คำนำ
แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ว33246 ชีววิทยา 6 เล่มนี้จัดทาขึ้นเพ่ือเป็นแนวทางในการจัด
กระบวนการเรียนรู้ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประจาภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ในการจัดการศึกษาท่ีมุ่ง
พัฒนาผู้เรียนให้เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรโดยยึดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นท่ี 4 เป็น
แนวทางมุ่งพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ และจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้บรรลุเจตนารมณ์ของหลักสูตร
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แลเทคโนโลยี ซ่ึงประกอบด้วย บทนา เป้าหมายของ
วิทยาศาสตร์ เรียนรอู้ ะไรในวิทยาศาสตร์ สาระและมาตรฐานการเรยี นรรู้ ายวชิ าพืน้ ฐาน คณุ ภาพผเู้ รียน
สาระการเรยี นร้รู ายวิชาเพิ่มเตมิ คาอธบิ ายรายวชิ า ตารางแสดงเคา้ โครงรายวชิ า กาหนดการจดั การเรยี นรู้
ตารางแสดงอตั ราส่วนคะแนน และแผนการจดั การเรยี นรู้
หวังเป็นอย่างย่ิงว่าเอกสารเล่มน้ีคงเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจตามสมควร และขอขอบคุณท่าน
ผู้อานวยการโรงเรียนโคกโพธ์ิไชยศึกษา และคณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ให้
คาแนะนาในการจดั ทาเอกสารฉบับน้ีใหส้ าเร็จดว้ ยดี
ปวณี า งามชัด
สำรบญั หนำ้
เร่ือง 1
2
คาอธิบายรายวิชา 4
ผลการเรียนรแู้ ละอัตราสว่ นคะแนน 6
โครงสรา้ งรายวชิ า 8
กาหนดการจดั การเรียนรู้ 23
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 1 ความหลากหลายของสิ่งมชี วี ิต 36
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 2 กาเนดิ ของส่ิงมชี ีวิต 44
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 อาณาจักมอเนอรา 54
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 4 อาณาจักรโปรติสตา 68
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 5 อาณาจักรพืช 81
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 อาณาจกั รฟงั ไจ 95
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 อาณาจักรสัตว์ 101
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 8 การศึกษาความหลากหลายของสงิ่ มีชวี ิต 106
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 9 การศกึ ษาความหลากหลายของส่ิงมชี ีวิต(ตอ่ ) 115
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 10 การถ่ายทอดพลงั งานในระบบนิเวศ 123
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 11 ระบบนิเวศและไบโอม 131
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 12 วัฏจักรสาร 140
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 13 การเปลยี่ นแปลงแทนที่ 148
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 14 ประชากร 155
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 15 รูปแบบการเพิม่ ของประชากร 160
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 16 โครงสร้างของประชากร 168
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 17 ทรพั ยากรน้า 174
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 18 ทรพั ยากรดนิ 182
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 19 ทรพั ยากรอากาศ 187
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 20 ทรัพยากรป่าไม้
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 21 ทรพั ยากรสัตว์ป่า
1
คำอธบิ ำยรำยวชิ ำ
รำยวชิ ำ ว33246 ชีววิทยำ 6 ชัน้ มธั ยมศึกษำปีที่ 6 ภำคเรยี นท่ี 2
จำนวน 1.5 หน่วยกิต 3 ชวั่ โมง/สปั ดำห์
อธิบาย อภิปรายความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากของสปีชีส์ ความหลากหลายของระบบ
นิเวศ การจาแนกสิ่งมีชีวิต การเขียนช่ือวิทยาศาสตร์ การสร้างไดโคโตมัสคีย์ การถ่ายทอดพลังงานในระบบ
นิเวศ การเกิดไอโอแมกนิหิเคชัน วฏั จักรไนโตรเจน กามะถัน ฟอสฟอรัส การเปล่ียนแปลงแทนท่ี ลักษณะของ
ประชากร การเจริญเติบโตของประชากร การเกิดมลพิษทางน้า มลพิษทางอากาศ ทรัพยากรดิน ทรัพยากรป่า
ไม้และแนวทางในการอนรุ ักษ์
ทั้งน้โี ดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบคน้
ขอ้ มลู และการอภิปราย เพื่อให้เกดิ ความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่ือสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถใน
การตัดสินใจ นาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมท่ีเหมาะสม
นาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรม เพื่อให้เกิดความรู้ความคิด ความเข้าใจ
สามารถสื่อสารส่ิงท่ีเรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ นาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน มีจิต
วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคา่ นิยมที่เหมาะสม
การวดั ผลและประเมนิ ผล ใช้วธิ ีการทหี่ ลากหลายตามสภาพจรงิ สอดคล้องกบั เนือ้ หาสาระ ทกั ษะ/
กระบวนการ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ การอา่ น คดิ วิเคราะห์และเขียนสื่อความหมาย และสมรรถนะสาคญั
ของผู้เรยี นทตี่ ้องการวัด มีจติ วิทยาศาสตร์ จริยธรรรม คุณธรรม และคา่ นยิ มท่เี หมาะสม
ผลกำรเรยี นรู้ ม. 6/1 ม. 6/2 ม. 6/3 ม. 6/4 ม. 6/5 ม. 6/6 ม. 6/7 ม. 6/8 ม. 6/9
สำระชวี วทิ ยำขอ้ 5 ม. 6/10 ม. 6/11 ม. 6/12 ม. 6/13
รวม 13 ตัวชี้วดั
ผลกำรเรยี นร้แู ละอตั รำสว่ นคะแนน 2
รำยวิชำ ว33246 ชีววิทยำ 6
จำนวน 1.5 หน่วยกติ ชนั้ มัธยมศึกษำปีท่ี 6
อัตรำสว่ นคะแนน ระหว่ำงภำค:กลำงภำค:ปลำยภำค = 50:20:30 3 ช่วั โมง/สัปดำห์
คะแนนวัดผล
ขอ้ ท่ี ผลกำรเรยี นรู้ จำนวน ั่ชวโมง(60)
น้ำหนักคะแนน (100)
ระห ่วำงภำค (50)
กลำงภำค (20)
ปลำยภำค (30)
1. อธิบายความสาคัญของความหลากหลายทางชวี ภาพ 4 7 4 3 -
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรม
ความหลากหลายของสปีชสี ์ และความหลากหลายของ
ระบบนิเวศ
2. อธิบายการเกิดเซลลเ์ ร่มิ แรกและวิวฒั นาการของ 3 4 31-
สิ่งมชี ีวติ เซลล์เดียว
3. อธิบายลกั ษณะสาคญั และยกตวั อยา่ งส่ิงมชี วี ติ กล่มุ 14 23 12 11 -
แบคทเี รีย โพรทสิ ต์ พืช ฟงั ไจ และสตั ว์
4. อธบิ ายและยกตัวอย่างการจาแนกส่งิ มีชีวติ จากหมวดหมู่ 4 7 4 3 -
ใหญจ่ นถงึ หมวดหมู่ย่อย และวิธีการเขยี นชื่อ
วิทยาศาสตรใ์ นลาดับขั้นสปชี ีส์
5. สรา้ งไดโคโตมัสคีย์ในการระบุส่งิ มีชีวติ 3 5 32-
6. อธิบายและยกตัวอยา่ งกระบวนการถา่ ยทอดพลงั งานใน 8 13 5 - 8
ระบบนเิ วศ การเกิดไบโอแมกนฟิ เิ คชนั และบอก
แนวทางในการลดการเกิดไบโอแมกนฟิ ิเคชัน
7. อธิบายวฏั จกั รไนโตรเจน วักจักรกามะถนั และวฏั จักร 3 5 2 - 3
ฟอสฟอรัสลกั ษณะของไบโอม
8. อธิบายและเปรยี บเทยี บการเปล่ียนแปลงแทนที่แบบ 3 5 2 - 3
ปฐมภมู ิ และทุตยิ ภมู ิ
9. อธิบาย เปรียบเทยี บและยกตัวอยา่ งการเพิม่ ของ 5 8 4-4
ประชากรแบบเอก็ โพเนนเชียล และแบบลอจสิ ติก
10. อธิบายและยกตัวอยา่ งปจั จยั ที่ควบคมุ การเติบโตของ 3 5 2 - 3
ประชากร
3
คะแนนวัดผล
จำนวน ั่ชวโมง(60)
ข้อที่ ผลกำรเรยี นรู้ น้ำหนักคะแนน (100)
ระห ่วำงภำค (50)
กลำงภำค (20)
ปลำยภำค (30)
11. สรุปปัญหาการขาดแคลนนา้ การเกดิ มลพษิ ทางน้า และ 2 4 2 - 2
ผลกระทบที่มีต่อมนุษยแ์ ละส่ิงแวดล้อม รวมท้ังเสนอ
แนวทางการวางแผนการจัดการนา้ และการแก้ไขปญั หา
12. สรปุ ปญั หาทเ่ี กดิ กับทรัพยากรดนิ และผลกระทบที่มีต่อ 2 4 2 - 2
มนษุ ย์และสงิ่ แวดลอ้ มรวมทั้งเสนอแนวทางการแก้ไข
ปญั หา
13. สรปุ ปญั หามลพษิ ทางอากาศ และผลกระทบทม่ี ีตอ่ 2 4 2-2
มนุษย์และสง่ิ แวดลอ้ มรวมทัง้ เสนอแนวทางการแก้ไข
ปัญหา
14. สรปุ ปัญหาผลกระทบทีเ่ กดิ จากการทาลายป่าไม้ รวมทัง้ 1 2 1 - 1
เสนอแนวทางในการป้องกันการทาลายปา่ ไมแ้ ละการ
อนุรกั ษ์ป่าไม้
15. สรุปปญั หาผลกระทบท่ีทาให้สัตว์ป่ามจี านวนลดลง และ 1 1 1 - -
แนวทางในการอนุรักษ์สัตวป์ า่
16. สรปุ อภปิ รายวิธกี ารอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ 2 3 1 - 2
ส่งิ แวดล้อมเพื่อความยง่ั ยนื
4
โครงสร้ำงรำยวิชำ
รำยวิชำ ว 33246 ชีววิทยำ 6 ชัน้ มัธยมศึกษำปีที่ 6 ภำคเรียนที่ 1
เวลำเรียน 60 ชัว่ โมง/ภำคเรียน จำนวน 1.5 หน่วยกติ
ลาดับ ชอื่ หนว่ ยการ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลาเรยี น คะแนน
(ชม.) (100)
ที่ เรยี นรู้ 28 46
1 ความหลากหลาย 1.อธบิ ายความสาคญั ของความ -ความหลากหลายทางชีวภาพ 22 36
ทางชวี ภาพ หลากหลายทางชวี ภาพ -ความหลากหลายของสง่ิ มชี ีวติ
ความสมั พนั ธ์ระหว่างความ -การศกึ ษาความหลากหลาย
หลากหลายทางพันธุกรรม ความ ของส่ิงมชี ีวิต
หลากหลายของสปชี ีส์ และ
ความหลากหลายของระบบนเิ วศ
2.อธบิ ายการเกิดเซลล์เรมิ่ แรก
และวิวฒั นาการของส่งิ มชี วี ติ
เซลลเ์ ดียว
3.อธบิ ายลกั ษณะสาคัญ และ
ยกตวั อย่างสง่ิ มชี วี ติ กลมุ่
แบคทเี รีย โพรทิสต์ พชื ฟงั ไจ
และสัตว์
4.อธิบายและยกตวั อย่างการ
จาแนกสงิ่ มชี วี ิตจากหมวดหมู่
ใหญ่จนถึงหมวดหมู่ย่อย และ
วิธกี ารเขยี นชอื่ วิทยาศาสตรใ์ น
ลาดับขั้นสปชี สี ์
5.สร้างไดโคโตมัสคีย์ในการระบุ
สิง่ มีชีวิต
2 ระบบนิเวศและ 6.อธบิ ายและยกตวั อย่าง -ระบบนิเวศ
ประชากร กระบวนการถา่ ยทอดพลงั งานใน -ไบโอม
ระบบนิเวศ การเกิดไบโอแมกนฟิ ิ -การเปลีย่ นแปลงแทนทข่ี อง
เคชนั และบอกแนวทางในการลด ส่ิงมชี วี ติ ในระบบนเิ วศ
-ประชากร
การเกดิ ไบโอแมกนิฟิเคชนั
7.อธบิ ายวัฏจกั รไนโตรเจน วัก
จักรกามะถัน และวฏั จกั ร
ฟอสฟอรสั ลักษณะของไบโอม
8.อธิบายและเปรียบเทยี บการ
เปล่ียนแปลงแทนที่แบบปฐมภมู ิ
และทุติยภมู ิ
5
ลาดับ ชอ่ื หนว่ ยการ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลาเรยี น คะแนน
(ชม.) (100)
ที่ เรียนรู้
10 18
9.อธิบาย เปรียบเทยี บและ
ยกตวั อยา่ งการเพิ่มของประชากร
แบบเอ็กโพเนนเชยี ล และ
แบบลอจสิ ติก
10.อธิบายและยกตัวอย่างปจั จยั
ท่ีควบคมุ การเตบิ โตของประชากร
3 มนษุ ย์กบั ความ 11.สรุปปญั หาการขาดแคลนนา้ -ประเภทของ
ยง่ั ยืนของ การเกดิ มลพิษทางนา้ และ ทรพั ยากรธรรมชาติ
ทรพั ยากรธรรม ผลกระทบที่มีตอ่ มนุษย์และ -การใช้ประโยชนจ์ าก
ชาตแิ ละ สงิ่ แวดล้อม รวมท้ังเสนอแนว ทรพั ยากรธรรมชาติ
ส่ิงแวดลอ้ ม ทางการวางแผนการจดั การน้า -การอนุรกั ษ์
และการแก้ไขปญั หา
12.สรปุ ปัญหาท่ีเกดิ กบั ทรัพยากร ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละ
ส่งิ แวดลอ้ มเพือ่ ความย่งั ยนื
ดนิ และผลกระทบทมี่ ตี ่อมนุษย์
และสง่ิ แวดลอ้ มรวมทงั้ เสนอแนว
ทางการแกไ้ ขปัญหา
13.สรุปปัญหามลพิษทางอากาศ
และผลกระทบที่มีตอ่ มนุษย์และ
สิ่งแวดลอ้ มรวมทงั้ เสนอแนว
ทางการแกไ้ ขปญั หา
สรุปปญั หาผลกระทบทเี่ กดิ จาก
การทาลายปา่ ไม้ รวมท้ังเสนอ
แนวทางในการปอ้ งกันการทาลาย
ป่าไมแ้ ละการอนุรกั ษป์ า่ ไม้
14.สรปุ ปัญหาผลกระทบที่ทาให้
สตั ว์ปา่ มีจานวนลดลง และ
แนวทางในการอนุรกั ษส์ ตั ว์ปา่
6
รำยวิชำ ว 33246 ชวี วิทยำ 6 กำหนดกำรจดั กำรเรยี นรู้
เวลำเรยี น 60 ชวั่ โมง/ภำคเรยี น ชัน้ มัธยมศกึ ษำปที ่ี 6 ภำคเรยี นที่ 1
จำนวน 1.5 หน่วยกิต
สปั ดาหท์ ี่ ชั่วโมงท่ี จานวนชวั่ โมง สาระการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้
-ความหลากหลายทาง 1.อธบิ ายความสาคัญของความ
หลากหลายทางชีวภาพ
ชีวภาพ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งความ
หลากหลายทางพันธุกรรม ความ
1-2 1-4 4 หลากหลายของสปชี ีส์ และความ
หลากหลายของระบบนิเวศ
2-3 5-7 -ความหลากหลายของ
3-7 8-21 3 สงิ่ มชี ีวิต 2.อธิบายการเกิดเซลลเ์ รม่ิ แรก
และวิวฒั นาการของส่ิงมชี ีวิตเซลล์
-ความหลากหลายของ เดียว
สิ่งมีชีวติ
14 3.อธบิ ายลักษณะสาคัญ และ
ยกตวั อย่างสิ่งมชี ีวิตกลมุ่ แบคทีเรยี
โพรทสิ ต์ พชื ฟังไจ และสตั ว์
-การศกึ ษาความหลากหลาย 4.อธบิ ายและยกตัวอย่างการ
ของสิง่ มีชีวิต จาแนกสิ่งมีชีวิตจากหมวดหมู่ใหญ่
8-9 22-25 4 จนถึงหมวดหมู่ย่อย และวิธกี าร
9-10 26-28
10-12 29-36 เขียนช่ือวทิ ยาศาสตร์ในลาดบั ขัน้ ส
13 37-39
14 40-42 ปชี สี ์
-การศึกษาความหลากหลาย 5.สร้างไดโคโตมัสคีย์ในการระบุ
3 ของสิ่งมีชวี ติ สิ่งมชี ีวติ
-ระบบนิเวศ 6.อธบิ ายและยกตวั อย่าง
-ไบโอม กระบวนการถ่ายทอดพลงั งานใน
8 ระบบนเิ วศ การเกิดไบโอแมกนฟิ ิ
เคชนั และบอกแนวทางในการลด
การเกดิ ไบโอแมกนิฟิเคชัน
7.อธิบายวัฏจกั รไนโตรเจน วักจักร
3 -ระบบนิเวศ กามะถัน และวฏั จักรฟอสฟอรัส
-ไบโอม ลักษณะของไบโอม
8.อธิบายและเปรยี บเทยี บการ
3 -การเปล่ียนแปลงแทนท่ขี อง เปล่ียนแปลงแทนท่ีแบบปฐมภูมิ
และทุตยิ ภูมิ
7
สัปดาห์ท่ี ชว่ั โมงท่ี จานวนช่วั โมง สาระการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้
15-16 43-47 5 9.อธิบาย เปรยี บเทยี บและ
16-17 48-50 3 -ประชากร ยกตัวอย่างการเพ่ิมของประชากร
17-18 51-52 2 แบบเอ็กโพเนนเชยี ล และ
-ประชากร แบบลอจิสตกิ
18 53-54 2 10.อธิบายและยกตวั อย่างปจั จัยที่
-ประเภทของ ควบคมุ การเติบโตของประชากร
19 55-56 2 ทรัพยากรธรรมชาติ 11.สรปุ ปญั หาการขาดแคลนน้า
การเกิดมลพิษทางน้า และ
19 57 1 -การใช้ประโยชนจ์ าก ผลกระทบที่มตี ่อมนุษย์และ
20 58 1 ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดลอ้ ม รวมท้ังเสนอแนว
20 59-60 2 -การอนรุ กั ษ์ ทางการวางแผนการจดั การน้า
ทรพั ยากรธรรมชาติและ และการแกไ้ ขปัญหา
ส่ิงแวดล้อมเพื่อความยง่ั ยนื 12.สรุปปญั หาทเ่ี กิดกับทรัพยากร
ดิน และผลกระทบทม่ี ตี ่อมนุษย์
-การใชป้ ระโยชน์จาก และสงิ่ แวดลอ้ มรวมทง้ั เสนอแนว
ทรพั ยากรธรรมชาติ ทางการแกไ้ ขปญั หา
-การอนรุ กั ษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและ 13.สรปุ ปญั หามลพิษทางอากาศ
สิ่งแวดลอ้ มเพ่ือความยั่งยืน และผลกระทบทม่ี ีต่อมนุษย์และ
สิ่งแวดล้อมรวมทง้ั เสนอแนว
-การใช้ประโยชนจ์ าก ทางการแก้ไขปญั หา
ทรัพยากรธรรมชาติ สรุปปญั หาผลกระทบที่เกดิ จาก
-การอนุรักษ์ การทาลายป่าไม้ รวมท้ังเสนอ
ทรัพยากรธรรมชาติและ แนวทางในการป้องกนั การทาลาย
สิ่งแวดลอ้ มเพ่ือความยง่ั ยนื ปา่ ไมแ้ ละการอนุรกั ษ์ป่าไม้
-การอนุรกั ษ์ 14.สรปุ ปญั หาผลกระทบทท่ี าให้
ทรัพยากรธรรมชาติและ สตั ว์ป่ามีจานวนลดลง และ
สิ่งแวดลอ้ มเพื่อความยั่งยืน แนวทางในการอนุรักษส์ ัตวป์ ่า
-การอนรุ กั ษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและ 15.สรปุ ปัญหาผลกระทบท่ที าให้
สง่ิ แวดลอ้ มเพ่ือความยั่งยืน สัตว์ป่ามีจานวนลดลง และ
แนวทางในการอนรุ ักษส์ ตั วป์ ่า
16.สรปุ อภปิ รายวธิ ีการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่งิ แวดลอ้ มเพ่ือความย่งั ยนื
8
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ที่ 1 ช้นั มัธยมศึกษำปที ่ี 6
รำยวชิ ำ ว33246 ชีววิทยำ 6
หนว่ ยกำรเรยี นรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ เวลำ 3 ช่ัวโมง
เรือ่ ง ควำมหลำกหลำยของสงิ่ มีชีวิต โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษำ
ผู้สอน นำงสำวปวีณำ งำมชดั
สำระชวี วทิ ยำ
เข้าใจการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม การถา่ ยทอดยีนบนโครโมโซม สมบตั ิ และหนา้ ท่ีของสาร
พันธกุ รรม การเกดิ มวิ เทชัน เทคโนโลยที างดเี อ็นเอ หลักฐาน ข้อมลู และแนวคิดเก่ียวกับวิวฒั นาการของ
สิ่งมชี วี ติ ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวน์เบิรก์ การเกิดสปชี สี ์ใหม่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กาเนดิ ของส่งิ มชี ีวติ
ความหลากหลาย ของสิง่ มชี ีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทัง้ นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ผลกำรเรียนรู้
อภิปรายความสาคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ และความเชื่อมโยงระหว่างความหลากหลาย
ทางพันธุกรรม ความหลากหลายของสปีชีส์ และความหลากหลายของระบบนเิ วศ
จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้
1. อภิปรายความสาคัญของความหลากหลายทางชีวภาพได้ (K)
2. ความเชอ่ื มโยงระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายของสปีชีส์ และความ
หลากหลายของระบบนิเวศได้ (K)
3. แสดงความเหน็ จากขอ้ มลู และส่ือสารสารสนเทศได้ (P)
4. รับผดิ ชอบต่อหนา้ ทแ่ี ละงานทไี่ ด้รับมอบหมาย (A)
สำระกำรเรยี นรู้
- ความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบด้วยความหลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายของ
สปชี สี ์ และความหลากหลายของระบบนิเวศ
- การแปรผันทางพันธุกรรมทาให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม ซ่ึงส่ิงมีชีวิตใดที่มีความหลากหลายทาง
พันธุกรรมมากยอ่ มทาใหม้ โี อกาสอยู่รอดเพิม่ ข้ึนและสบื ทอดลูกหลานต่อไปได้
- สิ่งมีชีวิตที่ดารงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติหรือโดยมนุษย์มาเป็น
ระยะเวลายาวนานหลายชั่วรนุ่ ซึง่ อาจเกดิ เปน็ สปชี ีส์ใหม่ สง่ ผลให้เกิดความหลากหลายของสปชี สี ์
- แหล่งท่ีอย่อู าศัยแตล่ ะแหลง่ ทส่ี ง่ิ มชี ีวติ อาศยั อยูน่ ัน้ จะมีองคป์ ระกอบของปัจจยั ทางกายภาพและปัจจัยทางชีวภาพที่
แตกตา่ งกนั ทาให้เกิดความหลากหลาย
ของระบบนเิ วศ
สำระสำคัญ
ความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) หมายถึง การมีสปีชีส์ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสปีชีส์มาอยู่
ร่วมกัน ณ สถานที่ใดสถานท่ีหนึ่งหรือระบบนิเวศใดระบบนิเวศหน่ึง ซ่ึงความหลากหลายทางชีวภาพ
ประกอบด้วยความหลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายของสปชี สี ์ และความหลากหลายของระบบ
นเิ วศ
9
กจิ กรรมกำรจัดกำรเรียนรู้
ข้ันนำ
1.ครูนาสนทนาเก่ยี วกับความหลากหลายทางชวี ภาพท่ีพบเห็นได้ทว่ั ไป เชน่ บริเวณโรงเรียน ในชุมชน
หรือแหลง่ ท่องเทย่ี วท่ีนักเรยี นไปเมื่อช่วงปดิ ภาคเรยี น
2.ครถู ามคาถาม Big Question เพอ่ื กระตุ้นความสนใจของนกั เรยี นวา่ “เพราะเหตใุ ดมนษุ ย์จงึ ไม่ใช่
สง่ิ มีชวี ติ เพียงชนดิ เดียวท่อี าศัยอยู่บนโลก”
(แนวตอบ : มนุษยไ์ มใ่ ชส่ ิ่งมีชวี ติ ชนดิ เดียวบนโลก เพราะมนษุ ยไ์ มใ่ ชใ่ ช่สิง่ มีชีวิตชนดิ แรกทเี่ กดิ ขึ้นมาบน
โลก แต่ยังมีส่ิงมีชีวิตอีกมากมายเกิดข้ึนมาบนโลกต้ังแต่เมื่อ 4,000 ล้านปีก่อน จนปัจจุบันก็ยังมีสิ่งมีชีวิตชนิด
ต่าง ๆ เกิดข้ึนใหม่ตลอดเวลา เน่ืองจากส่ิงมีชีวิตทุกชนิดบนโลกมีการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดในแต่ละระบบ
นิเวศบนโลกจนเกิดเป็นความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการวิวัฒนาการของส่ิงมีชีวิต
โดยแตล่ ะยคุ ก็จะมสี ง่ิ มีชีวิตแตกต่างกนั ไป)
3.ครนู าภาพเก่ียวกับความหลากหลายทางชวี ภาพแต่ละแบบมาใหน้ กั เรียนร่วมกนั พจิ ารณา (บัตรภาพทา้ ย
แผนการจดั หารเรียนรู)้ แล้วถามคาถามใหน้ กั เรียนร่วมกันอภปิ ราย
- หอยทาก Cepaea sp. เป็นหอยในสปชี ีส์เดยี วกนั หรือไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ : หอยทาก Cepaea sp. เปน็ สปชี ีส์เดยี วกันเพราะมีรูปรา่ งลกั ษณะเหมอื นกนั แต่มีความ
แตกต่างกันที่สีและลวดลายของเปลือก ซึ่งลักษณะที่ต่างกันในสปีชีส์เดียวกันเกิดจากความแปรผันทาง
พันธุกรรม)
- สนุ ขั ในภาพมีลกั ษณะเหมอื นหรอื แตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวตอบ : สุนัขแตล่ ะสปชี ีสม์ ลี ักษณะ รปู รา่ งแตกต่างกนั ซึง่ เปน็ ผลมาจากววิ ฒั นาการ โดยลกั ษณะที่
แตกตา่ งกันนนั้ เปน็ ความหลากหลายทางสปีชสี ์)
- ระบบนเิ วศแตล่ ะบริเวณมีลกั ษณะทางกายภาพและชีวภาพเหมือนหรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ : ระบบนิเวศแตล่ ะบริเวณมีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพแตกต่างกัน ซ่งึ ลกั ษณะ
ดังกลา่ วเป็นความหลากหลายของระบบนิเวศ)
4.ครถู ามคาถาม จากหนงั สอื เรียนรายวชิ าเพิม่ เติมวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา
ม.6 เลม่ 2 เพ่ือนาเขา้ ส่บู ทเรยี นวา่ “ความหลากหลายทางชีวภาพคอื อะไร”
(แนวตอบ : ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ การมชี นดิ (species) หลากหลายชนดิ มาอยูร่ ว่ มกนั ณ
สถานที่หน่ึงหรือระบบนิเวศใดระบบนิเวศหนึ่ง ซ่ึงประกอบไปด้วยองค์ประกอบสาคัญ 3 ประการ ดังนี้ ความ
หลากหลายทางพันธกุ รรม ความหลากหลายของสปชี สี ์ ความหลากหลายของระบบนเิ วศ)
ขนั้ สอน
1.นักเรยี นศกึ ษาเรือ่ งความหลากหลายทางชีวภาพ จากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่มิ เตมิ และเทคโนโลยี
ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2 หรือจากแหล่งเรยี นรอู้ นื่ ๆ เชน่ อินเทอรเ์ นต็ ในประเด็นตา่ ง ๆ ดงั นี้
- ความหลากหลายทางพันธกุ รรม
- ความหลากหลายของสปีชีส์
- ความหลากหลายของระบบนิเวศ
2.นักเรยี นและครรู ่วมกนั สรปุ ความรูท้ ไ่ี ด้จากการศกึ ษาลงในสมุดประจาตัว
3.ครตู ้งั คาถามเกย่ี วกบั ความหลากหลายทางชีวภาพให้นักเรียนร่วมกนั ตอบ
- จงอธิบายเกย่ี วกับความหลากหลายทางชีวภาพแบบต่างๆ พร้อมยกตัวอยา่ งประกอบ
10
(แนวตอบ : - ความามหลากหลายทางพนั ธุกรรม หมายถึง ความหลากหลายของสิ่งมชี วี ติ ซง่ึ เปน็ ผล
มาจากความแปรผันทางพันธุกรรม ทาให้ส่ิงมีชีวิตชนิดเดียวกันมีลักษณะแตกต่างกัน เช่น ลักษณะท่ีแตกต่าง
กนั ของพีน่ อ้ ง
- ความหลากหลายของสปชี สี ์ หมายถงึ ความหลากหลายของชนิดส่ิงมีชวี ิต สนุ ัขตา่ ง
สปีชีส์กนั มีลกั ษณะต่างกนั
- ความหลากหลายของระบบนเิ วศ หมายถงึ ความหลากหลายของส่ิงมชี ีวติ
เนอื่ งมาจากความแตกต่างกันของระบบนิเวศ)
4.นกั เรยี นทา Topic Question ท้ายหัวขอ้ ความหลากหลายของสง่ิ มชี วี ิต ในหนงั สอื เรียนรายวชิ า
เพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2
5.นกั เรียนทาแบบฝึกหัด เรือ่ ง ความหลากหลายของสง่ิ มชี วี ติ ในแบบฝกึ หัดรายวชิ าเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2
6.นกั เรียนทาใบงานที่ 1 เรื่อง สารวจความหลากหลายทางชีวภาพในทอ้ งถน่ิ
ขนั้ สรปุ
1.นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายความเช่ือมโยงระหว่างความหลากหลายทางพันธุกรรม ความ
หลากหลายของสปีชสี ์ และความหลากหลายของระบบนิเวศ โดยควรสรุปได้ ดงั น้ี
“ระบบนิเวศแต่ละระบบมีลักษณะทางกายภาพและชีวภาพแตกต่างกัน มีส่ิงมีชีวิตอาศัยอยู่ต่างกัน โดยสิ่งมี
ชิวตที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศแต่ละแห่งมีหลากหลายสปีชีส์ ส่ิงมีชีวิตแต่ละสปีชีส์อาจมีความหลากกหลายทง
พันธุกรรมท่ีทาให้สิ่งมีชีวิตมีลักษณะต่างกัน ซ่ึงความหลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายของสปีชีส์
และความหลากหลายของระบบนิเวศทาใหเกิดความหลากหลายทางชวี ภาพ”
2.นักเรียนสรุปผังมโนทัศน์ เร่ือง ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความ
หลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายของสปีชีส์ และความหลากหลายของระบบนิเวศ พร้อม
ยกตัวอยา่ งประกอบความหลากหลายแต่ละชนดิ
กำรวัดและประเมินผล
รำยกำรวดั วิธีกำร เคร่ืองมือ เกณฑก์ ำร
ประเมนิ
กำรประเมินก่อนเรียน - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบก่อนเรียน - ประเมนิ ตาม
- แบบทดสอบก่อนเรียน กอ่ นเรียน สภาพจริง
ประเมนิ ระหว่ำงกำรจัด - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝึกหัด - รอ้ ยละ 60 ผา่ น
กิจกรรมกำรเรยี นรู้ - ตรวจใบงานที่ 1 เร่อื ง - ใบงานที่ 1 เร่ือง สารวจ เกณฑ์
1) ความหลากหลายของ สารวจความหลากหลายทาง ความหลากหลายทาง - ร้อยละ 60 ผา่ น
สง่ิ มชี วี ติ ชีวภาพในท้องถิ่น ชวี ภาพในท้องถน่ิ เกณฑ์
- ตรวจผงั มโนทศั น์ เร่อื ง ความ - แบบประเมนิ ผงั มโนทัศน์ - ระดบั คุณภาพ 2
หลากหลายทางชวี ภาพ ผ่านเกณฑ์
2) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2
ทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์
11
3) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
ทางานกลุม่ การทางานกลุ่ม
การทางานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์
4) คณุ ลักษณะอนั พึง - สงั เกตความมีวนิ ัย - แบบประเมินคุณลักษณะ - ระดับคณุ ภาพ 2
ประสงค์ และรบั ผดิ ชอบ อันพึงประสงค์ ผา่ นเกณฑ์
ในการทางาน
ส่ือ/แหล่งกำรเรยี นรู้
สือ่ กำรเรียนรู้
1) หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 แบบฝึกหัด
รายวชิ าเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2
2) แบบทดสอบก่อนเรยี น
3) ใบงานท่ี 1 สารวจความหลากหลายทางชีวภาพในทอ้ งถ่นิ
4) PowerPoint เร่อื ง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวติ
5) บตั รภาพเกี่ยวกบั ความหลากหลายของส่งิ มีชีวิต
แหลง่ กำรเรียนรู้
1) ห้องเรยี น
2) หอ้ งสมดุ
3) แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ
12
บัตรภำพเกยี่ วกับควำมหลำกหลำยของสงิ่ มชี ีวิต
13
บัตรภำพเกยี่ วกับควำมหลำกหลำยของสงิ่ มชี ีวิต
14
15
ใบงำนท่ี 1
เร่ือง สำรวจควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพในทอ้ งถิน่
คำชแ้ี จง : ให้นกั เรยี นจบั คู่กับเพือ่ นเพ่ือสารวจความหลาหลายทางชวี ภาพในท้องถ่นิ บันทกึ ผลการสารวจลงใน
ใบงาน แลว้ นาเสนอผลงานหน้าชน้ั เรยี น
ควำมหลำกหลำยของระบบนเิ วศ
ควำมหลำกหลำยทำงพนั ธุกรรม
ควำมหลำกหลำยของสปีชีส์
16
เฉลยใบงำนท่ี 1
เร่อื ง สำรวจควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพในท้องถ่ิน
คำชีแ้ จง : ใหน้ กั เรยี นจับคู่กับเพื่อนเพื่อสารวจความหลาหลายทางชีวภาพในท้องถ่ิน บันทึกผลการสารวจลง
ในใบงาน แล้วนาเสนอผลงานหนา้ ชนั้ เรียน
ทง้ั นีค้ าตอบของนักเรียนขึน้ อยู่กับดลุ พนิ ิจของคุณครู
ควำมหลำกหลำยของระบบนิเวศ
- สุนขั คอกเดียวกนั มสี ีขนต่างกัน
- พน่ี อ้ งมสี ผี มตา่ งกัน
- ดอกกหุ ลาบสายพนั ธ์เดยี วกันแต่มสี ตี า่ งกัน
- ดอกคณุ นายตนื่ สายพันธเ์ ดียวกันแต่มสี ตี า่ งกนั
- หอยลายมีเปลือกท่ีมีลกั ษณะลายต่างกัน
ควำมหลำกหลำยทำงพันธุกรรม
- กลว้ ยไมห้ ลายสายพนั ธุ์ทมี่ ลี ักษณะตา่ งกนั
- มะมว่ งหลายสายพันธุท์ ี่มีลกั ษณะต่างกัน
- สุนขั หลายสายพนั ธ์ุที่มีลกั ษณะต่างกัน
- แมวหลายสายพนั ธุท์ ี่มีลักษณะต่างกัน
ควำมหลำกหลำยของสปีชสี ์
- ระบบนเิ วศป่าไม้
- ระบบนิเวศป่าชายเลน
- ระบบนิเวศทะเล
- ระบบนิเวศแหล่งนา้ จืด
- ระบบนเิ วศบ่อนา้
17
ใบควำมรูท้ ี่ 1
เร่ือง ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพในประเทศไทย
รายวิชา ว33246 ชีววิทยา 6 ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6
ประกอบแผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 1 ผู้สอน นางสาวปวนี า งามชดั
ความหลากหลายทางชวี ภาพ เป็นคานิยามถึง การทีม่ สี ่งิ มชี วี ิตมากมายหลากหลายสายพันธแุ์ ละ
ชนดิ ในบริเวณหนง่ึ บริเวณใด สามารถแบง่ ได้ 3 ระดับ คอื ความหลากหลายระดับพนั ธุกรรม ระดบั ชนิดพันธ์ุ
และระดบั ระบบนเิ วศ ท้ัง 3 ระดับน้ีต่างมีความสาคัญและมีปฏิสัมพนั ธ์ซึ่งกนั และกัน หากเกิดการเปลี่ยนแปลง
ข้นึ ในระดบั ใดระดับหนง่ึ มักส่งผลต่อการเปล่ียนแปลงในความหลากหลายทางชีวภาพในระดบั อนื่ ๆดว้ ย
ควำมหลำกหลำยระดับพนั ธกุ รรม (Genetic Diversity)
ความหลากหลายทางพันธุกรรมของสง่ิ มชี ีวติ เป็นลักษณะท่แี สดงออกดว้ ยพันธกุ รรม (Gene) ที่
ปรากฏให้เหน็ ได้ท่วั ไป ท้ังภายในสง่ิ มชี วี ติ ชนดิ เดียวกนั เชน่ มีความแตกตา่ งระหวา่ งสีตา สีขน หรือลกั ษณะ
ของเส้นผมหรือเสน้ ขน และระหว่างสง่ิ มชี ีวิตท่ีต่างชนิดกนั ซง่ึ จะสามารถเหน็ ได้อย่างชัดเจน ในระดบั ความ
แตกต่างนี้ สามารถใชเ้ ปน็ ตวั กาหนดหรอื บง่ บอกความใกล้ชิดของเครือญาติหรือความหา่ งของสิ่งมีชวี ิตแต่ละ
ชนดิ ในสายวิวัฒนาการ
ควำมหลำกหลำยระดับชนิดพันธุ์ (Species Diversity)
ความหลากหลายทางชนดิ พนั ธ์ุของสงิ่ มชี ีวติ วัดได้จากจานวนของสิง่ มีชีวิตและจานวนประชากร
ของสิง่ มีชีวติ แตล่ ะชนิด ที่อาศัยอยู่ในที่ใดทห่ี นึ่งและช่วงเวลาใดเวลาหนง่ึ การที่ประชากรจานวนหนึ่งมาอาศัย
อย่ดู ้วยกันในพื้นท่ี หรอื ชุมชน (Community) จานวนของประชากรจะเพม่ิ ข้นึ หรอื ลดลง ข้นึ อย่กู บั
ความสามารถในการแข่งขนั ของสิ่งมีชีวติ ทม่ี ีหน้าทเี่ ดยี วกนั ในชมุ ชน
ควำมหลำกหลำยระดับระบบนเิ วศ (Ecological Diversity)
ระบบนเิ วศแต่ละระบบเป็นถิ่นทอี่ ยู่อาศัย (Habitat) ของส่ิงมีชีวติ ชนดิ ตา่ งๆ ซึ่งมปี ัจจัยทางกายภาพ
และชีวภาพท่เี หมาะสมกับส่ิงมชี วี ิตแต่ละชนดิ ในระบบนิเวศน้ัน ระบบนิเวศในประเทศมีความหลากหลายมาก
ตง้ั แต่ปา่ ชายเลน พืน้ ทช่ี มุ่ น้า ปา่ เบญจพรรณ ปา่ ดิบแลง้ ป่าดิบเขา ปา่ เตง็ รงั จนกระท่งั ถึงปา่ สน สิ่งมชี ีวิตบาง
ชนดิ สามารถปรับตัวใหอ้ ยู่ในระบบนิเวศทีห่ ลากหลายได้ แต่บางชนดิ ก็มสี ภาวะเฉพาะเจาะจงตอ่ ระบบนิเวศ
นั้นๆ ซ่ึงความหลากหลายของระบบนเิ วศน้ัน จะขึ้นอยู่กับชนิดพนั ธุ์ พันธุกรรม และความแปรปรวนของ
ส่งิ แวดล้อม
ประเทศไทยตั้งอยใู่ นเขตรอ้ นชืน้ ท่ีเปน็ แหลง่ อาศยั ของพรรณไม้และพนั ธุ์สัตว์จานวนมาก
นอกจากนยี้ ังมสี ภาพทางภูมศิ าสตร์ทีห่ ลากหลายและเอื้อต่อการเจริญเติบโตของส่งิ มีชีวิต ทาใหป้ ระเทศไทย
เป็นประเทศหนึ่งท่มี ีความหลากหลายทางชวี ภาพสงู นกั วชิ าการประมาณการว่า สง่ิ มีชีวิตในโลกนีม้ ปี ระมาณ 5
ลา้ นชนดิ ในจานวนนมี้ อี ยูใ่ นประเทศไทย ประมาณร้อยละ 7 โดยมพี รรณพืช ประมาณ 15,000 ชนิดและพนั ธุ์
สัตว์ประมาณ 16,495 ชนดิ ประกอบไปด้วย
- สตั วส์ ะเทนิ น้าสะเทนิ บก สัตว์เลอ้ื ยคลาน 491 ชนดิ
- สตั วเ์ ลย้ี งลกุ ด้วยนม 302 ชนดิ
- นก 982 ชนิด
- ปลา 2,820 ชนิด
- สตั ว์ไมม่ ีกระดูกสนั หลัง (ยกเวน้ แมลง) 11,900 ชนิด
18
นอกจากนี้ยงั มีความหลากหลายของแมลงและจลุ ินทรีย์ (เหด็ รา แบคทเี รีย ไวรัส) ท่ียังไม่ทราบ
จานวนทแี่ น่นอนอีกดว้ ยปัจจุบนั พื้นท่ีป่าและแหลง่ ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย มีการลดจานวนลงเป็น
จานวนมาก จากเดิมทม่ี ีมากถึง ร้อยละ 70 ของพืน้ ที่ ปจั จบุ ันเหลอื เพียงร้อยละ 26 ของพ้ืนที่ สาเหตุของการ
สญู เสียพนื้ ที่มาจากหลายประการ เชน่ การบุกรกุ พนื้ ทป่ี ่าเพื่อการเกษตร การลกั ลอบตัดไม้ การตัดถนน ซง่ึ
ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ทาใหเ้ กิดวิกฤตการณท์ างธรรมชาติเพิม่ มากข้ึน ท้งั ยังสร้างความเสยี หายแก่
เศรษฐกจิ บ้านเรือน มนษุ ย์ และสิ่งมีชวี ติ อกี เป็นจานวนมาก นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการเปล่ียนแปลงสภาพ
ภูมอิ ากาศ การสูญเสยี ความหลากหลายทางชีวภาพสร้างความเสียหายตอ่ โครงสร้าง บทบาทหนา้ ท่ีและความ
สมดลุ ของระบบนิเวศ ส่งผลใหร้ ะบบนเิ วศมีความเส่ียงตอ่ การถกู ทาลายมากขึ้น และมีความสามารถในการ
ใหผ้ ลผลิตและบริการทีจ่ าเปน็ ตอ่ มนุษยล์ ดลงตามไปดว้ ย
ผลกระทบจากการท่ผี ืนปา่ ถูกทาลาย สง่ ผลใหร้ ะบบนิเวศมีการเสื่อมสภาพ และสงิ่ มชี วี ิตหลาย
ชนดิ ไดม้ กี ารสูญพันธไ์ุ ปจากประเทศไทยแลว้ เช่น สมัน (Cervus schomburgk) นกช้อนหอยใหญ่
(Pseudibis gigantea) และนกพงหญ้า (Graminicola bengaiensis) อกี หลายชนิดตกอย่ใู นสถานภาพถูก
คุกคาม หายากและใกลส้ ูญพันธุ์ พชื พรรณกว่า 400 ชนิดของประเทศไทยอยูใ่ นสภาวะใกล้สูญพนั ธุ์ และ
ประมาณ 600 ชนิด เป็นพืชหายาก สถานการณค์ วามหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยขณะน้ี น่าเปน็
หว่ งอย่างยง่ิ เพราะยงั คงมีการเตบิ โตของจานวนประชากร ทาใหค้ วามต้องการมีมากข้ึน มีลกั ลอบตดั ไมแ้ ละใช้
ทรพั ยากรธรรมชาตเิ กนิ ขีดจากดั ในขณะท่ีทรัพยากรธรรมชาติมีปริมาณลดน้อยลงเร่อื ยๆ สง่ ผลให้ความ
หลากหลายทางชีวภาพมกี ารลดจานวนลงอยา่ งลดเรว็
กำรสูญเสยี ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ
การสญู พนั ธข์ุ องสิ่งมีชวี ติ เปน็ การสญู เสียความหลากหลายทางชวี ภาพ ท่นี า่ กลัวมากท่ีสดุ เพราะ
การสูญพันธหุ์ มายถงึ การหมดส้ินไปของแหลง่ พันธุกรรมจานวนมากพร้อมๆ กนั ท้ังหมดโดยไม่อาจหาหรอื สรา้ ง
มาทดแทนได้
สาเหตุพนื้ ฐานทที่ าใหส้ ิง่ มชี ีวติ เสีย่ งตอ่ การสูญพนั ธุ์ ได้แก่
การขาดแคลนความหลากหลายทางพนั ธุกรรม ส่ิงมีชีวติ ทีม่ ีองค์ประกอบทางพนั ธุกรรม เพียง
แบบเดียวจะมีผลทาใหส้ ิง่ มชี วี ติ ไมม่ ีทางเลือกอ่ืนเมื่อส่ิงแวดลอ้ มเปลยี่ นแปลงไป ปจั จัยท่ีจะสง่ ผลให้ ความ
หลากหลายทางพันธกุ รรมลดลง ได้แก่ การผสมพนั ธ์รุ ะหวา่ งสงิ่ มชี วี ติ สายพนั ธุเ์ ดยี วกนั การผสมพนั ธุ์ระหว่าง
ส่งิ มชี วี ติ ที่มลี กั ษณะเหมอื นกัน การไม่มีการยา้ ยถ่ิน การทจี่ านวนประชากรมขี นาดเลก็ และสิ่งแวดลอ้ ม
แปรปรวนอยา่ งฉบั พลัน เป็นตน้
การลดลงของจานวนประชากรในแตล่ ะถ่นิ ที่อยอู่ าศัย ส่งิ มีชีวิตแตล่ ะหน่วยเกิดข้นึ และตายไป แต่
ประชากรของสงิ่ มชี วี ิตนน้ั ยงั คงอยู่เพราะสงิ่ มชี ีวิตแต่ละชนดิ สืบทอดลูกหลานชนิดเดียวกับตัวเองได้ ดังน้นั
ความย่งั ยืนของประชากรของสิง่ มชี วี ิตแต่ละชนิดจึงขึ้นอยกู่ ับความสามารถในการดารงหรอื การเพมิ่ จานวน
ลกู หลานในรุ่นต่อๆ ไป ความสาคัญจึงข้นึ อยกู่ บั ว่าประชากรนน้ั มคี วามสามารถในการเจริญพนั ธ์ุมากน้อย
เพยี งใด ซึ่งเชื่อมโยงกับจานวนของประชากรในวัยเจริญพนั ธ์ุ อัตราส่วนของเพศ อัตราการเจรญิ พันธุ์ อตั ราการ
อยรู่ อดของประชากรกอ่ นวยั เจริญพนั ธุ์ และโอกาสการจบั คู่ผสมพนั ธุ์ ดงั นน้ั เมื่อประชากรทีเ่ จริญพันธไ์ุ ด้
ประสบปัญหาจานวนลดลงจึงเสีย่ งตอ่ การสูญพันธ์ขุ องประชากรนน้ั นอกจากนี้ ประชากรขนาดเลก็ ยังทาให้
19
เกดิ สภาพการสุ่มเส่ยี งทางพนั ธุกรรมและเกิดการผสมพนั ธใุ์ นหม่ญู าติโดยปริยาย ซึง่ ทาให้ความหลากหลายทาง
พันธุกรรมลดลง เป็นการเพิ่มอัตราเส่ยี งอีกทางหนง่ึ ดว้ ย
การสูญเสยี ถน่ิ ทอ่ี ยู่อาศยั สิง่ มชี ีวติ ไม่สามารถอยู่รอดสืบทอดลูกหลานไดถ้ ้าไม่มีถ่ินที่อยู่อาศยั
สิ่งมีชวี ติ จานวนมากต้องการถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ จงึ จะสืบทอดลูกหลานได้ คาว่า “ถน่ิ ที่อยอู่ าศยั ” มไี ด้
หมายความเฉพาะพน้ื ที่เทา่ น้ัน แต่หมายรวมถงึ สภาพแวดลอ้ มทีเ่ ปน็ องคป์ ระกอบทง้ั ชีวภาพ และกายภาพด้วย
พชื และสัตว์จานวนมากกาลังสูญพนั ธดุ์ ว้ ยเหตุน้ี การที่ปา่ ผนื ใหญห่ รือแหลง่ น้าขนาดใหญ่ถูกตดั ให้
เป็นสว่ นเลก็ สว่ นน้อย (Fragmentation) แม้วา่ เนื้อท่รี วมกนั อาจจะไม่ลดลง แตก่ ็ทาให้ ภาพถิน่ ท่ีอยู่อาศยั ถูก
ตัดขาดจากกัน ประชากรในแต่ละสว่ นจึงเผชญิ กบั ภาวะเส่ียงตามท่ีได้กล่าวมาแลว้ เชน่ เดยี วกนั
การสูญพันธุ์อยา่ งรวดเร็วกาลงั เกิดขึ้นในสิง่ มีชวี ติ ท่อี าศัยอยู่ในป่าชื้นเขตร้อนรวมท้ังประเทศไทย
ดว้ ย ประมาณกนั วา่ ในส้นิ คริสตศ์ ตวรรษท่ี 20 นี้จะมกี ารสูญพนั ธขุ์ องสิง่ มีชีวิตชนดิ ต่างๆ ในโลกน้ีไมน่ อ้ ยกวา่
20 - 50 % และส่วนใหญ่จะเกดิ ขึ้นในป่าช้ืนเขตรอ้ นน่ันเอง
20
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
เรื่อง ความหลากหลายทางชวี ภาพในประเทศไทย
ประกอบแผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 1 รายวชิ า ว33246 ชีววิทยา 6 ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6
คาส่งั ใหน้ กั เรียนทาเครื่องหมาย (X) ลงในตัวเลือกท่เี ห็นว่าถูกต้องทีส่ ุดพียงข้อเดียว
1.ความหลากหลายทางชีวภาพ หมายถงึ ข้อใด
1. การมีสภาพแวดล้อมแตกต่างกนั มากมาย
2.ระบบนเิ วศมคี วามอุดมสมบูรณด์ ว้ ยพชื พรรณ
3. การมีสิ่งมชี ีวติ หลากหลายชนิด ณ บรเิ วณใดบริเวณหนึง่
4. การมีสิง่ มีชวี ิตชนดิ ใดชนิดหนงึ่ จานวนมาก ณ บรเิ วณนั้น
2. สง่ิ มีชีวิตตามขอ้ ใด แสดงถึงความหลากหลายทางชีวภาพได้ดีทส่ี ดุ
1. มนี กจานวนมาก
2. มีปลาหางนกยงู จานวนมาก
3. มกี งุ้ หอย จานวนมาก
4. มีกุ้ง หอย ปู ปลาจานวนมาก
3. ความหลากหลายทางชีวภาพ เน้น เรอื่ งใด
1.ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนเิ วศนา้ จืด
2. ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝัง่
3. ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนเิ วศปา่ ไมแ้ ละทางการเกษตร
4. ถกู หมดทุกข้อ
4.ข้อใด มิใช่สาเหตขุ องการทาใหเ้ กดิ ความหลากหลายทางชีวภาพ
1. การสบื พันธุแ์ บบอาศยั เพศ
2. การเกดิ ความแปรผันทางพันธกุ รรม
3.การเกิดมิวเทชันของยนี ต่างๆ
4.การมีประชากรสงิ่ มชี ีวิตลกั ษณะเดน่
5.ข้อใดนิยมใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคุณค่าของความหลากหลายทางชวี ภาพ
1. ความชุกชุมของสงิ่ มชี ีวิต
2. ความมีราคาในการขายเป็นสนิ ค้า
3. พน้ื ท่ีทางการเกษตรและป่าไมล้ ดจานวนลง
4. ถกู ทุกขอ้
6. ปจั จุบนั ความหลากหลายทางชวี ภาพกาลงั ลดจานวนลง เน่อื งจากสาเหตุใด
1. การคุกคาม การทาลายสภาพแวดล้อม
2. อณุ หภูมขิ องน้า และการซีดจางของปะการัง
3. พน้ื ที่ทางการเกษตร และป่าไม้ลดจานวนลง
4. ถกู ทุกขอ้
7. ขอ้ ใดถือว่า มใิ ชป่ ัญหาความหลากหลายทางชีวภาพในปัจจบุ ัน
1. ปัญหามลพิษของส่งิ แวดล้อมต่อสิง่ มชี ีวติ
2. ปัญหาการใช้สอยทรัพยากรที่มากเกินไป
21
3.ปญั หาสงิ่ มชี วี ติ ทว่ั โลกกาลงั เพิ่มจานวน
4. ปญั หาการสูญเสียถ่นิ ที่อยู่อาศยั ของพืชและสัตว์
8. ข้อใดถือเป็นการสมควร และการจัดการเพ่ือสง่ เสรมิ ความหลากหลายทางชีวภาพ
1. มีการร่วมมอื กันทางวชิ าการระหว่างภาคีสมาชกิ
2. มีการถา่ ยโอนเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสารท่ีถกู ต้อง
3. ควรมีการจัดการใช้ทรัพยากรอยา่ งย่ังยืน
4. ถูกทกุ ข้อ
9. ขอ้ ใดถือเปน็ คุณค่าของความหลากหลายของส่งิ มชี วี ิตท่ีมีต่อมนุษย์
1. พชื ปา่ และพืชที่เพาะปลกู เป็นแหล่งอาหาร ยารกั ษาโรค และวตั ถุดิบตา่ งๆ
2. สัตวป์ ่าเป็นแหลง่ อาหาร ยาแผนโบราณ และมีคุณค่าด้านรายไดเ้ ศรษฐกจิ การท่องเทย่ี ว
3.พืชพรรณ สตั วห์ ลายชนิดมีประโยชนท์ างการแพทย์ เช่นเป็นไม้ประดบั ค้าไม้ ทาเครอื่ ง
เรอื น เคร่อื งประดับตกแต่ง
4.ถูกทุกข้อ
10. ความหลากหลายทางชีวภาพ ตรงกบั ภาษาองั กฤษวา่ อยา่ งไร
1. Biologycal Diversity
2. Biologi Diversity
3. Biological Disity
4. Biology Disity
22
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
เรื่อง ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพในประเทศไทย
1. 3
2. 4
3. 4
4. 4
5. 1
6. 4
7. 3
8. 4
9. 4
10. 1
23
แผนกำรจดั กำรเรยี นรทู้ ี่ 2 ช้นั มัธยมศกึ ษำปีท่ี 6
รำยวชิ ำ ว33246 ชีววทิ ยำ 6
หน่วยกำรเรียนรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ เวลำ 3 ชัว่ โมง
เร่อื ง กำเนดิ ของสิง่ มีชีวิต โรงเรียนโคกโพธไ์ิ ชยศึกษำ
ผสู้ อน นำงสำวปวณี ำ งำมชดั
สำระชีววิทยำ
เขา้ ใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ และหนา้ ทขี่ องสาร
พันธกุ รรม การเกดิ มวิ เทชัน เทคโนโลยีทางดีเอน็ เอ หลักฐาน ขอ้ มลู และแนวคดิ เกี่ยวกับวิวฒั นาการของ
สง่ิ มชี วี ิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวนเ์ บิรก์ การเกดิ สปชี ีสใ์ หม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนิดของส่งิ มชี ีวิต
ความหลากหลาย ของสง่ิ มชี ีวติ และอนุกรมวิธาน รวมท้งั นาความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ผลกำรเรยี นรู้
อธิบายการเกดิ เซลลเ์ ริ่มแรกและววิ ัฒนาการของสิง่ มีชีวติ เซลล์เดยี ว
จดุ ประสงคก์ ำรเรียนรู้
1.อธบิ ายการเกิดเซลล์เรมิ่ แรกของส่ิงมีชวี ิตได้ (K)
2.อธิบายววิ ฒั นาการของส่งิ มีชวี ิตเซลล์เดยี วได้ (K)
3.ปฏบิ ตั กิ จิ กรรมได้อยา่ งถกู ต้องและเป็นลาดับขั้นตอน (P)
4.รับผดิ ชอบต่อหน้าท่ีและมุ่งมั่นในการทางาน (A)
สำระกำรเรียนรู้
จุดเรม่ิ ต้นของววิ ฒั นาการของเซลลเ์ กดิ จากโมเลกุลของอทิ รยี สาร โดยเซลล์รปู แบบแรกท่ีเกิดขึน้ คอื เซลล์
โพรคาริโอต และมีวิวัฒนาการขนึ้ มาเป็นเซลลย์ ูคารโิ อต และจากส่งิ มชี ีวติ เซลลเ์ ดยี วเปน็ ส่ิงมีชวี ติ หลายเซลล์ทมี่ ี
โครงสร้างแบบง่าย ๆ จนกลายมาเป็นสง่ิ มีชีวติ หลายเซลล์ทม่ี ีโครงสรา้ งซับซ้อนมากขน้ึ ตามลาดับ
สำระสำคญั
เซลล์ของสง่ิ มีชวี ิตรูปแบบแรกที่เกดิ ขนึ้ คอื เซลลโ์ พรคาริโอตแลว้ มวี วิ ฒั นาการเป็นเซลลย์ คู าริโอต
และจากส่ิงมชี ีวิตเซลลเ์ ดยี วเปน็ สง่ิ มชี ีวติ หลายเซลลท์ มี่ โี ครงสร้างแบบงา่ ย ๆ จนกลายมาเปน็ สง่ิ มีชีวติ หลาย
เซลล์ทม่ี โี ครงสร้างซบั ซ้อน
กจิ กรรมกำรเรียนรู้
ข้ันนำ
1.ครนู าสนทนาเกีย่ วกับตารางธรณกี าลทศี่ ึกษาเมื่อคาบเรยี นท่ีผา่ นมา และถามคาถามใหน้ กั เรียนรว่ มกัน
แสดงความคดิ เห็น เช่น
- เซลล์แรกเรม่ิ ของสง่ิ มีชวี ิตน่าจะมีโครงสร้างอย่างไร
(แนวตอบ : เซลลส์ ิง่ มีชวี ติ แรกเรม่ิ เปน็ เซลลโ์ พรคารโิ อต มีโครงสรา้ งอยา่ งง่าย โดยมีสารพนั ธกุ รรม
แขวนลอยอยู่ในไซโทพลาซึม (ไม่มีนิวเคลียส) จากนั้นเกิดวิวัฒนาการทาให้สามารถสร้างอาหารได้เองด้วย
กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง
- เซลลแ์ รกเรม่ิ ของส่ิงมีชวี ติ มีวิวัฒนาการอยา่ งไร
(แนวตอบ : นักวิทยาศาสตร์เช่อื กันว่าเซลลแ์ บบโพรคาริโอตมกี ารวิวัฒนาการเป็นเซลลแ์ บบยูคาริโอต
24
โดยมีกระบวนการดังน้ี เยื่อหุม้ เซลล์ของพวกโพรคาริโอตเกิดการม้วนพับเข้าไปภายเซลล์จนกลายเป็นเอนโดพ
ลาสมิกเรติคิวลัมและเยื่อหุ้มนิวเคลียส จากนั้นเกิดกระบวนการเอนโดซิมไบโอซิส โดยเซลล์โพรคาริโอตท่ีมี
ขนาดใหญจ่ ะรบั เอาเซลล์โพรคารโิ อตทมี่ ีขนาดเล็กเข้ามาอาศัยภายในเซลล์ของตัวเอง ซ่ึงในเวลาต่อมาโพรคาริ
โอตขนาดเลก็ เหล่าน้จี งึ กลายเปน็ ไมโทคอนเดรียและคลอโรพลาสต์ในทสี่ ดุ
2.ครถู ามคาถาม Key Question จากหนงั สือเรียนรายวชิ าเพ่มิ เติมวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววทิ ยา
ม.6 เลม่ 2 เพอ่ื นาเข้าสบู่ ทเรียนว่า “สิ่งมีชีวิตกาเนิดขนึ้ มาได้อยา่ งไร”
(แนวตอบ : สิง่ มชี วี ติ เกดิ จากสงิ่ ไมม่ ชี ีวติ โดยอเลก็ ซานดร์ อีวาโนวิช โอปาริน นกั เคมชี าวรัสเซียได้
เสนอแนวคดิ วา่ บรรยากาศของโลกสมยั แรกนัน้ มีแกส๊ ไฮโดรเจนในปริมาณมาก และสามารถรวมตวั กบั แกส๊ อน่ื
ๆ ในบรรยากาศ จนเกิดเปน็ สารประกอบตา่ ง ๆ เช่น มีเทนและแอมโมเนยี เมื่อเวลาผา่ นไป สารประกอบ
เหลา่ นีร้ วมตัวกนั เป็นสารอินทรยี ์ทม่ี ีโมเลกลุ ซับซ้อน เชน่ กรดอะมโิ น กลีเซอรอล กรดไขมันและนา้ ตาล
เชงิ เด่ยี ว โดยกระบวนการววิ ัฒนาการทางเคมีนี้เกดิ ขน้ึ อยา่ งตอ่ เน่ืองและใช้เวลานาน จนเกิดเป็นสงิ่ มีชวี ติ ใน
ที่สดุ )
ขน้ั สอน
1.นกั เรียนศกึ ษาเรือ่ งกาเนิดของสงิ่ มชี ีวติ ตามแนวคดิ ของอเล็กซานดร์ อีวาโนวิช โอปารนิ จากหนงั สือ
เรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 หรือสืบค้นข้อมูลจากแหล่งอ่ืน ๆ ท่ีมี
ความนา่ เชือ่ ถือ จากนนั้ นกั เรียนและครรู ่วมกันอภปิ รายในประเด็นต่าง ๆ ดังน้ี
- แนวคดิ ของโอพารินอธิบายวา่ อย่างไร
- สิ่งมชี ีวติ แรกเริ่มเกดิ ขนึ้ ไดอ้ ยา่ งไร
2.ครูเปิดวดี ทิ ัศนเ์ กยี่ วกบั ระบบนเิ วศให้นักเรียนดู โดยอาจนามาจากเว็บไซต์ต่าง ๆ เช่น
- https://www.youtube.com/watch?v=_uAJY1mqtw4
- https://www.youtube.com/watch?v=xyhZcEY5PCQ
3.นกั เรยี นและครรู ว่ มกันสรปุ เร่อื งกาเนิดของส่ิงมีชีวติ ตามแนวคิดของอเลก็ ซานดร์ อวี าโนวชิ โอปารนิ โดย
มแี นวการสรุป ดังนี้
ชัน้ บรรยากาศของโลกในยคุ แรก ๆ ประกอบดว้ ยแก๊สแอมโมเนีย (NH3) แก๊สไฮโดรเจน (H2) แก๊ส
มเี ทน (CH4) และไอนา้ (H2O) จากน้ันอนุภาคต่าง ๆ รวมตัวกันกลายเป็นโมเลกุลของกรดอะมิโน น้าตาล กรด
ไขมัน กลีเซอรอล และโมเลกุลที่ซับซ้อนของพอลิแซ็กคาไรด์ ลิพิด โปรตีน และกรดนิวคลิอิก ซ่ึงต่อมาจึง
ปรากฏเป็นเซลล์แรกเริม่ ของสิ่งมีชีวติ
4.ครูอธบิ ายเพิ่มเติมว่า เซลลแ์ รกเรม่ิ ของสิง่ มีชวี ติ นนั้ เกดิ ขึ้นจากสงิ่ ไมม่ ชี ีวติ ซึ่งเกิดขน้ึ ไดเ้ พียงคร้ังเดยี ว
เนอ่ื งจากบรรยากาศในปัจจบุ นั มีองค์ประกอบแตกต่างจากบรรยากาศในยุคแรก ๆ ของการกาเนดิ โลก
5.ครถู ามคาถามเพ่ือใหน้ กั เรียนสืบคน้ ข้อมูลเพิ่มเตมิ
- แนวคิดของโอปารนิ ไดร้ บั การสนบั สนุนจากนักวทิ ยาศาสตร์ทา่ นอ่นื ๆ หรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ : แนวคิดของโอปารนิ ได้รบั การพิสจู นโ์ ดยสแตนลีย์ มลิ เลอร์ โดยการจาลองเหตกุ ารณ์
การกาเนดิ ของส่งิ มีชีวติ ในสภาพแวดล้อมเมื่อประมาณ 4,000 ลา้ นปกี อ่ น)
6.นักเรียนศึกษา เร่ือง การทดลองของสแตนเลย์ มิลเลอร์ จากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เลม่ 2 หรือสบื คน้ ขอ้ มลู จากแหล่งอ่ืน ๆ ที่มีความน่าเช่ือถือ จากน้ันอภิปราย
ในประเดน็ ตา่ ง ๆ ดงั น้ี
- สแตนเลย์ มิลเลอร์ ทาการทดลองอยา่ งไร
25
(แนวตอบ : สแตนเลย์ มิลเลอร์ ทาการทดลองโดยการใหค้ วามร้อนกับน้าจนเดือดเปน็ ไอนา้ และ
ทาปฏิกิริยากับแก๊สต่าง ๆ ในชั้นบรรยากาศ (มีเทน แอมโมเนีย และแก๊สไฮโดรเจน) ซ่ึงมีการผ่านประจุไฟฟ้า
อย่างต่อเนื่องและเป็นเวลานาน จากน้ันทาการควบแน่นและนาไปตรวจสอบ ผลที่ได้พบว่าภายในของเหลวท่ี
ผ่านการควบแนน่ มีกรดอะมิโนเจือปนอยู่)
- การทดลองของสแตนเลย์ มลิ เลอร์ สนบั สนุนแนวคดิ ของโอปารินอย่างไร
(แนวตอบ : การทดลองของสแตนเลย์ มลิ เลอร์ สนับสนนุ แนวคิดของโอปารินทว่ี ่า สิ่งมชี ีวิตเกิด
ขนึ้ มาจากสง่ิ ทีไ่ มม่ ชี ีวิต)
7.ครูและนกั เรียนร่วมกนั สรุปเร่ืองการทดลองของสแตนเลย์ มิลเลอร์ โดยมีแนวการสรปุ ดังนี้
สแตนเลย์ มิลเลอร์ ทาการทดลองโดยจาลองเหตุการณ์การกาเนิดสิ่งมีชีวิตจากสภาวะแวดล้อมใน
มหาสมุทรเม่ือประมาณ 4,000 ล้านปีก่อน โดยการให้ความร้อนกับน้าจนเดือดกลายเป็นไอแล้วเคลื่อนท่ีไป
ตามชุดหลอดทดลองท่ปี ระกอบไปด้วยแก๊สแอมโมเนีย แกส๊ ไฮโดรเจน แกส๊ มีเทน และไอน้า จากนั้นจาลองการ
เกิดฟ้าแลบฟ้าผ่า แล้วนาไอน้าและแก๊สที่ได้จากการทดลองไปควบแน่น พบว่า มีกรดอะมิโนเจือปนอยู่ในน้า
นัน้
8.นักเรยี นศึกษาเรอ่ื ง กาเนดิ เซลลโ์ พรคารโิ อตและกาเนดิ เซลลย์ ูคารโิ อต จากหนังสือเรียนชวี วิทยา ม.6
เล่ม 2
9. จากน้นั สรปุ ประเดน็ สาคัญ และจดใสส่ มดุ บันทึก
10.ครูถามคาถามให้นักเรยี นช่วยกนั ตอบและแสดงความคิดเหน็
- จากหลักฐานซากดึกดาบรรพพ์ บรอ่ งรอยของสิ่งมชี ีวติ ทีม่ ีอายเุ กา่ แก่ทสี่ ุดเมื่อใด
(แนวตอบ : ประมาณ 3,500 ลา้ นปกี ่อน)
- นักเรยี นคดิ ว่าเซลลแ์ รกเริม่ ของสงิ่ มีชวี ิตมีลักษณะอย่างไร
(แนวตอบ : มโี ครงสรา้ งอยา่ งงา่ ย มีสารพนั ธกุ รรมแขวนลอยอยู่ในไซโทพลาซึม)
- ส่งิ มีชวี ติ ที่ววิ ฒั นาการมาจากเซลล์แรกเรม่ิ เปน็ เซลล์แบบใด
(แนวตอบ : เซลล์โพรคารโิ อต ซึง่ ดารงชีวติ โดยไม่ใชแ้ ก๊สออกซเิ จน)
- เซลล์ยคู ารโิ อตเกดิ ขนึ้ มาได้อย่างไร
(แนวตอบ : เซลลย์ คู าริโอตววิ ฒั นาการมาจากเซลล์โพรคารโิ อต)
- หลักฐานใดที่สนับสนนุ ว่าเซลล์ยคู ารโิ อตววิ ัฒนาการมาจากเซลลโ์ พรคารโิ อต
(แนวตอบ : ไมโทคอนเดรียและคลอโรพลาสต์มี DNA และไรโบโซมคล้ายกับเซลล์โพรคาริโอต
และมีเอนไซมใ์ นกระบวนการถ่ายทอดอิเล็กตรอนเหมอื นกนั )
11.นกั เรยี นทา Topic Question ทา้ ยหวั ขอ้ กาเนิดของสงิ่ มีชีวติ ในหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพม่ิ เติม
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2
12.นักเรียนทาแบบฝึกหัด เรื่อง กาเนิดของส่ิงมีชีวิต ในแบบฝึกหัดรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เล่ม 2
13.นักเรยี นทาใบงานที่ 2 เรื่อง กาเนิดของส่งิ มีชวี ิต
ข้นั สรุป
1.ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรุปเกยี่ วกับเรอื่ งกาเนิดสิง่ มชี วี ติ โดยควรสรปุ ได้ ดงั นี้
"แนวคิดของกาเนิดส่ิงมีชีวิตมีลาดับขั้น คือ สารต่าง ๆ ท่ีเป็นองค์ประกอบของบรรยากาศโลกในยุค
แรก ๆ รวมตัวกันเกิดเป็นกรดอะมโิ น นา้ ตาล กรดไขมัน และกลีเซอรอล จากน้ันรวมตัวกันเกิดโมเลกุลของพอ
26
ลิแซ็กคาไรด์ ลิพิด โปรตีน และกรดนิวคลีอิก และในที่สุดสารต่าง ๆ จะรวมตัวกันเกิดเซลล์เร่ิมแรกของ
ส่ิงมีชีวิตท่ีช่วงแรกสร้างอาหารเองไม่ได้ แล้ววิวัฒนาการเป็นเซลล์ที่สามารถสร้างอาหารเองได้ จนกระทั่ง
วิวฒั นาการเป็นเซลลย์ คู ารโิ อตท่ีมสี ารพันธุกรรมอยใู่ นนวิ เคลียส
กำรวัดและประเมนิ ผล
รำยกำรวดั วธิ กี ำร เคร่ืองมอื เกณฑ์กำร
ประเมนิ
ประเมนิ ระหว่ำงกำรจดั - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝึกหัด รอ้ ยละ 60 ผา่ น
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ - ตรวจใบงานที่ 2 เรอ่ื ง - ใบงานที่ 2 เร่ือง เกณฑ์
1) กาเนิดของสงิ่ มชี วี ติ กาเนิดของสงิ่ มชี วี ติ กาเนดิ ของส่ิงมชี ีวติ - รอ้ ยละ 60 ผา่ น
เกณฑ์
2) พฤติกรรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
ทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
3) คณุ ลกั ษณะอันพึง - สงั เกตความมีวนิ ยั และ - แบบประเมนิ คุณลกั ษณะ ระดับคุณภาพ 2
ประสงค์
รับผิดชอบในการทางาน อันพงึ ประสงค์ ผ่านเกณฑ
สื่อและแหล่งเรยี นรู้
ส่อื กำรเรียนรู้
1) หนังสือเรียนรายวชิ าเพิม่ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เลม่ 2 แบบฝึกหดั รายวิชา
เพิม่ เตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2
2) ใบงานที่ 2 เรือง กาเนดิ ของส่ิงมีชีวิต
3) PowerPoint เรื่อง ความหลากหลายของส่ิงมีชวี ติ
4) วีดิทศั นก์ ารกาเนิดของสง่ิ มชี วี ติ
แหลง่ กำรเรียนรู้
1) ห้องเรียน
2) ห้องสมุด
3) แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ
27
ใบงำนที่ 2
เรอ่ื ง กำเนิดส่ิงมชี ีวติ
คำชี้แจง : ให้นักเรียนสรปุ ลาดบั ขั้นกาเนิดสิ่งมีชีวิตต้ังแต่เซลล์แรกเร่ิมจนเป็นส่ิงมีชีวิตที่มีโครงสร้างซับซ้อนใน
รปู แบบทน่ี ่าสนใจ
28
ใบงำนที่ 2 เฉลย
เร่ือง กำเนดิ ของสง่ิ มีชีวติ
คำชี้แจง : ใหน้ กั เรยี นสรุปลาดับขั้นกาเนดิ ส่งิ มชี วี ิตตั้งแตเ่ ซลลแ์ รกเรม่ิ จนเป็นสงิ่ มีชีวติ ทมี่ โี ครงสร้างซับซ้อนใน
รูปแบบที่น่าสนใจ
ชั้นบรรยากาศของโลกประกอบด้วยแกส๊
แอมโมเนีย (NH3) แก๊สไฮโดรเจน (H2)
แกส๊ มีเทน (CH4) และไอน้า (H2O)
เกิดการรวมตัวกันของอนภุ าคตา่ ง ๆ กลาย
เป็นโมเลกลุ ของกรดอะมิโน น้าตาล
กรดไขมัน และกลีเซอรอล
เกดิ โมเลกลุ ทซ่ี ับซ้อนของพอลแิ ซก็ คาไรด์
ลิพิด โปรตีน และกรดนิวคลิอิก
เกิดสิ่งมชี ีวติ ท่ีมีโครงสรา้ งอย่างงา่ ย
มสี ารพันธกุ รรมแขวนลอยอย่ใู น
ไซโทพลาซึม
สงิ่ มีชีวิตมวี วิ ัฒนาการจนสามารถสร้าง
อาหารไดเ้ องดว้ ยกระบวนการสังเคราะหด์ ้วย
แสง
เซลลโ์ พรคารโิ อต ไมโทคอนเดรยี และคลอโรพลาสตเ์ กดิ จากเซลล์โพร
ที่เยื่อหุ้มเซลล์คอดเว้าและพบั ซ้อนเขา้ ไปในเซลล์ คารโิ อตขนาดเลก็ เข้าไปอาศยั อยภู่ ายในเซลลโ์ พร
กลายเปน็ เอนโพลามกิ เรตคิ วิ ลมั และลอ้ มรอบ
คาริโอตขนาดใหญ่
สารพันธกุ รรมเกดิ เป็นเยือ่ ห้มุ นิวเคลียส
ส่ิงมีชวี ิตววิ ฒั นาการ
เปน็ พวกเซลล์ยคู ารโิ อต
29
ใบความรทู้ ี่ 2
เร่ือง กาเนดิ ของชีวติ
รายวชิ า ว33246 ชีววิทยา 6 ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6
ประกอบแผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 2 ผสู้ อน นางสาวปวีณา งามชดั
กาเนดิ ของชีวิต
สิ่งมชี ีวติ เกดิ ข้นึ ได้มาอยา่ งไรน้นั ยงั ไมม่ นี ักวทิ ยาศาสตร์ทา่ นใดสามารถพสิ จู น์ได้อย่างชดั เจน มเี พียง
สมมตุ ิฐานเกยี่ วกับกาเนิดของสง่ิ มีชวี ิตเท่าน้ันนักวิทยาศาสตร์ในอดตี หลายท่านได้ต้ังสมมตฐิ านถงึ กาเนิดของ
ส่งิ มีชีวิตชนดิ แรกบนโลก โดยเชือ่ กนั วา่ ส่งิ มีชีวติ สามารถกาเนดิ ขึ้นเองได้จากสิ่งไมม่ ชี ีวติ ซง่ึ เป็น อิทธิพลของ
ความเชื่อทางศาสนา ต่อมาหลยุ สพ์ าสเตอร(์ LouisPasteur)ไดท้ าการวจิ ัยและพิสจู นไ์ ด้ว่าส่งิ มชี ีวติ กาเนิดมา
จากสิง่ มีชวี ิตเทา่ นน้ั ทาใหเ้ กดิ ข้อสงสยั วา่ สิ่งมชี ีวติ แรกเรม่ิ ของโลกถือกาเนิดมาได้อย่างไรในปี พ.ศ.2467 นัก
ชีวเคมชี าวรสั เซีย เอ ไอ โอพาริน (A.L.Oparin) ได้เสนอแนวคิดว่า ส่งิ มีชีวิตไม่สามารถเกิดไดข้ ้ึนเองใน
ช่วงเวลาสั้นๆ เพียงขัน้ ตอนเดียว แตต่ ้องใชเ้ วลานานมากโดยกระบวนการวิวัฒนาการทางเคมอี ย่างช้าๆ เปน็
การสังเคราะห์สารอนิ ทรยี ์จากโมเลกลุ ง่ายๆ เปน็ โมเลกลุ ท่ีซับซอ้ น แนวคิดกาเนดิ ของชวี ิตบนพน้ื ผิวโลกของโอ
พารนิ มีขนั้ ตอนต่างๆดงั น้ี
ท่มี าภาพ : สถำบันส่งเสริมกำรสอนวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร.
หนังสือเรยี นสำระกำรเรยี นรู้พื้นฐำนและเพิม่ เติมชีววทิ ยำ เลม่ 5 (หน้ำ168).พมิ พ์ครงั้
ที่ 3. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์คุรสุ ภำลำดพร้ำว,2550
จากแนวคดิ ของโอพารินนักวทิ ยาศาสตร์ไดส้ นั นษิ ฐานว่ากรดนวิ คลอิ ิกชนดิ แรกที่ เกิดข้ึนคือ R
เน่อื งจาก RNA ทาหนา้ ทีไ่ ด้สองอย่างคือ เปน็ สารพันธุกรรมและเอนไซมใ์ นปฏกิ ิริยาต่างๆของกระบวนการเม
แทบอลิซึม เมอ่ื RNA มวี วิ ัฒนาการขน้ึ มาแล้วการสังเคราะห์ DNA จงึ เกิดขนึ้ ภายหลงั นักเรียนได้ทราบมาแล้ว
ว่าโครงสรา้ งของ DNA จึงประกอบด้วยพอลนิ วิ คลโี อไทด์ 2 สายพันกันเปน็ เกลียวทาให้ DNAมีโครงสรา้ ง
โมเลกลุ ที่แข็งแรงกว่า RNA ซง่ึ เปน็ พอลนิ ิวคลโี อไทด์ 1 สาย นอกจากนี้ DNA ยังมกี ลไกลในการแก้ไขหรือ
ตรวจสอบความถูกตอ้ งขณะท่ีมีการจาลอง DNA(DNAreplication) ทาให้มีมวิ เทช่ันน้อยกวา่ RNAจึงมโี อกาส
30
อยู่รอดไดม้ ากว่า ดังนั้นการคัดเลอื กโดยธรรมชาตินอกจากจะเกิดข้นึ ในระดับของส่ิงมชี วี ิตแลว้ ยังเกิดข้ึนใน
ระดับโมเลกุลด้วย
ในปี พ.ศ. 2496 สแตนเลย์ มิลเลอร์ (Stanley Miller) ได้ทาการทดลองเพอื่ พิสูจน์แนวคดิ ของโอพาริน
โดยแสดงให้เห็นว่าสารประกอบอยา่ งงา่ ยของสิง่ มชี ีวติ เขน่ กรดอะมิโน กรดอินทรยี ์ ชนดิ อ่ืนรวมท้ัง
สารอินทรยี ์ เช่น ยเู รยี สามารถเกิดขึ้นไดภ้ ายในชุดการทดลองที่คาดวา่ เปน็ สภาวะของโลกในระยะเวลาน้ัน คือ
ไมม่ ีออกซเิ จน แต่มแี กส๊ มเี ทน แอมโมเนยี ม น้าและแกส๊ ไฮโดรเจน โดยมแี หลง่ พลังงานจากไฟฟา้
ที่มำภำพ : สถำบันสง่ เสรมิ กำรสอนวทิ ยำศำสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษำธิกำร.หนงั สอื
เรียนสำระกำรเรียนรู้พนื้ ฐำนและเพิ่มเติมชีววทิ ยำ เล่ม 5 (หนำ้ 169).พมิ พค์ รั้งที่ 3. กรงุ เทพฯ :
โรงพมิ พค์ รุ สุ ภำลำดพร้ำว,2550
นอกจากนย้ี ังมนี ักวทิ ยาศาสตร์อีกหลายทา่ นที่ทาการทดลองคล้ายกบั มลิ เลอร์ โดยใชส้ ารต้งั ตน้
และพลงั งานอยา่ งอน่ื เชน่ สารกัมมนั ตรังสรี งั สีอลั ตรา้ ไวโอเลตพบว่าได้ผลเชน่ เดียวกนั และเกดิ เบสพิวรีนและไพ
ริมิดนี อกี ดว้ ยเม่อื สารอนิ ทรีย์โมเลกุลใหญ่เกิดขนึ้ ไดต้ ามแนวคดิ ของโอพาริน แลว้ สารอินทรีย์เหล้านี้จะประกอบ
เป็นเซลล์เร่มิ แรกไดอ้ ย่างไรต่อมาซดิ นีย์ ฟอกซ์ (Sidney Fox) นกั ชวี เคมีชาวอเมริกนั และคณะได้แสดงให้เห็น
ว่า เซลล์เรมิ่ แรกเกิดจากกรดอะมโิ นได้รบั ความร้อนและมีการรวมกลุม่ กนั ซง่ึ มีคุณสมบตั ิหลายประการท่ี
คล้ายกันกับเซลลข์ องส่งิ มชี วี ติ เชน่ การมีการเจรญิ เติบโต สามารถเพม่ิ จานวนโดยการแตกหน่อและมี
กระบวนการเมแทบอลซิ มึ เกิดขน้ึ เป็นตน้
31
ท่ีมำภำพ : สถำบนั สง่ เสริมกำรสอนวิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี กระทรวงศึกษำธิกำร.หนังสือ
เรยี นสำระ เรียนรพู้ ื้นฐำนและเพ่มิ เติมชวี วทิ ยำ เลม่ 5 (หนำ้ 169).พมิ พ์คร้ังที่ 3. กรุงเทพฯ : โรง
พมิ พค์ ุรุสภำลำดพรำ้ ว,2550
กำเนิดของเซลลโ์ พรคำรโิ อต
จากหลักฐานของซากดึกดาบรรพ์เร่ิมพบร่องรอยของส่งิ มชี ีวิตเม่อื ประมาณ3,500ล้านปที ีผ่ า่ นมาและมี
ววิ ัฒนาการเป็นสิง่ มชี ีวติ จานวนมากในปจั จบุ นั นักวทิ ยาศาสตรส์ นั นษิ ฐานว่าสงิ่ มชี วี ิตทมี่ ีวิวฒั นาการมาจาก
เซลลเ์ รมิ่ แรก นา่ จะเป็นส่ิงมชี วี ิตทมี่ ีเซลล์โพคารโิ อต เชน่ แบคทีเรยี เน่อื งจากบรรยากาศของโลกในยุคนัน้ มี
ออกซิเจนเพียงเลก็ น้อยดงั นน้ั ส่ิงมชี วี ติ ทพี่ บน่าจะดารงชวี ิตแบบไม่ใช้ออกซิเจนและไมส่ ามารถสร้างอาหาร ขนึ้
เองได้และมีวิวัฒนาการต่อมาเป็นสงิ่ มีชวี ติ ทดี่ ารงโดยการสร้างอาหารเอง ไดด้ ว้ ยกระบวนการสงั เคราะห์ทาง
เคมเี ช่นเดียวกบั อาเคียร์แบคทีเรียในปจั จบุ ันตอ่ มาเร่ิมมีววิ ัฒนาการของแบคทีเรียที่สงั เคราะหด์ ้วยแสงจาก
โมเลกลุ ของนา้ และแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ทาให้ปรมิ าณของแกส๊ ออกซเิ จนในบรรยากาศเพม่ิ สูงขน้ึ อย่างมาก
และเปน็ ปัจจยั ที่เอ้อื ตอ่ การเกิดววิ ฒั นาการเปน็ สง่ิ มชี วี ิตที่มีเซลลย์ ูคาริ โอตในปจั จุบันส่งิ ที่น่าสงสยั คอื เซลลย์ ู
คาริโอตถือกาเนิดมาไดอ้ ย่างไร
กำเนดิ ของเซลล์ยูคำริโอต
นกั เรียนทราบมาแล้วว่าลกั ษณะท่ีเด่นชดั ของเซลล์ยูคาริโอตคอื มสี ารพันธกุ รรมอยู่ในนวิ เคลียส ซึ่ง
แตกต่างจากเซลล์โพรคารโิ อตทีส่ ารพนั ธกุ รรมแขวนลอยในไซโทพลาซึมนอกจากนี้ในเซลล์ยูคาริโอตยังพบ
โครงสรา้ งอน่ื ๆที่สาคญั เชน่ ไมโทคอนเดรีย คลอโรพลาสต์เอนโด พลาสมิกเรติคูลัม โครงสร้างทซี่ บั ซ้อนของ
เซลล์ยคู าริโอตเหล่าน้ีกาเนดิ มาจากโครงสร้างอย่างง่ายของเซลล์โพรคาริโอตได้อย่างไร
32
ทีม่ ำภำพ : สถำบันส่งเสรมิ กำรสอนวิทยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร.หนังสือเรยี นสำระ
กำรเรยี นรูพ้ ื้นฐำนและเพิม่ เติมชีววิทยำเลม่ 5 (หน้ำ171).พิมพ์คร้งั ที่ 3. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์คุรสุ ภำลำดพรำ้ ว,2550
จากภาพแสดงการกาเนิดของเซลล์ยคู ารโิ อต พบว่าการเจรญิ เติบโตของเย่ือหุ้มเซลล์เข้าไปในเซลล์
ลอ้ มรอบบริเวณทม่ี ีสาร พนั ธุกรรมอยู่แล้วจึงพัฒนาเปน็ นิวเคลียสทาใหเ้ ซลลย์ คู ารโิ อตและมีเอนโดพลา สมิกเร
ติคูลมั ขณะท่ีไมโทคอนเดรยี และคลอโรพลาสตเ์ กดิ จากเซลลโ์ พคารโิ อตขนาดเล็กเขา้ ไปอาศัย อยู่ภายในเซลล์
โพรคาริโอตขนาดใหญน่ ั่นเอง แนวคิดนี้มีหลักฐานสนับสนุนหลายอยา่ ง เชน่ ไมโทคอนเดรียและคลอโรพลาสต์
สามารถแบง่ ตวั เพม่ิ จานวนได้เอง มเี ย่ือชน้ั ในทีบ่ รรจุเอนไซม์ในกระบวนการถา่ ยทอดอเิ ล็กตรอน มี DNA และ
ไรโบโซมทค่ี ล้ายคลงึ กบั แบคทีเรียจากการกาเนดิ ของเซลลโ์ พรคาริโอตและเซลล์ยคู าริโอต จนกระทง่ั มี
วิวฒั นาการเป็นความหลากหลายของส่ิงมีชีวติ ในปจั จุบัน
33
ประกอบแผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 2 แบบทดสอบหลงั เรยี น ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6
เรอื่ ง กาเนดิ ของชวี ิต
รายวิชา ว33246 ชวี วทิ ยา 6
คาสั่ง ให้นกั เรยี นทาเคร่ืองหมาย (X) ลงในตวั เลือกทเ่ี หน็ ว่าถูกต้องทีส่ ดุ พยี งข้อเดียว
1. กระบวนการทางชวี วิทยาขอ้ ใดทีท่ าใหส้ ิ่งมีชีวิตดารงเผา่ พันธมุ์ าไดจ้ นถงึ ทกุ วันนี้
1. การสืบพนั ธ์ุ
2. การเผาผลาญอาหาร
3. การหายใจระดับเซลล์
4. การสังเคราะหส์ ารประกอบทางเคมี
2. โรคเอดส์เกิดจากเชื้อไวรัสชนดิ หน่ึงซงึ่ แพร่พนั ธุไ์ ด้เร็วมาก ไวรัสจัดเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ เพราะเหตุใด
1. เปน็ สิ่งมีชวี ติ เพราะสามารถแพร่พันธ์ุ ขยายพันธ์ุได้
2. เปน็ ส่ิงมีชีวิต เพราะสามารถทาลายเซลลข์ องสิ่งมชี วี ติ อ่นื ได้
3. เป็นได้ทัง้ ส่ิงมีชวี ติ และไม่มีชีวติ ขน้ึ อยกู่ บั สภาวะทดี่ ารงอยูในขณะน้ัน
4. ไม่จดั เป็นสิ่งมีชีวติ เพราะไม่สามารถดารงชีวิตภายนอกเซลลข์ องสงิ่ มีชีวิตอื่นได้
3. การศึกษาเรอื่ ง อสจุ แิ ละไข่ เป็นการศกึ ษาหน่วยใดของส่ิงมีชีวติ ต
1. การศึกษาระดับเซลลข์ องสิ่งมชี ีวิต
2. การศกึ ษาระดับเนื้อเยื่อของสง่ิ มชี วี ติ
3. การศกึ ษาระดบั อวัยวะของสิง่ มชี วี ติ
4. การศึกษาระดับรา่ งกายของสิง่ มีชีวิต
4. กระบวนการทางชีววิทยาของสิ่งมชี วี ิต กระบวนการใดสาคญั ทส่ี ุด เพราะเหตุใด
1. กระบวนการสังเคราะหส์ ารประกอบทางเคมี เพราะทาให้ไดส้ ารที่จาเปน็ ต่อการ ดารงชวี ติ
2. กระบวนการเผาผลาญอาหาร เพราะทาให้เกิดพลังงานสาหรับใช้ในการดารงชวี ิต
3. กระบวนการหายใจระดับเซลล์ เพราะทาให้เกิดกจิ กรรมต่างๆของเซลล์
4. กระบวนการสบื พนั ธุ์ เพราะทาใหส้ ่งิ มีชีวิตดารงเผา่ พนั ธ์ุอยู่ได้
5. เพื่อทดสอบวา่ เมื่อประมาณ 2,000 ล้านปมี าแลว้ ชีวิตแรกเริม่ เกดิ ขนึ้ จากการรวมตวั ของ
สารอนนิ ทรยี ซ์ ่ึงอาศยั ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ สารเคมีทใี่ ชใ้ นการทดสอบ 4 ชนิด คอื อะไร
1. มีเทน แอมโมเนยี ออกซเิ จน และน้า
2. มเี ทน แอมโมเนยี ไฮโดรเจน และนา้
3. ไนโตรเจน มเี ทน แอมโมเนีย และนา้
4. ไนโตรเจน ออกซเิ จน ไฮโดรเจน และน้า
6. เมือ่ นาอาหารเลีย้ งเชื้อท่รี ้อนจัดเทลงในหลอดทดลองท่ผี ่านการฆา่ เช้ือแล้วจานวน 2 หลอด
หลอดท่ี 1 เปิดจุกสาลใี นขณะท่อี าหารยงั ร้อน
หลอดท่ี 2 เปิดทงิ้ ไว้จนกระทั่งอาหารเย็นลงเท่าอุณหภมู ิหอ้ งจงึ ปดิ จุกสาลี
เมอ่ื การทดลองผ่านไป 5 วัน พบวา่ หลอดท่ี 1 ไม่มีเช้ือราเกิดข้นึ แต่ในหลอดที่ 2 มีเชอื้ รา
เกิดข้นึ ข้อใดสรุปถูกต้อง
1. เชื้อราเกิดจากฝ่นุ ละอองในอากาศ
34
2. เช้อื ราเกิดจากสารเคมีในบรรยากาศ
3. เชอ้ื ราเกดิ จากสปอรข์ องราในอากาศ
4. เช้ือราเกดิ ข้นึ ได้เองจากอาหารเลยี้ งเชื้อ
7. แนวความคดิ ทเ่ี ช่ือวา่ สงิ่ มชี วี ิตเกิดจากสง่ิ ไม่มชี วี ติ เชน่ หนอนเกดิ จากเนื้อเนา่ ปลาเกดิ จากโคลนหรอื
เลน ถกู หกั ล้างโดยการทดลองของใคร
1. โอปารนิ และ สแตนเลย์ มิลเลอร์
2. ฟรานซิสโก เรดี และหลยุ ปาสเตอร์
3. หลยุ ปาสเตอร์ และ สแตนเลย์ มิลเลอร์
4. ฟรานซสิ โก เรดี และ สแตนเลย์ มิลเลอร์
8. ผลการทดลองจากเคร่อื งมือลอกเลยี นแบบบรรยากาศของโลกของสแตนเลย์ มิลเลอร์ หลงั จากปล่อย
กระแสไฟฟ้าและทิง้ ไว้ 1 สัปดาห์ พบวา่ มสี ่ิงใดเกิดข้ึน
1. สิ่งมชี ีวติ เซลลเ์ ดยี วจานวนมาก
2. สิ่งทม่ี ลี ักษณะเหมือนนวิ เคลยี สของเซลลส์ ่ิงมีชีวติ
3. กระอะมโิ นเป็นโครงสร้างเบือ้ งต้นของเซลบิ ล์ส่ิงมีชวี ติ
4.สปอร์ทีส่ ามารถเจริญเติบโตเปน็ ส่ิงมชี ีวติ ตอ่ ไปได้
9. โอปาริน และฮลั เดน เปน็ ผู้เสนอแนวคิดวา่ ส่ิงมชี ีวติ เรม่ิ แรกเกดิ ขน้ึ ทใี่ ด
1. ในนา้ ทะเล
2. ในทีช่ ้นื แฉะ
3. ในบรรยากาศ
4. ในปล่องภเู ขาไฟ
10. สมมติฐานเกีย่ วกับกาเนดิ ของสิ่งมีชีวิตสมมตฐิ านใดท่ีมีหลกั ฐานสนบั สนุนมากท่สี ุด
1. สิ่งมีชีวติ เกิดจากอานาจนอกเหนอื ธรรมชาติ
2. ส่ิงมชี วี ิตเกดิ จากสปอร์จากโลกอ่ืน
3. สิ่งมีชีวิตเกิดจากสง่ิ มชี ีวิต
4. สง่ิ มชี ีวติ เกดิ ขึ้นเอง
35
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
เรือ่ ง กาเนดิ ของชวี ิต
1. ง
2. ค
3. ก
4. ง
5. ข
6. ค
7. ข
8. ค
9. ก
10. ค
36
แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ ่ี 3 ชั้นมัธยมศึกษำปที ี่ 6
รำยวิชำ ว33246 ชวี วทิ ยำ 6
หน่วยกำรเรียนรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ เวลำ 2 ช่วั โมง
เรื่อง อำณำจักรมอเนอรำ โรงเรียนโคกโพธไ์ิ ชยศกึ ษำ
ผูส้ อน นำงสำวปวีณำ งำมชัด
สำระชีววทิ ยำ
เข้าใจการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถา่ ยทอดยนี บนโครโมโซม สมบตั ิ และหนา้ ทีข่ องสาร
พนั ธกุ รรม การเกิดมวิ เทชนั เทคโนโลยที างดเี อ็นเอ หลกั ฐาน ขอ้ มลู และแนวคิดเกี่ยวกบั วิวัฒนาการของ
สิ่งมชี ีวติ ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ์ก การเกดิ สปชี ีสใ์ หม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนดิ ของส่ิงมชี ีวิต
ความหลากหลาย ของส่งิ มีชวี ติ และอนุกรมวธิ าน รวมทง้ั นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ผลการเรยี นรู้
อธบิ ายลกั ษณะสาคญั และยกตวั อย่างสงิ่ มีชีวติ กลมุ่ แบคทีเรีย สิ่งมีชีวิตกลุ่มโพรทิสต์ สิ่งมีชีวิตกลุ่มพืช
สง่ิ มชี ีวิตกลุม่ ฟงั ไจ และส่งิ มชี วี ติ กลุ่มสตั ว์
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1.อธิบายลักษณะสาคัญและยกตวั อยา่ งสิง่ มีชวี ติ กล่มุ แบคทีเรียได้ (K)
2.สืบค้นข้อมลู เก่ยี วกับประโยชนแ์ ละโทษของสงิ่ มชี วี ิตในอาณาจกั นมอเนอราได้ (P)
3.รบั ผิดชอบตอ่ หนา้ ที่และม่งุ มน่ั ในการทางาน (A)
สาระการเรยี นรู้
แบคทีเรียเปน็ สง่ิ มชี วี ิตพวกโพรคาริโอต ผนังเซลล์มีเพปทิโดไกลแคนเป็นองค์ประกอบสาคญั แบคทเี รียท่ัวไป
สรา้ งอาหารเองไมไ่ ด้ ดารงชีวิตแบบผูส้ ลายสารอินทรีย์หรอื แบบปรสิต แต่แบคทเี รียบางกลมุ่ เช่น ไซยาโนแบคทีเรีย
สรา้ งอาหารเองได้จากกระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง
สาระสาคญั
ส่งิ มีชวี ติ ในอาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera) คอื แบคทเี รียท่ีเปน็ สิ่งมชี วี ติ เซลลเ์ ดียวจาพวก
โพรคาริโอต (prokaryotic cell) มีโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน มีบทบาทสาคัญต่อระบบนิเวศ โดยหลายชนิดทา
หน้าที่เป็นผู้ผลิต หลายชนิดทาหน้าท่ีเป็นผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ซ่ึงทาให้เกิดการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ
นอกจากน้ียังมีการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร
อุตสาหกรรม การแพทย์ และการศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตบางชนิดก็ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรค
ปอดบวม วณั โรค อหิวาตกโรค
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
ขั้นนำ
1.ครนู าสนทนาเกีย่ วกบั สงิ่ มีชีวิตในอาณาจักรมอเนอรา โดยอาจถามคาถามนักเรียนว่า นกั เรียนทราบ
หรอื ไมว่ า่ สง่ิ มีชีวติ ในอาณาจกั รมอเนอราเป็นสิ่งมชี ีวิตจาพวกใด
(แนวตอบ : สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรมอเนอรา หรอื พวกแบคทีเรียท่ีมีเซลล์เปน็ แบบโพรคารโิ อต คือ เปน็
เซลลท์ ี่ไม่มเี ย่อื หมุ้ นวิ เคลียส และผนังเซลลเ์ ปน็ สารประกอบประเภทเพปทิโดไกลแคน)
2.ครถู ามคาถามเพ่อื กระตนุ้ ความคดิ ของนักเรยี น โดยให้นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายแสดงความคดิ เหน็
อย่างอสิ ระโดยไม่มีการเฉลยว่าถกู หรอื ผิด ดงั นี้
37
- เซลล์แบคทเี รียมลี ักษณะอยา่ งไร
(แนวตอบ : แบคทเี รียนเป็นเซลล์โพรคาริโอต มผี นงั เซลลแ์ ละเยือ่ หุ้มเซลล์ ไมม่ ีเยื่อหุ้มนวิ เคลยี ส
ไมม่ อี อร์แกเนลล์ทม่ี ีเยอ่ื หมุ้ )
- แบคทีเรียมรี ปู รา่ งอย่างไร
(แนวตอบ : แบคทเี รยี มีรปู ร่างหลายแบบ ทงั้ รูปกลม รูปแทง่ และรูปเกลยี ว)
- แบคทเี รยี มกี ารดารงชีวติ อยา่ งไร
(แนวตอบ : แบคทเี รยี แต่ละกลุ่มดารงชวี ิตแตกตา่ งกัน บางชนดิ สรา้ งอาหารได้เองจากการ
สงั เคราะห์ดว้ ยแสง บางชนดิ สร้างอาหารได้เองจากปฏกิ ริ ิยาเคมี บางชนดิ ดารงชีวติ แบบปรสิ ิต)
- แบคทีเรยี เก่ยี วขอ้ งกบั ชีวติ ของนักเรยี นอยา่ งไร
(แนวตอบ : แบคทีเรยี บางชนดิ มีประโยชน์ ใช้ทาผลิตภัณฑ์ตา่ งๆ เช่ย นมเปรย้ี ว เนยแข็ง แตบ่ าง
ชนิดก่อให้เกิดโรคท้ังในสตั ว์และมนษุ ย์ เชน่ โรคซิฟิลิส โรคฉหี่ น)ู
ขัน้ สอน
1.ครูเปิดสื่อวีดิทัศน์เก่ียวกับอาณาจักรมอเนอราให้นักเรียนดู โดยครูอาจนามาจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ท่ี
น่าสนใจ เช่น
- https://www.youtube.com/watch?v=sKTyk0P-ufQ
- https://www.youtube.com/watch?v=Qvcq8LziGd0
2.นักเรยี นดวู ีดทิ ัศนเ์ กยี่ วกับอาณาจักรมอเนอราแล้วรว่ มกันสรปุ สาระสาคัญ
3.นกั เรียนรว่ มกันแสดงความคิดเห็นว่า ในโลกนี้มีสิ่งมีชีวิตกลุ่มแบคทีเรียจานวนมากน้อยเพียงใด และมี
การจัดหมวดหมู่ของกลุ่มแบคทเี รยี อยา่ งไร
4.นกั เรียนแบง่ กลุ่มละ 4-5 คน โดยใหส้ มาชกิ ในแต่ละกลุ่มแบง่ หน้าทก่ี นั เพื่อสบื ค้นข้อมูล เรือ่ ง การจดั
จาแนกแบคทเี รยี โดยแบ่งกันศึกษาในหัวข้อเร่อื ง ดงั นี้
- กลมุ่ โพรทโี อแบคทีเรีย
- กลุ่มคลาไมเดยี
- กลุม่ สไปโรคีท
- แบคทเี รยี แกรมบวก
- ไซยาโนแบคทเี รีย
โดยใหน้ กั เรียนแตล่ ะคนศึกษาจากหนงั สอื เรยี นชวี วิทยา ม.6 เล่ม 2 หรอื แหลง่ เรยี นรู้ตา่ ง ๆ ท่ีมคี วาม
นา่ เชอื่ ถือ จากนัน้ สรุปสาระสาคญั ลงในสมุดบนั ทึก
5.นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ซ่ึงกันและกัน และสรุปความรู้ร่วมกัน โดยอาจสรุปใน
รูปแบบตา่ ง ๆ เชน่ แผนผัง แผนภาพ หรอื อืน่ ๆ และเตรยี มนาเสนอผลงาน
6..สุ่มเลอื กนักเรียน 3-4 กลุ่ม ออกมานาเสนอผลงานหนา้ ชัน้ เรยี น และในขณะทนี่ ักเรยี นกาลังนาเสนอ
ครูอาจเสนอแนะหรือแทรกขอ้ มูลเพิ่มเติมในเรอื่ งน้นั ๆ เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นมีความเขา้ ใจท่ถี ูกต้อง
7.ครูถามคาถามเพื่อตรวจสอบความเขา้ ใจของนกั เรียน โดยให้นักเรียนรว่ มกันอภิปรายแสดงความคดิ เห็น
เพ่ือหาคาตอบ ดงั น้ี
- อารเ์ คียแบคทีเรยี ดารงชวี ิตในสภาพแวดล้อมท่ีแตกตา่ งจากแบคทเี รียกลุ่มอืน่ อยา่ งไร
(แนวตอบ : อารเ์ คียแบคทเี รียดารงชวี ิตในสภาพแวดลอ้ มทมี คี วามเค็มจดั มีความเป็นกรดสูง หรือมี
อุณหภูมิสูงมาก)
38
- แบคทีเรียแกรมลบกบั แบคทีเรียแกรมบวกมีความแตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวตอบ : แบคทเี รียแกรมลบผนังเซลล์ไม่มสี ารเพปทโิ ดไกลแคน ย้อมติดสีแดงของซาฟานนิ
(safanin) ส่วนแบคทีเรยี แกรมบวกผนงั เซลลม์ สี ารเพปทโิ ดไกลแคน ย้อมติดสมี ว่ งอมน้าเงินของคริสตัลไวโอ
เลต (crystal violet))
- หากไม่มีแบคทีเรยี นักเรียนคดิ ว่าจะมผี ลต่อพืชและสตั ว์หรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ : หากไมม่ แี บคทีเรียจะไม่มีผู้ย่อยสลายอนิ ทรยี ส์ าร ซง่ึ ทาใหส้ ารต่าง ๆ ในระบบนเิ วศไม่
เกดิ การหมุนเวียน ซงึ่ สง่ ผลต่อการดารงชีวิตของพชื และสตั ว)์
8.ครถู ามคาถาม Key Question จากหนังสอื เรยี นรายวชิ าเพ่ิมเตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา
ม.6 เล่ม 2 “ส่งิ มีชีวติ ทีโ่ ดดเด่นในอาณาจักรมอเนอราคือสง่ิ มีชวี ิตชนดิ ใด”
(แนวตอบ : ขนึ้ อยู่กับดลุ พนิ ิจของครู)
9.ครเู ปิดโอกาสใหน้ กั เรยี นถามเน้อื หาเกยี่ วกบั เรอ่ื ง อาณาจักรมอเนอรา และให้ความรู้เพ่ิมเติมจากคาถาม
ของนักเรยี น
10.ครถู ามคาถามเพ่อื ใหน้ กั เรยี นขยายความรูว้ า่ แบคทเี รยี มปี ระโยชนแ์ ละโทษอย่างไรบ้าง
11.นกั เรียนจับค่กู นั ทาใบงานท่ี 3 เร่ือง อาณาจักรมอเนอรา
12.สุ่มนักเรียน 3-5 คู่ ออกมานาเสนอผลการทาใบงานหน้าช้ันเรียน จากน้ันครูและนักเรียนร่วมกัน
อภิปรายและเสนอแนะ
13.นักเรยี นทาแบบฝึกหดั เร่อื ง อาณาจักมอเนอรา ในแบบฝกึ หัดรายวชิ าเพ่มิ เติมวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
14.นกั เรยี นทา Topic Question ท้ายหวั ข้อ อาณาจักรมอเนอรา ในหนงั สือเรยี นรายวชิ าเพ่ิมเติม
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
ขนั้ สรุป
1.นักเรียนและครรู ่วมกนั สรุปเก่ียวกบั อาณาจกั รมอเนอรา เพ่อื ใหไ้ ดข้ ้อสรปุ ดังน้ี
“สง่ิ มีชวี ิตในอาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera) คอื แบคทีเรียซงึ่ เปน็ สงิ่ มีชีวติ เซลล์เดยี วจา
พวกโพรคาริโอต (prokaryotic cell) มีโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อน มีบทบาทสาคัญต่อระบบนิเวศ โดยหลายชนิด
ทาหน้าท่ีเป็นผู้ผลิต หลายชนิดทาหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ซึ่งทาให้เกิดการหมุนเวียนสารในระบบ
นิเวศ นอกจากน้ียังมีการใช้ประโยชน์จากส่ิงมีชีวิตในอาณาจักรนี้อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร
อตุ สาหกรรม การแพทย์ และการศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม ส่ิงมีชีวิตบางชนิดก็ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรค
ปอดบวม วัณโรค อหิวาตกโรค
2.นักเรียนสรปุ ผงั มโนทัศน์ เรอ่ื ง อาณาจกั รมอเนอรา โดยอธบิ ายลกั ษณะของสงิ่ มีชีวิตในอาณาจกั รมอ
เนอราและการจัดหมวดหมสู่ ่ิงมีชวี ิตในอาณาจักรมอเนอรา ลงกระดาษ A4 สง่ ครผู ู้สอน
39
กำรวดั และประเมนิ ผล
รำยกำรวดั วธิ ีกำร เครอื่ งมือ เกณฑ์กำรประเมิน
1) อาณาจักรมอเนอรา
- ตรวจแบบฝกึ หัด - แบบฝึกหัด - รอ้ ยละ 60 ผา่ น
- ตรวจใบงานที่ 3 เรอื่ ง
อาณาจักรมอเนอรา - ใบงานท่ี 3 เร่อื ง เกณฑ์
- ตรวจผงั มโนทัศน์ เรือ่ ง
อาณาจักรมอเนอรา - รอ้ ยละ 60 ผา่ น
อาณาจกั รมอเนอรา
- แบบประเมนิ ผังมโนทัศน์ เกณฑ์
- ระดบั คุณภาพ 2
ผ่านเกณฑ์
2) การปฏบิ ตั กิ จิ กรรม - ประเมนิ การปฏบิ ตั ิ - แบบประเมินการ - ระดับคณุ ภาพ 2
ลักษณะของฟงั ไจ กจิ กรรม ปฏบิ ตั ิกิจกรรม ผ่านเกณฑ์
2) การนาเสนอ - ประเมนิ การนาเสนอ - แบบประเมินการ - ระดับคณุ ภาพ 2
ผลงาน ผลงาน นาเสนอผลงาน ผา่ นเกณฑ์
2) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
ทางานรายบคุ คล การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์
3) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดบั คณุ ภาพ 2
ทางานกลมุ่ การทางานกลุ่ม
การทางานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์
4) คณุ ลักษณะอนั พงึ - สงั เกตความมวี ินยั - แบบประเมินคุณลกั ษณะ ระดบั คุณภาพ 2
ประสงค์ และรับผดิ ชอบ อันพึงประสงค์ ผา่ นเกณฑ์
ในการทางาน
สอื่ /แหล่งกำรเรยี นรู้
ส่อื กำรเรียนรู้
1) หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 แบบฝึกหัดรายวิชา
เพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2
2) ใบงานท่ี 3 เรอ่ื ง อาณาจกั รมอเนอรา
3) PowerPoint เรื่อง ความหลากหลายของส่งิ มีชวี ติ
4) วดี ทิ ศั นเ์ กีย่ วกบั อาณาจกั รมอเนอรา
แหล่งกำรเรยี นรู้
1) หอ้ งเรียน
2) หอ้ งสมุด
3) แหล่งข้อมลู สารสนเทศ
40
ใบงานท่ี 3
เร่อื ง อาณาจักรของสงิ่ มีชวี ิต : อาณาจกั รมอเนอรา
รายวชิ า ว33246 ชีววทิ ยา 6 ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 6
ประกอบแผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 3 ผสู้ อน นางสาวปวีนา งามชัด
คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามตอ่ ไปนี้ให้ถูกต้อง
1. แผนภาพสายวิวฒั นาการของส่งิ มีชีวิต สรา้ งโดยใช้เกณฑ์ใด
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
2. แบคทีเรียมลี กั ษณะอย่างไรจงึ สามารถดารงชวี ิตอยู่ไดใ้ นนา้ ทะเลท่ีมีสภาพร้อนจัด หนาวจัด
ความเคม็ สูง และความเปน็ กรดสงู
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
3. การสร้างเอนโดสปอร์ภายในเซลลข์ องยูแบคทเี รีย 1 สปอร์ตอ่ 1 เซลล์ จัดเปน็ การสืบพันธ์
หรือไม่ เพราะเหตใุ ด
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
4. เพราะเหตุใดเกษตรกรจงึ นิยมนาแหนแดงซง่ึ มีแอนาบนี ามาเลย้ี งในนาข้าว
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
5. ส่ิงมชี วี ติ ในอาณาจกั รมอเนอรา แตกต่างจากส่ิงมชี ีวติ กลมุ่ อื่นอยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
6. แนวคดิ ในการนาความเขา้ ใจเกี่ยวกบั อาณาจกั รมอเนอราไปใช้ประโยชน์
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
41
แบบทดสอบหลังเรยี น
เร่อื ง อาณาจกั รของสง่ิ มีชวี ติ : อาณาจักรมอเนอรา
ประกอบแผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 3 รายวชิ า ว33246 ชวี วิทยา 6 ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6
คาสั่ง ใหน้ ักเรียนทาเครื่องหมาย (X) ลงในตวั เลือกท่เี หน็ ว่าถูกต้องที่สดุ พยี งข้อเดียว
1. แบคทีเรยี จดั อยูใ่ นอาณาจักรมอเนอรา เพราะ
1. มีขนาดเล็ก มองดว้ ยตาเปล่าไมเ่ ห็น
2. มที ัง้ ลักษณะของพชื และสัตว์
3. มที ั้งชนดิ ท่ีเปน็ ผผู้ ลติ ผู้บรโิ ภค และผู้ยอ่ ยสลายอินทรียสาร
4. สามารถทาหนา้ ที่ของสิ่งมชี วี ิตได้ครบถ้วนในเซลลเ์ ดียว และไม่มนี วิ เคลยี ส
2. ลักษณะของสิ่งมชี วี ิตในอาณาจกั รมอเนอรา ตรงกับข้อใด
1. เซลลแ์ บบโปรคารโิ อต ไม่มีเยื่อหุม้ นวิ เคลียส
2. เซลล์แบบยคู าริโอต ส่วนใหญ่มีเซลล์เดยี ว
3. เซลลแ์ บบยคู ารโิ อตท่ีมผี นงั เซลล์ประกอบด้วยสารไคติน และเซลลโู ลส
4. สร้างอาหารเองได้ ผนงั เซลล์ประกอบดว้ ยเซลลโู ลสเปน็ ส่วนใหญ่
3. สิ่งมชี ีวิตใดอยู่ในอาณาจักรมอเนอรา
1. เหด็ รา ยสี ต์
2. ราเมือก อะมีบา
3. สาหร่าย ไดอะตอม
4. แบคทีเรยี และไซยาโนแบคทเี รยี
4. ขอ้ ใดเป็นแบคทเี รยี ในกลุ่มอารเ์ คียแบคทเี รยี
1. แบคทเี รียท่ผี ลิตกรดแลกติก
2. แบคทเี รยี ท่ชี อบอณุ หภมู ิสูง
3. แบคทีเรยี ที่นามาผลิตยาปฏชิ ีวนะ
4. แบคทเี รยี ทท่ี าให้เกดิ โรคโกโนเรยี และซิฟลิ สิ
5. ขอ้ ใดจดั เรยี งลาดับการจดั หมวดหมู่ไดถ้ ูกต้อง
1. ไฟลัม คลาส ออรเ์ ดอร์ แฟมลิ ี จีนัส สปชี สี ์
2. ไฟลมั คลาส ออรเ์ ดอร์ จนี ัส แฟมลิ ี สปีชีส์
3. ไฟลมั ออร์เดอร์ คลาส จีนัส แฟมิลี สปีชีส์
4. ไฟลมั ออรเ์ ดอร์ คลาส แฟมิลี จนี ัส สปีชสี ์
6. อาณาจักรใดมีเซลล์เป็นแบบ Prokaryotic cell
1. ฟงั ไจ
2. โพรติสตา
3. มอเนอรา
4. พชื และสัตว์
42
7. สาหรา่ ยสีเขียวแกมนา้ เงนิ แตกตา่ งจากสาหร่ายพวกอืน่ อยา่ งไร
1. มรี งควัตถสุ ีน้าเงินและมคี ลอโรพลาสต์
2. ไม่มเี ยื่อหุ้มนวิ เคลียส และภายในเซลลม์ คี อลโรฟลิ ล์
3. ไมม่ เี ยื่อหุ้มนิวเคลยี ส และไมส่ ามารถสร้างอาหารเองไดโ้ ดยใช้พลงั งานจากแสง
4. ไมม่ ีคลอโรพลาสต์ แตส่ ามารถสร้างอาหารเองไดโ้ ดยใช้พลังงานจากแสง
8.ลกั ษณะสาคญั ของสงิ่ มีชีวิตในอาณาจักรมอเนอรา คืออะไร
1. ไม่มคี ลอโรฟลิ ล์
2.ไม่มเี ย่ือหมุ้ เซลล์
3. ไม่มเี ยื่อหุ้มนวิ เคลยี ส
4. เป็นสงิ่ มชี วี ติ เซลลเ์ ดียว
9. โรคใดไมไ่ ดเ้ กิดจากเช้อื เแบคทีเรยี
1. วัณโรค
2. โรคปอดบวม
3. โรคแอนแทรกซ์
4. โรคพษิ สุนัขบา้
10. ยูแบคทเี รยี แกรมลบท่เี ป็นปรสิตในเซลล์สตั ว์และทาให้เกดิ โรคตดิ ต่อทางเพศสัมพนั ธ์ เชน่ โรคโกโนเรยี
หรอื หนองใน
1. Spirochetes
2.Chlamydias
3. Proteobacteria
4. Crenarchaeota
43
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น
เรือ่ ง อำณำจกั รของสิ่งมชี ีวิต : อำณำจกั รมอเนอรำ
1. 2
2. 1
3. 4
4. 2
5. 1
6. 3
7. 2
8. 3
9. 4
10. 2
44
แผนกำรจดั กำรเรยี นร้ทู ่ี 4 ช้ันมธั ยมศึกษำปที ี่ 6
รำยวิชำ ว33246 ชวี วิทยำ 6
หนว่ ยกำรเรยี นรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ เวลำ 2 ช่ัวโมง
เรอื่ ง อำณำจักรโปรติสตำ โรงเรยี นโคกโพธิ์ไชยศึกษำ
ผู้สอน นำงสำวปวีณำ งำมชดั
สำระชวี วทิ ยำ
เขา้ ใจการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบตั ิ และหนา้ ท่ีของสาร
พนั ธกุ รรม การเกดิ มวิ เทชัน เทคโนโลยีทางดีเอน็ เอ หลักฐาน ข้อมูลและแนวคดิ เกย่ี วกบั วิวฒั นาการของ
สง่ิ มีชวี ิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบริ ก์ การเกิดสปชี สี ใ์ หม่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กาเนดิ ของสงิ่ มีชวี ติ
ความหลากหลาย ของสิ่งมีชวี ิต และอนุกรมวิธาน รวมทัง้ นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ผลการเรยี นรู้
อธิบายลักษณะสาคัญ และยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิตกลุ่มแบคทีเรีย ส่ิงมีชีวิตกลุ่มโพรทิสต์ ส่ิงมีชีวิตกลุ่มพืช
ส่งิ มีชีวติ กลมุ่ ฟังไจ และสงิ่ มีชีวิตกลุ่มสตั ว์
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1.อธิบายลกั ษณะสาคัญและยกตัวอย่างสิง่ มีชวี ติ กลุ่มโพรทิสต์ (K)
2.ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมเพื่อศึกษาสิง่ มชี ีวติ ในอาณาจักรโพรทสิ ตาได้ (P)
3.รบั ผดิ ชอบต่อหนา้ ที่และมุ่งมน่ั ในการทางาน (A)
สำระกำรเรียนรู้
- โพรทิสตเ์ ป็นสงิ่ มชี วี ติ พวกยูคาริโอต ทมี่ คี วามหลากหลายมากทสี่ ุด มีลักษณะทห่ี ลากหลาย บางชนดิ คลา้ ยพืช
บางชนิดคลา้ ยสัตว์ โดยมีทงั้ เป็นสง่ิ มีชวี ติ เซลลเ์ ดยี วและสง่ิ มีชวี ติ หลายเซลลท์ ีย่ งั ไม่มีการพฒั นาไปเป็นเนอื้ เย่อื มกี าร
ดารงชีวิตทห่ี ลากหลาย บางพวกดารงชพี เปน็ ปรสิต บางพวกทาหน้าทเี่ ป็นผู้ผลติ ทสี่ าคัญในระบบนเิ วศทอ้ งทะเล
สำระสำคัญ
ส่งิ มีชีวิตในอาณาจักรโพรทสิ ตา (Kingdom Protista) เป็นยคู าริโอตกลุ่มแรกที่มีววิ ัฒนาการมาจากโพรคา
ริโอต มีทั้งสิ่งมชี ีวิตเซลล์เดียวทมี่ ีขนาดเล็ก เช่น อะมบี า จนสิง่ มชี วี ิตหลายเซลลท์ ร่ี า่ งกายมีขนาดใหญแ่ ละมี
โครงสรา้ งซับซอ้ น เช่น สาหร่าย แตเ่ ซลล์ยงั ไมพ่ ัฒนาเปน็ เนื้อเยอ่ื หรอื อวยั วะ มกี ารดารงชวี ิตหลากหลาย บาง
ชนดิ เปน็ ผู้ผลิต บางชนดิ ชนดิ เปน็ ปรสิตทท่ี าให้เกดิ โรคได้ โดยส่ิงมีชีวิตกลุ่มโพรทิสต์สามารถจาแนกออกได้เป็น
7 กลุ่ม - โรโดไฟตา
- กลมุ่ ไดโพลโมนาดิดาและพาราบาซาลา - สาหรา่ ยสีเขยี ว
- ยกู ลโี นซัว
- แอลวีโอลาตา - อะมโี บซวั
- สตรามโี นไพลส
45
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
ขน้ั นำ
1.ครถู ามคาถาม Key Question จากหนงั สอื เรียนรายวชิ าเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา
ม.6 เลม่ 2 เพือ่ กระตุ้นความสนใจของนักเรียนว่า “โพรทสิ ตค์ อื สง่ิ มีชวี ิตทมี่ ลี ักษณะอย่างไร”
(แนวตอบ : โพรทสิ ตส์ ว่ นใหญ่ส่ิงมชี ีวติ เซลลเ์ ดียว (unicellular organism) ทเ่ี ซลลเ์ ปน็ แบบยคู าริโอต แต่
บางชนิดมีหลายเซลล์และอยู่รวมเปน็ กลมุ่ (colony) ซ่ึงเซลล์เหลา่ นัน้ ยังไม่พัฒนาต่อไปเป็น
เนอื้ เยอื่ หรืออวยั วะ บางชนิดสามารถเคล่ือนท่ีได้ โดยใช้ซีเลยี หรอื แฟลเจลลา หรือบางชนดิ
เคลือ่ นทีโ่ ดยใช้เทา้ เทียม)
2.ครูถามคาถามเพ่ือกระต้นุ ความคดิ ของนักเรียน โดยให้นกั เรยี นร่วมกนั อภปิ รายแสดงความคดิ เห็น
อย่างอิสระโดยไมม่ ีการเฉลยว่าถกู หรอื ผิด ดังน้ี
- ส่งิ มชี ีวิตในอาณาจักรโพรทิสตามีลกั ษณะอยา่ งไร
(แนวตอบ : เปน็ ส่งิ มีชีวติ ทม่ี ีลักษณะหลากหลาย บางชนดิ เปน็ เซลล์เดยี ว บางชนิดเปน็ หลายเซลลแ์ ต่ยงั
ไมพ่ ัฒนาไปเปน็ เนื้อเย่อื )
- มกั พบสิง่ มชี ีวติ ในอาณาจักรโพรทสิ ตาได้ในบรเิ วณใด
(แนวตอบ : บรเิ วณทช่ี ้นื แฉะ ในแหล่งนา้ ทง้ั น้าจดื และนา้ เค็ม)
- สง่ิ มชี วี ติ ในอาณาจกั รโพรทิสตามกี ารดารงชีวิตอย่างไร
(แนวตอบ : มีการดารงชีวติ หลากหลายแตกตา่ งกัน บางชนดิ เป็นผู้ผลติ บางชนิดเป็นผบู้ ริโภค และบาง
ชนิดเป็นผูย้ ่อยสลาย)
ขัน้ สอน
1.ครูเปิดสื่อวีดิทัศน์เก่ียวกับอาณาจักรโพรทิสตาให้นักเรียนดู โดยครูอาจนามาจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ท่ี
น่าสนใจ
- https://www.youtube.com/watch?v=T9WLud-MMdE
- https://www.youtube.com/watch?v=-zsdYOgTbOk
- https://www.youtube.com/watch?v=FLjeq1JpRMQ
2.นกั เรียนดวู ีดทิ ัศน์เกีย่ วกับอาณาจักรโพรทสิ ตา จากนนั้ ร่วมสรุปสาระสาคัญ แล้วบันทกึ ลงสมุด
3.นักเรียนศึกษาข้อมลู เกย่ี วกบั ส่ิงมีชีวติ กลุ่มโพรทิสตท์ ีพ่ บในแหล่งน้าจดื จากหนังสือเรียนรายวชิ าเพมิ่ เตมิ
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 หรือจากแหล่งเรยี นรู้ต่าง ๆ เชน่ อินเทอรเ์ นต็ แล้วสรปุ
ลกั ษณะสาคญั ของโพรทิสต์แต่ละชนิดลงในสมดุ บันทึก
4.นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน เพ่ือทากิจกรรม เรื่อง ลักษณะของโพรทิสต์ จากหนังสือเรียน
รายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 โดยให้นักเรียนเปรียบเทียบลักษณะของ
โพรทิสตท์ ่ีสงั เกตไดใ้ นกิจกรรมกับขอ้ มลู ที่ได้ศึกษามาก่อนหน้านี้ จากนั้นแต่ละกลุ่มสรุปผลจากการทากิจกรรม
และตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรม
- สงิ่ มีชวี ติ ท่ีพบส่วนใหญ่มขี นาดอย่างไร สามารถมองเห็นด้วยตาเปลา่ ได้หรือไม่
(แนวตอบ : ข้ึนกับดุลพินจิ ของครู)
- สิง่ มชี ีวติ ทีพ่ บมลี ักษณะอย่างไร
(แนวตอบ : ข้ึนกับดลุ พนิ จิ ของครู)
46
- สงิ่ มชี ีวติ ทพ่ี บส่วนใหญ่เคลื่อนท่ไี ด้หรอื ไม่ หากเคล่อื นท่ีไดส้ ง่ิ มชี วี ิตนั้นมีโครงสร้างใดทีใ่ ชใ้ นการ
เคลื่อนท่ี
(แนวตอบ : ขึ้นกับดลุ พินจิ ของครู)
5.สมุ่ เลือกนักเรยี น 2-3 กลมุ่ ออกมานาเสนอผลการทากจิ กรรมหน้าชนั้ เรียน โดยใหน้ กั เรยี นกล่มุ อน่ื ๆ
ทเี่ หลือชว่ ยกนั อภปิ รายและเสนอแนะ
6.นกั เรยี นแต่ละกลุ่มศึกษาความหลากหลายและการจาแนกสิ่งมีชีวติ กลุ่มโพรทิสต์ จากหนงั สือเรียน
ชีววิทยา ม. 6 เล่ม 2 แลว้ ร่วมกันสรุปรปู รา่ งลกั ษณะ การดารงชีวิต และตัวอยา่ งของโพรทสิ ต์แตล่ ะกลมุ่ ดงั น้ี
- ไดโพลโมนาดดิ า และพาราบาซาลา
- ยูกลีโนซัว
- แอลวโี อลาตา
- สตรามโี นไพลส์
- โรโดไฟตา
- สาหรา่ ยสีเขยี ว
- อะมโี บซวั
7.ครถู ามคาถามตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น โดยให้นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ แขง่ ขนั กนั ตอบคาถาม
เพื่อสะสมคะแนน ซ่งึ กลุ่มที่ไดค้ ะแนนสูงสดุ จะได้รับของรางวัลใหค้ รเู ตรยี มไว้ให้ โดยมีตัวอยา่ งคาถาม ดงั น้ี
- โพรทสิ ต์กล่มุ ไดโพลโมนาดิดาและพาราบาซาลามีลกั ษณะอย่างไร
(แนวตอบ : ส่วนใหญม่ ีนิวเคลยี ส 2 อัน และไรโบโซม แต่ไมม่ ีออรแ์ กเนลล์ขนาดใหญอ่ นื่ มแี ฟลเจลลา
ส่วนใหญ่ดารงชวี ิตแบบปรสติ
- จงยกตัวอยา่ งโพรทสิ ตก์ ลุ่มไดโพลโมนาดิดาและพาราบาซาลา
(แนวตอบ : กลมุ่ ไดโพลโมนาดดิ า เช่น เกยี ร์เดยี (Giardia lambia) กลุ่มพาราบาซาลา เชน่
ไตรโคนมิ ฟา (Trichonympha sp.))
- โพรทิสตก์ ลุ่มยูกลโี นซวั มลี กั ษณะอย่างไร
(แนวตอบ : มแี ฟลเจลลัมใชใ้ นการเคล่ือนที่ สว่ นใหญ่ดารงชีพแบบอสิ ระ แต่บางชนดิ ดารงชพี แบบ
ปรสิต มีขนาดประมาณ 15-40 ไมครอน แต่บางชนิดอาจยาวถึง 500 ไมครอน)
- ยูกลีนากบั ทริปพาโนโซมามลี กั ษณะเหมือนกันอย่างไร
(แนวตอบ : มีแฟลเจลลมั ใช้ในการเคลอ่ื นท่ีเหมือนกนั )
- ไดโนแฟลเจลเลต เอพคิ อมเพลซา และซลิ เิ อตมลี ักษณะเหมือนกนั อย่างไร
(แนวตอบ : มชี ่องวา่ งขนาดเล็กใตเ้ ยือ่ หุ้มเซลล์ เรียกว่า แอลวโี อไล (alveoli))
- ปรากฏการณ์ข้ีปลาวาฬ (red tide) เกี่ยวขอ้ งกบั โพรทิสต์กลมุ่ ใด อย่างไร
(แนวตอบ : ปรากฏการณ์ขีป้ ลาวาฬเกดิ จากการเจรญิ เตบิ โตและเพม่ิ ปริมาณอยา่ งรวดเรว็ ของแพลงก์
ตอนพืชพวกไดโนแฟลเจลเลต)
- โพรทสิ ต์กลมุ่ สตรามโี นไพลส์มีลกั ษณะเดน่ อยา่ งไร
(แนวตอบ : เซลลส์ ืบพันธุ์มีแฟลเจลลา 2 เสน้ ไดแ้ ก่ เสน้ ทมี่ ขี นและเสน้ ที่ไม่มขี น)
- จงยกตัวอย่างส่งิ มชี วี ิตกลมุ่ สาหร่ายสีนา้ ตาล (brown algae)
(แนวตอบ : เคลป์ (Macrocystis sp.) ซาร์กัสซัม (Sargassum sp.) หรือสาหรา่ ยทนุ่ )
- ไดอะตอมมลี กั ษณะเดน่ อย่างไร
47
(แนวตอบ : เป็นสาหร่ายสนี ้าตาลแกมเหลือง ผนงั เซลล์มลี กั ษณะเปน็ ฝาซง่ึ ประกอบด้วยสารพวก
ซิลกิ า ไม่สามารถเคลื่อนทไี่ ด้ แตม่ ีรยางค์ช่วยให้สามารถลอยอยู่ในน้าได้)
- โรโดไฟตากบั คลอโรไฟตาตา่ งกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ : มรี งควตั ถตุ ่างกัน โดยโรโดไฟตาสว่ นมากมรี งควัตถสุ ีแดง คือ ไฟโคอรี ีทริน
(phycoerythrin) ส่วนคลอโรไฟตาส่วนมากมีรงควัตถสุ เี ขยี ว คอื คลอโรฟลิ ล์)
- นกั เรยี นคดิ ว่าโพรทสิ ต์กลมุ่ ใดมสี ายววิ ัฒนาการใกล้เคยี งกับฟงั ไจมากทส่ี ุด
(แนวตอบ : กลมุ่ ไมซโี ทซวั )
8.ครูอธิบายเพิ่มเติมว่า การจาแนกโพรทิสต์ออกเป็นกลุ่มตามสายวิวัฒนาการดังที่ได้ศึกษามานั้น ไม่ได้
จดั หมวดหมใู่ นระดับไฟลมั เนือ่ งจากยังคงมกี ารคน้ พบส่ิงมีชวี ติ ในกลมุ่ นตี้ ลอดเวลา จึงไม่สามารถศกึ ษา
ลักษณะได้อย่างทัว่ ถงึ
9.นักเรยี นซกั ถามเนอ้ื หาเก่ยี วกบั เร่อื ง อาณาจักรโพรทิสตา และรว่ มกันอภิปรายคาถามกบั ครู
10.นักเรียนตอบคาถามขยายความรู้ว่า โพรทิสตม์ ีประโยชนแ์ ละโทษอยา่ งไรบ้าง
11.นักเรยี นจับคูก่ ันทาใบงาน เรอ่ื ง ประโยชนแ์ ละโทษของโพรทิสต์
12.สุ่มนักเรียน 4-5 คู่ ออกมานาเสนอผลการทาใบงานหน้าช้ันเรียน โดยเพื่อนในช้ันเรียนร่วมกัน
อภปิ รายและเสนอแนะ
13.นักเรยี นทา Topic Question ทา้ ยหวั ขอ้ อาณาจกั รโพรทิสตา ในหนังสอื เรียนรายวิชาเพ่ิมเติม
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2
14.นักเรียนทาแบบฝึกหัด เรื่อง อาณาจักโพรทิสตา ในแบบฝึกหัดรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
ขนั้ สรุป
1.นกั เรียนและครูร่วมกันสรปุ เก่ยี วกบั อาณาจกั รโพรทศิ ตา เพ่ือใหไ้ ด้ข้อสรุป ดงั นี้
“ส่งิ มชี ีวติ ในอาณาจักรโพรทิสตา (Kingdom Protista) หรอื ทเ่ี รียกวา่ โพรทิสต์ เปน็ ยคู าริโอตกลุ่ม
แรกที่มีวิวัฒนาการมาจากเซลล์โพรคาริโอต มีทั้งพวกท่ีมีเซลล์เดียวและพวกท่ีมีหลายเซลล์ บางชนิดมี
ลักษณะร่วมระหว่างพืชและสัตว์ คือ มีคลอโรพลาสต์ เช่นเดียวกับพืช และเคล่ือนท่ีได้เช่นเดียวกับสัตว์
สามารถพบไดท้ ว่ั ไปในบริเวณที่ชื้นแฉะ แหล่งน้าจืดและน้าเค็ม โดยการจาแนกโพรทิสต์ออกเป็นกลุ่มตามสาย
วิวัฒนาการน้ันไม่สามารถจัดหมวดหมู่ในระดับไฟลัมได้ เนื่องจากยังคงมีการค้นพบสิ่งมีชีวิตในกลุ่มนี้
ตลอดเวลา จึงไมส่ ามารถศึกษาลักษณะได้อยา่ งทวั่ ถึง ดงั น้ันการจัดหมวดหม่โู พรทิสตใ์ นปัจจุบันจึงสามารถแบ่ง
ออกได้เปน็ 7 กลมุ่ ดังนี้
1) กลุ่มไดโพลโมนาดดิ า และพาราบาซาลา ที่ส่วนใหญ่ดารงชวี ิตแบบปรสิต แบ่งเปน็ 2 กล่มุ ยอ่ ย
- ไดโพลโมแนด เช่น เกียร์เดียทีท่ าใหเ้ กดิ ทอ้ งเสยี เรือ้ รังในมนุษย์
- พาราบาซาลิด เชน่ ไตรโคนิมฟาในลาไส้ปลวก และไรโคโมแนสวาจินาลิสท่ีทาให้เกิดการติดเช้ือ
ในชอ่ งคลอด
2) กลุม่ ยูกลีโนซวั มกี ารดารงชีวิตหลากหลาย สว่ นใหญ่เคลื่อนท่โี ดยใชแ้ ฟลเจลลัม
- ยูกลนี อยด์ เป็นพวกท่สี ามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ เช่น ยกู ลีนา
- คิเนโทพลาสตดิ เชน่ ทริปพาโนโซมาที่ทาให้เกดิ โรคเหงาหลับแอฟรกิ า
3) กลมุ่ แอลวโี อลาตา
- ไดโนแฟลเจลเลต เช่น เซอราเตยี ม นอคตลิ ูกา ท่อี าจทาให้เกิดปรากฎการณข์ ้ีปลาวาฬ