The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ว33246 ชีววิทยา 6 ชั้น ม.6 ภาคเรียนที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ปวีณา งามชัด, 2020-12-22 03:25:37

แผนการสอน ว33246 ชีววิทยา 6 ชั้น ม.6

ว33246 ชีววิทยา 6 ชั้น ม.6 ภาคเรียนที่ 2

48

- เอพคิ อมเพลซา เช่น พลาสโมเดียมเปน็ ปรสติ ทก่ี ่อโรคมาลาเรยี

- ซลิ เิ อต เชน่ พารามีเซียม และวอรต์ ิเซลลา ใช้ซีเลยี ในการกินอาหารและเคล่อื นท่ี

4) กลมุ่ สตรามโี นไพลส์ หรอื พวกสาหร่าย สามารถสงั เคราะห์ด้วยแสงได้

- สาหร่ายสีนา้ ตาล มรี งควัตถสุ ีน้าตาลเรยี กว่า ฟิวโคแซนทนี เชน่ เคลป์

- ไดอะตอม เปน็ ผู้ผลติ ท่สี าคัญของสงิ่ มชี ีวิตในทะเล เช่น ไซโคเทลลา

5) กลุ่มโรโดไฟตา มีรงควตั ถุสแี ดง คือ ไฟโคอรี ีทริน จงึ เรียกวา่ สาหร่ายสีแดง เชน่ กลาซลิ าเรยี

6) สาหรา่ ยสีเขียว มคี วามสัมพนั ธใ์ กล้ชดิ กบั พืชมาก

- กลุม่ คลอโรไฟต์ เชน่ สไปโรไจรา วอลวอกซ์

- กลมุ่ คลาโรไฟต์ ท่เี ชอื่ กนั ว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกบั พืชมากทส่ี ุด เชน่ สาหร่ายไฟ

7) กลุ่มอะมีโบซัว เป็นกลุ่มมีชีวิตที่มีช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือตลอดท้ังวัฏจักรชีวิตดารงชีวิตแบบ

อะมบี า คือมีการเคลอ่ื นทแี่ บบอะมบี าหรอื การใชเ้ ทา้ เทยี ม

- ไมซีโทซัว หรือราเมือก เชน่ ไฟซาลัม

- ไรโซโพดา เช่น อะมบี า

2.นกั เรียนสรุปผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง อาณาจกั รโพรทิสตา โดยอธิบายลักษณะของสงิ่ มีชวี ติ ในอาณาจกั ร

โพรทิสตา และการจดั หมวดหมูส่ ่งิ มีชวี ติ ในอาณาจกั รโพรทสิ ตา ลงกระดาษ A4 ส่งครูผสู้ อน

รำยกำรวัด วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑก์ ำรประเมนิ

1) อาณาจักร - ตรวจแบบฝึกหัด - แบบฝึกหัด - รอ้ ยละ 60 ผา่ น

โพรทสิ ตา - ตรวจใบงานท่ี 4 เรอื่ ง - ใบงานที่ 4 เร่ือง เกณฑ์

ประโยชนแ์ ละโทษของ ประโยชนแ์ ละโทษของ - ร้อยละ 60 ผ่าน

โพรทิสต์ โพรทิสต์ เกณฑ์

- ตรวจผงั มโนทศั น์ เร่อื ง - แบบประเมนิ ผังมโนทัศน์ - ระดบั คุณภาพ 2

อาณาจกั รโพรทสิ ตา ผ่านเกณฑ์

2) การปฏิบัติกิจกรรม - ประเมนิ การปฏบิ ัติ - แบบประเมินการ - ระดบั คุณภาพ 2

ลกั ษณะของ กจิ กรรม ปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ผ่านเกณฑ์

โพรทสิ ต์

3) การนาเสนอ - ประเมนิ การนาเสนอ - แบบประเมินการ - ระดับคุณภาพ 2

ผลงาน ผลงาน นาเสนอผลงาน ผา่ นเกณฑ์

4) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2

ทางานรายบคุ คล การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์

5) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2
ทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม
การทางานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์

6) คณุ ลกั ษณะอนั พงึ - สงั เกตความมวี ินัย - แบบประเมนิ คุณลักษณะ ระดับคุณภาพ 2
ประสงค์ และรับผดิ ชอบ
ในการทางาน อันพงึ ประสงค์ ผา่ นเกณฑ์

49

สอื่ /แหล่งเรียนรู้
สอ่ื กำรเรียนรู้
1) หนังสอื เรียนรายวชิ าเพม่ิ เติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2
2) แบบฝึกหัดรายวชิ าเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
3) ใบงานท่ี 4 เร่อื ง ประโยชน์และโทษของโพรทสิ ต์
4) PowerPoint เรอ่ื ง ความหลากหลายของสงิ่ มีชวี ติ
5) วดี ิทัศน์เก่ียวกบั อาณาจกั รโพรทสิ ตา
แหลง่ กำรเรยี นรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) หอ้ งสมดุ
3) แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ

50

ใบงานท่ี 4

เร่ือง อาณาจักรของสง่ิ มีชีวิต : อาณาจักรโพรตสิ ตา

รายวิชา ว33246 ชวี วทิ ยา 6 ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 6

ประกอบแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 4 ผ้สู อน นางสาวปวณี า งามชัด

คาชีแ้ จง ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
1. สงิ่ มีชีวิตที่พบส่วนใหญม่ ขี นาดเป็นอยา่ งไร สามารถดูด้วยตาเปลา่ ได้หรือไม่
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
2. สงิ่ มชี ีวิตทพ่ี บมีลักษณะอย่างไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
3. สง่ิ มชี ีวติ ส่วนใหญท่ ่พี บเคลื่อนทไ่ี ดห้ รือไม่ ถา้ เคล่อื นที่ได้มีโครงสร้างใดช่วยในการเคลอ่ื นท่ี
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
4. สรุปผลการทดลองลักษณะของโพรติสต์
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
5. โพรติสต์มลี ักษณะอยา่ งไร และลักษณะดังกล่าวเหมาะสาหรับการดารงชีวติ อยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
6.แนวคิดในการป้องกันปรากฎการณ์ขป้ี ลาวาฬ
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
7. จากภาพ เปน็ สิ่งมีชวี ิตขนาดเล็กทีพ่ บในสระนา้ เรยี กวา่ Chlamydomonas สงิ่ มีชวี ติ นน้ี า่ จะ

จดั อยู่ในอาณาจักรใด เพราะเหตใุ ด
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
8. แนวคดิ ในการนาความเขา้ ใจเกี่ยวกับอาณาจักรโปรติสตาไปใชป้ ระโยชน์
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
9. สรปุ เกี่ยวกับการศึกษาอาณาจักรโปรติสตา
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

51

แบบทดสอบหลังเรยี น

เรื่อง อาณาจกั รของสง่ิ มชี วี ิต : อาณาจกั รโพรตสิ ตา

ประกอบแผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 4 รายวิชา ว33246 ชีววิทยา 6 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 6

คาสงั่ ใหน้ ักเรียนทาเคร่ืองหมาย (X) ลงในตัวเลือกท่ีเหน็ ว่าถกู ต้องทส่ี ดุ พียงข้อเดยี ว

1.ลกั ษณะสง่ิ มชี วี ติ พวก อะมีบา ยกู ลีนา พารามีเซียม เปน็ แบบใด

1.เซลลแ์ บบโพรคาริโอต ไมม่ เี ยื่อหุ้มนวิ เคลยี ส

2. เซลล์แบบยูคารโิ อต สว่ นใหญม่ เี ซลล์เดยี ว

3.เซลลแ์ บบยคู ารโิ อตท่ีมผี นงั เซลล์ประกอบด้วยสารไคติน และเซลลโู ลส

4. สร้างอาหารเองได้ ผนังเซลลป์ ระกอบดว้ ยเซลลูโลสเป็นสว่ นใหญ่

2.ปรากฏการณ์ ข้ีปลำวำฬ ซึ่งทาให้ทะเลมสี ีแดง เกดิ จากส่ิงมีชีวติ ในอาณาจักรใด

1. มอเนอรา

2.โพรติสตา

3.ฟงั ไจ

4.พืช

3. จฉี ่าย หรือพอร์ไฟรา จดั อยใู่ นไฟลัมใด

1. ไฟลัมครโิ ซไฟตา

2.ไฟลัมฟโี อไฟตา

3.ไฟลมั โรโดไฟตา

4. ไฟลมั มิกโซไมโคไฟตา

4.ขอ้ ความเกยี่ วกับสาหรา่ ยในขอ้ ใดไม่ถูกต้อง

1. กราซลิ าเรยี นามาใชส้ กัดวุ้น

2.พอร์ไฟรา เปน็ สาหร่ายสีแดงที่ใชเ้ ปน็ อาหาร

3.ลามนิ าเรียและพาไดนา ใชท้ าปุ๋ยโพแทสเซียมได้ดี

4. ฟวิ กสั เปน็ สาหรา่ ยสีนา้ ตาลท่ใี หไ้ อโอดนี สงู และใช้เป็นอาหาร

5. ซากของสาหร่ายพวกไดอะตอมที่เม่ือตายทับถมกันมากๆสามารถนามาใช้ประโยชนใ์ นอุตสาหกรรม

หลายดา้ น เช่น ผสมในยาสีฟัน ยาขดั โลหะ และทาฉนวนความรอ้ นในตู้เย็น

1. เคลป์

2.ไดอะตอม

3.คลอเรลลา

4.ไดโนแฟลกเจลเลท

6.สาหร่ายทุ่น เปน็ สาหร่ายทม่ี ีธาตุไอโอดนี สงู จดั เป็นสาหร่ายกลุ่มใด

1.สาหร่ายสเี ขยี ว

2.สาหรา่ ยสีน้าตาล

3.สาหร่ายสแี ดง

4.สาหรา่ ยสเี ขยี วแกมนา้ เงิน

7.พวก Ciliates ตัวอยา่ งเชน่

1.พลาสโมเดียม พารามีเซียม

52

2.ไดโนแฟลกเจลเลต วอร์ตเิ ซลลา
3.พลาสโมเดยี ม ไดโนแฟลกเจลเลต
4.พารามเี ซยี ม วอร์ติเซลลา
8.สไปโรไจราหรือเทาน้า(นามาทาเป็นอาหาร)จัดเป็นสาหรา่ ยกลุ่มใด
1.สาหร่ายสเี ขียว
2.สาหรา่ ยสแี ดง
3.สาหรา่ ยสีเขยี วแกมนา้ เงิน
4.สาหร่ายสนี ้าตาลแกมเหลือง
9.ข้อใดเป็นตวั อยา่ งของสาหร่ายสีน้าตาล
1. เคลป์ สาหรา่ ยทุ่น ลามินาเรยี
2.จฉี า่ ย กราซลิ าเรีย ฟิวกสั
3.ไดอะตอม ลามินาเรยี จีฉ่าย
4.สาหร่ายท่นุ สาหร่ายผมนาง ไดอะตอม
10.มสี ารไฟโคอิริทรนิ แคโรทีนและคลอโรฟิลล์ จัดเปน็ สาหร่ายในกลุม่ ใด
1.Sagassum
2. Rhodophyta
3.Mycetozoa
4.Chlorophyta

53

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน
เร่อื ง อาณาจักรของสง่ิ มชี ีวติ : อาณาจกั รโพรตสิ ตา

1. 2
2. 2
3. 3
4. 4
5. 2
6. 2
7. 4
8. 1
9. 1
10. 2

54

แผนกำรจดั กำรเรียนร้ทู ่ี 5 ชัน้ มัธยมศกึ ษำปที ี่ 6
รำยวชิ ำ ว33246 ชวี วิทยำ 6
หนว่ ยกำรเรยี นรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ เวลำ 6 ชัว่ โมง
เร่ือง อำณำจักรพืช โรงเรียนโคกโพธไิ์ ชยศึกษำ
ผสู้ อน นำงสำวปวีณำ งำมชัด

สำระชีววิทยำ
เขา้ ใจการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ และหน้าทขี่ องสาร

พันธกุ รรม การเกิดมวิ เทชัน เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ หลักฐาน ข้อมูลและแนวคดิ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของ
สิ่งมีชวี ิต ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวน์เบริ ์ก การเกิดสปชี สี ์ใหม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนิดของส่ิงมชี ีวติ
ความหลากหลาย ของสงิ่ มีชีวติ และอนุกรมวิธาน รวมท้งั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ผลกำรเรียนรู้

อธิบายลักษณะสาคญั และยกตัวอยา่ งส่งิ มีชีวติ กลุม่ แบคทีเรีย ส่ิงมีชีวิตกลุ่มโพรทิสต์ ส่ิงมีชีวิตกลุ่มพืช
สง่ิ มชี ีวิตกลมุ่ ฟังไจ และสงิ่ มชี วี ติ กลมุ่ สตั ว์
จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้

1. อธบิ ายลกั ษณะสาคัญและยกตวั อย่างสิง่ มชี ีวติ กลุ่มพืชได้ (K)
2. ปฏิบัตกิ ิจกรรมเพื่อศึกษาสิ่งมีชีวิตในอาณาจกั รพชื ได้ (P)
3. รบั ผดิ ชอบต่อหน้าที่และม่งุ ม่นั ในการทางาน (A)
สำระกำรเรยี นรู้

พชื เป็นสิง่ มชี วี ิตหลายเซลล์พวกยคู ารโิ อต มผี นงั เซลลซ์ ่งึ มเี ซลลโู ลสเป็นองคป์ ระกอบ มีวัฏจักรชีวิตแบบสลบั
และมรี ะยะเอ็มบริโอในการสืบพันธ์แุ บบอาศยั เพศ พชื สรา้ งอาหารเองได้จากกระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง
สำระสำคญั

สิ่งมชี ีวิตในอาณาจักรพืช (Kingdom Plantae) เปน็ สง่ิ มีชีวิตหลายเซลลท์ ส่ี ามารถสังเคราะหด์ ้วยแสง
ได้ ภายในเซลลข์ องพชื มีคลอโรพลาสต์ท่ีมีรงควตั ถุ คอื คลอโรฟลิ ลแ์ ละแคโรทนี อยด์ ซ่งึ จากลกั ษณะดงั กลา่ ว
ของพชื คล้ายคลึงกับสาหรา่ ยสเี ขียว ทาใหน้ กั วทิ ยาศาสตรส์ นั นษิ ฐานวา่ พชื นา่ จะมคี วามสัมพันธใ์ กลช้ ดิ กับ
สาหร่ายสเี ขยี ว โดยสงิ่ มีชวี ิตในอาณาจักรพืชทุกชนิดมีวฏั จกั รชวี ิตแบบสลบั คอื ช่วงสปอโรไฟต์ (2n) ท่ีสร้าง
สปอร์สลับกับชว่ งแกมโี ทไฟตท์ ีส่ รา้ งเซลลส์ ืบพันธุ์ และในปัจจุบนั พืชมมี ากกวา่ 30,000 ชนดิ นกั อนกุ รมวิธาน
จงึ แบง่ พืชออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดงั น้ี พชื ไมม่ เี น้ือเยื่อลาเลยี ง (nonvascular plant) เป็นพชื กลุ่มแรกท่ี
วิวัฒนาการขนึ้ มาอย่บู นบกจงึ ตอ้ งอาศัยนา้ และความชนื้ ในการดารงชีวติ โดยมรี ะยะแกมีโทไฟตเ์ ดน่ กว่าระยะส
ปอโรไฟต์ โดยสามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 ไฟลมั ได้แก่ ไฟลมั เฮปาโทไฟตา ไฟลมั แอนโทซโี รไฟตา และ
ไฟลัมไบรโอไฟตา และพชื มีเน้อื เย่ือลาเลียง (vascular plant) เป็นพชื ท่ีมวี ิวัฒนาการสรา้ งเนื้อเย่อื ลาเลยี ง
(vascular tissue) ประกอบไปดว้ ย ไซเลม (xylem) ลาเลียงน้า และ โฟลเอม (phloem) ลาเลียงอาหาร โดย
พืชในกลุ่มนีส้ ามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ อีก 2 กลุ่ม ดังน้ี พืชมีเนอื้ เยิ่อลาเลียงที่ไม่มีเมล็ดเป็นพชื ที่ระยะสปอรไฟต์
เด่นกว่าระยะแกมโี ทไฟต์ และมีการสืบพันธโุ์ ดยการสร้างสปอร์ โดยพชื ในกลุ่มน้ีแบง่ ออกเป็น 2 ไฟลัม ไดแ้ ก่
ไฟลัมไลโคไฟตา ซ่งึ ประกอบไปดว้ ย กลุ่มไลโคโพเดยี ม ซแี ลกจิเนลลา ไอโซอเี ทส และไฟลมั โมนโิ ลไฟตา ซ่ึง
ประกอบไปดว้ ย หวายทะนอย หญ้าถอดปล้อง และเฟนิ และพืชมเี นื้อเยอื่ ลาเลียงท่ีมเี มลด็ เปน็ พชื ท่สี ร้างออวุล
ทม่ี ีเน้อื เย่อื มาห่อหมุ้ เป็นผนงั ออวุล ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุม่ ไดแ้ ก่ พชื เมลด็ เปลอื ย และพืชดอก

55

กิจกรรมกำรเรียนรู้
ขั้นนำ

1.ครูนาสนทนาเก่ียวกับส่ิงมีชีวิตในอาณาจักรพืช และถามคาถามนักเรียนเพ่ือนาเข้าสู่การสืบเสาะหา
ความรู้วา่ “นกั เรียนคดิ ว่าพชื นา่ จะมีบรรพบรุ ุษร่วมกับสาหร่ายชนิดใด” แล้วใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั อภปิ รายแสดง

ความคิดเหน็ อยา่ งอิสระ โดยครยู ังไมเ่ ฉลยคาตอบ
2.นักเรียนใช้แว่นขยายหรือกล้องจุลทรรศน์ศึกษาลักษณะภายนอกของสาหร่ายไฟท่ีครูเตรียมไว้ให้ (หาก
หาสาหร่ายไฟไม่ได้ ครอู าจใช้บัตรภาพสาหรา่ ยไฟทแ่ี นบอยู่ทา้ ยแผนการจัดการเรยี นร้)ู
3.นักรยี นรว่ มกันอธบิ ายลกั ษณะของสาหรา่ ยไฟท่ีไดจ้ ากการสงั เกต โดยมแี นวการอธิบาย ดังนี้
“สาหรา่ ยไฟมเี ซลลเ์ รียงต่อกนั เป็นสาย (filamentous algae) และมีลักษณะเป็นขอ้ และปลอ้ ง มี
อวัยวะสรา้ งเซลลส์ ืบพันธท์ุ ัง้ เพศเมยี (oogonium) และเพศผู้ (antheridium) อยบู่ ริเวณปลาย”
4.ครูสรุปให้นักเรียนเข้าใจว่าลักษณะของสาหร่ายไฟมีความใกล้เคียงกับพืช จึงจัดว่าสาหร่ายไฟมี
ความสมั พนั ธใ์ กล้ชดิ กนั ทางววิ ฒั นาการกับพชื โดยมีแนวสรุป ดังนี้

“ลักษณะของสาหร่ายไฟเป็นส่ิงมีชีวิตในอาณาจักรโพรทิสตามีลักษณะที่คล้ายกับพืชมาก นัก
อนุกรมวิธานจึงเชื่อกันว่า พืชน่าจะมีวิวัฒนาการมาจากสาหร่ายไฟ เน่ืองจากสาหร่ายไฟมีรงควัตถุทีใช้ใน
การสังเคราะห์ด้วยแสง (คลอโรฟิลล์ แคโรทีนอยด์) มีการจัดเรียงตัวของเซลลูโลสท่ีผนังเซลล์คล้ายกัน มี
โครงสร้างที่ทาหน้าท่ีป้องกันเซลล์สืบพันธุ์และไซโกตท่ีคล้ายคลึงกัน แต่สาหร่ายไฟไม่มีระยะเอ็มบริโอ
และจากการศึกษาลาดบั ดีเอ็นเในคลอโรพลาสต์และในนวิ เคลยี สพบว่าคลา้ ยกันมาก”
ขั้นสอน
1.ครูถามคาถามให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายว่า “พืชมีวิวัฒนาการใกล้ชิดกับสาหร่ายไฟซึ่งอาศัยอยู่ในน้า
แล้วพชื มีการปรบั ตวั เพือ่ มาอาศยอยู่บนบกได้อยา่ งไร”
2.นักเรยี นศกึ ษาและสบื ค้นขอ้ มูลจากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.
6 เลม่ 2 หรอื แหล่งเรยี นรู้อื่น ๆ ที่มคี วามน่าเชอ่ื ถือ เพอ่ื นามาตอบคาถามข้างตน้
3.นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและสรุปเกี่ยวกับ เรื่อง การปรับตัวของพืชเพ่ือขึ้นมาอาศัยอยู่บนบก
เพ่ือใหไ้ ด้ขอ้ สรุป ดงั น้ี

“พืชมกี ารปรับตัวเพอ่ื ข้ึนมาอาศัยอยบู่ นบก ดังน้ี
- ด้ำนโครงสร้ำง มีรากทาหน้าที่ยึดลาต้นกับพื้นดิน ภายในรากมีเน้ือเยื่อลาเลียงท่ีใช้ลาเลียงน้า
อาหารและแร่ธาตุ มีลาตน้ ทาหนา้ ทช่ี ูกง่ิ กา้ น ใบ และมีใบทาหน้าท่สี ังเคราะหด์ ว้ ยแสง
- ด้ำนองค์ประกอบทำงเคมี พืชสังเคราะห์สารบางชนิดเพ่ือใช้ในการดารงชีวิต เช่น ลิกนิน
(lignin) เพือ่ เสริมสรา้ งความแขง็ แรง คิวทนิ (cutin) เพื่อปอ้ งกนั การสูญเสยี น้า
- ด้ำนกำรสืบพันธุ์ เซลล์สืบพันธุ์ของพืชมีการปรับตัวให้ใช้น้าน้อยหรือไม่ต้องอาศัยน้าเป็น
ตัวกลางในการผสมพันธ์ุ

4.นักเรียนศึกษาเร่ือง วัฏจักรชีวิตแบบสลับของพืช จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2 แลว้ สรุปสาระสาคญั ลงสมุดบนั ทกึ

56

ช่ัวโมงท่ี 2

1. ใหน้ ักเรยี นพจิ ารณาภาพส่งิ มชี วี ิตในอาณาจักพืช หนา้ ที่ 43 จากหนังสือเรยี นรายวชิ าเพิม่ เตมิ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2 แล้วครูถามคาถามให้นักเรยี นร่วมกนั ตอบคาถาม ดังนี้
- บรเิ วณโรงเรยี นพบสิ่งมีชวี ิตในอาณาจักรพืชกลมุ่ ใดบ้าง
(แนวตอบ : ขึ้นอย่กู ับคาตอบของนักเรียนและดุลพินจิ ของครู)

2. ครูถามคาถาม Key Question กบั นักเรียนวา่ “นกั เรยี นจะแบง่ พชื ออกเป็นกลุม่ ใหญ่ได้อยา่ งไร”
(แนวตอบ : พชื สามารถแบ่งออกเปน็ 2 กลมุ่ ใหญ่ โดยใช้เกณฑ์ คือ การมหี รือไม่มีเน้อื เย่ือลาเลยี ง โดย
ในปจั บุ ันส่งิ มีชีวติ ในอาณาจกั รพืชแบง่ ออกเป็น 2 กลมุ่ ได้แก่ กลุ่มของพชื ไม่มีเน้อื เย่ือ
ลาเลียง และกลมุ่ พืชทีม่ ีเน้อื เยอื่ ลาเลียง)

3. ครูกลา่ วให้นกั เรยี นทราบวา่ กาลงั จะศึกษาสิง่ มีชวี ิตกลมุ่ พชื ทไ่ี ม่มีท่อลาเลียง
4. นักเรียนแบง่ กลุ่ม กลุม่ ละ 4-5 คน เพ่ือทากิจกรรม เรือ่ ง พืชไม่มีเนื้อเยื่อลาเลียง จากหนังสอื เรียนรายวชิ า

เพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2 และถามคาถามทา้ ยกจิ กรรมกบั นกั เรยี น ดงั น้ี
- ศกึ ษาส่วนประกอบของมอสหรือลิเวอรเ์ วิร์ตท่มี ลี ักษณะคล้ายลาตน้ ราก และใบ ว่าแตกต่างจากลา

ตน้ ราก และใบของพืชชนิดอืน่ อย่างไร
(แนวตอบ : มอสและลิเวอร์เวริ ต์ ไมม่ ีลาตัน ใบที่แท้จริง แต่มโี ครงสร้างคล้ายราก ท่เี รียกว่า ไซอยด์

(rhizoid) ทาหนา้ ทดี่ ดู น้าและแรธ่ าตุ
- นกั เรยี นคิดว่า เราสามารถพบมอสหรอื ลเิ วอรเ์ วริ ์ตไดใ้ นสภาพแวดล้อมท่ีมีลกั ษณะอยา่ งไร

(แนวตอบ : มักพบมอส ลเิ วอรเ์ วิร์ตใกล้แหล่งนา้ หรอื ตามท่ชี ืน้ แฉะ)
5. นกั เรียนแตแ่ ละรว่ มอภิปรายผลกิจกรรม เรอ่ื ง พืชไม่มีเนอ้ื เยื่อลาเลียง เพ่ือให้ได้ข้อสรปุ ดงั น้ี

“มอสหรอื ลิเวอร์เวิรต์ เปน็ พชื ทีม่ ขี นาดเลก็ สว่ นที่มีลักษณะคล้ายลาตน้ ประกอบดว้ ย เซลล์ทีไ่ มช่ ่วย
เพม่ิ ความแขง็ แรง ไม่มีรากแต่มีสว่ นที่ทาหน้าท่ีคลา้ ยราก คือ ดูดนา้ และแร่ธาตตุ ่าง ๆ จากดนิ มสี ่วนที่ทา
หน้าทค่ี ล้ายใบซึ่งมลี ักษณะเปน็ แผ่นบาง ๆ เจรญิ ยนื่ ออกมาจากผวิ ของสว่ นที่คลา้ ยตน้ ”
6. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มแบง่ หนา้ ท่กี ันเพอ่ื สืบคน้ ข้อมูลเกีย่ วกับความหลากหลายของพชื ไมม่ ีเน้ือเย่อื ลาเลยี ง
จากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2 หรือจากแหลง่ เรียนรู้
อ่ืน ๆ ทมี ีความนา่ เชื่อถอื ในหัวข้อ ดงั น้ี

- ไฟลมั เฮปาโทไฟตา
- ไฟลัมแอนโทซีโรไฟตา
- ไฟลัมไบรโอไฟตา
โดยให้สืบคน้ เก่ยี วกับลกั ษณะ รปู รา่ ง การดารงชีวติ และประโยชน์ของพชื กลมุ่ นี้ จากนน้ั สรุปสาระสาคญั
ลงในสมดุ บนั ทึก
7. นกั เรียนตอบคาถามครูเพ่ือตรวจสอบความเขา้ ใจ เรื่อง ความหลากหลายของพชื ไมม่ ที อ่ ลาเลยี ง โดยให้
นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ แขง่ ขันกับตอบคาถาม ซึง่ ครูอาจเตรียมของรางวลั ไว้ให้
- พชื ในไฟลมั เฮปาโทไฟตา (Phylum Hepatophyta) คือพืชชนิดใด

(แนวตอบ : ลเิ วอร์เวริ ์ท (liverwort))
- มกั พบลเิ วอรเ์ วริ ท์ ได้ในบริเวณที่มลี ักษณะอย่างไร

(แนวตอบ : ท่ชี น้ื แฉะ และอาจพบบริเวณที่มคี วามเป็นกรด)
- จงอธบิ ายลักษณะทว่ั ไปของลิเวอรเ์ วิรท์

57

(แนวตอบ : แกมโี ทไฟต์มีลักษณะคลา้ ยลาต้นทมี่ ีส่วนคลา้ ยใบติดอยู่ หรอื มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ
สปอโรไฟตม์ ีกา้ นชอู บั สปอรท์ ่ียาว)

- พืชในไฟลมั แอนโทซีโรไฟตา (Phylum Anthocerophyta) คือพชื ชนิดใด
(แนวตอบ : ฮอร์นเวิร์ท (hornwort))

- จงอธิบายลกั ษณะทั่วไปของฮอรน์ เวริ ท์
(แนวตอบ : แกมีโทไฟตม์ ีลกั ษณะเป็นแผ่นและมีรอยหยักท่ีขอบ สปอโรไฟต์มีลักษณะเรียวยาว
คล้ายเขาสัตว์)

- พืชในไฟลัมไบรโอไฟตา (Phylum Bryophyta) คอื พชื ชนดิ ใด
(แนวตอบ : มอส (moss))

- มกั พบมอสได้ในบริเวณท่ีมีลักษณะอย่างไร
(แนวตอบ : พบทว่ั ไปตามพ้ืนดิน หิน เปลอื กไม้ และอาจพบบริเวณที่มคี วามเปน็ กรด)

- จงอธิบายลกั ษณะทัว่ ไปของมอส
(แนวตอบ : แกมีโทไฟต์มีลักษณะคล้ายลาต้นและใบ ซ่ึงส่วนท่ีคล้ายใบเรียงวนรอบส่วนที่คล้ายลา
ต้นมไี รซอยดท์ าหนา้ ท่คี ล้ายราก สปอโรไฟต์มีกา้ นชอู ับสปอรท์ ยี่ าว)

8. นักเรยี นและครูรว่ มกันอภปิ รายเพอ่ื ให้ได้ขอ้ สรุป เรื่อง ความหลากหลายของพชื ไมม่ ีเนอ้ื เยอ่ื ลาเลียง โดยมี
แนวทางการสรุป ดังน้ี
“พืชไม่มีท่อลาเลียงสามารถพบได้ท่ัวไปในบริเวณที่ช้ืนแฉะ มีไรซอยด์ทาหน้าท่ียึดเกาะกับพ้ืนผิว
และดดู น้าและแร่ธาตุต่างๆ มีส่วนที่มีลักษณะคล้ายลาต้นและใบ การปฏิสนธิต้องอาศัยน้าเป็นตัวกลางให้
สเปิรม์ เคล่อื นที่ไปผสมกับไข่ การเจรญิ ของสปอโรไฟตต์ ้องอาศัยอาหารจากแกมีโทไฟต์”

9. นักเรียนศกึ ษาเพ่ิมเตมิ เก่ียวกบั ประโยชนข์ องพืชไม่มีท่อลาเลียง จากหนังสอื เรยี นชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
หรือจากแหล่งเรยี นรู้ต่าง ๆ

ช่วั โมงที่ 3

10. ครูบอกใหน้ ักเรียนทราบว่า ต่อไปจะศกึ ษาเรื่อง พชื มีเนื้อเยื่อลาเลียง โดยพืชมีเนื้อเย่อื ลาเลียงนแี้ บ่ง ออก
เป็นพืชมีเนื้อเย่ือลาเลียงที่ไม่มีเมล็ด และพืชมีเนื้อเย่ือลาเลียงท่ีมีเมล็ด โดยจะศึกษาเก่ียวกับพืชมีท่อ
ลาเลียงทไี่ รเ้ มล็ดก่อน

11. นักเรียนสังเกตและศกึ ษาลักษณะของพชื มเี นื้อเย่ือลาเลยี งท่ีไม่มีเมล็ด เช่น สรอ้ ยสกุ รม ตนี ตุ๊กแก หวาย
ทะนอย หญ้าถอดปลอ้ ง เฟินใบมะขาม เฟินข้าหลวงหลังลาย เฟินชายผ้าสดี าทคี่ รูเตรยี มไวใ้ ห้ หรือสบื ค้น
ภาพพชื มีเนื้อเย่อื ลาเลยี งที่ไมม่ เี มลด็ ชนิดต่าง ๆ จากอินเทอร์เน็ต จากน้ันนักเรียนร่วมกันอภิปรายลักษณะ
ของพืชมเี นือ้ เย่อื ลาเลียงท่ไี ม่มเี มล็ดแตล่ ะชนิด แล้วร่วมกนั ตอบคาถาม ดงั น้ี
- กลมุ่ พืชมเี น้อื เย่ือลาเลียงทไี่ ม่มีเมลด็ มลี กั ษณะเหมือนกันอย่างไร และมีลักษณะต่างจากกลุ่มพืชที่ไม่
มเี นอื้ เยอื่ ลาเลยี งอย่างไร
(แนวตอบ : กลมุ่ พืชมีทอ่ ลาเลยี งทไ่ี ร้เมล็ดน้ัน มีราก ลาต้น และใบทีแ่ ทจ้ ริง ภายในต้นมีทอ่ ลาเลยี ง
นา้ และอาหาร ซ่ึงลกั ษณะดังกล่าวไม่พบในกลุ่มพชื ไมม่ ที ่อลาเลียง)

12. นกั เรียนแบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ 5-6 คน เพ่อื สบื ค้นข้อมลู เกย่ี วกับความหลากหลายของพชื มีเน้ือเย่อื ลาเลยี งท่ไี ม่

58

มเี มล็ด จากหนงั สือเรยี นรายวิชาเพิ่มเตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2 หรอื จากแหลง่
เรยี นร้อู ืน่ ๆ ทีมีความน่าเชอ่ื ถือ ในหวั ข้อ ดังนี้

- ไฟลมั ไลโคไฟตา
- ไฟลัมโมนโิ ลไฟตา
โดยใหส้ ืบค้นเก่ียวกับลักษณะ รูปรา่ ง การดารงชวี ติ และประโยชนข์ องพชื กล่มุ น้ี แล้วสรุปสาระสาคัญลง
สมดุ บนั ทกึ
13. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ทากิจกรรม เรือ่ ง ศึกษาลกั ษณะของเฟิน จากหนงั สอื เรยี นรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 และถามคาถามท้ายกจิ กรรมกับนักเรียน ดังนี้
- เฟนิ แต่ละชนิดมีลักษณะของลาต้นและใบเหมือนกันหรือไม่ อยา่ งไร

(แนวตอบ : เฟินแตล่ ะชนดิ มีลกั ษณะลาตน้ และใบแตกต่างกัน บางชนดิ มีลาต้นเลอื้ ยอย่บู นดนิ หรอื
อาจเล้ือยไปตามตน้ ไมอ้ ื่น บางชนดิ มีลาต้นต้ังตรง)

- เฟินแต่ละชนิดมกี ารจัดเรียงของกลมุ่ อบั สปอรเ์ หมือนกนั หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ : เฟินแต่ละชนิดมีการการจัดเรียงกลุ่มของอับสปอร์ (sorus) แตกต่าง จึงนามาใช้ในการ
จาแนกชนดิ ของเฟินได้)

- จงยกตัวอยา่ งการนาเฟนิ มาใชป้ ระโยชน์
(แนวตอบ : เชน่ บอสตันเฟริ ์นเป็นไม้ประดับท่ีช่วยทาความสะอาดให้แกอ่ ากาศภายในได้ โดยมตี
ความสามารถดูดสารพิษได้ดี อกี ทั้งยงั ช่วยเพิ่มความชมุ่ ชน้ื ให้แกอ่ าคารภายในอาคาร
ได้เป็นอย่างดี และเฟินบางชนดิ เช่น ผักกดู ใชป้ ระกอบอาหารได้)

14. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลกิจกรรม เร่ือง ศึกษาลักษณะของเฟิน เพ่ือให้ได้ข้อสรุป ดังนี้ “เฟินแต่
ละชนิดมีลักษณะลาต้นและใบแตกต่างกัน บางชนิดมีลาต้นเล้ือยอยู่บนดินหรืออาจเล้ือยไปตามต้นไม้อ่ืน
บางชนิดมีลาต้นต้ังตรง นอกจากน้ี บางชนิดมีขนปกคลุมท่ัวลาต้น บางชนิดไม่มีลาต้นหรือเห็นเพียงใบที่
เจริญขน้ึ มาอยู่บนดนิ ”

15. นกั เรยี นตอบคาถามเพอื่ ตรววจสอบความเข้าใจของนักเรยี น เรือ่ ง ความหลากหลายของพืชมีเนื้อเยื่อ
ลาเลียงท่ไี ม่มเี มลด็ โดยให้นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ แขง่ ขันกับตอบคาถาม ซง่ึ ครูอาจเตรยี มของรางวลั ไว้ให้
- พืชในกลุ่มไลโคโพเดยี ม ซแี ลกจเิ นลลา และไอโซอเี ทส มีลกั ษณะเหมือนกันและแตกต่างกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ : ลักษณะท่เี หมือนกัน คือ มีราก ลาตน้ และใบทแ่ี ทจ้ ริง ใบมขี นาดเลก็ มีเส้นใบ 1 เสน้ ท่ี
ไม่แตกแขนง ลกั ษณะท่ีแตกต่งกนั คือ ไลโคโพเดียม สร้างสปอรช์ นิดเดยี ว ส่วนซีแลกจิเนลลา และ
ไอโซอีเทส สร้างสร้างสปร์ 2 ชนิด)
- นักเรยี นคิดวา่ เพราะเหตุใดจึงจดั หวายทะนอย หญ้าถอดปล้อง และเฟนิ อย่ใู นไฟลมั เทอโรไฟตา
(แนวตอบ : เพราะพืชทั้ง 3 ชนดิ สรา้ งสปอรช์ นดเดยี ว และสรา้ งอบั สปอร์เป็นกล่มุ โดยหวายทะ
นอยมีอบั สปอร์ลกั ษณะเปน็ พู 3-5 พู อยู่บนก่ิงสนั้ ๆ หญา้ ถอดปลอ้ งมีอบั สปอรห์ ลายอนั อยู่ใต้ส่วน
ทเ่ี ป็นแผ่นของกง่ิ ส้นั ๆ และเฟินมีอบั สปอร์เปน็ กล่มุ อยูด่ า้ นลา่ งของใบ)
- หวายทะนอยกับเฟินมลี ักษณะเหมือนกนั และแตกต่างกันอยา่ งไร
(แนวตอบ : ลักษณะท่ีเหมือนกัน คอื มีทอ่ ลาเลียง มีอบั สปอร์ ลักษณะทแี่ ตกตา่ งกนั คอื หวายทะ
นอยไมม่ ีรากและใบ)
- เฟนิ แตล่ ะชนดิ มลี ักษณะเหมอื นกนั และแตกต่างกันอย่างไร

59

(แนวตอบ : ลกั ษณะทเี่ หมือนกัน คือ มีราก ลาต้น และใบท่ีแท้จริง ใบอ่อนมม้วนจากปลายใบสู่โคน
ใบ มีเส้นใบแตกแขนง ลักษณะท่ีแตกต่างกัน คือ กลุ่มอับสปอร์มีรูปร่างต่างกันและสร้างในบริเวณ
ตา่ งกนั และลักษณะของอับสปอร์ตา่ งกนั ด้วย)
16. นกั เรยี นและครูรว่ มกันอภิปรายเพื่อใหไ้ ด้ข้อสรปุ เร่ือง ความหลากหลายของพชื มีทอ่ ลาเลยี งท่ไี รเ้ มลด็ โดย
มแี นวทางการสรุป ดังนี้
“พชื มที ่อลาเลียงที่ไร้เมลด็ (vascular plants without seeds) เป็นพืชกลมุ่ ท่ีมรี าก ลาต้นและใบ
ท่แี ทจ้ รงิ ระยะแกมีโทไฟต์และสปอโรไฟตเ์ จริญแยกกนั หรอื ยรู่ ว่ มกนั เป็นช่วงสนั้ ๆ มีระยะสปอโรไฟต์เด่น
สบื พนั ธ์ุโดยการสร้างสปอร์”
17. นักเรียนศกึ ษาเพมิ่ เตมิ เกยี่ วกับประโยชนข์ องพืชมเี นอ้ื เย่อื ลาเลียงท่ไี ม่มเี มลด็ จากแหลง่ เรียนรตู้ ่าง ๆ เชน่
อินเทอร์เนต็ แลว้ นามาเสนอในช้ันเรยี น

ช่วั โมงที่ 4

18. ครบู อกใหน้ ักเรียนทราบว่า ตอ่ ไปจะศึกษาเร่ือง พืชมีเนื้อเย่ือลาเลยี งที่มีเมลด็ ซ่ึงแบ่งออกเป็น 2 กลุม่
ได้แก่ พชื เมลด็ เปลือย และพืชดอก

19. นักเรยี นรว่ มกันศึกษาเมล็ดของปลง และเมล็ดของพืชดอก เช่น มะมว่ งผ่าซกี ทคี่ รูเตรยี มไว้ให้ (หากหา
เมลด็ จริงไม่ได้ ครูอาจใชภ้ าพเมล็ดปลงและเมลด็ มะม่วงที่แนบอยู่ทา้ ยแผนการจดั การเรียนรู)้ จากน้นั ครู
ถามคาถาม ดังน้ี
- เมล็ดปลงกับเมลด็ มะมว่ งทผ่ี า่ ซกี มีลกั ษณะต่างกนั อย่างไร
(แนวตอบ : เมล็ดของปลงไมม่ สี งิ่ ใดห่อหุ้ม สว่ นเมลด็ มะม่วงอย่ภู ายในผล)

20. นักเรยี นแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน เพอ่ื สบื ค้นข้อมูล เรอ่ื ง ความหลากหลายของพชื เมล็ดเปลือย จากหนัง
สือเรยี นรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2 หรือจากแหลง่ เรยี นรอู้ นื่ ๆ ทมี ี
ความน่าเชือ่ ถือ ในหัวขอ้ ดังน้ี
- ไฟลัมไซแคโดไฟตา
- ไฟลมั กงิ โกไฟตา
- ไฟลัมโคนเิ ฟอโรไฟตา
- ไฟลัมนีโทไฟตา
โดยสืบคน้ เกีย่ วกับลักษณะ รูปรา่ ง การดารงชวี ติ และประโยชนข์ องพืชกลุ่มน้ี แลว้ สรปุ สาระสาคญั ลงใน
สมดุ บันทกึ

21. นกั เรียนตอบคาถามครูเพ่อื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรียน เรื่อง ความหลากหลายของพืชเมลด็ เปลอื ย
โดยให้นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ แข่งขนั กบั ตอบคาถาม ซง่ึ ครูอาจเตรยี มของรางวลั ไว้ให้
- เพราะเหตุใดจงึ เรยี กพืชในกลุ่มน้วี า่ พืชเมล็ดเปลือย
(แนวตอบ : เพราะเมลด็ ไม่มีผนงั รังไข่ห่อหุม้ และเป็นพชื ไม่มีดอก เมอื่ มกี ารปฏิสนธิภายในออวลุ
เมล็ดจงึ เปลอื ย)
- พืชเมล็ดเปลือยมีลกั ษณะเหมือนกันอยา่ งไร
(แนวตอบ : ออวลุ จะติดอยู่บนกิ่งหรอื แผ่นใบ และเมื่ออวลุ เจรญิ เป็นเมล็ดก็จะตดิ อย่บู นกิ่งหรือแผ่น
ใบนน้ั บางชนิดกิ่งหรือแผน่ ใบทส่ี รา้ งออวลุ มลี ักษณะเป็นแผน่ แขง็ และเรียงซ้อนกนั แน่นเป็นสโตร
บิลสั รูปร่างคลา้ ยทรงกรวย เรียกวา่ โคน)

60

- พชื เมลด็ เปลือยไฟลัมใดท่ีมคี วามหลากหลายมากที่สดุ
(แนวตอบ : ไฟลมั โคนิเฟอโรไฟตา)

22. นักเรียนและครรู ว่ มกันอภิปรายเพอื่ ใหไ้ ดข้ อ้ สรุป เรอื่ ง ความหลากหลายของพชื เมล็ดเปลอื ย โดยมีแนว
ทางการสรุป ดังน้ี
“พืชเมลด็ เปลือย หรอื จมิ โนสเปริ ์ม (gymnosperm) ออวุลจะตดิ อยู่บนกิ่งหรอื แผ่นใบ และเมือ่ ออ
วลุ เจริญเป็นเมล็ดก็จะติดอยู่บนกง่ิ หรือแผ่นใบนน้ั บางชนิดกิง่ หรอื แผน่ ใบที่สร้างออวุลมลี ักษณะเปน็ แผ่น
แขง็ และเรียงซอ้ นกนั แน่นเป็นสโตรบลิ ัสรูปรา่ งคล้ายทรงกรวย เรียกวา่ โคน (cone) พชื เมลด็ เปลือยแบง่
ออกเปน็ 4 ไฟลมั ได้แก่ ไฟลมั ไซแคโดไฟตา ไฟลัมกิงโกไฟตา ไฟลมั โคนเิ ฟอโรไฟตา และไฟลมั นีโทไฟตา”

23. นกั เรียนศกึ ษาเพิม่ เตมิ เกีย่ วกบั ประโยชน์ของพชื เมล็ดเปลือย จากแหล่งเรยี นรูต้ ่าง ๆ แล้วนามาเสนอในชั้น
เรียน

24. นักเรียนแต่ละกลุ่มไปสารวจพืชในพืน้ ท่บี รเิ วณโรงเรียน แล้วจดบันทึกชอ่ื พืชที่นกั เรียนรจู้ ัก โดยใช้
เวลาสารวจประมาณ 10 นาที จากนน้ั นักเรยี นแต่ละกลมุ่ เขยี นชือ่ พชื ท่จี ดบนั ทึกมาลงบนกระดานหนา้ ชั้น
เรยี น แล้วนกั เรียนทัง้ ห้องรว่ มกนั อภปิ รายว่าพืชตา่ ง ๆ นัน้ เป็นพืชดอกหรือพืชไมม่ ีดอก ซึ่งจากการ
อภิปรายจะพบว่า พชื ส่วนใหญเ่ ปน็ พืชดอก

25. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มสืบคน้ ข้อมลู เกย่ี วกบั เรอื่ ง ความหลากหลายของพืชดอก จากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิม
เตมิ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เล่ม 2 หรอื จากแหล่งเรียนร้อู ื่น ๆ ทีมคี วามนา่ เช่อื ถอื ในหัว
ข้อตา่ ง ๆ ดงั น้ี
- การแบง่ กลุ่มพืชดอก
- ลกั ษณะของพชื ดอกแตล่ ะกลมุ่
- การใช้ประโยชน์จากพชื ดอก
โดยสบื ค้นข้อมูลแลว้ สรปุ สาระสาคัญลงในสมุดบนั ทึก

26. นักเรยี นตอบคาถามครูเพื่อตรวจสอบความเข้าใจของนกั เรยี น เร่ือง ความหลากหลายของพชื ดอก โดยให้
นักเรียนแต่ละกลุ่มแข่งขนั กับตอบคาถาม ซ่ึงครูอาจเตรียมของรางวลั ไวใ้ ห้
- นักเรียนคิดว่าลกั ษณะเมลด็ ของพชื ดอกมีข้อได้เปรยี บกวา่ เมล็ดของพืชเมล็ดเปลือยอยา่ งไร
(แนวตอบ : เมลด็ อยภู่ ายในรงั ไขท่ าใหอ้ อวุลไดร้ ับการปกป้องมากกวา่ พชื เมล็ดเปลือย)
- ปจั จุบนั นักวิทยาศาสตร์แบ่งกลุ่มพืชดอกออกเปน็ กลุม่ ย่อยไดก้ ่ีกล่มุ อะไรบา้ ง
(แนวตอบ : 5 กลุ่ม ไดแ้ ก่ กล่มุ แอมโบเรลลา กลมุ่ พวงแกว้ กดุ ั่น กลุ่มบวั กลุ่มกล้วยไม้ และกลุ่มไม้
ดอกทว่ั ไป)
- มนษุ ยใ์ ช้ประโยชนจ์ ากพชื ดอกอย่างไรบา้ ง
(แนวตอบ : ใช้เปน็ อาหาร ใชใ้ นการก่อสร้างบา้ นเรอื น ทาเสอื้ ผา้ เคร่อื งน่งุ หม่ ยารักษาโรค)

ชว่ั โมงที่ 5-6

27. นักเรียนยกตัวอยา่ งพชื ในแต่ละไฟลมั โดยอา้ งอิงจากแผนภาพในหนังสือเรียนท่ีรว่ มกันพิจารณาในช่ัวโมงท่ี
1 ของแผนการจัดการเรียนรนู้ ้ี

28. นักเรยี นแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน เพื่อากจิ กรรม เร่อื ง ความหลากหลายของพืชในท้องถ่นิ จากหนงั สือ
เรียนรายวชิ าเพิ่มเติมวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เล่ม 2 และถามคาถามทา้ ยกจิ กรรมกับ

61

นักเรยี น ดังน้ี

- ยกตัวอยา่ งการใช้ประโยชน์จากพชื ท้องถนิ่ ของนกั เรียน

(แนวตอบ : ขึ้นอยกู่ บั ดลุ พนิ จิ ของครู)

- หากพืชบางชนิดสูญพนั ธไ์ุ ปจะสง่ ผลตอ่ มนุษย์หรอื ไม่

(แนวตอบ : ขนึ้ อยู่กบั ดุลพนิ จิ ของครู)

29. นักเรยี นและครรู ว่ มกนั อภิปรายผลกจิ กรรม เร่ือง ความหลากหลายของพืชในท้องถิ่น เพอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ สรปุ

ดังน้ี “ในแตล่ ะท้องถน่ิ มกี ารใช้ประโยชน์จากพืชแตกต่างกนั ซึ่งพืชมคี วามสาคญั ของการดารงชีวิตของ

มนษุ ย์ท้งั ในด้านอาหาร ที่อยอู่ าศัย เครือ่ งนุ่งห่ม และยารกั ษาโรค ดงั น้ัน หากพืชบางชนดิ สูญพนั ธไุ์ ป อาจ

สง่ ผลต่อมนษุ ยไ์ ม่มากก็นอ้ ย”

30. ครเู ปิดโอกาสใหน้ กั เรียนถามเนอื้ หาเก่ยี วกบั เร่ือง อาณาจักรพืช และให้ความรเู้ พ่มิ เติมจากคาถามของ

นักเรียน

31. นกั เรยี นทา Topic Question ทา้ ยหวั ข้อ เร่ือง อาณาจักรพชื ในหนังสอื เรยี นรายวิชาเพ่ิมเตมิ วิทยาศาสตร์

และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เล่ม 2

32. นกั เรียนทาแบบฝกึ หัด เร่ือง อาณาจกั พืช ในแบบฝึกหดั รายวชิ าเพมิ่ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ชีววทิ ยา ม.6 เลม่

ขน้ั สรุป

1. นักเรยี นจบั คู่กนั ทาใบงาน เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรพืช โดยสรปุ สาระสาคญั ใน

รูปแบบทนี่ ่าสนใจ เช่น ผงั มโนทศั น์ infographic

2. ครสู ุ่มนักเรียน 4-5 คู่ ออกมานาเสนอผลงานจากใบงานบริเวณหนา้ ชั้นเรยี น โดยครูและเพือ่ น ๆ ในช้นั

เรียนร่วมกนั เสนอแนะเพื่อให้ได้ข้อสรุปทค่ี รบถ้วนสมบรู ณ์

กำรวัดและประเมินผล

รำยกำรวดั วธิ ีกำร เครือ่ งมือ เกณฑ์กำรประเมิน

ประเมินระหว่ำงกำรจดั - ตรวจแบบฝึกหัด - แบบฝกึ หัด - ร้อยละ 60 ผ่าน

กิจกรรมกำรเรียนรู้ - ตรวจใบงานท่ี 5 เรือ่ ง - ใบงานที่ 5 เรื่อง เกณฑ์

1) อาณาจักรพชื อาณาจักรพืช อาณาจักรพืช - ร้อยละ 60 ผ่าน

เกณฑ์

2) การปฏิบตั กิ ิจกรรม - ประเมนิ การปฏิบัติ - แบบประเมนิ การ - ระดับคณุ ภาพ 2

พืชไม่มที ่อลาเลียง กจิ กรรม ปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ผา่ นเกณฑ์

3) การปฏบิ ตั กิ ิจกรรม - ประเมินการปฏบิ ัติ - แบบประเมนิ การ - ระดบั คณุ ภาพ 2
ปฏิบตั กิ จิ กรรม กจิ กรรม ปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ผา่ นเกณฑ์
ศึกษาลักษณะ
ของเฟิน - ประเมนิ การปฏบิ ตั ิ - แบบประเมนิ การ - ระดับคณุ ภาพ 2
กจิ กรรม ปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ผ่านเกณฑ์
4) การปฏิบัตกิ จิ กรรม
ความหลากหลาย
ของพชื ในท้องถน่ิ

62

5) การนาเสนอ - ประเมินการนาเสนอ - แบบประเมนิ การ - ระดับคณุ ภาพ 2
ผลงาน ผลงาน นาเสนอผลงาน ผ่านเกณฑ์

6) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2
ทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์

7) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คณุ ภาพ 2
ทางานกลมุ่ การทางานกลุ่ม
การทางานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์

8) คณุ ลักษณะอนั พึง - สังเกตความมีวนิ ยั - แบบประเมนิ คุณลกั ษณะ ระดบั คุณภาพ 2

ประสงค์ และรบั ผดิ ชอบ อนั พึงประสงค์ ผ่านเกณฑ์

ในการทางาน

สอ่ื /แหล่งเรียนรู้

1)หนงั สือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เล่ม 2

2) แบบฝึกหดั รายวชิ าเพิม่ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2

3)ใบงานที่ 5 เรื่อง ความหลากหลายของสิง่ มชี ีวติ ในอาณาจักรพืช

4)PowerPoint เรื่อง ความหลากหลายของสงิ่ มีชวี ิต

5)บัตรภาพสิ่งมีชีวติ ในอาณาจักรพชื

6)ตวั อยา่ งพืช เชน่ สาหร่ายไฟ มะมว่ ง ฯลฯ

7)แว่นขยาย/กลอ้ งจุลทรรศน์

แหลง่ กำรเรียนรู้

1)ห้องเรยี น

2)หอ้ งสมุด

3)แหล่งข้อมลู สารสนเทศ

63

ใบงานที่ 5

เร่ือง อาณาจักรของสิ่งมีชวี ิต : อาณาจักรพชื

รายวิชา ว33245 ชีววทิ ยา 5 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 6

ประกอบแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 5 ผู้สอน นางสาวปวนี า งามชดั

คาชแ้ี จง ให้นกั เรียนตอบคาถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
3. พชื นา่ จะมีบรรพบรุ ุษรว่ มกับสาหร่ายชนดิ ใด
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
4. พืชมีการปรับตัวในการดารงชีวติ บนพ้ืนดนิ ได้อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
5. เม่ือพชื มาดารงชวี ิตบนบกมขี อ้ ไดเ้ ปรียบบรรพบรุ ษุ ท่ีอาศัยอยู่ในน้าอย่างไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
6. พืชมลี ักษณะร่วมอยา่ งไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
7. พชื มีการสรา้ งสปอรด์ ้วยกระบวนการแบ่งเซลลแ์ บบใด และสปอร์ที่ไดม้ ีจานวนโครโมโซมก่ี

ชดุ
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
8. ระยะแกมโี ทไฟต์ของพืชมีการสรา้ งเซลล์สบื พันธ์โดยการแบง่ เซลลแ์ บบใด
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
9. จากภาพ 20.39 จากการเปรยี บเทียบระยะสปอโรไฟต์และระยะแกมีโทไฟต์ของพชื ท้งั 4

กลุ่ม นกั เรียนจะสรุปได้อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

10. สว่ นทคี่ ลา้ ยลาต้น คล้ายราก และคลา้ ยใบ ของมอสและลเิ วอร์เวริ ท์ แตกต่างจากราก ลาต้น
และใบของพชื อน่ื อย่างไร

………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
11. เราจะพบมอสและลิเวอรเ์ วิรท์ ในสภาพแวดลอ้ มแบบใด เพราะเหตุใด
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
12. เพราะเหตุใดพชื กลุ่มไม่มีเนือ้ เยื่อลาเลียงจงึ มขี นาดเลก็
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
13. เฟินและพืชกลมุ่ ทใ่ี กลเ้ คียงมลี ักษณะใดทแี่ สดงถึงการเกิดวิวัฒนาการทางด้านการสืบพนั ธ์

เพอ่ื ดารงชีวติ อยู่บนพ้ืนดิน
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
14. จากการทดลอง เฟินแตล่ ะชนิดมีการจัดเรียงตัวของอับสปอร์เหมือนหรือแตกต่างกนั อยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
15. เพราะเหตุใดพชื มีเนอ้ื เยื่อลาเลยี งทม่ี เี มล็ด เฟิน และพชื กลมุ่ ใกลเ้ คียง ยังคงมีการ

แพร่กระจายพันธ์ต้ังแต่ 200 ล้านปที ีผ่ า่ นมาจนถึงปจั จุบนั

64

………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

16. ลักษณะของพืชดอกมีลักษณะทีไ่ ด้เปรยี บกวา่ พืชเมล็ดเปลือยอย่างไร

………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

17. เหตุใดความหลากหลายของพชื ในทอ้ งถ่ินจงึ ลดลง

………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

18. เมื่อพืชมีความหลากหลายลดลงจะส่งผลกระทบต่อการดารงชวี ติ ของมนุษยอ์ ย่างไรบา้ ง

………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

19. แนวคิดในการทาให้พชื ในทอ้ งถน่ิ มีความหลากหลาย

………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

20. จงเตมิ เครื่องหมายถูกลงในตารางขา้ งล่างนี้ใหต้ รงกับลักษณะของพืชนน้ั ๆ

ชนดิ ของพืช รากลาตน้ ทแ่ี ท้จรงิ เน้ือเย่ือลาเลียง เมล็ด ดอก

มอส

หวายทะนอย

ปรง

กระบองเพชร

65

แบบทดสอบหลังเรยี น ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6
เรือ่ ง อำณำจกั รของสิ่งมีชีวิต : อำณำจักรพืช
ประกอบแผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 5 รายวชิ า ว33246 ชีววิทยา 6

คาส่งั ให้นกั เรยี นทาเคร่ืองหมาย (X) ลงในตวั เลอื กทีเ่ ห็นวา่ ถกู ต้องท่สี ดุ พยี งข้อเดียว
1.ลเิ วอรเ์ วริ ์ต เป็นพชื พวกใด

1. อยู่ Division Hepatophyta เพราะไม่มีท่อลาเลยี ง
2.อยู่ Division Hepatophyta เพราะมีทอ่ ลาเลยี ง
3.อยู่ Division Bryophyta เพราะไมม่ ีทอ่ ลาเลียง
4. อยู่ Division Bryophyta เพราะมีท่อลาเลียง
2. ใบของมอสไม่ถือเปน็ ใบทีแ่ ทจ้ รงิ เพราะ
1.ไมม่ สี ีเขยี ว
2.ไมม่ ีท่อลาเลียง
3.ขนาดใบเลก็ เกินไป
4.รงควตั ถุภายในไม่ใช่คลอโรฟลิ ล์
3.ลักษณะสาคญั ของพชื พวกจิมดนสเปริ ม์ คอื
1.เมลด็ ไมม่ ผี นังรังไขห่ อ่ ห้มุ
2.มีใบขนาดเล็กรปู เขม็ รวมกนั อย่เู ปน็ กลมุ่
3.มีส่วนที่เป็นราก ลาต้น ใบ และดอกที่แทจ้ ริง
4.สรา้ งโคน(cone)ทีผ่ ลติ สเปิร์มและไข่ภายในตน้ เดียวกนั
4.ถา้ นักเรยี นสงสัยว่าพชื ต้นหน่ึงเปน็ เฟริ ์นหรือไม่ โดยทีใ่ บนัน้ ยงั ไมม่ ีการสร้างสปอร์ นักเรียนจะสรปุ ขอ้ สงสัยนี้
ได้อยา่ งไร
1.ดทู ี่ใบอ่อนว่าเป็น frond หรอื ไม่
2.ดวู ่ามลี าตน้ ใตด้ ิน(Rhizome)หรอื ไม่
3.ดทู ี่ใบอ่อนว่ามีการงอแบบ circinate vernation หรอื ไม่
4. ดูทแี่ กมโี ตไฟตว์ ่ามีการแตกแบบ dichotomous branching หรือไม่
5.ขอ้ ใดเรยี งลาดบั พชื ตามอนุกรมวิธานจากตา่ ไปสูงได้อยา่ งถกู ต้อง
1.มอส ชอ้ งนางคลี่ ผักแว่น สนญี่ป่นุ หญา้ แพรก
2.ลเิ วอรเ์ วริ ์ต หญ้ารังกา ปรง กดู เก๊ียะ สนญี่ปุ่น
3.มอส หวายทะนอย สนทะเล แปะ๊ กว๊ ย หญา้ ขจรขบ
4. ลเิ วอร์เวริ ์ต เฟิรน์ ใบมะขาม สนปฏิพทั ธิ์ สนสองใบ หญ้าถอดปล้อง
6.พืชในขอ้ ใดจอั ยู่ในกลุ่มไม้ดอกท้ังหมด
1. สร้อยสุกรม บอน แหน ผักแว่น
2.สรอ้ ยสดี า ชายผา้ สดี า กระเช้าสีดา พลู
3.หญ้ารงั ไก่ หญา้ ถอดปล้อง หญ้าแพรก หญ้านกสชี มพู
4.สาหรา่ ยหางกระรอก สาหร่ายขา้ วเหนียว จอก ตะไคร้

66

7.ไม่มรี าก ไม่มใี บ(ถ้ามจี ะมีขนาดเลก็ มาก) มกี ารแตกก่ิงเป็นค่เู ป็นลักษณะเด่นของพชื ในกลุ่มใด
1. Fern
2.Psilotum
3.Equisetum
4.Gymnosperm

8. เป็นกล่มุ พืชทม่ี ีลาตน้ มีข้อปล้องชัดเจน มีท้งั ลาต้นต้ังตรงบนดนิ และลาตน้ ใต้ดนิ ลาต้นตงั้ ตรงบนดินมีสเี ขียว
เปน็ สนั ใบมขี าดเลก็ มีเส้นใบเพียง 1 เสน้ เรียงเปน็ วงรอบขอ้ อับสปอร์เปน็ กระจกุ ที่ปลายกิ่ง เรียกว่า
strobilus เป็นลักษณะของพืชในกลุ่มใด

1. Fern
2.Psilotum
3.Equisetum
4.Gymnosperm
9.เปน็ พืชทีม่ กี ารกระจายพันธุ์ในบรเิ วณที่แห้งแล้งได้ดี มลี าต้นคอ่ นขา้ งเต้ีย ใบมีขนาดใหญเ่ ปน็ ใบประกอบแบบ
ขนนกชน้ั เดยี ว มกี ารสร้างโคนเพศผู้และโคนเพศเมียแยกต้นกัน เปน็ ลกั ษณะของพืชในดิวิชนั ใด
1. Gnetophyta
2. Cycadophyta
3.Ginkophyta
4.Coniferophyta
10.เป็นพืชทม่ี ีลักษณะแตกตา่ งจากพชื เมลด็ เปลือยกลุ่มอ่นื คือพบเวสเซลในท่อลาเลยี งน้า และมลี กั ษณคลา้ ย
พชื ดอกมาก คอื มีกลบี ดอก มใี บเลีย้ ง 2 ใบ แตเ่ มลด็ ยังไม่มเี ปลือกหุ้ม เปน็ ลกั ษณะของพืชในกลมุ่ ใด
1. Gnetophyta
2. Cycadophyta
3.Ginkophyta
4.Coniferophyta

67

เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
เรื่อง อาณาจกั รของสง่ิ มชี วี ิต : อาณาจักรพืช

1. 1
2. 2
3. 1
4. 3
5. 1
6. 4
7. 2
8. 2
9. 2
10. 1

68

แผนกำรจดั กำรเรยี นรูท้ ่ี 6 ชน้ั มัธยมศึกษำปีท่ี 6
รำยวชิ ำ ว33246 ชวี วิทยำ 6
หน่วยกำรเรยี นรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ เวลำ 2 ชว่ั โมง
เร่ือง อำณำจักรฟังไจ โรงเรยี นโคกโพธิ์ไชยศกึ ษำ
ผู้สอน นำงสำวปวีณำ งำมชัด

สำระชวี วทิ ยำ
เขา้ ใจการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรม การถา่ ยทอดยนี บนโครโมโซม สมบตั ิ และหน้าทข่ี องสาร

พันธุกรรม การเกดิ มวิ เทชนั เทคโนโลยที างดเี อ็นเอ หลกั ฐาน ข้อมูลและแนวคดิ เกี่ยวกบั วิวฒั นาการของ
สิ่งมชี ีวิต ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ์ก การเกิดสปีชีสใ์ หม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนดิ ของสิ่งมีชีวิต
ความหลากหลาย ของสิ่งมีชวี ิต และอนุกรมวธิ าน รวมทั้งนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ผลกำรเรยี นรู้

อธิบายลกั ษณะสาคัญ และยกตัวอย่างส่งิ มชี ีวติ กลุ่มแบคทีเรีย ส่ิงมีชีวิตกลุ่มโพรทิสต์ ส่ิงมีชีวิตกลุ่มพืช
สงิ่ มชี วี ิตกลุม่ ฟังไจ และสิ่งมีชวี ติ กลุ่มสัตว์
จดุ ประสงค์กำรเรียนรู้

1. อธบิ ายลักษณะสาคญั และยกตัวอย่างส่ิงมชี ีวติ กลมุ่ ฟังไจได้ (K)
2. ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมเพื่อศึกษาส่ิงมีชวี ติ ในอาณาจกั รฟังไจได้ (P)
3. รบั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ท่ีและมุ่งมน่ั ในการทางาน (A)
สำระกำรเรยี นรู้
ฟังไจเป็นส่งิ มีชีวิตพวกยูคาริโอต มที งั้ สงิ่ มีชวี ติ เซลลเ์ ดียวและหลายเซลล์ เซลลข์ องฟงั ไจยังไม่พัฒนาไปเปน็
เน้ือเยอ่ื ผนังเซลลม์ ไี คทินเปน็ องค์ประกอบสาคญั ฟังไจสร้างอาหารเองไม่ได้ และดารงชีวิตแบบผยู้ ่อยสลายสาร
อินทรียสารหรอื แบบปรสติ
สำระสำคัญ
ส่ิงมชี วี ิตในอาณาจักรฟงั ไจ (Kingdom Fungi) มีทัง้ พวกทเี่ ป็นเซลลเ์ ดียว เชน่ ยสี ต์ และหลายเซลล์ เช่น
เหด็ รา แต่เซลล์ยังไม่มีการพฒั นาไปเป็นเนื้อเยือ่ และมีลกั ษณะแตกตา่ งจากสง่ิ มีชีวิตกลุม่ ยูแคริโอตอ่นื ๆ
โดยฟังไจสว่ นมากดารงชีวติ เป็นผู้ยอ่ ยสลายอินทรียสารกลมุ่ แซโพรโทป (saprotroph)
ฟังไจที่ร้จู กั กนั โดยทวั่ ไป และสามารถนามาจาแนกไดม้ ีอยปู่ ระมาณ 100,000 สปีชสี ์ ซง่ึ จากการ
วเิ คราะห์ลาดับเบสในฟงั ไจ สามารถแบ่งฟังไจออกเปน็ 5 ไฟลัม ได้แก่ ไฟลัมไคทริดิโอไมโคตา ไฟลัมไซโกไมโค
ตา ไฟลัมโกลเมอโรไมโคตา ไฟลัมแอสโคไมโคตา ไฟลัมเบซิดิโอไมโคตา โดยฟังไจในไฟลัมไคทริดิโอไมโคตา
เปน็ กลุม่ แรกท่ีมวี วิ ัฒนาการเกิดขึ้นก่อน จึงยังคงมีลักษณะคล้ายคลึงกับบรรพบุรุษของฟังไจ คือ เซลล์สืบพันธุ์
ยังคงมีแฟลเจลลา ซ่ึงฟังไจในไฟลัมอ่ืน ๆ จะไม่มีลักษณะเช่นนี้แล้ว นอกจากน้ียังพบว่าฟังไจมีความสัมพันธ์
ทางววิ ัฒนาการใกลช้ ดิ กับสัตวม์ ากกวา่ พืชอกี ดว้ ย

69

กิจกรรมกำรเรียนรู้
ขน้ั นำ

1.ครูถามคาถาม Key Question จากหนังสอื เรียนรายวิชาเพ่มิ เติมวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววิทยา
ม.6 เลม่ 2 เพื่อนาเข้าสู่บทเรียนว่า “หากกลา่ วถงึ อาณาจักรฟงั ไจ นักเรียนจะนกึ ถงึ ส่ิงมชี วี ติ ใด”

(แนวตอบ : หากกล่าวถงึ ส่งิ มชี วี ิตในอาณาจกั รฟังไจแล้ว ประกอบไปด้วย เหด็ รา และยสี ต์ โดยส่วนใหญ่
ดารงชวี ิตเป็นผู้ย่อยสลายอินทรยี สาร (decomposer) กลุ่มแซโพรโทรป (saprotroph) ท่ีมี
การปลอ่ ยเอนไซมอ์ อกมาย่อยสลายอาหารภยนอกเซลล์ แล้วดูดซมึ สารอาหารเข้าสูเ่ ซลล์)

2.นกั เรียนใช้แว่นขยายสงั เกตลกั ษณะภายนอกของราดาบนขนมปังทีค่ รูนามาให้ (ตอ้ งใส่ถงุ ปดิ ให้มิดชิด)
จากน้ันครูนาดอกเห็ดที่ตัดก้านออกวางลงบนกระดาษสีขาว 1 ดอก และกระดาษสีดา 1 ดอก แล้วเคาะดอก
เหด็ เบา ๆ เพ่อื ให้สปอร์ตกลงบนกระดาษ จากน้ันให้นักเรยี นใชแ้ ว่นขยายส่องดสู ปอรน์ ั้น

3.จากการสังเกตตลักษณะของราดาและเห็ด ครถู ามคาถามใหน้ ักเรียนร่วมกันตอบ ดังน้ี
- ราดาและเห็ดทนี่ ามาศกึ ษามลี กั ษณะเหมือนหรือแตกตา่ งกนั อย่างไร

(แนวตอบ : ลักษณะทเี่ หมือนกนั คือ มกี ารสร้างสปอร์ ลักษณะทแ่ี ตกต่างกนั คือ ราดามีลกั ษณะ
เปน็ เสน้ ใย สว่ นเห็ดมีลกั ษณะคลา้ ยเนอ้ื เยื่อ)

ข้ันสอน
1.ครถู ามคาถามเพ่ือนาสูก่ ารสืบเสาะหาความร้วู ่า
- สง่ิ มีชีวติ ในอาณาจักรฟังไจมลี ักษณะอย่างไร
(แนวตอบ : ส่งิ มีชวี ติ ในอาณาจักรฟังไจมีลักษณะเป็นสง่ิ มีชีวิตประเภทยูคารโิ อต มีทั้งเป็นเซลลเ์ ดียว
และหลายเซลล์ แต่เซลล์ไม่มีการพฒั นาเปน็ เน้ือเยื่อ ฟังไจส่วนใหญ่มลี กั ษณะเปน็ ไฮฟา ซง่ึ
ไฮฟาของฟังไจบางกลมุ่ รวมกล่มุ กัน เรยี กว่า ไมซีเลยี ม โดยไมซีเลียมของฟังไจบางชนิดจะ
พฒั นาไปเป็นโครงสร้างท่เี รียกวา่ ฟรตุ ตงิ บอรด์ ี)
2.นกั เรยี นแต่ละคนสบื ค้นข้อมลู เกยี่ วกับลกั ษณะของสิ่งมชี ีวติ ในอาณาจักรฟังไจ จากหนังสอื เรียน

รายวชิ าเพ่มิ เตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2 หรือแหล่งเรยี นรู้อ่ืน ๆ ทมี่ ีความน่าเช่ือถือ
3.นักเรยี นแบ่งกลุม่ กลุ่มละ 5-6 คน เพือ่ ทากจิ กรรม เรอ่ื ง ลกั ษณะของฟังไจ จากหนงั สือเรียนรายวชิ า

เพม่ิ เติมวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2 และถามคาถามท้ายกิจกรรมกับนักเรียน ดังนี้
- เหด็ รา และยสี ตม์ ีลกั ษณะร่วมกันอย่างไร
(แนวตอบ : โครงสรา้ งเหด็ ประกอบดว้ ยเสน้ ใยจานวนมากอัดกันแน่น ขณะท่ีรามีสปอรร์ วมกันเป็น
กลุม่ ส่วนยสี ต์เปน็ สิง่ มีชีวติ เซลลเ์ ดียว)
- สปอรข์ องเห็ดและราเหมือนหรือแตกต่างกันอยา่ งไร
(แนวตอบ : เหมอื นกัน ซ่งึ สปอรข์ องเหด็ และรามีรปู รา่ งกลม และมปี รมิ าณมาก)
- จานวนของสปอร์มีผลตอ่ การดารงชวี ติ ของเห็ดและราอย่างไร
(แนวตอบ : ย่งิ มจี านวนของสปอรม์ าก ยง่ิ มโี อกาสขยายพนั ธ์ุได้มากข้นึ )
- ยสี ตม์ ีการสบื พันธ์ุอย่างไร
(แนวตอบ : ยีสต์มีการสืบพันธ์ุโดยการแตกหน่อ)
4.นักเรียนและครรู ว่ มกันอภิปรายผลกจิ กรรม เรอ่ื ง ลักษณะของฟังไจ เพือ่ ให้ไดข้ ้อสรปุ ดังนี้ “เห็ด รา

70

และยีสตเ์ ปน็ สิ่งมีชวี ติ ในอาณาจกั รฟงั ไจ ซ่ึงมีรปู ร่างลักษณะ และโครงสร้างทแี่ ตกตา่ งกนั โดยโครงสรา้ งเห็ด
ประกอบด้วยเส้นใยจานวนมากอัดกันแนน่ ขณะทร่ี ามสี ปอร์รวมกนั เปน็ กลุ่ม ส่วนยสี ต์เป็นสิ่งมชี วี ิตเซลล์เดยี ว
สปอร์ของเห็ดและรามรี ปู ร่างกลม และมีปริมาณมาก ซึ่งขยายพนั ธโ์ุ ดยการแพร่กระจายของสปอร์ ในขณะท่ี
ยีสต์ขยายพันธ์ุโดยการแตกหนอ่ ”

5.นกั เรยี นตอบคาถามครเู พ่อื ตรวจสอบความรู้ของนกั เรียน โดยใหน้ ักเรียนท้งั ห้องร่วมกันตอบคาถาม
- สิง่ มีชีวติ ในอาณาจักรฟังไจมลี ักษณะร่วมกันอยา่ งไร

(แนวตอบ : - มกี ารดารงชวี ิตแบบภาวะยอ่ ยสลาย และบางชนดิ เป็นปรสิต
- ผนังเซลลม์ สี ารไคทินเป็นองคป์ ระกอบ
- สว่ นใหญม่ ีลกั ษณะเป็นเส้นใย เรียกว่า ไฮฟา (hypha) ซง่ึ อาจมีเย่ือกัน้ หรือไม่มี
- กลมุ่ ของเส้นใยไฮฟา เรียกวา่ ไมซเี ลยี ม (mycelium) ทาหน้าทีย่ ดึ เกาะอาหาร และสง่
เอนไซม์ไปย่อยสลายอาหารภายนอกเซลล์ แล้วดดู ซับอาหารท่ยี อ่ ยแล้วเข้าสู่เซลล์
- ไมซีเลยี มในฟังไจบางชนดิ พัฒนาเป็นโครงสร้างท่ี เรียกว่า ฟรตุ ติงบอดี (fruiting body)
ทาหนา้ ท่สี ร้างสปอร์จากการสืบพนั ธุ์แบบอาศัยเพศ
- มีการสบื พันธทุ์ ้งั แบบไมอ่ าศยั เพศ และแบบอาศยั เพศ)

- นกั เรียนคิดวา่ ฟังไจควรมีลกั ษณะอยา่ งไรท่ีเหมะสมต่อการดารงชีวิตแบบภาวะมกี ารย่อยสลาย
(แนวตอบ : มไี มซเี ลียมแพร่กระจายบรเิ วณกว้าง ทาหนา้ ท่ียึดเกาะอาหาร และส่งเอนไซม์ไปย่อย
สลายอาหารภายนอกเซลล์ แล้วดูดซับอาหารที่ย่อยแล้วเขา้ สเู่ ซลล)์

6.นักเรยี นแต่ละกลุ่มท่ปี ฏบิ ตั กิ จิ กรรมในช้วั โมงทผ่ี ่านมา แบง่ หน้าทีก่ ันเพื่อสบื ค้นข้อมูล เรื่อง ความหลาก
หลายของฟังไจ จากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพิ่มเตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2 หรอื
แหลง่ เรยี นรูอ้ นื่ ๆ ทม่ี ีความนา่ เช่ือถือ ในหัวขอ้ ต่าง ๆ ดังนี้

- ไฟลัมไคทริดิโอไมโคตา
- ไฟลมั ไซโกไมโคตา
- ไฟลัมโกลเมอโรไมโคตา
- ไฟลัมแอสโคไมโคตา
- ไฟลัมเบสิดโิ อไมโคตา
โดยให้สืบค้นเกย่ี วกับลักษณะ รูปรา่ ง การดารงชวี ิต ประโยชนแ์ ละโทษของฟงั ไจ จากนั้นสรุปสาระสาคัญ
ลงสมดุ บนั ทกึ
7.นกั เรียนตอบคาถามครเู พ่ือตรวจสอบความเข้าใจของนกั เรียน เรื่อง ความหลากหลายของฟังไจ โดยให้
นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ แขง่ ขันกบั ตอบคาถาม ซง่ึ ครอู าจเตรียมของรางวลั ไวใ้ ห้
- การจาแนกฟังไจออกเปน็ ไฟลัมใช้ลกั ษณะใดเป็นเกณฑ์
(แนวตอบ : การจาแนกฟังไจออกเป็นไฟลัมจะใชล้ กั ษณะการสร้างสปอรใ์ นการสืบพันธแุ์ บบอาศัยเพศ

ลักษณะของไฮฟา และการวเิ คราะหล์ าดับเบสเป็นเกณฑ์
- ฟงั ไจแตล่ ะไฟลมั มกี ารสร้างสปอร์แตกตา่ งกันอย่างไร

(แนวตอบ : ไฟลัมไคทริดโิ อไมโคตาสรา้ งสปอรท์ ่ีมีแฟลเจลลา ไฟลัมไซโกไมโคตาสร้างไซโกสปอร์
ไฟลมั แอสโคไมโคตาสร้างแอสโคสปอร์ และไฟลัมเบสดิ ิโอสปอร์สรา้ งเบสดิ ิโอสปอร์

- ยกตวั อยา่ งฟังไจในไฟลมั ไซโกไมโคตา
(แนวตอบ : ราดา (Rhizopus sp.) ราดา (Mucor sp.))

71

- ยกตัวอย่างฟังไจในไฟลัมแอสโคไมโคตา
(แนวตอบ : ยีสต์ (Saccharomyces spp.) เหด็ โมเรล (Morchella sp.) เหด็ ทรัฟเฟิล (Astraeus
sp.) เห็ดถ้วย (Cookeina institia))

- ยกตัวอย่างฟงั ไจในไฟลมั เบสิดิโอไมโคตา
(แนวตอบ : ราสนมิ (Puccinia sp.) เหด็ โคน (Termitomyces fuliginosus) เหด็ ฟาง (Volvariella
volvacea) เหด็ หอม (Lentinula edodes) เห็ดหูหนู (Auricularia auricula-judae) เห็ดเปา๋ ฮ้ือ
(Pleurotus ostreatus))

- ฟังใจไฟลัมใดทส่ี ามารถพบได้มากทส่ี ดุ
(แนวตอบ : ฟงั ไจในไฟลัมเบสิดิโอไมโคตา)

- ไมคอรไ์ รซาเปน็ ฟังไจในไฟลัมใด และมบี ทบาทอย่างไรในระบบนเิ วศ
(แนวตอบ : ฟงั ไจในไฟลัมเบสิดโิ อไมโคตา ซึ่งชว่ ยให้พืชสามารถดูดน้าและธาตอุ าหารจากดนิ ไดม้ าก
ขึน้ อกี ท้งั ยงั ช่วยยบั ยั้งการเจริญเตบิ โตของราทเ่ี ป็นสาเหตุของโรคพชื บางชนิด)

- ฟงั ไจที่เปน็ ผู้ยอ่ ยสลายมีบทบาทสาคัญต่อระบบนิเวศอย่างไร
(แนวตอบ : ทาให้เกิดการหมุนเวยี นสารคารบ์ อน ไนโตรเจน และสารอ่นื ๆ ในระบบนิเวศ)

8.นักเรียนและครรู ่วมกันอภิปรายเพ่ือให้ได้ข้อสรุป เร่อื ง ความหลากหลายของฟังไจ โดยมแี นวทางการ
สรปุ ดังนี้

“สิ่งมีชวี ิตในอาณาจักรฟงั ไจ (Kingdom Fungi) ประกอบไปดว้ ย เห็ด รา และยสี ต์ ซ่ึงในปัจจบุ ัน
นักอนุกรมวิธานทาการจัดจาแนกฟังไจ โดยใช้รูแบบของสปอร์ท่ีใช้ในการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ลักษณะ
ของไฮฟา และการวิเคราะห์ลาดับเบส ทาให้สามารถแบ่งฟังไจออกเปน็ 5 ไฟลมั ดงั น้ี

1) ไฟลมั ไคทรดิ โิ อไมโคตา ลักษณะเด่นคอื การสรา้ งเซลล์สบื พนั ธ์ุที่มแี ฟลเจลลัม (zoospore)
2) ไฟลัมไซโกไมโคตา หรือไซโกตฟังไจ ซ่ึงไฮฟาเป็นแบบไม่มีผนังกั้น และสร้างไซโกสปอร์เพื่อใช้ใน

การสืบพันธ์แุ บบอาศยั เพศ เชน่ ราดาบนขนมปงั
3) ไฟลัมโกลเมอโรไมโคตา หรือพวกไมคอร์ไรซา ซ่ึงมีไฮฟาเป็นแบบไม่มีผนังกั้น และส่วนใหญ่มี

ความสมั พันธ์แบบพ่ึงพาอาศัยกบั รากของพืช
4) ไฟลมั แอสโคไมโคตา หรอื แซคฟงั ไจ ซึ่งไฮฟาเป็นแบบมีผนังกัน้ และสรา้ งแอสโคสปอรเ์ พ่ือใช้ใน

การสบื พนั ธุ์แบบอาศัยเพศ เช่น เหน็ มอเรล เห็ดทรัฟเฟลิ

5) ไฟลัมเบซิดิโอไมโคตา หรอื คลับฟังไจ ซึ่งไฮฟาเปน็ แบบมีผนังกัน้ และสร้างเบสิดิโอสปอรเ์ พ่ือใช้ใน

การสบื พันธุแ์ บบอาศยั เพศ เช่น เหด็ หอม เห็นหูหน

9.นกั เรียนศึกษาเพ่ิมเติมเกย่ี วกบั ประโยชน์และโทษของฟังไจ จากหนงั สือเรยี นชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
หรือจากแหล่งเรยี นร้ตู า่ งๆ แลว้ บันทึกลงในใบงาน เรื่อง ประโยชน์และโทษของฟังไจ

10.ครูสุ่มนักเรยี น 4-5 คน ออกมานาเสนอผลงานจากใบงาน โดยครแู ละเพื่อน ๆ ในชั้นเรยี นร่วมกัน
เสนอแนะ

11.ครเู ปิดโอกาสให้นกั เรียนซักถามเน้ือหาเกย่ี วกบั เรอ่ื ง อาณาจักรฟังไจ และให้ความร้เู พิ่มเติมจาก
คาถามของนกั เรยี น

12.นักเรียนทา Topic Question ท้ายหัวข้อ อาณาจักรฟังไจ ในหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติม
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2

72

13.นักเรียนทาแบบฝึกหดั เรือ่ ง อาณาจักฟงั ไจ ในแบบฝึกหัดรายวชิ าเพม่ิ เติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลย
ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
ขน้ั สรุป
1.นกั เรียนสรปุ ผงั มโนทัศน์ เร่ือง อาณาจักรฟงั ไจ โดยอธิบายลักษณะของส่งิ มีชวี ติ ในอาณาจักรฟงั ไจ และ
การจดั หมวดหมู่ส่ิงมีชวี ิตในอาณาจักรฟังไจ ลงกระดาษ A4 ส่งครผู ู้สอน

กำรวัดและกำรประเมนิ ผล วธิ กี ำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน
รำยกำรวัด
- ตรวจแบบฝึกหัด - แบบฝกึ หดั - รอ้ ยละ 60 ผ่าน
ประเมินระหวำ่ งกำรจัด - ตรวจใบงานที่ 6 เรอ่ื ง
กิจกรรมกำรเรยี นรู้ ประโยชนแ์ ละโทษของ - ใบงานท่ี 6 เรอื่ ง เกณฑ์
1) อาณาจักรฟังไจ
ฟังไจ ประโยชนแ์ ละโทษของฟัง - รอ้ ยละ 60 ผ่าน
2) การปฏิบัตกิ จิ กรรม - ตรวจผงั มโนทัศน์ เรอื่ ง
อาณาจักรฟังไจ ไจ เกณฑ์
3) การนาเสนอ
ผลงาน - ประเมนิ การปฏบิ ตั ิ - แบบประเมินผงั มโนทัศน์ - ระดับคุณภาพ 2
กิจกรรม
4) พฤติกรรมการ ผา่ นเกณฑ์
ทางานรายบุคคล - ประเมนิ การนาเสนอ
ผลงาน - แบบประเมินการ - ระดบั คณุ ภาพ 2

- สงั เกตพฤติกรรม ปฏบิ ตั ิกจิ กรรม ผ่านเกณฑ์
การทางานรายบุคคล
- แบบประเมนิ การ - ระดับคณุ ภาพ 2

นาเสนอผลงาน ผ่านเกณฑ์

- แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2

การทางานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์

5) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดับคุณภาพ 2
ทางานกล่มุ การทางานกลุ่ม
การทางานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์

6) คณุ ลักษณะอนั พึง - สงั เกตความมวี นิ ัย - แบบประเมินคุณลักษณะ ระดบั คุณภาพ 2

ประสงค์ และรบั ผดิ ชอบ อันพึงประสงค์ ผา่ นเกณฑ์

ในการทางาน

สอื่ /แหลง่ เรียนรู้

สอ่ื กำรเรยี นรู้

1) หนงั สือเรยี นรายวิชาเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2

2) แบบฝกึ หดั รายวิชาเพม่ิ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2

3) ใบงานที่ 6 เรื่อง อาณาจักรฟงั ไจ

4) PowerPoint เร่อื ง ความหลากหลายของสง่ิ มีชวี ิต

5) ตวั อย่างเหด็ และรา

แหล่งกำรเรยี นรู้

1) ห้องเรียน

2) หอ้ งสมดุ

3) แหลง่ ข้อมูลสารสนเทศ

73

ใบความรทู้ ี่ 3

เรอ่ื ง อาณาจกั รของสิ่งมีชวี ติ : อาณาจักรฟังไจ

รายวิชา ว33246 ชีววทิ ยา 6 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6

ประกอบแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 6 ผสู้ อน นางสาวปวีณา งามชดั

อาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi)
สง่ิ มชี ีวติ ทอี่ ยู่ในอาณาจักรฟังไจ ประกอบดว้ ย รา เห็ด และยสี ต์

ลักษณะของสิ่งมีชวี ิตในอาณาจักรฟงั ไจ
1. เซลลเ์ ป็นแบบ Eucaryotic cell มเี ย่ือห้มุ นวิ เคลียส
2. ไม่มีคลอโรฟลิ ล์ ดารงชวี ติ เปน็ ผยู้ ่อยสลายสารอนิ ทรยี ท์ ่เี นา่ เปื่อย
3. ผนงั เซลลเ์ ปน็ สารไคตินกบั เซลลูโลส
4. มีทั้งเซลล์เดียวและเป็นเสน้ ใยเลก็ เรยี กว่าไฮฟา (Hypha) รวมกล่มุ เรียกว่าขยุ้มรา (mycelium)

ลักษณะของเส้นใยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
4.1 เสน้ ใยมีผนงั ก้ัน (Septate hypha)
4.2 เส้นใยท่ีไม่มผี นงั กั้น (Nonseptate hypha or coencytic hypha)

สว่ นยีสต์ เป็นส่งิ มีชวี ติ เซลลเ์ ดียว แตอ่ าจมีการต่อกันเป็นสาย เรยี กว่า Pseudomycelium เส้นใยของฟงั ไจ
อาจเปลยี่ นแปลงแปลงรูปรา่ งเพ่ือทาหน้าท่ีพิเศษ ได้แก่

Haustorium เปน็ เสน้ ใยท่ยี ่นื เขา้ เซลล์โฮสต์ เพ่ือดูดอาหารจากโฮสต์ พบในราท่ีเปน็ ปรสติ
Rhizoid มีลกั ษณะคล้ายรากพืชยืน่ ออกจากไมซเี ลยี ม เพอื่ ยดึ ใหต้ ิดกับผิวอาหารและช่วยดดู ซึมอาหารด้วย
เช่น ราขนมปัง
กำรสบื พนั ธ์ขุ องส่ิงมีชวี ติ ในอำณำจกั รฟังไจ
1. Fragmentation เกิดจากเสน้ ใยหกั เป็นส่วน ๆแตล่ ะส่วนเรยี ก oidia สามารถเจรญิ เป็นเส้นใยใหม่ได้
2. Budding การแตกหน่อ เป็นการทเ่ี ซลลแ์ บ่งออกเป็นหนอ่ ขนาดเล็กและนิวเคลียสของเซลลแ์ ม่แบง่
ออกเปน็ สองนิวเคลียส นวิ เคลยี สอนั หนงึ่ จะเคลื่อนย้ายไปเป็นนวิ เคลียสของหน่อ เม่ือหน่อเจรญิ เตม็ ทีจ่ ะคอด
เวา้ ขาดจากกัน หน่อท่ีหลดุ ออกมาจะเจรญิ ต่อไปได้ เรียกหน่อทไ่ี ด้นี้ว่า Blastosporeพบการสืบพันธแุ์ บบนีใ้ น
ยสี ตท์ วั่ ไป
3. Fission การแบง่ ตวั ออกเป็น 2 ส่วน แตล่ ะเซลลจ์ ะคอดเว้าตรงกลางและหลดุ ออกจากกันเป็น 2 เซลล์
พบในยสี ต์บางชนดิ เทา่ น้ัน
4. การสรา้ งสปอร์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นการสืบพนั ธ์แุ บบไมม่ เี พศทีพ่ บมากทส่ี ุด สปอรแ์ ตล่ ะชนิดจะมีช่ือ
และวธิ ีสรา้ งทแี่ ตกต่างกันไป เช่น

- condiospore หรือ conidia เป็นสปอร์ทีไ่ ม่มีสิ่งห้มุ เกิดที่ปลายเสน้ ใยที่ทาหน้าทช่ี สู ปอร์

74

(conidiophore) ทปี่ ลายของเสน้ ใยจะมีเซลลท์ ่เี รยี กวา่ sterigma ทาหน้าทส่ี ร้าง conidiaเชน่ Aspergillus
sp. และ Penicillium sp.

- sporangiospore เป็นสปอร์ท่เี กิดจากปลายเสน้ ใยพองออกเปน็ กระเปาะ แลว้ ต่อมามีผนังกัน้ เกดิ ข้นึ
ภายใน กระเปาะจะมีผนงั หนาและเจริญเป็นอบั สปอร์ (sporangium) นวิ เคลยี สภายในอับสปอรจ์ ะมีการ
แบ่งตัวหลาย ๆ คร้ังโดยมีสว่ นของโปรโตพลาสซึมและผนงั หนามาหมุ้ กลายเป็นสปอร์ทเ่ี รียกวา่
sporangiospore จานวนมากมาย

5. การสบื พันธุ์แบบอาศัยเพศ มีการผสมมกนั ระหว่างเซลลส์ ืบพนั ธแุ์ ละมีการรวมตวั ของนวิ เคลียส ซงึ่ รวม
แลว้ เป็น diploid (2n) และมีการแบ่งตัวในขั้นตอนสุดทา้ ยแบบ meiosis เพื่อลดจานวนโครโมโซมลงเปน็
haploid (n) ตามเดมิ
กรรมวิธีในกำรรวมของนิวเคลยี สมี 3 ระยะ ดังน้ี

1. plasmogamy เปน็ ระยะท่ีไซโตพลาสซมึ ของทั้งสองเซลลม์ ารวมกนั ทาใหน้ ิวเคลยี สในแตล่ ะเซลลม์ าอยู่
รวมกันดว้ ย นวิ เคลยี สในระยะนม้ี ีโครโมโซมเป็น n

2. karyogamy เป็นระยะท่นี ิวเคลยี สทัง้ สองมารวมกัน ในฟงั ไจชนั้ ตา่ จะเกิดการรวมตัวของนิวเคลยี สอย่าง
รวดเรว็ ในทนั ทีทีม่ ีนิวเคลียสท้ังสองทั้งสองอนั อยู่ในเซลล์เดียวกนั ส่วนในฟังไจช้ันสูงจะเกิดการรวมตัวของ
นวิ เคลียสชา้ มาก ทาใหเ้ ซลล์ระยะน้ีมสี องนิวเคลียส เรียกว่า dikaryon

3. haploidization หรอื ไมโอซิส เป็นระยะที่นวิ เคลียสซ่ึงมีโครโมโซมเป็น 2n จะแบ่งตวั แบบไมโอซิส เพื่อ
ลดจานวนโครโมโซมเปน็ n

การสบื พนั ธแ์ุ บบมีเพศในฟังไจแต่ละชนิดจะมีโครงสรา้ งที่เรียกว่า gametangium ทาหน้าทสี่ ร้างเซลล์
สบื พนั ธ์เุ พศผู้และเพศเมียท่ีเรียกวา่ gamete เขา้ ผสมกนั นอกจากนย้ี งั พบวา่ ฟังไจที่มี gametangium สรา้ ง
เซลลส์ บื พันธเุ์ พศผู้และเพศเมียอยใู่ นไมซเิ ลียมเดียวกนั และสามารถผสมพนั ธ์กุ ันได้เรียกวา่ monoecious แต่
ฟังไจทมี่ ี gametangium สร้างเซลล์สบื พันธ์เุ พศผู้และเพศเมยี อยู่ต่างไมซเี ลียมกนั แต่ละไมซีเลยี มเรียกว่า
dioecious ในการสืบพนั ธ์ุแบบมเี พศของฟังไจต่าง ๆ นี้ จะมกี ารสร้างสปอรเ์ กดิ ขน้ึ เช่นเดียวกนั สปอรท์ ไ่ี ดจ้ าก
การสบื พนั ธ์ุแบบอาศัยเพศมีขนาดเลก็ และจานวนน้อยกวา่ เชน่ ascospore basidiospore zygospore และ
oospore
สง่ิ มีชีวิตในอาณาจักรนี้แบ่งเป็น 4 ไฟลมั คอื

1. ไฟลมั ไซโกไมโคตา (Phylum Zygomycota)
2. ไฟลัมแอสโคไมโคตา (Phylum Ascomycota)
3. ไฟลมั เบสิดโิ อไมโคตา (Phylum Basidiomycota)
4. ไฟลมั ดิวเทดโรไมโคตา (Phylum Deuteromycota)
ไฟลัมไซโกไมโคตำ (Phylum Zygomycota) ราท่มี ีวิวฒั นาการต่าสุด
ลักษณะ
1. เซลลเ์ ด่ียวเจรญิ อยใู่ นนา้ บนบก และซากพืชซากสัตว์
2. เสน้ ใยชนดิ ไม่มผี นงั กนั้
3. ต้องการความช้นื
4. ดารงชวี ติ แบบปรสิต(Parasite) และผ้ยู อ่ ยสลาย (saprophyte)
5. การสบื พันธ์ุ

- แบบไมอ่ าศยั เพศ สรา้ งสปอร์ เรียกวา่ sporangiospore

75

- แบบอาศยั เพศ สร้างสปอร์ เรียกวา่ zygospore
ประโยชน์

1. Rhizopus oryzae ผลติ แอลกอฮอล์
2. R. nigricans ผลติ กรดฟตู รกิ
โทษ
ทาใหเ้ กิดโรคในพชื และสัตว์

ภาพแสดงวงชวี ิตของ Zygomycetes , Rhizopus
ไฟลมั แอสโคไมโคตำ (Phylum Ascomycota)
ลักษณะ

1. เซลลเ์ ดียว ไดแ้ ก่ ยสี ต์ นอกนน้ั เป็นพวกมเี สน้ ใยมผี นังก้ันและเปน็ ราคลา้ ยถว้ ย (cup fungi)
2. ดารงชวี ิตบนบก
3. การสืบพนั ธุ์

- แบบไม่อาศยั เพศ สร้างสปอร์เรยี กว่า conidia ที่ปลายไฮฟา สว่ นยสี ตจ์ ะแตกหนอ่
- แบบอาศยั เพศ สร้างสปอร์ ทีม่ ีชอ่ื ว่า ascospore อย่ใู นถงุ เรียกว่า ascus
ประโยชน์
1. Saccharomyces cerevisiae ใช้ผลติ แอลกอฮอล์ และมีโปรตีนสูง
2. Monascus sp. ใช้ผลิตขา้ วแดงและเต้าหู้ย้ี
โทษ เกดิ โรคกับคนและสัตว์

76

ภาพแสดงวงชีวติ ของ Ascomycetes
ไฟลมั เบสิดโิ อไมโคตำ (Phylum Basidiomycota)
ลกั ษณะ

1. เสน้ ใยมผี นงั กัน้ และรวมตวั อดั แน่นเปน็ แท่งคล้ายลาตน้ เช่น ดอกเหด็
2. การสบื พนั ธุ์

- แบบไม่อาศัยเพศ สร้างสปอรเ์ รยี กวา่ codiospore ใน conidia
- แบบอาศัยเพศ สร้างสปอร์ท่ีสร้างโดยอาศัยเพศสร้างบนอวยั วะคลา้ ยกระบองหรือเบสเิ ดยี ม
(basidium) เรยี กวา่ แบสิดโิ อสปอร์ (basidiospore)
ประโยชน์ ใช้เป็นแหลง่ อาหาร
โทษ
1. ทาให้เกดิ โรคในพชื เช่น ราสนิม ราเขมา่
2. เหด็ รา มสี ารพษิ เข้าทาลายระบบประสาท ทางเดินอาหาร ตบั หวั ใจ

ภาพแสดงวงชวี ิตของ Basidiomycetes
ไฟลัมดิวเทอโรไมโคตำ (Phylum Deuteromycota)
ลักษณะ

1. เสน้ ใยมผี นงั กั้น
2. สืบพันธุ์ไมแ่ บบอาศยั เพศเท่านน้ั โดยสร้างสปอร์ทเ่ี รียกวา่ โคนเิ ดยี (conidia) จึงเรียกราในกล่มุ นี้วา่
Fungi Imperfecti
3. แตห่ ากเมื่อใดมีการสืบพันธแ์ุ บบอาศยั เพศจะไปอยูใ่ น Ascomycetes และ Basidiomycetes
ประโยชน์
1. Penicillium chrysogernum ใช้ผลติ ยาปฏิชวี นะเพนซิ ลิ ลิน
2. Aspergillus wendtii ใชผ้ ลิตเตา้ เจ้ียว
3. A. oryzae ใชผ้ ลิตเหลา้ สาเก
โทษ
1. ทาให้เกดิ โรคในพชื
2. สรา้ งสารพษิ ทาใหเ้ กิดโรค
3. ทาให้เกดิ โรคในคน เชน่ กลาก เกล้ือน โรคเท้าเปือ่ ยหรอื ฮ่องกงฟตุ

77

ใบงานท่ี 6

เรอื่ ง อาณาจกั รของส่ิงมชี วี ติ : อาณาจกั รฟงั ไจ

รายวิชา ว33246 ชวี วิทยา 6 ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 6

ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 ผู้สอน นางสาวปวีณา งามชัด

คาชี้แจง ให้นกั เรียนตอบคาถามตอ่ ไปนีใ้ ห้ถูกต้อง
1. ฟงั ไจมีวิวัฒนาการมาอย่างไร และมีความสมั พันธท์ ใี่ กล้ชิดกบั สิ่งมีชวี ิตในกลุ่มใด
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
2. ฟังไจมีควรมีลกั ษณะอย่างไรจงึ จะเหมาะสาหรบั การดารงชีวติ แบบผู้ยอ่ ยสลายและปรสิต
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
3. ลกั ษณะท่ีสาคญั ของเห็ด รา และยสี ต์เป็นอยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
4. ลักษณะสปอร์และจานวนสปอร์ของเหด็ และรามีผลตอ่ การดารงชวี ิตของเห็ดและราอยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
5. ยสี ตม์ กี ารแพร่กระจายพนั ธ์อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
6. สรปุ ผลการทดลองลกั ษณะของฟงั ไจ
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
7. นอกจากฟังไจยังมสี ิง่ มีชีวติ ใดท่ีดารงชวี ติ ด้วยการย่อยสลายสารอินทรยี ์
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
8. ขอ้ มลู เก่ยี วกับเหด็ ในท้องถิ่น และเหด็ กินได้-กินไมไ่ ด้ ท่ไี ด้จากการสบื คน้
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
9. แนวคิดในการนาความเขา้ ใจเก่ยี วกับอาณาจักรฟงั ไจไปใชป้ ระโยชน์
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
10. สรปุ เกย่ี วกบั การศึกษาอาณาจักรฟังไจ
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

78

แบบทดสอบหลงั เรียน ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6
เรื่อง อาณาจกั รของส่งิ มชี วี ิต : อาณาจักรฟังไจ
ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 6 รายวิชา ว33246 ชีววทิ ยา 6

คาส่งั ใหน้ กั เรียนทาเครื่องหมาย (X) ลงในตวั เลือกทเ่ี หน็ วา่ ถกู ต้องท่ีสุดพยี งข้อเดยี ว
1.โรคในข้อใดท่ีเกิดจากเชื้อรา

1. กลาก แพ้อากาศ คอตีบ
2.ไอกรน บาดทะยัก เอดส์
3. ฮอ่ งกงฟุต แพ้อากาศ เกล้ือน
4. ฮอ่ งกงฟุต ทอ้ งเสยี อหวิ าตกโรค
2.ข้อใดคือผลติ ภัณฑท์ ไี่ ด้จากเชอื้ รา
1. ข้าวหมาก เตา้ เจ้ียว แปง้
2.ขนมปงั ยาคูลย์ น้าสม้
3.แอลกอฮอล์ นมเปรีย้ ว วติ ามนิ บี
4.ไม่มีข้อถูก
3.อาณาจักรฟังไจสว่ นใหญ่เป็นสง่ิ มีชวี ติ ประเภทใด
1.เฟิร์น
2.มอส
3.เหด็ รา
4.แบคทเี รยี
4.อาณาจักรฟังไจมีบทบาทอยา่ งไรในระบบนเิ วศ
1.ยอ่ ยสลายอนิ ทรยี ์สาร
2.เพม่ิ ความชมุ่ ชนื่ ในดิน
3.รกั ษาสมดลุ ในระบบนิเวศ
4.เปน็ อาหารของสิ่งมชี วี ิตตา่ งๆ
5.ลักษณะส่ิงมชี ีวติ พวกเห็ดรา เปน็ แบบใด
1. เซลลแ์ บบโพรคาริโอต ไม่เยอ่ื หุม้ นิวเคลยี ส
2.เซลล์แบบยคู าริโอต สว่ นใหญม่ เี ซลลเ์ ดยี ว
3.เซลล์แบบยูคาริโอตที่มผี นงั เซลลป์ ระกอบด้วยสารไคตนิ และเซลลูโลส
4.สรา้ งอาหารเองได้ ผนงั เซลล์ประกอบดว้ ยเซลลดู ลสเปน็ ส่วนใหญ่

6.ผนงั เซลลข์ องสิง่ มีชวี ติ ในอาณาจกั รฟังไจประกอบด้วยอะไรบ้าง
1.ไคติน และ เซลลโู ลส
2.เพกตนิ และ ไคติน
3.ซูเบอริน และ เพกติน
4.ลนิ ิน กับ เซลลูโลส

7. สืบพนั ธ์ุแบบอาศัยเพศโดยการสร้างสปอร์ ไฮฟามผี นังก้ันสมบรู ณเ์ ป็นลกั ษณะเด่นของไฟลัมใด

79

1.Phylum Basidiomycota
2.phylum Zygomycota
3.phylum Ascomycota
4.phylum Chytridiomycota
8. เห็ดตา่ งๆท่ีเรานามารบั ประทาน จัดอย่ใู นไฟลมั ใด
1.Phylum Basidiomycota
2.phylum Zygomycota
3.phylum Ascomycota
4.phylum Chytridiomycota
9. ราเพนซิ ลิ เลยี ม ทใ่ี ชใ้ นการผลติ ยาปฏิชีวนะจัดอย่ใู นไฟลัมใด
1.Phylum Basidiomycota
2.phylum Deuteromycota
3.phylum Ascomycota
4.phylum Chytridiomycota
10. ยสิ ต์และราแดง จดั อยใู่ นไฟลัมใด
1.Phylum Basidiomycota
2.phylum Zygomycota
3.phylum Ascomycota
4.phylum Chytridiomycota

80

เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น
เรื่อง อาณาจักรของสงิ่ มีชวี ิต : อาณาจักรฟงั ไจ

1. 1
2. 1
3. 3
4. 1
5. 3
6. 1
7. 1
8. 1
9. 2
10. 3

81

แผนกำรจัดกำรเรียนรทู้ ่ี 7 ชน้ั มัธยมศึกษำปที ่ี 6
รำยวชิ ำ ว33246 ชีววิทยำ 6
หนว่ ยกำรเรยี นรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ เวลำ 2 ชัว่ โมง
เรือ่ ง อำณำจักรสตั ว์ โรงเรยี นโคกโพธไ์ิ ชยศึกษำ
ผู้สอน นำงสำวปวีณำ งำมชดั

สำระชวี วิทยำ
เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบตั ิ และหน้าที่ของสาร

พนั ธกุ รรม การเกดิ มิวเทชัน เทคโนโลยที างดีเอ็นเอ หลกั ฐาน ขอ้ มลู และแนวคิดเกีย่ วกบั วิวัฒนาการของ
สิ่งมีชวี ติ ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบริ ์ก การเกดิ สปีชีส์ใหม่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กาเนดิ ของสง่ิ มีชวี ติ
ความหลากหลาย ของสง่ิ มีชวี ติ และอนุกรมวธิ าน รวมทงั้ นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ผลกำรเรยี นรู้

อธบิ ายลักษณะสาคญั และยกตวั อยา่ งสิ่งมีชวี ิตกลมุ่ แบคทีเรีย ส่ิงมีชีวิตกลุ่มโพรทิสต์ ส่ิงมีชีวิตกลุ่มพืช
ส่ิงมชี ีวติ กลมุ่ ฟังไจ และสง่ิ มีชวี ติ กลุม่ สตั ว์
จุดประสงคก์ ำรเรยี นรู้

1.อธบิ ายลกั ษณะสาคัญและยกตัวอยา่ งสง่ิ มชี ีวิตกล่มุ สัตว์ได้ (K)
2.ปฏิบตั ิกิจกรรมเพื่อศกึ ษาส่งิ มชี วี ติ ในอาณาจักรสตั ว์ได้ (P)
3.รับผิดชอบต่อหน้าที่และมุ่งมั่นในการทางาน (A)
สำระกำรเรยี นรู้

- สตั ว์เป็นสิง่ มีชีวิตหลายเซลล์พวกยคู าริโอต ไมส่ ามารถสรา้ งอาหารเองไดต้ อ้ งได้รบั อาหารจากสิง่ มชี วี ิตอื่น
ส่วนใหญม่ ีระบบย่อยอาหาร บางชนิดอาจเปน็ ปรสิต สตั วม์ รี ะยะเอม็ บรโิ อในการสืบพนั ธุแ์ บบอาศัยเพศ
สัตว์อาจแบง่ เปน็ กลุม่ ย่อยโดยพิจารณาลักษณะต่าง ๆ คือ เน้ือเย่ือสมมาตร การเปลยี่ นแปลงของบลาสโทพอร์ การ
เจริญในระยะตวั ออ่ น ทาใหอ้ าจแบ่งสตั วเ์ ปน็ กล่มุ ย่อย เช่น กลมุ่ ฟองนา้ กลุม่ ไฮดรา กลมุ่ หนอนตัวแบน กลุ่มหอยและ
หมึก กลมุ่ ไส้เดือนดนิ กลุ่มหนอนตัวกลมกลุ่มสตั ว์ท่มี ีขาเปน็ ปล้อง กลุม่ ดาวทะเลและปลงิ ทะเล และกลุ่มสตั วท์ ีม่ ีโนโท
คอร์ด
สำระสำคัญ

ส่งิ มีชีวติ ในอาณาจกั รสัตว์ (Kingdom Animal) เป็นสง่ิ มชี วี ิตกลุ่มยูคารโิ อตหลายเซลล์ ซง่ึ เซลล์
รวมกันเป็นเน้อื เยอ่ื เพอื่ ทาหน้าทเี่ ฉพาะ โดยสงิ่ มีชีวติ ในอาณาจักรนีไ้ มส่ ามารถสรา้ งอาหารไดเ้ อง
(heterotrophic organism) และสามารถเคล่อื นท่ีได้ตลอดชีวติ หรอื แค่ชว่ งใดช่วงหนึ่งของช่วงชวี ติ อีกทัง้ ยงั ม
ระบบประสาทพัฒนาการดี ทาให้สามารถเรียนรูแ้ ละตอบสนองตอ่ ส่ิงเร้าได้ดี

ส่งิ มชี วี ติ ในอาณาจักรสัตวม์ ีความหลากหลายมาก ซ่งึ การจาแนกสตั ว์ออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ นกั
อนุกรมวธิ านจะพิจารณาจากเกณฑต์ ่าง ๆ ไดแ้ ก่ เนอ้ื เยือ่ ลกั ษณะช่องวา่ งลาตวั (coelom) ลักษณะสมมาตร
(symmetry) การเปล่ยี นแปลงของบลาสโทพอร์ และการเจริญในระยะตัวออ่ น โดยสง่ิ มีชีวติ ในอาณาจักร
สัตว์สามารถแบ่งออกเปน็ 9 ไฟลัม ไดแ้ ก่ ไฟลมั พอรเิ ฟอรา (Phylum Porifera) ไฟลัมไนดาเรีย (Phuylum
Cnidaria) ไฟลมั แพลทเี ฮลมนิ ทีส (Phylum Platyhelminthes) ไฟลัมมอลลสั กา (Phylum Mollusca)
ไฟลมั แอนเนลิดา (Phylum Annelida) ไฟลัมนมี าโทดา (Phylum Nematoda) ไฟลัมอาร์โทรโพดา
(Phylum Arthopoda) ไฟลัมเอไคโนเดอร์มาตา (Phylum Echinodermata) และไฟลมั คอร์ดาตา (Phylum

82

Chordata)
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
ข้ันนำ

1.ครถู ามคาถาม Key Question จากหนงั สือเรียนรายวิชาเพม่ิ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา
ม.6 เลม่ 2 เพือ่ กระตุน้ ความสนใจของนักเรียนวา่ “สตั วค์ ืออะไร และมีความสาคัญต่อโลกอย่างไร”

(แนวตอบ : สัตว์เป็นสิ่งมีชีวติ กลมุ่ ยูคาริโอตหลายเซลล์ ซึง่ เซลลร์ วมกันเปน็ เน้อื เยือ่ เพือ่ ทาหน้าท่ี
เฉพาะ โดยสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตท่ีไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง (heterotrophic organism) และสามารถ
เคลื่อนที่ได้ในช่วงใดช่วงหน่ึงของช่วงชีวิตหรือคล่ือนที่ได้ตลอดชีวิต อีกทั้งยังมีระบบประสาทพัฒนาการดี ทา
ใหส้ ามารถเรยี นรู้และตอบสนองตอ่ สิ่งเรา้ ได้ดี สตั ว์อานวยประโยชนต์ อ่ มนษุ ย์และสิง่ มีชีวิตอ่ืน ๆ โดยส่วนใหญ่
จะเป็นทางอ้อมมากกว่าทางตรง สัตว์มความสาคัญท้ังด้านเศรษฐกิจ เช่น การเป็นอาหาร เคร่ืองยาสมุนไพร
เคร่ืองใช้ การเลีย้ งเพื่อนันทนาการ ทางการแพทย์และการค้นคว้าทดลอง เช่น การนามาทดลอง การวิเคราะห์
วจิ ัยทางการแพทย์ อีกท้ังยังเป็นตัวควบคุมสิ่งมีชีวิตอ่ืน ๆ ในธรรมชาติ เช่น ค้างคาวกินแมลง นกฮูก และงูกิน
หนู นกกินหนอน และโดยเฉพาะอย่างย่ิงสัตว์มีความสาคัญต่อป่าไม้หลายประการ เช่น ทาลายศัตรูของป่าไม้
ช่วยผสมเกษรดอกไม้ ชว่ ยในการกระจายเมลด็ พันธุพ์ ืช

2.ครนู าภาพสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์ชนดิ ตา่ ง ๆ เชน่ ฟองน้า ปะการงั กลั ปงั หา แมลง นก สนุ ัข ให้
นกั เรยี นพิจารณา (อาจใชบ้ ัตรภาพท่ีแนบอยทู่ ้ายแผนการจัดการเรียนรู้) จากนั้นครูถามคาถามเพ่อื นาเขา้ สู่
การสืบเสาะหาความรู้ ดงั นี้

- นกั เรียนคิดวา่ สิง่ มีชวี ิตที่พิจารณาน้นั เป็นสัตวห์ รือไม่
(แนวตอบ : เป็นสัตวท์ ้งั หมด)

- สิง่ มีชีวติ ในอาณาจักรสตั ว์มลี กั ษณะสาคญั อย่างไรบา้ ง
(แนวตอบ : - เป็นสง่ิ มีชีวิตกลมุ่ ยูคาริโอตหลายเซลล์
- ไม่มีผนังเซลล์ ภายในเซลลม์ ีออร์แกเนลล์ตา่ งๆ กระจายอยู่
- เซลล์รวมตวั กันเป็นเนอ้ื เย่ือเพื่อทาหนา้ ที่เฉพาะ
- ไมส่ ามารถสรา้ งอาหารได้เอง ซง่ึ เป็นพวกเฮเทอโรโทรป (heterotroph)
- เคลอื่ นที่ได้ แต่บางชนดิ อาจเกาะอยูก่ ับที่
- มกี ารเรยี นรูแ้ ละตอบสนองต่อสง่ิ เร้า)

ขน้ั สอน
1.ครูถามคาถามวา่ “นกั อนกุ รมวิธานจาแนกสตั ว์ออกเปน็ กลมุ่ โดยพิจารณาจากสิ่งใดบา้ ง” เพ่ือนาเข้าสู่

การสืบเสาะหาความรู้
2.ให้นักเรียนพิจารณาสายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์ จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 แล้วร่วมกันอภิปรายว่าการจาแนกสัตว์ออกเป็นกลุ่มน้ัน
พจิ ารณาจากสิ่งใดบา้ ง โดยมีแนวทางการอภิปราย ดงั น้ี “การจาแนกสัตว์ชนิดตา่ ง ๆ ออกเป็นกลุ่มมีเกณฑ์ดังน้ี
1. การมีเนื้อเย่ือ (tissue) 2. ลักษณะสมมาตรของลาตัว (symmetry) 3. การเปลี่ยนแปลงของช่องบลาสโท
พอร์ (blastopore) ในตัวอ่อน 4. รูปแบบการเจริญของระยะตัวอ่อน อีกท้ังยังมีลักษณะของช่องว่างในลาตัว
(coelom)”

3.นกั เรยี นศึกษาข้อมูลเก่ียวกบั เกณฑใ์ นการจาแนกสัตวอ์ อกเป็นกลุ่ม จากหนังสอื เรยี นรายวชิ า

83

เพิ่มเติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2 หรอื แหล่งเรยี นรู้อ่ืน ๆ ท่ีมคี วามนา่ เชอื่ ถือ ใน
ประเด็นต่าง ๆ ดงั น้ี

- เนอ้ื เย่อื
- ลกั ษณะสมมาตร
- ลักษณะของชอ่ งว่างในลาตวั
- การเปลีย่ นแปลงของบลาสโทพอร์
- รปู แบบการเจริญในระยะตวั อ่อน
จากนนั้ บนั ทึกสาระสาคญั ลงในสมดุ บันทกึ
4.ครูแจ้งนักเรียนแตล่ ะคนให้คิดคาถามสาคญั จากการศึกษาข้อมลู เกณฑ์ในการจาแนกสตั ว์ออกเปน็ กลมุ่
อย่างน้อยคนละ 3 คาถาม
5.นักเรียนจับคเู่ พื่อน แล้วแลกเปลยี่ นกนั ถามตอบคาถามทแ่ี ตล่ ะคนตง้ั ไว้ จากนั้นรว่ มกันสรปุ ความรูท้ ี่ได้
6.ส่มุ นกั เรียน 4-5 คู่ เพื่อออกมานาเสนอคาถามและคาตอบของทง้ั คู่ จากนนั้ สรุปความรู้ของคู่ตนเอง
7.ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั สรุปความรู้ เร่อื ง เกณฑ์ในการจาแนกสัตว์ออกเป็นกล่มุ โดยมีแนวการสรุป
ดังนี้ “เกณฑใ์ นการจาแนกสตั วอ์ อกเป็นกลมุ่ มดี ังน้ี
- เนื้อเยื่อ (tissue) แบง่ สตั ว์ออกเป็น 2 กลุ่ม ไดแ้ ก่ กล่มุ ท่ีไม่มีเนือ้ เยื่อท่แี ทจ้ ริง และกลมุ่ ที่มี

เนอื้ เยอ่ื ท่แี ทจ้ ริง
- ลกั ษณะสมมาตร (symmetry) แบ่งสัตวอ์ อกเปน็ 3 กลุ่ม ไดแ้ ก่ ไม่มีสมมาตร (asymmetry)

สมมาตรตามรัศมี (radial symmetry) และสมมาตรด้านข้าง (bilateral symmetry)
- ลักษณะชอ่ งว่างในลาตวั ( coelom) แบง่ สตั วอ์ อกเปน็ 3 กลุม่ ได้แก่ ไม่มีช่องว่างในลาตัว

(acoelom) มีช่องว่างในลาตัวเทยี ม (pseudocoelom) และมชี ่องว่างในลาตัวทแี่ ทจ้ รงิ
(coelom)
- การเปลี่ยนแปลงของบลาสโทพอร์ (blastopore) แบง่ สตั วอ์ อกเป็น 2 กลมุ่ ได้แก่ โพรโทสโทเมยี
(protostomia) คอื สัตวท์ ่บี ลาสโทพอรเ์ จรญิ ไปเปน็ ชอ่ งปาก ดวิ เทอโรสโทเมีย
(deuterostomia) คอื สตั ว์ทบี่ ลาสโทพอรเ์ จริญไปเป็นทวารหนกั
- การเจรญิ ในระยะตวั ออ่ น มี 2 แบบ ได้แก่ โทรโคฟอร์ (trochophore) และเอคไดโซซวั
(ecdysozoa)”
8.ครูแจ้งให้นักเรียนทราบว่า การศึกษาความหลากหลายของสัตว์ เราจะศึกษาแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
สตั วไ์ มม่ ีกระดกู สนั หลัง กับสัตว์มีกระดกู สันหลงั โดยจะเรม่ิ ศึกษาเรอื่ งสตั วไ์ มม่ ีกระดูกสนั หลงั ก่อน
9.ครจู ัดการเรียนรเู้ ปน็ ฐานการเรียนรจู้ านวน 9 ฐาน ดงั นี้
- ฐานที่ 1 ไฟลัมพอริเฟอรา
- ฐานที่ 2 ไฟลมั ไนดาเรีย
- ฐานที่ 3 ไฟลมั แพลทเี ฮลมนิ ทสี
- ฐานท่ี 4 ไฟลัมมอลลสั คา
- ฐานท่ี 5 ไฟลมั แอนเนลิดา
- ฐานท่ี 6 ไฟลมั นมี าโทดา
- ฐานที่ 7 ไฟลัมอารโ์ ทรโพดา
- ฐานที่ 8 ไฟลมั เอไคโนเดอร์มาตา

84

- ฐานที่ 9 ไฟลัมคอร์ดาตา (สัตว์มกี ระดกู สันหลัง)
10.นักเรียนแบ่งกลุ่มจานวน 9 กลุ่ม โดยใช้การนับจานวน 1-9 แล้วให้นักเรียนท่ีนับจานวนเดียวกันอยู่
กลุ่มเดียวกัน
11.นักเรียนแต่ละกลุ่มเวียนกันศึกษาข้อมูลและตอบคาถามในฐานการเรียนรู้แต่ละฐาน (จดบันทึกลงใน
สมุดบนั ทกึ ) โดยใชเ้ วลาฐานละ 10 นาที
12.นกั เรียนตอบคาถามครใู นแต่ละฐานการเรียนรู้ ดังน้ี

ฐำนท่ี 1 ไฟลัมพอริเฟอรำ
- อธบิ ายลกั ษณะของฟองนา้ มาพอสงั เขป

(แนวตอบ : ลาตัวมีลกั ษณะเป็นรูพรนุ ไมม่ เี น้ือเย่อื ทีแ่ ทจ้ รงิ ลาตวั ไม่มสี มมาตร มีโครงสรา้ งค้าจุน
ภายในลาตวั เรียกวา่ สปิคลุ (spicule) มีเซลล์โคเอโนไซต์ (choanocyte) ทาหน้าที่ดักจับอาหารตัวเต็มวัยจะ
ไม่เคลอ่ื นท)่ี

- ฟองน้ามีบทบาทสาคญั ต่อระบบนเิ วศอย่างไร
(แนวตอบ : เปน็ แหลง่ ท่อี ยอู่ าศัยของสตั วน์ า้ ขนาดเล็ก และเป็นอาหารของสตั ว์บางชนิด)

ฐำนท่ี 2 ไฟลมั ไนดำเรีย
- อธิบายลักษณะของสตั วใ์ นไฟลมั ไนดาเรียมาพอสงั เขป

(แนวตอบ : - มรี ูปร่าง 2 แบบ คือ แบบโพลบิ (polyps) ซง่ึ รปู ร่างคลา้ ยตน้ ไม้ เชน่ ไฮดรา
ปะการัง และแบบเมดูซา (medusa) ซ่ึงรปู ร่างคลา้ ยร่ม เชน่ แมงกะพรุน

- มีเนื้อเยอื่ ทแ่ี ท้จริง มีชอ่ งกลางลาตวั เรยี กวา่ แกสโตรวาสคิวลาร์ (gastrovascular
cavity)

- มที างเดนิ อาหารไมส่ มบูรณ์ มีปากแตไ่ ม่มีทวารหนกั
- มหี นวด เรียกวา่ เทนทาเคิล ( tentacle) เรียงอยูบ่ ริเวณรอบปาก ซ่งึ มเี ซลลไ์ นโด
ไซต์ (cnidocyte) และมเี ขม็ พิษ เรยี กว่า นมี าโทซสิ ต์ (nematocyst))
- สตั วใ์ นไฟลัมไนดาเรียมีบทบาทสาคัญต่อระบบนเิ วศอย่างไร
(แนวตอบ : แนวปะการงั เป็นแหล่งทอ่ี ยู่อาศัยของสตั วต์ า่ ง ๆอกี ทง้ั ยงั ชว่ ยลดความรุนแรงของการ
กดั เซาะชายฝ่ัง)
ฐำนที่ 3 ไฟลมั แพลทเี ฮลมินทีส
- เพราะเหตุใดจึงเรยี นสตั วใ์ นไฟลัมแพลทีเฮลมินทสี ว่าหนอนตัวแบน
(แนวตอบ : เพราะมลี าตัวแบน)
- ยกตัวอยา่ งพยาธใิ นไฟลัมแพลทเี ฮลมินทสี ทนี่ ักเรยี นร้จู กั
(แนวตอบ : พยาธิตัวตดื พยาธใิ บไม้)
- นกั เรยี นคิดวา่ เพราะเหตุใดพยาธติ วั ตืดจงึ ไม่มีทางเดินอาหาร
(แนวตอบ : เพราะดารงชีวิตแบบปรสิต ได้รับอาหารจากโฮตโ์ ดยตรง จงึ ไมม่ ที างเดนิ อาหาร)
ฐำนท่ี 4 ไฟลัมมอลลัสคำ
- สัตว์ในไฟลัมมอลลสั คาทกุ ชนดิ มีลกั ษณะลาตัวอ่อนนมิ่ และมเี ปลือกแข็งหอ่ หุม้ ใชห่ รอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ : ไมใ่ ช่ บางชนดิ ลาตัวออ่ นน่ิม มีแมนเทลิ (mantle) ทาหนา้ ทีส่ รา้ งเปลอื กแข็งท่มี ี
สารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนตห่อหมุ้ ลาตวั แต่บางชนดิ ไม่มเี ปลือกแขง็ โดยเปลือกนั้นลดรูปไปเป็นโครงร่าง
แขง็ ท่อี ยูภ่ ายในร่างกาย เช่น หมึก)

85

- สตั วใ์ นไฟลัมมอลลัสคาสว่ นใหญอ่ าศัยอยูใ่ นน้าเค็ม แต่บางกลุ่มปรบั ตวั ข้ึนมาอาศยั อยู่บนบก กลุ่ม
ดงั กล่าวคอื กลุ่มใด

(แนวตอบ : หอยทาก)
- สตั ว์ในไฟลมั มอลลัสคามีบทบาทสาคญั ตอ่ ระบบนิเวศอยา่ ไร

(แนวตอบ : หลายชนดิ เปน็ ผ้ลู ่าและเปน็ อาหารของส่ิงมชี ีวติ อื่น เช่น หมึก หอยสองฝา บางชนิดทา
ใหเ้ กดิ การหมุนเวียนสารในระบบนเิ วศ เช่น หอยทาก)

ฐำนท่ี 5 ไฟลัมแอนเนลดิ ำ
- สตั ว์ในไฟลัมแอนเนลิดาเรยี กอีกชอื่ หนงึ่ วา่ อะไร

(แนวตอบ : หนอนปล้อง)
- ปลิงกับไส้เดอื นดินมีการดารงชวี ิตแตกตา่ งกันอยา่ งไร

(แนวตอบ : ปลิงดารงชีวติ แบบปรสิตช่ัวคราวโดยการดดู เลอื ดของสัตว์อ่ืน สว่ วนไส้เดือนดนิ
ดารงชวี ิตโดยการกินซากสงิ่ มชี ีวติ อนื่ )

- ไสเ้ ดอื นดนิ มีบทบาทสาคญั ต่อระบบนิเวศอยา่ งไร
(แนวตอบ : ชว่ ยใหด้ ินรว่ นซยุ และมูลของไส้เดือนดินมีธาตุอาหารมาก ทาให้พชื เจริญเติบโตไดด้ )ี

ฐำนที่ 6 ไฟลัมนมี ำโทดำ
- สตั ว์ในไฟลมั นีมาโทดาเรยี กอีกชื่อหน่ึงว่าอะไร

(แนวตอบ : หนอนตัวกลม)
สัตวใ์ นไฟลมั นมี าโทดาเก่ียวขอ้ งกับมนุษยอ์ ย่างไร
(แนวตอบ : ส่วนมากเปน็ ปรสิตในมนษุ ย์ เชน่ พยาธิไส้เดอื น พยาธปิ ากขอ พยาธิเสน้ ดา้ ย)
ฐำนท่ี 7 ไฟลัมอำร์โทรโพดำ
อธิบายลักษณะสาคญั ของสัตวใ์ นไฟลมั อารโ์ ทรโพดามาพอสงั เขป
(แนวตอบ : - รา่ งกายประกอบดว้ ย 3 ส่วน คือ ส่วนหัว (head) ส่วนอก (thorax) และสว่ นท้อง
(abdomen)

- บางชนิดมสี ่วนหัวและสว่ นอกรวมกัน เรียกว่า เซฟาโลทอแรกซ์ (cephalothorax)
- มโี ครงรา่ งแขง็ ภายนอกเปน็ สารพวกไคทนิ (chitin) หอ่ หุ้มลาตัว จงึ มกี ารลอกคราบ
ในระหว่างการเจรญิ เตบิ โต)
แมงดาทะเลชนิดใดทีส่ ามารถนามาเปน็ อาหารของมนุษย์ได้
(แนวตอบ : แมงดาทะเลหางเหลี่ยมหรือแมงดาจาน)
ยกตัวอยา่ งสตั ว์ในแตล่ ะคลาสของไฟลัมอาร์โทรโพดา
(แนวตอบ : - คลาสเมอโรสโตมาตา เชน่ แมงดาทะเล
- คลาสอะแรคนดิ า เชน่ แมงมุม แมงปอ่ ง เหบ็ ไร
- คลาสไดโพลโพดา เช่น ก้งิ กือ กระสนุ พระอินทร์
- คลาสชิโลโพดา เช่น ตะขาบ
- คลาสอนิ เช็คตา เช่น มด ดวง ตัก๊ แตน
- คลาสครัสเทเชยี เช่น กุ้ง ปู ไรนา้ )
แมลงมปี ระโยชนแ์ ละโทษอยา่ งไร จงยกตวั อยา่ ง
(แนวตอบ : แมลงมีประโยชนโ์ ดยชว่ ยในการผสมเกสรของพชื หลายชนิดนามาเปน็ อาหารของ

86

มนษุ ย์ เช่น จิ้งหรดี ตกั๊ แตน แต่บางชนิดมีโทษ เช่น เป็นศัตรูพืชทาให้ผลิดผลทางการเกษตรเสียหาย บางชนิด
เปน็ พาหะนาโรค เชน่ ยงุ )

ยกตวั อยา่ งแมลงทมี่ นษุ ยน์ ามาเปน็ อาหาร
(แนวตอบ : ด้วงมะพร้าว หนอนไมไ่ ผ่ มดแดง จิ้งหรดี แมลงกดุ จ่ี ผ้ึง ตกั๊ แตน)

ฐำนที่ 8 ไฟลัมเอไคโนเดอร์มำตำ
ยกตวั อย่างสตั วใ์ นไฟลัมเอไคโนเดอร์มาตา

(แนวตอบ : ปลงิ ทะเล เม่นทะเล ดาวทะเล พลับพลึงทะเล ดาวขนนก ดาวมงกฏุ หนาม)
หากหอยสงั ขแ์ ตรลดจานวนลงอย่างมากจะส่งผลตอ่ ระบบนเิ วศอย่างไร

(แนวตอบ : หากหอยสงั ขแ์ ตรลดลานวนลงอย่างมาก จะส่งผลใหด้ าวมงกฎุ หนามเพม่ื จานวนขน้ึ
มาก ซ่ึงทาให้ปะการังถกู ทาลาย จานวนปะการังจะลงลง)

ฐำนท่ี 9 ไฟลมั คอร์ดำตำ (ที่ไมม่ ีกระดูกสันหลงั )
สตั วใ์ นไฟลมั คอร์ดาตามีลักษณะสาคัญอยา่ งไร

(แนวตอบ : - มโี นโทคอรด์ (notochord)
- มีชอ่ งเหงือก ( gill slits)
- มีท่อประสาทกลวงทด่ี ้านหลัง (dorsal hollow nerve cord)
- มหี าง (tail))

สตั ว์ในไฟลมั คอร์ดาตาทไ่ี ม่มีกระดูกสนั หลังได้แกส่ ัตว์กล่มุ ใดบ้าง
(แนวตอบ : ยูโรคอร์เดต (Urochordate) และเซฟาโลคอรเ์ ดต (Cephalochordate))

ยกตวั อยา่ งสัตว์ในกลมุ่ ยูโรคอรเ์ ดต และเซฟาโลคอรเ์ ดต
(แนวตอบ : - ยูโรคอรเ์ ดต (Urochordate) เช่น เพรยี งหัวหอม เพรียงสาย
- เซฟาโลคอร์เดต (Cephalochordate) เชน่ แอมฟิออกซัส)

เพรยี งหัวหอมกบั แอมฟิออกซสั มคี วามเหมือนและแตกต่างกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ : ท้ังเพรียงหัวหอมและแอมฟอิ อกซสั เปน็ คอรเ์ ดตทไ่ี มม่ กี ระดูกสนั หลงั แต่เพรยี งหวั

หอมมีโนโทคอรด์ ในระยะตัวอ่อน สว่ นแอมฟิออกซัสมโี นโทคอร์ดตลอดชวี ิต
13.เม่ือนักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาและตอบคาถามครบทุกฐานการเรียนรู้แล้ว ครูและนักเรียนร่วมกันสรุป

ความรเู้ รื่อง สตั วไ์ มม่ กี ระดกู สนั หลัง
14.ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามเนื้อหาเกี่ยวกับ เร่ือง สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และให้ความรู้เพิ่มเติม

จากคาถามของนกั เรียน
15.ให้นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ จากการศกึ ษาในชวั่ โมงก่อนหนา้ น้ี ร่วมกันศึกษาเร่ือง สัตวใ์ นไฟลัมคอร์ดาตาทม่ี ี

กระดูกสันหลัง จากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 หรือจาก
แหลง่ เรียนร้อู นื่ ๆ ทีม่ คี วามน่าเช่อื ถอื จากนั้นจดสาระสาคญั ลงในสมดุ บันทึก

16.นักเรียนตอบคาถามครูเพ่ือตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน เร่ือง สัตว์ในไฟลัมคอร์ดาตาท่ีมีกระดูก
สันหลัง โดยให้นกั เรยี นแต่ละกลุ่มแขง่ ขันกบั ตอบคาถาม ซ่ึงครอู าจเตรียมของรางวัลไวใ้ ห้

สัตวม์ ีกระดูกสนั หลงั ทไ่ี ม่มีขากรรไกร ท่พี บในปจั จุบันคอื ชนิดใด
(แนวตอบ : แฮกฟิช (hagfish) และแลมเพรย์ (lamprey))
สตั ว์ในคลาสคอนดรกิ ไทอิส และคลาสออสตอิ คิ ไทอิส เรยี กง่าย ๆ วา่ อะไร
(แนวตอบ : ปลากระดกู ออ่ น กบั ปลากระดูกแข็ง)

87

ปลากระดูกออ่ นกับปลากระดูกแขง็ มีลกั ษณะแตกต่างกันอยา่ งไร

(แนวตอบ : ปลากระดูกอ่อนมชี ่องเหงอื กเหน็ ชดั เจน แต่ปลากระดูกแข็งมแี ผ่นปิดเหงอื กจงึ มองไม่

เหน็ ชอ่ งเหงอื ก)

นักเรียนคดิ วา่ การรบั ประทานหฉู ลามส่งผลตอ่ ระบบนเิ วศหรือไม่ อย่างไร

(แนวตอบ : สง่ ผล เพราะต้องฆ่าฉลามเพ่อื นาครีบมารับประทาน ทาให้ประชากรฉลามลดจานวนลง

และอาจสูญพันธุ์ และฉลามเป็นผู้ล่าที่อยู่บนจุดสูงสุดของโซ่อาหารท่ีคอยควบคุมสัตว์ในทะเล หากฉลามลด

จานวนลงอาจส่งผลเสียต่อระบบนเิ วศในทะเลได)้

สัตวใ์ นคลาสแอมฟเิ บยี และคลาสเรปทเิ รีย เรยี กงา่ ย ๆ ว่าอะไร

(แนวตอบ : สตั วส์ ะเทินน้าสะเทินบก กบั สัตวเ์ ลอ้ื ยคลาน)

จงเปรียบเทยี บลักษณะของสัตวส์ ะเทินน้าสะเทินบกกับสัตวเ์ ลือ้ ยคลาน

(แนวตอบ :

สตั วส์ ะเทนิ นา้ สะเทนิ บก สตั วเ์ ลอื้ ยคลาน

- เปน็ สตั วเ์ ลือดเยน็ - เป็นสตั ว์เลือดเยน็

- ปฏสิ นธิภายนอกร่างกาย - ปฏสิ นธิภายในรา่ งกาย )

- วางไขใ่ นนา้ - วางไขบ่ นบก

- ผวิ หนังเปยี กชื้น - ผิวหนังมีเกล็ด

สัตว์เลือดเย็นกับสัตว์เลือดอนุ่ แตกต่างกันอย่างไร
(แนวตอบ : สัตว์เลอื ดเยน็ (poikilotherm) คือ สตั ว์ท่ีมอี ุณหภมู ิของร่างกายไม่คงที่ โดยจะ
เปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของสภาพแวดล้อม ส่วนสัตว์เลือดอุ่น (homeotherm) คือ สัตว์ที่มีกลไกการ
รักษาอุณหภมู ขิ องร่างกายให้คงท่ี)
สัตวใ์ นคลาสเอเวส เรียกง่าย ๆ ว่าอะไร
(แนวตอบ : สตั วป์ ีก)
นกั เรยี นคิดว่าสัตวป์ ีกมีวิวัฒนาการมาจากสัตวช์ นดิ ใด เพราะเหตุใด
(แนวตอบ : สัตวเ์ ลอ้ื ยคลานในชว่ ง เพราะพบซากดึกดาบรรพข์ องอาร์คีออปเทรกิ ซ์ ท่มี ลี กั ษณะ
คล้ายสัตว์เลื้อยคลาน คอื มีเกลด็ ทขี่ า มกี งเลบ็ มฟี นั มหี างยาว แต่มีขนเหมอื นนก)
ยกตวั อยา่ งสัตว์ปกี ทนี่ ักเรียนร้จู กั อยา่ งน้อย 5 ชนิด
(แนวตอบ : ไก่ เปด็ หงส์ นกแกว้ นกเอีย้ ง นกอินทรยี ์ นกฮกู ฯลฯ)
สตั ว์ในคลาสแมมมาเลีย เรยี กง่ายๆ วา่ อะไร
(แนวตอบ : สัตวเ์ ล้ยี งลูกดว้ ยน้านม)
อธบิ ายลักษณะสาคัญของสัตว์เล้ียงลกู ดว้ ยนา้ นมในกลุ่มต่างๆ
(แนวตอบ : - กลุ่มมอโนทรมี (Monotremes) ออกลูกเปน็ ไข่ แตม่ ขี นและต่อมนา้ นม ตัวอ่อนฟัก
ออกจากไขแ่ ล้วเลยี นา้ นมบรเิ วณหนา้ ท้องของแม่
- กลมุ่ มาร์ซูเพยี ล (Marsupials) ต้งั ทอ้ งในระยะเวลาสัน้ เมอื่ ลกู ออ่ นคลอดออกมาจะ
คลานเข้าไปอย่ใู นถงุ หน้าทอ้ งของแม่ ซ่ึงภายในมีเตา้ นมอยู่
- กลุ่มยูเทเรยี น (Eutherians) มีรก ตัง้ ทอ้ งนาน ตวั อ่อนเจรญิ เตบิ โตจนมรี า่ งกายท่ี
สมบูรณภ์ ายในมดลูกของแม่ และได้รบั สารอาหารผา่ นทางรก)

88

สัตว์กลุ่มไพรเมตมีลักษณะต่างจากสตั ว์เล้ียงลกู ดว้ ยน้านมกลุ่มอน่ื ๆ อยา่ งไร
(แนวตอบ : มีมือและเท้าสาหรับยดึ เกาะ นวิ้ หัวแม่มอื พับขวางได้ มสี มองขนาดใหญ่ มขี ากรรไกรส้ัน
ทาให้ใบหน้าแบน มีตาซง่ึ มองไปข้างหนา้ มีเล็บแบน)
นกั เรยี นคดิ ว่าลิงไมม่ ีหางกลุ่มใดทมี่ ีวิวฒั นาการใกลเ้ คียงกับมนษุ ย์มากท่สี ุด เพราะเหตใุ ด
(แนวตอบ : ชมิ แปนซี เพราะมีลาดับเบสบน DNA ใกลเ้ คียงกบั มนษุ ยม์ ากทส่ี ดุ )
17.นกั เรียนซักถามเนื้อหาเกีย่ วกบั เรอื่ ง สัตวใ์ นไฟลัมคอร์ดาตาที่มีกระดูกสันหลัง ร่วมกันอภิปรายคาถาม
ของนกั เรยี นกับครู และให้ความร้เู พ่มิ เตมิ จากคาถามของนักเรยี น
18.นกั เรียนยกตวั อย่างสัตว์ในแต่ละไฟลัม โดยอา้ งอิงจากแผนภาพในหนังสือเรยี นทรี่ ่วมกนั พิจารณาใน
ช่วั โมงที่ 1 ของแผนการจดั การเรยี นรูน้ ี้
19.นักเรยี นจับค่กู นั ทาใบงานที่ 7 เรือ่ ง ความหลากหลายของส่งิ มีชวี ติ ในอาณาจักรสตั ว์ โดยสรุปสาระ
สาคญั ในรปู แบบที่นา่ สนใจ เช่น ผงั มโนทัศน์ infographic
20.นักเรียน 4-5 คู่ ออกมานาเสนอผลงานจากใบงาน โดยครูและเพ่ือน ๆ ในช้ันเรียนร่วมกันเสนอแนะ
เพอื่ ใหไ้ ดข้ อ้ สรปุ ที่ครบถ้วนสมบูรณ์
21.นกั เรียนทา Topic Question ทา้ ยหวั ขอ้ เรือ่ ง อาณาจกั รสตั ว์ ในหนังสอื เรียนรายวิชาเพิม่ เตมิ
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เลม่ 2
22.นกั เรยี นทาแบบฝกึ หัด เร่ือง อาณาจกั รสัตว์ ในแบบฝึกหดั รายวชิ าเพ่มิ เติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
23.ครูทบทวนบทเรยี นและเปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนถามเนื้อหาเกีย่ วกบั เร่ือง ความหลากหลายของส่ิงมีชีวติ
ท่ไี ด้เรยี นมาท้งั หนว่ ยการเรยี นรู้ และให้ความรเู้ พ่มิ เติมจากคาถามของนกั เรยี น
24.ให้นักเรยี นแต่ละคนเลอื กส่งิ มีชวี ติ ชนิดใดชนิดหน่ึงที่นักเรียนสนใจ สืบค้นข้อมูลชื่อวิทยาศาสตร์ การจัด
หมวดหมู่ รวมถงึ ประโยชนแ์ ละโทษของส่งิ มชี ีวติ น้นั
ขัน้ สรุป
1.นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเนื้อหาเก่ียวกับเรื่อง ความหลากหลายทางชีวภาพ การศึกษาค วาม
หลากหลายของสิง่ มีชีวิต การจัดหมวดหมู่สิ่งมีชีวิต ช่ือของส่ิงมีชีวิต การระบุชนิด และอาณาจักรของสิ่งมีชีวิต
จากนน้ั ใหน้ ักเรยี นทาแบบทดสอบหลังเรียน
2.ใหน้ กั เรียนทบทวนความรู้ทั้งหมดที่ศกึ ษามาในหน่วยการเรียนรูท้ ี่ 6 โดยอ่านจาก Summary ในหนังสือ
เรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 ครูมอบหมายการบ้านให้นักเรียนตอบ
คาถาม Unit Question และ Test for U จากหนังสอื เรยี นรายวชิ า
เพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เล่ม 2

กำรวดั และกำรประเมินผล วิธกี ำร เครื่องมอื เกณฑก์ ำรประเมนิ

รำยกำรวดั - ตรวจแบบฝึกหดั - แบบฝกึ หดั - ร้อยละ 60 ผา่ น
- ตรวจใบงานท่ี 7เรอ่ื ง
ประเมนิ ระหวำ่ งกำรจัด ความหลากหลายของ - ใบงานท่ี 7 เรอื่ ง ความ เกณฑ์
กจิ กรรมกำรเรียนรู้ สิง่ มีชวี ิตในอาณาจักรสตั ว์
หลากหลายของสง่ิ มชี ีวติ ใน - รอ้ ยละ 60 ผา่ น
1) อาณาจักรสัตว์

อาณาจักรสัตว์ เกณฑ์

89

2) การนาเสนอ - ประเมนิ การนาเสนอ - แบบประเมินการ - ระดบั คุณภาพ 2
ผลงาน ผลงาน นาเสนอผลงาน ผา่ นเกณฑ์

3) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2
ทางานรายบคุ คล การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์

4) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2
ทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม
การทางานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์

5) คณุ ลักษณะอันพึง - สงั เกตความมวี ินัย - แบบประเมินคุณลกั ษณะ ระดับคุณภาพ 2

ประสงค์ และรบั ผิดชอบ อนั พงึ ประสงค์ ผา่ นเกณฑ์

ในการทางาน

7.2 กำรประเมินหลงั เรียน

- แบบทดสอบหลังเรียน - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลังเรยี น - ประเมนิ ตามสภาพ
จรงิ
- Unit Question หลังเรยี น

- Test for U - ตรวจ Unit Question

- ตรวจ Test for U

สอื่ /แหล่งเรียนรู้
สือ่ กำรเรียนรู้

1)หนังสอื เรยี นรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
2)แบบฝึกหัดรายวชิ าเพมิ่ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2
3)แบบทดสอบหลงั เรียน

4)ใบงานท่ี 7 เรอ่ื ง ความหลากหลายของสง่ิ มีชวี ติ ในอาณาจกั รสตั ว์

5)PowerPoint เรื่อง ความหลากหลายของสิ่งมชี วี ิต

6)บัตรภาพส่ิงมีชีวิตในอาณาจักสัตว์

7)ตัวอย่างสตั ว์สตาฟ

แหล่งกำรเรียนรู้
1)ห้องเรียน
2)ห้องสมุด
3)แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ

90

ใบงานท่ี 7

เรื่อง อาณาจักรของสิ่งมีชวี ิต : อาณาจกั รสตั ว์

รายวชิ า ว33246 ชีววิทยา 6 ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 6

ประกอบแผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 7 ผู้สอน นางสาวปวีณา งามชดั

1. สตั ว์มีววิ ฒั นาการมาอย่างไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
2. สัตวค์ วรมีลกั ษณะอยา่ งไรจงึ จะเหมาะสาหรับการดารงชีวติ
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
3. เหตุใดสตั ว์ในไฟลมั ฟลอริดาจึงไม่ววิ ฒั นาการมาดารงชีวิตบนบก
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
4. สัตว์ในไฟลมั ไนดาเรียมีประโยชนต์ อ่ ระบบนิเวศในทะเลอยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
5. เหตุใดพยาธิตัวตดื จงึ ไมม่ ที างเดินอาหาร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
6. สัตว์ไฟลังมอลลัสคากล่มุ ใดทมี่ ีการปรับตวั มาอย่บู นพ้ืนดิน
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
7. แต่ละกลุ่มได้ผลการสบื คน้ และผลการศึกษาเหมือนกนั หรอื แตกตา่ งกนั อยา่ งไร เพราะเหตใุ ด
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
8. จงแสดงวัฏจกั รของสตั วไ์ ฟลมั นีมาโทดามา 1 ชนิด พร้อมพิษภยั จากสัตว์ไฟลมั น้ี
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
9. ลกั ษณะใดที่ทาให้สตั วไ์ ฟลมั อาโทรโพดาประสบความสาเรจ็ ในการอาศัยอยบู่ นบก
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
……………………………………………………
10. การเพมิ่ จานวนของแมลงนา่ จะมีผลตอ่ ววิ ัฒนาการของพชื ดอกหรือไม่ อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
11. การรับประทานหูฉลามจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศในทะเลอย่างไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
12. ปลากระดูกอ่อนกบั ปลากระดกู แขง็ แตกตา่ งกันอย่างไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
13. สาเหตใุ ดทท่ี าให้สตั วส์ ะเทินน้าสะเทินบกลดลงอย่างรวดเรว็ ใน 30 ปที ่ผี ่านมา
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
14. สตั ว์เล้ือยคลานมปี ระโยชน์อยา่ งไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
15. นกในท้องถ่ินของนักเรียนมีนกอะไรบ้าง นกเหล่านมี้ ีความสาคัญต่อระบบนิเวศอย่างไร
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

91

16. สัตวก์ ลุ่มไพรเมตมลี ักษณะใดบ้างทีแ่ ตกต่างจากสัตว์เลย้ี งลกู ดว้ ยนมกลมุ่ อืน่
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
17. ลิงโลกเกา่ กับลงิ โลกใหม่ไดแ้ ก่อะไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
18. ให้นกั เรียนแต่ละกล่มุ นาเสนอแนวคิดต่อไปนี้

- การอนรุ กั ษแ์ มงดาทะเล
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

- ข้อดี ข้อเสยี ของแมลง
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

- การแก้ปญั หาการลดลงของปลากระดูกแข็ง
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………
19. จงเติมเครื่องหมายถูกลงในตารางข้างล่างนี้ใหต้ รงกับลักษณะของสัตวน์ ้นั ๆ
ชนดิ ของสัตว์ เนื้อเย่ือแทจ้ รงิ สมมาตรแบบดา้ นขา้ ง ชอ่ งปากแบบ ตัวอ่อนมีการ

โพรโทสโทเมีย ลอกคราบ
ฟองน้า
พลานาเรยี
แมลง
หอย
ไส้เดือนดิน
20. จงเลือกสิ่งมีชวี ิต เช่น พืช หรือสัตว์ ทนี่ กั เรยี นชอบมากทีส่ ุด โดยใหน้ ักเรียนไปศกึ ษา

เก่ยี วกบั ความหลากหลายของสง่ิ มีชีวิตนน้ั แลว้ นามาเสนอหรอื เผยแพรใ่ นรูปแบบตา่ ง ๆ
………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

92

แบบทดสอบหลงั เรยี น ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6
เร่ือง อาณาจักรของสง่ิ มชี วี ิต : อาณาจักรสตั ว์
ประกอบแผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 7 รายวิชา ว33246 ชวี วทิ ยา 6

คาสั่ง ให้นกั เรยี นทาเคร่ืองหมาย (X) ลงในตวั เลอื กทเ่ี ห็นวา่ ถูกต้องท่สี ุดพยี งข้อเดียว
1.ใครคอื บิดาแห่ง Taxonomy (อนุรมวธิ าน)

1. Aristotle
2.John Ray
3.Lineus
4.Copeland
2.อาณาจักรสตั ว์แบง่ เป็นก่ีไฟลัม
1.7
2.8
3.9
4.10
3.ไฟลมั porifera มีลักษณะที่ไม่มใี ครเหมือน คือ
1.มหี นวดทีม่ ีเขม็ พษิ อยขู่ ้างใน
2.มเี ซลล์ 3 ชนดิ คอื ammoebocyte/coenocyte/porocyte
3.มีทางน้าเข้า ostium ทางน้าออก osculum และมี spicule
4. มที างนา้ เขา้ osculum ทางนา้ ออก ostium และมี spicule
4. ไฟลัม Platyhelminthes มรี ะบบประสาทแบบใด
1. ไมม่ ีระบบประสาท
2.ร่างแห (nerve net)ฃ
3.แบบขน้ั บันได (ladder type)
4. มีปมประสาทสมอง (cerebral ganglia)
5. ลกั ษณะเดน่ ของ phylum Chordata ทไี่ ม่มีไฟลัมใดเหมือน คือ
1.มีโนโตคอร์ด
2.เปน็ ผู้บรโิ ภค
3. เปน็ Eucoelomate
4. เป็น Endoskeleton
6.สตั วพ์ วกแรกท่ีมีระบบหมุนเวียนเลอื ดไดแ้ ก่
1. พยาธติ ัวกลม
2.แมเ่ พรยี ง
3.ปลงิ ทะเล
4. หอยแครง
7.กลุ่มสตั วพ์ วกใดท่มี ีการจดั ระเบยี บโครงสร้างรา่ งกายที่มีสมมาตรเป็นแบบเดยี วกนั
1.ดอกไม้ทะเล แมงกะพรนุ ดาวเปราะ

93

2.เม่นทะเล แม่เพรยี ง ฟองนา้
3. พลานาเรีย ไฮดรา โอบเี ลีย
4. เพรยี งหัวหอม หมกึ อะมีบา
8. สตั ว์ชนิดใดท่ีอยู่ใน Phylum Porifera
1.ฟองนา้
2.ไฮดรา
3. หนอนตวั กลม
4. ไส้เดือนดนิ
9.ไฟลัมใดไม่มรี ะบบหมุนเวยี นเลอื ด
1.Arthropoda
2. Mollusca
3. Nematoda
4. Anelida
10.Phylum Molluaca มรี ะบบหมนุ เวียนเลือดแบบเปดิ ยกเว้นขอ้ ใด
1. หมึก
2. ปะการัง
3.ฟองนา้
4. หนอนตวั แบน

94

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน
เร่อื ง อาณาจักรของส่ิงมีชีวติ : อาณาจักรสตั ว์

1. 1
2. 3
3. 3
4. 3
5. 1
6. 2
7. 1
8. 1
9. 3
10. 1

95

แผนกำรจดั กำรเรยี นรทู้ ี่ 8 ช้นั มัธยมศึกษำปีท่ี 6
รำยวชิ ำ ว33246 ชวี วทิ ยำ 6
หนว่ ยกำรเรยี นรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ เวลำ 2 ช่วั โมง
เร่อื ง กำรศึกษำควำมหลำกหลำยของส่ิงมีชีวติ โรงเรยี นโคกโพธิ์ไชยศึกษำ
ผสู้ อน นำงสำวปวีณำ งำมชดั

สำระชวี วิทยำ
เขา้ ใจการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม การถา่ ยทอดยีนบนโครโมโซม สมบตั ิ และหน้าทีข่ องสาร

พนั ธกุ รรม การเกิดมวิ เทชนั เทคโนโลยที างดีเอ็นเอ หลกั ฐาน ข้อมูลและแนวคดิ เกย่ี วกบั วิวัฒนาการของ
สิง่ มชี ีวติ ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ก์ การเกดิ สปชี ีสใ์ หม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนดิ ของสงิ่ มีชีวติ
ความหลากหลาย ของส่ิงมีชีวติ และอนุกรมวิธาน รวมท้ังนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรยี นรู้

อธิบายและยกตวั อยา่ งการจาแนกสง่ิ มีชีวติ จากหมวดหมู่ใหญจ่ นถึงหมวดหมู่ย่อย และวธิ ีการเขียนช่อื
วิทยาศาสตรใ์ นลาดับขัน้ สปีชีส์
จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้

1.อธิบายและยกตวั อยา่ งการจาแนกส่ิงมีชวี ิตจากหมวดหมู่ใหญจ่ นถงึ หมวดหมยู่ ่อยได้ (K)
2.ปฏิบัตกิ ิจกรรมไดอ้ ยา่ งถูกต้องและเป็นลาดับขัน้ ตอน (P)
3.รบั ผดิ ชอบตอ่ หน้าที่และมุ่งม่ันในการทางาน (A)
สำระกำรเรียนรู้

- การจาแนกสง่ิ มีชีวติ ออกเปน็ หมวดหมเู่ ป็นลาดับขั้นต่าง ๆ เริ่มจากหมวดหมใู่ หญ่แล้วแบง่ เปน็ หมวดหมู่
ย่อย มีดงั น้ี คงิ ดอม ไฟลัม คลาส ออร์เดอร์ แฟมิลี จีนัส และสปีชีส์ชื่อวิทยาศาสตร์ของส่ิงมีชีวิตในลาดับข้ันสปีชีส์ท่ี
ต้ังข้ึนตามระบบทวินามเพื่อใช้ในการระบุถึงสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดให้มีความเข้าใจถูกต้องตรงกันประกอบด้วย 2 ส่วน
โดยส่วนแรกเป็นชื่อสกุล ส่วนหลังเป็นคาที่ระบุลักษณะพิเศษของส่ิงมีชีวิตชนิดนั้น หรือเป็นคาที่มีความหมายเฉพาะ
โดยทั้ง 2 สว่ นนตี้ อ้ งเปน็ ภาษาละตนิ
สำระสำคญั

นักวิทยาศาสตร์จาแนกสิ่งมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่ เร่ิมจากหมวดหมู่ใหญ่แล้วแบ่งเป็นหมวดหมู่ย่อย
ได้แก่ คิงดอม ไฟลัม คลาส ออร์เดอร์ แฟมิลี จีนัส และสปีชีส์ โดยใช้ไดโคโทมัสคีย์เป็นเครื่องมือเพ่ือระบุ
หมวดหมูข่ องสิง่ มีชวี ติ ลาดบั ขั้นต่างๆ ซ่ึงมีหลักเกณฑ์ในการนาลักษณะที่ต่างกันของสิ่งมีชีวิตมาพิจารณาเป็นคู่
จากนน้ั มีการต้ังช่ือวิทยาศาสตร์ของสิง่ มชี ีวิตในลาดบั ข้นั สปีชสี ์ด้วยระบบทวินาม ซึ่งประกอบด้วยสองส่วน โดย
ส่วนแรกเป็นช่ือสกุล ส่วนหลังเป็นคาที่ระบุลักษณะพิเศษของส่ิงมีชีวิตชนิดน้ัน โดยท้ังสองส่วนต้องเป็นภาษา
ละตนิ
กิจกรรมกำรเรยี นรู้
ข้ันนำ

1.ครูนาสนทนาเก่ียวกับมาตราธรณีกาล และถามคาถามให้นกั เรียนรว่ มกันแสดงความคิดเหน็ เช่น
- มาตราธรณีกาลคอื อะไร จดั ทาขึ้นเพ่ืออะไร
(แนวตอบ : มาตราธรณีกาล คือ ตารางเวลาท่จี ัดทาข้นึ เพอ่ื ลาดบั เหตุการณ์กาเนิดสงิ่ มชี ีวติ ในชว่ งเวลา

ทผ่ี า่ นมา)

96

- นักวทิ ยาศาสตร์ศึกษาลาดับววิ ฒั นาการของสิ่งมีชีวติ ในอดีตได้อยา่ งไร
(แนวตอบ : ศกึ ษาจากซากดกึ ดาบรรพข์ องสิง่ มชี วี ติ )

2.นกั เรยี นศึกษาตารางธรณีกาลจากหนังสือเรียนรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา
ม.6 เลม่ 2 โดยพิจารณาลาดับเหตุการณ์กาเนิดส่ิงมีชีวติ ในแตล่ ะช่วงเวลา

3.ครถู ามคาถามเพ่อื ให้นักเรยี นร่วมกนั อภิปรายเกีย่ วกบั ลาดับเหตกุ ารณก์ าเนิดสิ่งมีชีวติ ในแตล่ ะ
ชว่ งเวลา

- รอ่ งรอยหลักฐานของสิง่ มีชวี ิตเริ่มปรากฏขึ้นเมอ่ื ใด
(แนวตอบ : ในยคุ แคมเบรียน เมือ่ ประมาณ 485 ลา้ นปกี ่อน)

- นักเรยี นคิดว่ามสี ่ิงมชี วี ิตชนิดอน่ื ๆ เกดิ ขึน้ กอ่ นยคุ แคมเบรียนหรอื ไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ : อาจมีสิ่งมีชวี ิตอ่ืนเกดิ ขึ้นกอ่ นยคุ แคมเบรยี น แตไ่ ม่หลงเหลอื หลกั ฐานไวศ้ กึ ษาได้)

- ร่องรอยหลักฐานของสง่ิ มีชวี ิตจาพวกพืชเรมิ่ ปรากฏขนึ้ เมื่อใด
(แนวตอบ : ในยุคไซลเู ลียน เม่ือประมาณ 419 ลา้ นปกี อ่ น)

- การสญู พนั ธ์ขุ องส่งิ มีชวี ติ จานวนมากที่ปรากฏในมาตราธรณีกาล เกิดข้ึนก่คี ร้ัง และยคุ ใดบ้าง
(แนวตอบ : 3 คร้ัง ในยุคแคมเบรียน ยคุ เพอร์เมียน และยุคครเี ทเชยี ส)

- ร่องรอยหลักฐานของมนษุ ย์ปรากฏข้นึ เม่ือใด
(แนวตอบ : ในยคุ ควอเทอนารี เมื่อประมาณ 2 ล้านปีก่อน)

- นักเรียนคิดวา่ ขอ้ มูลของมาตราธรณกี าลสามารถเปลย่ี นแปลงไดห้ รือไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ : เปลีย่ นแปลงไดห้ ากมกี ารคน้ พบหลักฐานี่เชื่อถอื ได้)

4.ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั สรปุ เกีย่ วกับลาดับเหตุการณ์สาคัญ ๆ ของการกาเนดิ ส่ิงมชี วี ติ ในแตล่ ะ
ช่วงเวลา
ข้นั สอน

1.ครถู ามคาถามให้นกั เรียนร่วมกันอภิปรายโดยยงั ไม่เฉลยวา่ ถูกหรอื ผิด
- สงิ่ มชี วี ิตบนโลกมปี ระมาณเทา่ ใด
- หากต้องการศึกษาสงิ่ มีชวี ิตทง้ั หมดจะมวี ิธกี ารศึกษาไดอ้ ย่างไร
- นกั วิทยาศาสตรใ์ ชข้ ้อมูลใดในการจดั หมวดหมู่ส่งิ มีชีวิต

2.นักเรยี นศกึ ษาข้อมลู และหลกั ฐานที่นกั วทิ ยาศาสตร์ใช้ในการจดั หมวดหมูส่ งิ่ มชี ีวิต จากหนังสอื เรยี น
รายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2 และอภปิ รายเพ่อื ให้ไดข้ อ้ สรปุ ร่วมกัน

3.ครถู ามคาถามเพอ่ื นาเข้าสู่การทากิจกรรม เรอื่ ง การจดั หมวดหมู่ของเมล็ดพชื
- การจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชวี ิตมวี ธิ ีการอย่างไร
(แนวตอบ : ใช้ลักษณะตา่ ง ๆ ของสงิ่ มีชวี ิต ท้งั ทเี่ หมือนกันและแตกต่างกนั ชว่ ยจดั หมวดหมู่ โดยจะ

จดั ส่งิ มชี วี ิตทมี่ ลี กั ษณะเหมอื นกันอย่ใู นกลุ่มเดยี วกนั
4.นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คนเพื่อทากิจกรรม เรื่อง การจัดหมวดหมู่เมล็ดพืช ในหนังสือเรียน

รายวชิ าเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม. 6 เล่ม 2 โดยให้นักเรียนบันทึกผลการทากิจกรรมใน
รปู แบบของแผนภาพ หรอื แผนผงั

5.นักเรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน จากน้ันให้นักเรียนร่วมกันตอบคาถาม
ท้ายกิจกรรม และสรุปผลการทากิจกรรม

97

6.นักเรยี นและครูรว่ มกนั อภปิ รายผลกิจกรรม การจัดหมวดหมู่เมล็ดพืช เพ่ือให้ได้ข้อสรุป ดังน้ี เกณฑ์ท่ีใช้

ในการแบง่ กลุ่มเมลด็ พืชของนักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ไม่มถี ูกผดิ แต่ควรพจิ ารณาวา่ เกณฑใ์ ดท่ีช่วยให้การจัดหมวดหมู่

เหมาะสมกบั ตัวอยา่ งทนี่ ามาศกึ ษามากท่ีสุด

7.ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกีย่ วกบั การจัดหมวดหมขู่ องสิง่ มีชีวิต โดยมแี นวการสรุป ดงั นี้

การจดั หมวดหมสู่ ิ่งมชี วี ิตมีหลกั เกณฑ์พนื้ ฐาน คือ จัดส่ิงมชี ีวิตทม่ี ีลกั ษณะเหมือนกันอยูใ่ นกลุม่

เดยี วกัน ซึง่ ปจั จบุ นั นักวทิ ยาศาสตรจ์ ดั หมวดหมู่ส่ิงมีชวี ติ จากหมวดหมู่ใหญล่ งไปเป็นหมวดหมู่ยอ่ ย

ไดแ้ ก่ อำณำจักร (Kingdom) ไฟลมั (Phylum) ชัน้ หรือคลำส (Class) อันดบั หรือออรเ์ ดอร์ (Order)

วงศ์หรือแฟมลิ ี (Family) สกุลหรือจนี สั (Genus) และชนิดหรอื สปีชีส์ (Species)

8.ครูนาอภปิ รายวา่ สงิ่ มีชวี ติ ตา่ ง ๆ บนโลกมชี ่อื เหมือนกันหรือไม่ อย่างไร จากนน้ั ครยู กตัวอยา่ งชื่อท้องถิ่น

ของสิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น สัปปะรด (มะนัด บักนัด ย่านัด) แล้วอธิบายเพ่ือชี้ให้นักเรียนเห็นว่าช่ือท้องถิ่น

(local name) อาจทาให้เกิดความสับสนได้ ดังนั้น จึงมีการตั้งชื่อสามัญ (common name) ขึ้น แต่อย่างไรก็

ตามช่ือสามัญก็ยังอาจทาให้เกิดความสับสนในการศึกษาอ้างอิง ดังน้ัน นักวิทยาศาสตร์จึงกาหนดการตั้งช่ือ

วทิ ยาศาสตร์ (scientific name) ของสง่ิ มชี ีวิตขึ้นมา

9.ใหน้ ักเรียนแบ่งกลมุ่ กลมุ่ ละ 4-5 คน ชว่ ยกนั สบื คน้ ข้อมูลชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ของสิ่งมชี วี ติ อยา่ งน้อยกล่มุ ละ

3 ชอื่ โดยแต่ละกลุม่ ห้ามซ้ากนั (ควรเป็นสิ่งมีชีวติ หลากหลายชนิด) จากนนั้ สง่ ตวั แทนกล่มุ ออกไปเขยี นชอื่

วิทยาศาสตร์น้นั ๆ บนกระดานหนา้ ช้ันเรียน

10.นักเรียนพิจารณาชื่อวิทยาศาสตร์ทั้งหมดท่ีเขียนอยู่บนกระดานหน้าชั้นเรียนว่ามีหลักเกณฑ์ในการ

เขียนอย่างไร

ขั้นสรุป

1.ใหน้ กั เรียนศึกษาหลักการเขียนช่ือวทิ ยาศาสตรจ์ ากหนังสอื เรียนรายวิชาเพมิ่ เติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละ

เทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2 แลว้ อภปิ รายและสรุปร่วมกัน โดยมแี นวการสรปุ ดงั น้ี

“การตง้ั ชอ่ื วิทยาศาสตรม์ กั ใชล้ ักษณะของส่ิงมีชีวิต แหลง่ กาเนิด สถานทพ่ี บ ผทู้ ่คี ้นพบ หรอื อาจตัง้

เพือ่ เป็นเกยี รติให้แก่บุคคล โดยชือ่ สว่ นแรกเป็นช่อื สกลุ หรอื จีนสั สว่ นท่สี องเปน็ ชอ่ื สปีชีส์ ซึง่ เขยี นดว้ ย

ภาษาละติน ชื่อสกุลตัวแรกต้องเปน็ ตวั พมิ พใ์ หญ่ และชื่อวทิ ยาศาสตรต์ อ้ งเขียนให้ตา่ งจากตวั อกั ษรอ่ืน ๆ

โดยอาจใช้ตัวเอน หรือตัวขดี เส้นใต้”

กำรวัดและประเมนิ ผล

รำยกำรวดั วิธีกำร เคร่อื งมอื เกณฑก์ ำร
ประเมนิ

ประเมนิ ระหว่ำงกำรจัด - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝึกหดั - ร้อยละ 60 ผา่ น

กิจกรรมกำรเรยี นรู้ - ตรวจใบงานท่ี 8 เรอื่ ง - ใบงานที่ 8 เรื่อง การ เกณฑ์

1) การศึกษาความ การจาแนกสิ่งมีชีวิตและ จาแนกสิง่ มีชวี ติ และเขยี นชอ่ื - ร้อยละ 60 ผ่าน

หลากหลายของ เขยี นชื่อวทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เกณฑ์

ส่งิ มชี ีวติ

2) การปฏบิ ตั กิ ิจกรรม - ประเมินการปฏบิ ตั ิ - แบบประเมนิ การ - ระดับคุณภาพ 2

การจดั หมวดหมู่ของ กิจกรรม ปฏบิ ตั ิกจิ กรรม ผ่านเกณฑ์

เมลด็ พืช


Click to View FlipBook Version