The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ยมกวรรค หมวดธรรมคู่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dhammamemo2566, 2024-05-08 22:26:48

นิทานธรรมบท ชุดที่ 1

ยมกวรรค หมวดธรรมคู่

ข้าพเจ้า...................................................................................... ขอมอบหนังสือ นทานธรรมบท ิ ชุดที่ 1 ให้แก่ ............................................................................................. ขอความสุข ความส�ำเร็จทุกประการ จงมีแก่ท่านทุกเมื่อ


นทานธรรมบท ิ ชุดที่ 1 The Path of Goodness ยมกวรรค หมวดธรรมคู่ ISBN : 978-616-8153-13-0 พิมพ์ : ครั้งแรก จ�ำนวนพิมพ์ : 3,000 เล่ม ผู้รวบรวม : พระมหาวิเชียร ชินวํโส พิสูจน์อักษร : อัจฉรา ฉายากุล - สารภี แก่นจันทร์ พุทธวรรณ ขันต้นธง - และคณะจิตอาสา ออกแบบปก-รูปเล่ม : เอกจาริณี ประสานงาน : พรทิพย์ นวลศิริ เจ้าของ : มูลนิธิจิตตภาวนาชินวงส์ ส�ำนักพิมพ์ : วัดวังหิน ต.พลายชุมพล อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000 Email : [email protected] Facebook : วัดวังหิน มูลนิธิจิตตภาวนาชินวงส์ Page : ณ วังหิน มูลนิธิจิตตภาวนาชินวงส์ Page : ชินวงส์: https://www.facebook.com/Chittabhavanachinwong/ YouTube : ชินวงส์: https://www.youtube.com/@watwanghin ติดต่อ : ส�ำนักงานวัดวังหิน โทร. 08-3702-4377 สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ห้ามคัดลอกเนื้อหาก่อนได้รับอนุญาต ลิขสิทธิ์ของ: มูลนิธิจิตตภาวนาชินวงส์ วัดวังหิน จ.พิษณุโลก จัดท�ำโดย: มูลนิธิจิตตภาวนาชินวงส์ (มชจ.), วัดวังหิน ต.พลายชุมพล อ.เมือง จ.พิษณุโลก พิมพ์ที่: โฟกัสมาสเตอร์พริ้นท์ 1/20 ถ.บรมไตรโลกนารถ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000


III สมัยที่เรียนบาลีชั้น ป.ธ.1-2 , 3 และ 4 อยู่นั้น ผู้เรียบเรียงได้มีโอกาสแปล คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา แต่งโดยพระพุทธโฆสาจารย์ ซึ่งเป็นพระอรรถกถาจารย์นาม อุโฆษในยุคนั้น ซึ่งพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกนั้นมีแต่เพียงพระคาถา คือค�ำร้อย กรอง ประเภทฉันทลักษณ์ ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ 25 คัมภีร์ขุททกนิกาย ธรรมบท เป็นบทกวี 323 คาถา ท่านได้น�ำเรื่องราวเพิ่มเติมมาจากพระไตรปิฎก มาประกอบไว้ 302 เรื่อง ประดุจน�้ำเชื่อมที่เคลือบยาขมไว้ภายนอก ท�ำให้การ เรียนภาษาบาลีที่น่าเบื่อหน่ายกลายเป็นความสนุกสนาน น่าติดตาม เพราะผู้เขียน อยากรู้เรื่องราวของนิทานอันประกอบไปด้วยจริยธรรม สภาวธรรม และ โลกุตรธรรมอย่างชาญฉลาด ที่ห่อหุ้มพุทธพจน์อันสุขุมลุ่มลึกไว้ ค�ำว่านิทาน เป็นภาษาบาลี แปลว่า เหตุ หมายความว่า เรื่องราวต่าง ๆ นั้นมีเหตุเกิดมาจากอะไร นิทานจึงมิใช่แค่เรื่องเล่าสืบ ๆ กันมา แต่เป็น ประวัติศาสตร์และแฝงด้วยคติธรรม เมื่อท่านอ่านแล้วจะรู้ได้ว่าคนโบราณนั้น ท่าน มีวิธีการดึงคนให้สนใจการท�ำดี เว้นชั่วกันได้อย่างไร แม้สภาพสังคมในยุคนั้นอาจ จะห่างไกลสังคมยุคนี้กว่าสองสหัสวรรษ แต่เชื่อเถอะว่าสันดานของมนุษย์นั้นไม่มี อะไรใหม่เลย พวกเราต่างถูกขับเคลื่อนไปด้วยรัก โลภ โกรธ หลงอยู่เช่นเดิม การ อ่านนิทานธรรมบทอาจช่วยกระตุกต่อมปัญญาให้เกิดขึ้นก็ได้ เพราะท่านสรุปให้ เห็นถึงผลแห่งกรรมที่เคยกระท�ำไว้แล้ว ค�ำน�ำ


IV แน่นอนว่าเมื่อมีมืดย่อมมีสว่าง เมื่อมีพญามาร ย่อมมีพระพุทธเจ้า เมื่อ มีตัวโกง ก็ย่อมต้องมีพระเอก นางเอก โรงละครแห่งมนุษยชาติจึงน่าติดตาม หลายเรื่องจบแบบสุขสม และอีกหลายเรื่องจบแบบเศร้าโศก ชีวิตของสัตว์ทั้ง หลายก็เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ ? การได้ย้อนกลับมาอ่านเรื่องราวของนิทานธรรมบทอีกครั้งในวัยชรา ท�ำให้เห็นความลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ในความสนุกนั้น รู้สึกได้ถึงปัญญาอันเฉียบคมของ ผู้แต่ง บางเรื่องหักมุมจนคาดไม่ถึง บางเรื่องซาบซึ้งในความกล้าหาญของคนใน ยุคนั้น บางเรื่องท�ำให้ต้องย้อนกลับมาดูตนเอง บางเรื่องท�ำให้เกิดการตื่นรู้ขึ้น ท�ำให้อดระลึกถึงสมัยที่อดตาหลับขับตานอน นั่งแปลเรื่องเหล่านี้ในสมัยเป็นพระ หนุ่มเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ด้วยหวังจะเป็น “มหาเปรียญ” กับเขาให้ได้ นิทานธรรมบท เล่ม 1 นี้ ส่วนมากเกิดที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี รองลง มาคือวัดเวฬุวัน แคว้นโกศล เรื่องราวจึงสะท้อนบรรยากาศสมัยพุทธกาลอยู่มาก และเน้นหนักไปทางด้านกฎแห่งกรรม ผู้เขียนจึงพยายามรักษากลิ่นอายและเขียน ทับศัพท์ภาษาบาลีเอาไว้หลายแห่ง อาจก่อให้เกิดความสับสนแก่ผู้ไม่คุ้นเคยกับ ส�ำนวนบาลีอยู่บ้าง แต่ได้อธิบายไว้ในเชิงอรรถแล้ว ได้โปรดเสพอย่างมีความสุข และซึมซับอรรถรสแห่งธรรม ตามสติปัญญาของท่านเถิด ด้วยการุณยธรรม หลวงตาวิเชียร ชินวํโส ม.ค. 2567


V ยมกวรรค หมวดธรรมคู่ 1. ด้วยหัวใจเด็ดเดี่ยว (พระจักขุบาล) 2. เพียงเพราะศรัทธา (มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร) 3. ชั่วข้ามชาติ (พระติสสเถระ) 4. จองเวร (กาลียักษิณี) 5. น�้ำผึ้งหยดเดียว (ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี) 6. ต่างกันที่ใจ (จุลกาลและมหากาล) 7. ผู้ควรแก่กาสาวพัสตร์ (พระเทวทัต) 8. ที่มาแห่งอัครสาวก (สญชัยปริพาชก) 9. ใช้ราคะละราคะ (พระนันทเถระ) 10. อเวจีใจ (นายจุนทสูกริก) 11. คนอนุโมทนา เทวดาเชิญชวน (ธัมมิกอุบาสก) 12. หนักแผ่นดิน (พระเทวทัต) 14. พี่ทางธรรม (สุมนาเทวี) 15. อย่าฉลาดจนโง่ (ภิกษุสองสหาย) 1 15 27 39 51 67 79 89 115 129 135 143 165 173 สารบญ ั


VI มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา, มนสา เจ ปทุฏฺเฐน ภาสติ วา กโรติ วา, ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ จกฺกํว วหโต ปทนฺติฯ “ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด ส�ำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจเศร้าหมองแล้ว พูดอยู่ก็ตาม ท�ำอยู่ก็ตาม ทุกข์ย่อมติดตามบุคคลนั้นไป เพราะทุจริต 3 อย่างนั้น ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ที่ลากเกวียนไปอยู่ ฉะนั้น”


1 ด ้ วยหวใจเด ั ดเด ็ ี ่ ยว พระจกขุบาลเถระั


2 เย็นวันหนึ่ง พระอาคันตุกะ1 หลายรูปจากต่างถิ่น มาสู่วัดพระเชตวันเพื่อ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วเที่ยวเดินชมสถานที่ในวัด จนมาถึงกุฏิที่พักของพระจักขุ บาลเถระ ซึ่งเป็นพระผู้เฒ่าตาบอด บังเอิญฝนตกเสียก่อน จึงพากันกลับที่พักของ ตน ตั้งใจว่าตอนเช้าจะมาเยี่ยมพระเถระอีกครั้ง คืนนั้นฝนตกตั้งแต่หัวค�่ำแล้วมาหยุดลงกลางดึก พวกแมลงต่าง ๆ โดย เฉพาะแมลงค่อมทอง2 ออกมาหากินหลังฝนตก พอค่อนรุ่ง พระเถระก็ออกมาเดิน จงกรม3 ตามปกติ และได้เหยียบแมลงเหล่านั้นตายไปเป็นจ�ำนวนมาก เพราะท่าน มองไม่เห็น พวกศิษย์ของท่านไม่ทันได้มากวาดทางเดินจงกรม พวกภิกษุอาคันตุกะ มาเยี่ยมท่านแต่เช้าตรู่ จึงเห็นภาพอันน่าสลดใจ จึงต�ำหนิท่านว่า “ดูสิ เวรกรรมจริง ๆ เมื่อตายังดีอยู่มัวนอนอยู่หรือไงไม่บ�ำเพ็ญสมณ ธรรม4 พอตาบอดแล้วขยันเดินจงกรม ท�ำให้สัตว์ตายไปเป็นอันมาก คิดว่าตัวเอง ท�ำสิ่งที่เป็นประโยชน์สินะ แต่กลับไร้ประโยชน์เสียนี่” 1 อาคันตุกะ น. แขกผู้มาเยือน, ผู้มาหา, ผู้มาจากที่อื่น. 2 แมลงค่อมทองหรือด้วงงวงกัดกินใบ เป็นด้วงชนิดขนาดกลาง สามารถพบเห็นได้ทั่วทั้งเอเซียตะวันออก เฉียงใต้ จนถึงญี่ปุ่นและจีน ล�ำตัวมีหลายสีขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม 3 จงกรม ก. เดินไปมาโดยมีสติก�ำกับอย่างพระเดินเจริญกรรมฐาน เรียกว่า เดินจงกรม. 4 สมณธรรม [สะ-มะ-นะ-ท�ำ] น. ข้อปฏิบัติของพระภิกษุ


3 แล้วพวกเขาก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลฟ้องสิ่งที่ตนเห็น พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า “พวกท่านเห็นพระจักขุบาลเหยียบแมลงพวกนั้นหรือ?” “ไม่เห็น พระเจ้าข้า” “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อท่านไม่เห็นพระจักขุบาลเหยียบแมลง จักขุบาล ก็ไม่เห็นแมลงเหมือนกัน พระอรหันต์ย่อมไม่มีเจตนาฆ่าสัตว์” ท่านผู้อ่านคงสงสัยละสิว่าพระจักขุบาลคือใคร เป็นถึงพระอรหันต์ ท�ำไม จึงตาบอด เรามาติดตามเรื่องราวของท่านกันเถอะ หลวงตาจะเล่าให้ฟัง พระจักขุบาลเถระเดิมท่านชื่อว่า มหาบาล ท่านมีน้องชายชื่อว่า จุลบาล เป็นลูกหลานของตระกูลเศรษฐี ตั้งเคหสถานอยู่ในเมืองสาวัตถี ซึ่งเป็นเมืองหลวง แห่งแคว้นโกศล5 หนึ่งในแคว้นมหาอ�ำนาจในยุคนั้น วันหนึ่งท่านมหาบาลเห็นผู้คนเป็นจ�ำนวนมาก น�ำดอกไม้ของหอมไปสู่วัด เชตวัน จึงตามเขาไปบ้างเพื่อฟังธรรมกับพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์เห็นอุปนิสัยแห่งการบวชของมหาบาล จึงทรงแสดง อนุปุพพิกถา 6 คือ ตรัสพรรณนาเรื่องของทาน ศีล อันน�ำไปสู่สวรรค์ แต่สวรรค์ เองก็ยังมีโทษของกามคุณ คือการติดอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่น่าใคร่ 5 โกศล ชื่อแคว้นหนึ่งในบรรดา 16 แคว้น แห่งชมพูทวีป โกศลเป็นแคว้นใหญ่มีอ�ำนาจมากในสมัยพุทธกาล กษัตริย์ผู้ครองแคว้นมีพระนามว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล มีนครหลวงชื่อ สาวัตถี บัดนี้เรียก Sahet-Mahet 6อนุปุพพิกถา หมายถึง พระธรรมเทศนาที่ทรงแสดงสูงขึ้นไปตามล�ำดับจากง่ายไปหายาก จนสามารถปล่อย วางความยึดติดในกามคุณได้ มี 5 ประการ คือ 1. ทานกถา เรื่องการให้ทาน ประโยชน์ของการให้ทาน 2. สีลกถา เรื่องการรักษาศีล ประโยชน์ของการรักษาศีล 3. สัคคกถา เรื่องสวรรค์อันเป็นอานิสงส์ที่ได้จาก ทานและศีล 4.กามาทีนวกถา เรื่องโทษของกามคือ ความสุขในสวรรค์ 5. เนกขัมมานิสังสกถา เรื่อง อานิสงส์ของการออกบวช คือการออกจากกาม โดยปกติพระพุทธเจ้าจะแสดงอนุปุพพิกถานี้แก่ฆราวาส ก่อนที่จะแสดงเรื่องอริยสัจ 4


4 น่าพอใจ และตรัสสรุปว่า หากจะหลีกพ้นจากโทษของกามก็ต้องออกบวช จึงตรัส อานิสงส์แห่งเนกขัมมะ คือการออกจากกามคุณอารมณ์เหล่านั้น เมื่อมหาบาลได้ฟังดังนั้น เกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงคิดว่า ‘บุตร ธิดา ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ เมื่อเราตายแล้วก็ตามเราไปสู่ปรโลกไม่ได้ แม้แต่ร่างกายของเราก็ติดตามเราไปไม่ได้ เราควรแสวงหาอริยทรัพย์ดีกว่า’ จึงทูลขอบวชกับพระพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสถามว่า “เธอมีใครที่จะต้องร�่ำลากันก่อนบวชหรือเปล่า?” เพราะสมัยนั้น ส่วนมากบวชเพื่อหวังการพ้นทุกข์ ไม่ใช่บวชแก้บน จึงบวช กันตลอดชีวิต ท่านมหาบาลกลับไปบ้าน กล่าวอ�ำลาจุลบาลผู้เป็นน้องชาย และยกทรัพย์ สมบัติทั้งหมดให้ น้องชายจึงถามด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้นหรือพี่ พี่เมาหรือเปล่าเนี่ย ?” “เราจะบวช” “พี่ต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ใครเขาบวชกันตอนยังหนุ่มเล่า รอให้แก่เสียก่อน แล้วค่อยไปบวชดีกว่ามั้ง” แต่มหาบาลกลับปฏิเสธอย่างมีเหตุผลว่า “การเจริญสมณธรรมควรท�ำตั้งแต่ยังหนุ่ม แก่แล้วสังขารเสื่อมโทรม มือเท้าเคลื่อนไหวล�ำบาก จะประสบความส�ำเร็จได้อย่างไร” เล่นเอาจุลบาลถึงกับร้องไห้ แต่ท่านก็ไม่สนใจ ได้บรรพชาอุปสมบท ศึกษา ธรรมวินัยอยู่ตลอด 5 ปี ครั้นออกพรรษาจึงขออนุญาตพระศาสดาไปเจริญสมณ ธรรมในป่า โดยมีพระสงฆ์ร่วมเดินทางไปด้วยกัน 60 รูป


5 พระศาสดา จึงให้พุทโธวาทว่า “ธุระในพุทธศาสนานี้มี 2 ประการคือ 1. คันถธุระ คือการศึกษาเรียนรู้ปริยัติ1 คือค�ำสอนของพระพุทธเจ้า 2. วิปัสสนาธุระ คือการเจริญภาวนา ทั้งสมถะและวิปัสสนา เพื่อมุ่งสู่ การพัฒนาจิต และพัฒนาปัญญา พระมหาบาลจึงกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า “ข้าพระองค์อายุมากแล้ว เกรงว่าจะทรงจ�ำปริยัติได้ยาก จึงขอศึกษา วิปัสสนาธุระดีกว่า” พระพุทธองค์จึงทรงให้พระกรรมฐาน วิธีการฝึกใจแก่ท่าน พระมหาบาลและคณะได้เดินทางไปยังชนบทแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของ หมู่บ้านใหญ่ ห่างจากวัดพระเชตวันประมาณ 120 โยชน์2 หรือ 1,920 กิโลเมตร ชาวบ้านได้เห็นอาการอันน่าเลื่อมใสของหมู่สงฆ์ จึงนิมนต์ท่านและคณะไว้ด้วย หวังว่าจะได้ฟังธรรม รักษาศีล เจริญภาวนา 1 ปริยัติ ปริ (รอบ) + ยตฺติ (ศึกษา เล่าเรียน) ระเบียบค�ำอันควรศึกษาโดยรอบ หมายถึง พระพุทธพจน์ หรือ พระไตรปิฎก (รวมทั้งอรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และค�ำอธิบายต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจในหลักค�ำสอนของพุทธ) - การศึกษาปริยัติมี 3 อย่างคือ 1. อลคัททูปริยัติ การศึกษาแบบจับงูพิษที่หาง คือ ศึกษาพุทธพจน์เพื่อ ลาภ สักการะ สรรเสริญ หรือเพื่อ ยกตนข่มผู้อื่น ย่อมเป็นโทษกับตนเอง เหมือนการจับงูพิษที่หาง งูย่อมแว้งขบกัดเอาได้ 2. นิสสรณัตถปริยัติ การศึกษาเพื่อประโยชน์แก่การออกไปจากทุกข์คือ ศึกษาพุทธพจน์เพื่ออบรมปัญญา เป็นการศึกษาของผู้ที่เห็นโทษภัยของกิเลส เห็นภัยในวัฏฏสงสาร ปรารถนาจะออกไปจากวัฏฏทุกข์ 3. ภัณฑาคาริกปริยัติ การศึกษาแบบขุนคลัง คือ ศึกษาพุทธพจน์เพื่อทรงจ�ำพระศาสนาไว้ไม่ให้เสื่อมสูญ เป็นการศึกษาของพระอรหันต์ ซึ่งหมดหน้าที่ในการอบรมปัญญาเพื่อละกิเลสส่วนตนแล้ว แต่มีฉันทะ เห็นประโยชน์ในการศึกษา เพื่อถ่ายทอดพระธรรมค�ำสอนให้แก่ชนรุ่นหลัง2 โยชน์ เป็นหน่วยวัดความยาวของไทย มีระยะเท่ากับ 400 เส้น เนื่องจาก 1 เส้นถูกก�ำหนดให้เท่ากับ 40 เมตร โดยพระราชบัญญัติมาตราชั่ง ตวง วัด พระพุทธศักราช 2466 ดังนั้นความยาว 1 โยชน์จึงมี ระยะเทียบเท่ากับ 16,000 เมตร หรือ 16 กิโลเมตร


6 พระสงฆ์ทั้งมวลพิจารณาแล้วเห็นว่า สถานที่เหมาะสมควรแก่การเจริญ สมณธรรม เพราะสถานที่บิณฑบาตก็สะดวก ชาวบ้านก็มีศรัทธาดี ควรแก่การ บ�ำเพ็ญเพียรเพื่อให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จึงตกลงจ�ำพรรษากัน ณ ที่นั้น ชาวบ้านจึงช่วยกันท�ำกุฏิที่พักแบบง่าย ๆ ถวายแก่สงฆ์ พระมหาบาลสอบถามหมู่สงฆ์ว่า “พรรษานี้พวกท่านจะด�ำรงอยู่ด้วยอิริยาบถเท่าใด ?” หมู่สงฆ์ตอบว่า “พวกผมจะอยู่ด้วยอิริยาบถ 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน” พระมหาบาลได้เตือนหมู่สงฆ์ว่า “พวกเราเรียนกรรมฐานมาจากพระพุทธเจ้า หากเราด�ำรงอยู่ด้วยความ ประมาทคงไม่พ้นจากอบายภูมิ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดียรัจฉาน เป็นแน่ ฉะนั้นพรรษานี้ ผมจะอยู่ด้วยอิริยบถ 3 คือ ยืน เดิน นั่ง เท่านั้น จะไม่นอนโดย เด็ดขาด” ในหมู่บ้านนั้น มีหมอใจบุญคนหนึ่ง ได้ปวารณา 1 แก่หมู่สงฆ์ว่า หากมี พระรูปใดเจ็บป่วย ขอให้บอก เขาจะรักษาให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่ประการใด หนึ่งเดือนผ่านไป โรคตาได้เกิดขึ้นแก่พระมหาบาล หมู่สงฆ์จึงได้ไปตาม หมอมารักษา หมอได้ท�ำยาหยอดให้แก่่ท่าน โดยมีข้อแม้ว่าต้องนอนหยอดเท่านั้น เพราะต้องหยอดทางจมูก เมื่อท่านไปบิณฑบาตในวันรุ่งขึ้น หมอได้ถามท่านว่าดีขึ้นแล้วหรือยัง “ยังเลยคุณหมอ” 1 ปวารณา (ปะวาระนา) ก. ยอมให้ภิกษุสามเณรขอหรือเรียกร้องเอาได้ เช่น ขอของจากผู้ปวารณา


7 “ท่านนั่งหยอดหรือนอนหยอด ?” พระมหาบาลนิ่ง หมอแปลกใจ เพราะมั่นใจว่ายาของตนเองนั้นหยอดทีเดียวก็หายเจ็บตา แล้ว จึงถามต่อว่า “พระคุณเจ้าได้หยอดยาหรือเปล่า” “หยอด” พระเถระตอบ “นั่งหยอด หรือนอนหยอด ?” “.....” พระมหาบาลเงียบอีกเช่นเคย ด้วยความร้อนใจ วันต่อมาหมอจึงติดตามไปยังกุฏิที่พักของพระมหาบาล เห็นมีแต่ที่นั่งและทางเดินจงกรม ไม่ม่ีที่นอนเลย จึงได้รู้ว่าท่านไม่ได้นอนหยอดยา แน่ ๆ จึงได้เตือนท่านว่า “พระคุณเจ้า ถ้าสุขภาพแข็งแรง จึงจะสามารถประพฤติสมณธรรมได้ มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนอย่างนี้ ท่านจะปฏิบัติธรรมได้อย่างไร ขอได้โปรดนอน หยอดยาเถิด” พระมหาบาลจึงกล่าวว่า “เราขอคิดดูก่อนก็แล้วกัน” หมอส่ายหน้าแล้วเดินหนีไป เมื่อหมอจากไปแล้วพระจักขุบาลจึงด�ำริว่า ‘เราจักเห็นแก่ตาทั้ง 2 ข้าง หรือเห็นแก่พระพุทธศาสนา’ ในที่สุด ท่านก็ตัดสินใจรักษาสัจจะของท่านว่าจะไม่นอนตลอดทั้งพรรษา วันรุ่งขึ้น หมอมาพบท่านอีก แล้วถามค�ำถามเดิม ท่านก็นิ่งเสีย หมอจึง หมดความอดทน


8 “พระคุณเจ้า ท่านไม่ยอมปฏิบัติตามที่หมอสั่งเลย เห็นแก่ชื่อเสียงที่ ข้าพเจ้าสั่งสมมา อย่าได้ไปบอกใครว่าข้าพเจ้ารักษาให้ท่านนะ และจะไม่ปรุงยา ให้ท่านอีกแล้ว” พระเถระไม่ได้โต้ตอบอะไร กลับมายังที่อยู่ของท่าน แล้วตักเตือนตนเอง ว่า ‘บัดนี้หมอเลิกรักษาเราแล้ว ขอจงมั่นคงในสัตย์ปฏิญาณเถิด ดวงตาหา ได้ง่ายกว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า นานเท่าไรกว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นมาใน โลกนี้ แต่การเกิดมามีดวงตาของเรานับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว’ เมื่อท่านตกลงปลงใจแล้ว ก็อดทนต่อทุกขเวทนาที่เกิดจากโรคตานั้น ท�ำความเพียรต่อไปด้วยอิริยาบถ 3 เช่นเคย เวลาผ่านไปจนค่อนแจ้ง ดวงตาของท่านก็บอดสนิท พร้อมทั้งความ ดับไปแห่งกิเลสทั้งหลาย บรรลุเป็นพระอรหันต์สุขวิปัสสก1 ในคืนนั้นเอง ตาเนื้อของท่านดับสนิท แต่ตาใน (ปัญญาจักษุ) ของท่าน กลับ สว่างไสวไร้มลทินในบัดดล เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อถึงเวลาออกบิณฑบาต2 พระมาเรียกท่าน ๆ จึงบอกว่า “ผมไปบิณฑบาตไม่ได้แล้ว เพราะมองไม่เห็นอะไรเลย บัดนี้ตาของผม บอดสนิทแล้ว” เมื่อพระเหล่านั้นมองเข้าไปในดวงตาของท่าน เห็นตาของท่านบอด 1 พระอรหันต์สุกขวิปัสสก ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน หลุดพ้นจากกิเลสได้ด้วยปัญญาล้วน ไม่มีสมาธิเป็นฐาน ส่วนพระอรหันต์เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา2 บิณฑบาต (อ่านว่า บิน-ทะ-บาด) เป็นภาษาบาลี มาจากค�ำว่า ปิณฺฑ + ปาต แปลว่า การตกลงแห่ง ก้อนข้าว โดยทั่วไปค�ำนี้หมายถึงกิจวัตรของพระภิกษุสงฆ์และสามเณรในพระพุทธศาสนา ในการออก เดินถือบาตรรับการถวายภัตตาหารหรือสิ่งของจากชาวบ้านในเวลาเช้า เรียกว่าการออกบิณฑบาต


9 เกิดความสลดใจ บางท่านถึงกับน�้ำตาไหล ได้แต่ปลอบโยนท่านว่า “อย่ากังวลเลยครับ พวกผมจะดูแลท่านไม่ให้ล�ำบากเอง” ชาวบ้านไม่เห็นพระมหาบาลมาบิณฑบาตก็ถามหา เมื่อรู้ความจริง ก็พา กันน�ำอาหารมาถวาย บางคนถึงกับร้องไห้เกลือกกลิ้งอยู่แทบเท้าของท่าน เพราะความที่ท่านตาบอดจากการตั้งใจเด็ดเดี่ยว เพื่อบ�ำเพ็ญสมณธรรม ท่านจึงได้ฉายานามใหม่ว่า“จักขุบาล” ตั้งแต่นั้นคนก็เรียกท่านด้วยชื่อใหม่นี้ด้วย ความเคารพ เมื่อท่านท�ำกิจคือความดับทุกข์ของท่านเสร็จแล้ว หน้าที่ที่เหลืออยู่คือ การแนะน�ำให้โอวาทสั่งสอนภิกษุทั้งหลายเพื่อให้ถึงความพ้นทุกข์ จวบจนถึงวัน ออกพรรษา พระภิกษุเหล่านั้นก็บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา 3 เมื่อออกพรรษาแล้ว ภิกษุทั้งหลายต้องการไปเข้าเฝ้าพระศาสดา จึงพา กันมาชักชวนท่าน แต่ท่านเกรงว่าจะเป็นภาระของหมู่สงฆ์ จึงบอกว่า “เมื่อถึงเมืองสาวัตถีแล้ว หากพบจุลบาลน้องชายของผม จงบอกให้เขา ส่งคนมารับไปดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลาเดินทางของพวกท่าน” ภิกษุเหล่านั้นจึงได้บอกข้อความนั้นแก่จุลบาล เมื่อเดินทางมาถึงเมือง สาวัตถีแล้ว 3 ปฏิสัมภิทา 4 (ปัญญาแตกฉาน) มักเกิดพร้อมกับการบรรลุอรหัตตผล 1. อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในความหมาย, เห็นข้อธรรมก็สามารถแยกแยะอธิบายขยายออก ไปได้โดยพิสดาร 2. ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม เห็นผลอย่างหนึ่ง ก็สามารถสืบสาวกลับไปหาเหตุได้ 3. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในภาษา, รู้ศัพท์ ถ้อยค�ำบัญญัติ และภาษาต่างๆ เข้าใจใช้ค�ำ พูดชี้แจ้งให้ผู้อื่นเข้าใจและเห็นตามได้ 4. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ มีไหวพริบ เชื่อมโยงความคิดและเหตุผล


10 จุลบาลจึงตกลงใจว่าจะส่งหลานชายไปรับ พระเหล่านั้นจึงเสนอความเห็นว่า “หากหลานชายไปด้วยเพศฆราวาสอาจจะเป็นอันตราย ให้บวชเป็น สามเณรไปก่อนดีกว่า เมื่อรับท่านกลับมาแล้วค่อยให้สึกทีหลัง” เมื่อตกลงกันได้ตามนั้น พระเหล่านั้นจึงจัดการบรรพชาให้ “ปาลิต” หนุ่ม วัยรุ่นหลานพระจักขุบาล หลังจากให้ฝึกฝนกิริยาอาการแห่งความเป็นสมณะ นักบวชอยู่ 15 วัน จึงส่งให้ไปรับหลวงลุง1 หลังจากสามเณรปาลิตเดินทางไปถึงหมู่บ้านชายแดน อันเป็นที่อยู่ของ หลวงลุง พักอยู่ประมาณ 15 วัน จึงบอกลาชาวบ้านเพื่อกลับสู่เมืองสาวัตถี แม้ชาวบ้านจะอ้อนวอน ร้องไห้ ขอร้องให้ท่านอยู่ แต่ด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยว ของท่าน เมื่อตัดสินใจแล้ว ท่านจึงอ�ำลาชาวบ้านแล้วจับปลายไม้ที่สามเณรยื่นให้ เดินตามสามเณรปาลิตไป เมื่อเดินทางมาจนถึงเมืองสังกัฏฐะ ซึ่งอยู่ระหว่างทาง สามเณรได้ยินเสียง ร้องเพลงของหญิงสาวที่ก�ำลังเก็บฟืนในบริเวณนั้น เสียงนั้นประดุจฉุดคร่าจิต วิญญาณของสามเณรปาลิต ดุจพุทธพจน์ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เห็นเสียงอื่นแม้สักอย่าง จะยึดจิตบุรุษให้ติด อยู่ เหมือนเสียงสตรีเลย” เมื่อทนต่อความกระสันไม่ไหว สามเณรปาลิต จึงบอกหลวงลุง “ผมมีธุระ หลวงลุงรอผมอยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวกลับมา” ไม่นานนักเสียงของหญิงนั้นก็หายไป ท่านจักขุบาลแม้ตาจะบอด แต่หู 1 ชาวบ้านนิยมเรียกพระภิกษุตามวัยของท่าน เช่น หลวงพี่ หลวงน้า หลวงอา หลวงลุง หลวงตา หลวงปู่ ในที่นี้่สามเณรเป็นหลานชายของพระจักขุบาล จึงเรียกว่า หลวงลุง ในขณะที่พระเรียกคฤหัสถ์ว่า โยม


11 ไม่หนวก จึงคาดการณ์ได้ว่าสามเณรคงท�ำสิ่งที่ไม่ควรแก่เพศบรรพชิต คือการเสพ สังวาสกับหญิงนั้นแล้ว เมื่อสามเณรกลับมา ท่านจึงถามตรง ๆ ว่า “เณร เจ้าได้ท�ำกรรมชั่วเสียแล้วหรือ ?” สามเณรปาลิตนิ่งเงียบ ไม่รับและไม่ปฏิเสธ แม้ถูกถามซ�้ำ ๆ อีกหลายครั้ง ก็ยังนิ่งเงียบอยู่เหมือนเดิม พระเถระผู้มีใจเด็ดเดี่ยว จึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น เธอไม่ต้องจูงเราอีกแล้ว ฉันจะไม่ยอมให้เณรทุศีลเช่นเธอ น�ำทางโดยเด็ดขาด” ปาลิตจึงเปลื้องผ้ากาสาวพัสตร์2 ออก เปลี่ยนเป็นชุดคฤหัสถ์3 สึกเอา ดื้อ ๆ แล้วบอกหลวงลุงว่า “ตอนบวช ผมก็ไม่ได้มีศรัทธาอยากบวช แต่บวชเพราะกลัวอันตรายใน การเดินทาง ผมสึกก็ได้ ตอนนี้ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าของคฤหัสถ์แล้ว พวกเราเดินทาง ต่อกันเถิด” หลวงลุงก็ยังเด็ดเดี่ยวอยู่เช่นเดิม “สมณะชั่ว หรือคฤหัสถ์ชั่ว ก็ชั่วเหมือนกันนั่นแหละ เจ้าจะไปไหนก็ไป เราจะไม่เดินทางร่วมกับคนชั่ว” แม้ปาลิตจะร้องไห้อ้อนวอนว่า “เส้นทางนี้เต็มไปด้วยอันตรายจากภูติผีปีศาจ สัตว์ร้าย งูพิษก็มีมาก แล้ว 2 กาสาวพัสตร์ (อ่านว่า กาสาวะพัด) แปลว่า ผ้าที่ย้อมด้วยน�้ำฝาด หมายถึงผ้าไตรจีวรที่ท่านมักน�ำเอา เปลือกไม้ แก่นไม้ หรือลูกไม้มาต้ม เพื่อย้อมผ้า 3 คฤหัสถ์ (คะรึหัด) น. ฆราวาส, ผู้ครองเรือน, ผู้ไม่ใช่นักบวช.


12 หลวงลุงมองไม่เห็นอย่างนี้ จะไปผู้เดียวได้อย่างไร” ท่านจักขุบาลก็ยังคงปฏิเสธเช่นเดิม ปาลิตจึงได้แต่สังเวชสลดใจในกรรม ชั่วของตน แล้ววิ่งหนีไปด้วยความเสียใจ ด้วยเดชแห่งคุณธรรมของพระจักขุบาล บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ซึ่งเป็น อาสนะที่ประทับเฉพาะองค์ของท้าวสักกเทวราช ที่เคยนั่งแล้วเย็นสบายเกิดความ ร้อนขึ้นมาทันที แสดงให้รู้ว่า บัดนี้ผู้ทรงศีล หนักในธรรม ติเตียนคนชั่ว ได้รับความ เดือดร้อนแล้ว ได้เล็งแลทิพพจักขุเห็นพระเถระอยู่กลางป่า จึงได้เสด็จไปหาท่าน แปลงกายเป็นผู้เดินทางไกล ที่ก�ำลังเดินทางไปเมืองสาวัตถีเช่นกัน แล้วอาสาพา ท่านไปส่ง แล้วเย็นนั้นเอง ท่านก็พาพระเถระเดินทางมาถึงเมืองสาวัตถี เล่นเอาพระ เถระประหลาดใจ แต่่ท้าวสักกะก็อ้างว่ารู้ทางลัด ‘ต่อให้รู้อย่างไรก็ไม่มีทางมาถึงเร็วขนาดนี้ เพราะระยะทางยังเหลืออีก หลายร้อยกิโลเมตร นี่คงมิใช่คนธรรมดาแน่แล้ว’ พระเถระคิดอยู่ในใจ ท้าวสักกเทวราชพาท่านไปนั่งพักในศาลาที่พักแห่งหนึ่ง ที่น้องชาย จุลบาลสร้างไว้เพื่อท่านนั่นเอง เสร็จแล้วก็แปลงกายเป็นเพื่อนของจุลบาลไปบอก การเดินทางมาถึงของพระเถระแก่เขา แล้วจากไป จุลบาลมาเห็นพระพี่ชายผู้ตาบอด ก็อดที่จะพร�่ำบ่นมิได้ “ที่ผมไม่อยากให้หลวงพี่บวช ก็เพราะเหตุนี้แหละ” คงเป็นเพราะรู้นิสัยอันเด็ดเดี่ยวของพระพี่ชายนั่นเอง แล้วจุลบาลก็จัดการปล่อยเด็กทาส 2 คนให้เป็นไท เพื่อให้คอยดูแลรับใช้


13 พระเถระตั้งแต่บัดนั้นแล ตัดภาพมายังการสนทนาของพระพุทธเจ้าและพระอาคันตุกะ “เพราะจักขุบาลเคยท�ำอกุศลกรรมในอดีตชาติ จึงท�ำให้เธอตาบอด” “อกุศลกรรมอะไรหรือ พระเจ้าข้า” พระอาคันตุกะทูลถาม พระองค์จึงได้ตรัสเล่าถึงบุพพกรรม1 ในอดีตกาลของพระจักขุบาล ณ กรุงพาราณสี มีหญิงผู้ป่วยด้วยโรคตาคนหนึ่งมาหาหมอผู้มีชื่อเสียงให้ ช่วยรักษา หมอจึงถามว่า “ถ้าเรารักษาเจ้าให้หายได้ เจ้าจะให้อะไรกับเรา” “โรคนี้ทรมานเราเหลือเกิน หากหายจริง ๆ เรากับบุตร ธิดาจะยอมเป็น ทาสของท่าน” หมอจึงตกลง แล้วปรุงยาให้หญิงนั้น ไม่นานนักโรคตาก็หายไปด้วยยา เพียงขนานเดียวเท่านั้น แต่หญิงนั้นกลับคิดคด เพราะไม่อยากจะเป็นทาสหมอตามที่ตนได้ตกลง ไว้ เมื่อถูกหมอถามจึงตอบว่า “เมื่อก่อนเราปวดตาน้อย แต่ตอนนี้ยิ่งใช้ยาของท่านก็ยิ่งปวดมากกว่า เดิมเสียอีก” หมอรู้ทันถึงมายาของหญิงนั้นและโกรธมาก จึงประกอบยาขนานหนึ่งไป ให้แก่หญิงนั้น เมื่อเธอหยอดยานั้น ตาเธอก็บอดสนิททันที ด้วยบุพพกรรมนั้น หมอตาได้เกิดมาเป็นจักขุบาลในชาตินี้ 1 บุพพกรรม น. กรรมที่ท�ำไว้เมื่อชาติก่อน


14 แล้วพระพุทธองค์จึงตรัสพระคาถา 1 นี้ว่า “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจเศร้าหมองแล้ว พูดอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม ทุกข์ย่อมติดตามบุคคลนั้นไป เพราะทุจริต 32 อย่างนั้น ดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโค ที่ลากเกวียนไปอยู่ ฉะนั้น” 1 คาถา แปลว่า ถ้อยค�ำที่ร้อยกรอง ถ้อยค�ำที่ผูกไว้ ถ้อยค�ำที่ขับร้อง ท่อง สวด ในที่นี้หมายถึงค�ำประพันธ์ ภาษาบาลีประเภทฉันทลักษณ์ ที่แต่งครบ 4 บาทหรือ 4 วรรค, 1 คาถามี 4 บาท แต่ละบาทมีจ�ำนวนค�ำ ต่างกันไปตามชื่อฉันท์ เช่น อินทรวิเชียรฉันท์ แต่ละบาทมี 11 ค�ำ 4 บาทก็มี 44 ค�ำ, 1 คาถาของ อินทรวิเชียรฉันท์จึงมี 44 ค�ำ ในภาษาไทยน�ำมาใช้เพี้ยนไป หมายถึงค�ำเสกเป่าที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์เรียกกัน ว่า “คาถาอาคม” 2 ทุจริต 3 คือ การประพฤติผิดทางกาย วาจา ใจ


15 เพย ี งเพราะศรทธา ั มฏฐกุณฑลัเทพบุตร ี


16 มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา ตโต นํ สุขมเนฺวติ ฉายาว อนุปายินีฯ “ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ ส�ำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว พูดอยู่ก็ดี ท�ำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขา เพราะเหตุนั้น เหมือนเงาติดตามตัวไปฉะนั้น”


17 ท่ามกลางป่าช้าอันน่าพรั่นพรึง มีแต่หรีดหริ่ง เรไร และแมลงเล็ก ๆ ส่ง เสียงขับกล่อมซากอสุภะทั้งหลายที่ฝังอยู่ในป่าช้าแห่งนี้ จู่ ๆ ก็มีเสียงร้องไห้ คร�่ำครวญดังลั่น “ฮือ! ลูกเอ๋ย เจ้าไม่น่าจากพ่อไปเร็วขนาดนี้เลย เจ้าอยู่ที่ไหน ท�ำไมปล่อย ให้พ่ออยู่คนเดียวอย่างนี้ ลูกพ่อ โฮ ฮือๆๆๆ” เสียงของชายสูงอายุท่านหนึ่งคร�่ำครวญถึงลูกชาย ชวนให้ผู้ได้ยินเกิด ความสังเวชสลดใจ แต่แล้ว! มีเสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งร้องไห้คร�่ำครวญแข่งขึ้นมา ท่ามกลาง บรรยากาศอันวังเวง ดุจเสียงแห่งปีศาจที่มาซ�้ำเติมความทุกข์ของชายผู้สูงวัยนั้น “โฮ ฮือ! ล้อรถของเราไม่มี เราอยากได้ล้อรถ โฮ ฮือ!” เกิดอะไรขึ้นในราตรีอันยาวนานนี้หรือ? เชิญท่านทั้งหลายติดตาม หลวงตาจะเล่าให้ฟัง


18 ในเมืองสาวัตถี มีครอบครัวผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง หัวหน้าครอบครัว ได้รับฉายาจากชาวบ้านว่า “อทินนปุพพกะ แปลว่า ผู้ไม่เคยให้อะไรกับใคร” หรือแปลเป็นไทยง่าย ๆ ก็คือ ขี้งก ขี้ตืด ขี้เหนียว ท�ำไมจึงไปเกี่ยวกับขี้ ก็คงเพราะ มีพฤติกรรมอันไร้น�้ำใจนั่นเอง มีธรรมเนียมของพราหมณ์อยู่อย่างหนึ่งเรียกว่า “กรรณเวธะ” ที่เด็กๆ จะต้องเจาะหู และมีเครื่องประดับอยู่อย่างหนึ่งคือตุ้มหูหรือต่างหู1 พ่อขี้งกนี้ มี ลูกชายวัยรุ่นอยู่คนหนึ่ง ด้วยความขี้เหนียว ครั้นจะจ้างช่างทองให้ท�ำตุ้มหู ก็เกรง ว่าจะราคาแพง จึงน�ำเอาทองค�ำแผ่นมาตีให้กลมแล้วท�ำตุ้มหูให้ลูกชาย เด็กหนุ่ม นั้นจึงมีฉายานามว่า “มัฏฐกุณฑลี แปลว่า นายตุ้มหูเกลี้ยง” ก็คือไม่มีลวดลาย อันใดเลย สองพ่อลูกถูกชาวบ้านตั้งสมญานามอันน่าขบขัน ด้วยประการฉะนี้ิ วันหนึ่งนายตุ้มหูเกลี้ยงล้มป่วย ร่างกายของหนุ่มน้อยผอมเหลือง2 กิน ข้าวปลาอาหารไม่ได้ ภรรยาของพ่อขี้งกจึงบอกให้สามีไปหาหมอมารักษาลูก แต่ ด้วยความตะหนี่เหนียวแน่น แกจึงเที่ยวไปตีสนิทกับหมอและถามว่า “ถ้ามีคนเป็นโรคผอมเหลือง ท่านจะให้ยาอย่างไร?” หมอแต่ละคนก็ต่างบอกวิธีการรักษาไปตามความถนัดของตน เมื่อพ่อ ขี้งกค�ำนวณดูแล้วก็เที่ยวไปหาเปลือกไม้ รากไม้ ลูกไม้มาต้มท�ำยาตามความคิด ของตน จนอาการของนายตุ้มหูเกลี้ยงทรุดลงเดินเหินไม่ได้ พ่อขี้งกจึงได้ไปตาม หมอมาตรวจลูกชาย เมื่อหมอตรวจเสร็จแล้วก็ส่ายหน้า รีบปฏิเสธว่า “ท่านไปหาหมออื่นเถิด ข้าพเจ้าหมดทางเยียวยาแล้ว” 1 กรรณเวธะ (Karnavedha) เป็นหนึ่งในหลัก 16 ประการ ที่เรียกว่า “Shodasha samskaras” ของ ศาสนาฮินดู เป็นพิธีเจาะหูที่มักจะท�ำระหว่างปีแรกและปีห้าของชีวิต ถือเป็นพิธีกรรมทางพระเวทที่มีความ ส�ำคัญทางจิตวิญญาณเชิงสัญลักษณ์ บางคนเชื่อว่า มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปิดหูชั้นในเพื่อรับเสียงศักดิ์สิทธิ์ การ ได้ฟังเสียงศักดิ์สิทธิ์อย่างมีสมาธิ ถือเป็นการได้บุญเพื่อการช�ำระจิตใจให้บริสุทธิ์และหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ2 ผู้เขียนวินิจฉัยเอาเองว่า น่าจะเป็นมะเร็งตับ


19 พ่อขี้งกจึงคิดว่า ‘ลูกเราทุพลภาพแล้ว ขืนปล่อยให้นอนอยู่ในห้อง เดี๋ยวญาติพี่น้องมา เยี่ยมจะมาเห็นทรัพย์สมบัติของเราเข้า’ จึงน�ำลูกชายผู้น่าสงสาร ไปนอนที่เฉลียงหน้าบ้าน ในเวลาค่อนแจ้งของวันนั้น พระศาสดาทรงแผ่พุทธจักขุ3 ไปยังสัตว์โลก ทั้งหลาย เห็นอัธยาศัย4 ของนายตุ้มหูเกลี้ยงว่าจะยังศรัทธา 5 ให้เกิดขึ้นแล้วต่อมา จะบรรลุเป็นพระโสดาบัน6 ได้ และจึงเสด็จไปบิณฑบาตผ่านบ้านของเขา ในขณะนั้น นายตุ้มหูเกลี้ยงก�ำลังนอนผินหน้าไปในเรือน พระศาสดาทรง ทราบว่าไม่เห็นพระองค์ จึงได้เปล่งพระรัศมีไปวาบหนึ่ง นายตุ้มหูเกลี้ยงสงสัยว่า ‘นั่นแสงสว่างอะไร?’ จึงนอนพลิกกลับมา เห็นพระศาสดาแล้ว คิดว่า ‘เรามีบิดาตระหนี่และโง่เขลา จึงไม่เคยเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ไม่เคย ถวายทานหรือฟังธรรม ขณะนี้แม้แต่มือจะประนมไหว้พระพุทธองค์ก็ยกไม่ไหว เราทำอะไรไม่ได้แล้ว’ จึงได้แต่ท�ำใจของตนให้เลื่อมใสศรัทธาเท่านั้น พระศาสดาทรงด�ำริว่า 3 พุทธจักขุ น. ตาพระพุทธเจ้า เป็นเหตุให้ทรงทราบอัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์ (สัตว์ผู้ควรแก่ การแนะน�ำสั่งสอน, คนที่พอสอนได้) แล้วทรงสั่งสอนแนะน�ำให้บรรลุคุณวิเศษต่าง ๆ4 อัธยาศัย (อัด-ทะ-ยา-ไส) น.1.ลักษณะนิสัยใจคอ 2. ความพึงพอใจ, ความต้องการ 5 ศรัทธา (สัดทา) น. ความเชื่อ, ความเลื่อมใส, ความเชื่อมั่นในสิ่งดีงาม, ความมั่นใจ บางทีใช้คู่กับค�ำว่า ประสาทะ เป็นศรัทธาประสาทะ 6 โสดาบัน น. “ผู้เข้าถึงกระแสธรรม (พระนิพพาน)” เป็นชื่อพระอริยบุคคลชั้นต้นใน 4 ชั้น คือ พระ โสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์


20 ‘การที่หนุ่มน้อยทำใจให้เลื่อมใสศรัทธาได้อย่างนี้ก็เพียงพอแล้ว’ จึงเสด็จจากไป เมื่อพระตถาคตก�ำลังจะเสด็จลับตาไปนั่นเอง หนุ่มน้อย ผู้มีจิตศรัทธาพร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็ละโลกนี้ไป เป็นประดุจว่า หลับ แล้วตื่นขึ้น เกิดในวิมานทองสูงประมาณ 30 โยชน์ในเทวโลก มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร แปลกใจยิ่งนักว่า ตนมาเกิดในเทวโลกได้อย่างไร ใน เมื่อไม่เคยได้ท�ำบุญอันใดเลยเมื่อคราวที่ตนเป็นมนุษย์ แล้วก็ระลึกได้ว่า เพียงแค่ ตนยังใจให้เกิดศรัทธาในพระศาสดาเท่านั้นเอง ช่างมีอานิสงส์อันยิ่งใหญ่นัก แล้วเทพบุตรก็แลเห็นว่า พ่อขี้งกของตนไปร้องไห้คร�่ำครวญที่หลุมศพ ของลูกชายทุกวัน จึงคิดจะดัดสันดานพ่อของตนสักครา จึงเนรมิตกายเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาคล้ายนายตุ้มหูเกลี้ยง แล้วร้องไห้ คร�่ำครวญลั่นป่าช้า นายขี้งก แปลกใจยิ่งนัก จึงอดถามไม่ได้ว่า “ข้าร้องไห้ด้วยความทุกข์อันจากการคิดถึงลูกชาย แล้วเจ้าร้องไห้ด้วย เหตุอันใด หน้าตา การแต่งเนื้อแต่งตัวก็คล้ายกับลูกชายของข้าซะด้วย” หนุ่มน้อยจ�ำแลง จึงแจ้งความทุกข์ของตนให้อดีตพ่อขี้งกได้ทราบว่า “ผมได้รถม้ามาคันหนึ่ง ท�ำด้วยทองค�ำ แต่ยังขาดล้ออยู่คู่หนึ่ง ผมไม่อาจ หาล้อที่งดงามคู่ควรกับรถได้ จึงร้องไห้ด้วยเหตุนี้” เมื่อเห็นว่าหนุ่มน้อยผู้เศร้าโศกด้วยเรื่องน่าเขกกะโหลก หน้าตาคล้ายลูก ของตน จึงกล่าวด้วยความกรุณาว่า “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะให้ล้อรถแก่เจ้าคู่หนึ่ง บอกมาเถิดว่าเจ้าต้องการล้อรถ ที่ท�ำจากรัตนะแบบไหน แก้ว เงิน หรือทองค�ำ เราจะหาให้เจ้าเอง”


21 เทพบุตรคิดว่า ‘ชะ ชะ พ่อผู้โง่เขลาของเรา ปล่อยให้เราป่วยตายด้วยความตระหนี่ บัดนี้ ยังมีหน้ามากล่าวว่าจะหาล้อรถล้ำค่าให้กับเรา จะต้องแกล้งแกเสียหน่อย’ จึงแกล้งพูดว่า “ข้าพเจ้าเห็นว่าล้อที่คู่ควรกับรถทองค�ำของข้าพเจ้า เห็นมีแต่พระจันทร์ และพระอาทิตย์เท่านั้น” นายขี้งกได้ยินดังนั้น ก็ของขึ้น ถึงกับตวาดไปว่า “แกจะบ้าหรือไง ต่อให้แกร้องไห้จนตาย ก็ไม่มีทางที่จะเอาพระจันทร์ และพระอาทิตย์มาเป็นล้อรถได้” “อ้าว! ลุง พระอาทิตย์และพระจันทร์ยังขึ้นและตกให้เห็นทุกวัน แต่ลุง ร้องไห้หาลูก ลุงเคยเห็นใครตายแล้วฟื้นกลับมาใหม่ได้หรือ ระหว่างผมกับลุงใคร โง่กว่ากันล่ะ?” ‘ไอ้หมอนี่ พูดมีเหตุผลแฮะ’ พ่อขี้งกยอมรับความคิดนั้นจึงกล่าวว่า “เจ้าพูดจริงทีเดียว เราร้องไห้เพราะปรารถนาจะให้ลูกเรากลับคืนมา เหมือนทารกร้องไห้อยากได้พระจันทร์ ค�ำพูดอันเฉียบคมของเจ้าถอนลูกศรแห่ง ความเศร้าโศกแห่งความคิดถึงลูกไปจากใจข้า ตกลงเจ้าเป็นใครกันแน่ เป็นเทพ หรือคนธรรพ์ หรือเจ้าเป็นท้าวสักกเทวราช?” หนุ่มน้อยจ�ำแลงยิ้ม แล้วตอบว่า “ท่านร้องไห้คิดถึงใครอยู่ ข้าก็คือคนนั้นแหละ เพราะข้าพเจ้าได้ท�ำบุญ อย่างหนึ่ง จึงได้ไปเกิดในเทวโลก” พ่อขี้งกทั้งดีใจ ทั้งประหลาดใจ


22 “เจ้าท�ำบุญอะไรหรือ ข้าจ�ำได้ว่า ไม่เคยพาเจ้าไปให้ทาน ท�ำบุญที่ไหน เลยนี่” เทวดาใหม่ถอดด้าม จึงอธิบายให้อดีตพ่อของตนฟังว่า “ก่อนตาย ข้าพเจ้าได้พบกับพระพุทธเจ้า เพียงแค่ข้ายังจิตให้ศรัทธาใน พระองค์ ได้ถวายอัญชลี1 ด้วยใจเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงได้เกิดในเทวโลก” เมื่อเทวดานั้น ก�ำลังพูดพร�่ำอยู่นั่นเทียว ใจของพ่อขี้งกก็เต็มตื้นไปด้วย ปีติ ขนลุกเอิบอิ่มไปทั่วร่าง จึงกล่าวว่า “น่าอัศจรรย์หนอ น่าประหลาดหนอ ผลของการท�ำอัญชลีนี้ เป็นไปได้ ถึงเพียงนี้ แม้ข้าฯ ก็มีใจเบิกบานแล้ว มีจิตเลื่อมใสแล้ว ขอนับถือพระพุทธเจ้าว่า เป็นสรณะตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” เทพบุตรได้กล่าวตอบเขาว่า “ท่านจงมั่นใจในพระรัตนตรัยเถิด จงสมาทานศีล 5 อย่าให้ขาด ให้ เสียหาย จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติล่วงเกินลูกเมียผู้อื่น พูดเท็จ และดื่มสุราเมรัยเถิด” พ่อผู้ส�ำนึกผิด พยักหน้ารับค�ำลูกชาย เทพบุตรจึงกล่าวว่า “พ่อ เงินทองของท่านมีมากมาย ท่านจงเข้าเฝ้าพระศาสดาแล้วถวาย ทาน จงฟังธรรม ถามปัญหาธรรมเถิด” แล้วก็อันตรธานไป ณ ที่นั้นนั่นแล นายขี้งกดีใจ รีบกลับไปบ้าน บอกภรรยาให้ตระเตรียมอาหารเพื่อถวาย ทานแก่พระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์ ตนจะไปนิมนต์2 ท่านมาเสวยภัตตาหารเช้า 1 อัญชลี น. การประนมมือ, การไหว้, บางทีใช้เป็นอัญชุลี หรือชุลี ก็มี2 นิมนต์ ก. เชิญ, เชื้อเชิญ, ใช้กับ พระภิกษุและสามเณร บางครั้งใช้ค�ำว่า อาราธนา


23 พรุ่งนี้ เล่นเอาภรรยาถึงกับคาดไม่ถึงกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของสามี แต่นางก็ ดีใจว่าสามีตนจะได้เลิกงกเสียที คนที่คาดไม่ถึงไม่ได้มีเพียงภรรยาของนายขี้งกเท่านั้น แม้แต่ชาวบ้านที่ ได้ทราบข่าวนี้ ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก คนที่เป็นมิจฉาทิฐิ3 ก็พากันร�่ำลือว่าไปคอย ดูว่าพระพุทธเจ้าจะต้องโดนนายขี้งกเล่นมุกอะไรเป็นแน่ ในขณะที่คนที่เป็น สัมมาทิฐิต่างพูดกันว่า ไปดูพุทธวิสัย4 พุทธลีลาของพระพุทธเจ้ากัน การถวายทานของนายขี้งก จึงกลายเป็นมหกรรมบันเทิงของชาวบ้านไป ด้วยประการฉะนี้ เช้านั้นนั่นเอง นายขี้งกได้อังคาส5 ภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์ เป็นครั้งแรกในชีวิต จนกระทั่งพระองค์ท�ำภัตกิจ6 เสร็จแล้ว นายขี้งกจึงได้ถาม ปัญหากับพระพุทธเจ้าว่า “แค่เพียงมีศรัทธาต่อพระองค์ ก็เป็นเหตุให้ไปเกิดในเทวโลกได้จริงๆ หรือ พระเจ้าข้า ?” พระพุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์เล็กน้อย แล้วตรัสด้วยพระทัยเมตตาว่า “ท่านจะมาถามเราท�ำไม ในเมื่อท่านได้ค�ำตอบจากลูกชายของท่าน ใน ป่าช้าเมื่อคืนนี้แล้วไม่ใช่หรือ ไม่ใช่เพียงลูกชายของท่านเท่านั้น ผู้ที่มีจิตศรัทธาต่อ เราตถาคต หลังจากละโลกนี้ไปแล้ว ล้วนเกิดในเทวโลกนับไม่ถ้วน” ถึงคราวที่นายขี้งกจะต้องงงบ้าง แล้วจึงตรัสเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาได้พบ 3 มิจฉาทิฐิ, มิจฉาทิฏฐิ น. ความเห็นผิด, ความเห็นที่ผิดจากท�ำนองคลองธรรม ตรงกันข้ามกับสัมมาทิฐิ4 พุทธวิสัย วิสัยแห่งความมหัศจรรย์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งเป็นอจินไตย คือไม่ควรเอาความคิดของ คนธรรมดาทั่วไปเปรียบเทียบ เช่น การรู้ใจ รู้อัธยาศัยของผู้อื่น หรือทรงแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ เป็นต้น 5 อังคาส ก. ถวายอาหารพระ, เลี้ยงพระ บางที่ใช้ค�ำว่าประเคน ก. คือถวายของพระสงฆ์ด้วยการยกส่งให้ 6 ภัตกิจ การกินอาหาร


24 กับมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ยิ่งสร้างความกังขาให้ชาวบ้านมากขึ้น เพื่อแก้ความสงสัยของแขกที่มาร่วมงานในวันนั้น พระพุทธองค์จึงได้ทรง อธิษฐานจิต เชิญมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรพร้อมทั้งวิมาน ให้มาร่วมมหกรรมบันเทิง ธรรมนี้ด้วย ทันใดนั้นเอง มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรผู้ประดับประดาด้วยอาภรณ์ทิพย์สูง 3 คาวุต1 ก็ปรากฏตัว พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า “เทพบุตร ท่านมีร่างกายงดงามยิ่งนัก รอบตัวของท่านสว่างไสว เหมือน ดาวประจ�ำรุ่ง มีอานุภาพมาก เราขอถามท่านสักหน่อยเถิด เมื่อท่านเป็นมนุษย์ได้ ท�ำบุญอะไรไว้หรือ ?” เทพบุตรกราบทูลว่า “พระองค์ผู้เจริญ สวรรค์สมบัตินี้ข้าพระองค์ได้แล้ว เพราะท�ำใจให้ศรัทธา ในพระพุทธองค์” พระศาสดาถามย�้ำว่า “สมบัตินี้ ท่านได้แล้ว เพราะท�ำใจให้เลื่อมใสในเราหรือ ?” เทพบุตรกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “อย่างนั้น พระเจ้าข้า” มหาชนมองดูเทพบุตรแล้ว ได้ประกาศความอัศจรรย์ใจว่า “สุดยอด! พุทธคุณน่าอัศจรรย์จริงหนอ บุตรของอทินนปุพพกะ ไม่ได้ ท�ำบุญอะไรอย่างอื่น เพียงแค่ยังใจให้ศรัทธาในพระศาสดาแล้ว ได้สวรรค์สมบัติ 1 คาวุต เป็นชื่อมาตราวัดความยาวของระยะทางหรือความสูง ใช้ในสมัยพุทธกาล ในค�ำไทยใช้ว่า คาพยุต ก็มี เทียบกับปัจจุบัน เท่ากับ 100 เส้น หรือ 2,000 วา หรือ 4,000 เมตร หรือ 4 กิโลเมตร


25 ถึงปานนี้” พระพุทธองค์จึงได้โอกาส ตรัสพระคาถาว่า “ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้า บุคคลมีใจผ่องใสแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขาเพราะ เหตุนั้น เหมือนเงาติดตามตัวไปฉะนั้น” ในกาลจบคาถา ดวงตาเห็นธรรม2 ได้มีแก่ฝูงชนที่มาร่วมมหกรรมบันเทิง ธรรมนี้จ�ำนวนมาก มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรและนายอทินนปุพพกะก็ได้บรรลุเป็น พระโสดาบัน3 ด้วย ตั้งแต่นั้นมา นายอทินนปุพพกะก็กลายเป็นคนใหม่ ใจถึงพึ่งได้ ได้ท�ำบุญ ให้ทาน ช่วยเหลือผู้คนและท�ำบุญในพระพุทธศาสนามากมาย ด้วยประการฉะนี้ เพียงเพราะใจศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเท่านั้นเอง ก็เป็น”เหตุให้ เกิดเป็นเทพบุตร เพราะใจที่เป็นกุศล และเป็นเหตุแห่งการรู้ธรรม เห็นธรรมถึงเพียง นี้ ช่างน่าอัศจรรรย์จริง ๆ 2 ดวงตาเห็นธรรม แปลจากค�ำว่า ธรรมจักษุ หมายถึงความรู้เห็นตามเป็นจริง ด้วยปัญญาว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา หมายถึง บรรลุเป็นพระโสดาบัน 3 โสดาบัน แปลว่า ผู้แรกถึงกระแสธรรม (แห่งพระนิพพาน) ถือเป็นอริยบุคคลระดับแรกใน 4 ระดับ คือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์


26 อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ เวรํ เตสํ น สมฺมติ อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ เวรํ เตสูปสมฺมติฯ “ก็ชนเหล่าใด เข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ว่า ‘ผู้โน้นได้ด่าเรา ผู้โน้นได้ตีเรา ผู้โน้นได้ชนะเรา ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว’ เวรของชนเหล่านั้น ย่อมไม่ระงับได้ ส่วนชนเหล่าใด ไม่เข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ว่า ‘ผู้โน้นได้ด่าเรา ผู้โน้นได้ตีเรา ผู้โน้นได้ชนะเรา ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว’ เวรของชนเหล่านั้น ย่อมระงับได้”


27 ช ั ว ่ ข ้ ามชาติ พระตสสะิ


28 เหตุใด พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ใน ทุลลภสูตรที่ 2 พระไตรปิฎกเล่มที่ 22 ข้อที่ 60 ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้บวชเมื่อแก่ ผู้ประกอบด้วยธรรม 5 ประการ หาได้ยาก ธรรม 5 ประการเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้บวชเมื่อแก่ 1. เป็นผู้ว่าง่าย หาได้ยาก 2. เป็นผู้คงแก่เรียน หาได้ยาก 3. เป็นผู้รับโอวาทด้วยความเคารพ หาได้ยาก 4. เป็นผู้ศึกษาธรรม แสดงธรรม หาได้ยาก 5. เป็นผู้เคร่งครัดในพระวินัย หาได้ยาก” ค�ำว่าหาได้ยาก ไม่ได้แปลว่าหาไม่ได้ แต่ว่ามีน้อย ยกเว้นว่าผู้นั้นได้ศึกษา ธรรมวินัยและฝึกฝนตนเองมาตั้งแต่เป็นฆราวาสแล้ว เมื่อบวชจึงบวชด้วยความ เข้าใจในเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้า มีเรื่องที่เป็นตัวอย่าง แห่งการเป็นผู้ว่ายาก สอนยาก ไม่ใส่ใจในธรรมวินัย ของหลวงตาติสสะ เรื่องจะเป็นอย่างไร หลวงตาจะเล่าให้ฟัง


29 ณ วัดเชตวัน หลวงตาติสสะเป็นโอรสพระปิตุจฉา 1 ของพระพุทธเจ้า บวช เมื่อมีอายุมากแล้ว2 บริโภคลาภสักการะอันเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา จนมีร่างกาย อ้วนพี มีจีวรรีดเรียบร้อย ท่านชอบนั่งเล่นอยู่ที่หอฉัน3 กลางวิหาร แสดงกิริยา ท่าทางคล้ายพระเถระผู้ใหญ่ ขณะนั้นมีภิกษุอาคันตุกะหลายรูป ตั้งใจมาเข้าเฝ้าพระศาสดา เห็น หลวงตาติสสะนั่งอยู่ในหอฉัน ส�ำคัญผิดว่า ‘พระรูปนี้ น่าจะเป็นพระเถระ4 ’ จึงพากันกราบ ถวายสามีจิกรรม5 มีการบีบนวดให้ท่าน เป็นต้น แทนที่พระติสสะจะห้ามปราม แต่กลับวางมาดนั่งนิ่งเสีย ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งถามเธอว่า “ท่านมีพรรษา 6 เท่าไร ?” พระติสสะอึกอักเล็กน้อยแล้วตอบว่า “ยังไม่มีพรรษา ผมเพิ่งบวช” พระอาคันตุกะเหล่านั้นจึงต�ำหนิว่า “หลวงตาหัวดื้อ ฝึกยาก ท่านไม่รู้จักประมาณตน ท่านเห็นพระเถระผู้ใหญ่ มาแล้ว ไม่ท�ำสามีจิกรรม เมื่อพระเถระเหล่านี้ท�ำข้อวัตร7 ให้ท่านอยู่ ท่านกลับ 1 ปิตุจฉา (ปิ-ตุด-ฉา) น. หมายถึง อา (ผู้หญิง), ป้า (ญาติฝ่ายพ่อ) ถ้าเป็นญาติฝ่ายแม่เรียกว่า มาตุจฉา2 ผู้บวชเมื่ออายุมากแล้ว นิยมเรียกกันว่า หลวงลุง หลวงตา หรือหลวงปู่ 3 หอฉัน หรือในคัมภีร์เรียกว่าโรงฉัน คืออาคารที่รับประทานอาหารของพระสงฆ์4 เถระ หมายถึง ภิกษุผู้ใหญ่ ตามพระวินัยก�ำหนดว่าต้องมีพรรษาตั้งแต่ 10 ขึ้นไป ถ้าเป็นภิกษุณีเรียกว่าเถรี 5 สามีจิกรรม คือการปฏิบัติที่เหมาะควรอย่างอื่น ๆ นอกเหนือจากการกราบไหว้ ลุกรับ และอัญชลี เช่น พัดวี จัดน�้ำถวาย ปูลาดอาสนะ จัดที่นั่ง จัดที่นอน ล้างเท้าให้ (ตามที่เหมาะควร) โดยนัยนี้ สามีจิกรรมจึง มักเป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับ 6 พรรษา ในที่นี้หมายถึง ปีของระยะเวลาที่บวช เช่น พระ ก. บวชได้ 3 พรรษา หมายถึง บวชได้ 3 ปี 7 วัตร แปลว่า กิจที่พึงกระท�ำ, หน้าที่ หรือธรรมเนียมปฏิบัติ


30 นิ่งเสีย วางมาดเป็นพระเถระผู้ใหญ่อยู่ได้” หลวงตาติสสะเกิดขัตติยมานะ1 ขึ้นมา จึงถามว่า “พวกท่านมาหาใคร ?” เมื่ออาคันตุกภิกษุเหล่านั้นตอบว่า “มาเข้าเฝ้าพระศาสดา” หลวงตาจึงกล่าวว่า “พวกท่านรู้ไหมว่าผมเป็นใคร ผมจะจัดการพวกท่านเดี๋ยวนี้” แล้วร้องห่มร้องไห้ เดินมาทูลฟ้องพระพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุเหล่านี้ด่าข้าพระองค์” แล้วชี้นิ้วไปที่พระอาคันตุกะกลุ่มหนึ่ง ที่เดินตามท่านมา พร้อมทั้งแสดง อาการเศร้าโศกเต็มที่ พระพุทธเจ้าทรงทราบเหตุการณ์นั้นแล้วด้วยพระสัพพัญญุตญาณ2 จึง แสร้งถามพระติสสะว่า “ท�ำไมภิกษุเหล่านี้ถึงด่าเธอ ?” “ข้าพระองค์ก็ไม่ทราบ นั่งอยู่เฉย ๆ ก็ด่าเสีย ๆ หาย ๆ” หลวงตาติสสะทูลตอบด้วยความเคียดแค้น “พระเหล่านี้ด่าเธอที่ไหน ?” “ที่หอฉันกลางวิหาร พระเจ้าข้า” “ตอนที่ภิกษุเหล่านี้มาถึงหอฉัน เธอได้เห็นหรือเปล่า ?” “เห็น พระเจ้าข้า” 1 ขัตติยมานะ น.การถือตัวว่าเป็นกษัตริย์ หรือสืบเชื้อสายมาจากกษัตริย์2 สัพพัญญุตญาณ (สับ-พัน-ยุ-ตะ-ยาน) ปัญญาหยั่งรู้สิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต


31 “เธอได้ลุกขึ้นท�ำการต้อนรับหรือเปล่า ? “ไม่ได้ท�ำ พระเจ้าข้า” “เธอได้ท�ำการรับย่าม หรือบาตร ของภิกษุเหล่านั้นไหม” หลวงตาเริ่มอึกอัก ตอบไปว่า “ข้าพระองค์ไม่ได้ท�ำ พระเจ้าข้า” “เธอได้ท�ำตามธรรมเนียม เช่น ถวายน�้ำปานะ น�้ำดื่มไหม ?” “ไม่ได้ท�ำพระเจ้าข้า” “เธอได้น�ำอาสนะมาถวายพระเถระ หรือนวดเท้าให้ท่านหรือเปล่า ?” “เปล่า พระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าจึงเตือนสติว่า “ติสสะ สิ่งเหล่านี้ เธอควรท�ำแก่ภิกษุผู้มีพรรษามากกว่า การที่เธอนั่งอยู่ ในท่ามกลางวิหาร แล้วไม่ท�ำข้อวัตรเหล่านั้น ไม่สมควร นี่เป็นความผิดของเธอเอง เธอจงขอโทษภิกษุเหล่านั้นเสีย” “พระองค์ผู้เจริญ พวกภิกษุนี้ได้ด่าข้าพระองค์ ๆ จะไม่ยอมขอโทษพวก เขาโดยเด็ดขาด” แล้วก็หันไปค้อนให้หมู่พระอาคันตุกะ แม้พระศาสดาจะเตือนให้ขอโทษพระเหล่านี้อีก หลวงตาติสสะท�ำเหมือน หูตึง ก็ไม่สนใจ ภิกษุทั้งหลายถึงกับส่ายหน้า แล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หลวงตาติสสะนี้ช่างเป็นคนว่ายาก” พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ติสสะนี้มิใช่เป็นผู้ว่ายากแต่ในบัดนี้เท่านั้น ในอดีตชาติ ติสสะนี้ก็เป็นคนว่ายากแบบนี้แหละ”


32 เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ทราบว่าหลวงตาเป็นผู้ ว่ายากในขณะนี้เท่านั้น เธอได้ท�ำอะไรไว้ในอดีตกาลหรือ พระเจ้าข้า” พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงฟัง” ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพาราณสีเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี (ซึ่ง เป็นสมัยใดไม่อาจทราบได้ เพราะนิทานทุกเรื่องต่างอ้างยุคสมัยของพระเจ้า พาราณสีทั้งนั้น) ดาบส1 ชื่อเทวละ อยู่ในหิมวันตประเทศ2 8 เดือน ใคร่จะเข้าไปอาศัย พระนครอยู่ 4 เดือน เพื่อสัมผัสแสง สี เสียงในเมืองบ้าง จึงได้ขออาศัยพักหนึ่ง ราตรีในโรงปั้นหม้อของช่างท�ำหม้อดิน ซึ่งเป็นที่ที่ดาบสทั้งหลายนิยมไปพักกัน ไม่นานนักก็มีดาบสอีกองค์หนึ่งชื่อนารทะ มาจากหิมวันตประเทศเช่น กัน ได้ขอพักอยู่ราตรีหนึ่งกับเจ้าของ จึงให้ดาบสทั้งสองตกลงกันเอง ในที่สุดทั้ง สองท่านก็พักด้วยกันในราตรีนั้น ดาบสทั้งสองรูป พูดจาปราศรัยทักทายสร้างความคุ้นเคยกันแล้ว ก่อน 1 ดาบส ผู้บ�ำเพ็ญตบะ คือ เผากิเลส, ผู้บ�ำเพ็ญพรตเพื่อเผากิเลส ได้แก่ ฤษี หรือชฏิล ทั่วไปใช้ หมายถึงนักบวช หรือนักพรตนอกพระพุทธศาสนาที่ออกบวชแล้วบ�ำเพ็ญตบะหลายรูปแบบ ตามลัทธินิยมในสมัยนั้น เช่น ทรมาน ลงโทษตนเอง เพื่อฝึกฝนควบคุมตนเองจนบรรลุถึงความส�ำเร็จ คือสามารถมีอ�ำนาจเหนือจิตใจ ตนเองได้ บางพวกบ�ำเพ็ญตบะจนได้ฌานและมีฤทธิ์มากสามารถแสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ จนเข้าใจผิดคิดว่าตนเอง ได้บรรลุคุณธรรมสูงสุดแล้ว จึงไม่พยายามท�ำความเพียรเพื่อบรรลุธรรมให้สูงขึ้นไปอีก2 หิมวันตประเทศ หรือหิมพานต์ มาจากค�ำภาษาบาลีว่า หิมวนฺตปเทส (อ่านว่า หิ-มะ-วัน-ตะ) แปลว่า สถานที่ที่มีหิมะมาก ตามไตรภูมิพระร่วง หิมพานต์เป็นชื่อภูเขาใหญ่และเป็นชื่อของป่าใหญ่ที่ตั้งอยู่เชิงเขา หิมพานต์ด้วย ป่าหิมพานต์เป็นที่สถิตของเทพยดาบางพวก ฤๅษี นักสิทธ์ และวิทยาธร เป็นที่เกิดของพืช และสัตว์ในจินตนาการรวมถึงสัตว์พันธุ์พิเศษซึ่งไม่พบในป่าทั่วไป เช่น ต้นนารีผล ครุฑ หงส์ ราชสีห์ คชสีห์ ช้างฉัททันต์ นกกรวิก ฯลฯ สัตว์เหล่านี้รวมเรียกว่า สัตว์ในป่าหิมพานต์


33 จะนอน นารทดาบสก�ำหนดจดจ�ำที่ที่เทวลดาบสนอนและประตูแล้ว จึงดับไฟ เข้านอน ส่วนเทวลดาบส ก่อนจะนอน กลับไม่นอนในที่ของตน ดันไปนอนขวาง ที่กลางประตู กลางดึก นารทดาบส เมื่อจะออกไปฉี่ตามประสาผู้สูงอายุที่มักฉี่บ่อยตอน กลางคืน ได้เหยียบที่ชฏา 3 ของเทวละ เทวลดาบสตกใจ จึงสบถว่า “อุวะ! ใครบังอาจเหยียบกู ?” นารทดาบสรีบขอโทษขอโพยว่า “ท่านอาจารย์ ผมเอง ขอโทษด้วย” เทวลดาบสกล่าวด้วยความหงุดหงิด “ชฎิล4 โกง ท่านมาจากป่าแล้ว เหยียบที่ชฎาของเราหรือ ?” นารทดาบสกล่าวขอโทษด้วยความนอบน้อม “ท่านอาจารย์ ผมไม่ทราบว่าท่านนอนตรงนี้ ขอท่านจงยกโทษให้ผมเถิด” เมื่อเทวลดาบสก�ำลังบ่นพึมพ�ำอยู่นั่นแล นารทะได้รีบออกไปข้างนอกเพื่อ ท�ำกิจส่วนตัว เทวลดาบสจึงคิดว่า ‘เจ้าโง่นี่ เดี๋ยวขากลับเข้ามา จะเหยียบชฎาเราอีก’ จึงได้นอนหันศีรษะกลับไปในทิศตรงกันข้าม ฝ่ายนารทดาบส เมื่อจะเข้าไปในโรงนอนคิดว่า 3 ชฎา (ชะดา) น.1. เครื่องสวมศีรษะ มียอดสูงคล้ายมงกุฎ 2. ผมที่เกล้าเป็นมวยสูงขึ้นตรงกลาง กระหม่อม ในเรื่องนี้หมายถึงข้อ 2 4 ชฎิล (ชะดิน) น. ผู้มีผมมุ่นเป็นชฎา, นักพรตพวกหนึ่งที่เกล้าผมมุ่นเป็นมวยสูง มักถือลัทธิบูชาไฟ


34 ‘สักครู่นี้เราได้ทำผิด ไปเหยียบชฎาท่านอาจารย์ เราจะเดินเข้าไปทางเท้า ของท่านก็แล้วกัน’ แต่หารู้ไม่ว่า เทวลดาบสหันศรีษะไปอีกทางหนึ่ง จึงได้เหยียบไปที่คอของ เทวลดาบสเต็มที่ เสียงของเทวลดาบสร้องโอดโอย ตะคอกถามว่า “นี่ใคร มาเหยียบคอกูอีกวะเนี่ย ?” นารทดาบส ตกใจจึงกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ผมเอง ขอโทษจริง ๆ” งานนี้เล่นเอาเทวลดาบสโกรธจริง “ชฎิลโกง ทีแรกท่านเหยียบที่ชฎาของเรา ตอนนี้เหยียบที่คอของเราอีก เราจักสาป1 ท่าน” นารทดาบสจึงกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ท่านโทษผมไม่ได้นะ ผมไม่ทราบว่าท่านนอนกลับไปกลับ มาอย่างนี้ ขอท่านจงยกโทษแก่ผมเถิด” เทวลดาบสไม่ยอม ยังตั้งท่าจะสาปแช่งอยู่เหมือนเดิม แม้นารทดาบส ขอร้องอย่างไรก็ไม่ฟัง แล้วจึงกล่าวค�ำสาปว่า “เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมาในเวลาเช้า ขอให้ศีรษะของเจ้าจงแตกออกเป็น 7 เสี่ยง” นารทดาบส จึงสาปคืนบ้าง “ท่านอาจารย์ โทษของผมไม่มี แม้ผมขอโทษท่านอยู่ ท่านได้สาปผมแล้ว โทษของผู้ใดมีอยู่ ขอศีรษะของผู้นั้นจงแตก ของผู้ไม่มีโทษ จงอย่าแตกเถิด” 1 สาป น. ค�ำแช่งให้เป็นไปต่าง ๆ ของผู้มีฤทธิ์อ�ำนาจ เช่น เทวดา แม่มด ฤษี


35 นารทดาบสนั้นมีฤทธิ์2 มาก มีอานุภาพมาก ระลึกชาติไปในอดีตกาลได้ 40 กัป3 ในอนาคตกาลได้ 40 กัป เพราะเหตุนั้น ท่านจึงพิจารณาว่า ‘ใครจะโดนคำสาปนี้หนอ ?’ เมื่อพิจารณาแล้ว ก็ทราบว่า ‘คำสาปนี้จักตกแก่อาจารย์เทวละ’ อาศัยความกรุณาในเทวลดาบส ท่านนารทะจึงได้ห้ามไม่ให้พระอาทิตย์ ขึ้น ด้วยก�ำลังแห่งฤทธิ์ เมื่อพระอาทิตย์ไม่ขึ้น ชาวเมืองพาราณสีก็เดือนร้อน พากันประท้วงที่ หน้าประตูพระราชวัง แล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่สมมติเทพ เมื่อพระองค์ทรงครองราชสมบัติอยู่ พระอาทิตย์ไม่ขึ้น ขอพระองค์จงทรงพระกรุณาโปรดให้พระอาทิตย์ขึ้น เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลาย ด้วยเถิด” พระราชาทรงพิจารณาจริยวัตร4 ของพระองค์ มิได้ทรงเห็นการณ์อันไม่ สมควรใด ๆ จึงทรงระแวงว่า ‘น่าจะเป็นการวิวาทกันของพวกนักบวช’ จึงตรัสถามว่า “มีพวกนักบวชพักอยู่ในพระนครนี้หรือไม่ ?” 2 ฤทธิ์ (ริด) น.อ�ำนาจศักดิ์สิทธิ์, แรงอ�ำนาจ 3 กัป มาจากภาษาบาลี. ส่วนค�ำว่า กัลป์ มาจากภาษาสันสกฤต ทั้ง 2 ค�ำมีความหมายเหมือนกันว่า ระยะ เวลาอายุของโลก คือ ระยะเวลาตั้งแต่โลกถือก�ำเนิดจนถึงเกิดไฟประลัยกัลป์ไหม้โลกหมด เรียกว่า 1 กัป หรือ 1 กัลป์. เวลา 1 กัป นั้น ท่านนับด้วยการเปรียบเทียบว่า มีที่แห่งหนึ่งกว้าง 1 โยชน์ (16 กิโลเมตร) ยาว 1 โยชน์ มีก�ำแพงโดยรอบสูง 1 โยชน์. เอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดบรรจุไว้ให้เต็ม. ทุก 100 ปี ให้เอาเมล็ด ผักกาดออกไป 1 เมล็ด เมล็ดผักกาดหมดจากที่นั้นเมื่อไร นับเท่ากับเวลา 1 กัป. เวลา 1 กัป จึงเป็นเวลา ที่นานเกินจะนับได้. 4 จริยวัตร น. หน้าที่ที่พึงประพฤติปฏิบัติ, ความประพฤติ ท่วงทีวาจา และกิริยามารยาท


36 เมื่อมีผู้กราบทูลว่า “เมื่อเวลาเย็นวานนี้ มีพวกนักบวชพักอยู่โรงปั้นหม้อ พระเจ้าข้า” พระราชามีราชบุรุษ (ต�ำรวจวัง) ถือคบเพลิงน�ำเสด็จไปที่นั่น ทรงอภิวาท นารทดาบสแล้วตรัสถามว่า “ท่านนารทะ ชาวบ้านท�ำการงานไม่ได้ เพราะพระอาทิตย์ไม่ขึ้น ไม่มีแสง สว่าง มันเกิดอะไรขึ้นหรือพระคุณเจ้า ?” นารทดาบสเล่าเรื่องทั้งปวงถวายแล้ว จึงทูลว่า “อาตมภาพพิจารณาเห็นว่า ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ศีรษะของอาจารย์ จะแตกเป็น 7 เสี่ยง อาศัยความกรุณาในท่าน จึงมิให้อรุณขึ้น” พระราชาจึงตรัสถามว่า “ท�ำอย่างไร ท่านเทวละถึงจะไม่เป็นอันตรายเล่า ขอรับ ? “ถ้าเทวละขอโทษอาตมภาพเสีย อันตรายก็จะไม่มี” พระราชาจึงหันไปกล่าวกับเทวลดาบสว่า “ถ้าอย่างนั้น ท่านจงขอโทษท่านนารทะเสียเถิด” เทวลดาบสผู้ดื้อรั้น ก็ยังยืนยันค�ำเดิม “ชฎิลนั่นเหยียบอาตมภาพที่ชฎาและที่คอ อาตมภาพไม่ยอมขอโทษชฎิล โกงนั่นเด็ดขาด” พระราชาพยายามตรัสขอร้องอย่างใจเย็น “จงขอโทษเสียเถิด ขอรับ ท่านอย่าท�ำอย่างนี้เลย” เทวลดาบส เชิดหน้าขึ้น และยังยืนยันค�ำเดิม “อาตมภาพ ไม่ยอมขอโทษโดยเด็ดขาด”


37 แม้พระราชาจะตรัสเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไม่เป็นผล จึงต้องใช้พระราช อ�ำนาจที่มี “ท่านไม่ยอมขอโทษตามชอบใจของตน อย่างนั้นหรือ ?” แล้วจึงรับสั่งให้ราชบุรุษจับเทวลดาบสนั้น บังคับให้ก้มลงที่แทบเท้าแห่ง นารทดาบส นารทดาบสกล่าวด้วยความเหนื่อยหน่ายว่า “อาจารย์ เชิญท่านลุกขึ้นเถิด ข้าพเจ้ายอมยกโทษให้แก่ท่าน” แล้วจึงถวายพระพรว่า “มหาบพิตร ดาบสรูปนี้หาได้ขอโทษอาตมภาพด้วยความเต็มใจไม่ มีสระ อยู่ไม่ไกลจากที่นี่สระหนึ่ง ขอพระองค์รับสั่งให้เธอยืนทูนก้อนดินเหนียวบนศีรษะ แช่น�้ำอยู่ในสระนั้นแค่คอเถิด” พระราชาจึงรับสั่งราชบุรุษลากเทวลดาบสลงไปในสระน�้ำอย่างทุลักทุเล แล้วเอาก้อนดินเหนียวเทินศีรษะของท่านไว้ นารทดาบสจึงบอกอุบายแก่เทวลดาบสว่า “ท่านอาจารย์ ครั้นผมคลายฤทธิ์แล้ว เมื่อแสงพระอาทิตย์ก�ำลังขึ้นอยู่ ท่านจงด�ำลงในน�้ำเสีย แล้วไปโผล่ที่อื่นเถิด” เมื่อรัศมีแห่งพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาเท่านั้นเอง ดินเหนียวบนศีรษะของ เทวลดาบส ก็แตกกระจายออกเป็น 7 เสี่ยง เทวลดาบสจึงตาลีตาเหลือกด�ำน�้ำเผ่นหนีแทบไม่ทัน พระศาสดา จึงได้ตรัสสรุปว่า “ภิกษุทั้งหลาย พระราชาในกาลนั้น ได้เกิดเป็นอานนท์ในกาลนี้ เทวละ ก็คือพระติสสะในปัจจุบันชาตินี้เอง ส่วนนารทดาบสก็คืออดีตชาติของเรา ติสสะ


38 ในอดีตหรือปัจจุบัน ก็ยังเป็นผู้ว่ายากสอนยากเหมือนเดิม” ทรงตรัสเรียกพระติสสะแล้วตรัสเตือนด้วยพระคาถาว่า “ก็ชนเหล่าใด เข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ว่า ‘ผู้โน้นได้ด่าเรา ผู้โน้นได้ ตีเรา ผู้โน้นได้ชนะเรา ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว’ เวรของชนเหล่านั้น ย่อมไม่ระงับได้ ส่วนชนเหล่าใด ไม่เข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ว่า ‘ผู้โน้นได้ด่าเรา ผู้ โน้นได้ติเรา ผู้โน้นได้ชนะเรา ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว’ เวรของชนเหล่า นั้น ย่อมระงับได้” พระติสสเถระ ถึงเป็นคนว่ายากแต่ก็เริ่มส�ำนึกได้ว่าตนแบกมานะ1 ทิฐิข้าม ภพข้ามชาติ ถ้าขืนยังเป็นเหมือนเดิมก็คงต้องแบกไปอีกหลายชาติ จึงขอขมาลา โทษพระอาคันตุกะ กลายเป็นคนว่าง่ายตั้งแต่นั้นมา ด้วยประการฉะนี้ 1 มานะ ในที่นี้ถือเอาตามความหมายของภาษาบาลี แปลว่า ความถือตัว, ความส�ำคัญตน ไม่ได้ใช้ตาม ความหมายแบบไทย ที่แปลว่า ความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่น, มานะเป็นกิเลสที่ไม่ร้อนแรง แต่ซึมลึก พระ อรหันต์เท่านั้นจึงละได้เด็ดขาด


39 จองเวร นางกาลย ี กษั ิ ณ ี


40 น หิ เวเรน เวรานิ สมฺมนฺตีธ กุทาจนํ อเวเรน จ สมฺมนฺติ เอส ธมฺโม สนนฺตโนฯ “ไม่ว่ากาลไหน ๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับได้ ด้วยการจองเวรเลย แต่ย่อมระงับได้ ด้วยการไม่จองเวร ธรรมนี้เป็นของเก่า”


41 ในขณะที่พระศาสดาก�ำลังแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางพุทธบริษัท ณ วัด เชตวันนั่นเอง มีนางกุลธิดาคนหนึ่งน�้ำตานองหน้า หวาดกลัวสุดชีวิต อุ้มลูกน้อย วิ่งกระหืดกระหอบแหวกฝูงชนเข้ามาต่อหน้าของพระองค์ แล้ววางลูกน้อยลงแทบ บาทของพระศาสดา แล้วกราบทูลด้วยความตื่นตระหนกว่า “ลูกคนนี้ หม่อมฉันขอถวายแด่พระองค์ท่าน ขอทรงประทานชีวิตแก่ ลูกของหม่อมฉันด้วยเถิด” นี่มันเกิดอะไรขึ้น เรื่องเป็นมาอย่างไร เดี๋ยวหลวงตาจะเล่าให้ฟัง ดังได้สดับมา บุตรกุฎุมพี1 คนหนึ่ง เมื่อบิดาตายแล้ว ก็ท�ำหน้าที่การงาน แทนบิดาทุกประการ ปฏิบัติดูแลมารดาเป็นอย่างดี ต่อมามารดาอยากให้บุตรชาย มีครอบครัว จึงได้บอกแก่ลูกชายว่า “นี่ลูก แม่จะขอสาวสักคนมาเป็นภรรยาเจ้า” ลูกชายรีบปฏิเสธ 1 กุฏุมพี หรือกระฎุมพี (บาลี) น. แปลว่า คนมั่งมี แต่ในภาษาไทยใช้ค�ำว่า กระฎุมพี แปลว่า ชนชั้นต�่ำ นิยมใช้เข้าคู่กับค�ำว่าไพร่ เป็นไพร่กระฎุมพี, ในที่นี้ใช้ในความหมายว่าคนมั่งมี


42 “แม่จ๋า อย่าเลย ฉันจะดูแลแม่เอง” “เจ้าคนเดียวท�ำงานหนัก ไหนจะเรือกสวนไร่นา แล้วยังจะต้องมาท�ำงาน บ้านอีก แม่ไม่สบายใจเลย แม่จะหาลูกสะใภ้มาช่วยเจ้า” เขาห้ามแม่อยู่หลายครั้ง จนรู้ว่าห้ามไม่ได้แน่แล้ว เพื่อความสบายใจของ แม่จึงถามว่า “แม่จะไปขอลูกสาวตระกูลไหน ?” เมื่อมารดาบอกว่าจะไปตระกูลหนึ่ง เขาปฏิเสธแล้วเจาะจงหญิงสาวที่ตน ชอบในตระกูลอื่น มารดาได้ไปตระกูลนั้น หมั้นหญิงสาวไว้แล้ว ก�ำหนดวันแต่งงานเสร็จ สรรพ ในที่สุดแม่ก็ได้ลูกสะใภ้สมใจ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปจึงได้รู้ว่าหญิงนั้นเป็น หมัน แม่จึงพูดกับลูกชายว่า “เจ้าให้แม่พาสาวที่เจ้าชอบมาตามใจของเจ้าแล้ว บัดนี้ เมียเจ้าเป็นหมัน ตระกูลที่ไม่มีบุตรย่อมไม่มีใครสืบทอดวงศ์ตระกูล เพราะฉะนั้น แม่จะพาหญิงอื่น มาเป็นเมียน้อยเจ้า” ลูกชายรู้ดีว่า มีเมียเดียวก็หนักหนาสาหัสแล้ว ยังจะหาเมียน้อยมาให้อีก จึงห้ามแม่ไว้ กระนั้นคุณแม่ผู้อยากได้หลานใจจะขาดก็ยังพร�่ำพูดอยู่ไม่เลิกลา ฝ่ายภรรยาหมันผู้อาภัพ แอบได้ยินแม่ผัวพูดอยู่บ่อย ๆ จึงคิดว่า ‘ธรรมดา ลูกย่อมไม่อาจฝืนคำพูดของพ่อแม่ได้ บัดนี้ แม่ผัวคิดจะนำหญิง อื่นมาอีก แล้วก็จะจิกหัวใช้เราดุจนางทาส อย่ากระนั้นเลย เราควรนำหญิงอื่นมา เป็นอนุเสียเอง’ เธอจึงไปยังตระกูลหนึ่ง ขอสาวน้อยหน้าตาน่ารักคนหนึ่งให้แก่่สามี แม้


43 คนในตระกูลนั้นห้ามปรามแล้ว ก็ยังอ้อนวอนว่า “ฉันเป็นหมัน ตระกูลที่ไม่มีบุตรย่อมไม่มีใครสืบตระกูล เมื่อลูกสาวของ ท่านได้บุตรแล้ว จะได้เป็นเจ้าของสมบัติ ขอท่านโปรดยกลูกสาวให้แก่สามีของฉัน เถิด” เธอพยายามตื้อ ชักแม่น�้ำทั้งห้าอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดพ่อแม่ของฝ่าย หญิงจึงยอมรับ แล้วจึงน�ำหญิงนั้นมาเป็นอนุภรรยาแก่สามีตน ต่อมา หญิงหมันนั้นเกิดความวิตกกังวลว่า ‘ถ้านังเด็กนี่มีลูก จะเป็นเจ้าของสมบัติแต่ผู้เดียว แกจะมีลูกไม่ได้ เด็ดขาด’ จึงแสร้งบอกกับอนุภรรยาว่า “ถ้าหนูตั้งท้องเมื่อไหร่ ขอให้บอกพี่นะ พี่จะหายาบ�ำรุงครรภ์มาให้” อนุภรรยาผู้ไร้เดียงสา คิดว่าหญิงหมันปรารถนาดี เมื่อตั้งท้องแล้ว จึงได้ บอกเธอ ส่วนหญิงหมันนั้น ก็ท�ำเหมือนดูแลเอาใจใส่ ห้ามมิให้ท�ำงานหนัก แถม ยังจัดข้าวปลาอาหารให้เป็นอย่างดี แล้วแอบผสมยาส�ำหรับแท้งให้แก่อนุภรรยา จนเธอแท้งลูกอยู่ถึง 2 ครั้ง วันหนึ่ง เพื่อน ๆ ของอนุภรรยาได้ถามนางว่า “เมียหลวง ท�ำร้ายเธอบ้างหรือเปล่า ?” เมื่อเธอเล่าเรื่องราวให้ฟัง จึงถูกเพื่อน ๆ ต�ำหนิว่า “นังโง่ แกท�ำอย่างนั้นท�ำไม หญิงหมันนั้นแอบผสมยาแท้งให้แกแน่ ๆ ถึง ได้แท้งลูกตั้ง 2 ครั้ง เพราะกลัวแกจะเป็นใหญ่ สมองแกมีหรือเปล่าเนี่ย อย่าได้ท�ำ อะไรโง่ ๆ อย่างนี้อีกนะ”


Click to View FlipBook Version