The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 17874, 2022-08-15 10:50:05

DOCA1000042552 (1)

DOCA1000042552 (1)

บทท่1ี 6

การใชภาษาในรายงานเชิงวชิ าการ

“รายงาน” เปน คาํ ที่นอ งๆ ทกุ คนกค็ งจะเคยไดย นิ และเชื่อวา จะตองเคยผา นการทาํ รายงานกนั มาแลว รายงานทเี่ ราเคยทาํ
กนั ในโรงเรยี นนนั้ เปนรายงานประเภทรายงานเชิงวิชาการ คือเปนการเสนอการคนควาในประเด็นทีเ่ ราไดรับมอบหมายนน่ั เอง

รายงานเชงิ วชิ าการนน้ั กบ็ อกไดด ว ยชอื่ แลว วา เปน รายงานทจ่ี ะตอ งมคี วามเปน ทางการ คอื มอี งคป ระกอบของรายงานครบ
ถว น มกี ารอา งองิ นา เชอื่ ถอื และมกี ารใชภ าษาทด่ี ใี นระดบั มธั ยมปลายนนั้ เรอื่ งของรปู แบบคงจะเปน เรอ่ื งทเี่ ราเขา ใจและทาํ ไดแ นน อน
แลว ดังนนั้ จึงเนนไปทกี่ ารใชภ าษาที่ดี

กอนท่ีเราจะเรียนรูเร่ืองภาษาเราจะตองทบทวนความรูพ้ืนฐานเก่ียวกับองคประกอบของรายงานเสียกอน โดยรายงานมี
องคประกอบท่ีสาํ คญั ดงั ตอไปนี้ ปก คาํ นํา สารบัญ เน้อื เรื่อง และบรรณานกุ รม โดยสวนทส่ี าํ คญั ท่สี ดุ ของรายงานก็คือเนอื้ เรอ่ื ง ซ่ึง
ประกอบไปดวยคาํ นํา เน้อื เรอื่ ง สรุป กจ็ ะตอ งมกี ารจัดโครงเรื่องท่เี หมาะสม เชน ตามลาํ ดับเวลา ตามเหตุและผล ตามข้ันตอน หรือ
โดยการเปรียบเทยี บใหเ หน็ ความแตกตาง

เมอ่ื นอ งๆ สามารถจาํ ความรเู ดมิ เกย่ี วกบั การทาํ รายงานไดแ ลว จงึ มาถงึ เรอื่ งทสี่ าํ คญั ทส่ี ดุ ของการเขยี นรายงานทางวชิ าการ
ซง่ึ นนั่ กค็ อื การใชภ าษา เพอื่ ใหเ ปน การงา ยตอ การทาํ ความเขา ใจ เราสามารถแบง การใชภ าษาไดเ ปน 3 เรอ่ื ง ดงั น้ี

ดานที่ 1 การใชคํา

การใชคําใหถกู ตอ ง ในการเขียนรายงานเชงิ วชิ าการนองๆ จะตองเลือกใชต ําราใหถ ูกตองตามความหมายทต่ี องการจะสื่อ
ใหผ อู า นเขา ใจ เพราะอาจจะมีคําท่ีมีความหมายหรือมหี นา ตาท่คี ลา ยกนั เชน

คนปว ยกินอะไรก็ไมอ รอย ไมถ ูกคอไปท้ังนัน้
ในประโยคขา งตน มกี ารใชคาํ ทผี่ ิดความหมาย ไมควรใชค ําวา “ถกู คอ” เพราะถูกคอหมายถึง คยุ กันแลว สนิทสนมกันอยาง

รวดเรว็ ในทีน่ ค้ี วรใชค าํ วา “ถูกปาก” มากกวา
การใชค าํ ใหถ กู ตองตามชนดิ ของคาํ นอ งๆ จะตอ งระวงั วาใชคําไดถ ูกตองตามชนิดและหนาทีข่ องคํานนั้ หรือไม เชน
เขาไมเ คยชว ยงานเพอ่ื นในกลุมเลย เพ่ือนๆ จงึ โดดเดีย่ วเขา
คําวา “โดดเด่ยี ว” ในที่นี้ใชผ ิดชนิดของคํา เนือ่ งจากโดดเดย่ี วเปนคาํ วิเศษณ แตมาใชใ นตําแนงทีเ่ ปน คํากริยา ควรใชค าํ วา
ทอดทงิ้ หรอื ไมย งุ กับแทน

ใชคาํ ท่เี ปน ภาษาเขยี น โดยการใชภ าษาที่เปน ทางการในการเขยี นรายงานเสมอ โดยนองๆ สามารถศึกษาเพ่มิ เตมิ ในเร่อื ง
ระดับภาษา

ใชคําไทย ในกรณีที่จะตองเขียนคําตางประเทศ ควรเลือกใชคําศัพทบัญญัติที่ราชบัณฑิตยสถานกําหนดหากคําใดยังไมมี
การบญั ญตั ิข้นึ ใช อาจใชค ําท่ีใชก นั อยโู ดยทวั่ ไปหรือใชท บั ศพั ท เชน อเี มล ควรใชคาํ วา ไปรษณยี อเิ ลก็ ทรอนกิ ส

ไมใชค ําหรหู รา คําหรหู รานัน้ เปน คําทีไ่ มใ ชในภาษาท่ัวไป หรอื เรียกงายๆ วาใช “ศัพทส ูง” การใชคาํ ประเภทนอี้ าจแสดงวา

100 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

ผใู ชร ศู พั ทมาก แตก ็ทาํ ใหผ ูอานเขาใจยากขึ้น เชน
รฐั บาลไดบ ูรณาการและสนธิกําลงั จากทกุ ภาคสวนเพอ่ื ผนกึ กําลงั ปองกนั นํ้าทว มเมอื งหลวง

เมอื่ อา นประโยคนแ้ี ลว จะเหน็ วา มกี ารใชค าํ ทหี่ รหู ราเขา ใจยาก ถา หากไมร คู วามหมายของคาํ ศพั ท เชน บรู ณาการ, สนธ,ิ ผนกึ

กาํ ลงั กไ็ มส ามารถเขา ใจประโยคได แตห ากใชว า “รฐั บาลไดร วบรวมกาํ ลงั จากทกุ ภาคสว นเพอ่ื ปอ งกนั นา้ํ ทว มกรงุ เทพ” จะทาํ ใหผ อู า น

เขา ใจประโยคไดงายกวา
ไมใชคําทม่ี ีความหมายซ้าํ กนั คอื เปน คําทีม่ ีหลายคําประกอบกนั แตทุกคาํ ส่ือความหมายไปในทางเดียวกนั เชน ศพคนตาย

เปดเผยใหท ราบ เริม่ ตน เปนครงั้ แรก
ไมใชคําสแลงและคําหยาบ แมวาโดยปกติเราจะไมเขียนคําสแลงในการเขียนโดยทั่วไปอยูแลว แตการเขียนรายงานเชิง

วชิ าการจะตอ งระวังคาํ สแลงทเ่ี ราใชจ นเคยชนิ เชน เชย ซา ฟูฟ า

ดานที่ 2 การใชประโยค

ตอ งไมใชป ระโยคฟมุ เฟอย โดยการใชภ าษาท่กี ระชบั รัดกุม สื่อความหมายไดช ัดเจน ตรงประเดน็ และสละสลวย บางคน
คิดวาการเขียนรายงานเชิงวิชาการจะตองใชคําศัพทสูง และผูกประโยคใหซับซอนเพื่อแสดงภูมิของผูเขียนและเพ่ือใหเหมาะสมกับ
ลกั ษณะของเน้อื หาทีเ่ ปนวิชาการ แทจรงิ แลวงานเขียนประเภทนม้ี งุ ใหค วามรแู กผอู านเปนสาํ คัญนนั้ ผูเขยี นจําเปนอยางยิ่งทีจ่ ะตอ ง
เลอื กใชค าํ งา ยทสี่ อ่ื ความหมายตรงไปตรงมา และผกู ประโยคสนั้ ๆ ไมพ ดู ซาํ้ โดยไมจ าํ เปน เพอ่ื ใหผ อู า นสามารถทาํ ความเขา ใจเนอ้ื เรอ่ื ง
ไดง ายย่ิงข้นึ

ใชรูปประโยคภาษาไทย ไมใชประโยคท่ีมีสํานวนภาษาตางประเทศ โดยท่ัวไปควรจะใชประโยคที่เรียงรูปประโยค ประธาน
กริยาและกรรม

เวนวรรคตอนใหถูกตอง เนื่องจากภาษาไทยไมมีเคร่ืองหมายวรรคตอนในการแบงประโยคเหมือนภาษาอ่ืน ทําใหการ
วรรคตอนมีความจาํ เปนมาก การวรรคตอนใหถ ูกตองสามารถทาํ ไดงายๆ ดวยการเวนวรรคเมอื่ เขียนจบประโยค

ดานที่ 3 การเขียนยอหนา

การเขยี นยอหนา เปนเร่อื งทอี่ าจจะยากสาํ หรบั นกั เรยี นระดบั มัธยมศึกษา แตเปนเรื่องทจี่ ําเปนมากเมือ่ เรียนในระดับท่ีสงู ขึ้น
ไป โดยหลักแลวการเขียนยอหนามีหลักการงายๆ คือ ในหน่ึงยอหนาตองมีใจความสําคัญเพียงใจความเดียว โดยจะอยูสวนใดของ
ยอ หนา ก็ได แตท่งี า ยทส่ี ดุ คือการเขยี นใหใจความสาํ คญั อยสู ว นตน แลว จึงเขียนสว นขยายใจความสาํ คัญนัน้

ยอ หนา ทดี่ จี ะตอ งมคี วามสมั พนั ธต อ เนอ่ื งกนั เรยี กวา มเี อกภาพ เนอื้ หาเปน อนั หนง่ึ อนั เดยี วกนั มใี จความสาํ คญั เพยี งใจความ
เดยี ว มีสมั พันธภาพ คอื เน้อื หาประเด็นยอ ยสัมพันธกบั ความคิดหลกั โดยมีการจดั ระบบความคดิ อยางเปน ระบบ และมสี ารตั ถภาพ
ที่ดี คือ เนนใจความสําคัญใหเห็นไดชัด ถาเขาใจความสัมพันธของการเขียนยอหนา ก็สามารถไปประยุกตใชหลักการเดียวกันนี้

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 101

ในการเขียนเรียงความตอ ไปได ทําใหเรียงความของเราเปน ระบบ มีคณุ ภาพมากยิง่ ข้ึน
สําหรับขอสอบโอเน็ตของเรื่องการเขียนเรียงความน้ี เปนขอสอบท่ีไมไดวัดการเขียนเรียงความในภาพรวม เพราะวาคง

ไมส ามารถใหน อ งๆ เขยี นเรยี งความใหด ไู ด แตจ ะวดั ในระดบั การใชค าํ หรอื ประโยคทเ่ี หมาะสมกบั การเขยี นเรยี งความเชงิ วชิ าการโดย
มตี ัวอยา งขอ สอบ ดงั นี้
(o-net ป 2550) ขอใดใชภาษาเหมาะสมในการเขียนรายงานเชิงวชิ าการ

1. สมัยนขี้ องทุกอยางแพงไปหมดเพราะภาวะเศรษฐกิจกาํ ลังตกต่าํ
2. เขาเปน นักกฬี าชอ่ื กองของไทย ที่ประสบความสาํ เร็จไมแ พว รี บรุ ษุ คนสาํ คัญ
3. ฝนโปรยปรายลงมาใหความปราณีแกช ีวิตสตั วในทะเลทรายซง่ึ แหง แลงอยางแสนสาหสั
4. วัฒนธรรมทางจติ ใจทีส่ าํ คญั คือวัฒนธรรมเก่ียวกบั ความคิด ความเชือ่ และศรัทธาในศาสนา
จากในขอ สอบนอ งๆ คงจะเหน็ วา แมว า เราจะไมม คี วามรใู นดา นการใชภ าษาเชงิ วชิ าการเลยกส็ ามารถตอบได เพยี งแคเ ขา ใจ
หลักการของการเขียนรายงานเชงิ วชิ าการวา จะตองไมใชภ าษาปาก นองๆ จะเหน็ วาในขอสอบมขี อที่เปน ภาษาปากอยางเหน็ ไดชดั
อยู 2 ขอ คอื ขอ 1 ในคําวา แพงไปหมด และขอ 2 ในคาํ วา ชอื่ กองไมแ พ
ขอ ที่1 น้นั ควรแกเ ปน สมัยน้ีของราคาสงู เพราะภาวะเศรษฐกจิ ตกตาํ่ และขอ 2 ควรแกเ ปน เขาเปน นักกีฬาทีม่ ีชอ่ื เสยี งของ
ไทย ท่ีประสบความสําเรจ็ เหมอื นเปนวีรบรุ ษุ คนสาํ คญั สว นอกี ขอ หนึง่ ทไ่ี มใ ชภาษาในรายงานเชงิ วชิ าการ คอื ขอ 3 เพราะวาเปน การ
ใชภ าษาท่ีควรอยูในบทประพนั ธมากกวาในรายงาน เชน โปรยปราย ใหความปราณี อยางแสนสาหสั ดังน้ันคําตอบท่ถี ูกตองของขอ น้ี
คอื ขอ 4 นน่ั เอง

นอ งๆ สามารถศึกษาเพิม่ เตมิ ไดท่ี
Tag : ภาษาไทย, ภาษา, รายงาน, การทํารายงาน, การส่ือสาร

• การสื่อสาร : การทาํ รายงาน ตอนท่ี 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch16-1

• การส่ือสาร : การทาํ รายงาน ตอนที่ 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch16-2

102 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทท่1ี 7

การเขียนวรรคตอน

การเขียนวรรคตอนเปนเร่อื งสําคัญเร่อื งหน่ึงทีห่ ลายคนมองขา ม เพราะพี่เชื่อวานองๆ กค็ งจะเคยมปี ญ หากนั วา จะตองเวน
วรรคตอนในชวงไหน หรอื เวนวรรคเลก็ หรือใหญอ ยางไร ถา นอ งไดอ า นเร่อื งการเวนวรรคตอนนแ้ี ลวกค็ งจะไขปญ หาคาใจของนองๆ
หลายคนไดด ที เี ดยี ว

หลกั การของการเวนวรรคตอนน้นั มหี ลกั การงายๆ อยู 2 หลักการ คอื การเวนวรรคใหญ และการเวน วรรคเล็ก
การเวนวรรคใหญ คือ การเวนวรรค 2 ตัวอักษรหรอื 2 เคาะ การเวนวรรคใหญเปนการเวนวรรคคําเมื่อจบประโยค ซึ่งเปน
ลกั ษณะทเี่ หมอื นกนั ของหลายภาษาทวั่ โลกแตป ระเทศไทยมสี ง่ิ ทท่ี าํ ใหก ารวรรคตอนของเรายากกวา ภาษาอน่ื กค็ อื เราไมม เี ครอ่ื งหมาย
วรรคตอน เพ่อื บอกวา เราจบประโยคแลว
ดังนั้นเราจะทําอยางไรถึงจะวรรคตอนไดอยางถูกตอง ดังน้ันเราจะตองทําความเขาใจเร่ืองประโยคในภาษาไทยวามี
องคป ระกอบ คอื ภาคประธานและภาคแสดง เมอ่ื เราแสดงการกระทําของประธานในประโยคจบแลว กถ็ ือวา จบประโยค
ตวั อยางของการเวนวรรคตอนท่ีถกู ตอ ง
ปจ จุบันคนไทยมีชื่อเลนเปน ฝรงั่ เปน จาํ นวนมากจนเรยี กไดว าเปนแฟชั่นอยา งหน่งึ ของสังคมไทย // พอ แมน ิยมตัง้ ชื่อลูกใหด ู
เปนฝรั่งโดยเอาอยางชอ่ื คนดังในวงการบนั เทงิ // ช่ือไทยๆ กลายเปน ชอื่ หายากในหมูเ ด็กๆ สมยั น้ี และเปนขอที่คนรนุ ใหมคดิ วาเชย
// นาเสียดายท่ีช่ือเลนภาษาไทยทีเ่ รยี กกนั งา ยๆ กําลงั จะสญู หายไป // เรานาจะหนั กลบั มาต้ังชื่อเลน ลูกหลานใหเ ปนไทยๆ
จากบทความตวั อยา งจะเหน็ วา ทกุ ครง้ั ทเี่ ปลย่ี นประธานตวั ใหม กห็ มายถงึ จบประโยคเดมิ แลว จงึ จะตอ งการเวน วรรคตอน
ในระหวางประโยค แตนอกจากการเวนวรรคระหวางประโยคซ่ึงเปนการเวนวรรคใหญแลวก็ยังมีอีกรูปแบบหนึ่งเรียกวา การเวน
วรรคเล็ก
การเวนวรรคเล็ก เปนการเวนวรรคระหวางคําเชื่อมท่ีเกิดขึ้นระหวางประโยค โดยจะเวนวรรคเพียงตัวอักษรเดียวหรือ
1 เคาะการเวน วรรคเล็กนจ้ี ะใชเ มอื่ ตวั เชอ่ื มเปน คําสันธานเทา นนั้ หากเปน บุพบทซ่งึ เปนการเช่ือมคําจะเขียนตดิ ไปเลย โดยสันธานที่
มักจะพบบอยคือ “และ” “หรือ” “แต” การเวนวรรคเล็กน้ีจะตองมีลักษณะการเช่ือมประโยคยอยที่มีใจความสมบูรณกับอีกประโยค
หนึง่ เทา นั้น เชน
จากตวั อยา ง “ชอื่ ไทยๆ กลายเปน ชอื่ หายากในหมเู ดก็ ๆ สมยั น้ี และ (ชอื่ ไทยๆ) เปน ขอ ทคี่ นรนุ ใหมค ดิ วา เชย” จะเหน็ วา ประโยค
เปนประโยคยาวทีส่ ามารถแยกเปน ประโยคยอยได 2 ประโยค แตท้ังสองใชประธานตวั เดยี วกันและมีใจความทิศทางเดยี วกัน ทาํ ให
ประโยคที่สองละประธานและใชส นั ธาน “และ” เชื่อมแทน
นอกจากนกี้ ารเวน วรรคเลก็ ยงั สามารถใชใ นกรณอี ่นื ไดอีก เชน หลงั เครื่องหมายวรรคตอน หนาและหลัง “ไดแก” “เชน”
“ๆ” “ณ” หนาคาํ วา “เปน ตน” หลังคาํ วา “วา” ในกรณีเปน ประโยค ระหวา งตัวหนังสอื กบั ตัวเลข เปนตน
ขอ สอบทเี่ กย่ี วขอ งกบั การเวน วรรคตอนมลี กั ษณะเพยี งอยา งเดยี ว คอื ขอ สอบทใ่ี หเ ลอื กวา ขอ ใดเวน วรรคตอนไดถ กู ตอ ง ซง่ึ
เปน การวัดการเวน วรรคตอนใหญ ถานอ งๆ เขา ใจหลกั การก็สามารถทาํ ขอ สอบไดเ ลย เชน

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 103

(o-net ป 2554) ขอ ใดเวน วรรคตอนไดถกู ตอ ง
1. บริเวณที่เกิดแผนดินไหวบอยๆ มกั อยูในบริเวณรอยตอระหวา งแผน เปลือกโลก /
แนวดงั กลา วน้เี ปน บริเวณท่ีไมม่นั คง
2. บรเิ วณที่เกิดแผนดนิ ไหวบอ ยๆ / มักอยใู นบรเิ วณรอยตอ ระหวางแผน เปลือกโลก
แนวดังกลาวน้เี ปน บรเิ วณที่ไมม่นั คง
3. บริเวณที่เกดิ แผน ดนิ ไหวบอยๆ มักอยูใ นบรเิ วณรอยตอระหวา งแผน เปลือกโลกแนวดงั กลา วน้ี /
เปนบริเวณที่ไมม ่นั คง
4. บริเวณทเี่ กดิ แผนดนิ ไหวบอยๆ มักอยใู นบริเวณรอยตอ / ระหวางแผน เปลือกโลก
แนวดังกลา วนีเ้ ปน บรเิ วณทไ่ี มมนั่ คง

คาํ ตอบของคําถามนี้ คือ ขอ 1 เพราะเปนการเวนวรรคตอนเม่อื จบประโยคท่ีถูกตอ งน่ันเอง

นองๆ สามารถศึกษาเพม่ิ เติมไดท ่ี
Tag : ภาษาไทย, ภาษา, รายงาน, การทาํ รายงาน, การสอ่ื สาร

• ลกั ษณะการเขียนทั่วไป : ภาษาเขยี น, การเวน วรรค
ตอน, ภาษากะทดั รดั ตอนที่ 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch17-1

• ลักษณะการเขยี นทว่ั ไป : ภาษาเขียน, การเวนวรรค
ตอน, ภาษากะทัดรดั ตอนท่ี 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch17-2

• ลกั ษณะการเขียนท่ัวไป : ภาษาเขียน, การเวนวรรค
ตอน, ภาษากะทดั รดั ตอนท่ี 3
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch17-3

104 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทที1่ 8

ประโยคสํานวนภาษาตา งประเทศ

สาํ นวนภาษาตา งประเทศเปน เร่อื งทเ่ี กดิ ข้นึ เนือ่ งจากการรับเอาวัฒนธรรมโดยเฉพาะจากการแปลหนงั สือภาษาองั กฤษเปน
ภาษาไทย ผูแปลไดแปลตามสํานวนของชาวตางชาติจึงทําใหการเรียงไวยากรณหรือรูปแบบของประโยคผิดแผกไปจากการสราง
ประโยคในภาษาไทย

กอ นทเ่ี ราจะเรยี นรเู รอื่ งสาํ นวนภาษาตา งประเทศสง่ิ ทเ่ี ราจะตอ งทาํ ความเขา ใจใหล กึ ซง้ึ เสยี กอ นนน้ั คอื โครงสรา งประโยคใน
ภาษาไทยซึ่งมที สี่ ิง่ ควรรูดงั ตอไปน้ี

ประโยคในแบบไทยจะเรยี ง ประธาน + กริยา + กรรม ตามลาํ ดับ เชน แมต ีลูก ฉนั กนิ ขาว
สวนขยายในประโยคมักวางหลังคําที่ถูกขยาย และมักจะวางติดกัน ยกเวนสวนขยายกริยาที่อาจวางไวทายประโยค เชน
โทรศพั ทมอื ถอื เคร่ืองนน้ั วางอยูบนโตะตั้งแตเ มือ่ วานนี้
การเรยี งคาํ ของไทยจาํ นวนนับจะอยูห ลังคํานาม และอยูหนา คําลกั ษณนาม เชน ปลา 3 ตัว
เมอื่ นองๆ ไดท บทวนความรูเ กย่ี วกบั โครงสรางของประโยคในภาษาไทยแลว เราก็จะมาดกู ันวาประโยคสํานวนตา งประเทศ
เปน ประโยคท่มี ลี กั ษณะอยางไร โดยพีไ่ ดแบงลกั ษณะของประโยคในสํานวนตางประเทศออกเปน 9 ลกั ษณะ คือ
1. ประโยคเลยี นแบบประโยคประธานเปน ผถู กู กระทาํ (passive voice) หรอื เรียกงายๆ วาประโยคกรรม โดยปกตปิ ระโยค
ประเภทนจ้ี ะนํากรรมมาข้นึ ตน ประโยคและมักมคี าํ วา “โดย” ที่สามารถแปลเปน ภาษาอังกฤษไดว า “by” เชน

ท่ดี ินรอบๆ เกาะแหงนี้ถกู กวา นซื้อโดยนักลงทุน
ซง่ึ เราสามารถเขียนเปนประโยคภาษาไทยไดวา นกั ลงทุนตา งชาตกิ วานซอ้ื ทีด่ นิ รอบๆ เกาะแหงน้ี
2. ใชคาํ วา “มัน” โดยทีค่ ําวามันไมไดมีความหมายอะไรตอประโยค เชน

มันเปน ความจาํ เปนท่ีพวกคณุ จะตองรีบอา นหนังสือสอบ
โดยเราสามารถพดู ประโยคนใ้ี นสาํ นวนภาษาไทยไดง า ยๆ วา พวกคณุ จาํ เปนตอ งอานหนังสอื สอบ
3. การใชค าํ วา “ใหก าร” “ใหค วาม” “มคี วาม” “ทาํ การ” “ทาํ ความ” โดยฟมุ เฟอ ย และไมเ กดิ ประโยชนใ ดๆ ในประโยค เชน

โรงเรียนใหก ารตอนรับคณะผูมาสัมมนาอยา งเปนกนั เอง
เราสามารถตัดคา “ใหการ” ออกไปและทาํ ใหป ระโยคมใี จความเหมอื นเดมิ ไดว า โรงเรียนตอ นรบั คณะผมู าสมั มนาอยา งเปน
กันเอง แตในเรื่องน้ีนองๆ ตองระวังวามีการใชคําพวกนี้ในภาษาไทยดวย ดังน้ันถาตัดคําเหลาน้ีออกแลวทําใหความหมายประโยค
เปลีย่ นไป ก็ไมใชคาํ ทเ่ี ปนสาํ นวนตางประเทศ เชน ผูเสยี หายใหก ารกบั ตาํ รวจเมือ่ วานนี้ คาํ วา “ใหการ” น้เี ปน กรยิ าของประโยค
จะตดั ออกไมได
4. ใชค าํ บพุ บท โดยเฉพาะคาํ วา “ใน” “โดย” ขึ้นตน ประโยคอยางไมจาํ เปน เชน

โดยสวนตัวแลว ดฉิ นั ไมเ ห็นดว ยกบั คํากลา วของเขา

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 105

เราสามารถตัดวลีที่วา “โดยสวนตัวแลว” ออกจากประโยคได และไมทําใหประโยคเสียใจความ นอกจากน้ีรวมทั้งการใช
คาํ บพุ บทอยา งฟุม เฟอย มลี กั ษณะเปนการแปลจากภาษาอังกฤษ เชน ในความคดิ ของขาพเจา มาจากวลี In my opinion

5. ใชส าํ นวนทมี่ ลี กั ษณะแปลมาจากวลตี า งประเทศ ไมเ คยปรากฏในรปู แบบประโยคภาษาไทยมากอ น เชน มาพรอ มกบั เพอื่
ทีจ่ ะนํามาซ่งึ ยอ มนํามาซึง่ อันท่ีจรงิ อยภู ายใตการนาํ ใชช วี ิต ตอ ขอ ซักถาม ในสวนของ ในอนาคตอันใกลน ี้ โดยมตี วั อยางประโยค
เชน

สโมสรฟตุ บอลแหง น้อี ยภู ายใตการนําของอดตี นักฟตุ บอลทมี ชาติ
โดยเราสามารถเขยี นเปนประโยคสํานวนภาษาไทยไดว า สโมสรฟตุ บอลแหง น้ีควบคมุ โดยอดีตนักกฬี าฟุตบอลทีมชาติ
6. ใชคาํ ชว ยกรยิ าคําวา “ถกู ” กบั สง่ิ ทดี่ ี เน่อื งจากปกติภาษาไทยจะใชคํากรยิ าวา “ถกู ” กับส่ิงท่ไี มดี เชน

เขาถกู เชิญไปรบั รางวัล
ควรใชประโยคสํานวนภาษาไทยวา เขาไดรับเชิญไปรับรางวัล สําหรับคําวา “ถูก” ในภาษาไทยควรใชในประโยคประเภท
เขาถูกตี ฉันถกู แมดุ
7. ใชตัวเลข แลว ตามดวยคํานาม ประโยคลกั ษณะนีช้ อบปรากฏอยูในหัวขอ ขา ว เชน

5 มารสังคม ปลน วัด ขโมยตบู รจิ าค
ประโยคท่ีควรเปนประโยคที่ถูกตองของขอความนี้ คือ โจร 5 คนขโมยตูบริจาคของวัด ในวงการส่ือสารมวลชนการเขียน
ลกั ษณะน้กี ็จะทาํ ใหขาวไมน า สนใจ แตในฐานะนักเรียนเราก็ควรจะใชป ระโยคใหถ ูกตอ งตามหลักไวยากรณ
8. ใชค ําวา “สั่งเขา” “นาํ เขา” “สง ออก” แลว ตามดวยคํานาม ประโยคลักษณะน้ีเปน ประโยคทีเ่ ราใชกนั บอยจนเคยชิน เชน

ประเทศไทยสง ออกขาวไปตา งประเทศไดมากทส่ี ดุ ในโลก
แตในประโยคภาษาไทยทถี่ กู ตอ งจะตอ งเรียงวลี “สงออกขาว” เสยี ใหมว า “สงขา วออก” ดงั นั้นประโยคนีท้ ถ่ี ูกตอ งจะตอง
เขียนวา “ประเทศไทยสงขาวออกไปตางประเทศไดม ากทีส่ ุดในโลก”
9. นําคาํ วา “ซึ่ง” มาคน่ั กรยิ าและกรรม ประโยคลกั ษณะนี้มีลักษณะไมเปน ประโยคภาษาไทยทชี่ ัดเจนมาก เพราะประโยค
ภาษาไทยของเรากรยิ าและกรรมจะติดกันยกเวนมีคาํ ขยายกริยามาค่ันไวเทานั้น
ตวั อยางขอสอบท่ีพ่ีจะนํามาใหน องๆ ไดดูในเรื่องประโยคสาํ นวนภาษาตา งประเทศน้ี เปนขอ สอบทจี่ ะวดั ความรคู วามเขาใจ
ในภาพรวมของเรื่องประโยคสํานวนตา งประเทศ นองๆ ตองจบั จุดที่แตกตา งไปจากประโยคในภาษาไทยใหไ ด แลว กจ็ ะทาํ ขอ สอบได
สบายๆ
(o-net ป 2546) ขอใดเปนสํานวนตา งประเทศ

1. คําชมของพอ แมเ ปรยี บไดกบั พรของเทวดา
2. เด็กท่ีไดรบั การอบรมยอ มไมลวงเกนิ ผใู หญ
3. การภาวนา “พุทโธ” เปน การสรางมงคลใหแ กชีวติ
4. คณุ ครสู อนวา ความเพยี รยอมนาํ มาซ่ึงความสาํ เรจ็
การหาคําตอบของขอ สอบในขอน้ีเปน การคดิ เพยี งชัน้ เดยี วเทา นน้ั คือการหาขอทเ่ี ปน สํานวนตา งประเทศแลว แตกตางจาก
ขออื่นๆ คาํ ตอบของคาํ ถามนี้คอื ขอ 4 โดยมสี าํ นวนตา งประเทศวา “ยอมนํามาซึ่ง” หรอื ในภาษาองั กฤษใชวา “lead to”

106 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

ประโยคฟุมเฟอย

ประโยคฟุมเฟอ ยหรือการใชค าํ ท่มี ีลกั ษณะฟุมเฟอ ยนัน้ เปน เรื่องทไ่ี มยากเลยหากนอ งๆ ตง้ั ใจในการทําความเขาใจ เพราะ
ประโยคฟมุ เฟอยคือประโยคทเ่ี มอื่ ไดอา นแลวจะรูสกึ วาทําไมประโยคน้จี งึ ใชคําที่มีความหมายเหมอื นหรือใกลเ คยี งกนั ซ้ําไปมา

ประโยคฟมุ เฟอย หมายถึง ประโยคทีม่ สี วนขยายความมากเกนิ จําเปน แตนอ งๆ จะตองระวงั ใหดวี า ประโยคฟุมเฟอยไม
จาํ เปน จะตอ งเปนประโยคท่ยี าวทส่ี ดุ

ประโยคกะทดั รดั เปน ประโยคทมี่ ลี กั ษณะตรงขา มกบั ประโยคฟมุ เฟอ ย คอื มลี กั ษณะมสี ว นขยายพอเหมาะ มใี จความชดั เจน
แตไ มจาํ เปนตอ งเปนประโยคท่ีส้ันทส่ี ุด

ตวั อยา งของประโยคฟมุ เฟอ ย
ทะเลไทยของเราประสบความเสือ่ มโทรมลงไปทุกวนั อยา งรวดเร็วทนั ตาเหน็

จากตวั อยา งแรกนน้ี อ งๆ จะเหน็ วา มกี ารใชค าํ ทมี่ คี วามหมายคลา ยกนั หลายคาํ มาก คอื “ลงทกุ วนั ” “ทนั ตาเหน็ ” และ “อยา ง
รวดเร็ว” ซ่ึงควรจะเลือกใชค ําใดคําหน่ึงก็จะทําใหประโยคกะทดั รดั

การอานมากและฟง มากนาํ ไปสคู วามเปน พหสู ตู
นองๆ จะสังเกตไดวาประโยคตัวอยางที่พี่บอกมาน้ีเปนประโยคท่ีมีขนาดส้ัน ไมนาจะเปนประโยคท่ีฟุมเฟอย แตประโยค
ฟุมเฟอยในบริบทของขอสอบนั้น ถาหากมีการใชคําฟุมเฟอยแมแตจุดเดียวก็ถือวาเปนประโยคฟุมเฟอย ดังเชนในขอนี้มีการใช
คาํ ขยายวา “มาก” เกินจําเปน เราควรจะเขียนประโยคนีว้ า “การอา นและฟงมากนาํ ไปสูความเปนพหสู ตู ”
สําหรับขอสอบของเรือ่ งประโยคฟุมเฟอยนี้มกี ารตัง้ คําถามอยู 2 ลักษณะดว ยกัน คือ ถามหาประโยคฟุมเฟอย และถามหา
ประโยคกะทดั รัด ซ่ึงในที่น้พี ่ีจะยกตวั อยางการหาประโยคกะทัดรดั มาแสดงวธิ กี ารทาํ ขอสอบใหน อ งๆ ไดดู
(o-net ป 2545 ) ขอ ใดใชภ าษาไดก ระชับท่ีสดุ

1. หอ งเรยี นควรมกี ารถายเทของอากาศและการปรบั แสงสวางอยางเหมาะสม
2. หอ งปฏบิ ัติการทางภาษาควรมีวสั ดุกนั เสยี งและตดิ ต้งั เครอื่ งปรับอากาศ
3. นสิ ิตสามารถหาความรูเ กีย่ วกับเรอื่ งท่ัวไปท่ีเกย่ี วของกับชีวิตประจาํ วันไดจ ากหองสมุด
4. หอ งสมุดเปน สถานที่ทไี่ มมเี สยี งรบกวนจากสิ่งตา งๆ ทาํ ใหก ารอานหนังสือมีสมาธดิ ยี ่ิงขนึ้
จากขอ สอบนองๆ จะเหน็ วาขอ ทม่ี ลี ักษณะฟุมเฟอยที่เหน็ ชดั ที่สดุ คือ ขอ 3 ตรงคาํ วา “เร่อื งทั่วไป” และ “ชีวติ ประจําวนั ”
ควรเลือกอยางหน่งึ จากนัน้ มาดใู นขอ 4 จะเหน็ วา เรารอู ยูแ ลว วาหอ งสมดุ เปน “สถานท”ี่ จึงไมค วรกลา วซา้ํ อกี และขอ ท่ดี ูยากท่ีสุด
คอื ขอ 1 ซงึ่ ถา นอ งสงั เกตดๆี จะพบวาสามารถเปลย่ี นประโยคเปน ประโยคทกี่ ระชบั ไดมากกวาวา “หอ งเรียนควรมอี ากาศถา ยเทและ
แสงสวางเหมาะสม”

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 107

นองๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมไดท่ี
Tag : ภาษาไทย, ภาษาเขยี น, การเวน วรรคตอน, ภาษากะทัดรัด, การใชค าํ ฟุมเฟอ ย

• ลกั ษณะการเขยี นทั่วไป : ภาษาเขียน, การเวน วรรค
ตอน, ภาษากะทดั รดั ตอนท่ี 5
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch18-1

• ลักษณะการเขียนทั่วไป : ภาษาเขียน, การเวน วรรค
ตอน, ภาษากะทดั รัด ตอนท่ี 6
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch18-2

• ลักษณะการเขยี นทั่วไป : ภาษาเขยี น, การเวน วรรค
ตอน, ภาษากะทดั รัด ตอนท่ี 7
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch18-3

บนั ทกึ ชวยจํา

108 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทที่19

สาํ นวนไทย

เรอ่ื งสาํ นวนไทยเปน เรอ่ื งทเี่ ราไดเ รยี นมาตง้ั แตเ ดก็ ๆ สาํ นวนไทยเปน มรดกทางวฒั นธรรมทท่ี รงคณุ คา แสดงภมู ปิ ญ ญาและ
การพฒั นาทางภาษาของบรรพบรุ ษุ ของเรา บางคนอาจคดิ วา เปน เรอื่ งทลี่ า สมยั ไปแลว และยากตอ ความเขา ใจ แตถ า เราไดศ กึ ษาสาํ นวน
อยา งดแี ลว จะเหน็ วา สาํ นวนไทยทาํ ใหเ ราสามารถสอื่ ความหมายในสง่ิ ทเี่ ราตอ งการสอื่ ไดก วา งขวางและเขา ถงึ อารมณม ากกวา เชน
ถา เราพดู วา คนทไ่ี ดด แี ลว ลมื ตวั ถา เรากลา วเฉยๆ กจ็ ะไมไ ดอ ารมณแ ละไมเ หน็ ภาพ แตถ า เราพดู วา “เหมอื นคางคกขนึ้ วอ” กจ็ ะทาํ ใหร สู กึ
ประชดประชนั และแสดงความไมพ อใจมากกวา

กอ นทีเ่ ราจะไดเรยี นรสู าํ นวนไทยมากยง่ิ ขน้ึ เราตอ งมารจู ักกบั ความหมายและประเภทของสํานวนไทยกันกอน
สาํ นวนไทย คอื ขอ คาํ หรอื ขอ ความทก่ี ลา วกนั มาชา นานแลว มคี วามหมายไมต รงตามตวั หรอื มคี วามหมายอนื่ แฝงอยู สาํ นวน
ไทยมี 2 ประเภท คอื
สภุ าษติ คือ สาํ นวนท่มี ลี กั ษณะส่งั สอนหรอื หา ม มจี ุดมงุ หมายเพอ่ื การสงั่ สอน เชน นํา้ เช่ยี วอยา ขวางเรอื
คาํ พงั เพย คอื เปน สาํ นวนทก่ี ลา วโดยทวั่ ๆ ไป ไมไ ดเ นน ไปทก่ี ารสงั่ สอนโดยตรง เชน ตาํ นาํ้ พรกิ ละลายแมน า้ํ ดนิ พอกหางหมู
หัวลา นไดหวี
ตวั อยา งสาํ นวนไทย

สาํ นวน ความหมาย

เลือดข้ึนหนา โกรธมากจนหนาแดง
เลือดเขา ตา ฮดึ สโู ดยไมเกรงกลัวเพราะไมม ที างเลือก
ปากวา ตาขยิบ พูดอยา งหนงึ่ แตกลบั ทาํ อีกอยางหน่ึง
ฆาไมตายขายไมขาด ตดั เย่ือใยไมข าด (พอ แม)
กวนน้ําใหขนุ ทาํ เรื่องราวทีส่ งบอยแู ลวใหว นุ วายมาอกี
หวา นพชื หวังผล ใหประโยชนแกผอู ืน่ เพ่อื หวังสง่ิ ตอบแทน
โยนหนิ ถามทาง ทาํ การสิ่งใดเพ่อื หยง่ั เชงิ ดูกอน
กลานกั มกั บนิ่ กลาเกนิ ไปมักจะมีอนั ตราย
เอามือซกุ หบี หาเร่ืองเดอื ดรอนใสตัวโดยใชท ่ี
ขงิ ก็ราขากแ็ รง อารมณรอ นพอๆ กัน
ตาํ ขาวสารกรอกหมอ หาเพียงพอกนิ ไปมอ้ื หน่ึงๆ

ขอ สอบเร่ืองสํานวนไทยในระดบั มัธยมศึกษาตอนปลายหรอื ระดับท่จี ะสอบเขามหาวิทยาลัยอยา งพวกเรานัน้ เปนขอสอบที่
จะไมไดเนนไปท่ีความจําอยางการจําเพียงช่ือสํานวนและความหมายอีกตอไป แตเปนการเนนไปท่ีความเขาใจและการนําเอาสํานวน
ไทยไปใชในบรบิ ทตา งๆ ไดอ ยางถกู ตอง

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 109

ตัวอยางขอสอบเรอื่ งสํานวนไทยท่ีไดน ํามาเปน ตวั อยา งน้ี เปน ขอ สอบทเี่ นนการใชสาํ นวนใหถ กู ตองกับสถานการณท ่กี ําหนด
มาให และขอสอบจะใชสํานวนท่ีมีความหมายคลายๆ กัน หรือสามารถใชในสถานการณที่คลายกันได แตเราควรจะใชสํานวนใหถูก
ตอ งทส่ี ดุ

(o-net ป 2546) ขอใดใชสาํ นวนไดถูกตอ ง
1. เธอทาํ งานหนกั จนเลือดตาแทบกระเดน็ เพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูกๆ
2. นองเปนลูกคนเดียวของครอบครวั ทุกๆ คนจงึ รกั และดแู ลเธอราวกบั ดาวลอ มเดือน
3. ชลทาํ ธุรกจิ หลายดา น และเพอ่ื ใหธรุ กิจดาํ เนินไปไดดวยดี บางครั้งเขาจึงตองเสยี เบี้ยบายรายทางบา ง
4. หลงั จากจดั งานศพใหพ อ แลว ชยั ตองทํางานใชห นี้อยูหลายป เขาทาํ นองตาํ นํ้าพรกิ ละลายแมน าํ้

เมอ่ื นอ งๆ ไดพ จิ ารณาขอสอบขอนแ้ี ลว จะเหน็ ไดวาการใชสาํ นวนในบรบิ ทแตละขอ กน็ า จะใชไ ด ถาหากเราใชส ือ่ สารผูฟ ง ก็
นาจะเขาใจ แตเราควรจะเลือกขอที่ใชสํานวนไดถูกตองท่ีสุดเทาน้ัน ดังน้ันเราจึงตอบขอ 1 ไมได เน่ืองจาก เลือดตาแทบกระเด็น
หมายถงึ ลาํ บากยากแคน แสนสาหสั แตใ นทนี่ ไ้ี มไ ดบ อกวา เธอลาํ บากหรอื ไม บอกเพยี งแตว า ตอ งทาํ งานหนกั จงึ ควรใชส าํ นวน “สายตวั
แทบขาด” ซึ่งหมายถึงทาํ งานจนแทบไมไ ดพกั ผอ นแทน

ขอ ตอ มาทคี่ วรตดั ออกคอื ขอ 2 สาํ นวนดาวลอมเดือน หมายถงึ มลี กู นอ งบริวารมาก แตในที่น้ีควรใช “ไขในหิน” ซง่ึ หมาย
ถึงของทค่ี วรทะนถุ นอมมากกวา และขอสดุ ทายทผ่ี ดิ คอื ขอ 4 เพราะมีสํานวนทเี่ หมาะสมและตรงมากกวาคือ “คนตายขายคนเปน”
หมายถึงตองกเู งนิ มาจดั งานศพใหใ หญโต ดงั นั้นคําตอบทถ่ี ูกตอง คือ ขอ 3

นองๆ สามารถศึกษาเพม่ิ เตมิ ไดท ี่
Tag : ภาษาไทย, หลกั การใชค ําเชือ่ ม, สํานวน, สภุ าษิต, คาํ พังเพย

• คําและความหมาย : หลักการใชค ําเชอื่ ม • คาํ และความหมาย : หลักการใชคาํ เชื่อม
สาํ นวน ตอนที่ 2 สาํ นวน ตอนที่ 4
http://www.trueplookpanya.com http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch19-1 /book/m6/onet-thai/ch19-3

• คําและความหมาย : หลกั การใชค าํ เชื่อม • คาํ และความหมาย : หลักการใชคาํ เชื่อม
สาํ นวน ตอนท่ี 3 สํานวน ตอนที่ 5
http://www.trueplookpanya.com http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch19-2 /book/m6/onet-thai/ch19-4

110 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทที่20

การเขียนเรียงความ

เรียงความเปนการเขียนที่มีทั้งความยากและความงายผสมกัน ถาเราจะเขียนเรียงความใหไดดีๆ เราจะตองมีกระบวน
การคดิ ทจี่ ะสรา งความสมั พนั ธร ะหวา งเนอ้ื หากบั หวั ขอ เรอ่ื งและจะตอ งมที กั ษะการเขยี นทด่ี ที จ่ี ะสอื่ แนวคดิ ของเราไปสผู อู า นไดอ ยา ง
เหมาะสม แตในท่ีน้ีเราจะเรียนรูความรูเบ้ืองตนของการเขียนเรียงความ คือ เร่ืองสวนประกอบของเรียงความและการเขียนสวน
ประกอบของเรยี งความ

สวนประกอบของเรยี งความ ประกอบไปดว ย 3 สวน คอื
1. คาํ นาํ เปน การบอกใหผ อู า นทราบวา ผเู ขยี นจะเขยี นเรอ่ื งอะไร เปน การกระตนุ ใหผ อู า นสนใจอา นเนอื้ เรอื่ งตอ ไป การเขยี น
คํานาํ มหี ลายวิธี เชน ยกคาํ พดู คําคม สภุ าษติ รอ ยกรอง คาํ ถาม
2. เน้ือเร่ือง เปนสวนสําคัญท่ีสุดของการเขียนเรียงความ ผูเขียนจะตองคิดกอนข้ันแรกวา จะเลือกเขียนเร่ืองอะไรและมี
วัตถุประสงคใ ดในการเขยี นเร่ืองนั้นๆ
จดุ ประสงคใ นการเขยี นเรยี งความ มี 4 ประการ คอื เพ่ือใหข อ เทจ็ จริง เพ่ือโนม นาวใจ เพอื่ ใหค วามบนั เทิง เพื่อสงเสรมิ
การใชค วามคดิ การกาํ หนดจุดประสงคท แ่ี ตกตางกัน จะทําใหเ น้ือหาของงานเขียนตา งกันดว ย
ตอจากนน้ั เราจะตองกาํ หนดโครงเรื่อง การกําหนดโครงเร่ือง ทําใหม ขี อบเขตในการเขียน ไมเ ขยี นนอกประเด็นเปนการจัด
ลาํ ดับความคิดใหเ ปน ระเบียบตอ เนื่องเปน เรื่องราว เชน เขียนเรอ่ื งการวิเคราะหเพลงอแี ซว ควรเรยี งลาํ ดบั โครงเรอ่ื ง คอื

(1) ความเปน มาและลักษณะของเพลงอีแซว
(2) การสรา งสรรคบทเพลงอแี ซว
(3) บทบาทของเพลงอีแซวตอสงั คมไทย
(4) สถานภาพและการอนรุ ักษเ พลงอแี ซวในปจจบุ นั
3. บทสรุป ควรเขยี นบทสรปุ ใหนา ประทับใจ ทส่ี ําคญั คือตอ งทําใหผ ูอานเขาใจจดุ ประสงคข องผเู ขยี นอยางแจม ชดั อาจทํา
ไดหลายวธิ ี เชน เนน สาระสําคัญของเรื่อง ตัง้ คาํ ถามใหค ดิ ตอ ยกคาํ กลา ว คาํ คม สภุ าษติ ขอคิด
สําหรบั เร่อื งขอสอบเรื่องการเขยี นเรยี งความน้ี ขอ สอบกจ็ ะมแี นวขอสอบประมาณ 2 แนวทางดวยกนั คือ คาํ ถามเก่ยี วกบั
การวางโครงเรือ่ ง และคําถามเกยี่ วกับการพิจารณาขอ ความทยี่ กมาใหวา ควรอยใู นสวนประกอบใดของเรียงความ
(o-net ป 2551) ขอ ความตอ ไปน้ีไมควรเปน สวนใดของเรยี งความ
ประเพณีวิ่งควายซ่ึงเปนประเพณีดังเดิมของชาวชลบรุ กี ็จะอยูค ูจงั หวดั ชลบรุ ีไปอีกนานเทานาน
1. สว นนาํ เรื่อง
2. สวนเนือ้ เรื่อง
3. สว นขยายเน้ือเรื่อง
4. สวนปด เรื่อง
จากขอสอบขอน้ีจะเห็นวาขอความดังกลาวเปนขอความที่ควรใชเมื่อจบประโยค และควรเปนสวนท่ีอยูทายสุดของเร่ือง
ดงั นน้ั สวนทไี่ มควรจะมขี อความนอี้ ยูมากท่ีสุดกค็ อื สว นนําเรอื่ ง ขอ 1 นัน่ เอง

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 111

นองๆ สามารถศกึ ษาเพ่ิมเตมิ ไดที่
Tag : ภาษาไทย, การเขยี น, เรยี งความ, บทความ

• วิธีเขยี นบทความ1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch20-1

• คําแนะนาํ ในการเขียนบทความที่ดี
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch20-2

บันทกึ ชวยจาํ

112 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทท่2ี 1

คาํ ทบั ศัพทและศัพทบ ัญญัติ

คําทับศัพทและศัพทบัญญัติมีข้ึนในประเทศไทยอันเนื่องมาจากการเขามาของวิทยาการจากตางประเทศ รวมถึงการยืม
คําตา งประเทศมาใช ดังน้ันเราจงึ ควรศกึ ษาและใชคําทบั ศัพทเหลาน้ใี หถูกตอง

คาํ ทับศพั ท คือการถา ยเสยี งหรอื รปู ของคาํ จากภาษาตา งประเทศ นํามาเขียนในรูปแบบของภาษาไทยของเรา เพอื่ ใหค นที่
อา นออกเสยี งไดถ กู ตอง หรือใกลเ คียงกับภาษาเดมิ โดยมีการยมื คาํ มาจากภาษาตา งประเทศหลายภาษา เชน ภาษาบาลี สนั สกฤต
องั กฤษ จีน ฝรั่งเศส เปน ตน

ตัวอยางคําทบั ศัพท

คาํ ทบั ศพั ท คาํ เดมิ คาํ ทบั ศพั ท คาํ เดิม

เชต้ิ Shirt เตน็ ท Tent
โหวต Vote เทคนิค Technique
โคมา Coma แบตเตอร่ี Battery
ปรฟู Proof กีตาร
แท็กซี่ Taxi คลนิ ิก Guitar
กอ็ บป Copy กาซ Clinic
คอนเสิรต Concert คกุ ก้ี Gas
Cookie

ศพั ทบ ัญญัติ คอื คาํ ศพั ทจ ากภาษาตา งประเทศทกี่ าํ หนดมาเปน มาตรฐานโดยราชบณั ฑติ ยสถาน เพอ่ื ใชใ นการเขยี นเอกสาร
งานของราชการ โดยทัว่ ไปแลวศัพทบญั ญตั ิมกั มาจากภาษาอังกฤษ แตก ารสรางคํามักจะสรา งแบบคําสมาส

ตัวอยางศพั ทบัญญัติ

ศัพทบญั ญตั ิ คําเดมิ ศพั ทบญั ญัติ คําเดมิ

เอกภาพ Unity ตลาดมืด Black market
วิกฤตการณ Crisis วจิ ัย Research
วสิ ยั ทศั น Vision Microbes
Social จลุ นิ ทรีย Synthetize
สงั คม Symmetry สงั เคราะห Hypothesis
สมมาตร Accident สมมติฐาน Monitor
อุบตั ิเหตุ จอภาพ

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 113

ตามความคิดของพ่ีเร่ืองท่ีมักนํามาออกขอสอบมากที่สุดของเร่ืองคําทับศัพทและศัพทบัญญัติ คือการนําไปใช โดยมักเปน
ขอสอบท่ถี ามวา ขอ ไดไ มค วรใชคาํ ทบั ศัพท ดงั นัน้ เวลาเราทําขอ สอบเราควรจะหาคําทับศพั ทใหเ จอเปนอนั ดบั แรก และใหคดิ วา คาํ นั้น
มีคาํ ไทยหรอื ศัพทบัญญตั ิในภาษาไทยทค่ี วรจะใชอ ยหู รอื ไม

(o-net ป 2549) ขอ ใดไมจ าํ เปนตองใชค ําทบั ศพั ทภาษาองั กฤษ
1. เขาคดิ จะปลูกบานแบบบงั กะโลสักหลงั หนึง่
2. นักศึกษาปที่ 1 ตอ งซอ มรองเพลงเชยี รทุกวนั
3. เขาจับฉลากไดเ บอรห น่งึ จึงตองพดู เปนคนแรก
4. โรงเรยี นจะจา ยเงนิ เปนเชค็ ถา จํานวนเงินเกิน 3,000 บาท

จากขอสอบท่ีกําหนดใหนองๆ จะตองหาคาํ ทเี่ ปนคําทับศัพทเ สยี กอ น โดยขอ 1 มีคาํ ทับศพั ท คอื บงั กะโล ขอ 2 มคี ําทบั ศัพท
คอื เชียร ขอ 3 มคี าํ ทับศัพทค อื เบอร และขอ 4 มีคําทับศพั ท คอื เชค็ เมื่อนอ งๆ หาคําเหลา นีไ้ ดแลว จึงมาพิจารณาวาคําใดมคี าํ ไทย
ท่เี หมาะสมในการใช และขอทมี่ ีคาํ ไทยใช คือ ขอ 3 ควรใชค ําวา หมายเลข แทน

114 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทท2่ี 2

ความหมายของคํา

เมอ่ื นอ งจะทาํ การสอ่ื สารกบั ใครสกั คน สง่ิ ทสี่ าํ คญั ทสี่ ดุ คอื การรบั รแู ละเขา ใจสง่ิ ทนี่ อ งไดส อ่ื สารออกไป หากนอ งและคสู นทนา
เขา ใจตรงกัน การสอ่ื สารกจ็ ะประสบความสาํ เรจ็ ดงั นัน้ เมือ่ เราส่ือสาร “ความหมาย” จึงเปน เรือ่ งทส่ี าํ คญั ทส่ี ดุ โดยคาํ หนง่ึ คาํ อาจจะ
มีหลายความหมายกไ็ ด ขน้ึ อยกู บั บรบิ ทของการส่ือสารในขณะนน้ั

ความหมายตามตัว vs ความหมายเชิงอปุ มา
ความหมายตามตวั คือ ความหมายทีต่ รงตามบรบิ ทของการสือ่ สารนนั้ เลย ไมตอ งตีความเพม่ิ เตมิ
ความหมายเชิงอุปมา คอื ความหมายท่ีเกดิ จากการเปรียบเทยี บกับความหมายตามตวั

ตัวอยา งความหมายตามตัวและความหมายเชงิ อปุ มา

คาํ ศพั ท ความหมายตามตัว ความหมายเชงิ อปุ มา
ชักใย อาการชักใยของแมงมุม บงการอยเู บอ้ื หลัง
ขึน้ หมอ ขาวทหี่ งุ แลว พองตัวมาก คนที่เจริญเฟอ งฟู
แกะดํา แกะสดี าํ คนทท่ี ําไรผดิ จากคนอน่ื
นกตอ นกที่ใชลอ จับนกตวั อื่น คนทเ่ี ปนผูตดิ ตอเพอ่ื ลอ ลวงคนอื่น
ซองขาว ซองสีขาว โดนไลอ อก
ตามนาํ้ ไปตามน้ํา รว มคดโกงไปดวย

ความหมายนัยตรง vs ความหมายนยั ประหวดั
ความหมายนัยตรง หรือความหมายโดยตรง คือ ความหมายตามที่ปรากฏในพจนานุกรม อาจเปนความหมาย

ตามตัวหรือเชิงอุปมากไ็ ด
ความหมายนยั ประหวัด หรอื ความหมายโดยนยั คอื ความหมายท่ไี มปรากฏตามตวั อักษร เมอ่ื กลาวแลวจะทาํ ให

ไปนึกถงึ อกี สิ่งหน่งึ
ตวั อยา งความหมายนยั ตรงและความหมายนยั ประหวดั

คาํ ศพั ท ความหมายนัยตรง ความหมายนัยประหวดั
มือขวา มอื ขางขวา คนใกลช ิด
ตาโต ตาท่ีมีลักษณะโต เบกิ ตากวา งเพราะเหน็ เงิน
เขา เนอ้ื วตั ถเุ ขา ไปในเน้อื ขาดทนุ
หงส สัตวจําพวกเปด คอยาว ผูดี
หนามืด เปนลม หลงผิด
มือไว ใชม ือไดรวดเร็ว ข้ขี โมย

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 115

ความหมายกวา ง vs ความหมายแคบ
ความหมายแคบ หมายถึง คําท่ีมีความหมายเฉพาะ เชน ฟุตบอล หมายถึง กีฬาฟุตบอลเทานั้น หรือเกาอ้ี
หมายถงึ เครื่องใชสําหรบั นัง่
ความหมายกวา ง หมายถงึ คาํ ทม่ี คี วามหมายครอบคลมุ คาํ อนื่ ไปดว ย เชน กฬี า มคี วามหมายกวา งหมายถงึ ฟตุ บอล
บาสเกตบอล วายนํ้า ฯลฯ หรอื เครือ่ งเรอื นครอบคลุมถึงเกาอี้ โตะ ตู เตียง
เม่ือเราไดศ กึ ษาเรอ่ื งความหมายของคาํ กนั แลว เรากจ็ ะเหน็ วา เร่อื งความหมายของคาํ เปนสงิ่ ท่ีสาํ คญั เราจงึ ควรระมดั ระวัง
ในการเลือกใชคาํ เพอื่ ใหการสื่อสารประสบความสาํ เร็จ
สําหรบั ขอ สอบเร่ืองความหมายของคํานี้ เปนขอสอบท่ลี ักษณะคลา ยกนั คอื จะถามเปน คูๆ วาเราเขาใจและแยกความหมาย
ของคาํ ออกหรอื ไม เชน ถามหาความหมายตามตัวจากความหมายเชิงอปุ มา หรอื ถามหาคําความหมายนยั ประหวัดจากความหมาย
นัยตรง
(o-net ป 2554) ขอ ใดใชไ ดท้งั ความหมายตามตวั และความหมายเชิงอปุ มา
1. ตกเบ็ด ปลดแอก ยกยอ
2. ลอยแพ รดู ซปิ แข็งใจ
3. เดินเร่ือง ตปี ก ขึ้นใจ
4. ลวงกระเปา ออกโรง ตาฝาด
เมอ่ื นอ งๆ ไดอ า นคาํ ถามแลว สง่ิ แรกทนี่ อ งๆ ควรพจิ ารณา คาํ ถามตอ งการใหเ ราหาขอ ทม่ี คี วามหมายตามตวั และความหมาย
เชิงอปุ มาทุกขอ ดังน้ันเราจงึ ควรหาคําตอบที่ไมม คี วามหมายทัง้ สองแบบ ทาํ ใหค าํ ตอบทถ่ี ูกตอง คือ ขอ 1 เน่ืองจากคาํ วา แขง็ ใจ เดิน
เร่ือง ขึ้นใจ ตาฝาด ไมม คี วามหมายเชงิ อุปมา

116 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

นองๆ สามารถศึกษาเพิ่มเตมิ ไดที่
Tag : ภาษาไทย, คาํ , ความหมายนยั ตรง, ความหมายนยั ประหวัด, ความหมายโดยนัย

• คาํ และความหมาย : ความหมายนยั
ตรง-โดยนัย ความหมายนยั ประหวัด
ตอนที่ 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch23-1

• คําและความหมาย : ความหมายนยั
ตรง-โดยนยั ความหมายนัยประหวัด
ตอนที่ 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch23-2

• คาํ และความหมาย : ความหมายนยั
ตรง-โดยนยั ความหมายนัยประหวดั
ตอนที่ 3
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch23-3

• คาํ และความหมาย : ความหมายนัย
ตรง-โดยนัย ความหมายนยั ประหวัด
ตอนท่ี 4
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch23-4

บันทึกชว ยจํา

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 117

บทที2่ 3

ประกาศ

พบกระเปา สตางค ในหองน้ําหญิง อาคาร 3 ช้นั 2 เวลา 13.00 น. วันน้ี เปน ของผใู ด
ใหไ ปรับไดที่หองประชาสัมพนั ธ อาคาร 3 เวลา 7.00 – 16.00 น.

ฝา ยประชาสัมพันธ โรงเรยี นใจดวี ทิ ยา (ผปู ระกาศ)
1 กรกฎาคม 2556

จากตัวอยา งของประกาศขางตนนองๆ จะเหน็ วา หากเราเปนผูท่ีทํากระเปา สตางคห ายในหองนาํ้ เมอื่ เราไดอ านประกาศนี้
แลว เรากส็ ามารถไปตดิ ตอ รบั กระเปา สตางคข องเราคนื ไดอ ยา งถกู ตอ ง ดงั นนั้ ตวั อยา งประกาศนจ้ี งึ เปน ประกาศทมี่ คี วามถกู ตอ งชดั เจน
เราจึงควรจะเรียนรวู า ประกาศคอื อะไร และประกาศท่ถี ูกตอง ชัดเจนนัน้ มลี ักษณะและหลกั การอยา งไร
ประกาศ คือ ขอ ความที่แจงวัตถุประสงคเฉพาะอยา งแกบคุ คลทวั่ ไป
ลกั ษณะของประกาศท่ีถกู ตอ งและชดั เจน ควรมลี กั ษณะดงั ตอไปน้ี
ลักษณะประกาศของหาย
1. บอกลักษณะและรปู พรรณสิง่ ท่ีหายโดยละเอียด
2. บอกสถานท่ี วัน เวลาทีห่ าย
3. บอกสถานท่ี บคุ คล หรือเบอรโ ทรศพั ทในการติดตอกลบั 
4. แสดงความขอบคุณผูสง คืน
ลกั ษณะประกาศพบของ
1. บอกลกั ษณะของส่ิงของอยา งรวมๆ ไมตองชดั เจนมาก
2. บอกวนั เวลา สถานทีห่ รือบุคคลทีต่ องไปติดตอ รับของ
ลกั ษณะประกาศรับสมคั รงาน
1. ตาํ แหนงและงานทป่ี ระสงคจะใหผ สู มัครทาํ
2. คณุ สมบตั ทิ ่ตี องการ เชน เพศ อายุ ความรู
3. เงินเดือนทไ่ี ดรับ
4. เอกสารท่เี ก่ียวขอ งกับการสมัคร
5. สถานทีต่ ิดตอ
นอกจากลกั ษณะของประกาศทง้ั 3 ตวั อยา งแลว ยงั มปี ระกาศในรปู แบบอน่ื ๆ เชน ประกาศขายสนิ คา ประกาศกฎเกณฑต า งๆ
โดยประกาศทุกชนิดมีสง่ิ ที่เหมอื นกันคือตองบอกจดุ ประสงคของการประกาศ ถา หากตอ งการการติดตอ กลับกใ็ หบอกวิธีหรือบคุ คลที่
สามารถตดิ ตอกลับไดอยางละเอียด ไมใ หผูทอี่ านประกาศมีคาํ ถามหรือทําสง่ิ ใดตอ ไมถ กู แตก ็ไมต อ งยาวจนเกนิ ไป
ขอสอบในเร่ืองประกาศมีขอสอบอยูเพียงสองแนวคือไมถามหาความบกพรองของประกาศ ก็จะถามหาประกาศที่ชัดเจน
ดงั นนั้ นอ งๆ จะตอ งอา นประกาศทโี่ จทยใ หม าอยา งละเอยี ดแลว ลองสมมตวิ า ตวั เองจะทาํ ตามทป่ี ระกาศบอก แลว คดิ ตอ วา จะไปตดิ ตอ
กบั ผูประกาศไดหรอื ไม ถา ไดก ็แสดงวาประกาศนั้นชดั เจนแลว

118 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

(o-net ป 2552) ประกาศในขอ ใดไมชัดเจน
1. ขายเตยี งผา ตดั MIZUHO สภาพดีมาก ราคา 110,000 บาท ติดตอโทร. 0891000000
2. รับสมัครแพทย Part Time โรคทว่ั ไป ซอยลาดพรา ว 45 ติดตอนายแพทยสมชาย
3. รบั สมคั รครูสอนมธั ยมตน จบปริญญาตรี เอกคณติ ศาสตร ตดิ ตอ ท่ี [email protected]
4. บรรยายพเิ ศษเรอ่ื ง “พน วกิ ฤตดว ยความคดิ สรา งสรรค” 5 ส.ค. 2551 สอบถามและซอ้ื บตั รไดท ่ี Thaiticket major

ทกุ สาขา
เมื่อนองๆ ไดอานคําถามและตัวเลือกแลว ใหนองๆ ลองคิดวาหากตนตองการติดตอกลับหรือซื้อสินคา จะสามารถ
ดาํ เนนิ การไดสําเรจ็ หรือไม ซ่งึ ขอ ท่นี องๆ ไมอาจจะติดตอกลับไปได คอื ขอ 2 โดยควรใหเ บอรโทรศพั ทตดิ ตอกลบั จะดีกวา

นองๆ สามารถศกึ ษาเพม่ิ เตมิ ไดท่ี
Tag : ภาษาไทย, คํา, ความหมายนยั ตรง, ความหมายนัยประหวดั , ความหมายโดยนัย

• การสอ่ื สาร : ขาว แบบฟอรม และ
ประกาศ ตอนที่ 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch23-1

• การส่ือสาร : ขา ว แบบฟอรม และ
ประกาศ ตอนที่ 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch23-2

• การสอ่ื สาร : ขาว แบบฟอรม และ
ประกาศ ตอนท่ี 3
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch23-3

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 119

บทที2่ 4

การเรยี งลําดบั คําและขอความ

ในระบบไวยากรณภ าษาไทย การเรยี งลาํ ดบั คาํ และขอ ความเปน เรอื่ งทส่ี าํ คญั มาก เพราะถา หากเราเรยี งลาํ ดบั ผดิ ความหมาย
ของประโยคหรือยอหนาน้ันก็จะเปลี่ยนความหมายไปจากเดิม ทําใหผูฟงเกิดการเขาใจผิดได เชน “เขาตองอดทน” กับ “เขาตอง
ทนอด” ก็มคี วามหมายไมเหมอื นกัน

เร่ืองของการเรียงลําดับคําเปนเรื่องท่ีจะตองใชความเขาใจของตัวเองในการหาคําตอบ โดยการทําขอสอบการลําดับคําใน
ประโยคนั้นจะมีเทคนิคงายๆ คือ ตองหาคําท่ีคิดวามีโอกาสท่ีจะเปล่ียนวิธีการลําดับได โดยทั่วไปจะเปนคําประสมหรือวลีสั้นๆ เชน
ดีใจ-ใจดี ไมพ อด-ี ไมด พี อ

การเรยี งลาํ ดบั ขอ ความหรอื การเรยี งลาํ ดบั ประโยคในยอ หนา เปน เรอ่ื งทมี่ กั ออกสอบนาํ มาเปน ขอ สอบมากทส่ี ดุ โดยหลกั การ
เรยี งลาํ ดับประโยคในยอหนานั้นมหี ลักการสาํ คญั ๆ ดงั ตอไปน้ี

1. หนง่ึ ยอ หนามปี ระโยคใจความสาํ คญั เพยี งประโยคเดียว เราจงึ ควรหาประโยคใจความสําคญั กอน
2. ประโยคใจความสําคัญมักอยปู ระโยคแรกหรอื ประโยคสุดทา ย
3. เนอ้ื ความในยอ หนา มกั เรยี งกนั อยา งเปน ระบบ เชน เรยี งจากนอ ยไปหามากหรอื มากไปหานอ ย เรยี งจากเหตไุ ปหาผลหรอื
ผลไปหาเหตุ เรยี งตามลาํ ดบั เวลา เปน ตน
เมื่อเราเขา ใจกระบวนการการเขียนยอ หนา แลว การทําขอ สอบการเรยี งลาํ ดับขอ ความก็ไมใ ชเร่ืองยาก โดยขอ สอบการเรยี ง
ลําดับขอ ความน้นั มักมลี กั ษณะเดียวกนั คอื ใหขอ ความมาหลายๆ ขอ ความแลว ใหเ ราเรยี งลาํ ดบั การทาํ ขอสอบแบบนี้พ่อี ยากใหนองๆ
ลองเรยี งลาํ ดับดว ยตนเองกอ น แลวจงึ ไปดตู ัวเลือกทโี่ จทยใหม าเทียบกับทีเ่ ราคิดวาเหมอื นหรือตางกนั ไหม แลว แบบใดดกี วากัน
(o-net ป 2550) เรยี งลาํ ดับขอ ความในขอ ตอไปนี้ใหถกู ตอง

ก. กลา วคือทรงปฏเิ สธวา
ข. ไมมสี ิ่งอ่นื ทเี่ ปน ตัวตนของเราอยูอีก
ค. นอกจากขนั ธ 5 ทีจ่ ัดเปน กายกับจิตของเราแลว
ง. ในพระสุตตันตปฎ ก พระพุทธเจา ทรงปฏิเสธการมอี ยขู องอตั ตา

1. ค ง ก ข

2. ง ก ค ข
3. ง ค ก ข
4. ข ค ก ง
เมอ่ื นองๆ ไดอานโจทยแลวพ่กี ข็ อใหน องๆ ลองเรียงประโยคดวยตนเองกอน จากนน้ั จงึ ดใู นคาํ ตอบไดจะไดคําตอบคอื ขอ 2
วา “ในพระสตุ ตนั ตปฎ ก พระพทุ ธเจาทรงปฏิเสธการมอี ยขู องอัตตา กลาวคอื ทรงปฏิเสธวา นอกจากขนั ธ 5 ทีจ่ ดั เปนกายกับจติ ของ
เราแลว ไมมสี ่ิงอ่นื ท่ีเปนตัวตนของเราอยูอีก”

120 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

นองๆ สามารถศกึ ษาเพิม่ เติมไดที่
Tag : ภาษาไทย, ลาํ ดับคาํ , ลําดับความ, การเรียงคํา, การใชค ํา

 • ลกั ษณะการเขียนทว่ั ไป : ลาํ ดบั คาํ
ลําดับความ ตอนท่ี 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch25-1

• ลักษณะการเขยี นท่ัวไป : ลาํ ดบั คาํ
ลําดบั ความ ตอนที่ 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch25-2

• ลกั ษณะการเขียนทั่วไป : ลําดบั คาํ
ลําดบั ความ ตอนที่ 3
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch25-3

• ลักษณะการเขยี นทวั่ ไป : ลําดับคาํ
ลําดับความ ตอนที่ 4
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch25-4

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 121

บทท่2ี 5

ประโยคกาํ กวม

เรื่องประโยคกํากวมเปนเร่ืองที่สนุกเร่ืองหนึ่งในภาษาไทย เน่ืองจากเปนความบกพรองทางภาษาท่ีมักเกิดจากการไมรูหรือ
มองขา มของผสู ง สาร ทาํ ใหผ รู บั สารนนั้ แปลความหมายไดห ลายทาง ผทู จ่ี ะทาํ ขอ สอบเรอ่ื งประโยคกาํ กวมไดด จี ะตอ งเปน คนชา งสงั เกต
ไมเ ชอื่ อะไรงา ยๆ และมจี นิ ตนาการ โดยการเกดิ ประโยคกาํ กวมนนั้ เกดิ ขน้ึ ดว ยเหตทุ ง้ั หมด 4 ประการ คอื

1. การใชค าํ ขยายผดิ ท่ี โดยประโยคกาํ กวมประเภทนสี้ ามารถใชค าํ ขยายไปขยายไดห ลายสว นทาํ ใหผ รู บั สารไมม นั่ ใจวา ขยายสว น
ไหน เชน “ตาํ รวจไดจ บั กมุ หญงิ นกั ลกั ทรพั ยก รดี กระเปา ประชาชนรายสาํ คญั ” ประโยคนก้ี าํ กวมเพราะไมร วู า “รายสาํ คญั ” ขยาย “นกั ลกั
ทรพั ย” หรอื “ประชาชน”

2. การใชก ลุมคําหรือคาํ ประสม ที่อาจจะตคี วามเปน ประโยคก็ได เชน “รอนจงั ขอผา เช็ดหนาหนอ ย” ประโยคนีก้ ํากวมตรง
คาํ วา “ผา เชด็ หนา ” ที่ไมรูว าเปน คาํ ประสม หรอื ประโยค “ผา (ประธาน)-เช็ด(กรยิ า)-หนา (กรรม)”

3. การใชค าํ ทม่ี หี ลายความหมาย หรอื อาจจะตคี วามไดห ลายทาง เชน “บรษิ ทั นถ้ี า เงนิ หาย เจา หนา ทต่ี อ งออก” คาํ วา “ออก”
นแ้ี ปลความหมายได 2 ทาง คอื ออกเงินและถกู ไลออก

4. การเวน วรรคไมถ กู ตอ ง เชน “คณุ แมข องนักเรยี นท่ถี กู รถชนมาหาคณุ ” ประโยคนกี้ ํากวมเพราะไมร วู า คณุ แมห รอื นกั เรยี น
กนั แนทถี่ กู รถชน ดังน้นั จงึ ควรเวน วรรคตอนเพอ่ื แกป ญ หานี้ เชน ใชว า “คุณแมของ นักเรียนท่ถี ูกรถชนมาหาคุณ” กจ็ ะทําใหป ระโยค
นี้ชัดเจนวา คนท่ีถูกรถชนคอื นกั เรียน

ขอ สอบเรอ่ื งประโยคกาํ กวมเปน ขอ สอบทถี่ ามอยเู พยี งแนวเดยี วคอื ขอ ใดกาํ กวม ขอ ใดไมก าํ กวม นอ งๆ จะตอ งเขา ใจแนวคดิ
หรอื เหตขุ องการเปน ประโยคกาํ กวมทง้ั 4 ประการใหไ ดเ สยี กอ น แลว กจ็ ะเขา ใจและตคี วามหมายคาํ ถามไดไ มย าก และอกี เทคนคิ หนง่ึ
คือ นองควรหาคําท่ีอยูในแตละตัวเลือกวาคําใดควรจะเปนคําท่ีนาจะกํากวม แลวนํามาเปรียบเทียบกับบริบทวาจะสามารถคิดได
หลายแบบหรอื ไม ถานองคิดไดห ลายๆ แบบ เหมอื นในตวั อยางขา งตน แสดงวา ขอนน้ั เปนประโยคกํากวม

(o-net ป 2549) ประโยคใดมคี วามหมายไมกํากวม
1. พอชอบอานหนงั สือพิมพใ หมๆ
2. เขาเตือนใหเธอออกกาํ ลังกายทุกวนั

3. กว ยเตีย๋ วราดหนา หมสู บั รา นน้ีอรอ ย

4. ประธานบริษัทสมั ภาษณผูส มัครงานคนเดยี ว
จากขอ สอบขอ นต้ี อ งการหาคาํ ตอบทมี่ คี วามหมายชดั เจน เราจงึ ตอ งพจิ ารณาทลี ะขอ วา แตล ะขอ มคี วามหมายกาํ กวมหรอื ไม

ขอ 1 มคี วามหมายกํากวม สามารถแปลความหมายไดว า หนังสือพมิ พใหมๆ กับ หนังสือ(ท่ี)พิมพใ หมๆ
ขอ 2 มคี วามหมายกาํ กวม สามารถแปลความหมายไดว า เตอื นทุกวัน กับ ออกกําลงั กายทกุ วัน
ขอ 4 มคี วามหมายกํากวม แปลความหมายไดวา ผูส มัครงานคนเดียว กับ ประธานบรษิ ัทคนเดียว
ดังนน้ั คําตอบทีถ่ กู ตอ งคอื ขอ 3

122 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

นอ งๆ สามารถศึกษาเพมิ่ เติมไดท ่ี
Tag : ภาษาไทย, การเขยี น, เรยี งความ, บทความ

 • ลกั ษณะการเขียนท่ัวไป : ภาษากาํ กวม
ตอนที่ 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch26-1

• ลักษณะการเขยี นทั่วไป : ภาษากาํ กวม
ตอนท่ี 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch26-2

• ลักษณะการเขียนท่ัวไป : ภาษากํากวม
ตอนท่ี 3
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch26-3

บนั ทึกชว ยจาํ

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 123

บทที่26

ความรทู วั่ ไปเกีย่ วกบั คําประพนั ธ

กอ นทนี่ อ งๆ จะรจู กั กบั บทประพนั ธป ระเภทตา งๆ กอ นอน่ื เรากต็ อ งทาํ ความรจู กั ความรเู บอ้ื งตน กบั บทประพนั ธก นั กอ น นน่ั กค็ อื
“องคป ระกอบ” ของบทประพนั ธน น่ั เอง โดยสว นหนงึ่ ของบทรอ ยกรอง มขี นาดลดหลน่ั กนั ดงั น้ี คอื บท --> บาท --> วรรค --> คาํ เฉพาะ
ในคาํ ประพนั ธป ระเภทกลอน มกั เรยี กวา คาํ กลอน แทนคาํ วา บาท มาเรยี นรกู นั ดกี วา วา เรยี กอะไรกนั บา ง

1. องคประกอบ
1.1 บท คือ ตอนๆ หนึ่งของคําประพันธ
1.2 บาท คอื บรรทดั ของคาํ ประพนั ธ
1.3 วรรค คอื เปนสวนทีแ่ ยกยอยออกมาจากบาทอกี ทีหนึ่ง
1.4 คาํ หรือพยางค คือ เสยี งทเ่ี ปลง ออกมาในคร้ังๆ หนงึ่

ถา นอ งๆ ยังไมเขาใจ เราลองมาดบู ทประพนั ธด า นลา งเปน ตัวอยาง

ยกตวั อยา งเชน

รา งสูงสูงสวยสงา ในตาฝน ยิ้มขันขนั ชวนใหหวั ใจหวาม 1 บาท

ทักสน้ั สัน้ วาคดิ ถึงก็ซึง้ ตาม โอนหี่ รือนิยามของความรัก 1 วรรค
บทประพนั ธขา งตนเปน กลอนแปดหน่ึงบท ซึง่ บทหน่งึ จะมสี องบาท และหนึ่งบทจะมสี ี่วรรค
ลกั ษณะบงั คบั ของบทรอ ยกรอง 9 ประการ
1. พยางค คือ เสยี งที่เปลงออกมาในคร้งั ๆ หนึง่ อาจมคี วามหมายหรอื ไมมคี วามหมายกไ็ ด เชน คําอทุ าน อยา งคําวา โอย
อห๊ิ มํา่ มะ แม ก็เปน พยางคท ้งั ส้นิ

ยกตวั อยา งเชน

- คําหนึ่งพยางค เชน วะ คะ แน ว่ิง นิด กลับ เปนตน
- คําสองพยางค เชน มะมวง วจี ตลาด คลาดแคลว นะจะ ครุคริ เปนตน
2. คณะ คอื ขอกาํ หนดของรอยกรองแตละชนดิ วา จะตอ งมีจํานวนคาํ จํานวนวรรค จํานวนบาทหรือบทในจาํ นวนเทา ใด เชน
กาพยย านี 11 กจ็ ะบงั คบั 4 วรรค โดยวรรคหนาตอ งบงั คับ 5 คาํ และวรรคหลังบังคบั 6 คํา เปนตน สวนกลอนแปด ก็กําหนดวา
1 บทมี 2 บาท 1 บาทมี 2 วรรค 1 วรรคมี 8 คํา
3. สัมผัส คอื ลกั ษณะบงั คับที่ตอ งใชคาํ ใหค ลองจองกัน
3.1 สมั ผัสสระ คือ คาํ ที่ใชส ระเปนเสียงเดยี วกัน ถา มตี วั สะกด ตอ งสะกดมาตราเดียวกนั
ยกตวั อยา งเชน มี-หนี-ด-ี สี ใจ-ไข-ลยั -ไป-ไหม-วัย นาน-ขาน-หลาน
3.2 สัมผัสอกั ษรหรือพยญั ชนะ คอื คาํ ท่ีใชพยัญชนะข้ึนตน เปน ตัวเดยี วกนั หรอื เสียงเดยี วกนั โดยไมตอ งคาํ นึงถงึ
สระหรอื ตัวสะกด
ยกตวั อยา งเชน กา-เกา-กบี -กมุ -กดุ -โกรธ ทราบ-ทรง-ทราม-ทรวง ขวาง-เขวีย้ ง-ขวิด

124 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

3.3 สัมผัสนอก คือ สัมผสั บังคับของบทรอยกรองทุกชนิด เปน คาํ ทต่ี องเชอ่ื มสัมผสั จากวรรคหนึง่ ไปอกี วรรคหนง่ึ
แตต องใชส ัมผสั สระเทานัน้ ไมใชส มั ผสั อักษรนะนองๆ
ยกตัวอยางเชน
พอแดดพรม้ิ ยมิ้ พรายกบั ชายฟา โลกก็จาแจม หวังดวยรงั สี
หยาดอรณุ อนุ หลา เหมอื นอารี แพรระพีหมภพอบหนาวคลาย
 เพียงจะพลิกแผนฟาลงมาฝน กับแสงอนั ออนอุน อรณุ ฉาย
เราคนทอ รอหวังซังกะตาย หวังชีพพรายอนุ บางอยา งอรุณ
3.4 สัมผัสใน คือ คําที่มีเสียงสระหรือมีพยัญชนะคลองจองกันที่อยูในวรรคเดียวกัน ซ่ึงจะทําใหบทรอยกรองนั้น
ไพเราะนา ฟงมากขน้ึ ซงึ่ ในบทรอ ยกรองจะมสี มั ผัสในหรือไมม กี ็ได
ยกตัวอยา งเชน
เหลอื รอยราวหลบเรนเห็นรรู อ ง ยามฝนสาดแดดสองตอ งความหนาว
สายลมแรงซาดซดั ที่พัดพราว เสยี งเกรยี วกราวกรวดทรายลอยสายลม
4. คําครุ - ลหุ คือ คําหนกั คาํ เบา ซึ่งบังคับใชใ นบทประพนั ธป ระเภทฉันท
5. คําเอก – คาํ โท คอื คําทบี่ งั คับวรรณยกุ ตร ปู เอกและโท ในตาํ แหนงท่ีกําหนดไวโ ดยเฉพาะในโคลงและราย
5.1 คาํ เอก คอื คาํ หรือพยางคท ม่ี ีรูปวรรณยุกตเ อก เชน ใช ไต เตา จา แม เปน ตน
5.2 คําโท คือ คําหรอื พยางคที่มรี ปู วรรณยุกตโท เชน นา้ํ ฟา หลา ได เปน ตน
5.3 คําเอกโทษ คอื คาํ โทท่เี ขียนโดยใชรูปวรรณยกุ ตเอก หรืองายๆ กค็ ือ คาํ เอกท่สี ะกดผดิ
ยกตัวอยา งเชน - หม้ันหมาย เขียนเปน มัน่ หมาย ม่นั เปน คําเอกโทษ
- เข้ยี วคม เขียนเปน เคี่ยวคม เคยี่ ว เปนคาํ เอกโทษ
5.4 คาํ โทโทษ คอื คาํ เอกทีเ่ ขียนโดยใชร ปู วรรณยุกตโ ท หรืองา ยๆ กค็ อื คาํ โททส่ี ะกดผดิ
ยกตวั อยา งเชน - หยอกเลน เขียนเปน หยอกเหลน เหลน เปนคําโทโทษ
- ม่ันคง เขียนเปน หม้ันคง หม้ัน เปนคําโทโทษ
ตัวอยา งโคลงทีใ่ ชคําโทโทษ
หัวลงิ หมากเรียกไม ลางลงิ
ลางลิงหลู งิ ลงิ หลอกขู (ความหมายคือ หลอกข)ู
ลิงไตกระไดลงิ ลิงหม
ลงิ โลดฉวยชมผู (พู) ฉีกควา
6. คาํ เปน - คาํ ตาย คอื ลักษณะบงั คบั ที่ใชใ นการแตงโคลง รา ยและกลบท โดยเฉพาะโคลงส่สี ุภาพ

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 125

7. เสยี งวรรณยุกต คอื เสียงดนตรี อนั ไดแก เสยี งสามญั เอก โท ตรี และ จตั วา ที่กําหนดใหใชในบทกลอน
วรรณยุกตน้ีมีความสําคัญตรงที่จะเปนส่ิงที่ทําใหบทประพันธมีความไพเราะมากย่ิงข้ึน อีกทั้งเรายังตองรูวาคําทายของ
วรรคใดนยิ มหรือไมนิยมลงทา ยดวยเสียงใดบาง ยกตวั อยา งเชน กลอนแปดหรอื กลอนสภุ าพน้นั เสียงลงทายในแตละวรรคนน้ั จะมี
ขอยกเวนแตกตา งกันไป เพือ่ ใหไ ดเสยี งทไี่ พเราะนา ฟง
8. คํานํา คือ คําขึน้ ตนทตี่ องใชใ นบทรอยกรองบางประเภท ซ่งึ จะมีลกั ษณะตา งๆ กัน ดงั นี้
8.1 กลอนบทละคร ขนึ้ ตนดวยคาํ วา “เมื่อนั้น” “บัดนัน้ ” “มาจะกลา วบทไป”
ยกตวั อยางเชน
เมอื่ นัน้ พระยาไมยราพยักษา
เหน็ กระบน่ี อนทอดกายา กป็ รีดาเงือดเงอ้ื กระบองตาล
บัดนัน้ คาํ แหงหนมุ านชาญสมร
รับรองปอ งกนั ประจันกร วานรโถมถบี ดวยฤทธาฯ
มาจะกลา วบทไป ถงึ เทพไทเรืองศรี
อนั สถิตถ้าํ ธารครี ี มที พิ ยโสตนยั นา
ขอสงสัยท่ีพี่คิดวามันผุดข้ึนมาในหัวนองอยางแนนอน นั่นก็คือ ทําไมคํานําของกลอนบทละครถึงตองมีหลายคําดวยและ
ใชตา งกันอยางไร วนั นพี้ ่จี ะมาไขขอสงสัย ทั้ง 3 คําน้ีมีขอ แตกตา งกันอยกู ค็ ือ
เมอื่ นั้น จะใชก ับตัวละครทีเ่ ปนกษัตริยหรือมีบทบาทเดน ทีม่ คี วามสาํ คญั
บดั น้ัน จะใชกบั ตัวละครทต่ี ่ําศักดิ์หรอื มบี ทบาทรองลงมา
มาจะกลา วบทไป ใชเม่ือเร่ิมเลา เรอ่ื งหรือขนึ้ ตอนใหม
8.2 กลอนสักวา ขึน้ ตนดว ยคําวา “สักวา”
ยกตวั อยา งเชน
สกั วาหวานอืน่ มีหมืน่ แสน ไมเหมอื นแมน พจมานทีห่ วานหอม
กล่นิ ประเทียบเปรียบดวงพวงพะยอม อาจจะนอ มจติ โนมดวยโลมลม
แมน ลอ ลามหยามหยาบไมป ลาบปลื้ม ดังดดู ดมื่ บอระเพ็ดตอ งเข็ดขม
ผูด ีไพรไ มป ระกอบชอบอารมณ ใครฟง ลมเมนิ หนาระอาเอย
8.3 กลอนดอกสรอ ย วรรคแรกจะมี 4 คํา และมีคําท่ี 2 เปนคาํ วา “เอย” และตอ งลงทายในคาํ สดุ ทายของบทดวย
คาํ วา “เอย” เทาน้ัน
ยกตัวอยางเชน
เดก็ เอยเดก็ นอ ย ความรูเ จา ยังดอยเรงศกึ ษา
เม่ือเติบใหญเ จา จะไดมีวิชา เปน เคร่ืองหาเลย้ี งชีพสําหรบั ตน
ไดป ระโยชนหลายสถานเพราะการเรยี น จงพากเพียรไปเถดิ จะเกดิ ผล
ถงึ ลําบากตรากตราํ กจ็ ําทน เกิดเปน คนควรหม่นั ขยันเอย”
8.4 กลอนเสภา ขึ้นตน ดวยคาํ วา “ครานนั้ ”
ยกตวั อยา งเชน
“ครานั้นขุนศรีวชิ ยั กราบลงทนั ใดแลว ทลู วา
ขอเดชะพระองคจ งกรณุ า อนั ชวี าอยใู ตบ ทมาลย
ขุนชา งบุตรขาพระพทุ ธเจา ขอทลู เกลาถวายไวเปนทหาร
ดว ยชะตาราศมี ีลาภสการ มาสูโพธิสมภารพระทรงชัย”

126 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

9. คําสรอ ย คือ คาํ ทใี่ ชลงทา ยวรรค หรอื ทา ยบาท ในบทรอ ยกรอง เพอื่ เพ่มิ ความไพเราะ เติมเน้ือความใหส มบูรณ หรอื
อาจใชเ ปน คําถามกไ็ ด ตวั อยา งเชน พอ แม พี่ เทอญ นา ฤา แล ก็ดี ฮา แฮ เฮย เอย เวย รา อา บารมี เลย โดยคําสรอยนีจ้ ะตอ ง
เปน คําเปน จะใชคาํ ตายไมไ ด และใชเ ฉพาะบทประพนั ธช นดิ โคลงและรา ยเทา นัน้ นะจะ
ยกตัวอยางเชน
“ตีงูงไู ซรหาก เห็นกนั
นมไกไกส ําคัญ ไกรู
หมโู จรตอโจรหนั เห็นเลห  กันนา
เชิงปราชญฉลาดกลา วผู ปราชญรู เชิงกัน”

ตัวอยางขอสอบโอเนต

1. ขอใดใชสัมผสั เพยี งชนดิ เดียว
1. พกั ตรนองละอองนวลปลงั่ เปลง
2. งามประหลาดเลศิ ลํ้าเลขา
3. อรชรออนแอนทั้งอินทรีย
4. ขวดิ ขวาดราชพฤกษจกิ แจง
2. “พเิ ศษสารเสกสรา งรังสรรคสาร ประจงจารฉนั ทภาคพริ้งพรายฉาย
เฉกเพชรพรรณเพราเฉดิ เลิศแลลาย ระยับสายสะอง้ิ สอ งสรอยกรองทรวง”
กลอนบทนด้ี เี ดน ดา นใด
1. สัมผสั
2. ฉันทลกั ษณ
3. โครงสราง
4. สญั ลกั ษณ
3. ขอใดมกี ารเลนสมั ผสั พยัญชนะมากท่สี ดุ
1. พ่ีเลง็ แลดูกระแสสายสมทุ ร
2. ละลิว่ สุดสายตาเห็นฟาขวาง
3. เหน็ ฟองฟุงรุงเรืองอยูรางราง
4. กระเดน็ พรา งพรายพราวราวกับพลอย
4. ขอใดมีการเลนสมั ผสั ตา งกับขอ อ่ืน
1. รถฟา ขานางยางตะเคยี น
2. ขวดิ ขวาดราชพฤกษจ กิ แจง
3. โพบายไกรกรางออ ยชางหวา
4. เขาคูคูถน่ิ อยูริมรก
5. ขอใดมกี ารเลนสมั ผสั มากที่สุด
1. จะมาชว งชงิ กันดังผลไม อันจะไดน างไปอยา สงกา
2. พระปน ภพภพกเุ รปน ธานี ใหก ะหรดั ตะปาตีเปน ทพั ขันธ
3. สตรใี ดในพิภพจบแดน ไมมใี ครไดแ คนเหมอื นอกขา
4. เราอยา คอยเขาเลยนะหลานรัก กม พกั ตรร บศกึ ไปดีกวา

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 127

6. “เทาหนอเทาทง้ั ทง้ั ลายังกลา กา ว ทําหนาทีข่ องเทา เพือ่ เจา ของ
เจา ของเทาเลาทั้งทุกขสุขรา่ํ รอ ง มิประคองรา งข้ึนใหมก อ็ ายเทา ”
คาํ ประพนั ธนม้ี ีจดุ เดนขอ ใด

1. เลน สัมผสั สระและสัมผสั อกั ษร
2. เลนคําเลน ความหมาย
3. ใชถ อ ยคําทําใหเ กดิ ภาพ
4. ซํ้าคําย้าํ ความหมาย

เฉลยคําตอบ

1. เฉลย ตอบขอ 2. เพราะวา ขอ 1. 3. และ 4. มีสัมผสั แบบสัมผสั สระและพยญั ชนะ
ยกตัวอยา ง ขอ 1 สัมผสั สระคอื นอง-ออง สัมผัสพยญั ชนะคอื ปลัง่ -เปลง แตขอ 2. มีเพียงสมั ผสั พยัญชนะ ซง่ึ กค็ ือ

หลาด-เลศิ -ล้าํ ไมมีสมั ผัสสระในวรรคน่ันเอง
2. เฉลย ตอบขอ 1. เพราะวากลอนบทนโ้ี ดดเดน ในดา นสมั ผัสอยางมาก โดยเฉพาะสมั ผัสอกั ษร ซึ่งจะเห็นไดจ ากในทกุ วรรค

เชน เศษ-สาร-เสก-สรา ง-สรรค-สาร เปนตน
3. เฉลย ตอบขอ 3. เพราะวา
ขอ 1. มีสมั ผสั 5 คํา ไดแ ก เลง็ -แล และ แส-สาย-ส (มทุ ร)
ขอ 2. มสี มั ผสั 4 คํา ไดแ ก ละ-ลิ่ว และ สดุ -สาย
ขอ 4. มสี มั ผสั 4 คําเชนกัน ไดแก พรา ง-พราย-พราว-พลอย
สว นขอ 3. มีสัมผัส 6 คํา ไดแ ก ฟอง-ฟงุ รงุ -เรือง-ราง-ราง
4. เฉลย ตอบขอ 1. เพราะวา ขอ อ่นื มีทง้ั สัมผสั สระและสัมผัสอกั ษร เชน
- ขอ 2. มสี ัมผัสอักษร คอื ขวดิ -ขวาด, มสี ัมผัสสระ คอื ขวาด-ราช
- ขอ 3. มสี มั ผัสอกั ษร คอื ไกร-กราง, มสี ัมผสั สระ คือ กราง-ชา ง
- ขอ 4. มีสัมผัสอกั ษร คอื ริม-รก, มสี ัมผัสสระ คือ คู- อยู
- ขอ 1. มีเพียงสมั ผัสสระ ฟา -ขา, นาง-ยาง
5. เฉลย ตอบขอ 3. เพราะวา เปน ขอทมี่ ที งั้ สัมผัสสระและสมั ผสั พยญั ชนะมากคูม ากที่สุด ซึ่งไดแก
ใด-ใน, ภพ-จบ, แดน-แคน, ไม-ใคร-ได, พิ-ภพ, ไม- มี
6. เฉลย ตอบขอ 4. เพราะเปนการเลนคําซ้ําคําวา “เทา” เพื่อเปนการย้ําความหมาย และคําวา “เทา” น้ีก็มีความหมาย

เหมอื นกนั ทุกคํา ดังนัน้ จึงไมใ ชก ารเลนคําแตอ ยา งใด
นอ งๆ บางคนอาจยงั สงสยั วา ทาํ ไมถงึ ไมต อบขอ 1. เพราะเหน็ มสี มั ผสั พยญั ชนะตรงคาํ วา เทา -ทงั้ -ทาํ -ท-ี่ ทกุ ข การเลน สมั ผสั

อักษรเพราะวาการเลนสัมผสั อกั ษรน้นั ไมโดดเดนเทาการเลนคําซา้ํ ในกลอนบทน้ีนนั่ เอง

128 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

นองๆ สามารถศกึ ษาเพ่ิมเตมิ ไดที่
Tag : สอนศาสตร, ภาษาไทย, คาํ ประพันธ, ฉันทลักษณ

• สอนศาสตร ภาษาไทย ม.ปลาย :
ฉันทลักษณเ บื้องตน
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch27-1

บันทึกชวยจาํ

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 129

บทท2ี่ 7

ฉันทลักษณ

ทราบหรอื ไมว า บทรอ ยกรองตา งๆ ทเ่ี ราเหน็ กนั ทว่ั ไปนน้ั ไมใ ชว า ใครคดิ จะแตง อะไรอยา งไรกแ็ ตง ขน้ึ มาได บทรอ ยกรองตา งๆ
ลวนแตมีลักษณะบังคับ หรือที่เราเรียกยากๆ วา “ฉันทลักษณ” นั่นเอง ท้ังกลอน ฉันท กาพย กลอน ราย ก็มีฉันทลักษณที่
แตกตางกนั ไป ซง่ึ เราจะกลาวกันตอไป

1. กลอนแปด หรือ กลอนสุภาพ เปนกลอนที่นองๆ อาจจะคุนชินและเห็นกันบอยท่ีสุด ซ่ึงฉันทลักษณน้ันก็ไมไดยากเกิน

ความสามารถของนองๆ ซง่ึ กลอนแปดมีการกําหนดพยางคแ ละสมั ผัส มีหลายชนิดแตท น่ี ยิ มคือ กลอนสุภาพ
แผนผัง

ลักษณะคําประพันธ
1.1.1 คณะ กลอนแปดนน้ั 1 บทจะมี 2 บาท หรือ 4 วรรค โดยในหนึง่ บทนน้ั วรรคแรกเรยี กวาวรรคสดบั

วรรคท่สี องคือวรรครบั วรรคทสี่ ามเรยี กวาวรรครอง และวรรคทสี่ ่ีเรียกวา วรรคสง
1.1.2 เสยี ง การจะแตง กลอนแปดใหไ พเราะนน้ั เรากต็ อ งมขี อ บงั คบั เรอ่ื งเสยี งกนั หนอ ย วา วรรคใดสามารถ

ลงดว ยเสียงอะไรไดแ ละไมไ ดอ ยา งไรบา ง

- วรรคสดับ คาํ สดุ ทา ยสามารถลงไดท ุกเสียง

- วรรครบั คําสุดทายหา มเสยี งสามญั กบั ตรี
- วรรครอง คาํ สดุ ทา ยหา มใชเสียงเอกโทจตั วา
- วรรคสง คําสดุ ทา ยหามใชเสยี งเอกโทจตั วา
พ่ีวาจริงๆ แลวนองไมจําเปนตองจํากฎตางๆ พวกน้ีเลย ถานองๆ ลองอานกลอนน้ันๆ ออกเสียงแลวลองฟงดู
ถา เสยี งมันไมก ลมกลืนไพเราะ หรือไมล ื่นไหล กแ็ สดงวาเราใชเสยี งผดิ นน่ั เอง
1.1.3 การสงสัมผัส การสงสัมผัสเปนหัวใจของบทรอยกรองทุกประเภท ในกลอนแปดเรากําหนดใหมี
สัมผัสในบท หรือ สมั ผัสนอก 3 แหง และมสี มั ผสั ระหวางบท 1 แหง คือ
สมั ผสั นอก นั่นกค็ ือสัมผสั ระหวา งวรรคในบทนน้ั ๆ
- คําสดุ ทายของวรรคสดับ (วรรคที่ 1) ตองสมั ผสั กบั คําท่ี 3 หรือ 5 ของวรรครบั (วรรคที่ 2)
- คาํ สุดทายของวรรครบั (วรรคท่ี 2) ตอ งสัมผัสกบั คําสดุ ทา ยของวรรครอง (วรรคที่ 3)

130 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

- คําสดุ ทายของวรรครอง (วรรคที่ 3) ตอ งสมั ผัสกบั คาํ ที่ 3 หรือ 5 ของวรรคสง (วรรคที่ 4)
สมั ผสั ระหวา งบท คอื สมั ผสั บงั คบั ทตี่ อ งมรี ะหวา งบท โดยคาํ สดุ ทา ยของบทแรกตอ งสมั ผสั กบั คาํ สดุ ทา ยของวรรค
ที่รับ (วรรคที่ 2) ในบทถัดไป
ยกตวั อยา ง
ถงึ โรงเหลาเตากล่นั ควนั โขมง มคี ันโพงผกู สายไวปลายเสา
 โอบาปกรรมนํ้านรกเจียวอกเรา
ใหม ัวเมาเหมือนหนึ่งบา เปนนา อาย

ทําบญุ บวชกรวดน้าํ ขอสําเรจ็ สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย

ขอสังเกต ถึงสุราพารอดไมวอดวาย ไมใกลกรายแกลงเมินก็เกนิ ไป

ในบางคร้งั สัมผสั ระหวางวรรคนัน้ ไมจ าํ เปน ตองลงคําที่ 3 หรือ คาํ ท่ี 5 เสมอไป ในกรณที ี่ผูแตงไมส ามารถหาคาํ มาลงใน
ตาํ แหนง นั้นๆ ได เราก็อนุโลมใหล งสมั ผัสในคาํ ที่ 1, 2 หรอื 4 ได

2. กาพย

2.1 กาพยย านี 11 เปนอีกหัวขอหนึ่งที่ออกขอสอบบอย มีฉันทลักษณท ่ีไมย ากจนเกินไปและมีสมั ผสั คลายกับกลอนแปดจึง
งา ยตอการจดจํา แตข อ ท่ีตางนนั่ ก็คือ จาํ นวนคําในกลอนแปดนัน้ หนง่ึ วรรคจะมี 8 คํา แตในกาพยยานี 11 วรรคแรกจะมี 5 คํา วรรค
ที่ 2 จะมี 6 คํา หรอื จาํ งา ยๆ วา “วรรคหนา มหี าคํา วรรคหลังจําไวมหี ก” ดังน้ันในหน่งึ บาทกจ็ ะมีทงั้ หมด 11 คาํ ซึ่งเปนทมี่ าของชอ่ื
“กาพยย านี 11” นนั่ เอง

แผนผัง

ลกั ษณะคาํ ประพันธ
2.1.1 คณะ กาพยยานี 11 หนงึ่ บทจะมี 4 วรรค หรอื 2 บาท โดยบาทท่ี 1 เราเรียกวา “บาทเอก” และบาทที่ 2 เรา
เรียกวา “บาทโท” และบาทหน่ึงจะมี 2 วรรค โดยวรรคหนามี 5 คาํ และวรรคหลงั มี 6 คาํ

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 131

2.1.2 เสียง คาํ สุดทายของบทกาํ หนดหามใชคําตาย และคาํ ทีม่ ีเสียงวรรณยกุ ต
2.1.3 การสงสมั ผสั การสงสมั ผัสเปนหวั ใจของบทรอยกรองทุกประเภท ในกาพยยานี 11 เรากาํ หนดใหม ีสมั ผสั
ในบท หรือ สมั ผสั นอก 2 แหง และมีสัมผัสระหวางบท 1 แหง คอื
สัมผัสนอก นน่ั ก็คือสัมผัสระหวา งวรรคในบทน้ันๆ

- คาํ สุดทายของวรรคสดับ (วรรคที่ 1) ตอ งสัมผัสกบั คําที่ 3 ของวรรครับ (วรรคที่ 2)
- คําสุดทายของวรรครับ (วรรคที่ 2) ตองสัมผสั กับคําสดุ ทายของวรรครอง (วรรคท่ี 3)
สัมผัสระหวางบท คือสัมผัสบังคับที่ตองมีระหวางบท โดยคําสุดทายของบทแรกตองสัมผัสกับคําสุดทายของ
วรรคทร่ี บั (วรรคที่ 2) ในบทถดั ไป เชนเดียวกันกับกลอนแปด
พขี่ อแนะนาํ นอ งๆ วา ในการจดจาํ ฉนั ทลกั ษณน น้ั เราไมจ าํ เปน ตอ งทอ งตามแผนผงั ใหไ ดเ ปะ ๆ เพราะวา พร่ี วู า มนั จาํ ยากและ
มีโอกาสผดิ พลาดไดงา ย ดังนั้น พี่เลยขอแนะนาํ วา ใหจาํ กลอนแมแบบไปเลย ใหน อ งเลือกกลอนทีง่ ายและคิดวาตัวเองจาํ ได พอเขา
หอ งสอบ เรากค็ อ ยเอากลอนทเี่ ราจาํ นน้ั ไปเทยี บฉนั ทลกั ษณ ซง่ึ พร่ี บั รองวา งา ยกวา อยา งแนน อน พเี่ ลยเอากลอนตวั อยา งมาใหน อ งๆ
ไดเลอื กจาํ กัน ดังน้ี
ยกตัวอยางเชน
องคใ ดพระสมั พทุ ธ สุวิสทุ ธสนั ดาน

ตดั มูลเกลศมาร บ มหิ มน มิหมองมัว

หนงึ่ ในพระทยั ทา น กเ็ บกิ บานคือดอกบวั

ราคี บ พนั พัว สุวคนธกําจร

ผใู หญหาผา ใหม ใหสะใภใ ชคลองคอ
ใฝใจเอาใสห อ มหิ ลงใหลใครขอดู
ดูน้าํ ใสและปลาปู
จะใครลงเรอื ใบ มิใชอ ยใู ตต่งั เตยี ง
สิง่ ใดอยูในตู

พี่เชอ่ื วา บทรอยกรองขา งตนไมบ ทใดกบ็ ทหน่งึ ตองเคยผา นหนู อ งๆ มาแลวแนน อน ท่ีงา ยทีส่ ุดท่พี ่ียกมา ก็คือ บทสวดมนต
ทเ่ี ราสวดกนั ประจําน่นั เอง รับรองวา ไมเ กินความสามารถนอ งๆ แนน อน

2.2 กาพยฉบัง 16 มักใชในบทที่บรรยายลีลาแบบโลดโผนมีอารมณคึกคักสนุกสนาน ปจจุบันมักใชเขียนบทปลุกใจและ
บทสดดุ ี

แผนผัง

132 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

ลกั ษณะคาํ ประพันธ
2.2.1 คณะ กาพยฉบัง 16 หนึ่งบทมี 3 วรรค วรรคแรกมี 6 พยางค วรรคท่สี องมี 4 พยางค และวรรคทีส่ ามมี

6 พยางค ตามลําดับ จาํ นวนพยางครวมกันได 16 พยางค จงึ ไดชื่อวา “กาพยฉบัง 16” โดยนองๆ อาจจาํ วา “หก-สี-่ หก” กไ็ ดเ ชนกนั
2.2.2 เสียง มกั นิยมเสยี งสามญั และจตั วาเปน คาํ ทายวรรค
2.2.3 การสง สัมผสั การสงสัมผสั ของกาพยฉ บงั 16 งายมากๆ เพราะมีเพยี ง 2 แหง เทานัน้ ซึง่ เรากาํ หนดใหม ี

สมั ผสั ในบท หรือ สัมผสั นอก 1 แหง และมสี มั ผัสระหวางบทอกี 1 แหง คือ
สัมผสั นอก นน่ั กค็ อื สัมผสั ระหวางวรรคในบทนัน้ ๆ
- คําสดุ ทายของวรรคท่ี 1 ตองสมั ผสั กบั คาํ สุดทา ย ของวรรคท่ี 2
สัมผัสระหวางบท คือสัมผัสบังคับที่ตองมีระหวางบท โดยคําสุดทายของบทแรกตองสัมผัสกับคําสุดทายของ

วรรคแรกในบทถดั ไป
ยกตัวอยา งเชน

ธรรมะคือคณุ ากร สวนชอบสาธร

ดจุ ดวงประทปี ชัชวาล

แหงองคพ ระศาสดาจารย สองสัตวสันดาน

สวา งกระจา งใจมล

เขาสงู ฝงู หงสลงเรียง เรงิ รองซองเสยี ง
สาํ เนียงนา ฟง วังเวง ฟง เสยี งเพยี งเพลง
กลางไพรไกข ันบรรเลง
ซอเจงจาํ เรียงเวยี งวงั

2.3 กาพยสรุ างคนางค 28
แผนผัง

ลักษณะคาํ ประพนั ธ
2.3.1 คณะ กาพยส รุ างคนางค 28 หนึง่ บทมี 7 วรรค วรรคละ 4 พยางค จาํ นวนพยางครวมกนั ได 28 พยางค จงึ

ไดชือ่ วา “กาพยส รุ างคนางค 28”

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 133

2.3.2 การสง สัมผัส การสง สัมผสั ของกาพยสุรางคนางค 28 นอ งๆ คงตองใชความพยายามกันหนอย เพราะใน
หน่งึ บทมสี ัมผสั คอ นขางมากและนาสับสน คอื

สมั ผัสนอก น่ันกค็ อื สัมผสั ระหวา งวรรคในบทนั้นๆ
- คําสดุ ทา ยของวรรคที่ 1 ตองสมั ผสั กับคําสดุ ทา ยของวรรคท่ี 2
- คําสดุ ทายของวรรคที่ 3 สัมผสั กับคําสุดทายของวรรคที่ 5
- คาํ สุดทา ยของวรรคที่ 4 สมั ผัสกบั คําแรกหรือคําที่สองของวรรคที่ 5
- คาํ สุดทายของวรรคที่ 5 สัมผสั กบั คําสดุ ทายของวรรคที่ 6

สมั ผสั ระหวา งบท คอื สมั ผัสบังคบั ทต่ี อ งมรี ะหวา งบท โดยคาํ สุดทายของบทแรกตองสมั ผสั กบั คาํ สุดทา ยของวรรค
ที่ 3 ในบทถดั ไป

ยกตัวอยางเชน

สุรางคนางค เจ็ดวรรคจัดวาง ใหถูกวิธี

วรรคหนง่ึ สีค่ าํ จงจาํ ใหด ี บทหนึง่ จงึ มี ย่ีสิบแปดคํา

หากแตงตอไป สัมผสั ตรงไหน จาํ ใหเเมน ยาํ

คําทายวรรคสาม ตดิ ตามประจาํ สัมผัสกบั คํา ทา ยบทตนเเล

3. ฉันท

3.1 อินทรวเิ ชยี รฉนั ท โดยปกติแลว ฉันทมักใชสําหรบั แตงเรอื่ งที่ตอ เนอ่ื งกันยืดยาว มีบทพรรณนา หรือการแทรกคติตางๆ
เชน เรอ่ื ง สามคั คเี ภทคาํ ฉนั ท กฤษณาสอนนอ งคาํ ฉนั ท มงคลสตู รคาํ ฉนั ท เปน ตน เนอื่ งจากฉนั ทเ ปน สง่ิ ทค่ี นไทยไดร บั มาจากวรรณคดี
บาลีซง่ึ มีการใชค ําหนัก-เบา ดังนัน้ ในการแตงฉันททกุ ประเภท ขอบังคบั สาํ คัญก็คอื ครุ-ลหุ หรอื เสียงหนกั -เสยี งเบาที่นอ งๆ ตอ งมี
ความรเู บือ้ งตน มาแลววา มีวธิ ีการสังเกตอยางไร

แผนผงั

ััุั ั ุุ ัุ ั ั
ััุั ั ุุ ัุ ั ั

ัั ุัั ุุ ัุ ั ั
ััุั ั

ลกั ษณะคาํ ประพนั ธ
3.1.1 คณะ อินทรวิเชยี รฉนั ท 1 บทมี 2 บาท และมี 4 วรรค โดยบงั คบั ครุ-ลหุ ดังนี้ วรรคหนา (ในทน่ี ี้หมายถงึ วรรค

ที่ 1 กับ 3 ของบทนนั้ ๆ) มี 5 คาํ โดยมขี อ บงั คับคร-ุ ลหุ ดงั นี้ ตาํ แหนง คาํ ที่ 1 2 4 และ 5 เปน “ครุ” และคําท่ี 3 เปน “ลห”ุ และวรรค
หลงั (ในท่นี ้หี มายถงึ วรรคท่ี 2 และ 4 ของบทนน้ั ๆ) จะมี 6 คาํ โดยมขี อ บงั คบั คร-ุ ลหุ ดงั นี้ ตําแหนงคําที่ 1 2 และ 4 เปน “ลห”ุ และ
ตําแหนง 3 5 และ 6 เปน “ครุ”

134 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

วธิ ีการทอ งจํางายๆ พข่ี อแนะนํา 2 วธิ ี น่นั กค็ อื นอ งอาจจะจําวา มีคาํ ลหุในพยางคที่ “3, 6, 7, 9” หรอื วธิ ที ่ี 2 คอื
ทองแบบมีจงั หวะจะโคน นอ งๆ อาจจะทอ งวา “หนั หัน / อหุ ันหนั อุอหุ ัน / อหุ ันหนั ” หรอื จะทองวา “อะอะ / ออุ ะอะ อุอุอะ / อุ
อะอะ” กไ็ ด ขนึ้ อยูกับความถนดั ของนอ งๆ

หมายเหตุ : คําครุ เราแทนดวย “ไมหนั อากาศ” หรือ “หัน” สวนคาํ ลหุ เราแทนดว ย “สระอ”ุ หรอื “อุ”
3.1.2 การสง สัมผสั การสงสัมผสั ของอนิ ทรวิเชียรฉันท มเี พยี ง 3 แหง คือ

1. สมั ผสั นอก น่นั กค็ อื สมั ผัสระหวา งวรรคในบทน้นั ๆ
- คาํ สดุ ทายของวรรคที่ 1 ตอ งสมั ผสั กับคาํ ท่ี 3 ของวรรคที่ 2
- คําสุดทายของวรรคที่ 2 สมั ผัสกับคําสดุ ทายของวรรคที่ 3

2. สมั ผัสระหวา งบท ในคําประพันธประเภทฉันทน้ันก็เหมือนกันกับคําประพันธทุกประเภท น่ันก็คือ
คําสุดทายของบทแรกตองสัมผัสกับคําสุดทายของวรรคที่ 2 ในบทถัดไป

ยกตัวอยา งเชน

บงเนือ้ กเ็ นือ้ เตน พิศเสน สรรี ร วั

ท่ัวรา งและทง้ั ตวั กร็ ะริกระรวิ ไหว

แลหลังละลามโล หติ โอเลอะหลงั่ ไป

เพงผาดอนาถใจ ระกะรอ ยเพราะรอยหวาย

พรอมกายวจีจิตร สจุ รติ พินิจตรอง

ธรรมแลจะคมุ ครอง นรน้นั นริ นั ดร

ใหป ราศนริ าศทกุ ข ประลสุ ุขสโมสร

หลักฐานสถาพร ธุระกอบกเ็ กดิ ผล

ขอสงั เกต
ในการทําโจทยภาษาไทยเรื่องอินทรวิเชียรฉันทบางคร้ัง นองๆ จําเปนตองอานบทรอยกรองน้ันๆ ใหเขาตามฉันทลักษณ

ครุ-ลหุ ทก่ี าํ หนดไว พจ่ี ะยกตัวอยา งเพอ่ื ใหน อ งๆ เห็นภาพชดั ขนึ้

พวกราชมลั โดย พลโบยมิใชเ บา
สุดหตั ถแหง เขา ขณะหวดสพิ ึงกลวั
บงเน้ือกเ็ นอ้ื เตน พิศเสน สรรี รัว
ทวั่ รา งและทัง้ ตวั ก็ระริกระริวไหว

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 135

จากตวั อยา งขา งตน ใหน อ งๆ สงั เกตคาํ ทพ่ี เี่ นน ไว ซง่ึ กค็ อื คาํ วา “ราช” “พล” และ “พศิ ” โดยปกตแิ ลว นอ งๆ มกั จะอา นทง้ั 3 นว้ี า
/ราด/ /พล/ และ /พดิ / กนั อยา งแนน อน แตท วา เมอื่ ทง้ั 3 คาํ นมี้ าอยใู นอนิ ทรวเิ ชยี รฉนั ทน น้ั เราจงึ จาํ เปน ตอ งปรบั เปลย่ี นการอา น เพอื่ ใหเ ขา
กบั ฉนั ทลกั ษณค ร-ุ ลหุ ดงั นนั้ เราจะตอ งอา นวา /ราชะ/ /พะละ/ และ /พสิ ะ/ เพอ่ื ใหต รงกบั “หนั หนั / อหุ นั หนั ออุ หุ นั / อหุ นั หนั ” นนั่ เอง

4. โคลง

4.1 โคลงสส่ี ภุ าพ เปน โคลงอกี ประเภทหนง่ึ ทกี่ วนี ยิ มแตง และออกขอ สอบบอ ยมาก โดยทวั่ ไปแลว บทรอ ยกรองประเภทโคลง
น้ันมีลกั ษณะบงั คับทีส่ าํ คญั ยงิ่ นั่นก็คือ “เอก-โท” ซึง่ นองๆ จาํ เปนตอ งจําฉนั ทลักษณใหไดเพอ่ื ทีจ่ ะสามารถนําไปใชใ นหอ งสอบ โดย
การจําฉันทลักษณน ้นั พีแ่ นะนาํ ใหน อ งทองจํา “โคลงแมบท” ซ่งึ “โคลงแมบท” กค็ ือ โคลงสี่สุภาพที่มีไมเอกไมโทตรงตามบงั คบั ซงึ่
จะกลาวถึงในลําดบั ตอไป

แผนผัง

เอก โท ( )
เอก โท )
เอก
เอก (
เอก เอก โท

เอก โท อนั ใด (พเี่ อย)
ตัวอยา งโคลงแมบท ทั่วหลา
ลมื ต่นื (ฤๅพ)ี่
เสียงลือเสยี งเลาอา ง อยาไดถามเผอื
เสียงยอ มยอยศใคร

สองเขอื พ่หี ลบั ใหล
สองพีค่ ิดเองอา

ลกั ษณะคําประพนั ธ
4.1.1 คณะ โคลงสี่สภุ าพ 1 บท จะมี 4 บาท และวรรคหนาของทกุ บาทจะมี 5 คาํ และมีวรรคหลัง 2 คาํ แตในบาท

ที่ 1 และ 3 นน้ั วรรคหลังจะมีคําสรอ ยหรือไมม ีก็ได
4.1.2 การสงสมั ผสั
- คาํ สดุ ทา ยของบาทท่ี 1 (ทไี่ มใ ชคาํ สรอย) สมั ผัสคาํ สุดทายในวรรคแรกในบาทท่ี 2, 3
- คาํ สุดทา ยของบาทท่ี 2 สัมผสั กบั คําสุดทา ยของวรรคแรกในบาทที่ 4
4.1.3 คาํ เอก-คําโท หมายถึง พยางคทีบ่ งั คบั ดว ยรปู วรรณยุกตเ อก และรปู วรรณยกุ ตโ ทกํากบั ในคาํ นนั้
- คําเอก คอื รูปวรรณยกุ ตเอกกาํ กบั ทกุ คํา เชน แก ต่ี พ่ี โด ทอ ง รอย เปนตน
- คาํ โท คือ คาํ ทม่ี ีรปู วรรณยกุ ตโทกํากับทุกคํา เชน มา หลา ไซร ราย ให เตน เปนตน

ในโคลงสี่สุภาพหนึ่งบทจะมีคําเอกทั้งหมด 7 แหง และคําโททั้งหมด 4 แหง หรือนองๆ สามารถจดจําอยางงายๆ วา
“เอกเจ็ดโทสี่” และคําเอก โท ในบาทแรกของโคลงอาจสลับท่ีกันได

136 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

แตม ีขอ สังเกตเล็กๆ นอ ยๆ มาฝากนอ งๆ กนั วา ถา หากในกรณที ่ีเราไมสามารถหาคาํ มาลงในตาํ แหนง เอก - โททีก่ ําหนดไว
ได เราจะมีขอแกไขอยางไร คําตอบก็คือ เราสามารถอนุโลมใหใช “คําตายแทนคําเอก” ได ในกรณีท่ีหาคําเอกมาลงไมไดน่ันเอง
นอกจากนเ้ี รายงั มอี กี ทางเลือกหนงึ่ นอกเหนอื จากการใชค ําตายแทนคําเอก น่นั ก็คอื การใช “เอกโทษ-โทโทษ” ท่พี ่เี คยพดู ถึงไปแลว
ในบทแรกในเรอื่ ง ลกั ษณะ 9 ประการของบทรอ ยกรอง

ตวั อยางโคลงส่สี ภุ าพ

จากมามาล่ิวล้าํ ลาํ บาง

บางยีเ่ รอื ราพลาง พีพ่ รอ ง

เรือแผงชวยพานาง เมยี งมาน มานา

บางบรับคาํ คลอง คลาวน้ําตาคลอ

4.2 โคลงสองสุภาพ นองๆ บางคนอาจจะไมคุนหูและไมเคยรูจักโคลงสองสุภาพมากอน แตในขอสอบโอเนตนั้น ยังมี
การออกเรอ่ื งโคลงสองสุภาพอยูเปน ครงั้ คราว ดงั น้นั เรามาทําความรจู กั กับโคลงชนิดน้เี ลยดีกวา ข้นึ ชือ่ วา “โคลง” กต็ อ งมีการบงั คบั
“เอก-โท” เชน เดยี วกันกบั โคลงสี่สุภาพ แตจ ะสั้นและงายกวาเลก็ นอ ย โดยทวั่ ไปแลวโคลงสองนัน้ ใชใ นการจบรา ยสุภาพ

แผนผัง

()
ลักษณะคาํ ประพนั ธ

4.2.1 คณะ โคลงสองสุภาพ 1 บท จะมี 3 วรรค โดยมีวรรคละ 5 คาํ สองวรรค สว นวรรคสุดทายมี 4 คํา และ
อาจเพม่ิ หรอื ไมเ พ่มิ คาํ สรอยตอนทายก็ได

4.2.2 การสงสัมผัส มีแหงเดยี ว น่นั กค็ อื คําสดุ ทายของวรรคท่ี 1 ตอ งสัมผัสกบั คาํ สุดทายของวรรค 2
ตัวอยา งโคลงสองสุภาพ

โคลงสองเปน อยา งน้ี แสดงแกก ุลบตุ รช้ี

เชน ใหเหน็ เลบง แบบนา

พระธรรมสอนสั่งไว พอแมจงรกั ไซร

นบไหวบ ชู า

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 137

ตัวอยางขอสอบโอเนต

1. “ชายใดไมเท่ียวเทียวไปทุกแควนแดนไพรมิอาจประสบพบสุข” จากคําประพันธขางตน หากแบงวรรคใหถูกตองจะเปน
คําประพันธช นิดใด
1. กลอน 2. อนิ ทรวิเชยี ร 3. กาพยยานี 4. กาพยฉบงั
2. “หัน่ เตาหลู งทอดน้าํ มนั หยอดลงกระทะตั้งไฟกลางดีจะเหลืองแลวละตักขึน้ เร็ว” หากแบงวรรคใหถูกตอ ง
จะเปนคําประพันธช นิดใด
1. กาพยยานี 2. รายสภุ าพ 3. โคลงสองสุภาพ 4. อินทรวเิ ชียรฉนั ท
3. “บอกแลวก็ไมเชื่อจะมิเหลืออะไรเลยคราวนี้ละเธอเอยฤจะเฉยก็ตามใจ” หากจัดวรรคไดถูกตอง จะไดเปนคําประพันธ
ตามขอ ใด
1. กลอน 2. กาพยยานี 3. อนิ ทรวิเชยี ร 4. กาพยสุรางคนางค
4. “พระวดั รตั นมณมี จี รยิ วตั รงดงามเราควรประพฤตติ ามจะอยเู ยน็ เปน สขุ สนั ต” หากจดั วรรคไดถ กู ตอ ง จะไดเ ปน คาํ ประพนั ธ
ตามขอใด
1. กลอน 2. กาพย 3. กาพยส ุรางคนางค 4. กาพยฉบงั
5. “ขนมหวานขาวและกบั จัดสําหรบั ถวายพระอยา หยบิ กนิ นะคะประเด๋ยี วจะตกนรก” จากขอ ความตอไปน้ี
หากแบงวรรคถูกตองแลว จะไดค าํ ประพันธตามขอ ใด
1. โคลงสอง 2. กลอนหก 3. อนิ ทรวิเชียร 4. กาพยยานี
6. “มากนิ ขนมกนั นะจะ ฉันจะสขุ ใจกินไปก็คุยไปจะสนุกและเบิกบาน” จากขอความตอ ไปนี้ หากแบงวรรคถกู ตอ งแลว
จะไดคาํ ประพนั ธตามขอใด
1. กาพยย านี 2. โคลงสอง 3. กลอนสภุ าพ 4. อินทรวิเชียรฉันท
7. บาทที่ 3 ของโคลงสี่สุภาพตอ ไปนี้ ขอใดแตงถูกตามฉนั ทลักษณท กุ ประการ
1. นารายณเนื่องนทิ รสนิ ธุ นานตืน่
2. นารายณเ จอ่ื งเจา นทิ ร นานเนา แลว เฮย
3, นารายณบ รรทมสนิ ธุ นานตนื่
4. นารายณเ นาในสินธุ นานนบั แลนา
8. บาทท่สี ่ขี องโคลงส่ีสภุ าพในขอใดถกู ตองตามฉันทลักษณ
1. เรืองรุง บรรเจิดหลา คัคนานต
2. เรืองมณนี พร้ิว รวงรุง รังสี
3. เรอื งรามรุงรุงฟา ฟากฟา ดนิ ชม
4. เรืองลกั ษณเ ลศิ ปญ ญา โลกซอ งสรรเสรญิ
9. “ผดั กะเพราไกพ รกิ ข้ีหนใู สต ํากับกระเทียมไกสบั ละเอยี ดลงผัดอยา เกรยี มปรงุ รสแลวเตรียมใสใ บกะเพรา”
จากขอความตอ ไปน้ี หากแบง วรรคถูกตอ งแลว จะไดค าํ ประพนั ธต ามขอ ใด
1. โคลงสี่สุภาพ 2. กาพยฉบงั 3. กลอนสภุ าพ 4. กาพยส ุรางคนางค
10. ขอ ความตอ ไปนี้ ถาเขียนแยกวรรคใหถกู ตอ งจะเปน คําประพันธต รงตามขอ ใด
“พิเศษสารเสกสรางรังสรรคสารประจงจารฉนั ทภาคพริง้ พรายฉายเฉกเพชรพรรณเพราะเฉดิ เลศิ แลลายระยับสายสะอ้ิง
สอ งสรอยกรองทรวง”
1. โคลงสสี่ ภุ าพและกลอนสภุ าพ 2. กาพยยานี 11 และกลอนสุภาพ
3. กาพยฉบงั 16 และกลอนสภุ าพ 4. กาพยยานี 11 และกาพยฉ บัง 16

138 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

11. 1.) แลลว นจะนา สยดสยอน 2.) พวกพลทุกคนกาํ แหง 3.) พรอมเพ่อื ผจญสงคราม
4.) เสือสิงหว ิ่งหลา 5.) หาญเหมิ ฤทธิแรง 6.) พาหนคาํ รนคาํ ราม
จงเรยี งตามลาํ ดับใหถูกตอ ง
1. 1 2 3 4 5 6 2. 2 5 3 6 4 1 3. 3 4 2 5 6 1 4. 6 3 4 5 2 1
12. ขอความตอไปน้ี ถานํามาจัดวรรคใหมใหถูกตอง จะไดคําประพันธตามขอใด “ทุกคนเกิดมาเปนคนช่ัวดีมีจนเปนผล
แหงกรรมทําเองถือธรรมเชื่อกรรมยาํ เยงบาปช่ัวกลัวเกรงทาํ แตก รรมดที วีพร”
1. รายสุภาพ 2. กลอนสภุ าพ 3. กาพยฉ บัง 4.กาพยส ุรางคนางค

เฉลยคําตอบ

1. เฉลย ตอบขอ 4. กลอนนี้สามารถแบงวรรคตอนถูกตองไดนี้ “ชายใดไมเท่ียวเทียวไป/ทุกแควนแดนไพร/มิอาจประสบ
พบสุข” ซ่ึงตรงตามฉนั ทลกั ษณของกาพยฉ บัง 16

2. เฉลย ตอบขอ 1. สามารถแบงวรรคตอนตามฉันทลักษณของกาพยยานี 11 ไดดังนี้ “หั่นเตาหูลงทอด/นํ้ามันหยอดลง
กระทะ/ตัง้ ไฟกลางดจี ะ/เหลืองแลว ละตักขนึ้ เร็ว” โดยนองๆ สามารถตัด ขอ 3. ออกไดก อนเพราะมีจาํ นวนคํามากเกนิ ไป และถา หาก
นองๆ ตรวจสอบเร่อื งคําคร-ุ ลหุ ตามฉนั ทลักษณข องอนิ ทรวิเชียรฉันท นอ งๆ กจ็ ะทราบทันทวี า ขอ 4. นน้ั เปนคําตอบท่ีผดิ

3. เฉลย ตอบขอ 2. เพราะถา หากแบง วรรคถกู ตอ ง จะไดกาพยย านี 11 ดังนี้ “บอกแลวก็ไมเชือ่ /จะมเิ หลอื อะไรเลย/คราวน้ี
ละ เธอเอย /ฤจะเฉยกต็ ามใจ” แตถ า หากนอ งๆ ลองดคู าํ คร-ุ ลหกุ จ็ ะรทู นั ทเี ลยวา มนั ไมต รงกบั ฉนั ทลกั ษณอ นิ ทรวเิ ชยี รฉนั ท และจาํ นวน
คํากบั สมั ผัสกไ็ มล งกบั ฉันทลักษณกลอนอีกดว ย

4. เฉลย ตอบขอ 2. พี่แนะนาํ ใหน องๆ ตดั ตวั เลอื กทิ้งเหมือนขอ ท่ีผานๆ มา จะทาํ ใหนองทําขอสอบไดเร็วยง่ิ ข้ึน ซง่ึ ในขอนี้
ตรงกบั ฉนั ทลกั ษณข องกาพยย านี 11 โดยสามารถแบง วรรคไดด งั นี้ “พระวดั รตั นมณ/ี มจี รยิ วตั รงดงาม/เราควรประพฤตติ าม/จะอยเู ยน็
เปนสขุ สนั ต”

5. เฉลย ตอบขอ 4. เปน ฉันทลักษณแ บบกาพยย านี 11 คือ วรรคหนามี 5 คํา วรรคหลงั มี 6 คาํ สามารถแบง วรรคไดด ังนี้
“ขนมหวานขาวและกับ/จัดสาํ หรับถวายพระ/อยาหยิบกนิ นะคะ/ประเดีย๋ วจะตกนรก”

6. เฉลย ตอบขอ 1. กาพยยานี 11 ขอ น้ีใชเ ทคนคิ ตดั ตัวเลือกเหมอื นขอ ทผี่ านมาเชนกัน โดยบทนส้ี ามารถแบงวรรคตอนได
ดงั น้ี “มากินขนมกนั /นะจะฉนั จะสุขใจ/กนิ ไปกค็ ยุ ไป/จะสนกุ และเบกิ บาน”

7. เฉลย ตอบขอ 1. จากโคลงแมบ ท ในบาทท่ี 3 ก็คอื “สองเขอื พหี่ ลับใหล ลืมต่นื ฤาพี”่ โดยกาํ หนดคําเอกตรงตาํ แหนง ท่ี
3 วรรคแรกและตาํ แหนง ที่ 2 ในวรรคตอ มา ดงั นน้ั นอ งๆ กส็ ามารถนาํ กลอนทใี่ หม าไปเทยี บกบั กลอนแมบ ทไดเ ลย ซง่ึ ขอ ทม่ี ฉี นั ทลกั ษณ
ถูกตองที่สุดกค็ ือ ขอ 1. นัน่ เอง

8. เฉลย ตอบขอ 2. เพราะวาจากบาทที่ 4 ของโคลงสส่ี ภุ าพท่ีวา “สองพีค่ ดิ เองอา อยา ไดถามเผือ” เมื่อนอ งๆ พิจารณา
ตาํ แหนง คาํ เอกคาํ โทและนาํ ไปเทยี บกบั ตวั เลอื ก นอ งๆ จะเหน็ วา ไมม ขี อ ใดทม่ี คี าํ เอกคาํ โทตรงกนั เลย นน่ั แสดงวา ตอ งมกี ารใชค าํ ตาย
มาแทนคาํ เอก ซึง่ ถาตดั ตัวเลือกแลว ก็จะเหลือเพยี ง 2 ขอ คอื 2. กบั 4. แต 4. นน้ั จะเห็นวา คาํ วา “ญา” ไมม ีวรรณยกุ ตโท ซงึ่ ไมถูก
ตองตามฉนั ทลักษณ ดังนัน้ คาํ ตอบจึงเปนขอ 2.

9. เฉลย ตอบขอ 4. เพราะวา ถา หากนอ งๆ ลองแบง วรรคดูแลวจะไดว รรคละ 4 คาํ 7 วรรคพอดี ซ่ึงตรงกับฉันทลกั ษณ
ของกาพยสุรางคนางค ดังน้ี “ผัดกะเพราไก/พริกขี้หนูใส/ตํากับกระเทียม/ไกสับละเอียด/ลงผัดอยาเกรียม/ปรุงรสแลวเตรียม/ใสใบ
กะเพรา”

10. เฉลย ตอบขอ 1. กลอนบทน้ีสามารถแบงวรรคไดสองแบบ โดยแบบกลอนสุภาพน้ันแบงไดเปน “พิเศษสารเสกสราง
รังสรรคสาร/ประจงจารฉันทภาคพร้ิงพรายฉาย/เฉกเพชรพรรณเพราะเฉิดเลิศแลลาย/ระยับสายสะอ้ิงสองสรอยกรองทรวง” และ
แบบโคลงส่สี ุภาพสามารถแบง ไดเปน “พิเศษสารเสกสราง/รงั สรรค/ สารประจงจารฉนั /ทภาคพริ้ง/พรายฉายเฉกเพชรพรรณ/เพราะ

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 139

เฉดิ /เลิศแล/ลายระยับสายสะอง้ิ /สองสรอ ยกรองทรวง”
11. เฉลย ตอบขอ 2. พ่ีแนะนําใหน อ งลองพิจารณาที่ละตวั เลอื กแลว ดวู า ตรงกบั ฉันทลกั ษณใ ดบางหรือไม
12. เฉลย ตอบขอ 3. เพราะสามารถแบง วรรคไดดังน้ี “ทุกคนเกดิ มาเปน คน/ชวั่ ดมี ีจน/เปนผลแหง กรรมทําเอง/ถอื ธรรมเชื่อ

กรรมยาํ เยง/บาปชั่วกลัวเกรง/ทําแตกรรมดที วพี ร” ซึง่ ตรงตามฉนั ทลักษณของกาพยฉ บงั 16 สว นอีกทัง้ 3 ขอ ท่ีเหลือถา นอ งๆ ลอง
นํามาแทนลงในฉนั ทลักษณน้นั ๆ จะพบวา จาํ นวนคาํ และสัมผสั จะไมล งตัวกัน

นองๆ สามารถศกึ ษาเพิม่ เติมไดที่
Tag : สอนศาสตร, ภาษาไทย, คาํ ประพนั ธ, ฉนั ทลกั ษณ, โคลง, ฉันท, กาพย, กลอน, รา ย

• สอนศาสตร ภาษาไทย ม.ปลาย : ฉนั ทลกั ษณ
เบอ้ื งตน
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch28-1

• สอนศาสตร ภาษาไทย ม.ปลาย : ฉันทลกั ษณ
ตอนที่ 1
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch28-2

• สอนศาสตร ภาษาไทย ม.ปลาย : ฉันทลกั ษณ
ตอนท่ี 2
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch28-3

• สอนศาสตร ภาษาไทย ม.ปลาย : ฉนั ทลักษณ
ตอนที่ 3
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch28-4

• สอนศาสตร ภาษาไทย ม.ปลาย : ฉนั ทลกั ษณ
ตอนท่ี 4
http://www.trueplookpanya.com
/book/m6/onet-thai/ch28-5

140 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

บทท2ี่ 8

ลลี าวรรณคดี

นอกจากการอานบทรอยกรองแลวสามารถถอดคําประพันธหรือแปลความไดแลวนั้น การท่ีนองๆ จะสามารถอานกลอน
หรอื วรรณคดไี ดอ ยา งซาบซง้ึ และไดอ รรถรส นอ งๆ กต็ อ งมาทาํ ความรจู กั กบั คาํ วา “รสวรรณคด”ี กนั กอ น วา คอื อะไรและมอี ะไรกนั บา ง
แทจริงแลวรสวรรณคดีมีทั้ง “รสวรรณคดีไทย” และ “รสวรรณคดีสันสกฤต” ซ่ึงในขอสอบสวนมากก็จะออกเพียงแครส
วรรณคดีไทยเทาน้ัน โดยจะยกบทรอ ยกรองมาใหนองๆ อา นและใหนองๆ วิเคราะหว า บทรอ ยกรองนม้ี ีรสวรรณคดปี ระเภทใด ซ่ึงพ่ี
เชื่อวา รสวรรณคดีทง้ั 4 ประเภทนัน้ ไมล กึ และยากเกินความสามารถของนอ งๆ อยา งแนนอน
รสวรรณคดไี ทยแบง เปน 4 ประเภท ดังน้ี
1. เสาวรจนี แปลจากคําศัพทแ ลว คาํ วา “เสาว” แปลวา งาม “รจนี” คอื การตกแตง การประพันธ เอามารวมกันกค็ อื การ
ชมความงาม หรือการชมโฉม การชมโฉมในที่นี้รวมต้ังแตส่ิงของหรือสภาพแวดลอมอยางความงามของปราสาทราชวังหรือความ
เจริญรงุ เรืองของบานเมือง ไปจนถึงบุคคลท้งั หญิงและชาย มนุษยแ ละอมนษุ ย ก็สามารถชมโฉมไดท ั้งสิ้น
ยกตัวอยางเชน
บทกษัตรยิ ทัศนานางเงอื กนอย ดูแชม ชอยโฉมลาทั้งเผา ผม
ประไพพกั ตรลกั ษณล ้ําลว นขาํ คม ทง้ั เนือ้ นมนวลเปลปงออกเตงทรวง
ขนงเนตรเกศกรออ นสะอาด ดงั สรุ างคนางนาฏในวงั หลวง
พระเพลนิ พิศคิดหมายเสียดายดวง แลว หนักหนว งนึกทจี่ ะหนีไป
2. นารปี ราโมทย คือ บทโอโ ลมหรือการแสดงความรัก หรอื บทเกีย้ วพาราสนี างอนั เปนท่รี กั ทงั้ การพบกันในครงั้ แรก และ
การโอโ ลมกอนถงึ บทสงั วาสดวย
ยกตัวอยา งเชน
แมนเน้อื เย็นเปน หว งมหรรณพ พข่ี อพบศรสี วัสด์เิ ปนมจั ฉา
แมนเปน บวั ตัวพเ่ี ปน ภมุ รา เชยผกาโกสุมปทมุ ทอง
3. พิโรธวาทงั “พโิ รธ แปลวา อารมณโกรธกรวิ้ ” ซ่ึงก็คือ บทตดั พอ ตอวา ทีแ่ สดงออกถงึ อารมณโ กรธเคือง ไมพ อใจและ
บางครง้ั อาจดา ทอโดยใชถ อ ยคาํ รนุ แรงและแฝงไปดว ยความนอ ยเนอ้ื ตา่ํ ใจ หรอื ความผดิ หวงั อยา งในเรอื่ งเสภาขนุ ชา งขนุ แผน ทพี่ ระ
พนั วษาดา ทอนางวันทองอยางรนุ แรงที่ไมส ามารถเลือกวา จะอยกู บั ใครไดวาเปน ผหู ญงิ ถอ ย กาลกณิ ี เลวกวาสตั วเพราะสัตวย ังมฤี ดู
ผสมพนั ธุ
ยกตัวอยา งเชน
รูปงามนามเพราะนอ ยไปหรือ ใจไมซือ่ สมศักดิ์เทาเสนผม
แตใ จสัตวมันยงั มีทนี่ ิยม สมาคมก็แตถ งึ ฤดมู ัน
มงึ นี่ถอ ยย่งิ กวาถอยอที ายเมือง จะเอาเรือ่ งไมไดส กั ส่ิงสรรพ
ละโมบมากตณั หาตาเปน มัน สกั รอยพนั ใหมงึ ไมถ งึ ใจ
4. สลั ลาปง คพสิ ัย คอื บททแ่ี สดงออกถึงความโศกเศรา เสยี ใจ ความอาํ ลาอาลัยในรกั การครํา่ ครวญ หรอื บทโศกท่ีวาดวย
การจากพรากส่ิงหรือนางอันเปนที่รักอยางในเรื่องอิเหนา ที่อิเหนาแสดงความอาลัยรัก ครํ่าครวญคิดถึงนางอันเปนท่ีรัก ระหวาง
น่งั ชมนกไมในระหวา งทางไปเมืองดาหา

ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 141

ยกตัวอยางเชน โผนผกจบั ไมอึงมี่
วา พลางทางชมคณานก เหมอื นวนั พีไ่ กลสามสุดามา
เหมือนพีแ่ นบนวลสมรจนิ ตะหรา
เบญจวรรณจับวัลยช าลี เหมอื นจากนางสการะวาตี
นางนวลจบั นางนวลนอน

จากพรากจบั จากจํานรรจา

ตัวอยางขอสอบ

1. ขอใดแสดงอารมณโ ศกไดช ดั เจนที่สุด ใครชางคิดชื่อบางไวก างก้นั
1. ถึงคลองขวางบางจากย่งิ ตรมจติ
2. ตะลงึ เหลียวเปลี่ยวเปลาใหเหงาหงมิ สุชลปริ่มเปยมเหยาะเผาะเผาะผอย
3. อันโศกอื่นหม่ืนแสนในแดนโลก มนั ไมโศกลกึ ซ้ึงเหมอื นหึงผวั
4. ดกึ สงดั เงยี บงอมทกุ หยอ มหญา โขมดฝา โหยหวนครวญกระห่มึ
2. บทประพันธในขอใดแสดงใหเหน็ รสวรรณคดีทเ่ี รยี กวา สลั ลาปง คพิสัย
1. ถงึ อารามนามวัดประโคนปก ไมเ หน็ หลกั ลือเลาวาเสาหนิ
เปนสาํ คัญปน แดนในแผนดิน มริ สู น้ิ สุดชอื่ ทลี่ อื ชา
2. เหมือนแมค รัวค่วั แกงพะแนงผดั สารพดั เพียญชนงั เครือ่ งมังสา
อันพริกไทยใบผกั ชเี หมอื นสีกา ตองโรยหนา เสียสักหนอยอรอ ยใจ
3. ถึงหนา วงั ดงั หนึ่งใจจะขาด คดิ ถึงบาทบพิตรอดศิ ร
โอผานเกลาเจาประคุณของสุนทร แตป างกอนเคยเฝา ทกุ เชาเยน็
4. พอกราบพระปะดอกปทมุ ชาติ พบพระธาตสุ ถิตในเกสร
สมถวิลยินดีชลุ กี ร ประคองชอนเชิญองคลงนาวา
3. ขอใดไมแ สดงอารมณข องผปู ระพนั ธ
1. ถงึ สามโคกโศกถวลิ ถงึ ปน เกลา พระพทุ ธเจาหลวงบาํ รุงซ่งึ กรุงศรี
ประทานนามสามโคกเปน เมืองตรี ช่อื ปทุมธานีเพราะมีบวั
2. พฤกษาสวนลวนไดฤ ดูดอก ตระหงา นงอกรมิ กระแสแลสลาง
กลว ยระกําอมั พาพฤกษาปราง ตอ งนา้ํ คางชอชุมเปน พุมพวง
3. ท่ที า ยบานศาลเจา ของชาวบาน บวงสรวงศาลเจา ผบี ายศรีตง้ั
เปนคนทรงปลงจติ อนิจจงั ใหค นทั้งปวงหลงลงอบาย
4. ถึงบา นง้ิวเห็นแตงวิ้ ละลิ่วสูง ไมมฝี ูงสัตวสงิ กิง่ พฤกษา
ดว ยหนามดกรกดาษระดะตา นึกก็นา กลวั หนามขามขามใจ
4. บทประพันธตอ ไปน้ีตรงกับรสวรรณคดใี นขอใด
อยากลบรอยเทาเปอ นพ้ืนเรอื นหอ ลบภาพคเู คลียคลอกนั ตอหนา
ยงิ่ อยากลบย่งิ กระจา งไมร า งรา เหน็ ตําตาจงึ จําไวต าํ ใจ
1. เสาวรจนีย 2. นารีปราโมทย 3. พโิ รธวาทงั 4. สลั ลาปง คพสิ ยั

142 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

เฉลยคําตอบ

1. เฉลย ตอบขอ 2. อยา งแรกพ่แี นะนาํ ใหนองตัดตัวเลือก ขอ แรกท่ีตัดออกก็คือ 3. เพราะวามีความหมายที่ตดิ ตลก สว นอีก
3 ขอ ที่เหลือพ่แี นะนําใหอา นแลว คิดตาม สําหรับขอ 2. เปน ขอ ที่ใหอารมณโ ศกเศรา และเปลา เปล่ียวท่สี ุด สังเกตจาก “สุชลปรม่ิ เปย ม
เหยาะเผาะเผาะผอย”

2. เฉลย ตอบขอ 3. เพราะวาบทนี้แสดงถึงอารมณคดิ ถึง โหยหาอดีตเมื่อเดินทางผา นหนา วัง ซ่ึงสงั เกตไดจาก “คดิ ถงึ บาท
บพติ รอดศิ ร”

3. เฉลย ตอบขอ 2. เพราะเปน เพียงการบรรยายลักษณะเพียงอยางเดียว ไมไดมีการสอดแทรกอารมณล งไปดวย ซึง่ ตา ง
จากขอ 1. ท่สี ามารถสังเกตไดจ าก “ถงึ สามโคกโศกถวิลถงึ ปน เกลา” ขอ 3. “เปน คนทรงปลงจิตอนิจจงั ” และขอ 4. จาก “นกึ ก็นา กลวั
หนามขามขามใจ”

4. เฉลย ตอบขอ 4. แสดงอารมณโศกเศรา เนอ่ื งจากในบทกลอนน้นั มีเน้ือหาเกย่ี วกับ การทีอ่ ยากจะลบความทรงจําตา งๆ ท่ี
มีตอหญงิ สาวแตก็ไมอาจลบเลอื นได เหมอื นยง่ิ พยายามลบกย็ ่งิ เหน็ ชัดเจน จงึ รสู กึ เสียใจ

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 143

บทท่ี29

ลีลาการแตงและโวหาร

ในการแตงบทประพันธข้ึนมาสักบทน้ัน ไมเพียงแตผูแตงจะตองแตงใหถูกตองตามฉันทลักษณท่ีบังคับมาแลว นองๆ รูไหม
วา อีกส่ิงหน่ึงท่ีสําคัญไมแพฉันทลักษณน้ันก็คือ “ลีลาการแตง” เพราะมันจะทําใหบทรอยกรองของเรานั้นมีสีสันมากขึ้นและไม
นาเบื่อจนเกินไปนั่นเอง

1. เสียง (การเลนเสียง)

1.1 การเลนเสยี งสระ คือ การเลนเสียงโดยใชค าํ ทีม่ ีการใชสระเดียวกันมาคลองกัน ยกตวั อยา งเชนคําวา กา-หมา ไกล-ใจ
หลาน-หาญ เปน ตน เพอ่ื ใหกลอนในน้ันๆ มคี วามสละสลวยทางภาษามากข้ึน ตวั อยางกลอนที่จะยกตอ ไปนี้เปน บทกลอนทีม่ ีลักษณะ
เดน ในเร่ืองการเลน เสียงมากๆ ในท่นี ้ีเปน การเลนเสียงสระอู
ตัวอยา ง
ดูหนูสูร งู ู งสู ดุ สูหนูสงู ู
หนูงูสดู ูอยู รูปงทู ู หนมู ทู ู
1.2 การเลนเสียงพยัญชนะ (สัมผัสอักษร) คือ การเลนเสียงโดยใชคําที่มีการใชพยัญชนะตนตัวเดียวกันมาเลนสัมผัสกัน
ยกตัวอยา งเชน งาย-โง-งู เขา-เขียว-เขม -แข็ง เปน ตน การเลนเสยี งพยัญชนะนีก้ เ็ ปน อีกลกั ษณะหน่งึ ทแ่ี สดงความสามารถของกวีได
อยางชัดเจนตวั อยา ง
ตวั อยาง
เม่อื มงั่ มีมากมายมติ รหมายมอง เม่ือมัวหมองมติ รหมองหมน เหมือนหมหู มา
เมือ่ ไมม มี ิตรหมางเมนิ ไมมองมา เมื่อมอดมว ยแมหมหู มาไมมามอง
1.3 การเลนเสยี งวรรณยุกต คือ การเลน เสยี งโดยใชคําทีม่ ีวรรณยุกต สามัญ เอกโท ตรี จัตวา มาเลน เสียงไลเ รยี งกนั ไป
โดยคาํ นั้นตองมีพยัญชนะตน สระ และตัวสะกดเดยี วกันดวย

เขาขนั คูคคู ู เคียงสอง
เยอื้ งยา งนางยูงทอง ทองทอ ง
ทวิ ทุงทงุ ทุงมอง มัจฉพราศ
เทาเทาเทา ยางหยอง เลยี บลิม้ รมิ ทาง

2. คํา

เปนอีกส่ิงหน่ึงในกลวิธีการแตงของกวีท่ีนํามาใชเพื่อความงดงามของวรรณศิลป ทําใหบทรอยกรองนั้นมีคุณคามากย่ิงข้ึน
การเลนคําน้ันจะมีท้ังการเลนคําซ้ํา เลนคําพอง และการเลนคําอัพภาส ซึ่งแตละประเภทก็จะมีลักษณะแตกตางกันไป ซึ่งพ่ีจะ
กลาวถงึ ไปลาํ ดับถัดไป

144 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

2.1 การเลนคําซ้ํา(การซํ้าคํา) คือ การนําคําที่มีความหมายเหมือนกันมาใชในคําประพันธหลายคร้ัง เพื่อเปนการเนน
ความหมาย หรือ เพ่ือความสวยงามทางวรรณศิลป ซึง่ คําซํ้าน้อี าจวางไวติดกนั หรือแยกออกจากกนั อยา งมแี บบแผนกไ็ ด
ตัวอยาง
สุดสายนยั นาที่แมจ ะตามไปเล็งแล สดุ โสตแลวทีแ่ มจะซับทราบฟงสําเนยี งสดุ สรุ เสยี งทแ่ี มจะราํ่ เรยี กพิไรรองสุดฝเทา ที่แม
จะเยอ้ื งยอ งยกยา งลงเหยยี บดนิ กส็ ดุ ส้ินสดุ ปญ ญาสดุ หาสุดคน เหน็ สดุ คดิ
2.2 การเลนคําพอง คือ การใชคําพองเสียงหรือคําท่ีออกเสียงเหมือนกัน แตเขียนตางกันมาเลนคํา โดยคําน้ันๆ ตองมี
ความหมายท่ีตา งกันดว ย ยกตัวอยา งเชน ดวงจันทร-ไมจ นั ทน พืชพันธ-ุ ผูกพัน เปน ตน มเิ ชน นน้ั จะกลายเปน “การเลน คาํ ซํ้า” แทน
นะนองๆ การเลนคําพอ งนยี้ ังจะชว ยเนนความไพเราะเรอ่ื งเสยี งใหน าฟง มากข้นึ อีกดวย
ตัวอยาง
นางนวลจบั นางนวลนอน เหมือนพีแ่ นบนวลสมรจนิ ตะหรา
จากพรากจับจากจาํ นรรจา เหมอื นวันท่จี ากนางสการะวาตี
บทรอ ยกรองขา งตน เลน คาํ พองคาํ วา “นวล” และ “จาก” เรามาดูคาํ วา “นวล” กนั กอ น คําวา นวลคําแรกนัน้ มาจากคําวา
นางนวล หรอื นกนางนวล สวนนวลคําท่ีสอง คอื ตน นางนวล นน่ั หมายความวา นกนางนวลกาํ ลงั แสดงกริยาไปเกาะจบั ตนนางนวล
และนวลคาํ ทส่ี าม คือ นวลสมร ซงึ่ แปลวา นางอนั เปน ทร่ี กั ดงั นั้นท้ังหมดนีก้ วกี ําลังพยายามแสดงความรสู ึกเมอ่ื เหน็ นกนางนวลไป
เกาะตนนางนวล ก็ทาํ ใหกวนี น้ั คดิ ถงึ วนั ที่ไดแ นบชิดกบั นางอนั เปน ที่รัก

ตัวอยางขอสอบโอเนต

1. “กลา แดดจา กลาพายุกลา ตน กลาตา นทนรอนลมระดมกลา
คร้ังกลา แขง็ แปลงยดั ยงิ่ อัตรา ชาวนามาถอนทํากลากาํ ไป”
ขอใดใชกลวิธกี ารแตง แตกตา งจากคาํ ประพันธข างตน
1. เพกากาเกาะทกุ กานก่งิ กรรณกิ ารกาชงิ กนั ชมหลง
2. นางนวลกับนางนวลนอน เหมอื นพ่แี นบนวลสมรจนิ ตะหรา
3. ท้งั จากท่ีจากคลองเปน สองขอ ยังจากกอกม็ าขนึ้ ท่คี ลองขวาง
4. ทง้ั หนาวลมหนาวพรมนํ้าคา งพราว ไหนจะหนาวซากผาศิลาเย็น
2. ขอใดเลน เสียงพยญั ชนะเดนที่สุด
1. ความรกั ยักเปลยี่ นทา ทํานํ้ายาอยา งแกงขม
2. เหน็ หรุม รุมทรวงเศรา รุม รุมเราคอื ไฟฟอน
3. คดิ ความยามถนอม สนทิ เนอื้ เจือเสาวคนธ
4. รสทิพยหยิบมาโปรย ฤาจกั เปรยี บเทยี บทนั ขวัญ

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 145

3. ขอ ใดใชก ลวธิ กี ารแตง แตกตางจากคําประพนั ธตอ ไปนี้ “โผตนนั้นผนั ตนไปตน โนน”
1. เกลย้ี งสมกลมแสงแจมแจง เกลย้ี ง 2. แสงเดอื นสอ งดา วสกาวเดน
3. ท้ังเลือดเรน ทงั้ เล็นไรงูใหญน อ ย 4. ตะวนั จาระอาออ นสะทอ นจิต
4. “ซอ นกล่นิ กลน่ิ แกว ซอน นาสา เรียมฤา
ตาดวา ตาดพัสตรา หนุมเหนา
สลาลิงเลห ซ องสลา นชุ เทียบ ถวายฤา
วาดดง้ั เรียมสวาทเจา จากแลวหลงครวญ”

คําประพันธข างตนมคี วามงามของภาษาขอ ใด 3. การซา้ํ คาํ
1. เสยี งสมั ผัส 2. การเลน คาํ 4. พรรณนาเห็นภาพพจน

เฉลยคําตอบ

1. เฉลย ตอบขอ 4. เพราะวาจากบทกลอนขางตนเปนการเลนคําพองคําวา “กลา” ซึ่งในท่ีนี้มีหลากหลายความหมาย
ดวยกัน คอื กลาหาญ กลาแกรง และตน กลา

2. เฉลย ตอบขอ 2. เพราะวา สังเกตไดจากมีการเลน เสียงพยญั ชนะ “ร” และ “ซ” นั่นคอื หรุม -รุม ทรวง-เศรา รุม-รมุ -เรา
และ ไฟ-ฟอน สวนขออ่นื ๆ นั้นไมเดน ชดั

3. เฉลย ตอบขอ 4. เพราะถานองๆ สงั เกตจากประโยคขางตน เปนการใชกลวธิ ีโดยการเลนเสียงพยัญชนะเปน ลําดับๆ คือ
ผ, ต, น และถา นอ งๆ ลองกลับมาดูในตัวเลือก กจ็ ะสังเกตได ดงั น้ี ขอ 1. “เกล้ยี งสมกลมแสง” เลนเสยี ง ก, ส ขอ 2. “แสงเดือนสอง
ดา วสกาวเดน” เลน เสยี ง ส, ด และขอ 3. “ทง้ั เลอื ดเรนทง้ั เล็นไร” เลน เสยี ง ท, ล, ร

4. เฉลย ตอบขอ 2. เพราะวา เปนการเลนคําพอ งซ่ึงตา งๆ ความหมายกันในทุกๆ บาท ซึ่งไดแ กคาํ วา กลิ่น, ตาด, สลา และ
สวาท

โวหารภาพพจนและคําไวพจน

โวหารภาพพจน คอื กลวธิ กี ารทใี่ ชถอ ยคาํ อยา งมชี น้ั เชงิ โดยอาจมกี ารใชภ าษาหรอื สํานวนการเขยี นท่แี ปลกออกไป เพอื่ ให
ไดอ ารมณ ความรสู กึ และกอ ใหเกิดจนิ ตภาพแกผ อู า น ซ่งึ ตางกับการใชภาษาอยางตรงไปตรงมา ซงึ่ โวหารภาพพจนน ้ันกม็ ีหลายชนดิ
ดว ยกัน เดย๋ี วมารูจ กั ไปพรอมๆ กนั เลยดีกวา

1. อปุ มา คอื การเปรยี บเทยี บสงิ่ หนง่ึ วา เหมอื นหรอื คลา ยกบั อกี สง่ิ หนง่ึ โดยสง่ิ ทน่ี าํ มาเปรยี บตอ งลกั ษณะเดน รว มกนั เปน การ
เปรยี บเพยี งดา นเดยี ว และตอ งใชค าํ แสดงความเหมือนมาเปน คาํ แสดงการเปรียบเทยี บ เชน คาํ วา เหมอื น คลา ย ดจุ ดง่ั ราวกับ ปาน
ดงั ดั่ง ยง่ิ เฉก พา ง เปน ตน

ตัวอยาง
“ผิวของเธอขาวเหมอื นสาํ ล”ี หมายความวา เปรยี บสีผิวของเธอกบั สขี าวของสําลี
“ทนตแ ดงดงั แสงทับทมิ ” หมายความวา เปรยี บสีของฟน แดงคลา ยสีทบั ทิม
“เสียงของเธอไพเราะดังเสียงนกรอง” หมายความวา เปรียบเสยี งของเธอวา เพราะราวกบั เสยี งนกรอง

146 ติวเขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

ขอสงั เกต 1. ในบางคร้ังนอ งๆ ไมสามารถทจ่ี ะสังเกตทค่ี าํ เชอ่ื มอยางเดียวแลว ตอบไดเลย ตอ งดใู หด กี อนวา การเปรยี บน้นั ใช

การเปรยี บส่ิงหนึ่งเหมือนอีกสิง่ หนึง่ หรือไม ถามีความหมายเปนความเปรียบกส็ ามารถตอบไดเ ลย
2. หากทง้ั สองสิง่ ทนี่ ํามาเปรียบกนั นั้นเปน ชนิดเดยี วกัน จะไมใ ช “อปุ มา” ยกตวั อยางเชน เธออว นเหมอื นแม น้นั
ไมใ ช “อุปมา” เพราะท้งั สองสงิ่ เปนคนเหมือนกนั
ขอ ความตอไปนเ้ี ปนอปุ มาหรอื ไม
1. เวลาเธอย้ิมแลวนา รักเหมอื นนางฟา ……. (อุปมา)
2. ผหู ญิงคนนีห้ นา ตาคลายพอของเธอ............(ไมใ ชอปุ มา)
3. เธอมกี ริยามารยาทเรียบรอยเหมอื นผา พับไว.......(อุปมา)
4. เขาทาํ หนา เศรา ราวกับคนอกหัก.......(ไมใชอปุ มา)
2. อุปลักษณ คือ การเปรียบสิ่งหนึ่งเปนอีกส่ิงหนึ่งโดยเปนการนําสองสิ่งท่ีตางชนิดกันมาเปรียบกันเชนเดียวกับอุปมา
อปุ ลกั ษณจะไมกลาวโดยตรงเหมือนอปุ มาแตใชว ธิ ีกลาวเปนนยั ใหเขา ใจเอาเองโดยสว นมากมกั ใชคําเปรยี บวา “เปน” “คอื ”
ตวั อยาง
“ขอเปน เกือกทองรองบาทา ไปจนกวา ชีวันจะบรรลยั ”
“ลูกคือแกวตาดวงใจของพอ แม”
“ชาวนาเปนกระดูกสันหลงั ของชาต”ิ
ขอสังเกต
ในบางครั้ง คาํ วา “เปน” กับ “คอื ” อาจจะไมใ ชอ ุปลกั ษณเสมอไป ถาคาํ วา “เปน” กับ “คือ” เปนการนํามาใชในภาษาปกติ
ไมมกี ารเปรยี บเทยี บ ก็ไมใ ช “อปุ ลักษณ” เชน เธอคอื ลกู สาวคนเดยี วของเขา เขาเปนตํารวจ เปนตน
การอปุ ลกั ษณอ กี ลกั ษณะหนง่ึ ทน่ี อ งๆ ควรรจู กั ไวค อื “การอปุ ลกั ษณโ ดยนยั ” การอปุ ลกั ษณแ บบนม้ี กั จะไมม คี าํ วา “เปน ” หรอื
“คอื ” มาเปน ตัวบง บอก แตนอ งๆ ตอ งสามารถสังเกตไดเองจากการตีความตามบริบทที่อา น
ตวั อยา ง
“เห็นแกว แวววับทีจ่ ับจิต ไยไมคิดอาจเอ้อื มใหถ ึงที่
เมอ่ื ไมเ ออ้ื มจะไดอ ยา งไรมี อันมณฤี าจะโลดไปถงึ มือ”
คาํ วา “แกว ” กบั “มณ”ี ในทน่ี เ้ี ปน อปุ ลกั ษณโ ดยนยั ซง่ึ ทง้ั สองคาํ นหี้ มายความวา นางอนั เปน ทร่ี กั พดู งา ยๆ กค็ อื บทประพนั ธ
นี้กําลงั จะบอกเราวา การที่ชายใดจะหมายปองหญงิ อนั เปนทรี่ กั ทสี่ ูงศักด์ิ ถา ไมเ ออื้ มเอามากค็ งจะไมไ ดครอบครองหญิงผนู น้ั ดงั นัน้
กวีจึงเปรยี บหญิงในท่ีนเี้ ปน แกว และมณี นนั่ เอง
ขอความใดเปน อปุ ลักษณ
1. โลกคอื ละคร ………. (อปุ ลักษณ)
2. สุจริตคอื เกราะบัง ศาสตรพอ ง ………… (อปุ ลกั ษณ)
3. รถคือยานพาหนะ …………. (ไมใ ชอุปลักษณ)
4. ดีใจเหมือนปลากระด่ไี ดนํ้า ………… (อุปมา)
5. มีความรูเหมอื นมที รพั ยอยูนบั แสน …………(อปุ มา)
3. บคุ คลวตั หรอื บคุ ลาธษิ ฐาน คอื การสมมตใิ หส ง่ิ ทไี่ มม ชี วี ติ เชน สตั ว สง่ิ ของ พชื หรอื สถานท่ี มอี ากปั กรยิ าอาการเหมอื น
มนุษย เพ่อื ใหสิง่ เหลา น้นั ปรากฏเปนส่ิงทม่ี อี ารมณค วามรูส ึก หรอื ความคิดข้นึ มา
ตัวอยาง
“พระอาทิตยยิม้ แฉง แกม แดงแดง แตง ตัวทาแปงโผลมาสงยิ้มใหค ณุ หนู”
“ดาวกระพรบิ ตาเยาะเราหรือดาวเอย ”

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 147

“จานและชอ นวง่ิ กนั ขวักไขวไ ปทัว่ หอ งครวั ”
“ฟาหัวเราะเยาะขาชะตาหรอื ดนิ นนั้ ถอื อภิสิทธช์ิ วี ติ ขา เองไมเ กรงดนิ ฟา”
4. อตพิ จน คอื การกลา วเกนิ จรงิ หรอื อธบิ ายสนั้ ๆ กค็ อื การพดู เวอรน น่ั เองโดยเจตนานน้ั ตง้ั ใจจะสอ่ื ใหข อ ความมนี าํ้ หนกั มาก
ข้ึน เพ่ิมอารมณทรี่ นุ แรงมากย่งิ ขนึ้ เชน ฉันตามหาเธอแทบพลิกแผน ดิน เธอเสียใจนํ้าตาไหลเปนสายเลือด
ตวั อยา ง
“มาดแมน จะหาดวง วเิ ชยี รชวงเทาคีรี
หาดวงพระสรุ ียศรี ก็จะไดดจุ ดังใจ
จะหาโฉมใหเ หมอื นนชุ จนสดุ ฟา สุราลยั
ตายแลวและเกดิ ใหม ไมไ ดเหมือนเจานฤมล”
5. สัทพจน คือ การเลยี นเสียงธรรมชาติ เชน เสยี งฝนตก ฟา รอง เสยี งของสตั วตา งๆ หรอื เสยี งสงิ่ ของกระทบกัน เปนตน
ตัวอยา งเชน กรอบแกรบ แทนเสียงเหยยี บของแหง ครืนครนื แทนเสยี งฟา รอ ง กระตาก แทนเสยี งรองไกตวั เมีย หรง่ิ ๆ แทนเสียง
เรไร กรกุ กรู แทนเสยี งนกเขาขนั คู เปนตน การใชภ าพพจนนท้ี าํ ใหผ ูอ า นรูสกึ วา ไดย นิ เสียงนั้นจริงๆ เปน การเพิ่มอรรถรสในการอา น
อีกรูปแบบหน่งึ
ตวั อยา ง
“เสียงโหมงหมอ งฆองตเี คลา ปพาทย เสยี งเตรงเตรงเตรงระนาดซัดจงั หวะ
เสียงตะโพนเทง ตงิ ตงิ เทง ปะ เสยี งกลองแขกโจะจะจะ โจะโจะ ”
6. นาฏการ คือ คาํ ทแี่ สดงใหเ หน็ ลกั ษณะการเคลือ่ นไหวอยา งชดั เจน เชน วง่ิ เยาะๆ
ตัวอยาง
“ตอ งถอ คา้ํ ราํ่ ไปลว นไมเคย ประเดยี๋ วเสยสวบตรงเขาพงรก
กลับถอยหลังร้ังรอเฝาถอถอน เรือขยอนโยกโยนกระโถนหก”
7. นามนยั คอื การนําลักษณะเดน ของสง่ิ ๆ หน่ึงมาแทนส่ิงนั้นทงั้ หมด ยกตัวอยางเชน คาํ วา “เกา อี”้ แทนตาํ แหนงหนาที่
ของผบู ริหาร เนื่องจากเกาอนี้ ีม้ ลี ักษณะเดน คอื เปนสิง่ ท่ผี บู รหิ ารใชประจํา น่ันเอง ซงึ่ โวหารนามนยั นี้ จะมลี ักษณะคลา ยกับโวหาร
สญั ลกั ษณที่จะกลา วตอ ไป แตน ามนัยจะเปน การดงึ เอาลักษณะของบางส่งิ มากลาว ใหหมายถึงสิ่งนัน้ ทง้ั หมด
ตวั อยาง
“หวั หงอก แทน ผูเฒาผูแ ก” “เมอื งโอง แทน จงั หวัดราชบุร”ี
“มอื ขวา แทน คนสนิททีไ่ ววางใจ” “มือทสี่ าม แทน ผูกอ ความเดอื ดรอน”
8. สญั ลกั ษณ คอื การสมมตสิ งิ่ หนง่ึ ใหเ ปน สงิ่ ทก่ี ลา วแทนอกี สงิ่ หนง่ึ โดยสง่ิ นน้ั มกั จะถกู ตคี วามและเปรยี บเทยี บมาเปน เวลา
ยาวนานแลว จนทําใหทกุ คนเกดิ ความเขา ใจตรงกนั โดยสญั ลกั ษณตางจากนามนยั ตรงที่วา สญั ลักษณจะมีความเปนสากลมากกวา
ตัวอยาง
“สดี ํา แทน ความชวั่ มลทิน” “สีขาว แทน ความบรสิ ทุ ธ์ิ”
“หงส แทน คนชนั้ สงู ” “พายุ แทน อปุ สรรค”
“สายรงุ แทน ความหวงั ” “แสงสวา ง แทน สตปิ ญญา”
9. ปฏพิ ากย คอื การใชค าํ ทมี่ คี วามหมายตรงขา มกนั และไมส อดคลอ งกนั มากลา วไวด ว ยกนั เพอ่ื เพมิ่ ใหค วามหมายมนี าํ้ หนกั
มากยิง่ ขนึ้ เชน นํ้าผึ้งขม คาวน้ําคา ง ศตั รูคอื ยากําลงั ย่งิ รบี กย็ งิ่ ชา
ตวั อยา ง
“แทบฝง ธารทเ่ี ราเฝาฝน ถงึ เสียงน้ําซง่ึ กระซิบสาดปราศจากเสียงจกั รวาลวนุ วายไรส ําเนียงโลกนีเ้ พียงแผนภพ
สงบเยน็ ”

148 ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya

10. คาํ ถามเชงิ วาทศิลป คือ คําถามทไี่ มต องการคาํ ตอบซึง่ มกั ใชใ นบทประพนั ธ
ตวั อยา ง

“...ทหารชูคูช่ืน บคืนเชียงคอย หนอขุนหาญเหย หรือเกิดเหตุ เกิดเภทเกิดภัย หรือเกิดตอนใด ในเผือนดงดอย
จึงเลือนจึงลา จึงขายิง่ คอย ขา วพน่ี ายฮอยยงิ่ สูญเอยฯ”

ตัวอยางขอสอบโอเนต

1. ขอใดไมม ภี าพพจนอ ปุ มา
1. ภาเพยี งไพฑรู ยป ระภาพิสุทธ์ิสด
2. ใสเสมอมรกตอันเขมเขียวขํา
3. จําพวกหนึง่ เหลอื บเหลียวเลหไ กลาส
4. คริ สิ ีขาวบรสิ ทุ ธ์ิสะอาดอุฬารตระการตา
2. ขอ ใดใชภาพพจนแ บบบุคคลวตั
1. กวา เจาจะสูงเกนิ ไหลแม ลําบากแทเ พยี งไหนดวงใจเอย
2. สักหายใจหางเจาแมไมเคย เฝา ชมเชยลูกนอ ยผกู ลอยใจ
3. ความชรามาเยือนเตอื นใหร ู แมจ ะอยกู บั เราอกี เทาไหร
4. ไมใ กลฝ งทรุดพังลงวันใด เย็นรมไทรจะกลับไปกับกาล
3. ขอใดใชภ าพพจนแบบบคุ คลวัต
1. จนไกเ ถือ่ นเตือนขันสน่ันแจว ดเุ หวา แววหวาดหมายวาสายสมร
2. หนา วงั หรอื จะสัง่ ดว ยนะนก ใหแ นบอกของพร่ี วู า โหยไห
3. ดอกไมรองปอ งปบสน่นั ปา ในแหลง หลาใครไมม เี สมอเหมอื น
4. นาคสะดุงรุงรงั กระดึงหอ ย ใบโพธร์ิ อยระเรงอยูเหงง หง่ัง
4. “หยาดน้ําคางพรา งพรายกลางสายหมอก หม กลบี ดอกลน่ั ทมทาลมหนาว
ตอ งตะวันวบั แววแสงแพรวพราว นํ้าคา งขาวเกดิ สีหลายลีลา”
คาํ ประพนั ธนใี้ ชภาพพจนใด
1. สมมติสงิ่ ตางๆ ใหม ีอาการเหมือนมนุษย
2. อปุ ลักษณ
3. กลา วเกนิ จริง
4. กลาวนอยแตกนิ ความมาก
ใชค ําประพันธตอไปนต้ี อบคาํ ถามขอ 5-6
ก. ลมราํ เพยพดั ผา นอยางบางเบา ความวา งเปลามาเยือนอีกเหมอื นเคย
ข. ใครเกี่ยวรอยหวั ใจเราไวห นอ ใหตางคนตา งรอตา งหวนหา
ค. เปนปา เถอื่ นแตเ ปน ท่ีไมมีภัย อยูห า งไกลแตก็ใกลใ นคุณธรรม
ง. เห็นรกั รว งผลผิ ลัดสลัดใบ เหมือนรกั ใจขวญั เมอื งทเ่ี คอื งเรา
5. ขอใดใชกลวิธีการแตง เหมอื นตัวอยางตอไปนี้
“ถึงหาดขวางบางพดู เขาพูดกนั พคี่ ดิ ฝน ใจฉงนอยคู นเดียว
1. ขอ ก. 2. ขอ ข. 3. ขอ ค. 4. ขอ ง.

ตวิ เขม O-NET Get 100 by TruePlookpanya 149


Click to View FlipBook Version