The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 17874, 2022-08-15 10:50:05

DOCA1000042552 (1)

DOCA1000042552 (1)

แนวขอสอบ

1. ขอ ใดเปน ประโยคสมบูรณ
1. ภาษาไทยพัฒนามาตลอดเวลา
2. ประเทศชาติบานเมืองของเรา
3. เด็กหญงิ ตัวเลก็ ผวิ ขาวคนนั้น
4. ทะเลสาบขา งหมูบา นเจาพระยา
2. ขอ ใดไมใชประโยครวม
1. พอฝนจะตกเราก็รีบกลับบา นทนั ที
2. คนไทยรกั สงบแตย ามรบก็ไมขลาด
3. ใครๆ กร็ วู า แถวสลี มอากาศเปน พษิ
4. ประชาชนไมใชสะพานลอยตํารวจจงึ ตอ งตกั เตือน
3. ขอ ใดเปน ประโยคความรวม
1. กระแสนาํ้ ไหลแรงจนเซาะตล่ิงพังไปแถบหน่ึง
2. มีหลกั ฐานวา มนุษยย คุ หินใชข วานทองแดงในการลา สัตว
3. ฟาทะลายโจรเปน พชื สมนุ ไพรที่นยิ มใชรักษาอาการเจบ็ คอ
4. การสง เสรมิ การอา นเปนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอยางหนึง่
4. ขอ ใดเปน ประโยคสมบรู ณ
1. การแตง กายตามสมยั หรือตามแฟชนั่ ของวยั รุน
2. มีขาวโรคไขห วัดนกระบาดในหลายจงั หวดั ของไทย
3. บุคลกิ ภาพหรอื ช่ือเสยี งของผูพ ดู และการยอมรบั จากผูฟ ง
4. ความเชือ่ สิ่งศกั ดิ์สิทธ์ิ ปาฏหิ าริย ตลอดจนเรื่องไสยศาสตร
5. ขอใดเปน ประโยคตา งชนิดกบั ขอ อืน่
1. ลกู ทด่ี เี ปนทพี่ ง่ึ ของพอ แมใ นวัยชรา
2. ไมว า ลกู จะเปนอยางไรพอแมก ็ยังคงรักลกู เสมอ
3. หากลกู ทกุ คนดูแลเอาใจใสพ อ แมท า นกจ็ ะมีความสขุ
4. การดูแลเอาใจใสพอ แมเปนหนา ท่ีและความรับผดิ ชอบของลูก
6. ขอใดเปน ประโยคความรวม
1. ฉันกอ็ ยากทําอะไรตามใจตัวเองบา ง
2. อะไรท่ดี ีๆ กน็ าจะทําเสียกอน
3. รานน้อี าหารอะไรกอ็ รอยทง้ั นนั้
4. อะไรมากอ นเรากก็ นิ ไปพลางๆ
7. ขอ ความตอ ไปนีส้ ว นใดเปน ประโยคตา งชนิดกบั ขออ่ืน
1) การบริโภคอาหารทะเลมีประโยชนอยางยิ่งตอรางกายคนเรา 2) ในเนื้อปลามีกรดไขมันไมอิ่มตัวซึ่งมีสวนชวยลด
คอเลสเตอรอลในเลือด 3) คนทช่ี อบรับประทานกงุ สวนมากไมรบั ประทานหางและเปลอื ก 4) ทัง้ หางและเปลือกกงุ เปน อาหารทีอ่ ุดม
ไปดว ยแคลเซียมและไคโตซาน
1. สว นที่ 1 2. สวนที่ 2 3. สวนท่ี 3 4. สวนที่ 4

50 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

8. ขอใดเปนประโยคความซอ น
1. ปจ จบุ ันระบบอินเทอรเ น็ตมีบทบาทอยางมากทั้งในหมวู ัยรนุ และวยั ผูใหญ
2. โลกของอนิ เทอรเ น็ตมีสาระประโยชน ความบนั เทิง ความรู และการสอ่ื สารมากมาย
3. ทกุ วนั น้ีเราจะสังเกตเห็นวา อินเทอรเนต็ คาเฟแ ฝงอยูในธรุ กจิ หลายประเภท
4. ในรานอาหาร โรงแรม สปา หา งสรรพสนิ คาและโรงพยาบาลบางแหงมมี มุ ของอินเทอรเน็ตคาเฟทง้ั นน้ั

9. ขอใดเปน ประโยคสมบรู ณ
1. หวั ขอการสนทนาเร่อื งความเปนเลิศในกฬี ายิมนาสติกของประเทศจีน
2. การศกึ ษาวิจยั ดา นวิทยาศาสตรการกีฬาเพ่อื การพฒั นากฬี ายมิ นาสติก
3. การแขงขันยมิ นาสตกิ อยา งตอเนือ่ งและการสนับสนนุ สง เสริมจากรฐั
4. ประเทศจีนใหค วามสําคญั กับกฬี ายิมนาสติกมายาวนานตอเนื่อง

10. ขอ ใดไมใชประโยค
1. การดาํ เนนิ งานธุรกิจหรอื การประกอบอาชีพตอ งมีความพอเพียง
2. เศรษฐกจิ พอเพียงมิไดจ ํากดั เฉพาะเกษตรกรหรอื ชาวไรช าวนาเทา นั้น
3. เกษตรทฤษฎใี หมเปนระบบเศรษฐกจิ ทีเ่ นนใหเกษตรกรสามารถดแู ลตัวเองได
4. การบรหิ ารจัดการเศรษฐกจิ ทที่ าํ ใหค นสามารถดแู ลตวั เองไดโดยไมเ ดอื ดรอน

11. ขอใดไมใชป ระโยคความซอน
1. คนไทยนิยมทําอาหารตามฤดกู าลซึ่งสอดคลองกับธรรมชาติ
2. ปลายฤดฝู นตนฤดหู นาว อากาศทเ่ี ปลยี่ นแปลงทาํ ใหค นเปนหวัด
3. เยน็ นี้แมบ านจะทําแกงสม ดอกแคและผัดผกั รวม
4. เชือ่ กนั วา การรับประทานแกงรอนๆ จะชวยแกไขห วดั ในระยะเปลย่ี นฤดูได

12. ขอใดไมใชประโยคความเดยี ว
1. การละเลนพืน้ เมืองของไทยเปนเอกลักษณโ ดดเดนอยางหน่งึ ของวฒั นธรรมไทย
2. ในทกุ ภาคของประเทศมีการละเลนพืน้ เมืองประจําทอ งถนิ่ ของตน
3. การละเลนพื้นเมอื งมีประโยชนใ นการเผยแพรว ฒั นธรรมไทยสูสากลโลก
4. คนไทยสรางสรรคก ารละเลน พนื้ เมอื งแลว สืบทอดตอกนั มาจนปจจุบนั

13. ขอใดเปนประโยคความซอน
1. ประเทศไทยมแี หลงทองเทย่ี วทางธรรมชาตหิ ลายๆ ประเภท
2. แหลงทอ งเทีย่ วประเภทถํ้ามักอยใู นบรเิ วณภเู ขาในภาคตางๆ ของประเทศ
3. น้าํ ใตดนิ ทไ่ี หลซึมชั้นของหินปูนกอ ใหเ กิดถํา้ ขนาดตางๆ ขึน้
4. นักทองเทยี่ วสามารถเดินเขา ไปชมส่งิ สวยงามตา งๆ ภายในถ้าํ ได

เฉลยคาํ ตอบ

1. ตอบ 1 โจทยถ ามประโยคสมบูรณ หมายความวาตองครบท้งั ภาคประธานและภาคแสดง ซึ่งขอ 2 3 4 ลว นขาดภาคแสดง
(กรยิ า) แตข อ 1 ภาษาไทยพัฒนามาตลอดเวลา (กริยา=พัฒนา)

2. ตอบ 3 ขอ ใดเปนประโยคความรวมคือ ดทู ีส่ นั ธาน สังเกตเหน็ วา ขอ 1 2 4 มสี ันธาน พอ...ก็ แต จึง ตามลําดบั เชื่อมอยู
สว นขอ 3 มีคาํ วา “วา ” เปน ประโยคความซอ นนามานุประโยค

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 51

3. ตอบ 1 เพราะคําวา “จน” ถือเปนสนั ธานแบบเปน เหตุเปนผล โดยมเี หตมุ ากอนผล สว นขอ 2 มีคําวา “วา ” เปน ประโยค
ความซอนนามานุประโยค ขอ 3 มีคําวา “ท”ี่ เชอื่ มอยูเปนประโยคความซอนคณุ านปุ ระโยค และขอ 4 มีกริยาคาํ วา “เปน ” คําเดยี วจึง
เปนประโยคความเดยี ว

4. ตอบ 2 เปนประโยคกริยา เพราะจะข้นึ ประโยคดว ยคําวา “เกิด มี ปรากฏ” เทานนั้
5. ตอบ 1 เพราะ ลกู ท่ีดเี ปน ท่พี ่งึ ของพอ แมในวยั ชรา (ที่ดี เปนประโยคยอยคุณานุประโยค)

ขอ 2 มีสนั ธานคําวา ไมวา...ก็ จงึ เปน ประโยคความรวม
ขอ 3 มสี นั ธานคําวา หาก...ก็ จึงเปน ประโยคความรวม
ขอ 4 สามารถคดิ ได 2 วธิ ี คอื มสี นั ธานเชอื่ มคําวา และ จงึ เปน ประโยคความรวม ขอนจี้ ึงตอบขอ 1 แตถา “การ
ดแู ลเอาใจใสพ อ แมเ ปน หนา ทแ่ี ละความรบั ผดิ ชอบของลกู ” เรามองเปน กลมุ คาํ จะไดว า ขอ มี กรยิ าคาํ วา “เปน ” คาํ เดยี วจงึ เปน ประโยค
ความเดียวซึ่งคาํ ตอบจะตอบได 1 และ 4 (ผอู อกขอสอบอาจมเี จตนาใหค าํ ตอบเปน ขอ 1 แตข อ 4 นน้ั ยงั ไมช ัดเจนอย)ู
6. ตอบ 4 สงั เกตวา ทุกๆ ขอจะเนนคาํ วา “ก”็ ซง่ึ ถา เปน ประโยคความรวม “ก็” จะตอ งเชอ่ื มประโยค 2 ประโยค นั่นคือ อะไร
มากอ นเราก็กินไปพลางๆ (สนั ธาน) สวนขออนื่ เปน ก็ เปนคาํ อนุภาค (เดียว)
7. ตอบ 1 สังเกตขอ 2 3 4 จะพบคาํ วา “ซงึ่ ท่ี ท่ี “ตามลําดบั ซ่งึ ทําหนาทแ่ี ทนนามท่อี ยขู า งหนา และเปนประโยคยอยของ
ประโยคหลกั สวนขอ 1 น้ัน มีกรยิ า “ม”ี คําเดียวจึงเปน ประโยคความเดียว
8. ตอบ 3 สังเกตคาํ วา “วา” เช่อื มประโยคอยูจ งึ เปนประโยคความซอนแบบนามานปุ ระโยค ขอ 1 2 4 มีกริยา “มี มี มี” ซึ่ง
ทาํ หนา ทีเ่ ปนกริยาหลกั เพยี งตัวเดียวจงึ เปนประโยคความเดียว
9. ตอบ 4 ประโยคท่สี มบรู ณตอ งมคี รบท้งั ภาคประธานและภาคแสดง น่นั คือ
ประเทศจนี ให ความสําคญั กับกฬี ายิมนาสตกิ ยาวนานตอ เนือ่ ง
ประธาน + กรยิ า + กรรม + ขยายกรรม
10. ตอบ 4 การบรหิ ารจัดการเศรษฐกิจที่ทาํ ใหคนสามารถดแู ลตัวเองไดโดยไมเดอื ดรอ น
ขอความหนาน้เี ปนประโยคยอ ย ประโยคหลักคอื การบรหิ ารจัดการเศรษฐกิจ???สังเกตวามนั ไมจ บประโยค มีแคเ พยี งภาค
ประธานอยา งเดยี วจงึ ไมใ ชประโยคทีส่ มบรู ณ
11. ตอบ 3 เยน็ นี้ = ขยายกริยา แมบ า น = ประธาน จะทํา = กรยิ า แกงสม...=กรรม ซึ่งสงั เกตวา จะมีกรยิ าหลักเพยี งตัว
เดียว จึงเปน ประโยคความเดียว (ขอ อ่นื ๆ เปน ความซอน)
12. ตอบ 4 พจิ ารณาวาอาจจะมคี วามรวมและความซอน สงั เกตวาขอ 4 มคี ําวา “แลว” เปน สนั ธานเช่ือมประโยคใหค ลอ ย
ตามกนั จงึ เปน ประโยคความรวม
13. ตอบ 3 หาประโยคความซอ น
ขอ 1 “ม”ี เปน กริยาเพียงตัวเดียว = ประโยคความเดียว
ขอ 2 “มกั อยู” เปน กริยาเพยี งตัวเดียว = ประโยคความเดยี ว
ขอ 3 “ที่ไหลซมึ ผานชัน้ ของหินปูน” = เปน ประโยคยอ ย (คณุ านปุ ระโยค)
ขอ 4 “สามารถเดินเขา ไปชม” = มีกริยาหลายตวั ทําพรอมกัน (ความรวม)

52 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

นอ งๆ สามารถศกึ ษาเพิ่มเตมิ ไดท่ี
Tag : สอนศาสตร, ภาษาไทย, วลี, ประโยค, ชนดิ ของประโยค, เจตนาของประโยค, ประโยคความเดยี ว,
ประโยคความรวม, ประโยคความซอ น

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
17 ประโยค 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch3-1

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
17 ประโยค 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch3-2

• ประโยค
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch3-3

• ประโยค ตอนท่ี 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch3-4

บนั ทึกชว ยจํา

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 53

บทที4่

ธรรมชาตขิ องภาษา

ธรรมชาติของมนุษยที่มีการเกิด แก เจ็บ ตายฉันใด ธรรมชาติของภาษาก็ยอมเปนไปตามกฎของธรรมชาติฉันน้ัน เพราะ
ภาษาก็มีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา หากแตวาเราไมเคยสังเกตหรือเรียนรูการเปล่ียนของภาษา การเรียนเรื่องธรรมชาติของ
ภาษานจ้ี ะใหนองๆ เขา ใจภาษามากยงิ่ ขึ้น อกี ทง้ั จะพบวาภาษาเปนส่ิงมหศั จรรยท่สี ดุ ประการหนง่ึ ของชวี ิตมนุษย

ความหมายของภาษา
“ภาษา” มาจากคาํ กริยาในภาษาสนั สกฤตวา “ภาษ” จะแปลวา พดู กลา ว หากใชแ ทนคาํ นาม แปลวา คาํ พดู ภาษามลี กั ษณะ
ที่จะใชเ สยี งสอ่ื ความหมาย ทเ่ี กดิ ขึน้ จากการตกลงของคนแตล ะกลมุ เพอ่ื ทจ่ี ะกาํ หนดคาํ และความหมายของคาํ โดยจะใชส ญั ลักษณ
ตางๆ เปนเครื่องมือการเก็บบันทึกเสียง เชน พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต เปนตน ซ่ึงความหมายของภาษาแบงออกไดเปน
2 ประเภท คอื
ความหมายอยางกวา ง “ภาษา” หมายถงึ ภาษาท่ีใชก นั ทกุ ประเภทนั้นเอง ท้งั การแสดงออก เพอื่ สื่อความหมายโดยมรี ะบบ
กฎเกณฑเ ขา ใจกนั ระหวา งสองฝา ย ทอ่ี าจจะเปน การแสดงออกทางเสยี ง ทา ทาง หรอื สญั ลกั ษณต า งๆ และอาจเปน การสอ่ื ความหมาย
ระหวางมนษุ ยห รอื ระหวา งสัตวกไ็ ด เชน เสียงพูดของนกแกว ภาษามอื ภาษาดนตรี ภาษาคอมพิวเตอร สญั ญาณไฟ สัญญาณธง
และสัญญาณแตร เปน ตน เหลา น้ีถงึ แมจะเรยี กภาษาแตก็ไมจ ัดเปนภาษาตามหลกั ภาษาศาสตร
ความหมายอยา งแคบ ภาษา คอื ภาษาพดู และภาษาเขยี น เพราะถอ ยคาํ ทม่ี นษุ ยใ ชส อ่ื ความหมายใชส อ่ื ความหมายระหวา งกนั
และรวมถงึ ภาษาเขยี นซงึ่ ถา ยทอดเปน ตวั หนงั สอื จากเสยี งพดู เทา นน้ั ความสมั พนั ธร ะหวา งเสยี งกบั ความหมายการกาํ หนดใหเ สยี งหรอื
คําแทนความหมายตางๆ น้ัน ขึ้นอยูกับการกําหนดกฎเกณฑและขอตกลงท่ีคนแตละกลุมจะเลือกใช ทําใหเกิดความแตกตางในการ
ออกเสยี งเพอ่ื สอื่ ความหมายทแี่ ตกตา งกนั ดงั ทน่ี อ งๆ จะเหน็ จากการออกเสยี งภาษาไทยมาตรฐานกบั ภาษาพน้ื เมอื งในแตล ะภมู ภิ าคของ
ประเทศและภาษาไทยกบั ภาษาตา งประเทศกจ็ ะพบความแตกตา งกนั ดงั ตวั อยา งตอ ไปนี้
ตวั อยา งท่ี 1 คําวา “ยาย” ในภาษากรุงเทพฯ มีใชตา งออกไปจากภาษาถิ่นอ่นื เชน ภาษาลาํ พูนใช “อุย ” ภาษาสกลนครใช
“แมเ ฒา ”
ตวั อยางท่ี 2 คาํ วา แม ในภาษาไทย ตรงกับคําวา มาเธอร (Mother) หรอื มัม (Mom) ในภาษาองั กฤษ มุสเธอร (Mutter)

ในภาษาเยอรมนั และ มามอง (Maman) ภาษาฝรัง่ เศส เปน ตน
เมอ่ื การกาํ หนดเสยี งในภาษาเกดิ จากการทมี่ นษุ ยเ ปน ผกู าํ หนดแลว ขอ สรปุ ทไ่ี ดน นั่ คอื เสยี งกบั ความหมาย ไมม คี วามสมั พนั ธ
กัน (จาํ กฎนไ้ี วน ะ ออกขอ สอบบอยมาก)

หนว ยในภาษา

หนวยภาษา เรยี กงา ยๆ วา สวนประกอบของภาษา ไดแ ก เสยี ง คํา และประโยค การสรางคาํ ใหภ าษานั้นจะนําเสยี งท่มี ี
อยอู ยางจาํ กดั (เสียงพยัญชนะ เสียงสระและเสยี งวรรณยกุ ต) มาสรา งคําไดเ พิ่มข้ึน และนาํ คํามาสรางเปนประโยคตา งๆ ไดมากขน้ึ
อยางไมจาํ กัด

54 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

การสรา งคาํ คาํ วา นา หมายถึง พ้นื ทส่ี ําหรบั ปลกู ขาว
น+า
น+า+ม คาํ วา นาง หมายถึง ชื่อ
น+า+ว+า คาํ วา นาวา หมายถงึ เรอื
การนาํ คํามาสรางประโยค
ฉนั ฉันกนิ ฉนั กนิ ขาว ฉันกินขาวผดั กะเพรา
จะเห็นวาเราสามารถขยายคําและประโยคใหย าวออกไปไดไมจาํ กดั ไมส ิ้นสุด จากเสยี งในภาษาที่มีจาํ นวนจํากัด
ภาษามีการเปล่ยี นแปลง
การเปลย่ี นแปลงของภาษาน้ันเกดิ ขึน้ อยางคอยเปน คอยไป ซึง่ เกดิ สาเหตตุ างๆ ดงั น้ี
1. การพดู จาในชวี ิตประจําวัน ถา ผพู ูดไมชัด ออกเสยี งไมถูกตอง เสยี งก็อาจจะกรอ นหรือมกี ารกลมกลนื ของเสียงไป เชน
หมากขาม กรอนเสียงเปน มะขาม อยางไร กลืนเสียงเปน ยังไง
สาวใภ กรอนเสยี งเปน สะใภ ดฉิ นั กลืนเสยี งเปน เด๊ยี น
ยับยับ กรอนเสยี งเปน ยะยับ อันหนง่ึ กลืนเสยี งเปน อนึ่ง
2. อิทธิพลของภาษาอ่ืน ภาษาไทยปจจุบันมีคําภาษาอื่นปนอยูมากโดยเฉพาะภาษาบาลี สันสกฤต เขมร จีน และอังกฤษ
ทําใหเกิดการเปลยี่ นในรปู แบบตา งๆ ดังนี้
- รปู ศัพท เชน ราษตรี เปน ราตรี และ กายิน เปน กาย
- ตัวสะกดไมต รงตาม เชน กา ด เปน กาซ และ โอกาด เปน โอกาส
- การออกเสยี งผดิ เชน ดราฟท ใช ดร เปน คาํ ควบกลา้ํ ภาษาไทยไมใช
- มเี สยี งวรรณยกุ ตไมตอ งลกั ษณะพยางค เชน เมก อ้ับ เปน เมคอัพ และ คอ็ มพวิ เตอ เปน คอมพวิ เตอร
- การเปลย่ี นแปลงของประโยค
เชน เขามาสาย ภาษาไทยใช เขามาชา
เขาถกู เชิญไปงานเลี้ยง ภาษาไทยใช เขาไดรบั เชิญไปงานเลีย้ ง
3. ความเปล่ยี นแปลงของสิง่ แวดลอ ม เมื่อมีสิง่ ใหมๆ เกิดข้ึน กระบวนการความคิดใหมๆ เกิดขึน้ เปน สาเหตใุ หเ กดิ คาํ ศัพท
ใหมๆ ตามมามากข้ึนตามยุคตามสมยั เชน ถนน เปน ทางดว น บาน เปน คอนโด ทาวเฮาส และคอมพวิ เตอร เปนตน
4. การเรยี นภาษาของเดก็ ภาษาของเดก็ เมอ่ื เรม่ิ เรยี นรภู าษาเดก็ จะคดิ ภาษาของเดก็ เอง ซงึ่ ไมเ หมอื นกบั ภาษาของผใู หญ ใช
คาํ ไมต รงกนั ออกเสยี งไมต รงกนั ความหมายจงึ ไมต รงกบั ผใู หญเ มอื่ เดก็ เตบิ โตขน้ึ กจ็ ะสบื ทอดภาษาตอ ไปไดอ กี ทาํ ใหภ าษาเปลย่ี นแปลง
ไปได เชน การออกเสยี งตวั ร และ ล ของเดก็ ถา พดู ตวั ร เปน ล ความหมายจะเปลย่ี นแปลง เชน เรยี น เปน เลยี น ถา ผใู หญไ มแ กไ ขให
เดก็ พดู อยา งถกู ตอ งแลว เดก็ จะเกดิ ความเคยชนิ ไปถงึ วยั ผใู หญซ งึ่ ยากทจี่ ะแกไ ข

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 55

ลักษณะของภาษาในการส่ือสาร

1. วจั นภาษา คือ ภาษาที่ใชถ อ ยคําในการสื่อสาร ไดแ ก ภาษาพดู และภาษาเขยี น
2. อวจั นภาษา คือ ภาษาท่ีไมใ ชถอ ยคําในการสื่อสาร ไดแ ก อากัปกริ ิยา สัญญาณ สัญลักษณ ตัวอกั ษร ภาพ สี การสมั ผสั
และระยะหา ง เปนตน

แนวการทําขอสอบเรอ่ื งธรรมชาติของภาษา

ธรรมชาติของภาษา อาจจะเปน เรือ่ งใหมใ นการเรยี นวชิ าภาษาไทยของนองๆ แตก ไ็ มใ ชเ รือ่ งท่ียากและตองจดจํากฎบงั คับ
ขอตางๆ เหมือนหลกั ภาษา เพยี งแคเ ขาใจแกน ของเรื่องเทา น้ัน ซ่ึงธรรมชาติของทกุ ภาษาในโลกกจ็ ะมลี กั ษณะท่คี ลา ยคลึงกัน ไมได
ผิดแผกแตกตางกันมากนัก การทําขอสอบเรื่องธรรมชาติของภาษานองๆ จะตองเปดใจใหกวางอยามองเพียงธรรมชาติของภาษา
ไทยเพียงภาษาเดียว แตตองคํานึงถึงธรรมชาติของภาษาอื่นๆ ดวย เพราะโจทยมักจะหลอกเราเสมอ ลองพิจารณาจากตัวอยาง
ขอ สอบกจ็ ะทําใหน อ งๆ เขาใจมากยง่ิ ข้ึน

ตัวอยา งที่ 1 ตามธรรมชาติของภาษา ขอ ใดไมใ ชล ักษณะทัว่ ไปของภาษา
1. ครูประจาํ ชั้นกวกั มอื เรียกเดก็ นกั เรียนไปเขาแถวท่สี นาม
2. คําวา “บตั รเตมิ เงิน” เปน คําประสมทใ่ี ชใ นภาษาไทยไมนานนัก
3. คณุ วิมลเลา วาลกู สาวอายุ 2 ขวบพูดเกง ข้ึน ใชประโยคไดย าวกวา เม่ือกอนมาก
4. เดก็ ชายทองไมสามารถออกเสยี งคาํ ภาษาอังกฤษท่มี ีเสยี งตัว s สะกดไดเ พราะเสียงสะกดนี้ไมมใี นภาษาไทย
คําตอบ ขอ 1. เพราะการเรียกนักเรียนเขาแถวควรใชวิธีการตะโกนเรียกมากกวาการกวักมือเรียก จึงผิดไปจากธรรมชาติ
อีกท้ังโจทยถามถึงธรรมชาติของทุกภาษาทําใหค ําตอบขอ 4 จึงผิดไป
ตัวอยางที่ 2 คนไทยเรยี กท่อี ยอู าศยั วา “บาน” คนฝร่งั เศสเรียก “เมซอง” คนเขมรเรยี ก “ผเต๊ียะ” แสดงลกั ษณะธรรมชาติ
ของภาษาอยางไร
1. ภาษาใชเสียงสือ่ ความหมาย
2. คําสวนมากเสียงไมสัมพันธก ับความหมาย
3. เสียงหน่งึ มีความหมายอยางหน่ึงเพราะลักษณะเสยี ง ทําใหมีความหมายเชนนนั้
4. ภาษาเปน ขอ ตกลงของคนในแตล ะกลมุ แตล ะพวก
คาํ ตอบ ขอ 4. เพราะภาษาเปน ขอ ตกลงของคนในแตละกลมุ แตล ะพวก

56 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

นองๆ สามารถศกึ ษาเพมิ่ เติมไดที่
Tag : สอนศาสตร, ภาษาไทย, ธรรมชาตขิ องภาษา, ภาษา

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
01 ธรรมชาตภิ าษาไทย
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch4-1

บนั ทกึ ชว ยจาํ

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 57

บทท่ี5

เหตผุ ลกบั ภาษา

“เขาเปน คนพดู ดมี เี หตผุ ลมาก” คาํ พดู ขา งตน จะสอื่ ใหเ ราเหน็ วา การทจี่ ะทาํ ใหใ ครเชอ่ื ถอื ไดก ต็ อ งใหเ หตผุ ลมารองรบั ภาษาก็
ถอื เปน สว นสาํ คญั ทจ่ี ะทาํ ใหแ สดงความเปน เหตผุ ลไดช ดั เจนขน้ึ ซงึ่ เหตผุ ล นน่ั หมายถงึ ความคดิ ตา งๆ เปน หลกั ทวั่ ไป ทจี่ ะมกี ฎเกณฑ
และขอ เทจ็ จรงิ ทาํ หนา ทรี่ องรบั และสนบั สนนุ ขอ สรปุ เหตผุ ลจะทาํ ใหข อ สรปุ นน้ั นา เชอ่ื ถอื หรอื ไม ขอ สรปุ ทไี่ ดอ าจเปน ขอ สงั เกต การคาด
คะเน การตดั สนิ ใจหรอื อน่ื ๆ กไ็ ด ขอ สรปุ หนงึ่ อาจจะเปน เหตผุ ลสนบั สนนุ ขอ สรปุ อน่ื ๆ อกี กเ็ ปน ได

โครงสรา งการแสดงเหตผุ ล

1. เหตุ อาจเรยี กวา ขอรองรบั หรอื ขอ สนับสนนุ
2. ขอ สรุป เรยี กไดห ลายอยา ง เชน ขอ สังเกต การคาดคะเน คําวิงวอน การตดั สินใจ ขอ เตอื นใจและการใหค วามมน่ั ใจ

ภาษาทใ่ี ชแ สดงเหตุผล

นองๆ สามารถสงั เกต ภาษาท่ใี ชก ารแสดงเหตผุ ลจะใชคาํ สันธานเช่อื มความเปนเหตุผลและขอสรปุ ไวอยางชัดเจน ดังนี้
1. เหตุ + ผล = จึง ทาํ ให สง ผล

เชน เธอ ทาํ ให ฉนั รูสกึ เหมอื นตอนสิบสี่
ฉันไมไ ดกนิ ขาวเที่ยง จึง หวิ ขา วมาก
การนอนดกึ ทุกวนั สงผลให รางกายออ นเพลียเจ็บปว ยไดง าย
บุญเพญ็ รอ งเพลงลกู ทงุ เพราะมาก ทําให คุณครูสงเธอเขาแขงขันรองเพลง

2. ผล + เหตุ = เพราะ เนอ่ื งจาก

เชน รูเ พียงวาทาํ เพราะ รัก ทาํ เพราะ เธอ
ความสาํ เรจ็ ในวงการบันเทงิ เกิดขึน้ ได เพราะ ความเพียรพยายามเปน สาํ คัญ
บญุ มาทําขอสอบไดคะแนนดี เพราะ เธอตั้งใจอานหนงั สือ

วธิ ีการแสดงเหตผุ ลและการอนมุ าน

การอนุมาน เปนกระบวนการหาขอสรุปจากเหตุผล (ไมใชการเดานะนองๆ เพราะถาเดาน่ีคือการม่ัวเลยนะ) สามารถแบง
ออกเปน 2 วธิ ี คอื

1. การอนุมานดว ยวธิ นี ริ นยั คอื การแสดงเหตผุ ลจากสว นรวมไปหาสวนยอย ขอ สรุปทไี่ ดจ ะตองแนนอน เปน เชนนน้ั เสมอ
และมีความสมเหตสุ มผล

58 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

เชน การขโมยของผอู น่ื ถือเปน การผดิ ศลี 5 ประการ (เหตุผลรวม)
ฉนั ขโมยขนมเพ่อื นมากนิ (เหตุผลยอย)
ดังนัน้ ฉันผิดศลี 5ประการ (ขอสรปุ )
2. การอนมุ านดว ยวธิ กี ารอปุ นยั คอื การแสดงเหตผุ ลจากสว นยอ ยไปหาสว นรวม ขอ สรปุ ทไี่ ดไ มแ นน อน ไมต ายตวั ไมช ดั เจน
และไมส มเหตสุ มผล
 เชน พีช่ ายของฉันสอบเขา เรียนในมหาวิทยาลยั ธรรมศาสตรได (เหตุผลยอย)
ฉนั มพี ช่ี าย (เหตผุ ลรวม)
ดังนนั้ ฉนั เปนนอ งของพก่ี ็ตองสอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตรได (ขอสรุป)
กระบวนการอนุมานโดยพจิ ารณาจากเหตุและผลลพั ธท ีส่ ัมพันธกัน
1. การอนมุ านจากสาเหตไุ ปหาผลลพั ธ เปน การอนมุ านโดยอาศยั ความรู ความเขา ใจหาขอ สรปุ วา ปรากฏการณน น้ั ทาํ ใหเ กดิ
ผลลัพธอ ะไร เชน ขยันดูหนงั สือ (สาเหตุ) -> อนมุ าน -> สอบได (ผลลัพธ)
2. การอนมุ านจากผลลพั ธไ ปหาสาเหตุ เปน การอนมุ านจากปรากฏการณห รอื เหตกุ ารณ โดยอาศยั ความรแู ละเขา ใจของเรา
เพอื่ สืบหาสาเหตุ เชน ผลการสอบ ไมเปน ทพี่ อใจ (ผลลพั ธ) -> อนมุ าน -> ความไมประมาท ไมเอาใจใส (สาเหตุ)
3. การอนุมานจากผลลัพธไปหาผลลัพธ เปน การอนุมานจากปรากฏการณหรือเหตุการณอยางหนึ่งวาเปนผลลัพธของ
สาเหตุใด แลว พิจารณาตอไปวา สาเหตนุ ้ัน อาจจะกอใหเ กดิ ผลลัพธอ่ืนๆ อีก เชน ตกคณติ (ผลลพั ธ) -> ออ นคณติ (สาเหตุ) -> ตก
ฟส ิกส (ผลลัพธ)

แนวการทาํ ขอสอบเรือ่ งเหตผุ ลกับภาษา

เรือ่ งเหตผุ ลกบั ภาษา สามารถแบงขอสอบออกเปน 2 เรือ่ งใหญๆ คือ เหตผุ ลกบั ภาษาและการอนุมาน ดังนั้นเราจะตอ งรูจัก
วธิ ีการขอ สอบทัง้ 2 เรอื่ งใหเ ขา ใจ เพราะเปน เนื้อหาทส่ี มั พันธกนั ตอ งระวังอยา ใหสบั สน
เนอ่ื งจากขอสอบเรื่องเหตุผลกับภาษา การสงั เกตสนั ธาน คอื หัวใจสาํ คญั อยางยิ่งในการทําขอสอบ แตขอความในขอสอบที่
ใหพ ิจารณามกั จะไมม ีคาํ สนั ธานปรากฏอยางชัดเจน ดงั นนั้ การทาํ ขอ สอบลักษณะนี้ จะตอ งนาํ สนั ธานท้ัง 2 กลุมขา งตน มาจดั วางใน
ขอ ความ เพือ่ หาเหตแุ ละผลลพั ธ ดงั ตัวอยางตอ ไปน้ี
ตัวอยางที่ 1 “เชื้อไขหวัดใหญสายพันธุใหมแพรระบาดอยางรวดเร็วจากคนสูคน / ดวยการเปนเชื้อที่ทําใหเกิดโรคระบาด
ทางเดนิ หายใจ / และติดตอ ไดงา ย”
ขอ ความขางตนมีโครงสรางการแสดงเหตผุ ลแบบใด
1. ขอสนบั สนุน ขอ สนบั สนนุ ขอสรปุ
2. ขอสนบั สนนุ ขอ สรปุ ขอ สนบั สนนุ
3. ขอ สรปุ ขอ สรุป ขอสนบั สนนุ
4. ขอ สรุป ขอ สนบั สนุน ขอ สนับสนนุ

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 59

คําตอบ ขอ 4. ขอสรุป ขอสนับสนุนและขอสนับสนุน เพราะคําวา “ดวยการ” ใหความหมายเดียวกันกับคําวา “เพราะ”
ดงั นั้นคาํ ที่อยูหลังคาํ วา “เพราะ” จะตอ งเปนขอสนบั สนนุ เสมอ

ตัวอยา งที่ 2 การเติมสันธานเพอ่ื แสดงเหตผุ ล
บญุ ยืนไมอ ยากไปโรงเรยี น (ควรเตมิ “เพราะ”) เขาไมสบายและไมม กี ารบา นไปสง ครู
ดวงดาวเปน คนหนาตาดี (ควรเติม “ทําให” ) เขาไดเ ปนดาวมหาวทิ ยาลยั

วธิ กี ารจาํ
เหตุ คอื ทาํ ใหเ กดิ สง่ิ ทเี่ กดิ เรยี กวา ผลลพั ธ ตอ งสงั เกตใหช ดั สนั ธานจดั วางลงอยา งไร หากมคี าํ วา “เพราะ” ตอ งวเิ คราะห
กนั อยา งฉบั ไว ตวั หนา นนั้ ไซร คอื ขอ สรปุ รบี จดจาํ หากเจอคาํ วา “จงึ สง ทาํ ให” กต็ อ งเนน ยา้ํ ขา งหนา ทกุ คาํ นน้ั คอื สาเหตสุ งั เกตใหด ี

ขอ สอบเรอื่ งการอนมุ านสว นใหญจ ะใหอ า นขอ ความทมี่ เี หตหุ รอื ขอ สนบั สนนุ ตา งๆ มาใหว เิ คราะหด ว ยการอนมุ านหาผลลพั ธ
หรือขอสรุปจากขอความทอี่ าน ซงึ่ การทําขอ สอบในลักษณะน้จี ะตองคํานึงถงึ หลกั เหตผุ ลและความเปน ไปไดเ ปนสาํ คญั แตจ ะตองไม
นอกประเดน็ และนอกเรอ่ื งจากขอ ความทอ่ี า นดว ย กลวธิ กี ารทาํ ขอ สอบในลกั ษณะนจ้ี งึ จะตอ งสงั เกตถอ ยคาํ และขอ ความโจทยก าํ หนด
มาให เพราะจะทําใหก ารอนมุ านสอดคลองกบั ขอ ความมากทีส่ ุด ดงั ตวั อยางตอ ไปนี้
ตัวอยางที่ 1 ขอ ใดไมอาจอนุมานไดจากคาํ พดู ตอไปนี้
“จากการทดสอบทักษะภาษาไทยของนักศึกษา 400 คน มผี ูอยูในเกณฑดีเพียง 30 คน ไมม ผี ูทีไ่ ดค ะแนนในเกณฑด ีมากเลย
อยา งนี้ไมเ รยี กวกิ ฤตไดอยางไร”
1. ผพู ดู เหน็ วาผลการทดสอบทกั ษะการใชภ าษาไทยไมน าพอใจ
2. ผพู ูดวติ กวาการเรยี นการสอนภาษาไทยในมหาวทิ ยาลยั ถงึ ขั้นตองปรับปรงุ
3. ผูพูดเหน็ วาความสาํ คัญของการเรียนการสอนภาษาไทยในมหาวิทยาลัย
4. ผูพูดเหน็ วาไมม ีประโยชนที่จะจดั การเรยี นการทดสอบทกั ษะภาษาไทยในมหาวทิ ยาลัย
คําตอบ ขอ 4. เพราะเปนการอนุมานที่ไมมีความสมเหตุสมผลและนอกประเด็นจากขอความที่กําหนดมาให จากขอสอบ
ขางตน จะเห็นขอความที่ใหพ ิจารณานน้ั มีขนาดทส่ี นั้ มาก ทุกถอ ยคาํ ท่ีปรากฏจึงมีความสําคญั ตอการตีความและการหาความเปนเหตุ
เปน ผลเพ่ือเลอื กคําตอบ
ขอ 1. และ 2. สามารถอนมุ านไดจ ากขอ ความท่ีวา “มผี อู ยใู นเกณฑด เี พยี ง 30 คน ไมม ผี ทู ไ่ี ดค ะแนนในเกณฑด มี ากเลย อยา ง
น้ีไมเรียกวิกฤตไดอยางไร” ซ่ึงการใชเรียบเรียงประโยคคําถามโดยไมหมายใหตอบ (ปฏิปุจฉา) แตมีนัยยะที่ตองการกระตุนคิดและ
แสดงความไมพอใจทผ่ี พู ูดมีตอ ผลสัมฤทธก์ิ ารสอบและความผดิ พลาดในการจดั การเรียนการสอนวิชาภาษาไทย ในมหาวทิ ยาลยั
ขอ 3. อนุมานไดจ ากความรูสึกวติ กและเจตนาของผูพูดท่ีเนนยํา้ ถงึ ความบกพรอ งของการเรยี นการสอนในภาษาไทยทีต่ อ ง
อยูภาวะวิกฤต จะตอ งดาํ เนินการแกไ ขอยางเรง ดว น ทําใหอนมุ านไดว า ผพู ูดเหน็ ความสําคัญของการสอนภาษาไทยใหม มี าตรฐานให
ดขี ้นึ
ขอ 4. ผูพูดเหน็ วา ไมม ปี ระโยชนท่ีจะจดั การเรยี นการทดสอบทกั ษะภาษาไทยในมหาวิทยาลยั เปน ส่ิงที่อาจอนมุ านไดเ พราะ
ไมมีขอความสว นใดเลยทแี่ สดงถงึ ความไมมีประโยชนใ นการจัดการทดสอบ
ตัวอยา งที่ 2 ขอ ความตอไปนใ้ี ชว ธิ กี ารอนุมานแบบใด
“ขยะมลู ฝอยเปน ปญ หาสงิ่ แวดลอ มทสี่ าํ คญั ประการหนง่ึ ของประเทศไทย เพราะยงั ไมส ามารถเกบ็ ขยะมลู ฝอยตา งๆ ไปกาํ จดั
ไดหมด มีขยะมลู ฝอยตกคา ง กอใหเ กิดปญ หาส่ิงแวดลอ มและเกิดผลกระทบตอสขุ ภาพของผคู น”
1. อนุมานจากเหตุไปหาผล 2. อนมุ านจากผลไปหาเหตุ
3. อนุมานจากเหตุไปหาเหตุ 4. อนมุ านจากผลไปหาผล
คําตอบ ขอ 4. เพราะ เปน การอนมุ านแบบ ผลลัพธ สาเหตุ และผลลพั ธ สามารถแบง ขอ ความเพอ่ื ความชัดเจนตามการแบง

60 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

ข้นั ตน ดงั นี้ / ขยะมูลฝอยเปนปญหาสิ่งแวดลอมท่สี ําคัญประการหนึ่งของประเทศไทย / เพราะยังไมสามารถเกบ็ ขยะมลู ฝอยตางๆ
ไปกําจดั ไดห มด มีขยะมลู ฝอยตกคา ง / กอ ใหเ กิดปญ หาส่งิ แวดลอ มและเกิดผลกระทบตอสุขภาพของผคู น

นองๆ สามารถศกึ ษาเพิม่ เตมิ ไดท ี่
Tag : ภาษาไทย, ความคิดกบั ภาษา, ภาษากับเหตุผล, อนมุ าน, อุปมาน, เหตุผล

• ความคิดกบั ภาษา : ภาษากับเหตุผล
ตอนท่ี 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch5-1

• ความคดิ กบั ภาษา : ภาษากับเหตผุ ล
ตอนท่ี 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch5-2

• ความคิดกับภาษา : ภาษากบั เหตุผล
ตอนที่ 3
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch5-3

บันทกึ ชว ยจาํ

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 61

บทท่ี6

การแสดงทรรศนะ

“ทรรศนะ” หรอื “ทศั นะ” (สามารถเขียนไดท้ัง 2 แบบ) โดยรูปศพั ทห มายถงึ ความคดิ เห็น การเห็น ก็ได ซึง่ ในการเรียนเร่อื ง
นเ้ี ราจะใหค วามหมายของทรรศนะ คือ ความรูสึกนกึ คดิ หรอื ความคดิ เห็นที่ประกอบดวยเหตุผล ซ่ึงแมจะแตกตา งหรือขัดแยง กน็ ับวา
มปี ระโยชนเ พราะเปน แนวทางใหผูอนื่ ไดม โี อกาสใชดุลยพินจิ ตัดสินใจเลือกวถิ ีทางดวยความรอบคอบย่งิ ข้นึ

โครงสรา งของการแสดงทรรศนะ แบง ไดเ ปน 3 สว น คอื
1. ท่ีมา คือ ตนเหตุ หรอื สวนท่เี ปนเรือ่ งราวตางๆ ทีท่ าํ ใหเกิดการแสดงทรรศนะ
2. ขอ สนบั สนนุ คือ เหตผุ ลขอเท็จจริง หลักการ รวมทัง้ ทรรศนะหรือมตขิ องผอู ่นื ที่ผแู สดงทรรศนะนาํ มาใส เพ่ือสนับสนนุ
ทรรศนะของตน
3. ขอสรปุ คือ สาระสาํ คัญทสี่ ดุ ของทรรศนะ อาจเปนขอ เสนอแนะ ขอวินิจฉัย หรอื ประเมินคา

ความแตกตา งระหวางทรรศนะของบคุ คล

ทรรศนะของคนในสงั คม อาจแตกตา งกันไป ขนึ้ อยกู ับส่งิ สาํ คญั 2 ประการคอื
1. คณุ สมบตั ิตามธรรมชาตขิ องมนุษย คือ คุณสมบตั ิที่ติดตวั มนษุ ยม าต้ังแตเกดิ ไดแก เชาว ปฏิภาณ ไหวพริบ ความถนดั
เปนตน
คา นิยม
2. อทิ ธพิ ลของสง่ิ แวดลอ ม คอื ทกุ สง่ิ ทกุ อยา งรอบตวั มนษุ ย ทาํ ใหม นษุ ยม คี วามรู ประสบการณค วามเชอ่ื และคา นยิ มทแ่ี ตก
ตา งกัน ซึ่งสง ผลโดยตรงตอ การมีทรรศนะท่ตี า งกนั ดวย
คาํ ศัพทตอ ไปน้ี นอ งๆ จะจําความหมายดๆี นะ จะไมไ ดส บั สน
ความรู ------ ความเขาใจ ความชาญฉลาดและการรจู ักคดิ วเิ คราะห
ประสบการณ ------ สง่ิ ท่เี กดิ จากการทเี่ ราไดก ระทาํ หรอื พบเห็นบางสงิ่ บางอยางมาในชวี ิต
ความเชอื่ ------ การมคี วามเช่อื และความศรัทธาในส่งิ ตา งๆ เชน ศาสนา เศรษฐกจิ การเมอื ง และไสยศาสตร
------ ความรูสึกทอี่ ยูในจติ ใจของแตล ะคน อันเปน ส่งิ ท่สี งั คมพงึ ปรารถนาทีจ่ ะเปน เปา หมายของสงั คม
และปลกู ฝง ใหส มาชิกของสังคมยดึ ถอื และแกไข เชน ความรํา่ รวย ความยากจน ความซือ่ สตั ย และการเปน คนดี เปนตน

ประเภทของทรรศนะ

1. ทรรศนะเกีย่ วกบั ขอเทจ็ จรงิ คือ ทรรศนะที่เกี่ยวกับเรื่องที่เกดิ ข้นึ แลวแตยังเปนเรอ่ื งถกเถียงของคนในสงั คมเพราะ
ยังหาขอเท็จจริงไมได ผลที่เราจะไดจากทรรศนะประเภทนี้ จึงเปนเพียงการสันนิษฐาน การคาดการณตามความคิดและความเชื่อ
เทา น้ันจะนา เช่อื ถือเพยี งใดข้ึนกบั ขอ สนับสนนุ

2. ทรรศนะเกย่ี วกบั นโยบาย เปนทรรศนะทเ่ี สนอใหท ําส่งิ หน่งึ สงิ่ ใด โดยเราจะบอกขน้ั ตอนจดุ ประสงค ประโยชนท่ีไดร บั
และแนวทางการแกไ ขปญ หาทเ่ี กดิ ขน้ึ ดว ย การแสดงทรรศนะเกยี่ วกบั นโยบาย มกั จะตอ งเสนอขอ เทจ็ จรงิ เพอื่ สนบั สนนุ นโยบายและ
ประเมินคานโยบายที่เสนอนั้นดว ย

62 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

3. ทรรศนะเกี่ยวกับคุณคา ทรรศนะประเภทนีเ้ ปน การตัดสนิ วา สง่ิ ใดดหี รือดอยเปน ประโยชนห รือโทษ สิง่ เหลา น้ันอาจเปน
วัตถุ บุคคล กิจกรรม วิธีการหรือแมแตทรรศนะก็ได ผูแสดงทรรศนะอาจจะประเมินคาดวยการเปรียบเทียบกับสิ่งของท่ีมีลักษณะ
เดียวกันตามเกณฑท ก่ี าํ หนดข้ึน
วิธีการสงั เกต
ประเภท สถานการณ ลักษณะขอความ ผลของทรรศนะ
ขอ เทจ็ จรงิ ----> พูดทว่ั ไป ----> เรือ่ งถกเถียง ----> การคาดการณแ ละขอสันนษิ ฐาน
นโยบาย ----> ที่ประชมุ ----> การนําเสนอ ----> แนวทางการพฒั นาและการแกไ ขปรับปรุง
คุณคา ----> ทีป่ ระชมุ ---> ประเมินของสง่ิ ใดส่งิ หน่ึง ----> ด,ี ไมด ี, มปี ระโยชนหรอื ไมม ีประโยชน
หมายเหตุ ทรรศนะทเ่ี ปน นโยบายมกั จะอยกู ับขอเทจ็ จริง

วธิ ใี ชภาษาในการแสดงทรรศนะ
การใชภ าษาเพอ่ื แสดงทรรศนะนนั้ เราจะตอ งใชถ อ ยคาํ กะทัดรดั ใชค าํ ท่ีมคี วามหมายแจม ชดั การเรยี งลาํ ดบั ความไมส บั สน
วกวน และตองใชภาษาใหถ กู ตอ งกบั ระดบั การสอ่ื สาร และใชส าํ นวนอยา งถูกตอง อยา งไรก็ตามการใชภ าษาในการแสดงทรรศนะมี
ลักษณะบางประการ ดังนี้
1. ใชสรรพนามบุรุษที่ 1 หรือคํานามที่ประกอบคาํ กริยากับกริยาวลที ี่ชี้ชดั วาเปน การแสดงทรรศนะ เชน พวกเรามีความเหน็
วาการรบั นองตอ งเปน กิจกรรมท่ีสรา งสรรค, ผมขอสรุปวาการพัฒนาการเรยี นรูตองเริ่มจากผเู รียนเปนสาํ คญั , ขา พเจา เขาใจวา การมี
คุณธรรมคือจดุ เร่มิ ตน ของความด,ี ผมถงึ บอกวาการจะสรางถนนจะตอ งคํานึงงบประมาณและประโยชนของประชาชน
2. ใชค าํ หรอื วลที บ่ี ง ชี้วา เปน การแสดงทรรศนะ เชน คาํ วา นา นาจะ คง คงจะ ควร ควรจะ พึง พงึ จะ มกั และ มกั จะ เชน
รฐั บาลนา จะทบทวนนโยบายการศกึ ษาใหม คณะนกั เรยี นคงเขา ใจผดิ วา ครฝู า ยปกครองจะบงั คบั ใหต ดั ผมเกรียน โรงเรยี นควรจะตอ ง
คํานงึ ถึงความสขุ ในการเรยี นรู เยาวชนไทยทกุ คนพงึ จะรจู ักบทบาทหนา ทีใ่ นการเปนพลเมืองดี
การประเมนิ คาทรรศนะ
1. ประโยชนแ ละลกั ษณะสรา งสรรค ทรรศนะทีด่ คี วรกอ ใหเกิดประโยชน และกอใหเ กดิ สิ่งแปลกใหม ทีน่ ําไปใชประโยชนได
ขณะเดียวกนั กย็ ดึ มัน่ ในส่ิงดงี ามของสังคมไว
2. ความสมเหตุสมผล คอื ขอ สนบั สนนุ ตองมีนํ้าหนกั พอทจ่ี ะทาํ ใหขอ สรุปนาเช่อื ถือ
3. ความเหมาะสมกบั ผรู บั สารและกาลเทศะ ในการพจิ ารณา จะตอ งพจิ ารณาดว ยวา ทรรศนะนนั้ แสดงแกผ ใู ดและในโอกาส
ใด เพื่อจะประเมนิ ไดว า เหมาะสมหรือไม
4. ภาษาทใี่ ชม ีความชดั เจน ถกู ตองตามหลักภาษาและระดบั ภาษาการสอ่ื สาร

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 63

แนวการทําขอสอบเร่อื งการแสดงทรรศนะ

นอ งๆ เร่อื ง การแสดงทรรศนะ นบั ไดว า เปนสาระหนึง่ ที่ออกขอสอบจาํ นวนมาก จะออก 2 ลักษณะ คอื การหาวา ขอ ใดเปน
แสดงทรรศนะ และ การใหว เิ คราะหข อ ความแลว ใหห าโครงสรา งการแสดงทรรศนะ ประเภทของทรรศนะและปจ จยั ทท่ี าํ ใหเ กดิ ทรรศนะ
ระวงั อยาสบั สนกันนะ

การหาวา ขอ ใดเปน แสดงทรรศนะ ตอ งหาคาํ บง ชใ้ี หไ ด เชน นา นา จะ คง คงจะ ควร ควรจะ พงึ พงึ จะ มกั และ มกั จะ
ตัวอยา ง ขอ ใดเปน การแสดงทรรศนะ
1. การกวดวชิ าเปนคา นิยมทีเ่ กิดมานานแลว เดก็ ไทยจาํ นวนมากรสู ึกวา การเรียนกวดวชิ าเปน ความจําเปน อยา งหนึง่
2. ไมวา จะเกดิ ความวติ กกงั วลหรือกลัวสักเพียงใด วันสอบจะตอ งมาถึง ไมว า จะพรอมหรอื ไมพรอ มก็ตองเขาสอบ
3. ความรูจ ะเกิดขนึ้ ไดตองเกิดจากตัวนกั เรยี นเอง จงึ จําเปนอยางยิ่งทโ่ี รงเรยี นควรจะตองมีหอ งสมุดไวบริการ
4. เดก็ ไทยเราน้ันเรียนรูทจี่ ะทอ งจําแตไมสามารถดดั แปลงความรูท ที่ องจํานนั้ มาใชก ับสงั คมยุคใหมไ ด
คาํ ตอบ ขอ 3. สงั เกตไดจากคําวา “ควรจะ”
การใหวิเคราะหขอความแลวใหหาโครงสรางการแสดงทรรศนะ ประเภทของทรรศนะและปจจัยท่ีทําใหเกิดทรรศนะ
ขอสอบนี้มักจะมีตัวเลือกที่คลายคลึงกัน อาจทําใหเกิดการสับสนในตัวเลือก ดังน้ันส่ิงท่ีสําคัญที่เราจะตองเขาใจแนวคิดและจําคํา
บง ช้ีใหได ดงั นี้
1. สังเกตคาํ สนั ธาน (เพราะ ทาํ ให สงผล) แลวแบง วรรคตอนของขอ ความ
2. หาคาํ บงชี้ เชน ควร ควรจะ พงึ พงึ จะ นา จะ เสยี กอน
3. วเิ คราะหโครงสรา งและปจจยั ท่ที ําใหเ กิดทรรศนะ
ตวั อยาง พจิ ารณาตัวอยางขอ สอบตอไปน้แี ลว หาโครงสรา งการแสดงทรรศนะ ประเภทของทรรศนะและปจจยั ท่ที ําใหเ กดิ
ทรรศนะ
“ปญ หารนุ พใ่ี ชค วามรนุ แรงกบั นกั ศกึ ษาใหมเ กดิ ขนึ้ เปน ประจาํ ทกุ ป ทงั้ ๆ ทก่ี อ นปก ารศกึ ษาใหมจ ะเรม่ิ ขนึ้ ผบู รหิ ารของกระทรวง
ศกึ ษาธกิ ารกไ็ ดม คี าํ แนะนาํ ไปยงั สถาบนั การศกึ ษาตา งๆ ถงึ แนวทางการรบั นอ งทจี่ ะไมส รา งปญ หา / ตอ จากนผ้ี เู กยี่ วขอ งคงตอ งวางแผน
และหาแนวทางการแกไ ขปญ หาระยะยาว / เพราะไมว า จะเปน รนุ พรี่ นุ นอ งตา งกเ็ ปน ทรพั ยากรบคุ คลของประเทศ”
คําตอบ
โครงสรา งของทรรศนะน้ี คอื ทม่ี า ขอสรปุ (สังเกตจากหนาเพราะมกั เปนขอ สรปุ ) และขอสนับสนุน ตามลําดับ
ประเภทของทรรศนะ คือ นโยบายและขอ เทจ็ จริง
ปจ จัยท่ที ําใหเกิดทรรศนะ คอื ประสบการณ

64 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

นอ งๆ สามารถศกึ ษาเพม่ิ เตมิ ไดท ่ี
Tag : สอนศาสตร, ภาษาไทย, ทรรศนะ, โตแยง, โนมนา วใจ, ความคิดเห็น

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
19 ทรรศนะ โตแยง โนม นาวใจ
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch6-1

• ความคดิ กับภาษา : การแสดงทรรศนะ
ตอนที่ 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch6-2

• ความคิดกับภาษา : การแสดงทรรศนะ
ตอนท่ี 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch6-3

• ความคดิ กับภาษา : การแสดงทรรศนะ
ตอนท่ี 3
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch6-4

บนั ทกึ ชว ยจํา

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 65

บทที7่

การโตแยง

การโตแ ยง คอื การแสดงความคดิ เหน็ (ทรรศนะ) ทแี่ ตกตา งระหวา งสองฝา ย โดยการพยายามเปลยี่ นความเชอื่ และทศั นคติ
ของผูอน่ื โดยใชขอมูล สถติ ิ หลกั ฐาน เหตผุ ล และทรรศนะของผูร ู มาอา งอิง เพอื่ สนับสนนุ ทรรศนะของตนและคดั คา นทรรศนะของ
อกี ฝายหนงึ่ การโตแยงอาจยุติลงไดโดยการตัดสินหรือการวินจิ ฉัยของบุคคลทโี่ ตแยง

ขอ พงึ ระวงั นอ งๆ การโตแ ยง ไมใ ชก ารเถยี ง เพราะการโตแ ยง จะตอ งใชข อ มลู อา งองิ และการโตเ ถยี งไมไ ดใ ชเ นน ความรสู กึ
และอารมณอยา งเดยี ว

โครงสรางการโตแ ยง ประกอบดว ย
1. ขอ สรปุ
2. เหตผุ ล (ผลสนบั สนนุ )
หัวขอและเน้ือหาของการโตแยง
หัวขอและเน้ือหาที่เราจะตั้งแลวนํามาโตแยง ไมจํากัดขอบเขตแตส่ิงแรกท่ีควรคํานึงก็คือ การกําหนดขอบเขตใหชัดเจนวา
จะโตแ ยง ดวยหัวขอใดและมีประเด็นอะไรท่นี ํามาพิจารณาบา ง
กระบวนการโตแ ยง
1. การต้ังประเด็นการโตแ ยง หมายถงึ คาํ ถามท่กี อใหเกดิ การโตแ ยง โดยคกู รณจี ะเสนอคําตอบตอคําถามไปตามทรรศนะ
ของตน โดยปกติคําตอบที่เราจะไดก็แตกตางกันไป ขอสําคัญในการโตแยงจําเปนตองรูจักต้ังประเด็นโตแยง เพ่ือไมใหโตแยงกัน
นอกกรอบ ซึ่งการตั้งประเด็นการโตแ ยง แบงออกเปน 3 ประเภท ดังน้ี

- การโตแยง เกย่ี วกับขอ เสนอเพ่ือใหเ ปลย่ี นแปลงสภาพเดมิ จะเปน ประเด็นทเี่ กย่ี วกบั สภาพเดิมหรือสภาพที่เปน
อยู มขี อ เสียหายหรอื ไม อยา งใด

- การโตแ ยง เกยี่ วกบั ขอ เทจ็ จรงิ มกั จะเปน ประเดน็ เนน ในเรอ่ื งของความหนกั แนน ของเนอื้ หาหลกั ฐานทม่ี ขี อ พสิ จู น
และถกู ตองชัดเจนเพยี งไร

- การโตแ ยงเกี่ยวกับคณุ คา มกั จะขึ้นอยกู ับความรูสึกสว นตวั ไมอ าจกําหนดประเดน็ ทแ่ี นนอนได

2. การนยิ ามคําสําคัญท่ีอยใู นประเด็นโตแ ยง คือ การกาํ หนดความหมายของคาํ ตางๆ เพอื่ กอใหค วามเขา ใจตรงกันนัน่ เอง

การโตแยงก็ยอมจะไปในทิศทางเดียวกัน อาจจะนิยามตามพจนานุกรม คําอธิบายของผูรูที่เขียนไวเปนลายลักษณอักษร การ
เปรยี บเทียบ หรือการยกตัวอยา งก็ได

3. การคนหาและการเรยี บเรยี งขอสนับสนนุ ทรรศนะของตน คือ การหาขอ สนบั สนนุ ดว ยเอกสาร หลักฐานมาเพิม่ นํ้าหนกั
ของเหตุผลทจ่ี ะโตแ ยง

4. การชีใ้ หเหน็ จุดออนของฝายตรงขา ม คือ การชแี้ จงจุดบกพรองในการโตแยงของฝายตรงขา ม ซ่ึงสามารถทําไดห ลาย
วธิ ี เชน ชใี้ หเ หน็ ถงึ การกาํ หนดนยิ ามทแี่ คบ ไมร ดั กมุ ขอ มลู ไมม นี า้ํ หนกั และเหตผุ ลทเ่ี พยี งพอ หรอื เปน แหลง ขอ มลู ทไ่ี มน า เชอื่ ถอื และ
การนาํ เสนอขอ มูลในการโตแ ยง ไมชัดเจนและไมตองตามประเดน็

66 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

การวนิ จิ ฉัยเพ่อื การโตแ ยง มี 2 วธิ ี

1. พจิ ารณาเฉพาะเนือ้ หาสาระที่แตล ะฝา ยนํามาโตแยง กัน เชน การตัดสนิ คดแี ละการโตว าที
2. วนิ จิ ฉัยโดยใชด ลุ พินจิ ของตนประกอบดวย เชน การลงมติ ิในท่ปี ระชมุ การเลือกตงั้
ขอ ระวังในการโตแยง

1. ผูโ ตแยง ควรหลีกเลยี่ งการใชอารมณ
2. ผโู ตแยงควรมีมารยาทในการใชภ าษา ทงั้ วัจนภาษาและอวัจนภาษา
3. ผูโตแยงควรรูจักเลือกประเด็นในการโตแยงอยางสรางสรรค หรือไมเมื่อโตแยงกันแลวไมกอใหเกิดประโยชน และ
บางประเด็นโตแ ยง ไมไ ดเ พราะกระทบกระเทอื นผอู ืน่

กลวธิ ีการใชภ าษา

ภาษาในการโตแยง เราจะสามารถสังเกตไดจากคําสันธานที่เช่ือมใจความขัดแยงกัน ไดแกคําวา แต แตวา ถึง…ก็
กวา…ก็ เชน

เรอื่ งท่คี ุณเสนอก็นาสนใจ แตมันเปนเรือ่ งทไ่ี มน า จะเปน ไปได
ถึงเขาจะสวยสกั แคไ หน ฉันกไ็ มสนใจเขาแลว
กวา คุณจะออกแบบเสร็จ โครงการของเรากห็ มดอายุสัญญาพอดี
กลวิธีการนําเสนอ การโตแยงน้ันจะนําเสนออยางมีเหตุผลและนุมนวล จะไมแสดงกิริยาอาการที่รุนแรง ใชคําหยาบคาย
หรอื ใชค ําทแี่ สดงวาเปน การขัดแยง อยา งชัดเจน เชน

เรือ่ งส้ันของคุณนาสนใจมาก แตค ุณควรปรบั แกบ างขอ ความท่ียงั ไมส มจรงิ
ความคิดของคณุ คอ นขางทันสมยั แตเราจะมีบุคลากรทีจ่ ะปฏิบัติงานไดเ พยี งพอกบั วิทยาการหรือไม
ท่คี ุณพูดมานนั้ ดิฉันเหน็ ดวยกบั หลกั การ แตค ดิ วาจะดาํ เนินการไดย าก
ผมไมเหน็ ดว ยกับคณุ เรื่องท่ีคณุ นาํ มาเสนอนน้ั ยังไมม เี หตผุ ลพอ
เกบ็ ความคดิ ของคุณไวก อน แลวไปหาขอมลู และหลักฐานมาใหเพียงกอนนําเสนอ
กลวิธีการต้ังประเด็นการโตแ ย ง การตั้งประเด็นโตแ ยง จะไมต ้ังประเด็นท่ีวิทยาศาสตรพ ิสูจนแ ลว และตอ งต้ังประเด็น
โตแ ยง อยา งสรา งสรรค
การสรา งชาตดิ วยปญ ญาสําคญั กวา การพฒั นาดว ยคณุ ธรรม
การจํากดั เขตการประเวณี ชว ยแกป ญหาการคา มนษุ ยไดจรงิ หรอื
การใชป ุยเคมีดกี วาปยุ ธรรมชาติ
เดก็ ทารกควรด่ืมนมแมมากกวานมผง

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 67

แนวการทําขอสอบเร่ืองการโตแ ยง

ขอสอบเรื่องการโตแยง นับไดวาเปนขอสอบท่ีนองๆ จะสามารถทําคะแนนได เพราะขอสอบเร่ืองน้ีไมไดออกยุงยาก
ซบั ซอ น แตนองๆ อยา ลมื ขอ สาํ คัญเพยี งวา “การโตแยง ไมใ ชก ารโตเ ถียง” ซง่ึ วิธีการจําใหจาํ เปน หลกั การดงั นี้

“ต้ังประเด็นอยา งสรางสรรค โตแยง กันดว ยเหตุผล ไมน ําอารมณมาเกยี่ วของ และขอมลู ตอ งหนกั แนนชัดเจน”
หากจําวธิ กี ารไดอ ยา งแมนยาํ แลว ลองพจิ ารณาตวั อยางขอ สอบเพ่ือเปน แนวทางตอไป
ตวั อยางที่ 1 ขอ ใดเปน ประเดน็ การโตแ ยง
1. รัฐบาลควรมีนโยบายถาวรท่ีจะแกวกิ ฤตกิ ารณข าดแคลนนํา้ บา งไหม
2. รฐั บาลและประชาชนควรรว มมอื กันบริหารการใชน ้ําอยา งไร
3. ปญ หาการขาดแคลนนํา้ เกดิ จากการนําไปใชผลติ ไฟฟามากเกินไปหรือไม
4. ภาวะเศรษฐกจิ ในปจจบุ ันทําใหความตองการใชก ระแสไฟฟา ลดลงเพยี งใด
คาํ ตอบ ขอ 3. เพราะ ปญ หาการขาดแคลนน้าํ เกดิ จากการนาํ ไปใชผ ลติ ไฟฟามากเกินไปหรือไม เปน ประเด็นในการโตแ ยง
เพราะสามารถเสนอแนะหรือคาํ ตอบไดมากกวาหนงึ่ แนวทาง อกี ท้งั ใหสงั เกตคําวา “หรือไม” เปนสําคญั แตตวั เลอื กอืน่ เปน การต้งั
คาํ ถามเพอ่ื คาํ ถามอยางเฉพาะเจาะจงสังเกตจากคาํ วา “ไหม อยางไร เพียงใด” จงึ ไมเ ปนการตั้งประเด็นเพอื่ การโตแ ยง
ตัวอยา งที่ 2
“คําวา ทูล ในทลู เกลาทูลกระหมอมนั้น พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถานกําหนดใหใ ช ทลู พระวรวงศเ ธอกรมหมื่นพิทย
ลาภพฤฒิยากร รับส่งั วา โบราณใช ทนู เกลา ทูนกระหมอมเพราะ หมายถงึ ยกขนึ้ ทนู หวั สว น ทลู ภาษาเขมร แปลวา บอก ความหมาย
ไมเ ขากัน จึงไมจ าํ เปนตองยืมมาใชใ นกรณีน้ี อยา งไรก็ตามคณะรัฐมนตรีมีมติใหใ ชตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน จึงตอ งใช
ทลู เกลาทูลกระหมอ มถวาย”
จากขอ ความขา งตนน้ี ประเดน็ ทีส่ ําคัญทสี่ ดุ ในการโตแ ยงคอื อะไร
1. คาํ ราชาศพั ทบ างคําท่ีใชอยูใ นปจ จบุ นั ถูกตอ งหรอื ไม
2. เราควรยืมคาํ ภาษาเขมรมาใชเ ปน คาํ ราชาศัพทหรือไม
3. เราควรยดึ หลกั โบราณในการใชคาํ ราชาศัพทหรอื ไม
4. พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถานถกู ตอ งเสมอหรือไม
คาํ ตอบ ขอ 1. เพราะมีความเหน็ ไมต รงกนั ระหวางของคนโบราณกับคาํ บางคําทบ่ี งั คับใชใ นพจนานุกรม อีกทงั้ ขอ 1. ยัง
เปนการตัง้ ประเดน็ ในการโตแยงอยา งสรา งสรรคอ กี ดว ย

68 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

นอ งๆ สามารถศึกษาเพิ่มเตมิ ไดท ี่
Tag : สอนศาสตร, ภาษาไทย, ทรรศนะ, โตแยง, โนมนาวใจ, ความคิดเห็น

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
19 ทรรศนะ โตแยง โนมนา วใจ
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch7-1

• ความคิดกบั ภาษา : การโตแยง ตอนท่ี 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch7-2

• ความคิดกบั ภาษา : การโตแยง ตอนที่ 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch7-3

• ความคดิ กับภาษา : การโตแ ยง ตอนที่ 3
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch7-4

บนั ทึกชวยจาํ

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 69

บทท8ี่

การโนม นาวใจ

การโนมนาวใจ คอื การสอ่ื สารเพ่อื เปลยี่ นความเชือ่ ทัศนคติ คา นยิ มและการกระทําของผอู ืน่ ดวยวธิ ีการที่เหมาะสม สง ผล
กระทบตอจิตใจของบคุ คลจนเกดิ การยอมรบั และยอมเปลี่ยนแปลงตามท่ผี ูโนม นา วตอ งการ

หลักการโนม นาวใจ คือ การทําใหม นษุ ยเกิดความเชอ่ื เห็นประโยชนข องสงิ่ ที่ผโู นม นา วใจไดชีแ้ จงหรอื ชักนาํ แลว ผูโนม นา ว
ก็จะไดรับผลตามตอ งการ แตถ าผฟู ง ไมค ลอ ยตามแลว การโนมนาวใจยอ มไมสาํ เร็จ

กลวิธกี ารโนม นาวใจ

1. การแสดงใหเ หน็ ถงึ ความนา เชอื่ ถอื ของบคุ คลผโู นม นา วใจ คอื การสอื่ สารทแี่ สดงใหเ หน็ คณุ ลกั ษณะทส่ี าํ คญั 3 ประการ
คอื มคี วามรจู รงิ มคี ุณธรรมและมคี วามปรารถนาดตี อ ผูอ่นื

2. การแสดงใหเ หน็ ถงึ ความหนกั แนน ของเหตผุ ล คอื ผโู นม นา วจะตอ งเชอื่ มนั่ ทแี่ สดงใหเ หน็ วา สง่ิ ทก่ี าํ ลงั โนม นา วมเี หตผุ ล
หนักแนน และมีคุณคา คูควรตอ การยอมรับอยางแทจ ริง

3. การแสดงใหประจักษถึงความรูสึกหรืออารมณรวมกัน คือ การโนมนาวจิตใจของผูท่ีขัดแยงหรือปฏิปกษ เกิดการ
คลอยตามตอส่งิ ท่ีกาํ ลังนําเสนอ

4. การแสดงใหเห็นทางเลือกท้ังดานดีและดานเสีย คือ การเปรียบเทียบใหเห็นขอดีและขอเสีย การเปดโอกาสใหผูที่ตน
โนมนา วใจใชวจิ ารณญาณตดั สนิ เลือก หากผูทเ่ี ราโนม นา วตดั สินเลอื กตามในส่ิงที่เรานําเสนอกถ็ ือวา การโนมนา วใจสมั ฤทธิ์ผล

5. การสรางความหรรษาแกผูรับสาร คือ การโนมนาวเพื่อสรางความหรรษา โดยอาจจะใชวิธีการพูดทีเลนทีจริงหรือพูด
หยอกลอ เพือ่ ผอนคลายความเครียดและสรา งความสนุกสนาน ทัง้ นตี้ อ งข้ึนอยกู ับเวลา สถานที่ และบุคคลดว ย

6. การเราใหเกิดอารมณอยางแรงกลา คือ การตอบสนองตอความรูสึกของมนุษยไมวาจะเปนการดีใจ โกรธแคน กังวล
หวาดกลวั ซง่ึ มนษุ ยม กั จะขาดเหตุผล การโนม นา วยอ มจะเกิดการคลอยตามไดงาย

ภาษาท่ีใชในการโนมนา วใจ
เนื่องจากจุดประสงคสําคัญของการโนมนาว คือ ทําใหผูท่ีเราโนมนาวคลอยตาม ดังนั้นภาษาท่ีใชจะเปนภาษาสุภาพ ไม
หยาบคาย ไมบ งั คบั หรอื แสดงอํานาจแตอ ยางใด แตจะใชน้ําเสยี งทีน่ มุ นวลซ่งึ เปน ลกั ษณะเชิงเสนอแนะ ขอรอ ง วงิ วอน หรอื เรา ใจ
โดยจะใชถ อยคําที่กระชบั รดั กุม เชน คาํ ขวัญ คาํ โฆษณาและคําเชญิ ชวน

ลกั ษณะของสารโนมนา วใจ

1. คาํ เชญิ ชวน สารลกั ษณะนจี้ ะเปน เชงิ วฒั นะ เนน การแนะนาํ ใหช ว ยกนั กระทาํ อยา งใดอยา งหนง่ึ เพอื่ สรา งประโยชนใ หแ ก
สังคม โดยใชกลวิธีชี้ใหผูถูกโนมนาวเกิดความภาคภูมิใจถาปฏิบัติตามคําเชิญชวนมักจะพบในการเขียนคําขวัญ แถลงการณ เพลง
ปลุกใจ บทความปลกุ ใจ หรอื การพดู ในโอกาสตางๆ เชน

70 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

- ทรัพยากรนาํ้ มวี ันหมด ใชทุกหยดอยางรูคุณคา
- รักในหลวง หวงลูกหลาน ชวยกันตานยาเสพติด
- รกั เมืองไทย ชชู าตไิ ทย ทะนุบํารงุ ใหร งุ เรือง สมเปน เมอื งของไทย (เพลงรักเมืองไทย)
2. โฆษณาสนิ คา หรือบริการ เปน สารโนมนาวทมี่ งุ ขายสินคา และบริการ เพอื่ ประโยชนทางธุรกิจ โดยการใชถอยคาํ ที่แปลก
ใหมสะดุดหู สะดดุ ตา มขี นาดขอความสั้น แตมงุ เนน ลักษณะพเิ ศษที่เกินจรงิ เพ่ือสรา งความนา สนใจใหแ กสินคา และบรกิ ารน้ันๆ

 - อารซี จบิ เดยี วจบั ใจ ขวดใหญบาทเดยี ว
- มนิ คิ กุ ก้ี เล็กๆ แตเ รา ใจ
- หานดินกินหญา หา นฟากนิ ยุง
3. โฆษณาชวนเชื่อ เปนการสอ่ื สารท่จี ูงใจใหเ ปลีย่ นความเชื่อของบุคคลจํานวนมากใหเ ปน ไปตามความตองการของตน โดย
ไมค าํ นงึ ความถกู ตอ งและขอ เทจ็ จรงิ การโฆษณาชวนเชอื่ มี 2 ประเภท คอื โฆษณาชวนเชอื่ ทางการคา และการโฆษณาชวนเชอ่ื ทางการ
เมอื ง ซงึ่ เจตนาของสารลกั ษณะนจี้ ะเปนเชงิ หายนะมากกวาวฒั นะ จงึ ควรใชวจิ ารณญาณในการพจิ ารณาสาร โดยมกี ลวธิ ีการสอ่ื สาร
โดยการตราชื่อฝงตรงขา ม มงุ ทีจ่ ะทาํ ลายความเชือ่ ความศรัทธาและปฏิเสธกับความคดิ น้ันๆ มกี ารใชถอยคําท่ีหรหู รา มีอา งบคุ คล
หรือสถาบันตางๆ การทาํ ตัวเหมอื นชาวบา นธรรมดาและการอา งถึงผูมีอทิ ธิพลหรือผทู มี่ ีคนนับถือ เพ่ือเพิ่มความเล่ือมใสศรทั ธาและ
คลอยตามความคดิ ทีน่ ําเสนอนั้นๆ เชน

- ประชาชนตองมากอน
- ไมหว่ันแมวนั มามาก

แนวทางการทาํ ขอ สอบ

เน่ืองจากการทําขอสอบการโนมนาวใจนั้น นองๆ จะตองระวังการเลือกตัวเลือกใหดีเพราะมีความคลายคลึงและใกลเคียง
กนั มาก คาํ บง ชกี้ ไ็ มช ดั เจน ดงั นนั้ การทาํ ขอ สอบตอ งเขา ใจจดุ ประสงคข องการสอ่ื สาร ซง่ึ การโนม นา วนนั้ จะเนน การเชญิ ชวนใหท าํ และ
ใหเชื่อสิง่ ตา งๆ โดยใชถ อยคําทมี่ ีผลตอ ความรูสกึ ของมนุษย

กลวิธีการจาํ คือ “เชิญชวนใหท ํา ยํ้าคําใหความคิด ฟง สะกิดใจสะดุดห”ู ดงั ตัวอยางตอ ไปนี้
- “อานหนงั สอื วนั ละหนา และเพิม่ คณุ คาแกช วี ิต” เปน การโนมนาวใจใหท าํ ตาม
- “การฝกโยคะสามารถชว ยใหผอนคลาย รกั ษา สรางความแข็งแรง ยดื เสน ยดื สาย ระบบกระดกู กลามเน้อื กลาม

เน้ือหัวใจ ระบบการยอยอาหาร และระบบประสาท ผลทางดานจิตใจ การฝกทาโยคะอยางตอเนื่องจะมีผลอยางล้ําลึกตอรางกาย
ภายในโดยทําใหเกิดความมั่นคงทางอารมณ สมาธิ และความม่ันใจ” เปนการใชความหนักแนนของเหตุผลและชี้ชัดถึงประโยชน
สง ผลใหผูรบั สารคลอยตาม

- “ขาววงิ้ ขาวจรงิ ตอ งครมี นางนวล” เปน การใชถ อ ยคาํ ทสี่ ะดดุ หแู ละสะกดิ ใจผรู บั สาร เมอื่ เขา ใจหลกั การเรยี บรอ ย
แลว มาประลองสมองวิเคราะหตัวอยางขอ สอบกันเลย

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 71

ตวั อยา งที่ 1 การใชภาษาโนมนาวใจขอใดไมส มเหตสุ มผล
1. ยางรถยนตทล่ี าํ้ หนา ทางเทคโนโลยเี พ่อื ความปลอดภยั
2. สระวายนา้ํ ระบบไรท อ ไรก ารรวั่ ซึมชว ยชะลอวัย
3. อาหารสดสะอาดดว ยคุณภาพทคี่ ดั สรรอยางพถิ ีพิถนั
4. สมั ผสั ธรรมชาติอยางใกลช ดิ ดว ยเสนหแ หง บา นสวนชายนา้ํ
คําตอบ ขอ 2. เพราะ สระวายนา้ํ ระบบไรท อ ไรก ารรวั่ ซึมชว ยชะลอวยั ไมส มเหตุสมผล
ตัวอยา งท่ี 2 ขอ ใดไมมคี วามหมายในทํานองเชญิ ชวน
1. เลกิ เหลาเขาพรรษา 2. คนไทยตองชว ยไทย
3. รกั แมเชือ่ ฟง แม 4. มหัศจรรยวนั กีฬา
คาํ ตอบ ขอ 4. เพราะ มหศั จรรยว นั กฬี า มีลักษณะเปนขอความธรรมดาทไี่ มไ ดใชภ าษาในการเชิญชวนตางจากขอ อื่น ทจี่ ะ
แฝงการเชิญชวนใหทําหรอื ใหค ิดตาม

นองๆ สามารถศกึ ษาเพ่ิมเตมิ ไดท ี่
Tag : สอนศาสตร, ภาษาไทย, ทรรศนะ, โตแยง, โนม นา วใจ, ความคิดเห็น

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
19 ทรรศนะ โตแยง โนม นา วใจ
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch8-1

• ความคิดกบั ภาษา : การโนม นา วใจ ตอนที่ 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch8-2

• ความคดิ กับภาษา : การโนม นาวใจ ตอนที่ 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch8-3

72 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทท่9ี

การอธิบาย บรรยาย พรรณนาและโวหารการเขียน

การอธิบาย บรรยาย พรรณนา

คาํ วา “อธบิ าย บรรยายและพรรณนา” เปน คาํ ทฟี่ ง ดแู ลว มคี วามละมา ยคลา ยคลงึ กนั อยา งยงิ่ จนทาํ ใหน อ งๆ เกดิ ความสบั สน
และวติ กวา ทาํ อยา งไรจะแยกหวั ขอ เหลา นอ้ี อกจากกนั แตแ ทท จี่ รงิ แลว การอธบิ าย บรรยาย และพรรณนา นน้ั เปน งานเขยี นทมี่ ลี กั ษณะ
เฉพาะตัว สามารถสังเกตและแยกออกจากไดงา ย ดงั น้ันเลิกกังวลแลวมาเรยี นรพู รอ มๆ กัน

- การอธบิ าย
คอื การทาํ ใหบ คุ คลอน่ื มคี วามรู ความเขา ใจในเรอ่ื งตา งๆ ทงั้ ทเี่ ปน ความจรงิ ความสมั พนั ธ หรอื ปรากฏการณต า งๆ ทงั้ ทเ่ี ปน
ธรรมชาติหรอื เปนปรากฏการณทางสงั คม
กลวิธีการอธิบาย
1. การอธบิ ายตามลาํ ดบั ขน้ั
ตวั อยาง การทอดไขเจียวใหนา รับประทาน เรมิ่ จากการนาํ น้าํ มันพชื ในกระทะประมาณ 2 ชอนโตะใสใ นไข แลว ตใี หเ ขา กนั จน
เปน เน้ือเดยี วกนั รอใหก ระทะรอ นจึงเอาไขท ต่ี ีเทลงไป กเ็ สรจ็ สรรพพรอ มเสิรฟ
2. การอธบิ ายโดยการใชต ัวอยาง
ตวั อยาง สมนุ ไพรถือเปนหนึ่งแนวทางการใชร กั ษาโรคที่คนไทยนิยมกันมาชา นาน แตการเลือกใชสมนุ ไพรน้นั จะตองคาํ นึง
ความปลอดภัยใหมากข้ึน อีกท้ังหลีกเล่ียงและระมัดระวังผลขางเคียงท่ีอาจเกิดขึ้นได เชน ไขสูง ตัวรอน อาเจียน ปวดทอง หรือ
ทอ งเดนิ อยางรนุ แรง หากมีอาการขา งตนควรหยุดใชและรบี พบแพทย
3. การเปรียบเทยี บความเหมือนและความแตกตาง
ตัวอยาง ดอกกหุ ลาบและดอกทิวลปิ คือดอกไมท ีไ่ ดร ับความนิยมมากทีส่ ุด ในการเลือกซ้อื ดอกไมแ สดงความรัก ซงึ่ ดอกไม
ทั้งสองชนดิ ก็มีความหมายแตกตา งกนั ออกไป ดอกกหุ ลาบ หมายถึง ความรักทีเ่ ด็ดเดี่ยว ทระนง และม่นั คง แตด อกทวิ ลิป หมายถึง
ความใฝฝ น คูรักทสี่ มบูรณแบบ และความรักทีเ่ ปด เผย
4. การชี้สาเหตุและผลลัพธท ่ีสัมพนั ธก ัน
ตัวอยา ง สาเหตุทีท่ าํ ใหเ กดิ ภาวะโลกรอนกเ็ พราะวา กา ซเรือนกระจกทเ่ี พิม่ ขนึ้ จากการทํากจิ กรรมตา งๆ ของมนษุ ย ไมว าจะ
เปน การเผาผลาญถา นหินและเช้อื เพลงิ รวมไปถึงสารเคมีทมี่ สี วนผสมของกาซเรือนกระจกท่ีมนุษยใ ชแ ละอื่นๆ อีกมากมาย จึงทําให
กาซเรือนกระจกเหลานี้ลอยข้ึนไปรวมตัวกันอยูบนช้ันบรรยากาศของโลก ทําใหรังสีของดวงอาทิตยที่ควรจะสะทอนกลับออกไปใน
ปรมิ าณทีเ่ หมาะสม กลับถกู กา ซเรอื นกระจกเหลา นกี้ ักเกบ็ ไว ทําใหอ ุณหภูมขิ องโลกคอ ยๆ สูงขึ้นจากเดิม
5. การนยิ าม
ตัวอยาง คุณธรรม หมายถึง คุณสมบัติฝายดีโดยสวนเดียว เปนท่ีต้ังหรือเปนประโยชนแกสันติภาพหรือสันติสุขจึงเปนท่ี
ตองการของมนุษย

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 73

- การบรรยาย
คือ การเลาเรื่องหรือการกลาวถึงเหตุการณท่ีตอเนื่องกัน โดยช้ีใหเห็นฉากหรือสถานที่ที่เกิดเหตุการณ สาเหตุที่กอใหเกิด
เหตกุ ารณ สภาพแวดลอ ม บคุ คลทเ่ี กย่ี วขอ งตลอดจนผลทเี่ กดิ จากเหตกุ ารณน น้ั การบรรยายจะชใ้ี หเ หน็ วา ใครทาํ อะไร ทไี่ หน อยา งไร
เพื่ออะไรและผลที่ตามมาเปนอยางไร เชน นิทาน เรื่องสมมติ เรื่องสั้น เร่ืองท่ีมีการเลาประวัติศาสตรหรือความเปนมาของสิ่งใด
ส่งิ หนึง่
กลวธิ กี ารบรรยาย
1. บรรยายใหครบวา ใคร ทาํ อะไร ทไ่ี หน อยา งไร เพอื่ อะไร
2. บรรยายเหตกุ ารณต ามลาํ ดบั ของเวลาทเี่ ปน จรงิ เชน การบรรยายถงึ ชวี ติ การเรยี น ผบู รรยายอาจเรม่ิ ตน โดยการเขา เรยี น
ครง้ั แรกของตน การเปลย่ี นระดบั การเรยี นในแตล ะชว งชน้ั ชว งชวี ติ การเตรยี มของนกั เรยี น ม.6 การเขา เรยี นในระดบั อดุ มศกึ ษา และ
ดาํ เนนิ เร่ืองเรอื่ ยมาจนถงึ การรบั ปริญญาบตั ร
3. บรรยายโดยการสลับเหตุการณ กลาวคือเร่มิ ตน จากเหตกุ ารณตอนสดุ ทายของเร่อื งแลว ยอ นกลับไปถงึ เหตุการณเ ร่ิมตน
หรอื อาจจะสลับสับเปลย่ี นกันอยา งไรก็ได ทง้ั นก้ี เ็ พราะสรา งความนา สนใจใหแ กผ อู าน แตตอ งไมส รา งความสับสนใหผอู าน
4. เลอื กเฉพาะเหตกุ ารณท สี่ าํ คญั ทส่ี ง ผลเกย่ี วเนอื่ งถงึ เหตกุ ารณอ นื่ ๆ เทา นนั้ มาบรรยาย ผเู ขยี นเลอื กเลา เฉพาะสว นทสี่ าํ คญั
จรงิ ๆ เพ่ือไมใ หผูอานเกิดความนา เบอ่ื
5. เลอื กใชวธิ อี ่นื ๆ แทรกในการบรรยายหรือการเลา
- การพรรณนา
คอื การใหร ายละเอยี ดของสิ่งใดสิ่งหนงึ่ โดยใชส ํานวนภาษาและกลวธิ ที ที่ าํ ใหผอู า นเกิดจินตภาพอยา งชดั เจน อกี ทั้งทําให
เกิดความรสู ึกหรืออารมณรวม
กลวธิ กี ารพรรณนา
1. แยกสวนประกอบ การพรรณนาถึงส่ิงใดสงิ่ หนงึ่ โดยแยกสวนประกอบใหแจม แจง และใหเห็นวา แตละสวนจะเสริมซง่ึ กนั
และกันอยางไร เชน การพรรณนาถึงดอกกหุ ลาบ เรากจ็ ะแยกสว นประกอบตางๆ เปน สแี ละลกั ษณะกลีบดอก กา น ใบ และความงาม
ตางๆ
2. ช้ีลักษณะเดน ส่ิงที่เราจะพรรณนานั้นปกติเราจะตองกลาวถึงลักษณะเดนกอนเสมอ เชน เราจะพูดถึงส่ิงแรกที่เราจะ
พดู เรื่องตลาดกพ็ ูดแมคา และพอ คา กอ นเสมอ
3. การใชถ อ ยคาํ ผพู รรณนาจะตอ งรจู กั คาํ มากพอและตอ งรจู กั เลอื กใชถ อ ยคาํ ทเ่ี หมาะสมทง้ั เสยี งและความหมาย เพอื่ ทาํ ให
เกิดมโนภาพและความรูสึกสะเทือนอารมณ เชน ภายใตความมืดของผืนฟา ยังคงมีดวงดาราดวงนอยใหญประกายแสงจรัสแจง
มนตราแหง ดวงดาวที่พราวระยบิ ระยับจงึ กอ ตวั รวมกลุมกัน ประดุจทะเลแหง ความงามท่เี ตมิ แตม สสี นั บนคา่ํ คืนทีม่ ืดมน

ตารางเปรยี บเทียบความแตกตางของการอธบิ าย บรรยาย และพรรณนา

อธิบาย บรรยาย พรรณนา

- มุง ใหเ กิดความเขา ใจ - มงุ เหน็ ภาพอยา งตอเนอื่ ง - มงุ เห็นภาพเฉพาะจดุ
- ใชภ าษานยั ตรง
- ใชภาษานัยตรงและ - ใชโวหารพจน
- ผรู ับสารตีความไดต รงกนั
นยั ประหวดั

- ผูรับสารตคี วามไดตรงกนั

74 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

โวหารการเขียน

นองรูไหมวา งานเขียนท่ีดีผูเขียนตองใชชั้นเชิงการเขียน ท่ีจะแสดงใหเห็นถึงคุณคา ความหมาย ความเหมาะสมของ
ขอความนัน้ ๆ โดยผเู ขยี นจะใชโวหารตา งๆ มาสรา งอารมณ ความรูส กึ หรอื สถานการณตางๆ ใหผอู านเกิดอารมณร วมในการเขียน
ซ่ึงที่ใชโ วหารการเขยี นแบงออกเปน 5 โวหาร ดังน้ี

1. บรรยายโวหาร คือ โวหารท่ีใชเลาเร่ือง หรืออธิบายเร่ืองราวตางๆ ตามลําดับเหตุการณ การเขียนบรรยายโวหาร
จะเขียนอยางชัดเจน เขียนตรงไปตรงมา รวบรัด เนนแตสาระสําคัญไมจําเปนตองมีพลความ หรือความปลีกยอยเสริม
เชน บนั ทกึ จดหมายเหตุ การเขยี นเพ่ือแสดงความคดิ เหน็ ประเภทบทความเชงิ วิจารณ ขาว เปนตน

2. พรรณนาโวหาร มลี กั ษณะคลา ยบรรยายโวหาร แตจ ะมกี ารสอดแทรกหรอื ใสอ ารมณค วามรสู กึ ทที่ าํ ใหเ ราคลอ ยตามดว ย
การพรรณนาโวหารจงึ มุง เนนใหภ าพและเกิดอารมณ จึงมักใชการเลน คํา เลนเสียง ใชภาพพจน แมเ นอ้ื ความท่เี ขียนจะนอยแตเ ต็ม
ไปดวยสาํ นวนโวหารท่ไี พเราะ อานไดรสชาติ

3. เทศนาโวหาร เปน การใชโวหารช้ใี หเ หน็ ถึงคณุ และโทษของสิ่งตา งๆ รวมทัง้ เปนการแนะนาํ สง่ั สอนอยา งมีเหตุผล เพอ่ื
ชักจงู ใหผ ูอ า นคลอยตาม

4. สาธกโวหาร คอื โวหารทม่ี งุ ใหค วามชดั เจน โดยการยกตวั อยา งเพอ่ื อธบิ ายใหแ จม แจง หรอื สนบั สนนุ ความคดิ เหน็ ทเี่ สนอ
ใหหนกั แนน นา เช่ือถอื สาธกโวหารเปน โวหารเสริม บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร

5. อุปมาโวหาร หมายถึง โวหารเปรยี บเทียบ โดยยกตวั อยา ง ส่ิงท่คี ลายคลงึ กนั มาเปรียบเพอ่ื ใหเ กดิ ความชดั เจนดานความ
หมายดา นภาพ และเกดิ อารมณ ความรสู กึ มากยง่ิ ข้นึ กลา วไดวา อปุ มาโวหาร คอื ภาพพจนประเภทอปุ มานนั่ เอง

กลวิธีการจาํ พรรณนา - ใหร ายละเอียด
บรรยาย – เลา เรอื่ ง สาธกโวหาร – ยกตวั อยาง
เทศนา – สัง่ สอน
อปุ มา - เปรยี บเทียบ

แนวการทําขอสอบเร่ือง การบรรยาย การอธิบาย พรรณนาและโวหารการเขียน

เมอื่ อา นเรอื่ ง การบรรยาย อธบิ าย พรรณนาและโวหารการเขยี นจบ นอ งหลายคนคงสบั สนวา ทาํ ไมการเขยี นและโวหารการ
เขยี นคลา ยกนั หรอื แทบจะเหมอื นกนั เลย เวลาทาํ ขอ สอบจะสามารถแยกโจทยแ ละวเิ คราะหค าํ ตอบไดอ ยา งไร ซง่ึ เรอ่ื งนย้ี ง่ิ ไมใ ชเ รอ่ื ง
ขอความขา งตนใชวธิ ีการเขยี นแบบใด
กลวธิ ีการเขยี นท่ผี ูเขียนใชนัน้ จดั เปน กลวธิ ีการเขียนประเภทใด

}ขอ ใดใชวิธกี ารเขียนตา งจากขอ อ่ืน
ยากเลยแมนอ ย เพียงแคเ ราจะตอ งสังเกตคาํ สําคญั (Key word) ที่โจทยตองการบอกใหเ จอเสียกอ น เชน

ขอความนใ้ี ชโวหารตามขอใด หากลวธิ ีการเขียนแบบ
อธิบาย บรรยายและพรรณนา
}ขอ ความตอ ไปนีใ้ ชโ วหารในลักษณะใด
หาโวหารการเขยี น
บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร
สาธกโวหาร เทศนาโวหารและพรรณนาโวหาร

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 75

วิเคราะหแ บบงายคอื หาคาํ วา “วธิ ีการ” และ “โวหาร”เปนหลกั ก็จะสามารถทาํ ขอสอบในขนั้ เบอ้ื งตน ตอมาเราจะมาเรยี นรู
ถงึ วธิ กี ารการทําขอ สอบในเรือ่ งน้ี โดยจะแบง ออกเปน 2 สว นเชน เดมิ คอื กลวิธีการเขียน และโวหารการเขียน

กลวิธีการเขียน

การจะหาความแตกตางของแตละวิธีการเขียนไดน้ัน นองๆ จะตองจับจุดแนวทางในแตละกลวิธีการเขียนใหไดเสียกอน
ถา ยงั จาํ ไมไ ดใ หย อ นกลบั ไปดทู ต่ี ารางเปรยี บเทยี บความแตกตา งของการอธบิ าย บรรยาย และพรรณนา เมอื่ เขา ใจแลว ลองทาํ ขอ สอบ
วัดความเขาใจกนั เลย

ขอ ที่ 1 ขอ ความตอ ไปน้ีใชก ลวิธีการเขียนตรงตามขอ ใด (เรียงตามลาํ ดบั )
1) เม่อื ถึงเทศกาลกนิ เจ รานท่ขี ายอาหารเจจะปก ธงเหลือง 2) “เจ” เปนคําจนี ท่ีแปลวา อุโบสถ แตคาํ วา “เจ” ท่เี ขยี นบนธง
นั้น แปลวาไมมีคาว เขยี นดว ยสีแดง เปน สีแหง มงคล พนื้ สเี หลอื งของธงเปน สขี องผูทรงศลี 3) คนท่กี นิ เจจะไมก ินเนื้อสตั วและจะ
ถอื ศีลตลอดเทศกาล
1. การบรรยาย การอธิบาย และการบรรยาย
2. การบรรยาย การพรรณนา และการอธิบาย
3. การอธิบาย การอธบิ าย และการบรรยาย
4. การอธิบาย การพรรณนา และการอธิบาย
คาํ ตอบ ขอ 1. เพราะ ขอความสวนท่ี 1 และ 3 เปน การเลา เร่ือง จึงเปนการบรรยาย
สว นขอ 4. เปน การนยิ ามความหมาย จึงเปน การอธบิ าย
ขอท่ี 2 ขอ ความตอ ไปน้ี ใชกลวิธกี ารเขียนประเภทใด
“แมเทคโนโลยใี นปจจบุ ัน ไมว า จะเปนคอมพวิ เตอร โทรศพั ทมือถอื จานดาวเทียม ผูดอยโอกาสก็ยังไมไดส ัมผสั กบั ความทนั
สมยั เหลานน้ั เพราะฉะนน้ั พวกเขาจงึ ไมร หู รอกวา คอมพิวเตอรรปู รา งหนา ตาเปนอยางไร สงั คมไมเคยเปด โอกาสใหเขาเรยี นรู สงั คม
ไดแ ตบ บี ใหว ถิ ชี ีวิตของเขามีทางเลอื กนอ ยลง ตอ งดิ้นรนทาํ มาหากนิ เพ่ือหาเงนิ มาเลย้ี งชีวิตใหรอดไปวันหนึ่งๆ เทานัน้ เพราะฉะน้ัน
อยาวาแตโอกาสทพ่ี วกเขาจะกา วใหทนั เทคโนโลยีเลย โอกาสทจี่ ะใหพวกเขาเขา ไปสัมผสั น้ัน ยงั มีคาความเปน ไปไดเทากบั ศนู ย”
1. บรรยายและอธบิ าย
2. บรรยายและพรรณนา
3. อธิบายและพรรณนา
4. บรรยาย อธิบาย และพรรณนา
คาํ ตอบ ขอ 2. เพราะผูใชก ารบรรยายเปนสว นใหญ สวนที่เปนพรรณนา – สังคมท่ีไมเคยเปด โอกาสใหเขาเรียนรู สังคมได
แตบ บี ใหวิถชี วี ติ ของเขามที างเลอื กนอ ยลง ตองด้ินรนทํามาหากนิ เพอื่ หาเงนิ มาเลยี้ งชีวิตใหรอดไปวนั หน่ึงๆ เทา นัน้
โวหารการเขยี น การทาํ สอบเร่ืองโวหารการเขียนบางคร้งั ขอสอบอาจจะหลอกใหเ ราสับสน โดยการนําเร่อื งทใี่ ชโ วหารที่
คลา ยกนั ออกมาขอ สอบ ดงั นน้ั เราตอ งสงั เกตถอ ยคาํ หรอื ลกั ษณะของโวหารนน้ั ดงั ทสี่ รปุ ไวใ นกรอบกลวธิ กี ารจาํ เพอ่ื ตรวจสอบความ
เขาใจนองๆ ลองพจิ ารณาขอ ความทใ่ี หตอ ไปนีว้ าเปนโวหารชนิดใด
1. งานที่ออกมาแลวไมไดผลดีเทาที่ควร ถาจะวิเคราะหปญหาออกมา ก็อาจทําใหทราบวาตีเหล็กผิดจังหวะ เพราะวายัง
ไมรอนพอหรอื รอนแลวแตต ชี าไป เหล็กเย็นกอ นงานเสร็จกเ็ ปน บทเรยี นวา ครงั้ ตอไปทาํ งานใหเรว็ และดกี วาเดิม (คาํ ตอบ คอื เทศนา
โวหาร)
2. บนเสน ถนนของเมอื งฟา อมร ฉันคือหนึ่งคนทอี่ ยู ณ ทีแ่ หงน้ี และฉันคอื หนึง่ คนทเ่ี ดนิ ตามไลล าความฝน การเดินทาง ณ
ท่แี หงนที้ าํ ใหฉันไดเ รยี นรูและตอสกู บั ชวี ิตทกุ รปู แบบ ชีวิตทจี่ ะตอ งอาศยั ความอดทนอยางยง่ิ ยวด จงึ จะผานพนสง่ิ เลวรา ยไปได ส่งิ
เลวรา ยท่สี ุดคือ “การเปน พลเมืองชั้น 2” (คําตอบ คือ บรรยายโวหาร)

76 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

3. ฉนั อยากใหมันเปนคนจรงิ ๆ ฉนั จะตอ งกลับบานใหไ ด เขาคดิ พลางเหมอมองดูยอดสนของหมบู า น หาดเส้ียวเห็นอยไู ม
ไกล ดวงอาทติ ยส ีแดงเขมกําลงั คลอยลงเหนอื ยอดไมทางทิศตะวันตก (คาํ ตอบ คอื พรรณนาโวหาร)

4. การเปนนักเรียนที่ดีไดน้ัน ไมไดดีเพียงรูปลักษณภายนอกที่งดงามดูดีเทาน้ัน หากแตตองพัฒนาตนเองในทุกส่ิง ไดแก
การแตงกาย การมสี มั มาคารวะ การต้ังใจเรยี น มีความซอ่ื สตั ย รกั และเคารพสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย (คําตอบ คือ สาธก
โวหาร)

5. การท่ีเราทุกคนจะประสบความสําเร็จไดน้นั เราจะตอ งมีความเพยี รพยายามเปนสําคัญ เยยี่ งพระมหาชนกท่วี า ยนํา้ ขา ม
สมุทร แมจ ะแลไมเหน็ ฝงกต็ าม (คาํ ตอบ คอื อุปมาโวหาร)

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 77

บทท่ี10

การอานจบั ใจความ

“การอา นจบั ใจความ” คอื หนงึ่ สาระทม่ี กั ออกขอ สอบอยเู สมอ แตไ มม กี ารเรยี นการสอนสาระนอ้ี ยา งชดั เจนหรอื อาจจะไมไ ดเ รยี น
เลย ดว ยเหตนุ จี้ งึ ทาํ ใหเ กดิ คาํ ถามทวี่ า ไมเ รยี นแลว จะออกขอ สอบทาํ ไม คาํ ตอบคอื การอา นจบั ใจความนน้ั เปน ทกั ษะเฉพาะตวั ทนี่ กั เรยี น
ทกุ คนพงึ มี ผทู ม่ี คี วามสามารถอา นจบั ใจความไดถ กู ตอ งและแมน ยาํ ไดน นั้ จะตอ งเปน ผอู า นหนงั สอื เกง และอา นหนงั สอื ไดแ ตกฉาน

ใจความสาํ คญั เปน ดง่ั กญุ แจทจ่ี ะไขประตสู คู วามสาํ เรจ็ ในการอา น จะทาํ ใหผ อู า นมคี วามเขา ใจและลกึ ซง้ึ ในเนอื้ หานน้ั ๆ เพราะ
เปน ขอ ความทสี่ าํ คญั และเดน ทส่ี ดุ ในยอ หนา เปน แกน ของยอ หนา ทสี่ ามารถครอบคลมุ เนอ้ื ความในประโยคอน่ื ๆ

ใจความรอง (พลความ) หมายถงึ ใจความหรือประโยคทข่ี ยายความประโยคใจความสําคญั เปน ใจความสนบั สนุนใจความ
สําคญั ใหช ดั เจนขน้ึ อาจเปนการอธบิ ายใหร ายละเอยี ด ใหค าํ จาํ กัดความ ยกตัวอยา ง เปรียบเทยี บ หรือแสดงเหตผุ ลอยา งถถี่ วน เพ่ือ
สนับสนนุ ความคดิ สว นทีม่ ิใชใจความสาํ คัญ

แนวทางการอานจับใจความ

1. ต้ังจุดมุงหมายในการอานไดชัดเจน เชน อานเพื่อหาความรู เพื่อความเพลิดเพลิน หรือเพ่ือบอกเจตนาของผูเขียน
เพราะจะเปน แนวทางกาํ หนดการอา นไดอยา งเหมาะสม และจบั ใจความหรือคาํ ตอบไดรวดเรว็ ย่งิ ขน้ึ

2. สํารวจสวนประกอบของหนังสืออยางคราวๆ เชน ช่ือเร่ือง คํานํา สารบัญ คําช้ีแจงการใชหนังสือ ภาคผนวก ฯลฯ
เพราะสว นประกอบของหนงั สือจะทาํ ใหเ กดิ ความเขาใจเก่ยี วกบั เร่ืองหรอื หนงั สือท่อี า นไดกวา งขวางและรวดเร็ว

3. ทําความเขาใจลักษณะของหนังสือวาประเภทใด เชน สารคดี ตํารา บทความ ฯลฯ ซึ่งจะชวยใหมีแนวทางอานจับใจ
ความสําคญั ไดงาย

4. ใชความสามารถทางภาษาในดานการแปลความหมายของคํา ประโยค และขอความตา งๆ อยา งถกู ตองรวดเร็ว
5. ใชป ระสบการณห รอื ภมู หิ ลงั เกยี่ วกบั เรอ่ื งทอี่ า นมาประกอบ จะทาํ ความเขา ใจและจบั ใจความทอ่ี า นไดง า ยและรวดเรว็ ขนึ้

ข้ันตอนการอานจับใจความ
1. อานผานๆ โดยตลอด เพ่ือใหร วู าเร่อื งท่ีอานวาดว ยเร่อื งอะไร จุดใดเปน จดุ สําคัญของเรอื่ ง
2. อา นใหละเอียด เพอื่ ทาํ ความเขา ใจอยางชดั เจน ไมค วรหยุดอานระหวางเร่อื งเพราะจะทาํ ใหความเขาใจไมตดิ ตอกัน
3. อานซ้ําตอนท่ีไมเ ขาใจ และตรวจสอบความเขา ใจบางตอนใหแนน อนถูกตอง
4. เรยี บเรียงใจความสําคญั ของเรอ่ื งดว ยตนเอง

กลวิธีการอานจับใจความสําคัญ

การอา นจบั ใจความเรอ่ื งใดเรอ่ื งหนงึ่ ควรจะเรมิ่ ตน ดว ยการหาใจความสาํ คญั ของแตล ะยอ หนา ใหไ ดเ สยี กอ น เพราะขอ ความ
ยอ หนา หนงึ่ จะมีใจความสาํ คญั ทีผ่ เู ขยี นตอตองการจะเสนอมากที่สดุ เพียงประการเดยี ว หากไดใจความของแตละยอ หนาแลว กน็ าํ มา

78 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

รวบรวมแลว พิจารณารว มกนั กจ็ ะสามารถจับแกน ของเร่ืองหรือแนวคดิ สาํ คัญที่สุดของเรือ่ งไดงายขึน้
ใจความสําคัญในแตละยอ หนา สวนมากมกั จะอยูท ่ีประโยคใดประโยคหนง่ึ โดยมีขอ สังเกต ดงั น้ี
1. ประโยคตอนตนยอหนา เปนจุดท่ีเราสามารถพบใจความสําคัญของแตละยอหนาไดมากท่ีสุดเพราะผูเขียนมักจะบอก

ประเด็นสําคัญไวกอน แลวจึงขยายรายละเอียดเพื่อใหเกิดความชัดเจนภายหลัง
ตวั อยาง

การพดู สนุ ทรพจน เปน การพดู ทเี่ ปน ทางการหรอื ในพธิ กี ารใชภ าษาราชการ หรอื ในพธิ กี ารใชภ าษาราชการ หรอื ภาษามาตรฐาน

หลกั อาจจะมภี าษาถนิ่ ภาษาเฉพาะอาชพี หรอื ภาษาตา งประเทศมาปะปนไดบ า งกแ็ ลว แตก รณใี ชป ระกอบคาํ อธบิ าย ขยายความ และ
ยกตวั อยางเทาทีจ่ ําเปนเทานน้ั คาํ คะนอง คาํ ผวน หรือคําหยาบคาย จะมใี นการกลา วสนุ ทรพจนไมไดเ ลย

(ถวายงานผา นภาษา ของ สมาคมนสิ ติ เกาจุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั )
ใจความสาํ คญั คอื การพดู สนุ ทรพจน เปน การพดู ทเ่ี ปน ทางการหรอื ในพธิ กี ารใชภ าษาราชการ หรอื ในพธิ กี ารใชภ าษาราชการ
หรือภาษามาตรฐานหลกั
2. ประโยคตอนทายยอหนา เปนจุดท่เี ราจะสามารถพบใจความสําคญั รองลงมาจากประโยคตอนตนยอหนา โดยผเู ขียนจะ
บอกรายละเอยี ด หรอื ประเดน็ ยอยมากอน แลว สรุปดว ยประโยคทเี่ ก็บประเด็นสําคญั ไวภ ายหลัง
ตวั อยาง
ครูตองใชก ารสอนอยา งมวี ตั ถุประสงคจากการประเมินและใหแบบทดสอบ ซ่งึ ประเมนิ ตวั เองทีแ่ มนตรงในดา นความเขาใจ
สาระเนื้อหาได เพื่อเปน การเรา จงึ ควรมกี ารทดสอบบอ ยครั้ง นักปรชั ญาสัจนิยมเนนวา การท่คี รใู หร างวลั ความสําเร็จแกผ ูเรยี นแตละ
คนเปน สิง่ สําคัญ เมือ่ ครูรายงานผลสาํ เร็จของนกั เรียน ครตู องเสริมแรงในสิ่งที่ผูเรียนไดเรียนรมู า

(ปรชั ญาการศกึ ษา : ความคดิ พน้ื ฐาน ของ รองศาสตราจารยส มประสงค นว มบญุ ลอื )
ใจความสาํ คญั คอื ครตู อ งเสรมิ แรงในสงิ่ ทผ่ี เู รยี นไดเ รยี นรมู า
3. ประโยคตอนกลางยอ หนา เปน จดุ ทคี่ น หาใจความยากยงิ่ ขนึ้ เพราะจะตอ งพจิ ารณาเปรยี บเทยี บใหไ ดว า สาระสาํ คญั ทสี่ ดุ
อยูท ป่ี ระโยคใด
ตวั อยาง
ขณะนไี้ มวาทานจะอยู ณ ทใ่ี ด ท่ใี นบาน บนรถไฟ รถเมล ในหอ งทาํ งาน บนสถานทรี่ าชการหรอื ท่ีใดกต็ าม ทานจะตองใช
สายตา “อาน” อยูตลอดเวลา ซ่งึ แนละตองยกเวนในกรณีทีท่ านตาบอด เพราะทา นยอ มจะอา นหนงั สือในเลม นไ้ี มไ ดแ น ยกเวน แตจะ
มีใครอา นใหท า นฟง

(ศลิ ปะการอานหนงั สอื ของ ครรชดิ อยตู ลอดเวลา)
ใจความสําคัญ คือ ทานจะตองใชส ายตา “อาน” อยตู ลอดเวลา
4. ไมปรากฏในประโยคใดอยา งชัดเจน อาจอยใู นหลายประโยคหรืออยูรวมๆ ในยอ หนา ซ่งึ ผอู า นจะตอ งสรปุ ออกมาเองวา
นับไดวาเปน การจับใจความสําคญั ทยี่ ากกวาอยา งอ่นื ผูอา นอาจจะใหว ธิ กี ารตง้ั คําถามวา ใคร ทาํ อะไร ทไ่ี หน อยางไร ทาํ ไม ซ่งึ จะ
ทําใหมองเห็นประเด็นทสี่ าํ คญั และพบสว นขยายตางๆ ไดมากขึน้ ดว ย

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 79

ตวั อยาง
เรือลาํ นัน้ แลน ผา นบานเรือนที่คบั คั่งในบรเิ วณอําเภอ แสงไฟฟาฉายออกมาจากโรงสีขา วลาํ นา้ํ กระทบเมล็ดฝนท่ีสาดลงมา
มิรูส้ินสดุ แลดเู หมอื นมา นท่ีทําดว ยน้าํ มากน้ั ไว พอเรือเร่มิ ผานบา นเรือนท่มี อี ยปู ระปรายอยูนอกอาํ เภอ สายลมและสายฝนกก็ ระหนาํ่
ลงมาแรงข้ึนกวาเกา คนโดยสารจํานวนมากทน่ี ัง่ หรอื นอนอยใู นเรอื พากนั ขยบั ตวั เหลยี วซายแลขวามองหนากันอยา งไมส บายใจ พอ
เรอื แลน ตอ มาอกี จะเขา หวั เลย้ี วทเ่ี รยี กวา คงุ สาํ เภา กาํ ลงั แรงของพายกุ ม็ าปะทะเขา กลางลาํ เสยี งคนหวดี รอ ง เสยี งคนตะโกน เสยี ง
เด็กรองจาข้ึนดวยความตกใจ ที่กําลังหลับก็ทะลึ่งตัวข้ึนสุดแรง ทุกคนถลันตัวเขาใสกราบที่มิไดเอียง ทันใดน้ันเรือก็โคลงกลับมาอีก
ขางหนึ่งดวยกําลังถวงสุดเหวี่ยง ทามกลางเสียงรองท่ีฟงไมไดศัพท และเสียงรัวกระด่ิงของนายทาย ซึ่งดึงสายกระด่ิงดวยความ
ตกใจปราศจากสญั ญาณใดๆ และเรอื นน้ั กค็ วาํ่ ลงทนั ที เครอื่ งยนตใ นเรอื คงเดนิ ตอ ไปอกี ครหู นงึ่ สะทา นอยา งแรงแลว กห็ ยดุ เงยี บเหมอื น
หัวใจสตั วที่เตน ตอ สูอยา งแรงเปนครง้ั สุดทายและตองหยุดลงเม่อื ความตายมาถึงตัว

(หลายชีวิต ของ ม.ร.ว. คกึ ฤทธิ์ ปราโมช)
ใจความสําคญั คือ เรือโดยสารถกู พายแุ ลวควา่ํ ลง

การวิเคราะหเจตนาของผูเขียน

ใจความสําคัญท่ีไดจากการอานน้ัน มีความสําคัญกับการตีความหมายและเจตนาของผูเขียนอยางย่ิง เพราะท้ังสองอยาง
เปน ปจ จยั ทเ่ี กอื้ หนนุ กนั และกนั การวเิ คราะหเ จตนาของผเู ขยี นจงึ เปน การวดั ความเขา ใจและวดั ความลกึ ซง้ึ จากสง่ิ ทไ่ี ดอ า นอกี ครงั้ ซงึ่
การวเิ คราะหเ จตนาของผเู ขยี นในขอ สอบนน้ั มวี ธิ กี ารงา ยๆ ดว ยการจดจาํ นยิ ามคาํ ศพั ทเ หลา นใ้ี หแ มน ยาํ กจ็ ะไมเ กดิ ความสบั สนในการ
เลือกคาํ ตอบอยา งแนน อน
เสนอแนะ คือ เสนอ-ย่นื เรอื่ งราวความเห็นเพือ่ ใหท ราบใหพ จิ ารณา หรือใหสั่งการแสดงใหเ ห็น แนะ-ชี้ทางหรือวิธี
การใหร โู ดยตรงหรอื โดยออ ม
เตือนสติ คอื เตือนใหร ตู ัว เตอื นใหไ ดสติ
ส่ังสอน คือ ช้แี จงใหเขา ใจและบอกใหทํา
กําลงั ใจ คอื สภาพของจิตใจท่ีมีความเชอื่ มนั่ และกระตือรอื รน พรอมท่ีจะเผชิญกับเหตกุ ารณทุกอยา ง
ขอรอ ง คอื ขอใหช ว ยเหลือ ขอใหท ําตามที่ขอ

แนวการทําขอสอบจับใจความสําคัญ

การทําขอสอบเรื่องการจับใจความสําคัญ นอกจากที่นองๆ จะตองพยายามคนหาประโยคหรือขอความท่ีมีสาระครอบคลุม
เน้ือหาอื่นๆ แลว นองจะตองใชวิธีการตัดขอความท่ีเปนสวนขยายออกทีละขอความ แตตองระวังมากในขั้นตอนน้ี เม่ือตัดขอความ
เหลา น้ไี ดแลว กจ็ ะเหลือแตสงิ่ ท่เี ปนใจความสาํ คญั ในแตล ะยอหนา ได

สว นทไ่ี มใชใจความสาํ คัญทส่ี งั เกตไดม ีดังน้ี
- คํานิยาม การกําหนดความหมาย
- ขอ เปรียบเทียบตางๆ
- สาํ นวนโวหาร
- ตัวอยา งประกอบ สงั เกตไดจากคําวา “ไดแก”
- คําถามและคําอธบิ ายของผเู ขยี น
- การอา งชื่อบคุ คล
- ยอ หนา พิเศษบางยอ หนามีหนาท่ีเปนสว นขยายความหรอื ตวั อยา งของเรือ่ ง

80 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

ลักษณะของใจความสาํ คัญมขี อ สังเกตดังนี้
- เปนถอ ยคาํ ท่กี ลาวถงึ บอยๆ
- ครอบคลมุ สาระสําคัญไดทง้ั หมด
- มลี ักษณะคลา ยขอ สรุป หรอื ประเด็นท่จี ะเนน ยํ้า
การทําขอสอบจับใจความสําคัญ เปนขอสอบที่วัดการคิดวิเคราะหจากการอานไดอยางดีย่ิง เพราะใครอานเกง หรือ เปน
คนรกั การอา นกจ็ ะทาํ ขอ สอบประเภทนไ้ี ดร วดเรว็ และแมน ยาํ แตถ า ไมม นี สิ ยั รกั การอา นกต็ อ งอาศยั การจดจาํ วธิ กี ารหาขอ สงั เกตของ
การจบั ใจความสาํ คญั ทแี่ นะนาํ ไวข า งตน เมอื่ ไดว ธิ กี ารทาํ ขอ สอบแลว เราลองมาดตู วั อยา งขอ สอบการอา นจบั ใจความสาํ คญั วา จะออก
ขอ สอบในลักษณะใด นองๆ ตองคอ ยๆ พิจารณาอยางถถ่ี ว นจงึ จะไดค ําตอบ
ตัวอยางท่ี 1 ขอ ใดเปน สารของขอความขางตน
ในชีวิตประจําวันใครอยากจะเปรียบเทียบกับใครก็เปรียบได แตมนุษยนั้นควรพอใจในการกระทําดีท่ีสุดของตนเองกับ
สภาพแวดลอ มท่ดี ีรอบตน เทา นก้ี ็มคี วามสุขพอเพียงแลว ไมตองเกรงปมดอยใดๆ
1. ความสขุ อยูทกี่ ารกระทาํ
2. การทาํ งานไมควรเปรยี บเทียบกนั
3. ความสขุ เกิดจากความพอใจของมนษุ ย
4. การเปรยี บเทียบทําใหเกิดปมดอย
คําตอบ ขอ 3. ความสุขเกิดจากความพอใจของมนุษย เพราะเปนขอความท่ีครอบคลุมสาระสําคัญของเน้ือหาไดท้ังหมด
อีกท้งั ถือเปน ขอความทบ่ี ง บอกเจตนาของผเู ขยี นได
ขอความขางตนผเู ขียนมีเจตนาอยางไร (ใชคําถามเดียวกนั กับขอ ทผ่ี านมา)
1. เตอื นใจ 2. เสนอแนะ
3. ใหข อ คดิ 4. ใหก าํ ลงั ใจ
คําตอบ ขอ 3. การใหข อ คิด เพราะเจตนาของผูเขยี นตง้ั ใจที่จะใหขอ คดิ วา ความสุขสามารถเกดิ ข้ึนถาไมมีการเปรียบเทยี บ
ซ่ึงตัวเลือกท่ีอ่ืนจะไมใ ชก ารเขยี นลักษณะนี้
ตัวอยา งท่ี 2 ขอความตอไปน้ีสรปุ ความไดต ามขอใด
ทกุ วนั นอี้ ารยธรรมตา งประเทศหลง่ั ไหลเขา มาประเทศมากท้ังวัตถุนยิ ม คตนิ ยิ ม ความเชื่อ ถา คนไทยออนไหวรบั วฒั นธรรม
ตางประเทศ ความเปน ชาตไิ ทยก็หมดไปเรอ่ื ยๆ คนรุนหลงั จะไมมโี อกาสไดเห็นศลิ ปวัฒนธรรมไทย คนรุนเราจะตองตระหนักสบื ทอด
สานตองานท่บี รรพบุรุษไดสรา งไวอ ยางมหาศาลอยางตอ เน่ือง เพ่ือเปนมรดกทางวัฒนธรรม
1. คนรนุ หลังจะไมไดเหน็ ศิลปวัฒนธรรมไทย ถา คนรุนปจ จุบันยังลุม หลงวฒั นธรรมตางประเทศ
2. อารยธรรมตางประเทศหล่ังไหลเขามามากเพราะคนไทยออ นไหวและเช่อื งาย
3. การรบั วัฒนธรรมตางประเทศทาํ ลายความเปน ชาติไทย
4. คนไทยควรเห็นคุณคาและชว ยกนั สบื สานศิลปวฒั นธรรมไทย
คําตอบ ขอ 4. คนไทยควรเหน็ คุณคา และชวยกันสืบสานศิลปวฒั นธรรมไทย เพราะขอ ความทีผ่ เู ขียนเจตนาจะสอื่ สาร ขอนี้
ถือเปน การหาใจความสําคัญท่ีอยูป ระโยคตอนทา ยยอ หนา
ตวั อยางที่ 3 “แตส ่ิงหนงึ่ ซงึ่ ไทยราวใจเหลอื คอื เลอื ดเน้อื เปนหนอนคอยบอ นไส
บางหากนิ บนนํา้ ตาประชาไทย บา งฝกใฝลทั ธชิ วั่ นากลวั เกรง
ทุกวันน้ีศกึ ไกลยังไมหวง แตห วัน่ ทรวงศกึ ใกลไลขม เหง
ถาคนไทยหันมาฆา กนั เอง จะรองเพลงชาติไทยใหใ ครฟง ”

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 81

ปญ หาสาํ คัญทีก่ ลาวพาดพงิ ไวใ นขอ ความนี้ คอื อะไร
1. ปญหาการศกึ ษา 2. ปญ หาเศรษฐกิจและคา ครองชพี
3. ปญ หาเร่ืองการแตกแยก 4. ปญหาการขดั แยง ทางความคิด
คาํ ตอบ ขอ 3. ปญหาเรือ่ งการแตกแยก

นองๆ สามารถศกึ ษาเพ่ิมเตมิ ไดท ี่
Tag : ภาษาไทย, การอา น, การอานจบั ใจความ, เทคนิคการอา น

• การอา น
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch10-1

• การอา นจับใจความสําคญั 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch10-2

• การอาน ตอนท่ี 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch10-3

บันทกึ ชวยจํา

82 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทท่ี11

ระดับภาษา

เคยสังเกตไหมวา วิถีชวี ติ ของคนไทยต้งั แตอดีตจนกระทงั่ ปจ จบุ นั ยงั ใหค วามสําคัญตอ “ระบบศักดินา” ของแตละบคุ คลอยู
อยา งมไิ ดล ดนอ ยลง สงั คมไทยนนั้ มกี ารแบง ชนชนั้ เชน สามญั ชน เจา นาย เชอ้ื พระวงศญ าตผิ ใู หญ เจา นายหรอื รวมกระทง่ั การตดิ ตอ
ในการดําเนินธุรกิจกับบุคคลท่ีไมรูจัก ระหวางผูสงสารและผูรับสาร เชน เด็กกับผูใหญ เพื่อนสนิทกับคนรูจัก ผูบังคับบัญชากับ
ผใู ตบังคับบญั ชา ภาษาท่ีใชก็จะเปลี่ยนไปตามความสัมพันธด ังกลาว

จากลักษณะของสังคมที่กลา วมาขา งตนนนั้ จึงจําเปน ท่ีจะตองเลือกภาษาใหเหมาะสมกับบุคคล ทําใหเกิดความแตกตา งกัน
ของภาษาท่ีใช เรียกวา “ระดบั ภาษา” หมายถงึ การใชภ าษาใหเ หมาะสมกบั บุคคลและสถานการณ ภาษาในแตละระดบั จะมลี ักษณะ
ถอ ยคาํ สํานวนทีแ่ ตกตา งกันออกไป อันเกิดจากปจ จยั ตางๆ ดังน้ี

1. โอกาสและสถานที่ เชน ทีป่ ระชมุ ตลาด รา นคา ท่ีสาธารณะ ทเ่ี ฉพาะ เหลา น้ีจะมีภาษาทต่ี า งกันออกไป
2. สัมพนั ธภาพระหวางบุคคล คอื ความเก่ยี วของ
3. ลักษณะของเนื้อหา เน้ือหาของสารท่ีจะสงออกไป ถือวามีความสําคัญอยางยิ่ง เพราะสารบางสารอาจไมเหมาะสมกับ
กาลเทศะหรือสถานการณนน้ั ทําใหต องเลอื กระดบั ภาษาของสารใหเ หมาะสม เพื่อการส่อื สารทีส่ มั ฤทธ์ผิ ล
4. สื่อที่ใชสอ่ื สาร ผสู ง สารจะตองรจู ักเลือกภาษาใหเ หมาะสมกบั สอื่ ท่ีใช เชน การเขียนจดหมายสวนตวั กบั จดหมายกิจธุระ
หรอื การพดู คยุ ในวงสนทนากบั การพูดในงานพิธกี าร
การแบง ระดับภาษาในลกั ษณะตา งๆ
1. แบงเปน 2 ระดับ คือ ระดับทางการ (แบบแผน) และระดับที่ไมเปน ทางการ (ไมเปนแบบแผน)
2. แบง เปน 3 ระดับ คือ ระดับพธิ กี าร (แบบแผน) ระดบั กึ่งพิธกี าร (กึง่ แบบแผน) และระดับไมเ ปน พธิ กี าร (ภาษาปาก)
3. แบง เปน 5 ระดับ คอื ระดบั พิธีการ ระดบั ทางการ ระดับก่ึงทางการ ระดับไมเปนทางการ และระดับกันเอง
ตารางแสดงความสมั พนั ธร ะหวา งภาษา

ภาษาระดับท่เี ปนทางการ ภาษาระดบั ที่ไมเ ปน ทางการ
(ภาษาแบบแผน) (ภาษาทีไ่ มเปน แบบแผน)

ภาษาแบบแผน / ภาษาระดบั ภาษาทีไ่ มเปนแบบแผน / ภาษาทไ่ี มเ ปนแบบแผน /
พิธีการ ภาษาระดับทีไ่ มเ ปน พธิ ีการ ภาษาระดับทีไ่ มเปน พธิ ีการ

ภาษาระดบั พธิ กี าร ภาษา ภาษาระดบั ก่งึ ภาษา ภาษา
ระดับทางการ พธิ กี าร ระดับไมเปน ระดับกันเอง
ทางการ

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 83

ลักษณะสําคัญของภาษาแตละระดับ

ภาษาแตละระดบั แบง ระดับความสําคญั ไดดงั ตอไปนี้
1. ภาษาระดับพิธีการ ภาษาระดับน้ีใชสื่อสารในท่ีประชุม ซ่ึงจัดอยางเปนพิธีการ เชน การเปดประชุมรัฐสภา การกลาว
รายงาน การกลาวคาํ ปราศรยั การกลาวคําอวยพร การกลา วสดดุ ี ผูส งสารมักเปน บุคคลสาํ คัญหรอื มีตาํ แหนง สงู ผูร บั สารสว นใหญ
เปนบคุ คลในวงการเดียวกัน สว นใหญผสู งสารเปนผูก ลา วฝายเดียว ไมมกี ารโตต อบ หากจะมกี ารตอบทกี่ ระทําอยางเปน พิธีการ
2. ภาษาระดับทางการ ใชในการบรรยายหรืออภิปรายอยางเปนทางการในการประชุม ใชตอชวงท่ีเปนพิธีการหรือเขียน
ขอความปรากฏตอสาธารณชนอยางเปนทางการ และในหนังสือติดตอราชการ หรือวงการธุรกิจก็จะใชภาษาระดับนี้ ผูสงสารและ
รับสารเปนบุคคลในวงการหรืออาชีพเดียวกัน สัมพันธภาพระหวางท้ังสองฝายจึงเปนไปในดานของธุรกิจและการงาน ภาษาท่ีใชมี
ลักษณะท่ีเจาะจงในดานธุรกิจหรือความรูความคิดท่ีมีความสําคัญเปนที่นาสนใจ เขาสูประเด็นอยางเร็ว อาจมีศัพทเทคนิคหรือศัพท
วิชาการมาปะปนบาง แตถอยคําที่ส้นั กระชบั เพ่ือใหป ระหยัดเวลามากท่สี ดุ ดังนั้นภาษาระดับทางการไมม ีการใชลูกเลน และถอยคาํ ท่ี
แพรวพราว
3. ภาษาระดับกึ่งทางการ ภาษาระดับนี้คลายกับภาษาระดับทางการแตลดความเปนงานเปนการลงไป เพ่ือใหเกิดความ
สมั พนั ธภาพอนั ใกลช ดิ ยง่ิ ขน้ึ ระหวา งผรู บั สารและผสู ง สาร มกั ใชใ นการประชมุ กลมุ ยอ ย หรอื การบรรยายในหอ งเรยี น ขา วและบทความ
ทวั่ ไป ใชภ าษาทีท่ าํ ใหร ูสกึ คุนเคยมากกวา ภาษาในระดบั ทางการ เนื้อหามกั เปนเรอื่ งท่วั ไป การแสดงความคิดเห็นในเชงิ วิชาการหรอื
เชงิ ธรุ กจิ มกี ารใชศ พั ททางวิชาการเทา ทจี่ าํ เปนเทา นนั้
4. ภาษาระดับไมเ ปนทางการ หรือ ระดับสนทนา ภาษาระดับสนทนานี้มกั ใชใ นการสนทนาโตต อบระหวา งบุคคลหรือกลมุ
บคุ คลไมเกิน 4-5 คน ในเวลาและสถานทที่ ีไ่ มเ ปนสวนตวั แมจะเปน บุคคลทีร่ จู ักมกั คุนกต็ าม เชน การเขยี นจดหมายระหวา งเพ่ือน
การรายงานขาว และเสนอบทความในหนังสือพมิ พ เนอ้ื หามกั จะเปน เรอ่ื งท่วั ไป กิจธรุ ะ รวมทัง้ การปรกึ ษาหารอื รว มกัน อีกทัง้ ภาษา
ท่ีใชอ าจจะมีคาํ เฉพาะทใ่ี ชสอ่ื สารเฉพาะกลมุ เทา นน้ั ดวย
5. ภาษาระดบั กนั เอง เปน ภาษาท่ีใชใ นวงจํากดั เชน ในครอบครวั ระหวา งสามีภรรยาหรอื เพอ่ื นสนทิ สถานทีท่ ่ีใชม ักเปน ท่ี
สวนตวั เชน ท่บี าน ในหองที่เปนสวนตัวของตนโดยเฉพาะ เนื้อหาสาระเปน เรอ่ื งทวั่ ไปในการดาํ เนนิ ชีวติ ประจาํ วนั เรื่องกจิ ธุระ ไมม ี
ขอบเขตจํากัด ภาษาระดับน้ีมักใชการพูดจากัน ไมนิยมบันทึกเปนลายลักษณอักษร ยกเวนสํานวนพูดท่ีใชในนวนิยายหรือเรื่องสั้น
บางตอนทต่ี อ งการใหส มจรงิ
ระดับภาษาแตละระดับนั้นไมไดมีการแบงอยางชัดเจนเพราะบางระดับอาจมีการเหล่ือมลํ้ากันได เชน ภาษาระดับทางการ
และภาษาระดบั ก่ึงทางการ บคุ คลแตละบุคคลอาจไมไดใชภาษาทกุ ระดับ แตระดบั ภาษาท่ีเราใชในชีวิตประจาํ วันสว นมาก คอื ระดบั
ก่งึ ทางการและไมเ ปน ทางการ ระดับท่ไี มน ยิ มใชคอื ภาษาระดบั ทางการ การใชภ าษาผดิ ระดบั จะเปนผลเสียตอ การสอ่ื สารอยางยง่ิ

ความแตกตางของลักษณะภาษาระดับตางๆ

1. การเรียบเรียง ลาํ ดบั หรือระเบียบของใจความท่มี คี วามพิถพี ถิ ันตา งกัน ในการเรียบเรยี งแตกตางกัน เชน ระดบั พิธกี าร
และระดบั ทางการ จะมกี ารขดั เกลาบทพดู ไวป ระณตี บรรจง เปน ระเบยี บและไมว กวน ตรงขา มกบั ภาษาระดบั ไมเ ปน ทางการและภาษา
ระดบั กันเองท่ไี มไ ดมกี ารเรยี บเรยี ง เร่ืองราวทพ่ี ดู หรอื นําเสนอกส็ ดุ แลวแตจ ะคดิ ณ ขณะนนั้

2. กลวิธกี ารนําเสนอ ภาษาระดับพิธกี ารและภาษาระดบั ทางการจะนาํ เสนออยางกลางๆ เพราะเปนการสงสารไปยังกลุม
บุคคลในฐานะผูแทนของกลุมหรือในนามตําแหนงไมเจาะจง ภาษาก่ึงทางการหรือภาษาไมเปนทางการ ใชกลวิธีการนําเสนอไมมี
พิธีรตี อง ไมตายตัว และสามารถนาํ เสนอในวธิ กี ารท่ีแปลกใหม เพื่อดึงดดู ความสนใจได

3. ถอ ยคาํ
คาํ ในภาษาไทยสวนใหญล ว นเปน ถอยทบี่ งถงึ ความลดหล่นั ตามระดบั ภาษาตา งๆ ดงั นี้

84 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

ชนิดคํา ระดับพธิ ีการ ระดบั ทางการ ระดับกึ่งทางการ ระดับไมเ ปน ทางการ ระดบั กนั เอง
สรรพนาม ผม กระผม ดฉิ นั หรือขาพเจา ฉนั ผม ดิฉนั อิฉนั กนั เรา หนู
บุรุษที่ 1 หรือคําเรยี กแทนตวั เองและผอู น่ื

สรรพนาม ทา น ทา นท้ังหลาย เออ คุณ ทาน แก ตวั
บรุ ษุ ท่ี 2 โรงภาพยนตร
คํานาม ใบอนุญาตขับขี่ โรงหนงั
รถโดยสารประจําทาง ใบขบั ขี่
ลกั ษณะนาม ดวงตราไปรษณยี  รถเมล
ภาพยนตร แสตมป
กรยิ า พระสงฆ 9 รปู หนงั
กลว ย 4 ผล พระสงฆ 9 องค
กําไล 1 วง กลวย 4 ใบ
เลือ่ ย 1 ปน กําไล 1 อัน
ตาํ รวจ 2 นาย เลื่อย 2 อัน
ถงึ แกกรรม ตาํ รวจ 2 คน
รับประทาน ตาย เสีย สิ้น
ฌาปนกจิ ศพ กิน
หลัง่ น้ําพระพุทธมนต งานศพ
รดนาํ้ สงั ข

ขอ พงึ ระวงั
- คําวิสามานยนาม เชน ชื่อโรงเรียน ช่ือคน ช่ือหนวยงาน ในระดับภาษาทางการข้ึนไปควรใชชื่อเต็ม สวนระดับท่ีลดลง
มาใชย อได
- คาํ วเิ ศษณบางคํา เชน เปรีย้ วจ๊ดี เขียวอ้ือ ดําป ยิม้ แฉง เปนคาํ ภาษาระดบั สนทนาลงไป

แนวการทําขอสอบระดับภาษา

การทาํ ขอสอบระดบั ภาษาน้ัน นอ งๆ จะตองรจู กั หัวใจของระดบั ภาษานน้ั ๆ เสยี กอน จากนัน้ ลองคดิ เปน ภาพของการสื่อสาร
ประกอบดวยกจ็ ะสง ผลดีตอการพิจารณา อันจะทาํ ใหการเลอื กคาํ ตอบมคี วามแมนยาํ มากย่ิงขึ้น ซึง่ มีวธิ ีการดังน้ี

ระดับพิธีการ – งานใหญ สือ่ สารเพยี งฝายเดียว ไมตองการคนตอบและภาษาสละสลวย
ระดบั ทางการ – งานสาํ คญั ภาษาแบบแผนตองสัน้ กระชับเขาใจงา ย
ระดับก่งึ ทางการ – งานท่วั ไป ใชภ าษาเขา ใจงาย เนนเสรมิ สมั พนั ธภาพ
ระดบั ไมเปนทางการ – เนน ติดตอ สื่อสารและคาขาย ภาษาอาจจะมีคําเฉพาะกลมุ
ระดับกันเอง – พูดคุยในชีวิตประจาํ วนั ใชภาษาพูด มีคาํ หยาบ คําแสลง

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 85

เมื่อเขา ใจหัวใจของภาษาแตละระดับภาษาแลว ตอ ไปจะเปน วธิ กี ารสังเกตระดบั ของภาษาขนั้ เบ้ืองตน ดังน้ี
1. อานขอความแลวนึกภาพสถานการณการใชภาษาตามขอความนั้นๆ ถาเห็นภาพชัดเจนก็วิเคราะหลักษณะของภาษา
แตล ะระดบั ไดงายขนึ้
2. หากขอความน้ันเห็นภาพที่ส่ือออกมาไมชัดเจน พิจารณาหาภาษาระดับกันเอง ระดับพิธีการ ระดับทางการ ระดับก่ึง
ทางการ และภาษาไมเปน ทางการตามลําดบั โดยยดึ หัวใจของภาษาแตละระดับเปนสําคญั ประโยชนข องการใหว ิเคราะหร ะดับภาษา
ตามลาํ ดบั ขา งตน นี้ เพราะภาษากันเองและภาษาพธิ ีการ มลี ักษณะทโี่ ดดเดนเฉพาะตัว สังเกตงาย มคี วามแตกตางจากภาษาระดบั
อน่ื มาก สงผลตอการทําขอ สอบไดเ รว็ ขน้ึ
3. ตรวจและพิจารณาตวั เลือกทใี่ กลเคยี งกบั สง่ิ ที่เราวิเคราะหไดม ากท่สี ดุ
ลองฝก ฝนจากตวั อยางขอ สอบระดับภาษา เพื่อสรางความชาํ นาญในการทาํ ขอ สอบ
ตวั อยางท่ี 1 ขอ ใดใชภาษาตางระดับจากขออน่ื
1. ในระบอบประชาธปิ ไตย ประชาชนเปน เจาของอาํ นาจประชาธปิ ไตย
2. ศิลปนแหง ชาตเิ ปนบุคคลผสู รา งสรรคผลงานศลิ ปะอันทรงคณุ คา
3. ผูท่ไี ดร บั เลือกเปนสมาชกิ แหง ราชบณั ฑิตยสถานถือวา ไดร ับการยกยอ งอยา งสงู สดุ
4. พฤติกรรมความเชอื่ เร่อื งฤกษย าม เจา ที่เจาทาง และเคร่อื งตกแตงบา น ในเมอื งไทยดูจะเปนพิธกี ารเพอื่ ตนเอง
คาํ ตอบ ขอ 4. เพราะเปน ภาษาระดบั กนั เอง แตขออ่ืนเปนภาษาระดบั ทางการ สังเกตไดจ ากคําวา เจาที่เจาทาง
ตัวอยา งที่ 2 ขอความตอไปนีใ้ ชภ าษาระดับใด
“คําพดู ” เสยี งท่เี ปลง ออกมางา ยๆ อาจมีผลกระทบตอชีวติ สุขหรือทกุ ข สําเรจ็ หรอื ลม เหลว กาํ หนดไดด วยคําพดู ทกี่ ลนั่ ออก
จากจติ ใจโดยเริ่มตน ดวยทา ทที ีถ่ กู ตอ ง ดีงาม เพอ่ื คาํ พูดทีเ่ ปลงออกมาจะเปนวาทะท่ีสรางสรรคแ ละสรา งเสริม
1. ระดบั พธิ กี าร
2. ระดับทางการ
3. ระดบั ก่งึ ทางการ
4. ระดบั ไมเ ปนทางการ
คาํ ตอบ ขอ 1. เพราะขอ ความขา งตน มกี ารรอ ยเรยี งภาษาไดอ ยา งสละสลวยประณตี ตรงกบั คณุ สมบตั ขิ องภาษาระดบั พธิ กี าร
ตัวอยา งท่ี 3 รายงานทางวิชาการสว นใดใชภาษาไมเ หมาะสม
1) การเขา พกั อาศยั อยกู บั คนในหมบู า นทาํ ใหไ ดเ รยี นรวู ิถชี วี ติ ความเปน อยขู องคนเหลา นน้ั 2) นกั วจิ ยั พบวา ตอ งทาํ ตวั เปน คน
อยไู ดก ินงา ย คลุกคลตี โี มงกับชาวบาน เพือ่ เสรมิ สรา งความสนิทสนมคนุ เคย 3) ปฏิบัติตามกฎระเบียบของหมบู าน เคารพสิทธขิ อง
เจาของพ้นื ที่ 4) ไมท ําสิง่ ที่ขดั แยง กบั ขอปฏบิ ัติของชุมชน และไมลบหลูความเชือ่ ของคนในทองถนิ่
1. สว นท่ี 1 2. สว นที่ 2
3. สว นท่ี 3 4. สว นที่ 4
คาํ ตอบ ขอ 2. เพราะ รายงานทางวชิ าการจะตอ งใชภ าษาระดบั ทางการ แตข อ ความสว นท่ี 2 ใชภ าษาระดบั กนั เอง (ภาษาปาก)
สงั เกตไดจากคําวา อยูไดกนิ งาย และ คลุกคลีตีโมง
ตวั อยางที่ 4 จงเรียงลําดบั ขอความตอไปนีต้ ามระดบั ภาษา โดยเรม่ิ จากภาษาระดับทางการ กงึ่ ทางการ ไมเปน ทางการและ
กันเอง
1. ทําไมผหู ญิงท่มี ีลูกแลวอวน สาเหตุทีค่ นมกั นกึ ไมถ งึ คือแมเสียดายของที่ลกู กนิ เหลือ
2. ผูหญิงท่ปี ลอยใหพงุ พลุย เปนพะโลอ ยา งน้ี นอกจากจะดูไมไ ดแ ลวยังจะตายไวเสียดว ย
3. การประชมุ วชิ าการเรอ่ื งโรคอว นครงั้ นจ้ี ดั ขน้ึ เนอ่ื งจากโรคอว นเปน ปญ หาทางสขุ ภาพทท่ี กุ ประเทศทว่ั โลกกาํ ลงั ประสบอยู
4. การลดนาํ้ หนกั ดวยวธิ ีการงายๆ น้ัน เราจะตองควบคุมอาหารและหลกี เล่ียงอาหารทมี่ ไี ขมันสงู

86 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

1. 4 1 3 2 2. 3 1 2 4
3. 3 4 1 2 4. 4 1 2 3
คําตอบ ขอ 3. เพราะ ขอความท่ี 3 ใชภาษาระดับทางการ
ขอ ความที่ 4 ใชภ าษาระดบั กง่ึ ทางการ
ขอความที่ 1 ใชภ าษาระดบั ไมเปนทางการ
ขอ ความท่ี 2 ใชภ าษาระดบั กนั เอง

นอ งๆ สามารถศึกษาเพม่ิ เติมไดที่
Tag : สอนศาสตร, ภาษาไทย, ระดบั ภาษา, ภาษาราชการ, ภาษาทางการ, ภาษากนั เอง

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
03 ระดบั ภาษา
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch11-1

• ระดับภาษา ตอนท่ี 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch11-2

• ระดบั ภาษา ตอนท่ี 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch11-3

• ระดบั ภาษา ตอนท่ี 3
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch11-4

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 87

บทที่12

ราชาศพั ท

ถา เอย ถงึ คาํ ราชาศพั ท นอ งๆ คงคดิ วา เปน เรอ่ื งทย่ี ากและตอ งจาํ เยอะมากๆ จนบางคนเจอขอ สอบราชาศพั ทแ ลว ไมท าํ เดาขอ สอบ
เลย แตถ า นอ งๆ ลองมาเปลยี่ นวธิ กี ารเรยี นราชาศพั ทแ บบเนน เขา ใจแกน ของสาระกจ็ ะทาํ ใหร าชาศพั ทก ลายเปน เรอื่ งงา ยไดท นั ที

ราชาศพั ท คอื คาํ สภุ าพทใี่ ชใ หเ หมาะสมกบั ฐานะของบคุ คลตา งๆ คาํ ราชาศพั ทเ ปน การกาํ หนดคาํ และภาษาทสี่ ะทอ นใหเ หน็ ถงึ
วฒั นธรรมอนั ดงี ามของ ไทย แมค าํ ราชาศพั ทจ ะมโี อกาสใชใ นชวี ติ นอ ย แตเ ปน สงิ่ ทแี่ สดงถงึ ความละเอยี ดออ นของภาษาไทยทมี่ คี าํ หลาย
รปู หลายเสยี งใน ความหมายเดยี วกนั และเปน ลกั ษณะพเิ ศษของภาษาไทย โดยเฉพาะ ซง่ึ ใชก บั บคุ คลกลมุ ตา งๆ ดงั ตอ ไปน้ี

1. พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูห ัวและสมเดจ็ พระนางเจาพระบรมราชนิ ีนาถ
2. พระบรมวงศานุวงศ
3. พระภกิ ษุสงฆ สามเณร
4. ขนุ นาง ขา ราชการ
5. สภุ าพชน

การใชคําราชาศัพท

• การใชพ ระบรม พระราชและพระ
และนามสําคญั
พระบรมราช + นามสําคญั ที่สุด ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูห วั เชน พระบรมราโชวาท พระบรมศพ
พระราชโองการ พระบรมฉายาลกั ษณ
พระราช + นามสาํ คัญที่สุด ของสมเดจ็ พระบรม เชน พระราโชวาท
พระราช + นามสําคัญ ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยหู ัว และ สมเดจ็ พระบรม เชน พระราชนพิ นธ
พระราชกรณยี กิจ พระราชประวัติ
พระ + นามทสี่ าํ คญั ท่ีสดุ ของสมเด็จเจา ฟา พระองคเจา และสมเดจ็ พระสงั ฆราช เชน พระโอวาท
พระนพิ นธ พระราชกุศล พระกรณยี กิจ พระประวตั ิ
พระ + อวยั วะและของใช ของกษตั รยิ จนถึงพระองคเ จา เชน พระเนตร พระหัตถ พระกรรณ พระนาสิก
• การใชพ ระบรมราชปู ถัมภ พระบรมราชานุเคราะห
เนื่องจากพระบรมราชูปถัมภและพระบรมราชานุเคราะหมีความหมายใกลเคียงกัน คือการใหการเก้ือกูลหรือค้ําจุนองคกร
หรอื บุคคล
พระบรมราชปู ถมั ภใ ชใ นกรณชี ว ยเหลอื องคก ร สถาบนั สโมสร หรอื กจิ การอยา งใดอยา งหนง่ึ การใชค าํ วา พระบรมราชปู ถมั ภ
สาํ หรบั พระบรมวงศานวุ งศ ดงั น้ี
พระบรมราชูปถัมภ พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู วั
พระบรมราชนิ ูปถมั ภ สมเด็จพระนางเจา ฯ พระบรมราชินนี าถ
พระราชูปถมั ภ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี

88 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

พระอปุ ถัมภ พระราชวงศทัว่ ไป
พระบรมราชานเุ คราะห ใชใ นกรณกี ารชว ยเหลอื อนเุ คราะหบ คุ คลดว ยพระกรณุ า การใชค าํ วา พระบรมราชานเุ คราะหส าํ หรบั
พระบรมวงศานวุ งศ ดงั น้ี
พระบรมราชานุเคราะห พระบาทสมเด็จพระเจาอยหู ัว
พระราชานเุ คราะห สมเดจ็ พระนางเจา ฯ พระบรมราชินีนาถ
 สมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช สยามมกุฎราชกมุ าร
สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี
พระอนเุ คราะห พระราชวงศท ่ัวไป
• การใชพระชนมพรรษาและพระชนมายุ
พระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจา อยูหวั สมเด็จพระนางเจาฯ พระบรมราชนิ นี าถ
พระชนมายุ สมเด็จพระบรมโอรสาธริ าช สยามมกฎุ ราชกุมาร
สมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี
• การใชกริยาราชาศพั ท มี 2 ประเภท
1. สําเรจ็ รปู เชน เสด็จ สรง สรวล เสวย พระราชทาน ประทาน ประชวร บรรทม
2. ใช “ทรง” ดังน้ี
2.1 ทรง + กรยิ าธรรมดา เชน ทรงสราง ทรงหมนั้ ทรงยินดี ทรงวงิ่
2.2 ทรง + นามธรรมดา เชน ทรงศลี ทรงธรรม ทรงดนตรี
2.3 ทรง + นามราชาศัพท เชน ทรงฉลองพระองค ทรงพระกรุณา
ขอ หา ม หา มใช “ทรง” นาํ หนา กริยาราชาศัพทส ําเร็จรูป
• การใชคาํ วา “เสด็จ” นาํ หนา
เสด็จ + กรยิ าสามญั เชน เสดจ็ ไป เสด็จออก
เสดจ็ + นามราชาศัพท เชน เสดจ็ พระราชสมภพ เสดจ็ พระราชดาํ เนินไปตางประเทศ
• การใชสรรพนามราชาศัพท
ผูฟง บุรษุ ท่ี 2 บรุ ษุ ท่ี 1
ขาพระพุทธเจา
1. พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหวั } ใตฝาละอองธุลพี ระบาท
พระบรมราชนิ นี าถ
} }ใตฝ า ละอองพระบาท
2. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
สมเดจ็ พระเทพพระรตั นฯ
3. สมเด็จเจา ฟา ใตฝ าพระบาท
4. พระองคเ จา สมเด็จพระสงั ฆราช ฝา พระบาท เกลา กระหมอ ม (ฉนั )
5. หมอมเจา ฝายพระบาท เกลากระหมอ ม หมอมฉนั

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 89

• การใชคาํ ราชาศพั ทใ หถกู ตอ งตามแบบแผนสาํ นวนไทย
- เฝาทูลละอองธุลีพระบาท หรือ เฝาฯรบั เสดจ็ หรือ รบั เสดจ็ ไมใ ช ถวายการตอ นรบั
- มีความจงรกั ภักดี แสดงความจงรักภกั ดี ไมใ ช ถวายความจงรกั ภักดี
• การใชคําราชาศพั ทใหถ กู ตองตามเหตผุ ล
กรณพี ระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหัวเสด็จเยือนประเทศตางๆ
พระราชอาคันตกุ ะ พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหวั เยือนประเทศทพ่ี ระมหากษัตริยเ ปนประมุขของประเทศ
พระอาคนั ตุกะ พระบาทสมเด็จพระเจา อยูหวั เยือนประเทศที่ประธานาธบิ ดเี ปน ประมุขของประเทศ
ตัวอยา ง
- พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูห ัวทรงเปน พระราชอาคันตกุ ะของสมเด็จพระบรมราชินอี ลิซาเบธ
- พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหวั ทรงเปนพระอาคันตกุ ะของประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา
กรณี พระมหากษตั รยิ ห รอื ประธานาธบิ ดี ตา งประเทศเสดจ็ มาหรอื มาเยอื น พระมหากษตั รยิ ไ ทย เรยี กวา “พระราช
อาคนั ตุกะ”
ตวั อยา ง
- สมเดจ็ พระบรมราชนิ ีอลิซาเบธทรงเปน พระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจาอยหู วั
- ประธานาธบิ ดีของประเทศสหรัฐอเมริกาทรงเปนพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู ัว
• ราชาศัพทส าํ หรับพระภิกษุ
}- สมเด็จพระสังฆราช จะใชคาํ ระดับเดียวกนั กบั พระองคเ จา เชน บรรทม ประชวร เสวยพระกระยาหาร
- สมเดจ็ พระราชาคณะ ใชค ําราชาศัพทสําหรับพระภิกษุ เชน
- พระราชาคณะ
- พระภกิ ษทุ ่วั ไป จาํ วัด อาพาธ ฉันภตั ตาหาร
• คําราชาศัพททีม่ ักจะใชผดิ
- ทูลเกลาทลู กระหมอมถวาย ใชกบั ของทส่ี ามารถยกได
นอ มเกลา นอมกระหมอมถวาย ใชกับของที่มีขนาดใหญ ยกไมได
ถวาย ใชก บั สง่ิ ทเ่ี ปน นามธรรม เชน ถวายชวี ติ ถวายพระราชสมญั ญานาม
- โปรด เปน คาํ ศพั ทระดับธรรมดา หรือราชาศพั ทก ็ได
ระดบั ธรรมดา มคี วามหมายวา เปนท่ีถูกใจ พอใจ สงเคราะห เชน ราดหนา เปน ของโปรด
ของฉนั พระไปโปรดสตั ว
ระดบั ราชาศพั ท มคี วามหมายวา ชอบ พอใจ เชน โปรดทางกฬี าเวลาเยน็ โปรดจดั ตงั้ กองลกู เสอื
- ทรงพระราชดาํ เนนิ เดนิ เชน ทรงพระดําเนินในหองบรรทม
เสดจ็ พระราชดาํ เนนิ ไป อาจไปดวยรถที่นง่ั เรือพระทีน่ ั่งก็ได เชน เสดจ็ พระราชดาํ เนินกลบั จาก
พระตําหนักภพู าน

แนวการทําขอสอบราชาศัพท

หลังจากเรียนรูเรือ่ ง ราชาศพั ท ท่จี ะตองจาํ คอ ยขางเยอะและอาจจะสบั สนได ดงั นน้ั การวิเคราะหขอสอบที่ดีก็ตองมีวธิ ีการ
จาํ ใหง ายขนึ้ โดยจําลําดบั ของพระบรมวงศานุวงศเปน 3 ระดับ ดงั น้ี

90 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

ระดับที่ 1 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหวั
ระดับท่ี 2 สมเดจ็ พระนางเจา ฯ พระบรมราชนิ ีนาถ สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราช สยามมกฎุ ราชกุมาร
สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกมุ ารี
ระดบั ที่ 3 พระบรมวงศานวุ งศพ ระองคอน่ื ๆ
จากการจดั ลาํ ดับขา งตน จะแสดงใหเ ห็นพระฐานนั ดรศกั ดขิ์ องแตพ ระองค ในทาํ นองเดียวกลวิธีการใชภ าษากล็ ดหลัน่ ลงไป
เชนกัน เชน พระบรม – พระราช – พระ
อกี หนง่ึ เรอื่ งทน่ี อ งจะตอ งพงึ ระวงั ในการขอ สอบราชาศพั ท นอ งจะตอ งขดี เสน ใตค าํ ราชาศพั ทก อ นจะพจิ ารณาตวั เลอื กของ
ขอ สอบทกุ ครง้ั เพอ่ื ใหเ กดิ ความชดั เจนและแมน ยาํ มากยงิ่ ขน้ึ อยา ลมื กฎขอ บงั คบั และขอ หา มตา งๆ ในการใชค าํ ใหถ กู ตอ ง โดยเฉพาะ
คาํ วา “ทรง” ทข่ี อ สอบมกั จะออกมาหลอกทกุ ป เมอ่ื เขา ใจอยา งแมน ยาํ แลว มาดตู วั อยา งขอ สอบ เพอื่ เปน แนวทางในการทาํ ขอ สอบกนั เลย
ตวั อยางท่ี 1 ขอ ใดใชร าชาศพั ทถกู ตอ ง
สมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช สยามมกุฎราชกุมาร ............................. นํา .......................... ทง้ั สองไปเขาเฝาฯ
พระบาทสมเดจ็ พระเจาอยหู ัวและสมเดจ็ พระนางเจาฯ พระบรมราชนิ นี าถ
1. เสดจ็ ฯ ราชาอาคันตุกะ 2. ทรงดาํ เนิน พระราชอาคันตกุ ะ
3. ทรงพระดําเนิน พระราชอาคันตุกะ 4. เสด็จพระราชดําเนิน ราชอาคันตกุ ะ
คําตอบ ขอ 3. เพราะ สมเด็จพระบรมโอรสาธริ าช สยามมกุฎราชกมุ าร จะใช ทรงพระดําเนิน หรือ เสด็จฯ กไ็ ด เม่ือเปน แขก
ของสมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช สยามมกฎุ ราชกมุ าร ตองใชคําวา “พระราชอาคันตกุ ะ”
ตวั อยา งที่ 2 ขอ ความตอนใดใชค ําราชาศัพทไ มถูกตอ ง
1. พระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัวทรงพระกรณุ าโปรดเกลา โปรดกระหมอมให
2. สมเด็จพระบรมโอรสาธริ าช สยามมกุฎราชกมุ าร เสด็จออกแทนพระองค ณ พระที่น่งั อมั พรสถาน
3. พระราชทานพระบรมราชวโรกาสใหป ระธานวฒุ สิ ภา
4. เขาเฝา ทูลละอองพระบาทเพ่อื ทลู เกลาทูลกระหมอ มถวายเงนิ โดยเสดจ็ พระราชกศุ ล
คําตอบ ขอ 3. พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ใช พระบรมราชวโรกาส สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร
ใช พระราชวโรกาส
ตัวอยา งท่ี 3 ขอใดเมอ่ื เติม “พระ” ขางหนา แลว ใชเปน ราชาศัพทสําหรบั พระมหากษัตริย ไดท ุกคาํ
1. บรมราชานสุ าวรีย บรมฉายาลักษณ บรมหฤทัย
2. บรมชนกนาถ บรมโกศ บรมวงศ
3. บรมหตั ถเลขา บรมรปู บรมบพิตร
4. บรมมนเทียร บรมอัฐิ บรมเกศา
คําตอบ ขอ 2. เพราะ ถูกตองทกุ คาํ สวนขอ อ่ืนๆ มที ี่ผิดดงั น้ี
ขอ 1. ผดิ คาํ วา พระบรมหฤทยั ตองเปน พระราชหฤทัย
ขอ 3. ผดิ คาํ วา พระบรมหตั ถเลขา ตอ งเปน พระราชหัตถเลขา
ขอ 4. ผิดคาํ วา พระบรมมนเทยี ร ตอ งเปน พระราชมนเทียร
พระบรมเกศา ตอ งเปน พระเกศา

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 91

นองๆ สามารถศึกษาเพ่มิ เติมไดท ่ี
Tag : สอนศาสตร, ภาษาไทย, คําราชาศัพท, การใชคาํ ราชาศพั ท

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
04 การใชคาํ ราชาศัพท 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch12-1

• สอนศาสตร : ภาษาไทย ม.ปลาย :
05 การใชค ําราชาศัพท 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch12-2

• คาํ ราชาศัพท 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch12-3

• คาํ ราชาศพั ท ตอนที่ 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch12-4

• คําราชาศพั ท ตอนท่ี 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch12-5

92 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทที่13

การเขียนบรรณานุกรม

การเขียนบรรณานุกรมหรือท่ีเรียกกนั อกี ชอื่ หน่งึ วาการเขียนอางองิ น้ัน เปน ส่ิงทีน่ อ งๆ หลายคนคงคดิ วา เปนเร่ืองทนี่ า เบอื่
เพราะไมร ูว านาํ ไปใชป ระโยชนอะไรได แตการเขยี นอางองิ เปน สวนสําคญั ของการทาํ รายงานหรอื ผลงานท่ีเปนวชิ าการของทกุ ระดับ
การศึกษา เพ่ือใหผูท่ีมาอานผลงานของเราเห็นวาผลงานเรานั้นผานการคนควา นาเช่ือถือ รวมท้ังยังเปนการใหเกียรติแกเจาของ
ผลงานทเี่ ราไดไปคน ควา มาดว ย

การเรยี นเร่ืองการเขียนบรรณานกุ รมน้ันมีหลกั ใหญๆ ทนี่ องๆ ควรจะจําและทาํ ความเขาใจ 2 หลกั คือ
หลักที่ 1 รูปแบบการเขียนบรรณานุกรม
ในเรอ่ื งของรปู แบบนน้ั เปน เรอ่ื งทใี่ นระยะแรกนอ งอาจจะตอ งใชค วามจาํ ในการจดจาํ รปู แบบทถ่ี กู ตอ งเสยี กอ น แตเ มอ่ื นอ งไดใ ช
รปู แบบทถ่ี กู ตอ งในการเขยี นบรรณานกุ รมเพอื่ ทาํ รายงานสง คณุ ครบู อ ยๆ แลว นอ งกจ็ ะสามารถทาํ ไดอ ยา งเปน อตั โนมตั เิ อง รปู แบบของ
การเขยี นบรรณานกุ รมทป่ี รากฏในขอ สอบ มรี ปู แบบดงั ตอ ไปนี้

ชอ่ื ผแู ตง . ปท พี่ มิ พ. ช่ือหนงั สอื . เลมท่ีหรือจํานวนเลม(ถา มี), คร้งั ท่ีพมิ พ. ชอ่ื ชุด
หนงั สือและลาํ ดับท่ี (ถาม)ี . สถานทพี่ ิมพ: สาํ นกั พมิ พ.

ตัวอยา งของการเขียนบรรณานุกรม
นววรรณ พนั ธุเมธา. 2549. คลงั คํา. พมิ พค รัง้ ที่ 3. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั
อมรนิ ทรพริ้นต้งิ แอนดพบั ลิชชิ่ง จํากัด (มหาชน).

เม่ือนองไดเห็นแบบของบรรณานุกรมแลวอาจจะคิดวาคงเปนการยากที่จะจดจํารูปแบบได เพราะนอกจากจะตองจําวา
บรรณานุกรมประกอบไปดวยอะไรบา งแลว ยงั ตอ งจาํ เครือ่ งหมายตางๆ ทม่ี ดี ว ย แตหลักการจํางายๆ น้ัน ถา นอ งสังเกตจากตัวอยา ง
และจากบรรณานกุ รมทวั่ ไปจะพบวา ปกตแิ ลว มกั จะไมม จี าํ นวนเลม และชอื่ ชดุ หนงั สอื ดงั นน้ั การจาํ เพอ่ื ไปสอบอาจจะยงั ไมจ าํ สองสว น
น้กี ไ็ ด (แตเ มอื่ ทํารายงานจรงิ ๆ ถา มีตอ งใสไ ปนะ) แลว เรากจ็ ะเหลอื ส่ิงที่ตอ งจําเพียง 6 ชือ่ คือ ชือ่ ผแู ตง ปท ีพ่ ิมพ ชือ่ หนังสอื คร้งั ที่
พมิ พ สถานทีพ่ ิมพ สํานักพิมพ

หลงั จากทน่ี องจําท้ัง 6 ช่อื ไดแ ลวกม็ าจําเคร่ืองหมาย ซง่ึ หลักการจาํ งา ยมากๆ ก็คือ ชือ่ หนงั สือจะตองขีดเสนใต (หรอื ทาํ
ตวั หนากไ็ ด แตในขอสอบมกั เปนขีดเสน ใต) และทุกสวนจะมจี ดุ (.) กํากับ ยกเวน สถานท่ีพิมพจ ะเปนเคร่ืองหมาย : หากนองสามารถ
จับหลกั การเขียนไดเ พยี งเทานกี้ ารเขียนบรรณานกุ รมก็ไมใ ชเร่ืองยากอีกตอ ไป

หลักที่ 2 หลกั การเขยี นบรรณานุกรม
นอกเหนอื จากเรื่องรูปแบบแลวการเขยี นบรรณานุกรมมหี ลักทค่ี วรจํา ดังตอ ไปนี้
1. การเรียนลําดบั บรรณานุกรมใหเรียงลาํ ดบั ตามพจนานุกรม
2. ถา รายการบรรณานุกรมมที ั้งหนังสอื ภาษาไทยและภาษาอังกฤษใหเ รียงหนังสอื ภาษาไทยข้ึนกอน
3. ช่อื ผแู ตงไมตอ งมียศ หรอื ตําแหนง เชน ดร. พล.ต แตถ า เปนตาํ แหนงราชนิกุลใหใส , หลงั ช่ือ แลวเขียนตําแหนงดว ย
เชน คกึ ฤทธ์ิ ปราโมช, ม.ร.ว.
4. ผแู ตง อาจเปน คนๆ เดยี ว เปน หมคู ณะ หรอื เปน สถาบนั กไ็ ด เชน สมุ น อมรววิ ฒั น และคณะ หรอื ศกึ ษาธกิ าร, กระทรวง
(ถา เปน หนว ยงาน เชน กระทรวง กรม มหาวทิ ยาลยั ใหเ ขยี นชอ่ื ของหนว ยงานนน้ั กอ นแลว จงึ ใสเ ครอื่ ง , และบอกประเภทของหนว ยงาน)

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 93

นอ งๆ จะเหน็ วาหากเราไดศ ึกษาเรอ่ื งบรรณนานกุ รมอยางเขา ใจแลว การเขียนบรรณานกุ รมก็ไมใชเรอื่ งที่ยากเลย เชนเดียว
กับขอ สอบของเรื่องนี้ถา เราจาํ หลักขา งตน ไดกส็ ามารถทําขอ สอบไดแ นนอน ตวั อยา งขอ สอบของเรื่องนี้ คอื
(o-net ป 2554) ใชขอมูลบรรณานกุ รมตอไปนีต้ อบคําถาม
รศ.ดร.สนุ ันท อัญชลนี ุกูล. 2548. ระบบคําภาษาไทย. พมิ พคร้งั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: โครงการ
เผยแพรผ ลงานวิชาการ คณะอกั ษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั .
ขอ ใดไมจําเปนตองใสไวใ นการเขยี นบรรณานกุ รมขางตน
1. คํานาํ หนา ชอ่ื ผูแ ตง 2. ครง้ั ทพ่ี ิมพ
3. ปท ีพ่ มิ พ 4. หนวยงานท่พี มิ พเผยแพร
สาํ หรบั ขอ สอบขอ นจ้ี ะเหน็ วา เปน ขอ สอบทอ่ี อกมาถามเรอ่ื งความจาํ อยา งชดั เจน ถา นอ งสามารถจาํ หลกั การเขยี นพจนานกุ รมได
นอ งกส็ ามารถทาํ ขอ สอบได เมอ่ื อา นขอ สอบแลว จะเหน็ วา ไมส ามารถตอบขอ 2 และ 3 ไดอ ยา งแนน อน เพราะเปน รปู แบบทถ่ี กู กาํ หนดไว
ของการเขยี นบรรณานกุ รม ดงั นน้ั จงึ เหลอื สองขอ แตใ นขอ 4 จะเหน็ วา คาํ วา “หนว ยงานทพี่ มิ พเ ผยแพร” นน้ั เปน ชอื่ เรยี กเดยี วกนั ของ
สํานักพิมพน่ันเอง ดังนั้นจึงตอบขอ 1 เพราะจากหลักการเขียนบรรณานุกรมจะเห็นวาไมตองใสตําแหนงทางวิชาการทําหนาชื่อ
ผเู ขยี น
นอกจากขอ สอบในลกั ษณะถามหลกั การเขยี นบรรณานกุ รมแลว ขอ สอบมกั จะใหเ รยี งลาํ ดบั บรรณานกุ รม ซง่ึ จะเรยี งชอ่ื ผเู ขยี น
ตามหลกั การเรียงคาํ ตามพจนานกุ รมซงึ่ นองๆ สามารถทาํ ความเขาใจไดในเรอ่ื งตอไป

นองๆ สามารถศกึ ษาเพม่ิ เติมไดท่ี
Tag : ภาษาไทย, การเขียน, อางองิ , บรรณานุกรม, การทํารายงาน

• การทาํ เอกสารอางอิงแบบแวนคเู วอร
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch13-1

94 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทท1ี่ 4

การใชพ จนานกุ รม

พจนานุกรมเปนส่ิงท่ีนองๆ ทุกคนคงจะเคยใชมาตั้งแตเด็กๆ ถึงแมวาปจจุบันการหาความหมายจะทําไดงายๆ ดวยสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนกิ สตางๆ แตการใชพ จนานุกรมและการเรยี งคาํ ตามพจนานุกรมกย็ ังคงเปน เรือ่ งที่ควรศกึ ษา โดยเฉพาะเรื่องการเรยี งคํา
ตามพจนานกุ รมที่นองๆ จะสามารถนาํ ไปใชใ นการเรยี นหรอื การทาํ งานเร่อื งอืน่ ๆ ได

หากเราจะใชพ จนานกุ รม สิ่งท่ีเราจําเปน ตอ งทาํ ไดม ี 2 ส่งิ คอื จะตองเรยี งคาํ ตามพจนานุกรม และจะตอ งรูเกยี่ วกับอกั ษร
ยอ ทีจ่ ะประกอบอยูในการอธิบายความหมายของคาํ

การเรียงลําดับคําตามพจนานุกรม

1. จะตองเรียงลําดบั ตามรปู พยญั ชนะมากอ นรูปสระ โดยจะเปนการเรยี งตาม ก - ฮ แตจ ะมกี ารเพมิ่ ฤ ฤา หลัง ร และ ฦ
ฦา หลงั ล

2. ไมเรียงลําดับตามเสยี งอา น แตเรยี งลาํ ดบั ตามรูปพยางค เชน หญงิ หนงั หมวด หลาย จะตอ งไปคนในหมวดตวั อกั ษร ห
ถา จะคน คําวา ทราบ ทรพั ย ก็ไปคน ในหมวดตัวอักษร ท

3. คาํ ทอี่ ยใู นหมวดอกั ษรเดยี วกนั จะเรยี งลาํ ดบั ตามรปู พยญั ชนะตวั ถดั ไปของคาํ ไมส นใจเสยี งตวั สะกด อกั ษรควบ หรอื อกั ษร
นํา เชน กฎ มากอน กรด เพราะ ฎ มากอน ร

4. คาํ ที่ขึ้นตน ดว ยพยญั ชนะแลวตามดว ยพยัญชนะ มากอนคําท่ตี ามดว ยสระ เชน ของ มากอน ขาย
5. คําท่ขี ้นึ ตน ดว ยพยัญชนะและตามดวยสระ จะมลี าํ ดับการเรียงรูปพยัญชนะ ดงั นี้ อะ อั ออั ะ อา อํา อิ อี อึ อื อุ อู เอ เอะ
เอา เอาะ เอิ เอี เอยี ะ เอีอ เอือ เอยื ะ แอ แอะ โอ โอะ ใอ ไอ
6. เรยี งลาํ ดบั ตามรูปวรรณยกุ ต สามัญ เอก โท ตรี จตั วา โดยจะเรม่ิ จากคําทไี่ มมรี ูปวรรณยุกตกอน

องคประกอบและอักษรยอในพจนานุกรม

1. องคป ระกอบของการนิยามพจนานุกรม
คําตงั้ หรือแมค าํ หมายถึง คาํ ทีย่ กขึ้นต้งั เพือ่ นิยามความหมายในการทําพจนานุกรม
ลกู คํา หมายถงึ การเรยี กคาํ เม่อื คาํ ตงั้ มาประสมกันแลว ความหมายตางไปจากเดิม เชน คาํ วา ลูก เปน คําตั้ง มลี กู คาํ
เชน ลกู คา ลกู เขย
2. อกั ษรยอทอี่ ยูใ นวงเล็บ จะบอกท่มี าของคํา เชน
ข. มาจาก เขมร บ. มาจาก บาลี
จ. มาจาก จีน ส. มาจาก สันสกฤต
3. อกั ษรยอหนาบทนยิ าม จะบอกชนิดของคําตามหลกั ไวยากรณ เชน
น. มาจาก คํานาม ก. มาจาก กริยา
ส. มาจาก สรรพนาม ส. มาจาก สันธาน

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 95

4. อกั ษรยอ ในวงเลบ็ หนา บทนิยาม จะบอกลกั ษณะของคาํ ท่ใี ชเ ฉพาะแหง เชน
(ถ่นิ ) คําทีใ่ ชเ ฉพาะถ่ิน (โบ) คําโบราณ
(ปาก) ภาษาปาก (สํา) คําทีเ่ ปน สํานวน
(แบบ) คาํ ท่ีใชเฉพาะในหนงั สือ (กลอน) คําท่ีใชใ นบทรอ ยกรอง
สําหรบั เร่ืองขอ สอบของเรื่องการใชพ จนานุกรมน้ี ขอ สอบสวนใหญมี 2 สวนดว ยกัน คอื สว นการเรยี งคาํ ตามพจนานกุ รม
ซึ่งมกั จะเปน ขอสอบคกู ับการเขยี นบรรณานกุ รม และอกี สวนหนงึ่ คือ การวัดความรเู ร่อื งองคประกอบตา งๆ ของพจนานกุ รม ซง่ึ ใน
ท่ีน้พี ่จี ะนําตวั อยางขอสอบเรอ่ื งการเรยี งคาํ ตามพจนานุกรมมาใหนองๆ ไดด ูกัน

(o-net ป 2554) ใชขอมลู บรรณานุกรมตอบคําถามตอ ไปนี้
รศ.ดร.สุนนั ท อญั ชลีนกุ ลู . 2548. ระบบคาํ ภาษาไทย. พิมพครง้ั ที่ 2. กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพร- ผลงานวชิ าการ คณะอักษร
ศาสตร จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั .

ในการเรียงลําดบั ตามพจนานกุ รม ชอื่ ผูแตง ในขอ ใดควรเรียงตอจากบรรณานกุ รมขางตน
1. รชั นียญ า กลนิ่ หอม…………………..
2. รุจนี วรี านนั ท… ………………..
3. สุวคนธ จงตระกลู …………………..
4. สนุ ารี ภวภตู านนท… ………………..

จากขอสอบจะเห็นวา หากจะทําขอสอบขอนี้นองๆ จะตองมีความรูทั้งเรื่องการเรียงคําตามพจนานุกรมและการเขียน
บรรณานุกรม ซึง่ จากความรูใ นการเขยี นบรรณานุกรมทําใหเ ราทราบไดว า ซง่ึ ก็คอื สนุ นั ท ดังนั้นเราจึงไมสามารถตอบขอ 1และ 2 ได
เนื่องจากพยัญชนะ ร มากอน ส และคําตอบที่ถูกตองคือขอ 4 เนื่องจากพยัญชนะ น จากชื่อสุนารี มากอนพยัญชนะ ว จากชื่อ
สุวคนธ

96 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทท่1ี 5

การใชภาษาในทีป่ ระชุม

กอนทีเ่ ราจะเรียนเรอื่ งการใชภ าษาในทีป่ ระชุมนั้น สิ่งหนง่ึ ทเี่ ราจะตองเขา ใจ คอื การประชมุ เปน การสื่อสารรูปแบบหนึง่ ซึ่ง
เปน การสื่อสารที่มคี วามเปนทางการคอ นขา งมาก ดังนั้นเราจึงตองใชภ าษาในการประชมุ แตกตา งจากการใชภาษาทั่วไป

ส่งิ ท่ีทาํ ใหก ารประชมุ เปนการส่ือสารรูปแบบอื่นกค็ ือ การประชมุ มีองคป ระกอบในการสื่อสารครบถว น โดยประกอบไปดว ย
ผูสง สาร และผรู ับสาร คอื ผทู เี่ ขา รวมประชมุ ทกุ คนทรี่ วมปรกึ ษาหารอื แสดงความคิดเหน็ (สงสาร) และรับฟง การประชมุ
(รับสาร)
สาร คอื เนื้อหาในการประชุม มีทงั้ สารทีเ่ ปน สว นบุคคลอยางการแสดงความเหน็ ของแตล ะคน และสารที่เปนของผเู ขารวม
ประชุมทุกคนอยา ง มตขิ องท่ีประชุม
สอ่ื คือ สือ่ ธรรมชาติ อยา งเชน อากาศ และสือ่ ทีใ่ ชป ระกอบการประชมุ เชน รายงานการประชุม สอื่ อิเล็กทรอนิกส
พเ่ี ชอื่ วา นอ งๆ ทกุ คนกต็ อ งเคยผา นการประชมุ มาแลว ทกุ คน เพราะในการเรยี นจะตอ งมกี ารทาํ งานเปน กลมุ เราจะตอ งมกี าร
ประชมุ ปรกึ ษาและวางแผนในการทํางานกนั แตการประชุมมใิ ชมเี พยี งการประชมุ ปรึกษาเพียงอยางเดียวเทานนั้ แตก ารประชุมยงั มี
รูปแบบอ่ืนดวย โดยการประชมุ สามารถแบงเปนชนดิ ตางๆ ได 10 ชนดิ คือ
1. การประชมุ สามัญ เปน การประชุมตามขอ บังคับที่กําหนดไว เชน ปล ะครง้ั
2. การประชมุ วิสามญั เปนการประชุมพเิ ศษ เม่ือเกดิ เหตุจาํ เปน
3. การประชมุ ลับ เปน การประชมุ ทหี่ ามผูไมมสี ว นเก่ียวของเขา ฟง และไมเปดเผยมตกิ ารประชุม
4. การประชมุ เฉพาะกลุม เปนการประชุมท่จี ะเขา ประชมุ ไดเฉพาะผูทม่ี สี ิทธเ์ิ ทานน้ั
5. การประชมุ สาธารณะ เปนการประชมุ ทเี่ ปดใหผูท่ีสนใจเขา ฟง ได
6. การประชมุ ปรกึ ษา เปน การประชมุ ของกลมุ คนที่มงี านทจี่ ะตอ งทํารว มกัน
7. การประชมุ ปฏิบตั ิงาน เปนการประชมุ เพื่อกาํ หนดความเขาใจและแนวทางในการทํางานสิง่ ใดสิง่ หน่ึงรว มกัน
8. การประชมุ สมั มนา เปน การประชุมเฉพาะกลมุ เพื่อแลกเปลยี่ นความรูความคดิ
9. การประชมุ ช้ีแจง เปน การประชมุ ทห่ี วั หนาหรือผูรบั ผดิ ชอบ ชี้แจงเร่อื งราวหรือขอ ปฏบิ ัตใิ นหนวยงาน ใหผ ูป ฏิบตั เิ ขาใจ
ตรงกัน
10. การประชมุ ใหญ เปน การประชุมท่ใี หส มาชิกทงั้ หมดขององคก รเขา รวมประชุม
เมอ่ื นอ งๆ ไดรูถ งึ ชนดิ ของการประชมุ แลว กม็ าถงึ เรื่องทสี่ าํ คัญที่สดุ ของเรื่องการใชภาษาในทีป่ ระชมุ ซง่ึ กค็ ือคําศัพทท่ใี ชใ น
ทป่ี ระชมุ นน่ั เอง สาเหตทุ พ่ี บี่ อกวา เปน เรอื่ งสาํ คญั กเ็ พราะวา เปน เรอ่ื งทอี่ อกขอ สอบบอ ยมาก จะตอ งจาํ เกอื บทง้ั หมด และคาํ ศพั ทเ หลา
น้ีเปนศพั ทท ไ่ี มไ ดใ ชในชวี ิตประจาํ วนั ดังนนั้ เพอื่ การจดจําท่ีงายขน้ึ เราจงึ จะตองจัดกลมุ คาํ ศัพทอ อกเปน 3 กลมุ ดงั ตอ ไปนี้

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 97

กลุมท่ี 1 กลุมคําศพั ททีเ่ กี่ยวกับคน

คาํ ศพั ท ความหมาย

ผูจดั ประชมุ ผรู ิเรมิ่ การจัดประชมุ เปนผูกาํ หนดหวั ขอ และผูทจี่ ะรว มประชุม
ผมู สี ิทธเ์ิ ขาประชุม บุคลทีไ่ ดร บั เชญิ หรือมีสทิ ธิ์ หรอื มหี นาที่ หรอื ไดรับแตงตง้ั ใหเ ขา รวมประชุม
ผูเขา ประชมุ ผมู สี ทิ ธิเ์ ขา รวมประชุมทีม่ าปรากฏตวั ในท่ปี ระชุม
องคป ระชมุ ขอ กาํ หนดวา จะตอ งมผี มู สี ทิ ธเิ์ ขา รว มประชมุ มาประชมุ ทง้ั หมดกค่ี นจงึ จะเปด การ
ประชมุ ได
ที่ประชมุ ผูเขาประชุมทงั้ หมด (ไมใชสถานที่ เปนคน)
ประธานการประชมุ ผูควบคุมการประชุม

กลุม ที่ 2 กลุม คําศัพทเก่ยี วกบั เอกสารการประชุม

คาํ ศพั ท ความหมาย

ระเบยี บวาระ หัวขอ ในการประชมุ (มีหลายหวั ขอ )
กาํ หนดการประชุม ลําดับขั้นตอนการประชมุ (จะทาํ อะไรกอน - หลงั )
รายงานการประชุม รายงานสรุปการประชุมครง้ั ทีผ่ านมา เพ่อื ใหท่ีประชมุ ตรวจและรับรอง
ความถกู ตอ ง

กลุมท่ี 3 กลมุ คําศัพททใ่ี ชเรยี กวิธกี ารส่อื สารในท่ปี ระชุม

คําศัพท ความหมาย

เสนอ บอกใหท ปี่ ระชุมทาํ เร่อื งใดเรอื่ งหน่งึ
ขอ เสนอ ขอ ความหรือขอ คดิ เหน็ (เปด ประเด็น)ที่เสนอตอทป่ี ระชมุ
ขอ สนบั สนนุ แสดงความเหน็ ดวยกบั ขอเสนอ
คดั คาน ไมเ หน็ ดวยกบั ขอเสนอ
อภปิ ราย การแสดงความคิดเหน็ ในท่ีประชุม (สนบั สนุน – คดั คา น)
ผา น ที่ประชุมยอมรบั ขอ เสนอ
ตก ทีป่ ระชมุ ไมย อมรับขอเสนอ
มติ ขอ ตัดสนิ ใจสดุ ทา ยของท่ปี ระชุม และเปน ส่งิ ท่ีจะนําไปปฏิบัติ
มตเิ อกฉนั ท ผเู ขาประชุมเห็นพอ งตอ งกนั ทุกคน
มติเสยี งขา งมาก ผูเ ขาประชมุ สวนใหญเหน็ ดว ยกบั ขอตดั สนิ ใจน้นั

ในเรื่องของคาํ ศัพทน นั้ นอกจากจะมีเยอะแลว ยังมีความหมายที่คลา ยคลึงกัน นองๆ ควรจะตองสงั เกตความแตกตางของ
คาํ ศพั ทเหลา นีใ้ หไ ด เชน ผูม ีสิทธิ์เขา ประชุม กับ ผเู ขาประชุม จะเห็นวา มแี มท ้ังสองพวกจะมสี ิทธ์ใิ นการเขา ประชมุ เหมือนกนั แตมี
ลกั ษณะตา งกนั คือการมาปรากฏตัวในทป่ี ระชมุ ผูมีสิทธิเ์ ขา ประชมุ ยงั ไมไ ดเขา ประชุม แตผ ูเขาประชุม ไดเขา ประชุมแลว

98 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

สาํ หรบั เรอื่ งการทําขอสอบ ขอ สอบในเร่ืองน้ีเกอื บทุกปจ ะเปนเรอ่ื งของคาํ ศัพท โดยมกั เปนการเลอื กเติมคาํ ศพั ทที่เกย่ี วกบั
การประชุมลงในชองวางใหถูกตอง ดังนั้นนองๆ ควรจะตองจดจําคําศัพทใหแมนยํา และเลือกใชใหถูกตองดวย โดยตัวอยางของ
ขอ สอบโอเนตเร่อื งคําศพั ทใ นทปี่ ระชมุ มลี ักษณะดงั ตอไปนี้
(o-net ป 2554) จงเลอื กคาํ ในขอ ก และขอ ข ที่เหมาะสมจะเตมิ ลงในชองวางตามลําดับ
หลังจากทก่ี รรมการมาครบ ก. ……………… แลว ประธานขอใหท ี่ประชมุ พจิ ารณา ข. ………… ครั้งท่ีแลว เมือ่ ไมม ี
การแกไขทีป่ ระชุมมีมติรบั รอง
ขอ ก 1. ตามรายช่ือ 2. จํานวน
3. องคประชมุ 4. องคคณะ
จากขอ 1 น้ันเปนขอสอบที่ถาเรารคู าํ ศัพทเ ก่ยี วกับการประชุมจะเปนขอสอบที่งายมาก เพราะตัวเลือก 1 2 และ 4 นน้ั ไมได
เปนคาํ ศพั ทท่ใี ชในการประชมุ ดงั นน้ั จงึ ตอ งตอบขอ 3 องคประชมุ น่นั เอง แตถ าทุกคําเปนคาํ ท่ใี ชในการประชุมไดแลว นองๆ จะตอ ง
พิจารณาจากองคประกอบอ่ืนๆ อยางเชนขอนี้ ถานองๆ สังเกตจะเห็นคําวา “ครบ” ซึ่งหมายถึงกรรมการมาครบจํานวนท่ีจะเปด
ประชุมไดแ ลว ซึ่งกเ็ ปน ความหมายเดียวกนั กับคําวา องคป ระชมุ น่นั เอง
ขอ ข 1. เอกสารการประชมุ 2. รายงานการประชุม
3. หวั ขอการประชุม 4. ระเบยี บการประชุม
สําหรับขอ 2 เปน การวดั เรอ่ื งคาํ ศพั ทเกย่ี วกับเอกสารในการประชมุ ซ่งึ หากพจิ ารณาดๆี จะเหน็ วา สามารถตอบขอ 3 ได
เน่ืองจากหัวขอในการประชุมเรียกวา ระเบียบวาระการประชุม และระเบียบวาระการประชุมเปนเร่ืองท่ีประธานการประชุมเปนผู
กาํ หนด ดงั นั้นจงึ ไมส ามารถตอบขอ 4 ไดเชน กนั ดังนน้ั เม่ือพจิ ารณาจากบรบิ ทของขอความแลว จะเหน็ วามคี าํ สําคญั ทีค่ ําวา “คร้งั ที่
แลว ” เอกสารการประชมุ ทีจ่ ะบอกถงึ เร่อื งราวในการประชมุ ครง้ั ทแ่ี ลวจึงเรียกวา “รายงานการประชมุ ” จงึ ตอบขอ 2

นองๆ สามารถศึกษาเพ่มิ เตมิ ไดท่ี
Tag : ภาษาไทย, ภาษา, การประชมุ , ภาษาในการประชุม, การใชภ าษาในที่ประชมุ , การสื่อสาร

• การสอ่ื สาร : ภาษาในการประชุม
ตอนที่ 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch15-1

• การสื่อสาร : ภาษาในการประชุม
ตอนที่ 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch15-2

• การสอื่ สาร : ภาษาในการประชมุ
ตอนท่ี 3
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch15-3

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 99


Click to View FlipBook Version