The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือคำอธิบาย พรบ เครื่องหมายการค้า By Prof Dej-Udom Krairit

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Dej-Udom Krairit, 2023-02-13 11:05:31

หนังสือคำอธิบาย พรบ เครื่องหมายการค้า

หนังสือคำอธิบาย พรบ เครื่องหมายการค้า By Prof Dej-Udom Krairit

คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 49 - ฎีกาที่ ๒๐๔๔/๒๕๕๒ เครองื่หมายการค้า ภาพประดิษฐ์คล้ายหยดน้ำของโจทก์ถูกนำมาใช้ใน ลักษณะของส่วนประกอบที่มีอักษรโรมันคำว่า “MAGGI” หรือคำว่า “แม็กกี้” ปรากฏอยู่ข้างใน ไมมี่ ลักษณะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในอันที่จะทำให้ สาธารณชนหรือผู้ใช้สินค้าจดจำหรือแยกแยะความ แตกต่างระหว่างสินค้าได้ หากนำไปใช้โดยลำพัง กับสินค้า เครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์คล้าย หยดน้ำของโจทก์ไม่อาจทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้ สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมาย การค้าของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้าอื่นเช่นใด ถือว่าเครื่องหมายการค้าภาพประดิษฐ์คล้ายหยด (๙) ภาพอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง และไม่เป็นภาพแผนที่หรือภาพแสดงสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่รัฐมนตรีประกาศ ก�ำหนด (๑๐) รูปร่างหรือรูปทรงอันไม่เป็นลักษณะโดยธรรมชาติของสินค้า นั้นเอง หรือไม่เป็นรูปร่างหรือรูปทรงที่จ�ำเป็นต่อการท�ำงานทางเทคนิคของ สินค้านั้น หรือไม่เป็นรูปร่างหรือรูปทรงที่ท�ำให้สินค้านั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น (๑๑) เสียงอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง หรือเสียงที่ไม่เป็นเสียงโดยธรรมชาติของสินค้านั้น หรือเสียงที่ไม่ได้เกิดจาก การท�ำงานของสินค้านั้น น้ำของโจทก์ไม่ใช่ภาพที่ประดิษฐ์ขึนอัน้จะมีลักษณะ บ่งเฉพาะโดยตัวเองตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๗ วรรคสอง (๘) ฎีกาที่ ๓๒๑๕/๒๕๕๔ แม้เครองื่หมาย การค้ารูปและคำขอของโจทก์จะมีรูปผู้หญิงและ ดอกไม้อันเป็นภาพประดิษฐ์ขนาดใหญ่และเด่น กว่าเครองื่หมายคำอักษณโรมันว่า “Mikomuszuree” เครองื่หมายการค้ารูปและคำของโจทก์จึงมีลักษณะที่ ทำใหป้ระชาชนหรอืผู้ใช้สินค้านันทราบและเข้าใ้จได้ ว่า สินค้าทใช้เคร ี่องื่หมายการค้าของโจทก์แตกต่างไป จากสินค้าอน นับเ ื่ ป็นเครองื่หมายการค้าที่มีลักษณะ บ่งเฉพาะตามมาตรา ๗ วรรคสอง (๒) และ (๘)


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 50 - เครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะตามวรรคสอง (๑) ถึง (๑๑) หาก ได้มีการจ�ำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจน แพร่หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศก�ำหนด และพิสูจน์ได้ว่า ได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ (๑) มาตรา ๗ วรรคสาม แก้ไขเพิ่ม เติมโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับ ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราช บัญญัติ เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะตาม (๑) หรือ (๒) หากได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือ โฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่ หลายแล้วตามหลักเกณฑ์ทรัฐี่มนตรีประกาศกำหนด และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้น แล้วก็ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ (๒) ดูประกาศกระทรวงพาณิชย์ ประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคำสั่งกรม ทรัพย์สินทางปัญญา (ข้อมูลสืบค้นได้จากกรม ทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th และ กฤษฎีกา www.krisdika.go.th) (๓) มาตรา ๗ วรรคสาม นี้มีค�ำพิพากษา ฎีกาที่เคยวินิจฉัยเป็นแนวทางไว้ดังนี้ ฎีกาที่ ๓๖๘๕/๒๕๕๑ เครองื่หมายการค้า คำว่า “LASERJET” เป็นคำประดิษฐ์จากการผสม คำสามารถแยกแปลความหมายออกไดว้่า “LASER” ความว่า คลื่นแสงที่ขยายกำลังแต่ถูกส่งออกมาเป็น ลำแสงที่แคบอาจเรียกว่า “ลำแสงเลเซอร์” คำว่า “JET” หมายความว่า ของเหลว แก๊ส หรือฝุ่นพ่น ออกมาเป็นลำสินค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนคือ สินค้า หมึกที่บรรจุในตลับคาร์ทริดจ์ใช้กับเครื่องถ่าย เอกสารและเครื่องพิมพ์ หมึกพิมพ์ของโจทก์ที่มี ลักษณะเป็นผงถือได้ว่าเป็นฝุ่นที่พ่นออกมาเป็นลำ คล้ายแสงเลเซอร์จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือ คุณสมบัติของสินค้าโดยตรงว่าสินค้าผงหมึกของ โจทก์มีลักษณะกรทำงานด้วยการพ่นออกมาเป็น ลำคล้ายแสงเลเซอร์ไม่ว่าจะพ่นเป็น แสง ของเหลว เป็นผงหรือเป็นฝุ่น ก็ตาม เครื่องหมายการค้าของ โจทก์จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของ สินค้าโดยลักษณะของเคราองหมายการค้านั้นเอง จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยลักษณะของเครื่อง หมายการค้านั้นเอง ตามมาตรา ๗ วรรคสอง (๒) โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า LASERJET กับเครื่องพิมพ์และหมึกพิมพ์ ทั้งได้โฆษณาเผยแพร่ และจำหน่ายสินค้าเครื่องพิมพ์กับหมึกพิมพ์ใน ประเทศไทยมานานจนสาธารณชนในประเทศไทย รู้จักและเข้าใจว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า LASERJET ของโจทก์แตกต่างจากสินค้าหมึกพิมพ์ ของผู้อน เครื่องื่หมายการค้า LASERJET จึงมีลักษณะ บ่งเฉพาะโดยการใช้ ตามมาตรา ๗ วรรคสาม ฎีกาที่ ๕๔๖๖/๒๕๕๒ เมื่อพิจารณา เครื่องหมายการค้าของโจทก์และบรรจุภัณฑ์ของ สินค้าโจทก์ที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้วจะเห็นว่า เครื่อง หยมายการค้ารูปคลื่นประดิษฐ์ของโจทก์ถูกนำมา ใช้ในลักษณะของกรอบภาพที่มีคำว่า ”MILO” หรอ ื “ไมโล” ปรากฏอยู่ข้างในเท่านั้น ซึ่งเครื่องหมาย การค้าที่ใช้กับสินค้าประเภทอื่นๆ ทั่วไปในท้อง ตลาดก็มีการใช้กรอบในลักษณะเช่นนี้ปรากฏอยู่


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 51 - เช่นกัน แม้ว่าจะไม่เหมือนกับเครื่องหมายรูปคลื่น ประดิษฐ์ของโจทก์ แต่ก็เห็นได้ว่า ภาพประดิษฐ์ใน ลักษณะที่เป็นกรอบภาพเช่นนี้ไม่มีลักษณะโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์อย่างใดในอันที่จะทำให้สาธารณชน หรือผู้ใช้สินค้าจดจำหรือแยกแยะความแตกต่าง ระหว่างสินค้าตามที่โจทก์กล่าวอ้างได้ หากนำไป ใช้โดยลำพังกับสินค้าเครื่องหมายการค้ารูปคลื่น ประดิษฐ์ของโจทก์ย่อมไม่อาจทำให้ประชาชนหรือ ผู้ใช้สินค้าทราบและเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์แตกต่างไปจากสินค้า อนเช่นใ ื่ดถือว่าเครองื่หมายการค้ารูปคลนื่ ประดิษฐ์ ของโจทก์ไม่ใช่ภาพที่ประดิษฐ์ขึ้นอันจะมีลักษณะ บ่งเฉพาะตามมาตรา ๗ วรรคสอง (๘) เครื่องหมายรูปคลื่นประดิษฐ์ของโจทก์ ไม่มีลักษณะตามมาตรา ๗ วรรคสอง (๑) ถึง (๑๑) จึงไม่อาจนำเกณฑ์การมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการ ใช้ตามมาตรา ๗ วรรคสามมาพิจารณาได้ ฎีกาที่ ๒๕๙๒-๒๕๙๓/๒๕๕๓ อักษร โรมันคำว่า “MADAME” เป็นคำทั่วไปที่มีความ หมายในพจนานุกรมแปลว่า “คุณนาย” ความหมาย ของอักษรโรมันดังกล่าวเห็นได้ว่าไม่ได้เล็งถึง ลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าที่โจทก์ขอจด ทะเบียนใช้เครื่องหมายการค้าโดยตรง อักษรโรมัน คำว่า “MADAME” จึงไม่ใช่เครื่องหมายที่ไม่อาจ จดทะเบียนได้และมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยโจทก์ไม่ ต้องปฏิเสธไม่ขอถือสิทธิเป็นของตนแต่ผู้เดียว ทั้ง กรณีน ี้ไม่จำต้องพิจารณาโดยอาศัยหลักเกณฑ์การ พิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา ๗ วรรคสาม มาตรา ๘เครื่องหมายการค้าที่ประกอบด้วยลักษณะอย่างหนึ่งอย่าง ใดดังต่อไปนี้ ห้ามมิให้รับจดทะเบียน (๑) มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่ม เติมโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับ ที่ ๒) พ.ศ.๒๕๔๓ ความเดิมของพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไป ดังนี้ “มาตรา ๘ เครื่องหมายการค้าที่ ประกอบด้วยลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปน ี้ ห้ามมิให้รับจดทะเบียน (๑) ตราแผ่นดิน เครื่องหมายราชการ ธงพระอิสริยยศ หรือธงชาติของประเทศไทย (๒) เครื่องหมายประจำชาติหรือธงชาติ ของรัฐต่าง ประเทศเครองื่หมายหรอธงขององค์การ ื ระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก หรือ เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายทั่วไป เว้นแต่จะได้รับ อนุญาตจากผู้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศนั้น (๓) พระปรมาภิไธย พระนามาภิโธย พระปรมาภิไธยย่อหรือ พระนามาภิไธยย่อ (๔) พระบรมฉายาลักษณ์หรอืพระบรม สาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ พระราชินีหรือ รัชทายาท (๕) พระราชลัญจกร และลัญจกรใน ราชการ หรือตราประจำตำแหน่ง (๖) ตราเครื่องราชอิสสริยาภรณ์


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 52 - (๗) เครื่องหมายกาชาด นามกาชาด หรือกาเจนีวา (๘) เครื่องหมายทเี่ หมือนหรอคล้ายกับ ื เหรียญ ใบสำคัญ หนังสือรับรอง ประกาศนียบัตร หรือเครื่องหมายอื่นใด อันได้ให้เป็นรางวัลในการ แสดงหรอืประกวดสินค้าทรัฐบาลไทย ี่สว่นราชการ หรือรัฐวิสาหกิจของประเทศไทย รัฐบาลต่าง ประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศได้จัดให้มี ขึ้น เว้นแต่ผู้ขอจดทะเบียนจะได้รับเหรียญ ใบ สำคัญ หนังสือรับรอง ประกาศนียบัตร หรือ เครื่องหมายเช่นว่านั้น เป็นรางวัลสำหรับสินค้านั้น และใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้านั้น (๙) เครื่องหมายที่คล้ายกับ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) หรือ (๗) (๑๐) เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบ เรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ รัฐประศาสโนบาย (๑๑) เครื่องหม ายที่เหมือนกับ เครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป หรือคล้าย กับเครื่องหมายดังกล่าวจนอาจทำให้สาธารณชน สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิด ของสินค้าไมว่ ่าจะไดจด้ทะเบยนไ ีว้แล้วหรอไืม่ก็ตาม (๑๒) เครองื่หมายอนทื่ รัฐี่มนตรีประกาศ กำหนด” (๑) ตราแผ่นดิน พระราชลัญจกร ลัญจกรในราชการ ตราจักรี ตรา เครื่องราช อิสริยาภรณ์ ตราประจ�ำต�ำแหน่ง ตราประจ�ำกระทรวง ทบวง กรม หรือตราประจ�ำจังหวัด (๒) ธงชาติของประเทศไทย ธงพระอิสริยยศ หรือธงราชการ (๓) พระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย พระปรมาภิไธยย่อหรือพระ นามาภิไธยย่อ หรือนามพระราชวงศ์ (๔) พระบรมฉายาลักษณ์ หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระมหา กษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 53 - (๕) ชื่อ ค�ำ ข้อความ หรือเครื่องหมายใด อันแสดงถึงพระมหา กษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือพระราชวงศ์ (๖) ธงชาติหรือเครื่องหมายประจ�ำชาติของรัฐต่างประเทศ ธงหรือ เครื่องหมายขององค์การระหว่างประเทศ ตราประจ�ำประมุขของรัฐต่าง ประเทศ เครื่องหมายราชการและเครื่องหมายควบคุมและรับรองคุณภาพ สินค้าของรัฐต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ หรือชื่อและชื่อย่อ ของรัฐต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต จากผู้ซึ่งมีอ�ำนาจหน้าที่ของรัฐต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศนั้น (๗) เครื่องหมายราชการ เครื่องหมายกาชาด นามกาชาด หรือกา เจนีวา (๘) เครื่องหมายที่เหมือนหรือคล้ายกับเหรียญ ใบส�ำคัญ หนังสือ รับรองประกาศนียบัตร หรือเครื่องหมายอื่นใด อันได้ให้เป็นรางวัลในการ แสดงหรือประกวดสินค้าที่รัฐบาลไทย ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วย งานอื่นของรัฐของประเทศไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่าง ประเทศได้จัดให้มีขึ้น เว้นแต่ผู้ขอจดทะเบียนจะได้รับเหรียญ ใบส�ำคัญ หนังสือรับรอง ประกาศนียบัตร หรือเครื่องหมายเช่นว่านั้น เป็นรางวัลส�ำหรับ สินค้านั้นและใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้านั้น แต่ทั้งนี้ ต้องระบุ ปีปฏิทินที่ได้รับรางวัลด้วย


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 54 - (๙) เครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย มาตรา ๘ (๙) มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๓๔๗๒/๒๕๕๒ โจทก์ทั้งสอง เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรญี่ปุ่น อ่านว่า “ซาโค เปปาร์” ตามฟ้อง สำหรับ เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค๗๘๘๔๖ เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเครื่องหมาย การค้าทะเบียนเลขที่ ค๒๗๒๐๒ ซึ่งเป็นอักษรญี่ปุ่น คำว่า แล้ว เห็นได้ว่า อักษรญี่ปุ่น อ่าน ว่า “นายาโก้ เปปาร์” จำเลยที่ ๑ มีเจตนาใช้อักษร ญี่ปุ่นนเ ี้ป็นสาระสำคัญของเครองื่หมายการค้า สาระ สำคัญของเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค๗๘๘๔๖ คอ อักษรญ ื ี่ปุ่นเหมือนเครองื่หมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค๒๗๒๐๒ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัย แล้วว่า คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้ง สอง จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดใน ความเป็นเจ้าของได้ แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ ๑ มี เจตนาจะใช้เครื่องหมายการค้าซึ่งมีสาระสำคัญ คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นสำหรับ สินค้าจำพวกเดียวกัน ถือว่าเครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค๗๘๘๔๖ เป็นเครื่องหมายการค้า ที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชน หรือรัฐประศาสโนบาย ตามมาตรา ๘ (๙) อันพึงไม่รับจดทะเบียนให้ ฎีกาที่ ๗๒๐๓/๒๕๕๔ เครองื่หมายการค้า ตามคำขอของโจทก์ประกอบด้วยรูปสุนัขและคำว่า “BULLDOG” กรณไีม่อาจถือว่าเครองื่หมายการค้า ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะขัดต่อ รัฐประศาสโนบาย อันต้องห้ามไม่ให้รับจดทะเบียน ตามมาตรา ๘ (๙) เพราะการพิจารณาว่า เครื่องหมายการค้าใดมีลักษณะต้องห้ามไม่ให้รับ จดทะเบียนตามบทบัญญัติมาตรานี้ต้องพิจารณา จากลักษณะที่ปรากฏอยู่ในตัวเครื่องหมายนั้นเอง คอ ืต้องพจิารณาลักษณะที่ปรากฏอย่ในเครูองื่หมาย ที่เป็นภาพถ่าย ภาพวาด ภาพประดิษฐ์ ตรา ชื่อ คำ ข้อความ ตัวหนังสือ ตัวเลข ลายมือชื่อ กลุ่มของสี รูปร่าง หรือรูปทรงของวัตถุนั้นเองว่ามีลักษณะเป็น เครื่องหมาย การค้าที่ขัดต่อรัฐประศาสโนบายอยู่ ในตัวเครื่อง หมายนั้นเองหรือไม่ มาตรา ๘ นี้มิได้ บัญญัติให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าต้อง พิจารณาว่าผู้ขอจดทะเบียนนำเครื่องหมายการค้า มาขอจดทะเบียนชอบด้วยกฎหมายหรือโดยไม่ สุจริตหรือไม่เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่นายทะเบียน เครื่องหมายการค้าไม่อาจเห็นได้จากลักษณะของ ตัวเครื่องหมายการค้าที่นำมาขอจดทะเบียนนั้นได้


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 55 - (๑๐) เครื่องหมายที่เหมือนกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลาย ทั่วไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศก�ำหนด หรือคล้ายกับเครื่องหมาย ดังกล่าวจนอาจท�ำให้สาธารณชน สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือ แหล่งก�ำเนิดของสินค้าไม่ว่าจะได้จดทะเบียนไว้แล้ว หรือไม่ก็ตาม มาตรา ๘ (๑๐) มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๑๔๕๑/๒๕๔๒ เครื่องหมาย การค้าของโจทก์เครื่องหมายหนึ่งคือ “CK” อ่าน ว่า “ซีเค” อีกเครื่องหมายหนึ่งคือ “CK Calvin Klein” อ่านแยกกันเป็น “ซีเค” และ “คาลวิน ไค ลน์” เครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นอักษรโรมัน คำว่า “CCKK” มีคำว่า “JEANS”ต่อท้าย คำสำคัญ คอคื ำว่า “CCKK” นัน ้มีลักษณะเป็นอักษรประดิษฐ์ อ่านได้ว่า “ซีซี เค เค” มิใช่ “ซีเค” อย่างของ โจทก์เห็นได้ว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยกับ ของโจทก์มีรูปลักษณะตัวอักษรการวางตัวอักษร จำนวนตัวอักษรและเสียงเรียกขานที่แตกต่างกัน จนสังเกตได้ชัดเจนถือไม่ได้ว่า เครื่องหมายการค้า ของจำเลยที่ขอจดทะเบียนมีลักษณะเหมือนหรือ คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ถึงขนาดนับ ได้ว่าทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็น เจ้าของและแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ไม่ปรากฏว่า เป็นเครื่องหมายที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย มิใช่เครื่องหมายการค้าที่ต้องห้ามรับจดทะเบียน ตามมาตรา ๘ (๙) และ (๑๐) จำเลยขอจดทะเบียน จึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของ โจทก์โจทก์ไม่มีสิทธิขอให้ห้ามจำเลยใช้หรือขอจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามฟ้องได้ ฎีกาที่ ๗๘๗๐/๒๕๔๓ เครื่องหมาย บริการของโจทก์และจำเลยมีคำว่า “ORIENTAL“ เหมือนกันแม้จะเป็นคำสามัญคำว่า “ORIENTAL“ เป็นจุดเด่นในเครื่องหมายบริการของโจทก์และ จำเลยจึงเป็นสาระสำคัญของเครื่องหมายบริการ ทั้งสองที่ต่างใช้อักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่แม้ขนาด และลายเส้นตัวอักษรจะแตกต่างกันก็เป็นเพียงใน รายละเอียดเล็กน้อยที่มีเสียงเรียกขานเหมือนกัน เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงนับว่าคล้ายกับ เครื่องหมายบริการของจำเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานประกอบการของโจทก์อยู่ใกล้ชิดกับโรงแรม ที่ใช้เครื่องหมายบริการของจำเลย ย่อมเป็น พฤติการณ์ที่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดใน ความเป็นเจ้าของและแหล่งกำเนิดบริการได้ จึงนับ ได้ว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์ดังกล่าวคล้าย กับเครื่องหมายบริการ ORIENTAL“ที่มี ชื่อ เสียงแพร่หลายของจำเลยจนอาจทำให้สาธราณชน สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิด ของบริการได้ ตามมาตรา ๘ (๑๐) ฎีกาที่ ๘๐๓๔/๒๕๔๔ สาระสำคัญของ เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยอยู่ที่คำว่า “UNIOR” ส่วนอักษรตัวอื่นเป็นเพียงส่วนปลีกย่อย เครื่องหมายการค้าของจำเลยจึงคล้ายกับ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้ สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของ หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ตามมาตรา ๘ (๑๐) เมื่อโจทก์ใช้และจดทะเบียนเครื่อ่งหมายการค้ามา ก่อนจำเลย โจทก์ย่อมมีสิทิในเครื่องหมายการค้า ดีกว่าจำเลย


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 56 - ฎีกาที่ ๖๑๒๑/๒๕๔๔ โจทก์เป็นผู้คิด ประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าของโจทก์และใช้ เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าของโจทก์มาก่อน สินค้าของโจทก์อยู่ในรูปวัตถุดิบ ไม่ได้จำหน่ายให้ แก่ประชาชนทั่วไป แตกต่างจากสินค้าของจำเลย ที่เป็นสินค้าสำเร็จรูป ลูกค้าจึงเป็นคนละประเภท เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมาย การค้าของจำเลยมีรูปลักษณ์ของรูปสี่เหลยี่ มจำนวน รูปสี่เหลี่ยมรวมทั้งช่องว่างระหว่างรูปสี่เหลี่ยมที่มี การประดิษฐ์แตกต่างกัน ไม่ได้เรียกขานเหมือน หรือคล้ายกันตามพฤติการณ์ดังกล่าวสาธารณชน ย่อมสามารถสังเกตข้อแตกต่างได้ไม่ยาก ลูกค้าก็ เป็นกลุ่มคนคนละประเภท โจทก์ได้ใช้และจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ในต่างประเทศมา ก่อนจำเลย มิใช่กรณีที่เป็นการลอกเลียน เครื่องหมายการค้าของจำเลย แม้จะมีรูปสี่เหลี่ยม เป็นส่วนประกอบสำคัญก็ตาม เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ไม่เหมือนหรอคล้ายกับเคร ืองื่หมายการค้า ของจำเลยที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้ สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของ หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ตามมาตรา ๘ (๑๐) ฎีกาที่ ๔๗๔๗/๒๕๔๙ โจทก์ที่ ๑ เป็น เจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า “PELE” ซึ่งเป็น สมญาของโจทก์ที่ ๒ เครื่องหมายการค้าดังกล่าว มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและนิยมแพร่หลายของ สาธารณชน จำเลยนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ประกอบรูปการประดิษฐ์ไปจดทะเบียนเพื่อใช้กับ สินค้าของจำเลย จึงทำให้เครื่องหมายการค้าของ จำเลยเหมือน หรือคล้ายกับของโจทก์จนอาจทำให้ สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือ แหล่งกำเนิดของสินค้า เครื่องหมายการค้าคำว่า “PELE” แม้จะมิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในประเทศไทย แต่ก็เป็นเครื่องหมายการค้าที่มี ชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปในความหมายของ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๘ (๑๐) ฎีกาที่ ๕๓๒๔/๒๕๔๙ เครื่องหมาย การค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปต้องเข้าหลัก เกณฑ์ ๒ ข้อ แต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ได้ มีปริมาณการจำหน่ายจำนวนมาก หรอืมีการใช้หรอื โฆษณาเป็นที่แพร่หลายจนทำให้สาธารณชนทั่วไป หรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย รู้จักเป็นอย่างดีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการมีชื่อ เสียงแพร่หลายทั่วไปตามข้อ ๒ ของประกาศ กระทรวงพาณิชย์ฉบับดังกล่าว การจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าคำว่า “Carpro” ของจำเลยที่ ๑ แม้จะมีเสียงเรียกขานเป็นภาษาไทยเหมือนกับ ของโจทก์ ก็ไม่ขัดต่อมาตรา ๘ (๑๐) ฎีกาที่ ๔๙๗๕/๒๕๕๑ การพิจารณา ความหมายของคำว่ามีชื่อสียงแพร่หลายจึงต้อง พิจารณาจากประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ดังกล่าวเป็นสำคัญ เห็นว่า สินค้าที่ใช้ เครื่องหมายการค้า “CANIA” ของโจทก์มีใช้ใน อาคารสำนักงานต่างๆ น้อยมากเมื่อเทยบกับอาคาร ี สำนักงานใหญ่ที่มีอยู่โดยทั่วไป ส่วนคู่มือผู้ซื้อของ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งมี เครื่องหมายการค้าของโจทก์ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง ว่า เอกสารดังกล่าวเป็นที่แพร่หลายแก่บุคลทั่วไป ในส่วนของผู้ค้าเครื่องไฟฟ้า พยานหลักฐานที่โจทก์ นำสืบมาทัง้หมดไมพ่ อฟังว่าเครื่องหมายการค้าของ โจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลาย ทั่วไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดใน ขณะที่มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม คำขอเลขที่ ๔๖๖๗๙๐ ทะเบียนเลขที่ ค๑๕๘๐๕๕


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 57 - เมื่อฟังไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้าโจทก์ได้ใช้จน มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมาย ตามมาตรา ๘ (๑๐) กรณีจึงไม่จำเป็น ต้องวินิจฉัยว่าเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค๑๕๘๐๕๕ คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็น เจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ ฎีกาที่ ๔๕๙๒/๒๕๕๒ เครองื่หมายการค้า ตามคำขอ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นรูป หน้าการ์ตูนหมี รูปหน้าการ์ตูนแมว รูปหน้าการ์ตูน นกเต็มตัว และรูปหน้าการ์ตูน การ์ตูนทั้งสี่ไม่ได้มี ตัวใดตัวหนึ่งมีลักษณะเด่นกว่าตัวอื่นๆ ถือว่ารูป การ์ตูนทั้งสี่เป็นส่วนประกอบสำคัญของ เครื่องหมายการค้า ส่วนเครื่องหมายการค้าแบบ หนึ่งของโจทก์ ยังประกอบด้วยภาคส่วนที่ เป็นรูปหน้าการ์ตูนแมวและภาคส่วนที่เป็นอักษร โรมัน คำว่า “HELLO KITTY” วางอยู่ด้านล่าง เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงประกอบด้วยรูป หน้าการ์ตูนแมวและอักษรโรมันเป็นส่วนประกอบ สำคัญ รูปลักษณะที่ปรากฏเครื่องหมาย การค้าทั้ง สองฝ่ายจึงมีความแตกต่างกันในสว่นประกอบสำคัญ ด้านเสียงเรียกขานเครื่องหมาย การค้าตามคำขอ อาจเรียกขานได้ว่า ตราการ์ตูน หรือตราการ์ตูน สัตว์ ๔ ตัว ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เนื่องจากมีอักษรโรมัน คำว่า “HELLO KITTY” ประกอบอยู่ด้วย จึงอาจเรียกขานได้ว่า ตราการ์ตูน แมวฮัลโล คิตตี้หรือฮัลโล คิตตี้ เครื่องหมายการค้า ทั้งสองจึงมีเสียงเรียกขานแตกต่างกันและใช้กับ สินค้าคนละรายการไม่เกี่ยวเนื่องกัน จึงไม่เป็น เครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับ เครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้ สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของ หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่มีลักษณะต้องห้าม มิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา ๘ (๑๐) ฎีกาที่ ๑๑๖๐๘/๒๕๕๔ เครื่องหมาย การค้าของ ส. ผู้จดทะเบียน ภาคส่วนหนึ่งเป็น อักษรโรมัน คำว่า “gas” เช่นเดียวกับคำว่า “GAS” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการค้าและเครี่อง หมายบริการของโจทก์ ลักษณะการเขียนและการ ประดิษฐ์คำถือว่าแตกต่างกัน เครื่องหมายการค้า ของ ส. มีคำว่า “& co” ประกอบเป็นอีกส่วนหนึ่ง มิใช่เพียงคำว่า “gas” คำเดียวโดดๆ ส่วน เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของ โจทก์มีคำว่า “GAS” เพียงคำเดียว พิจารณาถึง เสียงเรียกขาน เครื่องหมายการค้าของ ส. อาจเรียก ขานได้ว่า “แก็ส แอนด์ โค” ในขณะที่ เครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของ โจทก์เรียกขานได้เพียงพยางค์เดียวว่า “แก็ส” ลักษณะโดยรวมของเครื่องหมายการค้าและ เครื่องหมายบริการของโจทก์ และของ ส. จึงแตก ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น จึงไม่มีโอกาสที่ สาธารณชนจะสับสนหรือหลงผิดในความเป็น เจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าว่า สินค้าของ ส. เป็นของโจทก์หรือมีความเกี่ยวข้อง กัน ตามมาตรา ๘ (๑๐) ฎีกาที่ ๑๐๙๒๗/๒๕๕๔ เครื่องหมาย การค้าของโจทก์เป็นรูปลักษณะคล้ายกับรอยเท้า ของสัตว์ ไม่มีเครื่องหมายตัวอักษรหรือภาพอื่นใด ประกอบอยดู่ว้ย สว่นเครองื่หมาย การค้าของจำเลย ร่วมมีลักษณะเป็นรูปคล้ายรอยเท้าของสัตว์เช่นกัน แต่มีตัวอักษรโรมัน D ประกอบทั้งด้านล่างก็ยังมี อักษรโรมันคำว่า “DOC KARE” อยู่ด้วย เครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมแม้จะมีรูป ประดิษฐ์ลักษณะคล้ายกับรอยเท้าสัตว์คล้ายๆ กับ ของโจทก์แต่ก็ใช้พื้นสีขาวซึ่งตรงข้ามกับโจทก์ที่ใช้


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 58 - สีดำ ทั้งยังมีการใช้อักษรโรมันประดิษฐ์ตัว D และ มีอักษรโรมันคำว่า “DOC KARE” ประกอบอยู่ ทำให้เครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วมมีลักษณะ การประดิษฐ์แตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของ โจทก์อย่างชัดเจน เสียงเรยกขานเครีองื่หมายการค้า ของโจทก์อาจเรียกขานได้ว่าตรารอยเท้า ส่วนของ จำเลยร่วมเรียกว่า ตราด๊อกแคร์ ซึ่งแตกต่างกัน ดัง นั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของจำเลยร่วม จึงไม่มีลักษณะคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชน สับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่ง กำเนิดของสินค้า ไม่ต้องด้วยมาตรา ๘ (๑๐) กรณี ย่อมฟังไม่ได้เช่นกันว่าจำเลยร่วมได้ลอกเลียน เครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้เป็นเครื่องหมาย การค้าของตนอันจะถือว่าจำเลยร่วมใช้สิทธิโดยไม่ สุจริต ฎีกาที่ ๕๘๒๒/๒๕๕๔ เครองื่หมายการค้า รูปจระเข้ประดิษฐ์ของจำเลยท ๑ ี่ ประกอบกับอักษร โรมันคำว่า “ALLIGATOR” หรือ “Monitor” กับ เครื่องหมายการค้าจระเข้ประดิษฐ์ของโจทก์ ประกอบอักษรโรมันคำว่า “LACOSTE” เห็นได้ว่า รูปร่างของจระเข้ประดิษฐ์ของจำเลยที่ ๑ แตกต่าง กับของโจทก์ในส่วนสำคัญหลายประการ จำเลยที่ ๑ ใช้ตัวอักษรโรมันคำว่า “ALLIGATOR” ตัวพิมพ์ ใหญ่ บางเครื่องหมายการค้าพิมพ์อักษรโรมันคำว่า “Monitor” อยู่ด้านบนของจระเข้ แม้อักษรโรมัน คำว่า “ALLIGATOR” จะแปลว่าจระเข้เหมือนกับ รูปจระเข้ แต่ก็แตกต่างจากอักษรโรมันคำว่า “LACOSTE” เป็นอักษรประดิษฐ์รูปจระเข้ การใช้ อักษรโรมันจึงแตกต่างกันอย่างชัดเจนโดยไม่อาจ ถือได้ว่าการใช้คำว่า “ALLIGATOR” ของจำเลยที่ ๑ เป็นการใช้โดยมีลักษณะให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่า เป็นเครื่องหมาย การค้าตราจระเข้ของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ กับของโจทก์จึง ไม่มีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้ สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้า ของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ไม่ต้องด้วย มาตรา ๘ (๑๐) ฎีกาที่ ๕๔๕๑/๒๕๕๔ เครองื่หมายการค้า ของผู้ขอจดทะเบียน ภาคส่วนอัการโรมันคำพยางค์ แรกเป็นคำว่า “Mac” เช่นเดียวกับภาคส่วนอักษร โรมันคำว่า “Mac” และมีอักษรโรมันตัว M และ c เช่นเดียวกับคำว่า “Mc” ในเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์ คำดังกล่าวเป็น คำที่มีความหมายใช้กันโดยทั่วไป มิใช่คำประดิษฐ์ เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดะเบียนยังประกอบ ด้วยรูปประดิษฐ์นกอินทรีย์ปรากฏต่างจาก เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีภาพหรือรูป ประดิษฐ์ของสัตว์ใดๆ เป็นสัญลักษณ์ แม้โจทก์ใช้ เครื่องหมายการค้าของตนมายาวนานและแพร่ หลายเพียงใดก็ตาม เมื่อเครื่องหมายการค้าของ ผู้ขอจดทะเบยนไ ีม่เหมือนหรอคล้ายกับเคร ืองื่หมาย การค้าของโจทก์ซึ่งจดทะเบียนไว้ก่อนแล้วจนทำให้ สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือ แหล่งกำเนิดสินค้า จึงไม่ต้องห้ามจดทะเบียนตาม มาตรา ๘ (๑๐) และมาตรา ๑๓ ฎีกาที่ ๗๒๐๒/๒๕๕๔ การพิจารณา เปรียบเทียบว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองคล้ายกัน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิด ต้อง พิจารณาดูภาพรวมทุกส่วนของเครื่องหมายการค้า ทั้งสำเนียง เสียงเรียกขาน เครื่องหมายการค้า รายการสินค้าที่ขอจดทะเบียนหรือที่ได้จดทะเบียน ไว้แล้ว สา ธ า ร ณ ช น ก ลุ ่มผู้ซื้อสินค้าใช้ เครื่องหมายการค้า และความสุจริตในการขอจด ทะเบียนด้วย เครื่องหม ายการค้าคำว่า เ มื่ อ เ ป รียบเทีย บ กั บ เครื่องหมายการค้าคำว่า เห็นได้ว่า


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 59 - เครื่องหมายการค้าคำว่า ของจำเลย ประกอบด้วยอักษรโรมันที่เหมือนกับตัวอักษร ๕ ตัวแรกของเครื่องหมายการค้าของโจทก์ นับว่ามี ความคล้ายกันระดับหนึ่ง แต่ก็มีความแตกต่างกัน หลายประการ บุคคลในกลุ่มผู้ใช้สินค้าชิ้นส่วน อะไหล่และอุปกรณ์ของรถยนต์โดยตรง ย่อม สามารถแยกแยะความแตกต่างได้ว่าสินค้าชิ้นส่วน อะไหล่และอุปกรณ์ของรถจักรยานยนตต์ามรายการ สินค้าดังกล่าวที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า ของจำเลยไม่ใช่สินค้าที่มีเจ้าของ หรือหรือมีแหล่งกำเนิดเดียวกับสินค้ารถยนต์หรือ สินค้าชิ้นส่วนอะไหล่และอุปกรณ์ของรถยนต์ที่ใช้ เครื่องหมายการค้าคำว่า ซึ่งเป็น สินค้าที่มีราคาสูงกว่าราคาสินค้าจักรยานยนต์และ อะไหล่มาก ไม่อาจรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้า คำว่า ของจำเลยคล้ายกับ เครองื่หมายการค้าคำว่า ของโจทก์ จนอาจทำใหส้าธารณชนสับสนหรอืหลงผดิในความ เป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งหรือแหล่งกำเนิด ของสินค้าอันจะเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มี ลักษณะอันพึงได้รับการจดทะเบียนตามมาตรา ๖ (๓) ประกอบมาตรา ๑๓ และมาตรา ๖ (๒) ประกอบ มาตรา ๘ (๑๐) ฎีกาที่ ๔๔๙๒-๔๔๙๓/๒๕๕๕ การที่ นำข้อความว่า “INTEL INTEGRATION CO.,LTD.” มาใช้ประกอบเครองื่หมายการค้าของบริษัทอินเทล อินทิเกรชั่น จำกัด ด้วยในลักษณะที่ใช้คำว่า “INTEL” นำหน้าเป็นคำแรกตามด้วยคำอื่นและ รูปประดิษฐ์อันเป็นลักษณะการจัดวางคำใน เครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนไว้ แล้วโดยที่เครื่องหมายของโจทก์ใช้คำว่า “INTEL” หรือประกอบด้วยคำว่า “INTEL” เป็น เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป หากสาธารณชนผู้บริโภคได้เห็นสินค้าที่ใช้ เครองื่หมายการค้า ... ซงึ่มีคำว่า “INTEL INTEGRATION CO.,LTD” ประกอบอยู่ด้วย อาจ จะสับสนหรือหลงผิดเข้าใจไปว่าเป็นเครื่องหมาย การค้าของบริษัทอินเทล อินทิเกรชั่น จำกัด ที่ขอ จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งเป็นเครื่องหมาย การค้าที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปจนอาจทำให้ สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของ หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น สินค้าต่างรายการกับที่โจทก์จดทะเบียนไว้หรือไม่ สาธารณชนก็อาจคิดเชอื่มโยงถึงเครองื่หมายการค้า ของโจทก์และอาจสับสนหลงผิดได้ว่าสินค้าภายใต้ เครื่องหมายการค้า เกี่ยวข้องกับโจทก์ จึงเ ป ็นเครื่อ ง หม ายการค้าที่ค ล ้ า ย กั บ เครองื่หมายการค้าของโจทก์ซงึ่มีชอเื่ สียงแพร่หลาย ทั่วไป จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดใน ความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าต้อง ห้ามมิให้รับจดทะเบียนตามมาตรา ๘ (๑๐) และ เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะอันไม่พึงรับจด ทะเบียนตามมาตรา ๖ (๒)


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 60 - (๑๑) เครื่องหมายที่คล้ายกับ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๑๒) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่า ด้วยการนั้น (๑๓) เครื่องหมายอื่นที่รัฐมนตรีประกาศก�ำหนด มาตรา ๘ (๑๓)ดููประกาศกระทรวงพาณิิชย์์ ( http://www.ipthailand.go.th/images/781/ moc_1001.pdf ) มาตรา ๙ การขอจดทะเบียนเครื่อง หมายการค้านั้นจะขอจดทะเบียน ส�ำหรับสินค้าเฉพาะอย่างในจ�ำพวกเดียวกันหรือต่างจ�ำพวกกันก็ได้ แต่ต้อง ระบุรายการสินค้าที่ประสงค์จะได้รับความคุ้มครองแต่ละอย่างโดยชัดแจ้ง (๑) มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่ม เติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ความเดมิของพระราชบัญญัติฯ เครองื่หมาย การค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๙ การขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้านั้น จะขอจดสำหรับสินค้าทั้ง จำพวกตามรายการจำพวกสินค้าติดท้ายพระราช บัญญัตหิรอืจะขอจดสำหรับสินค้าเฉพาะอย่างก็ได้” (๒) มาตรา ๙ วรรรคหนึ่งตามกฎหมาย เดิมนี้ค�ำพิพากษาฎีกาที่เคยวินิจฉัยเป็นแนวทาง ไว้ดังนี้ ฎีกาที่ ๖๔๙/๒๔๙๕ จดทะเบียนตรา เครื่องหมายการค้าไว้เฉพาะอย่าง สำหรับสินค้า สุรายาเท่านั้น มิได้ขอจดสินค้าทั้งจำพวกย่อมไม่ ครอบครองไปถึงเครื่องหมายอย่างเดียวกันนั้น ซึ่ง ผู้อื่นใช้กับสินค้ายารักษาโรคมนุษย์ แม้จะอยู่ใน รายการจำพวกเดียวกัน จึงไม่มีสิทธิขอห้ามเขามิ ให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้า ยารักษาโรคได้


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 61 - วรรคสอง (ยกเลิก) (๑) มาตรา ๙ วรรคสอง ยกเลิกโดย พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมาย การค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “คำขอจดทะเบียนฉบับหนึ่ง จะขอจด ทะเบียนสำหรับสินค้าต่างจำพวกกันมิได้” (๒) มาตรา ๙ วรรคสองตามกฎหมาย เดิม มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เคยวินิจฉัยเป็นแนวทาง ไว้ดังนี้ การก�ำหนดจ�ำพวกสินค้า ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศก�ำหนด มาตรา ๙ วรรคสาม ดููประกาศกระทรวงพาณิิชย์์ ( http://www.ipthailand.go.th/ images/781/Notification_classification270256.pdf ) มาตรา ๑๐ เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้นั้นผู้ขอจด ทะเบียนเพื่อเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นหรือตัวแทนต้องมีส�ำนักงาน หรือสถานที่ที่นายทะเบียนสามารถติดต่อได้ตั้งอยู่ในประเทศไทย (๑) มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่ม เติมโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ความเดิมของพระราช บัญญัติฯ ๒๔๗๔ “มาตรา ๑๐ ท่านห้ามมิให้รับคำขอจด ทะเบียนไว้พิจารณา เว้นแต่เจ้าของเครื่องหมาย หรือตัวแทน มีสำนักงานการค้าตั้งอยู่เป็นที่ใน ประเทศสยามหรือมีสถานที่ส่งบัตร หมายถึง ใน ประเทศสยาม” (๒) มาตรา ๑๐ มีคำพิพากษาฎีกา ตามพระราชบัญญัติเครองื่หมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ที่เกี่ยวข้องดังตัวอย่างต่อไปน ี้ ค�ำพิพากษาฎีกาที่ ๗๑๒/๒๕๐๐ ผู้ใด จดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกหนึ่งตามรายการ ท้าย พระราชบัญญัติแล้วถือว่าคุ้มครองไปทั่วทุก จำพวกไม่ได้ถ้ามีผู้ขอจดทะเบียนอันมีลักษณะ คล้ายคลึงกันบ้างในสินค้าจำพวกอื่นไว้ก่อนแล้ว จะมาขอให้ศาลสั่งว่าตนมีสิทธิดีกว่าในการที่จะขอ จดทะเบยนเครีองื่หมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวก หลังไม่ได้ ฎีกาที่ ๓๖๖/๒๕๐๐ ผู้ขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้า ต้องเป็นเจ้าของเครื่องหมาย แต่ไม่ต้องทำสินค้าเองก็ได้ ถ้าผู้ที่ขอจดทะเบียน เป็นแต่ผู้จำหน่ายสินค้า ไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมาย การค้า และขอจดทะเบียนโดยไม่ได้รับมอบฉันทะ จากเจ้าของผู้ผลิตสินค้านั้น แม้จะได้จดทะเบียน แล้วก็ไม่ให้สิทธิที่จะฟ้องผู้อื่นที่สั่งสินค้านั้นเข้ามา จำหน่าย


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 62 - มาตรา ๑๑ การขอจดทะเบีียนเครื่่องหมายการค้้าให้้เป็็นไปตาม หลักเกณฑ์ และวิธีการที่ก�ำหนดในกฎกระทรวง (๑) มาตรา ๑๑ วรรคหนึ่่ง แก้้ไขเพิ่่�มเติิมโดยพระราชบััญญััติิเครื่่�องหมายการค้้า พ.ศ.๒๕๓๔ ความเดิมของพระราชบัญญัติฯ ๒๔๗๔ “มาตรา ๗ การขอจดทะเบียนต้องปฏิบัติตามวิธีอันบัญญัติไว้ในกฎเสนาบดี และต้องส่งแบบ เครื่องหมายการค้าที่จะจดทะเบียนนั้นเองมาด้วย” (๒) ดููกฎกระทรวง ( https://www.krisdika.go.th/librarian/get?sysid=606100&ext=htm ) ในกรณีที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีแห่งอนุสัญญาหรือความตกลง ระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้า หากค�ำขอจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นไปตามที่ก�ำหนดในอนุสัญญาหรือความตกลง ระหว่างประเทศดังกล่าว ให้ถือว่าค�ำขอดังกล่าวเป็นค�ำขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าตามพระราช บัญญัตินี้ มาตรา ๑๑ วรรคสอง เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๑๒ ในการพิจารณาค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้ นายทะเบียนมีอ�ำนาจดังต่อไปนี้ (๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกผู้ขอจดทะเบียนมาให้ถ้อยค�ำ หรือ ท�ำค�ำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือให้ส่งเอกสาร หรือหลักฐานใดเกี่ยวกับการขอ จดทะเบียน เพื่อตรวจสอบ หรือเพื่อประกอบการพิจารณาได้ (๒) สั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนแปลเอกสาร หรือหลักฐานต่าง ๆ เกี่ยว กับการขอจดทะเบียนที่เป็นภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยให้เสร็จ และส่ง ภายในก�ำหนดเวลาที่เห็นสมควร


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 63 - มาตรา ๑๓ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๗ ห้ามนายทะเบียนรับจดทะเบียน ในกรณีที่เห็นว่าเครื่องหมายการค้าที่ขอจดทะเบียนนั้น (๑) มาตรา ๑๓ วรรคหนึ่งแก้ไขเพิ่ม เติมโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับ ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมพระราชบัญญัติเครื่อง หมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๑๓ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๗ ในกรณีที่เครื่อง หมายการค้าที่ขอจดทะเบียนนั้น นายทะเบียนเห็นว่า (๑) เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนกับ เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียน ไว้แล้ว หรือ (๒) เป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับ เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้ จดทะเบียน ไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิด ในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของ สินค้า” (๒) มาตรา ๑๓ วรรคสอง ถูกยกเลิก โดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมพระราชบัญญัติเครื่องหมาย การค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “ถ้าเป็นการขอจดทะเบยนเครีองื่หมาย การค้าสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน หรอืต่างจำพวก กันที่นายทะเบียนเห็นว่ามีลักษณะอย่างเดียวกัน ห้ามมิให้นายทะเบียนรับจดทะเบียน” ความเดิม ของพระราชบัญญัติเครองื่หมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๑๖ ถ้านายทะเบียนเห็นว่า เครื่องหมายการค้ารายใดมีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา ๕ หรือเหมือนกันกับเครื่องหมายการค้าที่ เจ้าของอื่นได้นำมาจดทะเบียนไว้แล้ว เพื่อสินค้า จำพวกเดียวกัน หรอเื ป็นเครองื่หมายการค้าทคล้าย ี่ กับเครื่องหมายเช่นที่ว่านี้จนถึงนับได้ว่าเป็นการ ลวงสาธารณชน หรือถ้านายทะเบียนเห็นว่าการ มิได้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ห้ามมิให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนและให้นาย ทะเบียนมีหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่รับจดทะเบียนนั้นไป ให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบ ภายในเก้าสิบวันนับแตว่ ันทไี่ด้รับหนังสือ แจ้งเหตุที่ไม่รับจดทะเบียนผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิ อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตาม มาตรา ๑๙ ทวิ โดยยื่นต่อนายทะเบียน” (๓) เชิญบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริง ค�ำอธิบาย ค�ำแนะน�ำ หรือความเห็น หากผู้ขอจดทะเบียนไม่ปฏิบัติตามค�ำสั่งของนายทะเบียนตาม (๑) หรือ (๒) โดยไม่มีเหตุอันสมควรให้ถือว่าละทิ้งค�ำขอจดทะเบียน


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 64 - (๑) เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของ บุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ไม่ว่าจะใช้กับสินค้าจ�ำพวกเดียวกันหรือ ต่างจ�ำพวกกันที่นายทะเบียนเห็นว่ามีลักษณะอย่างเดียวกัน หรือ มาตรา ๑๓ (๑) มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เคยวินิจฉัยเป็นแนวทางไว้ดังนี้ ฎีกาที่ ๑๗๙๓/๒๕๔๙ เครื่องหมายการ ค้าที่จทก์ขอจดทะเบียนเป็นอักษรโรมันเขียนว่า “HIGHER” ส่วนเครื่องหมาย การค้าของบุคคลอื่น ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเป็นภาษาไทยและอักษร โรมันว่า “ไฮเออร์ HI-ER” มีความแตกต่างอยู่ที่ เครื่องหมายที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วมีทั้งภาษาไทย และอักษรโรมัน แม้การเรียกขานจะมีส่วนที่เหมือน กันแต่การเรียกขานย่อมขึ้นอยู่กับสินค้าว่าแต่ละ คนจะเรยกขานีสินค้าอย่างไร สินค้าโจทก์และจำเลย แม้จะจำพวกเดียวกัน แต่เป็นคนละประเภทเมื่อ พิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ เช่น การจัดจำหน่าย คุณภาพ และราคา สินค้าของโจทก์ซึ่งแตกต่างจาก สินค้าของจำเลย เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึง ไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๑๓(๑) ฎีกาที่ ๔๖๐๑/๒๕๕๒ เครองื่หมายการค้า ของโจทก์และของผู้คัดค้านต่างเป็นอักษรโรมัน คำ ว่า “MIYOTA” อ่านออกเสียงว่า “มิ-โย-ตา” หรือ “ไม-โย-ตา” หรือ “มิ-โย-ตะ” ได้เช่นเดียวกัน ถือว่า เครื่องหม ายการค้าของโจทก์เหมือนกับ เครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านทั้งรูปลักษณะและ เสียงเรียกขาน แม้โจทก์จะใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๙ รายการสินค้า แบตเตอรี่นาฬิกา ผู้ คัดค้านใช้กับสินค้าจำพวก ๑๔ รายการสินค้า นาฬิกา ฯ แตส่ ินค้าดังกล่าวมีความเกยี่วข้องสมพั ันธ์ กันมีความเป็นไปได้ที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะเป็น กลุ่มเดียวกัน โอกาสที่จะทำให้เกิดความสับสนหลง ผิดระหว่างเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของ ผู้คัดค้านในหมู่สาธารณชนย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย ตาม มาตรา ๑๓(๑) ฎีกาที่ ๑๑๙๔๐/๒๕๕๔ โจทก์ได้ขอจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า “ECOLEAN” สำหรับใช้กับสินค้าพลาสติกที่ยังไม่ผ่านกรรมวิธีมี ตัวอักษรบางตัวเหมือนตัวอักษรในเครื่องหมายการ ค้าคำว่า “ESCORENE” ของบุคคลอนทื่ ี่จดทะเบยนี ไว้แล้วกับใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๑ รายการสินค้าที่ ช่วยให้เกิดการกระจายตัวในพลาสติก สารเคมีที่ใช้ ผลิตพลาสติก เห็นได้ว่าสินค้าของแต่ละฝ่ายแตก ต่างกันอย่างชัดเจน ลูกค้าของโจทก์ส่วนใหญ่เป็น ผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมผลิตอาหารเหลว ระหว่างประเทศ เป็นผูมี้ความร้คูวามเข้าใจในสินค้า ของโจทก์ที่มีคุณลักษณะเฉพาะแตกต่างจาก พลาสติกทั่วไปเป็นอย่างดี เห็นได้ว่าสาธารณชนผู้ ใช้และซื้อสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า “ECOLEAN” ของโจทก์ย่อมเป็นคนละกลุ่มคนละ ความต้องการกับสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้า คำว่า “ESCORENE” ซึ่งเป็นสารที่ช่วยในการกระ จายตัวในพลาสติก สารเคมีที่ใช้ผลิตพลาสติก เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่คล้ายกับ เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียน ไว้แล้วสำหรับสินค้าในจำพวกเดียวกัน จนอาจทำให้ สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของ สินค้าหรือแหล่งกำเนิดสินค้า ย่อมไม่ต้องห้ามมิให้ รับจดทะเบียนตามมาตรา ๑๓ (๑)


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 65 - (๒) เป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคล อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจท�ำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดใน ความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่ง ก�ำเนิดของสินค้า ไม่ว่าจะใช้กับสินค้า จ�ำพวกเดียวกันหรือต่างจ�ำพวกกันที่นายทะเบียนเห็นว่ามีลักษณะอย่าง เดียวกัน มาตรา ๑๓ (๒) มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เคยวินิจฉัยเป็นแนวทางไว้ดังนี้ ฎีกาที่ ๑๖๐๗/๒๕๐๙ โจทก์จำเลยต่าง ได้ใช้เครองื่หมายการค้า อ่านแล้วมีสำเนยงคล้ายคลึง ี กัน คือ HI-PEX และ HYPEX กับสินค้าของตนซึ่ง เป็นคนละชนิด โจทก์ใช้กับสินค้าจำพวกยาและเครองื่ หอม จำเลยใช้กับสินค้าจำพวกเครองรับ ื่วิทยุโทรทัศน์ เครื่องเล่นจานเสียง บันทึกเสียง โจทก์จำเลยใช้กัน มาโดยสจุริตและนานมาแล้วจำเลยมิได้ลอกหรอเลืยนี เครื่องหมายการค้าของโจทก์ เป็นเรื่องโจทก์จำเลย ต่างใช้เครองื่หมาย การค้าของตนโดยสจุริตเป็นเวลา ช้านาน ไม่ทำใหส้าธารณชนเข้าใจผดหิรอืหลงผดวิ ่า สินค้าจำเลยเป็นสินค้าโจทก์ หรือทำให้ความเป็น เจ้าของสับสน ตามมาตรา ๑๓ (๒) จำเลยจึงมีสิทธิ ขอจดทะเบียนได้ ฎีกาที่ ๑๓๘๗/๒๕๑๑ เครองื่หมายการค้า ที่ด้ายหลอดมุ่งหมายที่จะให้มีลักษณะบ่งเฉพาะที่ รูปสมอเหมือนดาวเก้าดวงล้อมสมอที่ทำเพิ่มขึ้น เลือนลางมาก ถ้าไม่สังเกตอาจไม่เห็นสิ่งที่เพิ่มขึ้น ดังกล่าวน ี้ ส่วนความแตกต่างกันของตัวสมอก็มีอยู่ เพียงเล็กน้อยในส่วนสำคัญดังกล่าวมาแล้ว เส้น เล็กๆ สองเส้นที่ปลายสมอ ถ้าไม่สังเกตอาจไม่เห็น เช่นเดียวกัน ส่วนเปลวไฟที่โคนด้ามสมอ ถ้าไม่ สังเกตก็อาจเห็นเป็นรูปกลมเช่นเดียวกับของโจทก์ ตัวเลขภายในวงกลมชั้นในที่ผิดกันเกือบมองไม่เห็น ตัวอักษรโรมันในวงกลมชั้นนอกแม้จะไม่เหมือนกัน เลยแตสำห ่ รับผู้ทอ่านภาษาโร ี่มันไม่ออกและได้เห็น ด้ายหลอด อาจสับสนกันได้ ยิ่งให้สีเหมือนกัน ก็ยิ่ง คล้ายคลึงกันมากขึน เ้ห็นได้ชัดว่าเครองื่หมายการค้า ตามด้ายหลอดคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของ โจทก์ตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๒๐๐/๒๕๑๕ โจทก์จดทะเบียน คำว่า “PENSTREP” ลงบนหีบห่อยาของโจทก์ จำเลยใช้คำว่า P-STREPTO ลงบนหีบห่อยาของ จำเลย กล่องยาของจำเลยระบุชื่อห้างหุ้นส่วนของ จำเลยไว้ชัดเจนยาของโจทก์จำเลยเป็นยาอันตราย บุคคลบางประเภทเท่านั้นที่จะใช้ยานี้ ไม่ใช่สินค้า ที่ประชาชนทั่วไปใช้สอย ไม่มีทางที่ผู้ใช้จะหลงผิด เข้าใจว่ายาของจำเลยเป็นยาของโจทก์ ตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๓๖๐/๒๕๑๖ โจทก์จดทะเบยนี คำว่า “GANTRISIN” ในสินค้าจำพวก ๓ เป็น ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับรักษาโรคมนุษย์ ได้ขายยาที่มี เครื่องหมายนี้มากว่า ๑๐ ปีแล้วจำเลยเพิ่งผลิตยา ใช้เครื่องหมายการค้าว่า “KANDICIN” ออก จำหน่ายได้ ๒ ปี การอ่านออกสำเนียงที่นำหน้าก็ดี พยางค์ที่ ๒ และที่ ๓ ก็ดี คล้ายกันและเหมือนกัน ของโจทก์อ่านออกเสียงได้ว่า “กันทริสซิน” หรือ “การตริซิน” ของจำเลยว่า “แคนดซิิน” หรอ “คาน ื ดิซิน” เป็นสำเนียงที่ใกล้เคียงคล้ายกันมาก เม็ดยา ขนาดและสีก็อย่างเดียวกัน ตัวอักษรที่พิมพ์ทับกัน บนเมด็ยาก็คล้ายกัน ต่างก็ใช้กับยาปฏิชีวนะเหมือน


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 66 - กัน ถือได้ว่าจำเลยได้ใช้ เครื่องหมายการค้าเลียน เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทำให้ประชาชนหลง ผิดในแหล่งกำเนิดของสินค้า ตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๘๒๒/๒๕๑๖ โจทก์ขอจด ทะเบียนคำว่า “TAVIPEC“ สำหรับสินค้าจำพวก ๓ จำพวกเดียวกับเครองื่หมายการค้าคำว่า “VIPEX“ ของจำเลยไว้ก่อน เป็นคำประดิษฐ์ซึ่งเป็นตัวอักษร โรมัน สองพยางค์ท้ายอ่านออกเสียงหรือเรียกขาน เหมือนกันว่า ไวเป๊ก เครื่องหมาย การค้าของโจทก์ มีคำว่า TA เพิ่มข้างหน้าอกีพยางค์หนึง แ่ตป่ระชาชน โดยทั่ว ๆ ไปก็มิไดพ้จิารณาตวหั นังสือ หากแต่อาศัย ฟังจากเสียงตามสำเนยงเรียกขานแีมจ้ะเปลยนแี่ ปลง ตัวอักษรตัวท้ายจาก X เป็น C สำเนียงที่อ่านก็ยัง อ่านอย่างเดียวกันการที่เพิ่มพยางค์อีกพยางค์หนึ่ง ก็ยังมีคำว่า “VIPEC“ อยู่ คำว่า “TAVIPEC“ อาจ ทำให้เกิดสับสนเข้าใจผิดได้ กล่องและคำอธิบาย สำหรับสินค้าจะแตกต่างกันอย่างไรไม่สำคัญ เมื่อ จำเลยเป็นผู้ประดิษฐ์คำว่า “VIPEX“ และจด ทะเบยนไ ีว้ก่อนโดยสจุริต โจทก์จะยนขอื่จดทะเบยนี อันมีถ้อยคำประดิษฐ์ที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน หรือคล้ายกันใช้สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน อัน อาจทำให้สาธารณชนหลงผิดหาได้ไม่ ตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๙๓๘/๒๕๑๗ โจทก์ใช้เครื่อง หมายการค้าคำว่า “HALLS” และได้จดทะเบียน ในจำพวกที่ ๓ สำหรับสินค้าลูกกวาดและขนมที่มี ยาผสมอยู่ จำเลยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนคำว่า “HALL” ในสินค้าจำพวก ๔๘ เครื่องสำอาง สังเกต ว่าเป็นชื่อเครื่องหมายการค้าอยู่ตรงที่มีอักษรโรมัน และสำเนียงที่เรียกขานทั้งของโจทก์และของจำเลย ก็อ่านว่า “ฮอลล์” อย่างเดียวกัน เครองื่หมายการค้า ของจำเลยจึงส่อให้เห็นถึงการฉวยโอกาสเลียนแบบ เครองื่หมายการค้าของโจทก์ เพื่อแสวงหาประโยชน์ จำหน่ายสินค้าของจำเลย อันอาจทำให้ประชาชน หลงผิดได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยคือ เครื่องหมายการค้าของโจทก์แม้จำเลยจะจด ทะเบียนในสินค้าต่างจำพวกกับสินค้าของโจทก์ ตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๙๒๖/๒๕๒๓ เครื่องหมาย การค้าของจำเลยมีตัวเล็ก ๆ ว่า “FULYIN“ อยู่บน อักษร CUPID ซึ่งเป็นอักษรตัวใหญ่เห็นชัดเจนมี ลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการ ค้า CUPID ของ โจทก์ อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าสินค้าของ จำเลยเป็นสินค้าของโจทก์แม้จำเลยจะยื่นคำขอจด ทะเบียนก่อนโจทก์แต่ก็ปรากฏว่าโจทก์ใช้ เครื่องหมายการค้า CUPID มาก่อนจำเลยทั้งใน ขณะที่จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนก็ยังไม่มีสินค้าที่ มีเครองื่หมายตามทขอี่จดทะเบยนนั ีนออก้จำหน่าย โจทก์จึงมีสิทธิดีกว่า ห้ามนายทะเบียนรับจด ทะเบียนตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๔๑๙/๒๕๒๔ เครื่องหมาย การค้าของโจทก์และจำเลยเป็นภาพหัวสิงห์โตอยู่ ในวงกลม แต่รูปวงกลมและส่วนประกอบอื่น ๆ ผิด กันมากใช้กับสินค้าต่างจำพวกกัน ไม่มีลักษณะ ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๒๔๐๕/๒๕๒๔ เครื่องหมายการ ค้าของโจทก์ใช้คำว่า “SONY“ ของจำเลยใช้คำว่า “SONIO“เห็นได้ว่าเพียงแต่สำเนียงเท่านั้นที่ใกล้เ คียงกัน ไม่อาจทำให้สาธารณชนหลงผิดได้ ตาม มาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๑๓๘/๒๕๒๙ เครื่องหมายการ ค้าของโจทก์ “HEADZEBRA“ ของจำเลยที่ ๑ “ZEBRABRAND” สาระสำคัญของเครื่องหมาย การค้าของโจทก์และจำเลยที่๑ คือรูปม้าลาย ประชาชนผู้ซื้อสินค้าอาจเรียกว่าตราม้าลายเมื่อใช้ กับสินค้าชนิดเดียวกันจะทำให้เกิดสับสนและ


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 67 - หลงผิดในแหล่งผลิตได้ นับได้ว่าเป็นการลวง สาธารณชนจำเลยที่๑จึงไม่มีสิทธิขอจดทะเบียน การค้าสำหรับสินค้าจำพวกที่ ๑๓ ที่โจทก์ได้จด ทะเบียนไว้แล้ว ตามมาตรา ๑๓ (๒) ฎีกาที่ ๑๘๖๑/๒๕๓๓ เครื่องหมายการ ค้าของโจทก์และของจำเลยสาระสำคัญและการ เรียกขานชื่ออย่างเดียวกันคือ ไก่ แม้จะมีข้อแตก ต่างกันอยู่บ้าง ก็เป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้น เครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกัน กับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าไว้ก่อนอันอาจทำให้สาธารณชน หลงผดวิ ่าสินค้าของโจทก์เป็นสินค้าที่ผลิตโดยจำเลย ห้ามนายทะเบียนรับจดทะเบียนตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๑๒๒/๒๕๓๔ โจทก์จำเลยต่าง ยื่นคำขอจดทะเบียนในสินค้าจำพวกที่ ๕ ซึ่งเป็น คำประดิษฐ์อักษรโรมันออกเสียงเหมือนกันว่านิโคล ของโจทก์เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ว่า “NICOLE“ ของ จำเลยเป็นตัวพิมพ์เล็กว่า nicole ถือได้ว่า เครื่องหมายการค้าทั้งสองมีลักษณะเหมือนหรือ คล้ายกันอันอาจทำให้ประชาชนหรือผู้ซื้อผิดหลง ได้ จำเลยได้ใช้เครื่องหมายการค้ามาก่อนได้จด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วกับสินค้าจำพวก ๓๘ รวมทั้งโฆษณาสินค้าดังกล่าวทางเอกสารสิ่งตี พิมพ์มาตลอดในขณะที่โจทก์มิได้กระทำเลย อีกทั้ง โจทก์อ้างว่าได้ลอกเลียนเครื่องหมายการ ค้าจาก นิตยสารญี่ปุ่น เครื่องหมายการค้าจึงมิใช่ เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ประดิษฐ์ขึ้นอันจะถือว่า โจทก์เป็นเจ้าของได้ จึงถือได้ว่าจำเลยเป็นเจ้าของ และมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าโจทก์ เมื่อ โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้าของ โจทก์อันอาจทำให้ประชาชนหรือผู้ซื้อหลงเข้าใจว่า สินค้าของโจทก์เป็นของจำเลย แม้จะเป็นสินค้าต่าง จำพวกกันก็ตาม ห้ามนายทะเบียนรับจดทะเบียน ตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๐๒/๒๕๓๖ เครองื่หมายการค้า ของโจทก์และจำเลยใช้ภาษาต่างประเทศที่มีสำเนยงี เรยกขานเี หมือนกันและใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน ผู้ซื้อย่อมถือคำเรียกขานและหลงผิดได้ว่าสินค้าทั้ง สองเครื่องหมายเป็นอย่างเดียวกัน ดังนี้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยมีลักษณะ เหมือนกัน สินค้าของจำเลยได้ผลิตและจำหน่ายยัง ประเทศต่าง ๆ เกือบทั่วโลกมาก่อนโจทก์ มีการ โฆษณาเผยแพร่ตลอดจนนำไปจดทะเบียนใน ประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ ในประเทศไทยย่อม รู้ว่าสินค้ารองเท้าของจำเลยภายใต้เครื่องหมาย การค้าพิพาทเป็นที่นิยมแพร่หลาย พฤติการณ์ส่อ ให้เห็นเจตนาของโจทก์ที่จะเลียนแบบเครื่องหมาย การค้าของจำเลยซึ่งใช้มาก่อนทำให้ประชาชนหลง เชื่อว่าสินค้าของโจทก์เป็นสินค้าของจำเลย ตาม มาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๓๓๔/๒๕๓๖ เครองื่หมายการค้า คำว่า “DUNLOPILLO” ของโจทก์และเครองื่หมาย การค้าคำว่า “DELIGHTPILLO” ของจำเลยเป็น อักษรโรมันด้วยกัน มีลักษณะลีลาการเขียนคล้าย กัน แต่เครื่อง หมายการค้าของโจทก์ประกอบด้วย อักษรโรมัน ๑๐ ตัว ในขณะที่เครื่องหมายการค้า ของจำเลย ประกอบด้วยอักษรโรมัน ๑๒ ตัว อยู่ ในกรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เครื่องหมายการค้าคำ ว่า “D” ของโจทก์ เป็นอักษรโรมันตัวเดียวอยู่ใน วงกลมซึ่งมีลูกศรช ี้ไปทางขวามือ ส่วนเครื่องหมาย การค้าคำว่า “D.R.” ของจำเลยเป็นอักษรโรมัน ๒ ตัว อยู่ในวงกลม หลังอักษรแต่ละตัวมีเครื่องหมาย จุด (.) รูปรอยประดิษฐ์อักษรตัวดีมีลักษณะลีลา การเขียนที่แตกต่างกันอย่างชัดแจ้ง เครื่องหมาย


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 68 - การค้าไม่เหมือนหรือคล้ายกันอันจะทำให้ สาธารณชนเข้าใจได้ว่า สินค้าของจำเลยเป็น สินค้าของโจทก์ ตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๙๓๑/๒๕๓๖ เครื่องหมาย การค้าของโจทก์ “STANLEY” อ่านว่าแสตนเลย์ ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลย “STANDUP” อ่านว่า “แสตนอัพ” ในการเลือกซื้อสินค้า สาธารณชนโดยทั่วไป ย่อมต้องมีและควรใช้ความ สังเกตเห็นข้อแตกต่างดังกล่าว ได้โดยไม่ยากนัก แม้ชื่อสินค้าประเภทนี้จะเป็นภาษาต่างประเทศ ปรากฏอยู่ก็ตาม เครื่องหมายการค้าของจำเลยไม่ เหมือนและไม่คล้ายกับเครองื่หมายการค้าของโจทก์ ตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๑๐๐/๒๕๓๗ อักษร “ELEVEn“ ของโจทก์ และ “BIGSEVEn“ ของจำเลย ลักษณะ การวางรูปแบบเครื่องหมายการค้าเหมือนกัน เมื่อ คำนึงว่าสาธารณชนจำนวนมากมิได้มีความรู้ภาษา อังกฤษหรือตัวอักษรโรมันดีพอที่จะแยกได้ว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยต่างกัน และโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้ามาก่อนจำเลย จนเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย การที่จำเลยประกอบกิจการค้าเช่นเดียวกับโจทก์ และใช้เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับของโจทก์เห็น ไดว้่าจำเลยเลยนแบบเครีองื่หมาย การค้าของโจทก์ อันอาจทำใหส้าธารณชนสับสนหรอืหลงผดวิ ่ากิจการ ค้าของจำเลยเป็นกิจการค้าของโจทก์ ต้องห้ามตา มาตรา ๑๓ (๒) ฎีกาที่ ๑๔๘๐/๒๕๓๗ เครื่องหมายการ ค้าอักษรโรมันคำว่า “CanonMattress” ในลักษณะ ที่มีลวดลายประดิษฐ์ของโจทก์กับเครื่องหมายการ ค้าอักษรโรมันคำว่า “Cannon-mattess“ เมื่อ เปรียบเทียบกันแล้วปรากฏว่าอักษรโรมันคำว่า“ Canon-mattess“ เหมือนกับอักษรโรมันคำว่า “CanonMattress“ ของโจทก์แทบทุกตัวอักษร เครื่องหมายการค้าคำว่า “Canon-mattess“ ของ จำเลยจึงเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับ เครองื่หมายการค้าของโจทก์จนถึงนับไดว้่าเป็นการ ลวงให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็น เจ้าของสินค้าได้ ตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๘๐๒/๒๕๓๘ เครื่องหมายการ ค้าของโจทก์เป็นรูปการ์ตูนเต็มทั้งตัวแต่งตัวเป็นพ่อ ครัว คำว่า “กุ๊ก“ และ “COOK“ อยู่กลางลำตัว เครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นรูปคนยิ้มสวม หมวกพ่อครัวครึ่งตัว มีคำว่า กุ๊กอินเตอร์ และ “INTERCOOK“ สลากปิดสินค้าปลากระป๋องรวม มิตรทะเลตรากุ๊กอินเตอร์ของจำเลยมีรูปคนครึ่งตัว ดังกล่าวพร้อมระบุชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิตและผู้จัด จำหน่ายไว้ด้วยทั้งสินค้าที่โจทก์ผลิตออกจำหน่าย ในท้องตลาดภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ก็ มีเพียงชนิดเดียวคือน้ำมันพืชเท่านั้นส่วนสินค้าของ จำเลยเป็นอาหารกระป๋องไม่มีน้ำมันพืชยังถือไม่ได้ ว่าจำเลยมีเจตนาจะทำให้สาธารณชนหลงผิดดังนี้ เครองื่หมายการค้าของโจทก์และจำเลยจึงไม่เหมือน หรอคล้ายกัน ืจนถึงนับไดว้่าเป็นการลวงสาธารณชน ให้สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่ง กำเนิดของสินค้า ตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๘๐๓/๒๕๓๘ เครื่องหมายการ ค้าของโจทก์มีคำว่า “กุ๊ก“ และ “COOK“ อยู่กลาง ลำตัวส่วนเครื่องหมายการค้าที่จำเลยยื่นขอจด ทะเบียนเป็นรูปคนอยู่ แม้จะแต่งตัวเป็นพ่อครัวแต่ ก็มีเพียงครึง่ตวัท่อนบน มีอักษรประดิษฐ์คำว่า “PR“ อยู่ที่หน้าอกลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้า ของจำเลยอยู่ที่รูปคนมิได้อยู่ที่คำว่า กุ๊กพีอาร์ ซึ่ง มีขนาดเล็ก ฉลากปิดสินค้าซอสปรุงรสตราพีอาร์ ของจำเลยก็ไม่มีคำว่า “กุ๊ก“ ปรากฎอยู่แต่มีรูปคน แต่งตัวเป็นพ่อครัวและระบุชื่อบริษัทจำเลยเป็น


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 69 - ผู้ผลิตพร้อมที่อยู่ใต้รูปคนดังกล่าวเห็นได้อย่างเด่น ชัดทั้งสินค้าที่โจทก์ผลิตออกจำหน่ายในท้องตลาด ภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ก็มีเพียงชนิด เดียวคือน้ำมันพืชเท่านั้นส่วนสินค้าของจำเลยเป็น ซอสซีอิ๊วเต้าเจี้ยวและน้ำปลาไม่มีน้ำมันพืชยังถือ ไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะทำให้สาธารณชนหลง ผิดดังนี้ เครื่องหมาย การค้าของจำเลยจึงไม่เหมือน หรือคล้ายกับเครื่อง หมายการค้าของโจทก์ที่จด ทะเบียนไว้ไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดใน ความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ตาม มาตรา ๑๓ (๒) ฎีกาที่ ๒๑๙๖/๒๕๓๘ สาระสำคัญของ เครื่องหมายการค้าทั้งสองฝ่ายเป็นรูปวัวกระทิง อย่างเดียวกันดังนี้ถือว่าเครื่องหมาย การค้าทั้งสอง มีลักษณะเหมือนหรอคล้ายกันอา ืจทำใหส้าธารณชน เกิดความสับสนหลงผิดในเครื่องหมายการค้าได้ ตามมาตรา ๑๓ (๒) เมื่อโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้า รูปวัวกระทิงประดิษฐ์มาก่อนจำเลยโจทก์จึงมีสิทธิ ในเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงประดิษฐ์ดีกว่า จำเลย ฎีกาที่ ๒๑๙๗/๒๕๓๘ เครื่องหมายการ ค้าของโจทก์ แม่หมีอุ้มลูกอักษรโรมันคำว่า “BEARBRAND” และอักษรไทยคำว่า “ตราหมี” ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ ลูกหมีขวด นมถ้วยอักษรโรมันคำว่า “SIMILAC” และอักษร ไทยคำว่า “ซิมิแลค” เครื่องหมายการค้าของทั้ง สองฝ่ายที่มีลักษณะเดียวกันมีเพียงรูปหมีลำพังแต่ รูปหมีทั่วๆ ไปโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะสงวนไว้ใช้สำหรับ เครื่องหมายการค้าของตนแต่ผู้เดียว ส่วนที่เรียก ทางการค้า จึงมีลักษณะไม่เหมือนหรือคล้ายกันกับ เครองื่หมายการค้าของโจทก์อันจะทำใหส้าธารณชน หลงเชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ตาม มาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๒๓๗๙/๒๕๓๘ สินค้าที่โจทก์ ผลิตออกจำหน่ายในท้องตลาดภายใต้เครื่องหมาย การค้าของโจทก์มีเพียงชนิดเดียวคือสินค้าน้ำมัน พืชและเน้นเครื่องหมายการค้าโดยใช้ตัวอักษรสี แดงสด ส่วนจำเลยแม้จะจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าในจำพวกที่ ๔๒ รายการสินค้าทั้งจำพวกซึ่ง รวมถึงสินค้าน้ำมันพืชด้วย จำเลยใช้เครื่องหมาย การค้าดังกล่าวกับอาหารสำเร็จรูปที่จำเลยผลิตขึ้น ใช้เครื่องหมายการค้าเป็นอักษรโรมันว่า “Madam Cook” และส่งออกไปขายยังต่างประเทศ มิได้ผลิต ขายในประเทศไทย อักษรโรมันคำว่า “Madam Cook” บนซองบรรจุอาหารสำเร็จรูปก็มีลักษณะ ตรงกับที่จำเลยจดทะเบียนไว้ มิได้จัดตัวอักษรหรือ ใช้สีสันหรือกระทำการใดอันเป็นการเน้นคำว่า “Cook” แต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยมิได้มีเจตนา ไม่สุจริตที่จะทำให้สาธารณชนหลงผิดหรือลวงขาย สินค้าของตนให้เข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์ เครื่องหมายการค้าของจำเลยมีลักษณะแตกต่าง กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์อย่างชัดเจน จึงไม่ เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมาย การค้าของโจทก์ ตามมาตรา ๑๓ (๒) ฎีกาที่ ๒๕๒๘/๒๕๓๘ เครื่องหมาย การค้าของโจทก์ก็ใช้กับสินค้าเครื่องสูบน้ำทั่วไป สว่นเครองื่หมายการค้าของจำเลยใช้กับสินค้าเครองื่ สูบน้ำสำหรับใช้ในการกสิกรรมเรอกืสวนไร่นาสินค้า ของโจทก์และของจำเลยจึงเป็นสินค้าที่มีลักษณะ อย่างเดียวกันถือไดว้่าเครองื่หมายการค้าของจำเลย เหมือนหรือเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนถึงนับ ได้ว่าเป็นการลวงสาธารณชนให้สับสนหรือหลงผิด ในความเป็นเจ้าของสินค้าแล้วตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๕๕/๒๕๓๙ เครองื่หมายการค้า คำว่า “ORAL - B“ ของโจทก์ กับ“ DENTAL - C“ ของจำเลยที่ ๒ มีความแตกต่างกันทั้งตัวอักษรและ


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 70 - การอ่านออกเสียงจุดเด่นที่ทั้งสองฝ่ายเน้นคืออักษร โรมันดังกล่าวผู้ซื้อแปรงสีฟันย่อมจะเรียกขานตาม ยี่ห้อ หรือหากเลือกสินค้าเองก็คงจะพิจารณาจาก ชื่อยี่ห้อที่ปรากฏมากกว่าจะไปดูรายละเอียดอักษร บนกล่อง แปรงสีฟันของโจทก์ติดตลาดแล้วย่อม เป็นที่รู้จักดีอีกทั้งยังมีราคาสูงกว่าแปรงสีฟันของ จำเลยท ๒ ี่ จำเลยยังได้โฆษณาแปรงสีฟัน “DENTAL - C“ ทางสื่อมวลทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ แสดง ว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะให้สาธารณชนหลง ผดหิรอลืวงขายเป็นสินค้า “ORAL - B“ ตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๔๐๐/๒๕๓๙ เครื่องหมาย การค้าของจำเลยเป็นรูปประดิษฐ์คล้ายกระทิง ๒ ตัวยืนซ้อนเหลื่อมกันอยู่โดยต่างหันหน้าไปทาง เดียวกันทางซ้ายมือและมีอักษรไทยคำว่ากระทิงคู่ อยู่ใต้รูปดังกล่าวส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ แบ่งออกได้ ๓ แบบ คือ แบบที่ ๑ กระทิงตัวเดียว หันหน้าไปทางขวามืออย่ในลักษณะกู้มหวังอขาหน้า ทำท่าขวิด แบบที่ ๒ เป็นกระทิง ๒ ตัวหันหน้า เข้าหากันโดยต่างอยู่ในลักษณะก้มหัวงอขาหน้า ทำท่าขวิดต่อสู้กัน และแบบที่ ๓ เป็นรูปกระทิงสี แดง ๒ ตัวหันหน้าเข้าหากันโดยต่างอยู่ในลักษณะ ก้มหวังอขาหน้าทำท่าขวดติ ่อสู้กันเช่นเดียวกับแบบ ที่ ๒ แต่มีวงกลมสีแดงล้อมรอบกลาง เครื่องหมาย การค้าของจำเลยและของโจทก์จึงแตกต่างกันอย่าง ชัดแจ้ง ไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ ตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๕๐๑/๒๕๔๒ เครื่องหมาย การค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของจำเลย ต่างใช้รูปหัวไก่เป็นส่วนสำคัญของเครื่องหมายการ ค้า ซึ่งมีส่วนคล้ายกันมาก โจทก์และจำเลยต่างใช้ เครื่องหมายการค้าของตนสำหรับสินค้าคนละ ประเภทกัน ผลิตออกจำหน่ายแก่สาธารณชนโดย สุจริตมาเป็นเวลานานหลายสิบปี จนสาธารณชน ทราบดีว่าสินค้าชนิดใดเป็นของโจทก์ ชนิดใดเป็น ของจำเลย มิได้ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลง ผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิด ของสินค้าแต่อย่างใด เครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงไม่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้ จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสน หรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่ง กำเนิดสินค้านั้น ไม่เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้นาย ทะเบียนรับจดทะเบียนตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๗๗๙/๒๕๔๓ เครื่องหมายการ ค้าของโจทก์และจำเลยทั้งสองมีลักษณะเหมือน หรือคล้ายกัน จำเลยทั้งสองมีเจตนาที่จะทำให้ เหมือนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ประกอบกับ หลอดกาวมีขนาด รูปร่าง และอยู่ในแผงบรรจุภัณฑ์ ลักษณะเช่นเดียวกัน ทั้งยังถูกใช้กับสินค้าประเภท เดียวกับสินค้าของโจทก์ ย่อมถือได้ว่าเครื่องหมาย การค้าที่ใช้กับสินค้าของจำเลยทั้งสองเลียนแบบ เครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อให้ประชาชนหลง เชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ต้องห้าม มิให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๓๓๔๔/๒๕๔๕ พฤติการณ์ของ จำเลยช ี้ให้เห็นว่า จำเลยจงใจลอกเลียนแบบ เครองื่หมายการค้าของโจทก์ แม้ราคาสินค้าจะแตก ต่างกันอย่างมาก ผู้ซื้ออาจหลงผิดไปว่าเป็นสินค้า ลดราคาของโจทก์ได้ นับได้ว่าเครื่อง หมายการค้า ของจำเลยคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จนอาจทำใหส้าธารณชนสับสนหรอืหลงผดิในความ เป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ต้องห้ามมิให้นายทะเบยนรับ ีจดทะเบยนีตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๑๗๙๔/๒๕๔๙ เครื่องหมาย การค้ารูปและคำว่า “ยาสตรีนิสิงเหจอมทอง” กับ


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 71 - เครองื่หมายการค้าคำว่า “ยาสตรีสิงเห” มีการเรยกี ขาน และรูปลักษณะทคล้ายกัน เ ี่ ป็นการจดทะเบยนี สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันจึงอาจทำให้ สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือ แหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ส่วนความแตกต่างอื่น หาใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่จะทำให้สาธารณชน สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเครองื่หมาย การค้าได้ ต้องห้ามตามมาตรา ๑๓ (๒) ฎีกาที่ ๓๒๐๔/๒๕๕๒ การที่มีบุคคล อื่นนำรูปลักษณะของสัตว์ตามธรรมชาติชนิด เดียวกันไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าจะมีลักษณะ เหมือนหรอคล้ายกัน ืจนอาจทำใหส้าธารณชนสับสน หรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิด ของสินค้าหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาว่า รูปจระเข้ ประดิษฐ์ดังกล่าวเป็นรูปลักษณะเฉพาะทไี่ดป้ระดิษฐ์ ขึ้นโดยการจินตนาการสร้างสรรค์เป็นพิเศษหรือไม่ บุคคลอื่นนั้นลอกเลียนรูปจระเข้ประดิษฐ์ดังกล่าว หรือไม่ รวมทั้งต้องพิจารณาส่วนประกอบอื่น ๆ ที่ เป็นองค์ประกอบของเครื่องหมาย การค้าด้วย เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นรูป จระเข้ประดิษฐ์ซึ่งมีลักษณะเสมือนจริง บาง เครื่องหมายประกอบด้วยอักษรโรมันคำว่า “LACOSTE” หรือ “CHEMISE LACOSTE” เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ มีความแตกต่าง จากรูปจระเข้ประดิษฐ์ของโจทก์อย่างเห็นได้ชัดจึง ไมถื่อเป็นการลอกเลยนรี ูปจระเข้ประดิษฐ์ของโจทก์ แต่อย่างใดส่วนเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้า ของโจทก์อาจเรียกขานว่า “ตรา-จระ-เข้” หรือ “ลา-คอสท์” ในขณะทเครี่องื่หมายการค้าของจำเลย ที่ ๑ อาจเรียกขานตามอักษรโรมันว่า “ริ-เว่อ” จะ เรียกว่า “ตรา-จระ-เข้” แต่โจทก์เองก็ไม่มีสิทธิที่ จะหวงกันไม่ให้บุคคลอื่นใช้เสียงเรียกขายว่า “ตราจระ-เข้” แตผู่ ้เดียวจึงถือไม่ไดว้่าเครองื่หมายการค้า ของจำเลยที่ ๑ เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมาย การค้าของโจทก์ จนอาจทำให้สาธารณชนสับสน หรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิด ของสินค้า แม้จะใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน ก็ไม่ เป็นการต้องห้ามที่จะรับจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๑๓ (๒) ฎีกาที่ ๖๑๒๑/๒๕๔๔ โจทก์เป็นผู้คิด ประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าของโจทก์และใช้ เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าของโจทก์มาก่อน สินค้าของโจทก์อยู่ในรูปวัตถุดิบ ไม่ได้จำหน่ายให้ แก่ประชาชนทั่วไปแตกต่างจากสินค้าของจำเลยที่ เป็นสินค้าสำเร็จรูป ลูกค้าจึงเป็นคนละประเภท เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์และเครื่องหมาย การค้าของจำเลยมีรูปลักษณ์ของรูปสี่เหลยี่ม จำนวน รูปสี่เหลี่ยม รวมทั้งช่องว่างระหว่างรูปสี่เหลี่ยมที่มี การประดิษฐ์แตกต่างกัน ไม่ได้เรียกขานเหมือน หรือคล้ายกันตามพฤติการณ์ดังกล่าวสาธารณชน ย่อมสังเกตข้อแตกต่างกันได้ไม่ยาก ลูกค้าก็เป็นก ลุ่มคนละประเภท เครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่ เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลย ที่ได้ขจดทะเบียนไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชน สับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่ง กำเนิดของสินค้า ตามมาตรา ๑๓(๒) ฎีกาที่ ๙๔๕๑/๒๕๕๔ โจทก์ยื่นขอจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า “TOA” สำหรับ ใช้กับสินค้าจำพวกที่ ๙ คำขอของโจทก์กับ เครื่องหมายการค้าของบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ยื่นจดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกท ๙ ี่ มีสาระสำคัญสำหรับ ใช้ในการสังเกตและเรียกขานที่คำว่า “TOA” เหมือนกัน จึงอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลง


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 72 - ผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของ สินค้าตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ก็มีลักษณะ ที่เห็นได้เป็นทำนองเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่วนรายการ สินค้าที่ใช้จดทะเบียนของบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัดก็เป็นอุปกรณ์เกี่ยวกับไฟฟ้า เช่นกัน เป็นการขอจดทะเบยนี สำหรับสินค้าประเภท เดียวกันและเครื่องหมายการค้าคล้ายกันกับของ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้จด ทะเบียนไว้ก่อนแล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสน หรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้า หรือ แหล่งกำเนิดของสินค้าอันเข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ นายทะเบยนเครีองื่หมายการค้ารับจดทะเบยนีตาม มาตรา ๑๓(๒) แม้โจทก์มีชื่อและใช้ชื่อในทางการค้า คำว่า “โทอะ” ที่อาจเขียนเป็นอักษรโรมันว่า “TOA” ที่อ่านว่า “โท-อะ” ก็ตาม แต่เครื่องหมาย การค้าที่โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเมื่อปี ๒๕๐๕ มิใช่เครื่องหมายที่มีลักษณะเป็นคำอักษรโรมันตัว พิมพ์ใหญ่ว่า “TOA” ตามที่ขอจดทะเบียนในคำขอ จดทะเบียน แต่ใช้เครื่องหมายเป็นคำที่เขียนตัว เขยนใ ีหญ่และตวัเขยนเล็ก ค ี อ “Toa” ภายในกรอบ ื วงกลม ลักษณะการเขียนดังกล่าวย่อมจะอ่านได้ว่ “โท-อะ” อย่างเห็นได้ชัดเจน แตกต่างจากการ เขียนเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ว่า “TOA” ซึ่งน่าจะสื่อให้ คนทั่วไปอ่านได้ว่า “ที โอ เอ” มากกว่าที่จะอ่าน “โท-อะ” การที่โจทก์เปลี่ยนมาใช้คำว่า “TOA” เป็นตัวพิมพ์ใหญ่เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ในภายหลังไม่ปรากฏว่าโจทก์ใช้เครื่อง หมายใน ลักษณะเฉพาะ คำว่า “TOA” แต่มีการใช้ประกอบ รูปประดิษฐ์อื่น ส่วนการจดทะเบียนในต่างประเทศ ก็ไม่ปรากฏว่าทำให้คนในประเทศไทยได้สังเกตเห็น เครื่องหมายการค้าของโจทก์จนรู้จักและสามารถ แยกกับเครื่องหมายการค้าของบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด จนไม่มีโอกาสสับสนหรือ หลงผิดได้ มาตรา ๑๔ (ยกเลิก) มาตรา ๑๕ ถ้านายทะเบียนเห็นว่า (๑) ส่วนหนึ่งส่วนใดอันมิใช่สาระส�ำคัญของเครื่อง หมาย การค้าที่ขอจดทะเบียนรายใด ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม มาตรา ๖ หรือ (๒) การขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายใดไม่ชอบ ด้วย มาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ หรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก�ำหนดในกฎกระทรวงตามมาตรา ๑๑


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 73 - (๑) มาตรา ๑๔ ยกเลิกโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๑๔ ในกรณทีเครี่องื่หมายการค้า ที่ขอจดทะเบียนนั้นจะใช้สำหรับสินค้าจำพวก เดียวกัน หรือต่างจำพวกกันที่นายทะเบียนเห็นว่า มีลักษณะอย่างเดียวกันกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมาย การค้าอีกเครื่องหมายที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว หรือ ที่อยู่ในระหว่างการขอจดทะเบียนของเจ้าของ เดียวกัน ถ้านายทะเบียนเห็นว่าเครื่องหมายการค้า เหล่านั้นเหมือนกันหรือคล้ายกันจนถึงกับว่า ถ้า หากบุคคลอื่นจะเป็นผู้ใช้เครื่องหมายการค้าที่ขอ จดทะเบียนนั้นแล้ว ก็อาจจะเป็นการทำให้ สาธารณชนสับสน หรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของ ของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ให้นาย ทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เหล่านั้นเป็นเครื่องหมายชุดและมีหนังสือแจ้งคำ สั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบโดยไม่ชักช้า” ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่อง หมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๑๒ เครื่องหมายการค้าสอง หรือกว่าสองเครื่องหมายอันใช้สำหรับสินค้าชนิด เดียวกัน ถ้าคล้ายกันจนถึงกับว่านอกจาก ผู้ขอจะ ใช้เองแล้ว ก็เป็นการมุ่งหมายจะลงหรือทำให้เกิด สับสนกันฉะน ท่าน ี้ ว่าผู้ขอคนเดียวกันจะจดทะเบยนี เป็นเครื่องหมายชุดก็ได้” (๒)ดููประกาศกรมทรัพย์ั ์สิินทางปััญญา ( https://www.krisdika.go.th/librarian/ get?sysid=606100&ext=htm ) มาตรา ๑๕ วรรคสองแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราช บัญญัติเครื่องหมาย พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “ให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายนั้น แก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ ถูกต้องภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนั้น และมีหนังสือแจ้งคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบโดย ไม่ชักช้า” ให้นายทะเบียนมีค�ำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าราย นั้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับค�ำสั่งนั้น และมีหนังสือแจ้งค�ำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบโดยไม่ชักช้า


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 74 - มาตรา ๑๖ ถ้านายทะเบียนเห็นว่าเครื่องหมายการค้าที่ขอจด ทะเบียนรายใดทั้งเครื่องหมาย หรือส่วนหนึ่งส่วนใดอันเป็นสาระส�ำคัญของ เครื่องหมายการค้านั้น ไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา ๖ ให้นายทะเบียนมีค�ำสั่งไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายนั้น และมี หนังสือแจ้งค�ำสั่งพร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบโดยไม่ชักช้า มาตรา ๑๖ มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๒๖๕/๒๕๔๖ การทนายทะเบี่ยนี ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของ โจทก์ด้วยเหตุที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมาย การค้าของจำเลยทไี่ดจด้ทะเบยนไ ีว้แล้วตามมาตรา ๖(๓) เป็นกรณทีนายทะเบี่ยนีพจิารณาสงั่ตามมาตรา ๑๖ โดยพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลย ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่เท่านั้น ฎีกาที่ ๔๖๐๙/๒๕๕๒ นายทะเบียน เครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามมาตรา ๑๖ โจทก์ ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตามมาตรา ๑๘ วรรค หนึ่ง ซึ่งแม้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ เครองื่หมายการค้านันใ้ห้เป็นที่สดุ แตห่ากคำวินิจฉัย ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธินำ คดีมาฟ้องเพื่อให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ เครื่อ ง หม ายการค้าของโจ ท ก ์ “cinnamoroll” และเครื่องหมายการค้าทะเบียน เลขท ค๗๑๓๘ “cinamonro” ี่ต่างเป็นเครองื่หมาย คำประดิษฐ์ ไม่มีความหมายในพจนานุกรม เครื่องหมายการค้าของโจทก์ เครื่องหมายการค้า ทะเบียนเลขที่ ค๗๑๓๘ ซึ่ง เ หมือ น กั บ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสิ้น เพียงแต่ของ โจทก์มีอักษรตัว “n” เพิ่มขึ้นมา ๑ ตัว และ เครื่องหมายตัว “l” เพิ่มขึ้นมา ๒ ตัว ทำให้จำนวน และตำแหน่งของตัวอักษรต่างกัน ความแตกต่าง ดังกล่าวเห็นไม่ชัดเจน ถือว่ารูปลักษณะของ เครองื่หมายการค้าโดยรวมคล้ายกัน สว่นเสียงเรยกี ขานของโจทก์เรียกว่า “ซิน-นา-โม-โรล” ส่วน เครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค๗๑๓๘ เรียก ว่า “ซี-นา-มอน-โร” นับได้ว่าเป็นเสียงเรียกขานที่ คล้ายกัน นอกจากน ี้ เครื่องหมายการค้าดังกล่าว เป็นคำประดิษฐ์ โอกาสที่สาธารณชนจะจดทำ เครื่องหมายการค้าจากเสียงเรียกขานจึงเป็นไปได้ มาก เมื่อใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน รายการสินค้า ที่เกี่ยวข้องกัน ถือว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของผู้ที่ได้จดทะเบียน ไว้แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิด ในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ฎีกาที่ ๑๗๘๓/๒๕๕๒ หากพิจารณา ว่าอักษรโรมันคำว่า “Global Sources” ไม่มี ลักษณะบ่งเฉพาะแล้ว ลำพังรูปโลกประดิษฐ์ยังไม่ อาจทำให้เครื่องหมายการค้า/บริการนั้นได้รับการ จดาทะเบยน ในการ ีพจิารณาว่าเครองื่หมายการค้า/ บริการ ตามคำขอใดเป็นคำขอที่เล็งเห็นถึง คุณลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าและริการ โดยตรงหรือไม่นั้น มิจำต้องพิจารณาสินค้าและ บริการแต่ละชนิดในรายการสินค้าและบริการที่ขอ จดทะเบียน คำว่า “Global” นั้นแปลว่า “โลก, ทั่วโลก, เกี่ยวกับโลก” ส่วนคำว่า “Sources” นั้น


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 75 - แปลว่า “แหล่ง, ข้อมูล, แหล่งข้อมูล” เมื่อออก เสียงร่วมกันแล้ว จึงมีความหมายว่า “แหล่งหรือ ข้อมูลของโลก” เมื่อใช้คำดังกล่าวกับคำขอซึ่งต่าง มีสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร ย่อมเป็นคำทเล็ง ี่ถึงลักษณะหรอคุณืสมบัติของสินค้า และบริการโดยตรง เครองื่หมายการค้า/บริการของ โจทก์ทั้งคำขอจึงไม่อาจรับจดทะเบียนได้ตาม มาตรา ๑๖ประกอบมาตรา ๖(๑) และมาตรา ๗ วรรคสอง (๒) ฎีกาที่ ๓๒๑๕/๒๕๕๔ แม้เครื่องหมาย การค้ารูปและคำของโจทก์จะมีรูปผูห้ ญิงและดอกไม้ อันเป็นภาพประดิษฐ์ขนาดใหญ่และเด่นกว่า เครื่องหมายคำอักษรโรมันว่า “Mikomuszuree” แต่เครื่องหมายคำดังกล่าวเขียนด้วยตัวอักษรที่มี ลวดลายและเรียงเป็นแนวโค้งจากทางซ้ายไปทาง ขวาก็เป็นส่วนสำคัญของเครื่องหมายเหมือนกัน มี การเรียกขานเครื่องหมายคำดังกล่าวในบทความ และคำโฆษณาต่างๆ ว่า “เครื่องสำอาง มิโกะ มัส ซูหรี” เครื่องหมายการค้ารูปและคำของโจทก์จึงมี ลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้สินค้านั้นทราบ และเข้าใจได้ว่า สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของ โจทก์แตกต่างไปจากสินค้าอื่น นับเป็นเครื่องหมาย การค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา ๗ วรรค สอง (๒) และ (๖) เมื่อโจทก์ขอจดทะเบียนสำหรับ สินค้าจำพวกที่ ๓ รายการสินค้า สบู่ โลชั่น ครีม บำรุงผิว เครื่องหมายรูปผู้หญิงและดอกไม้ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของเครื่องหมาย การค้าตามคำขอจด ทะเบียนของโจทก์ จึงเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการ ค้าขายสำหรับสินค้าจำพวกที่ ๓ รายการสินค้าสบู่ เครองื่ สำอาง ตามประกาศนายทะเบยนเครีองื่หมาย การค้าท ๑/๒๕๔๖ นายทะเบ ี่ยนเครีองื่หมายการค้า ก็ต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๗ ให้นายทะเบียน เครื่องหมายการค้ามีคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนแสดง ปฏิเสธว่า ไม่ขอถือเเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียว ใน อันที่จะใช้สว่นดังกล่าวของเครองื่หมายการค้า หรอื สั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนแสดงปฏิเสธอย่างอื่นตามที่ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าจำเป็นต่อ การกำหนดสิทธิจากการจดทะเบียนของเจ้าของ เครื่องหมาย การค้า กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติ ตามมาตรา ๑๖ ฎีกาที่ ๗๙๖๑/๒๕๕๔ เครื่องหมายการ ค้า และ มีคำว่า “NO FILLER” และ“โนฟิลล์เลอร์” เป็นส่วนที่สำคัญ อาจเรียก ขานได้เช่นเดียวกันว่า “โน-ฟิล-เล่อ” คำว่า “FILLER” ในพจนานุกรมฉบับรวมศาสตร์ หมาย ถึง เขตเสริมแต่ง เครื่องบรรจุ ที่บรรจุ ช่องบรรจุ ที่ซึ่งไม่ใช้งาน เว้นว่าง การกำหนดให้เป็นที่ว่างเพื่อ การแสดงผล คำว่า “NO” มีความหมายว่า ไม่มี ไม่ใช่ ไม่เป็น ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นคำที่แสดงถึง คุณสมบัติของสินค้าปุ๋ยเคมีโดยตรง แต่ในหนังสือ “ศัพท์ในวงการปุ๋ย” ให้ความหมายของคำว่า “FILLER” หมายถึง “สารเติมน้ำหนัก หรือสารตัว เติม : สารที่เติมลงไปในปุ๋ยผสม เพื่อน้ำหนักรวม ของปุ๋ยผสมให้ครบและได้สูตรที่ต้องการ สารเติม น้ำหนักทำหน้าทเี่พิ่มน้ำหนัก แตม่ ิได้เพิ่มธาตุอาหาร ลงในปุ๋ยนั้น สารเติมน้ำหนักทำหน้าที่เป็นวัสดุปรับ สภาพปุ๋ย (Conditioner) ด้วย” เมื่อนำไปประกอบ คำว่า “NO” ที่มีความหมายว่า ไม่มี ไม่ใช่ ไม่เป็น แล้ว ย่อมเห็นได้ว่าหากนำคำว่า “NO FILLER” ไป ใช้กับปุ๋ยผสมที่มีสารอาหารล้วนๆ ไม่มีสารเติมน้ำ หนักหรือสารตัวเติมผสมอยู่ด้วย อันเป็นการแสดง ถึงคุณสมบัติของสินค้าปุ๋ยเคมีที่โจทก์ได้ขอจด ทะเบียนสำหรับใช้กับสินค้านี้โดยตรง และแม้ เครื่องหมายการค้า มีทั้งภาคส่วนคำและ ภาพประดิษฐ์ โดยในภาคส่วนภาพประดิษฐ์ไม่มี


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 76 - ลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบยนก็ ีตามแต่ในเมื่อ ภาคส่วนคำว่า “NO FILLER” และ “โนฟิลเลอร์” ทใช้เร ี่ยกขานีจนถือเป็นสาระสำคัญของเครองื่หมาย การค้านี้ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะเพราะมีลักษณะที่ เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าปุ๋ยเคมีโดยที่จะรับจด ทะเบียนไม่ได้แล้ว ก็ต้องถือว่า เครื่องหมาย การ ค้านี้ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่มีลักษณะอันพึงได้ รับการจดทะเบียนตามมาตรา ๗ วรรคสอง (๒) และมาตรา ๑๖ ฎีกาที่ ๓๗๖๐/๒๕๕๔ อักษรโรมัน คำว่า “COURTYARD” ในเครื่องหมายการค้าของ โจทก์ แปลว่า ลานบ้าน เมื่อนำไปใช้กับบริการ จำพวก ๔๓ ซึ่งได้แก่ รายการบริการโรงแรม สถาน ที่ตากอากาศ การบริการสิ่งอำนวยความสะดวก ทั่วไปสำหรับงานเลยงและงานฉลองในโอกา ี้ สพิเศษ ฯลฯ เป็นเพียงการโน้มน้าวบุคคลทั่วไปที่ประสงค์ จะใช้บริการให้เกิดความสนใจเท่านั้น หาได้มีความ หมายถึงกับบ่งบอกถึงลักษณะห้องพักหรือบริการ จึงเป็นคำที่ไม่ได้เล็งเห็นถึงลักษณะหรือคุณสมบัติ ของบริการโดยตรง แต่เป็นรูปประดิษฐ์ที่มีลักษณะ บ่งเฉพาะ อันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม มาตรา ๘๐ ประกอบมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ ถ้านายทะเบียนเห็นว่าเครื่องหมายการค้าที่ขอจด ทะเบียนรายใด หากพิจารณาทั้งเครื่องหมายแล้วมีลักษณะอันพึงรับจด ทะเบียนได้ตามมาตรา ๖ แต่เครื่องหมายการค้ารายนั้นมีส่วนหนึ่งส่วนใด หรือหลายส่วนเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายส�ำหรับสินค้าบางอย่าง หรือบางจ�ำพวกอันไม่ควรให้ผู้ขอจดทะเบียนรายหนึ่งรายใดถือเป็นสิทธิของ ตนแต่ผู้เดียวก็ดี หรือมีลักษณะไม่บ่งเฉพาะก็ดี ให้นายทะเบียนมีค�ำสั่งอย่าง หนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (๑) มาตรา ๑๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระ ราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ความ เดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๑๙ ถ้าในเครื่องหมายการค้า มีสิ่งใดที่ใช้กันสามัญในการค้าขายหรือมีลักษณะ ไม่บ่งเฉพาะว่าเป็นของสินค้านันก่อนท้นายทะเบี่ยนี จะรับจดทะเบียนหรือไม่ นายทะเบียนจะสั่งให้ผู้ ขอจดทะเบียนแสดงปฏิเสธว่า ไม่ขอถือเป็นสิทธิ ของตนแต่ผู้เดียวที่จะใช้ส่วนหนึ่งหรือหลายส่วน แห่งเครื่องหมายนั้นหรือทั้งหมดหรือบางภาคแห่ง สิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายที่นายทะเบียนเห็น ว่า ผู้ขอจดทะเบียนไม่ควรเป็นเจ้าของ แต่ผู้เดียว หรือจะสั่งให้แสดงปฏิเสธอย่างอื่นตามที่เห็นว่าต้อง แสดง เพื่อกำหนดเขตแห่งสิทธิของเจ้าของในการ จดทะเบียนนั้นก็ได้ แต่คำแสดงปฏิเสธอันลงไว้ใน ทะเบียนนั้นไม่กระทบถึงสิทธิแห่งเจ้าของโดย ประการอันมิได้เป็นปัญหา เนื่องแต่การจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าที่เจ้าของให้คำแสดงปฏิเสธนั้น ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้ขอจดทะเบียนทราบ


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 77 - คำสั่งของนายทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนาย ทะเบียนต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าตาม มาตรา ๑๙ ทวิ โดยยื่นต่อนายทะเบียน” (๒) มาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง มีค�ำ พิพากษาฎีกาตามพระราช บัญญัติฉบับ พ.ศ. ๒๔๗๔ ที่เกี่ยวข้องดังตัวอย่างต่อไปนี้ ฎีกาที่ ๓๗๗/๒๔๘๒ โจทก์จดทะเบียน เครื่องหมายการค้า ควีนส์ ๑๐ % ซึ่ง ๑๐% นี้ เป็น คำบอกลักษณะของสบู่นั้นว่ามีส่วนคาบอลิกผสม อยู่ ๑๐ ใน ๑๐๐ ส่วน โจทก์ไม่มีสิทธิจะใช้คำว่า ๑๐% นี้ แต่ผู้เดียวเพราะเป็นคำแสดงถึงลักษณะ หรือคุณสมบัติแห่งสินค้าโดยตรงตามที่เข้าใจกัน โดยธรรมดา ตามมาตรา ๑๗ ฎีกาที่ ๕๖๒/๒๕๑๐ โจทก์เรียกขาน เครื่องหมายการค้าของตนว่า “ตราหมี” จำเลย เรียกของตนว่า “ตราหมีทอง” ไม่แสดงว่าจำเลย ใช้สิทธิในทางไม่สุจริต จำเลยใช้รูปหมียืนเกาะถ้วยหาเป็นการ ละเมิดเครื่อง หมายการค้าของโจทก์ที่เป็นรูปหมี นั่งป้อนนมลูกด้วยขวดนม ไม่ เพราะรูปหมีทั่ว ๆ ไปไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะแต่อย่างใดโจทก์ไม่มีสิทธิ จะสงวนรูปหมีทั่ว ๆ ไปไว้ใช้สำหรับเครื่องหมาย การค้าของตนแต่ผู้เดียว ตามาตรา ๑๗ ฎีกาที่ ๔๕๕๙/๒๕๓๓ เครื่องหมายการ ค้าของโจทก์เป็นรูปจระเข้และมีตัวหนังสืออักษร โรมันว่า “LACOSTE” ได้รับการจดทะเบียนไว้แล้ว สำหรับสินค้าจำพวก ๔๘ เครื่องหมายการค้าของ จำเลยจะมีรูปจระเข้เป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่ง อาจ เรยกไ ีดว้่าตราจระเข้เช่นเดียวกับเครองื่หมายการค้า ของโจทก์ เครองื่หมาย การค้าของโจทก์มีตวหั นังสือ อักษรโรมันเป็นชื่อยี่ห้อสินค้าอ่านออกเสียงว่า “ลา คอสท์” ประกอบด้วยจระเข้อยู่เหนือตัวหนังสือดัง กล่าว ส่วนเครื่องหมายการค้าของจำเลยนอกจาก ตัวหนังสืออักษรโรมันแล้ว ยังมีตัวหนังสืออักษร ภาษาไทยอ่านได้ชัดเจนว่า “แกรนด์แสลม” อยู่ เหนือตัวหนังสืออักษรโรมันด้วย ชื่อยี่ห้อและการ อ่านออกเสียงเรียกขานเครื่องหมายการค้าของ จำเลยจึงแตกต่างจากของโจทก์เป็นอันมาก ไม่ทำให้ สาธารณชนทั่วไปที่ซื้อสินค้ายี่ห้อ “แกรนด์แสลม” เข้าใจผิดว่าสินค้านั้นเป็นสินค้ายี่ห้อ “ลาคอสท์” ของโจทก์ คำว่าจระเข้หรือรูปจระเข้ก็มิใช่สิ่งบ่ง เฉพาะ เป็นเพียงคำหรือชื่อสามัญทั่วไปโจทก์ไม่มี สิทธิจะสงวนรูปจระเข้ไปไว้ใช้สำหรับเครื่องหมาย การค้าของโจทก์ ตามมาตรา ๑๗ ฎีกาที่ ๑๘๐๓/๒๕๓๘ คำว่า กุ๊ก ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หมายถึงพ่อครัวทำกับข้าวฝรั่ง ซึ่งเป็นคำสามัญที่มี คำแปล ไม่ก่อให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิใช้คำว่า กุ๊ก แต่ เพียงผู้เดียว ตามมาตรา ๑๗ จำเลยจึงนำไปใช้ ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมายการ ค้าของ จำเลยและยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าได้ ฎีกาที่ ๙๒๙/๒๕๓๙ เครองื่หมายการค้า ของจำเลยคำว่าบิกกุ๊ก “BigCook” แฟตกุ๊ก “FatCook” และมาสเตอร์กุ๊ก “MasterCook” ตัวอักษรไทยอยู่ด้านบนของอักษรโรมันและไม่มีรูป พ่อครัวประดิษฐ์อยดู่ว้ยจึงแตกต่างจากเครองื่หมาย การค้าของโจทก์ประเภทที่เป็นรูปพ่อครัวประดิษฐ์ คล้ายขวดทรงกระบอกเอนตัวยืนยิ้มมีอักษรไทยคำ ว่า “กุ๊ก” หรือมีอักษรไทยคำว่า “กุ๊ก” และอักษร โรมันคำว่า “Cook” รวมกันอยู่บนตัวรูปพ่อครัว ประดิษฐ์อย่างชัดแจ้งไม่เหมือนหรือคล้ายกันแต่ อย่างใดและเครื่องหมาย การค้าของจำเลยยังแตก ต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ประเภทที่ใช้ อักษรไทยคำว่า “กุ๊ก” หรืออักษรโรมันคำว่า


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 78 - “Cook” หรืออักษรไทยและอักษรโรมันดังกล่าว รวมกันอย่างมากโดยคำว่าบิกกุ๊ก “BigCook” และ แฟตกุ๊ก “FatCook” จึงไม่เหมือนหรือคล้ายกัน จนถึงนับได้ว่าเป็นการลวงสาธารณชน คำว่า “กุ๊ก” และคำว่า “Cook” เป็นคำสามัญ จึงเป็นคำสามัญ ทั่ว ๆ ไปไม่ทำให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิที่จะใช้คำ ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวและหวงกันไม่ให้ ผู้อื่นใช้ คำดังกล่าวได้ ตามมาตรา ๑๗ (๑) สั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนแสดงการปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของ ตนแต่ผู้เดียวในอันที่จะใช้ส่วนดังกล่าวของเครื่องหมายการค้ารายนั้น ทั้งนี้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับค�ำสั่งนั้น (๑) มาตรา ๑๗ (๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมาย การค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “(๑) สงใั่หผู้้ขอจดทะเบยนแีสดงปฏิเสธ ว่า ไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่ผู้เดียว ในอันที่จะ ใช้สว่นดังกล่าวของเครองื่หมายการค้ารายนัน ทั้งน้ ี้ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งนั้น” (๒)มาตรา ๑๗ (๑) มีค�ำพิพากษาฎีกา ที่เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๕๙๔๐/๒๕๔๑ (ศาลฎีกา) คำว่า “มหาชัย” เป็นชื่อตำบลหนึ่งของจังหวัด สมุทรสาคร เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ถือได้ว่าเป็นคำ ที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ดังนั้น การที่นายทะเบียน ให้ผู้ขอจดทะเบียนปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของ ตนแต่ผู้เดียวในคำว่า “มหาชัย” จึงหาขัดต่อ กฎหมาย ตามมาตรา ๑๗ (๑) อย่างใดไม่ ฎีกาที่ ๓๘๔๐/๒๕๕๒ เครองื่หมายการค้า ของจำเลยที่ ๑ ประกอบด้วยอักษรโรมันคำว่า “PRESTO”, “SKY”, และ “FLAKES” สำหรับคำ ว่า “FLAKES” แปลว่า “เกล็ดหรือแผ่นที่แตกออก เป็นชิ้นเล็ก ๆ” เมื่อใช้กับสินค้าขนมกรอบ นับว่า เป็นคำทเล็งเ ี่ห็นถึงลักษณะหรอคุณืสมบัติของสินค้า โดยตรง ซึ่งจำเลยที่ ๑ ต้องปฏิเสธไม่ขอถือเป็นสิทธิ ของตนแต่ผู้เดียว โจทก์เองก็เช่นกัน ตามมาตรา ๑๗(๑) ดังนั้น โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิในคำว่า “FLAKES” เหนอบุคคลอืนื่ สำหรับสินค้าขนมกรอบ ส่วนคำว่า “SKY” แปลว่า “ท้องฟ้า” เป็นคำสามัญทั่วไป เครื่องหมายการค้าคำว่า “PRESTO SKY FLAKES” ของจำเลยที่ ๑ กับ เครื่องหมายการค้าคำว่า “M.Y. San SKy FlaKes CRACKERS” และภาพประดิษฐ์ของโจทก์ ยังมีคำ แตกต่างกันอยู่ทั้งในส่วนของรูปลักษณ์และเสียง เรียกขาน ดังนั้น เพียงคำว่า “SKY” ที่เหมือนกัน ยังไม่ทำให้โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า “SKY FLAKES” ดีกว่าจำเลยที่ ๑ และไม่ทำให้ โจทก์ฟ้องขอให้เพิอถอนเครื่องหมายการค้าของ จำเลยที่ ๑ ได้


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 79 - (๒) สั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนแสดงการปฏิเสธอย่างอื่นตามที่นาย ทะเบียนเห็นว่าจ�ำเป็นต่อการก�ำหนดสิทธิจากการจดทะเบียนของเจ้าของ เครื่องหมายการค้ารายนั้น ทั้งนี้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับค�ำสั่งนั้น มาตรา ๑๗ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “(๒) สั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนแสดงปฏิเสธอย่างอื่น ตามที่นายทะเบียนเห็นว่าจำเป็นต่อการ กำหนดสิทธิจากการจดทะเบียนของเจ้าของเครื่องหมายการค้ารายนั้น ทั้งน ี้ ภายในเก้าสิบวันนับแต่ วันที่ได้รับคำสั่งนั้น” เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนมีอ�ำนาจ ประกาศก�ำหนดสิ่งที่นายทะเบียนเห็นว่าเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขาย ส�ำหรับสินค้าบางอย่างหรือบางจ�ำพวก มาตรา ๑๗ วรรคสองดููประกาศนายทะเบีียนเครื่่�อง หมายการค้้า และประกาศกรมทรััพย์์สิิน ทางปััญญา ( http://www.ipthailand.go.th/images/784/law_acts_4.pdf ) ให้นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งค�ำสั่งตามวรรคหนึ่งพร้อมด้วยเหตุผล ให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบโดยไม่ชักช้า มาตรา ๑๗ วรรคสาม มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๓๕๔๙/๒๕๔๑ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ของคณะกรรมการเครื่องหมายการ ค้าที่จะเป็น ที่สุดตามบทบัญญัติมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง นั้น ต้อง เป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือชอบด้วย กฎหมาย หากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการ ดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำ คดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยได้ เมื่อคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมาย การค้าและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครองื่หมาย การค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า “CONCERT” ของโจทก์เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัย ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลก็ชอบที่จะสั่งให้เพิก ถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าว และให้นาย ทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับ


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 80 - คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า “CONCERT” ของโจทก์ต่อไปเท่านั้น ไม่อาจสั่งให้ จำเลยดำเนินการรับจดทะเบยนเครีองื่หมายการค้า ดังกล่าวทันทีได้ เพราะจำเลยต้องดำเนินการเกี่ยว กับคำขอจดทะเบยนของโ ีจทก์ตามขัน้ตอนกฎหมาย คอ ืพระราชบัญญัติเครองื่หมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ อันได้แก่การยที่นายทะเบียนต้องคำสั่งให้ประกาศ โฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของ โจทก์ มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบและให้โจทก์ชำระ ค่าธรรมเนยีมการประกาศโฆษณาต่อไป ตามมาตรา ๑๗ วรรคสาม มาตรา ๑๘ ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์ค�ำสั่งของนายทะเบียน ตามมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ ต่อคณะกรรมการภายในหกสิบ วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งค�ำสั่งของนายทะเบียน ค�ำวินิจฉัยอุทธรณ์ ของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด (๑) มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่งและวรรค สอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมาย การค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๑๘ ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิ อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ และมาตรา ๑๗ ต่อคณะ กรรมการภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แจ้งคำสั่งของนายทะเบียน คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการให้เป็นที่สุด ถ้าคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ว่า คำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๑๔ ถูกต้อง แล้ว ให้นายทะเบียนดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจด ทะเบียนรายนั้นต่อไป” (๒)ดูประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคำสั่งกรมทรัพย์สินทางปัญญา (ข้อมูลสืบค้น ไดจ้ากกรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand. go.th และกฤษฎีกา www.krisdika.go.th) (๓) มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง นี้มีค�ำ พิพากษาฎีกาที่เคยวินิจฉัยเป็นแนวทางไว้ดังนี้ ฎีกาที่ ๒๘๐๒/๒๕๔๖ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นที่สุด ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่งนั้น มีความหมายเพียง ว่าผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อเจ้า พนักงานอื่นอีกไม่ได้เท่านั้น หากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ดังกล่าวเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วย กฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาล เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวได้ตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินฯ มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ แพ่ง มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งหก เป็นคดีน ี้ได้ ชื่อเมืองหลวงของประเทศและชื่อทาง ภูมิศาสตร์อื่น ๆ ที่ประชาชนโดยทั่วไปรู้จักถือว่า เป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ แต่ คำว่า “PHOENIX” ไม่ถือว่าเป็นชื่อทาง ภูมิศาสตร์เพราะเป็นเพียงชื่อเมืองหลวงของมลรัฐ


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 81 - หนึงใน่ประเทศสหรัฐอเมริกามิใช่ชอเื่ มืองหลวงของ ประเทศสหรัฐอเมริกา และจะถือว่าเป็นชื่อทาง ภูมิศาสตร์อื่น ๆ เสียทีเดียวหาได้ไม่เพราะยังจะ ต้องพิจารณาในรายละเอียดว่าเป็นชื่อเมืองที่ ประชาชนทั่วไปรู้จักหรือไม่ หากประชาชนทั่วไป ไม่รู้จักแล้วก็ถือว่าเป็นชื่อที่มีลักษณะบ่งเฉพาะซึ่ง ไม่ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ฎีกาที่ ๑๗๙๓/๒๕๔๙ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ของคณะกรรมการเครื่องหมายการ ค้าซึ่งเป็นที่สุด ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนี่ง หมายความเพียงว่า ผู้อุทธรณ์จะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการ เครื่องหมายการค้าต่อเจ้าพนักงานอื่นของฝ่าย บริหารต่อไปอีกไม่ได้เท่านั้น แต่หากเป็นคำวินิจฉัย ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้อุทธรณ์ย่อมมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อให้ เพิกถอนคำวินิจฉัยนั้นได้ โดยศาลมิได้ถูกจำกัดให้ พิจารณาเฉพาะกรณีปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อโจทก์ โต้แย้งว่าคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการ ค้าไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ชอบด้วย กฎหมาย อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โจทก์ ย่อมมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่าง ประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ ฎีกาที่ ๕๓๗๗/๒๕๔๙ โจทก์อุทธรณ์ คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอ ต่อคณะ กรรมการเครื่องหมายการค้าตามมาตรา ๑๘ วรรค หนึ่ง เมื่อคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยแล้ว และโจทก์ เห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์อาจฟ้องต่อศาลเพื่อให้ เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการได้ ซึ่งการใช้ สิทธิทางศาลในกรณีเช่นนี้ ไม่มีบทบัญญัติใดให้ โจทก์ต้องใช้สิทธิทางศาลหรอฟ้องค ื ดีภายในกำหนด ๙๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยของคณะ กรรมการ โจทก์ย่อมมีสิทธิยื่นฟ้องเป็นคดีน ี้ได้ ศาล ทรัพย์สินทางปัญญาฯ มีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยถือว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าวเป็น ที่สุด จึงไม่ชอบ ฎีกาที่ ๗๘๐๗/๒๕๔๙ คำวินิจฉัยของ คณะกรรมการเครองื่หมายการค้าจะเป็นที่สดมุาตรา ๑๘ วรรคหนึ่งก็ต่อเมื่อเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้อง ตามกฎหมายหรือชอบด้วยกฎหมาย มาตรา ๑๖ ประกอบมาตรา ๖ ไม่ได้วางหลักเกณฑ์ในการทำ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าไว้ อย่างชัดเจน คงถือเป็นหลักเกณฑ์ได้ว่า ในการใช้ ดุลพินิจที่จะปฏิเสธการรับจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้านั้น นายทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แล้วแต่กรณี ต้องให้เหตุผลในการปฏิเสธคำขอ และต้องเป็นเหตุ ที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาที่ ๖๔๓๔/๒๕๕๔ อุทธรณ์คำวินิจฉัย ของคณะกรรมการเครื่องหมาย การค้าตามมาตรา ๓๕ ถึงมาตรา ๓๘ มิใช่กรณีอุทธรณ์คำสั่งที่นาย ทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียน เครองื่หมายการค้าตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึง โ่จทก์ จึงต้องฟ้องคดีต่อศาลภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ได้ รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ เครื่องหมายการค้าตามมาตรา ๓๘ วรรคสอง


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 82 - ถ้าคณะกรรมการมีค�ำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่าค�ำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๑๕ หรือมาตรา ๑๗ ถูกต้องแล้ว ให้ผู้ขอจดทะเบียนปฏิบัติตามค�ำสั่งของนายทะเบียน ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งค�ำวินิจฉัยของคณะกรรมการ มาตรา ๑๘ วรรคสอง วรรคสาม วรรค สี่ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมาย การค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระ ราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูก ยกเลิกไปดังนี้ “ถ้าคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ว่า คำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๑๔ ถูกต้อง แล้ว ให้นายทะเบียนดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจด ทะเบียนรายนั้นต่อไป ถ้าคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ว่า คำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๑๕ หรือ มาตรา ๑๗ ถูกต้องแล้ว ให้ผู้ขอจดทะเบียนปฏิบัติ ตามคำสั่งของนายทะเบียนภายในเก้าสิบวัน นับแต่ วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ถ้าคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ว่า คำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๑๗ ไม่ถูกต้อง ให้นาย ทะเบียนดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนราย นั้นต่อไป” ถ้าคณะกรรมการมีค�ำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่าค�ำสั่งของนายทะเบียนตาม มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ หรือมาตรา ๑๗ ไม่ถูกต้อง ให้นายทะเบียนด�ำเนิน การเกี่ยวกับค�ำขอจดทะเบียนรายนั้นต่อไป มาตรา ๑๙ ถ้าผู้ขอจดทะเบียนมิได้อุทธรณ์ตามมาตรา ๑๘ วรรค หนึ่ง และมิได้ปฏิบัติตามค�ำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๑๕ หรือมาตรา ๑๗ แล้วแต่กรณี หรือถ้าผู้ขอจดทะเบียนได้อุทธรณ์ตามมาตรา ๑๘ วรรค หนึ่ง แต่มิได้ปฏิบัติตามมาตรา ๑๘ วรรคสอง ให้ถือว่าผู้ขอจดทะเบียนละทิ้ง ค�ำขอจดทะเบียน มาตรา ๑๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๑๙ ถ้าผู้ขอจดทะเบียนมิได้ อุทธรณ์ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง และมิได้ปฏิบัติ ตามคำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๑๕ หรือ มาตรา ๑๗ แล้วแต่กรณีหรือถ้าผู้ขอจดทะเบียน ได้อุทธรณ์ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึง แ่ตม่ ิไดปฏ้ ิบัติ ตาม มาตรา ๑๘ วรรคสาม ให้ถือว่าละทิ้งคำขอจด ทะเบียน”


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 83 - มาตรา ๒๐ ในกรณีที่มีผู้ขอจดทะเบียนหลายรายต่างยื่นค�ำขอจด ทะเบียนเพื่อเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ถ้านายทะเบียนเห็นว่า เครื่องหมายการค้าเหล่านั้นมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้นาย ทะเบียนด�ำเนินการเกี่ยวกับค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ได้ยื่นไว้ เป็นรายแรก และมีหนังสือแจ้งค�ำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนรายหลังรอการ พิจารณาด�ำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อน (๑) เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะใช้กับสินค้าจ�ำพวก เดียวกันหรือต่างจ�ำพวกกันที่นายทะเบียนเห็นว่ามีลักษณะอย่างเดียวกัน (๒) เป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันจนอาจท�ำให้สาธารณชน สับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งก�ำเนิดของสินค้า ไม่ว่าจะใช้กับสินค้าจ�ำพวกเดียวกันหรือต่างจ�ำพวกกันที่นายทะเบียนเห็น ว่ามีลักษณะอย่างเดียวกัน ในกรณีที่เครื่องหมายการค้าที่ยื่นไว้เป็นรายแรกไม่ได้รับการจด ทะเบียน ให้นายทะเบียนพิจารณาด�ำเนินการเกี่ยวกับค�ำขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าที่ได้ยื่นไว้เป็นรายถัดไป และมีหนังสือแจ้งให้ผู้ขอจด ทะเบียนรายนั้นและรายอื่นทราบโดยไม่ชักช้า (๑)มาตรา ๒๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระ ราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดมพิ ระราชบัญญัติเครองื่หมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๒๐ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๓๕ และมาตรา ๔๑ ในกรณีที่ มีผู้ขอจดทะเบยนีหลายรายต่างยนคื่ ำขอจดทะเบยน ี เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนเห็น ว่าเหมือนกัน หรือที่นายทะเบียนเห็นว่าคล้ายกัน จนอาจทำใหส้าธารณชนสับสนหรอืหลงผดิในความ เป็นเจ้าของสินค้า หรอแืหล่งกำเนิดของสินค้า ทังน้ ี้ สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน หรือต่างจำพวกกันที่ นายทะเบียนเห็นว่า มีลักษณะอย่างเดียวกัน ผู้ขอ จดทะเบียนซึ่งยื่นคำขอไว้เป็นรายแรก ย่อมเป็นผู้ มีสิทธิได้รับการจดทะเบยนเี ป็นเจ้าของเครองื่หมาย การค้านั้น” (๒) มาตรา ๒๐ มีค�ำพิพากษาฎีกา ที่ เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๑๙๐๐/๒๕๔๘ เครื่องหมาย การค้าที่โจทก์กับที่จำเลยที่ ๓ ยื่นคำขอจดทะเบียน เป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันจนอาจทำให้


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 84 - สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของ สินค้าหรือแหล่งกำเนิดสินค้า โจทก์ซึ่งยื่นคำขอจด ทะเบยนไ ีว้ก่อนจึงเป็นผูมีส้ ิทธิได้รับการจดทะเบยนี เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เว้นแต่จำเลยที่ ๒ จะมีคำสั่งให้โจทก์กับจำเลยที่ ๓ ตกลงกันเอง ก่อน ตาม มาตรา ๒๔ หรือเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ เห็นว่าต่างฝ่ายต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้ากันมา แล้วด้วยกันโดยสุจริตตามมาตรา ๒๗ การจด ทะเบียนให้แก่จำเลยที่ ๓ จึงเป็นการจดทะเบียนที่ ไม่ชอบด้วย มาตรา ๒๐ อันจะต้องเพิกถอนการจด ทะเบียนที่ไม่ชอบเสียทั้งหมด แม้จำเลยที่ ๓ จะได้ ยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อใช้กับสินค้าบางรายการที่ แตกต่างกับที่โจทก์ขอจดทะเบียนไว้ก็ตาม มาตรา ๒๑ ผู้ขอจดทะเบียนซึ่งเห็นว่าเครื่องหมายการค้าที่ตนขอ จดทะเบียนมิได้เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารายอื่นที่ได้ยื่นขอจด ทะเบียนไว้ก่อน มีสิทธิอุทธรณ์ค�ำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๒๐ วรรค หนึ่ง ต่อคณะกรรมการภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งค�ำสั่ง ของนายทะเบียน ทั้งนี้ ให้น�ำบทบัญญัติมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่งและวรรคสอง แก้ไขเพิ่มเตมิโดยพระราชบัญญัติเครองื่หมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูก ยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๒๑ ในบรรดาเครื่องหมาย การค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันตามมาตรา ๒๐ นั้น ถ้านายทะเบียนเห็นว่าเครื่องหมายการค้าเหล่านั้น ต่างก็เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะอันพึงรับ จดทะเบียนได้ตามมาตรา ๖ และคำขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าเหล่านั้นต่างก็ถูกต้องตาม บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียน มีคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนเหล่านั้น ปฏิบัติตาม มาตรา ๒๔ และมีหนังสือแจ้งคำสั่งให้ผู้ขอจด ทะเบียนเหล่านั้นทราบโดยไม่ชักช้า” ผู้ขอจดทะเบียนซึ่งเห็นว่าเครื่องหมาย การค้าที่ตนขอจดทะเบยนนั ีน้มิได้เหมือน หรอคล้าย ื กับเครื่องหมายการค้ารายอื่นตามมาตรา ๒๐ มี สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ต่อคณะกรรมการภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้ รับหนังสือแจ้งคำสั่งของนายทะเบียน ทั้งน ี้ ให้นำ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม”


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 85 - มาตรา ๒๒ (ยกเลิก) มาตรา ๒๒ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความ เดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๒๒ ในบรรดาเครื่องหมาย การค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันตามมาตรา ๒๐ นั้น ถ้านายทะเบียนเห็นว่าเครื่องหมายการค้าบางราย เข้าข่ายมาตรา ๑๕ (๑) หรือ (๒) หรือมาตรา ๑๗ แต่เครื่องหมายการค้าบางรายมีลักษณะอันพึงรับ จดทะเบยนไ ีดต้ามมาตรา ๖ และคำขอจดทะเบยนี ก็ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ นายทะเบยนี มีคำสงใั่หผู้ ้ขอจดทะเบยนเครีองื่หมาย การค้ารายที่เข้าข่ายมาตรา ๑๕ (๑) หรือ (๒) หรือ มาตรา ๑๗ ปฏิบัติตามมาตรา ๑๕ หรือมาตรา ๑๗ แล้วแต่กรณี และให้รอการจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้า รายที่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบยนไ ีด้ และ คำขอจดทะเบียนที่ถูกต้องนั้นไว้ก่อน ทั้งน ี้ ให้นาย ทะเบยนี มีหนังสือแจ้งคำสงใั่หผู้้ขอจดทะเบยนเีหล่า นั้นทราบโดยไม่ชักช้าและให้นำมาตรา ๒๑ วรรค สอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ถ้าปรากฏว่าผู้ขอจดทะเบียนเครื่อง หมายการค้ารายที่นายทะเบียนเห็นว่าเข้าข่าย มาตรา ๑๕ (๑) หรือ (๒) หรือมาตรา ๑๗ ได้ ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๑๕ แล้ว หรือได้อุทธรณ์ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง และคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า คำสั่ง ของนายทะเบียนไม่ถูกต้องให้นายทะเบียนมีคำสั่ง ให้ผู้ขอจดทะเบียนรายนั้น และผู้ขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้ารายที่นายทะเบียนให้รอการจด ทะเบียนไว้ตามวรรคหนึ่ง ปฏิบัติตามมาตรา ๒๔ และมีหนังสือแจ้งคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนเหล่านั้น ทราบโดยไม่ชักช้า ถ้าปรากฏว่าผู้ขอจดทะเบียนเครื่อง หมายการค้ารายที่นายทะเบียนเห็นว่าเข้าข่ายตาม มาตรา ๑๕ (๑) หรือ (๒) หรือมาตรา ๑๗ ได้ละทิ้ง คำขอจดทะเบียนตามมาตรา ๑๙ ทุกราย (๑) ในกรณีที่มีผู้ขอจดทะเบียนรายที่ นายทะเบียนให้รอการจดทะเบียนไว้ตามวรรคหนึ่ง หลายรายให้นายทะเบยนี มีคำสงใั่หผู้้ขอจดทะเบยนี เหล่านั้นปฏิบัติตามมาตรา ๒๔ และมีหนังสือแจ้ง คำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนเหล่านั้นทราบโดยไม่ชักช้า (๒) ในกรณีที่มีผู้ขอจดทะเบียนรายที่ นายทะเบียนให้รอการจดทะเบียนไว้ตามวรรคหนึ่ง เพียงรายเดียวให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้ประกาศ โฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าราย นั้นต่อไปตามมาตรา ๒๙” มาตรา ๒๓ (ยกเลิก) มาตรา ๒๓ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความ เดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๒๓ ในบรรดาเครื่องหมาย การค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันตามมาตรา ๒๐ นั้น ถ้านายทะเบียนเห็นว่าเครื่องหมายการค้าเหล่านั้น ทุกรายเข้าข่ายมาตรา ๑๕ (๑) หรือ (๒) หรือมาตรา ๑๗ ให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าเหล่านั้นปฏิบัติตามมาตรา ๑๕ หรอืมาตรา ๑๗ แล้วแต่กรณและรอการีจดทะเบยนี เครื่องหมายการค้าเหล่านั้นไว้ก่อน ทั้งน ี้ ให้นาย


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 86 - ทะเบยนี มีหนังสือแจ้งคำสงใั่หผู้้ขอจดทะเบยนเีหล่า นั้นทราบโดยไม่ชักช้า และให้นำมาตรา ๒๑ วรรค สองใช้บังคับโดยอนุโลม ถ้าปรากฏว่าผู้ขอจดทะเบียนเครื่อง หมายการค้าเช่นว่านั้นหลายรายได้ปฏิบัติตามคำ สั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๑๕ หรือมาตรา ๑๗ แล้ว หรือได้อุทธรณ์ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง และคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า คำสั่ง ของนายทะเบียนไม่ถูกต้องให้นายทะเบียนมีคำสั่ง ให้ผู้ขอจดทะเบียนเหล่านั้นปฏิบัติตามมาตรา ๒๔ และมีหนังสือแจ้งคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบ โดยไม่ชักช้า แต่ถ้าปรากฏว่ามีผู้ขอจดทะเบียน เช่นว่านั้นเพียงรายเดียวที่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของ นายทะเบียนตามมาตรา ๑๕ หรือมาตรา ๑๗ หรือ ได้อุทธรณ์ตามมาตรา ๑๘ วรรคหนึ่ง และคณะ กรรมการมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า คำสั่งของนาย ทะเบียนไม่ถูกต้อง ให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้ ประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการ ค้ารายนั้นต่อไปตามมาตรา ๒๙” มาตรา ๒๔ (ยกเลิก) มาตรา ๒๕ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความ เดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๒๕ ในกรณีที่นายทะเบียนได้ รับแจ้งภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๔ ว่าผู้ ขอจดทะเบียนตกลงกันได้แล้วว่าจะให้รายใดเป็น ผู้ขอจดทะเบียนให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้ประกาศ โฆษณาคำขอจดทะเบียนของผู้ขอจดทะเบียนราย นั้นต่อไปตามมาตรา ๒๙ ในกรณีที่นายทะเบียนได้รับแจ้งภายใน กำหนดเวลาตามมาตรา ๒๔ ว่าผู้ขอจดทะเบียน ตกลงกันไม่ได้ หรือมิได้รับแจ้งภายในกำหนดเวลา ดังกล่าว ให้นายทะเบยนี มีคำสงใั่หป้ระกาศโฆษณา คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจด ทะเบียน ซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนไว้เป็นรายแรก หรือเป็นรายแรกในบรรดาผู้ขอจดทะเบียนซึ่งยัง มิได้ละทิ้งคำขอจดทะเบียนแล้วแต่กรณีต่อไปตาม มาตรา ๒๙” มาตรา ๒๕ (ยกเลิก) (๑) มาตรา ๒๔ ยกเลิกโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๒๔ ภายในเก้าสิบวันนับแต่ วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของนายทะเบียนตาม มาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๒ วรรคสองหรือ วรรคสาม (๑) หรือมาตรา ๒๓ วรรคสอง ให้ผู้ขอ จดทะเบียนซึ่งได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวตกลง กันว่าจะให้รายหนึ่งรายใดเป็นผู้ขอจดทะเบียนเป็น เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแต่ผู้เดียว และให้ผู้ ขอจดทะเบียนรายหนึ่งรายใดมีหนังสือแจ้งให้นาย ทะเบียนทราบภายในกำหนดเวลาดังกล่าวว่าตกลง กันได้หรือไม่”


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 87 - มาตรา ๒๖ (ยกเลิก) (๑)มาตรา ๒๖ ยกเลิกโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๒๖ ในกรณีที่นายทะเบียนได้ มีหนังสือแจ้งคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนปฏิบัติตาม มาตรา ๒๔ แล้ว ถ้ามีผู้ขอจดทะเบียนรายอื่นยื่น คำขอจดทะเบยนเครีองื่หมายการค้าทนายทะเบี่ยนี เห็นว่าเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจด ทะเบียนเหล่านั้น หรือที่นายทะเบียนเห็นว่าคล้าย กับเครื่องหมายการค้า เช่นว่านั้น จนอาจทำให้ สาธารณชนสับสน หรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของ ของสินค้า หรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ทั้งนี้สำหรับ สินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่นาย ทะเบียนเห็นว่ามีลักษณะอย่างเดียวกัน ให้นาย ทะเบียนมีคำสั่งไม่รับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้านั้น และมีหนังสือแจ้งคำสั่งให้ผู้ขอจด ทะเบียนนั้นทราบโดยไม่ชักช้า และให้นำมาตรา ๒๑ วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม” มาตรา ๒๗ในกรณีที่มีผู้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี ถ้านายทะเบียนเห็นว่า เครื่องหมายการค้านั้นเป็นเครื่องหมายการค้าซึ่งต่างเจ้าของต่างได้ใช้มา แล้วด้วยกันโดยสุจริต หรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเห็นสมควรรับ จดทะเบียน นายทะเบียนจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือ คล้ายกันดังกล่าวให้แก่เจ้าของหลายคนก็ได้ โดยจะมีเงื่อนไขและข้อจ�ำกัด เกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้านั้น หรือเงื่อนไข และข้อจ�ำกัดอื่นตามที่นายทะเบียนเห็นสมควรก�ำหนดด้วยก็ได้ ทั้งนี้ ให้นาย ทะเบียนมีหนังสือแจ้งค�ำสั่งพร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ขอจดทะเบียนและเจ้าของ เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วทราบโดยไม่ชักช้า ผู้ขอจดทะเบียนหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้ว มีสิทธิอุทธรณ์ค�ำสั่งของนายทะเบียนตามวรรคหนึ่งต่อคณะกรรม การภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งค�ำสั่งของนายทะเบียน ค�ำวินิจฉัยของคณะกรรมการตามวรรคสองให้เป็นที่สุด


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 88 - (๑) มาตรา ๒๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระ ราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราช บัญญัติเครื่องหมาย การค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๒๗ ในกรณทีี่มีผู้ขอจดทะเบยนี เครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่อง หมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ตามมาตรา ๑๓ หรือในกรณีที่มีผู้ขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันตาม มาตรา ๒๐ ทั้งน ี้สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน หรือ ต่างจำพวกกันทนายทะเบี่ยนเีห็นว่ามีลักษณะอย่าง เดียวกัน ถ้านายทะเบียนเห็นว่าเป็นเครื่องหมาย การค้าซึ่งต่างเจ้าของต่างได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดย สุจริต หรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนเห็น สมควรรับจดทะเบียน นายทะเบียนจะรับจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกัน ดังกล่าวให้แก่เจ้าของหลายคนก็ได้ โดยจะมีเงอนไข ื่ และข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการใช้และเขตแห่งการใช้ เครื่องหมายการค้านั้นหรือเงื่อนไขและข้อจำกัดอื่น ตามที่นายทะเบียนเห็นสมควรกำหนดด้วยก็ได้ ทั้งน ี้ ให้นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งคำสั่งพร้อมด้วย เหตุผลให้ผู้ขอจดทะเบียนและเจ้าของเครื่องหมาย การค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วทราบโดยไม่ชักช้า ผู้ขอจดทะเบยนีหรอเืจ้าของเครองื่หมาย การค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของ นายทะเบยนีตามวรรคหนึง่ต่อคณะกรรมการภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของ นายทะเบียน” (๒) มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง มีค�ำ พิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ฎีกาที่ ๑๑๘๕/๒๕๒๔ โจทก์จำเลยต่าง มีสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่จะขอ จดทะเบียนใช้อักษรจีนคำว่า “เล่างี่ชุน” เป็น เครื่องหมายการค้า จึงต้องด้วยมาตรา ๑๘ (ปัจจุบัน มาตรา ๒๗) ซึ่งนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับ จดทะเบียนให้ทั้งสองฝ่ายได้ แม้จำเลยจะได้ใช้สิทธิ จดทะเบียนเป็นเครื่องหมาย การค้าแล้วโจทก์ก็ยัง มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเป็นสิทธิตาม สัญญาอยู่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการโต้ แย้งสิทธิโจทก์ ฎีกาที่ ๕๐๘๓/๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ เป็น เจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิงสีแดง ๒ ตัว หันหน้าเข้าหากัน และได้ใช้เครื่องหมายการค้า กับสินค้าแหนบรถยนต์ของจำเลยท ๑เี่ ป็นเวลานาน กว่า ๓๐ ปี มาแล้วโดยสุจริตตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จะ จดทะเบียนของโจทก์เมื่อปี ๒๕๒๐ สาระสำคัญของเครื่องหมายการค้าของ จำเลยที่ ๑ อยู่ที่รูปวัวกระทิง ๒ ตัว หันหน้าเข้าหา กัน อันเป็นสว่นสาระสำคัญนัน้มายนขอื่จดทะเบยนี ใหม่ ย่อมถือไดว้่าเป็นการขอจดทะเบยนเครีองื่หมาย การค้าในเครื่องหมายเดียวกับที่จำเลยที่ ๑ ใช้มา ก่อนโดยสุจริตดังกล่าวแล้วนั่นเอง จำเลยที่ ๑ จึง มีสิทธิจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปวัวกระทิง ตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ ๒๓๔๐๕๑ และนาย ทะเบยนเครีองื่หมายการค้าชอบที่จะรับจดทะเบยนี ให้ได้ตามมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง สินค้าของโจทก์เป็นเครองบริโภคอุ ื่ ปโภค ส่วนสินค้าของจำเลยที่ ๑ เป็นเครื่องอะไหล่แหนบ รถยนต์ จึงเป็นสินค้าต่างจำพวกกันมีลักษณะและ วัตถุประสงค์ในการใช้สินค้าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จำเลยที่ ๑ ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ กับสินค้าแหนบรถยนต์นำออกจำหน่ายมาก่อน โจทก์เป็นเวลากว่า ๑๐ ปี โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ เคยโต้แย้งว่าการใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลย


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 89 - ที่ ๑ จึงไม่มีเหตุสมควรกำหนดเงื่อนไขและข้อจำกัด สิทธิในการจดทะเบยนเครีองื่หมายการค้าของจำเลย ที่ ๑ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ วางเงื่อนไขและ ข้อจำกัดสิทธิในการจดทะเบยนของี จำเลยท ๑ ย่อ ี่ม เป็นการไม่ชอบด้วยมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ฎีกาที่ ๑๙๐๐/๒๕๔๘ โจทก์ยื่นคำขอ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า “dimond” สำหรับสินค้าโช้คอัพประตูกับสินค้าฝ้าเพดานทำ ด้วยโลหะ ลกเลูอนื่ ประตูทำด้วยโลหะ และลกเลูอนื่ หน้าต่างทำด้วยโลหะ เมื่อเครื่องหมายการค้าที่ โจทก์กับจำเลยที่ ๓ ยื่นคำขอจดทะเบียนเป็น เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันจนอาจทำให้ สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของ สินค้าหรือแหล่งกำเนิดสินค้า โจทก์ซึ่งยื่นคำขอจด ทะเบยนไ ีว้ก่อนจึงเป็นผูมีส้ ิทธิได้รับการจดทะเบยนี เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า เว้นแต่จำเลยที่ ๒ จะมีคำสั่งให้โจทก์กับจำเลยที่ ๓ ตกลงกันเองก่อน ตามมาตรา ๒๔ หรือเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๒ เห็นว่า ต่างฝ่ายต่างได้ใช้เครื่องหมายการค้ากันมาแล้วด้วย กันโดยสุจริต ตามมาตรา ๒๗ ฎีกาที่ ๓๕๒/๒๕๕๐ โจทก์ได้ใช้ เครื่องหมายการค้า “ตราเด็ก” มานานแล้วโดย สุจริต เช่นเดียวกับที่ผู้คัดค้านใช้เครื่องหมาย การ ค้า “ตราเด็กสมบูรณ์” แม้เครื่องหมายการค้าของ โจทก์กับเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ของผู้คัดค้านจะเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกัน และใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน นายทะเบียน เครื่องหมายการค้าย่อมมีอำนาจรับจดทะเบียน เครองื่หมายการค้า “ตราเด็ก” ของโจทก์ตามมาตรา ๒๗ ได้ เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็น เครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนเครื่องหมาย การ ค้ารับจดทะเบียนตามมาตรา ๒๗ ได้ เครื่องหมาย การค้าของโจทก์จึงไม่ถือเป็นเครื่องหมายการค้าที่ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชนหรือรัฐประศาสโนบาย ไม่ต้องห้ามมิให้ รับจดทะเบียนตามมาตรา ๘ (๙) และแม้ข้อเท็จ จริงตามที่ฝ่ายจำเลยนำสืบจะรับฟังได้ว่า เครื่องหมาย การค้า “ตราเด็กสมบูรณ์” ของผู้ คัดค้าน ใช้กับสินค้าที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด จำนวนมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวม ทั้งมีการโฆษณาส่งเสริมการขายอย่างกว้างขวาง เป็นทแี่พร่หลายจนสาธารณชนทั่วไปทบริโภค ี่สินค้า ของผู้คัดค้านรู้จักเป็นอย่างดีตรงตามหลักเกณฑ์ ของเครองื่หมาย การค้าที่มีชอเื่ สียงแพร่หลายทั่วไป ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๓๔) เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาเครื่องหมาย ที่มีชอเื่ สียงแพร่หลายทั่วไปอันเป็นเครองื่หมาย การ ค้าที่ห้ามมิให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับ จดทะเบียนตามมาตรา 8(10) แต่ข้อห้ามดังกล่าว ย่อมหมายถึงการห้ามบุคคลอื่นใดนำเครื่องหมาย การค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไปมายื่นขอจดทะเบียนโดย เจตนาลอกเลยนเครีองื่หมายการค้าที่มีชอเื่ สียงแพร่ หลายทั่วไปเพื่อประโยชน์ทางการค้าของตนโดยมิ ชอบ อันนำไปสู่การสร้างความสับสนหลงผิดให้แก่ สาธารณชนทั่วไปในความเป็นเจ้าของหรือแหล่ง กำเนิดของสินค้า กรณีดังกล่าวไม่อาจแปลความ รวมไปถึงเจ้าของเครื่องหมายการค้าเดิมที่ใช้ เครื่องหมาย การค้าดังกล่าวกับสินค้าของตนโดย สุจริตควบคู่ร่วมสมัยกับเครื่องหมายการค้าที่ต่อมา ภายหลังกลับกลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อ เสียงแพร่หลายทั่วไปดั่งเช่น เครื่องหมายการค้า “ตราเด็ก” กับเครื่องหมายการค้า “ตราเด็ก สมบูรณ์” ในคดีน ี้ เพราะมิฉะนั้นแล้วเท่ากับว่า


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 90 - เป็นการจำกัดสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้า เดิมที่ใช้มาโดยสุจริตให้ไม่ได้รับความคุ้มครองภาย ใต้กฎหมายโดยเท่าเทียมกัน ย่อมเป็นการไม่ชอบ ธรรมกับเจ้าของเครื่องหมายการค้าเดิม เมื่อข้อเท็จ จริงรับฟังไดว้่า โจทก์เป็นเจ้าของเครองื่หมายการค้า “ตราเด็ก” และใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับ สินค้ารายการน้ำปลามาเป็นเวลานานโดยสุจริต โจทก์ย่อมรับได้ความคุ้มครองตามมาตรา ๒๗ แห่ง พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่ง นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีดุลพินิจที่จะรับ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้าย กันได้ โดยจะมีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับวิธีการ ใช้และเขตแห่งการใช้เครื่องหมายการค้านั้นเพื่อ ป้องกันสาธารณชนสับสนหลงผิดไว้ด้วยก็ได้ ฎีกาที่ ๒๔๒/๒๕๕๐ สาระสำคัญของ เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ กับเครื่องหมาย การค้า ของโจทก์ คือคำว่า “Haldiram’s” เรียกขานได้หลายประการ เช่น ฮาลติราม ฮาลดิแรม หรอ ฮาลไ ืดแรม เป็นต้น สาระ สำคัญและเสียงเรยกขานีจึงมีความใกล้เคยงกัน ีมาก อักษรคำว่า “Haldiram’s” เป็นตัวใหญ่เด่นชัด มากกว่าส่วนประกอบอื่นของเครื่องหมาย การค้า ที่จดทะเบียน แม้จะใช้รูปแบบของตัวอักษรต่างกัน หากไม่ได้นำบรรุจภัณฑ์เหล่านั้นมาวางเปรียบ เชื่อได้ว่าประชาชนทั่วไปจะสนใจในคำว่า “Haldiram’s” มากกว่ารายละเอียดส่วนอื่นๆ ของ เครื่องหมายการค้า โดยเฉพาะสินค้าตามรายการ ที่จดทะเบียนแม้จะต่างจำพวกกันก็มีลักษณะเป็น อาหารอย่างเดียวกัน เครื่องหมายการค้าของจำเลย ท ๑ ี่จึงมีลักษณะคล้ายเครองื่หมายการค้าของโจทก์ จนอาจทำใหส้าธารณชนสับสนหรอืหลงผดิในความ เป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า โจทก์จึงมีสิทธิในคำว่า “Haldiram’s” ดีกว่า และไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นเจ้าของเครื่อง หมายการค้าซึ่งต่างได้ใช้มาก่อนแล้วโดยสุจริต จำเลยที่ ๑ ไม่อาจอ้างเหตุความเป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้าเพื่อให้นายทะเบียนรับจด ทะเบียนตามความหมายของมาตรา ๒๗ ได้ ฎีกาที่ ๒๖๖/๒๕๕๑ โจทก์ขอจดทะเบยนี เครื่องหมายการค้า ระบุว่าจะใช้เครื่องหมายการค้า กับเฉพาะผลิตภัณฑ์จำพวกที่ ๕ ซึ่งเป็นยารักษา อาการต่างๆ ดังนัน โ้จทก์ย่อมนำเครองื่หมายการค้า ที่อจดทะเบียนไปใช้กับยาได้ทุกประเภทตามที่ระบุ ไว้ ไม่ว่ายานั้นจะต้องซื้อโดยมีใบสั่งของแพทย์หรือ ไม่ หากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่คล้ายกับ เครื่องหมายการค้าของผู้อื่นย่อมทำให้สาธารณชน นัน้สับสนหลงผดิในสินค้าหรอแืหล่งกำเนิดของสินค้า ของโจทก์กับสินค้าของผู้อื่นได้ โจทก์อุทธรณ์ขอให้นายทะเบียน เครื่องหมายการค้านำมาตรา ๒๗ วรรคแรกมาปรับ ใช้กับโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ไม่ได้กำหนด ประเด็นเรื่องที่ว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าที่นำ มาขอจดทะเบียนโดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษ ที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นสมควรจะรับ จดทะเบียนหรือไม่ และโจทก์ไม่ได้โต้แย้งการ กำหนดประเด็นข้อพิพาท การที่โจกท์หยิบยก ประเด็นเรื่องน ี้ขึ้นมาเป็นอุทธรณ์ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทาง ปัญญาฯ และไม่เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบ เรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาที่ ๕๔๔๗/๒๕๕๔ ตามมาตรา ๒๗ บัญญัติถึงกรณีที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามี อำนาจรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือน หรอคล้ายกันใ ืห้แก่เจ้าของเครองื่หมายการค้าหลาย คนได้ หากเจ้าของเครื่องหมายการค้าหลายคนต่าง


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 91 - ได้ใช้มาแล้วด้วยกันโดยสุจริต หรือมีพฤติการณ์ พิเศษที่สมควรรับจดทะเบียนให้ โจทก์ใช้ เครื่องหมายการค้านอกราชอาณาจักร แม้จะได้จด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาแล้วในต่าง ประเทศเป็นเวลานานและนำไปใช้กับสินค้าภายใต้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์อย่างกว้างขวางใน ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชย ก็ ี ถือไม่ไดว้่าเป็นการ ใช้เครื่องหมายการค้าตามมาตราน ี้ ฎีกาที่ ๙๔๕๑/๒๕๕๔ แม้โจทก์มีชื่อ และใช้ชื่อในทางการค้าคำว่า “โทอะ” ที่อาจเขียน เป็นอักษรโรมันว่า “TOA” ที่อ่านว่า “โท-อะ” ก็ตาม แต่เครื่องหมายการค้าที่โจทก์ได้รับการจด ทะเบียนเมื่อปี ๒๕๐๕ มิใช่เครื่องหมายที่มีลักษณะ เป็นคำอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ว่า “TOA” ตามที่ ขอทะเบียนในคำขอจดทะเบียน แต่ใช้เครื่องหมาย เป็นคำที่เขียนตัวเขียนใหญ่และตัวเขียนเล็ก คือ “Toa” ภายในกรอบวงกลม ลักษณะการเขียนดัง กล่าวย่อมจะอ่านได้ว่ “โท-อะ” อย่างเห็นได้ชัดเจน แตกต่างจากการเขียนเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ว่า “TOA” ซึ่งน่าจะสื่อให้คนทั่วไปอ่านได้ว่า “ที โอ เอ” มากกว่าที่จะอ่าน “โท-อะ” การที่โจทก์เปลี่ยนมา ใช้คำว่า “TOA” เป็นตัวพิมพ์ใหญ่เป็นเครื่องหมาย การค้าของโจทก์ในภายหลังไม่ปรากฏว่าโจทก์ใช้ เครื่อง หมายในลักษณะเฉพาะ คำว่า “TOA” แต่ มีการใช้ประกอบรูปประดิษฐ์อื่น ส่วนการจด ทะเบียนในต่างประเทศก็ไม่ปรากฏว่าทำให้คนใน ประเทศไทยได้สังเกตเห็นเครื่องหมายการค้าของ โจทก์จนรจู้ักและสามารถแยกกับเครองื่หมายการค้า ของบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด จน ไม่มีโอกาสสับสนหรือหลงผิดได้ จึงยังไม่เป็นกรณี ที่จะถือได้ว่าโจทก์และบริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัดต่างฝ่ายต่างเป็นเจ้าของและ ต่างใช้เครื่องหมายการค้าของตนมาแล้วด้วยกัน โดยสุจริตหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียน เครื่องหมายการค้าจะเห็นสมควรรับจดทะเบียนให้ ได้ตามบทบัญญัติมาตรา ๒๗ อันเป็นบทยกเว้นของ มาตรา ๑๓ ฎีกาที่ ๕๑๕๖/๒๕๕๕ การที่โจทก์ยื่น คำขอจดทะเบยนเครีองื่หมายการค้ารูปม้าประดิษฐ์ เพื่อใช้กับสินค้าและบริการจำพวกที่ ๒๕ ซึ่งเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูป ม้าประดิษฐ์ประกอบอักษรโรมัน Moccasin ซึ่ง จดทะเบียนในประเทศไทยไว้ก่อนแล้ว เพื่อใช้กับ สินค้าและบริการจำพวกที่ ๒๕ เช่นเดียวกัน กรณี ต้องตามมาตรา ๒๗ ศาลจึงฟังพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ เพื่อใช้สนับสนุนคดีว่าโจทก์สมควรได้รับการจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนดังนัยมาตรา ๒๗ ได้แม้มิได้ผ่านการพิจารณาในชั้นนายทะเบียน เครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมาย การค้าก็ตาม


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 92 - มาตรา ๒๘ บุุคคลใดได้้ยื่่นคำำขอจดทะเบีียนเครื่่องหมายการค้้าไว้้ นอกราชอาณาจัักร ถ้้ายื่่นคำำขอจดทะเบีียนเครื่่องหมายการค้้านั้้นในราช อาณาจักรภายในหกเดือน นับแต่วันที่ได้ยื่นค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้านอกราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก บุคคลนั้นจะขอให้ถือว่าวันที่ได้ยืน ค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านอกราชอาณาจักรเป็นครั้งแรกเป็นวัน ที่ได้ยื่นค�ำขอในราชอาณาจักรก็ได้ หากบุคคลนั้นมีคุณสมบัติอย่างใดอย่าง หนึ่งดังต่อไปนี้ (๑) มีสัญชาติไทย หรือเป็นนิติบุคคลที่มีส�ำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ใน ประเทศไทย (๒) มีสัญชาติของประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาหรือความตกลง ระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าซึ่งประเทศไทยเป็น ภาคีอยู่ด้วยหรือ (๓) มีสัญชาติของประเทศที่ยินยอมให้สิทธิในท�ำนองเดียวกันแก่ บุคคลสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลที่มีส�ำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย (๔) มีภูมิล�ำเนา หรือประกอบอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรมอย่าง จริงจังในประเทศไทย หรือในประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญาหรือความ ตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าซึ่งประเทศไทย เป็นภาคีอยู่ด้วย ในกรณีที่ค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ได้ยื่นเป็นครั้งแรก นอกราชอาณาจักรถูกปฏิเสธ หรือผู้ยื่นค�ำขอจดทะเบียนถอนคืนหรือละทิ้ง ค�ำขอบุคคลดังกล่าวจะขอใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งไม่ได้ ในกรณีที่มีการยื่นค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ถูกปฏิเสธ หรือค�ำขอที่ผู้ยื่นค�ำขอจดทะเบียนถอนคืนหรือละทิ้งตามวรรคสองนอกราช อาณาจักรซ�้ำอีกภายในระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้ยื่นค�ำขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้านอกราชอาณาจักรเป็นครั้งแรกบุคคลซึ่งยื่นค�ำขอดังกล่าว จะขอใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งได้เมื่อ


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 93 - (๑)มาตรา ๒๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระ ราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ความเดิมของพระราช บัญญัติเครื่องหมาย การค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๒๘ เครื่องหมายการค้าใดได้ มีการยื่นคำขอจดทะเบียนครั้งแรกในต่างประเทศ ถ้าต่อมาได้มีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้านั้นในประเทศไทยภายในหกเดือนนับแต่วัน ที่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนครั้งแรก ให้ถือว่าวันที่ได้ ยื่นคำขอจดทะเบียนครั้งแรกในต่างประเทศนั้น เป็นวันยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใน ประเทศไทย หากประเทศที่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าเป็นครั้งแรกดังกล่าวให้สิทธิ ทำนองเดียวกันแก่บุคคลที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ ทางธุรกิจที่แท้จริงในประเทศไทยและบุคคลที่มี สัญชาติไทย เพื่อประโยชน์แห่งมาตราน ี้ประเทศที่ ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป็นครั้ง แรกต้องเป็นประเทศที่ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียน เครื่องหมาย การค้ามีสำนักงานแห่งใหญ่ทางธุรกิจ ทแท้ ี่จริงหรอืประเทศที่ผู้นัน้มีภูมิลำเนาหรอืประเทศ ที่ผู้นั้นมีสัญชาติ” (๒)ดููประกาศกรมทรัพย์ั ์สิินทางปััญญา ( http://www.ipthailand.go.th/images/2284/ Law40960_1.pdf ) (๑) ค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามวรรคสองยังมิได้มีการ ขอใช้สิทธิในการระบุวันยื่นค�ำขอจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง และ (๒) ค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามวรรคสองไม่อาจด�ำเนิน การใดตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องหมายการค้าในประเทศที่มีการยื่นค�ำขอ จดทะเบียนไว้ต่อไป และ (๓) การถูกปฏิเสธ ถอนคืน หรือถูกละทิ้งในครั้งแรกมิได้มีการเปิด เผยต่อสาธารณชน มาตรา ๒๘ วรรคสาม (๑) และ (๒) แก้ไขเพิ่มเตมิโดยพระราชบัญญัติเครองื่หมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “(๑) คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการ ค้าตามวรรคสามยังมิได้มีการขอใช้สิทธิในการระบุ วันยื่นคำขอจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง และ (๒) คำขอจดทะเบยนเครีองื่หมายการค้า ตามวรรคสามไม่อาจดำเนินการใด ตามกฎหมาย ว่าด้วยเครื่องหมายการค้าในประเทศที่มีการยื่น คำขอจดทะเบียนไว้ต่อไป และ”


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 94 - มาตรา ๒๘ ทวิในกรณีที่มีการน�ำสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าใด ออกแสดงในงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศที่จัดขึ้นในประเทศไทยหรือใน ประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญา หรือความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับ การคุ้มครองเครื่องหมายการค้าซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี อยู่ด้วย โดยส่วน ราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐของประเทศไทยหรือประเทศ ที่เป็นภาคีดังกล่าวจัดขึ้น หรือรัฐบาลไทยรับรองการจัดงานแสดงสินค้า ระหว่างประเทศนั้น เจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอาจขอใช้สิทธิตาม มาตรา ๒๘ วรรคหนึ่งได้ ถ้าเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นยื่นค�ำขอจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าส�ำหรับสินค้าที่น�ำออกแสดงในงานแสดงสินค้า ดังกล่าวในราชอาณาจักรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ได้น�ำสินค้าที่มี เครื่องหมายการค้าดังกล่าวออกแสดง หรือวันที่ยื่นค�ำขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าครั้งแรกนอกราชอาณาจักรแล้วแต่วันใดจะเกิดขึ้นก่อน แต่ทั้งนี้ การยื่นค�ำขอดังกล่าวต้องไม่เป็นการขยายระยะเวลาที่ก�ำหนดไว้ใน มาตรา ๒๘ การจัดงานแสดงสินค้าที่จะถือเป็นงานแสดงสินค้าระหว่างประเทศ และการขอใช้สิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธี การที่ก�ำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๒๘ ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 95 - ส่วนที่ ๒ การรับจดทะเบียนและผลแห่งการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ------------------- มาตรา ๒๙ เมื่อนายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นควรรับจดทะเบียน เครื่องหมายการค้ารายใดให้นายทะเบียนมีค�ำสั่งให้ประกาศโฆษณาค�ำขอ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายนั้น (๑) มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่ม เติมโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ความเดิมของพระราช บัญญัติเครื่องหมาย การค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๒๑ เมื่อนายทะเบยนีพจิารณา แล้วเห็นสมควรรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า รายใด ให้นายทะเบียนประกาศคำขอจดทะเบียน เครื่องหมายนั้นตามวิธีที่กำหนดไว้ในกฎเสนาบดี” (๒) มาตรา ๒๙ วรรคสอง ยกเลิกโดย พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ความเดิมของพระราช บัญญัติเครื่องหมาย การค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “เมื่อได้มีคำสั่งให้ประกาศโฆษณาตาม วรรคหนึ่งแล้วให้นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งคำสั่ง ใหผู้้ขอจดทะเบยนทราบ และใ ีห้ชำระค่าธรรมเนยีม การประกาศโฆษณาภายในสามสิบวันนับแต่วันได้ รับหนังสือแจ้งคำสั่งถ้าผู้ขอจดทะเบียนไม่ชำระค่า ธรรมเนียมภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่า ละทิ้งคำขอจดทะเบียน” (๓) มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง มีค�ำ พิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ฎีกาที่ ๗๘๖๓/๒๕๔๒ นายทะเบียน เครื่องหมายการค้ายังมิได้มีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าของโจทก์ จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะ ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการ เครื่องหมายการค้า มาตรา ๒๙ และ ๓๕ แห่งพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็น บทบัญญัติสำหรับวิธีดำเนินการรับจดทะเบียน เครื่องหมายการค้า โดยได้กำหนดเวลาสำหรับการ ยื่นคำคัดค้านไว้ด้วยแต่เมื่อไม่มีการคัดค้าน กรณี จึงไมต่ ้องดว้ยบทบัญญัตมิาตรา ๓๕ และหาเป็นการ ตัดสิทธิเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงที่จะ ดำเนินคดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าของตนไม่ เมื่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าของจำเลยแล้ว หากโจทก์เป็น ผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าจำเลย โจทก์ ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าของจำเลยได้ตามมาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง เครื่องหมายการค้าของโจทก์และของ จำเลยต่างประกอบด้วยตัวอักษรโรมันตัวเดียวกัน คือ “K” และ “L” ซึ่งแม้จะมีการประดิษฐ์ตัวอักษร ให้มีลักษณะแตกต่างกัน แต่เครื่องหมายการค้าทั้ง สองก็มีสำเนียงเรียกขานว่า “เคแอล” เช่นเดียวกัน ทั้งสินค้าของโจทก์และของจำเลยเป็นสินค้าจำพวก วงกบประตูหน้าต่างและมือจับที่ทำด้วยโลหะเช่น เดียวกัน ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลย


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 96 - เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จนอาจทำใหส้าธารณชนสับสนหรอืหลงผดิในความ เป็นเจ้าของสินค้าได้ โจทก์จ้างสถาปนิกให้ออกแบบเครื่อง หมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกวงกบประตู หน้าต่าง และมือจับซึ่งทำด้วยโลหะของโจทก์ตั้งแต่ ปี ๒๕๒๖ ซงเึ่ป็นปีเดียวกันกับทโี่จทก์ไดจด้ทะเบยนี เป็นนิติบุคคลโจทก์ยังได้จัดพิมพ์ใบโฆษณาขึ้นเพื่อ เป็นการเผยแพร่สินค้าและเครื่องหมายการ ค้าของ โจทก์ดังกล่าวแก่สาธารณชนมาก่อนจำเลยโดย เฉพาะสินค้าของโจทก์จะมีตัวอักษรโรมันว่า “KL” ติดอยู่ด้วยเมื่อโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าตัว อักษรโรมันว่า “KL” ในสินค้าจำพวกวงกบประตู หน้าต่าง และมือจับที่ทำด้วยโลหะมาก่อนจำเลย โจทก์จึงเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าตัวอักษร โรมันดังกล่าวในสินค้าจำพวกวงกบประตูหน้าต่าง และมือจับที่ทำด้วยโลหะและสินค้าที่มีลักษณะ อย่างเดียวกันดีกว่าจำเลย และมีสิทธิฟ้องขอให้เพิก ถอนเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวได้ด้วย การประกาศโฆษณาค�ำขอจดทะเบียนให้เป็นไปตามวิธีการที่ก�ำหนด ในกฎกระทรวง (๑) มาตรา ๒๙ ดููกฎกระทรวง ( https://www.krisdika.go.th/librarian/ get?sysid=606100&ext=htm ) มาตรา ๓๐ เมื่อนายทะเบียนได้มีค�ำสั่งให้ประกาศโฆษณาค�ำขอจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายใดตามมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่งแล้ว หากปรากฏ แก่นายทะเบียนในภายหลังว่า เครื่องหมายการค้ารายนั้น ไม่มีลักษณะอัน พึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา ๖ ก็ดี หรือการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า รายนั้นไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ อันจ�ำเป็นจะต้อง เพิกถอนค�ำสั่งให้ประกาศโฆษณาค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าราย นั้นก็ดี ถ้ายังมิได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายนั้นให้นายทะเบียนมีค�ำ สั่งเพิกถอนค�ำสั่งดังกล่าว และมีหนังสือแจ้งค�ำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบ พร้อมด้วยเหตุผลโดยไม่ชักช้า


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 97 - ในกรณีที่นายทะเบียนมีค�ำสั่งเพิกถอนตามวรรคหนึ่งหลังจากที่ได้มี การประกาศ โฆษณาค�ำขอจดทะเบียนตามมาตรา ๒๙ แล้ว ให้ประกาศ โฆษณาค�ำสั่งเพิกถอนนั้นด้วยตามวิธีการที่ก�ำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๓๐ วรรคสอง ดููกฎกระทรวง ( https://www.krisdika.go.th/librarian/ get?sysid=606100&ext=htm ) มาตรา ๓๑ ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิอุทธรณ์ค�ำสั่งเพิกถอนของนาย ทะเบียนตามมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง ต่อคณะกรรมการภายในหกสิบวันนับ แต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งค�ำสั่งของนายทะเบียน ในกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนมิได้อุทธรณ์ค�ำสั่งตามวรรคหนึ่ง หรือใน กรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนได้อุทธรณ์ตามค�ำสั่งวรรคหนึ่งแล้ว และคณะกรรมการ มีค�ำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่าค�ำส่งของนายทะเบียนถูกต้องแล้ว ให้นายทะเบียน ด�ำเนินการเกี่ยวกับค�ำขอจดทะเบียนดังกล่าวต่อไปได้ ถ้าคณะกรรมการมีค�ำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า ค�ำสั่งเพิกถอนของนาย ทะเบียนไม่ถูกต้องให้นายทะเบียน (๑) ด�ำเนินการประกาศโฆษณาค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า รายนั้นต่อไป ในกรณีที่นายทะเบียนได้มีค�ำสั่งเพิกถอนตามมาตรา ๓๐ วรรค หนึ่ง ก่อนที่จะมีประกาศโฆษณาค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม มาตรา ๒๙ (๒) ด�ำเนินการประกาศโฆษณาค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า รายนั้นใหม่ ในกรณีที่ได้มีการประกาศโฆษณาค�ำสั่งเพิกถอนของนายทะเบียน ตามมาตรา ๓๐ วรรคสองแล้ว ค�ำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการตามวรรคสองหรือวรรคสาม ให้เป็นที่สุด


คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 98 - มาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมพระราชบัญญัติเครื่องหมาย การค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งถูกยกเลิกไป ดังนี้ “มาตรา ๓๑ ผู้ขอจดทะเบียนมีสิทธิ อุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนของนายทะเบียนตามมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่งต่อคณะกรรมการภายในเก้าสิบวัน นับแตว่ ันทไี่ด้รับหนังสือแจ้งคำสงของนายทะเบั่ยน” ี ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๓๑ ผูจด้ทะเบยนี มีสิทธิอุทธรณ์ คำสั่งเพิกถอนของนายทะเบียนตามมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่งต่อคณะกรรมการภายในเก้าสิบวันนับแต่ วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งของนายทะเบียน ในกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนมิได้อุทธรณ์ คำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้คืน ค่าธรรมเนยีมการประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบยนี เครื่องหมายการค้าให้แก่ผู้ขอจดทะเบียน ถ้าคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ว่า คำสั่งเพิกถอนของนายทะเบียนถูกต้องแล้ว ให้ คณะกรรมการสั่งให้คืนค่าธรรมเนียมการประกาศ โฆษณาคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่ ผู้ขอจดทะเบียนด้วย (๑) ดำเนินการประกาศโฆษณาคำขอ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายนั้นต่อไป ใน กรณีที่นายทะเบียนได้มีคำสั่งเพิกถอนตามมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง ก่อนที่จะมีประกาศโฆษณาคำขอจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา ๒๙ (๒) ดำเนินการประกาศโฆษณาคำขอ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายนั้นใหม่ โดยผู้ ขอจดทะเบยนไ ีมต่ ้องเสียค่าธรรมเนยีมการประกาศ โฆษณาดังกล่าวอีก ในกรณีที่ได้มีการประกาศ โฆษณาคำสั่งเพิกถอนของนายทะเบียนตามมาตรา ๓๐ วรรคสองแล้ว คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการ ตามวรรคสามหรือวรรคสี่ให้เป็นที่สุด” มาตรา ๓๒ ในกรณีที่นายทะเบียนมีค�ำสั่งเพิกถอนตามมาตรา ๓๐ หลังจากที่ได้มีการคัดค้านตามมาตรา ๓๕ แล้ว ให้นายทะเบียนมีหนังสือ แจ้งค�ำสั่งเพิกถอนนั้น ให้ผู้คัดค้านทราบโดยไม่ชักช้า มาตรา ๓๓ ในกรณีตามมาตรา ๓๒ ถ้านายทะเบียนยังมิได้มีค�ำ วินิจฉัยค�ำคัดค้านนั้น ให้รอการวินิจฉัยไว้ก่อนจนกว่าจะพ้นก�ำหนดเวลา การอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่งหรือจนกว่าจะมีค�ำวินิจฉัยอุทธรณ์ ของคณะกรรมการตามมาตรา ๓๑ วรรคสองหรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี


Click to View FlipBook Version