94 ทั้งสองเรียนจบลัทธิของสญชัย เพียงแค่สองสามวันเท่านั้น จึงถามว่า “ท่านอาจารย์ ลัทธิที่ท่านรู้มีเพียงเท่านี้ หรือมีอะไรยิ่งกว่านี้ ?” เมื่อสญชัยตอบว่า “มีเพียงเท่านี้แหละ เธอทั้งสองเรียนจบหมดแล้ว” เขาทั้งสองจึงคิดกันว่า ‘เมื่อเป็นอย่างนี้ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของท่านผู้นี้ก็ไม่มี ประโยชน์ เราทั้งสองออกมาเพื่อแสวงหาโมกขธรรม1 ๆ นั้น เราไม่สามารถให้เกิด ขึ้นได้ในสำนักของท่านผู้นี้ ชมพูทวีป2 กว้างใหญ่นัก เราเที่ยวไปยังคามนิคม ชนบท และราชธานี คงได้พบอาจารย์ผู้แสดงโมกขธรรมสักคนเป็นแน่’ ตั้งแต่นั้นมา ใครบอกว่า สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต มีอยู่ในที่ใด เขาทั้งสองย่อมไปขอสนทนาสอบถามปัญหาในที่นั้น ๆ ปัญหาที่เขา ทั้งสองถามไป อาจารย์เหล่านั้นหาตอบได้ไม่ แต่เขาทั้งสองย่อมแก้ปัญหาของ อาจารย์เหล่านั้นได้ เขาสอบสวนทวนถามไปทั่วชมพูทวีปอย่างนั้นแล้ว กลับมายังที่อยู่ ของตน จึงท�ำกติกากันว่า “โกลิตะผู้สหาย ในเราสองคน ผู้ใดได้บรรลุอมตธรรม3 ก่อน ผู้นั้นจงบอก แก่กัน” 1 โมกขธรรม น. ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้น หมายถึง พระนิพพาน2 ชมพูทวีป มีความหมายได้ 2 ประการ ประการแรกหมายถึง ดินแดนที่เป็นประเทศอินเดีย ปากีสถาน เนปาลและบังกลาเทศในปัจจุบัน มีชื่อเรียกทางภูมิศาสตร์ที่เรียกว่า “เอเชียใต้” “อนุทวีปอินเดีย” หรือ “ภารตวรรษ” ประการที่ 2 หมายถึงทวีปใหญ่ทางทิศใต้ของเขาพระสุเมรุซึ่งเป็น 1 ใน 4 ทวีปของชาว ภารตะ (อุตรกุรุทวีป บุพวิเทหทวีป ชมพูทวีป และอมรโคยานทวีป) 3 อมตธรรม คือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ เป็นสภาพธรรมที่ ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้นได้ เมื่อเป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิดจึงไม่ดับ จึงเรียกว่า อมตธรรม
95 เมื่อเขาทั้งสองท�ำกติกากันอย่างนั้นอยู่ พระศาสดาเสด็จถึงกรุงราชคฤห์ ทรงรับพระราชทานวัดเวฬุวันจากพระเจ้าพิมพิสารแล้ว ณ เวลานั้น พระอัสสชิเถระหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ สาวกรุ่นแรกของ พระพุทธเจ้า กลับมายังกรุงราชคฤห์แล้ว ในวันรุ่งขึ้น ท่านถือบาตรและจีวรไปที่ กรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาตแต่เช้าตรู่ ขณะเดียวกับที่อุปติสสปริพาชกท�ำภัตกิจ4 แต่เช้าตรู่ แล้วไปยังอารามของ ปริพาชกพบพระเถระเข้า จึงคิดว่า ‘นักบวชประเภทนี้เรายังไม่เคยพบเลย ภิกษุรูปนี้คงจะเป็นผู้หนึ่งใน บรรดาพระอรหันต์ในโลก เราควรเข้าไปหาภิกษุนี้ แล้วถามท่าน’ แต่แล้วความวิตกได้มีแก่เขาว่า ‘เวลานี้มิใช่เวลาควรถามปัญหา ภิกษุนี้กำลังเข้าไปสู่ละแวกบ้านเที่ยว บิณฑบาต อย่างไรเสีย เราเมื่อแสวงหาโมกขธรรม ควรติดตามสังเกตภิกษุรูปนี้ ไปข้างหลังดีกว่า’ เขาเห็นพระเถระได้อาหารจากการบิณฑบาตแล้ว ไป ณ ที่แห่งหนึ่ง และ ทราบว่า พระเถระนั้นประสงค์จะนั่ง จึงได้จัดตั่งของปริพาชกของตนถวายให้ท่าน แม้ในเวลาที่ท่านฉันเสร็จแล้ว ก็ได้ถวายน�้ำในกุณโฑ5 ของตนแด่พระเถระ ครั้นท�ำอาจาริยวัตรอย่างนั้นแล้ว จึงท�ำปฏิสันถารอย่างจับใจกับพระเถระ ซึ่งฉันเสร็จแล้ว เรียนถามอย่างนี้ว่า “ท่านขอรับ กายใจของท่านผ่องใสนัก อิริยาบถของท่านก็งดงาม ท่าน บวชอุทิศเฉพาะใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร ?” พระอัสสชิคิดว่า4 ภัตกิจ การกินอาหาร 5 กุณโฑ หรือ คนโท คือ หม้อน�้ำคอสูงมีฝาปิด ไม่มีหู และพวย ท�ำด้วยดินเผา แก้ว หรือกระเบื้อง
96 ‘ธรรมดาปริพาชกเหล่านี้ ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา เราจักแสดง ความลึกซึ้งในพระศาสนาแก่ปริพาชกนี้’ เมื่อจะแสดงว่าตนบวชใหม่ จึงกล่าวว่า “อาวุโส เราเป็นผู้ใหม่ เพิ่งบวชได้ไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ เราไม่ สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารได้” ปริพาชกเรียนว่า “จะมากหรือน้อยก็ตาม ขอพระผู้เป็นเจ้าจงกล่าวเถิด จงบอกแก่ข้าพเจ้า แต่เพียงแก่นเท่านั้น ข้าพเจ้าต้องการแก่น จะต้องกล่าวให้มากความไปท�ำไม” เมื่อเขากราบเรียนอย่างนั้นแล้ว พระเถระจึงกล่าวคาถาว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปัพภวา เตสํ เหตํุ ตถาคโต เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณฯ “ธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรม เหล่านั้น และเหตุแห่งความดับของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัส อย่างนี้” อุปติสสปริพาชกฟังเพียง 2 บาทแรกเท่านั้น ก็บรรลุโสดาปัตติผล แถม ยังแยกแยะไปได้ถึงพันนัย เพราะความที่ท่านมีปัญญามาก พระอัสสชิกล่าวบาท ที่เหลือให้จบลง ในเวลาเขาบรรลุเป็นพระโสดาบันนั่นเอง เมื่อเขาเป็นพระโสดาบันแล้ว เห็นว่าคุณวิเศษชั้นสูงกว่านั้นยังไม่เกิดขึ้น ก็คาดว่า ‘น่าจะมีเหตุผลอะไรสักอย่างเป็นแน่ ?’
97 จึงกราบเรียนพระเถระว่า “ท่านขอรับ ท่านไม่ต้องขยายพระธรรมเทศนามากขึ้นไปกว่านี้ เพียง เท่านี้ก็พอ พระศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ไหนหรือ ขอรับ ?” พระเถระตอบว่า “ประทับอยู่ในวัดเวฬุวัน” “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้ากระนั้น ขอท่านโปรดล่วงหน้าไปก่อนเถิด ข้าพเจ้า มีเพื่อนอีกคนหนึ่ง และข้าพเจ้าทั้งสองได้ท�ำกติกาแก่กันและกันไว้ว่า ‘ผู้ใดบรรลุ อมตธรรมก่อน จะบอกกัน’ ข้าพเจ้าปลดเปลื้องปฏิญญานั้นแล้ว จักพาสหายไป หาพระศาสดาในภายหลัง” แล้วหมอบลงแทบเท้าทั้งสองของพระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์1 ท�ำประทักษิณ2 3 รอบ ส่งพระเถระแล้ว ได้บ่ายหน้าไปสู่อารามของปริพาชก โกลิตปริพาชกเห็นเขามาแต่ไกล จึงคิดว่า ‘วันนี้ สีหน้าสหายของเราไม่เหมือนในวันอื่น ๆ ดูผ่องใสเป็นพิเศษ เขาคงได้บรรลุอมตธรรมโดยแน่แท้’ จึงถามถึงการบรรลุอมตธรรม อุปติสสปริพาชกนั้นก็รับว่า “ถูกแล้ว เราบรรลุอมตธรรมแล้ว” แล้วจึงกล่าวคาถาที่พระอัสสชิแสดงแก่ตนให้โกลิตะฟัง เมื่อจบพระคาถา โกลิตะด�ำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว จึงกล่าวว่า “สหาย ทราบข่าวว่า พระศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ไหน ?” 1 เบญจางคประดิษฐ์ การกราบโดยให้เข่าทั้ง 2 มือทั้ง 2 และหน้าผากจดลงกับพื้น. 2 ประทักษิณ หมายถึง การเวียนขวา คือ การเดินเวียนไปทางขวา ซึ่งเป็นการแสดงความเคารพสูงสุด ของชาวชมพูทวีปตั้งแต่โบราณ ปัจจุบันเรียกว่า เวียนเทียน เช่น ไปเวียนเทียนในวันวิสาขบูชา
98 “ข้าพเจ้าได้ฟังมาว่า พระองค์ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน สหาย ข่าวนี้ ท่านอัสสชิเถระ พระอาจารย์ของเราบอกไว้” “ถ้าอย่างนั้น เราไปเฝ้าพระศาสดากันเถิด” ตั้งแต่นี้ไป ผู้เขียนขอเรียกท่านอุปติสสะ ตามสมญานามของท่านที่ พวกเราคุ้นหูว่า พระสารีบุตร แปลว่า บุตรของนางสารี และเรียก ท่านโกลิตะ ตามสมญานามของท่านว่า พระโมคคัลลานะ อันหมายถึงบุตรของนางโมคคัลลี เหมือนภาษาชาวบ้านเรียกกัน เช่นไอ้หนู คนนั้นลูกยายหวิง เป็นต้น ธรรมดา พระสารีบุตรนี้ ท่านเป็นคนกตัญญูรู้คุณ เป็นผู้บูชาอาจารย์เสมอ ฉะนั้น จึงกล่าวกับสหายอย่างนี้ว่า “สหาย เราจักบอกอมตธรรมที่เราทั้งสองบรรลุแก่ท่านอาจารย์สญชัย ของเราบ้าง ถ้าท่านเข้าใจก็จักรู้แจ่มแจ้งในอมตธรรมนั้น หากยังไม่เข้าใจ แต่เชื่อ พวกเรา ท่านก็จะตามไปยังวัดเวฬุวัน ฟังพระธรรมเทศนาของพุทธเจ้า แล้วจะรู้ แจ้งแทงตลอดซึ่งมรรคผลเป็นแน่” ทั้งสองจึงได้เดินทางไปสู่ส�ำนักของท่านสญชัย ๆ พอเห็นเข้าจึงถามว่า “ท่านทั้งสอง ได้ใครที่แสดงทางอมตธรรมแล้วหรือ?” สหายทั้งสองจึงเรียนว่า “ได้แล้วขอรับ ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระธรรมและพระสงฆ์ก็อุบัติขึ้นแล้ว ท่านอาจารย์อย่ามัวประพฤติธรรมอันเป็น โมฆะ ไร้สาระ เชิญเถิด พวกเราจะไปยังวัดเวฬุวัน” อาจารย์สญชัยส่ายหน้า แล้วปฏิเสธว่า
99 “ท่านทั้งสองไปเถิด ข้าพเจ้าไม่สามารถไปได้” “เพราะเหตุไรหรือ ขอรับ ?” “เราเป็นอาจารย์ของมหาชนแล้ว การอยู่เป็นอันเตวาสิก1 ของผู้อื่นนั้น เราท�ำไม่ได้หรอก มันอึดอัด เหมือนเอาจระเข้ไปขังไว้ในตุ่มน�้ำ” “อย่าคิดอย่างนั้นเลยครับ ท่านอาจารย์” “ปล่อยเราเถอะ พวกท่านพากันไปเถอะ เราไม่อาจไปได้” “ท่านอาจารย์ จ�ำเดิมแต่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มหาชนถือของ หอมระเบียบดอกไม้จตุปัจจัยไทยธรรมไปบูชาพระองค์ทั้งนั้น แม้กระผมทั้งสองก็ จะไปที่นั่นเหมือนกัน ท่านอาจารย์จะท�ำอย่างไร ?” สญชัยจึงอ้างเหตุผล ตามนิสัยเดิมที่ลื่นเหมือนปลาไหล “พ่อทั้งสอง ในโลกนี้ มีคนโง่หรือคนฉลาดมากกว่ากันเล่า ? “คนโง่มากกว่าขอรับ ท่านอาจารย์ คนฉลาดมีเพียงเล็กน้อย” “ถ้าอย่างนั้น พวกคนฉลาด จงไปหาพระสมณโคดม พวกคนโง่จะมา หาเรา พวกเจ้าพากันไปเถิด เราไม่ไป” สหายทั้งสองได้แต่ระอาใจในมานะทิฐิของอาจารย์สญชัย จึงต้องปล่อย ท่านไปตามยถากรรม เมื่อสหายทั้งสองจากไป ศิษย์ของสญชัยแตกแยกกันแล้ว ขณะนั้นอาราม ของท่านได้ว่างลง สญชัยนั้นเห็นอารามว่างแล้ว ก็เสียใจอาเจียนออกมาเป็นโลหิต และเรื่องนี้ก็เป็นเหตุให้สญชัยปริพาชกล้มป่วย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา สหาย ทั้งสองได้ไปสู่วัดเวฬุวัน พร้อมด้วยปริพาชก 250 คน ผู้เป็นบริวารของตน 1 อันเตวาสิก แปลว่า “ชนผู้อยู่ในภายใน” หมายถึง ศิษย์ที่อยู่ในปกครองหรือที่อาศัยอยู่กับอาจารย์ จะ เป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ก็ได้, ใช้คู่กับอาจารย์ เช่นอาจารย์และอันเตวาสิก
100 ขณะนั้น พระศาสดาประทับนั่งแสดงธรรมในท่ามกลางบริษัท 4 ทอด พระเนตรเห็นปริพาชกเหล่านั้นแต่ไกลทีเดียว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายด้วยพระ ด�ำรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ว่าที่อัครสาวกของเรามาแล้ว” สองสหายนั้นถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้ว กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงให้การบรรพชาอุปสมบทแก่พวกข้าพระองค์ ด้วยเถิดพระเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา 1 ว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติ พรหมจรรย์2 เพื่อท�ำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” พลันว่าที่อัครสาวกพร้อมด้วยบริวาร ได้เป็นผู้ทรงบาตรจีวรอันส�ำเร็จด้วย ฤทธิ์ ราวกับพระเถระอายุ 100 พรรษา ครั้งนั้น พระศาสดาทรงอธิบายขยายความพระธรรมเทศนาด้วยอ�ำนาจ แห่งความประพฤติของบริวารทั้งสองสหายนั้น เว้นพระอัครสาวกทั้งสองเสีย พระ ที่เหลือบรรลุพระอรหัตแล้ว แต่พระอัครสาวกทั้งสองกลับยังไม่บรรลุมรรคผลเบื้องสูง ถามว่า “เพราะเหตุไร” 1 เอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นชื่อเรียกวิธีบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในสมัยพุทธกาล ยุคต้น ๆ โดย พระพุทธเจ้าทรงประทานให้ด้วยพระองค์เองการอุปสมบทแบบนี้ทรงประทานแก่พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นท่านแรก ต่อมาเมื่อมีผู้มาขอบวชมากขึ้นพระพุทธองค์จึงได้ทรงเลิกวิธีอุปสมบทแบบนี้ และให้สงฆ์ เป็นผู้ให้การบรรพชาอุปสมบทแทน เรียกว่า ญัตติจตุตถกรรมวาจา2 พรหมจรรย์ การบวชซึ่งละเว้นเมถุน, การครองชีวิตที่ปราศจากเมถุน, การประพฤติธรรมอันประเสริฐ, การครองชีวิตประเสริฐ, มรรค, พระศาสนา
101 “เพราะอัครสาวกบารมีญาณเป็นของใหญ่” ต่อมาในวันที่ 7 นับแต่วันบวช ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เข้าไปอาศัย หมู่บ้านกัลลวาละ ในแคว้นมคธอยู่ ถูกความง่วงเหงาหาวนอนครอบง�ำ พระ ศาสดาจึงแสดงธรรมให้เกิดการตื่นรู้ แล้วฟังพระธาตุกรรมฐานจนในที่สุดได้บรรลุ เป็นพระอรหันต์แล้ว ฝ่ายพระสารีบุตร ล่วงกาลผ่านเวลามาครึ่งเดือนตั้งแต่วันบวช เข้าไป อาศัยกรุงราชคฤห์นั่นแหละ อยู่ในถ�้ำสูกรขาตา เขาคิชกูฏ ขณะที่ก�ำลังถวายงาน พัดแก่พระศาสดาผู้ทรงแสดงธรรมโปรดหลานของพระสารีบุตรนั่นเอง ท่านได้ พิจารณาไปตามกระแสแห่งธรรมนั้น ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ผู้มีปัญญามาก เหมือนบริโภคข้าวที่เขาตักให้ผู้อื่น มีค�ำถามว่า “ก็ท่านพระสารีบุตร เป็นผู้มีปัญญามาก มิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร จึงบรรลุสาวกบารมีญาณช้ากว่าพระมหาโมคคัลลานะ” ตอบได้ว่า “เพราะมีการตระเตรียมมาก” เปรียบเสมือนพวกคนเข็ญใจประสงค์จะไปในที่ไหน เพียงนุ่งผ้าขาวม้าผืน เดียว ก็ไปได้อย่างรวดเร็ว ส่วนพระราชาต้องตระเตรียมมาก มีขบวนช้าง ขบวน ม้า แต่งองค์ทรงเครื่อง ข้าราชบริพารตามเสด็จเป็นต้น จึงจะสมควร ในเวลาบ่ายวันนั้นเอง พระศาสดาทรงประชุมพระสาวกที่พระเวฬุวัน ประทานต�ำแหน่งพระอัครสาวกแก่พระเถระทั้งสอง แล้วทรงแสดงพระปาติโมกข์3 พวกภิกษุเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันว่า 3 ปาติโมกข์ หมายถึง คัมภีร์ที่รวมวินัยของสงฆ์ 227 ข้อ คัมภีร์ที่ประมวลพุทธบัญญัติอันทรงตั้งขึ้นเป็น พุทธอาณา มีพุทธานุญาต ให้สวดในที่ประชุมสงฆ์ ทุกกึ่งเดือน เรียกกันว่า สงฆ์ท�ำอุโบสถ บทปาติโมกข์ เหล่านี้ปรากฏอยู่ในพระวินัยปิฎก หมวดสุตตวิภังค์
102 “พระศาสดาประทานต�ำแหน่งอัครสาวกแก่ท่านทั้งสองเพราะเห็นแก่ หน้า ถ้าจะประทานต�ำแหน่งอัครสาวก ควรประทานแก่พระปัญจวัคคีย์ผู้บวชก่อน หากพระปัญจวัคคีย์เหล่านั้นไม่เหมาะสม ก็ควรประทานพระยสเถระ พระพวก ภัทรวัคคีย์ หรือไม่ก็ควรประทานแก่ภิกษุ 3 พี่น้อง มีพระอุรุเวลกัสสปะเป็นต้น แต่พระศาสดาทรงละเลยภิกษุเหล่านั้น เมื่อจะประทานต�ำแหน่งอัครสาวก ก็ทรง เลือกลูกคนรวยผู้บวชภายหลังเขาทั้งหมด” พระศาสดาปรารถนาจะแก้ข้อสงสัยจึงตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสนทนาอะไรกันหรือ ?” เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลตอบแล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราหาเลือกให้ต�ำแหน่งแก่พวกภิกษุเพราะเห็นแก่หน้าไม่ แต่เราให้ต�ำแหน่งที่แต่ละคนปรารถนาแล้วแก่ภิกษุเหล่านี้” แล้วทรงตรัสเล่าถึงบุรพกรรม1 ของพระอัครสาวกทั้งสอง ก่อนหน้านี้เป็นเวลาอสงไขย2 ยิ่งด้วยแสนกัลป์แต่กัลป์นี้ไป สารีบุตรเกิด ในสกุลพราหมณ์มหาศาล มีนามว่าสรทมาณพ โมคคัลลานะเกิดในสกุลคฤหบดีมหาศาล มีนามว่าสิริวัฑฒกุฎุมพี มาณพทั้งสองนั้นได้เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ สรทมาณพนั้นเมื่อบิดาสิ้นชีพแล้ว ได้ครอบครองทรัพย์มากมายอันเป็น มรดกของตระกูล 1 บุรพกรรม/บุพกรรม กรรมที่ท�ำไว้เมื่อชาติก่อน2 อสงไขย หมายถึง นับไม่ถ้วน, ไม่ง่ายที่จะนับ, หรือเป็นจ�ำนวนธรรมชาติเท่ากับหนึ่งโกฏิยกก�ำลัง 20 (10,000,00020) หรือ 10140 (เลข 1 แล้วตามด้วยเลข 0 ต่อท้ายทั้งหมด 140 ตัว) ในศาสนาพุทธจึงมักใช้ กล่าวถึงระยะเวลาที่พระโพธิสัตว์สั่งสมบารมีมาเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ในพระไตรปิฎกและอรรถกถายังมีการใช้ค�ำว่า “อสงไขย” เฉยๆ ด้วยเช่นกัน แต่เป็น อติพจน์และใช้ในความหมายที่ว่า มากมาย หรือ นับไม่ถ้วน (infinity)
103 ในวันหนึ่ง เขาคิดว่า ‘เราย่อมรู้อัตภาพในโลกนี้เท่านั้น หารู้อัตภาพในโลกหน้าไม่ อันธรรมดา ความตายของสัตว์ทั้งหลาย เป็นของเที่ยง ควรที่เราจะบวชเป็นบรรพชิต แสวงหา โมกขธรรมดีกว่า’ สรทมาณพนั้นเข้าไปหาสหายแล้วพูดว่า “สิริวัฑฒ์ ข้าพเจ้าจะบวชแสวงหาโมกขธรรม ท่านจะบวชกับเราหรือไม่” สิริวัฑฒ์ตอบว่า “ข้าพเจ้ายังไม่พร้อม สหาย ท่านบวชไปคนเดียวเถิด” สรทมาณพนั้นคิดว่า ‘ธรรมดาผู้ไปสู่ปรโลก3 พาสหายหรือญาติมิตรไปด้วยไม่ได้ กรรมที่ตนทำ แล้วย่อมเป็นของตนเอง’ ตั้งแต่นั้น สรทมาณพจึงให้เปิดเรือนคลังแก้วออก ให้มหาทานแก่คน ก�ำพร้า คนเดินทาง วณิพกและยาจกทั้งหลาย เข้าไปสู่เชิงเขา บวชเป็นฤษีแล้ว คนทั้งหลายบวชตามสรทะนั้นด้วยความศรัทธา จนมีชฎิลประมาณเจ็ด หมื่นสี่พันคนเป็นบริวาร สรทชฎิลนั้นยังอภิญญา 54 และสมาบัติ 85 ให้เกิดแล้ว แนะน�ำการ 3 ปรโลก (ปะระ-, ปอระ-) โลกหน้า, โลกอื่น. 4 อภิญญา แปลว่า ความรู้ยิ่ง หมายถึงปัญญาความรู้ที่สูงเหนือกว่าปกติ เป็นความรู้พิเศษที่เกิดขึ้นจาก การอบรมจิตเจริญปัญญาหรือบ�ำเพ็ญกรรมฐาน มี 6 อย่าง คือ 1. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ เช่น ล่องหนได้ เหาะได้ ด�ำดินได้ 2. ทิพพโสต มีหูทิพย์ 3. เจโตปริยญาณ ก�ำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ 4. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ 5.ทิพพจักขุ มีตาทิพย์ 6.อาสวักขยญาณ รู้การท�ำอาสวะให้สิ้นไป อภิญญา 5 ข้อแรกเป็นของโลกียอภิญญา ข้อ 6 มีเฉพาะในพระอริยบุคคล ถ้าพบผู้แสดงฤทธิ์ได้ อย่าพึ่งหมายว่าผู้นั้นจะเป็นอริยบุคคล ในเรื่องนี้จึงหมายถึงโลกียอภิญญา 5 ข้อต้นเท่านั้น 5 สมาบัติ แปลว่า การเข้าถึงฌาน, การบรรลุฌาน, ธรรมที่พึงเข้าถึงฌาน /สมาบัติ โดยทั่วไปหมายถึงทั้ง ฌานและการเข้าฌาน ที่กล่าวว่า เข้าสมาบัติ ก็คือ เข้าฌานนั่นเอง สมาบัติ มี 8 อย่าง เรียกว่า สมาบัติ 8 ได้แก่ รูปฌาน 4, อรูปฌาน 4, เรียกแยกว่า รูปสมาบัติ อรูปสมาบัติ เรียกรวมว่า ฌานสมาบัติ
104 ตระเตรียมกสิณ1 แก่ชฎิลเหล่านั้น จนบริวารที่เหลือก็ได้อภิญญา สมาบัติด้วย ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ในโลก พระนครได้มีชื่อว่าจันทวดี มีกษัตริย์พระนามว่ายสวันตะ เป็นพระบิดา มีพระเทวีพระนามว่ายโสธรา เป็นพระมารดา ต้นไม้รกฟ้าเป็นที่ตรัสรู้ (คือต้นโพธิ ซึ่งแปลว่าต้นไม้อันเป็นที่ตรัสรู้) พระอัครสาวกทั้งสอง ชื่อนิสภะและอโนมะ อุปัฏฐากชื่อวรุณะ อัครสาวิกาทั้งสอง นามว่า สุนทราและสุมนา มีพระชนมายุแสนปี พระสรีระสูงถึง 58 ศอก พระรัศมีแห่งพระสรีระแผ่ ไปตลอด 12 โยชน์ มีภิกษุแสนหนึ่งเป็นบริวาร วันหนึ่ง ในเวลาใกล้รุ่ง พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสีนั้น เสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติ ทรงพิจารณาดูสัตว์โลกอยู่ ทอดพระเนตรเห็น สรทดาบสแล้ว ทรงพระด�ำริว่า ‘หากเราไปสู่สำนักสรทดาบสในวันนี้จะเป็นปัจจัย พระธรรมเทศนา จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง และสรทดาบสนั้นจะปรารถนาตำแหน่งพระอัครสาวก สิริวัฑฒกุฎุมพีผู้สหายของดาบสนั้น จักปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่ 2 ในเวลา จบเทศนา ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันบริวารของดาบสนั้นจักบรรลุพระอรหันต์ เราควร ไปในที่นั้น’ แล้วถือบาตรและจีวรของพระองค์ ไม่ตรัสเรียกใคร ๆ อื่นเลย เสด็จไป 1 กสิณ คือวิธีการปฏิบัติสมาธิแบบหนึ่งในพระพุทธศาสนา มีความหมายว่า เพ่งอารมณ์ เป็นสภาพหยาบ ส�ำหรับให้ผู้ฝึกจับให้ติดตาติดใจ ให้จิตใจจับอยู่ในกสิณใดกสิณหนึ่งใน 10 อย่าง ให้มีอารมณ์เป็น หนึ่งเดียว จิตจะได้อยู่นิ่งไม่ฟุ้งซ่าน มีสภาวะให้จิตจับง่ายถึงฌาน 4 ได้ กสิณทั้ง 10 คือการเพ่งดิน น�้ำ ไฟ ลม อากาศ แสงสว่างและกสิณสี แดง เขียว เหลือง ขาว เป็นพื้นฐานของอภิญญาสมาบัติ
105 พระองค์เดียวเหมือนพระยาราชสีห์ เมื่ออันเตวาสิกทั้งหลายของสรทดาบสออก จากส�ำนักไปเพื่อต้องการผลไม้แล้ว ทรงอธิษฐานว่า “ขอสรทดาบสจงทราบว่าเราเป็นพระพุทธเจ้า” เมื่อสรทดาบสเห็นอยู่นั่นเทียว เสด็จลงจากอากาศ ประทับยืนบน แผ่นดินแล้ว สรทดาบสเห็นพุทธานุภาพและฉัพพรรณรังสี2 ระลึกถึงมนต์ส�ำหรับ ท�ำนายลักษณะ พอเทียบเคียงตามต�ำราที่ร�่ำเรียนมาก็ทราบได้ว่า ‘ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านี้ เมื่ออยู่ครองเรือน ย่อมเป็นพระเจ้า จักรพรรดิ เมื่อออกบวช ย่อมเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า บุรุษผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้า โดยไม่ต้องสงสัย’ จึงท�ำการต้อนรับ ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ จัดอาสนะถวายแด่ พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า พระองค์ประทับนั่งบนอาสนะที่จัดไว้ แม้สรทดาบสถืออาสนะอันสมควร แก่ตนแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ขณะเดียวกัน ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันถือผลไม้ทั้งหลายที่ประณีต ๆ อันมีรส อร่อยมาถึงส�ำนักอาจารย์แล้ว แลดูอาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับและอาจารย์นั่ง แล้ว จึงพูดว่า “ท่านอาจารย์ พวกกระผมเข้าใจว่า‘ในโลกนี้ผู้เป็นใหญ่กว่าท่านอาจารย์ ย่อมไม่มี’ ก็บุรุษผู้นี้ เห็นจะเป็นใหญ่กว่าท่านอาจารย์กระมัง ?” สรทดาบสตอบว่า 2 ฉัพพรรณรังสี คือสีที่แผ่ออกจากพระวรกายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มี 6 สี คือ เขียว เหลือง แดง ขาว แสด สีประภัสสรหรือสีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก
106 “ลูกทั้งหลาย พวกเจ้าพูดอะไร พวกเจ้าจะเปรียบเทียบเขาสุเมรุ1 ซึ่งสูง หกสิบแปดแสนโยชน์ กับเมล็ดพันธุ์ผักกาดกระนั้นหรือ ลูกทั้งหลาย พวกเจ้าอย่า ท�ำการเปรียบเทียบเรากับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย ?” ครั้งนั้น ดาบสเหล่านั้นคิดว่า ‘ถ้าบุรุษผู้นี้เป็นคนเล็กน้อยแล้ว ท่านอาจารย์ของพวกเราคงไม่กล่าว อุปมาถึงขนาดนี้ บุรุษผู้นี้ยิ่งใหญ่เพียงไรหนอ’ ดาบสทั้งหมด หมอบกราบลงแทบพระบาททั้งสอง ถวายบังคมด้วย เศียรเกล้าแล้ว ครั้งนั้น อาจารย์กล่าวกะดาบสเหล่านั้นว่า “ลูกทั้งหลาย ไทยธรรม2 ที่สมควรแด่พระพุทธเจ้าของเราไม่มีและพระ ศาสดาก็เสด็จมาในที่นี้ในเวลาภิกขาจาร 3 พวกเราจักถวายไทยธรรมตามก�ำลัง พวกเจ้าจงน�ำเอาผลาผลอันประณีตมาเถิด” ครั้นน�ำผลหมากรากไม้มาแล้ว ท่านดาบสได้ใส่ไว้ในบาตรของพระตถาคต ด้วยตนเอง เมื่อพระศาสดาทรงรับผลาผล เทวดาทั้งหลายก็โปรยโอชะอันเป็นทิพย์ลง ดาบสนั้นได้กรองน�้ำถวายด้วยตนเองทีเดียว เมื่อพระศาสดาประทับนั่งท�ำภัตกิจแล้ว ดาบสนั้นเรียกอันเตวาสิกทั้งสิ้น มาแล้ว ได้กล่าวค�ำพูดอันพอให้ระลึกถึงกันในที่ใกล้พระศาสดา พระศาสดาทรงด�ำริว่า 1 เขาพระสุเมรุ (-เมน) ตามคติในศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธ และศาสนาเชน คือภูเขาที่เป็นศูนย์กลาง ของโลก หรือจักรวาล เป็นที่อยู่ของสิ่งมีวิญญาณในภพและภูมิต่าง ๆ ของสัตวโลก บาลีเรียก สิเนรุ2 ไทยธรรม ของส�ำหรับท�ำทานแก่พระสงฆ์, ไทยทาน ก็เรียก 3 ภิกขาจาร /-จาน/ การเที่ยวขออาหาร, การเที่ยวบิณฑบาต
107 ‘ขออัครสาวกทั้งสอง จงมาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์’ พระอัครสาวกทั้งสองนั้นทราบพระด�ำริของพระศาสดาแล้ว มีพระ ขีณาสพ4 แสนรูปเป็นบริวาร มาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง ล�ำดับนั้น สรทดาบสเรียกอันเตวาสิกทั้งหลายมาแล้ว กล่าวว่า “พ่อทั้งหลาย แม้อาสนะ5 ที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ต�่ำ ซ�้ำอาสนะ ส�ำหรับพระภิกษุผู้เป็นบริวารจ�ำนวนแสนองค์ก็ไม่มี พวกเจ้าควรจะท�ำสักการะ ให้โอฬารในวันนี้ จงน�ำดอกไม้อันสมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมาจากเชิงเขา” เวลาที่พูดย่อมเป็นเหมือนเนิ่นช้า แต่วิสัยฤทธิ์ของผู้มีฤทธิ์อันใคร ไม่ควรคิด เพราะฉะนั้นเพียงครู่เดียวเท่านั้น ดาบสเหล่านั้นน�ำดอกไม้ที่มี สีสวยงามและกลิ่นหอมมา แล้วตบแต่งอาสนะดอกไม้ส�ำหรับพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย ในพื้นที่ประมาณ 1 โยชน์ ส�ำหรับพระอัครสาวกทั้งสองประมาณ 3 คาพยุต6 ส�ำหรับภิกษุที่เหลือมีประมาณแตกต่างกัน มีประมาณครึ่งโยชน์เป็นต้น ส�ำหรับภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์มีประมาณ 1 อุสภะ7 ใคร ๆ ไม่ควรคิดว่า ‘ในอาศรมบทแห่งเดียว จะตบแต่งอาสนะใหญ่โตถึงเพียงนั้นอย่างไร ?’ เพราะว่านี่เป็นวิสัยของผู้มีฤทธิ์ เมื่อตบแต่งอาสนะเสร็จแล้วอย่างนั้น 4 ขีณาสพ แปลว่า ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว, ผู้สิ้นอาสวะแล้ว หมายถึงพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้ว เรียกเต็มว่า พระขีณาสพ หรือ พระอรหันตขีณาสพ 5 อาสนะ ที่นั่ง 6 คาพยุต เป็นมาตราวัด คาพยุตหนึ่งยาว 100 เส้น เท่ากับ 4,000 เมตร หรือ 4 กิโลเมตร 7 อุสภะ เป็นมาตราวัด อุสภะหนึ่งยาว 25 วา
108 สรทดาบสยืนประคองอัญชลี1 เบื้องพระพักตร์ของพระตถาคตแล้ว กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์เสด็จประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้นี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนาน” เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้วอย่างนั้น พระอัครสาวกทั้งสองและภิกษุ ที่เหลือ ก็นั่งแล้วบนอาสนะของตน สรทดาบสได้ถือฉัตรดอกไม้ใหญ่ ยืนกั้นเหนือพระเศียรของพระตถาคต พระศาสดาทรงอธิษฐานว่า ‘ขอสักการะของพวกชฏิลนี้ จงมีผลมาก’ ดังนี้แล้ว ทรงเข้านิโรธสมาบัติ2 สองพระอัครสาวกก็ดี ภิกษุที่เหลือก็ดี ทราบว่า พระศาสดาทรงเข้านิโรธสมาบัติแล้ว ก็เข้าด้วย เมื่อพระตถาคตประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติตลอด 7 วัน บริวารของดาบส เที่ยวไปหาอาหาร บริโภคมูลผลาผลในป่าแล้ว ดาบสยืนประนมมือแด่พระพุทธเจ้า อยู่ตลอดเวลา ฝ่ายสรทดาบสไม่กินข้าวปลาอาหาร ยืนกั้นฉัตรดอกไม้ให้พระพุทธเจ้า อยู่ จนล่วงไป 7 วันอย่างอิ่มเอมเปรมใจ พระศาสดาเสด็จออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ตรัสเรียกพระนิสภเถระ พระอัครสาวกผู้นั่งเบื้องขวา ด้วยรับสั่งว่า 1 อัญชลี การประนมมือ, การไหว้, บางทีใช้เป็นอัญชุลี หรือชุลี ก็มี2 นิโรธสมาบัติ (อ่านว่า นิโรดสะมาบัด, นิโรดทะ- ) แปลว่า การเข้านิโรธ, การเข้าถึงความดับ หมายถึงการ เข้าถึงความดับสัญญา (ความจ�ำ) และเวทนา (ความรู้สึกในอารมณ์) ทั้งหมด ซึ่งสามารถดับได้ถึง 7 วัน เรียกว่าเข้านิโรธสมาบัติ เรียกย่อว่า เข้านิโรธ เรียกเต็มว่า เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ นิโรธสมาบัติ ต้องเป็นพระอรหันต์และพระอนาคามีผู้ได้สมาบัติ 8 จึงจะสามารถเข้าได้ ถือกันว่าผู้ได้ ถวายอาหารแด่พระสงฆ์ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติมื้อแรกจะได้รับอานิสงส์ในปัจจุบันทันตา ทั้งนี้เพราะ เป็น อาหารมื้อส�ำคัญหลังจากที่ท่านอดมาถึง 7 วัน ร่างกายจึงต้องการอาหารมากเป็นพิเศษ
109 “นิสภะ เธอจงกล่าวอนุโมทนาอาสนะดอกไม้ แก่ดาบสทั้งหลายผู้ท�ำ สักการะเถิด” พระเถระมีใจยินดี เริ่มกล่าวอนุโมทนาอาสนะดอกไม้แล้ว ในที่สุดเทศนา ของพระนิสภเถระนั้น พระศาสดาตรัสให้โอกาสพระอัครสาวกเบื้องซ้ายได้แสดง ธรรมด้วย พระอโนมเถระได้แสดงธรรมแล้ว แต่ด้วยเทศนาของพระอัครสาวก ทั้งสอง การตรัสรู้มิได้มีแม้แก่ดาบสสักรูปหนึ่ง ครั้งนั้น พระศาสดาทรงด�ำรงอยู่ในพุทธวิสัยไม่มีประมาณ ทรงเริ่มแสดง พระธรรมเทศนาแล้ว ในกาลจบเทศนา ชฎิลเจ็ดหมื่นสี่พันบรรลุพระอรหัตแล้ว ยกเว้นสรทดาบสเท่านั้น พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ออกตรัสว่า “เธอทั้งหลาย จงเป็นภิกษุเถิด” ทันใดนั้นเอง ผมและหนวดของชฎิลเหล่านั้นได้อันตรธานไปแล้ว บริขาร 83 ได้สวมกายด้วยฤทธิ์ มีค�ำถามว่า “เพราะเหตุไร สรทดาบสจึงไม่ได้บรรลุพระอรหันต์ ?” “เพราะความเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน” ได้ยินว่า จ�ำเดิมแต่กาลที่สรทดาบสนั้นเริ่มฟังธรรมเทศนาของพระอัคร สาวกเบื้องซ้าย ท่านเกิดความคิดขึ้นว่า ‘โอ! แม้เราพึงได้รับธุระที่พระสาวกรูปนี้ได้รับในศาสนาของพระพุทธเจ้า 3 บริขาร 8 เครื่องใช้สอยของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา มี 8 อย่าง เรียกว่า อัฐบริขาร คือ สบง จีวร สังฆาฏิ บาตร มีดโกนหรือมีดตัดเล็บ เข็ม ประคดเอว กระบอกกรองน�้ำ, สมณบริขาร ก็เรียก.
110 ผู้จะบังเกิดในอนาคต’ ด้วยปริวิตกนั้น สรทดาบสนั้นจึงไม่อาจรู้แจ้งแทงตลอดมรรคผลได้ท่าน ยืนถวายบังคมพระตถาคตเจ้าในที่เฉพาะพระพักตร์ กราบทูลว่า “พระเจ้าข้า ภิกษุที่นั่งบนอาสนะต่อจากพระองค์เรียกว่าอะไร ในศาสนา ของพระองค์ ?” พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุผู้ยังธรรมจักรอันเราให้เป็นไปแล้ว ให้บรรลุที่สุดแห่งสาวกบารมี ญาณ แทงตลอดปัญญา 161 อย่าง ผู้นี้ชื่อว่าเป็นอัครสาวกในศาสนาของเรา” ท่านจึงได้ท�ำความปรารถนาว่า ‘พระเจ้าข้า ด้วยผลแห่งสักการะที่ข้าพระองค์กั้นฉัตรดอกไม้ ตลอด 7 วันนี้ ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาความเป็นท้าวสักกะหรือความเป็นพรหมอย่างอื่น แต่ขอข้าพระองค์พึงเป็นพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต เหมือนพระนิสภเถระองค์นี้เถิด’ พระศาสดาทรงส่งพระอนาคตังสญาณ2 ไปพิจารณาว่า ‘ความปรารถนาของบุรุษผู้นี้ จักสำเร็จหรือไม่หนอ ?’ ได้ทรงเห็นว่าผ่าน 1 อสงไขย ยิ่งด้วยแสนกัลป์ไปแล้วจะส�ำเร็จ ครั้นทรง เห็นแล้วจึงตรัสกับสรทดาบสว่า “ความปรารถนาของท่านนี้จักไม่เปล่าประโยชน์ ก็ในอนาคต ล่วงไป 1 อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัลป์ พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระมารดาของพระองค์จักมีพระนามว่ามหามายาเทวี พระบิดาของพระองค์จัก 1 ปัญญา 16 หมายถึง โสฬสญาณ หรือญาณ 16 อันได้แก่ ปัญญาที่เกิดจากสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน2 อนาคตังสญาณ คือ ญาณที่ล่วงรู้อนาคต เป็นญาณของผู้มีอภิญญาจิต
111 มีพระนามว่าสุทโธทนมหาราช พระโอรสจักมีพระนามว่าราหุล พระผู้อุปัฏฐาก จักมีนามว่าอานนท์ พระสาวกที่ 2 จักมีนามว่าโมคคัลลานะ ส่วนตัวท่านจักเป็น พระอัครสาวกของพระองค์ นามว่าธรรมเสนาบดีสารีบุตร” ครั้นทรงพยากรณ์ดาบสอย่างนั้นแล้ว ตรัสธรรมีกถา มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม อยู่ได้เหาะไปแล้ว ฝ่ายสรทดาบสไปด้วยฤทธิ์ ชั่วพริบตาเดียว ได้ยืนอยู่ริมประตูเรือนของ สิริวัฑฒ์แล้ว สิริวัฑฒ์กล่าวว่า “นานแล้วหนอพระคุณเจ้า ที่เราไม่ได้พบกัน” ดังนี้แล้วจึงเชิญให้นั่งบนอาสนะ ส่วนตนนั่งบนอาสนะต�่ำกว่าแล้ว เรียน ถามว่า “ท�ำไม อันเตวาสิกบริษัทของพระคุณเจ้าจึงหายไปเจ้าข้า ?” สรทดาบสกล่าวด้วยความเบิกบานใจ “สหาย พระพุทธเจ้าอโนมทัสสีเสด็จมายังอาศรมของข้าพเจ้าทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าท�ำสักการะแด่พระองค์ตามก�ำลังของตน พระศาสดาทรงแสดงธรรม โปรดพวกข้าพเจ้าทุก ๆ คน ในกาลจบเทศนา เว้นข้าพเจ้าคนเดียว ที่เหลือบรรลุ พระอรหัตและบวชแล้ว ข้าพเจ้าเห็นพระนิสภเถระอัครสาวกของพระศาสดา จึงปรารถนาต�ำแหน่งพระอัครสาวกในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้จะเสด็จอุบัติในอนาคต แม้ท่านก็จงปรารถนาต�ำแหน่งสาวกที่ 2 ในศาสนาของ พระองค์ท่านเถิด” สิริวัฑฒ์กล่าวด้วยความกังวล “ผมไม่คุ้นเคยกับพระพุทธเจ้าเลย ขอรับ”
112 “เรื่องที่จะทูลกับพระพุทธเจ้าเป็นภาระของข้าพเจ้าเอง เธอจงจัดสักกา ระ อันยิ่งใหญ่ไว้เถอะ” สิริวัฑฒ์รับค�ำของสรทดาบสนั้นแล้ว ให้จัดเตรียมสถานที่ จัดสักกา ระ และเครื่องต้อนรับเป็นอันมากแล้ว ได้ให้สัญญาณแก่สรทดาบสเพื่อนิมนต์ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย หลังจากที่พระศาสดารับสักการะจากสิริวัฑฒ์ตลอด 7 วันทรงพิจารณา ถึงอนาคตกาล ทรงเห็นความส�ำเร็จแห่งความปรารถนาของเขา จึงทรงพยากรณ์ว่า “แต่นี้ล่วงไป 1 อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัลป์ แม้ท่านก็จักเป็นพระสาวกที่ 2 ของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม” สิริวัฑฒะฟังพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า มีความร่าเริงแล้ว แม้พระ ศาสดาก็ทรงท�ำภัตตานุโมทนาแล้ว พร้อมทั้งบริวารเสด็จกลับไปยังวิหารแล “ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความปรารถนาที่บุตรของเราปรารถนาแล้วใน ครั้งนั้น อัครสาวกทั้งสองนั้นได้ตำแหน่งตามที่ตนปรารถนานั่นแล เราหาได้ให้ เพราะเห็นแก่หน้าไม่” เมื่อพระศาสดาตรัสพระพุทธพจน์อย่างนั้นแล้ว สองพระอัครสาวกถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลเล่าเรื่องอันเป็นปัจจุบันทั้งหมดว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งสองนั้นไปยังส�ำนักของท่านอาจารย์ สญชัย ประสงค์จะน�ำท่านมาสู่บาทมูลของพระองค์ แจ้งว่าลัทธิของท่านไม่มีสาระ แล้วกล่าวอานิสงส์1 ในการมาที่นี่ แต่อาจารย์สญชัยไม่ปรารถนาจะมา พระเจ้าข้า” พระศาสดาทรงสดับค�ำนั้นแล้ว ตรัสว่า 1 อานิสงส์ 1.ผลแห่งบุญกุศล, ผลแห่งความดี, ผลบุญ 2.ประโยชน์, ผลดี.
113 “ภิกษุทั้งหลาย สญชัยถือสิ่งที่ไม่มีสาระว่า ‘มีสาระ’ และสิ่งที่มีสาระว่า ‘ไม่มีสาระ’ เพราะความที่ตนเป็นมิจฉาทิฐิ ส่วนเธอทั้งสองรู้สิ่งเป็นสาระโดยความ เป็นสาระ และสิ่งอันไม่เป็นสาระโดยความไม่เป็นสาระ ละสิ่งที่ไม่เป็นสาระเสีย ถือเอาแต่สิ่งที่เป็นสาระเท่านั้น เพราะความที่ตนเป็นบัณฑิต” ดังนี้แล้ว ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า “ชนเหล่าใด มีปกติรู้ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ และเห็นในสิ่งอันเป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ ชนเหล่านั้นมีความด�ำริผิดเป็นอารมณ์ ย่อมไม่ประสบกับสิ่งอันเป็นสาระ ชนเหล่าใด รู้สิ่งเป็นสาระโดยความเป็นสาระ และสิ่งไม่เป็นสาระโดยความไม่เป็นสาระ ชนเหล่านั้นมีความด�ำริชอบเป็นอารมณ์ ย่อมประสบกับสิ่งอันเป็นสาระ”
114 ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐี สมติวิชฺฌติ เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ ราโค สมติวิชฺฌติ. ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ วุฏฺฐี น สมติวิชฺฌติ เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ ราโค น สมติวิชฺฌติฯ “ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ฉันใด, ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรมแล้วได้ฉันนั้น ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ฉันใด, ราคะก็ย่อมเสียดแทงจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ฉันนั้น”
115 เอาราคะละราคะ พระนนทะั
116 หลังจากที่พระพุทธเจ้าบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ1 เริ่มเผยแผ่พระธรรม ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางแล้ว ในพรรษาที่ 5 ได้เสด็จไปสู่เมืองกบิลพัสดุ์อันเป็น ปิตุภูมิ โดยการกราบอาราธนาของกาฬุทายีอ�ำมาตย์ซึ่งบวชแล้วบรรลุเป็นพระ อรหันต์ในเวลาต่อมา พระกาฬุทายีน�ำเสด็จพระศาสดา ผู้มีพระขีณาสพสองหมื่นแวดล้อมแล้ว ไปสู่กบิลพัสดุ์บุรี ทรงยังฝนโบกขรพรรษ2 ให้ตกลงมาแล้วตรัสเรื่องมหาเวสสันดร ชาดกในท่ามกลางแห่งพระประยูรญาติ ต่อมาได้ทรงแสดงธรรมโปรดพระบิดาและพระน้านางมหาปชาบดีโคตมี ให้ด�ำรงอยู่ในโสดาปัตติผล หลังจากเสด็จมาได้ 3 วัน เจ้าชายนันทะ พุทธอนุชา 3 ก�ำลังเข้าพิธีอภิเษก สมรสกับเจ้าหญิงชนบทกัลยาณี พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปร่วมงาน ประทานบาตร ในหัตถ์ของเจ้าชายนันทะ ตรัสอวยพรแล้วเสด็จลุกจากอาสนะออกจากงานแล้ว หาได้ทรงรับบาตรจากหัตถ์ของพุทธอนุชาไม่ 1 พระสัมมาสัมโพธิญาณ ปัญญาตรัสรู้เองโดยชอบ หรือเรียกเต็มว่า อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ปัญญา คือความตรัสรู้เองโดยชอบ ที่ไม่มีสิ่งอื่นยิ่งกว่า2 โบกขรพรรษ [โบก-ขะ-ระ-พัด] น. น�้ำฝนวิเศษไม่เปียกผู้ที่ไม่ต้องการให้เปียก (เหมือนน�้ำที่ตกลงบนใบ บัว) ตกลงแล้วไหลซึมซาบดินหายไปโดยเร็ว เกิดจากฤทธิ์ของพระพุทธเจ้า 3 อนุชา “ผู้เกิดภายหลัง”, น้องชาย ใช้คู่กับ เชษฐา [เชด] (มค. เชฏฺฐ) ผู้ใหญ่กว่า, ผู้เจริญกว่า, พี่ชาย
117 ฝ่ายเจ้าชายนันทะนั้น ด้วยความเคารพย�ำเกรงในพระเชฏฐา จึงมิอาจทูล เตือนให้พระองค์รับบาตรกลับไป ได้แต่ทรงด�ำริอย่างนี้ว่า ‘พระศาสดาคงจะทรงรับบาตรคืนที่หัวบันได ที่ริมเชิงบันได หรือที่พระ ลานหลวง’ แม้ในที่นั้น ๆ พระศาสดาก็ไม่ทรงรับ พระองค์ปรารถนาจะเสด็จกลับ แต่ จ�ำเป็นต้องตามเสด็จไปด้วยความไม่เต็มพระทัย เพราะความเคารพในพระเชษฐา จึงไม่อาจทูลอะไรได้ ในขณะนั้น บรรดาเพื่อนหญิงของนางชนบทกัลยาณีคู่สมรส เห็นเจ้าชาย อุ้มบาตรตามเสด็จไป จึงแจ้งแก่เธอว่า “พระแม่เจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาเจ้าชายนันทะเสด็จไปแล้ว คงจะ พรากเจ้าชายจากพระแม่เจ้าเป็นแน่” ฝ่ายนางชนบทกัลยาณีนั้นได้ยินค�ำนั้นแล้ว ก็ร้องไห้เสียใจ ด้วยเกสาอัน เกล้าได้ครึ่งเดียว รีบวิ่งตามไปทูลว่า “เสด็จพี่ ขอพระองค์รีบเสด็จกลับนะเพคะ” ค�ำของหญิงอันเป็นที่รักนั้น ประหนึ่งตกไปขวางอยู่ในหทัยของเจ้าชาย เลยทีเดียว แม้พระศาสดาก็ยังไม่ทรงรับบาตรจากหัตถ์ของพระอนุชาอยู่นั่นเอง ทรงน�ำเจ้าชายไปสู่วัดนิโครธารามแล้วตรัสว่า “นันทะ เธออยากบวชไหม ?” นันทกุมารนั้น ได้ยินแล้วก็สะดุ้งอยู่ในพระทัย แต่ด้วยความเคารพใน พระพุทธเจ้า กลับทูลรับว่า “เอ้อ! ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แล้วแต่พระองค์เถิด”
118 พระศาสดาจึงรับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น เธอทั้งหลายจงบวชให้นันทะเถิด” ในวันที่ 7 พระนางพิมพา พระมารดาของพระราหุลโอรสแห่งพระตถาคต ผู้มีพระชันษาเพียง 7 ปี ทรงแต่งตัวให้พระกุมารแล้ว ส่งไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระด�ำรัสว่า “ลูกรัก ลูกจงดูพระมหาสมณะซึ่งมีพระสงฆ์สองหมื่นแวดล้อม ทรงมี วรรณะประดุจสีทองค�ำ มีพระรูปประดุจพรหมนั่น พระมหาสมณะนั้นเป็นพระ บิดาของลูก ขุมทรัพย์ใหญ่ได้เกิดขึ้นในเวลาที่พระบิดาของลูกนั้นประสูติ ตั้งแต่ เวลาที่พระองค์ออกบวช แม่ไม่พบขุมทรัพย์อีกเลย พ่อจงไปทูลขอมรดกกับ พระองค์ท่านว่า ‘ข้าแต่เสด็จพ่อ ข้าพระองค์เป็นพระโอรส เมื่ออภิเษก1 แล้ว จัก เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ข้าพระองค์ต้องการทรัพย์ ขอเสด็จพ่อได้โปรดประทาน ทรัพย์แก่ข้าพระองค์เถิด’ เพราะบุตรย่อมสืบทอดสมบัติของพระบิดา” พระกุมารเสด็จไปสู่ส�ำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว สัมผัส รักแห่งสายเลือดได้เกิดขึ้นในพระบิดา มีความร่าเริงแล้วกราบทูลโอภาปราศรัย กับพระพุทธองค์อย่างมีความสุข แล้วในที่สุดก็ทูลขอขุมทรัพย์อย่างที่พระมารดา สั่งสอนมา แล้วเสด็จติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไป แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ให้พระกุมารกลับ ใครก็ไม่สามารถเพื่อจะเชิญ พระกุมารผู้เสด็จไปกับพระผู้มีพระภาคเจ้าให้กลับได้ พระกุมารนั้นได้เสด็จไปถึง พระอารามแล้ว ล�ำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระด�ำริว่า ‘พระโอรสของเราอยากได้ทรัพย์อันเป็นสมบัติของบิดา ทรัพย์นั้นเป็น 1 อภิเษก แต่งตั้งโดยการท�ำพิธีรดนํ้า เช่นพิธีขึ้นเสวยราชย์ของพระมหากษัตริย์.
119 โลกียทรัพย์ พาให้เวียนเกิดเวียนตาย มีความคับแคบ เราจักให้อริยทรัพย์ อันเรา ได้แล้วที่ควงไม้โพธิแก่เธอ จะทำเธอให้เป็นเจ้าของโลกุตรทรัพย์’ พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ท่านพระสารีบุตรเข้าพบ แล้วตรัสว่า “สารีบุตร เธอจงให้ราหุลกุมารบวชเถิด” พระเถระยังพระกุมารนั้นให้ผนวชแล้ว เมื่อราหุลกุมารผนวชแล้ว ทุกข์ แสนสาหัสได้เกิดขึ้นแก่พระเจ้าสุทโธทนะ พุทธบิดา เพราะได้ทรงสดับข่าวนั้น พระองค์ไม่สามารถอดทนต่อความทุกข์นั้นได้ เสด็จไปสู่วัดนิโครธาราม ทูลชี้แจงแล้วขอประทานพรว่า “พระเจ้าข้า หม่อมฉันขอประทานพระวโรกาส พระคุณเจ้าทั้งหลายควร ให้บิดามารดาของกุลบุตรนั้นอนุญาตเสียก่อน จึงบวชได้” พระผู้มีพระภาคเจ้าประทานพรนั้นแด่ท้าวเธอแล้ว รุ่งขึ้นวันหนึ่งเสวย พระกระยาหารเช้าในพระราชนิเวศน์แล้ว เมื่อพระราชาประทับอยู่ ณ ส่วนข้าง หนึ่ง ทูลเล่าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเวลาที่พระองค์ทรงท�ำทุกรกิริยา เทวดา องค์หนึ่งเข้ามาหาหม่อมฉันบอกว่า พระโอรสของพระองค์ทิวงคตแล้ว” หม่อมฉันไม่เชื่อถ้อยค�ำของเทวดานั้น จึงคัดค้านเทวดานั้นว่า ‘บุตรของข้าพเจ้ายังไม่บรรลุโพธิญาณ ย่อมไม่ทิวงคต’ พระพุทธเจ้าจึงได้โอกาสแสดงธรรมโปรดพระชนก ในกาลจบพระกถา พระพุทธบิดาด�ำรงอยู่ในอนาคามิผล หลังจากโปรดพระประยูรญาติจนได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นอันมากแล้ว จึงได้เวลาเสด็จกลับไปสู่กรุงราชคฤห์ พร้อมด้วยพระนันทะ สามเณรราหุล และ หมู่สงฆ์
120 หลังจากนั้น ทรงรับปฏิญญา 1 ไว้กับอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพื่อการเสด็จมา สู่กรุงสาวัตถี ครั้นเมื่อเศรษฐีนั้นสร้างวัดเชตวันมหาวิหารส�ำเร็จแล้วจึงได้เสด็จไป จ�ำพรรษาในพระเชตวันมหาวิหารนั้น เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันนั่นแล ท่านพระนันทะเกิดอาการ จีวรร้อน มีความกระสันอยากสึก จึงบอกแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สามารถที่จะสืบอายุ พระพุทธศาสนาต่อไปได้ ข้าพเจ้าจักกล่าวคืนสิกขา 2 แล้วสึก” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว รับสั่งให้หาท่านพระ นันทะมาเฝ้าแล้ว ตรัสว่า “จริงหรือนันทะ ได้ยินว่า เธอจักกล่าวคืนสิกขาแล้วสึกหรือ ?” พระนันทะกราบทูลด้วยความหงอยเหงาเศร้าซึม “จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า” “เธอจะกล่าวคืนสิกขา เพราะเหตุอะไร ?” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ออกจากเรือน นางชนบทกัลยาณี ผู้ศากิยะมีผมอันเกล้าได้กึ่งหนึ่ง ได้ร้องสั่งค�ำนี้กับข้าพระองค์ว่า ‘ข้าแต่เสด็จพี่ ขอพระองค์รีบเสด็จกลับมานะเพคะ’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นั้นแล หวนระลึกถึงค�ำนั้นอยู่ จึงไม่ ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ อยากสึกใจจะขาดแล้ว” 1 ปฏิญญา การให้ค�ำมั่นสัญญา2 กล่าวคืนสิกขา หมายถึง คืนพระวินัย 227 สิกขาบทของพระภิกษุ รับสิกขาบทของฆราวาสคือศีล 5 แทน ค�ำว่า สึก ในค�ำว่า พระสึก สึกพระ สึกชี กร่อนมาจากค�ำว่า สิกขา ผู้ที่บวชคือผู้ที่เข้าศึกษาพระธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้า เมื่อเลิกบวชก็คือลาจากการศึกษาพระธรรมวินัย เรียกว่า ลาสิกขา. ค�ำว่า ลาสิกขา กร่อน เป็น “ลาสิก” แล้วเปลี่ยนเสียงเป็น “ลาสึก” หรือ “สึก”
121 พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงจับท่านพระนันทะที่พระพาหา 3 แล้วน�ำไปสู่ ดาวดึงส์เทวโลกด้วยก�ำลังพระฤทธิ์ ในระหว่างทางทรงชี้ให้ดูนางลิงลุ่น4 ตัวหนึ่ง ซึ่งมีหูจมูกและหางขาด นั่งจับเจ่าอยู่บนปลายตอไม้ที่ไฟไหม้ ในทุ่งนาแห่งหนึ่ง แล้วพาไปดูนางอัปสร5 สวรรค์ 500 องค์ ซึ่งมีความสวยสดงดงาม ก�ำลังมาเข้าเฝ้า ท้าวสักกเทวราชในภพดาวดึงษ์ แล้วตรัสถามพระนันทะว่า “นันทะ เธอคิดอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบนางชนบทกัลยาณี กับนางอัปสร สวรรค์เหล่านี้ ?” พระนันทะได้สดับพระพุทธด�ำรัสนั้นแล้ว กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเทียบกันแล้ว นางชนบทกัลยณี ก็เหมือนกับ นางลิงลุ่นผู้มีหูจมูกและหางขาดนั้น เพราะการเปรียบเทียบกัน ความงามของนาง ย่อมไม่ถึงเศษเสี้ยวของนางอัปสรสวรรค์เหล่านั้นเลย” “นันทะ ถ้าเธอยังยินดีประพฤติพรหมจรรย์อยู่ เรารับรองกับเธอได้ว่าจะ สู่ขอนางอัปสรสวรรค์ 500 องค์ ให้แก่ท่าน” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระองค์ทรงรับรองเช่นนั้น ข้าพระองค์ก็จะ ไม่สึก” แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาท่านนันทะหายวับไปในที่นั้น ได้ปรากฏ ตัวในวัดเชตวันดังเดิม ภิกษุทั้งหลายได้สดับข่าวนั้นแล้ว ต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่า 3 พาหา แขน. อวัยวะที่ต่อจากไหล่ทั้ง ๒ ข้าง, (ราชาศัพท์) เรียกอวัยวะตั้งแต่ศอกไปถึงไหล่ว่า พระพาหา ตั้งแต่ศอกไปถึงมือว่า พระกร. 4 ลุ่น แปลว่า ด้วน หรือกุด 5อัปสร (สันสกฤษ) หรือ อัจฉรา (บาลี) เป็นนางฟ้าประเภทหนึ่งมีความสามารถในการร่ายร�ำขับร้อง
122 “ได้ยินว่า พระนันทะประพฤติพรหมจรรย์เพราะเหตุแห่งนางอัปสร ทั้งหลาย นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้รับรองกับพระนันทะนั้น เพื่อจะได้ นางอัปสรสวรรค์ หากยังผนวชอยู่” ครั้งนั้นแล พวกภิกษุผู้สหายของท่านพระนันทะ เรียกท่านด้วยวาทะว่า คนรับจ้าง คนอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงไถ่ไว้ หรือทรงเป็นผู้รับประกันเพื่อให้ได้ นางอัปสร เป็นต้น ครั้งนั้นแล ท่านพระนันทะขวยเขิน ละอาย รังเกียจด้วยวาทะเหล่านั้น ของเหล่าภิกษุสหาย จึงหลบหลีกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาทแล้ว มีความเพียร บากบั่นมั่นคง ต่อกาลไม่นานนัก ท่านได้ท�ำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อัน ยอดเยี่ยม อันเป็นที่ต้องการของกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกบวชเป็นอนาคาริก ด้วยความรู้ยิ่งเอง รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจจำต้องทำๆ เสร็จแล้ว กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี” เป็นอันว่า ท่านพระนันทะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในบรรดา พระอรหันต์ทั้งหลาย คืนนั้นเอง เทวดาองค์หนึ่งมีรัศมียังพระเชตวันให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้า พระศาสดา ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระนันทะ เป็นพระอนุชาของพระผู้มีพระ ภาคเจ้า โอรสพระน้านาง ท�ำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ1 อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยความรู้ยิ่งเอง ส�ำเร็จแล้วเดี๋ยวนี้เอง” 1 วิมุตติ 2 คือ ความหลุดพ้นด้วยก�ำลังแห่งสมาธิและปัญญา ได้แก่ 1. เจโตวิมุตติ หมายถึง ความหลุดพ้นแห่งจิต ด้วยก�ำลังแห่งสมาธิ 2. ปัญญาวิมุตติ หมายถึง ความหลุดพ้นด้วยปัญญาที่รู้เห็นตามเป็นจริง
123 ขณะเดียวกัน พระพุทธเจ้าก็ทรงทราบแล้ว ท่านพระนันทะ หลังจากผ่านราตรีนั้นไป ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค เจ้า ถวายบังคมแล้ว ได้กราบทูลค�ำนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้รับประกันแก่ ข้าพระองค์ เพื่อการได้นางอัปสร 500 องค์ ด้วยการรับรองใด ข้าพระองค์ขอ ปลดเปลื้องพระผู้มีพระภาคเจ้าจากการรับรองนั่น” พระผู้มีพระภาคทรงแย้มสรวล แล้วตรัสด้วยพระกรุณาว่า “นันทะ เราทราบแล้วว่า เธอหลุดพ้นแล้ว แม้เทวดาก็บอกเนื้อความนี้ แก่เรา นันทะ เมื่อใดแล จิตของเธอพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะมีความไม่ ยึดมั่น เมื่อนั้น เราก็พ้นจากการรับรองนั้น” แล้วทรงเปล่งอุทานนี้ ในเวลานั้นว่า เปือกตมคือกามอันผู้ใดข้ามได้แล้ว, หนามคือกามอันผู้ใดย่ำยีได้แล้ว ผู้นั้นบรรลุความสิ้นไปแห่งโมหะ ย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะสุขและทุกข์. ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายถามท่านพระนันทะว่า “นันทะผู้มีอายุ เมื่อก่อน ท่านกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าเป็นผู้กระสันแล้ว’ บัดนี้ จิตของท่านเป็นอย่างไร ?” พระนันทะตอบว่า “ผู้มีอายุ ความห่วงใยในความเป็นคฤหัสถ์ของเราไม่มีแล้ว ความคิดที่จะสึก ของเราไม่มีแล้ว”
124 พวกภิกษุได้ฟังค�ำนั้นแล้ว กล่าวกันว่า “ท่านนันทะพูดไม่จริง อ้างว่าบรรลุพระอรหัตผล ในวันที่แล้ว บอกว่า ตนเองอยากสึก แต่บัดนี้กล่าวว่าไม่คิดจะสึกแล้ว” จึงไปกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในวันที่แล้วมา อัตภาพของนันทะได้เป็นเช่นกับเรือนที่ เขามุงไม่ดี แต่บัดนี้เป็นเช่นกับเรือนที่เขามุงดีแล้ว เพราะว่านันทะนี้ ตั้งแต่ได้เห็น นางเทพอัปสรแล้ว พยายามเพื่อบรรลุที่สุดแห่งกิจของบรรพชิตอยู่ เธอได้บรรลุกิจ นั้นแล้ว” แล้วได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า “ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ฉันใด ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรมแล้วได้ฉันนั้น ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ฉันใด ราคะก็ย่อมเสียดแทงจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ฉันนั้น” ในกาลจบคาถา ชนเป็นอันมากได้บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผล เป็นต้น เทศนาได้ส�ำเร็จประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ต่อมา ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาว่า “ผู้มีอายุ ชื่อว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอัจฉริยบุคคล พระนันทะ มีความ กระสันเพราะนางชนบทกัลยาณี พระศาสดาทรงใช้นางเทพอัปสรเป็นเครื่องล่อแล้ว” พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมพูดคุยอะไรกันหนอ ?”
125 เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลแล้ว จึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน นันทะนี้ เราก็ได้ล่อ ด้วยมาตุคาม1 แนะน�ำแล้วเหมือนกัน” แล้วจึงทรงน�ำอดีตนิทานมาเล่าว่า ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี ได้มี พ่อค้าชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่งชื่อกัปปกะ ลาตัวผู้ของเขาตัวหนึ่งน�ำสิ่งของไปได้กุมภะ2 หนึ่ง มันเดินทางไกลได้วัน ละ 7 โยชน์ สมัยหนึ่ง เขาไปเมืองตักกสิลาพร้อมด้วยสัมภาระ ปล่อยลาให้เที่ยวกิน หญ้าไปจนกว่าจะจ�ำหน่ายสินค้าหมด ครั้งนั้น ลานั้นได้เที่ยวไปกินหญ้าบนหลังคูคลอง พบนางลาตัวหนึ่ง จึง เข้าไปหา นางลาชายตามองลาผู้ตัวนั้น ท�ำท่ากระมิดกระเมี้ยนเอ่ยทักทายว่า “ท่านมาจากไหน ?” “มาจากเมืองพาราณสี” “ท่านมาท�ำอะไรแถวนี้ ?” “ข้าฯ แบกสัมภาระมาให้พ่อค้า” “ท่านแบกสัมภาระไปได้เท่าไร ?” “ได้ประมาณกุมภะหนึ่ง” “ท่านเมื่อน�ำภาระประมาณเท่านั้นไป ไปได้กี่โยชน์ ?” 1 มาตุคาม ผู้หญิง, แม่เรือน2 กุมภะ หม้อกลม, หม้อน�้ำ, กระพองช้าง
126 “ได้ 7 โยชน์” แล้วนางลาก็เริ่มโปรยเสน่ห์ว่า “ในที่ที่ท่านไป มีนางลาผู้ท�ำการนวดเท้า หรือประคบประหงมให้แก่ท่าน หรือไม่ ?” “หามีไม่ นางผู้เจริญ” “เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านคงปวดเมื่อยมากเลยสินะ ?” ว่าแล้วก็ส่งสายตาหยาดเยิ้มมาให้ จนลาหนุ่มหัวใจเต้นไม่เป็นส�่ำ จริงอยู่ ผู้นวดเท้าส�ำหรับสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายย่อมไม่มีก็จริง แต่นางลา กล่าวค�ำนั้น เพื่อพาดพิงถึงกามสังโยชน์1 ลาหนุ่มนั้นเกิดความกระสันขึ้นด้วยค�ำ ของนางลานั้นแล้ว ฝ่ายกัปปกะขายสินค้าหมดแล้ว จึงไปชวนลาหนุ่มว่า “มาเถิด พ่อลา พวกเราไปกัน” ลาผู้ตัวนั้นกลับตอบว่า “ท่านจงไปเถิด ข้าฯ ไม่ไป” นายกัปปกะอ้อนวอนลานั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ลาก็ไม่ยอมไปจึงคิดว่า ‘พูดดีก็แล้ว เห็นทีจะต้องขู่ให้กลัวเสียหน่อย จะได้ไม่มากเรื่อง’ ดังนี้แล้ว เริ่มข่มขู่ว่า “เราจักท�ำปฏัก2 มีหนามแหลมยาว 16 นิ้วแก่เจ้า เราจักทิ่มแทงกายของ เจ้า แน่ะเจ้าลา เจ้าจะเอาอย่างนั้นหรือ” ลาได้ฟังค�ำนั้นแล้ว กล่าวตอบว่า 1 กามสังโยชน์ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ไว้กับกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่าใคร่ น่าพอใจ2 ปฏัก/ประตัก, ไม้ที่ฝังเหล็กแหลมไว้ที่ปลายด้านล่าง ใช้แทงบังคับสัตว์พาหนะเช่นวัว เป็นต้น
127 “ถ้าท่านท�ำเช่นนั้น ข้าพเจ้าก็จะแก้เผ็ดท่านบ้าง ข้าพเจ้าจักยันขาหน้าไว้ ยกขาหลังขึ้นแล้ว ท�ำให้สัมภาระของท่านร่วงหล่น จะเอาอย่างนั้นหรือ” พ่อค้าได้ฟังค�ำนั้น จึงด�ำริว่า ‘เหตุใดหนอ ลานี้จึงดืิ้อกับเรา ?’ เมื่อเหลียบแลดูข้างโน้นข้างนี้ เห็นนางลานั้น ก็ฉุกคิดว่า ‘เจ้านี่คงจะถูกนางลาตัวนี้ หลอกลวงแล้ว เราต้องล่อมันด้วยมาตุคาม’ จึงกล่าวว่า “เราจักน�ำลาสาวผู้งดงาม มีหน้าขาวดุจสังข์ มีสรรพางค์กายงามมาเป็น ภรรยาของเจ้า จะเอาไหมละ” ลาได้ฟังค�ำนั้น มีจิตยินดี กล่าวว่า “ถ้าจะหาเมียงามขนาดนั้นให้ข้าพเจ้า ๆ จะเดินให้เร็วขึ้นอีก 2 เท่า” นายกัปปกะจึงกล่าวกับลานั้นว่า “ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงมาเถิด” ดังนี้แล้ว ได้จูงลานั้นกลับบ้าน ผ่านไปสองสามวัน ลาหนุ่มจึงทวงค�ำสัญญากับนายกัปปกะว่า “ท่านได้พูดว่า จะหาเมียให้ข้าพเจ้า มิใช่หรือ ?” นายกัปปะตอบว่า “เออ เราพูดแล้ว เราจักรักษาสัจจะของตน จะหาเมียมาให้เจ้า แต่เราจะ ให้อาหารแก่เจ้าเฉพาะตัวเดียว อาหารนั้นจะเพียงพอแก่เจ้าซึ่งมีเมียมาเพิ่มอีกตัว หนึ่งหรือไม่ก็ช่าง แม้ลูกของเจ้าทั้งสองก็จะเกิดขึ้น อาหารนั้นจะเพียงพอแก่เจ้ากับ ลูกเมียหรือไม่ก็ตาม ไม่เกี่ยวกับข้า” เมื่อนายกัปปกะนั้นกล่าวอยู่เช่นนั้น ลาหนุ่มก็หมดความกระสันเสียแล้ว พระศาสดา ครั้นทรงน�ำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงยังชาดกให้จบลง
128 ด้วยพระด�ำรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย นางลาในเวลานั้นเป็นนางชนบทกัลยาณี ลาผู้ได้ใน ปัจจุบันคือนันทะ พ่อค้าเป็นเราเอง แม้ในกาลก่อน นันทะนี้ เราก็ได้ล่อด้วย มาตุคามแล้วจึงสอนได้ ด้วยประการฉะนี้แล” ราคะก็คือความเพลิดเพลินพอใจในอารมณ์ เป็นโลภะชนิดหนึ่งอันเกิด จากความคิด พระพุทธองค์ทรงใช้กุศโลบายกับพระนันทะ โดยเปลี่ยนจากการ คิดถึงอดีตภรรยา มาเป็นคิดถึงนางอัปสรแทน ซึ่งเป็นอารมณ์ที่น่ายินดีพอใจ มากกว่า แล้วท่านจึงเร่งความเพียร จนในที่สุดก็หลุดพ้นจากราคะนั้นได้ เรียกได้ ว่า ใช้ราคะละราคะอย่างแท้จริง
129 อเวจใี จ นายจุนทสูกรกิ
130 อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ โส โสจติ โส วิหญฺญติ ทิสฺวา กมฺมกิลิฏฺฐมตฺตโนฯ ผู้ท�ำบาปเป็นปกติ ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้วย่อมเศร้าโศก ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง เขาเห็นกรรมเศร้าหมองของตนแล้ว ย่อมเศร้าโศก, เขาย่อมเดือดร้อน
131 หลายคนไม่เชื่อเรื่องวิบากกรรม คิดว่านรกสวรรค์เป็นเรื่องหลอกเด็ก ประเภทท�ำดีได้ดีมีที่ไหน ท�ำชั่วได้ดีมีถมไป ลองอ่านเรื่องราวของคนที่ตกนรก ทั้งเป็นดูบ้าง เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจ หลวงตาจะเล่าให้ฟัง มีกระทาชายนายหนึ่งชื่อจุนทสูกริก มีอาชีพพิฆาตหมู กินเองบ้าง ขาย บ้าง เลี้ยงชีวิตท�ำนองนี้อยู่ยาวนานตลอด 55 ปี ในเวลาข้าวยากหมากแพง เขาใช้เกวียนบรรทุกข้าวเปลือกไปตามหมู่บ้าน แลกลูกหมูบ้านด้วยข้าวเปลือกประมาณ 1-2 ทะนาน ได้ลูกหมูมาเต็มเกวียน ท�ำ คอกกั้นไว้หลังบ้านแล้วปลูกผักไว้ให้พวกมันกิน เมื่อลูกหมูเหล่านั้น กินกอผัก ต้นกล้วย ร�ำข้าว อุจจาระไปตามประสาหมู อารมณ์ดี หมูน้อยก็เติบโตขึ้น เขาอยากจะเชือดตัวใด ก็มัดตัวนั้นให้แน่น ทุบไปตามเนื้อตัวของหมูด้วย ค้อน 4 เหลี่ยม เพื่อให้เนื้อพองหนาขึ้น เมื่อเนื้อหนาขึ้นแล้ว ก็ง้างปากสอดไม้เข้าไป ในระหว่างฟันหมู กรอกน�้ำร้อนที่เดือดพล่าน เข้าไปในปากด้วยทะนานโลหะ น�้ำร้อนนั้นเข้าไปเดือดพล่านในท้อง ขับสิ่งสกปรกออกมาทางทวารหนัก จนเมื่อท้องสะอาดแล้ว จึงออกมาเป็นน�้ำใส
132 หลังจากนั้นเขาจึงราดน�้ำที่ยังเหลือบนหลังหมู น�้ำนั้นลอกเอาหนังด�ำออก ไป แล้วจึงลนขนด้วยคบหญ้า ตัดหัวมันด้วยมีดคมกริบ ใช้ภาชนะรองเลือดที่ไหล ออกมา เคล้าเนื้อกับเลือด ย่างกินกับบุตรภรรยา แล้วขายส่วนที่เหลือ แม้บ้านจะอยู่ใกล้วัดเวฬุวันที่พระตถาคตประทับอยู่ การบูชาด้วยดอกไม้ เพียงก�ำหนึ่งก็ดี การถวายภิกษาหารเพียงทัพพีหนึ่งก็ดี หรือบุญน้อยใหญ่อื่นๆ เขา ก็ไม่เคยคิดจะพาลูกเมียไปท�ำเลย วันหนึ่ง โรคกรรมได้เกิดขึ้นแก่เขา ความเร่าร้อนดุจอเวจีมหานรก ปรากฏ แก่เขาทั้งเป็นเลยทีเดียว ขึ้นชื่อว่าความเร่าร้อนในอเวจีมหานรก1 ย่อมเป็นความร้อนที่สามารถ ท�ำลายนัยน์ตาของผู้ยืนดูอยู่ในที่ไกลประมาณ 100 โยชน์ได้ ยิ่งกว่าคนที่ยืนมอง การระเบิดของนิวเคลียร์เสียอีก พระนาคเสนเถระเคยกล่าวอุปมานี้ไว้ว่า “มหาบพิตร แม้หินประมาณเท่าเรือนยอด อันบุคคลทุ่มไปในไฟนรก ย่อม ถึงความย่อยยับได้ชั่วพริบตาเดียวฉันใด ส่วนสัตว์ที่เกิดในนรกนั้นเป็นประหนึ่งอยู่ ในครรภ์มารดา จะย่อยยับไปเพราะกำลังแห่งกรรมเหมือนกันฉันนั้น หามิได้” เมื่อความเร่าร้อนนั้น ปรากฏแก่นายจุนทสูกริกนั้นแล้ว โรคกรรมก็เกิด ขึ้น เขาร้องเสียงแหลมเหมือนหมูที่ก�ำลังถูกเชือด คลานไปมาทั่วบ้านประดุจคน บ้าคลั่ง จนญาติพี่น้องต้องจับเขาไว้ แล้วพยายามปิดปาก เป็นธรรมดา ผลแห่งกรรม ใคร ๆ ก็ไม่สามารถจะยุ่งเกี่ยวได้ แม้จะ พยายามจับอย่างไรก็เอาไม่อยู่ เขาแหกปากร้องดังลั่นจนคนในละแวกบ้าน 1 อเวจี ชื่อ นรกขุมหนึ่งในนรก 8 ขุม ได้แก่ 1. สัญชีวนรก 2. กาฬสุตตนรก 3. สังฆาฏนรก 4. โรรุวนรก 5. มหาโรรุวนรก 6. ตาปนรก 7. มหาตาปนรก 8. อเวจีมหานรก ซึ่งเป็นนรกขุมลึกที่สุดส�ำหรับลงโทษแก่ ผู้ที่มีบาปหนักที่สุด, ใช้เป็น อวิจี หรือ อวีจิ ก็มี.
133 โดยรอบ 7 หลังคาเรือน ไม่เป็นอันหลับอันนอน คนในบ้านทั้งหมด เมื่อไม่สามารถจะห้ามการออกไปนอกบ้านของเขา ผู้ถูกมรณภัยคุกคามได้ จึงต้องปิดประตู พากันล้อมบ้านไว้ ระมัดระวังไม่ให้เขา ออกมาเพ่นพ่าน นายจุนทสูกริกร้องโหยหวนทุรนทุรายอยู่อย่างนี้ ด้วยความเร่าร้อนจาก ไฟนรกตลอด 7 วัน พอวันที่ 8 ก็สิ้นชีพ ไปเกิดในอเวจีมหานรก พวกภิกษุเดินบิณฑบาตผ่านบ้านของเขา ได้ยินเสียงนายจุนทสูกริกนึก ว่าเสียงหมูร้อง ไปสู่วัดเวฬุวันมหาวิหาร กราบทูลพระศาสดาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นายจุนทสูกริกปิดประตูบ้านฆ่าหมูอยู่ 7 วันแล้ว น่าจะมีงานฉลองอะไรสักอย่างในบ้านของแกเป็นแน่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมตตา จิต หรือความกรุณาแม้สักนิดหนึ่งของเขาหามีไม่ คนผู้ร้ายกาจหยาบช้าเช่นนี้ ข้า พระองค์ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” พระศาสดาจึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เขาไม่ได้ฆ่าหมูตลอด 7 วันหรอก เขาก�ำลังรับผลแห่ง กรรมชั่วของเขา ความเร่าร้อนในอเวจีมหานรกปรากฏแก่เขาทั้งเป็นเลยทีเดียว ด้วยความเร่าร้อนนั้น เขาร้องเหมือนหมูทุรนทุรายอยู่ภายในบ้านตลอด 7 วัน วันนี้เขาตายแล้ว ไปเกิดในอเวจีมหานรก” เมื่อพวกภิกษุกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เขาเศร้าโศกอย่างนี้ในโลกนี้แล้ว ยังจะไปเกิดใน ฐานะอันน่าเศร้าโศกเช่นกันอีกหรือ ?” “อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าผู้ประมาทแล้ว เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม บรรพชิต ก็ตาม ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสองเป็นแท้”
134 ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า “ผู้ทำบาปเป็นปกติ ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ ละไปแล้วย่อมเศร้าโศก ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง เขาเห็นกรรมเศร้าหมองของตนแล้ว ย่อมเศร้าโศก, เขาย่อมเดือดร้อน”
135 คนดอ ี นุโมทนา เทวดากเช็ ญชวน ิ ธมมักอุบาสกิ
136 อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ โส โมทติ โห ปโมทติ ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโนฯ ผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมบันเทิงในโลกนี้ ละไปแล้วก็ย่อมบันเทิง ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง เขาเห็นความบริสุทธิ์แห่งกรรมของตน ย่อมบันเทิง, เขาย่อมปราโมทย์
137 เมื่อพูดถึงคนที่ตกนรกทั้งเป็นไปแล้ว ลองมาฟังคนที่คนดีอนุโมทนา เทวดาก็เชิญชวนดูบ้าง หลวงตาจะเล่าให้ฟัง ในเมืองสาวัตถี ได้มีอุบาสกผู้ปฏิบัติธรรมประมาณ 500 คน บรรดา อุบาสกเหล่านั้น แต่ละคนมีอุบาสกเป็นบริวารคนละ 500 คน ธัมมิกอุบาสกที่เป็นหัวหน้าใหญ่แห่งอุบาสกเหล่านั้น มีบุตร 7 คน ธิดา 7 คน บรรดาบุตรและธิดาเหล่านั้น ต่างเป็นผู้ใฝ่ในบุญกุศลอยู่เป็นนิตย์ เป็นอนุชาตบุตร ผู้ประพฤติธรรมตามอย่างบิดาด้วยกันทั้งหมดเลยทีเดียว เขาพร้อมทั้งบุตรและภรรยา เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม มีความยินดีใน การให้ทาน ด้วยประการฉะนี้ ในกาลต่อมา โรคชราเกิดขึ้นแก่ธัมมิกอุบาสก เพราะความที่อายุมากแล้ว สังขารจึงเสื่อมโทรมเป็นธรรมดา ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาใคร่จะสดับรับฟังธรรม จึงส่งคนไปสู่ส�ำนัก พระศาสดา เพื่อกราบทูลว่า “ขอพระองค์ได้โปรดส่งภิกษุ 8 รูปหรือ 16 รูป ประทานแก่ข้าพระองค์ ด้วยเถิด”
138 พระศาสดาทรงส่งภิกษุทั้งหลายไป ภิกษุเหล่านั้นไปแล้วนั่งบนอาสนะ ที่ตบแต่งไว้ ล้อมเตียงของเขา เขาจึงกล่าวอาราธนาว่า “ท่านผู้เจริญ การเห็นพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย เป็นเรื่องยากล�ำบากส�ำหรับ กระผมผู้ทุพพลภาพ ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จงสาธยายพระสูตร ๆ หนึ่ง โปรด กระผมเถิด” พระสงฆ์จึงถามว่า “ท่านประสงค์จะฟังพระสูตรไหน อุบาสก ?” เมื่อเขากราบเรียนว่า “สติปัฏฐานสูตร ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงด�ำเนินไป” พระสงฆ์จึงเริ่มสวดพระสูตรว่า “เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา” เป็นต้น ขณะนั้นเอง รถม้า 6 คัน ประดับประดาอย่างอลังการ เทียมด้วยม้า สินธพ1 พันตัว ใหญ่ประมาณได้ 150 โยชน์ มาจากเทวโลก 6 ชั้น ซึ่งเป็นภาพนิมิต ที่ธัมมิกอุบาสกเห็นแต่เพียงผู้เดียว เทวดายืนอยู่บนรถเหล่านั้น ต่างก็เชื้อเชิญว่า “ข้าพเจ้าจะน�ำท่านไปยังเทวโลกของข้าพเจ้า ท่านผู้เจริญ ขอจงเกิดใน เทวภูมิของพวกเราเถิด เหมือนคนท�ำลายภาชนะดินแล้วถือเอาภาชนะทองค�ำ ฉะนั้น” อุบาสกไม่ปรารถนาจะให้เทวดาเหล่านั้นรบกวนการฟังธรรม จึงกล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย จงรอก่อน จงรอก่อน” 1 สินธพ แปลว่า ม้าพันธุ์ดี เดิมหมายถึงม้าพันธุ์ดีที่เกิดในลุ่มแม่น�้ำสินธุ ค�ำว่า “สินธุ” ยังเป็นชื่อเมือง โบราณในอินเดียด้วย คือ รัฐสินธุในปัจจุบัน เหตุที่ใช้ชื่อเมืองนี้ คงเป็นเพราะเมืองนี้มีชื่อเสียงด้านม้า
139 พระสงฆ์ต่างหยุดสวด ด้วยเข้าใจว่า “อุบาสกพูดกับพวกเรา สั่งให้พวกเราหยุดสวด” บุตรและธิดาของเขาต่างคิดว่า “บิดาของพวกเรา แต่ก่อนเป็นผู้ไม่เคยอิ่มด้วยการฟังธรรม แต่บัดนี้ กลับ ห้ามพระเสียเอง โอ! คนผู้ไม่กลัวตายนั้นไม่มีจริง ๆ” แล้วพากันร้องไห้ พวกภิกษุปรึกษากันว่า “บัดนี้ไม่เหมาะที่จะสาธยายธรรมแล้ว” จึงลุกจากอาสนะกลับวัดไป เมื่อเวลาผ่านไปได้สักครู่หนึ่ง เขาก็ถามลูก ๆ ว่า “พวกเจ้า ร้องให้กันท�ำไมหรือลูก ?” ลูก ๆ จึงบอกว่า “พ่อให้นิมนต์พระมา กลับห้ามพระไม่ให้สาธยายธรรมเสียเอง พวกเรา จึงคิดว่าพ่อก�ำลังหลง ไม่ได้สตินะสิ จึงร้องไห้” อุบาสกมองหาพระไม่พบจึงถามว่า “ก็พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไปไหนเสียแล้ว ?” “พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย เห็นว่าพ่อยกมือห้าม ก็เลยลุกจากอาสนะกลับ วัดไปแล้ว” “แล้วกัน พ่อมิได้พูดกับพระผู้เป็นเจ้า” “ถ้าเช่นนั้น พ่อพูดกับใคร ?” “เทวดาประดับรถ 6 คัน น�ำมาจากเทวโลก 6 ชั้น พักรออยู่ในอากาศ ต่างเปล่งเสียงว่า ‘ขอท่านจงยินดีในเทวโลกของข้าพเจ้า ขอท่านจงเกิดในเทวโลก ของข้าพเจ้า’ พ่อพูดกับเทวดาเหล่านั้นต่างหาก” บุตรธิดาพากันงง คิดว่าพ่อคงเลอะเลือนไปแล้วจึงบอกว่า
140 “พ่อ รถที่ไหน พวกผมไม่เห็น” “พวงมาลัยดอกไม้ มีไหมลูก” “มีครับ พ่อ” พ่อจึงสอบถามลูกก่อนตัดสินใจ “เทวโลกชั้นไหน เป็นที่น่ารื่นรมย์ ควรไปเกิดที่สุด” “ก็ต้องสวรรค์ชั้นดุสิตนะสิ เพราะเป็นที่ประทับอยู่ของพระโพธิสัตว์ทุก พระองค์ และเป็นที่ประทับของพระพุทธมารดา พระพุทธบิดา เป็นที่ที่ควรไปเกิด ที่สุดเลยพ่อ” “ถ้ากระนั้น พวกเจ้าจงอธิษฐานว่า ‘ขอพวงดอกไม้ จงคล้องรถที่มาจาก สวรรค์ชั้นดุสิต’แล้วเหวี่ยงพวงดอกไม้ไปบนกลางอากาศเถอะ” บุตรเหล่านั้นได้เหวี่ยงพวงดอกไม้อธิษฐานไปแล้ว พวงดอกไม้นั้นได้คล้อง ที่แอกรถห้อยอยู่กลางอากาศ มหาชนเห็นแต่พวงดอกไม้นั้น หาเห็นรถไม่ อุบาสกพูดว่า “เจ้าทั้งหลายเห็นพวงดอกไม้นั่นไหม ?” เมื่อเหล่าบุตรธิดาพากันประหลาดใจตอบว่าเห็น จึงกล่าวว่า “พวงดอกไม้นั่น ห้อยที่รถซึ่งมาจากดุสิต พ่อจะไปสู่ภพดุสิต พวกเจ้าอย่า วิตกไปเลย พวกเจ้ามีความปรารถนาจะไปเกิดกับพ่อ ก็จงท�ำบุญตามที่พ่อเคยท�ำ เถิด” แล้วท่านก็สิ้นลมหายใจ ด�ำรงอยู่บนรถที่มาจากสวรรค์ชั้นดุสิต อัตภาพ ของท่านสูงประมาณ 3 คาวุต1 ประดับด้วยเครื่องประดับ 60 เล่มเกวียน เกิดใน ทันใดนั้นเอง นางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวารแวดล้อมแล้ว วิมานแก้วประมาณ 1 คาวุต น. ระยะทาง 1 คาวุต เท่ากับ 100 เส้น, คาวุตแปลว่า ชั่วสุดเสียงวัวร้อง.
141 25 โยชน์ปรากฏแล้ว พระศาสดาตรัสถามภิกษุทั้งหลาย ผู้กลับมาถึงวิหารว่า “ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกได้ฟังธรรมเทศนาแล้วหรือ?” “ฟังแล้ว พระเจ้าข้า แต่อยู่ ๆ อุบาสกก็สั่งให้หยุด บุตรและธิดาของ อุบาสกนั้นร้องไห้คร�่ำครวญกัน พวกข้าพระองค์ปรึกษากันว่าคงไม่ใช่โอกาสที่จะ สาธยายธรรมจึงลุกจากอาสนะกลับมา” “ภิกษุทั้งหลาย อุบาสกนั้นหาได้พูดกับพวกเธอไม่ ก็เทวดาประดับรถ 6 คัน น�ำมาจากเทวโลก 6 ชั้น เชื้อเชิญอุบาสกนั้นแล้ว เธอไม่ปรารถนาจะให้เทวดาขัด ขวางการสาธยายธรรม จึงกล่าวกับเทวดาเหล่านั้น” “บัดนี้เขาเกิดแล้ว ณ ที่ไหนหรือพระเจ้าข้า ?” “ในสวรรค์ชั้นดุสิต ภิกษุทั้งหลาย” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธัมมิกอุบาสกนั้นถูกชื่นชมในท่ามกลางหมู่ญาติ ในโลกนี้แล้ว ยังเกิดในฐานะเป็นที่น่าชื่นชมอีกหรือ ?” พระศาสดาตรัสว่า “อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย เพราะคนผู้ไม่ประมาทแล้วทั้งหลาย เป็นคฤหัสถ์ ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ย่อมบันเทิงในที่ทั้งปวงทีเดียว” ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า “ผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมบันเทิงในโลกนี้ ละไปแล้ว ก็ย่อมบันเทิง ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง เขาเห็นความหมดจดแห่งกรรมของตน ย่อมบันเทิง, เขาย่อมปราโมทย์”
142 อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ ปาปํ เม กตนฺติ ตปฺปติ ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคฺคตึ คโตฯ ผู้มีปกติทำบาป ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ ละจากโลกนี้ไปแล้วก็ย่อมเดือดร้อน เขาย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสอง, เขาย่อมเดือดร้อนว่า ‘กรรมชั่วเราได้ทำแล้ว’, ไปสู่ทุคติย่อมเดือดร้อนยิ่งขึ้น
143 หนก ั แผ ่ นดน ิ เร ื องพระเทวท่ตั