แผนการจดั การเรียนรู้
ภาษาไทย ๑ (ท๓๑๑๐๑)
หนว่ ยที่ ๒ นิทานเวตาล
ภาคเรยี นท่ี ๑ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๕
นางสาวเฌอณฏั ฐ์ชา หลิมพลอย
ตาแหนง่ ครู
โรงเรยี นรตั นราษฎรบ์ ารงุ
สานักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษามธั ยมศกึ ษาราชบุรี
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑๑
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย วชิ าภาษาไทย (ท๓๑๑๐๑) ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๔
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๕
เรอื่ ง คาและสานวน เวลา ๑ ชั่วโมง ผสู้ อน ครเู ฌอณัฏฐ์ชา หลมิ พลอย
___________________________________________________________________________
๑. สาระที่ ๔ หลักและการใช้ภาษา
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลัง
ของภาษา ภมู ปิ ัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบัตขิ องชาติ
ตวั ช้ีวดั
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๒ ใชค้ าและกลุม่ คาสร้างประโยคตรงตามวัตถุประสงค์
๒. จุดประสงค์การเรียนรู้
๒.๑ นกั เรียนบอกความหมายของคาในลักษณะตา่ งๆ (K)
๒.๒ นักเรยี นสามารถใช้คาได้ถกู ตอ้ งตามความหมาย (P)
๒.๓ นักเรียนตระหนกั ในคุณคา่ ของภาษาไทย (A)
๓. สาระสาคญั
คา คือเสียงพดู หรอื ลายลักษณ์อกั ษรที่เขียนหรือพิมพ์ขึน้ เพ่ือแสดงความคิด คาถือว่าเป็นหน่วยที่เล็ก
ท่สี ุดซ่ึงมีความหมายในตัว ใน ๑ คา อาจมีหนึ่งพยางค์หรือหลายพยางค์ก็ได้ การพิจารณาความหมายของคา
สามารถพิจารณาได้ ๒ ลักษณะ คือ ความหมายเฉพาะท่ี และความหมายเทียบเคียงกับคาอ่ืน การศึกษาเร่ือง
คาและความหมายของคาจะทาใหส้ ามารถการใชค้ าในการสื่อสารใหต้ รงกับความหมาย ตรงความตอ้ งการ และ
เหมาะสมกับกาลเทศะ เพอ่ื ให้เกดิ การสื่อสารท่ีเขา้ ใจตรงกัน และบรรลวุ ัตถุประสงคใ์ นการส่อื สาร
๔. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน
๔.๑ ความสามารถในการส่อื สาร
๔.๒ ความสามารถในการคดิ
๔.๓ ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ
๕. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
๕.๑ ซอ่ื สตั ย์สจุ ริต
๕.๒ มีวินัย
๕.๓ ใฝเ่ รยี นรู้
๕.๔ ม่งุ มนั่ ในการทางาน
๖. สาระการเรียนรู้
๖.๑ ความรู้
๑) การพิจารณาความหมายของคา
๒) การใช้คา
๖.๒ ทกั ษะ/กระบวนการ
๑) ทกั ษะการอ่าน
๒) ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์
๗. ชน้ิ งาน/ภาระงาน
- แบบทดสอบเรอื่ ง “คาและการใช้คา”
๘. กิจกรรมการเรียนรู้ ( เทคนคิ TGT (Teams – Games -Tournaments))
ขั้นนา
๑. ครูยกตัวอย่างประโยคที่มีคาความหมายตรงและความหมายนัยประวัติหรือความหมายอุปมาให้
นกั เรยี นอ่าน และใหน้ ักเรียนพิจารณาความหมายของคาในประโยคว่าแตกต่างกันหรือไม่ อยา่ งไร
จากน้ันจึงสุ่มนักเรียนให้อธิบายความหมายของคาแต่ละคาในประโยคตามความเข้าใจ จากนั้นจึง
นาเข้าสู่บทเรียน
ขน้ั สอน
๒. ครูใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายและสรปุ ลักษณะความหมายของคาในภาษาไทย จากตัวอย่างในข้นั
นาเขา้ ส่บู ทเรียนตามความเขา้ ใจ
๓. จัดกลมุ่ แบบคละกนั (Home Team) กลุ่มละ ๓-๔ คน จากนั้นใหน้ กั เรยี นแต่ละกล่มุ อา่ นเรอื่ ง การ
พจิ ารณาความหมายของคาจากใบความรู้เรอื่ ง “คาและการใช้คา”
๔. ครูให้สุม่ ตวั แทนนกั เรียนอธิบายความรจู้ ากใบความรู้ในแต่ละหวั ข้อให้เพื่อนฟงั
๕. ครูอธิบายสรปุ เร่อื งคาและการใช้คาใหน้ ักเรียนฟงั ดว้ ยโปรแกรมนาเสนอภาพนิ่ง พรอ้ มทงั้ ให้
นักเรยี นชว่ ยกันยกตัวอย่างคาในแต่ละหัวขอ้ จากประสบการณ์หรอื ความรูท้ ี่เคยไดอ้ ่านได้ฟงั
๖. ดาเนนิ การแข่งขนั ตอบปัญหา (Academic Games Tournament) โดยมีวธิ ีการแขง่ ขันดงั น้ี
๖.๑ ครทู าหน้าท่ีเปน็ ผจู้ ัดการห้องเรียน โดยแบ่งตามความสามารถของนักเรียน เชน่
โต๊ะที่ ๑ เป็นโต๊ะแข่งขนั สาหรับนักเรียนที่มีความสามารถเกง่ มาก
โต๊ะท่ี ๒ และ ๓ เป็นโตะ๊ แข่งขนั สาหรบั นักเรยี นท่มี คี วามสามารถปานกลาง
โตะ๊ ที่ ๔ เปน็ โตะ๊ ท่แี ขง่ ขนั สาหรับนกั เรยี นทีม่ ีความสามารถอ่อน
๖.๒ ครแู จกซองคาถามจานวน ๑๐ คาถามใหท้ ุกโต๊ะ โดยทกุ โต๊ะไดค้ าถามเหมือนกัน
๖.๓ นกั เรยี นเปลย่ี นกันหยบิ ซองคาถามทลี ะ ๑ ซอง แลว้ วางลงกลางโต๊ะ
๖.๔ นกั เรยี นคนทเ่ี หลือคานวณหาคาตอบ จากคาถาม แล้วเขียนคาตอบลงใน
กระดาษคาตอบของตน
๖.๕ นักเรยี นคนทท่ี าหน้าทีอ่ ่านคาถามจะเปน็ คนใหค้ ะแนน โดยมกี ตกิ าการให้คะแนน ดังนี้
- ผตู้ อบถูกเป็นคนแรก จะได้ ๒ คะแนน
- ผตู้ อบถูกคนต่อไป จะได้คนละ ๑ คะแนน
- ถา้ ตอบผิด ให้ ๐ คะแนน
๖.๖ นักเรียนทกุ คนรวมคะแนนของตวั เอง โดยท่ีทกุ คนควรได้ตอบคาถามจานวนเท่า ๆ กนั
จัดลาดบั ของคะแนนทไ่ี ด้ ซึ่งกาหนดโบนัสของแต่ละโต๊ะ ดังนโ้ี บนัส ผูท้ ่ีไดค้ ะแนนสูงสุดที่ ๑ ประจาโตะ๊ แตล่ ะ
โต๊ะ จะไดโ้ บนัส ๑๐ แต้ม ผู้ทไี่ ดค้ ะแนนรองที่ ๒ ประจาโต๊ะแตล่ ะโตะ๊ จะไดโ้ บนัส ๘ แตม้ ผู้ทไี่ ด้คะแนนรอง
ที่ ๓ ประจาโตะ๊ แต่ละโต๊ะ จะได้โบนัส ๖ แต้ม ผู้ที่ได้คะแนนน้อยที่สุด ประจาโต๊ะแตล่ ะโตะ๊ จะได้โบนัส ๔
แตม้
๖.๗ นกั เรียนกลบั มากลมุ่ เดิม (Home Team) รวมแต้มโบนสั ของทุกคน ทมี ใดท่ีมีแต้มโบนัส
สงู สดุ ถือเปน็ ผชู้ นะ
๗. ครแู จกแบบทดสอบเร่อื ง “คาและการใช้คา” ใหน้ กั เรยี นทาเป็นรายบคุ คลในเวลาเรยี น
ขน้ั สรปุ
๘..ครูและนกั เรยี นสรุปความรู้เรอ่ื งคาและการใชค้ าร่วมกนั โดยครูเปน็ ผูต้ ้ังคาถามให้นกั เรยี นตอบ
๙. สอื่ อุปกรณ์และแหล่งการเรยี นรู้
๙.๑ ตัวอยา่ งประโยคท่มี ีคาความหมายตรงและความหมายนัยประวัติ
๙.๒ ใบความรู้เร่อื ง “คาและการใชค้ า”
๙.๓ โปรแกรมนาเสนอภาพนิ่ง
๙.๔ แบบทดสอบเร่ือง “คาและการใช้คา”
๑๐. การวดั และการประเมินผล
รายการวัดและ วธิ วี ัดและประเมินผล เคร่อื งมือวัดและ เกณฑก์ ารวัดและ
ประเมนิ ผล ประเมนิ ผล ประเมนิ ผล
ดา้ นความรู้ ตรวจแบบทดสอบเรือ่ ง เฉลยแบบทดสอบเรอ่ื ง ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ
“คาและการใช้คา” “คาและการใช้คา” ระดบั ดี
ประเมินจากการตอบ แบบประเมนิ การตอบ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ
คาถามของนักเรยี น คาถาม ระดับดี
ดา้ นทักษะกระบวนการ ตรวจแบบทดสอบเรอ่ื ง เฉลยแบบทดสอบเร่อื ง ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
“คาและการใช้คา” “คาและการใช้คา ระดบั ดี
ด้านเจตคติ สงั เกตการปฏิบตั งิ านของ แบบสงั เกตพฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
นักเรยี น การเรียนรายบุคคล ระดับดี
แบบการประเมินสมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น
รายบคุ คล
ชือ่ ..................................................นามสกุล.................................................ชั้น...............เลขที่...............
คาชแ้ี จง : ใหผ้ ู้สอนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรยี น และขีด ลงในช่องทตี่ รงกับคะแนน
ระดบั คณุ ภาพ
สมรรถนะดา้ น รายการประเมนิ ดมี าก ดี พอใช้ ปรับปรงุ
(๔) (๓) (๒) (๑)
๑. ความสามารถ ๑.๑ มีความสามารถในการรบั -สง่ สาร
ในการส่อื สาร ๑.๒ มคี วามสามารถในการถา่ ยทอดความรู้ ความคิด
ความเขา้ ใจของตนเอง โดยใชภ้ าษาอยา่ งเหมาะสม
๑.๓ ใช้วิธกี ารสื่อสารทเ่ี หมาะสม มปี ระสทิ ธภิ าพ
๑.๔ เจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลดปัญหาความ
ขัดแย้งตา่ ง ๆ ได้
๑.๕ เลือกรบั และไมร่ ับขอ้ มลู ข่าวสารด้วยเหตุผล
และถกู ต้อง
สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
๒. ความสามารถ ๒.๑ มคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะห์ สังเคราะห์
ในการคดิ ๒.๒ มที ักษะในการคิดนอกกรอบอยา่ งสร้างสรรค์
๒.๓ สามารถคิดอย่างมวี ิจารณญาณ
๒.๔ มคี วามสามารถในการสรา้ งองคค์ วามรู้
๒.๕ ตดั สนิ ใจแกป้ ญั หาเกย่ี วกบั ตนเองได้อย่าง
เหมาะสม
สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
๓. ความสามารถ ๓.๑ เรยี นรูด้ ว้ ยตนเองไดเ้ หมาะสมตามวยั
ในการใชท้ กั ษะ ๓.๒ สามารถทางานกลุม่ รว่ มกบั ผู้อน่ื ได้
ชวี ติ ๓.๓ นาความร้ทู ีไ่ ดไ้ ปใช้ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวัน
๓.๔ จดั การปญั หาและความขัดแย้งไดเ้ หมาะสม
๓.๕ หลกี เลย่ี งพฤติกรรมไมพ่ งึ ประสงค์ทส่ี ง่ ผล
กระทบตอ่ ตนเอง
สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ๘ ประการ
ชอื่ -สกุลนกั เรยี น.....................................................................ห้อง..............................เลขที…่ ….
คาช้แี จง : ให้ ผู้สอน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แลว้ ขดี ลงใน
ชอ่ งวา่ งทตี่ รงกบั ระดบั คะแนน
คุณลักษณะ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
อนั พึงประสงคด์ ้าน ๓๒๑
๑. ซ่อื สัตย์ สจุ ริต ๑.๑ ให้ข้อมูลทีถ่ กู ตอ้ ง และเป็นจริง
๑.๒ ปฏบิ ัติในส่ิงท่ถี กู ต้อง ละอาย และเกรงกลัวทจี่ ะทาความผิด ทาตาม
๒. มีวินยั
รับผิดชอบ สญั ญาทต่ี นใหไ้ ว้กับพอ่ แม่หรอื ผปู้ กครอง และครู
๓. ใฝ่เรียนรู้ ๑.๓ ปฏบิ ตั ติ นต่อผ้อู ืน่ ดว้ ยความซือ่ ตรง และเป็นแบบอยา่ งทด่ี แี ก่เพอ่ื น
ด้าน ความซอ่ื สตั ย์
๔. ม่งุ มั่นในการ ๒.๑ ปฏบิ ัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคบั ของครอบครวั และ
ทางาน โรงเรยี น มีความตรงตอ่ เวลาในการปฏิบัติกจิ กรรมตา่ งๆ ใน
ชวี ติ ประจาวนั มีความรับผดิ ชอบ
๓.๑ ตัง้ ใจเรยี น
๓.๒ เอาใจใส่ในการเรยี น และมีความเพยี รพยายามในการเรียน
๓.๓ เขา้ ร่วมกจิ กรรมการเรียนรตู้ า่ งๆ
๓.๔ ศึกษาคน้ คว้า หาความรู้จากหนงั สอื เอกสาร ส่งิ พมิ พ์ ส่ือเทคโนโลยี
ตา่ งๆ แหล่งการเรียนรูท้ ง้ั ภายในและภายนอกโรงเรียน และเลอื กใช้สื่อได้
อย่างเหมาะสม
๓.๕ บนั ทึกความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสิ่งทเ่ี รยี นรู้ สรุปเป็นองค์
ความรู้
๓.๖ แลกเปลีย่ นความรู้ ด้วยวธิ ีการตา่ งๆ และนาไปใช้ในชวี ิตประจาวนั
๔.๑ มีความตั้งใจและพยายามในการทางานที่ได้รับมอบหมาย
๔.๒ มีความอดทนและไม่ทอ้ แท้ต่ออปุ สรรคเพือ่ ใหง้ านสาเร็จ
ลงช่อื ...................................................ผู้ประเมนิ
............../.................../................
แบบประเมนิ การตอบคาถาม
คาช้ีแจง ทาเครือ่ งหมาย ลงในช่องระดับคะแนนพฤติกรรมที่นกั เรยี นปฏบิ ัตดิ ังนี้
ระดับ ๓ หมายถึง แสดงพฤติกรรมใหเ้ หน็ มาก
ระดบั ๒ หมายถึง แสดงพฤติกรรมใหเ้ ห็นปานกลาง
ระดับ ๑ หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมใหเ้ ห็นนอ้ ย
ลาดับ พฤตกิ รรม/ การ
ที่ ระดับคะแนน สนใจและตั้งใจ ตอบคาถามได้ ตอบคาถาม รวม ประ
ฟังคาถาม ตรงประเด็น อยา่ งสม่าเสมอ คะ
แนน เมิน หมายเหตุ
๓๒๑ ๓๒๑
ผล
ช่อื -สกุล ๓๒๑ ผา่ น ไม่
ผา่ น
เกณฑ์การประเมนิ ดมี าก
คะแนน รวม ๘ - ๙ = ดี
คะแนน รวม ๖ - ๗ = พอใช้
คะแนน รวม ๓ - ๕ =
เกณฑก์ ารผ่าน
คะแนนอย่ใู นระดบั ดีขึน้ ไป ถือวา่ ผ่านเกณฑ์
แบบสงั เกตพฤติกรรมการเรียนรายบคุ คล
คาชี้แจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในช้ันเรียนเป็นรายบุคคล สร้างข้ึนเพ่ือให้ครูผู้สอนประเมิน
พฤติกรรมนกั เรยี นเป็นรายบุคคล โดยทาเคร่ืองหมาย / ในช่องให้คะแนนทเ่ี ห็นสมควรตามความเปน็ จรงิ
เลขที่ พฤติกรรม ความตรงตอ่ พฤติกรรมและระดบั คะแนน รวม
รายช่อื นกั เรยี น เวลาและความ ม่งุ มั่นในการ ความสนใจ มคี ณุ ธรรมใน
พร้อมในการ
ทางาน กระตือรือรน้ ใน การเรยี น เช่น
เรียน การเรียน ความมวี ินัย
๓๒๑ ๓ ๒ ๑ ๓๒๑๓๒๑
ขอ้ สังเกตเพิม่ เติม
............................................................................................................................. ......................................
..................................................................................................................................... ..............................
ลงชื่อ................................................ ผูป้ ระเมนิ
(................................................)
.........../............/..........
เกณฑ์การประเมิน
๓ = ดมี าก ๒ = ดี ๑ = พอใช้หรอื ควรปรบั ปรงุ
เกณฑ์การผา่ น
ไดค้ ะแนนในระดับดีขนึ้ ไป จึงถือว่าผ่านเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมินผลแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรายบุคคล
คาช้แี จง : เกณฑก์ ารประเมนิ น้ีสรา้ งขึน้ เพ่ือใช้เป็นเกณฑ์ในการให้คะแนน โดยครเู ลอื กตามรายการ
ประเมินพรอ้ มท้งั เกณฑก์ ารให้คะแนนในแตล่ ะหัวขอ้ ทตี่ รงกับพฤติกรรมของนักเรยี นตามความเป็นจริงและครู
จะประเมิน ลงในแบบสังเกตพฤตกิ รรมการมีสว่ นร่วมในชน้ั เรยี น
รายการประเมิน เกณฑก์ ารประเมิน
๓ (ดีมาก) ๒ (ปานกลาง) ๑ (พอใช)้ ๐ (ปรับปรงุ )
๑. ความตรงตอ่ เวลา เขา้ เรียนตรงเวลา เขา้ เรยี นชา้ กวา่ เขา้ เรยี นเช้าเกิน เขา้ เรยี นช้ากวา่
กาหนดเกนิ ๑๕
กาหนด แตไ่ ม่เกนิ ๕ กว่ากาหนด แตไ่ ม่ นาที
นาที เกนิ ๑๐ นาที
๒. มุ่งมน่ั ในการ กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรือร้นทางาน กระตอื รอื ร้นทางาน ไม่กระตือรอื ร้นใน
ทางาน
ทุกคร้ังท่ีไดร้ ับ ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ทไี่ ด้รับมอบหมาย การทางาน และ
มอบหมาย และส่ง ตงั้ แต่ ๑ ครงั้ ข้ึนไป และส่งงานเกินเวลา ส่งงานเกนิ เวลาที่
งานตรงตามเวลาท่ี และส่งงานเกินเวลา ท่ีกาหนด ๒-๓ วนั กาหนดมากกวา่ ๓
กาหนด ที่กาหนด ๑ วัน วัน
๓. ความมวี นิ ัย นง่ั อยู่กับท่ี ไมค่ ยุ ไม่ นงั่ อย่กู บั ท่ี คยุ เลน่ น่ังอยกู่ บั ท่ี แต่ ลกุ จากท่ีนงั่ โดย
เลน่ บ้าง พดู คยุ เสียงดัง ไมไ่ ด้รบั อนญุ าต
รบกวนผูอ้ น่ื
๔. ความรว่ มมอื ใหค้ วามร่วมมือใน ใหค้ วามรว่ มมือใน ใหค้ วามร่วมมือ ไมใ่ หค้ วามร่วมมอื
การตอบคาถามและ การตอบคาถามและ ในการตอบคาถาม ในการตอบคาถาม
ทากจิ กรรมตา่ งๆ ทากิจกรรมต่างๆ และทากิจกรรม และทากิจกรรม
เป็นอยา่ งดีทกุ คร้ัง เปน็ อย่างดบี างครง้ั ตา่ งๆน้อย ใดๆเลย
เกณฑก์ ารตัดสนิ /ระดับคณุ ภาพ
ระดับคะแนน ผลการประเมิน
๑๐ - ๑๒ ดีมาก
๗–๙ ดี
๔–๖ พอใช้
๐–๓
ควรปรบั ปรุง
เกณฑ์การผ่าน ไดค้ ะแนนในระดับดีข้ึนไป จงึ ถือว่าผ่านเกณฑ์
รายละเอยี ดเน้อื หาสาระความรเู้ พมิ่ เติม
“คาและการใช้คา”
คา
คา หมายถึง เสียงพูดหรือลายลักษณ์อักษรท่ีเขียนหรือพิมพ์ข้ึนเพื่อแสดงความคิด คาเป็นหน่วยท่ี
เลก็ ที่สุดซึ่งมีความหมายในตัว อาจมี ๑ พยางคห์ รือหลายพยางคก์ ไ็ ด้ เช่น น้า มะลิ นาฬกิ า
การพจิ ารณาความหมายของคา มีดงั นี้
๑.ความหมายเฉพาะ แบ่งเป็น
๑.๑ ความหมายตามตวั หมายถงึ ความหมายเดมิ ของคาเม่อื ปรากฏอยู่ในบรบิ ทต่าง ๆ เชน่
- ลุงซอ้ื เกา้ อ้ีตัวนีม้ าจากชา่ งทาเคร่อื งเรอื นฝีมอื เยี่ยม
๑.๒ ความหมายเชิงอปุ มา หมายถงึ ความหมายทเ่ี กิดจากการเปรียบเทยี บกับความหมายตามตวั
ความหมายตามตวั ความหมายเชงิ อปุ มา
- เขาเห็นเสอื อยูใ่ นปา่ -เขาเป็นเสือผหู้ ญิง
(เสอื หมายถึง สัตวก์ ินเนื้อชนดิ หนึ่ง มนี สิ ยั ดรุ ้าย) (เสอื หมายถึง ผชู้ ายทม่ี นี สิ ยั เจา้ ชู้ ชอบหลอก
ผู้หญิง)
๑.๓ ความหมายนัยตรง หมายถึง ความหมายที่มีในพจนานุกรม จะเป็นความหมายตามตัว
หรอื ความหมายเชิงอปุ มาก็ได้ เชน่
- แม่ของเขาเปน็ แมย่ กลิเกคณะนี้
๑.๔ ความหมายนยั ประหวัด หมายถึง ความหมายของคาทเ่ี พมิ่ เตมิ จากความหมายพนื้ ฐาน
เป็นไปตามความรสู้ กึ นกึ คิดของแต่ละคน ซึง่ เป็นไปในทางต่าง ๆ กัน อาจเปน็ ทางดีหรือไม่ดีก็ได้ เชน่
คอแข็ง นัยตรง อาการคอเคล็ด หันศีรษะไม่ถนดั หันไม่ได้
นัยประหวัด อาการท่ีนงิ่ เพราะเถยี งไม่ขึน้ หรอื ทนตอ่ รสอันเข้มขน้ รนุ แรงได้
ตาที่ลกั ษณะโต
ตาโต นัยตรง อาการที่เบกิ ตากวา้ งเมื่อเหน็ ของมคี า่ ทานองวา่ อยากได้
นยั ประหวัด
๒. ความหมายเทียบเคียงกับคาอน่ื
๒.๑ คาท่มี ีความหมายเหมอื นกนั เช่น
ผู้หญงิ - นงลักษณ์ นงเยาว์ นงคราญ นารี สตรี
ช้าง - หสั ดี กญุ ชร คช กรี ดาริ คชนิ ทร์ คชาธาร หัตถี คเชนทร์
หัสดินทร์ กรนิ ทร์ ไอยรา สาร วารณ คชา
๒.๒ คาทีม่ คี วามหมายคล้ายกันหรอื ร่วมกัน
คาบางคามีความหมายบางส่วนร่วมกนั แตค่ วามหมายอีกส่วนหนึง่ ตา่ งกนั เชน่
อบ ปิง้ ย่าง น่ึง ตม้ เผา - ใชค้ วามร้อนเหมอื นกนั แตท่ าใหส้ กุ ด้วยวิธีต่างกัน
๒.๓ คาทีม่ ีความหมายตรงขา้ มกนั เชน่
ดา-ขาว มดื -สวา่ ง ใหญ่-เลก็ ดี-ชัว่ ซา้ ย-ขวา รวย-จน ฉลาด-โง่
๒.๔ คาทีม่ คี วามหมายครอบคลุม
คาบางคามคี วามหมายครอบคลมุ รวมความหมายของคาอ่นื ๆ หรือมีความหมายกวา้ งกว่าคาอ่นื เช่น
เครื่องเขียน - ครอบคลุมถงึ อุปกรณ์การเขียนทกุ ชนดิ เชน่ ปากกา ดินสอ ยางลบ ไม้บรรทดั
เครือ่ งดื่ม - ครอบคลุมถึงเครื่องดมื่ ทกุ ชนิดท่ีเป็นน้า เชน่ น้าเปล่า กาแฟ นา้ อัดลม นา้ ผลไม้
การใช้คา
๑. ใช้คาให้ตรงความหมาย
ควรเลอื กใช้คาให้มคี วามหมายกระชบั โดยใช้บรบิ ทชว่ ยให้เขา้ ใจชดั เจนยิ่งข้ึน และระวงั ไมใ่ ห้ผูอ้ ื่นคิด
ไปในทานองนัยประหวัดขณะท่ีผู้ใชค้ าต้องการให้มคี วามหมายนัยตรง เช่น
- ฉันเกลยี ดหนา้ มนั
อาจสื่อความหมายไปในทานองนัยตรง “หนา้ ของมัน” ดังน้นั ควรเพิม่ รายละเอียดให้ชดั เจน
ว่า “ฉนั เกลยี ดผวิ หน้าทม่ี นั ” เพอ่ื สื่อความหมายให้ถกู ต้อง
๒. ไม่ควรใชค้ ากากวม
คากากวม หมายถงึ คาท่มี คี วามหมายไดห้ ลายอย่าง อาจทาให้ผูฟ้ ังเขา้ ใจผิด เชน่
ขอหอมหนอ่ ย (อาจหมายถงึ หวั หอม ตน้ หอม หรอื หอมแกม้ )
ควรเตมิ คาลงไปใหช้ ดั เจน เช่น
ขอต้นหอมหน่อย
๓. อย่าใช้คาใหผ้ ิดความหมาย
ผูใ้ ช้คาจะตอ้ งรจู้ กั ความหมายเฉพาะของคา แล้วเลอื กใช้คาให้เหมาะสมกับบริบท เชน่ ถ้าจะบอกวา่
บ้านของเขามขี นาดใหญโ่ ตมากต้องใช้คาวา่ “ใหญโ่ ตมโหฬาร” เพราะ มโหฬาร หมายถึง กวา้ งใหญ่ แต่บางคา
จะใชว้ า่ “ใหญโ่ ตรโหฐาน” ซ่ึงผดิ ความหมายเพราะ รโหฐาน หมายถึง ที่เฉพาะสว่ นตัว
๔. เลอื กใชค้ าใหส้ มั พนั ธก์ บั สถานการณ์หรอื คาอนื่
คาที่นามาเรยี บเรียงใหเ้ ป็นประโยคหรือขอ้ ความมีความเก่ียวข้องกันในการสื่อความหมาย
การเลอื กใช้คาได้ถูกตอ้ งจะทาใหส้ ่ือความหมายได้ชัดเจนตรงตามจุดประสงค์ของผ้สู ่งสาร เชน่
เธอเคยเป็นนางงาม - แสดงถึงสถานภาพในอดีตท่ีพน้ ไปแล้ว
เธอเป็นนางงาม - แสดงถงึ สถานภาพในปัจจบุ ันทกี่ าลังเป็นอยู่
การใชค้ าลักษณนามก็เช่นเดยี วกันควรใชใ้ ห้ถูกต้อง โดยเฉพาะส่ิงใกล้ตัวท่เี รามักมองขา้ มและใช้ตาม
ความคุ้น เคย เช่น สิ่งของที่มีลักษณ ะเป็นแท่งยาว ๆ อัน มี ปากกา ดิน สอ เทียน เป็น ต้น
จะใช้ลักษณนามว่า อัน ท้ังหมด ท้ังท่ีของแต่ละสิ่งมีลักษณนามแตกต่างกัน คือ ปากกาเรียกเป็นด้าม
ดินสอเรียกเป็นแท่ง ส่วนเทียนเรียกเป็นเล่ม ส่ิงเหล่านี้ผู้ใช้ภาษาควรให้ความสาคัญและใช้ภาษา
อยา่ งถกู ต้อง เพือ่ ไม่ใหล้ มื เลือนไปจนภาษาไทยทถี่ กู ต้องกลายเป็นภาษาโบราณและ “ตาย” ในที่สุด
๕. ใชค้ าให้ตรงตามความนิยม
คาบางคามีความหมายเหมอื นกัน แต่ผู้ใชน้ ิยมใช้ในบรบิ ททต่ี า่ งกนั เพราะมีความหมายต่างกนั บ้าง
เล็กนอ้ ย เช่น คาทแ่ี สดงถึงอาการกนิ ของสตั วซ์ ึง่ นิยมใชแ้ ตกต่างกนั ตามธรรมชาติของสัตว์น้ัน ๆ
ปลาฮุบเหยื่อ
กระรอกแทะผลไม้
๖. ใช้คาใหเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะและบุคคล
ในทส่ี าธารณะนยิ มใช้ภาษาสภุ าพเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าสนิทกันนยิ มใช้คาอกี ประเภทหนง่ึ การใชค้ าพูด
สามารถบอกฐานะของบุคคลไดว้ ่าได้รบั การยกยอ่ งในระดบั ใด เช่น
คุณปติ ทิ ่านเป็นประธานบริษัท
กชกรเธอเป็นพนกั งานในบรษิ ัทแห่งหนึง่
๗. ไม่ควรใชค้ าขัดแยง้ กนั ในประโยค
การใช้คาขัดแยง้ กันในประโยคเดียวกนั ทาใหผ้ ูฟ้ งั เขา้ ใจสบั สน เชน่
คนส่วนมากนยิ มกินขา้ วผดั กันทุกคน (คาวา่ “สว่ นมาก” ไม่ไดห้ มายความว่าทุกคน)
๘. เลือกใชค้ าให้หลากหลายไมซ่ า้ ซาก
ภาษาไทยมถี อ้ ยคามากมายทมี่ ีความหมายคลา้ ยคลึงกันและสามารถใช้แทนกนั ได้ ดงั น้นั
ในการเรยี บเรียงประโยคหรือข้อความควรเลือกใช้คาให้หลากหลาย ไมค่ วรใช้คาซา้ ซากเพราะนอกจากจะ
ทาให้ขอ้ ความไม่น่าสนใจแลว้ ยงั ทาให้ผู้รบั สารรสู้ ึกเบอื่ หน่ายด้วย
ใบความรู้เร่ือง “คาและการใชค้ า”
คา
คา หมายถึง เสียงพูดหรือลายลักษณ์อักษรท่ีเขียนหรือพิมพ์ข้ึนเพ่ือแสดงความคิด คาเป็นหน่วยท่ี
เลก็ ท่ีสุดซึ่งมคี วามหมายในตวั อาจมี ๑ พยางคห์ รือหลายพยางคก์ ็ได้ เช่น น้า มะลิ นาฬกิ า
การพิจารณาความหมายของคา มีดังน้ี
๑.ความหมายเฉพาะ แบง่ เปน็
๑.๑ ความหมายตามตวั หมายถึง ความหมายเดมิ ของคาเมื่อปรากฏอยูใ่ นบริบทต่าง ๆ เชน่
- ลงุ ซอื้ เกา้ อ้ีตวั นีม้ าจากช่างทาเคร่ืองเรอื นฝมี อื เย่ียม
๑.๒ ความหมายเชิงอปุ มา หมายถงึ ความหมายท่เี กดิ จากการเปรียบเทยี บกบั ความหมายตามตวั
ความหมายตามตวั ความหมายเชงิ อุปมา
- เขาเห็นเสอื อยู่ในป่า -เขาเป็นเสอื ผ้หู ญิง
(เสือ หมายถึง สัตวก์ นิ เนื้อชนดิ หนึ่ง มีนิสยั ดรุ ้าย) (เสือ หมายถงึ ผ้ชู ายที่มีนสิ ัยเจ้าชู้ ชอบหลอก
ผหู้ ญงิ )
๑.๓ ความหมายนัยตรง หมายถึง ความหมายท่ีมีในพจนานุกรม จะเป็นความหมายตามตัว
หรือความหมายเชิงอุปมากไ็ ด้ เช่น
- แม่ของเขาเป็นแม่ยกลิเกคณะนี้
๑.๔ ความหมายนัยประหวดั หมายถึง ความหมายของคาท่ีเพิ่มเติมจากความหมายพนื้ ฐาน
เปน็ ไปตามความรู้สึกนกึ คดิ ของแต่ละคน ซ่งึ เปน็ ไปในทางตา่ ง ๆ กนั อาจเปน็ ทางดีหรอื ไม่ดกี ็ได้ เชน่
คอแขง็ นยั ตรง อาการคอเคลด็ หนั ศรี ษะไม่ถนดั หันไม่ได้
นัยประหวัด อาการทีน่ ิ่งเพราะเถียงไมข่ ้ึน หรอื ทนตอ่ รสอันเขม้ ข้นรนุ แรงได้
ตาทีล่ ักษณะโต
ตาโต นัยตรง อาการทีเ่ บิกตากว้างเมอื่ เหน็ ของมีค่า ทานองวา่ อยากได้
นยั ประหวดั
๒. ความหมายเทยี บเคียงกับคาอ่ืน
๒.๑ คาทมี่ ีความหมายเหมอื นกนั เชน่
ผ้หู ญิง - นงลักษณ์ นงเยาว์ นงคราญ นารี สตรี
ชา้ ง - หัสดี กุญชร คช กรี ดาริ คชินทร์ คชาธาร หัตถี คเชนทร์
หัสดนิ ทร์ กรินทร์ ไอยรา สาร วารณ คชา
๒.๒ คาท่มี คี วามหมายคลา้ ยกนั หรอื ร่วมกนั
คาบางคามีความหมายบางส่วนรว่ มกันแตค่ วามหมายอกี สว่ นหนึ่งตา่ งกนั เชน่
อบ ปง้ิ ยา่ ง นง่ึ ตม้ เผา - ใช้ความรอ้ นเหมือนกัน แตท่ าใหส้ ุกดว้ ยวธิ ตี า่ งกนั
๒.๓ คาทีม่ ีความหมายตรงข้ามกนั เช่น
ดา-ขาว มดื -สว่าง ใหญ่-เล็ก ด-ี ชัว่ ซ้าย-ขวา รวย-จน ฉลาด-โง่
๒.๔ คาทีม่ คี วามหมายครอบคลมุ
คาบางคามคี วามหมายครอบคลุมรวมความหมายของคาอ่ืน ๆ หรือมคี วามหมายกวา้ งกวา่ คาอื่น เช่น
เครื่องเขียน - ครอบคลุมถงึ อุปกรณ์การเขียนทกุ ชนดิ เชน่ ปากกา ดนิ สอ ยางลบ ไม้บรรทัด
เครือ่ งดื่ม - ครอบคลุมถงึ เครอ่ื งดื่มทกุ ชนิดที่เป็นน้า เชน่ น้าเปล่า กาแฟ นา้ อัดลม นา้ ผลไม้
การใช้คา
๑. ใช้คาให้ตรงความหมาย
ควรเลอื กใช้คาให้มคี วามหมายกระชบั โดยใช้บริบทชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจชัดเจนยิ่งข้ึน และระวงั ไมใ่ หผ้ ู้อื่นคิด
ไปในทานองนัยประหวัดขณะท่ีผู้ใชค้ าต้องการให้มคี วามหมายนัยตรง เช่น
- ฉันเกลยี ดหนา้ มัน
อาจสื่อความหมายไปในทานองนัยตรง “หนา้ ของมัน” ดังน้นั ควรเพิม่ รายละเอียดให้ชัดเจน
ว่า “ฉนั เกลยี ดผวิ หนา้ ทม่ี ัน” เพอ่ื สื่อความหมายให้ถกู ตอ้ ง
๒. ไม่ควรใช้คากากวม
คากากวม หมายถงึ คาท่มี คี วามหมายไดห้ ลายอย่าง อาจทาให้ผู้ฟังเข้าใจผิด เชน่
ขอหอมหนอ่ ย (อาจหมายถึง หัวหอม ตน้ หอม หรือหอมแกม้ )
ควรเตมิ คาลงไปใหช้ ดั เจน เช่น
ขอต้นหอมหน่อย
๓. อย่าใช้คาใหผ้ ิดความหมาย
ผูใ้ ช้คาจะตอ้ งรจู้ กั ความหมายเฉพาะของคา แลว้ เลอื กใช้คาให้เหมาะสมกบั บริบท เช่น ถ้าจะบอกวา่
บ้านของเขามขี นาดใหญ่โตมากต้องใช้คาว่า “ใหญ่โตมโหฬาร” เพราะ มโหฬาร หมายถงึ กวา้ งใหญ่ แต่บางคา
จะใชว้ า่ “ใหญโ่ ตรโหฐาน” ซ่ึงผดิ ความหมายเพราะ รโหฐาน หมายถึง ท่ีเฉพาะสว่ นตัว
๔. เลอื กใชค้ าให้สมั พนั ธก์ บั สถานการณห์ รอื คาอน่ื
คาที่นามาเรยี บเรยี งใหเ้ ป็นประโยคหรอื ขอ้ ความมีความเก่ียวข้องกันในการสอื่ ความหมาย
การเลอื กใช้คาได้ถูกตอ้ งจะทาใหส้ ื่อความหมายได้ชัดเจนตรงตามจุดประสงค์ของผสู้ ่งสาร เชน่
เธอเคยเป็นนางงาม - แสดงถึงสถานภาพในอดีตที่พน้ ไปแล้ว
เธอเป็นนางงาม - แสดงถงึ สถานภาพในปัจจบุ ันทกี่ าลังเป็นอยู่
การใชค้ าลักษณนามก็เช่นเดียวกันควรใชใ้ ห้ถกู ตอ้ ง โดยเฉพาะส่ิงใกล้ตัวท่เี รามักมองขา้ มและใช้ตาม
ความคุ้น เคย เช่น ส่ิงของที่ มีลักษณ ะเป็นแท่งยาว ๆ อัน มี ปากกา ดิน สอ เทียน เป็น ต้น
จะใช้ลักษณนามว่า อัน ท้ังหมด ท้ังที่ของแต่ละสิ่งมีลักษณนามแตกต่างกัน คือ ปากกาเรียกเป็นด้าม
ดินสอเรียกเป็นแท่ง ส่วนเทียนเรียกเป็นเล่ม สิ่งเหล่านี้ผู้ใช้ภาษาควรให้ความสาคัญและใช้ภาษา
อยา่ งถกู ต้อง เพือ่ ไม่ใหล้ มื เลือนไปจนภาษาไทยที่ถกู ตอ้ งกลายเป็นภาษาโบราณและ “ตาย” ในทสี่ ุด
๕. ใชค้ าให้ตรงตามความนยิ ม
คาบางคามีความหมายเหมือนกัน แตผ่ ู้ใชน้ ยิ มใช้ในบรบิ ททต่ี า่ งกนั เพราะมีความหมายต่างกนั บ้าง
เล็กนอ้ ย เช่น คาทแ่ี สดงถงึ อาการกนิ ของสัตวซ์ ง่ึ นิยมใช้แตกต่างกนั ตามธรรมชาตขิ องสัตวน์ ้ัน ๆ
ปลาฮุบเหยือ่
กระรอกแทะผลไม้
๖. ใช้คาใหเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะและบุคคล
ในทส่ี าธารณะนยิ มใช้ภาษาสภุ าพเปน็ เกณฑ์ แตถ่ ้าสนิทกันนยิ มใช้คาอกี ประเภทหนง่ึ การใช้คาพูด
สามารถบอกฐานะของบุคคลไดว้ า่ ไดร้ ับการยกย่องในระดับใด เช่น
คุณปติ ทิ ่านเปน็ ประธานบรษิ ทั
กชกรเธอเป็นพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่ง
๗. ไม่ควรใชค้ าขัดแยง้ กนั ในประโยค
การใช้คาขัดแยง้ กันในประโยคเดยี วกนั ทาให้ผู้ฟังเขา้ ใจสบั สน เชน่
คนส่วนมากนิยมกินขา้ วผดั กันทุกคน (คาว่า “สว่ นมาก” ไม่ได้หมายความว่าทุกคน)
๘. เลือกใชค้ าให้หลากหลายไมซ่ ้าซาก
ภาษาไทยมถี อ้ ยคามากมายทมี่ ีความหมายคลา้ ยคลงึ กนั และสามารถใช้แทนกนั ได้ ดงั น้นั
ในการเรยี บเรียงประโยคหรือข้อความควรเลือกใช้คาใหห้ ลากหลาย ไมค่ วรใช้คาซ้าซากเพราะนอกจากจะ
ทาให้ขอ้ ความไม่น่าสนใจแล้วยังทาให้ผรู้ ับสารรสู้ ึกเบือ่ หน่ายดว้ ย
แบบทดสอบเรือ่ ง “คาและการใชค้ า”
ตอนที่ ๑ ใหน้ ักเรยี นแตง่ ประโยคจากคาตอ่ ไปน้ี
๑. เสอื
ความหมายตามตวั หรอื ความหมายนัยตรง
.............................................................................................................................................................
ความหมายเชงิ อุปมาหรอื ความหมายนัยประหวัด
.............................................................................................................................................................
๒. มอื ออ่ น
ความหมายตามตวั หรอื ความหมายนยั ตรง
.............................................................................................................................................................
ความหมายเชิงอุปมาหรือความหมายนัยประหวัด
.............................................................................................................................................................
๓. ตาโต
ความหมายตามตัวหรอื ความหมายนัยตรง
.............................................................................................................................................................
ความหมายเชงิ อปุ มาหรอื ความหมายนยั ประหวดั
.............................................................................................................................................................
๔. กระดูก
ความหมายตามตวั หรือความหมายนัยตรง
.............................................................................................................................................................
ความหมายเชิงอุปมาหรอื ความหมายนัยประหวดั
.............................................................................................................................................................
๕. ชักใย
ความหมายตามตัวหรือความหมายนยั ตรง
.............................................................................................................................................................
ความหมายเชิงอปุ มาหรือความหมายนัยประหวดั
.............................................................................................................................................................
แบบทดสอบเรอื่ ง คาและการใชค้ า
ตอนที่ ๒ จงเลือกคาตอบที่ถูกต้องท่ีสดุ เพยี งคาตอบเดยี ว
๑. ข้อใดใชค้ าลักษณนามไมถ่ กู ตอ้ ง
ก. เขาสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของหน่วยงานไดค้ รบทกุ ขอ้
ข. นกั วชิ าการเสนอขอ้ คิดเห็นไวใ้ นบทสรุปของรายงานหลายประการ
ค. รัฐบาลมีปญั หาเร่งดว่ นท่ตี ้องรบี แก้ไขหลายเร่อื ง
ง. คณะกรรมการกาลังพจิ ารณาคาขวญั ทส่ี ง่ เข้าประกวด ๕๐ บท
๒. คาทกุ คาในขอ้ ใดใชไ้ ด้ทงั้ ความหมายตามตวั และความหมายเชิงอปุ มา
ก. ปนี เกลยี ว ปิดฉาก ถกู ขา ข. ปดิ ตา เฝ้าไข้ เปลี่ยนมือ
ค. วางใจ เป่าป่ี แกเ้ คลด็ ง. ป่นั หัว กนิ ตะเกยี บ ลงคอ
๓. ข้อใดใชค้ าถกู ตอ้ ง
ก. เธอได้รบั คาชมว่าทางานเก่งมากจนใครๆ ยกมือให้
ข. การแสดงดนตรกี ว่าจะยกเลิกกเ็ กอื บสองทมุ่
ค. ผ้มู รี ายได้ต่าได้รับยกเวน้ ไม่ต้องเสียภาษีเงนิ ได้
ง. ผู้ต้องขังที่มคี วามประพฤติดจี ะได้รบั การยกโทษลงครึ่งหนึง่
๔. ขอ้ ใดใชค้ าฟุ่มเฟอื ย
ก. ทหารในขบวนสวนสนามเดินอกผายไหล่ผง่ึ
ข. คณุ ยายขอให้ฉันกับญาตทิ ่ีบุกรกุ ที่ดินเลิกแลว้ ต่อกัน
ค. ฉันต้องทนฟงั เขาชี้แจงเหตุผลแม้จะไมม่ สี ่วนไดส้ ่วนเสยี
ง. พ่อแมช่ ื่นชมปตี ิยนิ ดีทลี่ ูกสาวสาเรจ็ การศกึ ษาระดับปรญิ ญาเอก
๕. ข้อใดใช้ภาษากากวม
ก. เดก็ ขา้ งบ้านว่ิงชนฉนั หกล้มปากแตก
ข. คนขบั รถถูกสง่ั พักงานฐานละเลยหน้าท่ี
ค. ก๋วยเตย๋ี วปลาแบบโบราณในซอยน้มี ีหลายร้าน
ง. พวงมาลัยแบบนแ้ี ม่ค้าขายฉนั พวงละ ๑๐ บาท
๖. ข้อใดมชี อื่ ดอกไมม้ ากทสี่ ุด
ก. ชมสรอ้ ยฟ้าสารภยี ่สี ุ่นเทศ
ข. เกดแกว้ จาปามหาหงส์
ค. กงิ่ กาหลงชงโคมะลิวัลย์
ง. พกิ ลุ บุนนาคนมสวรรค์
๗. ข้อใดไม่ได้กล่าวถึง “ชา้ ง”
ก. งามเรง่ งามโทท้าว ทา่ นสู้ศึกสาร
ข. สารทรงราชรามัญ ลงล่าง แลนา
ค. ไพเราะราชสุภา ษิตสอื่ สารนา
ง. ตรึกอกพกตกขว้า อยเู่ บอื้ งบนสาร
๘. ขอ้ ใดใชค้ าผดิ ความหมาย
ก. ความคิดของเด็กคนน้หี ลกั แหลมทีเดยี ว
ข. บางคนบอกวา่ กนิ ข้าวเหนยี วแล้วอยทู่ ้องดี
ค. คนขายของพูดจนอ่อนใจ แม่บา้ นกย็ งั ไมย่ อมซอ้ื
ง. เขานัดกับฉนั หลายคร้งั แลว้ แตม่ ีอนั ตอ้ งแคลว้ คลาดกันทุกที
๙. ขอ้ ใดใช้คาผดิ ความหมาย
ก. เวลาไปเยยี่ มเพอ่ื นทีบ่ า้ นเขามกั จะมีขนมติดตัวไปด้วย
ข. คนขับรถไม่ติดใจเอาความกบั คนบา้ ทีข่ ว้างปารถของเขา
ค. ชา่ งไฟฟา้ มาติดตง้ั เคร่ืองซกั ผ้าให้ฉันเรยี บร้อยแล้ว
ง. กองทหารกาลงั บุกเขา้ โจมตีและรบตดิ พันกันกวา่ ๓ วนั แล้ว
๑๐. ข้อใดใช้คาถูกต้องตามความหมาย
ก. ปีน้อี ากาศรอ้ นเหลือเกนิ วันไหนไม่ไดเ้ ปิดแอรก์ ร็ ้อนตวั มาก ๆ เลย
ข. เขาเพง่ิ เรยี นจบจากมหาวทิ ยาลยั จึงรอ้ นวิชาอยากพูดอยากแสดงให้คนรู้
ค. วยั รนุ่ ขา้ งบา้ นเปิดเพลงเสยี งดงั ใคร ๆ ได้ฟังก็รอ้ นหไู ปหมด
ง. บ้านสวยหลังน้ันปิดเงยี บเพราะเจา้ ของรอ้ นเงนิ หนไี ปต่างประเทศแลว้
เฉลยแบบทดสอบเรือ่ ง คาและการใช้คา
ตอนที่ ๒ จงเลอื กคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพยี งคาตอบเดียว
๑. ขอ้ ใดใช้คาลักษณนามไม่ถูกตอ้ ง
ก. เขาสามารถปฏิบัติตามเงือ่ นไขของหน่วยงานได้ครบทกุ ขอ้
ข. นกั วชิ าการเสนอขอ้ คิดเห็นไวใ้ นบทสรปุ ของรายงานหลายประการ
ค. รัฐบาลมีปัญหาเร่งดว่ นที่ตอ้ งรบี แก้ไขหลายเร่ือง
ง. คณะกรรมการกาลงั พิจารณาคาขวญั ที่สง่ เข้าประกวด ๕๐ บท
๒. คาทกุ คาในข้อใดใช้ได้ทงั้ ความหมายตามตวั และความหมายเชิงอุปมา
ก. ปนี เกลยี ว ปิดฉาก ถูกขา
ข. ปดิ ตา เฝ้าไข้ เปลย่ี นมือ
ค. วางใจ เป่าป่ี แก้เคลด็
ง. ป่ันหัว กนิ ตะเกียบ ลงคอ
๓. ขอ้ ใดใช้คาถูกตอ้ ง
ก. เธอได้รับคาชมวา่ ทางานเกง่ มากจนใครๆ ยกมือให้
ข. การแสดงดนตรีกวา่ จะยกเลิกก็เกือบสองทุ่ม
ค. ผมู้ รี ายได้ต่าไดร้ ับยกเว้นไมต่ อ้ งเสียภาษีเงินได้
ง. ผตู้ ้องขงั ทมี่ คี วามประพฤติดีจะไดร้ ับการยกโทษลงครึ่งหนง่ึ
๔. ขอ้ ใดใช้คาฟุ่มเฟือย
ก. ทหารในขบวนสวนสนามเดินอกผายไหลผ่ ่งึ
ข. คุณยายขอให้ฉนั กบั ญาตทิ ่ีบุกรกุ ทด่ี นิ เลิกแล้วตอ่ กนั
ค. ฉันต้องทนฟงั เขาชแ้ี จงเหตผุ ลแมจ้ ะไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย
ง. พ่อแม่ชนื่ ชมปีติยินดีท่ีลูกสาวสาเร็จการศึกษาระดบั ปรญิ ญาเอก
๕. ข้อใดใช้ภาษากากวม
ก. เด็กข้างบา้ นวิ่งชนฉนั หกลม้ ปากแตก
ข. คนขับรถถูกสัง่ พกั งานฐานละเลยหน้าที่
ค. ก๋วยเตย๋ี วปลาแบบโบราณในซอยนีม้ หี ลายร้าน
ง. พวงมาลยั แบบน้แี ม่คา้ ขายฉันพวงละ ๑๐ บาท
๖. ขอ้ ใดมชี อ่ื ดอกไม้มากทีส่ ุด
ก. ชมสรอ้ ยฟา้ สารภยี ี่สุน่ เทศ
ข. เกดแก้วจาปามหาหงส์
ค. กิ่งกาหลงชงโคมะลวิ ลั ย์
ง. พิกลุ บนุ นาคนมสวรรค์
๗. ขอ้ ใดไม่ได้กลา่ วถงึ “ช้าง”
ก. งามเร่งงามโทท้าว ทา่ นสู้ศึกสาร
ข. สารทรงราชรามญั ลงลา่ ง แลนา
ค. ไพเราะราชสภุ า ษิตสอื่ สารนา
ง. ตรกึ อกพกตกขว้า อยู่เบื้องบนสาร
๘. ข้อใดใชค้ าผดิ ความหมาย
ก. ความคิดของเดก็ คนนห้ี ลกั แหลมทีเดียว
ข. บางคนบอกวา่ กนิ ข้าวเหนยี วแล้วอยูท่ ้องดี
ค. คนขายของพดู จนออ่ นใจ แมบ่ ้านกย็ งั ไมย่ อมซอื้
ง. เขานัดกับฉันหลายครงั้ แล้ว แต่มีอนั ตอ้ งแคลว้ คลาดกันทุกที
๙. ข้อใดใช้คาผดิ ความหมาย
ก. เวลาไปเยีย่ มเพ่ือนทีบ่ ้านเขามกั จะมขี นมติดตัวไปดว้ ย
ข. คนขบั รถไมต่ ดิ ใจเอาความกบั คนบ้าทข่ี ว้างปารถของเขา
ค. ชา่ งไฟฟ้ามาตดิ ตั้งเครอ่ื งซกั ผา้ ใหฉ้ นั เรียบรอ้ ยแลว้
ง. กองทหารกาลงั บกุ เข้าโจมตีและรบตดิ พันกันกว่า ๓ วันแล้ว
๑๐. ขอ้ ใดใช้คาถูกต้องตามความหมาย
ก. ปนี อี้ ากาศร้อนเหลือเกนิ วนั ไหนไม่ได้เปิดแอร์ก็รอ้ นตัวมาก ๆ เลย
ข. เขาเพ่ิงเรียนจบจากมหาวิทยาลยั จึงรอ้ นวชิ าอยากพดู อยากแสดงให้คนรู้
ค. วัยรนุ่ ขา้ งบ้านเปดิ เพลงเสยี งดังใคร ๆ ได้ฟงั ก็ร้อนหไู ปหมด
ง. บ้านสวยหลงั นน้ั ปดิ เงียบเพราะเจา้ ของรอ้ นเงินหนไี ปต่างประเทศแล้ว
บันทกึ ผลหลงั การเรยี นรู้
ผลการจัดการเรยี นรู้ตามตวั ช้ีวดั / ผลการเรียนรู้
- นักเรยี นบอกความหมายของคาในลักษณะต่าง ๆ และสามารถใช้คาไดถ้ กู ต้องตามความหมาย
- นกั เรียนตระหนกั ในคณุ คา่ ของภาษาไทย
สมรรถนะในการเรยี นแตล่ ะด้าน
- นักเรียนได้ใช้ความสามารถดา้ นการส่อื สาร และการคดิ ในการทากิจกรรมท่ไี ด้รบั มอบหมาย
- นกั เรียนได้ใช้ความสามารถดา้ นการใชท้ กั ษะชีวิตและความสามารถในการแก้ปญั หาในการแกป้ ัญหา
ทเี่ กิดขนึ้ ระหวา่ งทากิจกรรม
คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์แต่ละดา้ น
. - นกั เรียนมคี วามม่งุ มนุ่ ในการทางานท่ีไดร้ บั มอบหมาย มีความใฝ่รู้ใฝ่เรียนและรบั ผดิ ชอบตอ่ งานที่
ได้รบั มอบหมายอยา่ งเตม็ ความสามารถ
ปัญหา / อุปสรรค
-
ข้อเสนอแนะ / แนวทางการแก้ปญั หา
-
ขอ้ ค้นพบ
- การนาเทคนิคการสอนมาใช้ในการจดั การเรียนรทู้ าใหน้ ักเรยี นสามารถเรียนรไู้ ด้เรว็ ข้นึ ได้
ลงช่อื …………… …………………..ผ้สู อน
(นางสาวเฌอณฏั ฐช์ า หลมิ พลอย)
แผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ ๑๒
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย วชิ าภาษาไทย (ท๓๑๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๔
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕
เรื่อง คาและสานวน เวลา ๑ ชว่ั โมง ผสู้ อน ครเู ฌอณัฏฐช์ า หลิมพลอย
___________________________________________________________________________
๑. สาระท่ี ๔ หลักและการใช้ภาษา
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลัง
ของภาษา ภมู ิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบตั ิของชาติ
ตัวชีว้ ัด
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๒ ใช้คาและกล่มุ คาสรา้ งประโยคตรงตามวัตถปุ ระสงค์
๒. จุดประสงค์การเรียนรู้
๒.๑ นกั เรียนอธิบายลกั ษณะของสานวนได้ (K)
๒.๒ นักเรยี นเลอื กใช้สานวนไทยได้ถูกต้องตามความหมายและสถานการณ์ที่กาหนดให้ (P)
๒.๓ นกั เรยี นอธิบายความหมายของสานวนไทยได้ (P)
๒.๔ นกั เรียนเหน็ คณุ คา่ ของภาษาไทย (A)
๓. สาระสาคญั
สานวน หมายถึง ถ้อยคาในภาษาท่ีใช้สื่อสารกัน มีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ แต่เป็นท่ีเขา้ ใจได้
โดยทั่วกัน หมายรวมไปถึงสุภาษิตและคาพังเพยด้วย ซ่ึงบางสานวนมีเสียงสัมผัสคล้องจองกัน
แต่บางสานวนกไ็ ม่มีเสียงสัมผสั คล้องจอง ลักษณะเด่นของสานวนไทยคือ ใช้คาสั้นกะทัดรัด ไพเราะกินใจ มี
ความหมายลึกซ้ึง การศกึ ษาในเรอ่ื งลักษณะ ท่ีมา และความหมายของสานวนจะช่วยให้สามารถนาสานวน ไป
ใช้ในชีวติ ประจาวนั ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธผิ ล
๔. สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
๔.๑ ความสามารถในการสอ่ื สาร
๔.๒ ความสามารถในการคดิ
๔.๓ ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
๕. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
๕.๑ ซอ่ื สัตย์สจุ ริต
๕.๒ ใฝเ่ รยี นรู้
๕.๓ ม่งุ มัน่ ในการทางาน
๖. สาระการเรยี นรู้
๖.๑ ความรู้
๑) ลักษณะของสานวน
๒) ทม่ี าของสานวน
๓) ความหมายของสานวน
๖.๒ ทกั ษะ/กระบวนการ
๑) ทักษะการฟังและการพดู
๒) ทักษะการคิด
๗. ชิ้นงาน/ภาระงาน
- ใบงานเรอ่ื ง “สานวนไทย”
๘. กิจกรรมการเรยี นรู้ (การใช้เกมประกอบการสอน)
ขั้นนา
๑. ครูให้นักเรียนเล่นเกมเปิดแผ่นป้าย โดยให้นักเรียนเลือกหมายเลขแล้วทายว่าเป็นภาพสานวนใด
พรอ้ มบอกความหมายให้ถูกตอ้ ง จากนัน้ เชอื่ มโยงเขา้ สบู่ ทเรยี น
ขั้นสอน
๒. ครูอธิบายความรู้เรื่องสานวน สุภาษิต คาพังเพย โดยใช้โปรแกรมนาเสนอภาพนิ่ง หัวข้อลักษณะ
ของสานวน ความหมาย ของสานวน และที่มาของสานวน โดยใหน้ กั เรยี นจดความร้ลู งในสมุด
๓. นักเรียนเล่นเกมสานวนไทยในแอปพลิเคชั่น educandy เพื่อเป็นการทดสอบความเข้าใจใน
บทเรียน
๔.ครูแจกมอบหมายให้ทาแบบทดสอบ “สานวนไทย” ให้นักเรียนทาในเวลาเรียน โดยใช้เวลาใน
การทา ๑๐ นาที เพ่อื ทดสอบความรคู้ วามเขา้ ใจของนกั เรยี นเกย่ี วกบั การใช้สานวน
ขัน้ สรปุ
๕.ครแู ละนกั เรียนสรปุ ความรูเ้ ร่อื งสานวนไทยท่ไี ด้จากการจัดการเรยี นรู้ในดา้ นการนาไปประยกุ ต์ใช้ใน
ชีวิตประจาวนั
๙. สอ่ื อปุ กรณแ์ ละแหลง่ การเรียนรู้
๙.๑ เกมเปิดแผน่ ปา้ ย
๙.๒ โปรแกรมนาเสนอภาพนง่ิ
๙.๓ แอปพลเิ คช่นั educandy
๙.๔ แบบทดสอบ “สานวนไทย”
๑๐. การวัดและการประเมนิ ผล
รายการวดั และ วธิ วี ดั และประเมินผล เครือ่ งมือวัดและ เกณฑก์ ารวัดและ
ประเมนิ ผล ประเมนิ ผล ประเมนิ ผล
ดา้ นความรู้ สังเกตจากการตอบคาถาม สภาพจริง ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ
ของนักเรียน ระดับดี
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ ตรวจแบบทดสอบ แบบตรวจความถกู ต้อง
แบบสงั เกต
“สานวนไทย”
ด้านเจตคติ สังเกตการปฏิบตั ิงานของ
นกั เรยี น
แบบการประเมินสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
รายบุคคล
ชือ่ ..................................................นามสกลุ .................................................ชน้ั ...............เลขที่...............
คาชแ้ี จง : ใหผ้ ู้สอนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี น และขีด ลงในช่องทตี่ รงกับคะแนน
ระดบั คณุ ภาพ
สมรรถนะดา้ น รายการประเมนิ ดมี าก ดี พอใช้ ปรับปรงุ
(๔) (๓) (๒) (๑)
๑. ความสามารถ ๑.๑ มีความสามารถในการรบั -สง่ สาร
ในการส่อื สาร ๑.๒ มคี วามสามารถในการถา่ ยทอดความรู้ ความคดิ
ความเขา้ ใจของตนเอง โดยใชภ้ าษาอยา่ งเหมาะสม
๑.๓ ใช้วิธกี ารสอ่ื สารทเ่ี หมาะสม มปี ระสิทธภิ าพ
๑.๔ เจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลดปัญหาความ
ขดั แย้งตา่ ง ๆ ได้
๑.๕ เลือกรบั และไม่รับขอ้ มลู ข่าวสารด้วยเหตผุ ล
และถกู ต้อง
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
๒. ความสามารถ ๒.๑ มคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะห์ สังเคราะห์
ในการคดิ ๒.๒ มที ักษะในการคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์
๒.๓ สามารถคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ
๒.๔ มคี วามสามารถในการสรา้ งองค์ความรู้
๒.๕ ตดั สนิ ใจแก้ปญั หาเกย่ี วกบั ตนเองได้อยา่ ง
เหมาะสม
สรุปผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
๓. ความสามารถ ๓.๑ เรยี นรูด้ ว้ ยตนเองไดเ้ หมาะสมตามวัย
ในการใชท้ กั ษะ ๓.๒ สามารถทางานกลุม่ รว่ มกบั ผอู้ น่ื ได้
ชวี ติ ๓.๓ นาความร้ทู ่ไี ดไ้ ปใช้ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวัน
๓.๔ จัดการปญั หาและความขัดแย้งไดเ้ หมาะสม
๓.๕ หลกี เลย่ี งพฤติกรรมไมพ่ งึ ประสงค์ที่ส่งผล
กระทบตอ่ ตนเอง
สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
แบบประเมิน คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ๘ ประการ
ชอื่ -สกุลนกั เรยี น.....................................................................หอ้ ง..............................เลขที่…….
คาช้แี จง : ให้ ผู้สอน สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงใน
ชอ่ งวา่ งทตี่ รงกบั ระดบั คะแนน
คุณลักษณะ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
อนั พึงประสงคด์ ้าน ๓๒๑
๑. ซ่อื สัตย์ สจุ ริต ๑.๑ ใหข้ อ้ มลู ทถ่ี ูกต้อง และเปน็ จรงิ
๑.๒ ปฏบิ ตั ิในสง่ิ ทีถ่ ูกตอ้ ง ละอาย และเกรงกลวั ทจี่ ะทาความผดิ ทาตาม
๒. มีวินยั
รับผิดชอบ สัญญาท่ีตนใหไ้ ว้กบั พ่อแมห่ รือผ้ปู กครอง และครู
๓. ใฝ่เรียนรู้ ๑.๓ ปฏิบัติตนตอ่ ผ้อู ื่นดว้ ยความซอื่ ตรง และเป็นแบบอยา่ งท่ดี ีแก่เพือ่ น
ด้าน ความซือ่ สตั ย์
๔. ม่งุ มั่นในการ ๒.๑ ปฏบิ ตั ิตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ขอ้ บังคบั ของครอบครัวและ
ทางาน โรงเรยี น มคี วามตรงต่อเวลาในการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมต่างๆ ใน
ชวี ติ ประจาวนั มคี วามรบั ผดิ ชอบ
๓.๑ ตั้งใจเรียน
๓.๒ เอาใจใสใ่ นการเรียน และมีความเพยี รพยายามในการเรยี น
๓.๓ เขา้ รว่ มกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ
๓.๔ ศึกษาค้นคว้า หาความรู้จากหนงั สือ เอกสาร ส่ิงพิมพ์ สือ่ เทคโนโลยี
ตา่ งๆ แหล่งการเรียนรูท้ ั้งภายในและภายนอกโรงเรยี น และเลือกใช้ส่ือได้
อย่างเหมาะสม
๓.๕ บันทกึ ความรู้ วเิ คราะห์ ตรวจสอบบางส่ิงท่ีเรียนรู้ สรปุ เป็นองค์
ความรู้
๓.๖ แลกเปล่ียนความรู้ ดว้ ยวธิ ีการตา่ งๆ และนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน
๔.๑ มคี วามตั้งใจและพยายามในการทางานท่ไี ด้รับมอบหมาย
๔.๒ มคี วามอดทนและไมท่ อ้ แท้ต่ออปุ สรรคเพ่ือให้งานสาเร็จ
ลงชือ่ ...................................................ผปู้ ระเมนิ
............../.................../................
แบบประเมนิ การตอบคาถาม
คาช้ีแจง ทาเครือ่ งหมาย ลงในช่องระดับคะแนนพฤติกรรมที่นกั เรยี นปฏบิ ัตดิ ังนี้
ระดับ ๓ หมายถึง แสดงพฤติกรรมให้เห็นมาก
ระดบั ๒ หมายถึง แสดงพฤติกรรมใหเ้ หน็ ปานกลาง
ระดับ ๑ หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมใหเ้ ห็นนอ้ ย
ลาดับ พฤตกิ รรม/ การ
ที่ ระดบั คะแนน สนใจและตั้งใจ ตอบคาถามได้ ตอบคาถาม รวม ประ
ฟังคาถาม ตรงประเด็น อยา่ งสม่าเสมอ คะ
แนน เมิน หมายเหตุ
๓๒๑ ๓๒๑
ผล
ช่อื -สกุล ๓๒๑ ผา่ น ไม่
ผา่ น
เกณฑ์การประเมิน ดมี าก
คะแนน รวม ๘ - ๙ = ดี
คะแนน รวม ๖ - ๗ = พอใช้
คะแนน รวม ๓ - ๕ =
เกณฑก์ ารผ่าน
คะแนนอย่ใู นระดบั ดีขึน้ ไป ถือว่าผา่ นเกณฑ์
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรายบุคคล
คาชี้แจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในช้ันเรียนเป็นรายบุคคล สร้างขึ้นเพื่อให้ครูผู้สอนประเมิน
พฤติกรรมนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยทาเครือ่ งหมาย / ในช่องใหค้ ะแนนที่เห็นสมควรตามความเป็นจริง
เลขที่ พฤติกรรม ความตรงตอ่ พฤติกรรมและระดบั คะแนน รวม
รายชอ่ื นักเรยี น เวลาและความ มุ่งมัน่ ในการ ความสนใจ มีคณุ ธรรมใน
พรอ้ มในการ
ทางาน กระตือรือรน้ ใน การเรยี น เช่น
เรียน การเรยี น ความมีวนิ ัย
๓๒๑ ๓ ๒ ๑ ๓๒๑๓๒๑
ข้อสงั เกตเพมิ่ เติม
...................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................... ..............................
เกณฑก์ ารประเมิน ๒ = ดี ลงชอ่ื ................................................ ผู้ประเมิน
(................................................)
๓ = ดีมาก .........../............/..........
เกณฑก์ ารผา่ น
๑ = พอใชห้ รือควรปรับปรงุ
คะแนนอยใู่ นระดบั ดีข้นึ ไป ถือวา่ ผา่ นเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมินผลแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรยี นรายบุคคล
คาช้แี จง : เกณฑก์ ารประเมนิ น้ีสรา้ งขึน้ เพ่ือใช้เป็นเกณฑ์ในการให้คะแนน โดยครเู ลอื กตามรายการ
ประเมินพรอ้ มท้งั เกณฑก์ ารให้คะแนนในแตล่ ะหัวขอ้ ทตี่ รงกับพฤติกรรมของนักเรยี นตามความเป็นจริงและครู
จะประเมิน ลงในแบบสังเกตพฤตกิ รรมการมีสว่ นร่วมในชน้ั เรยี น
รายการประเมิน เกณฑก์ ารประเมิน
๑. ความตรงตอ่ เวลา
๓ (ดีมาก) ๒ (ปานกลาง) ๑ (พอใช)้ ๐ (ปรบั ปรุง)
๒. มุ่งมน่ั ในการ เขา้ เรยี นช้ากวา่
ทางาน เขา้ เรียนตรงเวลา เขา้ เรยี นชา้ กวา่ เขา้ เรยี นเช้าเกิน กาหนดเกนิ ๑๕
นาที
๓. ความมวี นิ ัย กาหนด แตไ่ ม่เกนิ ๕ กว่ากาหนด แต่ไม่ ไม่กระตือรือร้นใน
การทางาน และ
๔. ความรว่ มมอื นาที เกนิ ๑๐ นาที ส่งงานเกนิ เวลาที่
กาหนดมากกวา่ ๓
กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรือร้นทางาน กระตอื รอื ร้นทางาน วัน
ลกุ จากท่ีน่งั โดย
ทุกคร้ังท่ีได้รับ ทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย ทไี่ ด้รับมอบหมาย ไมไ่ ด้รบั อนญุ าต
มอบหมาย และส่ง ตงั้ แต่ ๑ ครงั้ ข้ึนไป และส่งงานเกินเวลา ไมใ่ หค้ วามรว่ มมอื
งานตรงตามเวลาท่ี และส่งงานเกินเวลา ท่ีกาหนด ๒-๓ วนั ในการตอบคาถาม
และทากิจกรรม
กาหนด ที่กาหนด ๑ วัน
ใดๆเลย
นง่ั อยู่กับท่ี ไมค่ ยุ ไม่ นงั่ อย่กู บั ท่ี คยุ เลน่ น่ังอยกู่ บั ท่ี แต่
เลน่ บ้าง พดู คยุ เสียงดัง
รบกวนผูอ้ น่ื
ใหค้ วามร่วมมือใน ใหค้ วามรว่ มมือใน ใหค้ วามร่วมมือ
การตอบคาถามและ การตอบคาถามและ ในการตอบคาถาม
ทากจิ กรรมตา่ งๆ ทากิจกรรมต่างๆ และทากิจกรรม
เป็นอยา่ งดที กุ คร้ัง เปน็ อย่างดบี างครง้ั ตา่ งๆน้อย
เกณฑก์ ารตัดสนิ /ระดับคณุ ภาพ
ระดับคะแนน ผลการประเมิน
๑๐ - ๑๒ ดีมาก
๗–๙ ดี
๔–๖ พอใช้
๐–๓
ควรปรบั ปรุง
เกณฑ์การผ่าน ไดค้ ะแนนในระดับดีข้ึนไป จงึ ถือว่าผ่านเกณฑ์
รายละเอียดเนอื้ หาสาระ/ความรเู้ พิม่ เตมิ
สานวน
สานวนเป็นถ้อยคาส้ัน ๆ แต่คมคาย มีความหมายลึกซึ้งกินใจ สานวนมีความหมายรวมไปถึงสุภาษิต
และคาพังเพย บางสานวนมีเสียงสมั ผสั คล้องจองกัน แต่บางสานวนก็ไม่มเี สียงสัมผสั คล้องจอง สานวนไทยมี
ต้งั แต่ ๒ คา ไปจนถึง ๑๒ คา
นอกจากคาว่า สานวน คาว่า ภาษิต และคาพังเพย ก็ใช้เรียกถ้อยคาทีก่ ล่าวสบื ตอ่ กันมาช้านานแล้ว
จงึ มีปญั หาวา่ สานวนตา่ งกับภาษิตและคาพงั เพยอยา่ งไร
พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ใหค้ วามหมายของคา ภาษิต และคาว่าพังเพย ว่า
ภาษติ น.ถ้อยคาหรือข้อความท่ีกล่าวสืบต่อกันมาช้านานแล้ว มีความหมายเป็นคติ เช่น
กงเกวียน กาเกวียน (ส.)
พงั เพย น. ถ้อยคาหรอื ข้อความท่ีกล่าวสืบตอ่ กนั มาช้านานแลว้ โดยกลา่ วเป็นกลาง ๆ เพือ่ ให้ตีความ
เขา้ กับเรือ่ ง เชน่ กระตา่ ยตืน่ ตมู
ตามความหมายที่พจนานุกรมฯ ให้ไว้นี้ ภาษิต มีความหมายเป็นคติ อาจกล่าวได้ว่าภาษิตเป็น
คาสอนหรอื วางหลักความจริง เช่น
ทาดไี ดด้ ี ทาชัว่ ได้ชวั่ ตนแลเปน็ ทพ่ี ่ึงแห่งตน อย่าขม่ เขาโคขนื ให้กินหญ้า น้าข้นึ ให้รีบตกั
สว่ นคาพงั เพย กล่าวเป็นกลาง ๆ คาพงั เพยมีลักษณะตชิ ม หรอื แสดงความเหน็ หรอื ใหข้ ้อคิด มไิ ดม้ งุ่
สอน เช่น เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสยี งา่ ย ทานาบนหลังคน ถ่ีลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น
มผี ู้กล่าววา่ ภาษิต และคาพังเพย ต่างกับสานวน เพราะสานวนมไิ ด้วางหลกั วชิ าหรอื ให้คติ
ความหมายของสานวนไม่ลึกซงึ้ อย่างภาษติ หรือคาพังเพย
อยา่ งไรกต็ าม ในเมื่อเราถือวา่ สานวนคอื ถอ้ ยคาท่ีกล่าวมาช้านานแลว้ และมีความหมายไมต่ รงตาม
ตัว ภาษิตและคาพังเพยทงั้ หลายทม่ี คี วามหมายไม่ตรงตามตวั กถ็ อื ได้วา่ เปน็ สานวนดว้ ย เชน่ ภาษิตและคา
พังเพยต่อไปนเี้ ปน็ สานวน
อยา่ ข่มเขาโคขนื ให้กนิ หญา้ น้าขึ้นใหร้ ีบตกั นา้ ถงึ ไหนปลาถงึ นัน่
ถ่ีลอดตาช้าง หา่ งลอดตาเลน็ ทานาบนหลังคน
ท่ีมาของสานวน มดี งั น้ี
๑. สานวนทมี่ าจากธรรมชาติ เชน่ กาฝาก คลื่นกระทบฝง่ั ตื่นแต่ไกโ่ ห่ ฟา้ สงู แผ่นดินต่า
๒. สานวนท่มี าจากศาสนาและความเชอ่ื เช่น ตักบาตรอย่าถามพระ เถรส่องบาตร ต่นื แต่ดกึ สกึ แต่
หนุม่ ชปี ล่อยปลาแหง้
๓. สานวนท่ีมาจากวัฒนธรรมทางภาษา ได้แก่ วรรณคดี นิทาน ตานาน ประวตั ิศาสตร์ เช่น
วรรณคดี : ว่าแต่เขาอิเหนาเปน็ เอง งอมพระราม ลูกทรพี เอะอะมะเทิ่ง
นทิ าน : ไก่ไดพ้ ลอย กระตา่ ยตืน่ ตูม น้าผง้ึ หยดเดียว เด็กเลีย้ งแกะ
๔. สานวนทม่ี าจากชีวิตประจาวนั ของคนไทย เช่น จับปลาสองมือ ข่มเขาโคขืนให้กนิ หญา้
พายเรอื ทวนน้า ชุบมือเปิบ
๕. สานวนท่มี าจากวฒั นธรรมทางสงั คม เช่น อาชีพ การทามาหากนิ ประเพณี การละเลน่ เช่น
หวั ล้านนอกครู ทานาบนหลังคน ฝังรกฝังราก ไม่ดตู ามา้ ตาเรือ
การใชส้ านวน
การใช้สานวนตอ้ งใช้ให้ตรงกับความหมาย เชน่
สานวน ความหมาย
๑. ก่อรา่ งสร้างตวั ตัง้ เนื้อต้ังตวั ไดเ้ ป็นหลกั ฐาน
๒. กินบนเรอื นขี้บนหลังคา เนรคณุ
๓. ขุดบ่อล่อปลา ทาอุบายเพอื่ ใหฝ้ า่ ยหน่ึงหลงเชื่อโดยหวังประโยชน์จากอกี ฝ่าย
๔. เข้าเมืองตาหล่งิ ต้องหลว่ิ ตาตาม ประพฤติตนตามทค่ี นสว่ นใหญ่ประพฤติกัน
๕. เขียนเสอื ให้ววั กลวั ทาอย่างใดอยา่ งหน่งึ เพ่อื อกี ฝา่ ยหนงึ่ เสียขวญั หรอื เกรงขาม
๖. คมในฝกั มีความร้คู วามสามารถ แต่เมอื่ ยงั ไม่ถึงเวลากไ็ ม่แสดงออกมา
๗. จบั มือใครดมไม่ได้ หาตวั ผู้กระทาผิดไมไ่ ด้
๘. ไดแ้ กงเทน้าพรกิ ได้ใหม่ลืมเกา่
๙. ตัดเชอื ก ตดั ความสมั พนั ธ์ ไมย่ อมให้ความช่วยเหลืออีกตอ่ ไป
๑๐.ตีปลาหน้าไซ พดู หรือทาให้กจิ การของผ้อู นื่ ซงึ่ กาลงั ดาเนินไปด้วยดีกลบั เสยี ไป
๑๑.ปากปราศรยั ใจเชอื ดคอ พดู ดแี ต่ใจคิดร้าย
๑๒.ฝนสัง่ ฟ้าปลาส่ังหนอง ทาการอนั ใดทีเ่ ปน็ สง่ิ สาคญั เพ่อื ไว้อาลัยก่อนจากไป
๑๓.มะกอกสามตะกรา้ ปาไมถ่ ูก พูดจาตลบตะแลงพลกิ แพลงไปมาจนจับคาพูดไม่ทัน
เม่อื พจิ ารณาสานวนไทยแลว้ จะเห็นได้วา่ มีลกั ษณะเดน่ พอสรุปได้ดงั น้ี
๑. เปน็ ถ้อยคาทีม่ คี ารมคมคาย
๒. ใชค้ ากะทดั รดั ไพเราะร่ืนหู
๓. ถา้ มีสองวรรค จะมดี ุลของเสยี งและความหมาย
๔. กนิ ใจผู้ฟัง
๕. มคี วามหมายลึกซึง้
๖. เป็นมรดกทางภาษาท่ีสบื ทอดมาแตโ่ บราณ
๗. เปน็ ทรี่ ู้จกั กันแพร่หลายและเป็นที่นิยมของคนทวั่ ไป
สานวนมมี าตงั้ แตส่ มัยโบราณจดุ ประสงค์คือ เพื่อเปน็ คตสิ อนใจ ปัจจบุ นั มสี านวนใหม่ ๆ เกิดขึ้นตาม
เหตุการณ์และความนยิ มของกลมุ่ คนแตล่ ะสงั คม สานวนใดมผี นู้ ยิ มใชม้ าก สานวนน้ันกย็ งั คงอยเู่ ป็นอมตะ
และรู้จกั กันแพร่หลาย สานวนใดไม่นยิ ม สานวนนัน้ ก็หายไป ฉะน้นั เยาวชนไทยจงึ ควรอนรุ ักษส์ านวน
เหลา่ นใี้ ห้สบื ทอดต่อไปยังลูกหลาน
นทิ านเรือ่ ง “กระต่ายสามขา”
กาลคร้ังหน่ึงนานมาแล้ว มีญาติโยมนากระต่ายย่างมาถวายหลวงพ่อท่ีวัด หลวงพ่อก็ให้เด็กวัดนาไป
เกบ็ ไว้สาหรับเป็นอาหารเพล แต่กลิน่ ของกระต่ายย่างนัน้ ชา่ งหอม ยว่ั ยวนใจยิง่ นกั ทาให้เดก็ วดั อดใจไว้ไม่ไหว
เด็กวัดจึงฉีกขากระต่ายย่างออกมากินไปหนึ่งขา เม่ือนากระต่ายย่างไปถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อเห็นกระต่าย
เหลือเพียงสามขาจึงเกิดความสงสัย เลยถามเด็กวัดว่าใครแอบกินกระต่ายย่างไป ๑ ขา เด็กวัดตอบว่า
กระต่ายตัวนี้มี ๓ ขาต้ังแต่แรกแล้ว แม้ว่าหลวงพ่อจะซกั ถามเพียงใด เด็กวัดก็ยืนยันว่ากระต่ายตัวนี้มีสามขา
ไม่ได้แอบกินกระต่ายจริงๆ จึงกลายมาเป็นสานวน ” ยืนกระต่ายสามขา ” หรือ ” ยืนกระต่ายขาเดียว ”
น่นั เอง
แบบทดสอบ “สานวนไทย”
ตอนที่๑ จงแตง่ ประโยคจากสานวนที่กาหนดให้
๑. ดินพอกหางหมู
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๒. จบั ปลาสองมอื
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๓. ใจดีสเู้ สอื
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๔. กระตา่ ยต่ืนตมู
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๕. หมาหวงก้าง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๖. หวังน้าบ่อหน้า
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๗. ขงิ ก็รา ข่าก็แรง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๘. เกบ็ เลก็ ผสมน้อย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๙. หาเหาใสห่ วั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
๑๐. เสน่ห์ปลายจวกั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ตอนท่ี ๒ จงเลอื กคาตอบท่ถี ูกตอ้ งทส่ี ุดเพยี งคาตอบเดยี ว
๑.ขอ้ ใดตรงกับความหมายของสานวน
ก. ถอ้ ยคาหรอื ขอ้ ความท่กี ลา่ วสืบต่อกันมาช้านานแล้ว มคี วามหมายไม่ตรงตามตวั หรือมี
ความหมายอื่นแฝงอยู่
ข. ถ้อยอุปมาท่ีกล่าวกระทบเสยี ดสี ซึ่งมาจากเหตกุ ารณ์เร่อื งราวหรือความเปน็ ไปในวถิ ชี ีวติ ของคน
รุน่ กอ่ นเปน็ ส่งิ ควรค่าแกก่ ารเรียนรู้ และจดจาเป็นอย่างย่งิ
ค. คากล่าวท่ีมีคติควรฟงั มีจดุ มุ่งหมายเพอ่ื การสงั่ สอน เตอื นสตใิ หไ้ ด้คิด
ง. เปน็ กลอนท่แี ตง่ ขนึ้ มาเพอ่ื ความสวยงาม และเตอื นใจ
๒. ข้อใดไมใ่ ช่ท่ีมาของสานวน
ก. ธรรมชาติ ข. ศาสนาและความเชอ่ื
ค. วรรณคดี ง. คาสอนของชาวต่างชาติ
๓. สานวนในขอ้ ใดเหมาะสมที่จะเติมในชอ่ งว่างของข้อความตอ่ ไปนี้
พวกเราทารายงานกนั แทบตาย สว่ นเธอไม่ชว่ ยทาอะไรเลยแม้แต่จะหาขอ้ มูล
พอเสร็จแล้วจะมา ........................ขอลงชื่อว่าทากลุ่มเดียวกับเราได้อย่างไร
ก. เก็บดอกไมร้ ่วมตน้ ข. เกบ็ เบย้ี ใต้ถุนรา้ น
ค. ตกกระไดพลอยโจน ง. ชบุ มือเปิบ
๔. สานวนในขอ้ ใดไม่เก่ียวกบั การพูด
ก. พอกา้ วขาก็ลาโรง ข. ละเลงขนมเบอื้ งด้วยปาก
ค. ไปไหนมาสามวาสองศอก ง. นา้ ร้อนปลาเป็น น้าเยน็ ปลาตาย
๕. สานวนในขอ้ ใดมีความหมายตา่ งจากกลุม่
ก. ปากวา่ ตาขยิบ ข. ปากเหย่ียวปากกา
ค. ปากหวานกน้ เปร้ียว ง. ปากปราศรัยน้าใจเชอื ดคอ
๖. สานวนในข้อใดใช้เตมิ ในชอ่ งวา่ งของข้อความต่อไปน้ีไม่ได้
“ฉนั เตือนเธอแลว้ วา่ อยา่ ไปทะเลาะกับคนเลวๆ อยา่ งนน้ั มแี ตผ่ ลเสยี เหมือนเธอ ..................................”
ก. เอาไมซ้ ีกไปงดั ไมซ้ งุ ข. เอาทองไปรูก่ ระเบื้อง
ค. เอาเน้ือหนูไปปะเน้อื ช้าง ง. เอานา้ เย็นเขา้ ลบู
๗. ขอ้ ใดใช้สานวนไมถ่ ูกตอ้ ง
ก. คุณสุนยี ์ทะนุถนอมลกู สาวราวกับไข่ในหนิ
ข. คณุ สุเนตรได้ทีขี่แพะไล่ซื้อห้นุ ธนาคารไว้เกง็ กาไรหลายพันห้นุ
ค. คุณสุภาเป็นหว่ งสขุ ภาพสามีจึงมักติดตามไปไหนมาไหนด้วยเสมอเปน็ เงาตามตวั
ง. คณุ สพุ รเปน็ ฆ้องปากแตกชอบนาเรื่องท่ไี ม่ควรเปดิ เผยของสมาคมเราไปโพนทะนา
๘. สานวนในขอ้ ใดกล่าวถงึ อปุ นสิ ัยของคน
ก. โปรดสตั ว์ไดบ้ าป ข. เงยี บเปน็ เป่าสาก
ค. ผอ่ นสน้ั ผ่อนยาว ง. กระดงั งาลนไฟ
๙.ขอ้ ใดใช้สานวนได้ถกู ต้อง
ก. ฉนั รู้สกึ เหมอื นเปน็ กง้ิ กา่ ได้ทองเพราะไดเ้ ครื่องมอื ส่ือสารล้าสมยั มาแล้วกลบั ใชไ้ ม่เป็น
ข. สมัยที่คุณวินยั ยังร่งุ เรืองมคี นแวะมาเย่ียมเยียนตลอดเวลาตามลกั ษณะของรม่ โพธิ์รม่ ไทร
ค. เพ่ือนๆ บ่นว่าวินัยชอบพงุ่ หอกเข้ารก เลน่ การพนนั เสียเงินมากแลว้ ใหเ้ พอื่ นชว่ ยใชห้ น้ี
ง. คุณสมศกั ดิ์น่กี นิ น้าไมเ่ ผ่ือแล้งจริงๆ พอไดเ้ งนิ ปนั ผลมาก็เอามาเลยี้ งเพือ่ นหมด ไม่เกบ็ ไว้เปน็ คา่ เลา่
เรียนลูกบา้ งเลย
๑๐. สานวนในขอ้ ใดเหมาะท่ีจะเตมิ ในชอ่ งวา่ งของขอ้ ความตอ่ ไปนี้
เขารู้สึกนอ้ ยใจท่ีหวั หนา้ เหน็ เขาเปน็ ........................... ตอนแรกเลอื กสง่ เพอ่ื นของเขา
ไปประชมุ ในต่างประเทศ แต่พอเพ่อื นไม่ไปก็มาสั่งให้เขาไปแทน
ก. แพะรับบาป ข. ไกร่ องบ่อน
ค. ลูกไกใ่ นกามือ ง. หนงั หน้าไฟ
เฉลยแบบทดสอบ
ตอนท่ี ๒ จงเลือกคาตอบทีถ่ กู ต้องท่สี ุดเพยี งคาตอบเดยี ว
๑.ข้อใดตรงกับความหมายของสานวน
ก. ถอ้ ยคาหรอื ข้อความทกี่ ล่าวสืบตอ่ กันมาช้านานแลว้ มคี วามหมายไมต่ รงตามตวั หรือมี
ความหมายอื่นแฝงอยู่
ข. ถ้อยอปุ มาที่กล่าวกระทบเสยี ดสี ซง่ึ มาจากเหตกุ ารณ์เรื่องราวหรือความเป็นไปในวิถชี ีวติ ของคน
รุน่ กอ่ นเป็นสิ่งควรคา่ แก่การเรยี นรู้ และจดจาเป็นอย่างยง่ิ
ค. คากลา่ วทีม่ ีคติควรฟัง มีจดุ มุง่ หมายเพื่อการสง่ั สอน เตอื นสติให้ได้คิด
ง. เป็นกลอนทแ่ี ต่งขึน้ มาเพอ่ื ความสวยงาม และเตอื นใจ
๒. ข้อใดไม่ใช่ท่ีมาของสานวน
ก. ธรรมชาติ ข. ศาสนาและความเชื่อ
ค. วรรณคดี ง. คาสอนของชาวต่างชาติ
๓. สานวนในข้อใดเหมาะสมที่จะเติมในชอ่ งว่างของข้อความต่อไปน้ี
พวกเราทารายงานกนั แทบตาย สว่ นเธอไม่ช่วยทาอะไรเลยแม้แต่จะหาขอ้ มูล
พอเสรจ็ แลว้ จะมา ........................ขอลงชื่อว่าทากลุ่มเดียวกับเราได้อย่างไร
ก. เก็บดอกไมร้ ว่ มต้น ข. เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน
ค. ตกกระไดพลอยโจน ง. ชบุ มอื เปิบ
๔. สานวนในข้อใดไม่เก่ยี วกับการพูด
ก. ละเลงขนมเบ้อื งดว้ ยปาก ข. พอกา้ วขากล็ าโรง
ค. ไปไหนมาสามวาสองศอก ง. นา้ ร้อนปลาเป็น นา้ เยน็ ปลาตาย
๕. สานวนในข้อใดมีความหมายต่างจากกลมุ่
ก. ปากวา่ ตาขยิบ ข. ปากเหยย่ี วปากกา
ค. ปากหวานก้นเปรยี้ ว ง. ปากปราศรัยน้าใจเชอื ดคอ
๖. สานวนในขอ้ ใดใช้เติมในชอ่ งวา่ งของข้อความต่อไปน้ีไมไ่ ด้
“ฉันเตือนเธอแลว้ วา่ อย่าไปทะเลาะกบั คนเลวๆ อย่างนัน้ มแี ตผ่ ลเสีย เหมือนเธอ
..................................”
ก. เอาไมซ้ กี ไปงดั ไมซ้ งุ ข. เอาทองไปร่กู ระเบือ้ ง
ค. เอาเนือ้ หนไู ปปะเน้อื ช้าง ง. เอานา้ เยน็ เขา้ ลูบ
๗. ข้อใดใชส้ านวนไมถ่ ูกต้อง
ก. คณุ สุนีย์ทะนุถนอมลกู สาวราวกับไข่ในหิน
ข. คุณสเุ นตรได้ทีขีแ่ พะไลซ่ ือ้ หุน้ ธนาคารไวเ้ กง็ กาไรหลายพนั หุ้น
ค. คุณสุภาเปน็ ห่วงสขุ ภาพสามีจึงมักติดตามไปไหนมาไหนด้วยเสมอเปน็ เงาตามตัว
ง. คุณสุพรเป็นฆอ้ งปากแตกชอบนาเรอ่ื งทีไ่ มค่ วรเปดิ เผยของสมาคมเราไปโพนทะนา
๘. สานวนในข้อใดกลา่ วถงึ อปุ นิสยั ของคน
ก. โปรดสัตวไ์ ด้บาป ข. เงยี บเป็นเปา่ สาก
ค. ผอ่ นสัน้ ผ่อนยาว ง. กระดงั งาลนไฟ
๙.ข้อใดใช้สานวนได้ถูกต้อง
ก. ฉนั รสู้ ึกเหมอื นเป็นกิ้งกา่ ได้ทองเพราะได้เคร่อื งมอื สื่อสารล้าสมยั มาแล้วกลบั ใช้ไมเ่ ป็น
ข. สมยั ที่คณุ วนิ ยั ยงั รุ่งเรืองมีคนแวะมาเยย่ี มเยยี นตลอดเวลาตามลักษณะของร่มโพธริ์ ่มไทร
ค. เพื่อนๆ บน่ วา่ วนิ ยั ชอบพงุ่ หอกเขา้ รก เลน่ การพนนั เสียเงินมากแล้วให้เพ่ือนชว่ ยใชห้ นี้
ง. คุณสมศักด์ินีก่ นิ น้าไม่เผื่อแล้งจรงิ ๆ พอไดเ้ งินปนั ผลมากเ็ อามาเลีย้ งเพอ่ื นหมด ไมเ่ ก็บไวเ้ ป็นคา่ เลา่
เรียนลูกบ้างเลย
๑๐. สานวนในขอ้ ใดเหมาะที่จะเตมิ ในชอ่ งวา่ งของขอ้ ความต่อไปน้ี
เขารูส้ กึ นอ้ ยใจที่หวั หน้าเหน็ เขาเปน็ ........................... ตอนแรกเลือกสง่ เพื่อนของเขา
ไปประชุมในตา่ งประเทศ แตพ่ อเพื่อนไม่ไปก็มาส่ังใหเ้ ขาไปแทน
ก. แพะรบั บาป ข. ไกร่ องบอ่ น
ค. ลูกไก่ในกามอื ง. หนงั หนา้ ไฟ
บันทกึ ผลหลงั การเรียนรู้
ผลการจัดการเรยี นรู้ตามตัวช้วี ัด / ผลการเรียนรู้
- นกั เรยี นอธบิ ายลกั ษณะของสานวนได้ และอธบิ ายความหมายของสานวนไทยได้
- นกั เรยี นเลือกใช้สานวนไทยไดถ้ กู ต้องตามความหมายและสถานการณท์ ก่ี าหนดให้
- นกั เรยี นเห็นคณุ ค่าของภาษาไทย และวัฒนธรรมไทย
สมรรถนะในการเรยี นแต่ละด้าน
- นักเรียนไดใ้ ช้ความสามารถดา้ นการส่ือสาร และการคิดในการทากิจกรรมทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย
- นกั เรียนได้ใชค้ วามสามารถด้านการใชท้ กั ษะชวี ิตและความสามารถในการแกป้ ญั หาในการแกป้ ัญหา
ท่ีเกิดขึ้นระหว่างทากจิ กรรม
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์แตล่ ะดา้ น
. - นักเรียนมคี วามมุ่งมุ่นในการทางานที่ได้รับมอบหมาย มีความใฝร่ ูใ้ ฝเ่ รยี นและรับผิดชอบตอ่ งานที่
ได้รบั มอบหมายอยา่ งเตม็ ความสามารถ
ปัญหา / อปุ สรรค
-
ข้อเสนอแนะ / แนวทางการแกป้ ญั หา
-
ขอ้ ค้นพบ
-
ลงชอื่ …………… …………………..ผ้สู อน
(นางสาวเฌอณัฏฐช์ า หลิมพลอย)
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี ๑๓
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วิชาภาษาไทย (ท๓๑๑๐๑) ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี ๔
หน่วยการเรียนรู้ที่ ๒ ภาคเรียนท่ี ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๕
เร่อื ง คา้ ซ้า เวลา ๑ ช่วั โมง ผู้สอน ครเู ฌอณัฏฐ์ชา หลมิ พลอย
___________________________________________________________________________
๑. สาระท่ี ๔ หลักและการใชภ้ าษา
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษา และพลัง
ของภาษา ภูมปิ ัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบตั ขิ องชาติ
ตัวชว้ี ัด
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๒ ใชค้ าและกลุ่มคาสรา้ งประโยคตรงตามวัตถุประสงค์
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๖ อธิบายและวิเคราะห์หลกั การสรา้ งคาในภาษาไทย
๒. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
๒.๑ นกั เรียนสามารถอธบิ ายความหมายของคาซาถกู ตอ้ ง (K)
๒.๒ นกั เรยี นสามารถสร้างคาซาได้ถูกตอ้ ง (P)
๒.๓ นักเรยี นเหน็ คณุ คา่ ของภาษาไทย (A)
๓. สาระส้าคญั
คาซา เป็นลักษณะของการสร้างคาชนิดหน่ึงในภาษาไทย คือการนาคามูลมาซาคากัน แล้วทาให้เกิด
ความหมายใหม่หรือความหมายใกล้เคียงคาเดิม ซ่ึงทาให้คาในภาษาไทยมีความหลากหลายมากย่ิงขันขึน
การรู้จักและเข้าใจในลักษณะของการสร้างคาซาจะช่วยทาให้นักเรียนนาคาซาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่าง
ถกู ตอ้ ง
๔. สมรรถนะสา้ คัญของผู้เรยี น
๔.๑ ความสามารถในการสอ่ื สาร
๔.๒ ความสามารถในการคดิ
๔.๓ ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
๕. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
๕.๑ ซอ่ื สตั ย์สุจรติ
๕.๒ มวี ินัย
๕.๓ ใฝ่เรยี นรู้
๕.๔ มงุ่ ม่ันในการทางาน
๖. สาระการเรยี นรู้
๖.๑ ความรู้
- ชนดิ ของคาซา
- ลกั ษณะคาซาแตล่ ะชนิด
- การนาคาซาไปใช้ในประโยคต่างๆ
๖.๒ ทักษะ/กระบวนการ
- กระบวนการคดิ วิเคราะห์
- ทกั ษะการสงั เกต
- ทกั ษะการใช้คา
- ทักษะการตอบคาถามและแสดงความคิดเห็น
๗. ชิ้นงาน/ภาระงาน
- ใบงานเรอ่ื ง “คาซา ๆ จางา่ ย ๆ”
๘. กจิ กรรมการเรยี นรู้ (เทคนิค Gallery Walk)
ข้นั น้า
๑. ครูเขียนตัวอย่างประโยคท่ีใช้คาซาบนกระดานจานวน ๒ ประโยค จากนันให้นักเรียนลองสังเกต
ประโยคว่ามีคาใดโดดเด่น แล้วคาที่พบนันให้ความหมายเหมือนหรือแตกต่างกับอีกประโยคอย่างไร
และครูเชื่อมโยงเขา้ ส่บู ทเรียน
ขัน้ สอน
๒. นักเรียนฟงั เพลง “กรุณาฟังใหจ้ บ” จากนนั ให้ทุกคนค้นหาคาซาในเนอื เพลงให้ไดม้ ากทส่ี ดุ
๓. ครูซักถามความเข้าใจนักเรียนว่าคาซาคือคาอะไร จากนันครูยกตัวอย่างคาซาที่นักเรียนมักเข้าใจ
ผิด เช่นคาว่า นานา จะจะ เป็นต้น และครูยกตัวอย่างการใช้คาทาหน้าที่ต่างกันในประโยคแล้วให้นักเรียน
พจิ ารณาว่าคาท่ีพบเป็นคาซาหรอื ไม่ จากนันครูและนักเรียนรว่ มกนั สรปุ ความหมายของคาซา
ตวั อย่างประโยคทใ่ี ช้
สถานทท่ี ่ีฉันชอบมากท่สี ุดคือสวนสาธารณะ
ของของใคร ทิงไวเ้ กะกะ
คนคนนีไมน่ า่ คบเลย
๔. นักเรียนแบ่งกลุ่มเป็น ๖ กลุ่ม กลุ่มละ ๓-๕ คน จากนันครูนาประโยคตัวอย่างให้แต่ละกลุ่ม กลุ่ม
ละ ๔ ประโยค โดยจะใหน้ กั เรียนชว่ ยกนั คิดวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทียบระหวา่ งสองประโยคทไี่ ม่ใช้คาซา และอีกสอง
ประโยคทใี่ ช้คาซาแล้วให้นักเรยี นบันทึกผลที่ไดล้ งในกระดาษท่ีครเู ตรยี มให้
๕. ครูให้นักเรยี นแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอความคิดเห็น เมื่อนักเรยี นนาเสนอแลว้ ครกู ็เขยี นประโยคท่ี
นักเรียนกลุ่มนันวิเคราะหบ์ นกระดาษ จากนนั ครูและนักเรยี นรว่ มกันสังเกตและสรปุ ผลชนิดของคาซา
ตวั อยา่ งประโยคที่ให้นักเรยี นสงั เกตชนดิ ของคา้ ซา้
ซาแล้วมีความหมายเป็นพหูพจน์
- ประโยคที่ไม่ใชค้ าซา : ๑. เพ่อื นจะมาเท่ียวทบี่ ้านวนั พร่งุ นี
๒. น้องของฉนั กาลังดือเลย
- ประโยคท่ใี ชค้ าซา : ๑. เพือ่ น ๆ จะไปเทย่ี วจังหวัดอยุธยา
๒. น้องๆ ครับเราจะไปซือขนมกัน
ซาแลว้ แยกจานวนเปน็ สว่ น
- ประโยคที่ไม่ใชค้ าซา : ๑. แบ่งขนมเปน็ ชินแลว้ เอามาให้ฉนั หนอ่ ย
๒. ตึกแถวหน้าโรงเรยี นทาเป็นห้องด้วย
- ประโยคทใ่ี ชค้ าซา : ๑. แบ่งขนมเปน็ ชินๆ แลว้ เอามาแบง่ กัน
๒. ตกึ แถวหน้าโรงเรยี นแบง่ เปน็ ห้องๆ ให้เชา่
ซาแล้วทาใหค้ วามหมายอ่อนลง
- ประโยคทไ่ี ม่ใชค้ าซา : ๑. พส่ี าวใส่เสือสขี าวไปตลาด
๒. เขาเคืองฉันมากจึงไม่มาหาฉนั
- ประโยคทใ่ี ชค้ าซา : ๑. พสี่ าวใส่เสอื สขี าวๆไปตลาด
๒. เขาคงเคืองๆฉันอยู่ จึงไมม่ าหาเลย
ซาแล้วบอกพวก กลุม่ ลักษณะ รูปพรรณสัณฐาน
- ประโยคที่ไม่ใชค้ าซา : ๑. ดผู หู้ ญงิ อ้วนนนั ซิ
๒. เธอลองไปถามคนที่อยู่หน้าเวทเี ถอะ
- ประโยคทใี่ ชค้ าซา : ๑. ดผู ูห้ ญงิ อ้วนๆนันซิ
๒. เธอลองถามคนทีอ่ ยู่หน้าๆ เวทเี ถอะ
ซาแลว้ บอกสถานท่ี หรอื เวลาอยา่ งไมเ่ จาะจง
- ประโยคทไ่ี ม่ใช้คาซา : ๑. ครใู หม้ าสง่ การบา้ นตอนเช้า
๒. บา้ นของลดาอยู่ใกล้เซเวน่
- ประโยคทใ่ี ชค้ าซา : ๑. ครใู หม้ าสง่ การบ้านตอนเช้าๆ
๒. บา้ นของกมลอยู่ใกล้ๆโลตัส
ซาแลว้ ความหมายเปล่ยี นไปจากเดิม
- ประโยคที่ไม่ใชค้ าซา : ๑. เร่อื งกลว้ ยเธอควรจะถามพ่อฉัน
๒. ไหนใครทีว่ า่ ฉนั ไมส่ วย
- ประโยคที่ใช้คาซา : ๑. เรอ่ื งกลว้ ยๆ เธอควรทาเองดกี วา่
๒. ไหนๆ เขากว็ ่าฉันไม่สวยเสียแล้ว
ซาแล้วมีความหมายทานองสั่ง
- ประโยคทไ่ี ม่ใช้คาซา : ๑. นัง่ เงยี บกนั เลยนะครับ
๒. ดาราไปซอื กาแฟใหพ้ ่อเรว็ นะ
- ประโยคทใ่ี ช้คาซา : ๑. น่ังเงยี บๆ กนั หน่อยซคิ รับ
๒. ดาราไปซอื กาแฟใหพ้ ่อเรว็ ๆนะ
ซาแล้วแสดงอาการหรือเหตุการณ์ตอ่ เนื่อง
- ประโยคทไี่ ม่ใชค้ าซา : ๑. ฉนั เขียนจนไมร่ ้จู ะเขียนอะไรแลว้
๒. ฉันคิดจะไปเรยี นท่ียโุ รป
- ประโยคที่ใช้คาซา : ๑. ฉนั เขียนๆ จนไม่มีอะไรจะเขยี นแล้ว
๒. ฉนั คดิ ๆ ดแู ล้ววา่ ไม่ควรไปเรียนเมอื งนอก
ซาแล้วเนน้ ความร้สู ึก โดยการใชเ้ สียงสงู เน้น
- ประโยคที่ไม่ใช้คาซา : ๑. ครอบครวั ของเธอดูรวยจรงิ นะ
- ประโยคที่ใช้คาซา : ๒. ขา้ วขาหมูฉันขอแต่เนือนะ
๑. ครอบครัวของเธอคงร้วยรวยแน่นอน
๒. ขา้ วขาหมูฉันขอแต่เนือๆนะ
ซาเพื่อเลียนเสยี งธรรมชาติ
- ประโยคทไี่ ม่ใชค้ าซา : ๑. แมวบ้านฉันร้องทังคืนเลย
๒. เมอ่ื คืนนายได้ยนิ เสียงปืนไหม
- ประโยคที่ใช้คาซา : ๑. แมวบ้านฉนั ร้องเหมยี วๆทังคืนเลย
๒. เมอื่ คนื นายได้ยินเสยี งปนื ดังเปรยี งๆไหม
๖. นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ สรปุ ความร้ลู งในกระดาษชารต์ ตามหัวขอ้ คาซาทคี่ รูกาหนดให้แตล่ ะกลมุ่ แล้ว
นาไปติดไว้รอบ ๆ ห้อง เพื่อให้แลกเปลี่ยนเรียนรูร้ ะหว่างการเดินชมผลงาน จากนันใหน้ ักเรยี นเดนิ ชมผลงาน
ของแตล่ ะกลุ่ม เพ่ือศึกษาความรอู้ ีกครัง
ข้ันสรปุ
๗. นักเรียนทาใบงาน “คาซา ๆ จาง่าย ๆ” โดยฝึกการแยกคาซาแต่ละชนิดและนาคาซาไปใช้ใน
ประโยค
๘. ครูสุ่มนักเรียนสรุปชนิดของคาซา และสุ่มนักเรียนฝึกแต่งประโยคที่ใช้คาซา แล้วร่วมกันพิจารณา
วา่ ถูกต้องหรอื ไม่ และเป็นคาซาชนิดใด
๙. สอ่ื อปุ กรณแ์ ละแหลง่ การเรยี นรู้
๙.๑ เพลงกรุณาฟังให้จบ
๙.๒ ใบงาน “คาซา ๆ จาง่าย ๆ”
๑๐. การวดั และการประเมินผล
รายการวดั และ วธิ วี ัดและประเมินผล เครอ่ื งมือวดั และ เกณฑก์ ารวัดและ
ประเมินผล
ประเมนิ ผล ประเมนิ ผล ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
ระดับดี
ด้านความรู้ ประเมนิ จากการตอบ แบบประเมินการตอบ ผ่านเกณฑ์การประเมิน
ระดับดี
คาถามของนกั เรยี น คาถาม
ผา่ นเกณฑ์การประเมิน
ดา้ นทักษะกระบวนการ ตรวจใบงาน “คาซา ๆ จา แบบเฉลยใบงาน ระดับดี
งา่ ย ๆ”
ดา้ นเจตคติ สังเกตการปฏิบตั งิ านของ แบบสังเกตพฤติกรรม
นกั เรยี น การเรยี น
แบบการประเมนิ สมรรถนะสา้ คญั ของผู้เรยี น
รายบุคคล
ชือ่ ..................................................นามสกลุ .................................................ชัน...............เลขท่ี...............
ค้าชแี้ จง : ให้ผสู้ อนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรียน และขีด ลงในช่องท่ตี รงกับคะแนน
ระดบั คณุ ภาพ
สมรรถนะดา้ น รายการประเมนิ ดมี าก ดี พอใช้ ปรบั ปรงุ
(๔) (๓) (๒) (๑)
๑. ความสามารถ ๑.๑ มีความสามารถในการรับ-สง่ สาร
ในการสอ่ื สาร ๑.๒ มคี วามสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด
ความเขา้ ใจของตนเอง โดยใช้ภาษาอยา่ งเหมาะสม
๑.๓ ใชว้ ธิ ีการส่อื สารทีเ่ หมาะสม มปี ระสิทธภิ าพ
๑.๔ เจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลดปัญหาความ
ขดั แย้งตา่ ง ๆ ได้
๑.๕ เลือกรบั และไม่รบั ข้อมูลข่าวสารด้วยเหตุผล
และถูกต้อง
สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
๒. ความสามารถ ๒.๑ มีความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ สังเคราะห์
ในการคดิ ๒.๒ มที กั ษะในการคิดนอกกรอบอยา่ งสรา้ งสรรค์
๒.๓ สามารถคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ
๒.๔ มีความสามารถในการสรา้ งองค์ความรู้
๒.๕ ตดั สนิ ใจแก้ปัญหาเกี่ยวกับตนเองได้อย่าง
เหมาะสม
สรุปผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
๓. ความสามารถ ๓.๑ เรยี นรู้ดว้ ยตนเองไดเ้ หมาะสมตามวัย
ในการใช้ทักษะ ๓.๒ สามารถทางานกลมุ่ รว่ มกบั ผอู้ ื่นได้
ชีวิต ๓.๓ นาความรู้ที่ได้ไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวัน
๓.๔ จดั การปญั หาและความขัดแยง้ ไดเ้ หมาะสม
๓.๕ หลกี เล่ียงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ท่ีสง่ ผล
กระทบต่อตนเอง
สรุปผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
แบบประเมิน คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ ๘ ประการ
ชือ่ -สกุลนักเรยี น.....................................................................ห้อง..............................เลขท่ี…….
คา้ ชแ้ี จง : ให้ ผ้สู อน สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงใน
ชอ่ งวา่ งทต่ี รงกับระดบั คะแนน
คณุ ลกั ษณะ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
อันพงึ ประสงค์ด้าน ๓๒๑
๑. ซื่อสตั ย์ สจุ รติ ๑.๑ ให้ขอ้ มูลทีถ่ ูกตอ้ ง และเป็นจริง
๑.๒ ปฏบิ ัตใิ นส่งิ ทถี่ ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ทีจ่ ะทาความผดิ ทาตาม
๒. มีวนิ ัย
รับผิดชอบ สญั ญาท่ตี นให้ไว้กบั พ่อแม่หรอื ผูป้ กครอง และครู
๓. ใฝ่เรยี นรู้ ๑.๓ ปฏิบัติตนต่อผอู้ นื่ ด้วยความซื่อตรง และเปน็ แบบอย่างทีด่ ีแก่เพ่ือน
ดา้ น ความซื่อสัตย์
๔. ม่งุ มั่นในการ ๒.๑ ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ข้อบังคับของครอบครวั และ
ทา้ งาน โรงเรียน มีความตรงต่อเวลาในการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมต่างๆ ใน
ชีวิตประจาวนั มีความรับผดิ ชอบ
๓.๑ ตงั ใจเรยี น
๓.๒ เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพียรพยายามในการเรียน
๓.๓ เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรตู้ ่างๆ
๓.๔ ศึกษาคน้ ควา้ หาความรจู้ ากหนงั สือ เอกสาร สงิ่ พมิ พ์ ส่ือเทคโนโลยี
ต่างๆ แหลง่ การเรยี นรูท้ ังภายในและภายนอกโรงเรียน และเลือกใชส้ ่อื ได้
อยา่ งเหมาะสม
๓.๕ บันทกึ ความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสง่ิ ที่เรียนรู้ สรุปเป็นองค์
ความรู้
๓.๖ แลกเปลีย่ นความรู้ ดว้ ยวิธีการต่างๆ และนาไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั
๔.๑ มีความตังใจและพยายามในการทางานท่ีไดร้ บั มอบหมาย
๔.๒ มีความอดทนและไม่ท้อแท้ต่ออปุ สรรคเพ่อื ให้งานสาเรจ็
ลงชอ่ื ...................................................ผู้ประเมิน
............../.................../................
แบบประเมินการตอบค้าถาม
ค้าชี้แจง ทาเครอื่ งหมาย ลงในช่องระดับคะแนนพฤติกรรมทนี่ ักเรียนปฏบิ ัตดิ งั นี
ระดับ ๓ หมายถึง แสดงพฤติกรรมให้เหน็ มาก
ระดับ ๒ หมายถงึ แสดงพฤติกรรมให้เหน็ ปานกลาง
ระดบั ๑ หมายถงึ แสดงพฤติกรรมให้เหน็ นอ้ ย
ลาดบั พฤติกรรม/ การ
ท่ี ระดับคะแนน สนใจและตังใจ ตอบคาถามได้ ตอบคาถาม รวม ประ
ฟังคาถาม ตรงประเด็น อยา่ งสม่าเสมอ คะ
แนน เมนิ หมายเหตุ
๓๒๑ ๓๒๑
ผล
ชอ่ื -สกุล ๓๒๑ ผ่าน ไม่
ผ่าน
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
เกณฑ์การประเมิน ดมี าก
คะแนน รวม ๘ - ๙ = ดี
คะแนน รวม ๖ - ๗ = พอใช้
คะแนน รวม ๓ - ๕ =
เกณฑก์ ารผ่าน
คะแนนอยูใ่ นระดบั ดขี นึ ไป ถอื ว่าผ่านเกณฑ์
แบบสังเกตพฤติกรรมการเรยี นรายบคุ คล
ค้าชี้แจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในชันเรียนเป็นรายบุคคล สร้างขึนเพื่อให้ครูผู้สอนประเมิน
พฤตกิ รรมนักเรียนเปน็ รายบุคคล โดยทาเครอื่ งหมาย / ในช่องให้คะแนนทเ่ี หน็ สมควรตามความเป็นจริง
เลขที่ พฤติกรรม ความตรงต่อ พฤตกิ รรมและระดับคะแนน รวม
เวลาและความ มุ่งมนั่ ในการ ความสนใจ มีคณุ ธรรมใน
รายชอื่ นกั เรยี น พร้อมในการ ทางาน กระตือรือรน้ ใน การเรยี น เช่น
เรยี น การเรยี น ความมีวนิ ัย
๓๒๑ ๓ ๒ ๑ ๓ ๒๑๓๒๑
๑
๒
๓
๔
๕
....
ข้อสังเกตเพิ่มเตมิ
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
ลงชือ่ ................................................ ผูป้ ระเมิน
(................................................)
.........../............/..........
เกณฑ์การประเมนิ
๓ = ดีมาก ๒ = ดี ๑ = พอใช้หรือควรปรบั ปรงุ
เกณฑก์ ารผา่ น
ไดค้ ะแนนในระดบั ดีขึนไป จงึ ถือว่าผ่านเกณฑ์
เกณฑ์การประเมินผลแบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรายบุคคล
คา้ ชี้แจง : เกณฑ์การประเมินนีสร้างขึนเพื่อใช้เปน็ เกณฑ์ในการให้คะแนน โดยครูเลอื กตามรายการ
ประเมนิ พร้อมทังเกณฑ์การใหค้ ะแนนในแต่ละหัวข้อทีต่ รงกับพฤตกิ รรมของนกั เรียนตามความเป็นจรงิ และครู
จะประเมนิ ลงในแบบสงั เกตพฤติกรรมการมีสว่ นร่วมในชันเรยี น
รายการประเมิน เกณฑก์ ารประเมนิ
๑. ความตรงต่อเวลา
๓ (ดมี าก) ๒ (ปานกลาง) ๑ (พอใช้) ๐ (ปรบั ปรุง)
๒. มุ่งมนั่ ในการ เขา้ เรยี นชา้ กวา่
ทางาน เขา้ เรยี นตรงเวลา เข้าเรียนชา้ กว่า เขา้ เรียนเช้าเกิน กาหนดเกนิ ๑๕
นาที
๓. ความมีวนิ ัย กาหนด แต่ไมเ่ กนิ ๕ กวา่ กาหนด แต่ไม่ ไมก่ ระตือรือรน้ ใน
การทางาน และ
๔. ความร่วมมือ นาที เกิน ๑๐ นาที ส่งงานเกนิ เวลาท่ี
กาหนดมากกว่า ๓
กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรอื ร้นทางาน กระตือรือร้นทางาน วัน
ลกุ จากท่ีน่ังโดย
ทกุ ครงั ทไ่ี ดร้ ับ ท่ีได้รับมอบหมาย ท่ไี ดร้ บั มอบหมาย ไมไ่ ดร้ ับอนุญาต
มอบหมาย และส่ง ตังแต่ ๑ ครงั ขนึ ไป และส่งงานเกนิ เวลา ไม่ใหค้ วามร่วมมือ
งานตรงตามเวลาที่ และส่งงานเกนิ เวลา ทกี่ าหนด ๒-๓ วนั ในการตอบคาถาม
และทากจิ กรรม
กาหนด ที่กาหนด ๑ วัน
ใดๆเลย
น่งั อยู่กับที่ ไม่คุย ไม่ นัง่ อยกู่ ับที่ คุยเล่น นงั่ อยูก่ ับท่ี แต่
เลน่ บ้าง พดู คุยเสยี งดัง
รบกวนผอู้ ื่น
ให้ความร่วมมือใน ใหค้ วามร่วมมือใน ใหค้ วามร่วมมือ
การตอบคาถามและ การตอบคาถามและ ในการตอบคาถาม
ทากจิ กรรมต่างๆ ทากจิ กรรมต่างๆ และทากจิ กรรม
เปน็ อยา่ งดีทกุ ครัง เป็นอย่างดบี างครงั ต่างๆน้อย
เกณฑ์การตดั สิน/ระดับคุณภาพ
ระดบั คะแนน ผลการประเมิน
๑๐ - ๑๒ ดีมาก
๗ – ๙ ดี
๔ – ๖ พอใช้
๐ – ๓ ควรปรบั ปรงุ
เกณฑก์ ารผา่ น ไดค้ ะแนนในระดับดขี ึนไป จงึ ถือวา่ ผ่านเกณฑ์
แบบสังเกตพฤติกรรมการมสี ่วนรว่ มในช้ันเรียน
ค้าชี้แจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีสว่ นรว่ มในชันเรยี นสร้างขึนเพ่ือให้ครูผสู้ อนประเมนิ พฤติกรรมนักเรียน
เปน็ รายบุคคล โดยทาเครื่องหมาย ในชอ่ งให้คะแนนที่เหน็ สมควรตามความเปน็ จริง
พฤตกิ รรมและระดับคะแนน
เลขที่ รายช่อื นักเรียน ความตรงต่อ ความสนใจ มีคุณธรรมใน รวม
เวลา และ มุง่ ม่นั ใน กระตือรือรน้ การเรยี น เช่น (๑๒)
ความพร้อม การทางาน ในการเรียน ความมวี นิ ยั
ในการเรียน
๓๒๑๓๒๑๓ ๒ ๑ ๓๒๑
ขอ้ สังเกตเพ่ิมเตมิ
…………………………………………………………………………………………………………………………………….........……………
…………………………………………………………………………………………………………………………………….........……………
ลงชือ่ …………………………………………….ผปู้ ระเมนิ
(........................................................)
…………/……….../…………
เกณฑก์ ารประเมนิ พฤติกรรมการมสี ่วนร่วมในช้ันเรียน
ค้าชแ้ี จง : เกณฑ์การประเมนิ นสี รา้ งขึนเพื่อใช้เปน็ เกณฑ์ในการให้คะแนนโดยครู ตามรายการประเมนิ พร้อม
ทังเกณฑก์ ารให้คะแนนในแต่ละหัวขอ้ ทตี่ รงกับพฤติกรรมของนกั เรยี นตามความเป็นจริง และครูจะประเมินลง
ในแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการมีสว่ นรว่ มในชนั เรียน
รายการประเมิน ๓ (ด)ี เกณฑ์การประเมิน ๑ (พอใช้หรือปรับปรุง)
๒ (ปานกลาง)
๑. ความตรงต่อเวลา ๑. เขา้ เรียนตรงเวลา ๑. เข้าเรียนชา้ กวา่ กาหนด ๑. เข้าเรยี นชา้ เกินกว่า
และความพร้อมใน ๒. อปุ กรณก์ ารเรียนครบ แตไ่ มเ่ กิน ๑๐ นาที ๑๐ นาที
การเรยี น ตามทค่ี รูกาหนด เช่น ๒. อุปกรณ์การเรียนไม่ ๒. ไมน่ าอุปกรณก์ ารเรียน
หนังสือเรยี น ใบความรู้ ครบ มา
ตามทคี่ รูกาหนด เลยแมแ้ ต่ชนิ เดียว
๒. มุ่งม่ันในการ ๑ ทางานดว้ ยความตงั ใจ ๑. ทางานดว้ ยความตงั ใจ ๑. ไม่ตังใจทางาน
ทางาน ๒. ซักถามแสดงความ ๒. ซักถามแสดงความ ๒. ไมซ่ ักถามหรอื แสดง
คิดเห็นบอ่ ยครัง คิดเห็นบ้างบางครัง ความคดิ เหน็ ใด ๆ ทงั สนิ
๓. ความสนใจ ๑. ปฏิบัติงานที่ครสู ง่ั ทนั ที ๑. ปฏิบัตงิ านตามทีค่ รสู ง่ั ๑. ไมท่ างานตามทค่ี รูสงั่
ความกระตอื รือรน้ ใน ๒. จดบันทึก และตงั ใจฟัง ๒. จดบันทกึ บ้างบางครัง ๒. ไมจ่ ดบันทกึ และไม่
การเรยี น ครูสอน ไมต่ งั ใจฟงั เท่าทค่ี วร ตงั ใจฟงั
๔. มีคณุ ธรรมในการ ๑. นัง่ อย่กู ับที่ไมเ่ ล่น ๑. น่ังอย่กู ับท่ี ไมเ่ ลน่ ๑. เดินในหอ้ งโดยไม่ได้รบั
เรียน เช่น ความมี ๒. ไม่พูดคยุ เวลาครสู อน ๒. พูดคยุ กับเพ่อื นบา้ งเปน็ อนญุ าต เล่นกบั เพื่อน
วนิ ัย บางครงั ๒. พูดคุยกับเพอ่ื น
ตลอดเวลา
ระดบั คณุ ภาพ/การวัดประเมินผล
คะแนนรวม ๙ – ๑๒ หมายถึง นกั เรยี นมีคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ดีมาก
คะแนนรวม ๕ – ๘ หมายถึง นกั เรียนมคี ุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ดี
คะแนนรวม ๐ – ๔ หมายถงึ นักเรียนมคี ุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ควรปรบั ปรงุ
เกณฑ์การผา่ น
คะแนนอยู่ในระดับดีขึนไป ถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
รายละเอยี ดเนอ้ื หาสาระ/ความรู้เพ่ิมเติม
คา้ ซา้
การคาซาหรือคาซา คือ การนาคามลู มาซาคากนั เพ่ือให้เกิดความหมายที่ใกลเ้ คยี งความหมายเดมิ หรอื
เกิดความหมายใหม่ เมื่อซาแล้วสามารถใชไ้ ม้ยมก (ๆ) เขียนแทนคาซานันได้ ดงั นนั คาท่ีมีรูปเหมือนกันเช่น
นานา จะจะ จงึ เป็นคามลู ไม่ใชค่ าซา
สว่ นคาทที่ าหนา้ ทีต่ ่างกนั ในประโยค ก็ไม่ใช่คาซา เชน่
-สถานทท่ี ี่ฉนั ชอบมากท่สี ุดคือสวนสาธารณะ “ที่ท่ี” ไมใ่ ช่คาซา
- คนคนนีไม่น่าคบเลย “คนคน” ไม่ใชค่ าซา
คาซาจาแนกตามความหมายได้ ๑๐ ชนดิ ดังนี
๑. ซาแลว้ มคี วามหมายเปน็ พหพู จนเ์ ชน่
- นอ้ งๆ พๆ่ี ญาตๆิ เด็กๆ ใครๆ เพือ่ นๆ
๒. ซาแล้วแยกจานวนเปน็ สว่ นเชน่
-ชินๆ ห่อๆ ตๆู้ หอ้ งๆ ถงุ ๆ ชดุ ๆ
๓. ซาแล้วทาใหค้ วามหมายอ่อนลง
- สาวๆ ดาๆ ใหญๆ่ เคอื งๆ คลา้ ยๆ เกือบๆ
๔. ซาแลว้ บอกพวก กลุม่ ลักษณะ รปู พรรณสณั ฐาน
- อ้วนๆ เลก็ ๆ หลังๆ หนา้ ๆ กลมๆ แบนๆ
๕. ซาแลว้ บอกสถานที่ หรอื เวลาอยา่ งไมเ่ จาะจง
- เช้าๆ บ่ายๆ สายๆ ค่า ใกลๆ้ แถวๆ
๖. ซาแล้วความหมายเปล่ียนไปจากเดมิ
- อย่ๆู ไปๆมาๆ กล้วยๆ หมๆู สดๆร้อนๆ ลวกๆ
๗. ซาแลว้ มคี วามหมายทานองส่งั
- เรว็ ๆ น่ิงๆ เงียบๆ เบาๆ ชา้ ๆ รบี ๆ
๘. ซาแลว้ แสดงอาการหรือเหตุการณ์ต่อเนอ่ื ง
- ปรอยๆ รา่ ๆ นั่งๆนอนๆ เขยี นๆ ทาๆ พรวดๆ
๙. ซาแลว้ เน้นความรู้สกึ โดยการใช้เสียงสงู เน้น
- ซว้ ยสวย ดด๊ี ี ตา๊ ยตาย ดา๊ ดา เนอื ๆ บ่อยๆ
๑๐. ซาเพ่ือเลียนเสียงธรรมชาติ
- เหมยี วๆ โครมๆ โฮกๆ อุแว้ๆ ซๆู่ เปรียงๆ
ใบงาน
เรอ่ื ง “คา้ ซา้ ๆ จ้าง่ายๆ”
ตอนที่ ๑ : จงอธิบายลกั ษณะคาซาในประโยคตอ่ ไปนีวา่ มลี ักษณะอยา่ งไร
๑. ยายมีความสขุ ทไ่ี ดอ้ ยู่กับหลานๆ อธิบาย....................................................................
๒. เดินเร็วๆ เดย๋ี วไม่ทนั ขบวน อธบิ าย....................................................................
๓. เธอควรทางานให้เสร็จเป็นเรอื่ งๆ อธิบาย....................................................................
๔. เธอรู้ภาษาอังกฤษแค่งๆู ปลาๆ อธิบาย....................................................................
๕. เขาเกือบๆ จะได้เป็นนายกแลว้ อธิบาย....................................................................
๖. เขามเี งินเป็นแสนๆ อธิบาย....................................................................
๗. ทนี่ ข่ี ายแตข่ องแพงๆ อธบิ าย....................................................................
๘. เด็กๆโรงเรยี นนีนา่ รักทุกคน อธิบาย....................................................................
๙. ไปๆมาๆ เราก็ได้มาเจอเธอ อธบิ าย....................................................................
๑๐. บ่ายๆ ฉนั จะไปซือของ อธบิ าย....................................................................
๑๑. ทไี่ หนๆ ก็ไมส่ บายเทา่ บ้านเรา อธิบาย....................................................................
๑๒. รถแล่นมาดีๆแตแ่ ลว้ ก็ดับไปดือๆ อธบิ าย....................................................................
ตอนที่ ๒ : จงนาคาซาเหล่านีไปแตง่ ประโยคใหถ้ ูกต้องและสมบรู ณจ์ านวน ๕ ประโยค
ถุงๆ คา้่ ๆ เบาๆ หมูๆ สง่ ๆ ใครๆ
หลังๆ ซูๆ่ แถวๆ มนั ๆ ขาวๆ พืน้ ๆ
๑. ................................................................................................................................................
๒. ........................................................................................................................... .....................
๓. ................................................................................................................................................
๔. ........................................................................................................................... .....................
๕. ........................................................................................................................... .....................