The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ว33246 ชีววิทยา 6 ชั้น ม.6 ภาคเรียนที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ปวีณา งามชัด, 2020-12-22 03:25:37

แผนการสอน ว33246 ชีววิทยา 6 ชั้น ม.6

ว33246 ชีววิทยา 6 ชั้น ม.6 ภาคเรียนที่ 2

98

2) การปฏิบตั ิกิจกรรม - ประเมินการปฏิบัติ - แบบประเมนิ การ - ระดับคุณภาพ 2
การใชไ้ ดโคโตมสั คยี ์ กิจกรรม ปฏิบัติกจิ กรรม ผ่านเกณฑ์
- ประเมนิ การปฏบิ ตั ิ - แบบประเมินการ - ระดับคุณภาพ 2
2) การปฏบิ ัติกิจกรรม กิจกรรม ปฏิบตั ิกิจกรรม ผ่านเกณฑ์
สรา้ งไดโคโตมัสคีย์
- ประเมินการนาเสนอ - แบบประเมนิ การนาเสนอ - ระดบั คณุ ภาพ 2
3) การนาเสนอ ผลงาน/ผลการปฏบิ ตั ิ ผลงาน ผ่านเกณฑ์
ผลงาน/ผลการปฏิบตั ิ กจิ กรรม
กจิ กรรม - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คณุ ภาพ 2
การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
2) พฤตกิ รรมการ
ทางานรายบคุ คล - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2
การทางานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์
3) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม
ทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม - แบบประเมนิ คุณลักษณะ ระดับคุณภาพ 2
อนั พงึ ประสงค์ ผา่ นเกณฑ์
4) คุณลักษณะอนั พงึ - สังเกตความมีวนิ ัย
ประสงค์ และรบั ผิดชอบ
ในการทางาน

สอ่ื /แหลง่ เรียนรู้
ส่อื กำรเรยี นรู้
1) หนังสือเรียนรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2
2) แบบฝกึ หัดรายวชิ าเพ่ิมเตมิ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2
3) ใบงานท่ี 8 เรอื ง การจาแนกสงิ่ มชี วี ิตและเขียนช่อื วทิ ยาศาสตร์
4) QR เร่อื ง การจดั หมวดหมขู่ องสงิ่ มีชีวติ
5) PowerPoint เรือ่ ง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวติ
6) ภาพสัตว์ชนิดตา่ ง ๆ
7) เมล็ดพชื

แหลง่ กำรเรยี นรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) ห้องสมดุ
3) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ

99

ใบงำนท่ี 8

เรือ่ ง กำรจำแนกสิ่งมชี ีวิตและเขียนชอื่ วิทยำศำสตร์

คำชแี้ จง : ให้นกั เรยี นจับค่กู ันสบื ค้นขอ้ มูลการจาแนกสิ่งมีชีวิตจากหมวดหมใู่ หญ่จนถึงหมวดหมูย่ ่อยของ
สิ่งมชี วี ติ จานวนอย่างน้อย 3 ชนดิ ทนี่ กั เรียนสนใจ และเขยี นชือ่ วิทยาศาสตร์ในลาดับขั้นสปีชสี ์ของ
สิ่งมีชวี ิตน้นั ๆ

สงิ่ มีชีวติ ภาพ
Kingdom
Phylum
Class
Order
Family
Genus
Species

ส่ิงมีชวี ิต ภาพ
Kingdom
Phylum
Class
Order
Family
Genus
Species

สงิ่ มีชีวิต ภาพ เฉลย
Kingdom
Phylum ใบงำนท่ี 6.1
Class เร่อื ง กำรจำแนกสิง่ มีชวี ิตและเขียนชอ่ื วทิ ยำศำสตร์
Order
Family
Genus
Species

100

เฉลยใบงำนที่ 8 เรอ่ื ง กำรจำแนกส่งิ มีชวี ติ และเขยี นชอื่ วทิ ยำศำสตร์

คำชีแ้ จง : ให้นกั เรียนจบั คกู่ นั สบื ค้นขอ้ มูลการจาแนกสิ่งมีชวี ิตจากหมวดหมู่ใหญจ่ นถึงหมวดหมู่ย่อยของ
สงิ่ มีชวี ติ จานวนอยา่ งน้อย 3 ชนิดท่ีนักเรยี นสนใจ และเขียนชื่อวิทยาศาสตรใ์ นลาดับขนั้ สปชี ีส์ของ
สิง่ มชี วี ิตน้นั ๆ

ทง้ั น้คี าตอบของนกั เรียนขน้ึ อย่กู ับดลุ พนิ ิจของคณุ ครู

สิ่งมีชีวติ หมาป่าสเี ทา (gray wolf)
Kingdom Animalia
Phylum Chordata
Class Mammalia
Order Carnivora
Family Canidae
Genus Canis
Species Canis lupus

สง่ิ มีชวี ติ ชมิ แปนซี (chimpanzee)
Kingdom Animalia
Phylum Chordata
Class Mammalia
Order Primate
Family Hominidae
Genus Pan
Species Pan troglodytes

สิ่งมีชีวิต สิงโต (lion)
Kingdom Animalia
Phylum Chordata
Class Mammalia
Order Carnivora
Family Felidae
Genus Panthera
Species Panthera leo

101

แผนกำรจดั กำรเรยี นรทู้ ่ี 9 ช้นั มธั ยมศึกษำปที ี่ 6
รำยวิชำ ว33246 ชีววทิ ยำ 6
หน่วยกำรเรยี นรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ เวลำ 2 ชวั่ โมง
เรอ่ื ง กำรศกึ ษำควำมหลำกหลำยของสิ่งมีชีวิต(ตอ่ ) โรงเรยี นโคกโพธ์ไิ ชยศึกษำ
ผสู้ อน นำงสำวปวีณำ งำมชดั

สำระชวี วิทยำ
เข้าใจการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม การถ่ายทอดยนี บนโครโมโซม สมบัติ และหน้าทข่ี องสาร

พนั ธกุ รรม การเกิดมวิ เทชนั เทคโนโลยที างดเี อ็นเอ หลกั ฐาน ข้อมูลและแนวคิดเกี่ยวกบั วิวัฒนาการของ
สง่ิ มชี ีวติ ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปชี ีสใ์ หม่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กาเนดิ ของส่ิงมีชวี ิต
ความหลากหลาย ของสงิ่ มีชีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ผลกำรเรยี นรู้

อธิบายและยกตัวอยา่ งการจาแนกสิ่งมีชวี ติ จากหมวดหมู่ใหญ่จนถงึ หมวดหมู่ย่อย และวิธีการเขยี นช่ือ
วิทยาศาสตร์ในลาดับขน้ั สปชี ีส์
จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้

1. อธบิ ายวิธกี ารเขียนชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ในลาดบั ขน้ั สปีชสี ์ได้ (K)
2. สรา้ งไดโคโทมสั คยี ์ในการระบสุ ง่ิ มชี วี ิตหรือตัวอย่างที่กาหนดออกเป็นหมวดหมู่ได้ (P)
3. รบั ผิดชอบตอ่ หนา้ ที่และมุง่ มั่นในการทางาน (A)
สำระกำรเรยี นรู้
-ไดโคโทมัสคีย์เป็นเคร่ืองมือที่ใช้เพื่อระบุหมวดหมู่ของส่ิงมีชีวิตลาดับข้ันต่างๆ โดยมีหลักเกณฑ์ในการนา
ลกั ษณะที่ต่างกนั ของสิง่ มชี วี ิตมาพจิ ารณาเปน็ คู่
-วทิ เทเกอร์ เสนอแนวความคดิ ทีว่ ่าสง่ิ มีชวี ติ พวกยูคาริโอตมวี ิวฒั นาการมาจากสิ่งมชี ีวติ พวกโพรคารโิ อต และ
จาแนกสิง่ มีชวี ติ เปน็ 5 คิงดอม ประกอบด้วย มอเนอรา โพรทิสตา พชื ฟงั ไจ และสัตว์โวสซ์ และคณะ จาแนกส่ิงมีชีวิต
เป็น 3 โดเมนประกอบดว้ ย แบคทเี รยี อาร์เคีย และยคู ารีอาโดยแนวความคิดการจาแนกสิ่งมีชีวิตแต่ละโดเมนเป็นกลุ่ม
ย่อยจะใช้หลกั ทว่ี ่า ส่ิงมชี วี ิตในกลมุ่ เดียวกันมีสายววิ ฒั นาการมาจากบรรพบรุ ุษรว่ มกัน
สำระสำคญั
นักวิทยาศาสตร์จาแนกสิ่งมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่ เริ่มจากหมวดหมู่ใหญ่แล้วแบ่งเป็นหมวดหมู่ย่อย
ได้แก่ คิงดอม ไฟลัม คลาส ออร์เดอร์ แฟมิลี จีนัส และสปีชีส์ โดยใช้ไดโคโทมัสคีย์เป็นเครื่องมือเพ่ือระบุ
หมวดหมู่ของส่งิ มชี ีวติ ลาดบั ขัน้ ต่างๆ ซ่ึงมีหลักเกณฑ์ในการนาลักษณะที่ต่างกันของส่ิงมีชีวิตมาพิจารณาเป็นคู่
จากนั้นมกี ารต้ังชื่อวิทยาศาสตรข์ องสิง่ มชี วี ติ ในลาดับขนั้ สปีชสี ด์ ้วยระบบทวนิ าม ซ่ึงประกอบด้วยสองส่วน โดย
ส่วนแรกเป็นชื่อสกุล ส่วนหลังเป็นคาที่ระบุลักษณะพิเศษของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น โดยท้ังสองส่วนต้องเป็นภาษา
ละติน
กจิ กรรมกำรเรียนรู้
ข้ันนำ
1.ครถู ามคาถามนักเรียนเพือ่ นาเข้าสกู่ ารทากจิ กรรม เรื่อง การใช้ไดโคโตมสั คยี ์
- นักวทิ ยาศาสตรร์ ะบชุ นิดของส่ิงมีชวี ติ ได้อยา่ งไร
(แนวตอบ : นกั วิทยาศาสตร์สามารถระบุชนดิ ของสิง่ มีชวี ิต โดยการสรา้ งเครื่องมือสาหรบั ตรวจหาและ

102

ระบุชนิดหรือกลมุ่ ของสิง่ มีชวี ติ ว่าเคยจดั หมวดหมู่หรือตง้ั ช่ือไว้แล้วหรอื ยงั หากพบวา่
เป็นสง่ิ มชี ีวติ ท่ไี มเ่ คยถูกจดั หมวดหมูห่ รือต้ังชือ่ มาก่อน ก็จะศกึ ษาเพ่ือจดั จาแนกและต้ัง
ชือ่ ต่อไป)
- เครื่องมือใดทช่ี ว่ ยในการระบชุ นิดของสง่ิ มชี วี ติ
(แนวตอบ : ไดโคโตมสั คีย์ (dichotomous key))
ข้นั สอน
2.นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน เพ่ือทากิจกรรม เรื่อง การใช้ไดโคโตมัสคีย์ จากหนังสือเรียนรายวิชา
เพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม. 6 เล่ม 2
3.นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลการปฏิบตั ิกิจกรรมหน้าชัน้ เรียน ร่วมกนั อภิปราย ตอบคาถามท้าย
กจิ กรรม และสรปุ ผลการทากิจกรรม
4.นกั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน เพอ่ื ทากิจกรรม เร่ือง การสรา้ งไดโคโตมสั คีย์ จากหนังสอื เรียน
รายวิชาเพ่ิมเตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม. 6 เล่ม 2
5.นกั เรยี นแตล่ ะกลุม่ นาเสนอผลการปฏิบตั ิกจิ กรรมหน้าช้นั เรยี น รว่ มกนั อภิปราย ตอบคาถามท้าย
กจิ กรรม และสรุปผลการทากิจกรรม
6.ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั สรปุ เก่ยี วกบั การระบุชนดิ ของสง่ิ มชี วี ิต โดยมแี นวการสรปุ ดงั น้ี
เนอื่ งจากสงิ่ มชี ีวิตมีหลายชนดิ นกั วิทยาศาสตร์จงึ ตอ้ งระบชุ นดิ (identification) ของสิ่งมชี วี ติ โดยใช้
เครอ่ื งมอื ท่เี รียกว่า ไดโคโตมสั คยี ์ (dichotomous key) ซ่ึงพจิ ารณาความแตกต่างของโครงสร้างทลี ะ
ลักษณะเปน็ คู่ ๆ
7.ครูถามคาถาม key Question กับนักเรยี นวา่ “เราจะศกึ ษาความหลากหลายของสงิ่ มชี ีวติ ได้อย่างไร”
(แนวตอบ : ในการศกึ ษาความหลากหลายของสง่ิ มีชีวติ ต้องมกี ารจาแนกสิง่ มีชีวิตออกเปน็ หมวดหมู่
เพ่ือให้สะดวกตอ่ การศกึ ษา โดยการศกึ ษาความหลากหลายของสิ่งมีชวี ติ แบ่งออกเปน็ 3 สว่ น
ได้แก่ การจดั หมวดหมูข่ องสิ่งมีชีวิต (classification) โดยอาศัยข้อมูลและหลักฐานจากหลาย ๆ ด้าน อาทิเช่น
หลักฐานจากซากดึกดาบรรพ์ ข้อมูลทางชีววิทยาระดับโมเลกุล ส่วนที่สอง คือ ช่ือของส่ิงมีชีวิต
(Nomenclature) และสว่ นสุดทา้ ยคือ การระบชุ นดิ ของสิ่งมชี ีวิต (Identification))
ขน้ั สรปุ
1.ครูถามคาถามเพ่ือตรวจสอบความเข้าใจของนักเรยี น เร่ืองการจดั หมวดหมู่ส่ิงมชี ีวิต ชื่อของสิง่ มีชีวิต
และการระบชุ นดิ ของส่งิ มีชวี ิต เชน่
- นกั วทิ ยาศาสตร์ใชเ้ กณฑ์ใดในการจดั หมวดหมสู่ ่งิ มชี ีวิต
(แนวตอบ : จดั ส่งิ มชี วี ติ ทมี่ ลี ักษณะเหมอื นกันอยใู่ นกลมุ่ เดยี วกัน)
- ปัจจุบันนักวิทยาศาสตรจ์ ัดหมวดหมูส่ ิ่งมีชีวิตจากหมวดหมูใ่ หญล่ งไปเปน็ หมวดหมยู่ ่อยอย่างไร
(แนวตอบ : นักวิทยาศาสตรจ์ ัดหมวดหม่สู ่ิงมีชวี ิตจากหมวดหม่ใู หญ่ลงไปเป็นหมวดหมยู่ ่อย ไดแ้ ก่
อาณาจักร (Kingdom) ไฟลัม (Phylum) ช้ันหรือคลาส (Class) อันดับ (Order) วงศ์หรือแฟมิลี (Family)
สกลุ (Genus) และชนดิ (Species))
- มนุษยม์ ีช่ือวทิ ยาศาสตร์อยา่ งไร
(แนวตอบ : Homo sapiens)
- ยกตัวอยา่ งชื่อวิทยาศาสตรข์ องส่งิ มีชวี ิตที่นกั เรยี นสนใจอยา่ งน้อย 3 ชนิด
(แนวตอบ : พจิ ารณาจากคาตอบของนกั เรยี น)

103

- ไดโคโตมสั คยี ์คืออะไร
(แนวตอบ : ไดโคโตมัสคีย์ คอื เคร่อื งมอื ทใี่ ชใ้ นการระบชุ นดิ ของส่งิ มชี ีวติ ทง้ั นีเ้ พือ่ จัดหมวดหมู่

ส่งิ มีชวี ิต)
2.ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลและนาเสนอตัวอย่างการจาแนกสิ่งมีชีวิตท่ีสนใจจากหมวดหมู่ใหญ่จนถึง

หมวดหมยู่ ่อยและเขยี นชอ่ื วทิ ยาศาสตรข์ องสิ่งมชี ีวิตท่ยี กตัวอย่าง
3.นักเรียนทา Topic Question ท้ายหัวข้อ การศึกษาความหลากหลายของส่ิงมีชีวิต ในหนังสือเรียน

รายวชิ าเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เลม่ 2
4.นักเรียนทาแบบฝึกหัด เร่ือง การศึกษาความหลากหลายของส่ิงมีชีวิต ในแบบฝึกหัดรายวิชาเพ่ิมเติม

วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เล่ม 2
5.นกั เรียนทาใบงานท่ี 9 เร่ือง การจาแนกสิ่งมชี ีวิตและเขยี นชอ่ื วทิ ยาศาสตร์

รำยกำรวดั วธิ กี ำร เครือ่ งมือ เกณฑก์ ำร
- ตรวจแบบฝกึ หัด ประเมิน
ประเมินระหว่ำงกำรจัด - ตรวจใบงานที่ 9 เร่อื ง - แบบฝึกหัด
กจิ กรรมกำรเรียนรู้ การจาแนกสิง่ มชี ีวิต - ใบงานที่ 9 เร่อื ง การ - รอ้ ยละ 60 ผา่ น
จาแนกสงิ่ มีชวี ติ เกณฑ์
1) การศึกษาความ - ประเมินการปฏบิ ัติ - ร้อยละ 60 ผา่ น
หลากหลายของ กิจกรรม เกณฑ์
ส่งิ มีชวี ติ
- แบบประเมินการ - ระดับคุณภาพ 2
2) การปฏิบัตกิ จิ กรรม ปฏบิ ตั กิ จิ กรรม ผ่านเกณฑ์
สรา้ งไดโคโตมัสคีย์

3) การนาเสนอ - ประเมนิ การนาเสนอ - แบบประเมนิ การนาเสนอ - ระดับคุณภาพ 2
ผลงาน/ผลการปฏบิ ตั ิ ผลงาน/ผลการปฏบิ ัติ ผลงาน ผ่านเกณฑ์
กจิ กรรม กจิ กรรม
- แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2
2) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม การทางานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
ทางานรายบคุ คล การทางานรายบุคคล
- แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดบั คณุ ภาพ 2
3) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม การทางานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์
ทางานกลมุ่ การทางานกลุ่ม
- แบบประเมินคุณลักษณะ ระดบั คุณภาพ 2
4) คุณลักษณะอนั พงึ - สงั เกตความมีวนิ ยั อนั พึงประสงค์ ผ่านเกณฑ์
ประสงค์ และรบั ผิดชอบ
ในการทางาน

สื่อ/ แหลง่ เรียนรู้
สอ่ื กำรเรียนรู้
1) หนังสอื เรียนรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2

104

2) แบบฝกึ หัดรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2
3) ใบงานท่ี 9 เรอื ง การจาแนกสิ่งมชี ีวติ
4) QR เรอ่ื ง การจัดหมวดหมูข่ องสง่ิ มีชวี ติ
5) PowerPoint เรอื่ ง ความหลากหลายของส่งิ มีชวี ิต
6) ภาพสตั วช์ นดิ ต่าง ๆ
7) เมล็ดพืช
แหลง่ กำรเรียนรู้
1) ห้องเรียน
2) ห้องสมดุ
3) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ

105

ใบงำนที่ 9
กำรจำแนกสง่ิ มีชวี ิต

1. จากไดโคโตมัสคยี ์ทีใ่ ช้ในการจาแนกสัตวม์ ีกระดูกสันหลงั ต่อไปนี้

1. ก. ไมม่ ีขากรรไกร A

ข. มขี ากรรไกร 2

2. ก. หายใจด้วยเหงอื กตลอดชีวิต 3

ข. หายใจด้วยปอด 4

3. ก. มกี ระดกู อ่อน B

ข. มกี ระดูกแขง็ C

4. ก. ปอดยงั ไมเ่ จริญดี ตวั อ่อนหายใจด้วยเหงอื ก D

ข. ปอดเจริญดี 5

5. ก. ไขม่ เี ปลือกหมุ้ ตัวอ่อนเจรญิ นอกตวั แม่ 6

ข. ไขไ่ มม่ เี ปลือกหมุ้ ตัวออ่ นเจริญในตวั แม่ E

6. ก. ผิวหนงั มเี กล็ด F

ข. ผวิ หนังไม่มเี กลด็ G

- A B C D E และ F นา่ จะเป็นสัตว์ในกล่มุ ใดบ้าง

- ในการจาแนกพะยูนจะต้องใชไ้ ดโคโตมัสคยี ์ในข้อใดบ้าง

2. จากรปู สุนขั จงเขียนไดโคโตมสั คยี ท์ ีใ่ ช้ในการจาแนกสุนัขกลมุ่ นี้

………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………….……………………

3. แนวคิดในการนาความเขา้ ใจเกย่ี วกบั การศึกษาความหลากหลายทางชวี ภาพไปใช้ประโยชน์

………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

4. สรปุ เกยี่ วกบั การศึกษาความหลากหลายทางชวี ภาพ

………………………………………………………………………………………………………..…………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………..…………………………

106

แผนกำรจดั กำรเรียนรทู้ ่ี 10 ชน้ั มธั ยมศึกษำปีท่ี 6
รำยวชิ ำ ว33246 ชวี วิทยำ 6
หน่วยกำรเรยี นรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ เวลำ 4 ชว่ั โมง
เร่อื ง กำรถำ่ ยทอดพลังงำนในระบบนิเวศ โรงเรียนโคกโพธิไ์ ชยศกึ ษำ
ผูส้ อน นำงสำวปวีนำ งำมชดั

สำระชวี วิทยำ
เขา้ ใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถา่ ยทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ และหน้าท่ีของสาร

พนั ธกุ รรม การเกดิ มิวเทชัน เทคโนโลยที างดเี อน็ เอ หลกั ฐาน ขอ้ มูลและแนวคิดเกีย่ วกบั วิวฒั นาการของ
สิ่งมีชวี ิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวนเ์ บิร์ก การเกิดสปชี สี ใ์ หม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนิดของส่งิ มชี ีวิต
ความหลากหลาย ของสิ่งมีชีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทงั้ นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ผลการเรยี นรู้

1.วเิ คราะห์ อธบิ าย และยกตัวอย่างกระบวนการถ่ายทอดพลงั งานในระบบนิเวศ
2.อธบิ าย ยกตวั อย่างการเกดิ ไบโอแมกนิฟิเคชนั และบอกแนวทางในการลดการเกิด
ไบโอแมกนิฟเิ คชัน
จุดประสงคก์ ำรเรยี นรู้
1. วิเคราะห์ อธิบาย และยกตัวอย่างกระบวนการถา่ ยทอดพลังงานในระบบนิเวศได้ (K)
2. อธบิ าย ยกตวั อย่างการเกิดไบโอแมกนฟิ ิเคชันได้ (K)
3. เขียนแผนภาพกระบวนการถ่ายทอดพลงั งานในระบบนิเวศได้ (P)
4. บอกแนวทางในการลดการเกิดไบโอแมกนิฟเิ คชันได้ (P)
5 .รบั ผิดชอบต่อหนา้ ท่ีและมุง่ มนั่ ในการทางาน (A)
สำระกำรเรยี นรู้
-ระบบนิเวศจะดารงอยไู่ ดต้ ้องมกี ระบวนการตา่ งๆ เกิดขึ้น กระบวนการที่สาคัญ ไดแ้ ก่ การถา่ ยทพลังงานและการ
หมนุ เวยี นสาร การถา่ ยทอดพลงั งานในระบบนิเวศสามารถแสดงไดด้ ้วยแผนภาพทเ่ี รยี กวา่ โซ่อาหาร สายใยอาหาร และ
พีระมิดทางนเิ วศวิทยา
- พลงั งานทถ่ี า่ ยทอดไปในแตล่ ะลาดับขน้ั การกินอาหารมปี ริมาณท่ีไมเ่ ทา่ กนั พลังงานส่วนใหญ่จะสูญเสียไปในรูป
ความร้อนระหวา่ งการถ่ายทอดจากสิง่ มีชีวติ หนง่ึ ไปยงั สงิ่ มีชีวิตอีกชนดิ หนงึ่
การถา่ ยทอดพลังงานในระบบนิเวศบางคร้ังอาจทาให้มีสารพิษสะสมอยู่ในส่ิงมีชีวิตด้วย เรียกว่า การเกิดไบโอแมกนิฟิ
เคชนั ซ่ึงอาจมรี ะดบั ความเข้มข้นของสารพษิ มากขึ้นตามลาดบั ขั้นของการกนิ จนอาจกอ่ ใหเ้ กดิ อนั ตรายต่อส่ิงมีชวี ิต
สำระสำคัญ
ระบบนเิ วศจะดารงอยู่ในสมดุลไดต้ อ้ งมีกระบวนการต่างๆ เกดิ ขึ้น กระบวนการท่ีสาคญั ได้แก่ การ
ถ่ายทอดพลงั งาน และการหมุนเวยี นสาร
สิ่งมชี ีวติ ในระบบนิเวศมีบทบาทตา่ งกัน ไดแ้ ก่ ผผู้ ลติ (producer) ผบู้ รโิ ภค (consumer) และผยู้ อ่ ย
สลาย (decomposer) โดยสิ่งมีชีวิตต่างๆ จะมีความสัมพันธ์กันในลักษณะของการกินต่อกันเป็นทอดๆ ในรูป
ของโซ่อาหาร (food chain) และสายใยอาหาร (food web) ซ่ึงการกินต่อกันเป็นทอดๆ น้ันทาให้เกิดการ
ถ่ายทอดพลังงาน (energy flow) โดยพลังงานท่ีถ่ายทอดไปในแต่ละลาดับข้ันการกินอาหาร (trophic level)
มปี รมิ าณที่ไมเ่ ทา่ กัน พลังงานสว่ นใหญ่จะสูญเสียไปในรูปของความร้อนระหว่างการถ่ายทอดจากสิ่งมีชีวิตหนึ่ง

107

ไปยังส่ิงมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งพีระมิดทางนิเวศวิทยา (ecological pyramid) เป็นพีระมิดท่ีใช้แสดงความสัมพันธ์
แต่ละลาดับขั้นของการกินต่อกันเป็นทอด ๆ ของส่ิงมีชีวิตในโซ่อาหารแต่ละโซ่อาหาร ซ่ึงพีระมิดทาง
นิเวศวิทยาแบง่ เปน็ 3 แบบ ไดแ้ ก่ พรี ะมิดจานวน พีระมิดมวลชวี ภาพ และพีระมดิ พลงั งาน

นอกจากพลังงานและสารอาหารที่ถูกถ่ายทอดไปในแต่ละลาดับขั้นสายใยอาหารแล้ว สารพิษต่าง ๆ เช่น
ปรอท ตะก่ัว แคดเมียม DDT ก็ถูกถ่ายทอดไปเช่นกัน แต่การถ่ายทอดสารพิษในระบบนิเวศไม่เป็นไปตามกฎ
สิบเปอร์เซน็ ต์ แต่เปน็ แบบทวีคูณ คอื สารพษิ จะเพมิ่ มากข้ึนตามลาดับชั้นของการกินต่อกันเป็นทอดๆ เรียกว่า
ปรากฎการณเ์ พ่มิ ขยายทางชวี ภาพ หรอื การเกิดไบโอแมกนิฟิเคชัน (biomagnification
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
ขัน้ นำ
1. ครูถามคาถามเพอ่ื ทบทวนความรเู้ ดมิ ที่นักเรยี นเคยศึกษามาแล้ว ในประเด็นต่าง ๆ ดงั นี้

- ความหมายของระบบนิเวศ
(แนวตอบ : ระบบนเิ วศ หมายถึง ความสมั พนั ธข์ องกลมุ่ สิง่ มีชวี ิตกบั สงิ่ แวดล้อม ซ่งึ เป็น

ความสัมพนั ธ์ระหว่างส่งิ มชี วี ิตกับส่ิงมีชวี ติ และสิง่ มีชวี ติ กับสภาพแวดลอ้ มทางกายภาพ)
- บทบาทหน้าทข่ี องสง่ิ มีชวี ิตในระบบนิเวศ
(แนวตอบ : ส่งิ มชี วี ติ ในระบบนิเวศมบี ทบาทตา่ งกนั ซ่งึ แบ่งออกเป็น 3 ชนดิ ไดแ้ ก่ ผู้ผลิต

(producer) ผบู้ รโิ ภค (consumer) ผยู้ ่อยสลายอินทรยี สาร (decomposer))
- ความสัมพนั ธ์ระหว่างสงิ่ มีชีวิตในระบบนิเวศ
(แนวตอบ : สิ่งมีชวี ิตต่าง ๆ ในระบบนเิ วศมคี วามสมั พนั ธ์กนั ในลักษณะของการกินต่อกันเปน็

ทอด ๆ เช่น ผู้ผลิตถูกกินโดยผู้บริโภคพืช ในขณะที่ผู้บริโภคพืชจะถูกกินโดยผู้บริโภคสัตว์ และผู้บริโภคสัตว์ก็
สามารถถูกกินโดยผู้บริโภคสัตว์ชนิดอื่น ๆ ได้ เม่ือผู้ผลิตและผู้บริโภคตายลงจะถูกย่อยสลายโดยผู้ย่อยสลาย
อินทรียสาร เปล่ียนซากพืชซากสัตว์ให้กลายเป็นสารอนินทรีย์กลับสู่ระบบนิเวศ ซึ่ผู้ผลิตสามารถดูดซึมและ
นาไปใช้ในการเจริญเตบิ โตได้

- ความสัมพันธ์ระหวา่ งส่ิงมชี วี ิตกบั ส่ิงแวดล้อมในระบบนิเวศ
(แนวตอบ : ส่งิ มชี วี ิตกับสง่ิ แวดล้อมทสี่ ง่ิ มชี ีวติ นน้ั ๆ อาศยั จะมีความสมั พันธ์ เน่อื งจากการ

ดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตจาเป็นต้องอาศัยปัจจัยทางกายภายในสิ่งแวดล้อม เช่น แสงแดด อุณหภูมิ น้า อากาศ
และแรธ่ าตุ เพอ่ื ช่วยในการดารงชวี ิตและการเจริญเตบิ โต
2. นกั เรียนร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับกระบวนการสาคัญท่ีทาให้ระบบนิเวศสามารถคงสภาพอยู่ได้อย่างสมดุล

เพ่ือให้ได้ขอ้ สรุป โดยควรได้ข้อสรุปว่า
“การถ่ายทอดพลงั งานและการหมนุ เวียนสารในระบบนเิ วศเป็นกระบวนการสาคัญท่ที าใหร้ ะบบนิเวศ

สามารถคงสภาพอยู่ได”้
3. ถามคาถาม Key Question จากหนังสือเรียน รายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6

เลม่ 2 เพือ่ นาเขา้ สบู่ ทเรียนวา่ “ระบบนิเวศจะดารงอยไู่ ดอ้ ย่างสมดลุ ต้องอาศัยกระบวนการใดบา้ ง”
(แนวตอบ : ระบบนิเวศจะดารงอยูไ่ ด้อย่างสมดุลจาเป็นต้องอาศยั 2 กระบวนการ ไดแ้ ก่ การถ่ายทอดพลัง
ไปในทศิ ทางเดียว (energy flow) และการหมุนเวยี นสาร (nutrient cycle))
ขน้ั สอน
1.นกั เรียนตอบคาถามเพอื่ นาเข้าส่กู ารคน้ ควา้ หาความรู้

- การถา่ ยทอดพลังงานในสิ่งมชี ีวติ เกดิ ขนึ้ ในรูปแบบใด

108

(แนวตอบ : การถา่ ยทอดพลงั งานในสิ่งมีชวี ติ เกิดข้นึ ในรูปแบบของโซ่อาหาร สายใยอาหารและ
พรี ะมิดทางนเิ วศวทิ ยา)

2.นกั เรียนสืบคน้ ข้อมลู และศึกษาเกย่ี วกับการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ ในหัวข้อตา่ ง ๆ ดังนี้
- โซ่อาหาร
- สายใยอาหาร
- พรี ะมิดทางนเิ วศวทิ ยา

โดยนักเรียนแต่ละคนสืบค้นและศึกษาจากหนังสือเรียนรายวิชาเ พิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 หรือจากแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ เช่น ส่ือออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือ แล้วจดบันทึก
สาระสาคัญลงในสมดุ ประจาตัวนักเรยี น
3.นักเรียนแตล่ ะคนทาใบงานท่ี 10 เร่ือง การถ่ายทอดพลังงานในระบบนเิ วศ
4.ถามคาถามเพือ่ ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นเบือ้ งต้นเกี่ยวกับการถา่ ยทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ

- จงอธบิ ายความหมายของโซอ่ าหาร
(แนวตอบ : โซอ่ าหาร (food chain) เป็นลาดับขน้ั ของการกนิ ต่อกันเป็นทอด ๆ ของสิ่งมชี วี ิต

โดยอาจเริ่มจากผู้ผลติ ไปสู่ผ้บู ริโภคลาดบั ท่ี 1 จนถงึ ผู้บรโิ ภคลาดบั สดุ ทา้ ย)
- ในระบบนิเวศหนงึ่ ๆ จะมโี ซอ่ าหารเพยี งโซ่เดยี วหรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ : ในระบบนเิ วศหนง่ึ ๆ จะมโี ซอ่ าหารหลายโซ่อาหาร เน่อื งจากในธรรมชาตกิ ารกนิ ตอ่

กันเป็นทอดๆ ของสิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธ์เช่ือมโยงกันซับซ้อน สิ่งมีชีวิตบางชนิดสามารถกินสิ่งมีชีวิตอ่ืนได้
หลายชนิด และสง่ิ มีชีวติ บางชนดิ ก็เปน็ อาหารใหส้ ง่ิ มีชวี ติ อ่ืนหลายชนิด)

- พีระมิดทางนิเวศวิทยาท่ีสามารถแสดงความสัมพันธ์แต่ละลาดับขั้นของการกินต่อกันเป็นทอด ๆ
ของสง่ิ มชี ีวติ ในโซ่อาหารแต่ละสายไดด้ ที ส่ี ดุ คอื พีระมิดชนิดใด

(แนวตอบ : พรี ะมดิ พลงั งาน)
5.นกั เรียนศึกษาเพิม่ เติมเก่ียวกับพลงั งานท่ถี ่ายทอดไปในแตล่ ะลาดับขั้นของการกินต่อกันเป็นทอด ๆ ของ

สิ่งมชี วี ติ ตามหลกั การของลินดแ์ มน (Lindman) ที่เรียกวา่ กฎสบิ เปอร์เซ็นต์

6.นกั เรียนตอบคาถามครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั อภปิ รายวา่
- หากมีสารพษิ ปนเปื้อนในสงิ่ มชี วี ติ ที่เปน็ ผผู้ ลิต สารพิษนัน้ จะถูกถา่ ยทอดไปสู่สิ่งมีชีวิตอื่นได้หรือไม่
อย่างไร
(แนวตอบ : ได้ เนือ่ งจากลาดับข้ันของการกนิ ตอ่ กันเปน็ ทอด ๆ ของสิง่ มีชวี ิตมักเรม่ิ ทีผ่ ผู้ ลิตไปสู่

ผบู้ ริโภคลาดบั ต่อ ๆ ไปจนถงึ ผบู้ รโิ ภคลาดับสุดท้าย ส่งผลให้สารพิษท่ีปนเป้ือนจะถูกถ่ายทอดไปตามโซ่อาหาร
เช่นเดียวกับพลังงานและสารอาหาร โดยการถ่ายทอดสารพิษจะไม่เป็นไปตามกฎสิบเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการ
เพิม่ แบบทวีคูณ ดงั น้นั ผู้บรโิ ภคลาดบั สดุ ท้ายจะมีปริมาณสารพษิ สะสมในร่างกายสงู ที่สดุ )

7.นกั เรยี นทาแบบฝึกหดั เรอ่ื ง การถ่ายทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ ในแบบฝึกหัดรายวิชาเพม่ิ เติม
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เลม่ 2

8.นักเรียนทา Topic Question ท้ายหวั ขอ้ การถา่ ยทอดพลังงานในระบบนเิ วศ ในหนงั สือเรยี นรายวิชา
เพ่ิมเตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2

9.ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดไบโอแมกนิฟิเคชัน โดย
ยกตัวอย่างการเกดิ ไบโอ

109

แมกนฟิ ิเคชันในชีวิตประจาวัน พร้อมทั้งเสนอแนวทางในการลดการเกิดไบโอมแมกนิฟิเคชัน ทาป้ายนิเทศส่ง

ครผู ูส้ อน

ขนั้ สรปุ

1.นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเก่ยี วกับ เรื่อง การถ่ายทอดพลงั งานในระบบนิเวศโดยควรสรุปได้ ดังน้ี

สง่ิ มีชีวติ ในระบบนเิ วศมีความสมั พนั ธก์ ันในลักษณะของการกินต่อกันเป็นทอดๆ ในรปู ของโซอ่ าหาร (food

chain) และสายใยอาหาร (food web) ซ่ึงการกนิ ต่อกันเป็นทอดๆ น้ันทาให้เกดิ การถ่ายทอดพลงั งาน

(energy flow) โดยพลงั งานที่ถา่ ยทอดไปในแต่ละลาดับขั้นมีปริมาณทีไ่ มเ่ ท่ากนั พลังงานสว่ นใหญ่จะสูญเสีย

ไปในรปู ของความรอ้ นระหว่างการถา่ ยทอดจากส่ิงมีชวี ติ หน่งึ ไปยงั สิง่ มีชีวิตอีกชนิดหนงึ่ ตามกฎสิบเปอร์เซ็นต์

(law of ten percent)

นอกจากพลังงานและสารอาหารที่ถูกถ่ายทอดไปในแต่ละลาดับขน้ั ของการกนิ ต่อกันเป็นทอด ๆ ของ

ส่ิงมีชวี ติ แลว้ สารพษิ ต่าง ๆ เชน่ ปรอท ตะกว่ั แคดเมียม DDT ก็ถกู ถา่ ยทอดไปเช่นกนั แตก่ ารถา่ ยทอด

สารพษิ ในระบบนิเวศไมเ่ ป็นไปตามกฎสบิ เปอรเ์ ซน็ ต์ ซง่ึ จะถ่ายทอดแบบทวีคูณ คือ สารพิษจะเพ่ิมมากข้ึน

ตามลาดบั ช้ันของการกินต่อกันเป็นทอดๆ เรียกวา่ การเกิดไบโอแมกนิฟิเคชัน (biomagnification)

การวัดและการประเมินผล

รำยกำรวัด วธิ ีกำร เคร่อื งมอื เกณฑก์ ำรประเมิน

กำรจดั กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ - ตรวจใบงานท่ี 10 เรอ่ื ง - ใบงานที่ 10 เรอ่ื ง การ - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์

1) การถ่ายทอด การถา่ ยทอดพลงั งานใน ถา่ ยทอดพลังงานใน - ระดับคุณภาพ 2

พลงั งานในระบบ ระบบนิเวศ ระบบนเิ วศ ผ่านเกณฑ์

นิเวศ - ป้ายนเิ ทศ เรอ่ื ง - แบบประเมนิ ชนิ้ งาน - รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์

ตัวอยา่ งและแนว - แบบฝกึ หัด

ทางการลดการเกดิ ไบ

โอแมกนิฟิเคชนั

- ตรวจแบบฝกึ หดั

2) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2

ทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์

3) คุณลกั ษณะอนั พึง - สังเกตความมวี นิ ัย - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพ 2
ประสงค์ และรับผดิ ชอบ คุณลกั ษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทางาน อันพึงประสงค์

ส่อื /แหลง่ กำรเรยี นรู้
สอื่ กำรเรียนรู้

1) หนังสอื เรียน รายวชิ าเพม่ิ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
2) เพมิ่ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
3) ใบงานท่ี 10 การถา่ ยทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ
4) PowerPoint เรอ่ื ง ระบบนเิ วศ

110

แหลง่ กำรเรยี นรู้
1) หอ้ งเรียน
2) หอ้ งสมุด
3) แหลง่ ข้อมูลสารสนเทศ

111

ใบงำนท่ี 10
เรื่อง กำรถ่ำยทอดพลงั งำนในระบบนิเวศ

คำช้แี จง : ให้นักเรียนตอบคาถามเกย่ี วกบั การถา่ ยทอดพลังงานในระบบนเิ วศ
1. โซ่อาหารกบั สายใยอาหารเหมือนกนั หรือแต่งตา่ งกันอย่างไร

2. พิจาณาภาพสายใยอาหารที่กาหนดให้ แลว้ ระบุวา่ สามารถแยกเป็นโซ่อาหารได้ก่สี าย อะไรบ้าง

สิงโต หมำไน

เหยีย่ ว แพะ
แมวปำ่

นกฮกู

กระต่ำย

จากสายใย งู หนู พชื อาหารท่ี
กาหนดให้
โซอ่ าหาร ดังน้ี
สามารถแยกเป็นโซ่อาหารได้จานวน

112

3. จงเตมิ ข้อความลงในแผนผังใหส้ มบูรณ์

พรี ะมิดทำงนเิ วศวิทยำ (ecological pyramid)

พรี ะมิดจำนวน

พีระมิดมวลชีวภำพ

พีระมดิ พลงั งำน

113

ใบงำนที่ 10 เฉลย
เร่ือง กำรถำ่ ยทอดพลังงำนในระบบนิเวศ

คำชแ้ี จง : ให้นักเรียนตอบคาถามเกยี่ วกบั การถา่ ยทอดพลงั งานในระบบนเิ วศ
1. โซอ่ าหารกับสายใยอาหารเหมอื นกนั หรือแต่งต่างกนั อยา่ งไร
ทงั้ โซ่อาหาร (food chain) และสายใยอาหาร (food web) เปน็ ลาดบั ขน้ั ของการกินต่อกันเป็น
ทอดๆ ของส่ิงมีชวี ิต แตส่ ายใยอาหารเปน็ ความสัมพันธ์ของโซอ่ าหารหลายโซอ่ าหาร

2. พิจาณาภาพสายใยอาหารทก่ี าหนดให้ แลว้ ระบวุ า่ สามารถแยกเปน็ โซ่อาหารได้กี่สาย อะไรบา้ ง

สงิ โต หมำไ


เหยย่ี ว แพะ
แมว
พชื
นกฮกู ป่ำ
สงิ โต
กระตำ่ ย

จากสายใยอาหาร งู หนู ที่กาหนดให้
สามารถแยกเปน็

โซอ่ าหารไดจ้ านวน 8 โซอ่ าหาร ดงั น้ี เหย่ยี ว
พืช หนู งู แมวปา่
พืช หนู งู
พืช หนู นกฮูก สงิ โต
พืช หนู แมวปา่ สิงโต
พชื กระตา่ ย แมวป่า สงิ โต
พชื กระต่าย หมาใน สิงโต
พืช แพะ หมาใน
พืช แพะ สงิ โต

114

3. จงเตมิ ข้อความลงในแผนผงั ใหส้ มบรู ณ์

พรี ะมดิ ทำงนเิ วศวิทยำ (ecological pyramid)

เปน็ พีระมิดท่ีใชแ้ สดงความสัมพันธแ์ ตล่ ะลาดบั ขน้ั ของการกินต่อกันเป็นทอดๆ ของ
ส่ิงมีชีวติ ในโซ่อาหารแตล่ ะสาย

พรี ะมิดจำนวน

เ ป็ น พี ร ะ มิ ด ท่ี แ ส ด ง สั ด ส่ ว น จ า น ว น
ส่ิงมีชีวิตในโซ่อาหารหนึ่งๆ ซ่ึงพิจารณาจาก
จานวนของสิ่งมีชีวิตต่อหน่วยพื้นที่ โดยให้ผู้ผลิต
เป็นฐานพีระมิด ส่วนผู้บริโภคลาดับต่างๆ อยู่ใน
ลาดับขั้นสูงข้ึนไปของพีระมิด ซึ่งมีหน่วยเป็น
จานวนต่อตารางเมตร

พรี ะมิดมวลชีวภำพ

เป็นพีระมิดที่แสดงสัดส่วนมวลชีวภาพ
(นา้ หนักแห้ง) ของสิง่ มีชวี ติ ในโซ่อาหารหนึ่งๆ โดย
ให้ผผู้ ลติ อยู่บรเิ วณฐานพรี ะมดิ สว่ นผ้บู ริโภคลาดับ
ต่างๆ อยู่ลาดับข้ันสูงขึ้นไปของพีระมิด มีหน่วย
เปน็ นา้ หนกั แหง้ ตอ่ พ้ืนทีห่ รอื ปริมาตร

พีระมิดพลังงำน

เป็นพีระมิดแสดงค่าพลังงานในส่ิงมีชีวิต
ในแต่ละลาดับข้ันของโซ่อาหาร โดยให้ผู้ผลิตอยู่
บริเวณฐานพีระมิด ส่วนผู้บริโภคลาดับต่างๆ อยู่
ลาดับข้ันสูงขึ้นไปของพีระมิด ซ่ึงมีหน่วยเป็นกิโล
แคลอรีตอ่ ตารางเมตรตอ่ ปี

115

แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 11 ชัน้ มธั ยมศึกษำปีที่ 6
รำยวชิ ำ ว33246 ชีววิทยำ 6
หนว่ ยกำรเรียนรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ เวลำ 2 ชวั่ โมง
เรือ่ ง ระบบนเิ วศและไบโอม โรงเรียนโคกโพธไิ์ ชยศึกษำ
ผสู้ อน นำงสำวปวีณำ งำมชัด

สำระชีววิทยำ
เขา้ ใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบตั ิ และหน้าทข่ี องสาร

พนั ธกุ รรม การเกิดมวิ เทชัน เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอ หลกั ฐาน ข้อมูลและแนวคิดเก่ียวกบั วิวัฒนาการของ
ส่งิ มีชวี ติ ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวนเ์ บิร์ก การเกิดสปีชสี ใ์ หม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนิดของสิง่ มีชีวิต
ความหลากหลาย ของสงิ่ มชี ีวิต และอนุกรมวิธาน รวมทง้ั นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ผลกำรเรยี นรู้

สบื ค้นขอ้ มูล ยกตัวอยา่ ง และอธิบายลกั ษณะของไบโอมท่กี ระจายอย่ตู ามเขตภูมิศาสตร์ต่างๆ บนโลก
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

1. อธบิ ายและยกตัวอย่างลักษณะของไบโอมท่ีกระจายอยตู่ ามเขตภูมศิ าสตร์ต่าง ๆ บนโลกได้ (K)
2. สืบคน้ ขอ้ มลู และนาเสนอลักษณะของไบโอมท่ีกระจายอยตู่ ามเขตภูมิศาสตรต์ ่าง ๆ บนโลกได้ (P)

3. รบั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ที่และมงุ่ มน่ั ในการทางาน (A)
สาระการเรียนรู้
ไบโอมคือระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่กระจายอยู่ตามเขตภูมิศาสตร์ต่างๆ บนโลก เช่น ไบโอมทุนดรา ไบโอมสะวันนา ไบ
โอมทะเลทราย โดยแต่ละไบโอมจะมีลกั ษณะเฉพาะของปจั จยั ทางกายภาพ ชนิดของ]พืช และชนดิ ของสัตว์
สำระสำคญั

ระบบนเิ วศ หมายถงึ ความสมั พันธข์ องกลุ่มส่งิ มีชวี ิต (community) กบั สง่ิ แวดลอ้ ม (environment)
โดยมอี งคป์ ระกอบสาคัญ 2 ส่วน ได้แก่ องคป์ ระกอบที่ไม่มีชีวติ (abiotic component) ซึง่ ประกอบไปดว้ ย
อนินทรียสาร อินทรียสาร และสภาพแวดล้อมทางกายภาย และองค์ประกอบที่มีชีวิต (biotic component)
ซ่งึ ประกอบไปด้วย ผผู้ ลติ ผบู้ ริโภค และผูย้ ่อยสลายอินทรยี สาร

ระบบนิเวศมีทง้ั ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น ระบบนเิ วศแหลง่ น้าเปน็ ระบบนเิ วศขนาดเลก็ ที่อยู่ใน
ระบบนิเวศป่าไม้ซึ่งเป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ ระบบนิเวศใดท่ีมีองค์ประกอบทางกายภาพและองค์ประกอบ
ทางชีวภาพคล้ายคลึงกัน เรียกว่า ชีวนิเวศ หรือไบโอม (biomes) โดยไบโอมต่างๆ กระจายอยู่ในเขต
ภูมิศาสตร์ต่างกัน ซ่ึงแต่ละไบโอมจะมีลักษณะเฉพาะของปัจจัยทางกายภาพ ชนิดของพืช และชนิดของสัตว์
แตกต่างกนั
กิจกรรมกำรเรียนรู้
ขัน้ นำ
ข้ันกำรใชค้ วำมรเู้ ดมิ เช่ือมโยงควำมรใู้ หม่ (Prior Knowledge)

1.นักเรยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 7 ระบบนเิ วศ
2.นักเรียนทา Check for Understanding จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2 เพื่อตรวจสอบความเขา้ ใจของตนเองกอ่ นเรียน
3.ครถู ามคาถามเพอ่ื ตรวจสอบความรเู้ ดิมของนกั เรยี น โดยใหน้ กั เรียนร่วมกันตอบ ดงั นี้

116

- ระบบนเิ วศมีโครงสร้างพ้ืนฐานอะไรบา้ ง
(แนวตอบ : - กลุม่ ส่งิ มชี วี ิต (community)
- ส่ิงแวดล้อม (environment)
- แหล่งทอี่ ยู่อาศัย (habitat))

- ระบบนเิ วศมอี งค์ประกอบก่สี ่วน อะไรบา้ ง
(แนวตอบ : 2 ส่วน ดังนี้
- องคป์ ระกอบที่ไมม่ ีชีวติ (abiotic Components) จาแนกได้เป็น 3 สว่ น ได้แก่ อนนิ ทรยี สาร

(inorganic substance) เช่น คาร์บอน คาร์บอนไดออกไซด์ น้า อินทรียสาร (organic substance) เช่น
คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (physical environment) เช่น ความช้ืน
อณุ หภมู ิ แสง

- องค์ประกอบที่มีชีวิต (biotic components) ได้แก่ สิ่งมชี ีวิตตา่ ง ๆ)
- สิง่ มชี ีวติ ในระบบนเิ วศมบี ทบาทหน้าท่ีเหมอื นกนั หรอื ไม่ อย่างไร

(แนวตอบ : ต่างกัน จึงแบง่ ส่ิงมชี ีวติ ตามบทบาทหน้าท่ีได้ 3 ชนิด ดงั น้ี
- ผู้ผลิต (producer) หมายถงึ ส่งิ มีชวี ิตทส่ี รา้ งอาหารเองได้ โดยกระบวนการสงั เคราะห์แสง
(photosynthesis) ได้แก่ พชื แพลงตอนพชื แบคทีเรียบางชนิด
- ผู้บริโภค (consumer) หมายถึง สงิ่ มชี วี ิตทสี่ ร้างอาหารเองไมไ่ ด้ แตไ่ ดร้ ับอาหารจากการกิน
ส่งิ มีชวี ติ อนื่
- ผ้ยู อ่ ยสลายอนิ ทรียสาร (decomposer) หมายถึง สิ่งมีชีวติ ที่สร้างอาหารเองไม่ได้ แต่จะได้
อาหารโดยการปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสลายซากของส่ิงมีชีวิตให้เป็นสารที่มีโมเลกุลเล็กแล้วดูดซึมไปใช้
บางส่วน และสว่ นทเี่ หลือจะปล่อยออกสูร่ ะบบนเิ วศ)
4.ครูถามคาถาม Big Question เพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียนว่า “ส่ิงต่าง ๆ ในระบบนิเวศมี
ความสัมพนั ธ์กนั อยา่ งไร”
(แนวตอบ : สิง่ ต่าง ๆ ในระบบนิเวศ (Ecosystem) มีความสมั พนั ธ์กันอย่างเปน็ ระบบ ซง่ึ เป็น
ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มของสิ่งมีชีวิต (community) กับสิ่งแวดล้อม (environment) ที่ทาให้ระบบนิเวศ
อยใู่ นสมดลุ และดารงอยตู่ ่อไปได้ โดยระบบนเิ วศประกอบไปด้วย องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต เช่น แสงอาทิตย์ น้า
อากาศ แร่ธาตุ และองค์ประกอบที่มีชีวิต ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ย่อยสลายอินทรียสาร ซึ่งความสัมพันธ์ของ
องค์ประกอบเหล่าน้ีเร่ิมจากผู้ผลิตจะถูกกินโดยผู้บริโภค เม่ือผู้ผลิตและผู้บริโภคตายลงจะกลายเป็นซากของ
สง่ิ มชี ีวติ ซ่ึงจะถกู ยอ่ ยสลายโดยผ้ยู อ่ ยสลายอนิ ทรียสารใหก้ ลายเปน็ สารอนนิ ทรยี ์ทีผ่ ู้ผลิตสามารถดูดซมึ
และนาไปใชใ้ นการเจรญิ เตบิ โต)
5.ครูถามคาถาม Key Question จากหนงั สือเรียนรายวชิ าเพิ่มเตมิ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วิทยา
ม.6 เล่ม 2 เพือ่ นาเขา้ สบู่ ทเรียนวา่ “ไบโอมแตล่ ะบริเวณมลี ักษณะแตกต่างกนั อย่างไร”
(แนวตอบ : ไบโอมแตล่ ะบริเวณจะมลี กั ษณะแตกต่างกันตามลักษณะเฉพาะของปัจจยั ทางกายภาพ ชนิด
ของพชื และชนดิ ของสัตว์ โดยไบโอมแบ่งออกเป็น 2 กลมุ่ ได้แก่ ไบโอมบนบก (terrestrial biomes) ซ่ึงในแต่
ละบริเวณจะถูกกาหนดด้วยปริมาณน้าฝนและอุณหภูมิเฉล่ียตลอดท้ังปี และไบโอมแหล่งน้า (freshwater
biomes) ซง่ึ ถกู กาหนดดว้ ยระดับความลกึ ที่แสงสวา่ งส่องถงึ และองค์ประกอบทางเคมีของแหล่งน้า เช่น ความ
เคม็ (salinity))
ขัน้ สอน

117

1.ครเู ปดิ วดี ิทศั นเ์ กีย่ วกบั ระบบนเิ วศให้นกั เรยี นดู โดยอาจนามาจากเว็บไซตต์ า่ ง ๆ เช่น
- https://www.youtube.com/watch?v=bJEToQ49Yjc
- https://www.youtube.com/watch?v=JPHqUxxyLsY
- https://www.youtube.com/watch?v=sKJoXdrOT70

2.นกั เรยี นดูวีดทิ ศั นเ์ กี่ยวกบั ระบบนิเวศแล้วจดบนั ทกึ คาสาคญั ลงในสมุดประจาตัวของนักเรยี น
3.นกั เรียนแบ่งกลุ่มตามความสมัครใจ ใหไ้ ดจ้ านวน 9 กลุม่ จากน้ันใหแ้ ต่ละกลมุ่ พิจารณาภาพแผนที่
แสดงไบโอมท่ีกระจายอยู่ตามเขตภูมิศาสตร์ต่าง ๆ จากหนังสือเรียน ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 หรือสืบค้นข้อมูล
เพ่ิมเติมจากแหล่งเรียนรู้อ่ืน ๆ เช่น อินเทอร์เน็ต (ครูแนะนาให้นักเรียนสืบค้นจากแหล่งข้อมูลที่มีความ
นา่ เชือ่ ถือ)
4.นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ ทากจิ กรรมในใบงานท่ี 7.1 เร่ือง ทัวร์ไบโอม โดยให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมา
จับสลากหมายเลขว่าจะไดท้ าทวั ร์ไบโอมชนดิ ใด ดงั นี้
- ไบโอมปา่ ดบิ ชื้น
- ไบโอมป่าผลัดใบในเขตอบอุ่น
- ไบโอมไทกา
- ไบโอมทุ่งหญา้ เขตอบอุ่น
- ไบโอมสะวันนา
- ไบโอมทะเลทราย
- ไบโอมทนุ ดรา
- ไบโอมแหล่งนา้ จืด
- ไบโอมแหลง่ น้าเคม็

ช่วั โมงที่ 2

1.นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ออกมาแสดงบทบาทสมมตินาเสนอแพ็คเกจทัวร์ พรอ้ มแจกแผ่นพันหรือโปสเตอร์
ประชาสัมพนั ธป์ ระกอบการนาเสนอ โดยใชเ้ วลากลุ่มละไม่เกิน 5 นาที

2.เมื่อนกั เรยี นแต่ละกลุ่มนาเสนอแพค็ เกททัวร์จบแลว้ ใหค้ รแู ละนกั เรียนคนอืน่ ๆ รว่ มกันอภปิ รายพดู คยุ
เกี่ยวกบั แพ็คเกจทัวรน์ ัน้ อย่างส้ัน ๆ

3.นกั เรียนร่วมโหวตแพค็ เกททัวร์ทมี่ คี วามน่าสนใจทส่ี ดุ โดยนกั เรียนแตล่ ะคนมสี ิทธโ์ิ หวตคนละ 1 เสียง
4.ครูและนักเรยี นร่วมกันอภปิ รายเกีย่ วกับไบโอมท่ีได้รบั คะแนนโหวตมากที่สุด
5.ถามคาถามเพือ่ ตรวจสอบความเข้าใจของนักเรยี นเกีย่ วกบั ไบโอมต่าง ๆ เช่น

- ไบโอมป่าดบิ ช้นื มีลกั ษณะเฉพาะของปจั จัยทางกายภาพอยา่ งไร
(แนวตอบ : มภี มู อิ ากาศร้อนชน้ื ตลอดปีและมฝี นตกชกุ พบบรเิ วณใกล้เส้นศูนยส์ ูตรจนถึงละติจูด

20 องศาเหนอื และองศาใต้)
- ในประเทศไทยพบไบโอมปา่ ดบิ ชืน้ ท่ีบริเวณใด
(แนวตอบ : คอคอดกระ จังหวัดระนอง ปา่ ฮาลา-บาลา จงั หวดั นราธิวาส เขาสก

จังหวัดสุราษฎร์ธานี)
- ไบโอมป่าผลดั ใบในเขตอบอุ่นมีลกั ษณะเฉพาะของปจั จัยทางกายภาพอย่างไร

118

(แนวตอบ : มีภมู ิอากาศเยน็ มคี วามชื้นพอท่ีตน้ ไมใ้ หญ่จะเจริญเติบโตได้ ต้นไมจ้ ะผลัดใบก่อนถึง
ฤดูหนาว และผลิใบหลังฤดูหนาว พบท่ัวไปในบริเวณละติจูด 30-60 องศาเหนือและองศาใต้ ในทวีปอเมริกา
เหนอื ยโุ รป เอเชียตะวันออก)

- ในประเทศไทยพบไบโอมป่าผลดั ใบในเขตอบอุน่ ที่บรเิ วณใด
(แนวตอบ : ทุ่งแสลงหลวง จังหวดั พิษณุโลก)

- ทงุ่ หญ้าแพรรกี ับทงุ่ หญ้าสเตปป์แตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวตอบ : ทุ่งหญ้าแพรรี (prairie) พบพืชจาพวกหญ้าท่ีมลี าตน้ ส้ัน ออ่ นนุม่ ขน้ึ ปะปนอยกู่ ับพชื

ลม้ ลุกหลายชนิด สว่ นทงุ่ หญ้าสเตปป์ (steppe) พบพืชจาพวกหญา้ ท่ีมลี าตน้ สั้นกว่าท่ีพบในทงุ่ หญ้าแพรรี)
- จงยกตวั อยา่ งสถานทท่ี พ่ี บไบโอมสะวนั นา
(แนวตอบ : ทงุ่ หญ้าสะวันในทวีปแอฟรกิ า ปา่ เตง็ รงั ในทงุ่ ใหญ่นเรศวร จังหวดั ตาก)
- ไบโอมทะเลทรายมลี กั ษณะเฉพาะของปัจจัยทางกายภาพอยา่ งไร
(แนวตอบ : มีลกั ษณะภมู ิอากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง)
- จงยกตวั อยา่ งสถานทท่ี พี่ บไบโอมทะเลทราย
(แนวตอบ : ทะเลทรายซาฮารา (sahara) ในทวีปแอฟริกา ทะเลทรายโกบี (gobi) ในประเทศ
มองโกลเลีย ทะเลทรายโมฮาวี (mojave) ประเทศสหรฐั อเมรกิ า)
- ไบโอมทนุ ดรามลี กั ษณะเฉพาะของปัจจัยทางกายภาพอย่างไร
(แนวตอบ : มีฤดูหนาวยาวนาน ฤดูร้อนสั้น ช้ันดินจับตัวกันเป็นน้าแข็ง ปริมาณฝนน้อยมาก
ส่วนมากจะเป็นหมิ ะ)
- ไบโอมแหล่งนา้ จืดกับไบโอมแหลง่ นา้ เค็มแตกต่างกนั อย่างไร
(แนวตอบ : ไบโอมแหล่งนา้ เค็มมีน้าขึน้ น้าลง)
- แหล่งน้ากร่อยเกิดขน้ึ ไดอ้ ย่างไร และมกั พบบรเิ วณใด
(แนวตอบ : แหล่งน้ากร่อยเกิดจากบริเวณที่น้าจากแหล่งน้าจืดกับน้าจากแหล่งน้าเค็มไหลมา
บรรจบกัน มักพบบริเวณปากแมน่ ้า)
6.นักเรียนทาแบบฝึกหดั เร่อื ง ระบบนิเวศและไบโอม ในแบบฝึกหัดรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และ

เทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2
7.นักเรียนทา Topic Question ท้ายหัวข้อ ระบบนิเวศและไบโอม ในหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติม

วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
8.นักเรียนทากิจกรรม เรื่อง สารวจไบโอมทั่วโลก จากหนังสือเรียน ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 อภิปราย

กจิ กรรม สารวจไบโอมทว่ั โลก และถามคาถามทา้ ยกิจกรรมกับนักเรยี น ดังน้ี
- ลกั ษณะไบโอมท่ีนักเรยี นแตล่ ะคนสนใจ
- (แนวตอบ : ขนึ้ อย่กู บั ดุลพนิ จิ ของครู)
- ประเทศไทยพบไบโอมใดบ้าง และพบบรเิ วณใด
(แนวตอบ : ไบโอมแบบปา่ ดบิ ช้ืน พบได้ทเ่ี ขาสก จังหวดั สุราษฎร์ธานี

ไบโอมป่าผลัดใบในเขตอบอ่นุ พบได้ทท่ี ุง่ แสลงหลวง จังหวัดพิษณุโลก ไบโอมสะวันนา พบได้ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร
จงั หวัดตากไทกา พบบรเิ วณภกู ระดงึ จงั หวัดเลย ภสู อยดาว จงั หวัดอุตรดิตถ์ ไบโอมแหล่งน้าจืด เช่น แม่น้าท่า
จนี จงั หวัดนครปฐม ไบโอแหลง่ น้าเค็ม เช่น ทะเลอนั ดามนั )

119

ขั้นสรุป

1.นกั เรยี นและครรู ่วมกนั สรุปเก่ียวกบั เรื่อง ระบบนิเวศและไบโอม เพื่อให้ไดข้ อ้ สรปุ ดงั น้ี

สิ่งมชี ีวิตที่อาศยั อยรู่ ว่ มกันจะมคี วามสมั พันธ์กนั อย่างเปน็ ระบบ อีกทัง้ ยงั มีความสัมพนั ธ์กับสิ่งแวดล้อม

ทไี่ มม่ ีชวี ติ ด้วย ความสมั พนั ธด์ ังกล่าวน้ัน เรียกว่า ระบบนิเวศ (ecosystem)

ระบบนิเวศมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น ระบบนิเวศแหล่งน้าเป็นระบบนิเวศขนาดเล็กท่ีอยู่ใน

ระบบนิเวศปา่ ไมท้ ่เี ปน็ ระบบนิเวศขนาดใหญ่ ระบบนเิ วศใดท่มี อี งค์ประกอบทางกายภาพและองค์ประกอบทาง

ชีวภาพคล้ายคลึงกัน เรียกว่า ชีวนิเวศ หรือไบโอม (biomes) โดยไบโอมต่างๆ กระจายอยู่ในเขตภูมิศาสตร์

ตา่ งกนั ซึ่งแตล่ ะไบโอมจะมีลกั ษณะเฉพาะของปัจจยั ทางกายภาพ ชนดิ ของพืช และชนดิ ของสตั ว์แตกตา่ งกนั

2.นกั เรียนสรุป แล้วเขยี นแผนผัง เรื่องไบโอมท่วั โลก โดยอธบิ ายความแตกต่างของไบโอมทั้งหมดบน

โลก ลักษณะเด่นของแต่ละไบโอม รวมถึงองค์ประกอบทางกายภาพและองค์ประกอบทางชีวภาพลงในสมุด

บนั ทึกของนักเรียน

กำรวดั และกำรประเมนิ ผล

รำยกำรวดั วธิ กี ำร เครือ่ งมือ เกณฑ์กำรประเมนิ

กำรประเมินกอ่ นเรยี น - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบก่อน - ประเมินตามสภาพจริง

- แบบทดสอบก่อนเรยี น ก่อนเรียน เรียน

7.2 ประเมินระหวำ่ งกำรจดั - ตรวจใบงานท่ี 11 - ใบกจิ กรรม 11 - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
กิจกรรมกำรเรียนรู้ เรือ่ ง ทวั รไ์ บโอม เรือ่ ง ทัวรไ์ บโอม - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
1) ระบบนิเวศและไบโอม - ตรวจแบบฝกึ หัด - แบบฝึกหัด

2) บนั ทึกผลการ - ประเมินการปฏิบตั ิ - แบบประเมินการ - ระดับคุณภาพ 2
ปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ผ่านเกณฑ์
กิจกรรม ปฏบิ ัตกิ ิจกรรม

3) การนาเสนอ - ประเมนิ การนาเสนอ - แบบประเมนิ การ - ระดบั คณุ ภาพ 2
ผลงาน/ผลการ
ปฏิบตั ิกจิ กรรม ผลงาน/ผลการปฏบิ ัติ นาเสนอผลงาน ผ่านเกณฑ์

4) พฤตกิ รรมการ กิจกรรม
ทางานรายบุคคล
- สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คณุ ภาพ 2

การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์

5) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2

ทางานกลมุ่ การทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์

6) คุณลักษณะอันพึง - สงั เกตความมวี ินยั - แบบประเมนิ ระดับคุณภาพ 2

ประสงค์ และรบั ผิดชอบ คุณลกั ษณะ ผ่านเกณฑ์

ในการทางาน อนั พงึ ประสงค์

สอ่ื /แหลง่ กำรเรยี นรู้

สื่อกำรเรยี นรู้

1) หนังสอื เรียนรายวิชาเพิม่ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2

2) แบบฝกึ หดั รายวิชาเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2

3) แบบทดสอบก่อนเรียน

4) ใบงานท่ี 11 เร่อื งทวั รไ์ บโอม

120

5) QR Code เร่ือง ไบโอมบนบก
6) PowerPoint เร่ือง ระบบนเิ วศ
7) วดิ ที ศั นเ์ ก่ยี วกับระบบนเิ วศ
แหล่งกำรเรยี นรู้
1) ห้องเรียน
2) ห้องสมดุ
3) แหลง่ ข้อมูลสารสนเทศ

121

ใบงำนที่ 11

เร่ือง ทัวร์ไบโอม

คำชีแ้ จง : ใหน้ ักเรียนแบง่ กลุ่มเพอ่ื สืบค้นขอ้ มูลไบโอมแต่ละชนดิ แล้วนาขอ้ มูลมาจัดทาแพ็คเกจทัวร์ให้มีความ
นา่ สนใจ

บริษัทแห่งหนึ่งต้องการให้โบนัสแก่พนักงานเน่ืองจากสามารถทาผลกาไรให้บริษัททะลุ
เปา้ ทีก่ าหนดไว้ โดยพาไปทอ่ งเทย่ี วตา่ งประเทศในลักษณะการท่องเทย่ี วเชงิ นเิ วศ บริษัทจึงลง
ประกาศใหบ้ ริษัททวั รน์ าเสนอแพ็คเกจทัวร์เพื่อคดั เลือกสถานทท่ี ่นี ่าสนใจทส่ี ุด

ให้นักเรยี นแต่ละกลมุ่ สบื ค้นข้อมูลเกี่ยวกบั ไบโอมทจ่ี ับสลากได้ แล้วแสดงบทบาทสมมตวิ ่ากลุ่ม
ตนเองเป็นเจ้าของบรษิ ัททัวร์ โดยเสนอแพ็คเกจทัวรท์ ่ีมรี ายละเอยี ด ดงั นี้

 ช่อื ทัวร์
 ลักษณะเด่นของไบโอมในเชิงนิเวศ ซ่ึงไดแ้ ก่
 องค์ประกอบทางกายภาพ (สภาพภูมิศาสตร์ ภูมปิ ระเทศ และภมู ิอากาศ)
 องค์ประกอบทางชวี ภาพ (ลักษณะเดน่ ของส่งิ มชี ีวิตท่ีพบในไบโอม)

1. โปรแกรมทวั ร์ในลกั ษณะการทอ่ งเทีย่ วเชิงนิเวศ พร้อมระบุชว่ งเวลาและจานวนวันในการทัวร์
2. ประโยชนท์ ไี่ ด้รับจากการทวั ร์ไบโอมนี้
3. คา่ ใช่จา่ ยในการทวั ร์

ใหน้ กั เรยี นแต่ละกล่มุ แสดงบทบาทสมมติเสนอแพ็คเกจทัวร์ และทาแผ่นพับหรอื โปสเตอร์
ประชาสมั พนั ธ์ประกอบการนาเสนอด้วย

122

เฉลยใบงำนท่ี 11 เร่อื ง ทัวร์ไบโอม
คำชีแ้ จง : ให้นักเรยี นแบ่งกลมุ่ เพ่อื สบื คน้ ข้อมลู ไบโอมแต่ละชนดิ แลว้ นาข้อมูลมาจดั ทาแพค็ เกจทัวรใ์ หม้ ี

ความนา่ สนใจ

บริษทั แห่งหน่งึ ต้องการใหโ้ บนสั แก่พนักงานเนื่องจากสามารถทาผลกาไรใหบ้ รษิ ัททะลุ
เปา้ ที่กาหนดไว้ โดยพาไปทอ่ งเที่ยวตา่ งประเทศในลักษณะการทอ่ งเทย่ี วเชิงนิเวศ บรษิ ัทจึงลง
ประกาศให้บริษัททวั ร์นาเสนอแพ็คเกจทวั ร์เพื่อคัดเลือกสถานทท่ี น่ี า่ สนใจท่ีสดุ

ใหน้ ักเรียนแตล่ ะกลมุ่ สบื คน้ ข้อมลู เกี่ยวกับไบโอมทีจ่ บั สลากได้ แล้วแสดงบทบาทสมมตวิ า่ กลมุ่
ตนเองเปน็ เจ้าของบริษทั ทัวร์ โดยเสนอแพ็คเกจทวั ร์ท่ีมรี ายละเอยี ด ดังนี้

 ชอื่ ทัวร์
 ลักษณะเดน่ ของไบโอมในเชงิ นเิ วศ ซึง่ ได้แก่
 องค์ประกอบทางกายภาพ (สภาพภมู ิศาสตร์ ภูมปิ ระเทศ และภูมอิ ากาศ)
 องค์ประกอบทางชีวภาพ (ลักษณะเด่นของส่งิ มีชวี ิตท่ีพบในไบโอม)

4. โปรแกรมทวั ร์ในลกั ษณะการทอ่ งเทย่ี วเชิงนิเวศ พรอ้ มระบุช่วงเวลาและจานวนวันในการทัวร์
5. ประโยชน์ที่ได้รบั จากการทัวร์ไบโอมนี้
6. ค่าใชจ่ า่ ยในการทวั ร์

ใหน้ ักเรียนแตล่ ะกล่มุ แสดงบทบาทสมมติเสนอแพค็ เกจทวั ร์ และทาแผน่ พับหรอื โปสเตอร์
ประชาสมั พนั ธป์ ระกอบการนาเสนอด้วย

ขน้ึ อยู่กับดลุ พินจิ ของครู

8. ควำมเหน็ ของผบู้ ริหำรสถำนศึกษำหรอื ผู้ท่ไี ด้รบั มอบหมำย

123

แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ท่ี 12 ชัน้ มัธยมศึกษำปีที่ 6
รำยวิชำ ว33246 ชีววทิ ยำ 6
หนว่ ยกำรเรยี นรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ เวลำ 3 ช่วั โมง
เร่ือง วฏั จกั รสำร โรงเรียนโคกโพธ์ิไชยศึกษำ
ผูส้ อน นำงสำวปวีณำ งำมชัด

สำระชวี วิทยำ
เขา้ ใจการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม การถา่ ยทอดยนี บนโครโมโซม สมบัติ และหน้าท่ีของสาร

พนั ธุกรรม การเกิดมวิ เทชัน เทคโนโลยที างดเี อน็ เอ หลักฐาน ข้อมูลและแนวคดิ เกยี่ วกบั วิวัฒนาการของ
ส่ิงมชี วี ติ ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวนเ์ บิร์ก การเกิดสปชี สี ์ใหม่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กาเนดิ ของส่งิ มีชีวติ
ความหลากหลาย ของสิ่งมชี วี ติ และอนุกรมวิธาน รวมทง้ั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรียนรู้

สบื ค้นข้อมลู และเขยี นแผนภาพเพ่อื อธบิ ายวัฏจักรไนโตรเจน วัฏจกั รกามะถนั และวฏั จกั รฟอสฟอรัส
จุดประสงค์กำรเรียนรู้

1.สืบคน้ ขอ้ มลู และเขียนแผนภาพอธิบายวฏั จักรไนโตรเจน วัฏจักรกามะถัน และวัฏจักรฟอสฟอรัสได้
(K)

2.ส่อื สารขอ้ มูลจาการสืบคน้ ได้ (P)
3.ตคี วามหมายข้อมลู และลงข้อสรปุ จากการอภิปราย และนาเสนอข้อมลู ได้ (P)
รับผิดชอบตอ่ หนา้ ที่และมงุ่ มั่นในการทางาน (A)
สำระกำรเรยี นรู้
- สารต่าง ๆ ในระบบนิเวศมีการหมุนเวียนเกิดข้ึนผ่านท้ังในสิ่งมีชีวิตและส่ิงไม่มีชีวิต กลับคืนสู่ระบบอย่างเป็น วัฏ
จกั ร เชน่ วัฏจกั รไนโตรเจน วัฏจกั รกามะถนั และ วฏั จกั รฟอสฟอรัส

สำระสำคัญ
สารต่าง ๆ ในระบบนิเวศมีการหมุนเวียนเกิดข้ึนผ่านทั้งในสิ่งมีชีวิตและส่ิงไม่มีชีวิต แล้วกลับคืนสู่ระบบอย่าง

เปน็ วฏั จักร เชน่ วฏั จักรนา้ วัฏจักรคาร์บอน วฏั จักรไนโตรเจน วัฏจกั รฟอสฟอรัส วฏั จกั รกามะถนั
วัฏจักรน้า เริ่มด้วยน้าจากในแหล่งน้าต่าง ๆ จากการคายน้าของพืช จากการหายใจและการขับถ่าย

ของเสียของสิ่งมีชีวติ และจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ จะระเหยกลายเป็นไอขึ้นไปในบรรยากาศ ซ่ึงเม่ือ
กระทบกับอากาศเย็นไอน้านั้นจะควบแน่นเป็นละอองน้าแล้วรวมตัวกันเป็นเมฆ เมื่อละอองน้ามีปริมาณ
มากจะตกลงมาเป็นฝน ลูกเห็บ หรือหิมะ ลงสู่พื้นผิวโลกซ่ึงบางส่วนซึมลงในดิน บางส่วนไหลรวมกันลงสู่
แหล่งน้าตา่ ง ๆ ซงึ่ สิ่งมชี ีวิตนาไปใชใ้ นการดารงชีวติ และน้าจะมกี ารหมุนเวยี นเปน็ วัฏจกั รต่อไป

วัฏจักรคาร์บอน เริ่มจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ถูกพืชนาไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
แล้วถูกถ่ายทอดไปยังสัตว์โดยการกินต่อกันเป็นทอดๆ จากน้ันแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกปลดปล่อย
ออกจากพชื และสัตว์ไปยงั บรรยากาศด้วยกระบวนการหายใจ และบางส่วนสะสมอยู่ในเนื้อเย่ือของพืชและ
สตั ว์ ซง่ึ จะถกู ปลดปล่อยออกสู่ธรรมชาตเิ มอ่ื พืชและสัตว์ตายลงแลว้ เกิดการย่อยสลายซาก

วฏั จกั รไนโตรเจนประกอบดว้ ยกระบวนการท่สี าคญั 4 กระบวนการ ดังน้ี
- การตรึงไนโตรเจน (nitrogen fixation)
- การเปล่ียนสารประกอบไนโตรเจนเปน็ แอมโมเนยี (ammonification)

124

- การเปลย่ี นเกลือแอมโมเนยี เปน็ ไนไตรท์และไนเตรท (nitrification)
- การเปลีย่ นไนเตรทกลบั ไปเป็นแก๊สไนโตรเจนในบรรยากาศ (denitrification)
วัฏจักรฟอสฟอรัส เร่ิมจากพืชนาฟอสฟอรัสในรูปที่ละลายน้าได้ไปใช้และถ่ายทอดไปในระบบนิเวศ
ตามโซอ่ าหาร เม่อื ส่งิ มีชวี ติ ตายลงฟอสฟอรัสจะถูกย่อยสลายให้อยู่ในรูปที่ละลายน้าได้แล้วถูกชะล้างพัดพา
ลงส่ใู ตด้ ิน ทะเล และมหาสมุทร
วัฏจักรกามะถัน เริ่มจากสารประกอบอินทรีย์ในพืชและสัตว์จะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียให้
กลายเป็นไฮโดรเจนซัลไฟต์ และถูกเปลี่ยนต่อไปจนกลายเป็นซัลเฟต ซ่ึงพืชจะนาไปใช้ได้ กามะถันในซาก
พืชซากสัตว์บางส่วนจะถูกสะสมไว้ในรูปถ่านหนิ และปิโตรเลียม เม่ือถูกนามาใช้เป็นเช้ือเพลิงในการเผาไหม้
จะไดแ้ กส๊ ซลั เฟอรไ์ ดออกไซด์ (SO2)
กิจกรรมกำรเรียนรู้
ขัน้ นำ
1. ครูนาสนทนาเก่ียวกับการหมุนเวียนของสารในระบบนิเวศ และตั้งคาถามให้นักเรียนร่วมกันแสดงความ
คดิ เหน็ เช่น
- การหมุนเวียนสารและถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศเหมือนหรือตา่ งกัน อย่างไร
(แนวตอบ : เหมอื นกัน คือ มีการถา่ ยทอดจากผู้ผลติ ไปยังผ้บู รโิ ภคลาดบั ต่าง ๆ จนถึงผู้ย่อยสลาย
ตา่ งกนั คอื การถ่ายทอดพลงั งานไม่เป็นวฏั จกั ร แต่การหมุนเวียนสารเป็นวัฏจักร)
- ส่ิงมีชีวิตไดร้ บั สารต่าง ๆ โดยวธิ กี ารใด
(แนวตอบ : การดดู ซมึ ของพืช การกินอาหารของสตั ว์)
ขนั้ สอน
1.ครูถามคาถามเพือ่ นาไปส่กู ารสืบค้นหาความรวู้ า่
- ระบบนิเวศมีการหมนุ เวยี นของสารชนิดใดบา้ ง
(แนวตอบ : เช่น คาร์บอน (C) ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรสั (P) กามะถัน (S)
- สารแตล่ ะชนิดมกี ารหมุนเวียนอยา่ งไรบ้าง
(แนวตอบ : ครูยกตัวอยา่ งการหมนุ เวียนสารในระบบนิเวศมา 1 ชนดิ เช่น การหมุนเวียนของนา้
เร่มิ จากนา้ จากแหลง่ นา้ ธรรมชาติระเหยขึ้นสู่ชัน้ บรรยากาศ จากนน้ั ควบแนน่ กลายเป็นเมฆ และแปรรสภาพ
เป็นฝน หรอื หิมะตกลงลงส่พู ้ืนโลก)
2.นักเรียนแบ่งกลุ่มจานวน 5 กลุ่ม โดยใช้การนับจานวน 1-5 แล้วให้นักเรียนที่นับจานวนเดียวกันอยู่กลุ่ม
เดียวกัน จากน้ันครจู ดั การเรยี นร้เู ป็นฐานการเรยี นรจู้ านวน 5 ฐาน ดังนี้
- ฐานท่ี 1 วฏั จกั รน้า
- ฐานที่ 2 วัฏจกั รคาร์บอน
- ฐานที่ 3 วัฏจักรไนโตรเจน
- ฐานที่ 4 วัฏจกั รฟอสฟอรัส
- ฐานท่ี 5 วฏั จักรกามะถัน
3.นักเรียนแต่ละกลุ่มเวียนกันศึกษาข้อมูลในฐานการเรียนรู้แต่ละฐาน (จดบันทึกสาระสาคัญลงในสมุด
ประจาตัวนักเรียน) โดยใชเ้ วลาฐานละ 10 นาที

125

4.เม่ือนักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาครบทุกฐานการเรียนรู้แล้ว ครูต้ังคาถามให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายและตอบ
คาถาม ดังน้ี

- การหมุนเวยี นของนา้ ในระบบนิเวศจะผา่ นทางสง่ิ มีชีวติ เทา่ น้ันใชห่ รือไมอ่ ยา่ งไร
(แนวตอบ : ไมใ่ ช่ การหมุนเวยี นของนา้ ในระบบนเิ วศจะผา่ นท้งั ในสิง่ มชี วี ิตและส่ิงไม่มีชีวิต)

- น้าจากพ้ืนผวิ โลกหมนุ เวยี นขึ้นไปยงั บรรยากาศโดยอาศัยหลักการใด
(แนวตอบ : การระเหย)

- สง่ิ มชี ีวิตชนดิ ใดเป็นจุดเรม่ิ ตน้ ของวัฏจักรคารบ์ อน เพราะเหตุใดจงึ เป็นเช่นนน้ั
(แนวตอบ : พืช เพราะเปน็ สง่ิ มีชีวิตทน่ี าแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ในบรรยากาศไปใชใ้ น

กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง แล้วถกู ถ่ายทอดไปยังสัตวโ์ ดยการกินต่อกันเป็นทอดๆ)
- จงอธิบายกระบวนการสาคญั ในวัฏจกั รไนโตรเจนมาพอสงั เขป
(แนวตอบ : วัฏจกั รไนโตรเจนประกอบด้วยกระบวนการทสี่ าคญั 4 กระบวนการ ดงั น้ี
- การตรงึ ไนโตรเจน (nitrogen fixation) เปน็ การเปล่ยี นแก๊สไนโตรเจนในอากาศใหอ้ ยู่ในรูป

ของแอมโมเนยี หรือไนเตรดที่พชื สามารถนาไปใชไ้ ด้
- การเปลย่ี นสารประกอบไนโตรเจนเป็นแอมโมเนีย (ammonification) เปน็ การเปล่ยี น

กรดอะมโิ นหรอื โปรตีนในซากสง่ิ มชี วี ติ ให้เป็นแอมโมเนีย
- การเปลี่ยนเกลอื แอมโมเนียเปน็ ไนไตรท์และไนเตรท (nitrification)
- การเปลี่ยนไนเตรทกลับไปเป็นแก๊สไนโตรเจนในบรรยากาศ (denitrification) ไนเตรทท่ีอยู่

ในดินจะละลายน้าและถูกพืชนาไปใช้ได้โดยตรง และแบคทีเรียในดินพวก denitrifying bacteria เช่น
Thiobacillus จะเปลีย่ นไนเตรทกลบั ไปเปน็ แกส๊ ไนโตรเจนในบรรยากาศ)

- ฟอสฟอรสั ในธรรมชาติมักอยใู่ นรูปของสารใด
(แนวตอบ : หนิ ฟอสเฟตหรอื แรฟ่ อสเฟต)

- พชื นาฟอสฟอรัสไปใชไ้ ด้อยา่ งไร
(แนวตอบ : เม่ือหินฟอสเฟตหรือแร่ฟอสเฟตถกู กดั กร่อนโดยน้าและกระแสลม และถูกชะล้างให้

อยใู่ นรูปท่ลี ะลายนา้ จะทาให้พชื สามารถนาไปใช้)
- กามะถันในธรรมชาติมกั อยใู่ นรปู ของสารใด
(แนวตอบ : ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ซลั เฟต (SO4))

5.นักเรียนทาแบบฝึกหัด เรื่อง วัฏจักรสารในระบบนิเวศ ในแบบฝึกหัดรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เล่ม 2
6.นกั เรียนทา Topic Question ท้ายหัวข้อ วัฏจกั รสารในระบบนิเวศ ในหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพ่มิ เตมิ
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2

7.นักเรยี นทาใบงานที่ 12 เรื่อง วัฏจักรสารในระบบนิเวศ

126

ข้นั สรุป
1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเก่ียวกบั เรื่อง วฏั จักรสารในระบบนิเวศ โดยควรสรุปได้ ดังนี้

นกั เรยี นและครูรว่ มกนั สรปุ เกี่ยวกับวฏั จกั รสารต่าง ๆ ในระบบนิเวศ เพ่อื ใหไ้ ด้ขอ้ สรุปได้ ดังนี้
“วฏั จกั รสารตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศมีการหมนุ เวียนเกิดขึ้นผา่ นทง้ั ในส่งิ มีชีวิตและสง่ิ ไม่มชี วี ติ แล้วกลับคืนสู่
ระบบอย่างเปน็ วัฏจักร เชน่ วฏั จักรน้า วฏั จักรคารบ์ อน วัฏจกั รไนโตรเจน วัฏจักรฟอสฟอรัส วฏั จกั รกามะถนั
วัฏจักรต่าง ๆ เหลา่ นม้ี คี วามสาคญั ในการรกั ษาสมดุลของระบบนิเวศ เนื่องจากทาให้เกิดการหมนุ เวียนสารตา่ ง
ๆ กลบั คืนสธู่ รรมชาติ หากวฏั จักรใดวฏั จกั รหน่งึ เสียสมดลุ อาจจะส่งผลกระทบไปยังวฏั จักรอืน่ ๆ และทาให้
ระบบนิเวศเสยี สมดุลได้”

กำรวดั และกำรประเมนิ ผล

รำยกำรวดั วิธีกำร เครือ่ งมอื เกณฑ์กำรประเมนิ
- ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ประเมินระหว่ำงกำรจดั - ตรวจใบงานท่ี 12 เรื่อง - ใบงาน เร่ือง วัฏจักร
- ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ วัฏจักรสารในระบบนเิ วศ สารในระบบนเิ วศ
- ระดับคุณภาพ 2
1) วฏั จักรสารในระบบ - ตรวจแบบฝกึ หัด - แบบฝกึ หดั ผ่านเกณฑ์

นิเวศ - ระดับคุณภาพ 2
ผ่านเกณฑ์
2) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม
ทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล

3) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
ทางานกลมุ่ การทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม

4) คุณลักษณะอนั พึง - สงั เกตความมีวนิ ยั - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพ 2
ประสงค์ และรับผดิ ชอบ คณุ ลักษณะ ผ่านเกณฑ์
ในการทางาน อันพงึ ประสงค์

ส่อื /แหล่งกำรเรียนรู้
สอื่ กำรเรียนรู้
1)หนงั สอื เรียน รายวิชาเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
2)เพ่มิ เติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เลม่ 2
3)ใบงานที่ 12 วฏั จักรสารในระบบนเิ วศ
4)PowerPoint เรอ่ื ง ระบบนเิ วศ
แหล่งกำรเรียนรู้
1)ห้องเรียน
2)ห้องสมุด
3)แหล่งข้อมลู สารสนเทศ

127

ใบงำนท่ี 12
เร่ือง วัฏจักรสำรในระบบนิเวศ

คำชี้แจง : ใหน้ ักเรยี นพจิ ารณาแผนภาพวฏั จกั รสารในระบบนิเวศ แลว้ เติมขอ้ ความลงในแผนภาพให้สมบรู ณ์

วัฏจักรไนโตรเจน

วฏั จักรฟอสฟอรัส

128

วัฏจักรกำมะถนั

129

เฉลยใบงำนท่ี 12
เรอ่ื ง วัฏจกั รสำรในระบบนเิ วศ

คำชี้แจง : ใหน้ กั เรียนพจิ ารณาแผนภาพวัฏจักรสารในระบบนิเวศ แลว้ เติมข้อความลงในแผนภาพใหส้ มบรู ณ์

วัฏจักรไนโตรเจน

วัฏจกั รฟอสฟอรัส

130

วัฏจักรกำมะถนั

131

แผนกำรจดั กำรเรยี นรูท้ ี่ 13 ช้ันมธั ยมศึกษำปีที่ 6
รำยวิชำ ว33246 ชีววิทยำ 6
หน่วยกำรเรียนรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ เวลำ 3 ช่ัวโมง
เร่อื ง กำรเปลย่ี นแปลงแทนที่ โรงเรยี นโคกโพธไ์ิ ชยศึกษำ
ผู้สอน นำงสำวปวีณำ งำมชัด

สำระชีววทิ ยำ
เข้าใจการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม การถา่ ยทอดยีนบนโครโมโซม สมบตั ิ และหนา้ ที่ของสาร

พนั ธกุ รรม การเกิดมิวเทชนั เทคโนโลยที างดีเอน็ เอ หลักฐาน ข้อมลู และแนวคดิ เกี่ยวกบั วิวฒั นาการของ
สิ่งมีชีวิต ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวน์เบริ ก์ การเกดิ สปีชีส์ใหม่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กาเนิดของส่ิงมีชีวิต
ความหลากหลาย ของสิง่ มีชีวติ และอนุกรมวิธาน รวมท้ังนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ผลการเรยี นรู้

สืบค้นข้อมูล ยกตัวอย่าง อธิบาย และเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตแบบปฐมภูมิ
และการเปลย่ี นแปลงแทนทข่ี องสิ่งมชี ีวิตแบบทุติยภมู ิ
จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้

1.อธิบายการเปลีย่ นแปลงแทนท่ีของส่งิ มีชวี ิตแบบปฐมภูมิ และการเปลย่ี นแปลงแทนท่ีของสิง่ มีชีวติ แบบ
ทตุ ยิ ภูมไิ ด้ (K)

2.เปรยี บเทียบการเปลยี่ นแปลงแทนที่ของสิง่ มชี วี ติ แบบปฐมภูมิ และการเปลย่ี นแปลงแทนท่ีของสงิ่ มีชีวติ
แบบทุติยภมู ไิ ด้ (K)

3.สืบคน้ ข้อมูลและยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงแทนท่ีของสิ่งมีชวี ติ ของส่ิงมีชีวิตแบบปฐมภมู ิ และการ
เปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมชี วี ติ แบบทตุ ิยภูมไิ ด้ (P)

4.ปฏิบัติกจิ กรรมไดอ้ ยา่ งถูกต้องและเป็นลาดับขน้ั ตอน (P)
5.รบั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ท่ีและมุ่งมั่นในการทางาน (A)
สำระกำรเรยี นรู้
-ระบบนิเวศมีการเปล่ยี นแปลงได้ การเปลยี่ นแปลงท่ีเกดิ ขน้ึ อยา่ งชา้ ๆ ทาให้ระบบนิเวศสามารถปรบั สมดุลได้ แต่
การเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนอย่างรวดเร็วอาจส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบทางชีวภาพในระบบนิเวศทาให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตข้ึนการเปลี่ยนแปลงแทนท่ีทางนิเวศวิทยา มีทั้งการเปลี่ยนแปลงแทนท่ีแบบปฐมภูมิ
และการเปลีย่ นแปลงแทนท่แี บบทตุ ิยภูมิ
สำระสำคญั

ระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่จะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ทาให้ระบบนิเวศยังสามารถ
รักษาสมดุลของระบบ และยังคงดารงอยู่ได้ แต่หากเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลกระทบต่อ
องค์ประกอบทางชีวภาพในระบบนิเวศ ซ่ึงอาจทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิต (ecological
succession) ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ปฏิกิริยาของสิ่งมีชีวิตที่มีต่อ
แหลง่ ทอ่ี ยู่ การเปลี่ยนแปลงภมู อิ ากาศอย่างรนุ แรง และกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์

การเปลย่ี นแปลงแทนทข่ี องส่ิงมีชวี ิตมี 2 ลกั ษณะ
1. การเปล่ยี นแปลงแทนท่ขี องสิ่งมชี ีวิตแบบปฐมภมู ิ (primary succession) เป็นการเปลีย่ นแปลง

132

แทนท่ีที่เริม่ จากบริเวณท่ีไม่เคยมีส่ิงมีชีวิตมาก่อน หลังจากน้ันจึงเกิดส่ิงมีชีวิตกลุ่มแรกขึ้นมา เมื่อกลุ่มแรกตาย
ไปก็จะเกิดสิ่งมีชีวิตกลุ่มใหม่แทนที่ไปเร่ือย ๆ ซ่ึงใช้เวลายาวนานกว่า 10 ปี จนจะเกิดสังคมสมบูรณ์ทีมีความ
สมดุลทางธรรมชาติ

2. การเปลย่ี นแปลงแทนที่ของสิ่งมีชวี ิตแบบทุตยิ ภูมิ (secondary succession) เป็นการเปล่ียน
แปลงแทนที่ท่ีเกิดข้นึ ในบรเิ วณที่เคยมีกลุ่มส่งิ มชี ีวิตอยู่ แต่กลมุ่ ส่งิ มีชีวิตเดิมถูกทาลายไปเน่ืองจากสาเหตุต่าง ๆ
เชน่ ไฟปา่ การสร้างเขอ่ื น การทาไรเ่ ลือ่ นลอย ซง่ึ การเปลีย่ นแปลงแทนทแี่ บบนี้ใช้ระยะเวลาน้อยกว่าแบบปฐม
ภูมิ เนื่องจากพนื้ ทีย่ งั คงมสี ่งิ มชี ีวิตบางชนิดและมีสารอินทรีย์เหลืออยู่
กิจกรรมกำรเรียนรู้
ขัน้ นำ

1. ครูนาสนทนาเก่ียวกับการเปล่ียนแปลงแทนทีข่ องสงิ่ มชี ีวิต และนาภาพสถานทเี่ ดียวกันแต่คนละ
ช่วงเวลามาให้นักเรียนพิจารณา เช่น ภาพพ้ืนท่ีท่ีเคยรกร้างแล้วมีพืชต่าง ๆ ข้ึนมาปกคลุม หรือภาพป่าไม้ท่ี
อดุ มสมบรู ณแ์ ลว้ ถูกตดั ไมท้ าลายป่า

ทมี า : https://en.wikipedia.org/wiki/Ecological_succession
2. นกั เรียนและครรู ว่ มกันอภิปรายอยา่ งการเปลี่ยนแปลงแทนท่ขี องสิ่งมีชีวิตเกิดจากปจั จยั ใดบ้าง
3. ครูอธิบายเพมิ่ เติมให้นกั เรยี นฟังวา่ การเปล่ยี นแปลงแทนท่ีของสง่ิ มีชีวิตเกิดจากหลายปัจจัย ดังน้ี

- การเปลี่ยนแปลงทางธรณวี ทิ ยา เชน่ ธารนา้ แข็ง ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ซ่ึงเป็นสาเหตุท่ีทา
ให้สมดลุ ของระบบนิเวศเสยี ไป

- การเปลย่ี นแปลงภูมอิ ากาศอย่างรนุ แรง ทาให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น ไฟป่า น้าท่วม พายุ ซึ่งทา
ให้สภาพแวดลอ้ มเปล่ยี นแปลงไป สิง่ มชี ีวติ ถกู ทาลาย

- กิจกรรมของมนุษย์ เช่น การตัดไม้ทาลายป่า การทาไร่เลื่อนลอย มลพิษจากโรงงาน
อตุ สาหกรรม การสร้างเขือ่ น มผี ลทาใหส้ ภาพแวดลอ้ มเปล่ยี นแปลงไป

- ปฏิกิริยาของสิ่งมีชีวิตที่มีต่อแหล่งที่อยู่อาศัย หากกลุ่มสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในส่ิงแวดล้อมหน่ึงๆ
เปน็ เวลานาน อาจทาให้สง่ิ แวดลอ้ มบรเิ วณนนั้ เปล่ียนแปลงไป จนในท่ีสุดสิ่งแวดล้อมบริเวณน้ัน
มสี ภาพไมเ่ หมาะสมตอ่ ส่ิงมีชวี ติ กลมุ่ เดิม

4. นักเรียนตอบคาถาม Key Question จากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 เพื่อนาเข้าสู่บทเรียนว่า “ระบบนิเวศจะเกิดการเปล่ียนแปลงอย่างฉับพลันได้หรือไม่
อยา่ งไร”

133

(แนวตอบ : ได้ โดยเกดิ จากปัจจยั ทั้งภายนอกและภายในมากระทา ซึง่ ปจั จัยตา่ ง ๆ ที่ทาใหร้ ะบบ
นิเวศเกดิ การเปล่ียนแปลงอยา่ งฉบั พลนั เช่น การเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยา การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่าง
รุนแรงที่ทาให้เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ กิจกรรมของมนุษย์ และปฏิกิริยาของสิ่งมีชีวิตที่ส่งผลต่อส่ิงมีชีวิตชนิดอ่ืน ๆ
กับแหล่งท่ีอยู่อาศัย โดยปัจจัยเหล่าน้ีจะส่งผลให้ระบบนิเวศในบริเวณน้ัน ๆ เก่าถูกทาลาย จากน้ันจึงค่อย ๆ
ถกู แทนทดี่ ้วยสิ่งมชี ีวติ ชนิดอนื่ ๆ
ขนั้ สอน

1.ครูถามคาถามใหน้ กั เรียนร่วมกันอภิปรายโดยยังไมเ่ ฉลยว่าถกู หรือผิด ในประเด็น ดังน้ี
- การเปลย่ี นแปลงแทนทีข่ องส่ิงมีชวี ติ มลี ักษณะอยา่ งไร
- การเปลีย่ นแปลงแทนทข่ี องสิง่ มีชวี ติ ใช้เวลานานหรือไม่ อย่างไร
- เราจะสามารถสังเกตการเปลยี่ นแปลงแทนท่ีของส่งิ มีชีวิตไดห้ รือไม่ อย่างไร
2.นักเรียนแบ่งกลุ่มเพ่ือทากิจกรรม เร่ือง การเปล่ียนแปลงแทนท่ีของสิ่งมีชีวิต ในหนังสือเรียน
ชีววิทยา ม. 6 เล่ม 2 (ครูควรมอบหมายให้นักเรียนทากิจกรรมน้ีล่วงหน้าก่อนการเรียนการสอนเป็นเวลา 1
สปั ดาห์)
3.นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าช้ันเรียน ซ่ึงเมื่อทุกกลุ่มนาเสนอเสร็จแล้ว ให้
นักเรียนรว่ มกนั อภปิ ราย สรุปผลการทากิจกรรม และตอบคาถามท้ายกิจกรรม
- จากกิจกรรมมีการเปล่ยี นแปลงแทนท่ีเกดิ ข้ึนอย่างไร
- กลมุ่ สงิ่ มีชีวติ ท่ีพบมีการเปลี่ยนแปลงไปอยา่ งไรบ้าง
- เพราะเหตุใดจงึ เกิดการเปลยี่ นแปลงแทนท่ีข้ึนในกจิ กรรมน้ี
4.นกั เรียนแต่ละกลมุ่ สืบค้นข้อมลู เรอ่ื ง การเปลย่ี นแปลงแทนท่ขี องสง่ิ มชี วี ิต ตามขนั้ ตอน ดังน้ี
1) วางแผนการสบื ค้นขอ้ มลู โดยแบ่งหัวข้อย่อยใหส้ มาชิกในกลมุ่ ช่วยกันสบื คน้ ข้อมูล เช่น สาเหตทุ ี่
ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแทนที่ ประเภทของการเปล่ียนแปลงแทนที่ การเปล่ียนแปลงแทนที่ท่ีเกิดข้ึนใน
ท้องถ่ิน
2) สมาชกิ แตล่ ะคนสบื คน้ ข้อมลู ตามหวั ขอ้ ยอ่ ยทีต่ นเองรบั ผิดชอบ โดยสบื คน้ จากหนงั สอื เรียน
ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2 หรอื ส่อื ออนไลน์ท่มี คี วามนา่ เช่อื ถอื
3) สมาชิกแตล่ ะคนนาข้อมูลทีส่ ืบค้นไดม้ ารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกล่มุ ฟัง รวมทั้งรว่ มกนั
อภปิ รายซักถามจนคาดว่าสมาชกิ ทกุ คนมคี วามรูค้ วามเข้าใจท่ตี รงกนั
4) สมาชกิ กลุม่ ชว่ ยกนั สรุปความรู้ทีไ่ ดท้ ั้งหมดเป็นผลงานของกลมุ่ และชว่ ยกันจัดทารายงาน
การศกึ ษาคน้ คว้าเกี่ยวกบั การเปลีย่ นแปลงแทนทข่ี องสิง่ มชี ีวติ
5.ครตู ้งั คาถามเพ่อื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรียน เร่ือง การเปลย่ี นแปลงแทนทข่ี องสิ่งมชี ีวิต เชน่
- กลมุ่ สงิ่ มีชีวติ กลมุ่ แรกที่เกดิ ข้ึนในการเปลย่ี นแปลงแทนท่แี บบปฐมภูมิมกั มลี ักษณะอยา่ งไร
และมีบทบาทอยา่ งไรในกระบวนการเปลย่ี นแปลงแทนที่

(แนวตอบ : กลุ่มสงิ่ มีชวี ติ กกลุ่มแรกทีเ่ กิดข้นึ มกั เปน็ ส่งิ มีชีวติ ขนาดเลก็ และเพมิ่ จานวนไดร้ วดเรว็
เช่น มอส ไลเคนส์ ซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ตามรอยแยกของหินที่มีความช้ืน เมื่อกลุ่มสิ่งมีชีวิตชนิดน้ีตายลง
จะทาใหเ้ กดิ สารอินทรยี ์ท่ีเหมาะสมตอ่ การเจริญเตบิ โตของสง่ิ มชี วี ติ กล่มุ อนื่ ต่อไป)

- ในทอ้ งถ่นิ ของนกั เรยี นมีการเปลี่ยนแปลงแทนท่ีของสิ่งมชี วี ิตเกดิ ข้นึ หรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ : ขึ้นอย่กู ับแต่ละท้องถิน่ ท้องถน่ิ )

134

- การเปล่ียนแปลงแทนที่ที่เกิดจากการทากิจกรรมของมนุษย์ ส่งผลกระทบต่อสมดุลของระบบ
นิเวศหรอื ไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ : การเปลี่ยนแปลงแทนทท่ี ่เี กดิ จากการทากจิ กรรมของมนษุ ย์ เชน่ การปรบั เปลยี่ น

พื้นท่ีป่าเป็นพ้ืนท่ีทาการเกษตรหรือโรงงานอุตสาหกรรม ทาให้กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในบริเวณนั้นเปล่ียนแปลง
ส่งผลกระทบต่อสมดุลของระบบนเิ วศจนยากทจี่ ะกลับคืนส่สู ภาพเดมิ )

6.ครูและนักเรียนร่วมกนั สรปุ เก่ยี วกับการเปล่ียนแปลงแทนท่ีของส่ิงมีชวี ิต โดยมีแนวการสรปุ ดงั น้ี
“การเปลีย่ นแปลงแทนท่ีของสงิ่ มีชีวิต (ecological succession) เปน็ การเปล่ยี นแปลงท่ีเกดิ ขึ้น

อย่างรวดเรว็ ซง่ึ ส่งผลกระทบตอ่ องคป์ ระกอบทางชีวภาพในระบบนิเวศ โดยการเปล่ยี นแปลงแทนที่
ของส่ิงมีชวี ิตมี 2 ลกั ษณะ ดงั น้ี

1. การเปล่ยี นแปลงแทนท่ขี องสงิ่ มชี วี ติ แบบปฐมภูมิ (primary succession) เป็นการเปลีย่ นแปลง
แทนท่ีท่เี ร่ิมจากบรเิ วณทีไ่ มเ่ คยมสี ิ่งมชี วี ิตมาก่อน

2. การเปลยี่ นแปลงแทนที่ของสงิ่ มีชีวิตแบบทุติยภูมภิ มู ิ (secondary succession) เปน็ การเปล่ียน
แปลงแทนทที่ ่ีเกดิ ขึน้ ในบริเวณทเ่ี คยมกี ล่มุ สง่ิ มีชวี ติ แต่กลุ่มสง่ิ มชี วี ิตเดิมถูกทาลายไป

7.นักเรียนตอบคาถามครแุ ละร่วมกนั อภปิ ราย
- นกั เรียนคดิ ว่าระบบนเิ วศที่อยู่ในสภาวะสมดลุ จะเกิดการเปลีย่ นแปลงไปจนเสียสมดุลได้หรือไม่

อยา่ งไร
(แนวตอบ : ได้ หากสภาพแวดลอ้ มบรเิ วณน้ัน ๆ มีการเปล่ยี นแปลงทั้งทางกายภาพและชวี ภาพ

จนทาใหช้ นิด และปรมิ าณของส่ิงมีชีวติ บรเิ วณนน้ั ๆ เปลีย่ นแปลงไปอยา่ งมาก)
- ยกตัวอยา่ งกจิ กรรมของมนษุ ย์ท่สี ่งผลใหร้ ะบบนเิ วศเสียสมดลุ
(แนวตอบ : การบุกรุกป่าไม้ การทาเกษตรสมัยใหม่ท่มี กี ารใชป้ ๋ยุ และยาฆา่ แมลงจานวนมาก การ

ทาอุตสาหกรรม)
- เสนอแนวทางเพื่อรกั ษาสมดุลของระบบนเิ วศ ท่นี กั เรียนสามารถทาไดเ้ อง
(แนวตอบ : พิจารณาจากคาตอบของนักเรียน เช่น ลดการใช้ถงุ พลาสติก ใชถ้ ุงผ้า ใช้ผลติ ภณั ฑ์

ต่าง ๆ อยา่ งคุ้มคา่ ปลูกปา่ ทดแทน)
8.นักเรยี นทาแบบฝึกหดั เรอ่ื ง การเปล่ยี นแปลงแทนทีข่ องสิ่งมีชีวิต ในแบบฝกึ หดั รายวิชาเพม่ิ เตมิ

วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2
9.นกั เรยี นทา Topic Question ท้ายหวั ข้อ การเปล่ียนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิต ในหนังสือเรียนรายวิชา

เพ่มิ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
10.นกั เรียนเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการเปล่ียนแปลงแทนท่ีแบบปฐมภูมิและการเปลี่ยนแปลง

แทนท่ีแบบทุติยภูมิ พร้อมยกตัวอย่างสถานท่ีที่เกิดการเปล่ียนแปลงแทนที่ทั้ง 2 แบบ จัดทาเป็นชิ้นงานส่ง
ครผู สู้ อน
ขั้นสรปุ

1. ใหน้ กั เรยี นทบทวนความรทู้ ้ังหมดทศ่ี กึ ษามาในหน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ระบบนเิ วศ โดยอา่ นจาก
Summary ในหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 และตรวจสอบ
ความรขู้ องตนเองโดยตอบคาถามใน self check

2. ใหน้ ักเรยี นแบง่ กลุม่ ตามความสมคั รใจ เพอ่ื ทาใบงานที่ 7.4 เรือ่ ง สารวจระบบนเิ วศในท้องถนิ่
3. ครมู อบหมายการบา้ นใหน้ ักเรยี นตอบคาถาม Unit Question และ Test for U จากหนังสือเรียน

135

รายวิชาเพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เล่ม 2

กำรวัดและประเมินผล

รำยกำรวัด วธิ ีกำร เครือ่ งมอื เกณฑก์ ำรประเมนิ

ประเมินระหวำ่ งกำรจดั - ตรวจใบงานที่ 13 เรอ่ื ง - ใบงาน เร่ือง สารวจ - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์

กิจกรรมกำรเรียนรู้ สารวจระบบนิเวศใน ระบบนเิ วศในท้องถ่นิ - รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์

1) การเปลย่ี นแปลง ท้องถิน่ - แบบประเมนิ ชน้ิ งาน - ระดับคณุ ภาพ 2

แทนที่ของส่ิงมชี วี ติ - ตรวจช้นิ งาน เรื่อง การ - แบบฝึกหัด - ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์

เปลยี่ นแปลงแทนท่ี - แบบประเมนิ รายงาน - ระดับคุณภาพ 2

ของสง่ิ มชี วี ิตแบบปฐม ผ่านเกณฑ์

ภูมิและแบบทุตยิ ภมู ิ

- ตรวจแบบฝึกหดั

- รายงาน เร่ืองการ

เปล่ียนแปลงแทนท่ี

ของสง่ิ มีชีวติ

2) บนั ทกึ ผลการ - ประเมนิ การปฏิบตั ิ - แบบประเมนิ การ - ระดับคณุ ภาพ 2

ปฏบิ ตั กิ จิ กรรม กจิ กรรม การแปลี่ยน ปฏบิ ตั ิกจิ กรรม ผ่านเกณฑ์

แปลงแทนทข่ี องสิง่ มีชวี ิต

3) การนาเสนอ - ประเมนิ การนาเสนอ - แบบประเมนิ การ - ระดับคณุ ภาพ 2

ผลงาน/ผลการ ผลงาน/ผลการปฏบิ ัติ นาเสนอผลงาน ผา่ นเกณฑ์

ปฏบิ ัติกจิ กรรม กจิ กรรม

4) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2

ทางานรายบคุ คล การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์

5) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2

ทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์

6) คณุ ลกั ษณะอนั พงึ - สังเกตความมวี นิ ยั - แบบประเมนิ ระดบั คุณภาพ 2

ประสงค์ และรบั ผิดชอบ คณุ ลกั ษณะ ผ่านเกณฑ์

ในการทางาน อันพึงประสงค์

7.3 กำรประเมินหลงั เรยี น

- แบบทดสอบหลังเรยี น - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลงั เรียน - ประเมินตามสภาพจริง

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 7 หลังเรยี น

- Unit Question - ตรวจ Unit Question

- Test for U - ตรวจ Test for U

สือ่ /แหลง่ กำรเรียนรู้

สือ่ กำรเรยี นรู้

1) หนังสือเรยี นรายวชิ าเพิ่มเติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เล่ม 2

136

2) แบบฝึกหดั รายวชิ าเพ่ิมเติมวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม
3) แบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 7 ระบบนิเวศ
4) ใบงานที่ 13 เรอื่ ง สารวจระบบนเิ วศในท้องถ่นิ
5) PowerPoint เร่อื ง ระบบนิเวศ
แหล่งกำรเรียนรู้
1) ห้องเรยี น
2) หอ้ งสมดุ
3) แหล่งข้อมลู สารสนเทศ

137

ใบงำนท่ี 13
เรื่อง สำรวจระบบนเิ วศในท้องถน่ิ

คำช้แี จง : ใหน้ ักเรียนแบง่ กล่มุ สารวจระบบนิเวศในท้องถน่ิ แลว้ บันทึกผลลงในใบงาน

ชอื่ ระบบนิเวศ ………………………………………………

ภาพ

138

ตัวอย่ำงโซ่อำหำรในระบบนิเวศ
ตัวอยำ่ งสำยใยอำหำรในระบบนิเวศ

ภาพ
ตัวอย่ำงพรี ะมิดในระบบนิเวศ

ภาพ

139

ระบบนิเวศนี้เคยมกี ำรเปลี่ยนแปลงแทนท่เี กิดขน้ึ หรอื ไม่ อยำ่ งไร

เสนอแนะแนวทำงกำรรกั ษำสมดลุ ระบบนเิ วศ

140

แผนกำรจดั กำรเรยี นรูท้ ่ี 14 ช้ันมธั ยมศึกษำปที ่ี 6
รำยวชิ ำ ว33246 ชวี วทิ ยำ 6
หน่วยกำรเรียนรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ เวลำ 4 ชั่วโมง
เรื่อง ประชำกร โรงเรยี นโคกโพธไ์ิ ชยศึกษำ
ผ้สู อน นำงสำวปวีณำ งำมชดั

สำระชีววทิ ยำ
เขา้ ใจการถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ และหนา้ ท่ขี องสาร

พนั ธกุ รรม การเกิดมวิ เทชนั เทคโนโลยที างดเี อ็นเอ หลกั ฐาน ขอ้ มลู และแนวคดิ เก่ยี วกับวิวัฒนาการของ
สิ่งมีชีวิต ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ์ก การเกิดสปีชีสใ์ หม่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กาเนดิ ของสง่ิ มชี ีวิต
ความหลากหลาย ของสิ่งมชี วี ติ และอนุกรมวธิ าน รวมทงั้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ผลกำรเรยี นรู้

สบื คน้ ข้อมูล อธิบาย ยกตวั อย่างและสรุปเก่ียวกับลักษณะเฉพาะของประชากรของสิ่งมีชีวิตบางชนดิ
จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้

1. อธิบายและเขา้ ใจในเรื่องของลักษณะเฉพาะของประชากรของส่งิ มชี ีวิตบางชนดิ ได้ (K)
2. สรุปปัจจยั ทสี่ ง่ ผลตอ่ ความหนาแน่นและการแพร่กระจายของประชากรได้ (K)

3. สบื ค้น นาเสนอข้อมูลเกี่ยวกบั ขนาดของประชากร อัตราการเกิด และการตายการอพยพเข้าออกของ
ประชากร ความหนาแนน่ ของประชากร การรอดชวี ิตของประชากร การแพร่กระจายของประชากร
โครงสรา้ งของอายปุ ระชากร และนาเสนอข้อมลู ได้อยา่ งถูกต้อง (P)

4. พยากรณ์ คาดการณ์แนวโนม้ ของประชากรในอนาคตได้ (P)
5. เห็นคุณค่า ประโยชนข์ องการเรียนวทิ ยาศาสตร์ และทางานร่วมกับผอู้ นื่ ได้อยา่ งมีความสุข (A)
สำระกำรเรียนรู้
ประชากรของสิ่งมีชีวิตทุกชนดิ มลี กั ษณะหลายประการที่เป็นลกั ษณะเฉพาะ เชน่ ขนาดของประชากร ความ
หนาแนน่ ของประชากร การกระจายตัวของสมาชกิ ในประชากร โครงสรา้ งอายุของประชากร อัตราสว่ น
ระหว่างเพศ อัตราการเกิดและอัตราการตาย การอพยพเข้าการอพยพออกของประชากร และการรอดชีวิตของ
สมาชิกทีม่ ีอายตุ า่ งกัน
สำระสำคญั

ประชากร (population) คอื กลมุ่ ของสง่ิ มชี ีวิตสปชี สี ์เดยี วกันทอี่ าศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน ในช่วงเวลา
ใดเวลาหนงึ่ โดยใชแ้ หลง่ ทรัพยากรเดยี วกนั และส่งิ มชี วี ิตในประชากรสามารถผสมพันธ์กุ ันและมีลกู ได้

ลักษณะเฉพาะของประชากรสามารถแบ่งออกเปน็ 6 ประเภท
1.ขนาดของประชากร
2.ความหนาแนน่ ของประชากร
3.การแพรก่ ระจายของประชากร
4.การรอดชีวติ ของประชากร
5.โครงสรา้ งอายุประชากร
6.อัตราส่วนระหว่างเพศ

141

กิจกรรมกำรเรียนรู้
ขัน้ นำ

1.แจ้งผลการเรยี นรขู้ องหนว่ ยการเรยี นรูใ้ หน้ ักเรยี นทราบ
2.นักเรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 8 ประชากร
3.นักเรียนทา Check for Understanding จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2 หน่วยท่ี 8 ประชากร
4.นกั เรยี นแบ่งกล่มุ โดยให้นักเรียนหยิบลูกบอล ซ่ึงมีทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีแดง สีฟ้า สีเขียว และสีเหลือง
จากนั้นให้นกั เรยี นเขา้ กลมุ่ ตามสีของลูกบอลสที หี่ ยิบได้
5.ครูแจกกระดาษ A 4 กลุ่มละ 1 แผ่น เพื่อเล่นเกม Snow ball โดยให้นักเรียนเขียนกลางหน้ากระดาษ
A4 คาว่า ประชากร จากน้ันครูอธิบายการเล่นเกม โดยเขียนคาตอบว่า ประชากรในอุดมคติของนักเรียนคือ
อะไร โดยเขยี นคาตอบภายในเวลา 30 วินาที ป้ันกระดาษใหเ้ ปน็ รูปทรงกลมแลว้ โยนส่งต่อให้กับเพื่อนต่างกลุ่ม
จานวน 10 ครงั้
6.เมื่อครบจานวนคร้ังแล้วครูทาการสุ่มให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอหน้าช้ันเรียน เพื่อตรวจสอบ
ความรู้เบ้ืองตน้ ของนักเรยี น
7.นกั เรยี นร่วมกนั แสดงความเห็นและอภปิ ราย โดยครถู ามคาถามดังต่อน้ี

- ประชากร หมายถึง
(แนวคาตอบ : กล่มุ ของสง่ิ มีชวี ิตสปีชีส์เดยี วกันทีอ่ าศยั อยู่ในบริเวณเดยี วกนั ในชว่ งเวลาใดเวลา

หนง่ึ โดยใช้แหลง่ ทรพั ยากรเดียวกัน และส่งิ มชี วี ติ ในประชากรสามารถผสมพันธ์กุ ันและมีลูกได้)
- นักเรยี นคดิ วา่ ถ้าโลกใบนี้มจี านวนสปชี สี ท์ กุ สปชี ีส์ลดลงอยา่ งต่อเน่ือง อันเนื่องมาจากภยั พบิ ัติ

ต่าง ๆ ท้งั จากธรรมชาติ และมนษุ ย์ เราจะมีวธิ แี ก้ไขปัญหาอย่างไร
(แนวคาตอบ : ตามความคิดของนักเรยี น)

8.ครแู ละนกั เรยี นร่วมแสดงความเห็นและอภิปรายจากกจิ กรรมทีจ่ ัดข้นึ
9.นักเรยี นตอบคาถาม Big Question เพอื่ กระตุ้นความสนใจของนักเรียนว่า “กลุ่มประชากรของสิ่งมีชีวิต
มีความสัมพันธก์ ับส่งิ แวดลอ้ มที่อาศยั อยอู่ ย่างไร”
(แนวคาตอบ : กล่มุ ประชากรส่ิงมีชวี ิตมีความสมั พันธก์ บั ส่งิ แวดล้อมทอ่ี าศยั อยู่ รวมท้งั ปจั จยั ทางกายภาพ
และชีวภาพ ส่ิงเหล่านล้ี ว้ นมีปฏิสัมพันธ์กันไมท่ างใดก็ทางหน่ึง ไม่สามารถขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ หากขาดสิ่งใดส่ิง
หน่ึงไปอาจจะเกิดปัญหาตามในภายหลัง และส่งผลกระทบต่อท้ังส่ิงแวดล้อมและการดารงชีวิตของประชากร
ได)้
10.นกั เรียนคาถาม Key Question จากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพมิ่ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา
ม.6 เลม่ 2 เพอื่ นาเขา้ สบู่ ทเรียนว่า “ลกั ษณะเฉพาะของประชากรมอี ะไรบ้าง”
(แนวคาตอบ : ลกั ษณะเฉพาะของประชากรประกอบไปดว้ ย ขนาดของประชากร ความหนาแน่นของ

ประชากร การแพรก่ ระจายของประชากร การรอดชีวติ ของประชากร โครงสรา้ งอายขุ องประชากร
และอัตราสว่ นระหวา่ งเพศ )

142

ขัน้ สอน
1.นกั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุม่ ละ 5-6 คน เพื่อสืบคน้ ข้อมลู เก่ยี วกับลกั ษณะเฉพาะของประชากร จากหนงั สอื

เรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 หรือจากแหล่งเรียนรู้อ่ืน ๆ ท่ีมีความ
นา่ เชื่อถือ ในหัวข้อ ดังนี้

- ประชากรและขนาดของประชากร
- ความหนาแนน่ ของประชากร
จากน้นั สรุปสาระสาคญั ลงในสมดุ บันทึก
2.นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ทากิจกรรม เร่ือง การหาคา่ ความหนาแนน่ ของประชากรในภาคสนาม โดยวิธกี ารสมุ่
ตวั อย่างแบบวางแปลน จากหนังสือเรยี นรายวชิ าเพมิ่ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2
และถามคาถามท้ายกิจกรรมกบั นักเรยี น ดงั นี้
- ความหนาแน่นของประชากรสง่ิ มชี วี ิตในบรเิ วณที่นักเรยี นสารวจนัน้ เปน็ อย่างไร

(แนวคาตอบ : ข้ึนกบั ดุลพนิ จิ ของครู)
- จากข้อมูลขา้ งตน้ สามารถบอกอะไรเกี่ยวกบั สภาพแวดล้อมในบริเวณทส่ี ารวจไดบ้ ้าง

(แนวคาตอบ : ข้นึ กบั ดลุ พนิ จิ ของคร)ู
3.นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลกิจกรรม เร่ือง การหาค่าความหนาแน่นของประชากรในภาคสนาม
โดยวธิ ีการสุม่ ตวั อย่างแบบวางแปลน เพอื่ ให้ไดข้ ้อสรุป ดังน้ี “นักเรียนสามารถประมาณหาความแน่นหนาของ
ประชากรสิง่ มีชีวิตแต่ละชนิดในพื้นที่ท่ีทาการสารวจได้ โดยคานวณจากจานวนประชากรท้ังหมดของส่ิงมีชีวิต
แตล่ ะชนิดตอ่ พืน้ ที่ทีท่ าการสารวจ
4.นักเรียนและครูร่วมกันทบทวนบทเรียนในคาบที่แล้ว (ครูอาจทบทวนด้วยการถามคาถ่ายง่าย ๆ
เกย่ี วกับบทเรียนในคาบที่แลว้ )
5.นักเรยี นแบ่งกลุ่ม กลมุ่ ละ 5-6 คน เพือ่ ทากิจกรรม เรื่อง การหาค่าความหนาแน่นของประชากรใน
หอ้ งปฏิบตั ิการ โดยวิธีการทาเคร่ืองหมายและจับซ้า จากหนังสอื เรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เลม่ 2 และถามคาถามท้ายกิจกรรมกับนกั เรยี น ดงั น้ี

- การส่มุ ตัวอย่างท่ีมจี านวนครัง้ มากหรือน้อยจะส่งผลต่อคา่ ความแม่นยาในนับจานวนประชากร
หรอื ไม่ อย่างไร

(แนวคาตอบ : การหาคา่ ประมาณความหนาแนข่ องประชากรย่งิ สุม่ ตัวมากขึ้นเท่าไรค่าท่ีได้จะมี
ความคลาดเคลื่อนน้อยตามไปด้วย)

6.ครูและนักเรยี นร่วมกันอภิปรายผลกิจกรรม เร่อื ง การหาค่าความหนาแน่นของประชากรในภาคสนาม
โดยวิธีการสมุ่ ตัวอย่างแบบวางแปลน เพื่อให้ได้ข้อสรุป ดังนี้ “จะเห็นได้ว่าการสุ่มจานวนประชากรมากคร้ังจะ
ได้ความหนาแน่นของประชากรที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพราะจานวนประชากรท่ีสุ่มในแต่ละครั้งจะมาก
ตามไปด้วย ทาให้เม่ือนาไปคานวณหาค่าความหนาแน่น ค่าที่ได้จะมัค่าความคลาดเคลื่อนลดลง ทาให้มีความ
แม่นยามากข้นึ ”

7.นักเรียนตอบคาถามครูเพ่ือตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน เรื่อง ประชากร ขนาดของประชากร
ความหนาแนน่ ของประชากร และการแพรก่ ระจายของประชากร โดยให้นักเรียนแต่ละกลุม่ แข่งขนั กบั ตอบ
คาถาม ซ่งึ ครอู าจเตรียมของรางวลั ไว้ให้

- ประชากรหมายถึงอะไร
(แนวคาตอบ : กลุ่มของสงิ่ มชี ีวิตสปชี สี เ์ ดียวกนั ทอ่ี าศัยอยใู่ นบริเวณเดียวกัน ในช่วงเวลาใดเวลา

143

หน่งึ โดยใช้แหลง่ ทรพั ยากรเดียวกัน และส่ิงมชี วี ิตในประชากรสามารถผสมพันธุ์กนั และมลี กู ได้)
- ปจั จัยท่ีมีผลตอ่ การเปล่ยี นแปลงขนาดของประชากรมปี จั จัยใดบา้ ง
(แนวคาตอบ : การเกดิ การอพยพเข้า การตายและการอพยพออก)
- การหาค่าความหนาแน่นของประชากรแบบเชิงนิเวศกับการหาค่าความหนาแน่นแบบหยาบ
ต่างกันอยา่ งไร
(แนวคาตอบ : การหาความหนาแน่นแบบหยาบกับความหนาแน่นเชงิ นเิ วศตา่ งกนั ท่ี การหาคา่

ความหนาแน่นแบบหยาบจะหาจานวนประชากรต่อพ้ืนที่ทั้งหมดที่ศึกษา ส่วนกรณีการหาความหนาแน่นเชิง
นเิ วศ เปน็ การหาจานวนประชากรตอ่ หน่วยพนื้ ที่ที่ ประชากรอาศัยอยจู่ รงิ )

- การหาความหนาแนน่ ของประชากรท่แี ท้จริง สามารถหาด้วยวิธีการอย่างไร การหาวิธดี งั กล่าวมี
ปญั หาและอุปสรรคหรอื ไม่ ถ้ามี เราจะหาความหนาแนน่ ของประชากรได้ด้วยวิธีใด

(แนวคาตอบ : วิธีการหาความหนาแน่นของประชากรทแี่ ทจ้ ริง จะใชว้ ิธกี ารนับจานวนของ
สิ่งมีชวี ิต ทัง้ หมดต่อหน่วยพ้ืนท่ี ซงึ่ มีอุปสรรค คือ บางสภาพแวดล้อมบางแห่งไม่สามารถทาได้ จึงต้องมีวิธีการ
อ่ืนที่สามารถประมาณค่าของความหนาแน่นของประชากร ได้แก่ การสุ่มตัวอย่างแบบวางแปลง และการทา
เครื่องหมายแบบจับซ้า)

- การประมาณค่าของความหนาแน่นของประชากรแตะ่ ละประเภทแตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวคาตอบ : การประมาณค่าของความหนาแนน่ ของประชากรแบง่ ออกเป็น 2 วิธี ไดแ้ ก่ วิธกี าร

สุ่มตัวอย่างแบบวางแปลนท่ีเหมาะแก่การหาความหนาแน่นประชากรของส่ิงมีชีวิตที่อยู่กับท่ี เช่นพืช หรือสัตว์
บางชนิดท่เี คลอ่ื นทไ่ี ดช้ ้า และวิธีการทาเคร่ืองหมายและจับซ้า ซึ่งเหมาะกับสิ่งมีชีวิตท่ีเคล่ือนท่ีได้รวดเร็ว หรือ
กลุ่มที่มกี ารซอ่ นตวั จากการมองเหน็ )

8.นักเรียนและครรู ่วมกนั อภปิ รายเพื่อใหไ้ ด้ขอ้ สรุป เรื่อง ความหลากหลายของพืชมีทอ่ ลาเลยี งท่ไี ร้เมลด็
โดยมแี นวทางการสรปุ ดงั น้ี

“ประชากร (population) คอื กลุ่มของส่งิ มีชวี ติ สปีชสี ์เดยี วกันทอี่ าศยั อยู่ในบริเวณเดียวกัน ในช่วง
เวลาใดเวลาหน่งึ โดยใช้แหลง่ ทรพั ยากรเดียวกัน และสิง่ มีชวี ติ ในประชากรสามารถผสมพันธก์ุ ันและมลี ูก
ได้ ซึ่งประชากรสง่ิ มีชีวติ ในธรรมชาติไม่ได้มีขนาดแบบคงที่ แตม่ กี ารเปล่ียนแปลงอยตู่ ลอดเวลา โดยการเปลย่ี น
แปลงขนาดของประชากรขึ้นอยู่กบั อตั ราการเกิด การตาย การอพยพเขา้ และการอพยพออกความหนาแนน่
ของประชากร หมายถึง จานวนของประชากรสิง่ มชี ีวติ ต่อหนึง่ หน่วยพนื้ ที่หรือปริมาตร ซึ่งวิธกี ารหาความ
หนาแนน่ แบง่ ออกได้เปน็ 2 วิธี คอื การหาความหนาแน่นแบบหยาบ ซ่ึงเป็นการจานวนประชากรต่อพน้ื ท่ี
ทั้งหมดที่ศึกษา และการหาความหนาแนน่ เชิงนเิ วศเป็นการหาจานวนประชากรต่อหนว่ ย
พน้ื ท่ีท่ีประชากรนัน้ อาศัยอยู่จรงิ โดยท่ัวไปการหาความหนาแนน่ ของประชากรโดยการนับจานวนส่ิงมชี วี ิต
ทั้งหมดต่อหน่วยพ้ืนที่มักทาได้ยาก จึงมีวิธีการประมาณค่าความหนาแน่นของประชากร ซ่ึงทาได้ 2 วิธี
ดังนี้ การสมุ่ ตัวอย่างแบบวางแปลน และการทาเครื่องหมายและจบั ซ้า”
9.นักเรียนและครูร่วมกันอภิปราย เรื่อง รูปแบบการแพร่กระจายของประชากร การรอดชีวิ ตของ
ประชากร ตามหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 จากนั้นครูถาม
คาถามนักเรยี น ดังนี้

144

- การแพรก่ ระจายของประชากรมคี วามสมั พนั ธก์ บั สภาพแวดล้อมดว้ ยหรือไม่
(แนวคาตอบ : การแพร่กระจายของประชากรกบั สภาพแวดล้อมมคี วามสมั พันธ์กัน โดยการ

แพร่กระจายของประชากรสิ่งมีชีวิตมักจะขึ้นอยู่กับปัจจัยท้ังทางกายภาย เช่น แสงแดด อุณหภูมิ ความช้ืน
และปัจจยั ทางชวี ภาพ เช่น ผ้ลู ่า)

- รูปแบบการแพร่กระจายของสิง่ มีชีวติ ทีใ่ นในธรรมชาติ แบง่ ออกได้เปน็ ก่รี ปู แบบ อะไรบ้าง
(แนวคาตอบ : รูปแบการแพร่กระจายของส่งิ มีชีวิตทใี่ นในธรรมชาติ แบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 รูปแบบ

ได้แก่ การแพร่กระจายแบบรวมกลุ่ม การแพร่กระจายแบบสุ่ม และการ แพร่กระจายแบบสม่าเสมอหรือแบบ
ระยะห่างเทา่ ๆ กัน)

- กราฟการรอดชีวติ ของประชากรสงิ่ มชี ีวติ แบ่งออกเปน็ กีร่ ปู แบบ และมลี ักษณะอย่างไร
(แนวคาตอบ : กราฟการรอดชวี ิตของประชากรสงิ่ มีชวี ิตแบ่งออกเปน็ 3 รปู แบบ ดังนี้
1) รปู แบบท่ี 1 ส่งิ มชี ีวิตจะมอี ัตราการรอดชีวิตสูงในวยั แรกเกิด จากนัน้ จะตา่ ลงเมื่ออายมุ ากขึ้น
2) รปู แบบที่ 2 สิง่ มชี ีวิตมอี ัตราการรอดชวี ติ คงที่ ไมแ่ ปรผันตามอายุในทกุ วยั
3) รปู แบบท่ี 3 ส่ิงมชี ีวติ จะมีอัตราการรอดชวี ติ ต่าในวัยแรกเกิด จากนั้นจะสูงขน้ึ เมอ่ื อายมุ ากข้ึน

10.นักเรยี นแตล่ ะคนรว่ มกันศึกษาและสืบคน้ ขอ้ มลู เพ่ิมเตมิ เก่ียวกบั เรอื่ ง ลักษณะเฉพาะของประชากร
จากหนงั สอื เรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เล่ม 2 หรือจากแหลง่ เรียนร้อู ่ืน ๆ
ทมี คี วามน่าเชื่อถือ ในหัวขอ้ ดังน้ี

- การแพร่กระจายของประชากร
- การรอดชีวติ ของประชากร
จากนั้นครมู อบหมายให้นักเรียนแต่ละคนทาช้ินงาน เรื่อง การแพร่กระจายและการรอดชีวิตของประชากร
สิ่งมีชวี ติ โดยยกตวั อย่างสงิ่ มีชีวติ มาคนละ 1 ชนิด (ไมซ่ า้ กัน) ลงกระดาษ A4
11.ครูสมุ่ นักเรียนชาย 4-5 คน หญิง 4-5 คน ออกมานาเสนอชน้ิ งานของตวั เองหน้าชนั้ เรียน
12.นกั เรียนและครูร่วมกันอภิปรายเพ่ือให้ได้ข้อสรปุ เร่ือง การแพร่กระจายและการรอดชีวิตของประชากร
ส่งิ มชี วี ติ โดยมแี นวทางการสรุป ดงั น้ี
“ประชากรสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติมีรูปแบบการแพร่กระจายท่ีแตกต่างกัน ข้ึนอยู่กับชนิดของสิ่งมีชีวิต
อายุ และการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ซ่ึงแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ การแพร่กระจายแบบ
รวมกลุ่ม เช่น หมาป่า การแพร่กระจายแบบสุ่ม เช่น ต้นทานตะวัน และการแพร่กระจายแบบสม่าเสมอ
หรือแบบระยะหา่ งเท่า ๆ กนั เช่น เพนกวิน
ส่ิงมีชวี ิตแต่ละชนดิ มกี ารสบื พันธุ์และให้จานวนลูกท่ีแตกต่างกัน โดยการรอดชีวิตของประชากรแต่ละ
ชนิดขน้ึ อยกู่ บั ชว่ งอายุขยั ซึ่งมีแบบแผนการรอดชีวิตแตกต่างกันสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีอัตราการรอดชีวิตสูงในวัยแรกเกิด กลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีอัตราการรอดชีวิตเท่ากันในทุกวัย
กลมุ่ ส่ิงมีชีวติ ท่มี อี ตั ราการรอดชีวิตตา่ ในวยั แรกเกดิ ”
13.นักเรียนแบง่ กล่มุ กลุ่มละ 4-5 คน เพ่อื สบื คน้ ขอ้ มูลเกย่ี วกบั โครงสร้างอายปุ ระชากร และ
อัตราสว่ นระหว่างเพศจากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 หรือ
จากแหล่งเรียนรู้อ่นื ๆ ทม่ี ีความน่าเชื่อถือ ในหัวขอ้ ดังนี้

- พรี ะมดิ ประชากรแบบขยายตวั
- พีระมิดประชากรแบบคงท่ี
- พีระมดิ ประชากรแบบเสถียร

145

- พรี ะมดิ ประชากรแบบหดตวั
- อัตราส่วนระหว่างเพศ
14.ให้นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ นาข้อมลู ที่สบื ค้นมานาเสนอในรูปแบบของผังก้างปลา กล่มุ 3-5 นาที
15.นักเรียนและครูรว่ มกันอภปิ ราย ซกั ถาม ข้อสงสัย ข้อเสนอแนะ เกย่ี วกบั ประเดน็ หวั ข้อต่าง ๆ ท่ีครู
มอบหมาย
16.นกั เรียนตอบคาถามครเู พ่อื ทดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นในแตล่ ะกลุม่ ด้วยคาถามต่อไปน้ี
- นกั เรียนไดค้ วามรอู้ ะไรบา้ งในการทากจิ กรรมน้ี
(แนวตอบ : ตามความคิดของนกั เรยี น)
- นอกจากออกแบบเปน็ พีระมดิ แล้ว นักเรียนคิดว่าเราสามารถออกแบบข้อมูลในลักษณะรูปทรงใด
ได้อกี
- (แนวตอบ : ตามความคดิ ของนกั เรียน)
- ในอนาคตต่อไปนักเรียนคิดว่า เราจะมีวิธีการใดที่ทาให้ประชากรมนุษย์ของไทยรุ่นก่อนวัย
สืบพันธุ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แล้วถ้าเพ่ิมขึ้นแล้วเราจะมีวิธีการจัดการอย่างไรให้รุ่นก่อนวัยสืบพันธุ์
เปน็ คนที่มคี ุณภาพ
- (แนวตอบ : ตามความคิดของนกั เรียน)
- โครงสร้างอายขุ องประชากรปัจจบุ ันในประเทศไทยเป็นโครงสร้างในลักษณะพีระมิดแบบใด
(แนวคาตอบ : ปจั จุบันโครงสร้างประชากรของไทยเป็นลักษณะพรี ะมิดแบบคงท่ี)
17.นกั เรียนและครรู ่วมกันสนทนาและอธบิ ายเนื้อเพิ่มเตมิ ในเรือ่ งของลกั ษณะเฉพาะประชากร โดยอาจ
เน้นไปทต่ี ัวอย่างในชีวติ ประจาวันท่ีนักเรียนสามารถสังเกตเหน็ ได้
18.ครูสมุ่ นักเรียน 4-5 คน ออกมาเลา่ ประสบการณ์หรอื เกรด็ น่ารู้เกย่ี วกบั ลักษณะ เฉพาะของประชากรใน
หวั ใดก็ได้ โดยครูอาจเตรยี มรางวลั ไว้ใหก้ ับนกั เรียนที่ออกมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟงั หนา้ ห้อง
19.ครูทบทวนบทเรียนและเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหาเก่ียวกับ เรื่อง ลักษณะเฉพาะประชากร
ท่ไี ด้เรยี นมา และใหค้ วามรเู้ พมิ่ เตมิ จากคาถามของนักเรียน
20.นักเรียนทา Topic Question ท้ายหัวข้อ เร่ือง อาณาจักรพืช ในหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติม
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
21.นกั เรยี นทาแบบฝกึ หัด เรือ่ ง อาณาจักพชื ในแบบฝกึ หดั รายวิชาเพ่ิมเติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2
ขนั้ สรปุ
1.นักเรียนจับคู่กันทา Infographic สรุปสาระสาคัญ เร่ือง ลักษณะเฉพาะประชากร ที่ประกอบไปด้วย
หวั ข้อหลกั 6 หัวขอ้ ดังที่ได้เรียนมาก่อนหน้า
2.ครูสมุ่ นักเรยี น 4-5 คู่ ออกมานาเสนอผลงานจากใบงานบรเิ วณหนา้ ช้ันเรียน โดยครแู ละเพ่อื น ๆ ในชั้น
เรยี นร่วมกันเสนอแนะเพือ่ ใหไ้ ดข้ ้อสรปุ ท่ีครบถ้วนสมบรู ณ์

146

กำรวัดและกำรประเมนิ ผล วิธกี ำร เครอ่ื งมอื เกณฑก์ ำรประเมนิ
รำยกำรวดั
- ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบก่อน - ประเมินตามสภาพ
กำรประเมินก่อนเรยี น กอ่ นเรียน เรยี น จรงิ
- แบบทดสอบก่อนเรยี น

ประเมนิ ระหวำ่ งกำรจดั - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝึกหัด - ร้อยละ 60 ผา่ น
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ - ตรวจช้ินงาน เรื่อง การ -แบบประมินชิน้ งาน เกณฑ์
1) ลกั ษณะเฉพาะของ -แบบประมินช้ินงาน - ระดับคณุ ภาพ 2
ประชากร แพร่กระจายและการ -แบบประมนิ ชิ้นงาน ผ่านเกณฑ์
รอดชวี ติ ของประชากร - ระดบั คณุ ภาพ 2
2) การปฏบิ ตั กิ จิ กรรม ส่ิงมีชวี ติ - แบบประเมนิ การ ผ่านเกณฑ์
เร่ือง การหาความหนา - ตรวจผังมโนทศั น์ เร่อื ง ปฏบิ ัตกิ ิจกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
แน่นของประชากรใน โครงสร้างอายุประชากร ผา่ นเกณฑ์
ภาคสนาม โดยวิธกี ารสมุ่ และอตั ราส่วนระหว่าง - แบบประเมินการ
ตัวอยา่ งแบบวางแปลง เพศ ปฏิบตั กิ จิ กรรม - ระดับคณุ ภาพ 2
- ตรวจ infographic ผา่ นเกณฑ์
3) การปฏบิ ตั กิ ิจกรรม เร่อื ง ลักษณะเฉพาะ - แบบประเมินการ
เรื่อง การหาความ ประชากร นาเสนอผลงาน - ระดบั คณุ ภาพ 2
หนาแนน่ ของประชากรใน - ประเมนิ การปฏบิ ตั ิ ผา่ นเกณฑ์
หอ้ งปฏิบตั ิการ โดยวิธกี าร กิจกรรม
ทาเครอ่ื งหมายและจบั ซ้า - ระดับคุณภาพ 2
5) การนาเสนอ - ประเมนิ การปฏิบตั ิ ผ่านเกณฑ์
ผลงาน กจิ กรรม

- ประเมนิ การนาเสนอ
ผลงาน

6) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2
ทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์

7) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คณุ ภาพ 2
ทางานกลุม่ การทางานกลุ่ม
การทางานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์
8) คุณลกั ษณะอันพึง - สังเกตความมีวินยั
ประสงค์ และรบั ผิดชอบ - แบบประเมิน ระดบั คุณภาพ 2
ในการทางาน คุณลักษณะ ผ่านเกณฑ์
อันพงึ ประสงค์

147

สอ่ื /แหลง่ กำรเรียนรู้
สอ่ื กำรเรยี นรู้

1) หนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 แบบฝึกหัดรายวิชา
เพมิ่ เติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เลม่ 2

2) PowerPoint เร่ือง ประชากร
แหล่งกำรเรียนรู้

1) หอ้ งเรียน
2) ห้องสมดุ
3) แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ


Click to View FlipBook Version