บันทึกผลหลังการเรยี นรู้
ผลการจดั การเรียนรู้ตามตัวชีวดั / ผลการเรียนรู้
- นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของคาซาถูกตอ้ ง และสามารถใชค้ าซาได้ถกู ต้อง
- นักเรยี นเห็นคณุ ค่าของภาษาไทย
สมรรถนะในการเรียนแตล่ ะด้าน
- นักเรียนไดใ้ ช้ความสามารถด้านการส่ือสาร และการคดิ ในการทากิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย
- นักเรยี นไดใ้ ชค้ วามสามารถดา้ นการใชท้ ักษะชวี ติ และความสามารถในการแกป้ ัญหาในการแก้ปัญหา
ทีเ่ กิดขึนระหว่างทากจิ กรรม
คุณลักษณะอันพงึ ประสงคแ์ ต่ละด้าน
. - นกั เรียนมีความมุ่งมุ่นในการทางานที่ไดร้ บั มอบหมาย มีความใฝ่รใู้ ฝเ่ รียนและรับผิดชอบตอ่ งานท่ี
ได้รบั มอบหมายอยา่ งเต็มความสามารถ
ปญั หา / อปุ สรรค
-
ขอ้ เสนอแนะ / แนวทางการแก้ปญั หา
-
ข้อคน้ พบ
- การนาเกมประกอบการเรยี นรูม้ าใชท้ าให้นักเรียนเกิดการเรียนรไู้ ดม้ ากขึน
ลงช่ือ …………… …………………..ผู้สอน
(นางสาวเฌอณัฏฐช์ า หลมิ พลอย)
แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี ๑๔
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย วิชาภาษาไทย (ท๓๑๑๐๑) ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ ๔
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๒ ภาคเรยี นที่ ๑ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๕
เรื่อง คาซอ้ น เวลา ๑ ช่วั โมง ผสู้ อน ครูเฌอณัฏฐ์ชา หลมิ พลอย
___________________________________________________________________________
๑. สาระท่ี ๔ หลักและการใช้ภาษา
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลัง
ของภาษา ภูมปิ ัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ป็นสมบัติของชาติ
ตวั ชี้วัด
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๒ ใช้คาและกลุ่มคาสรา้ งประโยคตรงตามวัตถปุ ระสงค์
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๖ อธิบายและวเิ คราะหห์ ลักการสรา้ งคาในภาษาไทย
๒. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
๒.๑ นักเรียนสามารถอธบิ ายความหมายของคาซ้อนถูกต้อง (K)
๒.๒ นักเรียนสามารถสรา้ งคาซ้อนไดถ้ กู ต้อง (P)
๒.๓ นักเรยี นเห็นคณุ ค่าของภาษาไทย (A)
๓. สาระสาคัญ
คาซ้อน เป็นลักษณะของการสร้างคาชนิดหน่ึงในภาษาไทย คือการนาคามูลที่มีความหมายหรือเสียง
ใกล้เคียงกันหรือเหมือนกันมาซ้อนกัน แล้วทาให้เกิดความหมายใหม่หรือความหมายใกล้เคียงคาเดิม ซ่ึงทาให้
คาในภาษาไทยมีความหลากหลายมากยิ่งข้ันข้ึน การรู้จักและเข้าใจในลักษณะของการสร้างคาซ้อนจะช่วยทา
ใหน้ กั เรียนนาคาซ้อนไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั ไดอ้ ย่างถกู ต้อง
๔. สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
๔.๑ ความสามารถในการสอ่ื สาร
๔.๒ ความสามารถในการคิด
๔.๓ ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
๕. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
๕.๑ ซือ่ สตั ย์สจุ ริต
๕.๒ มีวนิ ัย
๕.๓ ใฝเ่ รยี นรู้
๕.๔ มุ่งมัน่ ในการทางาน
๖. สาระการเรียนรู้
๖.๑ ความรู้
- ชนิดของคาซ้อน
- ลกั ษณะคาซอ้ นแตล่ ะชนิด
- การนาคาซอ้ นไปใช้ในประโยคต่างๆ
๖.๒ ทกั ษะ/กระบวนการ
- กระบวนการคิดวิเคราะห์
- ทกั ษะการสงั เกต
- ทกั ษะการใชค้ า
- ทักษะการตอบคาถามและแสดงความคิดเหน็
๗. ช้นิ งาน/ภาระงาน
- ใบงานเรื่อง “คาซอ้ นซอ่ นความหมาย”
๘. กิจกรรมการเรยี นรู้ (เกมประกอบการสอน)
ขน้ั นา
๑. ครูกาหนดคาให้นักเรียนมาจานวน ๔ คู่ ได้แก่ ยิงนก, ตกปลา, ผลหมาก, รากไม้, เก็บหอม, รอบ
ริบ, กรวดหิน, ดินทราย เป็นต้น จากนั้นสุ่มนักเรียนออกมา ๒ คนแล้วให้นักเรียนนาคามาเรียงต่อกัน เม่ือ
นักเรียนนาคามาเรียงต่อกันเรียบร้อยแล้ว ครูตรวจสอบความถูกต้องโดยให้นักเรียนร่วมกันพิจารณาว่าเหตุใด
นักเรียนจงึ จบั คคู่ าเหล่านม้ี าต่อกัน จากนนั้ ครเู ช่อื มโยงเข้าสู่บทเรียน
ขน้ั สอน
๒. นักเรียนเลน่ เกม “รกั นีม้ ีคู่ซ้อน”อยูไ่ หน โดยมีกตกิ าการเล่น ดังนี้
- ครูแจกบตั รคาให้นักเรยี นคนละ ๑ ใบ โดยแต่ละใบจะเป็นคาซอ้ นทย่ี ังไม่สมบรู ณ์
- นกั เรยี นตามหาคาซ้อนทสี่ มบูรณ์จากเพ่ือนให้เจอ โดยครูจะใหเ้ วลาในการหาค่ตู วั เอง ๑ เพลง
- หากจบเพลง ใครทีย่ งั หาคู่ไมเ่ จอ จะถูกลงโทษ
๓. ครอู ธิบายความหมายของคาซอ้ น จากนน้ั ครูใหน้ ักเรยี นสงั เกตลักษณะของคาซ้อนเพื่อความหมาย
แล้วรว่ มกนั สรุปชนดิ ของคาซ้อนเพื่อความหมาย จากตัวอย่างคาที่นักเรียนรวมคู่กนั
๓.๑ นกั เรยี นสังเกตการซอ้ นคาแล้วได้ความหมายเหมือนเดมิ หรอื ชดั เจนยง่ิ ข้นึ โดยครใู ห้นกั เรียน
สังเกตความหมายของคาที่มีคาเดียวจากน้ันครูนาคาอีกคามาซ้อน แล้วให้นักเรียนสังเกตความหมายของคา
เหลา่ นน้ั ว่าเปล่ียนไปในลักษณะใด ครแู ละนักเรียนร่วมกนั สรปุ ขอ้ สังเกตที่ได้
ตวั อย่างคาซ้อนแลว้ ได้ความหมายเหมือนเดิม
จิตใจ ก่อสร้าง ขา้ ทาส วา่ งเปล่า ศึกสงคราม เลือกสรร ร่างกาย
๓.๒ นักเรียนสังเกตการซ้อนคาแล้วได้ความหมายแคบลงหรือเฉพาะเจาะจงมากกว่าคาเดิม โดย
ครูให้นักเรียนสังเกตความหมายของคาที่มีคาเดียวจากน้ันครูนาคาอีกคามาซ้อน แล้วให้นักเรียนสังเกต
ความหมายของคาเหลา่ นั้นวา่ เปลี่ยนไปในลักษณะใดครแู ละนักเรยี นร่วมกนั สรปุ ข้อสงั เกตท่ไี ด้
ตัวอย่างคาซ้อนแลว้ ได้ความหมายแคลลง
ญาติ เชื่อม ขดั ถู ปากคอ หนา้ ตา ด้ือดึง หวั หู
โยม ๓.๓ นักเตรี่อยนสังเกตการซ้อนคาแล้วได้ความหมายกว้างกว่าเดิม โดยครูให้นักเรียนสังเกต
ความหมายของคาที่มีคาเดียวจากนั้นครูนาคาอีกคามาซ้อน แล้วให้นักเรียนสังเกตความหมายของคาตัวอย่าง
เหล่านั้นว่าเปลยี่ นไปในลกั ษณะใดครแู ละนักเรียนรว่ มกนั สรุปข้อสงั เกตท่ีได้
ตวั อยา่ งคาซอ้ นแล้วไดค้ วามหมายกวา้ งกวา่ เดิม
ขา้ วปลา พ่นี อ้ ง ทรัพยส์ ิน ทุบตี ถว้ ยชาม คดั เลือก
๓.๔ นักเรียนสังเกตการซ้อนคาแล้วได้ความหมายเปล่ียนไปจากเดิม โดยครูให้นักเรียนสังเกต
ความหมายของคาทั้งสองคา จากน้ันครูนาคาท้ังสองคามาซ้อนกัน แล้วให้นักเรียนสังเกตความหมายของคา
ตวั อย่างเหล่านัน้ ว่ายงั เหมือนคาเดิมหรอื ไม่และมีลกั ษณะเปน็ อยา่ งไรครูและนักเรียนร่วมกันสรปุ ข้อสังเกตที่ได้
ตัวอย่างคาซ้อนแล้วได้ความหมายเปลี่ยนไปจากเดมิ
ดูดดื่ม อ่อนหวาน วงิ่ เตน้ บีบค้นั ดูแล เสียดสี เดือดร้อน
๓.๕ นักเรียนสังเกตการซ้อนคาแล้วได้ความหมายไม่แน่นอน โดยครูให้นักเรียนสังเกตความหมาย
ของคาทั้งสองคาว่ามีความหมายเป็นอย่างไร จากนั้นครูนาคาท้ังสองคามาซ้อนกัน แล้วให้นักเรียนสังเกต
ความหมายของคาตัวอยา่ งเหลา่ นนั้ วา่ มีลกั ษณะเปน็ อย่างไรครูและนักเรียนรว่ มกนั สรปุ ขอ้ สังเกตที่ได้
ตัวอยา่ งคาซอ้ นแล้วได้ความหมายไมแ่ นน่ อน
ชว่ั ดี เป็นตาย ร้ายดี จนมี บุญกรรม เทจ็ จริง ไดเ้ สีย
(*หมายเหตุ : ถา้ นักเรยี นไมส่ ามารถสงั เกตลกั ษณะความหมายของคา ครูอาจยกตัวอยา่ งประโยคประกอบ)
๔. ครูอธบิ ายคาซอ้ นประเภทท่ีสองคือคาซ้อนเพื่อเสียง โดยใหน้ กั เรียนสังเกตจากตวั อยา่ งคาต่อไปน้ี
๔.๑ นกั เรียนสังเกตการซ้อนเพ่อื เสยี งโดยการนาคามลู ท่มี คี วามหมาย มีสระ หรอื อกั ษรใกล้เคยี ง
กนั มาซอ้ นกนั โดยครใู ห้นกั เรียนสังเกตคาตอ่ ไปน้แี ล้วร่วมกันสรปุ ผล
ตัวอยา่ งคามลู ทีมคี วามหมาย สระหรืออกั ษรใกลเ้ คยี งกนั มาซ้อนกนั
กอ่ เกดิ เก่งกลา้ เครง่ เครียด บู้บี้ ค้างคา ขับข่ี เปลยี่ นแปลง เสอ่ื สาด
๔.๒ นักเรียนสังเกตการซ้อนเพ่ือเสียงโดยการสร้างคาที่มีเสียงคล้ายกับคามูลท่ีเป็นคาหลัก
มีหนา้ ท่ีเพื่อให้เกิดเสียงคล้องจองกนั เทา่ นัน้ แต่ความหมายยังคงอยู่ทีค่ าหลัก โดยครูยกตวั อย่างคาซอ้ นเพ่อื เสียง
ชนิดดังกล่าวแลว้ ให้นกั เรียนสังเกตว่าคามูลท่ีซอ้ นข้ึนมามีความหมายหรือไม่และความหมายอยู่ท่ีคาใด จากนั้น
นักเรยี นรว่ มกันสรปุ ผล
ตวั อยา่ งคาซอ้ นเพือ่ เสียงท่ีไม่มคี วามหมายเพยี งแตท่ าให้เกิดเสียงคล้องจอง
เยินยอ ภูเขาเลากา โกหกพกลม โป้ปด อดตาหลับขบั ตานอน ตอ้ นรบั ขับสู้
๕. ครูอธิบายลักษณะคาซ้อน ๔ จังหวะ โดยครูยกตัวอย่างประโยคที่ใช้คาซ้อน ๔ จงั หวะ จากน้ันให้
นกั เรยี นสังเกตลกั ษณะคาซอ้ นที่พบวา่ มลี ักษณะอย่างไร แล้วรว่ มกันข้อสังเกต
ตวั อยา่ งคาซ้อน ๔ จงั หวะ
๕.๑ คาซ้อนที่มีคาซ้ากัน ๒ คา เช่น รุ่นพ่ีรุ่นน้อง พิลึกพิล่ัน ยกบ้ายกบอ คิดแล้วคิดอีก หา
เศษหาเลย ผ่าเหล่าผ่ากอ กี่โมงก่ียาม เปลืองเน้ือเปลืองตัว ลูกเสือลูกตะเข้ ปากเหยี่ยวปากกา ไปไหนมา
ไหน
๕.๒ คาซ้อนที่มเี สียงสัมผสั ระหว่างคา เชน่
กรวดหนิ ดนิ ทราย ยากดมี จี น ซ้ืองา่ ยขายคลอ่ ง ช่วั นาตาปี
ก่อร่างสร้างตวั เกบ็ หอมรอบรบิ กายาลา่ สัน ฤกษ์งามยามดี
ขั้นสรปุ
๖.นักเรียนทาใบงาน“คาซ้อนซอ่ นความหมาย” แล้วช่วยกันเฉลยเพอ่ื เป็นการทบทวนความรู้ท่ไี ด้เรยี น
ไปเรื่องคาซ้อน
๙. ส่ืออุปกรณแ์ ละแหลง่ การเรียนรู้
๙.๑ บตั รคาสาหรบั เล่นเกม “รกั นีม้ คี ู่ซอ้ น”
๙.๒ โปรแกรมนาเสนอภาพนิง่ อธบิ ายเร่อื งคาซอ้ น
๙.๓ ใบงาน “คาซ้อนซ่อนความหมาย”
๑๐. การวดั และการประเมินผล
รายการวดั และ วิธีวดั และประเมนิ ผล เคร่อื งมอื วดั และ เกณฑก์ ารวดั และ
ประเมินผล ประเมนิ ผล
ดา้ นความรู้ ประเมินผล
ผ่านเกณฑ์การประเมิน
ด้านทักษะ ประเมนิ จากการตอบ แบบตรวจความถูกต้อง ระดบั ดี
กระบวนการ
ดา้ นเจตคติ คาถามของนกั เรยี น ผ่านเกณฑ์การประเมิน
ระดับดี
ตรวจใบงาน “คาซ้อน เฉลยใบงาน “คาซอ้ น
ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
ซ่อนความหมาย” ซอ่ นความหมาย” ระดบั ดี
สังเกตการปฏบิ ตั ิงานของ แบบสงั เกตพฤติกรรม
นกั เรยี น การเรียน
แบบการประเมนิ สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน
รายบคุ คล
ช่อื ..................................................นามสกุล.................................................ชน้ั ...............เลขท่ี...............
คาชี้แจง : ให้ผูส้ อนสังเกตพฤติกรรมของนักเรยี น และขีด ลงในชอ่ งท่ตี รงกบั คะแนน
ระดบั คณุ ภาพ
สมรรถนะดา้ น รายการประเมิน ดีมาก ดี พอใช้ ปรบั ปรุง
(๔) (๓) (๒) (๑)
๑. ความสามารถ ๑.๑ มคี วามสามารถในการรับ-สง่ สาร
ในการสอ่ื สาร ๑.๒ มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด
ความเขา้ ใจของตนเอง โดยใชภ้ าษาอย่างเหมาะสม
๑.๓ ใชว้ ธิ กี ารสอื่ สารที่เหมาะสม มปี ระสิทธิภาพ
๑.๔ เจรจาต่อรองเพื่อขจดั และลดปัญหาความ
ขัดแยง้ ต่าง ๆ ได้
๑.๕ เลือกรับและไมร่ บั ขอ้ มูลข่าวสารด้วยเหตุผล
และถูกต้อง
สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
๒. ความสามารถ ๒.๑ มีความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ สังเคราะห์
ในการคิด ๒.๒ มีทักษะในการคิดนอกกรอบอยา่ งสรา้ งสรรค์
๒.๓ สามารถคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ
๒.๔ มีความสามารถในการสรา้ งองค์ความรู้
๒.๕ ตดั สินใจแกป้ ัญหาเกยี่ วกับตนเองไดอ้ ย่าง
เหมาะสม
สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
๓. ความสามารถ ๓.๑ เรียนรูด้ ว้ ยตนเองไดเ้ หมาะสมตามวัย
ในการใช้ทักษะ ๓.๒ สามารถทางานกลมุ่ รว่ มกบั ผอู้ ่นื ได้
ชีวติ ๓.๓ นาความรทู้ ไี่ ด้ไปใช้ประโยชน์ในชวี ติ ประจาวนั
๓.๔ จดั การปญั หาและความขัดแยง้ ได้เหมาะสม
๓.๕ หลีกเลี่ยงพฤตกิ รรมไม่พึงประสงคท์ ่สี ่งผล
กระทบต่อตนเอง
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ๘ ประการ
ชื่อ-สกลุ นักเรียน.....................................................................หอ้ ง..............................เลขที่…….
คาช้ีแจง : ให้ ผู้สอน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขดี ลงใน
ช่องว่างที่ตรงกับระดบั คะแนน
คณุ ลักษณะ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น ๓๒๑
๑. ซอ่ื สตั ย์ สจุ รติ ๑.๑ ให้ขอ้ มูลท่ถี ูกตอ้ ง และเป็นจริง
๑.๒ ปฏบิ ัติในส่งิ ที่ถกู ตอ้ ง ละอาย และเกรงกลัวทจ่ี ะทาความผิด ทาตาม
๒. มวี นิ ยั
รับผดิ ชอบ สญั ญาทีต่ นให้ไวก้ บั พ่อแมห่ รอื ผู้ปกครอง และครู
๓. ใฝ่เรียนรู้ ๑.๓ ปฏบิ ัตติ นตอ่ ผู้อนื่ ดว้ ยความซื่อตรง และเป็นแบบอย่างท่ีดีแกเ่ พ่ือน
ดา้ น ความซ่ือสตั ย์
๔. ม่งุ มนั่ ในการ ๒.๑ ปฏบิ ัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคบั ของครอบครวั และ
ทางาน โรงเรียน มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบตั ิกิจกรรมต่างๆ ใน
ชีวิตประจาวัน มคี วามรบั ผิดชอบ
๓.๑ ตัง้ ใจเรยี น
๓.๒ เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพยี รพยายามในการเรยี น
๓.๓ เขา้ รว่ มกิจกรรมการเรียนรู้ตา่ งๆ
๓.๔ ศึกษาคน้ คว้า หาความรู้จากหนงั สอื เอกสาร สง่ิ พิมพ์ สอื่ เทคโนโลยี
ต่างๆ แหลง่ การเรยี นรูท้ ้ังภายในและภายนอกโรงเรียน และเลือกใชส้ ื่อได้
อยา่ งเหมาะสม
๓.๕ บนั ทกึ ความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสงิ่ ท่ีเรียนรู้ สรปุ เป็นองค์
ความรู้
๓.๖ แลกเปลย่ี นความรู้ ด้วยวิธีการต่างๆ และนาไปใช้ในชวี ิตประจาวนั
๔.๑ มคี วามต้ังใจและพยายามในการทางานที่ไดร้ บั มอบหมาย
๔.๒ มคี วามอดทนและไมท่ ้อแทต้ อ่ อุปสรรคเพ่อื ให้งานสาเร็จ
ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมนิ
............../.................../................
แบบประเมินการตอบคาถาม
คาช้แี จง ทาเครอ่ื งหมาย ลงในชอ่ งระดบั คะแนนพฤติกรรมที่นักเรยี นปฏบิ ตั ิดังน้ี
ระดบั ๓ หมายถงึ แสดงพฤติกรรมให้เหน็ มาก
ระดับ ๒ หมายถึง แสดงพฤตกิ รรมให้เห็นปานกลาง
ระดับ ๑ หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมให้เหน็ น้อย
ลาดับ พฤติกรรม/ การ
ท่ี ระดับคะแนน สนใจและตั้งใจ ตอบคาถามได้ ตอบคาถาม รวม ประ
ฟังคาถาม ตรงประเด็น อยา่ งสม่าเสมอ คะ
แนน เมิน หมายเหตุ
๓๒๑ ๓๒๑
ผล
ชือ่ -สกลุ ๓๒๑ ผ่าน ไม่
ผ่าน
๑.
๒.
๓.
๔.
๕.
๖.
๗.
๘.
๙.
๑๐.
เกณฑก์ ารประเมนิ ดมี าก
คะแนน รวม ๘ - ๙ = ดี
คะแนน รวม ๖ - ๗ = พอใช้
คะแนน รวม ๓ - ๕ =
เกณฑ์การผา่ น
คะแนนอยู่ในระดับดขี ้ึนไป ถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
แบบสงั เกตพฤตกิ รรมการเรียนรายบคุ คล
คาช้ีแจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในช้ันเรียนเป็นรายบุคคล สร้างขึ้นเพื่อให้ครูผู้สอนประเมิน
พฤติกรรมนักเรยี นเป็นรายบคุ คล โดยทาเครอื่ งหมาย / ในช่องใหค้ ะแนนที่เห็นสมควรตามความเปน็ จริง
เลขที่ พฤติกรรม ความตรงต่อ พฤตกิ รรมและระดับคะแนน รวม
เวลาและความ มุ่งมัน่ ในการ ความสนใจ มีคณุ ธรรมใน
รายช่อื นักเรียน พรอ้ มในการ ทางาน กระตือรอื รน้ ใน การเรยี น เช่น
เรียน การเรียน ความมีวนิ ยั
๓๒๑ ๓ ๒ ๑ ๓ ๒๑๓๒๑
ขอ้ สังเกตเพ่ิมเตมิ
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
เกณฑก์ ารประเมิน ลงชอ่ื ................................................ ผู้ประเมนิ
(................................................)
๓ = ดีมาก ๒ = ดี .........../............/..........
๑ = พอใช้หรอื ควรปรับปรงุ
เกณฑก์ ารผ่าน
คะแนนอยใู่ นระดับดีข้นึ ไป ถือวา่ ผ่านเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมนิ ผลแบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรายบคุ คล
คาชแ้ี จง : เกณฑ์การประเมินนส้ี ร้างขนึ้ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการใหค้ ะแนน โดยครเู ลอื กตามรายการ
ประเมนิ พรอ้ มทัง้ เกณฑ์การให้คะแนนในแต่ละหวั ข้อที่ตรงกับพฤติกรรมของนกั เรียนตามความเป็นจรงิ และครู
จะประเมิน ลงในแบบสงั เกตพฤติกรรมการมสี ่วนร่วมในช้นั เรยี น
รายการประเมนิ เกณฑก์ ารประเมิน
๑. ความตรงตอ่ เวลา
๓ (ดีมาก) ๒ (ปานกลาง) ๑ (พอใช)้ ๐ (ปรบั ปรงุ )
๒. มงุ่ มน่ั ในการ เขา้ เรยี นช้ากวา่
ทางาน เข้าเรยี นตรงเวลา เขา้ เรียนชา้ กวา่ เขา้ เรยี นเช้าเกนิ กาหนดเกนิ ๑๕
นาที
๓. ความมวี ินยั กาหนด แต่ไม่เกนิ ๕ กวา่ กาหนด แต่ไม่ ไมก่ ระตือรือร้นใน
การทางาน และ
๔. ความรว่ มมือ นาที เกนิ ๑๐ นาที สง่ งานเกนิ เวลาที่
กาหนดมากกวา่ ๓
กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรือร้นทางาน กระตือรอื รน้ ทางาน วัน
ลุกจากทนี่ ่งั โดย
ทุกครัง้ ท่ไี ดร้ ับ ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย ที่ไดร้ บั มอบหมาย ไมไ่ ดร้ บั อนุญาต
มอบหมาย และสง่ ต้งั แต่ ๑ ครั้งข้ึนไป และส่งงานเกนิ เวลา ไมใ่ หค้ วามร่วมมือ
งานตรงตามเวลาท่ี และส่งงานเกินเวลา ที่กาหนด ๒-๓ วนั ในการตอบคาถาม
และทากิจกรรม
กาหนด ทีก่ าหนด ๑ วัน
ใดๆเลย
นั่งอยูก่ ับท่ี ไม่คยุ ไม่ นงั่ อยูก่ ับท่ี คยุ เล่น น่งั อยู่กับที่ แต่
เล่น บ้าง พดู คยุ เสยี งดัง
รบกวนผู้อ่นื
ให้ความรว่ มมือใน ใหค้ วามรว่ มมือใน ใหค้ วามร่วมมือ
การตอบคาถามและ การตอบคาถามและ ในการตอบคาถาม
ทากจิ กรรมต่างๆ ทากิจกรรมต่างๆ และทากิจกรรม
เป็นอย่างดีทุกครั้ง เป็นอย่างดบี างคร้งั ต่างๆนอ้ ย
เกณฑ์การตัดสิน/ระดบั คณุ ภาพ
ระดับคะแนน ผลการประเมิน
๑๐ - ๑๒ ดีมาก
๗ – ๙ ดี
๔ – ๖ พอใช้
๐ – ๓ ควรปรบั ปรุง
เกณฑ์การผ่าน ไดค้ ะแนนในระดบั ดขี ้นึ ไป จึงถือวา่ ผ่านเกณฑ์
รายละเอยี ดเนอื้ หาสาระ/ความรูเ้ พ่มิ เตมิ
คาซอ้ น
คาซ้อน หมายถึง การนาคามูลที่มีความหมายหรือเสียงใกล้เคียงกัน หรือเหมือนกันมาซ้อนกันแล้วทา
ให้เกิดความหมายใหม่หรือความหมายใกล้เคียงกับความหมายเดิม มีอยู่ ๒ ชนิด คือคาซ้อนเพื่อความหมาย
และคาซอ้ นเพ่อื เสยี ง
คาซ้อนเพื่อความหมาย คือ การนาคามูลที่มีความหมายใกล้เคียงกันหรือเหมือนกันมาซ้อนกัน ทาให้
เกิดความหมายใหมห่ รือเหมอื นเดิม แบ่งออกเปน็ ๕ ชนิด คือ
๑. ซ้อนแล้วความหมายเหมือนเดมิ หรือชดั เจนมากยงิ่ ขึ้น เชน่
จติ ใจ ซอ่ื สัตย์ รูปร่าง ข้าทาส วา่ งเปลา่
มากหลาย ข่มเหง คอยทา่ พัดวี เส้อื แสง
เลอื กเฟน้ เส่อื สาด สรา้ งสรรค์ เปล่ยี นแปลง พลดั พราก
เลวทราม ร่างกาย ศึกสงคราม เศรา้ โศกหยอกลอ้
๒. ซอ้ นแล้วความหมายแคบหรอื เฉพาะเจาะจงมากกว่าคาเดิม เชน่
ขัดถู ใจคอ ปากคอ หนา้ ตา ดื้อดงึ
หวั หู เนอื้ ตวั หูตา หยบิ ยมื หลับนอน
เช่ือมตอ่ ญาติโยม
๓. ซอ้ นแล้วไดค้ วามหมายกว้างกวา่ เดมิ เชน่
ถว้ ยชาม ขา้ วปลา ทุบตี พี่นอ้ ง ทรพั ยส์ ิน
หลักฐาน รากฐาน คดั เลือก
๔. ซอ้ นแลว้ ความหมายเปล่ยี นไปจากเดิม เชน่
หนักแนน่ ดดู ดม่ื ออ่ นหวาน คับแคบ เดอื ดร้อน
ยงุ่ ยาก อบรม
ทมิ่ ตา วิง่ เตน้ มัวหมองเด็ดขาด กดขี่
บากบ่ัน คา้ จุน ขวากหนาม
บบี คั้น แงม่ มุ ลทู่ าง ช่องทาง ดแู ล
อบรม ตัดสนิ ตัดขาด เสียดสี บกพร่อง
๕. ซ้อนแล้วความหมายไม่แน่นอน ขนึ้ อยู่กับสถานการณ์การใช้ เป็นคาซอ้ นท่ีเกิดจากการใช้คาท่ีมี
ความหมายตรงกันข้ามมาซ้อนกัน เช่น
ชวั่ ดี ผิดถูก เปน็ ตาย รา้ ยดี จนมี
ดีเลว แพช้ นะ ไดเ้ สยี ยากง่าย ชา้ เรว็
เทจ็ จริง เหตุผล ขาดเหลือ ตดั ตอ่ บญุ กรรม
คาซอ้ นเพ่ือเสียง คือ การนาคามลู ท่ีมคี วามหมายและเสยี งใกลเ้ คียงกันนามาซ้อนกัน เพอ่ื ให้เกดิ เสยี ง
คล้องจองกัน ซึ่งมวี ธิ กี ารสรา้ งคาซ้อนเพ่ือเสยี ง ดังน้ี
๑. นาคามลู ท่มี คี วามหมาย และมีเสยี งสระ หรอื อักษรที่ใกลเ้ คียงมาซ้อนกนั เช่น
ก่อเกดิ เก่งกล้า แขง็ ขัน แขง่ ขนั ขับขี่
ขดั ข้อง เคร่งเครียด ค้างคา เปลี่ยนแปลง ปรับปรงุ
ห้องหับ วา่ งเวน้ เสอื่ สาด เสือสาง ร้างรา
ทรุดโทรม เจิดจา้ แรน้ แค้น กว้างขวาง กา้ วร้าว
๒. สร้างคาทีม่ ีเสยี งคลา้ ยกับคามลู ทีเ่ ปน็ คาหลัก เสยี งทีส่ ร้างขน้ึ มาไม่มีความหมาย มหี น้าท่ี
เพยี งก่อใหเ้ กดิ เสยี งคล้องจอง ความหมายของคายังคงอยูท่ ่ีศพั ทห์ ลัก และอาจมหี ลายพยางค์ เช่น
โยกเยก เยินยอ ยัดเยยี ด โป้ปด อุบอบิ
ภูเขาเลากา ผลหมากรากไม้ โกหกพกลม ขา้ เกา่ เต่าเล้ยี ง
ผ้าผอ่ นท่อนสไบ อดตาหลบั ขบั ตานอน จดุ หมายปลายทาง ถนนรนแคม
บา้ บอคอแตก น้าใสใจจรงิ ตอ้ นรับขบั สู้ ขบั ไสไลส่ ง่
เกย่ี วดองหนองยุ่ง ไร่นาสาโท กระดูกกระเดย้ี ว มองเมิง
๓. คาซอ้ น ๔ จงั หวะไดแ้ กค่ าซอ้ นทม่ี ลี ักษณะ ดังนี้
๓.๑ คาซ้อนท่มี ีคาซ้ากัน ๒ คา เชน่ รนุ่ พรี่ ุ่นนอ้ ง พลิ กึ พิล่ัน ยกบ้ายกบอ คิดแลว้ คดิ อีก
หาเศษ-หาเลย ผ่าเหล่าผ่ากอ กี่โมงก่ยี าม เปลอื งเนอ้ื เปลืองตวั ลูกเสือลกู ตะเข้ ปากเหยยี่ วปากกา
ไปไหนมาไหน
๓.๒ คาซอ้ นท่มี ีเสยี งสัมผสั ระหวา่ งคา เช่น
กรวดหินดนิ ทราย ยากดมี ีจน ซ้อื ง่ายขายคลอ่ ง ช่วั นาตาปี
กอ่ ร่างสรา้ งตวั เก็บหอมรอบริบ กายาล่าสัน ฤกษ์งามยามดี
เกดิ ดอกออกผล กาเริบเสิบสาน โกหกพกลม กตัญญูรคู้ ณุ
ถว้ ยชามรามไห เก่งกลา้ สามารถ กริ ิยาท่าทาง ช่วยเหลือเจือจุน
ร้จู กั มักคุ้น กาหนดกฎหมาย ยงิ นกตกปลา ตอี กชกหวั
(ทมี่ า : หนังสือประกอลการเรยี นการสอนวชิ าหลกั ภาษาไทย ของ อ.จงชัย เจนหัตถการกจิ )
ใบงาน
เรอ่ื ง “คาซอ้ นซอ่ นความหมาย”
คาสง่ั :จงโยงคาทเี่ ปน็ คาซอ้ นเข้าหากันใหถ้ กู ต้อง เกา้ สิบ
๑. กอ่ ร่าง สาแหรกขาด
๒. โงเ่ งา่ คอกนา
๓. ส้นิ ไร้ ใจจรงิ
๔. เกง่ กลา้ ปรีดา
๕. นา้ ใส ไมต้ อก
๖. บ้านแตก ถอ่ มตน
๗. บอกเลา่ สามารถ
๘. ออ่ นน้อม สร้างตวั
๙. ยนิ ดี เต่าตุ่น
๑๐. บา้ นนอก
คาสงั่ :จงนาคาทก่ี าหนดให้มาจบั คู่กนั เปน็ คาซอ้ น
ใหญ่ไพรเ่ จบ็ ชามดบู ่าวหงอยถ้วยเดอื ด งามหมองยากหลวงร้อนเลีย้ งป่วยสวยเหงาจนหม่น
คาซ้อนที่ได้
..........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................. .............................................
..........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................. .............................................
คาส่ัง :จงขดี เส้นใต้คาซอ้ นสองพยางค์จากเนอื้ เรอ่ื งต่อไปนี้
กานนั จุลได้จัดงานรื่นเริงในวนั ปีใหม่ระหว่างมิตรสหายข้ึนที่บา้ นอันใหญ่โตรมิ คลองชาวบ้านช่วยกนั นา
ถ้วยชามพร้อมด้วยอาหารร่วมทาบุญด้วยภายหลังที่พระฉันเพลเสร็จแล้วพวกบ่าวไพร่ได้ช่วยกันทาความ
สะอาดบริเวณและตกแต่งเวทีสาหรับงานกลางคืนชาวบ้านเร่ิมสนุกสนานน่ังรับประ ทานอาหารและร้องเพลง
กันกานันจุลแจ่มใสท่ีเห็นทุกคนมีความสุขขณะนั้นมีชายคนหนึ่งท่าทางอิดโรยหลงทางเดินเข้ามาในบ้าน
ชาวบ้านจึงเข้าไปซักถามได้ความว่าถูกโจรปล้นจนหมดตัวชาวบ้านให้น่ังพักจนหายอ่อนเพลียพร้อมกับนาข้าว
ปลามาเลี้ยงดูต่อมากานันได้ส่งคนไปติดตามคนร้ายพบชายผู้หนึ่งมีท่าทางส่อพิรุธคนของกานันจึงจับตัวไปส่ง
ตารวจและให้ชายผู้น้ันไปชี้ตัวคนร้ายปรากฏว่าช้ีได้ถูกต้องชาวบ้านรู้สึกโล่งใจจึงสนุกสนานกันต่อไปจนเกือบ
เช้าตรู่ของวันรุ่งขน้ึ
คาสั่ง : จงนาคาซอ้ นท่กี าหนดให้ไปเตมิ ในประโยคใหถ้ กู ต้อง
ก่อรา่ งสรา้ งตวั ถึงโรงถงึ ศาล ภเู ขาเลากา ต้อนรบั ขับสู้ คงเส้นคงวา
ดี
ดี
เก็บหอมรอมรบิ
ตดิ อกติดใจ เปน็ ตายรา้ ยดี ผลหมากรากไม้ ปากหอยปากปู
ดี
๑. อยา่ ไปเช่ือพวก.............................นัน้ เลย ไดแ้ ตน่ ินทาชาวบ้านไปวนั วัน
๒. สมัยนเ้ี งนิ ทองเปน็ ของมีค่า เราควร.........................................ให้ดอี ย่างใช้จา่ ยฟมุ่ เฟือย
๓. กว่าฉันจะร่ารวยถึงขนาดน้ี ต้องใช้เวลา......................................หลายปเี ลยนะ
๔. ถา้ เขายังทะเลาะกนั อย่างน้ี เรื่องต้อง.....................................อยา่ งแน่นอน
๕. เขาเปน็ คน.................................มาทางานตง้ั แต่เช้าทุกวัน
๖. ฉนั ว่าหล่อนจะ...................................ดาราเกาหลีคนน้เี สยี จรงิ นะ
๗. เส้ือผ้าของเธอกองเปน็ ................................เลยนะ เมือ่ ไรจะเอาไปซัก
๘. ...............................ผมก็จะเปน็ ตารวจใหไ้ ด้
๙. ในป่าแหง่ น้ีมี..............................มากมายพอจะทาให้เราอยู่รอดต่อไปได้
๑๐. เมื่อมแี ขกมาถงึ บ้านพวกเราตอ้ ง.......................................ใหเ้ ตม็ ทอ่ี ยา่ ใหเ้ ขาว่าได้
บันทึกผลหลงั การเรียนรู้
ผลการจัดการเรยี นรู้ตามตวั ชี้วดั / ผลการเรียนรู้
- นกั เรียนสามารถอธิบายความหมายของคาซ้อนถูกต้อง
- นักเรียนสามารถสรา้ งคาซอ้ นไดถ้ ูกตอ้ ง
- นักเรยี นเห็นคุณคา่ ของภาษาไทย
สมรรถนะในการเรยี นแต่ละด้าน
- นักเรียนได้ใช้ความสามารถดา้ นการสือ่ สาร และการคิดในการทากิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย
- นกั เรยี นไดใ้ ชค้ วามสามารถดา้ นการใช้ทักษะชีวติ และความสามารถในการแก้ปัญหาในการแกป้ ัญหา
ทเ่ี กิดข้นึ ระหว่างทากจิ กรรม
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์แต่ละดา้ น
. - นักเรยี นมคี วามมุ่งมนุ่ ในการทางานที่ไดร้ บั มอบหมาย มีความใฝ่ร้ใู ฝเ่ รยี นและรบั ผดิ ชอบตอ่ งานที่
ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ
ปัญหา / อปุ สรรค
-
ข้อเสนอแนะ / แนวทางการแก้ปัญหา
-
ข้อค้นพบ
- การนาเกมประกอบการเรียนร้มู าใชท้ าใหน้ ักเรยี นเกดิ การเรยี นร้ไู ด้มากขึ้น
ลงช่อื …………… …………………..ผูส้ อน
(นางสาวเฌอณัฏฐช์ า หลิมพลอย)
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๑๕ (ลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลาร)ู้
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย วชิ าภาษาไทย (ท๓๑๑๐๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๔
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศกึ ษา ๒๕๖๕
เรอ่ื ง คาประสม เวลา ๑ ชว่ั โมง ผู้สอน ครเู ฌอณัฏฐ์ชา หลิมพลอย
___________________________________________________________________________
๑. สาระที่ ๔ หลักและการใช้ภาษา
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลัง
ของภาษา ภมู ปิ ัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัตขิ องชาติ
ตวั ชีว้ ัด
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๒ ใชค้ าและกลมุ่ คาสรา้ งประโยคตรงตามวตั ถุประสงค์
ท ๔.๑ ม.๔-๖/๖ อธบิ ายและวิเคราะห์หลกั การสรา้ งคาในภาษาไทย
๒. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
๒.๑ นักเรียนสามารถอธบิ ายความหมายของคาประสมถูกต้อง (K)
๒.๒ นกั เรยี นสามารถสรา้ งคาประสมได้ถูกต้อง (P)
๒.๓ นกั เรียนเหน็ คุณค่าของภาษาไทย (A)
๓. สาระสาคัญ
คาประสมเกิดจากการนาคามูลที่มีความหมายต่างกันตั้งแต่ ๒ คาขึ้นไปมารวมกัน แล้วเกิดเป็นคา
ที่มคี วามหมายใหม่ หรือยังคงมีเค้าความหมายของคาเดิม การสรา้ งคาประสมทาให้ภาษาไทย มีคาใช้เพิ่มมาก
ขนึ้ ดังน้ันนักเรียนจงึ ควรศึกษาคาประสม เพ่ือทาให้นักเรียนสามารถสร้างคาใหม่และเข้าใจความหมายของคา
ท่ีสร้าง ตลอดจนใช้คาไดถ้ กู ต้องตามความหมายและหลักเกณฑ์ทางภาษา
๔. สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
๔.๑ ความสามารถในการสอ่ื สาร
๔.๒ ความสามารถในการคิด
๔.๓ ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
๕. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
๕.๑ ซือ่ สตั ย์สจุ รติ
๕.๒ มีวนิ ยั
๕.๓ ใฝ่เรียนรู้
๕.๔ มุ่งมน่ั ในการทางาน
๖. สาระการเรยี นรู้
๖.๑ ความรู้
- ชนิดของคาประสม
- ลักษณะคาประสมแตล่ ะชนิด
- การนาคาประสมไปใชใ้ นประโยคต่างๆ
๖.๒ ทักษะ/กระบวนการ
- กระบวนการคิดวเิ คราะห์
- ทักษะการสงั เกต
- ทกั ษะการใชค้ า
- ทักษะการตอบคาถามและแสดงความคดิ เหน็
๗. ชน้ิ งาน/ภาระงาน
- ใบงานเร่ือง “(คา) ประสม หรือ ไม่ประสม”
๘. กจิ กรรมการเรียนรู้ (การใช้เกมประกอบการสอน)
ขน้ั นา
๑. ครูให้นักเรียนเล่นเกม “นักสร้างคา” โดยนักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น ๖ กลุ่ม กลุ่มละ ๕-๖ คน
แข่งขันสร้างคาประสมโดยใช้คาที่กาหนดภายในเวลาที่กาหนด โดยครูกาหนดเวลา ๕ นาที เมื่อหมดเวลาให้
นักเรียนวางปากกาและนับจานวนคา ครูให้นักเรียนกลุ่มที่ได้คะแนนมากท่ีสุดส่งตัวแทนนาเสนอคาเพ่ือ
ตรวจสอบความถูกต้องของคา คาตัง้ ต้นที่ใชส้ าหรับการแข่งขนั มีดงั นี้
ลกู ลูกเสือ ลกู ชา้ ง ลกู นอ้ ง ลกู ทุ่ง ฯลฯ
ใจ เบาใจ อ่อนใจ ใจเยน็ กินใจ ฯลฯ
ปาก ปากแข็ง ปากจัด ปากนา้ ปากหวาน ฯลฯ
หัว เล่นหัว หัวหน้า หวั สูง หวั ปี ฯลฯ
๒. นกั เรยี นสงั เกตคาที่นามาเขียนรวมกนั เพ่ือโยงเขา้ สเู่ รือ่ งคาประสม
ขน้ั สอน
๓. นักเรยี นอธบิ ายความหมายของคาประสม จากโปรแกรมนาเสนอภาพนิ่ง พรอ้ มใหน้ ักเรียนสังเกต
จากตวั อยา่ งคาทป่ี รากฏในเกม
๓. นักเรยี นสังเกตคาท่ีกล่มุ ตนเองสร้างไว้ ว่ามีคาใดบ้างที่เป็นคาประสม จากน้ันให้นกั เรียนเลน่ เกม
“น่แี หละนะ คาประสม” โดยใหแ้ ตล่ ะกลุ่มเลอื กคาที่เปน็ คาประสมออกมาให้ได้มากทีส่ ดุ แลว้ ให้เพอื่ รว่ มกัน
พิจารณาความถูกตอ้ งและทบทวนความหมายและลักษณะคาประสม
๔. ครูเขียนคาบนกระดานเพ่ือใหน้ กั เรยี นสังเกตความหมายของคา เพื่ออธบิ ายความหมายของคาท่ี
นามาประสมกนั ดงั น้ี
แกง + ปา่ = แกงปา่ ,แกง + สม้ = แกงส้ม ความหมายใกล้เคียงกบั คาเดมิ
แม่ + ทพั = แมท่ ัพ , ลูก + เสือ = ลูกเสอื ความหมายเฉพาะ
หมา + วดั = หมาวดั , ตนี + แมว = ตีนแมว ความหมายเปรยี บเทียบ
๔. ครสู ่มุ ถามนกั เรียนเป็นรายบุคคลเกยี่ วกบั ความหมายของคาประสม ประเภทของคาประสมและ
ยกตัวอย่างคาประสม
ขน้ั สรปุ
๕.นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้เร่ืองคาประสม โดยทาแบบฝึกหัด เร่ือง “การสร้างคาใน
ภาษาไทย” จากนัน้ ครูส่ังการบา้ น ให้นักเรียนเขยี นคาประสมจานวน ๑๕ คา
๙. ส่อื อุปกรณแ์ ละแหล่งการเรียนรู้
๙.๑ กระดาษสาหรบั เล่นเกม “นักสร้างคา”
๙.๒ โปรแกรมนาเสนอภาพนิ่งอธิบายเร่อื งคาซอ้ น
๙.๓ ใบงาน “ (คา)ประสม หรือ ไมป่ ระสม”
๑๐. การวัดและการประเมินผล
รายการวดั และ วิธีวัดและประเมินผล เครอื่ งมอื วดั และ เกณฑก์ ารวดั และ
ประเมินผล ประเมนิ ผล
ประเมินผล ผา่ นเกณฑ์การประเมิน
ดา้ นความรู้ ระดบั ดี
สงั เกตจากการตอบคาถาม แบบประเมนิ การตอบ
ผ่านเกณฑ์การประเมนิ
ของนักเรยี น คาถาม ระดับดี
ผา่ นเกณฑ์การประเมิน
ด้านทักษะกระบวนการ ตรวจ ใบงาน “ (คา) แบบตรวจความถูกตอ้ ง ระดับดี
ดา้ นเจตคติ ประสม หรือ ไม่ประสม”
แบบสังเกตพฤติกรรม
สงั เกตการปฏบิ ัตงิ านของ การเรียน
นกั เรียน
แบบการประเมินสมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน
รายบุคคล
ชอื่ ..................................................นามสกลุ .................................................ชัน้ ...............เลขท.่ี ..............
คาชีแ้ จง : ให้ผูส้ อนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรียน และขดี ลงในช่องท่ตี รงกบั คะแนน
ระดบั คุณภาพ
สมรรถนะด้าน รายการประเมิน ดมี าก ดี พอใช้ ปรบั ปรุง
(๔) (๓) (๒) (๑)
๑. ความสามารถ ๑.๑ มคี วามสามารถในการรับ-ส่งสาร
ในการสือ่ สาร ๑.๒ มคี วามสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด
ความเขา้ ใจของตนเอง โดยใชภ้ าษาอย่างเหมาะสม
๑.๓ ใชว้ ธิ กี ารสอ่ื สารที่เหมาะสม มปี ระสิทธภิ าพ
๑.๔ เจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลดปญั หาความ
ขดั แย้งต่าง ๆ ได้
๑.๕ เลือกรับและไม่รับข้อมลู ข่าวสารด้วยเหตุผล
และถูกตอ้ ง
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
๒. ความสามารถ ๒.๑ มคี วามสามารถในการคิดวิเคราะห์ สงั เคราะห์
ในการคดิ ๒.๒ มีทกั ษะในการคดิ นอกกรอบอยา่ งสรา้ งสรรค์
๒.๓ สามารถคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ
๒.๔ มคี วามสามารถในการสรา้ งองค์ความรู้
๒.๕ ตัดสนิ ใจแกป้ ญั หาเกยี่ วกับตนเองได้อย่าง
เหมาะสม
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
๓. ความสามารถ ๓.๑ เรียนรู้ด้วยตนเองไดเ้ หมาะสมตามวัย
ในการใชท้ ักษะ ๓.๒ สามารถทางานกล่มุ ร่วมกับผ้อู ่นื ได้
ชีวติ ๓.๓ นาความรู้ทไ่ี ด้ไปใช้ประโยชน์ในชีวติ ประจาวัน
๓.๔ จัดการปัญหาและความขดั แย้งไดเ้ หมาะสม
๓.๕ หลีกเลยี่ งพฤตกิ รรมไม่พึงประสงค์ทีส่ ง่ ผล
กระทบต่อตนเอง
สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ ๘ ประการ
ชื่อ-สกลุ นักเรียน.....................................................................หอ้ ง..............................เลขที่…….
คาช้ีแจง : ให้ ผู้สอน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรียน แลว้ ขดี ลงใน
ช่องว่างที่ตรงกับระดบั คะแนน
คณุ ลักษณะ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น ๓๒๑
๑. ซอ่ื สตั ย์ สจุ รติ ๑.๑ ให้ขอ้ มูลท่ถี ูกตอ้ ง และเป็นจริง
๑.๒ ปฏบิ ัติในส่งิ ที่ถกู ตอ้ ง ละอาย และเกรงกลัวทจ่ี ะทาความผิด ทาตาม
๒. มวี นิ ยั
รับผดิ ชอบ สัญญาทีต่ นให้ไวก้ บั พ่อแม่หรอื ผู้ปกครอง และครู
๓. ใฝ่เรียนรู้ ๑.๓ ปฏบิ ัตติ นตอ่ ผู้อนื่ ดว้ ยความซื่อตรง และเป็นแบบอยา่ งทด่ี ีแกเ่ พ่ือน
ดา้ น ความซ่ือสตั ย์
๔. ม่งุ มนั่ ในการ ๒.๑ ปฏบิ ัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคบั ของครอบครัวและ
ทางาน โรงเรียน มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบตั ิกิจกรรมต่างๆ ใน
ชีวิตประจาวัน มคี วามรับผิดชอบ
๓.๑ ต้ังใจเรยี น
๓.๒ เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพยี รพยายามในการเรยี น
๓.๓ เขา้ รว่ มกิจกรรมการเรียนร้ตู า่ งๆ
๓.๔ ศึกษาคน้ คว้า หาความรู้จากหนงั สอื เอกสาร สงิ่ พมิ พ์ สื่อเทคโนโลยี
ต่างๆ แหลง่ การเรยี นรูท้ ้ังภายในและภายนอกโรงเรียน และเลือกใชส้ อ่ื ได้
อยา่ งเหมาะสม
๓.๕ บนั ทกึ ความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสงิ่ ทีเ่ รียนรู้ สรปุ เปน็ องค์
ความรู้
๓.๖ แลกเปลย่ี นความรู้ ด้วยวิธกี ารต่างๆ และนาไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั
๔.๑ มีความต้ังใจและพยายามในการทางานที่ไดร้ ับมอบหมาย
๔.๒ มีความอดทนและไมท่ ้อแทต้ อ่ อุปสรรคเพ่ือให้งานสาเร็จ
ลงช่อื ...................................................ผู้ประเมนิ
............../.................../................
แบบประเมนิ การตอบคาถาม
คาช้ีแจง ทาเครอื่ งหมาย ลงในช่องระดับคะแนนพฤติกรรมที่นักเรยี นปฏบิ ัตดิ ังนี้
ระดับ ๓ หมายถึง แสดงพฤติกรรมให้เห็นมาก
ระดบั ๒ หมายถงึ แสดงพฤติกรรมให้เหน็ ปานกลาง
ระดับ ๑ หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมให้เห็นนอ้ ย
ลาดับ พฤตกิ รรม/ การ
ที่ ระดับคะแนน สนใจและตั้งใจ ตอบคาถามได้ ตอบคาถาม รวม ประ
ฟังคาถาม ตรงประเดน็ อย่างสม่าเสมอ คะ
แนน เมิน หมายเหตุ
๓๒๑ ๓๒๑
ผล
ช่อื -สกุล ๓๒๑ ผา่ น ไม่
ผา่ น
เกณฑ์การประเมนิ ดมี าก
คะแนน รวม ๘ - ๙ = ดี
คะแนน รวม ๖ - ๗ = พอใช้
คะแนน รวม ๓ - ๕ =
เกณฑก์ ารผ่าน
คะแนนอย่ใู นระดบั ดขี ึน้ ไป ถือวา่ ผ่านเกณฑ์
แบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรายบุคคล
คาชี้แจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนเป็นรายบุคคล สร้างข้ึนเพ่ือให้ครูผู้สอนประเมิน
พฤติกรรมนกั เรยี นเปน็ รายบคุ คล โดยทาเครื่องหมาย / ในช่องใหค้ ะแนนที่เหน็ สมควรตามความเปน็ จรงิ
เลขที่ พฤตกิ รรม ความตรงต่อ พฤติกรรมและระดับคะแนน รวม
เวลาและความ มุ่งมั่นในการ ความสนใจ มคี ุณธรรมใน
รายชือ่ นกั เรียน พร้อมในการ ทางาน กระตือรอื ร้นใน การเรียน เช่น
เรียน การเรียน ความมวี นิ ยั
๓๒๑ ๓ ๒ ๑ ๓ ๒๑๓๒๑
ข้อสังเกตเพ่ิมเติม
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
เกณฑ์การประเมนิ ลงช่อื ................................................ ผ้ปู ระเมนิ
(................................................)
๓ = ดีมาก ๒ = ดี .........../............/..........
๑ = พอใชห้ รือควรปรบั ปรงุ
เกณฑ์การผ่าน
คะแนนอย่ใู นระดบั ดขี ึ้นไป ถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมนิ ผลแบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรายบุคคล
คาชแ้ี จง : เกณฑ์การประเมินนส้ี ร้างขนึ้ เพื่อใชเ้ ปน็ เกณฑ์ในการให้คะแนน โดยครเู ลอื กตามรายการ
ประเมนิ พรอ้ มทัง้ เกณฑ์การให้คะแนนในแต่ละหวั ข้อท่ีตรงกบั พฤติกรรมของนักเรยี นตามความเปน็ จรงิ และครู
จะประเมิน ลงในแบบสงั เกตพฤติกรรมการมสี ่วนร่วมในช้นั เรยี น
รายการประเมนิ เกณฑก์ ารประเมนิ
๑. ความตรงตอ่ เวลา
๓ (ดีมาก) ๒ (ปานกลาง) ๑ (พอใช้) ๐ (ปรบั ปรุง)
๒. มงุ่ มน่ั ในการ เขา้ เรยี นชา้ กวา่
ทางาน เข้าเรยี นตรงเวลา เขา้ เรยี นช้ากวา่ เขา้ เรยี นเชา้ เกนิ กาหนดเกนิ ๑๕
นาที
๓. ความมวี ินยั กาหนด แต่ไม่เกนิ ๕ กวา่ กาหนด แต่ไม่ ไม่กระตือรือร้นใน
การทางาน และ
๔. ความรว่ มมือ นาที เกนิ ๑๐ นาที ส่งงานเกนิ เวลาที่
กาหนดมากกวา่ ๓
กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรือรน้ ทางาน วนั
ลกุ จากที่นัง่ โดย
ทุกครัง้ ท่ไี ดร้ ับ ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย ที่ได้รบั มอบหมาย ไม่ไดร้ บั อนญุ าต
มอบหมาย และสง่ ต้งั แต่ ๑ ครง้ั ข้ึนไป และส่งงานเกนิ เวลา ไมใ่ หค้ วามร่วมมือ
งานตรงตามเวลาท่ี และสง่ งานเกินเวลา ท่ีกาหนด ๒-๓ วัน ในการตอบคาถาม
และทากิจกรรม
กาหนด ทีก่ าหนด ๑ วัน
ใด ๆ เลย
นั่งอยูก่ ับท่ี ไม่คยุ ไม่ นงั่ อยู่กับท่ี คยุ เล่น นัง่ อยกู่ ับที่ แต่
เล่น บ้าง พดู คยุ เสียงดัง
รบกวนผูอ้ ื่น
ให้ความรว่ มมือใน ใหค้ วามรว่ มมือใน ใหค้ วามรว่ มมือ
การตอบคาถามและ การตอบคาถามและ ในการตอบคาถาม
ทากจิ กรรมต่างๆ ทากิจกรรมต่างๆ และทากจิ กรรม
เป็นอย่างดีทุกครั้ง เป็นอยา่ งดบี างคร้งั ตา่ ง ๆ นอ้ ย
เกณฑ์การตัดสนิ /ระดบั คณุ ภาพ
ระดับคะแนน ผลการประเมิน
๑๐ - ๑๒ ดมี าก
๗ – ๙ ดี
๔ – ๖ พอใช้
๐ – ๓ ควรปรบั ปรุง
เกณฑ์การผ่าน ไดค้ ะแนนในระดบั ดขี ้นึ ไป จึงถือวา่ ผา่ นเกณฑ์
รายละเอยี ดเนื้อหาสาระ/ความรูเ้ พมิ่ เตมิ
การสรา้ งคาในภาษาไทย
มนุษย์ในปัจจุบันมีการติดต่อสื่อสารมากข้ึน คาศัพท์ต่างๆ ที่ใช้ก็ต้องมีความหลากหลายข้ึนเพ่ือแสดง
อารมณ์ ความรสู้ ึกนึกคิดออกมาให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสารมากที่สุด คามูล ซ่ึงเป็นคาด้ังเดิมที่มีใช้ใน
ภาษาไทยมีไมเ่ พยี งพอทจ่ี ะนาไปใช้ จงึ จาเปน็ ต้องมกี ารสรา้ งคาข้นึ ใหม่ด้วยการประสมคา ซ้อนคา และซา้ คา
คามูล
คามูล คือ คาคาเดียวท่ีไม่ได้ประสมกับคาอื่น เป็นคาด้ังเดิมท่ีมีใช้ในภาษาไทย มีความหมายสมบูรณ์
ชดั เจนในตวั เอง อาจเปน็ คาไทยแท้หรอื เป็นคายืมจากภาษาตา่ งประเทศก็ได้ คามลู แบง่ ออกเปน็ ๒ ชนดิ ดังนี้
๑) คามูลพยางค์เดียว เป็นคาพยางค์เดียวที่มีความหมาย จัดเป็นคาไทยแท้และคายืมจาก
ภาษาต่างประเทศ
๒)
คาไทยแท้ กิน นอน ร้อน เย็น พ่อ แม่ อา ปู่
ย่า
คายืมจากภาษาจนี เก๋ง ก๊ก โต๊ะ ห้าง เก๊ียะ เกี๊ยว ก๋ง
เฮีย
คายืมจากภาษาบาลีสนั สกฤต บาป กรรม บาตร เวร ผล อาสน์
คายมื จากภาษาอังกฤษ แชร์ เมตร ลิตร เกม เทป ชอล์ก
ออนซ์
๒) คามูลหลายพยางค์ คาที่มีสองพยางค์ขึ้นไปมีความหมายในตัวเอง ไม่สามารถแยกพยางค์ในคา
ออกได้เพราะจะทาให้ไมไ่ ด้ความหมาย อาจเป็นคาไทยแทห้ รอื เป็นคายมื จากภาษาตา่ งประเทศกไ็ ด้
คาไทยแท้ ดอกไม้ โหระพา มะลิ มะม่วง เกเร
คายมื จากภาษาจนี ซาลาเปา บะห ม่ี ก๋วยเตี๋ยว เก้าอี้
เฉากว๊ ย
คายืมจากภาษาบาลสี นั สกฤต นาฬกิ า ราชินี มารดา นมัสการ วจิ ารณ์
คายมื จากภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ อินเทอรเ์ น็ต สตก๊ิ เกอร์
คาประสม
คาประสม เป็นการสร้างคาใหม่โดยการนาคามูลตั้งแต่ ๒ คาขึ้นไปมารวมกันเกิดเป็นคาใหม่
ความหมายใหม่ แต่ยังมีเค้าความหมายเดิมอยู่บ้าง คาประสมอาจจะมาจากการประสมคาไทยกับคาไทย คา
ไทยกับคาภาษาต่างประเทศ หรือคาภาษาตา่ งประเทศประสมกัน
ลักษณะของคาประสม
๑. เกิดจากคามลู ต้ังแต่สองคาขน้ึ ไป เช่น ดาวเทียม สะพานลอย ภูเขาไฟ
๒. เกดิ จากคามลู ท่ีมาจากภาษาใดกไ็ ด้ เช่น
การประสมคา คามลู คาประสม
คาประสมระหว่างคามูลภาษาไทย หาง เสือ หางเสือ
บ้าน แมบ่ า้ น
ด้วยกัน แม่
ฐาน (บาล)ี หลักฐาน
คาประสมระหว่างคามูลภาษาไทย หลัก (ไทย) ปม๊ั (อังกฤษ) เดก็ ปมั๊
กบั คามูลภาษาตา่ งประเทศ เดก็ (ไทย) ศกั ด์ิ (สันสกฤต) เถกงิ ศักด์ิ
ศกั ด์ิ (สันสกฤต) ดารงศกั ด์ิ
คาประสมระหวา่ งคามลู เถกงิ (เขมร)
ภาษาตา่ งประเทศดว้ ยกนั ดารง (เขมร)
๓. เกิดจากคามูลท่ีมีความหมายต่างกัน เม่ือเป็นคาประสมจะเกิดความหมายใหม่ต่างกับคามูลเดิม
แต่ยังมีเค้าความเดิม เช่น
ดาวเทียม หมายถึง ยานชนิดหนง่ึ โคจรไปในอวกาศได้อยา่ งดาวแต่ไม่ใชด่ าวจริง ๆ
มา้ เร็ว หมายถึง คนข่ีม้าซ่งึ ทาหนา้ ท่เี ดินข่าวสืบเหคุการณ์ของข้าศึกแลว้ รบี แจ้งแก่กองทัพ
ลกู น้า หมายถงึ ลูกของยุงซึ่งอาศัยอยใู่ นน้า
คาที่เกิดจากคามลู ท่ยี งั คงความหมายเดิมไวท้ ้ังหมดไมใ่ ช่คาประสม อาจเป็นวลหี รือประโยค เช่น
- แกงร้อนตอ้ งกนิ กาลังร้อน แกงรอ้ น เป็นคาประสม หมายถงึ แกงชนิดหนง่ึ
- แกงร้อนเกินไปกนิ ไม่ได้ แกงร้อน เป็นประโยค
- แกงรอ้ นๆ กนิ ลวกปาก แกงรอ้ นๆ เป็นวลี
๔. สว่ นมากความหมายหลกั อยูท่ ี่คาหน้า คาขยายอย่หู ลัง
คาประสม คาตัง้ คาขยาย
การศกึ ษา การ ศึกษา
ประธานสภา ประธาน สภา
ผลผลิต ผล ผลิต
คาประสมบางคาคาขยายอยู่หนา้ คาตัง้ คาประสมประเภทน้ีส่วนมากคาขยายมาจากคาบาลีสนั สกฤต
ส่วนคาตั้งเป็นคาไทยหรอื มาจากภาษาอ่ืน เช่น
คาประสม คาตงั้ คาขยาย
พระเกา้ อ้ี พระ เกา้ อี้ (จนี )
พระธามรงค์ พระ ธามรงค์ (เขมร)
พระโธรน พระ โธรน (อังกฤษ)
๕. เกดิ จากคามูลชนิดต่าง ๆ และทาหน้าท่ีตา่ ง ๆ เช่น นาม สรรพนาม กริยา วิเศษณ์ หรอื บพุ บท
วธิ สี รา้ งคาประสม
๑. คาตั้งเปน็ คานาม คาขยายเป็นคานาม สรรพนาม กรยิ า และวิเศษณ์ เชน่
-คาขยายเป็นนามหรือสรรพนาม พ่อบ้าน แมบ่ ้าน พระคณุ ทา่ น
-คาขยายเปน็ กรยิ า สมดุ พก แบบเรียน ไม้เทา้
-คาขยายเป็นคาวเิ ศษณ์ มดแดง ถ่ัวเขียว บา้ นนอก
๒. คาตั้งเป็นคากรยิ า คาขยายเป็นคานาม กริยา และวิเศษณ์
-คาขยายเปน็ นาม กินใจ เขา้ ใจ เข้าฝกั จับตา
-คาขยายเป็นกริยา ท่องจา ตื่นเต้น ลว่ งรู้
-คาขยายเป็นวเิ ศษณ์ งอกงาม เดือดร้อน กนิ นอกกินใน
๓. คาตั้งเปน็ คาวิเศษณ์ คาขยายเป็นนามและวิเศษณ์
-คาขยายเปน็ นาม หลายใจ สามงา่ ม หลายใจ
-คาขยายเปน็ วิเศษณ์ ออ่ นหวาน เขยี วหวาน สกุ ดิบ
๔. คาตั้งเปน็ คาบพุ บท คาขยายเป็นคานาม กริยา
-คาขยายเป็นคานาม ข้างถนน กลางบ้าน ใตเ้ ทา้
-คาขยายเปน็ กรยิ า ตามมีตามเกดิ
ชนิดของคาประสม
๑) คาประสมท่ีเกดิ ความหมายใหม่ แตย่ ังมีเคา้ ความหมายเดิม เช่น
เตา + ถ่าน = เตาถ่าน หมายถึง เตาท่ใี ชถ้ า่ นเปน็ เชอ้ื เพลงิ
เตา + รีด = เตารีด หมายถงึ เตาที่ใชร้ ดี ผา้
รถ + ไฟ = รถไฟ หมายถงึ รถทใ่ี ช้ไฟเปน็ พลังงานขับเคลือ่ น
๒) คาประสมที่เกดิ ความหมายใหม่ เปลี่ยนแปลงไปจากเดมิ
ขาย + หน้า = ขายหนา้ หมายถึง รสู้ กึ อบั อาย
ราด + หนา้ = ราดหนา้ หมายถงึ อาหารประเภทก๋วยเต๋ยี วมีน้าปรุงขน้
หกั + ใจ = หกั ใจ หมายถึง ตดั ใจไมใ่ หค้ ดิ ถงึ เหตตุ ่างๆ
๓) คาประสมท่ีเกิดจากการย่อคาให้กะทัดรัดได้แก่ คาท่ีมักข้ึนต้นด้วยคาว่า การ ความ ของ เครื่อง
ชาว นัก ผู้ ช่าง เช่น การคา้ ความคิด ของหวาน เคร่อื งเรอื น ชาวนา นักเรียน ผู้ชาย ชา่ งภาพ เป็นตน้
ขอ้ สังเกต
๑. ถ้านาคามูลสองคามารวมกนั แล้วไมเ่ กดิ ความหมายใหม่ ไม่จดั เปน็ คาประสม เชน่
ลูก + ไก่ = ลูกไก่ หมายถงึ ลูกของไก่ (กลมุ่ คา)
ดาว + ลกู + ไก่ = ดาวลูกไก่ หมายถึง ช่ือดาว (เป็นคา
ประสม)
๒. คาบาลสี ันสกฤตประสมกบั คาบาลสี นั สกฤตไม่ถือเป็นคาประสม แตเ่ รียกวา่ “คาสมาส” เช่น
คุณ + ธรรม = คุณธรรม อา่ นว่า คุน-นะ-ทา
มัธยม + ศกึ ษา = มธั ยมศกึ ษา อา่ นวา่ มดั -ทะ-ยม-สกึ -สา
ใบงาน
“ (คา)ประสม หรอื ไมป่ ระสม ”
ตอนท่ี ๑ ให้นกั เรียนบอกวา่ คาทีพ่ มิ พ์ตวั หนาขอ้ ใดเป็นคาประสม ขอ้ ใดเปน็ กลุม่ คา
๑. ฉันชอบกินทอดมนั (................................................)
ฉันชอบกินมนั ทอด (................................................)
๒. ลูกนกอยใู่ นรงั (................................................)
ลูกนา้ อยูใ่ นโอง่ (................................................)
๓. เขาเกรง็ กล้ามแขนจนลูกหนูขึ้น (................................................)
เขาเก็บกล่องไวใ้ นท่ีมืดจนลกู หนูเขา้ ไปอยู่ (................................................)
๔. ลูกชา้ งมาบนบานขอใหส้ อบได้ (................................................)
ลูกชา้ งมีท่าทางซกุ ซนเหมอื นเดก็ ๆ (................................................)
๕. ฉนั ขายลกู ยอสกุ ท่ตี ลาด (................................................)
ชมเขาเถอะ ใครๆกช็ อบลูกยอท้ังนน้ั (................................................)
๖. ปากกาตัวท่ีเกาะบนกิง่ ไมย้ าวมาก (................................................)
ปากกาดา้ มนเ้ี ขยี นดี (................................................)
๗. เขาเปิดพดั ลม (................................................)
เขาพดั ลมเรง่ ไฟในเตา (................................................)
๘. ลูกเสอื ตัวนี้ซนมาก (................................................)
นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๑ เป็นลกู เสอื (................................................)
๙. เขาดมื่ น้าแขง็ เปลา่ (................................................)
นา้ แข็งเมอื่ อุณหภูมิ ๔ องศาเซลเซียส (................................................)
๑๐. เขารับประทานข้าวเยน็ ตอน ๖ โมงเยน็ (................................................)
เขาชอบรับประทานขา้ วเย็นมากกว่าข้าวร้อนๆ (................................................)
ใบงาน
“ (คา)ประสม หรือ ไมป่ ระสม ”
ตอนท่ี ๒ จงสร้างคาประสมจากคาท่กี าหนดให้
1. แม่ ……………………….……………………….……………………………………………………………………
2. พอ่ ……………………….……………………….……………………………………………………………………
3. ใจ ……………………….……………………….……………………………………………………………………
4. หวั ……………………….……………………….……………………………………………………………………
5. เสอื ……………………….……………………….……………………………………………………………………
6. ลกู ……………………….……………………….……………………………………………………………………
7. นา้ ……………………….……………………….……………………………………………………………………
8. หน้า ……………………….……………………….……………………………………………………………………
9. รถ ……………………….……………………….……………………………………………………………………
10. เตา ……………………….……………………….……………………………………………………………………
…………………… …………………………
บันทกึ ผลหลังการเรียนรู้
ผลการจัดการเรยี นร้ตู ามตัวช้ีวดั / ผลการเรยี นรู้
- นักเรยี นสามารถอธบิ ายความหมายของคาประสมถูกต้อง
- นักเรยี นสามารถสรา้ งคาประสมได้ถกู ต้อง
- นักเรยี นเห็นคุณคา่ ของภาษาไทย
สมรรถนะในการเรียนแต่ละด้าน
- นกั เรียนได้ใชค้ วามสามารถด้านการสื่อสาร และการคิดในการทากิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย
- นักเรยี นไดใ้ ช้ความสามารถด้านการใช้ทักษะชีวติ และความสามารถในการแกป้ ัญหาในการแกป้ ัญหา
ทเี่ กิดขนึ้ ระหวา่ งทากิจกรรม
คุณลักษณะอันพึงประสงค์แต่ละด้าน
. - นกั เรียนมีความมุ่งม่นุ ในการทางานท่ีได้รบั มอบหมาย มีความใฝ่รใู้ ฝ่เรียนและรับผดิ ชอบตอ่ งานที่
ไดร้ บั มอบหมายอยา่ งเต็มความสามารถ
ปัญหา / อุปสรรค
-
ขอ้ เสนอแนะ / แนวทางการแกป้ ญั หา
-
ข้อค้นพบ
- การนาเกมประกอบการเรียนรูม้ าใชท้ าใหน้ กั เรียนเกดิ การเรียนรูไ้ ด้มากข้ึน
ลงชื่อ …………… …………………..ผสู้ อน
(นางสาวเฌอณัฏฐช์ า หลมิ พลอย)
แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ ๑๖ (โครงการโรงเรยี นสีขาว)
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย วิชาภาษาไทย (ท๓๑๑๐๑) ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๔
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕
เรื่อง บนั ทกึ ความรู้ เวลา ๑ ชัว่ โมง ผู้สอน ครูเฌอณฏั ฐ์ชา หลิมพลอย
___________________________________________________________________________
๑. สาระที่ ๑ การอ่าน
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรูแ้ ละความคิดเพ่ือนาไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการ
ดาเนนิ ชวี ิต และมีนสิ ัยรกั การอ่าน
ตวั ชว้ี ัด
ท ๑.๑ ม. ๔-๖/๘ มมี ารยาทในการอา่ น
สาระท่ี ๒ การเขียน
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขียนเรียงความ เขียนย่อความ และเขียน
เรอื่ งราวในรูปแบบตา่ ง ๆ เขียนรายงานข้อมลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นควา้ อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
ตัวช้วี ัด
ท ๒.๑ ม. ๔-๖/๗ บันทกึ การศึกษาค้นคว้าเพ่ือนาไปพฒั นาตนอยา่ งสม่าเสมอ
ท ๒.๑ ม. ๔-๖/๘ มีมารยาทในการเขียน
สาระที่ ๓ การฟงั การดู และการพูด
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๓.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนาไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการ
ดาเนินชีวิต และมีนสิ ยั รกั การอา่ น
ตวั ช้วี ัด
ท ๓.๑ ม. ๔-๖/๓ ประเมินเรอื่ งทีฟ่ ังและดู แลว้ กาหนดแนวทางนาไปประยกุ ต์ใชใ้ นการดาเนินชีวิต
สาระที่ ๔ หลักการใชภ้ าษาไทย
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ท ๔.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคิดเพ่ือนาไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการ
ดาเนินชวี ิต และมนี สิ ัยรักการอ่าน
ตัวชวี้ ดั
ท ๔.๑ ม. ๔-๖/๗ วเิ คราะห์และประเมินการใชภ้ าษาจากสอ่ื ส่งิ พิมพแ์ ละสือ่ อิเล็กทรอนิกส์
๒. จุดประสงค์การเรียนรู้
๒.๑ นักเรยี นสามารถตอบคาถามได้ถกู ต้อง (K)
๒.๒ นักเรยี นจับใจความสาคัญของเร่ืองท่อี ่านหรอื ฟงั ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ (P)
๒.๓ นกั เรยี นเขยี นบนั ทกึ สิง่ ที่อ่านหรือฟงั ตามรูปแบบท่ีกาหนดได้ (P
๒.๔ นกั เรยี นเห็นคุณค่าของการอา่ น (A)
๓. สาระสาคญั
การเขียนบันทกึ ความรูท้ ไี่ ดจ้ ากการอา่ น การฟัง และการศึกษาคน้ ควา้ อย่างเปน็ ระบบ ชว่ ยใหส้ ามารถ
นาความรู้ไปใช้ในการพฒั นาตนเอง ตลอดจนการนาความรู้ไปคิดต่อยอดให้เกิดประโยชน์ สร้างสรรคต์ ่อสังคม
ไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ
๔. สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น
๔.๑ ความสามารถในการส่ือสาร
๔.๒ ความสามารถในการคดิ
๔.๓ ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
๕. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
๕.๑ ซือ่ สัตย์สุจริต
๕.๒ มวี ินัย
๕.๓ ใฝเ่ รียนรู้
๕.๔ มุง่ มนั่ ในการทางาน
๖. สาระการเรียนรู้
๖.๑ ความรู้
- การเขยี นบันทึกความรจู้ ากแหลง่ การเรยี นร้ทู ห่ี ลากหลาย
๖.๒ ทักษะ/กระบวนการ
- กระบวนการอ่าน
- ทักษะการฟังและการดู
- ทักษะการคดิ วเิ คราะห์
- ทักษะการเขยี น
๗. ช้นิ งาน/ภาระงาน
- ใบงาน เรอ่ื ง ยาเสพตดิ ...ควรคดิ กอ่ นจะลอง
๘. กิจกรรมการเรยี นรู้ (WRITE-PAIR-SHARE)
ขั้นนา
๑. ครูตัง้ ประเด็นคาถามนาใหน้ กั เรียนรว่ มกนั วิเคราะห์ถงึ ความสาคัญของการเขยี นบนั ทึกความรู้ เชน่
- ถ้าโลกน้ีไม่มีการบันทึกความรู้ท่ีคิดข้ึนมาใหม่ ไม่มีการบันทึกความรู้ที่ได้จากการศึกษา
คน้ คว้าโลกจะเป็นอยา่ งไร
- การเขียนบนั ทกึ ความรมู้ คี วามจาเปน็ หรอื ไม่ เพยี งไร
- ถ้าจะเขียนบนั ทกึ ความรู้จากการอา่ น เราควรปฏบิ ตั ิอยา่ งไร
ขั้นสอน
๒. ครใู ห้นกั เรยี นศึกษาความร้เู รื่องการเขยี นบนั ทกึ ความรู้จากการอ่าน จากหนังสือเรียน และรว่ มกัน
สรปุ ประเด็นสาคัญ จากน้นั ให้นักเรยี นแตล่ ะคนบันทกึ คาตอบของตนเองลงในกระดาษท่ีครเู ตรียมให้
๓. นักเรยี นจบั คู่ และแลกเปล่ียนคาตอบกับเพ่ือนเกี่ยวกับปัญหาในการอ่าน และหลักการเขยี นบันทึก
ความรู้
๔.ครูทบทวนการบันทึกการอ่านด้วยแผนผังความคิด (mind mapping) โดยให้นักเรียนทั้งห้อง
รว่ มกนั นาเสนอคาตอบตามประเดน็ ทคี่ รูมอบหมายให้
๕. ให้นักเรียนอ่านตัวอย่างเรื่อง บทบาทของส่ือออนไลน์กับการใช้ภาษาไทยของวัยรุ่น แล้วจับคู่กัน
สรุปเปน็ ผงั ความคดิ และตรวจคาตอบดว้ ยตนเอง
๖. ให้นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจ การบันทึกการอ่านด้วยแผนผังความคิด และแก้ไขงาน
ให้ถูกต้อง
๗. ให้นักเรียนแลกเปลี่ยนงานกับกลุ่มอ่ืนเพ่ือตรวจสอบความถูกต้อง หรือวิจารณ์ แลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นกัน
๘. ให้นักเรียนนาผลงานส่งครู ครูพิจารณาเลือกตัวอย่างผลงานมาให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น
ติ ชม เพอื่ แก้ไขปรับปรงุ ผลงาน
๙. ครูให้นักเรียนช่วยกนั นาผลงานของเพ่ือนหลากหลาย มาชว่ ยกันพิจารณาข้อดี ข้อบกพรอ่ ง โดยครู
ช่วยแนะนาเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และนักเรียนได้เรียนรู้จากตัวอย่างท่ีหลากหลาย ช่วยย้า
ความเขา้ ใจใหม้ ั่นคงย่งิ ขน้ึ
ขัน้ สรปุ
๑๐.นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรจู้ ากคาบเรียนน้ี พรอ้ มท้ังมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาความรู้
เกี่ยวกับปัญหายาเสพติดในประเทศไทย และบันทึกความรู้ลงในใบงาน ใบงาน เร่ือง ยาเสพติด...ควรคิด
ก่อนจะลอง
๙. ส่ืออุปกรณ์และแหล่งการเรียนรู้
๙.๑ หนงั สือเรียนหลกั ภาษาและการใชภ้ าษา
๙.๒ บทบาทของส่ือออนไลน์กบั การใชภ้ าษาไทยของวัยร่นุ
๙.๓ ใบงาน เรื่อง ยาเสพตดิ ...ควรคดิ กอ่ นจะลอง
๑๐. การวดั และการประเมนิ ผล
รายการวดั และ วิธวี ัดและประเมนิ ผล เครื่องมอื วัดและ เกณฑก์ ารวดั และ
ประเมนิ ผล ประเมนิ ผล
ประเมนิ ผล
ดา้ นความรู้ ผ่านเกณฑ์การประเมนิ
สงั เกตจากการตอบคาถาม แบบประเมนิ การตอบ ระดบั ดี
ของนักเรียน คาถาม
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ ประเมินใบงาน เรอื่ ง แบบประเมนิ ใบงาน ผ่านเกณฑ์การประเมนิ
ดา้ นเจตคติ ยาเสพติด...ควรคิด กอ่ น เร่อื ง ยาเสพตดิ ...ควรคิด ระดบั ดี
จะลอง ก่อนจะลอง
ผ่านเกณฑ์การประเมิน
สงั เกตการปฏิบตั ิงานของ แบบสังเกตพฤติกรรม ระดับดี
นักเรียน กาเรยี น
แบบการประเมินสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
รายบุคคล
ชอื่ ..................................................นามสกลุ .................................................ชัน้ ...............เลขท.่ี ..............
คาชีแ้ จง : ให้ผูส้ อนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรียน และขดี ลงในช่องทตี่ รงกบั คะแนน
ระดับคณุ ภาพ
สมรรถนะด้าน รายการประเมิน ดีมาก ดี พอใช้ ปรับปรุง
(๔) (๓) (๒) (๑)
๑. ความสามารถ ๑.๑ มคี วามสามารถในการรับ-ส่งสาร
ในการสือ่ สาร ๑.๒ มคี วามสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด
ความเขา้ ใจของตนเอง โดยใช้ภาษาอย่างเหมาะสม
๑.๓ ใชว้ ธิ ีการสอ่ื สารที่เหมาะสม มีประสิทธภิ าพ
๑.๔ เจรจาต่อรองเพ่ือขจัดและลดปญั หาความ
ขดั แย้งต่าง ๆ ได้
๑.๕ เลือกรบั และไม่รับข้อมลู ข่าวสารด้วยเหตผุ ล
และถูกตอ้ ง
สรปุ ผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
๒. ความสามารถ ๒.๑ มคี วามสามารถในการคิดวิเคราะห์ สงั เคราะห์
ในการคดิ ๒.๒ มีทกั ษะในการคดิ นอกกรอบอยา่ งสรา้ งสรรค์
๒.๓ สามารถคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณ
๒.๔ มคี วามสามารถในการสรา้ งองค์ความรู้
๒.๕ ตัดสนิ ใจแกป้ ญั หาเกยี่ วกับตนเองได้อย่าง
เหมาะสม
สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
๓. ความสามารถ ๓.๑ เรียนรดู้ ้วยตนเองไดเ้ หมาะสมตามวัย
ในการใชท้ ักษะ ๓.๒ สามารถทางานกล่มุ ร่วมกับผ้อู ่นื ได้
ชีวติ ๓.๓ นาความรู้ทไี่ ด้ไปใช้ประโยชน์ในชีวติ ประจาวนั
๓.๔ จัดการปัญหาและความขดั แย้งไดเ้ หมาะสม
๓.๕ หลีกเลย่ี งพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทีส่ ง่ ผล
กระทบต่อตนเอง
สรปุ ผลการประเมนิ รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ๘ ประการ
ชื่อ-สกลุ นักเรียน.....................................................................หอ้ ง..............................เลขที่…….
คาช้ีแจง : ให้ ผู้สอน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรยี น แลว้ ขดี ลงใน
ช่องว่างที่ตรงกับระดบั คะแนน
คณุ ลักษณะ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น ๓๒๑
๑. ซอ่ื สตั ย์ สจุ รติ ๑.๑ ให้ขอ้ มูลท่ถี ูกตอ้ ง และเป็นจริง
๑.๒ ปฏบิ ัติในส่งิ ที่ถกู ตอ้ ง ละอาย และเกรงกลัวทจ่ี ะทาความผิด ทาตาม
๒. มวี นิ ยั
รับผดิ ชอบ สัญญาทีต่ นให้ไวก้ บั พ่อแม่หรอื ผู้ปกครอง และครู
๓. ใฝ่เรียนรู้ ๑.๓ ปฏบิ ัตติ นตอ่ ผู้อนื่ ดว้ ยความซื่อตรง และเป็นแบบอย่างท่ีดีแก่เพ่ือน
ดา้ น ความซ่ือสตั ย์
๔. ม่งุ มนั่ ในการ ๒.๑ ปฏบิ ัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครวั และ
ทางาน โรงเรียน มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบตั ิกิจกรรมต่างๆ ใน
ชีวิตประจาวัน มีความรับผิดชอบ
๓.๑ ต้ังใจเรยี น
๓.๒ เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพยี รพยายามในการเรียน
๓.๓ เขา้ รว่ มกิจกรรมการเรียนร้ตู า่ งๆ
๓.๔ ศึกษาคน้ คว้า หาความรู้จากหนงั สอื เอกสาร สง่ิ พิมพ์ สือ่ เทคโนโลยี
ต่างๆ แหลง่ การเรยี นรูท้ ้ังภายในและภายนอกโรงเรยี น และเลือกใช้สอ่ื ได้
อยา่ งเหมาะสม
๓.๕ บนั ทกึ ความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสงิ่ ท่ีเรยี นรู้ สรปุ เปน็ องค์
ความรู้
๓.๖ แลกเปลย่ี นความรู้ ด้วยวิธกี ารต่างๆ และนาไปใช้ในชีวิตประจาวนั
๔.๑ มีความต้ังใจและพยายามในการทางานที่ไดร้ บั มอบหมาย
๔.๒ มีความอดทนและไมท่ ้อแทต้ อ่ อุปสรรคเพ่ือให้งานสาเร็จ
ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมนิ
............../.................../................
แบบประเมินการตอบคาถาม
คาช้ีแจง ทาเครอื่ งหมาย ลงในช่องระดับคะแนนพฤติกรรมที่นักเรยี นปฏบิ ัตดิ ังนี้
ระดับ ๓ หมายถึง แสดงพฤติกรรมให้เห็นมาก
ระดบั ๒ หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมให้เหน็ ปานกลาง
ระดับ ๑ หมายถงึ แสดงพฤติกรรมให้เห็นนอ้ ย
ลาดับ พฤตกิ รรม/ การ
ที่ ระดับคะแนน สนใจและตั้งใจ ตอบคาถามได้ ตอบคาถาม รวม ประ
ฟังคาถาม ตรงประเด็น อย่างสม่าเสมอ คะ
แนน เมิน หมายเหตุ
๓๒๑ ๓๒๑
ผล
ช่อื -สกุล ๓๒๑ ผา่ น ไม่
ผา่ น
เกณฑ์การประเมนิ ดมี าก
คะแนน รวม ๘ - ๙ = ดี
คะแนน รวม ๖ - ๗ = พอใช้
คะแนน รวม ๓ - ๕ =
เกณฑก์ ารผ่าน
คะแนนอย่ใู นระดบั ดขี ึน้ ไป ถือวา่ ผ่านเกณฑ์
แบบสังเกตพฤติกรรมการเรยี นรายบุคคล
คาชี้แจง : แบบสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในช้ันเรียนเป็นรายบุคคล สร้างข้ึนเพ่ือให้ครูผู้สอนประเมิน
พฤตกิ รรมนักเรียนเปน็ รายบคุ คล โดยทาเครอื่ งหมาย / ในช่องใหค้ ะแนนท่เี หน็ สมควรตามความเปน็ จริง
เลขท่ี พฤติกรรม ความตรงต่อ พฤตกิ รรมและระดับคะแนน รวม
เวลาและความ มงุ่ ม่นั ในการ ความสนใจ มีคุณธรรมใน
รายชือ่ นกั เรยี น พรอ้ มในการ ทางาน กระตือรือร้นใน การเรยี น เช่น
เรยี น การเรยี น ความมีวินัย
๓๒๑ ๓ ๒ ๑ ๓ ๒๑๓๒๑
ขอ้ สงั เกตเพิ่มเติม
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
ลงชื่อ................................................ ผู้ประเมิน
(................................................)
.........../............/..........
เกณฑก์ ารประเมนิ
๓ = ดมี าก ๒ = ดี ๑ = พอใชห้ รอื ควรปรบั ปรงุ
เกณฑ์การผา่ น คะแนนอยใู่ นระดบั ดขี นึ้ ไป ถอื วา่ ผ่านเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมนิ ผลแบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรายบคุ คล
คาชแ้ี จง : เกณฑ์การประเมินนส้ี ร้างขนึ้ เพื่อใช้เปน็ เกณฑ์ในการให้คะแนน โดยครเู ลอื กตามรายการ
ประเมนิ พรอ้ มทัง้ เกณฑ์การให้คะแนนในแต่ละหวั ข้อที่ตรงกบั พฤติกรรมของนักเรยี นตามความเป็นจรงิ และครู
จะประเมิน ลงในแบบสงั เกตพฤติกรรมการมสี ่วนร่วมในช้นั เรยี น
รายการประเมนิ เกณฑก์ ารประเมนิ
๑. ความตรงตอ่ เวลา
๓ (ดีมาก) ๒ (ปานกลาง) ๑ (พอใช้) ๐ (ปรบั ปรุง)
๒. มงุ่ มน่ั ในการ เขา้ เรยี นช้ากวา่
ทางาน เข้าเรยี นตรงเวลา เขา้ เรยี นช้ากวา่ เขา้ เรยี นเชา้ เกนิ กาหนดเกนิ ๑๕
นาที
๓. ความมวี ินยั กาหนด แต่ไม่เกนิ ๕ กว่ากาหนด แต่ไม่ ไมก่ ระตือรือร้นใน
การทางาน และ
นาที เกนิ ๑๐ นาที สง่ งานเกนิ เวลาที่
กาหนดมากกวา่ ๓
กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรือรน้ ทางาน กระตือรือร้นทางาน วัน
ทุกครัง้ ท่ไี ดร้ ับ ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย ทไ่ี ด้รบั มอบหมาย ลุกจากทนี่ ่งั โดย
มอบหมาย และสง่ ต้งั แต่ ๑ ครั้งข้ึนไป และส่งงานเกนิ เวลา
งานตรงตามเวลาท่ี และส่งงานเกินเวลา ท่กี าหนด ๒-๓ วนั
กาหนด ทีก่ าหนด ๑ วัน
นั่งอยูก่ ับท่ี ไม่คยุ ไม่ นงั่ อยูก่ ับท่ี คยุ เล่น น่งั อยกู่ ับท่ี แต่
เล่น บ้าง พดู คยุ เสียงดัง ไมไ่ ดร้ ับอนุญาต
รบกวนผอู้ ื่น
๔. ความรว่ มมือ ให้ความรว่ มมือใน ใหค้ วามรว่ มมือใน ใหค้ วามรว่ มมือ ไมใ่ หค้ วามร่วมมือ
การตอบคาถามและ การตอบคาถามและ ในการตอบคาถาม ในการตอบคาถาม
ทากจิ กรรมต่างๆ ทากิจกรรมต่างๆ และทากิจกรรม และทากิจกรรม
เป็นอย่างดีทุกครั้ง เป็นอย่างดบี างคร้งั ต่างๆน้อย ใดๆเลย
เกณฑ์การตัดสิน/ระดบั คณุ ภาพ
ระดับคะแนน ผลการประเมิน
๑๐ - ๑๒ ดีมาก
๗ – ๙ ดี
๔ – ๖ พอใช้
๐ – ๓ ควรปรบั ปรุง
เกณฑ์การผ่าน ไดค้ ะแนนในระดบั ดขี ้นึ ไป จึงถือวา่ ผ่านเกณฑ์
รายละเอียดเนื้อหาสาระ/ความร้เู พ่ิมเตมิ
การเขยี นบันทกึ ความรู้
การเขียนบันทึกความรู้ เป็นการเขียนบันทึกเร่ืองราวจากการอ่านหนังสือ หรือจากการดูหรือฟังส่ิงใด
สิง่ หนงึ่ ทเ่ี ป็นความรทู้ ี่ควรจา เพ่อื เป็นการเตอื นความจาหรือใชอ้ ้างอิงในวันขา้ งหนา้
๑. หัวข้อท่ีความเขียนบนั ทกึ ความรู้
๑.๑ ชือ่ เรอ่ื ง
๑.๒ เนอ้ื หาที่ได้จากการค้นควา้ โดยสรปุ
๑.๓ ชอ่ื ผรู้ ายงาน
๑.๔ หนังสือท่ีนามาค้นคว้า โดยระบุช่ือหนังสือ ผู้แต่ง โรงพิมพ์ ปีท่ีพิมพ์ หรือจากการดูหรือฟังใคร
เม่อื ใด
๒. วิธกี ารเขียนบันทึกความรู้
๒.๑ อ่าน ฟงั หรอื ดเู ร่ืองให้เข้าใจ
๒.๒ ตั้งคาถามและตอบคาถามให้ได้ว่า อา่ น ฟัง หรอื ดูเรือ่ งอะไร เรื่องนั้นเป็นอย่างไร และมกี ารลาดับ
เรือ่ งราวอย่างไร เปน็ ต้น
๒.๓ นาคาตอบมาเรียบเรยี ง แล้วเขียนจดบันทกึ เปน็ เร่ืองราว
๓. ประโยชนข์ องการเขียนบนั ทกึ ความรู้
๓.๑ ชว่ ยเหลอื ความจาหรือทบทวนความรู้
๓.๒ ให้ความรู้แก่ผอู้ ่านหรือผ้ทู ี่พบเหน็
๓.๓ นามาเป็นขอ้ มูลอา้ งอิงหรือข้อมูลหลักฐานได้
ตัวอย่างการเขียนบนั ทึกความรจู้ ากเรอ่ื งทีอ่ า่ น
ทาไมต้องฉีดวคั ซีนป้องกันโรคพิษสุนขั บ้ารอบสะดอื
แต่เดิม สถานเสาวภารักษาโรคพิษสุนัขบ้าด้วยการฉีดวัคซีนที่ทาจากไขสันหลังกระต่าย ต่อมา
เปล่ียนเป็นสมองสัตว์โดยเฉพาะสมองแกะและหนูทดลองวัคซีนชนิดน้ี ได้รับการคิดค้นมาเพ่ือใช้ฉีดเข้าใต้
ผิวหนัง โดยต้องฉีดถึง ๑๔-๒๑ เข็ม ดังน้ันบริเวณที่จะฉีดยาต้องมีพ้ืนท่ีมากและไม่เกิดการอักเสบได้ง่าย พ้ืนท่ี
หน้าท้องรอบสะดือจึงเป็นบริเวณที่เหมาะสมทสี่ ุดในการฉีดวัคซีน แต่วคั ซีนที่ทาจากสมองสัตว์ ทาใหห้ ลายคน
มีอาการแพ้อย่างรุนแรง จึงมีการคิดค้นวัคซีนข้ึนใหม่ โดยทาจากเซลล์เพาะเล้ียง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและไม่
ทาใหเ้ กิดอาการแพใ้ ช้วธิ ฉี ีดเข้ากล้ามเนอื้ ท่หี ัวไหล่ และฉีดเพยี ง ๕ เขม้ เทา่ นั้น
สถานเสาวภาเลิกใช้วัคซีนท่ีฉีดรอบสะดือมาตั้งเเต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๕
กระทรวงสาธารณสุขกาหนดให้โรงพยาบาลทั่วประเทศใช้เฉพาะวัคซีนท่ีทาจากเซลล์เพาะเลี้ยงเท่านั้น
เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมา ในประเทศไทยจะไม่มีใครถูกฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่
รอบสะดอื อกี
๑๐๘ ซองคาถาม เล่ม ๗
บทบาทของส่ือออนไลน์กบั การใชภ้ าษาไทยของวัยรุ่น
ในโลกยุคปัจจุบันอินเทอร์เน็ตและส่ือออนไลน์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจาวันของเราเป็นอย่างมาก
ในระบบการศกึ ษาแต่ก่อนนั้นหากนักเรียน นักศกึ ษาตอ้ งทาการบ้าน หรือรายงานตา่ งๆ กจ็ ะค้นหาข้อมูลผา่ น
หนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ท่ีอยู่ในห้องสมุด แต่สมัยน้ีแทบจะทุกคนทาการค้นคว้าหาข้อมูลผ่านทางระบบออนไลน์
แต่สื่อสังคมออนไลน์นั้นเหมือนดาบสองคม คือ มีท้ังให้คุณและให้โทษ เราควรใช้วิจารณญ าณในการรับ
และการใช้อยา่ งระมดั ระวัง โดยเฉพาะการใชภ้ าษาของวัยร่นุ ในการตดิ ต่อสื่อสารผ่านทางสือ่ ออนไลน์
สื่อออนไลน์นน้ั มหี ลายประเภท เช่น Hi5 Facebook ไลน์ อีเมล์ ฯลฯ ที่วัยรุ่นชอบติดตอ่ สอ่ื สาร
กัน จึงเกิดปัญหาการใช้ภาษาตามมา เราจึงพบการใช้ภาษาไทยแบบผิดๆ มากมาย จนเกือบจะกลายเป็น
ความคุ้นชิน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นยิ่งน่าเป็นห่วงมากท่ีสุด เพราะวัยรุ่นเป็นช่วงวัยท่ีมีการส่ือสารกันมาก
และมีรูปแบบการส่ือสารด้วยคาที่ทันสมัย มีความหมายเฉพาะกลุ่มและช่วงวัย วัยรุ่นจึงขาดความคานึงถึง
ความถูกต้อง เหมาะสม ของภาษาท่ีใช้ให้ถูกกาลเทศะ สถานที่ ถูกบุคคล ต้องชัดเจนท้ังการออกเสียงและ
ใชป้ ระโยคถกู ต้องตามความหมายและบริบทของภาษา
ปญั หาการใชภ้ าษาไทยได้เกิดขึ้นมาเป็นระยะยาวนาน แตใ่ นยุคปัจจุบันน้ีปัญหายิ่งวิกฤตความรุนแรง
มากขึน้ เร่ือยๆ ซ่ึงมีปจั จัยหนุนนาท่ีสาคัญนนั่ กค็ ือ ความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยีที่ก้าวล้าไปอย่างรวดเร็ว นิยม
ใช้ภาษาท่ีมีวิวัฒนาการทางภาษาเฉพาะกลุ่ม ซ่ึงเป็นภาษาที่เกือบจะไม่มีไวยากรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการรับส่ง
ข้อความสั้น (SMS) การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail ) การสนทนาออนไลน์ (MSN) หรือแม้แต่การ
แสดงความคิดเห็นในโลกอนิ เทอร์เน็ต
รูปแบบการใช้ภาษาของวัยรุ่นยุคใหม่ได้สร้างค่านิยมท่ีผิดๆ มาใช้ คือ การใช้ภาษาไทยท่ีผิดจากคา
เดมิ น่ันคอื การกรอ่ นคา และการสร้างคาใหม่ใหม้ ีความหมายแปลกไปจากเดิม
หรืออย่างท่ีเรียกว่า ภาษาเด็กแนวน่ันเอง จึงทาให้ภาษาไทยของเราเปลี่ยนแปลงไป เยาวชนยุค
หลงั ๆ จงึ ใชภ้ าษาไทยไม่ถูกต้องทง้ั การพูด การอา่ น การเขยี น เช่น
แปลงเสียงส้นั เสียงยาว อะไร แปลงเปน็ อาราย
ได้ แปลงเปน็ ดา้ ย
แปลงสระ คิดถงึ แปลงเปน็ คิดถงุ
จงั เลย แปลงเปน็ จงุ เบย
แปลงคาควบกลา้ จริงสิ แปลงเป็น จงิ ดิ
เปล่า แปลงเปน็ อะ๊ ปา่ ว
การกร่อนเสยี ง ใช่ไหม แปลงเปน็ ชิมิ เปน็ ตน้
และยังมีคาอีกมากมายท่ีถูกบัญญัติข้ึนโดยกลุ่มผู้ใช้เป็นวัยรุ่นจนแทบจะกลายเป็นภาษาทางการของ
กลุ่มวัยรุ่นท่ีนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย และนับวันย่งิ ขยายวงกว้างออกไปเรอ่ื ยๆ ซึ่งปญั หาเหล่าน้ีหากทุกภาค
ส่วนในสังคมยังคงปล่อยวาง ไม่เร่งรีบหาทางแก้ไข และยังคงมีการใช้บ่อยๆ ก็จะทาให้เกิดความเคยชิน อีก
ท้ังมีการนามาใช้ในชีวิตประจาวัน จนในที่สุดก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งน่าหวั่นเกรงยิ่งนักว่าในอนาคต
ปญั หาวิกฤตภิ าษาไทยก็จะย่ิงยากเกินการเยียวยาแกไ้ ข
แนวทางการแกไ้ ขปัญหาการใชภ้ าษาไทยของวัยรุ่น อาจจะตอ้ งใหห้ นว่ ยงานที่เก่ยี วข้องเข้ามาชว่ ย
สอดสอ่ งดูแลอย่างสม่าเสมอ และก็ไม่ใช่หน้าท่ีของหน่วยงานรัฐเพยี งอยา่ งเดียว ส่ิงทจี่ ะช่วยจัดการกับปญั หา
การใช้ภาษาไทยของวัยรนุ่ ได้ง่ายทส่ี ุด คอื
สถาบันครอบครัว พ่อ แม่ ผู้ปกครอง นับว่าเป็นบุคคลสาคัญใกล้ตัวและมีบทบาทสาคัญท่ีสุดที่จะ
ช่วยในการแกป้ ัญหา โดยการเปน็ แบบอยา่ งที่ดีแก่เด็กและวยั รุ่น ควรสอนใหเ้ ดก็ เขียนหนงั สือใหถ้ ูกตอ้ ง และ
ปลกู ฝงั นิสยั รกั การอ่านกจ็ ะยง่ิ ชว่ ยให้เดก็ คนุ้ เคยกบั การใช้ภาษาไทยที่ถกู ต้องต้ังแต่เด็ก
สถาบันการศึกษา ควรให้ความสาคัญในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยให้มาก ควรพิจารณา
หลักสูตรโดยหันมาใช้การเรียนการสอนแบบเดิมๆ ดูบ้าง ซ่ึงจะมีวิชาเขียนไทย ย่อความ หรือท่องอาขยาน
เพื่อให้เด็กใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องมากขึ้น ดังท่ีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ก็เคยมีรับส่ังว่า การให้เด็กไทย
ได้ท่องอาขยานเป็นการฝึกความจาของเด็ก ด้วยการได้ท่องภาษาดีๆ การใช้ภาษาของเด็กก็จะได้รับการ
พฒั นาไปด้วย และทส่ี าคญั ท่ีสดุ ครูตอ้ งเปน็ ตน้ แบบทดี่ ีในการใชภ้ าษาไทย
สื่อ ควรมีจิตสานึกและตระหนักว่าตนเองมีความสาคัญต่อสังคม มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมต่างๆ ของ
วยั ร่นุ รวมท้ังการใช้ภาษาไทย แมว้ า่ สอ่ื มีความจาเป็นตอ้ งใช้คาแปลกใหมบ่ า้ งเพื่อสีสนั ของข่าว และดึงดูดผชู้ ม
ผ้ฟู ัง แตก่ ต็ ้องไม่มากจนเกินไป ดังน้นั เม่ือจะสื่อสารสิง่ ใดควรมวี จิ ารณญาณ และใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องเพื่อ
เป็นแบบอย่างที่ดีของสงั คมตอ่ ไป
ดังน้ันการใช้ภาษาไทยของวัยรุ่นมีความสาคัญเป็นอย่างมาก เพราะภาษาไทยมิใช่เพียงแค่การ
ติดต่อส่ือสารเท่าน้ัน แต่ภาษาไทยของเรายังเป็นเอกลักษณ์ เป็นวัฒนธรรมท่ีสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน
ภาษาไทยจึงมีความสาคัญกับวัยรุ่นไทยท่ีจะเป็นอนาคตของชาติต่อไป รักษาภาษาไทยที่บรรพบุรุษของเราได้
สร้างไว้ให้ และให้ภาษาไทยอยู่คู่กับชาติไทยไปตลอด เพราะภาษาก็เปรียบได้กับรั้วของชาติ ถ้าชนชาติใด
รักษาภาษาของตนไวไ้ ด้ดี ใหบ้ ริสทุ ธ์กิ ็จะไดช้ อ่ื วา่ รักษาความเป็นชาตไิ ว้ได้ตลอดกาล
เร่อื ง…เนตรดาว งามยิ่งไพศาล
( ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ )
ใบงาน เรอื่ ง ยาเสพติด...ควรคิด กอ่ นจะลอง
ชแ้ี จง ให้นักเรียนเขียนบนั ทึกความรูจ้ ากการอ่าน หนังสือ หนังสือพิมพ์ ส่ืออิเล็กทรอนกิ ส์ และบันทกึ จาก
การฟงั และดูรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับยาเสพติดและอนั ตรายของยาเสพติด
การบนั ทกึ ความรู้จากการอ่านหนังสือ
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
การบันทกึ ความรู้จากการอ่านหนังสือพมิ พ์
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
การบนั ทกึ ความรู้จากการอ่านสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกส์
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
การบนั ทกึ ความรู้จากการฟังและการดู
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….
บันทกึ ผลหลังการเรียนรู้
ผลการจัดการเรียนร้ตู ามตัวช้ีวดั / ผลการเรยี นรู้
- นักเรยี นสามารถตอบคาถามไดถ้ ูกตอ้ ง
- นกั เรยี นจับใจความสาคญั ของเรอื่ งทอี่ า่ นหรอื ฟังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- นกั เรยี นเขยี นบันทึกสิ่งทอี่ า่ นหรอื ฟงั ตามรปู แบบท่กี าหนดได้
- นกั เรียนเห็นคุณค่าของการอา่ น
สมรรถนะในการเรยี นแตล่ ะด้าน
- นักเรียนไดใ้ ชค้ วามสามารถด้านการสอ่ื สาร และการคดิ ในการทากจิ กรรมท่ีได้รับมอบหมาย
- นกั เรียนได้ใช้ความสามารถด้านการใช้ทักษะชีวติ และความสามารถในการแกป้ ญั หาในการแก้ปัญหา
ท่ีเกดิ ข้ึนระหว่างทากจิ กรรม
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์แต่ละดา้ น
. - นกั เรียนมคี วามมุ่งมนุ่ ในการทางานท่ีไดร้ บั มอบหมาย มีความใฝ่รู้ใฝเ่ รียนและรบั ผดิ ชอบต่องานท่ี
ไดร้ บั มอบหมายอย่างเต็มความสามารถ
ปญั หา / อุปสรรค
-
ข้อเสนอแนะ / แนวทางการแก้ปญั หา
-
ขอ้ คน้ พบ
-
ลงชื่อ …………… …………………..ผู้สอน
(นางสาวเฌอณัฏฐ์ชา หลิมพลอย)
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๑๗
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วชิ าภาษาไทย (ท๓๑๑๐๑) ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๔
หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ ๒ ภาคเรียนท่ี ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕
เรือ่ ง การอ่านรอ้ ยแกว้ เวลา ๑ ชั่วโมง ผู้สอน ครูเฌอณัฏฐ์ชา หลมิ พลอย
___________________________________________________________________________
๑. สาระที่ ๑ การอา่ น
มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนาไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาในการ
ดาเนนิ ชีวติ และมีนิสยั รกั การอา่ น
ตัวชว้ี ดั
ท ๑.๑ ม. ๔-๖/๑ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้อย่างถูกต้องไพเราะ และเหมาะสม
กบั เรือ่ งทีอ่ ่าน
ท ๑.๑ ม. ๔-๖/๙ มมี ารยาทในการอา่ น
๒. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
๒.๑ นักเรียนบอกหลกั การอา่ นออกเสียง ได้ถูกตอ้ ง (K)
๒.๒ นักเรยี นสามารถอ่านออกเสยี งพยญั ชนะ สระ วรรณยุกต์ ได้ถูกตอ้ ง (P)
๒.๓ นกั เรียนสามารถลงเสียงหนักเบาตามหลกั ภาษาได้ถูกต้อง (P)
๒.๔ นกั เรียนเห็นคณุ ค่าของภาษาไทย (A)
๓. สาระสาคญั
การออกเสียงภาษาไทยไม่ถูกต้องทั้งน้ีอาจเป็นเพราะขาดการเอาใจใส่ ไม่เห็นว่าสาคัญ อยู่ใน
ส่ิงแวดล้อมที่ไม่เอื้ออานวย และไม่ได้ฝึกฝนเพียงพอ การศึกษาเรื่องการออกเสียงคาจะทาให้นักเรียนทราบ
ขอ้ สังเกตว่าภาษาทน่ี ักเรียนใช้ คาใดออกเสียงได้ถูกต้อง และคาใดออกเสียงไม่ถูกต้อง ขอ้ สังเกตเหล่าน้ีจะช่วย
ให้ใหน้ ักเรียนแกไ้ ขการใชภ้ าษาของตนเองได้ถกู ต้องต่อไป
๔. สมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน
๔.๑ ความสามารถในการส่ือสาร
๔.๒ ความสามารถในการคิด
๔.๓ ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต
๕. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
๕.๑ ซือ่ สัตย์สุจริต
๕.๒ มีวินัย
๕.๓ ใฝ่เรียนรู้
๕.๔ มงุ่ มั่นในการทางาน
๖. สาระการเรียนรู้
๖.๑ ความรู้
- การออกเสียงพยญั ชนะ
- การออกเสยี งสระ
- การออกเสียงวรรณยกุ ต์
- การลงเสียงหนกั
- การลงเสยี งเบา
๖.๒ ทกั ษะ/กระบวนการ
- กระบวนการอ่าน
- ทักษะการฟงั และการดู
๗. ช้ินงาน/ภาระงาน
- การอา่ นออกเสยี งบทร้อยแกว้
๘. กิจกรรมการเรยี นรู้ (เทคนิค CHAIN NOTE)
ข้ันนา
๑. ครูทักทายนักเรียนและเตรียมความพร้อมในการเรียน จากนั้นให้นักเรียนฟังเพลงและดูเนื้อเพลง
“พกั ก่อน” ศิลปิน มิลลิ จากโปรแกรมนาเสนอภาพนงิ่ ประกอบซ่งึ เป็นเพลงทศี่ ลิ ปนิ ออกเสียงรอ้ งไมช่ ัดเจนตาม
หลกั การออกเสยี งในภาษาไทย จากนั้นครเู ชื่อมโยงเข้าสบู่ ทเรยี นเรอ่ื งการอา่ นออกเสยี ง
ขนั้ สอน
๒. นักเรียนศึกษาหลักการออกเสียงพยัญชนะต้นซ่ึงเป็นพยัญชนะเด่ียวและพยัญชนะควบจาก
โปรแกรมนาเสนอภาพนง่ิ ประกอบคาอธบิ ายของครู และฝกึ ออกเสียงให้ถกู ตอ้ ง
๓. นกั เรียนจบั คู่เพอื่ ฟังว่าคู่ของตนเองออกเสียงได้ถูกต้องหรือไม่ แลว้ ช่วยกนั แก้ไขใหถ้ ูกตอ้ ง
๔. ครูสุ่มนักเรียน ๔ – ๕ คนเพื่อทดสอบการอ่านออกเสียง หากนักเรียนออกเสียงผิดครูจะแก้ไขให้
ถูกต้องและให้นักเรยี นออกเสยี งตามอีกครง้ั
๕. นักเรียนศึกษาหลักการออกเสียงวรรณยุกต์ และการลงเสียงหนักเบา จากโปรแกรมนาเสนอ
ภาพนง่ิ ประกอบคาอธบิ ายของครู และฝึกออกเสยี งใหถ้ ูกต้อง
๖. นกั เรยี นจบั คูเ่ พ่ือฟงั ว่าค่ขู องตนเองออกเสยี งได้ถูกต้องหรอื ไม่ แล้วชว่ ยกันแก้ไข
๗. ครูสุ่มนักเรียน ๔ – ๕ คนเพื่อทดสอบการอ่านออกเสียง หากนักเรียนออกเสียงผิดครูจะแก้ไขให้
ถูกต้องและให้นักเรียนออกเสียงตามอีกครัง้
ขั้นสรปุ
๘. ผู้สอนแจกกระดาษท่ีมีคาถามเกย่ี วกับการออกเสียงในภาษาไทย เช่น ทาไมการออกเสียงภาษาไทย
ในปัจจุบันถึงออกเสียงไม่ชัดเจน โดยให้นักเรียนตอบคาถามคนละ ๑ คาตอบ จากน้ันส่งต่อกระดาษแผนนั้น
ให้เพื่อนท่นี ัง่ ข้าง ๆ คนถัดไป เพ่ือช่วยกนั ตอบคาถามนน้ั ให้สมบรู ณย์ ่งิ ขึ้น
๙. ครมู อบหมายใหน้ ักเรียนหาเวลาวา่ งมาสอบอ่านออกเสยี งกับครเู ป็นรายบุคคล ภายใน ๑ สัปดาห์
๙. สือ่ อุปกรณ์และแหล่งการเรยี นรู้
๙.๑ เนื้อเพลงและเพลง “พกั กอ่ น”ศลิ ปนิ มลิ ลิ
๙.๒ โปรแกรมนาเสนอภาพนิ่งประกอบการสอน
๑๐. การวดั และการประเมินผล
รายการวดั และ วธิ ีวัดและประเมนิ ผล เครือ่ งมอื วดั และ เกณฑ์การวัดและ
ประเมนิ ผล
ประเมินผล ประเมินผล ผา่ นเกณฑ์การประเมิน
ระดบั ดี
ด้านความรู้ สงั เกตจากการตอบคาถาม แบบประเมนิ การตอบ ผ่านเกณฑ์การประเมิน
ของนักเรียน คาถาม ระดบั ดี
ดา้ นทักษะกระบวนการ ประเมินการอา่ นออกเสียง แบบประเมินการอ่าน ผ่านเกณฑ์การประเมิน
รอ้ ยแกว้ ออกเสยี ง ระดับดี
ดา้ นเจตคติ สังเกตการปฏบิ ตั งิ านของ แบบสังเกตพฤติกรรม
นักเรียน การเรยี น
แบบการประเมินสมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน
รายบุคคล
ชอ่ื ..................................................นามสกลุ .................................................ชน้ั ...............เลขท่.ี ..............
คาชีแ้ จง : ให้ผสู้ อนสงั เกตพฤติกรรมของนักเรียน และขีด ลงในช่องท่ตี รงกบั คะแนน
ระดับคุณภาพ
สมรรถนะดา้ น รายการประเมิน ดีมาก ดี พอใช้ ปรบั ปรุง
(๔) (๓) (๒) (๑)
๑. ความสามารถ ๑.๑ มคี วามสามารถในการรับ-สง่ สาร
ในการสอ่ื สาร ๑.๒ มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด
ความเขา้ ใจของตนเอง โดยใช้ภาษาอย่างเหมาะสม
๑.๓ ใชว้ ธิ กี ารส่อื สารที่เหมาะสม มปี ระสิทธิภาพ
๑.๔ เจรจาต่อรองเพื่อขจดั และลดปญั หาความ
ขัดแยง้ ตา่ ง ๆ ได้
๑.๕ เลือกรับและไมร่ ับขอ้ มลู ขา่ วสารด้วยเหตุผล
และถูกตอ้ ง
สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดบั ...............
๒. ความสามารถ ๒.๑ มคี วามสามารถในการคิดวเิ คราะห์ สงั เคราะห์
ในการคิด ๒.๒ มที กั ษะในการคิดนอกกรอบอย่างสรา้ งสรรค์
๒.๓ สามารถคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ
๒.๔ มคี วามสามารถในการสรา้ งองค์ความรู้
๒.๕ ตัดสินใจแก้ปัญหาเกย่ี วกับตนเองได้อยา่ ง
เหมาะสม
สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
๓. ความสามารถ ๓.๑ เรยี นร้ดู ว้ ยตนเองได้เหมาะสมตามวัย
ในการใช้ทักษะ ๓.๒ สามารถทางานกลุ่มร่วมกับผ้อู น่ื ได้
ชวี ติ ๓.๓ นาความรทู้ ี่ไดไ้ ปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ิตประจาวนั
๓.๔ จดั การปญั หาและความขัดแยง้ ไดเ้ หมาะสม
๓.๕ หลีกเลีย่ งพฤติกรรมไม่พงึ ประสงคท์ ่ีสง่ ผล
กระทบต่อตนเอง
สรุปผลการประเมิน รวม .......... คะแนน ระดับ ...............
แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ๘ ประการ
ชื่อ-สกลุ นักเรียน.....................................................................หอ้ ง..............................เลขที่…….
คาช้ีแจง : ให้ ผู้สอน สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรียน แลว้ ขดี ลงใน
ช่องว่างที่ตรงกับระดบั คะแนน
คณุ ลักษณะ รายการประเมิน ระดับคะแนน
อนั พงึ ประสงคด์ า้ น ๓๒๑
๑. ซอ่ื สตั ย์ สจุ รติ ๑.๑ ให้ขอ้ มูลท่ถี ูกตอ้ ง และเป็นจริง
๑.๒ ปฏบิ ัติในส่งิ ที่ถกู ตอ้ ง ละอาย และเกรงกลวั ทจ่ี ะทาความผดิ ทาตาม
๒. มวี นิ ยั
รับผดิ ชอบ สัญญาทีต่ นให้ไวก้ บั พ่อแม่หรือผปู้ กครอง และครู
๓. ใฝ่เรียนรู้ ๑.๓ ปฏบิ ัตติ นตอ่ ผู้อนื่ ดว้ ยความซ่ือตรง และเป็นแบบอย่างท่ดี ีแกเ่ พ่ือน
ดา้ น ความซอื่ สตั ย์
๔. ม่งุ มนั่ ในการ ๒.๑ ปฏบิ ัตติ ามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบยี บ ข้อบังคับของครอบครวั และ
ทางาน โรงเรียน มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบัตกิ ิจกรรมต่างๆ ใน
ชีวิตประจาวัน มคี วามรับผิดชอบ
๓.๑ ต้ังใจเรยี น
๓.๒ เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพยี รพยายามในการเรยี น
๓.๓ เขา้ รว่ มกิจกรรมการเรียนร้ตู ่างๆ
๓.๔ ศึกษาคน้ คว้า หาความรู้จากหนังสอื เอกสาร สิ่งพมิ พ์ สื่อเทคโนโลยี
ต่างๆ แหลง่ การเรยี นรูท้ ้ังภายในและภายนอกโรงเรียน และเลือกใชส้ ่อื ได้
อยา่ งเหมาะสม
๓.๕ บนั ทกึ ความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสิ่งทีเ่ รยี นรู้ สรุปเปน็ องค์
ความรู้
๓.๖ แลกเปลย่ี นความรู้ ด้วยวิธกี ารตา่ งๆ และนาไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั
๔.๑ มีความต้ังใจและพยายามในการทางานที่ไดร้ ับมอบหมาย
๔.๒ มีความอดทนและไมท่ ้อแทต้ ่ออุปสรรคเพอื่ ให้งานสาเร็จ
ลงช่อื ...................................................ผู้ประเมนิ
............../.................../................
เกณฑ์การประเมินแบบการอ่านรอ้ ยแกว้ (๑๐ คะแนน)
ระดบั คะแนน
เกณฑก์ ารประเมิน ๔ (ดมี าก) ๓ (ด)ี ๒ (พอใช้) ๑ (ควร
๑.ความถูกต้องตามอักขรวธิ ี นักเรียนอ่านออกเสียง ปรับปรุง)
รอ้ ยแก้วถูกต้องตาม
๒. การแบง่ วรรคตอน อักขรวธิ ีทง้ั หมด นกั เรียนอา่ น นกั เรยี นอา่ น นักเรียนอา่ น
นกั เรียนสามารถแบง่ ออกเสยี งรอ้ ย ออกเสียงรอ้ ย ออกเสียงรอ้ ย
วรรคตอนได้ถูกต้อง
ทั้งหมด แกว้ ตาม แก้วตาม แก้วตาม
อกั ขรวิธผี ิด ๑-๒ อกั ขรวิธีผดิ ๓-๔ อักขรวธิ ผี ิด ๕
แห่ง แห่ง แห่งขน้ึ ไป
นกั เรียนแบ่ง นักเรียนแบ่ง นกั เรียนแบ่ง
วรรคตอนผดิ วรรคตอนผิด วรรคตอนผิด ๕
๑-๒ ตาแหน่ง ๓-๔ ตาแหนง่ ตาแหน่งขนึ้ ไป
๓. การใช้นา้ เสยี ง นกั เรียนใชน้ า้ เสียง นกั เรยี นใช้ นักเรยี นใช้ นกั เรียนใช้
เหมาะสมและถูกต้อง นา้ เสียงไม่ นา้ เสียงไม่ นา้ เสยี งไม่
ตามเนื้อหาทั้งหมด ถกู ต้อง ๑-๒ ถูกต้อง ๓-๔ ถกู ต้อง ๕
ตาแหน่ง ตาแหนง่ ตาแหนง่ ข้ึนไป
เกณฑ์การตดั สิน/ระดับคณุ ภาพ
ระดบั คะแนน ผลการประเมิน
๑๐-๑๒ ดมี าก
๗ – ๙ ดี
๔ – ๖ ปานกลาง
๑ – ๓ พอใช้
เกณฑ์การผา่ น
คะแนนอยใู่ นระดบั ดขี น้ึ ไป ถือวา่ ผา่ นเกณฑ์
แบบประเมนิ การตอบคาถาม
คาช้ีแจง ทาเครอื่ งหมาย ลงในช่องระดับคะแนนพฤติกรรมที่นักเรยี นปฏบิ ัตดิ ังนี้
ระดับ ๓ หมายถึง แสดงพฤติกรรมให้เห็นมาก
ระดบั ๒ หมายถงึ แสดงพฤติกรรมให้เหน็ ปานกลาง
ระดับ ๑ หมายถงึ แสดงพฤตกิ รรมให้เห็นนอ้ ย
ลาดับ พฤตกิ รรม/ การ
ที่ ระดับคะแนน สนใจและตั้งใจ ตอบคาถามได้ ตอบคาถาม รวม ประ
ฟังคาถาม ตรงประเดน็ อย่างสม่าเสมอ คะ
แนน เมิน หมายเหตุ
๓๒๑ ๓๒๑
ผล
ช่อื -สกุล ๓๒๑ ผา่ น ไม่
ผา่ น
เกณฑ์การประเมนิ ดมี าก
คะแนน รวม ๘ - ๙ = ดี
คะแนน รวม ๖ - ๗ = พอใช้
คะแนน รวม ๓ - ๕ =
เกณฑก์ ารผ่าน
คะแนนอย่ใู นระดบั ดขี ึน้ ไป ถือวา่ ผ่านเกณฑ์