The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิจัยเทอม2

วิจัยเทอม2

ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 THE EFFECT OF LEARNING MANAGEMENT BY USING EXERCISE BOOK IN FUNDAMENTAL MATHEMATICS: STATISTICS(1) OF MATHAYOMSUKSA 1 STUDENT อักษราภัค แข็งฤทธิ์ รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2565


ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 THE EFFECT OF LEARNING MANAGEMENT BY USING EXERCISE BOOK IN FUNDAMENTAL MATHEMATICS: STATISTICS(1) OF MATHAYOMSUKSA 1 STUDENT อักษราภัค แข็งฤทธิ์ รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2565


หัวข้องานวิจัยในชั้นเรียน ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย นางสาวอักษราภัค แข็งฤทธิ์ สาขาวิชา คณิตศาสตร์ คณะครุศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม 1. รองศาสตราจารย์ ดร.วัลลภ เหมวงษ์ 2. นางเรียม จันทะลุน คณะกรรมการบริหารหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ อนุมัติให้นับรายงานการ วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาคณิตศาสตร์ ………………………………………………………… ประธานสาขาวิชาคณิตศาสตร์ (รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) วันที่..................เดือน....................................พ.ศ. 2566 คณะกรรมการที่ปรึกษา ………………….…………………………………. อาจารย์ที่ปรึกษา (รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) ………………………………………………. อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (รองศาสตราจารย์ ดร.วัลลภ เหมวงษ์) ………………………………………………. อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (นางเรียม จันทะลุน)


ก ชื่อเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย นางสาวอักษราภัค แข็งฤทธิ์ อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม รองศาสตราจารย์ ดร.วัลลภ เหมวงษ์ นางเรียม จันทะลุน ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) ศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ระหว่างหลังเรียนกับก่อน เรียน 3) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/11 จำนวน 38 คน โรงเรียนสตรีราชินูทิศ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 20 จังหวัดอุดรธานีปีการศึกษา 2565 ได้มาโดยการสุ่มแบบ กลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 10 แผน 2) แบบฝึกทักษะ จำนวน 6 ชุด 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ขอ การวิจัยนี้ใช้แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การทดสอบทีแบบไม่อิสระ ผลการวิจัยพบว่า 1. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 90.26/85.60 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่ตั้งไว้ 2. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 14.47 คิดเป็นร้อยละ 48.24 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 25.68 คิดเป็นร้อยละ 85.61 ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


ข 3. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้เท่ากับ 0.722 ทำให้ นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 72.2


ค Thesis Title THE EFFECT OF LEARNING MANAGEMENT BY USING EXERCISE BOOK IN FUNDAMENTAL MATHEMATICS: STATISTICS(1) OF MATHAYOMSUKSA 1 STUDENT Researcher Ms. Aksarapak Khangrit Thesis Advisor Associate Professor Dr.Somchai Vallakitkasemsakul Thesis Co-Advisor Associate Professor Dr.Wonlop Hemvong Mrs. Ream Chantalun Degree Bachelor of Education Academic year 2022 ABSTRACT The purposes of this research were; 1) to study the effectiveness of exercise book. 2) to study and compare the learning achievement of learning management by using exercise book in fundamental mathematics: statistics(1) between posttest and pretest. 3) to study the effectiveness index of learning management by using exercise book in fundamental mathematics: statistics(1) . The sample consisted of 38 mathayomsuksa 1 students, Satrirachinuthit School, Office of Secondary Education Service Area 20, Udon Thani Province, academic year 2020, was drawn up by cluster random sampling. The tools used in this research were; 1) 10 the learning management plans. 2) 6 exercise books. 3) The achievement test with a multiple choice 30 items. This study has an experimental design One Group Pretest - Posttest Design. The Statistics used in data analysis were percentage, mean, standard deviation. The statistics used to test hypotheses is t-test for Dependent Samples. The research found the following. 1. Students studying with learning management by using exercise book in fundamental mathematics: statistics( 1) of mathayomsuksa 1, that affect student achievement is 90.26/85.60 which is higher than the 75/75 threshold set. 2. Students studying with learning management by using exercise book in fundamental mathematics: statistics( 1) of mathayomsuksa 1, that affect student achievement has an pretest average score of 14.47 or 48.24 percent. The posttest average score is 25.68 or 85.61 percent, which is higher than the pretest achievement.


ง 3. Students studying with learning management by using exercise book in fundamental mathematics: statistics( 1) of mathayomsuksa 1, that affect student achievement has a learning effectiveness index of 0.722, giving students more knowledge accounted for 72.2 percent.


จ กิตติกรรมประกาศ ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิจัยใน ชั้นเรียนเพื่อการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน การทำวิจัยในครั้งนี้สำเร็จได้ ด้วยความร่วมมือจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ที่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล และร่วมกิจกรรมการจัดการเรียนรู้เป็นอย่างดี ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล ที่ให้คำปรึกษาแนะนำ อ่านและตรวจ แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ตลอดจนให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ และดูแลให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยความเอาใจใส่ อย่างดีเสมอมา ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณา และขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบคุณ ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีราชินูทิศและคณะครูทุกท่านที่อำนวยความสะดวกและ ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล และรองศาสตราจารย์ ดร.วัลลภ เหมวงษ์ที่ให้คำปรึกษาในเรื่องการทำวิจัยในชั้นเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนคำชี้แนะเกี่ยวกับ กระบวนการเรียนรู้ใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา รวมทั้งครอบครัว ญาติพี่น้องทุกท่าน และ เพื่อนๆ ที่ให้ความช่วยเหลือ ชี้แนะ ให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยตลอดมา ขอกราบขอบพระคุณครูอาจารย์ทุกท่านที่ ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่ผู้วิจัยนับแต่ปฐมวัยจนถึงปัจจุบัน ผู้วิจัยขอยกประโยชน์และคุณค่าทั้งมวลที่ เกิดจากงานวิจัยฉบับนี้ บูชาแด่บิดา มารดา ผู้มีพระคุณ และครูอาจารย์ทุกท่าน อักษราภัค แข็งฤทธิ์


ฉ สารบัญ หน้า บทคัดย่อ.......................................................................................................................................... ก Abstract.......................................................................................................... ................................ ค กิตติกรรมประกาศ............................................................................................................................ จ สารบัญ............................................................................................................................................. ฉ สารบัญตาราง............................................................................................................................. ...... ซ สารบัญภาพ............................................................................................................ .......................... ฌ บทที่ 1 บทนำ......................................................................................................................... ....... 1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา................................................................................................... 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย............................................................................................................. 3 สมมติฐานการวิจัย........................................................................................................................ 4 ขอบเขตของการวิจัย.................................................................................................. .................. 4 นิยามศัพท์เฉพาะ......................................................................................................................... 5 ประโยชน์ที่ได้รับ.......................................................................................................................... 5 บทที่ 2 เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.............................................................................................. 6 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา..................................................................... 6 แบบฝึกทักษะ............................................................................................................................. .. 8 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน............................................................................................................... 20 แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ........................................................................................... 28 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง....................................................................................................................... กรอบแนวคิดในการวิจัย............................................................................................................... 31 33 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย....................................................................................................... 35 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง.......................................................................................................... 35 แบบแผนการทดลอง.................................................................................................................... 35 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย............................................................................................................... 36 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย........................................................................ 36 การเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................................................. 40 การวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................................................... 40 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................................................... 41


ช สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................................... 43 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 75/75................................................................... 43 ผลการศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างหลังเรียนกับก่อนเรียน................................................ 45 ผลการหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1..................................... 48 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ............................................................................. 49 วัตถุประสงค์ของการวิจัย............................................................................................................. 49 สมมติฐานการวิจัย........................................................................................................................ 49 สรุปผลการวิจัย............................................................................................................................ 49 อภิปรายผล............................................................................................................................. ..... 50 ข้อเสนอแนะ................................................................................................................................ 51 เอกสารอ้างอิง.............................................................................................................. .................... 52 ภาคผนวก............................................................................................................................. ............ 57 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญในการตรวจคุณภาพเครื่องมือ.................................................... 58 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล..................................................... 60 ภาคผนวก ค แบบประเมินหาประสิทธิภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย........................................... 105 ภาคผนวก ง ผลการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................. 132 ประวัติผู้วิจัย............................................................................................................................. ........ 150


ซ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์................................................................. 7 2 การหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 75/75................. 44 3 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ใช้การ จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1).................... 45 4 การศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบ ฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างหลังเรียนกับก่อนเรียน...................................................................................... 47 5 การหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1............................................... 48


ฌ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดการวิจัยผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.................................................................... 33 2 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.................................................................... 34


บทที่ 1 บทนำ ที่มาและความสำคัญของปัญหา สภาพสังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วหลายด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สื่อเทคโนโลยีต่างๆ และปัจจัยทั้งหมด มีผลต่อการดำเนินชีวิตของคนในสังคมซึ่งจากแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ได้ให้ความสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันใน ประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมคน สังคม และระบบเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถปรับตัวรองรับ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสมและให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน โดยเฉพาะการ พัฒนาคุณภาพคนให้มีความรู้ ทักษะ และความพร้อมที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งจะเน้นการ พัฒนาฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อปูพื้นฐานให้เกิดนวัตกรรมทาง ความคิด และเทคโนโลยีที่เป็นของคนไทย (สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2560) ซึ่งการศึกษาก็ เป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพของคนในประเทศไทย เพราะรากฐานของชาติคือ คน รากฐาน ของคนคือการศึกษา คนที่มีคุณภาพจะช่วยสร้างความเจริญที่ยั่งยืนในอนาคตได้ ดังที่กระทรวงศึกษาธิการมี นโยบายในการพัฒนาให้มีทักษะการคิด มีทักษะด้านเทคโนโลยี และความสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ได้อย่างสันติสุข (กระทรวงศึกษาธิการ, 2552) คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์ทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ ระเบียบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ ช่วยให้สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหาและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่าง ถูกต้อง และเหมาะสม นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดี ขึ้นและสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2552: 1) ดังที่ วิมลรัตน์ ศรีสุข (2553, หน้า 74-75) ได้กล่าวไว้ว่า คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิด มนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความคิด สร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหา หรือสถานการณ์ ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหาและนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งธรรมชาติของการเรียนรู้คณิตศาสตร์เป็นกระบวนการธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์เป็นกระบวนการของการแปลงข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์ที่ได้รับให้เกิดเป็น ความรู้ ทักษะพฤติกรรมและเจตคติ จะเห็นว่าองค์ประกอบสำคัญก่อให้เกิดการเรียนรู้คือ การปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียนกับข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับการศึกษา ปัจจุบันจึงมุ่งเน้นการจัดเตรียม เนื้อหาที่เหมาะสมและประสบการณ์ที่เอื้อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ทักษะพฤติกรรมและเจตคติที่พึ่งประสงค์ (สสวท., 2555: 8) ซึ่งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ปรับปรุง 2560 ได้มุ่งเน้น การเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะด้านด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การคิด


2 สร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี การสื่อสารและการร่วมมือ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของ ระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม สามารถแข่งขันและอยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้ ทั้งนี้ การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่ง ต่าง ๆ พร้อมที่จะประกอบอาชีพเมื่อจบการศึกษา หรือ สามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560: 1-5) ในปัจจุบันการจัดการศึกษาจะมุ่งพัฒนาทักษะกระบวนการของผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนเกิด ทักษะกระบวนการ สิ่งที่ครูคู้สอนควรคำนึงถึงอยู่เสมอซึ่งครูผู้สอนเป็นผู้มีบทบาทที่สำคัญ ที่จะช่วยส่งเสริม พัฒนาผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ทั้งด้านเนื้อหาสาระ และพัฒนาทักษะกระบวนการที่จำเป็น สำหรับการ ดำรงชีวิตจนอาจลืมไปว่าทักษะการสื่อสารด้านการเขียนทางคณิตศาสตร์ก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกันเราใช้การ สื่อสารเพื่อการคำเนินชีวิตและเพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างกัน การสื่อสารดีก็จะส่งผลให้มนุษย์มีความ เข้าใจซึ่งกันและกัน (สสวท.,2551: 64) ดังนั้นเมื่อนักเรียนต้องการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ นักเรียน จะต้องมีการอ่าน ทำความเข้าใจสถานการณ์ต่าง ๆ และนักเรียนจะต้องมีการพูดหรือเขียนเพื่ออธิบาย ความรู้ความเข้าใจตลอดจนแสดงวิธทำโดยใช้ข้อความ สัญลักษณ์ ตัวแปร หรือแบบจำลองเชิงคณิตศาสตร์ มาช่วยในการสื่อสาร สื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ (สสวท., 2551: 65) ซึ่งในการจัดการเรียนการสอน คณิตศาสตร์มีคุณภาพดังกล่าว ครูจะต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของเนื้อหาของคณิตศาสตร์อย่างถ้องแท้ สามารถนำความรู้ความเข้าใจไปสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ที่ทำให้เนื้อหาวิชามีความหมายต่อผู้เป็นครู เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีคิดวิเคราะห์ เพื่อฝึกให้ได้สร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วยตนเอง จากที่กล่าวมาข้างต้นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ปรับปรุง 2560) ได้กำหนดวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่นำความรู้ทักษะ และกระบวนการทางคณิตศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ใน การเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภ าพ เน้น ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็นและต้องการพัฒนาให้เกิดขึ้น (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560: 11) และเพื่อเป็นการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เนื่องจากวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาหนึ่งในสาระการเรียนรู ที่เป็นพื้นฐานการคิดและเป็นกลยุทธ์ในการแกปัญหาวิกฤติของชาติ และคณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการ พัฒนาศักยภาพของบุคคลในด้านการสื่อสาร การสืบเสาะและเลือกสรรสารสนเทศ การตั้งข้อสันนิษฐาน การตั้งสมมติฐาน การให้เหตุผล การเลือกใช้กลวิธีต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็น พื้นฐานในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนพื้นฐานในการพัฒนาวิชาการอื่น ๆ (วราภรณ์ มี หนัก, 2553: 77-84) นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นความรู้แขนงหนึ่งที่ทำให้ผู้เรียนใช้ความเชี่ยวชาญด้าน การคิดคำนวณเพื่อประมวลผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลข การเรียนรู้คณิตศาสตร์ย่อมทำให้เรียนเป็นบุคคลที่ รอบรู้มีความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ในสังคมเทคโนโลยีและมีสมรรถนะ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในเศรษฐกิจโลก ของยุคสังคมสารสนเทศและการสื่อสาร (กิดานันท มลิทอง, 2548: 262) และปัญหาการจัดการเรียนการ สอนวิชาคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษามีองค์ประกอบที่ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา


3 คณิตศาสตร์สูงสุดคือ คุณภาพการสอน จึงเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดของครูผู้สอนที่จะต้องหาวิธีการต่าง ๆ มา ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดการศึกษาที่มีคุณภาพ (กรมวิชาการ, 2545: 86-88) ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประจำปี การศึกษา 2560, 2561, 2562 และ 2563 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ วิชาคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยระดับ โรงเรียนคะแนนเฉลี่ยเป็น 22.29, 24.82, 23.52 และ 21.95 ตามลำดับ จากผลคะแนนเฉลี่ยจะเห็นได้ว่าปี 2563 มีผลคะแนนที่ลดลงจากปี 2562 ถึง -1.57 คะแนนเฉลี่ยระดับประเทศของโรงเรียนปีการศึกษา 2563 ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ ถึง -2.74 (โรงเรียนสตรีราชินูทิศ , 2563) และจากสภาพการจัดการ เรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ของโรงเรียนสตรีราชินูทิศ ทำให้ผู้วิจัยได้ข้อสรุปว่าการเรียนการสอนวิชา คณิตศาสตร์ ยังคงเป็นปัญหาที่จะต้องได้รับการแก้ไขและพัฒนาให้ดีขึ้นเพราะยังมีนักเรียนบางส่วนมีปัญหา ในการเชื่อมโยงความรู้เช่น เรื่อง สถิติจึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะแสวงหานวัตกรรมหรือวิธีการที่เหมาะสมมา ใช้ในการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ จากการศึกษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง พบว่ากิจกรรมการเรียนการสอนที่ดีควรเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกทักษะให้เพิ่มขึ้น นอกจากการสอนจากหนังสือแล้วการที่มีแบบฝึกทักษะเสริมเพิ่มเติม มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกให้ผู้เรียน มีความรู้ความเข้าใจในบทเรียนได้ดียิ่งขึ้นและช่วยฝึกทักษะต่าง ๆ ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง ไม่ ว่าจะอยู่ระดับชั้นใดก็ตาม ดังที่ สมพร ตอยยีบี (2554: 32) ที่กล่าวว่า แบบฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ต่าง ๆ จนเกิดความชำนาญ และสามารถนำความรู้ไป ใช้ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งมีหลักการสร้างแบบฝึกทักษะ ควรมีจุดมุ่งหมายในการฝึก ควรเริ่มจากง่ายไปหายาก มี หลายแบบ มีตัวอย่าง มีภาพประกอบ สามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง (ประภาพร ถิ่นอ่อง, 2553: 29) สอดคล้องกับเนื้อหาและทักษะที่ต้องการฝึก แบบฝึกช่วยในการฝึกเสริมทักษะทำให้จดจำเนื้อหาได้คงทนมี เจตคติที่ดีต่อวิชาที่เรียน สามารถนำมาแก้ปัญหาเป็นรายบุคคลและรายกลุ่มได้ดี ผู้เรียนสามารถนำมา ทบทวนเนื้อได้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของตน เป็นเครื่องมือที่ครูผู้สอนใช้ประเมินผล การเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีว่านักเรียนเข้าใจมากน้อยเพียงใด (อุษณีย์ เสือจันทร์. 2553: 17-18) แบบฝึกเป็น สิ่งจำเป็นและมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนเพราะเป็นสื่อประเภทหนึ่งที่ช่วยให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้ ตามสภาพความต้องการ สร้างขึ้นจากพื้นฐานที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี เป็นแรงจูงใจที่จะทำให้นักเรียนประสบสำเร็จในการเรียน (อัปสร ตะรุวรรณ 2556: 42) ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชา คณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการจัดการเรียนการสอน เพื่อเป็น แนวทางสำหรับครูผู้สอนคณิตศาสตร์ที่จะช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยกว่า เกณฑ์ 75/75 เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1


4 2. เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่าง หลังเรียนกับก่อนเรียน 3. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สมมติฐานการวิจัย 1. แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มี ประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ไม่น้อยกว่าเกณฑ์75/75 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่าง หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มี ประสิทธิผลไม่น้อยกว่า 0.50 ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2564 2. ตัวแปรในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 2.2.1 ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ 2.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 2.2.3 ประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ 3. เนื้อหาสาระที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เรื่อง สถิติ(1) วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 คือ 3.1 คำถามทางสถิติ 3.2 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.3 การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิรูปภาพ 3.4 การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิแท่ง 3.5 การนำเสนอข้อมูลด้วยกราฟเส้น 3.6 การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิรูปวงกลม 4. ระยะเวลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 เวลา 14 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง


5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อประเภทหนึ่งที่เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมสำหรับให้นักเรียนฝึก ปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจและทักษะเพิ่มมากขึ้น เป็นสื่อที่สร้างขึ้นให้ผู้เรียนฝึกทักษะเพื่อให้เกิด การเรียนรู้ที่ถาวรมีส่วนประกอบ ดังนี้ชื่อชุดฝึกทักษะในแต่ละชุดย่อย จุดประสงค์ตัวอย่าง ชุดฝึกทักษะ ภาพประกอบ ข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน และแบบประเมินบันทึกผลการใช้ 2. ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 หมายถึง คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึก ทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ด้านกระบวนการและผลลัพธ์ซึ่งคำนวณจากคะแนนเฉลี่ย ระหว่างเรียน แบบทดสอบย่อยหรือการทำงานกลุ่ม กระบวนการเรียนรู้และการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด ไว้ (E1/E2) 75/75 ดังนี้ 75 ตัวแรก (E1) หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการ ค่าเฉลี่ยร้อยละ 75 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้จากคะแนนการสังเกตพฤติกรรมและการทดสอบย่อย 75 ตัวหลัง (E2) หมายถึง ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 75 ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้จากคะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่แสดงออกถึง ความสามารถทางการเรียนรู้ตามเนื้อหาสาระหลังจากเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง สถิติ(1) วัดได้จาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย 4 ตัวเลือกจำนวน 30 ข้อ 4. ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ค่าแสดงความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ที่วิเคราะห์จากการ เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียนและความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนกับ คะแนนเต็ม ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้แผนการจัดการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ที่มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 2. ได้ทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 3. ได้แนวทางสำหรับครูผู้สอนคณิตศาสตร์ที่จะช่วยให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้น


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้เสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามลำดับ ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2560 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษา 2. แบบฝึกทักษะ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. การหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 5. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยในประเทศ 6.2 งานวิจัยต่างประเทศ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) กลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา การศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ พบว่ามีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ความสำคัญของคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ สาระมาตรฐานการเรียนรู้และคุณภาพผู้เรียน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560: 1-5) 1. ความสำคัญของคณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากคณิตศาสตร์ ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหา หรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือใน การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และศาสตร์อื่นๆ อันเป็นรากฐานในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของ ชาติให้มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ทัดเทียมกับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จึง จำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับนี้ จัดทำขึ้นโดยคำนึงถึงการส่งเสริมให้ ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นสำคัญ นั่นคือ การเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะ


7 ด้านด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี การสื่อสารและการร่วมมือ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม สามารถแข่งขันและอยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้ ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ พร้อมที่จะ ประกอบอาชีพเมื่อจบการศึกษา หรือ สามารถศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้นสถานศึกษาควรจัดการ เรียนรู้ให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน 2. กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จัดเป็น 3 สาระ ได้แก่ จำนวนและพีชคณิต การวัดและเรขาคณิต และสถิติและความน่าจะเป็น 2.1 สถิติและความน่าจะเป็น เรียนรู้เกี่ยวกับ การตั้งคำถามทางสถิติ การเก็บรวบรวม ข้อมูล การคำนวณค่าสถิติ การนำเสนอและแปลผลสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หลักการนับ เบื้องต้น ความน่าจะเป็น การใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นในการอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ และ ช่วยในการตัดสินใจ 3. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็น มาตรฐาน ค 3.1 เข้าใจกระบวนการทางสถิติ และใช้ความรู้ทางสถิติในการแก้ปัญหา 4. คุณภาพผู้เรียน เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจำนวนจริง ความสัมพันธ์ของ จำนวนจริง สมบัติของจำนวนจริง และใช้ความรู้ความเข้าใจนี้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 5. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ จากการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) พบว่าเนื้อหาเรื่อง สถิติ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จัดอยู่ในสาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็น ซึ่งมีความสัมพันธ์กับมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลาง ดังแสดงในตารางที่ 1 (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2560) ตารางที่ 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ มาตรฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ค 3.1 เข้าใจกระบวนการ ทางสถิติ และใช้ความรู้ ทางสถิติในการแก้ปัญหา 1. เข้าใจและใช้ความรู้ทางสถิติ ในการนำเสนอข้อมูล และแปล ความหมายข้อมูลรวมทั้งนำ ข้อมูลสถิติไปใช้ในชีวิตจริงโดย ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สถิติ - การตั้งคำถามทางสถิติ - การเก็บรวบรวมข้อมูล - การนำเสนอข้อมูล • แผนภูมิรูปภาพ • แผนภูมิแท่ง


8 • กราฟเส้น • แผนภูมิรูแวงกลม - การแปลความหมายข้อมูล - การนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริง แบบฝึกทักษะ 1. ความหมายและความสำคัญของแบบฝึกทักษะ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2549: 113) ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะว่า แบบฝึกหรือแบบฝึกหัด หรือแบบฝึกเสริมทักษะ เป็นสื่อการเรียนประเภทหนึ่งที่เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริม สำหรับให้นักเรียนฝึก ปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่หนังสือเรียนจะมีแบบฝึกหัดอยู่ท้าย บทเรียนในบางวิชาแบบฝึกหัดจะมีลักษณะเป็นแบบฝึกปฏิบัติ ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550: 18) ได้กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง กิจกรรมพัฒนา ทักษะการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม มีความหลากหลาย และปริมาณเพียงพอที่ สามารถตรวจสอบและพัฒนาทักษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ สามารถนำผู้เรียนสู่การสรุป ความคิดรวบยอดและหลักการสำคัญของสาระการเรียนรู้ รวมทั้งทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบ ความ เข้าใจในบทเรียนด้วยตนเองได้ ปราณี จิณฤทธิ์ (2552: 32) ได้กล่าวว่า แบบฝึก หมายถึง งานที่ครูมอบหมายให้นักเรียนทำด้วย ตนเองภายหลังจากได้เรียนบทเรียน เพื่อเป็นการทบทวนและฝึกทักษะในเรื่องที่เรียนผ่านมาแล้ว ประภาพร ถิ่นอ่อง (2553: 29) ได้กล่าวว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่สร้าง ขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้ ความเข้าใจเพิ่มขึ้น โดยที่กิจกรรมที่ได้ปฏิบัติใน แบบฝึกนั้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ทำให้นักเรียนมีความรู้และทักษะมากขึ้น เพราะมีรูปแบบ หรือลักษณะที่หลากหลาย สมพร ตอยยีบี (2554: 32) ได้กล่าวว่า แบบฝึกทักษะเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึก ปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะและความรู้ต่าง ๆ จนเกิดความชำนาญ และสามารถนำความรู้ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ปราณี จิณฤทธิ์ (2552) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกหมายถึงงานที่ครู มอบหมายให้นักเรียนทำด้วยตนเองภายหลังจากได้เรียนบทเรียน เพื่อเป็นการทบทวนและฝึกทักษะในเรื่อง ที่เรียนผ่านมาแล้ว คณิศร ศรีประไพ (2555) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่าแบบฝึก แบบฝึกหัด หรือชุด การฝึก เป็นคำที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน คืองานหรือกิจกรรมที่ผู้สอน มอบหมายให้ผู้เรียนกระทำเพื่อฝึก ทักษะและทบทวนความรู้ ที่ได้เรียนไปแล้วให้เกิดความชำนาญ ถูกต้อง คล่องแคล่ว จนสามารถนำความรู้ ไปแก้ปัญหาได้โดยอัตโนมัติ


9 บุญนำ เกษี (2556) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนการสอน ที่สร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น โดยกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติใน แบบฝึกนั้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่เรียนไปแล้ว ทำให้นักเรียนมีความรู้ และทักษะมากขึ้น และทำให้ผู้เรียน มองเห็นความก้าวหน้าจากผลการเรียนรู้ของตนเองได้ จากความหมายของแบบฝึกทักษะที่ได้กล่าวมา สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียน การสอนชนิดหนึ่งที่ครูจัดขึ้นเพื่อใช้ฝึกทักษะให้กับผู้เรียนได้ฝึกฝนด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และเกิดความชำนาญในเรื่องนั้นอย่างหลากหลายจนสามารถนำไปปฏิบัติได้และสามารถนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ 2. ประเภทของแบบฝึกทักษะ สำลี รักสุทธี(ม.ป.ป.: 31-32) กล่าวไว้ว่า แบบฝึกจะมีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้ 1. แบบฝึกเสริมทักษะ เป็นแบบฝึกที่นำไปใช้กับนักเรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ มีความคิด ความจำเป็นพิเศษ สามารถเรียนรู้ได้เร็ว เพียงแนะนำนิดหน่อยก็เข้าใจได้ หรือกลุ่มนักเรียนที่เรียกว่า อุฆฎิตัญญู คือกลุ่มนักเรียนที่มีสติปัญญาเป็นเลิศนั่นเอง ดังนั้น แบบฝึกเสริมทักษะ จึงนำไปใช้เสริมเพื่อ พัฒนาความเป็นเลิศของนักเรียนกลุ่มนี้ให้ก้าวไปก่อนเพื่อน 2. แบบฝึกทักษะ เป็นแบบฝึกที่นำไปใช้กับนักเรียนที่มีความสามารถระดับปานกลางหรือที่ เรียกว่า เนยยะบุคคล คือกลุ่มนักเรียนสามารถฝึกได้ สอนได้ ใช้สื่อ นวัตกรรม หรือแบบฝึกทักษะแล้ว สามารถเข้าใจเนื้อหาได้ นักเรียนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มใหญ่ เป็นกลุ่มปกติ 3. แบบฝึกซ่อมทักษะ เป็นแบบฝึกที่นำไปใช้กับนักเรียนที่มีปัญหาทางการเรียนมีความบกพร่อง ด้านใดด้านหนึ่ง เป็นนักเรียนที่มีสติปัญญาระดับต่ำ หรือเด็กแอลดี (LD-Learning Disability) หรือที่ เรียกว่า ปทปรมะ คือนักเรียนมีปัญหาขั้นวิกฤต 3. องค์ประกอบของแบบฝึกทักษะ แบบฝึกควรมีองค์ประกอบ ดังนี้(สุนันทา สุนทรประเสริฐ. 2544 : 11) 1. คู่มือการใช้แบบฝึก เป็นเอกสารสำคัญประกอบการใช้แบบฝึกว่า ใช้เพื่ออะไรและมีวิธีการใช้ อย่างไร เช่น ใช้เป็นงานฝึกท้ายบทเรียน ใช้เป็นการบ้าน ใช้สอนซ่อมเสริม ควรประกอบด้วย 1.1 ส่วนประกอบของแบบฝึก จะระบุว่าในแบบฝึกนี้มีทั้งหมดกี่ชุด อะไรบ้างและมีส่วน ประกอบอื่นๆหรือไม่ เช่น แบบทดสอบ หรือแบบบันทึกผลการประเมิน 1.2 สิ่งที่ครูหรือนักเรียนต้องเตรียม จะเป็นการบอกให้ครูหรือนักเรียนเตรียมตัวให้พร้อม ล่วงหน้า 1.3 จุดประสงค์ในการฝึก 1.4 ขั้นตอนในการใช้ บอกเป็นข้อๆตามลำดับการใช้ และอาจเขียนในรูปแนวการสอนหรือ แผนการสอนจะชัดเจนยิ่งขึ้น


10 2. แบบฝึก เป็นสื่อที่สร้างขึ้นให้ผู้เรียนฝึกทักษะเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ถาวร มีส่วนประกอบ ดังนี้ 2.1 ชื่อชุดฝึกในแต่ละชุดย่อย 2.2 จุดประสงค์ 2.3 ตัวอย่าง 2.4 ชุดฝึก 2.5 ภาพประกอบ 2.6 ข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน 2.7 แบบประเมินบันทึกผลการใช้ สรุปได้ว่าแบบฝึกทักษะประกอบด้วยคู่มือการใช้แบบฝึกทักษะ ชื่อชุดฝึกในแต่ละชุดย่อย จุดประสงค์ ตัวอย่าง ชุดฝึก ภาพประกอบ ข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบประเมินบันทึกผลการใช้ 4. หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ นิตยา กิจโร (2553: 40) ได้สรุปหลักการสร้างแบบฝึกไว้ ดังนี้ 1. ก่อนสร้างแบบฝึกจำเป็นต้องกำหนดโครงร่างไว้ก่อนว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไรแบบฝึกเกี่ยวกับ เรื่องอะไร 2. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3. เขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 4. แจ้งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมย่อย โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของผู้เรียน 5. กำหนดอุปกรณ์ที่ใช้ในแต่ละกิจกรรม 6. กำหนดเวลา และขั้นตอนให้เหมาะสม 7. การประเมินผลอย่างไร ประภาพร ถิ่นอ่อง (2553: 35) ได้กล่าวว่า หลักการสร้างแบบฝึกทักษะควรคำนึงถึงหลักจิตวิทยา ในการเรียนรู้โดยมีจุดมุ่งหมายในการฝึก แบบฝึกควรเริ่มจากง่ายไปหายาก มีหลายแบบ มีตัวอย่างประกอบ มีภาพประกอบ และสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง ปราณี จิณฤทธิ์ (2552: 32) ได้กล่าวว่า หลักการสร้างแบบฝึกผู้สร้างต้องคำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล แบบฝึกที่สร้างต้องมีหลาย ๆ รูปแบบ สร้างจากง่ายไปหายากมีความถูกต้อง ในการสร้าง แบบฝึกมีการสอดแทรกทักษะวิชาอื่นเข้าไปด้วย ควรจัดทำแบบฝึกไว้ล่วงหน้า เพราะแบบฝึกควรทำ หลังจากผู้เรียนได้เรียนบทเรียนในเรื่องนั้น ๆ จบลงทันที อุษณีย์ เสือจันทร์ (2553: 26) ได้กล่าวว่า หลักการสร้างแบบฝึกผู้สร้างต้องศึกษาปัญหาของเนื้อหา ที่นำมาสร้างแบบฝึก โดยนำมาตั้งวัตถุประสงค์ตลอดจนรูปแบบ และวางแผนขั้นตอนการใช้แบบฝึก การ สร้างแบบฝึกต้องสอดคล้องกับเนื้อหาและทักษะที่ต้องการฝึก ต้องนำหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ และจิตวิทยา


11 พัฒนาการมาเป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึกก่อนนำไปใช้ควรมีการทดลองใช้เพื่อหาข้อบกพร่องของแบบ ฝึก ดังที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า หลักการสร้างแบบฝึกทักษะควรคำนึงถึงหลักจิตวิทยาในการเรียนรู้โดย มีจุดมุ่งหมายในการฝึก มีหลายรูปแบบและแบบฝึกควรเริ่มจากง่ายไปหายาก มีหลายแบบ มีตัวอย่าง ประกอบ มีภาพประกอบ และสามารถศึกษาได้ด้วยตนเอง 5. ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดี การเลือกใช้แบบฝึกทักษะเพื่อใช้เป็นแบบสื่อในการเรียนการสอนนั้นครูต้องคำนึงถึงลักษณะ ของแบบฝึกทักษะที่มีอยู่มากมาย เพื่อให้เหมาะสมกับผู้เรียนและเป็นการใช้สื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่ง ได้มีนักวิชาการได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดีไว้หลายท่าน ดังนี้ ริเวอร์ ( Rivers, 1968) กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีว่าควรมีลักษณะดังนี้ 1. ต้องมีการฝึกนักเรียนมากพอสมควรในเรื่องหนึ่ง ๆ ก่อนที่จะมีการฝึกเรื่องอื่น ๆ ต่อไป ทั้งนี้ทำขึ้นเพื่อการสอนมิใช่ทำขึ้นเพื่อทดสอบ 2. แต่ละบทควรฝึกโดยใช้แถบประโยคเพียงหนึ่งแถบเท่านั้น 3. ฝึกโครงสร้างใหม่และสิ่งที่เรียนรู้แล้ว 4. ประโยคที่ฝึกควรเป็นประโยคสั้น 5. ประโยคและคำศัพท์ควรเป็นที่ใช้พูดกันในชีวิตประจำวันที่นักเรียนรู้จักดีแล้ว 6. เป็นแบบฝึกที่นักเรียนใช้ความคิดด้วย 7. แบบฝึกควรมีหลายๆ แบบ เพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย 8. ควรฝึกให้นักเรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนแล้วใช้ในชีวิตประจำวันได้ กุศยา แสงเดช (2545 : 12) กล่าวว่าแบบฝึกที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ 1. เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาแล้ว 2. เหมาะสมกับระดับชั้น หรือวัยของผู้เรียน 3. มีคำชี้แจงสั้น ๆ เพื่อให้เข้าใจง่าย 4. ใช้เวลาเหมะสมที่สุด 5. มีสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ 6. ควรมีข้อแนะนำการใช้ 7. มีให้เลือกตอบอย่างจำกัดและตอบอย่างเสรี 8. ถ้าเป็นแบบฝึกหัดที่ต้องการให้ผู้เรียนศึกษาด้วยตนเองแบบฝึกหัดควรมีหลายรูปแบบ 9. ควรใช้สำนวนภาง่าย ๆ ฝึกให้คิดแล้สนุกสนาน สำลี รักสุทธี (ม.ป.ป.: 31-32) ได้กล่าวถึง ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดี มีดังนี้ 1. มีคำสั่งชัดเจน เข้าใจ เหมาะสมกับวัยเด็ก


12 2. มีตัวอย่างประกอบ ตัวอย่างที่ดีควรให้ผู้เรียนเกิดความคิดหลาย ๆ แนวคิด 3. มีตัวอย่างประกอบเพื่อดึงดุดความสนใจและสื่อความหมาย 4. มีเนื้อที่สำหรับเขียน เว้นให้มีขนาดเหมาะสมกับคำที่นักเรียนต้องการเขียน 5. การวางรูปแบบที่ดี จะทำให้เกิดความเรียบร้อย สวยงามและประหยัด 6. ควรบันทึกวีการสอนที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของแบบฝึกไว้ในคู่มือ พินิจ จันทร์ซ้าย (2546: 92) กล่าวถึง ลักษณะของแบบฝึกที่ดี ประกอบด้วยเนื้อหาต้องชัดเจน มีรูปแบบ เร้าความสนใจ ตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียน และทำให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียน อำนวย เลื่อมใส (2546: 93) กล่าวถึง ลักษณะที่ดีของแบบฝึกทักษะ ดังนี้ 1. ควรเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาแล้ว เป็นเรื่องที่มีความหมายต่อผู้เรียน และสามารถ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 2. ตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝึก ลงทุนน้อย และทันสมัยอยู่เสมอ 3. ภาพประกอบ ภาษา สำนวนภาษา ความยากง่าย และเวลาในการฝึกมีความเหมาะสม กับวัยและพื้นฐานความรู้ความสามารถของผู้เรียน เพราะจะทำให้ฝึกคิดได้เร็วและสนุกสนาน 4. ใช้หลักจิตวิทยา ปลุกเร้าความสนใจ มีสิ่งแปลกใหม่ น่าสนใจและท้าทายให้ผู้เรียน สามารถแสดงความสามารถได้เต็มศักยภาพ และตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น 5. มีข้อเสนอแนะ คำชี้แจง และตัวอย่างสั้น ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจวิธีทำได้ง่าย ๆ 6. มีหลายรูปแบบ ให้เลือกตอบอย่างจำกัดและอย่างเสรี เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกฝึกและ ศึกษาด้วยตนเอง 7. ควรเลือกฝึกเป็นเรื่อง ๆ แต่ละเรื่อง ไม่ควรยาวจนเกินไป เน้นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ เลือกฝึกและศึกษาด้วยตนเอง 8. ควรได้รับการปรับปรุงควบคู่กับหนังสือเรียนเสมอ และควรใช้ได้ดีทั้งในห้องเรียน และนอกห้องเรียน 9. ควรเป็นแบบฝึกที่สามารถประเมินและจำแนกความเจริญงอกงามของผู้เรียนได้อีกด้วย ประภาพร ถิ่นอ่อง (2553: 33) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีต้องมีจุดหมายที่แน่นอนจะ ทำการฝึกทักษะด้านใด ควรใช้ภาษาง่าย ๆ และมีความน่าสนใจเรียงลำดับจากง่ายไปหายากให้เหมาะสม กับวัยและความสามารถของผู้เรียน มีเนื้อหาตรง จัดกิจกรรมให้หลากหลายเพื่อดึงดูดความสนใจและเกิด ประสิทธิภาพในการเรียน ปราณี จิณฤทธิ์ (2552: 32) ได้กล่าวว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีต้องสร้างให้เกี่ยวข้องกับ บทเรียนเป็นแบบฝึกสำหรับเด็กเก่งและใช้ซ่อมเสริมเด็กอ่อนได้มีความหลากหลายในแบบฝึกชุดหนึ่ง มี คำสั่งที่ชัดเจน เปิดโอกาสให้ผู้ฝึกได้คิดท้าทายความสามารถมีความเหมาะสมกับวัย ใช้เวลาฝึกไม่นาน ผู้ฝึก สามารถนำประโยชน์จากการทำแบบฝึกไปประยุกต์ปรับเปลี่ยนนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ดังที่กล่าว มาแล้วสรุปได้ว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดีควรสร้างเพื่อฝึกทักษะเฉพาะอย่าง คำนึงถึงความเหมาะสมกับวัย


13 ความสามารถ และพัฒนาการของผู้เรียน โดยใช้ภาษาที่ง่ายชัดเจน มีกิจกรรมหลายรูปแบบ เพื่อเร้าความ สนใจของผู้เรียน มีภาพประกอบ ฝึกตามลำดับขั้นเรียงจากง่ายไปหายาก ใช้เวลาฝึกพอสมควร และมีการ ประเมินผลการใช้แบบฝึกเพื่อให้ผู้เรียนได้ประเมินความสามารถของตนเองประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ ไพบูลย์ มูลดี (2546: 52) กล่าวถึง ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ ดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น 2. ช่วยให้ผู้เรียนจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่าง ๆ ได้คงทน 3. ทำให้เกิดความสนุกสนานขณะเรียน 4. ทำให้ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง 5. ผู้เรียนสามารถทบทวนความรู้ได้ด้วยตนเอง 6. แบบฝึกทักษะสามารถนำมาวัดผลการเรียนที่เรียนแล้ว 7. ช่วยให้ครูทราบข้อบกพร่องของผู้เรียนและนำไปปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที อุษณีย์ เสือจันทร์ (2553: 17-18) ได้กล่าวว่า แบบฝึกช่วยในการฝึกเสริมทักษะทำให้จดจำ เนื้อหาได้คงทนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาที่เรียน สามารถนำมาแก้ปัญหาเป็นรายบุคคลและรายกลุ่มได้ดี ผู้เรียน สามารถนำมาทบทวนเนื้อได้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้เรียนทราบความก้าวหน้าของตน เป็นเครื่องมือที่ครูผู้สอนใช้ ประเมินผลการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีว่านักเรียนเข้าใจมากน้อยเพียงใด ปาริชาติ สุพรรณกลาง (2550: 23) ได้กล่าวว่า แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้และทักษะทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระครูผู้สอน ซึ่งประโยชน์ของแบบฝึกทำให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ มากขึ้น มีความเชื่อมั่น ฝึกทำงานด้วยตนเอง ทำให้มีความรับผิดชอบ และทำให้ครูทราบปัญหาและ ข้อบกพร่องของนักเรียนในเรื่องที่เรียน ทำให้สามารถแก้ปัญหาได้ทันที นอกจากนี้แบบฝึกยังเปิดโอกาสให้ เด็กฝึกทักษะอย่างเต็มที่ ทั้งยังช่วยให้คงอยู่ได้นาน และเป็นเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจบ บทเรียนแต่ละครั้งอีกด้วย สมพร ตอยยีบี (2554: 37) ได้กล่าวว่า แบบฝึกมีความสำคัญต่อการเรียนการสอนในรายวิชา ต่าง ๆ เพราะจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาบทเรียน และยังสามารถทบทวนเนื้อหาได้ด้วยตนเอง ดังที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะที่ดีควรเป็นแบบฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียน สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการฝึก ตอบสนองความแตกต่างและความพร้อมของผู้เรียน มีคำชี้แจงในการ ใช้ เวลาในการฝึกไม่นานเกินไป ใช้ภาษาสั้น ๆ เข้าใจง่ายและต้องมีหลายรูปแบบ และแบบฝึกมีความสำคัญ ทำให้เกิดทักษะความชำนาญหากแต่ต้องการได้รับการฝึกหลาย ๆ ครั้ง หลายรูปแบบ เมื่อผู้เรียนได้รับการ ฝึกแล้วอย่างน้อยผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้แน่นอน แบบฝึกมีประโยชน์ต่อครูผู้สอนในการแก้ปัญหา ของนักเรียนที่มีปัญหามาก 6. หลักจิตวิทยาในการสร้างแบบฝึกทักษะ การนำหลักจิตวิทยามาเป็นกรอบแนวคิดในการสร้างแบบฝึกทักษะ ทำให้แบบฝึกทักษะมีความ สมบูรณ์ และมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้กับนักเรียน และนักเรียนมีโอกาสที่จะตอบสนองสิ่งเร้าด้วยการ


14 แสดงออกทางความสามารถ ความรู้ความเข้าใจที่เหมาะสมกับวัยความสามารถและความสนใจของผู้เรียน หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกมีหลายประการ (สำลี รักสุทธี, ม.ป.ป.: 34-36) ดังนี้ 1. กฎการเรียนรู้ของ ธอร์นไดด์ (Thorndike) ในการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ 1.1 กฎแห่งการฝึกฝน (Law of Exercise) คือการให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดมาก ๆจะทำให้ เกิดความคล่องและชำนาญ การสร้างแบบฝึก จึงช่วยให้ผู้เรียนทำแบบฝึกที่เสริมจากแบบฝึกในบทเรียนและ มีหลายรูปแบบ 1.2 กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) คือการให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการเรียน จะทำให้เกิดความพอใจในการเรียน 1.3 กฎแห่งผล (Law of Effect) คือ แบบฝึกต้องมีเนื้อหาที่สนใจของผู้เรียนความยากง่าย ที่เหมาะสมกับวัยและสติปัญญา มีสิ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนพอใจในการเรียนกระประเมินผลควรกระทำอย่าง รวดเร็ว หลังจากผู้เรียนทำเสร็จแล้ว 2. ทฤษฏีการเรียนรู้ของกาเย่ ซึ่งเขามีความเห็นว่าการเรียนรู้มีลำดับขั้น และผู้เรียนจะต้อง เรียนรู้เนื้อหาที่ง่ายไปหายาก แนวคิดของกาเย่มีว่า“การเรียนรู้มีลำดับขั้นตอน ดังนั้นก่อนที่จะสอนเด็ก แก้ปัญหาได้นั้น เด็กจะต้องเรียนรู้ความคิดรวบยอดหรือหลักเกณฑ์มาก่อนซึ่งในการสอนให้เด็กได้ความคิด รวบยอดหรือกฎเกณฑ์นั้น จะทำให้เด็กเป็นผู้สรุปความคิดรวบยอดด้วยตัวเองแทนที่ครูจะเป็นผู้บอก” การ สร้างแบบฝึกจึงควรคำนึงถึงการฝึกตามลำดับขั้นจากง่ายไปยาก 3. แนวคิดของบลูม ซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติผู้เรียนแต่ละคนว่ามีความแตกต่างกันผู้เรียนจะ สามารถเรียนรู้เนื้อหาในหน่วยย่อยต่าง ๆ ได้โดยใช้เวลาเรียนที่แตกต่างกัน ดังนั้นการสร้างแบบฝึกจึงต้องมี การกำหนดเงื่อนไขที่จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนสามารถผ่านลำดับขั้นตอนของทุกหน่วยการเรียนได้ ถ้านักเรียน ได้เรียนตามอัตราเวลาเรียนของตนก็จะทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น 4. ทฤษฏีการเรียนรู้ ของ โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) เขาเชื่อว่ามีบุคคลมีเชาวน์ ปัญญาแตกต่างกัน แต่ละคนจะมีความสามารถแตกต่างกัน คนหนึ่งอาจเรียนรู้ดนตรีได้ง่าย อีกคนเรียนรู้ คณิตศาสตร์ได้ดี ขณะที่อีกคนเรียนภาษาได้เก่ง เป็นต้น ครูควรคำนึงถึงนักเรียนแต่ละคนว่ามีความรู้ ความ ถนัด ความสามารถและความสนใจที่แตกต่างกัน ดังนั้นการสร้างแบบฝึกจึงควรพิจารณาถึงความเหมาะสม กับบุคคล ไม่ยากและไม่ง่ายเกินไป ควรมีคละกันหลายแบบการจูงใจผู้เรียนสามารถทำได้ โดยการทำแบบ ฝึกจากง่ายไปหายาก เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้เรียน เป็นการกระตุ้นให้ติดตามต่อไป และทำให้ผู้เรียน ประสบความสำเร็จในการทำแบบฝึกควรเป็นแบบสั้น ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนไม่เบื่อหน่ายการนำสิ่งที่มี ความหมายต่อชีวิต และการเรียนรู้มาให้นักเรียน โดยทดลองทำภาษาที่ใช้พูดใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ ผู้เรียนได้เรียนและทำแบบฝึกหัดในสิ่งที่ใกล้ตัว จะทำให้จำได้แม่นยำ นักเรียน ยังสามารถนำหลักและ ความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ได้อีกด้วย


15 7. แนวคิดในการสร้างแบบฝึกทักษะ สำลี รักสุทธี (ม.ป.ป.: 36) ได้กล่าวถึง แนวคิดในการสร้างแบบฝึกทักษะ ดังนี้ 1. สอดคล้องกับจิตวิทยา และพัฒนาการของเด็ก 2. ต้องกำหนดจุดหมายที่จะฝึก เนื้อหาตรงกับจุดหมายที่วางไว้ 3. ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของเด็ก 4. แต่ละแบบฝึกต้องมีคำสั่ง หรือคำชี้แจงง่าย ๆ สั้น ๆ 5. แบบฝึกต้องมีความถูกต้อง 6. การทำแบบฝึกแต่ละครั้งเหมาะสมกับเวลาและความสนใจของเด็ก 7. แบบฝึกต้องมีหลายแบบ เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง 8. กระดาษที่เด็กทำแบบฝึก ต้องเหนียวและทนทานพอสมควร ชุลีพร แจ่มถนอม (2542: 32) ได้กล่าวว่า การสร้างแบบฝึกต้องคำนึงถึงตัวนักเรียนเป็นหลัก โดยมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนว่าจะฝึกเรื่องอะไร ด้านใด จัดเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เนื้อหาไม่ยาก เกินไป และมีหลายรูปแบบที่น่าสนใจ การสร้างแบบฝึกควรคำนึงถึงเรื่องสำคัญ ดังนี้ 1. ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ 2. คำนึงถึงภาษาที่ใช้ให้เหมาะสม สั้น ๆ และชัดเจน 3. มีจุดมุ่งหมายในการสร้าง 4. มีการกำหนดเนื้อหาชัดเจน ไม่ยากจนเกินไป 5. รูปแบบน่าสนใจ สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2544: 11) ได้เสนอแนะแนวทางในการสร้างแบบฝึกไว้ดังนี้ 1. ต้องให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาก่อนใช้แบบฝึก 2. ในแต่ละแบบฝึกอาจมีเนื้อหาสรุปย่อ หรือหลักเกณฑ์ไว้ให้ผู้เรียนได้ศึกษาทบทวนก่อน 3. ควรสร้างแบบฝึกให้ครอบคลุมเนื้อหา และจุดประสงค์ที่ต้องการและไม่ยากหรือง่าย จนเกินไป 4. คำนึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ของเด็กให้เหมาะสมกับวุฒิภาวะ และความแตกต่าง ของผู้เรียน 5. ควรศึกษาแนวทางการสร้างแบบฝึกให้เข้าใจก่อนปฏิบัติการสร้าง อาจนำหลักการของ ผู้อื่น หรือทฤษฎีการเรียนรู้ของนักการศึกษา หรือนักจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อหา และ สถานการณ์ได้ 6. ควรมีคู่มือการใช้แบบฝึก เพื่อให้ผู้สอนคนอื่นนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวาง หากไม่มีคู่มือ ต้องมีคำชี้แจงขั้นตอนการใช้ให้ชัดเจน แนบไปในแบบฝึกนั้นด้วย 7. การสร้างแบบฝึก ควรพิจารณารูปแบบให้เหมาะกับธรรมชาติของแต่ละเนื้อหาวิชา รูปแบบจึงมีความแตกต่างกันไปตามสภาพการณ์


16 8. การออกแบบชุดฝึกควรมีความหลากหลาย ไม่ซ้ำซาก ไม่ใช้รูปแบบเดียว เพราะจะทำ ให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่าย ควรมีแบบฝึกหลาย ๆ แบบ เพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้เกิดทักษะอย่างกว้างขวาง และสร้างเสริมความคิดสร้างสรรค์ 9. การใช้ภาพประกอบเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้แบบฝึกน่าสนใจ และยังเป็นการพัก สายตาให้กับผู้เรียนอีกด้วย 10. การสร้างแบบฝึกหากต้องการให้สมบูรณ์ครบถ้วน ควรสร้างในลักษณะของเอกสาร ประกอบการสอน แต่จะเน้นความหลากหลายของแบบฝึกมากกว่า และเนื้อหาที่สรุปไว้ควรมีลักษณะเพียง ย่อๆ 11. แบบฝึกต้องมีความถูกต้องอย่าให้มีข้อผิดพลาดโดยเด็ดขาด เพราะเหมือนยื่นยาพิษ ให้กับลูกศิษย์โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เขาจะจำในสิ่งที่ผิด ๆ ตลอดไป 12. คำสั่งในแบบฝึกเป็นสิ่งที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะคำสั่งคือประตูบานใหญ่ที่จะไข ความรู้ ความเข้าใจของผู้เรียนไปสู่ความสำเร็จ คำสั่งจึงต้องสั้นกะทัดรัด และเข้าใจง่ายไม่ทำให้ผู้เรียนสับสน 13. การกำหนดเวลาในการใช้แบบฝึกในแต่ละชุดควรให้เหมาะสมกับเนื้อหา และความ สนใจของผู้เรียน สมพร ตอยยีบี (2554: 39) ได้กล่าวว่า การสร้างแบบฝึกทักษะต้องมีหลักการและแนวทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดแบบฝึกที่ชัดเจน แน่นอน และภาษาที่เข้าใจง่ายเหมาะสมกับวัย ควรมีความยาก ง่ายแตกต่างกัน และต้องมีหลายรูปแบบ เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสในการใช้ภาษาอย่างมีประสิทธิภาพ แบบ ฝึกนั้นมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านผู้เรียนทำให้เด็กเกิดความเข้าใจในบทเรียนดี ยิ่งขึ้น และในด้านครูผู้สอนเกี่ยวกับเนื้อหาวิธีการสอน และกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะของนกเรียนให้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น สรุปได้ว่า การสร้างแบบฝึกทักษะต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล แบบฝึกทักษะ จะต้องมีหลาย ๆ รูปแบบ ควรมีเนื้อหาที่สรุปไว้มีลักษณะย่อ ๆ สร้างเริ่มจากง่ายไปหายาก และจะต้อง ถูกต้อง คำสั่งในแบบฝึกทักษะต้องสั้นกะทัดรัดและเข้าใจง่าย ควรมีการสอดแทรกทักษะด้านอื่น ๆ เข้าไป ด้วย 8. ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ สำลี รักสุทธี (ม.ป.ป.: 34) กล่าวถึง ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะ ดังนี้ 1. สำรวจปัญหา สาระ ตังบ่งชี้ที่เป็นปัญหาและความต้องการ เพื่อจัดกิจกรรมการเรียน การสอนไปแล้ว ครูผู้สอนย่อมทราบดีว่า บรรลุตามจุดประสงค์หรือไม่ รวบรวมปัญหาและความต้องการใน การแก้ปัญหา หรือความต้องการที่จะพัฒนาการเรียนการสอนในแต่ละตัวบ่งชี้ 2. กำหนดจุดประสงค์ในการสร้างแบบฝึกทักษะ ให้ชัดเจนตรงตามตัวบ่งชี้ที่เป็นปัญหา เพื่อตอบคำถาม ว่าสร้างแบบฝึกเพื่ออะไร ต้องการให้ผู้เรียนรู้อะไร และเป็นอย่างไร 3. วิเคราะห์ปัญหาที่เรียนในแต่ละจุดประสงค์ ว่าประกอบด้วยอะไร


17 4. ศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู้ จิตวิทยาการอ่านของผู้เรียนในแต่ละชั้นว่า เด็กแต่ละคนมี ความสนใจเรื่องอะไร เช่น จิตวิทยาการอ่านที่นำไปใช้แบบฝึกทักษะ ประกอบด้วย 4.1 ความใกล้ชิด คือ ถ้าใช้สิ่งเร้าและตอบสนองเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันจะสร้าง ความพอใจให้แก่ผู้เรียน 4.2 การฝึกหัด คือ การให้ผู้เรียนได้ทำซ้ำ ๆ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจที่แม่นยำ 4.3 กฎแห่งผล คือ การให้ผู้เรียนได้ทราบผลการทำงานของตนด้วยการเฉลยคำตอบ จะช่วยให้ผู้เรียนได้ทราบข้อบกพร่องเพื่อปรับปรุงแก้ไขและเป็นการสร้างความพอใจแก่ผู้เรียนได้ 4.4 การจูงใจ คือ การจัดแบบฝึกหัดเรียงตามลำดับจากแบบฝึกที่ง่ายและสั้น และสู่ เรื่องยาวและยากขึ้น ควรมีภาพประกอบและหลายรูปแบบ 5. กำหนดกรอบการสร้างแบบฝึกว่าควรประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง แต่ละเรื่องควรมี กิจกรรมอะไรบ้าง มีความยาวเพียงใด จะนำเสนอโดยใช้ภาพประกอบหรือไม่ 6. ลงมือเขียนแบบฝึกแต่ละชุด 7. นำแบบฝึกนั้นไปให้ผู้ชำนาญการตรวจสอบความถูกต้อง ความตรงตามเนื้อหาเช่น ครู สอนภาษาไทยที่มีประสบการณ์ ศึกษานิเทศก์ เป็นต้น หรือนำไปทดลองกับผู้เรียนจำนวน 1-5 คน เพื่อ นำไปรวบรวมข้อมูลเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง 8. จัดพิมพ์หรืออัดสำเนาแบบฝึกเพื่อให้ผู้เรียนนำไปใช้ดังที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า ขั้นตอน ในการสร้างแบบฝึก มีดังนี้ สำรวจปัญหากำหนดจุดประสงค์ในการสร้างแบบฝึกทักษะ วิเคราะห์ปัญหาที่ เรียนในแต่ละจุดประสงค์ศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู้ กำหนดกรอบการสร้างแบบฝึก ลงมือเขียนแบบฝึกแต่ ละชุด นำแบบฝึกนั้นไปให้ผู้ชำนาญการตรวจสอบความถูกต้อง และจัดพิมพ์หรืออัดสำเนาแบบฝึกเพื่อให้ ผู้เรียนนำไปใช้ส่วนประกอบของแบบฝึกทักษะ สำลี รักสุทธี (ม.ป.ป.: 36-38) กล่าวถึง ส่วนประกอบของแบบฝึกชนิดต่าง ๆ ดังนี้ 1. คำแนะนำการใช้แบบฝึก 1.1 สำหรับครู เป็นคำแนะนำเพื่อให้ครูทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้แบบฝึกนั้น ๆ ว่า ครูจะต้องทำอย่างไร เตรียมอะไรบ้าง บทบาทของครูเป็นอย่างไร ขณะนักเรียนปฏิบัติครูควรมีบทบาท อย่างไร 1.2 สำหรับนักเรียน เป็นคำแนะนำเพื่อให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมตามที่แบบฝึก กำหนดไว้ให้ถูกต้อง เป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งจะมีคำชี้แจง คำอธิบายไว้ชัดเจนในการปฏิบัติกิจกรรม 2. แบบทดสอบก่อนเรียน เป็นแบบทดสอบเพื่อประเมินความรู้เดิมของนักเรียน 3. สาระสำคัญ เพื่อบอกให้รู้ถึงความสำคัญใจความสำคัญสั้นๆ ของเรื่องนั้น 4. ตัวบ่งชี้ เพื่อบอกให้ทราบถึงตัวบ่งชี้ที่เป็นปัญหาที่ต้องใช้สื่อ นวัตกรรมชุดนี้ 5. จุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อบอกให้ทราบว่าผู้เรียนต้องรู้อะไร เป็นอย่างไร 6. เนื้อหาสาระ


18 7. กิจกรรม 8. สรุป 9. แบบทดสอบหลังเรียนหากนำเข้าไปจัดเป็นรูปเล่มก็จะเพิ่มส่วนอื่นเข้าไปดังนี้ 1. เพิ่มส่วนหน้า ประกอบด้วย 1) ปกนอก 2) ปกใน 3) คำนิยม (ไม่มีก็ได้) 4) คำรับรอง (ไม่มีก็ได้) 5) คำนำ และ 6) สารบัญ 2. เพิ่มส่วนหลัง ประกอบด้วย 1) เฉลย 2) ใบความรู้ 3) บรรณานุกรม และ 4) ปกหลัง ดังที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะมีส่วนประกอบ ดังนี้ มีคำแนะนำการใช้แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบก่อนเรียน สาระสำคัญ ตัวบ่งชี้ จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาสาระกิจกรรม สรุป และมีการ แบบทดสอบหลังเรียน 9. การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ 9.1 ความหมายของประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ หมายถึง การนำแบบฝึกทักษะไปทดลอง (Tryout) กล่าวคือ เมื่อสร้างแบบฝึกทักษะแล้วก่อนที่จะนำไปใช้ควรมีการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพก่อน เพราะจะทำให้เราทราบถึงข้อบกพร่องหรือปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วปับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นทำให้เกิดความมั่นใจว่า แบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้นมามีประสิทธิภาพ เมื่อนำไปใช้แล้วเกิดผลดีต่อนักเรียนและประสบผลสำเร็จตาม จุดมุ่งหมายของนักเรียนรู้ที่วางไว้ สำหรับการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะนั้นได้มีนักวิชาการได้เสนอข้อคิดเห็น ไว้ ดังนี้ ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2533 : 138) ได้กล่าวถึงว่า การกำหนดประสิทธิภาพของสื่อการ สอน นิยมใช้เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เป็นเกณฑ์สำหรับเนื้อหาประเภทความรู้ความจำและใช้เกณฑ์ มาตรฐานดังกล่าว มีความหมายดังนี้ คือ 80 ตัวแรก หมายถึง ค่าร้อยละของประสิทธิภาพในด้าน กระบวนการของสื่อการสอน ซึ่งประกอบด้วย ผลของการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เช่น งานและแบบฝึกของ ผู้เรียน โดยนำคะแนนที่ได้จากการวัดกิจกรรมทั้งหลาย แล้วคำนวณหาค่าร้อยละเฉลี่ย ส่วน 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนจากการทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนทุกคนนำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยร้อยละ ก็จะได้ค่า ตัวเลขทั้งสอง เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานต่อไป ชุดฝึกที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องผ่านการ ทดลองหาประสิทธิภาพก่อน โดยนำชุดฝึกไปทดลองกับกลุ่มที่ไม่ใช้กลุ่มตัวอย่าง ทั้งเด็กอ่อน ปานกลาง และเก่ง และนำผลการทดลองมาเปรียบเทียบ โดยใช้คะแนนขณะทำการทดลองและคะแนนหลังการ ทดลองหรือคะแนนผลสัมฤทธิ์มาหาค่าเฉลี่ยร้อยละ โดยถือตามเกณฑ์ที่ได้ตั้งไว้ กุศยา แสงเดช (2545 : 19) ได้ให้ข้อคิดเห็น เกี่ยวกับการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกไว้ ว่า เมื่อเขียนแบบฝึกตามขั้นตอนในการสร้างแบบฝึกเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะทดลองใช้จริงควรมีการ ตรวจสอบเครื่องมือว่ามีคุณภาพหรือไม่โดยมีวิธีการดังนี้


19 1. นำแบบฝึกไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง ตรงตามวัตถุประสงค์และตรง ตามเนื้อหา ผู้ชำนาญการในที่นี้หมายถึง เพื่อนครูที่มีประสบการณ์ ศึกษานิเทศก์ 2. นำแบบฝึกไปใช้กับนักเรียน 1-5 คน เพื่อรวบรวมข้อมูลมาปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่อง 3. เมื่อแก้ไขข้อบกพร่องที่พบเสร็จสิ้นแล้วให้นำไปทดลองใช้จริงกับนักเรียน กลุ่มเป้าหมาย 4. เก็บข้อมูลและปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพ 5. นำไปใช้จริงและเผยแพร่ต่อไป 9.2 กำหนดเกณฑ์ประสิทธิภาพ เกณฑ์ประสิทธิภาพ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของสื่อการสอนที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้เป็นระดับที่ผู้สร้างพึงพอใจว่าสื่อนั้นมีประสิทธิภาพถึงระดับที่กำหนดไว้ แล้วก็มีคุณค่าที่จะ นำไปใช้สอนนักเรียน และคุ้มค่าแก่การผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งการกำหนดเกณฑ์ ประสิทธิภาพ กระทำได้โดยการประเมินพฤติกรรม 2 ประเภท คือ พฤติกรรมต่อเนื่อง (กระบวนการ) และ พฤติกรรมขั้นสุดท้าย (ผลลัพธ์) โดยกำหนดค่าประสิทธิ์ภาพเป็น E1 (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) และ E2 (ประสิทธิภาพของผลลัพธ์) ประสิทธิภาพของสื่อจะกำหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดหมายว่าผู้เรียนจะ เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นที่น่าพอใจโดยกำหนดเปอร์เซ็นต์ของผลเฉลี่ยของคะแนนการทำงานและการทำ กิจกรรมของผู้เรียนทั้งหมดต่อเปอร์เซ็นต์ของผลการทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนทั้งหมดนั่นคือ E1 / E2 คือประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ การที่จะกำหนดเกณฑ์ E1 / E2 ให้มีค่าเท่าใด นั้นผู้สอนเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสมโดยปกติเนื้อหาที่เป็นความรู้ความจำมักจะตั้งไว้ที่ 80/80 85/85 หรือ 90/90 ส่วนเนื้อหาที่เป็นทักษะหรือเจตคติอาจตั้งไว้ต่ำกว่านี้คือ 75/75 เป็นต้นอย่างไร ก็ตามการกำหนดเกณฑ์ไม่ควรตั้งไว้ต่ำเนื่องจากถ้าตั้งเกณฑ์ไว้เท่าใดก็มักได้ผลเท่านั้น การหาค่า E1 และ E2 ใช้สูตรดังนี้(เผชิญ กิจระการ, 2544: 49) 1 = ∑ × 100 เมื่อ 1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบย่อยหรือประกอบกิจกรรมระหว่างเรียน แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบย่อยหรือประกอบกิจกรรมระหว่างเรียน แทน จำนวนผู้เรียน


20 2 = ∑ × 100 เมื่อ 2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑ แทน คะแนนรวมของผลลัพธ์หลังเรียน แทน คะแนนเต็มของการสอบหลังเรียนด้วยแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน แทน จำนวนผู้เรียน 10. การหาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ 10.1 ความหมายของดัชนีประสิทธิผล เผชิญ กิจระการ (2546 : 1-6) กล่าวว่าดัชนีประสิทธิผลคือค่าความแตกต่างของคะแนน ทดสอบก่อนเรียนและคะแนนทดสอบหลังเรียนหรือเป็นการทดสอบความแตกต่างเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม 10.2 ลักษณะของดัชนีประสิทธิผล ดัชนีประสิทธิผลจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงขอบเขตและประสิทธิภาพสูงสุดของสื่อหรือการสอน การประเมินสื่อการเรียนการสอนมักจะดูถึงประสิทธิผลทางด้านการสอนและการประเมินสื่อนั้น ๆ ซึ่งตาม ปรกติเป็นการประเมินถึงความแตกต่างของค่าคะแนน 2 ลักษณะคือความแตกต่างของค่าคะแนน แบบทดสอบก่อนเรียนและคะแนนทดสอบหลังเรียนหรือทดสอบถึงความแตกต่างเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม สำหรับเกณฑ์ที่ยอมรับได้ว่าสื่อหรือนวัตกรรมมี ประสิทธิผลช่วยให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์การเรียนรู้ได้จริงมีค่าตั้งแต่ .50 10.3 วิธีการหาค่าดัชนีประสิทธิผล กูดแมนและชไนเดอร์ (สังคมภูมิพันธ์. ม.ป.ป. : 84 ; อ้างอิงจาก Goodman, Fletcher and Schneider. 1980 : 30-34) กล่าวว่าค่าดัชนีประสิทธิผลหาได้จาก ดัชนีประสิทธิผล= ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทุกคน − ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน (จำนวนนักเรียน×คะแนนเต็ม) − ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นผลที่เกิดจากการเรียนการสอน ทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมด้านต่าง ๆ และได้มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้หลายท่าน ดังนี้ 1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กู๊ด (พัชระ งามชัด, 2549: 14; อ้างอิงมาจาก Good. 1973: 7) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ หมายถึง การประสบความสำเร็จ (Accomplish) หรือสมรรถภาพ (Performance) ในการใช้ทักษะหรือใช้ ความรู้ ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การได้รับความรู้ (Knowledge Attained) การพัฒนาทักษะ


21 ทางการเรียนในโรงเรียน ซึ่งสามารถสังเกตและวัดได้โดยใช้แบบทดสอบมาตรฐานหรือใช้แบบทดสอบที่ครู สร้างขึ้น หรืออาจใช้แบบทดสอบทั้งสองชนิด รีเบอร์ (พัชระ งามชัด. 2549: 15; อ้างอิงมาจาก Reber. 1985: 5) ได้ให้ความหมาย ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หมายถึง ระดับความสามารถทางวิชาการของบุคคลซึ่งสามารถวัดได้โดยใช้แบบทดสอบ มาตรฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2545 : 11) ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่าเป็น ความสำเร็จหรือความสามารถในการกระทำใด ๆ ที่จะต้องอาศัยทักษะหรือมิฉะนั้นก็ต้องอาศัยความรอบรู้ ในวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ เยาวดีวิบูลย์ศรี (2548: 16) ให้ความหมายว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ของ ผู้เรียนที่เรียนรู้ด้านเนื้อหาและทักษะต่าง ๆ แต่ละวิชาที่ได้จัดสอนในระดับชั้นต่าง ๆ ซึ่งวัดได้จาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งที่เป็นข้อเขียนและภาคปฏิบัติ ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึง ความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคล ได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของสมรรถภาพทาง สมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่างๆ ก็เป็นผลมาจาก การฝึกฝนด้วย สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเข้าถึงความรู้ (Knowledge Attained) การพัฒนาทักษะในการเรียนโดยอาศัยความพยายามจำนวนหนึ่งและแสดงออกในรูปของ ความสำเร็จ ซึ่งสามารถสังเกตและวัดได้ด้วยเครื่องมือทางจิตวิทยาหรือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนทั่วไป 2. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือในการที่จะวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นั่นคือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งได้มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้ ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2543 : 171-172) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ว่า เป็นแบบทดสอบที่วัดความรู้ของนักเรียนที่ได้เรียนไปแล้วซึ่งมักจะเป็นข้อคำถาม ให้นักเรียนตอบด้วยกระดาษและดินสอกับให้นักเรียนปฏิบัติจริง ซึ่งแบ่งแบบทดสอบประเภทนี้ได้เป็น 2 พวก คือ 1. แบบทดสอบของครู หมายถึง ชุดของข้อคำถามที่ครูเป็นผู้สร้างขึ้น ซึ่งเป็นข้อคำถามที่ ถามเกี่ยวกับความรู้ที่นักเรียนได้เรียนในห้องเรียน ว่านักเรียนมีความรู้มากแค่ไหนบกพร่องส่วนใดจะได้สอน ซ่อมเสริม หรือเป็นการวัดดูความพร้อมที่จะเรียนบทเรียนใหม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการของครู


22 2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่สร้างขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละ สาขาวิชาหรือจากครูที่สอนวิชานั้น แต่ผ่านการทดลองหาคุณภาพหลายครั้งจนกระทั่งมีคุณภาพดีพอ จึง สร้างเกณฑ์ปกติของแบบทดสอบนั้น สามารถใช้เป็นหลักเปรียบเทียบผลเพื่อประเมินค่าของการเรียนการ สอนในเรื่องใด ๆ ก็ได้ แบบทดสอบมาตรฐานจะมีคู่มือดำเนินการสอบบอกถึงวิธีการสอบ และยังมี มาตรฐานในด้านการแปลผลคะแนนด้วย นอกจากจะมีคุณภาพของแบบทดสอบสูงแล้วยังมีมาตรฐานใน ด้านวิธีดำเนินการสอบ คือ ไม่ว่าโรงเรียนใดหรือส่วนราชการใดจะนำไปใช้ต้องดำเนินการสอบเป็นแบบ เดียวกัน แบบทดสอบมาตรฐานจะมีคู่ดำเนินการสอบบอกถึงวิธีการสอบว่าทำอย่างไรและยังมีมาตรฐานใน ด้านการแปลคะแนนด้วย ทั้งแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นและแบบทดสอบมาตรฐานมีวิธีการในการสร้างข้อ คำถามเหมือนกันคือจะเป็นคำถามที่วัดเนื้อหาและพฤติกรรมที่ได้สอนนักเรียนไปแล้วสำหรับพฤติกรรมที่ใช้ วัดจะเป็นพฤติกรรมที่สามารถตั้งคำถามวัดได้มักนิยมใช้ตามหลักที่ได้จากการประชุมของนักวัดผล ซึ่งบลูม (1982) ได้เขียนรวมไว้ในหนังสือ Texonomy of Educational Objectives สรุปได้ว่าการวัดผลด้านสติปัญญาควรวัดพฤติกรรม ดังนี้ 1. วัดด้านความรู้ – ความจำ (Knowledge) ความสามารถในการเก็บรักษามวล ประสบการณ์ต่าง ๆ จากการที่ได้รับรู้ไว้และระลึกสิ่งนั้นได้เมื่อต้องการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรือวีดิ ทัศน์ที่สามารถเก็บเสียงและภาพของเรื่องราวต่างๆได้สามารถเปิดฟังหรือ ดูภาพเหล่านั้นได้เมื่อต้องการ 2. วัดด้านความเข้าใจ (Comprehension) เป็นความสามารถในการจับใจความสำคัญ ของสื่อ และสามารถแสดงออกมาในรูปของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทำ อื่น ๆ 3. วัดด้านการนำไปใช้ (Application) เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถนำความรู้ ประสบการณ์ไป ใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ จึงจะสามารถนำไปใช้ได้ 4. วัดด้านการวิเคราะห์ (Analysis) ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เกี่ยวข้องกัน ความสามารถในการวิเคราะห์จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความคิดของแต่ละคน 5. วัดด้านการสังเคราะห์ (Synthesis) ความสามารถในการที่ผสมผสานส่วนย่อย ๆ เข้า เป็นเรื่องราวเดียวกันอย่างมีระบบ เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ที่สมบูรณ์และดีกว่าเดิม อาจเป็นการถ่ายทอดความคิด ออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย การกำหนดวางแผนวิธีการดำเนินงานขึ้นใหม่ หรือ อาจจะเกิดความคิดในอันที่ จะสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งที่เป็นนามธรรมขึ้นมาในรูปแบบ หรือ แนวคิดใหม่ 6. วัดด้านการประเมินค่า (Evaluation) เป็นความสามารถในการตัดสิน ตีราคา หรือ สรุป เกี่ยวกับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นไปตาม เนื้อหาสาระในเรื่องนั้น ๆ หรืออาจเป็นกฎเกณฑ์ที่สังคมยอมรับก็ได้ สมนึก ภัททิยธนี (2551 : 73-82) ได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึง แบบทดสอบวัดสมรรถภาพทางสมองต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว ซึ่งแบ่งได้เป็น


23 2 ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสร้างกับแบบทดสอบมาตรฐาน แต่เนื่องจากครูต้องทำหน้าที่วัดผลนักเรียน คือเขียนข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ตนได้สอน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับแบบทดสอบที่ครูสร้างและมีหลายแบบแต่ ที่นิยมใช้มี 6 แบบดังนี้ 1. ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essay Test) ลักษณะทั่วไปเป็น ข้อสอบที่มีเฉพาะคำถาม แล้วให้นักเรียนเขียนตอบอย่างเสรี เขียนบรรยายตามความรู้ และข้อคิดเห็นแต่ละ คน 2. ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด (True-false Test) ลักษณะทั่วไปถือได้ว่าข้อสอบแบบกาถูก-ผิด คือข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือก แต่ตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่จริง เหมือนกัน-ต่างกัน เป็นต้น 3. ข้อสอบแบบเติมคำ (Completion Test) ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบที่ประกอบด้วย ประโยคหรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์ให้ผู้ตอบเติมคำ หรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้น เพื่อให้มีใจความสมบูรณและถูกต้อง 4. ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ (Short Answer Test) ลักษณะทั่วไปข้อสอบประเภทนี้คล้าย กับข้อสอบแบบเติมคำ แต่แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ เขียนเป็นประโยคคำถามสมบูรณ์ (ข้อสอบ เติมคำเป็นประโยคหรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเป็นคนเขียนตอบ คำตอบที่ต้องการจะสั้น และกะทัดรัดได้ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5. ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching Test) ลักษณะทั่วไป เป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดย มีคำหรือข้อความแยกจากกันเป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่า แต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะคู่ กับคำหรือข้อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบ กำหนดไว้ 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) ลักษณะทั่วไป ข้อสอบแบบ เลือกตอบนี้จะประกอบด้วย 2 ตอน ตอนนำหรือคำถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกนี้จะ ประกอบ ด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูกและตัวเลือกที่เป็นตัวลวง ปกติจะมีคำถามที่กำหนดให้นักเรียน พิจารณาแล้วหาตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่น ๆ และคำถามแบบเลือกตอบ ที่ดีนิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน ดูเผิน ๆ จะเห็นว่าทุกตัวเลือกถูกหมด แต่ความจริงมีน้ำหนักถูกมากน้อย ต่างกัน 3. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สมนึก ภัททิยธนี (2551 ข : 97) ได้กล่าวสรุปถึงการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนไว้ว่า 1. ครูผู้สอนควรทำความเข้าใจข้อสอบแต่ละชนิดและทุกครั้งที่จะออกข้อสอบชนิดใดควร คำนึงถึงหลักการออกข้อสอบชนิดนั้นๆด้วย


24 2. ข้อสอบชนิดใดก็ตามหากมีคุณสมบัติเป็นไปตามคุณลักษณะของแบบทดสอบที่ดีหลาย ประการก็เป็นข้อสอบที่ดีมากเท่านั้น 3. ปัจจุบันนักเรียนมีจำนวนมากการพิมพ์และการตรวจข้อสอบสามารถใช้เครื่องจักรกล แทนการตรวจด้วยคนจึงควรใช้ข้อสอบแบบเลือกตอบ 4. โดยทั่วไปในการสอบแต่ละครั้งน่าจะใช้ข้อสอบเพียง 2 ชนิดก็มีประสิทธิภาพเพียงพอ แล้วได้แก่ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียงกับข้อสอบแบบเลือกตอบส่วนข้อสอบชนิดอื่นๆน่าจะใช้เป็นเพียง แบบฝึกหัดหรืออาจจะใช้งานทดสอบย่อยเพื่อยั่วยุจูงใจให้นักเรียนสนใจในวิชาที่กำลังสอนและสามารถ พัฒนาให้เป็นข้อสอบ 2 ชนิดนี้กล่าวคือ 4.1 ถ้าเป็นข้อสอบแบบกาถูก –กาผิดควรพัฒนาให้เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ 4.2 ถ้าเป็นข้อสอบแบบจับคู่ควรพัฒนาให้เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบชนิด ตัวเลือกคงที่ 4.3 ถ้าเป็นข้อสอบเติมคำหรือตอบสั้นๆควรพัฒนาให้เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ (ถ้าให้ตอบสั้นๆ) หรือแบบอัตนัย (ถ้าให้ตอบยาวๆ) บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 59-61) ได้กล่าวถึง การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ว่า เป็นการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบอิงเกณฑ์ ซึ่งดำเนินตามขั้นตอน ดังนี้ 1. วิเคราะห์จุดประสงค์ เนื้อหาขั้นแรกจะต้องทำการวิเคราะห์ดูเนื้อหาที่ต้องการให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ และที่จะต้องวัดแต่ละหัวข้อต้องให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมหรือสมรรถภาพอะไรกำหนดออกมา ชัดเจน 2. กำหนดพฤติกรรมย่อยที่ออกข้อสอบ จะพิจารณาว่าจะวัดพฤติกรรมย่อยอะไรบ้าง อย่างละกี่ข้อ พฤติกรรมย่อยดังกล่าว คือจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมนั่นเอง เมื่อกำหนดจำนวนข้อที่ต้องการ จริงเสร็จแล้ว ต้องพิจารณาว่าจะออกข้อสอบเกินเท่าไร ทั้งนี้หลังจากที่นำไปทดลองใช้และวิเคราะห์ คุณภาพของข้อสอบรายข้อแล้วจะต้องตัดข้อที่มีคุณภาพไม่เข้าเกณฑ์ออกข้อสอบที่เหลือจะได้ไม่น้อยกว่า จำนวนต้องการจริง 3. กำหนดรูปแบบของข้อสอบและศึกษาวิธีการเขียนข้อสอบขั้นตอนนี้เหมือนขั้นตอนที่ 2 ของการวางแผนสร้างแบบวัดผลสัมฤทธิ์แบบอิงเกณฑ์ทุกประการ คือ ตัดสินใจ ว่าจะใช้ข้อคำถามรูปแบบ ใด และศึกษาวิธีเขียนข้อสอบเพื่อนำไปใช้ในการเขียนข้อสอบ 4. เขียนข้อสอบ ลงมือเขียนข้อสอบตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ตามตารางที่กำหนด จำนวนข้อสอบของแต่ละจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและใช้รูปแบบเทคนิคการเขียนตามที่ศึกษา 5. ตรวจสอบข้อสอบนำข้อสอบที่เขียนเสร็จแล้วมาตรวจสอบอีกครั้ง โดยพิจารณาความ ถูกต้องตามหลักวิชาภาษาที่ใช้เขียนมีความชัดเจน เข้าใจง่ายหรือไม่ตัวถูกและตัวลวง


25 6. ให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความเที่ยงตรงตามเนื้อหานำจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและ ข้อสอบที่วัดแต่ละจุดประสงค์ไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดผลและด้านเนื้อหาจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน พิจารณาข้อสอบว่ามีความเที่ยงตรงกับจุดประสงค์หรือไม่ ควรพิจารณาให้เหมาะสม 7. พิมพ์แบบทดสอบฉบับทดลองนำข้อสอบทั้งหมดที่ผ่านการพิจารณาเหมาะสมเข้าเกณฑ์ ในขั้นที่ 6 มาพิมพ์เป็นแบบทดสอบ มีคำชี้แจงเกี่ยวกับแบบทดสอบ วิธีตอบ การจัดวางรูปแบบการพิมพ์ให้ เหมาะสม 8. ทดลองใช้ วิเคราะห์คุณภาพ และปรับปรุง 9. พิมพ์แบบทดสอบฉบับจริง เยาวดี วิบูลย์ศรี(2548 : 178-179) ได้กล่าวถึงการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนว่า การสร้างแบบทดสอบจะต้องมีวิธีการเตรียมตัว การวางแผนเพื่อให้แบบทดสอบดังกล่าวมีกลุ่ม ตัวอย่างของพฤติกรรมที่ต้องการวัดได้อย่างเด่นชัด ซึ่งจะต้องอาศัยกลวิธีในการสร้างแบบทดสอบสามารถ แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 กำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของการสอบให้อยู่ในรูปของวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยระบุเป็นข้อ ๆ และให้วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเหล่านั้นสอดคล้องกับเนื้อหาสาระทั้งหมดที่จะทำการ ทดสอบด้วย ขั้นที่ 2 กำหนดโครงเรื่องของเนื้อหาสาระที่จะทำการทดสอบให้ครบถ้วน ขั้นที่ 3 เตรียมตารางเฉพาะหรือผังของแบบทดสอบเพื่อแสดงถึงน้ำหนักของเนื้อหาวิชาแต่ ละส่วน และพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการทดสอบให้เด่นชัด สั้น กะทัดรัดและมีความชัดเจน ขั้นที่ 4 สร้างข้อกระทงทั้งหมดที่ต้องการจะทดสอบให้เป็นไปตามสัดส่วนของน้ำหนักที่ ระบุไว้ในตารางเฉพาะ จากการศึกษาค้นคว้าสามารถสรุปได้ว่า วิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่กล่าวมาจะเห็น ว่าในการสร้างแบบทดสอบใด ๆ ก็ตามจะต้องแปลจุดมุ่งหมายทั่วไปให้เป็นจุดมุ่งหมายเฉพาะหรือ จุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมและจะต้องคำนึงถึงเนื้อหาซึ่งจะเป็นสื่อที่จะให้นักเรียนบรรลุตามจุดมุ่งหมายนั้น ๆ ควบคู่กันไปในการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ในครั้งนี้ผู้วิจัย ได้ใช้ แบบทดสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) ข้อดีของแบบทดสอบแบบเลือกตอบและวัดได้ ครอบคลุมพฤติกรรมด้านสติปัญญา คือ วัดด้านความรู้ – ความจำ (Knowledge) วัดด้านความ เข้าใจ (Comprehension) วัดด้านการนำไปใช้ (Application) วัดด้านการวิเคราะห์ (Analysis) วัดด้าน การสังเคราะห์ (Synthesis) วัดด้านการประเมินค่า (Evaluation) 4. ลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี สมนึก ภัททิยธนี (2551: 67-71) กล่าวว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยเฉพาะ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นนับเป็นเครื่องมือวัดผลที่มีคุณค่าและสำคัญที่สุด แต่ทั้งนี้แบบทดสอบที่จะนำไปใช้ ต้องมีคุณภาพ นั่นคือแบบทดสอบต้องมีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้


26 คุณลักษณะของแบบทดสอบที่ดีมี 10 ประการ คือ 1. ความเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง ลักษณะของแบบทดสอบทั้งฉบับที่สามารถวัดได้ ตรงกับจุดมุ่งหมายที่ต้องการ หรือวัดในสิ่งที่ต้องการวัดได้อย่างถูกต้องแม่นยำความเที่ยงตรงจึง เปรียบเสมือนหัวใจของการทดสอบ 2. ความเชื่อมั่น (Reliability) หมายถึง ลักษณะของแบบทดสอบทั้งฉบับที่สามารถวัดได้ คงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะทำการสอบใหม่กี่ครั้งก็ตาม 3. ความยุติธรรม (Fair) หมายถึง ลักษณะของแบบทดสอบที่ไม่เปิดโอกาสให้มีการ ได้เปรียบเสียเปรียบในกลุ่มผู้เข้าสอบด้วยกัน ไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนทำข้อสอบได้โดยการเดา 4. ความลึกของคำถาม (Searching) หมายถึง ข้อสอบแต่ละข้อนั้นจะต้องไม่ถามผิวเผิน หรือถามประเภทความรู้ความจำ แต่ต้องให้นักเรียนนำความรู้ความเข้าใจไปคิดดัดแปลงแก้ปัญหา แล้วจึง ตอบได้ 5. ความยั่วยุ (Exemplary) หมายถึง แบบทดสอบที่นักเรียนทำด้วยความสนุกเพลิดเพลิน ไม่เบื่อหน่าย 6. ความจำเพาะเจาะจง (Definition) หมายถึง ข้อสอบที่มีแนวทางหรือทิศทางการถาม ตอบชัดเจน ไม่คลุมเครือไม่แฝงกลเม็ดให้นักเรียนงง 7. ความเป็นปรนัย (Objective) แบบทดสอบชนิดใดจะเป็นปรนัยจะต้องมีคุณสมบัติ 3 ประการ คือ 7.1 ตั้งคำถามให้ชัดเจน ทำให้ผู้เข้าสอบทุกคนเข้าใจความหมายตรงกัน 7.2 ตรวจให้คะแนนได้ตรงกัน แม้ว่าจะตรวจหลายครั้งหรือตรวจหลายคนก็ตาม 7.3 แปลความหมายของคะแนนได้เหมือนกัน 8. ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง แบบทดสอบที่มีจำนวนข้อมากพอประมาณใช้ เวลาสอบพอเหมาะ ประหยัดค่าใช้จ่าย จัดทำแบบทดสอบด้วยความประณีตตรวจให้คะแนนได้รวดเร็ว รวมถึงสิ่งแวดล้อมในการสอบที่ดี 9. อำนาจจำแนก (Discrimination) หมายถึง ความสามารถในการจำแนกผู้สอบข้อสอบที่ ดีจะต้องมีอำนาจจำแนกสูง 10. ความยาก (Difficulty) ขึ้นอยู่กับทฤษฎีที่เป็นหลักยึด เช่น ตามทฤษฎีการวัดผลแบบ อิงกลุ่ม ข้อสอบที่ดีคือข้อสอบที่ไม่ยากหรือง่ายเกินไป หรือมีความยากง่ายพอเหมาะส่วนทฤษฎีการวัดผล แบบอิงเกณฑ์นั้นความยากง่ายไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญอยู่ที่ข้อสอบนั้นได้ในจุดประสงค์ที่ต้องการวัดได้จริง หรือไม่ ถ้าวัดได้จริงก็นับว่าเป็นข้อสอบที่ดีได้ แม้ว่าจะเป็นข้อสอบที่ง่ายก็ตาม สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนอกจากจะสร้างตามหลักการสร้างและขั้นตอน การสร้างที่มีประสิทธิภาพแล้ว การวิเคราะห์ข้อสอบเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เพื่อตรวจสอบว่าข้อทดสอบ นั้นมีคุณภาพ และหากมีคุณสมบัติเป็นไปตามคุณลักษณะของแบบทดสอบที่ดี 10 ประการที่กล่าวมาก็จะ เป็นแบบทดสอบที่ดีมาก (สมนึก ภัททิยธนี, 2551: 97)


27 5. พฤติกรรมทางด้านสติปัญญาของบลูมและคณะ บลูม (Bloom 1976) เป็นนักการศึกษาชาวอเมริกัน เชื่อว่า การเรียนการสอนที่จะประสบ ความสำเร็จและมีประสิทธิภาพนั้น ผู้สอนจะต้องกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนแน่นอน เพื่อให้ผู้สอนกำหนด และจัดกิจกรรมการเรียนรวมทั้งวัดประเมินผลได้ถูกต้อง และบลูมได้แบ่งประเภทของพฤติกรรมโดยอาศัย ทฤษฎีการเรียนรู้และจิตวิทยาพื้น ฐานว่า มนุษย์จะเกิดการเรียนรู้ใน 3 ด้านคือ ด้านสติปัญญา ด้านร่างกาย และด้านจิตใจ และนำหลักการนี้จำแนกเป็นจุดมุ่งหมายทางการศึกษาเรียกว่า Taxonomy of Educational objectives (อติญาณ์ ศรเกษตริน. 2543 :72-74 ; อ้างอิงจาก บุญชม ศรีสะอาด. 2537 ; Bloom. 1976 : 18) จุดประสงค์ที่สำคัญของการเรียนการสอน คือ เพื่อให้บุคคลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ พึงประสงค์ พฤติกรรมเหล่านี้จำแนกและจัดลำดับออกเป็นหมวดหมู่และระดับตามความยากง่ายหมวดหมู่ เหล่านี้เรียกว่า Taxonomy of Educational objectives แบ่งเป็น 3 หมวดพฤติกรรมพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) พฤติกรรมจิตพิสัย (Affective Domain) และพฤติกรรมทักษะพิสัย (Psychomotor Domain) พฤติกรรมพุทธิพิสัย (Cognitive Domain) หมายถึง การเรียนรู้ทางด้านความคิด ความรู้การ แก้ปัญหา จัดเป็นพฤติกรรมทางด้านสมอง และสติปัญญา โดย Benjamin S. Bloom และคณะเป็นผู้คิดขึ้น แบ่งออกเป็น 6 ระดับ ดังนี้ 1.1 ความรู้ (Knowledge) หมายถึง ความสามารถในการที่จะจดจำ (Memorization) และระลึกได้ (Recall) เกี่ยวกับความรู้ที่ได้รับไปแล้ว อันได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับข้อมูลต่าง ๆ ที่เจาะจงหรือ เป็นหลักทั่ว ๆ ไป วิธีการ กระบวนการต่าง ๆ โครงสร้าง สภาพของสิ่งต่าง ๆ และสามารถถ่ายทอดออกมา โดยการพูด เขียน หรือกิริยาท่าทาง แบ่งประเภทตามลำดับความซับซ้อนจากน้อยไปหามาก เช่น การเรียนรู้ ว่าอาหารหลักมี 5 หมู่ เป็นต้น 1.2 ความเข้าใจ (Comprehension) สามารถให้ความหมาย แปล สรุป หรือเขียนเนื้อหา ที่กำหนดใหม่ได้ โดยที่สาระหลักไม่เปลี่ยนแปลง 1.3 การนำไปใช้ (Application) สามารถนำวัสดุ วิธีการ ทฤษฏี แนวคิด มาใช้ใน สถานการณ์ที่แตกต่างจากที่ได้เรียนรู้มา เช่น เรียนทำอาหารมาแล้ว สามารถประกอบอาหารได้หลายอย่าง โดยใช้ความรู้ที่มีอยู่ สามารถรู้ว่าอาหารปริมาณ แค่ไหนต้องใส่น้ำปลาเท่าใดเป็นต้น 1.4 การวิเคราะห์ (Analysis) สามารถแยก จำแนก องค์ประกอบที่สลับซับซ้อนออกเป็น ส่วน ๆ ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อยต่าง ๆ เช่น เรียนทำอาหารมาแล้ว พอมาพบกับอาหารที่ปรุง เสร็จแล้ว สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ประกอบด้วยอะไรบ้าง วิธีปรุงอย่างไร ใช้ไฟเบา หรือไฟแรง เป็นต้น 1.5 การสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึง ความสามารถในการรวบรวม หรือนำ องค์ประกอบหรือส่วนต่าง ๆ เข้ามารวมกัน เพื่อให้เป็นภาพพจน์โดยสมบูรณ์ เป็นกระบวนการพิจารณาแต่


28 ละส่วนย่อย ๆ แล้วจัดรวมกันเป็นหมวดหมู่ ให้เกิดเรื่องใหม่หรือสิ่งใหม่ สามารถสร้างหลักการกฎเกณฑ์ขึ้น เพื่ออธิบายสิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น สรุปเหตุผลตามหลักตรรกวิทยา การคิดสูตรสำหรับหาจำนวนที่เป็นอนุกรม 1.6 การประเมินค่า (Evaluation) สามารถตัดสิน ตีราคาคุณภาพของสิ่งต่าง ๆ โดยมี เกณฑ์หรือมาตรฐานเป็นเครื่องตัดสิน เช่น การตัดสินกีฬา ตัดสินคดีหรือประเมินว่าสิ่งนั้นดี ไม่ดี ถูกต้อง หรือไม่ โดยประมวลมาจากความรู้ทั้งหมดที่มี แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ ความพึงพอใจ (Satisfaction) เป็นทัศนคติที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การที่ เราจะทราบว่า บุคคลมีความพึงพอใจหรือไม่ สามารถสังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน จึง เป็นการยากที่จะวัดความพึงพอใจโดยตรง แต่สามารถวัดได้โดยทางอ้อมโดยการวัดความคิดเห็นของบุคคล เหล่านั้น และการแสดงความคิดเห็นนั้นจะต้องตรงกับความรู้สึกที่แท้จริงจึงจะสามารถวัดความพึงพอใจนั้น ได้ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ คือ ความหมายของ ความพึงพอใจ และความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 1. ความหมายของความพึงพอใจ สุนทร บัวโฮม (2547) กล่าวว่า ความพึงพอใจในบรรยากาศการเรียนการสอน หมายถึง ความรู้สึกพอใจในสภาพการจัดองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน จึงมีความสำคัญในการช่วยให้ นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีชีวิตชีวา มีความเจริญงอกงาม มีความกระตือรือร้นเพื่อจะเรียนให้เกิด ประโยชน์แก่ตนเอง บูน และเคริทส์ (Boone and Kurtz, 1992 อ้างถึงใน กิตติยา ปลอดแก้ว (2551) กล่าวถึง ความพึงพอใจว่า การจูงใจเป็นแรงกระตุ้นพฤติกรรมของมนุษย์ จนเกิดความพึงพอใจตามความต้องการบาง ประการ คอตเลอร์ (Kotler, Philip. 2000: 36) และโดมาบีเดียน (Domabedian,A.1980 อ้างถึงใน วาณี ทองเสวต: 2548) ได้ให้ความหมายเพิ่มเติมว่า เป็นความรู้สึกของบุคคลเมื่อได้รับความสุขหรือความ ผิดหวังซึ่งเกิดจากการเปรียบเทียบการรับรู้กับความคาดหวังในผลลัพธ์ของสิ่งที่ต้องการ ถ้าการรับรู้ต่อสิ่งที่ ต้องการพอดีกับความคาดหวังก็จะเกิดความพึงพอใจ แต่ถ้าสิ่งนั้นสร้างความรู้สึกผิดหวังไม่บรรลุจุดมุ่งหมาย ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกทางลบเป็นความรู้สึกไม่พึงพอใจ เชอร์ริงตัน (Cherrington,1994 อ้างถึงใน บุญช่วย ศิริเกษ, 2550) กล่าวว่า ความพึงพอใจ เป็นทัศนคติของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีต่องานที่ทำซึ่งความพึงพอใจ แบ่งเป็น 2 แนวทาง แนวทางแรกเป็น การศึกษาความพึงพอใจต่อสิ่งต่างๆ หรือทัศนคติซึ่งอาจเป็นบวกหรือลบก็ได้ อาจเป็นทัศนคติในทางที่ท้า ทายความสนใจ แนวทางที่ 2 เป็นการวัดความรู้สึกความพึงพอใจที่เกิดขึ้นจากสภาวะภายในจิตใจหรือ อารมณ์ที่เป็นภาพรวมของความพึงพอใจ (Overall Satisfaction) ของบุคคล การศึกษาความพึงพอใจตาม แนวนี้เป็นการศึกษาผลรวมของมวลประสบการณ์ที่สะท้อนออกมาในรูปของความพึงพอใจ


29 จากความหมายที่กล่าวมานั้นสรุปได้ว่า ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ หมายถึงความรู้สึกพึงพอใจ เป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก อารมณ์ และทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งเร้าและ แรงจูงใจ ชอบใจในการร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ และดำเนินการนั้น ๆ จนบรรลุผลสำเร็จ 2. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ เพื่อให้การปฏิบัติงานนั้น ๆ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ได้มีนักการศึกษาในสาขา ต่างๆ ทำการศึกษาค้นคว้าและตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจและการทำงานดังนี้ บุญช่วย ศิริเกษ (2550) ได้กล่าวถึงความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีของแมคคลีแลน (David Mc Clelland) ออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. ความต้องการสัมฤทธิ์ผล (Needs for Achievement) เป็นพฤติกรรมที่จะทำการใด ๆ ให้เป็นผลสำเร็จดีเลิศมาตรฐานเป็นแรงที่นำไปสู่ความเป็นเลิศ 2. ความต้องการสัมพันธ์ (Needs for Affiliation) เป็นความปรารถนาที่จะสร้างมิตรภาพ และมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่น 3. ความต้องการอำนาจ (Needs for Power) เป็นความต้องการควบคุมผู้อื่นและมี อิทธิพลต่อผู้อื่น มาสโลว์ (Maslow, 1996 อ้างถึงใน บุญช่วย ศิริเกษ, 2550) ได้เสนอทฤษฎีลำดับขั้นของความ ต้องการพื้นฐาน (Hierarchy of Needs) มี 5 ประการคือ 1. ความต้องการด้านร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการพื้นฐานของ มนุษย์ เน้นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ได้แก่ อาหาร อากาศ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ความ ต้องการพักผ่อน ความต้องการทางเพศ 2. ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) ความมั่นคงในชีวิตทั้งที่กำลังเป็นอยู่ใน ปัจจุบันและอนาคตความเจริญก้าวหน้า อบอุ่นใจ 3. ความต้องการทางสังคม (Social Needs) เป็นสิ่งจูงใจที่สำคัญต่อการเกิดพฤติกรรม ต้องการให้สังคมยอมรับตนเองเข้าเป็นสมาชิกต้องการความเป็นมิตร ความรักจากเพื่อนร่วมงาน 4. ความต้องการมีฐานะ (Esteem Needs) มีความอยากเด่นในสังคมมีชื่อเสียงอยากให้ บุคคลยกย่องสรรเสริญตนเองอยากมีความเป็นอิสรเสรีภาพ 5. ความต้องการที่จะประสบผลสำเร็จในชีวิต (Self-actualization Needs) เป็นความ ต้องการในระดับสูง อยากให้ตนประสบผลสำเร็จซักอย่างในชีวิต ซึ่งเป็นไปได้ยาก แมคเกรเกอร์ (Mcgrager, 1996 อ้างถึงใน บุญช่วย ศิริเกษ, 2550) ได้ศึกษาธรรมชาติของ มนุษย์ ได้อธิบายว่าลักษณะของมนุษย์มี 2 ประเภท คือ 1. ประเภท (x) มีลักษณะดังต่อไปนี้ 1.1 มีสัญชาตญาณที่จะหลีกเลี่ยงการทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ 1.2 ไม่มีความรับผิดชอบ


30 1.3 ชอบให้สั่งการ 1.4 ไม่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการปรับปรุงองค์กร 1.5 มีความปรารถนาให้ตอบสนองความต้องการด้านร่างกายและปลอดภัย 2. คนประเภท (y) มีลักษณะดังนี้ 2.1 ชอบทำงาน เห็นว่าการทำงานเป็นของสนุก เหมือนการเล่นหรือพักผ่อน 2.2 มีความรับผิดชอบในการทำงาน 2.3 มีความทะเยอทะยานและกระตือรือร้น 2.4 สั่งการตนเอง และสามารถควบคุมตนเองได้ 2.5 มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการปรับปรุงงานและองค์กรตลอดจนพัฒนาวิธีการ ทำงาน 2.6 ปรารถนาด้านเกียรติยศ ชื่อเสียง ความสมหวังในชีวิต 3. การวัดความพึงพอใจ ความพึงพอใจเป็นทัศนคติในทางบวกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งของบุคคล การจะวัดว่าบุคคล มีความรู้สึก พึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างเครื่องมือช่วยในการวัดทัศนคตินั้น ซึ่งนักวิชาการ หลายคนได้กล่าวถึงการวัดความพึงพอใจไว้ สรุปได้ดังนี้ สุนทร บัวโฮม (2547) ได้กล่าวถึงเครื่องมือวัดความพึงพอใจ สรุปได้ว่า การค้นหาว่าบุคคล มี ความพึงพอใจหรือไม่ วิธีง่ายที่สุด ก็คือ การถาม ซึ่งการศึกษาในระยะหลังๆ ที่ต้องมีผู้บอกข้อมูลจำนวน มาก ๆ มักใช้แบบสอบถาม ที่ใช้มาตราส่วนประมาณค่าตามแบบของลิเคริ์ท (Liker) ประกอบด้วยชุดคำถาม และมีตัวเลือก 5 ตัวสำหรับเลือกตอบ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด และคะแนนความพึง พอใจนั้นสามารถนำมาวิเคราะห์ได้ว่า บุคคลมีความพึงพอใจในด้านใดสูง และด้านใดต่ำ โดยใช้วิธีทางสถิติ ซึ่งหากต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร ก็มีความจำเป็นที่จะต้องใช้แบบสอบถามที่มีคำถามหลายข้อเพื่อ จะได้ครอบคลุมคุณลักษณะต่างๆ ของงานทุกๆ ด้านขององค์กร และนอกจากใช้แบบสอบถามแล้วอาจใช้วิธี เขียนตอบอย่างเสรีได้เช่นกัน วีระ ไทยพานิช (2551) ได้กล่าวถึงการวัดความพึงพอใจไว้ว่า ในการวัดความรู้สึกหรือการวัด ทางบวก หมายถึง การประเมินค่าความรู้สึก ไปในทางที่ดี ชอบหรือพอใจส่วนทางลบ จะเป็นการประเมิน ค่าความรู้สึกไปในทางที่ไม่ดี ไม่ชอบ หรือไม่พอใจ และการวัดในลักษณะปริมาณ ซึ่งเป็นความเข้มข้นความ รุนแรง หรือระดับทัศนคติไปในทิศทางที่พึงประสงค์หรือไม่พึงประสงค์นั่นเอง ซึ่งมีวิธีวัดนี้อยู่หลายวิธี เช่น วิธีการสังเกต วิธีการสัมภาษณ์ วิธีการใช้แบบสอบถาม จากที่กล่าวมาพอสรุปได้ว่า ความพึงพอใจในการเรียน และผลการเรียนจะมีความสัมพันธ์กันใน ทางบวก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้เรียนได้ปฏิบัตินั้นให้การตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนมากน้อย เพียงใด เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความสมบูรณ์ของชีวิตมากน้อยเพียงใด นั่นคือ วิธีการที่ครูผู้สอนจะต้อง คำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆ ในการเสริมสร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน


31 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยในประเทศ นงลักษณ์ ฉายา (2555 : 78 - 79) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องสมการ เชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแบบฝึก ทักษะคณิตศาสตร์ มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 2) คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3) ค่าดัชนี ประสิทธิผลร้อยละ 65.97 4) นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด สมหมาย อัครศรีชัยโรจน์ (2555 : 80 - 81) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกเสริมทักษะ คณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพเท่ากับ 77.21/76.09 แสดงว่าแบบฝึกเสริมทักษะที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน 75/75 ที่ตั้งไว้ 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริม ทักษะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผลการวิเคราะห์ค่าดัชนี ประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะมีค่าเท่ากับ 0.60 แสดงว่านักเรียนมี คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะเพิ่มขึ้นจากคะแนนแบบทดสอบก่อน เรียนและหลังเรียน สุพรรณ สิงหนุวัฒน์ (2557) ผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม โดยการใช้ เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ STAD สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกนกศิลป์พิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32 พบว่าแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยมโดย การใช้เทคนิคการเรียนรู้ แบบร่วมมือ STAD สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.42/86.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ได้ตั้งไว้นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะมีผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 มีดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วยแบบฝึก ทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมโดยการใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ STAD สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 0.7250 แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น ร้อยละ72.50 นักเรียน มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม โดยการใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ STAD สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ชษาพิมพ์ สัมมา และ พันธุ์ธัช ศรีทิพันธุ์ (2560) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ คณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการสอน แบบร่วมมือกันเรียนรู้ ด้วยเทคนิค STAD ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ มี ประสิทธิภาพ E1/E2 = 81.13/83.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ กลุ่มตัวอย่าง คะแนนทดสอบหลังเรียน สูงกว่าคะแนน ทดสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ


32 .01 3) ความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.12, S.D. = 0.41) เยาวรัตน์ คีรีรัตน์ (2561) ได้ศึกษาผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณ และการหารทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณ และการหารทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.86/82.74 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วย แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก การลบ การคูณ และการหารทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มี คะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของ นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวก การลบ การคูณและการหารทศนิยม ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.21 2. งานวิจัยต่างประเทศ ลอเรย์ (Larey. 1978 อ้างถึงใน ปิ่นเพชร ไชยประเสริฐ 2556 : หน้า 34) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ ของการใช้แบบฝึกทักษะกบนักเรียนระดับ 1 ถึงระดับ 3 จำนวน 87 คน พบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการฝึก โดยใช้แบบฝึกมีคะแนนทดสอบหลังการทำแบบฝึกหัดมากกว่าคะแนนก่อนทำแบบฝึกหัด และ 2) แบบฝึกหัดเป็นเครื่องมือที่ช่วยนักเรียนในการเรียนรู้และช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วยทั้งนี้ เพราะนักเรียนมีความสามารถในด้านภาษาแตกต่างกนการนำแบบฝึกหัดมาใช้เป็นการช่วยให้นักเรียน ประสบผลสำเร็จในการเรียนมากยิ่งขึ้น ซีเมนส์ (Siemens. 1986 : 2954-A อ้างถึงใน ศิรประภา พาหลง 2550 : หน้า 48) ได้ศึกษาผล ของการทำแบบฝึกหัดวิชาเรขาคณิตที่มีการทําแบบฝึกหัดในเวลาเรียนกบนอกเวลาเรียน โดยศึกษาจาก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 4 ห้องเรียน โดยแบ่งกลุ่มทดลอง 2 ห้องเรียน ให้ทำแบบฝึกหัด เรขาคณิตนอกเวลาเรียนและกลุ่มควบคุม 2 ห้องเรียน ทำแบบฝึกหัดเรขาคณิต ในเวลาเรียนทำการทดลอง 9 เดือน ผลการทดลองพบว่า ทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีผลสัมฤทธิ์ไม่แตกต่างกัน Mclaughlin (1992) ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลการใช้ชุดการสอนทางคณิตศาสตร์ 3 แบบ คือ ชุดการสอนแบบให้ข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ให้นักเรียนได้ศึกษาชุดการสอนแบบเน้นความรู้ความจำและชุด การสอนที่เรียนผ่านการทดลอง ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนความกระตือรือร้นและทัศนคติ โดยทำ การทดลองกับนักเรียนอนุบาลและนักเรียนเกรด 1 อายุ 5-7 ปี จำนวน 229 คน ใช้เวลาทดลอง 40 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากชุดการสอน 3 แบบ ไม่แตกต่างกัน แต่ชุด การสอนแบบที่เรียนผ่าน การทดลองทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และมี เจตคติมากกว่า อีก 2 แบบ จากรายงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ สรุปว่า การเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เป็น กระบวนการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง นักเรียนได้ลงมือศึกษาค้นคว้าหาข้อมูล เพื่อนำมาใช้ในการ สร้างองค์ความรู้ การใช้แบบฝึกทักษะจะทำให้นักเรียนเกิดอุปนิสัยที่ดีมีความรับผิดชอบและใฝ่เรียนรู้ ซึ่งจะ


33 ส่งผลต่อความสามารถในการพัฒนาตนเอง ให้มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้นใน ลำดับต่อมา กรอบแนวคิดการวิจัย ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัยผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ (1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องผู้วิจัยได้นำมากำหนดเป็นขั้นตอนในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ดังนี้ 1. นำเข้าสู่บทเรียน 1.1 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ 1.2 ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยทบทวนความรู้เดิม 2. ขั้นสอนเนื้อหานักเรียนทั้งชั้น มีขั้นตอนดังนี้ 2.1 ครูนำเสนอสถานการณ์ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสถิติ ให้นักเรียนศึกษาและหาคำตอบ 2.2 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกทักษะเป็นรายบุคคล เพื่อให้ความรู้อยู่อย่างคงทน โดยให้ นักเรียนศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้ คำชี้แจง คำแนะนำ และตัวอย่างในแบบฝึกทักษะ จากนั้นให้นักเรียน ทำแบบฝึกทักษะไปทีละชุด ตามลำดับขั้นตอน 2.3 ครูให้นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบที่ตัวเองได้ โดยดูตามเฉลยที่แนบ ท้ายเล่ม และบันทึกคะแนนของตนเองตามความเป็นจริงในหน้าสุดท้ายของเล่มแบบฝึกทักษะ 3. ขั้นสรุป 3.1 ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปประเด็นสำคัญของเรื่องที่เรียน 3.2 นักเรียนสรุปคะแนนของตนเองที่ทำได้ว่าถูกกี่ข้อ ผิดกี่ข้อ และครูอธิบายวิธีทำและ คำตอบที่ถูกต้องในข้อที่นักเรียนแต่ละคนทำผิด 1. ประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์ 2. ประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องสถิติ (1) แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ (1)


34 ภาพที่ 2 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1. ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้ นักเรียนทราบ 2. ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยทบทวน ความรู้เดิม แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 6. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปประเด็น สำคัญของเรื่องที่เรียน 7. นักเรียนสรุปคะแนนของตนเองที่ทำ ได้ว่าถูกกี่ข้อ ผิดกี่ข้อ และครูอธิบายวิธี ทำและคำตอบที่ถูกต้องในข้อที่ นักเรียนแต่ละคนทำผิด 3. ครูนำเสนอสถานการณ์ปัญหาที่ เกี่ยวข้องกับ สถิติ ให้นักเรียนศึกษา และหาคำตอบ 4. ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกทักษะเป็น รายบุคคล เพื่อให้ความรู้อยู่อย่างคงทน โดยให้นักเรียนศึกษาจุดประสงค์การ เรียนรู้ คำชี้แจง คำแนะนำ และ ตัวอย่างในแบบฝึกทักษะ จากนั้นให้ นักเรียนทำแบบฝึกทักษะไปทีละชุด ตามลำดับขั้นตอน 5. ครูให้นักเรียนตรวจสอบความ ถูกต้องของคำตอบที่ตัวเองได้ โดยดู ตามเฉลยที่แนบท้ายเล่ม และบันทึก คะแนนของตนเองตามความเป็นจริงใน หน้าสุดท้ายของเล่มแบบฝึกทักษะ ขั้นนํา ขั้นสอน ขั้นสรุป


บทที่ 3 วิธีการดำเนินงาน ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 มีวิธีการดำเนินงานตามลำดับ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2565 จำนวน 601 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1/11 จำนวน 38 คน โรงเรียนสตรีราชินู ทิศ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 20 จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2564 ได้มาโดยการสุ่ม แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการทดลอง การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและ การทดสอบหลังเรียน One Group Pretest – Posttest Design ( พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60-61) อ้าง ใน (สมชาย วรกิจเกษมสกุล, ม.ป.ป. : 56) ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน การเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest)


36 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์เรื่อง สถิติ(1) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 แผน ทั้งหมด 14 ชั่วโมง 2. แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง สถิติ(1) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 6 ชุด ประกอบด้วย 2.1 แบบฝึกทักษะที่ 4.1 เรื่อง คำถามทางสถิติ 2.2 แบบฝึกทักษะที่ 4.2 เรื่อง การเก็บรวบรวมข้อมูล 2.3 แบบฝึกทักษะที่ 4.3 เรื่อง การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิรูปภาพ 2.4 แบบฝึกทักษะที่ 4.4 เรื่อง การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิแท่ง 2.5 แบบฝึกทักษะที่ 4.5 เรื่อง การนำเสนอข้อมูลด้วยกราฟเส้น 2.6 แบบฝึกทักษะที่ 4.6 เรื่อง การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิรูปวงกลม 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ(1) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก ทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้าง และพัฒนาดังนี้ 1.1 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนการสอนตามการจัดการ เรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน 1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ คู่มือครู หนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เล่ม 1 ช่วงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดทำโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ 1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนสตรีราชินูทิศ กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 3 วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เล่ม 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1.4 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาบทที่ 4 เรื่อง สถิติ(1) 1.5 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนการสอน จำนวน 10 แผน รวม 14 ชั่วโมง


37 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ เรื่อง เวลา (ชั่วโมง) 1 คำถามทางสถิติ 1 2 การเก็บรวบรวมข้อมูล 2 3 การนำเสนอข้อมูลและแปลความหมายข้อมูลด้วยแผนภูมิรูปภาพ (1) 1 4 การนำเสนอข้อมูลและแปลความหมายข้อมูลด้วยแผนภูมิรูปภาพ (2) 1 5 การนำเสนอข้อมูลและแปลความหมายข้อมูลด้วยแผนภูมิแท่ง (1) 1 6 การนำเสนอข้อมูลและแปลความหมายข้อมูลด้วยแผนภูมิแท่ง (2) 2 7 การนำเสนอข้อมูลและแปลความหมายข้อมูลด้วยกราฟเส้น 1 8 การนำเสนอข้อมูลและแปลความหมายข้อมูลด้วยแผนภูมิวงกลม (1) 1 9 การนำเสนอข้อมูลและแปลความหมายข้อมูลด้วยแผนภูมิวงกลม (2) 2 10 การนำความรู้เกี่ยวกับสถิติไปใช้ในชีวิตจริง 2 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ด้านหลักสูตรและการสอนการวิจัย และการวัดและประเมินผล ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้อง และความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา สาระ กิจกรรมการเรียนรู้และการวัดประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ ให้คะแนน ดังนี้ – ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบเหมาะสมและสอดคล้อง – ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบเหมาะสมและสอดคล้อง – ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้อง แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence: IOC) ระหว่างองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของทุก องค์ประกอบเป็น 0.67-1.00 1.7 ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 1.8 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่กำลังเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ปีการศึกษา 2564 โดยการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 4 คน (ทดลอง เดี่ยว) ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในระดับ สูง 1 คน ปานกลาง 2 คน และต่ำ 1 คน เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับการใช้สำนวนภาษา 1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง เพื่อ ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลองภาคสนาม


38 2. แบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เรื่อง สถิติ(1) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2.1 ศึกษาหลักสูตรจุดมุ่งหมายของหลักสูตรมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นขอบข่ายของ สาระการเรียนรู้โครงสร้างของหลักสูตรและเวลาเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ช่วงชั้นระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 จากหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนสตรีราชินูทิศ พุทธศักราช 2560 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา 2.2 ศึกษาเอกสารการจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระคณิตศาสตร์ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 – ม.3) เกี่ยวกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังคำอธิบายรายวิชาการจัดสาระการเรียนรู้ (สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2560: 1-134) 2.3 ศึกษาขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ให้สอดคล้องสาระการเรียนรู้ผลการ เรียนรู้ที่คาดหวังและจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.4 ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกทักษะเพื่อใช้เป็นแนวทางใน การสร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ 2.5 ศึกษาวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้จากหนังสือการวัดผล ประเมินผลการศึกษาของ (สมนึก ภัททิยธนี, 2544: 157–233) 2.6 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาสาระสำคัญผลการเรียนรู้ที่คาดหวังหรือ จุดประสงค์การเรียนรู้ จากคู่มือครูวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีหน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง สถิติ(1) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำแผนการ จัดการเรียนรู้และการสร้างแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ให้สัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบ 2.7 สร้างแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ(1) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้สอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้ ซึ่งได้แบ่งหน่วยการเรียนรู้ออกเป็นสาระการเรียนรู้ย่อยกับแผนการจัดการ เรียนรู้ จำนวน 6 ชุด 2.8 นำแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำและ ตรวจสอบข้อบกพร่อง จำนวน 3 ท่าน 2.9 นำแบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน การสอนวิชาคณิตศาสตร์ ด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัย และการวัดผล ประเมินผลตรวจสอบความ ถูกต้องเหมาะสมความสอดคล้องและความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์ การเรียนรู้เนื้อหาสาระ กิจกรรม การเรียนรู้และการวัดผลประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ ให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนนเป็น 0เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนนเป็น -1เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง ซึ่งคะแนนที่ได้มาหาการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบฝึกทักษะทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง สถิติ(Index of Item Objective Congruence : IOC) ได้ค่าคะแนนเป็น 0.67-1.00


Click to View FlipBook Version