144 ชาวพุทธทุกคน ล้วนได้ยินเรื่องราวของพระเทวทัต ว่าท่านถูกธรณีสูบ เพราะท�ำอนันตริยกรรม แต่ก่อนที่จะจองเวรกับพระพุทธเจ้านั้นเป็นอย่างไร มัก ไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึง อย่ากระนั้นเลย เดี๋ยวหลวงตาจะเล่าให้ฟัง พระพุทธเจ้าได้ตรัสแสดงเรื่องราวที่พระเทวทัตเริ่มต้นจองเวรกับ พระพุทธเจ้าไว้ใน เสรีววาณิชชาดก1 สรุปความโดยย่อดังนี้ ในอดีตกาล ก่อนภัทรกัป2 นี้ 5 กัป ได้มีพ่อค้าเร่สองคนชาวแคว้นเสริว รัฐ มีชื่อเดียวกันว่าเสรีวะ คนหนึ่งคือพระโพธิสัตว์ (พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน) อีก คนหนึ่งคือพระเทวทัตในปัจจุบัน ทั้งสองเป็นพ่อค้าเร่ รับซื้อและขายของไปตาม หัวเมืองต่าง ๆ จนวันหนึ่งทั้งสองได้ไปค้าขายเครื่องประดับในเมืองอริฏฐปุระ โดยตกลง แบ่งพื้นที่ขายคนละทาง เพื่อว่าการค้าจะได้ไม่แข่งขันตัดราคากัน 1 เสรีววาณิชชาดก ขุ.ชา.อ. 27/19-24 2 ภัทรกัป กัปอันเจริญ คือ กัปปัจจุบัน มีพระพุทธเจ้าถึง 5 พระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระ โกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า พระสมณโคดมพุทธเจ้า และพระศรีอาริยเมตไตรยพุทธเจ้า
145 พ่อค้าคนแรก (พระเทวทัต) ได้ตะโกนเร่ขายของตามถนนในเมืองไป เรื่อย ๆ จนไปถึงบ้านอดีตเศรษฐีผู้ดีเก่าตกยากหลังหนึ่ง ที่เหลืออยู่แต่เพียงยาย กับหลานสาวในบ้านเก่าที่ช�ำรุดทรุดโทรมด้วยฐานะที่ยากไร้ เมื่อหลานสาวได้ยิน เสียงพ่อค้าเที่ยวรับซื้อและเร่ขายของ จึงได้วิ่งออกมาดู จึงร้องบอกถึงความอยาก ได้เครื่องประดับ ซึ่งหลานสาวขอร้องให้ยายซื้อให้ ยายจึงเรียกพ่อค้าเข้ามาสอบ ถามและน�ำถาดเก่าคล�้ำมอมซึ่งเป็นสมบัติของตระกูลใบหนึ่งมาให้พ่อค้าตรวจดู เพื่อแลกซื้อเครื่องประดับให้หลาน เหตุการณ์ปรากฏว่าพ่อค้าเลวนั้นแสร้งตรวจดู รู้ว่าเป็นถาดทองค�ำอัน มีค่า ราคาถึงแสนกหาปณะ3 ไม่ใช่ถาดโลหะธรรมดา ด้วยความที่พ่อค้าเป็นคน ละโมภ อยากได้ถาดทองค�ำด้วยวิธีโกง จึงกล่าวแกล้งว่าราคาผิดความจริง ท�ำที ว่าถาดเก่านั้นไม่น่าสนใจไม่มีราคาจะแลกเปลี่ยน แสร้งพูดว่าถาดนั้นไม่มีราคา ค่างวดจะแลกซื้ออะไรได้ พร้อมกันนั้นก็โยนถาดนั้นทิ้งแล้วลุกเดินหนีไป โดยหวัง ด้วยเล่ห์กลว่า ผ่านไปสักพักจะกลับมาใหม่เพื่อขอแลกของประดับเล็ก ๆ น้อย ๆ กับถาดทองของสองยายหลาน คล้อยหลังไปได้สักพัก พ่อค้าพระโพธิสัตว์ผ่านมา เห็นพ่อค้าคนแรก ออกจากตรอกนั้นไปแล้ว จึงแวะเข้ามาขายเครื่องประดับ ซึ่งคราวนี้ สองคน หลานสาวกับยายก็กระท�ำอาการอย่างที่ร้องบอกแก่พ่อค้าคนแรก ให้ตรวจดูถาด เก่า ๆ คร�่ำคร่าใบเดิมนั้น เผื่อว่าพ่อค้ารายนี้จะรับแลกเปลี่ยนไว้ด้วยเครื่องประดับ อะไรสักอย่าง เมื่อพระโพธิสัตว์ตรวจถาดเก่าดูก็รู้ว่าเป็นถาดทองค�ำ มีราคาตั้งแสน 3 กหาปณะ (กะหาปะนะ) มาตราเงินโบราณ 1 กหาปณะ เท่ากับ 20 มาสก หรือ 1 ต�ำลึง หรือ 4 บาท, กษาปณ์ ก็ว่า
146 กหาปณะ พ่อค้าพระโพธิสัตว์ จึงบอกยายเจ้าของถาดว่า “ถาดนี้เป็นถาดทองมีราคามหาศาล ของที่ฉันน�ำมาเร่ขายทั้งหมดนี่ ก็สู้ ราคาถาดของยายไม่ได้หรอกจ้ะ ” ยายเจ้าของถาดเห็นความซื่อสัตย์ของพ่อค้าจึงบอกว่า “ถาดนี้ เมื่อกี้พ่อค้าอีกคนโยนลงพื้นดูถูกว่าของไม่มีราคา แต่คราวนี้พ่อ มาบอกว่ามีราคาตั้งแสน จากถาดไร้ค่ากลายเป็นถาดทองค�ำ คงเพราะบุญของ ท่าน เอาอย่างนี้ ฉันให้ถาดนี้แก่ท่าน เอาไปเถิด ส่วนท่านจะให้ของอะไรแก่ฉัน กะหลานก็ได้ตามใจเถิด” พ่อค้าพระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่า “เอาอย่างนี้นะยาย ฉันยกของที่ฉันเอามาขายและเงินที่ติดตัวมาให้ยาย หมดเลยก็แล้วกัน ฉันขอแค่ตาชั่งเอาไว้ท�ำมาหากินและเงินสัก 8 กหาปณะพอค่า เดินทางกลับก็พอจ้ะ” เมื่อพ่อค้าได้ถาดทองแล้ว จึงเดินทางไปที่เรือข้ามฟากเพื่อเดินทางกลับ ปรากฏว่า หลังจากพ่อค้าขี้โกงเดินไปได้สักพักใหญ่ แกล้งย้อนมาหายายคนเก่า เพื่อจะขอซื้อถาดใบนั้นในราคาถูก แต่เมื่อยายเห็นพ่อค้าเข้ามาก็ตะเพิดไปว่า “ไอ้พ่อค้าจัญไร! แกท�ำให้ถาดทองค�ำของฉันต้องไร้ค่า ชิชะ! มาตอนนี้ จะมาขอซื้อ ไป! จงไปเสียเจ้าคนขี้โกง เมื่อสักครู่นี้ ฉันได้ยกถาดที่แกอยากได้ มอบให้แก่พ่อค้าตาถึงไปแล้ว แถมยังได้ทรัพย์มาตั้งพันกหาปณะ” เมื่อพ่อค้าคนแรกได้ฟังดังนั้นถึงกับตกใจ แค้นใจถึงกับสิ้นสติล้มฟุบไป พอฟื้นขึ้นมาก็เกิดความเสียดายเป็นก�ำลัง ถึงกับโปรยเงินและข้าวของที่น�ำมา เร่ขายทิ้งไว้หน้าบ้านยายแก่ แล้วก็ถือเอาเฉพาะตาชั่งด้วยคิดว่าจะใช้แทนอาวุธ เพื่อแย่งชิงถาดนั้นคืนมา วิ่งตามรอยเท้าพระโพธิสัตว์ เมื่อไปถึงฝั่งแม่น�้ำนั้น เห็น
147 พระโพธิสัตว์ก�ำลังขึ้นเรือไปอยู่ จึงกล่าวว่า “นายเรือโว้ย! รอฉันก่อน เอาเรือกลับเข้าฝั่งเดี๋ยวนี้ ๆ” พระโพธิสัตว์ห้ามนายเรือว่า “อย่ากลับ ๆ” และแล่นเรือลับไป เมื่อพ่อค้าพาล เห็นพระโพธิสัตว์นั่งเรือข้ามฝั่งไปแล้ว จึงเกิดความ โศกเศร้าเสียดายถาดทองค�ำและเสียใจอย่างที่สุด ถึงกับอาเจียนออกมาเป็นโลหิต และตั้งจิตผูกพยาบาทจองเวรพระโพธิสัตว์ พ่อค้าเลวถึงกับสิ้นชีวิตลง ณ ที่นั้น นั่นเอง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระเทวทัตไม่ว่าจะเกิดภพชาติไหน ก็คอยติดตาม จองเวรชิงชังพระพุทธเจ้าสมณโคดมมาทุกชาติ แม้กระทั่งชาติท้ายที่สุดและชาติ ปัจจุบัน พระเทวทัตก็เกิดเป็นชูชกและเกิดเป็นเจ้าชายเทวทัตตามล�ำดับ จนถึง ความเลวร้ายในปัจจุบันที่กระท�ำต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่จะก่อกรรมหนัก ท�ำอนันตริยกรรม แล้วกลับส�ำนึกผิดได้ในภายหลัง และในชาติปัจจุบัน เพราะเวรที่ผูกไว้ฝ่ายเดียว พระเทวทัตแม้เป็นพระ ประยูรญาติฝ่ายพุทธมารดา ก็ตามรังควานอยู่อย่างไม่เลิกรา ติดตามเรื่องของพระ เทวทัตตั้งแต่วันผนวชจนถึงแผ่นดินสูบได้ ณ บัดนี้ ในวันท�ำนายพระลักษณะแห่งเจ้าชายสิทธัตถะ ตระกูลพระประยูรญาติ แปดหมื่นตระกูล ได้มอบพระโอรสแปดหมื่นองค์ให้ ด้วยค�ำปฏิญาณว่า “สิทธัตถกุมาร จงเป็นพระราชาก็ตาม เป็นพระพุทธเจ้าก็ตาม จักมีโอรส ของพวกเราเป็นบริวาร” เมื่อพระโอรสในตระกูลเหล่านั้นออกผนวชแล้วโดยมาก เหล่าพระประยูร ญาติเห็นศากยะ 6 พระองค์นี้ คือ ภัททิยราชา อนุรุทธะ อานันทะ ภคุ กิมพิละ เทวทัต
148 ยังมิได้ผนวชจึงเริ่มต�ำหนิกันว่า “พวกเรายังให้ลูก ๆ ของเราบวชได้ ศากยะทั้ง 6 นี้ ชะรอยจะไม่ใช่พระ ประยูรญาติกระมัง เพราะฉะนั้น จึงมิได้ทรงผนวช ?” เจ้ามหานามศากยะได้ยินเช่นนั้น จึงเข้าไปหาเจ้าอนุรุทธะ ตรัสว่า “น้องรัก ผู้ออกบวชจากตระกูลของเรายังไม่มี จะเป็นน้องหรือพี่ดีละ” เจ้าอนุรุทธกุมารนั้นเป็นกษัตริย์ผู้สุขุมาลชาติ1 ไม่เคยพบความล�ำบากเลย แม้แต่ค�ำว่า “ไม่มี” พระองค์ก็ไม่เคยทรงสดับ วันหนึ่งเมื่อกษัตริย์ 6 พระองค์นั้นทรงเล่นกีฬาลูกขลุบ2 อยู่ เจ้าอนุรุทธ ทรงปราชัย จึงส่งมหาดเล็กไปขอขนมจากพระมารดา เพื่อจ่ายค่าพนัน พระมารดาของท่านจึงทรงจัดขนมส่งไป เจ้าชายน้อยทั้งหกเสวยแล้ว ทรงเล่นกันอีก เจ้าอนุรุทธะอีกนั่นแหละ เป็นฝ่ายแพ้ร�่ำไป เมื่อเจ้าอนุรุทธะ ส่งมหาดเล็กไปขอขนม 3 ครั้ง พระมารดา ก็ส่งขนมไปถึง 3 ครั้ง ในวาระที่ 4 พระมารดาฝากบอกมาว่า “ขนมไม่มี” หมายถึงขนมหมดแล้ว พระกุมารทรงส�ำคัญว่า ‘ขนมชื่อ “ไม่มี” นี้ จักเป็นขนมประหลาดชนิดหนึ่ง’ เพราะไม่เคยทรงได้ยินค�ำว่า “ไม่มี” จึงส่งมหาดเล็กไปว่า “จงน�ำขนมไม่มีนั่นแลมาเถอะ” เล่นเอามหาดเล็กถึงกับส่ายหน้า กับความไร้เดียงสาของเจ้าอนุทธะ ฝ่ายพระมารดาของท่าน เมื่อได้ยินดังนั้น จึงทรงพระด�ำริว่า ‘ลูกของเราไม่เคยได้ยินคำว่า ‘ไม่มี’ เห็นทีจะต้องสอนให้ลูกรู้ว่า “ไม่มี” คืออะไร ?’ 1 สุขุมาลชาติ มีตระกูลผู้ดี, มีตระกูลสูง หรือมีลักษณะอย่างผู้ดี ในที่นี้หมายถึงไม่เคยเจอความทุกข์ (องฺ.ติก.อ. ๒/๓๙/๑๔๐) 2 ขลุบ ลูกคลี, ลูกกลม ๆ สําหรับเล่นแข่งขัน, ใช้เป็น คลุบ ก็มี
149 จึงทรงประทานถาดเปล่า ที่ปิดด้วยถาดอีกใบหนึ่งให้ไป ฝ่ายเหล่าเทวดาที่รักษาพระนครคิดว่า ‘ในอดีตชาติ เจ้าอนุรุทธศากยะได้ถวายภัตตาหารอันเป็นส่วนตัวแด่พระ ปัจเจกพุทธเจ้านามว่าอุปริฏฐะ ในคราวที่ตนเป็นนายอันนภาระ ทรงทำความ ปรารถนาไว้ว่า ‘ขอข้าพเจ้าจงอย่าได้สดับ คำว่า ‘ไม่มี’ อย่ารู้สถานที่เกิดแห่ง โภชนะ’ ถ้าว่าเจ้าอนุรุทธะนี้ ทรงเห็นแค่ถาดเปล่าละก็ พวกเราก็จักไม่ได้เข้าไปสู่ เทวสมาคม ทั้งศีรษะของพวกเราก็อาจจะแตกเป็น 7 เสี่ยง’ เหล่าเทวดาจึงเนรมิตขนมทิพย์เต็มถาดนั้น พอมหาดเล็กวางถาดลงที่ สนามเล่นขลุบแล้วเปิดขึ้น กลิ่นขนมทิพย์ก็โชยตลบอบอวลไปทั่วทั้งพระนคร พอกษัตริย์ทั้งหกหยิบขนมเข้าไปในพระโอฐเท่านั้น ก็แผ่ซ่านไปทั่วประสาทรับ รสทั้งมวล พระกุมารนั้นทรงพระด�ำริว่า ‘เราคงจะไม่เป็นที่รักของพระมารดาเป็นแน่ พระมารดาจึงไม่ทรงทำขนม ไม่มีนี้ประทานแก่เราเลย ตั้งแต่นี้ไป เราจักไม่กินขนมอื่นอีกแล้ว’ แล้วเสด็จไปสู่ต�ำหนัก ทูลถามพระมารดาว่า “เจ้าแม่ รักหม่อมฉันหรือไม่ ?” พระมารดาประหลาดใจในค�ำถามของลูก “ถามอะไรอย่างนั้น ลูกย่อมเป็นที่รักยิ่งของแม่ ลูกเป็นเหมือนแก้วตา ดวงใจของแม่นะลูก” “ถ้าเช่นนั้น เหตุใด เจ้าแม่ไม่เคยท�ำขนมไม่มีแก่หม่อมฉันเลย” พระนางทรงสงสัย หันไปรับสั่งถามมหาดเล็กคนสนิทว่า “ขนมอะไร มีอยู่ในถาดเปล่านั้น” มหาดเล็กทูลว่า “ข้าแต่พระแม่เจ้า ถาดเต็มเปี่ยมด้วยขนม ๆ ที่หอมหวลน่ากินเช่นนั้น
150 กระหม่อมฉันก็ยังไม่เคยเห็นเลย พระเจ้าข้า” พระนางทรงพระด�ำริว่า “บุตรของเราเป็นผู้มีบุญบารมีที่เคยได้ท�ำไว้แล้ว เทวดาทั้งหลายคงเนรมิต ขนมทิพย์ให้เต็มถาด” ล�ำดับนั้น พระโอรสจึงทูลขอพระมารดาว่า “เจ้าแม่ ตั้งแต่นี้ไป หม่อมฉันจักไม่เสวยขนมอื่น ขอเจ้าแม่พึงปรุงแต่ขนม ไม่มีอย่างเดียว” ตั้งแต่นั้นมา เมื่อพระกุมารนั้นทูลว่า “หม่อมฉันต้องการเสวยขนม” ก็ทรงครอบถาดเปล่าด้วยถาดอื่น ส่งไปประทานพระกุมาร ด้วยเหตุนี้เทวดาทั้งหลายก็เลยงานงอก ต้องคอยเนรมิตขนมทิพย์ ถวาย พระกุมารนั้นตลอดเวลาที่ท่านเป็นฆราวาส พระกุมารนั้น เมื่อไม่ทรงทราบแม้แต่ค�ำว่า “ไม่มี” แล้วจักทรงทราบถึง การบวชได้อย่างไร เพราะฉะนั้น เจ้าอนุรุทธจึงทูลถามพระภาดา 1 ว่า “การบวชคืออะไร ?” เมื่อเจ้ามหานามตรัสว่า “ผู้บวชต้องโกนผมและหนวด ต้องนุ่งห่มผ้ากาสายะ ต้องนอนบนเตียงไม้ หรือเตียงที่ถักด้วยหวาย เที่ยวบิณฑบาตขอจากชาวบ้านเขา นี่แหละคือการบวช” เจ้าอนุรุทธ ได้ยินแล้วทรงรับไม่ได้ จึงทูลว่า “เจ้าพี่ หม่อมฉันเป็นสุขุมาลชาติ หม่อมฉันไม่สามารถบวชได้” 1 ภาดา (บาลี) ภราดา (สันสกฤษ) แปลว่า พี่ชาย, น้องชาย ในที่นี้หมายถึงพี่ชาย
151 เจ้ามหานามจึงตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น น้องจงเรียนหน้าที่การงานของฆราวาสเถิด ในเราทั้งสอง จะไม่บวชเลยสักคนไม่ควร” ขณะนั้น เจ้าอนุรุทธ ทูลถามเจ้าพี่ว่า “การงานนั้นเป็นอย่างไร ?” เด็กน้อยผู้ไม่รู้แม้สถานที่เกิดแห่งอาหาร จักรู้จักการงานได้อย่างไร? มีเรื่องเล่าข�ำ ๆ ตามประสาเด็กไร้เดียงสาว่า วันหนึ่งเจ้าชาย 3 องค์ สนทนากันตามประสาลูกคุณหนู “อาหารเกิดขึ้นที่ไหน ?” เจ้ากิมพิละรับสั่งว่า “เกิดขึ้นในยุ้งฉาง” เจ้าภัททิยะ ตรัสคัดค้านเจ้ากิมพิละนั้นว่า “อาหารเกิดขึ้นในหม้อข้าวต่างหากละ” เจ้าอนุรุทธ ตรัสแย้งว่า “ถึงท่านทั้งสองก็ยังไม่ทรงทราบ ธรรมดาอาหาร ย่อมเกิดขึ้นในถาด ทองค�ำ” ได้ยินว่า บรรดากษัตริย์ 3 องค์นั้น วันหนึ่งเจ้ากิมพิละทรงเห็นเขาขนข้าว เปลือกลงจากยุ้งฉาง ก็เข้าพระทัยว่า ‘ข้าวเปลือกเหล่านี้เกิดขึ้นจากยุ้งฉางนั่นเอง’ ฝ่ายเจ้าภัททิยะ วันหนึ่งทรงเห็นเขาคดข้าวออกจากหม้อข้าว ก็เข้า พระทัยว่า ‘อาหารเกิดขึ้นในหม้อข้าวนั่นเอง’
152 ส่วนเจ้าอนุรุทธยังไม่เคยทรงเห็นคนต�ำข้าว คนหุงข้าว หรือคนคดข้าว ทรงเห็นแต่ข้าวที่เขาคดใส่ถาดวางไว้เฉพาะพระพักตร์เท่านั้น ท่านจึงทรงเข้าพระทัยว่า ‘อาหารเกิดในถาด ในเวลาที่เราเสวย’ เจ้าชายทั้ง 3 พระองค์นั้น ย่อมไม่ทรงทราบแม้แต่ที่เกิดแห่งอาหาร ด้วย ประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น เจ้าอนุรุทธจึงทูลถามว่า “ท่านพี่ หน้าที่การงานของฆราวาสเป็นอย่างไร?” ครั้นได้ทรงฟังกิจการที่ฆราวาสจะพึงท�ำประจ�ำปี มีอาทิว่า “เบื้องต้นต้องให้ไถนาก่อน” จึงตรัสถามว่า “เมื่อไร การงานเหล่านี้ถึงจะสิ้นสุด” เมื่อเจ้ามหานามตรัสบอกความไม่มีที่สิ้นสุดแห่งการงานทั้งหลายแล้ว จึง ตัดสินใจว่า “ถ้าอย่างนั้นขอเจ้าพี่ทรงครองฆราวาสเถิด หม่อมฉันหาต้องการครอง ฆราวาสนั้นไม่” ดังนี้แล้ว เข้าเฝ้าพระมารดา กราบทูลว่า “เจ้าแม่ ขอเจ้าแม่อนุญาตหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจะบวชเอง” พระมารดาทรงห้ามถึง 2 ครั้ง ด้วยความเป็นห่วงลูก จึงมีข้อแม้ว่า “ถ้าพระเจ้าภัททิยะ พระสหายของลูก จะออกบวชด้วย แม่จะอนุญาต ให้บวช” เจ้าอนุรุทธจึงเข้าเฝ้าเจ้าภัททิยะนั้น ทูลว่า “สหาย การบวชของหม่อมฉัน เนื่องด้วยพระองค์”
153 ได้ทรงชักแม่น�้ำทั้ง 5 อยู่ถึง 7 วัน ในที่สุดเจ้าชายภัททิยะก็ทรงใจอ่อน ยินยอมบวชกับเจ้าอนุรุทธ หลังจากนั้น เจ้าชายทั้งหกองค์นี้ คือ ภัททิยศากยราช อนุรุทธ อานนท์ ภคุ กิมพิละ และเทวทัต รวมเป็น 7 พร้อมทั้งอุบาลี ซึ่งเป็นนายภูษามาลา กษัตริย์ 6 พระองค์ทรงเปลื้องอาภรณ์ของตน ห่อแล้วประทานแก่ นายอุบาลี ซึ่งเป็นผู้คอยรับใช้ “แน่ะนายอุบาลี เชิญเธอกลับไปเถอะ เครื่องประดับเหล่านี้พอที่เธอจะ ใช้เลี้ยงตัวเองไปจนตลอดชีวิต” อุบาลีกลิ้งเกลือกร�ำพันปิ่มว่าจะขาดใจแทบบาทของเจ้าชายทั้ง 6 พระองค์ เมื่อไม่อาจขัดขืนค�ำสั่งของเหล่าเจ้าชาย จึงลุกขึ้น ถือห่ออาภรณ์นั้น กลับไป แต่แล้วเขาก็เกิดฉุกคิดอย่างนี้ว่า “พวกเจ้าศากยะอาจเข้าใจผิดคิดว่า ‘พระกุมารทั้งหลาย ถูกเจ้าคนนี้ปลง พระชนม์เสียแล้วปล้นชิงเอาเครื่องทรงมาก็ได้’ แล้วจะฆ่าเราเสีย ก็ศากยกุมาร เหล่านี้ทรงสละสมบัติอันประเมินค่ามิได้เหล่านี้ ดังขากเสลดทิ้งแล้วผนวช ก็จะ ป่วยกล่าวไปไยถึงเราเล่า เราก็ควรจะบวชด้วย” ครั้นคิดได้ดังนั้นแล้ว จึงแก้ห่อออก เอาอาภรณ์เหล่านั้นแขวนไว้บนต้นไม้ กล่าวกับดินฟ้าอากาศว่า “ผู้มีความต้องการทั้งหลายจงถือเอาเถิด” แล้วไปสู่ส�ำนักของศากยกุมารเหล่านั้น เหล่าเจ้าชายจึงตรัสถามด้วยความ สงสัยว่า “เธอกลับมาท�ำไม อุบาลี ?”
154 ก็กราบทูลความนั้นให้ทรงทราบ ศากยกุมารเหล่านั้น ทรงพาเขาไปสู่ส�ำนักพระศาสดา ถวายบังคมพระ ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นพวกศากยะ มี ขัตติยมานะอย่างยิ่ง อุบาลีผู้นี้รับใช้พวกข้าพระองค์มายาวนาน ขอพระองค์โปรด ให้อุบาลีบวชก่อนเถิด ข้าพระองค์ทั้งหลายจักท�ำสามีจิกรรม1 มีการอภิวาทเป็นต้น แก่เขา ความถือตัวของพวกข้าพระองค์ คงจะเบาบางลงได้” แล้วให้อุบาลีนั้นบวชก่อน ภายหลังพวกตนจึงได้ผนวช บรรดาศากยภิกษุ 6 รูปนั้น ท่านพระภัททิยะได้เป็นพระอรหันต์ผู้ได้วิชชา 32 ในระหว่างพรรษานั้นนั่นเอง ท่านพระอนุรุทธเป็นผู้มีจักษุเป็นทิพย์ และได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว ท่านพระอานนท์ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว พระภคุเถระและพระกิมพิลเถระ ภายหลังเจริญวิปัสสนาได้บรรลุพระ อรหันต์ พระเทวทัตได้บรรลุฌาน อภิญญามีฤทธิ์อันเป็นของปุถุชน ส่วนพระอุบาลี บรรลุเป็นพระอรหันต์ และได้เป็นเอตทัคคะ3 ทางด้าน ทรงจ�ำพระวินัย ในกาลต่อมา เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี ลาภและสักการะ 1 สามีจิกรรม การแสดงความเคารพตามธรรมเนียมของพระภิกษุสามเณร ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย เช่น ระหว่างผู้บวชก่อนกับผู้บวชทีหลัง หรือระหว่างอาจารย์กับศิษย์2 เตวิชโช คือ วิชชา 3 ได้แก่ 1.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้ 2.จุตูปปาตญาณ เห็นการเกิดการ ตายของสัตว์ หรือเรียกอีกอย่างว่า ทิพพจักษุ ตาทิพย์ 3.อาสวักขยญาณ ท�ำลายกิเลสได้ 3 เอตทัคคะ ผู้ช่วยชาญ, ผู้ช�ำนาญพิเศษ
155 เป็นอันมาก เกิดขึ้นแด่พระตถาคตพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก บรรดาผู้คนในกรุง โกสัมพีนั้น ต่างน�ำไทยธรรม4 เข้าไปสู่วิหารแล้วถามกันว่า “พระศาสดา พระสารีบุตรเถระ พระมหาโมคคัลลานเถระ พระมหากัสสป เถระ พระภัททิยเถระ พระอนุรุทธเถระ พระอานนทเถระ พระภคุเถระ พระกิมพิล เถระอยู่ที่ไหน ? ” เที่ยวตามหาพระอสีติมหาสาวก5 เพื่อถวายไทยทาน ผู้ที่ถามว่า “พระเทวทัตเถระอยู่ที่ไหน ?” ไม่มีเลย พระเทวะทัตนั้นจึงคิดว่า “เราบวชพร้อมกับด้วยศากยะเหล่านี้เหมือนกัน ศากยะเหล่านี้เป็นขัตติย บรรพชิต แม้เราเองก็เป็นขัตติยบรรพชิตเช่นกัน ญาติโยมถือลาภและสักการะ แสวงหาท่านเหล่านี้อยู่ ผู้ที่ถามถึงเราไม่มีเลย เราจะท�ำอย่างไรหนอเพื่อให้ผู้คน เลื่อมใสแล้วยังลาภและสักการะให้เกิดแก่เราได้” ในที่สุดท่านก็ตัดสินใจว่า “พระเจ้าพิมพิสารเจ้าแห่งแคว้นมคธนี้ พร้อมกับบริวารนับแสนคน ทรง ด�ำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว หรือแม้แต่พระเจ้าปเสนทิโกศล แห่งแคว้นโกศล เราก็ไม่อาจจะล้างสมองได้ ส่วนเจ้าชายอชาตศัตรูกุมาร พระโอรสของพระเจ้า พิมพิสารนี้แล ยังไม่รู้อะไรถูกอะไรควร เราจะจัดการกับพระกุมารนั่น” พระเทวทัตนั้นออกจากกรุงโกสัมพี ไปสู่กรุงราชคฤห์ เนรมิตตนเป็นกุมาร น้อย พันอสรพิษ ๔ ตัวที่มือและเท้าทั้งสี่ ตัวหนึ่งที่คอ ตัวหนึ่งท�ำเป็นเทริดบนศีรษะ 4 ไทยทาน, ไทยธรรม (อ่านว่า ไทยะ-) หมายถึงของส�ำหรับท�ำทานหรือของท�ำบุญหรือของถวายพระ 5 อสีติมหาสาวก แปลว่าพระสาวกผู้ยิ่งใหญ่ 80 รูป ไม่มีในพระไตรปิฎก แต่ปรากฏอยู่ในหนังสืออรรถ- กถาต่าง ๆ คือ ธัมมปทัฏฐกถา สุมังคลวิลาสินี และปรมัตถทีปนี โดยไม่ระบุรายนามว่ามีท่านใดบ้าง
156 ตัวหนึ่งเป็นสังวาลเฉวียงบ่า เหาะลงจากอากาศ แล้วนั่งบนพระเพลา1 ของ อชาตศัตรูกุมาร ด้วยอ�ำนาจแห่งฤทธิ์ พระกุมารนั้นตรัสถามด้วยความหวาดกลัวว่า “ท่านเป็นใคร ?” จึงถวายพระพรว่า “อาตมา คือพระเทวทัต” เพื่อบรรเทาความกลัวของพระกุมาร จึงเนรมิตตนกลับเป็นภิกษุทรง สังฆาฏิ บาตร และจีวร ยืนอยู่เบื้องหน้า ท�ำให้พระกุมารนั้นทรงเลื่อมใส ยังลาภ และสักการะให้เกิดแล้ว พระเทวทัตนั้นถูกลาภและสักการะครอบง�ำแล้ว ยังความคิดอันชั่วร้าย ให้เกิดขึ้นว่า ‘เราจักบริหารภิกษุสงฆ์เสียเอง’ ด้วยความละโมบนั้นท่านจึงเสื่อมจากฤทธิ์พร้อมด้วยจิตตุปบาท2 นั่นเอง ท่านเข้าไปถวายบังคมพระศาสดา ซึ่งก�ำลังทรงแสดงธรรมแก่บริษัท พร้อมด้วยพระเจ้าพิมพิสาร ในวัดเวฬุวันวิหาร ลุกจากอาสนะแล้วประคองอัญชลี กราบทูลว่า “พระเจ้าข้า เวลานี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชราแล้ว ขอพระผู้มีพระภาค เจ้าจงทรงเป็นผู้ขวนขวายน้อย ทรงพักผ่อนเถิด หม่อมฉันจะบริหารภิกษุสงฆ์เอง ขอพระองค์โปรดมอบภิกษุสงฆ์ให้แก่หม่อมฉันเถิด” พระศาสดาทรงห้ามแล้ว พระเทวทัตไม่พอใจ ได้ผูกอาฆาตไว้ แล้ว 1 พระเพลา แปลว่า ขา, ตัก2 จิตตุปบาท ได้แก่ ความคิดที่เกิดขึ้นในขณะนั้นหรือเกิดแบบกะทันหัน ใช้กับความคิดทั้งที่ดีและไม่ดี
157 ประกาศ แยกตัวออกจากการปกครองของพระพุทธเจ้า ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้พระสารีบุตรท�ำปกาสนียกรรม3 ใน กรุงราชคฤห์แก่พระเทวทัตแล้ว เธอคิดว่า ‘บัดนี้ เราถูกพระสมณโคดมกลั่นแกล้ง เราจักทำลายพระสมณโคดมนั้น’ ดังนี้แล้ว จึงไปเฝ้าเจ้าอชาตศัตรูกุมาร ทูลว่า “พระกุมาร เมื่อก่อนมนุษย์ทั้งหลายมีอายุยืน บัดนี้อายุน้อย การที่ พระองค์จะพึงทิวงคตเสียตั้งแต่ยังเป็นพระกุมารนั่นอาจเป็นไปได้ พระกุมาร ถ้า เช่นนั้นพระองค์จงส�ำเร็จโทษพระบิดา เป็นพระราชาเองเถิด อาตมาจะส�ำเร็จโทษ พระสมณโคดมแล้ว จักเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง” ครั้นเมื่อพระกุมารนั้นได้ท�ำปิตุฆาต ด�ำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว ได้แต่งตั้ง นักฆ่าทั้งหลายเพื่อจะฆ่าพระตถาคต แต่แล้วนักฆ่าเหล่านั้นกลับบรรลุโสดาปัตติ ผลเพราะได้ฟังธรรม พระเทวทัตเห็นว่าไม่ส�ำเร็จ จึงขึ้นสู่ยอดเขาคิชฌกูฏด้วยตนเอง วางแผน ฆ่าพระพุทธเจ้าด้วยการกลิ้งก้อนหิน แต่ด้วยพุทธบารมีที่ใคร ๆ ก็ไม่อาจปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าได้ ท่านได้ กลิ้งหินลงมาหวังปลงพระชนม์ แต่หินนั้นกลับกระทบกับหินก้อนอื่นแตกกระจาย มีเพียงเศษหินเล็กน้อยกระทบพระบาท ยังพระโลหิตของพระพุทธเจ้าให้ห้อขึ้น ท�ำได้เพียงให้พระพุทธองค์บาดเจ็บเล็กน้อย แต่ท่านได้ท�ำอนันตริยกรรมแล้ว4 3 ปกาสนียกรรม แปลว่า กรรมอันเป็นเครื่องประกาศ หมายถึงการที่สงฆ์มีมติและท�ำการประกาศให้เป็น ที่รู้กันทั่วไปว่าสงฆ์ไม่ยอมรับ หรือไม่รับผิดชอบต่อการกระท�ำของพระเทวทัต4 อนันตริยกรรม กรรมที่ให้ผลไม่เว้นระยะ ไม่มีผลกรรมอื่นมาแทรกแซงได้ คือ กรรมที่เป็นบาปหนักที่สุด มี 5 อย่าง คือ 1.ฆ่าบิดา 2.ฆ่ามารดา 3.ฆ่าพระอรหันต์ 4.ท�ำให้พระกายพระพุทธเจ้าห้อพระโลหิต
158 เมื่อไม่อาจฆ่าด้วยอุบายนี้ จึงให้ปล่อยช้างนาฬาคิรีโจมตีพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งหมู่สงฆ์ที่ก�ำลังออกบิณฑบาตอยู่ เมื่อช้างนั้นก�ำลังเดินมา พระอานนท์ ยอมสละชีวิตของตนถวายพระศาสดา ได้ยืนขวางหน้าช้างไว้ พระศาสดาทรงโปรดช้างด้วยพระเมตตาบารมี แล้วเสด็จออกจาก พระนครมาสู่วัดเวฬุวัน เสวยมหาทานที่พวกอุบาสกหลายพันน�ำมาถวาย ทรง แสดงอนุปุพพิกถาโปรดชาวกรุงราชคฤห์ซึ่งประชุมกันในวันนั้น การบรรลุธรรม เกิดขึ้นแก่ผู้คนประมาณแปดหมื่นสี่พันคน กรรมชั่วของพระเทวทัต ที่สมคบกับพระเจ้าอชาตศัตรู ให้ส�ำเร็จโทษพระ ราชบิดาก็ดี เพราะแต่งตั้งนักแม่นธนูเพื่อไปยิงพระพุทธเจ้าก็ดี เพราะกลิ้งศิลาเพื่อ หวังปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าก็ดี มิได้ปรากฏเหมือนการปล่อยช้างนาฬาคิรีเลย คราวนั้นแล มหาชนได้โจษจันกันขึ้นว่า “แม้พระราชาก็พระเทวทัตนั่นเอง เป็นผู้ให้ส�ำเร็จโทษเสีย นักแม่นธนู ก็พระเทวทัตนั่นเองเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ก้อนหินก็พระเทวทัตนั่นเองเป็นคนกลิ้ง หวังปลงพระชนม์และบัดนี้เธอก็ได้ปล่อยช้างนาฬาคีรีเพื่อให้ท�ำลายพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งหมู่สงฆ์อีก ใยพระราชาจึงทรงคบคนชั่วร้ายถึงปานนี้” พระราชาทรงสดับถ้อยค�ำของมหาชนแล้วเกรงจะเสียความนิยม จึงเลิก คบกับพระเทวทัต เลิกให้การอุปถัมภ์บ�ำรุงพระเทวทัตตั้งแต่นั้นมา ถึงชาวกรุงราชคฤห์ก็เลิกตักบาตรให้พระเทวทัต พระเทวทัตนั้นเสื่อมจากลาภและสักการะแล้ว ประสงค์จะเลี้ยงชีวิต ด้วยการหลอกลวง เพื่อให้ผู้มีปัญญาน้อยเข้าใจว่าตนเองเคร่งครัด จึงเข้าเฝ้าพระ ศาสดา ทูลขอให้ภิกษุประพฤติธุดงควัตรอันอุกกฤษฏ์ ที่เรียกว่า วัตถุ 5 ประการ คือ
159 1. ภิกษุทั้งหลายควรอยู่ป่าตลอดชีวิต ห้ามเข้าบ้าน 2. ภิกษุทั้งหลายควรเที่ยวบิณฑบาตตลอดชีวิต ห้ามรับนิมนต์ฉันในบ้าน 3. ภิกษุทั้งหลายควรถือผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต ห้ามใช้คฤหบดีจีวร 4. ภิกษุทั้งหลายควรอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต ห้ามอยู่ในกุฏิที่มีที่มุงบัง 5. ภิกษุทั้งหลายไม่ควรฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต ควรฉันอาหารมังสวิรัติ เท่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามว่า “อย่าเลย เทวทัต ผู้ใดปรารถนา ผู้นั้นก็จงท�ำเถิด” จึงประกาศท่ามกลางสงฆ์ว่า “ผู้มีอายุ ค�ำพูดของใครจะงามกว่ากัน ใครเคร่งครัดกว่ากันระหว่างเรา กับพระพุทธเจ้า ฉะนั้นผู้ใดใคร่จะพ้นจากทุกข์ ผู้นั้นจงมากับเราเถิด” ภิกษุบางพวกบวชใหม่ มีความรู้น้อย ได้สดับถ้อยค�ำของพระเทวทัตนั้น แล้ว เกิดความศรัทธาจึงชักชวนกันว่า “พระเทวทัตพูดถูก พวกเราจะไปอยู่กับพระเทวทัตนั้น” แล้วติดตามพระเทวทัตไป 500 รูป พระเทวทัตนั้น ยังคนให้เลื่อมใสด้วยข้อวัตร 5 ประการนั้น พร้อมด้วย พระใหม่เที่ยวขอจตุปัจจัยในสกุลทั้งหลายมาบริโภค พยายามเพื่อท�ำลายสงฆ์ให้ แตกจากกันแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสถามว่า “เทวทัต ได้ยินว่า เธอพยายามเพื่อท�ำลายสงฆ์จริงหรือ ?” พระเทวทัตก็ยอมรับ แม้พระองค์ทรงเตือนว่า
160 “เทวทัต การท�ำลายสงฆ์มีโทษหนัก เป็นอนันตริยกรรม” ก็มิได้เชื่อถือพระวาจาของพระศาสดาแล้วไปพบพระอานนท์ ซึ่งก�ำลัง เที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ จึงกล่าวว่า “อานนท์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจักท�ำอุโบสถ จักท�ำสังฆกรรม แยกจากพระผู้มีพระภาคเจ้า แยกจากสงฆ์หมู่ใหญ่” พระเถระกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระศาสดาทรงทราบความนั้นแล้วเกิดธรรมสังเวช ทรงปริวิตกว่า “เทวทัตท�ำกรรมเป็นเหตุให้ตนไหม้ในอเวจี อันเกี่ยวถึงความฉิบหายแก่ สัตวโลกทั้งเทวโลก” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า “กรรมทั้งหลายที่ไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ทำได้ง่าย กรรมใด แลเป็นประโยชน์ด้วย ดีด้วย กรรมนั้นแลทำได้ยากอย่างยิ่ง” ทรงเปล่งพระอุทานนี้อีกว่า “กรรมดีคนดีทำได้ง่าย กรรมดีคนชั่วทำได้ยาก กรรมชั่วคนชั่วทำได้ ง่าย กรรมชั่วพระอริยเจ้าทั้งหลายทำได้ยาก” ครั้งนั้นแล พระเทวทัตนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งพร้อมด้วยบริษัทของตน ในวันอุโบสถ กล่าวว่า “ใครอยากปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดด้วยข้อวัตร 5 ประการนี้ ผู้นั้นจงตาม เรามา” เมื่อพวกภิกษุวัชชีบุตร 500 รูป ผู้บวชใหม่ ยังไม่รู้จักธรรมวินัยที่พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงบัญญัติทั่วถึง พระเทวทัตจึงได้แบ่งแยกท�ำลายสงฆ์ให้แตกออก จากกัน ชักน�ำภิกษุเหล่านั้นไปสู่คยาสีสประเทศ
161 พระศาสดาทรงสดับความนั้นแล้ว จึงทรงส่งพระอัครสาวกทั้งสองไป เพื่อ น�ำภิกษุใหม่เหล่านั้นกลับมา พระเทวทัตดีใจ นึกว่าพระอัครสาวกยอมมาเป็นลูกสมุนด้วย จึงให้โอกาส แก่พระอัครสาวกทั้งสองสอนพระใหม่ พระอัครสาวกทั้งสองพร�่ำสอนพระใหม่ให้มีความเห็นที่ถูกต้อง ยังภิกษุ เหล่านั้นให้ดื่มอมตธรรมแล้ว ได้พาเหาะกลับมาทางอากาศ ฝ่ายพระโกกาลิกะ สมุนของพระเทวทัต ไปปลุกพระเทวทัตที่ก�ำลังจ�ำวัด อยู่ กล่าวด้วยความโกรธว่า “ท่านเทวทัต ยังมัวนอนอยู่อีกหรือ ลุกเสียทีเถิด พระสารีบุตรและพระ โมคคัลลานะน�ำเอาพระใหม่กลับไปหมดแล้ว ผมบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือว่า อย่า ไว้ใจพระอัครสาวก 2 รูปนี้” ด้วยอ�ำนาจแห่งโทสะ จึงเอาเข่ากระแทกที่ทรวงอกพระเทวทัต เล่นเอา พระเทวทัตกระอักโลหิตออกมา ณ ที่นั้นเอง ฝ่ายพวกภิกษุเห็นท่านพระสารีบุตร มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมมาทางอากาศ แล้ว กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระอัครสาวก ในเวลาไป ไปแค่ 2 รูปเท่านั้น บัดนี้ กลับมาด้วยบริวารมากมาย งดงามแท้” ฝ่ายพระเทวทัต หลังจากเจอเข่ามฤตยูของสมุนเอก ก็ล้มป่วยอยู่ถึง 9 เดือน ในระยะสุดท้ายของชีวิต เกิดความส�ำนึกผิด ใคร่จะเข้าเฝ้าพระศาสดาเพื่อ ขอขมา จึงบอกพวกสาวกของตนว่า “เราใคร่จะเฝ้าพระศาสดา ท่านทั้งหลายจงน�ำเราไปเฝ้าพระศาสดาเถิด” เมื่อสาวกเหล่านั้นตอบว่า
162 “ท่านสร้างเวรสร้างกรรมกับพระศาสดาไว้มากมาย ยังจะมีหน้าไปเข้า เฝ้าพระศาสดาอีกหรือ ?” พระเทวทัตจึงกล่าวอ้อนวอนว่า “ท่านทั้งหลายอย่าให้ข้าพเจ้าฉิบหายไปกว่านี้เลย ข้าพเจ้าอาฆาตในพระ ศาสดาก็จริง แต่ส�ำหรับพระศาสดาหาได้มีความอาฆาตในข้าพเจ้าแม้ประมาณเท่า ปลายเส้นผมไม่” สาวกเหล่านั้นทนการรบเร้าไม่ไหว จึงผูกแคร่หามพระเทวทัตนั้นไป ภิกษุ ทั้งหลายได้ข่าวการมาของพระเทวทัตนั้น จึงกราบทูลพระศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ข่าวว่า พระเทวทัตมาเพื่อเข้าเฝ้าพระองค์” พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เทวทัตนั้นจักไม่ได้เห็นเราอีกด้วยอัตภาพนั้น ถึงแม้ เทวทัตจะเข้ามาภายในวัดพระเชตวัน ก็จักไม่ได้เห็นเราเป็นแน่แท้” พวกสาวกพาพระเทวทัตมา วางเตียงลงริมฝั่งสระโบกขรณีใกล้พระ เชตวันแล้ว ต่างพากันลงไปเพื่อจะอาบน�้ำในสระโบกขรณี พระเทวทัตขยับตัว ลุกขึ้นนั่ง ห้อยเท้าลงข้างเตียง แล้วนั่งวางเท้าทั้งสอง บนพื้นดิน เท้าทั้งสองนั้นก็จมแผ่นดินลง เธอค่อย ๆ จมลงไป ในเวลาที่กระดูกคาง จดถึงพื้นดิน ได้กล่าวคาถานี้ว่า “ข้าพระองค์ขอถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นบุคคลเลิศ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เป็นสารถี ฝึกนรชน มีพระจักษุรอบคอบ มีพระลักษณะ (แต่ละอย่าง) เกิดด้วยบุญตั้งร้อย ว่าเป็นที่พึ่ง ด้วยกระดูกเหล่านี้พร้อมด้วยลมหายใจ”
163 นัยว่า “พระตถาคตเจ้าทรงเห็นฐานะนี้ จึงโปรดให้พระเทวทัตบวช ก็ถ้า พระเทวทัตนั้น จักไม่ได้บวชไซร้ เป็นคฤหัสถ์ จักได้ท�ำกรรมหนัก จักไม่อาจท�ำ กุศลปัจจัยแห่งภพต่อไป ก็แลครั้นบวชแล้ว แม้ท�ำกรรมหนักก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็จะสามารถท�ำกุศลปัจจัยแห่งภพต่อไปได้” พระเทวทัตนั้นในอนาคตจะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า “อัฏฐิสสระ” ในที่สุดแห่งแสนกัลป์แต่กัลป์นี้ หลังจากพระเทวทัตนั้นจมดินไปแล้ว ก็เกิดใน อเวจีมหานรก และเธอเป็นผู้นิ่งไหวติงไม่ได้ ถูกไฟไหม้อยู่ เพราะเป็นผู้ท�ำผิดใน พระพุทธเจ้าผู้ไม่หวั่นไหว สรีระของเธอสูงประมาณ 100 โยชน์ เกิดที่ก้นอเวจีมหานรกซึ่งลึก ประมาณ 300 โยชน์ ศีรษะสอดเข้าไปสู่แผ่นเหล็กในเบื้องบน จนถึงหมวกหู เท้าทั้งสองจมแผ่นดินเหล็กลงไปข้างล่าง จนถึงข้อเท้า หลาวเหล็กมีปริมาณเท่า ล�ำตาลขนาดใหญ่ ยื่นออกจากฝาด้านหลัง แทงกลางหลังทะลุหน้าอก ปักฝาด้าน หน้า อีกหลาวหนึ่ง ยื่นออกจากฝาด้านขวา แทงสีข้างเบื้องขวา ทะลุออกสีข้าง เบื้องซ้าย ปักฝาด้านซ้าย อีกหลาวหนึ่ง ยื่นออกจากแผ่นข้างบน แทงกระหม่อม ทะลุออก ส่วนเบื้องต�่ำ ปักลงสู่แผ่นดินเหล็ก พระเทวทัตนั้นเป็นผู้ไหวติงไม่ได้ ไฟไหม้ในอเวจีนั้น ด้วยประการฉะนี้ ภิกษุทั้งหลายทูลถามพระศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ พระเทวทัตเกิดที่ไหน ?” พระศาสดาตรัสว่า “ในอเวจีมหานรก ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเทวทัตประพฤติเดือดร้อนในโลกนี้แล้ว ไป
164 เกิดในสถานที่เดือดร้อนนั่นแลอีกหรือ ?” พระศาสดาตรัสว่า “อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ชนทั้งหลายจะเป็นบรรพชิตก็ตาม เป็นคฤหัสถ์ ก็ตาม มีปกติอยู่ด้วยความประมาท ย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสองทีเดียว” ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า “ผู้มีปกติทำบาป ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ จากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเดือดร้อน เขาย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสอง, เขาย่อมเดือดร้อนว่า ‘กรรมชั่วเราได้ทำแล้ว’ ไปสู่ทุคติ ย่อมเดือดร้อนยิ่งขึ้น” หากมองในมุมบวก ถ้าไม่มีพระเทวทัตผู้จองเวร พระมหากรุณาธิคุณของ พระพุทธเจ้าก็ไม่โดดเด่น เมื่อพระเทวทัตจองเวรกับพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้า ไม่ได้ผูกเวรนั้นด้วย ผลแห่งกรรมชั่วจึงตกแก่พระเทวทัตเพียงผู้เดียว แต่ยังดีว่า สุดท้ายท่านกลับใจได้ทัน เมื่อพ้นจากอเวจีมหานรกแล้วยังมีโอกาสบรรลุเป็นพระ ปัจเจกพุทธเจ้า ว่าไปแล้วสุดท้ายพระเทวทัตยังดีกว่าพวกเรา ที่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ จะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดนี้เสียที
165 พ ี ่ ทางธรรม สุมนาเทว ี
166 อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติกตปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ ปุญฺญํ เม กตนฺติ นนฺทติ ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโตฯ ผู้มีบุญอันทำไว้แล้ว ย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้, ละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเพลิดเพลิน เขาย่อมเพลิดเพลินในโลกทั้งสอง เขาย่อมเพลิดเพลินว่า ‘เราได้ทำบุญไว้แล้ว’ ไปสู่สุคติ ย่อมเพลิดเพลินยิ่งขึ้น
167 อยู่ ๆ ถ้าเธอถูกลูกเรียกว่าน้องชาย เธอจะเข้าใจว่าอย่างไร ถ้าไม่เพี้ยน หรือเมายา ก็คงป่วยจนเพ้อเป็นแน่ เรื่องอย่างนี้มีมาแล้วในอดีต หลวงตาจะเล่า ให้ฟัง ในเมืองสาวัตถีนั้น ภิกษุสองพันรูปฉัน1 ในเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐี และเรือนของนางวิสาขามหาอุบาสิกาทุกวัน บุคคลใดในเมืองสาวัตถี ประสงค์จะถวายทาน บุคคลนั้นต้องขอแบ่งพระ ภิกษุสงฆ์จากท่านทั้งสองนั้นก่อน แล้วจึงจะได้โอกาสถวาย แถมยังต้องเชิญท่าน ใดท่านหนึ่งจากสองท่านนั้นมาร่วมงาน ถามว่า “เพราะเหตุไร ?” ตอบว่า “เพราะคนอื่น ๆ จะถามว่า ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี หรือนาง วิสาขา มาสู่โรงทานของท่านแล้วหรือ ?” ถ้าเขาตอบว่า “ไม่ได้มา” ย่อมถูกต�ำหนิทันที 1 ฉัน (ในที่นี้ใช้กับพระภิกษุสามเณร) หมายถึง กิน รับประทาน ท�ำภัตกิจ
168 ต่อให้สละทรัพย์เป็นแสนก็ตาม ก็ถูกติเตียนอยู่ดีว่า “อย่างนี้ยังเรียกว่าทานอีกหรือ ?” เพราะท่านทั้งสองนั้นรู้ธรรมวินัย จึงท�ำหน้าที่อันสมควรแก่พระสงฆ์ เมื่อท่านทั้งสองนั้นอยู่ด้วย บรรดาภิกษุย่อมฉันได้อย่างสบายใจ เพราะ ฉะนั้น ทุก ๆ คนที่ประสงค์จะถวายทาน จึงเชิญท่านทั้งสองไปร่วมงานด้วย ด้วยเหตุนี้ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี หรือนางวิสาขาย่อมไม่ได้ถวาย ภัตตาหารแก่ภิกษุทั้งหลายในเรือนของตน เพราะต้องไปคอยจัดการถวายทาน ในบ้านของคนอื่นด้วยประการฉะนี้ เมื่อจ�ำต้องออกงานสังคมบ่อย ๆ นางวิสาขาจึงด�ำริว่า ‘จะให้ใครหนอ ทำหน้าที่แทนเราในบ้าน เพื่อดูแลพระคุณเจ้า ?’ เห็นหลานสาวมีหน่วยก้านดี จึงแต่งตั้งไว้ในหน้าที่ของตน ตั้งแต่นั้นมา เธอก็คอยดูแลพระภิกษุสงฆ์ในเรือนของนางวิสาขานั้น แม้แต่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ตั้งธิดาคนใหญ่ ชื่อมหาสุภัททาไว้เช่นกัน นางมหาสุภัททานั้น ท�ำการดูแลพระภิกษุทั้งหลายอยู่ ได้โอกาสฟังธรรม จนบรรลุเป็นพระโสดาบัน และแต่งงานออกเรือนไปอยู่กับสามี หลังจากนั้น ท่านอนาถบิณฑิกะก็ตั้งนางจุลสุภัททาแทน แม้นางจุลสุภัททานั้นก็ท�ำหน้าที่อยู่ ได้ฟังธรรมแล้วบรรลุเป็นพระ โสดาบัน ก็แต่งงานไปอยู่กับสามี สุดท้าย ท่านอนาถบิณฑิกะจึงตั้งธิดาคนเล็กนามว่า สุมนาเทวีไว้ท�ำหน้าที่ แทนตน
169 นางสุมนาเทวีนั้นฟังธรรมแล้ว บรรลุสกทาคามิผล ตั้งแต่ยังเป็นเด็กสาว เลยทีเดียว วันหนึ่งนางเกิดป่วยกระสับกระส่ายด้วยถูกโรคร้ายเบียดเบียนอย่าง กระทันหัน ทานข้าวทานปลาไม่ได้ มีความประสงค์จะพบบิดา จึงให้บริวารเชิญ ท่านมา ท่านเศรษฐีพอได้ยินข่าวของลูกสาวสุดที่รักป่วยอยู่ในโรงทานแห่งหนึ่ง จึงรีบมาหา แล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่า “เป็นอะไรหรือ ลูก...สุมนา ?” สุมนากลับตอบบิดาว่า “ไม่เป็นไรหรอก น้องชาย” เศรษฐีตกใจเพราะคิดว่าลูกสาวไร้สติ “เจ้าเพ้อไปแล้วหรือลูก ?” สุมนาสาวน้อย ตอบด้วยน�้ำเสียงเรียบ สงบ “เราไม่ได้เพ้อหรอก น้องชาย” ยิ่งฟัง เศรษฐีก็ยิ่งไม่สบายใจ ถามว่า “เจ้ากลัวหรือ ลูกรัก ?” “เราไม่กลัวหรอก น้องชาย” พอสุมนาเทวีกล่าวได้เพียงเท่านี้ ก็สิ้นลมหายใจ ท่านเศรษฐีนั้น แม้เป็นพระโสดาบัน ก็ไม่สามารถจะอดกลั้นต่อความ เศร้าโศกอันเกิดจากความพลัดพรากที่รวดเร็วนี้ได้ ให้ท�ำพิธีศพของธิดาเสร็จแล้ว ร้องไห้เสียใจไปขอเฝ้าพระศาสดาในวัดพระเชตวัน
170 เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า “คฤหบดี ท�ำไมท่านจึงเศร้าโศกเสียใจ มีน�้ำตานองหน้าเช่นนี้” ท่านจึงกราบทูลว่า “สุมนาเทวี ธิดาคนเล็กของข้าพระองค์ จากไปเสียแล้ว พระเจ้าข้า” “เป็นเช่นนั้นหรือ เหตุไรท่านจึงเศร้าโศก ความตายเป็นเรื่องธรรมดาของ สรรพสัตว์ มิใช่หรือ ?” “ข้าพระองค์ทราบข้อนั้นดี พระเจ้าข้า แต่ธิดาของข้าพระองค์ ถึงพร้อม ด้วยความอายชั่วกลัวบาปถึงปานนี้ ในเวลาจวนตาย เธอไม่สามารถคุมสติไว้ได้ เลย บ่นเพ้อ ไร้สติจากไปแล้ว ด้วยเหตุนั้น ความโทมนัสจึงเกิดแก่ข้าพระองค์” ด้วยพระมหากรุณา จึงตรัสถามว่า “มหาเศรษฐี สุมนาพูดอะไรก่อนตายเล่า ?” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธิดาเรียกข้าพระองค์ว่า“น้องชาย” อยู่หลายครั้ง จนสิ้นชีวิต” อนาถปิณฑิกเศรษฐี ยังน�้ำตาไหลพรากไม่หยุด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับเศรษฐีนั้นว่า “มหาเศรษฐี ธิดาของท่านจะเพ้อก็หามิได้” “อ้าว! หรือพระเจ้าข้า ท�ำไมนางจึงพูดอย่างนั้น ?” “เพราะท่านเป็นน้องของนางจริง ๆ ลูกสาวของท่านเป็นใหญ่กว่าท่าน โดยมรรคและผล เพราะท่านเป็นเพียงพระโสดาบัน ส่วนธิดาของท่านเป็นพระ สกทาคามี เธอจึงกล่าวอย่างนั้นกับท่าน” เศรษฐีได้ยินอย่างนั้น ค่อยโล่งใจ
171 “อย่างนั้นหรือ พระเจ้าข้า เวลานี้นางเกิดที่ไหน พระเจ้าข้า ?” เมื่อพระศาสดาตรัสตอบว่า “ในสวรรค์ชั้นดุสิต” ท่านเศรษฐีจึงกราบทูลว่า “ลูกสาวของข้าพระองค์ เป็นคนที่มีความสุข เพลิดเพลินอยู่ในระหว่าง หมู่ญาติในโลกนี้ แม้ไปจากโลกนี้แล้ว ก็เกิดในที่ ๆ เพลิดเพลินเหมือนกันหรือ พระเจ้าข้า ?” “ถูกแล้ว ธรรมดาผู้ไม่ประมาท เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้และโลกหน้าโดยแท้” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า “ผู้มีบุญอันทำไว้แล้ว ย่อมเพลิดเพลินในโลกนี้, ละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเพลิดเพลิน เขาย่อมเพลิดเพลินในโลกทั้งสอง เขาย่อมเพลิดเพลินว่า ‘เราได้ทำบุญไว้แล้ว’ ไปสู่สุคติ ย่อมเพลิดเพลินยิ่งขึ้น”
172 พหุมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ น ภาควา สามญฺญสฺส โหติ. อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา ส ภาควา สามญฺญสฺส โหติฯ “หากว่า นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้มาก (แต่) เป็นผู้ประมาทแล้วไม่ท�ำ (ตาม) พระพุทธพจน์นั้นไซร้, เขาย่อมไม่ เป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล เหมือนคนเลี้ยงโคนับโคทั้งหลายของชนเหล่าอื่น ย่อมเป็นผู้ไม่มี ส่วนแห่งปัญจโครสฉะนั้น, หากว่า นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้น้อย (แต่) เป็นผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมไซร้, เขาละราคะ โทสะ และโมหะแล้ว รู้ชอบ มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว หมดความยึดถือในโลกนี้หรือ ในโลกหน้า, เขาย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสามัญผล”
173 อย ่ าฉลาดจนโง่ ภกษุสองสหายิ
174 พระพุทธองค์เคยทรงชื่นชมพระที่ไร้การศึกษาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาปฏิบัติ แต่กลับต�ำหนิพระผู้เป็นประดุจคลังปริยัติ ที่ไม่ยอมลงมือปฏิบัติขัดเกลาตนเอง เรื่องเป็นมาอย่างไร หลวงตาจะเล่าให้ฟัง ชายนิรนามหนุ่ม 2 คน ชาวเมืองสาวัตถี เป็นสหายกัน ไปยังวัดเชตวัน มหาวิหาร ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว สละกามสุขออกบวชถวายชีวิต ไว้ในพระพุทธศาสนา ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในส�ำนักพระอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ ตลอด 5 ปีแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามถึงธุระหรือหน้าที่ต่อพระศาสนา ได้ฟังวิปัสสนาธุระและคันถธุระโดยพิสดารแล้ว รูปหนึ่งกราบทูลก่อนว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์บวชแล้วเมื่อภายแก่ ไม่สามารถจะ บ�ำเพ็ญคันถธุระได้ แต่จะบ�ำเพ็ญวิปัสสนาธุระ” (รูปนี้หลวงตาขอเรียกท่านว่าพระวิปัสสกเถระ) ทูลขอให้พระศาสดาตรัสบอกวิปัสสนาเบื้องต้นจนถึงพระอรหัต พากเพียร พยายามอยู่ บรรลุพระอรหัตพร้อมกับด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ฝ่ายภิกษุอีกรูปหนึ่งคิดว่า
175 “เราจะบ�ำเพ็ญคันถธุระ” (รูปนี้หลวงตาขอเรียกท่านว่า พระคันถิกเถระ ตามพระอรรถกถาจารย์) แล้วเรียนพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎกโดยล�ำดับ กล่าวธรรม สาธยาย ธรรมได้อย่างคล่องแคล่ว เที่ยวสอนธรรมให้แก่ภิกษุ 500 รูป จนเป็นอาจารย์ของ คณะใหญ่ถึง 18 คณะ ภิกษุทั้งหลายเรียนพระกัมมัฏฐานในส�ำนักพระศาสดาแล้ว ไปอยู่ฝึก ศึกษากับพระวิปัสสกเถระ ตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน บรรลุพระอรหัตแล้ว นมัสการ ลาพระเถระ แล้วกราบเรียนว่า “กระผมทั้งหลาย ใคร่จะเข้าเฝ้าพระศาสดา” พระเถระกล่าวก่อนที่จะส่งศิษย์ไปว่า “ไปเถิด ท่านทั้งหลายจงถวายบังคมพระศาสดา นมัสการพระมหาเถระ ทั้ง 80 รูป ตามค�ำของเรา จงบอกกับพระคันถิกเถระผู้สหายของเราด้วยว่า‘ท่าน อาจารย์ของกระผมทั้งหลาย ฝากนมัสการหลวงพ่อ’” ภิกษุเหล่านั้นไปสู่เชตวันมหาวิหาร ถวายบังคมพระศาสดาและนมัสการ พระอสีติมหาเถระแล้ว ไปสู่ส�ำนักพระคันถิกเถระ กราบเรียนว่า “หลวงพ่อขอรับ ท่านอาจารย์ของพวกกระผม ฝากนมัสการขอรับ” เมื่อพระคันถิกเถระถามว่า “อาจารย์ของพวกท่านเป็นใคร?” ภิกษุเหล่านั้นกราบเรียนว่า “เป็นภิกษุผู้เป็นสหายของหลวงพ่อ ขอรับ” พระคันถิกเถระรับฟังด้วยความงุนงง ด้วยนึกไม่ออกว่าคือผู้ใด เมื่อพระวิปัสสกเถระ ฝากกราบเยี่ยมอย่างนี้เรื่อย ๆ พระคันถิกเถระ ยิ่งสงสัย
176 รุนแรงขึ้น “อาจารย์ของพวกท่าน นั่นเป็นใคร ?” เมื่อภิกษุทั้งหลายจึงอธิบายรูปลักษณะให้ฟังโดยละเอียด “เป็นภิกษุผู้สหายของใต้เท้า ขอรับ” เมื่อสืบสาวราวเรื่องจึงคิดออก อดถามไม่ได้ “ที่พวกท่านเรียนอะไรในส�ำนักของพระวิปัสสกเถระนั้น บรรดานิกายมี ทีฆนิกาย เป็นต้น นิกายใดนิกายหนึ่งหรือ บรรดาปิฎก 3 ปิฎกใดปิฎกหนึ่งหรือ ที่พวกท่านเรียนแล้ว ?” ดังนี้แล้ว ย้อนคิดไปว่า ‘สหายของเราไม่รู้จักคาถาสักคาถาหนึ่ง ถือผ้าบังสุกุล เข้าป่า ตั้งแต่ใน คราวบวชแล้ว ยังได้อันเตวาสิกมากมายถึงเพียงนี้หนอ ในเวลาที่เธอมา เราควร ถามปัญหาดู’ ในกาลต่อมา พระวิปัสสกเถระได้มาเฝ้าพระศาสดา เก็บบาตรจีวรไว้ ในส�ำนักพระคันถิกเถระผู้สหาย หลังจากนั้นจึงไปถวายบังคมพระศาสดา และ นมัสการพระอสีติมหาเถระ แล้วก็กลับมายังที่อยู่ของพระเถระผู้สหาย ล�ำดับนั้น พระคันถิกเถระให้อันเตวาสิกและสัทธิวิหาริก1 ทั้งหลาย กราบ ไหว้ท่านแล้วนั่งบนอาสนะเสมอกัน ด้วยตั้งใจว่า ‘จักซักไซ้ไล่เลียง ถามปัญหากับเพื่อนเก่า โชว์ลูกศิษย์สักหน่อย’ ขณะนั้น พระศาสดาทรงทราบว่า 1 สัทธิวิหาริก ค�ำเรียกผู้ที่ได้รับการอุปสมบทแล้ว, ถ้าอุปสมบทต่อพระอุปัชฌาย์องค์ใด ก็เป็นสัทธิวิหาริก ของพระอุปัชฌาย์องค์นั้น, ใช้คู่กับค�ำว่า อุปัชฌาย์.
177 ‘คันถิกภิกษุนี้ พึงเบียดเบียนบุตรของเรา2 ด้วยคำถาม แล้วจะตกนรก’ ด้วยทรงพระกรุณาในเธอ ท�ำประหนึ่งเสด็จเที่ยวจาริกไปในวิหาร เสด็จ ถึงสถานที่เธอทั้งสองนั่งแล้ว ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เธอจัดไว้ สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลาย มักจะจัดอาสนะส�ำหรับพระพุทธเจ้าก่อน ตนเอง จึงนั่งบนอาสนะถัดไป เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงประทับนั่งเหนืออาสนะที่พระคันถิกภิกษุนั้น จัดไว้ตามปกตินั่นแล ครั้นประทับนั่งแล้ว จึงตรัสถามปัญหาในปฐมฌานกับพระคันถิกภิกษุ ครั้นเมื่อเธอทูลตอบไม่ได้ จึงตรัสถามปัญหาในรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ ทั้งแปด ตั้งแต่ทุติยฌานเป็นต้นไป พระคันถิกเถระก็มิอาจทูลตอบได้แม้ข้อเดียว ส่วนพระวิปัสสกเถระ ทูลตอบ ปัญหานั้นได้ทั้งหมด หลังจากนั้น พระศาสดาตรัสถามปัญหาในโสดาปัตติมรรคกับเธอ พระคันถิกเถระก็มิสามารถทูลตอบได้ จึงตรัสถามกะพระวิปัสสกเถระ ท่านก็ทูลตอบได้อย่างฉะฉาน พระศาสดาทรงชมเชยว่า “สาธุ ดีแล้ว ๆ” แล้วตรัสถามปัญหา ในมรรคที่เหลือโดยล�ำดับ พระคันถิกเถระก็มิอาจทูลตอบปัญหาได้สักข้อเดียว ส่วนพระวิปัสสกเถระทูลตอบได้ทุกปัญหา พระศาสดาได้ประทานสาธุการแก่พระวิปัสสกเถระนั้น เทวดาทั้งหลาย 2ส�ำนวนว่า “มม ปุตฺโต แปลว่า บุตรของเรา” พระพุทธเจ้าใช้เรียกบุคคลที่เป็นพระอริยบุคคลเท่านั้น
178 ตั้งต้นแต่ภุมเทวดา จนถึงพรหมโลกและนาคครุฑ ได้ฟังสาธุการนั้นแล้ว ก็ได้ให้ สาธุการไปด้วยกันว่า พวกอันเตวาสิกและสัทธิวิหาริกของพระคันถิกเถระ ได้สดับสาธุการนั้น แล้ว ก็ไม่พอใจแทนอาจารย์ กล่าววิพากษ์วิจารณ์พระศาสดาว่า “พระศาสดาทรงท�ำอะไรนี่ พระองค์ได้ประทานสาธุการแก่พระเถระผู้ เฒ่าผู้ไม่รู้อะไรเลย ส่วนท่านอาจารย์ของพวกเราผู้ทรงจ�ำพระปริยัติธรรมไว้ได้ ทั้งหมด เป็นประธานของภิกษุ 500 รูป พระองค์กลับไม่ทรงสรรเสริญ” ล�ำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสนทนาอะไรกัน ?” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเนื้อความนั้นตามความจริงแล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย อาจารย์ของพวกเธอ เป็นเช่นกับผู้เลี้ยงโคทั้งหลาย เพื่อ ค่าจ้างในศาสนาของเรา ส่วนบุตรของเรา เป็นเช่นกับเจ้าของผู้บริโภคปัญจโครส1 ตามชอบใจ” ดังนี้แล้ว ได้ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า “หากว่า นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูลแม้มาก (แต่) เป็นผู้ประมาทแล้ว ไม่ทำตามพระพุทธพจน์นั้นไซร้, เขาย่อมไม่เป็นผู้มีส่วนแห่ง ผลคือคุณเครื่องความเป็นสมณะ เหมือนคนเลี้ยงโคนับโคทั้งหลายของชนเหล่าอื่น ย่อมเป็นผู้ไม่มีส่วน แห่งปัญจโครสฉะนั้น หากว่า นรชนกล่าวพระพุทธพจน์อันมีประโยชน์เกื้อกูล แม้น้อยแต่เป็น ผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมไซร้ เขาละราคะ โทสะ และโมหะแล้ว 1 ปัญจโครส คือรสอันเกิดจากโค 5 อย่าง คือ นมสด, นมส้ม, เปรียง, เนยใส, เนยข้น.
179 รู้ชอบ มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว หมดความยึดถือในโลกนี้หรือในโลกหน้า เขาย่อม เป็นผู้มีส่วนแห่งผลคือคุณเครื่องความเป็นสมณะ” ในกาลจบคาถา คนเป็นอันมาก ได้เป็นอริยบุคคล มีพระโสดาบัน เป็นต้น เทศนามีประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล จบยมกวรรค โปรดติดตามวรรคต่อไป ในนิทานธรรมบท เล่มที่ 2
180 กองทุนบุญวัดวังหิน 1. เพื่อบูรณะปฏิสังขรเสนาสนะ ทอดผ้าป่า ทอดกฐินวัดวังหิน ร่วมบริจาคได้ที่ ธ.ออมสิน ชื่อบัญชีวัดวังหิน บัญชีเลขที่ 020239101841 2. กองทุนสงฆ์อาพาธ เพื่อรักษาพยาบาลพระสงฆ์วัดวังหิน ร่วมบริจาคได้ที่ ธ.กรุงเทพ บัญชี เลขที่ 535-0-55180-9 ชื่อบัญชี พระวิเชียร อาจจ�ำนงค์ และนายประชุม สุขเสวก 3. เจ้าภาพน้ำประปา-ไฟฟ้า ร่วมบริจาคได้ที่ ธ.กรุงไทย บัญชีเลขที่ 644-0-29335-4 ชื่อบัญชี พระวิเชียร อาจจ�ำนงค์ นายประชุม สุขเสวก และนายละมัย สุ่มโยง 4. ร่วมทุกกองบุญ เช่น อุปสมบทนาคหมู่ ถวายภัตตาหาร-น�้ำปานะ ช�ำระหนี้สงฆ์ ฯลฯ ร่วม บริจาคได้ที่ ธ.กรุงเทพ บัญชีเลขที่ 535-0-52665-2 ชื่อบัญชี พระสุทธิเดช ผลประดับวงศ์ พระภูชาญ ศรีซังส้ม และนายประชุม สุขเสวก 5. ไถ่ชีวิตโค-กระบือ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ ร่วมบริจาคได้ที่ ธ.กรุงเทพ บัญชี เลขที่ 535-0-55181-7 ชื่อบัญชีพระวิเชียร อาจจ�ำนงค์ และนายประชุม สุขเสวก 6. บริจาคโลงศพ-ผ้าห่อศพ บริจาคได้ที่ ธ.กรุงเทพ บัญชีเลขที่ 535-0-58320-8 ชื่อบัญชี พระวิเชียร อาจจ�ำนงค์ 7. คอร์สชีวาวิวัฒน์ ฝึกอบรมแพทย์แผนโบราณ ด้วยศาสตร์ของเอเชีย บริจาคได้ที่ธนาคาร ธกส. บัญชีเลขที่ 020198436792 ชื่อบัญชี พระวิเชียร อาจจ�ำนงค์ 8. พิมพ์หนังสือธรรมะ บริจาคได้ที่ ธ.ออมสิน บัญชีเลขที่ 020427815756 ชื่อบัญชี พระวิเชียร อาจจ�ำนงค์ หรือ PromptPay 088-172-8944 9. โครงการบรรพชาสามเณรพุทธชิโนรส (บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน) ธ.กรุงเทพ บัญชี เลขที่ 535-0-59912-1 ชื่อบัญชี พระณัฎฐพัทน์ สิญจาอัปสร และนายประพันธ์ ยอดเกตุ
181 กองทุนบุญมูลนิธิจิตตภาวนาชินวงส์ 1. กองทุนมูลนิธิจิตตภาวนาชินวงส์ เพื่อเป็นต้นทุนมูลนิธิ ร่วมบริจาคได้ที่ ธ.กรุงเทพ บัญชี เลขที่ 535-2-05980-1 และเพื่อจัดกิจกรรมการกุศลของมูลนิธิจิตตภาวนาชินวงส์ ธ.กรุงเทพ บัญชีเลขที่ 535-0-59043-5 2. กองทุนบิณฑบาตความทุกข์ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุติดบ้าน-ติดเตียง และคนพิการ ร่วมบริจาคได้ที่ ธ.กรุงเทพ บัญชีเลขที่ 535-0-52453-3 ชื่อบัญชี นายประชุม สุขเสวก นางอนัญตญา จันทรมณี และนายวัชรพงษ์ จันทร์ค�ำ 3. กองทุนการศึกษาสงฆ์ บริจาคได้ที่ ธ.กรุงเทพ บัญชีเลขที่ 535-0-49719-3 ชื่อบัญชี พระวิเชียร อาจจ�ำนงค์ และนายประชุม สุขเสวก 4. กองทุนสื่อสติ เพื่อเผยแผ่พุทธศาสนาผ่านโลกออนไลน์ ร่วมบริจาคได้ที่ ธ.กรุงเทพ บัญชี เลขที่ 535-0-53274-2 ชื่อบัญชี พระวิเชียร อาจจ�ำนงค์ พระภูชาญ ศรีซังส้ม และ นายประชุม สุขเสวก 5. คอร์สกรรมฐาน ทุกคอร์สของวัดวังหิน คอร์สแค่รู้, คอร์สปลุกพระในใจ เสกให้ถึงธรรม, ค่ายภาวนานุบาล และค่ายต้นกล้าพุทธธรรม ธ.กรุงเทพ บัญชีเลขที่ 535-0-46653-7 ชื่อบัญชี มูลนิธิจิตตภาวนาชินวงส์ 6. คอร์สวัฒน์ใจ ค่าน�้ำค่าไฟ และกิจกรรมต่าง ๆ ของศูนย์จิตตภาวนาชินวงส์ บริจาคได้ที่ ธ.ออมสิน เลขที่ 020398081669 ชื่อบัญชี พระสุนันท์ วิลามาศ 7. สร้างศาลาปฏิบัติธรรม ศูนย์จิตตภาวนาชินวงส์ ธ.กรุงเทพ บัญชีเลขที่ 535-0-59007-0 ชื่อบัญชี พระสุนันท์ วิลามาศ และนายประพันธ์ ยอดเกตุ
“หนังสือทุกเล่มของวัดวังหินที่ข้าพเจ้า เคยอ่านมา อาจจะกล่าวว่า “หิน” สมชื่อ เนื่องเพราะอุดมไปด้วยสาระ แก่นธรรม และ งานศิลป์ ที่ส�ำคัญ เป็นหนังสือที่รวมพลของ พุทธบริษัท๔ที่มีความสามารถมาท�ำงาน ร่วมกัน ค�ำว่า “หิน” ในที่นี้จึงมิได ้หมายถึง “หิน” ที่หยาบหรือแข็ง ทว ่าหมายถึง “แร ่ชนิดดี หลายชนิดที่หลอมรวมกันโดยธรรมชาติ” จึงอดใจไม่ได้ที่จะเขียนแนะน�ำหนังสือดีให้ กัลยาณมิตรได ้หยิบอ ่านสักเล ่มจากวัด วังหินนี้” “Each book from Wat Wang Hin lives up to its name because it is rich in information, Dhamma essence and artistic works. Importantly, it is a book that brings together the four Buddhist communities with abilities to work together. Pick one of the books. It will absolutely ROCK you!” ธมฺมจาโรภิกขุ, วัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ (Dhammacāro Bhikkhu, WatPa Sukato, Chaiyaphum)
The Leaves are falling So that I am sweeping Then my mind’s been swept. ใบไม้ก�ำลังร่วง ฉันจึงกวาดมัน ใจฉันถูกกวาดไปด้วย หากคุณเป็นคนช่างคิด หากคุณเป็นคนช่างฝัน หากคุณดื่มด�่ำกับบทกวี หนังสือเล่มนี้คือค�ำตอบ * กวีกานต์.. บทกวีที่รัก * เปิดอ่านครั้งแรก แค่อยากเปิดผ่านๆ แต่กลับอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ ด้วยภาษา ง่ายๆ แต่สละสลวย ชวนคิด ชวนติดตาม ชวนหาความหมาย จนอดคิดไม่ได้ว่า... ผู้แต่ง คือ พระ หรือ กวี กันแน่? ได้กลิ่น คาริล ยิบราล ได้กลิ่น เปาโล โคเอลโญ จากผู้เขียน ท่านชินวํโส ในคราเดียว เชิญมา Spark Joy กับกวีกานต์กัน ”บทกวีนั้นเป็นเสมือนภาพฝัน ที่ไม่มีวัน เป็นจริงทางกายภาพ แต่อาจเป็นจริง ทางจิตวิญญาณได้“ ธนัชชพร พงษ์เย็น, CPN เป็นหนังสือท่องเที่ยว ที่เหมือนพาแหวกพงไพรไปด้วยกัน เป็นหนังสือกวี(ที่ไม่กระวาด) อันงามค�ำ ล�้ำคิด เป็นหนังสือท่องธรรม ที่น้อยถ้อย...หนักธรรม อ่านซ�้ำได้ไม่ซ�้ำ ด้วยจิตที่ยาตราผ่านตัวอักษรแต่ละครา จะสะท้อนธรรมที่ต่างกันไป ‘A Lonely Planet of A Lonely Mind’ เอกจาริณี เป็นเหมือนคู่มือของผู้สนใจ และต้องการเริ่มต้นปฏิบัติภาวนา เพราะอ่านง่าย รวมเคล็ดลับและ ชี้กับดักที่เหล่านักภาวนาต้องเจอ เล่มนี้เป็น 2 ภาษาซึ่งส่วนตัวแล้ว บางทีค�ำอธิบายภาษาอังกฤษ ก็ช่วยให้เข้าใจบางจุดได้ง่ายขึ้น ถือเป็นประโยชน์โดยสากล จ้าาา ‘Take it easy, but hey, TAKING is No Easy’ นิรนาม
ร่วมบุญจัดพิมพ์หนังสือธรรมะกับกองทุน ‘สื่อสติ’ ผ่านบัญชีธนาคารกรุงเทพเลขที่ 535-0-53274-2 “ญาณ” โดยพระมหาวิเชียร ชินวํโส เราอ่านหนังสือธรรมะให้เพลินได้ เพราะเล่มนี้ ผู้แต่งมีกลวิธีการมอบ ธรรมะและเล่าประสบการณ์ ของนักภาวนานับพันคนผ่านตัวละคร ให้ผู้อ่านได้อ่านในฐานะเรื่องแต่ง แต่ยึดอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่า... ความเพียรบากบั่นอย่างมั่นคง จะน�ามาซึ่งการหลุดพ้น จากสังสารวัฏอันยาวนานนี้ได้ ดร. พุทธวรรณ ขันต้นธง
‘บุญ คือ ชื่อของความสุข‘ ร้านต้นบุญ มีต้นก�าเนิดมาจากวลีดังกล่าวนั่นเอง ‘ต้นบุญ’ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มอบที่พักพิง ให้ร่มเงา แก่ผู้แวะผ่านมาหรือพ�านักอาศัย ‘ต้นบุญ’ คือ จุดก�ำเนิดเล็กๆในการสร้างงานสร้างรายได้ และให้โอกาสคนตัวเล็กๆได้เติบใหญ่ ‘ต้นบุญ’ คือ ต้นกล้าบุญ ที่รอผู้ใจบุญ มาช่วยกันรถน�้าพรวนดินให้ปุ๋ย ‘ต้นบุญ’ เริ่มด้วยบุญ...ลงท้ายด้วยบุญ เพราะเราจะแผ่นขยายกิ่งก้านบุญเล็กๆ สู่สังคมรอบข้าง ‘ต้นบุญ’ คือ บุญบริการและบุญสวัสดิการ เพราะ ‘บุญคือชื่อของความสุข’ ทุกท่านสามารถเป็นหนึ่งใน ‘ต้นบุญ’ ผ่านการสนับสนุนสินค้าสุดพิเศษ คุณภาพเยี่ยม ราคาเป็นมิตร ที่ผลิตขึ้นเฉพาะร้าน ‘ต้นบุญ’ อาทิ เสื้อยืด D-Talk (เสื้อยืดธรรมะพูดได้-พูดดี) ชุดปฏิบัติธรรม สินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ผลิตภัณฑ์จากชุมชน เป็นต้น โดยรายได้ที่เกิดขึ้น จะถูกน�ำไปใช้เป็นสวัสดิการของวัด เพื่อเอื้อให้เกิดความคล่องตัวในการท�ำงาน เช่น การซ่อมแซมและดูแลอาคารสถานที่ ที่ต้องด�าเนินงานอย่างเร่งด่วน งานด้านการดูแล ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของวัด และสนับสนุน การท�ำงานของจิตอาสาที่เข้ามาช่วยท�ำงาน ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สั่งซื้อเสื้อยืด พูดได้-พูดดี D-Talk (Dhamma Talk) สอบถามไซส์-ลายที่ โทร. 084- 688 8272
สนับสนุนโดย โอสถพิเศษ 'ธรรม ทันที' สรรพคุณวิเศษ ออกฤทธิ์พิเศษ ใช้ได้ทุกเพศทุกวัย รักษาได้ทุกโรค มิได้วางขายทั่วไป แต่มิต้องหาซื้อที่ไหน เพราะเป็นของดี ของฟรี ทุกคนสามารถหยิบหามาใช้ได้ทุกโมงยาม มีต�ำหรับมาแต่โบราณกว่า ๒๕๖๗ ปี มิใช่ยาผีบอก เพียงรู้วิธี ท�ำทันที ดีทันใจ “อโรคยาปรมา ลาภา" ...ความไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ... โรคนั้น คือ กิเลส โรคนั้น คือ ความหลง ไม่รู้ธรรมตามความเป็นจริง สิ้นโรค...สิ้นกิเลส...สิ้นหลง “นิพพานัง ปรมัง สุขัง”