันที่ 24

ธนั วาคม ศกเดยี วกัน และให้แต่งต้ังคณะกรรมการปฏิรปู การศึกษา แต่ยงั มิทันไดด้ ำเนินการต่อ

คณะรฐั มนตรกี ็ไดม้ ีมติใหท้ บทวนเรื่องการบริหารการศึกษาตามข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทย เมื่อวนั ท่ี

14 มกราคม พ.ศ. 2518 และก็มีการเปล่ียนแปลงรัฐบาล เม่ือ เดือนกุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2518 และเปล่ยี นอีก

คร้ัง เม่อื เดอื นมนี าคม พ.ศ. 2518 แตล่ ะคร้ังท่ีมี การเปลี่ยนแปลงรฐั บาล เร่อื งการปฏริ ูปการศึกษากช็ ะงัก

ลง กว่าคณะรัฐมนตรจี ะเริ่มเดินเรื่องการปฏิรปู การศึกษาต่อ ก็เม่ือวันท่ี 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2518 โดย

แตง่ ตั้งรฐั มนตรีว่าการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร (นายนพิ นธ์ ศศิธร) เปน็ ประธาน และเลขาธกิ าร

คณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ (นายสิปปนนท์ เกตุทตั ) เป็นกรรมการและเลขานุการ ซ่งึ กแ็ ตง่ ต้ัง

คณะอนกุ รรมการต่าง ๆ หลายชดุ รฐั บาลนก้ี ็อยู่ได้ไม่นานนัก มกี ารเปลย่ี นรัฐบาลเม่ือเดือนมีนาคม พ.ศ.

121

2519 และเมษายน พ.ศ.2519โดยมพี ลตรีศริ ิ สริ โิ ยธนิ เปน็ รฐั มนตรี ครัง้ น้ีท่านเร่มิ ดำเนินการ อย่างเอา
จรงิ เอาจัง แต่ก็อยู่ได้ไมถ่ ึง 6 เดอื น ก็มีการปฏิวัตโิ ดยคณะปฏริ ูปการปกครอง เม่ือวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.
2519

รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงศกึ ษาธิการ (นายภิญโญ สาธร) กส็ ่งั ยตุ ิการปฏิรูปการศึกษา และ
กลา่ วหาวา่ แผนปฏริ ูปการศกึ ษาเป็นแผนของ “ฝา่ ยซ้าย” ทัง้ ๆ ท่ีนายภิญโญ ก็เปน็ กรรมการวางพ้นื ฐาน
เพ่ือปฏิรปู การศกึ ษาและเปน็ ประธานคณะอนุกรรมการดา้ นระบบบรหิ ารการศึกษา เงินงบประมาณท่ี
เตรียมไวใ้ นการบริหารตามแผน ปฏริ ปู และเพ่ือการอบรมครูถูกนําไปใชพ้ ิมพห์ นงั สืออ่ืน แตส่ ว่ นทีส่ ำคัญ
ของการปฏิรูปการศึกษาถูกนํามาปฏิบัติอีกครัง้ ใน พ.ศ. 2523 ในรัฐบาล ฯลฯ พลเอกเปรม ตณิ สูลานนท์
เป็นนายกรัฐมนตรี และมีนายสิปปนนท์ เกตุทัต เป็นรัฐมนตรวี า่ การ กระทรวงศึกษาธกิ าร ซง่ึ ก็ไดป้ รบั ปรุง
ระบบประถมศึกษาและระบบบุคลากรครใู นช่วงน้ีได้มกี ารปรบั ปรุงบางเรอ่ื งไมส่ ามารถทำได้ครบท้ัง 10
เรอื่ ง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายข้าราชการประจำท่ีไดน้ ําแนวคิดของคณะกรรมการวางพน้ื ฐานเพ่ือปฏริ ปู
การศึกษามาเปน็ สว่ นสำคญั ในการวางแผนการศกึ ษาแหง่ ชาติโดยมีนายแพทย์บุญสม มาร์ติน เปน็
ประธาน แต่รา่ งแผนฯนี้ก็ถกู แกห้ ลายประการ โดย นายภญิ โญ สาธร แผนการศกึ ษาแห่งชาติฉบับน้ีกไ็ ด้
ประกาศใชเ้ ม่ือวันที่ 31 มนี าคม พ.ศ. 2520

กล่าวโดยสรุป ข้อเสนอของคณะกรรมการวางพน้ื ฐานเพื่อปฏิรปู การศกึ ษามีการนาํ ไปปฏิบตั ิ
เปน็ เรอ่ื ง ๆ ไป ไมเ่ ป็นการปฏริ ูปทง้ั ระบบ อาจกลา่ ว ได้วา่ มกี ารนําไปปฏิบัตปิ ระมาณครึ่งหนึ่งของ
ขอ้ เสนอด้วยเหตุผลสรปุ ได้ดังน้ี

1. สภาพการเมอื งและสังคมไมเ่ อื้อมีการแบง่ เป็นฝกั เป็นฝา่ ย “ซา้ ย” และ “ขวา"
2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธกิ ารเองเปน็ ผู้ส่งั ให้ยตุ ิการปฏริ ูปการศกึ ษาไวก้ วา่ 1 ปี ทำใหม้ ี
การหยดุ ชะงัก
3. ในชว่ งเวลาต้ังแต่ พ.ศ. 2517 2523 มีรัฐมนตรี 10 คน มีวาระการดำรงตำแหน่งเฉลย่ี คนละ
6 เดอื นเปรียบเทียบกับยุคสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์ มีรฐั มนตรี 5 คน เฉล่ียคนละ 8 ปแี ละยคุ พ.ศ. 2475
2517 มีรฐั มนตรี 27 คน เฉล่ียคนละ 1 ปี 6 เดอื น ดังนน้ั จึงไม่สามารถปฏิรปู การศึกษาให้ต่อเนอื่ งได้
4. รัฐมนตรีแตล่ ะคนมภี าวะผู้นํามีความจรงิ จงั และจรงิ ใจในการปฏริ ูปการศึกษาต่างกนั
5. ขา้ ราชการประจำ ครู และพ่อแม่ สับสน วา่ รัฐบาลจะเอาอย่างไรแน่
4. การปฏิรูปการศกึ ษาคร้งั ท่ีสาม : การศกึ ษาเพื่อนำทางสสู่ งั คมแห่งปัญญาและการเรียนรู้
ในช่วงทศวรรษทแ่ี ล้วมา มีการเปล่ียน แปลงรอบโลกรวดเรว็ มากเพราะเทคโนโลยีสารสนเทศ
(Information and Communication Technology : ICT) ได้แพรซ่ มึ ไปท่ัวทุกวงการไม่เฉพาะแต่วงการ
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี แต่ไดม้ ีการนำมาใช้ในระบบเศรษฐกิจ ธรุ กจิ การปกครองการเมือง ศาสนา
วฒั นธรรม ฯลฯ กลา่ วโดยสรปุ เทคโนโลยีน้ีได้ซึมเข้าไปในวิถชี ีวิตทงั้ ในเมืองและในชนบท ทง้ั โลกดูคลา้ ย
เปน็ ตลาดเดยี ว เป็นโลกไร้พรมแดน ใครและสงั คมใด ไม่รู้เทา่ ทนั ก็ถกู เอาเปรยี บทั้งโลกมีการแข่งขันสูงไม่

122

ว่าเราจะชอบหรอื ไมส่ ภาพแวดล้อมโดยท่ัวไปเปน็ อยา่ งนี้ทเ่ี ศรษฐกจิ ไทยทรดุ ฮวบลงในปี พ.ศ.2540 จน
แพรก่ ระจายไปทวั่ เอเชยี ตะวนั ออกกเ็ ปน็ ผลมาจากการไมร่ ู้เทา่ ทันและสังคมไทยเตรยี มตัวไม่ทัน
ภาคเอกชนในประเทศไทยและนักวชิ าการ ได้เลง็ เห็นเรอื่ งน้ีมากว่า 10 ปี แตภ่ าครัฐและวงการศึกษาไม่ได้
ตระหนักในเรื่องนี้

เมื่อวันท่ี 7 กนั ยายน พ.ศ. 2537 ผูม้ ปี ระสบการณภ์ าคเอกชนและภาครฐั 4 คน ไดแ้ ก่ นาย
บณั ฑรู ล่ำซำกรรมการผ้จู ัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย นายวิจติ ร ศรีสอ้าน ปลดั ทบวงมหาวิทยาลัยใน
ขณะน้ันนายโกวทิ วรพพิ ฒั น์ ปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ในขณะนั้นและนายสปิ ปนนท์ เกตทุ ตั ประธาน
กรรมการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ในขณะน้นั ไดห้ ารอื ร่วมกนั และเหน็ วา่ ต้องปฏิรปู การศกึ ษา โดยเรมิ่
จากระดับพ้นื ฐานเพราะเป็นหัวใจสำคัญ ของการพฒั นาและเตรยี มตวั สูโ่ ลกยคุ สารสนเทศ จึงไดร้ ว่ มกัน
จดั ต้งั คณะศกึ ษาการศึกษาไทย ในยคุ โลกาภิวัตน์ เพื่อศกึ ษา และเสนอแนะ การปฏริ ูปการศึกษา โดย
ธนาคารกสกิ รไทย เปน็ ผูส้ นับสนุน คณะศึกษาฯ ประกอบด้วยผู้ท่ีมี ประสบการณภ์ าคเอกชน ภาครัฐ ภาค
ราชการ ภาคประชาชน ภาคองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ ฯลฯ ร่วมกันทำงานนี้ โดยไมม่ ีค่าตอบแทน
และได้ วางยุทธศาสตร์ ไว้ 4 ข้นั ตอน คือ

1. จดุ ประกาย โดยการจัดประชมุ สัมมนา ในภมู ภิ าคต่าง ๆ ชี้ให้เห็นปัญหาร่วมกนั ทำหนงั สือ
และ เอกสารต่าง ๆ เชน่ ความฝนั ของแผ่นดนิ ความจริงของ แผน่ ดนิ ฯลฯ

2. ขายความคิด โดยการสัมผัส สัมภาษณ์ โรงเรียนนกั การศึกษา พ่อแม่ ครู ที่กําลังปรับปรงุ
การศึกษาให้เปน็ คิดเปน็ ทำเป็น คดิ ชอบเห็นชอบ ให้นักเรียนรวู้ ิธีเรยี นรู้ จนความคดิ ได้แพรก่ ระจาย ไป
ทวั่

3. พชิ ิตความเปลยี่ นแปลง แพรก่ ระจาย ความคิดร่วมกบั หน่วยงานรฐั ร่างพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ

4. ออกแรงผลักดันสคู่ วามสำเร็จ รว่ มกับ ทกุ องคก์ รทำความเข้าใจร่วมกนั เพ่ือปฏริ ปู การ ศกึ ษา
คณะศกึ ษาฯ ได้กระตุน้ ระคมให้องค์กร ต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ฯลฯ ร่วมงาน
กบั ในระดับรากหญา้ จากลา่ งสู่บน ด้วยความ หวงั ว่า จะผลกั ดนั รฐั บาล ฝา่ ยบรหิ าร และฝา่ ยนติ ิบัญญัติ
ใหร้ วมพลงั กนั ปฏิรูปการศกึ ษา
นับต้งั แต่เริ่มแรก หนว่ ยงานของรัฐหลาย หนว่ ยอาทิ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
แหง่ ชาติมหาวทิ ยาลยั สถาบนั อุดมศึกษา ทบวงมหาวทิ ยาลัย และหลายหนว่ ยงานในกระทรวงศึกษาธกิ าร
มีสนบั สนนุ รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงศึกษาธกิ ารทุกคนและทกุ รัฐบาล ในชว่ งแรก พ.ศ. 2527 - 2543
สนับสนุนเตม็ ท่ี จนกระทงั่ พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซ่ึงเปน็ การพจิ ารณาท่วั ประเทศ
ร่วม 100,000 คน เหน็ ชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติฯนี้จึงผ่านสภาผู้แทนราษฎรและวุฒสิ ภาอย่าง
เปน็ เอกฉันท์ในวาระที่หน่ึงและทสี่ ามสมาชิกสภา ผแู้ ทนราษฎรและสมาชิกวฒุ สิ ภาทุกคน ไมว่ า่ จะสังกัด

123

พรรคการเมอื งโดยยกมือลงคะแนนเป็นเอกฉันทโ์ ดยไม่มผี ูใ้ ดคัดคา้ นเลยแม้รฐั บาลชุดปัจจบุ ันท่ีมี ฯพณฯ
พ.ศ.ท.ทักษิณ ชินวตั ร เป็นนายกรัฐมนตรกี ็แถลงนโยบายต่อรฐั สภาเม่อื วนั ท่ี 26 กุมภาพันธ์ 2544 ดังนี้
11 นโยบายการศึกษา ศาสนา และวฒั นกรรม

11.1 ดา้ นการศึกษา
รัฐบาลจะปฏิรูปการศกึ ษาตาม เจตนารมณแ์ ห่งรัฐธรรมนูญ และพระราชบญั ญตั ิ

การศึกษาแต่งชาติ พ.ศ. 2542 เพือ่ พฒั นา สังคมไทยให้เป็นสงั คมแห่งความรู้...และในการน้ี
รฐั บาลขอระบุกฎหมายทีร่ ฐั บาลเห็นวา่ จําเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ตามมาตรา 175
ของรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย ในภาคผนวกแนบท้ายคําแถลงนโยบายน้ี
11. รางกฎหมายว่าดว้ ยระเบียบบริหารราชการกระทรวงการศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
12. รา่ งกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา
13. รา่ งกฎหมายวา่ ด้วยระเบียบ ขา้ ราชการพลเรือนในมหาวิทยาลยั
14. รางกฎหมายว่าด้วยการจัดต้งั สภาครู และบคุ ลากรทางการศึกษา
หัวใจของการปฏิรปู การศึกษา และพระราชบัญญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซ่ึงมี 78
มาตรา มีเพยี ง 3 ประการคือ
(1) บคุ คลทุกคนมีสิทธแิ ละโอกาสเขา้ ถึงการ ศึกษาที่มีคุณภาพเสมอกันตลอดชีวิต และในชว่ ง
การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน 12 ปี โดยไมเ่ สียคา่ ใช้จา่ ย
(2) ปฏิรูประบบและกระบวนการเรยี นรู้ โดยถือวา่ ผูเ้ รียนสำคญั ทสี่ ุดให้รู้วธิ เี รียนรู้
(3) ระดมและกระจายทรพั ยากรจัดการศึกษาให้กวา้ งขวางทวั่ ถึงและเปน็ ธรรมให้ประชาชนมสี ว่ น
รว่ ม
เพ่ือใหม้ ีการปฏิบตั ิให้เข้าถงึ หัวใจหลกั ของการปฏริ ูปการศึกษาคร้ังน้ี จงึ ตอ้ งปรบั ปรงุ ระบบ
การศึกษาใหย้ ืดหยนุ่ เชือ่ มโยงกันได้ระหว่าง การศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศยั มี
การศกึ ษาภาคบงั คับ 9 ปี และเรียนได้ 12 ปี ตาม ความสะดวก โดยไมเ่ สยี คา่ ใชจ้ า่ ย มีการปรับปรงุ
คณุ ภาพอดุ มศกึ ษาและการอาชีวศกึ ษา ในแนว การจัด มุ่งปรับระบบการเรียนการสอนใหผ้ ้เู รียน เป็น
สำคัญ โดยเฉพาะใหร้ วู้ ิธเี รียนรู้ เรียนรู้ คู่ คุณธรรม มกี ารวางมาตรฐานและประกนั คุณภาพ การศึกษาท้งั
จากภายในและโดยผปู้ ระเมนิ ภายนอก ยกระคับมาตรฐานวชิ าชีพครู มีระบบพฒั นาครู จัดให้มเี ทคโนโลยี
เพ่อื การศึกษา มีการระดมและจัดสรรทรพั ยากรในระบบบรหิ าร มุง่ ให้โรงเรยี น และสถานศึกษาเปน็ แกน
ในการบรหิ ารจดั การ โดย ให้ประชาชนมีส่วนรว่ ม ทำให้ส่วนกลางเลก็ ลง แต่ มีคุณภาพและประสทิ ธิภาพ
กระจายอำนาจการ บรหิ ารสโู่ รงเรียนและสถานศกึ ษาประสานงาน โดยเขตพื้นที่การศกึ ษา เพ่ือให้มีการ
ปรับระบบ ใหส้ อดคลอ้ งกัน จำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมาย ที่เกย่ี วขอ้ งกบั การบริหาร ครู และทรพั ยากร
โดยให้ คณะผเู้ ช่ยี วชาญคณะกรรมการบรหิ ารสำนักงาน ปฏริ ปู การศึกษา เปน็ ผูร้ า่ ง และค่อยทยอย
ปรบั ปรงุ กฎหมายอื่นอีกประมาณเกือบ 100 ฉบบั ให้สอดคล้องกนั

124

เป็นทีน่ ่าฉงนสนเท่ห์และสบั สนเป็นอยา่ งยง่ิ ทว่ี ่า ท้ัง ๆ ทแ่ี นวคดิ ในการปฏริ ูปการศกึ ษาเพ่อื
เผชิญเทคโนโลยใี หม่ จากร่วม 1,000 เวที และบุคคลจะต้องร่วม สรา้ งเครอื ข่ายการเรียนร้คู ู่คณุ ธรรม เพื่อ
ร่วมกนั สร้างสงั คมแห่งปัญญาและการเรียนรจู้ นร่างออก มาเปน็ พระราชบญั ญัติการศกึ ษาแห่งชาตพิ .ศ.
2542 ดว้ ยมตเิ ป็นเอกฉันท์ของทัง้ สองสภา และก็เป็น นโยบายสำคัญของรัฐบาลชุดปจั จุบัน แตก่ ย็ ังมี บาง
คนในรัฐบาลและบางกลุ่มในกระทรวงศึกษาธิการ ต่อตา้ น เตรยี มแก้พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ
พ.ศ. 2542 และแนวทางปฏิรูปการศกึ ษา ตาม พ.ร.บ. 2542 ตรงกนั ข้ามกบั นโยบายรฐั บาล ทไ่ี ดแ้ ถลงต่อ
รัฐสภา ในระยะเวลาเพยี งไมถ่ ึง 1 ปี

5. สอู่ นาคตของการปฏิรปู การศึกษา : สดใส หรือ มืดมน
พวกเราชาวไทยในทุกวงการ คงจะต้อง ร่วมกนั ตอบคาํ ถามเหล่าน้ี รวมทัง้ รัฐบาล สภาผู้แทน
ราษฎร และวุฒสิ ภา ก็ต้องตอบคาํ ถามเหลา่ นี้ กล่าว คือ การปฏริ ูปการศกึ ษาคร้งั น้ี จะมงุ่ อะไร
(1) ปัญญานิยมหรอื อำนาจนยิ ม
โลกในอนาคตเปน็ โลกของความรู้ เป็น โลกของปัญญา คาํ ตอบทวี่ า่ ฉันมีอำนาจ ฉันจะเอา อยา่ ง
นี้ ประชาชนเลือกฉนั ให้อำนาจฉนั ฉันจะไม่ ฟงั ประชาชนหลังเลือกตั้งหรือไทยจะเอาอย่างไรแน่
(2) นวตั กรรมนยิ ม หรือ อนรุ ักษน์ ิยม หรอื ผสมผสาน
โลกของการแข่งขัน ไม่วา่ เราจะชอบหรอื ไม่ จะตอ้ งอาศัยนวตั กรรม ถ้าการศึกษาไมช่ ่วย
เสรมิ สร้างจินตนาการ อันเป็นพน้ื ฐานของนวัตกรรม เราจะไม่ทันโลก เราจะยบุ หนว่ ยงานนวตั กรรม เสยี
ใหเ้ กลย้ี ง ใหเ้ หลอื แต่หนว่ ยงานอนรุ กั ษ์ นิยมหรือ
(3) กระจายอำนาจสโู่ รงเรยี นและประชาชน หรือรวมอำนาจส่ศู นู ย์กลางและกรม
ประชาชนในปจั จบุ ันและอนาคตรู้ดีว่า อยากใหล้ ูกหลานของเขาไดร้ บั การดูแลจากโรงเรียน
อยา่ งไร เราจะหาความพอดหี รอื ไม่ และอย่างไร
(4) มงุ่ คณุ ภาพการศึกษาและคณุ ภาพครู หรือม่งุ ปริมาณและมุง่ ให้ครูเปน็ ฐานอำนาจ
หวั ใจของโลกในอนาคตอยทู่ ยี่ กระดับคุณภาพครู ใหค้ รูมโี อกาสพัฒนามากกว่ามุ่งให้ครเู ป็นฐาน
อำนาจ
(5) หัวใจของโลกในอนาคตอยูท่ ย่ี กระดับ คณุ ภาพครู ให้ครมู ีโอกาสพัฒนามากกว่ามุ่งให้ครู เปน็
ฐานการเมืองมงุ่ ความ ร้คู ู่คุณธรรม หรอื มงุ่ หน่วยงานดูแลความรู้ แยกจากหนว่ ยงานดแู ล คณุ ธรรม
หัวใจอยูท่ ่ี บญุ กุศลสร้างกรรม แต่คณุ ธรรม และวัฒนธรรมสร้างคนและสงั คม
(6) มงุ่ สรา้ งเครอื ข่ายการเรียนรู้ หรอื มงุ่ สร้างเครอื ขา่ ยฐานอำนาจ ผูเ้ รยี น ครู พ่อแม่ เรียนรู้
รว่ มกนั เปน็ เครือ ขายมากกว่าสรา้ งครเู ปน็ ผวู้ างอำนาจเหนือผู้เรยี น และพ่อแม่
(7) มงุ่ รู้ทนั โลก หรอื มงุ่ ท่องสูตร มุ่งทอ่ ง จำความรู้ในอดตี
ชัดเจนวา่ ต้องรวู้ ธิ ีเรียนรู้ ร้ทู นั โลก หาไม่ เราจะอยใู่ นโลกท่ีหาความสขุ ไม่ได้
(8) มงุ่ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ หรอื มุ่ง สร้างสงั คมนกแก้วนกขนุ ทอง เชือ่ ผนู้ ําชาติพ้นภัย

125

อนาคตของการปฏิรูปการศึกษาไทยใน ครงั้ นี้ อยู่ทคี่ ําตอบของตัวอย่างคําถามที่กล่าวมา ขา้ งตน้
เพราะคาํ ตอบของโจทยเ์ หล่านี้จะชีแ้ นวปฏบิ ัติวา่ จะสดใส หรอื มดื มน

ปราชญ์หลายคน ทั้งชาวไทยและชาวตา่ ง ประเทศ เห็นพ้องกันในเรอ่ื งของการสร้างสงั คม แหง่
การเรียนรู้ น้นั อยา่ งน้อยตอ้ งประกอบดว้ ย องค์ 4 คอื

(1) เราต้องมีความรู้สึก มีความไว ท่จี ะรูว้ ่า สิ่งแวดลอ้ มรอบโลก รอบตัวเรา ในประเทศกําลัง เปน็
อยา่ งไร กาํ ลังเปล่ยี นไปอย่างไร เพ่ือเราจะได้ เตรยี มเผชิญการเปลี่ยนแปลง หรอื รูเ้ ท่าทนั รอบตวั เรา

(2) เราต้องร้ตู วั เรา รเู้ อกลกั ษณข์ องเรา จดุ รว่ มของเราม่งุ สรา้ งความสามัคคี สมานฉันท์ แม้มี
ความเห็นต่างกนั ก็อยู่รว่ มกนั ได้ ต้องมี เอกลักษณ์ และรรู้ ักสามคั คี

(3) เราต้องอดทน อดทนต่อการเปล่ียน แปลง อดทนต่อความคิดใหม่ มคี วามเพียรมุมานะใหเ้ กิด
สิ่งใหม่ อนั จะก่อใหเ้ กดิ นวตั กรรมใหม่

(4) ต้องหาความพอดี เรียนรู้ จดั ความพอดี ระหว่างนวัตกรรมใหม่ กับอนุรักษ์นิยมเก่า
ด้วยองค์ 4 ลกั ษณะน้ี สงั คมของเราจงึ จะเป็น สังคมแหง่ การเรยี นรู้
ในการปรับตวั เองสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ เราจะต้องเตรียมใหพ้ รอ้ ม การเตรยี มการก่อนการ
เปลี่ยนแปลงเป็นหัวใจของการปฏริ ูป ถา้ ไม่เตรยี ม การ รอจนวนิ าทีสดุ ท้าย ความสับสนจะเกดิ อนั จะ เป็น
บ่อเกิดแหง่ หายนะ เราลองเปรยี บเทยี บดูการ เปลย่ี นแปลงของสิ่งมีชีวติ อน่ื เชน่ ปูช่วงลอก คราบ หรือ
หนอนในชว่ งเวลากําลงั จะเป็นผีเส้อื ทง้ั ปูและหนอนต้องมีอาหารเตรยี มพร้อมการลอก คราบ ชว่ งเวลานี้
อย่าทำใหป้ หู รือหนอนสบั สน ความหายนะจะเกดิ แกป่ ูและหนอน
6. สรปุ
จากบทเรียนของการปฏริ ปู การศกึ ษาคร้ัง ทห่ี นงึ่ และความพยายามในการปฏิรปู การศกึ ษา ครงั้
ที่สอง พอจะชี้ให้เหน็ ไดว้ า่ การปฏริ ูปการศึกษา
(1) เข้าใจสภาพรอบโลกและการเปลยี่ น แปลงของเราหรอื เข้าใจบริบท
(2)มีแผนทเี่ ปน็ ระบบ ทกุ ฝ่ายมสี ว่ นรว่ ม
(3) ฝ่ายการเมอื งมีภาวะผู้นาํ มีบารมี มีแรงจูงใจให้ผูอ้ ืน่ รว่ มปฏบิ ตั ิ มีความจริงจงั และจรงิ ใจ มุ่ง
ผลประโยชน์ต่อสว่ นรวม
(4) มคี วามต่อเน่ือง ไมก่ ลับไปกลบั มา ไม่ก่อ ให้เกดิ ความสบั สน
(5) มีเสนาธิการที่วางแผนปฏิบตั ิ ติดตาม ประเมนิ และปรับปรงุ
(มีPDCA: Plan, Do, Check, Act)
(6) มีแม่ทัพท่ีรูจ้ กั ใชค้ น ใครมีความสามารถ ด้านใด
(7) ครู พ่อแม่ และสถาบันในท้องถ่นิ สถาบนั อน่ื ในสงั คมเขา้ ใจช่วยสนบั สนนุ
(8) สื่อมวลชน เขา้ ใจและช่วยสนับสนุน ชว่ ยเสริมสรา้ งความเป็นปึกแผ่น

126

การศกึ ษาไทยในปจั จุบนั เปรียบเสมือน คนไข้อยใู่ น ICU: Intensive Care Unit คนไขจ้ ะ ตอ้ ง
รับประทานยาเปน็ ชุด ตามจังหวะเวลาทเี่ หมาะ อาหาร ก็ต้องเป็นไปตาม โภชนาการของระบบยอ่ ย และ
ร่างกายในขณะนั้น เมื่อออกมาจากหอ้ ง ICU ยงั ต้องทานยา และอาหารเป็นชดุ มีการพักผอ่ น มีการออก
กําลังชว่ งพักฟน้ื จนร่างกายแข็งแรง เป็น ปกตจิ ึงจะรับประทานอาหาร ไดต้ ามใจชอบ

โลกในอนาคต เปน็ โลกของความรู้ ขอให้ เราผนึกกําลังกนั สรา้ งสงั คมแหง่ ปัญญาและการ เรยี นรู้
โดยร่วมกนั ปรบั ทงั้ ระบบและกระบวนการ ปฏิรปู การศกึ ษาเพือ่ ร่วมกนั ปรับสังคมไทย
การปฏริ ูปการศกึ ษาไทย พ.ศ.2517

การปฏิรูปการศึกษาครง้ั นี้ เกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมอื งเมือ่ วนั ที่ 14 ตลุ าคม
พ.ศ. 2516 โดยกระทรวงศึกษาธกิ ารไดเ้ สนอในท่ปี ระชุมคณะรฐั มนตรี เม่ือวันท่ี 25 มิถุนายน พ.ศ. 2517
ใหแ้ ต่งตั้งคณะกรรมการขนึ้ มาชุดหน่ึง เรียกว่า "คณะกรรมการวางพน้ื ฐานเพอ่ื การปฏิรูปการศึกษา"

คณะกรรมการชุดน้ที ำหน้าท่ีพจิ ารณาการศึกษาทั้งระบบและกระบวนการเพ่ือตรวจสอบปัญหา
พร้อมทงั้ แสวงหาแนวทางแก้ไขปรับปรุง ใหก้ ารศึกษาสามารถสนองตอบความหวังของประชาชนสว่ นใหญ่
สอดคล้องกับแนวทางพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมในระบอบประชาธิปไตย และเหมาะสมแกก่ าลสมยั

คณะกรรมการชดุ นี้ได้เสนอเอกสารชอ่ื "แนวทางปฏิรปู การศกึ ษาสำหรับรฐั บาลในอนาคต" ซ่ึงมี
สาระสำคัญดังน้ี
1. สาเหตทุ ต่ี อ้ งปฏริ ปู การศกึ ษา คณะกรรมการเห็นว่าควรมีการปฏริ ูปการศึกษา ดว้ ยสาเหตตุ อ่ ไปนี้

1.1 ปัญหาอันเกิดจากการเปลย่ี นแปลงทางสงั คมและสิ่งแวดลอ้ มตา่ งๆ คือสภาพสงั คมไทยไดม้ ี
การเปลี่ยนแปลงไปมาก แตก่ ารศกึ ษาไม่ไดจ้ ดั เพือ่ ปรับปรงุ ชวี ติ และสังคมให้ดีขนึ้ ตลอดจนไมส่ อดคลอ้ ง
กบั การประกอบอาชีพและการพฒั นาชวี ติ ให้ดขี ึ้น เปน็ การศกึ ษาเพื่อคนส่วนน้อย ส่งเสริมให้เกดิ ความ
แตกตา่ งทางฐานะ เศรษฐกจิ และละทิ้งคนส่วนใหญซ่ ึ่งเปน็ เกษตรกรใหล้ า้ หลงั

1.2 ปญั หาอันเกิดจากการเปลีย่ นแปลงความคดิ ของคนไทย การเปล่ียนแปลงทางการเมืองครงั้
สำคญั เมื่อ 14 ตุลาคม 2516 ทำให้แนวความคิดของคนไทยเปลี่ยนไป เกิดแนวคิดเรือ่ งชนช้นั ความเสมอ
ภาคในสงั คม การกระจายรายไดท้ ี่ไม่เป็นธรรม ฯลฯ แนวคิดเหล่านท้ี ำให้จำเป็นต้องมีการปฏริ ปู การศกึ ษา
เพอื่ ให้สงั คมอยูร่ ว่ มกนั อย่างสันติ รู้จักใช้เหตุผลพิจารณาปัญหาอยา่ งลึกซึง้

1.3 ปญั หาอันเกิดจากระบบการศึกษาเอง คือจุดม่งุ หมายการศึกษาของไทยมุ่งสร้างคนเพือ่ รับ
ราชการ และต่อมาเพื่อสรา้ งแรงงานชั้นสงู และชั้นกลาง เป็นการศกึ ษาเพ่อื คนสว่ นนอ้ ย ส่วนแนวคดิ ใหม่
ทางการศึกษาเป็นการศึกษาเพื่อชีวิตและสงั คม ซึ่งจำเป็นจะตอ้ งปรับปรุงโครงสร้างของระบบการศึกษา
ใหมเ่ ป็นระบบเปิด หลกั สตู รควรสอดคลอ้ งกบั วฒุ ภิ าวะของเดก็ และตั้งอยู่บนความจริงของแผน่ ดินไทย
2. แนวทางการปฏิรูปการศึกษา คณะกรรมการปฏริ ปู การศึกษาเสนอแนะไวด้ ังนี้

2.1 ลักษณะการศึกษาท่ีพึงประสงค์ จะต้องเป็นการศึกษาท่เี สรมิ สรา้ งความรู้ ความคดิ และ
ความชำนาญ ให้คนไทยทุกคนรูจ้ กั ตนเอง ร้จู ักชีวติ และเชา้ ใจสังคม รวมทงั้ ส่งิ แวดลอ้ มที่ตนร่วมอยู่ เพื่อให้

127

สามารถครองชวี ติ และประกอบกิจการงานไดด้ ้วยความรู้เท่าทนั แก้ปญั หาได้ สรา้ งสรรค์ชวี ติ และสงั คมได้
ดีขนึ้ อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ

2.2 ความมุง่ หมายการศึกษาทพ่ี งึ ประสงค์ ไดแ้ ก่
1) จะต้องสรา้ งสำนึกของความเปน็ ไทย และเปน็ ส่วนหน่งึ ของมนุษยชาติ
2) ปลกู ฝังใหบ้ ุคคลยึดมั่นในความสามารถ ความยุตธิ รรม รักอิสรภาพ รกั การแสวงหา

ความจรงิ เคารพกฎหมาย และเคารพความเสมอภาคในสงั คม
3) ช่วยใหบ้ ุคคลเข้าใจและกระตอื รือรน้ ท่จี ะมีสว่ นรว่ มในการปกครองตามวิถีทาง

ประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมขุ มีความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คมและตนเอง
4) เสรมิ สร้างความรู้ความสามารถแกบ่ ุคคลในสงั คมเดยี วกัน ให้สอ่ื สารเข้าใจกนั
5) เสริมสร้างบคุ คลให้มีสุขภาพดีท้ังร่างกายและจิตใจ มีศีลธรรม มีความเช่อื ม่นั ใน

ตนเอง มีความคดิ รเิ ริ่ม และรู้จักใชค้ วามสามารถของตนใหเ้ กิดผลดตี อ่ สงั คม
6) เสริมสร้างความรู้ความชำนาญ ความนยิ มนบั ถอื ในงานอาชพี ตา่ งๆ สามารถประกอบ

กิจการงานด้วยความรอบรู้เท่าทันและแกป้ ัญหาได้
7) เสริมสรา้ งให้บุคคลมีความรคู้ วามซาบซึ้งในคุณค่าของธรรมชาติ ศิลปะวัฒนธรรม

และวทิ ยาการต่างๆ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์
2.3 ผู้ทคี่ วรไดร้ บั ความสนใจและได้ประโยชนส์ งู สุดจากการจัดการศึกษาของรัฐ รัฐจะต้องจัด
การศึกษาเพ่ือมุ่งประโยชนแ์ ก่ประชาชนทุกคน และมโี อกาสเท่าเทยี มกันในการรับการศึกษา
2.4 แนวทางในการบริหารจดั การศึกษา มีดังน้ี

1) จะต้องเน้นความเสมอภาคทางการศกึ ษา
2) จะต้องจดั ใหม้ ีเอกภาพในการบริหารการศึกษา
3) จะต้องเลอื กสรรทรัพยากรจากแหลง่ ตา่ งๆ
4) จะต้องจดั ให้มีการประสานสมั พนั ธ์ระหว่างการศึกษาในโรงเรยี นกบั การศึกษานอก
โรงเรียน
5) จะต้องจดั ใหม้ สี าระ กระบวนการเรียนรู้ มคี วามผสมผสานความงอกงามทางคณุ ภาพ
จริยธรรม และปัญญา กบั ความเจริญทางวัตถุ
6) จะต้องปรบั เปลย่ี นบทบาทฐานะของครู ตลอดจนเจา้ หน้าทที่ ่ีเกย่ี วข้องกับการศกึ ษา
7) จะต้องปรับปรงุ เปล่ยี นแปลงการศึกษาใหเ้ หมาะสมกบั การเปล่ียนแปลงทางสงั คม
ตลอดเวลา
3. เงอ่ื นไขทีจ่ ำเป็นต่อการปฏิรปู การศกึ ษา มี 2 ประการ คือ
3.1 จะตอ้ งปฏริ ปู การศึกษาทั้งในหลักการ ระบบ และกระบวนการ มกี ารกำหนดเวลาและ
ข้นั ตอนใหเ้ หมาะสม

128

3.2 จะต้องปฏิรปู ระบบแลโครงสร้างอ่ืนท่ีสมั พนั ธก์ บั การศึกษา โดยให้เก้ือกูลซ่ึงกันและกนั กบั
การจดั การศกึ ษาตามแนวใหม่

จะเห็นว่าการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ.2517 มจี ดุ มุง่ หมายเพื่อแก้ปัญหาอนั เกิดจากการเปล่ยี นแปลง
ทางสงั คมและสง่ิ แวดลอม ปัญหาอันเกิดจากการเปล่ียนแปลงความคดิ ของคนไทย และปญั หาอันเกิดจาก
ระบบการศึกษาเอง และดว้ ยเหตุจากการเปลยี่ นแปลงทางการเมอื งในวันท่ี 14 ตลุ าคม 2516 การปฏริ ูป
การศกึ ษาคร้ังน้ี จึงให้ความสำคัญในเร่อื งความเสมอภาคทางการศึกษา การศกึ ษาทีส่ อดคลอ้ งกับสภาพ
สังคม และการศึกษาเพอ่ื ชวี ติ

การปฏิรูปการศึกษา พ.ศ.2537
เม่ือวันท่ี 7 กันยายน พ.ศ. 2537 ผูม้ ปี ระสบการณภ์ าคเอกชนและภาครฐั 4 คน ได้แก่

นายบณั ฑรู ล่ำซำ กรรมการผู้จดั การใหญ่ธนาคารกสิกรไทย นายวิจิตร ศรสี อา้ น ปลัดทบวงมหาวิทยาลยั
ในขณะนน้ั นายโกวทิ วรพพิ ัฒน์ ปลดั กระทรวงศึกษาธิการ ในขณะน้นั และนายสิปปนนท์ เกตุทัต
ประธานกรรมการปโิ ตรเลยี มแห่งประเทศไทย ในขณะน้ัน ไดห้ ารือรว่ มกนั และเหน็ ว่าต้องปฏิรูปการศึกษา
โดยเร่มิ จากระดบั พ้นื ฐานเพราะเปน็ หวั ใจสําคญั ของการพัฒนาและเตรยี มตัวสูโ่ ลกยคุ สารสนเทศจงึ ได้
ร่วมกนั จัดตัง้ คณะศึกษาการศึกษาไทย ในยุคโลกาภิวตั น์เพอ่ื ศกึ ษาและเสนอแนะการปฏริ ปู การศกึ ษา
โดยธนาคารกสิกรไทยเปน็ ผู้สนบั สนุน คณะศกึ ษาฯ ประกอบดว้ ยผู้ทมี่ ี ประสบการณ์ภาคเอกชน ภาครัฐ
ภาคราชการ ภาคประชาชน ภาคองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ ฯลฯ รว่ มกันทาํ งานน้โี ดยไมม่ ี
คา่ ตอบแทน และได้วางยทุ ธศาสตร์ ไว้ 4 ขั้นตอน คือ

1. จดุ ประกาย โดยการจดั ประชุมสมั มนาในภูมภิ าคตา่ ง ๆ ช้ีให้เหน็ ปัญหารว่ มกนั ทาํ หนังสอื และ
เอกสารต่าง ๆ เชน่ ความฝันของแผน่ ดนิ ความจริงของ แผ่นดิน ฯลฯ

2. ขยายความคดิ โดยการสัมผัส สัมภาษณ์ โรงเรยี นนกั การศึกษา พอ่ แม่ ครู ท่ีกําลงั ปรับปรุง
การศึกษาใหเ้ ป็น คิดเปน็ ทาํ เป็น คิดชอบเหน็ ชอบ ให้นักเรียนรวู้ ธิ เี รยี นรู้ จนความคดิ ได้แพร่กระจาย ไป
ทว่ั

3. พชิ ิตความเปลีย่ นแปลง แพร่กระจาย ความคิดร่วมกบั หน่วยงานรฐั รา่ งพระราชบัญญัติ
การศกึ ษาแห่งชาติ

4. ออกแรงผลักดันสคู่ วามสําเรจ็ รว่ มกบั ทุกองค์กรทาํ ความเข้าใจร่วมกันเพ่ือปฏริ ปู การศึกษา
คณะศึกษาฯ ได้กระตนุ้ ระดมให้องค์กรต่างๆ ทง้ั ภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ฯลฯ ร่วมงานกับ
ในระดับรากหญ้า จากล่างสบู่ น ด้วยความหวังว่า จะผลกั ดนั รฐั บาลฝ่ายบรหิ ารและฝา่ ยนิติบญั ญัติให้รวม
พลังกนั ปฏริ ปู การศกึ ษา
โลกาภวิ ัตน์

129

คือ ผลจากการพัฒนาการตดิ ตอ่ สื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ อันแสดง
ใหเ้ ห็นถึงการเจริญเติบโตของความสมั พันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมอื ง เทคโนโลยี และวฒั นธรรมท่ีเชอ่ื มโยง
ระหวา่ งปัจเจกบุคคล ชมุ ชน หน่วยธุรกจิ และรฐั บาล ทว่ั ทงั้ โลก

ตามพจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542 หมายถึง "การแพร่กระจายไปทวั่ โลก การที่
ประชาคมโลกไม่วา่ จะอยู่ ณ จดุ ใด สามารถรับรู้ สมั พนั ธ์ หรือรบั ผลกระทบจากสงิ่ ที่เกิดขึ้นได้อยา่ ง
รวดเร็วกว้างขวาง ซงึ่ เนอ่ื งมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นต้น" โลกาภวิ ตั น์ เป็นคำศพั ท์เฉพาะท่ี
บัญญัตขิ น้ึ เพ่ือตอบสนองปรากฏการณข์ องสงั คมโลกทเี่ หตุการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง สิ่งแวดล้อม และ
วฒั นธรรมทเี่ กดิ ขน้ึ ในส่วนหนึ่งของโลก สง่ ผลกระทบอนั รวดเร็วและสำคัญต่อส่วนอื่นๆของโลก
การปฏริ ปู การศึกษา พ.ศ.2542

จากแนวนโยบายการปฏิรปู การศกึ ษาเมอ่ื ปี พ.ศ. 2542 ซ่ึงกอ่ เกดิ จากกระแสโลกาภิวัฒนท์ ี่เกดิ
การปฏิรปู การศึกษาทั่วโลก สาํ หรับประเทศไทยกม็ ีพระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 ซง่ึ เปน็
ปฐมบท แห่งแนวทางการปฏิรูปการศึกษาโดยผลแห่งการปฏิรปู ในครัง้ นนั้ ก็เป็นท่ีทราบกันดอี ยแู่ ลว้ โดย
สรุปทเ่ี ป็นรปู ธรรม ไดแ้ ก่

1. การยุบรวมและปรับเปล่ียน โครงสรา้ งหน่วยงานท่ีมีหน้าทเ่ี กี่ยวข้องกับการจดั การศกึ ษาและ
เปน็ 5 องค์กรหลักใน ระดบั ชาติและมสี าํ นักงานการศึกษาเขตพื้นที่ใน ระดับจังหวดั

2.การปรับปรงุ และพฒั นาหลักสตู ร การศึกษาขั้นพ้นื ฐาน
3. การปรบั ปรุงหลกั สูตรการผลติ ครู จาก 4 ปี เป็น 5 ปี
4. การแยกหน่วยงานที่ดูแลมาตรฐานวิชาชพี และงานสวัสดิการออกจากกนั คือคุรสุ ภา และ
สาํ นักงานส่งเสรมิ สวัสดิการและสวสั ดภิ าพ ครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา (ส.ก.ส.ค.)
5. การกําหนดให้ผู้ประกอบวชิ าชีพ ครูรวมถงึ ผบู้ รหิ ารการศึกษา ผู้บรหิ าร สถานศึกษาและ
ศึกษานเิ ทศกต์ อ้ งมีใบอนญุ าต
6. การพระราชบญั ญัตกิ ฎหมายทเ่ี กี่ยวข้อง
- นอกจากนีแ้ ลว้ ยงั มีประเด็นอ่ืน ๆ อีกมาก ซึ่งผลต่อการปรับเปลี่ยนองคาพยพทาง การศึกษาแต่
กม็ เี สียงวิพากษว์ จิ ารณ์มาโดยตลอดว่าสิง่ ตา่ ง ๆ ที่เกดิ ข้ึนมิได้ส่งผลตอ่ การพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาแต่
อย่างใด ไม่วา่ จะเป็นคุณภาพของครูคณุ ภาพของนกั เรยี นและคณุ ภาพดา้ นการบรหิ ารจดั การ
หัวใจสำคัญของการปฏริ ปู การศึกษาของชาติไทยในคร้ังนี้ พระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ
พ.ศ. 2542 ถือเปน็ ภารกิจทม่ี ีกฎหมายรองรบั ผู้ท่ีมีสว่ นเกยี่ วขอ้ งต้องถือปฏิบัติให้บรรลผุ ลสำเร็จตาม
เจตนารมณ์ของกฎหมาย และตอ้ งดำเนนิ การให้แล้วเสรจ็ ใน 3 ปี อาจกลา่ วได้วา่ การปฏิรปู ครั้งนม้ี ผี ลทำ
ให้เกิดการเปล่ยี นแปลงทางการศึกษาอยา่ งรนุ แรงและกระทบกระเทอื นกับทุกฝา่ ยทีเ่ กี่ยวขอ้ งเป็นอยา่ ง
มาก

130

จากคำกล่าวที่วา่ “การศึกษาสรา้ งคน คนสรา้ งชาติ” แสดงให้เหน็ ว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือ
สำคัญในการพัฒนาคนหรือทรพั ยากรมนุษยข์ องประเทศ ประเทศใดท่ีประชากรมีความรู้และการศกึ ษาดี
ย่อมสง่ ผลใหป้ ระเทศนนั้ มกี ารพฒั นาตามไปด้วย ดงั น้นั การศึกษาจึงมคี วามจำเปน็ และสำคญั ตอ่ การ
พฒั นา
ประเทศซึ่งหลายประเทศในโลกไดใ้ ช้การศึกษาเปน็ นโยบายหลกั สำหรับการพัฒนาประเทศ

หากจะกล่าวยอ้ นไปเม่อื มีการประกาศใชแ้ ผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ ฉบับท่ี 8
(พ.ศ. 2540-2544) ไดป้ รับแนวคดิ การพัฒนาประเทศใหม่จากเดิมที่ใหค้ วามสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกจิ
เป็นประเดน็ หลักมาเป็นการใหค้ วามสำคญั กับการพัฒนาคนและสงั คมไปพรอ้ มกนั แผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 8
จึงมีจดุ เน้นไปที่ “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” น่นั คอื ตอ้ งพฒั นาคนหรือทรัพยากรมนุษยใ์ ห้มี
คณุ ภาพและพร้อมสำหรบั การพฒั นาประเทศในด้านตา่ งๆ เสยี ก่อน หากคนมคี ุณภาพแลว้ การพฒั นา
ประเทศด้านต่างๆ ก็จะเจรญิ หรือกา้ วหนา้ ไปดว้ ย ในช่วงน้นั การศึกษาจงึ ได้รับความสำคัญมากข้นึ เพราะ
เปน็ ส่งิ ท่ีนำไปสู่การพฒั นาคนหรอื ทรัพยากรมนุษยใ์ หม้ ีคณุ ภาพเพื่อการพัฒนาประเทศ และแมว้ ่า
แผนพฒั นาฯ ฉบับต่อมาจนปัจจบุ นั คือ ฉบบั ที่ 9-11 จะมีจุดเนน้ ของการพฒั นาเปน็ เรื่องอ่นื กต็ าม แต่การ
พฒั นาคนหรือทรพั ยากรมนุษยย์ ังคงต้องมีการพัฒนาควบคู่กนั ไป เป็นการแสดงใหเ้ หน็ ความสำคญั ของ
การพฒั นาคนหรือทรัพยากรมนุษย์ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องต่อความสำเร็จในการพัฒนาประเทศ

และหากพิจารณางบประมาณด้านการศึกษาของประเทศไทย พบว่ากระทรวงศึกษาธิการซ่งึ มี
หน้าทใี่ นการบรหิ ารและจัดการดา้ นการศึกษาของประเทศไดร้ บั งบประมาณมากท่สี ดุ ต่อเน่อื งมาในหลาย
ปีงบประมาณทผ่ี า่ นมาและได้รับเพิ่มมากขนึ้ เป็นลำดับจนถึงปจั จบุ นั ทง้ั นีพ้ บว่าภายในระยะเวลาไม่ถงึ 10
ปงี บประมาณของกระทรวงศึกษาธกิ ารเพิ่มขึ้นกว่า 200,000 ล้านบาท เปรียบเทยี บจากงบประมาณ
ปัจจุบันปี พ.ศ. 2558 กระทรวงศกึ ษาธิการไดร้ ับงบประมาณถึง 502,245.5 ลา้ นบาท กับปีงบประมาณ
พ.ศ. 2551กระทรวงศกึ ษาธิการไดร้ บั งบประมาณ 301,437.4 ลา้ นบาท ซงึ่ จะเหน็ วา่ ภายในระยะเวลา
เพยี งแค่ 8 ปกี ระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณเพิ่มข้นึ มากถึง 200,808 ลา้ นบาท แมว้ า่
กระทรวงศึกษาธิการไดร้ บั งบประมาณมากทีส่ ุดและไดร้ ับเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ แต่การใช้จา่ ยงบประมาณ
ยังไมเ่ กดิ ประสทิ ธภิ าพในการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาหรอื ผู้เรยี นเทา่ ที่ควร การศึกษาของไทยยงั คง
ประสบปญั หาในหลายด้านหลายประการ ปัญหาบางประการไดร้ ับการแก้ไขปรบั ปรุงให้ดีข้ึน และยังมี
ปญั หาอีกสว่ นหนง่ึ แมว้ ่าจะได้รบั การแก้ไขปรับปรุงแล้วแตก่ ็ยังไมห่ มดไป ต้องแกไ้ ขปรบั ปรุงเปน็ ระยะๆ
ตอ่ เนือ่ งมาจนถึงปัจจบุ นั “การปฏริ ปู การศึกษา” จงึ เปน็ สิง่ จำเปน็ และไดย้ ินกนั อยบู่ ่อยครัง้ ในช่วง
ระยะเวลาทผ่ี ่านมา

131

สภาพปัญหาของการศึกษาและข้อเสนอในการปฏริ ูป
จากการศึกษาเอกสาร ตำรา บทความทางวชิ าการ งานวิจยั ที่เก่ียวข้อง และสภาพขอ้ เท็จจริง

เกี่ยวกบั การศกึ ษาในอดีตถงึ ปัจจุบนั พบวา่ มปี ญั หาการศกึ ษาหลายประการท่ียงั พบอยูใ่ นปัจจุบัน ที่
สำคัญๆได้แก่

1. ปญั หาครู ทส่ี ำคญั ไดแ้ ก่ ปัญหาการผลิตครทู ีย่ ังไมส่ ามารถผลติ ใหไ้ ด้ในปริมาณท่ีเหมาะสม
เพียงพอในทกุ ระดบั การศกึ ษาและสาขาวิชา ทำใหเ้ กิดปัญหาการขาดแคลนครูตามมา ส่วนปัญหาคณุ ภาพ
ครพู บวา่ ยังมีครูบางสว่ นทีย่ งั ไมไ่ ดม้ าตรฐานด้านความรู้ทด่ี ีเพียงพอทีจ่ ะถา่ ยทอดใหก้ บั ผู้เรยี น นอกจากนี้
ครบู างสว่ นยังขาดความตระหนักในหนา้ ที่ความรับผดิ ชอบ ขาดคุณธรรมจริยธรรม รวมท้ังปญั หาหนส้ี นิ
ของครซู ึ่งเป็นเหตใุ ห้ครูขาดขวัญกำลงั ใจในการทำงาน และมคี ุณภาพชวี ติ ลดลง ทำให้อุทิศตนตอ่ การ
ปฏบิ ตั ิหน้าท่ที ี่รับผดิ ชอบไดไ้ ม่เต็มท่ี ปญั หาทงั้ หมดทกี่ ลา่ วมาทำให้ผลสัมฤทธ์ใิ นการเรียนการสอนของ
ผรู้ บั การศกึ ษาหรอื ผเู้ รียนและคุณภาพการศึกษาโดยรวมของประเทศลดลงไปดว้ ย

2. ปญั หาการเรียนรู้ ทสี่ ำคัญ ได้แก่ ปัญหาคณุ ภาพการศกึ ษาและคณุ ภาพของผ้เู รียนตกตำ่
โดยเฉพาะกรณีทเี่ ดก็ อ่านไมอ่ อกเขียนไม่ได้ ปัญหาหลกั สตู รการเรยี นการสอน กระบวนการจดั การเรียนรู้
และการวัดประเมนิ ผล รวมทั้งการเรยี นการสอนวชิ าประวัติศาสตร์และหน้าทีค่ วามเป็นพลเมืองซึ่งเป็น
วชิ าท่ไี ด้รบั ความสำคัญนอ้ ยมากในปจั จบุ นั จนถูกมองว่าหายไปหรือยงั คงมีอยู่ แตเ่ ปน็ สว่ นหนง่ึ ท่ีอยู่ในวชิ า
อื่น ๆจึงจำเป็นต้องปรับปรงุ หลกั สตู รใหม้ ีเนอื้ หาสาระวิชาประวตั ศิ าสตรแ์ ละหน้าท่ีความเป็นพลเมืองนน้ั
แยกมาโดยเฉพาะ

3. ปญั หาระบบการบริหารจดั การ ท่ีสำคัญ ได้แก่ ปัญหาในเร่อื งโครงสรา้ งการบรหิ ารจัดการ
การศกึ ษา ปญั หาการกระจายอำนาจการบรหิ ารและจัดการศกึ ษาจากสว่ นกลางสูเ่ ขตพ้นื ทีก่ ารศึกษาและ
สถานศึกษา แม้จะมีกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์และวิธกี ารกระจายอำนาจการบรหิ ารและการจัด
การศึกษาแลว้ กต็ าม แต่หนว่ ยที่นำไปปฏบิ ัตยิ ังไมม่ ีความเป็นอสิ ระและคลอ่ งตวั ในการบริหารงานและจดั
การศกึ ษาเทา่ ท่ีควร

4. ปญั หาการกระจายโอกาสและคณุ ภาพการศกึ ษา ท่สี ำคัญ ไดแ้ ก่ ปัญหาการจัดการศึกษา
โดยภาครัฐของไทยมีการรวมศูนย์โดยส่วนกลาง แม้จะเปิดโอกาสใหพ้ ฒั นาหลักสูตรท้องถ่ินและหลักสตู ร
สถานศกึ ษาได้เอง แตใ่ นทางปฏบิ ัติสำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาส่วนใหญ่ยงั ไมใ่ ห้ความสำคญั กบั การ
พัฒนาหลักสตู รท้องถิน่ และหลักสูตรสถานศึกษา รวมท้งั เกิดความเหล่อื มล้ำและความไม่เป็นธรรมทาง
การศึกษาในพืน้ ท่จี งั หวัดชายแดนภาคใต้และโรงเรียนชายขอบ โดยเฉพาะโรงเรยี นขนาดเลก็ และ
การศกึ ษาของเด็กยากจนและเดก็ ดอ้ ยโอกาส ซ่ึงเป็นปัจจัยทท่ี ำให้เกดิ ปญั หาความไม่เท่าเทยี มกนั ใน
คุณภาพของการศึกษาเปน็ ต้น

5. ปัญหาการผลติ และพัฒนากำลังคนเพ่อื เพมิ่ ศักยภาพการแข่งขนั ทสี่ ำคญั ไดแ้ ก่ หลักสูตร

132

การอาชีวศกึ ษาและอุดมศึกษาปจั จบุ ันไม่สามารถตอบสนองความตอ้ งการเพ่ือผลติ และพัฒนากำลังคนให้
มีประสิทธภิ าพและศักยภาพในการแขง่ ขันกบั นานาประเทศได้
สำหรบั แนวทางแก้ไขปัญหาหรือข้อเสนอในการปฏิรูปการศกึ ษามีดังนี้

1. ปฏิรูปครู โดยดำเนนิ การปฏริ ูปครทู ้งั ระบบ ได้แก่ ปรบั ระบบการบริหารงานบุคคลตั้งแต่
กระบวนการผลิตครู การสรรหาและคัดเลือกให้ได้คนดี คนเกง่ และมีความเหมาะสมเพ่ือบรรจเุ ปน็ ครู
จัดระบบเงนิ เดือนหรือคา่ ตอบแทนทเี่ หมาะสมโดยปรบั ระบบฐานเงินเดือนและให้มีสวสั ดิการหรือ
ผลประโยชนเ์ ก้อื กูลตา่ ง ๆ อย่างเพียงพอ เพือ่ ใหค้ รูมีขวัญกำลังใจ จะไดป้ ฏิบัตหิ น้าทีใ่ นการสอนอยา่ งเต็ม
ความรู้ความสามารถมากย่ิงขึ้น และทส่ี ำคญั เพ่ือไมใ่ หเ้ กิดปัญหาหนี้สินขึน้ ตามมา กำหนดมาตรการบรหิ าร
จัดการและพัฒนาครูให้เกดิ ทักษะในการจดั การเรียนการสอนมากขน้ึ กำหนดให้มีแผนเพมิ่ -ลดกระจายครู
ที่เหมาะสม และแผนสมรรถนะและความก้าวหน้าทางวิชาชีพ ปรบั ระบบใบอนญุ าตประกอบวิชาชพี ครู
เร่งแก้ปญั หาการขาดแคลนครูโดยเฉพาะครรู ะดับอาชีวศกึ ษาและครูในสาขาวชิ าหลกั ได้แก่ วชิ า
คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษา รวมทง้ั กำหนดมาตรการใหค้ รูอยปู่ ระจำหอ้ งเรยี นหรือคืนครูสู่
ห้องเรียนเพ่ือให้ครมู เี วลาสำหรบั ทำหนา้ ท่ใี นการสอนมากยิ่งขึ้น

2. ปฏริ ปู การเรียนรู้ โดยเร่งดำเนินการแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษา/คุณภาพผู้เรียนตกตำ่ ใน
กรณเี ด็กอ่านไม่ออกเขยี นไม่ได้ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลกั สตู รการเรียนการสอนของการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน
ใหม้ กี ารเรียนภาษาไทยมากขึ้น ควรมีการเพิ่มข้อสอบแบบอตั นยั ให้มากขนึ้ เพื่อให้ผูเ้ รยี นไดร้ ู้วิธีการ
วเิ คราะห์ สังเคราะห์มากขน้ึ ปรบั ปรงุ หลกั สูตรให้เน้นการเรียนการสอนวชิ าประวตั ศิ าสตร์และหน้าทีค่ วาม
เป็นพลเมืองโดยเฉพาะขึน้ รวมทงั้ เรง่ เพม่ิ ทักษะ/อาชพี ในศตวรรษท่ี 21 และทักษะการเรียนการสอนดา้ น
ภาษาอังกฤษใหม้ ากขนึ้

3. ปฏริ ูปการบริหารจัดการ โดยปรบั ปรุง/แก้ไขกฎหมายและระเบยี บท่ีเปน็ อุปสรรคต่อการ
บริหารจัดการการศกึ ษา ปรับโครงสร้างและบทบาทการบริหารงานกระทรวงศึกษาธกิ าร กระจายอำนาจ
การบรหิ ารจัดการจากสว่ นกลางสู่เขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาและสถานศกึ ษาที่สามารถนำไปปฏิบตั อิ ย่างความ
เปน็ อสิ ระและคล่องตวั เพ่ือเพิ่มความเป็นอสิ ระในการบริหารแกเ่ ขตพื้นท่ีการศึกษาและสถานศึกษา
รวมทงั้ ปรับระบบการจดั สรรงบประมาณเพ่ือการศกึ ษาและระบบเงินอดุ หนุนรายหัวให้มีประสทิ ธิภาพ
ย่ิงข้นึ

4. ปฏิรปู การกระจาย-เพ่ิมโอกาสและคณุ ภาพการศึกษาอย่างท่ัวถงึ เท่าเทียม โดยจัดใหม้ ี
การพัฒนาระบบการศึกษาทางไกลเพือ่ เพิ่มคณุ ภาพและโอกาส กำหนดช่วงเวลาทเี่ หมาะสมสำหรบั ทกุ สอื่
จัดรายการเพ่ือการศกึ ษา ปรับระบบเงนิ อดุ หนนุ รายหวั ทุกประเภททกุ ระดบั ใหเ้ ป็นธรรม ปรับระบบการ
ใหท้ ุนการศึกษาแก่เด็กยากจนและเดก็ ด้อยโอกาส รวมทั้งพฒั นาการศกึ ษาในจังหวัดชายแดนภาคใตแ้ ละ
โรงเรียนชายขอบ และเร่งไขแก้ปญั หาโรงเรยี นขนาดเล็กเพ่ือลดความเหลื่อมลำ้ และความไม่เป็นธรรมทาง
การศกึ ษา อนั จะส่งผลให้การเพมิ่ -กระจายโอกาสและคุณภาพการศึกษาเป็นไปอยา่ งท่ัวถึง เท่าเทยี มย่งิ ข้นึ

133

5. ปฏิรูประบบการผลิตและพฒั นากำลังคนเพอื่ เพมิ่ ศกั ยภาพการแข่งขนั โดยปรบั หลกั สตู ร
อาชวี ศึกษาและอดุ มศึกษาท่ีตอบสนองความต้องการของประเทศ ในระดบั อาชีวศกึ ษาควรเนน้ ภาคปฏิบัติ
ในสถานประกอบการและใหค้ วามสำคญั กับด้านคุณภาพมากกวา่ ปรมิ าณ เพมิ่ ระบบจูงใจและสรา้ งค่านิยม
และภาพลักษณ์ที่ดใี หม้ ผี เู้ รียนสายอาชวี ศกึ ษาเพม่ิ ขึน้ ในระดับอดุ มศกึ ษาควรปรับปรงุ คุณภาพและ
มาตรฐานการศึกษาใหส้ ูงขน้ึ สง่ เสรมิ ให้มกี ารวิจัยและพัฒนาอย่างกวา้ งขวาง ผลิตและพัฒนานักวิจยั
ระดับปริญญาเอก รวมท้ังปรับปรุงหลกั สตู รเนื้อหาและกระบวนการเรียนการสอนให้สนองต่อความ
ต้องการของสังคมและประเทศยงิ่ ข้นึ

นอกจากน้ีการทจ่ี ะปฏิรปู การศกึ ษาเพื่อใหเ้ กิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควรมีการปรบั ปรุงแก้ไข
กฎหมายเกีย่ วกบั การศึกษาท่ีใชบ้ งั คับอยู่ใหเ้ อื้อตอ่ การพัฒนาการศึกษา เชน่ พระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บบริหารราชการกระทรวงศกึ ษาธิการ พระราชบญั ญัตริ ะเบยี บข้าราชการ
ครูและบุคลากรทางการศึกษา เปน็ ต้น รวมทง้ั เรง่ รัดใหม้ ีการตรากฎหมายขนึ้ ใหม่ทีจ่ ำเป็นตอ่ การปฏริ ปู
ศกึ ษาเพื่อเอื้อประโยชน์ ส่งเสริมและสนับสนนุ ให้ระบบการศกึ ษามีความสอดคล้องกับการเปลยี่ นแปลงที่
เกดิ ขน้ึ เชน่ พระราชบัญญัติวิทยาลยั ชุมชน พระราชบญั ญัติสถาบันเทคโนโลยเี พื่อการศึกษา
พระราชบญั ญตั ิกองทุนสนับสนนุ การเสรมิ สร้างคุณภาพการเรียนรู้ เปน็ ตน้

การปฏริ ปู การศกึ ษา พ.ศ.2562

นบั แต่พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ได้วางระบบการศึกษาของไทยเมอื่ กวา่ ร้อยปี
มาแลว้ พฒั นาการของการศึกษาไทยได้เจริญข้นึ โดยลำดับ จนปัจจบุ ัน มโี รงเรียนกระจายออกไปถ้วน
ทั่วทกุ หมบู่ ้านในประเทศ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ในระดับประถมศกึ ษา และได้ยกระดับสงู ข้ึนไปเป็นระดับ
มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอดุ มศึกษา รวมทง้ั มีโรงเรียน และมหาวทิ ยาลยั จำนวนหนง่ึ ทีไ่ ด้พัฒนา
คุณภาพจนได้มาตรฐานสากล สามารถไปแข่งขนั ในระดบั โลกได้

ได้มีการปฏริ ปู การศึกษาของไทยมาเป็นระยะๆ และมีการปรับเปล่ยี นใหญห่ ลายคร้งั การแยก
การศึกษาทางวิชาการออกมาจากการศึกษาทางศาสนา การปรับขอ้ กำหนดชว่ งการศึกษาเปน็
ประถมศึกษา กบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้นและตอนปลาย โดยปรับจำนวนปใี นแต่ละช่วง เป็นไปตามสภาพการ
พัฒนาสงั คมในแตล่ ะระยะ จนได้เป็นการศึกษาพืน้ ฐาน 12 ปี ตามแบบสากล และมกี ารศึกษาระดบั
อนบุ าลด้วย มกี ารกำหนดการศกึ ษาภาคบงั คับ ให้ผู้ปกครองตอ้ งรับผิดชอบให้เด็กในความดูแลต้องเข้ารบั
การศึกษา มีการจัดสรรงบประมาณแผน่ ดนิ เพิ่มขน้ึ โดยลำดับจนเป็นสัดส่วนสงู สุดในบรรดาดา้ นต่างๆ
ขยายโอกาสทางการศกึ ษาออกไปสู่ประชาชนทุกคน ทุกพื้นท่แี ละทุกสภาพทั้งดว้ ยการสนับสนนุ ให้เงิน
ช่วยเหลอื และเงนิ กยู้ ืมเพื่อการศกึ ษา แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบบั ที่ 8 (พ.ศ. 2540-
2544)ใหค้ วามสำคัญโดยกำหนดให้คนเปน็ ศนู ย์กลางการพัฒนา

การปฏริ ูปการศึกษา พ.ศ. 2542 ไดก้ ระทำเปน็ ภารกจิ ใหญ่ ด้วยการออกกฎหมายให้มีการปฏริ ูป
การศกึ ษา และออกพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 ที่มีการแก้ไขเพ่ิมเติม พ.ศ. 2545 และ

134

2553 ก่อให้เกิดการเปลย่ี นแปลงโครงสร้างและการบริหารจัดการการศึกษาในทุกด้าน มีผลใหก้ ารศกึ ษา
ของชาติกา้ วหน้าขึน้ แต่เมอ่ื เวลาผ่านไป 2 ศตวรรษ การศึกษาของไทยกย็ ังมีปัญหาอยู่อย่างมาก

ความจำเป็นตอ้ งปรับแก้พระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และทแ่ี กไ้ ขเพิ่มเติม พ.ศ.
2545 และ พ.ศ. 2553 เนื่องจากการปฏิรปู ครง้ั น้นั เน้นการปรบั โครงสร้างของกระทรวงศกึ ษาธิการแต่ใน
การปฏบิ ัตคิ วามเป็นเอกภาพของการศึกษาท่ีมงุ่ หวงั เกิดข้นึ น้อย และเกดิ ความไมส่ มดลุ ของสว่ นงานโดย
การศึกษาข้นั พนื้ ฐานมปี ริมาณงานและงบประมาณมากกว่าคร่ึงหนึ่งของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารทง้ั หมดอกี
ทง้ั การดำเนนิ งานของหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธกิ ารมีการวางนโยบาย การกำกบั ดูแล และการปฏิบตั ิ
อยู่ภายใตอ้ งค์กรเดยี ว ขาดการถ่วงดุล และการประเมินปรับแก้ท่มี ีประสิทธภิ าพ

เจตนารมณท์ ่ีกำหนดไว้ในกฎหมายหลายอยา่ ง ไม่ได้นำไปสู่การปฏบิ ตั ิ เช่น การกระจายอำนาจ
ไม่เกิดข้ึน คงมีการกระจุกตวั ของอำนาจส่ังการอยทู่ ่สี ำนักงานเลขาธิการตา่ งๆ การกระจายอำนาจจาก
สว่ นกลางไปสสู่ ว่ นพน้ื ที่คงลงไปกระจกุ ตัวอยู่ที่เขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษา ไม่ลงไปถงึ สถานศึกษาตามทกี่ ำหนดไว้
ระบบการบรหิ ารงานจงึ เปน็ ระบบท่สี ่งั การจากบนลงล่าง และเป็นระบบบรหิ ารความเหมือนที่ใช้
กระบวนการหรือกลไก หรอื วิธกี ารท่เี หมอื นกันท้ังประเทศ โรงเรียนจึงขาดความเป็นอิสระ และขาดความ
คลอ่ งตวั ในการบริหารจัดการเพื่อให้มีประสิทธภิ าพ ตรงตามบรบิ ท และสภาพแวดล้อมของพ้ืนท่ที ่ี
แตกต่างกันประสิทธภิ าพและประสิทธิผลทางการศึกษาจงึ เป็นปัญหา

อกี ประการหนง่ึ สภาพของโลกเปลี่ยนไป ท้งั ในระบบความรู้ ระบบสังคมเศรษฐกิจ ระบบงาน
และการปฏวิ ตั ดิ จิ ิทัล ตลอดจนการพัฒนาและปฏิรปู ประเทศในกระแสโลกาภวิ ัตน์ ท่ีตอ้ งเพมิ่
ความสามารถในการแข่งขัน การศึกษาไทยปรับตัวไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง และใช้ประโยชน์จาก
เทคโนโลยีใหมไ่ ด้ไมเ่ ต็มที่ความก้าวหนา้ ดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสารแบบก้าวกระโดดได้
ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ภมู ิภาค และโลก การเปล่ียนแปลงโครงสรา้ งประชากร
โดยประเทศไทยไดเ้ รม่ิ เข้าสสู่ งั คมสงู วัยตัง้ แต่ พ.ศ. 2538 ทักษะของประชากรในศตวรรษที่ 21 เปล่ยี นไป
จากเดิมเปน็ อนั มาก จนประชากรตอ้ งสรา้ งสมทักษะใหม่ๆจึงจะสามารถมชี ีวิตที่ดีได้ เศรษฐกิจและ
อุตสาหกรรมกา้ วเข้าสยู่ ุค 4.0 กำลงั คนทีต่ ้องการจงึ มีองคป์ ระกอบ 4.0 ด้วย สภาวการณก์ ารเปลยี่ นแปลง
ในดา้ นธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อมทวคี วามรนุ แรงมากขึน้ แนวโนม้ การเปลยี่ นแปลงทางสังคมก็ไม่ยง่ิ หย่อน
กว่ากนั เกดิ ความขดั แยง้ และความรุนแรงในสังคม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย ได้กำหนดหลกั การและเจตนารมณ์เกี่ยวกบั การศึกษา
เพ่มิ เติมและแตกต่างจากที่ปรากฏในพระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2542 แกไ้ ขเพิม่ เตมิ พ.ศ.
2545และ 2553 หลายประการ ดว้ ยมาตรา 258 จ. โดยสรุปได้บัญญัติใหม้ กี ารดำเนินการปฏิรูปประเทศ
ดา้ นการศึกษา ครอบคลุมใหเ้ ด็กเลก็ ได้รับการดูแลและพฒั นาก่อนเขา้ รับการศกึ ษา เพื่อใหเ้ ด็กเลก็ ได้รบั
การพัฒนารา่ งกาย จติ ใจ วนิ ัย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาใหส้ มกับวัยโดยไม่เกบ็ คา่ ใชจ้ า่ ย ให้ดำเนินการ
ตรากฎหมายเพ่ือจดั ต้งั กองทุนเพ่อื ลดความเหลื่อมลำ้ ทางการศึกษา ให้มกี ลไกและระบบการผลิต คดั กรอง

135

และพัฒนาผปู้ ระกอบวชิ าชีพครแู ละอาจารยใ์ ห้ไดผ้ ู้มจี ติ วิญญาณของความเป็นครู มีความรูค้ วามสามารถ
อยา่ งแท้จริงไดร้ บั ค่าตอบแทนท่เี หมาะสมกบั ความสามารถและประสทิ ธภิ าพในการสอน รวมทัง้ มีกลไก
สรา้ งระบบคุณธรรมในการบริหารงานบคุ คลของผปู้ ระกอบวิชาชีพครูใหม้ กี ารปรบั ปรุงการจดั การเรยี น
การสอนทุกระดับเพื่อใหผ้ ู้เรียนสามารถเรยี นได้ตามความถนัดและปรับปรุงโครงสร้างของหนว่ ยงานที่
เกย่ี วขอ้ งเพื่อบรรลุเปา้ หมายดงั กลา่ ว โดยสอดคล้องกนั ทั้งในระดับชาตแิ ละระดบั พืน้ ที่ ท้ังนบ้ี ทบัญญัติ
ของรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 261 กำหนดใหก้ ารปฏริ ปู ตามมาตรา 258 จ. ด้านการศึกษา มีคณะกรรมการที่
มีความเป็นอสิ ระคณะหนึ่งทคี่ ณะรฐั มนตรีแต่งตง้ั ดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะและรา่ ง
กฎหมายที่เกย่ี วข้องในการดำเนินการใหบ้ รรลุเปา้ หมายเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรดี ำเนนิ การตอ่ ไป

นอกจากน้ี การปฏิรปู การศกึ ษายังเปน็ สว่ นหนึ่งของการปฏริ ูปประเทศเพือ่ สนับสนนุ การบรรลุ
ตามยทุ ธศาสตร์ชาตทิ ่ีกำหนดไวใ้ นด้านต่างๆ เน่ืองด้วยการศกึ ษาเป็นพ้นื ฐานท่สี ำคญั ของการพัฒนา
ประเทศดงั นั้นแผนปฏริ ูปประเทศด้านการศกึ ษาจึงเปน็ องค์ประกอบสำคญั ท่ีจะสนบั สนุนการดำเนินการ
ตามยทุ ธศาสตร์ชาติทุกดา้ น โดยเฉพาะอย่างย่ิงดา้ นการพฒั นาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ดา้ นความ
เท่าเทียมและความเสมอภาคของสงั คม และด้านขดี ความสามารถในการแข่งขัน การพฒั นาเศรษฐกจิ และ
การกระจายรายไดป้ ระกอบกับนโยบายของรัฐบาลทเี่ กี่ยวกับการศกึ ษา และยทุ ธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี
(พ.ศ.2560-2579) ตา่ งชถ้ี ึงความจำเป็นตอ้ งมีกฎหมายใหม่มารองรับ นอกจากน้ันประชาชนและกล่มุ
บุคคลต่างๆ ไดต้ งั้ ความหวงั ไว้กับการปฏิรปู การศึกษาครงั้ นี้เปน็ อนั มาก

สภาปฏิรูปแหง่ ชาติได้เสนอใหม้ กี ารปฏิรปู ระบบการจดั การศกึ ษา การปฏริ ปู ระบบการคลงั ด้าน
การศกึ ษา และดา้ นอุปสงคห์ ลายประการ เชน่ การปรับเปลยี่ นวิธกี ารจัดสรรงบประมาณเพ่ือการศึกษา
การจัดทำคูปองการศึกษา และการปฏริ ปู ระบบการเรียนรู้ สภาขับเคลือ่ นการปฏริ ปู ประเทศ ไดเ้ สนอแนะ
การปฏิรูป 4 เรอื่ ง คือ 1) การปฏิรูประบบการเรียนรู้ 2) การปฏริ ูประบบการจดั การศึกษา 3) การปฏิรปู
ระบบมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา และ 4) การปฏริ ูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ
การวจิ ยั เพ่ือนวตั กรรม สว่ นคณะกรรมาธกิ ารการศกึ ษาและการกีฬา สภานติ ิบัญญตั ิแห่งชาตไิ ดใ้ ห้ข้อเสนอ
เชิงนโยบายยทุ ธศาสตรป์ ฏิรปู การศึกษาของประเทศไทยไว้ 14 ประเดน็ ใน 5 กลุม่ ได้แก่ “เร่ง ร่วม เรมิ่
เพ่มิ พัฒนา” อาทิเช่น เร่งปรับปรุงกฎหมายและโครงสรา้ งการปฏิรปู การศึกษา ปรบั ปรุงระบบหลักสตู ร
และการจัดการเรียนรู้ พฒั นาอาชวี ศึกษาและอดุ มศึกษาเพ่ือพัฒนาชาติ และสนับสนุนและสง่ เสรมิ
โรงเรียนนิติบุคคลเพิ่มการมสี ่วนร่วมทางการศึกษา พฒั นาคุณภาพครูและบุคลากรท้ังระบบพฒั นา
ประสิทธภิ าพโรงเรยี นขนาดเลก็ พัฒนาระบบประเมนิ คุณภาพการศกึ ษา และพัฒนาระบบการศกึ ษาตลอด
ช่วงชีวิต เปน็ ตน้ นบั เป็นการขยายขอบเขตของการศึกษาลึกและกว้างออกไปจากแนวคิดเดมิ

รฐั บาล พลเอกประยทุ ธ์ จนั ทร์โอชา แถลงเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557 กำหนดนโยบาย 11
ดา้ นไว้ สำหรบั ดา้ นการศึกษา มีดังนี้

4. การศกึ ษาและเรยี นรู้ การทะนุบำรุงศาสนา ศลิ ปะและวัฒนธรรม

136

4.1 จัดให้มีการปฏิรปู การศึกษาและการเรียนรู้ โดยให้ความสำคญั ทง้ั การศึกษาในระบบ
และการศกึ ษาทางเลือกไปพร้อมกนั เพอื่ สรา้ งคณุ ภาพของคนไทยให้สามารถเรยี นรู้พฒั นาตนได้
เต็มตามศกั ยภาพ เพ่ือลดความเหลอ่ื มล้ำ และพฒั นากำลังคนใหเ้ ปน็ ที่ต้องการเหมาะสมกับพื้นที่
ท้ังในดา้ นการเกษตร อุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ

4.2 ในระยะเฉพาะหนา้ จะปรับเปลี่ยนการจดั สรรงบประมาณสนบั สนนุ การศึกษาให้
สอดคลอ้ งกับความจำเปน็ ของผู้เรยี นและลักษณะพ้นื ท่ีของสถานศกึ ษา จดั ระบบการสนบั สนุนให้
เยาวชนและประชาชนท่ัวไปมีสิทธเิ ลอื กรับบริการการศึกษาทง้ั ในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรยี น
โดยอาจจะพจิ ารณาจัดให้มีคูปองการศึกษาเป็นแนวทางหนง่ึ

4.3 ให้องค์กรภาคประชาสังคม ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ และประชาชน
ทวั่ ไปมีโอกาสร่วมจัดการศึกษาทม่ี ีคุณภาพและทว่ั ถึง และร่วมในการปฏริ ูปการศกึ ษาและการ
เรียนรู้

4.4 พัฒนาระบบการผลิตและพัฒนาครูที่มคี ุณภาพและมจี ติ วิญญาณของความเป็นครู
เน้นครูผูส้ อนให้มวี ุฒติ รงตามวิชาท่สี อน นำเทคโนโลยีสารสนเทศและเครือ่ งมอื ท่เี หมาะสมมาใช้
ในการเรยี นการสอนเพ่ือเป็นเครอ่ื งมือช่วยครูหรือเพื่อการเรยี นร้ดู ว้ ยตวั เอง

4.5 ทำนุบำรงุ และอุปถมั ภ์พระพุทธศาสนาและศาสนาอน่ื ๆ สนบั สนุนใหอ้ งค์กรทาง
ศาสนามบี ทบาทสำคัญในการปลูกฝงั คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ตลอดจนพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ สร้างสันติ
สุขและความปรองดองสมานฉันท์ในสงั คมไทยอย่างย่ังยืน
คณะกรรมการอสิ ระเพื่อการปฏริ ูปการศึกษาได้รับการแต่งต้งั จากคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติ
มาตรา 261 แห่งรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย เมื่อวันท่ี 30 พฤษภาคม พ.ศ.2560 ใหม้ หี น้าที่
ทำการศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะ และยกร่างกฎหมายท่ีจำเป็น โดยให้มีวาระการดำเนนิ งาน 2 ปี
คณะกรรมการอิสระฯ ได้ทำการศกึ ษาจากข้อมูลต่างๆ ทัง้ รายงานของสภาปฏิรูปประเทศสภา
ขับเคล่ือนการปฏริ ปู แห่งชาติ สภานติ ิบญั ญัติแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธกิ าร และรายงานผลการศึกษาวิจัย
ท่ีเกยี่ วข้อง ตลอดจนการรับฟังความคดิ เห็นของผูท้ ่เี ก่ยี วข้องกบั การศกึ ษา และประชาชนในทอ้ งถน่ิ ตา่ งๆ
ท่วั ประเทศ รวมท้งั ได้ศกึ ษาข้อเท็จจริงจากสถานศึกษาในระบบต่างๆ ระดับตา่ งๆ ในท้องทท่ี ี่หลากหลาย
แล้วนำมาวเิ คราะห์ถงึ ปัญหา ต้นตอของปญั หา และจดั ทำแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา นำเสนอ
รฐั บาลซึ่งได้ให้ความเหน็ ชอบแล้ว คณะกรรมการอสิ ระฯ ไดย้ กร่างกฎหมายการศึกษาแหง่ ชาตฉิ บับใหม่
ซึง่ เป็นการถอดหลักการและเจตนารมณ์ของรฐั ธรรมนญู ออกมาเปน็ ธรรมนญู ด้านการศึกษา นำเสนอ
รัฐบาลไปแลว้ ท้ังยังไดย้ กรา่ งกฎหมายระดบั รองท่เี ห็นวา่ จำเป็นอยา่ งเร่งดว่ น คือ พระราชบญั ญัตกิ องทุน
เพือ่ ความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 พระราชบญั ญตั กิ ารพฒั นาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562
พระราชบญั ญตั ิพนื้ ทีน่ วตั กรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 และพระราชบัญญัติการอดุ มศึกษา พ.ศ. 2562
นำเสนอรัฐบาล และได้ผา่ นขั้นตอน

137

จนประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว
ตามทร่ี ฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 258 จ. บญั ญัติให้มีการดำเนนิ การปฏริ ปู

ประเทศด้านการศกึ ษา และมาตรา 261 บญั ญตั ิให้การปฏริ ูปดังกล่าวมีคณะกรรมการทีม่ ีความเปน็ อสิ ระ
คณะหน่ึงที่คณะรัฐมนตรีแต่งตง้ั ดำเนินการศึกษาและจดั ทำข้อเสนอแนะและรา่ งกฎหมายทีเ่ กีย่ วข้องใน
การดำเนนิ การให้บรรลเุ ป้าหมายเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป

ซ่ึงประเดน็ ปฏริ ปู ท่ีมีลำดับสำคัญสงู สดุ และต้องดำเนินการใหบ้ รรลผุ ลให้ไดใ้ นระยะเร่งด่วนมี 6
ประเดน็ คือ

1 ยกเคร่ืองระบบการศึกษา โดยการบังคบั ใช้ร่างพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาตฉิ บับใหม่
รวมถงึ กฎหมายสำคัญอื่น ได้แก่ ร่างพระราชบญั ญตั ิการพัฒนาเด็กปฐมวยั พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติ
พ้นื ทนี่ วตั กรรมการศึกษา พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญตั ิการอุดมศกึ ษา พ.ศ. .... และการจดั ตัง้ สถาบัน
หลกั สตู รและการเรียนรู้แหง่ ชาติ

2 บกุ เบกิ นวัตกรรมของการจัดการศึกษาระดับโรงเรียน กลุ่มโรงเรียน หรอื การจัดการระดบั พนื้ ท่ี
โดยใหโ้ รงเรยี นเป็นศูนย์กลางของการยกระดับคุณภาพของการศกึ ษา ผ่านการขบั เคลื่อนเร่อื งสถานศกึ ษา
ทม่ี คี วามเป็นอิสระในการบรหิ ารจัดการและระบบนเิ วศทส่ี นบั สนุนการดำเนินการของการศกึ ษา

3 นำเสนอแนวทางการปรบั หลกั สตู รการจดั การศกึ ษาในระดับการศึกษาขั้นพืน้ ฐานไปสู่หลักสตู ร
ฐานสมรรถนะ และรูปแบบการปรับหลักสูตรในระดับชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 1-3 จดั ต้ังสถาบันหลักสตู รและ
การเรยี นร้แู หง่ ชาตเิ พอื่ เปน็ เสมือนศูนย์ความเปน็ เลศิ ในการวิจัยพฒั นาและปรบั ปรุงหลกั สตู รและการ
เรียนรแู้ หง่ ชาติเพื่อเปน็ เสมือนศนู ย์ความเปน็ เลิศในการวจิ ัย พัฒนาและปรบั ปรุงหลักสูตร การจดั การ
เรยี นการสอนและการประเมินผลการเรียนรู้ สำหรับการจดั การศึกษาในระดับต่าง ๆ

4 สร้าง “ดิจิทลั แพลตฟอรม์ เพอ่ื การเรยี นรู้แหง่ ชาติ” ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดจิ ิทลั นำ
ความรแู้ ละวิธกี ารเรียนรู้ไปส่โู รงเรยี น นักเรยี น และครูทัว่ ประเทศ โดยเฉพาะในท้องถ่ินห่างไกล

5 จัดระบบการผลติ ครูใหม้ ีคุณภาพและสมรรถนะความเป็นครู ผา่ นการจัดตั้งกองทนุ หรือ
แผนงานเพื่อการผลติ และพัฒนาครสู ำหรับครรู นุ่ ใหม่ และพัฒนาบัณฑติ ครทู ่มี ีอยใู่ ห้ตรงตามความจำเป็น
ของประเทศ ในระยะแรกเนน้ ครูปฐมวัย และครูประถมศกึ ษาสำหรับทอ้ งถน่ิ ขาดแคลน

6 ให้มกี ารแตง่ ตง้ั คณะกรรมการนโยบายการศึกษาแหง่ ชาติ ตามทีก่ ำหนดไวใ้ นรา่ ง
พระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เพอ่ื เปน็ กลไกหลกั ในการขับเคล่ือนแผนการศึกษาแหง่ ชาติ
และการปฏิรปู การศึกษาใหเ้ ร่ิมดำเนนิ การได้และมีความต่อเนอื่ งในระยะยาว

ใบอนญุ าตประกอบวิชาชีพครู

ใบอนญุ าตประกอบวิชาชพี ครู
หมายถงึ หลกั ฐานซง่ึ ออกใหผ้ ู้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานความรแู้ ละมาตรฐานประสบการณ์

วชิ าชีพท่ีครุ ุสภารับรอง มสี ิทธิประกอบวิชาชพี ครู ซึง่ เปน็ วิชาชีพควบคมุ ตามกฎหมาย

138

คณุ สมบัติ
ผขู้ อรบั ใบอนญุ าตประกอบวชิ าชีพทางการศกึ ษา ต้องมีคณุ สมบัติและไมม่ ลี ักษณะต้องห้าม

ดังตอ่ ไปน้ี
1.มอี ายุไม่ต่ำกว่ายสี่ ิบปบี ริบูรณ์
2.ผู้มคี ณุ วุฒิท่ีสำเร็จการศึกษาในประเทศไทย ข้อใดข้อหนึ่ง ดงั น้ี
2.1วุฒไิ ม่ตำ่ กวา่ ปรญิ ญาทางการศกึ ษาหรือเทียบเทา่ ท่ีครุ สุ ภารบั รอง
2.2วุฒไิ ม่ตำ่ กว่าปริญญาตรอี ่ืนท่คี รุ สุ ภารับรอง
2.3วฒุ ไิ ม่ตำ่ กว่าปริญญาตรีอ่ืนและผ่านการรับรองความรู้ตามมาตรฐานความรู้
วชิ าชีพของคุรุสภา
3.ผูม้ คี ุณวฒุ ิทส่ี ำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ ข้อใดข้อหน่ึง ดงั นี้
3.1วฒุ ปิ ริญญาทางการศกึ ษาหรอื เทียบเทา่
3.2วฒุ ปิ ริญญาอน่ื และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครจู ากต่างประเทศ
3.3วฒุ ิปรญิ ญาตรีอ่นื และมีคุณวุฒิประกาศนียบัตรบณั ฑติ วิชาชีพครทู ีใ่ ช้เวลา
ศกึ ษาไม่น้อยกวา่ หนง่ึ ปี
3.4วุฒิปริญญาตรีอ่ืนและผา่ นการรบั รองความรู้ตามมาตรฐานความรวู้ ิชาชพี
ของคุรสุ ภา
4.ผ่านการปฏิบัตกิ ารสอนในสถานศกึ ษาตามหลักสูตรปรญิ ญาทางการศกึ ษา
เป็นเวลาไม่นอ้ ยกว่าหน่งึ ปี และผา่ นเกณฑก์ ารประเมินปฏิบัตกิ ารสอนตาม
หลกั เกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขทค่ี ณะกรรมการกำหนด

“หลักเกณฑ์ วิธกี าร และเงอ่ื นไขในการขอรับใบอนุญาต”
1.ผ่านการรบั รองประสบการณ์วิชาชพี ครตู ามท่ีคณะกรรมการกำหนด
2.ผ่านการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวชิ าชีพครูตามหลักเกณฑแ์ ละวิธีการที่

คณะกรรมการกำหนด
สำหรับชาวต่างชาติทไ่ี ม่มีสัญชาติไทย หรือผมู้ ีสญั ชาติไทยทใ่ี ชค้ ุณวฒุ ทิ ี่สำเรจ็ การศึกษาจาก

ต่างประเทศ ในการขอรบั ใบอนุญาตประกอบวิชาชพี ครู ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเง่ือน ไข
ดังตอ่ ไปน้ี

1.ผา่ นการรบั รองประสบการณว์ ิชาชพี ครตู ามท่ีคณะกรรมการกำหนด
2.มใี บอนญุ าตให้ทำงานในประเทศไทย (Work Permit)
3.มหี ลกั ฐานการให้พานกั อยู่ในประเทศไทย
4.ผา่ นการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวชิ าชพี ครู ตามหลกั เกณฑ์และวธิ กี ารที่
คณะกรรมการกำหนด

139

ผู้มสี ญั ชาตไิ ทยใหย้ กเวน้ คณุ สมบัติในข้อ 2 และ 3
สถานศกึ ษาท่ีรับครชู าวตา่ งประเทศเขา้ ประกอบวิชาชพี ครู ในสถานศึกษา ต้องให้ความรู้ในเรอื่ ง

เกี่ยวกับการเป็นครใู นประเทศไทยอยา่ งน้อยในเร่ืองภาษาไทย วฒั นธรรมไทย และกฎหมายเก่ียวกบั การ
ประกอบวิชาชพี ทางการศึกษา”

มาตรา 96 ข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษาผู้ใดฝ่าฝนื ขอ้ ห้ามหรือไมป่ ฏบิ ตั ิตามขอ้
ปฏบิ ตั ทิ างวนิ ยั ตามทบ่ี ัญญัตไิ ว้ในหมวดนี้ ผนู้ ้ันเป็นผกู้ ระทำผดิ วินัย จักต้องไดร้ ับโทษทางวนิ ัยเวน้ แต่มีเหตุ
อันควรงดโทษตามท่ีบัญญตั ไิ ว้ในหมวด 7

โทษทางวนิ ัยมี 5 สถาน

ความผิดไม่รา้ ยแรง
1. ภาคทัณฑ์
2. ตัดเงนิ เดอื น

ความผดิ รา้ ยแรง
3. ลดขน้ั เงินเดอื น
4. ปลดออก
5. ไลอ่ อก
ผ้ใู ดถกู ลงโทษปลดออกให้ผ้นู ้ันมสี ทิ ธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าเปน็ ผู้ลาออกจาก

ราชการ

ความผดิ ไม่ร้ายแรง
1.โทษภาคทัณฑ์ ใชล้ งโทษในกรณที เี่ ป็นความผิดเล็กน้อยหรือเหตอุ นั ควรลดหยอ่ น

สำหรบั โทษภาทณั ฑ์ไมต่ ้องงามการการเล่ือนข้ันเงินเดอื น การวา่ กลา่ วตกั เตือนหรือการทำทัณฑ์
บนเมอ่ื วา่ เป็นโทษทางวินยั ใช้ในกรณีท่ีเปน็ ความผดิ เลก็ น้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ การวา่ กล่าว
ตักเตือนไมต่ ้องทำเป็นหนังสือ แตก่ ารทำทณั ฑ์บนต้องทำเป็นหนงั สือ

2.โทษตัดเงนิ เดือนและลดขัน้ เงินเดอื น ใช้ลงโทษในความผิดทไี่ ม่ถึงกบั ความผิดรา้ ยแรง
และไมใ่ ชท่ ่ีเปน็ กรณีเล็กน้อย
ความผดิ รา้ ยแรง

โทษปลดออกและไล่ออก ใช้ลงโทษในกรณีที่เป็นความผดิ วินยั รา้ ยแรงเทา่ น้นั การลด
โทษความผดิ วนิ ยั ร้ายแรง หา้ มลดโทษต่ำกวา่ ปลดออก
ผู้มอี ำนาจส่งั ลงโทษ
ผบู้ ังคบั บญั ชาผ้มู อี ำนาจสง่ั ลงโทษ ตามกฎ ก.ค.ศ. ว่าดว้ ยอำนาจการลงโทษภาคทณั ฑ์

140

ตัดเงนิ เดือน หรือลดขัน้ เงนิ เดือน พ.ศ. 2561 กำหนดไว้ ดงั นี้
1) ผู้อำนวยการสถานศกึ ษา หรอื ตำแหน่งท่ีเรยี กชอ่ื อย่างอื่นท่ีมฐี านะเทียบเท่า มีอำนาจส่ัง

ลงโทษภาคทัณฑ์ หรอื ตัดเงนิ เดือนครั้งหน่ึงในอัตรารอ้ ยละ 2 หรอื รอ้ ยละ 4 ของเงินเดือนท่ผี ้นู ้นั ได้รับใน
วันทม่ี คี ำสงั่ ลงโทษ เป็นเวลา 1 เดือน 2 เดือน หรอื 3 เดือน

2) นายกรฐั มนตรใี นฐานะหัวหน้ารฐั บาล รฐั มนตรีเจา้ สังกัด ปลัดกระทรวง เลขาธิการ อธบิ ดี
อธิการบดี ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวดั ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพ้นื ท่ีการศึกษา หรือผดู้ ำรง
ตำแหนง่ เทยี บเท่ามีอำนาจลงโทษภาคทณั ฑต์ ัดเงนิ เดือนครั้งหนงึ่ ในอัตราร้อยละ 2 หรือร้อยละ 4 ของ
เงนิ เดอื นที่ผนู้ ้ันไดร้ บั ในวันที่มีคำส่งั ลงโทษ เปน็ เวลา 1 เดือน 2 เดอื น หรอื 3 เดือน หรือลดเงินเดอื นได้
ครั้งหนงึ่ ในอตั รารอ้ ยละ 2หรือร้อยละ 4 ของเงนิ เดือนทีผ่ นู้ ั้นได้รับการส่งั ลงโทษวนิ ัยอยา่ งรา้ ยแรงหรอื การ
ส่ังลงโทษตามมติ กศจ.อ.ก.ค.ศ.ที่ ก.ค.ศ.ตงั้ หรอื ก.ค.ศ.ผู้มีอำนาจสง่ั ลงโทษตามมติคอื ผู้มีอำนาจสง่ั บรรจุ
ตามมาตรา 53 หรอื ผ้สู งั่ แตง่ ต้ังคณะกรรมการสอบสวน หรือ ผู้บังคับบัญชาผู้ได้รบั รายงานแล้วแตก่ รณี
การให้พักราชการ

การดำเนนิ การทางวินยั
การสอบสวน
1.แตง่ ตง้ั คณะกรรมการสอบสวน
ที่ข้าราชการครแู ละบุคลากรคลากรทางการศกึ ษาทปี่ ฏิบัติหน้าทใี่ นสถานศึกษา
ถูกกล่าวหาวา่ กระทำผิดวินัยอยา่ งรา้ ยแรง ให้อำนาจของผู้มีอำานาจสง่ั บรรจแุ ละแตง่ ตัง้
เป็นคนสอบสวน
2.เมอ่ื ดำเนนิ การสอบสวนผูถ้ ูกกลา่ วหาแลว้
-ถา้ ฟังได้วา่ ผถู้ กู กลา่ วหาไม่กระทำผิดวินยั ให้ >>> สั่งยุตเิ รื่อง
-ถ้าฟังไดว้ า่ ผถู้ ูกกลา่ วหากระทำผดิ วนิ ัยไม่รา้ ยแรง ให้ผ้บู ังคับบัญชาสงั่ ลงโทษ
ภาคทณั ฑ์ ตดั เงนิ เดือน หรอื ลดขน้ั เงนิ เดือน
-ถา้ ฟงั ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผดิ วนิ ยั ร้ายแรง ให้ผู้บังคบั บญั ชาสั่งลงโทษ
ปลดออก ไล่ออก ถา้ มเี หตุอันควรลดหย่อนโทษ หม่ มิใหล้ ดโทษตำ่ กว่า ปลดออก
3.ถ้ามีเหตุอันนควรลดหยอ่ น>> การลงโทษภาคทณั ฑใ์ หใ้ ชเ้ ฉพาะกรณีกระทำผิดวินัย
เลก็ นอ้ ย

141

4. กรณที ำผิดวนิ ยั เล็กน้อย หรอื มเี หตุอันควรลดหย่อนซ่ึงยังไม่ถึงกบั จะต้องถูกลงโทษตดั
เงนิ เดือน >> เป็นเหตุให้งดโทษ ใหท้ ำหนงั สอื วา่ กล่าวตกั เตือน
วา่ ด้วยความผดิ ท่ีปรากฏชดั เจน (ไมต่ ้องสบื สวน/สอบสวน)

1.ความผดิ ท่ีปรากฏแจง้ กรณีไมร่ า้ ยแรง มี 2 กรณี
1.1ศาลพิพากษาคดีถึงท่ีสดุ วา่ กระทำความผิด ยกเวน้ นความผดิ โดยลหโุ ทษ
1.2กระทำความผิดวินัยไม่รา้ ยแรง แลว้ ทำหนงั สือสารภาพตอ่ ผ้บู ังคบั บัญชา

2. ความผดิ ปรากฏชัดแจ้งทร่ี ้ายแรง มี3 กรณี
2.1 ศาลพพิ ากษาถงึ ท่ีสดุ ใหจ้ ำคุก หรอื หนักกว่าจำคุก
2.2การละทิ้งหน้าทีร่ าชการ ติดตอ่ กัน ในคราวเดียวกนั เปน็ เวลาเกนิ กว่า 15 วนั

โดยไม่มเี หตุผลอันสมควร
2.3 กระทำความผดิ วนิ ัย ร้ายแรง แล้วทำหนังสอื สารภาพต่อผู้บงั คบั บญั ชา

หลักเกณฑแ์ ละวิธีการสอบสวน
ผ้มู อี ำนาจแต่งต้งั คณะกรรมการสอบสวน
ก) กรณวี ินยั ไม่รา้ ยแรง คือ ผู้บงั คับบัญชาตามกฎหมาย ได้แก่
(1) ผอู้ ำนวยการสถานศึกษา หรือตำแหน่งที่เรยี กชื่ออย่างอ่ืนทม่ี ีฐานะเทียบเทา่ ซึ่งเปน็
ผูบ้ งั คับบญั ชาของขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษาผู้กระทำผดิ วนิ ยั
(2) ผอู้ ำนวยการสำนกั งานเขตพ้ืนที่การศึกษา หรือตำแหน่งทเ่ี รียกชอื่ อย่างอ่ืนที่มฐี านะ
เทียบเทา่ ซึง่ เปน็ ผู้บังคับบัญชาของขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้กระทำผดิ วินัย
(3) ศึกษาธิการจงั หวัด ซงึ่ เปน็ ผูบ้ งั คบั บญั ชาขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาใน
สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดผกู้ ระทำผิดวินัย
(4) นายกรัฐมนตรีในฐานะหวั หน้ารฐั บาล รฐั มนตรเี จ้าสังกดั ปลดั กระทรวง เลขาธิการ
อธิบดหี รอื ตำแหน่งทเ่ี รียกช่ืออยา่ งอื่นทีม่ ีฐานะเทยี บเทา่ หรอื อธกิ ารบดี หรือตำแหน่งทเี่ รียกช่ือ
อย่างอนื่ ที่มีฐานะเทียบเท่าซงึ่ เป็นผู้บังคบั บญั ชาของข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทาง การศึกษา
ผู้กระทำผิดวนิ ยั
ข) กรณวี ินยั อยา่ งร้ายแรง ได้แก่
(1) ผู้มีอำนาจสั่งบรรจแุ ละแต่งตงั้ ตามมาตรา 53
โดยท่ีคำสั่งหัวหน้าคณะรกั ษาความสงบแห่งชาติ ท่ี 19/2560 เรื่อง การปฏริ ปู
การศึกษาในภมู ิภาคของกระทรวงศกึ ษาธิการ ลงวนั ที่ 3 เมษายน 2560 ข้อ 13 ได้
กำหนดให้ศึกษาธิการจังหวัด โดยความเหน็ ชอบของกศจ. เปน็ ผมู้ ีอำนาจสั่งบรรจุและ
แต่งตั้งตามมาตรา 53 (3) และ (4) แห่งพระราชบญั ญตั ิระเบยี บข้าราชการครูและ

142

บุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ซง่ึ มผี ลเปน็ การเปลี่ยนอำนาจการสงั่ บรรจุและ
แต่งต้งั ตามมาตรา 53 (3) ซึ่งเดมิ เปน็ ของผู้อำนวยการส านักงานเขตพน้ื ที่การศึกษา
และตามมาตรา 53 (4) ซง่ึ เดิมเป็นของผ้อู ำนวยการสถานศึกษามาเปน็ ของศึกษาธิการ
จงั หวัด
(2) ผู้มีอำนาจสัง่ บรรจุและแต่งตงั้ ตามมาตรา 53 ในลำดับชั้นสูงกวา่ ของผู้ถูกกลา่ วหาคน
หน่งึ คนใดในกรณีที่กระทำผิดวินยั รว่ มกนั หลายคน (มาตรา 98 วรรคสอง)
(3) ผู้บงั คับบัญชาของผมู้ อี ำนาจส่งั บรรจแุ ละแตง่ ตั้งตามมาตรา 53 ระดับเหนือข้นึ ไป
(มาตรา 100 วรรคหก)
(4) ผบู้ งั คับบัญชาผไู้ ดร้ ับรายงานการดำเนินการทางวินัย (มาตรา 104 (1))
(5) รฐั มนตรีเจ้าสงั กัด นายกรัฐมนตรี (มาตรา 98 วรรคห้า)
(6) ก.ค.ศ. (มาตรา 105)
ระยะเวลาและขั้นตอนการสอบสวนวนิ ยั ไมร่ ้ายแรง
การสอบสวนวนิ ัยอย่างรา้ ยแรงภายใน 180 วนั
ไม่แลว้ เสร็จภายใน 180 วัน ประธานรายงานผ้สู ัง่ แต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนสง่ั ขยาย
ครัง้ ละไมเ่ กิน 60 วัน
ไมแ่ ล้วเสรจ็ ภายใน 240 วนั ประธานรายงาน ผสู้ ั่งแต่งตง้ั คณะกรรมการสอบสวนเพ่อื
รายงานกศจ./อ.ก.ค.ศ.ท่ี ก.ค.ศ. ตง้ั /ก.ค.ศ. มีมตเิ รง่ รดั การสอบสวนใหแ้ ล้วเสร็จตอ่ ไป
การสอบสวนวนิ ยั ไมร่ า้ ยแรงภายใน 90วนั
ไมแ่ ลว้ เสร็จภายใน 90 วนั ประธานรายงานผู้สงั่ แต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนสงั่ ขยาย
ได้ไมเ่ กิน 30 วนั และเร่งรัดการสอบสวนให้แลว้ เสร็จ
ผู้มอี ำนาจพิจารณาความผิดและกำหนดโทษ
ความผิดวินัยมี 2 กรณี คอื
ก. ความผิดวนิ ยั ไมร่ ้ายแรง ผู้มอี ำนาจพิจารณาความผดิ และกำหนดโทษคือ
ผบู้ ังคบั บญั ชาตามทก่ี ฎหมายกำหนด
ข. ความผดิ วินัยอยา่ งรา้ ยแรง ผมู้ ีอำนาจพิจารณาความผิดและกำหนดโทษมดี งั นี้

1) ก.ค.ศ. :สำหรับตำแหนง่ ผ้อู ำนวยการสำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาและรอง
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษา ตำแหน่งศาสตราจารย์ ตำแหนง่ ซง่ึ มวี ทิ ย
ฐานะเชย่ี วชาญพิเศษ และผู้ซ่ึงกระทำผิดวินัยอย่างรา้ ยแรงร่วมกับผู้ดำรงตำแหน่ง
ดังกลา่ ว รวมท้ังกรณีทเี่ ป็นการดำเนนิ การของผู้บังคบั บญั ชาที่มีตำแหนง่ เหนอื หวั หน้า
ส่วนราชการ หรือผู้อำนวยการส านักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาขน้ึ ไป
โทษครูและสถานศกึ ษา สอนโดยไม่มใี บอนญุ าต

143

ครทู ีไ่ มม่ ใี บอนุญาตประกอบวิชาชพี เขา้ มาปฏิบัติการสอน จึงถือเปน็ การกระทำความผิด
ตาม พ.ร.บ.สภาครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. 2546 ทร่ี ะบุว่า คนใดทไ่ี มม่ ีใบอนญุ าต
ประกอบวิชาชีพ และมาสอน มีโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี ปรบั ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทง้ั จำทั้ง
ปรบั ส่วนสถานศึกษาท่ีรบั ครูไม่มใี บอนญุ าตประกอบวชิ าชีพมาสอน มโี ทษจำคุกไมเ่ กนิ 3 ปี ปรบั
ไม่เกิน 60,000 บาท หรอื ท้งั จำท้งั ปรบั
การตอ่ อายใุ บประกอบวิชาชีพครู
สามารถยืน่ คำขอต่ออายุที่

1.ยน่ื ผ่านระบบ KSP Self Service และ KSP School
2. สำนกั งานเลขาธกิ ารคุรุสภา (สว่ นกลาง)
กอ่ นท่ีใบอนุญาตจะหมดอายุ ผไู้ ดร้ ับใบอนุญาตท่ีจะขอต่ออายุใบอนญุ าตต้องยืน่ คำขอ
พร้อมเอกสารตามที่กำหนดไว้ในขอ้ บังคับคุรสุ ภาว่าดว้ ยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ พ.ศ. 2559
ต่อเลขาธิการครุ ุสภาภายใน 180 วนั ก่อนวนั ทใี่ บอนญุ าตจะหมดอายุ
กรณใี บอนญุ าตประกอบวชิ าชีพหมดอายแุ ล้ว
ผยู้ น่ื คำขอต่ออายใุ บอนญุ าตหลงั จากวันทใี่ บอนญุ าตหมดอายุแล้ว และมคี ุณสมบัติ
ครบถ้วน ให้ชีแ้ จงเหตผุ ลกรณีทยี่ ื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตหลงั จากวนั ทีใ่ บอนุญาตหมดอายุ
พร้อมเอกสารหลักฐาน และให้ชำระคา่ ดำเนินการกรณขี อต่ออายุใบอนุญาตล่าช้า เปน็ เงินเดอื น
ละ 200 บาท แต่ไม่เกนิ 2,000 บาท กรณีระยะเวลาทีล่ ่าช้านับได้ไม่ถึง 1 เดือน ให้นับเป็น 1
เดือน และต้องดำเนนิ การต่ออายุจนกว่าใบอนุญาตจะมีอายุใช้ได้
อนุญาตใหป้ ระกอบวชิ าชีพครู โดยไม่มใี บประกอบวิชาครู
คณุ สมบัติการพจิ ารณาอนุญาต
ผทู้ จ่ี ะขอเข้าประกอบวิชาชพี ครู โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวชิ าชีพ ต้องมีคุณสมบัติ
ดงั นี้

1.มอี ายุไมต่ ่ำกว่า 20 ปี
2.มคี ณุ วุฒิตามข้อใดข้อหนึง่ ดงั ต่อไปนี้

2.1มีคุณวฒุ ิไม่ต่ำกวา่ ปริญญาตรีทางการศึกษา หรอื เทยี บเทา่
2.2มคี ณุ วฒุ ิไมต่ ่ำกว่าปรญิ ญาตรี ท่ี ก.ค.ศ.รบั รอง ซงึ่ กำหนดเป็น
คุณสมบตั เิ ฉพาะสำหรบั การบรรจุแตง่ ต้งั ขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการ
ศึกษาตำแหนง่ ครู และเปน็ วุฒิปรญิ ญาในสาขาทสี่ อดคล้องกับระดับช้นั ที่เข้า
สอน ตามท่ีครุ สุ ภากำหนด ยกเว้นโรงเรยี นในพระราชดำริ โรงเรียนตำรวจ
ตระเวนชายแดน โรงเรียนโครงการพิเศษต่างๆ ที่ได้รบั การอนมุ ัติจากหน่วยงาน
ตน้ สงั กัด และมคี ะแนนเฉลยี่ ๒.๕ ขึ้นไป โรงเรยี นถิน่ ทรุ กนั ดาร หรอื โรงเรยี น

144

เสยี่ งภยั ตามประกาศของทางราชการ และจดั ให้มกี ารอบรมในเรือ่ งการเรียนรู้
เก่ียวกับการเรียนการสอนเบ้ืองตน้ ดว้ ย
3.ตอ้ งไม่มลี ักษณะต้องห้ามตามท่ีกำหนดไวใ้ นมาตรา ๔๔ แหง่ พระราชบัญญัตสิ ภาครแู ละ
บุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖
เง่อื นไขการอนญุ าต
1.สถานศึกษาชีแ้ จงเหตุผลความจำเป็น หรอื ความขาดแคลน ตอ้ งรับบุคคลเขา้ ประกอบวิชาชพี
ครู
2. สถานศึกษาจะต้องแนบประกาศการรบั สมัครและการสรรหาบคุ คลเข้าประกอบวิชาชพี ครู
3. สถานศกึ ษาจะต้องแนบคำส่งั ของคณะกรรมการของสถานศึกษาในการคัดเลือกบุคคลเข้า
ประกอบชาชพี ครู
4. สถานศึกษาต้องขออนุญาตเปน็ การเฉพาะราย ผ่านตน้ สงั กัด โดยจะต้องปฏิบัตกิ ารสอนใน
สถานศึกษาภายใต้เง่ือนไขท่ีกำหนดไวใ้ นหนงั สืออนญุ าตเท่าน้นั ภายใต้การควบคุมของผู้บริหาร
สถานศึกษา
5. ระยะเวลาการอนุญาตคร้งั ละไมเ่ กนิ ๒ ปี และต้องพัฒนาตนเองให้มีคณุ สมบตั ติ ามข้อบังคบั คุรุ
สภาว่าดว้ ยมาตรฐานวชิ าชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๔๘ เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบ
วชิ าชีพครตู อ่ ไป
6. หากผูไ้ ดร้ ับอนุญาตให้ประกอบวชิ าชีพครู โดยไม่มใี บอนุญาตประกอบวชิ าชีพ ฝ่าฝนื
จรรยาบรรณของวชิ าชีพ หรอื ปฏิบตั ิการสอนผดิ เง่ือนไข หรอื ไม่สามารถพฒั นาตนเองตามหลักเกณฑ์
เงื่อนไขการอนุญาต การอนุญาตดงั กลา่ วเปน็ อนั สนิ้ สุด

145

สรปุ

กฎหมาย คือ มาตรฐานทใ่ี ช้เป็นแนวทางพนื้ ฐานในการอยู่ร่วมกันในสงั คม ลักษณะเป็นกฎเกณฑ์
บังคบั เพ่ือกำหนดความประพฤติของบุคคล เพือ่ ให้สมาชกิ ประพฤติปฏิบัตติ าม โดยไมถ่ ูกเอารัดเอาเปรยี บ
จากบคุ คลอนื่ ด้วยเหตุที่กฎหมายมสี ภาพบงั คบั ทำให้สมาชิกในสงั คมทุกคนจะต้องรกู้ ฎหมาย หากมีการ
ฝ่าฝืนหรอื กระทำผิดจะต้องได้รับโทษโดยเจ้าหน้าทท่ี างกฎหมาย

กฎหมาย คอื มาตรฐานทใ่ี ชเ้ ปน็ แนวทางพืน้ ฐานในการอยู่รว่ มกันในสังคม ลักษณะเป็นกฎเกณฑ์
บงั คับ เพื่อกำหนดความประพฤติของบุคคล เพื่อให้สมาชิกประพฤตปิ ฏิบัติตาม โดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ
จากบุคคลอ่นื ด้วยเหตุท่ีกฎหมายมสี ภาพบังคบั ทำให้สมาชิกในสังคมทุกคนจะต้องรู้กฎหมาย หากมีการ
ฝา่ ฝืนหรือกระทำผิดจะต้องได้รับโทษโดยเจ้าหนา้ ท่ีทางกฎหมาย สมยั ร.1 ถึง ร. 4 ใช้กฎหมายตามระบบ
กฎหมายจารตี ประเพณี สมยั ร.5 ใชร้ ะบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ร.7 “รัฐธรรมนญู

กฏหมายการศึกษาทเ่ี กย่ี วข้องกับ ผู้บรหิ าร ครู ผูป้ กครองและนกั เรียน ตา่ งมีข้อกฏหมายที่
ตา่ งกันไปเชน่ ครูและผ้บู รหิ าร กฎหมายท่ีเกี่ยวข้องคือ พ.ร.บ. ระเบียบขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการ
ศกึ ษา พ.ศ. 2547 และแกไ้ ขเพิม่ เตมิ ฉบับท่ี 2 พ.ศ. 2551 และ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2553 นกั เรยี นมีกฏหมาย
ท่ีเกีย่ วข้องคือกฏหมายคมุ้ ครองเด็ก และพรบ.การศึกษาภาคบังคบั

ปัญหาดังกลา่ วมานีเ้ ป็นปัญหาหลกั ในเชงิ ระบบ แต่ยังมปี ญั หาอน่ื ๆ อีกมากมายทีเ่ กย่ี วข้องกัน
เช่น ปญั หาการฝกึ อบรมครู การพฒั นาครู และการปฏิบตั งิ านของครู ซ่งึ เก่ยี วข้องกบั ปัญหาคุณภาพ
การศึกษา ปญั หาการศึกษาของเอกชน ซึ่งเกย่ี วข้องกบั ระบบการบริหารและการระดมสรรพกำลังจาก
ภาคเอกชน ปญั หาการศึกษาของสงฆ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษานอกระบบ การปฏริ ปู ยงั ไมเ่ ปน็ ผลสำเรจ็
ไมว่ า่ จะเปน็ การปฏริ ปู ในปี พ.ศ.ใดก็ตาม ยังคงแกไ้ ข้ปญั หาไดไ้ มค่ รบถ้วนตามท่ีตั้งปัญหาไว้ จึงมีการปฏริ ปู
การศึกษาขึ้น เปน็ ต้น

ใบอนุญาตประกอบวิชาชพี ครู หมายถึง หลักฐานซึ่งออกให้ผูม้ ีคุณสมบตั ิตามมาตรฐานความรู้
และมาตรฐานประสบการณ์วชิ าชพี ท่คี รุ ุสภารบั รอง มีสิทธิประกอบวชิ าชีพครู ซึ่งเปน็ วิชาชพี ควบคมุ ตาม
กฎหมาย ผขู้ อรบั ใบอนุญาตประกอบวิชาชพี ทางการศึกษา ตอ้ งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม
ดังตอ่ ไปนี1้ .มอี ายไุ ม่ต่ำกวา่ ย่ีสบิ ปบี รบิ รู ณ์ 2.ผู้มคี ุณวุฒทิ สี่ ำเรจ็ การศกึ ษาในประเทศไทย

146

อ้างอิง

ราชบัณฑติ ยสถาน. (2546). พจนานกุ รม ฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ :
นานมบี ุ๊คส์พบั ลเิ คช่นั ส์, หน้า 4.

หยดุ แสงอุทยั . (2552). ความรเู้ บอ้ื งตน้ เกยี่ วกับกฎหมายทั่วไป. พิมพค์ รั้งท่ี 17. กรุงเทพฯ : สำนักพมิ พ์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, หน้า 36, 43.

มานิตย์ จุมปา, บรรณาธิการ. (2555). ความรพู้ ืน้ ฐานเก่ียวกับกฎหมาย. พิมพค์ รั้งท่ี 11. กรงุ เทพฯ :
สำนักพมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , หนา้ 30.

สมยศ เช้ือไทย. (2553). คำอธบิ ายวชิ ากฎหมายแพง่ : หลักทว่ั ไป. พิมพค์ รั้งท่ี 16. กรุงเทพฯ : วญิ ญชู น,
หนา้ 64.

ผู้ทรงคณุ วุฒปิ ระจำบทความ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จเร พนั ธุ์เปรือ่ ง สบื คน้ เมื่อวนั ที่ 19
มกราคม 2564 จากเว็บไซต์ http://wiki.kpi.ac.th/index.php สถาบนั พระปกเกล้า

อาจารยช์ มชื่น มณั ยารมย์ : ผ้ปู รบั ปรงุ ความเปน็ มาของกฏหมาย.
สมยศ เชอ้ื ไทย. (2540). กฎหมายแพ่งหลักทั่วไป เลม่ 1. กรงุ เทพฯ : วิญญชู น, หนา้ 107. อา้ งถงึ ใน ดิเรก
ควรสมาคม. (2554). ความรเู้ บือ้ งตน้ เกย่ี วกับกฎหมาย. พิมพ์ครัง้ ที่ 7. กรุงเทพฯ : วิญญชู น, หนา้ 80.
[13] มานิตย์ จมุ ปา, บรรณาธิการ. (2555). ความรพู้ ้นื ฐานเกี่ยวกับกฎหมาย. พิมพ์ครัง้ ท่ี 11. กรงุ เทพฯ :

สำนกั พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ดิเรก ควรสมาคม. (2554). ความรเู้ บอื้ งตน้ เกยี่ วกบั กฎหมาย. พิมพ์ครง้ั ที่ 7. กรงุ เทพฯ : วญิ ญูชน.
ววิ ฒั นาการการศึกษา สืบคน้ เมอื่ วนั ท่ี 19 มกราคม 2564 จากเวบ็ ไซต์กระทรวงศึกษาธิการ

https://www.moe.go.th
กฎหมายท่ีเกยี่ วข้องผู้บริหารสถานศึกษาและครู สืบค้นเมื่อวันท่ี 20 มกราคม 2564 จากเวบ็ ไซต์

file:///C:/Users/Admin/Downloads/Documents/NationalEducation.pdf
วชิญ์ รัตนสุทธกิ ุ, วิทยาการชำนาญการ,พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติพ.ศ. ๒๕๔๒ สบื คน้ เม่ือวนั ที่ 23

มกราคม 2564. จากเว็บไซต์
https://www.bic.moe.go.th/images/stories/Porrorbor2542.pdf
สำนักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา. พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒. สบื ค้นเมอื่ วันที่ 23
มกราคม 2564. จาก http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php?topic=๑๕.๐

สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา. พระราชบญั ญตั ิการศึกษาภาคบังคบั พ.ศ. ๒๕๔๕. สืบค้นเมอื่
วนั ที่ 23 มกราคม 2564. จาก

http://www.onec.go.th/publication/prb45/index_prb45.htm
สิทธขิ นั้ พ้ืนฐานตามอนสุ ญั ญาว่าด้วยสิทธิเดก็ สืบคน้ เม่ือ วันที่ 23 กมุ ภาพนั ธ์ 2564 จากเวบ็ ไซต์


Click to View FlipBook Version