แบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรายบุคคล
คาชี้แจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเป็นรายบุคคล สร้างข้ึนเพ่ือให้ครูผู้สอนประเมิน
พฤติกรรมนกั เรยี นเปน็ รายบคุ คล โดยทาเครอื่ งหมาย / ในช่องใหค้ ะแนนท่ีเหน็ สมควรตามความเปน็ จรงิ
เลขที่ พฤตกิ รรม ความตรงต่อ พฤตกิ รรมและระดับคะแนน รวม
เวลาและความ มุ่งม่นั ในการ ความสนใจ มคี ณุ ธรรมใน
รายชือ่ นกั เรียน พร้อมในการ ทางาน กระตือรือร้นใน การเรียน เชน่
เรียน การเรยี น ความมีวนิ ัย
๓๒๑ ๓ ๒ ๑ ๓ ๒๑๓๒๑
ข้อสังเกตเพ่ิมเติม
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
เกณฑ์การประเมนิ ลงช่อื ................................................ ผู้ประเมนิ
(................................................)
๓ = ดีมาก ๒ = ดี .........../............/..........
๑ = พอใชห้ รือควรปรบั ปรุง
เกณฑ์การผ่าน
คะแนนอย่ใู นระดบั ดขี น้ึ ไป ถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมนิ ผลแบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรายบุคคล
คาชแ้ี จง : เกณฑ์การประเมินนสี้ รา้ งข้นึ เพื่อใชเ้ ปน็ เกณฑ์ในการให้คะแนน โดยครเู ลอื กตามรายการ
ประเมนิ พรอ้ มทัง้ เกณฑ์การให้คะแนนในแตล่ ะหวั ข้อท่ีตรงกบั พฤติกรรมของนักเรียนตามความเปน็ จรงิ และครู
จะประเมิน ลงในแบบสงั เกตพฤติกรรมการมีสว่ นร่วมในช้นั เรยี น
รายการประเมนิ เกณฑก์ ารประเมนิ
๓ (ดีมาก) ๒ (ปานกลาง) ๑ (พอใช้) ๐ (ปรบั ปรุง)
๑. ความตรงตอ่ เวลา เข้าเรยี นตรงเวลา เขา้ เรยี นช้ากวา่ เขา้ เรยี นเชา้ เกนิ เขา้ เรยี นชา้ กวา่
กาหนดเกนิ ๑๕
กาหนด แต่ไม่เกนิ ๕ กวา่ กาหนด แต่ไม่ นาที
นาที เกนิ ๑๐ นาที
๒. มงุ่ มน่ั ในการ กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรือรน้ ทางาน ไม่กระตือรือร้นใน
ทางาน
ทุกครัง้ ท่ไี ดร้ ับ ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย ที่ได้รบั มอบหมาย การทางาน และ
๓. ความมวี ินยั
มอบหมาย และส่ง ต้งั แต่ ๑ ครง้ั ข้ึนไป และส่งงานเกนิ เวลา ส่งงานเกนิ เวลาที่
๔. ความรว่ มมือ
งานตรงตามเวลาท่ี และสง่ งานเกินเวลา ท่ีกาหนด ๒-๓ วัน กาหนดมากกวา่ ๓
กาหนด ทีก่ าหนด ๑ วัน วนั
นั่งอยู่กับท่ี ไม่คุย ไม่ นงั่ อยู่กับท่ี คยุ เล่น นัง่ อยกู่ ับที่ แต่ ลกุ จากที่นัง่ โดย
เล่น บ้าง พดู คยุ เสียงดัง ไม่ไดร้ บั อนญุ าต
รบกวนผูอ้ ่นื
ให้ความรว่ มมือใน ใหค้ วามร่วมมือใน ใหค้ วามรว่ มมือ ไมใ่ หค้ วามร่วมมือ
การตอบคาถามและ การตอบคาถามและ ในการตอบคาถาม ในการตอบคาถาม
ทากจิ กรรมต่างๆ ทากิจกรรมต่างๆ และทากจิ กรรม และทากิจกรรม
เป็นอย่างดีทุกครั้ง เป็นอยา่ งดบี างคร้งั ตา่ ง ๆ นอ้ ย ใด ๆ เลย
เกณฑ์การตัดสนิ /ระดบั คณุ ภาพ
ระดับคะแนน ผลการประเมิน
๑๐ - ๑๒ ดมี าก
๗ – ๙ ดี
๔ – ๖ พอใช้
๐ – ๓ ควรปรบั ปรุง
เกณฑ์การผ่าน ไดค้ ะแนนในระดบั ดขี ้นึ ไป จงึ ถือวา่ ผา่ นเกณฑ์
รายละเอียดเนอ้ื หาสาระ/ความรู้เพม่ิ เตมิ
การอ่านออกร้อยแก้ว
การออกเสยี งพยญั ชนะ
พยัญชนะต้นเดี่ยว ของไทยมี ๒๑ เสียง คอื /ก/ /ค/ /ง/ /จ/ /ช/ /ซ/ /ด/ /ต/ /ท/ /น//บ/ /ป/ /พ/
/ฟ/ /ม/ /ย/ /ร/ /ล/ /ว/ /อ/ /ฮ/
๑. เสียงพยัญชนะ
๑. /ก/
๒. /ข/ ข ฃ ค ฃ ฆ
๓. /ง/
๔. /จ/
๕. /ช/ ฉ ช ฌ
๖. /ซ/ ซ ศ ษ ส
๗. /ย/ ญ ย
๘. /ด/ ด ฎ
๙. /ต/ ฏ ต
๑๐. /ท/ ฐ ฑ ฒ ถ ท ธ
๑๑. /น/ ณ น
๑๒. /บ/
๑๓. /ป/
๑๔. /พ/ ผ พ ภ
๑๕. /ฟ/ ฝ ฟ
๑๖. /ม/
๑๗. /ร/
๑๘. /ล/ ล ฬ
๑๙. /ว/
๒๐. /ฮ/ ห ฮ
๒๑. /อ/
๒. เสียงพยัญชนะต้นซึ่งเป็นพยัญชนะประสม
เสียงพยญั ชนะตน้ ซ่ึงเป็นพยัญชนะประสม ได้แก่ คาควบแท้ ควบไมแ่ ท้ และอักษรนา
๒.๑ พยัญชนะควบกลา้ ในภาษาไทย
พยัญชนะควบกลา้ ในภาษาไทยทีเ่ ปน็ คาควบแท้ ออกเสียงพยัญชนะพร้อมกนั มี ๑๑ เสยี ง ๑๕ รูป คือ
๑. กร เช่น กราบ กรงุ กราย
๒. ขร,คร เช่น ขรบิ ขรขุ ระ คร้าม ใคร
๓. ตร เชน่ ตรอง ตริ ตรา
๔. ปร เชน่ ปราง ปรอย ปรงุ
๕. พร เชน่ พราย พราว พรง้ิ
๖. กล เชน่ กลม กลอน ไกล
๗. ขล, คล เชน่ ขลบิ ขลาด คลาน โคลน
๘. ปล เชน่ ปลอด ปลา เปล ปลอบ
๙. พล,ผล เช่น พลาด พลุ พลอด ผลิ ผลุด ผลัด
๑๐. กว เชน่ กวาด กวาง แกว่ง ไกว
๑๑. ขว,คว เชน่ ขวาน ขวนขวาย ขวิด ควาย ความ คว่า
๒.๒ พยัญชนะควบกลา้ ท่มี าจากภาษาอังกฤษ
๑. บร เชน่ เบรก บรูไน บรอนซ์ บรนั่ ดี บราวน์ บรดิ จ์
๒. บล เชน่ บล็อก บลูบลฟั เบลเซอร์
๓. ดร เชน่ ดรมั เมเยอร์ ดรงิ๊ ค์ ดราฟต์
๔. ฟร เช่น ฟรี ฟรายด์
๕. ฟล เชน่ ฟลูออรีน ฟลอโชว์ แฟลต ฟลุก
๒.๓ พยัญชนะควบไมแ่ ท้
พยญั ชนะควบไม่แท้ เปน็ พยัญชนะทีควบกับอักษร ร แต่ออกเสยี งเหมือนพยัญชนะเด่ียวโดยออก
เสียงที่ตัวแรกหรอื เปล่ียนเสียง เช่น จริง ไซร้ เศร้า สร้าง สระ ทรดุ โทรม ทราย เทริด
๒.๔ อักษรนา
อักษรนา คอื พยญั ชนะประสมที่อยรู่ ่วมสระเดียวกนั มีการออกเสยี งอยู่ ๓ วธิ ี
ก. ไม่ออกเสียงตัวนา
ไมอ่ อกเสียงตัวนา ได้แก่ อ นา ย เช่น อยา่ อยู่ อยา่ ง อยาก
ห นา อักษรต่าเดยี่ ว ( ง ญ น ย ณ ร ว ม ฬ ล) เช่น หงาย หญิง หลาน แหวก หรูหรา ไหน หย่า หมอ
ข. ออกเสยี งตามตัวนา
ได้แก่ อักษรสงู ( ผ ฝ ถ ฐ ข ฃ ส ศ ษ ห ฉ ) นาอกั ษรต่าเด่ียว เช่น ขรม ขนม เขนย
ขนาน สมอง สมาน ผวา ยกเว้นบางคา เช่น สมาคม สลมั ขโมย ขมา ขมา
ได้แก่ อกั ษรกลาง ( ก จ ด ฎ ต ฏ บ ป อ ) นาอกั ษรตา่ เดี่ยว เช่น ดนัย ตงดิ ตลาด ตลก
จมูก จวกั ปลก ผลึก ปรกั แปรก
ค. ไม่ออกเสียงตามตัวนา
ได้แก่ อกั ษรสงู นาอักษรต่าคหู่ รืออักษรกลาง เชน่ เผชญิ ผทม ไผท เผดิม เผด็จ เถกิง
การอา่ นออกเสียงสระสนั้ และยาว
การอา่ นออกเสียงสระสั้นและยาว บางคนยดึ ตามรปู เขยี น แต่คาบางคาอาจออกเสยี งต่างจาก
รปู เขยี น เชน่ ลองอีกทีอาจสาเรจ็ ก็ได้, เกดิ เหตุรา้ ยอีกแล้ว
อีก ในประโยคข้างตน้ ออกเสียงส้ันคอื “อิก”
อยา่ เพ่ิงหยุด กวนต่อไปอกี กวนให้แรงดว้ ย, พดู อกี กถ็ กู อีก
อีก ในประโยคขา้ งต้นออกเสียงยาวคือ “อกี ”
การออกเสยี งวรรณยุกต์
เสยี งวรรณยกุ ต์ไทยมี ๕ เสียง ไดแ้ ก่ เสยี งสามัญ เสยี งเอก เสียงโท เสยี งตรี และเสยี งจตั วา
วรรณยกุ ต์ระดับ
วรรณยุกต์ระดับ คอื วรรณยกุ ตม์ เี สียงค่อนข้างคงที่ตลอดทั้งพยางค์ ไดแ้ ก่
- เสยี งวรรณยกุ ตเ์ อก ซึง่ เป็นเสยี งระดับต่า
- เสียงวรรณยุกต์ตรี ซ่งึ เปน็ เสียงระดบั สงู
- เสียงวรรณยกุ ตส์ ามญั ซ่ึงเปน็ เสียงวรรณยกุ ต์ระดับกลาง สงู กวา่ เสียงเอก ต่ากว่าเสยี งตรี
วรรณยุกตเ์ ปล่ยี นระดับ
วรรณยกุ ต์เปลย่ี นระดบั คือ วรรณยกุ ต์ที่มีระดบั เสยี งเปล่ยี นแปลงมากระหวา่ งตอนตน้ พยางคก์ ับ
ตอนท้ายพยางค์ ไดแ้ ก่
เสยี งวรรณยุกตโ์ ท ซึ่งมีการเปล่ยี นแปลงเสียงจากระดับสูงมาตา่
เสียงวรรณยุกตจ์ ัตวา ซ่ึงมกี ารเปลีย่ นแปลงจากระดับต่าข้ึนไประดับสูง
แบบทดสอบการอ่านออกเสียง
ชื่อ.........................................................................ชั้น...................................เลขท่ี... ..............
“...............ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทาให้ฉันประทับใจยิ่งนัก/สามแม่ลูกคือน้องสะใภ้และหลาน ๆ ทั้งสามคน
ช่วยกันคนละไม้ละมือหลานชายคนโตเปิดกระป๋องนมสดเทน้านมที่ขาวสะอาดส่วนหนึ่งลงในถ้วยพลาสติกสี
เขียวใบเล็กท้ัง ๆ ที่ตัวยังเปียกโชก/หลานสาวคนกลางรีบหยิบสาลีพันก้านจุ่มน้านมในถ้วยส่งให้แม่ส่วนหลาย
ชายคนเล็กสุดเป็นฝ่ายให้กาลังใจในขณะที่น้องสะใภ้ค่อย ๆ ซับตัวลูกกระรอกตัวน้อยด้วยผ้าขนหนูผืนเล็กบน
ฝา่ มืออย่างบรรจงพร้อมกับใช้สาสีพันกา้ นอันเลก็ จุ่มน้านมสดใส่ปากกระรอกตัวน้อยดว้ ยสัญชาติญาณ มันค่อย
ๆ อา้ ปากเลก็ ๆ ดูดนมจากปลายสาลพี นั ก้านพออมิ่ ก็จะใช้ลน้ิ เลก็ ๆ ดันไม้สาลีพันกา้ นนั้นออกมาจากปาก
(จากเร่ือง “บญุ หลาย” ของ กลั ยกร ม่ันถาวรวงศ์)
แบบทดสอบการอา่ นออกเสียง (เฉลย)
“...............ภาพทปี่ รากฏเบอ้ื งหน้า/ทาให้ฉนั ประทบั ใจย่งิ นกั /สามแมล่ กู คอื นอ้ งสะใภ้/และหลาน ๆ ทั้งสามคน/
ชว่ ยกันคนละไม้ละมือ/หลานชายคนโตเปิดกระป๋องนมสด/เทน้านมท่ีขาวสะอาดสว่ นหนึ่งลงในถ้วยพลาสติกสี
เขียวใบเล็ก/ท้ัง ๆ ท่ีตัวยังเปียกโชก/หลานสาวคนกลางรีบหยิบสาลีพันก้าน/จุ่มน้านมในถ้วยส่งให้แม่/ส่วน
หลายชายคนเลก็ สดุ เป็นฝ่ายให้กาลังใจ/ในขณะท่นี ้องสะใภ้ค่อย ๆ ซับตัวลูกกระรอกตัวน้อย/ด้วยผ้าขนหนูผืน
เล็ก/บนฝ่ามืออย่างบรรจง/พร้อมกับใช้สาสีพันก้านอันเล็กจุ่มน้านมสดใส่ปากกระรอกตัวน้อย/ด้วยสัญชาติ
ญาณ มันค่อย ๆ อ้าปากเล็ก ๆ ดูดนมจากปลายสาลีพันก้าน/พออิ่มก็จะใช้ล้ินเล็ก ๆ ดันไม้สาลีพันก้านนั้น
ออกมาจากปาก
(จากเรอ่ื ง “บุญหลาย” ของ กลั ยกร มัน่ ถาวรวงศ)์
บันทกึ ผลหลังการเรียนรู้
ผลการจดั การเรียนรตู้ ามตวั ช้ีวัด / ผลการเรยี นรู้
- นักเรยี นบอกหลักการอ่านออกเสยี งและสามารถอา่ นออกเสยี งพยัญชนะ สระ วรรณยกุ ต์ ไดถ้ กู ต้อง
- นกั เรียนเห็นคุณคา่ ของภาษาไทย
สมรรถนะในการเรยี นแตล่ ะด้าน
- นกั เรียนได้ใชค้ วามสามารถดา้ นการส่อื สาร และการคิดในการทากจิ กรรมที่ไดร้ ับมอบหมาย
- นักเรียนไดใ้ ชค้ วามสามารถด้านการใช้ทักษะชีวิตและความสามารถในการแกป้ ญั หาในการแกป้ ัญหา
ท่เี กดิ ข้นึ ระหว่างทากิจกรรม
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์แต่ละด้าน
. - นักเรยี นมคี วามมุ่งมนุ่ ในการทางานท่ีไดร้ บั มอบหมาย มีความใฝ่รูใ้ ฝ่เรียนและรับผดิ ชอบต่องานที่
ไดร้ บั มอบหมายอยา่ งเต็มความสามารถ
ปญั หา / อุปสรรค
-
ขอ้ เสนอแนะ / แนวทางการแก้ปญั หา
- ครูสามารถใช้เทคนิคการสอนในการแก้ปญั หานักเรยี นท่อี ่านคาไม่ถูกตอ้ งได้
ข้อคน้ พบ
-
ลงชื่อ …………… …………………..ผ้สู อน
(นางสาวเฌอณัฏฐ์ชา หลิมพลอย)
แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี ๑๘
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย วชิ าภาษาไทย (ท๓๑๑๐๑) ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๔
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕
เรื่อง นทิ านเวตาล เวลา ๑ ชั่วโมง ผู้สอน ครเู ฌอณฏั ฐช์ า หลิมพลอย
___________________________________________________________________________
๑. สาระท่ี ๑ การอ่าน
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพือ่ นาไปใชต้ ัดสนิ ใจ แกป้ ัญหาใน
การดาเนนิ ชวี ติ และมนี สิ ยั รักการอ่าน
ตัวชี้วดั
ท ๑.๑ ม. ๔-๖/๗ อา่ นเร่ืองต่างๆ แลว้ เขียนกรอบแนวคดิ ผงั ความคดิ บนั ทึก ยอ่ ความ และรายงาน
สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคณุ ค่า
และนามาประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ จรงิ
ตัวชวี้ ัด
ท ๕.๑ ม. ๔-๖/๑ วิเคราะหแ์ ละวจิ ารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมตามหลักวิจารณเ์ บื้องต้น
ท ๕.๑ ม. ๔-๖/๔ สังเคราะหข์ อ้ คดิ จากวรรณคดีและวรรณกรรมเพอ่ื นาไปประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ติ จริง
๒. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
๒.๑ นักเรยี นสามารกบอกผู้แต่งของเรือ่ งนทิ านเวตาลได้ (K)
๒.๒ นกั เรียนสามารถบอกความเปน็ มาของเรื่องนิทานเวตาลได้ (K)
๒.๓ นกั เรียนสามารถเล่านทิ านเวตาลเรอ่ื งท่ี ๑๐ได้ (P)
๒.๔ นกั เรยี นสามารถวเิ คราะหป์ ัญหาจากเรอ่ื งทอ่ี า่ นได้ (P)
๒.๕ นักเรียนสามารถบอกแนวทางแก้ปัญหาจากเรอื่ งทอี่ า่ นได้ (P)
๒.๖ นกั เรยี นเห็นคณุ ค่าของวรรณคดไี ทย (A)
๓. สาระสาคัญ
นิทานเวตาล (สันสกฤต:वेतालपञ्चववशंि तत เวตาลปัญจวิงศติ แปลว่า นิทาน ๒๕ เรื่องของ
เวตาล) เป็นวรรณกรรมสันสกฤตโบราณ แต่งโดยศิวทาส มีอายุมากว่า ๒๕๐๐ ปี โครงเรื่องหลักของนิทาน
เร่ืองน้ีเป็นเรื่องการโตต้ อบปัญหาระหวา่ ง พระวิกรมาทิตย์กษัตริยแ์ ห่งกรุงอุชชิยนี กับเวตาล ปีศาจท่ีมีร่างกาย
กงึ่ มนษุ ยก์ ับค้างคาว ซ่ึงจะนาเข้าไปสูน่ ิทานย่อยตา่ งๆ ท่ีแทรกอยู่ในเร่อื งน้รี วม ๒๕ เร่ือง ซึ่งพระราชวรวงศ์เธอ
กรมหมนื่ พิทยาลงกรณ (น.ม.ส.) ไดน้ าสานวนภาษาอังกฤษมาแปลเปน็ ภาษาไทย ๑๐ เรื่อง เมื่อไดศ้ ึกษานิทาน
เวตาลจะช่วยให้นกั เรียนสามารถนา แงค่ ิด คตธิ รรม ไปปรบั ใช้ในชีวิตประจาวันไดอ้ ย่างดี
๔. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน
๔.๑ ความสามารถในการสอื่ สาร
๔.๒ ความสามารถในการคดิ
๔.๓ ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
๕. คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
๕.๑ ซอื่ สตั ยส์ ุจรติ
๕.๒ มวี นิ ยั
๕.๓ ใฝ่เรียนรู้
๕.๔ มุ่งมัน่ ในการทางาน
๖. สาระการเรียนรู้
๖.๑ ความรู้
- ท่ีมาของเรือ่ งนิทานเวตาล
- ลักษณะการประพันธ์ของนทิ านเวตาล
- ผู้ประพันธน์ ทิ านเวตาล
- เนอื้ เร่ืองนทิ านเวตาลเร่อื งที่ ๑๐
- ปมปัญหาสาคัญของนิทานเวตาลเรื่องท่ี ๑๐
๖.๒ ทักษะ/กระบวนการ
- กระบวนการคดิ วเิ คราะห์
- ทักษะการอ่าน
- ทกั ษะการตอบคาถามและแสดงความคดิ เห็น
๗. ช้นิ งาน/ภาระงาน
- ใบงานเรื่อง “เลา่ ขานนทิ านเวตาล”
๘. กิจกรรมการเรยี นรู้ (เทคนคิ AGREE & DISAGREE STATEMENT)
ขน้ั นา
๑. ครูเปิดวีดิทัศน์ เร่ือง นิทานเวตาล ความยาว ๓ นาที และซักถามว่านักเรียนเคยดูหรือรู้จักเวตาล
หรอื ไม่ จากนั้นครเู ชอ่ื มโยงเข้าสบู่ ทเรยี น
ขั้นสอน
๒. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม ๔ กลุ่ม จากน้ันศึกษาเนื้อหานิทานเวตาลใน หนังสือเรียนวรรณคดีและ
วรรณกรรม แยกตามประเด็น ๔ ประเด็น ดงั นี้
- ความเป็นมาของนทิ านเวตาล
- พระวกิ รมาทิตยแ์ ละเวตาล
- นทิ านเรอ่ื งที่ ๑๐
- คุณค่าของนทิ านเวตาล
๓. นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ สรปุ ใจความสาคญั ของเร่ืองที่อา่ น จากนนั้ ส่งตัวแทนกลุ่มกลุม่ ละ ๒ คนมา
อธิบายเนอื้ หาในประเด็นท่ีตนได้รบั ใหเ้ พื่อนฟังหนา้ ชน้ั เรียน
๔. นักเรียนทากจิ กรรม “ใชห่ รอื มั่ว ชัวร์หรือไม่” โดยครูแจกป้าย “ชัวร”์ กับ “มวั่ น่มิ ” ใหแ้ ต่ละกลมุ่
๕. ครูตง้ั คาถามเกย่ี วกบั เนื้อหานิทานเวตาลทงั้ ๔ ประเด็นท้งั หมด ๑๒ ขอ้ ถ้าข้อไหนคิดวา่ ถูกให้
นักเรียนชูป้าย “ชวั ร”์ แตถ่ ้าข้อไหนคิดวา่ ผดิ ให้ชปู ้าย “มวั่ นิม่ ” กลุ่มไหนตอบถูกกจ็ ะได้คะแนนตามจานวนขอ้
คาถามที่แตล่ ะกลมุ่ ตอบถูก
๖. ครูตดิ บัตรเหตุการณใ์ นเร่ืองเวตาลบนกระดาน นกั เรียนชว่ ยกนั เรยี งลาดบั เหตุการณส์ าคญั ของ
นทิ านเวตาลเรอ่ื งที่ ๑๐ เปน็ ข้อๆ
๗. นักเรียนอ่านเน้ือเร่ืองของนิทานเวตาลเรื่องที่ ๑๐ เมื่ออ่านจบครูและนักเรียนช่วยกันเล่าเรื่องอีก
ครง้ั จากน้ันใหน้ ักเรยี นเรยี งลาดบั เหตกุ ารณ์บนกระดานใหม่ให้ถูกต้อง
๘. ครูกล่าวเช่ือมโยงปมปัญหาของนิทานเวตาลเรื่องที่ ๑๐ ว่า จากการด่วนตัดสินใจของ
ท้าวจันทรเสนกับราชบุตรโดยไม่ตริตรองให้ดี ทาให้เกิดเหตุการณ์ลูกสาวกลายเป็นเมียของพ่อ และแม่
กลายเป็นเมียของลูก เม่ือมีบุตร-ธิดาสืบลงมา จึงไม่สามารถนับญาติกันได้ และเหตุการณ์น้ีถือว่าผิด
ขนบธรรมเนยี มประเพณีอันดี
ขั้นสรุป
๙.นกั เรียนและครรู ่วมกนั สรปุ บทเรยี นโดยครตู งั้ คาถามและสุม่ นกั เรยี นตอบคาถาม
๑๐. ครมู อบหมายให้นกั เรียนทาใบงานเรื่อง “เลา่ ขานนิทานเวตาล” แล้วนามาสง่ ในคาบต่อไป
๙. สื่ออปุ กรณแ์ ละแหล่งการเรยี นรู้
๙.๑ หนังสอื เรียนวรรณคดแี ละวรรณกรรม
๙.๒ กจิ กรรม “ใช่หรอื ม่ัว ชัวร์หรือไม่”
๙.๓ บัตรเหตุการณใ์ นเรื่องเวตาล
๙.๔ ใบงานเรอ่ื ง “เลา่ ขานนิทานเวตาล”
๑๐. การวดั และการประเมนิ ผล
รายการวดั และ วิธวี ัดและประเมนิ ผล เครือ่ งมอื วดั และ เกณฑ์การวัดและ
ประเมนิ ผล ประเมนิ ผล
ประเมนิ ผล
ด้านความรู้ ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
สังเกตจากการตอบคาถาม แบบประเมนิ การตอบ ระดับดี
ของนักเรยี น คาถามของนักเรียน
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ ประเมนิ ใบงานเร่อื ง “เล่า แบบประเมินใบงานเร่ือง ผ่านเกณฑ์การประเมิน
ดา้ นเจตคติ ขานนิทานเวตาล” “เลา่ ขานนิทานเวตาล” ระดบั ดี
สังเกตการปฏิบัติงานของ แบบสังเกตพฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
นักเรยี น การเรยี น ระดบั ดี
แบบการประเมินสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
รายบุคคล
ชอ่ื ..................................................นามสกลุ .................................................ชน้ั ...............เลขที.่ ..............
คาชแี้ จง : ให้ผสู้ อนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรียน และขีด ลงในช่องทตี่ รงกับคะแนน
ระดบั คณุ ภาพ
สมรรถนะดา้ น รายการประเมิน ดีมาก ดี พอใช้ ปรับปรงุ
(๔) (๓) (๒) (๑)
๑. ความสามารถ ๑.๑ มคี วามสามารถในการรับ-สง่ สาร
ในการสอ่ื สาร ๑.๒ มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด
ความเขา้ ใจของตนเอง โดยใช้ภาษาอย่างเหมาะสม
๑.๓ ใชว้ ธิ กี ารส่อื สารท่ีเหมาะสม มปี ระสิทธิภาพ
๑.๔ เจรจาต่อรองเพ่ือขจดั และลดปัญหาความ
ขัดแยง้ ตา่ ง ๆ ได้
๑.๕ เลือกรับและไมร่ บั ข้อมูลขา่ วสารด้วยเหตุผล
และถูกตอ้ ง
สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
๒. ความสามารถ ๒.๑ มคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะห์ สงั เคราะห์
ในการคิด ๒.๒ มที กั ษะในการคิดนอกกรอบอย่างสรา้ งสรรค์
๒.๓ สามารถคิดอย่างมวี ิจารณญาณ
๒.๔ มคี วามสามารถในการสรา้ งองค์ความรู้
๒.๕ ตัดสินใจแก้ปัญหาเก่ยี วกับตนเองได้อยา่ ง
เหมาะสม
สรุปผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
๓. ความสามารถ ๓.๑ เรยี นร้ดู ว้ ยตนเองได้เหมาะสมตามวัย
ในการใช้ทักษะ ๓.๒ สามารถทางานกล่มุ รว่ มกับผ้อู นื่ ได้
ชวี ติ ๓.๓ นาความรทู้ ี่ได้ไปใช้ประโยชนใ์ นชวี ิตประจาวัน
๓.๔ จดั การปญั หาและความขัดแยง้ ไดเ้ หมาะสม
๓.๕ หลีกเลีย่ งพฤติกรรมไม่พงึ ประสงคท์ ่ีสง่ ผล
กระทบต่อตนเอง
สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ๘ ประการ
ชื่อ-สกลุ นักเรียน.....................................................................ห้อง..............................เลขท่ี…….
คาช้ีแจง : ให้ ผู้สอน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ลงใน
ช่องว่างที่ตรงกับระดบั คะแนน
คณุ ลักษณะ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น ๓๒๑
๑. ซอ่ื สตั ย์ สจุ รติ ๑.๑ ให้ขอ้ มูลท่ถี ูกตอ้ ง และเป็นจริง
๑.๒ ปฏบิ ัติในส่งิ ที่ถกู ตอ้ ง ละอาย และเกรงกลัวทจ่ี ะทาความผิด ทาตาม
๒. มวี นิ ยั
รับผดิ ชอบ สัญญาทีต่ นให้ไวก้ บั พ่อแม่หรอื ผู้ปกครอง และครู
๓. ใฝ่เรียนรู้ ๑.๓ ปฏบิ ัตติ นตอ่ ผู้อนื่ ดว้ ยความซื่อตรง และเปน็ แบบอย่างท่ีดีแก่เพ่ือน
ดา้ น ความซ่ือสตั ย์
๔. ม่งุ มนั่ ในการ ๒.๑ ปฏบิ ัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ขอ้ บังคับของครอบครวั และ
ทางาน โรงเรียน มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบตั ิกิจกรรมต่างๆ ใน
ชีวิตประจาวัน มคี วามรับผิดชอบ
๓.๑ ต้ังใจเรยี น
๓.๒ เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพยี รพยายามในการเรียน
๓.๓ เขา้ รว่ มกิจกรรมการเรียนร้ตู า่ งๆ
๓.๔ ศึกษาคน้ คว้า หาความรู้จากหนงั สอื เอกสาร สง่ิ พมิ พ์ สือ่ เทคโนโลยี
ต่างๆ แหลง่ การเรยี นรูท้ ้ังภายในและภายนอกโรงเรียน และเลือกใช้สอ่ื ได้
อยา่ งเหมาะสม
๓.๕ บนั ทกึ ความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสงิ่ ทเ่ี รียนรู้ สรุปเปน็ องค์
ความรู้
๓.๖ แลกเปลย่ี นความรู้ ด้วยวิธกี ารต่างๆ และนาไปใช้ในชีวิตประจาวนั
๔.๑ มีความต้ังใจและพยายามในการทางานที่ได้รบั มอบหมาย
๔.๒ มีความอดทนและไมท่ ้อแทต้ อ่ อุปสรรคเพ่ือใหง้ านสาเร็จ
ลงช่ือ...................................................ผู้ประเมนิ
............../.................../................
แบบประเมนิ การตอบคาถาม
คาช้ีแจง ทาเครอื่ งหมาย ลงในช่องระดับคะแนนพฤติกรรมที่นักเรยี นปฏบิ ัตดิ ังนี้
ระดับ ๓ หมายถึง แสดงพฤติกรรมให้เห็นมาก
ระดบั ๒ หมายถงึ แสดงพฤติกรรมให้เหน็ ปานกลาง
ระดับ ๑ หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมให้เหน็ นอ้ ย
ลาดับ พฤตกิ รรม/ การ
ที่ ระดับคะแนน สนใจและตั้งใจ ตอบคาถามได้ ตอบคาถาม รวม ประ
ฟังคาถาม ตรงประเดน็ อย่างสม่าเสมอ คะ
แนน เมิน หมายเหตุ
๓๒๑ ๓๒๑
ผล
ช่อื -สกุล ๓๒๑ ผา่ น ไม่
ผา่ น
เกณฑ์การประเมนิ ดมี าก
คะแนน รวม ๘ - ๙ = ดี
คะแนน รวม ๖ - ๗ = พอใช้
คะแนน รวม ๓ - ๕ =
เกณฑก์ ารผ่าน
คะแนนอย่ใู นระดบั ดขี ึน้ ไป ถือวา่ ผ่านเกณฑ์
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรายบุคคล
คาชี้แจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในช้ันเรียนเป็นรายบุคคล สร้างขึ้นเพื่อให้ครูผู้สอนประเมิน
พฤตกิ รรมนักเรียนเปน็ รายบคุ คล โดยทาเครอื่ งหมาย / ในช่องให้คะแนนท่ีเห็นสมควรตามความเป็นจรงิ
เลขท่ี พฤติกรรม ความตรงต่อ พฤตกิ รรมและระดับคะแนน รวม
เวลาและความ มงุ่ ม่นั ในการ ความสนใจ มีคุณธรรมใน
รายชือ่ นกั เรยี น พรอ้ มในการ ทางาน กระตือรอื ร้นใน การเรียน เชน่
เรียน การเรียน ความมีวนิ ัย
๓๒๑ ๓ ๒ ๑ ๓ ๒๑๓๒๑
ขอ้ สงั เกตเพิ่มเติม
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ................................................ ผู้ประเมนิ
(................................................)
.........../............/..........
เกณฑก์ ารประเมนิ
๓ = ดมี าก ๒ = ดี ๑ = พอใชห้ รอื ควรปรบั ปรุง
เกณฑ์การผา่ น คะแนนอยใู่ นระดบั ดขี ้ึนไป ถือว่าผ่านเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมนิ ผลแบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรายบคุ คล
คาชแ้ี จง : เกณฑ์การประเมินนส้ี ร้างขนึ้ เพื่อใช้เปน็ เกณฑ์ในการให้คะแนน โดยครเู ลอื กตามรายการ
ประเมนิ พรอ้ มทัง้ เกณฑ์การให้คะแนนในแต่ละหวั ข้อที่ตรงกบั พฤติกรรมของนักเรยี นตามความเป็นจรงิ และครู
จะประเมิน ลงในแบบสงั เกตพฤติกรรมการมสี ่วนร่วมในช้นั เรยี น
รายการประเมนิ เกณฑก์ ารประเมนิ
๑. ความตรงตอ่ เวลา
๓ (ดีมาก) ๒ (ปานกลาง) ๑ (พอใช้) ๐ (ปรบั ปรุง)
๒. มงุ่ มน่ั ในการ เขา้ เรยี นช้ากวา่
ทางาน เข้าเรยี นตรงเวลา เขา้ เรยี นช้ากวา่ เขา้ เรยี นเชา้ เกนิ กาหนดเกนิ ๑๕
นาที
๓. ความมวี ินยั กาหนด แต่ไม่เกนิ ๕ กว่ากาหนด แต่ไม่ ไมก่ ระตือรือร้นใน
การทางาน และ
๔. ความรว่ มมือ นาที เกนิ ๑๐ นาที สง่ งานเกนิ เวลาที่
กาหนดมากกวา่ ๓
กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรือร้นทางาน วัน
ลุกจากทนี่ ่งั โดย
ทุกครัง้ ท่ไี ดร้ ับ ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย ที่ได้รบั มอบหมาย ไมไ่ ดร้ บั อนุญาต
มอบหมาย และสง่ ต้งั แต่ ๑ ครั้งข้ึนไป และส่งงานเกนิ เวลา ไมใ่ หค้ วามร่วมมือ
งานตรงตามเวลาท่ี และส่งงานเกินเวลา ที่กาหนด ๒-๓ วนั ในการตอบคาถาม
และทากิจกรรม
กาหนด ทีก่ าหนด ๑ วัน
ใดๆเลย
นั่งอยูก่ ับท่ี ไม่คยุ ไม่ นงั่ อยูก่ ับท่ี คยุ เล่น น่งั อยกู่ ับท่ี แต่
เล่น บ้าง พดู คยุ เสียงดัง
รบกวนผอู้ ื่น
ให้ความรว่ มมือใน ใหค้ วามรว่ มมือใน ใหค้ วามรว่ มมือ
การตอบคาถามและ การตอบคาถามและ ในการตอบคาถาม
ทากจิ กรรมต่างๆ ทากิจกรรมต่างๆ และทากิจกรรม
เป็นอย่างดีทุกครั้ง เป็นอย่างดบี างคร้งั ต่างๆน้อย
เกณฑ์การตัดสิน/ระดบั คณุ ภาพ
ระดับคะแนน ผลการประเมิน
๑๐ - ๑๒ ดีมาก
๗ – ๙ ดี
๔ – ๖ พอใช้
๐ – ๓ ควรปรบั ปรุง
เกณฑ์การผ่าน ไดค้ ะแนนในระดบั ดขี ้นึ ไป จึงถือวา่ ผ่านเกณฑ์
รายละเอยี ดเนอื้ หาสาระ/ความรู้เพมิ่ เติม
นทิ านเวตาล
นิทานเวตาลเป็น ฉบับ พระนิ พนธ์พระราชวงศ์เธอกรมห มื่นพิ ทยาลงกรณ มีที่มาจากวรรณ กรรม
สันสกฤตของอินเดยี โดยเรอ่ื งเดมิ มีชือ่ วา่ เวตาลปญั จวิงศติ (VetalaPanchvimshati) แปลวา่ นิทาน ๒๕ เร่อื ง
ของเวตาล (ปัญจะ = ๕, วิงศติ = ๒๐) ศิวทาสได้แต่งไว้แต่โบราณ และโสมเทวะได้นามาเรียบเรียงขึ้นใหม่และ
รวมไว้ในหนังสอื ช่ือ กถาสริตสาคร (Katha - sarita - sagara) ในราวครสิ ตศ์ ตวรรษที่ ๑๒
ต่อมาในระหว่าง ค.ศ. ๑๗๑๙ - ๑๗๔๗ พระราชาแห่งกรุงชัยปุระโปรดฯ ให้แปลนิทานเวตาลจาก
ฉบับภาษาสันสกฤตเป็นภาษาอ่ืนๆ อีก และต่อมามีผู้นามาแปลเป็นภาษาฮินดี เรียกช่ือเร่ืองว่า ไพตาลปัจจีสี
(BaitalPachisi) รวมทง้ั ยังมกี ารนามาแปลเปน็ ภาษาอื่นๆ อกี แทบทกุ ภาษา
ผ้แู ต่ง
พระราชวงศ์เธอ กรมหม่ืนพิทยาลงกรณ (น.ม.ส.) ทรงชานาญด้านภาษาและวรรณคดีเป็นพิเศษ ได้
ทรงนพิ นธห์ นงั สือไว้มากมายโดยใช้นามแฝงว่า “น.ม.ส.” ซึง่ ทรงเลือกจากตัวอักษรตัวหลังพยางค์ของพระนาม
(พระองค์เจ้า) “รัชนีแจ่มจรัส” เม่ือเยาว์วัยเรียนหนังสือกับมารดาท่ีตาหนัก เม่ือชันษา ๕ ขวบ ก็ทรงอ่าน
หนังสือได้คล่อง ทรงเข้าศึกษาท่ีโรงเรียนพระตาหนักสวนกุหลาบ เม่ือ พ.ศ. ๒๔๒๙ และต่อมาศึกษา
ภาษาอังกฤษจนถึง พ.ศ. ๒๔๓๖ จึงเข้ารับราชการในตาแหน่งนายเวร กระทรวงธรรมการ ขณะพระชันษาได้
๑๖ ปี และได้เลื่อนเป็นผชู้ ว่ ยในกรมศึกษาธิการใน ทรงรบั หนา้ ที่พเิ ศษเปน็ ขา้ หลวงสอบไลว่ ิชาหนังสอื ไทย ทรง
เป็นกรรมการพิเศษร่างพระราชบัญญัติพิจารณาความแพ่ง และทรงได้เล่ือนเป็นผู้ช่วยที่ปรึกษากระทรวงพระ
คลงั มหาสมบตั ิ
เม่ือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๔๐ ทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัสตามเสด็จด้วย และทรงศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เป็นเวลา ๒ ปี
เสด็จกลับจากประเทศอังกฤษเม่ือ พ.ศ. ๒๔๔๒
ลักษณะคาประพันธ์
แต่งเป็นร้อยแก้วลักษณะนิทานซอ้ นนทิ าน มีบทร้อยกรองแทรกบางตอน
จุดมุง่ หมายในการแต่ง
เพือ่ ให้ความเพลดิ เพลินและใหค้ ติธรรมในการดาเนินชวี ติ นับเป็นการเพิ่มพูนท้งั สติปญั ญาและไหวพริบของ
ผอู้ ่านได้อีกทางหนงึ่ ด้วย
ความเปน็ มา
กรมหม่ืนพิทยาลงกรณได้ทรงแปลนิทานเวตาลจากฉบับของเบอร์ตัน จานวน ๙ เร่ือง และจากฉบับ
แปลสานวนของ ซี.เอช.ทอว์นีย์ อีก ๑ เร่ือง รวมเป็นฉบับภาษาไทยของกรมหม่ืนพิทยาลงกรณ ๑๐ เรื่อง
นิทานเวตาลมีท่ีมาจากวรรณกรรมของอินเดียทั้งที่เป็นภาษาบาลีและสันสกฤต มักปรากฏรูปแบบนิทานซ้อน
นทิ านอยู่เป็นจานวนมาก นิทานเร่ืองใหญ่ของนิทานเวตาลเหล่านั้นเป็นนิทานซึ่งแยกออกเป็น ๑๐ เร่ือง มีต้น
เร่ืองและปลายเร่ืองกากับชี้แจงเหตุเกิดของเรื่อง พฤติกรรมของเวตาลและข้อสรุปซ่ึงเต็มไปด้วยสาระ ความรู้
ความสนุกสนาน และยงั มบี ทร้อยกรองทแ่ี ฝงคติธรรมแทรกอยู่โดยตลอด
“คร้ังนี้ข้าพเจ้าให้เกิดกระเหม่นตาซ้าย หัวใจเต้นแรงแลตาก็มืดมัวเป็นลางไม่ดีเสียแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็
จะเล่าเร่อื งจริงถวายอกี เรอื่ งหนึ่ง แลเพราะเหตขุ ้าพเจ้าเบื่อหน่ายการถูกแบกสะพายไปมาเป็นหลายเทีย่ วแล้ว
แม้พระองค์ไม่ทรงเบื่อเปน็ ผู้แบกก็จริง ขา้ พเจ้าจะตั้งปญั หาที่อยากทูลถามสักที ถา้ ทรงตอบได้ พระปัญญาก็
มากยิ่งกวา่ ที่ข้าพเจ้าคิดว่าจะมใี นพระราชาพระองคใ์ ด”
เรอ่ื งย่อ
เมอื่ ๒๐๐๐ กวา่ ปที ่ผี ่านมา ณ เมืองอชุ เชนี (อุชชยินี) มพี ระราชาทรงพระปรีชาสามารถเป็นท่ี
เลือ่ งลือทรงพระนามว่า พระวกิ รมาทิตย์ คร้ังนัน้ มีโยคีตนหน่งึ ช่อื ศานติศีลผกู อาฆาตพระราชบิดาของ
พระวิกรมาทิตย์และประสงค์ท่ีจะเอาชีวิตพระองค์แทน ซึ่งพระวิกรมาทิตย์ทรงพระราชสมภพในวัน เดือน ปี
และฤกษ์เดียวกันกับตนเพื่อเป็นการบูชานางทุรคา โดยทาอุบายปลอมตนเป็นพ่อค้านาทับทิมล้าค่าซ่อนไว้ใน
ผลไม้มาถวายพระวิกรมาทิตย์ทกุ วัน พระวิกรมาทิตยจ์ ึงพระราชทานพระอนุญาตให้พ่อค้าทูลขอสิ่งทีป่ รารถนา
เพื่อเป็นการตอบแทน ศานติศีลจึงเผยตัวว่าตนเองเป็นโยคีและทูลขอให้พระวิกรมาทิตย์ไปจับเวตาลในป่าช้า
เพื่อนามาประกอบพิธอี ยา่ งหน่ึง และตามสัญญาพระวกิ รมาทิตยจ์ ะตอ้ งเสด็จไปกบั พระราชโอรสเทา่ นัน้
เวตาลนั้นสิงอยู่ในซากศพซ่ึงแขวนอยู่ที่ต้นอโศก พระวิกรมาทิตย์ต้องทรงปีนข้ึนไปจับตัวเวตาลให้ได้
แต่เวตาลขอสัญญากับพระวิกรมาทิตย์ว่าจะเล่านิทานเป็นปริศนา หากพระองค์ตรัสตอบเมื่อใด เวตาลจะ
กลับไปยังต้นอโศกทันที เมอ่ื พระวิกรมาทิตย์ทรงสัญญา เวตาลก็เร่ิมเลา่ นิทานโดยอ้างว่าเป็นเร่ืองที่เกดิ ข้ึนจริง
เมื่อเล่าจบเร่อื งก็ถามปัญหา พระวิกรมาทิตยเ์ พลิดเพลินกับนิทานจนเผลอตอบปัญหา เวตาลจึงลอยกลับไปยัง
ตน้ อโศก พระวิกรมาทิตยต์ ้องทรงกลับไปจับตัวเวตาลมาอีก เป็นอย่างนี้จนกระท่ังถึงนิทานเรื่องสดุ ท้ายจงึ ทรง
จับเวตาลและประหารชีวิตโยคี
ก่อนจะออกเดินทางไปพบโยคีศานติศีล เวตาลได้กล่าวกับพระวิกรมาทิตย์ว่า “พระองค์ผู้เป็น
พระราชาจงจาภาษิตโบราณไวว้ ่า ล้ินคนนั้นตัดคอคนเสียมากต่อมากแล้ว... ในเวลาเดินทางนั้น ข้าพเจ้าจะเล่า
นิทานเล่นเพราะปราชญ์ผู้มีความรู้ย่อมใช้เวลาของตนในเร่ืองหนังสือ มิใช่ใช้เวลาในการนอนแลการขี้เกียจ
อย่างคนโง่ ในเวลาเล่านิทานน้ันข้าพเจ้าจะตั้งปัญหาถามพระองค์ และพระองค์ต้องสัญญาข้อน้ีเสียก่อน
ข้าพเจ้าจึงจะยอมไปด้วย คือเมือ่ ขา้ พเจ้าตั้งปัญหา ถ้าพระองค์ตอบจะเป็นดว้ ยกรรมในปางกอ่ นบันดาลให้ตอบ
หรือด้วยแพ้ความฉลาดของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะล่อให้ทรงแสดงความเย่อหยิ่งว่ามี ความรู้ก็ตาม ถ้าตรัส
ตอบปัญหาข้าพเจ้าเมื่อใด ข้าพเจ้าจะกลับไปที่อยู่ของข้าพเจ้า ต่อเมื่อพระองค์ไม่ตอบปัญหาเพราะได้สติ หรือ
ดว้ ยความโง่เขลาของพระองค์ก็ตามข้าพเจ้าจะยอมไปด้วย ข้าพเจ้าขอทูลแนะนาเสียแต่ในบัดน้ีว่า พระองค์จง
สงบความหย่ิงในพระหฤทัยว่าเป็นผู้มีความรู้ เม่ือเกิดมาเป็นคนโง่แล้วก็จงยอมโง่เสียเถิด มิฉะน้ันพระองค์จะ
ไม่ไดป้ ระโยชน์ซึ่งนอกจากข้าพเจ้าแล้วไม่มีใครจะอานวยได้”
เนอื้ เร่อื ง
เวตาล กลา่ วว่า ครัง้ นีข้ า้ พเจา้ ใหเ้ กดิ กระเหมน่ ตาซ้ายหวั ใจเต้นแรง แลตาก็มดื มัวเป็นลางไมด่ เี สยี แล้ว
แต่ขา้ พเจา้ ก็จะเล่าเรอื่ งจริงถวายอีกเรือ่ งหนงึ่ แลเพราะเหตุขา้ พเจา้ เบื่อหนา่ ยการถูกแบกสะพายไปมาเป็น
หลายเทย่ี วแล้ว แมพ้ ระองค์ไมท่ รงเบื่อเป็นผู้แบกก็จรงิ ขา้ พเจ้าจะต้ังปญั หาที่อยากทลู ถามสกั ที ถ้าทรงตอบได้
พระปญั ญาก็มากยิง่ กว่าทขี่ ้าพเจา้ คิดว่าจะมีในพระราชาพระองคใ์ ด
ในโบราณกาลเมืองใหญ่เมืองหนึ่งช่ือกรงุ ธรรมปุระพระราชาทรงนามท้าวมหาพลมีมเหสซี ่งึ แม้มี
พระราชธิดาจาเริญวัยใหญ่แล้วก็ยังเป็นสาวงดาม ถ้าจะเปรียบกับพระราชบุตรีก็คล้ายกับพ่ีน้องยิ่งกว่าแม่กับ
ลูก ที่เป็นเช่นน้ีไม่ใช่เพราะพระราชธิดามีอาการแก่เกินอายุ ที่จริงเป็นด้วยพระราชมารดาเป็นสาวไม่รู้จักแก่
แลความสามารถของพระนางเปน็ เครื่องประหลาดของคนท้ังหลาย
เม่ือท้าวมหาพลจะส้ินบุญน้ัน เกิดศึกขึ้นท่ีกรุงธรรมปุระ ข้าศึกมีกาลังมากแลชานาญการศึกใช้ท้ัง
ทองคาแลเหล็กเป็นอาวุธ คือ ใช้ทองคาซื้อน้าใจนายทหารและไพร่พลของพระราชาให้เอาใจออกห่างจาก
พระองค์ แลใช้เหลก็ เปน็ อาวุธฆา่ ฟนั คนทีซ่ ือ้ นา้ ใจไมไ่ ด้ ขา้ ศกึ ใชท้ องคาบ้างเหลก็ บา้ งเป็นอาวุธดงั นี้ จนในทส่ี ุด
รี้พลของทา้ วมหาพลหรอร่อยยอ่ ยยบั ไป
ท้าวมหาพลเห็นจะรักษาชีวิตพระองค์ไว้ไม่ได้ด้วยวิธีรบ ก็คิดจะรักษาชีวิตด้วยวิธีหนี จึงพาพระมเหสี
แลพระราชธิดาออกจากกรุงไปในเวลาเที่ยงคืนจาเพาะสามพระองค์ พระราชาทรงพานางท้ังสองเล็ดลอดพ้น
แนวทัพข้าศึกไปแล้วกต็ ั้งพระพักตรม์ งุ่ ไปยังเมืองซ่ึงเปน็ เมืองเดมิ ของพระมเหสี
วันรุ่งข้ึน พระราชาทรงนานางทั้งสองเดินไปเวลาสายถึงท้องทุ่งเห็นหมู่บ้านหมู่หนึ่งแต่ไกล ไม่ทรง
ทราบว่าเป็นหมู่บ้านโจรแต่ทรงสงสัยไม่วางพระหฤทัย จึงตรัสให้พระมเหสีแลพระราชธิดาหยุดนั่งกาบังอยู่ใน
แนวไม้ พระองคท์ รงถอื อาวุธเดินตรงเขา้ ไปส่หู มูบ่ า้ นเพ่ือจะหาอาหารเสวยแลสนู่ างทั้งสององค์
ฝา่ ยพวกภลิ ลซ์ ่งึ อยู่ในหมูบ่ ้านนน้ั ประพฤติตวั เปน็ โจรยโู่ ดยปกติ ครั้นเหน็ ชายคนเดยี วแตง่ ตัวด้วยของมี
ค่าเดนิ เข้าไปเช่นน้นั ก็คมุ กนั ออกมาจะเข้าศึกทรัพย์ในพระองค์พระราชาท้าวมหาพลทรงเห็นดังนัน้ ก็ทรง
พระแสงธนูยิงพวกโจรล้มตายลงเป็นอันมาก ฝ่ายนายโจรได้ทราบว่าผู้มีทรัพย์มาฆ่าฟันพวกตนลงไปเป็นอัน
มากดังนั้นก็กระทาสัญญาเรียกพลโจรออกมาท้ังหมดแล้วเข้าลอ้ มรบพระราชา ท้าวมหาพลองคเ์ ดยี วเหลือกาลัง
จะต่อสู้ป้องกันอาวุธพวกโจรได้ก็สิ้นพระชนม์ลงในท่ีนั้น พวกภิลล์ก็ช่วยกันเข้าปลดเปลื้องของมีค่าออกจาก
พระองค์ แล้วพากนั คืนเข้าสู่บ้านแหง่ ตน
ฝ่ายมเหสีและพระราชธิดาทรงแอบอยู่ในแนวไม้เห็นพวกโจรกลมุ้ รุมรบพระราชาก็ตกใจเป็นกาลัง แต่
ไม่รู้จะทาอย่างไรได้ ครั้นเห็นพวกภิลล์ทาลายพระชนม์พระราชาไปแล้ว นางท้ังสองพระองค์สั่งพากันหนีห่าง
ออกไปจากหมู่บ้านโจร ทางจะไปทางไหนหาทราบไม่ ความมุ่งมาดมีอยู่แต่ว่าจะหนีให้พ้นมือภิลล์ซ่ึงเป็นคน
ชาติต่าช้าเท่าน้ัน นางทั้งสองทรงกาลังน้อยแต่อานาจความกลัวพาให้เสด็จไปเป็นทางถึง ๔ โกรศ อ่อนเพลีย
พระกาลงั ทรงดาเนินตอ่ ไปไม่ได้ก็หยดุ น่งั พักอยใู่ ตร้ ่มไม้ริมทาง
เผอิญมีพระราชาอีกพระองค์หนงึ่ ทรงนามท้าวจันทรเสนเสดจ็ ออกยิงสตั ว์ป่ากับพระราชบตุ รจาเพาะ
สองพระองค์ กษตั ริยท์ ้งั สองทรงมา้ ไปตามแนวป่า เห็นรอยเท้าหญงิ สองคนก็ทรงชักมา้ หยุดดู
พระราชบิดาตรัสวา่ “รอยเทา้ คนทาไมมีอย่ใู นป่าแถบนี้”
พระราชบุตรทูลวา่ “รอยเทา้ เหลา่ น้ีเปน็ รอยเท้าหญิงสองคนรอยเท้าชายคงจะโตกวา่ น้ี”
พระราชาตรัสว่า “เจ้าของรอยเหล่าน้ีเป็นหญิงจริงอย่างเจ้าว่า แลน่าประหลาด ท่ีมีหญิงมาเดินอยู่ใน
ปา่ แต่ถ้าจะพูดตามเรื่องในหนังสือหญิงท่ีพระราชาพบในป่ามกั จะงามกว่าหญิงท่ีจะหาได้ในกรุงเหมือนดอกไม้
ป่าที่งามกว่าดอกไม้ในสวน มาเราจะตามนางท้ังสองน้ีไป ถ้าพบนางงามจริงดังว่า เจ้าจงเลือกเอาเป็นเมียคน
หนึง่ ”
พระราชาบุตรทูลตอบว่า “รอยเท้านางทั้งสองน้ีมีขนาดไม่เท่ากัน แม้เท้ามีขนาดย่อมทั้งสองนางก็ยัง
ใหญ่กว่ากันอยู่คนหนึ่ง ข้าพเจ้าจะเลือกนางเท้าเล็กเป็นภริยาข้าพเจ้า เพราะคงจะเป็นสาวน้อยตามขนาดแห่ง
เท้า ส่วนนางเท้าเขอื่ งนนั้ คงจะเป็นสาวใหญ่ ขอพระองค์จงรับไปไวเ้ ป็นราชชายา”
ท้าวจันทรเสนตรสั ว่า “เหตุไฉนเจ้าจึงกล่าวดังน้ี พระราชมารดาของเจ้าส้ินพระชนม์ไปไม่ก่ีวัน เจ้าจะ
อยากมแี ม่เล้ยี งเร็วเทา่ น้เี จยี วหรือ”
พระราชบุตรทูลตอบว่า “ขอพระองค์อย่ารับสั่งเช่นน้ัน เพราะบ้านของผู้เป็นใหญ่ในครอบครัวน้ัน ถ้า
ไม่มีแม่เรือนก็เป็นที่ว่าง อนึ่งพระองค์ย่อมจะทรงทราบ คาถาซึ่งมูลเทวะบัณฑิตแต่งไว้มีความว่าชายผู้ไม่ใช่คน
โง่ ไม่ยอมคืนสู่เรือนซ่ึงไม่มีนางที่รักผู้มีรูปงามคอยรบั รองในขณะท่ีกลับถึงเรือนน้ันแม้เรียกว่าเรือนก็ไม่ใชเ่ รือน
อ่ืน คือ คุกซึ่งไม่มีโซ่เท่านั้นเอง พระองค์ย่อมทรงทราบได้ด้วยพระองค์เองว่า ความสุขแห่งพ่อบ้านซ่ึงอยู่เด่ียว
โดดนนั้ มไี มไ่ ดใ้ นบา้ น แลมีไม่ได้นอกบา้ น เพราะไม่มีหวังว่าจะไดค้ วามสุขเมอื่ กลับมาสู่เรอื นแห่งตน”
ทา้ วจันทรแสนทรงนิง่ ตรองอยูค่ รู่หนึง่ แลว้ ตรสั พระราชบุตรวา่
“ถา้ นางเท้าเข่ืองมลี ักษณะเป็นทพี่ ึงใจ ขา้ กจ็ ะทาตามคาเจา้ วา่ ”
ครั้นกษัตริยท์ ั้งสององค์ทรงกระทาสัญญาแบ่งนางกันดังนี้แลว้ ก็ทรงชักม้าตามรอยเท้านางเข้าไปในป่า
สักครู่หนึ่งเห็นสองนางนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ กษัตริย์สององค์ก็เสด็จลงจากม้าเข้าไปถามนาง ทั้งสองนางก็เล่าเรอ่ื ง
ให้ทราบทุกประการ พระราชากับพระราชบุตรก็เชิญนางท้ังสององค์ขึ้นหลังม้าองค์ละองค์ นางพระบาทเขื่อง
คือพระราชธิดาข้ึนทรงม้ากับท้าวจันทรเสน นางพระบาทเล็กคือพระมเหสีส้ินทรงม้ากับพระราชบุตรส่ีองค์ก็
เสด็จเขา้ กรุง
กล่าวสั้นๆ ท้าวจันทรเสนแลพระราชบุตรก็ทาการวเิ คราะห์ทั้งองพระองค์แต่กลบั คู่กันไป คือพระราช
บิดาทรงวิวาหะกับพระราชบุตรี พระราชบุตรทรงววิ าหะกับพระมเหสี แลเพราะเหตุท่ีคาดขนาดเทา้ ผิดลูกกลับ
เป็นเมียพอ่ แม่กลบั เปน็ เมยี ลกู ลูกกลบั เป็นแม่เล้ยี งของผัวแมต่ ัวเอง แลแม่กลบั เปน็ ลกู สะใภข้ องผวั แห่งลกู ตน
แลต่อมาบตุ รแลธิดากเ็ กิดจากนางทัง้ สอง แลบตุ รแลธดิ าแห่งนางทงั้ สองก็มีบตุ รแลธดิ าตอ่ ๆ กนั ไป
เวตาลเลา่ มาเพียงน้ีก็หยุดอยู่ครู่หน่งึ แล้วกลา่ วต่อไปว่า “บัดนขี้ ้าพเจา้ จะตั้งปัญหาทูลถามพระองค์ว่า
ลูกท้าวจันทรเสนที่เกิดจากธดิ าท้าวมหาพล แลลกู มเหสีท้าวมหาพลทเี่ กิดกับพระราชบุตรท้าวจันทรเสนนั้นจะ
นับญาติกันอย่างไร” พระวิกรมาทิตย์ได้ทรงฟังปัญหาเวตาลก็ทรงตรึกตรองเอาเรื่องพ่อกับลูก แม่กับลูก แลพี่
กบั นอ้ งมาปนกนั ยงุ่ แลมิหนาซ้ามเี รื่องแม่เลยี้ งกบั แม่ตัวแลลกู สะใภก้ ับลูกตัวเองอกี เลา่
พระราชาทรงตีปัญหายังไม่แตก พอทรงนึกข้ึนได้วา่ การพาเวตาลไปส่งใหแ้ ก่โยคนี ั้น จะสาเร็จได้กด็ ้วย
ไม่ทรงตอบปัญหา จึงเปน็ อนั ทรงนงิ่ เพราะจาเปน็ แลเพราะสะดวก กร็ ีบสาวกา้ วทรงดาเนินเรว็ ข้ึน
ครั้นเวตาลทูลเย้าให้ตอบปัญหาดว้ ยวธิ ีกล่าววา่ โง่ จะรบั ส่งั อะไรไม่ไดก้ ็ทรงกระแอม เวตาลทูลถามว่า
“รับสั่งตอบปัญหาแล้วไมใ่ ช่หรอื ”
พระราชาไม่ทรงตอบวา่ กระไร เวตาลกน็ งิ่ อยู่ครู่หนงึ่ แล้วทลู ถามวา่ “บางทพี ระองค์จะโปรดฟงั เร่ือง
ส้นั ๆ อกี สกั เรื่องหนึง่ กระมัง” ครัง้ นี้แมแ้ ตก่ ระแอม พระวกิ รมาทิตยก์ ็ไม่ทรงกระแอม เวตาลจงึ กลา่ วอกี คร้ัง
หนึง่ ว่า
“เมื่อพระองค์ทรงจนปญั ญาถึงเพียงน้ีแล้ว บางทีพระราชบุตรซง่ึ ทรงปัญญาเฉลยี วฉลาดจะทรง
แกป้ ัญหาได้บ้างกระมัง” แต่พระธรรมธวชั พระราชบตุ รนง่ิ สนทิ ทีเดยี ว
ใบงานเรื่อง เล่าขานนิทานเวตาล
๑.ให้นกั เรียนเขยี นเรือ่ งย่อนทิ านเวตาล ใหเ้ ป็นสานวนภาษาของตนเอง (๕ คะแนน)
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................................ ......
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................................................. ................
................................................................................................................... ...........................................................
.................................................................................. ............................................................................................
................................................................................................................................................... ...........................
๒. ถา้ นักเรยี นสามารถแกไ้ ขปมปัญหาของเรื่องน้ี นกั เรียนจะแกไ้ ขเนื้อเรอ่ื งอยา่ งไรและเนื้อเรือ่ งในตอนจบ
จะเป็นเชน่ ใด (๕ คะแนน)
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................................... ...........
บันทึกผลหลงั การเรยี นรู้
ผลการจดั การเรยี นรู้ตามตวั ชี้วดั / ผลการเรยี นรู้
- นักเรยี นสามารกบอกผู้แตง่ และบอกความเปน็ มาของเรื่องนิทานเวตาลได้
- นกั เรยี นสามารถเลา่ นทิ านเวตาลเรอื่ งที่ ๑๐ ได้
- นกั เรยี นสามารถวเิ คราะหป์ ญั หาจากเรื่องและบอกแนวทางแกป้ ัญหาจากเรื่องที่อ่านได้
- นกั เรยี นเห็นคณุ ค่าของวรรณคดีไทย
สมรรถนะในการเรยี นแตล่ ะด้าน
- นักเรียนไดใ้ ชค้ วามสามารถดา้ นการสอ่ื สาร และการคิดในการทากิจกรรมท่ีได้รบั มอบหมาย
- นักเรียนได้ใช้ความสามารถด้านการใช้ทักษะชวี ติ และความสามารถในการแก้ปัญหาในการแกป้ ัญหา
ทีเ่ กิดขึ้นระหวา่ งทากิจกรรม
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงคแ์ ต่ละดา้ น
. - นกั เรียนมีความมุ่งมนุ่ ในการทางานท่ีไดร้ บั มอบหมาย มีความใฝร่ ้ใู ฝเ่ รยี นและรบั ผดิ ชอบตอ่ งานที่
ไดร้ บั มอบหมายอยา่ งเต็มความสามารถ
ปญั หา / อปุ สรรค
-
ขอ้ เสนอแนะ / แนวทางการแก้ปัญหา
-
ข้อคน้ พบ
-
ลงช่อื …………… …………………..ผู้สอน
(นางสาวเฌอณัฏฐ์ชา หลมิ พลอย)
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑๙
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย วชิ าภาษาไทย (ท๓๑๑๐๑) ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ ๔
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ๒ ภาคเรยี นที่ ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕
เรอื่ ง นทิ านเวตาล เวลา ๑ ชว่ั โมง ผสู้ อน ครเู ฌอณฏั ฐ์ชา หลิมพลอย
___________________________________________________________________________
๑. สาระท่ี ๑ การอา่ น
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนาไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการ
ดาเนนิ ชวี ิต และมนี ิสัยรกั การอา่ น
ตัวช้ีวดั
ท ๑.๑ ม. ๔-๖/๑ วเิ คราะห์และวจิ ารณ์เรอื่ งที่อา่ นในทุก ๆ ดา้ นอย่างมเี หตุผล
สาระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดี และวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคณุ ค่า
และนามาประยุกต์ใช้ในชวี ติ จริง
ตัวชี้วดั
ท ๕.๑ ม. ๔-๖/๑ วเิ คราะห์และวจิ ารณว์ รรณคดแี ละวรรณกรรมตามหลกั วจิ ารณ์เบ้ืองตน้
ท ๕.๑ ม. ๔-๖/๔ สงั เคราะหข์ อ้ คดิ จากวรรณคดแี ละวรรณกรรมเพอื่ นาไปประยุกตใ์ ช้ในชีวิตจริง
๒. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
๒.๑ นักเรยี นบอกหลกั การวิเคราะหค์ ณุ ค่าวรรณคดไี ด้ (K)
๒.๒ นักเรียนบอกข้อคดิ ท่ไี ด้รบั จากนิทานเวตาลได้ (P)
๒.๓ นกั เรยี นบอกคณุ ค่าท่ีได้รบั จากนทิ านเวตาลได้ (P)
๒.๔ นกั เรยี นเห็นคุณคา่ ของวรรณคดไี ทย (A)
๓. สาระสาคญั
นิทานเวตาล (สันสกฤต:वेतालपञ्चववशंि तत เวตาลปัญจวิงศติ แปลว่า นิทาน ๒๕ เร่ืองของ
เวตาล) เป็นวรรณกรรมสันสกฤตโบราณ แต่งโดยศิวทาส มีอายุมากว่า ๒๕๐๐ ปี โครงเรื่องหลักของนิทาน
เรอื่ งนี้เป็นเรื่องการโต้ตอบปัญหาระหว่าง พระวิกรมาทิตย์กษัตริยแ์ ห่งกรุงอุชชิยนี กับเวตาล ปีศาจที่มีร่างกาย
ก่งึ มนษุ ย์กับค้างคาว ซึง่ จะนาเข้าไปสูน่ ิทานย่อยต่างๆ ท่ีแทรกอยู่ในเรือ่ งน้ีรวม ๒๕ เร่ือง ซง่ึ พระราชวรวงศ์เธอ
กรมหมนื่ พทิ ยาลงกรณ (น.ม.ส.) ได้นาสานวนภาษาอังกฤษมาแปลเปน็ ภาษาไทย ๑๐ เร่ือง เมื่อได้ศกึ ษานิทาน
เวตาลจะชว่ ยใหน้ กั เรยี นสามารถนา แง่คดิ คตธิ รรม ไปปรบั ใช้ในชวี ิตประจาวันได้อย่างดี
๔. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
๔.๑ ความสามารถในการสอ่ื สาร
๔.๒ ความสามารถในการคิด
๔.๓ ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ
๕. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
๕.๑ ซ่ือสัตย์สุจรติ
๕.๒ มีวนิ ยั
๕.๓ ใฝเ่ รยี นรู้
๕.๔ มงุ่ มนั่ ในการทางาน
๖. สาระการเรียนรู้
๖.๑ ความรู้
- นิทานเวตาล
๖.๒ ทักษะ/กระบวนการ
- กระบวนการคิดวิเคราะห์
- ทักษะการอ่าน
- กระบวนการกลุ่ม
๗. ชิน้ งาน/ภาระงาน
- ใบงาน “วิเคราะหค์ ณุ ค่า นิทานเวตาล”
๘. กจิ กรรมการเรียนรู้ (กลวิธี ม้าหมุน ( Carousel ))
ขัน้ นา
๑. ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนเนื้อเรื่องของนิทานเวตาลเรื่องที่ ๑๐ ที่ได้เรียนไปในคร้ังที่แล้วโดย
ครูใช้คาถามกระต้นุ ความคดิ คอื
- ตวั ละครในเรอื่ งเวตาลมใี ครบา้ ง
- นทิ านเรอ่ื งที่ ๑๐ ท่ีเวตาลเล่ามีเรอ่ื งราวเป็นอยา่ งไร
- ตอนจบของนทิ านเวตาลเรื่องท่ี ๑๐ เป็นอย่างไร
ขั้นสอน
๒. นักเรียนแบ่งกลุ่ม ๔ กลุ่ม จากนั้นทากิจกรรม “ม้าหมุน ลุ้นคาถาม”โดยครูมอบหมายให้นักเรยี น
จากน้ันแจกกระดาษให้นกั เรียนแต่ละกลุ่ม โดยกระดาษแต่ละใบจะมีคาถาม ๑ คาถาม คอื
- หากนักเรียนเป็นข้าศกึ จะใชว้ ธิ ีใดในการตีเมอื ง
- ทาไมในการจบั เวตาลถงึ หา้ มพูดหรือส่งเสยี ง
- หากนักเรียนเปน็ พระวกิ รณ์มาทติ นักเรียนจะใช้วธิ ีใดจับเวตาล
- การท่ีเวตาลจะกลับไปยงั ตน้ อโศกเมอื่ พระวิกามาทิตย์พูด แสดงถึงสิ่งใด
๓. เมอื่ นักเรยี นแต่ละกลุ่มตอบคาถามแล้ว จะเดินไปยงั กลมุ่ ถัดไป เพือ่ ตอบคาถามขอ้ ตอ่ มา
๔. เม่ือนักเรียนทุกกลุ่มตอบคาถามในกระดาษแต่ละแผ่นวนกันไปจนครบและกลับมาประจาคาถาม
ข้อแรกแลว้ ครจู ะให้นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มสรุปประเดน็ คาตอบและนาเสนอต่อชัน้ เรียน
๕. ครแู ละนักเรียนร่วมกันอภิปรายและเพ่มิ เตมิ เนือ้ หาจากสงิ่ ท่ีแต่ละกลุม่ ออกมารายงาน
๖. ครูแจกใบงาน “วิเคราะห์คุณค่า นิทานเวตาล” ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันค้นหาคาตอบ และ
บนั ทกึ ลงในใบงาน
ขน้ั สรปุ
๗.นักเรียนและครรู ่วมกันสรปุ บทเรียนโดยครูตง้ั คาถามและสุม่ นกั เรียนตอบคาถาม
๙. ส่อื อปุ กรณแ์ ละแหล่งการเรียนรู้
๙.๑ หนงั สอื เรียนวรรณคดีและวรรณกรรม
๙.๒ กิจกรรม “ม้าหมนุ ลุ้นคาถาม”
๙.๓ ใบงาน “วิเคราะห์คุณคา่ นทิ านเวตาล”
๑๐. การวดั และการประเมนิ ผล
รายการวัดและ วธิ วี ัดและประเมนิ ผล เครอ่ื งมือวดั และ เกณฑก์ ารวัดและ
ประเมินผล ประเมินผล
ประเมินผล
ด้านความรู้ ผ่านเกณฑ์การประเมนิ
สงั เกตจากการตอบคาถาม แบบประเมนิ การตอบ ระดบั ดี
ของนักเรียน คาถามของนักเรยี น
ด้านทกั ษะกระบวนการ ประเมินใบงาน “วเิ คราะห์ แบบประเมนิ ใบงาน ผา่ นเกณฑ์การประเมิน
ด้านเจตคติ ระดบั ดี
คณุ ค่า นิทานเวตาล” “วเิ คราะห์คุณค่า นิทาน
ผ่านเกณฑ์การประเมนิ
เวตาล” ระดับดี
สังเกตการปฏบิ ตั ิงานของ แบบสงั เกตพฤติกรรม
นักเรยี น การเรียน
แบบการประเมนิ สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น
รายบุคคล
ช่อื ..................................................นามสกุล.................................................ช้ัน...............เลขที่...............
คาช้ีแจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน และขีด ลงในช่องที่ตรงกบั คะแนน
ระดับคุณภาพ
สมรรถนะดา้ น รายการประเมนิ ดมี าก ดี พอใช้ ปรบั ปรงุ
(๔) (๓) (๒) (๑)
๑. ความสามารถ ๑.๑ มคี วามสามารถในการรับ-สง่ สาร
ในการส่อื สาร ๑.๒ มคี วามสามารถในการถ่ายทอดความรู้
ความคิด ความเขา้ ใจ โดยใช้ภาษาอยา่ งเหมาะสม
๑.๓ ใชว้ ธิ ีการสื่อสารทเ่ี หมาะสม มีประสิทธิภาพ
๑.๔ เจรจาตอ่ รองเพ่ือขจดั และลดปญั หาความ
ขัดแย้งต่าง ๆ ได้
๑.๕ เลอื กรบั และไมร่ บั ข้อมลู ข่าวสารด้วยเหตุผล
และถูกตอ้ ง
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ............
๒. ความสามารถ ๒.๑ มคี วามสามารถในการคิดวิเคราะห์
ในการคิด สงั เคราะห์
๒.๒ มีทักษะในการคิดนอกกรอบอยา่ งสร้างสรรค์
๒.๓ สามารถคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ
๒.๔ มีความสามารถในการสรา้ งองค์ความรู้
๒.๕ ตดั สนิ ใจแกป้ ญั หาเก่ยี วกับตนเองได้อยา่ ง
เหมาะสม
สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดบั ............
๓. ความสามารถ ๓.๑ เรยี นร้ดู ว้ ยตนเองไดเ้ หมาะสมตามวัย
ในการใช้ทักษะ ๓.๒ สามารถทางานกลุ่มรว่ มกับผู้อนื่ ได้
ชวี ิต ๓.๓ นาความร้ทู ่ีไดไ้ ปใช้ประโยชน์ใน
ชวี ติ ประจาวนั
๓.๔ จดั การปัญหาและความขัดแย้งได้เหมาะสม
๓.๕ หลกี เล่ียงพฤตกิ รรมไม่พงึ ประสงค์ทส่ี ่งผล
กระทบต่อตนเอง
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ............
แบบประเมิน คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ๘ ประการ
ชอ่ื -สกลุ นักเรยี น.....................................................................ห้อง..............................เลขที่…….
คาชแ้ี จง : ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แลว้ ขีด ลงใน
ช่องวา่ งทีต่ รงกบั ระดบั คะแนน
คุณลกั ษณะ รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
อันพึงประสงคด์ า้ น ๓๒๑
๑. ซื่อสตั ย์ สุจริต ๑.๑ ให้ขอ้ มูลที่ถูกตอ้ ง และเปน็ จริง
๑.๒ ปฏิบัตใิ นสง่ิ ท่ถี ูกต้อง ละอาย และเกรงกลวั ท่ีจะทาความผิด
๒. มีวินัย ทาตาม สัญญาทตี่ นให้ไวก้ ับพ่อแมห่ รอื ผูป้ กครอง และครู
รบั ผิดชอบ ๑.๓ ปฏิบัตติ นต่อผู้อ่นื ดว้ ยความซื่อตรง และเปน็ แบบอย่างท่ดี ีแก่
๓. ใฝเ่ รยี นรู้ เพ่อื นด้านความซอ่ื สัตย์
๒.๑ ปฏิบัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ข้อบังคบั ของ
๔. มุง่ มั่นในการ ครอบครัวและ
ทางาน โรงเรยี น มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบตั ิกิจกรรมต่างๆ ใน
ชวี ิตประจาวนั มีความรบั ผิดชอบ
๓.๑ ตัง้ ใจเรยี น
๓.๒ เอาใจใสใ่ นการเรียน และมคี วามเพยี รพยายามในการเรียน
๓.๓ เข้ารว่ มกจิ กรรมการเรียนรู้ตา่ งๆ
๓.๔ ศกึ ษาค้นควา้ หาความรจู้ ากหนังสือ เอกสาร สิ่งพมิ พ์ สอ่ื
เทคโนโลยตี ่างๆ แหล่งการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
และเลอื กใชส้ อ่ื ได้อย่างเหมาะสม
๓.๕ บันทกึ ความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสิง่ ทเี่ รยี นรู้ สรุปเปน็
องค์ความรู้
๓.๖ แลกเปลยี่ นความรู้ ด้วยวธิ ีการต่างๆ และนาไปใช้ใน
ชีวติ ประจาวนั
๔.๑ มีความตง้ั ใจและพยายามในการทางานท่ีได้รบั มอบหมาย
๔.๒ มคี วามอดทนและไม่ท้อแทต้ อ่ อุปสรรคเพอื่ ให้งานสาเร็จ
ลงชือ่ ...................................................ผ้ปู ระเมิน
............../.................../................
แบบประเมนิ การตอบคาถาม
คาช้ีแจง ทาเครอื่ งหมาย ลงในช่องระดับคะแนนพฤติกรรมที่นักเรยี นปฏบิ ัตดิ ังนี้
ระดับ ๓ หมายถึง แสดงพฤติกรรมให้เห็นมาก
ระดบั ๒ หมายถงึ แสดงพฤติกรรมให้เหน็ ปานกลาง
ระดับ ๑ หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมให้เห็นนอ้ ย
ลาดับ พฤตกิ รรม/ การ
ที่ ระดับคะแนน สนใจและตั้งใจ ตอบคาถามได้ ตอบคาถาม รวม ประ
ฟังคาถาม ตรงประเด็น อย่างสม่าเสมอ คะ
แนน เมิน หมายเหตุ
๓๒๑ ๓๒๑
ผล
ช่อื -สกุล ๓๒๑ ผา่ น ไม่
ผา่ น
เกณฑ์การประเมนิ ดมี าก
คะแนน รวม ๘ - ๙ = ดี
คะแนน รวม ๖ - ๗ = พอใช้
คะแนน รวม ๓ - ๕ =
เกณฑก์ ารผ่าน
คะแนนอย่ใู นระดบั ดขี ึน้ ไป ถือวา่ ผ่านเกณฑ์
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการมสี ่วนร่วมในช้ันเรยี น
คาช้ีแจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในช้ันเรียน สร้างขึ้นเพื่อให้ครูผู้สอนประเมินพฤติกรรม
นักเรียนเปน็ รายบุคคล โดยทาเครอื่ งหมาย / ในชอ่ งใหค้ ะแนนที่เหน็ สมควรตามความเปน็ จรงิ
พฤติกรรมและระดับคะแนน
เลขท่ี พฤตกิ รรม ความตรงต่อ ม่งุ ม่ันในการ ความสนใจ การมสี ่วน รวม
รายช่อื นักเรยี น เวลาและความ ทางาน กระตอื รอื ร้น รว่ มใน
พร้อมในการ ในการเรียน การทางาน
เรยี น กลมุ่
๓ ๒ ๑ ๓ ๒ ๑ ๓ ๒๑๓๒๑
ข้อสังเกตเพ่ิมเติม
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
ลงชื่อ................................................ ผ้ปู ระเมิน
(................................................)
.........../............/..........
เกณฑ์การประเมนิ
๓ = ดีมาก ๒ = ปานกลาง ๑ = พอใชห้ รอื ควรปรับปรุง
เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมการมีสว่ นร่วมในชนั้ เรียน
คาชแ้ี จง : เกณฑ์การประเมนิ นส้ี ร้างขึ้นเพื่อใชเ้ ปน็ เกณฑ์ในการให้คะแนนโดยครู ตามรายการประเมินพร้อม
ท้งั เกณฑก์ ารให้คะแนนในแต่ละหวั ข้อท่ีตรงกบั พฤติกรรมของนักเรียนตามความเป็นจรงิ และครูจะประเมนิ ลง
ในแบบสงั เกตพฤตกิ รรมการมีส่วนร่วมในชั้นเรยี น
รายการประเมิน เกณฑ์การประเมนิ
๓ (ดีมาก) ๒ (ปานกลาง) ๑ (พอใช้หรือปรับปรุง)
๑. ความตรงต่อ มีคุณสมบัตดิ งั ต่อไปนี้ มีคณุ สมบัตดิ งั ตอ่ ไปน้ี มคี ุณสมบัตดิ งั ตอ่ ไปน้ี
เวลาและความ ๑. เขา้ เรียนตรงเวลา ๒ ประการ ๑ ประการ
พรอ้ มในการเรยี น ๒. อุปกรณก์ ารเรยี นครบตามท่ี ๑. เขา้ เรยี นตรงเวลา ๑. เขา้ เรียนตรงเวลา
ครกู าหนด
๒. อุปกรณ์การเรยี นครบตามทีค่ รู ๒. อุปกรณ์การเรยี นครบตามทค่ี รู
๓. ปฏิบัตติ ามขอ้ ตกลงใน กาหนด กาหนด
การเรยี นไดด้ ี ๓. ปฏิบตั ติ ามขอ้ ตกลงในการเรียนไดด้ ี ๓. ปฏิบัตติ ามขอ้ ตกลงในการเรยี นได้ดี
๒. มงุ่ ม่นั ในการ มคี ณุ สมบัตดิ ังต่อไปน้ี มีคุณสมบัตดิ ังตอ่ ไปนี้ มคี ณุ สมบตั ดิ งั ตอ่ ไปน้ี
ทางาน ๑. ทางานดว้ ยความตงั้ ใจ ๒ ประการ ๑ ประการ
๒. ซกั ถามแสดงความคดิ เหน็
๑. ทางานด้วยความต้งั ใจ ๑. ทางานดว้ ยความต้งั ใจ
๓. ปฏิบตั ิงานทไี่ ดร้ ับมอบหมาย ๒. ซักถามแสดงความคดิ เหน็ ๒. ซกั ถามแสดงความคดิ เหน็
จนสาเรจ็ ๓. ปฏิบัติงานทไี่ ด้รบั มอบหมายจน ๓. ปฏบิ ตั ิงานทไ่ี ด้รับมอบหมายจน
สาเรจ็ สาเรจ็
๓. ความสนใจ มีคณุ สมบัตดิ ังตอ่ ไปนี้ มีคุณสมบัตดิ งั ตอ่ ไปนี้ มีคุณสมบตั ดิ งั ต่อไปนี้
ความ ๑. ปฏบิ ตั งิ านตามท่ีครสู ง่ั ๒ ประการ ๑ ประการ
กระตือรอื รน้ ใน ๒. จดบนั ทกึ และตงั้ ใจฟังครู
การเรียน สอน ๑. ปฏิบัตงิ านตามท่คี รูสั่ง ๑. ปฏบิ ัติงานตามทีค่ รสู ั่ง
๓.กระตอื รอื ร้นทางานทกุ คร้ังที่
๒. จดบนั ทึก และตงั้ ใจฟงั ครสู อน ๒. จดบนั ทกึ และต้งั ใจฟังครูสอน
๓.กระตอื รือร้นทางานทกุ คร้ังทไ่ี ดร้ ับ ๓.กระตอื รือร้นทางานทุกคร้ังที่ไดร้ ับ
ไดร้ บั มอบหมาย มอบหมาย มอบหมาย
๔. การมีส่วนร่วม มีคุณสมบตั ดิ ังต่อไปนี้ มีคณุ สมบตั ดิ ังตอ่ ไปน้ี มคี ณุ สมบัตดิ ังตอ่ ไปนี้
ในการทางานกลุม่ ๑. สมาชิกทุกคนมสี ่วนรว่ มใน ๒ ประการ ๑ ประการ
การทางานกล่มุ ๑. สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการ ๑. สมาชกิ ทกุ คนมีส่วนร่วมในการ
๒. ยอมรบั ฟังความคิดเหน็ ของ ทางานกลุ่ม ทางานกลุ่ม
ผู้อ่นื และแสดงความคดิ เห็น ๒. ยอมรับฟังความคิดเหน็ ของผูอ้ ่นื ๒. ยอมรบั ฟังความคิดเหน็ ของผ้อู ่ืน และ
อยา่ งเหมาะสม และแสดงความคดิ เห็นอย่างเหมาะสม แสดงความคดิ เห็นอยา่ งเหมาะสม
๓. ปฏบิ ตั งิ านทไี่ ด้รบั มอบหมาย ๓. ปฏบิ ัติงานทไี่ ดร้ ับมอบหมายอยา่ ง ๓. ปฏบิ ัตงิ านทไ่ี ด้รบั มอบหมายอย่าง
อย่างเต็มความสามารถ เต็มความสามารถ เตม็ ความสามารถ
ระดับคณุ ภาพ/การวัดประเมินผล
คะแนนรวม ๑๐-๑๒ หมายถงึ นักเรียนมีคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ ดี
คะแนนรวม ๗-๙ หมายถึง นักเรียนมีคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ ปานกลาง
คะแนนรวม ๔-๖ หมายถงึ นกั เรียนมีคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ควรปรับปรงุ
เกณฑ์การผา่ น
มีคะแนนอยู่ท่ี ๗ คะแนน หรืออยู่ในระดับปานกลางขึ้นไป จงึ ถือวา่ ผ่านเกณฑ์
รายละเอียดเนื้อหาสาระ/ความรูเ้ พมิ่ เตมิ
นิทานเวตาล
คณุ ค่าดา้ นเนื้อหาและข้อคิด
ขอ้ คิด
๑. ความอดทนอดกลัน้
ความอดทนเปน็ คาสอนในทุกศาสนา ดังนั้นเม่อื ไม่ตอบปัญหาในเรื่องท่ี ๑๐ เวตาลจึงกลา่ วชมวา่ ทรง
ต้ังพระราชหฤทยั ดนี ัก พระปัญญาราวกับเทวดาและมนุษย์อ่นื ท่ีมปี ัญญา จะหามนษุ ย์เสมอมิได้
๒. ความเพียรพยายาม
เวตาลมกั ยั่วยุใหพ้ ระวกิ รมาทิตย์แสดงความคดิ เห็นออกมา ทาให้พระองค์ต้องกลับไปปนี ต้นอโศก
เพ่อื จบั เวตาลใสย่ ่ามกลายครั้ง
๓. การใช้สติปัญญา
การแกป้ ัญหาต่างๆ จาเป็นตอ้ งใชส้ ติและปญั ญาควบคกู่ ันไป จากนิทานเวตาลเรอื่ งนี้ช้ใี ห้เห็นว่าการ
ใช้ปัญญาของพระวกิ รมาทติ ย์อยา่ งเดยี วนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาและเอาชนะเวตาลได้ แต่พระองค์ต้องใช้สติ
ประกอบกบั ปัญญาควบคู่กนั ไปจงึ เอาชนะเวตาลได้
๔. ความมสี ติ
ความเปน็ ผมู้ ที ฐิ ิมานะ ไมย่ อมในส่งิ ที่ไม่พอใจ บางครัง้ อาจสง่ ผลเสยี ต่อผูน้ ้นั เอง ดงั น้ัน การพยายาม
ยบั ยั้งช่ังใจ ไม่พูดมากปากไวจนเกนิ ไป จงึ เป็นสง่ิ ทจ่ี าเปน็ มากเพราะเมื่อใด เราคดิ ก่อนพูด ไมใ่ ชพ่ ูดแล้วคดิ
เมอื่ นน้ั เรากม็ สี ติ สติเป็นสง่ิ ที่สาคญั เพราะเปน็ พืน้ ฐานของสมาธแิ ละปัญญา ถ้าไม่มีสติ สง่ิ ต่างๆท่ีเราทาไปหรือ
ตดั สินใจไปโดยไร้สติอาจส่งผลร้ายเกนิ กวา่ จะประเมนิ ได้
๕. การเอาชนะขา้ ศกึ ศัตรู
ในการทาสงครามนั้นผูท้ ีม่ คี วามชานาญ มเี ลห่ ์เหล่ียมในกลศึกมากกวา่ ย่อมไดช้ ยั ชนะ
๖. ข้อคดิ เตือนใจ
เครื่องประดับเปน็ ส่ิงทีท่ าให้ไดร้ ับอนั ตรายจากโจรผ้รู ้าย แมจ้ ะเป็นชายทม่ี ฝี ีมือเชน่ ทา้ วมหาพลก็
ตาม เม่ือตกอยู่ในหมูโ่ จรเพียงคนเดยี ว ยอ่ มเสียทีได้
ความรู้
การอา่ นนทิ านเวตาลทาให้ได้รู้ถงึ วัฒนธรรมและค่านิยมของชาวอนิ เดียในยุคโบราณ เชน่ ค่านิยมท่ี
ชายจะมภี รรยาไดห้ ลายคนโดยเฉพาะชายสูงศักด์ิ เพราะถือว่าเรือนที่อบอุน่ จะต้องมแี ม่เรือน
คณุ ค่าดา้ นวรรณศิลป์
คุณคา่ ด้านภาษา น.ม.ส. ทรงแปลนิทานเวตาลจากตน้ ฉบับภาษาองั กฤษโดยใชส้ านวนภาษาของ
ตนเอง ซึ่งมีลกั ษณะดังนี้
๑. การใชภ้ าษาทอ่ี ่านง่าย กระชับ เปน็ การเลือกใชถ้ ้อยคาท่ีมคี วามหมายชัดเจน โดยไม่มคี าศัพท์ที่
ตอ้ งแบง่ หรือตคี วาม เชน่
“สองนางพระองค์ส่ันพากนั หนหี ่างออกไปจากหมบู่ ้านโจร ทางจะไปทางไหนหาทราบไม่ ความม่งุ มาด
มีอยู่แตว่ า่ จะหนใี ห้พ้นมือพวกภลิ ลซ์ ่ึงเปน็ คนชาติตา่ ช้าเท่าน้ัน”
“ครน้ั กษัตริย์ทง้ั สองพระองค์ทรงกระทาสัญญาแบ่งนางกันดงั น้ีแลว้ กท็ รงชกั มา้ ตามรอยเทา้ นางเข้า
ไปในป่า สักครหู่ น่งึ เหน็ สองนางนัง่ พักอยใู่ ต้รม่ ไม้ กษัตรยิ ส์ ององคก์ ็เสด็จลงจากมา้ เขา้ ไปถามนางทัง้ สององคก์ ็
เล่าเร่อื งให้ทรงทราบทุกประการ”
๒. การสร้างอารมณ์ขนั เปน็ ลักษณะเด่นของนิทานเวตาล ซึ่งทาให้นา่ สนใจและชวนอ่าน ส่วนใหญ่
เปน็ คาพดู ของเวตาลที่ต้องการยัว่ พระวกิ รมาทิตย์ เช่น
“ครั้งน้ีข้าพเจา้ ให้เกิดกระเหม่นตาซา้ ยหัวใจเตน้ แรง แลตากม็ ดื มัวเปน็ ลางไม่ดีเสยี แลว้ แต่ข้าพเจา้ ก็
จะเลา่ เรอื่ งจริงถวายอีกเรอื่ งหน่ึงแลเพราะเหตขุ า้ พเจา้ เบ่ือหนา่ ยการถูกแบกสะพายไปมาเป็นหลายเทย่ี วแล้ว
แม้พระองคไ์ ม่ทรงเบื่อเปน็ ผแู้ บกกจ็ ริง ขา้ พเจา้ จะตัง้ ปัญหาทอ่ี ยากทลู ถามสกั ที ถา้ ทรงตอบได้พระปัญญาก็
มากยงิ่ กวา่ ทขี่ ้าพเจ้าคิดว่าจะมีในพระราชาพระองคใ์ ด
“คร้ังนแี้ ม้แต่กระแอม พระวิกรมาทติ ย์กไ็ ม่ทรงกระแอม เวตาลจึงกล่าวอกี ครั้งหน่ึงว่า “เมื่อพระองค์
ทรงจนปญั ญาถึงเพียงนแ้ี ล้ว บางทีพระราชบตุ รซึ่งทรงปัญญาเฉลยี วฉลาดจะทรงแกป้ ัญหาได้บ้างกระมัง” แต่
พระธรรมธวชั พระราชบตุ รนง่ิ สนิททีเดียว”
๓. การใช้ประโยคสมดลุ กนั คือวางข้อความซ้าและขนานความกันไป เช่น
“ทา้ วมหาพลเห็นจะรักษาชวี ติ พระองค์ไวไ้ มไ่ ด้ดว้ ยวิธรี บ ก็คดิ จะรกั ษาดว้ ยวิธีหนี”
“ขา้ ศึกมีกาลงั มากแลชานาญการศกึ ใช้ทัง้ ทองคาแลเหลก็ เป็นอาวธุ คอื ใชท้ องคาซ้ือน้าใจนายทหาร
และไพรพ่ ลของพระราชาให้เอาใจออกหา่ งจากพระองค์ แลใช้เหลก็ เปน็ อาวธุ ฆา่ ฟันคนท่ีซ้ือน้าใจไม่ได้”
๔ .การใช้คาซอ้ น มีดังน้ี
“จนในท่ีสุดรีพ้ ลของทา้ วมหาพลหรอรอ่ ย ย่อยยับไป”
“พวกโจรเข้ากลุม้ รุมรบพระราชา”
“ความม่งุ มาดมีอยูแ่ ตว่ ่าจะหนใี หพ้ น้ มือพวกภลิ ล์ซ่งึ เปน็ คนชาติตา่ ช้าเท่านัน้
คุณค่าด้านสงั คม วัฒนธรรม
นิทานเร่ืองน้ีแสดงให้เห็นวัฒนธรรมเร่ืองการนับญาติซ่ึงเป็นปมปัญหาที่เวตาลนามาถามพระวิกรมา
ทิตย์ แต่การนับญาติในนิทานเรอื่ งนี้เกดิ จากการสลับคู่ผดิ ไปจากระเบยี บแบบแผนที่ปฏิบัติกนั ในสงั คม อย่างไร
ก็ดี การนับญาติที่เป็นปัญหานี้กลับเป็นปริศนาท่ีชวนให้ขบคิด และไม่น่าจะมีคาตอบที่แน่ชัด ดังจะเห็นได้ว่า
การที่พระวิกรมาทิตย์ไม่ทรงตอบเวตาลเพราะทรงตีปัญหาไมไ่ ด้ อีกทั้งเวตาลเองก็ดูเหมอื นจะต้ังใจถามคาถาม
ที่ไม่มีคาตอบน้ีดังปรากฏตั้งแต่ตอนต้นเรื่องว่า “คร้ังน้ีข้าพเจ้าให้เกิดกระเหม่นตาซ้ายหัวใจเต้นแรงแลตาก็มืด
มัวเป็นลางไม่ดีเสียแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็จะเล่าเร่ืองจริงถวายอีกเรื่องหน่ึง แลเพราะเหตุข้าพเจ้าเบื่อหน่ายการถูก
แบกสะพายไปมา เป็นหลายเท่ียวแล้ว แม้พระองค์ไม่ทรงเบื่อเป็นผู้แบกก็จริง ข้าพเจ้าจะต้ังปัญหาที่ยาก ทูล
ถามสักที ถา้ ทรงตอบได้ พระปัญญากม็ ากย่ิงกว่าทขี่ ้าพเจา้ คดิ ว่าจะมใี นพระราชาพระองค์ใด”
ใบงาน “วเิ คราะหค์ ณุ ค่า นิทานเวตาล”
คาช้แี จง จงวิเคราะห์คณุ คา่ จากนทิ านเวตาลให้ถูกตอ้ ง
คุณค่าด้านเนื้อหา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
ข้อคดิ ทไ่ี ด้จากเร่ือง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
คุณค่าด้านวรรณศิลป์
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
คุณค่าด้านสังคมและวฒั นธรรม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
บันทึกผลหลังการเรียนรู้
ผลการจดั การเรยี นรู้ตามตัวช้ีวัด / ผลการเรยี นรู้
- นักเรียนสามารกบอกหลกั การวิเคราะห์คณุ คา่ วรรณคดีและวิเคราะหค์ ุณคา่ จากเร่ืองเวตาลได้
- นกั เรียนบอกขอ้ คดิ ท่ีได้รับจากนิทานเวตาลได้
- นกั เรยี นบอกคณุ ค่าท่ไี ดร้ บั จากนทิ านเวตาลและนามาประยุกต์กบั ชีวติ จรงิ ได้
- นกั เรยี นเห็นคณุ คา่ ของวรรณคดไี ทย
สมรรถนะในการเรยี นแตล่ ะด้าน
- นกั เรยี นไดใ้ ชค้ วามสามารถดา้ นการส่อื สาร และการคดิ ในการทากิจกรรมท่ีไดร้ บั มอบหมาย
- นักเรยี นไดใ้ ชค้ วามสามารถด้านการใชท้ ักษะชวี ติ และความสามารถในการแก้ปัญหาในการแกป้ ัญหา
ที่เกดิ ขึ้นระหว่างทากจิ กรรม
คุณลกั ษณะอนั พึงประสงคแ์ ต่ละดา้ น
. - นักเรยี นมีความมุ่งมุ่นในการทางานที่ได้รับมอบหมาย มีความใฝ่รใู้ ฝ่เรียนและรบั ผิดชอบต่องานท่ี
ได้รบั มอบหมายอยา่ งเต็มความสามารถ
ปญั หา / อุปสรรค
-
ข้อเสนอแนะ / แนวทางการแก้ปัญหา
-
ขอ้ คน้ พบ
-
ลงชือ่ …………… …………………..ผ้สู อน
(นางสาวเฌอณฏั ฐช์ า หลมิ พลอย)
แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ ๒๐
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย วชิ าภาษาไทย (ท๓๑๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๔
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี ๒ ภาคเรียนท่ี ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๕
เรือ่ ง คาสมาสและคาสนธิ เวลา ๑ ช่วั โมง ผสู้ อน ครูเฌอณัฏฐช์ า หลมิ พลอย
___________________________________________________________________________
๑. สาระที่ ๔ หลกั และการใช้ภาษา
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปล่ียนแปลงของภาษา และพลัง
ของภาษา ภมู ปิ ญั ญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบัตขิ องชาติ
ตัวชี้วดั
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๒ ใช้คาและกลมุ่ คาสรา้ งประโยคตรงตามวัตถุประสงค์
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๖ อธิบายและวิเคราะห์หลกั การสร้างคาในภาษาไทย
๒. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
๒.๑ นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของคาสมาสและคาสนธถิ กู ต้อง (K)
๒.๒ นักเรียนสามารถสรา้ งคาสมาสและคาสนธไิ ด้ถูกต้อง (P)
๒.๓ นกั เรยี นเหน็ คณุ ค่าของภาษาไทย (A)
๓. สาระสาคัญ
สมาส เป็นวิธีการสร้างคาในภาษาบาลีและสันสกฤต เช่นเดียวกับคาประสมของไทย โดยดัดแปลง
จากหลักไวยากรณ์บาลีสันสกฤตและสนธิ คือวิธีการท่ีสร้างขึ้นใหม่โดยดัดแปลงจากหลักไวยากรณ์บาลี
และสันสกฤตเช่นเดียวกับคาสมาส ท้ังนี้เพ่ือนาความรู้ไปใช้ในการศึกษาเน้ือหาเร่ืองต่อไปและใช้ในการศึกษา
ในระดบั ท่ีสูงขึน้
คาสมาสแบบสนธิ เป็นลักษณะของการสร้างคาชนิดหน่ึงในภาษาไทย ช่วยให้คาในภาษาไทย
มีความหลากหลายมากขึ้น การรู้จักและเข้าใจในลักษณะของการสร้างคาสมาสแบบ สนธิและสามารถ
ยกตัวอย่างคาสมาสแบบสนธไิ ดจ้ ึงมีความสาคัญมาก เพราะจะช่วยทาให้นักเรียนสามารถนาคาสมาสแบบสนธิ
ไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง
๔. สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รยี น
๔.๑ ความสามารถในการส่ือสาร
๔.๒ ความสามารถในการคดิ
๔.๓ ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ติ
๕. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
๕.๑ ซอื่ สัตย์สจุ ริต
๕.๒ มีวินัย
๕.๓ ใฝเ่ รยี นรู้
๕.๔ มงุ่ ม่ันในการทางาน
๖. สาระการเรียนรู้
๖.๑ ความรู้
- ชนดิ ของคาสมาสและคาสนธิ
- ลกั ษณะคาสมาสและคาสนธิแต่ละชนดิ
- การนาคาสมาสและคาสนธไิ ปใชใ้ นประโยคต่างๆ
๖.๒ ทักษะ/กระบวนการ
- กระบวนการคดิ วเิ คราะห์
- ทกั ษะการสงั เกต
- ทกั ษะการตอบคาถามและแสดงความคดิ เห็น
๗. ชน้ิ งาน/ภาระงาน
- ใบงานเรื่อง “เก่งกาจ สมาสกับสนธิ”
๘. กจิ กรรมการเรียนรู้ (เทคนคิ การสอนแบบอุปนยั )
ข้นั นา
๑.นักเรียนสังเกตตัวอย่าง ปริญญา สารคดี วาตภัย สุนทรพจน์ แล้วตอบคาถาม ว่าคา
ท่กี าหนดใหใ้ นบัตรคาเป็นคาไทยแท้หรอื ไม่ คาในบตั รคานน้ั มลี ักษณะของคาเปน็ อย่างไร และความหมายของ
คาเป็นอยา่ งไร
๒. นักเรยี นรว่ มกนั สรปุ ลกั ษณะของคาที่กาหนดให้ ครูสนทนาเขา้ สู่บทเรียน
ขน้ั สอน
๓. นกั เรยี นศกึ ษาใบความรู้เรื่อง คาสมาส โดยศึกษาความหมายของคาสมาส จากใบความรู้
๔. นกั เรยี นศึกษาตัวอยา่ ง คาวา่ “วาตภยั โจรภัย สังคมวทิ ยา ศลิ ปกรรม” เพอื่ อธิบายเรอ่ื ง เปน็ คา
ที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤตเท่าน้นั คาท่มี าจากภาษาอื่นๆ นามาประสมกันไมน่ บั เปน็ คาสมาส
๕. นกั เรียนศกึ ษาตัวอย่าง วัฒน+ธรรม = วัฒนธรรม , สาร+คดี = สารคดี เพือ่ อธบิ ายเรื่อง คาท่ี
รวมกันแล้วไมเ่ ปล่ยี นแปลงรูปคาแต่อยา่ งใด
๖. นักเรียนศึกษาตัวอย่าง ภูมิศาสตร์ อา่ นวา่ พู-ม-ิ สาด , เกยี รติประวัติ อ่านว่า เกยี ด-ต-ิ ประ-หวดั
เพื่ออธิบายเรื่อง คาสมาสเม่ือออกเสยี งตอ้ งต่อเน่อื งกนั
๗. นกั เรียนศึกษาตวั อย่าง หตั ถ (มือ) + กรรม (การงาน) = หตั ถกรรม (งานฝมี ือ) เพือ่ อธบิ ายเร่ือง
คาท่นี ามาสมาสกนั แลว้ ความหมายหลักอยู่ทค่ี าหลงั ส่วนความรองจะอย่ขู ้างหน้า
๘. ครอู ธิบายเรื่อง คาสมาสท่ีมีการสนธิ โดยครใู หน้ กั เรยี นสังเกตคาสมาสที่เป็นแบบสระสนธิ
ให้นกั เรยี นสงั เกตคาต่อไปน้ี จากนัน้ รว่ มกันสรุปวธิ ีสระสนธิแบบที่ ๑
ชล + อาลัย = ชลาลยั
พทุ ธ + โอวาท = พุทโธวาท
มหา + อรรณพ = มหรรณพ
(สรุปผล : ตัดสระทา้ ยคาหน้า ใชส้ ระหน้าคาหลัง)
ให้นกั เรยี นสังเกตคาต่อไปน้ี จากน้ันร่วมกันสรปุ วิธีสระสนธิแบบที่ ๒
จร+ อจร = จราจร
มหา + อสิ ี = มเหสี
นย+ อบุ าย = นโยบาย
คณุ + อุปการ = คุณปู การ
(สรุปผล : ตดั สระท้ายคาหนา้ ใชส้ ระหน้าคาหลงั แตเ่ ปลีย่ น อะ เปน็ อา / อิ เป็น เอ / อุ เป็น โอ)
ให้นักเรยี นสังเกตคาต่อไปน้ี จากนน้ั ร่วมกนั สรุปวิธสี ระสนธิแบบที่ ๓
อธิ + อาศัย = อัธยาศัย
สามคั คี + อาจารย์ = สามคั คยาจารย์
เหตุ +อเนกรรถ = เหตวาเนกรรถ
(สรุปผล : เปล่ยี นสระทท่ี ้ายคาหน้า อิ อี เป็น ย อุ อู เป็น ว เสียก่อน แล้วสนธิตามแบบท่ี ๑)
๙. ครูให้นักเรยี นสงั เกตคาสมาสทเี่ ป็นแบบพยัญชนะสนธิ
ใหน้ กั เรียนสังเกตคาต่อไปนี้ จากน้ันรว่ มกันสรปุ วิธีพยัญชนะสนธิแบบท่ี ๑
รหัส + ฐาน = รโหฐาน
มนัส + มโนกรรม = มโนกรรม
(สรุปผล : คาที่ลงทา้ ยด้วย ส สนธิกับพยัญชนะ เปล่ียน ส เป็น โ )
ใหน้ ักเรียนสังเกตคาต่อไปน้ี จากนัน้ รว่ มกนั สรุปวิธีพยญั ชนะสนธิแบบท่ี ๒
ทสุ + ยศ = ทรยศ
ทสุ + ลักษณ์ = ทรุ ลกั ษณ,์ ทรลกั ษณ์
นิส+ ภัย = นิรภยั
(สรุปผล : อปุ สรรค ทุสฺ กับ นิสฺ สนธกิ บั พยัญชนะ เปลยี่ น ส เปน็ ร)
๑๐. ครูให้นกั เรยี นสังเกตคาสมาสท่เี ปน็ แบบนฤคหิตสนธิ
ให้นกั เรยี นสังเกตคาต่อไปนี้ จากนัน้ ร่วมกันสรปุ วิธีนฤคหติ สนธิแบบที่ ๑
ส+ อาคม = สมาคม
ส+ ฤทธ์ิ = สัมฤทธ์ิ
ส+ อาทาน = สมาทาน
(สรปุ ผล : นฤคหติ สนธิกับสระ เปลี่ยน ๐ เปน็ ม ก่อนสนธิตามหลักสระสนธิ)
๑๑ . ครูทบทวนเร่ืองพยัญชนะวรรคในภาษาบาลีให้นักเรียนฟัง จากน้ันอธิบายการสมาสแบบ
นฤคหิตสนธกิ บั พยัญชนะวรรค และให้นกั เรยี นบนั ทกึ ลงสมุด
ข้นั สรปุ
๑๒.นกั เรยี นแบ่งกลมุ่ ออกเป็น ๖ กลมุ่ กลุ่มละ ๔-๖ คน เล่นเกม “สมการคาสมาส”โดยมีวธิ ีเล่นดังนี้
ครแู จกกระดาษคาตอบใหน้ ักเรียนแตล่ ะกลมุ่ กลมุ่ ละ ๑ แผน่
นักเรียนรับบัตรโจทยส์ มการคาสมาส กลุ่มละ ๑ ใบ จากน้ันกาหนดเวลา ๓ นาที ให้นักเรียน
ลอกโจทย์สมการคาสมาสลงในกระดาษคาตอบ แล้วช่วยกันเติมส่วนที่หายไปในสมการคาสมาสน้ัน เม่ือหมด
เวลาครูให้สัญญาณเปลี่ยนโจทย์ โดยให้นักเรียนนาบัตรโจทย์สมการของกลุ่มตนเองไปให้แลกกับกลุ่มอื่น
แล้วนาบตั รโจทย์สมการคาสมาสใบใหม่กับมาทก่ี ลุ่มแลว้ ทาแบบเดิมอีกคร้ัง
ครูเรียกเก็บบัตรโจทย์สมการท้ังหมด จากนั้นครูเขียนโจทย์บนกระดาษและให้นักเรียน
ร่วมกันแสดงความคิดเห็น แล้วครูเฉลยคาตอบที่ถูกต้อง กลุ่มไหนตอบโจทย์สมการคาสมาสถูกทั้งหมด
ครูกล่าวชืน่ ชม
๑๓.ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปบทเรียน โดยครูเป็นผู้ตั้งคาถามและซักถามนักเรียนเพื่อทดสอบความ
เข้าใจ จากนั้นครูแจกใบงานเรื่อง “คาสมาสแบบสนธิ” ให้นักเรยี นกับไปทาเป็นการบ้านแล้วนามาส่งในช่ัวโมง
ต่อไป
๙. สอ่ื อปุ กรณแ์ ละแหล่งการเรียนรู้
๙.๑ ใบความรู้ เร่อื ง “คาสมาส”
๙.๒ บตั รโจทย์สมการคาสมาส
๙.๓ ใบงานเรื่อง “เก่งกาจ สมาสกบั สนธิ”
๑๐. การวัดและการประเมินผล
รายการวดั และ วธิ ีวดั และประเมนิ ผล เคร่ืองมอื วัดและ เกณฑก์ ารวัดและ
ประเมินผล ประเมนิ ผล ประเมนิ ผล
การตอบคาถามของ ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
ด้านความรู้ นักเรียน แบบประเมินการตอบ ระดบั ดี
คาถาม
ผา่ นเกณฑ์การประเมิน
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ ตรวจใบงานเรื่อง เฉลยใบงาน เกง่ กาจ ระดบั ดี
ดา้ นเจตคติ “เกง่ กาจ สมาสกบั สนธิ” สมาสกบั สนธิ ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
ระดบั ดี
สงั เกตการปฏิบตั งิ านของ แบบสังเกตพฤติกรรม
นกั เรยี น การเรียน
แบบการประเมินสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
รายบุคคล
ชอื่ ..................................................นามสกลุ .................................................ชัน้ ...............เลขท.่ี ..............
คาชีแ้ จง : ใหผ้ ้สู อนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรียน และขดี ลงในช่องทตี่ รงกบั คะแนน
ระดับคณุ ภาพ
สมรรถนะด้าน รายการประเมิน ดีมาก ดี พอใช้ ปรับปรุง
(๔) (๓) (๒) (๑)
๑. ความสามารถ ๑.๑ มคี วามสามารถในการรับ-ส่งสาร
ในการสือ่ สาร ๑.๒ มคี วามสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด
ความเข้าใจของตนเอง โดยใชภ้ าษาอย่างเหมาะสม
๑.๓ ใชว้ ธิ กี ารสอ่ื สารที่เหมาะสม มีประสิทธภิ าพ
๑.๔ เจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลดปญั หาความ
ขดั แยง้ ต่าง ๆ ได้
๑.๕ เลอื กรับและไม่รับข้อมลู ข่าวสารด้วยเหตผุ ล
และถูกตอ้ ง
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
๒. ความสามารถ ๒.๑ มคี วามสามารถในการคิดวิเคราะห์ สงั เคราะห์
ในการคดิ ๒.๒ มีทักษะในการคดิ นอกกรอบอย่างสรา้ งสรรค์
๒.๓ สามารถคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ
๒.๔ มีความสามารถในการสร้างองค์ความรู้
๒.๕ ตดั สินใจแกป้ ญั หาเกยี่ วกับตนเองได้อย่าง
เหมาะสม
สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
๓. ความสามารถ ๓.๑ เรียนรดู้ ้วยตนเองไดเ้ หมาะสมตามวัย
ในการใชท้ ักษะ ๓.๒ สามารถทางานกล่มุ ร่วมกับผ้อู ่นื ได้
ชีวติ ๓.๓ นาความรู้ทไี่ ด้ไปใช้ประโยชน์ในชีวติ ประจาวนั
๓.๔ จดั การปัญหาและความขดั แย้งไดเ้ หมาะสม
๓.๕ หลกี เลยี่ งพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทีส่ ง่ ผล
กระทบต่อตนเอง
สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
แบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ ๘ ประการ
ชื่อ-สกลุ นักเรียน.....................................................................หอ้ ง..............................เลขที่…….
คาช้ีแจง : ให้ ผู้สอน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ลงใน
ช่องว่างที่ตรงกับระดบั คะแนน
คณุ ลักษณะ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น ๓๒๑
๑. ซอ่ื สตั ย์ สจุ รติ ๑.๑ ให้ขอ้ มูลท่ถี ูกตอ้ ง และเป็นจริง
๑.๒ ปฏบิ ัติในส่งิ ที่ถกู ตอ้ ง ละอาย และเกรงกลัวท่จี ะทาความผิด ทาตาม
๒. มวี นิ ยั
รับผดิ ชอบ สัญญาทีต่ นให้ไวก้ บั พ่อแม่หรอื ผู้ปกครอง และครู
๓. ใฝ่เรียนรู้ ๑.๓ ปฏบิ ัตติ นตอ่ ผู้อนื่ ดว้ ยความซื่อตรง และเปน็ แบบอยา่ งท่ีดีแก่เพ่ือน
ดา้ น ความซ่ือสตั ย์
๔. ม่งุ มนั่ ในการ ๒.๑ ปฏบิ ัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ขอ้ บังคบั ของครอบครวั และ
ทางาน โรงเรียน มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบตั กิ ิจกรรมตา่ งๆ ใน
ชีวิตประจาวัน มีความรับผิดชอบ
๓.๑ ต้ังใจเรยี น
๓.๒ เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพยี รพยายามในการเรียน
๓.๓ เขา้ รว่ มกิจกรรมการเรียนร้ตู า่ งๆ
๓.๔ ศึกษาคน้ คว้า หาความรู้จากหนงั สอื เอกสาร ส่ิงพิมพ์ สือ่ เทคโนโลยี
ต่างๆ แหลง่ การเรยี นรูท้ ้ังภายในและภายนอกโรงเรยี น และเลือกใช้สอ่ื ได้
อยา่ งเหมาะสม
๓.๕ บนั ทกึ ความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสงิ่ ที่เรยี นรู้ สรุปเปน็ องค์
ความรู้
๓.๖ แลกเปลย่ี นความรู้ ด้วยวิธกี ารต่างๆ และนาไปใช้ในชวี ิตประจาวนั
๔.๑ มีความต้ังใจและพยายามในการทางานที่ได้รบั มอบหมาย
๔.๒ มีความอดทนและไมท่ ้อแทต้ อ่ อุปสรรคเพ่ือใหง้ านสาเร็จ
ลงช่ือ...................................................ผู้ประเมนิ
............../.................../................
แบบประเมินการตอบคาถาม
คาช้แี จง ทาเครอ่ื งหมาย ลงในชอ่ งระดบั คะแนนพฤติกรรมที่นักเรยี นปฏบิ ตั ิดังน้ี
ระดบั ๓ หมายถงึ แสดงพฤติกรรมให้เหน็ มาก
ระดับ ๒ หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมให้เห็นปานกลาง
ระดับ ๑ หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมให้เหน็ น้อย
ลาดับ พฤติกรรม/ การ
ท่ี ระดับคะแนน สนใจและตั้งใจ ตอบคาถามได้ ตอบคาถาม รวม ประ
ฟังคาถาม ตรงประเด็น อยา่ งสม่าเสมอ คะ
แนน เมิน หมายเหตุ
๓๒๑ ๓๒๑
ผล
ชือ่ -สกลุ ๓๒๑ ผ่าน ไม่
ผ่าน
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
เกณฑก์ ารประเมนิ ดมี าก
คะแนน รวม ๘ - ๙ = ดี
คะแนน รวม ๖ - ๗ = พอใช้
คะแนน รวม ๓ - ๕ =
เกณฑ์การผา่ น
คะแนนอยู่ในระดับดขี ้ึนไป ถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนรว่ มในชนั้ เรียน
คาชี้แจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในช้ันเรียน สร้างขึ้นเพ่ือให้ครูผู้สอนประเมินพฤติกรรม
นกั เรียนเป็นรายบุคคล โดยทาเครื่องหมาย / ในช่องใหค้ ะแนนทเี่ หน็ สมควรตามความเปน็ จรงิ
พฤตกิ รรมและระดับคะแนน
เลขท่ี พฤติกรรม ความตรงต่อ มุ่งม่นั ในการ ความสนใจ การมสี ว่ น รวม
รายช่ือนักเรียน เวลาและความ ทางาน กระตือรอื ร้น ร่วมใน
พร้อมในการ ในการเรยี น การทางาน
กลมุ่
เรยี น
๓ ๒ ๑ ๓ ๒ ๑ ๓ ๒๑๓๒๑
๑
๒
๓
๔
๕
๖
๗
๘
๙
๑๐
๑๑
๑๒
๑๓
๑๔
๑๕
๑๖
ข้อสังเกตเพ่ิมเติม
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
ลงชือ่ ................................................ ผู้ประเมนิ
(................................................)
.........../............/..........
เกณฑก์ ารประเมนิ
๓ = ดมี าก ๒ = ปานกลาง ๑ = พอใชห้ รอื ควรปรบั ปรุง
เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมการมีสว่ นร่วมในชนั้ เรียน
คาชแ้ี จง : เกณฑ์การประเมนิ น้สี รา้ งข้ึนเพื่อใชเ้ ปน็ เกณฑ์ในการให้คะแนนโดยครู ตามรายการประเมินพร้อม
ทั้งเกณฑ์การให้คะแนนในแต่ละหัวข้อท่ีตรงกบั พฤติกรรมของนักเรียนตามความเป็นจรงิ และครจู ะประเมนิ ลง
ในแบบสงั เกตพฤติกรรมการมีสว่ นร่วมในชั้นเรยี น
รายการประเมิน เกณฑก์ ารประเมนิ
๓ (ดมี าก) ๒ (ปานกลาง) ๑ (พอใชห้ รือปรับปรุง)
๑. ความตรงต่อ มีคุณสมบัตดิ ังต่อไปนี้ มีคณุ สมบัตดิ งั ตอ่ ไปน้ี มคี ุณสมบัตดิ งั ตอ่ ไปน้ี
เวลาและความ ๑. เขา้ เรยี นตรงเวลา ๒ ประการ ๑ ประการ
พรอ้ มในการเรยี น ๒. อุปกรณ์การเรียนครบตามท่ี ๑. เขา้ เรียนตรงเวลา ๑. เขา้ เรียนตรงเวลา
ครกู าหนด
๒. อุปกรณ์การเรยี นครบตามทีค่ รู ๒. อุปกรณ์การเรยี นครบตามทค่ี รู
๓. ปฏิบตั ติ ามขอ้ ตกลงใน กาหนด กาหนด
การเรยี นไดด้ ี ๓. ปฏิบตั ติ ามขอ้ ตกลงในการเรียนไดด้ ี ๓. ปฏิบัตติ ามขอ้ ตกลงในการเรยี นได้ดี
๒. ม่งุ มั่นในการ มคี ณุ สมบตั ดิ งั ต่อไปน้ี มีคุณสมบัตดิ ังต่อไปน้ี มคี ณุ สมบตั ดิ งั ตอ่ ไปน้ี
ทางาน ๑. ทางานดว้ ยความตั้งใจ ๒ ประการ ๑ ประการ
๒. ซกั ถามแสดงความคดิ เหน็
๑. ทางานด้วยความต้ังใจ ๑. ทางานดว้ ยความต้งั ใจ
๓. ปฏิบัตงิ านทไี่ ด้รบั มอบหมาย ๒. ซักถามแสดงความคดิ เหน็ ๒. ซกั ถามแสดงความคดิ เหน็
จนสาเรจ็ ๓. ปฏิบตั งิ านทไี่ ด้รบั มอบหมายจน ๓. ปฏบิ ตั ิงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายจน
สาเรจ็ สาเรจ็
๓. ความสนใจ มีคณุ สมบัตดิ ังตอ่ ไปนี้ มีคุณสมบัตดิ งั ตอ่ ไปนี้ มีคุณสมบตั ดิ งั ต่อไปนี้
ความ ๑. ปฏบิ ัติงานตามท่ีครสู ง่ั ๒ ประการ ๑ ประการ
กระตือรอื รน้ ใน ๒. จดบนั ทกึ และตั้งใจฟังครู
การเรียน สอน ๑. ปฏิบตั งิ านตามท่คี รูสั่ง ๑. ปฏบิ ัติงานตามทีค่ รสู ั่ง
๓.กระตือรอื รน้ ทางานทกุ คร้ังที่
๒. จดบันทึก และตง้ั ใจฟังครสู อน ๒. จดบนั ทกึ และต้งั ใจฟังครูสอน
๓.กระตือรือรน้ ทางานทกุ คร้ังทไ่ี ดร้ ับ ๓.กระตอื รือรน้ ทางานทุกคร้ังที่ไดร้ ับ
ไดร้ บั มอบหมาย มอบหมาย มอบหมาย
๔. การมีส่วนรว่ ม มีคุณสมบตั ดิ ังต่อไปนี้ มีคณุ สมบัตดิ ังตอ่ ไปนี้ มคี ณุ สมบัตดิ งั ตอ่ ไปนี้
ในการทางานกล่มุ ๑. สมาชกิ ทกุ คนมสี ่วนรว่ มใน ๒ ประการ ๑ ประการ
การทางานกลมุ่ ๑. สมาชิกทุกคนมีสว่ นรว่ มในการ ๑. สมาชกิ ทกุ คนมีส่วนร่วมในการ
๒. ยอมรับฟังความคดิ เห็นของ ทางานกลุม่ ทางานกลุ่ม
ผู้อ่นื และแสดงความคดิ เห็น ๒. ยอมรบั ฟังความคิดเหน็ ของผูอ้ ่นื ๒. ยอมรบั ฟังความคิดเหน็ ของผ้อู ่ืน และ
อยา่ งเหมาะสม และแสดงความคดิ เหน็ อยา่ งเหมาะสม แสดงความคดิ เห็นอย่างเหมาะสม
๓. ปฏบิ ัติงานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย ๓. ปฏิบตั ิงานทไี่ ดร้ บั มอบหมายอยา่ ง ๓. ปฏบิ ัตงิ านทไี่ ด้รับมอบหมายอย่าง
อย่างเตม็ ความสามารถ เต็มความสามารถ เตม็ ความสามารถ
ระดับคณุ ภาพ/การวัดประเมินผล
คะแนนรวม ๑๐-๑๒ หมายถงึ นักเรียนมีคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ ดี
คะแนนรวม ๗-๙ หมายถึง นักเรียนมีคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ ปานกลาง
คะแนนรวม ๔-๖ หมายถงึ นกั เรียนมีคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ควรปรับปรงุ
เกณฑ์การผา่ น
มีคะแนนอยู่ที่ ๗ คะแนน หรืออยู่ในระดับปานกลางข้นึ ไป จงึ ถือวา่ ผ่านเกณฑ์
รายละเอยี ดเนือ้ หาสาระ/ความรูเ้ พม่ิ เติม
คาสมาส
คาสมาส การสรา้ งคาสมาสในภาษาไทยได้แบบอย่างมาจากภาษาบาลีและสนั สกฤต โดยนาคาบาลี-
สนั สกฤต ต้งั แตส่ องคามาต่อกันหรือรวมกนั
ลกั ษณะของคาสมาส เปน็ ดังนี้
๑. เปน็ คาทมี่ าจากภาษาบาลี-สนั สกฤตเทา่ นั้น คาทม่ี าจากภาษาอน่ื ๆ นามาประสมกนั ไมน่ บั เป็น
คาสมาส
ตวั อย่างคาสมาส
บาล+ี บาลี = อคั คีภยั วาตภยั โจรภัย อริยสจั ขัตติยมานะ อจั ฉรยิ บุคคล
สนั สกฤต+สนั สกฤต = แพทยศาสตร์ วีรบุรุษ วีรสตรี สงั คมวทิ ยา ศลิ ปกรรม
บาล+ี สนั สกฤต, สันสกฤต+บาลี = หัตถศกึ ษา นาฎศลิ ป์ สจั ธรรม สามญั ศกึ ษา
๒. คาทร่ี วมกันแล้วไมเ่ ปล่ยี นแปลงรปู คาแต่อย่างใด เชน่
วัฒน+ธรรม = วัฒนธรรม สาร+คดี = สารคดี
พพิ ธิ +ภณั ฑ์ = พิพิธภณั ฑ์ กาฬ+ปกั ษ์ = กาฬปกั ษ์
ทพิ ย+เนตร = ทิพยเนตร โลก+บาล = โลกบาล
เสร+ี ภาพ = เสรีภาพ สังฆ+นายก = สงั ฆนายก
๓. คาสมาสเมือ่ ออกเสียงตอ้ งตอ่ เน่ืองกนั เช่น
ภมู ศิ าสตร์ อา่ นวา่ พู-ม-ิ สาด เกยี รตปิ ระวตั ิ อ่านว่า เกยี ด-ติ-ประ-หวดั
เศรษฐการ อ่านวา่ เสด-ถะ-กาน รฐั มนตรี อา่ นวา่ รัด-ถะ-มน-ตรี
เกตุมาลา อ่านว่า เก-ตุ-มา-ลา
๔.คาทน่ี ามาสมาสกนั แลว้ ความหมายหลักอยูท่ คี่ าหลัง สว่ นความรองจะอยู่ขา้ งหนา้ เช่น
ยุทธ (รบ) + ภมู ิ (แผ่นดิน สนาม) = ยุทธภูมิ (สนามรบ)
หัตถ (มือ) + กรรม (การงาน) = หัตถกรรม (งานฝีมือ)
ครุ ุ (ครู) + ศาสตร์ (วชิ า) = คุรุศาสตร์ (วิชาคร)ู
สุนทร (งาม ไพเราะ) + พจน์ (คากล่าว)= สุนทรพจน์ (คากลา่ วทีไ่ พเราะ)
ตวั อยา่ งคาสมาส
กายกรรม กายสิทธ์ิ กาลกิรยิ า กาลเทศะ กาฬโรค กิตติคุณ
กติ ติศัพท์ กจิ วตั ร กิจจะลกั ษณะ กุลบุตร กลุ สัมพันธ์ เกียรติศักด์ิ
ขนั ตธิ รรม คชกรรม คชศาสตร์ คณิตศาสตร์ คนธรรพววิ าห์ คัมภีรภาพ
คณุ ธรรม คณุ วเิ ศษ คณุ ภาพ คณุ ลักษณะ คณุ วฒุ ิ จตุปัจจัย
จตบุ ท จตุโลกบาล จตุสดมภ์ ธรรมจริยา พุทธจรติ จกั ขุวิญญาณ
จกั ขสุ มั ผัส จกั รพรรดิ จกั รราศี จนั ทรคติ นครบาล จิตรกร
จนิ ตกวี จฑุ ารตั น์ จลุ ทรรศน์ จุลภาค จฬุ าลักษณ์ เจดียสถาน
ฉกษัตรยิ ์ ฉตั รมงคล ฉนั ทลักษณ์ ฉัพพรรณรังสี ชนมพรรษา ชมพทู วีป
ชลธาร ชลประทาน ชลมารค ชยั ภูมิ ดุษฎบี ัณฑิต ตรีคูณ
ไตรปฎิ ก เถรวาท ทรกรรม ทรชน ทวารบาล ทณั ฑฆาต
ทิพยจกั ษุ ทุกขลาภ ธนบัตร ธรรมขนั ธ์ ธรรมจรยิ า รัตตกิ าล
รัตนบัลลังก์ ราชหตั ถเลขา รูปพรรณ ลหโุ ทษ วิจารณญาณ วญิ ญชู น
ศภุ นิมติ เศรษฐกิจ สถานการณ์ สาธารณสุข สามนตราช อดตี กาล
อดีตชาติ อรรถกถา อริยบคุ คล อรรธจันทร์
คาสมาสแบบสนธิ
การสมาสท่ีมีการสนธิ
การสนธิ คอื การกลมกลนื หน่วยเสียงของภาษาบาลีสนั สกฤต มีอยู่ ๓ ลักษณะ คอื
๑. การเช่อื มธาตุกบั ปจั จัย หรือการเชอื่ มคากบั อปุ สรรคหรือปัจจยั
๒. การเชือ่ มคากับคาดว้ ยวธิ สี มาส
๓. การเชือ่ มคาท่ีอยใู่ นประโยคเดียวกนั
ไทยไดน้ าเอาวธิ กี ารสมาสท่ีมีการสนธิมาใช้ในการสร้างคา และได้ดัดแปลงเป็นการสนธแิ บบไทย โดยมี
หลักดงั นี้
๑. ตอ้ งเป็นคาที่มาจากภาษาบาลสี ันสกฤตเท่าน้ัน
๒. ศพั ทป์ ระกอบไว้หน้าศัพท์หลกั ไว้หลัง
๓. แปลจากหลังมาหน้า
๔. ถ้าเปน็ สระสนธิ ศัพท์ตวั หลังจะขึ้นตน้ ด้วย ตวั อ
๕. มกี ารเปล่ยี นแปลงรูปศพั ท์ตามหลกั ทจ่ี ะกลา่ วต่อไป
การสนธิ มอี ยู่ ๓ ชนดิ คือ
๑. สระสนธิ ๒. พยัญชนะสนธิ ๓. นฤคหิตสนธิ
สระสนธิ คือการนาคาบาลีสนั สกฤตมาสนธกิ ับคาที่ขึน้ ตน้ ด้วยสระ มีหลักดังน้ี
ก. ตดั สระทา้ ยคาหนา้ ใชส้ ระหนา้ คาหลงั เชน่
หมิ ะ + อาลยั = หิมาลยั (ตดั สระอะ ใชส้ ระอา สนธิเปน็ หมิ าลัย)
เทว + อาลัย = เทวาลัย
คทา + อาวธุ = คทาวุธ
อน+ เอก = อเนก
มหา + อศั จรรย์ = มหัศจรรย์
ข. ตัดสระท้ายคาหนา้ ใช้สระหน้าคาหลงั แต่เปลยี่ น
อะ เปน็ อา อิ เป็น เอ อุ เปน็ อ,ู โอ แลว้ สนธติ ามข้อ ก
ราช + อธริ าช ตัด อะ แรก ใช้ อะ หลัง แตเ่ ปลย่ี นเป็น อา สนธเิ ป็น ราชาธิราช
ประชา + อธปิ ไตย = ประชาธปิ ไตย
เทศ + อภบิ าล = เทศาภบิ าล
ราม + อิศวร ตดั อะ แรก ใช้ อิ หลงั แตเ่ ปลีย่ นเปน็ เอ สนธิเปน็ ราเมศวร
นร+ อศิ วร = นเรศวร
มหา + อสิ ี = มเหสี
คช+ อนิ ทร์ = คเชนทร(์ ยกเวน้ ภมู ิ+อินทร์ = ภูมินทร)์
ราช+ อบุ าย ตดั อะ แรก ใช้ อุ หลังแตเ่ ปลย่ี นเป็น โอ สนธิเปน็ ราโชบาย
นย+ อุบาย = นโยบาย
ชล + อทุ ร =ชโลธร
นร+ อุดม = นโรดม
ราช + อุปโภค ตดั อะ แรก ใช้อหุ ลังแตเ่ ปลย่ี นเป็น อู สนธิ ราชูปโภค
คณุ + อุปการ = คณุ ปู การ
สาธารณ + อปุ โภค = สาธารณูปโภค
ราช + อุทศิ = ราชูทิศ (ยกเวน้ มัคค+อุเทศน์ = มัคคุเทศก์)
ค. เปล่ยี นสระที่ทา้ ยคาหนา้ อิอี เป็น ย อุ อู เป็น ว เสียก่อน แล้วสนธิตามหลัก ก และ ข
รติ + อารมณ์ เปลย่ี น อิ เป็น ย เป็น รตย สนธิ เปน็ รตยารมณ์
สามคั คี + อาจารย์ =สามคั ยาจารย์
รังสี + โอภาส = รังสโยภาส
อธิ + อาศัย = อัธยาศัย
(ยกเวน้ ศกั ดิ + อานภุ าพ = ศกั ดานุภาพ และ หตั ถี + อาจารย์ = หตั ถาจารย)์
ธนู + อาคม เปล่ยี น อู เปน็ ว เป็น ธนว สนธเิ ปน็ ธนั วาคม
เหตุ +อเนกรรถ =เหตวาเนกรรถ
จกั ขุ + อาพาธ = จกั ขวาพาธ
พยญั ชนะสนธิคอื คาบาลสี ันสกฤตทนี่ ามาสนธิกบั พยัญชนะ มีหลักดงั น้ี
ก. คาทีล่ งท้ายด้วย ส สนธกิ ับพยัญชนะ เปล่ียน ส เปน็ โ เช่น
มนสั + ธรรม = มโนธรรม มนสั + กรรม = มโนกรรม
นนัส+ คติ = มโนคติ รหสั + ฐาน = รโหฐาน
ข. อปุ สรรค ทุสฺ กบั นสิ ฺ สนธิกับพยญั ชนะ เปลี่ยน ส เป็น ร เช่น
ทุส+ ชน= ทรุ ชน นิส + อาศ = นริ าศ
นสิ + อันตร = นิรนั ดร ทสุ + กันดาร = ทุรกันดาร
นฤคหติ สนธิคือ คาบาลสี ันสกฤตทน่ี ามาสนธิกับนฤคหิต มหี ลักดงั น้ี
ก. นฤคหติ สนธกิ ับสระ เปล่ียน ๐ เปน็ ม ก่อนสนธิตามหลกั สระสนธิ เช่น
ส+ อาคม = สมาคม ส+ อาทาน = สมาทาน
ส+ ฤทธ์ิ = สัมฤทธิ์ ส+ อาบัติ = สมาบัติ
ข. นฤคหิตสนธกิ บั พยัญชนะวรรค เปลีย่ น ๐ เป็นพยัญชนะวรรคนนั้ กอ่ นการสนธิ
สนธกิ บั วรรค กะ เปล่ียน ๐ เปน็ ง เช่น
ส+ กร = สังกร ส+ขาร = สังขาร
ส+ คม = สังคม ส+ฆาฏิ = สงั ฆาฏิ
สนธิกบั วรรค จะ เปล่ียน ๐ เป็น ญ เชน่
ส+ จร = สญั จร ส+ ชาติ = สญั ชาติ
= สัญญาณ
ส+ญา = สญั ญา ส+ ญาณ
= สณั ฐติ ิ
สนธิกบั วรรค ฏะ เปลยี่ น ๐เป็น ณ เช่น
= สันนวิ าส
ส+ ฐาน = สณั ฐาน ส+ ฐติ ิ = สันดาป
สนธกิ ับวรรค ตะ เปล่ียน ๐ เปน็ น เช่น = สมบรู ณ์
= สัมปทาน
ส+ นิบาต = สนั นบิ าต ส+ นิวาส
= สงั วร
ส+โดษ = สันโดษ ส+ดาป = สังวาส
สนธิกับวรรค ปะ เปล่ียน ๐ เปน็ ม เชน่
ส+ บัติ = สมบตั ิ ส+ บูรณ์
ส+ผสั = สมั ผสั ส+ ปทาน
นฤคหิตสนธกิ ับเศษวรรค เปลีย่ น ๐ เปน็ ง เช่น
ส+ หรณ์ = สงั หรณ์ ส+วร
ส+ หาร = สังหาร ส+วาส
ใบงานเร่อื ง
เก่งกาจ สมาสกบั สนธิ
ตอนท่ี ๑ จงเติมคาสมาสให้ถูกตอ้ ง
๑. เสรี + ภาพ = ……………………………….……….
๒. สาร + คดี = ……………………………….……….
๓. วทิ ยา + ศาสตร์ = ……………………………….……….
๔. ไตร + ทวาร = ……………………………….……….
๕. ธุระ + กจิ = ……………………………….……….
๖. พละ + ศึกษา = ……………………………….……….
๗.อุบัติ + เหตุ = ……………………………….……….
๘. ทัศน + คติ = ……………………………….……….
๙. มนุษย์ + ธรรม = ……………………………….……….
๑๐. สนุ ทร + พจน์ = ……………………………….……….