47
ฝึกคิดเร่ืองทเ่ี ปน็ นามธรรม ความงาม ความดี ความจรงิ มิติทางวฒั นธรรม และมติ จิ ติ วิญญาณไปสู่การมี
ความรักอย่างไพศาลท้งั ต่อเพื่อนมนุษย์และต่อสรรพสิ่ง มีอิสระหลดุ พ้นจากการบบี ค้นั หรอื เครื่อง
ครอบครองทางจิตวิญญาณและทางปญั ญา จนมีความสุขอันประณตี โดยจะไดศ้ ึกษาจากกจิ กรรมตวั อย่าง
จติ ปญั ญาศึกษา
ดร.กุลยา ตนั ติผลาชีวะ อาจารยป์ ระจำสาขาปฐมวยั คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินท
รวโิ รฒ และได้ให้ความหมายของการสอนแบบจิตปัญญาว่า หมายถงึ การจดั กจิ กรรมทีเ่ น้นผเู้ รยี นเป็น
ศนู ยก์ ลางโดยมุง่ ถึงจิตปญั ญา โดยใหค้ วามหมายจติ วา่ เป็นการเรียนท่ตี รงกบั ความต้องการของผ้เู รยี น มี
ปฏิบัติการทางความคดิ ต่นื ตัวและสนุกท่จี ะเรียน องคป์ ระกอบของการสอนแบบจิตปญั ญา การสอนแบบ
จิตปัญญาเป็นการสอนที่มุ่งสรา้ งความสุขและปัญญาไปพร้อมกัน เนน้ ความสำคัญท่ผี ู้เรียนใหเ้ รียนอยา่ งมี
ความสุข อย่างมคี วามสุข เกิดความรกั ในความรู้ มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ
1.มโนทศั น์ทตี่ ้องเรยี น
2.กจิ กรรมการสอนมีคุณสมบัติ 5 ประการ
2.1 ผู้เรยี นตอ้ งลงมือกระทำด้วยความคิด (Active learning)
2.2 ผเู้ รยี นต้องแสดงออกที่ดี (Behaving well)
2.3 ผูเ้ รยี นต้องเรียนรแู้ บบรว่ มมอื (Cooperative learning)
2.4 ผู้เรียนตอ้ งเรียนรดู้ ้วยการค้นพบ (Discover learning)
2.5 ผเู้ รยี นต้องก้าวหน้าในการเรียนรู้ (Progress)
3.การประเมินภาพการสอน ต้องประกอบด้วยการประเมิน 2 ด้าน
3.1 การประเมินการสอนประกอบด้วย
- การประเมินระหว่างการสอน
- การประเมินกิจกรรมการสอน หมายถงึ การตรวจสอบลักษณะกิจกรรมการสอนวา่
สามารถสรา้ งใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรยี นรู้ตามกระบวนการสอนแบบจิตปญั ญาหรือไม่
48
3.2 การประเมินผลการเรยี นรู้ของผเู้ รียน หมายถึง การประเมนิ การเรียนรทู้ ี่เกิดขน้ึ กบั
ผู้เรียนเมอ่ื สิ้นสุดการสอน
4.หน่วยเวลากำกบั การสอน การสอนทุกเร่ืองต้องจบลงตามเวลาที่กำหนดแบบสมบรู ณ์
หลักการจัดการเรยี นการสอนแบบจิตปัญญา
การจัดกิจกรรมแบบจติ ปญั ญาเป็นการสอนที่เน้นให้ผเู้ รียนมกี ารปฏิบตั ิและเกิดการคิด
โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานประกอบกับการทำงานร่วมมือกนั เปน็ กลมุ่ ซงึ่ ในแตล่ ะขัน้ ตอนของการสอน ครู
ตอ้ งใสใ่ จต่อการสงั เกตพฤติกรรมผูเ้ รยี นประกอบดว้ ยกระบวนการ 6 ข้ัน คือ
ขน้ั ที่ 1 ศึกษาสภาพและความตอ้ งการของผูเ้ รยี น
ข้นั ท่ี 2 กำหนดมโนทศั น์ทตี่ ้องเรยี น
ขัน้ ที่ 3 กำหนดจดุ ประสงคข์ องการสอน
ขน้ั ท่ี 4 ออกแบบกิจกรรมการสอน
ขน้ั ที่ 5 ดำเนินการสอน
ข้ันท่ี 6 ประเมินภาพการสอน
หลกั การการสอนทีส่ ำคัญ
1.การให้ข้อความรู้ การสอนแบบจิตปัญญาจะสรา้ งให้เด็กค้นพบการเรยี นร้ดู ้วยตนเอง
โดยมคี รูเปน็ แหลง่ วิทยาการท่ีสำคัญ ในระหวา่ งการเรียนการสอนครูตอ้ งพร้อมให้ความรู้แกเ่ ด็ก
ตลอดเวลา ในประเด็นท่เี ดก็ ต้องการความชว่ ยเหลอื
2.การกระตุ้นให้คิด วิธีกระตุน้ ให้เด็กคดิ ต้องเป็นทงั้ ตวั กิจกรรม คำถามของครู ส่อื การ
สอน และวธิ กี ารเรียน
3.การปฏบิ ัติการ ผ้เู รียนต้องมีกจิ กรรมปฏิบัติการเพ่ือการเรียนรู้ทงั้ ในชั้นเรียนหรือนอก
ชนั้ เรียนตามจุดประสงค์ของการสอน
4. การสะท้อนผล ครูตอ้ งสะท้อนภาพการเรียนรูใ้ ห้ผ้เู รยี นทราบและเห็นทิศทาง
ความก้าวหน้าการเรยี นรู้ดว้ ยตนเองจากการป้อนข้อมูลกลับของครู
49
งานวจิ ัยท่เี ก่ียวขอ้ ง
มนี กั การศึกษาจำนวนไม่น้อยทไ่ี ดท้ ำการวจิ ัย ผลของการใช้กระบวนการเรยี นรจู้ ติ ตปญั ญา ศึกษาในการ
จัดการเรยี นรใู้ นประเทศต่าง ๆ ซ่งึ ผวู้ ิจัยได้เลือกทส่ี นใจมาดังตอ่ ไปน้ี
งานวจิ ยั ในประเทศ
อจั ฉราพรรณ เพิ่มขึ้น กญั ญา ศริ ิพมิ าน และชรินทร์ มง่ั คง่ั (อ้างในวารสารคณะ
ศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 2560,onlne) ไดท้ ำการศกึ ษาการใชก้ ระบวนการจติ ตปัญญาศึกษา
ในการพฒั นาคุณภาพผเู้ รยี นในวิชาหนา้ ท่พี ลเมอื ง พบว่า
1. ผลการใชก้ ระบวนการจติ ตปัญญาศกึ ษาเพ่ือพฒั นาคุณภาพผ้เู รยี นในวชิ าหนา้ ทพี่ ลเมอื งโดยใช้
กระบวนจิตตปญั ญาศึกษในการพฒั นาผเู้ รียน 5 ส ได้แก่ สร้างสติ (Check in), สนทนา(Dialogue
Conversation), สะท้อนความคดิ (Refection), สรปุ สาระสำคัญ (Checkout) และส่ือ บันทึกสรา้ งสรรค์
(Joumalng พบวา่ ผู้เรียนมีคุณภาพในวิชหน้ท่พี ลมืองอย่ใู นระดับมาก ผ้เู รียน เขา้ ใจผอู้ ื่นมากขึ้น มีจิต
สาธารณะ อนรุ ักษว์ ัฒนธรรมหยและภปู ญั ญาท้องถน่ิ ทำงานร่วมกบั ผอู้ ่นื ได้ เลือกใชเ้ ทคโนโลยอี ย่าง
เหมาะสม มีการคดิ อยา่ งมเี หตุผล ผู้เรียนมีการเรียนรู้ มคี วามมัน่ ใจ ความคดิ ริเรม่ิ สร้างสรรค์ การฝึกสติ
ปฏิบัติตาม หลกั ธรรมของศาสนาท่ตี นนบั ถือ และมีความเพียรพยายาม อยูใ่ นระดับ มาก
2 ความคิดเห็นของผู้เรียนต่อการใช้กระบวนการจิตตปัญญาศึกษาเพ่ือพัฒนาคุณภาพผ้เู รียนใน
วชิ าหนา้ ทพี่ ลเมอื ง พบวา่ การใช้กระบวนการจติ ตปัญญาศึกษาในการพัฒนาคุณภาพผเู้ รียนส่งเสริมให้มี
ความสุข ในการเรยี น สง่ เสริมหมกี ารพฒั นาสติ ทำใหส้ งบ และมสี ตภิ ายในมากข้นึ รู้สึกผ่อนคลายใน การ
เรยี เกิดความรัก ความเมตตาต่อสรรพสิ่ง ส่งเสรมิ ให้เกดิ ความสนใจในกจิ กรรมการเรียนรู้กล้า แสดงออก
มวี ินัยในการทำงาน ส่ือการสอนหลากหลาย ส่งเสริมใหม้ สี ่วนรว่ มในการทากจิ กรรมเกิดความ สามัคคี ฝึก
ทักษการแก้ไขปัญหา เห็นคณุ คา่ ของ ประโยชนส์ ่วนรวมมากว่าประโยชนส์ ว่ นตน สง่ เสรมิ ให้ มคี วาม
รับผิดชอบตอ่ ผูอ้ ืน่ และส่วนรวม ส่งเสรมิ ใหเ้ ปน็ ผ้ฟู ัง ที่ดี มีมารยาทในการฟงั เหน็ คุณค่าของตวั เอง ส่งเสรมิ
ให้รักษาระเบยี บวนิ ยั ของโรงเรียน และสง่ เสริมใหเ้ ห็นประโยชนข์ องการจดั การเรียนรู้ตาม กระบวนการ
จติ ตปญั ญาศึกษาเพื่อพฒั นาคุณภาพผเู้ รยี น อยใู่ นระดบั มาก
พิษณุ พรหมวาทย์ (พษิ ณุ 2557,onlne) พบวา่ หลงั ไดร้ ับการจดั การเรยี นการสอนตาม รูปแบบ
การเรยี นการสอนกิจกรรมแนะแนวตามแนวคิดจติ ตปัญญาศกึ ษา ผเู้ รียนมีความฉลาดทางอารมณ์ สูงกวา่
ก่อนเรียน อย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ 01 โดยความฉลาดทางอารมณใ์ น 3 ดา้ น คอื ดา้ นดี
ประกอบดว้ ย การควบคุมตนอง เหน็ ใจผู้อืน่ และมคี วามรับผดิ ชอบ ดา้ นเกง่ ประกอบด้วยการมแี รงจงู ใจ
การตดั สนิ ใจแก้ปัญหาและสมั พันธภาพ ดา้ นสุข ประกอบด้วย ความภูมใิ จในตนเอง ความพอใจในชีวิต
และความสงบสุขทางใจ
เอม็ อร ทองเหลอื (เอ็มอร,2561,onlne) ทำการวจิ ยั การจัดการเรยี นรวู้ ิชาพทุ ธศาสนา เร่อื ง
บรหิ ารจติ เจริญปัญญา ตามแนวจิตตปญั ญา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 2 พบว่า ผเู้ รียนมีความพึงพอใจ
50
ด้านกจิ กรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับ มากท่ีสุดX=4.5)ด้านครูผู้สอน/บรรยากาศการสอนพบว่า ผ้เู รียนความ
พงึ พอใจดนครูผ้สู อน/บรรยากาศการสอน อยู่ในระดับมาก ( X = 4.46) ด้านความพงึ พอใจ การเปล่ยี น
แปลพฤติกรมของผเู้ รียนต้นคุณธรรมพบวา่ ผูเ้ รยี นมีความพึงพอใจ การเปล่ียนแปลง พฤตกิ รมของผู้เรยี น
ตนั คณุ ธรมอยู่ในระดับมากที่สุด (X=4.56) ดา้ นความพงึ พอใจการเปลยี่ นแปลง พฤติกรมของผเู้ รียนดน้
สังคม พบว่า ผู้เรียนความพึงพอใจการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมของผู้เรยี นด้าน สังคม อยู่ในระดบั มากท่สี ดุ
( = 451) การจดั การเรยี นร้ตู ามแนวคิดจติ ตปัญญา โดยใช้รูปแบบ ไตรสกิ ขา ทำใหผ้ ูเ้ รียน มีผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรยี นวิชาพุทธศาสนาเพ่มิ มากข้ึนและผู้เรียนมีความพงึ พอใจ ต่อการจัดการเรยี นรู้ตามแนวจิตต
ปัญญา โดยใชร้ ปู แบบไตรสิกขา ตลอดจนส่งผลถึงการเปล่ียนแปลง พฤติกรมของผเู้ รยี นด้นคุณธรมและ
ตันสดั มในทางทเ่ี ป็นประโยชน์ ตอ่ ส่วนรวมไดเ้ ป็นอย่างดี
กลยทุ ธก์ ารพฒั นาจติ วิญญาณความเป็นครเู พ่ือสง่ เสริมความเปน็ ครวู ชิ าชีพของนกั ศึกษา
คณะครศุ าสตร์มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสนุ นั ทา (สจวี รรณ ทรรพวสุ 2560)
จิตวิญญาณความเป็นครขู องนกั ศึกษาคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสุนนั ทาพบวา่ โดย
ภาพรวมมจี ิตวญิ ญาณความเป็นครูในระดบั มากท้ังน้ีอาจสบื เนือ่ งมาจากการผลติ บัณฑิตครขู องคณะครุ
ศาสตรไ์ ด้เห็นความสำคัญกับการพัฒนาให้นักศึกษาครูมีจิตวิญญาณความเปน็ ครตู ามมาตรฐานวิชาชีพครู
เกีย่ วกบั ความร้แู ละสมรรถนะในด้านความเปน็ ครใู นการปลูกฝงั จิตวิญญาณความเปน็ ครู (สำนกั งานครุ ุ
สภา, 2556, น. 1) ประกอบกับจติ วิญญาณความเป็นครูยังเป็นคุณลกั ษณะของบุคคลในการมจี ิตท่ปี ฏิบัติ
ตนเพอ่ื นำไปสูก่ ารเปน็ ท่ยี อมรับและภาคภูมใิ จในการถ่ายทอดความรใู้ ห้แก่บุคคลอน่ื ประกอบดว้ ยการ
ปฏบิ ัตติ นตามหนา้ ท่ีครูการปฏบิ ตั ิต่อศิษย์โดยเสมอภาคความเชื่อในศักยภาพของมนุษย์และการเสยี สละ
ในงานครู (ณัฏฐภรณ์หลาวทองและปยิ ะวรรณวเิ ศษสุวรรณภูมิ (2553, น. 37) หากพิจารณาจติ วญิ ญาณ
ความเป็นครูของนักศึกษาครูเปน็ รายดา้ นพบว่าจติ วิญญาณความเป็นครูอยใู่ นระดับมากทุกดา้ น ไดแ้ ก่
ดา้ นความศรทั ธาในตนเองและวิชาชพี ครทู งั้ นี้อาจเป็นเพราะหากบุคคลมีความเชื่อม่นั ศรัทธาในตนเองจะ
ทำให้เกดิ พลงั กำลงั ใจทจี่ ะดำเนนิ งานและดำเนนิ ชีวติ ใหผ้ ่านพ้นอุปสรรคจนประสบผลสำเรจ็ ตาม
เจตนารมณด์ งั เช่นกิตนิ ันทโ์ นสุและเสรมิ ศักดิ์วิศาลาภรณ์ (2558, น. 41 ได้ศึกษาองคป์ ระกอบและจิต
วญิ ญาณความเป็นครพู บองค์ประกอบหน่งึ คือองคป์ ระกอบดา้ นความรักศรัทธาในวิชาชพี ประกอบด้วยมี
ความรักในวิชาชพี ครูยิ่งกวา่ วิชาชพี ใดมคี วามศรัทธาในวชิ าชพี ครมู ากกวา่ วิชาอืน่ และมีความมุ่งมน่ั ตั้งใจมา
เป็นครเู ป็นอนั ดับแรกส่วนด้านเปน็ กลั ยาณมิตรในวิถแี ห่งความเปน็ ครมู ีอยู่ในระดบั มากทั้งนีท้ ั้งนอ้ี าจเป็น
เพราะคณุ ลักษณะของครูท่ีดีตามหลกั พุทธธรรมที่เรยี กว่ากัลยาณมิตรธรรมซึง่ เปน็ หลักธรรมท่ีจะทำใหค้ รู
เป็นผูม้ ีความเมตตาอดทนหนักแนน่ ในคุณงามความดีหลักเหตุและผลเป็นแบบอยา่ งทีด่ ชี ่วยใหศ้ ษิ ยไ์ ด้
เรียนรู้
อภปิ รายผลและประพฤติตนเปน็ คนดสี ำหรบั การปฏิบัตติ นและงานในการอภิปรายผลผูว้ ิจัยขอ
นำเสนอการอภปิ รายผลหนา้ ทค่ี รนู ั้นมีอยูใ่ นระดบั มากเชน่ กันทั้งน้ีอาจเนือ่ งจากในจำแนกตามผลการวิจยั
51
ทสี่ อดคล้องกบั วตั ถปุ ระสงคข์ องการส่วนของการจดั การเรยี นการสอนการจัดกิจกรรมพัฒนาวจิ ัยใน
ประเดน็ ท่ีสำคัญดงั นีค้ ุณลักษณะที่พงึ ประสงคส์ ำหรับการเปน็ ครแู ละการฝกึ , จติ วิญญาณความเปน็ ครูของ
นักศึกษาคณะประสบการณ์วิชาชีพครูคณะครุศาสตรโ์ รงเรียนรว่ มพัฒนาครุศาสตรม์ หาวิทยาลัยราชภัฏ
สวนสุนนั ทาพบวา่ โดยวิชาชีพครูและนักศกึ ษาครูไดใ้ ห้ความสำคัญและร่วมกันภาพรวมมีจิตวิญญาณความ
เป็นครูในระดบั มากทัง้ น้ีอาจสรา้ งสรรค์กิจกรรมท่ีจะพัฒนานักศกึ ษาใหม้ ีความรู้และสืบเนื่องมาจากการ
ผลติ บัณฑิตครูของคณะครุศาสตรส์ มรรถนะเป็นไปตามมาตรฐานวชิ าชพี ครรู วมทัง้ ตามได้เหน็ ความสำคัญ
กับการพัฒนาให้นกั ศึกษาครูมบี ทบาทหนา้ ท่ภี าระงานครูในศตวรรษท่ี 21 ซึ่งวจิ ารณจ์ ิตวิญญาณความเปน็
ครตู ามมาตรฐานวิชาชีพครเู ก่ียวกบั พานชิ (2555 น. 1) ได้กลา่ วถึงบทบาทหน้าทคี่ รูในศตวรรษความรู้
และสมรรถนะในด้านความเป็นครใู นการปลูกฝังท่ี 21 กล่าวคือครตู ้องปรบั เปล่ียนบทบาทเป็นครูเพ่ือศิษย์
จิตวญิ ญาณความเปน็ ครู (สำนักงานคุรสุ ภา, 2558, น. 1) ครูตอ้ งมที ักษะใหม่ ๆ ทแ่ี ตกต่างไปจากเดมิ
ไดแ้ ก่ ใชท้ ักษะประกอบกับจิตวิญญาณความเปน็ ครูยงั เปน็ คณุ ลกั ษณะการจัดการความรู้มีการวินิจฉยั เพ่ือ
ทำความรู้จักและเขา้ ใจของบุคคลในการมจี ติ ท่ปี ฏบิ ัตติ นเพื่อนำไปสู่การเป็นท่ีศษิ ย์ออกแบบการเรียนรู้
แบบใชป้ ญั หาเป็นฐานทำหนา้ ท่ยี อมรบั และภาคภูมิใจในการถา่ ยทอดความรู้ให้แก่บุคคลเปน็ ผ้อู ำนวย
ความสะดวกและชมุ ชนนกั ปฏิบัตเิ พื่อเรยี นรูอ้ ื่นประกอบด้วยการปฏบิ ตั ติ นตามหนา้ ทคี่ รูการปฏิบตั ิทักษะ
การเป็นครตู ่อศิษย์โดยเสมอภาคความเชื่อในศักยภาพของมนุษย์และ 2. แนวทางการพัฒนาจติ วิญญาณ
ความเปน็ ครูการเสยี สละในงานครู (ณัฏฐภรณห์ ลาวทองและปิยะวรรณวิชาชีพของนักศึกษาคณะครุ
ศาสตร์มหาวิทยาลยั ราชภัฏวิเศษสุวรรณภมู ิ (2553. น. 3 หากพจิ ารณาจติ วิญญาณสวนสุนนั ทาพบร่”
ควรจัดการเรียนการสอนและการฝกึ ความเปน็ ครขู องนักศกึ ษาครูเปน็ รายด้านพบว่ามปี ระสบการณ์
วิชาชีพครจู ะตอ้ งมีการสอดแทรกคุณธรรมจิตวญิ ญาณความเป็นครูอยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่
จรยิ ธรรมเพือ่ ให้นักศึกษาได้เรียนรแู้ ละฝกึ ทำกจิ กรรมในการด้านความศรทั ธาในตนเองและวิชาชีพครทู ้งั นี้
อาจเปน็ ส่งเสรมิ จติ วิญญาณความเปน็ ครคู วบคู่ไปดว้ ยอย่างต่อเน่ืองเพราะหากบุคคลมคี วามเช่อื ม่นั ศรัทธา
ในตนเองจะทำให้พร้อมกับการจดั การเรียนรูเ้ นือ้ หาสาระทเ่ี ขม้ ข้นเนน้ การเกดิ พลงั กำลังใจทีจ่ ะดำเนนิ งาน
และดำเนินชีวิตใหผ้ ่านพ้นสรา้ งความรู้ผา่ นการปฏิบัตทิ ่สี อดคล้องกับทกั ษะศตวรรษอุปสรรคจนประสบ
ผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ดงั เชน่ ท่ี 21 และความเป็นครวู ิชาชพี อยู่ในสิ่งแวดลอ้ มบรรยากาศก็ตินนั ท์โนสุ
และเสรมิ ศักดิ์วิศาลาภรณ์ (2558, น. 41) ท่ีมลี กั ษณะธรรมชาติเป็นพลวัตทำให้นักศึกษาครเู กิดการได้
ศกึ ษาองค์ประกอบและจติ วิญญาณความเปน็ ครูพบเรียนรกู้ ารเปลีย่ นแปลงของศาสตร์ในวชิ าเอกน้นั ได้
อย่างองค์ประกอบหนึ่งคือองค์ประกอบดา้ นความรกั ศรัทธารวดเรว็ สามารถปรบั ตัวเกดิ จิตใฝร่ ูท้ ำให้
สามารถตดิ ในวิชาชีพประกอบดว้ ยมีความรักในวิชาชีพครูยิ่งกว่าวเิ คราะห์และแกป้ ัญหามวี จิ ารณญาณ
ติดตามความวชิ าชีพใดมีความศรทั ธาในวชิ าชพี ครูมากกว่าวิชาอนื่ และก้าวหนา้ ของศาสตร์นน้ั ได้เกดิ
ความคดิ สร้างสรรค์การสร้างมีความมงุ่ ม่นั ตง้ั ใจมาเป็นครเู ปน็ อนั ดบั แรกสว่ นดา้ นเปน็ แรงจูงใจและความ
ภาคภูมใิ จในวชิ าชพี ที่จะนำไปใชก้ ัลยาณมิตรในวิถแี ห่งความเป็นครมู ีอยู่ในระดบั มากท้ังนี้ประกอบการ
52
จดั การเรยี นรูใ้ นสถานการณ์จริงอย่างมยี อาชพี อาจเป็นเพราะคุณลกั ษณะของครูทดี่ ีตามหลกั พทุ ธธรรมใน
สว่ นการพฒั นาจติ วญิ ญาณนธ้ี วชั ชยั เพง่ พนิ จิ (2568, ที่เรยี กว่ากลั ยาณมติ รธรรมซึ่งเปน็ หลกั ธรรมท่ีจะทำ
ให้ครู 1) ไดเ้ สนอการพฒั นาจิตวิญญาณท่จี ะชว่ ยในการเปน็ ผูม้ คี วามเมตตาอดทนหนักแน่นในคุณงาม
ความดเี สริมสรา้ งความดอี ันเจรญิ งอกงามให้มีตอ่ บุคคลอยา่ งย่งั ยืนหลกั เหตแุ ละผลเป็นแบบอย่างที่ดชี ่วย
ให้ศิษย์ไดเ้ รียนรู้นนั้ จะต้องมีความเจริญและสมดลุ ทั้งดา้ นความเฉลยี วฉลาดทางสตปิ ัญญาเกิดจาก
การศกึ ษาค้นควา้ วเิ คราะห์พินิจทส่ี ง่ เสรมิ การมีจติ วญิ ญาณความเป็นครขู องนักศึกษาครูพิจารณาสรา้ ง
ความรู้ให้มีขึน้ ในตนเองส่วนความฉลาดปรบั ปรงุ กลไกและการออกแบบการจดั การเรียนการสอนหาง
อารมณ์น้นั เกดิ จากการฝึกฝนและพัฒนาภายในตัวตนให้มกี ารบูรณาการเชอื่ มโยงระหว่างศาสตร์วชิ าเอก
และของบคุ คลซงึ่ คนทม่ี ีความเฉลียวฉลาดทางปญั ญาสูงหรือวิชาชพี ครูทกี่ ่อให้เกดิ จติ วิญญาณความเปน็ ครู
แกผ่ เู้ รยี นมีอัจฉริยภาพเพียงอยา่ งเดยี วนัน้ อาจไมป่ ระสบความสำเร็จอย่างกลมกลนื ซึ่งสอดคล้องกบั การ
นำเสนอเกี่ยวกับความในชีวิตได้เพราะภาวะสงั คมท่ีเปน็ พิษทำใหจ้ ิตใจคนต้องการของครูต่อการพัฒนา
วิชาชพี ภายใตย้ ุทธศาสตร์แปรเปลีย่ นไปสมองเย่ียยชาไมร่ ูจ้ ักจัดระบบให้กับตัวเองรองการปฏิรูปการศึกษา
ซึง่ สุรศกั ด์ิปาเฮ (2559, น. 8) ทง้ั นคี้ นท่ปี ระสบความสำเรจ็ ในชีวิตความฉลาดทางอารมณ์เหน็ วา่ สง่ิ ท่ี
สำคัญของการพัฒนาคือความสามารถในเชิงมักจะนำความเฉลียวฉลาดทางสติปญั ญฯ ดงั น้นั ในความ
สมรรถนะเป็นฐานในการทำงานของวิชาชีพและในการเป็นครูท้งั สองน้ีตอ้ งสมดุลกันมิฉะน้นั จะเปน็ ไปได้
ยากทจ่ี ะพฒั นาวิชาชพี ครูพรอ้ มกับตรุปถึงการศึกษาวิจัยของพัฒนาผอู้ ่ืนไดน้ อกจากนั้นการพฒั นาจิต
วญิ ญาณความมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแหง่ มลรฐั ควีนส์แลนดพ์ บประเดน็ เป็นครูสถาบันผลิตครูท้ิงคำนึงถงึ
การพฒั นาการปฏบิ ัตสิ ำคญั ที่ครไู ทยมคี วามต้องการที่จะได้รับการพฒั นา ได้แก่ หน้าที่ครูให้มคี วาม
สมบูรณเ์ ทา่ ทนั วทิ ยาการที่เปล่ยี นไปในด้านรปู แบบขององคค์ วามรูแ้ นวใหม่เป็นตัวแบบใหม่ ๆ ซึ่งพฤทธิ์ศิ
ริบรรณพิทักษ์และคณะ (2544 อา้ งอิงในที่จะสง่ ผลสำเรจ็ ต่อการเรยี นรูค้ รูตอ้ งได้รับทักษะความรู้
สำนกั งานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา, 2556, น. 45) ไดเ้ สนธ์ิท่ีเปน็ องค์ความร้ใู หม่ ๆ ทีจ่ ะนำไปจดั
กระบวนการเรยี นการออกแบบกระบวนการผลติ ครใู หมค่ วรมนี วตั กรรมการสอนและในขณะเดียวกันครู
ท้องมีความสามารถท่จี ะโดยใช้โรงเรยี นเปน็ ฐานเน้นฐานความร้แู ละการวจิ ยั และจำแนกองคค์ วามรู้ใหม่ ๆ
เหลา่ น้ันเพ่อื นำไปใชไ้ ด้อยา่ งเพ่มิ เวลาการปฏบิ ัตงิ านฝึกประสบการณ์วิชาชีพแบบเหมาะสมกบั การเรยี น
การสอนอกี ดว้ ยรวมทัง้ การสอน Fetics pated program) ทม่ี ีคุณภาพมาตรฐานวิชานนั้ สงู ในเชิงบูรณา
การนน้ั ครตู ้องการเพ่มิ เตมิ และขยายขอบข่ายตามเกณฑข์ องสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาเนน้
แนวคดิ ในการบูรณาการการจัดการเรยี นรใู้ ห้มีความลึกซึง้ ผู้เรียนสำคัญท่สี ดุ และมีความยืดหย่นุ ในการ
ตอบสนองมากกว่าท่เี ปน็ อยู่ในปัจจุบนั ท้งั ในลักษณะบูรณาการแบบความจำเปน็ เร่งดว่ นและระยะยาวมี
กระบวนการผลิตที่รายวชิ าหรือแนบสหวชิ าม่งุ มน่ั ผลลัพธค์ รูใหมม่ ีความสามารถในการสร้างสรรค์
นอกจากน้นั มกี ลยุทธ์หลกั คือส่งเสรมิ การฝึกการเรยี นรูด้ ้วยวธิ ที ่ีหลากหลายมีความรับผดิ ชอบต่อ
ประสบการณ์วิชาชีพครูใหเ้ ป็นแนวทางสร้างความแข็งแกร่งเศรษฐกิจพฤติกรรมสงั คมและส่งิ แวดล้อมใน
53
จิตวญิ ญาณความเปน็ ครอู ยา่ งสมบูรณซ์ ่ึงมีกลยุทธข์ อง 4. กลยทุ ธ์ของการพฒั นาจติ วญิ ญาณความเปน็ ครู
ได้แก่ พัฒนาระบบสารสนเทคผา่ นสื่ออิเล็กทรอนิกส์วชิ าชีพของนกั ศกึ ษาคณะครุศาสตร์พบวา่ มกี ลยุทธ์
หลักที่เกย่ี วกบั การฝึกประสบการณ์วชิ าชีพครกู ารนิเทศทส่ี ่งเสริมสำคญั ได้แก่ กลยุทธ์การพัฒนาจดั การ
เรียนการสอนวิชาชีพจติ วิญญาณความเปน็ ครูและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในขณะครูในการเข้าถงึ แกน่ แท้
ของการมีจิตวิญญาณในวิชาชีพทก่ี ลยุทธห์ ลักปรบั ปรงุ ระบบและกลไกการจัดกจิ กรรมซง่ึ มีกลยทุ ธร์ ยง
ได้แก่ เร่งรัดการทำวิจยั และพัฒนาสร้างสรรค์จิตวิญญาณความเปน็ ครูทงั้ ในและนอกสถาบันนวัตกรรม
เก่ียวกับการพัฒนาจิตวญิ ญาณความเปน็ ครูผลิตครมู ีกลยุทธ์รองท่ีนา่ สนใจคือสร้างเครือขา่ ยความของ
นกั ศกึ ษาครูและการจดั การเรียนการสอนวิชาชพี ครูร่วมมือในการจดั กิจกรรมพฒั นาจิตวิญญาณความเป็น
ครูกลยุทธ์หลกั สรา้ งสรรค์ออกแบบการจัดการเรยี นการสอนซงึ่ แนวทางการพฒั นาจิตวญิ ญาณความเปน็
ครูจากกลยุทธว์ ชิ าเอกใหม้ ีความเปน็ เลศิ ในความเปน็ ครแู ละวิชาการดังกลา่ วสอดคลอ้ งกับปจั จัยสง่ เสรมิ
การทำหนา้ ท่ีของครูมีกลยุทธ์รอง ไดแ้ ก่ พฒั นาสมรรถนะของอาจารยผ์ ู้สอนให้เกิดประสิทธภิ าพซึง่ ภาสกร
เรอื งรองและคณะ (2557 เกี่ยวกบั นวัตกรรมทางการจดั การเรยี นการสอนวชิ าเอกน. 201) กล่าวไว้
ประกอบด้วยการอบรมแลกเปลีย่ นและสร้างเครือขา่ ยความรเู้ ปน็ การแลกเปลย่ี นเรยี นร้แู บบ
Professional learning cornmunity เพื่อรวมกนั ทำงานเปน็ ทมี ซ่ึงอาจอยู่ภายในสถานศกึ ษาเดยี วกนั
หรอื ตา่ งสถานศึกษาโดยใช้เทคโนโลยแี ละการสือ่ สารเป็นเคร่อื งมือในการทำงานร่วมกนั ซึ่งจะชว่ ยให้ครูไม่
จำกัด เพียงวิชาการสอนของตนเองเท่านนั้ แต่ยงั ได้เรียนรู้วธิ ีสอนอ่ืน ๆ มาประยุกตใ์ ชใ้ หเ้ หมาะสมกบั
บรบิ ทของตนเองนอกจากนัน้ การพัฒนาตนเองด้านไอซีทย่ี งั เปน็ เครื่องมอื ในการสรา้ งสังคมของการทํางาน
เปน็ ทีมของครูให้มีความสะดวกรวดเรว็ ขนึ้ และยังเปน็ การสร้างสังคมแห่งการเรยี นรู้อีกด้วย
วจิ ยั ตา่ งประเทศ
จติ วิญญาณของครูการเตรยี มความพร้อมสำหรบั การศึกษา
มอนเตสซอรี เขาไดท้ ำการทอลองวา่ ตงั้ ใจจะสอนและใชท้ กั ษะทางจิตวญิ ญาณให้มากขนึ้
และต้องเพ่ิมครูที่มกี ารสอนโดยใช้ทกั ษะทางจิตวิญญาณแล้วเขายังต้องการท่จี ะเพ่ิมด้านสขุ ภาพคือเตรียม
ครูหรอื คนทตี่ ้องการจะนำทักษะไปใชอ้ ย่างเปดิ เผยและสนทนาเรอ่ื งจิตวิญญาณและความนิยมและยนิ ดีที่
จะทำตาม และเขายังเหน็ วา่ วารสาร - จติ วญิ ญาณยังเกีย่ วขอ้ งกบั การคน้ หาว่าอะไรดีและมีความหมาย –
ชีวิตทเ่ี ตรยี มล่วงหนา้ ทางวญิ ญาณคืออะไรท่ีควรปฎบิ ตั ิและทำการเปลยี่ นแปลงใหเ้ ป็นไปตามทักษะได้
อยา่ งถูกต้องและดีทส่ี ุด
โนชาวา (Nozawa,004) พบวการนำแนวปฏบิ ัตแิ บบจติ ตปัญญาศึกษาไปใชใ้ นชีวิตครู
ส่งผล ตอ่ การพฒั นาตวั ครทู ้ังในแงค่ ณุ ภาพชีวติ ส่วนตนและในแงค่ ุณภาพการสอโดยพบว่า ครูทีป่ ฏิบัติ
สมาธิ แบบจติ ตปญั ญาศึกษมีการรับร้ตู นเอทสี่ งู ขนึ้ สอนได้อย่างเป็นธรรมชาติ และพบว่าครเู หลน่ ี้ มี
คณุ ลักษณะความเปน็ ครูสามารถช่วยใหผ้ ้เู รียนพฒั นาตนเองไดต้ ียิ่งข้ึน
เรย์ (Ray. 1987 : 24-) ให้ทำการวจิ ัยเรอ่ื ง ปจั จัยจงู ใจของครโู รงเรยี นประถมศกึ ษาของ
54
รัฐบาลในเมืองหลวง พบวา่ การประสบความสำเร็จในงาน การไดร้ บั ความขอมรับนับถอื ความสมั พันธ์กับ
บุคคลอืน่ กับกล่มุ เพื่อนผู้ปกครอง มผี ลในทางบวกกับแรงจูงใจ เงินเดือน ความมนั่ คงในงาน ทัง้ ทางบวก
และทางลบ แรงจูงใจภายใน ภายนอก ได้แก่ ลกั ษณะงาน
แนวคิดจิตวิญญาณความเป็นครู
มุมมองทางจิตวิญญาณของต่างประเทศ THE PROCESS OF BECOMING A SPIRITUAL
TEACHER มีวิธกี ารปลกู ฝังให้มจี ิตวญิ ญาณความเป็นครลู ายทางและจติ วญิ ญาณการสอนของครูมีหลาย
ประเภทอาชีพครมู ีระดับความสามารถที่แตกต่างกันและการเรยี นรูค้ วามสำคัญในแต่ละระดบั มี
ความสำคัญทจ่ี ะทำให้เราทำงานได้มปี ระสิทธิภาพมากข้ึน What Is a Spiritual Teacher อะไรคือ: จิต
วญิ ญาณความเปน็ ครู Ego Corruptions of Teaching (การไม่หวังผลตอบแทน) สำหรับบางคนคุณรูว้ ่ามี
หนา้ ทเี่ พื่อสอน แตส่ ่งิ สำคัญคือวสิ ัยทศั นใ์ นการทำงานหลายคนคิดวา่ อาชีพครูเป็นอาชพี ทีม่ ีเกียรติมีคนยก
ยอ่ งและนับถือทำให้ความรูส้ ึกพเิ ศษกว่าอาชีพอื่นเพราะมันเกยี่ วกับการทำงานเบื้องหลังจึงมัน่ จะทำให้
รู้สึกวา่ เปน็ การปดิ ทองหลังพระ
Knowing Your Limits (รู้ถงึ ขีด จำกัด ของตัวเอง)-ไม่ใชท่ ุกคนท่ีคณุ สามมารถสอนไดใ้ ห้เข้าใจได้บางคร้ัง
นเี้ ป็นสว่ นหนึ่งของการทดสอบเพอื่ ดูวา่ เราสามารถเหน็ ความเหมาะสมในการสอนไดห้ รือไมบ่ างคนไม่
พรอ้ มสำหรับคณุ บางคนที่คุณยังไม่พร้อมด้วยความทะเยอทะยานของเราทำใหเ้ ราคิดว่าเรานนั้ ต้องพสิ จู น์
ตวั เองและแก้ปัญหาให้สำเรจ็ มีปญั หามากมายให้เราตอ้ งแก้ไข แต่เราไม่ได้อยู่เพื่อแก้ปญั หารอบตวั เราตอ้ ง
เป็นตัวของตวั เองเราไม่ควรที่จะแก้ไขปัญหาทีเ่ ราไม่สามารถรบั มือได้ Discovering Unconscious
Associations and Feelings (การค้นหาตวั ตนและความรู้สกึ ทีเ่ รายังไม่รู้) 27-29/32 No Where to Go
as a Spiritual Teacher ไม่มที ่ไี หนท่จี ะไปไม่มที ี่ไหนทตี่ ้องไปสอนเปน็ พิเศษตอนนอ้ี าจจะร้สู ึกว่าเราถูก
พาไปในท่ที ีเ่ หมาะสมและสถานทนี่ นั้ ก็เหมาะสมจนเรียกไดว้ ่าสมบูรณต์ ามท่หี วัง แตส่ ำหรับความตอ้ งการ
ทมี่ อี ยูน่ ้ันต้องการทจี่ ะม่นั คงในสถานท่ีคนบางคนอาจไม่แน่ใจกับการตัดสนิ ใจของตัวเองดังนั้นจึงแนะนำได้
ว่าให้คุณทำงานต่อไปก่อนดูแลตวั เองและการทำงานถ้าหากเราไม่มคี วามทะเยอทะยานมากพอเราอาจจะ
ไมส่ ามารถทนแรงกดดนั ได้ซ่งึ เกิดจากการทีเ่ ราขาดจิตวญิ ญาณเราไมต่ อ้ งแข่งขนั กับคนอ่ืนขอแคเ่ รามีความ
ซอื่ สัตย์ในการทำงานมคี วามมุ่งม่ันกเ็ พียงพออำเข็ม
Many Trees in the Forest: All Are Sacred (ตน้ ไมแ้ ตล่ ะตน้ มคี วามเฉพาะในตวั ของมันเอง) ไม่
จำเป็นต้องเป็นเหมือนกบั คนอื่นตัวเราคือตัวเราและเราจะมวี ิธีการการสอนที่ตา่ งกันมนั จะมาจากขา้ งใน
เปรยี บได้กบั ต้นเรตวต์ กับตน้ พืช Types of Development as Spiritual Teacher (ประเภทของการ
55
พฒั นาในจิตวิญญาณของครู) มีหลายวธิ ที จี่ ะพัฒนาจติ วิญญาณความเปน็ ครยู กตวั อย่าง "การพัฒนาที่
ศักยภาพรอบตัวตอ้ งมีการเรยี นรูเ้ รยี นรูท้ ีม่ ากกว่า * แนวทางในการเรยี นรเู้ พือ่ ศึกษาแนวทางของจติ
วญิ ญาณ * ในการสวมบทบาทความเปน็ ครูคุณไม่ต้องทำตามแบบตรคู นอ่นื What is Intuition? อะไรคือ
การรโดยสัญชาตญาณเหน็ ได้ชดั วา่ ความร้ทู างปัญญาจะได้รับจากอบรมด้านอารมณจ์ ิตใจและรา่ งกาย
ดังนนั้ อาจพูดได้ว่าจติ วญิ ญาณความเปน็ ครูมีหลายประเภทและเช่ือไดเ้ ลยวา่ การเชื่อม่ันในตัวเองก็เป็นสงิ่
สำคัญ• Expanding Your Natural Gifts (สง่ิ ทธ่ี รรมชาตมิ อบให้) ครูนั้นจะต้องเรยี นร้ตู ัวของเรากอ่ นที่จะ
ขยายไปช่วยเหลอื ผู้อ่นื ในการทำงานเพื่อไม่ใหเ้ ราลดความไม่จริงใจเราต้องพฒั นาในทุกด้านตอนแรกอาจมี
บางอยา่ งที่ทา้ ยทายตวั เราเพราะเราซึ่งซับทั้งด้านดีและไมด่ ีมาจากคนอน่ื แต่เราสามารถนำมนั ออกไปได้
Mary ได้กลา่ ววา่ บคุ คลที่มีบทบาทและความรบั ผิดชอบในการสอนมนุษย์หรอื สิง่ ที่เป็นสากลในสิ่งท่ี
ถกู ต้องและเฉพาะเจาะจงทจี่ ะต้องรเู้ รยี นรูแ้ ละเข้าใจในระดบั จิตวญิ ญาณเพ่อื นำไปสู่ข้อตกลงจติ วิญญาณ
จดุ มุ่งหมายของจิตวิญญาณหรอื วิวัฒนาการทางจติ วญิ ญาณ
ครทู างจติ วญิ ญาณอาจเปน็ บุคคลใดก็ได้ที่เรารจู้ ักและรจู้ กั และมคี วามสมั พันธ์กับบุคคลนี้ใน
ชว่ งเวลาหนงึ่ หรอื ตลอดชวี ติ
56
สรปุ
เม่ือนำความหมายของจติ วญิ ญาณ มารวมกับคำว่าครู สรปุ ไดว้ า่
จิตวิญญาณความเปน็ ครู หมายถงึ จิตสำนึกตามกรอบคุณธรรมจรยิ ธรรมซึ่งทำให้เกดิ การใฝร่ ู้ คน้ หา
สรา้ งสรรค์ ถ่ายทอด ปลูกฝงั และเปน็ แบบอย่างที่ดีท้ังของศษิ ย์เพ่ือนรว่ มงานและคนในสังคม นอกจากน้ี
ยงั มีนักวชิ ำการได้ให้ความหมายของคำวา่ จติ วญิ ญาณความเปน็ ครู
ธรรมนนั ทกิ า แจง้ สว่าง (2554 : 7) ได้ให้ความหมายของครู ว่าเปน็ บคุ ลากรวชิ าชพี ทีท่ ำหน้าที่ใน
การสงั่ สอนศิษย์หรอื ถ่ายทอดความรู้ให้กบั ศษิ ย์มหี น้าท่ีหลักทางดา้ นการเรียนการสอนและการสง่ เสรมิ
การเรียนรขู้ องผเู้ รียนดว้ ยวธิ กี ารต่าง ๆ ในสถานศึกษา เพอ่ื ให้ผเู้ รียนเกดิ ความรอบรเู้ จรญิ กา้ วหนา้ และ
พฒั นาในทุก ๆดา้ น รวมทง้ั ให้เป็นผูท้ ี่มศี ลี ธรรม จริยธรรม ตามท่สี งั คมปรารถนา
จากความหมายของครูท่ีได้กลา่ วมาขา้ งตน้ สามารถสรปุ ความหมายของครูได้ว่า ครเู ป็นบุคคลผปู้ ระสทิ ธิ์
ประสหความรู้ อบรมบ่มนิสัยศิษยใ์ ห้เปน็ คนดี โดยการสัง่ สอนใหร้ ้จู กั การแยกแยะความดีความช่ัว และ
ร้จู กั การดำรงชวี ติ ในแนวทางที่ถูกต้องมีคณุ ธรรม
การเปน็ ครูมืออาชพี น้นั ครูควรตอ้ งมีจิตวิญญาณความเปน็ ครูมืออาชีพ มีความเด็ดเด่ยี ว มุ่งม่ัน และ
องอาจ ซ่งึ จะขอเรียกรวม ๆ เปน็ ช่ือย่อ ว่า Teachers Spirts
การพัฒนาความสำคญั จิตวญิ ญาณความเป็นครูเบ้ืองตน้ เพื่อสรา้ งความสำเร็จในการทำงาน
ฐานะวชิ าชีพครู ซ่งึ จัดเป็นวชิ ำชีพข้นั สงู ดว้ ยหลกั การของ D-E-V-E-L-O-P ดังนี้
D การไม่หยุดยั้งการพฒั นา
E มงุ่ เนน้ ความอดทน
V หลากหลายความสามารถ
E กระตือรือรน้ อยู่เสมอ
L รกั งานท่ีทำ
O จัดการเปน็ เลิศ
P คดิ เชงิ บวก
สมุ น อมรววิ ัฒน์ (2551 หนา้ 10) ใหค้ วามหมายจิตตปญั ญาศกึ ษา หมายถงึ กระบวนการ เรียนรดู้ ว้ ย ใจ
อยา่ งใครค่ รวญ เน้นการพัฒนาค้นในอย่างแท้จรงิ เพื่อใหเ้ กิดความตระหนักรู้ถงึ คุณคา่ ของ สรรพสิ่ง โดย
ปราศจากอคติ เกดิ ความรักความเมตตา อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ มจี ิตสานึกต่อส่วนรวม และ สามาร
เช่อื มโยงศาสตร์ตา่ ง ๆ มาประยกุ ตใ์ ช้ในชีวติ ได้อยา่ งสมดุล
สรุปแล้วจิตตปัญญาศกึ ษา หมายถงึ กระบวนการในการเรียนร้ขู องบุคคลท่ีเน้นการ เรยี นรูจ้ ก
ภายใน คิดและใคร่ครวญจนเกิดความรู้ ความเข้าใจ และตระหนกั ถึงความสำคัญของส่งิ ทเ่ี รยี นรู้ เกดิ ความ
เขา้ ใจในความเปน็ ธรรมชาตขิ องสงิ่ ตา่ ง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เกดิ ปัญญา ทำให้จติ ใจไดร้ บั การพัฒนา อย่างแทจ้ ริง
วิจยั ในประเทศ
57
กลยุทธ์การพัฒนาจติ วิญญาณความเป็นครเู พือ่ ส่งเสรมิ ความเป็นครวู ิชาชีพของนักศึกษาคณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลยั ราชภัฏสวนสนุ ันทา
1.โดยภาพรวมมีจิตวิญญาณความเปน็ ครอู ยู่อยูใ่ นระดบั มากเมอ่ื พิจารณาเปน็ รายดา้ นพบวา่ อย่ใู น
ระดับมากทุกด้านเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ดา้ นความศรัทธาในตนเองและวิชาชีพครูด้านความ
เชอื่ มนั่ ในการพัฒนาศกั ยภาพของผเู้ รียนดา้ นความเปน็ กลั ยาณมติ รในวถิ ีแห่งความเป็นครูต้านปฏิบตั ติ น
และงานในหน้าที่ครดู า้ นเปน็ บคุ คลแห่งการเรียนรูแ้ ละด้านความร่วมมอื กับอน่ื ในสถานศึกษาและชมุ ชน
อย่างสรา้ งสรรค์
2. แนวทางการพัฒนาจติ วญิ ญาณความเปน็ ครูของนักศกึ ษาคณะครุศาสตร์ ได้แก่ จัดการเรียน
การสอนโดยปลกู จติ สำนึกของความเปน็ ครูกอ่ นเปน็ อันดบั แรกหลังจากนั้นจงึ สง่ เสรมิ การปฏิบัตหิ นา้ ท่ีครู
ตามกระบวนการของหลกั วชิ าโดยมุ่งเน้นจัดการเรียนการสอนผา่ นประสบการณห์ รือใช้กรณีศึกษาการ
สรา้ งแรงจูงใจและความภาคภมู ิใจในวิชาชีพแลกเปล่ียนเรียนรู้มเี ทคนคิ การสอนที่หลากหลายรวมทง้ั ควร
ใช้แนวทาง Coaching และ Mentoring เปน็ กลวิธีท่ีเหมาะสมในการพัฒนาจัดกิจกรรมเสริมสร้างสรรค์
คณุ ธรรมจรยิ ธรรมความที่สอดคล้องกันเพื่อให้เกิดผลลพั ธ์ตามสมรรถนะและทักษะวิชาชีพโดยให้นักศึกษา
ทุกคนมีสว่ นรว่ มในการจัดการเรยี นการสอนประเมินผล
3. กลยทุ ธก์ ารพฒั นาจติ วิญญาณความเป็นครูของคณะครศุ าสตรพ์ บวา่ มกี ลยทุ ธห์ ลักและกลยทุ ธ์
รอง
วิจยั ต่างประเทศ
จิตวิญญาณของครูการเตรียมความพร้อมสำหรบั การศึกษา
มอนเตสซอรี เขาได้ทำการทอลองว่าตั้งใจจะสอนและใช้ทักษะทางจติ วญิ ญาณใหม้ ากขน้ึ และตอ้ ง
เพม่ิ ครูท่มี กี ารสอนโดยใชท้ ักษะทางจิตวญิ ญาณแล้วเขายังต้องการที่จะเพ่มิ ดา้ นสุขภาพคือเตรยี มครหู รือ
คนท่ีตอ้ งการจะนำทักษะไปใชอ้ ย่างเปิดเผยและสนทนาเร่ืองจติ วิญญาณและความนยิ มและยินดีทจ่ี ะทำ
ตาม และเขายังเหน็ วา่ วารสาร - จติ วญิ ญาณยงั เก่ยี วข้องกับการคน้ หาว่าอะไรดแี ละมีความหมาย – ชีวิต
ที่เตรยี มล่วงหน้าทางวญิ ญาณคอื อะไรที่ควรปฎิบตั แิ ละทำการเปล่ยี นแปลงให้เปน็ ไปตามทักษะได้อย่าง
ถกู ต้องและดีทสี่ ดุ
ต่างประเทศไดใ้ หแ้ นวคิดไว้ว่าจติ วิญญาณความเป็นครูก็คอื มีวธิ ีการปลกู ฝังให้มีจติ วญิ ญาณความ
เป็นครลู ายทางและจิตวญิ ญาณการสอนของครูมีหลายประเภทอาชีพ การท่ที ำแล้วไม่หวงั ส่งิ ตอบแทน
หรอื แม้กรัทั่งเขามองวา่ มันคือสง่ิ ทธ่ี รรมชาติมอบใหเ้ ลย แล้ว Maryยงั กลา่ วอกี ดว้ ยวา่ วา่ บุคคลท่ีมีบทบาท
และความรับผิดชอบในการสอนมนุษย์หรือสงิ่ ท่เี ป็นสากลในส่งิ ทถ่ี ูกต้องและเฉพาะเจาะจงทีจ่ ะต้องรู้
เรียนรแู้ ละเขา้ ใจ
58
อา้ งอิง
เขมจิรา อ่อนหิรญั , (2556) “การเรียนการสอนแบบจติ ปัญญา”. [ออนไลน์]. สืบค้นจากจาก
https://www.gotoknow.org/posts/504402
ธวชั ชัย เพง็ พินจิ . (2550) ศาสตรว์ า่ ดว้ ย "จิตวญิ ญาณครู". [ออนไลน์]. สบื ค้นจาก
https://www.gotoknow.org/posts/153240
สจวี รรณ ทรรพวสุ, (2560) “กลยทุ ธ์การพฒั นาจิตวญิ ญาณความเปน็ ครเู พอื่ ส่งเสรมิ ความเปน็ ครวู ิชาชีพ
ของนักศึกษา คณะครุศาสตร์มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสนุ ัน”. [ออนไลน์]. สืบค้นจาก
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Ratchaphruekjournal/article/view/90765
อมรรตั น์ แกน่ สาร. (2558). การพัฒนาตัวบง่ ชี้จติ วิญญาณความเปน็ ครูของครู.สังกัดสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน
Jim Tolles (2553) “THE PROCESS OF BECOMING A SPIRITUAL TEACHER”.[ออนไลน์]
สืบคน้ จาก.https://www.quora.com/
59
บทที่ 3
การเปน็ แบบอยา่ งท่ดี ีมีคุณธรรม จรยิ ธรรมและเป็นพลเมืองที่เขม้ แข็งดำรงตนให้เป็นท่ี
เคารพศรัทธาของผเู้ รยี นสามาชกิ ในชุมชน
การเปน็ แบบอยา่ งที่ดี
ความหมาย
การปฏบิ ัติตนเปน็ แบบอยา่ งท่ีดี หมายถงึ การแสดงออก การประพฤติและปฏบิ ตั ิในด้าน
บคุ ลกิ ภาพทว่ั ไป การแต่งกาย กิริยา วาจา และจรยิ ธรรมทเ่ี หมาะสมกบั ความเป็นครอู ย่างสมำ่ เสมอ ท่ีทำ
ให้ผู้เรียนเล่ือมใสศรัทธา และถือเป็นแบบอยา่ ง
Collins cobuild Dictionary English Language (1987 : 442, 1574) ความหมายของหน้าที่
(Duty) วา่ หนา้ ท่คี ือ ภารกจิ ที่ต้องกระทำ เพราะว่า หน้าทีน่ ้ันเป็นสว่ นหนง่ึ ของงานตามตำแหนง่ ที่ได้รบั
มอบหมายหรือคาดหวังในสังคม
การเปน็ แบบอย่างทดี่ ใี นครอบครัว
หน้าท่ขี องบิดามารดา
1.ความรกั เมตตาเอื้ออาทรอดทนพยายามมุง่ มน่ั ในการเลย้ี งดลู กู ให้เติบใหญ่มชี วี ิตทด่ี ี พบ
ความสำเร็จในชีวิต ทำหน้าทบี่ ิดามารดาใหส้ มบูรณ์ที่สุด
2. ให้การศึกษาสงู สุดตามฐานะครอบครัว ใหม้ ีค่านิยมความสำเรจ็ รักความกา้ วหน้า ใฝ่หา
ความรเู้ พ่มิ เตมิ สอนให้รจู้ กั ปฏบิ ตั ิโดยบรู ณาการเรียนรู้และประสบการณ์ เปน็ ต้นทนุ ของ
ชวี ิตในอนาคต
3. มคี วามเขา้ ใจตามสมัยและไว้ใจลูก พ่อแม่อยา่ เอาแคใ่ จตนเอง ควรใหส้ ทิ ธิเสรภี าพใน
การตัดสินใจ และอืน่ ๆ แก่ลูกตามควร ภายใต้การกำกับของบิดามารรดา และให้ร้จู ักบริหาร
เวลาให้เปน็ ประโยชน์
4. อบรมสงั่ สอนให้ลูกเปน็ คนดี มศี ีลธรรม รจู้ ักควบคมุ ตนเองแยกแยะดีช่ัวถูกผิด อะไรควร
ไม่ควร เป็นต้นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก สร้างภูมคิ ุ้มกัน ป้องกันลกู จากส่งิ เสพติดและส่ิงเร้าตา่ ง ๆ ใน
สงั คม และสอนวิธกี ารดำเนนิ ชีวิตในโลกของความจรงิ เปน็ ประสบการณท์ างออ้ มให้กับลเู ปน็ การ
เตรียมตวั ให้กบั ชวี ติ
5. สอนให้รูจ้ ักคณุ ค่าของเงนิ บรหิ ารและสร้างมลู คา่ เพม่ิ ของเงนิ มอบทรัพย์มรดกแล้วแต่
ฐานะครอบครวั เม่ือถงึ เวลาเปน็ รากฐานของชีวิตในการดำเนนิ ชีวิตสบื ไป
60
หนา้ ที่ของลูก
1. ใหค้ วามเคารพ เชอื่ ฟังและปฏบิ ตั ิตามคำสั่งสอนอบรมด้วยความเตม็ ใจ ไมโ่ ต้เถียงหรือ
หลบเล่ยี งเก่ียงงอนใหผ้ ู้อนื่ ทำ
2. เมือ่ อยู่ในวยั เรียนก็หมัน่ หาความร้แู ละศึกษาเลา่ เรียนอย่างเต็มที่ เพือ่ จะได้มีความรู้และ
วิชาชพี สำหรบั เล้ยี งตวั เองได้
3. ชว่ ยเหลือบิดา มารดาทำงานที่พอจะชว่ ยได้ เช่น การช่วยงานบ้าน งานครัว การทำ
ความสะอาด ช่วยเกบ็ ของ เลี้ยงสตั ว์ ตกั น้ำ ตกแต่งบ้าน ฯลฯ และช่วยเหลือผปู้ กครองใส
งานอาชีพ เชน่ ปลูกผักสวนครัว ให้อาหารสัตว์ ทำของขาย ช่วยขายของ เป็นตน้
4. ร้จู ักเลือกซ้ือสงิ่ ของตา่ ง ๆรู้จกั ทำและเกบ็ รักษาของกินของใช้ เปน็ ตน้
5. ร้จู กั ประหยัดและออมทรัพย์ รูจ้ กั ประหยดั โดยการเลือกซอ้ื ของตา่ ง ๆ ทีจ่ ำเปน็ และ
เหมาะสม รจู้ กั ใช้เสอื้ ผ้า ของเลน่ ของใชใ้ ห้คุ้มค่ากับเงินทจ่ี ่ายไป
6. ปฏิบตั ิตนเป็นคนดมี ีระเบียบวนิ ยั มกี รยิ ามารยาทงดงาม ซึง่ จะช่วยรักษาช่ือเสียง
เกยี รติยศของวงศ์ตระกูล
7. ดแู ลบิดา มารดาและผู้มพี ระคุณ
การเปน็ แบบอยา่ งท่ดี ใี นโรงเรยี น
ของนกั เรยี น
1. นกั เรยี นตอ้ งมีเครื่องแตง่ กายเครื่องเขยี นแบบเรยี น และเครือ่ งใช้ตา่ งๆ ครบตามทโ่ี รงเรยี น
กำหนด
2. นักเรียนตอ้ งแตง่ กายและประพฤติตนตามกฎระเบยี บ ข้อบงั คบั ของกระทรวงศกึ ษาธิการ
และ กฎระเบียบของโรงเรีย
3. นกั เรยี นต้องเช่ือฟังและปฏิบัตติ นอยู่ในโอวาทของครผู ูป้ ฏบิ ัตกิ ารสอน
4. นกั เรียนต้องประพฤติตนใหส้ มกบั สภาพการเป็นนักเรียนด้วยการไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสรุ า ไม่
เสพสิ่ง เสพตดิ ไม่เล่นการพนนั และไมม่ ว่ั สมุ ในอบายมุขตา่ งๆ
5. นกั เรียนต้องประพฤตแิ ละปฏบิ ตั ติ นตามกฎหมายของบ้านเมอื งจารตี ประเพณีและ
วัฒนธรรม
6. นักเรียนตอ้ งขยัน ประหยัด ซือ่ สตั ย์ อดทน ตรงตอ่ เวลา มนี ำ้ ใจเปน็ นกั กฬี า และยึดมน่ั
ในหลกั คณุ ธรรม และจรยิ ธรรมทด่ี ี
7. นกั เรียนตอ้ งสุภาพออ่ นโยนมีสัมมาคารวะตอ่ บุคคลทั่วไป และปฏบิ ัติตนให้เหมาะสมตาม
วยั เพศและสถานะภาพแหง่ ตน
8. นกั เรียนตอ้ งมคี วามเสยี สละ เออ้ื เฟ้ือเผ่ือแผ่ เหน็ ประโยชนส์ ่วนรวม รักษาทรัพย์สมบตั ิ
61
ของโรงเรียนของสงั คมท่ัวไปและมีความสามัคคีในหมู่คณะ รนุ่ น้องนับถือรุ่นพี่ และรุ่นพี
ประพฤติปฏบิ ัตติ นให้เป็นตัวอยา่ งทด่ี ีแกร่ ่นุ น้อง
9. นกั เรยี นต้องสร้างชื่อเสียงให้แกโ่ รงเรียนทุกวิถีทางและไมก่ ระทำการใดๆ ท่เี ป็นการทำลาย
ชอ่ื เสยี งของโรงเรยี น
10. นักเรียนตอ้ งพฒั นาศักยภาพและสมรรถภาพของตนตลอดเวลา ท้งั ทางดา้ นร่างกาย
จติ ใจอารมณ์ สงั คม สตปิ ญั ญา และความรู้ความสามารถ
การเป็นแบบอย่างทด่ี ีของครู
หนา้ ทค่ี วามรบั ผดิ ชอบของครู หมายถงึ กจิ ท่ีครตู อ้ งกระทำใหไ้ ดผ้ ลดีโดยสมำ่ เสมอ การกระทำ
ของครูเพ่ือใหผ้ ลดีได้น้นั ตอ้ งอาศยั พืน้ ฐานของกฎระเบียน แบบธรรมเนียม จริยธรรม จรรยาบรรณและ
คุณธรรมเปน็ ปัจจยั สำคญั ดว้ ย อาจกล่าวได้วา่ ความรบั ผิดชอบในหน้าท่ีของครเู ป็นพฤติกรรมที่พงึ
ประสงค์ของครูทสี่ งั คมคาดหวงั เป็นภารกจิ ท่สี ังคมมอบหมายให้ผ้ปู ระกอบวชิ าชีพครูกระทำ และเปน็ พนั ธ
กิจผเู้ ป็นครมู อบใหก้ บั สังคม
หนา้ ท่ีของครูในแง่คุณลักษณะทป่ี ระสงคน์ ้ัน รัญจวน อินทรกำแหง (2529:27) สรปุ ไว้ดงั น้ี
1. ครูเป็นผู้ทสี่ ามรถให้ทางแห่งความรอดแก่ศิษย์ ความรอดมอี ย่สู องทาง คือ ทางรอดทางกาย
และทางรอดทางใจ
2. ครูตอ้ งสามารถดำรงความเปน็ ครอู ยู่ไดท้ กุ อริ ิยาบถ
3. ครูต้องสามารถเปน็ ตัวอยา่ งตามกำสอนแก่ศิษย์ สอนอย่างไรทำอย่างน้นั
หน้าที่และความรบั ผิดชอบของครตู ่อสถาบันวชิ าชพี ครอู ันได้แก่ ตนเองเพื่อนครูและสถานศึกษาในการ
ประกอบวชิ าชีพครู โดยทวั่ ไปจะเป็นการทำงานเปน็ ทมี ในสถานศกึ ษาท่ีจัดตั้งข้ึน ฉะนน้ั หน้าทแี่ ละความ
รับผดิ ชอบของครจู ะต้องมตี ่อตนเอง และเพื่อนร่วมงานท้ังในระดบั ผบู้ ังคับบัญชา และบุคลากรอนื่ ๆ ใน
สถานศกึ ษา ซึ่งอาจจะแยกแยะได้ดังนี้
1. ครพู งึ ชว่ ยเหลือเกื้อกลู ครูด้วยกันในทางสร้างสรรค์ เชน่ การแนะนำแหลง่ วทิ ยาการให้กัน
แลกเปลย่ี นประสบการณ์ทางวชิ าชีพซึง่ กนั และกนั
2. รักษาความสามัคครี ะหว่างครู และชว่ ยเหลือซ่ึงกันและกันในหน้าท่กี ารงาน ไม่แบง่ พรรค
แบ่งพวกคดิ ทำลายกลัน่ แกลง้ ซง่ึ กนั และกัน เตม็ ใจช่วยเหลอื เมอื่ เพื่อนครูขอความช่วยเหลอื เช่น
เปน็ วิทยากรใหแ้ ก่กนั ช่วยงานเวรหรอื งานพิเศษซ่งึ กันและกัน
3. ไม่แอบอ้างหรอื นำผลงานทางวชิ าการของเพอ่ื นครมู าเปน็ ของตนทัง้ ยังตอ้ งชว่ ยเหลอื ให้
เพ่ือนครู อนื่ ๆ ได้สรา้ งสรรค์งานวิชาการอย่างเต็มความสามารถด้วย
62
4. ประพฤติตนดว้ ยความสภุ าพอ่อนน้อมถ่อมตน และใหเ้ กียรติซง่ึ กนั และกันไมว่ ่าจะสังกดั
หนว่ ยงานใด
5. ปฏิบตั ติ ามระเบียบ และแบบธรรมเนียมอนั ดงี ามของสถานศกึ ษา ปฏบิ ัติตามคำสัง่ ของ
ผ้บู งั คับบญั ชาซึ่งส่งั โดยชอบดว้ ยกฎหมาย และระเบยี บแบบแผนของสถานศกึ ษา
การปฏบิ ตั ติ นเป็นสมาชกิ ท่ดี ีของชมุ ชน
ชุมชนใด ๆ เมอ่ื มชี ื่อเสยี ง มคี วามเปน็ ระเบยี บเรียบร้อย สะอาด นา่ อยู่ ก็ทำให้คนในชมุ ชนมี
ความสุข มีความรักและความภาคภมู ใิ จในชุมชนของตน คนในชุมชนรวมทัง้ นกั เรียนเป็นบุคคลสำคญั ทจ่ี ะ
ชว่ ยทำให้ชมุ ชนของเรามีความเป็นระเบียบ เรยี บร้อย ถา้ ทุกๆคนรู้จกั การปฏิบัตติ นที่ดีและร้จู กั สทิ ธแิ ละ
หน้าที่ของคนในชุมชน จะทำใหม้ ีความสขุ ดงั นี้
1. ตัง้ ใจเล่าเรียนหนังสอื เพื่อนำความรู้ ความสามารถพัฒนาชมุ ชนให้เจรญิ กา้ วหน้า
2. เคารพและปฏบิ ตั ิตามกฎ ระเบียบ และขอ้ บังคับของชุมชนอยา่ งเคร่งครัด และสม่ำเสมอ
3. ดแู ลรักษาสาธารณสมบตั ิที่เป็นของส่วนรวม เชน่ สนามเด็กเลน่ โรงเรยี น ทที่ ำการไปรษณยี ์
4. ดแู ลรกั ษาความสะอาดภายในบ้าน หนา้ บา้ น รอบๆบริเวณบา้ น สิ่งแวดลอ้ มชมุ ชน ไม่ท้งิ ขยะ
มูลฝอยลงในแมน่ ้ำลำคลอง หรอื สนามเด็กเล่น
5. ปฏิบัตติ นเป็นศาสนิกชนท่ีดี เช่น มีสมั มาคารวะ มีน้ำใจ เป็นตน้
6. การอยรู่ ่วมกันและพ่งึ พาอาศยั กันและกนั
63
คณุ ธรรม จรยิ ธรรม
คุณธรรม (Virtue) หมายถึง สสารทดี่ ที ม่ี ีความเหมาะสมกลมกลนื กนั และมีคณุ กับมนษุ ย์พืชสัตว์
และโลกทำให้ธรรมชาติดำเนินไปดว้ ยดมี สี ภาวะดงึ ดดู กนั มีการร่วมกันอย่อู ย่างสนั ติสุขทุกฝ่ายซงึ่ ตรงกัน
ข้ามกบั อธรรม (Evil) ได้แก่ ธรรมชาติทช่ี ่ัวคอื ไม่มคี วามเหมาะสมกบั มนษุ ย์พืชสตั วแ์ ละโลกทำให้ธรรมชาติ
เกิดการผลักกนั เกดิ การแยกสลายออกจากกนั เกิดการเปล่ียนแปลงอยา่ งรุนแรงทำให้สังคมมนุษยม์ ี แต่การ
แตกแยกกนั มี แต่การจะใช้สทิ ธขิ องตวั เองโดยไม่มหี น้าทีแ่ ละความรับผดิ ชอบต่อผู้อน่ื และตอ่ ส่งิ อ่ืนทำให้
มนษุ ย์แต่ละคนเต็มท่ีไปด้วยกิเลส (Vice) คือการทำลายกันการเอารัดเอาเปรยี บกันทำให้จติ ใจมี แต่ความ
เศร้าหมองขุ่นมัวทำให้จิตใจเต็มไปด้วยราคะโลภะโทสะและโมหะดงั นน้ั จงึ เปน็ หนา้ ที่และความรับผดิ ชอบ
ของศาสนาและคนดที ุกคนจะหาทางกำจัดความชัว่ แล้วสรา้ งเสริมความดใี ห้เกิดมีข้ึนในสังคมต่อไป
จริยธรรม คอื สรรพสิ่งท้งั หลายทั้งปวงในจักรวาลน้ีท่ีมีอยทู่ ีเ่ ป็นอยแู่ ละที่ดำเนนิ ไปอยตู่ ามกฎหรือ
ตามกระบวนการของสสารหรือของธรรมชาติทำใหโ้ ลกดวงดาวอากาศพืชสตั ว์และมนุษย์ตอ้ งเปน็ ไปตาม
ธรรมชาติในฐานะทีส่ ่ิงเหล่านเ้ี ป็นสว่ นหนึ่งของธรรมชาตทิ ำให้สง่ิ ท่ีไมเ่ ป็นธรรมชาติหรือไม่เป็นจรยิ ธรรมใน
จกั รวาลน้ีในโลกน้ีไม่มีทำใหส้ ่ิงท่มี อี ยู่ในจกั รวาลน้ใี นโลกน้ีมีอยู่สิ่งเดียวเทา่ น้ันคือ“ ธรรมชาตหิ รือ
จรยิ ธรรม” (Naturethics) ธรรมชาตหิ รือจรยิ ธรรมเปน็ ส่งิ สมั บรู ณส์ ว่ นโลกดวงดาวพืชสตั ว์และมนุษย์เปน็
สง่ิ สมั พทั ธ์เพราะสง่ิ เหล่านี้เป็นส่วนยอ่ ยเป็นส่วนหน่งึ ของธรรมชาติทำให้มนุษยต์ ้องมที ง้ั จรยิ ธรรมทีด่ แี ละ
ไมด่ มี ีทั้งความดีและความช่วั มีทั้งความสุขและความทุกข์โดยจริยธรรมทด่ี แี ละไม่ดคี วามสุขและความทกุ ข์
เปน็ สสารหรือธรรมชาติดว้ ยสสารกลุม่ หนึง่ รวมกันด้วยโครงสร้างหนึ่งดว้ ยสภาวะแวดลอ้ มสภาวะหนง่ึ ผสม
กบั ประสบการณ์ของแตล่ ะคนทำให้คนแต่ละคนมจี รยิ ธรรมทีด่ ีมากหรือนอ้ ยมีความสุขมากหรือมีความสุข
น้อยเป็นคนช่ัวมากหรือคนช่ัวน้อยซึง่ สง่ิ ท้ังหมดเหล่าน้รี วมกันเขา้ เป็น“ จรยิ ธรรมหรอื ธรรมชาติ”
จริยธรรมหรือธรรมชาติมที ้งั จริยธรรมท่ดี แี ละไมด่ สี ำหรบั มนุษยจ์ ริยธรรมท่ีดีเป็นสิง่ ทดี่ ีสำหรับ
มนษุ ย์จริยธรรมท่ีชั่วเปน็ สง่ิ ท่ีชว่ั สำหรบั มนุษย์จรยิ ธรรมท่ดี ที ำให้มนษุ ย์มีความสุขมคี วามเจรญิ รุง่ เรอื งใน
ชีวิตจริยธรรมทชี่ ่ัวทำให้มนุษย์มีความทุกข์มีความเสื่อมในชีวติ ความดีความช่ัวความเจริญและความเส่ือม
เป็นจรยิ ธรรมของธรรมชาตเิ ป็นสิ่งทม่ี อี ยโู่ ดยธรรมชาตมิ นุษยต์ อ้ งมสี ง่ิ เหลา่ น้โี ดยธรรมชาติเมอื่ มนุษย์เป็น
ส่วนหน่ึงของธรรมชาติมนุษย์มี แตค่ วามสุขไม่มีความทุกข์มี แตค่ วามเจริญไม่มีความเสอื่ มหรอื ไม่มีท้ัง
ความสขุ ความทุกขไ์ ม่มีทง้ั ความเจรญิ และความเส่อื มได้หรือไม่
หลักจรยิ ธรรมในศาสนา
1. ศาสนา ที่มีอย่มู ีลักษณะตา่ ง ๆ กันดงั น้ีประการแรกศาสนาโบราณเกิดจากความหวาดกลัวใน
อำนาจของธรรมชาติวิญญาณผสี างเทวดาหรอื เทพเจ้าประการท่สี องศาสนาท่ีถือวา่ มเี ทพเจา้ หลายองคเ์ หน็
วา่ เทพเจา้ เหลา่ น้นั สงิ สถิตอย่ใู นสรรพสิ่ง แต่ไม่มอี ำนาจในการสร้างโลกประการทีส่ ามศาสนาทีถ่ ือวา่ มีพระ
64
เจา้ สูงสดุ อยอู่ งคเ์ ดียวสถิตอยู่เป็นคู่โลกและทรงเป็นผูส้ รา้ งโลกประการท่สี ี่ศาสนาทเี่ ชื่อว่ามเี ทพเจา้ หลาย
องค์และองค์เดยี วเป็นชนเผา่ เซมิติคท่ีก่อรูปข้นึ เปน็ ศาสนายิวซึง่ เป็นมลู ฐานของศาสนาคริสตแ์ ละอสิ ลาม
ประการทห่ี ้าศาสนาเหลา่ นถ้ี ือว่ามพี ระเจา้ อยเู่ หนือศาสนามีผแู้ ทนของพระองค์ผู้รับคำสง่ั บญั ญัติหรอื
โองการมาจากพระเจ้าประการทีห่ กศาสนาท่ีไม่มพี ระเจ้าเช่ือในกฎธรรมชาติ (Law of Nature) กฎแห่ง
กรรมหรือการกระทำ (Law of Karma) หรอื กฎแห่งเหตุผลทีถ่ ือวา่ โลกเกิดขึน้ เปน็ อยู่และดับไปตาม
กฎดังกลา่ วซ่งึ เป็นศาสนาของชาวอารยันกลมุ่ หน่ึงเชน่ ศาสนาเชนและศาสนาพทุ ธ
2. การสร้างและการสน้ิ ของโลก ศาสนาท้ังหลายยึดถือหลักเร่ืองการสรา้ งโลกและการส้ินโลกไม่
เหมือนกันกลา่ วคือประการแรกศาสนาที่ถือวา่ มีเทพเจ้าหลายองค์เชื่อเพยี งว่าธรรมชาตทิ ุกอย่างมีเทพเจา้
ประจำอยู่ไม่สนใจวา่ โลกเกิดข้ึนมาได้อย่างไรชวี ิตเกดิ ขน้ึ มาไดอ้ ยา่ งไรประการที่สองศาสนาท่ีถือว่ามพี ระ
เจา้ องคเ์ ดียวเช่นศาสนายวิ ถือว่าพระยะโฮวาสร้างโลกสร้างสรรพส่งิ ลมสรรพสัตว์ต่อมามนษุ ยไ์ ม่เชื่อฟังไม่
ปฏิบัติตามบญั ญตั ิมบี าปหนกั จึงลา้ งโลกเสยี ที่หนง่ึ เหลือเพียงมนษุ ยแ์ ละสตั ว์ทีม่ คี ุณธรรมแลว้ จงึ ทรงสรา้ ง
โลกต่อไปอีกซึ่งศาสนาคริสตแ์ ละอสิ ลามก็ถือแบบเดียวกนั รวมทัง้ ในเรือ่ งฐานะของพระเจา้ ความหวงั ในผู้
มาโปรดและการทีด่ วงวิญญาณเข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้าดว้ ยประการท่ีสามศาสนาทไ่ี ม่มีพระเจ้าถือว่า
โลกเกิดจากธาตุดนิ น้ำไฟที่ผสมส่วนกนั เคล่อื นไหวด้วยแรงผลักดันพลังหรอื การกระทำของธรรมชาติธาตุ
เหล่านัน้ ก่อรปู ของสรรพสิ่งสรรพสตั วข์ ้ึนมามลี ักษณะตา่ งๆกันด้วยผลแหง่ พลงั น้นั ดงั นัน้ ตราบเท่าทีค่ ู่ธาตุ
และสมการของธรรมชาตยิ งั คงอยดู่ ้วยดโี ลกกด็ ำรงอยู่ได้ แต่โลกจะสลายไปเมื่อคู่ธาตแุ ละสมการของ
ธรรมชาตินั้น ๆ ไม่มแี ละประการทส่ี ่ีพวกท่ไี มม่ ีพระเจ้าแบบมงโกลโบราณถือวา่ เส่ยี งทหี่ รอื จอมสวรรค์เปน็
ผสู้ ร้างโลกและมนษุ ยด์ ้วยพลงั ซึง่ เป็นธรรมชาตคิ ู่คือหยางกับหยินหยางเป็นพลงั ทางบวกส่วนหยนิ เปน็ พลงั
ทางลบเช่นความร้อนกับความเย็นความดีกบั ความเลวดังน้ันสวรรคจ์ ึงเป็นส่ิงท่ีควรบูชารองลงมาก็คือบิดา
มารดาพวกเขาถือวา่ ดวงวิญญาณเม่ือจากร่างไปถ้าไม่พนิ าศเพราะบาปก็จะไปเปน็ หนง่ึ เดียวกันกบั สวรรค์
3. ฐานะของมนษุ ย์ ศาสนาต่าง ๆ มีความเชือ่ เร่ืองฐานะของมนษุ ยด์ งั นปี้ ระการแรกศาสนาท่ีเชอ่ื
วา่ มเี ทพเจ้าหลายองคเ์ ห็นว่าชีวติ คนเราขน้ึ อยู่กบั เทพเจ้าผ้สู ิงสถิตอยูใ่ นธรรมชาติและสรรพสง่ิ รอบ ๆ ตน
ประการท่ีสองศาสนาทถ่ี ือวา่ มีพระเจ้าองค์เดยี วเชื่อว่ามนุษย์ขึ้นตรงตอ่ พระเจ้าผสู้ รา้ งชีวติ อยู่ท่ีพระองค์จะ
เปน็ ผูล้ ขิ ติ จงึ ต้องเช่ือตามบัญญัติของพระเจา้ โดยปฏิบตั ติ นตามทีท่ รงกรุณาให้มาเกดิ และมชี ีวิตอยู่รวมทงั้
ควรปฏบิ ัตติ นให้ถูกพระทยั ของพระองค์และประการท่ีสามศาสนาท่ีไม่มพี ระเจา้ ถือว่าแต่ละคนขนึ้ ตรงต่อ
กรรมหรอื การกระทำของตนเองการกระทำในอดตี จะใหผ้ ลในปัจจุบันและอนาคตตามยิง่ กว่ากฎหมาย
ประการท่ีสองคนเราเท่าเทียมกันโดยกำเนิด แต่ก็แตกตา่ งกันเหตแุ ละผลของการกระทำรวมทัง้ ถือว่ากรรม
หรอื การกระทำเปน็ สง่ิ สร้างโลกสร้างสรรพสิ่งสรรพสัตว์การกระทำเป็นสงิ่ แบ่งฐานะประเภทและลักษณะ
ของมนษุ ย์และสตั วใ์ ห้แตกต่างกันเรากระทำส่งิ ใดกจ็ ะได้รับผลของการกระทำนั้นเราเปน็ ตวั ของตวั เองเป็น
ท่ีพึง่ ของตนเองหาข้นึ อยู่กับคนอนื่ ไม่
65
คณุ ธรรมจรยิ ธรรมทางศาสนา
ศาสนาครสิ ต์ ไดแ้ ก่ บัญญัติในพระคัมภรี ใ์ หมโ่ ดยพระเยซูครสิ ตน์ ำมาเผยแผ่กับความรกั ซ่ึง
ประการแรกให้มนุษย์รักพระเจา้ รักเพ่ือนบ้านเหมือนกับรักตนเองและให้รักแมแ้ ต่ศัตรูของตนประการที่
สองเปน็ ความรักบรสิ ุทธิ์ที่ไม่เห็นแกต่ ัวไมห่ วังผลตอบแทนมีเมตตาและให้อภัยและประการทส่ี ามพระเจ้า
สรา้ งมนุษยด์ ว้ ยความรักน้นั แลว้ ใหพ้ ระบตุ รลงมาช่วยใหม้ นุษยป์ ฏิบตั ิเพ่ือความดสี ูงสดุ เป็นการเปดิ ทาง
รอดเป็น Divine Love (Agape) ท่รี วมมนษุ ย์กบั พระเจา้ เขา้ ด้วยกนั ได้
ศาสนาอิสลาม ที่พระมหะหมัดนำมาเผยแผ่ ไดแ้ ก่ ประการแรกใหศ้ รัทธาในพระอลั เลาะหใ์ นเทพ
บรวิ ารในคัมภีรอ์ ัลกุรอ่านในผู้แทนของพระเจ้าและให้เช่ือว่ามนุษย์จะกลบั มาเกิดเม่ือสิน้ โลกรวมทั้งให้
ปฏิบตั ดิ ้วยการสวดมนต์ทุกวันใหถ้ ือศีลอดให้ทานและให้ธดุ งคไ์ ปเมกกะและประการท่สี องความรักเป็นสิง่
ผกู พนั มนุษยก์ บั พระเจ้าให้เขา้ ด้วยกนั ได้
ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู จะตอ้ งบำเพ็ญตนตามหลักของอาศรมทัง้ สี่ ไดแ้ ก่ พรหมจารีคฤหัสถ์
วนปรสั ถ์และสันยาสผี แู้ สวงธรรมตามลำดบั เพื่อนำอาตมนั หรอื ดวงวญิ ญาณอมตะใหเ้ ข้าถึงปรมาตมนั หรอื
ปฐมวิญญาณเพ่ือโมกษะหรือความหลุดพ้นสนั ยาสสี ละโลกียอ์ อกบำเพญ็ พรตในป่าและปฏบิ ตั ติ ามหลัก
โยคะส่อื ย่างตามลำดับดงั นี้ข้นั แรกปฏิบตั ิตามหน้าทีโ่ ดยไม่หวงั ผลตอบแทนข้ันทสี่ องปฏิบัติด้วยการอทุ ิศ
ตนภักดีต่อพระเจา้ ข้นั ทส่ี ามปฏบิ ตั ดิ ้วยการรวมกำลงั ความรู้ได้เปน็ หนึ่งเห็นแจง้ ธรรมแตล่ ะอยา่ งและขนั้ ท่ี
สีป่ ฏิบตั ดิ ้วยการฝึกทางใจบังคบั ใจให้อยู่ในอำนาจดว้ ยการบำเพญ็ ตบะโยคะ
ศาสนาพุทธ คือประการแรกหลักธรรมเพ่ือประโยชน์สุขข้ันต้น ไดแ้ ก่ การมีความเพียรการรักษา
ส่งิ ที่หามาไว้ไดก้ ารคบคนดีและการมีความเปน็ อยู่ทเ่ี หมาะสมแกร่ ายไดป้ ระการทสี่ องหลกั ธรรมเพือ่
ประโยชนส์ ุขขนั้ กลาง ได้แก่ การมคี วามเช่ือทย่ี ึดหลักเหตุผลการมศี ลี การเสยี สละและการมีปญั ญาและ
ประการท่ีสามหลักธรรมเพื่อประโยชนส์ ขุ หรือความดีอนั สูงสุด ได้แก่ การนพิ พานหรือหลดุ พน้ จากตัณหา
และทุกขท์ ้ังปวงด้วยการปฏิบัติตามมรรค 8 อัน ได้แก่ ไตรสกิ ขาคือศลี สมาธแิ ละปัญญา”
จริยธรรมกฎหมาย
กฎหมาย (Law) หมายถงึ กฎระเบยี บข้อบังคับและกตกิ าของสงั คมซ่งึ อาจหมายถึงจรยิ ธรรมและ
ศลี ธรรมของศาสนาต่าง ๆ ที่สำคญั ของคนในสงั คมและเป็นอาวธุ ทีม่ ีคมรอบด้านเพราะฉะนนั้ ผู้ยกร่าง
กฎหมายหรอื ออกกฎหมายหรือผู้ตดั สินความถูกผดิ จะต้องเปน็ ผมู้ ีคุณธรรมและมคี วามรู้ในสัจธรรมอยา่ ง
แทจ้ ริงโดยต้องรู้ว่าความดคี วามชั่วความถูกความผิดเป็นสิง่ สมบรู ณ์หรือเป็นสง่ิ สัมพทั ธก์ ฎหมายทีบ่ ญั ญัติ
ออกมาใชน้ ้นั เปน็ คณุ เป็นโทษอย่างไรกบั คนท่อี ยู่ขา้ งบนและคนท่ีอยู่ข้างล่างคนที่อยู่ข้างหน้าและคนท่ีอยู่
ข้างหลังคนที่อยูข่ ้างขวาและคนทอ่ี ยู่ขา้ งซา้ ยตดั สนิ ความถูกผดิ ไปแล้วมคี ุณมโี ทษอยา่ งไรกบั สถานการณใ์ น
66
ปัจจบุ นั และในอนาคตย่ิงในปัจจุบนั คนไร้ศลี ธรรมมีมากขน้ึ และมักจะใชก้ ฎหมายเป็นอาวุธทำร้ายคนอนื่ ได้
รอบด้านไม่ว่าจะเปน็ คนดีใช้ทำร้ายคนชว่ั หรอื คนช่ัวใช้ทำร้ายคนดีซ่ึงถือวา่ เปน็ ดาบท่ีมสี องคมกฎหมาย
เท่าทม่ี นุษย์เราเคยบัญญตั อิ อกมาใช้ท้ังหมดยงั ไมเ่ คยมีกฎหมายฉบบั ใดเลยท่ไี ม่มชี ่องโหวใ่ หค้ นชัว่ (โจร
ทางกฎหมาย) ใช้ช่องโหวข่ องกฎหมายเพื่อหลบหลีกกฎหมายโดยเมอ่ื บัญญัติกฎหมายออกมาใช้กจ็ ะมีการ
สอนวิธีหลบหลกี กฎหมายอีกดว้ ยทำใหก้ ฎหมายต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอยตู่ ลอดเวลาย่ิงเลวรา้ ยกวา่ นัน้
บางคนมีความสามารถถึงกับใช้กฎหมายน้ีเองบงั คบั เอาผลประโยชนจ์ ากคนอนื่ มกี ารวา่ จา้ งนกั กฎหมาย
เพอื่ หาวิธีหลบหลกี กฎหมายอีกดว้ ยอทุ าหรณ์เช่นคดนี ้ี
ดังน้นั เพื่อควบคุมคนช่วั และส่งเสรมิ สนบั สนนุ คนดีนกั กฎหมายจึงตอ้ งคอยติดตามอุดช่องโหว่ที่
คนช่ัวจะใชเ้ ป็นชอ่ งทางเลีย่ งกฎหมายและใชก้ ฎหมายเพ่ือหาผลประโยชน์ให้แกต่ วั เองเปรียบเสมือน
ตำรวจตอ้ งคอยติดตามกลยุทธท่ผี ้รู ้ายใชห้ ลบหลีกการจับกุมของตำรวจเมือ่ แก้วธิ ีท่ผี รู้ ้ายใชห้ ลบหลีก
กฎหมายไดใ้ นไมช่ า้ คนร้ายก็จะมวี ธิ ีการหลบหลกี ใหม่ให้ตำรวจปรับปรงุ วิธกี ารจับกมุ แบบเก่าเรอ่ื ยไปนค่ี ือ
ส่วนท่ีนักกฎหมายและตำรวจมีความซ่ือสตั ยส์ ุจริตตอ่ หนา้ ที่เทา่ น้นั แตถ่ ้าหากนกั กฎหมายหรอื ตำรวจไม่
ซื่อสัตย์สจุ รติ ต่อหนา้ ทีข่ องตนแลว้ ปัญหาจะยง่ิ สลบั ซับซ้อนและเลวร้ายมากยงิ่ ข้นึ ยิ่งในปัจจุบนั ศลี ธรรม
และจริยธรรมของศาสนาต่าง ๆ อย่ใู นสภาพอ่อนแอคนตกอยใู่ ต้อำนาจของผลประโยชน์คนในสงั คมก็ยิ่ง
จะหาความยุติธรรมได้ยากขน้ึ และขาดที่พ่งึ มากข้ึนต้องเป็นอยกู่ นั ตามเวรตามกรรมไมม่ คี วามปลอดภัยใน
ชวี ติ ญาตมิ ติ รและทรัพยส์ นิ ของตนเองเมื่อทำผดิ กฎหมายแล้วทุกคนก็จะพูดทำนองเดียวกันว่าตนเองไมม่ ี
เจตนาไม่ไดท้ ำผดิ กฎหมายแล้วมกี ารวา่ จ้างนกั กฎหมายมาหาช่องทางหลบหลีกการทำความผดิ อีกด้วย
ดงั นนั้ นักกฎหมายขา้ ราชการทหารตำรวจ ฯลฯ ต้องมีวนิ ัยอยา่ งเคร่งครัดมีกายสุจรติ มวี าจาสุจรติ มใี จ
สุจริตและมคี วามสจุ รติ ตามความเปน็ จริงและต้องมีจรยิ ธรรมทดี่ ีท่เี หมาะสมเพื่อควบคมุ ให้มีความสุจรติ ทง้ั
ต่อตัวเองและผู้อืน่ ในสงั คมและเพื่อความสงบสุขของสงั คมคนในสังคมโดยเทา่ เทยี มกันในฐานะทที่ ุกคนอยู่
ใตก้ ฎหมายเดยี วกัน
การท่เี ราจะมคี ุณธรรมจริยธรรมและศีลธรรมขนึ้ มาได้จึงอยู่ทป่ี ระการแรกเนื้อหาสาระของ
คณุ ธรรมจริยธรรมหรอื หลักศีลธรรมซงึ่ เปน็ ท่ยี อมรับของสงั คมท่ีเหมาะกบั ยุคสมัยประการที่สองมีการ
เรียนรปู้ ลูกฝังหรือถ่ายทอดความรู้เก่ยี วกบั เน้ือหาสาระของคุณธรรมจรยิ ธรรมหรอื หลักศีลธรรมเหลา่ นั้น
ให้แก่สมาชิกในสงั คมโดยเน้นให้มกี ารกระทำหรือการประพฤตปิ ฏบิ ัตจิ นเป็นนิสยั หรืออุปนสิ ยั ไมใ่ ช่เพียง
แค่รเู้ ฉยๆและประการทสี่ ามสถาบนั แหง่ การเรยี นรปู้ ลูกฝังหรือถา่ ยทอดคุณธรรมจริยธรรมหรือหลัก
ศีลธรรมตา่ งๆในสงั คมจะต้องสง่ เสริมสนับสนนุ สิง่ เหล่าน้นั โดยไม่ขัดแยง้ หรือเกิดการสะดุดกนั ข้ึนมาในทุก
ข้นั ตอนของการพัฒนาบุคลกิ ภาพของแต่ละคนและสถาบันดงั กล่าวมใิ ช่มีเพียงแค่บ้านวดั และโรงเรยี น
เท่านั้นท่ีสำคญั ก็คือผ้มู จี ิตใจที่พฒั นาจะต้องยดึ หลักเหตผุ ลมองโลกตามความเป็นจริงท่ีสัมผัสไดด้ ้วย
67
ประสาทท้ังหา้ ไม่มองแบบสงิ่ เหนือจรงิ เหนือธรรมชาติอำนาจศกั ด์ิสทิ ธไ์ิ สยศาสตรจ์ ติ วิญญาณรวมทั้งมี
เหตผุ ลรู้จักวเิ คราะห์วจิ ารณ์ตลอดจนรู้จกั เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ครอบครัว เป็นสถาบนั สำคัญท่ีสุดที่ให้การเรียนรู้แกเ่ รา ๆ สัมพันธร์ ะหวา่ งบุคคลเริ่มต้นทน่ี ้ตี าม
ฐานะและหน้าท่ขี องแตล่ ะคนกกล่อมเกลาหรือการปลูกฝังจิตใจใหแ้ กเ่ ด็กจงึ มีอิทธิพลต่อการสรา้ ง
บุคลิกภาพหรืออปุ นิสัยของเขาเมื่อโตเป็นผใู้ หญ่ข้ึนมาเรมิ่ จากการมีกฎเกณฑใ์ นการประพฤติปฏิบตั ิต่อกัน
ตา่ งกม็ หี น้าทีจ่ ะต้องปฏบิ ตั ติ ่อกันบดิ ามารดาย่อมมีหนา้ ท่เี ล้ียงดูและอบรมลูก ๆ ใหเ้ ปน็ คนดีลูก ๆ ก็มี
หน้าทีป่ ระพฤตติ นเป็นลูกทีด่ ีเคารพเชือ่ ฟงั คำสั่งสอนแนะนำของบดิ ามารดารวมทงั้ ยอมรับฐานะและหนา้ ที่
ของสมาชิกอืน่ ๆ ในครอบครัวดว้ ยคุณธรรมสำคัญ ๆ สามารถจะปลกู ฝงั กันได้โดยเรม่ิ ตน้ มาจากครอบครวั
ก่อนเช่นความรักความยุตธิ รรมความซื่อสัตย์ความเมตตากรุณาการไมก่ ล่าวเท็จและการรักษาสญั ญาความ
มเี หตผุ ลการแสดงความคดิ เห็นรวมท้งั การเคารพในสิทธิเสรภี าพและความเสมอภาคของผอู้ ่ืนเป็นตน้
สำหรับในสงั คมที่เจริญแล้วการเอาสิ่งหน่ึงซ่งึ เป็นของพห่ี รือของน้องมาใหอ้ ีกคนหน่งึ จะกระทำไม่ไดเ้ พราะ
ไมย่ ุตธิ รรมน่ันเองเดก็ ๆ จึงควรได้รับการปฏบิ ตั ิอย่างเท่าเทียมกันท้ังในการแบง่ ปันและการใหโ้ อกาสทัง้ นี้
โดยวธิ ีธรรมชาติทเ่ี นน้ การกระทำไมใ่ ช่แบบการสอนในหอ้ งเรียนโดยเฉพาะอยา่ งย่ิงดว้ ยการทำตนเปน็
ตวั อยา่ งท่ีดเี ชน่ การสอนให้ลกู เคารพความคดิ เหน็ ของผู้อ่นื แต่บังคับให้ลูกตอ้ งเช่ือฟังตนทุกอย่างหรอื สอน
ให้ลูกรกั ความยุติธรรม แต่ขอให้เอาของเล่นของเขาไปให้น้องก่อนน้นั ขัดแยง้ กนั อยู่ในตวั ยอ่ มไม่ได้ผล
เพราะเนื้อหาการเรยี นร้สู ำคญั นอ้ ยกว่าวธิ กี ารในการเรียนรู้
กลุ่มเพอ่ื น ทั้งขณะวัยเรียนวยั รนุ่ และเพื่อนรว่ มงานคนเราไมไ่ ด้มีชวี ิตอยู่กับบิดามารดา
ตลอดเวลาพวกเขายังมีกลุ่มเพอ่ื นซึ่งเขาเปน็ สมาชกิ ผู้หนึง่ ด้วยกลุม่ เพื่อนนับวา่ มีอิทธพิ ลชกั จงู ตอ่ ความคิด
และความประพฤตขิ องเขาในทางดีหรอื ทางเลวได้ไมน่ ้อยถึงกบั มคี ำกลา่ วว่าคบพาลพาลพาไปหาผิดคบ
บณั ฑิตบัณฑติ พาไปหาผลมสี ่งิ สำคัญ ๆ หลายอย่างทส่ี ถาบันใหก้ ารเรยี นรู้
สถาบันการศึกษา เปน็ สถาบันที่ใหท้ ั้งความรทู้ ักษะประสบการณ์และการอบรมกล่อมเกลาจติ ใจ
แก่นกั เรียนนสิ ิตนักศึกษาการทคี่ นเราจะมคี ุณธรรมจริยธรรมและศีลธรรมได้ย่อมตอ้ งอาศัยการถา่ ยทอด
ความรแู้ ละการปลูกฝงั จติ ใจจากสถาบันการศึกษาเปน็ หลกั เพราะความรตู้ อ้ งควบคู่กับคุณธรรมอยเู่ สมอ
คนท่มี ีความรทู้ ่ีขาดคณุ ธรรมย่อมทำความเสยี หายให้แกต่ นเองผู้อ่ืนและสงั คมสว่ นรวมได้มากท่ีสดุ
สถาบันการศึกษา ณ ท่ีน้รี วมถึงระดับอนบุ าลประถมศกึ ษามธั ยมศึกษาและอดุ มศกึ ษาทัง้ ในระบบและนอก
ระบบทั้งทเ่ี ป็นทางการและไม่เป็นทางการเช่นหลกั สูตรการฝกึ อบรมสรปุ แล้วเปน็ เรื่องการเรียนร้ตู ลอด
ชวี ติ น่ันเอง คณุ ธรรมจรยิ ธรรมกบั ศีลธรรมในสถาบนั การศึกษาจงึ ควรเกดิ ขน้ึ นความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
ผบู้ ริหารการศกึ ษากบั ครอู าจารยแ์ ละเจ้าหนา้ ทร่ี ะหวา่ งครูอาจารย์กับศิษย์และระหวา่ งโรงเรยี นกับ
ผปู้ กครองโดยเฉพาะอยา่ งย่ิงครอู าจารย์ต้องทำตนเปน็ ตัวอยา่ งทเ่ี หมาะสมรวมท้งั เป็นผู้อบรมแนะนำส่งั
สอนใหศ้ ษิ ย์มีความรู้และเปน็ คนดีตลอดจนการเป็นพลเมอื งดีท่สี ำคญั กค็ ือตอ้ งส่งเสรมิ ให้ศษิ ย์มเี หตผุ ลร้จู ัก
68
วเิ คราะห์วิจารณศ์ ึกษาเพ่มิ เติมด้วยตวั เองมีความคิดรเิ ร่ิมสร้างสรรคก์ บั มสี ำนึกในหนา้ ท่ีและความ
รับผิดชอบต่อตนเองและตอ่ สังคมด้วยทัง้ นีน้ อกเหนือจากการสอนด้วยตำรา
สังคมการรวมกลมุ่ ทางสังคมซึ่งเปรียบเสมือนสงั คมย่อย ๆ ของแต่ละคนซ่งึ จะต้องเคารพหลัก
คุณธรรมจรยิ ธรรมและศลี ธรรมของสังคมส่วนรวมในขณะเดียวกนั ก็จะต้องมีกฎเกณฑห์ รอื มาตรฐานความ
ประพฤติ
พลเมอื งเขม้ แข็ง
“ พลเมือง (Citizen)” เป็นแนวคิดทค่ี วรมาควบคกู่ บั การสร้างความเป็นประชาธิปไตย
(Democratize) อนั เนื่องมาจากพลเมืองเปน็ สิ่งทถ่ี ูกสรา้ งขึ้นในโลกสังคมการเมอื งยคุ ใหม่พลเมืองมักจะ
ตอ้ งมีสทิ ธิและหนา้ ที่ท่ีต้องรับผิดชอบตอ่ บ้านเมืองตามตดิ ตัวมาด้วยเสมอพลเมืองจึงมใิ ช่“ ประชาชน
(People)” ในฐานะไพร่หรอื ทาสท่มี สี ถานะต่ำโดยการเปน็ เพยี งผูใ้ ต้ปกครองเปน็ ขา้ ของขนุ นางหรอื เจา้
ทีด่ ินอยา่ งในอดีตทถ่ี ึงแม้ได้รับการปลอดปล่อยใหป้ ระชาชนกลายมาเปน็ คำสามัญธรรมดาในโลกการเมือง
ปจั จบุ นั ทีไ่ ร้เพศไร้สถานะ แต่มนั ก็สอ่ื ถึงเฉพาะเพียงใหค้ นกลายเป็นเจ้าของประเทศเจ้าของอำนาจ
อธิปไตยซงึ่ ไร้สทิ ธิเสรีภาพและหนา้ ทีม่ เี พยี งเท่านั้นพลเมืองกไ็ ม่ใช่“ ราษฎร (Subject)” ในฐานะทเ่ี ป็นคน
ของพระมหากษตั รยิ ์ที่ได้รบั การปลดปลอ่ ยจากการเปน็ ไพร่และทาสในอดีตจากการเลิกทาสในสมยั รัชกาล
ท่ี 5 ใหเ้ ปน็ ประชาชนกลายเป็นราษฎรผเู้ สยี ภาษีใหก้ ับรัฐและต้องปฏิบัติตามกฎหมายซึง่ มีความหมายของ
การเปน็ ผ้นู อ้ ยท่ีต้องคอยรบั การอุปถัมภ์จากพระมหากษตั ริย์หรอื ผใู้ หญก่ ว่าอย่เู สมอ แต่พลเมอื งคือผูม้ ี
ศกั ดิ์ศรีมคี วามเท่าเทียมกบั ผ้อู ื่นไมป่ รารถนาไปครอบงำใครและไม่ต้องการให้ใครมาครอบงำบงการหรือ
อปุ ถัมภ์พลเมืองมใิ ช่ไพรห่ รือราษฎร แตพ่ ลเมืองจะเปน็ ผทู้ ่สี นใจการปกครองตนเองหรือมีบทบาทในการมี
สว่ นรว่ มทางการเมืองการปกครองสนใจต่อการมสี ่วนร่วมและเข้าใจว่าการเมืองเป็นการสรา้ งคุณธรรม
คุณคา่ เพ่ือเสียสละเพ่ือส่วนรว่ มดว้ ยดงั นน้ั ในสงั คมตา่ ง ๆ จงึ ตอ้ งมงุ่ สรา้ งความเป็นพลเมืองทีม่ ีคุณธรรม
เพ่ือสว่ นรว่ ม” 18 ดังน้นั การสร้างประชาธิปไตยให้เขม้ แขง็ คือการเปล่ยี นราษฎรใหเ้ ปน็ พลเมอื งเพราะ
พลเมืองนน้ั คือราษฎรทีน่ อกจากเสียภาษีและปฏิบตั ติ ามกฎหมายบา้ นเมืองแล้วยังต้องมีบทบาทและ
อำนาจทางการเมืองเชน่ การไปใช้สทิ ธเิ ลือกตงั้ การใชส้ ิทธใิ นการแสดงความคดิ เห็นตา่ ง ๆ ตอ่ บ้านเมืองการ
ใชส้ ิทธิเขา้ ไปรว่ มในการทำกจิ กรรมต่าง ๆ เพ่ือมสี ่วนรว่ มไปกบั รัฐฯ ด้วยเหตุนีห้ ากเราต้องการเป็นพลเมือง
เราต้องมหี น้าทท่ี ่ีต้องรบั ผิดชอบต่อบ้านเมืองตามกฎหมายรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กไ็ ด้ระบถุ ึงหน้าทขี่ อง
ปวงชนชาวไทยในหมวดที่ 4 ไว้ 5 มาตราดงั นี้หนา้ ท่ีรักษาชาติศาสนาพระมหากษัตริย์และการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตย (มาตรา 70) หนา้ ทใี่ นการป้องกันประเทศรักษาผลประโยชน์ของชาติ (มาตรา 71)
หน้าที่ไปใชส้ ทิ ธิเลือกตัง้ (มาตรา 72) หน้าทร่ี บั ราชการช่วยเหลือบรรเทาภัยเสยี ภาษอี ากรสบื สาน
วฒั นธรรมและภูมปิ ญั ญาท้องถน่ิ อนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม (มาตรา 73) เปน็ ต้น
69
ลกั ษณะของพลเมืองดี
คุณสมบตั ิพื้นฐาน คอื คุณสมบัติทวั่ ไปของการเปน็ พลเมืองดี เช่นขยัน อดทน ซ่ือสัตย์ ประหยดั
รับผดิ ชอบ มีเหตผุ ล โอบอ้อมอารี มเี มตตา เหน็ ประโยชน์สว่ นรวมมีความสำคญั เสมอ
คุณสมบตั เิ ฉพาะ คือ คณุ สมบัตเิ ฉพาะอย่างท่สี งั คมต้องการให้บคุ คลพึ่งปฏิบตั ิ เชน่ ต้องการบคุ คล
ท่ีมคี ุณธรรมนำความรู้ ต้องการใหค้ นในสังคมไทยหนั มาสนใจ พฒั นาวจิ ัยในงานอาชีพด้านการเกษตรให้
มากเน่ืองจากเป็นพ้ืนฐานของสังคมไทย เนอ่ื งจากเป็นพืน้ ฐานของสังคมไทย เพื่อการพัฒนาสังคมใหเ้ จรญิ
กา้ วหน้าอย่างยั่งยืน
การปฏิบตั ติ นเปน็ พลเมืองดีของประเทศชาตแิ ละสังคมโลก
เคารพกฎหมาย มเี หตุผล ยอมรับเสียงส่วนมาก มนี ้ำใจ เคารพสทิ ธเิ สรีภาพของผู้อนื่ มีความ
รบั ผิดชอบ มีคุณธรรม จรยิ ธรรม
บทบาทหนา้ ที่ของพลเมืองดีต่อประเทศชาติ และสงั คมโลก
บทบาท หมายถึง การปฏิบัติตามสิทธหิ นา้ ที่อันเนื่องมาจากสถานภาพของบุคคลเน่ืองจากบคุ คลมีหลาย
สถานภาพในคนคนเดียวฉะน้ันบทบาทของบุคคลจึงต้องปฏบิ ัตไิ ปตามสถานภาพในสถานการณต์ าม
สถานภาพน้นั ๆ
หนา้ ที่ หมายถึง ภาระรับผดิ ชอบของบคุ คลที่จะต้องปฏบิ ัติ เช่น หนา้ ที่ของบิดาท่ีมีตอ่ บตุ ร
การปฏิบตั ิตนเป็นพลเมืองดีตามวัฒนธรรมไทย
วฒั นธรรม คอื แบบแผนการกระทำ หรือผลการกระทำที่พัฒนาจากสภาพเดิมตามธรรมชาติให้ดี
งามยัง่ ยืนจนเป็นที่ยอมรบั ของคนในสังคม เช่น กริ ยิ า มารยาท การพูด การแต่งกาย การรบั ประทาน
อาหารการปฏบิ ตั ิตนเป็นพลเมอื งดีตามประเพณไี ทย
ขนบธรรมเนียมประเพณี คือ สิ่งทปี่ ฏบิ ัติสืบทอดสบื ทอดกันมาและถือวา่ เปน็ สิ่งทดี่ งี าม สิ่งท่ีดี
งามของแตล่ ะสงั คมอาจเหมือนกนั คลา้ ยกนั หรือแตกต่างกันกไ็ ด้ และส่ิงทีด่ ีงามของสงั คมหนึง่ เม่อื เวลา
ผา่ น ไปสงั คมน้นั อาจเห็นเป็นส่งิ ไมด่ งี ามก็ได้
70
การเป็นที่เคารพศรทั ธา
ศรทั ธา คอื พลงั แห่งความเชือ่ มัน่ ศรทั ธาเปน็ พลังช่วยให้ความอยาก ความปรารถนาประสบ
ความสำเร็จให้งา่ ยขนึ้ "ศรัทธา" เป็นความเช่ือมนั่ ทเ่ี พียบพรอ้ มไปด้วยความรูท้ ี่แท้จริง หมายถงึ ในแต่ละ
ความเชือ่ ศรัทธาต้องผา่ นการวเิ คราะห์ มกี ารพสิ ูจน์อย่างมีเหตุผล ให้เปน็ ไปตามกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ท้งั ทางจติ และกายภาพ เรียกว่า ความศรัทธาท่ีแทจ้ รงิ (เปน็ ศรัทธาในองค์ความรู้ ไมใ่ ช่ส่งิ งม
งาย) การศรัทธาในตัวบคุ คลหรือศรัทธาในวตั ถุ หรือแม้แต่ศรัทธาในนามธรรม เชน่ เทพ ไมถ่ ือเปน็ ศรัทธา
ในองค์ความรู้ หากแตเ่ ป็นความยึดม่ันถือม่ัน เป็นความเชอ่ื ศรัทธาท่ีงมงาย ศรทั ธาท่ีงมงายจะถกู ทำลาย
ไดง้ า่ ย เมื่อศรทั ธาถกู ทำลายความตง้ั ใจจริงก็จะออ่ นลง ความสำเรจ็ ก็จะยากข้ึน
หลกั ธรรมในการศรัทธา
อรยิ สจั 4
อริยสัจ หรอื จตุราริยสจั หรืออรยิ สจั 4 เปน็ หลกั คำสอนหน่ึงของพระโคตมพุทธเจ้า แปลวา่ ความจรงิ อัน
ประเสรฐิ ความจริงของพระอรยิ ะ หรือความจรงิ ท่ที ำใหผ้ ูเ้ ข้าถงึ กลายเปน็ อรยิ ะ มีอย่สู ่ปี ระการ คือ
1. ทุกข์ คือ สภาพทีท่ นได้ยาก ภาวะทท่ี นอยใู่ นสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคัน้ ได้แก่ ชาติ (การ
เกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสญู สิน้ ) การประสบกบั สงิ่ อนั ไม่เปน็ ทีร่ กั
การพลดั พรากจากสง่ิ อันเปน็ ท่รี กั การปรารถนาสิ่งใดแลว้ ไม่สมหวงั ในส่ิงนัน้ กล่าวโดยยอ่ ทุกข์กค็ ือ
อุปาทานขนั ธ์ หรอื ขนั ธ์ 5
2. สมทุ ัย คือ สาเหตทุ ่ีทำให้เกิดทกุ ข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คอื กามตณั หา-ความทะยานอยากในกาม
ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเปน็ โน่นเป็นน่ี ความอยากท่ี
ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรอื สสั สตทฏิ ฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความ
อยากไมเ่ ป็นโน่นเป็นน่ี ความอยากท่ปี ระกอบดว้ ยวิภวทฏิ ฐหิ รอื อจุ เฉททฏิ ฐิ
3. นิโรธ คอื ความดบั ทุกข์ ได้แก่ ดบั สาเหตทุ ี่ทำใหเ้ กิดทกุ ข์ กล่าวคือ ดบั ตัณหาทัง้ 3 ไดอ้ ยา่ ง
สน้ิ เชงิ
4. มรรค คือ แนวปฏบิ ตั ทิ ี่นำไปส่หู รือนำไปถึงความดบั ทกุ ข์ มอี งค์ประกอบอยแู่ ปดประการ คือ
1. สัมมาทฏิ ฐิ-ความเห็นชอบ 2. สัมมาสงั กัปปะ-ความดำริชอบ 3.สมั มาวาจา-เจรจาชอบ 4.
สมั มากมั มนั ตะ-ทำการงานชอบ
5. สมั มาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ 6. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ 7. สัมมาสติระลึกชอบ และ 8.
สมั มาสมาธิ-ตง้ั ใจชอบ ซึง่ รวมเรยี กอีกช่ือหนง่ึ ได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรอื ทางสายกลาง
71
ฆราวาสธรรม 4
ฆราวาสธรรม แปลวา่ คุณสมบัติของผ้ปู ระสบความสำเรจ็ ในการดำเนนิ ชวี ติ ทางโลก
ประกอบด้วยธรรมะ 4 ประการ คอื
1. สัจจะ แปลว่า จรงิ ตรง แท้ มคี วามซ่ือสตั ย์เปน็ พน้ื ฐาน เป็นคนจริงต่อความเปน็ มนุษยข์ องตน
2. ทมะ แปลวา่ ฝึกตน ข่มจิต และรักษาใจ บังคับตวั เองเพ่ือลดและละกเิ ลส และรักษาสัจจะ
3. ขันติ แปลว่า อดทน ไม่ใช่แพียงแต่อดทนกบั คำพูดหรือการกระทำของผู้อื่นท่ีเราไม่พอใจ แต่
หมายถึงการอดทนอดกล้นั ตอ่ การบีบบงั คบั ของกิเลส
4. จาคะ แปลวา่ เสยี สละ บรจิ าคสิง่ ที่ไม่ควรมีอย่ใู นตน โดยเฉพาะกเิ ลสเพราะนน้ั คือสิง่ ทไี่ ม่ควรมี
อยกู่ บั ตน ละนิสยั ไม่ดีต่าง ๆ
พรมวหิ าร 4
พรหมวิหาร 4 เป็นหลกั ธรรมประจำใจเพอื่ ใหต้ นดำรงชวี ติ ได้อยา่ งประเสรฐิ และบริสุทธิเ์ ฉกเช่น
พรหม เปน็ แนวธรรมปฏบิ ตั ิของผ้ทู ่ีผู้ปกครอง และการอยู่ร่วมกบั ผู้อื่น ประกอบดว้ ยหลกั ปฏบิ ัติ 4
ประการ คือ
1.เมตตา ความรกั ใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสขุ มีจติ อันแผ่ไมตรีและคดิ ทำประโยชนแ์ ก่
มนษุ ย์สัตวท์ ่วั หนา้
2.กรุณา ความสงสาร คดิ ชว่ ยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบดั ความทุกข์ยากเดือดร้อน
ของปวงสัตว์
3.มุทิตา ความยนิ ดี ในเมอ่ื ผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทงิ กอปรดว้ ยอาการแช่มช่นื เบิกบานอยู่
เสมอ ต่อสตั ว์ทง้ั หลายผดู้ ำรงในปกตสิ ุข พลอยยินดดี ว้ ยเม่ือเขาได้ดีมสี ุข เจรญิ งอกงาม
4 อุเบกขา (ความวางใจเปน็ กลาง อันจะใหด้ ำรงอยู่ในธรรมตามท่ีพจิ ารณาเห็นด้วยปัญญา คอื มี
จติ เรียบตรงเท่ยี งธรรมดจุ ตราชงั่ ไม่เอนเอยี งด้วยรักและชงั พจิ ารณาเห็นกรรมท่สี ตั วท์ ้ังหลายกระทำแลว้
อันควรได้รับผลดหี รือชว่ั สมควรแกเ่ หตอุ ันตนประกอบ พร้อมทจ่ี ะวนิ จิ ฉยั และปฏบิ ัติไปตามธรรม รวมท้งั
รู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจท่คี วรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนไดด้ ีแล้ว เขาสมควรรบั ผดิ ชอบ
ตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน
พละ 4
72
พละ 4 หมายถึง หลักธรรม 4 ประการทเ่ี ปน็ กำลงั ในการดำเนนิ ชีวิตใหป้ ระสบความสำเรจ็ ด้วย
ความมนั่ ใจและปลอดภัยมีดงั นี้
1. ปญั ญาพละ หมายถึง ปัญญาทเ่ี ปน็ กำลงั ใหร้ ้ดู ี รู้ชอบ ร้ถู ูกต้อง แล้วปฏิบัตติ นในทางท่ถี ูกท่ีควรทงั้
กายและใจ เพ่ือจะไดอ้ ยรู่ ว่ มกับผู้อน่ื ในสงั คมอย่างมคี วามสุข คนทกุ คนมปี ญั ญาแต่ไมเ่ ท่ากนั คนท่มี ีปัญญา
ดอี าจจะมีโอกาสที่จะประสบความสำเรจ็ ในการดำเนนิ ชีวติ ได้มากกว่า สว่ นคนทม่ี ีความรู้หรอื ปญั ญาไม่ดี
สะสมเพ่ิมพูนได้เพราะปัญญาเกิดข้ึนโดย 3 ทาง คือ
1.1 ปญั ญาทเ่ี กดิ จากการศกึ ษาเล่าเรยี น คือไดร้ ับการถ่ายทอดจากผู้อ่ืนโดยการฟังการอ่าน
1.2 ปัญญาที่เกดิ จากการพิจารณาหาเหตุผลด้วยตนเอง ตามพ้นื ฐานพนั ธุกรรม เชน่ ฟงั เรือ่ ง การ
ปลูกฟักทอง กว่าจะไดผ้ ลอีก 65 วนั แลว้ นำมาศกึ ษาไตรต่ รองทดลองใหม่ ได้ฟักทองที่ให้ผลในเวลา 45
วันเปน็ ตน้
1.3 ปญั หาท่ีเกิดจากการปฏิบัติ ฝึกอบรมและสร้างสมประสบการณ์ด้วยตนเอง เชน่ ชา่ งถา่ ยรูปต้อง
เรยี นร้ทู ฤษฎีเก่ียวกับกลอ้ งถา่ ยรูปก่อนแลว้ มาฝึกการถ่ายรูปจนเกดิ ความชำนาญ ทำเป็นอาชพี ได้
2. วิริยะพละ หมายถึง ความเพยี รพยายามที่เปน็ พลัง ในการทำให้คนเราไปสจู่ ดุ มุง่ หมายทตี่ อ้ งการ โดย
ความเพยี รนน้ั ต้องเป็นความเพียรชอบคือ
2.1 เพียรพยายามไม่ใหเ้ กิดความชั่ว ไมท่ ำชัว่ ดแู ลคนใกลช้ ดิ ใหอ้ บอนุ่ ปอ้ งกันให้ห่างไกลจากการคดิ
ชว่ั ทำชว่ั เชน่ ดูแลบุตรหลานไม่ใหต้ ดิ ยาเสพย์ตดิ
2.2 เพยี รพยายามละความช่วั ทม่ี ีอยู่แล้ว เชน่ ติดบุหรีอ่ ยูก่ เ็ ลกิ เสีย
2.3 เพยี รสร้างความดี โดยการปฏิบัตหิ นา้ ทีข่ องตนให้ดี มกี ารเสียสละและช่วยเหลือสว่ นรวมบา้ ง
เช่น การบริจาคโลหติ
2.4 เพียรรกั ษาความดีและสร้างความดเี พ่มิ ขึ้น
คนเราเมื่อมีปัญญากจ็ ะรู้จักคิด หาเหตุผล รปู้ ฏิบตั ิ แต่ก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จไปทุกอยา่ ง บางทีก็มี
อปุ สรรค เราจึงต้องมีความเพียรมคี วามบากบนั่ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคเราจึงจะไปถึงจดุ ม่งุ หมายทต่ี ั้งไว้
3. อนวชั ชพล หมายถงึ การกระทำทีไ่ ม่มีโทษเปน็ กำลัง คอื ทำในสง่ิ ที่ดีที่เปน็ มงคลผู้กระทำจะเกดิ ความ
เจรญิ กา้ วหน้า การกระทำทีก่ ลา่ วน้มี ี 3 ทางคือ
3.1 กายกรรม คอื การกระทำทางกาย เช่น การยนื การเลน่ การสั่งสอน
3.2 วจกี รรม คอื การกระทำทางวาจาที่เป็นคำพูด เชน่ การพูดคยุ
73
3.3 มโนกรรม คอื การกระทำทางใจ เช่น การนึกคิด การมีจิตเมตตา
หลักเกณฑก์ ารพิจารณาว่า การกระทำใดเป็น อนวชั ชพล
1. ไม่ผิดกฎหมาย เชน่ ฆา่ คน ค้ายาเสพย์ตดิ
2. ไม่ผิดจารตี ประเพณี เชน่ การที่หญิงสาวบรรลุนิตภิ าวะ หนตี ามผชู้ าย
3. ไม่ผิดศีล เชน่ พดู เทจ็ ดืม่ น้ำเมา
4. ไม่ผดิ ธรรม เชน่ การโกรธ การคดิ อิจฉาริษยา
การกระทำทางกาย วาจาและใจที่ไมม่ ีโทษยอ่ มได้รับการยกยอ่ งชน่ื ชมจากผอู้ ื่นและยังเปน็ พลังให้
ผกู้ ระทำดำเนินชวี ิตได้อย่างม่ันคงและปลอดภยั
4. สงั คหพละ หมายถงึ การสงเคราะห์เปน็ กำลงั เพราะคนเม่ืออยู่ร่วมกนั ในสงั คม ก็ควรจะชว่ ยเหลอื
เกอ้ื กูลกนั เพื่อสร้างความรักความสามคั คี ในทางพระพุทธศาสนามีหลกั ธรรมในการสงเคราะห์ผ้อู ื่น
เรยี กวา่ สังคหวตั ถุ 4 ไดแ้ ก่
4.1 ทาน คือ การใหโ้ ดยไม่ต้องการสง่ิ ตอบแทน ใหก้ ับผทู้ ี่ตอ้ งการ ผู้ท่เี ดอื ดรอ้ นขาดแคลนหรอื ผู้มี
พระคณุ การใหอ้ าจเป็นวัตถุสิง่ ของ คำแนะนำหรอื ข้อคดิ ของท่ีใหต้ ้องไมผ่ ิดกฏหมาย ไม่ผิดศลี ธรรม ผู้ให้
มีความสขุ ผรู้ บั ก็พอใจ
4.2 ปยิ วาจา คือการใช้วาจาทีส่ ุภาพประกอบด้วยเหตุผลที่มปี ระโยชน์ ฟังแล้วสรา้ งสรรใชค้ ำพดู ที่
ไพเราะอ่อนหวาน ไมใ่ ช้คำหยาบ ไม่นนิ ทาผู้อื่น ผู้ทม่ี ีปยิ วาจาจะเปน็ ท่ีรักของผู้อื่น
4.3 อตั ถจริยา คอื การบำเพ็ญตนใหเ้ ป็นประโยชน์แก่ผอู้ นื่ ตามโอกาสอันควรในฐานะทตี่ ้องอยรู่ ่วม
สงั คมกนั เช่น บริจาคของชว่ ยเหลอื ผปู้ ระสบภัยน้ำท่วม
4.4 สมานตั ตตา คอื ความเสมอต้นเสมอปลาย ในการวางตนให้เหมาะสมกับสถานะของตนไม่
หวน่ั ไหวตกอยู่ในความชัว่ ท้ังหลาย เช่น การทำตนเป็นลูกท่ดี ขี องพ่อแม่ทกุ ๆ วนั ไม่ใชท่ ำตนดเี ฉพาะวัน
พอ่ หรือวนั แม่เท่าน้ัน
พละ 4 นีเ้ ปน็ ธรรมที่จะทำใหผ้ ู้ปฏิบตั ิดำเนนิ ชีวติ ดว้ ยความมน่ั ใจและปลอดภยั แลว้ ยงั ส่งเสริมใหเ้ กดิ
ความสงบสขุ ดว้ ยการอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี เออื้ เฟอื้ เผ่ือแผ่ช่วยเหลอื เก้อื กูลกัน
อธิษฐานธรรม 4
อธิษฐานธรรม คอื ธรรมท่ีควรตงั้ ไว้ในใจ 4 อย่าง
74
1.ปญั ญา แปลว่า ความรอบรู้สงิ่ ทีค่ วรรู้ หมายความว่า รู้ทว่ั ทกุ ดา้ น รูท้ ้ังเหตุทงั้ ผล รเู้ บ้ืองต้น
เบือ้ งปลาย ในสิง่ ที่ควรรูท้ งั้ คดีโลกท้ังคดธี รรม มที ั้งข้นั ตำ่ คือโลกยิ ปัญญา มีทั้งขน้ั สูงคือโลกตุ ตรปญั ญา
2.สจั จะ แปลวา่ ความจริงใจ คือประพฤตสิ งิ่ ใดก็ให้ไดจ้ ริง เร่อื งสัจจะนม้ี ีทางอธิบายได้มาก
3.จาคะ ในท่ีอ่นื แปลว่า สละให้ปันส่ิงของๆ ตนแกผ่ ู้อ่ืน แต่ในที่นี้ แปลว่า สละสงิ่ ทเี่ ปน็ ข้าศึกแก่
ความจริงใจหมายความว่า เม่ือบคุ คลตั้งใจจรงิ กระทำสิ่งที่ดี ประพฤตดิ ี มักจะมีอปุ สรรคเข้ามาขดั ขวางให้
เสยี การเสียงาน เสียความตั้งใจจริงไปบ้างไม่มากก็น้อย
4.อปุ สมะ แปลวา่ ความสงบใจจากที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ หมายความว่า การระงบั หรอื การ
เข้าไประงบั ได้แก่การปราบ หรอื การเข้าไปปราบสิ่งทเี่ ปน็ ข้าศึกแก่ความสงบ
คา่ นยิ ม
คา่ นยิ ม หมายถึง ทศั นะของคนหรือสงั คมที่มตี ่อสิ่งของ ความคิด และเหตุการณ์ทเี่ กยี่ วข้องกับ
ความปรารถนา คุณคา่ และความถูกต้องของสงั คมนนั้ ๆ เช่น ชาวอเมริกันถือว่า “ประชาธิปไตย”มี
ค่าสูงสุดควรแก่การนิยมควรรักษาไวด้ ้วยชีวิต อเมริกนั รักอิสระ เสรีภาพ และความก้าวหนา้ ในการงาน
เป็นต้น ส่วนค่านิยมของคนไทยหรือคนตะวนั ออกโดยทั่วไปน้ันแตกต่างจากคา่ นยิ มในอเมรกิ นั หรือคน
ตะวันตก เชน่ คนไทยถือวา่ ความสงบสขุ ทางจติ ใจและการทำบญุ ใหท้ านเปน็ สิง่ ท่ีพงึ ปรารถนา การเคารพ
เชอ่ื ฟังบิดามารดาและการกตัญญูรคู้ ุณเปน็ สิง่ ทีค่ วรยกย่อง
ค่านยิ มพ้ืนฐาน 5 ประการ
คา่ นยิ มพ้นื ฐาน ประการที่ 1 การพงึ่ พาตนเอง ขยนั หม่นั เพยี ร และมีความรบั ผิดชอบ
การพงึ่ พาตนเอง หมายถงึ การทบ่ี ุคคลมีความเช่อื มัน่ ในความสามารถทีจ่ ะกระทำการใด ๆ ให้
สำเร็จได้ดว้ ยตนเอง สามารถดำรงชพี อยู่ได้โดยราบร่ืนไมเ่ ดือดร้อน สามารถหาปัจจยั ที่จำเป็นในการดำรง
ชพี มาได้ด้วยความสามารถของตนเองไม่เปน็ ภาระให้ผู้อ่นื ต้องคอยอุปถมั ภส์ งเคราะห์
ขยันหม่นั เพียร หมายถงึ ความมีมานะพยายามในการประกอบงานทีสจุ รติ ด้วยความขยันขนั แข็ง
อดทน เอาใจใส่อย่เู ป็นนิจ และเสมอตน้ เสมอปลาย โดยใชส้ ตปิ ญั ญาเพ่ือ ใหง้ านทท่ี ำบรรลผุ ลสำเรจ็
ภายในเวลาอันสน้ั และได้รบั ผลดีสูงสุด
75
รางวัลครูเจา้ ฟ้ามหาจกั รี
คณะกรรมการมลู นธิ ริ างวลั สมเด็จเจา้ ฟ้ามหาจักรี พจิ ารณาเกณฑ์การคัดเลอื กครูรางวลั สมเด็จ
เจ้าฟา้ มหาจักรี ครัง้ ที่ 3 เนน้ คุณสมบตั ิครูผู้สรา้ งการเปลยี่ นแปลงในชวี ติ ลูกศษิ ยแ์ ละมีคุณูปการต่อวง
การศกึ ษาไทย
เม่อื วนั ที่ 27 เมษายน ที่อาคารชยั พัฒนา สวนจติ รลดา สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราช
กุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มกี ารประชมุ สามญั ประจำปี 2560 คณะกรรมการมลู นธิ ิรางวัล
สมเดจ็ เจ้าฟ้ามหาจักรี โดยมีวาระการประชมุ ท่สี ำคญั คือ การดำเนนิ งานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟา้
มหาจกั รี ปี 2560 ท่มี ีการประชมุ วิชาการของเครือข่ายครรู างวลั สมเดจ็ เจา้ ฟ้ามหาจักรี คร้ังที่ 1 พิธี
พระราชทานรางวัลสมเดจ็ เจา้ ฟ้ามหาจักรี ครง้ั ที่ 2 กจิ กรรมของครูรางวัลในอาเซยี นและติมอร์-เลสเต
นอกจากน้นั เปน็ การขอพระราชวินิจฉยั ในการจดั ประชมุ วชิ าการของครรู างวัลฯ ครั้งที่ 2 และพธิ ี
พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟา้ มหาจักรี ครงั้ ที่ 3
สำหรบั รางวัลสมเดจ็ เจา้ ฟ้ามหาจกั รี เป็นรางวลั ระดับนานาชาตเิ พือ่ เชิดชเู กยี รตคิ รดู เี ด่นใน
อาเซียนและตมิ อร์-เลสเต 11 ประเทศ ซึ่งจะมีการคัดเลือกในทุก 2 ปีครั้ง ซ่งึ ในปนี ี้ถือเป็นการคัดเลือก
คร้ังที่ 3 โดยคณุ สมบัตทิ สี่ ำคัญของครรู างวลั สมเด็จเจา้ ฟ้ามหาจักรปี ระเทศไทย คือ เป็นครผู ูส้ ร้างการ
เปลีย่ นแปลงในชวี ติ ลกู ศษิ ย์ เพ่อื ใหล้ ูกศษิ ย์เจรญิ ก้าวหน้าสู่ความสำเร็จในชีวติ จนมลี ูกศิษยท์ ป่ี ระสบ
ความสำเรจ็ ในหลากหลายแวดวงอาชีพกลา่ วยกย่องถงึ คุณงามความดี และเปน็ ผู้มีคุณปู การต่อการศึกษา
โดยเป็นแบบอย่างทงั้ ทางจรยิ ธรรมและการทำงานที่ทุ่มเทกับการสอนหรอื การจัดการเรียนรู้ จนมีความ
แตกฉานทั้งในเน้ือหาและการจัดกระบวนการเรยี นรู้ในส่วนท่ีรบั ผิดชอบ โดยเปน็ ครผู สู้ อนระดบั การศกึ ษา
ข้ันพ้ืนฐาน ทง้ั ในสถานศึกษาหรือครูนอกสถานศกึ ษา และมปี ระสบการณ์การสอนอยา่ งต่อเนื่องไมน่ ้อย
กวา่ 15 ปี
การคดั เลอื ก มี 3 ข้ันตอน ดังน้ี
ขัน้ ตอนท่ี 1 การคัดเลือกระดับจังหวัด และการคัดเลือกโดยองค์กรภาครฐั และเอกชน ให้
ดำเนินการคัดเลือกตามจำนวนทกี่ ำหนด
ข้ันตอนที่ 2 การคัดเลือกในส่วนกลาง คณะกรรมการคดั เลือกสว่ นกลางจะรับรายช่ือครูทเ่ี สนอ
จากระดับจังหวัด และการคดั เลือกโดยองค์กรภาครัฐและเอกชน แล้วพจิ ารณากล่ันกรองเอกสารจาก
คณะกรรมการคดั เลือกระดบั จงั หวัด ให้ได้จำนวน 20 คน โดยพิจารณาจากเอกสาร หลักฐาน ศกึ ษาข้อมลู
เชงิ ลึก และลงพืน้ ท่ีพจิ ารณาคัดเลอื กเพือ่ จดั ลำดบั ผลการคัดเลือก แล้วคณะกรรมการวชิ าการพจิ ารณาให้
ความเหน็ ชอบและเสนอรายช่ือครตู ่อคณะกรรมการมูลนธิ ิฯ
76
ขนั้ ตอนที่ 3 การพิจารณาตัดสนิ คณะกรรมการมูลนิธิรางวลั สมเดจ็ เจา้ ฟา้ มหาจักรี พจิ ารณา
ตดั สินครรู างวัลสมเดจ็ เจา้ ฟ้ามหาจกั รี จำนวน 1 คน รางวัลคุณากร จำนวน 2 คน รางวัลครยู ิง่ คณุ จำนวน
17 คน และรางวลั ครูขวญั ศิษย์ จากรายชือ่ ที่เสนอโดยคณะกรรมการวิชาการ และประกาศผลการตดั สิน
ใหท้ ราบ เป็นการทวั่ ไป การพิจารณาตัดสินของคณะกรรมการมูลนธิ ิรางวัลสมเด็จเจา้ ฟ้ามหาจักรี ถือ
เปน็ ที่สดุ
ประเภทรางวัล
ครผู ไู้ ด้รับการคัดเลอื กจากคณะกรรมการระดับจังหวัด คณะกรรมการคัดเลือกสว่ นกลาง
และคณะกรรมการมูลนธิ ิรางวลั สมเด็จเจา้ ฟา้ มหาจักรี จะได้รับรางวัล ดังนี้
1. ผู้มีคะแนนสงู สุดจากการตัดสนิ ของคณะกรรมการมลู นิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟา้ มหาจักรจี ะไดร้ บั
“รางวลั สมเดจ็ เจา้ ฟ้ามหาจักรี” ประกอบด้วย เหรียญทองรางวัลสมเด็จเจ้าฟา้ มหาจักรีเข็มเชดิ ชเู กียรติ
เกียรตบิ ัตร และเงนิ จำนวน ๑๐,๐๐๐ เหรยี ญสหรฐั จำนวน ๑ รางวลั
2. ครผู มู้ ีคะแนนลำดับท่ี ๒ และลำดบั ที่ ๓ จากการตัดสินของคณะกรรมการมูลนธิ ริ างวลั สมเด็จ
เจ้าฟ้ามหาจักรี จะไดร้ บั “รางวลั คณุ ากร” ประกอบด้วย เหรยี ญเงนิ รางวลั สมเด็จเจา้ ฟา้ มหาจักรี เข็มเชดิ
ชเู กยี รติและเกียรตบิ ัตร
3. ครูผู้มคี ะแนนลำดับที่ ๔ ถึงลำดับท่ี ๑๗ จากการตัดสนิ ของคณะกรรมการสว่ นกลางจะได้รบั
“รางวัลครูยิ่งคุณ” ประกอบด้วย เหรียญทองแดงรางวลั สมเดจ็ เจา้ ฟ้ามหาจักรี เข็มเชดิ ชูเกยี รตแิ ละเกียรติ
บัตร 4.. ครผู ูไ้ ด้รบั การคดั เลือกจากคณะกรรมการระดับจังหวดั และได้รับความเหน็ ชอบจาก
คณะกรรมการวิชาการจะไดร้ ับ “รางวัลครขู วญั ศษิ ย์” ประกอบดว้ ย เข็มเชิดชเู กียรติ และเกียรตบิ ัตร
ดร.กฤษณพงศ์ กีรตกิ ร ประธานมูลนิธริ างวัลสมเดจ็ เจา้ ฟ้ามหาจักรี กล่าววา่ รางวัลสมเด็จเจ้า
ฟา้ มหาจักรี เป็นรางวัลเพ่ือเชดิ ชกู ารทำงานของครู โดยครูผูไ้ ด้รับพระราชทานรางวลั มาจากการคัดเลอื ก
ของกระทรวงศกึ ษาธิการในอาเซยี นและติมอร์-เลสเต ทง้ั 11 ประเทศ โดยมีคณุ สมบัติเป็นครผู ู้สร้างการ
เปลีย่ นแปลงแกช่ ีวิตของลูกศิษย์และมีคุณปู การต่อวงการศึกษา ประเทศละ 1 คน ซึ่งจะมีการคดั เลือกสดุ
ยอดครู 2 ปคี ร้ัง โดยของพระราชทานรางวัล ประกอบด้วย เหรียญรางวัล ประกาศนยี บัตร โล่ เขม็ เชิดชู
เกียรติทองคำ และเงนิ รางวัล รางวัลละ 10,000 เหรยี ญสหรฐั มีกำหนดพิธีพระราชทานรางวัลในวันที่
15 ตลุ าคม 2562 พร้อมกบั ประชมุ วชิ าการนานาชาติเพ่ือเชอื่ มร้อยการเรยี นรกู้ ารทำงานของครใู น
อาเซียนและติมอร์-เลสเต โดยมีรายชื่อครรู างวลั สมเดจ็ เจ้าฟา้ มหาจักรี ครงั้ ท่ี 3 ปี 2562 ดงั น้ี
1.เนการาบรไู นดารุสซาลาม นางฮาจะฮ์ บินติ ฮาจี อสั ปาร์
2.ราชอาณาจกั รกัมพูชา นายวริ กั ลอย
3.อนิ โดนเี ซีย นายรดู ี ฮาร์ยาดี
77
4.สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว นายไพสะนดิ ปันยาสะหวัด
5.ประเทศมาเลเซยี นางเค เอ ราซยี ะฮ์
6.สาธารณรัฐแหง่ สหภาพเมยี นมา นายหม่อง จ๋าย
7.สาธารณรัฐฟิลิปปนิ ส์ นายสาดัท บี มินนั ดงั
8.สาธารณรัฐสิงคโปร์ นางแองจลิ นิ ชาน สว่ิ เวน่ิ
9.สาธารณรฐั ประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต น.ส.ลรู เ์ ดส รันเจล กอนซลั เวซ
10.สาธารณรฐั สงั คมนยิ มเวียดนาม นายเล ทนั เลยี ม
11.ประเทศไทย นายสุเทพ เท่งประกิจ
มลู นธิ ิรางวลั สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี พจิ ารณากลน่ั กรองคัดเลอื กครผู สู้ มควรไดร้ บั พระราชทาน
รางวลั สมเดจ็ เจา้ ฟ้ามหาจักรี ครงั้ ที่ 4 ปี พ.ศ.2564 อย่างเข้มขน้ ภายหลังจากที่คณะกรรมการคดั เลือก
ระดับจงั หวัด 77 จงั หวดั ได้ดำเนินการคดั เลือกแล้วเสรจ็ คณะกรรมการคัดเลือกทั้ง 77 จังหวัด ไดส้ ่ง
รายชอื่ ครูผสู้ มควรได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟา้ มหาจกั รีแลว้ ท้ังสิน้ 176 คน ประกอบด้วย
สถานศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน อาชวี ศึกษาและการศกึ ษานอกระบบ จำนวน 105 คน ลกู ศิษย์ทีเ่ ปน็ ศิษยเ์ ก่าท่ี
เสนอช่ือ จำนวน 65 คน และองค์กรภาครฐั และเอกชนท่ีมรี างวัลได้เสนอช่อื จำนวน 6 คน
สรปุ
การเป็นแบบอยา่ งท่ีดตี อ่ ครอบครัว
1.ประกอบอาชีพสจุ ริต
2.สอนบตุ รใหเ้ ป็นคนดี
3.ปลกู ฝังเจตคติที่ดี
4.เอือ้ เฟ้อื เผื่อแผ่ ต่อผบู้ รหิ ารคือ ต้องสนใจและพยายามเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ ปรบั ปรุง
พฒั นาการจดั การบุคลากรให้มปี ระสทิ ธิภาพ สรา้ งบรรยากาศการบริหารใหเ้ กดิ แรงจูงใจตอ่ บคุ ลากร ตอ้ ง
มบี ทบาทสำคัญคือ กระตนุ้ ควบคุม อำนวยความสะดวก ให้คำปรกึ ษา สนับสนนุ ครูใหเ้ ปน็ ไปตามทสี่ ังคม
ต้องการ ตอ่ เพ่ือนครคู ือ ชว่ ยเหลือเกื้อกูลครดู ว้ ยกนั ในทางสร้างสรรค์ รักษาความสามัคครี ะหว่างครู ไม่
แอบอา้ งหรอื นำผลงานทางวิชาการของเพอื่ นครมู าเป็นของตน ประพฤติตนด้วยความสภุ าพ ให้เกยี รติกัน
ครูต้องมหี นา้ ท่ใี ห้ทางแหง่ ความรอดแกศ่ ิษยค์ ือรอดทางกายและทางใจ ครูแบบอยา่ งที่ต่อของนักเรียน
ตงั้ ใจส่งั สอนศิษย์ อุทศิ เวลาจองตนให้แก่ศิษย์ ถา่ ยทอดความรูโ้ ดยไม่บิดเบือน สภุ าพเรียบรอ้ ย ครูต้องรัก
และเมตตาศษิ ย์ผูป้ กครอง ให้คำปรึกษาและแนะนำผ้ปู กครองในการอบรมเดก็ รายงานข้อมูลตา่ ง ๆ ให้
78
ความชว่ ยเหลอื เก้อื กลู ผปู้ กครอง และใหค้ วามร่วมมือกบั ผปู้ กครองในการอบรมสง่ั สอนเด็ก ต่อชมุ ชนคือ
ครูตอ้ งเลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ยึดมัน่ ในศาสนา พฒั นาชมุ ชนทกุ ๆด้าน
คุณธรรม คือการกระทำความดเี ป็นส่ิงทท่ี ำไปแล้วตนเองไมเ่ ดอื นรอ้ นผู้อืน่ ไม่เดอื ดร้อน เป็น
ประโยชน์ทั้งสองฝา่ ย จริยธรรม คอื การประพฤติปฏิบตั ิที่ต้ังอยูใ่ นคุณงามความดี จริยธรรมของกฎหมาย
คอื กฎระเบียบข้อบังคับและกตกิ าของสังคมซ่ึงอาจหมายถึงจริยธรรมและศลี ธรรมของศาสนาต่าง ๆที่
สำคญั ในสงั คม คุณธรรมจริยธรรมทางศาสนา ไดแ้ ก่ ศาสนาครสิ ต์ ศาสนาอสิ ลาม ศาสนาพราหมณห์ รือ
ฮนิ ดู ศาสนาพุทธ การปลกู ฝังตอ่ ครอบครวั คือ เคราพเชอื่ ฟังคำสง่ั สอนแนะนำของบดิ ามารดา ตอ่ กลุ่ม
เพอื่ น คือประพฤติในทางดี ต่อสถานศึกษาคือ ส่งเสรมิ ให้เด็กรู้จกั คดิ วิเคราะหส์ ังคม เคารพกฎเกณฑ์หรือ
มาตรฐานความประพฤติ
พลเมอื ง เป็นแนวคดิ ท่ีควรมาควบคู่กบั การสรา้ งความเปน็ ประชาธิปไตย พลเมืองจะต้องมีสทิ ธิ
และหนา้ ทที่ ่ีต้องรบั ผดิ ชอบต่อบ้านเมืองตามตดิ ตวั มาด้วยเสมอพลเมอื งไมใ่ ชป่ ระชาชนพลเมืองท่ีดีมี
คุณสมบัติพน้ื ฐานคือ อดทน ซ่อื สัตย์ ประหยดั รับผดิ ชอบ มีเหตุผล โอบออ้ มอารี มีเมตตา เห็นประโยชน์
สว่ นรวมสำคัญ คณุ สมบัติเฉพาะ คือ พัฒนาสงั คมให้เจริญก้าวหน้าการปฏิบตั ิตนเป็นพลเมืองดีของ
ประเทศชาติและสังคมโลก คือ ต้องเคารพกฎหมาย มเี หตุผล ยอมรับเสียงส่วนมาก มีน้ำใจ เคารพสทิ ธิ
เสรีภาพของผู้อ่ืน มคี วามรับผิดชอบ มีคณุ ธรรม จริยธรรม บทบาทหนา้ ท่ีของพลเมืองดีต่อประเทศชาติ
และสังคมโลก บทบาท หมายถงึ การปฏิบตั ติ ามสิทธิ หนา้ ท่ี หน้าที่ หมายถึง ภาระผดิ ชอบของบุคคลที่
ต้องปฏบิ ตั ิ พลเมืองเข้มแข็งคือต้องสร้างความเป็นผูน้ ำใหป้ ระชาชนทกุ คน กล้าคดิ กล้าแสดงออกมีสทิ ธิ
เท่าเทยี มกัน รกั ชาตบิ า้ นเมืองอนุรักษป์ ระเพณวี ัฒนธรรมของไทยไวใ้ หล้ ูกหลาน
สรุป ศรัทธา คอื พลงั แหง่ ความเชอื่ มน่ั อรยิ สัจ 4 มี 4ประการคือ ทุกข์ สมทุ ัย นิโรธ มรรค ฆราวาสธรรม 4
แปลว่า คุณสมบตั ิของผู้ประสบความสำเรจ็ ในการดำเนนิ ชีวติ ทางโลก ประกอบดว้ ย 4 ประการ คือ สจั จะ
ทมะ ขันติ จาคะ พรมวิหาร 4 ประกอบดว้ ย 4ประการคือ เมตตา กรณุ า มทุ ติ า และอุเบกขา พละ 4
หลักธรรม4ประการ คือ ปัญญาพละ วริ ิยะพละ อนวชั ชพล อนวัชชพล สงั คหพละ อธิษฐานธรรม 4 ธรรม
ท่คี วรตงั้ ไวใ้ นใจคือ ปญั ญา สจั จะ จาคะ และอปสามะ ค่านิยม หมายถึง ทัศนะของคนหรือสังคมทมี่ ีต่อ
สิ่งของ ความคิด คุณคา่ และความถูกต้องของสังคมน้นั ๆ ประพฤติปฏบิ ัตติ นให้เปน็ ท่นี า่ เคารพนับถือ จติ ใจ
ดมี ีคณุ ธรรมจริยธรรมนำหลกั คุณธรรมมาใช้ควบคูก่ บั การดำเนินชวี ติ
สรปุ รางวัลสมเด็จเจา้ ฟ้ามหาจักรี เปน็ รางวลั เพอ่ื เชิดชูการทำงานของครู โดยครูผู้ไดร้ ับพระราชทาน
รางวลั มาจากการคัดเลอื กของกระทรวงศึกษาธิการในอาเซียนและติมอร์-เลสเต
โดยการคัดเลือกเร่ิมจากการเสนอชอื่ ผู้มีสิทธิ์เสนอชอ่ื ครมู ี 5 กลุม่ คอื
กลุม่ ที่ 1 ลกู ศิษย์ เสนอชือ่ ครูได้ 1คน
กลุม่ ที่ 2 สมาคม มลู นิธิและองคก์ รนิตบิ ุคคล
กลุ่มท่ี 3 สถานศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน
กลมุ่ ท่ี 4 คณาจารยใ์ นระดับอุดมศกึ ษา
79
กลมุ่ ที่ 5 องคก์ รภาครฐั และเอกชนท่ีมีการมอบรางวัลระดับชาติ กล่มุ ท1่ี -4 จะเสนอช่ือครสู ่งไปท่ี
กรรมการคัดเลือกระดับจังหวัด กลมุ่ ที่ 5 จะเสนอชอ่ื ครูสง่ ไปท่ี กรรมการคดั เลอื กส่วนกลาง ประเภทของ
รางวลั
1.ผทู้ ่มี ีคะแนนสงู สุดจากการตัดสนิ ของคณะกรรมการมูลนธิ ิรางวัลสมเดจ็ เจา้ ฟ้ามหาจักรีจะไดร้ ับ
รางวัลสมเดจ็ เจ้าฟ้ามหาจักรี
2.ผมู้ ีคะแนนลำดับที่ 2และลำดบั ท่ี3 จะไดร้ บั "รางวลั คณุ ากร"
3.ผูม้ คี ะแนนลำดบั ท4ี่ ถึงลำดับท่ี17 จะได้รบั รางวลั ครูยง่ิ คุณ
4.ผูม้ ีคะแนนลำดบั ที่ 18ถึงลำดบั ท่4ี 0 จะได้รับรางวลั ครูขวญั ศิษย์
80
อ้างอิง
เกศรา โมกจจนั ทร์. (2561). ปฏิบัตติ นเป็นแบบอย่างท่ีดีแกผ่ ู้เรียน. สบื ค้นจาก
http://https://sites.google.com/site
จรี ะวฒุ ิ โคกใหญ่. (2557). ความหมายของ หน้าท่ีความรับผิดชอบ และ หน้าทแ่ี ละความรับผดิ ชอบของ
ครู. สืบค้นจาก http://https://sites.google.com/site/krutubtib/khru
ทินพนั ธ์ุ นาคะตะ. (2559). คุณธรรม จรยิ ธรรมกับศีลธรรม : จากมมุ มองของปรัชญา. (ฉบบั ท่ี 2).
กรงุ เทพฯ : สำนกั งานคณะกรรมการกจิ การกระจายเสยี ง.
ธเนศวร์ เจรญิ เมือง. (2551). พลเมอื งเข้มแขง็ . พิมพ์ครง้ั ท่ี 2 . กรงุ เทพฯ: วิภาษา.
ระวี จนั ทา. (2557). การสร้างศรทั ธาในวิชาชีพคร.ู สืบคน้ จาก
http://https://tn6-sauwaluk584179029.blogspot.com/
มลู นธิ ิรางวลั สมเดจ็ เจา้ ฟา้ มหาจกั รีเตรยี มการคัดเลือกครูผู้สมควรไดร้ ับพระราชทานรางวลั สมเด็จเจ้าฟ้า
มหาจักร.ี (2564). สืบค้นจาก https://www.ksp.or.th
รางวลั สมเดจ็ เจ้าฟ้ามหาจักรี. (2564). สืบค้นจาก http://https://www.pmca.or.th/thai/
สังคม กลุ สุวรรณ. (2559). การประพฤติปฏิบตั ติ นเป็นแบบอยา่ งท่ดี ี. สบื คน้ จาก
http://https://sites.google.com/site/chumnankarn2/home
สุภาวดี แสนปัดสี. (2558). ค่านิยมในสังคมไทย. สืบค้นจาก
http://https://sites.google.com/site/saenpudsi5678/
สภุ าวดี แสนปดั สี. (2558). พลเมอื งดีตามประเพณีและวัฒนธรรม. สบื ค้นจาก
http://https://sites.google.com/site/saenpudsi5678
81
บทที่ 4
ค่านิยมของครู
ความหมายของคา่ นยิ ม
แนวความคดิ ความประพฤติหรอื การกระทำใด ๆ ทค่ี นหรือสังคมเหน็ ชอบวา่ เปน็ ส่งิ ท่ีควรแกก่ าร
ประพฤตปิ ฏิบตั ติ ามจึงยอมรับนบั ถอื เป็นแนวปฏิบตั ิ อาจจะเป็นระยะเวลาหนง่ึ หรือตลอดไป ค่านิยมของ
คนนัน้ อาจจะเปล่ยี นแปลงไปตามสมัยนัน้
ก่อ สวสั ดพ์ิ านิช (2535) ได้กล่าวว่า คา่ นยิ ม เปน็ ความคิด พฤติกรรมและส่ิงอื่นที่คนในสังคมหนง่ึ
เหน็ ว่า มคี ณุ คา่ จงึ ยอมรับมาปฏบิ ตั ิและหวงแหนไวร้ ะยะหนึ่ง ค่านยิ มมักเปล่ียนแปลงไปตามกาลสมัยและ
ความคดิ เหน็ ของคนในสงั คม
พนัส หันนาคินทร(์ 2537) กล่าวถงึ ความหมายของค่านิยมไว้วา่ เป็นการยอมรบั นบั ถือและพร้อม
ทีจ่ ะปฏิบัตติ ามคุณค่าท่ีคนหรือกล่มุ คนในสังคม มตี ่อสง่ิ ต่าง ๆ อาจเป็นวตั ถุ ความคิดหรือการกระทำใน
ดา้ นตา่ ง ๆ เช่น เศรษฐกิจ สงั คม ท้ังนี้ ได้มีการประเมินคา่ จากทศั นะต่าง ๆ โดยรอบคอบแลว้
Phenix (1992) ใหน้ ยิ ามว่าค่านิยมคอื ความชอบ ความสามารถจำแนกใหค้ วามเหน็ ความ
แตกต่างของความชอบกับกับความไม่ชอบไดโ้ ดยการประเมินผล
Ruch (1992) กลา่ วไว้ว่า คา่ นยิ มเป็นแรงจูงใจอันสำคญั ท่ีมีต่อจดุ มุ่งหมายในชีวิตจุดมงุ่ หมายใดของชวี ิต
ได้มาแลว้ คุ้มคา่ เราจะกลา่ วว่าจดุ มงุ่ หมายนั้นมีคา่ นิยมสูง ถา้ จดุ มุ่งหมายใดได้มาแลว้ ไม่คุม้ คา่ จดุ มุ่งหาย
นัน้ มคี ่านิยมในระดับต่ำ ส่ิงใด ที่บุคคลพยายามหลกี เลีย่ ง แสดงว่า บคุ คลนัน้ มีค่านยิ มที่ไม่ดหี รือมีค่านิยม
ในทางลบต่อสิง่ นน้ั ค่านิยมจึงมีบทบาทและอิทธพิ ลต่อพฤติกรรมของบุคคล
Miller (1995) ได้อธิบายวา่ ค่านยิ มเปน็ เจตคตแิ ละความเชอื่ ทฝ่ี ังลึกในชีวติ ของบคุ คลและมี
อิทธพิ ลต่อพฤติกรรมของบคุ คลในทุกด้าน จากพฤติกรรมทเ่ี ห็นไดง้ ่าย อาทเิ ชน่ การแต่งกายไปจนถงึ
พฤติกรรมทซี่ บั ซ้อน อาทเิ ชน่ การแสดงความคดิ เห็น การเลือกคู่ครอง ความยตุ ธิ รรม เป็นตน้
จากทศั นะตา่ ง ๆ เกยี่ วกับความหมายของค่านิยมเม่ือประมวลแล้วสรุปไดว้ า่ คา่ นยิ ม เปน็ สง่ิ
สำคัญประการหนง่ึ ในการคงอย่ขู องสงั คมมนุษย์ คา่ นิยมมบี ทบาทต่อความคิดและการแสดงออกทาง
พฤติกรรมของมนุษย์ในสงั คม ทำใหส้ งั คมมีความโนม้ เอียงไปในทางเดียวกันในสังคมนน้ั ๆอนั จะเป็น
แนวทางที่มนุษย์จะประพฤติตนไปในแนวทางใดแนวทางหน่งึ ที่ตวั เองได้พจิ ารณาไตร่ตรองแลว้ ว่าเปน็ สง่ิ ท่ี
ดีสำหรบั ตนหรือสังคมยอมรบั นบั ถือ และปฏิบตั ติ ามแนวคิดนัน้ ๆ อย่างสม่ำเสมอ อยา่ งน้อยก็ชัว่
ระยะเวลาหนง่ึ แต่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมยั และตามความคดิ เห็นของมนุษย์ในสงั คมน้นั
82
(อ้างอิง : ก่อ สวัสดิ์พานชิ 2535)
ลักษณะของค่านิยมครู
ลักษณะของคา่ นิยม สรุปไดด้ ังน้ี
1. กำหนดการประพฤติปฏบิ ตั ิของคนในสังคม
2. สมาชิกในสงั คมยดึ ถือมานาน
3. ค่านิยมท่ียึดถือนั้นเป็นความต้องการของคนในสงั คม
4. สมาชิกในกล่มุ ให้การยอมรับ
ดงั น้ัน ค่านิยมจึงเป็นรปู แบบความต้องการของมนษุ ยใ์ นสงั คมหนง่ึ ๆ ท่ีมเี ป้าหมาย มีการยึดถือ
ของสมาชิกในกลุ่มนัน้ โดยส่งผลให้เกิดการตดั สนิ ใจของคนในสงั คม ซง่ึ จะนำไปสกู่ ารปฎิบตั สิ ืบทอดเป็น
วัฒนธรรมว่าเปน็ สิ่งทน่ี ่ากระทำและนา่ ยกย่อง
ความสำคัญของคา่ นยิ ม
อาจกล่าวไดว้ า่ ค่านยิ มมีความเก่ยี วพันกับวัฒนธรรมค่านยิ มบางอย่างได้สรา้ งแกน่ ของวัฒนธรรม
น่ันเอง เช่น ค่านยิ มเรื่องรักอิสรเสรขี องสงั คมไทย ทำให้คนไทยมีพฤติกรรมท่ี “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้”
เพราะฉะนนั้ คา่ นิยมจงึ มีความสำคญั มากและมีผลกระทบถึงความเจรญิ หรือความเสอื่ มของสังคม กลา่ วคือ
สงั คมทม่ี ีค่านิยมท่ีเหมาะสมและถูกต้องเชน่ ถา้ สังคมใดยืดถือค่านิยมเรือ่ งความซ่ือสัตย์ ความ
ขยนั หมัน่ เพียร ความเสียสละ หรอื ความสามคั คี สังคมนั้นย่อมจะเจริญกา้ วหน้าแน่นอนแต่ในทางกลบั กนั
ถ้าสังคมใดมคี ่านิยมที่ไม่สนับสนุนความเจรญิ เชน่ ค่านิยมท่ีเชื่อเร่ืองโชคชะตากจ็ ะก่อให้เกดิ พฤตกิ รรมไม่
กระตือรอื ร้น หรือเฉอ่ื ยชา ซึ่งจะเปน็ อุปสรรคในการพฒั นา เปน็ ตน้
1. เปน็ แนวทางในการชีวิตของมนษุ ย์
2. เป็นหลกั ในการประเมินผลของความประพฤติ
3. ช่วยรกั ษาเอกราชของชาติให้มัน่ คงยนื ยาว
(อา้ งอิง : วาทติ อตุ อามาตย์ 2524)
ค่านิยมทค่ี วรยึดมนั่
83
คา่ นยิ มที่ครอู าจารย์ทกุ คนควรยึดถอื ปฏิบัติควรเป็นคา่ นยิ มสูง ซงึ่ มีมากมาย ต่อไปน้ีคอื ตัวอยา่ ง
ของคา่ นิยมท่ีครอู าจารย์ควรยึดถอื ปฏิบัติ เชน่
1. การพ่งึ ตนเอง ขยนั หม่ันเพียร และมคี วามรับผิดชอบ
2. การประหยดั อดออม
3. การมรี ะเบยี บวินยั และเคารพกฎหมาย
4. การปฏิบตั ติ ามศีล 5 (หรือข้อกำหนดในศาสนาของตน)
5. ความซื่อสตั ย์สุจรติ
6. ความยุตธิ รรม
7. การรักษาสขุ ภาพอนามยั ใหส้ มบูรณ์
8. ความนยิ มไทย
9. การปฏบิ ตั ติ ามขนบธรรมเนียมประเพณแี ละวฒั นธรรมไทย
10. การหมน่ั ศึกษาหาความรู้ในวิชาชพี และความรทู้ ัว่ ไป
11. ความสนั โดษ
12. ความคดิ ริเร่ิมสรา้ งสรรค์
13. ความสภุ าพนอบน้อม
14. การรกั ษาอดุ มการณ์ในวิชาชพี
15. การยึดมนั่ ในคำสอนของศาสนา
16. ความเสียสละ
17. ความกตัญญูกตเวทตี ่อผ้มู ีพระคุณและสงิ่ แวดล้อม
18. ความเมตตากรุณา
19. ความกล้าหาญในสิง่ ทสี่ มเหตสุ มผล
20. ความสามคั คี
84
21. การยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมุข
คา่ นิยมทไ่ี มค่ วรยดึ ม่ัน
ค่านิยมที่ครูไม่ควรนยิ ม คือ สง่ิ ทเี่ ม่ือนำมายึดถือปฏิบตั ิแลว้ กอ่ ให้เกิดผลเสียต่อตนเอง ต่อ
ครอบครวั ต่อสถาบนั วิชาชพี และอาจเสื่อมเสียถึงความเจริญม่นั คงของสังคมและประเทศชาตดิ ้วย
ตอ่ ไปนี้คือตัวอย่างค่านิยมที่ครไู มค่ วรนิยม เช่น
1. การถือฤกษ์ถือยาม
2. ความสนกุ สนานเพลิดเพลิน
3. ความฟ่มุ เฟือย
4. ความนยิ มในศลิ ปะและวัฒนธรรมต่างชาติ
5. ความนยิ มของนอก
6. การทำตวั ตามสบาย
7. การยึดถือสิง่ ศักดิ์สิทธิ์
8. การแสวงหาโชคลาภ
9. การเสพส่งิ เสพตดิ มนึ เมา เช่น สรุ า บุหรี่ กญั ชา ฯลฯ
10. การยกย่องบคุ คลที่มที รัพย์สินเงนิ ทองมากแตม่ ีพฤติกรรมไม่เหมาะสม
11. ความเหน็ แกเ่ งินทอง
12. การใชอ้ ำนาจในทางท่ีผิด
13. ความนิยมตวั ใครตวั มัน
14. การนยิ มตวั บคุ คลมากกวา่ อดุ มการณ์
15. การนิยมวัตถุส่งิ ของมากเกนิ ความจำเป็น
16. การนิยมชมชอบในโฆษณา
17. การชอบของแจกของแถม
18. การกนิ พรำ่ เพร่ือ
85
19. การชอบผดั วนั ประกันพรุ่ง
20. การเลน่ การพนัน ฯลฯ
สรุป คา่ นยิ ม หมายถึง วธิ จี ัดรปู พฤติกรรมของมนุษย์ที่ฝงั แน่นอย่ใู นตัวคน และเป็นส่งิ ท่ีเรายึดถือ
ปฏิบัติกันตอ่ ๆ มา หรอื อาจหมายถึง การยอมรบั นับถอื และพร้อมท่ีจะปฏิบตั ติ ามคุณคา่ ที่คนหรือกลมุ่ คน
ท่ีมีอย่ตู ่อส่ิงตา่ งๆ ซง่ึ อาจเป็นวตั ถุ มนษุ ย์ สงิ่ มีชวี ติ อนื่ ๆ รวมทัง้ การกระทำดา้ นเศรษฐกิจ สังคม จรยิ ธรรม
และสนุ ทรยี ภาพ โดยได้ประเมินคา่ จากทศั นคติตา่ งๆ อยา่ งถ่ถี ้วนและรอบคอบแล้ว ดงั นั้น คา่ นยิ มจึงเป็น
รูปแบบความต้องการของมนุษย์ในสังคมหนึ่ง ๆ ทมี่ ีเปา้ หมาย มีการยึดถือของสมาชิกในกล่มุ นั้น โดย
ส่งผลให้เกดิ การตัดสินใจของคนในสงั คม
ประเภทของค่านิยม
ประเภทของค่านิยม
คา่ นิยมน้ันกล่าวกันโดยทั่วไปว่ามี 2 ประเภท คือ คา่ นยิ มส่วนบุคคลและค่านยิ มของสงั คม
คา่ นยิ มสว่ นบคุ คล หมายถงึ สิง่ ท่ีตนสนใจ สงิ่ ทต่ี นปรารถนาจะได้ ปรารถนาจะเห็นหรือกลับ
กลายมาเปน็ สิง่ ท่ีคนถือวา่ เปน็ ส่งิ บงั คับ ต้องทำต้องปฏิบัติ เป็นสง่ิ ทีค่ นบชู ายกย่อง และมีความสุขจะได้
เห็น ไดฟ้ งั ไดเ้ ป็นเจ้าของ
ค่านยิ มสว่ นบุคคล คา่ นยิ มสว่ นบคุ คลเป็นการตดั สนิ ใจเลอื กในสิ่งหรอื สถานการณท์ ่ีตนต้องการ
หรือพอใจนน้ั ถือว่าเปน็ ค่านยิ ม (Value) ของบุคคลนนั้ เชน่ ครูแดง อยากเปน็ คนขยนั ขันแข็งในการ
ทํางาน ครูแดงกจ็ ะปฏิบัตติ ามพื้นฐานของความคดิ ของตนเอง เพราะฉะนัน้ ครแู ดงจะมีค่านิยมของความ
ขยนั ขนั แข็งและแสดงความเป็นคนขยันออกมา
คา่ นิยมของสังคม หมายถึงคา่ นิยมของคนสว่ นใหญ่ในสงั คมกลา่ วคอื สมาชิกของสงั คมสว่ นใหญ่
ยอมรบั ว่าเป็นสิง่ ท่ีดีงาม หรือควรแก่การปฏบิ ัตสิ ่ิงหรือสถานการณน์ ัน้ ๆ กจ็ ะกลายเป็นค่านยิ มของสังคม
นัน้ ๆ
ค่านิยมของสงั คม ซง่ึ นักวิชาการไดแ้ สดงทัศนะไว้ตา่ ง ๆ กันดังนี้ ค่านยิ มของสังคม คือ การรวม
คา่ นิยมของคนส่วนใหญ่ในสังคม กล่าวคือ สมาชกิ ของสงั คมส่วนใหญ่นยิ มส่ง หรืออยากจะปฏิบตั ติ นใน
สถานการณ์นน้ั ๆ อยา่ งไร สิง่ หรือสถานการณ์นัน้ ๆ ก็กลายเปน็ คา่ นยิ มของสังคม ของสังคมนั้น ขอ
ยกตวั อยา่ ง เชน่ ค่านิยมของไทย นยิ มให้บุตรหลานของตนได้รบั ราชการหรอื ขา้ ราชการครู เพราะเชอื่ กนั
86
วา่ อาชพี ครูเป็นอาชพี ที่ดี มั่นคงมีเกียรตมิ ีคนเคารพนับถือและ ครู ยังเปน็ บคุ คลสำคญั อาชีพครเู ป็นอาชีพ
ที่สรา้ งคนและสร้างชาติ
ค่านิยมออกเปน็ 2 ระดบั คือ
ค่านยิ มในทางปฏิบตั ิ (Pragmatic values) เปน็ หลักของศีลธรรมทต่ี งั้ อยบู่ นรากฐานที่วา่ ตนใน
สงั คมตอ้ งพึ่งพาอาศยั กัน ดังนั้นค่านยิ มจงึ ประณาม ส่งิ ทท่ี ำใหเ้ กดิ ความแตกแยกในสงั คม เชน่ การคดโกง
การทำรา้ ยกัน และยกย่องพฤตกิ รรมท่ีเป้นประโยชนต์ อ่ ส่วนรวม เชน่ ความขยันขันแข็ง ความซื่อสัตย์
ค่านิยมอุดมคติ (Ideal values) ซงึ่ มคี วามลกึ ซึ่งกว่าค่านยิ มในทางปฏิบตั ิ เชน่ ศาสนาคริสต์สอน
วา่ ใหค้ นรกั เพ่ือนบ้านเหมอื นกับรกั ตนเอง ซึ่งน้อยคนที่จะปฏิบตั ิตามได้ แต่ค่านยิ มระดับนี้กม็ คี วามสำคัญ
ในการทำให้คนเห็นแกต่ วั นอ้ ยลง
การพัฒนาค่านยิ มของครู
การพฒั นา หมายถึง การทำใหเ้ จรญิ ขึน้ ถ้าเปน็ การพัฒนาคน หมายถึง การทำให้ เกดิ การเจริญ
งอกงามแก่ตน โดยมีลักษณะทม่ี คี วามเจรญิ งอกงามมาจากภายใน กล่าวคือ จติ ใจของผทู้ ่ีได้รบั การพฒั นา
นน้ั ยอมรบั เพือ่ ความเจริญ หรือเพื่อสำเร็จตามจุดประสงค์ ของการพัฒนา การพฒั นาค่านิยมในวิชาชพี ครู
จงึ หมายถึง การกระทำให้ครยู อมรับ ความสำคญั ของวิชาชีพครู เพื่อความเจริญงอกงามของผปู้ ระกอบ
วชิ าชพี ครู และสถาบนั วชิ าชีพครดู ว้ ย หรอื กล่าวอกี นัยหนึ่ง การพัฒนาค่านิยมในวิชาชีพครกู ค็ ือ การทำ
ความ เชื่อความม่นั ใจในคุณค่าของความเปน็ ครูให้ดีข้นึ บุคคลทีค่ วรได้รับการพฒั นานัน่ คือ นักศึกษาท่ี
เลือกเรียนวชิ าชพี ครูพวกหน่ึง กบั ครอู าจารย์ท่ีกำลังทำหน้าที่การสอนตาม โรงเรียนตา่ ง ๆ อกี พวกหนงึ่
ยนต์ ชุม่ จิต (2541: 180-183) กล่าววา่ ครอู าจารยส์ ามารถพฒั นาคา่ นิยมในวชิ าชพี ครู ใหส้ ูงข้ึน
ได้ โดยการนำอาชพี ทางการสอนหรอื วิชาชีพครูไปเปรยี บเทียบกับงานอน่ื ๆ ใน ด้านต่าง ๆ ดังตอ่ ไปน้ี คอื
1. เกียรติและศกั ดศ์ิ รี
การมีเกยี รตแิ ละศักดศิ์ รีของวชิ าชีพครู มิใชอ่ ยูท่ ี่การไดร้ บั เงินเดือนครัง้ ละ มาก ๆ แตอ่ ยทู่ ่ีความสุจรติ
ของอาชพี ตามพุทธภาษิตท่ีว่า “สุกมั มิโก กิตตมิ าเวหาติ” แปลว่า “อาชีพท่ีสุจรติ มีเกียรติทงั้ สน้ิ ”
2. เป้าประสงค์ของวชิ าชีพ
วชิ าชพี หรอื งานอาชีพบางอยา่ ง มีเป้าประสงค์เพ่ือฐานะทางเศรษฐกจิ หรือ ความรำ่ รวยของผู้
ประกอบอาชีพการทำงานนั้น ๆ สว่ นเป้าประสงค์ของวิชาชพี ครูที่ แท้จรงิ มิได้อยู่ในฐานะความรำ่ รวย
และการมงี านทำ ถือวา่ เป็นเป้าประสงค์รอง เป้าประสงคส์ งู สุดของครู คือ การยกระดบั วิญญาณของศิษย์
ไปส่คู ุณธรรมอันสงู สดุ
3. ความก้าวหนา้ ในอาชพี
ในบรรดาอาชีพรบั ราชการดว้ ยกัน อาชีพครนู บั วา่ มคี วามก้าวหนา้ มากกว่าอกี หลาย ๆ อาชพี ทงั้ ใน
ดา้ นการเงิน และระดบั ชน้ั หลักฐานในเรื่องนี้จะสังเกตได้จาก มี บุคคลที่รบั ราชการอ่ืน ๆ พยายามหา
โอกาสศึกษาต่อทางวชิ าชีพครู เพอ่ื หาโอกาส สอบแข่งขนั บรรจุเข้าเปน็ ครูกันจำนวนมาก
4. สถานภาพทางวิชาชพี
87
วชิ าชีพครูได้รบั การยกย่องใหเ้ ป็นวชิ าชีพชน้ั สูงเชน่ เดยี วกบั วชิ าชีพอื่น ๆ ซง่ึ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล
ทนายความ ตุลาการ สถาปัตยกรรม วศิ วกรรม และผ้ตู รวจสอบ บัญชี เพราะวิชาชีพเหล่านีต้ ้องใช้เวลาใน
การศึกษาเปน็ ระยะยาวนาน ตอ้ งมีการฝกึ ฝน อบรม ตอ้ งมีคุณธรรมและจริยธรรมในวิชาชีพอีกดว้ ย
กลา่ วโดยสรุป จากการเปรียบเทยี บงานอาชพี ครูกบั งานอาชพี อื่น ๆ ดังกล่าว มาแลว้ จะเห็นวา่ วชิ าชีพครู
มิได้มีความด้อยไปกว่าวิชาชพี อนื่ ๆ เลย ไมว่ ่าจะเปน็ ในด้าน ความมีเกียรติมีศักด์ิศรใี นสังคม การกระทำ
ประโยชนใ์ หแ้ กส่ งั คมและบ้านเมือง ความ เจริญก้าวหนา้ ในการประกอบอาชีพหรือสถานภาพทางวชิ าชีพ
เม่อื เป็นเช่นน้ีนักศึกษาครู และครูอาจารย์ทกุ คนจงึ ควรมีความมน่ั ใจ เชือ่ มนั่ ในคุณค่าของความเป็นครู
ปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ี ของครอู าจารย์ พฒั นาความสามารถในการสอน เสียสละความสขุ สว่ นตัวเพื่อความ
เจรญิ กา้ วหน้าของตนเอง ของศิษย์และของชาตบิ า้ นเมือง
การพัฒนาคา่ นิยม
การพัฒนาคา่ นยิ ม หมายถงึ การเสริมสร้างคา่ นยิ มที่พึงประสงคใ์ ห้เกดิ แกบ่ ุคคลจากภายใน จติ ใจ
ของบุคคลนัน้ ๆ โดยไม่ใชก่ ารบังคบั หรือการวางเงื่อนไขจากภายนอก
3.1 หลักในการพฒั นาค่านิยม มอี ยู่ 4 ขัน้ ตอนดว้ ยกนั คือ
1) การกระจา่ งค่านยิ ม (Value Clarification) คือ การกระทำค่านิยมให้กระจา่ งโดยทำ
ความเขา้ ใจวา่ การกระทำของตนเองหรอื ของคนอืน่ ที่แสดงออกมานนั้ เป็นคา่ นิยมท่ีแทจ้ รงิ หรือไม่ซงึ่ ต้อง
อาศัยเกณฑ์ในการพจิ ารณาค่านิยม เขา้ ช่วยในการพิจารณา
2) การใหเ้ หตผุ ลทางจรยิ ธรรม (Moral Reasoning) คือ การพิจารณาเหตผุ ลของการ
กระทำหรือค่านิยมทแ่ี สดงออกมานนั้ วา่ สมเหตสุ มผลหรอื ไม่ เหมาะสมหรือไม่ โดยใชห้ ลกั
จรยิ ธรรมสากลมาเปน็ เกณฑใ์ นการตัดสินใจ
3) การปรบั พฤตกิ รรม (Behavior Modification) คอื การเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมเพ่ือ
นำไปสู่ค่านิยมที่ต้องการ ซง่ึ ต้องใช้หลักจิตวิทยาในเรอ่ื งของการลงโทษการใหร้ างวัลมาชว่ ย
4) การเรียนรู้ทางสงั คม (Social learning) คอื การเรยี นรจู้ ากประสบการณโ์ ดยตรง และ
จากการสังเกตพฤติกรรมผอู้ ่ืน ซง่ึ สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตวั เราจะเป็นต้นแบบท่ีสำคัญให้เกิดการเรียนรู้
โดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง ครู และผู้บริหารการศกึ ษา โรงเรียนจึงเป็นสถาบนั หนึง่ ท่เี ป็นสงิ่ แวดล้อมรอบ ๆ ตวั
เดก็ นักเรยี นให้เกิดการเรยี นรู้ทางสังคมและนักเรยี นก็จะเป็นกลุ่มเป้าหมายท่สี ำคัญในการพัฒนาคา่ นยิ ม
ดว้ ย
การพัฒนาและปลูกฝงั คา่ นิยมของนักเรยี น นน้ั มีหลกั การกวา้ ง ๆ โดยทว่ั ๆ ไป เปน็ กิจกรรมท่ี
จะต้องทำต่อเน่อื งตลอดระยะเวลา ฉะน้นั จงึ มสี ูตรสั้น ๆ ให้จำง่าย ๆ และนำส่กู ารปฏิบตั ิได้ทันที ดงั น้ี
(สมพงษ์พยงุ กิจ, 2538)
1) บอกดีบอกชั่ว ครเู ป็นผู้รวู้ ่าส่ิงใดดีสิ่งใดเลว ครคู วรเป็นผูบ้ อกเดก็ บอกคร้ัง ละน้อย ๆ ให้
คอ่ ยจดค่อยจำบอกบ่อย ๆ แตอ่ ย่าบ่น
88
2) ทำตวั เปน็ แบบต้นแบบเป็นอย่างไร เด็กมักจะเปน็ อย่างน้ัน ครูจำต้องเป็น แบบอยา่ งดี
ให้กับเด็กนักเรยี น นอกจากครูจะทำตวั เปน็ แบบท่ดี ีแล้วจะตอ้ งจัดสภาพแวดล้อมชว่ ยดว้ ย เช่น ตอ้ งการให้
นกั เรยี นรักความสะอาด โรงเรียนตอ้ งสะอาด มีถังขยะและ มที ที่ ำลายขยะ เป็นตน้
3) แอบแทรกสิง่ ควร ครูกับเดก็ ใกล้ชดิ กัน เม่ือไรมโี อกาสพูดคุยขอให้ครู สอดแทรกคณุ ธรรม
ลงไป แตอ่ ย่าใหม้ ากจนกลายเป็นการสอน เด็กจะพาลเบื่อ
4) ชวนรว่ มกจิ กรรม การท่เี ด็กจะดูดซบั คุณธรรมไวภ้ ายในจิตใจและเกดิ เปน็ ค่านิยมขึ้นน้ัน
ไมใ่ ช่เพยี งการรบั รู้อย่างเดยี ว แตจ่ ะต้องได้ลงมือปฏบิ ตั ดิ ้วยการได้ลงมือประกอบกิจกรรม และเห็นผลการ
ประกอบกจิ กรรมนนั้ ๆ เปน็ ความภูมิใจย่ิงของเดก็ กจิ กรรมที่ใหเ้ ด็กทำควรเปน็ กิจกรรมง่าย ๆ เด็กสามารถ
ทำได้ เช่น การใหน้ ักเรียนแสดงบทบาทสมมติ การหยบิ ยกประเดน็ มาศึกษาเฉพาะ กรณี(Case Study)
และการจัดกจิ กรรมเสริมหลักสูตร ตามความสนใจของเด็ก เปน็ ตน้
5) ใหค้ ำเสริมแรง เมื่อเด็กทำดี ทำถูก ทำควร ครตู อ้ งกลา่ วชมและให้การเสริมแรง
ดา้ นบวก สามารถจูงใจให้เกดิ พฤติกรรมที่พงึ ประสงค์ได้มากกว่าการลงโทษ การกลา่ วคำวา่ สวสั ดี
ขอบคุณ และขอโทษ เป็นคำทมี่ ีประโยชน์ และไม่ควรลืมที่จะต้องใหน้ ักเรียนฝึกปฏิบตั เิ ป็นประจำโดยครู
ต้องใช้กับเด็กเปน็ ประจำด้วยเช่นกนั
สิง่ แวดล้อมก็มสี ว่ นสำคญั ในการส่งเสริมใหเ้ กิดค่านิยมท่ดี ีได้ และเอ้ือประโยชน์ต่อการเรียนการ
สอนแกเ่ ด็กมากท่ีสุดโดยต้องมีความรม่ ร่นื เรยี บงา่ ย สงบและปลอดภัย เป็นตัวอย่างท่ีสามารถ เพราะนสิ ัย
ที่ดีทเ่ี ด็กสามารถจดจำนำไปใช้ท่ีบ้านได้
ความสำคญั ของการพัฒนาครู
การบริหารงานสถานศึกษามีความสำคัญเป็นอย่างย่ิงทจ่ี ะตอ้ งพัฒนาครูอยเู่ สมอ เพราะ
ประสิทธิภาพของงานในโรงเรยี นจะตอ้ งขน้ึ อยกู่ ับความรู้ ความสามารถของครใู นโรงเรียน ซงึ่ ได้มี ผู้
กล่าวถึงความสำคัญและความจำเปน็ ในการพฒั นาบุคลากรไว้ เช่น ความสำคญั และความจำเปน็ ใน การ
พฒั นาบุคลากร
สำนกั งานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (2552: 12-13) ได้ กล่าววา่
การพัฒนาครูยุคใหม่ ทเี่ ป็นผู้เอ้ืออำนวยใหผ้ เู้ รียนเกดิ การเรียนรู้ เปน็ วิชาชพี ทีม่ ีคุณคา่ มรี ะบบ
กระบวนการผลติ และพฒั นาค
ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาทมี่ ีคุณภาพมาตรฐาน เหมาะสมกบั การเปน็ วชิ าชพี ครู
คณาจารย์ มปี ริมาณครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา อย่างเพยี งพอ และสามารถจดั การเรียน
การสอนไดอ้ ย่างมีคุณภาพ ขณะเดยี วกันสามารถพฒั นาตนเอง และแสวงหาความรู้อย่างตอ่ เนอ่ื ง มีสภา
วิชาชีพท่เี ขม้ แขง็ บรกิ ารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อ 10 พฒั นาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการ
89
ศึกษาให้มีคุณภาพชีวติ ที่ดีข้ึน มีความมน่ั คงในอาชีพ มีขวญั กำลงั ใจอยู่อย่างยั่งยืน จงึ ได้ก าหนดแนวทาง
ปฏริ ปู ดังน้ี
1) การพฒั นาระบบผลติ ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศกึ ษา มาตรการหลัก คือ การปรบั
ระบบการผลติ การคดั สรร ค่าตอบแทนและสวสั ดิการ ให้สามารถดึงดูดคนเก่ง และคนดี มีใจรัก ใน
วิชาชีพมาเป็นครคู ณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา มาตรการรองคือ การวางแผนการผลิต การ
พัฒนาและใช้ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศกึ ษาอย่างเปน็ ระบบ ให้สอดคล้องกบั ความต้องการ
ทงั้ ระดบั พน้ื ฐาน ระดบั อาชีวศึกษา และระดบั อุดมศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ และ การศกึ ษานอกระบบ
และมกี ารจัดระบบเพ่ือให้ผู้สำเร็จการศึกษาสาขาอน่ื มใี จรักในวิชาชพี มาเปน็ ครู โดยศกึ ษาวชิ าชพี ตาม
เกณฑ์ที่กำหนด
2) การพฒั นาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศกึ ษา มาตรการหลักคือ ปรับปรงุ และพฒั นา
ระบบหลกั เกณฑ์การประเมนิ สมรรถนะวชิ าชพี ครู ให้เชื่อมโยงกบั ความสามารถ เรง่ รัด ต้ังกองทนุ พฒั นา
และกองทุนส่งเสริมครู คณาจารย์และมมี าตรการจูงใจครู คณาจารย์ และบุคลากร ทางการศกึ ษา ได้
พฒั นาตนเองอย่างตอ่ เน่ือง
ชาตรี อนนั เพ็ชร์ (2545: 11) ไดก้ ล่าววา่ การพฒั นาบุคลากรมคี วามสำคญั และจำเป็น ท่จี ะทำให้
บคุ ลากรมีคุณภาพ มขี วัญกำลังใจในการปฏิบตั ิงาน มีความเช่อื ม่ันในตนเอง ลดความเบื่อหนา่ ย ความจำ
ใจในการปฏิบตั งิ าน เพอื่ ใหบ้ ุคลากรได้รบั การพฒั นาได้ผลตามวัตถุประสงค์ของหนว่ ยงาน อยา่ งมี
ประสทิ ธิภาพ
สมั ฤทธิ์ ยศสมศักด์ิ (2549: 25) ได้กลา่ วว่า การบรหิ ารทรัพยากรมนุษยม์ สี ว่ นสำคญั ใน การ
ผลักดนั องค์กรใหม้ ีความพัฒนาอยา่ งเป็นระบบและต่อเน่ือง ตลอดจนสง่ เสริมใหอ้ งค์การ ประสบ
ความสำเร็จในการดำเนินงานในอนาคต
จอมพงศ์ มงคลวนชิ (2555: 116) ไดส้ รปุ ความสำคญั ในการพัฒนาบุคลากรไว้ 3 ประการ ดังนี้
1) เพ่ือเพ่ิมพูนศกั ยภาพของบุคลากรให้สามารถนาความรู้ความสามารถไปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์ แก่
องค์การมากทส่ี ดุ
2) เพ่ือให้บคุ ลากรทำงานอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ลดความผดิ พลาดในการท างานประหยัด
ทรพั ยากร ประหยัดเวลา
3) เกิดประโยชน์ตอ่ ตวั บุคลากร ไดร้ ับการพฒั นาความรู้ความสามารถ ทักษะ และ ทัศนคตมิ ี
ความพร้อมในความกา้ วหนา้ ต่อหนา้ ท่ี
สวุ รรณ เนินทอง (2558: 16) ได้กล่าวว่า การพัฒนาบุคลากรมคี วามสำคัญและจำเป็น อย่างย่ิง
เพราะการสง่ เสรมิ ใหบ้ ุคลากรมกี ารพฒั นา เพ่ิมพูนความรู้ ความสามารถ ใหม้ ีเจตคติทีด่ ีต่อ การปฏิบัติงาน
สรา้ งขวัญกำลงั ใจให้กบั บุคลากร เพ่อื ความก้าวหน้าในอาชีพการทำงาน องค์กรและ ประเทศชาติ จาก
ความสำคญั ของการพัฒนาบุคลากรท่ีนกั วชิ าการได้กลา่ วมา
90
จดุ มุง่ หมายของการพัฒนาครู
จดุ มุง่ หมายของการพัฒนาบุคลากรมีผ้ใู ห้ความหมายไวโ้ ดยจะนำมากลา่ วพอสังเขป ต่อไปน้ี
พนสั หันนาคนิ ทร์ (2542: 78) ไดก้ ล่าววา่ จดุ ประสงค์ในการพฒั นาน้ันมี 2 ประเภท คือ เพ่ือ
องค์กรมวี ัตถุประสงค์ เพอื่ พัฒนาประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ตั ิงานลดความสญู เสยี อันเกิดจาก การ
ร้เู ทา่ ไม่ถึงการณ์หรือความประมาทเลินเล่อ รวมทั้งไมร่ จู้ กั วิธีการทำงาน ลดอบุ ัติเหตอุ นั เกิดขึ้นแก่ ผ้ปู ฏิบตั ิ
เองหรือต่อหนว่ ยงานทป่ี ฏิบตั ิอยู่ โดยเฉพาะอัคคภี ยั พฒั นาความเข้าใจระหวา่ งผ้ปู ฏิบตั ิงาน กบั หวั หน้า
ประสบการณ์ท่ีแตกตา่ งกนั ทำใหเ้ กิดความขดั แย้ง ซงึ่ อาจขจดั ลงไดด้ ้วยความเข้าใจซึ่งกัน และกันและ
ย่อมนำมาซึง่ ความพอใจในการทำงานต่อไป เพ่อื สง่ เสริมความคิดริเร่ิมทัง้ ในด้านการผลติ และการ
จดั ระบบการจดั การ และเปน็ การเตรียมบคุ ลากรสำหรับงานท่ขี ยายข้ึนหรือทดแทนคนที่ตอ้ ง เปลยี่ น
หนา้ ท่ี หรอื คนท่ีตอ้ งสูญเสียไป และเพ่ือตวั บคุ ลากรเองมวี ตั ถุประสงค์ เพ่ือสนองความต้องการทกี่ า้ วหนา้
อนั เป็นความต้องการระดับสูงของบุคคลสรา้ งขวัญหรือกำลังใจในการทำงาน
ทำให้ผู้ปฏบิ ตั ิเกิดความร้สู กึ วา่ ไดร้ ับการเอาใจใส่และแลเห็นคุณค่าขององคก์ ร อนั ก่อใหเ้ กิด
ทศั นคติที่ดีต่อ องคก์ ร เพิ่มพูนความรูค้ วามสามารถและสมรรถภาพในการปฏบิ ตั ิงาน ลดอุบัติภยั และการ
สูญเสยี ท้งั วสั ดุและตวั ผปู้ ฏบิ ตั ิงานเอง ก่อใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจในเหตผุ ล นโยบายและความจำเปน็ ในการ
ดำเนนิ งาน ของผนู้ ำในองค์กร หรอื หน่วยงาน
งานวจิ ยั ทเี่ กีย่ วขอ้ ง
งานวจิ ัยในประเทศ
ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร. ชญานิศวร์ กุลรตั นมณีพร และคณะ ได้วจิ ัยเรอ่ื ง การเสรมิ สร้างค่านยิ ม
พบว่า ตลอดระยะเวลา 50 ปี ทผ่ี า่ นมา งานศึกษาและจากเอกสารที่เกย่ี วขอ้ ง กบั ค่านิยมไทยท่รี วบรวมได้
มีทัง้ สิน้ 600 เอกสาร โดยเฉล่ียมงี านศึกษาเกี่ยวกบั เร่อื งดงั กล่าวเพียงปีละ ประมาณ 12 เรอื่ ง เม่ือ
พจิ ารณาในแตล่ ะช่วง 10 ปี พบว่า เนอื้ หาหรือประเด็นต่าง ๆ ของเอกสารมี ความหลายหลายคอ่ นขา้ งสงู
และมที ิศทางทีไ่ ม่ค่อยชดั เจน อยา่ งไรก็ตามเม่ือจำแนกเอกสาร 7 กลุม่ พบว่า การศึกษาและเอกสาร
เก่ียวกับคา่ นยิ มดา้ นสุนทรยี ศาสตร์และคา่ นิยมตามแนวการเมอื ง ใน ประเทศไทยมอี ยู่จำนวนนอ้ ยมาก
ขณะทก่ี ารศกึ ษาและเอกสารเก่ยี วกับค่านิยมด้านสงั คม มีมากถึง ร้อยละ 37
แนวคิดทีเ่ ก่ยี วข้องกบั ความรู้และการจดั การความรู้
1.นิยามของความรแู้ ละองค์ความรู้
2.ระดบั ของความรู้และองค์ความรู้
3.ประเภทของความรู้และองค์ความรู้
ปญั หาคา่ นิยมสงั คมไทย
1.ความฟุ่มเฟ้ือและไม่มัธยทั ส์
91
2.การไม่จริงจงั กบั ความซ่ือสตั ย์สจุ รติ
3.การไมเ่ ครง่ ครัดเรื่องวนิ ยั
4.การขาดการเน้นความใฝ่สมั ฤทธิ์ผล
5.ขาดการเคร่งครัดรักษาผลประโยชน์ของชาติ
6.นิยมความรำ่ รวย
7.นิยมอำนาจ
8.บริโภคนยิ ม
9.นิยมความหรหู รา
10.นยิ มเคร่ืองรางของขลัง
ค่านิยมพ้ืนฐานของสงั คมไทย
1. การพ่งึ ตนเอง ขยันม่นั เพียรและมีความรบั ผิดชอบ
2. การประหยัดและอดออม
3. การมีระเบยี บวินยั และเคารพกฎหมาย
4. การปฏบิ ัตติ ามคุณธรรมของศาสนา
5. ความรกั ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
http://research.culture.go.th/medias/sp108.pdf
งานวิจัยในตา่ งประเทศ
งานวิจัยของ ลอรเี บรด้ี มหาวิทยาลยั เทคโนโลยี ประเทศออสเตรเลยี เรือ่ ง ค่านิยมและควา
สมั พันธข์ องครู
แนวทางการพฒั นาองค์ความรู้
วิธีน้เี รยี กวา่ "ความรคู้ วามเข้าใจ" เน่ืองจากให้คณุ คา่ กบั การศกึ ษาเชน่ เดยี วกับการศึกษาทางปัญญา
เกี่ยวกบั ความคดิ ท่ีกระตือรือร้นของนักเรียนเกี่ยวกับคา่ นิยม มนั เปน็ "พัฒนาการ" เพราะมองว่า
การศึกษาให้คุณค่ากบั การเคลอ่ื นไหวผา่ นข้นั ตอนต่าง ๆ ขั้นตอนเหลา่ น้ีกำหนดว่า ‘สงิ่ ที่ (บุคคล) คน้ พบ
มคี ่า .... เขากำหนดคณุ ค่าอย่างไรและเหตใุ ดเขาจึงพบวา่ มันมคี า่ นั่นคือเหตผุ ลท่เี ขาให้คุณค่ากับสงิ่ นั้น”
(Kohlberg 1975, 672) ความแตกตา่ งระหว่าง "โครงสร้าง" และเนือ้ หานบี้ ง่ ชี้วา่ เราอยู่ในขั้นตอนใด
ข้นั ตอนหนง่ึ ตามลักษณะของการใหเ้ หตุผลไม่ใชเ่ นอื้ หา ตวั อย่างเช่นคน 2 คนอาจแสดงทา่ ทที ี่ตรงกันขา้ ม
กันอยา่ งสนิ้ เชงิ ทงั้ พูดและต่อตา้ นนาเซียเซยี ตามลำดบั (เนื้อหาต่างกนั ) และให้เหตผุ ลในระดับเวทีเดยี วกนั
("โครงสร้าง" เดยี วกนั ) ดงั นั้นจุดสำคญั ของนักทฤษฎีองค์ความรจู้ ึงอย่ทู ่ีการปรบั ปรงุ การใชเ้ หตุผลและ
อำนวยความสะดวกในการเคลือ่ นไหวผา่ นหกข้ันตอนทโ่ี คห์ลเบิรก์ (1975) ระบุไปสูค่ วามเปน็ อสิ ระทาง
ศลี ธรรมแทนทจี่ ะแยกความแตกต่างระหวา่ งการตดั สนิ ใจท่ีถูกและผดิ
ค่านยิ มของครูท่พี ึงประสงคท์ ่ีแจง้ การสอน
92
อันตรายจากการไดร้ ับชดุ คา่ นิยมของครูในอุดมคติสำหรบั การสอนท่มี ปี ระสิทธผิ ล ได้แก่ แนวโน้มที่จะทำ
ให้บคุ ลิกภาพสับสนกับ "ลักษณะนสิ ยั " (ค่านยิ ม) และค่านยิ มส่วนบคุ คลกบั ค่านยิ มในวชิ าชพี ภาพลกั ษณ์
ทนี่ ่าดงึ ดูดอย่างหนึ่งคือครูทีเ่ ข้าหาไดง้ ่ายมเี สนห่ ์กระตอื รือร้นและมีอารมณ์ขัน อย่างไรก็ตามอาจเปน็ ไป
ไดว้ า่ นกั เรยี นบางคนชอบครูที่แสดงออกในทางตรงกันขา้ มน่ันคือคนทีห่ ่างเหินวางเฉยและไรอ้ ารมณ์ขนั
เนือ่ งจากครคู นนี้อาจให้ผลลพั ธท์ ่ีดีกว่า Carr (2010, 64-5) ระบุว่าในขณะที่คณุ สมบตั ิที่พงึ ประสงคบ์ าง
ประการ (เช่นความกระตอื รือร้นและความมีเสนห่ ์) อาจส่งผลต่อความเช่ียวชาญในวิชาชีพ แตล่ กั ษณะ
บุคลกิ ภาพดงั กลา่ วเป็นเพียง 'การมสี ่วนรว่ มโดยบังเอญิ ' ในขณะท่ีการแสดงออกของพฤติกรรมมืออาชีพ
ข้ึนอยู่กับค่านิยมส่วนบคุ คลบางประการ คือนิพจนท์ ีค่ ำนึงถงึ บริบทของคา่ เหล่านที้ ่มี ีความเกย่ี วข้องกับ
ห้องเรียน ไม่มวี รรณกรรมที่ตรวจสอบพฤติกรรมของครูทีพ่ ึงประสงคด์ ังน้ันโดยนยั แล้วคา่ นยิ มของครู
นอกจากนี้ยังมีการตระหนักถึงความสำคัญของความสมั พันธ์กับการเรยี นการสอนทีม่ ีประสิทธภิ าพ
ตัวอย่างเชน่ ความเชื่อทีว่ ่า 'ความสนใจตอ่ ความสัมพันธท์ างการเรยี นการสอนนัน้ เกินกำหนดมานาน'
Bingham และ Sidorkan (2004, 40) แกไ้ ขการมสี ่วนรว่ มตา่ ง ๆท่สี ำรวจความสำคัญของ 'ความสัมพนั ธ์'
ในการศึกษาโดยไม่เนน้ ที่กระบวนการศึกษามากนกั เกี่ยวกับความสัมพนั ธ์ของมนษุ ย์
งานวิจยั ล่าสดุ ของ Tirri’s (2010) เกีย่ วกบั คา่ นยิ มของครทู ่ีแจ้งจรรยาบรรณวชิ าชพี และความสมั พันธร์ ะบุ
ถงึ ความเอาใจใส่และความเคารพความเป็นมืออาชีพและความมงุ่ มัน่ และความรว่ มมอื สำหรับ Tirri
(2010, 156) ความห่วงใยและความเคารพเป็น "การแสดงออกทางอารมณ์ที่ชดั เจนทส่ี ุด" ทีช่ ดั เจนทส่ี ุดใน
การตอบสนองความตอ้ งการของนักเรยี นแต่ละคน Clement (2010, 43) เปดิ เผยการรับรู้ของนักเรียน
เก่ยี วกับ "ครทู ี่หว่ งใย" ที่อา้ งว่าพวกเขา
โตต้ อบอยา่ งเปน็ ประชาธิปไตยและสง่ เสรมิ การแลกเปลีย่ นซ่งึ กนั และกันในการสอ่ื สารจัดการกบั นักเรยี น
อยา่ งเสมอภาคและเคารพพวกเขาในฐานะบคุ คลคำนงึ ถงึ ความแตกตา่ งของแต่ละบุคคลเมอ่ื กำหนดความ
คาดหวังเสนอข้อเสนอแนะทสี่ ร้างสรรค์ให้การสนับสนนุ และขอ้ เสนอแนะท่ีเหมาะสมมีความคาดหวังสงู
ของนักเรียนและสรา้ งแบบจำลองแรงจงู ใจในเรอื่ งของตนเอง
ปจั จัยท่ีมีผลต่อคา่ นิยม
ปจั จัยภายนอก ได้แก้ การได้ยนิ การไดเ้ ห็น ไดร้ ับร้ตู วั อยา่ ง คำช้แี จง คำแนะนำ คำส่ังสอนจาก
ผอู้ น่ื ตัวอยา่ งของปัจจัยภายนอกมีดงั นี้
- การโฆษณาชวนเชอ่ื หรือจูงใจ
- คำบอกเลา่ ของผู้คนุ้ เคยหรือคนทบ่ี ุคคลนนั้ ๆ นับถอื
- คำสง่ั สอนทางศาสนา
- คำแนะนำส่ังสอนจากบิดามารดา ญาตพิ น่ี ้องครบู าอาจารย์
93
- แบบอย่างที่ดีของคนในชมุ ชนและสถาบันอื่น ๆ
2. ปัจจยั ภายนอก ไดแ้ ก่ การไดร้ ปู้ ระจักษแ์ จง้ คุณค่าของสิ่งนัน้ ดว้ ยตัวเอง จนทำให้ม่นั ใจ จนเกิด
คา่ นยิ มที่พงึ ปรารถนาขน้ึ เช่น ความศรทั ธา ความเช่ือทางพระพุทธศาสนา การเห็นคุณค่าในการดำเนนิ
ชวี ติ ที่เรียบง่านและประหยัด
ค่านยิ มทีเ่ กดิ จากปจั จยั ภายในนั้นตอ้ งเกิดสตปิ ัญญา เหตผุ ล ถือปฏบิ ัติตามหลักศีลธรรมและหลกั
คณุ ธรรมทที่ ีคณุ ค่าดีงามอน่ื ๆ อย่างตอ่ เน่ือง
สรปุ
คา่ นยิ ม หมายถึง วธิ ีจดั รูปพฤติกรรมของมนุษย์ทฝ่ี งั แน่นอยู่ในตัวคน และเปน็ ส่งิ ท่ีเรายดึ ถือ
ปฏิบัตกิ ันตอ่ ๆ มา หรอื อาจหมายถงึ การยอมรับนบั ถอื และพรอ้ มทีจ่ ะปฏิบตั ติ ามคุณค่าท่ีคนหรือกลุ่มคน
ทีม่ ีอยูต่ ่อส่งิ ตา่ งๆ ซง่ึ อาจเป็นวตั ถุ มนุษย์ สิ่งมีชวี ติ อ่นื ๆ รวมทัง้ การกระทำดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม จรยิ ธรรม
และสุนทรียภาพ โดยไดป้ ระเมินคา่ จากทัศนคตติ า่ งๆ อย่างถ่ถี ว้ นและรอบคอบแลว้ ดงั นั้น ค่านยิ มจงึ เป็น
รปู แบบความต้องการของมนุษยใ์ นสังคมหนึ่ง ๆ ท่ีมเี ป้าหมาย มกี ารยดึ ถือของสมาชิกในกล่มุ นนั้ โดย
สง่ ผลใหเ้ กดิ การตัดสินใจของคนในสงั คม
ประเภทของค่านิยมเหลา่ น้ี เปน็ ความคดิ และพฤติกรรมของบคุ คลในสังคมทเี่ ห็นว่าเปน็ สิ่งท่ีมี
คุณค่า ยอมรบั มาปฏบิ ตั ติ ามและหวงแหนไว้ระยะหน่ึง คา่ นิยมมกั เปลี่ยนแปลงไป ตามกาลสมัยและความ
คิดเหน็ ของคนในสังคม ค่านยิ มจงึ เปน็ มาตรฐานการเรยี นรู้ การประเมิน การเลอื กและการตัดสินใจของ
บคุ คลวา่ ควรทำหรือไม่ควรทำ มีคา่ หรือไม่มีค่า สำคญั หรือไม่สำคัญ นอกจากนี้ค่านิยมยงั ทำหน้าทเี่ ปน็
ตัวกำหนดเป้าหมายและสรา้ งแรงจงู ใจให้บคุ คลมุง่ สู่เปา้ หมายท่ีตอ้ งการ
บคุ ลากรภายนอกของครูที่สามารถสรา้ งศรัทธาใหเ้ กิดข้ึนในเดก็ นกั เรยี นได้น้นั ครจู ะต้องเป็น
บุคคลทสี่ ะอาด การแต่งกายถูกต้อง เรยี บร้อย สุภาพ ไม่ล้าสมัยและไม่ล้าสมัยเปน็ ทีย่ อมรบั ของคนใน
สงั คมยม้ิ แย้มแจ่มใส วาจาสุภาพ มีความม่นั ใจในตนเองในทกุ สถานะ
บคุ ลิกภาพภายใน กค็ ือ ครจู ะตอ้ งมีค่านิยมที่ดีเพ่ือเปน็ แบบอย่างและเสรมิ สรา้ งค่านยิ มท่ีดใี หก้ บั เด็กซง่ึ
ลกั ษณะของครใู นอดุ มคตใิ นการพัฒนาการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ครูต้องมีค่านยิ มดา้ น คณุ ธรรม
จรยิ ธรรม มีจรยิ ธรรม มีจรรยาบรรณของความเป็นครู มอี ุดมการณ์ มีวินัย มีความขยัน ซ่ือสัตย์ สุจริต
เสยี สละ มกี ารประมาณตน และร้จู กั ประหยดั (ปราณี โพธิสุข และคณะ, 2541)
94
คา่ นยิ มของครูทส่ี นับสนุนการบริหารงานในโรงเรยี นทค่ี รูทุกคนพึงจะต้องปฏิบัตคิ ือ การตรงตอ่ เวลา การ
เคารพสิทธแิ ละหน้าท่ี ความยุตธิ รรม การทำงานดว้ ยความเตม็ ใจ และการช่วยเหลอื ซึ่งกันและกนั
(สมพงษ์ พยงุ กจิ , 2538) ซงึ่ ค่านยิ มเหล่าน้จี ะทำให้บรรยากาศในการทำงานเต็มไปดว้ ยความรักความ
สามคั คี และเกดิ การทำงานเป็นทมี ทำให้การบรหิ ารงานในโรงเรยี นเกดิ ความสำเร็จและพัฒนาได้
ส่งิ แวดลอ้ มก็มีส่วนสำคัญในการสง่ เสริมใหเ้ กิดค่านิยมทดี่ ีได้ และเอ้ือประโยชน์ตอ่ การเรียนการสอนแก่
เดก็ มากที่สุดโดยต้องมีความร่มรื่น เรยี บงา่ ย สงบและปลอดภยั เปน็ ตัวอย่างที่สามารถ เพราะนสิ ยั ที่ดที ี่
เดก็ สามารถจดจำนำไปใชท้ ี่บ้านได้
การพัฒนา บุคลากรมีความสำคญั และจำเปน็ ทกุ องค์กรควรมีการพัฒนาบคุ ลากรอย่างต่อเนือ่ ง
เพอื่ เปน็ การส่งเสริมใหบ้ ุคลากรได้พฒั นาความรู้ ความสามารถ สมรรถนะในการปฏบิ ตั งิ านใหม้ ี
ประสทิ ธภิ าพ เพ่ือให้ความกา้ วหนา้ ของบคุ ลากร และองค์กร
การพฒั นาบุคลากรมจี ดุ มงุ่ หมายท่ีจะเพ่มิ พนู ความร้ทู ักษะเจตคตใิ นการปฏิบัติงานเพื่อก่อให้เกิด
การเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมในการปฏิบัติงานใหส้ อดคลอ้ งกับสภาพการทำงานขององค์กรทัง้ ในปจั จุบนั
และอนาคตซ่ึงแยกวตั ถุประสงค์ของการพัฒนาบุคลากรได้ 2 ประการ คือ วัตถุประสงค์ขององค์กร เพอ่ื
สร้างความสนใจในการทำงานของข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ เพอื่ เสนอแนะการทำงานที่ดีทสี่ ดุ เพ่อื
พฒั นาการทำงานให้ได้ผลสงู เพ่ือลดความสิน้ เปลืองและป้องกันอุบัติเหตุในการทำงานจัดวางมาตรฐานใน
การทำงาน พฒั นาฝมี ือในการทำงานของบคุ คล พัฒนาการบรหิ าร โดยเฉพาะการบริหาร ด้านบคุ คลให้มี
ความพอใจทุกฝ่ายฝกึ ฝนคนไวเ้ พื่อความกา้ วหน้าของงาน และการขยายองค์กร และสนองบริการอันมี
ประสิทธภิ าพแก่สาธารณะเพ่ือผ้มู าติดต่อกบั องคก์ ร
งานวิจัยในประเทศ เรื่องการเสริมสรา้ งคา่ นิยม จะเกีย่ วกบั ปัญหาของค่านิยมสังคมไทยท่ีไมค่ ่อยมี
ความจรงิ จงั กบั ความซื่อสัตย์สจุ ริต ไมเ่ คร่งครดั ในเร่ืองวนิ ยั และมคี วามฟุม่ เฟือย
งานวิจัยต่างประเทศ เร่ืองค่านยิ มและความสัมพันธข์ องครู ภาพลักษณืทดี่ งึ ดูดของครู คือครูทเ่ี ขา้ หาได้
ง่าย มีความกระตือรอื รน้ และมีอารรมณ์ขัน
ปัจจัยท่มี ีอิทธพิ ลตอ่ คา่ นยิ มไม่ไดม้ แี บบตายตัว เพราะค่านยิ มเปลยี่ นแปลงไปตามยุคสมัยนั้นๆ
และค่านิยมที่แต่ละคนยดึ ถือกอ็ าจจะแตกตา่ งกนั ไปถึงแมจ้ ะอยู่ในสงั คมเดียวกัน
95
อา้ งอิง
ทีมงานทรปู ลูกปญั ญา. (2559, มนี าคม). ค่านิยมหมายถงึ อะไร. สบื คน้
จาก:http://www.trueplookpanya.com/new/asktrueplookpanya/questiondetail
พรพรรณ กรงั พาณชิ . (2554, กมุ พาพนั ธ์). คา่ นิยมที่ครูควรนยิ มและไม่ควรนิยม.
สบื ค้นจาก : https://sites.google.com/site/annop6012045/khwam-hmay-khxng-kha-
niym-
อรรณพ สนทิ ผล. (2554, กรกฎาคม). ความหมายของค่านิยม.
สืบคน้ จาก : http://s494245031.blogspot.com/2011/02/blog-post_3475.html
96
บทที่ 5
กฎหมายสำหรับครู
ความเป็นมาของกฎหมายและววิ ัฒนาการของการศกึ ษา
ประวัติและความเป็นมาของกฎหมายไทย
ความหมายของกฎหมาย
คำวา่ กฎหมาย ตามพจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2542.นน้ั หมายถงึ กฎท่สี ถาบนั
หรอื ผู้มอี ำนาจสงู สุดในรฐั ตราข้ึน หรอื ที่เกิดขน้ึ จากจารีตประเพณอี นั เป็นท่ียอมรับนบั ถือ เพอ่ื ใช้ในการ
บริหารประเทศ เพื่อใช้บงั คบั บคุ คลให้ปฏิบัตติ าม หรือเพื่อกำหนดระเบียบแหง่ ความสัมพนั ธ์ระหว่าง
บคุ คลหรอื ระหวา่ งบุคคลกับรัฐ
นอกจากนี้ ยงั มนี ักวชิ าการและผู้ทรงคุณวฒุ ิหลายทา่ น ได้ให้ความหมายของกฎหมายไว้ดังน้ี
ศาสตราจารย์ ดร. หยดุ แสงอุทยั ( 2552,หน้า 36, 43 ). ได้พจิ ารณากฎหมายใน 2 ลกั ษณะ คือ
กฎหมายตามเน้ือความ และกฎหมายตามแบบพิธี โดยกฎหมายตามเนื้อความ หมายความถึง กฎหมายซึ่ง
บทบญั ญัติ มลี ักษณะเปน็ กฎหมายแท้ กลา่ วคือ มีลกั ษณะเป็นขอ้ บังคบั ซึ่งกำหนดความประพฤตขิ อง
มนุษย์ ถ้าฝ่าฝืนจะได้รบั ผลร้ายหรอื ถูกลงโทษ ในสมัยใหมส่ ่วนใหญ่เป็นข้อบังคบั ของรฐั สว่ นกฎหมายตาม
แบบพธิ ี หมายความถงึ กฎหมายที่ออกมาโดยวิธบี ญั ญัติกฎหมาย ทัง้ นี้ โดยไม่ต้องคำนึงว่ากฎหมายนั้น
เขา้ ลักษณะเปน็ กฎหมายตามเนื้อความหรือไม่
มานิตย์ จมุ ปา ( 2555,หน้า 30 ). อธบิ ายไว้วา่ กฎหมาย หมายถงึ กฎเกณฑ์ที่กำหนดความ
ประพฤตขิ องบคุ คลในสงั คมซึ่งบุคคลจะตอ้ งปฏิบตั ิตามหรอื ควรจะปฏิบตั ติ าม มิฉะนัน้ จะได้รับผลร้าย
หรือไม่ได้รบั ผลดีท่ีเป็นสภาพบงั คบั โดยเจา้ หน้าท่ใี นระบบกฎหมาย
สมยศ เชือ้ ไทย( 2553,หน้า 64 ) อธบิ ายไวว้ ่า กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ทีเ่ ป็นแบบแผนความ
ประพฤติของมนุษย์ในสงั คมซึ่งมีกระบวนการบงั คับท่เี ปน็ กิจจะลักษณะ
สรปุ ไดว้ า่ กฏหมาย คือ มาตรฐานท่ีใช้เป็นแนวทางพื้นฐานในการอยรู่ ว่ มกันในสงั คม ลักษณะเป็น
กฎเกณฑบ์ ังคับ เพ่ือกำหนดความประพฤติของบุคคล เพื่อให้สมาชกิ ประพฤติปฏบิ ตั ติ าม โดยไม่ถูกเอารัด
เอาเปรยี บจากบคุ คลอ่นื ดว้ ยเหตทุ ก่ี ฎหมายมีสภาพบงั คับ ทำใหส้ มาชิกในสังคมทุกคนจะต้องรกู้ ฎหมาย
หากมีการฝา่ ฝืนหรือกระทำผิดจะต้องได้รับโทษโดยเจา้ หน้าทีท่ างกฏหมาย
ความเป็นมาของกฎหมาย
ในอดีตกฎหมายไทยไม่ไดเ้ ขียนขึ้นเปน็ ลายลกั ษณ์อักษร เนื่องจากยังไม่มีผู้ร้หู นงั สือ จึงใช้จารตี
ประเพณซี ่ึงมาจากขนบธรรมเนยี มประเพณีของไทยแต่โบราณเปน็ ข้อบงั คับความประพฤติของคนชาวไทย
กฎหมายของไทยมีวิวฒั นาการเป็นเวลายาวนานสามารถลำดบั ยคุ สมัยได้ดังน้ี