The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 17874, 2022-08-15 10:50:05

DOCA1000042552 (1)

DOCA1000042552 (1)

ชอ งทรปู ลูกปญญา

โทรทัศนความรูดูสนุก ทางทรูวิช่ันส 6 ทุกรายการสาระ
ความรู สาระบันเทิง และการปลูกฝงคุณธรรมจริยธรรมตลอด
24 ช่วั โมง

พบกบั เร่อื งราวสรา งแรงบนั ดาลใจ
• รายการสอนศาสตร รายการสอนเสริมแนวใหมค รบ 8 วิชา
ม.3 ม.6 ติวสดทกุ วันโดยติวเตอรช่อื ดงั
ทรูปลูกปญญา • รายการ I AM แนะนําอาชพี นา สนใจโดยรุน พ่ใี นวงการ
• รายการสารสังเคราะห นําขา วสารมาสงั เคราะหอัพเดท
หนวยงานเพ่ือการศึกษา ภายใตกลุมบริษัท ทรู
คอรปอเรชนั่ จํากัด (มหาชน) ที่บรู ณาการเทคโนโลยีและความ กันแบบไมตกเทรนด
เชี่ยวชาญดานคอนเทนต พัฒนาเปนสื่อไลฟสไตลเพ่ือสงเสริม
การศึกษาและคุณธรรม สามารถเชื่อมโยงทุกมิติการเรียนรูได
อยา งครบวงจร นิตยสารปลูก plook

นิตยสารสงเสริมความรูคูคุณธรรมสําหรับเยาวชนฉบับแรก
ในประเทศไทย วางแผงทุกสัปดาหแรกของเดือน หยิบฟรีไดท่ี
www.trueplookpanya.com True Coffee TrueMove Shop สถานศึกษา แหลงการเรียนรู
หองสมุด และโรงพยาบาล ทั่วประเทศ หรืออานออนไลนใน
ทรูปลูกปญญาดอทคอม คลังความรูคูคุณธรรมท่ีใหญ www.trueplookpanya.com
ทสี่ ดุ ในประเทศไทย อดั แนน ดว ยสาระความรใู นรปู แบบมลั ตมิ เี ดยี
สนุกกับการเรียนรูดวยตัวเอง ท้ังยังเปดโอกาสใหทุกคนสราง
เน้ือหา แบงปน ความรูร วมกัน โดยไมมีคาใชจ า ย
แอพพลิเคช่ัน Trueplookpanya.com
ตอบโจทยไลฟสไตลการเรียนรูของคนรุนใหม ดวยฟรี
พบกบั ความเปน ทีส่ ดุ ท้งั 4 ดา นแหง การเรยี นรู แอพพลิเคช่ัน “Trueplookpanya.com” ใหคุณพรอมสําหรับ
การเรยี นรใู นทกุ ทที่ กุ เวลา รองรบั การใชง านบน iOS (iPhone, iPod,
• คลังความรู รวบรวมเนื้อหาการเรียนทุกระดับช้ันครบ iPad) และ Android
8 กลุมสาระการเรียน

• คลังขอสอบ ขอสอบออนไลนพรอมเฉลยท่ีใหญท่ีสุด
ในประเทศไทย พรอ มการประเมินผลสอบทางสถิติ
• แนะแนว ขอมูลการศึกษาตอ พรอมเจาะลึกประสบการณ : www.trueplookpanya.com
: TruePlookpanya
การเรียนและการทํางาน
• ศูนยขาวสอบตรง/Admissions ขาวการสอบทุกสนาม
ทุกสถาบนั พรอ มระบบแจงเตือนเรียลไทม

หนงั สือชดุ “ตวิ เขม O-NET Get 100”

สรางสรรคโ ดย
ทรปู ลกู ปญญา มีเดีย
โครงการเพอื่ สังคมของบริษทั ทรู คอรปอเรชน่ั จํากัด (มหาชน)
เลขท่ี 46/8 อาคารรุงโรจนธ นกุล ตึก B ช้ัน 9 ถนนรชั ดาภิเษก
แขวงหวยขวาง เขตหว ยขวาง กรุงเทพฯ 10310
โทร : 02-647-4511, 02-647-4555
โทรสาร : 02-647-4501
อีเมล : [email protected]

: www.trueplookpanya.com
: TruePlookpanya

หนงั สอื ชดุ “ติวเขม O-NET Get 100” ใชส ัญลักษณอ นญุ าตของครเี อทฟี คอมมอนส
แบบ แสดงทีม่ า-ไมใ ชเพือ่ การคา -อนญุ าตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย

คำนำ

การสอบ O-NET หรือช่ืออยางเปนทางการวา การจัดการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติข้ันพ้ืนฐาน
(Ordinary National Educational Test) โดย สทศ. ถอื เปนอกี สนามสอบท่สี ําคัญสาํ หรบั นองๆ ในระดับ ป.6, ม.3,
ม.6 เพอื่ เปน การประเมินผลการเรียนรูของนองๆ ในระดับชาตเิ ลยทีเดยี ว และยงั เปน ตวั ชีว้ ดั คณุ ภาพการเรยี นการ
สอนของแตละโรงเรียนอกี ดวย คะแนน O-NET กย็ งั เปนสวนสาํ คญั ในการคิดคะแนนในระบบ Admissions เพอ่ื
สมัครเขา คณะท่ีใจปรารถนา ไดค ะแนนดีก็มชี ยั ไปกวา ครึง่

และเพอื่ เปน อกี ตวั ชว ยหนง่ึ ในการเตรยี มความพรอ มใหน อ งๆ กอ นการลงสนามสอบ O-NET ทางทรปู ลกู
ปญญาจงึ ไดจ ดั ทาํ หนังสอื ชดุ “ตวิ เขม O-NET Get 100” สดุ ยอดคูมือเตรยี มตัวสอบ O-NET สาํ หรบั นอ งๆ ในระดับ
ม.3 และ ม.6 ทเ่ี จาะลกึ เนอ้ื หาทมี่ กั ออกสอบบอ ยๆ โดยเหลา รนุ พเ่ี ซยี นสนามในวงการตวิ รวบรวมแนวขอ สอบตงั้ แต
อดตี จนถึงปจ จุบนั พรอมเฉลยอยา งละเอยี ด และคาํ อธิบายที่เขาใจงาย จําไดแ มน ยํา นาํ นองๆ Get 100 ทําคะแนน
สูเปา หมายในอนาคต

หนังสือชุด “ติวเขม O-NET Get 100” โดยทรูปลูกปญญา ประกอบดวยวิชาคณิตศาสตร ภาษาไทย
สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ ที่รวบรวมเน้ือหาระดับมัธยมศึกษาตอนตน และมัธยมศึกษาตอนปลาย และวิชา
ฟส กิ ส เคมี ชวี วทิ ยาของระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย รวมทงั้ หมด 11 เลม โดยสามารถศกึ ษาเนอ้ื หาหรอื ทาํ ขอ สอบ
ออนไลนเ พิม่ เตมิ ไดจาก www.trueplookpanya.com ทม่ี ี link ใหในทายบท

สามารถดาวนโหลดหนงั สอื ไดฟรี ผา นเวบ็ ไซตท รปู ลูกปญ ญา ท่ี www.trueplookpanya.com/onet

ทมี งานทรปู ลูกปญ ญา

สารบัญ หนา

เรือ่ ง 7
23
หลักภาษาไทย 47
บทที่ 1 เสียง อักษรไทย และพยางค 54
บทท่ี 2 คาํ ไทยแทและคาํ ยืม ชนดิ ของคํา การสรา งคาํ 58
บทท่ี 3 วลีและประโยค 62
66
การใชภาษาไทย 70
บทท่ี 4 ธรรมชาติของภาษา 73
บทที่ 5 เหตุผลและภาษา 78
บทที่ 6 การแสดงทรรศนะ 83
บทที่ 7 การโตแยง 88
บทท่ี 8 การโนมนาวใจ 93
บทท่ี 9 การอธิบาย บรรยาย พรรรณนาและโวหารการเขียน 95
บทท่ี 10 การอา นจับใจความ 97
บทท่ี 11 ระดับภาษา 100
บทที่ 12 คาํ ราชาศัพท 103
บทท่ี 13 การเขยี นบรรณานุกรม 105
บทที่ 14 การใชพจนานกุ รม 109
บทที่ 15 การใชภ าษาในที่ประชุม
บทที่ 16 การใชภาษาในรายงานเชงิ วิชาการ
บทท่ี 17 การเขียนวรรคตอน
บทท่ี 18 ประโยคสาํ นวนภาษาตา งประเทศ
บทที่ 19 สาํ นวนไทย

สารบัญ

เรื่อหงนังสือ ตวิ เขม O-NET Get 100 วชิ าภาษาไทย - ม.ตน เลมน้ี ไดสรุปเน้อื หาวชิ าภาษาไทยในรหะนดบั ามัธยมตน
บทท่ี 20แ(มล.ก1ะ-ามมรีป.เ3รข)ะียสทนิทมี่ เธกั รภิจยี ะางอพคอมกวาสากอมขบน้ึ พรอ มทง้ั แบบฝก หดั รวมไปถงึ เทคนคิ ตา งๆ ทจี่ ะชว ยใหน อ งๆ สามารถทาํ ขอ ส1อ1บ1ไดร วดเรว็
บทที่ 21 คาํ ทับศพั ทและศัพทบ ัญญตั ิ 113
บทที่ 22 ควใานมกหารมเตารยยี ขมอตงวั คสําาํ หรบั วชิ าภาษาไทย นอ งๆ ควรฝก ในเรอ่ื งของการอา น การตคี วาม คดิ วเิ คราะห 1ล1อ5งประเมนิ
บทที่ 23ตวั ปเอรงะดกูวาา ศมจี ดุ ออ นเร่อื งไหน จะไดเ สรมิ เรือ่ งนน้ั และเก็บคะแนนในสวนนัน้ ไดดีขน้ึ 118
บทที่ 2245เหปกน็ แารใรนะนเโวโรยขจียอคทงสยกลอเาํ รําบกือ่ ดวซงับมกง่ึ คามรกัําอจแาะลนเปะนขน า อขจอคะคเวปวาาน มมสวบนททคน่ี วอามงๆมาสใาหมอ าา รนถแเกล็บะคตะคี แวนานมไโดดเยยหอละกั พกยาารยสาาํ มคหญั มใน่ันทกําาขรทอ าํสโอจบทเ11ยย22ก อ02าะรๆอเา พนือ่ ใใหห
บทที่

นองๆ อานรวมๆ และพยายามสรปุ ใหไ ดป ระเดน็ แบบคราวๆ กอ นวา เขาตอ งการจะสื่ออะไร ข้นั ตอมาก็ใหด ตู ัวเลือกวา
คาํ ประพสัมนั พธัน ธกนั ไหม แลว ก็พยายามตัดตวั เลือกท่คี ดิ วา ไมใ ชอ อกทีละตัว
บทที่ 222768ภาคลฉษีลวนัาพาไาทท่ีๆมวลยรรกัหไรทูดษวณว่ัด ังณไว คเปยปดเคนกี วอย่ีายมวามกงัน่บัยใิ่งคจวแําาปลหะรนะgังพeสtันือ1ธเ0ล 0มกนนั้ี จทะุกชควนยใหนองๆ 11O32-40NET
บทที่ มีความเขาใจ และสามารถทําขอสอบ 141 วิชา
บทที่
บทที่ 29 ลลี าการแตง และโวหาร 144
บทท่ี 30 คณุ คา วรรณคดี 154

ทีมงานทรปู ลูกปญ ญา

คุยกอนอาน

หนังสอื ตวิ เขม O-NET Get 100 วิชาภาษาไทย - ม.ปลาย เลม น้ี ไดจ ัดทําขน้ึ สําหรับนอ งๆ ม.6 หรือเทียบเทาที่
กําลงั จะเตรียมตวั สอบ O-NET ม.6 ซง่ึ ถอื เปน อกี ตัวชวยท่จี ะทําใหนองประหยดั เวลาในการเตรียมตัวสอบไดมากข้นึ
เพราะเราไดส รปุ เนอ้ื หาวชิ าภาษาไทยทมี่ กั จะออกสอบ พรอ มทง้ั แบบฝก หดั รวมไปถงึ เทคนคิ ตา งๆ ในการสอบ สาํ หรบั
วชิ าภาษาไทย แนวขอ สอบในแตล ะปจ ะไมค อ ยตา งกนั มาก จะเปน แนวทเี่ นน การตคี วาม คดิ วเิ คราะห หลกั ภาษาทตี่ อ ง
ใชใ หถูกตอ ง มากกวาเนนการทอ งจํา

สวนโจทยพ วกคดิ วิเคราะหน ้นั มขี อ ควรระวงั คอื นองๆ อยา นาํ ความคดิ สว นตัวเขาไปวิเคราะหดว ยนะ เพราะจะ
ทาํ ใหต ีความผิดกันไปใหญ โจทยใ หม าแคไ หนกค็ วรใชข อมลู แคน ้ัน

ในโจทยเรอื่ งการอา น นา จะเปนสว นท่ีนองๆ สามารถเกบ็ คะแนนไดเยอะ พยายามหมนั่ ทําขอ สอบเยอะๆ เพือ่ ให
เหน็ แนวขอ สอบ ซงึ่ มกั จะเปน ขอ ความ บทความมาใหอ า น และตคี วาม โดยหลกั การสาํ คญั ในการทาํ โจทยก ารอา น ให
นองๆ อา นรวมๆ และพยายามสรปุ ใหไดประเดน็ แบบครา วๆ กอนวา เขาตอ งการจะสื่ออะไร ขน้ั ตอ มากใ็ หดตู ัวเลอื กวา
สัมพนั ธก ันไหม แลวกพ็ ยายามตัดตวั เลือกที่ไมใ ชออกทีละตัว

นอกจากเทคนคิ เลก็ ๆ นอ ยๆ เหลา นแี้ ลว พๆ่ี หวงั เปน อยา งยง่ิ วา หนงั สอื เลม นี้ จะชว ยใหน อ งๆ มคี วามเขา ใจ และ
สามารถทาํ ขอ สอบ O-NET วชิ าภาษาไทยไดด ว ยความมั่นใจและ get 100 กนั ทุกคน

ทมี งานทรูปลูกปญ ญา

บทท่1ี

เสยี ง อกั ษรไทย และพยางค

เสยี งในภาษาไทย

เสยี ง หมายถึง เสยี งท่มี นษุ ยเปลงออกมาเพื่อสือ่ ความหมายระหวา งมนุษย พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2542
ใหค วามหมายคาํ วา “เสียง” วา “ส่งิ ทรี่ ับรูไ ดด วยหู” เชน เสียงฟารอ ง เสยี งเพลง เสียงพูด เปน ตน

เมอ่ื นอ งออกเสียงคําวา “ดนิ ” สังเกตวา จะมเี สยี งดว ยกันทัง้ หมด 3 เสยี งในคําน้ี

ดิน1. เสียงสระ (อ)ิ

2. เสียงพยัญชนะ /ด/ /น/
3. เสยี งวรรณยุกต (สามัญ)
ดังนน้ั จงึ ขอบอกกอ นเลยวา ระบบเสยี งในภาษาไทยมี 3 ชนดิ ดังน้ี

1. เสียงสระ

เสียงสระ คอื เสยี งทเี่ ปลงออกมาจากลาํ คอแลว ไมถูกอวยั วะในปากสกดั ก้นั เลย
ลักษณะของเสยี งสระ
1. เปน เสยี งทลี่ มผา นออกมาไดโดยสะดวกไมถ ูกอวยั วะในปากกกั ลม
2. ลนิ้ และรมิ ฝปากเปน อวัยวะท่ีชวยใหเ สยี งสระนนั้ ตางกัน
3. เสยี งสระออกเสยี งไดยาว
4. เสียงสระทกุ เสียงเปน เสียงกอง
5. เสยี งสระมที งั้ เสยี งส้นั และเสียงยาว
6. เสยี งสระเปน เสยี งทช่ี ว ยใหพ ยญั ชนะออกเสยี งได เพราะเสยี งพยญั ชนะตอ งอาศยั เสยี งสระเกาะเสมอจงึ ออกเสยี งได
“นอ งลองออกเสียง ก นอ งจะเสยี งเปน กอ เห็นวาตอ งอาศยั สระออชวยออกเสียง”
สระในภาษาไทย มี 21 รปู 21 เสียง (ปจจุบัน)
รปู สระ เปน เครอ่ื งหมายที่เขยี นขึน้ แทนเสยี งสระ มี 21 รปู ดังน้ี
1. ะ เรียกวา วิสรรชนยี  12. ใ เรียกวา ไมม วน
2. ั เรียกวา ไมหันอากาศ หรอื ไมผัด 13. ไ เรียกวา ไมมลาย
3. ็ เรยี กวา ไมไ ตค ู 14. โ เรยี กวา ไมโ อ
4. า เรยี กวา ลากขาง 15. ฤ เรยี กวา ตัว ฤ (ร)ึ
5. ิ เรยี กวา พนิ ทุ 16. ฤๅ เรยี กวา ตัว ฤๅ (รอื )
6. ่ เรยี กวา ฝนทอง 17. ฦ เรยี กวา ตวั ฦ (ล)ึ
7. ่ ่ เรียกวา ฟน หนู 18. ฦๅ เรียกวา ตวั ฦๅ (ลอื )
8. ํ เรียกวา นฤคหิต หรือ หยาดนํา้ คา ง 19. อ เรยี กวา ตัว ออ

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 7

9. ุ เรียกวา ตีนเหยยี ด 20. ย เรียกวา ตัว ยอ
10. ู เรยี กวา ตนี คู 21. ว เรียกวา ตัว วอ
11. เ เรยี กวา ไมห นา
เสียงสระ มีท้งั สนิ้ 21 เสยี ง แบง ออกเปน 2 ชนดิ ดงั น้ี
1. สระเดี่ยว (สระแท) มี 18 เสยี ง แบง ไดคอื
สระเดย่ี วส้ัน (รสั สระ) - สระเดี่ยวยาว (ทีฆสระ)
อะ อา
อิ อี
อึ อือ
อุ อู
เอะ เอ
แอะ แอ
เอาะ ออ
เออะ เออ
โอะ โอ
2. สระประสม (สระเล่ือน) คือ การเล่ือนเสียงจากสระหน่ึงไปยังอีกสระหนึ่ง โดยการนําสระเดี่ยวมาประสมกัน มีทั้งส้ิน
3 เสยี ง ดังนี้
สระประสมเสยี งยาว
อวั = อู + อา
เออื = อือ + อา
เอีย = อี + อา
นองๆ ทองไวว า กันลืมวา “ผัว เบือ่ เมยี ”
สง่ิ ท่ีนองควรระวงั ไว
สระประสมเสียงสั้น คือ อัวะ เอือะ เอียะ ปจจุบันไมจัดเปนสระประสมเพราะจะออกเสียงเปนสระส้ันหรือสระยาว
ความหมายของคาํ ก็ไมเปล่ียน เชน เพียะ จะออกเสียงเปน เพยี้ ในการเขียนและพดู จะนิยมใชร ปู สระยาว อวั เออื เอยี มากกวา และ
สระประสมเสยี งสน้ั นัน้ ไมคอ ยพบในภาษาไทย สว นใหญจะพบในคํายมื ภาษาจนี เชน ขนมเปย ะ กอเอีย๊ ะ เปนตน
สระเกิน ไดแ ก อาํ ไอ ใอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ปจจุบนั ไมจัดเปน สระ เพราะสระเกินนไี้ มไดแทนเสยี งสระเทานั้น แตย ังแทนเสียง
พยัญชนะและเสยี งวรรณยุกตด ว ย
เชน ดํา อา นวา ด อะ ม (สังเกตวาจะพบเสยี งพยัญชนะตัวสะกดแม กม)
ใส อา นวา ส อะ ย (สังเกตวา จะพบเสียงพยัญชนะตวั สะกดแม เกย)
เรา อา นวา ร อะ ว (สงั เกตวา จะพบเสียงพยัญชนะตัวสะกดแม เกอว)
รวมไปถึง ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ทีม่ พี ยัญชนะตนเปน ร และ ล ตามลาํ ดับ ลวนแลว สระเกินนไ่ี มไ ดแ ทนเสียงสระแตยังทาํ หนา ทแี่ ทน
เสยี งพยญั ชนะดว ย เราจึงจดั สระเกินน้ีเปน “อกั ษรแทนพยางค”
วธิ ีเขียนรูปสระ แบงออกเปน 3 ชนดิ
1. สระคงรปู คือ คาํ ทอ่ี อกเสียงสระใดแลวใชรูปสระนัน้ เชน
ดิน = ด+อ+ิ น โหน = ห+โอ+น
กราบ = กร+า+บ แคะ = ค+แอะ

8 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

2. สระลดรปู คอื คําที่ไมป รากฏรูปสระเมอื่ ออกเสยี ง เชน
คบ = ค+โอะ+บ (ตดั รปู สระโอะออก แตค งพยัญชนะตน และสะกดไว)
เคย = ค+เ-อ+ย (ตวั ย สะกดจะลดรปู ตัว อ เหลอื ไวแ ตไมห นา)
สวน = ส+อวั +น (ลดไมห ันอากาศ คงเหลอื ไวแตต วั วอ)

3. สระเปลีย่ นรปู คอื เปลย่ี นแปลงสระเดมิ ไปเปนรูปสระอ่นื เชน
กนั = ก+อะ+น (เปล่ียนวสิ รรชนยี เ ปน ไมห ันอากาศ)
ธรรม = ธ+อะ+ม (เปลีย่ นวิสรรชนียเปน รร หนั )
แขง็ = ข+แอะ+ง (เปลีย่ นวิสรรชนยี เ ปน ไมไตค )ู
เดนิ = ด+เออ+น (เปลีย่ นตัว ออ เปน อิ)

2. เสยี งพยัญชนะ

เสยี งพยญั ชนะ คอื เสยี งทเี่ ปลง ออกมาแลว ถกู สกดั กนั้ โดยอวยั วะสว นหนง่ึ ทาํ ใหเ สยี งตา งกนั ออกไปตามอวยั วะทม่ี าสกดั กนั้
เรยี กอีกชอ่ื วา “เสียงแปร”

ลักษณะของเสียงพยญั ชนะ
1. เปนเสียงที่เกิดจากลม บริเวณเสียงเสน ผานออกมาทางชองระหวางเสนเสียง แลวกระทบอวัยวะตางๆ ในชองปาก
ท่ีเรียกวา ฐานกรณ เชน ริมฝปากกับฟน ริมฝปาก ฟนกับปุมเหงือก
2. มีท้ังเสียงกอ งและไมก อง
3. พยญั ชนะไมสามารถออกเสียงตามลาํ พงั ได ตองอาศัยเสยี งสระชว ย จึงจะสามารถออกเสียงได เชน นองลองออกเสยี ง
กอ ขอ คอ งอ จะใชสระ ออ ชว ยออกเสยี ง
4. เสยี งพยญั ชนะสามารถปรากฏทต่ี น คาํ โดยนาํ หนา เสยี งสระ เรยี กวา พยญั ชนะตน และปรากฏหลงั คาํ โดยอยหู ลงั เสยี งสระ
เรยี กวา พยัญชนะทายหรือสะกด
พยัญชนะในภาษาไทย มี 44 รูป 21 เสียง
รูปพยญั ชนะ มี 44 รูป ดงั นี้

กขฃค
ฅฆงจ
ฉชซฌ
ญฎ ฏ ฐ
ฑ ฒณด
ตถทธ
นบปผ
ฝพฟภ
มยร ล
ว ศษส
ห ฬอ ฮ

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 9

เสยี งพยัญชนะ มี 21 เสยี ง ดังน้ี
1. /ก/ = ก 12. /ป/ = ป
2. /ข/ = ข ฃ ค ฅ ฆ 13. /พ/ = พ ผ ภ
3. /ง/ = ง 14. /ฟ/ = ฟ ฝ
4. /จ/ = จ 15. /ม/ = ม
5. /ช/ = ช ฉ ฌ 16. /บ/ = บ
6. /ซ/ = ซ ส ศ ษ 17. /ร/ = ร
7. /ย/ = ย ญ 18. /ล/ = ล ฬ
8. /ด/ = ด ฎ 19. /ว/ = ว
9. /ต/ = ฏ 20. /อ/ = อ
10. /ท/ = ฐ ฒ ถ ท ธ 21. /ฮ/ = ฮ ห
11. /น/ = น ณ
*นอ งๆ อยา งง วาทําไมถึงมีเสยี งพยัญชนะแค 21 เสียง ก็ดวยเหตทุ ี่วา เสียงพยัญชนะบางตัวนน้ั ออกเสียงเหมือนกัน เชน
เสียง /ข/ มีพยญั ชนะท่ีออกเสยี งซ้าํ กนั คือ ข ฃ ค ฅ ฆ นั่นเอง
เสียงพยญั ชนะ แบง ออกเปน 2 ประเภท
1. เสยี งพยญั ชนะตน คอื เสียงพยัญชนะท่ีปรากฏหนา พยางค หนาสระ แบงออกเปน 2 ชนิด
1.1 เสียงพยญั ชนะตนเดยี่ ว คือ เสยี งพยญั ชนะทอ่ี อกเสียงพยญั ชนะตน 1 เสยี ง
เชน มารกั ทาํ ไมตอนน้ี = /ม/ /ร/ /ท/ /ม/ /ต/ /น/
หมเู ห็ดเปดไก = /ม/ /ห/ /ป/ /ก/
1.2 เสียงพยญั ชนะตน ประสม (ควบ) คือ เสียงพยัญชนะท่ีออกเสียงพยญั ชนะตน 2 เสียงควบกนั
เชน กราบกราน = /กร/ /กร/
เปล่ียนแปลงครบครนั = /ปล/ /ปล/ /คร/ /คร/
สงิ่ ท่นี องตองรูเอาไว
คือ เสยี งพยญั ชนะตน ประสมสามารถแบงออกเปน 2 พวก คอื อกั ษรควบ และ อกั ษรนํา เม่อื นองดูท่รี ปู ของ อักษรควบ และ
อักษรนาํ แลว ลักษณะของรปู นน้ั จะควบกบั พยญั ชนะอกี ตัวหน่ึง เชน กราบ กบั ตลาด แตเหตุทที่ าํ ใหอ ักษรควบกล้ําและอกั ษรนําน้นั
แตกตา งกนั อยตู รงที่ “วธิ กี ารออกเสียง” น้ันเรามาดูกันเลย
อกั ษรควบ คอื พยัญชนะ 2 ตวั ทอ่ี อกเสียงกลา้ํ อยูในสระเดียวกนั แบงออกเปน 2 ประเภท ดงั นี้
1. อกั ษรควบแท คอื อกั ษรควบท่เี กิดจากพยญั ชนะ 2 ตัวทม่ี ี ร ล ว ประสมอยดู วย ประสมสระเดียวกนั แลว อาน
ออกเสยี งพรอ มกนั สองตวั เชน ไกว ตรา ครอบครัว กลาง คลอง กราด เปรียบ ควา ครู เปน ตน
อกั ษรควบกลํ้าแท แบง ออกเปน 2 ชนิด
1.1 อกั ษรควบไทยแท คอื อักษรควบกลา้ํ แทที่ปรากฏมาแตเดมิ ในระบบเสียงภาษาไทย มี 11 เสยี ง ดังน้ี
กร คร ปร พร ตร
กล คล ปล พล
กว คว

นอ งๆ ทอ งกันลืมไวว า “กอนค่ําไปพบเต่ีย เสยี ง ร ล ว 3 2 1”
เชน กราว กรอง กลบั ครอบ ขรขุ ระ ตริตรอง ขลิบ ผลัก ปรบั ปรงุ พราย ความ เปน ตน

10 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

วธิ กี ารจําคือ นองๆ เขียน “ ก ค ป พ ต” จากนั้นนํา ร ล ว ไปเรยี งในแถวแนวต้ังแลวสงั เกตวา ก และ ค จะมี 3 เสยี ง
ป และ พ จะมี 2 เสยี ง ต จะมี 1 เสยี ง เลยทองวา “3 2 1” นน่ั เอง
1.2 อักษรควบภาษาตา งประเทศ คอื อกั ษรควบกลํา้ แทท่ไี ดรับอิทธพิ ลจากภาษาตา งประเทศ เชน ภาษา
อังกฤษ ภาษาสันสกฤต ซ่งึ มี 6 เสียง ดงั นี้
/บร/ = บรน่ั ดี บรอนซ บราวน
/บล/ = บลู เบลอ บลอ็ ก
/ดร/ = ดรมี ดราฟต
/ฟร/ = ฟรี ฟรักโทส
/ฟล/ = ฟลูออรนี ฟลุต
*/ทร/ = แทรกเตอร นิทรา จนั ทรา เปน ตน
* ถา โจทยถามนองๆ วา ขอ ใดเปนอกั ษรควบ หรอื คาํ ควบกลํา้ ทม่ี ีมาแตเ ดมิ ในระบบเสยี งภาษาไทย แสดงวา โจทย
ตองการ “อักษรควบไทยแท” ถาเจอ 6 เสยี งนกี้ ็ตดั ทิ้งทนั ทเี ลย
2. อกั ษรควบไมแ ท คอื ตวั อกั ษรควบกบั พยญั ชนะ ร แตอ อกเสยี งเหมอื นพยญั ชนะเดยี่ ว จะออกเสยี งเพยี งพยญั ชนะ
ตัวหนาเทา นน้ั แบง ออกเปน 2 ลักษณะ
2.1 ออกเสียงพยัญชนะตัวหนา ( เหน็ รปู ร แตไมอ อกเสียง /ร/)
เชน จริง สรา ง เสริม เศรา สระ สรวง เสรจ็ เปนตน
ขอ สอบมักจะถามถึง “เสยี งพยญั ชนะตน” นอ งๆ จาํ ไวเ ลยวา ร ไมเ กีย่ ว เราจะออกเสียงเฉพาะพยัญชนะตวั หนา เชน สราง
พยญั ชนะตน คือ /ส/ เปน พยัญชนะตนเดย่ี ว
2.2 ออกเสยี งพยญั ชนะตน ท้ัง 2 รูปเปนพยัญชนะตน ตัวอนื่ (รปู ทร ออกเสยี ง /ซ/) เชน ทราบ ทรง
ทราม ทรุดโทรม แทรก ทราย ไทร เปน ตน
ขอ สอบมักจะถามถงึ “เสยี งพยญั ชนะตน” เชนกัน นอ งๆ ตั้งสติพยายามอานออกเสยี งดๆี จะพบวา ทร นั้นออกเสียงเปน ซ
เชน ทรุด พยญั ชนะตน คอื /ซ/ ไมใช /ทร/
อักษรนํา คือ พยัญชนะ 2 ตัวประสมสระเดียวกัน เชนเดียวกับอักษรควบแตตางกันตรงวิธีการออกเสียง แบงออกเปน
2 ลกั ษณะ
1. อา นออกเสียง 2 พยางค คอื พยางคแ รกออกเสยี งเปน สระ อะ (ก่ึงเสียง) สว นพยางคหลงั อา นแบบมี ห นํา โดย
มอี กั ษรสูง อักษรกลาง หรอื อกั ษรต่ํานําอักษรเดย่ี ว
เชน ตลาด = ต ะ- หลาด
ขนม = ข ะ- หนม
ฉลาม = ฉ ะ- หลาม
สมอง = ส ะ- หมอง เปนตน
2. อา นออกเสียง 1 พยางค คอื ไมออกเสยี งตวั นาํ แตจะออกเสียงกลนื เปนเสียงเดียวกันมี 2 ลกั ษณะ
2.1 อ นํา ย เชน อยา อยู อยา ง อยาก
2.2 ห นํา อกั ษรต่ําเด่ยี ว เชน หนู เหงา หยอย เหมา หงาย หญา ใหญ ไหล เปน ตน
ระวงั !
* นองจะสังเกตเห็นวา อักษรนาํ แบบอา นออกเสียง 1 พยางคน้ี จะไมอ อกเสียงตัว อ และ ห ดังนนั้ ตวั อ และ ห นจี้ งึ ไมใ ช
เสียงพยญั ชนะตน เชน หนู พยัญชนะตน จะเปน เสียง /น/ เปน ตน
* คําตอ ไปนีไ้ มใ ชอ กั ษรนํา แตเ พียงอา นเหมอื นอักษรนาํ (อา นอยา งอักษรนํา) เชน สริ ิ บัญญัติ ศักราช (คอื อา นมี ห นาํ เลียน
แบบนนั่ เอง)

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 11

2. เสียงพยัญชนะทา ย
เสยี งพยญั ชนะทา ย (ตัวสะกด) คอื พยญั ชนะท่ีตามหลังสระ มี 9 มาตรา ดงั น้ี
1. ไมม ตี วั สะกด 1 มาตรา คือ แม ก กา
2. มีตวั สะกด 8 มาตรา คอื แม กง กม เกย เกอว กก กด กบ กน
เสียงพยญั ชนะทาย คอื พยญั ชนะท่ีตามหลังสระ มี 8 มาตรา บางพยางคไมจําเปนตอ งมเี สยี งพยัญชนะทายกไ็ ด (พยางคท่ี
ไมม ีพยญั ชนะทา ย คอื ผ ฝ ฌ อ ห ฉ ฮ)
1. เสียง ก สะกด เรยี กวา แมก ก ใช ก ข ค ฆ เปน ตวั สะกด เชน ปาก สุข เมฆ
2. เสียง ด สะกด เรียกวา แมกด ใช ด ต ถ ท ธ ฏ ฎ ฑ ฐ ฒ จ ช ซ ศ ษ ส เปน ตวั สะกด เชน ราด
3. เสียง บ สะกด เรยี กวา แมกบ ใช บ ป พ ภ ฟ เปนตัวสะกด เชน บาป ภาพ โลภ ลาภ
4. เสยี ง ง สะกด เรยี กวา แมก ง ใช ง เปน ตวั สะกด เชน ยุง จริงจงั
5. เสยี ง น สะกด เรยี กวา แมก น ใช น ณ ญ ร ล ฬ เปนตัวสะกด เชน ออน คุณ หาญ โอฬาร
6. เสียง ม สะกด เรยี กวา แมกม ใช ม เปนตัวสะกด เชน สาม ตมู ตาม
7. เสียง ย สะกด เรยี กวา แมเกย ใช ย เปน ตัวสะกด เชน ตาย เอย เคย
8. เสยี ง ว สะกด เรยี กวา แมเกอว ใช ว เปนตวั สะกด เชน ดาว เปร้ียว ราว เปนตน
ระวัง! (พยัญชนะท่เี ปนตวั สะกดไมได คือ ผ ฝ ฌ อ ห ฉ ฮ = “ฮาๆ ผีฝากเฌอเอมใหฉ ัน”
ส่ิงทนี่ องควรระวงั ไว
1. สระเกิน คอื อํา ไอ ใอ เอา มเี สียงพยัญชนะสะกดอยูดว ยเสมอ ดังน้ี
อาํ = อ+อะ+ม (มเี สียง /ม/ เปนตัวสะกด)
ไอ ใอ = อ+อะ+ย (มีเสยี ง /ย/ เปนตวั สะกด)
เอา = อ+อะ+ว (มเี สียง /ว/ เปน ตัวสะกด)
เชน ดํา นา้ํ ไข ให เมา เขา เปนตน
2. ว และ ย ทป่ี รากฏอยใู นสระ อวั และ เอยี เปน รปู สระ ตวั วอ และ ตวั ยอ ไมใ ชพ ยญั ชนะสะกด แมเ กอวและแมเ กย
เชน หวั เสยี รั้ว กลวั วัว เมีย เปย เปนตน
3. อ เปน รปู พยญั ชนะเฉพาะเปน พยญั ชนะตน และรปู สระทเี่ รยี กวา ตวั ออ ดงั นน้ั อ จงึ ไมใ ชพ ยญั ชนะทา ยหรอื ตวั สะกด
เชน พอ เธอ เบ่ือ มอื เปน ตน
3. เสยี งวรรณยุกต
เสียงวรรณยกุ ต คอื เสียงทเี่ ปลงออกมาพรอ มกับเสยี งสระ จะมเี สยี งสงู ต่ําตามการส่นั สะเทือนของเสียง จึงเรียกอีกชื่อวา
เสยี งดนตรี
ลกั ษณะของเสียงวรรณยุกต
1. เสยี งวรรณยกุ ต ไมสามารถเกิดลําพังได จะเกิดพรอ มกบั เสยี งสระ
2. เสยี งวรรณยุกตเ กดิ ระดบั สูงต่าํ คลายเสยี งดนตรี
3. เสยี งวรรณยุกต ทาํ ใหคํามีความหมายแตกตางกันไป เชน ปา ปา ปา ปา ปา
วรรณยกุ ตใ นภาษาไทย มี 4 รูป 5 เสยี ง ดงั นี้
เสียง เสยี งสามญั เสยี งเอก เสยี งโท เสียงตรี เสียงจตั วา
รปู - ่ ้ ๊๋
วรรณยุกตจําแนกตามลกั ษณะการใช แบง ออกเปน 2 ชนิด ดงั น้ี
1. วรรณยกุ ตมีรปู คือ คําทีป่ รากฏรปู วรรณยุกตบนคาํ น้นั ๆ เชน ขา ว เจี๊ยบ ปู เปน ตน
2. วรรณยกุ ตไมมีรูป คือ คาํ ทีไ่ มม ีรูปปรากฏอยบู นคําน้ันๆ เชน นก ขงิ กา ขา จะ เปนตน

12 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

เสียงวรรณยกุ ต แบงออกเปน 2 ประเภท
1. เสยี งวรรณยุกตร ะดบั คอื วรรณยกุ ตทีม่ เี สียงคอ นขา งคงท่ตี ลอดพยางค ไดแก
เสยี งสามัญ = หนว ยเสียงวรรณยกุ ตร ะดับกลาง “ปา”
เสียงเอก = หนวยเสียงวรรณยกุ ตระดบั ต่ํา “ปา ”
เสียงตรี = หนว ยเสียงวรรณยกุ ตระดับสูง “ปา”
2. เสยี งวรรณยกุ ตเ ปลยี่ นระดบั คอื วรรณยกุ ตท ม่ี เี สยี งเปลยี่ นแปลงมากระหวา งตน พยางคก บั ทา ยพยางค
ไดแ ก
เสยี งโท = หนวยเสียงวรรณยกุ ตเปล่ียนตก “ปา”
เสียงจัตวา = หนว ยเสียงวรรณยกุ ตเ ปลยี่ นขน้ึ “ปา ”

แนวขอสอบ

1. ขอใดมีคําทีส่ ะกดดวยแมกดมากทสี่ ดุ
1. อุบัติเหตเุ กิดขน้ึ เปน นิตยใ นโอกาสวนั สุดสปั ดาห
2. งานเฉลมิ ฉลองพระเกยี รติในวโรกาสการประสตู ิพระโอรส
3. ขอต้งั สัจจะอธษิ ฐานยึดมนั่ ในชาติ ศาสน กษตั รยิ ชว่ั นิรันดร
4. ยศถาบรรดาศักดไิ์ มสามารถสกดั กนั้ ใหแ คลว คลาดปราศจากอุปท วนั ตรายได
2. ขอ ใดมีเสยี งวรรณยกุ ตครบหา เสียง
1. โงไ มเปนเปนใหญย ากฝากใหคดิ 2. ทางชวี ติ จะรุง โรจนโ สตถิผล
3. ตองรโู งรูฉลาดปราดเปรื่องตน 4. โงส บิ หนดกี วาเบง เกง เดี๋ยวเดียว
3. ขอใดมเี สยี งวรรณยุกตค รบ 5 เสยี ง
1. เจา คุมแคน แสนโกรธพโิ รธพี่ 2. แตเดอื นย่จี นยางเขา เดือนสาม
3. เหมอื นคนปาคนไพรไมร ุง เรือง 4. จากอารามแรมรา งทางกนั ดาร
4. ขอ ใดไมมสี ระประสม
1. ใครดถู ูกผชู าํ นาญในการชาง 2. ความคดิ ขวางเฉไฉไมเ ขา เรื่อง
3. เหมอื นคนปา คนไพรไมรงุ เรือง 4. จะพดู ดว ยนั้นกเ็ ปลอื งซงึ่ วาจา
5. ขอใดไมมีเสยี งวรรณยุกตจัตวา
1. พระเหลอื บลงตรงโตรกชะโงกเงื้อม 2. น้ํากระเพ่ือมแผน ผาศิลาเผนิ
3. กระจางแจง แสงจนั ทรแ จม เจริญ 4. พระเพลิดเพลินพลางเพรยี กสําเหนยี กใจ
6. ขอใดประกอบดวยพยางคท อ่ี อกเสยี งสระยาวทกุ คาํ
1. เวิ้งวา ง เงนิ ผอน แบง แยก 2. วด้ี วาย เชิญชวน คลอนแคลน
3. โพลเ พล รอ งแรง จองหอง 4. กรีดกราย รอนเร ลอดชอง
7. ขอใดมเี สยี งพยญั ชนะตน มากทีส่ ุด (ไมน ับเสียงซาํ้ )
1. ใครมาเปนเจาของครอง 2. คงจะตองบงั คับขบั ไส
3. เคีย่ วเข็ญเย็นค่ํากรา่ํ ไป 4. ตามวสิ ัยเชิงเชน ผูเปน นาย
ใชค ําประพนั ธต อไปน้ีตอบคําถาม ขอ 8-9
ก. จะหาจันทนกฤษณานน้ั หายาก ข. เหมอื นคนมากมดี ่ืนนับหม่ืนแสน
ค. จะประสงคองคป ราชญกข็ าดแคลน ง. เสมอแมน จันทนแ ดงแรงราคา

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 13

8. ขอ ใดไมมเี สียงวรรณยกุ ตโท 3. ขอ ค 4. ขอ ง
1. ขอ ก 2. ขอ ข
9. ขอใดมีเสียงสระประสม
1. ขอ ก 2. ขอ ข 3. ขอ ค 4. ขอ ง
ใชค าํ ประพันธต อ ไปน้ีตอบคําถาม ขอ 10 - 14
ก. โบราณวา เปนขา จอมกษัตรยิ  ข. ราชสวสั ดติ์ องเพยี รเรียนรักษา
ค. ทานกาํ หนดจดไวในตาํ รา ง. มมี าแตโ บราณชา นานครัน
10. ขอใดมเี สยี งสระประสม
1. ขอ ก 2. ขอ ข 3. ขอ ค 4. ขอ ง
11. ขอใดมีคาํ ทอ่ี อกเสยี งอกั ษรควบ
1. ขอ ก 2. ขอ ข 3. ขอ ค 4. ขอ ง
12. ขอ ใดมเี สยี งวรรณยกุ ตค รบ 5 เสียง
1. ขอ ก 2. ขอ ข 3. ขอ ค 4. ขอ ง
13. ขอใดมอี กั ษรตาํ่ นอ ยที่สุด (ไมนบั อกั ษรทีซ่ ํ้ากนั )
1. ขอ ก 2. ขอ ข 3. ขอ ค 4. ขอ ง
14. ขอ ใดมอี ักษรนาํ
1. ขอ ก และ ข 2. ขอ ข และ ค 3. ขอ ค และ ง 4. ขอ ง และ ก
15. คาํ ในขอใดมีตัวสะกดมาตราเดียวกบั “เหตุผล” ทุกคํา
1. พุดตาน ถอดถอน มลพษิ 2. มดเทจ็ คิดสนั้ จัดการ
3. ผลัดเวร บทกลอน โทษทณั ฑ 4. สวดมนต จดุ ออน ทรัพยส ิน
16. ใชค าํ ถามตอ ไปนตี้ อบคําถามขอ ก และ ขอ ข
ไดฟ ง หลานทานยา น้าํ ตาตก สะอ้ืนอกอาดรู วา ทนู หัว
ก. ขอ ความขางตนมีพยางคที่ปรากฏเสียงพยัญชนะทายกพี่ ยางค
1. 9 พยางค 2. 10 พยางค
3. 11 พยางค 4. 12 พยางค
ข. ขอความขางตนมีคําที่รปู วรรณยกุ ตไ มตรงกับเสียงวรรณยุกตกี่คาํ
1. 9 คาํ 2. 10 คาํ
3. 11 คาํ 4. 12 คํา
17. ใชค าํ ถามตอ ไปนต้ี อบคําถามขอ ก และ ขอ ข
1. พระอตุ สา หเงือดงดสะกดจิต 2. มิไดคิดมุงมาดปรารถนา
3. แกลง ทาํ สาํ รวมหลบั ตา 4. กมหนาน่ิงอยไู มดไู ป
ก. ขอใดประกอบดว ยคาํ หรอื พยางคทขี่ ้นึ ตน ดวยเสียงพยญั ชนะเดยี่ วทง้ั หมด
1. ขอ 1 2. ขอ 2 3. ขอ 3 4. ขอ 4
ข. ขอ ใดมีเสียงสระประสม
1. ขอ 1 และ 2 2. ขอ 3 และ 4 3. ขอ 1 และ 3 4. ขอ 2 และ 4
18. ขอ ใดมีเสียงควบกล้ําทไี่ มป รากฏมาแตเดมิ ในระบบเสียงภาษาไทย
1. นา้ํ เลอื ดหรอื พลาสมาเปน สว นประกอบสวนใหญม ีอยรู อ ยละ 55 ของเลือดทั้งหมด
2. นา้ํ เลือดมีสภาวะเปน เบสประกอบดว ยนาํ้ และสารอ่ืนๆ เชน โปรตีน วิตามิน เกลอื แร

14 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

3. เกลด็ เลอื ดเปนชนิ้ สวนของเซลลม ีรูปรางไมแนน อนมีขนาดเล็ก ไมมนี วิ เคลยี ส
4. เกล็ดเลือดจะหลงั่ สารเคมไี ฟบรนิ ซง่ึ ชว ยทําใหเ ลอื ดแข็งตัวเมอื่ เกดิ บาดแผล

เฉลยคาํ ตอบ

1. ตอบ 1, 3, 4 (ขอสอบขอน้ี มีความผดิ พลาดจงึ ทําใหมีหลายคําตอบ) ซงึ่
1. มี 6 คํานน่ั ก็คอื อบุ ตั ิ เหตุ เกดิ นิตย โอกาส สดุ
3. มี 6 คํานัน่ ก็คือ สจั อธษิ ยึด ชาติ ศาสน กษัตริย
4. มี 6 คาํ นน่ั ก็คอื ยศ สามารถ สกัด คลาด ปราศ อุปท
สว นขอ 2 มี 4 คําคือ เกียรติ โอกาส ประสูติ โอรส
2. ตอบ 2 โจทยถ ามขอ ท่มี วี รรณยุกตค รบท้งั 5 เสียง นองไลเสยี งดจู ะพบวา
ขอ 2 ทาง ชี วิต จะ รงุ โรจน โสต ถิ ผล
= สามญั สามญั ตรี เอก โท โท เอก เอก จัตวา (ครบทกุ เสยี ง)
3. ตอบ 1 โจทยถามขอท่ีมีวรรณยกุ ตครบท้งั 5 เสียง นองไลเ สียงดูจะพบวา
ขอ 1 เจา คมุ แคน แสน โกรธ พิ โรธ พี่
= โท สามญั จัตวา จตั วา เอก ตรี โท โท (ครบทกุ เสียง)
4. ตอบ 1 โจทยถ ามไมมเี สยี งสระประสม ใหจาํ วา “ผัว เบอื่ เมยี ”
พิจารณาโดยนองๆ หาขอ ที่ ไมม ี อวั เอือ เอยี
ขอ 2. เร่ือง ขอ 3. เรอื ง ขอ 4. เปลอื ง
ขอ 1. นองๆ หาดูไมพบ อวั เออื เอีย เลยเปนคําตอบน่ันเอง
5. ตอบ 1 โจทยถ ามขอใดไมม ีเสยี งจัตวา ถา นอ งไลเ สียงจะพบวา
ขอ 2 มีเสียงจตั วา คือคาํ วา ผา กับ เผิน
ขอ 3 มีเสยี งจัตวา คือคําวา แสง
ขอ 4 มเี สียงจัตวา คอื คําวา สํา
สวน ขอ 1 ไมม เี สยี งจตั วาเลย จึงเปนคําตอบของขอน้ี
6. ตอบ 2 โจทยถ ามเสียงสระยาว ซง่ึ มี 9 ตัว ลองพจิ ารณากัน
ว้ีดวาย = อี อา เชิญชวน = เออ อัว คลอนแคลน = ออ แอ จึงเปน คําตอบ
1. เวิง้ วา ง = เออ อา เงินผอ น = เออะ เอาะ แบง แยก = แอะ แอ
2. โพลเ พล = โอ เอ รอ งแรง = เอาะ แอะ จองหอง = ออ แอ
3. กรดี กราย = อี อา รอ นเร = เอาะ เอ ลอดชอ ง = ออ เอาะ
7. ตอบ 4 โจทยร ปู แบบนี้ เวลาทาํ ขอ สอบไมใ หส ับสนควรทําดงั นี้
1. ใครมาเปนเจาของครอง = คร ม ป จ ข 2. คงจะตอ งบงั คับขับไส = ค จ ต บ ส
คร ค
3. เคี่ยวเข็ญเย็นคา่ํ กร่าํ ไป = ค ย กร ป 4. ตามวสิ ัยเชงิ เชนผเู ปนนาย = ต ว ส ช ผ ป น
ขช

กลาวคอื คาํ ไหนที่ซํา้ กันใหเขยี นตอขา งบน กันการผิดพลาด การนบั เกนิ และระวงั พยญั ชนะตนประสม อกี ทั้งเสยี ง
พยัญชนะตนที่เสยี งซํา้ เชน ข ฃ ค ฅ ฆ ซ่ึงนบั เปน เสยี งเดยี วกนั

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 15

8. ตอบ 4 โจทยถามไมม ีเสยี งวรรณยกุ ตโ ท ขอ 1 ยาก ขอ 2 มาก ขอ 3 ก็
9. ตอบ 2 หา อวั เอือ เอยี ซ่ึงจะพบในขอ 2 คือ เหมือน
10. ตอบ 2 หาคําท่ีมเี สียงสระประสม (อัว เออื เอีย) คอื เพยี ร และ เรยี น
11. ตอบ 4 โจทยถามคําท่ีออกเสียงควบกล้ํา นัน่ ก็คือเสยี งพยัญชนะตนประสม คอื ครนั /คร/
12. ตอบ 2 โจทยถามเสียงวรรณยุกตค รบ 5 เสียง นอ งไลเสียงดจู ะพบวา
ขอ 2 ราด ชะ สะ หวัด ตอ ง เพียร เรยี น รกั ษา
= โท ตรี เอก เอก โท สามัญ สามญั ตรี จตั วา (ครบทกุ เสยี ง)
13. ตอบ 3 อกั ษรตา่ํ มี 24 ตัว (ต่ําคู 14 เสยี ง ตาํ่ เด่ียว 10 เสยี ง)
ขอ 1 มี 5 ตัว คอื ร ณ ว ม ย ขอ 2 มี 7 ตัว คอื ร ช ว ง พ ย น
ขอ 3 มี 4 ตัว คอื ท น ว ร ขอ 4 มี 6 ตัว คอื ม ร ณ ช น ค
14. ตอบ 2 อกั ษรนาํ มี 2 ชนดิ คอื อาน 1 พยางค กับ อาน 2 พยางค อกั ษรนําทพ่ี บคือ สวัสดิ์ และ กําหนด
15. ตอบ 3 คาํ วา “เหตุผล” มีตวั สะกดคือ แมกดและแมกน ตามลาํ ดับ
ผลัด-เวน บด-กลอน โทด-ทัน จึงเปนคําตอบ
16. ก. ตอบขอ 2 ข. ตอบขอ 2
เสียงพยัญชนะทา ยมี 10 พยางค
ไดแก ได (ย) ฟง (ง) หลาน (น) ทาน (น) น้ํา (ม) ตก (ก) อ้ืน (น) อก (ก) ดูร (น) ทนู (น)
ระวังคาํ วา “หวั ” ว ไมใ ชแมเกอวแตเปน สวนหนงึ่ ของสระ อวั ซงึ่ เปนสระ
คําท่มี รี ปู วรรณยกุ ตไ มตรงกับเสียงวรรณยุกต มี 9 ไดแก
หลาน (รูปสามญั เสียงจตั วา) ทา น (รปู เอก เสียงโท) ยา (รปู เอก เสียงโท) นา้ํ (รูปโท เสียงตรี)
ตก (รปู สามญั เสยี งเอก) สะ (รูปสามญั เสยี งเอก) วา (รูปเอก เสยี งโท) หัว (รูปสามญั เสียงจัตวา)
17. ก. ตอบขอ 4 ข. ตอบขอ 3
ขอ 4 มีเสยี งพยญั ชนะตนเดย่ี วทุกคํา ไดแก กม(ก) หนา (น) น่งิ (น) อย(ู ย) ไม(ม) ดู(ด) ไป(ป)
สว นขอ 1 2 3 มีเสยี งพยญั ชนะตน ควบคือ พระ(พร) ปรารถนา(ปร) แกลง(กล) ตามลําดับ
เสียงสระประสมนน้ั กห็ า อัว เอือ เอยี ไดแก 1. เงอื ด และ 3. รวม จึงตอบขอ 3 น่ันเอง
18. ตอบ 4 โจทยขอ น้ีถามเสยี งควบกลา้ํ ที่ไมปรากฏมาแตเ ดิมในระบบเสยี งภาษาไทย แปลงา ยๆ คือ ถามวา ขอ ใดไมม เี สียง
ควบกลํ้าไทยแท ซ่ึงเรามีหลักการจาํ คาํ ควบกล้ําไทยแท น่นั ก็คอื
“กอนคา่ํ ไปพบเต่ยี ” = กร คร ปร พร ตร
กล คล ปล พล
กว คว
ขอ 1 มคี าํ วา พลาสมา ประกอบ ขอ 2 มีคาํ วา ประกอบ โปรตนี เกลอื แร
ขอ 3 มีคําวา เกล็ด นวิ เคลยี ส ขอ 4 มคี าํ วา เกล็ด ไฟบริน แผล
คําวา “ไฟบรนิ ” ควบกลํา้ /บร/ จะไมป รากฏในระบบเสียงภาษาไทย

อกั ษรไทย

ไตรยางศ

ไตรยางศ หรอื อกั ษรสามหมู คอื ระบบการจดั หมวดหมอู กั ษรไทย เฉพาะรปู พยญั ชนะตามลกั ษณะการผนั วรรณยกุ ต เนอื่ งจาก
พยญั ชนะไทย เมอื่ กาํ กบั ดวยวรรณยกุ ตหน่ึงๆ แลว จะมีเสียงวรรณยกุ ตท แี่ ตกตา งกัน

16 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

พยัญชนะไทยแบง ออกเปน 3 หมู โดยแบงพ้ืนเสยี งที่ยงั ไมไ ดผ นั ซึง่ มีระดับเสียง สูง กลาง ตํ่า เรียกวา ไตรยางศ

อกั ษรกลาง อกั ษรสงู อกั ษรตํา่ คู อกั ษรตํ่าเดี่ยว
ก ผ พภ ง
จ ฝ ฟ ญ
ดฎ ถฐ ทฒฑธ น
ตฏ ขฃ คฅฆ ย
บ สศษ ซ ณ
ป ห ฮ ร
อ ฉ ชฌ วมฬล

อักษรกลาง มี 9 ตัว ไดแ ก ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
มีหลักการทอ งจาํ วา ไกจ กิ เดก็ ตาย (เฎ็กฏาย) บนปากโอง

อกั ษรสงู มี 11 ตัว ไดแก ผ ฝ ถ ฐ ข ส ศ ษ ห ฉ
มีหลักการทอ งจาํ วา ผฝี ากถุงขา วสารใหฉ นั

อกั ษรต่าํ มี 24 ตวั แบงออกเปน 2 ชนิด
อักษรเดย่ี ว คือ อกั ษรต่าํ ที่ไมมีเสยี งคูกบั อักษรสูงมี 10 ตวั ไดแ ก ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ

มหี ลกั การทอ งจําวา งใู หญนอนอยู ณ รมิ วัดโมฬโลก
อกั ษรคู คอื อักษรตํ่าที่มเี สยี งคูก บั อักษรสูงมี 14 ตัว ไดแก พ ภ ค ฅ ฆ ฟ ท ธ ฑ ฒ ซ ช ฌ ฮ

มีหลกั การทองจําวา พอ คาฟนทองซอื้ ชา งฮอ

อกั ษรคู อกั ษรสูง
คฅฆ ขฃ
ชฌ ฉ
ฑฒทธ ฐถ
ซ สศษ
พภ ผ
ฟฝ
ฮห
อักษรต่าํ คู คือ อะไร
อักษรตา่ํ คู คือ อักษรตํา่ ทมี่ ีเสยี งคลา ยกับอกั ษรสงู เชน ซ กบั ส ศ ษ
ถา อกั ษรตาํ่ เดี่ยว คือ อักษรตํ่าท่ไี มมเี สียงคลา ยอกั ษรสงู

คาํ เปน คําตาย

คําเปน มหี ลกั การสังเกตดังน้ี
1. พยางคท มี่ ตี วั สะกด แม กน กม เกย เกอว กง เชน จน สม เตย เกย่ี ว สาย ลงิ คง
2. พยางคที่ประสมดวยสระเสยี งยาว เชน นา มี มา หู แม สู ซื้อ ดู ปลา

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 17

3. พยางคทป่ี ระสมดวย อํา ไอ ใอ เอา จดั เปนคําเปน เพราะมตี วั สะกด เชน เหา ใส จํา ดํา ไว
หลกั การจํา “คนเปนเปน นมยวงๆ และตองยาว”

คาํ ตาย มหี ลักการสังเกตดงั น้ี
1. พยางคท ม่ี ตี ัวสะกด แม กก กบ กด เชน เมฆ กราบ ชก ศพ โบสถ บาตร ออก
2. พยางคทปี่ ระสมดวยสระเสียงส้ัน เชน เกะกะ และ สริ ิ โตะ ปรุ
หลกั การจาํ “คนตายอายุส้ันเพราะมันเปนกบด”

คาํ ครุ คาํ ลหุ

คําครุ คือ พยางคท ่อี อกเสียงหนัก มหี ลกั การสังเกตดงั น้ี
1. พยางคท ม่ี มี าตราตัวสะกดในทุกมาตรา เชน หงิ่ หอ ย บา นเรอื น น้าํ รัก
2. พยางคที่ประสมดว ยสระเสยี งยาวเทาน้นั เชน เกศา ชวี า ราตรี
3. พยางคท ี่ประสมดว ย อํา ไอ ใอ เอา จัดเปนคาํ ครุเพราะมีตัวสะกด เชน ดาํ ให เขา

คาํ ลหุ คือ พยางคท อ่ี อกเสียงเบา มหี ลักการสงั เกตดังน้ี
1. พยางคท ี่ไมม เี สยี งพยญั ชนะสะกด
2. พยางคท่ปี ระสมดวยสระเสยี งสนั้ เทา นัน้ เชน นะคะ เอะอะ แกะ ขรขุ ระ
3. รวมถึง บ ณ ธ ก็ เพราะเปนพยางคที่ออกเสยี งสนั้ และไมม ีเสยี งพยญั ชนะสะกด

หมายเหตุ
คาํ ครุ คาํ ลหุ เปน ลักษณะบังคบั เฉพาะของฉนั ทลกั ษณประเภท ฉันท เชน อินทรวิเชยี รฉนั ท

พยางค

พยางค หมายถึง เสียงท่ีเปลงออกมาในแตละครั้ง พรอมกันท้ังเสียงสระ เสียงพยัญชนะและเสียงวรรณยุกต อาจมี
ความหมายหรือไมมีความหมายก็ได

พยางค แบงออกเปน 2 ประเภท
1. พยางคเปด คอื พยางคที่ไมมเี สียงพยญั ชนะสะกด เชน วา หมา ตา มี เปนตน
2. พยางคป ด คือ พยางคท่มี เี สียงพยญั ชนะสะกด เชน นอ ง เดิน กลับ บา น เปนตน รวมถึงสระ อํา ไอ ใอ เอา เชน ให ไว
เขา เมา ดาํ เปนตน อกี ทั้งพยางคล หทุ ่ลี งเสยี งหนัก
ส่งิ ทนี่ องควรระวงั ไว
* พยางคท ี่ประสมดวยสระเสียงสน้ั ในแม ก.กา และออกเสยี งหนกั เชน จะจะ เกะกะ เตะ จะมีเสยี ง /อ/ ทา ยเสยี ง ถงึ แมจะ
ไมปรากฏรูปก็ตองนับวาเปนเสียงพยางคปด เชน เห็นกับตาจะจะ (ปด-ปด) หรือคําท่ีมีเสียงส้ันอยูท่ีตนคําท่ีออกเสียงหนักหรือ
เนน หนกั เชน ทเุ รยี น (ปด) ตะกรา (ปด)
* พยางคท ป่ี ระกอบดวยสระประสม (อวั เอือ เอยี ) มี ว อ ย เปนสระจึงไมมีรูปพยญั ชนะสะกดถอื วาเปน พยางคเปด เชน ววั
เรอื ดว ย เปน ตน
โครงสรางพยางค
ในการพิจารณาขอสอบทถี่ ามวา โครงสรางพยางค องคป ระกอบของพยางค หรอื สว นประกอบของพยางคม ีความเหมอื น
หรอื แตกตางกนั อยา งไร มีขั้นตอนการพจิ ารณาดงั นี้

18 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

1. พิจารณา เสยี งพยัญชนะสะกด วา เปนพยางคเ ปดหรือพยางคปด เราทองวา
2. พจิ ารณา เสียงพยัญชนะตน ถามี เปน เสียงพยญั ชนะเดีย่ ว หรอื เสียงพยญั ชนะประสม (อักษรควบ) “ ทา ย
3. พจิ ารณา เสียงวรรณยุกต วา เปนเสยี งสามญั เอก โท ตรี หรือ จัตวา ตน
4. พิจารณา เสียงสระ วา เปน เสยี งสระเด่ยี ว หรือ เสยี งสระประสมถาเปน เสยี งสระเดีย่ ว
ตองดูวาเปนเสยี งสระส้ัน หรอื เสยี งสระยาว ดน
สระ”
ตวั อยา ง 1. ขอใดมีโครงสรา งพยางคต างกบั ขอ อ่ืน
1. ขา งแรม 2. ทองจาํ 3. ต้งั ใจ 4. สรอ ยเงนิ
1. เสยี งพยญั ชนะสะกด ปด ปด ปด ปด ปด ปด ปด ปด
2. เสยี งพยัญชนะตน เดีย่ ว เดย่ี ว เดย่ี ว เดย่ี ว เดี่ยว เดี่ยว เด่ยี ว เดย่ี ว
3. เสยี งวรรณยุกต โท สามัญ โท สามญั โท สามญั โท สามญั
4. เสยี งสระ ยาว ยาว สน้ั ส้นั สัน้ สั้น สัน้ ส้นั

แนวขอสอบ

1. ขอใดมคี าํ ตายมากท่ีสดุ
1. ประดุจทรงวราภรณสนุ ทรสวัสดิ์
2. เรอื งจรสั ยิ่งมงกฎุ สดุ สงา
3. ประดบั พระวรเดชวิเศษฤทธิ์
4. ท่ีสถติ อานภุ าพสโมสร
2. ทุกพยางคในขอ ใดเปนคาํ เปน
1. พระเสด็จโดยแสนชล
2. ทรงเรอื ตน งามเฉิดฉาย
3. เรอื ชยั ไววองวง่ิ
4. รวดเรว็ จริงย่งิ อยางลม
3. เสียงของพยางคในขอ ใดมโี ครงสรางตางกบั ขออ่ืน
1. ขวาน 2. หลาม
3. เผย 4. ฝงู
4. คาํ ประพันธตอ ไปนี้ขอ ใดมพี ยางคค ําตายมากทีส่ ดุ
1. พระภมู นิ ทรลนเกลา ของชาวไทย
2. เสด็จไปทัว่ แควน แดนสยาม
3. พระเมตตาดจุ ฟา แสนงดงาม
4. ทั่วสยามไมแ ยกเผา เราคือไทย
5. ขอใดมตี าํ แหนง คําครุคําลหุเหมอื นขอ ความตอไปนี้ “บารมี ธ มากลน”
1. คนจะดเี พราะนา้ํ ใจ
2. สารนีม้ ีลบเลือน
3. ฟาสนี ํ้านาํ้ สฟี า
4. พรุงนเ้ี ราจะรักกัน

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 19

ใชคําประพันธตอ ไปนี้ตอบคําถาม ขอ 6 - 7 ข. เหมือนคนมากมดี ื่นนับหม่นื แสน
ก. จะหาจนั ทนกฤษณานัน้ หายาก
ค. จะประสงคอ งคป ราชญก็ขาดแคลน ง. เสมอแมนจันทนแ ดงแรงราคา
6. ขอใดมอี กั ษรกลางนอยท่สี ดุ
1. ขอ ก 2. ขอ ข 3. ขอ ค 4. ขอ ง
7. ขอใดมีจํานวนพยางคม ากทีส่ ุด
1. ขอ ก 2. ขอ ข 3. ขอ ค 4. ขอ ง
8. คาํ ทุกคาํ ในขอใดอานออกเสียงจํานวนพยางคเทากบั คาํ วา “พนั ธกรณี”
1. เทวนาครี นมิ มานรดี สตั บรภิ ณั ฑ
2. บดีวรดา นิคหกรรม จตุรพิธพร
3. ทาสปญ ญา นักษัตรบดี ปจ จยั นาค
4. ฉกามาพจร ญาณวิทยา สวุ รรณภมู ิ
9. ขอใดมีพยางคท่เี ปนคาํ ตายมากท่ีสดุ
1. รูแลว อยาอวดรู พินิจดอู ยาหมนิ่ เมิน
2. เหน็ โทษเขา เปนตรี จงึ ออกตัวดว ยจติ
3. เราแจง คัมภีรฉัน ทศาสตรอ ันบรุ าณปาง
4. อนึ่งเลามีคาํ โจทก กลา วยกโทษแพทยอันมี

เฉลยคาํ ตอบ

1. ตอบ 3 โจทยถามเรื่องคาํ ตาย เรามีหลกั จาํ ไวว า “กบด + ออกสระเสยี งส้นั ”
ขอ 3 คือ ประ ดบั พระ วร (วอ-ระ) เดช วิ เศษ ฤทธิ์ มี 8 คํา
2. ตอบ 3 โจทยถ ามเรื่องคาํ เปน มีหลักสงั เกตคอื “นมยวง สระเสียงยาว อาํ ไอใอเอา”
“เรือชยั ไววองว่งิ ” = เสียงยาว แมเ กย แมเกย แมเกอว แมเ กอว ตามลาํ ดับ
3. ตอบ 1 โจทยถามเรือ่ งโครงสรา งพยางค สาํ คัญมากๆ ทน่ี องตอง check เปน step
คือ “ทา ยตน ดนสระ” ซึ่งขอ นท้ี ้งั 4 ขอ มพี ยัญชนะทา ยเหมือนกันหมดแตพ ยญั ชนะตน ของขอ 1 เปน อักษรควบกลํา้
/ขว/ ซึ่งขอ อืน่ เปนพยัญชนะตนเด่ยี ว
4. ตอบ 3 โจทยถามพยางคค าํ ตายมากท่สี ดุ เรามหี ลักจําไวว า “กบด + ออกเสียงสระสน้ั ”
ขอ 3 คอื พระ เมต ดุจ งด (มี 4 พยางค)
5. ตอบ 1 คําครุ คอื คําทม่ี ีตัวสะกดทกุ มาตรา ประสมสระเสียงยาว สว นคําลหุ คอื คําทไ่ี มมีตัวสะกด ประสมสระเสยี งสั้น
จากโจทย “บารมี ธ มากลน ” = ครุ ลหุ ครุ ลหุ ครุ ครุ ซึง่ ตรงกบั
ขอ 1 “คนจะดีเพราะนาํ้ ใจ” = ครุ ลหุ ครุ ลหุ ครุ ครุ
6. ตอบ 2 โจทยถ ามเรอื่ ง อักษรกลาง ซ่งึ ไดแ ก ก จ ด ต ฎ ฏ ต บ ป อ ลองพจิ ารณาแตข อ
ก. จะหาจันทนกฤษณาน้ันหายาก =จจก
ข. เหมือนคนมากมดี ืน่ นบั หมื่นแสน = ด (นอยสดุ )
ค. จะประสงคอ งคป ราชญก็ขาดแคลน = จ ป อ ป ก
ง. เสมอแมน จันทนแดงแรงราคา =จด

20 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

7. ตอบ 1 เพราะมมี ากสดุ คอื 9 พยางค สวนทเ่ี หลืออานได 8 พยางค
8. ตอบ 1 “พนั ธกรณ”ี อา นได 5 พยางค (พัน ทะ กอ (กะ) ระ น)ี ซ่งึ ตรงกับขอ 1 คือ

เทวนาครี = เท วะ นา คะ ร,ี นิมมานรดี = นิม มา นอ ระ ดี, สัตบรภิ ณั ฑ = สัด ตะ บอ ริ พนั
9. ตอบ 4 คาํ ตายคือมตี วั มาตราแม กก กบ กด (กบด) หรือมีสระเสียงสั้นถา ไมม ีตัวสะกด

อ โจทก ยก โทษ แพทย = 5 พยางค

นองๆ สามารถศกึ ษาเพ่ิมเตมิ ไดท ่ี
Tag : สอนศาสตร, ภาษาไทย, เสียงสระ, สระ, เสียงพยญั ชนะ, พยัญชนะ, เสยี งวรรณยกุ ต, วรรณยุกต,
อักษรนาํ , อกั ษรควบ, คําเปน , คําตาย, คําครุ, คาํ ลหุ, ไตรยางค, อักษรไทย

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
07 สระในภาษาไทย
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch1-1

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
06 มหัศจรรยพยัญชนะไทย
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch1-2

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
01 ธรรมชาติภาษาไทย
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch1-3

• การออกเสียงคาํ ที่มอี ักษรนาํ
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch1-4

• การออกเสียงพยญั ชนะ สระ
วรรณยกุ ต และการลงเสียงหนักเบา
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch1-5

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 21

• อักษรไทย ตอนที่ 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch1-6

• ลหุ/ครุ ส้ัน/ยาว เบา/หนกั (๑)
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch1-7

• ลห/ุ ครุ สั้น/ยาว เบา/หนกั (๓)
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch1-8

• การใชพ ยัญชนะ
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch1-9

บนั ทึกชว ยจํา

22 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทท่2ี

คําไทยแทและคํายืม ชนิดของคํา การสรา งคํา

คาํ ไทยแทและคํายืม

เนอ้ื หาในบทนี้ นอ งๆ เพยี งสงั เกตและใสใ จจดจาํ คาํ ตา งๆ วา มาจากภาษาใด ซงึ่ มหี ลกั การสงั เกตทต่ี ายตวั และชดั เจน นอ งๆ ก็
จะสามารถตอบคาํ ถามหรอื ขอ สอบไดอ ยา งถกู ตอ ง

คําไทยแท

คําไทยแทม ลี ักษณะสังเกตได ดังนี้
1. คําไทยแทสว นมากเปน คาํ พยางคเ ดยี ว และมีความหมายสมบรู ณใ นตัวเอง เชน พอ แม พี่ นอง ไร นา หมา แมว รอ น ดิน
นํา้ ลม ไฟ ฟา ผม เจา ไป นง่ั นอน กิน ฝูง อนั อว น ผอม ช่ัว ดี ชาว ดํา หน่ึง สอง สาม หลาย ยาว สน้ั ไม ใจ เปนตน
ขอ สังเกต! คาํ ไทยแทเมือ่ อานแลว จะเขา ใจความหมายไดทันทีเลย ไมต อ งแปลอกี รอบหนึ่ง
2. คาํ ไทยแทไ มน ยิ มคาํ ควบกลํ้า เชน เรา ไร ดี ดาบ หิน เปน ตน
3. คาํ ไทยแทม ักจะสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด เชน ชก ฟด โยน วัด พบ ยิง โนม จิม้ กดั ผม จวบ เปนตน
4. คาํ ไทยแทจ ะไมมตี ัวการันต เชน ยนั สัด สนั เปน ตน
ระวัง!
* คาํ ไทยแทท ีม่ ีตวั การนั ตมอี ยบู า งเนื่องจากการแผลงอกั ษร เชน แผลง ผวิ เปน ผีว้  แปลวา ถา หากวา มา ห แปลวา ผี ยกั ษ
เยียร แปลวา งามย่งิ
5. คาํ ไทยแทจะไมใ ชพ ยญั ชนะเหลา นี้ ไดแ ก ฆ ฌ ญ ฏ ฎ ฐ ฑ ณ ฒ ธ ภ ฬ ศ ษ
ยกเวน ถาพบคาํ พวกนจ้ี าํ ไวเ ลยวา เปน คําไทยแท ไดแ ก ฆา เฆยี่ น ฆอง ระฆงั ศึก เศิก ศอก เศรา พศิ หญงิ ใหญ หญา ณ ธ
ธง เธอ สะใภ อําเภอ สําเภา
6. ภาษาไทยเปนภาษาท่ีมีเสียงวรรณยุกต ทําใหคําเกิดระดับเสียงตางกันและทําใหคํามีความหมายตางกันไปดวย เชน
เสอื เส่อื เส้ือ ปา ปา ปา ปา ปา นา นา นา เปน ตน
7. คาํ ไทยแทอาจมีมากกวา 1 พยางค ซึง่ เกดิ จาก
7.1 การเพ่ิมเสยี งหนาศพั ท เชน
คบ = ประคบ จวบ = ประจวบ ทาํ = กระทาํ
โดด = กระโดด แอม = กระแอม คกึ = คะคึก
ริก = ระริก ฉาด = ฉะฉาด อมุ = ชอมุ
นกยาง = นกกระยาง ลูกดมุ = ลกู กระดุม โงก = ชะโงก
7.2 การกลายเสยี งตามการเปลย่ี นแปลงของภาษา (การกรอนเสยี ง) เชน
หมากมว ง = มะมว ง หมากพราว = มะพรา ว ตวั เข = ตะเข
ตาวนั = ตะวัน ตาปู = ตะปู ตากรา = ตะกรา

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 23

ตน เคยี น = ตะเคียน ตน โก = ตะโก ตน ไคร = ตะไคร
สายเอว = สะเอว สายดือ = สะดือ สายดึง = สะดึง
สง่ิ ท่ีนอ งควรระวังไว
คาํ บางคาํ ท่ีมีตวั สะกดตรงตามมาตราจะไมใชคําไทยแท เชน โลก กาย ชน วัย ชยั เดนิ โปรด เปนตน
คําบางคําที่มีลักษณะเหมือนคําไทยแท แตเปนคําท่ีเราไมรูความหมายและไมไดใชในชีวิตประจําวันจะไมใชคําไทยแท เชน
แสะ แข บาย ชน คําเหลาน้ีมกั พบในวรรณคดี ซง่ึ แปลวา มา ดวงจันทร ขาว คน ตามลําดบั
นอกจากนี้ยงั มีคาํ ไทยแทบางคาํ ที่สะกดไมต รงตามมาตรามใี ชใ นคาํ ประพนั ธ เชน
ดูกร มาจาก ดกู อน
อรชร มาจาก ออ นชอย

คาํ ยมื

คํายืม ภาษาตางประเทศมาใชในภาษาไทยปจจุบันมีหลากหลายสาเหตุ เชน เกิดจากความสัมพันธระหวางประเทศที่มี
อาณาเขตใกลเคียงกัน เกิดจากการติดตอคาขายในอดีต เกิดจากความสัมพันธทางการทูต และรวมไปถึงความสัมพันธทางศาสนา
ความเจริญทางการศึกษา คาํ ทีภ่ าษาไทยยมื มาใชคอ นขางมาก ไดแก คาํ บาลี คาํ สนั สกฤต และคําเขมร เปน ตน ซึ่งมลี ักษณะใหสงั เกต
ดงั นี้
คาํ ยมื ภาษาบาลีและภาษาสันสกฤต
ภาษาบาลี ภาษาสนั สกฤต

1. บาลมี สี ระ 8 ตัว คอื อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ 1. สันสกฤตมีสระ 14 ตัว คอื เหมอื นบาลีแต
เชน สกั กะ อัคคี อตุ ุ มจิ ฉา เพ่มิ ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ไอ เอา เชน ฤษี ฤดู ไอศวรรย
เมาลี ตฤณ
2. บาลใี ช ส เชน สาสนา สัตตะ สริ ิ สญู 2. สันสกฤตใช ศ ษ เชน ศาสนา ศีรษะ วนั ศุกร
3. บาลีใช ฬ เชน จฬุ า กีฬา ครฬุ 3. สนั สกฤตใช ฑ เชน จุฑา กรฑี า ครุฑ
4. บาลีใชห ลกั พยญั ชนะตวั สะกดตัวตามดัง 4. สันสกฤตใชตัว รร แทน รฺ (ร เรผะ) เชน
ตาราง เชน ปจจัย อทิ ธิ นิพพาน บัลลังก ธรรม กรรม มรรค สรรพ วรรณ
5. บาลใี ชพยญั ชนะเรียงพยางค เชน กิริยา 5. สันสกฤตใชอักษรควบกลาํ้ เชน กรยิ า สวามี
สามี ปฐม ถาวร ประถม สถาวร
6. บาลีมหี ลกั ตัวสะกดตวั ตาม 6. สันสกฤตใช ส นํา ด ต ถ ท ธ น

สงิ่ ทน่ี อ งควรระวังไว
1. การใช ศ และ ษ มกั เปน คําสนั สกฤต นอกจากน้ียังสามารถใชไ ดใ นภาษาอื่น คอื
คาํ ไทยแททใี่ ช ศ ษ เชน ศึก เศกิ ศอก เศรา พิศ พัศดี ดาษดา ดาษ
คํายืมภาษาตะวันตกที่ใช ศ ษ เชน ออฟฟศ องั กฤษ ฝร่งั เศส
คํายมื ภาษาเขมรที่ใช ศ เชน เลิศ มาศ ศก ศรี
2. ถาเปนคาํ พยางคเดยี ว มกั อา นออกเสยี งแยกพยางคได หรอื สามารถเปล่ยี นแปลงรูปคําได
เชน วนั ถาเปนคาํ ไทยแทจ ะอยูในบรบิ ทใดกค็ งรปู เชนนี้เสมอ
วัน ถาเปนคาํ บาลีสันสกฤต สามารถอานแยกพยางคไดหรอื เปลย่ี นแปลงรปู คาํ
เชน วนา ซงึ่ วัน มคี วามหมายวา ปา

24 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

3. มักสะกดไมต รงมาตราในภาษาบาลสี นั สกฤต
4. ถาตวั สะกดมี 2 ตวั ตวั ท่ี 2 เปน ร จะเปน คําสันสกฤต เชน จักร มิตร
5. ถาคํานัน้ มี ย (ตย นย ทย ธย รย ศย ณย สย) จะเปน คําสันสกฤต เชน อาทิตย อัศจรรย
ตารางตวั สะกดตัวตาม สาํ หรับคาํ บาลี ดงั น้ี

วรรค แถวที่ 1 แถวที่ 2 แถวที่ 3 แถวท่ี 4 แถวท่ี 5

วรรค กะ กข ค ฆ ญ
วรรค จะ จฉ ช ฌ ณ
วรรค ฏะ ฎฐ ฑ ฒ น
วรรค ตะ ตถ ท ธ ม
วรรค ปะ ปผ พ ภ
เศษวรรค ยรลวศษสหฬ๐

จาํ งายๆ สําหรบั เศษวรรค ทองวา “ ยกั ษวิ่งลงเรอื เหน็ เสอื จฬุ า ๐”
1. พยญั ชนะแถวที่ 1 เปนตวั สะกด พยัญชนะแถวท่ี 1 หรือ 2 เปน ตวั ตาม
เชน ภกิ ขุ ทุกข จกั กะ มจั จุ ปุจฉา ยุตติ สัตถา
2. พยัญชนะแถวท่ี 3 เปน ตวั สะกด พยัญชนะแถวที่ 3 หรอื 4 เปน ตวั ตาม
เชน อัคคะ วชิ ชา ลัทธิ อทิ ธิ ทพั พี นิพพาน ทพั ภ
3. พยญั ชนะแถวที่ 5 เปนตวั สะกด พยัญชนะแถวท่ี 1-5 ในวรรคเดยี วกนั เปน ตัวตาม
เชน สงั ขาร อังคาร สัญญา บญุ ญ สันฐาน สมั ผสั สมภาร
4. พยญั ชนะเศษวรรคเปน ตวั สะกด พยัญชนะเศษวรรคเปนตัวตาม
เชน บลั ลังก อัสสะ มสั สุ รัสสะ อยั ยกิ า วัลลภ หัสสะ
พิจารณาวาคําใดเปนคาํ ภาษาบาลี คําภาษาสันสกฤต
1. อทิ ธิ - ฤทธิ์
อธิบาย อทิ ธิ เปนคาํ ภาษาบาลี เพราะ ท เปนตัวสะกด ธ เปนตัวตาม ตามตารางนน่ั เอง
ฤทธ์ิ เปน คาํ สันสกฤต เพราะ ฤ เปน สระทีใ่ ชในภาษาสันสกฤต
2. ไอศวรรย - อิสริยะ
อธบิ าย ไอศวรรย เปน คําภาษาสนั สกฤต เพราะ ใช สระไอ มีตัว ศ ใช ร หนั และมี ย
อิสริยะ เปนคําภาษาบาลี เพราะเปนการอา นเรียงพยางค
3. จกั ษุ - จักขุ
อธิบาย จักษุ เปนคําภาษาสันสกฤต เพราะ ใชตวั ษ นั่นเอง ไมใชใ นคําภาษาบาลี
จกั ขุ เปน คําภาษาบาลี เพราะ ก เปนตวั สะกด ข เปน ตัวตาม ตามตารางนน่ั เอง
4. ปรกติ - ปกติ
อธบิ าย ปรกติ เปน คาํ ภาษาสนั สกฤต เพราะ ใชอ กั ษรควบกลาํ้
ปกติ เปนคําภาษาบาลี เพราะ เปนการอา นเรียงพยางค
5. จฬุ า - จฑุ า
อธบิ าย จฬุ า เปน คําภาษาบาลี เพราะ ใชตวั ฬ
จฑุ า เปนคําภาษาสนั สกฤต เพราะ ใชต ัว ฑ

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 25

6. อัจฉริยะ - อัศจรรย
อธบิ าย อจั ฉรยิ ะ เปน คาํ ภาษาบาลี เพราะ จ เปน ตัวสะกด ฉ เปน ตวั ตาม ตามตารางนั่นเอง
อัศจรรย เปนคําภาษาสนั สกฤต เพราะ ใชตวั ศ ใช ร หัน และมี ย
7. วฒั นะ - วรรธนะ
อธิบาย วฒั นะ เปนคาํ ภาษาบาลี เพราะ เปน การอานเรียงพยางค ใช ฒ
วรรธนะ เปน คาํ ภาษาสันสกฤต เพราะ ใช ร หัน
8. ขัตตยิ ะ - กษตั รยิ 
อธิบาย ขัตตยิ ะ เปน คําภาษาบาลี เพราะ ต เปนตวั สะกด ต เปนตัวตาม ตามตารางน่ันเอง
กษัตรยิ  เปนคาํ ภาษาสันสกฤต เพราะ ใชต ัว ษ ใช ตร และมี ย
9. อชั ฌาสยั - อธั ยาศยั
อธิบาย อชั ฌาสัย เปน คําภาษาบาลี เพราะ ช เปน ตวั สะกด ฌ เปน ตวั ตาม ตามตารางนั่นเอง
อธั ยาศยั เปนคาํ ภาษาสนั สกฤต เพราะ ใชต ัว ศ
คํายมื ภาษาเขมร
คาํ ยมื ภาษาเขมรเขา มาปะปนในภาษาไทย สว นมากมกั ใชเ ปน คาํ ราชาศพั ท ใชใ นคาํ สามญั ทว่ั ไป และคาํ ทเ่ี ปน คาํ โดด
คลายกบั ภาษาไทย โดยมขี อ สังเกตดังน้ี
1. มกั สะกดดวยพยัญชนะ จ ญ ร ล ส โดยไมม ีตวั ตาม
จาํ งายๆ ทองวา “เจาหญงิ รกั เส่ยี เลง็ ”
เชน เสดจ็ ตรวจ ผจญ เจรญิ เผชิญ บําเพ็ญ สราญ เมิล
กาํ นลั ตาํ บล กงั วล ควาญ ทูล กํานล กาํ สรวล ตรัส
2. เปนคําพยางคเดียวที่ไมม ีความหมายสมบูรณใ นตัวเอง ตอ งแปลความหมาย
เชน แข เพญ็ ทรวง ศก ทลู เลศิ มาศ ทอ
โปรด กาจ เลอ สรวง สรร เฌอ แสะ กนั
3. คาํ เขมรมคี วบกลา้ํ มาก เมอ่ื ไทยยมื เขา มาใช อา นออกเสยี งควบกลา้ํ บา ง อกั ษรนาํ บา ง และอา นเรยี งพยางคบ า ง
เชน สนาม พเยีย ขนง เขนย ฉนวน เสนียด สดบั โขมด
ขจี ขลาด ขลงั เขลา เพราะ เพลง ไพเราะ ปรกั
4. การแผลงคําตามวธิ ขี องคําเขมร
แผลง ข เปน กระ
เชน ขจาย - กระจาย ขจอก - กระจอก
ขทง - กระทง ขดาน - กระดาน
แผลง ผ เปน ประ บรร
เชน ผทม - ประทม, บรรทม ผจง - ประจง, บรรจง
ผลาญ - ประลาญ ผสม - ประสม, บรรสม
ยกเวน บรรหาร เปน คาํ บาลี สนั สกฤต เพราะแผลงมาจาก บริหาร
แทรก อาํ อาํ น อําร อําง
เชน เสรจ็ - สาํ เรจ็ อวย - อํานวย ชะ - ชาํ ระ ชอื - ชําเงอื
เติม บัง บนั บาํ
เชน ควร - บังควร คม - บงั คม เพญ็ - บาํ เพญ็

26 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

เตมิ ประ ชมุ - ประชุม
เชน ราบ - ปราบ ลาญ - ผลาญ

เติม ป ผ
เชน

แนวขอสอบ

1. ขอ ใดเปน คาํ ไทยแททกุ คาํ
1. รกู ินเพ่ิมพลังงาน รอู า นเพิ่มกําลังปญ ญา
2. นา้ํ มนั ขาดแคลน คยุ กับแฟนก็ตองดับไฟ
3. รักบา นตองลอ มรวั้ รกั ครอบครัวตอ งลอ มรัก
4. ภาษาบอกความเปนชาติ เอกราชบอกความเปนไทย
2. ขอใดเปนคาํ ไทยแทท ง้ั หมด
1. พแ่ี กลงเมนิ เดนิ มาขา งบอโพง 2. เห็นทาเลยี่ นเตียนโลง เปนทางถาง
3. พิศพนมชมเพลินแลวดินพลาง 4. ถงึ ระหวา งแนวถา้ํ ทลี่ าํ ธาร
3. ขอใดไมมคี ํายืมจากภาษาตางประเทศ
1. ฝรงั่ เปนตนตํารับอาหารกินเรว็ ยนื กินเดนิ กนิ ก็ได
2. เมอ่ื เรารบั มาก็ตองกนิ ตามอยางเขาและรูสกึ วา งายดี
3. เราไมไดกนิ เพือ่ ประหยัดเวลาเอาไวทาํ การงานอยา งอน่ื
4. เปน การกินเลน ๆ กนิ ในหมคู นวยั ทย่ี งั ทํามาหากินไมไดม ากกวา
4. ขอใดไมม คี ําทม่ี าจากภาษาบาลหี รอื ภาษาสันสกฤต
1. เราตองใชภ าษาไทยใหถ กู ตอง 2. อยาเลย้ี งลกู ใหเปน เทวดา
3. ช่อื ของเขาอยใู นทําเนียบรนุ 4. ภรรยาของเขาทาํ งานอยทู นี่ ี่
5. ขอ ความตอ ไปนีส้ วนใดไมมคี ําทมี่ าจากภาษาอังกฤษ
1) เรตติ้งของรายการโทรทัศนสัมพันธกบั เวลาในการออกอากาศ 2) รายการทีอ่ อกอากาศในชวงไพรม ไทมหรอื ชวงเวลาท่ี
มีผูชมโทรทัศนม าก 3) จะมีโอกาสไดรบั ความนยิ มมากกวา รายการทอ่ี อกอากาศในชวงเวลาที่คนชมรายการนอย 4) ชว งเวลาท่ีมีผชู ม
มากก็คอื หวั ค่าํ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ หลงั รายการขาว
1. สวนท่ี 1 2. สว นท่ี 2 3. สวนที่ 3 4. สว นท่ี 4
6. คําประพันธต อไปน้ีมีคํายืมภาษาตา งประเทศก่คี าํ (ไมน บั คําซา้ํ )
พ่มี นษุ ยสุดสวาทเปนชาติยกั ษ จงคดิ หักความสวาทใหข าดสูญ
กลบั ไปอยคู หู าอยาอาดรู จงเพิ่มพูนภาวนารกั ษาธรรม
1. 7 คํา 2. 8 คํา 3. 9 คํา 4. 10 คาํ
7. ขอใดไมมคี ํายมื ภาษาบาลสี ันสกฤต
ก. วันจะจรจากนอ งสิบสองค่ํา ข. พอจวนยํ่ารุงเรงออกจากทา
ค. ราํ ลกึ ถึงดวงจันทรครรไลลา ง. พ่ตี ง้ั ตาแลแลตามพราย
1. ขอ ก และ ข 2. ขอ ก และ ค 3. ขอ ข และ ง 4. ขอ ค และ ง

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 27

8. ขอใดมคี าํ จากภาษาบาลีหรอื สนั สกฤตทอ่ี า นอยา งอกั ษรนําในภาษาไทย
1. เรงรีบร้พี ลสกลไกร มาใกลทวิ ทงุ ธานี
2. เหน็ ละหานธารน้ําไหลหล่งั รม ไทรใบบงั สรุ ิยศ รี
3. มารถคชกรรมครัน่ ครนื้ ดงั เสียงคล่ืนในสมุทรไมข าดสาย
4. คอยเลด็ ลอดสอดแนมจบั กุม ช้ันในใหป ระชุมจตุรงค
9. ขอความตอ ไปนีส้ ว นใดไมม ีคํายืมจากภาษาบาลหี รอื สันสกฤต
1) กลุมคนทีร่ า่ํ รวยยังคงความมัง่ ค่ังของตวั เองไวไดเ ปนเลิศ 2) โดยผูคนแวดลอมซึ่งเปนที่ปรกึ ษาทางการเงินและกฎหมาย
3) ท่ลี วนมฝี มอื ยอดเยีย่ มในแวดวงอาชพี นน้ั ๆ 4) จะเหน็ ไดวาบรรดาเศรษฐเี งินลา นมกั ไมเดินหนา สรา งความรํา่ รวยโดยลําพัง
1. สว นที่ 1 2. สว นท่ี 2 3. สวนท่ี 3 4. สวนที่ 4

เฉลยคําตอบ

1. ตอบ 3 โจทยถามเรอื่ งคาํ ไทยแท
ขอ 1 พลงั = บาลี, สนั สกฤต ปญ ญา = บาลี
ขอ 2 แฟน = อังกฤษ ขอ 4 ภาษา = สันสกฤต, ชาติ เอก ราช = บาลี
สังเกตเห็นวา ขอ 3 จะสะกดตรงตามมาตราทุกคํา ไมม ตี ัว ศ ษ จงึ เปน คําไทยแท

2. ตอบ 2 คําไทยแทบ างคําทสี่ ะกดตรงตามมาตราอาจไมใชคําไทยแทเสมอไป คอื
ขอ 1 เดนิ (ดาํ เนนิ ) = เขมร ขอ 3 พนม = เขมร ขอ 4 ธาร(ธารา) = บาลสี ันสกฤต
ขอ 2 จะเปน คําไทยแทท งั้ หมด เพราะไมไดม กี ารแผลงคํา

3. ตอบ 2 ขอ นีม้ คี ําไทยแทท กุ คํา สวนขอ อน่ื คอื
ขอ 1 ฝรงั่ = เปอรเซยี ตํารับ = เขมร อาหาร = บาลสี ันสกฤต เดิน = เขมร
ขอ 3 เวลา, กาล = บาลี สนั สกฤต ขอ 4 การ, วัย = บาลี สนั สกฤต

4. ตอบ 3 โจทยถามบาลสี ันสกฤต นองตอ งเขาใจหลักการตามตาราง แยกใหไ ด คือ
ขอ 1 ภาษา มตี วั ษ จึงเปน สนั สกฤต ขอ 2 เทวดา (เทว) เปนบาลีสันสกฤต
ขอ 4 ภรรยา มตี วั ร หนั จงึ เปน สันสกฤต สว นขอ 3 เปนคําตอบเพราะไมมคี ําบาลีสันสกฤต

5. ตอบ 3 สว นท่ี 1 มีคําวา เรตติ้ง สวนที่ 2 มคี าํ วา ไพรมไทม ขอ 4 มคี ําวา ทวี ี (สังเกตวาคําที่มาจากภาษาองั กฤษจะเขยี น
ทบั ศพั ทเ อาการออกเสยี งมาเลย เรตตง้ิ = rating)

6. ตอบ 4 10 คํา ไดแ ก มนษุ ย (มี ษ เปน สนั สกฤต) สวาท (สะกดไมตรงมาตรา) ชาติ (สะกดไมตรงมาตรา) ยกั ษ (มี ษ เปน
สันสกฤต) สญู (สะกดไมต รงมาตรา) คูหา อาดรู (สะกดไมต รงมาตรา) ภาวนา (อา นเรยี งพยางค อา นแลวตองแปลอีก) รกั ษา (มี ษ
เปน สนั สกฤต) ธรรม (มี ร หัน เปน สันสกฤต)

7. ตอบ 3 ขอ ข และ ง ไมมคี ํายมื ภาษาบาลีสันสกฤต
สวน ก คือ จร(สะกดไมต รงมาตรา อานแลวตอ งแปลอกี ) ขอ ค คอื จนั ทร(ใชต ัวการนั ต)

8. ตอบ 3 เพราะคําวา สมทุ ร (เปนคําสันสกฤตเพราะมี ท ควบกับ ร) เปน อกั ษรนาํ เพราะอา นออกเสียง 2 พยางค โดยพยางค
แรกมีเสียง อะ และพยางคท่สี องมี ห นาํ ต่ําเด่ียว = สะ – หมดุ

9. ตอบ 1 ระวัง! ขอ 1 เปนคาํ ตอบเพราะคาํ วา เลศิ เปนคาํ เขมรซงึ่ เปนขอ ยกเวน มใิ ชคาํ สันสกฤต
สวนขอ 2 มีคําวา ปรึกษา(ส.) กฎ(ข.) ขอ 3 มีคาํ วา อาชพี (บ.ส.) ขอ 4 มคี ําวา เศรษฐี(ส.)

28 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

นอ งๆ สามารถศกึ ษาเพิม่ เติมไดท่ี
Tag : สอนศาสตร, ภาษาไทย, คาํ เขมร, คาํ บาลี, คําสันสกฤต, คําไทยแท, คํายมื

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
10 ภาษาตา งประเทศในภาษาไทย 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-1

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
11 ภาษาตา งประเทศในภาษาไทย 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-2

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
09 สงั เกตคําไทยแทงา ยนดิ เดยี ว
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-3

• คาํ ตา งประเทศ 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-4

• คําตา งประเทศ 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-5

• คาํ บาลแี ละสันสกฤต
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-6

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 29

ชนิดของคาํ

ชนดิ ของคํา
คําในภาษาไทย แบง ออกเปน 7 ชนิด คือ

1. คํานาม

คํานาม คือ คําที่ใชเรียกช่ือ คน สัตว สิ่งของ สถานที่ อาการ สภาพ และลักษณะ ท้ังส่ิงท่ีมีชีวิตและไมมีชีวิต ท้ังที่เปน
รปู ธรรมและนามธรรม
คํานามแบง ออกเปน 5 ชนิด
1. สามานยนาม คือ คาํ นามสามญั ทใ่ี ชเปน ช่อื ท่วั ไป หรือเปนคาํ เรียกสง่ิ ตา งๆ โดยทัว่ ไป ไมช เี้ ฉพาะเจาะจง เชน คน รถ ปลา
สม เปนตน
2. วิสามานยนาม คอื คาํ นามทเี่ ปนชอ่ื เฉพาะของคน สัตว สถานท่ี หรือเปน คําเรียกบุคคล สถานท่เี พอ่ื เจาะจงวาเปนคนไหน
ส่ิงใด เชน โรงเรียนสตรวี ิทยา วดั พระแกว โรงพยาบาลศริ ิราช
ตัวอยางเชน สมชายไปเท่ยี วกบั ศรนี วล นองไปโรงเรยี นเตรียมอุดมศกึ ษา
3. ลกั ษณนาม คอื คํานามทีท่ าํ หนาทีป่ ระกอบนามอ่นื เพ่อื บอกรูปรา ง ลกั ษณะ ขนาดหรือปริมาณของนามนน้ั ใหช ดั เจนขึ้น
เชน แทง เรือน หลัง อนั ตน
ตวั อยา งเชน ชา ง 2 เชอื ก เปย โน 5 หลงั
4. สมุหนาม คอื คํานามบอกหมวดหมขู องสามานยนาม และวสิ ามานยนามท่รี วมกนั มากๆ เชน ฝงู นก คณะนักเรยี น เหลา
ลกู เสอื
ตวั อยางเชน คณะลิเกมาถงึ สถานทแ่ี สดงแลว ฝงู นกอพยพมาจากตอนเหนือของประเทศ
5. อาการนาม คอื คําเรยี กสิง่ ทไ่ี มมีรปู รา ง ไมมขี นาด จะมคี าํ วา "การ" และ "ความ" นําหนา เชน การกนิ การนอน การเรียน
ความสวย ความคิด ความดี
ตัวอยางเชน การวิง่ ชว ยเผาผลาญพลงั งาน ความสะอาดของหอ งเรยี นชว ยปอ งกันเชอ้ื โรค
ขอ สังเกต
คําวา "การ" และ "ความ" ถานําหนาคําชนิดอ่ืนที่ไมใชคํากริยา หรือวิเศษณจะไมนับวาเปนอาการนาม เชน การรถไฟ
การประปา ความแพง เปนตน คําเหลานี้จดั เปน คําประสมหรือสามานยนาม
ระวัง! คาํ ลักษณนามที่ออกขอ สอบบอ ย
กระบอก ใชกบั ปน ขาวหลาม กระบอกสบู กระบอกพลุ ไฟฉาย ไฟพะเนียง
ตน ใชก ับ ฤาษี ยักษ ผเี สื้อสมทุ ร ผเี สื้อยกั ษ ภตู ผี คนธรรพ กินนร กนิ รี กระสอื กระหงั โยคี นางไม นักสทิ ธ์ิ
เซยี น เปรต
รูป ใชกับ นักบวช นักพรต นักบญุ พระสงฆ พระคณาจารย สมี (โบราณใชเปนคาํ เรยี กพระภกิ ษ)ุ สมภาร สามเณร
บาทหลวง
ดวง ใชกับ ดาว ผีพงุ ใต แสตมป วิญญาณ ดวงตา ดวงใจ หวั ใจ โคม ชวาลา
ตัว ใชก บั สัตว เขม็ กลัด เขม็ หมุด ขมิ ขื่อ ตะขอ เกาอ้ี เกีย๊ ว เก้ียมอ๋ี กีตาร กระตา ยขดู มะพราว ตัวอกั ษร ตัวโนต
เลม ใชก ับ เกวียน หนังสอื เขม็ ทวน หอก ดาบ ตาลปตร ตะหลิว ไมตะพด ตะไบ เคียว ไมพ าย ไมพ ลอง เทยี น
กรรไกร หวี
หลัง ใชก บั สปั คับ เก้ยี ว เกง กฏุ ิ กบู กระตอบ กระทอม บา น ตู ตาํ หนกั จักรเย็บผา จวน ยุง

30 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

คนั ใชก ับ รม ชอน สอม เบด็ คนั ชง่ั คันไถ ซอ โซง โลง ตราชู ตะเฆ ยอ ธนู ทพั พี รถมอเตอรไ ซค แทรกเตอร พิณ
เครอ่ื ง ใชกับ เครื่องซักผา เคร่ืองบนั ทกึ เสียง เครือ่ งยนต เครอ่ื งบนิ คอมพวิ เตอร ชงิ ชาสวรรค พดั ลม เฮลคิ อปเตอร
บาน ใชก ับ หนา ตาง บานเลือ่ น บานประตู กระจกเงา บังตา บานกระทงุ บานตู
ดอก ใชก บั ดอกไม เหด็ ธูป ลกู หนาไม ลกู หนู ลกู ธนู ลูกกุญแจ ลูกเกาทัณฑ พลุ ดอกไมไ ฟ
หัว ใชกับ หวั กอ ก หัวปลี หัวเทียน สมดุ ขอย สมดุ ไทย เผอื ก มัน กลอย ขนมจนี
สาย ใชก ับ สายสรอ ย สายรุง แมน ้าํ รดั ประคด ระโยง นา้ํ พุ ทางดวน ทางหลวง ถนน
ลูก ใชกบั กระถาง กระตบิ กระทะ กระบุง กะละมงั ขีปนาวุธ ภูเขา ครก คลื่น จรวด บอลลนู
ฉบับ ใชก บั สัญญา จดหมาย เช็ค สนธสิ ัญญา สลากกินแบง วุฒิบัตร วารสาร วทิ ยานพิ นธ พนั ธบัตร ใบรับรอง ใบลา

โฉนด ใบสทุ ธิ ใบหุน ใบเสร็จ ปฏิทิน ประกาศนียบตั ร นิตยสาร
อัน ใชกับ กรอบรปู บนั ได เข็มทศิ ตะบอง นาฬกาทราย นาฬก านาํ้ ปรอท ปลัก๊ ไฟ ปน แปรง ฟน ยาง ไฟแชก็

ไมกางเขน ไมเ ทา ไมเ รียว รัดเกลา แร็กเกต ลกู บดิ สามตา

2. คาํ สรรพนาม

คาํ สรรพนาม คอื คาํ ทใี่ ชแ ทนนามในประโยคสอื่ สาร เราใชค าํ สรรพนามเพอ่ื ไมต อ งกลา วคาํ นามซาํ้ ๆ (หวั ใจของคาํ สรรพนาม
คอื “ใชแทน”)

ชนิดของคําสรรพนาม แบงเปน 6 ชนดิ
1. บุรุษสรรพนาม (สรรพนามท่ีใชในการพูด) เปนสรรพนามที่ใชในการพูดจา ส่ือสารกันระหวางผูสงสาร (ผูพูด) ผูรับสาร
(ผูฟง) และผทู ่ีเรากลา วถงึ มี 3 ชนิด ดังนี้
-สรรพนามบรุ ษุ ที่ 1 ใชแ ทนผสู งสาร (ผพู ูด) เชน ฉนั ดฉิ ัน ผม ขาพเจา เรา หนู เปนตน
-สรรพนามบุรษุ ที่ 2 ใชแ ทนผูรบั สาร (ผูท่ีพดู ดวย) เชน ทา น คณุ เธอ แก ใตเ ทา เปนตน
-สรรพนามบุรุษที่ 3 ใชแ ทนผูทก่ี ลาวถงึ เชน ทา น เขา มนั เธอ แก เปน ตน
2. ประพันธสรรพนาม (สรรพนามท่ีใชเช่ือมประโยค) สรรพนามน้ีใชแทนนามหรือสรรพนามท่ีอยูขางหนาและตองการ จะ
กลาวซ้าํ อกี ครงั้ หนงึ่ นอกจากน้ียงั ใชเ ชอ่ื มประโยคสองประโยคเขาดวยกนั จะมีคาํ วา “ผู ที่ ซึง่ อัน”
เชน รานอาหารที่อยูตรงขา มบานของฉนั เปดตอนเทยี่ ง

เด็กทสี่ วมเสื้อสชี มพูเปน นองของสมชาย
เธอผไู มเคยยอ ทอยอมประสบความสําเร็จ
3. วภิ าคสรรพนาม (สรรพนามบอกความชี้ซา้ํ ) เปน สรรพนามทใ่ี ชแทนนามทีอ่ ยูขา งหนา เมอ่ื ตองการเอยซาํ้ โดยทีไ่ มตอ ง
เอยนามนน้ั ซา้ํ อีก และเพือ่ แสดงความหมายแยกออกเปนสวนๆ ไดแกค าํ วา “บา ง ตา ง กัน”
เชน นักเรยี นตา งแสดงความคิดเห็น

นกั เรยี นบา งก็เลน บางกน็ อนขณะครสู อน
เราตกลงวา จะไปเทยี่ วกนั
4. นยิ มสรรพนาม (สรรพนามชเี้ ฉพาะ) เปนสรรพนามท่ีใชแทนคาํ นามท่กี ลา วถงึ ท่ีอยู เพือ่ ระบุใหชัดเจนยิง่ ขึ้น ไดแกค ําวา น่ี
นี้ นั่น นน้ั โนน โนน อยางนี้ อยางนน้ั เชน นนั้
เชน น่ีคือบา นของฉัน นนั่ รถยนตของเธอ
เธอไปนอนตรงโนน ฉันจะนอนตรงน้ี ฉนั วา อยางนด้ี กี วา อยา งโนน

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 31

5. อนยิ มสรรพนาม (สรรพนามบอกความไมเ จาะจง) คอื สรรพนามทใ่ี ชแ ทนนามทก่ี ลา วถงึ โดยไมต อ งการคาํ ตอบ ไมช เี้ ฉพาะ
เจาะจง ไดแกคําวา ใคร อะไร ท่ไี หน ผูใ ด สิง่ ใด ใครๆ อะไรๆ

เชน ใครๆ กพ็ ดู เชน น้ันได อะไรๆ ก็วาแตผ ม
ใดๆ ในโลกลว นอนจิ จงั

6. ปฤจฉาสรรพนาม (สรรพนามท่เี ปนคําถาม) คอื สรรพนามทใ่ี ชแทนนามเปนการถามทตี่ องการคาํ ตอบ ไดแ กคาํ วา ใคร
อะไร ไหน ผใู ด

เชน ใครหยบิ ปากกาบนโตะ ไป ทาํ ไมมาโรงเรียนสาย
ไหนโทรศัพทของฉัน

3. คํากรยิ า

คํากริยา คือ คําที่แสดงอาการ สภาพ หรือการกระทําของคํานาม และคําสรรพนามในประโยค คํากริยาบางคําอาจมี
ความหมายสมบรู ณในตัวเอง บางคําตองมคี าํ อืน่ มาประกอบและบางคําตอ งไปประกอบคําอ่ืนเพ่ือขยายความ
ชนิดของคํากรยิ า คํากริยาแบงออกเปน 5 ชนดิ ดงั น้ี
1. อกรรมกริยา (กริยาท่ีไมตองมกี รรมมารบั ) คอื กรยิ าท่ีมีความหมายสมบูรณ ชัดเจนในตวั เอง
เชน แมย ืน รถติด
ฝนตกหนัก เดก็ ๆ หวั เราะ
ไกขนั หลอ นนั่ง
2. สกรรมกริยา (กริยาทต่ี องมกี รรมมารองรับ) คอื กริยาที่ตอ งมกี รรมมารบั จึงจะไดใจความสมบรู ณ
เชน นองกินเคก สมใจลา งจาน
ฉันเตะฟตุ บอล พอตกปลา
นิดใหอ าหารแมวทุกวัน
3. วิกตรรถกริยา (คําที่มารับไมใชกรรมแตเปนสวนเติมเต็ม) คือ คํากริยานั้นตองมีคํานามหรือสรรพนามมาชวยขยาย
ความหมายใหส มบูรณ เชน คาํ วา เปน เหมือน คลาย เทา คือ เสมือน ดุจ
เชน สมศักดิเ์ ปน ตํารวจ เธอคอื หวั หนา หอ ง ม.6
ลูกดุจแกวตาของพอ แม พอเปน หัวหนาของครอบครัว
นองคลา ยพอ มาก ปากกาดจุ อาวุธ
4. กริยานุเคราะห (กริยาชวย) คือ คําท่ีเติมหนาคํากริยาหลักในประโยคเพื่อชวยขยายความหมายของคํากริยาสําคัญ ให
ชดั เจนยง่ิ ขึน้ ทําหนาท่บี อกกาลหรือการกระทาํ เชนคาํ วา กําลงั จะ ได แลว ตอง อยา จง โปรด ชว ย ควร คงจะ อาจจะ เปนตน
เชน เธอกําลังกนิ ขาว หนอยตอ งทําความสะอาดบาน
เขาอาจจะไปอังกฤษ ลูกควรเตรียมตัวใหพ รอ ม
แมจะไปตลาด จงแกไขงานใหเรยี บรอย
5. กริยาสภาสมาลา คือ กรยิ าทที่ าํ หนา ท่เี ปน คาํ นามอาจเปน ประธาน หรือกรรมหรือบทขยายของประธาน
เชน เขาซอมรองเพลงทุกวัน
เธอชอบเลนบาสเกตบอล
ออกกําลังกายมปี ระโยชนตอสุขภาพรางกาย

32 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

4. คาํ วิเศษณ

คําวิเศษณ คือ คําที่ใชขยายคําอ่ืน ไดแก คํานาม คําสรรพนาม คํากริยา หรือคําวิเศษณ ใหมีความหมายชัดเจนขึ้น
(หัวใจของคาํ วิเศษณ คอื “ใชข ยาย”)

คําวิเศษณ แบง ออกเปน 10 ชนิด คือ
1. ลกั ษณวิเศษณ คือ คําวิเศษณท บ่ี อกลักษณะ ชนิด ขนาด สี เสียง กล่นิ รส อาการ เปน ตน

เชน คนเลวยอ มไดรบั ผลกรรม
สม ตาํ จานนี้มรี สเปรยี้ ว หวาน เผด็

2. กาลวเิ ศษณ คือ คาํ วิเศษณท ่บี อกเวลา อดีต ปจ จบุ ัน อนาคต เชา สาย บาย คาํ่ เปนตน
เชน เจานายออกไปขา งนอกตอนเท่ยี ง
พอ แมจะตักบาตรทกุ เชา

3. สถานวิเศษณ คือ คาํ วิเศษณท่ีบอกสถานทีห่ รอื ระยะทาง ไดแกคําวา ใกล ไกล เหนอื ใต ขวา ซาย หนา บน หลัง เปนตน
เชน โรงพยาบาลอยูไกล
หองของสมจิตอยูชั้นลาง

4. ประมาณวเิ ศษณ คอื คําวิเศษณท ่ีบอกจาํ นวนหรือปรมิ าณ ไดแกค าํ วา มาก นอย หมด หนึ่ง สอง หลาย ทั้งหมด จุ เปนตน
เชน นักเรยี นขาดเรยี นสองคน
ทกุ ส่งิ ทจ่ี ดั ขึน้ สวยงามมาก

5. นิยมวิเศษณ คือ คําวิเศษณท่ีบอกความช้ีเฉพาะแนนอน ไดแกคําวา นี่ โนน น่ัน นี้ นั้น โนน แน เอง ท้ังนี้ ทั้งน้ัน
อยา งน้ี เปน ตน

เชน หลอ นน่ีทาํ ตวั แยมาก
หนังสือเลมนีเ้ ปน ของฉนั

6. อนยิ มวิเศษณ คอื คาํ วิเศษณท ี่บอกความไมช ีเ้ ฉพาะ ไมแ นนอน ไดแ กคาํ วา อนั ใด อืน่ ใด ไย ไหน อะไร เชนไร เปน ตน
เชน คนไหนกินกอนก็ได
หนังสอื เลม ไหนเราก็ชอบอาน

7. ปฤจฉาวิเศษณ คือ คาํ วเิ ศษณท ี่บอกเนอื้ ความเปนคาํ ถามหรือความสงสัย ไดแกคาํ วา ใด อะไร ไหน ทาํ ไม เปน ตน
เชน ปากกาดามไหนเปน ของเธอ
เธอรูไ หมวาเขาเปนใคร

8. ประติชญาวิเศษณ คือ คําวิเศษณที่แสดงถึงการขานรับในการเจรจาโตตอบกัน ไดแกคําวา จา คะ ครับ ขอรับ ขา
วะ จะ เปน ตน

เชน พอครบั ผมอยากไปทะเล
อาจารยค ะ หนขู ออนุญาตสง การบา นคะ

9. ประตเิ ษธวเิ ศษณ คอื คําวเิ ศษณท ่ีบอกความปฏเิ สธไมยอมรับ ไดแ กคําวา ไม ไมไ ด หามิได บ เปนตน
เชน เราไมไปเชยี งใหมก ับเขา องิ อรไมไดส ง รายงานกับครูจินตนา

10. ประพนั ธวเิ ศษณ คอื คําวิเศษณท ี่ประกอบคํากรยิ าและคําวิเศษณเ พอื่ เช่ือมประโยค จะมีคําวา ที่ ซงึ่ อัน อยา งท่ี ให วา
เพือ่ เพ่ือวา เพราะ เม่ือ จน ตาม เปน ตน

เชน หนอ ยชอบทําอะไรอยางท่หี ลอนตองการ
คนชัว่ ทีป่ รบั พฤตกิ รรมตัวเองไดยอมไดรบั โอกาส

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 33

5. คาํ บพุ บท

คําบพุ บท คอื คาํ ท่มี หี นา ทเี่ ชอ่ื มคาํ หรอื กลมุ คาํ เพอื่ แสดงความสมั พันธก ับคาํ อน่ื ๆ ในประโยค
คาํ บุพบท แบงออกเปน 2 ชนิด
1. คาํ บุพบทท่แี สดงความสัมพันธร ะหวางคาํ ตอคํา
โดย บอกความเปน เจา ของ - สมุดเลมนีเ้ ปน ของเธอ
บอกความเกีย่ วขอ ง - จติ ราไปกรุงเทพกบั สมพร
บอกจดุ หมาย - เขาเรียนหนักเพือ่ อนาคตที่ดี
บอกเวลา - แมไปวัดต้ังแตเชาแลว
บอกสถานท่ี - เรานดั เจอกนั ท่ีหนาโรงเรียน
บอกความเปรียบเทยี บ - อัม้ สวยกวา อ้ิบ
2. คาํ บพุ บททไ่ี มแสดงความสมั พันธก บั บทอืน่ โดยจะอยูตน ประโยค ใชเปน คาํ เรยี กรองหรือทักทาย มคี ําวา ดกู ร ดรู า ดูแนะ
ขา แต (ปจ จบุ ันยกเลิกใชแ ลว)
เชน ดูกอ น คุณควรคดิ ใหด ๆี อีกรอบ
ดูกร สงฆผ ูทรงศีลวิสทุ ธิโอภาสขาดกเิ ลสแดนสงสาร

6. คําสนั ธาน

คําสันธาน คือ คําทที่ ําหนา ที่เชื่อมประโยคกบั ประโยค เชอื่ มขอ ความกบั ขอความใหส ละสลวย คาํ สันธานมี 4 ชนิด คือ
1. เช่อื มใจความท่คี ลอยตามกนั ไดแกคําวา กบั และ ทั้ง…และ ทัง้ …ก็ คร้ัน…ก็ พอ…ก็

เชน พอเธอกินขา วเสร็จก็ไปอาบน้ํา พอและแมไปเที่ยวภเู ขา
2. เชือ่ มใจความท่ีขัดแยง กัน ไดแ กค าํ วา แต แตวา ถึง…ก็ กวา…ก็

เชน กวาถ่ัวจะสุกงาก็ไหม เขาอยากกนิ เคกแตเ ธออยากกนิ พซิ ซา
3. เชือ่ มใจความเปน เหตเุ ปนผลกัน ไดแกค าํ วา จึง เพราะ…จงึ เพราะฉะน้ัน…จึง

เชน เพราะฝนตกรถจึงตดิ คอมพวิ เตอรเ สียพจ่ี งึ เอาไปซอ ม
4. เช่ือมใจความใหเ ลือกอยางใดอยางหน่ึง ไดแกค าํ วา หรอื หรอื ไมก็ ไมเชนนน้ั มฉิ ะนัน้

เชน นกั เรียนจะทําการบานหรอื ไมกอ็ านหนงั สือ ไมเธอกฉ็ ันท่ีจะไดไปอเมรกิ า

7. คาํ อุทาน

คาํ อทุ าน คอื คําทเี่ ปลง ออกมาเพอ่ื แสดงอารมณห รอื ความรูสึกของผพู ูด มกั จะเปน คําทไ่ี มม คี วามหมาย แตเนน ความรสู กึ
และอารมณข องผูพูด

คาํ อุทานแบงออกเปน 2 ชนดิ คือ
1. อทุ านบอกอาการ ใชเปลง เสยี งเพื่อบอกอาการและความรสู กึ ตา งๆ ของผพู ูด

เชน แนน เฮ โวย ชชิ ะ ดดู ู ตายจริง วาย อนจิ จา โถ เปนตน
2. อทุ านเสริมบท คือ คาํ พดู เสรมิ ข้นึ มาโดยไมมคี วามหมาย อาจอยหู นาคํา หลงั คาํ หรือแทรกกลางคาํ เพื่อเนนความหมาย
ของคาํ ท่จี ะพูดใหชัดเจนข้ึน

เชน อาบน้าํ อาบทา ลืมหูลืมตา กินน้าํ กินทา

34 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

สิ่งทีข่ อ สอบชอบออกและนองๆ ควรทําความเขาใจอยาสับสนมอี ยดู วยกนั หลายจุด คือ
1. นิยมสรรพนาม VS นิยมวิเศษณ
เชน นี่คือหนงั สอื ของเธอ VS หนังสือเลมน้ีของเธอ
นองๆ สงั เกตวา น่ี เปนคาํ ท่ใี ชแ ทนส่งิ ที่ผพู ดู พูดวา คือหนังสอื สงั เกตวา จะนาํ หนา คาํ นามอยู ดังนั้นจงึ เปน นยิ มสรรพนาม
แตค าํ วา น้ี เปนการเนนยา้ํ และขยายใหเ ราทราบวา ตอ งเปน เลมน้ี ดังนนั้ คาํ วา นี้ จึงขยายคําวา สมุด จึงเปน นยิ มวเิ ศษณ
2. อนยิ มสรรพนาม VS อนิยมวเิ ศษณ
เชน อะไรๆ ก็วา ผม VS หนงั สือเลม ไหนกแ็ พงไปหมด
นอ งๆ สังเกตวาอนิยมจะมีความคลา ยคลงึ กบั ปฤจฉา แตอนยิ มจะไมต อ งการคําตอบ ถา จะพิจารณาวา เปน อนิยมสรรพนาม
หรอื อนิยมวเิ ศษณ ก็อยาลมื หัวใจสําคัญนั้นกค็ อื สรรพนามใชแ ทน วิเศษณใชขยาย กลาวคอื อะไรๆ คํานส้ี งั เกตวาจะไมไดข ยายคาํ ใด
เลยจึงเปน อนิยมสรรพนาม สว นคาํ วา ไหน จะเปนการขยายเพอื่ ประกอบคํานาม หนงั สอื ท่ไี มตองการคาํ ตอบจงึ เปน อนิยมวิเศษณ
3. ปฤจฉาสรรพนาม VS ปฤจฉาวิเศษณ
เชน ไหนหนังสือของเธอ VS หนังสอื เลมไหนของเธอ
นอ งๆ สังเกตวาประโยค 2 ประโยคนี้แสดงคําถามทต่ี อ งการคําตอบแต คาํ วา ไหน คําแรกน้ีเปน การแทนสงิ่ ๆ หนงึ่ วา อยู
ทไ่ี หน อยูต น ประโยคสว นมากจะเปนปฤจฉาสรรพนาม สว นคาํ วา ไหน คาํ ทสี่ องนี้เปน การขยายเพ่ือประกอบคํานาม หนังสอื วา เปน
เลม ไหน ตองเปน ปฤจฉาวิเศษณ
4. ประพนั ธสรรพนาม VS ประพันธวิเศษณ
เชน ผูช ายทีอ่ ยูหนาบา นเปน นักดนตรี VS นกั เรียนทุกคนต้งั ใจทีจ่ ะทํางานใหเ สรจ็
นอ งๆ สังเกตดีๆ จะเห็นวา ที่ คําแรกแทนคําวา ผชู าย (ใชแทนคํานามขางหนา จะอยูตดิ คํานาม) จงึ เปนประพันธสรรพนาม
สว น ที่ คาํ ทีส่ องใชป ระกอบคํากรยิ าท่ีอยูข างหนา เพอื่ ขยาย ที่ จงึ ขยายคําวา ตง้ั ใจ ทอ่ี ยูข างหนา ดงั นน้ั จงึ เปนประพันธวเิ ศษณ
5. อกรรมกริยา VS ลกั ษณวิเศษณ
เชน ฝนตก VS หองครัวสะอาด
คําวา ตก และ สะอาด เม่อื อยูในประโยคทงั้ สองนีจ้ ะทําหนา ที่เปนภาคแสดงของประโยคได กลาวคือ สะอาด นอกจากจะ
เปนคาํ วิเศษณไดแลว ยังสามารถทาํ หนาท่ีเปนกริยาของประโยคได
6. วภิ าคสรรพนาม VS ประมาณวิเศษณ
เชน นักเรยี นบางก็กินบางก็เลน VS นักเรียนบางคนกนิ บา ง ท้งิ บาง
นอ งๆ สังเกตดๆี จะพบวา คาํ วา บา ง ในประโยคแรกจะใชแทนคาํ นามคําวา นกั เรยี น เพอื่ แยกเปนสว นๆ เปน ฝายๆ จงึ ถือ
เปน วภิ าคสรรพนาม แตค าํ วา บาง ในประโยคทส่ี องใชประกอบเพ่ือบอกปริมาณ ใชป ระกอบคาํ กริยาคําวา กนิ และ ท้งิ จึงถือเปน
ประมาณวิเศษณ
7. คาํ บพุ บท VS สถานวิเศษณ
เชน แมอ ยูใ นบา น VS แมอยขู างนอก
คาํ บพุ บทจะตอ งตามดว ยคาํ นามหรอื คาํ สรรพนาม ซงึ่ คาํ วา ใน เปน บพุ บทเพราะอยหู นา บา น ทเี่ ปน คาํ นาม สว นสถานวเิ ศษณ
จะบอกตําแหนงโดยจะวางอยทู ายประโยคไมม คี าํ นาม ซึ่งคําวา ขางนอก เปน สถานวิเศษณเ พราะอยทู ายสดุ ของประโยคและไมม ีคํา
นามหรอื คาํ สรรพนามตามหลงั
8. คาํ บพุ บท VS คาํ สนั ธาน
เชน ปลาหมอตายเพราะปาก VS ปากหมอตายเพราะปากไมด ี
นอ งๆ จาํ ไวเลยวา “บพุ บท +นาม” “สนั ธาน + ประโยค” คาํ วา เพราะ คาํ แรกจึงเปน คําบุพบท เพราะอยูห นาคํานาม คาํ
วา เพราะ คาํ ทส่ี องเปนคําสันธานเพราะอยูป ระโยค

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 35

แนวขอ สอบ

1. ขอความตอไปน้ีมคี าํ สันธานและคําบุพบทกี่คํา (O-NET’51)
ทุกวันนี้โลกแคบลงจนส่ือสารกันไดทันใจและเรากาวทันโลกไดตามวิถีโลกาภิวัฒน วิทยาการตางๆ นาจะสัมพันธกันไดมาก
ข้ึน โลกของนกั วิชาการมใิ ชม เี พียงซกี ตะวันออกกบั ซีกตะวนั ตกเทา น้นั
1. สนั ธาน 2 คํา บพุ บท 3 คาํ 2. สันธาน 2 คาํ บพุ บท 2 คํา
3. สนั ธาน 3 คํา บพุ บท 3 คํา 4. สันธาน 3 คํา บพุ บท 2 คาํ
2. ขอความตอไปนี้มีคาํ สันธานและคําบพุ บทกีค่ าํ (นับคําซํา้ )
นํ้าเปนองคประกอบสําคัญตอรางกายของมนุษยและทําใหเราสามารถดําเนินชีวิตอยูได ถารางกายขาดน้ําเราจะไม
สามารถดาํ รงชวี ิตอยูไดเ ลย
1. สนั ธาน 2 คํา บุพบท 1 คํา 2. สันธาน 2 คาํ บุพบท 2 คํา
3. สนั ธาน 1 คํา บพุ บท 2 คาํ 4. สันธาน 1 คาํ บุพบท 1 คํา
3. ขอ ความตอไปนี้มีคํานามและคํากริยาหลักอยา งละก่ีคํา (ไมนับคําซา้ํ )
กจิ กรรมนนั้ เปน ของดี แตส ถาบนั อดุ มศกึ ษาไมไดต ง้ั ขน้ึ สาํ หรบั นกั ศกึ ษาเพอื่ ทาํ กจิ กรรม กจิ กรรมมไี วใหน กั ศกึ ษาใชเ วลาวา งทาํ
ประโยชนแ ละเปลย่ี นบรรยากาศ
1. นาม 7 คํา กรยิ า 8 คํา 2. นาม 6 คาํ กริยา 8 คํา
3. นาม 7 คาํ กริยา 7 คํา 4. นาม 6 คาํ กรยิ า 6 คาํ
4. ขอความตอ ไปนมี้ บี ุพบทและสันธานกีค่ ํา
คนไทยสมยั โลกาภวิ ตั นไ ดเ ปรยี บคนไทยรนุ กอ นในดา นทม่ี คี วามรกู วา งขวาง เพราะสามารถแสวงหาความรไู ดจ ากแหลง ตา งๆ
ท้ังหนังสือ วทิ ยุ โทรทัศน และคอมพิวเตอร
1. บุพบท 1 คํา สันธาน 3 คํา 2. บุพบท 2 คาํ สันธาน 3 คํา
3. บุพบท 1 คํา สนั ธาน 4 คาํ 4. บพุ บท 2 คาํ สันธาน 4 คํา
5. ขอความตอไปน้มี ีคํานามและคาํ กริยาหลกั อยางละกค่ี ํา (ไมนับคาํ ซํา้ )
การกูยมื จะมปี ระโยชนตอ เมอ่ื เงินทกี่ ูมาน้นั ใชอยางมคี ุณภาพและสรา งรายไดเ พื่อเพม่ิ ตน ทนุ ของเงนิ จํานวนนนั้
1. นาม 4 คาํ กริยา 3 คาํ 2. นาม 5 คํา กริยา 4 คาํ
3. นาม 6 คาํ กรยิ า 5 คํา 4. นาม 7 คํา กริยา 6 คาํ
6. ใชข อความตอ ไปนี้ตอบคําถาม ขอ ก. และขอ ข.
วตั ถุดบิ ทจี่ ะผลติ เครื่องปนดินเผามหี ลายอยา ง เพื่อใหไดค ุณภาพตามความตองการทจ่ี ะใชประโยชน
ก. ขอความขางตนมีคาํ นามกค่ี าํ
1. 4 คํา 2. 5 คํา 3. 6 คํา 4. 7 คาํ
ข. ขอความขางตน มคี าํ กริยาหลักกีค่ าํ
1. 4 คาํ 2. 5 คาํ 3. 6 คํา 4. 7 คํา
7. ใชข อ ความตอ ไปนี้ตอบคาํ ถามขอ ก. และขอ ข.
เนอื่ งจากวถิ ชี วี ติ ของคนไทยเปลยี่ นไป ทงั้ พอ บา นและแมบ า นตอ งทาํ งานหารายไดใ หเ พยี งพอจงึ ไมม เี วลามากในการปรงุ อาหาร
ก. ขอความขางตนมคี าํ บพุ บทกคี่ ํา
1. 2 คาํ 2. 3 คาํ 3. 4 คํา 4. 5 คาํ
ข. ขอความขางตน มีคาํ สันธานกค่ี าํ
1. 2 คาํ 2. 3 คํา 3. 4 คาํ 4. 5 คาํ

36 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

เฉลยคําตอบ

1. ตอบ 1 สนั ธาน 2 คาํ คือ จน และ สว นบุพบท 3 คาํ คือ ตาม ของ กับ
2. ตอบ 2 สันธาน 2 คํา คอื และ ถา สวนบพุ บท 2 คาํ คือ ตอ ของ
3. ตอบ 3 คํานามมี 7 คาํ คอื กิจกรรม ของดี สถาบนั อดุ มศกึ ษา นักศกึ ษา เวลาวา ง ประโยชน บรรยากาศ คํากริยามี 7 คาํ
คอื เปน ตั้ง ทาํ มี ให ใช เปลี่ยน
4. ตอบ 2 มีคาํ บุพบท 2 คําคือ ใน, จาก สวนคาํ สันธานมี 3 คําคือ เพราะ, ท้งั , และ
5. ตอบ ไมม คี าํ ตอบ สงิ่ ท่ตี องระวังในขอ น้คี ือ “คํากริยาหลัก” น้ันหมายความวา สามารถไดเฉพาะ อรรมกริยา สกรรมกรยิ า
วกิ ตรรถกรยิ า และกรยิ าสภาวมาลา สว นกริยานุเคราะหถือเปน กรยิ าชว ยไมใ ชก รยิ าหลกั คําตอบคือ คาํ นาม 7 คาํ ไดแ ก การกยู ืม
ประโยชน เงิน คณุ ภาพ รายได ตนทนุ จาํ นวน สว นคาํ กริยาหลัก ไดแ ก มี กู ใช สราง เพิม่
6. ตอบ ก. ตอบ 3 เพราะคาํ นามมีแค 6 คาํ ไดแ ก วัตถุดิบ เคร่ืองปนดนิ เผา อยา ง คุณภาพ ความตอ งการ ประโยชน

ข. ตอบ 1 ระวังโจทย ถามเฉพาะกริยาหลกั ไดแก ผลติ มี ได ใช (จะ ให เปนกริยาชว ย)
7. ตอบ ก. ตอบ 1 คําบพุ บทมี 2 คําไดแ ก ของ ใน

ข. ตอบ 3 คาํ สนั ธานมี 4 คําไดแ ก เนอื่ งจาก ท้ัง และ จึง

การสรางคํา

นอ งๆ ภาษาไทยเปน ภาษาทีม่ ีการพฒั นาการอยา งตอเนือ่ ง จงึ เกดิ วธิ ีการสรางคําเพ่อื เพิม่ คาํ ใหมมี ากขนึ้ โดยใชว ิธกี ารตาม
ภาษาไทย ไดแก คําประสม คําซอน และคําซํ้า อีกทั้งยังมีการสรางคําที่นํามาจากภาษาตางประเทศ ไดแก คําสมาส และคําสนธิ
ดงั นน้ั ในบทนน้ี องๆ จะไดเรียนรถู ึงการสรา งคาํ และสามารถแยกคําทีเ่ กดิ จากการสรา งคาํ ไดถ ูกตอง

กอ นทนี่ อ งๆ จะนาํ คาํ ทมี่ อี ยไู ปสรา งใหเ กดิ คาํ ใหมข น้ึ นนั้ นอ งๆ ตอ งรจู กั หนว ยศพั ทท เ่ี ลก็ ทส่ี ดุ ของภาษาไทยกอ น นนั่ กค็ อื คาํ มลู ดงั น้ี

คาํ มลู

คาํ มูล คือ คําทีม่ ีความหมายสมบูรณในตวั เอง เปนคําดง้ั เดมิ ทม่ี ีในภาษาเดิม เปน ภาษาไทยหรอื มาจากภาษาใดๆ ก็ได อาจมี
พยางคเ ดียวหรอื หลายพยางคก ไ็ ด แตต อ งไมใ ชค าํ ทเ่ี กิดจากการประสมกับคําอ่ืนๆ
เชน คาํ มูลพยางคเดยี ว = ชา ง ปา มา วัว ควาย ใจ กิน เห็น บน ใน
คาํ มลู สองพยางค = ขนม ทะเล นารี กะทิ ตะกละ สะดวก
คํามูลสามพยางค = กะละแม มะละกอ นาฬก า กะละมงั จะละเม็ด เปนตน
นองๆ กําลังสงสัยวาแลว จะดอู ยางไร วิเคราะหอ ยางไรวาคาํ คาํ นั้นเปน คาํ มลู ไมใ ชคาํ อ่ืนๆ
วธิ ีการงา ยๆ ท่ีจะสงั เกต คือ ลองแยกคํานั้นๆ ออกมา ถา พบวามีบางคําหรอื ทุกคาํ ไมม ีความหมายเลย หรือมีความหมาย
แตค วามหมายนนั้ ไมม เี คากับคําเดมิ เลย แสดงวาเปน คาํ มูล
เชน มะละกอ ลองแยกออกมาจะพบวา มะ+ละ+กอ (มะ กับ ละ จะไมมีความหมาย)
ดงั น้นั มะละกอจึงเปนคาํ มลู
กระถาง ลองแยกออกมาจะพบวา กระ+ถาง (กระ เปน ชือ่ เตาชนิดหน่งึ ถาง เปน กรยิ าแปลวา ฟนใหเตียน) ระวัง
เม่ือแยกออกมาแลวมีความหมายทุกคําอยาดวนสรุปวาไมใชคํามูล สังเกตความหมายใหมท่ีเกิด ไมมีความเก่ียวของกับความหมาย
เดิมเลย จึงถอื เปนคํามูล

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 37

หมาขาว ลองแยกออกมาจะพบวา หมา+ขาว (หมา มคี วามหมาย ขาว กม็ ีความหมาย) เมอ่ื ดไู ปทคี่ วามหมายใหม
ที่เกิด หมาขาว คือหมาท่ีมีสีขาว จะพบวาความหมายยังเก่ียวของกับความหมายเดิมอยูและทุกคํามีความหมายหมด สามารถ
แยกศัพทไ ด สรปุ ไดเ ลยวา ไมใชค าํ มูล

สรุปอกี คร้งั คําคาํ หนึง่ จะเปนคํามลู ไดจ ะตอ ง
1. คําพยางคเดียวทม่ี าจากภาษาใดๆ ก็ได
2. ถา มหี ลายพยางค จะแยกศัพทไมได เพราะเมอื่ แยกแลว คําจะไมม ีความหมาย
3. ถามหี ลายพยางค แยกคาํ ไดม ีความหมาย ความหมายนัน้ ตองไมเกี่ยวของกับความหมายเดิม

คาํ ประสม

คําประสม คือการนาํ คาํ มลู ท่มี ีความหมายไมเหมือนกัน ตงั้ แตส องคําข้นึ ไปนาํ มารวมกนั แลวเกิดความหมายใหมแ ตยงั มีเคา
ความหมายเดมิ คาํ ทเี่ กิดขน้ึ จะเรยี กวา คําประสม
ระวัง!

คาํ มูล 2 คําทม่ี ารวมกันเกดิ เปน คําประสม ตอ งไมมลี ักษณะของคาํ ซอนเพ่อื ความหมาย คอื ตองไมมคี วามหมายเหมอื นกัน
คลายกนั หรือตรงกนั ขามกัน

โครงสรา งของคําประสม
คําหลกั + คําเตมิ = คําประสม (คาํ ใหม)

นองๆ อาจสงสยั อะไรคือ คําหลัก อะไรคอื คําเติม ลองดตู วั อยางเพื่อเพิม่ ความเขา ใจ
เชน กนิ เมือง กนิ แรง กินใจ กินท่ี กนิ ดอง เปนตน

สังเกตวา คาํ วา กิน นัน้ เปนคําหลักทต่ี อ งการคาํ เตมิ ซง่ึ คอื คําวา เมอื ง แรง ใจ ที่ ตามลาํ ดับมาประกอบเพือ่ ใหมคี วามหมาย
ที่หลากหลายมากขึ้น

หลักการสรา งคาํ ประสม
1. คํามูลที่นํามาสรางเปนคําประสม อาจทําหนาท่ีเปนคํานาม คําสรรพนาม กริยา วิเศษณ หรือบุพบท ก็ได คํามูลอาจ
เกดิ จากการประสมกบั คาํ ชนิดเดยี วกัน หรอื คําตางชนดิ กนั กไ็ ด

เชน นาม+นาม เชน หวั ใจ พอบาน พอ มด น้ําตา ชา งไม
นาม+สรรพนาม เชน พระคุณทา น กระหมอ มฉนั
นาม+กรยิ า เชน นํา้ ตก นํา้ เนา รถเข็น ยาถาย ลกู เลน
นาม+วิเศษณ เชน แกงหวาน ปลาเค็ม เครอื่ งคาว ของแขง็
กรยิ า+กริยา เชน ยกฟอง ตมยํา ถกเถียง กนิ ขาด
กริยา+นาม เชน กนิ ใจ กินแถว กนิ เมยี จับยาม
กรยิ า+วเิ ศษณ เชน อวดดี ไปดี ถือดี เปนกลาง
วิเศษณ+นาม เชน สองใจ สามเกลอ คูใ จ
วเิ ศษณ+ วเิ ศษณ เชน ออนหวาน สกุ ดบิ หวานเย็น
บพุ บท+นาม เชน ใตเ ทา ขา งถนน (เด็ก) ซึ่งหนา
บพุ บท+กริยา เชน ตามมตี ามเกิด

สังเกต! คําประสมจะเกิดจากคําก่ีชนิดก็ตาม เม่ือประกอบกันเปนคําประสมแลวจะเปนคําชนิดเดียวเทาน้ัน เชน ตมยํา
เกดิ จาก กริยากับกรยิ า เม่ือประสมเปน “ตม ยํา” แลวจะเปน นาม เทา นน้ั

38 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

2. คํามูลท่นี าํ มาประสมกนั อาจเปนคาํ ท่ีมาจากภาษาใดกไ็ ด ซ่งึ อาจเกิดจากคําไทยกับคาํ ไทย คาํ ไทยกบั คําในภาษาอืน่ หรือ
เปน คําที่มาจากภาษาอ่นื ทง้ั หมด เชน
คาํ ไทยกบั คําไทย
เชน หมอความ แมยาย กนิ ท่ี นํ้าหวาน โรงเรียน หมดตัว เตารีด
คาํ ไทยกับคาํ ภาษาอื่น
เชน คําไทย+เขมร เชน ของขลงั ของโปรด ทะเลสาบ สายตรวจ
คาํ ไทย+จีน เชน กินหนุ ของเก กินโตะ น้าํ เตา หู ตีตัว๋
คาํ ไทย+บาลสี ันสกฤต เชน แมพ ิมพ ลูกศษิ ย ข้โี รค เขาฌาน
คําไทย+องั กฤษ เชน เรยี งเบอร ฝาเบียร น้าํ กอก
สรา งจากคําภาษาตา งประเทศท้ังหมด
เชน บาลี+บาลี เชน ผลผลิต การยทุ ธ์ิ วัตถุโบราณ ภาพยนตร
บาลี+สนั สกฤต เชน ภาพลกั ษณ กิจจะลกั ษณะ สังเกตการณ
บาล+ี จนี เชน รถเกง
บาลี+อังกฤษ เชน รถเมล รถบสั รถแท็กซ่ี
บาลี+เขมร เชน นพมาศ เทพนม เจตจาํ นง
จนี +จนี เชน แฉโพย
ส่งิ ทนี่ องควรระวังไว
คาํ ทน่ี ํามาประสมกนั บางคาํ น้ัน อาจไมไ ดเ กดิ ความหมายใหม ซงึ่ จะไมใชค ําประสม
เชน ลูกเสือ (นามกับนาม) ถามีความหมายวา ลูกของเสือ จะไมไดเกิดความหมายใหมจึงไมใชคําประสม เปนเพียงวลี
แตถ า มีความหมายวา ลูกเสือเนตรนารีทนี่ องๆ เคยเรียนกนั น้ัน จะถือวาเกดิ ความหมายใหมจ งึ จะเปน คําประสม
ส่ิงที่นอ งๆ ควรสังเกต
ถาเจอคําเหลาน้ีข้ึนตนมักจะเปนคําประสม เพราะตองนําคําอ่ืนๆ มาประกอบเพื่อใหเกิดความหมายหลากหลายมากข้ึน
เชน พอ + แม + ลูก + นา้ํ + ชา ง + ชาว + เครือ่ ง + หัว + นัก + หมอ + ที่ + การ + ความ + เสีย + ยก + กิน เปนตน

คําซอ น

คําซอ น คือ การนําคาํ มลู ทมี่ ีความหมายหรือเสยี งใกลเคยี งกนั หรอื เหมือนกันมาซอ นกันแลว ทาํ ใหเ กดิ ความหมายใหมหรือ
ความหมายใกลเคียงกบั ความหมายเดิม คําซอ นมี 2 แบบ ดังนี้

1. คาํ ซอ นเพอื่ ความหมาย เปน การขยายความใหชัดเจนยง่ิ ข้ึน โดยคํามลู ทง้ั 2 คําจะมีลักษณะดงั น้ี
1.1 คําซอ นที่มีความหมายเหมอื นกนั เชน บา นเรือน อวนพี จิตใจ รูปรา ง ขา ทาส
1.2 คาํ ซอนที่มคี วามหมายแคบลง เจาะจง เชน ขัดถู ใจคอ หตู า ญาติโยม
1.3 คาํ ซอนทมี่ ีความหมายกวา งกวา เดิม เชน ขา วปลา ถว ยชาม คัดเลือก ทุบตี
1.4 คาํ ซอ นทมี่ ีความหมายเปล่ียนไปจากเดิม เชน ดดู ด่มื คบั แคบ ออ นหวาน อบรม
1.5 คาํ ซอ นท่ีมีความหมายตรงกนั ขา ม เชน ชัว่ ดี ผิดถูก เปนตาย รา ยดี

สงั เกต! เวลานอ งๆ ไปทาํ ขอ สอบ พยายามพิจารณาโดยการแยกพยางคเหมือนคําประสม แตถ าเมอ่ื แยกแลว คําแตล ะคาํ นนั้ มีความ
หมายท่เี หมือนกัน ใกลเคียงกันหรือตรงกันขามกนั จะเปน คาํ ซอ น เชน

บานเรอื น ลองแยกออกมา บาน+เรือน (บา น มคี วามหมายเหมือนกับคําวา เรอื น)
ผดิ ถกู ลองแยกออกมา ผิด+ถกู (ผดิ มีความหมายตรงกันขามกบั คําวา ถกู ) ทัง้ สองคาํ นี้ จึงถือเปน คาํ ซอ น

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 39

2. คําซอนเพ่ือเสยี ง คือการนาํ คํามลู สองคํามาประกอบกนั เพอ่ื ใหเกิดเสียงคลองจองกนั อาจเปนคําเลยี นเสยี งธรรมชาติ
ก็ได เชน โครมคราม เจดิ จา โยกเยก ชิงชงั เปน ตน

วิธกี ารสรา งคาํ ซอ นเพือ่ เสียง
1. นาํ คํามลู ที่มีความหมาย มีเสียงสระ และอกั ษรที่ใกลเคียงกนั มาซอนกนั เชน ขบั ข่ี แข็งขัน บูบ้ี
2. นําคํามูลท่ีเปนคําหลักหรือเปนศัพทหลัก แลวสรางเสียงที่ไมมีความหมายข้ึนเพื่อสรางความคลองจองกัน

เชน เยินยอ ชิงชงั ภเู ขาเลากา ตอ นรบั ขบั สู ผลหมากรากไม
3. สรา งจากคํามูลท่มี ีเสยี งซอ นกันมาคูกัน เชน ดกุ ดกิ โลเล โยเย งอแง วอกแวก

คําซ้าํ

คําซํ้า คอื การนําคํามลู คาํ เดยี วกันมากลา วซา้ํ เพือ่ เนน นาํ้ หนกั ของคํา เมื่อซํ้าแลวสามารถใชไ มยมกแทนคาํ ซํ้าน้ันได
สงั เกต! นองๆ จําไวเลยวา คําซ้าํ ตอง

1. เขียนเหมอื นกัน
2. เขียนติดกัน
3. หนาที่ของคําเหมอื นกนั
ความหมายทีเ่ กดิ จากคาํ ซา้ํ
1. พหูพจน เชน นองๆ พี่ๆ เดก็ ๆ เพื่อนๆ
2. แยกจาํ นวน เชน ชิน้ ๆ ตูๆ หองๆ ชดุ ๆ ถงุ ๆ
3. บอกกริยาซํา้ ๆ เชน พูดๆ กนิ ๆ ทําๆ อา นๆ ดๆู
4. บอกพวก กลุม ลกั ษณะ เชน ขาวๆ อวนๆ เลก็ ๆ แบนๆ กลมๆ เหลี่ยมๆ
5. บอกสถานท่ี ไมเจาะจง เชน แถวๆ ขางๆ เชาๆ สายๆ ค่ําๆ ใกลๆ
6. ความหมายเปลย่ี นไปจากเดิม เชน ไปๆมาๆ กลว ยๆ หมๆู สดๆ รอ นๆ
7. ทํานองคาํ สงั่ เชน ดๆี เบาๆ รีบๆ ชา ๆ เร็วๆ เงยี บๆ
8. แสดงอาการหรือเหตกุ ารณต อเนือ่ ง เชน รํ่าๆ พรวดๆ หยมิ ๆ ปรอยๆ
9. เนนความรูส กึ โดยใชเสียงสงู เนน เชน ด๊ําดาํ รวยรวย ตา ยตาย เกงเกง
10. เลยี นเสียงธรรมชาติ เชน เหมียวๆ โครมๆ โฮกๆ เปรยี้ งๆ
ระวงั !
* คาํ ทเ่ี ขียนติดกันบางคําไมใชค ําซา้ํ เพราะทาํ หนา ทต่ี า งกันในประโยค
เชน สถานท่ีทแี่ มไ ปเทยี่ วบอยคือทะเลบางแสน = ที่ที่ ไมใชค ําซํ้า ใสไ มยมกไมไ ด

คนคนนีไ้ มน า จะทําผิดไดเ ลย = คนคน ไมใ ชค าํ ซ้าํ ใสไ มย มกไมไ ด
* คาํ ซํ้าบางคาํ นิยมใชเปนคาํ ซา้ํ อยางเดยี ว ไมอ าจใชเปน คาํ เด่ยี วๆ ได

เชน หยกๆ หลดั ๆ ฉอดๆ ปาวๆ = เขาเพิง่ มาหยกๆ ไมส ามารถใชเปน เขาเพ่งิ มาหยก เพราะจะทําใหส่อื ความหมาย
ไดผ ิด

คําสมาส

คําสมาส คือ วิธีการสรางคําท่ีมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ซ่ึงเกิดเปนคําใหม มีความหมายใหมแลวอานออกเสียง
ตอ เนอ่ื งกนั ไป

40 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

คําสมาส มี 2 ประเภท
1. คาํ สมาสทไี่ มม กี ารสนธิ (สมาสแบบสมาส) คอื คาํ สมาสทไี่ มม กี ารเปลยี่ นแปลงเสยี งหรอื กลมกลนื เสยี ง เรยี กวา “คาํ สมาส”
2. คาํ สมาสที่มกี ารสนธิ (สมาสแบบสนธ)ิ คอื คําสมาสที่มกี ารเปล่ยี นแปลงหรือกลมกลืนเสยี ง เรียกวา “คาํ สนธิ”
ทองงายๆ วา “สมาสชน สนธิเชอื่ ม”
คําสมาส มลี ักษณะดงั ตอ ไปนี้
1. คาํ ทนี่ ํามาสมาสกันตอ งเปน คําทมี่ าจากภาษาบาลี สนั สกฤตเทานัน้ หามเปน ภาษาอนื่ เด็ดขาด
2. การเรียงลาํ ดับ คาํ สมาสตองแปลจากหลังมาหนา เพราะคําประกอบอยหู นา คําหลักอยหู ลัง
เชน ผลิตผล (ผลทเี่ กดิ ข้นึ ) ยทุ ธวธิ ี (วิธีการทาํ สงคราม) วาทศิลป (ศลิ ปะการพดู )
3. คาํ สมาสจะไมใ ชเคร่อื งหมายทณั ฑฆาต และรปู สระอะทีท่ ายพยางคแ รก เชน กิจการ ราชการ
4.เวลาอาน จะออกเสียงสระที่เชื่อมติดกันระหวางคําหนากับคําหลัง ถาไมมีใหออกเสียง อะ ระหวางรอยตอของคํา
เชน ภมู ิศาสตร (พมู ิสาด) กรรมกร (กาํ มะกอน) ราชการ (ราดชะกาน)
5. คาํ วา “พระ” ซึง่ มาจากภาษาบาลสี ันสกฤตวา “วร” เม่ือไปประกอบเปนคําหนา โดยมคี าํ หลักที่เปน คาํ ภาษาบาลีสันสกฤต
จะถอื วา เปน คําสมาส เชน พระบาท พระกร พระชิวหา พระสงฆ
ระวงั !
* มีคําสมาสบางคําท่ีนิยมอานแบบไทย คือไมออกเสียงสระท่ีทายพยางคแรก นองจําไวเลยวา เปนขอยกเวน ใหอานตาม
ความนิยม เชน ชาตินยิ ม อานวา ชาด-น-ิ ยม
* คําสมาสท่ีข้ึนตนดวย พระ ถาประสมกับคําอ่ืนท่ีไมใชภาษาบาลีสันสกฤต ไมถือวาเปนคําสมาส ถือเปนคําประสม เชน
พระอู พระเกา อ้ี พระขนง พระสนม
สังเกต!
คําตอไปนี้ ดเู หมือนจะเปน คาํ สมาส แตน องๆ ตอ งสังเกตดีๆ จะพบวา ไมใชค าํ สมาส เชน
ผลไม ไม เปน คาํ ไทย ครสิ ตจักร คริสต เปน องั กฤษ
พลความ ความ เปน คาํ ไทย “ คําสมาสตอ งเกิดจากคํา
กลเมด็ เมด็ เปนคาํ ไทย ภาษาบาลสี นั สกฤตเทานน้ั ”
ราชดาํ เนิน ดําเนิน เปนคาํ เขมร อยาลืมเดด็ ขาด !!
ตัวอยางคําสมาส
ประวตั ศิ าสตร (ประวัติ+ศาสตร) ธรรมศาสตร (ธรรม+ศาสตร)
วีรกรรม (วรี +กรรม) เกษตรกรรม (เกษตร+กรรม)
วฒั นธรรม (วัฒน+ธรรม) ชยั ภูมิ (ชัย+ภมู )ิ

คาํ สนธิ

คอื การสมาสโดยการเชอื่ มคาํ เขา ระหวา งพยางคห ลงั ของคาํ หนา กบั พยางคห นา ของคาํ หลงั เรยี กวา การสมาสทม่ี สี นธิ หรอื
คําสมาสแบบกลมกลืนเสียง เปนการยออกั ขระใหน อ ยลง

แบงเปน 3 ประเภท ดงั นี้ “สนธิเชอ่ื ม”
1. สระสนธิ คอื การนาํ คาํ บาลสี นั สกฤตทลี่ งทา ยดว ยสระไปสนธกิ บั คาํ ทข่ี นึ้ ตน ดว ยสระ ซง่ึ เมอื่ สนธแิ ลว จะมกี ารเปลย่ี นแปลง
รปู สระตามเกณฑ ดงั น้ี

1.1 ตัดสระทา ยคําหนา แลว ใชส ระหนาคาํ หลงั (กฎของคาํ หนา)
มาทําความเขาใจกันอกี คร้งั = ______(คาํ หนา) + อ_____(คําหลงั )

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 41

วธิ ีการสระสนธิ นอ งๆ จําเปนขั้นตอน คือ 1. ตัดสระคําหนา 2. ตัด อ คําหลงั 3. นําคํามารวมกัน
เชน ชล + อาลัย = 1. ตดั สระอะทคี่ ําหนา (ชละ) 2. ตัด อ ทิง้ 3. นํามารวมได ชลาลยั
มหา + อรรณพ = 1. ตดั สระอา 2. ตัด อ ทิ้ง 3. นํามารวมได มหรรณพ
วชริ + อาวุธ = วชริ าวุธ วร + โอกาส = วโรกาส
พุทธ + โอวาท = พุทโธวาท วทิ ย + อาลยั = วิทยาลยั
1.2 ตดั สระทายคําหนา ใชส ระหนา คาํ หลัง แตเ ปล่ยี นสระคําหลงั ดวย (กฎของคาํ หลงั )
อะ เปน อา
เชน ธรรม + อธปิ ไตย = 1. ตดั สระอะ 2. เปลยี่ น อะ เปน สระอา 3. ตดั อ ทง้ิ ได ธรรมาธปิ ไตย
อิ เปน เอ
เชน นร + อศิ วร = 1. ตดั สระอะ 2. เปลีย่ น อิ เปน เอ 3. ตัด อ ท้ิง ได นเรศวร
อุ เปน อู
เชน คณุ + อปุ การ = 1. ตัดสระอะ 2. เปลย่ี น อุ เปน อู 3. ตัด อ ทง้ิ ได คุณูปการ
อุ อู เปน โอ
เชน นย + อุบาย = 1. ตดั สระอะ 2. เปลย่ี น อุ เปน โอ 3. ตัด อ ทิ้ง ได นโยบาย
1.3 เปลยี่ นสระที่ทา ยคําหนา อิ อี เปน ย อุ อู เปน ว เสียกอ น แลว สนธิ (กฎของคาํ หนา)
อิ อี เปน ย (ทาํ คลา ยๆ ขอ 1.1 หลงั จากเปลีย่ นเปน ย แลว)
เชน อคั คี + โอภาส = 1. เปลย่ี น อี เปน ย ได อคั คย 2. ตดั สระอะ 3. ตดั อ ทง้ิ ได อคั โยภาส
อุ อู เปน ว (ทําคลา ยๆ ขอ 1.1 หลังจากเปล่ยี นเปน ว แลว )
เชน จกั ขุ + อาพาธ = 1. เปลยี่ น อุ เปน ว ได จกั ขว 2. ตดั สระอะ 3. ตดั อ ทง้ิ ได จกั ขวาพาธ
2. พยัญชนะสนธิ คอื การเชอ่ื มคาํ ดวยพยญั ชนะ โดยเช่อื มเสียงพยัญชนะในพยางคท ายของคําหนา กบั เสยี งพยัญชนะหรือ
สระในพยางคแ รกของคําหลงั ดังน้ี
2.1 คาํ ท่ลี งทา ยดว ย ส สนธกิ บั พยัญชนะ ใหตัด ส ของคาํ หนาทงิ้
เชน นริ ส + ภัย = 1. ตดั ส ทิ้ง 2. นํามารวมกนั ได นริ ภัย
นิรส + ทุกข = นริ ทกุ ข ทุรส + พล = ทรุ พล
2.2 คําทล่ี งทายดว ย ส สนธิกบั พยัญชนะ เปลย่ี น ส เปน โ
เชน รหส + ฐาน = 1. เปลย่ี น ส เปน โ 2. นํามารวมกนั ได รโหฐาน
มนส + ภาพ = มโนภาพ ศริ ส + เพฐน = ศิโรเพฐน
3. นฤคหติ สนธิ คอื การเชอื่ มคําดว ยนฤคหติ โดยเช่ือมพยางคห ลงั ของคําหนาเปนนฤคหิตกบั เสียงสระในพยางคแรกของ
คาํ หลงั ดงั น้ี
3.1 นฤคหิตสนธกิ บั สระ เปลยี่ น ๐ เปน ม แลว สนธกิ นั
เชน สํ + อาคม = 1. เปลย่ี น ๐ เปน ม 2. ตัดสระอะ 3. ตดั อ ท้งิ ได สมาคม
สํ + อทิ ธิ = สมิทธิ สํ + อาทาน = สมาทาน
สํ + อาบัติ = สมาบัติ สํ + อาโยค = สมาโยค
3.2 นฤคหติ สนธกิ บั พยัญชนะวรรค เปล่ยี น ๐ เปนพยญั ชนะทา ยวรรคน้ันกอนสนธิ
วรรค กะ เปน ง เชน สํ + กร = สังกร สํ + เกต = สังเกต สํ + คม = สงั คม
วรรค จะ เปน ญ เชน สํ + จร = สญั จร สํ + ชาติ = สัญชาติ สํ + ญา = สัญญา
วรรค ตะ เปน น เชน สํ + เทศ = สนั เทศ สํ + ดาป = สันดาป สํ + ดาน = สนั ดาน
วรรค ฏะ เปน ณ เชน สํ + ฐาน = สัณฐาน สํ + ฐิติ = สณั ฐติ ิ

42 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

วรคค ปะ เปน ม เชน สํ + บัติ = สมบัติ สํ + บูรณ = สมบรู ณ สํ + พล = สมั พล
3.3 นฤคหิตสนธิกับเศษวรรค เปลีย่ น ๐ เปน ง
เชน สํ + โยค = สังโยค สํ + วร = สังวร
สํ + หรณ = สังหรณ สํ + หาร = สังหาร

แนวขอสอบ

1. ขอ ความตอ ไปนม้ี คี าํ ซอ นกคี่ าํ
ขา วเปน ธญั ญาหารทมี่ ปี ระโยชนอ ยทู กุ อณขู องเมลด็ ขา ว เนอ้ื ขา ว ราํ ขา ว และจมกู ขา ว เราจงึ ความกนิ ขา วใหค รบทกุ สว นของ
เมล็ด เพ่ือชีวิตทแี่ ข็งแรงสดใส หางไกลจากโรครายตางๆ และมีสุขภาพดอี ายุยนื ยาว
1. 3 คํา 2. 4 คาํ 3. 5 คํา 4. 6 คํา
2. ขอใดมคี าํ สมาสทีม่ กี ารสนธิ
1. ธาตเุ จดยี  ธญั พชื ธรรมจารี
2. รตั นชาติ ราชสาสน รมณียสถาน
3. ภมู ิลักษณ ภษู ามาลา ภิญโญภาพ
4. พรรณนาโวหาร ยหุ เสนา พรหมาสตร
3. ขอใดมีคาํ ท่ไี มใ ชค าํ ประสมปนอยู
1. ทางขาม ทางดว น ทางผา น ทางหลวง 2. ยาเขยี ว ยาชา ยาธาตุ ยาเรอื
3. ของเกา ของโจร ของรอน ของไหว 4. นา้ํ กรด นา้ํ เกลอื นํ้าขาว นํ้าเหลือง
4. ขอ ความตอไปนมี้ ีคาํ ประสมกค่ี าํ (ไมน ับคาํ ซํ้า)
ในน้าํ มันพืชมสี ารตา นอนุมูลอสิ ระทเ่ี รารูจ กั กันดีคือวติ ามนิ อี แตน กั วทิ ยาศาสตรญ ี่ปุนไดคน พบสารตานอนุมลู อสิ ระท่สี าํ คัญ
อีกชนดิ หนง่ึ คอื โอรีซานอล สารนี้พบมากทส่ี ดุ ในขา วโดยเฉพาะในสวนผวิ ของขาวกลองที่เรยี กวา ราํ ขาว
1. 3 คาํ 2. 4 คาํ 3. 5 คาํ 4. 6 คาํ
5. ขอใดมคี าํ สมาสทีม่ ีการสรา งคาํ ตางจากคําอื่นอยูดว ย
1. อาศรมบท กลั ปพฤกษ 2. อรรถศาสตร สญั ประกาศ
3. ชาติวุฒิ นิธินาถ 4. มนุ นิ ทร ครภุ ณั ฑ
6. ขอ ใดไมม ีคําสมาส
1. มยุรฉตั รชุมสายพรายศรี พัดโบกพัชนี
2. ไพรฟาประชาชี ชาวบุรกี ป็ รดี า
3. ผาสุกรุกขมูล พนู สวสั ด์ิสถาวร
4. เรง พลโยธาพานรินทร เรงรัดหัสดนิ
7. คําซาํ้ ในขอ ใดตอ งใชเปน คําซํา้ เสมอ (O-NET’53)
1. คนงานใหมข ยันเปนพกั ๆ เอาแนไ มไ ด
2. นกั เรยี นอนบุ าลหกลม หัวเขา แตก เลือดไหลซบิ ๆ
3. งานนถ้ี ึงจะไดเงินเดือนนอ ย ก็ทําไปพลางๆ กอ นแลว กนั
4. ถาเราวางแผนใหดีตง้ั แตแ รกๆ โครงการนีก้ ็คงสําเร็จไปแลว

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 43

8. ขอใดเปน คาํ ซอนทุกคาํ 2. ถอ งแท ถถ่ี วน ถากถาง
1. ซ้ําซอ น ซอ นรปู ซกั ฟอก
3. บีบค้นั เบยี ดเบยี น เบาความ 4. แปรผัน เปา หู โปรยปราย
9. ขอ ใดมคี ําประสมทุกคํา
1. คําขาด คาํ คม คําราม 2. เดนิ แตม เดนิ รถ เดินสะพัด
3. นํ้าปา น้ําไหล น้าํ มอื 4. ตดิ ลม ตดิ ใจ ติดขัด
10. ขอ ใดไมมีคําสมาส
1. วิสทุ ธโยธามาตยเจา กรมขวา 2. หนงึ่ ชื่อราชโยธา เทพซา ย
3. ตําแหนง ศกั ดยิ์ ศถา เสถียรท่ี 4. คุมพยุหยาตรายาย ยางเขา ตามสถาน
11. ขอใดมีคําสมาสทม่ี ีการสรางคาํ ตา งกบั ขออนื่
1. ขบั คเชนทรสาวกาว สา ยเสอ้ื งเทาทาง 2. สถานทีพ่ ุทธบาทสรา ง สบื ไวแ สวงบญุ
3. สธุ ารสรบั พระเตา เครอ่ื งตน ไปตาม 4. โดยเสด็จดาํ เนนิ แคลว คลาดคลอยบทจร
12. ขอ ใดเปนคาํ ซอนทุกคํา
1. ลกั ลอบ โลดแลน ลูกเลน 2. วา งเวน วอดวาย วนเวยี น
3. แจกจาย จับจด จืดจาง 4. มั่งมี มงุ มั่น มอบหมาย
13. คาํ ซ้าํ ในขอใดตอ งใชเ ปน คําซาํ้ เสมอ
1. พอฝนตก น้าํ ทว ม รถกจ็ ะตดิ มากๆ จนนาเบ่อื
2. ฉนั ซอมบานคราวนี้คดิ คราวๆ แลว ก็เปนเงนิ หลกั แสน
3. แมบอกใหรบี ๆ ทํางาน วันเสารอาทิตยจ ะไดไ ปตา งจังหวัด
4. ถานักเรียนวางแผนการลงทะเบียนใหด ๆี การเรียนกจ็ ะไมห นักมาก
14. ขอความใดตอไปนสี้ วนใดมคี ําประสมนอ ยทีส่ ดุ
1) การหอ ขนมเปนศิลปะอยางหนึง่ ของการทําอาหารไทย 2) คนไทยมีฝมอื อันประณีตรจู ักนาํ ใบตองมาหอ ขนม 3) รจู ักทํา
กระทงและเหลากานมะพรา วทําไมก ลดั 4) ไมไดใ ชลวดเย็บกระดาษทีเ่ ปน อันตรายอยา งในสมยั น้ี
1. สว นที่ 1 2. สวนที่ 2 3. สวนที่ 3 4. สวนท่ี 4

เฉลยคาํ ตอบ

1. ตอบ 2 คําซอนมี 4 คํา คือ แข็งแรง สดใส หา งไกล ยนื ยาว (มีความหมายใกลเ คยี งกัน) เน้ือขาว ราํ ขาว จมูกขา ว ถือเปน
คาํ ประสมไมใชคาํ ซอ น

2. ตอบ 4 โจทยถามคําสนธิ เวลาทําคือ ลองแบงคํา คําสนธิจะแบงไมคอยไดและไมออกเสียงอะ ก่ึงเสียง น้ันคือ
“พรหมาสตร” = พรหม + อาสตร (แปลวา ศร) เปนสระสนธิ

3. ตอบ 2 โจทยถามไมใชคําประสม เม่ือลองพิจารณาแลวอาจมีคําซอนปะปนอยู แตท่ีจริงแลวน้ัน คําวา “ยาเรือ” เปน
กลมุ คําหรือวลี

4. ตอบ 3 มคี ําประสม 5 คํา ไดแก นํ้ามนั พชื สารตานอนมุ ลู อิสระ นกั วทิ ยาศาสตร ขาวกลอ ง ราํ ขา ว (เกดิ จากการนําคําตงั้
แตสองคําขึน้ ไปมารวมกนั แลว เกิดความหมายใหม)

5. ตอบ 4 โจทยถ ามคําสมาสทีม่ ีวิธีการสรางแตกกนั จงึ ตองพจิ ารณาคาํ สมาสแบบสมาส กับ คําสมาสแบบสนธิ ซ่ึงพบคํา
สนธิเพียงคาํ เดียวคือ “มุนินทร” = มุนิ + อนิ ทร

6. ตอบ 2 ไมมีคาํ สมาส ขอ 1 มยรุ ฉัตร ขอ 2 รกุ ขมูล ขอ 3 พานรินทร = พานร + อินทร

44 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

7. ตอบ 1 แนวทางในการทําขอสอบแนวนี้ คอื ลองอานตวั เลือกแบบไมอา นออกเสยี งซํา้ แลวพิจารณาท่ีความหมาย นัน้ คอื
“คนงานใหมขยันเปน พกั เอาแนไมได” ตัดไมย มกออก ความหมายตา งไปเลย สว นขอ อื่นตัดไมยมกออกก็ยังคงความหมายเดมิ อยู

8. ตอบ 2 ถามคาํ ซอน (ความหมายและเสียง) ไดแก ถอ งแท ถ่ถี วน ถากถาง
ขอ 1 ซอ นรูป เปนคาํ ประสม ขอ 3 เบาความ เปน คาํ ประสม ขอ 4 เปาหู เปนคาํ ประสม

9. ตอบ 2 ถามคําประสมทุกคาํ (ตอ งไมใชว ิธแี บบคําซอนคอื คาํ เหมือน คาํ ตรงกันขาม) ไดแก
เดนิ แตม เดินรถ เดินสะพดั จดั เปนคําประสมทกุ คํา
คาํ ราม เปนคาํ มลู น้าํ ไหล เปน ประโยค ตดิ ขดั เปน คาํ ซอน

10 ตอบ 3 เพราะศกั ด์ยิ ศถา เปน คาํ ซอ น
1. วิสุทธโยธามาตย = วสิ ทุ ธ/โยธา + อมาตย (สมาสแบบสนธ)ิ
2. ราชโยธา = ราช/โยธา (สมาสแบบสมาส)
3. พยุหยาตรา = พยุห/ยาตรา (สมาสแบบสมาส)

11. ตอบ 1 เพราะ คเชนทรเปนคาํ สมาสทม่ี สี นธิ (คช + อินทร)
พทุ ธบาท สธุ ารส บทจร เปน คําสามาสทไ่ี มม สี นธิ

12 ตอบ 2 วางเวน วอดวาย วนเวยี น เปนคําซอ น / ลูกเลน จบั จด มอบหมาย เปน คาํ ประสม
13. ตอบ 2 “คราวๆ” ตองใชเปนคําซา้ํ เสมอ มเิ ชน นน้ั เม่ืออา นแลว จะส่อื ความหมายผิด
14. ตอบ 4 ลวดเย็บกระดาษ เปนคําประสมมคี ําเดียว สวนขอ 1 การหอขนม การทําอาหารไทย/ ขอ 2 ฝม อื ใบตอง / ขอ 3
กา นมะพรา ว ไมกลดั

นอ งๆ สามารถศึกษาเพมิ่ เตมิ ไดท ่ี
Tag : สอนศาสตร, ภาษาไทย, คํา, ชนิดของคํา, การสรางคํา, คํามูล, คําประสม, คําซํ้า, คําซอน,
คํานาม, คาํ สรรพนาม, คํากรยิ า, คาํ วเิ ศษณ, คาํ บุพบท, คาํ สมาส, คําสนธิ

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
12 การสรางคํา 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-7

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
13 การสรางคาํ 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-8

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
14 การสรา งคํา 3
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-9

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 45

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย : 15 ชนิดคํา
ในภาษาไทย 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-10

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย : 16 ชนิดคํา
ในภาษาไทย 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-11

• ชนิดของคํา ตอนท่ี 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-12

• ชนดิ ของคาํ ตอนที่ 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-13

• ชนดิ ของคาํ ตอนที่ 3
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch2-14

46 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทท่3ี

วลีและประโยค

บทน้นี อ งๆ จะไดเ รียนรคู วามแตกตา งระหวางวลีและประโยค ซึง่ ขอ สอบมักจะใหน อ งๆ สังเกตวาเปนวลีหรือประโยค รวม
ถงึ ชนิดของประโยคทีข่ อ สอบชอบออกมากทสี่ ดุ

วลี

คือ คาํ หลายคาํ ที่นาํ มาเรียงชดิ ติดกัน มใี จความไมส มบรู ณเพราะขาดสวนใดสวนหนงึ่ ในภาคประธานหรือภาคแสดง อาจใช
โดยลาํ พงั ได หรือใชป ระกอบประโยค เชน นกั เรยี นโรงเรยี นสตรีวิทยา พ่แี ละนอง ยาวสองกิโลเมตร ประเทศในแถบเอเชยี
สังเกต! เวลานองๆ จะแยกความแตกตา งระหวางวลีกับประโยค วลีเม่อื นองๆ อา นจะรูสึกวา ไมจบประโยค รสู กึ อานแลว มนั ตองมตี อ
เชน หนงั สอื สีเขยี ว (อา นแลว รูสึกไมจบ) ถา เปน เชนนจ้ี ะเปน วลี
ระวงั ! บางคร้ังถา มกี รยิ าในขอ ความนั้น นองๆ ตองสังเกตวา กริยาตวั นั้นไมเ ปน กรยิ าหลกั ของประโยค เชน การใชส ิทธิ เสรภี าพและ
ปฏบิ ัติหนาทต่ี ามรัฐธรรมนญู (ปฏบิ ัติ ไมไดเปนกรยิ าหลกั ประโยค แตเ ปนเพียงกรยิ าทอ่ี ยภู าคประธานเทาน้ันเอง) จึงจะเปน วลี

ประโยค

คอื ถอยคาํ ท่ีนํามาเรียงกันแลวเกิดใจความท่สี มบูรณ ซ่ึงประกอบไปดวยภาคประธานและภาคแสดง
การพจิ ารณาวาขอความใดเปนประโยคหรอื ไม นอ งๆ ตองดูที่ความหมายวาครบสมบรู ณช ดั เจนหรอื ไม เพราะบางประโยค
อาจละเวน สวนใดสวนหน่ึงได
เชน “ใครไปดูหนังกับนุน”

“นิดและหนอ ย” (ถอื วา เปน ประโยค เพราะมใี จความวา นดิ และหนอยไปดหู นงั กบั นุน)

สว นประกอบของประโยค

ประโยคจะประกอบไปดวย 2 สวน คือภาคประธานและภาคแสดง
1. ภาคประธาน คือ คาํ หรอื กลุมคําที่ทําหนา ทีเ่ ปนประธาน เปนผกู ระทํา ผูแสดงของประโยคซึง่ จะมี บทประธาน

บทขยายประธาน โดยบทขยายอาจจะมหี รอื ไมม กี ็ได
2. ภาคแสดง คอื คําหรือกลุม คาํ ที่ประกอบไปดวย บทกริยา บทกรรมและสว นเติมเตม็ โดยบทกรยิ าจะทาํ หนาท่ี

เปน ตวั แสดงของประโยค บทกรรมจะทําหนา ที่เปนผถู กู กระทํา และสวนเตมิ เตม็ ทาํ หนาท่เี สรมิ ใจความของประโยคใหส มบรู ณ
ระวัง! นองๆ ควรพจิ ารณาทภี่ าคแสดง ถาบทกรยิ าน้ันเปนอกรรมกริยา คอื กริยาทไี่ มต อ งการกรรมมารับ ซึ่งถอื วาเปนประโยคแลว
มีความสมบูรณแลว เชน เด็กวง่ิ นกบิน

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 47

รูปประโยค

รปู ประโยค มี 5 รูป ดังน้ี
1. ประโยคประธาน คอื ประโยคทม่ี ปี ระธานอยหู นา ตามดวยภาคแสดง

เชน รถตดิ หนังสือขาด แมวกนิ ปลา พอเปน ตาํ รวจ
2. ประโยคกรยิ า คือ ประโยคทม่ี ีคํากรยิ าข้นึ ตน ตามดว ยประธาน มีคาํ วา เกิด มี ปรากฏ

เชน เกิดสึนามทิ ีท่ ะเลฝง อนั ดามัน มนี กหลายฝูงอพยพมาที่น้ี ปรากฏสิ่งแปลกขึน้ ในน้ํา
3. ประโยคกรรม คือ ประโยคที่มีกรรมอยหู นา เพื่อเนนกรรมใหช ัดเจน

เชน เขาถกู ครูตี หนงั เรื่องน้ีใครแสดงบทพระเอก (กรรม+ประธาน+กรยิ า)
4. ประโยคการิต ประโยคทม่ี ีกรรมรับ หรอื กรรมรอง

เชน แมใหน องไปซอ้ื ผักทต่ี ลาด ครูใชน กั เรียนไปหยบิ หนงั สอื เรียนมา
5. ประโยคกรยิ าสภาวมาลา คอื ประโยคทีม่ กี ริยาหรอื กริยาวลี ทําหนา ที่เปน คํานาม และทาํ หนา ทเี่ ปนประธาน กรรม หรอื
บทขยายของประโยค (การนําคํากรยิ ามาใชเ ปนประธาน กรรม หรือสว นขยายเอาโดยไมมีคําวา การ ความ นําหนา )

เชน แบดมนิ ตันเปน กฬี าทสี่ นกุ มาก ดม่ื นมทุกวันทาํ ใหร า งกายแข็งแรง

เจตนาของประโยค

ประโยคท่ีนองๆ ใชอยใู นชีวติ ประจาํ วนั สามารถแบงออกได 3 ประเภทตามเจตนา ดงั นี้
1. ประโยคแจงใหทราบ คือ ประโยคที่ผูพูดตอ งการสง สารถงึ ผูรบั สารหรือผฟู งเพอื่ ใหไดร บั รู
เชน พ่ชี อบกนิ ขาวรา นรสเลิศ กระเปา เดนิ ทางใบใหมม ีสดี ํา
2. ประโยคถามใหต อบ คือ ประโยคที่ผูพูดใชส อ่ื สารเม่ือตอ งการคําตอบจากผูฟง
เชน เธอชอบกินอะไร แมไปเท่ียวทไ่ี หน
3. ประโยคบอกใหทาํ คอื ประโยคท่ผี ูพูดใชถอ ยคาํ เชงิ คาํ สง่ั ขอรอง ตักเตอื นใหผูฟง ปฏิบตั ติ าม
เชน หามเดินลัดสนาม กรุณาถอดรองเทา กอนเขาหอ ง

ชนดิ ของประโยค

ขอ สอบชอบออกชนดิ ของประโยคมากทส่ี ดุ ดงั นน้ั นอ งๆ พยายามทาํ ความเขา ใจและพจิ ารณาใหอ อกวา ทงั้ 3 ชนดิ ของประโยค
นั้นแตกตา งกันอยางไร ดงั น้ี

1. ประโยคความเดียว (เอกรรถประโยค) คอื ประโยคทมี่ เี นอ้ื ความเดียว มีบทกริยาเพียงบทเดยี ว
เชน นกบนิ พอกนิ ผลไม เธออา นหนังสือในหอ งสมุด เขาเปน ความหวงั ของพอ แม
จํางายๆ วา S1 V1
ประธาน 1 กริยา 1 ทําคนเดยี ว

ระวงั ! ประโยคความเดียวจะมีกรยิ าตัวเดยี วเทา นัน้ แตต อ งระวังกลมุ คาํ กริยา ซึง่ กต็ องถอื เปน กริยาตวั เดยี วเชนกัน แตถา ประโยคใด
ทม่ี ีกรยิ าตง้ั แต 2 ตัวข้นึ ไปประโยคนนั้ ยอมไมใ ชป ระโยคความเดียว เชน นวิ ตเี้ ดนิ เลน ท่ีรมิ หาด

2. ประโยคความรวม (อเนกรรถประโยค) คอื ประโยคทีน่ ําเอาประโยคความเดียวต้งั แตสองประโยคขึน้ ไปมารวมกนั โดยมี
คาํ สนั ธานเปนตัวเชื่อม

48 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

จํางายๆ วา เดยี ว+เดยี ว=รวม
เชอ่ื ม BY สนั ธาน
ลักษณะใจความของประโยคความรวม มี 4 ชนิด
1. ประโยคความรวมทม่ี เี นอื้ ความคลอ ยตามกนั สนั ธานทใี่ ชเ ชอ่ื มคอื และ แลว ...ก็ ทง้ั ..และ ครน้ั ..จงึ เมอ่ื ...ก็ เปน ตน
เชน เนยและนัทไปเทีย่ วทะเล เมื่อเธอมาเขาก็ไป
2. ประโยคความรวมที่มีเนื้อความขดั แยง กนั สันธานทใี่ ชเช่ือม คือ แต แตทวา กวา ...ก็ แมว า แตก ็
เชน กวา ถวั่ สุก งากไ็ หม แมเขาจะอา นหนังสือหนกั แตก ย็ งั ไมสาํ เร็จ
3. ประโยคความรวมทม่ี เี นอื้ ความเปน เหตเุ ปน ผลกนั สนั ธานทใ่ี ชเ ชอ่ื มคอื จงึ ดงั นน้ั ...จงึ เพราะ...จงึ เพราะฉะนน้ั เปน ตน
เชน เพราะฝนตกรถจึงติด เขาซอมวา ยนาํ้ หนกั เขาจงึ ไดรบั ชัยชนะ
ระวัง! ถา เปนประโยคความรวม “เหตุตองมากอนผล”
4. ประโยคความรวมที่มเี น้ือหาความใหเลือกเอาอยา งใดอยางหน่งึ สันธานที่ใชเ ชอ่ื มคือ หรือ หรอื ไมก็
ไมเ ชน นน้ั ไม. ..ก็ เปนตน
เชน เธอจะกนิ ผักหรือผลไม ไมนกก็แสงจะไดร บั ทนุ เลา เรียนในมหาวทิ ยาลยั
สงั เกต! วิธีสังเกตประโยคความรวม
1. นองๆ สามารถแยกประโยคออกจากกนั ได
2. มีคาํ สนั ธานเปนคําเช่อื มประโยค (บางครงั้ อาจละไว)
3. ประกอบดว ยกริยา 2 ตวั
3. ประโยคความซอน (สังกรประโยค) คือ ประโยคท่ีมีใจความสําคัญเพียงใจความเดียว ซ่ึงประกอบดวยประโยคหลัก
(มขุ ยประโยค) และประโยคยอ ย (อนปุ ระโยค) โดยประโยคยอ ยทาํ หนา ท่ปี ระกอบขยายสว นใดสวนหนงึ่ ในประโยคหลัก
มุขยประโยค คือ ประโยคหลกั ที่มใี จความสาํ คัญ เชน ฉนั ชอบครูทใ่ี จดีและสอนสนกุ
อนุประโยค คือ ประโยคยอยทขี่ ยายประโยคหลกั เชน ฉันชอบครทู ใ่ี จดีและสอนสนกุ
โดยอนุประโยคนสี้ ามารถแบง ออกเปน 3 ชนิด ดังนี้
1. นามานปุ ระโยค คอื ประโยคยอยท่ีทาํ หนา ท่ีแทนคาํ นามในประโยคหลกั ซง่ึ คาํ นามน้ีอาจเปนประธาน กรรม หรอื
สว นเติมเตม็ ขอ สงั เกตงา ยๆ คือ ประโยคนจี้ ะตามหลังคาํ วา ให วา
เชน คนกินกาแฟใสห มวกสดี าํ เธอทาํ ใหเขาไปโรงเรียนสาย
เรามอง “คนกนิ กาแฟ” เปน ประธาน และ “เขาไปโรงเรยี นสาย” เปน กรรมของประโยค
2. คณุ านปุ ระโยค คอื ประโยคยอ ยทที่ ําหนาท่ขี ยายคํานามหรือคาํ สรรพนาม โดยใชป ระพันธสรรพนาม ผู ที่ ซ่งึ
อัน เปน บทเช่อื ม
เชน ยายที่ขายกลว ยทอดอาศัยอยทู า ยหมูบ า น (ขยายคาํ นาม ยาย)
หนงั สือซงึ่ วางอยบู นโตะแพงมาก (ขยายคํานาม หนังสือ)
3. วิเศษณานปุ ระโยค คอื ประโยคยอยทที่ าํ หนาทขี่ ยายกริยา หรอื วเิ ศษณ โดยมีประพนั ธวเิ ศษณ ที่ ซง่ึ อนั เมือ่
เพราะ จน ตาม เปน บทเช่อื ม
เชน เขาทํารายงานตามครูสง่ั (ขยายคาํ กรยิ า ทํา)
เล็กฝก รอ งเพลงจนเขาชํานาญมาก (ขยายคาํ กริยา ฝกรอง)
รถตดิ เพราะฝนตก (ขยายคํากรยิ า ติด)
ระวัง! ประโยคยอยทีใ่ ช “เพราะ” เปน บทเชอ่ื ม เน้อื ความจะตองเอา ผลมากอ นเหตุ ซง่ึ จะแตกตางจากประโยค
ความรวมแบบเปน เหตเุ ปน ผลที่ เหตุมากอ นผล

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 49


Click to View FlipBook Version