The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผลการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by teerapat0567, 2023-03-05 09:53:08

ผลการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์

ผลการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์

43 1. วิธีการสังเกต เปนวิธีการใชตรวจสอบบุคคลอื่นโดยการเฝามองและจดบันทึกอยางมีแบบ แผน วิธีนี้เปนวิธีการศึกษาที่เกาแก และยังเปนที่นิยมใชอยางแพรหลายจนถึงปจจุบันแตก็เหมาะสม กับการศึกษาเปนรายกรณีเทานั้น 2. วิธีการสัมภาษณ เปนวิธีการที่ผูวิจัยจะตองออกไปสอบถามโดยการพูดคุยกับบุคคลนั้น ๆ โดยมีการเตรียมแผนงานลวงหนา เพื่อใหไดขอมูลที่เปนจริงมากที่สุด 3. วิธีการใชแบบสอบถาม (Questionnaire) วิธีการนี้จะเปนการใชแบบสอบถามที่มีขอค า อธิบายไวอยางเรียบรอย เพื่อใหผูตอบทุกคนตอบมาเปนแบบแผนเดียวกัน มักใชกรณีที่ตองการขอมูล จากกลุมตัวอยางจ านวนมาก ๆ วิธีนี้นับเปนวิธีที่นิยมใชกันมากที่สุดในการวัดทัศนคติ รูปแบบของ แบบสอบถามจะใชมาตราวัดทัศนคติ ซึ่งที่นิยมใชในปจจุบันวิธีหนึ่ง คือ มาตราสวนแบบลิเคิรท(Likert Scales) ประกอบดวยขอความที่แสดงถึงทัศนคติของบุคคลที่มีตอสิ่งเราอยางใดอยางหนึ่งแลวมี ค าตอบที่แสดงถึงระดับความรูสึก 5 ค าตอบ เชน มากที่สุด มาก ปานกลาง นอย นอยที่สุด สรุปไดวา การวัดความพึงพอใจเปนการตรวจสอบทัศนคติหรือความรูสึกของนักเรียนที่มีต อการจัดการเรียนรูซึ่งสามารถใชเครื่องมือวัดไดหลายแบบ เชน แบบสังเกต การสัมภาษณการใช แบบสอบถาม เปนตน และในการวิจัยในครั้งนี้ผูวิจัยวัดความพึงพอใจโดยการใชแบบสอบถาม 5.3 เครื่องมือวัดความพึงพอใจตอการเรียนรู บุญชม ศรีสะอาด (2553, น. 74 – 84) ไดเสนอเครื่องมือที่ใชวัดความพึงพอใจตอการเรียน เชน แบบสอบถาม (Questionnaire) เปนเครื่องมือที่ใชรวบรวมขอมูล ประกอบดวยชุดขอค าถามที่ ตองการใหกลุมตัวอยางตอบ โดยกาเครื่องหมายหรือเขียนตอบ หรือกรณีที่กลุมตัวอยางหนังสือไมได หรืออานยาก อาจใชวิธีการสัมภาษณตามแบบสอบถาม นิยามเกี่ยวกับขอเท็จจริง ความคิดเห็นของ บุคคล มีรายละเอียด ดังนี้ 1. โครงสรางแบบสอบถาม มีสวนประกอบโครงสรางแบบสอบถาม 3 สวน คือ 1.1 ค าชี้แจงในการตอบแบบสอบถาม เปนสวนแรกของการสอบถาม โดยระบุจุดมุ งหมายและความส าคัญที่ใหตอบแบบสอบถาม ค าอธิบายลักษณะของแบบสอบถามและวิธีตอบพรอม ยกตัวอยางประกอบ และตอนสุดทายจะกลาวขอบคุณลวงหนา แลวระบุชื่อเจาของแบบสอบถาม 1.2 สถานภาพทั่วไป เปนรายละเอียดสวนตัวของผูตอบสอบถาม เชน อายุ เพศ การศึกษา 1.3 ขอค าถามเกี่ยวกับพฤติกรรมที่จะวัด ซึ่งอาจแยกเปนพฤติกรรยอย ๆ แลวสรางข อค าถามวัดพฤติกรรมยอย ๆ นั้น 2. รูปแบบของแบบสอบถาม ขอค าถามในแบบสอบถามอาจมีลักษณะเปนปลายเปดหรื อแบบปลายปด แบบสอบถามฉบับหนึ่งอาจเปนแบบปลายเปดทั้งหมดหรือแบบผสมก็ได ดังนี้


44 2.1 ข อ ค า ถา ม แบ บป ล า ย เปิ ด (Open – Ended Form or Unstructured Questionnaire) เปนค าถามที่ไมไดก าหนดค าตอบไวเลือกตอบ แตเปดโอกาสใหผูตอบแบบสอบถาม ตอบ โดยใชค าพูดของตนเอง 2.2 ขอค าถามปลายเปด (Closed Form or Unstructured Questionnaire) เป นค าถามที่มีค าตอบใหผูเขียนเขียนเครื่องหมาย ลงหนาขอความ หรือตรงกับชองที่เปนความจริงหรือ ความเห็นของตนมีหลายแบบ ไดแก 1. แบบใหเลือกตอบค าตอบที่ตรงกับความเปนจริงหรือความคิดเห็นของตนเพียง ค าตอบเดียว จาก 2 ค าตอบ 2. แบบใหเลือกตอบค าตอบที่ตรงกับความเปนจริงหรือความคิดเห็นของตนเพียง ค าตอบเดียว จากหลายค าตอบ 3. แบบใหเลือกตอบค าตอบที่ตรงกับความเปนจริงหรือความคิดเห็นของตนไดหลาย ค าตอบ 4. แบบมาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) โดยใหผูตอบตามระดับความคิดเห็น ของตน อาจจัดในรูปของตาราง 5. แบบผสม หมายถึง มีหลายแบบอยูดวยกัน 6. แบบใหเรียงล าดับความส าคัญ โดยเขียนเรียงล าดับความชอบตอสิ่งนั้น 7. แบบเติมค าสั้นๆ ลงในชองวาง สิ่งที่เติมมีความเฉพาะเจาะจง 3. หลักเกณฑการสรางแบบสอบถาม มีดังนี้ 3.1 ก าหนดจุดมุงหมายใหแนนอนวาตองการถามอะไร 3.2 สรางค าถามใหตรงตามจุดมุงหมายที่ตั้งไว 3.3 เรียงขอค าถามตามล าดับใหตอเนื่องสัมพันธกันตรงหัวขอที่ไดวางโครงสราง 3.4 ไมควรใหผูตอบตอบมากเกินไป เพราะจะท าใหเบื่อหนาย ไมใหความรวมมือหรือตอบ โดยไมตั้งใจ 3.5 ใหผูตอบแบบสอบถามมีความล าบากนอยที่สุดในการตอบ ดังนั้น ควรใชขอค าถามแบบ ปลายปด ผูตอบแบบสอบถามเพียงแตกาตอบในแบบสอบถาม 3.6 สรางขอค าถามใหมีลักษณะที่ดี คือ มีลักษณะ ดังนี้ 1. ใชภาษาที่ชัดเจนเขาใจงายไมก ากวม ไมมีความซับซอน 2. ใชขอความที่สั้นกะทัดรัด ไมมีสวนฟุมเฟอย 3. เปนขอค าถามที่เหมาะสมกับผูตอบ โดยค านึงถึงสติปญญา ระดับการศึกษาความ สนใจของผูตอบ 4. แตละขอควรถามเพียงปญหาเดียว


45 5. หลีกเลี่ยงค าถามที่จะตอบไดหลายทาง 6. หลีกเลี่ยงค าถามที่จะท าใหผูตอบเบื่อหนาย ไมรูเรื่อง หรือไมสามารถตอบได 7. หลีกเลี่ยงค าที่ผูตอบตีความแตกตางกัน เชน บอย ๆ เสมอๆ รวย โง ฉลาด 8. ไมใชค าถามที่เปนค าถามน าผูตอบใหผูตอบตามแนวหนึ่งแนวใด 9. ไมเปนค าถามที่จะท าใหผูตอบเกิดความล าบากใจหรืออึดอัดใจที่จะตอบ 10. ไมถามในสิ่งที่รูแลว หรือวัดดวยวิธีอื่นไดดีกวา 11. ไมถามเรื่องที่เปนความลับ 12. ค าตอบที่ใหเลือกในขอค าถามควรมีใหครอบคลุมกลุมตัวอยางทุกคน สามารถ เลือกตอบได ตรงกับความจริงตามความเห็นของเขา จากข้อความข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า เครื่องมือที่ใชวัดความพึงพอใจตอการเรียนรู้หมายถึง เปนเครื่องมือที่ใชรวบรวมขอมูล ประกอบดวยชุดขอค าถามที่ตองการใหกลุมตัวอยางตอบ โดยกา เครื่องหมายหรือเขียนตอบ โดยรูปแบบของชุดขอค าถาม อาจมีลักษณะเปนปลายเปดหรือแบบ ปลายปดก็ได้ 5.4 การสรางแบบสอบถามความพึงพอใจตอการเรียนรู นักการศึกษากลาวถึงการสรางแบบวัดความพึงพอใจตอการเรียนไวดังนี้ ระพินทร โพธิศรี (2549, น. 39 - 43) กลาวถึง การสรางแบบวัดความพึงพอใจตอการเรียนรูการแปล ความหมายการวัดความพอใจตอการเรียนรูมีดังนี้ ขั้นที่ 1 การก าหนดเนื้อหาความพึงพอใจตอการเรียนรูคือ ใหเขียนนิยามซึ่งสามารถกระท า โดย 1. การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวของ และก าหนดนิยาม 2. สัมภาษณบุคคลที่เกี่ยวของ อยางนอย 5 คน ขั้นที่ 2 เลือกประเด็นที่วัดความพอใจตอการเรียนรูและก าหนดวิธีการวัด 1. ประเด็นที่วัดความพอใจตอการเรียนรูใหเลือกมาจากกรอบเนื้อหาที่ก าหนดไวในขั้นที่1 2. วิธีวัดความพอใจตอการเรียนรูโดยทั่วไปนิยมใชวิธีจัดอันดับคุณภาพ 5 ระดับ และประเด็น วัดความพอใจเปนทางบวก คือ พอใจอยางยิ่ง พอใจมาก พอใจสมควร พอใจนอยหรือ คอนขางไม พอใจ พอใจนอยเปนอยางยิ่งหรือไมพอใจคอนขางมาก ถาความพอใจทางลบ คะแนนระดับความ พอใจ จะเปนตรงขามกับที่ก าหนดไว ขั้นที่ 3 จัดท าแบบวัดความพอใจตอการเรียนรูฉบับราง ขั้นที่ 4 ทดลองกลุมยอยประมาณ 3 - 5 คน เพื่อตรวจสอบความมั่นคงเฉพาะหนา ขั้นที่ 5 ใหผูเชี่ยวชาญประมาณ 3 - 5 ทาน ตรวจสอบความแมนตรงเฉพาะหนาและความ แมนตรงเชิงเนื้อหา


46 ขั้นที่ 6 ทดลองภาคสนาม เพื่อการวิเคราะหปรับปรุงคุณภาพแบบวัดความพอใจต อการเรียนรูโดยการหาคาอ านาจจ าแนก (rcc) และความเชื่อมั่น (Rtt) ดวยวิธีการของคอนบราค (Cronbach) ขั้นที่ 7 น าไปใชจริง การแปลความหมายการวัดความพึงพอใจตอการเรียนรูกรณีความพึง พอใจดวยการจัดอันดับคุณภาพ 5 อันดับ สามารถแปลความหมายไดดังนี้ 1 - 1.50 หมายถึง พึงพอใจนอยที่สุด 1.51 - 2.25 หมายถึง พึงพอใจนอย 2.26 - 2.50 หมายถึง คอนขางพึงพอใจ 2.51 - 3.50 หมายถึง พึงพอใจพอสมควร 3.51 - 3.75 หมายถึง พึงพอใจคอนขางมาก 3.76 - 4.50 หมายถึง พึงพอใจมาก 4.51 - 5.00 หมายถึง พึงพอใจ เปนอยางยิ่ง/มากที่สุด การปรับปรุงแบบวัดความพึงพอใจตอการเรียนรูมีดังนี้ 1. พยายามใหมีขอค าถามวัดความพึงพอใจตอการเรียนรูใหมากพอสมควรอยูระหวาง 10 - 20 ขอ 2. ควรตัดขอค าถามที่มีคา rcc < 0 ออกไป 3. ปรับปรุงขอค าถามที่ rcc < 0.20 แตไมเทากับศูนยหรือติดลบ 4. ควรสรางแบบความพึงพอใจตอการเรียนใหมีค าถามเผื่อไว เพื่อตัดขอค าถามที่ไมดีออกไป เพื่อใหแบบวัดความพึงพอใจตอการเรียนรูมีคุณภาพถึงระดับที่ตองการ สมนึก ภัททิยธนี (2551, น. 37-43) กลาวถึง การสรางแบบวัดความพึงพอใจตอการเรียนมีดังนี้ 1. ค าชี้แจง ระบุถึงจุดประสงคและวิธีการตอบแบบสอบถาม พรอมตัวอยาง 2. ขอค าถามสวนตัวผูตอบแบบสอบถาม เชน ชื่อ-สกุล เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ ฯลฯ 3. ขอค าถามเกี่ยวกับขอเท็จจริง และความคิดเห็น เป นสวนส าคัญที่สุดที่จะชวยให รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ตองการศึกษา เพื่อใหแบบสอบถามมีคุณภาพสูง กลาวโดยสรุป การสรางแบบวัดความพึงพอใจตอการเรียนรูมีขั้นตอน ดังนี้ 1. ก าหนดเนื้อหาในการสรางแบบวัดความพึงพอใจตอการเรียนรู 2. เลือกประเด็นในการวัดและก าหนดวิธีที่จะใชในการวัดความพึงพอใจตอการ เรียนรู 3. สรางแบบวัดความพึงพอใจตอการเรียนรู 4. น าแบบสอบถามวัดความพึงพอใจตอการเรียนรูไปใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรง เชิงเนื้อหา


47 5. น าแบบสอบถามความพึงพอใจตอการเรียนรูมาหาคาความเชื่อมันของแบบสอบถามทั้ง ฉบับ 6. น าแบบสอบถามวัดความพึงพอใจตอการเรียนรูไปใชจริงและแปลผล 5. มาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) เปนมาตราวัดชนิดหนึ่งที่ใชเปนเครื่องมือประเภท แบบสอบถาม แบบวัดดานจิตพิสัย เชน เจตคติ แรงจูงใจใฝสัมฤทธิ์ มีลักษณะส าคัญ 4 ประการ ดังนี้ 5.1 มีระดับความเขมขนใหผูตอบเลือกตอบตามความคิดเห็น เหตุผล สภาพความเป็นจริง ตั้ง แต 3 ระดับ ขึ้นไป 5.2 ระดับที่เลือกอาจเปนชนิดที่มีดานบวกและดานลบในขอเดียวกันหรือมีเฉพาะดานใดด้าน หนึ่ง โดยที่อีกดานหนึ่งจะเปนศูนยหรือระดับนอยมาก 5.3 บางขอมีลักษณะเชิงนิมาน (Positive Scale) บางขอมีลักษณะเชิงนิเสธ(Negative Scale) 5.4 สามารถแปลงผลตอบเปนคะแนนไดจึงสามารถวัดความคิดเห็นคุณลักษณะดานจิตพิสัย ออกมาในเชิงปริมาณได ในการศึกษาครั้งนี้ผูศึกษาใชแบบสอบถามวัดความพึงพอใจตอการเรียนรูชนิดปลายปดแบบมาตราส วนประมาณคา (Rating Scale) 5 ระดับ เพื่อวัดความรูสึกชื่นชอบ พอใจของนักเรียนที่มีตอการเรียนรู ในรายวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การหารไม่ลงตัว โดยค านึงโครงสรางหลักในการสรางรูปแบบและ ลักษณะของแบบสอบถามที่ดี 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 วิจัยภายในประเทศ วิภาดา ปัญญาประชุม 2540) ท าการวิจัยเรื่อง แบบฝึกเสริมทักษะที่มีประสิทธิภาพ วิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนส าราญประภาศรี ส านักงานการประถมศึกษา อ าเภอหนองกรุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกเสริม ทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณ การหารมีประสิทธิภาพ 77.71/79.57 แสดงว่าสูง กว่า เกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร หลังเรียน สูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิตที่ระดับ .01 มาลัย เกื้อกิจ (2552) ได้ศึกษาการสร้างแบบฝึกทักษะตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาระคน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 พบว่า 1) แบบฝึกเสริมทักษะตามกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.08 / 87.43 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2) ดัชนีประสิทธิผลแบบฝึกเสริมทักษะตาม


48 กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาเท่ากับ 0.75 และ 3) ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาระคนบวก ลบ คูณ หาร หลังการฝึกสูงกว่าก่อนได้รับการฝึกอย่างมีนัยส าคัญยิ่งทางสถิติระดับ .01 สุไกย๊ะ ลิมาน (2564) ประสิทธิภาพชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ด้วยวิธีการเขียนขีดต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการบวกจ านวนสองจ านวนที่ผลบวกไม่เกิน 10 ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเขาวัง จังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนบ้านเขาวัง จังหวัดปัตตานี จ านวน 30 คน ผลการวิจัย พบว่า ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ด้วยวิธีการเขียนขีด มีประสิทธิภาพ 96.32/94.22 ซึ่ง เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ด้วยวิธีการเขียนขีดภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M=2.87, S.D=0.12) โศภิษฐ์ ผดุงโภค (2560) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดฝึกทักษะการแต่งประโยคเพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโชคดี ต าบลบ่อเวฬุ อ าเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี จ านวน 18 คน ภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดฝึกทักษะการแต่งประโยคส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ 82.78/83.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ และ2) ผลสัมฤทธิ์ ทางการแต่งประโยคส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าก่อนการใช้ชุดฝึก ทักษะการแต่งประโยคอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทิวาพร แก้วค าสอน. (2564). การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ร่วมกับเทคนิค KWDL ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วารสารบัณฑิตศึกษา. 80 (18), 96-104. พิศุทธ์ปภาณ จินะวงค์ (2564) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ โดยใช้แบบฝึกทักษะส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุเหร่าลาดพร้าว กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนสุเหร่าลาดพร้าว จ านวน 20 คน ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์เรื่อง การคูณส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 82.33/83.67 ซึ่งเป็นไป ตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่ก าหนดไว้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนด้วย แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การคูณสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05


49 6.2 วิจัยในต่างประเทศ มัตตี ฮาร์จูลา (2008) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบระหว่างวิธีสอนโดยใช้แบบฝึกหัดสม่ าเสมอ ในช่วงเวลาการเรียนการสอน กับการสอนที่ใช้แบบฝึกหัดมีและมีการทดสอบย่อยระหว่างการเรียน พบว่านักเรียนที่มีการทดสอบย่อยระหว่างเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยฝึก ทักษะการท าแบบฝึกหัดเพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยส าคัญ ซีเมนส์ (Siemens,1968, p.2954-A อ้างใน ธนวรรณ ลิ้มสุนทรชัยพร,2545,หน้า 38-39)ได้ ศึกษาผลของการท าแบบฝึกหัดวิชาเรขาคณิตที่มีการท าแบบฝึกหัดในเวลาเรียนกับนอกเวลาเรียน โดย ศึกษาจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจ านวน 4 ห้อง โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 2 ห้องเรียน ให้ ท าแบบฝึกหัดเรขาคณิตนอกเวลาเรียนและกลุ่มควบคุม 2 ห้องเรียน ท าแบบฝึกหัดเรขาคณิตในเวลา เรียนท าการทดลอง 9 เดือน ผลการทดลองพบว่าทั้งกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมมีผลสัมฤทธิ์ไม่ แตกต่างกัน ลอเรย์ (Lawrey,1978, p.817-A อ้างใน ธนวรรณ ลิ้มสุนทรชัยพร ,2545, หน้า 38-39) ได้ ศึกษาผลการใช้แบบฝึกทักษะกับนักเรียนระดับ 1 ถึงระดับ 3 จ านวน 87 คน นักเรียนที่ได้รับการฝึก โดยใช้แบบฝึกทักษะมีคะแนนการทดสอบหลังการท าแบบฝึกมากกว่าคะแนนก่อนท าแบบฝึกและ นักเรียนท าแบบทดสอบหลังจากฝึกทักษะแล้วได้ถูกต้องเฉลี่ยร้อยละ 89.8 นั่นคือ แบบฝึกทักษะเป็น เครื่องช่วยให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะทั้งในประเทศและ ต่างประเทศสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะมีประสิทธิภาพสามารถท าให้นักเรียน เรียนด้วยตนเองได้ และ จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังจากการใช้แบบฝึกทักษะ นักเรียนจะมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่าก่อนเรียน ดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็นสมควรว่าจะท าการวิจัยเกี่ยวกับการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น


50 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัย เรื่อง ผลการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ มีวิธีการด าเนินวิจัยดังนี้ 1. กลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. ขั้นตอนการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 4. แบบแผนการวิจัย 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล 1. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัด มเหยงคณ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ห้อง ป.2/1 จ านวนนักเรียน 43 คน ซึ่งได้มาจากการใช้ วิธีการสุ่มอย่างง่ายโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 การหาร จ านวน 4 แผนการเรียนรู้ แผนละ 1 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 4 ชั่วโมง ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรื่อง การหารเหลือเศษ (1) 1.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 เรื่อง การหารเหลือเศษ (2) 1.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 20 เรื่อง โจทย์ปัญหาการหารเหลือเศษ (1) 1.4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 21 เรื่อง โจทย์ปัญหาการหารเหลือเศษ (2) 2. ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหาร ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้างชุดแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประกอบด้วยชุดแบบฝึกทักษะทั้งหมด 4 ชุด ดังนี้ แบบฝึกทักษะชุดที่ 1 การหารเหลือเศษ (1) แบบฝึกทักษะชุดที่ 2 การหารเหลือเศษ (2) แบบฝึกทักษะชุดที่ 3 โจทย์ปัญหาการหารเหลือเศษ (1)


51 แบบฝึกทักษะชุดที่ 4 โจทย์ปัญหาการหารเหลือเศษ (2) 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การหารไม่ลงตัว เป็นแบบปรนัย ชนิด เลือกตอบ 3 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ 4. แบบประเมินความพึงพอใจ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จ านวน 1 ชุด มี 10 ข้อ 5. แบบประเมินเครื่องมือส าหรับผู้เชี่ยวชาญ 3. ขั้นตอนการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การหาร จ านวน 4 แผนการเรียนรู้ มีขั้นตอนดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ด้านสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดสาระการเรียนรู้แกนกลาง ค าอธิบายรายวิชา โครงสร้างรายวิชา และหน่วยการเรียนรู้ 1.2 เลือกหน่วยการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง การหาร เนื่องจากการสอบถามจากครูพี่เลี้ยง พบว่าในปีการศึกษาที่ผ่านมา นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องนี้ต่ า ซึ่งมีสาเหตุจากนักเรียน คือ นักเรียนเขียนเฉพาะค าตอบมาส่งครู แต่นักเรียน ไม่สามารถอธิบายวิธีการในการท าได้ เมื่อก าหนดโจทย์ให้ก็ไม่สามารถหาค าตอบได้ สาเหตุจากครู คือ ครูขาดทักษะในการจัดกระบวนการจัดการเรียนการสอน และการใช้สื่อ เช่น แบบฝึกทักษะเพิ่มเติมที่ นอกเหนือจากแบบฝึกหัดในหนังสือเรียนมีน้อย หรืออาจจะไม่มี ท าให้นักเรียนไม่ฝึกพัฒนาทักษะให้ ช านาญขึ้น และสาเหตุที่ส าคัญที่สุด คือ ครูยังไม่มีแบบฝึกทักษะเสริมเพื่อที่จะฝึกฝนทักษะของ นักเรียนให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น 1.3. วิเคราะห์หลักสูตรคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง การหาร เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้เพื่อน าไป ก าหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัดของแผนการจัดการเรียนรู้ 1.4 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและวิธีการเขียนแผนจัดการเรียนรู้จากเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อน ามาเป็นแนวทางและประยุกต์ใช้ในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ 1.5 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 การหาร จ านวน 4 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ละ 1 ชั่วโมง ใช้เวลาสอน 4 ชั่วโมง 1.6. น าแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 การหาร จ านวน 4 แผนการจัดการเรียนรู้ ไปขอค าแนะน าจากครูพี่เลี้ยง ใน ด้านความเหมาะสมขององค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อมาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น


52 1.7 น าแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 การหาร ไปทดลองน าร่องกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล วัดมเหยงคณ์ ที่เรียนวิชา คณิตศาสตร์พื้นฐาน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 1.8 น าข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 การหาร ให้สมบูรณ์ 2. ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ในการสร้างชุดแบบฝึกทักษะ ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 มีขั้นตอนการสร้างดังนี้ 2.1 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุงพ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และศึกษาเอกสาร คู่มือ ต ารา ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2.2 ศึกษาทฤษฎีและแนวคิดเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ และการจัดท า แบบฝึกทักษะ 2.3 ศึกษาเนื้อหาและมาตรฐาน ตัวชี้วัด จากสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2.4 จัดท าแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ตัวชี้วัด ค 1.1 ป.2/6 หาค่าของตัวไม่ทราบค่าในประโยคสัญลักษณ์แสดงการหารที่ตัวตั้งไม่เกิน 2 หลัก ตัวหาร 1 หลัก โดยที่ผลหารมี 1 หลักทั้งหารลงตัวและหารไม่ลงตัว ได้จัดท าชุดแบบฝึกทักษะ เรียงเนื้อหาจากง่ายไปหายาก ซึ่งมีทั้งหมด 4 ชุด ดังนี้ แบบฝึกทักษะชุดที่ 1 การหารเหลือเศษ (1) แบบฝึกทักษะชุดที่ 2 การหารเหลือเศษ (2) แบบฝึกทักษะชุดที่ 3 โจทย์ปัญหาการหารเหลือเศษ (1) แบบฝึกทักษะชุดที่ 4 โจทย์ปัญหาการหารเหลือเศษ (2) น าชุดแบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้นเสนออาจารย์และครูพี่เลี้ยงตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อหาข้อปรับปรุงแก้ไข 2.5. น าชุดแบบฝึกทักษะที่ปรับปรุงแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาคณิตศาสตร์ จ านวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์การ เรียนรู้รวมถึงความครอบคลุมของค าถาม โดยพิจารณาจากค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป ซึ่งมีเกณฑ์ใน การคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญ คือ 2.6.1 ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ที่มีวุฒิการศึกษาในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ และ มีวิทยฐานะช านาญการพิเศษขึ้นไป มีประสบการณ์การสอนไม่น้อยกว่า 5 ปี จ านวน 2 ท่าน 2.6.2 ผู้จบการศึกษาสาขาวิจัยทางศึกษาหรือ การวัดและประเมินผล การศึกษา


53 2.6. น าชุดแบบฝึกทักษะที่แก้ไขปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก เรื่อง โจทย์ปัญหาการหาร ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จ านวน 20 ข้อ โดยผู้วิจัยได้สร้างขึ้นให้มีความสอดคล้อง ครอบคลุมเนื้อหาของหนังสือ เรื่อง การหาร ซึ่งมีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้ 3.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสร้างแบบทดสอบ 3.2 ศึกษาหลักสูตร วิเคราะห์เนื้อหา และก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ 3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โจทย์ปัญหาการหาร ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จ านวน 20 ข้อ โดยให้ครอบคลุมกับจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาแต่ ละหน่วยการเรียนรู้ แล้วจะน าแบบทดสอบเสนอต่ออาจารย์และครูพี่เลี้ยงพิจารณาแล้วน ามาปรับปรุง แก้ไขตามค าแนะน า 3.4 น าแบบทดสอบที่ปรับปรุงแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาคณิตศาสตร์ จ านวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องกับเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ รวมถึงความครอบคลุมของค าถาม โดยพิจารณาจากค่า IOC ตั้งแต่ 0.50 ขึ้นไป มีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นไม่ได้วัดตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 3.5 น าข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไขแล้วจัดท าแบบทดสอบที่จะน าไปใช้ปฏิบัติจริง กับกลุ่มตัวอย่างเขียนถึงแบบฝึกทักษะ 4. แบบประเมินความพึงพอใจต่อชุดฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ดังนี้ 4.1. ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจเพื่อเป็นกรอบในการสร้างค าถาม 4.2. สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจโดยใช้ข้อค าถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ก าหนดค่าคะแนนเป็น 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) และก าหนดเกณฑ์มาท า ข้อมูลในการประเมินดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 หมายถึง ระดับความพึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.50 – 4.49 หมายถึง ระดับความพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 2.50 – 3.49 หมายถึง ระดับความพึงพอใจปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 หมายถึง ระดับความพึงพอใจน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.49 หมายถึง ระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด


54 จ านวน 10 ข้อค าถาม ซึ่งประกอบด้วยความคิดเห็นเกี่ยวกับด้านครูผู้สอนและด้าน ชุดฝึกทักษะ ระดับความพึงพอใจโดยภาพรวม 4.3. น าแบบสอบถามความพึงพอใจเสนอผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจความถูกต้องและ เหมาะสมของแบบสอบถาม แล้วปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญ 4. แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ผู้วิจัยใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง การทดลอง (One group pretest posttest design) ดังตารางที่ 3 (มลิวัลย์ สมศักดิ์, 2552) ตารางที่ 3 แบบแผนการทดลอง สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง O1 X O2 สัญลักษณ์ที่ใช้ O1 แทน วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนการทดลอง X แทน การใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว O2 แทน วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์หลังการทดลอง 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4.1. ทดสอบก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบพื้นฐานความเข้าใจของนักเรียน 4.2. ด าเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ จ านวน 4 แผนการจัดการเรียนรู้ ใช้เวลา 4 ชั่วโมง 4.3. ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ที่ได้สร้างขึ้นจ านวน 4 ชุด ในการจัดการเรียน การสอน 4.4. ใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน (ทดสอบหลังเรียน) 4.5. เก็บรวบรวมข้อมูลและประเมินผล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว โดยการหาร้อยละ เฉลี่ยของคะแนนการท าแบบฝึกทักษะแต่ละชุด (E1 ) กับร้อยละเฉลี่ยของคะแนนการท าแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์หลังการเรียน (E2 ) มีประสิทธิภาพสูงกว่าหรือเท่ากับเกณฑ์ที่ก าหนด 80/80


55 2. เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังใช้ ชุดฝึกทักษะ เรื่อง โจทย์ปัญหาการหาร โดยใช้ t-test แบบ dependent sample 3. วิเคราะห์การประเมินความพึงพอใจต่อชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยน าข้อมูลการประเมินหาฐานนิยมและค่าร้อยละ แล้วสรุปผล โดย น าข้อมูลการประเมินหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแล้วน าผลที่ได้ไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ 7. สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติวิเคราะห์ ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน ได้แก่ 1.1. ค่าร้อยละ ใช้สูตรดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด, 2545, น. 101) P = f N x 100 เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จ านวนความถี่ทั้งหมด 1.2. ค่าเฉลี่ย (mean) ใช้สูตรดังนี้ (มลิวัลย์ สมศักดิ์, 2552, น. 223) สูตร μ = ∑ x n เมื่อ μ แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง ∑ x แทน ผลรวมของคะแนน n แทน จ านวนตัวอย่าง 1.3. ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) ใช้สูตรดังนี้ (มลิวัลย์ สมศักดิ์, 2552, น. 228) สูตร S.D. = √ n ∑ x 2−∑ x 2 (n−1) เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ∑ x แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละคน ∑ x 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละคนยกก าลังสอง n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง


56 2. สถิติที่ใช้ในการค านวณหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ (E1 / E2 ) ใช้สูตรดังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2532 : 495) 2.1 ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ E 1 = ( ) A N X 100 เมื่อ E 1 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการที่จัดไว้ในแบบฝึก คิดเป็น ร้อยละจากการท าแบบฝึก X คือ คะแนนรวมจากการท าแบบฝึก A คือ คะแนนเต็มของแบบฝึก N คือ จ านวนผู้เรียน 2.2 ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธิ์ E 2 = ( ) B N F 100 เมื่อ E 2 คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ คิดเป็นร้อยละหลังจากการท า แบบทดสอบหลังเรียน X คือ คะแนนรวมของผู้เรียนจากการท าแบบทดสอบหลังเรียน B คือ คะแนนเต็มของการท าแบบทดสอบหลังเรียน N คือ จ านวนผู้เรียน 3. เปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนและหลังใช้ชุดฝึก ทักษะ เรื่อง โจทย์ปัญหาการหาร โดยใช้t-test แบบ dependent sample โดยใช้สูตร สูตร = ∑ D √ ∑D 2−(∑ D) 2 −1 เมื่อ D แทน ผลต่างระหว่างข้อมูลแต่ละคู่ ∑ D แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างระหว่างข้อมูลแต่ละคู่


57 ∑ 2 แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างระหว่างข้อมูลแต่ละคู่ยกก าลังสอง n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่างหรือจ านวนคู่ 4. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4.1 หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ โดยให้ความสอดคล้องระหว่าง ข้อสอบกับจุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนรู้ (ล้วน สาย ยศ และอังคณา สายยศ, 2543, น. 248-249) สูตร IOC = ∑ R N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค าถาม กับจุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนรู้ ∑ R แทนผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เนื้อหาวิชาทั้งหมด N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 4.2 หาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ โดยใช้สัมประสิทธิ์ แอลฟา (α - Coefficient) ด้วยวิธีการของครอนบัค (Crondach) (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538, น. 200) โดยใช้สูตร สูตร α =[ k k−1 ] [1 − ∑ Si 2 St 2 ] เมื่อ แทน ค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่น N แทน จ านวนข้อสอบ Si 2 แทน คะแนนความแปรปรวนเป็นรายข้อ St 2 แทน คะแนนความแปรปรวนของข้อสอบทั้งฉบับ


58 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัย เรื่อง ผลการใช้ชุดแบบแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจะน าเสนอล าดับขั้นตอนดังนี้ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูล ผู้วิจัยใช้สัญลักษณ์ดังนี้ n แทน จ านวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง μ̅ แทน คะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน t แทน ค่าการแจกแจงของสถิติที ** แทน มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 E1 แทน ร้อยละเฉลี่ยของคะแนนการท าชุดฝึกทักษะแต่ละชุด E2 แทน ร้อยละเฉลี่ยของคะแนนการท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังการเรียน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปตารางตามล าดับ ดังนี้ 1. ผลการศึกษาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 ปรากฏดัง ตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 คะแนน จ านวน (n) คะแนน เต็ม (k) ค่าเฉลี่ย (μ) ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ค่าประสิทธิภาพ (E1/E2 ) ระหว่างใช้ชุด แบบฝึกทักษะที่ 1-4 (E1 ) 43 60 57.21 3.11 95.35 หลังเรียน (E2 ) 43 20 17.70 1.55 88.49


59 จากตารางที่ 4 พบว่า ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว มีประสิทธิภาพ 95.35/88.49 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้เป็นไปตามสมมติฐาน 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่อง การหารไม่ลงตัว ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ปรากฏดังตารางที่ 5 ตารางที่ 5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เรื่อง การหารไม่ลงตัว ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ ** มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตารางที่ 5 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ หลังได้รับการใช้ชุดแบบฝึกทักษะสูงกว่าก่อนได้รับการใช้ชุด แบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐาน ที่ตั้งไว้ 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดม เหยงคณ์ ที่มีต่อการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ปรากฏดังตารางที่ 6 ตารางที่ 6 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล วัดมเหยงคณ์ ที่มีต่อการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว รายการประเมิน ค่าเฉลี่ยร้อยละ (̅) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ระดับความพึงพอใจ ด้านครูผู้สอน 1.ครูชี้แจงกิจกรรมก ารเรียน รู้ให้ นักเรียนเข้าใจอย่างชัดเจน 4.77 0.53 มากที่สุด ผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียน จ านวน (n) คะแนน เต็ม (k) ค่าเฉลี่ย (μ) ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ∑D ∑ 2 t ก่อนเรียน 43 20 11.91 1.25 249 1,485 37.48** หลังเรียน 43 20 17.70 1.55


60 รายการประเมิน ค่าเฉลี่ยร้อยละ (̅) ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ระดับความพึงพอใจ 2. ครูให้ค าปรึกษา แนะน า ดูแล นักเรียนในการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ อย่างทั่วถึง 4.60 0.49 มากที่สุด ด้านชุดฝึกทักษะ 3.เนื้อหาเรียงล าดับจากง่ายไปสู่ยาก 4.23 0.78 มาก 4. ชุดแบบฝึกทักษะมีเนื้อหาถูกต้อง และครบถ้วนตามจุดประสงค์ 4.56 0.67 มากที่สุด 5.ชุดแบบฝึกทักษะมีความเหมาะสม กับวัยผู้เรียน 4.74 0.54 มากที่สุด 6.ร ะย ะเ วล าในก า รเ รียนมี ค ว าม เหมาะสมกับเนื้อหา 4.47 0.67 มาก 7.รูปภาพประกอบเหม าะสมและ สอดคล้องกับเนื้อหา 4.49 0.63 มาก 8. ภาพช่วยให้เข้าใจในแบบฝึกยิ่งขึ้น 4.35 0.78 มาก 9.การใช้ภาษาและสัญลักษณ์ในชุด แบบฝึกทักษะที่ชัดเจน และเข้าใจง่าย 4.60 0.66 มากที่สุด 10.ตัวอักษรที่ใช้ในชุดแบบฝึกทักษะมี ขนาดและสัญลักษณ์ที่เหมาะสม 4.40 0.73 มาก รวม 45.21 4.52 มากที่สุด จากตารางที่ 6 พบว่าความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดม เหยงคณ์ ที่มีต่อการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับ สมมุติฐานที่ตั้งไว้


61 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผล จากการวิจัย เรื่อง การใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ สามารถสรุปผลจากการศึกษา ค้นคว้า ดังนี้ 1. ผลการศึกษาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์95.35/88.49 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ชุดฝึกทักษะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจสูงสุดของนักเรียนที่มีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ของ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด อภิปรายผล จากการวิจัย เรื่อง ผลการใช้ชุดแบบแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ สามารถอภิปรายผล จากการศึกษาค้นคว้า ดังนี้ 1. ผลการหาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ที่มี ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ พบว่ามี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 95.35/88.49 ที่เป็นเช่นนี้ เพราะชุดแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ ส่งเสริม ให้นักเรียนเรียนรู้ร่วมกัน ช่วยเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะที่คงทน ชุดแบบฝึกทักษะสามารถให้ผู้เรียนได้ ฝึกทันที หลังจากจบบทเรียนนั้น ๆ หรือให้มีการฝึกซ้ าหลาย ๆ ครั้ง เพื่อความแม่นย าในเรื่องที่ ต้องการฝึก หรือเน้นย้ าให้นักเรียนท าชุดแบบฝึกทักษะเพิ่มเติมในเรื่องที่ผิด สามารถเป็นเครื่องมือใน การวัดผลหลังจากที่ผู้เรียนเรียนจบบทเรียนในแต่ละครั้ง ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความรู้ ความสามารถของตนเองได้ และเมื่อไม่เข้าใจ และท าผิดในเรื่องใด ๆ ผู้เรียนก็สามารถซ่อมเสริมตนเอง ได้ จัดได้ว่าเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าทั้งครูผู้สอน และผู้เรียน สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ สุไกย๊ะ ลิ มาน (2564) ประสิทธิภาพชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ด้วยวิธีการเขียนขีดต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการบวกจ านวนสองจ านวนที่ผลบวกไม่เกิน 10 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้าน เขาวัง จังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปี


62 การศึกษา 2562 โรงเรียนบ้านเขาวัง จังหวัดปัตตานี จ านวน 30 คน ผลการวิจัย พบว่า ชุดฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ด้วยวิธีการเขียนขีด มีประสิทธิภาพ 96.32/94.22 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.001 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ด้วยวิธีการเขียน ขีดภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M=2.87, S.D=0.12) และผลงานวิจัยของ พิศุทธ์ปภาณ จินะวงค์(2564) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ โดยใช้แบบฝึกทักษะส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุเหร่าลาดพร้าว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนสุเหร่าลาดพร้าว จ านวน 20 คน ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การคูณส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเท่ากับ 82.33/83.67 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่ก าหนดไว้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง การคูณสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การหารไม่ลงตัว ของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ พบว่า หลังเรียนมีค่าสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยก่อนเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ย 11.91 หลังเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ย 17.70 การที่นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น เนื่องจากการจัดการเรียนรู้มีการใช้ชุดแบบฝึกทักษะวิชาคณิตศาสตร์ ที่ผ่านการหาประสิทธิภาพมาแล้ว และเป็นชุดแบบฝึกทักษะที่ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ ร่วมกัน เน้นทักษะกระบวนการคิดได้น ามาใช้ร่วมกับแผนการจัดการเรียนรู้ที่จัดท าขึ้นอย่างมีคุณภาพ จากหลักจิตวิทยาและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชุดแบบฝึกทักษะ สรุปได้ว่าในการสร้างชุดแฝึก ทักษะ โดยผู้วิจัยได้ค านึงถึงจิตวิทยาในการเร้าให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและตอบสนองด้วยการ แสดงออก ความหลากหลายของชุดฝึกและควรค านึงถึงความพร้อมและวัยของผู้เรียน ซึ่งการท าชุแบ บดฝึกทักษะในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้ทฤษฎีและแนวคิด ของ สุคนธ์ สินธพานนท์ น ามาเป็นแนวคิดในการ จัดท าชุดฝึกทักษะ ซึ่งประกอบด้วย ทฤษฎีการสอนของบรูเนอร์ (Bruner’s Instruction Theory) ทฤษฎีการเชื่อมโยง (Connectionism) ของธอร์นไดค์ และทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไข (The Condition of Learning) ของกาเย่ มีการสร้างเนื้อหาต้องเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน มีค าอธิบายที่ ชัดเจน ค านึงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกบผู้เรียนมากที่สุด มีรูปแบบที่หลากหลาย เรียงจากง่ายไปหา ยาก มีรูปภาพประกอบเพื่อเร้าความสนใจ สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ วิภาดา ปัญญาประชุม 2540) ท าการวิจัยเรื่อง แบบฝึกเสริมทักษะที่มีประสิทธิภาพ วิชา คณิตศาสตร์ เรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณ การ หาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนส าราญประภาศรี ส านักงานการประถมศึกษา อ าเภอหนองกรุง ศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกเสริม ทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการ


63 คูณ การหารมีประสิทธิภาพ 77.71/79.57 แสดงว่าสูงกว่า เกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์โจทย์ปัญหาการคูณ การหาร หลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิตที่ ระดับ .01 3. จากผลการวิจัย พบว่าความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล วัดมเหยงคณ์ ที่มีต่อหลังการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ เรื่อง การหารไม่ลงตัว มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้ เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วพบว่า นักเรียนมีความพึง พอใจมากที่สุดในข้อที่ 1 ครูชี้แจงกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนเข้าใจอย่างชัดเจน (X̅= 4.77, S.D.= 0.53) รองลงมา มีความพึงพอใจข้อที่ 5 ชุดแบบฝึกทักษะมีความเหมาะสมกับวัยผู้เรียน (X̅= 4.74, S.D.= 0.54) ข้อที่ 9 การใช้ภาษาและสัญลักษณ์ในชุดฝึกทักษะที่ชัดเจน และเข้าใจง่าย (X̅= 4.60, S.D.= 0.54) และข้อที่ 2 ครูให้ค าปรึกษา แนะน า ดูแลนักเรียนในการใช้ชุดแบบฝึกทักษะอย่างทั่วถึง (X̅= 4.60, S.D.= 0.49) และข้อที่ 4 ชุดแบบฝึกทักษะมีเนื้อหาถูกต้องและครบถ้วนตามจุดประสงค์ (X̅= 4.56, S.D.= 0.67) ข้อที่ 7 รูปภาพประกอบเหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหาตามล าดับ (X̅= 4.49, S.D.= 0.63) ข้อที่ 6 ระยะเวลาในการเรียนมีความเหมาะสมกับเนื้อหา (X̅= 4.47, S.D.= 0.67) ข้อที่ 10 ตัวอักษรที่ใช้ในชุดแบบฝึกทักษะมีขนาดและสัญลักษณ์ที่เหมาะสม (X̅= 4.40, S.D.= 0.73) ข้อที่ 8 ภาพช่วยให้เข้าใจในแบบฝึกยิ่งขึ้น (X̅= 4.35, S.D.= 0.78) และข้อที่ 3 เนื้อหาเรียงล าดับจาก ง่ายไปสู่ยาก (X̅= 4.23, S.D.= 0.78) ตามล าดับ ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ 1.1 การที่จะน าชุดแบบฝึกทักษะไปใช้กับนักเรียนควรปรับชุดแบบฝึกทักษะตามสภาพจริง ของนักเรียน 1.2 ชุดแบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้นควรจะมีระดับปานกลางสามารถใช้ได้กับนักเรียนกลุ่มที่อ่อน และนักเรียนกลุ่มที่เก่ง 1.3 ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ ครูผู้สอนอาจจะมีการยืดหยุนได้ตามความเหมาะสมกับแต่ละโอกาสในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอน 2. ข้อเสนอแนะในการศึกษาครั้งต่อไป 2.1 ในการเก็บข้อมูลควรเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมกับชุดแบบฝึกทักษะที่จะน าไปใช้ 2.2 ในการสร้างชุดแบบฝึกทักษะอาจเพิ่มจ านวนชุดแบบฝึกทักษะให้มากขึ้น เพื่อให้นักเรียน เกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้น 2.3 ควรท าการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเทคนิคอื่น ๆ ร่วมกับการใช้ชุดแบบฝึกทักษะ


64 2.4 ควรมีการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเมื่อเรียนด้วยชุดแบบฝึกทักษะกับสื่อหรือ นวัตกรรมอื่น ๆ


65 บรรณานุกรม กัญญาภัค ธรรมสุข.(2563). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน ส าหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการ พัฒนา หลักสูตรและการเรียนการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. กมล ชูกลิ่น. (2550). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดค าภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : กระทรงศึกษาธิการ. กุศยา แสงเดช. (2545). แบบฝึก คู่มือพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ ระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : บริษัทส านักพิมพ์แม็ค จ ากัด. ชฎาพร ภูกองชัย. (2561). การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 . วารสารโครงงานวิทยาการคอมพิวเตอร์และ เทคโนโลยีสารสนเทศ จันตรา ธรรมแพทย์. (2550). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ส าหรับ นักเรียนช่วงชั้นที่2 ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ต่ า. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (หลักสูตรและการสอน). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม. จิรเดช เหมือนสมาน. (2551). การพัฒนาชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์จากสื่อสิ่งพิมพ์ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดทองเพลง ส านักงานเขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร. สารนิพนธ์ กศ.ม. สาขาวิชาการมัธยมศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ฉวีวรรณ เศวตมาลย์. (2545). การพัฒนาหลักสูตรคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. ถวิล ธาราโภชน และศรัณย ด าริสุข. (2547). พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน. พิมพ์ครั้งที 3. กรุงเทพฯ : ทิพยวิสุทธิ์. ทรงศักดิ์ สุโพธิณะ. (2545). การสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาคณิตศาสตร์ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6. การค้นคว้าอิสระ. ศศ.ม. (สาขาเทคโนโลยีทางการศึกษา) : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ทิวาพร แก้วค าสอน. (2564). การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้ การเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ร่วมกับเทคนิค KWDL ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3. วารสารบัณฑิตศึกษา. 80(18), 96-104.


66 ธนวรรณ ลิ้มสมุทรชัยพร. (2545). การสร้างชุดฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การ ประถมศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร. นิตยารัตน์ คงนาลึก. (2560). การวัดและประเมินผลการเรียนรู้. (พิมพ์ครั้งที่ 2). นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช. แน่งน้อย พงษ์สามารถ. (2549). จิตวิทยาอุสาหกรรม. กรุงเทพฯ : เอส เอ็ม เอ็ม. นูรีมาน สือรี. (2563). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องเลขยกก าลัง โดยใช้แบบฝึกทักษะ ส าหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. หลักสูตรสาขาวิชาการสอน วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยทักษิณ. บุญชม ศรีสะอาด. (2545). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. ปราณี จิณฤทธิ์. (2552). ผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์และเจตคติทางการ เรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเคหะประชาสามัคคี จังหวัด นครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาศึกษาศาสตร์, บัณฑิตวิทยาลัย ,มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปาริชาติ สังข์ขาว. (2551). ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการใช้บริการห้องสมุด มหาวิทยาลัย ศรีปทุม. ปริญญานิพนธ์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร. พรรณี ชูทัยเจนจิต. (2550). จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ : เกรทเอ็ดดูเคชั่น. พิกุล มีค าทอง. (2560). การพัฒนาชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง การบวก ลบ คูณ หารระคน โดยใช้เทคนิค KWDL ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. วารสารวิชาการธรรมทรรศน์, 4(20), 60 – 69. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. 2548. หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพ: เฮ้าส์ออฟ เคอร์มีสท์. พิศุทธ์ปภาณ จินะวงค์. (2564). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ โดย ใช้แบบฝึกทักษะส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสุเหร่าลาดพร้าว. วารสาร ลวะศรี 5(1), 67-78. มลิวัลย์ สมศักดิ์. (2552). เอกสารประกอบการสอนรายวิชาการวิจัยทางการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 2). นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช. มัณฑนี กุฏาคาร. (2545). การประเมินผลทางการศึกษา. วารสารวิชาการ, 2(8), 47 – 53.


67 มัทนา สีแสด. (2552). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ การคิดค านวณ เรื่อง การหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ขอนแก่น. เยาวดี วิบูลย์ศรี. (2548). การวัดผลและการสร้างแบบสอบผลสัมฤทธิ์. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ระพินทร์ โพธิ์ศรี. 2549. การสร้างและวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือรวบรวมข้อมูลส าหรับการวิจัย. คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ : อัดส าเนา. ลักขณา ภูวิลัย. (2552). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะ. วารสารการวัดผลการศึกษา. มหาสารคาม. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ล าดวน บ ารุงศุภกุล. (2551). ผลของการใช้ชุดฝึกทักษะเรื่องการคูณที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปากถก (รายงานการวิจัย) : นครศรีธรรมราช : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้. ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ. (2543). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. สมนึก ภัททิยธนี. (2551). การวัดผลการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 6. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์. สมเดช บุญประจักษ์. (2550). เอกสารประกอบการสอนรายวิชาหลักการคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร. สิริพร ทิพย์คง. (2545). หลักสูตรและการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ : พัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.). สุคนธ์ สินธพานนท์. (2553). นวัตกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพของเยาวชน. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจ ากัด 9119 เทคนิคพริ้นติ้ง. สุวิทย์ มูลค า. (2550). 21 วิธีการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์. สุไกย๊ะ ลิมาน. (2564). ประสิทธิภาพชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ด้วยวิธีการเขียนขีดต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่องการบวกจ านวนสองจ านวนที่ผลบวกไม่เกิน 10 ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเขาวัง จังหวัดปัตตานี. วารสารบริหารการศึกษาและครุ ศาสตร์, 2(1), 30 – 38. สุปัน มืดทัพไทย. (2556). การพัฒนาทักษะการลบที่มีการกระจาย โดยใช้แบบฝึกทักษะเทคนิคการ ลบโดยไม่ต้องขอยืม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4.


68 สุพัตรา อินทรเกษม. (2565). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวกและการลบ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบฝึกทักษะทางคณิตศาสตร์โรงเรียนบ้านไร่ จังหวัดก าแพงเพชร เสาวณีย์ โพธิ์เต็ง. (2557). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 เรื่อง การสร้างค าในภาษาไทย โดยจัดการเรียนรู้แบบอุปนัยร่วมกับแบบฝึกทักษะ. วิทยานิพนธ์ปริญญา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.


1 ภาคผนวก


2 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัย


3 รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจเครื่องมือ 1. นางดวงพร จันทร์สว่าง ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ ต าแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูช านาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ 3. นายนิยม ช่วยเล็ก ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ ต าแหน่ง ครูวิทยฐานะ ครูเชี่ยวชาญ โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ 3. นางสาวนรีรัตน์ กาญจนาสน์ ครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ ต าแหน่ง ครู โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์


4 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล


5 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 การหาร จ านวน 4 แผนการเรียนรู้ แผนละ 1 ชั่วโมง รวม ทั้งหมด 4 ชั่วโมง ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรื่อง การหารเหลือเศษ (1) 1.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 เรื่อง การหารเหลือเศษ (2) 1.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 20 เรื่อง โจทย์ปัญหาการหารเหลือเศษ (1) 1.4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 21 เรื่อง โจทย์ปัญหาการหารเหลือเศษ (2)


6 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์พื้นฐาน 12101 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง การหาร เวลา 24 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรื่อง การหารเหลือเศษ (1) เวลา 1 ชั่วโมง ผู้สอน นายธีรภัทร จิตรพิศาล โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ สาระส าคัญ การหารที่มีเศษ เป็นการหารไม่ลงตัวและเศษน้อยกว่าตัวหาร หรือมีค่าอยู่ระหว่างศูนย์กับตัวหาร มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด ค 1.1 ป.2/6 หาค่าของตัวไม่ทราบค่าในประโยคสัญลักษณ์แสดงการหารที่ตัวตั้งไม่เกิน 2 หลัก ตัวหาร 1 หลัก โดยที่ผลหารมี 1 หลักทั้งหารลงตัวและหารไม่ลงตัว จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถอธิบายการเขียนประโยคสัญลักษณ์การหารได้ (K) 2. จากสถานการณ์การหารที่ก าหนด สามารถเขียนเป็นประโยคสัญลักษณ์หรือเขียนในรูปการหารที่ เป็นการหารไม่ลงตัวได้ (P) 3. นักเรียนมีความมุ่งมั่นในการท างานและรับผิดชอบต่อภาระงานที่ได้รับมอบหมายได้ (A) สมรรถนะส าคัญ ความสามารถในการสื่อสาร : การอธิบายการเขียนประโยคสัญลักษณ์การหาร ความสามารถในการคิด : การมีความคิด วิเคราะห์ในการเขียนเป็นประโยคสัญลักษณ์หรือเขียนใน รูปการหารที่เป็นการหารไม่ลงตัว ความสามารถในการแก้ปัญหา : การแก้ปัญหาโดยการน าความรู้เดิมน ามาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มุ่งมั่นในการท างาน: มีความอดทน และมีความมุมานะในการท างานจนส าเร็จ 2. มีวินัย: ตรงต่อเวลาในการเข้าเรียนและการส่งงานที่ได้รับมอบหมาย 3. ใฝ่เรียนรู้: มีความกระตือรือร้นในการเรียนและตอบค าถามในชั้นเรียน


7 สาระการเรียนรู้ การหารไม่ลงตัว กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1. ครูให้นักเรียนท ากิจกรรม “จัดได้กี่กอง” ตามหนังสือเรียนหน้า 25 แล้วให้นักเรียนบันทึก ผลการท ากิจกรรมลงในแบบบันทึกกิจกรรม 2. เมื่อนักเรียนท ากิจกรรมเสร็จแล้ว ครูแนะน าการหารจาก มีตัวนับ 8 อันจัดเป็นกอง กอง ละ 4 อัน ได้ 2 กอง เขียนเป็นประโยคสัญลักษณ์การหารได้ 8 ÷ 4 = 2 3. ครูให้นักเรียนสังเกตว่า การจัดตัวนับเป็นกอง กองละเท่า ๆ กัน ข้อ 1 3 และ 5 จัดเป็น กองแล้วตัวนับหมดพอดี ส าหรับข้อ 2 4 และ 6 จัดเป็นกองแล้วมีตัวนับเหลือ ครูแนะน าว่า การหาร ในข้อ 1 3 และ 5 เป็นการหารลงตัว และการหารในข้อ 2 4 และ 6 เป็นการหารไม่ลงตัว ขั้นสอน 4. ครูให้นักเรียนอ่านโจทย์ ที่ครูเตรียมมาในโปรแกรม Power Point ดังนี้ 5. ครูใช้ค าถามให้นักเรียนได้วิเคราะห์โจทย์ เช่น โจทย์ถามอะไร โจทย์ต้องการอะไร 6. นักเรียนต้องตอบค าถามกี่ค าถาม (2 ค าถาม) ค าถามอะไร (ได้กี่กลุ่ม และเหลือตัวนับกี่อัน) 7. ครูใช้ค าถามน าว่า จะหาค าตอบได้อย่างไร นักเรียนอาจจะยังคิดวิธีหาค าตอบไม่ได้ 8. จากนั้นครูยกตัวอย่างการจัดตัวนับ โดยตัวนับ 13 อัน จัดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 อัน เพื่อให้ นักเรียนสังเกตว่าสามารถใช้การหารในการหาค าตอบ แต่เป็นการหารไม่ลงตัว 9. ครูให้นักเรียนร่วมกันแสดงวิธีการหาร โดยใช้การตัวนับจัดเป็นกลุ่ม ตามที่โจทย์ก าหนด 10. เมื่อได้ค าตอบแล้ว ครูแนะน าว่าจากสถานการณ์นี้ เขียนในรูปการหารได้ 13 ÷ 4 ได้ 3 เศษ 1 การหารที่มีเศษ เป็นการหารไม่ลงตัว และเศษที่ได้จากการหารจะน้อยกว่าตัวหาร 11. ครูให้นักเรียนตรวจสอบค าตอบโดยน าค าตอบที่ได้ คูณกับตัวหารแล้วน าไปบวกกับตัว เศษจะได้ผลลัพธ์เท่ากับตัวตั้ง 12. ครูให้นักเรียนอ่านโจทย์ที่ครูเตรียมมาอีก 2 ข้อ ดังนี้ ตัวนับ 13 อัน จัดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 อัน ได้กี่กลุ่ม เหลือตัวนับกี่อัน


8 13. ครูให้นักเรียนร่วมกันแสดงวิธีการหาร โดยใช้การตัวนับจัดเป็นกลุ่ม ตามที่โจทย์ก าหนด เขียนในรูปการณ์หาร พร้อมทั้งหาค าตอบ 14. เมื่อได้ค าตอบแล้ว ครูให้นักเรียนตรวจสอบค าตอบ จากนั้นครูและนักเรียนช่วยกัน ตรวจสอบความถูกต้อง 15. ครูให้นักเรียนท าแบบฝึกหัด 6.6 เรื่องการหารลงตัวและการหารไม่ลงตัว หน้า 14 ใน หนังสือแบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ เล่ม 2 16. เมื่อเสร็จแล้วให้นักเรียนช่วยกันตรวจสอบความถูกต้อง จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกัน เฉลยแบบฝึกหัด ขั้นสรุป 17. จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกันสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ ดังนี้ การหารที่มีเศษ เป็นการหารไม่ลงตัวและเศษน้อยกว่าตัวหาร หรือมีค่าอยู่ระหว่าง ศูนย์กับตัวหาร 18. ครูให้นักเรียนท าแบบฝึกทักษะชุดที่ 1 การหารเหลือเศษ (1) เป็นการบ้าน สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1.ตัวนับ 2. โปรแกรม Power Point 3. แบบฝึกทักษะชุดที่ 1 การหารเหลือเศษ (1) 2. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ เล่ม 2 3. หนังสือแบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ เล่ม 2 ตัวนับ 11 อัน จัดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 อัน ได้กี่กลุ่ม เหลือตัวนับกี่อัน ตัวนับ 19 อัน จัดเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5 อัน ได้กี่กลุ่ม เหลือตัวนับกี่อัน


9 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ รายการประเมิน วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน นักเรียนสามารถอธิบายการ เขียนประโยคสัญลักษณ์การ หารได้ การสังเกตพฤติกรรมการ เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ แบบสังเกตพฤติกรรมการ เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ได้คะแนนตั้งแต่ 9 คะแนน ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ จากสถานการณ์การหารที่ ก าหนด สามารถเขียนเป็น ประโยคสัญลักษณ์หรือเขียน ในรูปการหารที่เป็นการหาร ไม่ลงตัวได้ การตรวจแบบฝึกหัด แบบประเมินผลการท า แบบฝึกหัด ได้คะแนนตั้งแต่ 9 คะแนน ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ การตรวจแบบฝึกทักษะ แบบประเมินแบบทักษะ ได้คะแนนตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ นักเรียนมีความมุ่งมั่นในการ ท างานและรับผิดชอบต่อ ภาระงานที่ได้รับมอบหมาย การสังเกตพฤติกรรม ด้านคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ แบบสังเกตพฤติกรรมด้าน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ได้คะแนนตั้งแต่ 2 คะแนน ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์


10 บันทึกหลังสอนแผนการสอนที่ 10 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง การหาร รายวิชาคณิตศาสตร์ รหัสวิชา ค 12101 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 *********************************************************************** ผลที่เกิดขึ้นหลังการจัดการเรียนรู้มีดังนี้ 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ จ านวน คน ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ คน คิดเป็นร้อยละ ไม่ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ คน คิดเป็นร้อยละ 2. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในคณิตศาสตร์ (K) 3. นักเรียนเกิดทักษะทางคณิตศาสตร์ (P) 4. นักเรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (A) ปัญหา/อุปสรรค ในการจัดการเรียนรู้ แนวทางแก้ไข ลงชื่อ ผู้สอน (นายธีรภัทร จิตรพิศาล) นักศึกษาฝึกสอนโรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์


11 ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข (ครูพี่เลี้ยง) ลงชื่อ ครูพี่เลี้ยง (นางดวงพร จันทร์สว่าง) ข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไข (ฝ่ายวิชาการ/ผู้บริหาร) ลงชื่อ (นางอรอนงค์ พรหมเดช) ต าแหน่ง หัวหน้าฝ่ายวิชาการ


12 แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง การหาร เรื่อง การหารเหลือเศษ (1) ชั้น ภาคเรียนที่ ปีการศึกษา โรงเรียน ผู้สอน วันที่ เดือน ปี ค าชี้แจง ให้ผู้ประเมินกรอกคะแนนในช่องรายการที่ประเมินโดยพิจารณาตามค าอธิบายคุณภาพที่ก าหนด เลข ที่ ชื่อ-สกุล รายการประเมิน ฟังด้วย ความ สนใจ ตอบ ค าถาม ในชั้น เรียน ตั้งใจ ท างาน จน ส าเร็จ งานเสร็จ ทันเวลา สรุป เนื้อหา ที่เรียน คะแนน รวม


13 เกณฑ์การให้คะแนน ผู้เรียนต้องได้คะแนนตั้งแต่ 9 คะแนนขึ้นไป จึงผ่านเกณฑ์ การปฏิบัติหรือผลส าเร็จน้อย 1 คะแนน การปฏิบัติหรือผลส าเร็จปานกลาง 2 คะแนน การปฏิบัติหรือผลส าเร็จดีมาก 3 คะแนน ลงชื่อ (นายธีรภัทร จิตรพิศาล) นักศึกษาฝึกสอนโรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์


14 แบบประเมินผลการท าแบบฝึกหัด หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง การหาร เรื่อง การหารเหลือเศษ (1) ชั้น ภาคเรียนที่ ปีการศึกษา โรงเรียน ผู้สอน วันที่ เดือน ปี กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สาระที่ หน่วยการเรียนรู้ที่ เรื่อง ค าชี้แจง ให้ผู้ประเมินกรอกคะแนนในช่องรายการที่ประเมินโดยพิจารณาตามค าอธิบายคุณภาพที่ก าหนด เลขที่ ชื่อ-สกุล รายการประเมิน คะแนน รวม ผลการประเมิน ความ ถูกต้อง ความมีระบบ ระเบียบใน การท างาน การตรง ต่อ เวลา ผ่าน ไม่ผ่าน


15 เกณฑ์การให้คะแนน ผู้เรียนต้องได้คะแนนตั้งแต่ 9 คะแนนขึ้นไป จึงผ่านเกณฑ์ การปฏิบัติอยู่ในระดับต้องปรับปรุง 1 คะแนน การปฏิบัติอยู่ในระดับควรปรับปรุง 2 คะแนน การปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง 3 คะแนน การปฏิบัติอยู่ในระดับดี 4 คะแนน การปฏิบัติอยู่ในระดับดีมาก 5 คะแนน ลงชื่อ (นายธีรภัทร จิตรพิศาล) นักศึกษาฝึกสอนโรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์


16 แบบประเมินผลการท าแบบฝึกทักษะ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง การหาร เรื่อง การหารเหลือเศษ (1) ค าชี้แจง ผู้ประเมินกรอกคะแนนในช่องรายการที่ประเมินโดยพิจารณาตามค าอธิบายคุณภาพที่ก าหนด เลขที่ ชื่อ - สกุล คะแนน รวม ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5


17 เกณฑ์การให้คะแนน ผู้เรียนต้องได้คะแนนตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไป จึงผ่านเกณฑ์ เกณฑ์การประเมินแบบแยกองค์ประกอบของการตรวจผลงานจากแบบฝึกทักษะ คะแนน (ระดับคุณภาพ) เกณฑ์การพิจารณา 2 (ดี) - วิธีท าและค าตอบถูกต้อง 1 (พอใช้) - วิธีท าถูกต้อง แต่ค าตอบไม่ถูกต้อง - ค าตอบถูกต้อง แต่มีวิธีท าบางส่วนที่มีความเข้าใจ คลาดเคลื่อน 0 (ต้องปรับปรุง) - วิธีท าและค าตอบไม่ถูกต้อง ลงชื่อ (นายธีรภัทร จิตรพิศาล) นักศึกษาฝึกสอนโรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์


18 เกณฑ์การให้คะแนนด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ : มีความมุ่งมั่นในการท างานและรับผิดชอบต่อภาระงานที่ได้รับมอบหมาย ระดับคุณภาพ คุณลักษณะที่ปรากฏให้เห็น 4 : ดีมาก มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในภาระงานที่ได้รับมอบหมายก่อนหรือตรงต่อเวลาที่ ก าหนดไว้ และปฏิบัติด้วยตนเองจนเป็นนิสัย 3 : ดี มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ แต่ส่งงานช้ากว่าที่ก าหนดไว้ และมีการติดต่อชี้แจงคุณครู อย่างเหตุผลที่รับฟังได้ 2 : พอใช้ ไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ แต่ส่งงานช้ากว่าที่ก าหนดไว้ โดยต้องอาศัยการชี้แนะ แนะน า ตักเตือนหรือให้ก าลังใจ 1 : ปรับปรุง ไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และไม่ส่งงาน ไม่ปฏิบัติตนอยู่ในข้อตกลงที่ก าหนดไว้


19 แบบสังเกตพฤติกรรมด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง การหาร เรื่อง การหารเหลือเศษ (1) วันที่ เดือน พ.ศ. ค าชี้แจง : ให้ผู้ประเมินกรอกคะแนนในช่องรายการที่ประเมินโดยพิจารณาตามค าอธิบายคุณภาพที่ก าหนด เลขที่ ชื่อ - สกุล ประเด็นในการสังเกตพฤติกรรม หมายเหตุ ความมุ่งมั่นในการท างานและ รับผิดชอบต่อภาระงานที่ได้รับ มอบหมาย 4 3 2 1


20 เกณฑ์การให้คะแนน ผู้เรียนต้องได้คะแนนตั้งแต่ 2 คะแนนขึ้นไป จึงผ่านเกณฑ์ ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ = ดีมาก ให้ 4 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง = ดี ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง = พอใช้ ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมนาน ๆ ครั้ง = ปรับปรุง ให้ 1 คะแนน ลงชื่อ (นายธีรภัทร จิตรพิศาล) นักศึกษาฝึกสอนโรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์


21 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์พื้นฐาน 12101 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง การหาร เวลา 24 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรื่อง การหารเหลือเศษ (2) เวลา 1 ชั่วโมง ผู้สอน นายธีรภัทร จิตรพิศาล โรงเรียนเทศบาลวัดมเหยงคณ์ สาระส าคัญ การหารที่มีเศษ เป็นการหารไม่ลงตัวและเศษน้อยกว่าตัวหาร หรือมีค่าอยู่ระหว่างศูนย์กับตัวหาร มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด ค 1.1 ป.2/6 หาค่าของตัวไม่ทราบค่าในประโยคสัญลักษณ์แสดงการหารที่ตัวตั้งไม่เกิน 2 หลัก ตัวหาร 1 หลัก โดยที่ผลหารมี 1 หลักทั้งหารลงตัวและหารไม่ลงตัว จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถอธิบายการเขียนประโยคสัญลักษณ์การหารได้ (K) 2. จากสถานการณ์การหารที่ก าหนด สามารถเขียนเป็นประโยคสัญลักษณ์หรือเขียนในรูปการหารที่ เป็นการหารไม่ลงตัวได้ (P) 3. นักเรียนมีความมุ่งมั่นในการท างานและรับผิดชอบต่อภาระงานที่ได้รับมอบหมายได้ (A) สมรรถนะส าคัญ ความสามารถในการสื่อสาร : การอธิบายการเขียนประโยคสัญลักษณ์การหาร ความสามารถในการคิด : การมีความคิด วิเคราะห์ในการเขียนเป็นประโยคสัญลักษณ์หรือเขียนใน รูปการหารที่เป็นการหารไม่ลงตัว ความสามารถในการแก้ปัญหา : การแก้ปัญหาโดยการน าความรู้เดิมน ามาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มุ่งมั่นในการท างาน: มีความอดทน และมีความมุมานะในการท างานจนส าเร็จ 2. มีวินัย: ตรงต่อเวลาในการเข้าเรียนและการส่งงานที่ได้รับมอบหมาย 3. ใฝ่เรียนรู้: มีความกระตือรือร้นในการเรียนและตอบค าถามในชั้นเรียน


22 สาระการเรียนรู้ การหารไม่ลงตัว กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1. ครูทบทวนการหาผลหารที่เป็นการหารลงตัวโดยใช้ความสัมพันธ์ของการคูณและการหาร ตามตัวอย่าง ในหนังสือเรียนหน้า 29 ขั้นสอน 4. ครูให้นักเรียนอ่านโจทย์ ที่ครูเตรียมมาในโปรแกรม Power Point ดังนี้ 5. ครูใช้ค าถามให้นักเรียนได้วิเคราะห์โจทย์ เช่น โจทย์ถามอะไร โจทย์ต้องการอะไร 6. นักเรียนต้องตอบค าถามกี่ค าถาม (2 ค าถาม) ค าถามอะไร (ได้กี่กลุ่ม และเหลือตัวนับกี่อัน) 7. ครูใช้ค าถามน าว่า จะหาค าตอบได้อย่างไร นักเรียนอาจจะยังคิดวิธีหาค าตอบไม่ได้ 8. จากนั้นครูยกตัวอย่างการจัดตัวนับ โดยตัวนับ 17 อัน จัดเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละเท่า ๆ กัน เพื่อให้นักเรียนสังเกตว่าสามารถใช้การหารในการหาค าตอบ แต่เป็นการหารไม่ลงตัว 9. ครูให้นักเรียนร่วมกันแสดงวิธีการหาร โดยใช้การตัวนับจัดเป็นกลุ่ม ตามที่โจทย์ก าหนด 10. เมื่อได้ค าตอบแล้ว ครูแนะน าว่าจากสถานการณ์นี้ เขียนในรูปการหารได้ 17 ÷ 5 ได้ 3 เศษ 2 การหารที่มีเศษ เป็นการหารไม่ลงตัว และเศษที่ได้จากการหารจะน้อยกว่าตัวหาร ตัวนับ 17 อัน จัดเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละเท่า ๆ กัน ได้กี่กลุ่ม เหลือตัวนับกี่อัน


23 11. ครูให้นักเรียนตรวจสอบค าตอบโดยน าค าตอบที่ได้ คูณกับตัวหารแล้วน าไปบวกกับตัว เศษจะได้ผลลัพธ์เท่ากับตัวตั้ง 12. ครูให้นักเรียนอ่านโจทย์ที่ครูเตรียมมาอีก 2 ข้อ ดังนี้ 13. ครูให้นักเรียนร่วมกันแสดงวิธีการหาร โดยใช้การตัวนับจัดเป็นกลุ่ม ตามที่โจทย์ก าหนด เขียนในรูปการณ์หาร พร้อมทั้งหาค าตอบ 14. เมื่อได้ค าตอบแล้ว ครูให้นักเรียนตรวจสอบค าตอบ จากนั้นครูและนักเรียนช่วยกัน ตรวจสอบความถูกต้อง 15. ครูให้นักเรียนท าแบบฝึกหัด 6.6 เรื่องการหารลงตัวและการหารไม่ลงตัว หน้า 15 ใน หนังสือแบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ เล่ม 2 16. เมื่อเสร็จแล้วให้นักเรียนช่วยกันตรวจสอบความถูกต้อง จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกัน เฉลยแบบฝึกหัด ขั้นสรุป 17. จากนั้นครูและนักเรียนร่วมกันสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ ดังนี้ การหารที่มีเศษ เป็นการหารไม่ลงตัวและเศษน้อยกว่าตัวหาร หรือมีค่าอยู่ระหว่าง ศูนย์กับตัวหาร 18. ครูให้นักเรียนท าแบบฝึกทักษะชุดที่ 2 การหารเหลือเศษ (2) เป็นการบ้าน สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1.ตัวนับ 2. โปรแกรม Power Point 3. แบบฝึกทักษะชุดที่ 1 การหารเหลือเศษ (2) 2. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ เล่ม 2 3. หนังสือแบบฝึกหัดรายวิชาพื้นฐานคณิตศาสตร์ เล่ม 2 ตัวนับ 11 อัน จัดเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละเท่า ๆ กัน ได้กี่กลุ่ม เหลือตัวนับกี่อัน ตัวนับ 22 อัน จัดเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละเท่า ๆ กัน ได้กี่กลุ่ม เหลือตัวนับกี่อัน


24 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ รายการประเมิน วิธีวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์การประเมิน นักเรียนสามารถอธิบายการ เขียนประโยคสัญลักษณ์การ หารได้ การสังเกตพฤติกรรมการ เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ แบบสังเกตพฤติกรรมการ เรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ ได้คะแนนตั้งแต่ 9 คะแนน ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ จากสถานการณ์การหารที่ ก าหนด สามารถเขียนเป็น ประโยคสัญลักษณ์หรือเขียน ในรูปการหารที่เป็นการหาร ไม่ลงตัวได้ การตรวจแบบฝึกหัด แบบประเมินผลการท า แบบฝึกหัด ได้คะแนนตั้งแต่ 9 คะแนน ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ การตรวจแบบฝึกทักษะ แบบประเมินแบบทักษะ ได้คะแนนตั้งแต่ 11 คะแนนขึ้นไป ผ่านเกณฑ์ นักเรียนมีความมุ่งมั่นในการ ท างานและรับผิดชอบต่อ ภาระงานที่ได้รับมอบหมาย การสังเกตพฤติกรรม ด้านคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ แบบสังเกตพฤติกรรมด้าน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ได้คะแนนตั้งแต่ 2 คะแนน ขึ้นไป ผ่านเกณฑ์


Click to View FlipBook Version