เร่อื งโ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก 203
มปิ าทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
Prof. Sachchidanand Sahai เร่ิมต้นปาฐกถาด้วยการทักทายและขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดงาน 205
ครั้งนี ้ พรอ้ มกบั แนะน�าตนเอง และกลา่ วถงึ การที่ตวั ทา่ นเป็นคนอนิ เดยี โดยก�าเนดิ ท�าให้หลายคนมกั เข้าใจวา่ ท่านจะตอ้ ง
รู้เรื่องราวรามายณะโดยปกติ แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะรามายณะเป็นเร่ืองราว/วรรณกรรมท่ีต้องอาศัยการศึกษา
เรียนรู้ ไม่ได้เป็นปกติวิสัยของชนชาติใดชาติหน่ึงเป็นส�าคัญ ประสบการณ์การเดินทางไปท�างานที่หลากหลายท่ัวภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท�าให้ท่านได้ศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีเก่ียวกับรามายณะในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น
ประเทศไทย ประเทศลาว เป็นต้น
ประเด็นแรกทถ่ี กู กลา่ วถึงคอื คา� ถามสา� คญั ทเี่ ป็นคา� ถามใหม่สา� หรบั Prof. Sachchidanand Sahai คอื ค�าถาม
ทว่ี า่ “รามาหรอื รามมคี วามหมายวา่ อยา่ งไร?” คา� อธบิ ายของคา� วา่ “รามา” หรอื “ราม” ซงึ่ มรี ากศพั ทม์ าจากภาษาสนั สกฤต
มีความหมายสอดคล้องกับ การมองเห็นภายในตนเอง ทั้งความสุข ความทุกข์ รามาจึงเป็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจบุคคล
สอดคลอ้ งเกีย่ วข้องกับคา� วา่ “วปิ สั สนา” (ความเหน็ แจ้งในพทุ ธศาสนา-ผเู้ รียบเรยี ง)
ประเด็นถัดมาที่ถูกน�าเสนอคือ “รามายณะหรือรามเกียรติ์พัฒนาจนกลายเป็นการแสดงเป็นโขนได้อย่างไร?”
คา� ตอบของคา� ถามดงั กลา่ วอาจสรปุ ไดว้ า่ รามายณะเปน็ เรอื่ งราวทถ่ี กู ถา่ ยทอดในหลายลกั ษณะ ไมว่ า่ จะเปน็ ผา่ นภาษาเขยี น
หรอื ภาษาพดู ตามบริบทของสงั คม สา� หรบั การแสดงโขนน้ันจัดไดว้ า่ เป็นลักษณะหนึ่งของการถ่ายทอดเร่อื งราวรามายณะ
ในภาษาพูด เมื่อการเขียนวรรณกรรมเป็นท่ีนิยมมากยิ่งข้ึนจึงได้มีการจารึกเร่ืองราวรามายณะลงใบลาน ถูกดัดแปลง
เผยแพร่ไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และถูกรวบรวมตีพิมพ์เป็นหนังสือตามพัฒนาการของเทคโนโลยีส่ิงพิมพ์
ในปจั จบุ นั รามายณะทถ่ี กู เผยแพรใ่ นแตล่ ะประเทศ ไดร้ บั การตคี วามและเผยแพรด่ ว้ ยเรอ่ื งราวทแ่ี ตกตา่ งกนั แมแ้ ตใ่ นประเทศ
อินเดียเอง รามายณะกเ็ ป็นเรือ่ งราวทถ่ี กู ตคี วามเปน็ หลายฉบบั มีรามายณะมากกว่า 300 ฉบบั ในประเทศอนิ เดีย
Prof. Sachchidanand Sahai นา� เสนอคา� หนึง่ ค�าเพ่ือให้ผรู้ ่วมสมั มนาได้ให้ความสา� คัญและจดจ�า คา� นัน้ คือ
ค�าว่า “วาลมีกิ” (Valmiki) บุคคลแรกที่เขียนเค้าโครงเร่ืองราวมหากาพย์รามายณะขึ้นมา โดยประพันธ์ไว้เป็น
บทร้อยกรองประเภทฉันท์ภาษาสันสกฤต เรียกว่า โศลก จ�านวน 24,000 โศลกด้วยกัน โดยแบ่งเป็น 7 ภาค (กาณฑ ์
หรือ กัณฑ์) เป็นเรื่องราวที่เริ่มต้นจากภูมิหลังของตัวละคร จุดเร่ิมต้นของเร่ืองราว ความเช่ือมโยงของตัวละครต่าง ๆ
การผจญภัยของตัวละคร ศึกสงคราม ไล่เรียงไปจนถึงบทสรุปหลังมหาสงคราม รามายณะฉบับวาลมีกิถูกรวบรวมตีพิมพ์
เปน็ เลม่ ตีพมิ พ์และเผยแพรใ่ นประเทศอินเดยี จากรุ่นสูร่ ุ่น
เรื่องโ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก
มปิ าทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
สถานที่สา� คัญทป่ี รากฏอยใู่ นเรอ่ื งรามายณะคอื “อโยธยา” Prof. Sachchidanand Sahai ชชี้ วนใหต้ ั้งค�าถาม
ร่วมกันว่า “ความหมายของอโยธยาคืออะไร? และเหตุใดคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงยึดโยงกับเรื่องราวของ
อโยธยา?” ทา่ นจึงได้อธบิ ายต่อไปวา่ อโยธยา มีความหมายวา่ เมอื งท่ไี รพ้ ่าย ไมส่ ามารถตีแตกได้ เพราะฉะน้นั ผปู้ กครอง
เมอื งแตล่ ะเมอื งในสมัยต่าง ๆ จงึ มีความประสงคใ์ หเ้ มอื งทต่ี นเองปกครองอยู่มลี กั ษณะสอดคลอ้ งกบั ความหมายของคา� ว่า
“อโยธยา” อโยธยาจงึ เปน็ รากศพั ทข์ องเมอื งตา่ ง ๆ เชน่ “กรงุ ศรอี ยธุ ยา” ในประเทศไทย Prof. Sachchidanand Sahai
ช้ีให้ผู้ร่วมสัมมนาซ่ึงส่วนใหญ่เป็นคนไทย ได้ตระหนักถึงความส�าคัญว่า อโยธยาในเรื่องรามายณะมีอิทธิพลมาจนถึง
การต้ังเมอื งทีพ่ วกเราท้งั หลายอยู่ในปัจจบุ นั สังเกตไดจ้ ากชือ่ เต็มของกรงุ เทพมหานครฯ ที่ปรากฏก็มคี �าทส่ี ะท้อนอิทธพิ ล
จากกรุงอโยธยาในรามายณะ (กรงุ เทพมหานคร อมรรัตนโกสนิ ทร์ มหนิ ทรา[ยุธยา] มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรรี มย์
อดุ มราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถติ สกั กะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธ์ิ) และในทางเดยี วกนั ราชวงศ์จักรี กค็ ือ
ราชวงศ์ทปี่ กครองอโยธยา ตามความเชอ่ื ทีไ่ ด้รบั อทิ ธพิ ลจากรามายณะ
นอกจากน้ีดินแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างล้วนมีอโยธยาเป็นของตนเอง ในขณะเดียวกัน
“อโยธยา” ท่ีปรากฏในเร่ืองราวของรามายณะฉบับประเทศต่าง ๆ ก็มิได้เป็นกรุงอโยธยาในลักษณะเดียวกับเรื่องราว
รามายณะฉบบั อนิ เดยี หากแตม่ กี ารปรบั ประยกุ ตใ์ หก้ รงุ อโยธาในรามายณะของแตล่ ะประเทศสอดคลอ้ งกบั บรบิ ททางสงั คม
ไมว่ า่ จะเปน็ เหตกุ ารณท์ างประวตั ศิ าสตร ์ สภาพทางภมู มิ ศิ าสตรข์ องแตล่ ะประเทศ ผคู้ นในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตจ้ งึ สามารถ
เช่อื มโยงกับเรอ่ื งราวของรามายณะท่ถี กู เผยแพรใ่ นแตล่ ะประเทศได้
ประเด็นถัดมาคือข้อสงสัยที่ว่า “พระรามตัวตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์หรือไม่?” มีข้อมูลจ�านวนมาก
ถูกเผยแพร่บนโลกอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับต�านานของพระราม ข้อมูลเกี่ยวกับพระรามท่ีปรากฏในโลกปัจจุบันมีมากกว่า
การเปน็ เพยี งพระรามหรอื รามาในประเทศอนิ เดยี เทา่ นนั้ ขอ้ มลู สว่ นใหญค่ อื การเปรยี บเทยี บพระรามกบั กษตั รยิ ใ์ นดนิ แดน
ต่าง ๆ พระรามจึงเป็นมากกว่าตัวละครในวรรณคดี แต่ยังหมายรวมถึงกษัตริย์ในประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับอิทธิพลทาง
ความคดิ จากเรอื่ งรามายณะ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ พระมหากษตั รยิ ใ์ นประเทศไทย ทมี่ กั จะมคี า� วา่ “ราม” หรอื “รามา” ปรากฏ
อยใู่ นพระนาม สบื ทอดเช่นนหี้ ลายยคุ หลายสมัย สะทอ้ นความเชอื่ การเคารพบูชาพระราม ตามวรรณกรรมรามายณะ
เรอ่ื งราวของรามายณะถูกเผยแพร่ไปหลายประเทศประเทศในภมู ภิ าคเอเชียตะวนั ออกเฉียงใตท้ ั้ง ไทย มาเลเซีย
พมา่ กมั พชู า อนิ โดนเี ซยี วฒั นธรรมรว่ มทส่ี ะทอ้ นใหเ้ หน็ อทิ ธพิ ลของรามายณะคอื การแสดงตา่ ง ๆ เชน่ หนงั ใหญ ่ โขน ละคร
หรอื นาฎศลิ ปต์ า่ ง ๆ ทีส่ ามารถพบเห็นไดใ้ นแงม่ มุ ท่แี ตกต่างกัน สิง่ ส�าคญั ที่เราควรตระหนกั คือ การแสดงที่มีรากฐานจาก
รามายณะไมไ่ ดเ้ ป็นของชนชาตใิ ดชาตหิ นึ่งเป็นส�าคญั หากแตเ่ ปน็ วฒั นธรรมร่วมของพวกเราในเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้
ประเด็นสุดท้ายที่ Prof. Sachchidanand Sahai ช้ีชวนให้ผู้ร่วมสัมมนาได้ขบคิดตามคือ เร่ืองราวของ
นางสีดาที่ปรากฏในรามายณะฉบับอินเดีย ท่ีแตกต่างจากรามายณะในประเทศอื่น ๆ นางสีดาในรามายณะฉบับอินเดีย
สะท้อนให้เห็นค่านิยม ความเชื่อในสังคมอินเดีย ที่ส�าคัญคือการสะท้อนให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงความทุกข์ยากของสตรี
ชาวอินเดยี อาจถอื ไดว้ ่าเป็นประเด็นการเคลือ่ นไหวทางสังคม การเคลือ่ นไหวดา้ นสิทธิสตรหี นึ่งท่สี ะทอ้ นผา่ นวรรณกรรม
เรอื่ งรามายณะ นับเปน็ ประเด็นด้านสตรีทสี่ �าคญั ประเด็นหนึง่ ที่ปรากฏในซกี โลกตะวนั ออก
รชั พล แย้มกลีบ สรปุ /เรียบเรียง
นกั วจิ ยั ประจ�าสถาบันไทยคดีศึกษา
206 บทความวิชาการและรายงานสบื เนอ่ื ง
โครงการประชมุ วิชาการระดบั ชาติและเสวนานานาชาติ
สรปุ ความ ากการเสวนาวชิ าการเรอื่ ง
โ น มรดก มปิ า
ทางวั น รรมรวม นอาเ ยน
RAMAYANA MASKED
DANCE: THE SHARED HERITAGE
OF ASEAN
โดย
ดาเนินการเสวนา โดย
โครงการประชุมวิชาการระดับชาตแิ ละเสวนานานาชาติ
เร่อื ง โ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก มิป า
ทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
วันท่ สงิ าคม อประชมุ รบร า
ม าวิทยาลัย รรม าสตร ทา ระ นั ทร
เรอ่ื งโ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก 207
มิป าทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
Mr. Siriwat Pokrajen ผ้ดู �าเนินการเสวนา เร่มิ ตน้ จากการสรุปปาฐกถาน�าท้ัง 2 รายการก่อนหน้า จากผู้ทม่ี ี
บทบาทส�าคัญในการผลักดันและพัฒนาด้านโขน ซ่ึงคือ อ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ และ Prof. Sachchidanand Sahai
โดยสรปุ แลว้ ปาฐกถาแรกกลา่ วถงึ เรอื่ งราวของรามายณะทพี่ ฒั นาไปสกู่ ารแสดงโขนมกี ารสบื ทอดมาอยา่ งยาวนาน สามารถ
สังเกตได้จากสิ่งท่ีเก่ียวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นการที่พระนามของพระมหากษัตริย์มักมีค�าว่า “ราม” หรือ
“รามา” ปรากฏอย ู่ หรือการชักนาคดึกดา� บรรพ์ในพระราชพิธีอนิ ทราภิเษก วรรณกรรมเร่ืองลลิ ิตพระลอที่กลา่ วถงึ โขนใน
งานแสดงมหรสพสอดแทรกอยู่ ตลอดจนบันทึกของลา ลูแบร์ เร่ืองราวของรามายณะท่ีสัมพันธ์กับโขนถูกพัฒนาอย่าง
ต่อเน่ืองจนเป็นรูปธรรมอย่างเช่นในปัจจุบัน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริย์ไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ส�าหรับปาถกฐาที่สองได้
มีการกล่าวถึง (1) ความหมายของ “รามา” อันหมายถึงความสงบ ความปีติ และการปรากฏของค�าในพระนามของ
พระมหากษัตริย ์ (2) การสง่ ต่อเร่ืองราวรามายณะ (3) ความหมายของค�าวา่ “อโยธยา” และอิทธพิ ลของคา� นใ้ี นภูมภิ าค
เอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้
จากนั้นผู้ด�าเนินการเสวนาได้แนะน�าผู้ทรงคุณวุฒิให้เกียรติเป็นวิทยากรในการเสวนา โดยด�าเนินการเสวนาใน
รูปแบบการน�าเสนอจากวิทยากรทีละท่าน ท่านแรก Mr. Saveng Seng Aphay จาก สาธารณรัฐประชาธิปไตย
ประชาชนลาว Mr. Saveng Seng Aphay เรมิ่ ตน้ จากการทกั ทาย สวสั ดที กุ ทา่ นทเ่ี ขา้ รว่ ม ในฐานะของกระทรวงวฒั นธรรม
และการท่องเที่ยว และวิทยาลัยนาฏศิลป์แห่งสปป.ลาว พร้อมท้ังกล่าวความรู้สึกของท่านว่า ท่านรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้
เข้าร่วมเสวนาร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิจากนานาชาติ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการเชื่อมสัมพันธภาพระหว่างสปป.ลาวกับ
ประเทศไทยและประเทศอ่ืน ๆ ทมี่ าร่วมในการเสวนาคร้งั น ้ี อกี ท้ังยงั เป็นนมิ ติ หมายอนั ดีในการที่เราจะรว่ มกนั ท�างานดา้ น
โขนในอนาคต ทา่ นหวังวา่ การเสวนาคร้ังนี้จะเปน็ พน้ื ท่ใี นการแลกเปลย่ี นเรียนรเู้ กี่ยวกับโขนระหว่างประเทศ
ประเด็นแรกกล่าวถึงภูมิหลังของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ท่ีเป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประเทศที่รักสงบและมีนาฏศิลป์หลายอย่างท่ีเป็นมรดกทางวัฒนธรรมร่วมในภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉยี งใต้ หนึ่งในน้ันคือ “โขนลาว” ซ่ึงองคป์ ระกอบหลายอยา่ ง ไมว่ า่ จะเปน็ ท่าร�าหรอื เคร่อื งแต่งกายลว้ นแลว้ แต่
ได้รับการท�านุบ�ารุงจากหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันมีความพยายามท่ีจะพัฒนาโขนให้ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น
มีการถ่ายทอดศิลปะการแสดงโขนไปยังกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ท่ีอยู่ใน สปป.ลาว เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในมรดกทาง
วฒั นธรรม มกี ารพฒั นาและบรรจหุ ลกั สตู รลงในวทิ ยาลยั นาฏศลิ ป ์ มกี ารมอบหมายใหห้ นว่ ยงานของรฐั มหี นา้ ทดี่ แู ล พฒั นา
ท�านบุ า� รุงด้านศลิ ปวัฒนธรรม
ปี ค.ศ.2013 วทิ ยาลัยนาฏศิลป์แห่งสปป.ลาว มีนักเรียนทั้งหมด 448 คน แต่ในปจั จบุ ัน (ค.ศ.2019) จ�านวน
นกั เรียนไดเ้ พ่มิ ขึ้นกวา่ 500 คน การดา� เนนิ งานของวทิ ยาลัยนาฏศิลป์แหง่ สปป.ลาว คือเพอื่ ผลกั ดันและเผยแพรน่ าฏศิลป์
ลาวให้เป็นท่ีแพร่หลายและรูจ้ กั ทั้งในระดบั ประเทศ และในระดบั นานาชาติ โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงการแลกเปลีย่ นวัฒนธรรม
กบั ประเทศเพอ่ื นบา้ น จากนนั้ Mr. Saveng Seng Aphay ไดแ้ นะนา� ระบบการจดั การและหลกั สตู รในวทิ ยาลยั นาฏศลิ ป์
แหง่ สปป.ลาว ทงั้ ในแงม่ มุ ของประวัติความเปน็ มา การกอ่ ตั้งและความรว่ มมอื จากรัฐบาล การเรียนการสอนทจ่ี �าแนกเปน็
9 ภาควิชา ครอบคลุมทุกมิติด้านนาฏศิลป์ลาว นักเรียนที่เรียนอยู่ในวิทยาลัยเป็นเด็กจากท่ัวภูมิภาคในประเทศ เม่ือจบ
หลักสูตรเบื้องต้นนักเรียนเหล่าน้ันก็จะเดินทางกลับภูมิล�าเนาของตนเอง เพ่ือไปศึกษาในระดับที่สูงข้ึน วิทยาลัยจะสอน
ต้ังแต่พื้นฐานของการแสดงจนถึงการประยุกต์ใช้ และเช่นเดียวกันกับหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วันส�าคัญ
วันหน่งึ ของวทิ ยาลยั นาฏศลิ ปค์ ือวันไหว้คร/ู พธิ ไี หว้คร ู ซ่งึ ในวนั น้นั นกั เรยี นจากหลากหลายทจ่ี ะมารวมกันในวันนั้น และใน
วันนน้ั นักเรยี นที่อยู่ในปสี ดุ ทา้ ยของวทิ ยาลัยจะมีการประกวดและมอบรางวัล
สา� หรบั โขนในสปป.ลาวมชี อ่ื เรยี กวา่ “Phalak Phalam” สนั นษิ ฐานวา่ มตี น้ กา� เนดิ ราวศตวรรษท ี่ 14 (ค.ศ.1353)
ได้รับการเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง จนกระท่ังราวปี ค.ศ.1950 โขนในประเทศลาวก็เร่ิมหมดความนิยมลงเรื่อย ๆ โขนลาว
เรมิ่ ขาดการสบื ทอด เหลอื เปน็ เพยี งการสบื ทอดกนั ในครอบครวั หรอื ในชมุ ชน Mr. Saveng Seng Aphay ไดร้ ว่ มแบง่ ปนั
ประสบการณ์แสดงโขนลาวในปี ค.ศ.1919 ณ พระราชวังในสปป,ลาว และในปีน้ันถือได้ว่าเป็นปีท่ีเร่ิมอนุรักษ์โขนลาว
อย่างจริงจงั มากขนึ้
208 บทความวชิ าการและรายงานสืบเนื่อง
โครงการประชุมวชิ าการระดับชาติและเสวนานานาชาติ
การแสดงโขนในสปป.ลาวยงั คงเปน็ การแสดงพน้ื ฐาน ทส่ี บื ทอดในครอบครวั จากพอ่ สลู่ กู มกี ารถา่ ยทอดในโรงเรยี น
บ้าง แต่ในปัจจุบันได้มีการจัดสอนอย่างเป็นระบบมากย่ิงข้ึน ประกอบกับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐบาล
มีการนา� เสนอการแสดงโขนลาวไปยังประเทศตา่ ง ๆ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในประเทศเพ่อื นบา้ นอยา่ งประเทศไทย การแสดง
โขนลาวในชว่ งแรกมอี ุปสรรคอยู่ไม่นอ้ ย ทัง้ เร่ืองความถูกตอ้ งของท่าร�าที่ยังไม่ถกู ต้องนัก อกี ท้ังความนยิ มในผเู้ ขา้ ชม แต่ใน
ปัจจุบันถือว่าการแสดงเรื่องราวรามายณะในลักษณะของโขนลาวถือว่าประสบความส�าเร็จมากข้ึน ในปัจจุบันครอบครัว
ของท่านก็ได้เข้ามาร่วมกนั สบื ทอดและอนรุ กั ษโ์ ขนในประเทศลาวดว้ ย
Mr. Saveng Seng Aphay ได้น�าเสนอรูปหน่ึงของการอนุรักษ์ Phalak Phalam ในสปป.ลาว คือ
การจัดต้งั “โรงเรยี น Phalak Phalam” ทีส่ อนใหน้ กั เรียนระดบั ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 1-5 เรยี นรศู้ ิลปกรรมลาวในระดบั
พื้นฐาน จากครูท่ีได้ทุนจากรัฐบาลเพ่ือไปศึกษาด้านน้ีโดยเฉพาะ ตลอดจนความรู้มือจากประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศ
สิงคโปร์ที่ได้ส่งบุคลากรมาเป็นวิทยากรครูในสปป.ลาว นอกจากนี้การสืบทอดศิลปวัฒนธรรมในสปป.ลาว ยังถูกกระท�า
ผา่ นการออกพระราชกา� หนดเกย่ี วกับโขนและ/หรอื นาฏศลิ ปใ์ นสปป.ลาว
วิทยากรท่านท ่ี 2 ที่ร่วมเสวนาเกยี่ วกบั โขนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้คอื Prof. Dr. Sam-Ang Sam
จากประเทศกัมพชู า ทา่ นเป็นอาจารย์ผมู้ คี วามเชี่ยวชาญด้านศลิ ปกรรมในประเทศกมั พชู า ท่านเร่มิ ต้นการเสวนาโดยการ
กลา่ วขอบคณุ ผ้เู ขา้ ร่วม ผู้จัดงาน และผสู้ นบั สนนุ ประเดน็ แรกที่ทา่ นพดู ถงึ คือการแสดงละครโขนหรือ Masked Dance
ในประเทศกมั พชู า เปน็ วฒั นธรรมทส่ี บื ทอดตอ่ กนั มาในประเทศกมั พชู าอยา่ งยาวนาน และไดร้ บั การรบั รองของจากองคก์ าร
เพอ่ื การศกึ ษา วทิ ยาศาสตรแ์ ละวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาต ิ (ยเู นสโก) ข้นึ ทะเบยี นให้ “ละครโขน” กัมพูชาเปน็ มรดก
ทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ดต้ อ้ งการการสงวนรกั ษาอยา่ งเรง่ ดว่ น โขนกมั พชู ามชี อ่ื เรยี กทห่ี ลากหลายออกไป นกั แสดงโขน
ในปัจจุบันส่วนใหญเ่ ปน็ นกั แสดงทจ่ี บจากวทิ ยาลยั การแสดง
Prof. Dr. Sam-Ang Sam ยังคงยา้� ว่าโขนเป็นวัฒนธรรมรว่ มในภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ ซงึ่ สามารถ
พบได้ในหลายประเทศอาทิ ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ในอดีตโขนกัมพูชาจะแสดงเฉพาะในพ้ืนที่พระบรม
มหาราชวัง ถือว่าเป็นการแสดงชั้นสูง การแสดงโขนเป็นวัฒนธรรมท่ีเจริญรุ่งเรืองในยุคอังกอร์ (เมืองพระนคร-ผู้แปล)
ราวศตวรรษท ่ี 9-15 มหี ลกั ฐานปรากฏทง้ั ในรปู แบบของสถาปตั ยกรรมอยา่ งปราสาทหนิ วตั ถทุ างประวตั ศิ าสตรอ์ ยา่ งจารกึ
ภาพสลักการกวนเกษียรสมุทร การหลักฐานการอุปมาพระลักษณ์กับพระโพธิสัตว์ รามายณะถูกเรียกในภาษากัมพูชา
ว่า “Reamker” มีการเผยแพร่เป็น 2 รูปแบบคือ รูปแบบภาษาสันสกฤต และภาษากัมพูชา วรรณกรรม Reamker
เป็นพ้ืนฐานสู่การพัฒนาเป็นการแสดงโขนในประเทศกัมพูชา อย่างไรก็ตามการแสดงโขนในประเทศกัมพูชาเป็นการใน
ลกั ษณะเปน็ ตอน/ชว่ ง ไมไ่ ดม้ กี ารรอ้ ยเรยี งการแสดงเปน็ เรอื่ งราว ตอนทน่ี ยิ มมากทส่ี ดุ ในการแสดงโขนกมั พชู าไดแ้ กห่ นมุ าน
เผากรุงลงกา กุมภกรรณทดน�้า เป็นตน้
รปู แบบละครโขนกมั พชู าประกอบดว้ ยวงปพ่ี าทยใ์ นการรว่ มแสดง มเี พลง 51 เพลงทนี่ า� มาจาก Reamker ดนตรี
ประกอบการแสดงไดร้ ับการออกแบบโดยวิทยาลัยดรุ ยิ างคศิลป์ เนอื้ หาการแสดงโขนกัมพูชาละครรากฐานทางวฒั นธรรม
สอดคล้องกับหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตรท์ ่ีได้รบั อทิ ธพิ ลจากวรรณกรรม Reamker
ในกัมพูชามีวัดจ�านวนมากท่ีปรากฏเรื่องราวของ Reamker โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพเขียนท่ีมีลักษณะการใช้สี
และลวดลายคล้ายกับจิตรกรรมในประเทศไทย ตัวละครและเร่ืองราวของ Reamker ถูกน�าไปเชื่อมโยงกับโหราศาสตร ์
สะทอ้ นใหเ้ หน็ ทงั้ การสบื ทอดเรอื่ งราวจากอนิ เดยี ทปี่ ระยกุ ตใ์ หเ้ ขา้ กบั ทอ้ งถนิ่ กมั พชู า โดยไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากกระแสโลก จน
ในท่ีสดุ เรอ่ื งราวของ Reamker ทถี่ กู เผยแพรใ่ นสงั คมกมั พชู า คอื เรอื่ งราวทส่ี ะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ ตวั ตนของชาวกมั พูชา คณุ คา่
ในสังคม คตธิ รรมทางพทุ ธศาสนาทอ่ี ยเู่ บือ้ งหลงั เช่น กฎแห่งกรรม การเวยี นวา่ ยตายเกิด เรอ่ื งราวที่ปรากฏใน Reamker
สะท้อนความย่ิงใหญ่ของวรรณกรรมอย่างรามายณะ Prof. Dr. Sam-Ang Sam แสดงทศั นะวา่ หาก ฤาษีวามีกิยังคงมี
ชวี ติ อยู่ ทา่ นอาจจะแต่งเรอ่ื งราวของรามายณะเพิม่ ข้นึ มาอีกก็เปน็ ได้
เรื่องราวของรามายณะถูกเผยแพร่และสืบทอดและสถิตอยู่ภายในจิตใจของผู้คน รามายณะเป็นเร่ืองราวที่ให้
แนวทางการใช้ชีวิตทั้งการท�าตัวให้เหมือนลม การไม่ผูกติดยึดม่ันถือม่ัน และการไม่ควรหยิบยื่นอาวุธให้กับคนท่ีมีจิตใจ
ชวั่ รา้ ย เป็นตน้
เรื่องโ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก 209
มปิ าทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
วทิ ยากรทรี่ ว่ มเสวนาทา่ นถดั มาคอื Prof. Dr. Timbul Haryono จากประเทศอนิ โดนเี ซยี ทา่ นเปดิ ประเดน็ ดว้ ย
ถ้อยแถลงของฤาษีวามีกิที่ว่า “ตราบใดท่ีโลกน้ียังด�าเนินต่อไป ต�านานของพระรามก็จะยังคงด�าเนินต่อไปให้ผู้คนสืบทอด
เชน่ เดยี วกนั ” สา� หรบั ตา� นานของรามายณะในประเทศอนิ โดนเี ซยี นนั้ เปน็ การอปุ มาเรอื่ งราวการตอ่ สขู้ องตวั ละครระหวา่ ง
ลงิ กบั ยกั ษ ์ โดยเปรยี บเสมอื นตวั แทนของความดกี บั ความชวั่ ในขณะทพ่ี ระรามกเ็ ปรยี บเสมอื นวรี บรุ ษุ ศกั ดสิ์ ทิ ธ ิ์ รายละเอยี ด
ปลีกย่อยของรามายณะในประเทศอินเดียกับฉบับที่เผยแพร่ในประเทศอินโดนีเซียน้ันมีความแตกต่างกัน ท่ีเห็นได้ชัดเจน
คือ ต้นกา� เนดิ ของลกั ษณะทางกายภาพของทศกัณฐ์
หลักฐานทางโบราณคดีช้ีให้เห็นว่ารามายณะเข้ามามีอิทธิพลในประเทศอินโดนีเซีย ประมาณศตวรรษท่ี 9
หรือกอ่ นหน้านน้ั ในช่วงรามายณะเริ่มเปน็ ทีร่ ู้จกั ในหมชู่ วา และเร่มิ มีบทบาทสา� คัญในมหรสพต่าง ๆ จากน้นั เรื่องราวของ
รามายณะจึงเร่ิมถูกสลักจารึกลงในสถาปัตยกรรมโบราณในชวา เร่ิมมีการจารึกแนวคิดท่ีเกี่ยวข้องเป็นลายลักษณ์อักษร
ในรามายณะฉบับอินโดนีเซียประกอบด้วยเทพ 9 องค์เป็นตัวแทนของกษัตริย์ Prof. Dr. Timbul Haryono ให้
ความสนใจกับพระอินทร์มากเป็นพิเศษ เน่ืองจากเป็นเทพท่ีคนเชื่อว่าคอยบันดาลฝนแล้ว ดังนั้นผู้คนอินโดนีเซียจึงให้
ความเคารพกบั พระอนิ ทรม์ ากเปน็ พเิ ศษ เรอื่ งราวของเทพถกู ประยกุ ตใ์ ชเ้ ปน็ แนวทางในการดา� เนนิ ชวี ติ ของชาวอนิ โดนเี ซยี
เช่น การเคารพผ้สู ูงอายุ เปน็ ตน้
ในปี ค.ศ.1961 เร่ิมมีการร่ายรา� เปน็ บัลเลตด์ ้วยเรือ่ งราวของรามายณะในอนิ โดนีเซีย โดยแสดง ณ เวทีกลางแจ้ง
ใกล้วัดฮินดู เป็นการแสดงท่ีไม่มีบทพูดในการร่ายร�า เร่ืองราวเก่ียวข้องทั้งการท�าสงคราม การลักพาตัวนางสีดา
ความพา่ ยแพ้ของกมุ ภกรรณ ทศกณั ฐ์ถกู สังหาร เป็นตน้ โดยจะทา� การแสดงติดต่อกัน 4 คนื ปฏบิ ตั ิเชน่ น้สี บื ทอดมาจนถงึ
ปจั จบุ นั การแสดงดงั กลา่ วเปน็ การผสมผสานระหวา่ งการเตน้ แบบชวา การเตน้ ทอ้ งถนิ่ เครอ่ื งแตกกายของนกั แสดงเปน็ ไป
ในลกั ษณะทแี่ ตกตา่ งหลากหลาย การแสดงนนี้ อกจากจะเปน็ มรดกทางวฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไมไ่ ดใ้ นประเทศอนิ โดนเี ซยี แลว้
ยงั สรา้ งมลู คา่ ทางเศรษฐกจิ อกี ดว้ ย นบั เปน็ คณุ คา่ และอตั ลกั ษณข์ องชาวอนิ โดนเี ซยี จากนนั้ Prof. Dr. Timbul Haryono
ได้นา� เสนอการวดิ โี อบางสว่ นของการแสดงโขนรามายณะ ในประเทศอินโดนเี ซีย เชน่ ฉากท่ีหนมุ านเผากรุงลงกา นับได้ว่า
เป็นฉากส�าคัญและน่าตื่นตาตื่นใจท่ีสุด ก่อนจะส่งท้ายว่า รามายณะเป็นสิ่งท่ีสัมพันธ์กับจิตใจ เชาวอินโดนีเซียเชื่อว่า
การอา่ นรามายณะจะชว่ ยให้ผู้อา่ นพบกบั ความสุขสงบท้ังโลกนีแ้ ละโลกหน้า
วิทยากรท่านสุดท้ายคือ Mr. Anant Narkkong ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเร่ืองราวโขนในประเทศพม่า
จากประสบการณก์ ารลงพนื้ ทถี่ า่ ยทา� สารคดโี ขนโยเดยี ในประเทศพมา่ ทา่ นออกตวั วา่ ทา่ นไมใ่ ชผ่ เู้ ชยี่ วชาญดา้ นประเทศพมา่
แตท่ า่ นจะมาแลกเปลยี่ นประสบการณใ์ นฐานะคนทา� สอ่ื เมอ่ื 3 ปที แ่ี ลว้ จากชมุ ชนชายฝง่ั ทะเลอนั ดามนั ทห่ี า่ งจากเมอื งยา่ งกงุ้
ประมาณ 5 ชั่วโมงหากโดยสารโดยรถยนต ์ ทา่ นใชเ้ วลา 9 วนั 9 คืน เพ่อื ศึกษาโขนพม่าหรอื ที่ถูกเรยี กวา่ “ยามะซะตอ”
Mr. Anant Narkkong ได้อธิบายขยายความคา� วา่ “โยเดยี ” ท่เี ปน็ ทั้งค�านามและคา� วิเศษณ์ ท่หี มายถึงสง่ิ ที่
เก่ียวข้องกับคนไทย สังคมไทย สยาม หมายความรวมถึงมรดกทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ล้วนแล้วแต่
มคี วามเปน็ โยเดยี แฝงอยใู่ นนนั้ คา� วา่ โยเดยี มคี วามเกยี่ วขอ้ งกบั ประเทศไทยในชว่ งเสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยาครง้ั ท ่ี 1 มากเปน็ พเิ ศษ
อยา่ งไรกต็ าม ชาวพมา่ มไิ ดร้ จู้ กั รามายณะในชว่ งเสยี กรงุ ศรอี ยธุ ยาครงั้ ท ่ี 1 หากแตช่ าวพมา่ รบั รเู้ รอื่ งราวรามายณะมาตง้ั แต่
กอ่ นหนา้ นนั้ แลว้ ชาวพมา่ นา� เรอื่ งราวของรามายาณะมาตคี วามใหมโ่ ดยประยกุ ตเ์ ขา้ กบั หลกั การทางพทุ ธศาสนา และนา� มา
ใชเ้ ป็นเครอ่ื งมอื ในการสอนจรยิ ธรรมของผู้คน
แต่เหตุการณ์ในช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งท่ี 1 มีความส�าคัญในแง่ของการแลกเปล่ียนวัฒนธรรมด้านศิลปะ
การแสดงในราชส�านัก ส่งิ ทเ่ี ดินทางไปพรอ้ มกับผู้คนในราชส�านกั ในคร้งั นนั้ มที ัง้ บทละคร การแสดง ฉาก เร่ืองราว ท่าร�า
ดนตร ี เพลง เงือ่ นไขในการแสดงราชส�านกั สยามเหลา่ นี้ถกู ถา่ ยทอดไปยงั ราชวงศพ์ ม่า “โขนโยเดีย” จึงถอื ก�าเนิด เติบโต
และแพร่หลายในประเทศพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นท่ีราชส�านัก หลังจากนั้นคร้ังที่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
เกดิ การปฏวิ ตั สิ งั คมหลายดา้ น สถาบนั พระมหากษตั รยิ เ์ ปน็ หนงึ่ องคป์ ระกอบทไ่ี ดร้ บั การเปลย่ี นแปลง ความรโู้ ขนและเรอ่ื ง
ราวของยามะซะตอถ่ายเทจากรว้ั วงั ไปสพู่ ืน้ ทตี่ า่ ง ๆ ในพมา่ ทัง้ จากตวั แทนของรัฐและภาคเอกชน มกี ารศึกษาอยา่ งจรงิ จงั
ในระดับมหาวิทยาลยั มีการจัดต้งั คณะโขนยามะซะตอเอกชนอย่างน้อย 2 คณะ
Mr. Anant Narkkong แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้เข้าไปร่วมใช้ชีวิตในคณะเอกชน ณ เมืองพยาโปน
ในเขตอิรวด ี ทท่ี ุกปีในคนื ขึน้ 15 คา่� เดือน 12 จะมกี ารแสดงโขนยามะซะตอ อกี ทั้งในพืน้ ท่ยี ังมีการเก็บรักษาหัวโขนไวใ้ น
210 บทความวชิ าการและรายงานสบื เนอ่ื ง
โครงการประชมุ วชิ าการระดบั ชาติและเสวนานานาชาติ
วัด มกี ารจัดต้งั ศนู ย์การเรยี นรเู้ ร่ืองราวเกีย่ วกบั การแสดงโขน/การสบื ทอดโขน จากนัน้ Mr. Anant Narkkong ไดแ้ สดง
วิดีโอพิธีกรรมในช่วงเวลาก่อนแสดงโขน การสร้างพื้นท่ีศักดิ์สิทธ์ิในพ้ืนที่ท�าการแสดง เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของการแสดง
โขนยามะซะตอคือความสามารถของนักแสดง ที่สามารถท�าให้ผู้ชมไม่เกิดความเบื่อหน่ายแม้จะใช้การแสดงรูปแบบเดิม
ทุกปี เนื่องจากนักแสดงโขนจะเป็นนักแสดงที่มีความสามารถอื่น ๆ เช่น การร้องเพลงท้ังเพลงป๊อบและเพลงลูกทุ่งพม่า
ในฝ่ังของผู้ชมจะมาน่ังชมต้ังแต่ 21.00-06.00 น. เป็นระยะเวลาติดตอ่ กนั 9 คืน ถอื ไดว้ า่ โขนยามะซะตอสะทอ้ นคุณสมบัติ
ความเป็นส่ิงบันเทิงชุมชน ความน่าสนใจของการแสดงโขนในพม่าคือ โขนพม่าเปิดพื้นท่ีให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
ผู้แสดงกบั ผชู้ มได้
ในประเดน็ ถดั มาคอื รปู แบบการแสดงโขนยามะซะตอ ประการแรกคอื เปน็ การแสดงทสี่ บื ทอดอยา่ งไมเ่ ปน็ ทางการ
ท่าร�าเป็นท่าร�าแบบผสมผสานระหว่างท่าร�าโบราณผนวกกับท่าร�าพม่า บทท่ีใช้เป็นบทที่ไม่ต่อเนื่อง สามารถน�าเรื่อง
ปลีกย่อยสอดแทรกลงไปได ้ ตัวละครจะรัดเครื่อง สวมหัวโขน หากตัวละครต้องการสนทนา จะต้องยกหัวโขนข้ึนเพื่อพูด
เมือ่ พูดเสรจ็ จึงท�าการยกหวั โขนลง คนไทยหลายคนเรียกโขนพม่าวา่ “โขนสด” และพิจารณาวา่ เปน็ โขนในระดบั ชาวบา้ น
มกี ารผลิตหวั โขนเพม่ิ ขน้ึ ในชมุ ชนจากเดนิ 30 เศยี ร เพิ่มเปน็ 100 เศยี รในปัจจบุ นั ชดุ ร�าพยายามถอดแบบจากภาพเขยี น/
ภาพถ่ายโบราณเท่าที่พอหาได้ ชุดการแสดงตัวละครหญิงจะถูกเปล่ียนแปลงไม่ซ�้ากันตลอดระยะเวลา 9 คืนที่แสดง
บทท่ีใช้เป็นการกลืนกลายระหว่างภาษาไทยกับภาษาพม่า มีการใช้ภาษาตลกขบขันในการแสดงเพ่ือไม่ให้เกิด
ความเบื่อหน่ายตลอดการแสดง ดนตรีบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์พม่า นักดนตรีเป็นนักดนตรีรับจ้าง มิใช่นักดนตรีประจ�า
การแสดงโขนพม่ามีความสัมพันธ์กับการสอนจรยิ ธรรม กล่าวคอื มกี ารปฏบิ ตั ิต่อหัวโขนในฐานะส่ิงศกั ดส์ิ ิทธ์ิ นักแสดงจะ
ไม่รับประทานเน้ือสัตว์ตลอดระยะเวลา 9 คืนที่ท�าการแสดง ไม่เสพสุรายาเมา ไม่พูดปด ไม่พูดค�าหยาบ สะท้อนให้เห็น
การรบั เอาสง่ิ ศกั ดสิ์ ทิ ธเิ์ ขา้ มาอยใู่ นตวั เปน็ การสรา้ งความตระหนกั คณุ คา่ ทางศลี ธรรม โรงละครจะไมน่ า� การแสดงอน่ื เขา้ มา
แสดงร่วมกัน
อาจกล่าวได้ว่าการศึกษาโขนพม่าช้ีให้เห็นถึงความรู้ท่ีเคล่ือนที่ตามส่ิงแวดล้อม แนวทางปฏิบัติเปลี่ยนแปลงไป
ตามเวลา เป็นการตอ่ รองระหว่างวฒั นธรรมของชุมชนกบั แนวคิดชาตนิ ยิ มของรัฐบาล และช้ีใหเ้ ห็นความแตกต่างระหว่าง
โขนพม่ากับโขนในประเทศอ่ืน ๆ ท่ีในหลายประเทศให้ความส�าคัญกับโขนรามายณะในฐานะศิลปะการแสดงศูนย์กลาง
แต่โขนพม่ากลับกลายเป็นศิลปะชายขอบ พร้อมท้ิงท้ายกับการชวนให้ผู้ร่วมเสวนาสนใจในโขนพม่าและร่วมกันตั้งค�าถาม
ว่าความภาคภูมิใจของพวกเราตัง้ อยูบ่ นพนื้ ฐานอะไร
รชั พล แย้มกลบี สรุป/เรยี บเรยี ง
นักวิจยั ประจ�าสถาบันไทยคดีศึกษา
เรื่องโ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก 211
มปิ าทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
สรปุ ความ ากการเสวนาวิชาการ วั อ
โ น ส า การ ป บุ ันคอื อะ ร
โดย
อ บุ เตือน รวร น
ทรงคุ วุ ิดานวรร กรรม ืนบานและ า า
อ ดร สุรัตน งดา ชวยอ ิการบด ส าบันบั ิต ั น ิลป
อ ดร เกดิ ริ ิ นกนอย ค ะ ิลปกรรม าสตร
ม าวิทยาลัยม าสารคาม
ดาเนินการเสวนาโดย อ ดร อนชุ า ทรคานนท ค บดค ะ ลิ ปกรรม าสตร
ม าวิทยาลัย รรม าสตร
โครงการประชมุ วชิ าการระดบั ชาตแิ ละเสวนานานาชาติ
เรอื่ ง โ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก มปิ า
ทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
วันท่ สงิ าคม อประชมุ รบร า
ม าวิทยาลัย รรม าสตร ทา ระ นั ทร
212 บทความวิชาการและรายงานสบื เนอื่ ง
โครงการประชมุ วชิ าการระดบั ชาตแิ ละเสวนานานาชาติ
ในชว่ งแรกสดุ ของการเสวนา อ.ดร.อนชุ า ทรี คานนท ์ กลา่ วสวสั ดผี เู้ ขา้ รว่ มงานเสวนา ซง่ึ ดา� เนนิ การเขา้ สวู่ นั ทส่ี อง
และแนะนา� การเสวนาวา่ จะเปน็ การกลา่ วถงึ สภาพการณป์ จั จบุ นั ของโขน ทมี่ คี วามจา� เปน็ ตอ้ งกลา่ วถงึ สภาพการณข์ องโขน
เมื่ออดตี อีกทัง้ การเสวนาครั้งน้จี ะนา� เสนอใหเ้ หน็ เร่ืองราวของโขน ท่ีแตกต่างจากการรบั รขู้ องประชาชนทว่ั ไป นอกจากนี้
ยังช่วยช้ีให้เหน็ ว่า แทจ้ รงิ แล้วภายใต้ทฤษฎขี องโขนที่ถูกสร้างใหเ้ ปน็ ชดุ ความรสู้ บื ทอดตอ่ กันมา ซงึ่ เรามกั จะเช่ือกันวา่ เปน็
เรอื่ งยากหากจะเปลยี่ นแปลงในขนบของโขน แตห่ ากศกึ ษาคน้ ควา้ มใหล้ ะเอยี ดถถ่ี ว้ นแลว้ เราจะพบวา่ ในปจั จบุ นั การแสดง
โขนเปน็ สง่ิ ที่ถกู เปลีย่ นแปลงพฒั นาให้เกดิ ความก้าวหนา้ อยา่ งตอ่ เนือ่ ง
ผู้ทรงคุณวุฒิท่านแรกที่อภิปรายสภาพการณ์ของโขนในปัจจุบันคือ อ. บุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้าน
วรรณกรรมพนื้ บา้ นและภาษา ท่านเปิดประเด็นด้วยการแนะน�าวา่ ทา่ นเล่นโขนไมเ่ ปน็ หากแตต่ วั ทา่ นเป็นผ้มู คี วามรู้เก่ียว
กบั โขน จากประสบการณ์ของทา่ นทด่ี โู ขนมาตงั้ แต่เมอื่ ครัง้ ท่ีท่านยังเปน็ เดก็ ทา่ นร่วมแบง่ ปันประสบการณจ์ ากตอนอาศยั
อยู่ตา่ งจงั หวดั เมื่อมงี านศพของบคุ คลท่คี ่อนข้างมฐี านะดีกม็ ักจะมีการแสดงโขนสดแสดงภายในงานด้วย เมื่อท่านได้มาใช้
ชวี ติ ทกี่ รงุ เทพมหานคร ทา่ นจงึ มโี อกาสไดช้ มโขนกรมศลิ ปากร ทา่ นชช้ี วนใหผ้ รู้ ว่ มงานตงั้ คา� ถามถงึ ตวั ทา่ นวา่ หากทา่ นแสดง
โขนไมเ่ ปน็ แล้วทา่ นมคี วามเกย่ี วข้องกับโขนไดอ้ ย่างไร? ทา่ นเฉลยคา� ตอบของคา� ถามดงั กลา่ ววา่ สาเหตุทท่ี า่ นเขา้ มามีสว่ น
เกย่ี วขอ้ งในประเดน็ ดา้ นโขน เกดิ จากการทา� งานเมอื่ งครง้ั ทท่ี า่ นไดเ้ ปน็ คณะกรรมการการเสนอชอ่ื โขนไทย เพอื่ เปน็ รายการ
ตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ จากยูเนสโก (UNESCO) และจากการท่ีโขนได้รับ
การจารกึ ชอื่ ในรายการตวั แทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไมไ่ ดข้ องมนุษยชาติ คา� ถามทีต่ ามมาคอื เราจะดแู ลรักษาหรือ
สง่ เสรมิ โขนตอ่ ไปอยา่ งไร? ขอ้ เสนอของอ. บญุ เตอื น ศรวี รพจนค์ อื การทา� ใหท้ กุ คนรว่ มกนั ภาคภมู ใิ จในสมบตั ขิ องมวลมนษุ ย์
ไม่วา่ จะเป็นเช้ือชาติใดกต็ าม เพราะหลายคนยงั มคี วามเข้าใจผดิ ว่าโขนเป็นมหรสพท่ีแสดงเฉพาะในงานอวมงคลอย่างเชน่
งานศพเท่าน้ัน ซึ่งนับว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด เพราะโขนถือว่าเป็นศิลปการแสดงช้ันสูงที่แม้แต่ในพระราชพิธีอย่าง
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก็มีการแสดงโขน
เร่อื งโ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก 213
มิป าทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
ท่านกล่าวถึงประเด็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคมท่ีมีผลต่อศิลปวัฒนธรรม ท่ีเป็นวัฏจักรเป็นวงล้อท่ีเร่ิมจาก
(1) การสร้างสม เมอ่ื เวลาผ่านไปจงึ ตอ้ งมี (2) การปรับปรงุ เปล่ียนแปลง และ (3) ตอ้ งมีมกี ารสบื ทอด วฒั นธรรมการแสดง
โขนทไี่ ดร้ บั อทิ ธพิ ลมาจากรามายณะ ซง่ึ ปรากฏเปน็ หลกั ฐานทางโบราณคดหี ลายอยา่ ง ลว้ นชใ้ี หเ้ หน็ ถงึ ความสา� คญั ของโขน
ในฐานมรดกของมวลมนษุ ยชาต ิ ดงั นนั้ โขนจงึ เปน็ ทงั้ ของคนไทย ของคนลาว ของคนพมา่ ของคนกมั พชู า ของคนอนิ โดนเี ซยี
ซ่ึงโดยธรรมชาติของวัฒนธรรมทุกวัฒนธรรมอย่างเช่นการแสดงโขน ล้วนแล้วแต่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ภายใต้
ความเปล่ียนแปลงจากเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งต้นทุนท่ีค่อนข้างสูง ความขาดแคลนในบุคลากร ได้ส่งผลให้
จากเดิมประเทศไทยมีโขนเอกชนหลายคณะเลกิ ทา� การแสดงไป ขนบการแสดงโขนบางประการหายไป อยา่ งเช่น ตลกโขน
บทบาทส�าคัญท่ีช่วยสร้างชีวิตชีวาให้กับการแสดงโขน ซ่ึงต้องใช้บุคคลที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ จนในวันน้ีเหลือเพียง
คณะโขนของกรมศิลปากรและวทิ ยาลัยนาฏศลิ ป ์
ผดู้ า� เนนิ รายการไดก้ ลา่ วสรปุ ประเดน็ ทอี่ าจารยบ์ ญุ เตอื น ไดช้ ขี้ อ้ คดิ สา� คญั ตอ่ ประเดน็ การสงวนรกั ษา คอื การทา�
อย่างไรให้โขนอยู่คู่กับสังคม หรือเรียกว่าอยู่ในกลุ่มของผู้ถือครองมรดกทางวัฒนธรรม ซ่ึงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
กลมุ่ ผู้ปฏบิ ัติบตั ิ หมายถึงคณะแสดงโขน วิทยาลยั นาฏศลิ ปะ ถือเปน็ ผูถ้ อื ครองโดยตรง กลุ่มที่สอง หมายถงึ ผ้เู กี่ยวข้องกับ
การแสดงโขน อาท ิ ชา่ งปกั เคร่ือง นักดนตรี สว่ นกลุ่มทีส่ าม หมายถงึ ผูช้ มการแสดงโขน ซงึ่ ปัญหาในอนาคตทจ่ี ะกระทบ
ตอ่ การสงวนรักษา ได้แก่ ประการแรก สงั คมท่ีเปลีย่ นไป ท�าใหพ้ น้ื ท่กี ารแสดงโขนลดนอ้ ยลง ความเชื่อและการรบั รทู้ ีเ่ ข้าใจ
ผิดวา่ โขนคือการแสดงในงานศพ แต่แทจ้ รงิ แลว้ โขนเปน็ มหรสพท่อี ยู่คกู่ บั สังคมไทย แสดงได้หลายโอกาส ประการทีส่ อง
การขาดแคลนนกั แสดงโดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง ตัวตลก ซ่ึงเป็นองค์ประกอบสา� คญั ของการแสดง ปจั จบุ นั หานกั แสดงประเภทนี้
ยาก และประเด็นสดุ ทา้ ย เปน็ ปญั หาเชิงระบบ คอื การเลน่ โขนอยา่ งจรงิ จังเปน็ การแสดงของวิทยาลัยนาฏศลิ ป หรือส�านัก
การสงั คตี กรมศิลปากร ส่วนการแสดงโขนคณะอ่นื ๆ เหมือนเป็นการแสดงเฉพาะกจิ เม่อื รบั ศิลปนิ นกั แสดงเขา้ รบั ราชการ
ก็จะถือครองต�าแหน่งจนเกยีษณ์ เม่ือรับข้าราชการเข้าใหม่ทดแทนต�าแหน่งที่เกษียณ จะเกิดปัญหาขาดช่วงของบุคลากร
การเรยี นรสู้ อนงาน กย็ ากขึน้ ซงึ่ ปญั ญาเชงิ ระบบนี้ จะได้น�าเสนอตอ่ กระทรวงวัฒนธรรมตอ่ ไป
ลา� ดับถัดไปเปน็ การน�าเสนอของผูท้ รงคุณวฒุ ทิ ่านที่สอง คือ อ. ดร.สุรัตน์ จงดา ผูช้ ว่ ยอธกิ ารบดี สถาบนั บณั ฑติ
พฒั นศลิ ป ์ กลา่ วถงึ สถานการณก์ ารแสดงโขนในปจั จบุ นั ในทรรศนะของตนซงึ่ เปน็ ทง้ั ผแู้ สดง ผสู้ อนการแสดง ผทู้ ใ่ี ชป้ ระโยชน์
ในเชิงเศรษฐกิจด้วย เห็นว่า ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา กระแสการแสดงโขนค่อนข้างเป็นที่นิยม ซึ่งถ้าย้อนไปต้นรัชกาลที่ 9
จะเป็นชว่ ยฟน้ื ฟกู ารแสดงโขน ยคุ ทีส่ องเป็นยุคของอาจารยเ์ สรี หวังในธรรม การแสดงโขนเป็นที่นิยมเฟอื่ งฟูมากกอ่ นจะ
ซบเซา และยคุ ทส่ี าม คือ โขนพระราชทาน เป็นชว่ ง 10 ปีท่ผี ่านมา ทา� ให้กระแสความนยิ มการแสดงโขนกลบั มาอีกคร้งั
หนงึ่ จะเหน็ วา่ มหี ลายสถาบนั ทม่ี กี ารเรยี นการสอนโขนใหแ้ กเ่ ดก็ ๆ เยาวชน ในโรงเรยี น ตลอดจนระดบั มหาวทิ ยาลยั อาท ิ
เมอ่ื สปั ดาหท์ ผ่ี า่ นมา มกี จิ กรรมทเ่ี รยี กวา่ โขนสมั พนั ธ ์ ทวี่ ทิ ยาลยั นาฏศลิ ปพทั ลงุ และในสปั ดาหน์ จ้ี ะจดั ทภ่ี าคอสี าน วทิ ยาลยั
214 บทความวิชาการและรายงานสืบเนอื่ ง
โครงการประชุมวิชาการระดบั ชาติและเสวนานานาชาติ
นาฏศลิ ปนครราชศรมี า โขนสมั พนั ธ ์ คอื การรวมคนทแี่ สดงโขนทงั้ หมดในพน้ื ทน่ี น้ั ไมว่ า่ จะเปน็ โรงเรยี นประถม โรงเรยี นสาธติ
โรงเรยี นมัธยมตลอดจนวทิ ยาลัยนาฏศิลป มาแสดงและมกี จิ กรรมรว่ มกนั ซ่งึ อ.ดร. สุรตั น์ อธิบายเหตผุ ลวา่ ท�าไมการแสดง
โขนจึงเป็นท่ีนิยมของเด็ก ๆ แม้กระทั่งเด็กอนุบาล ก็หันมาหัดโขน นั่นเป็นเพราะโขนหรือรามเกียรต์ิเป็นเรื่องแฟนตาซี
เดก็ ๆ จะชอบรับรไู้ ด้ง่าย “เม่ือเดอื นเมษายน กรมสง่ เสริมวฒั นธรรมจดั งานเกย่ี วกับโขนทหี่ ้างสรรพสินคา้ central world
ผมมีผู้ติดตามมาชมตั้งแต่เด็กอายุราว 4 ขวบจนถึงวัยรุ่นอายุประมาณ 15 ปี นั่งเฝ้าหน้าเวที ติดตามชมการแสดง
อยา่ งใกล้ชิด” นน่ั แสดงวา่ กระแสความชืน่ ชมการแสดงโขนได้แพร่หลายเข้าไปในวยั เด็ก อาจจะผ่านกจิ กรรมในโรงเรยี น
อาท ิ นักเรียนโรงเรยี นจิตรลดาได้ฝกึ หัดทา� หวั โขน
ในฐานะท ่ี อ.ดร.สรุ ตั น ์ เปน็ ผฝู้ กึ สอนการแสดงโขน จงึ ไดร้ เิ รม่ิ กา� หนดใหเ้ ดก็ ผหู้ ญงิ สามารถเรยี นโขนไดโ้ ดยกา� หนด
เป็นวิชาโทในหลักสูตร ซึ่งได้รับความสนใจมีผู้เรียนมากขึ้น การแสดงโขนผู้หญิงได้แพร่หลายไปยังมหาวิทยาลัยนเรศวร
มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทร์เกษม ซ่ึงมีการแสดงทุกปี สถานการณ์ปัจจุบัน ไม่จ�ากัดการหัดโขนว่าต้องอยู่ในวัยนักเรียน
แม้กระท่ังเด็กอายุ 3-4 ขวบ หรือผู้อาวุโส ก็สามารถหัดโขนได้ กระแสความนิยมนี้ส่งผลให้มีการประยุกต์การแสดงโขน
เป็นการแสดงในงานร่วมสมัย งานเล้ียงต้อนรับ หรืองานเปิดตัวสินค้าท่ีเน้นความเป็นไทย หรือการแสดงในงานเล้ียง
หรือปรับเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่น หรือประยุกต์เป็นของที่ระลึก ซ่ึงเดิมการแสดงโขนโดยกรมศิลปากร หรือสถาบันบัณฑิต
พฒั นศิลป ์ จะเปน็ การแสดงเชงิ อนรุ ักษ ์ แสดงความเปน็ อตั ลกั ษณ์ประจ�าชาต ิ การแสดงตอ้ นรบั แขกอาคันตุกะของประเทศ
หรอื แสดงเน่อื งในโอกาสเฉลิมฉลองวาระสา� คัญของประเทศหรือบุคคลส�าคัญของประเทศ
เม่อื การแสดงโขน ถกู ประยุกต์ใชไ้ ปกบั งานรว่ มสมยั ประโยชน์ทางเศรษฐกจิ หรือที่เรียกวา่ งาน event ต่าง ๆ
น้นั ทา� ให้ตอ้ งปรบั การแสดงโขนให้เหลอื เพยี ง 5 – 7 นาที เปน็ เวลาที่น้อยมาก ตอ้ งลดทอนขนั้ ตอนการแสดง ทา� ใหข้ าด
เอกลักษณ์การแสดงบางส่วนไป อย่างไรก็ดี ก็มีความเข้าใจว่าคือการประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ การประยุกต์อีก
เรื่องหน่ึงท่ีท�าให้การเรียนการสอนโขนแพร่หลายไปยังสถาบันท้ังภาครัฐและเอกชน คือ การท�าเคร่ืองแต่งกายและ
เครื่องประดับท่ีราคาย่อมเยา ปัจจุบันมีเคร่ืองแต่งกายส�าเร็จรูปผลิตโดยเคร่ืองจักรมากกว่าฝีมือแรงงานคน ลวดลาย
ความวจิ ติ รอาจจะมีนอ้ ยกว่า แต่เม่อื ราคาถกู ลงเทา่ กับเป็นการเปิดโอกาสใหม้ ีการเรยี นการสอนได้แพร่หลายมากขึ้น
หลงั จากน้นั ผดู้ �าเนินรายการ อ.ดร.อนชุ า ไดก้ ล่าวสรปุ ประเดน็ ของ อ.ดร.สุรตั น์ วา่ ปจั จบุ นั การแสดงโขนนน้ั
เปน็ ท่ีรกั ของเด็ก ๆ ส่วนใหญ่ เน่อื งจากว่าด้วยเนอื้ หาของรามเกยี รต์ิเองเปน็ เนอ้ื เรอ่ื งท่สี นกุ สนาน มคี วามแฟนตาซอี ยู่ในตัว
จึงดึงดูดความสนใจของเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันกลับมีปัญหาเร่ืองพื้นท่ีการแสดงโขนเต็มรูปแบบมีน้อยกว่า
เรอื่ งโ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก 215
มิป าทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
ในยุคอ.เสรี หวังในธรรม แม้กระทั่งการแสดงในร้านอาหารเป็นโชว์เล็ก ๆ ก็ลดน้อยลง จนถึงยุคฟื้นฟูโขนของสมเด็จ
พระพันปีหลวง กบั โขนของพ้ืนที่เฉลิมกรงุ เอง มีการสรา้ งพน้ื ทใ่ี หเ้ กิดข้ึน เป็นการเปิดโอกาสใหน้ ักแสดงมพี น้ื ท่ีในการแสดง
เพมิ่ มากขน้ึ โดยเฉพาะนักแสดงร่นุ ใหม่ ๆ ในแงข่ องการจัดท�าเครือ่ งแต่งกายและเคร่ืองประดบั โดยเครื่องจกั ร ในแงห่ นึง่
ท�าให้ต้นทุนลดลง เป็นประโยชน์ต่อการฝึกหัดโขน เพราะเคร่ืองชุดไม่แพง แต่อาจจะย้อนแยงในประเด็นการสงวนรักษา
มรดกทางวัฒนธรรม ท่ีทา� ให้ภูมปิ ญั ญาเชงิ ชา่ งหายไป ไมม่ ีผูส้ ืบทอด ซึ่งก็เปน็ อกี ประเดน็ หน่ึงทตี่ อ้ งหารือร่วมกันต่อไป
ช่วงทีส่ ามของการเสวนา เปน็ การนา� เสนอโดย อ.ดร.เกดิ ศิริ นกนอ้ ย รองคณบดฝี ่ายพฒั นานสิ ติ และท�านุบา� รงุ
ศิลปวัฒนธรรม คณะศิลปกรรมศาสตร ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซ่งึ ผู้ด�าเนินรายการ ขอให้นา� เสนอในประเดน็ การสร้าง
เยาวชนเป็นนักแสดงโขนและปรากฏการณ์การแสดงโขนในปจั จบุ ัน
อ.ดร.เกิดศิริ น�าเสนอเร่ืองราวการสร้างโขนพระราชทาน เป็นชื่อที่อยู่ในกระแสความนิยมของสังคมมาตลอด
10 ปี ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ โดยมูลเหตุแห่งการแสดงโขนน้ีสืบเนื่องจากเมื่อครั้งกรมศิลปากร
จัดแสดงโขนตอน “นารายณ์ปราบนนทุก” เพ่ือน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระต�าหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัดสกลนคร เมื่อปลายปี 2546 พระองค์มีพระราช
เสาวนยี เ์ รอื่ งเครอ่ื งแตง่ กายโขน โดยทรงเปน็ หว่ งชดุ แตง่ กายทแี่ ตกตา่ งไปจากสมยั เดมิ มาก จงึ ไดพ้ ระราชทานทรพั ยจ์ า� นวน
3 แสนบาท เพื่อให้กรมศลิ ปากรน�าไปศกึ ษาค้นคว้าหาขอ้ มลู ของเดมิ และจดั สรา้ งเครื่องแตง่ กายโขนใหม้ ีลวดลายประณีต
งดงาม ตามแบบเดิม
ในป ี 2550 มกี ารแสดงโขนเฉลมิ พระเกยี รตใิ นโอกาสมหามงคลสมยั ทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ล
อดุลยมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเจรญิ พระชนมพรรษา 80 พรรษา และสมเด็จพระบรมราชชนนพี ันปหี ลวง ทรงเจรญิ
พระชนมพรรษา 75 พรรษา เป็นเกิดความร่วมมือระหว่างมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
และคณะกรรมการในการจดั สรา้ งเครอื่ งแตง่ กายโขนและละคร ตามพระราชเสาวนยี ข์ องสมเดจ็ พระบรมราชชนนพี นั ปหี ลวง
ท่ีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการอนุรักษ์และสืบสานการแสดงโขนไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา นับจากครั้งน้ัน
ประชาชนต่างเฝ้ารอชมการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพทุกปี ซ่ึงมีการหยุดแสดงในปี 2551 เพราะสมเด็จพระเจ้า
พี่นางเธอ เจา้ ฟ้ากลั ยาณวิ ฒั นา กรมหลวงนราธวิ าสราชนครินทร์ ส้ินพระชนม์
เมอื่ ยอ้ นไปถงึ การแสดงโขนมลู นธิ สิ ง่ เสรมิ ศลิ ปาชพี ครงั้ แรก ยงั ไมเ่ ปน็ ทสี่ นใจถงึ กบั ตอ้ งจดั ใหน้ กั เรยี นเตรยี มทหาร
มาด ู แตกตา่ งกบั ปจั จบุ นั ทข่ี ายบตั รชมการแสดงไดท้ กุ รอบคนชมเตม็ ทกุ รอบ มลู เหตเุ พราะองคป์ ระกอบสา� คญั ของการแสดง
โขนมูลนธิ ิส่งเสริมศิลปาชพี เปน็ ทนี่ ยิ ม คือ 1. บทท่ใี ชใ้ นการแสดง 2. การจัดท�าฉากเหมอื นจรงิ ใช้เทคโนโลยเี ขา้ ช่วยท�าให้
เกดิ ความตน่ื ตาตน่ื ใจสมจรงิ มากยง่ิ ขนึ้ และ 3. เครอื่ งแตง่ กายโขนทมี่ คี วามประณตี วจิ ติ รไปดว้ ยงานชา่ งหตั ถศลิ ปล์ า้� คา่ ของ
แผน่ ดนิ
สิ่งที่สะท้อนว่า การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพเป็นท่ีนิยมในสังคม ประสบผลส�าเร็จในด้านสร้างนักแสดง
โขนรุน่ ใหม่ ๆ ได้คือ จา� นวนนักเรียน นกั ศกึ ษา ท่ีสมคั รเข้ามารับการคัดเลอื กเพ่ิมมากขน้ึ ทุก ๆ ป ี จากครั้งแรก ๆ มจี �านวน
สมัครเพยี งหลักสิบ อาท ิ ป ี 2553 ผสู้ มคั ร 30 คน ปีถัดมา 60 คน มีนักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลปอา่ งทอง วิทยาลยั นาฏ
ศิลปะลพบุรี วิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา จนถึงปี 2555 มีการประชาสัมพันธ์ออกรายการโทรทัศน์ ส่ือสิ่งพิมพ์
ยอดผสู้ มคั รจงึ ขนึ้ ถงึ 400 คน ป ี 2557 จา� นวน 750 คน ป ี 2558 จา� นวน 800 คน สว่ นใหญผ่ สู้ มคั รเปน็ นกั เรยี นจากวทิ ยาลยั
นาฏศลิ ป 12 แหง่ ทวั่ ประเทศ กลม่ ทส่ี องคอื นกั ศกึ ษาระดบั สถาบนั อดุ มศกึ ษา อาท ิ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั
ราชภฏั มหาวิทยาลยั มหาสารคาม กลุ่มทส่ี าม คือ นกั เรียนจากโรงเรียนมัธยม ซึง่ นา่ สนใจตรงทแ่ี สดงว่า โรงเรียนมธั ยม
ให้การส่งเสริมการเรียนการสอนโขน โรงเรียนสาธิตศรีนครินทรวิโรฒ ก็เคยมาสมัคร หรือโรงเรียนจากท่ีห่างไกล
อาทิ โรงเรียนป่าซางวิทยาลัย ก็มีมาสมัคร การที่ผู้สมัครมาจากสถาบันการศึกษาหลายกลุ่ม ย่อมแสดงให้เห็นว่า
มกี ารสง่ เสรมิ การเรยี นการสอนฝกึ หดั โขนกนั อยา่ งแพรห่ ลายมากขน้ึ ซงึ่ นกั แสดงโขนถอื วา่ เปน็ ผถู้ อื ครองมรดกทางวฒั นธรรม
โดยตรง ดงั นน้ั หากกลมุ่ นไี้ ดร้ บั การสง่ เสรมิ มากขน้ึ ยอ่ มสง่ ผลตอ่ การสงวนรกั ษาไดอ้ ยา่ งโดยตรง มคี วามมนั่ ใจวา่ การแสดง
โขนจะไมส่ ูญหายไปกับกาลเวลา
216 บทความวชิ าการและรายงานสืบเนื่อง
โครงการประชมุ วิชาการระดับชาติและเสวนานานาชาติ
ช่วงสุดท้ายที่ อ.ดร.เกิดศิริ ฝากประเด็นท่ีน่าสนใจยิ่งคือ แม้ว่าการแสดงโขนจะได้รับความนิยม แต่ด้วยต้นทุน
การผลิตค่าใช้จ่ายสูงมาก แม้จะมีการขายบัตรการเข้าชม แต่คงไม่มีก�าไรมากนัก แม้กระนั้นยังคงมีโขนพระราชทานหรือ
โขนมลู นธิ สิ ง่ เสรมิ ศลิ ปาชพี เกดิ ขน้ึ อยา่ งตอ่ เนอ่ื งจนถงึ ปจั จบุ นั นน่ั เปน็ เพราะพระราชเสาวนยี ใ์ นพระบรมราชชนนพี นั ปหี ลวง
วา่ “ขาดทนุ ของฉนั ...คอื กา� ไรของประชาชน” ซง่ึ ประชาชนตา่ งซาบซง้ึ ในพระมหากรณุ าธคิ ณุ เปน็ ลน้ พน้ อนั หาทสี่ ดุ มไิ ด ้ ทงั้ นี้
มิใช่แต่การแสดงโขนเท่านั้นที่ได้รับการอนุรักษ์ แต่คุณค่างานช่างศิลป์งานหัตถกรรมท่ีเกี่ยวเน่ืองกับการแสดงโขน
หลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นจากการสร้างเครื่องแต่งกายโขน การสร้างฉาก งานจิตรกรรม งานประติมากรรม ฯลฯ
ล้วนได้รับการยกย่องเชิดชูให้เห็นความส�าคัญในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติด้วย เป็นการกระตุ้นให้
ท้ังหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ประชาชนมาร่วมกันสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติเหล่านี้อยู่คู่กับสังคม
ไทย ไมใ่ ห้สญู หายไปกบั กาลเวลา
โศรยา สุรญั ญาพฤติ สรุป/เรียบเรียง
ผู้รกั ษาการในต�าแหนง่ หัวหน้างานบรกิ ารวิชาการ
เร่ืองโ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก 217
มปิ าทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
สรปุ ความ ากการเสวนาวชิ าการ วั อ
อนาคตโ น ทย
โดย
ร ดร ุ ชัย ันทรสวุ รร
ิลปนแ งชาติ สา า ลิ ปะการแสดง นา ลิ ป ทย
ดร ุลชาติ อรั ยะนาค
รองอ กิ ารบด ส าบนั บั ิต ั น ลิ ป
ดร รเดช กลิน่ ันทร นา ลิ ปน สานักการสังคต กรม ลิ ปากร
นายสรุ ินทร ยงั เ ยวสด นา ย าลา ุนละครเลก โ ลยุ ส
ดาเนนิ การเสวนาโดย อ ดร สรุ ตั น งดา
ชวยอ ิการบด ส าบันบั ติ ั น ิลป
โครงการประชุมวชิ าการระดบั ชาติและเสวนานานาชาติ
เรอ่ื ง โ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก มิป า
ทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
วันท่ สิง าคม อประชมุ รบร า
ม าวิทยาลัย รรม าสตร ทา ระ นั ทร
218 บทความวิชาการและรายงานสบื เนือ่ ง
โครงการประชุมวชิ าการระดับชาตแิ ละเสวนานานาชาติ
อ.ดร.สรุ ตั น์ จงดา ผดู้ �าเนินรายการเสวนา ไดก้ ลา่ วเชิญ รศ.ดร.ศภุ ชัย จนั ทรส์ ุวรรณ์ ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สาขาศิลปะ 219
การแสดง นาฏศิลป์ไทย เป็นท่านแรกนา� เสนอมุมมองอนาคตโขนไทย ในฐานะท่ีท่านเป็นท้ังนักแสดงโขน และครูผู้สอน
แม้ว่าตอนนี้ท่านจะเกษียณอายุราชการแล้วก็ตาม รศ.ดร.ศุภชัย เริ่มจากกล่าวแนะน�าประวัติตนเองว่า ได้ฝึกหัดและเล่น
ละครใน ละครนอก ละครพนั ทางมาบ้างแลว้ ก่อนทจ่ี ะมาเข้าเรียนที่โรงเรยี นนาฏศิลป์ ป ี 2508 ขณะน้นั โรงเรยี นนาฏศลิ ป์
ยังสงั กัดกรมศลิ ปากร มไิ ดเ้ ปน็ วิทยาลัยนาฏศิลป ์ สถาบันบัณฑิตพฒั นศลิ ปเ์ ชน่ ปจั จุบัน ตอนนน้ั เขา้ ใจวา่ จะไดเ้ รียนการเลน่
ละครทีเ่ ราถนัด แต่ปรากฏว่าไดฝ้ ึกหดั เป็นตวั พระของโขน จึงเรม่ิ รู้จักโขนตั้งแต่นนั้ มา เรียนเปน็ เวลา 11 ป ี พอเรยี นจบก็
บรรจุเป็นครูสอนโขนพระต้ังแต่นั้นมาชีวิตผูกพันกับการแสดงโขนท้ังเป็นผู้เล่นและเป็นครู หากจะถามถึงอนาคตโขนไทย
ตนเองคิดว่ามีความเก่ียวข้องกับนัยส�าคัญ 2 ประการ คือ เร่ืองการเรียนการสอนฝึกหัดโขน และการแสดงโขน ในด้าน
การเรียนการสอน ยังคงมวี ิทยาลัยนาฏศลิ ป ์ สถาบันบัณฑติ พัฒนศลิ ป์ เปน็ ผู้สบื ทอดปฏบิ ัตใิ นการถ่ายทอดฝกึ หัดการแสดง
โขน คงรูปแบบการเรียนการสอนท่ีเข้มข้น เน้นรูปแบบของโขนให้ถูกต้อง ซ่ึงผู้สอนผู้เรียนล้วนมีความภาคภูมิใจท่ีได้เป็น
ผู้สืบทอดโขน แต่อีกนัยส�าคัญหน่ึง คือ การแสดง ซึ่งปัจจุบันล้วนน�าการแสดงโขนไปปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
อาจจะมีการปรบั ลดทอนให้เหมาะสมกบั เวลา สถานท่แี ละรปู แบบงาน หรอื น�าเทคโนโลยมี าใช้ประกอบการแสดง จงึ ทา� ให้
ภาคการแสดงนม้ี กี ารปรบั เปล่ียนไม่หยุดน่งิ ซ่ึงจะท�าใหก้ ารแสดงโขนคงอยกู่ ับสงั คมได้ตอ่
นยั สา� คญั ทห่ี นงึ่ ดา้ นการเรยี นการสอนนน้ั รศ.ดร.ศภุ ชยั มองวา่ รากเหงา้ ของการเรยี นการสอนโขน คอื การเรยี น
การสอนรปู แบบของกรมมหรสพ ซงึ่ ตงั้ ขนึ้ ในสมยั รชั กาลท ่ี 6 เปน็ ยคุ ทโี่ ขนละครเฟอ่ื งฟ ู พระองคโ์ ปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ง้ั โรงเรยี น
พรานหลวง เปน็ สถาบนั การสอนนาฏศลิ ปแ์ ละดนตรแี หง่ แรกในสยาม กรมศลิ ปากร กไ็ ดน้ า� แนวคดิ ของโรงเรยี นพรานหลวง
เป็นที่ตั้งและน�ามาปรับใช้กับการเรียนการสอน ฉะนั้นจะเห็นว่าการเรียนการสอนโขนยุคแรก ๆ จะเป็นการเรียนฟร ี
มีค่าตอบแทน มีเคร่ืองแต่งกายชุดนักเรียน มีเบี้ยเล้ียง ครูอาจารย์ก็สืบทอดมาจากกรมมหรสพ แนวการเล่นเป็นตัวพระ
ตัวนาง ตัวลิง ก็จะรับทางแสดงมาตั้งแต่ครูที่อยู่กับกรมมหรสพทีเดียว อาทิ แนวทางแสดงตัวพระของ รศ.ดร.ศุภชัย
ก็รบั สายตรงมานับเรยี งขนึ้ ไปได้ถงึ สายของครสู มัยกรมมหรศพ ดังน้นั ในทรรศนะของรศ.ดร.ศภุ ชัย จึงมองวา่ อนาคตของ
โขนในสว่ นทเ่ี ปน็ การสบื ทอดการเรยี นจากรนุ่ สรู่ นุ่ แบบน ี้ ในฐานะทเ่ี ราเปน็ ครเู รากถ็ า่ ยทอดใหแ้ กศ่ ษิ ย ์ ๆ ของเรากถ็ า่ ยทอด
ตอ่ ไป จะทา� ใหก้ ารเรยี นการสอนโขนคงอยตู่ อ่ ไป เพราะวา่ หลกั สา� คญั ของการเรยี นการสอนทไี่ ดร้ บั การถา่ ยทอดมานน้ั มอี ย่ ู
3 ประการ คอื หน่งึ “สอนใหร้ ู้” สอง “ท�าใหด้ ู” และสาม “อยู่ใหเ้ หน็ ” หมายถงึ การสอนใหร้ ้วู า่ รากเหง้าของตวั ละคร
การแสดงโขนแต่ละประเภทมีความเหมือนความแตกตา่ งกนั อยา่ งไร ส่วน ท�าให้ดู นั้น มิใช่เพยี งแตแ่ สดงใหศ้ ิษย์ดแู ลว้ ศษิ ย์
ทา� ตามอยา่ งเดยี ว แตค่ รจู ะตอ้ งสามารถแกไ้ ขใหก้ บั ศษิ ยไ์ ดด้ ว้ ยเมอื่ ศษิ ยย์ งั ทา� ไมถ่ กู หรอื ไมง่ าม ความงามนตี้ อ้ งงามอยา่ งโขน
มิใช่งามอย่างละครอีกด้วย สุดท้ายคือ อยู่ให้เห็น ในท่ีน่ีหมายถึงการสืบทอด การส่งต่อให้กับศิษย์ถ่ายทอดต่อไป สรุป
เปน็ หลกั 3 ประการทใี่ ชก้ บั การเรยี นการสอนตงั้ แตก่ อ่ นจนถงึ สมยั ของวทิ ยาลยั นาฏศลิ ป ์ สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป ์ ซง่ึ หลกั
ส�าคัญทัง้ สามนี้จะสง่ ผลให้เกิดการเรยี นการสอนโขนตอ่ ไป
นัยส�าคญั ทีส่ อง คือ การแสดงโขน จากประสบการณ์นกั แสดงของ รศ.ดร.ศภุ ชัย พบวา่ มกี ารปรับเปลีย่ นรปู แบบ
การแสดงโดยตลอด ตอนทา่ นยงั เด็ก การแสดงโขนชุดเตม็ ตามขนบใช้เวลา 2-3 ชัว่ โมง ตอนทา่ นโตเรยี นจบ การแสดงโขน
หน้าไฟในงานศพในตอนเย็น เป็นที่นิยม ยังคงขนมเดิมคือ มีท้ังเพลงร้อง พากย์ เจรจา ปัจจุบันโขนศาลาเฉลิมกรุง
มกี ารดา� เนนิ เรื่องด้วยการพากย ์ เจรจา แต่ไมม่ รี อ้ ง ดา� เนินเรื่องให้กระชบั เล่าเรื่องเดนิ เรื่องด้วยฉากภาพจติ รกรรม ขณะน้ี
ไดร้ ับแนวทางมาว่า ใหจ้ ดั การแสดงจบภายใน 25 นาท ี ด้วยเวลาเพียงเท่านี้ จะท�าอยา่ งไรท่ีจะคงอตั ลักษณข์ องการแสดง
โขน จึงยังคงการพากย์เจรจา การยกรบอวดฝีมือของฝ่ายยักษ์และลิง นอกจากนี้ คงใช้เทคโนโลยีมาช่วยให้การแสดง
เข้าใจง่าย ต่ืนตาตืน่ ใจ ใช้เทคนิคละครเวท ี ใช้แสงเข้าชม จงึ เห็นวา่ แนวโนม้ การแสดงโขนในอนาคต คงมกี ารปรบั เปลยี่ น
รูปแบบใหเ้ หมาะสมตามสถานการณ ์ แตค่ งเกบ็ อัตลกั ษณ์ของโขนไว้ดว้ ย
ตอ่ จากนน้ั ผดู้ า� เนนิ การไดเ้ ชญิ ผทู้ รงคณุ วฒุ ทิ า่ นทสี่ องนา� เสนอประเดน็ อนาคตโขนไทย ปจั จบุ นั ทา่ นเปน็ ผบู้ รหิ าร
สถาบนั บณั ฑิตพฒั นศิลป์ คือ ผศ.ดร.จลุ ชาติ อรัณยะนาค รองอธิการบดื กลา่ วถงึ อนาคตโขนไทย ในประเดน็ ของการเรียน
การสอน ท่ีแม้ว่าจะมีครูอาจารย์ผู้ได้รับการถ่ายทอดตามแบบแผนขนบเดิม แต่ด้วยปัจจุบันการเรียนการสอนเปล่ียนไป
ผเู้ รยี นโขนยังคงตอ้ งเรียนวิชาอน่ื ๆ ทา� ใหเ้ วลาเรียนโขนน้อยลงไปดว้ ย จึงต้องปรบั หลักสูตรให้เข้ากับเวลาทมี่ ี และเข้ากบั
สภาพสงั คมทเ่ี ปลี่ยนไป การแสดงยงั ปรับขัน้ ตอนการแสดงใหล้ ดลง แต่การเรียนการสอนยังคงอย่รู ูปแบบเต็ม แต่เมื่อเรยี น
เรือ่ งโ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก
มปิ าทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
แล้วไม่ไดใ้ ชแ้ สดงจรงิ ก็อาจจะหลงลมื ดังน้ัน ผศ.ดร.จลุ ชาติ จงึ มองวา่ ทงั้ การเรยี นการสอน หรอื แม้กระท่งั คนดูเอง กไ็ มม่ ี
เวลาท่จี ะดกู ารแสดงโขนฉบับเตม็ รูปแบบ ดงั นนั้ รูปแบบการแสดงคงตอ้ งปรับเปลย่ี นในทีส่ ุด แต่เหน็ ดว้ ยกบั รศ.ดร.ศภุ ชยั
ว่าตอ้ งเกบ็ เอกลกั ษณ์ของการแสดงโขนไว้อย ู่ อาท ิ การพากย์ การยกรบ เครือ่ งแต่งกายโขน
ประเดน็ สา� คญั อกี เรอื่ งหนง่ึ ท ี่ ผศ.ดร.จลุ ชาต ิ ตง้ั ขอ้ สงั เกตคอื สถานทแี่ สดงโขนกบั คณะโขนในอนาคต คงเหลอื อยู่
ทโ่ี รงละครของกรมศิลปากร ศูนยว์ ัฒนธรรมแหง่ ประเทศ เป็นหลกั การแสดงโขนของเอกชน จะลดน้อยลง อาจจะมเี ปน็
กลุ่มชุมนุมรวมตัวกันอนุรักษ์การแสดงโขน แต่หากจ�านวนคนดูท่ีน้อยลง โอกาสแสดงน้อยลง จะส่งผลให้คณะโขนเหลือ
แต่ที่เป็นของภาครัฐ กรมศิลปากร สถาบันการศึกษา เป็นหลัก จึงเป็นประเด็นท่ีต้องช่วยกันกระตุ้นคือ การสร้างคนดู
พร้อม ๆ กบั การสรา้ งนักแสดง
สา� หรบั ผู้ทรงคณุ วุฒิท่านที่สาม คอื ดร.ธรี เดช กลนิ่ จันทร์ นาฏศลิ ปนิ สา� นักการสังคีต กรมศิลปากร ซงึ่ ผดู้ �าเนิน
รายการได้แนะนา� ประวตั โิ ดยสังเขปว่า อดีตเคยเปน็ ครสู อนทีว่ ิทยาลัยนาฏศิลปะจนั ทบรุ ี ปัจจบุ นั ท่านเปน็ ศลิ ปินของส�านัก
การสงั คีต จงึ นา� เสนอต่อประเด็นอนาคตโขนไทยในมุมมองของนักแสดงไดโ้ ดยตรง ซ่ึง ดร.ธรี เดช ไดเ้ ลา่ ถึงเส้นทางการเข้า
มาเปน็ ศลิ ปิน จุดเรมิ่ ต้นอยู่ทศี่ รทั ธาตอ่ การแสดงของศิลปินรนุ่ เก่า อาทิ รศ.ดร.ศุภชัย จนั ทร์สุวรรณ์ และยังมีท่านอน่ื ๆ อกี
มคี วามชอบตอ่ นาฏศลิ ปแ์ ตใ่ นจงั หวดั ทที่ า่ นอาศยั อยไู่ มม่ กี ารเรยี นการสอนดา้ นนโี้ ดยตรง จนเมอื่ มวี ทิ ยาลยั นาฏศลิ ปะลพบรุ ี
ก่อตั้งขึ้น ท่านจึงเปลี่ยนการเรียนสายสามัญเป็นสอบเข้าเรียนท่ีนี่ และใช้หลัก smart student บ่มเพาะพัฒนาตนเอง
ขณะเรียน อาทิ เรียนร้องเพลง เรียนรู้ตัวโน๊ต เรียนดนตรีไทยเพ่ิมเติม เมื่อเรียนจบได้สอบบรรจุเป็นครูที่วิทยาลัย
นาฏศิลปะจันทบุรี แล้วก็ยึดหลัก sunshine star หาโอกาสเข้าสู่การเป็นนักแสดงศิลปิน ประกอบกับความโชคดี
ไดร้ บั โอกาสแสดงในงานถวายพระเพลงิ พระบรมศพสมเดจ็ ยา่ และไดเ้ ขา้ มาเรยี นตอ่ ทกี่ รงุ เทพฯ อาจารยท์ า่ นใหก้ ารสนบั สนนุ
ผมจึงมีโอกาสแสดงท่ีโรงละครแห่งชาติ ผมใช้เวลาอยู่ 2 ปี สู่ความเป็นศิลปินเต็มตัว และได้ย้ายเข้ามาสังกัดส�านักการ
สงั คีต ทา่ นไดส้ ่งั สมประสบการณ์เปน็ นกั แสดงซ่ึงเป็นชว่ งทท่ี า่ นยึดหลกั superstar มิได้หมายถึงความโดง่ ดัง แตห่ มายถงึ
ความตง้ั ใจทา� งานเป็นมอื อาชพี
ในฐานะท่ีท่านเป็นศิลปินสังกัดส�านักการสังคีต ซ่ึงมีหน้าท่ีโดยตรงต่อการเผยแพร่การแสดงวัฒนธรรมของชาต ิ
จึงมีความเก่ียวข้องกับการสงวนรักษาการแสดงโขนให้คงอยู่คู่สังคม ประเด็นหลักคือ นักแสดง ส�านักการสังคีต จึงได้ขอ
อัตราเพ่ิมไปยังกรมศิลปากร ของบประมาณการปรับปรุงสถานที่จัดการแสดง โรงละครทั้งระบบแสง เสียง เพ่ือส่งเสริม
ใหก้ ารแสดงโขนมีศักยภาพอยา่ งเต็มทีเ่ ตม็ กา� ลัง
ส�าหรับช่วงสุดท้ายของการเสวนา ผู้ด�าเนินรายการได้เชิญ นายสุรินทร์ ยังเขียวสด เจ้าของคณะนาฏยศาลา
หุ่นละครเล็ก (โจหลุยส์) แสดงทรรศนะต่ออนาคตโขนไทย โดยต้ังค�าถามว่าจะท�าอย่างไรถึงจะสร้างคนดู ให้หันมาสนใจ
การแสดงโขนทั้งที่ก็ทราบกันดีว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ แม้ว่าจะมีการเรียนการสอนโขน แต่ผู้เรียบจบก็จะไป
ประกอบอาชพี อน่ื มอี ยนู่ อ้ ยมากทจ่ี ะเปน็ ศลิ ปนิ การแสดงโขนโดยตรง ดงั นน้ั ในทรรศนะของนายสรุ นิ ทร ์ จงึ มองวา่ ทกุ ฝา่ ย
ตอ้ งชว่ ยกนั ถงึ จะท�าให้เหน็ อนาคตโขนไทย ผู้เรยี นต้องสามารถประกอบอาชพี จากสงิ่ ท่ีตนฝึกฝนและเรียนมา ส่วนภาครัฐ
กระทรวงวฒั นธรรมและหนว่ ยงานต่าง ๆ ตอ้ งก�าหนดนโยบายและผลักดันให้เกดิ แนวทางปฏบิ ตั ิอยา่ งชัดเจน ใหส้ งั คมเห็น
คุณค่าการแสดงโขน ร่วมกันส่งเสริม หากตั้งเป้าร่วมกันลักษณะน้ี จะช่วยส่งเสริมให้การแสดงโขนคงอยู่คู่กับสังคมไทย
การแสดงยงั คงเข้มขน้ ไดต้ ามขนบเพราะคนดูดโู ขนเป็น เหน็ คณุ คา่ รบั รู้ช่ืนชมในอรรถรสของการแสดงโขน
ผู้ด�าเนินรายการได้กล่าวโดยสรุปว่า ตลอดช่วงการเสวนาเป็นมุมมองของนักแสดง ครูผู้ถ่ายทอด และ
ผู้ประกอบการ จึงสะท้อนมุมมองได้อย่างหลากหลาย จะเห็นได้ว่าปัจจัยต่าง ๆ ล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์ นั่นหมายถึง ต้อง
แก้ปญั หาอย่างเปน็ ระบบ ต้ังเป้าหมายการสงวนรกั ษารว่ มกัน และไดร้ บั ความรว่ มมือจากทุกฝ่าย ทัง้ สร้างนักแสดง สรา้ ง
คนดู และส่งเสริมให้เกิดโอกาสในการแสดงจากภาครัฐและของเอกชนด้วย จึงจะสร้างอนาคตโขน มรดกวัฒนธรรมของ
ชาตใิ หค้ งอย่กู ับสงั คมไทย
โศรยา สุรัญญาพฤต ิ สรุปและเรยี บเรียง
ผู้รกั ษาการในต�าแหน่งหัวหนา้ งานบริการวิชาการ
220 บทความวิชาการและรายงานสืบเนื่อง
โครงการประชมุ วชิ าการระดบั ชาติและเสวนานานาชาติ
สรุปความ ากการเสวนาวิชาการ วั อ
ครโ น ากอดต
สป ุบนั นอนาคต
โดย นาย ตุ ร รตั นวรา ะ
ลิ ปนแ งชาติ สา า ลิ ปะการแสดง นา ิลป โ น
นายสมบัติ แกวสุ ริต กรรมการส าส าบันบั ติ ั น ลิ ป
ดาเนนิ การเสวนาโดย ลยทุ กนิ บุตร
รองค บดค ะ ลิ ป ก า ส าบันบั ิต ั น ิลป
โครงการประชมุ วชิ าการระดบั ชาติและเสวนานานาชาติ
เรอ่ื ง โ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก มิป า
ทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
วนั ท่ สงิ าคม อประชมุ รบร า
ม าวทิ ยาลัย รรม าสตร ทา ระ นั ทร
เรือ่ งโ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก 221
มิป าทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
สา� หรบั หวั ขอ้ “ครโู ขน : จากอดตี สปู่ จั จบุ นั . . . ในอนาคต” เปน็ ความตงั้ ใจทจ่ี ะเชญิ ครมู าบอกเลา่ ถงึ ประสบการณ์
การเรียนการสอนโขนของวิทยาลัยนาฏศิลป์ต้ังแต่สมัยยังเป็นโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ ประสบการณ์เมื่อครูเรียนจบ
และเร่ิมเล่นโขนให้กับกรมศิลปากรและคณะโขนเอกชน ตลอดจนความคาดหวังหรือข้อเสนอแนะท่ีมีต่ออนาคตโขนไทย
เพื่อให้นักแสดงรุ่นใหม่ได้เห็นภาพการเรียนการสอนโขนในอดีต เห็นถึงความมุ่งมัน อดทนของครู ศิลปินรุ่นเก่า เพื่อเป็น
แรงบนั ดาลใจท่จี ะมงุ่ มน่ั เรยี นฝกึ หัดโขนต่อไป
ผศ.พหลยุทธ์ กนิษฐบุตร ผู้ด�าเนินรายการเสวนา กล่าวแนะน�าประวัติวิทยากรในช่วงเสวนาสุดท้ายของงาน
วันทีส่ อง ได้แก่ นายจตุพร รัตนวราหะ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง และนายสมบตั ิ แกว้ สจุ รติ กรรมการสภา
สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป ์ ทง้ั สองทา่ นเปน็ ศลิ ปนิ ของกรมศลิ ปากร โดยครจู ตพุ ร เลน่ บทยกั ษ ์ และครสู มบตั ิ เลน่ บทพระราม
ทั้ง 2 ท่านยังได้เลื่อนข้ึนเป็นผู้บริหารวิทยาลัยนาฏศิลป โดยครูจตุพร เคยเป็นผู้บริหารวิทยาลัยนาฏศิลปอ่างทอง
และเกษียณอายุราชการท่ีวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย ส�าหรับครูสมบัติ เป็นผู้บริหารวิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช
วิทยาลัยนาฏศลิ ปกาฬสนิ ธุ์ อ่างทอง
ครุจตุพร ได้บอกเล่าถึงชีวิตช่วงวัยเด็ก ท่านเป็นบุตรคนที่ 7 คนสุดท้องของครอบครัว เม่ือครั้งยังเด็ก
สมยั สงครามโลกครงั้ ทสี่ อง ครอบครวั คอ่ นขา้ งลา� บากเพราะคณุ แมต่ อ้ งหาเลย้ี งคนเดยี ว คณุ พอ่ เสยี ตง้ั แตท่ า่ นยงั อยใู่ นครรภ์
คุณแม่ หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบลง ท่านเข้าเรียนท่ีวัดสุทัศน์ พอถึงระดับชั้น ป.4 ต้องหาที่เรียนใหม่ แต่ด้วยฐานะ
ทางการเงนิ จงึ ตอ้ งหาทเี่ รยี นทไ่ี มเ่ สยี เงนิ คณุ แมไ่ ดพ้ าไปหาครลู น้ิ จที่ เ่ี ปน็ ครลู ะครของโรงเรยี นนาฏศลิ ป ์ ครลู นิ้ จพ่ี าเขา้ เรยี น
ท่ีโรงเรยี นนาฏศลิ ปทแ่ี ตก่ อ่ นเปน็ ของกรมศิลปากร เรยี กกันเองวา่ โรงเรยี นศิลปากร แม้วา่ ใจอยากจะเรยี นสายสามัญ และ
คงต้องเรียนตามที่โอกาสจะอ�านวย พอได้เรียนแล้ว ครูอร่าม เป็นครูท่ีช้ีแนะให้ท่านเรียนฝึกหัดในบทยักษ์ จึงเป็น
จุดเรม่ิ ตน้ ทท่ี �าให้ครูจตพุ ร ทง้ั เรียน ฝกึ หดั แสดง รบั บทบาทเป็นตวั ยกั ษ์ในการแสดงโขนเรอ่ื ยมา
ครสู มบตั ิ เลา่ วา่ พน้ื ทคี่ รอบครวั เปน็ คนนครปฐม ในวยั เขา้ เรยี น คณุ ตามญี าตเิ ปน็ เจา้ ของโรงเรยี นศรอี ไุ ร ทบ่ี างยข่ี นั
ใกล้วดั ดาวดงึ ส ์ จึงได้เรียนที่น่ัน จนจบป.4 ขณะน้นั คณุ แมไ่ ด้ยา้ ยมาเปน็ ครทู ่โี รงเรยี นราษฎร์ในกรุงเทพ ฯ ท่านมเี พอื่ นท่ี
โรงเรียนนาฏศิลปะ รจู้ ักกบั ครปู ระทิน พวงส�าลี จงึ ได้รบั การฝากฝงั ให้เขา้ เรยี นที่น่ี ซงึ่ ตอนแรกไม่เสยี คา่ เลา่ เรยี น เพ่ิงมา
เสยี ปลี ะ 80 บาทตอนหลัง ๆ บทแรกที่ได้รับเลอื กให้เรียนและฝกึ หัดคือ ลิง กอ่ นที่จะเลน่ เป็นตวั พระ
ผู้ด�าเนินรายการได้ซักถามรูปแบบการเรียนการสอนโขนในสมัยของครูทั้งสอง จึงสรุปได้ว่า ครูผู้สอนจะดูสรีระ
ของเด็กเป็นอันดับแรก เพื่อท่ีจะชี้ว่า เด็กคนนี้ควรเล่นเป็นบทพระ ยักษ์ หรือลิง แต่เวลาฝึกหัดเต้นเสา กับ ถีบเหลี่ยม
จะฝกึ หดั พรอ้ มกนั ก่อนแลว้ จึงคอ่ ยแยกไปฝึกหดั เปน็ ยักษ์ หรือลงิ หรือตัวพระ ครสู มัยกอ่ นท่านจะจริงจงั กับการฝึกเดก็ ให้
เตน้ เสา กบั ถบี เหลย่ี มมาก ฝกึ กนั ต้งั แตเ่ รม่ิ เรียนจนถงึ ระดบั ชน้ั สูงเทยี บกบั ปัจจุบันคือระดับปรญิ ญา กย็ งั คงตอ้ งหดั เต้นเสา
กับถีบเหลี่ยม ซึ่งปจั จุบันมีความเหน็ แย้งว่า การเรยี นระดบั สงู อาจจะไม่จ�าเปน็ ตอ้ งหัดเตน้ เสา กบั ถีบเหล่ยี ม
ครทู งั้ สองมคี วามเหน็ พอ้ งกนั วา่ ครผู สู้ อนโขน จะจรงิ จงั มากกบั การหดั ใหล้ กู ศษิ ยเ์ ตน้ เสา และถบี เหลยี่ ม แมก้ ระทงั่
ตอนแสดงจริง กอ่ นการแสดงยงั คงต้องเส้นเสา กับถบี เหลยี่ ม แม้ว่าจะเปน็ ช่วงเวลาที่หนกั แต่กลบั เป็นความทรงจ�าท่ีทา� ให้
ครกู บั ศษิ ยผ์ กู พันกัน รวมทง้ั การฝึกอืน่ ๆ ที่เปน็ ความทรงจ�าของคนเรียนโขน ครูบางทา่ นดุ เด็ก ๆ กจ็ ะกลัว คล้อยหลงั ก็
มือตก ครูหันกลับมา ก็ใช้ไม้ตี เด็ก ๆ มักจะเดาทางครูออก ส่วนครูก็พยายามใช้กลยุทธ์ชวนพูดชวนคุยให้เด็ก ๆ เพลิน
ในช่วงถบี เหลยี่ ม เพอื่ คลายความเจบ็ เมือ่ ยลา้
ส�าหรับเส้นทางการขึ้นเล่นเป็นตัวเอกรับบทพระ ยักษ์ ลิง นั้น ครูท้ังสองท่านน�าเสนอเหมือนกันว่า จะต้อง
มีการเล่นไล่เรียงตัวธรรมดา มีล�าดับช้ัน ก่อนจะขึ้นเป็นตัวเอก เช่น เล่นบทยักษ์ ก็จะต้องเล่นเป็นเหล่าพลทหารยักษ ์
เสนายกั ษ ์ เป็นตัวเอกบทยกั ษ ์ เป็นทศกณั ฑ ์ เปน็ ตน้ อน่งึ ครจู ะปลกู ฝงั ให้ทกุ คนมาดกู ารซ้อมแมว้ า่ จะไมใ่ ช่บทของตนให้ดู
ตงั้ แต่ตน้ พอถึงบทของต้น ก็ขึ้นเลน่ เล่นจบกก็ ลบั มาดูบทของคนอ่นื เพื่อใหซ้ ึมซับเนื้อเรอ่ื งและบทตลอดจนจบ ส�าหรบั
ครูสมบัติ ได้กล่าวเพ่ิมเติมว่า ประสบการณ์จากการเล่นกับโขนคณะเอกชนต่าง ๆ ล้วนท�าให้ครูมีประสบการณ์มากข้ึน
ได้รับการสอนจากนักแสดงท่านต่าง ๆ ท่ีเป็นโขนเอกชนก็มี ดังนั้นท�าให้ท่านส่ังสมประสบการณ์และน�ามาปรับใช้
ในเส้นทางการแสดงของครู และถ่ายทอดใหแ้ กศ่ ิษย์ได้
222 บทความวชิ าการและรายงานสืบเนอ่ื ง
โครงการประชุมวชิ าการระดบั ชาติและเสวนานานาชาติ
สุดทา้ ย ครจู ตุพร ไดฝ้ ากใหเ้ หลา่ ลกู ศิษย ์ และนกั แสดงรุน่ ใหม ่ ๆ ตัง้ ใจฝกึ หดั ในส่งิ ทคี่ รสู อน คอยสงั เกตในสิ่งท่ี
ครูท�าใหด้ ู แล้วน�ามาหัดมาฝกึ จนช�านาญ คือ แนวทางท่ีเรยี กวา่ หน่ึงดูคร ู สองทา� ตามครู แลว้ จะได้ดี ซงึ่ ขอวา่ ให้อยู่ดจู นจบ
แมจ้ ะไมใ่ ชบ่ ทบาทของตนเอง แตด่ ใู หร้ ใู้ หซ้ มึ ซบั กบั บทตงั้ แตต่ น้ เรอ่ื งจนจบเรอื่ งและจะไดป้ ระโยชนท์ ง้ั ทางตรงและทางออ้ ม
กับการแสดงของตนเองในที่สุด
โศรยา สรุ ญั ญาพฤติ สรุปและเรยี บเรยี ง
ผู้รักษาการในต�าแหน่งหัวหนา้ งานบริการวิชาการ
เร่อื งโ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก 223
มิป าทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
า สา ติ การแสดงโ นเรื่อง
ตอน นมุ านชกลองดวง
ากวิทยาลัยนา ลิ ปล บรุ
วนั ท่ สิง าคม อประชุม รบร า
ม าวทิ ยาลัย รรม าสตร ทา ระ นั ทร
224 บทความวิชาการและรายงานสืบเนอ่ื ง
โครงการประชุมวิชาการระดบั ชาติและเสวนานานาชาติ
เร่อื งโ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก 225
มปิ าทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
226 บทความวิชาการและรายงานสืบเนอ่ื ง
โครงการประชมุ วชิ าการระดบั ชาตแิ ละเสวนานานาชาติ
เร่อื งโ น คุ คาและความสาคั น านะมรดก 227
มปิ าทางวั น รรม องมวลมนุ ยชาติ
228 บทความวิชาการและรายงานสืบเนอ่ื ง
โครงการประชมุ วชิ าการระดบั ชาตแิ ละเสวนานานาชาติ