The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ยมกวรรค หมวดธรรมคู่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dhammamemo2566, 2024-05-08 22:26:48

นิทานธรรมบท ชุดที่ 1

ยมกวรรค หมวดธรรมคู่

44 เมื่อเธอตั้งครรภ์ครั้งที่ 3 จึงมิได้บอกแก่หญิงหมัน ต่อมา หญิงหมันเห็นท้องของนางโตขึ้น จึงดุว่า “ท�ำไมหนูจึงไม่บอกพี่ว่าตั้งท้องแล้ว” อนุภรรยาจึงกล่าวอย่างไม่เกรงใจว่า “พี่รับปากกับพ่อแม่ว่าจะดูแลหนูเป็นอย่างดี แต่ท�ำให้หนูแท้งลูก 2 ครั้ง แล้ว นี่เป็นความปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้าย คิดว่าหนูไม่รู้เหรอ ?” หญิงหมันตกใจและโกรธแค้นเมื่อรู้ว่าอนุภรรยารู้ทัน จึงจ้องจะท�ำร้ายเธอ เมื่อครรภ์แก่เต็มที่แล้ว จึงได้โอกาสแอบเอายาแท้งผสมอาหารให้ แต่ด้วยความที่ ครรภ์แก่เต็มที่แล้วจึงไม่อาจแท้งได้ ทารกผู้น่าสงสารตายคาท้องนอนขวางช่อง คลอด อนุภรรยาผู้น่าสงสาร เจ็บปวดทรมานมากเพราะไม่สามารถคลอดได้ จน ในที่สุดเมื่อรู้ว่าตนจะต้องตายเป็นแน่ จึงได้ตั้งความปรารถนา ด้วยจิตอาฆาตว่า ‘มันทำร้ายเรา มันเองพาเรามา ฆ่าลูกเราถึง 3 คนแล้ว ตอนนี้ เราเองก็ ต้องตายด้วย ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้เกิดเป็นนางยักษิณี เคี้ยวกินลูกของมันเถิด’ แล้วก็ขาดใจตาย ไปเกิดเป็นแม่แมวในเรือนนั้นเอง ฝ่ายสามีเมื่อรู้ความจริง จึงได้ทุบตีหญิงหมันอย่างรุนแรงจนนางบอบช�้ำ ตายไปด้วยความทุกข์ทรมาน แล้วได้เกิดเป็นแม่ไก่ในเรือนเดียวกัน จ�ำเนียรกาลผ่านไปไม่นานนัก แม่ไก่ได้ออกไข่หลายฟอง แม่แมวแอบมากินไข่เหล่านั้นเสีย 3 ครั้ง แม่ไก่จึงได้ตั้งจิตผูกเวรว่า ‘มันกินไข่เราถึง 3 ครั้งแล้ว แม้แต่ตัวเรามันก็คงจะกินด้วย หากเราจุติ1 จากชาตินี้แล้ว จงมีโอกาสได้กินมันกับลูกของมันด้วยเถิด’ 1 จุติ (จุ-ติ, จุดติ) ก. เคลื่อนจากภพหนึ่งไปสู่ภพหนึ่ง, ตายจากภพหนึ่งไปสู่อีกภพหนึ่ง, เปลี่ยนสภาพ ก�ำเนิดหนึ่งไปเป็นอีกก�ำเนิดหนึ่ง


45 หลังจากตายแล้ว ได้เกิดเป็นแม่เสือเหลือง ฝ่ายแม่แมวได้เกิดเป็นแม่เนื้อทราย ในเวลาที่แม่เนื้อทรายนั้นตกลูก แม่เสือเหลืองก็ได้มากินลูกถึง 3 ครั้ง เมื่อเวลาจะตาย แม่เนื้อได้ผูกเวรไว้ว่า ‘พวกลูกของเรา แม่เสือเหลืองตัวนี้กินเสียถึง 3 ครั้งแล้ว อีกไม่นานมันคง กินตัวเราด้วย หากเราตายแล้ว จงมีโอกาสได้กินมันกับลูกของมันเถิด’ แล้วได้ตายไปเกิดเป็นนางยักษิณี2 ฝ่ายแม่เสือเหลืองหลังจากสิ้นอายุขัยแล้ว ได้เกิดเป็นนางกุลธิดาในเมือง สาวัตถี ได้ถูกสู่ขอไปเป็นภรรยาของสามี ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้ประตูเมืองสาวัตถี สรุปอีกทีเพื่อให้เห็นภาพชัด ในกาลต่อมา นางได้คลอดบุตรคนหนึ่ง ด้วยอ�ำนาจของเวรที่ผูกพันกันมา นางยักษิณีได้จ�ำแลงกายเป็นเพื่อนของ นางกุลธิดานั้น เที่ยวถามชาวบ้านว่า 2 ยักษิณี เป็นยักษ์เพศหญิง มีกล่าวถึงทั้งในทางศาสนาและวรรณคดี ยักษ์ในความเชื่อของไทยมักได้รับ อิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ ในขณะที่ความเชื่อในบริเวณอื่น ๆ ของโลกก็มีเรื่องเล่า เกี่ยวกับอมนุษย์ที่มีร่างกายใหญ่โต ชอบของสดคาว ซึ่งเทียบได้กับยักษ์ในความเชื่อของคนไทยเช่นกัน ยักษิณี ตามความเชื่อแบบพุทธ เป็นเทพชั้นจาตุมมหาราชิกา ที่ปกครองโดยท้าวเวสสุวรรณ อนุภรรยา ชาติต่อมาเกิดเป็น แม่แมว เนื้อทราย ยักษิณี หญิงหมัน ชาติต่อมาเกิดเป็น แม่ไก่ เสือเหลือง นางกุลธิดา


46 “เพื่อนหญิงของฉันอยู่ที่ไหน ?” พวกชาวบ้านได้บอกว่า “เธอคลอดบุตรอยู่ในห้อง” นางยักษิณีฟังค�ำนั้นแล้ว แสร้งพูดว่า “กุลธิดาเพื่อนฉันคลอดลูกเป็นชายหรือหญิงหนอ จะต้องไปเยี่ยมเสีย หน่อย” แล้วเข้าไปแสดงความยินดีกับนางกุลธิดา แล้วขออุ้มทารก พอแม่เผลอ ก็จับทารกน้อยกินเป็นอาหาร นางยักษิณีได้ท�ำอย่างนี้ถึง 2 ครั้ง ในครั้งที่ 3 นางกุลธิดามีครรภ์แก่ ได้ขอร้องสามีว่า “ที่รัก นางยักษิณีตนหนึ่งกินลูกของเราไป 2 คนแล้ว พี่พาฉันไปคลอดที่ บ้านพ่อแม่ของฉันเถิด” แล้วจึงพากันไปบ้านของพ่อตาแม่ยาย แล้วคลอดลูกที่นั่น นางยักษิณีทั้งหลายต่างมีหน้าที่ตักน�้ำจากสระอโนดาต1 ไปถวายท้าว เวสสุวรรณ ในเวลานั้น นางยักษิณีนั้นถึงคราวส่งน�้ำตามวาระ ช่วงละ 4-5 เดือน จึงพ้นจากเวรส่งน�้ำ นางยักษิณีบางตนท�ำงานหนัก มีร่างกายบอบช�้ำจนสิ้นชีวิต ไปเสียก็มี ส่วนนางยักษิณีผู้ผูกเวรนั้น พอพ้นจากภาระส่งน�้ำแล้วเท่านั้น ก็รีบจ�ำแลง กายเป็นเพื่อนหญิงเช่นเดิม ไปยังเรือนของนางกุลธิดาแล้วถามหา “เพื่อนหญิงของฉันอยู่ที่ไหน ?” 1 สระอโนดาต แปลว่า สระที่ไม่ถูกแสงแดดส่องให้ร้อน เป็น 1 ใน 7 สระในป่าหิมพานต์ รอบสระอโนดาตมี ภูเขารายล้อมอยู่ 5 เขา ได้แก่ ยอดเขาสุทัสสนะ ยอดเขาจิตตะ ยอดเขากาฬะ ยอดเขาคันธมาทน์ และยอด เขาไกรลาส ซึ่งเขาทั้ง 5 มีลักษณะโค้งงุ้มเหมือนปากกา ปิดด้านบนสระอโนดาตไว้ไม่ให้โดนแสงเดือน แสงตะวัน สระอโนดาตจึงไม่โดนแสงส่องให้ร้อน สระอโนดาตเป็นที่สรงน�้ำแห่งพระพุทธเจ้า พระปัจเจก- พุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย รวมถึงผู้วิเศษ เช่น ฤๅษี วิทยาธร ยักษ์ นาค เทวดา เป็นต้น


47 พวกชาวบ้านบอกว่า “ท่านคงไม่พบหรอกเพราะนางยักษิณีตนหนึ่ง กินลูกของเธอที่คลอด ในบ้านนี้ ฉะนั้นเธอจึงไปคลอดลูกที่บ้านพ่อแม่” นางยักษิณีนั้นคิดว่า “แกจะไปในที่ไหนก็ช่างเถิด ไม่มีทางหนีฉันพ้นหรอก” ด้วยก�ำลังแห่งเวรที่ผูกกันไว้ นางจึงวิ่งบ่ายหน้าไปสู่เมือง ฝ่ายนางกุลธิดา วันนั้นหลังจากตั้งชื่อลูกแล้ว พูดกับสามีว่า “ที่รัก พวกเราน่าจะปลอดภัยแล้ว พาลูกกลับบ้านเราเถิด” เธออุ้มลูกน้อยไปกับสามี ตามทางลัด ส่งลูกให้สามีแล้ว ลงอาบน�้ำในสระ โบกขรณี2 ข้างวัดเชตวัน เสร็จแล้วก็ขึ้นมารับเอาลูกมาอุ้มไว้ ขณะที่สามีก�ำลังอาบ น�้ำ เธอก็ยืนให้นมลูก สายตาเหลือบไปเห็นนางยักษิณีจ�ำแลงก�ำลังวิ่งมาโดยเร็ว เธอก็จ�ำได้ ก็กรีดร้องด้วยความตกใจว่า “พี่ขึ้นมาเร็วเข้า นางยักษิณีตนนั้นมาอีกแล้ว” เมื่อเห็นสามีชักช้า ไม่อาจยืนรออยู่ได้ เธอรีบวิ่งหนีบ่ายหน้าไปสู่ภายใน วัดเชตวันทันที ขณะนั้น พระศาสดาทรงแสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางพุทธบริษัท นาง กุลธิดานั้นวางลูกน้อยไว้แทบบาทแห่งพระตถาคตเจ้า แล้วกราบทูลว่า “ลูกคนนี้ หม่อมฉันขอถวายแด่พระองค์ท่าน ขอพระองค์ประทานชีวิต แก่ลูกของหม่อมฉันด้วยเถิด” นี่คงเป็นที่มาของการถวายลูกแก่พระสงฆ์แต่โบราณ ในคราวที่ลูกเจ็บ ป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ 2 สระโบกขรณี มาจากค�ำบาลีว่า “โปกฺขรณี” คือ ชลาศัย (แหล่งน�้ำ) ที่มีโปกขระคือใบบัวปกคลุม สระ โบกขรณีมีทั้งที่เกิดเองตามธรรมชาติ แต่ที่กล่าวถึงโดยมากเป็นสระที่มนุษย์ขุดแต่ง เช่น เป็นที่เล่นสนุก (กีฬา), และมีพุทธานุญาตให้สร้างสระโบกขรณีในวัด


48 ขณะนั้นเองสุมนเทพผู้สิงอยู่ที่ซุ้มประตูวัด ไม่ยอมให้นางยักษิณีเข้าไป พระศาสดาจึงรับสั่งกับพระอานนท์เถระว่า “อานนท์ เธอจงไปเรียกนางยักษิณีนั้นมา” นางกุลธิดารีบกราบทูลด้วยความหวาดกลัวว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรียกนางมาท�ำไม ?” พระศาสดาจึงตรัสว่า “ปล่อยให้นางเข้ามาเถิด เจ้าอย่าได้กลัวไปเลย” แล้วทรงหันไปตรัสกับนางยักษิณีผู้มาถึง ณ เบื้องพระพักต์ว่า “ท�ำไมเจ้าจึงท�ำอย่างนี้ ถ้าพวกเจ้าไม่มาอยู่ต่อหน้าเราแล้ว เวรของพวก เจ้าจะยืดยาวไปชั่วกัปชั่วกัลป์ เหตุไฉน พวกเจ้าจึงจองเวรกันไม่จบสิ้น ?” ดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสพระคาถานี้ว่า “ไม่ว่าจะเวลาไหน เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร เลย แต่ย่อมระงับได้ด้วยการไม่จองเวร ธรรมนี้เป็นของเก่า” พระศาสดาได้ตรัสกับนางกุลธิดาว่า “เจ้าจงส่งลูกของเจ้าให้แก่นางยักษิณีเถิด” นางกุลธิดาตกใจ ระล�่ำระลักทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันกลัว” “เจ้าอย่ากลัวเลย นางยักษิณีจะไม่ท�ำอันตรายแก่ลูกของเจ้าอีกต่อไป” นางจึงได้ส่งลูกให้แก่นางยักษิณีด้วยความลังเล นางยักษิณีนั้นรับทารก น้อยไปจูบกอดแล้ว ส่งคืนให้แก่นางกุลธิดาแล้วเริ่มร้องไห้ พระศาสดาตรัสถามนางยักษิณีนั้นว่า


49 “เจ้าร้องไห้ท�ำไม ?” นางยักษิณีจึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพระองค์ หากินโดยไม่เลือกวิธีการก็ ยังไม่ได้อาหารพอเต็มท้อง บัดนี้ ข้าพระองค์จะมีชีวิตรอดได้อย่างไร” พระศาสดาจึงตรัสปลอบนางยักษิณีนั้นว่า “เจ้าอย่าวิตกเลย” แล้วตรัสกับนางกุลธิดาว่า “เจ้าจงน�ำนางยักษิณีไปอยู่ที่บ้านด้วย จงดูแลอย่าให้อดอยาก” หญิงนั้นน�ำนางยักษิณีไปบ้าน แล้วให้พักอยู่ในโรงต�ำข้าว หาอาหารให้ ทาน ดูแลเป็นอย่างดี ในเวลาซ้อมข้าวเปลือก เสียงต�ำข้าวดังลั่นจนนางยักษ์อยู่ไม่ไหว จึงบอก นางกุลธิดาผู้เป็นสหายว่า “ฉันไม่อาจอยู่ที่นี้ได้ โปรดให้ฉันพักอยู่ในที่อื่นเถิด” นางกุลธิดาจึงให้นางยักษิณีนั้นพักอยู่ในที่อันสงบนอกบ้านแล้ว น�ำ โภชนาหารอย่างดีไปให้นางยักษิณีนั้น นางยักษิณีนั้นจึงคิดได้ว่า “บัดนี้ เพื่อนของเรานี้มีอุปการคุณแก่เรามาก เอาเถอะ เราจักตอบแทน คุณสักอย่างหนึ่ง” จึงได้บอกแก่หญิงสหายว่า “ในปีนี้จักมีฝนดี ท่านจงท�ำข้าวกล้าในที่ดอนเถิด ในปีนี้ฝนจักแล้ง ท่าน จงท�ำข้าวกล้าในที่ลุ่มเถิด”


50 ข้าวกล้าที่คนอื่นท�ำเสียหายด้วยน�้ำมากเกินหรือน�้ำน้อยเกินไปบ้าง ส่วน ข้าวกล้าของนางกุลธิดานั้นอุดมสมบูรณ์ด้วยความช่วยเหลือของนางยักษิณี สร้างความแปลกใจให้แก่ชาวบ้านจึงพากันมาถามนางกุลธิดา เธอจึงยกเครดิตให้แก่นางยักษิณีว่า “ฉันมีกรมอุตุนิยมประจ�ำตัวจ้า นางยักษิณีคอยเตือนฉัน ฉันเลยท�ำตาม ค�ำของเธอ เพราะเหตุนั้น ข้าวกล้าของฉันจึงอุดมสมบูรณ์ดี พวกท่านไม่เห็น โภชนาหารที่ฉันน�ำไปจากเรือนอยู่เสมอหรือ สิ่งของเหล่านั้น ฉันน�ำไปให้นาง ยักษิณี แม้พวกท่านก็จงท�ำเช่นนั้นแก่นางยักษิณีบ้างซิ เธอจะได้ดูแลการงานของ พวกท่านบ้าง” ด้วยเหตุฉะนี้แล พวกชาวบ้านจึงพากันน�ำข้าวปลาอาหารไปให้แก่นาง ยักษิณี จ�ำเดิมแต่นั้นมา นางยักษิณีจึงดูแลการงานทั้งหลายของชาวบ้าน กลาย เป็นผู้มีบารมีเป็นที่เคารพย�ำเกรงของชาวบ้าน ในกาลต่อมา เมื่อนางยักษิณีนั้นเห็นว่าตนเป็นผู้มีลาภสักการะมาก จึง เป็นผู้เริ่มต้นท�ำบุญถวายสลากภัต1 แก่พระสงฆ์ นี่แลคือที่มาของสลากภัตนั้น อัน ชาวพุทธทั้งหลายยังถวายอยู่จนทุกวันนี้ 1 สลากภัต เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎก เป็นชื่อเรียกวิธีถวายทานแก่พระสงฆ์วิธีหนึ่ง โดยการจับสลากเพื่อ แจกภัตตาหารหรือปัจจัยวัตถุ ที่ได้รับจากผู้ศรัทธาถวาย เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ศรัทธา ที่มีปัจจัยวัตถุจ�ำกัด และไม่สามารถถวายแก่พระสงฆ์ทั้งหมดได้ โดยสลากภัตนับเนื่องในสังฆทานที่มีอานิสงส์มาก เพราะถือว่าแม้จะตั้งสลากถวายกับพระภิกษุรูปใด รูปหนึ่งที่จับสลากได้ ย่อมเท่ากับถวายกับพระสงฆ์ทั้งหมด เพราะสลากที่จับนั้นพระสงฆ์ทุกรูปในอารามนั้น มีสิทธิ์ได้ นอกจากนั้นสลากภัตยังเป็นหลักการในพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้เพื่อสร้างจิตส�ำนึก ความ เท่าเทียมกัน และสร้างความเป็นอันหนึ่งเดียวกันแก่คณะสงฆ์


51 น น้ ำผง ้ ึ หยดเดยว ี ภกษุชาวเม ิ องโกส ื มพั ี


52 ปเร จ น วิชานนฺติ มยเมตฺถ ยมามฺหเส เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ ตโต สมฺมนฺติ เมธคาฯ “ก็ชนพวกอื่นไม่รู้หรอกว่า ‘พวกเราพากันลำบากอยู่ เพราะการทะเลาะวิวาทกัน’ ฝ่ายชนพวกใดรู้เห็นโทษของ การทะเลาะวิวาท, ความเพ่งโทษซึ่งกันและกันย่อมระงับลง”


53 เมื่อพระพุทธเจ้าเบื่อหน่ายในมนุษย์ ในพรรษาที่ 9 ต้องปลีกวิเวกไปอยู่ กับสัตว์ป่าคือช้างและลิง ณ ป่ารักขิตวัน จนก่อให้เกิดพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์1 มันเกิดอะไรขึ้น หลวงตาจะเล่าให้ฟัง ณ วัดโฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี2 อาจารย์ใหญ่ 2 รูป คือพระวินัยธร (ผู้ทรงไว้ซึ่งพระวินัย) และพระธรรมกถึก (พระนักเทศน์) แต่ละฝ่ายต่างมีลูกศิษย์ อยู่เป็นจ�ำนวนมาก ประจ�ำอยู่ ณ วัดนี้ วันหนึ่ง พระธรรมกถึก ไปห้องสุขาแล้ว เมื่อเสร็จกิจแล้วเหลือน�้ำล้างก้น ไว้ในกระบอกน�้ำ3 แล้วก็ออกมา ไม่นานนัก พระวินัยธรเข้าไปใช้บริการห้องสุขา เห็นน�้ำเหลืออยู่ใน กระบอกจึงออกมาถามพระธรรมกถึกว่า “อาวุโส ท่านเหลือน�้ำไว้ในกระบอกช�ำระหรือ?” “ขอรับ กระผม” พระวินัยธรได้ทีขี่แพะไล่ 1 ปางปาลิไลยก์ (มักสะกดผิดเป็น ป่าเลไลย ป่าเลไลย์ ป่าเลไลยก์ ฯลฯ) เป็นพระพุทธรูปอิริยาบถประทับ นั่งบนก้อนศิลา พระบาททั้งสองวางอยู่บนดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายวางคว�่ำบนพระชานุ (เข่า) พระหัตถ์ขวาวาง หงายบนพระชานุ มีรูปช้างหมอบใช้งวงจับกระบอกน�้ำและอีกด้านหนึ่งมีลิงถือรวงผึ้งถวาย2 เมืองโกสัมพี ปัจจุบันคือ หมู่บ้านโกสัม ในเขตจังหวัดอัลลฮาบาด ของรัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย 3 ในสมัยพุทธกาล ใช้กระบอกไม้ไผ่ในการตักน�้ำช�ำระ หรือใช้ไม้ช�ำระสิ่งปฏิกูล


54 “ท่านก็ไม่รู้ว่าอาบัติ1 เพราะการเหลือน�้ำไว้ในกระบอกหรือ?” “ขอรับ ผมไม่ทราบ” พระวินัยธรส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่รู้ก็ช่างเถิด แต่มันเป็นอาบัติในข้อนี้นะ” พระธรรมกถึกยอมรับผิด “ถ้าอย่างนั้น ผมจักปลงอาบัตินั้นเสีย”2 พระวินัยธรจึงได้โอกาสถากถาง แอบด่าเบา ๆ “ถ้าท่านไม่จงใจท�ำ ท�ำเพราะขาดสติ อาบัติก็ไม่มีหรอก” พระวินัยธรจึงได้เล่าเรื่องนี้ให้แก่ลูกศิษย์ของตนว่า “พระธรรมกถึกรูปนี้ เป็นครูบาอาจารย์เสียเปล่า ต้องอาบัติก็ไม่รู้” พวกลูกศิษย์ของพระวินัยธรนั้น เห็นศิษย์ของพระธรรมกถึก ก็พูดจา เหน็บแนม “พระอุปัชฌาย์ของพวกท่าน แม้ต้องอาบัติแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ” พวกลูกศิษย์ของพระธรรมกถึกนั้นจึงได้ไปฟ้องพระอุปัชฌาย์ของตน พระธรรมกถึกถึงกับของขึ้นจึงระบายให้ลูกศิษย์ฟังว่า “พระวินัยธรรูปนี้ เมื่อก่อนพูดว่าไม่เป็นอาบัติ เดี๋ยวนี้กลับพูดว่าเป็นอาบัติ พระวินัยธรช่างพูดจากลับกลอกเชื่อถือไม่ได้” ลูกศิษย์ของพระธรรมกถึกนั้น จึงโต้เถียงกับศิษย์ของพระวินัยธรว่า “พระอุปัชฌาย์ของพวกท่านพูดจากลับกลอก มุสาวาท” 1 อาบัติ โทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบท หรือข้อห้ามแห่งพระภิกษุ ในเรื่องนี้เป็นอาบัติอย่างเบา ปรากฏในวัจจกุฎีวัตร (ข้อปฏิบัติในการใช้ห้องสุขา) (7/434-437/158-160) 2 การแสดงอาบัติหรือปลงอาบัติ เป็นวิธีการออกจากอาบัติเล็กน้อยของพระภิกษุ


55 เพียงน�้ำผึ้งหยดเดียว บรรดาศิษย์ของทั้งสองฝ่าย ก็ก่อความทะเลาะวิวาท กัน กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ด้วยประการฉะนี้ ภายหลัง พระวินัยธรได้โอกาสแล้ว จึงได้ท�ำอุกเขปนียกรรม3 แก่พระ ธรรมกถึก เพราะโทษที่ว่า เธอไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ พระวินัยก็เหมือนกฎหมายบ้านเมือง เช่นผู้กระท�ำผิดกฎจราจร จะอ้าง ว่าไม่รู้กฎหมายข้อนั้นข้อนี้ได้ แต่ก็ไม่พ้นผิดอยู่ดี ตั้งแต่นั้นมา แม้พวกอุปัฏฐากผู้ถวายปัจจัยของภิกษุ 2 รูปนั้น ก็แตกแยก เป็น 2 ฝ่าย ทั้งภิกษุณีผู้รับโอวาท พวกอารักขเทวดา 4 พวกอากาสัฏฐเทวดา 5 หรือ ชาวบ้านทั่วไป ก็ได้แตกแยกเป็น 2 ฝ่ายวุ่นวายจนถึงพรหมโลกเลยทีเดียว ภิกษุฝ่ายพระวินัยธรรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระตถาคตเจ้า กราบทูลว่า “พระธรรมกถึกรูปนี้ ถูกสงฆ์ลงโทษอย่างเป็นธรรม” ส่วนภิกษุฝ่ายพระธรรมกถึกก็ทูลฟ้องว่า “พระอุปัชฌาย์ของพวกเราถูกสงฆ์ลงโทษ อย่างไม่เป็นธรรม” แม้อุปัชฌาย์ของตนถูกลงอุกเขปนียกรรมแล้ว บรรดาศิษย์ก็ยังตาม ห้อมล้อมคบค้าสมาคมกับพระธรรมกถึกอยู่นั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงส่งโอวาทตักเตือนไปว่า 3 อุกเขปนียกรรม : กรรมอันสงฆ์พึงท�ำแก่ภิกษุอันจะพึงยกเสีย หมายถึงวิธีการลงโทษที่สงฆ์กระท�ำแก่ภิกษุ ผู้ต้องอาบัติแล้ว ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติหรือไม่ยอมท�ำคืนอาบัติ หรือมีความเห็นชั่วร้าย (ทิฏฐิบาป) ไม่ ยอมสละ ซึ่งเป็นทางเสียสีลสามัญญตา (มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนภิกษุทั้งต่อหน้าและลับหลัง) หรือ ทิฏฐิสามัญญตา (มีทิฏฐิดีงามเสมอกันกับเพื่อนภิกษุ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง) โดยยกเธอเสียจากสงฆ์ คือ ไม่ให้ฉันร่วม ไม่ให้อยู่ร่วม ไม่ให้มีสิทธิเสมอกับภิกษุทั้งหลาย พูดง่าย ๆ ว่า ถูกตัดสิทธิแห่งภิกษุชั่วคราว4 อารักขเทวดา เทวดาผู้คุ้มครองรักษา 5 อากาสัฏฐเทวดา เทวดาผู้สถิตอยู่ในอากาศ


56 “อย่าทะเลาะกันเลย จงมีความสามัคคีกันเถิด” ทรงเตือนอยู่ถึง 2 ครั้ง 2 ครา แต่กลับได้รับรายงานว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายไม่ปรารถนาจะเป็นผู้สามัคคีกัน” จนในที่สุดหนที่ 3 ทรงได้รับรายงานว่า “ภิกษุสงฆ์แตกแยก1 กันแล้ว ภิกษุสงฆ์แตกเป็น 2 ฝ่ายแล้ว” จึงเสด็จไปหาพวกเธอทั้งหลายแล้ว ตรัสถึงโทษในการยกวัตรของพวก ภิกษุผู้ยกวัตร (อุกเขปนียกรรม) และโทษในการไม่เห็นอาบัติของพวกภิกษุฝ่าย ตรงข้าม แล้วทรงอนุญาตให้ท�ำสังฆกรรม2 ทั้งหลายการสวดปาติโมกข์ เป็นต้น ในสีมาเดียวกันที่โฆสิตารามนั่นเอง แก่เธอทั้งหลายอีก แล้วทรงบัญญัติข้อวัตรใน โรงฉันอาหารว่า “ภิกษุทั้งหลายพึงนั่งเป็นแถว เว้นช่องว่างไว้ให้ภิกษุอื่นเข้าแทรกนั่งได้ รูปหนึ่ง ในระหว่างกลางเป็นต้น แก่เธอทั้งหลาย ผู้เกิดการแตกร้าวในสถานที่ทั้ง หลาย มีโรงฉันเป็นต้น” แต่ก็ยากที่จะท�ำให้แก้วที่แตกร้าว กลับมาประสานกันเหมือนเดิมได้ แม้ พระพุทธเจ้าจะตรัสโทษของการแตกความสามัคคีอย่างไรก็ตาม ด้วยทิฐิมานะของ ทั้งสองฝ่าย บ่งบอกให้รู้ว่าหมู่พระสงฆ์แห่งเมืองโกสัมพีนั้น ล้วนแต่เป็นพระปุถุชน ทั้งสิ้น จึงไม่สนใจแม้แต่ค�ำเตือนของพระศาสดา พระพุทธองค์จึงทรงพระด�ำริว่า ‘ช่างวุ่นวายเสียจริงหนอ ภิกษุเหล่านี้ไม่ทำตามคำตักเตือนของเรา ถึงอยู่ ไปก็ไม่มีประโยชน์ เราพึงหลีกหนีออกจากคณะไปอยู่เพียงผู้เดียวดีกว่า’ 1 การแตกแยกของสงฆ์ถึงขั้นไม่ท�ำสังฆกรรมร่วมกัน เช่น การลงอุโบสถ ฉันภัตตาหารร่วมกัน เป็นต้น2 สังฆกรรม กิจที่พระสงฆ์ตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป รวมกันท�ำภายในสีมา (โบสถ์) เช่น การสวดพระปาติโมกข์ หรือการทบทวนพระวินัยของพระสงฆ์, การอุปสมบท เป็นต้น


57 แล้วเสด็จไปบิณฑบาตในเมืองโกสัมพี ไม่ตรัสบอกพระภิกษุสงฆ์ ทรง ถือบาตรและจีวรของพระองค์ เสด็จหนีไปอาศัยบ้านปาลิไลยกะ จ�ำพรรษาอยู่ที่ ร่มไม้สาละใหญ่3 ในราวป่ารักขิตวัน ฝ่ายอุบาสก4ผู้อยู่ในเมืองโกสัมพี ไปวัดโฆษิตาราม ไม่เห็นพระศาสดา จึงถามว่า “พระศาสดาเสด็จไปที่ไหน ขอรับ ?” ภิกษุเหล่านั้นแจ้งว่า “พระองค์เสด็จไปสู่ราวป่าปาลิไลยกะเสียแล้ว” “เกิดอะไรขึ้นหรือ ขอรับ ?” “พระองค์ทรงพยายามเตือนให้พวกเราสามัคคีกัน แต่มันเป็นไปได้ยาก เสียแล้ว” “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายบวชในส�ำนักของพุทธบิดาแล้ว เมื่อพ่อ ตักเตือนแล้ว ลูกก็ยังไม่ยอมฟัง ไม่ได้เป็นผู้สามัคคีกันละหรือ ?” พวกภิกษุหัวดื้อเหล่านั้นต่างนิ่งเงียบ บรรดาญาติโยมทั้งหลายต่างคิดกันว่า 3 สาละ เป็นชื่อต้นไม้ที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติทั้งตอนประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน คือ พระพุทธเจ้า ประสูติใต้ต้นสาละ ก่อนตรัสรู้ในเวลากลางวันประทับใต้ต้นสาละและเวลาเย็นย้ายไปประทับใต้ต้นพระ ศรีมหาโพธิ์จนตรัสรู้ในเวลารุ่งเช้า และปรินิพพานระหว่างต้นสาละคู่ ต้นไม้ที่เรียกว่า สาละ ได้แก่ สาละ อินเดียและสาละลังกา แต่เป็นไม้คนละวงศ์กัน ต้นสาละอินเดีย เรียกสาละใหญ่ หรือมหาสาละ ก็ได้ มีถิ่นก�ำเนิดในประเทศเนปาล อินเดีย และ บังกลาเทศ พบมากในเขตเชิงเขาหิมาลัยตอนใต้ เป็นพืชในตระกูลยาง พวกเดียวกับพะยอม เต็ง รัง เป็นไม้ใหญ่ไม่ผลัดใบ ล�ำต้นตรง เปลือกสีน�้ำตาลอมด�ำแตกเป็นร่องเป็นสะเก็ดทั่วไป ใบดกหนา ปลายกิ่ง ห้อยลู่ลง ออกดอกช่วงต้นฤดูร้อน มีสีเหลืองอ่อนรวมกันเป็นช่อสั้นตามปลายกิ่งและง่ามใบ ผลแข็งมีปีก เป็นไม้เนื้อแข็งที่น�ำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย4 อุบาสก คฤหัสถ์ผู้ชายที่แสดงตนเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ผู้หญิงเรียกว่า อุบาสิกา


58 ‘ภิกษุพวกนี้ บวชในสำนักของพระศาสดาแล้ว ถึงเมื่อพระองค์ทรงบอก ให้สามัคคีกัน ก็ไม่ยอมทำตาม พวกเราไม่ได้เห็นพระศาสดา เพราะพฤติกรรมของ ภิกษุพวกนี้ พวกเราจะไม่ถวายอาหาร จะไม่กราบไหว้ภิกษุพวกนี้อีก’ จ�ำเดิมแต่นั้นมา ญาติโยมจึงต้องตัดหางปล่อยวัด ภิกษุทั้งหลายต่าง ซูบผอมเพราะมีอาหารน้อย เพียงแค่สองสามวันเท่านั้นก็เริ่มคิดได้ ส�ำนึกผิด ขึ้นมาเลยทีเดียว ต่างขอโทษที่ล่วงเกินกันและกัน ต่างรูปต่างขอขมากัน แล้วแจ้ง แก่ญาติโยมทั้งหลายว่า “อุบาสกทั้งหลาย พวกเราสามัคคีกันแล้ว จงโปรดให้อภัยพวกเรา ด้วยเถิด” อุบาสกเหล่านั้นจึงยื่นค�ำขาดว่า “พวกท่านทูลขอขมาพระศาสดาแล้วหรือ ขอรับ ?” “ยังไม่ได้ทูลขอขมาเลย อุบาสก” “ถ้าอย่างนั้น พวกท่านต้องทูลขอขมาพระศาสดาเสีย พวกข้าพเจ้าจึงจะ ถวายการอุปถัมภ์บ�ำรุงเหมือนเดิม” ช่วงนั้นเป็นช่วงในพรรษา ภิกษุเหล่านั้นจึงไม่สามารถไปขอขมาพระ ศาสดาได้ จึงอยู่ด้วยความอดอยากปากแห้งถึง 3 เดือน ในพรรษากาลนั้นเอง พระยาช้างตัวหนึ่งชื่อปาลิไลยก์ เกิดความเบื่อหน่าย ต่อฝูงช้าง จึงคิดว่า “เราอยู่คลุกคลีด้วยพวกช้างพลาย ช้างพัง ช้างวัยรุ่น และลูกช้าง เคี้ยว กินหญ้าเหี้ยน ๆ ช้างเชือกอื่นก็ขโมยกินกิ่งไม้ที่เราหักลงด้วยหวังจะกินเอง ดื่มน�้ำ ที่ขุ่นเพราะพวกมันลงเล่น เมื่อเราขึ้นลงท่าน�้ำ พวกช้างพังก็เดินเบียดเสียดอย่าง น่าร�ำคาญ อย่ากระนั้นเลย เราจะหลีกเร้นออกจากฝูงอยู่ตัวเดียวดีกว่า”


59 พระยาช้างนั้นจึงหลีกหนีออกจากโขลง เข้าไปสู่บ้านปาลิไลยกะ ราวป่า รักขิตวัน บริเวณต้นสาละใหญ่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ครั้นเข้าไปแล้ว ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า หันซ้ายแลขวาไม่เห็น วัตถุอะไรอื่น จึงกระทืบรอบ ๆ ต้นไม้สาละใหญ่ด้วยเท้าให้เรียบ ถือกิ่งไม้ด้วยงวง กวาดพื้นที่ ตั้งแต่นั้นมา พระยาช้างนั้นจับหม้อด้วยงวง บริการน�้ำใช้น�้ำฉัน เป็นบริกร ชั้นเลิศ แม้กระทั่งเป็นเครื่องท�ำน�้ำอุ่นประจ�ำพระองค์ ถามว่าพระยาช้างนั้นท�ำให้ น�้ำร้อนได้อย่างไร พระยาช้างสีไม้แห้งด้วยงวงจนให้ไฟลุกขึ้นแล้วใส่ฟืน เผาก้อนหินให้ร้อน ในกองไฟนั้นแล้วกลิ้งไปด้วยท่อนไม้ ทิ้งลงในแอ่งน�้ำน้อยที่ตนหมายใจไว้ หย่อน งวงลงไป รู้ว่าน�้ำอุ่นแล้ว จึงไปถวายบังคมพระศาสดาให้ทรงสรงน�้ำ แล้วจึงน�ำ ผลไม้ต่าง ๆ มาถวายแด่พระศาสดา เมื่อพระศาสดาจะเสด็จไปบิณฑบาต พระยาช้างนั้นถือบาตรจีวรวางไว้ บนตระพอง1 ตามเสด็จพระศาสดาไป พระศาสดาเสด็จถึงเขตบ้านแล้วรับสั่งว่า “ปาลิไลยก์ ตั้งแต่ที่นี้ เจ้าไม่อาจไปได้ เจ้าจงเอาบาตรจีวรของเรามา” ดังนี้แล้วทรงห่มจีวร อุ้มบาตร เสด็จเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อบิณฑบาต ส่วนพระยาช้างนั้นยืนอยู่ที่นั้นเอง จนกว่าพระศาสดาจะเสด็จกลับมา เมื่อ พระองค์เสด็จมา ก็ท�ำการต้อนรับ แล้วถือบาตรจีวรน�ำไปวางลง ณ ที่ประทับ แล้ว จึงถวายงานพัดด้วยกิ่งไม้ ในยามราตรี พระยาช้างนั้นก็แปลงตนเป็นยามรักษาการณ์ ใช้งวงถือท่อน 1 ตระพอง ส่วนที่นูนเป็นปุ่ม 2 ข้างที่ศีรษะช้าง, กะพอง กระพอง หรือตะพอง ก็เรียก


60 ไม้ใหญ่ เดินลาดตระเวณรอบ ๆ ราวป่าจนกว่าอรุณจะขึ้น เพื่อป้องกันอันตราย อันจะมีจากสัตว์ร้าย ครั้นอรุณขึ้นแล้ว พระยาช้างนั้นท�ำข้อวัตรทั้งปวงโดยวิธีนั้นนั่นแล เริ่มตั้งแต่การถวายน�้ำสรงพระพักตร์ เป็นต้น ในกาลนั้น วานรตัวหนึ่งเห็นช้างนั้น คอยปรนนิบัติพระตถาคตแล้ว จึง คิดว่า ‘เราก็จะถวายบ้าง’ วันหนึ่ง เห็นรวงผึ้งบนยอดไม้หาตัวอ่อนมิได้ หักกิ่งไม้แล้ว น�ำรวงผึ้งพร้อม ทั้งกิ่งไม้ไปสู่ส�ำนักพระศาสดา แล้วเด็ดใบตองรองถวายพระศาสดา วานรมองดูอยู่ ด้วยความกระตือรือร้นว่า ‘พระศาสดาจะทรงบริโภคหรือไม่ ?’ เห็นพระศาสดาทรงรับแล้วนั่งเฉยอยู่ คิดว่า ‘ทำไม พระศาสดาไม่เสวย’ จึงจับปลายกิ่งไม้พลิกพิจารณาดู เห็นตัวอ่อนที่เหลืออยู่นิดหน่อย จึงน�ำ ตัวอ่อนเหล่านั้นออกเสีย แล้วได้ถวายใหม่ พระศาสดาจึงเสวย วานรนั้นมีใจยินดี โหนจับกิ่งไม้ ยืนฟ้อนอยู่ ในขณะนั้นเอง กิ่งไม้ที่วานร นั้นจับห้อยอยู่ด้วยความดีใจ พลันหักลง วานรนั้นตกลงที่ปลายตอแหลมคม ปลายตอนั้นแทงทะลุร่างกาย แต่ด้วยความที่มีจิตเลื่อมใส วานรนั้นสิ้นใจตายแล้ว ไปเกิดในวิมานทอง สูง 30 โยชน์ ในภพดาวดึงส์ มีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร การที่พระตถาคตเจ้า มีพระยาช้างอุปัฏฐาก เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้ง


61 ชมพูทวีป1 ตระกูลใหญ่ ๆ คือ ท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะ และนางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นต้น ได้ส่งสารจากนครสาวัตถี ไปถึงพระอานนท์เถระว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระศาสดาอยู่ที่ไหน ขอท่านจงแจ้งแก่พวกข้าพเจ้า” ฝ่ายภิกษุ 500 รูปผู้อยู่ทั่วสารทิศ เมื่อออกพรรษาแล้ว เข้าไปหาพระ อานนท์เถระ พุทธอุปัฏฐาก อ้อนวอนขอว่า “ท่านอานนท์ ธรรมีกถา2 ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลาย ไม่ได้ฟังมานานนัก โปรดให้พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเข้าเฝ้าพระองค์เถิด” พระอานนท์เถระพาภิกษุเหล่านั้นไป ณ ป่ารักขิตวันแล้ว คิดว่า ‘การเข้าไปสู่ที่พักพระตถาคตเจ้า ผู้เสด็จอยู่พระองค์เดียวตลอด 3 เดือน พร้อมกับภิกษุมากมายถึงเพียงนี้หาควรไม่’ จึงให้ภิกษุเหล่านั้นรออยู่นอกชายป่า เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแต่เพียงรูป เดียวเท่านั้น พระยาช้างปาลิไลยก์เห็นพระอานนท์เถระแล้ว ถือท่อนไม้วิ่งไป ตั้งท่าจะ ขับไล่ พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นแล้ว ตรัสว่า “อย่านะปาลิไลยก์ ภิกษุนั่นเป็นพุทธอุปัฏฐาก3 ของเรา” พระยาช้างปาลิไลยก์นั้น จึงรีบทิ้งท่อนไม้ แล้วรับบาตรจีวรของพระ อานนท์ แต่พระเถระมิได้ให้ พระยาช้างจึงคิดว่า 1 ชมพูทวีป หมายถึง ดินแดนที่เป็นประเทศอินเดีย ปากีสถาน เนปาลและบังกลาเทศในปัจจุบัน มีชื่อ เรียกทางภูมิศาสตร์ที่เรียกว่า “เอเชียใต้” “อนุทวีปอินเดีย” หรือ “ภารตวรรษ” 2 ธรรมีกถา ถ้อยค�ำที่ประกอบด้วยธรรม, การพูดหรือสนทนาเกี่ยวกับธรรม, ค�ำบรรยายหรืออธิบายธรรม 3 พุทธอุปัฏฐาก ผู้คอยดูแลรับใช้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนผู้จัดการส่วนตัว หรือเลขาหน้าห้อง


62 ‘ถ้าภิกษุรูปนี้ได้เรียนข้อวัตรมาดีแล้ว ท่านจะไม่วางบริขาร1 ของตนไว้บน แผ่นศิลาที่ประทับของพระศาสดา’ พระเถระได้วางบาตรจีวรไว้ที่พื้นแล้ว เพราะผู้ที่เรียนรู้ข้อวัตรแล้วย่อม ไม่วางบริขารของตนไว้บนที่นั่งหรือที่นอนของครูบาอาจารย์ พระยาช้างนั้นเห็นพฤติกรรมของพระอานนท์ ได้เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว พระเถระถวายอภิวาทพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระศาสดาตรัสถามว่า “อานนท์ เธอมาคนเดียวหรือ?” เมื่อทรงสดับว่าพระเถระเป็นผู้มาพร้อมกับภิกษุ 500 รูป แล้วตรัสว่า “ก็ภิกษุเหล่านั้น อยู่ที่ไหน?” เมื่อพระเถระกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ไม่ทราบน�้ำพระทัยของพระองค์ จึงให้พวกเธอรออยู่ข้าง นอก” จึงให้เรียกภิกษุเหล่านั้นเข้ามา พระศาสดาทรงท�ำปฏิสันถารกับหมู่สงฆ์ แล้ว เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าอันสุขุม และ เป็นกษัตริย์อันสุขุม พระองค์ประทับอยู่พระองค์เดียวตลอดไตรมาส ท�ำกิจที่ท�ำได้ โดยยาก ผู้คอยอุปัฏฐาก ชะรอยจะไม่มี” พระพุทธองค์ทรงแย้มสรวล แล้วตรัสว่า 1 บริขาร (บอริขาน) เครื่องใช้สอยของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา มี 8 อย่าง คือ สบง จีวร สังฆาฏิ บาตร มีดโกนหรือมีดตัดเล็บ เข็ม ประคดเอว กระบอกกรองนํ้า (ธมกรก) เรียกว่า อัฐบริขาร, สมณ- บริขาร ก็เรียก.


63 “ภิกษุทั้งหลาย กิจทั้งปวงของเรา อันพระยาช้างปาลิไลยก์ท�ำให้เราแล้ว คนที่ได้สหายดีเลิศเพียงนี้ อยู่ด้วยกันควรแล้ว ถ้าไม่ได้สหายเช่นนี้ อยู่คนเดียว ประเสริฐกว่า” พระอานนท์เถระทูลให้ทราบถึงสารที่ตระกูลใหญ่ ๆ ทั้งหลายมีท่าน เศรษฐีอนาถบิณฑิกะเป็นต้น ส่งมาแล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อริยสาวก 5 โกฏิ2 มีท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะ เป็นหัวหน้า หวังถึงการเสด็จมาของพระองค์อยู่” พระศาสดาจึงตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น เธอจงรับบาตรจีวร” ดังนี้แล้ว ให้พระเถระรับบาตรจีวรแล้ว เสด็จออกไป พระยาช้างได้ยืน ขวางทางไว้ ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้น ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระยาช้างจะท�ำอะไร ?” พระศาสดาอยู่กับพระยาช้างมา 3 เดือน ย่อมรู้นิสัยของช้างเป็นอย่างดี จึงทรงอธิบายว่า “ภิกษุทั้งหลาย พระยาช้างปรารถนาจะถวายอาหารแก่พวกเธอ ช้างนี้มี อุปการะคุณแก่เรามายาวนาน การยังจิตของช้างนี้ให้ขัดเคืองไม่ควร พวกเราไม่ ควรไปเวลานี้” พระศาสดาทรงพาภิกษุทั้งหลายเสด็จกลับแล้ว ฝ่ายช้างเข้าไปสู่ราวป่า แล้วรวบรวมผลไม้ต่าง ๆ มากองไว้ ในวันรุ่งขึ้น ได้ถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ 500 รูปไม่อาจฉันผลไม้ทั้งหลายให้หมดได้ เมื่อเสร็จภัตกิจ พระ 2 โกฏิ (โกด) น. ชื่อมาตรานับ 1 โกฏิ เท่ากับ 10 ล้าน


64 ศาสดาทรงถือบาตรจีวรเสด็จออกไปแล้ว พระยาช้างเดินตามไปแทรกอยู่ระหว่างภิกษุทั้งหลาย ยืนขวางพระพักตร์ พระศาสดาไว้ ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้น ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างนี้ท�ำอะไร ?” “ภิกษุทั้งหลาย ช้างนี้จะส่งพวกเธอไปแล้ว ชวนให้เรากลับ” ล�ำดับนั้น พระศาสดาตรัสกับช้างนั้นว่า “ปาลิไลยก์ เราจะไปแล้วไม่กลับมาอีก ฌานก็ดี วิปัสสนาก็ดี มรรคและ ผลก็ดี ย่อมไม่มีแก่เจ้าด้วยอัตภาพนี้ เจ้าหยุดอยู่เถิด1 ” พระยาช้างได้ฟังรับสั่งดังนั้นแล้ว ได้สอดงวงเข้าปากร้องไห้ ตามเสด็จไป ด้านหลังพระองค์ ฝ่ายพระศาสดาเสด็จถึงชายแดนบ้านนั้นแล้ว จึงตรัสว่า “ปาลิไลยก์ ตั้งแต่จุดนี้ไป มิใช่ถิ่นของเจ้า เป็นที่อยู่ของหมู่มนุษย์ มี อันตรายเบียดเบียนอยู่รอบข้าง เจ้าจงหยุดแค่นี้เถิด” ช้างนั้นยืนร้องไห้อยู่ในที่นั้น ครั้นเมื่อพระศาสดาทรงพ้นไปจากสายตา พระยาช้างก็หัวใจแตกสลาย สิ้นชีพแล้ว เกิดในท่ามกลางนางเทพอัปสรพันหนึ่ง ในวิมานทองสูง 30 โยชน์ ในภพดาวดึงส์ เพราะความเลื่อมใสในพระศาสดา ชื่อ ของเทพบุตรนั้นว่า “ปาลิไลยกเทพบุตร” ฝ่ายพระศาสดาได้เสด็จถึงพระเชตวัน ตามล�ำดับ ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีสดับว่า “ได้ยินว่า พระศาสดาเสด็จถึงกรุงสาวัตถีแล้ว” 1 ช้างเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่อาจบรรลุมรรค ผล นิพพาน ฌาน อภิญญาได้ ในอัตภาพร่างกายแห่งช้าง


65 ได้ไป ณ ที่นั้นเพื่อจะกราบทูลขอขมาพระศาสดา พระเจ้าโกศลทรงสดับว่า “ได้ยินว่า พวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกแยกเหล่านั้นมาแล้ว” จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันจักไม่ยอมให้ภิกษุเหล่านั้นเข้ามาสู่ แว่นแคว้นของหม่อมฉัน” พระศาสดาตรัสตอบว่า “ดูก่อนมหาราช ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้มีศีล แต่ไม่ถือเอาค�ำของอาตมภาพ เพราะวิวาทกันและกันเท่านั้น บัดนี้ เธอทั้งหลายมาเพื่อขอขมาอาตมภาพ ดูก่อน มหาราช ขอทรงอนุญาตให้ภิกษุเหล่านั้นมาเถิด” ฝ่ายท่านเศรษฐีอนาถบิณฑิกะทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักไม่ยอมให้ภิกษุเหล่านั้นเข้าวัด” ถูกพระศาสดาทรงห้ามเสียเหมือนกัน ก็เมื่อภิกษุชาวเมืองโกสัมพีถึงกรุงสาวัตถีโดยล�ำดับแล้ว พระผู้มีพระภาค รับสั่งให้ประทานเสนาสนะ2 ส่วนหนึ่ง ให้เป็นที่พักแก่พระเหล่านั้น ภิกษุอื่น ๆ ไม่นั่ง ไม่ยืนร่วมกับภิกษุพวกนั้น ด้วยความรังเกียจ ผู้คนที่มาแล้ว ทูลถามพระศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกไหน ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี ผู้ก่อการแตกแยก เหล่านั้น?” พระศาสดาทรงแสดงว่า “พวกนั่น” ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีเหล่านั้นถูกผู้คนชี้นิ้วว่า 2 เสนาสนะ ที่นอนและที่นั่งหรือที่อยู่ ใช้กับพระภิกษุ สามเณร


66 “นั่นไง พวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพีหัวดื้อเหล่านั้น” จึงไม่อาจยกศีรษะขึ้น เพราะความละอาย ก้มลงแทบบาทมูลแห่งพระผู้มี พระภาคเจ้า ทูลขอขมาพระองค์แล้ว เมื่อพระศาสดาเห็นว่าภิกษุชาวโกสัมพี หมดมานะทิฐิแล้วจึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายท�ำกรรมหนักแล้ว เธอทั้งหลายแม้บวช แล้วในส�ำนักของพระพุทธเจ้าเช่นเรา เมื่อเราให้ท�ำความสามัคคีอยู่ ไม่ท�ำตามค�ำ ของเรา” แล้วตรัสพระคาถานี้ว่า “ก็ชนพวกอื่นไม่รู้หรอกว่า ‘พวกเราพากันลำบากอยู่ เพราะทะเลาะ วิวาทกัน’ ฝ่ายชนพวกใดรู้เห็นโทษของการทะเลาะวิวาท ความเพ่งโทษซึ่งกัน และกันย่อมระงับลง” ในเวลาจบพระคาถา ภิกษุผู้ประชุมกันในที่นั้น ได้ด�ำรงอยู่ในอริยผล ทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางครั้งการอยู่กับสัตว์เดรัจฉาน ยังสบายใจกว่า การอยู่กับมนุษย์ ที่ยึดเอาทิฐิมานะของตนเองเป็นที่ตั้ง จนก่อให้เกิดการทะเลาะ วิวาทด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง เพราะต้องการจะเอาชนะคะคานกันเท่านั้น


67 ต ่ างกนท ั ี ่ ใจ จุลกาลและมหากาล


68 สุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ อินฺทฺริเยสุ อสํวุตํ โภชนมฺหิ อมตฺตญฺญุํ กุสีตํ หีนวีริยํ ตํ เว ปสหติ มาโร วาโต รุกฺขํว ทุพฺพลํ. อนุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ อินฺทฺริเยสุ สุสํวุตํ โภชนมฺหิ จ มตฺตญฺญุํ สทฺธํ อารทฺธวีริยํ ตํ เว นปฺปสหติ มาโร วาโต เสลํว ปพฺพตํฯ “ผู้ตามเห็นอารมณ์ว่างาม ไม่สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณในโภชนะ เกียจคร้าน มีความเพียรเลวทรามอยู่ ผู้นั้นแล มารย่อมรังควานได้, เปรียบเหมือนต้นไม้ ที่มีกำลังไม่แข็งแรง ลมรังควานได้ฉะนั้น (ส่วน)ผู้ตามเห็นอารมณ์ว่าไม่งาม สำรวมดีในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ มีศรัทธาและปรารภความเพียรอยู่ ผู้นั้นแล มารย่อมรังควานไม่ได้ เปรียบเหมือนภูเขาหิน ลมรังควานไม่ได้ ฉะนั้น”


69 ในสมัยพุทธกาล ก็มีพระที่เจอกรณีนารีพิฆาต ถูกผู้หญิงจับสึกเช่นกัน ไม่ต่างจากสมัยนี้ หลวงตาจะเล่าให้ฟัง เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อพระศาสดา เสด็จเข้าไปอาศัยเสตัพยนคร ประทับอยู่ใน ป่าไม้ประดู่ลาย ในเมืองนั้นมีกุฏุมพี1 ชาวเสตัพยนคร 3 พี่น้อง คือ จุลกาล มัชฌิม กาล และมหากาล ในบรรดาพี่น้อง 3 คนนั้น พี่ชายใหญ่และน้องชายคนสุดท้องเที่ยวไปทั่ว สารทิศ เพื่อซื้อสินค้ามาขายด้วยเกวียน 500 เล่ม ส่วนน้องคนกลางมีหน้าที่ขาย สินค้าที่พี่น้องทั้งสองน�ำมา วันหนึ่ง พี่น้องทั้งสองบรรทุกสิ่งของต่าง ๆ ด้วยเกวียน 500 เล่มไปสู่กรุง สาวัตถี พักเกวียนไว้ระหว่างกรุงสาวัตถีและวัดพระเชตวัน ในพี่น้อง 2 คนนั้น มหากาลเห็นอริยสาวกทั้งหลายชาวกรุงสาวัตถีถือพวง ดอกไม้และของหอมเป็นต้น ไปยังวัดเชตวันในเวลาเย็น จึงสอบถามชาวบ้านเมื่อ ได้ความว่า ชาวบ้านก�ำลังไปเพื่อฟังธรรม จึงคิดว่า 1 กุฏุมพี คือคนมั่งมี คนมีทรัพย์สมบัติมาก, ผู้ครองเรือน, พ่อเรือน, ผู้ดูแลการงาน


70 “เราก็น่าจะไปฟังธรรมบ้าง” จึงสั่งน้องชายว่า “จุลกาล! เจ้าจงคอยระมัดระวังขบวนเกวียน เราจะไปฟังธรรม” เขาไปถวายบังคมพระตถาคต แล้วนั่งอยู่ท้ายสุดของพุทธบริษัท วันนั้น พระศาสดา เมื่อจะตรัสอนุปุพพิกถาตามอัธยาศัยของมหากาลนั้น จึงตรัสโทษความเลวทรามและความเศร้าหมองแห่งกามทั้งหลาย โดยพิสดาร มหากาลได้สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้ว จึงเกิดความคิดว่า ‘คนเราจำต้องละสิ่งทั้งปวงไป เมื่อตายไปแล้วสมบัติและญาติทั้งหลาย ก็ เอาไปด้วยไม่ได้ เราจะทำไปเพื่ออะไร บวชดีกว่า’ เมื่อมหาชนถวายบังคมพระศาสดาแล้วลากลับบ้าน มหากาลจึงได้โอกาส ทูลขอบวช พระศาสดาจึงตรัสถามว่า “มีใครที่ท่านควรอ�ำลาหรือไม่ ?” “ข้าพระองค์มีน้องชายอยู่ พระเจ้าข้า” “ถ้าอย่างนั้น เธอจงไปลาเขาเสียก่อน” มหากาลจึงกลับมาลาน้องชาย “น้องรัก เจ้าจงดูแลสมบัติทั้งหมดนี้เถิด” “พี่จะไปไหนหรือ ?” “พี่จักบวชในส�ำนักของพระศาสดา” จุลกาลอ้อนวอนพี่ชายด้วยประการต่าง ๆ ก็ไม่อาจกลับใจเขาได้ จึงได้ แต่ตามใจพี่ชายยอมให้ไปบวชในส�ำนักของพระศาสดา และจุลกาลขอไปบวชด้วย โดยตั้งใจว่า ‘บวชไปสักพัก แล้วเราค่อยชวนพี่ชายสึก’


71 ในกาลต่อมา มหากาลได้อุปสมบทแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามถึง ธุระในพระศาสนา 1 เมื่อพระศาสดาตรัสบอกธุระ 2 อย่างแล้วก็กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักไม่สามารถบ�ำเพ็ญคันถธุระได้ เพราะข้าพระองค์บวชในกาลเป็นคนแก่ แต่จักบ�ำเพ็ญวิปัสสนาธุระให้บริบูรณ์” กราบทูลให้พระองค์ตรัสบอกโสสานิกธุดงค์2 จนถึงพระอรหัต ครั้นล่วง ถึงปฐมยาม 3 เมื่อผู้คนนอนหลับหมดแล้ว ท่านได้แอบไปสู่ป่าช้า เวลาจวนรุ่ง เมื่อ ผู้คนยังไม่ทันตื่น ก็รีบกลับมายังวัด ครั้งนั้น หญิงสัปเหร่อคนหนึ่งชื่อกาลี ผู้เฝ้าป่าช้า เห็นที่ยืน ที่นั่งและที่ จงกรมของพระเถระเข้า จึงคิดว่า ‘ใครหนอ แอบมาอยู่ที่นี่ เราจะคอยจับตัว’ เธอจึงจุดคบเพลิงไว้ที่กระท่อมใกล้ป่าช้า พาบุตรธิดาไปแอบดูอยู่ เห็น พระเถระเดินมาในมัชฌิมยาม จึงไปไหว้แล้วพูดว่า “ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าพ�ำนักอยู่ที่ป่าช้าของพวกดิฉันนี้หรือ ?” “จ้ะ อุบาสิกา” “ท่านผู้เจริญ ธรรมดาผู้อยู่ในป่าช้าทั้งหลาย ต้องเรียนรู้ระเบียบปฏิบัติ ของการอยู่ในป่าช้าเสียก่อน จึงจะควร” “ท�ำอย่างไรเล่า อุบาสิกา ?” 1 ธุระ หมายถึง ภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบพระพุทธศาสนา มี 2 อย่างได้แก่ 1.คันถธุระ หมายถึง การ ศึกษาเล่าเรียนพระพุทธพจน์ ซึ่งก็คือ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา รวมทั้งความรู้อื่น ๆ ที่เกี่ยวกับ พระพุทธศาสนา 2. วิปัสสนาธุระ หมายถึง การฝึกจิตตามหลักสมถะและวิปัสสนา2 โสสานิกธุดงค์ คือการขัดเกลาตนเองด้วยการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร, อยู่แรมคืนในป่าช้าเป็นประจ�ำ 3 ยาม ตามคติวรรณคดีบาลี แบ่งเป็นยามละ 4 ชั่วโมง ได้แก่ ปฐมยาม ยามแรก ได้แก่ช่วงเวลา 18.00- 22.00 น. ทุติยยามหรือมัชฌิมยาม ยามที่ 2 ได้แก่ช่วงเวลา 22.00-02.00 น. และ ปัจฉิมยาม หรือ ยาม สุดท้าย ได้แก่ช่วงเวลา 02.00-06.00 น.


72 “ท่านผู้เจริญ ธรรมดาผู้อยู่ในป่าช้าทั้งหลาย ควรแจ้งความที่ตนอยู่ใน ป่าช้าแก่ผู้เฝ้าป่าช้า พระมหาเถระในวัดและนายบ้าน” “เพราะเหตุไรหรือ ?” “เพราะพวกโจรท�ำการปล้น ฉก ชิง วิ่งราวแล้ว ถูกพวกเจ้าของทรัพย์ สะกดตามรอยไป มักจะทิ้งห่อของที่ปล้นมาไว้ในป่าช้าแล้วหลบหนีไป เมื่อเป็น เช่นนั้น พวกเจ้าของทรัพย์ก็จะรุมสหบาทาแก่คนที่อยู่ในป่าช้า แต่เมื่อได้แจ้งความ แก่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นแล้ว เจ้าหน้าที่เหล่านั้นย่อมช่วยกันป้องกันอันตรายได้ และ เป็นพยานได้ว่าท่านมิใช่โจร เพราะฉะนั้น ควรบอกแก่เจ้าหน้าที่เหล่านั้น” “มีอะไรอีกไหม ที่ข้าพเจ้าควรท�ำ ?” “ท่านผู้เจริญ ธรรมดาพระผู้เป็นเจ้า ผู้อยู่ในป่าช้า ไม่่ควรน�ำวัตถุทั้งหลาย เช่น ปลา เนื้อ แป้ง งา และน�้ำอ้อย เป็นต้น มาด้วย ไม่ควรจ�ำวัด1 กลางวัน ไม่ควร เป็นผู้เกียจคร้าน ควรปรารภความเพียร เป็นผู้ไม่โอ้อวด ไม่เป็นคนเจ้าเล่ห์ เป็นผู้ มีอัธยาศัยงาม” “เวลาเย็น เมื่อคนหลับหมดแล้ว ควรมาจากวัด เวลาจวนรุ่งเมื่อทุก คนยังไม่ตื่นนอน พึงกลับวัด ท่านผู้เจริญ ถ้าพระคุณเจ้า 2 อยู่ในที่นี้ด้วยอาการ อย่างนี้ จักอาจยังกิจแห่งบรรพชิต3 ให้ถึงที่สุดได้” “ถ้ามีใครน�ำศพมาทิ้ง ดิฉันจะยกขึ้นสู่ฌาปนสถาน จะท�ำการปลงศพ ถ้า พระคุณเจ้ายังไม่อาจท�ำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดิฉันจะยกขึ้นสู่เชิงตะกอนแล้วติดไฟเผา เอาขอเกี่ยวลากศพ ออกมาวางไว้ภายนอก ตัดทอนด้วยขวาน เฉือนให้เป็นชิ้นน้อย ชิ้นใหญ่แล้วใส่ในไฟ ให้ท่านดู แล้วจึงค่อยเผา ดีไหมเจ้าคะ ?” 1 จ�ำวัด นอนหลับ (ใช้กับพระภิกษุสามเณร) 2 พระคุณเจ้า ค�ำสรรพนามบุรุษที่ 2 ส�ำหรับเรียกพระภิกษุที่เคารพนับถือ 3 กิจแห่งบรรพชิต คือ การรู้เท่าทันอารมณ์ที่มากระทบกายใจ จนดับทุกข์ได้ หรือพระนิพพาน


73 พระเถระสั่งนางกาลีนั้นว่า “ดีจ้ะ อุบาสิกา ถ้ามีศพมาละก็ จงบอกแก่อาตมาเถิด” หลังจากนั้นพระมหากาลก็ท�ำสมณธรรมอยู่ในป่าช้าตามอัธยาศัยของตน ส่วนพระจุลกาลผู้น้องเล็ก ผุดลุกผุดนั่ง รัญจวนถึงชีวิตฆราวาส คิดถึง บุตรและภรรยา ได้แต่คิดว่า ‘เวรกรรมจริง ๆ พระพี่ชายของเรา ชวนอย่างไรก็ไม่ยอมสึกเสียที’ เย็นนั้นเอง มีสาววัยรุ่นคนหนึ่งได้เสียชีวิตในเวลาเย็น ซากศพยังมิทัน เหี่ยวแห้งซูบซีดเพราะตายอย่างกระทันหัน พวกญาติหามศพกุลธิดานั้นไปป่าช้า ในเวลาเย็น พร้อมด้วยเครื่องเผาต่าง ๆ ให้ค่าจ้างแก่หญิงเฝ้าป่าช้า มอบศพให้แล้ว ก็กลับไป นางกาลีเปลื้องผ้าห่มของกุลธิดานั้นออกแล้ว เห็นสรีระซึ่งตายเพียงครู่ เดียวนั้น งดงามประณีต มีสีดังทองค�ำ จึงคิดว่า “รูปารมณ์4 นี้ควรจะแสดงแก่พระคุณเจ้า” แล้วไปไหว้พระเถระ กล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ตอนนี้มีศพนางกุลธิดา ขอพระคุณเจ้าไปพิจารณาเถิด” พระเถระให้เลิกผ้าห่อศพออกแล้ว พิจารณาตั้งแต่ฝ่าเท้าถึงปลายผมแล้ว พูดว่า “รูปนี้ประณีตยิ่งนัก มีสีดุจทองค�ำ อุบาสิกาพึงใส่รูปนั้นในไฟ ในเวลาที่ รูปนั้นถูกไฟลวกแล้ว จึงบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด” นางท�ำอย่างนั้นแล้วจึงแจ้งแก่พระมหากาลให้ไปพิจารณาซากศพ ที่ถูก เปลวไฟไหม้ สีแห่งสรีระเป็นสีน�้ำตาลดังแม่โคด่าง เท้าทั้งสองงอหงิกห้อยลง 4 รูปารมณ์ อารมณ์คือรูป หรือสีต่าง ๆ ที่สามารถรับรู้ได้ทางจักขุประสาท ในที่นี้หมายถึงซากศพ


74 มือทั้งสองก�ำเข้าหากัน หน้าผากมีหนังถลอกถูกไฟไหม้เปิดออกแล้ว พระเถระพิจารณาว่า ‘สรีระนี้ ทำให้เกิดความกระสันแก่บุคคลผู้แลดูอยู่ แต่บัดนี้ กลับถึงความ สิ้นไปเสื่อมไปแล้ว’ กลับไปที่พักกลางคืน นั่งพิจารณาถึงความสิ้นและความเสื่อมอยู่ กล่าว คาถาว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา, เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความสงบระงับแห่งสังขารนั้นเป็นสุขอย่างยิ่ง” แล้วท่านก็เจริญวิปัสสนาจนได้บรรลุพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา 1 เมื่อท่านบรรลุพระอรหันต์แล้ว พระศาสดามีภิกษุสงฆ์แวดล้อมเสด็จจาริก ไปยังเสตัพยนครแล้ว เสด็จเข้าสู่ป่าไม้ประดู่ลาย พวกภรรยาของพระจุลกาล ได้ยินว่า “ได้ข่าวว่า พระศาสดาเสด็จมาถึงแล้ว” แล้วนัดแนะกันว่า “พวกเราจักช่วยกันจับสามีของพวกเรา” แล้วจึงส่งคนไปให้ทูลอาราธนาพระศาสดา ในสถานที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงคุ้นเคย ภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเป็นผู้บอกการ ปูอาสนะ2 จะต้องล่วงหน้าไปก่อน 1 ปฏิสัมภิทา ความแตกฉานทางปัญญา มี 4 อย่าง ได้แก่ 1.อรรถปฏิสัมภิทา ความแตกฉานในความหมาย 2.ธรรมปฏิสัมภิทา ความแตกฉานในธรรม 3.นิรุตติปฏิสัมภิทา ความแตกฉานในภาษา 4.ปฏิภาณปฏิ- สัมภิทา ความแตกฉานในปฏิภาณไหวพริบ2 อาสน-, อาสน์, อาสนะ/อาดสะนะ, ที่นั่ง, ที่รองนั่ง, เครื่องปูรองนั่ง, ใช้เฉพาะพระภิกษุสามเณร


75 อาสนะส�ำหรับพระพุทธเจ้า ปูท่ามกลาง อาสนะส�ำหรับพระสารีบุตรเถระ ปูข้างขวา อาสนะส�ำหรับพระมหาโมคคัลลานเถระ ปูข้างซ้ายแห่งอาสนะของ พระพุทธเจ้า อาสนะส�ำหรับภิกษุสงฆ์พึงให้ปูในข้างทั้งสองถัดไป เพราะฉะนั้น พระมหากาลจึงส่งพระจุลกาลไปว่า “เธอจงล่วงหน้าไปบอกการปูอาสนะ” พวกภรรยาในเรือนท�ำการเสสรวลกับท่าน ขุดมายา 800 เล่มเกวียน ตั้งแต่เวลาที่พวกเขาเห็นท่าน แกล้งปูอาสนะต�่ำที่สุดให้พระสังฆเถระ ปูอาสนะ สูงในที่สุดให้พระใหม่ พระจุลกาลพยายามชี้แจงว่า “พวกเจ้าอย่าท�ำอย่างนั้น จงปูอาสนะสูงในที่สูง ปูอาสนะต�่ำในที่ต�่ำ” พวกหญิงท�ำทีเหมือนไม่ได้ยินถ้อยค�ำของท่าน รุมกันต่อว่า “ท่านเที่ยวท�ำอะไรอยู่ หน้าที่ให้ปูอาสนะไม่สมควรแก่ท่านหรือ ท่านลา ใครบวช ใครเป็นผู้ยอมให้บวช มาในที่นี้ท�ำไม ?” ดังนี้แล้ว ช่วยกันฉุดสบงและจีวรออกแล้ว ให้นุ่งผ้าขาว สวมเทริด3 มาลา บนศีรษะ แล้วส่งไปด้วยค�ำว่า “เธอจงไปน�ำเสด็จพระศาสดามา พวกข้าพเจ้าจะปูอาสนะ” จุลกาลด�ำรงอยู่ในเพศภาวะแห่งภิกษุไม่นานนัก ยังไม่ทันได้พรรษาก็สึก จึงไม่รู้สึกละอาย เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่มีความรังเกียจด้วยกิริยาอาการนั้น อีก อย่างหนึ่ง ตนเองก็ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา อยากจะสึกอยู่แล้ว ไปถวายบังคมพระ ศาสดาแล้วพาภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเดินทางมา 3 เทริด ([เซิด]; อังกฤษ: tiara) เป็นมงกุฎรูปแบบหนึ่ง มีรูปกรวยสูงปลายแคบ ในที่นี้ท�ำจากดอกไม้


76 ในกาลเสร็จภัตกิจของภิกษุสงฆ์ พวกภรรยาของพระมหากาลคิดกันว่า ‘หญิงพวกนี้รุมจับสามีของตนได้ พวกเราก็จักจับสามีของพวก เราบ้าง’ จึงให้นิมนต์พระศาสดา เพื่อการเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้นที่บ้านของ พวกตนบ้าง ภิกษุรูปอื่นได้ไปชี้แจงการปูอาสนะ หญิงเหล่านั้นไม่ได้โอกาสในขณะนั้น อาราธนาภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขให้นั่งแล้ว ได้ถวายภัตตาหาร จุลกาลมีภรรยา 2 คน มัชฌิมกาลมี 4 คน มหากาลมีถึง 8 คน ภิกษุที่ยังฉันไม่เสร็จก็ยังฉันกันไป พวกที่อิ่มแล้วก็ลุกไปภายนอก ส่วนพระศาสดาประทับนั่ง ทรงเสวยอยู่ ในเวลาเสร็จภัตกิจของพระองค์ หญิง เหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระมหากาลท�ำอนุโมทนาแก่พวกข้าพระองค์ แล้วจึงค่อยไป ขอพระองค์เสด็จไปก่อนเถิด” พระศาสดามิได้ว่าอะไร ได้เสด็จล่วงหน้าไปแล้ว ครั้นถึงประตูบ้าน ภิกษุสงฆ์ก็เริ่มกระซิบกระซาบกันว่า “ท�ำไม พระศาสดาจึงทรงท�ำเช่นนี้ พระองค์ทรงทราบหรือไม่หนอจึง ทรงท�ำแบบนี้ เมื่อวานนี้จุลกาลก็ถูกจับสึกไปแล้ว เพราะล่วงหน้าไปก่อน วันนี้ อันตรายไม่มี เพราะภิกษุอื่นล่วงหน้าไปก่อน บัดนี้รับสั่งให้พระมหากาลอยู่ก่อน แล้วเสด็จมา ภิกษุผู้มีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยความประพฤติดี หญิงเหล่านั้นจะท�ำ อันตรายแก่พรหมจรรย์ของพระมหากาลนั้นได้ไหมหนอ ?” พระศาสดาทรงสดับค�ำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว เสด็จกลับมาประทับยืน อยู่ ตรัสถามว่า


77 “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสนทนาอะไรกันหรือ ?” ภิกษุเหล่านั้นทูลความนั้นแล้ว “ภิกษุทั้งหลาย ก็พวกเธอคิดว่ามหากาลจะเป็นเหมือนจุลกาลหรือ ?” “อย่างนั้น พระเจ้าข้า เพราะจุลกาลนั้นมีภรรยา 2 คน ส่วนพระมหากาลนี้ มีถึง 8 คน เธอถูกภรรยาทั้ง 8 รุมจับไว้แล้ว จักท�ำอะไรได้ พระเจ้าข้า” พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าได้กล่าวอย่างนั้น จุลกาล ติดอยู่ในอารมณ์ ว่างามอยู่ เป็นเช่นกับต้นไม้ที่มีรากไม่แข็งแรง ตั้งอยู่ริมเหวและเขาขาด ส่วน มหากาลบุตรของเรา ตามเห็นอารมณ์ว่าไม่งามอยู่ เป็นผู้ไม่หวั่นไหวเลย เหมือน ภูเขาหินแท่งทึบ” ดังนี้แล้ว ได้ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า “ผู้ตามเห็นอารมณ์ว่างาม ไม่สำรวมในอินทรีย์1 ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณ ในโภชนะ เกียจคร้าน มีความเพียรเลวทรามอยู่ ผู้นั้นแล มารย่อมรังควานได้ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีกำลังไม่แข็งแรง ลมรังควานได้ฉะนั้น ส่วนผู้ตามเห็นอารมณ์ว่าไม่งาม สำรวมดีในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณ ในโภชนะ มีศรัทธาและปรารภความเพียรอยู่ ผู้นั้นแล มารย่อมรังควานไม่ได้ เปรียบเหมือนภูเขาหิน ลมรังควานไม่ได้ ฉะนั้น” บรรดาภรรยาเก่าของพระมหากาลนั้น ล้อมท่านไว้แล้ว กล่าวว่า “ท่านลาใครบวช บัดนี้ ท่านจะสึกมาเป็นคฤหัสถ์หรือไม่ ?” แล้วรุมเข้าไปเพื่อเปลื้องผ้าจีวรของพระมหากาลออก 1 อินทรีย์ ในที่นี้คือ อินทรีย์ 6 ได้แก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ส�ำรวมอินทรีย์ คือมีความระมัดระวังในขณะ ที่ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส และคิดนึกเรื่องราวต่าง ๆ


78 พระเถระรู้ทันมายาหญิงแล้ว ลุกจากอาสนะที่นั่งแล้วเหาะไปด้วยฤทธิ์ ท�ำลายช่อฟ้าเรือนยอด ไปทางอากาศ เมื่อพระศาสดาตรัสพระคาถาจบลง พระมหากาลก็เหาะลงมาถวายบังคม พระยุคลบาทของพระตถาคตพอดี ในขณะเดียวกันนั่นเอง บรรดาภิกษุผู้ประชุมกัน ณ ที่นั้น บรรลุอริยผล ทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล


79 ผู ้ ควรแก ่ กาสาวพสตร ั ์ พระเทวทตั


80 อนิกฺกสาโว กาสาวํ โย วตฺถํ ปริทเหสฺสติ อเปโต ทมสจฺเจน น โส กาสาวมรหติ. โย จ วนฺตกสาวสฺส สีเลสุ สุสมาหิโต อุเปโต ทมสจฺเจน ส เว กาสาวมรหติฯ “ผู้ใด มีกิเลสดุจน้ำฝาดยังไม่ออก ปราศจากทมะ และสัจจะ จักนุ่งห่มผ้ากาสาวะ, ผู้นั้นย่อมไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใด พึงเป็นผู้มีกิเลสดุจน้ำฝาดอันคายแล้ว ตั้งมั่นดีในศีลทั้งหลาย ประกอบด้วยทมะและสัจจะ, ผู้นั้นแล ย่อมควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ”


81 กาลครั้งหนึ่ง พระอัครสาวก1 ทั้งสององค์ พาลูกศิษย์ของตน องค์ละ 500 รูป ไปทูลลาพระศาสดาแล้ว ได้ไปจากพระเชตวันจาริกสู่กรุงราชคฤห์ ชาวกรุงราชคฤห์ ได้รวมเป็นหมู่คณะ ได้ถวายอาคันตุกทาน แก่ภิกษุผู้มา จากต่างถิ่น อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพระสารีบุตร ได้ท�ำอนุโมทนา แสดงธรรมอย่างนี้ว่า “อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ทายกคนหนึ่งถวายทานด้วยตนเอง แต่ไม่ ชักชวนคนอื่น ทายกนั้นย่อมได้โภคสมบัติ2 ในที่ที่ตนเกิดแล้ว แต่ไม่ได้บริวารสมบัติ ผู้ใดชักชวนคนอื่น ส่วนตนเองไม่ถวาย ผู้นั้นย่อมได้บริวารสมบัติในที่ที่ ตนเกิดแล้ว แต่ไม่ได้โภคสมบัติ ผู้ใดแม้ตนเองก็ไม่ได้ถวาย ไม่ชักชวนคนอื่น ผู้นั้นย่อมไม่ได้ แม้ปลายข้าว พออิ่มท้อง ย่อมเป็นคนอนาถา หาปัจจัยมิได้ ในที่ที่ตนเกิดแล้ว 1 อัครสาวก หมายถึง ยอดแห่งศิษย์ของพระศาสดา เรียกว่า พระอัครสาวก ๆ ของพระพุทธเจ้าในปัจจุบัน ฝ่ายชายได้แก่ พระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา ผู้เป็นเลิศทางปัญญา และพระโมคคัลลานะ พระอัครสาวก เบื้องซ้าย ผู้เป็นเลิศทางมีฤทธิ์ ส่วนพระอัครสาวกผู้หญิง เรียกว่า พระอัครสาวิกา ได้แก่ พระเขมาเถรี พระอัครสาวิกาเบื้องขวา และพระอุบลวัณณาเถรี พระอัครสาวิกาเบื้องซ้าย2 สมบัติ แปลว่า ความถึงพร้อม หรือความพรั่งพร้อมสมบูรณ์ โภคสมบัติ หมายถึง ความถึงพร้อมแห่ง ทรัพย์สิน เงินทอง บริวารสมบัติ หมายถึง ความถึงพร้อมแห่งมิตรสหาย ข้าทาสที่คอยช่วยเหลือ


82 ผู้ใดทั้งตนเองก็ถวาย ทั้งชักชวนคนอื่น ผู้นั้นย่อมได้ทั้งโภคสมบัติและ บริวารสมบัติ ในที่ที่ตนเกิดแล้ว ร้อยอัตภาพ1 บ้าง พันอัตภาพบ้าง แสนอัตภาพ บ้าง” อุบาสกผู้เป็นบัณฑิตคนหนึ่ง ฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้ว คิดว่า ‘พระธรรมเทศนาน่าอัศจรรย์นัก พระผู้เป็นเจ้าสารีบุตรกล่าวเหตุ แห่งความสุข เราควรทำกุศลกรรมที่จะยังสมบัติทั้งสองเหล่านี้ให้สำเร็จ’ ดังนี้แล้ว จึงนิมนต์พระเถระว่า “ท่านขอรับ พรุ่งนี้ ขอนิมนต์ท่านทั้งหลายรับภิกษาหาร 2 ของผมเถิด” พระเถระ ถามว่า “ท่านต้องการนิมนต์ภิกษุจ�ำนวนเท่าไร อุบาสก ?” บัณฑิตนั้น ย้อนถามว่า “ภิกษุที่เป็นศิษย์ของใต้เท้ามีเท่าไร ขอรับ ?” “มีประมาณพันรูป อุบาสก” “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอใต้เท้าพร้อมด้วยภิกษุทั้งหมดเลยทีเดียว โปรดรับ ภิกษาหารของพวกผม” พระเถระรับปากแล้ว อุบาสกป่าวประกาศไปทั่วพระนคร ชักชวนด้วยค�ำว่า “ข้าแต่แม่และพ่อทั้งหลาย ฉันนิมนต์ภิกษุไว้พันรูป ท่านทั้งหลายจะถวาย ภิกษาหารจ�ำนวนกี่รูป โปรดแจ้งมาเถิด” ผู้ที่มีศรัทธาต่างบอกจ�ำนวนภิกษุที่ตนสามารถถวายได้ว่า “พวกฉันจักถวายแก่ภิกษุ 10 รูป พวกฉัน 20 รูป พวกฉัน 100 รูป” 1 อัตภาพ ลักษณะความเป็นตัวตน หรือบุคคล, สภาพความเป็นตัวตน หรือบุคคล2 ภิกษาหาร น. อาหารที่ได้มาด้วยการขอ


83 บัณฑิตจึงจัดแจงว่า “ถ้าอย่างนั้น เราทั้งหลาย หุงต้มรวมกันในที่แห่งเดียวเถิด ขอพวกท่าน ทุก ๆ คน จงรวบรวมวัตถุดิบ มีน�้ำมัน งา ข้าวสาร เนยใส น�้ำอ้อย เป็นต้น” ดังนี้แล้ว ให้รวมไว้ในโรงทานแห่งหนึ่ง ครั้งนั้น มีเศรษฐีผู้หนึ่ง ให้ผ้ากาสาวะ3 อันน�ำมาจากแคว้นคันธาระซึ่งมีค่า แสนหนึ่งแก่อุบาสกนั้นแล้ว สั่งว่า “ถ้าของท�ำบุญของท่านยังไม่เพียงพอ ท่านจงใช้ผ้าผืนนี้ให้ครบส่วนที่ ขาดตกบกพร่อง แต่ถ้าของท�ำบุญของท่านเพียงพอแล้วละก็ ท่านจงถวายผ้า ผืนนี้ แก่ภิกษุรูปที่ท่านปรารถนาเถิด” ในเวลานั้น ของท�ำบุญทุก ๆ อย่าง เพียงพอแล้ว ไม่มีอะไรที่ขาดตก บกพร่องเลย เขาจึงต้องหยั่งเสียงว่า “ผ้ากาสาวะอันหาค่ามิได้ผืนนี้ มีเศรษฐีผู้หนึ่งมอบให้ไว้ ทานของพวกเรา ก็มีเหลือเฟือแล้ว เราทั้งหลายจะถวายผ้ากาสาวะผืนนี้แก่พระรูปไหนเล่า ?” บางพวกกล่าวว่า “ถวายแก่พระสารีบุตรเถระ” บางพวกก็ว่า “พระเถระมักมาในเวลาข้าวกล้าแก่ แล้วก็ไป ส่วนพระเทวทัตเป็นสหาย อยู่ร่วมในการมงคลและอวมงคลทั้งหลายของพวกเราอยู่เป็นนิตย์ เราควรจะถวาย ผ้าผืนนั้นแก่ท่าน” ในที่สุดพวกที่กล่าวว่า ควรถวายแก่พระเทวทัตมีจ�ำนวนมากกว่า 3 ผ้ากาสาวะ แปลว่าผ้าย้อมฝาด เป็นค�ำเรียกผ้าที่พระสงฆ์ใช้นุ่งห่ม ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง สีแก่นขนุนหรือ สีกรัก ก็เรียกว่าเป็นผ้ากาสวพัสตร์ทั้งสิ้น ถือว่าเป็นของสูง เป็นของพระอริยะ เป็นเครื่องนุ่งห่มของ พระพุทธเจ้าที่ทรงประทานอนุญาตให้พระสาวกใช้ได้ จัดเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง


84 เมื่อเป็นเช่นนั้น อุบาสกจึงได้ถวายผ้ากาสาวะนั้นแก่พระเทวทัต พระเทวทัตตัดผ้านั้นแล้ว เย็บ ย้อม นุ่งห่ม ชาวบ้านเห็นท่านแล้ว จึงพูด กันว่า “ผ้าผืนนี้หาสมควรแก่พระเทวทัตไม่ ควรแก่พระสารีบุตรเถระมากกว่า” ขณะนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง ออกจากกรุงราชคฤห์ไปสู่กรุงสาวัตถี เข้าเฝ้าพระ ศาสดา หลังจากไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันแล้ว จึงตรัสถามถึงพระอัครสาวกทั้งสอง ภิกษุนั้นจึงกราบทูลเรื่องราวทั้งปวง พระศาสดาตรัสว่า “ดูกรภิกษุ เทวทัตนั้นนุ่งห่มผ้าที่ไม่สมควรแก่ตนในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน เธอก็เป็นอย่างนั้น” ดังนี้แล้ว ทรงน�ำอดีตนิทานในฉัททันตชาดก1 มาตรัสเล่าว่า ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี นายพรานชาวพระนครพาราณสีผู้หนึ่ง ฆ่าช้างแล้ว น�ำงา หนัง ไส้ใหญ่และ เนื้อสันมาขายเลี้ยงชีวิต ครั้งนั้น ช้างหลายพันเชือกเดินหากินอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง พบพระปัจเจก พุทธเจ้า 2 หลายองค์ จ�ำเดิมแต่นั้นมา เวลาเดินผ่านพระปัจเจกพุทธเจ้า ช้างจะ หมอบลงด้วยเข่าทั้งสองแล้วแสดงความนอบน้อมทุกครั้ง แล้วจึงผ่านไป วันหนึ่ง นายพรานเห็นกิริยานั้นแล้ว คิดว่า ‘เราล้มช้างเหล่านี้ได้โดยยาก ทุกครั้งที่ผ่านไปมา ช้างเหล่านี้ย่อม นอบน้อมพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มันเห็นอะไรหนอ จึงนอบน้อม ?’ 1 ฉัททันตชาดก ขุ. ติงสติ. 27/2327. อรรถกถา. 7/226. 2 ปัจเจกพุทธะ /ปัดเจกกะ-/ชื่อพระพุทธเจ้าพวกหนึ่ง ที่ตรัสรู้เฉพาะพระองค์โดยมิได้สั่งสอน หรือโปรด เวไนยสัตว์หรือบุคคลที่พอจะแนะน�ำได้


85 ด้วยความฉลาดแกมโกง เขาสังเกตว่าเพราะพวกมันเห็นผ้ากาสาวะนั่นเอง จึงคิดอุบายได้ว่า ‘ถ้าเราได้ผ้ากาสาวะมาสักผืน การล่าช้างจะง่ายดายขึ้น’ เมื่อพระปัจเจกพุทธะรูปหนึ่งลงไปสู่ชาตสระ3 ขณะที่สรงน�้ำอยู่ วางผ้า กาสาวะทั้งหลายไว้ที่ริมฝั่ง เขาจึงขโมยจีวรไป จับหอกนั่งคลุมโปงอยู่ริมหนทาง ที่ช้างเหล่านั้นผ่านไปมา โขลงช้างเห็นเขาแล้วจึงนอบน้อม ด้วยส�ำคัญว่าเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วก็ผ่านไป นายพรานช้างนั้นเอาหอกพุ่งถูกช้างตัวสุดท้าย ฆ่าช้างให้ตายลงคราว ละตัว เชือดเอาส่วนต่าง ๆ ไปขาย แล้วขุดหลุมกลบฝังส่วนที่เหลือ ในกาลต่อมา พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในก�ำเนิดช้าง ได้เป็นหัวหน้าช้าง เป็นนายโขลง แม้ในเวลานั้น นายพรานนั้นก็คงท�ำอยู่อย่างนั้น ช้างโพธิสัตว์ทราบ ถึงความเบาบางลงของโขลงตน จึงถามว่า “ช้างเหล่านี้หายไปไหน จึงเบาบางไป ?” เมื่อเหล่าช้างนั้นตอบว่า “ไม่ทราบ นาย” จึงคิดว่า ‘ปกติแล้วช้างทั้งหลายจะไปไหน ถ้าไม่บอกเราก่อนจักไม่ไป ต้องมีอะไร ซ่อนเร้นอยู่แน่’ นึกสงสัยว่า ‘อันตรายน่าจะมาจากบุรุษผู้นั่งคลุมผ้ากาสาวะคนนั้นแน่ ?’ เพื่อจะจับบุรุษนั้น จึงสั่งช้างทั้งหมดล่วงหน้าไปก่อน ส่วนตนมาตัว หลังสุด นายพรานช้างนั้น เมื่อช้างที่เหลือนอบน้อมแล้วเดินผ่านไป เห็นช้าง 3 ชาตสระ /ชาตะสะ/ สระน�้ำที่เกิดเองโดยธรรมชาติ


86 โพธิสัตว์ก�ำลังเดินมาจึงม้วนจีวรแล้วซัดหอกไปเต็มก�ำลัง ช้างโพธิสัตว์เดินมาอย่างระมัดระวัง พอเห็นดังนั้นจึงถอยกลับไปข้างหลัง หลบหอกแล้วจึงวิ่งแปร๋แปร้นเข้าไป เพื่อจะจับนายพรานช้างนั้น ด้วยความโกรธ ‘เจ้าคนนี้เอง ที่ฆ่าช้างบริวารของเรา’ นายพรานช้างวิ่งหนีไปแอบบังหลังต้นไม้ต้นหนึ่ง ช้างโพธิสัตว์เอางวงรวบ ตัวเขาพร้อมกับต้นไม้ หมายใจว่า ‘จะจับมันฟาดลงบนดิน อัดให้น่วม’ แต่แล้ว นายพรานรีบน�ำผ้ากาสาวะออกมาโบกสะบัดด้วยความกลัวตาย ครั้นช้างโพธิสัตว์เห็นผ้ากาสาวะที่เขาน�ำออกแสดง จึงยับยั้งไว้ด้วยคิดว่า ‘ถ้าเราทำร้ายในบุรุษนี้ เราจักขาดความละอายในพระพุทธเจ้า พระ ปัจเจกพุทธะ และพระขีณาสพ1 หลายพันองค์’ จึงซักถามว่า “ญาติของเราหลายตัวหายไป เจ้าฆ่าแล้วหรือ ?” นายพรานช้างกล่าวเสียงอ่อย ๆ รับสารภาพว่า “จ้ะ ฉันท�ำเอง” ช้างโพธิสัตว์กล่าวว่า “เพราะอะไร เจ้าจึงได้ท�ำกรรมอันชั่วช้าอย่างนี้ เจ้าห่มผ้าไม่สมควร แก่ตน แต่สมควรแก่ท่านผู้ปราศจากราคะทั้งหลาย เมื่อท�ำกรรมชั่วปานนี้ ชื่อว่า เจ้าท�ำกรรมหนัก” สั่งสอนแล้วจึงปล่อยเขาไป 1 พระขีณาสพ แปลว่า ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว, ผู้สิ้นอาสวะแล้ว หมายถึงพระอรหันต์ผู้หมดอาสวะแล้ว เพราะ ก�ำจัดอาสวะคือกิเลสที่หมักหมมอยู่ในจิต ที่ชุบย้อมจิตให้ชุ่มอยู่เสมอได้แล้วอย่างสิ้นเชิง ไม่กลับมาเกิดท�ำ อันตรายจิตได้อีกต่อไป เรียกเต็มว่า พระขีณาสพ หรือ พระอรหันตขีณาสพ


87 พระศาสดา ครั้นทรงน�ำพระธรรมเทศนานี้มาแสดง ได้ตรัสสรุปว่า “นายพรานช้างในกาลนั้น ได้เป็นเทวทัตในบัดนี้ ช้างตัวประเสริฐผู้ข่มขี่ นายพรานช้างนั้น คือเราเอง” แล้วตรัสว่า “ภิกษุ ไม่ใช่แต่ในกาลนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เทวทัตก็นุ่งห่มผ้าไม่ สมควรแก่ตนเหมือนกัน” ดังนี้แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า “ผู้ใด มีกิเลสดุจน้ำฝาด2 ยังไม่ออก ปราศจากทมะ3 และสัจจะ จัก นุ่งห่มผ้ากาสาวะ ผู้นั้นย่อมไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใด พึงเป็นผู้มีกิเลส ดุจน้ำฝาดอันคายแล้ว ตั้งมั่นดีในศีลทั้งหลาย ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นแล ย่อมควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ” 2 น�้ำฝาด น�้ำที่มีรสฝาด เกิดจากการเอาเปลือกไม้ แก่นไม้เป็นต้น ของไม้บางชนิดเช่นขนุนมาต้ม ใช้ย้อม สบง จีวรของพระภิกษุสามเณร, ฝาด ก็ว่า เช่น ผ้าย้อมฝาด. 3 ทมะ แปลว่า การบังคับควบคุมตน, การข่มใจ, การฝึกตน, การทรมานตน


88 อสาเร สารมติโน สาเร จาสารทสฺสิโน เต สารํ นาธิคจฺฉนฺติ มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจรา. สารญจ สารโต ญตฺวา อสารญฺจ อสารโต เต สารํ อธิคจฺฉนฺติ สมฺมาสงฺกปฺปโคจราฯ “ชนเหล่าใด มีปกติรู้ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ และเห็นในสิ่งอันเป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ ชนเหล่านั้นมีความดำริผิดเป็นอารมณ์ ย่อมไม่ประสบกับสิ่งอันเป็นสาระ ชนเหล่าใด รู้สิ่งเป็นสาระโดยความเป็นสาระ และสิ่งไม่เป็นสาระโดยความไม่เป็นสาระ ชนเหล่านั้นมีความดำริชอบเป็นอารมณ์ ย่อมประสบกับสิ่งอันเป็นสาระ”


89 ท ี ่ มาแห ่ งอค ั รสาวก เร ืองสญช่ยปร ั พาชก ิ


90 ชมพูทวีปในสมัยพุทธกาล ก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะประกาศ พระพุทธศาสนา มีคนกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ พวกที่ประกาศตัวเองเป็นศาสดา มีคนเรียกตัวเองเป็นคุรุ หรือคนอื่นเรียกว่าเจ้าลัทธิมากมาย แต่ที่มีชื่อ เสียงร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า มีอยู่ 6 ส�ำนัก ได้แก่ ปูรณกัสสปะ มักขลิโคศาล อชิตเกสกัมพล ปกุธกัจจายนะ สญชัยเวลัฏฐ บุตร และนิครนถ์นาฏบุตร ในคัมภีร์พุทธศาสนามีค�ำเรียกส�ำนักเหล่านี้ว่า เดียรถีย์ หมายถึงนักบวช นอกพระพุทธศาสนา ชาวพุทธรู้จักเดียรถีย์ ที่ยังอยู่จนทุกวันนี้คือ ลัทธิชื่อนิครนถ์นาฏบุตร ศาสดาชื่อมหาวีระ หรือปัจจุบันเรียกว่า ศาสนาเชน ถ้านึกไม่ออกว่าศาสดาไหนก็ นึกถึงสาวกที่นุ่งลมห่มฟ้าเรียกนิกายทิคัมพร และอีกพวกที่แตกหน่อขยายกอเป็น นิกายนุ่งผ้าขาว เรียกว่า เศวตัมพรนั่นแหละ อีกลัทธิหนึ่งคือปริพาชก เจ้าส�ำนักชื่อสญชัย ศิษย์ส�ำนักนี้มีชื่อเสียงมาก ในทางโต้วาที ศิษย์เอกที่เรารู้จักดีคือพระสารีบุตร ที่กลายเป็นพระอัครสาวก เบื้องขวา และพระมหาโมคคัลลานะ ผู้ที่ต่อมากลายเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของ พระพุทธเจ้า


91 “บัดนี้พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พวกกระผมมาชวนท่าน อาจารย์ไปเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้ากัน” “พวกเจ้าคิดว่าในโลกนี้ มีคนโง่หรือคนฉลาดมากกว่ากันเล่า?” “คนโง่มีมากกว่าขอรับ ท่านอาจารย์ คนฉลาดมีเพียงเล็กน้อย” “ถ้าอย่างนั้น พวกคนฉลาด ๆ จงไปหาพระสมณโคดมเถิด ส่วนพวก คนโง่จะมาสู่สำนักเรา พวกเจ้าไปกันเถิด เราไม่ไปเด็ดขาด” ประโยคค�ำพูดข้างต้นนี้ ใครพูดกับใคร มีความเป็นมาอย่างไร เดี๋ยว หลวงตาจะเล่าให้ฟัง เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติขึ้นในโลกนั่นแล มีหมู่บ้านพราหมณ์ 2 ต�ำบล คือ อุปติสสคามและโกลิตคาม อยู่ไม่ไกลจากกรุงราชคฤห์1 ในสองต�ำบลนั้น ในวันที่นางพราหมณีชื่อสารี ในอุปติสสคามตั้งครรภ์นั่นแล แม้นางพราหมณีที่ชื่อ โมคคัลลี ในโกสิตคามก็ตั้งครรภ์ ประดุจว่านัดกันมาเกิด ว่ากันว่า ตระกูลทั้งสองนั้น ได้เป็นสหายเกี่ยวพันสืบเนื่องกันมาถึง 7 ชั่วโคตรเลยทีเดียว 1 ราชคฤห์ เป็นชื่อเมืองหลวงของแคว้นมคธสมัยพุทธกาล เป็นเมืองในหุบเขา มีภูเขาล้อมรอบ 5 ลูก จึงมีชื่อ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เบญจคีรีนคร ราชคฤห์เป็นเมืองตั้งหลักพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า โดยพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระเจ้า พิมพิสารผู้ครองนคร เป็นเมืองที่มีประวัติความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามากที่สุด สถานที่ที่เกี่ยวข้อง กับพระพุทธเจ้าและพระสาวกยังปรากฏอยู่มากมาย เช่น พระคันธกุฎีบนยอดเขาคิชฌกูฏ วัดเวฬุวันซึ่ง เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ถ�้ำสุกรขาตาที่พระสารีบุตรได้บรรลุธรรม ถ�้ำสัตบรรณคูหาที่ท�ำสังคายนา ครั้งแรก เป็นต้น สถานะเมืองหลวงของราชคฤห์ถูกเปลี่ยนโอนไปอยู่ที่ปาฏลีบุตรตั้งแต่สมัยพระเจ้าอชาตศัตรู ส่งผลให้ ราชคฤห์ในปัจจุบันเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ในรัฐพิหาร มีผู้อยู่อาศัยไม่มาก มีสภาพเกือบเป็นป่า แต่เป็น สถานที่แสวงบุญของชาวพุทธทั่วโลกแห่งหนึ่ง


92 พราหมณ์ผู้สามีได้ให้พิธีบริหารครรภ์1 แก่พราหมณีทั้งสองนั้น ในวัน เดียวกันเหมือนกัน โดยกาลล่วงไป 10 เดือน นางพราหมณีทั้งสองนั้นก็คลอดบุตร ในวันขนานนาม พวกญาติตั้งชื่อบุตรของนางสารีพราหมณีว่า “อุปติสสะ” เพราะเป็นบุตรของตระกูลนายบ้านหรือก�ำนันในต�ำบลอุปติสสคาม ส่วนบุตรของนางโมคคัลลีพราหมณีว่า ได้ถูกตั้งชื่อว่า “โกลิตะ” เพราะ เป็นบุตรของตระกูลนายบ้านในต�ำบลโกลิตคาม มาณพ2 ทั้งสองนั้นเจริญวัยแล้ว ได้ศึกษาศิลปะความรู้ทุกอย่างในเวลา ไม่นานนัก เมื่อทั้งสองจะไปท่องเที่ยว อุปติสสมาณพมีเสลี่ยงทองค�ำ 500 คัน ส่วน โกลิตมาณพมีรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย 500 คันเป็นพาหนะ ทั้งสองมีมาณพเป็น บริวารฝ่ายละ 500 คน ในกรุงราชคฤห์มีมหรสพบนยอดเขาทุก ๆ ปี หมู่ญาติได้ยกเตียงซ้อนกัน เพื่อมาณพทั้งสองได้เห็นมหรสพชัดเจน มาณพทั้งสองนั้นก็นั่งดูมหรสพร่วมกัน หัวเราะ สลดใจ หรือให้รางวัลแก่นักแสดงในเวลาที่ควร วันหนึ่ง เมื่อมาณพทั้งสอง ดูมหรสพโดยท�ำนองนี้ กลับกลายเป็นว่า ไม่สนุกสนานเพลิดเพลินเหมือนเช่นเคย ดูแล้วน่าเบื่อจืดชืด ไม่เหมือนวันที่ ผ่าน ๆ มา เพราะญาณ3 ถึงความเต็มรอบแล้ว หนุ่มน้อยทั้งสองต่างคิดคล้ายกันว่า ‘มหรสพเหล่านี้ช่างไร้สาระเสียจริง คนทั้งหมดนี้ อายุยังไม่ถึง 100 ปี ก็จะถึงความตาย เราทั้งสองควรแสวงหาธรรมเครื่องพ้นทุกข์ดีกว่า’ 1 พิธีบริหารครรภ์ (ครรภาธาน) เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ของศาสนาพราหมณ์2 มาณพ แปลว่า ชายหนุ่ม, ชายวัยรุ่น 3 ญาณ ความรู้, เครื่องรู้, ปัญญา, ปัญญาอันรู้จัก, ปรีชาหยั่งรู้, ปรีชาก�ำหนดรู้


93 แล้วก็นั่งดูมหรสพอย่างไร้อารมณ์ ล�ำดับนั้น โกลิตะพูดกะอุปติสสะว่า “สหายอุปติสสะ ไฉนท่านจึงไม่หัวเราะรื่นเริงเหมือนในวันอื่น ๆ วันนี้ ดูท่านไม่เบิกบาน ท่านคิดอะไรอยู่หรือ ?” อุปติสสะนั้นกล่าวว่า “สหายโกลิตะ เรานั่งคิดค�ำนึงว่า ในการดูคนเหล่านี้ หาสาระมิได้ การ ดูนี้ไม่มีประโยชน์ เราควรแสวงหาโมกขธรรม4 เพื่อตน ก็ท่านเล่า เพราะเหตุไร จึง ไม่เบิกบาน ?” แม้โกลิตะนั้น ก็บอกอย่างนั้นเหมือนกัน ล�ำดับนั้น อุปติสสะทราบว่าโกลิตะนั้นมีอัธยาศัยเช่นเดียวกันกับตน จึง ชักชวนกันว่า “สหายเอ๋ย ถ้าเราทั้งสองคิดกันดีแล้ว ก็ควรแสวงหาโมกขธรรม ธรรมดา ผู้แสวงหาต้องบวชเสียก่อนจึงควร เราทั้งสองจะบวชในส�ำนักใครเล่า ?” เวลานั้น สญชัยปริพาชก5 อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ กับปริพาชกสาวก หมู่ใหญ่ หนุ่มน้อยทั้งสองนั้นจึงตกลงปลงใจว่า จะบวชในส�ำนักท่านสญชัย พากัน หลบหนีออกจากบ้านไปบวช พร้อมด้วยบริวาร 250 คน ตั้งแต่เขาทั้งสองบวช เจ้าส�ำนักสญชัยก็ถึงความเป็นผู้เลิศด้วย ลาภสักการะอย่างเหลือเฟือ 4 โมกขธรรม ความหลุดพ้น นิพพาน บางที่ใช้เป็น โมกษธรรม 5 ลัทธิของสญชัยเวลัฏฐบุตรจัดอยู่ในประเภท “อมราวิกเขปวาทะ” แปลตรงตัวว่า มีค�ำพูดซัดส่ายไปมา ลื่น เหมือนปลาไหล เป็นลัทธิที่หลบเลี่ยงไม่แน่นอน ไม่สามารถน�ำตนและผู้อื่นให้เข้าถึงความจริงได้ มีปัญญา ทราม ไม่กล้าตัดสินใจใด ๆ ได้อย่างเด็ดขาด เนื่องจากไม่รู้จริงอย่างถ่องแท้


Click to View FlipBook Version