148
แผนกำรจัดกำรเรียนรูท้ ี่ 15 ช้นั มัธยมศึกษำปที ี่ 6
รำยวชิ ำ ว33246 ชวี วทิ ยำ 6
หนว่ ยกำรเรยี นรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ เวลำ 2 ชั่วโมง
เร่อื ง รูปแบบกำรเพิ่มของประชำกร โรงเรยี นโคกโพธไิ์ ชยศกึ ษำ
ผสู้ อน นำงสำวปวีณำ งำมชัด
สำระชวี วทิ ยำ
เขา้ ใจการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม การถา่ ยทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ และหน้าท่ขี องสาร
พันธกุ รรม การเกิดมวิ เทชนั เทคโนโลยที างดเี อ็นเอ หลกั ฐาน ขอ้ มลู และแนวคิดเกีย่ วกบั วิวัฒนาการของ
สิง่ มชี วี ิต ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวน์เบิรก์ การเกดิ สปีชสี ใ์ หม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนดิ ของสง่ิ มีชวี ิต
ความหลากหลาย ของสิง่ มีชวี ิต และอนุกรมวธิ าน รวมท้ังนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ผลกำรเรียนรู้
สืบค้นข้อมูล อธิบาย เปรียบเทียบ และยกตัวอย่างการเพ่ิมของประชากรแบบเอกซ์โพเนนเชียลและ
การเพิ่มของประชากรแบบโลจิสตกิ ส์
จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้
1.สืบคน้ ขอ้ มลู อธบิ าย เปรยี บเทยี บและยกตวั อยา่ งการเพ่ิมของประชากรแบบเอ็กโพเนนเชยี ลและการ
เพิ่มของประชากรแบบลอจิสตกิ ได้ (K)
2.สรปุ ข้อมลู การเพมิ่ ของประชากรแบบเอ็กโพเนนเชียลและการเพมิ่ ของประชากรแบบลอจสิ ติกได้ (P)
3.เหน็ คุณคา่ ประโยชน์ของการเรียนวิทยาศาสตร์ และทางานรว่ มกับผอู้ ื่นได้อย่างมีความสขุ (A)
สำระกำรเรียนรู้
-การเพมิ่ ประชากรแบบเอกซ์โพเนนเชียลเปน็ การเพม่ิ จานวนประชากรอย่างรวดเรว็ แบบทวีคูณ
-การเพ่ิมประชากรแบบโลจิสติกส์เป็นการเพ่ิมจานวนประชากรท่ีขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมหรือมีตัว
ต้านทานในส่ิงแวดล้อมมาเก่ียวข้อง
สำระสำคัญ
การสืบพนั ธุ์คร้ังเดียวตลอดชีวติ ( Single reproduction ) สิ่งมีชวี ติ กลุ่มนเ้ี มอ่ื ถงึ วยั ทสี่ ามารถสบื พันธุ์
ได้จะให้กาเนดิ ลกู หลานแลว้ ตายลง สามารถพบได้ในส่ิงมีชีวติ จาพวกแมลง
การสบื พนั ธุ์ไดห้ ลายครัง้ ตลอดชีวิต ( Multiple reproduction ) สิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้ เมือ่ ถึงวัยเจรญิ พันธ์ุ
สามารถใหล้ ูกหลานไดห้ ลายคร้งั สามารถพบไดใ้ นสตั วม์ ีกระดกู สันหลัง
การเพิ่มประชากรแบบเอกซโ์ พเนนเชยี ล ( Exponential population growth ) คือ การเพม่ิ จานวน
ประชากรสงิ่ มชี วี ติ อย่างรวดเรว็ โดยไมม่ ีปัจจัยใด ๆ ในสภาพแวดลอ้ มเป็นปจั จยั จากัด ซึง่ ภายใต้สภาวะ
อดุ มคตนิ ี้ การเพมิ่ ขึ้นของประชากรจะมีอตั ราสูงทสี่ ุด ขนาดของประชากรจะมกี ารเพิม่ ขึน้ แบบเอกซ์โพเนน
เชียลในอตั ราคงที่
การเพ่ิมประชากรแบบโลจิสติกส์ ( Logistic growth ) เปน็ การเพิ่มจานวนประชากรที่ขน้ึ อยูก่ ับปจั จยั
จากดั หรอื ตวั ต้านทานในส่ิงแวดล้อมที่จะสง่ ผลต่อการเพ่ิมขนึ้ ของจานวนประชากร ทาให้จานวนประชากร
ค่อย ๆ ลดลง ซงึ่ ตรงขา้ มกบั การเพม่ิ ขึน้ ของประชากรแบบเอกซ์โพเนนเชียล เนือ่ งจากสภาพแวดล้อมหน่งึ
ๆ จะมีขีดจากัดของขนาดประชากรสงู สดุ ทเี่ ป็นไปได้ หรือ แครีอิงคาพาซติ ี ซงึ่ ประกอบไปดว้ ย พน้ื ที่อยู่
149
อาศยั ช่วงเวลาที่มีความอุดมสมบรู ณ์ของทรัพยากรจากัด ทัง้ ในด้านของพลังงาน ที่หลบภยั จากผลู้ า่ และ
การเขา้ ถึงแหลง่ อาหาร
กิจกรรมกำรเรยี นรู้
ข้ันนำ
1.นักเรยี นเล่นเกม ทายภาพปริศนา โดยครอู ธิบายกติกาให้นกั เรียนทราบ ดังน้ี
- นกั เรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน
- ครูแจกกระดาษเปล่ากลุม่ ละ 1 แผน่
- ครูมีภาพปริศนาประมาณ 10-15 ให้นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ทายว่าเป็นภาพการสืบพันธคุ์ ร้งั เดียว
ตลอดชวี ติ หรอื การสบื พนั ธุไ์ ดห้ ลายคร้ังตลอดชีวติ โดยให้เวลาในการทายภาพปรศิ นา ภาพละ
30 วินาที
- การทายภาพปริศนา ให้เขยี นคาตอบลงในกระดาษทีค่ รแู จกใหใ้ นแตล่ ะกลุ่ม
- เมอ่ื ทายครบทกุ ภาพแลว้ ครูเฉลยภาพปริศนา จากนน้ั กล่มุ ทไี่ ด้คะแนนมากทส่ี ุด จะเปน็ กลุ่มที่
เลอื กลาดับการนาเสนองานหน้าชน้ั เรยี นในกิจกรรมตอ่ ไป
2.นักเรียนตอบคาถามครเู พอ่ื ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนหลงั จากทากิจกรรมดังน้ี
- ยกตวั อย่างสิ่งมีชีวิตที่มีการสืบพันธ์ุคร้ังเดียวตลอดชีวิต และสิ่งมีชีวิตท่ีมีการสืบพันธุ์ได้หลายครั้ง
ตลอดชวี ิต มาอยา่ งละ 3-5 ชนิด (หา้ มซา้ กัน)
(แนวตอบ : สงิ่ มชี ีวติ ที่มีการสืบพันธุ์ครั้งเดยี วตลอดชวี ติ ไดแ้ ก่ แมลงชปี ะขาว ข้าว ถ่วั เขยี ว
สง่ิ มีชวี ติ ที่มีการสืบพนั ธุไ์ ดห้ ลายครงั้ ตลอดชวี ิต ไดแ้ ก่ มนุษย์ แมว มะม่วง)
- กิจกรรมทีค่ รูไดใ้ หน้ ักเรียนร่วมสนกุ นักเรียนได้ประโยชน์จากการทากจิ กรรมนี้อย่างไร
(แนวตอบ : ตอบตามความคดิ เห็นของนกั เรียน)
3.นกั เรยี นและครูร่วมอภปิ รายประเดน็ การสบื พนั ธ์ุคร้ังเดียวตลอดชวี ติ กับการสืบพนั ธแ์ุ บบหลายครั้งตลอด
ชวี ติ ต่างกนั อยา่ งไร โดยมแี นวทางอภปิ ราย ดังนี้
“การสบื พันธค์ุ รง้ั เดยี วตลอดชีวิต (Single reproduction) สิง่ มชี วี ติ กลุ่มนี้ เมื่อถึงวัยที่สามรถสืบพันธุ์
ได้จะให้กาเนิดลกู หลานแล้วตายลง สามารถพบได้ในสิ่งมชี ีวติ จาพวกแมลง
การสืบพนั ธุ์ไดห้ ลายคร้งั ตลอดชวี ติ (Multiple reproduction) ส่งิ มชี ีวิตกลมุ่ น้เี มอ่ื ถึงวยั เจริญพนั ธุใ์ ห้
ลูกหลานไดห้ ลายครง้ั สามารถพบได้ในสัตว์มกี ระดกู สันหลัง”
4.นักเรยี นตอบคาถามครเู พือ่ เขา้ สู่บทเรยี น เพอ่ื กระตุ้นความคิดและความเขา้ ใจของนักเรยี น “การ
สืบพันธ์ุท้ังสองประเภทนักเรยี นคดิ วา่ มีผลต่อการเพิม่ หรอื ลดจานวนประชากรหรอื ไม่”
(แนวตอบ : ตามความคิดของนักเรยี น )
ขน้ั สอน
1.ครทู บทวนและตรวจสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนจากกจิ กรรมทผ่ี า่ นมา โดยถามคาถามตอ่ ไปน้ี
- การเพิ่มจานวนของประชากรของสิ่งมชี วี ติ ทเ่ี ปน็ ผลจากการสบื พนั ธม์ุ ีกรี่ ปู แบบ อะไรบา้ ง
(แนวตอบ : การเพ่มิ จานวนของประชากรของส่ิงมีชีวิตทีเ่ ปน็ ผลจากการสบื พันธุม์ ี 2 รูปแบบ คือ
การสบื พันธุค์ รง้ั เดียวตลอดชวี ิต (Single reproduction) และ การสบื พนั ธไ์ุ ดห้ ลาย
ครัง้ ตลอดชีวติ (Multiple reproduction))
2.นกั เรียนตอบคาถาม Key Question จากหนังสอื เรยี นรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชวี วิทยา ม.6 เล่ม 2 เพอ่ื นาเข้าสูบ่ ทเรียนว่า “การเพิม่ ของประชากรมลี กั ษณะอยา่ งไร”
150
(แนวตอบ : ลกั ษณะหรอื รูปแบบการเพิม่ ของประชากรมีท้งั หมด 2 รูปแบบ โดยรปู แบบท่ี 1 การเพมิ่ ของ
ประชากรแบบเอกซโ์ พเนนเชยี ล ซง่ึ เป็นการเพิ่มจานวนประชากรสิ่งมีชีวิตอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีปัจจัยใด ๆ ใน
สภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยจากัด และรูปแบท่ี 2 การเพิ่มของประชากรแบบโลจิสติกส์ ซ่ึงเป็นการเพิ่มจานวน
ประชากรที่ขึน้ อยูก่ บั ปจั จยั จากัด หรือตวั ตา้ นทานในสิ่งแวดล้อมท่ีจะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของจานวนประชากร
ทาใหจ้ านวนประชากรคอ่ ย ๆ ลดลง ซง่ึ ตรงข้ามกับการเพ่มิ ขึ้นของประชากรแบบเอกซ์โพเนนเชียล)
3.นักเรียนแต่ละกลุ่ม (จากกิจกรรมที่ผ่านมา) สืบค้นข้อมูลและศึกษาเก่ียวกับ เรื่อง รูปแบบการเพ่ิมข้ึน
ของประชากร ในหัวขอ้ ดังนี้
- การเพิ่มของประชากรแบบเอกซโ์ พเนนเซียล
- การเพิ่มของประชากรแบบโลจิสตกิ ส์
โดยนักเรียนแต่ละกลุ่มสืบค้นข้อมูลและศึกษาจากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 หรอื จากแหล่งเรยี นรู้อืน่ ๆ เชน่ สื่อออนไลน์ทีม่ ีความน่าเชื่อถือ แล้วให้นักเรียนสรุปข้อมูล
และนาเสนอในรูปแบบแผนผงั มโนทัศน์ พรอ้ มตกแต่งให้สวยงาม
4.ครูให้นกั เรยี นนาผลงานมานาเสนอหน้าชั้นเรยี น (การนาเสนอหน้าช้ันเรียนก่อน – หลัง มาจากการการ
เลือกของกลุ่มผู้ที่ชนะจากการร่วมสนุกในกิจกรรมทายภาพปริศนา) โดยกาหนดระยะเวลาในการนาเสนอ
ผลงาน กลมุ่ ละ 5-8 นาที
5.นักเรยี นต่างกลุ่มร่วมกันถามคาถาม และข้อสงสัยกบั กล่มุ ทอ่ี อกมานาเสนอหน้าช้ันเรยี นรว่ มกับครู
6.นักเรียนและครูรว่ มกันอภปิ ราย ใหค้ าแนะนา ข้อเสนอแนะ เกยี่ วกบั ประเด็นหัวข้อการเพิม่ ประชากร
แบบเอก็ โพเนนเชยี ลและการเพมิ่ จานวนประชากรแบบลอจสิ ติก
7.นักเรียนตอบคาถามเพือ่ ทดสอบความเข้าใจของนักเรยี นด้วยคาถามดังน้ี
- การเพ่ิมจานวนประชากรของส่งิ มชี วี ติ เป็นผลมาจากการสืบพนั ธุ์ กร่ี ูปแบบอะไรบา้ ง
(แนวคาตอบ : การสืบพนั ธุค์ รง้ั เดยี วตลอดชวี ติ (Single reproduction) ส่งิ มชี วี ติ กลุ่มนี้ เมอ่ื ถึง
วยั ท่ีสามรถสบื พันธไุ์ ดจ้ ะใหก้ าเนดิ ลกู หลานแลว้ ตายลง สามารถพบได้ในส่ิงมีชีวิตจาพวกแมลง การสืบพันธ์ุได้
หลายครั้งตลอดชีวิต (Multiple reproduction) สิ่งมีชีวิตกลุ่มน้ีเม่ือถึงวัยเจริญพันธุ์ให้ลูกหลานได้หลายคร้ัง
สามารถพบไดใ้ นสตั วม์ กี ระดกู สนั หลงั )
- การเพิ่มจานวนประชากรแบบเอกซโ์ พเนนเชียล หมายถึงอะไร
(แนวคาตอบ : การเพิ่มประชากรแบบเอกซ์โพเนนเชียล (Exponential population growth)
คอื การเพ่ิมจานวนประชากรส่ิงมชี ีวติ อย่างรวดเรว็ โดยไม่มีปัจจัยใด ๆ ในสภาพแวดลอ้ มเป็นปจั จัยจากัด)
- การเพ่ิมจานวนของประชากรแบบโลจิสตกิ ส์ หมายถงึ อะไร
(แนวคาตอบ : การเพม่ิ ประชากรแบบโลจสิ ติกส์ (Logistic growth) เปน็ การเพ่ิมจานวน
ประชากรที่ขน้ึ อยู่กับปัจจยั จากดั หรอื ตัวตา้ นทานในสง่ิ แวดลอ้ มที่จะส่งผลตอ่ การเพิ่มขนึ้ ของจานวนประชากร
ทาใหจ้ านวนประชากรค่อย ๆ ลดลง)
- แครีองิ คาพาซิตี ( carrying capacity ) อย่ใู นรปู แบบใดของการเพ่ิมจานวนประชากร
(แนวคาตอบ : แครีอิงคาพาซิตี (carrying capacity) อยใู่ นรูปแบบการเพ่ิมประชากรแบบ
โลจิสติกส์ (Logistic growth))
- อนาคตถ้ามนุษย์ มกี ารสบื พันธ์ทุ ่ีมีโอกาสการกาเนิดบุตรยากข้ึน นักเรยี นคิดว่ามีเทคโนโลยี
อะไรบา้ งทช่ี ว่ ยให้มนุษย์สามารถดารงเผ่าพันธุ์อย่ไู ด้
(แนวคาตอบ : การฉดี เช้อื ผสมเทียม การทากิ๊ฟท์ การทาเด็กหลอดแกว้ )
151
8.นักเรียนแต่ละคนทาใบงานท่ี 15 เรื่อง รูปแบบการเพมิ่ ของประชากร
9.นักเรียนทา Topic Question ทา้ ยหัวขอ้ รูปแบบการเพ่ิมของประชากรในหนังสอื เรยี นรายวชิ าเพ่มิ เติม
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เล่ม 2
10.นักเรียนทาแบบฝึกหัด เรื่อง รูปแบบการเพ่ิมของประชากร ในแบบฝึกหัดรายวิชาเพิ่มเติม
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2
11.นักเรียนสืบค้นข้อมูลและสรุปผังมโนทัศน์เก่ียวกับ เรื่อง ปัจจัยจากัด (limiting factor) หรือตัว
ตา้ นทานในส่ิงแวดลอ้ ม (environmental resistance) ที่ส่งผลกับการเพิ่มของประชากรสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ
พร้อมยกตัวอยา่ งปัจจัยและสง่ิ มีชวี ติ ประกอบ ลงกระดาษ A4 สง่ ครผู ูส้ อน
ขัน้ สรุป
1.นักเรียนและครูร่วมกนั สรปุ เก่ยี วกับเร่อื งรูปแบบการเพ่มิ ของประชากร โดยควรสรปุ ได้ ดงั นี้
“การเพ่มิ จานวนประชากรของสง่ิ มชี วี ติ เป็นผลมาจากการสบื พันธ์ขุ องสง่ิ มชี ีวติ ซึ่งมี 2 รปู แบบ ดงั นี้
การสืบพันธ์ุครั้งเดียวตลอดชีวิต ( Single reproduction ) โดยเม่ือถึงวัยที่สามารถสืบพันธ์ุได้ของส่ิงมีชีวิต
จาพวกน้ี จะให้กาเนิดลกู หลานแลว้ ตายลงทันที ซ่งึ พบไดใ้ นสิ่งมชี วี ติ จาพวกแมลง และการสืบพันธ์ุได้หลายครั้ง
ตลอดชีวิต ( Multiple reproduction ) โดยส่ิงมีชีวิตกลุ่มน้ี เมื่อถึงวัยเจริญพันธ์ุของส่ิงมีชีวิตจาพวกนี้ จะ
สามารถให้ลูกหลานได้หลายครั้ง ซึ่งพบได้ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง โดยการเพิ่มของประชากรสามารถแบ่ง
ออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การเพิ่มประชากรแบบเอกซ์โพเนนเชียล ( Exponential population growth )
คือ การเพิ่มจานวนประชากรสิ่งมีชีวิตอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีปัจจัยใด ๆ ในสภาพแวดล้อมเป็นปัจจัยจากัด ซ่ึง
ภายใต้สภาวะอุดมคติน้ี การเพิ่มข้ึนของประชากรจะมีอัตราสูงที่สุด ขนาดของประชากรจะมีการเพ่ิมขึ้นแบบ
เอกซโ์ พเนนเชียลในอตั ราคงท่ี และการเพิม่ ประชากรแบบโลจิสติกส์ ( Logistic growth ) เป็นการเพ่ิมจานวน
ประชากรท่ีขนึ้ อยู่กบั ปจั จยั จากดั หรอื ตัวต้านทานในส่ิงแวดล้อมท่ีจะส่งผลต่อการเพ่ิมขึ้นของจานวนประชากร
ทาให้จานวนประชากรค่อย ๆ ลดลง ซึ่งตรงข้ามกับการเพ่ิมข้ึนของประชากรแบบเอกซ์โพเนนเชียล เน่ืองจาก
สภาพแวดล้อมหนึ่ง ๆ จะมขี ีดจากดั ของขนาดประชากรสูงสุดที่เป็นไปได้ หรือ แครีอิงคาพาซิตี ซ่ึงประกอบไป
ด้วย พนื้ ทอี่ ยอู่ าศยั ชว่ งเวลาทมี่ ีความอุดมสมบรู ณข์ องทรพั ยากรจากัด ทั้งในด้านของพลังงาน ที่หลบภัยจากผู้
ล่า และการเข้าถงึ แหลง่ อาหาร”
กำรวัดและกำรประเมนิ ผล วิธีกำร เครือ่ งมือ เกณฑก์ ำร
ประเมิน
รำยกำรวัด - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝกึ หัด
- ตรวจใบงานที่ 15 เรือ่ ง - ใบงานที่ 15 - รอ้ ยละ 60 ผ่าน
ประเมนิ ระหวำ่ งกำรจัด รปู แบบการเพ่มิ ของ - แบบประเมนิ ผงั มโนทัศน์ เกณฑ์
กิจกรรมกำรเรยี นรู้ ประชากร - แบบประเมนิ ผงั มโนทัศน์ - ร้อยละ 60 ผ่าน
1) รปู แบบการเพ่มิ ของ - ตรวจผงั มโนทศั น์ เรอื่ ง เกณฑ์
ประชากร - ระดับคุณภาพ 2
รปู แบบการเพม่ิ ขน้ึ ของ ผา่ นเกณฑ์
ประชากร - ระดบั คุณภาพ 2
- ตรวจผังมโนทัศน์ เรอื่ ง ผ่านเกณฑ์
ปัจจัยจากัดทีส่ ่งผลกบั
152
2) การนาเสนอผลงาน การเพ่ิมของประชากร - แบบประเมินการนาเสนอ - ระดบั คณุ ภาพ 2
- ประเมนิ การนาเสนอ ผลงาน ผา่ นเกณฑ์
3) พฤติกรรมการ ผลงาน
ทางานรายบุคคล - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2
- สงั เกตพฤติกรรม การทางานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์
4) พฤตกิ รรมการ การทางานรายบุคคล
ทางานกลมุ่ - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคณุ ภาพ 2
- สังเกตพฤติกรรม การทางานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์
5) คุณลกั ษณะอนั พึง การทางานกลุ่ม - แบบประเมินคุณลักษณะ ระดบั คุณภาพ 2
ประสงค์ - สังเกตความมวี นิ ยั อันพงึ ประสงค์ ผ่านเกณฑ์
และรับผิดชอบ
ในการทางาน
สือ่ /แหลง่ กำรเรยี นรู้
สือ่ กำรเรยี นรู้
1) หนังสือเรียนรายวชิ าเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เลม่ 2
2) แบบฝกึ หัดรายวชิ าเพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
3) ใบงานที่ 15 เรือง รปู แบบการเพิม่ ของประชากร
4) PowerPoint เรื่อง ความหลากหลายของส่ิงมีชีวติ
แหล่งกำรเรยี นรู้
1) ห้องเรยี น
2) ห้องสมดุ
3) แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ
153
ใบงำนท่ี 15
เรื่อง รูปแบบกำรเพ่ิมของประชำกร
คำช้แี จง : ใหน้ ักเรียนตอบคาถามต่อไปนี้
1. การเพิม่ ของประชากรแบบเอกซ์โพเนนเชยี ล แบง่ เปน็ ระยะตา่ ง ๆ ได้ก่ีระยะ อะไรบ้าง
...................................................................................................................................... ........................................
........................................................................................... ............................................................. .....................
2. การเพม่ิ ขน้ึ ของประชากรแบบโลจสิ ติกส์ แบ่งเป็นระยะตา่ ง ๆ ไดก้ ่รี ะยะ อะไรบา้ ง
.............................................................................................. ................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
.............................................................................................................................. ................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
3. J-shaped growth curve หมายถึงอะไร และเป็นการเพิม่ ของประชากรในรูปแบบใด
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
4. ให้นกั เรียนยกตัวอยา่ งสตั วห์ รือพืชทีม่ ีการผสมพันธไุ์ ด้หลายครงั้ ตลอดชีวติ
................................................................................................................................. .............................................
...................................................................................... ........................................................................................
1. 150
100
ชดุ ข้อมลู 2
50 ชุดขอ้ มลู 1
0
2 4 6 8 10 12 จากภาพ กาหนดให้ดา้ นซา้ ยกราฟคือ
จานวนเซลลย์ สี ต์ และดา้ นล่างกราฟคอื ระยะเวลา ( ชัว่ โมง )
จงระบวุ ่าจากข้อมลู ที่กาหนดใหข้ ้อมูลชุดใดเปน็ การเพ่มิ ประชากรแบบโลจสิ ตกิ และแบบเอกซ์โพเนนเชยี ล
เพราะเหตุใด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
154
เฉลยใบงำนท่ี 15
เรอื่ ง รูปแบบกำรเพ่ิมของประชำกร
คำชี้แจง : ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
1. การเพม่ิ ของประชากรแบบเอกซโ์ พเนนเชียล แบ่งเป็นระยะตา่ ง ๆ ไดก้ ีร่ ะยะ อะไรบา้ ง
การเพิ่มของประชากรแบบเอ็กโพเนนเชียล แบ่งเปน็ 2 ระยะ คือระยะทางมีประชากรเพ่ิมอย่างช้า ๆ และ
ระยะท่ีมีการเพม่ิ ของประชากรอยา่ งรวดเร็ว
2. การเพิ่มขน้ึ ของประชากรแบบโลจสิ ตกิ ส์ แบ่งเป็นระยะต่าง ๆ ได้กีร่ ะยะ อะไรบ้าง
การเพ่มิ ขึน้ ของประชากรแบบลอจิสติก แบง่ เป็น 4 ระยะ คอื 1. ระยะที่มีอัตราการเพ่ิมประชากรอย่างช้า
ๆ 2. ระยะที่มอี ัตราการเพิ่มของประชากรอยา่ งรวดเร็ว 3. ระยะที่มีอตั ราการเพิ่มจานวนประชากรช้าลง
4. ระยะทมี่ อี ัตราการเพมิ่ ประชากรคงที่
3. J-shaped growth curve หมายถงึ อะไร และเป็นการเพม่ิ ของประชากรในรูปแบบใด
คอื กราฟท่ีมีรูปแบบการเจริญเจรญิ แบบรูปตวั เจ และเป็นการเพ่ิมประชากรแบบเอ็กโพเนนเชียล
4. ใหน้ ักเรียนยกตัวอยา่ งสัตว์หรอื พืชท่มี ีการผสมพนั ธ์ุได้หลายครง้ั ตลอดชีวติ
สุนัข แมว มนษุ ย์ ไม้พมุ่ เช่น ชบา เข็ม และไม้ต้น เช่น มะมว่ ง ส้ม
5. 150
100
ชดุ ขอ้ มลู 2
50 ชุดข้อมูล 1
0
2 4 6 8 10 12 จากภาพ กาหนดให้ด้านซ้ายกราฟคือ
จานวนเซลลย์ สี ต์ และดา้ นลา่ งกราฟคือระยะเวลา ( ชวั่ โมง )
จงระบุว่าจากข้อมลู ท่ีกาหนดใหข้ ้อมูลชุดใดเปน็ การเพม่ิ ประชากรแบบโลจิสติกและแบบเอกซโ์ พเนนเชียล
เพราะเหตุใด
ขอ้ มลู ชดุ ที่ 1 เป็นลักษณะการเพิ่มประชากรแบบลอจสิ ติก เน่ืองจากข้อมลู ชดุ ที่ 1 มีลักษณะการเพิ่มของ
ประชากรเปน็ รูปตวั J มกี ารเพิ่มข้นึ ของประชากรอยา่ งรวดเรว็
ขอ้ มลู ชุดที่ 2 เป็นลักษณะการเพ่ิมประชากรแบบเอ็กโพเนนเชียล เนือ่ งจากข้อมลู ชดุ ท่ี 2 มลี กั ษณะการเพิม่
ของประชากรเปน็ รูปตัว S อตั ราการเพ่ิมของประชากรช่วงทา้ ยมอี ัตราการเพ่มิ ทลี่ ดลงและคงที่
155
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ท่ี 16 ชั้นมธั ยมศกึ ษำปที ี่ 6
รำยวิชำ ว33246 ชีววิทยำ 6
หนว่ ยกำรเรียนรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ เวลำ 2 ชว่ั โมง
เรื่อง โครงสรำ้ งของประชำกร โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษำ
ผู้สอน นำงสำวปวีณำ งำมชัด
สำระชีววทิ ยำ
เขา้ ใจการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม การถ่ายทอดยนี บนโครโมโซม สมบัติ และหน้าท่ีของสาร
พนั ธุกรรม การเกิดมวิ เทชัน เทคโนโลยที างดีเอ็นเอ หลักฐาน ขอ้ มูลและแนวคิดเกีย่ วกบั วิวฒั นาการของ
ส่งิ มชี ีวติ ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ก์ การเกดิ สปีชีส์ใหม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนดิ ของสง่ิ มีชวี ติ
ความหลากหลาย ของสิง่ มชี ีวติ และอนุกรมวธิ าน รวมทงั้ นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
ผลกำรเรยี นรู้
อธิบาย และยกตัวอย่างปัจจัยทค่ี วบคมุ การเตบิ โตของประชากร
จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้
1. สบื คน้ อธิบาย และยกตัวอย่างปจั จัยทคี่ วบคมุ การเจรญิ เติบโตของประชากรได้ (K)
2. ผเู้ รยี นสามารถวเิ คราะห์ขอ้ มูลเกยี่ วกบั อัตราการเติบโตของประชากรมนุษย์ได้ (P)
3. เห็นคุณค่า ประโยชนข์ องการเรียนวทิ ยาศาสตร์ และทางานร่วมกบั ผอู้ ืน่ ได้อย่างมีความสขุ (A)
สำระกำรเรยี นรู้
- การเติบโตของประชากรขึ้นกับปัจจัยต่าง ๆ ซ่ึงแบ่งได้เป็นปัจจัยท่ีข้ึนกับความหนาแน่นของประชากร และ
ปจั จัยทีไ่ มข่ น้ึ กับความหนาแน่นของประชากรประชากรมนุษย์มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วแบบเอ็กโพเนน
เชียลหลงั จากการปฏวิ ัติทางอุตสาหกรรมเป็นตน้ มา
สำระสำคัญ
ส่ิงมชี ีวติ ทุกชนิดลว้ นมีศักยภาพในการเพ่ิมจานวนประชากร แต่ไมส่ ามารถเพิม่ จานวนประชากรไดอ้ ย่างไม่
มีขดี จากัด เนอื่ งจากในสงิ่ แวดล้อมจะมที รพั ยากรสาคัญท่เี ปน็ ปัจจัยท่ีควบคุมการเจริญเตบิ โตของประชากร ซ่ึง
แบ่งออกเป็น 2 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่ ปจั จยั ที่ไม่ขน้ึ กับความหนาแน่นของประชากร (density-independent
factor) เชน่ ภัยพบิ ัติทางธรรมชาติ การเปล่ียนแปลงอย่างฉับพลันของสภาพภูมิอากาศ ซงึ่ ทาให้จานวน
ประชากรลดลงในอัตราคงท่ี และปัจจัยที่ข้ึนกับความหนาแน่นของประชากร (density-dependent factor)
ท่ีสง่ ผลให้จานวนของประชากรลดลง เม่ือความหนาแน่นของประชากรสูงขึ้น เช่น การแก่งแย่งทรัพยากร โรค
ระบาด และผลู้ า่
การเติบโตของประชากรมนุษย์มีลักษณะการเพ่ิมจานวนแบบเดียวกับแบบจาลองการเพ่ิมข้ึนของ
ประชากรแบบเอ็กโพเนนเชียล โดยภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมจานวนของประชากรมนุษย์ย่ิงเพิ่ม
สูงข้นึ อย่างตอ่ เน่ืองและมแี นวโน้มว่าจะเพมิ่ สูงขน้ึ เรอื่ ย ๆ
กิจกรรมกำรเรียนรู้
ข้นั นำ
1.ครูทบทวนความรู้เรอ่ื ง ลักษณะของประชากร และรูปแบบการเพ่ิมของประชากร ที่ได้เรียนไปก่อนหน้า
น้ีใหน้ ักเรียนทราบ พอสังเขป
156
2.นกั เรียนตอบคาถามเพ่ือทบทวนความรู้เดมิ ที่นกั เรียนเคยศกึ ษามาแล้ว ในประเดน็ ต่าง ๆ ดงั นี้
- ปจั จัยใดบ้างทส่ี ง่ ผลตอ่ การเปลย่ี นแปลงขนาดของประชากร
(แนวตอบ : ปัจจัยท่มี ผี ลตอ่ การเปล่ียนแปลงประชากร ได้แก่ การเกดิ -การตายภายในประชากร
การอพยพเขา้ และการอพยพออก
- ตัวตา้ นทานในสิง่ แวดลอ้ มคืออะไร และยกตัวอยา่ งตัวต้านทานในสง่ิ แวดลอ้ มทสี่ ่งผลต่อการเพ่ิม
จานวนของประชากรส่งิ มีชวี ติ ชนิดใดกไ็ ด้มา 1 ตัวอยา่ ง
(แนวตอบ : ตัวต้านทานในส่ิงแวดล้อม (environmental resistance) คือ ปัจจยั จากดั (limiting
factor) ทางส่ิงแวดล้อม เช่น อาหาร ท่อี ยอู่ าศัย ของเสียจากเมแทบอลิซึม การแก่งแย่งกันภายในประชากร ผู้
ล่าและเหย่ือ โดยปัจจัยเหลา่ น้ีลว้ นมีผลยบั ยัง้ ไม่ใหม้ ีการเพ่ิมขน้ึ ขอประชากรอย่างไรข้ ดี จากดั )
- ลักษณะการเพิ่มขึ้นของประชากรแบบลอจสิ ติกเป็นอย่างไร และเพราะเหตใุ ดจงึ แตกต่างจาก
ลักษณะการเพิม่ ของประชากรแบบเอ็กโพเนนเชยี ล
(แนวตอบ : ลักษณะการเพมิ่ ขึน้ ของประชากรแบบลอจิสติกเป็นรปู แบบทพี่ บในธรรมชาตเิ ปน็
หลกั เมื่อนาไปเขียนกราฟการเจริญของประชากรแบบลอจิสติกจะได้เป็นแบบรูปตัวเอส (S-shaped growth
curve) คือ จานวนของประชากรจะเพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นจะมีตัวต้านทานในส่ิงแวดล้อมหรือปัจจัย
จากัดเขา้ มาเกี่ยวข้อง ทาใหก้ ารเพม่ิ ของจานวนประชากรคอ่ ย ๆ ลดลงจนคงที่ เนื่องจากในสภาพแวดล้อม
หนงึ่ ๆ จะมีขดี จากดั ของขนาดประชากรสงู สดุ ที่เป็นไปได้ หรือแคร์รีอิงคาพาซิตีควบคุมจานวนประชากรไม่ให้
เพิ่มอย่างไม่มีที่ส่ินสุด ซึ่งแตกต่างจากการเพิ่มของประชากรแบบเอ็กโพเนนเชียลที่จานวนประชากรเพ่ิมขึ้น
อยา่ งไรขีดจากดั โดยไมม่ ปี ัจจัยจากดั เข้ามาเกี่ยวข้อง)
3.นกั เรยี นตอบคาถาม Key Question จากหนังสือเรียนรายวชิ าเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2 เพ่ือนาเขา้ สบู่ ทเรียน “เพราะเหตุใดจึงไม่มีปูมา้ เตม็ ทะเล ท้ังที่ปูม้าเพศเมียมีความสามารถ
ในการผลติ ไข่ไดถ้ งึ 3 ล้านฟองตอ่ ปี”
(แนวตอบ : เนือ่ งจากในท้องทะเลและมหาสมุทรมีปัจจยั ทัง้ กายภายและชวี ภาพทีเ่ ปน็ ปจั จัยจากดั ควบคุม
จานวนประชากรของปูม้าไม่ให้สูงขึ้นจนเกินไป โดยไข่จากแม่ปูม้าอาจจะฟักเป็นตัวได้ไม่ทั้งหมด ซ่ึงอาจข้ึนอยู่
กับช่วงเวลาในการปฏิสนธิ คุณภาพของไข่ที่สร้างจากตัวแม่ หรือปูตัวแม่อาจถูกล่าไปเป็นอาหาร ทาให้อัตรา
การฟักไข่ของปูม้าลดลด และเม่ือลูกปูม้าฟักออกจากไข่ ลูกปูก็จะกลายเป็นอาหารที่สาคัญสาหรับผู้ล่าในท้อง
ทะเล เนื่องจากในช่วงตัวอ่อนของปูม้าจะเป็นแพลก์ตอนสัตว์ ซึ่งอยู่ระดับล่าง ๆ ของโซ่อาหารในทะเล ทาให้
อัตราการเจริญเป็นตวั เต็มวัยของปูม้าลดลงไปอีก และในชว่ งท่ีลูกปูมา้ เจรญิ เติบโตเป็นตวั เตม็ วยั จะตอ้ งผ่าน
ช่วงเวลาในการลอกคราบซึ่งเป็นช่วงที่ปูจะไม่มีโครงร่างแข็งหุ้มลาตัวทาให้โดนล่าจากผู้ล่าได้ง่ายขึ้น ดังน้ันจะ
เห็นได้ว่าถึงปูม้าจะสามารถผลิตไข่ได้ถึง 3 ล้านฟองต่อปี แต่ลูกปูม้าท่ีเติบโตจนเป็นตัวเต็มวัยนั้นมีไม่ถึง 1
ล้านตัว เน่ืองจากภายในท้องทะเลมีปัจจัยต่าง ๆ ท่ีคอยควบคุมจานวนประชากรของปูม้าไม่ให้มีจานวนมาก
จนเกินไป)
ข้ันสอน
1.ครูถามคาถามให้นักเรียนร่วมกันตอบเพ่ือนาเข้าสู่การค้นคว้าหาความรู้ว่า “ปัจจัยใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อ
การเตบิ โตของจานวนประชากรปูม้าในท้องทะเล” โดยครยู ังไม่เฉลยวา่ ทน่ี กั เรยี นตอบมาถูกหรือผดิ
2.นักเรียนร่วมกันสืบคน้ ข้อมลู และศกึ ษาเก่ยี วกบั ปจั จัยท่มี ีอิทธิพลต่อการเตบิ โตของประชากร จากหนังสือ
เรยี นรายวิชาเพิม่ เตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เล่ม 2 หรือดู QR เรอื่ ง ปจั จยั ควบคมุ การ
เติบโตของประชากร แล้วจดสาระสาคัญลงสมดุ บนั ทึก
157
3.นักเรยี นตอบคาถามเพอ่ื ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น เรอื่ ง ปจั จัยทม่ี อี ิทธิพลตอ่ การเติบโตของ
ประชากร โดยใหน้ กั เรยี นแข่งขนั กนั ตอบคาถาม ซง่ึ ครอู าจเตรยี มรางวัลไว้ให้
- เพราะเหตใุ ดส่ิงมชี ีวิตในธรรมชาตจิ ึงสามารถสืบพันธ์แุ ละเพ่ิมจานวนประชากรได้อย่างมีขดี จากดั
(แนวตอบ : เนือ่ งจากในธรรมชาติมปี จั จยั ต่าง ๆ ท่คี อยควบคุมการเพ่ิมจานวนของประชากรของ
ส่ิงมีชิวตชนิดต่าง ๆ ไม่ให้มีจานวนมากเกินไป เพราะหากมีจานวนมากเกินไปอาจทาให้สมดุลของระบบนิเวศ
นัน้ เสียสมดุลได)้
- ปัจจัยที่ทีอิทธิพลต่อการเติบโตของขนาดประชากรหมายถึงอะไร มีกี่ประเภท แต่ละประเภท
แตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวตอบ : ปัจจัยทีท่ ีอทิ ธิพลตอ่ การเตบิ โตของขนาดประชากร หมายถงึ ปจั จัยทคี่ วบคมุ ขนาด
ของประชากรไม่ให้มีมากเกินไป ซ่ึงแบ่งตามความหนาแน่นของประชากรได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ปัจจัยที่ไม่
ขึ้นกับความหนาแน่นของประชากร คือ ปัจจัยท่ีส่งผลให้จานวนประชากรลดลงในอัตราคงท่ี โดยไม่มีความ
เก่ียวข้องกับขนาดของประชากรและมีผลต่อทุก ๆ ประชากรเท่ากัน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ
ภูมิอากาศเกิดการเปล่ียนแปลงอย่างฉับพลัน รวมถึงมลพิษจากทั้งกิจกรรมของมนุษย์และจากปรากฏการณ์
ทางธรรมชาติ และปจั จยั ที่ขน้ึ กบั ความหนาแน่นของประชากร คือ ปัจจัยที่ส่งผลให้จานวนของประชากรลดลง
เม่ือความหนาแนน่ ของประชากรสูงขึ้น เชน่ การแกง่ แย่งทรพั ยากร โรคระบาด และผู้ลา่ )
- จากการศึกษาของเดวดิ ไคล์นท่ีศึกษาฝูงกวางเรนเดียร์ที่อาศัยในเกาะเซนต์แมตทิวของอะแลสกา
เพราะเหตุใดประชากรของกวางเรนเดยี รจ์ ึงลดลงจนสดุ ทา้ ยไมม่ ปี ระชากรหลงเหลอื อยบู่ นเกาะน้ี
(แนวตอบ : จากการศึกษาของเดวิด ไคล์น พบวา่ ในชว่ งแรกทีน่ ากวางเรนเดยี ร์เข้าไปอาศัยบน
เกาะเซนต์แมตทวิ ของอะแลสกา ขนาดของประชากรกวางเรนเดียร์เพ่ิมขึ้นแบบเอ็กโพเนนเชียล จากนั้นลดลง
อยา่ งรวดเรว็ เพราะประชากรมมี ากเกนิ กวา่ ทคี่ วามสามารถในการรองรับ (แคร์รีอิงคาพาซิตี) ของเกาะนี้จะรับ
ได้ เช่น เม่อื ประชากรเพ่ิมมากข้นึ ทาใหก้ ารขาดแคลนอาหารอยา่ งรุนแรง รวมถึงเกาะแห่งนมี้ ฤี ดหู นาวที่
รนุ แรง ย่งิ ทวีคณู ทาให้ประชากรกวางเรนเดียรล์ ม้ ตายลงอย่างรวดเร็ว)
4.นักเรียนและครูรว่ มกันอภปิ ราย เรื่อง ปัจจยั ทคี่ วบคมุ การเตบิ โตของประชากร โดยมีแนวทางสรุปดงั นี้
“ปัจจัยทค่ี วบคมุ การเจรญิ เติบโตของประชากรแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ ปัจจยั ทไ่ี ม่ขึ้นกบั ความ
หนาแนน่ ของประชากร เช่น ภัยพบิ ัติทางธรรมชาติ การเปล่ยี นแปลงอย่างฉบั พลันของสภาพภูมอิ ากาศ
ซงึ่ ทาให้จานวนประชากรลดลงในอัตราคงที่ และปจั จัยท่ีขึน้ กบั ความหนาแน่นของประชากร ทสี่ ่งผลให้
จานวนของประชากรลดลง เมอื่ ความหนาแน่นของประชากรสูงข้ึน เชน่ การแกง่ แย่งทรพั ยากร ผลู้ า่ ”
5.นกั เรียนและครูสนทนาเร่อื ง การเตบิ โตของประชากรมนษุ ย์ พร้อมถามคาถามใหน้ ักเรียนรว่ มกนั ระดม
ความคิด ดงั น้ี
- การเจิญเติบโตของประชากรมนษุ ย์ตงั้ แต่อดีตจนถึงปัจจุบันมแี นวโน้มเปน็ อยา่ งไร
(แนวตอบ : การเจญิ เตบิ โตของประชากรมนุษย์มลี ักษณะการเพ่มิ ข้ึนของประชากเป็นแบบทวคี ณู
หรอื แบบเอ็กโพเนนเชียล คือจานวนประชากรเพ่ิมข้ึนเรื่อย ๆ และมแี นวโนม้ ว่าเพ่ิมสูงขึ้นอีกในอนาคต)
- หนว่ ยใดที่ทานายหรอื พยากรณ์ไว้วา่ ในอนาคตจานวนประชากรมนุษย์ ช่วงปีพ.ศ. 2593 จะมี
ประมาณ 8.1 – 10.6 พนั ล้านคน
(แนวตอบ : นักนิเวศวทิ ยาได้ทานายไวว้ า่ ในอนาคตจานวนประชากรมนษุ ย์ ช่วงปีพ.ศ. 2593 จะ
เพิ่มสงู ข้ึนจนมปี ระชากรประมาณ 8.1 – 10.6 พันล้านคน)
6.นกั เรยี นเล่นกิจกรรม การเจริญเติบโตของมนษุ ย์ เพ่อื ให้นักเรยี นได้เขา้ ใจและเหน็ ภาพมากย่ิงข้นึ
158
1) ครใู หน้ กั เรยี นจบั มอื เปน็ วงกลมเป็นเป็นชาย 1 วง หญงิ 1 วง แล้วยืดแขนให้ตึง
2) ครบู อกกตกิ าใหน้ ักเรียนฟังดงั นี้ “ ครจู ะอา่ นบทความทค่ี รูเตรียมมาอีกครง้ั หากข้อความส่วนไหน
ที่
ครอู า่ นมีคาว่าประชากรเพิม่ ขนึ้ นักเรียนทกุ คนบบี ตัวเข้าหากัน ” โดยช่วงทนี่ กั เรียนจะตอ้ งหดตวั
เขา้ หากนั มที ่อนขอ้ ความต่อไปนี้
- ช่วงประชากรมนษุ ย์เพมิ่ ข้ึน 2 เท่า เป็น 1 พันล้านคน
- ช่วงทีป่ ระชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นเปน็ 2 พันล้านคน
- ชว่ งท่ีประชากรมนษุ ย์เพม่ิ ขน้ึ เป็น 4 พนั ล้านคน
- ช่วงทป่ี ระชากรมนุษย์ปจั จบุ ันเพม่ิ ข้นึ เป็น 7 พันลา้ นคน
*** เพ่ือความสนกุ จานวนการบบี ตัวเข้าหากันใหส้ อดคล้องกบั จานวนเทา่ ของประชากรที่เพิม่ ข้ึนดว้ ย
3) นกั เรียนตอบคาถามครูเพอื่ ให้นักเรยี นสนกุ มากขนึ้ ดงั นี้
- เราพรอ้ มท่จี ะพบกบั จานวนประชากรในอนาคตหรือยงั (เม่ือนักเรียนตอบพร้อมกนั เสียงดัง
วา่ “พร้อม”) ครจู ึงเร่ิมอา่ นข้อความว่า “ นกั นเิ วศวทิ ยาทานายว่าจานวนของประชากร
มนษุ ย์ในชว่ งประมาณปี พ.ศ. 2593 จะเพ่มิ สงู ขน้ึ ถึง 8.1 – 10.6 พันล้านคน ”
4) เมอ่ื ครูอ่านข้อความจบ นกั เรียนทกุ คนบีบตัวเข้าหากนั เพม่ิ จากเดมิ 1 เทา่ แล้วคา้ งไว้ 10 วินาที
โดยให้นกั เรยี นนบั เลขพร้อมกัน
7.ครูถามคาถามเพ่ือตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน ดังนี้
- กจิ กรรมดังกลา่ วให้ข้อคิดอะไรกับนกั เรยี นบา้ ง
(แนวตอบ : ตามความคดิ ของนกั เรยี น)
- นักเรยี นคิดวา่ การทป่ี ระชากรมนุษย์มจี านวนเพ่มิ มากขึน้ อย่างตอ่ เนื่อง และมแี นวโน้มว่าจะ
เพม่ิ ขึน้ อกี เรื่อย ๆ จะส่งผลดี และผลเสยี อยา่ งไร
(แนวตอบ : ตามความคดิ ของนักเรียน หรืออาจพูดเชื่อมโยงไปกับหน่วยการเรยี นรู้ที่ 6 เร่ือง
ความหลากหลายในด้านพนั ธกุ รรมของ)
8.นักเรียนทาแบบฝึกหัด เรื่อง ปัจจัยท่ีควบคุมการเติบโตของประชากรมนุษย์ ในแบบฝึกหัดรายวิชา
เพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เลม่ 2
9.นักเรียนทา Topic Question ท้ายหัวข้อ ปัจจัยท่ีควบคุมการเติบโตของประชากรมนุษย์ ในหนังสือ
เ รี ย น ร า ย วิ ช า เ พิ่ ม เ ติ ม วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี ชี ว วิ ท ย า ม .6 เ ล่ ม 2
10.นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน สืบค้นข้อมูลเก่ียวกับโครงสร้างของประชากรไทยกับแนวโน้มการ
เปล่ยี นแปลงของประชากรไทยในอนาคต จดั ทาเป็นรายงานส่งครผู ู้สอน
ขั้นสรปุ
1.นกั เรียนและครูร่วมกนั สรุปเนื้อหาเก่ยี วกบั เร่ือง ลักษณะเฉพาะของประชากร รปู แบบการเพม่ิ ของ
ประชากร ปัจจัยท่คี วบคุมการเตบิ โตของประชากรมนุษย์ จากนนั้ ใหน้ ักเรยี นทาแบบทดสอบหลังเรยี น
2.ใหน้ ักเรยี นทบทวนความรทู้ ้งั หมดที่ศกึ ษามาในหน่วยการเรียนรู้ท่ี 8 โดยอ่านจาก Summary ในหนงั สอื
เรยี นรายวชิ าเพ่ิมเตมิ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เล่ม 2 และตรวจสอบความรูข้ องตนเอง
โดยตอบคาถามใน self check
3.ครูมอบหมายการบ้านให้นักเรียนตอบคาถาม Unit Question และ Test for U จากหนังสือเรียน
รายวชิ าเพ่ิมเติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
159
กำรวัดและประเมนิ ผล
รำยกำรวัด วิธกี ำร เครอื่ งมอื เกณฑ์กำรประเมนิ
- ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ประเมินระหว่ำงกำรจัด - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝกึ หดั - ระดบั คุณภาพ 2
ผ่านเกณฑ์
กจิ กรรมกำรเรียนรู้ - ตรวจรายงานเร่ือง โครง - แบบประเมินชิ้นงาน
- ระดบั คณุ ภาพ 2
1) ปัจจัยท่ีควบคุมการ สร้างของประชากรไทย ผ่านเกณฑ์
เติบโตของประชากร กบั แนวโนม้ การ
เปล่ียนแปลงของ
ประชากรไทยในอนาคต
2) พฤตกิ รรม - สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล
3) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดับคณุ ภาพ 2
ทางานกลุม่ การทางานกลุ่ม
การทางานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์
4) คณุ ลักษณะอนั พงึ - สังเกตความมวี ินยั - แบบประเมิน - ระดบั คุณภาพ 2
ประสงค์ และรับผิดชอบ คณุ ลักษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทางาน อนั พึงประสงค์
กำรประเมินหลงั เรียน
- แบบทดสอบหลงั เรียน - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลังเรียน - ประเมนิ ตามสภาพจริง
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 8 หลงั เรยี น
- Unit Question - ตรวจ Unit Question
- Test for U - ตรวจ Test for U
สอื่ /แหล่งกำรเรียนรู้
สื่อกำรเรียนรู้
1) หนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพ่มิ เติมวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2
2) แบบฝึกหดั รายวิชาเพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2
3) PowerPoint เร่ือง โครงสรา้ งของประชากร
4) QR เร่ือง ปจั จยั ควบคุมการเติบโตของประชากร
แหลง่ กำรเรยี นรู้
1) ห้องเรียน
2) หอ้ งสมุด
3) แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ
160
แผนกำรจัดกำรเรยี นรู้ท่ี 17 ช้นั มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 6
รำยวิชำ ว33246 ชีววิทยำ 6
หนว่ ยกำรเรยี นรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ เวลำ 2 ชั่วโมง
เร่อื ง ทรัพยำกรนำ้ โรงเรยี นโคกโพธิไ์ ชยศกึ ษำ
ผสู้ อน นำงสำวปวีณำ งำมชัด
สำระชีววิทยำ
เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม การถา่ ยทอดยนี บนโครโมโซม สมบตั ิ และหนา้ ทขี่ องสาร
พนั ธุกรรม การเกดิ มิวเทชนั เทคโนโลยที างดเี อน็ เอ หลกั ฐาน ข้อมลู และแนวคดิ เก่ยี วกับวิวัฒนาการของ
สง่ิ มชี วี ติ ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก การเกดิ สปชี ีสใ์ หม่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กาเนิดของส่ิงมชี ีวิต
ความหลากหลาย ของสิง่ มชี ีวติ และอนุกรมวิธาน รวมทั้งนาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
ผลกำรเรยี นรู้
วิเคราะห์ อภิปราย และสรุปปัญหาการขาดแคลนน้า และผลกระทบที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
รวมทัง้ เสนอแนวทางการแกไ้ ขปัญหา
จดุ ประสงค์กำรเรียนรู้
1. วเิ คราะห์ และอภปิ ราย ปัญหาการขาดแคลนและการเกิดมลพษิ ทางน้าได้ (K)
2. สรปุ ผลกระทบและอภิปรายแนวทางการจัดการทรพั ยากรน้าได้ (K)
3. ปฏบิ ตั ติ นในการอนรุ ักษ์และสามารถจัดการทรัพยากรน้าเพื่อใหเ้ กิดประโยชน์สงู สดุ ได้ (P)
4. มีจิตสานกึ ทดี่ ีในการใช้ทรัพยากรนา้ ทีถ่ ูกต้อง (A)
สำระกำรเรียนรู้
ปัญหาท่ีเกิดกับทรัพยากรน้าส่วนใหญ่เกิดจากการปล่อยน้าท่ีผ่านการใช้ประโยชน์จากกิจกรรม
ต่างๆของมนุษย์และยงั ไม่ได้รับการบาบัดลงสู่แหลง่ นา้ ทาใหเ้ กดิ มลพิษทางนา้
- การตรวจสอบคุณภาพน้านิยมใช้การหาค่าปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้า และค่าปริมาณออกซิเจนที่
จลุ ินทรียใ์ นนา้ ใช้ในการยอ่ ยสลายสารอินทรยี ใ์ นน้า
- การจัดการทรัพยากรน้า เพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรมีการวางแผนการใช้น้า การแก้ไขปัญหา
คุณภาพน้า รวมทง้ั การปลูกจิตสานึกในการใช้นา้ อยา่ งถูกตอ้ ง
สำระสำคัญ
น้า เปน็ ทรพั ยากรธรรมชาติท่ีสาคัญและจาเป็นต่อการดารงชีวิตของมนุษย์ ท้ังการอุปโภคและบริโภค
การคมนาคม อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การผลิตพลังงาน รวมท้ังการใช้เป็นสถานท่ีพักผ่อนหย่อนใจ ปริมาณ
น้าทั้งหมดบนโลกมีปริมาณร้อยละ 75 โดยพ้ืนน้าส่วนใหญ่เป็นน้าในมหาสมุทรถึงร้อยละ 97.5 และน้าจืด
ประมาณร้อยละ 2.5 ซึ่งปริมาณ 2 ใน 3 ของน้าจืดที่มนุษย์สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริงมีเพียง
ร้อยละ 1 ของปริมาณนา้ จดื ทัง้ หมด ประเภทของแหลง่ นา้ จดื ทม่ี นุษย์สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้ 3 ประเภท
หลักๆ ได้แก่ หยาดน้าฟ้า น้าผิวดิน และน้าใต้ดิน ซึ่งเมื่อมนุษย์นาทรัพยากรน้ามาใช้อย่างไม่เห็นคุณค่าก็จะ
ส่งผลให้เกิดมลพิษทางน้าเกิดข้ึนไม่ว่าจะเป็นเกิดการเน่าเสียจากธรรมชาติ จากแหล่งชุมชน จากโรงงาน
อุตสาหกรรม จากการเกษตรและอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ การทาเหมืองแร่ เป็นต้น ดังนั้นจึงต้องมีการ
ตรวจสอบมลพิษทางน้าซ่ึงตรวจสอบจากดัชนีที่บ่งชี้การเกิดมลพิษ ได้แก่ อุณหภูมิของน้า ความเป็นกรดเบส
ของน้า ปรมิ าณออกซเิ จนท่ีละลายในนา้ ปริมาณแก๊สออกซเิ จนที่จุลนิ ทรีย์ในน้าใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์
161
ในน้า เปน็ ต้น ซงึ่ การตรวจสอบมลพิษทางน้าท่ีนิยมใช้มี 2 วิธี คือ การหาปริมาณแก๊สออกซิเจนที่ละลายในน้า
หรือ ดีโอ (dissolved oxygen : DO) และการหาปริมาณแก๊สออกซิเจนท่ีจุลินทรีย์ในน้าใช้ในการย่อยสลาย
สารอินทรีย์ในน้า หรือ บีโอดี (biochemical oxygen demand :BOD) นอกจากน้ีมนุษย์ต้องมีความรู้ความ
เข้าใจเกยี่ วกับการจดั การทรพั ยากรน้าทีถ่ ูกต้องและเหมาะสมเพอ่ื เป็นการอนุรักษ์และสามารถใช้ประโยชน์จาก
ทรยั พากรน้าได้อย่างยง่ั ยืนต่อไป
กิจกรรมกำรเรียนรู้
ขั้นนำ
1 .แจ้งผลการเรียนรขู้ องหนว่ ยการเรียนร้ใู ห้นักเรยี นทราบ
2. นกั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 9 มนุษยก์ บั ความยั่งยนื ของส่ิงแวดลอ้ ม
3.นกั เรยี นทา Check for Understanding จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชีววิทยา ม.6 เลม่ 2
4.นกั เรียนตอบคาถาม Big Question เพื่อกระตนุ้ ความสนใจของนักเรียนว่า “ทรพั ยากรธรรมชาตมิ ี
ความสาคัญต่อการดารงชวี ิตของสงิ่ มชี ีวติ อย่าไร”
(แนวตอบ : ทรพั ยากรธรรมชาติเป็นสง่ิ ทมี่ นุษย์สามารถนามาใช้ประโยชน์และเป็นสงิ่ สาคัญต่อการ
ดารงชีวิตของมนุษย์ ท้ังเป็นแหล่งของปัจจัย 4 ที่จาเป็นของมนุษย์ เป็นปัจจัยในการดารงชีวิตมนุษย์ที่ ขาด
ไม่ได้ เช่น น้า อากาศ และเป็นปัจจัยสาคัญในด้านเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร การ
ทอ่ งเทย่ี ว รวมถงึ วิทยาศาสตรแ์ ละการแพทย์
5.นกั เรยี นตอบคาถาม Key Question จากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่มิ เติมวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 เพ่ือนาเข้าสู่บทเรียนว่า “ทรัพยากรธรรมน้ามีความสาคัญต่อการดารงชีวิตของสิ่งมนุษย์
อย่างไร”
(แนวตอบ : นา้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สาคญั และจาเป็นตอ่ การดารงชีวิตของมนุษย์ ทั้งการอุปโภค
และบรโิ ภค การคมนาคม อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การผลติ พลังงานไฟฟ้า รวมทั้งการใช้เป็นสถานที่พักผ่อน
หยอ่ นใจ)
6.นักเรียนตอบคาถามเพอื่ ตรวจสอบความรู้เดมิ ของนักเรยี น โดยให้นักเรียนรว่ มกนั ตอบในประเดน็ ของ
ประโยชน์จากทรพั ยากรน้าท่ีมนษุ ย์ได้รบั แหลง่ น้าจดื ท่ีมนษุ ย์สามารถนามาใชไ้ ด้ ปริมาณและสัดส่วนนา้ ในโลก
(แนวตอบ : ขึ้นอยู่กบั ดลุ ยพนิ ิจของครูผู้สอน เช่น ใช้ในการอุปโภคบรโิ ภค การคมนาคม การเกษตร
เป็นต้น แหล่งน้าจืดท่ีนามาใช้ประโยชน์ได้แก่ หยาดน้าฟ้า น้าผิวดิน และน้าใต้ดิน ปริมาณน้าจืดมี 3 % แต่
สามารถนามาใชป้ ระโยชน์ได้เพยี ง 1 % ของปริมาณน้าจดื ทง้ั หมด)
7.นักเรยี นค้นหาภาพขา่ วหรือหัวข้อเกี่ยวกับวิกฤติภัยแล้งให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลจากหัวข้อข่าว
เพื่อเชอ่ื มโยงเข้าสู่เรอ่ื งปัญหาและผลกระทบทเ่ี กดิ จากการใช้ทรัพยากรน้า
ขน้ั สอน
1.ครูนาอภิปราย เร่อื ง แหล่งน้าจดื ที่มนุษย์สามารถนามาใช้ได้ ปริมาณและสดั ส่วนน้าในโลก รวมทัง้ แหลง่
น้าที่มนุษย์นามาใชป้ ระโยชน์ ตามหนังสือเรียนรายวชิ าเพิ่มเติมวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เล่ม
2 จากนั้นครูถามคาถามนักเรียน ดงั นี้
- นักเรียนคดิ วา่ แหลง่ น้าจดื ท่ีมนุษยส์ ามารถนามาใชป้ ระโยชน์ไดจ้ รงิ นน้ั มแี นวโนม้ เปน็ อย่างไร
ในอนาคต และเราสามารถนาแหลง่ นา้ จดื บริเวณใดบ้างมาใช้ประโยชน์
(แนวตอบ : เน่ืองจากประชากรโลกกมีแนวโน้มทจ่ี ะเพิ่มขนึ้ อย่ตู ลอดเวลา ปจั จบุ นั พบว่าทั่วโลก
162
กาลังประสบกับปัญหามลพิษทางน้าอันเกิดจากการกระทาของมนุษย์ทาให้แหล่งน้าจืดที่มนุษย์นามาใช้
ประโยชน์ได้ลดลง โดยพบว่าแหล่งน้าธรรมชาติที่สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้แบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ คือ
หยาดน้าฟา้ น้าผวิ ดนิ และน้าใต้ดนิ )
2.นักเรียนร่วมกันศึกษามลพิษทางน้า และแหล่งที่มาของน้าเสีย จากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติม
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2
3.นักเรียนตอบคาถามต่อไปว่าถ้าแหล่งน้าธรรมชาติดังกล่าวเกิดมีปริมาณลดลงจนเกิดวิกฤตภัยแล้งหรือ
ถูกทาลายจนเกิดเป็นมลพิษทางน้า สาเหตุดังกล่าวเกิดมาจากอะไร และจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์และ
สิ่งแวดล้อมอยา่ งไร
(แนวตอบ : ตามความคิดเหน็ ของนกั เรียน)
4.นักเรยี นแบง่ กลุ่มออกเปน็ 4 กลุ่ม โดยการนับเลข 1 ถงึ 4 นักเรยี นท่ีนบั เลขเดยี วกนั ก็จะอยู่กลุ่มเดียวกัน
เพอ่ื ทากจิ กรรม เรอ่ื ง ผลกระทบของมลพิษของน้าจากการดารงชีวติ ของมนุษย์ จากหนังสือเรยี นรายวชิ า
เพมิ่ เติมวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2 จากนั้นนกั เรียนแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลการวิเคราะห์
หน้าช้ันเรยี น
5.นกั เรียนตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมกบั นักเรียน ดงั น้ี
- แหลง่ น้าในชมุ ชนที่นกั เรยี นอาศยั อย่เู กดิ การเน่าเสยี หรอื ไม่ ถา้ เกิดการเน่าเสยี นักเรียนคิดวา่
เกดิ จากสาเหตุใด
(แนวตอบ : ขน้ึ อยกู่ ับดุลยพินจิ ของครูผ้สู อนและความเห็นของน้กเรียน)
- นกั เรยี นมีวธิ ีป้องกันการเกิดนา้ เสียได้อยา่ งไร
(แนวตอบ : ขึ้นอยกู่ บั ดลุ ยพินจิ ของครผู ู้สอนและความเหน็ ของนักเรียน)
6.นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลกิจกรรม ผลกระทบของมลพิษของน้าจากการดารงชีวิตของมนุษย์
เพอ่ื ใหไ้ ด้ข้อสรุป ดงั นี้
“เมื่อสารมลพิษถูกปล่อยลงส่แู หลง่ นา้ ธรรมชาตจิ ะทาให้เกิดน้าเน่าเสีย โดยเกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะ
ขึ้นอยู่กับแหล่งท่ีมาของสารมลพิษ ซ่ึงท้ังจากธรรมชาติ จากชุมชน บ้านเรือน จากโรงงานอุตสาหกรรม
จากเกษตรและอุตสาหกรรมการเลย้ี งสัตว์ และจากการทาเหมืองแร่”
7.นกั เรียนสอบถามเน้ือหา เร่ือง ทรัพยากรน้า/ผลกระทบจากมลพิษทางน้าว่ามีส่วนไหนท่ีไม่เข้าใจ พร้อม
ท้งั ร่วมกันอภิปรายกับครแู ละใหค้ วามรเู้ พมิ่ เตมิ ในส่วนน้นั
8.ครูถามคาถามนักเรียนว่าน้าเนา่ เสียมีลักษณะอย่างไร มวี ธิ ีในการวดั และตรวจสอบได้อย่างไร
(แนวคาตอบ : ขน้ึ กับความคดิ เห็นของผู้เรยี น เชน่ มีกลน่ิ เหม็น สดี า เกิดฟองแกส๊ วดั และตรวจสอบจาก
การสังเกตลกั ษณะภายนอก เช่น การดมกลิ่น
9.นกั เรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม และเลือกสุ่มเก็บตัวอย่างน้าจากแหล่งต่าง ๆ ภายในโรงเรียนกลุ่มละ
3 จุด โดยไม่ซ้ากัน เพื่อนามาให้ผู้เรียนตรวจสอบคุณภาพน้าว่าเป็นน้าเน่าเสียหรือไม่ โดยศึกษาลักษณะ
ภายนอกหรือทเ่ี รยี กว่าสภาพทางกายภาพ เช่น สแี ละกล่นิ ของน้า
10.นกั เรียนฟังครูอธิบายว่า นอกจากการตรวจสอบมลพิษทางน้า โดยสังเกตจากลักษณะภายนอกหรือที่
เรียกว่าลักษณะทางกายภาพแล้ว ยังมีการตรวจด้วยวิธีอ่ืน ๆ อีก เช่น สภาพทางเคมี จากการวัดค่า DO และ
BOD โดยน้าท่ีมีคุณภาพดีจะต้องมีค่า DO ประมาณ 5-7 mg/l และถ้าค่า BOD สูงกว่า 12 mg/l จัดเป็นน้า
เสีย และ สภาพทางชีวภาพ โดยการสังเกตจากส่ิงมีชีวิตบางชนิดท่ีใช้เป็นดัชนีบ่งบอกถึงน้าเสีย เช่น หนอน
163
แดง หรือการตรวจวัดแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์ม ถ้าแหล่งน้าใดมีแบคทีเรียนกลุ่มโคลิฟอร์มท้ังหมดเกิน
20,000 เอม็ พเี อ็น (MPN) ต่อ 100 มลิ ลลิ ติ ร ไมค่ วรลงไปอาบนา้ หรอื นานา้ ไปใชใ้ นการอุปโภคบริโภค
11.นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษา เร่ือง การตรวจสอบมลพิษทางน้า จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 เร่ืองการตรวจสอบมลพิษทางน้า หรือสืบค้นข้อมูลเพ่ิมเติม
จากอนิ เทอร์เนต็ ท่ีมีความน่าเชือ่ ถอื พรอ้ มท้ังสรปุ ผังมโนทศั น์ เรื่อง การตรวจสอบคณุ ภาพนา้
12.สุม่ เลือกนกั เรียน 2-3 กลมุ่ ใหน้ าเสนอผลงานหนา้ เรียน
13.นกั เรยี นและครูรว่ มกันอภปิ ราย เรือ่ ง การตรวจสอบมลพิษทางน้า โดยมแี นวอภปิ ราย ดังน้ี
“การตรวจสอบมลพิษทางน้า มักจะตรวจสอบจากดัชนีที่บ่งช้ีการเกิดมลพิษในน้า ได้แก่ อุณหภูมิ
ความเปน็ กรด-เบส ปริมาณแก๊สออกซิเจนท่ีละลายในน้า ปริมาณแก๊สออกซิเจนท่ีจุลินทรีย์ในน้าใช้ในการ
ย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้า ปริมาณสารโลหะหนัก และแบคทีเรียฟีคอลโคลิฟอร์ม โดยการตรวจสอบ
มลพิษทางน้าท่นี ิยมมี 2 วธิ ี ได้แก่ ปรมิ าณแก๊สออกซิเจนทลี่ ะลายในนา้ (DO) และปริมาณแก๊สออกซิเจนท่ี
จุลนิ ทรียใ์ นนา้ ใชใ้ นการยอ่ ยสลายสารอินทรยี ใ์ นนา้ (BOD)”
14.นักเรียนสอบถามเนื้อหา เรื่อง การตรวจสอบมลพิษทางน้า ว่ามีส่วนไหนท่ีไม่เข้าใจและให้ความรู้
เพ่ิมเติมในสว่ นน้ัน
15.นักเรียนทาการศึกษาการจัดการทรัพยากรน้า โดยมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาความรู้ เรื่อง
โครงการพระราชดารขิ องพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั (รชั กาลที่ 9 ) เกีย่ วกับการอนรุ ักษ์น้าและการบาบัดน้า
เสยี อาทิ โครงการฝนหลวง โครงการแกม้ ลิง โครงการบาบัดน้าเสียแหลมผักเบี้ย ซ่ึงจะเรียนในชั่วโมงต่อไปมา
ล่วงหนา้
16.นกั เรยี นตอบคาถามครเู ก่ยี วกับ โครงการพระราชดารขิ องพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั (รชั กาลท่ี9 )
เก่ียวกบั การอนรุ กั ษน์ า้ และการบาบดั น้าเสยี ที่ได้ให้ไปสืบคน้ มา
(แนวคาตอบ : โครงการฝนหลวง โครงการแก้มลงิ โครงการบาบดั น้าเสียแหลมผักเบี้ย โครงการกงั หันนา้
ชัยพฒั นา)
17.นักเรียนศึกษาวิธีการจัดการทรัพยากรน้าท่ีเหมาะสม จากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เลม่ 2
18.นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 4 กลุ่ม และเลือกโครงการตามพระราชดาริมา 4 โครงการ หลังจากนั้นให้
ตัวแทนกล่มุ ออกมาจบั ฉลากโครงการตามพระราชดาริกล่มุ ละ 1 โครงการ
19.นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาและสืบค้นข้อมูลของโครงการตามพระราชดาริที่กลุ่มตนจับฉลากได้ และ
วิเคราะห์ว่าโครงการตามพระราชดาริดังกล่าว มีแนวทางในการจัดการทรัพยากรน้าในรูปแบบใด และ
กอ่ ให้เกดิ ประโยชน์อย่างไรบา้ ง หลังจากนน้ั ให้แตะ่ ละกลมุ่ นาเสนอหนา้ ชั้นเรียน
20.นักเรียนตอบและอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน โดยครูเป็นผู้สรุปประเด็นสาคัญต่าง ๆ ใน
ตอนท้าย
21.นักเรียนทา Topic Question ท้ายหัวข้อ ทรัพยากรน้า ในหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2
22.นักเรียนทาแบบฝึกหัด เร่ือง ทรัพยากรน้า ในแบบฝึกหัดรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชวี วิทยา ม.6 เล่ม 2
23. นักเรยี นแต่ละคนทาใบงานที่ 18 เรื่อง มลพษิ ทางน้า เพอ่ื ทบทวนความรู้เก่ียวกับปัญหาการขาดแคลน
นา้ การเกดิ มลพิษทางน้า ผลกระทบทเ่ี กิดจากการใช้ทรัพยากรน้า และการจัดการทรัพยากรนา้
164
ขั้นสรุป
1.นักเรียนและครูรว่ มกนั สรุปเกีย่ วกับเรื่อง ทรัพยากรนา้ เพือ่ ใหไ้ ดข้ ้อสรุป ดังน้ี
นา้ เป็นทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่สี าคัญและจาเป็นต่อการดารงชีวิตของมนษุ ย์ โดยน้าจดื ทมี่ นุษย์
นามาใช้ประโยชนไ์ ด้มีเพียง 1% ของปริมาณน้าจดื ทง้ั หมด ซง่ึ แบง่ เป็น 3 ประเภทหลกั ๆ ได้แก่ หยาดน้า
ฟ้า น้าผวิ ดิน และนา้ ใต้ดนิ มลพิษทางนา้ ทีท่ าใหน้ ้าเน่าเสียอาจมาจากธรรมชาติ แหล่งชมุ ชน โรงงาน
อตุ สาหกรรม การเกษตรและอุตสาหกรรมการเล้ียงสัตว์ การทาเหมืองแร่ ดงั นน้ั จงึ ตอ้ งมีการตรวจสอบ
มลพษิ ทางนา้ ซ่ึงตรวจสอบจากดชั นที บ่ี ง่ ช้ีการเกิดมลพิษ ได้แก่ อุณหภมู ิของนา้ ความเป็นกรดเบสของน้า
ปริมาณออกซเิ จนทล่ี ะลายในน้า ปริมาณแก๊สออกซิเจนท่ีจุลนิ ทรีย์ในนา้ ใช้ในการยอ่ ยสลายสารอินทรยี ์ใน
น้า ซงึ่ การตรวจสอบมลพิษทางนา้ ทีน่ ยิ มใชม้ ี 2 วธิ ี คอื การหาปริมาณแกส๊ ออกซเิ จนท่ีละลายในน้า หรอื
ดีโอ (DO) และการหาปริมาณแกส๊ ออกซิเจนที่จุลินทรีย์ในนา้ ใชใ้ นการย่อยสลายสารอินทรยี ์ในน้า หรอื
บีโอดี (BOD)
กำรวดั และกำรประเมินผล
รำยกำรวัด วิธกี ำร เครือ่ งมอื เกณฑก์ ำรประเมิน
กำรประเมินกอ่ นเรยี น - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบก่อน - ประเมนิ ตามสภาพจริง
- แบบทดสอบก่อนเรียน กอ่ นเรยี น เรยี น
ประเมินระหว่ำงกำรจัด - ตรวจแบบฝกึ หัด - แบบฝึกหัด - ร้อยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ - ตรวจใบงานท่ี 18 เร่ือง - ใบงานที่ 18 เร่ือง - รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
1) ทรัพยากรนา้ ทรพั ยากรนา้ ทรัพยากรน้า - ระดบั คุณภาพ 2
- ตรวจผังมโนทัศน์ เรื่อง - แบบประเมินผังมโนทัศน์ ผา่ นเกณฑ์
การตรวจสอบคุณภาพ
น้า
2) การปฏบิ ตั กิ ิจกรรม - ประเมินการปฏิบตั ิ - แบบประเมินการ - ระดับคณุ ภาพ 2
เรอื่ ง ผลกระทบของ กิจกรรม ปฏิบตั ิกิจกรรม ผ่านเกณฑ์
มลพษิ ของนา้ จาก
การดารงชวี ติ ของ
มนุษย์
3) การนาเสนอ - ประเมนิ การนาเสนอ - แบบประเมนิ การ - ระดบั คุณภาพ 2
ผลงาน/ผลการ ผลงาน/ผลการปฏิบตั ิ นาเสนอผลงาน ผ่านเกณฑ์
ปฏบิ ัติกิจกรรม กิจกรรม
4) พฤติกรรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
ทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์
5) คุณลักษณะอันพึง - สังเกตความมีวินัย - แบบประเมนิ คุณลักษณะ - ระดบั คุณภาพ 2
ประสงค์ และรบั ผิดชอบ
ในการทางาน อนั พึงประสงค์ ผ่านเกณฑ์
165
สอื่ /แหล่งกำรเรยี นรู้
สือ่ กำรเรยี นรู้
1)หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม แบบฝึกหัดรายวิชา
เพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2
2)แบบทดสอบก่อนเรียน
3)ใบงานท่ี 17 เรอ่ื ง มลพษิ ทางนา้
4)PowerPoint เร่ือง มนษุ ย์กับความยัง่ ยืนของส่ิงแวดล้อม
5)รปู ภาพปัญหาทรัพยากรน้า
6)ชดุ กจิ กรรมตรวจหา DO
แหล่งกำรเรยี นรู้
1)ห้องเรียน
2)ห้องสมุด
3)แหล่งข้อมูลสารสนเทศ
166
ใบงำนที่ 17
เรอ่ื ง มลพิษทำงนำ้
คำช้ีแจง : จงระบุปัญหา สาเหตุของปัญหาส่ิงแวดล้อมจากภาพท่ีกาหนดให้ พร้อมบอกผลกระทบอ่ืน ๆ ท่ี
เกิดขึน้ จากปญั หาส่งิ แวดล้อมดงั กล่าว
ปญั หา .......................................................................... ปัญหา ........................................................................ ..
สาเหตุ .......................................................................... สาเหตุ ..........................................................................
........................................................................................ ........................................................................................
.................................................................................... ....................................................................................
........................................................................................ ........................................................................................
.................................................................................... ....................................................................................
ผลกระทบอื่น ๆ ........................................................... ผลกระทบอ่ืน ๆ ...........................................................
.................................................................................. ..................................................................................
...................................................................................... ......................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
...................................................................................... ...................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
...................................................................................... ......................................................................................
................................................................................. ..................................................................................
...................................................................................... ......................................................................................
.................................................................................. ..................................................................................
...................................................................................... ......................................................................................
...................................................................................... ......................................................................................
167
ใบงำนท่ี 18 เฉลย
เร่ือง มลพิษทำงน้ำ
คำชแี้ จง : จงระบุปญั หา สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดลอ้ มจากภาพที่กาหนดให้ พร้อมบอกผลกระทบอ่ืน ๆ ท่ี
เกดิ ข้ึนจากปญั หาสงิ่ แวดลอ้ มดงั กล่าว
ปญั หา .....โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยนา้ เสีย……………… ปัญหา ………แหลง่ น้าเน่าเสยี สิ่งมชี วี ติ ในน้าตาย……….
สาเหตุ …..เกิดจากโรงงานไม่มีวิธีการท่ีถูกต้องในการ สาเหตุ ……….เกิดจากซากพืชซากสัตว์และสารอินทรีย์
จัดการทรัพยากรน้าที่ใช้ในกระบวนการผลิตต่างๆเช่น ที่ทับถมกันในแหล่งน้าซ่ึงถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่
การบาบัดก่อนปล่อยสู่แหล่งน้าธรรมชาติ ซึ่งนาทิ้งจาก อยู่ในแหล่งน้า ในกระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์
โรงงานอุตสาหกรรมมักมีสารเคมีและโลหะหนักท่ีเป็น จะมกี ารดึงเอาแกส๊ ออกซิเจนในอหล่งน้ามาใช้ที่ให้แก๊ส
อนั ตรายเจอื ปนอยู่ เช่น ปรอท ตะกั่ว แคดเมยี ม…………. ออกซิเจนในน้าลดลง อีกทั้งอาจเกิดจากการชะล้าง
....................................................................................... พงั ทลายของหนา้ ดินทาให้ตะกอนพดั พาสู่แหล่งน้าหรือ
ผลกระทบอ่ืน ๆ ….เมื่อสารปนเป้ือนจากน้าท่ีปล่อยมาสู่ อาจเกิดจากการกระทาของมนุษย์……………………………
แหล่งน้าธรรมชาติจะส่งผลให้เป็นอันตรายต่อส่ิงมีชีวิต ......................................................................................
ในน้า รวมท้ังอาจทาให้เกิดการสะสมสารพิษในห่วงโซ่ ผลกระทบอน่ื ๆ .......ทาให้แหล่งน้าขุ่นข้น เกิดการเน่า
อาหารได้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารจะมี เสีย ปริมาณออกซิเจนที่แหล่งน้าลดลงทาให้ส่ิงมีชีวิต
สารอินทรีย์ปนเปื้อนเป็นจานวนมาก จุลินทรีย์ในน้าจะ ในน้าไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ สุดท้ายมนุษย์ก็ขาด
ย่อยสลายสารอาหารจึงทาให้น้าเน่าเสีย และมีกล่ิน อาหารและไม่สามารถใช้ประโยชน์ในแหล่งน้าต่างๆได้
เหม็น และอาจทาให้แหล่งน้ามีอุณหภูมิสูงขึ้นด้วย ......................................................................................
....................................................................................... ..................................................................................
.................................................................................. ......................................................................................
..................................................................................
......................................................................................
......................................................................................
168
แผนกำรจดั กำรเรียนรทู้ ี่ 18 ชน้ั มธั ยมศึกษำปที ี่ 6
รำยวิชำ ว33246 ชวี วิทยำ 6
หน่วยกำรเรียนรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ เวลำ 2 ชั่วโมง
เรอื่ ง ทรพั ยำกรดิน โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศกึ ษำ
ผูส้ อน นำงสำวปวีณำ งำมชัด
สำระชวี วทิ ยำ
เข้าใจการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ และหน้าทีข่ องสาร
พนั ธกุ รรม การเกิดมวิ เทชัน เทคโนโลยีทางดีเอน็ เอ หลักฐาน ข้อมลู และแนวคดิ เก่ียวกับวิวัฒนาการของ
สง่ิ มีชวี ิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ์ก การเกดิ สปีชสี ์ใหม่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กาเนดิ ของสงิ่ มชี ีวิต
ความหลากหลาย ของสิ่งมชี วี ติ และอนุกรมวิธาน รวมท้ังนาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
ผลกำรเรียนรู้
วเิ คราะห์ อภปิ ราย และสรปุ ปญั หาทีเ่ กดิ กบั ทรัพยากรดนิ และผลกระทบทีม่ ีตอ่ มนุษย์และสง่ิ แวดล้อม
รวมทงั้ เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา
จดุ ประสงคก์ ำรเรียนรู้
1.วเิ คราะห์ และอภปิ ราย ปญั หาและผลกระทบทเี่ กดิ จากการใชท้ รัพยากรดินได้ (K)
2.อภิปรายและสรปุ แนวทางการแก้ไขปญั หาท่ีเกิดจากการใชท้ รพั ยากรดนิ ได้ (K)
3.ปฏิบัติตนในการอนุรักษแ์ ละสามารถจดั การทรัพยากรดินเพื่อให้เกิดประโยชนส์ ูงสุดได้ (P)
4.มจี ติ สานึกที่ดใี นการใช้ทรัพยากรดินทถ่ี ูกตอ้ ง (A)
5.เหน็ ความสาคัญและประโยชน์ของทรัพยากรดนิ (A)
สำระกำรเรียนรู้
- มลพษิ ทางดินและปญั หาความเส่อื มโทรมของดนิ สว่ นใหญ่มสี าเหตจุ ากการกระทาของมนุษย์
- การจัดการทรัพยากรดินเพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุดควรมีการป้องกันและการแก้ไขปัญหาการเกิดมลพิษ
และความเสอื่ มโทรมของดิน รวมทัง้ การปลกู จติ สานึกในการใช้ดินอย่างถูกต้อง
สำระสำคัญ
ดิน เปน็ ทรพั ยากรท่ีเกดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาติจากการสลายตัวผุพังของหินชนิดต่าง ๆ ผสมรวมกับซาก
พืช ซากสัตว์ น้า และอากาศกลายเป็นเนื้อดิน ประเภทของเนื้อดินมีด้วยกัน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเน้ือดินละเอียด
หรือดินเหนียว กลุ่มเน้ือดินปานกลางหรือดินร่วน และกลุ่มเน้ือดินหยาบหรือดินทราย นอกจากนี้เรายัง
สามารถแบ่งช้ันดินตามลักษณะของดิน เช่น สีดิน การระบายน้าของดิน ระดับความหนาของช้ันดินโดย
สามารถศึกษาได้จากภาคตัดขวางของดินประกอบด้วย ช้ันอินทรียวัตถุ (O horizontal) ช้ันดินแร่ (A
horizontal) ชนั้ สะสมของแร่ (B horizontal) ช้นั การผุพงั ของหนิ (C horizontal) และชั้นหินพื้น (bed rock)
มลพิษทางดนิ หมายถึง ดนิ ทเ่ี ส่อื มคุณภาพไปจากเดมิ หรอื มีสารมลพิษเกิดขีดจากัดจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและสัตว์ และส่งผลต่อการดาเนินกิจกรรมในชีวิตประจาวันของมนุษย์ ซึ่ง
ปัญหามลพิษทางดินเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การท้ังสิ่งของต่างๆลงในดิน การใช้สารเคมีทางการเกษตร
สารกัมมันตรังสี การพังทลายของดิน ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ดินมีสมบัติไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืช
ซ่ึงปัญหามลพิษและความเส่ือมโทรมของดินต่างๆเหล่าน้ีสามารถแก้ไขได้หลากหลายวิธี เช่น การอนุรักษ์ดิน
โดยใชป้ ระโยชน์จากดินให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ การป้องกันการพังทลายของหน้าดิน โดยการปลูกพืชคลุม
169
ดิน การปรับปรุงพืชเพ่ือช่วยปรับปรุงดิน การปรับปรุงคุณสมบัติของดินทั้งทางกายภาพและทางเคมี การ
ปรับปรุงบารงุ ดินที่มีปญั หาเพ่อื นามาใช้ประโยชน์ การเพม่ิ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
ขน้ั นำ
1.นักเรยี นตอบคาถาม Key Question จากหนังสือเรยี นรายวชิ าเพ่มิ เติมวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 เพ่ือนาเข้าสู่บทเรียนว่า “ทรัพยากรดินมีความสาคัญต่อการดารงชีวิตของสิ่งมนุษย์อย่า
ไร”
(แนวตอบ : ดิน เปน็ ทรัพยากรธรรมชาติที่สาคญั ตอ่ การดารงชีวติ ของมนุษย์ โดยมนุษย์ล้วนใชป้ ระโยชน์
จากทรัพยากรดินทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค
ซึง่ มนษุ ยม์ ักใชท้ รพั ยากรดนิ เพ่ือการเกษตรกรรม เช่น เพาะปลูกพืชเพื่อใช้เป็นอาหารหรือส่วนประกอบของยา
รักษาโรค เล้ยี งสัตว์ ทาประมง และปา่ ไม้
2.นักเรยี นและครูรว่ มกนั ทบทวนความรู้เดมิ โดยการสอบถามนักเรียนในประเด็นของการเกิดของดินวา่
เกิดข้ึนไดอ้ ย่างไรและมีประโยชนอ์ ย่างไร
(แนวตอบ : เกดิ จากการสลายตวั ผุพังของหนิ ชนดิ ตา่ ง ๆ ผสมกบั ซากพืช ซากสตั ว์ น้าและอากาศ
ประโยชน์ของดินสามารถตอบตามความคิดเห็นได้ เชน่ ใชใ้ นการเพาะปลกู เป็นท่ีอยอู่ าศยั เป็นแหล่งเก็บกักน้า
ฯลฯ)
2.ครูนาภาพลักษณะเน้ือของดินแต่ละชนิดให้นักเรียนได้ศึกษา และถามคาถามว่าดินแต่ละชนิดคือดิน
อะไร ทราบได้อยา่ งไร
(แนวตอบ : เน้ือดนิ มี 3 กลุม่ คอื 1.ดินเหนยี ว มีลักษณะเมื่อแหง้ จะจับเป็นกอ้ นแข็ง อุม้ นา้ ไดด้ ี ปนั้ เป็น
ก้อนได้ 2.ดินร่วน มีลักษณะค่อนข้างละเอียดนุ่มมือ ระบายน้าได้ดีปานกลาง มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะกับ
การเพาะปลกู 3.ดินทราย มลี กั ษณะอุ้มนา้ ได้ตา่ มาก น้าซมึ ผา่ นไดเ้ รว็ ระบายนา้ และอากาศดมี าก)
ขั้นสอน
1.นักเรียนและครรู ว่ มกันอภิปราย เรอื่ ง ประเภทของเนื้อดิน การใช้ประโยชน์จากดินประเภทต่าง ๆ และ
การแบ่งช้ันดินตามภาคตัดขวาง จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6
เลม่ 2 เร่อื งประเภทของเน้อื ดนิ และการแบ่งช้ันดิน และถามคาถามว่า คุณสมบัติใดท่ีใช้แบ่งความแตกต่างของ
ประเภทเน้ือดินและช้ันของดินและดินช้ันใดท่ีคิดว่ามีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเจริญเติบโตของพืชมาก
ที่สดุ
(แนวตอบ : เน้ือดินจะใช้คุณสมบัติของลักษณะเนื้อดิน การระบายน้า ระบายอากาศ การอุ้มน้า ส่วนช้ัน
ของดนิ จะใช้ลักษณะของสีในชั้นดินแต่ละช้ัน การปะปนของซากพืชซากสัตว์ ความแข็ง ความอ่อนนุ่มของแต่
ละชั้น การสะสมของตะกอนของหิน และแร่ธาตุต่าง ๆ และช้ันดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การ
เจรญิ เติบโตของพืชมากทสี่ ดุ คือ ชัน้ อนิ ทรยี วัตถุ (O horizontal) ซึ่งเป็นชั้นที่มีการสะสมของอินทรียวัตถุที่มา
จากการย่อยสลายของซากพืชพชื สตั ว์ซึ่งกอ่ ใหเ้ กดิ ฮวิ มัสซึ่งเป็นธาตอุ าหารสาคัญในดนิ )
2.นักเรียนตอบคาถามวา่ ในบริเวณต่าง ๆ ของโรงเรียน นกั เรียนเคยพบเห็นดนิ ประเภทใดบ้าง และดนิ แต่
ละบริเวณทางโรงเรียนได้มีการนามาใช้ประโยชน์อะไรบ้าง และนักเรียนคิดว่ามีความเหมาะสมในการใช้
ประโยชน์หรอื ไม่ อย่างไร
(แนวตอบ : ตามความคิดเห็นของนกั เรยี นและขึน้ อยกู่ ับดุลพินจิ ของคุณครู)
170
3.นกั เรยี นแบ่งกลุ่มออกเป็น 6 กลมุ่ เพื่อเล่นเกมจับคู่ “ฉนั เปน็ ดนิ ชน้ั ไหน” โดยจัดกจิ กรรมดังน้ี
1) ครูนาภาพตัดขวางแสดงช้ันดินท่ไี ม่มีคาอธิบาย มเี พียงตัวเลขกากับ 1-6 แปะไว้หนา้ ห้อง
2) ครูแจกกระดาษท่ีเปน็ สัญลักษณใ์ หแ้ ต่ละกลุ่มโดยไมซ่ า้ กนั เชน่ กลุ่ม 1 เปน็ รูปดาว กล่มุ 2 เป็น
วงกลม กลุ่ม 3 เป็นสามเหลยี่ ม กลมุ่ 4 เป็นสเ่ี หล่ียม กลมุ่ 5 เปน็ ห้าเหลย่ี ม กลุ่ม 6 เปน็ หกเหล่ยี ม กลุ่มละ 10
แผ่น
3) นกั เรยี นตอบคาถามท่ีเตรียมไวโ้ ดยคาถามจะแสดงคณุ สมบตั ิเด่น ๆ ของดินแตล่ ะชนั้ แล้วให้
นักเรียนแต่ละกลุ่มวิเคราะห์แต่ละคาถาม เม่ืออ่านจบให้นักเรียนว่ิงออกมาแปะสัญลักษณ์ภาพที่กลุ่มตนได้รับ
ว่าตรงกับชัน้ ดินช้นั ไหนมากทส่ี ดุ ทลี ะคาถาม ภายในเวลา 20 วินาทีหลังจากครอู ่านคาถามจบ
(แนวคาถามอาจถามวา่ เช่น ชั้นดินที่ประกอบไปด้วยหนิ ท่ีเป็นโครงสร้างของเปลอื กโลก, เปน็ ช้นั
ทม่ี ีการย่อยสลายของซากพชื ซากสัตวม์ ากท่สี ุด, เปน็ ชั้นที่มีการสะสมของตะกอนและแร่, เปน็ ช้ันท่ีมีธาตุอาหาร
ท่จี าเป็นตอ่ การเจริญเตบิ โตของพืชมากที่สดุ )
4) ครูดาเนนิ กจิ กรรมถามจนครบ 10 คาถาม จากนนั้ เมอื่ ดาเนินจนกจิ กรรมเสรจ็ สนิ้ ครูเฉลยคาตอบ
ที่ถูกต้องให้แก่นักเรียนและนับคะแนนจากกระดาษที่แสดงสัญลักษณ์ของแต่ละกลุ่ม สัญลักษณ์กลุ่มไหนตอบ
ถกู และมจี านวนมากทสี่ ุดจะเป็นกลมุ่ ทีช่ นะ (โดยครอู าจเตรยี มรางวัลให้กบั ผู้ชนะ)
4.นักเรียนสอบถามเนื้อหา เร่ือง ประเภทของช้ันดินและการแบ่งช้ันดิน พร้อมอภิปรายแลกเปลี่ยน
ขอ้ คดิ เห็นซ่ึงกนั และกนั ร่วมกบั ครู
5.นักเรยี นและครูร่วมกนั สรปุ เกยี่ วกบั เร่อื ง ประเภทของเน้อื ดนิ และการแบ่งชั้นดิน เพอื่ ให้ได้ขอ้ สรุป ดังนี้
“ดิน เป็นทรัพยากรท่ีเกิดขนึ้ เองตามธรรมชาตจิ ากการสลายตัวผุพังของหินชนิดต่าง ๆ ผสมรวมกับซากพืช
ซากสตั ว์ น้า และอากาศกลายเปน็ เนื้อดิน ประเภทของเน้อื ดนิ มีดว้ ยกนั 3 กลุ่ม คือ กล่มุ
เนื้อดนิ ละเอียดหรอื ดินเหนียว กลมุ่ เนื้อดนิ ปานกลางหรือดนิ รว่ น และกลุ่มเนื้อดนิ หยาบหรอื ดนิ ทราย อีก
ทั้งยังสามารถแบ่งชนั้ ดนิ ตามลักษณะของดิน เช่น สดี นิ การระบายน้าของดิน ระดบั ความหนาของชั้นดนิ
โดยชั้นดินประกอบด้วย ช้ันอินทรียวัตถุ (O horizontal) ชั้นดินแร่ (A horizontal) ช้ันสะสมของแร่ (B
horizontal) ชน้ั การผุพังของหนิ (C horizontal) และชัน้ หนิ พ้นื (bed rock)”
ช่ัวโมงท่ี 2
1.นักเรียนตอบคาถามว่าหากดินท่ีนามาใช้ประโยชน์เกิดปัญหามลพิษทางดินข้ึน นักเรียนคิดว่าเราจะ
วธิ แี กไ้ ขไดอ้ ย่างไร และสาเหตหุ ลัก ๆ ทที่ าให้เกดิ ปญั หาดังกล่าวเกดิ ขึน้ จากอะไร
(แนวตอบ : ขนึ้ อยู่กับดุลยพนิ จิ ของครูผูส้ อน)
2.นักเรียนคน้ หาภาพทสี่ ่ือถึงสาเหตุทท่ี าให้เกิดมลพษิ ทางดิน และนามาเสนอหน้าช้ันเรียนเช่น ภาพขยะที่
ตกค้างรอการกาจัดทาให้เกิดการสะสมมลพิษทางดิน ภาพการใช้ยาฆ่าแมลงท่ีทาให้เกิดการสะสมของสารพิษ
ในดิน ภาพการพังทลายของหน้าดิน ภาพดินท่ีขาดความอุดมสมบูรณ์ ฯลฯ จากนั้นให้นักเรียนช่วยกันระดม
ความคิดว่าในพ้ืนที่ชุมชมที่นักเรียนอาศัยอยู่พบเห็นปัญหาใดบ้างท่ีนักเรียนคิดว่าก่อให้เกิดมลพิษและความ
เส่อื มโทรมของดิน
(แนวคาตอบ : ตามความคดิ เหน็ ของผ้เู รียน โดยขึน้ กบั ดลุ พนิ จิ ของคณุ ครู เชน่ การทง้ิ ขยะท่ีมสี ว่ นผสม
171
ของสารเคมีและย่อยสลายยากลงดิน เช่น กระป๋อง พลาสติก เศษโลหะ การใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืชและสัตว์
ซึง่ สารเหลา่ นจ้ี ะสลายตัวยาก เม่ือสะสมในดินจะทาให้ดินเกิดการดูดซับสารพิษ ถ่ายทอดไปตามห่วงโซ่อาหาร
การปลูกพืชชนดิ เดียวซ้า ๆ จนทาให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์)
3.นักเรยี นตอบคาถามครูว่า นอกจากปัญหาท่กี ลา่ วมาแล้ว มีปญั หาใดอีกบา้ งทท่ี าใหเ้ กดิ มลพิษทางดนิ
(แนวตอบ : ปญั หาอ่นื ๆ ทท่ี าใหเ้ กิดมลพษิ ทางดนิ ได้
1) ดนิ ทมี่ ีสารกัมมนั ตรงั สปี นเป้ือนเป็นดนิ ท่เี กิดจากการสลายตวั ของแร่ธาตุทีม่ ีสว่ นผสม
ของแรย่ ูเรเนียม ทอเรียม เรเดยี ม หรือเกดิ จากการทง้ิ กากกมั มนั ตรังสีลงในดนิ ทา ใหเ้ กิดการปนเป้อื น
2) ดนิ ที่มีการผสมของโลหะหนกั มกั เกิดจากการสลายตัวของโลหะหนักของหินทีเ่ ป็น
วัตถุต้นกาเนดิ ท่ีมีสารประกอบพวกปรอท แคดเมียม ตะกั่ว โครเมียม สังกะสี ฯลฯ
3) การใชท้ ่ดี นิ ผิดประเภท เชน่ นาทด่ี นิ เกษตรกรรมมาสรา้ งบา้ นจดั สรร สร้างโรงงาน
อุตสาหกรรม ทานาก้งุ )
4.นักเรยี นตอบคาถามครวู ่า วธิ ใี ดบ้างทเ่ี หมาะสมแก่การนามาการจดั การแก้ปัญหามลพษิ ทางดินและ
การเสื่อมโทรมของดินจากปัญหาที่นักเรยี นได้ยกตัวอย่างมาด้วยวธิ ีใดได้บ้าง
(แนวคาตอบ : ตามความคิดเหน็ ของผู้เรียน โดยข้ึนกับดลุ พินจิ ของคณุ ครู เชน่ ไมท่ ง้ิ ขยะลงบรเิ วณ
พน้ื ดนิ ลดการใช้สารเคมีกาจัดศตั รพู ชื และสตั ว์ ปลกู พชื หมนุ เวยี นหรือพชื คลุมดิน)
5.นกั เรียนตอบคาถามครูต่อวา่ การอนุรกั ษ์ดนิ คืออะไร และอุปสรรคในการอนรุ กั ษ์ดนิ ในประเทศไทยมี
อะไรบา้ ง
(แนวตอบ : การอนรุ ักษด์ ิน เปน็ การใชป้ ระโยชน์จากดินอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเป็นการจดั การ
และแก้ปญั หามลพิษของดนิ และการเสื่อมโทรมของดนิ ซงึ่ พบว่าอปุ สรรคสาคัญในกา
อนรุ กั ษด์ นิ เช่น
-การใชด้ นิ ไม่ถกู หลักวชิ าการ เชน่ การปลูกพชื ซ้าชนิดเดียว การใชส้ ารเคมี ทใ่ี ช้
กาจัดศัตรูพืชและสัตว์ การเผาหนา้ ดิน
-การทิง้ ของเสียจากแหลง่ ชมุ ชน จากโรงงานอุตสาหกรรม จากแหลง่
ประกอบการ ตา่ งๆ ทาใหส้ มบัติของดินเปลี่ยนแปลงไป
-การตัดต้นไม้ทาลายป่า มผี ลทาใหเ้ กิดความเสียหายกับดินได้ เนอ่ื งจากผิวหน้าดิน
ปราศจากพืชปกคลุม หรือไม่มีรากพืชยดึ เหน่ียว เม่ือฝนตกหรอื มีลมพายุ จะทาให้หนา้ ดินพังทลาย และสูญเสยี
ความอดุ มสมบูรณ์ได้โดยงา่ ย)
5.นกั เรียนแบ่งกล่มุ ออกเปน็ 5 กลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มสืบคน้ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั ตัวอย่างของการกระทาทีส่ ่งผลเสยี
ต่อทรพั ยากรดิน กลุ่มละ 1 ตัวอย่าง
6.ครใู หน้ ักเรียนเตรียมพรอ้ มออกมาอภิปรายหนา้ ช้ันเรยี นในคาบถดั ไป
ช่ัวโมงที่ 3
7.นักเรยี นตอบคถามครูในภาพรวมวา่ ปัญหาสว่ นใหญ่ทส่ี ่งผลเสียตอ่ ทรัพยากรดินที่นักเรียนไปสืบค้นเปน็
เรอื่ งเก่ยี วกับอะไรบา้ ง และจะแก้ไขไดด้ ว้ ยวธิ ใี ดบ้าง
(แนวตอบ : ขน้ึ อยู่กบั ความคิดเห็นหรอื สง่ิ ท่ีนักเรียนไปสบื ค้นขอ้ มลู มา)
8.ครทู าการจับสลากลาดับกอ่ นหลังของแต่ละกลมุ่ ท่ีจะออกมานาเสนอหน้าช้นั เรยี น
172
9.นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ออกมานาเสนอในหัวขอ้ ทไ่ี ด้ไปสืบค้นขอ้ มูลมาเก่ียวกบั ตวั อยา่ งการกระทาที่สง่ ผล
เสยี ต่อทรัพยากรดิน
10.เมือ่ นกั เรียนนาเสนอครบทุกกลมุ่ ให้นักเรยี นแต่ละกล่มุ ร่วมกนั ระดมความคดิ ในการเสนอวธิ ีการ
แกป้ ญั หา และการป้องกันปัญหาท่ีจะเกิดขึน้ ในอนาคตจากการกระทาดงั กลา่ ว
11.นกั เรยี นและครรู ่วมกนั อภิปรายผล จากผลกระทบท่เี กดิ ขึ้นจากการกระทาทสี่ ่งผลเสียต่อทรัพยากรดิน
เพ่ือใหไ้ ดข้ อ้ สรุป ดังนี้
“การกระทาทส่ี ่งผลเสียต่อทรัพยากรดนิ อาจเกดิ จากการทิง้ หรอื ฝงั กลบขยะลงในดิน การใช้เคมภี ณั ฑ์
ทางการเกษตร การรว่ั ไหลของสารกมั มันตรัสีลงสู่ดนิ และการกระทาท่ที าใหด้ นิ เกดิ การเส่ือมโทรมมักเกิด
จากการพงั ทลายของดนิ การขาดความอดุ มสมบูรณข์ องดนิ เป็นเวลานาน รวมถงึ การใชป้ ระโยชนจ์ ากดนิ
แบบไม่ถูกวิธี ซ่งึ จากการกระทาเหลา่ นีจ้ ะนาไปส่กู ารแก้ไขปัญหาปละการจดั การดนิ อย่างถูกวธิ ี”
12.นกั เรยี นสอบถามเน้อื หาเกี่ยวกับมลพิษทางดิน ปญั หาความเสอื่ มโทรมของดนิ และการจัดการในการ
แ ก้ ปั ญ ห า ม ล พิ ษ ท า ง ดิ น แ ล ะ ปั ญ ห า ค ว า ม เ สื่ อ ม โ ท ร ม ข อ ง ดิ น ว่ า มี ส่ ว น ไ ห น
ทไ่ี มเ่ ข้าใจและใหค้ วามรเู้ พ่มิ เตมิ ในสว่ นนั้นรว่ มกนั กบั ครู
13.นกั เรยี นทา Topic Question ทา้ ยหวั ขอ้ ทรัพยากรดนิ ในหนังสอื เรียนรายวชิ าเพิม่ เติมวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2
14.นกั เรียนทาแบบฝกึ หดั เรื่อง ทรัพยากรดนิ ในแบบฝึกหัดรายวชิ าเพิ่มเติมวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชีววิทยา ม.6 เลม่ 2
15.นักเรียนจัดทาตารางเปรียบเทียบดินดีและดินท่ีมีมลพิษลงกระดาษ A4 พร้อมตกแต่งให้สวยงามส่ง
ครผู ู้สอน
ข้ันสรุป
1.นกั เรยี นและครูร่วมกนั สรุปเกย่ี วกับเรือ่ ง มลพิษทางดนิ ปญั หาเสอ่ื มโทรมของดนิ และวธิ ีในการแกไ้ ข
ปญั หา เพอื่ ใหไ้ ดข้ อ้ สรปุ ดงั น้ี
“มลพิษทางดนิ เป็นอนั ตรายตอ่ สขุ ภาพ และส่งผลตอ่ การดารงชีวติ ของมนุษย์ ซึง่ เกดิ จากการทิ้งขยะ
หรือส่ิงของตา่ ง ๆ ลงในดิน การใชส้ ารเคมีทางการเกษตร การพังทลายของดนิ ดนิ ขาดความอดุ มสมบูรณ์
ดินมีสมบตั ไิ มเ่ หมาะสมต่อการเพาะปลกู พชื ซ่งึ ปัญหาและความเสือ่ มโทรมของดนิ ต่าง ๆ เหลา่ นีแ้ กไ้ ขได้
หลายวธิ ี เชน่ การอนุรกั ษ์ดนิ โดยใช้ประโยชนจ์ ากดนิ ให้ถกู ต้องตามหลักวชิ าการ เช่น การปอ้ งกนั การ
พงั ทลายของหนา้ ดนิ โดยการปลกู พืชคลมุ ดิน การปรับปรุงพชื และคณุ สมบัติของดนิ ทง้ั ทางกายภาพและ
ทางเคมี การปรบั ปรุงบารงุ ดินทมี่ ปี ัญหาเพื่อนามาใช้ประโยชน์ และการเพ่ิมความอุดมสมบูรณ์ของดนิ ”
2.นักเรยี นสรปุ ผังมโนทัศน์ เรอื่ ง มลพษิ และปญั หาเสือ่ มโทรมของดิน รวมถึงวธิ ใี นการจัดการแกไ้ ข
ปญั หามลพษิ และการเสือ่ มโทรมของดิน
กำรวดั และกำรประเมินผล
รำยกำรวดั วธิ ีกำร เครอ่ื งมือ เกณฑ์กำรประเมิน
ประเมินระหว่ำงกำรจัด - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบฝกึ หดั - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
กิจกรรมกำรเรียนรู้ - ตรวจผังมโนทัศน์ เรื่อง - แบบประเมนิ ผงั มโนทัศน์ - ระดับคุณภาพ 2
1) ทรัพยากรดนิ มล พิ ษ แ ล ะปั ญ ห า - แบบประเมินช้นิ งาน ผา่ นเกณฑ์
เสื่อม โ ทรม ของดิ น - ระดบั คณุ ภาพ 2
ร ว ม ถึ ง วิ ธี ใ น ก า ร ผา่ นเกณฑ์
173
จั ด ก า ร แ ก้ ไ ข ปั ญ ห า
มลพิษ และการเส่ือม
โทรมของดนิ
- ตรวจตาราง
เปรียบเทียบดินดีและ
ดนิ ท่ีมีมลพิษ
2) การนาเสนอ - ประเมนิ การนาเสนอ - แบบประเมนิ การ - ระดับคุณภาพ 2
ผลงาน/ผลการ ผ่านเกณฑ์
ปฏิบัติกจิ กรรม ผลงาน/ผลการปฏิบัติ นาเสนอผลงาน
- ระดับคุณภาพ 2
3) พฤตกิ รรมการ กิจกรรม ผา่ นเกณฑ์
ทางานกล่มุ
- สังเกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม
4) คุณลักษณะอันพงึ
ประสงค์ การทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม
- สังเกตความมีวนิ ยั - แบบประเมินคุณลกั ษณะ - ระดบั คุณภาพ 2
และรบั ผดิ ชอบ
ในการทางาน อันพงึ ประสงค์ ผา่ นเกณฑ์
สอ่ื /แหลง่ กำรเรียนรู้
ส่อื กำรเรียนรู้
1) หนังสอื เรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 แบบฝึกหัดรายวิชา
เพมิ่ เติมวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วิทยา ม.6 เลม่ 2
2) PowerPoint เรอื่ ง มนษุ ย์กบั ความย่งั ยนื ของสง่ิ แวดล้อม
3) รูปภาพชัน้ ตา่ ง ๆ ของดิน
4) รปู ภาพปญั หาทรพั ยากรดนิ
แหล่งกำรเรยี นรู้
1) หอ้ งเรียน
2) หอ้ งสมดุ
3) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ
174
แผนกำรจดั กำรเรยี นรทู้ ี่ 19 ชั้นมัธยมศกึ ษำปที ี่ 6
รำยวชิ ำ ว33246 ชวี วิทยำ 6
หนว่ ยกำรเรียนรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ เวลำ 2 ชั่วโมง
เร่ือง ทรัพยำกรอำกำศ โรงเรียนโคกโพธไิ์ ชยศกึ ษำ
ผู้สอน นำงสำวปวีณำ งำมชดั
สำระชวี วิทยำ
เข้าใจการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม การถา่ ยทอดยนี บนโครโมโซม สมบตั ิ และหนา้ ทีข่ องสาร
พนั ธุกรรม การเกิดมวิ เทชัน เทคโนโลยีทางดเี อน็ เอ หลกั ฐาน ขอ้ มลู และแนวคดิ เก่ียวกับวิวฒั นาการของ
ส่งิ มชี ีวิต ภาวะสมดุลของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ก์ การเกดิ สปชี สี ใ์ หม่ ความหลากหลายทางชีวภาพ กาเนดิ ของสิง่ มีชีวิต
ความหลากหลาย ของสงิ่ มชี วี ติ และอนุกรมวิธาน รวมทงั้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรยี นรู้
วเิ คราะห์ อภปิ ราย และสรปุ ปัญหามลพิษทางอากาศ และผลกระทบท่ีมตี อ่ มนุษยแ์ ละสิ่งแวดล้อม
รวมทง้ั เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. วิเคราะห์ และอภปิ ราย ปัญหาและผลกระทบทีเ่ กดิ จากการใช้ทรัพยากรอากาศได้ (K)
2. อภปิ รายและสรปุ แนวทางการแกไ้ ขปญั หาทีเ่ กดิ จากการใช้ทรัพยากรอากาศได้ (K)
3. ปฏบิ ตั ิตนในการอนุรักษ์และสามารถจดั การทรัพยากรอากาศเพ่ือใหเ้ กิดประโยชน์สูงสดุ ได้ (P)
4. เหน็ ความสาคญั และประโยชน์ของทรพั ยากรอากาศ (A)
5. ปลกู จิตสานึกในการอนุรักษท์ รพั ยากรอากาศ (A)
สำระกำรเรียนรู้
- การปนเปื้อนของสารเคมี ฝุ่นละออง และจุลินทรีย์ต่างๆ ทาให้เกิดมลพิษทางอากาศ ซ่ึงเกิดได้ทั้งจาก
ธรรมชาตแิ ละจากการกระทาของมนษุ ย์
- การเกิดมลพิษทางอากาศท่ีเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติ เช่น การเกิดพายุ การเกิดไฟป่า และการเกิดแก๊สพิษ
จากการยอ่ ยสลายของจุลนิ ทรีย์
- การเกดิ มลพษิ ทางอากาศทเ่ี กิดจากการกระทาของมนุษย์ เช่น การใชเ้ ชื้อเพลิงฟอสซลิ ในรปู แบบต่างๆ
- การจัดการทรพั ยากรอากาศควรประกอบดว้ ยการกาหนดนโยบาย และวางแผนงานเพอื่ ป้องกันและแก้ไข
รวมทัง้ การปลกู จิตสานึกในการดแู ลรกั ษาคุณภาพอากาศ
สำระสำคัญ
อากาศเป็นทรัพยากรท่ีมีความจาเป็นต่อการดารงชวี ติ ของสิง่ มชี วี ติ ทกุ ชนิดและเป็นทรพั ยากรทีไ่ มม่ ีวัน
หมดสิน้ อากาศเป็นของผสมประกอบด้วยสสารหลายชนดิ ส่วนใหญ่อยูใ่ นสถานะแก๊ส ไดแ้ ก่ ไนโตรเจน
ออกซเิ จน อาร์กอน คาร์บอนไดออกไซด์ และสว่ นผสมของแก๊สฮเี ลยี ม ไฮโดรเจน นีออน คริปตอน ซีนอน
โอโซน มเี ทน อีกท้งั ยงั พบของเหลว เช่น ไอนา้ และของแข็ง เช่น ฝ่นุ ละออง แต่พบเป็นส่วนน้อยเท่าน้ัน มลพิษ
ทางอากาศ หมายถึง การท่ีอากาศมสี ารเคมีหรือสารมลพิษทีป่ นเปอื้ นอยใู่ นบรรยากาศในปริมาณที่ก่อให้เกิด
อนั ตรายต่อส่งิ มีชีวิตและมนุษย์ ซ่งึ สาเหตขุ องการเกิดมลพิษทางอากาศอาจเกดิ ข้ึนเองตามธรรมชาติ เชน่ ภัย
พิบตั ิทางธรรมชาติ การยอ่ ยสลายของจุลนิ ทรียบ์ างชนิด อนภุ าคมลสารต่างๆจากดนิ ลม และพายุ หรืออาจ
เกิดจากมลพิษทางอากาศท่ีเกิดจากการกระทาของมนุษย์ เชน่ โรงงานอตุ สาหกรรม การเผาไหม้ของเชอื้ เพลิง
175
ในบ้าน การคมนาคมขนสง่ การเผาขยะและสิ่งปฏิกูล เปน็ ต้น ซง่ึ ปัจจุบนั พบว่าสารปนเปอื้ นในบรรยากาศมี
หลายชนิด ซ่ึงมที ีม่ าและแหล่งกาเนิดแตกต่างกนั เชน่ อนภุ าคแขวนลอยในอากาศ แกส๊ คาร์บอนมอนอกไซด์
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซลั เฟอร์ไดออกไซด์ ตะก่ัว เป็นต้นซง่ึ สารปนเป้อื นเหลา่ นี้บางชนดิ เปน็ อันตรายต่อ
สิ่งมีชีวิตอย่างเฉียบพลันและบางชนดิ จะสะสมอยูใ่ นส่ิงมชี ีวิตและจะมีอนั ตรายเม่อื สะสมในปรมิ าณมาก
กิจกรรมกำรเรียนรู้
ข้ันนำ
1.นกั เรียนและครูร่วมกันทบทวนความรู้เดิมโดยการนาภาพกราฟวงกลมทีแ่ สดงสัดส่วนขององค์ประกอบ
ของแก๊สในอากาศแต่ไม่ไดร้ ะบชุ อื่ แก๊สและสอบถามนักเรียนเก่ยี วกับชนดิ และปริมาณของแกส๊ ทเี่ ปน็
ส่วนประกอบของอากาศ
(แนวตอบ : ในบรรยากาศมปี ริมาณแก๊สไนโตรเจนมากท่ีสุด คือ ประมาณ 78% รองลงมาคอื แกส๊
ออกซิเจน ประมาณ 21% แก๊สอาร์กอน ประมาณ 0.93% แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 0.03% และแก๊สอ่ืนๆ
อกี 0.017%)
2.นักเรียนตอบคาถาม Key Question จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 เพื่อนาเข้าสู่บทเรียนว่า “ทรัพยากรอากาศมีความสาคัญต่อการดารงชีวิตของส่ิงมนุษย์
อย่างไร”
(แนวตอบ : อากาศ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สาคัญและจาเป็นต่อการดารงชีวิตของมนุษย์อย่างยิ่ง ท้ัง
อากาศที่อยู่รอบตัวเราและชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลก หากไม่มีอากาศและช้ันบรรยากาศ ส่ิงแรกท่ีเกิดข้ึนคือ
ส่ิงมีชีวิตบนโลกจะไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดบนโลก รวมถึงมนุษย์ต้องใช้
อากาศในการหายใจเพื่อดารงชีวิตประจาวัน และช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีจากดวงอาทิตย์ท่ีเป็นอันตราย
กับส่ิงมีชวี ิต โดยก๊าซโอโซนในบรรยากาศจะกรองหรือดดู ซบั รังสอี ลั ตราไวโอเลต อีกทั้งยังช่วยทาให้เกิดการเผา
ไหม้ของเชอื้ เพลิง ซึง่ ทาให้มนษุ ยส์ ามารถอยรู่ อดมาไดย้ ังปจั จุบัน
ข้ันสอน
1.นักเรียนและครูอภิปรายว่า แก๊สต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของอากาศนั้นมีคุณสมบัติท่ีแตกต่างกัน
ออกไปโดยให้นักเรยี นเรียนได้ศึกษาเพิ่มเตมิ จากหนงั สือเรียนรายวิชาเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชีววทิ ยา ม.6 เล่ม 2 หรอื จากแหล่งเรียนรู้อืน่ ๆ ทมี่ คี วามนา่ เชื่อถอื จากนัน้ ถามคาถามนักเรยี นว่า แก๊ส
โอโซนเกดิ ไดอ้ ย่างไร และมีประโยชน์อยา่ งไรบา้ ง
(แนวตอบ : ครูผู้สอนอาจตอบแบบบูรณาการเชื่อมโยงไปกับวิชาเคมีว่า แก๊สโอโซนเกิดจากอะตอมของ
ออกซิเจน 3 อะตอม เมื่อรวมตัวกันจะได้เป็นโอโซน 1 โมเลกุล โดยโอโซนในธรรมชาติเกิดจากกระแส
ไฟฟ้าแรงสูงในอากาศ เช่น ฟ้าผ่า ฟ้าแลบ แสงจากดวงอาทิตย์ที่มีรังสี UV ซ่ึงจะเปล่ียนโครงสร้างของแก๊ส
ออกซเิ จนใหเ้ ปน็ แกส๊ โอโซน และนอกจากโอโซนจะช่วยดูดกลืนรังสี UV จากดวงอาทิตย์แล้ว ยังมีประโยชน์ใน
แง่ของการฆา่ เช้ือโรคโดยเฉพาะแบคทีเรยี อีกด้วย)
2.นักเรียนตอบคาถามครูวา่ ในปจั จบุ ันแก๊สใดท่ีมกี ารเพ่มิ ปรมิ าณสูงข้ึนเรอื่ ย ๆ ซง่ึ มีสาเหตุการเพิ่มข้ึนมา
จากสาเหตุใด และมผี ลกระทบในแง่เสียหรอื เปน็ ปญั หามลพษิ ในอากาศอยา่ งไรต่อสงิ่ มีชีวิต
(แนวตอบ : แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ในท่ีมกี ารเพ่ิมปริมาณในบรรยากาศมากขนึ้ เร่ือย ๆ ซง่ึ เกิดจาก
สาเหตุดังน้ี คือ การเผาไหม้สารอินทรีย์และเช้ือเพลิงฟอสซิล การทาลายป่าไม้ ทาให้ปริมาณแก๊ส CO2 สะสม
อยใู่ นบรรยากาศในปริมาณมาก รวมทั้งพืชซึ่งมีบทบาทสาคัญในการนา CO2 ไปใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงก็
176
ลดลงส่งผลกระทบต่อส่ิงมีชีวิตคือทาให้อุณหภูมิของโลกสูงข้ึน ทาให้เกิดความแห้งแล้ง ขาดแคลนน้า อัน
เน่ืองมาจากฝนไมต่ กตามฤดกู าล)
3.นกั เรยี นตอบคาถามครูวา่ นอกจากแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อใหเ้ กดิ มลพษิ ทางอากาศแล้ว
นกั เรียนคิดวา่ ยงั มสี ารปนเปอื้ นใด ๆ อีกท่ีส่งผลกอ่ ให้เกิดมลพิษทางอากาศ
(แนวตอบ : ข้นึ อยู่กับดลุ ยพินจิ ของครผู สู้ อน เช่น อนุภาคแขวนลอย แกส๊ คาร์บอนมอนอกไซด์ ตะกว่ั
ปรอท แคดเมยี ม สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน)
4.นักเรยี นแบ่งกลุม่ กลุม่ ละ 4-5 คน เพ่อื ทากจิ กรรม เรือ่ งการตรวจสอบคุณภาพอากาศด้านฝ่นุ
ละออง จากหนังสือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 (ครูพานักเรียนทา
กิจกรรมนอกห้องเรยี น จากนั้นใหน้ กั เรียนแต่ละกลุม่ เตรยี มตวั นาเสนอหน้าชน้ั เรียนในคาบต่อไป)
5.เมื่ออธบิ ายกระบวนการต่าง ๆ เสรจ็ เรยี บร้อยครูเปิดโอกาสให้นกั เรียนซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ
เกีย่ วกับกิจกรรมทม่ี อบหมาย
ชว่ั โมงที่ 3
6.ครูนาอภปิ รายถงึ ผลทค่ี วรจะเป็นในกิจกรรมการตรวจสอบคณุ ภาพอากาศดา้ นฝนุ่ ละออง
7.ใหน้ ักเรียนแต่ละกล่มุ ออกมานาเสนอผลการตรวจสอบคุณภาพอากาศด้านฝุ่นละอองรวมท่ี
มอบหมายจากคาบท่แี ล้วโดยการจับฉลากก่อนหลงั
8.นาผลทีไ่ ดใ้ นแตล่ ะกล่มุ มาเปรียบเทยี บและเรยี งลาดับวา่ บริเวณไหนท่เี จอฝนุ่ ละอองมากทสี่ ุดไปจนถึง
น้อยทสี่ ดุ และนามาอภิปรายกนั วา่ เหตใุ ดจึงเป็นเชน่ นน้ั
9.นักเรยี นตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมกับครู ดงั น้ี
- คณุ ภาพอากาศในแต่ละจดุ ท่นี ักเรยี นสารวจเปน็ อยา่ งไร
(แนวตอบ : ขึน้ อยู่กับดลุ ยพนิ จิ ของครผู สู้ อนและความเหน็ ของน้กเรียน)
- ปริมาณฝุ่นควนั ท่พี บในแตล่ ะจดุ แตกต่างกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ : ข้นึ อย่กู ับดุลยพินิจของครผู ูส้ อนและความเหน็ ของนักเรยี น)
10.นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลกิจกรรม การตรวจสอบคุณภาพอากาศด้านฝุ่นละออง โดยมีแนว
อภปิ ราย ดงั น้ี
“จากกจิ กรรม จะเห็นวา่ แตล่ ะจดุ ทีท่ าการสารวจปริมาณฝุน่ ละอองถึงแม้จะอยู่ในท้องถิน่ เดยี วกนั
ปริมาณฝนุ่ ละอองทต่ี รวจพบยังแตกตา่ งกนั ซ่ึงหมายความว่าคุณภาพอากาศในบริเวณต่าง ๆ ถึงแม้ว่าจะอยู่ใน
ทอ้ งถิ่นเดยี วกนั กม็ ีแตกตา่ งได”้
11.นักเรยี นและครอู ภปิ รายต่อไปวา่ ยงั มสี ารมลพิษอีกมากมายทีท่ าใหเ้ กิดการปนเป้ือนในอากาศและ
ส่งผลเสีย ทง้ั ทางดา้ นสุขภาพอนามัย ทางด้านเศรษฐกิจ มีผลกระทบต่อบรรยากาศ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อ
การดารงชีวิตของส่ิงมีชีวิตทุกชนิด เช่น อนุภาคแขวนลอย แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม
สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ฯลฯ โดยให้ผู้เรียนศึกษาจาก ใบความรู้ที่ 9.1 เร่ือง สารมลพิษที่ปนเปื้อนใน
อากาศ (ท่อี ยูด่ า้ นหลังแผนการเรียนรู้แผนน้ี)
12.นกั เรียนตอบคาถามวา่ สารมลพิษทปี่ นเป้ือนในอากาศแตล่ ะตัว ส่งผลกระทบโดยตรงกับสง่ิ มีชวี ิต ท้ัง
พืช สตั ว์ และมนุษยอ์ ยา่ งไรบ้าง และมลพษิ ดังกลา่ วล้วนเกดิ มาจากสาเหตุใดบ้าง โดยใหศ้ กึ ษาจากหนงั สอื
เรยี นรายวชิ าเพ่มิ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2 หรือจากแหล่งเรียนรู้อนื่ ๆ ทม่ี ี
177
ความนา่ เชื่อถอื
(แนวตอบ : ตามความคดิ เห็นของผู้เรียน เช่น สารปรอททาใหป้ ่วยเป็นโรคมนิ ามาตะ สง่ ผลต่อสมองและ
ตาทาให้เกดิ อาการเหนบ็ ชาจนเป็นอัมพาต ,แคดเมียม ทาให้ป่วยเป็นโรคอิไตอิไต ส่งผลให้กระดูกผุกร่อน และ
หักงา่ ย ,ตะก่ัว ทาใหเ้ ซลล์เม็ดเลือดแดงมอี ายุสั้นเกดิ ภาวะโลหติ จาง
ทาลายระบบประสาท ,ซลั เฟอรไ์ ดออกไซด์ ทาให้เกิดฝนกรดทมี่ ฤี ทธิ์กัดกร่อน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เป็น
ต้น ส่วนสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทาให้เกิดมลพิษทางอากาศคือเกิดเองโดยธรรมชาติและเกิดจากการกระทาของ
มนุษย)์
13.มอบหมายใหน้ กั เรยี นเรยี นแต่กล่มุ ทเ่ี คยแบ่งไวไ้ ปสืบคน้ ข้อมูลถึงวิธกี ารทจ่ี ะจดั การและแก้ไข
มลพิษทีเ่ กิดข้นึ ดงั กลา่ วและนาข้อมูลมาอภปิ รายหนา้ ชน้ั เรียนในคาบถดั ไป
ช่วั โมงที่ 4
14.นกั เรียนและครอู ภิปรายต่อไปถงึ สาเหตทุ ่ีทาใหเ้ กิดมลพิษทางอากาศ และใหน้ กั เรยี นลองยกตัวอยา่ ง
เหตกุ ารณใ์ นชวี ติ ประจาวันที่พบวา่ เป็นสาเหตุที่ทาให้เกิดมลพิษทางอากาศทั้งที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติและท่ี
เกิดจากการกระทาของมนุษย์
(แนวตอบ : ขนึ้ อย่กู บั ความคิดเหน็ ของนกั เรียน เชน่ มลพษิ ทางอากาศทเี่ กิดจากธรรมชาติ อาจเกดิ
ภยั พบิ ตั ิทางธรรมชาติ การย่อยสลายของจุลินทรยี ท์ ี่ทาใหเ้ กิดแกส๊ พิษ อนุภาคมลสารตา่ ง ๆ จากดิน และพายุท่ี
พัดพาสู่ชั้นบรรยากาศ ส่วนมลพิษทางอากาศท่ีเกิดจากการกระทาของมนุษย์ อาจเกิดจากการเผาไหม้ของ
เช้อื เพลงิ การเผาขยะ การคมนาคมขนสง่ ท่มี ีการปล่อยสารพษิ จากการเผาไหม้ออกมา)
15.นกั เรียนดภู าพเก่ยี วกับการจัดการและแกไ้ ขมลพิษทางอากาศและอภิปรายต่อไปวา่ ตนเองเคยมี
ส่วนรว่ มในการจัดการปญั หามลพษิ ดังกลา่ วบา้ งหรอื ไม่ และเคยใช้วธิ ใี ดบ้าง
(แนวตอบ : ขน้ึ อยกู่ ับความคิดเห็นของนกั เรยี น โดยภาพท่นี ามาอาจเปน็ ภาพการปลูกต้นไมเ้ พื่อชว่ ยกรอง
อากาศเสีย ภาพการรณรงค์การใช้น้ามันไร้สารตะกั่ว การไม่เผาขยะ การลดการใช้สาร CFCซ่ึงเป็นตัวการ
สาคญั ที่ทาใหเ้ กดิ รูโหวข่ องช้ันโอโซนในบรรยากาศ)
16.ครูทาการจับสลากลาดบั ก่อนหลงั ของกลุ่มที่จะออกมานาเสนอ
17.นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ ออกมานาเสนอในหัวข้อทไ่ี ปสบื ค้นมาเกย่ี วกับวิธีการท่จี ะจัดการและแกไ้ ขปัญหา
มลพษิ ทางอากาศท่ีเกิดข้ึน
18.เมือ่ นาเสนอเสร็จครูและนักเรยี นรว่ มกันอภิปรายวา่ แนวทางใดบา้ งที่เราจะสามารถทาไดด้ ้วยตนเอง
และระดมความคดิ เพิม่ เตมิ ถึงการจัดการและแก้ไขมลพษิ ทางอากาศเพ่ิมเติม (ถ้าม)ี
19.ครเู ปิดโอกาสให้นกั เรียนสอบถามข้อสงสยั เก่ยี วกบั การจัดการและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศว่ามี
สว่ นไหนทไ่ี มเ่ ข้าใจและให้ความรเู้ พิ่มเติมในสว่ นนน้ั
20.นกั เรียนทา Topic Question ท้ายหวั ขอ้ ทรัพยากรอากาศ ในหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพ่มิ เติม
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เลม่ 2
21.นักเรยี นทาแบบฝึกหัด เรื่อง ทรพั ยากรอากาศ ในแบบฝกึ หัดรายวชิ าเพ่ิมเตมิ วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เลม่ 2
22.นกั เรยี นเขียนผงั มโนทัศน์ในหวั ขอ้ ต่อไปน้มี าส่งในคาบหน้า
- สารมลพิษทีก่ อ่ ให้เกดิ การปนเปือ้ นในอากาศไดแ้ ก่อะไร และมแี หล่งกาเนดิ จากอะไร
178
- มลพษิ ทางอากาศสง่ ผลกระทบตอ่ สง่ิ มชี วี ติ และส่ิงแวดลอ้ มอย่างไรบ้าง
- วิธีการลดมลพษิ ทางอากาศทาได้อย่างไรบ้าง
ขั้นสรุป
1.นกั เรียนและครูรว่ มกันสรปุ เกีย่ วกับเร่อื ง ทรพั ยากรอากาศ เพื่อให้ไดข้ ้อสรุป ดงั น้ี
“อากาศเปน็ ทรพั ยากรท่มี ีความจาเปน็ ต่อการดารงชีวิตของสง่ิ มีชีวติ ทกุ ชนิด อากาศเปน็ ของผสม
ประกอบด้วยสสารหลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสถานะแก๊ส ไดแ้ ก่ ไนโตรเจน (78%) ออกซิเจน (21%)
คารบ์ อนไดออกไซด์ และแกส๊ อ่ืน ๆ (1%)
มลพิษทางอากาศ หมายถึง อากาศทีม่ ีสารเคมหี รอื สารมลพิษปนเป้ือนอยู่ในปริมาณที่ก่อใหเ้ กดิ
อนั ตรายต่อสงิ่ มชี วี ิตและมนุษย์ ซ่งึ สาเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศอาจเกดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น
ภยั พบิ ัติทางธรรมชาติ การย่อยสลายของจลุ นิ ทรีย์บางชนดิ อนุภาคมลสารตา่ ง ๆ จากดิน ลม และพายุ
หรืออาจเกดิ จากมลพิษทางอากาศที่เกดิ จากการกระทาของมนุษย์ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้
ของเชือ้ เพลิงในบ้าน การคมนาคมขนส่ง การเผาขยะและสง่ิ ปฏิกลู ซ่งึ ปจั จบุ ันพบวา่ สารปนเปื้อนในบรรยากาศ
มหี ลายชนิด ซ่งึ มีทีม่ าและแหล่งกาเนดิ แตกต่างกัน เช่น อนุภาคแขวนลอยในอากาศ แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ตะก่ัว ซึ่งสารปนเป้ือนเหล่านี้บางชนิดเป็นอันตรายต่อส่ิงมีชีวิต
อย่างเฉียบพลันและบางชนิดอาจจะสะสมอยู่ในสิ่งมีชีวิตและจะมีอันตรายเม่ือสะสมในปริมาณมาก โดยการ
จัดการและการแก้ไขมลพิษทางอากาศสามารถทาได้ ดังนี้ การควบคุมกิจกรรมท่ีก่อให้เกิดมลพิษ และการ
ปล่อยสารปนเป้ือนจากแหล่งกาเนิด อีกทั้งช่วยกันสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีใหม่ท่ีไม่ก่อให้เกิดมพิษทาง
อากาศ”
กำรวดั และกำรประเมนิ ผล
รำยกำรวัด วธิ กี ำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมนิ
ประเมินระหว่ำงกำรจัด - ตรวจแบบฝึกหัด - แบบฝึกหัด - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
กิจกรรมกำรเรียนรู้ - ตรวจผังมโนทัศน์ เร่ือง - แบบประเมินผังมโนทัศน์ - ระดบั คณุ ภาพ 2
1) ทรพั ยากรอากาศ สาเห ตุ ผล กระท บ ผ่านเกณฑ์
และวิธีลดมลพิษทาง
อากาศ
2) บันทกึ ผลการ - ประเมนิ การปฏบิ ตั ิ - แบบประเมนิ การ - ระดบั คณุ ภาพ 2
ปฏบิ ตั กิ ิจกรรม กิจกรรม ปฏิบัตกิ ิจกรรม ผา่ นเกณฑ์
3) การนาเสนอ - ประเมนิ การนาเสนอ - แบบประเมินการ - ระดับคุณภาพ 2
นาเสนอผลงาน ผา่ นเกณฑ์
ผลงาน/ผลการ ผลงาน/ผลการปฏบิ ัติ
- แบบสงั เกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2
ปฏิบัติกิจกรรม กจิ กรรม การทางานรายบุคคล ผ่านเกณฑ์
4) พฤติกรรม - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
การทางานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์
การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล
5) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม
ทางานกลุม่ การทางานกลุ่ม
179
6) คุณลกั ษณะอันพงึ - สังเกตความมีวนิ ยั - แบบประเมินคุณลักษณะ - ระดบั คุณภาพ 2
ประสงค์ และรบั ผิดชอบ อันพึงประสงค์ ผ่านเกณฑ์
ในการทางาน
ส่ือ/แหล่งกำรเรียนรู้
สอ่ื กำรเรยี นรู้
1) หนงั สอื เรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 แบบฝึกหัดรายวิชา
เพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เลม่ 2
2) PowerPoint เร่อื ง มนษุ ย์กบั ความยงั่ ยนื ของส่ิงแวดลอ้ ม
3) ใบความรู้ เรอื่ ง สารมลพิษทปี่ นเปือ้ นในอากาศ
4) ภาพปญั หาทเี่ กดิ กบั ทรัพยากรอากาศ
5) ชดุ กิจกรรมตรวจสภาพอากาศ
แหล่งกำรเรียนรู้
1) ห้องเรียน
2) หอ้ งสมดุ
3) แหล่งข้อมลู สารสนเทศ
180
ใบควำมรู้ท่ี 4
เร่ือง สำรมลพิษทีป่ นเปื้อนในอำกำศ
ควันขาวจากการเผาไหม้ไมส่ มบูรณ์
สารมลพิษที่ปนเป้ือนอยู่ในบรรยากาศมีหลายชนิด ซ่ึงมีที่มาและแหล่งกาเนิดแตกต่างกัน สาร
ปนเปื้อนบางชนิดเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอย่างเฉียบพลัน แต่บางชนิดจะสะสมอยู่ในสิ่งมีชีวิตและจะมี
อนั ตรายเมอ่ื สะสมในปริมาณมาก สารพษิ ท่ปี นเป้ือนอยู่ในบรรยากาศทีส่ าคญั มี ดงั น้ี
- สำรประกอบไฮโดรคำร์บอน หมายถึง สารประกอบอินทรีย์ที่มีเฉพาะธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจน
เป็นองค์ประกอบ ซ่ึงมีมากมายหลายร้อยชนิดโดยมีลักษณะและสมบัติแตกต่างกันตามจานวนและโครงสร้าง
ของธาตุที่เป็นองค์ประกอบ มีทั้งท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น แก๊สมีเทน ซ่ึงเกิดจากการเน่าเปื่อยของ
สารอินทรีย์ ซากพืช ซากสัตว์ หรือเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้ของถ่านหิน การระเหยของ
น้ามันปโิ ตรเลยี ม ซึ่งไฮโดรคารบ์ อนท่ีเกดิ จากการเผาไหม้แบบไมส่ มบรู ณ์ของนา้ มันเชอื้ เพลงิ ที่
ระเหยออกมา เรียกว่า ควันขำว เม่ือทาปฏิกิริยากับออกไซด์ของไนโตรเจนและออกซิเจนในอากาศจะทาให้
เกิดหมอกควนั เมือ่ สูดดมสารมลพิษชเข้าไปจะทาใหม้ อี าการเวยี นศีรษะ เป็นอนั ตรายตอ่ ระบบทางเดนิ หายใจ
- แก๊สคำร์บอนมอนอกไซด์ (carbon monoxide; CO) เป็นแก๊สท่ีเกิดจากการเผาไหม้แบบไม่
สมบูรณ์ของสารประกอบคาร์บอน เช่น น้ามันปิโตรเลียม และแก๊สธรรมชาติ ซึ่งแก๊สชนิดนี้สามารถจับกับ
ฮีโมโกลบิน (hemoglobin) ในเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าแก๊สออกซิเจน เมื่อหายใจเอาแก๊สชนิดน้ีเข้าไปทาให้
ความสามารถในการลาเลียงแกส๊ ออกซิเจนของเม็ดเลือดแดงลดลง ซ่ึงทาให้ร่างกายขาดออกซิเจน และหากอยู่
ในสภาวะนี้เป็นเวลานานจะเกิดอาการสายตาพร่ามัว หายใจเร็ว เจ็บหน้าอก ถ้าได้รับในปริมาณมากจะทาให้
หมดสติและเสยี ชวี ิตได้
- แก๊สคำร์บอนไดออกไซด์ (carbon dioxide; CO2) เกิดจากการเผาไหม้แบบสมบูรณ์ของธาตุ
คาร์บอน โดยปกติธรรมชาติจะมีกลไกในการควบคุมปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์โดยการดูดซึมผ่าน
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช แต่ปัจจุบันปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพ่ิมสูงข้ึนมากแต่
ทรัพยากรป่าไม้ลดลงอย่างต่อเน่ือง ทาให้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เหลือตกค้างเป็นสารมลพิษในบรรยากาศ
เมือ่ คนสดู ดมเข้าไปจะทาใหเ้ กดิ อาการปวดศีรษะและคลื่นไส้ได้
- ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (sulfur dioxide; SO2) เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงท่ีมีธาตุกามะถันผสมอยู่
เช่น ถ่านหิน ลิกไนต์ น้ามันปิโตรเลียม ธาตุกามะถันที่ถูกปล่อยออกมาจะรวมตัวกับแก๊สออกซิเจนในอากาศ
กลายเป็นซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และเมื่อทาปฏิกิริยากับแก๊สออกซิเจนในอากาศจะกลายเป็นซัลเฟอร์ไตร
181
ออกไซด์ (SO3) ซึง่ สามารถรวมตวั กับไอนา้ ในอากาศกลายเปน็ กรดซลั ฟวิ รกิ (H2SO4) ทาให้เกิดฝนกรดที่มีฤทธิ์
กัดกร่อน ซึ่งเป็นอันตรายต่อพืชทาให้ไม่สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ ขณะท่ีสัตว์และมนุษย์จะก่อให้เกิด
อาการระคายเคอื งที่ผวิ หนงั และตา
- อนุภำคแขวนลอยในอำกำศ พบได้ท้ังอนุภาคของของแข็ง เช่น ฝุ่นละอองจากหิน ดิน ทราย เขม่า
จากทอ่ ไอเสียรถยนต์ และอนุภาคของของเหลวในรูปของละอองไอ เช่น ละอองของยาฆ่าแมลง กาจัดศัตรูพืช
ไอกรด หรือละอองสารเคมีต่างๆ ซึ่งหากสะสมในร่างกายเป็นจานวนมากจะเป็นสาเหตุท่ีทาให้เกิดโรคต่างได้
เชน่ ภูมิแพ้ หอบหือ โรคทางเดนิ หายใจ และโรคปอด
- ตะก่ัว เปน็ โลหะหนัก มีสีเทาเงิน เกิดขึน้ ตามธรรมชาตใิ นเปลือกโลก โดยอยใู่ นรูปสารประกอบ
อนินทรีย์ เช่น ไนเตรตคลอเรต ซ่ึงใช้เป็นสารผสมในน้ามันเบนซิน เมื่อน้ามันถูกเผาไหม้ในรถยนต์จะมีสาร
ตะกว่ั ออกมากบั ทอ่ ไอเสยี และสามารถแพร่กระจายไปได้หลายกิโลเมตร และ ปนเป้ือนอยู่ในอากาศ อีกท้ังเป็น
สารมลพิษที่ไม่สลายตัว โดยสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทาง คือ ทางอาหาร ทางการหายใจ และทางผิวหนั ง
เมื่อสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายส่วนใหญ่จะจับยึดอยู่กับเซลล์เม็ดเลือดแดงทาให้เซลล์เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้น เป็น
โรคโลหติ จาง มผี ลทาลายระบบประสาท เป็นพษิ ต่อระบบทางเดินอาหาร นอกจากนีย้ งั มีผลต่อตับ หัวใจ ภาวะ
เจริญพันธุ์ เป็นสารก่อมะเร็งท่ีเป็นสาเหตุทาให้เกิดมะเร็งปอด และเป็นสาเหตุของความพิการต้ังแต่กาเนิด
ปัจจบุ ันประเทศไทยมีมาตรการและรณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ามันไร้สารตะก่ัว ซึ่งจะทาให้ปริมาณสารตะก่ัวใน
บรรยากาศลดลง
- ปรอท เปน็ โลหะหนกั พบเปน็ สารมลพิษ
อยู่ในรูปของไอ มีแหล่งกาเนิดจากโรงงานผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ปูนซีเมนต์ เคร่ืองสาอาง และสารกาจัด
ศตั รพู ืช เมือ่ ไอปรอทเข้าสรู่ า่ งกายจะถูกดดู ซึมเขา้ สรู่ ะบบหมุนเวียนเลือดและกระจายไปยังสมองและส่วนอื่น ๆ
ของรา่ งกาย หากสะสมเป็นเวลานานจะทาให้มอี าการมือและใบหน้าบวมเจบ็ มีผลต่อระบบประสาท สมองและ
ตา เกดิ อาการเหนบ็ ชาจนเปน็ อัมพาต โรคทเ่ี กิดจากปรอทเรียกวา่ โรคมินำมำตะ
ผู้ปว่ ยโรคมินามาตะ (ขวา)
ท่มี า : www.reuters.com
- แคดเมียม เป็นโลหะ มีสีเงิน พบปนเป้ือนอยู่ในอากาศจะอยู่ในรูปฝุ่นหรือไอจากยานพาหนะ
กระบวนการหลอม พ่น ฉาบโลหะ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะสะสมที่ไต ทาลายเซลล์ของหน่วยไต ทาให้ไตทางาน
ผิดปกติและมีการสะสมในกระดูก ทาให้กระดูกผุกร่อน หักง่ายเกิดอาการปวดอย่างรุนแรง โรคที่เกิดจากพิษ
ของแคดเมียมเรียกว่า โรคอไิ ตอไิ ต
182
แผนกำรจดั กำรเรยี นรูท้ ่ี 20 ชั้นมัธยมศกึ ษำปีที่ 6
รำยวชิ ำ ว33246 ชีววทิ ยำ 6
หน่วยกำรเรียนรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพ เวลำ 2 ชว่ั โมง
เรื่อง ทรพั ยำกรป่ำไม้ โรงเรียนโคกโพธิ์ไชยศึกษำ
ผู้สอน นำงสำวปวีณำ งำมชดั
สำระชีววทิ ยำ
เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรม การถ่ายทอดยนี บนโครโมโซม สมบตั ิ และหน้าทีข่ องสาร
พันธุกรรม การเกดิ มวิ เทชัน เทคโนโลยที างดเี อน็ เอ หลักฐาน ข้อมลู และแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของ
สง่ิ มีชีวติ ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวนเ์ บริ ์ก การเกดิ สปีชีส์ใหม่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กาเนดิ ของส่ิงมชี ีวิต
ความหลากหลาย ของส่งิ มีชวี ติ และอนุกรมวธิ าน รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ผลการเรยี นรู้
วิเคราะห์ อภิปราย และสรปุ ปญั หา ผลกระทบทีเ่ กิดจากการทาลายป่าไม้ รวมทั้งเสนอแนวทางในการ
ป้องกนั การทาลายป่าไม้และการอนรุ ักษป์ า่ ไม้
จุดประสงคก์ ำรเรยี นรู้
1. วเิ คราะห์ และอภิปราย ปัญหาและผลกระทบท่ีเกิดจากการใชท้ รพั ยากรป่าไม้ได้ (K)
2. อภิปรายและสรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาท่ีเกิดจากการใช้ทรัพยากรป่าไม้ได้ (K)
3. ปฏบิ ตั ติ นในการอนุรักษ์และสามารถจดั การทรพั ยากรปา่ ไม้เพื่อใหเ้ กิดความย่งั ยนื ได้(P)
4. เห็นคณุ ค่าความสาคัญและประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้ (A)
5. ปลูกจิตสานึกทด่ี ีในการอนรุ กั ษท์ รพั ยากรป่าไม้ (A)
สำระกำรเรยี นรู้
- พื้นทปี่ ่าไมท้ ลี่ ดลงอาจมีสาเหตมุ าจากธรรมชาติ เชน่ ไฟปา่ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบดิ หรอื อาจมี
สาเหตมุ าจากการกระทาของมนุษย์ เช่น การตัดไม้ทาลายป่า การบุกรุกพื้นท่ีป่าเพื่อครอบครองที่ดิน การเผา
ปา่ การทาเหมืองแร่
- การลดลงของพื้นท่ปี ่าไมท้ าให้ภูมปิ ระเทศแหง้ แล้ง เกิดอทุ กภยั เกดิ การพังทลายของดิน อีกทงั้ ยงั ทาให้
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพ่ิมข้ึน นอกจากน้ียังทาให้สัตว์ป่าและพืชพรรณธรรมชาติลดจานวนลงหรือสูญพันธุ์
ได้
- ทรัพยากรปา่ ไม้ควรถูกจดั การใหม้ ที รัพยากรป่าไมค้ งอยู่ย่งั ยนื หรอื เพมิ่ ขนึ้ เช่น การกาหนดเขตพ้นื ทปี่ ่า
อนรุ กั ษ์ สง่ เสริมการปลกู ป่า ปอ้ งกันการบุกรุกป่า การใชไ้ มอ้ ย่างมีคณุ คา่ และมีประสิทธภิ าพ รวมถึงการปลูก
จิตสานึกเร่อื งการอนุรักษป์ า่ ไม้
สำระสำคญั
ปา่ ไม้ เป็นทรัพยากรธรรมชาตปิ ระเภทที่ใช้แลว้ เกิดใหม่ทดแทนได้ เปน็ แหลง่ เอื้ออานวยประโยชน์
ใหแ้ ก่มวลมนุษยแ์ ละสงิ่ มชี วี ิตตา่ ง ๆ ปา่ ไม้มลี ักษณะทแ่ี ตกตา่ งกนั ตามสภาพภูมปิ ระเทศ ภมู ิอากาศ ความอุดม
สมบูรณข์ องดนิ และองค์ประกอบด้านชีวภาพ ป่าไมแ้ บง่ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ป่าไม้ไม่ผลัดใบ และ
ป่าไมผ้ ลดั ใบ สถานการณ์ ปจั จบุ นั พบวา่ พ้นื ที่ปา่ ไม้ในประเทศไทยมีปริมาณลดลงอาจเกิดมาจากหลายสาเหตุ
เชน่ การเพมิ่ ขน้ึ ของประชากรอย่างรวดเร็ว การรกุ ลา้ เพือ่ ใช้ประโยชน์ การขาดความรู้ท่ถี ูกตอ้ งในการอนรุ กั ษ์
ปา่ ไม้ ซงึ่ ผลกระทบจากการทาลายทรพั ยากรป่าไมย้ อ่ มทาให้เกดิ ผลเสยี หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การเกิด
183
ปัญหาโรครอ้ น น้าทว่ มในฤดูฝน เกิดความแหง้ แลง้ ในฤดูแล้ง พชื และสตั วป์ ่ามจี านวนลดลงหรือสญู พันธุ์ ดังนัน้
จงึ เปน็ สงิ่ สาคญั อย่างมากท่ตี ้องมีการจัดการทรพั ยากรป่าไมอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพเพื่อให้เกดิ ความยงั่ ยืน เชน่
การปฏบิ ตั ติ ามนโยบายแหง่ ชาติ การให้ความรู้แก่ประชาชน การส่งเสริมการปลกู ป่าและปอ้ งกนั การบุกรกุ ของ
ปา่ การใชไ้ ม้อยา่ งประหยัดและมปี ระสิทธิภาพโดยการใช้ไม้เทา่ ทจ่ี าเป็น ตลอดจนการกาหนดพน้ื ท่ปี ่าอนุรกั ษ์
ท้ังนเ้ี พื่อได้เป็นการอนรุ ักษ์ทรัพยากรปา่ ไมใ้ ห้มีใช้อย่างย่ังยืนและมีประสทิ ธิภาพมากท่ีสุด
กจิ กรรมกำรเรียนรู้
ขั้นนำ
1.นักเรียนตอบคาถาม Key Question จากหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 เพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียนว่า “ทรัพยากรธรรมป่าไม้มีความสาคัญต่อการ
ดารงชวี ิตของมนษุ ยอ์ ยา่ งไร”
(แนวตอบ : ป่าไม้ เปน็ ทรพั ยากรธรรมชาติท่ีสาคญั และจาเป็นต่อการดารงชวี ิตของมนษุ ย์ท้งั ทางตรงและ
ทางอ้อม โดยประโยชน์ของป่าไม้ทางตรง คือ ปัจจัยพ้ืนฐาน 4 ประการของมนุษย์ ได้แก่ นาไม้มาสร้างท่ีอยู่
อาศัยและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น กระดาษ นาส่วนต่าง ๆ และผลของต้นมารับประทาน และนามาถักทอเป็น
เคร่ืองนุ่งห่ม เช่น เส้นใยฝ้าย อีกท้ังยังนามาเป็นส่วนประกอบในการทายารักษาโรคต่าง ๆ และประโยชน์
ทางอ้อม เช่น ปา่ ไมเ้ ปน็ เปน็ แหลง่ กาเนิดตน้ นา้ ลาธาร ชว่ ยผลิตออกซเิ จนและลดมลพิษทางอากาศ ป้องกันการ
เกิดอุทกภัยเพราะรากของตน้ ไม้จะช่วยอุ้มนา้ และกกั เกบ็ นา้ ไว้ ช่วยปอ้ งกันไมใ่ หผ้ วิ หน้าดนิ เกิดการพงั ทลาย)
2.ครถู ามคาถามเพื่อทบทวนความรเู้ ดิมของนักเรียน โดยให้นักเรียนร่วมกันตอบว่า ปัญหาทรัพยากรป่าไม้
ในปัจจบุ นั เกิดจากสาเหตุใด และเมอื่ เกดิ เหตกุ ารณ์เช่นน้ี จะเกดิ ผลกระทบอย่างไรตอ่ ส่งิ มีชวี ติ
(แนวตอบ : ส่วนใหญ่เกิดจากการกระทาของมนุษย์ เชน่ การตัดไม้เพือ่ ใชท้ าท่อี ยู่อาศัย การทาเหมืองแร่
การบุกรุกพื้นที่เพื่อทาโรงแรม รีสอร์ท และเหตุการณ์เช่นน้ีจะส่งผลกระทบต่อส่ิงมีชีวิตทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น
มนุษย์ ในแง่ของการขาดปัจจัย 4 ในการดารงชีวิต การลดลงหรือสุญพันธ์ุพืช และสัตว์ป่า ปัญหาโลกร้อน น้า
ทว่ มฤดฝู น นา้ แล้งฤดูแลง้ )
ขน้ั สอน
3.ครูนาภาพประเภทของปา่ ไมช้ นิดต่าง ๆ ท่พี บในประเทศไทยให้นักเรียนดูและร่วมกันอภิปรายว่าดูและ
ตอบ
คาถามวา่ ป่าไม้ในประเทศไทยหลัก ๆ แบง่ เป็นก่ปี ระเภทอะไรบ้าง และมีขอ้ แตกตา่ งกันอย่างไร
(แนวตอบ : ปา่ ไม้ในประเทศไทยแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ปา่ ไม้ไม่ผลดั ใบ เป็นป่าท่ีมตี ้นไม้เขยี ว
ชอุ่มตลอดทงั้ ปี ไดแ้ ก่ ป่าดิบเขา ปา่ ดิบชนื้ ปา่ ดบิ แล้ง ป่าชายเลน 2. ปา่ ไม้ผลัดใบ เปน็ ปา่ ที่ต้นไมจ้ ะทิ้ง
ใบในช่วงฤดูแล้ง ได้แก่ ป่าเตง็ รงั หรอื ปา่ แดง ปา่ เบญจพรรณ)
4.ครูนาภาพข่าวหรือหัวข้อเก่ียวกับทรัพยากรป่าไม้ที่ถูกทาลาย เช่น การตัดไม้ทาลายป่า การบุกรุกพื้นที่
ป่าไมเ้ พอ่ื สร้างสงิ่ อานวยความสะดวกตา่ ง ๆ การเกดิ ไฟป่าให้นกั เรียนร่วมกันวเิ คราะหข์ ้อมูลจากหวั ข้อข่าว
เพื่อเช่ือมโยงเขา้ สสู่ าเหตุและผลกระทบที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรป่าไม้
5.นักเรียนร่วมกันศึกษาเรื่อง สาเหตุและผลกระทบจากการสูณเสียทรัพยากรป่าไม้ จากหนังสือเรียน
รายวชิ าเพม่ิ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววทิ ยา ม.6 เลม่ 2 แลว้ จดสาระสาคัญลงสมุดบันทกึ
6.นักเรียนตอบคาถามว่าถ้าหากปา่ ไมใ้ นประเทศไทยเกิดไฟป่า หรือถูกทาลายจากการกระทาของมนษุ ย์
จนป่าไม้ลดลง สาเหตุดงั กลา่ วเกดิ มาจากอะไร และจะสง่ ผลกระทบตอ่ มนษุ ย์และสง่ิ แวดลอ้ มอย่างไร
7.นักเรยี นและครูรว่ มกันอภิปรายข้อมูลเก่ยี วกบั สถานการณ์ป่าไม้ในประเทศไทยเปรยี บเทียบกับจานวน
ประชากรที่เพม่ิ ขนึ้ ตัง้ แตป่ ี 2504-2560
184
ท่มี าภาพ : https://www.seub.or.th/document/
8.นกั เรียนร่วมกนั วิเคราะหแ์ ละอภิปรายผลจากกราฟ แลว้ ตอบคาถามต่อไปน้ี
- สถานการณป์ า่ ไม้และจานวนประชากรที่เพิม่ ข้นึ มแี นวโนม้ เป็นอยา่ งไร
(แนวตอบ : จากกราฟพบวา่ เมอ่ื ประชากรเพ่ิมสงู ขนึ้ ร้อยละพนื้ ท่ีของปา่ ไม้ย่ิงมีแนวโน้มท่ีจะ
ลดลงไป)
- การลดลงของพืน้ ทปี่ า่ ไมด้ ังกล่าวจะเกดิ ผลกระทบในดา้ นใดบา้ ง
(แนวตอบ : ตามความคิดเหน็ ของผูเ้ รียน เชน่ เกดิ ปญั หาโลกรอ้ น นา้ ทว่ มฤดูฝน ฝนไม่ตกตอ้ ง
ตามฤดูกาล เกดิ ภัยแลง้ พืชและสัตว์ลดจานวนลงและอาจสูญพันธ์ุ )
9.นกั เรียนและครูอภปิ รายเพิ่มเตมิ เรอื่ ง ผลกระทบท่ีเกิดจากการทาลายป่าไมใ้ นด้านตา่ ง ๆ แลว้ ให้
นกั เรยี นแบง่ กลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม กลมุ่ ละเทา่ ๆ กนั จากน้ันช่วยกันสืบคน้ ขอ้ มลู ในหวั ขอ้ ต่อไปนี้ แลว้ นาเสนอ
ในคาบถดั ไป
กลมุ่ ท่ี 1 จานวนประชากรทเี่ พิม่ ขึ้นอยา่ งต่อเน่ืองสง่ ผลตอ่ ทรพั ยากรป่าไม้อย่างไร
กลุ่มท่ี 2 พื้นท่ปี ่าไม้ในประเทศไทยสามารถเพิม่ ข้ึนได้อย่างไร
กล่มุ ที่ 3 การลดลงของพ้นื ท่ีป่าไม้ในประเทศไทยก่อให้เกิดผลกระทบด้านใดบ้าง
กล่มุ ท่ี 4 ทรัพยากรป่าไม้ถกู ทาลายด้วยวธิ ีใดบ้าง
กลมุ่ ที่ 5 ทรพั ยากรป่าไม้มีประโยชน์ในดา้ นใดบ้าง
ชัว่ โมงท่ี 2
10.ครูจบั สลากเพอื่ ให้นกั เรียนแต่ละกลุม่ ออกมานาเสนองานในหวั ข้อที่แต่ละกลมุ่ ได้สืบค้นข้อมูลไว้ใน
คาบเรยี นที่แล้ว
11.นักเรียนและครูรว่ มกันอภปิ รายแลกเปล่ียนและตอบขอ้ ซักถามตา่ ง ๆ
12.ครูอภิปรายต่อไปว่าทรัพยากรป่าไม้เป็นทรัพยากรที่สาคัญ หากลดจานวนลงไม่ว่าจากสาเหตุใดก็
ตาม จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรอื่น ๆ ตามไปด้วย จนในที่สุดมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะไม่สามารถ
185
ดารงชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นจึงจาเป็นต้องมีการจัดการทรัพยากรป่าไม้ เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้อย่าง
ยั่งยนื
13.นกั เรยี นตอบคาถามวา่ แนวทางในการจดั การทรัพยากป่าไมว้ ่ามวี ิธีใดบา้ ง
(แนวตอบ : ตามความคดิ เห็นของผเู้ รยี น เช่น การสง่ เสริมการปลกู ป่า การใชไ้ ม้อย่างประหยดั เพอื่ ให้เกิด
ประโยชนส์ งู สุด การปฏิบัตติ ามนโยบายแหง่ ชาติ)
14.นกั เรียนและครูอภปิ รายเรื่อง การจัดการทรัพยากรป่าไม้ ตามหนงั สือเรียนรายวชิ าเพิ่มเติม
วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 หรืออาจเพิ่มติมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่มีความ
นา่ เช่ือถือ
15.นกั เรยี นและครูร่วมกนั อภปิ รายต่อว่า นอกจากน้ียังมกี ารกาหนดพนื้ ท่ีป่าอนุรักษ์ประเภทตา่ ง ๆ
เพื่อใชเ้ ปน็ แหล่งพักผอ่ นหย่อนใจ แหลง่ ค้นคว้าหาความรู้ เป็นเขตอนุรักษแ์ ละอนุบาลพันธ์สุ ตั วต์ า่ ง ๆ เพ่อื เปน็
การอนรุ ักษแ์ ละได้ใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรปา่ ไม้อยา่ งคุ้มคา่ มากทส่ี ุด
16.ครมู อบหมายให้นักเรยี นแตล่ ะคนไปสบื ค้นสถานท่ีสาคัญตา่ ง ๆ ในประเทศไทยท่ีถกู กาหนดให้เป็น
พ้นื ทปี่ า่ อนุรกั ษ์และระบวุ ่าเป็นพน้ื ทป่ี ่าอนุรกั ษป์ ระเภทใดและมีประโยชน์อยา่ งไรบ้าง เพื่อนาเสนอในคาบ
ถดั ไป
ช่วั โมงที่ 3
17.นักเรียนดูภาพป่าท่ีครูเตรียมว้ืพร้อมนาสนทนาเก่ียวกับประเภทของพ้ืนท่ีป่าอนุรักษ์ต่าง ๆ ท่ีพบใน
ประเทศไทย ว่าประกอบไปดว้ ย อุทยานแหง่ ชาติ วนอุททยาน สวนพฤกษ์ศาสตร์ สวนรุกขชาติ เขตรักษาพันธ์ุ
สตั ว์ปา่ พื้นทอ่ี นรุ ักษ์ธรรมชาติ พ้นื ท่สี งวนชวี าลัย พ้นื ท่มี รดกโลก และปา่ ชายเลนอนรุ ักษ์ ครสู มุ่ นักเรยี นให้
ออกมานาเสนอเกีย่ วกบั สถานท่ที น่ี ักเรียนไปสืบคน้ วา่ เปน็ ปา่ อนรุ ักษ์ประเภทใด และสถานทนี่ น้ั มีประโยชน์
ในแง่ใดบา้ ง
(แนวตอบ : -ขน้ึ อย่กู ับดพุ ินิจของครู เชน่ อทุ ยานแหง่ ชาตภิ ูกระดงึ นอกจากเปน็ สถานทีท่ ่องเทย่ี วท่ีสาคัญ
แลว้ ยงั เป็นบรเิ วณท่ีมีพื้นทีป่ ่าขนาดใหญ่ เป็นแหล่งรวบรวมพันธไุ์ ม้และสตั ว์ปา่ จานวนมาก
สวนพฤกษศ์ าสตร์ภาคกลางพุแค เปน็ แหลง่ รวบรวมพันธพ์ุ ชื นานา ชนิด ทั้งพืชประจาถิน่
พชื หายากและใกล้สญู พนั ธุ์ เขตรกั ษาพันธส์ุ ตั ว์ปา่ ภหู ลวง จ.เลย เป็น พืน้ ท่ีท่กี าหนดขึน้ เพอ่ื
การคมุ้ ครองสัตวป์ ่า ใหเ้ ปน็ ทอ่ี ยอู่ าศัย แหล่งสบื พันธแ์ุ ละขยายพันธุต์ ามธรรมชาติ)
18.ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายเก่ียวกบั พ้ืนที่ปา่ อนรุ กั ษ์ประเภทตา่ ง ๆ ที่นกั เรยี นไดน้ าเสนอ
19.นักเรยี นสอบถามเก่ียวกบั ปัญหา ผลกระทบ และแนวทางการจดั การทรพั ยากรปา่ ไม้
20.นักเรยี นตอบคาถามครใู นประเดน็ ดงั นี้
- จากการค้นคว้าสถานการณพ์ ้ืนท่ปี ่าไม้ในแตล่ ะภมู ิภาคของประเทศไทยเป็นอย่างไร
(แนวตอบ : ขึ้นอยกู่ บั ดลุ พนิ จิ ของครู)
- การป้องกันการลดจานวนลงของพื้นที่ปา่ ไม้ สามารถทาไดอ้ ย่างไร
(แนวตอบ : ตามความคิดของนกั เรียน)
21.นกั เรียนทารายงานเร่ือง ทรัพยากรป่าไม้ โดยมเี น้อื หาเก่ยี วกบั ความสาคัญ ปญั หา และแนวทาง
ปอ้ งกันและแก้ไขปัญหาทรัพยากรป่าไม้
186
22.นักเรียนทา Topic Question ท้ายหัวข้อ ทรัพยากรน้า ในหนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2
23.นักเรียนทาแบบฝึกหัด เร่ือง ทรัพยากรน้า ในแบบฝึกหัดรายวิชาเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
ขน้ั สรุป
1.ครสู มุ่ นกั เรยี น 4-5 คู่ ออกมานาเสนอรายงานหน้าชั้นเรยี น โดยครูและเพอ่ื น ๆ ในชน้ั เรยี นรว่ มกัน
เสนอแนะเพื่อใหไ้ ด้ข้อสรุปท่ีครบถ้วนสมบูรณ์
กำรวดั และกำรประเมินผล
รำยกำรวดั วิธกี ำร เครอ่ื งมอื เกณฑ์กำรประเมนิ
ประเมินระหว่ำงกำรจัด - ตรวจแบบฝึกหดั - แบบฝกึ หดั - รอ้ ยละ 60 ผา่ นเกณฑ์
กิจกรรมกำรเรยี นรู้ - ตรวจรายงาน เรื่อง - แบบประเมนิ รายงาน - ระดับคณุ ภาพ 2
1) ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรป่าไม้ ผา่ นเกณฑ์
2) การนาเสนอ - ประเมนิ การนาเสนอ - แบบประเมินการ - ระดับคุณภาพ 2
ผลงาน ผลงาน นาเสนอผลงาน ผ่านเกณฑ์
3) พฤติกรรม - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดบั คุณภาพ 2
การทางานรายบคุ คล การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
4) พฤตกิ รรมการ - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2
ทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม
การทางานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์
5) คณุ ลักษณะอันพึง
ประสงค์ - สงั เกตความมีวนิ ยั - แบบประเมินคุณลกั ษณะ - ระดับคณุ ภาพ 2
และรบั ผิดชอบ
ในการทางาน อนั พึงประสงค์ ผ่านเกณฑ์
ส่อื /แหลง่ กำรเรียนรู้
สือ่ กำรเรียนรู้
1) หนังสอื เรียนรายวิชาเพ่มิ เติมวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2
2) แบบฝึกหดั รายวิชาเพิม่ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2
3) PowerPoint เรื่อง มนษุ ยก์ บั ความย่ังยืนของส่ิงแวดลอ้ ม
4) QR เรื่อง สาเหตุและผลกระทบของการสญู เสยี ทรัพยากรปา่ ไม้
5) ภาพป่าไม้
แหล่งกำรเรียนรู้
1) ห้องเรียน
2) หอ้ งสมุด
3) แหล่งข้อมูลสารสนเทศ
187
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 21 ช้ันมธั ยมศึกษำปีท่ี 6
รำยวชิ ำ ว33246 ชวี วทิ ยำ 6
หน่วยกำรเรยี นรู้ ควำมหลำกหลำยทำงชวี ภำพ เวลำ 2 ช่วั โมง
เร่ือง ทรพั ยำกรสัตว์ปำ่ โรงเรียนโคกโพธไ์ิ ชยศึกษำ
ผสู้ อน นำงสำวปวีณำ งำมชัด
สำระชีววทิ ยำ
เขา้ ใจการถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม การถา่ ยทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติ และหนา้ ทขี่ องสาร
พนั ธุกรรม การเกดิ มิวเทชนั เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอ หลักฐาน ข้อมลู และแนวคดิ เก่ียวกบั วิวัฒนาการของ
ส่งิ มชี วี ติ ภาวะสมดลุ ของฮาร์ดี-ไวน์เบริ ์ก การเกิดสปชี สี ์ใหม่ ความหลากหลายทางชวี ภาพ กาเนิดของสง่ิ มชี ีวิต
ความหลากหลาย ของสง่ิ มีชวี ิต และอนุกรมวิธาน รวมท้ังนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรียนรู้
วิเคราะห์ อภิปราย และสรุปปัญหาผลกระทบท่ีทาให้สัตว์ป่ามีจานวนลดลง และแนวทางในการ
อนรุ ักษส์ ัตวป์ า่
จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้
1. วเิ คราะห์ และอภิปราย ปัญหาและผลกระทบท่เี กดิ จากการใช้ทรัพยากรสตั วป์ ่าได้ (K)
2. อภปิ รายและสรุปแนวทางการแก้ไขปญั หาท่เี กดิ จากการใช้ทรพั ยากรสตั ว์ป่าได้ (K)
3. ปฏิบัติตนในการอนรุ กั ษ์และสามารถจัดการทรัพยากรสตั ว์ป่าเพือ่ ให้เกดิ ความยง่ั ยืนได้(P)
4. เหน็ คณุ ค่าความสาคญั และประโยชน์ของทรัพยากรสตั วป์ า่ (A)
5. ปลกู จิตสานึกทด่ี ีในการอนรุ กั ษ์ทรัพยากรสตั วป์ ่า (A)
สำระกำรเรยี นรู้
-การลดจานวนลงของสตั วป์ า่ เปน็ ผลเนอื่ งมาจากการกระทาของมนษุ ย์เป็นสว่ นใหญ่ คอื การทาใหแ้ หลง่
ทอี่ ยู่อาศยั ลดลงและการล่าสตั วป์ า่
- การจัดการทรัพยากรสัตว์ป่าควรมีการดาเนินการให้มีพื้นท่ีป่าไม้เพื่อการอยู่อาศัยอย่างเพียงพอ
รวมทงั้ การไมท่ าลายสัตวป์ ่าหรอื ทาใหส้ ัตว์ปา่ ลดจานวนลง รวมทง้ั การปลูกจิตสานกึ ใหช้ ว่ ยกนั อนรุ ักษ์
สำระสำคญั
สตั วป์ า่ เปน็ ทรพั ยากรธรรมชาติประเภททใี่ ชแ้ ล้วเกดิ ทดแทนได้ แตก่ ารทดแทนของสัตวป์ า่ ขน้ึ กับปจั จัย
หลายประการ เช่น พนื้ ทีป่ า่ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งหากิน และแหล่งสืบพันธุ์ ปัจจุบันพ้ืนท่ีป่าลดจานวนลงทา
ใหส้ ัตว์ปา่ ลดลงและมีแนวโน้มลดลงเร่อื ยๆ ซง่ึ ปญั หาและสาเหตุของการลดลงของสัตว์ป่าอาจเกิดมาจากหลาย
สาเหตุ เช่น แหล่งท่ีอยู่อาศัยถูกทาลาย ภัยธรรมชาติ การล่าสัตว์และการลักลอบค้าสัตว์ป่า โครงสร้างของ
รา่ งกายเปน็ ตน้ ดังน้ันจงึ ต้องมกี ารจดั การและอนรุ ักษ์พนั ธส์ุ ัตว์ปา่ ซง่ึ อาจดาเนนิ การได้หลากหลายวิธี เช่น การ
กาหนดพ้ืนทอี่ นุรกั ษ์ การให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน การจัดต้ังศูนย์เพาะเล้ียงและขยายพันธุ์สัตว์ป่า การ
จดั ต้งั ศนู ย์การศกึ ษาธรรมชาตแิ ละสตั ว์ปา่ การจัดต้งั สถานีวิจยั สตั วป์ า่ ซง่ึ ปัจจบุ นั ได้มีการแบ่งประเภทของสัตว์
ป่าทห่ี ายากและใกล้สญู พันธุ์ไว้ เพื่อเปน็ การอนุรกั ษ์ดังน้ี คือสัตว์ปา่ สงวน คือสัตว์ป่าหายาก เช่น แรด กูปรี นก
กระเรียน พะยูน ควายป่า เป็นต้น และสัตว์ป่าคุ้มครอง หมายถึง สัตว์ป่าท่ีกฎหมายกระทรวงกาหนดให้เป็น
สัตวป์ ่าคุม้ ครองเพอื่ เป็นการปอ้ งกันมิให้สัตวป์ ่าบางชนิดตอ้ งสูญพนั ธ์ุ เชน่ ลิง คา่ ง ชะนี กระทิง กวาง ชะมด
188
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้บรรลุถึงเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องยึดหลักการ
อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นแนวทางในการดาเนินงาน ในสังคมที่มีการพัฒนาอย่าง
ยั่งยืนจะต้องมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งต้องอาศัย ความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย
ทั้งภาครัฐและเอกชน ในเรื่องการปรับเปล่ียนพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างถูกวิธี เช่น มีการใช้
แบบยั่งยืน โดยใชห้ ลัก 3R การกกั เกบ็ การรักษาซ่อมแซม การฟื้นฟู การปอ้ งกนั เปน็ ต้น
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
ขน้ั นำ
1.นักเรียนตอบคาถาม Key Question จากหนังสอื เรียนรายวิชาเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 เพ่ือกระตุ้นความสนใจของนักเรียนว่า “ทรัพยากรธรรมสัตว์ป่ามีความสาคัญต่อการ
ดารงชีวติ ของมนษุ ยอ์ ย่างไร”
(แนวตอบ : สัตว์ป่า เปน็ ทรัพยากรธรรมชาติท่ีสาคญั และจาเปน็ ตอ่ การดารงชวี ิตของมนุษย์ โดยสตั วป์ ่าให้
ประโยชน์หลายอย่างแก่มนุษย์และทรัพยากรธรรมชาติอ่ืน ๆ มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทางอ้อมมากกว่า
ทางตรง สัตว์ป่ามีคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ เช่น การนาไปประกอบเป็นอาหาร เคร่ืองยาสมุนไพร นาบางส่วน
มาเป็นเคร่อื งใช้ เลย้ี งเพื่อนันทนาการ และการพักผ่อนหย่อนใจ และด้านวิทยาศาสตร์กรแพทย์ โดยการนามา
สาหรับการทดลองสารบางชนิด การวิเคราะห์วิจัยทางการแพทย์ การเป็นตัวควบคุมส่ิงมีชีวิตอ่ืน ๆ ใน
ธรรมชาติ เช่น ค้างคาวกินแมลง นกฮูก และงูกินหนู นกกินหนอน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ป่ามีคุณค่าต่อ
ทรัพยากรปา่ ไม้หลายประการ เช่น ทาลายศตั รูของป่าไม้ ช่วยผสมเกษรดอกไม้ในป่า ช่วยในการกระจายเมล็ด
พนั ธพ์ ชื ไมใ้ นปา่ และสตั วป์ า่ ช่วยทาให้ดนิ ในปา่ อุดมสมบรู ณ์)
2.นกั เรียนคน้ หาภาพสตั วป์ ่าที่ถกู ลักลอบนาไปขายมาอภิปราย รว่ มกบั พระราชบัญญัติคุม้ ครองสัตว์
ป่า พ.ศ. 2562 ทปี่ รับปรงุ ลา่ สดุ มาช้ีแจงให้นกั เรยี นทราบ และสอบถามตอ่ ไปวา่ ภาพท่นี ามาสัตว์ชนดิ ใดเปน็
สตั ว์ปา่ สงวน ชนิดใดเปน็ สัตว์ป่าคุ้มครอง และมีความแตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวตอบ : ข้นึ อย่กู บั ภาพทคี่ รูนามา : สัตวป์ า่ สงวน หมายถงึ สตั วป์ ่าหายาก ใกลส้ ูญพันธห์ุ รือบางชนดิ สูญ
พันธุ์ไปแล้ว ปัจจุบันมี 19 ชนิด เช่น กระซู่ นกแต้วแร้วท้องดา แรด กูปรี ละม่ัง เลียงผา พะยูน ควายป่า
วาฬบรูด้า เป็นต้น ส่วนสัตว์ป่าคุ้มครอง หมายถึง สัตว์ป่าที่กฎหมานกระทรวงกาหนดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง
เพื่อป้องกันไม่ให้สูญพันธุ์ ซ่ึงไม่อนุญาตให้มีไว้ในครอบครอง เว้นแต่เพื่อการศึกษา เช่น ลิง ชะนี กระทิง กวาง
ชะมด ไกป่ ่า นกยงู )
ขั้นสอน
1.นกั เรียนร่วมกนั ศึกษาเรอื่ ง ปัญหาและสาเหตกุ ารลดลงของสตั วป์ า่ จากหนงั สือเรียนรายวิชาเพิม่ เตมิ
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 แลว้ จดสาระสาคัญลงสมดุ บันทกึ
2.นกั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ใหส้ บื ค้นขอ้ มลู เก่ียวกบั สตั วป์ า่ สงวนและสตั ว์ป่าคุม้ ครองกลุ่มละ5
ชนิด เก่ยี วกับ ลักษณะ พฤตกิ รรมการดารงชีวติ และปัญหา สาเหตุท่ีทาใหส้ ัตวป์ ่าเหล่านน้ั มีจานวนลด
น้อยลงหรอื มีโอกาสสูญพันธุ์ได้ และออกมานาเสนอหน้าชั้นเรียน
3.นกั เรียนและครูอภปิ รายตอ่ ไปว่าจากปัญหา สาเหตทุ ท่ี าให้สัตวป์ ่าเหล่านน้ั มีจานวนลดน้อยลงหรอื มี
โอกาสสูญพนั ธุไ์ ด้ สามารถสรปุ เปน็ หัวขอ้ สาคญั ๆ ได้อย่างไรบ้าง
(แนวตอบ : แหล่งท่ีอยู่อาศัยถกู ทาลาย ภยั ธรรมชาติ การลา่ สตั วแ์ ละการลกั ลอบค้าสตั วป์ ่า และ
โครงสร้างของร่างกาย) หลงั จากนัน้ ครอู ธิบายรายละเอียดในแตล่ ะหวั ข้อเพ่ิมเติม
189
4.ครเู ปดิ โอกาสให้นักเรยี นซักถามแลกเปล่ียนข้อคิดเหน็ ซ่ึงกันและกนั
5.นักเรยี นไปศึกษาการจัดการและแนวทางการอนรุ ักษส์ ัตว์ปา่ จากหนังสอื เรยี นรายวชิ าเพิ่มเติม
ทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 หรอื แหล่งขอ้ มูลต่าง ๆ ทม่ี คี วามน่าเชือ่ ถือและสรปุ ผังมโนทัศน์
เพอ่ื ออกมานาเสนอในคาบหน้า
ช่วั โมงที่ 2
6.ครูทบทวนความรู้เรอ่ื ง ปญั หาและสาเหตุการลดลงของสตั ว์ป่า จากช่วั โมงท่ีแล้วให้นักเรียนทราบ พอ
สังเขป
7.ครทู าการสุ่มเรยี กนกั เรียน 4-5 คนให้ออกมานาเสนอผลงานหน้าช้ันเรียน
8.นักเรียนและครูครอู ภิปรายว่าแนวทางการอนุรักษท์ รพั ยากรสัตว์ปา่ มีหลากหลายวธิ ดี ังทีจ่ ะเห็นได้
จากทน่ี กั เรยี นได้ออกมานาเสนอ แตก่ ารอนุรกั ษท์ รัพยากรต่าง ๆ ไม่จากัดเพยี งแคส่ ัตวป์ ่าให้มีอย่างยงั่ ยืนนั้น
สาคญั ย่งิ กว่า ไม่วา่ จะเปน็ การนาหลัก 3R มาใช้ การเก็บกักทรพั ยากรตา่ ง ๆ การรักษาซ่อมแซมให้กลบั มา
เปน็ ปกติหรือเกือบปกตมิ ากท่ีสดุ การฟ้นื ฟู และการป้องกันไม่ให้ทรพั ยากรตา่ ง ๆ ถกู ทาลาย
9.นกั เรียนตอบคาถามครวู า่ จากแนวทางการอนรุ กั ษท์ รัพยากรท่ีนักเรียนไดศ้ ึกษาไป นักเรียนคดิ วา่ แนว
ทางการแก้ไขปญั หาทรพั ยากรธรรมชาตใิ นประเทศที่นักเรยี นสามารถทาได้มีวธิ ีใดบ้าง
(แนวตอบ : แลว้ แต่ความคดิ เหน็ ของผเู้ รยี น เชน่ การนากระดาษหรอื ถงุ พลาสตกิ มาใชใ้ หม่ ปดิ ไฟทกุ ครงั้
หลังจากใชง้ าน ปลกู ปา่ ทดแทน)
10.ครทู บทวนบทเรยี นและเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนสอบถามเนื้อหาเกยี่ วกับ เรอ่ื งทรัพยากรต่าง ๆ ใน
ธรรมชาติทีไ่ ดเ้ รียนมาท้งั หน่วยการเรียนรู้ และใหค้ วามรเู้ พ่ิมเติมจากคาถามของนกั เรียน
11.นกั เรยี นทา Infographic เกยี่ วกับสตั วป์ า่ สงวนท้งั 19 ชนิด โดยอธิบายลักษณะ พฤติกรรมการ
ดารงชีวิตสถานภาพการณ์อนุรักษ์ และปัจจัยคุกคาม รวมถึงแนวทางการอนุรักษ์ คนละ 1 ชิ้น พร้อมทั้งนา
เผยแพรท่ างสื่อสงั คมออนไลน์
12.นักเรยี นทา Topic Question ท้ายหัวข้อ ทรัพยากรสัตว์ป่า ในหนังสอื เรยี นรายวิชาเพิม่ เติม
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เลม่ 2
13.นกั เรยี นทาแบบฝกึ หดั เรือ่ ง ทรัพยากรสตั วป์ า่ ในแบบฝึกหัดรายวชิ าเพ่ิมเติมวทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีชวี วทิ ยา ม.6 เลม่ 2
ขนั้ สรุป
1.นกั เรยี นและครูร่วมกันสรปุ เนื้อหาเก่ียวกบั เรื่อง ทรพั ยากรน้า ทรพั ยากรดิน ทรพั ยากรอากาศ
ทรพั ยากรป่าไม้ และทรัพยากรสัตว์ป่าจากน้ันใหน้ ักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน
2.ใหน้ กั เรยี นทบทวนความรทู้ ัง้ หมดทศ่ี กึ ษามาในหนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 9 โดยอ่านจาก Summary ใน
หนังสอื เรียนรายวชิ าเพม่ิ เติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 และตรวจสอบความรขู้ องตนเอง
โดยตอบคาถามใน self check
3.ครูมอบหมายการบ้านใหน้ ักเรียนตอบคาถาม Unit Question และ Test for U จากหนังสือเรียน
รายวชิ าเพ่ิมเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เลม่
190
กำรวดั และกำรประเมินผล
รำยกำรวัด วิธกี ำร เคร่ืองมือ เกณฑ์กำรประเมิน
- ร้อยละ 60 ผ่านเกณฑ์
ประเมินระหว่ำงกำรจัด - ตรวจแบบฝกึ หัด - แบบฝกึ หดั - ระดับคณุ ภาพ 2
ผา่ นเกณฑ์
กจิ กรรมกำรเรยี นรู้ - ตรวจผังมโนทัศน์ เร่ือง - แบบประเมนิ ผงั มโน - ระดับคณุ ภาพ 2
ผ่านเกณฑ์
1) ทรัพยากรสตั ว์ป่า การจัดการและแนว ทัศน์
- ระดบั คณุ ภาพ 2
ทางการอนุรกั ษ์สัตวป์ า่ -แบบประเมนิ ชิน้ งาน ผา่ นเกณฑ์
- ระดับคณุ ภาพ 2
- ตรวจ infographic ผา่ นเกณฑ์
เรือ่ ง สตั วส์ งวน
2) การนาเสนอ - ประเมินการนาเสนอ - แบบประเมนิ การ
ผลงาน ผลงาน นาเสนอผลงาน
3) พฤตกิ รรม - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม
การทางานรายบคุ คล การทางานรายบุคคล การทางานรายบุคคล
4) พฤตกิ รรมการ - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม - ระดับคุณภาพ 2
ทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม
การทางานกลุ่ม ผ่านเกณฑ์
5) คณุ ลกั ษณะอันพงึ - สังเกตความมีวนิ ยั - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพ 2
ประสงค์ และรับผดิ ชอบ คณุ ลกั ษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทางาน อนั พงึ ประสงค์
กำรประเมินหลังเรียน - ประเมินตามสภาพจริง
- แบบทดสอบหลงั เรยี น - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบหลังเรียน
- Unit Question หลงั เรยี น
- Test for U - ตรวจ Unit Question
- ตรวจ Test for U
สื่อ/แหล่งกำรเรยี นรู้
ส่อื กำรเรียนรู้
1) หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชีววิทยา ม.6 เล่ม 2 แบบฝึกหัดรายวิชา
เพิม่ เติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชวี วทิ ยา ม.6 เล่ม 2
2) PowerPoint เรอ่ื ง มนษุ ย์กับความยั่งยืนของสิง่ แวดล้อม
3) ภาพสตั ว์ป่าสงวนและสตั วป์ ่าคุม้ ครอง
แหลง่ กำรเรียนรู้
1) หอ้ งเรยี น
2) หอ้ งสมดุ
3) แหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศ