คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 99 - ถ้าคณะกรรมการมีค�ำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า ค�ำสั่งเพิกถอนของนาย ทะเบียนตามมาตรา ๓๐ ถูกต้องแล้ว ให้นายทะเบียนมีค�ำสั่งไม่รับค�ำคัดค้าน นั้น และมีหนังสือแจ้งค�ำสั่งให้ผู้คัดค้านทราบโดยไม่ชักช้า ค�ำสั่งเช่นว่านี้ให้ เป็นที่สุด ถ้าคณะกรรมการมีค�ำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า ค�ำสั่งเพิกถอนของนาย ทะเบียนตามมาตรา ๓๐ ไม่ถูกต้อง ให้นายทะเบียนด�ำเนินการวินิจฉัยค�ำ คัดค้านนั้นต่อไป มาตรา ๓๓ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่อง หมายการค้า ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๓๓ ในกรณีตามมาตรา ๓๒ ถ้านายทะเบียนยังมิได้มีคำวินิจฉัยคำคัดค้านนั้น ให้รอ การวินิจฉัยไว้ก่อน จนกว่าจะพ้นกำหนดเวลาการอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่งหรือจนกว่าจะมีคำ วินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการตามมาตรา ๓๑ วรรคสามหรือวรรคสี่ แล้วแต่กรณี” มาตรา ๓๔ ในกรณีตามมาตรา ๓๒ ถ้านายทะเบียนได้มีค�ำวินิจฉัย ค�ำคัดค้านนั้นแล้วและมีการอุทธรณ์ค�ำวินิจฉัยของนายทะเบียนตามมาตรา ๓๗ ให้นายทะเบียนแจ้งให้คณะกรรมการทราบและให้น�ำมาตรา ๓๓ มาใช้ บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๓๕เมื่อได้ประกาศโฆษณาค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า รายใดตามมาตรา ๒๙ แล้ว บุคคลใดเห็นว่าตนมีสิทธิดีกว่าผู้ขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้ารายนั้น หรือเห็นว่าเครื่องหมายการค้ารายนั้นไม่มีลักษณะ อันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา ๖ หรือการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า รายนั้นไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ บุคคลนั้นจะยื่นค�ำ คัดค้านต่อนายทะเบียนก็ได้ แต่ต้องยื่นภายในหกสิบวันนับแต่วันประกาศ โฆษณาตามมาตรา ๒๙ พร้อมทั้งแสดงเหตุแห่งการคัดค้าน
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 100 - (๑) มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่ม เติมโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับ ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไป ดังนี้ “มาตรา ๓๕ เมื่อได้ประกาศโฆษณา คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายใดตาม มาตรา ๒๙ แล้วบุคคลใดเห็นว่าตนมีสิทธิดีกว่าผู้ ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายนั้นหรือเห็น ว่า เครื่องหมายการค้ารายนั้นไม่มีลักษณะอันพึง รับจดทะเบียนได้ตามมาตรา ๖ หรือการขอจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายนั้นไม่ถูกต้องตาม บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ บุคคลนั้นจะยื่น คำคัดค้านต่อนายทะเบียนก็ได้ แต่ต้องยื่นภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันประกาศโฆษณาตามมาตรา ๒๙ พร้อมทั้งแสดงเหตุแห่งการคัดค้าน” (๒) มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง มีค�ำ พิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ฎีกาที่ ๓๑๖๙/๒๕๓๗ โจทก์ยื่นคำขอ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่นายทะเบียนให้ รอการจดทะเบียนไว้เพราะเครื่องหมายการค้าดัง กล่าวของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมาย การค้าของจำเลยซึ่งยื่นคำขอจดทะเบียนไว้เพื่อใช้ กับสินค้าเช่นเดียวกับของโจทก์ เป็นกรณีที่มีบุคคล หลายคนต่างอ้างว่าเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า อันเดียวกัน หรอเกือบเื หมือนกันใช้กับสินค้าเดียวกัน หรอืต่างร้องขอจดทะเบยนเี ป็นเจ้าของเครองื่หมาย การค้านั้น อันเป็นการที่โจทก์ร้องขอให้ศาลสั่งว่า โจทก์หรอืจำเลยมีสิทธิใสเครองื่หมาย การค้าพพิาท ดีกว่ากัน ตามมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติเครองื่ จหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ บังคับขณะเกิดข้อพิพาท หาใช่การนำคดีมาสู่ศาล ตามมาตรา ๒๒ (ปัจจุบันคือ มาตรา ๓๕) อันโจทก์ จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนแห่งบทมาตราดังกล่าว โดยกการคัดค้านก่อนและให้โอกาสแก่จำเลยผู้ขอ จดทะเบียนก่อนโต้แย้งคำคัดค้านของโจทก์ไม่ การที่โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้า ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ และได้โฆษณาแพร่หลายซึ่งสินค้า โจทก์ แต่จำเลยเพิ่งนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ของโจทก์มาใช้กับสินค้าชนิดเดียวกันกับสินค้าโจทก์ ในปี ๒๕๓๑ ทั้งจำเลยเคยเป็นกรรมการของบริษัท โจทก์มาก่อน จำเลยย่อมทราบถึงการที่โจทก์ใช้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นอย่างดีเช่นนี้ ต้อง ถือว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่า จำเลยและการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต คำขอจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยย่อมตกไป ในตัวไม่จำต้องพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจด ทะเบียนดังกล่าวอีกศาลฎีกาแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ฎีกาที่ ๔๔๓๔/๒๕๔๐ เมื่อจำเลยที่ ๑ ทราบว่าโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการ ค้าดังกล่าวซึ่งมีคำว่า “GOLD” เช่นเดียวกับ เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ รวมอยู่ด้วย และ ขอจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกเดียวกัน จำเลย ที่ ๑ ย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียน ของโจทก์ดังกล่าวซึ่งจำเลยที่ ๑ เห็นว่าเป็นการ กระทบถึงสิทธิของตนได้ ตามที่ได้รับความคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติเครองื่หมายการ ค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๒๒ วรรคหนึ่งซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับ อยู่ในขณะนั้น (ปัจจุบัน มาตรา ๓๕) การที่จำเลย ที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าดังกล่าวจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลย ที่ ๒ ซึ่งอยู่ในฐานะนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ก็ชอบที่จะพิจารณาคำขอของโจทก์และคำคัดค้าน ของจำเลยที่ ๑ แล้วให้คำวินิจฉัยโดยมีคำสั่งรับจด ทะเบียนหรือไม่รับจดทะเบียนตามอำนาจหน้าที่ที่
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 101 - มีอยู่ตามมาตรา ๒๒ วรรคสาม เมื่อไม่ปรากฏว่าที่ จำเลยที่ ๒ ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าตามคำขอของโจทก์โดยเห็นว่า เครื่องหมาย การค้าของโจทก์คล้ายกับเครื่องหมาย การค้าของ จำเลยที่ ๑ จนถึงนับได้ว่าเป็นการลวงสาธารณชน นั้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบการกระทำของ จำเลยที่ ๒ จึงเป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ ที่มีอยู่ตามกฎหมายและไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ฎีกาที่ ๓๓๔๔/๒๕๔๕ ตามพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓๕ เป็นบทบัญญัติที่ให้บุคคลอื่นซึ่งอ้างว่าเป็นผู้มี สิทธิดีกว่าผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมาย การ ค้าได้ภายใน ๙๐ วัน (ปัจจุบัน ๖๐ วัน) หากไม่ยื่น ภายในกำหนดดังกล่าวนายทะเบียนเครื่องหมาย การค้ามีอำนาจที่จะดำเนินการรับจดทะเบียน เครองื่หมายการค้าของผู้ขอต่อไปไดต้ามมาตรา ๔๐ แต่เจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งได้จดทะเบียนไว้ ก่อนหากได้รับผลกระทบจากการรับจดทะเบียน ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ก็ยัง คงมีสิทธิที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการรับจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ ตามมาตรา ๔๐ ทั้งน ี้ ตามมาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง เพราะตามบทบัญญัติ ดังกล่าวหาได้มีข้อกำหนดจำกัดสิทธิของเจ้าของ เครื่องหมายการค้าซี่งได้จดทะเบียนไว้ก่อนว่าจะ ต้องยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการ ค้าไว้ก่อนฟ้องคดีไม่ การคัดค้านตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก�ำหนดในกฎกระทรวง (๑)ดููกฎกระทรวง (https://www.krisdika.go.th/librarian/get?sysid=606100&ext=htm) มาตรา ๓๖ ในกรณีที่มีการคัดค้านตามมาตรา ๓๕ ให้นายทะเบียน ส่งส�ำเนาค�ำคัดค้านไปยังผู้ขอจดทะเบียนโดยไม่ชักช้า มาตรา ๓๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช บัญญัติเครื่อง หมายการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ความเดิมของพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๓๖ ในกรณีที่มีการคัดค้านตามมาตรา ๓๕ ให้นายทะเบียนส่งสำเนาคำคัดค้านไป ยังผู้ขอจดทะเบียนโดยไม่ชักช้า และให้ผู้ขอจดทะเบียนยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านโดยแสดงเหตุที่ตนอาศัย เป็นหลักในการขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำคัดค้าน ในกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนมิได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าทิ้งคำขอจดทะเบียน ในกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้วให้นายทะเบียนส่งสำเนาคำโต้แย้ง นั้นไปยังผู้คัดค้านโดยไม่ชักช้าก่อนที่จะมีคำวินิจฉัย นายทะเบียนจะมีคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนและ ผู้คัดค้านมาให้ถ้อยคำทำคำช ี้ แจงหรือแสดงพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ได้”
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 102 - ให้ผู้ขอจดทะเบียนยื่นค�ำโต้แย้งค�ำคัดค้านตามแบบที่อธิบดีก�ำหนด โดยแสดงเหตุที่ตนอาศัยเป็นหลักในการขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับส�ำเนาค�ำคัดค้าน และให้นายทะเบียนส่งส�ำเนา ค�ำโต้แย้งนั้นไปยังผู้คัดค้านโดยไม่ชักช้า มาตรา ๓๖ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมาย การค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “ให้ผู้ขอจดทะเบียนยื่นคำโต้แย้งคำ คัดค้านตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยแสดงเหตุที่ตน อาศัยเป็นหลักในการขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำคัดค้าน และให้นายทะเบียนส่งสำเนาคำโต้แย้งนั้นไปยังผู้ คัดค้านโดยไม่ชักช้า” (๒) มาตรา ๓๖ วรรคสอง ดููประกาศ กรมทรัพย์ั ์สิินทางปััญญา ( https://www.ipthailand. go.th/th/ ) ในกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนมิได้ด�ำเนินการตามวรรคสอง ให้ถือว่า ผู้ขอจดทะเบียนละทิ้งค�ำขอจดทะเบียน ในการพิจารณาและวินิจฉัยค�ำคัดค้าน นายทะเบียนจะมีค�ำสั่งให้ผู้ ขอจดทะเบียนและผู้คัดค้านมาให้ถ้อยค�ำ ท�ำค�ำชี้แจง หรือแสดงหลักฐาน เพิ่มเติมก็ได้ หากผู้ขอจดทะเบียนหรือผู้คัดค้านไม่ปฏิบัติตามค�ำสั่งของนาย ทะเบียนภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งค�ำสั่ง ให้นายทะเบียนพิจารณา และวินิจฉัยค�ำคัดค้านต่อไปตามหลักฐานที่มีอยู่ มาตรา ๓๖ วรรคสี่ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “ในการพิจารณาการวินิจฉัยคำคัดค้าน นายทะเบียนจะมีคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียน และผู้ คัดค้านมาให้ถ้อยคำ ทำคำช ี้ แจง หรือแสดงหลักฐานเพิ่มเติมก็ได้ หากผู้ขอจดทะเบียนหรือผู้คัดค้านไม่ ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งให้นายทะเบียนพิจารณา และวินิจฉัยคำคัดค้านต่อไปตามหลักฐานที่มีอยู่”
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 103 - มาตรา ๓๗ เมื่อนายทะเบียนได้มีค�ำวินิจฉัยแล้ว ให้มีหนังสือแจ้ง ค�ำวินิจฉัยพร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ขอจดทะเบียนและผู้คัดค้านทราบโดยไม่ ชักช้า ผู้ขอจดทะเบียนหรือผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์ค�ำวินิจฉัยของนาย ทะเบียนต่อคณะกรรมการภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งค�ำ วินิจฉัยของนายทะเบียน ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้น โดยไม่ชักช้า มาตรา ๓๗ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ดังนี้ “ผู้ขอจดทะเบียนหรือผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของนายทะเบียนต่อคณะกรรมการ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของนายทะเบียน ทั้งน ี้ให้คณะกรรมการวินิจฉัย อุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นโดยไม่ชักช้า” มาตรา ๓๘ เมื่อคณะกรรมการได้มีค�ำวินิจฉัยแล้ว ให้มีหนังสือแจ้ง ค�ำวินิจฉัยพร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ขอจดทะเบียนและผู้คัดค้านทราบโดยไม่ ชักช้า ผู้ขอจดทะเบียนหรือผู้คัดค้านมีสิทธิอุทธรณ์ค�ำวินิจฉัยของคณะ กรรมการ โดยฟ้องคดีต่อศาลภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง ค�ำวินิจฉัยของคณะกรรมการ มาตรา ๓๘ วรรคสอง มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๓๓๓-๓๓๔/๒๕๔๒ เครองื่หมาย การค้าของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนเป็นอักษรโรมัน ตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดาคำว่า “GIAN FERRENTE” อ่านว่า “เจียนเฟอร์รองเต้” หรือ “จิอองเฟอร์รอง เต้” เครื่องหมายการค้าของบริษัท จิอองฟรังโก้ เฟอร์รี่ เอส.พี.เอ. จำกัดซึ่งจดทะเบียนไว้แล้วเป็น อักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ คำว่า “GIANFRANCO FERRE” อ่านว่า “จิอองฟรังโก้ เฟอร์รี่” ทั้งการ เรยกขานเครีองื่หมายการค้าของทัง้สองเครองื่หมาย แตกต่างกัน ทำให้ลักษณะของคำและการเรียกขาน เครื่องหมายการค้าทั้งสองมีจุดสังเกตข้อแตกต่าง ได้ชัด น่าเชื่อว่าสาธารณชนจะมองเห็นความแตก ต่างกันได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้าของ โจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของ
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 104 - บริษัทจิอองฟรังโก้ฯ จนถึงกับเป็นการลวง สาธารณชนให้สับสนหรือหลงผิดในความเป็น เจ้าของสินค้า โจทก์จึงมีสิทธิจดทะเบียน เครองื่หมายการค้า “GIAN FERRENTE” คำวินิจฉัย ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า “GIAN FERRENTE” คล้ายกับเครองื่หมาย “GIANFRANCO FERRE” และสั่งระงับการจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าของโจทก์ จึงไม่ชอบ โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำ วินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการ ค้า เป็นกรณีที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะ กรรมการเครื่องหมายการค้าโดยฟ้องคดีต่อศาล ตามพระราชบัญญัติเครองื่หมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓๘ วรรคสอง และเมื่อศาลมีคำพิพากษา ถึงที่สุดให้โจทก์ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิจด ทะเบียนแล้ว ให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียน เครื่องหมายการค้านั้นได้ แล้วมีหนังสือแจ้งคำสั่ง ให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ เป็นผู้มีสิทธิและให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะ กรรมการเครื่องหมายการค้าตามฟ้องแล้ว ขั้นตอน ดำเนินการต่อไปมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ แล้วซึ่งนายทะเบียนจะรับจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าของโจทก์หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับขั้นตอนและ เงื่อนไขตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิใช่จะรับจด ทะเบียนให้ได้โดยทันที ฎีกาที่ ๔๓๑๑/๒๕๔๙ ผู้ร้องเป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้าคำว่า “WILD GEESE” ซึ่งเป็น เครื่องหมายการค้าที่โจทก์อ้างว่ามีความเหมือน หรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า “WILD TURKY” ของโจทก์จนทำให้สาธารณชนสับสนหลง ผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เป็นเหตุเดียวกันกับเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบห้า ในฐานะนายทะเบียนและคณะกรรมการขอให้เพิก ถอนคำสงของนายทะเบั่ยนและคี ำวินิจฉัยของคณะ กรรมการฯ ที่ยกคำคัดค้านของโจทก์และรับจด ทะเบียนของผู้ร้อง ตามมาตรา ๓๘ วรรคสอง พระ ราชบัญญัติเครองื่หมายการค้า ซงึ่หากศาลทรัพย์สิน ทางปัญญาฯ มีคำวินิจฉัยเห็นพ้องด้วยกับโจทก์ให้ เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนและคำวินิจฉัย ผล แห่งคดีย่อมกระทบถึงสิทธิในเครื่องหมาย การค้า ของผู้ร้องที่มีอยู่ เป็นเรื่องที่ผู้ร้องสมัครใจเองเพราะ เห็นว่าเป็นการจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิตนที่มีอยู่โดยมีสิทธิ ยื่นคำร้องเข้ามาในคดีที่อยู่ในระหว่างพิจารณาของ ศาลได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๑) ฎีกาที่ ๖๔๓๔/๒๕๕๔ อุทธรณ์คำวินิจฉัย ของคณะกรรมการเครื่องหมาย การค้าตามมาตรา ๓๕ ถึงมาตรา ๓๘ มิใช่กรณีอุทธรณ์คำสั่งที่นาย ทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าตามมาตรา ๑๘ โจทก์จึงต้อง ฟ้องคดีต่อศาลภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ได้รับ หนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ เครื่องหมายการค้าตามมาตรา ๓๘ วรรคสอง การฟ้องคดีตามวรรคสอง จะกระท�ำได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอน ตามมาตรา ๓๗ วรรคสองแล้ว
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 105 - มาตรา ๓๙ ในกรณีที่มิได้มีการอุทธรณ์ค�ำวินิจฉัยของนายทะเบียน ภายในก�ำหนดเวลาตามมาตรา ๓๗ วรรคสอง หรือมิได้มีการอุทธรณ์ค�ำ วินิจฉัยของคณะกรรมการภายในก�ำหนดเวลาตามมาตรา ๓๘ วรรคสอง ให้ ถือว่าค�ำวินิจฉัยของนายทะเบียนหรือของคณะกรรมการ แล้วแต่กรณีเป็น ที่สุด มาตรา ๔๐ ในกรณีที่ไม่มีการคัดค้านตามมาตรา ๓๕ ก็ดี หรือมีการ คัดค้านตามมาตรา ๓๕ แต่ได้มีค�ำวินิจฉัยหรือค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งถึงที่ สุด ให้ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิจดทะเบียนก็ดี ให้นายทะเบียนมีค�ำสั่ง ให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ มาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๓๓๓-๓๓๔/๒๕๔๒ เครองื่หมาย การค้าของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนเป็นอักษรโรมัน ตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดาคำว่า “GIAN FERRENTE” อ่านว่า “เจียนเฟอร์รองเต้” หรือ “จิอองเฟอร์รอง เต้” เครื่องหมายการค้าของบริษัท จิอองฟรังโก้ เฟอร์รี่ เอส.พี.เอ. จำกัดซึ่งจดทะเบียนไว้แล้วเป็น อักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่คำว่า “GIANFRANCO FERRE” อ่านว่า “จิอองฟรังโก้ เฟอร์รี่” ทั้งการ เรยกขานเครีองื่หมายการค้าของทัง้สองเครองื่หมาย แตกต่างกัน ทำให้ลักษณะของคำและการเรียกขาน เครื่องหมายการค้าทั้งสองมีจุดสังเกตข้อแตกต่าง ได้ชัด น่าเชื่อว่าสาธารณชนจะมองเห็นความแตก ต่างกันได้ จึงยังถือไม่ได้ว่าเครื่องหมายการค้าของ โจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของบริษัทจิอองฟรังโก้ฯ จนถึงกับเป็นการลวง สาธารณชนให้สับสนหรือหลงผิดในความเป็น เจ้าของสินค้า โจทก์จึงมีสิทธิจดทะเบียน เครองื่หมายการค้า “GAIN FERRENTE” คำวินิจฉัย ของคณะกรรมการเครื่องยหมายการค้าว่า “GAIN FERRENTE” คล้ายกับเครองื่หมาย “GAINFRANCO FERRE” และสั่งระงับการจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าของโจทก์ จึงไม่ชอบ โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำ วินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการ ค้า เป็นกรณีที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะ กรรมการเครื่องหมายการค้าโดยฟ้องคดีต่อศาล ตามมาตรา ๓๘ วรรคสอง และเมื่อศาลมีคำพพิากษา ถึงที่สุดให้โจทก์ผู้ขอจดทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิจด ทะเบียนแล้ว ให้นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียน เครื่องหมายการค้านั้นได้ แล้วมีหนังสือแจ้งคำสั่ง ให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบ ตามมาตรา ๔๐ วรรค หนึ่งและวรรคสอง เมื่อศาลวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้ มีสิทธิและให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ เครองื่หมายการค้าตามฟ้องแล้ว ขัน้ตอนการดำเนิน การต่อไปมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วซึ่ง นายทะเบียนจะรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 106 - ของโจทก์หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับขั้นตอนและเงื่อนไข ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิใช่จะรับจดทะเบียนให้ ได้โดยทันที ฎีกาที่ ๕๓๒๙/๒๕๕๘ เครื่องหมาย บริการที่จำเลยที่ ๑ ยื่นคำขอจดทะเบียน ซึ่งโจทก์ ยื่นคำคัดค้านอ้างว่าโจทก์ทมีสิทธิดีกว่าแต่นาย ทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการ เครื่องหมายการค้ายกคำคัดค้านของโจทก์ โจทก์ จึงฟ้องคดีน ี้อันเป็นการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะ กรรมการเครื่องหมายการค้า ตามมาตรา ๓๘ วรรค สอง ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยในประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิ ดีกว่าจำเลยท ๑ ี่ผู้ขอจดทะเบยนเครีองื่หมายบริการ หรือไม่ โดยหากฟังว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าจำเลย ที่ ๑ ก็แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ผู้ขอจดทะเบียนเป็น ผู้ซึ่งไม่มีสิทธิจดทะเบียน แล้วพิพากษาไปตามที่ ฟังได้ดังกล่าว และมีผลให้นายทะเบียนไม่อาจมีคำ สั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการให้จำเลยที่ ๑ ตามคำขอจดทะเบียนได้ตามมาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง ทั้งน ี้ โดยไม่จำต้องพิพากษาให้เพิกถอนคำขอจด ทะเบียนแต่อย่างใด เมื่อได้มีค�ำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้นายทะเบียนมีหนังสือแจ้งค�ำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบ และให้ช�ำระ ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง ค�ำสั่ง ถ้าผู้ขอจดทะเบียนไม่ช�ำระค่าธรรมเนียมภายในก�ำหนด เวลาดังกล่าว ให้ถือว่าละทิ้งค�ำขอจดทะเบียน (๑) มาตรา ๔๐ วรรคสอง แก้ไขเพิ่ม เติมโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับ ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไป ดังนี้ “เมื่อได้มีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่อง หมายการค้าตามวรรคหนึ่งแล้วให้นายทะเบียนมี หนังสือแจ้งคำสั่งให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบ และให้ ชำระค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนภายในสามสิบ วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่ง ถ้าผู้ขอจด ทะเบียนไม่ชำระค่าธรรมเนียมภายในกำหนดเวลา ดังกล่าว ให้ถือว่าละทิ้งคำขอจดทะเบียน” (๒) มาตรา ๔๐ วรรคสอง มีค�ำ พิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ฎีกาที่ ๗๓๓๑/๒๕๔๔ เครื่องหมาย การค้าคำว่า Kinder Em-eukal ประกอบรูปการ์ตูน เด็กผู้ชายของโจทก์ดังกล่าว จึงมิได้มีสาระสำคัญ เป็นลักษณะเด่นอยู่ที่คำว่า Kinder อย่างที่ใช้เป็น เครองื่หมายการค้าของจำเลย แต่เครองื่หมายการค้า ของโจทก์มีสาระสำคัญเป็นลักษณะเด่นที่คำว่า Em-eukel และยังมีรูปการ์ตูนเด็กผู้ชายประกอบ อีกด้วย เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงมีจุด แตกต่างกับของจำเลยในส่วนสำคัญอย่างเห็นได้ชัด ซงึ่ผู้บริโภคสามารถใช้เป็นที่สังเกตุแยกให้เห็นความ แตกต่างจากเครื่องหมายการค้านี้โดยสุจริต มิใช่ การใช้คำว่า Kinder เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องหมาย การค้า โดยหวังที่จะอาศัยชื่อเสียงเกียรติคุณจาก
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 107 - เครื่องหมายการค้าของจำเลย เครื่องหมายการค้า ของโจทก์จึงไม่ใช่เครื่องหมาย การค้าที่เหมือนหรือ คล้ายกับเครองื่หมายการค้าของจำเลยจนอาจทำให้ สาธารณชนสังสนหรือหลงผลิตในความเป็นเจ้าของ และแหล่งกำเนิดของสินค้า โจทก์มีคำขอให้รับจด ทะเบียนของโจทก์ตามคำขอเลขที่ ๒๗๕๑๐๒ เท่ากับเป็นการขอให้บังคับนายทะเบียนรับจด ทะเบียนให้ตามคำขอจดทะเบียนของโจทก์ไปเลย นายทะเบียนต้องดำเนินการแจ้งให้โจทก์ชำระค่า ธรรมเนียมการจดทะเบียนตามมาตรา ๔๐ วรรค สอง เสียก่อน หากโจทก์ไม่ชำระค่าธรรมเนียม ภายในกำหนดก็ถือว่าโจทก์ทิ้งคำขอจดทะเบียน ใน ชั้นน ี้ย่อมไม่อาจก้าวล่วงพิพากษาให้นายทะเบียน เครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนของโจทก์ตาม คำขอของโจทก์ได้ ฎีกาที่ ๑๐๕๔๕/๒๕๕๑ โจทก์จด ทะเบียนเครื่องหมายการค้า “MISS SIXTY” ใน ต่างประเทศ และใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับ สินค้ามาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ก่อนที่จำเลยอ้างว่าผลิต การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ให้เป็นไปตามวิธีการที่ก�ำหนด ในกฎกระทรวง มาตรา ๔๐ วรรคสาม ดููกฎกระทรวง ( https://www.krisdika.go.th/librarian/ get?sysid=606100&ext=htm ) สินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวออกขายใน ประเทศไทย เมื่อพิจารณาเครื่องหมาย การค้าของ จำเลยเห็นว่าอักษรและคำประดิษฐ์ที่มีลายเส้นและ ลวดลายคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทั้ง ยังมีรูปดอกไม้ประดับคำและตัวอักษรนั้นคล้ายกับ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ด้วย หากไม่เคยเห็น มาก่อนก็ยากที่บุคคลใดจะคิดประดิษฐ์อักษรและ คำได้คล้ายกันมากในลักษณะเช่นนั้น ข้อเท็จจริง ฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า “MISS SIXTY” ดีกว่าจำเลย เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ได้ พิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าคำว่า “MISS SIXTY” ของจำเลยแล้ว ก็มี ผลบังคับเป็นการเพิกถอนการจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าโดยคำพิพากษาของศาลนั้นเอง จำเลยย่อมไม่มีสิทธิใช้และขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าคำว่า “MISS SIXTY” จึงไม่มี ความจำเป็นที่จะต้องพพิากษาใหถื้อเอาคำพพิากษา แทนการแสดงเจตนาของจำเลยอีก
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 108 - มาตรา ๔๑ในกรณีที่ผู้คัดค้านตามมาตรา ๓๕ เป็นผู้ซึ่งได้ยื่นค�ำขอจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าที่ตนคัดค้าน นั้น และมีค�ำวินิจฉัยหรือค�ำพิพากษาหรือค�ำสั่งถึงที่สุดว่าผู้คัดค้านมีสิทธิดีกว่า ผู้ถูกคัดค้าน ถ้าเครื่องหมายการค้าที่ผู้คัดค้านขอจดทะเบียนนั้นมีลักษณะอัน พึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา ๖ และการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า นั้นถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียน จดทะเบียน เครื่องหมายการค้านั้นตามวิธีการที่ก�ำหนดในกฎกระทรวง โดยไม่ต้องประกาศ โฆษณาค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผู้คัดค้านอีก (๑)ดููกฎกระทรวง ( https://www.krisdika.go.th/librarian/get?sysid=606100&ext=htm) มาตรา ๔๒ เมื่อได้จดทะเบียนเครื่อง หมายการค้ารายใดแล้ว ให้ ถือว่าวันที่ยื่นค�ำขอจดทะเบียนหรือเป็นวันที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า รายนั้น ส�ำหรับกรณีตามมาตรา ๒๘ หรือมาตรา ๒๘ ทวิ ให้ถือว่าวันที่ยื่น ค�ำขอจดทะเบียนในราชอาณาจักร เป็นวันที่จดทะเบียนเครื่อง หมายการ ค้ารายนั้น มาตรา ๔๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ความ เดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๔๒ เมื่อได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายใดแล้ว ให้ถือว่าวันที่ยื่นคำขอจดทะเบียน หรือวันที่ถือว่าเป็นวันยื่นคำขอทะเบียนตามมาตรา ๒๘ เป็นวันที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารายนั้น” มาตรา ๔๓ เมื่อได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้วให้นายทะเบียน ออกหนังสือส�ำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่ผู้ขอจดทะเบียนตามแบบที่ ก�ำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๔๓ วรรคหนึ่่ง ดููกฎกระทรวง ( https://www.krisdika.go.th/librarian/ get?sysid=606100&ext=htm )
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 109 - ถ้าหนังสือส�ำคัญแสดงการจดทะเบียนช�ำรุดในสาระส�ำคัญหรือ สูญหาย เจ้าของ เครื่องหมายการค้าจะยื่นค�ำขอรับใบแทนหนังสือส�ำคัญ ดังกล่าวต่อนายทะเบียนก็ได้ การออกใบแทนหนังสือส�ำคัญแสดงการจดทะเบียนให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์และแบบที่ก�ำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๔๓ วรรคสาม ดููกฎกระทรวง ( https://www.krisdika.go.th/librarian/ get?sysid=606100&ext=htm ) มาตรา ๔๔ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๗ และมาตรา ๖๘ เมื่อได้จด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้า เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว ในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้า นั้นส�ำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ มาตรา ๔๔ มีค�ำพิพากษาฏีกาที่เกี่ยวข้องดังตัวอย่างต่อไปนี้ ฎีกาที่ ๖๕๗/๒๔๙๙ โจทก์ไดจด้ทะเบยนี เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าไว้ก็ย่อมเป็นเจ้าของ มีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้เครื่องหมายที่จดสำหรับ สินค้าชนิดนั้น ตามมาตรา ๔๔ หากจำเลยสั่งสินค้า ซึ่งมีเครื่องหมายอย่างเดียวกันเข้ามาจำหน่ายย่อม ถือว่าละเมิดสิทธิของโจทก์ ฎีกาที่ ๑๗๔๔/๒๕๐๐ สินค้าพพิาทเป็น ของบริษัทฮิตอันเดอร์กาเมนต์ในสหรัฐอเมริกา จำเลยเป็นแต่ผู้สั่งซื้อมาจำหน่ายโดยขอให้บริษัท ติดเครื่องหมาย “ฮิท” (hit) และจดทะเบียนไว้ และโจทก์สั่งซื้อสินค้าชนิดเดียวกันจากบริษัท เดียวกัน แต่เครื่องหมายฮิทซึ่งเป็นชื่อของบริษัทไม่ เหมือนกับที่จำเลยจดทะเบียนไว้ จำเลยจะถือว่า โจทก์ทำละเมดิไม่ได้เพราะจำเลยไม่ใช่เจ้าของสินค้า นั้น ไม่มีสิทธิตามมาตรา ๔๔ ฎีกาที่ ๑๒๗๑ - ๑๒๗๓/๒๕๐๘ ผู้มี สิทธิในเครื่องหมายการค้า หาใช่จำกัดเฉพาะผู้ทำ สินค้าขึ้นเท่านั้นไม่ แม้โจทก์จะมิใช่ผู้ประดิษฐ์หรือ ผลิตสินค้า แต่เป็นผู้รับโอนเครื่องหมายการค้าที่ เจ้าของเดิมจดทะเบียนไว้ พร้อมด้วยกิจการบริการ จำหน่ายสินค้าในประเทศไทย โจทก์ย่อมมีสิทธิแต่ ผู้เดียวที่จะค้าขายสินค้าที่มีเครื่องหมายซึ่งได้จด ทะเบียนไว้นั้น ตามมาตรา ๔๔ ฎีกาที่ ๘๐๒/๒๕๒๑ จำเลยจดทะเบยนี สร้อยข้อมือของจำเลยไว้ ใช้ว่า “ฮกลกซิ่วคัง” ซึ่ง การจดทะเบียนดังกล่าวระบุไว้ด้วยว่า ไม่ให้สิทธิ แก่ผู้ขอจดทะเบียนแต่ผู้เดียวที่จะใช้อักษรจีนคำว่า “ฮกลกซิ่ว” แยกแต่ลำพัง สร้อยข้อมือของโจทก์ ปรากฏว่า คำทั้ง ๔ คำ ดังกล่าวไม่ได้อยู่รวมกัน หากแต่แยกออกจากกันเป็นคำๆ คำละหนึงข้อ่สร้อย
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 110 - แต่ละคำที่ปรากฏในข้อสร้อยนี้ อยู่สลับกับข้อสร้อย ที่มีลวดลายเป็นรูปดอกไม้ ดังนี้ถือไม่ได้ว่าโจทก์ ทำละเมิดเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของจำเลย จำเลยจึงไมมีส่ ิทธิฟ้องแย้งเรยกค่าเ ี สียหายจากโจทก์ ฎีกาที่ ๓๖๕๐/๒๕๒๙ โจทก์จดทะเบยนี เครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวก ๓๘ ไว้ เฉพาะสินค้ากางเกงในและถุงเท้าโจทก์จึงมีสิทธิผู้ เดียวเพื่อใช้เครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนไว้ สำหรับสินค้าเฉพาะกางเกงในและถุงเท้าเท่านั้น ตามมาตรา ๔๔ หามีสิทธิสำหรับสินค้าทั้งจำพวก ๓๘ ทั้งหมดโจทก์จึงไม่มีสิทธิ ห้ามมิให้จำเลยใช้ เครื่องหมายการค้าที่จำเลยจดทะเบียนไว้สำหรับ สินค้าอื่นในจำพวก ๓๘ นอกจากกางเกงในและ ถุงเท้า ฎีกาที่ ๕๐๔๑-๕๐๔๒/๒๕๓๐ โจทก์ ร่วมจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตรา “ควาย พระอาทิตย์” ย่อมมีสิทธิใช้หรือให้ผู้อื่นใช้ เครื่องหมายการค้านั้นได้โดยชอบ ตามมาตรา ๔๔ การที่จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ นำเครื่องหมายการค้าดัง กล่าวมาใช้กับสินค้าของจำเลยที่ ๔ โดยโจทก์ร่วม ยินยอมจึงไม่เป็นความผิดฐานเลียนเครื่องหมาย การค้า ฎีกาที่ ๓๔๐๗ - ๓๔๐๘/๒๕๓๒ (ป) แม้เครื่องหมายการค้าพิพาทเป็นของบริษัท ว. แห่ง ประเทศอังกฤษก็ตาม แต่เมื่อบริษัทดังกล่าวมิได้ เข้ามาเป็นคู่ความ และไม่ปรากฏว่าได้จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทยอันจะ ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครองื่หมาย การค้าฯ มาตรา ๒๗, ๒๙ (ปัจจุบัน มาตรา ๔๔, ๔๖) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้แสดงว่าโจทก์เป็น ผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทและขอให้ จำเลยถอนคำขอจดทะเบยนและเลิกใช้เคร ีองื่หมาย การค้านี้ได้ ฎีกาที่ ๓๔๐๗-๓๔๐๘/๒๕๓๒ เครื่อง หมายการค้าพิพาทเป็นของบริษัท ว. แห่งประเทศ อังกฤษก็ตาม แต่เมื่อบริษัทดังกล่าว มิได้เข้ามาเป็น คู่ความและไม่ปรากฏว่าได้จดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าดังกล่าวในประเทศไทยอันจะได้รับความ คุ้มครองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมาย การค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๒๗, ๒๙ (ปัจจุบัน มาตรา ๔๔, ๔๖) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ขอให้แสดงว่าโจทก์เป็น ผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการ ค้าพิพาทและขอให้ จำเลยถอนคำขอจดทะเบยนและเลิกใช้เคร ีองื่หมาย การค้านี้ได้ ฎีกาที่ ๔๖๐๓/๒๕๓๓ โจทก์ได้จด ทะเบียนในประเทศไทยแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิแต่ ผู้เดียวที่จะขายสินค้าตามเครื่องหมาย การค้านั้น ตามมาตรา ๔๔ การที่จำเลยจำหน่ายสินค้าที่ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ติดมาในประเทศไทย เป็นเหตุให้การขายของโจทก์ลดลง ย่อมเป็นการ ละเมิดสิทธิของโจทก์ อายุความตามสิทธิของโจทก์ ที่ขอให้ห้ามจำเลยมิให้จำหน่ายรวมทั้งห้ามสั่งหรือ นำเข้าซงึ่สินค้าที่มีเครองื่หมายการค้าของโจทก์ มิใช่ เป็นการเรียกค่าเสียหายจึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ ฎีกาที่ ๒๕๒๙/๒๕๓๘ โจทก์ได้คิด ออกแบบเครื่องหมายการค้าแล้วนำไปจดทะเบียน โดยใช้ชื่อ ส. สามีโจทก์ในระหว่างเป็นสามีภรรยา กันเครื่องหมายการค้าเป็นทรัพย์สินที่ส. กับโจทก์ ผู้เป็นคู่สมรสได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส ส. และโจทก์ย่อมเป็นเจ้าของสิทธิร่วมกันใน เครื่องหมายการค้าแม้โจทก์จะมิได้มีชื่อเป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้าในทะเบียนเครื่องหมายการค้า และต่อมาได้มีการหย่าขาดและทำสัญญาแบ่ง ทรัพย์สินกันแตส่ ิทธิในเครองื่หมายการค้าของบุคคล ทั้งสองก็ยังคงมีอยู่ร่วมกันจนกว่าจะได้มีการจด
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 111 - ทะเบียนโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าเป็นของ โจทก์แต่ลำพังผู้เดียวการที่จำเลยละเมิดสิทธิใน เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์โจทก์ย่อม มีอำนาจฟ้องขอใหห้ ้ามจำเลยใช้เครองื่หมายการค้า เรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ตามมาตรา ๒๗ (ปัจจุบันมาตรา ๔๔) ฎีกาที่ ๕๗๔๕/๒๕๓๘ โจทก์เป็นทายาท และเป็นผู้จัดการมรดกของ พ. ซึ่งเป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยปลอมเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้วผลิต สินค้าเช่นเดียวกับสินค้าของโจทก์ออกขายเพื่อให้ ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของโจทก์ ทำให้ โจทก์จำหน่ายสินค้าได้น้อยลง ต้องเสียหายขอให้ บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ดังนี้เท่ากับ ว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยละเมิดสิทิในเครื่องหมาย การค้าของโจทก์ ตามมาตรา ๔๔ โจทก์ย่อมมีสิทธิ ฟ้องจำเลย ฎีกาที่ ๗๓๗๖/๒๕๓๘ เครื่องหมาย การค้าของจำเลยซึ่งใช้คำว่า “Sunferrox” มีอักษร โรมันเหมือนหรือคล้ายกันกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ใช้คำว่า “BAYFERROX” และ “Bayferrox” สินค้าของโจทก์สินค้าของโจทก์และ จำเลยบรรจุอยู่ในกระสอบซึ่งมีสีสันและขนาดใกล้ เคียงกันทั้งระบุไว้ที่กระสอบบรรจุสินค้าว่าสินค้ามี น้ำหนัก ๒๕ กิโลกรัมเหมือนกันซึ่งหากไม่พิจารณา ให้รอบคอบหรือได้เห็นต่างเวลากันผู้ซื้อก็อาจจะ ไม่ทันสังเกตถึงข้อแตกต่างได้ดังนี้ เครื่องหมายการ ค้าของจำเลยตามคำขอจดทะเบียนและที่ใช้กับ สินค้าของจำเลยจึงเหมือนหรอคล้ายกับเคร ืองื่หมาย การค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วและที่ใช้กับ สินค้าของโจทก์จนถึงนับได้ว่าเป็นการลวง สาธารณชนให้สับสนหรือหลงผิดในความเป็น เจ้าของสินค้าแล้ว แม้จำเลยจะยื่นขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าไว้สำหรับสินค้าจำพวกที่ ๑ แต่ เวลาจำเลยนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาใช้กับ สินค้าที่จำเลยผลิตออกจำหน่ายกลับปรากฏว่า จำเลยนำเครื่องหมายการค้าของจำเลยมาใช้กับ สินค้า ชนิดเดียวกันกับสินค้าของโจทก์ซึ่งจัดอยู่ใน จำพวกท ๔ เี่ มื่อโจทก์เป็นเจ้าของเครองื่หมายการค้า ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ในสินค้าจำพวกดังกล่าว โจทก์ย่อมมีสิทธิแตผู่ ้เดียวที่จะใช้เครองื่หมายการค้า นี้สำหรับสินค้าจำพวกดังกล่าว ตามมาตรา ๔๔ และมีสิทธิห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่ จำเลยยื่นขอจดทะเบียนให้จำเลยถอนคำขอจด ทะเบียนดังกล่าวและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ฎีกาที่ ๕๔๒๗/๒๕๔๒ เครองื่หมายการค้า ของโจทก์ใช้คำอักษรโรมันว่า “BRUSEL” สว่นจำเลย ใช้คำว่า “BUSHEL” อ่านออกเสียงว่า “บรุสเซล” ส่วนของจำเลยอ่านออกเสียงว่า “บูเชล” มีข้อแตก ต่างกันเพียงเล็กน้อยคอเครืองื่หมายการค้าของโจทก์ มีการใช้ตัวอักษรประดิษฐ์รูปตัว S โจทก์และจำเลย ต่างใช้เครื่องหมาย การค้าของตนกับสินค้าเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายเช่นเดียวกันย่อมเป็นการยากที่ สาธารณชนจะสังเกตเห็นข้อแตกต่างที่มีเพียงเล็ก น้อยนันไ้ด้ชัดเจน เครองื่หมายการค้าทัง้สอง จึงคล้าย กันจนถึงขนาดทที่ ำใหส้าธารณชนสับสนหรอืหลงผดิ ในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เมื่อโจทก์ได้จดทะเบียนและใช้เครื่องหมายการค้า ดังกล่าวไว้ก่อน โจทก์ย่อมมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะใช้ เครื่องหมาย การค้าของโจทก์นั้นกับสินค้าตามที่จด ทะเบียนไว้ ตามมาตรา ๔๔ แม้นายทะเบียนจะรับ จดทะเบียนให้จำเลย โจทก์ก็ยังมีสิทธิดีกว่าจำเลย ชอบที่จะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนของจำเลย ได้ การใช้เครองื่หมายการค้าของจำเลยย่อมเป็นการ ละเมิดสิทธิ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ห้ามจำเลยใช้ เครื่องหมาย การค้าของจำเลยได้
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 112 - ฎีกาที่ ๖๔๓๖/๒๕๔๓ การอนุญาตให้ โจทก์ที่ ๒ ใช้เครื่องหมายการค้าตามสัญญาผู้ใช้ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๓๙ ไม่ได้จดทะเบียนต่อ นายทะเบยนเครีองื่หมายการค้าตามพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๘ วรรค สอง จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ที่ ๒ จึงมิใช่ผู้เสียหาย และไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้ง สองในข้อหาละเมิดเพราะจำเลยทั้งสองร่วมกัน จำหน่ายสินค้าปากกาลูกลื่นที่มีเครื่องหมายการค้า ปลอมเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนคำว่า “REYNOLDS” ดังกล่าวของโจทก์ที่ ๑ ได้ คงมี เฉพาะโจทก์ที่ ๑ เท่านั้นที่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสีย หายดังกล่าว โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการ ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า “REYNOLDS” สำหรับ สินค้าปากกาลูกลื่นที่ได้จดทะเบียนไว้และการที่ จำเลยทั้งสองร่วมกันเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อ จำหน่ายปากกาลูกลื่น REYNOLDS อันเป็นสินค้า ที่มีเครองื่หมายการค้าปลอมเป็นการละเมดติ ่อสิทธิ แต่ผู้เดียวของโจทก์ที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๕๓๔ มาตรา ๔๔ ฎีกาที่ ๙๐๒๐/๒๕๔๓ โจทก์เป็นเจ้าของ ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมาย บริการคำว่า “SONY” จดทะเบียนไว้ทั่วโลกรวม ทั้งในประเทศไทย จำเลยนำคำว่า “SONY” ไปขอ จดทะเบียนใช้เป็นชื่อนิติบุคคล “SONYIMPEXCO. LTD.” เป็นการกระทำโดยไม่สุจริต คดีย่อมมี ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าการจดทะเบยนใช้ช ี อบริษัท ื่ ของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดสิทธิในชื่อทางการค้า ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๘, ๔๒๑ และเป็นการล่วงละเมิดสิทธิใน เครื่องหมายการค้ากับเครื่องหมายบริการตามพระ ราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา ๔๔, ๔๗ หรือไม่ เท่านั้น ฎีกาที่ ๑๔๒๒/๒๕๔๔ จำเลยยื่นคำขอ จดทะเบียนเครื่องหมายคำว่า “CORA:L” กับรูป รอยประดิษฐ์ของจำเลย สำหรับใช้กับสินค้าจำพวก ที่ ๑๑ แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวเหมือนคล้าย กับเครื่องหมายการค้าคำว่า “CORAL” และ “KORAL” ของโจทก์ ซงไึ่ดจด้ทะเบยนี สำหรับสินค้า ในจำพวกเดียวกันไว้ก่อนแล้วจึงไม่รับจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าของจำเลย จำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสำหรับใช้กับจำพวกที่ ๑๑ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้อง เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ ในเครื่องหมายการค้าของจำเลยสำหรับสินค้าที่ไม่ ได้จดทะเบียนนั้นได้ ตามมาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง เพราะสิทธิดังกล่าวน ี้ เป็นสิทธิแต่ผู้เดียวของบุคคล ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าทไี่ดจด้ทะเบยนไ ีวต้ามพระราชบัญญัติ ดังกล่าว มาตรา ๔๔ เท่านั้น ฎีกาที่ ๒๘๗๙/๒๕๔๕ เครื่องหมาย การค้าคำว่า FOX-D โจทก์ร่วมได้มีการจดทะเบีย นในประเทศไทยโดยชอบ โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้มีสิทธิ เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสาม สำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทยตาม มาตรา ๔๔ หากบุคคลอื่นเอาเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ร่วมดังกล่าวไปใช้สินค้าโดยไม่ได้รับ อนุญาตจากโจทก์ร่วมโดยชอบ ย่อมมีความผิดฐาน ปลอมเครองื่หมาย การค้าทไี่ดจด้ทะเบยนของโ ีจทก์ ร่วม หรือถ้าได้การจัดทำเครื่องหมายการค้าขึ้นโดย การดัดแปลงแก้ไขให้คล้ายกับเครื่องหมายการค้า ที่ได้จดทะเบียนของโจทก์ร่วมเพื่อให้ประชาชนหลง
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 113 - เชื่อว่าเป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมแล้ว ก็ ย่อมมีความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าของ โจทก์ร่วมได้ ฎีกาที่ ๒๙๗/๒๕๔๖ แม้ตามพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา ๔๔ จะให้การ คุ้มครองสิทธิของโจทก์ที่ ๑ ผู้เป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้าตามที่จดทะเบียนไว้ก็ตามก็เป็น เพียงคุ้มครองให้โจทก์ที่ ๑ เพียงผู้เดียวที่จะใช้ เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าตามที่จด ทะเบียนไว้ และมีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้อื่นนำ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ ๑ ไปใช้โดยไม่ชอบ เท่านั้น และเมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา ๔ อัน มีวตถั ปุระสงค์เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างสินค้า ของเจ้าของเครื่องหมายการค้ากับสินค้าของผู้อื่น และเพื่อระบุว่าสินค้านั้นเป็นของเจ้าของ เครองื่หมายการค้าอันเป็นประโยชน์ในการจำหน่าย สินค้าของตน สินค้าที่อยู่ในกล่องนั้นเป็นของโจทก์ ที่ ๑ บริษัท พ เป็นเพียงผู้ให้บริการรับซ่อมเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นการใช้ข้อความหรือเครื่องหมาย ที่อสดงวว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของบริษัท พ หรือ เป็นของจำเลยผู้นำมาจำหน่าย จำเลยที่ซื้อสินค้า ของโจทก์ท ๑ ี่จากตวัแทนของโจทก์ท ๑ ใน ี่สิงคโปร์ นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยโดยไม่ได้รับ ความยินยอมจากโจทก์ที่ ๑ จึงไม่เป็นการใช้ เครื่องหมายการค้าอันเป้นการละเมิดสิทธิใน เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ ๑ ฎีกาที่ ๖๙๘๐/๒๕๔๘ โจทก์อนุญาต ให้จำเลยใช้เครื่องหมายบริการโดยมิได้ทำเป็น หนังสือและจดทะเบียนต่อนายทะเบียนอันเป็นผล ให้สัญญาเป็นโมฆะ คดีน ี้โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลย กระทำละเมิดสิทธิในเครื่องหมายบริการของโจทก์ โดยจำเลยยังคงใช้ หลังจากที่โจทก์ได้แจ้งบอกเลิก การอนุญาตให้ใช้แล้ว โจทก์ในฐานะเจ้าของ เครื่องหมายบริการที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วซึ่งมีสิทธิ แต่ผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายบริการนั้นสำหรับ บริการที่ได้จดทะเบียนไว้ตาม มาตรา ๘๐ ประกอบ มาตรา ๔๔ ย่อมมีสิทธิฟ้องว่าจำเลยละเมิดสิทธิใน เครื่องหมายบริการของโจทก์ได้ จำเลยยังใช้ เครื่องหมายบริการของโจทก์อยู่อันเป็นการละเมิด ต่อโจทก์ ฎีกาที่ ๗๘๑๔/๒๕๔๘ เครื่องหมายการ ค้าของโจทก์ที่ ๑ คำว่า ซันไลต์ จำเลยที่ ๑ เพิ่งนำ เครื่องหมายการค้าคำว่า ทีไลม ไปใช้กับภาพ คำ ข้อความและกลุ่มสี รวมเป็นเครื่องหมายการค้า เดียวแล้วนำไปใช้กับสินค้าน้ำยาล้างจาน โดยมีภาพ มะนาวอยู่ด้านบน ภาพกองจาน ช้อน แก้ว อยู่ด้าน ล่าง มีคำว่า ทีไลม อยู่ในตำแหน่งตรงกลางเช่น เดียวกับคำว่า ซันไลต์ โดยมีขนาดตวัอักษรใกล้เคยงี กัน โจทก์ที่ ๑ ใช้คำว่า “ขจัดคราบน้ำมันและกลิ่น คาว” จำเลยก็เลี่ยงเป็นว่า “กำจัดคราบน้ำมันและ กลิ่นคาว” และกลุ่มของสีจำเลยที่ ๑ ใช้สีแดง เขียว น้ำเงิน และเหลือง วางตำแหน่งและการเรียงสีใน ลักษณะที่คล้ายกันมาก เมื่อนำภาพ คำ ข้อความ และกลุ่มของสีเหล่านี้ไปใช้กับขวดบรรจุสินค้า ประเภทเดียวกันคือน้ำยาล้างจานที่มีลักษณะเช่น เดียวกันกับของโจทก์ที่ ๑ ย่อมเป็นที่เห็นได้ชัดเจน ว่าลักษณะโดยรวมของการใช้เครื่องหมายการค้า ทั้งหมดเป็นการจงใจเลียนแบบเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ ๑ ไม่ใช่การพัฒนาการตลาดขึ้นเอง ย่อมเป็นการลวงสาธารณชนให้สับสนหลงผิดว่า สินค้าของจำเลยที่ ๑ คือสินค้าของโจทก์ที่ ๑ โจทก์ ที่ ๑ ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จด ทะเบียนไว้แล้วซึ่งมีสิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้ เครื่องหมายการค้า ตามมาตรา ๔๔ จึงมีอำนาจ ฟ้องจำเลย
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 114 - ฎีกาที่ ๒๙๐๕/๒๕๕๒ สิทธิของโจทก์ ในเครองื่หมายการค้าที่จดทะเบยนในราชอาณา ีจักร ไว้แล้วตามพ.ร.บ. เครื่องหมาย การค้า มาตรา ๔๔ เป็นสิทธิแต่ผู้เดียวเพื่อใช้เครื่องหมายนั้นสำหรับ สินค้าจำพวกที่ได้จดทะเบียนไว้เพื่อแยกแยะให้เห็น ว่าสินค้าของโจทก์แตกต่างจากสินค้าของผู้อื่น เท่านั้น หาได้รวมถึงการนำเครื่องหมายนั้นมาใช้ เป็นชอนิ ื่ติบุคคลและดวงตรานิติบุคคลดว้ยไม่ จำเลย ที่ ๑ นำคำว่า เบนซ์, BENZ และรูปประดิษฐ์ดาว สามแฉกในวงกลม มาใช้เป็นชื่อบริษัทและดวงตรา นิติบุคคล ไม่ได้นำมาใช้กับสินค้า การกระทำดัง กล่าวจึงมิได้เป็นการใช้คำ และรูปรอยประดิษฐ์ของ โจทก์ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายการค้าหรือ เครื่องหมายบริการ จึงไม่ได้เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ โจทก์ในเครื่องหมายการค้าตามนัยแห่งมาตรา ๔๔ ฎีกาที่ ๕๑๒๔/๒๕๕๔ ผู้เสียหายท ๔ นี่ ำ ชอ รื่ ูป รอยประดิษฐ์ ไปจดทะเบยนเครีองื่หมาย การ ค้าในจำพวก ๒๘ รายการสินค้าลกฟุ ูตบอล จึงมีสิทธิ แตผู่ ้เดียวในอันที่จะใช้เครองื่หมายการค้านัน ้สำหรับ สินค้าทไี่ดจด้ทเบยนไ ีว้เท่านัน ้ตามมาตรา ๔๔ ฎีกาที่ ๔๘๖๑/๒๕๕๔ คำว่า “เทวารัณย์” เป็นคำที่มีความหมายตามพจนานุกรมว่า สวนสวรรค์ จึงเป็นคำที่มีอย่แลู้วและใช้กันได้เป็นการทั่วไป ไมมี่ เหตุอันควรที่บุคคลใดจะถือสิทธิในการใช้คำน ี้ แต่ผู้ เดียว เพียงแต่ต้องกระทำโดยสุจริตไม่ให้เกิดความ สับสนหลงผดหิรอเกิ ืดความเสียหายแก่ผู้ทไี่ด้ใช้คำน ี้ เป็นเครองี่หมายการค้า เครองื่หมายบริการ หรอชือื่ ทางการค้ามาก่อน โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการโดยมีการใช้คำว่า “เทวารัณย์” และ “DEVARANA” เป็นคนละ ประเภทกับกิจการของจำเลย โจทก์จึงมีสิทธิแต่ผู้ เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมาย บริการที่จดทะเบียนไว้เท่านั้น ตามมาตรา ๔๔ และ มาตรา ๘๐ ประกอบมาตรา ๔๔ โจทก์จึงไม่มีสิทธิ หวงกันมิให้จำเลยใช้คำว่า “เทวารัณย์” และ “Dewaran” ในกิจการของจำเลย จึงเชื่อได้ว่าการ ใช้ชื่อทางการค้าหรือเครื่องหมายบริการของแต่ละ ฝ่ายไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความ เป็นเจ้าของกิจการผู้ให้บริการทั้งสองฝ่าย ย่อมถือ ไม่ได้ว่าจำเลยมีสิทธิในอันที่จะจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการที่โจทก์ ได้จดทะเบียนไว้ดีกว่าโจทก์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิขอ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและ เครื่องหมายบริการของโจทก์ ตามมาตรา ๘๐ ประกอบมาตรา ๖๗ ฎีกาที่ ๕๒๕๙/๒๕๕๕ การที่จำเลยผลิต และหรือจำหน่ายสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้า และใช้คำว่า “Prebilo” จึงไม่ใช่การเอา เครองื่หมายการค้าทไี่ด้รับการจดทะเบยนของโ ีจทก์ มาใช้กับสินค้าของจำเลยอันเป็นการละเมิดสิทธิแต่ ผู้เดียวที่จะใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ตาม มาตรา ๔๔
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 115 - มาตรา ๔๕ เครื่องหมายการค้าอันได้จดทะเบียนไว้โดยมิได้จ�ำกัดสี นั้น ให้ถือว่าได้จดทะเบียนไว้ทุกสี มาตรา ๔๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ความเดิมของ พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๒๘ เครองื่หมายการค้าอันไดจด้ทะเบยนไ ีว้โดยมิไดจำ้ กัดสีนัน ใ้หถื้อว่าไดจด้ทะเบยนี ไว้ทุกสี” มาตรา ๔๖ บุคคลใดจะฟ้องคดี เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิใน เครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนหรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อ การละเมิดสิทธิดังกล่าวไม่ได้ มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ฎีกาที่ ๒๗๗/๒๔๙๖ เมื่อโจทก์ยังหาได้ จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมาย การค้าแล้ว โจทก์จะนำคดีมาสู่ศาลเพื่อป้องกันหรือเรียกค่าเสีย หายในการล่วงสิทธิเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จด ทะเบียนนั้นไม่ได้ ตามมาตรา ๔๖ โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าตราม้า บินสำหรับสินค้าดินสอดำสั่งเข้ามาจำหน่ายแพร่ หลายแล้วในประเทศไทยและเครื่องหมายตราม้า บินใช้สำหรับดินสอของจำเลย บุคคลอื่นสั่งเข้ามา จากต่างประเทศ เพื่อจำหน่ายแพร่หลายมานาน แล้วจำเลยจึงสงเข้า ั่มาบ้าง จำเลยไดจำห ้ น่ายสินค้า ดินสอนี้มานานแล้วเหมือนกัน จะถือว่าฝ่ายใดฝ่าย หนึ่งมีสิทธิที่จะจดทะเบียนการค้าเป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้าตราม้าบินนี้ แต่ผู้เดียวหาได้ไม่ ฎีกาที่ ๔๗๘๖/๒๕๓๔ โจทก์ใช้คำว่า “DOLPHIN” จำเลยใช้คำว่า “PORPOISE” มีคำ แปลอย่างเดียวกันว่าปลาโลมา เป็นเพียงส่วน ประกอบของเครื่องหมายการค้าที่มีความสำคัญ น้อยกว่ารูปตัวปลาโลมาเป็นอันมากเครื่องหมาย การค้าทั้งสองดังกล่าวมีลักษณะทำนองเดียวกันอัน อาจทำให้ประชาชนทั่วไปหลงผิดได้ว่า สินค้าของ โจทก์และจำเลยเป็นสินค้าของเจ้าของเดียวกันดังนี้ แม้โจทก์จะมีสิทธิในเครองื่หมายการค้าพพิาทดีกว่า จำเลยแต่เครื่องหมายการค้าของโจทก์ยังไม่ได้รับ การจดทะเบียน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ห้าม จำเลยมิให้ใช้เครองื่หมายการค้านันอันเ้ป็นการฟ้อง คดีเพื่อป้องกันการล่วงสิทธิเครื่องหมายการค้าที่ไม่ จดทะเบียนได้ ตามมาตรา ๔๖ ฎีกาที่ ๒๑๐๘/๒๕๓๘ โจทก์เป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนใน ประเทศไทย จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าเสีย หายตามมาตรา ๒๙ วรรคสอง (ปัจจุบัน มาตรา ๔๖ วรรคสอง) ได้ แม้โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมาย การค้าพิพาทดีกว่าจำเลยแต่เมื่อยังไม่ได้รับการจด ทะเบียนจึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ห้ามจำเลยมิให้ใช้ เครื่องหมายการค้านั้นตามมาตรา ๒๙ วรรคแรก (ปัจจุบัน มาตรา ๔๖วรรคแรก) ฎีกาที่ ๕๕๗๑/๒๕๓๘ โจทก์เป็นเจ้าของ และใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มาก่อนจำเลย แม้โจทก์จะยังมิได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมาย
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 116 - การค้าโจทก์ก็เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น และในเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกับ เครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าจำเลยผู้ที่ได้จด ทะเบียนเป็นเจ้าของโจทก์ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมาย การค้ารูปคนพายเรือของจำเลยและให้จำเลยถอน คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปคนพายเรือ ได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๔๑ (๑) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับ อยู่ในขณะโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ ตามมาตรา ๒๙ วรรคแรก (ปัจจุบันมาตรา ๔๖ วรรคแรก) และ โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ปรากฎว่าจำเลยทำการ ลวงขายสินค้าของจำเลยว่าเป็นสินค้าของโจทก์ตาม มาตรา ๒๙ วรรคสอง (ปัจจุบันมาตรา ๔๖ วรรค สอง) โจทก์จึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายรายเดือนนับ แต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกกระทำละเมิดตาม ฟ้องได้ ฎีกาที่ ๗๒๙๑/๒๕๓๘ เครองื่หมายการค้า ของโจทก์ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนโจทก์จึงไม่มี อำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายในการล่วงสิทธิใน เครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้รับจดทะเบียนนั้นตาม มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง(ปัจจุบันมาตรา ๔๖ วรรค แรก) อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ อ้างว่าตนถูกโต้แย้งสิทธิและเมื่อโจทก์มิได้บรรยาย ฟ้องให้ปรากฏว่าจำเลยลวงขายว่าเป็นสินค้าของ โจทก์โจทก์จึงไม่อาจฟ้องเรียกค่าเสียหายในฐาน ลวงขายตามมาตรา ๒๙ วรรคสอง(ปัจจุบันมาตรา ๔๖ วรรคสอง) และไม่มีสิทธิที่จะฟ้องขอให้ห้าม จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวทั้งน ี้ เพราะ สิทธินันเ้ป็นสิทธิแตผู่ ้เดียวของบุคคลผู้ไดจด้ทะเบยนี เป็นเจ้าของเครื่องหมายการ ค้าดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๒๗ (ปัจจุบันมาตรา ๔๔) แห่งพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.๒๔๗๔ เท่านั้น ฎีกาที่ ๙๔๗๘/๒๕๓๙ โจทก์เป็นผู้คิด ประดิษฐ์และใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทมาก่อน จำเลย เครื่องหมายการค้าของจำเลยเหมือนและ คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จนถึงนับได้ ว่าเป็นการลวงสาธารณชนใหส้ับสนหลงผดิในความ เป็นเจ้าของสินค้าและแหล่งกำเนิดสินค้า โจทก์จึง มีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าจำเลยใน เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้รับการจด ทะเบียนแล้ว โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียน จึงไม่อาจฟ้องคดีเพื่อ ป้องกันการล่วงสิทธิในเครื่องหมายการค้าของตน และห้ามผู้อื่นมิให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นได้ดัง เช่นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจด ทะเบียนแล้วตามนัยมาตรา ๒๗ และ ๒๙ แห่งพระ ราชบัญญัติเครองื่หมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ (ปจจั ุบัน คือ มาตรา ๔๔ และมาตรา ๔๖) ฎีกาที่ ๒๓๔/๒๕๔๐ โจทก์เป็นเจ้าของ และได้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าของ โจทก์มาก่อนจำเลยหลายสิบปีโจทก์จึงมีสิทธิใน เครื่องหมายคำว่า “WELLCOME” และคำว่า “WELLCOMESUPERMARKET” ตามคำขอจด ทะเบียนเลขที่ ๒๐๖๖๕๖ สำหรับสินค้าจำพวกที่ ๕๐ ของจำเลยดีกว่าจำเลยและเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ที่จะร้องขอให้จำเลยถอนคำขอจดทะเบียนดังกล่าว ได้ตามมาตรา ๔๑ (๑) แห่งพระราชบัญญัติ เครองื่หมายการค้า พ.ศ.๒๔๗๔ อันเป็นบทกฎหมาย ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ แต่ศาล อุทธรณ์พิพากษาเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้รับ การจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกที่ ๕๐ จึงไม่ อาจฟ้องคดีเพื่อฟ้องกันการล่วงสิทธิในเครื่องหมาย การค้าของตนและห้ามผู้อื่นมิให้ใช้เครื่องหมายการ ค้านั้นกับสินค้าจำพวกดังกล่าวได้ดังเช่นเจ้าของ เครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนแล้วทั้งน ี้
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 117 - ตามนัยมาตรา ๒๗ และ ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติ เครองื่หมายการค้า พ.ศ.๒๔๗๔ (ปจจั ุบันคอ ืมาตรา ๔๔ และมาตรา ๔๖) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับ อยู่ในขณะเกิดข้อพิพาท ฎีกาที่ ๔๔๑๙/๒๕๔๑ โจทก์เป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้าซึ่งได้จดทะเบียนในต่างประเทศ แต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนในประเทศไทย โจทก์ จึงอยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมาย การค้าที่ยังไม่ ได้จดทะเบียน ย่อมไม่อาจนำคดีมาสู่ศาลเพื่อฟ้อง ขอให้ห้ามผู้อื่นมิให้ใช้หรือจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้านั้นอันเป็นการฟ้องเพื่อป้องกันการล่วงสิทธิ ในเครองื่หมายการค้าทไี่ม่ไดจด้ทะเบยนีดังทบัญญั ี่ติ ไว้ในมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ เครองื่หมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซงเึ่ป็นบทกฎหมาย ทใช้บังคับอย ี่ ่ในขณะโูจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิได้ (ปจจั ุบัน คือ มาตรา ๔๖) ฎีกาที่ ๒๖๔๔/๒๕๔๘ แม้ว่าโจทก์จะ ไม่ได้จดทะเบียนการใช้เครื่องหมาย การค้าคำว่า “DAI” แต่โจทก์ก็ใช้เครื่องหมายการค้ามาก่อน จำเลย จำเลยเคยติดต่อค้าขายกับโจทก์ แต่จำเลย กลับลอกเลียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวนำไปขอ จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าของจำเลยเอง การที่จำเลยมายื่นคำคัดค้านการขอจดทะเบียน เครื่องหมาย การค้าคำว่า “DAi” ของโจทก์ จึง เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิใน เครื่องหมายการค้าคำว่า“DAi” ดีกว่าจำเลย เมื่อ ปรากฏว่าโจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องคดีเพื่อป้องกันการ ละเมดสิ ิทธิในเครองื่หมายการค้าทไี่ม่ไดจด้ทะเบยนี ดังกล่าวไม่ได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการ ค้าฯ มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง บทบัญญัติมาตรานี้ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของเจ้าของเครื่องหมาย การค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนในอันที่จะฟ้องคดีบุคคลอื่นซึ่งเอาสินค้าของตนไป ลวงขายว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น มาตรา ๔๖ วรรคสอง มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๓๔๓/๒๕๐๓ จำเลยได้เอาคำว่า “แฟ๊บ” ในลักษณะและสีเช่นเดียวกับของโจทก์ไป ใช้กับสินค้า ไม้จิ้มฟันของจำเลย และนำสินค้านั้น ออกลวงขายประชาชนให้เข้าใจผิดว่า สินค้าไม้จิ้ม ฟันของจำเลยเป็นสินค้าผลิตโดยบริษัทโจทก์ดังนี้ แม้โจทก์จะยังมิได้จดทะเบียนคำว่า “แฟ๊บ” เป็น เครื่องหมายการค้าในประเภทไม้จิ้มฟัน โจทก์ก็มี อำนาจขอให้ศาลห้ามจำเลยใช้คำว่า “แฟ๊บ” กับ สินค้าของจำเลยได้ ฎีกาที่ ๑๑๒๐/๒๕๑๑ พระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๒๙ วรรค สอง การกระทำทเี่ ป็นการลวงขายมีความหมายกว้าง ขวางมาก ไมจำ่เป็นว่าสินค้าทที่ ำขึน้จะต้องเป็นสินค้า ชนิดเดียวกันหรือประเภทเดียวกันเท่านั้น ซึ่งแปล ความหมายไดว้่า ไม่ใช่แต่เป็นการลวงในวตถั ุเท่านัน ้ หากรวมถึงการลวงในความเป็นเจ้าของด้วย จำเลยใช้เครื่องหมายสินค้าหมากฝรั่ง ของจำเลยในหีบห่อเหมือนบุหรี่ของโจทก์ แม้รูป จะผิดเพี้ยนกันบ้างเล็กน้อยแต่การวินิจฉัย เครื่องหมายการค้าจะต้องให้เหมือนกันทุกสิ่งอย่าง
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 118 - หามิได้ เพียงแต่ให้เห็นว่าเครื่องหมายนั้นชวนให้ เห็นว่าเป็นลักษณะทำนองเดียวกันหรอเกือบเื หมือน สินค้าของโจทก์ก็พอแล้ว ทั้งจำเลยก็รับว่าได้เคย เห็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาก่อนแล้ว จึง เป็นการแสดงเจตนาว่าจำเลยแสวงหาประโยชน์ โดยอาศัยแอบอิงเอารูปเครื่องหมายการค้าของ โจทก์มาใช้กับสินค้าของจำเลยโดยไม่สุจริต ฉะนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยนำเอาหีบห่อในลักษณะ ขนาด และสีเช่นเดียวกับของโจทก์ไปใช้กำกับสินค้าหมาก ฝรั่งของจำเลย ย่อมเป็นการลวงขายว่าเป็นสินค้า ของโจทก์แล้ว เป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิจะทำได้ ซึ่งเข้าลักษณะเป็นการผิดกฎหมายตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ ฎีกาที่ ๒๐๗๙/๒๕๑๘ จำเลยเลียน เครื่องหมายการค้า “KAYABA” ของโจทก์โดยใช้ คำว่า “KAYABA” โจทก์มีสิทธิฟ้องว่าโจทก์สมควร ได้รับการจดทะเบียนแต่โจทก์เรียกค่าเสียหายไม่ ได้ ห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าและผลิต สินค้าไม่ได้บังคับให้เก็บสินค้าคืนจากตลาดก็ไม่ได้ ตามมาตรา ๔๖ วรรคสอง ฎีกาที่ ๗๓๔/๒๕๑๙ แถบติดคอเสื้อ ของโจทก์จำเลยต่างใช้อักษรโรมันคำเดียวกัน เครื่องหมายแถบไม่เหมือนกัน โจทก์ใช้ตัวเอน และ มีอักษรโรมันอื่นประกอบด้วย จำเลยเป็นอักษรตัว ตรง และมีภาษาไทยประกอบ ทั้งโจทก์จำเลยก็ ประกอบการค้าในลักษณะแตกต่าง คือ โจทก์ผลิต เสื้อสำเร็จรูปส่งจำหน่ายตามร้านค้า ส่วนจำเลยตั้ง ร้านรับจ้างตัดเสื้อกางเกง และใช้แถบติดคอเสื้อ เฉพาะที่จำเลยรับจ้างตัดเท่านั้น ไม่พอฟังว่าจำเลย เอาสินค้าของจำเลยไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของ โจทก์ ไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ไม่ต้องด้วย มาตรา ๔๖ วรรคสอง ฎีกาที่ ๒๓๖๓/๒๕๒๐ โจทก์ใช้ เครื่องหมายการค้า “UMATCO” มาก่อน จำเลย ไม่มีสิทธิคัดค้านการที่โจทก์ขอจดทะเบียนเป็น เครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าประเภทเดียวกัน แต่โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย เพราะละเมิด สิทธิเครื่องหมายการค้าหรือบังคับให้ถอนสินค้าที่ ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ก่อนที่โจทก์ได้จด ทะเบียนตามมาตรา ๔๖ วรรคหนึ่งและวรรคสอง ฎีกาที่ ๒๑๕๗/๒๕๒๓ โจทก์ใช้คำว่า “Christian Dior” และคำว่า “Dior” เป็น เครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าต่าง ๆ จำเลยใช้ คำว่า “Dior” เป็นเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้า ของจำเลยเพื่อให้ประชาชนทั่วไปหลงผิดว่าเป็น สินค้าของโจทก์ที่ทำจากต่างประเทศนับว่าเป็นการ ลวงสาธารณชนใหห้ลงผดิในแหล่งกำเนิดของสินค้า ของจำเลยโจทก์มีสิทธิใช้คำว่า “Dior” เป็น เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดีกว่าจำเลย แม้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวจะยังไม่ได้รับ การจดทะเบียนสำหรับสินค้าอย่างเดียวกันของ โจทก์ตามมาตรา ๔๖ วรรคสอง ฎีกาที่ ๓๒๗๘/๒๕๒๗ โจทก์เป็นผู้คิด ประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าคำว่า “BOSS” ขึ้นมา ใช้กับสินค้าของโจทก์ก่อนจำเลยจะผลิตสินค้าของ จำเลย ประเภทเดียวกันนี้ เป็นเวลาหลายปี เมื่อ จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า “BOSS” กับ สินค้าจำพวกเดียวกันมีลักษณะเหมือนและคล้าย ของโจทก์โดยรู้ถึงว่าสินค้าของโจทก์ประเภทนี้มี เครื่องหมายการค้าคำว่า “BOSS” จำหน่ายอยู่ใน ประเทศไทยแล้ว จำเลยจะนำเครื่องหมายการค้า คำว่า “BOSS” ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ในประเทศไทยไว้ก่อน ก็หาทำให้จำเลยมีสิทธิดีกว่า โจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นไม่ฎีกา
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 119 - โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า “BOSS” ดีกว่าจำเลย จำเลยลอกเลียนเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ไปลวงขาย ทำให้ผู้ซื้อสินค้าหลงผิดซื้อ สินค้าจำเลยโดยเข้าใจผิดว่าเป็นของโจทก์ โจทก์ ย่อมเป็นฝ่ายได้รับความเสียหาย และฟ้องเรียกร้อง ค่าเสียหายเอาได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมาย การค้า พุทธศักราช ๒๔๗๔ มาตรา ๒๙ วรรคสอง (ปัจจุบันคือ มาตรา ๔๖ วรรคสอง) และศาลมี อำนาจกำหนดให้ตามสมควรแก่พฤติการณ์ได้ ฎีกาที่ ๓๔๙๘/๒๕๒๘ ก่อนที่จำเลยที่ ๑ กรรมการผูจ้ดัการบริษัทจำเลยท ๒ ใช้เคร ี่องื่หมาย การค้า “วูลเวิร์ธ” กับผลิตภัณฑ์กางเกงยีนส์ของ จำเลยที่ ๑ นั้น ได้ทราบดีอยู่แล้วว่า คำดังกล่าว เป็นชื่อบริษัท และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ แพร่หลายอยู่ในต่างประเทศ การนำเอาคำดังกล่าว มาจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ และใช้กับผลิตภัณฑ์กางเกงยีนส์ของจำเลยและ โฆษณาว่าจำเลยที่ ๒ เป็นผู้แทนจำหน่ายแต่ผู้เดียว ในประเทศไทย จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์โดย แอบอิง เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโจทก์จึงมีสิทธิ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า “วูลเวิร์ธ” ดีกว่า จำเลยที่ ๑ โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ห้ามจำเลยใช้ เครื่องหมายการค้าและใช้ชื่อทางการค้าคำว่า “วูลเวิร์ธ” กับสินค้าและกิจการค้าของจำเลยได้ เครื่องหมายการค้าคำว่า “วูลวา วูลโว” และ “วูลวาร์ด” ของจำเลยที่ ๑ แสดงให้เห็นเจตนา เลียนเครื่องหมายการค้าคำว่า “วูลเวิร์ธ” และ “วูลโก” ของโจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิขอจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าคำดังกล่าว โจทก์ยังบรรยายฟ้องว่า บริษัทจำเลย ที่ ๒ มีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้ จัดการได้ร่วมกันนำชื่อทางการค้าและเครื่องหมาย การค้าของโจทก์ไปใช้เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่า สินค้าของจำเลยเป็นของโจทก์หรือโจทก์มีส่วน เกี่ยวข้องด้วย ขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองใช้ เครื่องหมายการค้าและใช้ชื่อทางการค้าคำว่า “วูลเวิร์ธ” ดังนี้ ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันเอา สินค้าของจำเลยไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา ๒๙ วรรคสอง (ปัจจุบันคือ มาตรา ๔๖ วรรคสอง) การกระทำของจำเลยอาจเป็นการร่วมกันทำละเมดิ ต่อโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ด้วย ฎีกาที่ ๗๔๒๕/๒๕๓๗ จำเลยที่ ๑ ได้ ไปพบเห็นสินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมาย การ ค้าคำว่า “GOLDDOOR” ทเี่ มืองฮ่องกง แล้วจำเลย ที่ ๑ นำเครื่อง หมายการค้าดังกล่าวมาจดทะเบียน ในประเทศไทยแสดงว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาจะ ลวงให้สาธารณชนหลงผิดเป็นการลวงขายสินค้า ของจำเลยทั้งสองว่าเป็นสินค้าของโจทก์ โจทก์จึง มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองได้ตามพ ระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๒๙ วรรคสอง (ปัจจุบันคือ มาตรา ๔๖ วรรคสอง) ฎีกาที่ ๒๔๖๕/๒๕๓๘ โจทก์ยังไม่ได้รับ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า Admiral และรูปประดิษฐ์สำหรับสินค้าจำพวกที่ ๓๘ โจทก์ ย่อมอยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมาย การค้าที่ไม่ได้ จดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกดังกล่าวโจทก์จะ เรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ต่อเมื่อโจทก์พิสูจน์ได้ ว่าจำเลยเอาสินค้าของจำเลยไปลวงขายว่าเป็นสินค้า ของโจทก์ ตามมาตรา ๔๖ วรรคสอง ฎีกาที่ ๔๒๕๙/๒๕๔๐ โจทก์มีสิทธิใน เครองื่หมายการค้าอักษรโรมัน “F” ดีกว่าจำเลยดังนี้
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 120 - การที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะแบบ เดียวกันกับเครองื่หมายการค้าของโจทก์จึงเป็นการ เลยนแบบเครีองื่หมายการค้า ประกอบกับสินค้าของ โจทก์และจำเลยต่างเป็นสินค้าประเภทเดียวกัน ย่อม ทำให้สาธารณชนหลงผิดหรือเข้าใจผิดว่าสินค้าของ จำเลยเป็นสินค้าของโจทก์หรือเกี่ยวข้องกับสินค้า ของโจทก์ ประชาชนผูซื้ ้อย่อมสับสนหลงผดวิ ่าสินค้า กระเป๋าถือสตรของี จำเลยเป็นสินค้าของโจทก์ จำเลย ได้ทำการลวงขายสินค้าของจำเลยว่าเป็นสินค้าของ โจทก์ จึงเป็นการทำละเมดติ ่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับ ความเสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจาก จำเลยตาม พระราชบัญญัติเครองื่หมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๒๙ วรรคสอง (ปัจจุบันคือ มาตรา ๔๖ วรรคสอง) และห้ามจำเลยใช้เครื่องหมาย การค้าอักษรโรมัน “F” ในลักษณะประดิษฐ์ไขว้ สลับหัวได้ ฎีกาที่ ๕๒๖๙/๒๕๔๒ โจทก์ใช้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์มาก่อนจำเลย ทั้ง ปรากฏว่าเครองื่หมายการค้าของจำเลยเหมือนหรอื คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์และโจทก์ ร่วมจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความ เป็นเจ้าของสินค้าได้ จึงเป็นการที่จำเลยเลียนแบบ เครื่องหมายการค้าของโจทก์และโจทก์ร่วม โจทก์ และโจทก์ร่วมจึงมีสิทธิดีกว่าจำเลยในการใช้ เครื่องหมายการค้าพิพาทสำหรับสินค้าประเภท กระดาษลอกลาย การกระทำของจำเลย ถือได้ว่า เป็นการลวงขายสินค้า ทำให้โจทก์และโจทก์ร่วม เสียหาย แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่ไดจด้ทะเบยนี เครองื่หมายการค้าพพิาทในประเทศไทย โจทก์และ โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิฟ้องเรยกค่าเ ี สียหายจากจำเลย ในฐานเอาสินค้าของตนไปลวงขายว่าเป็นสินค้าของ เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้ และมีสิทธิฟ้องขอให้ ห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทเฉพาะใน ลักษณะที่เป็นการลวงขายว่าเป็นสินค้าของโจทก์ และโจทก์ร่วมเท่านั้น ตามมาตรา ๔๖ วรรคสอง ฎีกาที่ ๙๕๔๔/๒๕๔๒ เครองื่หมายการค้า เป็นทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ ไม่มีรูปร่าง ทั้ง ไม่อาจยึดถือครอบครองได้อย่างทรัพย์สินทั่วไปดัง ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๔ ว่าด้วยทรัพย์สินการที่จำเลยนำ เครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า “PEAK” และ “PEAK” กับรูปประดิษฐ์คล้ายภูเขาของผู้อื่นมาใช้ กับสินค้าของตนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ แม้เป็นระยะเวลานานเพียงใด ก็ไม่ทำให้จำเลยมี สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าโจทก์ได้ บทบัญญัติว่าด้วยการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดย การครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ หาอาจนำมาใช้บังคับ แก่สิทธิในเครื่องหมายการค้าอันเป็นทรัพย์สินทาง ปัญญาได้ไม่ แต่โจทก์ยังมิไดจด้ทะเบยนเครีองื่หมาย การค้าดังกล่าวในประเทศไทย โจทก์จึงมีอำนาจ ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้เฉพาะใน กรณีที่จำเลยได้นำสินค้าของจำเลยไปลวงขายว่า เป็นสินค้าของโจทก์เพียงกรณีเดียวเท่านั้น ตาม มาตรา ๔๖ วรรคสอง ฎีกาที่ ๖๔๐๑/๒๕๔๗ จำเลยทั้งสอง ร่วมกันละเมิดต่อโจทก์โดยทำการลวงขายสินค้าดัง กล่าวตั้งแต่ปี๒๕๒๙ ถึงปี๒๕๔๒ เป็นเวลาต่อ เนื่องกันโดยโจทก์ขอคิดค่าเสียหายถึงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๒ อันเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาล ฎีกาคดีก่อน แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนดัง กล่าวตั้งแต่ปี ๒๕๒๙ ตลอดมาจนถึงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๒ แล้วดังนี้ เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้อง
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 121 - เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๓ จึงเกินกำหนดอายุ ความ ๑ ปี สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสำหรับ การละเมิดของจำเลยทั้งสองระหว่างปี ๒๕๒๙ ถึง วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๒ ของโจทก์ย่อมขาดอายุ ความตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๔๘ โจทก์คงมีสิทธิ เรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนสำหรับการละเมิด ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองทำการลวงขายใน วันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๒ ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกร้อง ภายในกำหนดอายุความ ๑ ปีเท่านั้น ตามมาตรา ๔๖ วรรคสอง ฎีกาที่ ๖๓๕๓/๒๕๕๑ โจทก์มีสิทธิใน เครื่องหมายการค้ารูปปลา ๓ ตัว ดีกว่าจำเลยที่ ๑ การจำหน่ายน้ำปลาที่จำเลยที่ ๑ ผลิตโดยใช้ เครื่องหมายการค้าดังกล่าวที่มีความคล้ายกับ เครื่องหมายการค้าของสินค้าน้ำปลาของโจทก์จน ยากที่ผู้บริโภคจะแยกแยะได้และอาจเกิดความ สับสนหลงผดิในฉลากเครองื่หมายการค้าของจำเลย ที่ ๑ แสดงว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาลวงให้ประชาชน ทั่วไปสับสนว่า สินค้าน้ำปลาของจำเลยที่ ๑ เป็น สินค้าน้ำปลาของโจทก์ ย่อมทำให้โจทก์เสียหาย การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงเป็นการละเมิดต่อ สิทธิของโจทก์ ดังนั้น โจทก์ซึ่งมีสิทธิเรียกค่าเสีย หายและขอให้ห้ามจำเลยที่ ๑ ใช้เครื่องหมาย การ ค้าที่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องหมายการค้ารูปปลา ๕ ตัว ของโจทก์ในลักษณะลวงขายว่าเป็นสินค้า ของโจทก์ตามมาตรา ๔๖ วรรคสอง ฎีกาที่ ๕๒๐๒/๒๕๕๒ เครองื่หมายการค้า ของโจทก์ที่ ๑ เป็นอักษรโรมันคำว่า “BREEZE POWER” ซึ่งไม่ปรากฏบนบรรจุภัณฑ์ของจำเลย ทั้งสอง ไม่ถือว่าเป็นการเลียนเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ ๑ อักษรไทยคำว่า “บรีส เพาเวอร์” ซึ่งไม่ปรากฏคำดังกล่าวบนบรรจุภัณฑ์ของจำเลย ทั้งสองเช่นกัน จึงไม่ถือว่าเป็นการเลียน เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ ๑ เมื่อพิจารณา บรรจุภัณฑ์ของจำเลยทั้งสอง ส่วนที่คล้ายคลึงกัน คือ ซองบรรจุภัณฑ์สีแดงกลางซองบรรจุภัณฑ์ด้าน หน้าเป็นชื่อสินค้าสีน้ำเงิน ซ้อนอยู่บนรูปประกาย ดาวสีขาว ลักษณะอักษร (Font) และการวางตัว อักษรเอียงขวาเหมือนกัน มีแถบสีเหลืองเหมือนกัน มุมบนด้านซ้ายมีคำว่า “ใหม่” กับรูปทรงกลม สีน้ำเงิน มุมล่างด้านซ้ายระบุปริมาณของสินค้า ส่วนมุมล่างด้านขวามีคำบรรยาย “สำหรับซักมือ” กับรูปมือ ๒ ข้าง อยู่ในวงกลม หากพิจารณาแยก เป็นแต่ละส่วนเช่นนี้ ก็จะเห็นความคล้ายกัน แต่ ความคล้ายกันดังกล่าวเป็นสว่นทอาี่จเกิดขึนไ้ด้ เมื่อ พิจารณาบรรจุภัณฑ์โดยรวมแล้วยังถือว่ามีความ แตกต่างกันอยู่ นอกจากน ี้ สินค้าของโจทก์ทั้งสอง กับจำเลยทั้งสองอยู่คนละกลุ่ม โดยสินค้าของโจทก์ ทั้งสองอยู่ในกลุ่มที่มีคุณภาพสูงและราคาสูง ส่วน ของจำเลยทั้งสองอยู่ในกลุ่มคุณภาพและราคาต่ำ กว่า กลุ่มผู้บริโภคจึงแตกต่างกัน การจดวัางจำหน่าย สินค้าหรือร้านค้าก็ไม่ได้ใกล้กัน เมื่อพิจารณา ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าเครื่องหมายการค้าของ โจทก์ที่ ๑ กับของจำเลยที่ ๑ แตกต่างกันทั้งในรูป ลักษณะและเสียงเรียกขานอย่างชัดเจนแล้ว โอกาส ที่สาธารณชนจะสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของ สินค้าหรอแืหล่งกำเนิดของสินค้าอันจะเป็นการลวง ขายจึงเป็นไปได้น้อย อาจรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสอง เจตนาเอารูปรอยประดิษฐ์ ลวดลาย และข้อความ ใดๆ ในการประกอบการค้าขายของโจทก์ที่ ๒ มา ใช้ หรือทำให้ปรากฏในสินค้าบรรจุภัณฑ์ของจำเลย ทั้งสอง เพื่อเป็นการลวงขายสินค้าว่าสินค้าของ จำเลยทั้งสองเป็นสินค้าของโจทก์ทั้งสอง ไม่ต้อง ด้วยมาตรา ๔๖ วรรคสอง
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 122 - มาตรา ๔๗ การจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่เป็นการขัด ขวางบุคคลใดในการใช้โดยสุจริตซึ่ง ชื่อตัว ชื่อสกุล หรือชื่อส�ำนักงานการ ค้าของตน หรือของเจ้าของเดิมของกิจการของตนหรือไม่เป็นการขัดขวาง บุคคลใดในการใช้ค�ำบรรยายโดยสุจริตซึ่งลักษณะหรือคุณสมบัติแห่งสินค้า ของตน (๑) มาตรา ๔๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระ ราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ความ เดิมของพระราชบัญญัติฯ ๒๔๗๔ “มาตรา ๓๐ การจดทะเบียนตามพระ ราชบัญญัตินี้ท่านว่าไม่เป็นการขัดขวางต่อผู้ใดใน การใช้โดยสุจริต ซึ่งนามและสำนักงานค้าของตน หรือของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งตนมาก่อนในกิจการ ค้าขายนัน ้หรอืสิทธิในการใช้โดยสจุริตซงคึ่ำบรรยาย ลักษณะหรือคุณสมบัติแห่งสินค้าของตน” (๒) มาตรา ๔๗ มีค�ำพิพากษาฎีกาที่ เกี่ยวข้อง ดังนี้ ฎีกาที่ ๘๕๑๓/๒๕๓๘ เครื่องหมาย การค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของจำเลย จึงเหมือนกันหรือคล้ายกันจนถึงนับได้ว่าเป็นการ ลวงสาธารณชนให้สับสนในความเป็นเจ้าของของ สินค้าจำเลยนำเครื่องหมายการค้ารูปตราอูฐของ โจทก์ไปใช้เป็นเครองื่หมายการค้าของจำเลยในการ จำหน่ายสินค้าจำพวกและชนิดเดียวกันกับสินค้า ของโจทก์ทั้ง ๆ ที่จำเลยก็เคยเป็นบริษัทในเครือ ของบริษัทซึ่งเป็นตัวแทนในการผลิตและจำหน่าย สินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าตราอูฐ มาก่อนย่อมช ี้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาไม่สุจริตโดยมุ่ง หมายที่จะลวงให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดเมื่อ โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนตราอูฐของ โจทก์มาก่อนจำเลยโจทก์ย่อมมีสิทธิในเครื่องหมาย การค้าจดทะเบียนรูปอูฐ ๒ ตัวกับคำว่า “OASIS” ของจำเลยดีกว่าจำเลยโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้ ศาลสั่งเพิกถอนทะเบียน และห้ามใช้เครื่องหมาย การค้าดังกล่าวได้ จำเลยประสงค์จะลวงสาธารณชนผู้ บริโภคให้สับสนหลงผิดว่าสินค้าสีตราอูฐของจำเลย เป็นสินค้าตราอูฐที่โจทก์ผลิตการใช้ชื่อดังกล่าวของ จำเลยจึงเป็นการใช้โดยไม่สุจริตเป็นการฝ่าฝืน บทบัญญัติมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติ เครองื่หมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซงเึ่ป็นบทกฎหมาย ที่ใช้บังคับในขณะโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิโจทก์ย่อมมี สิทธิขัดขวางจำเลยมิให้นำสว่นหนึงของเคร่องื่หมาย การค้าจดทะเบียนของโจทก์ไปเป็นส่วนหนึ่งของ ชื่อและดวงตราของจำเลยได้ ฎีกาที่ ๒๘๔/๒๕๓๙ โจทก์เป็นผู้ผลิต และจำหน่ายสินค้าคอมพิวเตอร์ภายใต้เครื่องหมาย การค้าคำว่า “UNIX” ทั้งในต่างประเทศและ ประเทศไทยและสำหรับในประเทศไทยโจทก์ได้จด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าจำพวกที่ ๘ ชนิดสินค้าคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งได้โฆษณาเผย แพร่สินค้าคอมพิวเตอร์ของโจทก์มาก่อนที่จำเลย จะยื่นขอจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดและใช้ชื่อ บริษัททั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษว่า “บริษัท ยูนิกซ์คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด” และ “UNIXCOMPUTER (THAILAND) COMPANY LIMITED” คำว่า “UNIX” ที่จำเลยนำไปจดทะเบยนี เหมือนกันกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนคำว่า
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 123 - “UNIX” ซึ่งใช้กับสินค้าคอมพิวเตอร์ของโจทก์ จำเลยอยู่ในวงการธุรกิจคอมพิวเตอร์ทราบดีว่า คำว่า “UNIX” เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่โจทก์ผลิตและ จำหน่ายการที่จำเลยรับเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า “ONIX” ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมาย การค้าของโจทก์มากย่อมทำให้สาธารณชนสับสน หลงผิดว่าสินค้าคอมพิวเตอร์หรือการค้าของจำเลย เป็นสินค้าหรือการค้าของโจทก์เป็นการแสวงหา ประโยชน์จากชอเื่ สียงและเกยรีติคุณในเครองื่หมาย การค้าจดทะเบยนของโ ีจทก์โดยมิได้รับอนุญาตการ ใช้คำว่า “UNIX” เป็นส่วนหนึ่งของชื่อและตรา บริษัทจำเลยจึงเป็นการใช้โดยไม่สุจริตเป็นเหตุให้ โจทก์เสียหายฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๓๐ แห่ง พระราชบัญญัติเครื่อง หมายการค้า พ.ศ.๒๔๗๔ อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะโจทก์ถูก โต้แย้งสิทธิ (ปัจจุบันคือ มาตรา ๔๗) ฎีกาที่ ๙๙๙/๒๕๔๐ โจทก์ใช้ชอโื่ตเกยีว ออฟติคอล ประกอบกิจการค้าแว่นตาก่อนที่จะจด ทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหลายปีต่อ การที่โจทก์ และโจทก์ร่วมทั้งเจ็ดใช้ชื่อทางการค้าดังกล่าวเป็น ชื่อบริษัทโจทก์เพราะโจทก์ไม่ทราบมาก่อนว่ามีชื่อ บริษัทนี้ ที่ประเทศญี่ปุ่นหลังจากโจทก์จดทะเบียน ชื่อทางการค้าดังกล่าวเป็นชื่อบริษัทโจทก์แล้ว ประกอบกิจการค้าแว่นตาต่อจากที่ทำอยู่เดิมตลอด มาทังท้ำการโฆษณาแพร่หลายเป็นทรี่จู้ักในทางการ ค้าแก่บุคคลทั่วไปนับตงแั้ตว่ ันจดทะเบยนเี ป็นบริษัท จำกัดเป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปี การใช้ชื่อบริษัทของ โจทก์เป็นการกระทำโดยสุจริตเช่นเดียวกับจำเลย ที่ ๑ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะใช้ชื่อบริษัทดังกล่าวได้ โดยชอบจำเลยที่ ๑ จึงไม่อาจขอให้สั่งห้ามโจทก์ใช้ ชื่อ “โตเกียวออพติคอล” เป็นชื่อบริษัทโจทก์และ เรียกค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องแย้งจากโจทก์ได้ตาม มาตรา ๔๗ ฎีกาที่ ๘๗๗๙/๒๕๔๒ คำว่า “BMW” ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงแพร่ หลายทั่วไป จำเลยทั้งสองนำคำว่า “บีเอ็มดับบลิว” มาจดทะเบียนเป็นชื่อห้างจำเลยที่ ๑ แม้ว่าห้างนั้น จะประกอบการค้าขายสินค้าต่างจำพวกหรอืต่างชนิด กับสินค้าของโจทก์ก็ตาม การกระทำของจำเลยทั้ง สองไม่สุจริต โจทก์มีสิทธิขัดขวางในการใช้โดยไม่ สุจริตซึ่งชื่อห้างและห้ามจำเลยใช้เครื่องหมาย การ ค้าที่ได้รับจดทะเบียนของโจทก์ได้ตามมาตรา ๔๗ ฎีกาที่ ๕๔๒/๒๕๔๖ ชอทางการค้าและ ื่ เครื่องหมายการค้าคำว่า SONY และโซนี่ของโจทก์ เป็นที่แพร่หลายรู้จักกันทั่วไป จำเลยที่ ๑ ก็รู้ การที่ จำเลยที่ ๑ ขอจดทะเบียนคำว่าบริษัทโซนี่ อิมเป็กซ์ จำกัด เป็นชอบริษัท ื่ จำเลยท ๑ โ ี่ดยใช้คำภาษาอังกฤษ ว่า SONY IMPEX CO.,LTD. โดยไม่มีส่วนสัมพันธ์ หรอเกืยี่วข้องหรอไืด้รับอนุญาตจากโจทก์ จึงเป็นการ แสวงหาประโยชน์จากความมีชอเื่ สียงแพร่หลายของ คำว่า SONY หรอโืซน โี่ดยไมส่จุริต ทำใหส้าธารณชน สับสนหลงผิดคิดว่าจำเลยที่ ๑ เป็นบริษัทในเครือ ของโจทก์หรอืมีสว่นเกยี่วข้องสมพั ันธ์กับโจทก์ โจทก์ ผู้เป็นเจ้าของชื่อนิติบุคคลคำว่า SONY และ โซนี่ มี สิทธิขัดขวางจำเลยท ๑ ในการใช้เคร ี่องื่หมายการค้า คำว่า SONY และ โซนี่ ของโจทก์เป็นชื่อของจำเลย ที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔๗ ฎีกาที่ ๒๖๔๐/๒๕๕๐ โจทก์จดทะเบยนี นิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นใช้ชื่อว่า “K. MIKIMOTO & CO., LTD” กับจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าคำว่า “MIKIMOTO” กับสินค้า จำพวกที่ ๑๔ จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนชื่อนิติบุคคล ว่า “บริษัทไทยมิกิโมโต้ เอ็กซ์ปอร์ท จำกัด” การ
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 124 - ที่จำเลยที่ ๑ นำคำว่า “มิกิโมโต้” ซึ่งเป็นคำที่มา จากภาษาญี่ปุ่นอันตรงกับสัญชาติของโจทก์ไปเป็น สว่นหนึงของช่อบริษัท ื่ จำเลยท ๑ โ ี่ดยมีคำว่า “ไทย” อยู่ด้านหน้าและคำว่า “เอ็กซ์ปอร์ท” อยู่ด้านหน้า คำว่า “มิกิโมโต้” สาระสำคัญของชื่อบริษัทจำเลย ที่ ๑ จึงอยู่ที่คำว่า “มิกิโมโต้” อันมีเสียงเรียกขาน เหมือนชื่อทางการค้าของโจทก์เมื่อนำมาพิจารณา ประกอบกับคำว่า “ไทย” การใช้ชื่อของบริษัท จำเลยที่ ๑ จึงทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดว่า บริษัทจำเลยที่ ๑ เป็นบริษัทโจทก์ที่มาเปิดสาขาใน ประเทศไทยหรือหลงผิดว่า บริษัทจำเลยที่ ๑ เป็น บริษัทในเครือของโจทก์ ประกอบกับจำเลยที่ ๑ ผลิตและจำหน่ายสินค้าเครองื่ ประดับทที่ ำจากไข่มุก อันเป็นสินค้าจำพวกเดียวกับสินค้าของโจทก์ที่ได้ มีการจำหน่ายและแพร่หลายทังใน้ต่างประเทศแล้ว ฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีเจตนาไม่สุจริตโดยนำคำว่า “มิกิโมโต้” มาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทจำเลยที่ ๑ เพื่อแสวงหาประโยชน์จากชอเื่ สียงและเกยรีติคุณ ในชื่อทางการค้าโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ ๑ เช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงใน ทางการค้าและเกิดความเสียหายต่อกิจการของ โจทก์ได้ จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีสิทธิใช้คำว่า “มิกิโม โต้” ประกอบชื่อนิติบุคคลของบริษัทจำเลยที่ ๑ แม้เครื่องหมายการค้าของโจทก์จะเป็น อักษรโรมันส่วนของจำเลยที่ ๑ ใช้เป็นภาษาไทย แต่เสียงเรยกขานเี หมือนกันทังเ้ป็นคำที่มาจากภาษา ญี่ปุ่นซึ่งตรงกับสัญชาติของโจทก์ จำพวกสินค้าที่ จำเลยที่ ๑ ผลิตและจำหน่ายก็เหมือนกับสินค้า จำพวกที่ ๑๔ ที่โจทก์จดทะเบียนไว้ประกอบกับ สินค้าโจทก์เป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วไป จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ใช้ชื่อบริษัทจำเลยที่ ๑ โดยไม่สุจริต ตามมาตรา ๔๗
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 125 - ส่วนที่ ๓ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงการจดทะเบียน เครื่องหมายการค้า -------------------- มาตรา ๔๘ สิทธิในค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ได้ยื่นไว้ แล้ว ย่อมโอนหรือรับมรดกกันได้ (๑) มาตรา ๔๘ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระ ราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ความ เดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๓๑ สิทธิในเครองื่หมายการค้า นั้น โอนกันได้แต่เฉพาะเมื่อโอนพร้อมกับกิจการ ค้าขายสินค้าที่ได้จดทเบียนใช้เครื่องหมายนั้น” (๒) มาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง มีคำพพิากษา ฎีกาที่เกี่ยวข้องดังตัวอย่างต่อไปน ี้ ฎีกาที่ ๗๔๒๖/๒๕๕๓ เครองื่หมายการค้า “พันธุ์ทองเฮง” เป็นทรัพย์มรดก นาย ป.เป็นทายาท คนหนึ่งเช่นเดียวกับโจทก์ ก่อนเกิดข้อพิพาท นาย ป. ได้ใช้สิทธิในเครื่องหมาย การค้า “พันธุ์ทองเฮง” ด้วยการผลิตและจำหน่ายสินค้ายาเส้นภายใต้ เครองื่หมายการค้า ครังเกิ้ดข้อพพิาทกัน โจท์ก็เลยงี่ ไปใช้เครื่องหมายการค้า “พันธุ์เฮงเฮง” แทนการ ใช้สิทธิในเครองื่หมายการค้าของนาย ป. ซงึ่มีนางสาว ก.เป็นผู้สืบสิทธิรวมถึงการนำเครื่องหมาย การค้าที่ ใช้กับการผลิตและจำหน่ายสินค้าอยู่ตามปกติไปจด ทะเบียนเป็นเรื่องที่ไม่ขัดต่อสิทธิของโจทก์ที่ได้ใช้ เครองื่หมาย “พันธุ์เฮงเฮง” โดยไม่ได้ใช้เครองื่หมาย “พันธุ์ทองเฮง” อีกมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๗ ดังนั้น ไม่อาจ ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า “พันธุ์ทองเฮง” ดีกว่านางสาว ก. ในกรณีที่มีการโอนสิทธิในค�ำขอจดทะเบียนตามวรรคหนึ่งให้ผู้โอน หรือผู้รับโอนแจ้งให้นายทะเบียนทราบก่อนการจดทะเบียน ในกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนตาย ให้ทายาทคนหนึ่งคนใด หรือผู้จัดการ มรดกแจ้งให้นายทะเบียนทราบก่อนการจดทะเบียน เพื่อด�ำเนินการรับมรดก สิทธิในค�ำขอจดทะเบียนนั้นต่อไป การโอนหรือการรับมรดกสิทธิในค�ำขอจดทะเบียนตามวรรคหนึ่งให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก�ำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๔๘ วรรคสี่่ ดููกฎกระทรวง( https://www.krisdika.go.th/librarian/ get?sysid=606100&ext=htm )
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 126 - มาตรา ๔๙ สิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วย่อมโอน หรือรับมรดกกันได้ ทั้งนี้ จะเป็นการโอนหรือรับมรดกพร้อมกับกิจการที่ เกี่ยวกับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ก็ได้ มาตรา ๔๙ มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ฎีกาที่ ๙๔๙/๒๕๒๗ จำเลยเพิ่มข้อความ บนกล่องบรรจุยา ฉลากยา และสิ่งพิมพ์ที่ใช้โฆษณา สินค้ายาที่จำเลยผลิตจำหน่ายภายใต้เครื่องหมาย การค้าของจำเลยว่า “ขนานแท้” ก็ดี “ห้างเก่า” ก็ดี และระวังยาเลียนแบบก็ดี เป็นการใช้สิทธิโดย ชอบธรรมหาเป็นการละเมิดต่อโจทก์แต่ประการใด ไม่ส่วนการที่โจทก์ได้ส่งตัวแทนไปบอกร้านขายยา ทั่วไปรวมทั้งลูกค้าของจำเลยว่ายาของจำเลยเป็น ของปลอมขายไม่ได้หากขายจะถูกจับฐานขายยา ปลอม และถ้าจำเลยต้องแพ้คดีก็ไม่มีสิทธิขายยาที่ ผลิตออกจำหน่ายภายใต้เครื่อง หมายการค้าของ จำเลยทำให้ลูกค้าไม่ยอมซื้อยาของจำเลยเพิ่มเติม และที่ซื้อไว้แล้วก็ไม่ยอมชำระราคา หรือรอให้คดี เสร็จเสียก่อนจึงจะชำระราคานั้น ถือได้ว่าเป็นการ ใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๑ เป็นการละเมิดต่อจำเลย การโอนหรือรับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้าตามวรรคหนึ่ง จะ เป็นการโอนหรือรับมรดกส�ำหรับสินค้าทั้งหมดหรือบางอย่างก็ได้ มาตรา ๔๙ วรรคสอง เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๕๐ (ยกเลิก) มาตรา ๕๐ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิม ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๕๐ เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้เป็นเครื่องหมายชุดนั้น จะโอนหรือรับมรดก กันได้ต่อเมื่อเป็นการโอนหรือรับมรดกกันทั้งชุด” ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๓๒ เครื่องหมายชุดที่จดทะเบียนไว้ตามมาตรา ๑๒ นั้น ถ้าจะโอนแก่กันต้องโอน ทั้งชุด ท่านมิให้แยกโอน”
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 127 - มาตรา ๕๑ การโอนหรือการรับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ ได้จดทะเบียนแล้วต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียน (๑) มาตรา ๕๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๓๓ การโอนสิทธิในเครองื่หมาย การค้าทไี่ดจด้ทะเบยนแล้ ีวก็ดีหรอการเื ปลยนแี่ ปลง ข้อความใด ๆ ซึ่งได้จดทะเบียนแล้วก็ดีท่านว่าต้อง จดทะเบียนจึงจะสมบูรณ์” (๒) มาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง มีค�ำพิพากษา ฎีกาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ฎีกาที่ ๒๕๒๙/๒๕๓๘ โจทก์ได้คิดและ ออกแบบเครองื่หมายการค้าแล้วนำไปจดทะเบยน ใน ี ระหว่างเป็นสามีภรรยากันเครื่อง หมายการค้าเป็น ทรัพย์สินที่ส. กับโจทก์ผู้เป็นคู่สมรสได้มาระหว่าง สมรสจึงเป็นสินสมรส ส. โจทก์ย่อมเป็นเจ้าของสิทธิ ร่วมกันในเครองื่หมายการค้าแม้โจทก์จะมิไดมี้ชอเื่ ป็น เจ้าของเครื่องหมายการค้าในทะเบียนเครื่องหมาย การค้าและต่อมาได้มีการหย่าขาดแต่สิทธิใน เครองื่หมายการค้าของบุคคลทัง้สองก็ยังคงมีอย่รู่วม กันจนกว่าจะได้มีการจดทะเบียนโอนสิทธิใน เครองื่หมายการค้าเป็นของโจทก์แต่ลำพังผู้เดียว การขอจดทะเบียนการโอนหรือการรับมรดกสิทธิในเครื่องหมาย การ ค้าตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก�ำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๕๑ วรรคสอง มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ฎีกาที่ ๙๕๒๔/๒๕๔๔ การโอนสิทธิ และอนุญาตให้ใช้สิทธิในชอทางการค้า เคร ื่องื่หมาย บริการ เครองื่หมายการค้า และสิทธิในระบบปฏิบัติ การที่มีอยู่แล้วก่อนนำมาจดทะเบียนเป็น เครื่องหมายบริการในประเทศไทยมิใช่การโอนสิทธิ ในเครื่องหมายบริการที่ได้รับการจดทะเบียน จึงไม่ ต้องจดทะเบียนต่อนายทะเบียนตามแบบแห่ง นิติกรรมดังที่กำหนดไว้มาตรา ๕๑ วรรคสอง และ ๖๘ วรรคสอง มาตรา ๕๑ วรรคสอง ดููกฎกระทรวง และประกาศกรมทรััพย์์สิินทางปััญญา ( https:// www.krisdika.go.th/librarian/ get?sysid=606100&ext=htm )
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 128 - มาตรา ๕๑/๑ ในกรณีที่ผู้โอน ผู้รับโอน หรือผู้รับมรดกตามมาตรา ๔๘ หรือมาตรา ๔๙ ยื่นค�ำขอจดทะเบียน หรือรับโอนหรือรับมรดกสิทธิใน ค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนเห็นว่าเหมือนหรือคล้าย กับเครื่องหมายการค้าที่ผู้นั้นได้โอน ได้รับโอน หรือได้รับมรดก ไม่ว่าจะใช้ กับสินค้าจ�ำพวกเดียวกันหรือต่างจ�ำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ห้าม นายทะเบียนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ทั้งนี้ ให้น�ำบทบัญญัติ มาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๒๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่ปรากฏต่อนายทะเบียนว่าผู้ขอจดทะเบียน หรือผู้รับโอน หรือผู้รับมรดกสิทธิในค�ำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามวรรคหนึ่งได้ รับความยินยอมเป็นหนังสือให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้จากผู้ โอน ผู้รับโอน หรือผู้รับมรดกทุกราย แล้วแต่กรณี ให้ถือว่าการขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีพฤติการณ์พิเศษที่นายทะเบียนจะรับจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันดังกล่าวให้แก่เจ้าของหลายราย ก็ได้ ทั้งนี้ ให้น�ำบทบัญญัติมาตรา ๒๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๕๑/๑ วรรคหนึ่งและสอง เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๕๒ เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วอาจขอ ให้นายทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการการจดทะเบียนได้เฉพาะในเรื่อง ดังต่อไปนี้ (๑) ยกเลิกรายการสินค้าบางอย่างที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว (๒) ชื่อ สัญชาติ ที่อยู่ และอาชีพของเจ้าของเครื่องหมายการค้า นั้นและของตัวแทน ถ้ามี (๓) ส�ำนักงานหรือสถานที่ที่นายทะเบียนสามารถติดต่อได้ (๔) รายการอื่นใดตามที่ก�ำหนดในกฎกระทรวง
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 129 - มาตรา ๕๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ความเดิม ของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๓๔ การขอเปลี่ยนแปลงก็ดี ขอโอนก็ดีต้องยื่นหนังสือคำขอตามแบบที่กำหนดไว้ ในกฎเสนาบดี” การขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็น ไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก�ำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๕๒ วรรคสอง ดููกฎกระทรวง ( https://www.krisdika.go.th/librarian/ get?sysid=606100&ext=htm ) มาตรา ๕๒/๑ ในกรณีที่การขอจดทะเบียนการโอนหรือการรับมรดก สิทธิในเครื่องหมายการค้าไม่เป็นไปตามมาตรา ๕๑ วรรคสอง หรือการขอ แก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการการจดทะเบียนไม่เป็นไปตามมาตรา ๕๒ ให้นาย ทะเบียนมีหนังสือแจ้งให้ผู้ขอจดทะเบียนหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้าแก้ไข เปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งนั้น หากผู้ขอจดทะเบียนหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้ามิได้ปฏิบัติตาม หนังสือแจ้งของนายทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าละทิ้งค�ำขอจดทะเบียน การโอนหรือการรับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้า หรือค�ำขอแก้ไข เปลี่ยนแปลงรายการการจดทะเบียน แล้วแต่กรณี มาตรา ๕๒/๑ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 130 - ส่วนที่ ๔ การต่ออายุและการเพิกถอน การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า -------------------- มาตรา ๕๓ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้มีอายุสิบปีนับแต่ วันที่จดทะเบียนตามมาตรา ๔๒ และอาจต่ออายุได้ตามมาตรา ๕๔ อายุการ จดทะเบีียนเครื่่องหมายการค้้าตามวรรคหนึ่่ง มิิให้้นัับรวมระยะเวลาใน ระหว่่างการดำำเนิินคดีีทางศาลตามมาตรา ๓๘ ด้้วย (๑) มาตรา ๕๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๓๕ การจดทะเบียนเครื่อง หมายการค้านั้น ท่านว่าสมบูรณ์เพียงสิบปี แต่จะ ต่ออายุตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ก็ได้” (๒)ดููประกาศกรมทรัพย์ั ์สิินทางปััญญา ( https://www.ipthailand.go.th/th/ ) (๓) มาตรา ๕๓ วรรคหนึ่ง มีค�ำพิพากษา ฎีกาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ฎีกาที่ ๒๐๑/๒๕๔๘ จำเลยลืมต่ออายุ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า “HACKETT” ต่อนายทะเบียนภายใน ๙๐ วัน ก่อน วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๔ อันเป็นวันสิ้นอายุ ๑๐ ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนตามมาตรา ๕๓ วรรคหนึ่ง และ ๕๔ วรรคหนึ่ง จึงต้องถือว่าเครื่องหมายการค้า คำว่า “HACKETT” ได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียน แล้วโดยผลของกฎหมายตามมาตรา ๕๖ ศาลจึงไม่ จำต้องพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าคำว่า “HACKETT” ตามคำขอ ท้ายคำฟ้องของโจทก์อีก มาตรา ๕๔เจ้าของเครื่องหมายการค้าใดประสงค์จะต่ออายุการจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตน ให้ยื่นค�ำขอต่ออายุต่อนายทะเบียนพร้อม ทั้งช�ำระค่าธรรมเนียมการต่ออายุภายในสามเดือนก่อนวันสิ้นอายุ (๑) มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่ม เติมโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับ ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไป ดังนี้
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 131 - “มาตรา ๕๔ เจ้าของเครองื่หมายการค้า ใดประสงค์จะต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าของตน ให้ยื่นคำขอต่ออายุต่อนายทะเบียน ภายในเก้าสิบวันก่อนวันสิ้นอายุ เมื่อได้ยื่นคำขอ ต่ออายุภายในกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่า เครื่องหมายการค้านั้นยังคงจดทะเบียนอยู่จนกว่า นายทะเบียนจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น” ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่อง หมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๓๖ ภายในเวลาสามเดือนก่อน สิ้นอายุการจดทะเบียน เจ้าของจะขอต่ออายุ เครื่องหมายการค้าของตนตามวิธีที่กำหนดไว้ในกฎ เสนาบดีอีกสิบปีจากวันสิ้นอายุการจดทะเบียนเดิม หรือจากวันสิ้นอายุที่ได้ต่อไว้ครั้งหลังก็ได้” (๒)ดููประกาศกรมทรัพย์ั ์สิินทางปััญญา (ข้้อมููลสืืบค้้นได้้จากกรมทรััพย์์สิินทางปััญญา (https://www.ipthailand.go.th/th/)และ กฤษฎีีกา https://www.krisdika.go.th/librarian/ get?sysid=606100&ext=htm) (๓) มาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง มีค�ำ พิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ฎีกาที่ ๒๐๑/๒๕๔๘ จำเลยลืมต่ออายุ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า “HACKETT” ต่อนายทะเบียนภายใน ๙๐ วัน (ปัจจุบันคือ สามเดือน) ก่อนวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ นับแต่วันที่จดทะเบียนตามมาตรา ๕๓ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง จึงต้อง ถือว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า “HACKETT” ได้ ถูกเพิกถอนการจดทะเบยนแล้ ีวโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา ๕๖ ศาลจึงไม่จำต้องพิพากษาให้เพิก ถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีก ในกรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้ามิได้ยื่นค�ำขอต่ออายุตามวรรค หนึ่ง หากประสงค์จะต่ออายุการจดทะเบียน ให้ยื่นค�ำขอต่ออายุต่อนาย ทะเบียนพร้อมทั้งช�ำระค่าธรรมเนียมการต่ออายุและค่าธรรมเนียมเพิ่มร้อย ละยี่สิบของค่าธรรมเนียมการต่ออายุภายในหกเดือนนับแต่วันสิ้นอายุการ จดทะเบียน มาตรา ๕๔ วรรคสอง และวรรคสาม เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 132 - ในระหว่างระยะเวลาตามวรรคสอง หรือเมื่อเจ้าของเครื่องหมายการค้าได้ ยื่นค�ำขอต่ออายุและช�ำระค่าธรรมเนียมการต่ออายุภายในก�ำหนดเวลาตามวรรค หนึ่งหรือวรรคสองแล้ว แล้วแต่กรณี ให้ถือว่าเครื่องหมายการค้านั้นยังคงจดทะเบียน อยู่จนกว่านายทะเบียนจะมีค�ำสั่งเป็นอย่างอื่น การขอต่ออายุการจดทะเบียนเครื่อง หมายการค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ก�ำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๕๔ วรรคสี่่ ดููกฎกระทรวง และประกาศกรมทรััพย์์สิินทางปััญญา (https://www. krisdika.go.th/librarian/get?sysid=606100&ext=htm) มาตรา ๕๕ ในกรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้ยื่นค�ำขอต่ออายุ และช�ำระค่าธรรมเนียมการต่ออายุภายในก�ำหนดเวลาตามมาตรา ๕๔ วรรค หนึ่งหรือวรรคสอง และนายทะเบียนเห็นว่าการขอต่ออายุเป็นไปตามหลัก เกณฑ์และวิธีการที่ก�ำหนดในกฎกระทรวงตามมาตรา ๕๔ วรรคสี่ ให้นาย ทะเบียนต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นอีกสิบปีนับแต่วันสิ้น อายุการจดทะเบียนเดิม หรือนับแต่วันสิ้นอายุการจดทะเบียนที่ได้ต่อไว้ครั้ง สุดท้าย แล้วแต่กรณี มาตรา ๕๕ วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่อง หมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๕๕ ในกรณีที่เจ้าของเครื่อง หมายการค้าได้ยื่นคำขอต่ออายุภายในกำหนด เวลาตามมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง และนายทะเบียน เห็นว่า การขอต่ออายุเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และ วิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง ให้นายทะเบียนต่ออายุการจดทะเบียน เครื่อง หมายนั้นอีกสิบปีนับแต่วันสิ้นอายุการจด ทะเบียนเดิม หรือนับแต่วันสิ้นอายุการจดทะเบียน ที่ได้ต่อไว้ครั้งสุดท้าย แล้วแต่กรณี”
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 133 - ในกรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้าได้ยื่นค�ำขอต่ออายุและช�ำระ ค่าธรรมเนียมการต่ออายุภายในก�ำหนดเวลาตามมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่งหรือ วรรคสอง แต่นายทะเบียนเห็นว่าการขอต่ออายุไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ก�ำหนดในกฎกระทรวงตามมาตรา ๕๔ วรรคสี่ ให้นายทะเบียน มีค�ำสั่งให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นด�ำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องภายใน หกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับค�ำสั่งนั้น และมีหนังสือแจ้งค�ำสั่งให้เจ้าของ เครื่องหมายการค้านั้นทราบโดยไม่ชักช้า ถ้าเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น มิได้ปฏิบัติตามค�ำสั่งของนายทะเบียนภายในก�ำหนดเวลาดังกล่าว ให้นาย ทะเบียนสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น มาตรา ๕๕ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “ในกรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้า ได้ยื่นคำขอต่ออายุภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง แต่นายทะเบียนเห็นว่าการขอต่อ อายุไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด ในกฎกระทรวงตามมาตรา ๕๔ วรรคสองให้นาย ทะเบียนมีคำสั่งให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องภายในสามสิบวันนับแต่ วันที่ได้รับคำสั่งนั้น และมีหนังสือแจ้งคำสั่งให้ เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นทราบโดยไม่ชักช้า ถ้าเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นมิได้ปฏิบัติตามคำ สั่งของนายทะเบียนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ นายทะเบยนีสงเั่พิกถอนการจดทะเบยนเครีองื่หมาย การค้านั้น” วรรคสาม (ยกเลิก) มาตรา ๕๕ วรรคสาม (ยกเลิก) “ในกรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้ามีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของนาย ทะเบียนภายในกำหนดเวลาตามวรรคสองได้ ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งขยายกำหนดเวลาดังกล่าวออก ไปได้ตามความจำเป็นแก่กรณี”
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 134 - มาตรา ๕๖ ในกรณีที่เจ้าของเครื่องหมายการค้ามิได้ยื่นค�ำขอต่อ อายุและช�ำระค่าธรรมเนียมการต่ออายุภายในก�ำหนดเวลาตามมาตรา ๕๔ วรรคสอง ให้ถือว่าเครื่องหมายการค้านั้นได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้ว (๑) มาตรา ๕๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระ ราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมาย การค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๕๖ ในกรณีที่เจ้าของเครื่อง หมายการค้ามิได้ยื่นคำขอต่ออายุภายในกำหนด เวลาตามมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเครื่อง หมายการค้านันไ้ดถู้กเพิกถอนการจดทะเบยนแล้ ีว” ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๓๗ ก่อนสิ้นอายุการจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่น้อยกว่าสามเดือน ให้นายทะเบียนแจ้งวันสิ้นอายุไปยังเจ้าของเครื่อง หมาย ณ สำนักงานที่จดทะเบียนไว้ และเมื่อหมด อายุการจดทะเบียนแล้ว ถ้าไม่มีคำขอต่ออายุยื่น ขึ้นมาก็ดีหรือเจ้าของไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามที่ กำหนดไว้ในกฎเสนาบดีสำหรับการขอต่ออายุก็ดี ท่านว่านายทะเบียนจะเพิกถอนเครื่องหมายการค้า นั้นเสียจากทะเบียนก็ได้” (๒) มาตรา ๕๖ มีค�ำพิพากษาฎีกาที่ เกี่ยวข้อง ดังนี้ ฎีกาที่ ๒๐๑/๒๕๔๘ จำเลยลืมต่ออายุ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า “HACKETT” ต่อนายทะเบียนภายใน ๙๐ วัน (ปัจจุบันคือ สามเดือน) ก่อนวันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๔ นับแต่วันที่จดทะเบียนตามมาตรา ๕๓ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๕๔ วรรคหนึ่ง จึงต้องถือว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า “HACKETT” ได้ถูกเพิก ถอนการจดทะเบียนแล้วโดยผลของกฎหมายตาม มาตรา ๕๖ ศาลจึงไม่จำต้องพิพากษาให้เพิกถอน การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวอีก มาตรา ๕๗เจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้ทะเบียนแล้วอาจร้องขอ ต่อนายทะเบียนให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนเอง ได้แต่ในกรณีที่มีการจดทะเบียนสัญญาอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น การเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ต้องได้รับความยินยอม จากผู้ได้รับอนุญาตด้วย เว้นแต่สัญญาอนุญาตดังกล่าวจะก�ำหนดไว้เป็น อย่างอื่น
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 135 - การขอเพิกถอนการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลัก เกณฑ์และวิธีการที่ก�ำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๕๗ วรรคสองดููกฎกระทรวง และประกาศกรมทรััพย์์สิินทางปััญญา (https://www. krisdika.go.th/librarian/get?sysid=606100&ext=htm) มาตรา ๕๘ ในกรณีที่ปรากฏต่อนายทะเบียนว่า เจ้าของเครื่องหมาย การค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วฝ่าฝืนหรือมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือข้อจ�ำกัด ที่นายทะเบียนก�ำหนดในการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ให้นาย ทะเบียนมีอ�ำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น มาตรา ๕๙ ถ้าเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วหรือ ตัวแทนเลิกตั้งส�ำนักงาน หรือสถานที่ที่ได้จดทะเบียนไว้ในประเทศไทยแล้ว ให้นายทะเบียนสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น มาตรา ๕๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ความเดิม ของพระราชบัญญัติเครองื่หมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๓๙ ทะเบยนเครีองื่หมายการค้า นั้น ถ้าเจ้าของเครื่องหมายการค้า (หรือผู้แทน) ได้ เลิกตั้งสำนักงานการค้า หรือสถานที่สำหรับส่งบัตร หมายในประเทศสยาม ท่านว่าให้นายทะเบียนเพิก ถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นเสีย” ในกรณีที่นายทะเบียนมีเหตุอันควรเชื่อว่า เจ้าของเครื่องหมายการค้า ที่ได้จดทะเบียนแล้วหรือตัวแทนเลิกตั้งส�ำนักงานหรือสถานที่ที่ได้จดทะเบียน ไว้ในประเทศไทยแล้ว ให้นายทะเบียนแจ้งเป็นหนังสือไปยังเจ้าของเครื่อง หมายการค้านั้นหรือตัวแทน ณ ส�ำนักงานหรือสถานที่ที่ได้จดทะเบียนไว้ให้ ชี้แจงเป็นหนังสือให้นายทะเบียนทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับ หนังสือแจ้งจากนายทะเบียน
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 136 - ข้อความตามมาตรา ๕๙ วรรคสอง แก้ไขเพิ่มเตมิโดยพระราชบัญญัติเครองื่หมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่อง หมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๔๐ ก่อนดำเนินการเพิกถอน ทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามข้อความในมาตรา ๓๗ หรือ ๓๙ นั้น ให้นายทะเบียนมีหนังสือบอก ล่วงหน้าแก่เจ้าของหรือผู้แทนสามเดือน คำบอก ล่วงหน้านั้นให้ส่ง ณ สำนักงานซึ่งได้จดทะเบียน ครั้งหลัง” ถ้านายทะเบียนไม่ได้รับค�ำตอบภายในก�ำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้ประกาศโฆษณาว่าจะเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ตามวิธีการที่ก�ำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๕๙ วรรคสาม ดููกฎกระทรวง (https://www.krisdika.go.th/librarian/ get?sysid=606100&ext=htm) ถ้านายทะเบียนยังไม่ได้รับค�ำตอบภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศ โฆษณาตามวรรคสาม ให้นายทะเบียนสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้านั้น มาตรา ๖๐ เมื่อนายทะเบียนได้มีค�ำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าตามมาตรา ๕๕ วรรคสอง มาตรา ๕๘ หรือมาตรา ๕๙ วรรคหนึ่งแล้ว ให้มีหนังสือแจ้งค�ำสั่ง ดังกล่าวพร้อมด้วยเหตุผลให้เจ้าของ เครื่องหมายการค้านั้นทราบโดยไม่ชักช้า เจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสิทธิอุทธรณ์ค�ำสั่งของนายทะเบียน ตามวรรคหนึ่งต่อคณะกรรมการภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ แจ้งค�ำสั่งของนายทะเบียน ถ้าไม่อุทธรณ์ภายในก�ำหนดเวลาดังกล่าว ให้ ถือว่าค�ำสั่งของนายทะเบียนเป็นที่สุด
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 137 - มาตรา ๖๐ วรรคสองแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่อง หมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “เจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสิทธิ อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนตามวรรคหนึ่งต่อ คณะกรรมการภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ หนังสือแจ้งคำสั่งของนายทะเบียน ถ้าไม่อุทธรณ์ ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าคำสั่งของนาย ทะเบียนเป็นที่สุด” ค�ำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการตามวรรคสองให้เป็นที่สุด มาตรา ๖๑ ผู้มีส่วนได้เสียหรือนายทะเบียนอาจร้องขอต่อคณะ กรรมการให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใดได้ หากแสดง ได้ว่าเครื่องหมายการค้านั้นในขณะที่จดทะเบียน (๑) มาตรา ๖๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระ ราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ความเดิมของพระราช บัญญัติเครื่องหมาย การค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “มาตรา ๖๑ ผู้มีส่วนได้เสียหรือนาย ทะเบียนอาจร้องขอต่อคณะกรรมการสั่งเพิกถอน การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใดได้ หากแสดง ไว้ว่าเครื่องหมายการค้านั้นในขณะจดทะเบียนมิได้ เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะเฉพาะตาม มาตรา ๗ หรือเป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะ ต้องห้ามตามมาตรา ๘” (๒) มาตรา ๖๑ วรรคหนึ่ง มีค�ำ พิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๔๓๑/๒๔๘๐ โจทก์ใช้รูป ๑๒ นักสัตว์ปีและเดือนกับสมุดอย่างเดียวมาก่อน แต่ ยังมิได้นำไปจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าทั้งจำพวก จำเลยได้นำเครื่องหมายทั้งสองนั้นมาใช้กับดินสอ และนำไปจดทะเบียนไว้สำหรับดินสอดังนี้ เมื่อ จำเลยทำการโดยสุจริตแล้วโจทก์จะขอให้เพิกถอน การจดทะเบียนของจำเลยมิได้ ฎีกาที่ ๓๒๔ - ๓๒๕/๒๕๑๓ โจทก์นำ เอาเครื่องหมายการค้าของจำเลยมาดัดแปลงเป็น เครื่องหมายการค้าของตน โจทก์ใช้และขอจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าสบู่หอมของโจทก์ แม้ จะเป็นสินค้าต่างจำพวกกันกับสินค้านมของจำเลย ก็ตามย่อมเป็นทางใหจำ้เลยเสียหายเพราะผูซื้ ้ออาจ หลงผิดว่าสินค้าของโจทก์เป็นสินค้าที่จำเลยเป็นผู้ ผลิตขึ้นได้ จึงเป็นการใช้สิทธิที่ไม่สุจริต ฎีกาที่ ๒๕๐๐/๒๕๔๘ การฟ้องคดีขอ ให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมาย การค้าโดยอาศัยสิทธิตาม มาตรา ๖๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๖๑ ไม่จำต้องฟ้องเจ้าของ เครื่องหมายการค้าด้วย
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 138 - (๑) มิได้เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา ๗ มาตรา ๖๑ (๑) มีค�ำพิพากษาฎีกาที่ เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๘๒๘๕/๒๕๕๑ คำฟ้องและทาง พจิารณาของโจทก์ มีการกล่าวถึงเครองื่หมายการค้า คำว่า “waxy” ของจำเลยใน ๒ ลักษณะ คอ ลักษณะ ื ของคำสามัญเนองื่จากเล็งถึงลักษณะหรอคุณืสมบัติ ของสินค้าโดยตรง ตามมาตรา ๖๑(๑) ประกอบ มาตรา ๗(๒) ประการหนึ่งกับลักษณะของคำสามัญ ที่กลายเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับ สินค้าจำพวก ๒ และ ๓ ตามมาตรา ๖๖ อีกประการ หนึ่ง ในชั้นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า “waxy” ของจำเลยไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัว เอง หากได้รับการจดทะเบียนเพราะมีลักษณะบ่ง เฉพาะโดยการใช้ โจทก์ย่อมไม่อาจขอให้เพิกถอน เครองื่หมายการค้าดังกล่าวเพราะเหตุเป็นคำสามัญ หรือเป็นคำที่เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงได้ ส่วนลักษณะของคำสามัญที่กลายเป็นสิ่งที่ใช้กัน สามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าจำพวก ๒ และ ๓ เห็นได้ว่าตามคำฟ้อง ทางพิจารณาตลอดจน อุทธรณ์ของโจทก์ล้วนเป็นการกล่าวถึง เครองื่หมาย การค้า คำว่า “waxy” ของจำเลยที่เป็นคำสามัญ หาใช่ในลักษณะของเครองื่หมายการค้าที่ต่อมาภาย หลังได้กลายเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขาย สำหรับสินค้าดังกล่าวไม่ สำหรับการที่ผู้จำหน่าย สินค้ารายอื่นใช้คำว่า “wax” ก็พราะต้องการสื่อ ถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้ามากกว่า จาก อุทธรณ์โจทก์ที่ระบุว่า สินค้าอื่นนอกจากสินค้า จำพวก ๒ และ ๓ เช่น สินค้าจัดแต่งทรงผม หรือ ส้ม ก็ใช้คำว่า “wax” เช่นกัน พยานหลักฐานโจทก์ ยังไม่อาจรับฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า “waxy” ของจำเลย ซึ่งได้รับการจดทะเบียนตาม กฎหมายได้กลับกลายเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการ ค้าขายสำหรับสินค้าจำพวก ๒ และ ๓ จนสามารถ ร้องขอให้เพิกถอนตามมาตรา ๖๖ ได้ ฎีกาที่ ๗๙๖๑/๒๕๕๔ เครื่องหมาย การค้า และ มีคำว่า “NO FILLER” และ“โน ฟิลล์เลอร์” เป็นส่วนที่สำคัญ อาจเรียกขานได้เช่น เดียวกันว่า “โน-ฟิล-เล่อ” คำว่า “FILLER” ใน พจนานุกรมฉบับรวมศาสตร์ หมายถึง เขตเสริม แต่ง เครื่องบรรจุ ที่บรรจุ ช่องบรรจุ ที่ซึ่งไม่ใช้งาน เว้นว่าง การกำหนดให้เป็นที่ว่างเพื่อการแสดงผล คำว่า “NO” มีความหมายว่า ไม่มี ไม่ใช่ ไม่เป็น ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นคำทแี่สดงถึงคุณสมบัติของสินค้า ปุ๋ยเคมีโดยตรง แต่ในหนังสือ “ศัพท์ในวงการปุ๋ย” ให้ความหมายของคำว่า “FILLER” หมายถึง “สาร เติมน้ำหนัก หรือสารตัวเติม : สารที่เติมลงไปในปุ๋ย ผสม เพื่อน้ำหนักรวมของปุ๋ยผสมให้ครบและได้ สูตรที่ต้องการสารเติมน้ำหนักทำหน้าที่เพิ่มน้ำหนัก ฎีกาที่ ๑๙๐๐/๒๕๔๘ โจทก์ร้องขอต่อ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าให้สั่งเพิกถอน การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๓ แล้ว แต่การร้องขอดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่า เครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ ๒ ได้จดทะเบียนไว้ นั้นเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมาย การค้าของโจทก์ทไี่ดจด้ทะเบยนไ ีว้แล้วจนอาจทำให้ สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของ สินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าสำหรับสินค้า จำพวกเดียวกัน ตามมาตรา ๖๑
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 139 - แต่มิได้เพิ่มธาตุอาหารลงในปุ๋ยนั้น สารเติมน้ำหนัก ทำหน้าที่เป็นวัสดุปรับสภาพปุ๋ย (Conditioner) ด้วย” เมื่อนำไปประกอบคำว่า “NO” ที่มีความ หมายว่า ไม่มี ไม่ใช่ ไม่เป็นแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าหาก นำคำว่า “NO FILLER” ไปใช้กับปุ๋ยผสมที่มีสาร อาหารล้วนๆ ไม่มีสารเติมน้ำหนักหรือสารตัวเติม ผสมอยู่ด้วย อันเป็นการแสดงถึงคุณสมบัติของ สินค้าปุ๋ยเคมีที่โจทก์ได้ขอจดทะเบียนสำหรับใช้กับ สินค้านี้โดยตรง และแม้เครื่องหมายการค้า มีทั้ง ภาคส่วนคำและภาพประดิษฐ์ โดยในภาคส่วนภาพ ประดิษฐ์ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ก็ตามแต่ในเมื่อภาคส่วนคำว่า “NO FILLER” และ “โนฟิลเลอร์” ที่ใช้เรียกขานจนถือเป็นสาระสำคัญ ของเครื่องหมายการค้านี้ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ เพราะมีลักษณะทเล็ง ี่ถึงคุณสมบัติของสินค้าปุ๋ยเคมี โดยที่จะรับจดทะเบียนไม่ได้แล้ว ก็ต้องถือว่า เครื่องหมายการค้านี้ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่มี ลักษณะอันพึงได้รับการจดทะเบียนตามมาตรา ๗ วรรคสอง (๒) มาตรา ๑๖ และมาตรา ๖๑ (๑) (๒) เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๘ มาตรา ๖๑ (๒) มีค�ำพิพากษาฎีกาที่ เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๘๘๓๔/๒๕๔๒ เครื่องหมาย การค้าที่ได้รับจดทะเบียนทั้ง ๕ เครื่องหมายของ โจทก์คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของทีมฟุตบอล ต่างประเทศและโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าของ โจทก์กับสินค้าเสื้อกีฬาเช่นเดียวกันกับเครื่องหมาย ของทีมฟุตบอลต่างประเทศจนอาจทำใหส้าธารณชน สับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิด ของสินค้า แม้เครื่องหมายการค้าของทีมฟุตบอล ต่างประเทศดังกล่าวจะยังมิได้จดทะเบียนใน ประเทศไทยมาก่อนทโี่จทก์จะขอจดทะเบยนเครีอง ื่ หมายการค้าทั้ง ๕ ของโจทก์ก็ตาม เครื่องหมาย การค้าทัง ๕ ของโ้จทก์ก็ต้องห้ามมิให้รับจดทะเบยนี ตามบทบัญญัติมาตรา ๘ (๑๑) กรณีเช่นนี้ นาย ทะเบียนเครื่องหมายการค้าอาจร้องขอต่อคณะ กรรมการเครื่องหมายการค้าให้สั่งเพิกถอนการจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้ง ๕ ของโจทก์ได้ตาม มาตรา ๖๑ (๒) ฎีกาที่ ๓๑๐/๒๕๕๐ กรณีมีเหตุทำให้ เชื่อได้ว่าความคล้ายของเครื่องหมายการค้าของ จำเลยร่วมกับของโจทก์เกิดจากการที่บิดาจำเลย ร่วมทราบถึงเครื่องหมายการค้าของโจทก์เนื่องจาก เคยทำงานกับโจทก์ เมื่อโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โจทก์จึงมีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการให้เพิกถอน การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยร่วม ได้ตามมาตรา ๖๑ (๒) ประกอบมาตรา ๘ แม้สินค้า บานเกล็ดจะไม่ใช่เป็นสินค้าที่ระบุไว้ในการจด ทะเบียนของโจทก์ เมื่อโจทก์มีสิทธิร้องขอให้เพิก ถอน แต่คณะกรรมการฯ มีคำสั่งไม่ให้เพิกถอน คำ สั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 140 - (๓)เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของบุคคล อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ไม่ว่าจะใช้กับสินค้าจ�ำพวกเดียวกันหรือต่าง จ�ำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน หรือ มาตรา ๖๑ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “(๓) เป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้ แล้ว สำหรับสินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน หรือ” (๔)เป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคล อื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจนอาจท�ำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดใน ความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งก�ำเนิดของสินค้า ไม่ว่าจะใช้กับสินค้า จ�ำพวกเดียวกันหรือต่างจ�ำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน มาตรา ๖๑ (๔) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความเดิมของพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งถูกยกเลิกไปดังนี้ “(๔) เป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้ แล้วจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า สำหรับ สินค้าจำพวกเดียวกันหรือต่างจำพวกกันที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน” มาตรา ๖๒ บุคคลใดเห็นว่าเครื่องหมายการค้าใด ขัดต่อความสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือรัฐประศาสโนบาย บุคคลนั้น อาจร้องขอต่อคณะกรรมการให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า นั้นได้
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 141 - มาตรา ๖๓ มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๗๗๗๔/๒๕๔๐ จำเลยได้จด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทไว้แล้วต้องถือว่า จำเลยเป็นเจ้าของมีสิทธิที่จะใช้เครื่องหมาย การ ค้านั้นสำหรับสินค้าจำพวกที่ได้จดทะเบียนไว้ดัง กล่าว เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยมิได้ใช้เครื่องหมาย การค้าพิพาทซึ่งได้จดทะเบียนไว้นั้นเลย อันเป็นมูล ที่จะเพิกถอนทะเบยนเครีองื่หมาย การค้าของจำเลย ที่ได้จดทะเบียนไว้จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้กล่าว อ้างที่จะต้องนำสืบพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยมิได้ใช้ เครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ตามที่โจทก์ กล่าวอ้าง แม้จะเป็นการนำสืบในเชิงปฏิเสธ ก็ยัง คงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ความ ตามมาตรา ๖๓ มาตรา ๖๔ เมื่อได้รับค�ำร้องขอตามมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๒ หรือ มาตรา ๖๓ ให้คณะกรรมการมีหนังสือแจ้งให้เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น และผู้ได้รับอนุญาต ถ้ามี ทราบเพื่อยื่นค�ำชี้แจงของตน ค�ำชี้แจงดังกล่าวให้ ยื่นต่อคณะกรรมการ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากคณะ กรรมการ มาตรา ๖๓ ผู้มีส่วนได้เสียหรือนายทะเบียนอาจร้องขอต่อคณะ กรรมการให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใดได้ หากพิสูจน์ได้ ว่าในขณะที่ขอจดทะเบียนเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นมิได้ตั้งใจโดยสุจริต ที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นส�ำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ และตามความ จริงก็ไม่เคยมีการใช้เครื่องหมายการค้านั้นโดยสุจริตส�ำหรับสินค้า ดังกล่าว เลย หรือในระหว่างสามปีก่อนที่จะมีค�ำร้องขอให้เพิกถอนมิได้มีการใช้ เครื่องหมายการค้านั้นโดยสุจริตส�ำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ ทั้งนี้ เว้น แต่เจ้าของเครื่องหมายการค้า นั้นจะพิสูจน์ได้ว่า การที่มิได้ใช้เครื่องหมาย การค้านั้นมีสาเหตุมาจากพฤติการณ์พิเศษในทางการค้า และมิได้มีสาเหตุ มาจากความตั้งใจที่จะไม่ใช้หรือจะละทิ้งเครื่องหมายการค้านั้นส�ำหรับสินค้า ที่ได้จดทะเบียนไว้
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 142 - มาตรา ๖๕ เมื่อคณะกรรมการได้มีค�ำสั่งเพิกถอนหรือไม่เพิกถอน การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา ๖๑ มาตรา ๖๒ หรือมาตรา ๖๓ ให้มีหนังสือแจ้งค�ำสั่งดังกล่าว พร้อมด้วยเหตุผลให้ผู้ร้องขอให้เพิกถอน เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น และผู้ได้รับอนุญาต ถ้ามีทราบโดยไม่ชักช้า ผู้ร้องขอให้เพิกถอน เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นหรือผู้ได้รับ อนุญาตมีสิทธิอุทธรณ์ค�ำสั่งของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่งต่อศาลภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งค�ำสั่งของคณะกรรมการ ถ้าไม่อุทธรณ์ ภายในก�ำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าค�ำสั่งของคณะกรรมการเป็นที่สุด มาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๘๘๓๔/๒๕๔๒ เครองื่หมายการค้า ทั้งห้าเครื่องหมายของโจทก์ที่ได้รับการจดทะเบียน คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของทีมฟุตบอลต่าง ประเทศและโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ กับสินค้าเสื้อกีฬาเช่นเดียวกันกับเครื่องหมายของทีม ฟุตบอลต่างประเทศ อาจทำให้สาธารณชนสับสนหลง ผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า แม้เครื่องหมายทีมฟุตบอลต่างประเทศดังกล่าวจะยัง มิได้จดทะเบียนในประเทศไทยมาก่อนก็ตาม เครื่องหมายการค้าทั้งห้าของโจทก็ก็ต้องห้ามมิให้รับ จดทะเบียนตามมาตรา ๘ (๑๑) คำสั่งที่ให้เพิกถอน การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งห้าของโจทก์ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยมาตรา ๖๕ แล้ว ฎีกาที่ ๒๘๘๐/๒๕๕๑ พ.ร.บ. เครองื่หมาย การค้าฯ มาตรา ๖๕ บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการ เครื่องหมายการค้ามีคำสั่งเพิกถอนหรือไม่เพิกถอน การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา ๖๓ ผู้ ร้องขอให้เพิกถอนหรือเจ้าของเครื่องหมายการค้ามี สิทธิอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการต่อศาลภายใน ๙๐ วันซึ่งตามมาตรา ๘๐ ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับ เครื่องหมายการค้ามาใช้บังคับแก่เครื่องหมายบริการ โดยอนุโลม แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดให้อุทธรณ์ โดยฟ้องผู้ใดเป็นจำเลยก็ตาม แต่เห็นได้ว่าผู้ที่ออกคำ สั่งเพิกถอนเครื่องหมายบริการของโจทก์คือคณะ กรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงต้องฟ้องคณะ กรรมการเครื่องหมายการค้า และตามคำขอท้ายฟ้อง ของโจทก์เองก็มีคำขอบังคับขอให้ศาลพิพากษายก คำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็น คำขอบังคับฝ่ายบริหารอยู่แล้ว ดังนั้นการที่โจทก์ไม่ ฟ้องคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแต่มาฟ้อง จำเลยจึงไม่ถูกต้อง
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 143 - มาตรา ๖๖ ผู้มีส่วนได้เสียหรือนายทะเบียนอาจร้องขอต่อศาลให้ สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใดได้ หากแสดงได้ว่าในขณะ ที่ร้องขอนั้น เครื่องหมายการค้านั้นได้กลายเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการ ค้าขาย ส�ำหรับสินค้าบางอย่างหรือบางจ�ำพวกจนกระทั่งในวงการค้าหรือ ในสายตาของสาธารณชน เครื่อง หมายการค้านั้นได้สูญเสียความหมายของ การเป็นเครื่องหมายการค้าไปแล้ว มาตรา ๖๖ มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๘๒๘๕/๒๕๕๑ คำฟ้องและ ทางการพิจารณาของโจทก์ มีการกล่าวถึง เครื่องหมายการค้าคำว่า “waxy” ของจำเลยใน ๒ ลักษณะ คือ ลักษณะของคำสามัญเนื่องจากเล็ง ถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าโดยตรง ตาม มาตรา ๖๑ (๑) ประกอบมาตรา ๗ (๒) ประการ หนึ่งกับลักษณะของคำสามัญที่กลายเป็นสิ่งที่ใช้กัน สามัญในการค้าขายสำหรับสินค้าจำพวก ๒ และ ๓ ตามมาตรา ๖๖ อีกประการหนึ่ง ในชั้นจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า “waxy” ของ จำเลยไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะโดยตัวเอง หากได้รับ การจดทะเบียนเพราะมีลักษณะบ่งเฉพาะโดยการ ใช้ โจทก์ย่อมไม่อาจขอให้เพิกถอนเครื่องหมายการ ค้าดังกล่าวเพราะเหตุเป็นคำสามัญ หรือเป็นคำที่ เล็งถึงคุณสมบัติของสินค้าโดยตรงได้ ส่วนลักษณะ ของคำสามัญที่กลายเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการ ค้าขายสำหรับสินค้าจำพวก ๒ และ ๓ เห็นได้ว่า ตามคำฟ้อง ทางพิจารณาตลอดจนอุทธรณ์ของ โจทก์ล้วนเป็นการกล่าวถึง เครื่องหมายการค้า คำว่า “waxy” ของจำเลยที่เป็นคำสามัญหาใช่ใน ลักษณะของเครื่องหมายการค้าที่ต่อมาภายหลังได้ กลายเป็นสิ่งที่ใช้กันสามัญในการค้าขายสำหรับ สินค้าดังกล่าวไม่ สำหรับการที่ผู้จำหน่ายสินค้าราย อื่นใช้คำว่า “wax” ก็พราะต้องการสื่อถึงลักษณะ หรอคุณืสมบัติของสินค้ามากกว่า จากอุทธรณ์โจทก์ ที่ระบุว่า สินค้าอื่นนอกจากสินค้าจำพวก ๒ และ ๓ เช่น สินค้าจัดแต่งทรงผม หรือส้ม ก็ใช้คำว่า “wax” เช่นกัน พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่อาจรับ ฟังได้ว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า “waxy” ของ จำเลย ซึ่งได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายได้ กลับกลายเป็นสงทิ่ใช้กัน ี่สามัญในการค้าขายสำหรับ สินค้าจำพวก ๒ และ ๓ จนสามารถร้องขอให้เพิก ถอนตามมาตรา ๖๖ ได้
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 144 - มาตรา ๖๗ ภายในห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีค�ำสั่งให้จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าใดตามมาตรา ๔๐ ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอต่อศาลให้ สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ หากแสดงได้ว่าตนมี สิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้านั้น มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง มีค�ำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องดังนี้ ฎีกาที่ ๒๓๒/๒๕๐๔ การขอใหศ้าลจำกัด และเพิกถอนสิทธิการจดทะเบียนสินค้าของผู้อื่น ซึ่ง ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ (ปัจจุบัน คือ มาตรา ๖๗) ว่าให้ยื่นคำร้องนั้นเป็นการขอให้ศาล สั่งซึ่งจะเป็นการกระทบกระเทือนสิทธิของคนอื่นที่มี อยู่ก่อนแล้วอันเป็นการตั้งข้อพิพาทว่า ผู้ร้องมีสิทธิดี กว่าเป็นการโต้แย้งสิทธิกันในทางแพ่ง จึงต้องเริ่มคดี โดยทำเป็นคำฟ้องมายื่นไม่ใช่คำร้องขอ ฎีกาที่ ๒๕๘๖/๒๕๒๒ โจทก์ฟ้องขอให้ ศาลมีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่ง จำเลยจดทะเบยนไ ีว้ก่อน โดยโจทก์อ้างว่าโจทก์มีสิทธิ ในเครื่องหมายการค้ารายพิพาทดีกว่าจำเลยเป็นการ ฟ้องจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๔๑(ปัจจุบันคือมาตรา ๖๗) หา จำต้องมีการบอกกล่าวก่อนฟ้องไม่ ฎีกาที่ ๗๘๖/๒๕๒๖ โจทก์เป็นผู้คิด เครื่องหมายการค้าขึ้นใช้กับสินค้าของตนได้จด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในต่างประเทศ ไว้หลายประเทศ ทั้งได้โฆษณาและขายสินค้าโดยใช้ เครื่องหมายการค้าดังกล่าวก่อนจำเลยประมาณ ๒๐ ปี จำเลยจึงไม่อาจอ้างความสุจริตและได้จด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทย ก่อนโจทก์เพื่อแสดงว่าจำเลยมีสิทธิในเครื่องหมาย การค้าดังกล่าวดีกว่าโจทก์ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติ เครื่องหมาย การค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๔๑(๑) (ปัจจุบันคือมาตรา ๖๗) ฎีกาที่ ๒๒๕๔ - ๒๒๕๕/๒๕๓๒ บริษัท ฮ. จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทไว้ที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๑ แล้วได้ โอนขาย ทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิพาทให้จำเลยที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖ จำเลยที่ ๑ ใช้เครื่องหมายการค้าพิพาท มาก่อนโจทก์ แม้โจทก์จะไปจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้านั้นก่อน จำเลยที่ ๑ ก็ฟ้องแย้งขอให้ศาลเพิก ถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่โจทก์ขอจดไว้ได้ ตามมาตรา ๖๗ ฎีกาที่ ๓๑๔๒/๒๕๓๒ เครองื่หมายการค้า ของโจทก์มีอักษร “G” ประดิษฐ์เป็นรูปคล้ายหยดน้ำ อักษรโรมันได้แก่ “hansgrohe” บางครั้งเป็น “HansGrohe” เครองื่หมายการค้าของจำเลยมีอักษร “G” ประดิษฐ์ เป็นรูปหยดน้ำ ตัวอักษรโรมันว่า “HanGroh” เมื่อนำมาใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมาย การค้าของจำเลยเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันอาจ ทำใหส้าธารณชนเกิดความสับสนและหลงผดิได้ โจทก์ ใช้เครื่องหมายการค้าพิพาทมาก่อนจำเลย ทั้งได้จด ทะเบียนไว้ในต่างประเทศหลายประเทศ และได้ส่ง สินค้ามาจำหน่ายในประเทศไทยก่อนที่จำเลยจะจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์จึงมีสิทธิใน เครื่องหมายการค้าดีกว่าจำเลย ตามมาตรา ๖๗ ฎีกาที่ ๑๓๗/๒๕๓๔ โจทก์ได้ใช้ เครื่องหมายการค้าคำว่า “mita” มาก่อนจำเลยทั้ง ได้จดทะเบียนนั้นไว้ในต่างประเทศหลายประเทศ
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 145 - และได้ส่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเข้ามาจำหน่าย ในประเทศไทยก่อนที่จำเลยจะจดทะเบียน โจทก์จึง มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า “mita” ดีกว่า จำเลย จำเลยขอจดทะเบียนคำว่า “mita” โดยรู้อยู่ แล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของ แม้เครื่องหมายการค้าที่ จำเลยขอจดทะเบียนจะได้รับการจดทะเบียนแล้วก็ ไม่ทำให้จำเลยมีสิทธิดีกว่าโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจ ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนั้นได้ตามพระราชบัญญัติ เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๔๑(๑) (ปัจจุบันคือมาตรา ๖๗) ฎีกาที่ ๑๗๓/๒๕๓๕ ประเด็นข้อพิพาท ประกอบกับคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ โจทก์ มุ่งประสงค์จะอ้างว่าโจทก์มีสิทธิในเครองื่หมายการค้า พิพาทดีกว่าจำเลย อันเป็นการฟ้องตามพระราช บัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๔๑ (ปัจจุบันคือ มาตรา ๖๗) เช่นนี้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้อง ขอให้ศาลวินิจฉัยได้ว่า โจทก์หรือจำเลยใครมีสิทธิใน เครื่องหมายการค้าดีกว่ากัน กรณีหาใช่เป็นเรื่อง วินิจฉัยนอกประเด็นดังที่จำเลยเข้าใจไม่ฎกาของี จำเลย ทั้งสี่ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ฎีกาที่ ๑๒๒๖/๒๕๓๗ โจทก์มีสิทธิใน เครื่องหมายการค้ารูปคนประดิษฐ์ที่ประกอบขึ้นจาก ยางรถกำลังขรี่ถจักรยานดีกว่าจำเลยผู้ทไี่ดจด้ทะเบยนี เป็นเจ้าของตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๔๑(๑) ซึ่งมิได้บัญญัติเรื่องอายุ ความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ ๑๐ ปี ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ (ม.๑๖๔ เดิม) (ปัจจุบันตือ มาตรา ๖๗ ซึ่งต้องร้องขอต่อศาล ภายใน ๕ ปี) ฎีกาที่ ๓๐๕๐/๒๕๓๗ โจทก์ได้ขายสินค้า โดยใช้เครื่องหมายการค้าก่อนจำเลยหลายปี ทั้ง บริษัทที่จำเลยเป็นกรรมการอยู่ก็เคยรับสินค้าที่ใช้ เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจากโจทก์มาขายใน ประเทศไทยด้วย โจทก์ย่อมมีสิทธิในเครื่องหมายการ ค้าคำว่า “RAPETTI” ดีกว่าจำเลย จำเลยจึงไม่ อาจอ้างว่าได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใน ประเทศไทยก่อนโจทก์เพื่อแสดงว่าจำเลยมีสิทธิใน เครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าโจทก์ตามพระราช บัญญัติเครองื่หมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๔๑(๑) (ปัจจุบันคือ มาตรา ๖๗) ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดข้อ พิพาทคดีน ี้ ฎีกาที่ ๑๙๕๗/๒๕๓๘ โจทก์ฟ้องคดีโดย อาศัยสิทธิที่มีอยู่ตามมาตรา ๔๑(๑) แห่งพระราช บัญญัติดังกล่าวดังนี้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้ บังคับแก่คดีนี้จึงได้แก่บทบัญญัติมาตรา ๔๑(๑) ดังกล่าวอันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิด ข้อพพิาทหาใช่บทบัญญัตมิาตรา ๖๗ อันเป็นกฎหมาย ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ นายทะเบียนรับจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องของ โจทก์ปรากฏว่านายทะเบียนมิได้เป็นคู่ความในคดี กรณีจึงไม่อาจพิพากษาให้นายทะเบียนซึ่งเป็นบุคคล ภายนอกปฏิบัติตามคำขอบังคับท้ายฟ้องของโจทก์ ได้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ฎีกาที่ ๒๑๙๘/๒๕๓๘ ฟ้องโจทก์มิได้ โต้เถียงเรื่องเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือ คล้ายกับเครื่องหมายกาค้าของจำเลยหรือไม่ ซึ่งคณะ กรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว แต่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่า จำเลยผู้ได้จดทะเบียนไว้แล้วขอให้เพิกถอนการจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยอันเป็นการใช้ สิทธิตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๔๑(๑) (ปัจจุบันคือมาตรา ๖๗) โจทก์ ย่อมมีอำนาจฟ้อง เนื่องจากพฤติการณ์ที่จำเลยใช้ เครื่องหมายการค้าที่เป็นอักษรโรมันคำเดียวกับ เครื่องหมายการค้าของโจทก์ในลักษระเหมือนหรือ คล้ายกันเป็นการจูงใจให้ผู้อื่นหลงเข้าใจผิดว่าสินค้า ของจำเลยเป็นสินค้าของโจทก์เมื่อโจทก์ใช้ เครื่องหมายการค้าคำว่า “POLO” มาก่อนจำเลย
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 146 - โจทก์จึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่า จำเลย ฎีกาที่ ๒๓๒๒/๒๕๓๘ โจทก์เป็นผู้ผลิต และจำหน่ายประตูหน้าต่าง หน้าต่างบานเกล็ด-เหล็ก และอะลูมิเนียมโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า “NACO” มาก่อนจำเลยจะยื่นขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าคำว่า “NACO” ถึง ๒๐ ปีเศษ โจทก์จึงมีสิทธิในเครองื่หมายการค้าพพิาทดีกว่าจำเลย เมื่อจำเลยนำเครื่องหมายการค้าไปจดทะเบียน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนได้ (ปัจจุบันคือ มาตรา ๖๗) ฎีกาที่ ๒๘๘๖/๒๕๓๘ สามีจำเลยเคย เป็นลูกจ้างโจทก์และออกจากงาน จำเลยเพิ่งมายื่น คำขอจดทะเบียนของจำเลยซึ่งคล้ายกับเครื่องหมาย การค้าของโจทก์ในขณะที่สามีจำเลยยังเป็นลูกจ้าง โจทก์อยู่ โจทก์จึงเป็นผู้ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว มาก่อนจำเลย การที่เครื่องหมายการค้าจำเลยคล้าย กับเครองื่หมายการค้าของโจทก์จนถึงนับไดว้่าเป็นการ ลวง โจทก์ย่อมมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ดีกว่าจำเลยและมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนทะเบียน เครื่องหมายการค้าที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนไว้ ได้ ตามมาตรา ๖๗ ฎีกาที่ ๑๗๓๔/๒๕๔๓ โจทก์จดทะเบียน ในประเทศมาเลเซียตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ทั้งได้โฆษณาและ นำสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าออกจำหน่ายใน ประเทศมาเลเซียและประเทศอื่น จึงเป็นผู้ที่ใช้ เครื่องหมายการค้าดังกล่าวอยู่ก่อนที่จะมีการจด ทะเบียนที่จำเลยรับโอนและขอจดทะเบียนใหม่ ไม่ ว่าโจทก์จะได้ส่งสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้ามา จำหน่ายในประเทศไทยก่อนมีการจดทะเบียนของ จำเลยหรือไม่ ก็ตาม โจทก์ก็เป็นผู้มีสิทธิใน เครื่องหมายการค้าดีกว่าจำเลย ตามมาตรา ๖๗ ฎีกาที่ ๘๒๔๕/๒๕๔๔ จำเลยเป็นผู้ใช้ เครื่องหมายการค้าที่แท้จริงมาก่อนโจทก์ การที่ เครองื่หมายการค้าของโจทก์เหมือนหรอคล้ายกับของ ื จำเลยจนไม่มีที่ติ พฤติการณ์จึงไม่น่าเชื่อถือว่าโจทก์ คิดประดิษฐ์เครื่องหมายการค้าพิพาทขึ้นเองโดยไม่ ได้ลอกเลียนของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิใน เครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าจำเลย พิพากษา ยกฟ้อง ฎีกาที่ ๘๓๓๑/๒๕๔๔ โจทก์เป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้า MAKITA อ่านว่า มากิตา จด ทะเบยนเครีองื่หมายการค้าไว้กับรายการสินค้าจำพวก ท ๗ ี่ จำเลยจดทะเบยนเี ป็นเจ้าของเครองื่หมายการค้า คำว่า “MAKITO” อ่านว่า มา หรือมากิโตะ ใช้กับ รายการสินค้าจำพวกที่ ๗ ย่อมส่อแสดงให้เห็นถึง ความไม่สุจริตของจำเลยในการเลียนเครื่องหมายการ ค้าคำว่า “makita” ของโจทก์ สินค้าประเภทเครื่อง มือช่างและอุปกรณ์เป็นที่ทราบกันว่าลูกค้าที่จะมา ซื้อสินค้าก็ต้องประกอบอาชีพพวกช่างก่อสร้างเป็น ส่วนใหญ่ บุคคลเหล่านี้หากไม่คุ้นเคยกับเครื่องหมาย การค้าของโจทก์ หรือคำเรียกขานซึ่งมีตัวอักษรและ สำเนียงเรียกขานเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาโรมัน อาจไม่สามารถที่จะแยกแยะความแตกต่างของตัว อักษรหรือสำเนียงเรียกขานของคำว่า “makita” กับ คำว่า “MAKITO” ได้อย่างชัดเจน จึงอาจสับสนหรือ หลงผิดในสินค้า ว่าเป็นสินค้าเดียวกันกับสินค้าที่ใช้ เครื่องหมายการค้าคำว่า “makita” โจทก์มีสิทธิใน เครื่องหมายการค้าของจำเลยคำว่า “MAKITO” ดี กว่าจำเลย ย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนคำว่า “MAKITO” ได้ตามมาตรา ๖๗ ฎีกาที่ ๓๓๔๔/๒๕๔๕ การที่จำเลยไป ยนคื่ ำขอจดทะเบยนเครีองื่หมายการค้าซงึ่มีสว่ นคล้าย กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ ก่อนแล้ว ย่อมถือไดว้่าจำเลยได้กระทำการอันเป็นการ โต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง จำเลยได้ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง ภายใน ๕ ปี นับแต่วันที่นาย
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 147 - ทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ตามมาตรา ๔๐ ทั้งน ี้ไม่ว่าโจทก์จะได้ยื่นคำคัดค้าน ต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา ๓๕ ไว้หรือไม่ก็ตาม เพราะตามบทบัญญัติมาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง มิได้มีข้อกำหนดจำกัดสิทธิของโจทก์ว่าจำ ต้องยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ไว้ก่อนฟ้องคดี ฎีกาที่ ๖๗๖๕/๒๕๔๖ กำหนดระยะเวลา ๕ ปี ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๗ วรรคหนึ่งให้นับแต่วันที่นายทะ เบียนมำคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น ได้ตามมาตรา ๔๐ มิใช่นับแต่วันที่จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าอันจะมีผลให้ถือเอาวันที่ยื่นคำขอ จดทะเบียนเป็นวันที่จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า นั้น นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมาย กาค้าคำว่า “LUAFEEN” และเครื่องหมายการค้าคำ ว่า “UMILAUFEEN” เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ๒๕๓๗ และวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๓๙ ตามลำดับ โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าดังกล่าวเมื่อวันท ๙ เี่มษายน ๒๕๔๒ จึงเป็นการ ฟ้องภายในกำหนดเวลา ๕ ปี นับแต่วันที่นายทะเบียน มีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ฎีกาที่ ๙๒๔๗/๒๕๔๗ จำเลยเคยเห็น สินค้ารองเท้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า “AIRWALK” ของโจทก์มาก่อนจึงได้เลียนแบบคำว่า “AIR WALK” ของจำเลยแล้วนำไปยื่นขอจดทะเบียน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการยื่นขอจดทะเบียน คำว่า “AIR WALK” โดยไม่สุจริต เมื่อโจทก์เป็น เจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า “AIRWALK” และ ใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้ารองเท้ามาก่อน โจทก์จึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า “AIR WALK” ดีกว่าจำเลยและมีสิทธิขอให้เพิกถอนการจด ทะเบียนได้ ตามมาตรา ๖๗ ฎีกาที่ ๒๔๒/๒๕๕๐ โจทก์ยื่นคำขอจด ทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าจำพวกที่ ๓๐ เมื่อปี ๒๕๓๙ สว่นจำเลยท ๑ ยี่นคื่ ำขอจดทะเบยนี เครื่องหมายการค้า และสำหรับสินค้าจำวกที่ ๒๙ เมื่อ ปี ๒๕๔๒ โจทก์จึงจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของ ตนในประเทศไทยก่อนจำเลยที่ ๑ และเป็นผู้มีส่วน ได้เสียที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ ๑ กับขอให้แสดงว่า โจทก์มีสิทธิดีกว่าได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้อง ฎีกาที่ ๙๙๕/๒๕๕๐ ตัวแทนจำเลยได้ รับหนังสือจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีข้อความ ว่านายทะเบียนได้มีคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้านี้แล้ว ให้ชำระค่าธรรมเนียมเพื่อการรับจด ทะเบียนเช่นนี้ย่อมถือได้เพียงว่าเอกสารดังกล่าวเป็น หนังสือแจ้งมติของนายทะเบียนให้จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าของจำเลย แต่การจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าที่สมบูรณ์ต้องหมายถึงกรณีที่ จำเลยได้ชำระค่าธรรมเนียมและนายทะเบียนได้ออก ทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมีเลขทะเบียนตรวจ สอบได้ นายทะเบียนออกทะเบียนเครื่องหมาย การ ค้าพิพาท เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๓๙ ระยะเวลา ฟ้องขอเพิกถอนภายในกำหนด ๕ ปี ตามนัยมาตรา ๖๗ จึงครบกำหนดในวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๔ ดัง นั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องขอเพิกถอนทะเบียน เครื่องหมายการค้าพิพาทในวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๔ จึงอยู่ในระยะเวลาตามกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้อง ขอเพิกถอนเครื่องหมายการค้าที่พิพาทได้ ตามมาตรา ๖๗ วรรคหนึ่ง ฎีกาที่ ๗๒/๒๕๕๐ สำหรับในประเทศไทย นั้นไม่ปรากฏว่าเคยมีสินค้าของโจทก์ภายใต้ เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเข้ามาจำหน่ายก่อนที่ จำเลยจะทำการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดัง กล่าวในประเทศไทย หรือสินค้าของโจทก์ภายใต้
คำ�อธิบาย : พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า - 148 - เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่ หลายทั่วไปในประเทศไทย จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ ว่าจำเลยอาจลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของ โจทก์ เมื่อโจทก์ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ไม่สามารถพิสูจน์ ให้เห็นได้ว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า “SAKURA” มาก่อนจำเลยลำพังการที่โจทก์ได้จด ทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศ อินโดนีเซียก่อน ไม่พอฟังว่าโจทก์มีสิทธิใน เครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าผู้ใช้เครื่องหมาย การค้าดังกล่าวในประเทศอื่นๆ พยานหลักฐานของ โจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า ดังกล่าวดีกว่าจำเลย ฎีกาที่ ๗๐๑๗/๒๕๕๑ โจทก์ใช้คำว่า “ยู นิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ชื่อบริษัทในเครือ เป็นชื่อ ทางการค้า จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและ เครื่องหมายบริการไว้ในต่างประเทศซึ่งโจทก์ดำเนิน ธุรกิจการค้าครอบคลุมไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย การที่ จำเลยที่ ๑ ใช้ชื่อนิติบุคคลว่า “บริษัท ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด” ทำให้โจทก์เสื่อมเสีย ประโยชน์และหากยังคงปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ความเสีย หายก็จะคงมีอยู่ต่อไป สำหรับการที่จำเลยที่ ๒ ยื่น คำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า “UPT Universal Pictures (Thailand) Co., Ltd.” ซึ่งมี คำว่า “ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ (Universal Pictures)” รวมอยู่ด้วยย่อมทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดเข้าใจ ได้ว่าจำเลยที่ ๑ มีส่วนเกี่ยวข้องทางการค้ากับโจทก์ จำเลยที่ ๒ ทราบว่ามีบุคคลอื่นใช้คำว่า “ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์”เกี่ยวกับภาพยนตร์อยู่แล้ว อันเป็นเจตนาไมส่จุริตซงโึ่จทก์ในฐานะทใช้ช ี่อทางการื่ ค้าเครื่องหมายการค้า และเครื่องหมายบริการในคำ ว่า “ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ (Universal Pictures)” มาก่อน ย่อมจะมีสิทธิห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ ใช้คำดัง กล่าวเป็นชื่อนิติบุคคลได้ แม้ปัจจุบันนี้โจทก์จะไม่ได้ จดทะเบียนสาขาชื่อเดียวกันในประเทศไทย แต่ก็ไม่ ได้หมายความว่าโจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความคุ้มครอง ในชอทางการค้า เคร ื่องื่หมายการค้า และเครองื่หมาย บริการตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ เมื่อคดีนข้อเท็ ี้ จจริงปรากฏว่า ชอนิ ื่ติบุคคล ของจำเลยที่ ๑ มีคำที่เป็นชื่อทางการค้า เครื่องหมาย การค้า และเครื่องหมายบริการของโจทก์ โดยการใช้ ชื่อนิติบุคคลของจำเลยที่ ๑ ในการประกอบธุรกิจที่ มีลักษณะเช่นเดียวกับโจทก์เป็นไปโดยไม่สุจริตทั้ง เป็นเหตุทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดเข้าใจไปได้ ว่า จำเลยที่ ๑ มีส่วนเกี่ยวข้องทางธุรกิจกับโจทก์ ย่อมจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสอง จึงต้องร่วมกันรับผิดในค่าเสียหายต่อโจทก์ ฎีกาที่ ๕๕๙๕/๒๕๕๑ โจทก์เป็นเจ้าของ เครื่องหมายการค้า TCL ใช้กับสินค้าประเภทเครื่อง ใช้ไฟฟ้าในต่างประเทศมาก่อนจำเลยขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทย จำเลยขอ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า TCL เพราะเคยเห็น โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาก่อนในต่าง ประเทศมิใช่การขอจดทะเบียนโดยสุจริตโจทก์จึงเป็น ผู้มีสิทธิที่จะจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า TCL ดี กว่า แม้ว่าโจทก์จะโฆษณาสินค้าของโจทก์ในประเทศ ไทยภายหลังจำเลยจดทะเบียนก็ไม่กระทบถึงสิทธิ ของโจทก์ในอันที่จะจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้า นี้ดีกว่าจำเลย เครองื่หมายทัง้สองจึงมีลักษณะและเสียง เรียกขานคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อปรากฏ ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยจดทะเบียนและใช้ กับสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าเช่นเดียวกับสินค้า ของโจทก์ผู้บริโภคเหล่านี้จึงเป็นกลุ่มเดียวกัน ย่อม ทำให้สาธารณชนที่จะเลือกซื้อสินค้าเกิดความสับสน หรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่ง