Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 51
การประยกุ ต์ใช้สุนทรียสาธกในการดแู ลผู้ปวุ ยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้าตาลในเลอื ดได้
โดยการมีสว่ นรว่ มของชมุ ชนภายใต้ New Normal บริการดูแลผปู้ วุ ยเบาหวานวิถใี หม่
กิ่งกมล พุทธบญุ : 0902916242
โรงพยาบาลเสนางคนิคม
การวจิ ยั นีเ้ ป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค๑เพื่อศึกษาการประยุกต๑ใช๎แนวคิดสุนทรียสาธกในการ
ดแู ลผู๎ปุวยโรคเบาหวานที่ไมํสามารถควบคุมระดับน้าตาลในเลือดได๎โดยการมีสํวนรํวมของชุมชนภายใต๎ New
Normal บริการดูแลผ๎ูปุวยเบาหวาน วิถีใหมํ มีผู๎รํวมดาเนินการวิจัย จานวน 45 คน ประกอบด๎วย ผู๎ปุวย
โรคเบาหวานที่ไมํสามารถควบคุมระดับน้าตาลในเลือดได๎ จานวน 20 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจา
หมบํู ๎าน (อสม.) 14 คน ผู๎นาชุมชนและแกนนาชุมชน 10 คน เจ๎าหน๎าท่ีหมอครอบครัว 1 คน เคร่ืองมือที่ใช๎ใน
การวจิ ยั ประกอบด๎วย แบบสัมภาษณ๑เชิงลึก แนวทางการสนทนากลุํม คําตรวจระดับน้าตาลในเลือดปลายนิ้ว
และแนวทางการสงั เกตอยํางมีสวํ นรํวม การวเิ คราะหข๑ อ๎ มูลเชิงปริมาณโดยใช๎สถิติเชิงพรรณาและการวิเคราะห๑
ขอ๎ มูลเชิงคณุ ภาพโดยใชว๎ ิเคราะห๑เชิง เนื้อหา (Content analysis) การทดสอบคําสถิติใช๎สถิตินอนพารามิตริก
Wilcoxon Signed Ranks Test
ผลการวิจัย พบวํา ผู๎ปุวยโรคเบาหวานท่ีไมํสามารถควบคุมระดับน้าตาลในเลือดได๎ จานวน 20 คน มี
แนวทางการประยุกต๑แนวคิดสุนทรียสาธกในเพื่อควบคุมระดับน้าตาลในเลือด ได๎แกํ 1) ค๎นหาประสบการณ๑
เชิงบวก(Discovery) การแลกเปล่ียนประสบการณ๑รํวมกัน 2) การสร๎างภาพฝัน (Dream) กาหนดเปูาหมาย
และพันธะสัญญารํวมกัน 3) ออกแบบกิจกรรม (Design) คือการออกแบบกิจกรรมรํวมกัน ได๎แกํ การกินดี
การออกกาลังกายดี อารมณ๑ดี งดเว๎นส่ิงไมํดีได๎แกํ งดบุหรี่ งดด่ืมสุรา 4) ปฏิบัติตามกิจกรรมท่ีได๎วางไว๎
(Destiny) สํวนแนวทางการดูแลผ๎ูปุวยเบาหวานในชุมชนของ อสม. ได๎แกํ 1) การตรวจผ๎ูปุวยเบาหวานท่ีบ๎าน
คุณภาพ 2) การให๎คาแนะนาในการดูแลสุขภาพ 3) การติดตามเยี่ยมบ๎านให๎กาลังใจ ผลลัพธ๑หลังการ
ประยกุ ต๑ใช๎รูปแบบนี้พบวาํ ผลการเปรยี บเทยี บความแตกตํางของคําเฉล่ียของคําระดับน้าตาลปลายน้ิวหลังอด
อาหาร 8 ช่ัวโมง หลังเข๎ารํวมโครงการมีคําเฉล่ียคะแนนลดลงอยํางมีนัยสาคัญทางสถิติ (p < 0.05) และ
คําเฉล่ียพฤติกรรมการควบคุมระดับน้าตาลในเลือด หลังเข๎ารํวมโครงการมีคําเฉลี่ยคะแนนเพิ่มขึ้นอยํางมี
นัยสาคัญทางสถติ ิ (p < 0.05)
ข๎อเสนอแนะ การนาใช๎การประยุกต๑ใช๎แนวคิดสุนทรียสาธกในการดูแลผ๎ูปุวยโรคเบาหวานที่ไมํ
สามารถควบคุมระดับน้าตาลในเลือดได๎โดยการมีสํวนรํวมของชุมชนอาศัยความรํวมมือของชุมชน การ
ประชาสมั พนั ธ๑ สร๎างความเขา๎ ใจกับผ๎ปู วุ ยเบาหวาน การพัฒนาศกั ยภาพ อสม.และเครอื ขาํ ยในชุมชนรํวมกนั
คาสาคัญ : แนวคดิ สุนทรยี สาธก, ผปู๎ วุ ยโรคเบาหวาน, บรกิ ารดูแลผป๎ู ุวยเบาหวานวถิ ีใหมํ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 52
การพัฒนารปู แบบการดูแลผู้สูงอายุLong term care ท่ีมภี าวะพึ่งพิง รพ.สต.บ้านอ้อมแก้ว
ทนงศกั ดิ์ เจริญพนั ธ์ : 0856566634
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบลบา้ นออ้ มแกว้
ปี 2565 น้ี ประเทศไทยได๎ก๎าวสํูสังคมผ๎ูสูงอายุเต็มรูปแบบ (Aged Society) แล๎ว โดยมีการประมาณ
การวาํ มีสดั สวํ นผ๎ูสูงอายใุ นชํวง 60 ปขี ้ึนไปถึง 20% ของจานวนประชากรทั้งหมด สิ่งสาคัญคือผ๎ูสูงอายุท่ีนอน
ตดิ เตียงไมมํ ญี าตดิ แู ล ทีมจึงมีประเด็นการดูแลวําจะทาอยํางไรให๎ผ๎ูปุวยที่อยํูในภาวะพ่ึงพิงได๎รับการดูแลอยําง
เหมาะสมตามบริบทพื้นท่ีและนี้คือเคสแรกท่ีเราได๎ใช๎ รูปแบบการดูแลผ๎ูสูงอายุLong term care ที่มีภาวะ
พึง่ พงิ ในการดแู ล โรงพยาบาลสงํ เสริมสขุ ภาพตาบลได๎รับการประสานสํงตํอผ๎ูปุวยอมั พาตจากเสน๎ เลือดในสมอง
ตีบกลับมารักษาตํอใกล๎บ๎าน ผ๎ูปุวยเป็นพระภิกษุ บวชได๎ 10 พรรษา ไมํมีประวัติโรคประจาตัว เดินทางมา
เร่ือยๆจากกรุงเทพฯและมาจาพรรษาท่ีวัดบ๎านอ๎อมแก๎ว มีลูกคนเดียวทางานที่ตํางจังหวัดไมํเคยไปมาหาสํู
ภรรยาเลิกรากันนานแล๎ว เม่ือแรกเย่ียม พระภิกษุสูงอายุ ชํวยเหลือตัวเองไมํได๎ แขนขาซ๎ายอํอนแรงพอท่ีจะ
ขยับได๎ในแนวราบเล็กน๎อย แขนขาขวาขยับยกข้ึนได๎เล็กน๎อยอีกท้ังยังมีแผลขนาดใหญํท่ีแขนข๎างซ๎าย และขา
ข๎างขวา ไมํสามารถลุกนั่งได๎ ตักอาหารกินเองไมํได๎ ผิวกายดูไมํสะอาด สิ่งแวดล๎อมไมํสะอาดมีกลิ่นเหม็นอับ
จวี รมีกลิน่ ปัสสาวะอับชน้ื ขา๎ วของเครื่องใช๎ไมเํ ป็นระเบยี บวางอยรูํ อบๆ ข๎าวของรกรุงรัง สํวนตัวผู๎ปุวยนอนอยํู
บนพนื้ ไมํสามารถชวํ ยเหลอื ตัวเองได๎ ไมมํ ญี าตพิ นี่ ๎องมาดูแล
การดาเนินงาน โดยการออกแบบระบบการดูแลบูรณาการด๎านบริการสาธารณสุขและบริการด๎าน
สงั คมในระดบั พ้นื ที่
1. พยาบาลรพ.สต.รวํ มกับทีมสหวิชาชีพ ศกึ ษาประวัตขิ ๎อมูลสุขภาพ การรกั ษาโรคตํางๆ จาก
โปรแกรม JHCIS เพิ่มเตมิ ตรวจคดั กรอง ประเมนิ ความต๎องการดูแล วางแผนบรกิ ารดูแลท่บี า๎ น
2. ประชุมทมี เยย่ี มบ๎าน กํอนออกเย่ียม ประสานงานกับเครือขํายในชมุ ชน อสม. อบต. CGและ
พระภิกษุในวดั สรปุ ประเดน็ ปัญหาท่ตี ๎องรํวมแก๎ไข
3. ดาเนนิ การใหค๎ วามชวํ ยเหลือตามบริบทดังน้ี
3.1 แพทย๑ดแู ลการรักษาสั่งยา รํวมเยย่ี มเสริมพลงั
3.2 กายภาพบาบัด/แพทย๑แผนไทยประยุกต๑ กายภาพบาบัดactive และ passive exercise สอน
พระภกิ ษแุ ละCG ชํวยทาทกุ วันวันละ 1 ชม. เช๎า-เย็น ฝกึ หัดผู๎ปุวยใหล๎ กุ น่งั ใหห๎ ดั ยกแขนขาเอง จํายยาลดปวด
แผนไทยแทนแผนปจั จบุ นั ยานวดนา้ มนั ไพรลดอาการปวด ประเมินADL
3.3 พยาบาล ทาแผลให๎ เช๎า-เย็น สอน CG การดูแลบาดแผล สร๎างแรงจูงใจโดยต้ังเปูาหมาย
รํวมกันเปูาหมายคอื ลกุ นงั่ ได๎ ขยับเข๎าห๎องน้าไดเ๎ อง อาบนา้ ไดเ๎ องแนะนาอาการผดิ ปกติท่ีควรพบแพทย๑ แนะนา
เครอื ขํายฉกุ เฉินเรียกปรึกษาหมอครอบครวั พรอ๎ มให๎เบอรโ๑ ทรติดตํอสอบถาม เรียกรถฉุกเฉินกับพระภิกษุในวัด
ทช่ี วํ ยดูแลและ CG ช้ีให๎เหน็ ประโยชนข๑ องการรักษา และการกนิ ยาท่ถี ูกต๎อง
3.4 โภชนากรดแู ลด๎านโภชนาการ
3.5 ผ๎ูนาในชุมชน อสม. และ CG ผ๎ูนาชุมชนชวนให๎ชาวบ๎านมาชํวยดูแลความสะอาดที่พักของผู๎ปุวย
อบต, กานันจัดหาเงินบริจากซื้อแพมเพอสให๎เพ่ือสุขวิทยาที่ดีชํวงท่ีผ๎ูปุวยชํวยเหลือตัวเองไมํได๎ และ CG ดูแล
ความสะอาดของจวี รโดยการนาไปซักให๎ พระภกิ ษใุ นวดั ชวํ ยกนั ดูแลผ๎ูปุวยชวํ งกลางคืน เปล่ยี นกนั ไปดูแลผูป๎ วุ ย
ผลการดาเนินการ จากการใช๎รูปแบบการดูแลผู๎สูงอายุLong term care ท่ีมีภาวะพึ่งพิงในการดูแล
ตามบรบิ ทพ้ืนที่กบั เคสนี้ตลอดระยะเวลา 3 ปี ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจาวันตามดัชนีบาร๑เธล
เอดีแอลกํอนการดูแล 3 เพ่ิมเป็น 18 จากผ๎ูปุวยชํวยเหลือตัวเองไมํได๎ สามารถออกกาลังกายด๎วยตนเอง ลุก
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 53
นัง่ เองได๎มัน่ คง เกาะราวไป ห๎องนา้ ไปที่นอนได๎ แตํยังเดินไมํได๎ แผลหายดี ไมํมีแผลกดทับอื่นเพ่ิม ท่ีพักอาศัย
ให๎มีความสะอาดทีมสหวิชาชีพมาคอยดูแลเป็นประจารํวมกับทีมเครือขํายในชุมชนในหมูํบ๎านและท๎องถิ่น
ติดตามเยยี่ มทุกวนั ศกุ ร๑ เพ่ือกระตน๎ุ การทางานของกล๎ามเนื้อสวํ นทย่ี งั อํอนแรง
การชํวยเหลือทางเครอื ขาํ ยสังคมในชุมชน ก็จะมีการชํวยเหลือโดยมีเครือขําย อสม. ผ๎ูใหญํบ๎าน อบต.
กานัน และชาวบา๎ น ใหค๎ วามชวํ ยเหลือด๎านการดแู ลเครอ่ื งนํงุ หํม อาหาร ความสะอาดของท่พี ักอาศัย สํวนการ
รกั ษาเป็นหนา๎ ท่ีโรงพยาบาลอุทมุ พรพสิ ัยและ โรงพยาบาลสงํ เสริมสุขภาพตาบล
การเรียนร้ทู ีไ่ ดร้ บั
1. การเรียนรู๎การทางานเป็นทีมสหสาขา ที่ชํวยกันให๎งานสาเร็จผู๎ปุวยได๎รับการชํวยเหลือดูแลที่
ตอํ เนอ่ื งมกี ารแกไ๎ ขปัญหาแบบองรวม
2. การทางานรํวมกับเครือขํายอ่ืน เชํน ท๎องถิ่น อบต. กานัน CG วัด บ๎านและชุมชน ผู๎รับบริการมี
ความพอใจท่เี กินความพอใจ
3. น้ีเป็นเพียงสวํ นหนงึ่ ทท่ี ีมสหวิชาชีพและเครอื ขํายไดช๎ ํวยกนั ดแู ลตํอเน่ืองถึงชุมชน และมีการขยายผล
สเูํ คสอ่นื ได๎ใช๎รูปแบบการดูแลผู๎สูงอายุLong term care ที่มีภาวะพึ่งพิงในการดูแลผู๎สูงอายุนอนติดเตียงอีก 2
เคส จากผู๎ปุวยที่นอนติดเตียงโรคระบบหลอดเลือดในสมองตีบเชํนกัน ADL 4 คะแนน สามารถลุกเดินได๎
ชวํ ยเหลอื ตวั เองได๎ ADL 18-20 คะแนน
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 54
ผลการพฒั นาความรแู้ บบเสริมแรงจูงใจเพ่ิมค่าไตใชเ้ คร่อื งวัดความเคม็ ท่บี า้ น
ผปู้ วุ ยโรคไตเรือ้ รังระยะ 3-4
วรรณพร ภมู ิภาค : 0855987432
โรงพยาบาลคอ้ วงั
บทนา ผ๎ูปุวยโรคไตเร้ือรังระยะ 3-4 รพ.ค๎อวัง มีจานวนเพิ่มข้ึน ปี พ.ศ. 2562-2564 จานวน 220,
516 และ 595 คน ตามลาดับ ผลการชะลอความเสื่อมของไตไมํได๎ตามเปูาหมาย ≥ร๎อยละ 66 ปี พ.ศ.2562-
2564 ร๎อยละ 66, 70 และ 53 ตามลาดับ และพบวําผู๎ปุวยโรคไตเรื้อรังขาดความร๎ู มีพฤติกรรมการ
รบั ประทานอาหารรสเคม็ โดยใช๎ผงชรู ส ซปุ ผง รอ๎ ยละ 47 จนทาใหไ๎ ตเส่ือมเร็วขน้ึ
วตั ถปุ ระสงค์ เพ่ือศึกษาผลการพัฒนาความรแ๎ู บบเสรมิ แรงจงู ใจเพิม่ คาํ ไตใช๎เคร่ืองวัดความเค็มที่บ๎าน
ผป๎ู ุวยโรคไตเร้ือรังระยะ 3-4 เปรียบเทียบผลการชะลอความเส่ือมของไต พฤติกรรมการรับประทานอาหารรส
เค็ม กํอนและหลังการพฒั นา
วิธีการศึกษา วิจัยเชิงปฏิบัติการ ใช๎กระบวนการ PAOR 1 รอบ ดาเนินการเดือน ตุลาคม 2564 –
ตุลาคม 2565 กลํุมตัวอยําง คือ ผ๎ูปุวยโรคไตเร้ือรังระยะ 3-4 คัดเลือกใช๎สูตรคานวณขนาดตัวอยํางกรณี
เปรียบเทียบสัดสํวนประชากร 2 กลํุม สํุมอยํางงํายจานวน 50 คน เคร่ืองมือที่ใช๎ สํวนท่ี 1 การพัฒนาความร๎ู
แบบเสริมแรงจูงใจใช๎กรอบแนวคิดของมิลเลอร๑ สํวนที่ 2 แบบสอบถามข๎อมูลทั่วไปของผู๎ปุวย พฤติกรรมการ
รับประทานอาหารรสเค็ม แบบบันทึกการตรวจวัดความเค็มในอาหารท่ีบ๎าน วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎สถิติเชิง
พรรณนา ความถี่ รอ๎ ยละ และ Z-test
ผลการศกึ ษา การพัฒนาความรู๎แบบเสริมแรงจูงใจเพิ่มคําไต ประกอบด๎วย 1) การชะลอความเส่ือม
ของไตดว๎ ยการสนทนาสรา๎ งแรงจูงใจโดยสหวิชาชพี 2) การเรียนรู๎คาํ ไตกับจานวนเงิน 3) การใช๎เคร่ืองวัดความ
เคม็ ท่บี ๎าน 4) การเยี่ยมติดตามทีบ่ า๎ น ผลการเปรียบเทยี บพฤติกรรมการรับประทานอาหารรสเค็ม กํอนการ
พฒั นา ร๎อยละ 64 หลงั การพฒั นาลดลง ร๎อยละ 26 หลังการพัฒนาผ๎ูปุวยไตเรื้อรังระยะที่ 3 ชะลอความเสื่อม
ของไตได๎ จานวน 19 คน ร๎อยละ 38 ระยะที่ 4 จานวน 23 คน ร๎อยละ 46
สรุปผลการศึกษา การพัฒนาความรู๎แบบเสริมแรงจูงใจเพ่ิมคําไตสํงผลตํอผู๎ปุวยในด๎านดี การ
ปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมใชเ๎ คร่อื งวดั ความเคม็ ในอาหารท่ีบ๎านด๎วยตนเองเป็นการสร๎างความตระหนักให๎กับผู๎ปุวย
ยิง่ ขึ้น ซ่งึ จะชวํ ยชะลอความเส่อื มของไตได๎
คาสาคญั : การพฒั นาความร๎แู บบเสริมแรงจูงใจเพิ่มคําไต, ผูป๎ วุ ยโรคไตเรือ้ รังระยะ 3-4
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 55
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ปวุ ยโควดิ แบบรักษาตัวทบ่ี า้ น
โดยการมสี ว่ นร่วมของภาคีเครอื ขา่ ย
ธนาวุฒิ ขอสขุ : 0826626566
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตาบลแคนนอ้ ย
บทนา จากการแพรรํ ะบาดโรคตดิ เชอื้ ไวรัสโคโรนา 2019 ( โควิด-19 ) ในเขตบรกิ ารโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพ
ตาบลแคนน๎อยทาให๎มีผ๎ูปุวยติดเชื้อเป็นจานวนมาก จากรายงานการติดเชื้อของผู๎ติดเชื้อโควิด-19 ของโรงพยาบาล
สํงเสริมสุขภาพตาบลแคนน๎อยพบวํา ตั้งแตํวันท่ี 1 มกราคม 2565 ถึง 30 เมษายน 2565 มียอดผู๎ติดเชื้อสะสม
ท้ังหมด 276 ราย และยังมีแนวโน๎มเพ่ิมมากข้ึน จึงสํงผลให๎เกิดปัญหาด๎านกาลังคนของเจ๎าหน๎าท่ีในการดูแล และ
ความรวดเร็วของการให๎บริการรักษา ฟ้ืนฟู และการติดตามอาการของผ๎ูปุวยโควิด -19 ในพื้นท่ี ผู๎ศึกษาจึงสนใจที่จะ
นาวธิ ีการแกไ๎ ขปญั หาเชิงปฏิบัติการโดยการมีสวํ นรํวมของภาคีเครือขาํ ย ในการพัฒนารูปแบบการดูแลผ๎ูปุวยโควิดแบบ
รักษาตัวทีบ่ า๎ น โดยการมสี วํ นรวํ มของภาคเี ครือขําย ในเขตบริการโรงพยาบาลสงํ เสริมสุขภาพตาบลแคนนอ๎ ย อาเภอคา
เข่ือนแก๎ว จังหวัดยโสธร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและสภาพปัญหาของพ้ืนท่ีและพัฒนารูปแบบการดูแล
ผูป๎ วุ ยโควดิ -19 แบบรักษาตัวท่ีบ๎าน โดยการมสี ํวนรํวมของภาคี – เครือขาํ ย ดาเนินการในพ้ืนที่เขตบริการโรงพยาบาล
สํงเสริมสุขภาพตาบลแคนน๎อย โดยนาแนวคิดและหลักการของวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีสํวนรํวม ( Participatory
Action Research : PAR ) โดยใช๎กระบวนการ PAOR รํวมกับภาคีเครือขําย ได๎แกํ ผู๎อานวยการโรงพยาบาลสํงเสริม
สุขภาพตาบลแคนน๎อย 1 ราย เจ๎าหน๎าท่ีโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลแคนน๎อย 1 ราย เจ๎าหน๎าที่องค๑การบริหาร
สํวนตาบลแคนน๎อย 1 ราย ผ๎ูใหญํบ๎านแตํละหมูํบ๎านรวม 7 ราย อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมํูบ๎าน 75 ราย รวม
ทั้งหมด 85 ราย แบํงเป็น 4 ระยะ 1) ข้ันวางแผน ( Planning ) 2) ขั้นปฏิบัติ ( Action ) 3) ขั้นสังเกตการณ๑ (
Observation ) 4) ขั้นสะท๎อนผล ( Reflection ) ดาเนินการตั้งแตํวันท่ี 1 มกราคม 2565 - 30 เมษายน 2565
เคร่ืองมือที่ใช๎ใน การเก็บรวบรวมข๎อมูล คือ แบบสอบถามกํอนและหลังการให๎ความร๎ูในการดูแลผ๎ูปุวยโควิด-19
แผนงานในการดาเนินงานและแบบบันทึก การประชุม วิเคราะห๑ข๎อมูลเชิงปริมาณด๎วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive
Analysis ) และขอ๎ มูลเชิงคุณภาพวิเคราะห๑เชิงเน้ือหา ( Content Analysis ) โดยจัดหมวดแยกแยะเน้ือหาตามประเด็น
กํอนและหลังการให๎ความร๎ูในการดูแลผู๎ปุวยโควิด -19 มีความแตกตํางกันอยํางมีนัยสาคัญทางสถิติ ( p<0.05 )
ผลการวจิ ัย พบวาํ รปู แบบท่ีพัฒนาขน้ึ มที ั้งหมด 5 ข้ันตอน ได๎แกํ 1.การตรวจและเขียนคาร๎องขอเข๎ารับการรักษาด๎วย
ตนเองโดยมีอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชนท่ีผํานการอบรม ( อสม. ) ที่รับผิดชอบเขตบ๎านผู๎ปุวยรายนั้นๆคอยกากับดูแล
2.การรับผ๎ูปุวยเขา๎ รบั การรักษา ซักประวัติเพ่ิมเติมและสํงข๎อมูลเบิกยาโดยเจ๎าหน๎าที่ 3.การรับสํงผ๎ูปุวยท่ีได๎รับการนัด
เอ็กซเรย๑ปอด ( CXR ) และเข๎ารับยามาพร๎อมท่ีไปสํงผู๎ปุวยโดยเจ๎าหน๎าที่องค๑การบริหารสํวนท๎องถิ่น ( อบต. ) 4.การ
ติดตามอาการและสัญญาณชีพผู๎ปุวยดว๎ ยแอพพลเิ คชน่ั ไลน๑ หรือในรายที่ไมํสามารถใช๎ได๎จะเป็นการโทรติดตามและแจ๎ง
ข๎อมูลขําวสารตํางๆ 5.การออกใบรับรองแพทย๑จะเป็นการสํงช่ือเป็นระบบโดยเจ๎าหน๎าท่ี เพ่ือประสานขอรับครั้งระ
ปริมาณมาก และใหผ๎ ๎ปู ุวยท่ีส้ินสุดการรักษาเข๎าขอรับที่โรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลแคนน๎อย รูปแบบดังกลําวทา
ให๎สามารถแก๎ไขปัญหาตํางๆตามบริบทพ้ืนท่ีและมีความเหมาะสมสอดคล๎องกับบริบทและสามารถนามาใช๎ได๎อยํางมี
ประสิทธิภาพ
คาสาคัญ : การพฒั นารูปแบบ, การดูแลผ๎ูปวุ ยโควดิ -19, การมีสํวนรวํ ม
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 56
การพฒั นารูปแบบการเข้าถงึ การฉีดวคั ซนี ปูองกันโควดิ -19 ด้วยกระบวนการเสริมแรงจูงใจและ
การมีสว่ นรว่ ม กรณีศกึ ษาพ้ืนทีโ่ รงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบลดทู่ ่งุ
มนชยา ทองดี และคณะ : 0899494229
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบลดทู่ ุง่
งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค๑เพื่อพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการเข๎าถึงการฉีดวัคซีนปูองกันโควิด-19
กระต๎ุนเข็มที่ 3 ในกลุํม 608 ด๎วยกระบวนการเสริมแรงจูงใจ (Motivational Interviewing; MI) และการมี
สํวนรํวม กรณีศึกษาพื้นท่ีโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลดํูทุํง เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action
Research) มี 4 ข้ันตอน ได๎แกํ 1)วางแผน 2)ปฏิบัติการ 3)สังเกตการณ๑ และ 4)สะท๎อนผล กลุํมตัวอยําง คือ
ผู๎สูงอายุ60 ปีข้ึนไป, ผ๎ูมีโรคประจาตัว 7 กลุํมโรค และกลุํมหญิงต้ังครรภ๑ทุกคน (กลุํม 608) จานวน 560 คน
และผ๎ูมีสํวนได๎สํวนเสียในชุมชน 11 คน รวบรวมข๎อมูลโดยการสนทนากลํุม, สารวจด๎วยแบบสอบถาม,
สังเกตการณ,๑ วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎สถิติ t-test , Z-test และวิเคราะหเ๑ ชิงเน้ือหา ดาเนินการในเดือนมกราคม
- พฤษภาคม 2565 ผลการศึกษาพบวํา กลํุม 608 ที่ยังไมํได๎รับวัคซีนกระต๎ุนเข็ม 3 ให๎เหตุผลวํา ฉีด 2 เข็มก็
เพียงพอ,กลัวอันตรายหรืออาจเสียชีวิตจากการฉีดวัคซีน เป็นต๎น จากนั้นนาข๎อมูลมาวางแผนเพ่ือสํงเสริมการ
เข๎าถงึ วคั ซีนสาหรบั ผท๎ู ี่ยังลังเลใจ โดยชุมชนมีสวํ นรํวม (Community base) เชํน อสม.น๎อยเสียงตามสาย,ผู๎นา
ชมุ ชน,อบต. และ “มสิ เตอร๑วคั ซนี ” ซึง่ เป็นแกนนาที่ฉีดวัคซีนแล๎ว คอยแนะนาและให๎ข๎อมูล รํวมกับกลไกหลัก
คือ อสม.ในการสนทนาสร๎างแรงจูงใจ ผลการอบรมแกนนาอสม.หมูํบ๎านละ 5 คน พบวํามีความรู๎เพ่ิมขึ้นอยําง
มีนัยสาคัญทางสถิติ (P-value <0.001) ด๎านบุคลากร สาธารณสุขในพื้นที่จัดบริการฉีดวัคซีนทั้งเชิงรับและเชิง
รุก,ออกเย่ียมบ๎านกลํุม 608 รํวมกับ อสม. และ “มิสเตอร๑วัคซีน” จากน้ันรวบรวมรายชื่อกลุํมเปูาหมาย
วางแผนออกปฏิบัติการในชุมชน ผลของการนารูปแบบท่ีพัฒนาข้ึน ไปใช๎ สํงผลให๎การฉีดวัคซีนกระต๎ุนเข็ม 3
ของกลุํม 608 เพ่ิมขึน้ อยํางมีนยั สาคญั ทางสถติ ิ (P-value <0.005) จากรอ๎ ยละ 62.7 เป็น ร๎อยละ 98.0 ชุมชน
มีสํวนรํวมเพ่ิมขึ้นและความพึงพอใจที่มีตํอรูปแบบท่ีพัฒนาข้ึนอยูํในระดับสูง รูปแบบท่ีพัฒนาข้ึนน้ีมี 5
องค๑ประกอบ ไดแ๎ กํ 1) การคน๎ หากลุํม 608 ทย่ี งั ไมํ ฉีดวัคซีนกระตุน๎ เข็ม 3 2) การพัฒนาศักยภาพ อสม. ในการ
สนทนาสร๎างแรงจูงใจ 3) การเยี่ยมบ๎านกลํุม 608 ท่ียังไมํรับวัคซีนกระต๎ุนเข็ม 3 4) พัฒนา ชํองทางการเข๎าถึง
วคั ซีนกระตุ๎นเขม็ 3 และ 5) การประสานความรํวมมือกับชุมชนและผู๎เกี่ยวข๎องในการให๎บริการแบบครบวงจร
ผ๎ูที่มีสํวนเก่ียวข๎องสามารถเอาระบบที่พัฒนาขึ้นจากการวิจัยนี้ ไปปรับใช๎ในสํงเสริมการเข๎าถึงวัคซีนพ้ืนที่
ตนเองและควรนาไปใช๎สงํ เสรมิ การเข๎าถงึ วคั ซีนในประชากรกลุํมอืน่ ๆ
คาสาคญั : วัคซีนกระต๎ุนเขม็ 3, กลํมุ 608, กระบวนการเสริมแรงจงู ใจ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 57
การศกึ ษาและพัฒนาการประยกุ ต์ใช้รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนและทีมสุขภาพ (3 C Model)
ในการดูแลสขุ ภาพผปู้ ุวยโควิด -19 ในตาบลผ่ึงแดด อาเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ปี 2565
กันต์ฐาวนติ ศภุ ญจั อนนั ต์,จารีนนั ท์ จนั ทราภรณ์,
รัศมี อาจวิชัย,จิรภา ผงทอง และพาฝัน เหล่าน้อย : 095-6646795
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบา้ นโนนตูม
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVI-19) มีการระบาดเริ่มต้ังแตํเดือน ธันวาคม 2562 โดยเริ่มจาก
เมืองอูํฮ่ัน มณฑลหูเปุย๑ ทาให๎เกิดการระบาดครั้งใหญํ พบผู๎ติดเช้ือไปทั่วโลก สํงผลกระทบตํอสุขภาพ สังคม
และเศรษฐกิจของประชาชน สาหรับประเทศไทยตรวจพบผ๎ูปุวยรายแรกเป็นผู๎ท่ีเดินทางมาจากประเทศจีน
เม่ือวันท่ี 8 มกราคม 2563 ไดร๎ ับการตรวจยืนยนั ผลและแถลงการณ๑ในวันที่ 14 มกราคม 2563 ผ๎ูปุวยชํวงแรก
เปน็ ผทู๎ ี่เดินทางมาจากพนื้ ทเ่ี สย่ี ง พบผูป๎ วุ ยในกลุมํ ถดั มาคือผูป๎ ระกอบอาชีพสัมผัสกับนักทํองเท่ียว สถานการณ๑
ของผตู๎ ิดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ณ วนั ที่ 30 เมษายน 2565 มรี ายงานผ๎ูตดิ เช้อื ประเทศไทยพบผ๎ูปุวยยืนยันติด
เชื้อ 12,888 ราย รักษาหาย 17,105 ราย ผ๎ูเสียชีวิต 126 ราย จังหวัดมุกดาหาร มีรายงานผ๎ูติดเช้ือรายใหมํ
392 ราย รักษาหาย 29,194 ราย ผู๎เสียชีวิต 53 ราย โรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลบ๎านโนนตูม ตาบลผึ่ง
แดด อาเภอเมือง จงั หวัดมุกดาหาร ประชากร 4,047 คน รับผิดชอบจานวน 8 หมูํบ๎าน พบวํามีอัตราปุวยโรค
ไวรัสโคโรนา 2019 ในปี 2564-2565 อัตราปุวย 2.72 และ 108.72 ตํอประชากรพันคน ไมํพบผู๎เสียชีวิต
ปัญหาท่ีพบประชาชนยังไมํปฏิบัติตามมาตรการ ซ่ึงมาตรการปูองกันตําง ๆ ที่ใช๎ ในปัจจุบัน ได๎แกํ การสวม
หน๎ากากอนามัย การล๎างมือ การรักษาระยะหํางทางสังคม (social distancing) การกักตัว และการรับวัคซีน
ให๎ครอบคลุมตามเปาู หมายคอื รอ๎ ยละ 70 ของประชากรทงั้ หมด
ดังนั้นผ๎ูวิจัยศึกษาและพัฒนาการประยุกต๑ใช๎รูปแบบการมีสํวนรํวมของชุมชนและทีมสุขภาพ (3 C
Model) ในการดูแลสุขภาพผู๎ปุวยโควิด-19 ในตาบลผ่ึงแดดโดยมีวัตถุประสงค๑ของการวิจัยเพื่อศึกษาบริบท
และสถานการณโ๑ รคโควดิ -19 ในพื้นท่ีตาบลผ่ึงแดด และเพื่อประยุกต๑ใช๎ 3 C Model ในการดูแลผู๎ปุวยโควิด -
19 ในพื้นที่ตาบลผึ่งแดด อาเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร สถิติที่ใช๎ในการวิเคราะห๑ข๎อมูลจานวน คําเฉล่ียและ
ร๎อยละ รูปแบบการศึกษา เป็นการวิจัยแบบพรรณนาและวิเคราะห๑ข๎อมูลเชิงคุณภาพโดยมีการศึก ษา
สถานการณ๑โรคไวรัสโคโรนา 2019 ในพื้นท่ีตาบลผ่ึงแดด อาเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร กลํุมตัวอยํางเป็น
ประชาชน แกนนาชุมชน ผู๎นาสถานศึกษาและคณะ อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมํูบ๎าน (อสม.) และ
เจ๎าหน๎าท่ีสาธารณสุข จานวน 350 คน เก็บข๎อมูลโดยใช๎แบบสอบถามความร๎ู ทัศนคติและพฤติกรรมการ
ปูองกันตนเองจากการติดเช้ือไวรัสโควิด ผลการศึกษาพบวํา ด๎านความรู๎ พบวํากลํุมตัวอยํางมีความรู๎เกี่ยวกับ
โรคตดิ เชอ้ื โควดิ -19 อยูํในระดบั มาก โดยกลมุํ ตัวอยํางรอ๎ ยละ 93.50 มคี วามรเู๎ กย่ี วกับอาการแสดงท่ีสาคัญของ
การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได๎แกํ ไข๎ อํอนเพลีย ไอแหง๎ ปวดเมือ่ ยตามตัว คดิ เป็นร๎อยละ 98.70พฤติกรรมในการ
ปูองกนั การตดิ เช้อื ไวรัสโควิด-19น้ัน แตํละบุคคลควรจะหลีกเล่ียงการออกไปอยํูในสถานที่ที่มีผ๎ูคนจานวนมาก
เชํน ตลาดนัดและควรหลีกเลี่ยงการใช๎บริการรถสาธารณะ คิดเป็นร๎อยละ 97.30 ทราบวํา เช้ือไวรัสโควิด-19
สามารถแพรกํ ระจายทางละอองฝอยเข๎าสํูทางเดินหายใจจากผู๎ทต่ี ิดเชื้อได๎ คดิ เป็นรอ๎ ยละ 99.60
กจิ กรรมตามรูปแบบ 3 Cs model C1: CLIENT มกี ารคดั กรองผ๎ูสัมผัสรํวมบ๎านเพ่ือผู๎ปุวยและญาติ
ได๎เกิดความเชื่อมั่นในการดูแลรักษา สํงเสริมให๎รับวัคซีน COVID-19 ประเมินความร๎ู ทัศนคติ และพฤติกรรม
สุขภาพ ติดตามเยี่ยมบ๎านรํวมกับผ๎ูนาชุมชน มีชํองทางติดตํอสื่อสารผํานโปรแกรม LINE C2: Care Team
ดาเนินงานมีกิจกรรม Drug Delivery โดย MR.COVID ระดับหมูํบ๎าน จานวน 26 คน มีการถํายทอด
ประสบการณ๑จากผู๎ปุวยท่ีรักษาหายแกํญาติผู๎ดูแลและให๎กาลังใจผ๎ูปุวยที่กาลังรักษา มีการวางแผนการรักษา
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 58
ระหวาํ งผู๎ปวุ ยกบั ทีมสหวชิ าชีพ เยย่ี มบ๎านและการติดตามข๎อมูลผ๎ูปุวยในโปรแกรม line และกลํุม COVID-line
รพ.สต.บา๎ นโนนตูม อาเภอเมืองมุกดาหาร C3:Community คนในชุมชนและผ๎ูนาหมูํบ๎านให๎ความสาคัญกับ
การดแู ลผู๎ปวุ ยให๎หายจากโรคโควิด-19
ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาพบวําควรศึกษาผลจากการวิจัยตามตามแนวทางการดาเนินงานโรคไวรัส
โคโรนา 3Cs Model วิเคราะห๑สาเหตุของปัญหาในการดาเนินงานทั้ง 3 ทีม คือด๎านผ๎ูปุวยและญาติ ทีมผ๎ูดูแล
รักษา และทีมชุมชน ควรประยุกต๑ใช๎ให๎สอดคล๎องกับบริบทของแตํละพ้ืนที่ ควรศึกษาการปฏิบัติตํอแผนการ
ดแู ลผ๎ูปวุ ยไวรัสโคโรนา
คาสาคัญ : การพัฒนารปู แบบ 3 C model, โควิด-19, การมสี วํ นรวํ ม
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 59
การพฒั นารูปแบบการดูแลฟื้นฟสู ภาพผปู้ ุวยระยะกลาง (Intermediate care: IMC)
เครือข่าย คบ.สอ.หนองสูง ภายใต้สถานการณ์โควิด 19
กานตมิ า พลหาญ : 0639282930
โรงพยาบาลหนองสูง
งานวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค๑เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลฟื้นฟูสภาพผ๎ูปุวยระยะกลาง (Intermediate
care: IMC) เครือขาํ ย คบ.สอ.หนองสูง ภายใต๎สถานการณ๑โควิด 19 และเพื่อประเมินผลรูปแบบการดูแลฟื้นฟู
สภาพผ๎ูปุวยระยะกลาง (Intermediate care: IMC) เครือขําย คบ.สอ.หนองสูง โดยมีการดาเนินการ ประชุม
และประสานงานภาคีเครือขําย เกี่ยวกับระบบการดูแลฟ้ืนฟูสภาพผ๎ูปุวยระยะกลาง (Intermediate care:
IMC) ในระดับเขต, ระดับจังหวัด เครือขํายบริการสุขภาพอาเภอหนองสูง รํวมดูแลฟ้ืนฟูผู๎ปุวยระยะกลาง
ครอบคลุม IPD /OPD /PCC / รพ.สต.และ Care Giver เน๎นเรือ่ งการสอ่ื สาร การสงํ ตอํ ข๎อมูล ผํานระบบ Thai
COC, Google Form และ LINE Application พร๎อมทั้งพัฒนารูปแบบการการดูแลฟื้นฟูสภาพผู๎ปุวยระยะ
กลาง (Intermediate care: IMC) เครือขําย คบ.สอ.หนองสูง สร๎างเครือขํายอาสาสมัครเช่ียวชาญ Care
Giver รวํ มสํงเสริม ฟนื้ ฟู รกั ษา เพมิ่ สมรรถนะราํ งกาย จิตใจผูป๎ ุวย ให๎มีความสามารถในการดูแลและชํวยเหลือ
ตนเองปฏิบตั กิ ิจวัตรประจาวันได๎ดีย่ิงขน้ึ
จากผลวจิ ยั พบวาํ ผป๎ู วุ ย IMC ตามรูปแบบการพฒั นาการดแู ลฟน้ื ฟสู ภาพผปู๎ วุ ย IMC เครือขาํ ย คบ.สอ.
หนองสูง ภายใต๎สถานการณ๑โควิด 19 ปี 2564 ผู๎ปุวยท่ีได๎รับการฟ้ืนฟูสมรรถภาพ ปรับโปรแกรมการฟื้นฟู
อยาํ งตอํ เนื่องในชวํ ง Golden Period มจี านวน 17 คน เสยี ชีวติ 3 คน ไดร๎ บั การฟนื้ ฟตู ํอเน่ืองจนครบ 6 เดือน
และมีคะแนน ADL ที่เพ่ิมมากขึ้น จานวน 14 คน คิดเป็น ร๎อยละ 82.35 และในปี 2565 ได๎รับการฟ้ืนฟู
ตอํ เนื่อง จานวน 6 คน มีคะแนน ADL เพิม่ มากข้ึนหลงั การฟน้ื ฟู 6 เดือน จานวน 3 คน ข้ึนคิดเป็น ร๎อยละ 50
(อยูํในชํวงฟื้นฟูตํอเน่ืองแตํยังไมํครบ 6 เดือน จานวน 3 คน) ท้ังน้ีพบวํา ผู๎ปุวยท่ีมีคะแนน ADL ≥15 คะแนน
(No Multiple Impairment) หลังฟ้ืนฟูจนครบระยะเวลา 6 เดือน ปี 2564 มีจานวน 6 คน คิดเป็นร๎อยละ
35.29 และปี 2565 จานวน 1 คน คิดเป็นรอ๎ ยละ 16.67
คาสาคญั : การประเมินความสามารถในการดาเนินกิจวตั รประจาวนั , Golden Period
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 60
ปจั จัยทส่ี ่งผลต่อพฤติกรรมการปอู งกันโรคตดิ เชื้อไวรสั โคโรนา 2019 ของพนักงาน
ในโรงงานเอ็นเท็ค โพลิเมอร์ จากดั ตาบลคาปาุ หลาย อาเภอเมอื ง จังหวดั มุกดาหาร
พันธว์ ิรา วงศ์วริ ุฬหรักษ์ : 0637469898
โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตาบลบา้ นคาปา่ หลาย
การวิจยั เชงิ พรรณนา (Descriptive Research) นี้มีวัตถุประสงค๑เพื่อศึกษาพฤติกรรม การปูองกันโรค
ติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 และปัจจัยที่สํงผลตํอพฤติกรรมการปูองกันโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 ของ
พนักงานในโรงงานเอ็นเท็ค โพลิเมอร๑ จากัด โดยมีกลุํมตัวอยําง จานวน 394 คน แบบสอบถามประกอบด๎วย
แบบวัดความร๎ูเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แบบวัดทัศนคติแรงสนับสนุนทางสังคม การรับรู๎ความ
รุนแรงเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การรับร๎ูโอกาสเส่ียงเก่ียวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา2019 การ
รับร๎ปู ระโยชน๑เกี่ยวกับโรคติดเช้ือ ไวรัสโคโรนา 2019 การรับรู๎อุปสรรคเกี่ยวกับโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019
และพฤติกรรมการ ปูองกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 ซึ่งมีคําความเชื่อม่ันมากกวํา 0.70 วิเคราะห๑ข๎อมูล
โดยแจก แจงความถี่ รอ๎ ยละ คําเฉล่ยี สํวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คําสูงสุด คําต่าสุด และการวิเคราะหถ๑ ดถอย เชิง
เส๎นพหุคูณแบบข้ันตอน ผลการศึกษา พบวํา กลํุมตัวอยํางสํวนใหญํมีพฤติกรรมการปูองกันโรคติดเชื้อไวรัสโค
โรนา 2019 อยใํู นระดบั สงู ร๎อยละ 89.60 และปัจจัยท่ีสํงผลตํอพฤติกรรมการปูองกันโรคติดเช้ือไวรัส โคโรนา
2019 ได๎แกํ เพศ (p-value = 0.038) แรงสนับสนุนทางสังคม (p-value < 0.001) การรับร๎ู โอกาสเส่ียงของ
การเกิดโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา2019 (p-value < 0.001) และการรับรู๎ประโยชน๑ ของการปฏิบัติเพ่ือปูองกันการ
เกิดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (p-value < 0.001) ผลการศึกษา ในคร้ังน้ีสามารถนามาเป็นแนวทางในการ
สํงเสริมพฤติกรรมการปูองกันโรคที่ถูกต๎องให๎แกํ พนักงานในโรงงานเอ็นเท็ค โพลิเมอร๑ จากัด ตาบลคาปุาหลาย
อาเภอเมอื ง จงั หวัดมกุ ดาหาร และเป็นแบบอยํางใหก๎ ับชุมชนได๎อยาํ งมปี ระสิทธภิ าพตํอไป
ข๎อเสนอแนะ จากผลการศึกษา พบวํา เพศหญิงมีพฤติกรรมการปูองกันโรคท่ีดีกวํา เพศชาย ดังน้ัน
รพ.สต. ควรมีการสร๎างความ ตระหนกั ให๎ พนักงานเพศชาย เชํน ให๎ทราบถึงแนวทางการปูองกัน การเฝูาระวัง
จัดให๎มกี ารสาธิตและสอนการลา๎ งมือ และมีกระบวนการตดิ ตามกระบวนการฝึกปฏิบัติและทางาน ลงพื้นที่จริง
อยํางตํอเน่อื ง
คาสาคญั : การปูองกัน,โรคตดิ เชื้อไวรสั โคโรนา2019, พนกั งานในโรงงานเอ็นเทค็ โพลิเมอร๑
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 61
การประชุมวชิ าการเขตสุขภาพที่ 10 ประจาปี 2565
วนั ท่ี 11 - 12 กรกฎาคม 2565
ณ อาคารผู้ปวุ ยนอก 5 ชัน้ โรงพยาบาลอานาจเจริญ จังหวัดอานาจเจริญ
ผลงานวชิ าการประเภท Oral Presentation
สาขา R2R : ห้องประชมุ หมายเลข 3
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 62
แนวทางการดแู ลรักษาและติดตามผปู้ ุวยโควดิ -19ท่ีบา้ นทางระบบออนไลน์ บริบทอาเภอตระการพืชผล
พนั ธิตรา สิถลิ ะวรรณ และณฐั พล ปัญญา : 0918288294
โรงพยาบาลตระการพชื ผล
จากสถานการณ๑การกลับมาระบาดของเช้ือCovid-19ในประเทศไทยพบผู๎ปุวยเพ่ิมขึ้นอยํางตํอเนื่อง
จังหวัดอุบลราชธานีเป็นพื้นที่ระบาดอันดับต๎นๆของประเทศ และอาเภอตระการพืชผลก็อยํูในลาดับต๎นๆของ
จังหวัด จากจานวนผู๎ปุวย covid-19 ท่ีรักษาตัวท่ีบ๎านเฉลี่ย 110 รายตํอวัน(ข๎อมูลระบาดวิทยา ณ วันที่ 22
เมษายน 2565) ทีผ่ าํ นมาสํวนใหญกํ ารประสานตดิ ตามอาการจะส่ือสารทางโทรศัพท๑ ทาให๎บางคร้ังการสื่อสาร
เข๎าถึงบริการได๎ไมํครอบคลุมและตํอเน่ือง จึงมีแนวทางสื่อสารออนไลน๑ในกลุํม ที่ใช๎สมาร๑ทโ ฟนและมี
อินเตอร๑เน็ต เพ่อื ให๎ได๎รับการประเมนิ ได๎ครอบคลมุ เขา๎ ถงึ บริการไดถ๎ กู ตอ๎ งอยํางตํอเนื่อง ทนั เวลา
การศึกษาคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค๑เพื่อศึกษาแนวทางการดูแลและรักษาติดตามอาการผู๎ปุวยโควิดท่ีบ๎าน
ทางระบบออนไลน๑ บริบทอาเภอตระการพืชผล เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) โดยใช๎วงจร
PAOR จานวน 2 วงจร ประกอบด๎วย 4 ระยะ กลุํมผู๎ปุวยท่ีเข๎ารับการดูแลรักษาและติดตามอาการขณะกัก
ตัวท่ีบ๎าน 10 วัน จานวน 591 ราย ได๎แกํ ระยะที่1การวิเคราะห๑และวางแผนออกแบบประเมิน ระยะที่ 2
ออกแบบแบบสอบถามผาํ น google forms ใช๎เนอื้ หาเปน็ 2 สํวนประกอบด๎วย ความรค๎ู วามเข๎าใจเก่ียวกับโรค
covid-19 และประโยชน๑ของการใช๎สื่อออนไลน๑ ระยะที่ 3 การสังเกตผลที่เกิดขึ้นกับผลลัพธ๑จากโปรแกรม
สาเรจ็ รูป platform ตํอผู๎ประเมนิ โดยเช่อื มตํอกับกลํุมไลน๑เจ๎าหน๎าท่ีเพื่อแจ๎งเตือนทันที (LINE Notify) ทาให๎
เจ๎าหน๎าที่ท่ีรับผิดชอบรับทราบข๎อมูลและให๎บริการได๎ถูกต๎องทันเวลา ระยะท่ี 4 การสะท๎อนผล โดยใช๎
แบบสอบถามประโยชน๑ของการใช๎สื่อออนไลน๑ในการเข๎าถึงบริการของผ๎ูปุวย สถิติแสดงเป็นร๎อยละ (ข๎อมูล
ตงั้ แตํ 1-31 พฤษภาคม 2565: ผปู๎ วุ ยทั้งหมด 3,670 ราย)
ดังน้ี 1) ความครอบคลุมอาการและการแสดงของโรค พบวํา ผ๎ูปุวยสํวนใหญํมี ไข๎ ปวดศีรษะ
ออํ นเพลยี เจบ็ คอ ไอ น้ามกู รอ๎ ยละ 80.7(477ราย) 2) ดา๎ นความร๎ู ความเข๎าใจ พบวําสวํ นใหญํทราบกลุํมเส่ียง
ท่ีมีโอกาสติดเช้ือได๎งําย ร๎อยละ91.7(542ราย) มีความร๎ูถึงวิธีการแพรํกระจายเช้ือ ร๎อยละ 93.2(551ราย)
ทราบแนวทางการปูองกันโรค ร๎อยละ 95.6(565ราย) การกักตัวอยํางไรไมํให๎แพรํเชื้อ ร๎อยละ 95.3(563ราย)
3)ด๎านประโยชน๑ส่ือออนไลน๑ พบวําสามารถเปิดดูย๎อนหลัง ซักถามปัญหาเม่ือสงสัยและเปิดดูวิดิโอได๎ ร๎อยละ
86.5(511ราย) และไมมํ ปี ระโยชน๑เพราะมคี วามรบู๎ า๎ ง ร๎อยละ0.7(4ราย)
สรุป : แนวทางการดูแลรักษาและติดตามในระบบออนไลน๑ ทาใหท๎ ั้งผูป๎ วุ ยและผ๎ูให๎บริการพึงพอใจใน
การสอ่ื สารเข๎าถงึ ข๎อมลู สมั ผัสได๎ท้ังภาพและเสียง ประสาน ตดิ ตามอาการได๎สะดวก ลดเวลาและทนั เตือนที่
รวดเร็วนาขอ๎ มลู ไปวเิ คราะห๑นาไปใชใ๎ นการใหบ๎ รกิ ารผป๎ู ุวยได๎ครอบคลมุ อยาํ งตอํ เน่ือง จากการศึกษาแนว
ทางการดูแลรกั ษาและติดตามทางออนไลน๑มขี ๎อจากัดเฉพาะ ผ๎ูที่ใช๎สมาร๑ทโฟนเปน็ และมีอินเตอร๑เน็ต ผู๎ท่ีใช๎
สมาร๑ทโฟนไมํเปน็ หรือไมมํ ีอินเตอรเ๑ น็ต ยงั คงส่ือสารทางโทรศพั ท๑แทน คงเปน็ โอกาสพฒั นาตอํ ไป
ปจั จยั แห่งความสาเรจ็ : รูปแบบการประเมินสะดวก เหมาะกบั กลํมุ เปาู หมาย ครอบคลุมตํอเนื่อง ลด
เวลาซ่ึงนาไปพฒั นาในการดแู ลรกั ษาและตดิ ตามอาการของผปู๎ ุวยโรคเรอื้ รังตํอไป
คาสาคญั : การดแู ล การรกั ษา ออนไลน๑ การกักตัวท่ีบา๎ น
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 63
การพัฒนารปู แบบการเฝูาระวังและลดความเส่ียงต่อการเกดิ โรคหลอดเลือดสมองในผู้ปวุ ยโรคเรือ้ รงั
ศนู ย์สขุ ภาพชุมชนโรงพยาบาลตระการพชื ผล จังหวดั อบุ ลราชธานี
พัชนี ทกั ทาย, บษุ บา การกล้า, สพุ ล การกลา้
และณัฐพล ปญั ญา : 0910166769
โรงพยาบาลตระการพชื ผล
บทนาและวัตถุประสงค๑ โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุสาคัญของความพิการและเสียชีวิตในระบบ
สาธารณสุขไทยและทั่วโลก พบในกลํุมโรคความดันโลหิตสูงเส่ียง 3-17เทํา โรคเบาหวาน2-4 เทํา ใน
โรงพยาบาลมีการคดั กรองความเสีย่ งการเกิดโรคหลอดเลอื ดสมองยังไมํครอบคลุม ในกลํุมโรคเร้ือรังติดบ๎านติด
เตยี ง กลํมุ เสยี่ งยงั ไมํมรี ูปแบบการเฝาู ระวังทช่ี ดั เจน ทมี วิจัยจึงต๎องการพัฒนารูปแบบการเฝูาระวังและลดเสี่ยง
ตํอการเกิดโรคหลอดเลือดสมองข้ึน โดยมีวัตถุประสงค๑เพ่ือศึกษาและพัฒนารูปแบบการเฝูาระวังและลดเส่ียง
ตํอการเกิดโรคหลอดสมองในผู๎ปุวยโรคเร้ือรัง เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา ดาเนินการในเดือน มิถุนายน 2564 ถึง
พฤษภาคม 2565 กลุํมตัวอยําง ประกอบด๎วย 3 กลุํม 1) สหสาขาวิชาชีพที่เก่ียวข๎อง 12 คน ผ๎ูปุวยโรคเรื้อรัง
208 ราย 2) ผู๎มีสํวนได๎เสียในชุมชน 48 คน 3)กลํุมเสี่ยงปานกลาง/เส่ียงสูง 42 คน เคร่ืองมือและการเก็บ
รวบรวมขอ๎ มลู ได๎แกํ ข๎อมูลจากสถิติผูป๎ วุ ย แบบสอบถามการรับร๎ูสัญญาณเตือนและพฤติกรรมการปูองกันโรค
แบบสัมภาษณ๑แบบมีโครงสร๎าง แบบประเมินThai CV Risk Score ผลการศึกษา พบวํา การคัดกรอง CVD
Risk มีการใช๎ Chart แถบสีของกระทรวงสาธารณสขุ ซ่ึงมีความยงํุ ยาก ผู๎ปุวยยังไมํรับทราบถึงระดับความเสี่ยง
จากแบบสอบถามพบวําผ๎ูปุวยมีการรับรู๎การสัญญาณเตือนคํา ̅= 3.47,SD=1.54 พฤติกรรมการปฏิบัติ
ปอู งกันโรคคํา ̅=3.92 SD=1.54 ดา๎ นท่ีปฏบิ ตั ินอ๎ ยที่สดุ คือการออกกาลังกาย ̅= 2.96,SD=1.31 ในชุมชน มี
ความเห็นวําโรคเร้ือรังกํอให๎เกิดโรค อัมพฤกษ๑ อัมพาตและเสียชีวิต คําใช๎จํายเพิ่มขึ้น เสียเวลาเป็นภาระของ
ครอบครัว มีข๎อเสนอแนะ ให๎เร่ิมพัฒนาจากตนเองและครอบครัว ลดการกิน หวาน กินเค็ม กินมัน มีการ
พัฒนารปู แบบ 3 เรอ่ื ง 1)Information System มกี ารจดั การข๎อมลู นามาวางแผนระบบบริการ 2)Re Desing
2.1ใช๎ Mobile Application (Thai CVD Risk Score)ในการคัดกรองและเพ่ิมการรับร๎ูสัญญาณเตือน 2.2ให๎
คาปรกึ ษารายกลํมุ รายบคุ คล 2.3)ใช๎ Care plan ปรบั เปล่ยี นพฤตกิ รรม 2.4)ปรับแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน2.5)
บริการเชิงรุก3)Community Patipation ทาให๎เกิดผลลัพธ๑ อัตราการคัดกรอง CVD Risk เพ่ิมข้ึน ปี2564 -
2565 เป็นร๎อยละ68.48 ,81.14 ตามลาดับ กลํุมเข๎าปรับพฤติกรรม หลังดาเนินการมีระดับHbA1c ลดลง (
กํอน=9.12 mg% หลัง = 8.76 mg%) คําน้าหนักตัวเฉลี่ยลดลง (กํอน = 61.19 Kgs หลัง= 60.5 kgs) คํา
รอบเอวเฉลี่ยมคี ําลดลง(กํอน = 33.91 น้ิว หลัง = 33.39 นิ้ว) และผู๎ปุวยที่เลิกบุหร่ีได๎ 1 คน จากที่มีผู๎สูบบุหรี่
3 คน ในชุมชน มีการสร๎างส่ิงแวดล๎อมท่ีเอื้อตํอสุขภาพ การสร๎างนโยบายสาธารณะ บทเรียนที่ได๎รับ/ปัจจัย
แหํงความสาเร็จ ความสาคัญของการจัดการข๎อมูลและนามาออกแบบระบบการบริการ พร๎อมทั้งการปรับแนว
ทางการปฏบิ ัติท่ชี ดั เจน สงํ เสริมใหเ๎ กิดความรํวมมือของสหสาขาวิชาชพี และชมุ ชน
คาสาคญั : การเฝูาระวัง,ลดความเสยี่ ง,โรคหลอดเลอื ดสมอง
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 64
แนวทางการพัฒนาคลินกิ ไข้หวัดหรือคลินิกโรคระบบทางเดินหายใจในสถานการณ์การระบาด
โรคโควิด-19 บริบทโรงพยาบาลชุมชน : โรงพยาบาลนาตาล จ.อบุ ลราชธานี
เกรยี งศักดิ์ กจิ เพ่ิมเกยี รติ, จักรพงศ์ ปิตโิ ชคโภคนิ ท์, พชั รี อมรสนิ
และนนั ทน์ ภัส ปติ ิโชคโภคนิ ท์ : 0814707008
โรงพยาบาลนาตาล
ปัจจุบันประเทศไทยและท่ัวโลกกาลังเผชิญกับปัญหาการแพรํระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด -19
สํงผลให๎มีการปรับเปลี่ยนการบริการทางการแพทย๑วิถีใหมํเกิดขึ้น โรงพยาบาลนาตาลมีการขับเคลื่อนตาม
นโยบายการปูองกันและควบคุมโรคโควิด-19 โดยมีการจัดต้ังคลินิกไข๎หวัด(ARI) ขึ้น แตํยังไมํมีแนวทางหรือ
ขน้ั ตอนในการดาเนินงานทย่ี งั ไมชํ ดั เจนจึงเป็นทมี่ าการศกึ ษานี้ โดยมีวตั ถุประสงค๑เพ่อื ศึกษาแนวทางการพัฒนา
คลินกิ ไข๎หวดั หรือคลินิกโรคระบบทางเดินหายใจในสถานการณ๑การระบาดโรคโควิด-19 บริบทโรงพยาบาลชุมชน
: โรงพยาบาลนาตาล การศกึ ษานี้เปน็ วิจัยเชิงปฏบิ ตั กิ าร มี 3 ระยะคือระยะท่ี 1 การเตรียมการวิจัยศึกษาสภาพ
ปัญหา ระยะที่ 2 การดาเนินการวิจัยโดยประยุกต๑ใช๎กรอบแนวคิดแมคคินซีย๑มาเป็นข้ันตอนพัฒนา ระยะที่ 3
สรุปและประเมนิ ผลการการพฒั นา กลุํมตวั อยํางเลอื กแบบเจาะจงคอื แพทย๑ เภสชั กร พยาบาลวิชาชีพ รวม 30
คน และผร๎ู บั บริการชวํ งเดือนเมษายน 2563 - ธนั วาคม 2564 รวบรวมข๎อมูลจากแบบสอบถาม ,แบบประเมิน
การพัฒนาคลินิกไข๎หวัด, แบบบันทึกข๎อมูลผ๎ูปุวยตามเวชระเบียน, ใช๎สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห๑ข๎อมูล
เชงิ ปรมิ าณ สํวนข๎อมลู เชงิ คณุ ภาพใช๎การวิเคราะหเ๑ นือ้ หา
ผลการศกึ ษา พบวํา มีการพฒั นา 2 วงรอบ วงรอบที่ 1 ได๎แนวทางการพัฒนาคลินิกไข๎หวัด คือ 1.การ
แตํงตั้งมอบหมายผู๎รับผิดชอบ/เจ๎าหน๎าที่(Staff)คลินิกประจาไมํหมุนเวียน 2.โครงสร๎าง(Structure) ตํอเติม
อาคาร ARI ด๎านหน๎า OPD/ER 3.สร๎างกุลยุทธ๑(Strategy)เน๎นกลยุทธ๑การปูองกันและควบคุมการติดเชื้อตาม
หลัก IC Systems 4.สร๎างและพัฒนาแนวทางการปฏิบัติงานรํวมกัน(Shared value) 5.พัฒนาทักษะ
(Skill)เจ๎าหน๎าท่ี 6.รูปแบบ(Style)บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ(One stop service) 7.มีกระบวนการ
(System)และลาดับข้ันการปฏิบัติงานที่เป็นระบบตํอเนื่อง วงรอบท่ี 2 เพ่ิม 1.การบันทักข๎อมูลในระบบ
สารสนเทศให๎ครอบคลุมการระบุสํงส่ิงสํงตรวจเชื้อ 2.ขั้นตอนการเคลื่อนย๎ายและกาหนดเส๎นทางการ
เคลอ่ื นยา๎ ยผู๎ปุวยไปนอนในตกึ ผู๎ปวุ ยใน หลงั การพัฒนามีแนวทางที่ชัดเจนนาสํูการปฏิบัติท่ีสอดคล๎องกับบริบท
มีผู๎มารับบริการ 15,325 คร้ัง ผ๎ูปุวย PUI นอนโรงพยาบาล 284 ราย พบผู๎ปุวยโรคโควิด-19 จานวน 2,027
ราย ไมํพบอุบัติการณ๑เสียชีวิต กลุํมตัวอยํางมีความพึงพอใจตํอแนวทางในระดับมากที่สุดร๎อยละ 96.66 จาก
การพัฒนาคลนิ ิกไขห๎ วดั หรอื คลินกิ โรคระบบทางเดินหายใจเปน็ พ้ืนที่โครงสร๎างชัดเจนทาให๎ผู๎ปุวยเข๎าถึงบริการ
ได๎รวดเร็วพ้ืนท่ีโซนเฉพาะ เจ๎าหน๎าที่มีขั้นตอนบริการ ข้ันตอนการดูแลรักษา ปูองกันท่ีชัดเจนเป็นรูปธรรม
สามารถปูองกันการแพรํกระจายเชื้อได๎อยํางมีประสิทธิภาพ มีการนาไปประยุกต๑ใช๎ใน รพ.สต.และอาเภออ่ืน
อกี 5 แหงํ สํวนข๎อเสนอแนะคือควรมีการศกึ ษาพัฒนาการเข๎าถึงบริการคลนิ ิกของผู๎ปุวยและกลมุํ เส่ียงในชุมชน
คาสาคญั : คลินิกไขห๎ วดั ,คลนิ ิกโรคระบบทางเดนิ หายใจ ,โรคโควดิ -19
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 65
การพฒั นาระบบการดูแลผู้ติดเชอ้ื เอชไอวแี ละผู้ปวุ ยเอดส์ โรงพยาบาลนา้ ยนื
นติ ยา สามิลา : 0867712832
โรงพยาบาลน้ายืน
การติดเชื้อHIV และโรคเอดส๑เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สาคัญปี 2565 ประเทศไทยพบผ๎ูติดเชื้อ HIV
รายใหมํ จานวน 18,104ราย (NAP web report มิถุนายน 2565 ) โรงพยาบาลน้ายืนพบปัญหาอัตราการเข๎า
สํูระบบการรักษา ของผู๎ติดเช้ือHIV และผ๎ูปุวยเอดส๑รายใหมํ น๎อยกวําร๎อยละ 95 วัตถุประสงค๑ เพ่ือพัฒนา
ระบบการดูแลผู๎ติดเชื้อเอชไอวีและผ๎ปู วุ ยเอดส๑
วิธีดาเนินการวิจัย Action Research ระยะเวลาดาเนินการ 1 ตุลาคม 2561 – 31 มีนาคม 2565
เกบ็ ข๎อมูลผร๎ู ับบริการในโปรแกรม IT สถติ ิ คือ รอ๎ ยละ วิธีศกึ ษา 1. วเิ คราะหส๑ าเหตุของปัญหาด๎วย RCA พบ มี
ผู๎ติดเช้ือรายใหมํมากข้ึนจัดเก็บข๎อมูลไมํครบถ๎วน ประชาชนขาดความตระหนักในการปูองกันการติดเชื้อHIV
ทีมได๎คิดวิธีการพัฒนาระบบบริการ โดยใช๎ 4Heart model (S2-T-P-I)ใช๎แนวคิดทฤษฎีการทางานด๎วยหัวใจ
ได๎แกํS1=Screen คือ ระบบค๎นหาผู๎มีความเสี่ยง ให๎เข๎ารับการตรวจเลือด S2=Stigmaคือ ระบบการจัดการ
เพ่ือลดปัญหาการตีตราและเลือกปฏิบัติตํอผ๎ูติดHIV และผู๎ปุวยเอดส๑ T=Treat คือ ระบบการรักษาผู๎ติดเชื้อ
HIV และผ๎ูปุวยเอดส๑ ให๎ได๎รับยา ARV ตํอเนื่อง P=Preventionคือ ระบบการปูองกันการแพรํเชื้อสํูผู๎อ่ืน และ
การปอู งกนั ตนเองไมํใหต๎ ดิ เชอ้ื HIVI=Informationคือ ระบบจัดเก็บและรายงานข๎อมูล ใช๎การทางานด๎วยหัวใจ
ในการขับเคล่อื นพฒั นาระบบบรกิ ารหัวใจทั้ง 4 ดวง ไปพรอ๎ มๆกัน
ผลการศึกษา พบวํา อัตราการเข๎าสํูระบบการรักษาและรับยาต๎านไวรัสของผ๎ูติดเช้ือHIVและผู๎ปุวย
เอดสร๑ ายใหมํ เพิม่ ขึน้ ปี 2562-2565ร๎อยละ 100
สรุป การพฒั นาระบบบริการโดยใช๎ 4Heart modelสามารถเพ่ิมอัตราการเข๎าสํูระบบการรักษา ของ
ผูต๎ ดิ เชอ้ื HIV และผ๎ปู วุ ยเอดสร๑ ายใหมไํ ดส๎ ามารถนาไปปรับใชไ๎ ด๎กบั ทกุ หนํวยบริการ
การเผยแพร่
- สคร.10 คัดเลือกใหน๎ าเสนอผลงาน ในการประชมุ สรุปผลการดาเนินงานด๎านเอดส๑เขต10 ปี 2563
- รางวัลวชิ าการประเภท ดมี าก ระดับจังหวดั ปี 2563
คาสาคญั : ผ๎ตู ิดเช้ือHIV, ผป๎ู ุวยเอดส๑, การทางานดว๎ ยหวั ใจ, 4Heart model
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 66
การพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาและการปูองกันการตดิ เชอื้ โรคโควิด-19 บรบิ ทโรงพยาบาลชุมชน
: โรงพยาบาลนาตาล จังหวัดอบุ ลราชธานี
ดารงเดช สิน้ ภัย, เกรียงศักดิ์ กิจเพ่มิ เกียรติ,
จักรพงศ์ ปติ ิโชคโภคินท์ และพัชรี อมรสิน : 0862255084
โรงพยาบาลนาตาล
ประเทศไทยและทั่วโลกกาลังเผชิญกับปัญหาการแพรํระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด -19
โรงพยาบาลนาตาลได๎การดาเนินการท้ังในโรงพยาบาลและในชุมชนโดยใช๎แนวทางวินิจฉัย การดูแลรักษาและ
การปูองกันการติดเชือ้ ในโรงพยาบาลของกรมการแพทย๑ แตพํ บวําแนวทางน้นั ยังไมคํ รอบคลมุ ในด๎านโครงสร๎าง
อาคารและสถานที่และยังไมํสอดคล๎องตามบริบท สํงผลตํอการเข๎าถึงบริการของผ๎ูปุวยลําช๎าทรุดลงระหวํางรอ
3 ราย ทีมวจิ ยั จึงต๎องการพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาและการปูองกันการติดเช้ือโควิด-19 ในโรงพยาบาลขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค๑เพ่ือศึกษาและศึกษาผลการพัฒนาแนวทางการดูแลรักษาและการปูองกันการติดเช้ือโรคโค
วิด-19 บรบิ ทโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลนาตาล การศกึ ษานี้เปน็ วิจยั เชิงปฏบิ ัติการ รํวมกับใช๎หลักฐานเชิง
ประจกั ษ๑ กาหนดกลมํุ ตวั อยํางแบบเจาะจงคือแพทย๑ พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการสาธารณสุข ผู๎นาชุมชน รวม
30 คน และผู๎รับบริการชํวงเดือนเมษายน 2563 - ธันวาคม 2564 เก็บรวบรวมข๎อมูลจากแบบสอบถาม,แบบ
ประเมินแนวทางการดูแลรักษาและการปูองกันการติดเชื้อโควิด-19,แบบบันทึกข๎อมูลผ๎ูปุวยตามเวชระเบียน,
วเิ คราะห๑ข๎อมูลเชิงปรมิ าณโดยใช๎สถติ เิ ชงิ พรรณนา สวํ นขอ๎ มลู เชงิ คณุ ภาพใช๎การวเิ คราะหเ๑ น้ือหา
หลงั การพฒั นา ในวงรอบที่ 1 ได๎แนวทางการดูแลรักษาและการปูองกันการติดเชื้อโรคโควิด-19 ตาม
หลัก 5C คือ Case การกาหนดข๎อบํงชี้ผู๎ปุวย ,Care การดูแลแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ(One Stop Service)โดย
พัฒนาโครงสร๎างจัดทาอาคารคลินิกไข๎หวัด(ARI Clinic) ,Consult แนวทางการขอรับการปรึกษาหรือสํงขอ
คาปรึกษากับแพทย๑เฉพาะทาง ,Cure หลักการรักษาการรักษาใช๎มาตรฐานของกรมการแพทย๑ปรับให๎ตรง
บริบทและเพิ่มการรักษาเยียวยาด๎านสุขภาพจิตการทักทายพูดคุยสื่อสารความต๎องการผําน Line และ
Intercom เพ่ิมความต๎องการเพิ่มสัญญาณอินเตอร๑เน็ต ,Continuous การดูแลตํอเน่ืองทั้งในขณะที่อยํูใน
โรงพยาบาลและการเชื่อมโยงข๎อมูลสํูชุมชน ผลสะท๎อนพัฒนาตํอในวงรอบท่ี 2 เพิ่ม Control หลักการการ
ควบคมุ และปูองกนั การติดเช้ือโดยทีม IC และตํอเติมห๎องแยกโรค/เส๎นทางการรับสํงผู๎ปุวย ผลลัพธ๑การพัฒนา
พบวาํ แพทย๑ พยาบาล นักวิชาการสาธารณสขุ ได๎ปฏิบัติตามแนวทางการดูแลรกั ษาทีถ่ ูกต๎องตรงกันเป็นแนวทาง
เดยี วกนั มผี มู๎ ารับบริการ 15,325 ครั้ง ผู๎ปุวย PUI นอนโรงพยาบาล 284 ราย พบผู๎ปุวยโรคโควิด-19 จานวน
2,027 ราย ไมํพบอุบัติการณ๑เสียชีวิต คุณภาพการดูแลผํานเกณฑ๑ครอบคลุมและถูกต๎องร๎อยละ 99.95 กลํุม
ตัวอยํางทุกคนเห็นวํามีความเป็นไปได๎ในการปฏิบัติและมีความพึงพอใจระดับมากร๎อยละ 96.66 มีการขยาย
ผลไปใช๎ในโรงพยาบาลชุมชนอื่น 8 แหํง ข๎อเสนอแนะคือควรศึกษาเรื่องมาตรการชุมชนในการปูองกันการ
แพรกํ ระจายเชื้อไวรสั โควิด-19 รวมท้ังควรศึกษาแนวทางการสงํ ตํอผปู๎ ุวยโควดิ ระหวํางโรงพยาบาลรวํ มดว๎ ย
คาสาคญั : การดูแลรกั ษา, การปูองกนั , การติดเชื้อ, โรคโควิด-19
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 67
การพัฒนาเพื่อการบริหารงานคลังเวชภัณฑท์ ี่มิใช่ยา (ABC-FSN Analysis)
กฤษฎา บูราณ : 045611389 ตอ่ 4003, 4006
โรงพยาบาลศรีสะเกษ
บทนาและวัตถุประสงค๑ ในสํวนเวชภัณฑ๑ท่ีมิใชํยานั้นกลุํมงานเภสัชกรรมเป็นผู๎ดาเนินการ โดยการ
บริหารใช๎การติดตามอัตราการใช๎ในชํวงท่ีผํานมา การพัฒนาเพื่อการบริหารคลังเวชภัณฑ๑ท่ีมิใชํยา รํวมกับ
ABC-FSN Analysis จะชํวยเสรมิ การจัดการคลงั ให๎มีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น พร๎อมทั้งชํวยในการวางแผนและ
สามารถปรับปริมาณความต๎องการ โดยมีวัตถุประสงค๑เพ่ือลดการสูญเสียเนื่องจากเวชภัณฑ๑เสื่อมสภาพหรือ
หมดอายุ และลดปญั หาภาวะเวชภณั ฑ๑ค๎างสต็อก ทาให๎ทราบปรมิ าณการใช๎และมูลคําคงคลังเวชภัณฑ๑ที่มิใชํยา
เป็นประจาทุกเดือน รวมหนํวยจํายเวชภัณฑ๑ท่ีมิใชํยาจากหลายหนํวยให๎เหลือหนํวยเดียว มีเวชภัณฑ๑ท่ีมิใชํยา
ขาดคลงั ลดลง พรอ๎ มทัง้ มีการแจง๎ เตือนในรายการทสี่ าคัญ
วิธีการ
ระยะสัน้ - รวมหนํวยจาํ ยเปน็ หนวํ ยเดยี ว และจัดทาบา๎ นเลขท่เี วชภัณฑ๑ท่ีมใิ ชยํ า
- ปรับระบบงาน โดยให๎ลงข๎อมูลเบิกจากหนํวยเบิก ทาให๎ลดภาระงานของบุคลากรในคลัง
เวชภณั ฑ๑ทไ่ี มใํ ชยํ า
- เพ่ิมจานวนคอมพิวเตอรใ๑ นการใชง๎ านและฝึกอบรมการใช๎โปรแกรมให๎แกํบุคลากร
- จัดหาอุปกรณ๑ทางดา๎ นเทคโนโลยีเพิ่ม เชํน printer, คอมพิวเตอร๑
- ปรับเปลี่ยนแผนจัดซ้อื เวชภัณฑ๑ท่มี ใิ ชยํ าเพิ่มเตมิ
ระยะยาว - นาขอ๎ มลู จาก ABC-FSN Analysis และคัดเลือกรายการ เพือ่ ชํวยตดิ ตามและแจง๎ เตือน
เวชภัณฑเ๑ ม่อื ถึงจุดสง่ั ซ้อื
- ติดตามและควบคุมมูลคําคงคลัง เวชภัณฑ๑ใกล๎หมดอายุ บริหารจัดการความเสี่ยงด๎าน
เวชภัณฑ๑ทีม่ ใิ ชํยา
ผลการศึกษาและข๎อเสนอแนะ
คลังใหญเํ วชภัณฑท๑ ม่ี ิใชยํ ามมี ูลคําคงคลังไมเํ กิน 1.5 เดือน และคลังยํอยจํายเวชภัณฑ๑ที่มิใชํยามีมูลคง
คลังไมํเกิน 2 เดือน รวมหนํวยจํายเวชภัณฑ๑ท่ีมิใชํยาเป็นหนํวยเดียว และทุกหนํวยสามารถตรวจสอบวัน
หมดอายุของเวชภณั ฑท๑ ม่ี ใิ ชยํ าเป็นประจาทุกเดอื นลํวงหน๎า 3 เดือน ไมํพบเวชภณั ฑ๑ที่มิใชยํ าหมดอายุ มีการนา
บ๎านเลขท่ีเวชภัณฑ๑ท่ีมิใชํยามาชํวยประกอบการจํายทาให๎ลดความผิดพลาดในการจํายผิดชนิดได๎ และจาก
สถานการณ๑โควิด 19 สํงผลให๎มีการใช๎เวชภัณฑ๑ทางการแพทย๑เพิ่มมากขึ้นและติดปัญหาด๎านการขนสํง ทาให๎
บางเดอื นมีเวชภณั ฑ๑บางรายการขาดคลังได๎
คาสาคญั : บรหิ ารคลงั เวชภณั ฑ๑ที่มิใชํยา
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 68
ผลของการใชแ้ อปพลเิ คชันในการสง่ เครอื่ งมือแพทย์ปราศจากเช้อื หนว่ ยจา่ ยกลาง โรงพยาบาลศรีสะเกษ
จนั ทร์เพ็ญ ศริ มิ านพ กนกพร จตุพรรัตนะพันธ์
และดวงอนุชา บุตรชาติ : 0899177120
โรงพยาบาลศรีสะเกษ
บทนาและวัตถุประสงค์ หนํวยจํายกลาง มีบทบาทในกระบวนการนาเคร่ืองมือแพทย๑ท่ีปนเป้ือน
เช้ือโรคมาทาให๎ปราศจากเช้ือ กํอนนาไปใช๎กับผ๎ูปุวยอยํางมีคุณภาพและปลอดภัย พร๎อมทั้งจัดสํงให๎เครื่องมือ
เพียงพอในการใช๎งานกับผ๎ูปวุ ย ปัญหาท่ีพบคือ ตรงจุดสํงเคร่ืองมือ สํงเคร่ืองมือแพทย๑ให๎หนํวยงานไมํครบถ๎วน
ปี 2560-2562 มีการสํงเครื่องมือแพทย๑ปราศจากเช้ือได๎ครบ เพียงอัตราร๎อยละ 62.5, 66.67 และ64.58 ตามลาดับ
สํงผลตํอการให๎บริการผู๎รับบริการในแตํละหนํวยงาน และระบบตรวจสอบการสํงเคร่ืองมือมีความยากในการค๎นหา
ข๎อมูล จึงจาเป็นต๎องพัฒนาวิธีการสํงเคร่ืองมือแพทย๑ โดยมีวัตถุประสงค๑เพื่อศึกษาผลของการใช๎แอปพลิเคชัน
ในการสงํ เคร่ืองมอื แพทยป๑ ราศจากเช้ือ หนํวยจาํ ยกลาง ซึ่งประเมินผล 3 สํวน คือ 1) ความครบถ๎วนในการสํงเคร่ืองมือแพทย๑
2) ความพงึ พอใจเจา๎ หนา๎ ท่ีหนํวยงานท่รี บั บริการ และ 3) ความพึงพอใจเจ๎าหนา๎ ท่หี นํวยจํายกลาง
วิธีการศึกษา การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้ระหวํางเดือนมีนาคม- กรกฎาคม 2563 ซ่ึงมีกลํุมตัวอยําง
ไดแ๎ กํ เจ๎าหนา๎ ทหี่ นํวยงานท่ีรับบรกิ าร 93 คน และเจา๎ หนา๎ ทห่ี นํวยจาํ ยกลาง 28 คน เครอื่ งมือวิจัย ซึ่งผํานการตรวจสอบ
ความตรงโดยผู๎เช่ียวชาญ 6 ทําน คือ แบบบันทึกการให๎บริการสํงเคร่ืองมือแพทย๑ปราศจากเชื้อ แบบสอบถาม
ความพึงพอใจตํอการใช๎แอปพลิเคชันในการสํงเคร่ืองมือแพทย๑ปราศจากเช้ือ และแอปพลิเคชันท่ีใช๎ได๎ กับ
สมารท๑ โฟน สร๎างขน้ึ มาใชใ๎ นระบบ Android เพื่อใช๎ในตรวจสอบการสํงเคร่ืองมือแพทย๑ โดยวิเคราะห๑ข๎อมูล ด๎วย
สถิติร๎อยละ คําเฉลี่ยและสํวนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา การใช๎แอปพลเิ คชันในการสํงเคร่อื งมือแพทย๑ปราศจากเช้ือหนํวยจํายกลาง พบมีการสํง
เครื่องมอื แพทยป๑ ราศจากเชื้อใหห๎ นํวยงานตํางๆครบถ๎วน ร๎อยละ 98.39 ภาพรวมความพึงพอใจของเจ๎าหน๎าที่
หนํวยจํายกลางอยํูในระดับสูง ร๎อยละ 80.20 เม่ือพิจารณารายข๎อพบวําเจ๎าหน๎าท่ีหนํวยจํายกลางมีความพึงพอใจ
ระดบั มาก คอื รปู แบบของแอปพลิเคชันมคี วามนําสนใจ ร๎อยละ 64.30 และมีความพึงพอใจระดับน๎อย คือ ความรวดเร็ว
ในการสํงข๎อมูลของแอปพลิเคชัน ร๎อยละ 10.70 และภาพรวมความพึงพอใจของเจ๎าหน๎าที่หนํวยงานที่รับบริการ
อยูใํ นระดับปานกลาง ร๎อยละ 74.16 เมื่อพิจารณารายข๎อพบวําเจ๎าหน๎าท่ีหนํวยงานที่รับบริการมีความพึงพอใจ
ระดบั มาก คอื ขนาดของตัวอักษรมีความเหมาะสม ร๎อยละ 52.70 และมีความพึงพอใจระดับน๎อยที่สุด คือ ความชัดเจน
ในการอธิบาย ชแี้ จง การใชแ๎ อปพลิเคชัน ร๎อยละ 1.10
สรปุ และขอ้ เสนอแนะ การใช๎แอปพลิเคชนั นม้ี ผี ลตอํ การสํงเครอื่ งมือแพทยป๑ ราศจากเช้อื ใหค๎ รบถ๎วน
มากขน้ึ ทาให๎เจ๎าหน๎าท่ีหนวํ ยจาํ ยกลางและหนํวยงานท่ีรับบริการไดต๎ รวจสอบเคร่อื งมือแพทย๑ทนี่ าสํงรวํ มกัน
อกี รอบ สามารถขยายผลไปใช๎ในหนํวยงานหรอื โรงพยาบาลอนื่ ๆ ได๎ แตยํ งั มปี จั จัยดา๎ นใหข๎ ๎อมูลในการใช๎แอปพลเิ คชัน
และระบบสัญญาณอนิ เทอร๑เน็ตทตี่ อ๎ งแก๎ไข
คาสาคัญ : แอปพลเิ คชนั เครื่องมือแพทย๑
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 69
ศกึ ษาพฒั นาระบบบรหิ ารยาโรคเร้อื รัง ในสถานการณ์ covid-19 โดยสหสาขาวิชาชีพ
เครือขา่ ยบริการสขุ ภาพอาเภอยางชุมนอ้ ย
วชั รนิ ทร์ แท่งทอง : 0854193053
โรงพยาบาลยางชุมนอ้ ย
โรงพยาบาลยางชุมน๎อย ให๎บริการตามมาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานการบริการทางการแพทย๑ 24
ชั่วโมง ระบบบริการเป็นไปตามนโยบายของผ๎ูบริหารซึ่งปฏิบัติหน๎าที่และภารกิจเปูาหมายเดียวกันเพ่ือความ
ปลอดภัยสงู สดุ ของผ๎รู ับบรกิ าร
ด๎วยสถานการณ๑ Covid-19 ผู๎รับบริการได๎รับรับผลกระทบจานวนมาก โดยกลุํมผู๎ปุวยโรคเร้ือรัง
จานวนทจี่ าเป็นต๎องรับบริการรบั การรักษาและรับยาอยํางตํอเน่ืองตามนัด สํงผลให๎ผ๎ูปุวยขาดการเข๎าถึงยา จึง
ได๎รับบริการด๎วยการนาสํงยาผํานระบบการสั่งยาเดิมและนาสํงยาผํานโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบล(รพ.
สต.) และผ๎ูมีสํวนเก่ียวข๎อง เพ่ือให๎คนไข๎ได๎รับยาอยํางตํอเนื่อง เมื่อระยะเวลาผํานไปประกอบกับสถานการณ๑
ดังกลําวยังไมํดีขึ้น ซ่ึงได๎พบปัญหา การจัดและจํายยาซ้าซ๎อนกระทบตํอกาลังคนและคําใช๎จําย การนาสํงยา
ลาํ ช๎า รพ.สต.ขาดการเข๎าถงึ ระบบบรหิ ารความเสี่ยงของโรงพยาบาลเพื่อแก๎ไขปัญหาความคลาดเคล่ือนทางยา
ท่ีเกิดขึ้น ความไมํรวํ มมือการใชย๎ าของผป๎ู ุวยกรณียาเดิมเปลย่ี นบริษัท จากปญั หาดงั กลาํ วจึงเกิดการวิจัยนขี้ น้ึ
การวจิ ยั นีม้ ีวัตถปุ ระสงค๑ เพ่ือพัฒนาระบบบริการยาโรคเร้ือรัง ในสถานการณ๑ covid-19 โดยสหสาขา
วชิ าชีพ เครือขาํ ยบริการอาเภอยางชุมนอ๎ ย เพอื่ ใหค๎ นไข๎ไดร๎ ับยาอยํางถูกต๎อง ครบถ๎วน เหมาะสมตามแผนการ
รกั ษาอยํางตํอเน่ือง เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action research)โดยประยุกต๑ใช๎กระบวนการของ chremist
and metherguardท่ีประกอบด๎วย 1) การวางแผน (Planning) 2) การปฏิบัติการ (Action) 3) การ
สังเกตการณ๑ (Observing) 4) การสะท๎อนผลการปฏิบัติ (Reflecting) จานวน 2 วงรอบ ในการพัฒนาระบบ
บริการยาโรคเรอื้ รงั ระหวาํ ง 1 ตลุ าคม 2563 – 30 มถิ นุ ายน2564
ผลการวิจยั พบวํา หลงั การพัฒนารอบที่ 1 พัฒนาระบบบริหารยาโรคเร้ือรังในสถานการณ๑ covid-19
โดยสหสาขาวิชาชีพ เครือขํายบริการสุขภาพอาเภอยางชุมน๎อย พบปัญหาการได๎รับยาซ้าซ๎อน จานวน 263
ครั้ง ปัญหาเบิกยาผ๎ูปุวยที่ได๎รับ MT จานวน 39 ครั้ง ปัญหายาผิดชนิด จานวน 5 คร้ัง ปัญหาผ๎ูปุวยไมํ
รับประทานยาที่เปลี่ยนบริษัท จานวน 5 ครั้ง และหลังจากการพัฒนารอบท่ี 2 เกิดระบบตรวจสอบความถูก
ต๎องการจํายยา3ตาแหนํง(การจัดตาแหนํงท่ี1 การจัดตาแหนํงท่ี2 และเภสัชกรตรวจสอบเป็นตาแหนํงท่ี 3)
ระบบการรับรองการได๎รบั ยาของผปู๎ ุวย ซึ่งรวมประเด็นการสํงใบเบิกยา กาหนดวันรบั ยา ผํานการตรวจสอบท้ัง
ผ๎สู งั่ และผ๎ูจาํ ยยา โดยจัดยาลํวงหนา๎ 3 เดอื นมสี ต้กิ เกอรย๑ าเดิมเปล่ียนบรษิ ัทหรือรายการยาท่ีมีคาแนะนาพิเศษ
เพม่ิ เตมิ ทีต่ อ๎ งเฝูาระวัง มีแนวทางการสํงตํอข๎อมลู ยาและแนวทางการบริหารจัดการความเส่ียงเชื่อมตํอระหวําง
โรงพยาบาลและรพ.สต.โดยระบบ line risk notifyท่ีแจ๎งเตือนความเส่ียงท้ังหมดจาก รพ.สต. หลังจากหลัก
จากทบทวนปรับระบบ พบวํา ผ๎ูปุวยรับยาซ้าซ๎อน จานวน 56 คร้ัง ผู๎ปุวยรับยา MT จานวน 8 คร้ัง ท้ังนี้
ผู๎ปุวยท่ีได๎รับยา NCDs กํอนปรับระบบ มีจานวน 959 คร้ัง ผู๎ปุวยที่ได๎รับยา NCDs หลังปรับระบบคร้ังท่ี 1
จานวน 1,987 ครงั้ ผป๎ู วุ ยที่ไดร๎ บั ยา NCDs หลังปรับระบบครง้ั ที่ 2 มจี านวน 2,987 ครงั้
สรุปผลการศึกษา การพัฒนาระบบบริหารยาโรคเร้ือรังผ๎ูปุวย NCDs ในสถานการณ๑covid-19 อาศัย
ความรวํ มมือของสหสาขาวิชาชีพ รวมทั้งอสม. CG CM ในการติดตามการใช๎ยาในชุมชน ควรนาใช๎เทคโนโลยี
นามาใช๎ในการติดตามการใช๎ยาของผู๎ปุวย ผําน telepharmacy และเกิดระบบบริหารจัดการความเส่ียงท่ี
เชื่อมโยงระหวํางโรงพยาบาลและรพ.สต. ให๎ผ๎ูปุวยได๎รับยาอยํางถูกต๎อง เหมาะสม คานึงถึงความปลอดภัย
สงู สดุ ของผปู๎ ุวย และเพือ่ การใชย๎ าอยํางถูกต๎อง
คาสาคญั : ระบบบริหารยาโรคเรือ้ รัง , ยาโรคเร้ือรังโควดิ -19
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 70
พฒั นารปู แบบการบริหารจดั การดูแลผปู้ ุวย COVID-19
บริบทโรงพยาบาลชุมชนแห่งหน่ึง ในจังหวัดศรีสะเกษ
พิศมยั ประสมศรี : 0892869794
โรงพยาบาลราษีไศล
การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) นี้มีวัตถุประสงค๑เพ่ือ พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ
ดูแลผ๎ูปุวย COVID-19 และประเมินผลลัพธ๑การดาเนินงานตามรูปแบบการบริหารจัดการดูแลผ๎ูปุวย COVID-
19 บริบทโรงพยาบาลชุมชน วิธีดาเนินการวิจัย ประยุกต๑ใช๎แนวคิดของ Kemmis & McTaggart (1988)
ประกอบด๎วย 1) การวางแผน (planning) 2) การปฏิบัติการ (action) 3)การสังเกตการณ๑ (observation)
และ 4) การสะท๎อนกลับ (reflection) เครื่องมือวิจัยประกอบด๎วย 1) รูปแบบการบริหารจัดการและการดูแล
ผ๎ูปุวย COVID-19 2)แบบบันทึกข๎อมูลท่ัวไปและข๎อมูลทางคลินิก 3)แบบประเมินความพึงพอใจของผ๎ูปุวย
และสหสาขาวิชาชีพ กลุํมตัวอยํางประกอบด๎วย สหสาขาวิชาชีพ ท่ีขึ้นปฏิบัติงานในหอผู๎ปุวยแยกโรค จานวน
50 คน และ ผู๎ปุวยในหอผู๎ปุวยแยกโรค จานวน 1500 คน เก็บข๎อมูลระหวํางเดือน เมษายน พ.ศ. 2563 –
เมษายน พ.ศ. 2565 วิเคราะหข๑ อ๎ มูลโดยใช๎สถิติเชิงพรรณา ผลการศึกษาพบวํา รูปแบบการบริหารจัดการดูแล
ผ๎ูปุวย COVID-19 ในโนโรงพยาบาลชุมชน ประกอบด๎วย 1) การกาหนดโครงสร๎างการบริหารจัดการแบบ
เฉพาะกิจ คณะกรรมการบริหาร Cohort wardและผู๎ดูแลประสานงาน 2) แนวทางข้ันตอนการรับใหมํ
จาหนาํ ยและการสํงตํอข๎อมูล 3) การบริหารอัตรากาลังผ๎ูปฏิบัติงานท่ีมีสมรรถนะเหมาะสมและเพียงพอตลอด
24 ช่ัวโมง 4)ระบบปฐมนิเทศผ๎ูปฏิบัติงานเพ่ือให๎ความรู๎และกาหนดแนวปฏิบัติการการใช๎อุปกรณ๑ปูองกันตัว
และการปูองกันการติดเชื้อ 5) ระบบ Buddy system ด๎านดูแลและปูองกันการแพรํกระจายเชื้อสาหรับ
เจ๎าหน๎าที่ภายหลังปฏิบัติงาน 6) รูปแบบการกาหนดกิจกรรมการพยาบาลตามความสาคัญเรํงดํวน 7)ระบบ
รายงานผลการสารวจตนเองของผ๎ูปุวยผํานระบบ Line Application และกล๎องวงจรปิดลดการแพรํกระจาย
เช้ือ 8) ระบบการติดตามผู๎ปฏิบัติงานและการหยุดพัก ดาเนินการปรับปรุงตามข๎อเสนอแนะแนวทางพัฒนา
จานวน 2 วงรอบ สามารถสรุปข๎อมูลด๎านผ๎ูปุวยและการรักษา พบวํา มีผู๎ปุวยยืนยันผลการตรวจด๎วย RT-PCR
COVID-19 Positive จานวนผ๎ูปุวย 1,946 คน สํวนใหญํเป็นเพศชาย ร๎อยละ 50.60 อายุน๎อยกวํา 12 ปี ร๎อย
ละ 17.01, อายุ 12-50 ปี ร๎อยละ 56.50และอายุมากกวํา 50 ปี ร๎อยละ 26.49 โดยมีอายุเฉล่ีย 32.36 (SD=
16.18, Min = 1 ,Max= 69 ปี) ประเภทผ๎ูปุวยสีเขียวร๎อยละ 58.41 สีเหลืองร๎อยละ 39.19 และสีแดงร๎อยละ
3.15 วนั นอนเฉลย่ี จานวน 10 วัน (̅ =10 ,Min = 1 ,Max=14) จานวนผู๎ปุวย COVID-19 ท่ีรักษาครบตาม
แนวทางท่ีกาหนดและได๎รับการจาหนํายกลับบ๎าน ร๎อยละ 98.04 ผ๎ูปุวยจะได๎รับการสํงตํอไปยังโรงพยาบาล
ระดับทุติยภูมิร๎อยละ 1.05 พบอัตราการตายร๎อยละ 0.90 โดยไมํพบอุบัติการณ๑กลับเข๎ารักษาซ้าใน
โรงพยาบาลโดยไมํได๎วางแผนของผ๎ูปุวย COVID-19 และไมํพบอุบัติการณ๑ของการติดเช้ือ COVID-19 ใน
ผู๎ปฏิบัติงาน พบวําผู๎ปุวยมีความพึงพอใจในบริการและระบบการดูแลระดับมาก (IP Voice) ร๎อยละ 89.35
(95% CI = 13.42-13.86) เจา๎ หนา๎ ท่มี คี วามพึงพอใจตอํ ระบบการดูแลผ๎ปู วุ ยในระดับมากร๎อยละ 96.78 และมี
การปฏิบัติตามแนวทางร๎อยละ 100 (95% CI = 12.54-12.88) รูปแบบการบริหารจัดการปูองกันการติดเช้ือ
เพ่ือดูแลผู๎ปุวย COVID-19 ในโรงพยาบาลชุมชน สามารถใช๎ได๎ในการดูแลผู๎ปุวย COVID-19 โดยไมํพบการ
ระบาดภายในและการแพรํกระจายเชือ้ ในโรงพยาบาล
คาสาคัญ : การบรหิ ารจดั การดูแลผป๎ู วุ ย COVID-19, โรงพยาบาลชุมชน, Cohort ward
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 71
การพฒั นาระบบสารสนเทศเพอ่ื สนับสนนุ การเรียกเก็บค่าบรกิ ารทางการแพทย์
โรงพยาบาลพนา จังหวดั อานาจเจริญ
สุชาติ ต้นเช้ือ, ทนงศักดิ์ พง่ึ โพธิ์
และมัชฌมิ า อินลี : 0616938918
โรงพยาบาลพนา
การศึกษาวจิ ัยในครั้งน้ี เปน็ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) โดยใช๎การพัฒนาตามแนวคิด
ทฤษฏวี งจรการพฒั นาระบบ (System Development Life Cycle : SDLC) เพือ่ 1. พัฒนาระบบสารสนเทศ
ให๎สนับสนุนการเรยี กเก็บคาํ บริการทางการแพทย๑ 2. ศึกษาประสิทธิผลการเรียกเก็บคําบริการทางการแพทย๑
กํอนและหลังการพัฒนาระบบสารสนเทศ ด๎าน 2.1 ความสมบูรณ๑ ทันเวลาการเรียกเก็บคําบริการทาง
การแพทย๑ 2.2 คําบริการทางการแพทย๑ตํอผ๎ูรับบริการ 2.3 รายได๎จากการเรียกเก็บคําบริการทางการแพทย๑
โดยใช๎สถิติเชิงพรรณนา คือ คําจานวน คําเฉล่ีย ร๎อยละ ในการวิเคราะห๑ โดยใช๎ข๎อมูลไตรมาสที่ 2 เดือน
มกราคม – มีนาคม ปี 2561 - 2564
จากการศึกษาพบวํา การพัฒนาระบบสารสนเทศเพ่ือสนับสนุนการเรียกเก็บคําบริการทางการแพทย๑
โรงพยาบาลพนา ได๎พัฒนา 5 ด๎าน 13 กระบวนการดังน้ี ด๎านฮาร๑ดแวร๑ 1.จัดซื้อจัดหาอุปกรณ๑คอมพิวเตอร๑
ใหมํ 2.จัดซ้อื คอมพวิ เตอร๑ Server Master ประสิทธภิ าพสูง 3.วางระบบ Network ใหมํ ด๎านซอฟต๑แวร๑ 4.ใช๎
ระบบ Smart Hospital 5.ปรับฐานข๎อมูลเป็น mysql 6.ใช๎โปรแกรม Check Right ในการตรวจสิทธิ 7.ใช๎
โปรแกรมบริหารจัดการลูกหน้ี RCM ด๎านบคุ ลากร 8.จัดทาโครงการการบันทึกข๎อมูล 43 แฟูมสาหรับบุคลากร
9.จัดทาโครงการการพฒั นาศักยภาพบคุ ลากรจดั เก็บรายได๎ 10.ศึกษาดูงานจากโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการ
เรียกเก็บคําบริการทางการแพทย๑ ด๎านข๎อมูล 11.ตรวจสอบข๎อมูลรูปแบบคณะกรรมการ/ใช๎โปรแกรม
ตรวจสอบเสรมิ ด๎านข้ันตอนการปฏิบัติงาน 12.ศกึ ษาระเบียนเกณฑ๑การบันทึกขนึ้ มูลให๎ทันตํอการเปลี่ยนแปรง
13. มีกระบวนการที่ชัดเจนในการปฏิบัติงาน สํวนการศึกษาประสิทธิผลการเรียกเก็บคําบริการทางการแพทย๑
ด๎านความสมบรู ณ๑ ทนั เวลา คาํ บริการทางการแพทย๑ตํอผู๎รับบริการ และรายได๎จากการเรียกเก็บคําบริการทาง
การแพทย๑ พบวํา ความสมบูรณ๑ของข๎อมูลการเรียกเก็บคําบริการทางการแพทย๑ มีแนวโน๎มเพ่ิมขึ้น ท้ังกองทุน
ผ๎ูปุวยนอกและกองทุนผ๎ูปุวยใน ความทันเวลาการเรียกเก็บคําบริการทางการแพทย๑มีแนวโน๎มเพิ่มขึ้น ท้ัง
กองทุนผู๎ปุวยนอกและกองทุนผ๎ูปุวยใน คําบริการทางการแพทย๑ตํอผู๎บริการ มีแนวโน๎มเพิ่มขึ้นท้ังกองทุนผ๎ูปุวย
นอกและกองทุนผ๎ูปุวยใน และรายได๎จากการเรียกเก็บคําบริการทาง มีแนวโน๎มเพิ่มข้ึนทั้งกองทุนผ๎ูปุวยนอก
และกองทุนผ๎ูปุวย เมื่อวิเคราะห๑รายได๎แตํละกองทุน พบวํา รายได๎การเรียกเก็บคําบริการทางการแพทย๑
กองทุนผู๎ปุวยนอกมีแนวโน๎มเพิ่มขึ้นจากปี 2561 - 2563 และลดลงในปี 2564 ทั้งนี้เกิดจากการปรับเปล่ียน
การจํายงบบริการทางการแพทย๑กรณีเฉพาะ และสถานการณ๑โควิด-19 ทาให๎ต๎องปิดการให๎บริการบางแผนก
สงํ ผลตํอผร๎ู ับบรกิ ารลดลง ทัง้ นี้กองทนุ ผ๎ูปวุ ยใน จานวนผ๎ูรบั บรกิ ารไมํลดลง ทาให๎รายได๎การเรียกเก็บคําบริการ
ทางการแพทย๑กองทุนผ๎ูปุวยนอกมีแนวโน๎มเพิ่มขึ้นอยํางตํอเน่ือง ทั้งนี้ควรพัฒนาชํองทางการเรียกเก็บ
คําบริการทางการแพทย๑ท่ีครอบคลุมในกลํุมติดบ๎าน ติดเตียง โดยมีการบูรณาการระหวําง ชุมชน และ
โรงพยาบาลเพ่ือให๎ผู๎ปุวยได๎รับการดูแลท่ีครบคลุม มีคุณภาพ และโรงพยาบาลสามารถเรียกเก็บคําบริการทาง
การแพทยก๑ ับกองทนุ ท่รี บั ผิดชอบได๎
คาสาคญั : การพัฒนาระบบสารสนเทศ ,การเรียกเก็บคําบรกิ ารทางการแพทย๑
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 72
กระบวนการเฝาู ระวังความปลอดภยั จากการใช้ยาในวดั อาเภอปทุมราชวงศา จงั หวัดอานาจเจริญ
จันทรจ์ รยี ์ ดอกบัว และกมลชนก ขนั ทะ : 0868744831
รพ.ปทุมราชวงศา
พระภกิ ษุเปน็ กลุมํ ทม่ี แี นวโนม๎ การเกิดปญั หาด๎านสุขภาพมากขึ้นโดยเฉพาะโรคเรื้อรัง ปัญหาการใช๎ยา
และผลติ ภัณฑ๑สุขภาพในวัด ได๎แกํ ใช๎ยาท่ีไมํถูกต๎อง พบยาอันตรายในชุดสังฆทาน พฤติกรรมการใช๎ยารํวมกัน
ของพระเณร ไมํรํวมมือในการใช๎ยา สํงผลให๎เกิดอันตรายแกํพระเณรได๎ เชํน เกิดอาการไมํพึงประสงค๑จากยา
วตั ถปุ ระสงค๑ เพือ่ การศึกษาสถานการณ๑ และจดั ระบบการเฝาู ระวงั เรอ่ื งยาและผลติ ภัณฑ๑สุขภาพภายในวัด
วธิ กี ารศึกษา : งานวจิ ัยเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร เก็บขอ๎ มลู โดยการสัมภาษณด๑ ว๎ ยแบบสอบถามจากกลุํมตัวอยําง
คอื พระประจาวดั ในพนื้ ทีป่ ทุมราชวงศาท้งั หมด 31 วดั ดาเนนิ การระหวําง พ.ค. 2563 - มี.ค. 2564 วิเคราะห๑
ขอ๎ มลู ด๎วยสถิตเิ ชงิ พรรณนา
ผลการศกึ ษา : พระท้ังหมด 110 รูป มีโรคเร้ือรัง ร๎อยละ 26.36 เป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูง
รอ๎ ยละ 48 และ 28 ตามลาดับ ร๎อยละ 45 ใช๎ยาไมํถูกต๎อง เชํน เก็บยารวมในขวดโหลหรือไมํใสํซองยา หักยา
โดยการกัด หยดุ ใช๎ยาหรอื ปรับขนาดยาเอง เคี้ยวยาจากความเช่ือ การสารองยาใช๎ในวัด ร๎อยละ 77 ได๎มาจาก
สงั ฆทาน พบยาอนั ตราย ยาปฏชิ วี นะ ยาแก๎ปวดหรอื ยากลํุมยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไมํใชํสเตียรอยด๑ ร๎อยละ
10, 0.2 และ 9 ตามลาดบั มีการใช๎ยาสมุนไพร ร๎อยละ 48 คือ ยาต๎มฟูาทะลายโจร การจัดเก็บยาขึ้นกับความ
สะดวกในการหยบิ ใช๎ พบยาเสอ่ื มสภาพและยาหมดอายุ ร๎อยละ 10.55 และ 11.08 ตามลาดับ การมีสํวนรํวม
ของภาคเี ครือขาํ ย กํอใหเ๎ กดิ กระบวนการเฝาู ระวงั เพอ่ื จัดการความเส่ียงมากขนึ้ ไดแ๎ กํ มีสายตรวจวัด ดูแลการ
ใช๎ยาและให๎ความร๎ูในชุมชน มีการยกยํองเชิดชูเกียรติสาหรับวัดท่ีผํานการประเมิน กลไกดังกลําวสํงผลให๎ไมํ
พบยาหรือผลิตภัณฑ๑สุขภาพท่ีไมํเหมาะสมในวัด ไมํพบผ๎ูปุวยจากการใช๎ยาหรือผลิตภัณฑ๑สุขภาพเข๎ารับการ
รกั ษาในโรงพยาบาล เกดิ ระบบการเฝูาระวังยาหรอื ผลติ ภณั ฑ๑สขุ ภาพท่ีไมถํ กู ต๎องเหมาะสมโดยเครือขําย
สรุป : กระบวนการเพ่ือให๎เกิดการใช๎ยาในวัดท่ีเหมาะสม บูรณาการจาก 3 ภาคสํวน ได๎แกํ ภาค
ประชาชน ภาครฐั และภาคสงั คม ขับเคลอื่ นใหก๎ ารดาเนินงานประสบผลสาเร็จ ผํานกลไกพชอ. เสนอให๎ขยาย
ผลให๎ครอบคลุมทั้งอาเภอเพ่ือสํงเสริมการใช๎ยาอยํางสมเหตุผลและเพ่ิมความปลอดภัยในการใช๎ยาให๎แกํพระ
เณรในวัด
คาสาคญั : เครอื ขําย เฝาู ระวัง ยา วดั อาการไมํพึงประสงค๑
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 73
การพัฒนารปู แบบ pre-counselling ในการให้บริบาลทางเภสชั กรรมในผู้ปุวยที่ใช้ยาวารฟ์ ารนิ
พนัชญา โฉมอุปฮาด : 0857648897
โรงพยาบาลลืออานาจ
ยาวาร๑ฟารินเป็นยาต๎านการแข็งตัวของเลือด ท่ีมีความเส่ียงสูง สามารถเกิดอันตรกิริยาระหวําง
ยากับยา ยากับอาหาร สํงผลกระทบตํอผลการรักษา ทาให๎คํา INR (International Normalized Ratio) ไมํ
อยํใู นเปูาหมาย จึงจาเป็นตอ๎ งปรบั ขนาดการรบั ประทานยาวารฟ๑ ารินบอํ ย การปรับขนาดยาเพ่ือให๎ได๎ขนาดการ
รับประทานท่เี หมาะสมจะคานวณเป็นมิลลิกรัมตํอสัปดาห๑ (mg/week) และการปรับยาต๎องให๎ผู๎ปุวยสามารถ
รับประทานยาได๎งํายท่ีสุด ไมํเกิดความสับสน เพื่อเพิ่มความรํวมมือในการใช๎ยาของผ๎ูปุวย (Adherence) ลด
ปัญหาการรับประทานยาผิด การนาแนวทาง pre-counselling มาใช๎ ในการให๎บริบาลทางเภสัชกรรมใน
ผู๎ปุวยทใี่ ช๎ยาวาร๑ฟารินมาปฏิบัติจะทาให๎เกิดการดาเนินงานอยํางเป็นระบบ วัตถุประสงค๑ 1. เพื่อพัฒนาระบบ
pre-counselling การปรับยาวาร๑ฟารินท่ีเหมาะสมและรวดเร็วกํอนสํงพบแพทย๑ รูปแบบการศึกษา วิจัยแบบ
ไปข๎างหน๎า เกบ็ ข๎อมูลผป๎ู วุ ยนอกทีร่ บั ยาวาร๑ฟารินของโรงพยาบาลลืออานาจ จานวนทั้งหมด 14 ราย (1 ต.ค.
2564- ม.ี ค. 2565)
ผลการศึกษา พบวํา จากการใช๎ pre-counselling form พบวําปัญหาท่ีทาให๎คํา INR ไมํอยูํในชํวง
เปูาหมายมากท่ีสุดคือ ปัญหาด๎านอันตรกิริยาระหวํางยา พบจากอาหารมากที่สุด ร๎อยละ 65 เกิดจากอันตร
กิรยิ าระหวาํ งยา รอ๎ ยละ 46 ปัญหาด๎านความรํวมมือในการใช๎ยา พบปัญหาด๎านกินยาผิดไมํตรงตามแพทย๑สั่ง
มากท่ีสุด (ร๎อยละ 30) ปัญหาจากการ หยุดยา ขาดยา ไมํมาตรงนัด (ร๎อยละ 15.5) การลืมรับประทานยา
(ร๎อยละ 10) สรุปผล การพัฒนางานบรบิ าลเภสชั กรรมในผ๎ูปุวยที่รับยาวาร๑ฟาริน ทาให๎มีระบบ การดูแลผู๎ปุวย
ท่ีใชย๎ าวาร๑ฟารนิ เปน็ ระบบมากย่งิ ขึ้น
คาสาคญั : ยาวารฟ๑ ารนิ , ความรวํ มมอื ในการใชย๎ า, อนั ตรกิรยิ าระหวาํ งยา, การบรบิ าลทางเภสชั กรรม
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 74
การพัฒนารูปแบบการมอบหมายงานตามแนวคดิ ลนี ต่อการเขา้ ถงึ กิจกรรมการพยาบาล
ในหอผปู้ ุวยอายรุ กรรมหญิง โรงพยาบาลยโสธร
สุภารตั น์ บญุ สาร : 045973906
โรงพยาบาลยโสธร
การจัดบริการพยาบาลในหนํวยงานที่มีผู๎รับบริการจานวนมาก ภาระงานเกินเกณฑ๑ สัดสํวนพยาบาลตํอ
จานวนผ๎ูปุวยทีด่ ูแลมากเกินไป โดยใช๎รูปแบบการมอบหมายงานแบบทีมและแบบตามหน๎าท่ี (Functional Nursing)
พยาบาล ทาหน๎าที่ให๎การพยาบาลแยกกันชัดเจนเน๎นทางานให๎เสร็จทันเวลา ผ๎ูปุวยได๎รับการดูแลไมํครอบคลุม
ปญั หา การประเมินอาการ การวินจิ ฉัย การวางแผนการพยาบาล และการติดตามประเมินอาการไมํตํอเน่ือง สํงผลให๎
ผู๎รับบริการไมํพึงพอใจและเสนอแนะวํา “พยาบาลควรมีเวลาพูดคุยให๎ข๎อมูลมากกวํานี้” นอกจากนี้การบันทึก
ทางการพยาบาลไมํครอบคลมุ ทุกรายทุกเวร การสํงเวรใช๎เวลานาน 50 นาทีขึ้นไป จาข๎อมูลผู๎ปุวยไมํได๎ พยาบาลท่ีทา
หน๎าที่หัตถการทาทั้งเวรไมํมีเวลาพัก กํอให๎เกิดความเหน่ือยล๎าไมํพึงพอใจในงาน ขาดขวัญกาลังใจในการทางาน
รูปแบบการมอบหมายงานตามแนวคิดลีนเป็นการลดความสูญเปลําจากการทางานในทุกกระบวนการ ทาให๎
ผ๎ูรับบริการเข๎าถึงกิจกรรมทางการพยาบาลได๎รวดเร็วขึ้น วัตถุประสงค๑ เพ่ือพัฒนาและศึกษาผลของรูปแบบการ
มอบหมายงานตามแนวคิดลนี ตํอการเขา๎ ถึงกจิ กรรม ทางการพยาบาล วธิ ศี ึกษา เปน็ การวิจัยและพัฒนา กลุํมตัวอยําง
คัดเลือกแบบเจาะจง ได๎แกํ 1) พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู๎ปุวยอายุรกรรมหญิง จานวน 12 คน 2) เวช
ระเบียนผู๎ปวุ ย จานวน 120 ฉบับ 3) ผปู๎ ุวยหรอื ญาตทิ ี่ นอนพักในหอผ๎ปู ุวยอายุรกรรมหญงิ ตั้งแตํ 3 วันขึน้ ไป จานวน
240 คน การวิจัยแบงํ เป็น 3 ระยะ คือ ระยะท่ี 1 ศึกษาสถานการณ๑ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการมอบหมายงานตาม
แนวคิดลีน ระยะที่ 3 การประเมนิ ผล
ผลการศึกษา 1)ได๎รปู แบบการมอบหมายงานที่เหมาะสมกับหอผปู๎ วุ ยอายุรกรรมหญิง 2)ผลของรูปแบบการ
มอบหมายงานตามแนวคิดลีนตํอการเข๎าถึงกิจกรรมทางการพยาบาล 2.1) ความสมบูรณ๑ของการบันทึกทางการ
พยาบาลเพ่ิมข้ึนจากเดิมจากร๎อยละ 81.21 เป็นร๎อยละ 88.64 มีความแตกตํางกันอยํางมีนัยสาคัญทางสถิติ (P<
0.05) 2.2) ความพึงพอใจของผรู๎ ับบริการ เพม่ิ ข้นึ จากเดมิ จากร๎อยละ 90.02 เป็นรอ๎ ยละ 90.85 แตกตํางกันอยํางไมํมี
นัยสาคัญทางสถิติ 2.3) พยาบาลวิชาชีพมีความพึงพอใจตํอรูปแบบการมอบหมายงานดีข้ึน ยกเว๎นประเด็นตรงตาม
วัตถุประสงค๑ ท่ีต๎องการ และความเหมาะสมในการมอบหมายงานหน๎าที่พิเศษ เมื่อวิเคราะห๑คําความแตกตํางพบวํา
ความพงึ พอใจของพยาบาลวชิ าชีพตํอรูปแบบการมอบหมายงานในประเด็นตํางๆโดยรวมหลังการพัฒนาที่ 6 เดือนดี
ขนึ้ อยาํ งมีนัยสาคัญ ทางสถิติ(P<0.05) ระดับความพึงพอใจมากท่ีสุด ได๎แกํ มีเวลาในการให๎พยาบาล และการดูแล
ผู๎ปุวยท่ัวถึง ความยากงําย ในการสอนงาน (train) เจ๎าหน๎าท่ีใหมํ ความรวดเร็วในการรับสํงเวร ความรวดเร็วในการ
Complete chart และ ความรวดเร็วในการบริหารยาฉีด สรุปและข๎อเสนอแนะ การพัฒนารูปแบบการมอบหมาย
งานตามแนวคิดลนี ตอํ การเข๎าถึงกิจกรรมทางการพยาบาล ทาให๎ผ๎ูรับบริการได๎รับการดูแลท่ีใกล๎ชิด เข๎าถึงกิจกรรม
ทางการพยาบาลได๎รวดเร็ว พึงพอใจในบริการที่ได๎รับ พยาบาลได๎รับมอบหมายงานชัดเจนมีเวลาในการดูแลผ๎ูปุวย
สงํ ผลให๎มีความพึงพอใจในระบบงานและบนั ทึกทางการพยาบาลได๎สมบูรณ๑เพมิ่ ข้นึ
คาสาคญั : การมอบหมายงาน, แนวคดิ ลีน
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 75
การพัฒนาระบบการพยาบาลดูแลผปู้ วุ ยวัณโรคดอื้ ยาหลายขนาน
จุฬาภรณ์ เพ่ิมพูน : 0652326353
โรงพยาบาลยโสธร
บทนา ปัจจุบันองค๑การอนามัยโลก ยังคงจัดให๎วัณโรคด้ือยาหลายขนาน (Multidrug – resistant)
เป็นภาวะวิกฤติ การดาเนินงานด๎านสาธารณสุข และภัยคุกคามทางสุขภาพ จากจานวนผู๎ปุวยท่ีเพ่ิมขึ้น การ
รักษาซับซ๎อนขึ้น ใช๎เวลานานขึ้น ผลกระทบที่สํงผลตํอต๎นทุนในการรักษา โอกาสเกิดภาวะแทรกซ๎อน และ
การแพรํกระจายเช้ือมีมากข้ึน เม่ือวิเคราะห๑กระบวนการดูแลผู๎ปุวยยังพบวํามีชํองวํางอยูํหลายประเด็น เชํน
ผ๎ูปุวยรับประทานยาไมํสม่าเสมอ ไมํมาตามนัด ทาให๎เป็นวัณโรคด้ือยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก และมี
ผลขา๎ งเคียงของยาที่รักษา ญาติผ๎ูปุวยมีความร๎ูความเข๎าใจเรื่องโรค แตํไมํปฏิบัติตาม แนวทางใน การปูองกัน
การแพรํกระจายเช้ือ เป็นต๎น ผู๎วิจัยจึงสนใจศึกษา การพัฒนาระบบการพยาบาลดูแล ผู๎ปุวยวัณโรคด้ือยา
หลายขนาน โดยบทบาทพยาบาลต๎องสามารถประเมินผู๎ปุวยได๎ ทั้งทางด๎านรํางกาย จิตใจ สังคมและ
จิตวิญญาณ โดยมีวัตถุประสงค๑เพื่อพัฒนาระบบและศึกษาผลของการพัฒนาระบบการพยาบาลดูแลผู๎ปุวย
วัณโรคด้ือยาหลายขนาน วิธีการศึกษา เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติ วิธีคัดเลือกกลุํมตัวอยํางแบบสํุมอยํางงํายตาม
เกณฑก๑ ารคดั เข๎า วิธีการวเิ คราะห๑ขอ๎ มูลโดยใชส๎ ถติ ิเชิงพรรณนา
ผลการศึกษา 1) การศกึ ษาสถานการณ๑ 1.1) ดา๎ นโครงสรา๎ ง รูปแบบการดูแลผ๎ูปวุ ยวัณโรคดื้อยาหลาย
ขนาน ยังไมํชัดเจน มีความยากและซับซ๎อนในการดูแล 1.2) ด๎านกระบวนการ การดูแลผู๎ปุวยยังมีจุดอํอนของ
การเชื่อมโยงระหวํางคลินิก ชุมชน และครอบครัวในมิติการดูแลและการพยาบาล 1.3) ด๎านผลลัพธ๑ อัตรา
ผ๎ูปุวยขาดนัดและทานยาไมํตํอเนื่องยังพบอยํูมาก 2) ระบบการพยาบาลดูแลผ๎ูปุวยวัณโรคด้ือยาหลายขนาน
แบบท่ีพัฒนาข้ึนมีการปรับเกลียวการพัฒนา 2 วงรอบ ได๎แกํ รอบที่ 1 ปี 2563 รอบท่ี 2 ปี 2564 ได๎ระบบ
การพยาบาลดแู ลผู๎ปุวยวณั โรคด้อื ยาหลายขนาน มกี ลํุมตัวอยํางที่เข๎ารํวมจานวน 15 ราย (N) ความสาเร็จของ
การรักษา ร๎อยละ 80.0 (n=12) On ยา ร๎อยละ 6.7 (n=1) มีภาวะแทรกซ๎อนร๎อยละ 0 เสียชีวิตร๎อยละ 13.7
(n=2) ผลการทดสอบความไวของเชอ้ื ตํอยารักษาวณั โรค (DST) ผล Negative ร๎อยละ 100 (n=15)
สรุปและข้อเสนอแนะ การพัฒนาระบบการพยาบาลดูแลผ๎ูปุวยวัณโรคด้ือยาหลายขนานสามารถลด
อัตราการเกิดวัณโรคดื้อยา และลดการเกิดภาวะแทรกซ๎อนในผ๎ูปุวยวัณโรคดื้อยา ข๎อเสนอแนะในการศึกษา
เน่ืองจากกลํุมตัวอยํางมีจานวนน๎อย ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมกาหนดเป็นนโยบาย ประกาศใช๎และเผยแพรํ
รปู แบบฯ อยํางจริงจงั พรอ๎ มกบั นิเทศแบบเสรมิ พลังอานาจและติดตามอยาํ งตอํ เน่ือง
คาสาคญั : ผป๎ู วุ ยวณั โรคด้ือยาหลายขนาน, การพัฒนาระบบการพยาบาลดแู ลผ๎ูปุวย
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 76
การพัฒนาแนวทางการพยาบาลผู้ปุวยผา่ ตัด Local Anesthesia
ในกลมุ่ ผู้ปุวยจักษใุ นชว่ งสถานการณโ์ ควิดระบาด
มนุ พี ร ทนทาน : 045-973906
โรงพยาบาลยโสธร
บทนา โรคอุบัติใหมํ Covid-19 ระบาดสํงผลกระทบตํอระบบบริการการดูแลรักษาทางการพยาบาล
ผป๎ู ุวยผําตดั Local Anesthesia ในกลํมุ ผ๎ปู วุ ยจกั ษุ หอ๎ งผาํ ตดั โรงพยาบาลยโสธร เปน็ โรงพยาบาลหลักในการ
รับผ๎ูปุวยจากโรงพยาบาลชุมชนทุกแหํง การให๎บริการแกํผ๎ูปุวยที่มารับการผําตัด Local Anesthesia ในกลํุม
ผู๎ปุวยจักษุ ยังคงให๎บริการในสถานการณ๑ การแพรํระบาดของโรคติดเช้ือ Covid-19 ดังกลําว เพื่อเป็นการลด
ความเส่ียงของบุคลากรทางการแพทย๑ในขณะท่ีจักษุแพทย๑ ยังสามารถทาการผําตัดได๎อยํางมีประสิทธิภาพ
และผ๎ูปุวยมี ความปลอดภัย จึงได๎มีการพัฒนาแนวทางการพยาบาลผู๎ปุวยผําตัด Local Anesthesia ในกลํุม
ผู๎ปุวยจักษุในชํวงสถานการณ๑โควิดระบาด โดยมีวัตถุประสงค๑เพ่ือพัฒนาแนวทางและศึกษาผลของแนวทาง
การพยาบาลผ๎ูปุวยผําตัด Local Anesthesia ในกลํุมผู๎ปุวยจักษุในชํวงสถานการณ๑โควิดระบาด วิธีการศึกษา
เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติ วิธีคัดเลือกกลุํมตัวอยํางคัดเลือกแบบเจาะจง วิธีการวิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎
สถิตเิ ชิงพรรณนา ผลการศึกษา 1) ได๎แนวทางทางการพยาบาลผู๎ปุวยผําตัด Local Anesthesia ในกลํุมผู๎ปุวย
จกั ษุในชํวงสถานการณ๑โควดิ ระบาดที่ทาใหม๎ ีการเตรียมความพรอ๎ มในด๎านตาํ งๆไดอ๎ ยํางมีประสิทธิภาพ มีความ
เหมาะสมสอดคล๎องกับบริบทภายใต๎สถานการณ๑การระบาดของโควิด-19 จากเดิมท่ีมีเพียงแคํแนวทาง
การผําตัดปกติ 2) ผลลัพธ๑ท่ีได๎จากการใช๎แนวทางที่พัฒนาข้ึน ในชํวงเวลาท่ีศึกษา เดือนตุลาคม 2563 –
เดือนกันยายน 2564 มีกลุํมตัวอยํางคัดเลอื กแบบเจาะจง 811 ราย(n=811 )จากผ๎ูปุวยท่ีมารับบริการคลินิกตา
ประเภทการผําตัด ได๎แกํ ผําตัดต๎อกระจก (n=653) ผําตัดต๎อเน้ือ (n=112) ผําตัดจอประสาทตา (n=46)
เป็นผูป๎ วุ ยติดเช้อื โควดิ -19 และเป็นผู๎ปุวยเสีย่ งสงู (PUI) จะไดร๎ บั การ Off Case เลื่อนผําตดั ไมํเกิดความเสี่ยงใน
การแพรํระบาดโควิด-19 ไมํเกิดภาวะแทรกซ๎อนระหวํางการผําตัดและการติดเชื้อจากการผําตัด
สรุปและข๎อเสนอแนะ การพัฒนาแนวทางการพยาบาลผ๎ูปุวยผําตัด Local Anesthesia ในกลํุมผู๎ปุวยจักษุ
ในชวํ งสถานการณ๑โควดิ ระบาดสงํ ผลตํอความปลอดภัยของผ๎ูปวุ ยและเจา๎ หน๎าทีไ่ ด๎ ไมมํ ภี าวะแทรกซ๎อนระหวําง
การผําตดั ในการศึกษาควรมีการกาหนดเป็นนโยบาย ประกาศใช๎ และเผยแพรรํ ูปแบบ ฯ อยํางจรงิ จัง
คาสาคัญ : แนวทางการพยาบาลดแู ลผปู๎ วุ ยผาํ ตัด, Local Anesthesia, ผู๎ปุวยจกั ษุ, โควิด-19
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 77
การประยกุ ต์ใชร้ ูปแบบการปูองกันภาวะตกเลือดหลังคลอดโรงพยาบาลหนองสงู
ยุวากร กลางประพนั ธ์ : 0885805395
โรงพยาบาลหนองสูง
การวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ตั กิ าร คร้ังนมี้ ีวตั ถุประสงค๑เพื่อ ศกึ ษาและประยุกต๑ใช๎รูปแบบการปูองกันภาวะตกเลือด
หลังคลอดโรงพยาบาลหนองสูง ศึกษาในกลํุมประชากรเป็นหญิงคลอดในโรงพยาบาล โดยแบํงกลุํมเป็น3 กลุํม
คือ กลํุมที่1หญิงคลอด จานวน 42 ราย กลุํมกํอนดาเนินการประยุกต๑ใช๎รูปแบบ“แนวทางเวชปฏิบัติเพ่ือการ
ปูองกนั และแกไ๎ ขปญั หาตกเลอื ดหลังคลอด เขตบรกิ ารสุขภาพท่ี 10 กลํุมที่2 หญิงคลอดจานวน 18รายได๎รับการ
ดูแลโดยประยุกต๑ใช๎รูปแบบ“แนวทางเวชปฏิบัติเพ่ือการปูองกันและแก๎ไขปัญหาตกเลือดหลังคลอด เขตบริการ
สุขภาพที่ 10 โดยAlert BL 250cc กลุมํ ที3่ หญงิ คลอดจานวน 12 รายเป็นกลํมุ ทไ่ี ด๎รับการ ดูแลด๎วยรูปแบบการ
ปรบั ปรุงการประยกุ ต๑ใช๎ ได๎รับเพม่ิ ข้นึ การใหย๎ า โดยใช๎กระบวนการพัฒนาคณุ ภาพอยํางตํอเน่ืองเป็นวงจร PDCA
ผลการวจิ ัย พบวํา กํอนการวิจัย พบปัญหาตกเลือดหลังคลอดเกินร๎อยละ5 ปี 2561-2563 พบ ร๎อยละ
18.75, 12.5 และ 25.0 ตามลาดับ พบสาเหตุและปัจจัยภาวะตกเลือดหลังคลอดภาวะ จาก Uterine Atony,
Trauma ผลจากการใชแ๎ นวทางประยุกต๑การปูองกันภาวะตกเลือดหลังและปรับปรุงใช๎รูปแบบการปูองกันภาวะ
ตกเลือดหลังคลอด ทาให๎ได๎ผลลัพธ๑ ภาวะตกเลือดหลังคลอด ลดลงจากร๎อยละ 18.75,16.67 และ 0.00 กํอน
และหลังพัฒนาในปี 2564 และหลังการปรับปรุง 2565 ตามลาดับ
การวิจัยคร้ังนี้ทาให๎เกิดการปรับปรุง การใช๎แนวทางประยุกต๑ การกาหนดแนวทางให๎ยา Uterotonic
Drug แก๎ไขปัญหาภาวะตกเลือดหลังคลอดจาก Uterine Atony โดยกระบวนการพัฒนาคุณภาพอยํางตํอเนื่อง
PDCA จนเกิดผลลัพธ๑ มีการใช๎รูปแบบการปูองกันภาวะตกเลือดหลังคลอด และอัตราตกเลือดหลังคลอดลดลง
ไมํมภี าวะแทรกซอ๎ นทีร่ ุนแรง
คาสาคญั : การประยุกต๑ใช๎รูปแบบ, ตกเลอื ดหลงั คลอด, รูปแบบการปรับปรงุ การประยุกต๑ใช๎
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 78
การพยากรณ์หาปรมิ าณการจัดซอ้ื จดั หายา
รัตพล สวัสดว์ิ งศ์ไชย : 042 674614-6
โรงพยาบาลหนองสูง
งานวิจยั นี้มีวัตถุประสงค๑ เพื่อพัฒนาวิธีการหาปริมาณยาท่ีต๎องการจัดซ้ือจัดหาในแตํละคร้ังให๎มีความ
เหมาะสม เพียงพอตํอความต๎องการของใช๎ยาของโรงพยาบาลหนองสูงและปูองกันภาวะยาขาดคลัง ข้ันตอน
การวิจยั เร่มิ จาก ศึกษาระบบบรหิ ารจดั การจดั การยาและเวชภัณฑ๑ ระบบการจัดเก็บยาและเวชภัณฑ๑ และการ
วิเคราะหก๑ ารส่งั ยา โดยใช๎การแบํงกลุํมยาด๎วยวิธี ABC–VEN matrix คานวณหาคํา Coefficient of variation
(C.V.) เพ่ือหาความผันผวนของยา เปรียบเทียบโดยเรียงลาดับคําน๎อยไปหาคํามาก คานวณหาคําพยาการณ๑
ปริมาณยาที่ต๎องการจัดซ้ือใช๎วิธี Simple Moving Average (SMA)และคานวณหาคําความแมํนยาในการ
พยากรณ๑ด๎วยคํา Mean Absolute Percent Error (MAPE)
ผลการศึกษา พบวํา การวิเคราะห๑กลุํมยาแบบ ABC–VEN matrix แบํงกลุํมยาออกได๎ 3 หมวด
หมวดที่ 1 ยาที่ห๎ามขาดในคลังยาเพื่อให๎บริการผู๎ปุวย คือ กลุํมยา AV จานวน 3 รายการ, BV จานวน 11
รายการ, CV จานวน 17 รายการ หมวดที่ 2 ยามีความจาเป็นในการให๎บริการผู๎ปุวย คือ กลุํมยา AE จานวน
13 รายการ, BE จานวน 93 รายการ, CE จานวน 13 รายการ และหมวดที่ 3 ยาที่จัดเป็นทางเลือกในการ
ให๎บริการผู๎ปุวย คือ กลุํมยา AN จานวน 0 รายการ, BN จานวน 13 รายการ, CN จานวน 13 รายการ ผล
การพยากรณ๑ปริมาณยาที่ต๎องการจัดซื้อ ตัวอยํางยา เชํน NPH insulin penfill คํา C.V. 0.13 คําพยากรณ๑
ปริมาณยาท่ีต๎องจัดซ้ือในเดือน กันยายน 2563 คือ จานวน 80 Vial คําความแมํนยาในการพยากรณ๑ Mean
Absolute Percent Error (MAPE) 8.30% สํวนยาท่ีมีคํา C.V.สูง เชํน Nicardipine inj. คํา C.V. 0.81 คํา
ความแมํนยาในการพยากรณ๑ Mean Absolute Percent Error (MAPE) 66.93% อยูํในเกณฑ๑ความ
แมํนยาตา่ การบริหารจัดซ้ือจัดหายาเหลํานี้ อาจใช๎วิธีการจัดซ้ือจัดหา แบบ lot for lot
คาสาคัญ : การพยากรณ๑หาปรมิ าณการจัดซ้อื จัดหายา, ABC - VEN matrix
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 79
การประเมนิ แผนการดาเนินงานปอู งกันและควบคุมโรคติดเชอื้ ไวรสั โคโรนา 2019
ตาบลชะโนด อาเภอหว้านใหญ่ จงั หวดั มุกดาหาร
หฤทยั งามแสง และประยุทธ ศรสี าราญ : 090-2891945
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลชะโนด
การประเมนิ ครั้งนมี้ ีวัตถุประสงค๑ เพ่ือประเมินแผนการดาเนินงานปูองกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัส
โคโรนา 2019 ตาบลชะโนด อาเภอหว๎านใหญํ จังหวัดมุกดาหาร โดยประยุกต๑แบบจาลองของ CIPPIEST
MODEL ของ Stufflebeam ท้ัง 8 ด๎าน คอื ด๎านบริบทหรอื สภาพแวดล๎อม ด๎านปัจจัยเบื้องต๎นหรือปัจจัยปูอน
ด๎านกระบวนการ ด๎านผลผลิต ด๎านผลกระทบ ด๎านความยั่งยืน และด๎านการถํายโยงความรู๎ ประชากรใน
การศึกษา จานวน 81 คน ได๎แกํ คณะกรรมการศูนย๑ปฏิบัติการควบคุมโรคระดับตาบล จานวน 33 คน ทีม
ควบคุมโรคระดับตาบล (CDCU ตาบลชะโนด 5 หมํูบ๎าน) จานวน 48 คน ซึ่งได๎มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
เครื่องมือที่ใช๎ในการประเมินคร้ังน้ี เป็นแบบสอบถามแสดงความคิดเห็นที่มีตํอการดาเนินงานแผนการ
ดาเนินงานปูองกันและควบคมุ โรคติดเช้ือไวรสั โคโรนา 2019 ตาบลชะโนด อาเภอหว๎านใหญํ จังหวัดมุกดาหาร
สถิติทใี่ ช๎ในการวเิ คราะห๑ข๎อมลู ไดแ๎ กํ ร๎อยละ คาํ เฉลี่ย และสํวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ผลการวจิ ัย พบวํา การประเมินแผนการดาเนินงานปูองกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
ตาบลชะโนด อาเภอหว๎านใหญํ จังหวัดมุกดาหาร โดยภาพรวมอยูํในระดับมากและเมื่อเทียบกับเกณฑ๑ตัดสิน
ผลการประเมนิ พบวําผํานเกณฑ๑ 5 ด๎าน โดยมีรายละเอียดแตํละด๎านดังน้ี 1) ด๎านบริบทผํานเกณฑ๑ระดับมาก
̅ = 3.48 ระดับมาก 2) ด๎านปัจจัยเบ้ืองต๎น ̅ = 3.54 ระดับมาก 3) ด๎านกระบวนการ ̅ = 3.38 ระดับมาก
4) ด๎านผลกระทบ ̅ = 3.87 ระดับมาก 5) ด๎านประสิทธิผล ̅ = 3.58 ระดับมาก 6) ด๎านความย่ังยืน ̅ =
3.31 ระดับมาก 7) ด๎านการถํายโยงความร๎ู ̅ = 2.12 ระดับน๎อย และ 8) สํวนด๎านผลผลิตจากการประเมิน
มาตรฐานทมี SRRT ผาํ นเกณฑ๑ระดบั พืน้ ฐาน
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 80
การประชุมวิชาการเขตสขุ ภาพที่ 10 ประจาปี 2565
วันท่ี 11 - 12 กรกฎาคม 2565
ณ อาคารผปู้ วุ ยนอก 5 ช้ัน โรงพยาบาลอานาจเจริญ จังหวัดอานาจเจริญ
ผลงานวชิ าการประเภท Poster Presentation
สาขา คลนิ กิ : หอ้ งประชุม ชั้น 4
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 81
การพัฒนาระบบการดแู ลผู้ปุวยโควดิ แผนกผู้ปุวยใน Cohort ward โรงพยาบาลน้ายืน
สีบังอร เหมอื นแกว้ และอาภาพร ประสพสุขเกษม : 0821250966
โรงพยาบาลน้ายืน
ปัจจุบันประเทศไทยมกี ารระบาดของเชอื้ โควิด 19 มายาวนานกวํา 3 ปี และผป๎ู ุวยสวํ นใหญํที่เป็นกลํุม
เส่ยี งสงู ตอ๎ งไดร๎ ับการรกั ษาในโรงพยาบาลเชํนเดียวกับโรงพยาบาลน้ายืนที่รองรับการดูแลผู๎ปุวยท่ีติดเชื้อโควิด
19 เนื่องจากเป็นโรคติดเชื้ออุบัติใหมํจึงมีการปรับเปลี่ยนการดูแลให๎เหมาะสมตามบริบทของพื้นท่ีและตาม
สถานการณ๑ภายใต๎มาตรการปูองกันท่ีเครํงครัดจากการทบทวนข๎อมูลย๎อนหลังปี 2564 ของแผนกผ๎ูปุวยใน
Cohort wardโรงพยาบาลน้ายืนมีจานวนผู๎ปุวยโควิด 340 ราย และในปี 2565 (ต.ค.64-พ.ค.65) มีจานวน
ผูป๎ วุ ยเพิ่มสูงขึน้ เปน็ 3 เทาํ คอื 1,141 รายเฉล่ียผู๎ปุวยโควิดAdmit15-20ราย/วัน และด๎วยจานวนผ๎ูปุวยที่มาก
ขึ้นตํออัตรากาลังของบุคลากรพยาบาลที่ไมํเพียงพอทาให๎การพยาบาลไมํครอบคลุมองค๑รวมกระบวนการดูแล
ผ๎ูปุวยไมํมีระบบท่ีชัดเจน จึงได๎พัฒนาระบบการดูแลผู๎ปุวยโควิดขึ้นโดยการวิจัยน้ีเป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ มี
วัตถุประสงค๑เพ่ือพัฒนาระบบการดูแลผ๎ูปุวยโควิดแผนกผ๎ูปุวยใน Cohort wardโดยมีกลํุมตัวอยํางเป็นผู๎ปุวยติด
เชื้อโควิด 19 ท่ีได๎รับการ Admit ในโรงพยาบาลชํวงเดือนมกราคม 2565 จานวน 102 ราย เก็บรวบรวมข๎อมูล
และวเิ คราะห๑ข๎อมูลด๎วยสถติ เิ ชิงพรรณนา
ผลการวิจัย พบวํา ระบบการดูแลผู๎ปุวยโควิดแผนกผ๎ูปุวยใน Cohort wardโรงพยาบาลน้ายืน
สามารถดแู ลผู๎ปวุ ยท่ีติดเชอ้ื โควิด 19 ได๎ครอบคลมุ องคร๑ วม มรี ะบบการดแู ลผป๎ู ุวยโควิดที่ชัดเจนมากขึ้นคือ CIC
(Care giver, Information, Continuous)ประกอบด๎วย 1) มี Care Giver Cohort 2) มีระบบการสื่อสาร 3)
มกี ารเช่อื มโยงการดูแลตํอเนอ่ื ง หลังการวิจยั พบวํา ผู๎ปุวยโควดิ 19 มรี ะดับความพึงพอใจ ระดับดี
ระบบCIC เป็นการดูแลผู๎ปุวยที่ติดเช้ือโควิด 19 ในบริบทCohort ward ให๎ครอบคลุมองค๑รวมเทําน้ัน
หากขยายสกํู ารดูแลในชมุ ชน อาจเพิม่ การสํงเสริมสมรรถนะจะทาให๎ผ๎ูปุวยมีทักษะและมั่นใจในการดูแลตนเอง
และครอบครัวมากขึน้
คาสาคญั : ระบบการดูแลผ๎ปู ุวยโควิด,Cohort ward
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 82
ผลของโปรแกรมการสง่ เสริมพฤตกิ รรมการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเส่ือมและผลลัพธท์ างคลนิ ิก
ในผูป้ วุ ยโรคไตเรอ้ื รังระยะที่ 3
สปุ ราณี เมืองโคตร, สาราญ พูลทอง
และวลิ าวัลย์ หลกั เขต : 0944941446
โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตาบลปทมุ
ไตวายเร้ือรังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ต๎องดูแลระยะยาวในระบบสุขภาพการจัดการกับปัจจัยที่เป็น
สาเหตุของโรคและพฤติกรรมเสี่ยงจะชํวยยืดระยะเวลาในการเข๎าสํูระยะสุดท๎ายของโรค ลดความรุนแรงของ
ภาวะแทรกซ๎อน ทาให๎ผ๎ูปุวยมีคุณภาพชีวิตดีข้ึน การศึกษาวิจัยกึ่งทดลองแบบกลํุมเดียววัดผลกํอนหลังเพื่อ
ศึกษาผลของโปรแกรมการสํงเสริมพฤติกรรมสนับสนุนการจัดการตนเองเพ่ือชะลอไตเส่ือมและผล ลัพธ๑ทาง
คลินิกในผู๎ปุวยโรคไตระยะที่ 3 กลุํมตัวอยํางเป็นผู๎ปุวยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ในคลินิกโรคเร้ือรัง
โรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลปทุม อาเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ท่ีได๎จากการคานวณขนาดตัวอยําง
ดว๎ ยโปรแกรม STATA version 13.0จานวน 40 ราย สุํมตัวอยํางแบบเจาะจงตามคุณสมบัติ อาสาสมัครได๎รับ
โปรแกรมการสํงเสริมพฤติกรรมสนับสนุนการจัดการตนเองที่สร๎างจากทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด๎านสุขภาพ
ตรวจสอบความตรงของเน้ือหาโดยผ๎ูเช่ียวชาญ 3 ทําน ประกอบด๎วย การประเมินข๎อมูลสุขภาพ การสํงเสริม
สมรรถนะการรับรดู๎ า๎ นสุขภาพ การปฏิบตั ติ นและดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเส่ือม การสํงเสริมการจัดการตนเอง
เพื่อชะลอไตเส่ือม และติดตามเยี่ยมบ๎าน รวมเวลาดาเนินการ13 สัปดาห๑ เก็บรวบรวมข๎อมูลโดยใช๎
แบบสอบถามด๎วยการสัมภาษณ๑ แบบประเมินความรู๎เรื่องไตเส่ือมพฤติกรรมการจัดการตนเองเพ่ือชะลอไต
เสื่อมประเมนิ การทางานของไตโดยใช๎คําอัตราการกรองของไต วิเคราะห๑ข๎อมูลด๎วยสถิติเชิงพรรณณาและสถิติ
Paired t-test
ผลการวิจัย พบวํา กลุํมตัวอยํางผ๎ูปุวยเบาหวานและความดันโลหิตสูงมีคําเฉล่ียคะแนนความร๎ูและ
พฤติกรรมในการสํงเสริมสุขภาพในการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเส่ือมสูงกวํากํอนดาเนินการอยํางมีนัยสาคัญ
ทางสถิติ (p< 0.05 และ p < 0.05 ตามลาดับ) นอกจากนี้กลุํมตัวอยํางสํวนใหญํมีคําระดับการกรองของไต
(eGFR) คงที่ ร๎อยละ 57.5 และมีคําการกรองของไต(eGFR) ดีข้ึนร๎อยละ 25.0 สํวนคําเฉลี่ยระดับการกรอง
ของไต(eGFR) กํอนและหลังได๎รับโปรแกรมเพ่ิมขึ้นไมํแตกตํางกัน (P> 0.05) โปรแกรมการสํงเสริมพฤติกรรม
สนับสนุนการจัดการตนเองมีประสิทธิผลในการเปล่ียนแปลงการรับรู๎ความสามารถของตนเองในการจัดการ
ตนเองเพ่ือชะลอไตเส่ือม จึงควรจัดโปรแกรมน้ีอยํางตํอเนื่องในคลินิกโรคเร้ือรังเพื่อปรับพฤติกรรมการจัดการ
ตนเองลดภาวะแทรกซ๎อนชะลอไตเสื่อมสงํ ผลตํอคณุ ภาพชวี ิตผป๎ู ุวยเรือ้ รงั ใหด๎ ีขน้ึ
สาคญั : การสงํ เสริมพฤติกรรมการจัดการตนเอง, ชะลอไตเสื่อม
เอกสารรับรองการวจิ ัยในมนุษย์ เลขท่ี SSJ.UB2563-061
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 83
การศกึ ษาอาการผิดปกติหรือภาวะแทรกซ้อนภายหลงั การปุวยเปน็ โควิด-19 ของกล่มุ ผปู้ ุวย
ทเี่ ข้าระบบการรักษาในชุมชน อาเภอเดชอดุ ม จังหวัดอุบลราชธานี
สราวฒุ ิ โสภาณะโสม, พกั ตร์พิมล พิศชาติ
และกนกพร ชานาญเวช : 0909652049
โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชเดชอุดม
จากสถานการณ๑โควิด-19 ในปัจจุบัน ถึงแม๎วํายอดผู๎ปุวยท่ีรักษาหายจะมีจานวนมากขึ้น แตํพบวํามี
อาการผิดปกติหรือภาวะแทรกซ๎อนภายหลังการปุวยเป็นโควิด-19 (Long Covid-19) หลังจากรักษาหายแล๎ว
ดงั นน้ั จงึ ต๎องการทราบถึงภาวะ long COVID ทเ่ี กิดขึ้นกับผู๎ปวุ ยโควดิ -19 ในชมุ ชนอาเภอเดชอดุ ม
การวิจยั นีม้ ีวตั ถุประสงค๑เพอ่ื ศึกษาอาการผิดปกติหรือภาวะแทรกซ๎อนภายหลังการปุวยเป็นโควิด-19
(Long Covid -19) ของระบบการรักษาในชุมชน พื้นท่ีอาเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี และเพ่ือศึกษา
ความสัมพันธ๑ระหวํางอาการผิดปกติหรือภาวะแทรกซ๎อนภายหลังการปุวยเป็นโควิด-19 (Long Covid -19)
กบั ระยะเวลาการเข๎ารับการรักษา และประวัติการได๎รับวัคซีนโควิด-19 การวิจัยนี้เป็นการสังเกตเชิงวิเคราะห๑
(Observational analytical study) เป็นการติดตามผลกระทบตํอสุขภาพของผ๎ูปุวยหลังติดเชื้อโควิด 19
ภายหลังรักษาหายแล๎วท่ีไมํน๎อยกวํา 4 สัปดาห๑ โดยการวิจัยจากกลุํมผ๎ูปุวยติดเชื้อโควิด-19 ยืนยันผลตรวจ
ดว๎ ยวธิ ี ATK ของกลํมุ ผปู๎ ุวยที่เข๎าระบบการรักษาในชุมชน ระหวํางวันที่ 4 มกราคม – 31 มีนาคม พ.ศ. 2565
กาหนดกลํมุ ตัวอยาํ งทีเ่ ก็บจรงิ 450 ราย การสัมภาษณ๑ผํานทางโทรศัพท๑ ในชํวงเวลา วันท่ี 5 พฤษภาคม – 20
มิถุนายน พ.ศ.2565 และใช๎แบบประเมินภาวะ Long COVID-19 ของกรมการแพทย๑ ประยุกต๑ข๎อคาถามเพิ่ม
วเิ คราะห๑ข๎อมลู ดว๎ ยคาํ ความเชือ่ มน่ั สัมประสทิ ธแ์ิ อลฟาของครอนบาค (α=0.80)
ผลการศึกษา พบผ๎ูปุวยมีอาการผิดปกติหรือภาวะแทรกซ๎อนภายหลังการปุวยเป็นโควิด-19 จานวน
366 ราย ร๎อยละ 81.33 รักษาด๎วยยาฟูาทะลายโจร จานวน 120 ราย คิดเป็นร๎อยละ 26.67 % มีอาการ
ผิดปกติหรือภาวะแทรกซ๎อนภายหลังการปุวยเป็นโควิด-19 คิดเป็นร๎อยละ 73.33% และรักษาด๎วยยา
favipiravir จานวน 330 ราย คิดเป็นร๎อยละ 73.33% มีอาการผิดปกติหรือภาวะแทรกซ๎อนภายหลังการปุวย
เป็นโควิด-19 คิดเป็นร๎อยละ 84.24% อาการที่พบบํอย ได๎แกํ อํอนเพลีย (31.97%) ไอ (24.32%) อาการ
หายใจลาบาก (10.93%) ความจาสัน้ (7.65%) ปวดศีรษะ (4.37%) เจบ็ หนา๎ อกและผมรํวง (3.28%) หนาวสั่น
หัวใจเต๎นเรว็ เวียนศีรษะ สมองล๎า นอนไมหํ ลบั ทอ๎ งเสียบํอย มผี ่นื ข้นึ และปวดกล๎ามเนื้อ (2.19%) ใจสั่น จมูก
ไมํไดก๎ ลนิ่ /ลิ้นไมํไดร๎ ส วติ กกงั วล กลืนลาบาก ตามองเห็นไมํชัด (0.82%) ผลการวิเคราะห๑ความสัมพันธ๑ พบวํา
อาการผิดปกติหรอื ภาวะแทรกซ๎อนภายหลังการปุวยเป็นโควิด-19 มีความสัมพันธ๑กับระยะเวลาการเข๎ารับการ
รักษา ( =0.21) แตํไมํสัมพันธ๑กับประวัติการได๎รับวัคซีนโควิด-19 ( =-0.06) จากผลการศึกษาน้ี สามารถ
เป็นข๎อมลู พนื้ ฐานในการพฒั นาแนวปฏบิ ตั ิการดูแลรักษาผ๎ูปุวย COVID-19 ในพืน้ ทีอ่ าเภอเดชอุดมตํอไป
คาสาคัญ : อาการหลงั ตดิ เชือ้ โควดิ -19, โควิด-19
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 84
การพัฒนารปู แบบการจัดการรายกรณโี ดยยดึ ครอบครัวเปน็ ศนู ยก์ ลาง
ในสตรตี งั้ ครรภ์ทีม่ ีภาวะปญั ญาอ่อน เขตอาเภอนา้ ยนื
พมิ พร ถาวร : 0933535960
โรงพยาบาลน้ายืน
จากการดาเนินงานอนามัยแมํและเด็กเครือขํายอาเภอน้ายืนที่ผํานมา พบสตรีท่ีมีภาวะปัญญาอํอน
รํวมกบั การตง้ั ครรภ๑ เฉล่ยี 2-3 ราย/ปีหรือคิดเป็นร๎อยละ 0.3 ของสตรีต้ังครรภ๑ในพื้นท่ีอยํางตํอเนื่อง แม๎วําจะ
พบได๎ในปริมาณน๎อยแตํกลบั พบภาวะแทรกซอ๎ นท่รี นุ แรงและการดแู ลท่ตี อ๎ งอาศยั ความรํวมมือจากทีมสหสาขา
วิชาชีพและทุกภาคสํวนในการจัดการปัญหารํวมกัน เนื่องจากสตรีตั้งครรภ๑กลุํมนี้มีข๎อจากัดในการรับร๎ูทาง
สติปัญญาและเม่ือเกิดการตั้งครรภ๑จึงทาให๎เกิดปัญหาการดูแลท่ีซับซ๎อนในแตํละราย สํงผลกระทบท้ังในระยะ
ตง้ั ครรภ๑ ระยะคลอด และยาวนานถึงระยะหลังคลอดและเนอ่ื งจากยงั ไมมํ ีรูปแบบการดแู ลสตรีต้ังครรภ๑กลํุมนี้ที่
ชัดเจนในการจัดบริการสุขภาพขณะต้ังครรภ๑ จึงนาสูํการพัฒนารูปแบบการจัดการรายกรณีโดยยึดครอบครัว
เป็นศูนย๑กลางในสตรีตั้งครรภ๑ท่ีมีภาวะปัญญาอํอนเพราะครอบครัวเป็นระบบท่ีมีปฏิสัมพันธ๑แล ะความผูกพัน
กันอยํางใกล๎ชิดมีความเข๎าใจโครงสร๎างเฉพาะและความต๎องการของสมาชิกภายใต๎สภาพความเป็นจริงของ
ครอบครัว เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค๑เพ่ือพัฒนารูปแบบการจัดการรายกรณี และศึกษา
ประสิทธิผลของการใช๎กระบวนการจัดการรายกรณีโดยยึดครอบครัวเป็นศูนย๑ก ลางในสตรีตั้งครรภ๑ท่ีมีภาวะ
ปัญญาอํอนทาการศึกษาสตรีต้ังครรภ๑ท่ีมีภาวะปัญญาอํอนที่เข๎ารับบริการฝากครรภ๑ที่คลินิกครรภ๑เสี่ยงสูง
โรงพยาบาลน้ายืน อาเภอน้ายืน จังหวัดอุบลราชธานีจานวน 3 ราย ดาเนินการศึกษาระหวํางเดือนตุลาคม
2563 ถึงเดือน กันยายน 2564 มีข้ันตอนการดาเนินการ 7 ข้ันตอน โดยมีครอบครัวให๎การดูแลอยํางใกล๎ชิด
ดังนี้ 1.)Targeting and outreach2.)Screening and intake3.)Comprehensive assessmentท้ังในระยะ
ตั้งครรภ๑ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด4.)Care planning 5.)Service arrangement 6.)Data
management7.)Monitoring8.)Reassessmentวเิ คราะห๑ข๎อมูลดว๎ ยสถติ ิร๎อยละ คําเฉล่ยี
ผลการศกึ ษา พบวํา 1.) รูปแบบการจัดการรายกรณีโดยยึดครอบครัวเป็นศูนย๑กลางในสตรีต้ังครรภ๑ที่
มภี าวะปัญญาออํ นมี 4 องค๑ประกอบ คือ 1.1.)การประเมินความพร๎อมในการมีบุตรและการยอมรับความเสี่ยง
ของสตรีต้ังครรภ๑และครอบครัว 1.2) การดูแลเชิงรุกสํงเสริมความร๎ูความสามารถในการจัดการตนเองได๎ (Self
–management) 1.3)ประสานการสํงตํอภายในเครือขํายสุขภาพและหนํวยงานท่ีเกี่ยวข๎อง 1.4)การติดตาม
เย่ยี มบ๎านและชํองทางการขอความชวํ ยเหลือในภาวะฉุกเฉิน 2.)การประเมินประสิทธิผล หลังการใช๎รูปแบบท่ี
พัฒนาข้นึ พบวาํ สตรีตง้ั ครรภ๑ทง้ั 3 ราย และครอบครัว มีคะแนนความสามารถในการดูแลตนเองสูงขึ้นอยํางมี
นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อัตราการฝากครรภ๑ตามนัดร๎อยละ 100 นอกจากน้ียังพบวําครอบครัวมี
สัมพันธภาพท่ีดีตํอกันมากข้ึน ซ่ึงการจัดการรายกรณีมีความเหมาะสมอยํางยิ่งในการดูแลสตรีต้ังครรภ๑ท่ีมี
ปัญหาซับซ๎อน ต๎องการการดูแลท่ีเฉพาะ ท่ีจะสามารถลดภาวะแทรกซ๎อนท่ีรุนแรงและผลกระทบตํอสตรี
ตง้ั ครรภ๑และทารกในครรภไ๑ ด๎
คาสาคัญ : สตรตี ั้งครรภ๑ท่ีมีภาวะปญั ญาออํ น,การจดั การรายกรณ,ี ครอบครวั เป็นศูนยก๑ ลาง
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 85
การพฒั นารปู แบบการใหบ้ ริการคลินิกกญั ชาทางการแพทย์
โรงพยาบาลน้ายืนจงั หวัดอุบลราชธานี
กปั ปยิ ะ ปาณวิ รรณ : 0817256799
โรงพยาบาลนา้ ยนื
จากผลการดาเนินงานใน 2 ไตรมาสแรกของปี 2564 ไมํมีผ๎ูปุวยเข๎ารับบริการในคลินิกกัญชาทาง
การแพทย๑ สํงผลให๎ร๎อยละของผ๎ูปุวย Palliative Care ที่ได๎รับการรักษาด๎วยยากัญชาทางการแพทย๑เทํากับ 0
(เปูาหมาย 5 %) ซ่ึงมีสาเหตุจากผู๎ปุวยขาดความเช่ือมั่นในประสิทธิผลของยาและการเข๎าถึงบริการยํุงยาก จึง
ได๎ศึกษาการพฒั นารปู แบบการให๎บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย๑โดยมีวัตถุประสงค๑ เพื่อพัฒนารูปแบบการ
ให๎บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย๑ การศึกษาน้ีเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลํุมเปูาหมาย ประกอบด๎วย
ผ๎ูปุวยที่เข๎ารับบริการท่ีคลินิกกัญชาทางการแพทย๑ รพ.น้ายืนดาเนินงาน ในเดือนกุมภาพันธ๑ 2564 –25
มิถุนายน2565เครื่องมือที่ใช๎ ได๎แกํ แบบติดตามอาการข๎างเคียงยาและแบบบันทึกข๎อมูลการใช๎กัญ ชาทาง
การแพทย๑วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎สถิติร๎อยละขั้นตอนการศึกษาประกอบด๎วย1) ขั้นตอนวางแผนงานได๎แกํ
แตํงตั้งคณะทางานรวบรวมปัญหาท่ีพบ กาหนดแนวทางในการดาเนินงาน 2) ดาเนินการตามแผนคือการ
ประชุมวิชาการ, การพัฒนาระบบการจัดเก็บข๎อมูลของรพ.ให๎เช่ือมโยงกับระบบC-MOPHของกระทรวงและ
การพฒั นาระบบตดิ ตามอาการข๎างเคียงจากยา,เพิ่มการประชาสัมพันธ๑ในการประชุมหัวหน๎าสํวนราชการ, การ
คัดกรองและบริการเชิงรุกในผ๎ูปุวย Palliative care และการติดตามอาการข๎างเคียงจากการใช๎ยา3) ข้ันตอน
การสังเกต สังเกตการดาเนินงานทุกข้ันตอน 4) ข้ันตอนการสะท๎อนผลโดยวิเคราะห๑ปัญหาอุปสรรค แนว
ทางแก๎ไขปัญหาปัจจัยแหํงความสาเร็จ ผลการศึกษาพบวําในปี 2564 และปี2565 ร๎อยละของผู๎ปุวย
Palliative Care ท่ีได๎รับการรักษาด๎วยยากัญชาทางการแพทย๑เทํากับ 7.14 และ 26.08 ตามลาดับสรุปผล
การศึกษาพบวําผลลัพธ๑ในการดาเนินงานผํานเกณฑ๑ และได๎รูปแบบการให๎บริการคลินิกกัญชาทางการแพทย๑
โรงพยาบาลน้ายืนคือ ASTT Modelประกอบด๎วย การประชาสัมพันธ๑ (Advertisement),การคัดกรอง
(Screening),การทางานเป็นทีมโดยสหวิชาชีพ(Team work), และการใช๎เทคโนโลยีในการพัฒนางาน
(Technology)ข๎อเสนอแนะเพ่ิมการค๎นหาผ๎ูปุวยโดยประสานกับทีม Long Term Careการนาไปใช๎ประโยชน๑
โดย นา ASTT Modelไปประยุกตใ๑ ชก๎ บั โรงพยาบาลทีม่ บี รบิ ทใกล๎เคียงกนั
คาสาคัญ : กัญชาทางการแพทย๑
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 86
การเปรียบเทยี บความรกู้ ่อนและหลงั ให้สขุ ศกึ ษาในมารดาของทารกคลอดก่อนกาหนด
โรงพยาบาลศรีสะเกษ
ปิยะนชุ เภาแกว้ และรัชนี มัคสมาน : 0909829135
โรงพยาบาลศรีสะเกษ
บทนาและวตั ถุประสงค์ หอผ๎ปู วุ ยกุมารเวชกรรม 1 โรงพยาบาลศรีสะเกษ มีทารกคลอดกํอนกาหนด
ในปี 2561 จานวน 384 ราย, ปี 2562 จานวน 421 ราย และปี 256๓ จานวน 472 ราย จากการให๎บริการ
พบวาํ มารดาสวํ นใหญขํ าดความรค๎ู วามม่ันใจในการดูแลทารกคลอดกอํ นกาหนด ซึ่งสํงผลตํอสุขภาพของทารก
ซงึ่ ผ๎ูวิจยั ตอ๎ งการทราบถงึ ความร๎ูของมารดา ในการดูแลทารกคลอดกํอนกาหนดกํอนและหลังให๎สุขศึกษา และ
นาข๎อมูลไปพัฒนาแนวทางการให๎ความรู๎กํอนจาหนํายทารกคลอดกํอนกาหนดจึงได๎จัดทาวิจัยน้ีข้ึนมา เพ่ือ
ศกึ ษาและเปรียบเทยี บความรู๎ กอํ นและหลงั ใหส๎ ุขศกึ ษาในมารดาทารกคลอดกํอนกาหนด
วิธีการศึกษา การวิจัยเชิงทดลองเบ้ืองต๎น(Pre-experiment Research) คร้ังนี้ มีวัตถุประสงค๑เพื่อ
ศึกษาและเปรียบเทียบความร๎ู กํอนและหลังให๎สุขศึกษาในมารดาทารกคลอดกํอนกาหนดกลํุมตัวอยําง ได๎แกํ
มารดาของทารกคลอดกํอนกาหนดท่ีมารับบริการท่ีหอผ๎ูปุวยกุมารเวชกรรม 1 โรงพยาบาลศรีสะเกษ โดยการ
เลอื กแบบเจาะจง จานวน 32 คน เครื่องมือท่ีใช๎ในการวิจัยได๎แกํ แบบสอบถาม ซ่ึงประกอบด๎วยข๎อมูล 2 สํวน
คือ ข๎อมูลทั่วไปและแบบวัดความรู๎เร่ืองการดูแลทารกคลอดกํอนกาหนด ซ่ึงผํานการตรวจสอบความตรงโดย
ผูเ๎ ชยี่ วชาญ และทดสอบความเชอ่ื มน่ั โดยวธิ อี ัลฟาของครอนบาค ได๎คําความเช่ือมั่นของแบบวัดความรู๎ เทํากับ
0.717 เกบ็ รวบรวมขอ๎ มูลโดยการให๎กลุํมตัวอยาํ งทาแบบทดสอบความรกู๎ อํ นและหลังการให๎สุขศึกษา ระหวําง
วันท่ี 9 มถิ ุนายน – 31 สิงหาคม 2563 วิเคราะห๑ข๎อมูลด๎วยสถิติพรรณนา ได๎แกํ จานวน ร๎อยละ คําเฉลี่ยและ
สวํ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน และสถติ ิอนุมาน ได๎แกํ Paired t-test
ผลการศึกษา กลํุมตัวอยํางมีความรู๎เร่ืองการดูแลทารกคลอดกํอนกาหนดอยํูในระดับต่า ร๎อยละ 25
ระดับปานกลาง ร๎อยละ 50 และระดับสูง ร๎อยละ 25 และหลงั ให๎สขุ ศึกษามคี วามรู๎อยใํู นระดับสงู ร๎อยละ 100
กลํุมตัวอยํางมีคะแนนเฉล่ียของความรู๎กํอนการให๎สุขศึกษาเทํากับ 9.28 (S.D. = 3.12) และหลังการให๎สุข
ศึกษาเทาํ กบั 14.15(S.D. = 0.98) เมอื่ ทดสอบความแตกตํางทางสถิตพิ บวําคะแนนเฉล่ียของความรู๎หลังการให๎
สุขศกึ ษา เพม่ิ ขึ้นอยํางมีนยั สาคญั ทางสถติ ิ
สรุปและข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยดังกลําวแสดงให๎เห็นวํา การให๎สุขศึกษาเร่ืองการดูแลทารก
คลอดกํอนกาหนดทาให๎มารดามีความรู๎ในการดูแลทารกเพ่ิมมากขึ้นแตํความร๎ูเก่ียวกับการอาบน้าทารกและ
การสังเกตอาการผิดปกติ มารดาสํวนใหญํยังมีความเข๎าใจไมํถูกต๎องจึงควรให๎มารดาทดลองอาบน้าทารกด๎วย
ตนเอง และควรมีการจัดทาสื่อให๎ความรู๎เป็นวีดีทัศน๑เพื่อเป็นการกระต๎ุนและสร๎างความตระหนักในการสังเกต
ลักษณะอาการผิดปกติของทารกแรกเกดิ
คาสาคัญ : ทารกคลอดกอํ นกาหนด
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 87
การเปรยี บเทียบความปวดขณะทาหตั ถการระหวา่ งการใชจ้ กุ นมปลอมและไมใ่ ช้จกุ นมปลอม
ในผปู้ วุ ยทารกแรกเกิดวกิ ฤต
คณุ ัญญา ทองเบา้ และกติ ติยา สวนเพชร : 0926706570
โรงพยาบาลศรีสะเกษ
บทนาและวัตถุประสงค์ ทารกเกิดกํอนกาหนดและทารกแรกเกิดท่ีเจ็บปุวยเป็นทารกกลํุมเสี่ยงที่จะ
ได๎รับความปวดและความเครียดเนื่องจากทารกจะต๎องเผชิญกับสิ่งแวดล๎อมท่ีแตกตํางจากสิ่งแวดล๎อมในครรภ๑
มารดา นอกจากนี้ทารกที่เกิดกํอนกาหนดและทารกแรกเกิดท่ีเจ็บปุวยยังต๎องได๎รับการรักษาจากทีมแพทย๑และ
พยาบาลการทาหัตถการตําง ๆ เพื่อการรักษาและหัตถการเพ่ือการตรวจวินิจฉัย พยาบาลผ๎ูดูแลจะเป็นผ๎ูที่มี
บทบาทสาคัญในการใหค๎ วามชํวยเหลือทารกเพือ่ ชํวยลดความรุนแรง ลดระยะเวลาท่ีทารกได๎รับความปวดและ
ชํวยให๎ทารกฟ้ืนจากสภาพความปวดโดยเร็วท่ีสุด จะเห็นวําพยาบาลสามารถชํวยลดความปวดให๎แกํทารกได๎
แตํยังไมํมีการศึกษาเก่ียวกับการลดความปวดในทารกแรกจากการทาหัตถการตําง ๆ ด๎วยการใช๎จุกนมปลอม
เน่ืองจากผู๎ปุวยแรกเกิดวิกฤตที่รักษาตัวในห๎องผ๎ูปุวยหนักทารกแรกเกิด NICU จะได๎การทาหัตถการตําง ๆ
มากมาย อยํางหลีกเล่ียงไมํได๎ ดังน้ันผ๎ูวิจัยจึงสนใจ ท่ีจะประยุกต๑ใช๎การใช๎จุกนมปลอมในการลดปวดการทา
หัตถการ ซ่ึงผลของการวิจัยที่ได๎จะนาข๎อมูลท่ีได๎ไปปรับปรุงและพัฒนาการจัดการดูแลความปวดขณะทา
หตั ถการในผป๎ู ุวยทารกแรกเกดิ วิกฤตที่ได๎รับความปวดจากการทาหัตถการตํอไป การวิจัยแบบก่ึงทดลองครั้งน้ี
มีวตั ถปุ ระสงคเ๑ พอ่ื เปรียบเทียบความปวดขณะทาหัตถการระหวํางการใช๎จุกนมปลอมและไมํใช๎จุกนมปลอมใน
ผปู๎ วุ ยทารกแรกเกิดวกิ ฤต
วิธีการศึกษา กลุํมตัวอยําง ได๎แกํ กลํุมผู๎ปุวยทารกแรกเกิดวิกฤต ท่ีรักษาตัวใน NICU โรงพยาบาล
ศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ จานวน 24 คน ซ่ึงคานวณหาโดยใช๎สูตร Two Independent means โดยเป็น
กลุํมท่ีใช๎จุกนมปลอม 12 คน และกลุํมท่ีไมํใช๎จุกนมปลอม 12 คน การสุํมตัวอยํางอยํางงําย เคร่ืองมือท่ีใช๎ใน
การวิจัย คือ แบบสอบถาม ประกอบด๎วย 2 สํวน ได๎แกํ ข๎อมูลท่ัวไป และแบบประเมินความปวด (NIPS) ซ่ึง
ผํานการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผ๎ูทรงคุณวุฒิ จานวน 5 ทําน เก็บรวบรวมข๎อมูลโดยผ๎ูวิจัย บันทึก
ข๎อมูล ระหวํางวันที่ 1 สิงหาคม 2563 ถึง วันที่ 13 กันยายน 2563 วิเคราะห๑ข๎อมูลด๎วยสถิติพรรณนา ได๎แกํ
จานวน ร๎อยละ คาํ เฉลีย่ และสํวนเบ่ยี งเบนมาตรฐานและสถิติอนุมาน ได๎แกํ Independent t-test
ผลการศึกษา คะแนนเฉล่ียความปวดของกลํุมตัวอยํางท่ีใช๎จุกนมปลอมเทํากับ 2.75 (SD = 0.76) และ
กลํมุ ตัวอยํางท่ีไมํใชจ๎ ุกนมปลอม เทํากับ 5.50 (SD = 1.00) เมื่อทดสอบความแตกตํางทางสถิติพบวําคะแนนเฉล่ีย
ความปวดกลุํมท่ใี ช๎จุกนมปลอมน๎อยกวาํ กลํุมท่ีไมํใชจ๎ กุ นมปลอมอยํางมนี ัยสาคัญทางสถติ ิทางสถิติที่ระดับ 0.00
ผลการศึกษาน้ีแสดงให๎เห็นวําการใช๎จุกนมปลอมลดความปวดขณะทาหัตถการในเด็กทารกแรกเกิดมี
ประสทิ ธิภาพลดความเจ็บปวดไดด๎ ี
สรปุ และข้อเสนอแนะ 1.การลดความปวดโดยใช๎จุกนมปลอมมีขอ๎ จากัดในกรณีท่ีผู๎ปุวยทารกแรกเกิด
วิกฤตใสทํ อํ ชํวยหายใจ ทาใหไ๎ มสํ ามารถดดู จกุ นมปลอมได๎ แตหํ ลังจากผป๎ู ุวยได๎รับการทาหัตถการ การแทงเข็ม
ใหส๎ ารนา้ การเจาะเลอื ดเจ๎าหน๎าที่ใหก๎ ารพยาบาลใชว๎ ธิ ีลดความปวดด๎วยวธิ อี ่ืนใหผ๎ ๎ูปวุ ยทารกแรกเกิดวิกฤตโดย
การหํอตัว 2.เจ๎าหน๎าท่ีทางการพยาบาลต๎องลดความปวดของผู๎ปุวยทารกแรกเกิดทุกคร้ังหลังจากทาหัตถการ
โดยใชแ๎ บบประเมนิ NIPS
คาสาคญั : ความปวด,ผปู๎ วุ ยทารกแรกเกิดวกิ ฤต,จกุ นมปลอม
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 88
ผลการทบทวนการใชย้ าความเสี่ยงสงู รปู แบบยาฉดี ตึกผู้ปวุ ยใน โรงพยาบาลกนั ทรลักษ์
สหรฐั บุญศักดิ์ และตรลี ดา คมใส : 0856330511
โรงพยาบาลกันทรลักษ์
การจัดการยาความเสี่ยงสูงเป็นหน่ึงในนโยบายความปลอดภัยด๎านยาที่สาคัญท่ีสถานบันพัฒนาและ
รับรองคุณภาพโรงพยาบาลของประเทศไทยกาหนดเป็นเกณฑ๑สาคัญในการรับรองคุณภาพ โรงพยาบ าล
กันทรลักษ๑ ได๎กาหนดตัวช้ีวัดสาคัญ ปี 2564 คือ ไมํมีอุบัติการณ๑ผ๎ูปุวยพิการหรือเสียชีวิตจากความ
คลาดเคลื่อนทางยาและร๎อยละการติดตามการใช๎ยาความเส่ียงสูงมากกวําร๎อยละ 80 การศึกษาน้ีมี
วตั ถุประสงค์เพื่อ ศึกษาด๎านความปลอดภัยและประเมินผลการปฏิบัติตามแนวทางการใช๎ยาความเสี่ยงสูง ใน
โรงพยาบาลกันทรลักษ๑ วิธีดาเนินงานวิจัย เป็นการศึกษาโดยการสังเกตเชิงพรรณนาแบบย๎อนหลัง กลํุม
ตัวอยําง ผ๎ูปุวยในที่ได๎รับยาความเสี่ยงสูงของโรงพยาบาลกันทรลักษ๑ตามเกณฑ๑คัดเข๎าการศึกษา (inclusion
criteria) ระหวํางวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 พฤษภาคม 2564 จานวน 65 ราย ผลการศึกษา ยาที่มีความเส่ียงสูงท่ี
พบในการศึกษามากที่สุด 3 อันดับ ได๎แกํ Calcium gluconate Magnesium sulfate และ Norepinephrine
ร๎อยละ 23.07 18.46 16.92 ตามลาดับ พบอุบัติการณ๑เกิดอาการไมํพึงประสงค๑จากการใช๎ยา Cacium
gluconate 1 เหตุการณ๑ และ Amiodarone 2 เหตุการณ๑ การปฏิบัติตามแนวทางการใช๎ยาความเส่ียงสูงในการ
สั่งใช๎ยาร๎อยละ 82.56 และการเฝูาระวังผลการใช๎ยาท่ีมีความเส่ียงสูงร๎อยละ 64.62 สรุปผลการศึกษาและ
ข้อเสนอแนะ การส่ังใช๎ยาความเสี่ยงสูงปฏิบัติตามแนวทางมากกวําร๎อยละ 80 การเฝูาระวังผลการใช๎ยาท่ีมี
ความเสยี่ งสงู ปฏิบัติตามแนวทางรอ๎ ยละ 64.62 ข้ันตอนท่ีมีร๎อยละการปฏิบัติฯ น๎อยท่ีสุด คือ การติดตามตาม
ใบ monitoring sheet ด๎าน General monitoring (ร๎อยละ 60.00) ดังนั้น จึงควรมีมาตรการ ทบทวน
แนวทางปฏบิ ตั ิ หรอื การสร๎างแรงจูงใจใหป๎ ฏบิ ัตติ ามแนวทางเพ่ือปอู งกนั อนั ตรายท่ีอาจเกิดขน้ึ กํอนถึงตวั ผู๎ปวุ ย
คาสาคญั : ยาท่มี ีความเสีย่ งสูง แนวทางการใช๎ยาความเสี่ยงสูง
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 89
ระบบบรกิ ารรับยาลดความแออดั รูปแบบการจ่ายยาแนวใหมท่ ่ีบ้านผปู้ วุ ยโรคเร้อื รงั
ในเขตเทศบาลตาบลบงึ บูรพ์ อาเภอบึงบรู พ์ จังหวดั ศรสี ะเกษ ชว่ งการระบาดโรคตดิ เช้ือ COVID-19
คเชนทร์ ชนะชยั : 0827541902
โรงพยาบาลบงึ บูรพ์
การศึกษานี้ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหวํางการวิจัยปฏิบัติการและเชิงสารวจ เพื่อพัฒนาระบบ
บริการเตมิ ยาเดิมผู๎ปวุ ยที่บ๎านอยํางตอํ เนอ่ื งไมํขาดยา ในผ๎ูปุวยโรคเรื้อรัง สามารถรับยาท่ีบ๎านได๎ ค๎นหาปัญหา
การใชย๎ าที่บา๎ นของผู๎ปวุ ย และ พัฒนาระบบเภสัชกรรมปฐมภูมิชํวงการระบาดโรคติดเชื้อ COVID-19 พ้ืนที่ใน
การศึกษาคือ เขตเทศบาลตาบลบึงบูรพ๑ อาเภอบึงบูรพ๑ จังหวัดศรีสะเกษ กลุํมตัวอยําง คือ จานวนผ๎ูปุวยที่
ให๎บริการตามเกณฑ๑ที่กาหนดทั้งหมด 435 คน วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยแจกแจงความถ่ี ร๎อยละ คําเฉล่ีย สํวน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน รวบรวมข๎อมูลต้ังแตํ มกราคม 2564 ถึง กุมภาพันธ๑ 2564 ผลการศึกษาพบวําระบบเภสัช
กรรมปฐมภูมิชํวงการระบาดโรคติดเชื้อ COVID-19 แนวใหมํคือ ลงข๎อมูลการส่ังยาในระบบ จัดยา เช็คยา
เตรยี มลงพ้ืนที่ เภสัชกรจํายยา เก็บรวบรวมปญั หาจากการใชย๎ าโดยใช๎แบบบันทึกมาตรฐานและแบบสัมภาษณ๑
เจ๎าพนักงานเภสัชกรรมตรวจสอบยาเดิม ทอนยา พยาบาลซักประวัติ สอบถามอาการ พนักงานบริการ
ประสาน ขับรถนาทาง เภสัชกรสํงตํอขอ๎ มูลปญั หาการใชย๎ าของผู๎ปุวยให๎แพทย๑ได๎รับทราบ จากระบบเดิมคือให๎
อสม.เปน็ ผูน๎ าสํงยา ผลการศึกษาพบวาํ กลุํมตวั อยาํ ง 435 คน สวํ นใหญํเปน็ เพศหญิง ร๎อยละ 65.06 อายุเฉล่ีย
68 ปี (S.D= 7.22 ปี) สิทธิในการรักษาเบิกจํายตรงมากที่สุด ร๎อยละ 40.22 มีโรคประจาตัวรวม 3 โรคมาก
ที่สุด ร๎อยละ 45.06 มีมูลคํายาเหลือ 13,600 บาท รายการยาคงเหลือ 3 อันดับแรก ได๎แกํ Simvastatin tab
20mg, Amlodipine tab 5mg และ Metformin tab 500mg ตามลาดับ ยาที่เหลือท้ังหมดจะทาการทดยา
และนายาใหมคํ ืนมาใช๎ พบปัญหาจากการใช๎ยา 178 ราย มากท่ีสุด คือปัญหายาเหลือในผ๎ูปุวย ร๎อยละ 64.04
ลืมรับประทานยา ร๎อยละ 12.92 ต้ังใจปรับยาเอง ร๎อยละ 5.62 เกิดผลข๎างเคียงจากยาหรือเข๎าใจวิธีการ
รับประทานยาคลาดเคลื่อน ร๎อยละ 3.37 ผลการประเมินความพึงพอใจผ๎ูปุวยท่ีได๎รับบริการ ร๎อยละ 76.09
ต๎องการให๎มีการจํายยาผู๎ปุวยโรคเร้ือรังที่บ๎านโดยเภสัชกร ร๎อยละ 23.91 ไมํแนํใจและยังอยากไปรับยาที่
โรงพยาบาล ระบบบรกิ ารรับยาลดความแออัด รูปแบบการจํายยานี้ทาให๎ผู๎ปุวยได๎รับคาแนะนาเกี่ยวกับการใช๎
ยาครบถ๎วน เข๎าใจวิธีการใช๎ยา ปัญหาที่เก่ียวข๎องกับการใช๎ยาได๎รับการแก๎ไข ลดมูลคํายาเหลือ โดยควรสํงตํอ
ขอ๎ มลู ใหบ๎ คุ คลากรทางการแพทยท๑ ํานอน่ื ได๎รับทราบเพ่อื การแกไ๎ ขปัญหาอยํางตํอเน่อื ง
คาสาคัญ : รปู แบบการจํายยาทบี่ า๎ น, เภสชั กรรมปฐมภูมิ, ปญั หาการใช๎ยา, ผป๎ู ุวยโรคเร้ือรัง
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 90
การเปรยี บเทียบผลของการเดิน six minute walk test ในกล่มุ คนไข้ท่ีได้และไมไ่ ดค้ ู่มอื บริหารปอดใน
คนไข้ COPD และ Asthma รพ.ปทุมราชวงศา
อภวิ ฒั น์ สีถาการ : 0863615914
โรงพยาบาลปทุมราชวงศา
วจิ ยั ครั้งน้ีมวี ตั ถุประสงค๑เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถในการเดินทดสอบ six minute walk test ใน
คนไข๎ COPD และ ASTHMA รพ.ปทมุ ราชวงศา ในกลุํมท่ไี ด๎รับและไมํได๎รับคํูมือการบริหารปอด เน่ืองจากการ
สอนคนไขท๎ า pulmonary rehab ท่ี รพ. เกิดปญั หาวําคนไขใ๎ ห๎ความรํวมมอื แตตํ อนทาใน รพ.เทําน้ันและกลับ
บ๎านไปคนไข๎บางคนจาทําออกกาลงั กายไมํได๎,คนไข๎บางคนไมํรู๎วําต๎องทาทําไหนอยํางไรบ๎างต๎องทามากน๎อยแคํ
ไหน ผ๎ูจัดทาเลยนาคูํมือนี้มาใช๎ในคนไข๎กลํุมนี้ เคร่ืองมือวิจัยคือ แบบประเมิน six minute walk test จัดทา
โดย Balke และสมาคมแพทย๑ทรวงอกแหํงสหรัฐอเมริกา (America Thoracic Society, ATS) แนะนาให๎ใช๎
เปรียบเทียบกํอนและหลังการรักษา ในโรคปอดอุดกลั้นเร้ือรัง และคูํมือการบริหารปอดสาหรับผ๎ูปุวยโรค
จัดทาโดยกายภาพบาบัด สถาบันทรวงอก ในคูํมือประกอบด๎วยความร๎ูเร่ืองโรคท่ีคนไข๎เป็น ข๎อปฏิบัติเม่ือเกิด
อาการหอบกาเริบ การออกกาลังกายบริหารปอด การกาจัดเสมหะและมีการบ๎านให๎คนไข๎นาไปปฏิบัติ เพื่อ
ยืนยันวําคนไข๎นาไปปฏิบัติจริงๆ คือการให๎คนไข๎เดินออกกาลังกายตํอเน่ือง ซ่ึงคํูมือจะแตกตํางกัน 7 ระดับ
ตามระยะที่คนไข๎เดินทดสอบ 6 minute walk test ได๎ และคํูมือนี้เหมาะแกํการดูแลคนไข๎ในยุค new
normal ทาการศึกษา โดยการคัดเลือกกลุํมตัวอยํางแบบเจาะจง 60 คน (COPD 24คน กลุํมที่ได๎คูํมือ 19 คน
กลุํมที่ไมํได๎คูํมือ 5 คน, ASTHMA 36 คน กลุํมที่ได๎คูํมือ 29 คน กลํุมท่ีไมํได๎คูํมือ 7 คน) เก็บข๎อมูลระหวําง1
มกราคม 2558- 31 ธันวาคม 2562(5ป)ี วิเคราะหข๑ ๎อมูลด๎วยสถิตเิ ชงิ พรรณนา หาคาํ เฉลย่ี ที่คนไขเ๎ ดินทดสอบได๎
ผลการวิจัย พบวํา ผ๎ูปุวยโรค COPD และ ASTHMA ระยะทางเฉล่ียจากการทดสอบ six minute
walk test กลํมุ ทไ่ี ด๎คูํมือ ทดสอบกํอนได๎คูํมือ ได๎คําเฉล่ีย 365.85 เมตร ทดสอบหลังได๎คูํมือแล๎วนาน 8 เดือน
ไดค๎ าํ เฉลย่ี 425.52 เมตร เพิ่มข้นึ เฉลยี่ 59.67 เมตร กลมุํ ที่ไมไํ ดค๎ มํู อื ทดสอบคร้งั แรกได๎ระยะทางเฉลี่ย 337.25
เมตร และทดสอบทดสอบซ้าระยะเวลาผํานไป 8 เดือน ได๎ระยะทางเฉลี่ย 358.41เมตร เพิ่มขึ้นเฉล่ีย 21.16
เมตร เมื่อแยกรายโรค พบวํา กลํุมผ๎ูปุวย COPD พบวํา ระยะทางเฉล่ียจากการทดสอบ six minute walk
test กลํุมท่ีได๎คูํมือ ทดสอบกํอนได๎คํูมือ ได๎คําเฉลี่ย 361.94 เมตร ทดสอบหลังได๎คํูมือแล๎วนาน 8 เดือน ได๎
คําเฉล่ีย 413.78 เมตร เพิ่มข้ึนเฉลี่ย 51.84 เมตร กลุํมท่ีไมํได๎คํูมือทดสอบครั้งแรกได๎ระยะทางเฉลี่ย 314.6
เมตร และทดสอบซา้ ระยะเวลาผาํ นไป 8 เดือน ได๎ระยะทางเฉลี่ย 344เมตร เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 29.4เมตร และกลุํม
ผู๎ปุวย Asthma พบวํา ระยะทางเฉล่ียจากการทดสอบ six minute walk test กลุํมที่ได๎คูํมือ ทดสอบกํอน
ได๎รบั คํมู ือ ไดค๎ าํ เฉล่ยี 368.79 เมตร ทดสอบหลังได๎คูํมือนาน 8 เดือน ได๎คําเฉล่ีย 433.20 เมตร เพิ่มขึ้นเฉล่ีย
64.41 เมตร สาหรับกลํุมท่ีไมํได๎คูํมือทดสอบ ครั้งแรกได๎ระยะทางเฉลี่ย 353.42 เมตร และทดสอบซ้า
ระยะเวลาผํานไป 8 เดือน ได๎ระยะทางเฉล่ยี 368.71เมตร เพิม่ ขนึ้ เฉลีย่ 15.29 เมตร
ข๎อเสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช๎และการทาวิจัยครั้งตํอไป ควรมีการเก็บข๎อมูลมากกวําน้ี เชํน
การเปาุ spirometry, คะแนนความเหนือ่ ย, vital sign, ประวตั หิ อบกาเรบิ , ประวตั ิการนอน รพ. เปน็ ตน๎
คาสาคัญ : six minute walk test , การบรหิ ารปอด
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 91
การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินกิ ในการลดภาวะหนาวส่นั ในหญิงท่ีมารับบรกิ ารผ่าตัดคลอด
บตุ รทางหนา้ ท้องทีไ่ ดร้ บั การระงับความร้สู กึ ด้วยวิธฉี ดี ยาชาเขา้ ช่องนา้ ไขสันหลัง โรงพยาบาล
อานาจเจรญิ
จริ ณิ ี วงศล์ ะคร และวราภรณ์ สุวรรณกูฏ : 0817181361
โรงพยาบาลอานาจเจริญ
ภาวะหนาวส่นั เปน็ อุบตั ิการณ๑ทพ่ี บได๎บํอย ในหญิงที่มารับบริการผําตัดคลอดบุตรทางหน๎าท๎องท่ีได๎รับการ
ระงับความรู๎สึกด๎วยวิธีฉีดยาชาเข๎าชํองน้าไขสันหลัง ซึ่งอาจสํงผลให๎เกิดภาวะแทรกซ๎อนท่ีรุนแรง ตามมาได๎ สถิติ
ระหวํางปี พ.ศ. 2560 - 2562 พบวํา มีรายงานหญิงที่มารับบริการผําตัดคลอดบุตรทางหน๎าท๎องที่ได๎รับการระงับ
ความรู๎สึกด๎วยวิธีฉีดยาชาเข๎าชํองน้าไขสันหลังในโรงพยาบาลอานาจเจริญ มีภาวะหนาวส่ัน ร๎อยละ 10.31, 11.40
และ 12.11 ตามลาดับ จากการทบทวนพบวําโรงพยาบาลอานาจเจริญยังไมํมีแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกท่ี
ชัดเจนและครอบคลุมดังน้ันทีมจึงพัฒนาแนวทางการดูแลผ๎ูปุวยกลุํมนี้ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค๑ในการวิจัยครั้งนี้เพื่อ
พฒั นาแนวปฏิบัตกิ ารพยาบาลฯและศึกษาผลลัพธ๑การใช๎แนวปฏิบัติการพยาบาลฯในการปูองกันและลดภาวะหนาว
สั่นในหญิงท่ีมารับบริการผําตัดคลอดบุตรทางหน๎าท๎องท่ีได๎รับการระงับความรู๎สึกด๎วยวิธีฉีดยาชาเข๎าชํองน้าไขสัน
หลัง โดยวิธีการศึกษาเป็นรูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and development) กลํุมตัวอยํางคือ หญิงที่มา
รบั บรกิ ารผาํ ตดั คลอดบตุ รทางหน๎าท๎องทีไ่ ด๎รับการระงับความร๎ูสึกด๎วยวิธีฉีดยาชาเข๎าชํองน้าไขสันหลัง โรงพยาบาล
อานาจเจริญ จานวน 120 คน แบํงเป็นกลํุมควบคมุ จะได๎รบั การดแู ลตามพัฒนาแนวปฏิบัติฯปกติและกลุํมทดลองจะ
ได๎รับการดูแลตามแนวปฏิบัติการพยาบาลฯท่ีพัฒนาขึ้นวิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎สถิติพรรณนา คําสถิติทีอิสระ และ
คาํ สถิติไคสแควร๑
ผลการศกึ ษา: 1) แนวปฏิบัติการพยาบาลฯ ประกอบด๎วยกิจกรรมพยาบาลในการปูองกันและลดภาวะ
หนาวสั่นคือ การใช๎สารน้าอุํนตลอดการผําตัด, การใช๎ผ๎าหํมเปุาลมร๎อน, การปรับอุณหภูมิห๎องผําตัด, การ
ปูองกันการสมั ผสั กับอุณหภูมโิ ดยรวมระหวํางการผําตัดและการให๎ยาลดภาวะหนาวสั่นตามแผนการรักษาของ
แพทย๑ 2) ผลการตรวจสอบคณุ ภาพแนวปฏิบตั กิ ารพยาบาลฯ (AGREE II) คิดเป็น ร๎อยละ 88.50 3) การศึกษา
ความเป็นไปไดใ๎ นการนาแนวปฏิบตั กิ ารพยาบาลฯไปใชอ๎ ยใํู นเกณฑ๑ มาก สามารถใช๎ได๎งาํ ย นาไปปฏิบัติได๎ ความ
พงึ พอใจอยํใู น ระดบั มาก 4) จากการศึกษาผลลพั ธข๑ องแนวปฏิบตั กิ ารพยาบาลฯพบวําที่ระยะที่4 (กํอนออกจาก
ห๎องผําตัด) คําเฉลี่ยของอุณหภูมิกายและภาวะหนาวส่ันของกลุํมควบคุมและกลํุมทดลองแตกตํางกันอยํางมี
นยั สาคัญทางสถติ ิ ทีร่ ะดบั นยั สาคญั 0.05 (P-value 0.029 และ 0.006 ตามลาดบั )
คาสาคญั : การพัฒนาแนวปฏิบัตกิ ารพยาบาลทางคลนิ ิก, อาการหนาวสน่ั , ผลลพั ธ๑
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 92
ประสทิ ธิภาพการปฏิบัติงานของพยาบาลในระบบปฏิบัติงานแบบไม่ใช้ Kardex
โดยยดึ กระบวนการพยาบาล
เมธา โพธารินทร์ : 0824056436
โรงพยาบาลอานาจเจริญ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบไปข๎างหน๎า (Prospective cohot study) มีวัตถุประสงค๑เพื่อ
ศึกษาประสิทธิภาพของการลดขั้นตอนการปฏิบัติงานของพยาบาล โดยใช๎ระบบปฏิบัติงานแบบไมํ
ใช๎ Kardex โดยยึดกระบวนการพยาบาลและเพื่อประเมินความพึงพอใจของพยาบาลตํอการลดขั้นตอนการ
ปฏิบัติงานของพยาบาล โดยใช๎ระบบปฏิบัติงานแบบไมํใช๎ Kardex โดยยึดกระบวนการพยาบาล สถานท่ี
ศึกษา หอผู๎ปุวยศัลยกรรมชาย โรงพยาบาลอานาจเจริญ กลุํมเปูาหมายคือพยาบาลวิชาชีพ หอผู๎ปุวย
ศัลยกรรมชาย จานวน 12 คน โดยใช๎วิธีการเก็บข๎อมูลเปรียบเทียบประสิทธิภาพการปฏิบัติงานระหวําง
ระบบปฏิบัติงานแบบใช๎ Kardex กับ ระบบปฏิบัติงานแบบไมํใช๎ kardex 4 ด๎าน ได๎แกํ 1)เวลา 2) ความ
ผิดพลาดท่ีเกิดจากระบบปฏิบัติงาน 3)ประสิทธิผล 4)ด๎านความพึงพอใจ ระยะเวลาที่ใช๎ในการเก็บข๎อมูลวิจัย
ตั้งแตํ 1 กรกฎาคม 2563 - 31 สิงหาคม 2563 วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎ สถิติร๎อยละ ผลการศึกษา พบวําการ
ปฏิบัติงานของพยาบาล โดยใช๎ระบบปฏิบัติงานแบบไมํใช๎ Kardex โดยยึดกระบวนการพยาบาลสามารถลด
เวลาปฏิบัติงาน ลดความผิดพลาดจากระบบปฏิบัติงาน มีความสมบูรณ๑ของเวชระเบียนมากขึ้น,มีความ
รวดเร็วในการวางแผนให๎การพยาบาลมากขึ้น ระดับความพึงพอใจตํอระบบปฏิบัติงานแบบไมํใช๎ kardex
โดยภาพรวม อยูํในระดับมาก ข๎อเสนอแนะและสิ่งที่ต๎องพัฒนาตํอไป คือ 1) นาระบบปฏิบัติงานแบบไมํใช๎
kardex ไปใช๎ในการปฏิบัติงานให๎เกิดทักษะความชานาญ เพ่ือให๎ผู๎ปุวยได๎รับการดูแลอยํางมีประสิทธิภาพ 2)
ถ๎ามีการนาระบบปฏิบัติงานแบบไมํใช๎ Kardex ไปใช๎ในหอผู๎ปุวยที่มีความเกี่ยวข๎องกัน เชํน หอผู๎ปุวยสามัญ
แผนกศัลยกรรมท่ัวไป-ศัลยกรรมกระดูก หอผู๎ปุวยพิเศษศัลยกรรม จะทาให๎ระบบปฏิบัติงานมีความตํอเนื่อง
ในทิศทางเดียวกัน การติดตํอประสานงานกันมีประสิทธิภาพ ข๎อมูลของผู๎ปุวยไมํสูญหายระหวํางการเปลี่ยน
หอผ๎ูปุวยท่ีผู๎ปุวยย๎ายไป
คาสาคัญ : Kardex, กระบวนการพยาบาล, Leanในระบบสขุ ภาพ,ประสิทธภิ าพการทางาน
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 93
ผลของการพฒั นารูปแบบการพยาบาลผ้ปู ุวยมะเร็งลาไส้ ทีไ่ ด้รบั ยาเคมีบาบัดสูตร Folfox4
ในหอผ้ปู ุวยเคมีบาบัด โรงพยาบาลยโสธร
ชุลีพร ทองบอ่ : 0973439650
โรงพยาบาลยโสธร
โรคมะเร็งลาไส๎เป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสาธารณสุขสาคัญระดับโลกพบมากเป็น 1 ใน 5 อันดับ
แรกของประเทศไทย การรักษานอกจากวิธีการผําตัดแล๎ว ผู๎ปุวยยังต๎องได๎รับการรักษาด๎วยยาเคมีบาบัด ซึ่ง
มักเกิดอาการข๎างเคียง ทาให๎คุณภาพชีวิตของผู๎ปุวยลดลง หอผู๎ปุวยเคมีบาบัด โรงพยาบาลยโสธรมีผู๎ปุวย
โรคมะเร็งลาไส๎ใหญํ มารับบริการใน ปีพ.ศ.2563-2564 จานวน 40ราย,31ราย ได๎รับยาสูตร FOLFOX4
จานวน 303ครั้ง162 ครั้งเกิดภาวะ Hypersensitivity จานวน 3 ครั้ง (0.99%) และ 2 ครั้ง (1.23%) เกิด
การบริหารยาเคมีบาบัดคลาดเคลื่อนยาหมดกํอนเวลา จานวน 48 ครั้ง (15.84%) และ 15 ครั้ง ( 9.25%)
เกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่า (Neutropenia) 13รายและ 6ราย และ mucositis65ครั้งและ 54 ครั้ง
จากการทบทวนการปฏิบัติงานท่ีผํานมาพบวําการดูแลผ๎ูปุวยมะเร็งลาไส๎ที่มารับยาเคมีบาบัดสูตร FOLFOX4
ยังไมํครอบคลุมกับปัญหาและความต๎องการของผู๎ปุวยสํงผลทาให๎ผู๎ปุวยเกิดภาวะแทรกซ๎อนจากได๎รับยาเคมี
บาบัดและมีโอกาสเสี่ยงตํอ การเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น วัตถุประสงค๑ของการวิจัย 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการ
พยาบาลผู๎ปุวยมะเร็งลาไส๎ที่มารับการรักษาด๎วยยาเคมีบาบัดสูตร FOLFOX4 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบ
ผลลัพธ๑ทางการพยาบาลที่เกิดขึ้นกับผู๎ปุวยกํอนและหลังการพัฒนา 3) เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู๎ปุวย
มะเร็งลาไส๎ที่มารับการรักษาด๎วยยาเคมีบาบัดสูตร FOLFOX4
รูปแบบการศึกษาเป็นการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยพัฒนารูปแบบการพยาบาลและศึกษาผลของ
การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู๎ปุวยมะเร็งลาไส๎ที่รักษาด๎วย ยาเคมีบาบัดสูตร FOLFOX4 ในหอผู๎ปุวยเคมี
บาบัด โรงพยาบาลยโสธร ระหวําง วันท่ี 1ตุลาคม2563-30 กันยายน พ.ศ.2564 กลุํมตัวอยําง คือ 1) ผู๎ปุวย
มะเร็งลาไส๎ที่มารับยาเคมีบาบัดสูตร FOLFOX4 จานวน 30 ราย 2) บุคลากรที่ปฏิบัติงานในหอผู๎ปุวยเคมี
บาบัด โรงพยาบาลยโสธร จานวน 7 คน เครื่องมือที่ใช๎ในงานวิจัยมี 2 สํวนได๎แกํ 1) เครื่องมือที่ใช๎ในการ
เก็บรวบรวมข๎อมูล ประกอบด๎วยแบบสอบถามการการพัฒนารูปแบบ การพยาบาลผู๎ปุวยมะเร็งลาไส๎ที่มารับ
ยาเคมีบาบัดสูตร FOLFOX4 และแบบวัดคุณภาพชีวิต 2) เครื่องมือในการดาเนินการวิจัย ประกอบด๎วย
แนวทางการบริหารยาสูตร FOLFOX4 ในผู๎ปุวยมะเร็งลาไส๎ ใหญํ สถิติที่ใช๎ในการวิเคราะห๑ข๎อมูล ได๎แกํ
ความถี่ คําร๎อยละ ผลการศึกษาพบวํา : รูปแบบการพยาบาลผู๎ปุวยมะเร็งลาไส๎ ที่ได๎รับยาเคมีบาบัดสูตร
Folfox4 ในหอผู๎ปุวยเคมีบาบัด โรงพยาบาลยโสธรประกอบด๎วย 1) แนวทางการการพยาบาลผู๎ปุวยมะเร็ง
ลาไส๎ที่รับการรักษาด๎วยยาเคมีบาบัดสูตร FOLFOX4 2)แนวทางการปูองกันการเกิดภาวะปฏิกิริยาภูมิไวเกิน
3) แนวทางการปูองกันการเกิดภาวะเยื่อบุ ชํองปากอักเสบ 4) แนวทางการเฝูาระวังการเกิดภาวะเม็ดเลือด
ขาวต่า (Neutropenia) 5) แนวทางติดตามเยี่ยมหลังจาหนํายกลับบ๎านและ 6) ระบบนิเทศติดตาม ผล
การศึกษาพบวํา 1) อัตราการเกิดภาวะปฏิกิริยาภูมิไวเกินกํอนพัฒนา ร๎อยละ 1.23 และหลังพัฒนาไมํเกิด
ภาวะภูมิไวเกิน2) อัตราการเกิดภาวะเย่ือบุชํองปากอักเสบกํอนพัฒนาร๎อยละ 45 และหลังพัฒนาร๎อยละ 32
3)อัตราผู๎ปุวยปลอดภัยจากการเกิดภาวะปฏิกิริยาภูมิไวเกินกํอนพัฒนาร๎อยละ 97และหลังพัฒนา ร๎อยละ
100 4) ระดับคุณภาพชีวิตผู๎ปุวยมะเร็งลาไส๎ ที่ได๎รับยาเคมีบาบัดสูตร Folfox4 อยูํในระดับดี 5) ความพึง
พอใจของบุคลากรอยูํในระดับมากที่สุดร๎อยละ 95% คาสาคัญ : โรคมะเร็งลาไส๎, รูปแบบการพยาบาล,
คุณภาพชีวิตผู๎ปุวยมะเร็ง
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 94
การพัฒนาแนวปฏบิ ตั ิการประเมนิ ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด โรงพยาบาลยโสธร
มณฑาทิพย์ ยังมี และคณะ : 0858591639
โรงพยาบาลยโสธร
บทนา: ภาวะตัวเหลืองเป็นปัญหาท่ีพบบํอยในทารกแรกเกิดและจาเป็นต๎องได๎รับการวินิจฉัยอยําง
รวดเร็ว เพ่ือหลีกเล่ียงภาวะตัวเหลืองจนสมองถูกทาลายอยํางถาวร ผ๎ูวิจัยได๎ศึกษาการเฝูาระวังและประเมิน
ภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิด วัตถุประสงค๑ เพ่ือสารวจปัจจัยเส่ียงของภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดและ
พัฒนาแนวปฏิบัติการประเมินภาวะตัวเหลือง วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยและพัฒนา กลํุมตัวอยํางเป็นทารก
แรกเกิดและมารดาหลังคลอดที่โรงพยาบาลยโสธรและย๎ายมาตึกพิเศษมรกต จานวน 240 ราย พยาบาล
จานวน 8 คน วันท่ี 1 ธ.ค.63 ถึง31 พ.ค.64 วิเคราะห๑ข๎อมูล โดยใช๎สถิติความถ่ีร๎อยละ คําเฉล่ียและคํา
เบ่ียงเบนมาตรฐาน โดยมีการศึกษาดังนี้ ข้ันตอนที่ 1.วิเคราะห๑สถานการณ๑ตามแนวคิดของโดนาบีเดียน โดย
การทบทวน เวชระเบียนผ๎ูปุวยใน ทารกแรกเกิดจานวน 966 ราย มีภาวะตัวเหลืองท่ีรักษาโดยการสํองไฟ ปี
2562 - 2563 จานวน 118 ราย คิดเป็นร๎อยละ 12.2 พบวําปัจจัยที่ทาให๎ตัวเหลืองคือ 1) มารดาครรภ๑แรก
ร๎อยละ 51.2 2) คลอดโดยวิธีผําคลอด ร๎อยละ 58.5 3) ระดับการไหลของน้านมมารดา < ระดับ 3 ร๎อยละ
70.3 4) น้าหนกั ลดลงเฉลย่ี รอ๎ ยละ 7.7 เมื่ออายุ 48 ชั่วโมง 5) MB เฉล่ีย 15 mg% 6) ทารกตัวเหลืองต๎องสํอง
ไฟ รอ๎ ยละ 12.1 วิเคราะหส๑ าเหตุพบวําการประเมนิ ทารกตัวเหลืองและการใหก๎ ารชํวยเหลือลําช๎า การประเมิน
ปริมาณน้านม ลักษณะหัวนมและการกระตุ๎นการไหลของน้านมมารดาทาได๎ไมํดี ทาให๎ทารกได๎รับนมไมํพอ
เกิดภาวะ ตัวเหลอื งเพ่มิ ข้ึน ขั้นตอนที่ 2.พฒั นาแนวปฏบิ ัตแิ ละตรวจสอบโดยผ๎ูเช่ียวชาญ (R1D1) นาไปทดลอง
ใช๎ สามารถประเมินภาวะตัวเหลืองได๎เร็วขึ้นแตํข้ันตอนการปฏิบัติยุํงยาก จึงได๎พัฒนาปรับปรุงแนวปฏิบัติ
(R2D2) ประกอบดว๎ ย 1) การประเมนิ น้านม,หวั นมและการกระตุ๎นการไหลของน้านม 2) การประเมินภาวะตัว
เหลอื ง,นา้ หนกั ทารกและการสํงเสริมให๎ได๎รับน้านมเพียงพอ เพื่อใช๎ในการประเมินภาวะตัวเหลืองในทารกแรก
เกิด จัดเป็นกลุํมเขียว,เหลืองและแดง ได๎นาไปใช๎กับทารกหลังคลอด จานวน 240 ราย ขั้นตอนท่ี 3.ผลการ
ประเมินพบวํา1) มารดาครรภ๑แรกทารกเหลือง ร๎อยละ21.2 2) คลอดโดยวิธีผําคลอดทารกเหลือง ร๎อยละ
45.0 3) ระดับการไหลของน้านมมารดา < ระดับ 3 ร๎อยละ 53.3 4) น้าหนักลดลงเฉลี่ยร๎อยละ 6.4 เมื่ออายุ 48
ชั่วโมง 5)MB เฉล่ีย 14.3 mg% 6) ทารกตัวเหลืองต๎องสํองไฟ ร๎อยละ 6.6 สรุป การใช๎แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น
ทาให๎พยาบาลสามารถประเมินภาวะตัวเหลืองในทารกแรกเกิดได๎ถูกต๎องและให๎การพยาบาลได๎รวดเร็ว คําMB
อยูํในเกณฑ๑ท่ีไมํเกิดอันตราย ทารกที่ต๎องสํองไฟจานวนลดลง มารดามีน้านมเพียงพอ ข๎อเสนอแนะ ควรนา
แนวปฏิบัติ ไปใชใ๎ นหนวํ ยงานที่มที ารกแรกเกิด
คาสาคัญ : ตวั เหลอื งในทารกแรกเกดิ ,พัฒนาแนวปฏบิ ตั ิ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 95
การพัฒนารปู แบบการดแู ลรกั ษาผปู้ ่วยโรคจิตที่มีความเสยี่ งสงู ต่อการก่อความรนุ แรง
อาเภอคอ้ วงั จังหวดั ยโสธร
ธนั ยาภทั ร์ ทองมลู : 0810654490
โรงพยาบาลคอ้ วงั
อาเภอค๎อวัง มีผ๎ูปุวยจิตเวชจานวน 619 คน เป็นผู๎ปุวยโรคจิตท่ีมีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง
จานวน 71 คน มีเหตุการณ๑ไมํพึงประสงค๑จากอาการของโรคจิต ผู๎ปุวยมีพฤติกรรมก๎าวร๎าว มีเส่ียงตํอการทา
ร๎ายรํางกายคนอ่ืนแนวโน๎มจานวนมากข้ึนทุกปี จากความสาคัญที่กลําวข๎างต๎น แสดงให๎เห็นวําการดูแลผู๎ปุวย
โรคจิตทมี่ ีความเสี่ยงสูงตอ่ การก่อความรุนแรงเป็นกระบวนการความสาคัญท่ีจะช่วยให๎ผ๎ูปุวยโรคจิตได๎รับการรักษา
ตามมาตรฐานลดความรุนแรงของพฤติกรรมท่ีเป็นอันตรายตํอผู๎ปุวยและคนอื่น บริบทของการดูแลรักษา
ผู๎ปุวยโรคจิตท่ีมีความเส่ียงสูงต่อการก่อความรุนแรง พบวํายังไมํมีการศึกษาการดูแลรักษาผ๎ูปุวยโรคจิตท่ีมีความ
เสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง วัตถุประสงค๑ เพ่ือพัฒนาและประเมินผลรูปแบบการดูแลรักษาผ๎ูปุวยโรคจิตท่ีมี
ความเส่ียงสูงต่อการก่อความรุนแรง วิธีการศึกษา วิจัยเชิงปฏิบัติการ ใช๎กระบวนการ PAOR ดาเนินการเดือน
ม.ิ ย.-พ.ย.64 กลํุมตัวอยํางประกอบด๎วยญาติผู้ดูแลหลักผู้ป่วยโรคจิต เครือขํายชุมชนที่มีบทบาทในการประเมิน
พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงและจัดการกรณีฉุกเฉินในชุมชน ได๎แกํ อสม.ผู๎นาชุมชน, ก๎ูชีพ, จนท.รพ.สต., ตารวจ
จานวน 129 ราย โดยการคัดเลือกมาทั้งหมดแบบเฉพาะเจาะจง ตามคุณสมบัติ เครื่องมือท่ีใช๎ในการศึกษา
ประกอบด๎วย1)แบบสอบถามข๎อมูลสํวนบุคคล2)แบบวัดความรู๎ผู้ป่วยโรคจิต3)แบบวัดความรู้การประเมิน
พฤตกิ รรมกา้ วร้าวรุนแรง 4)แบบวดั ความรู้การประเมินปัจจัยเสี่ยงอาการทางจิตกาเริบ5)แบบวัดทักษะการดูแล
ผ๎ูปุวยจิตเภทของผ๎ูดูแลด๎านการจัดการอาการท่ีเกิดจากภาวะโรค วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎สถิติเชิงพรรณนา
ความถี่ รอ๎ ยละ และ Z-test ผลการศึกษา : ผลการเปรียบเทียบด๎านความรู๎โรคจิตพบวําในกลุํมญาติมีคะแนน
ความร๎ูโรคจิตกํอนดาเนินการ ร๎อยละ 75.20 หลังดาเนินการร๎อยละ 94.97(Proportion diff=0.19, 95%CI
0.05-0.33) ผลการเปรียบเทียบด๎านความรู๎โรคจิตผ๎ูมีบทบาทในการชํวยเหลือผ๎ูปุวยโรคจิตมีคะแนนความรู๎
โรคจิตกํอนดาเนินการ ร๎อยละ 77.04 หลังดาเนินการร๎อยละ 94.00(Proportion diff=0.17, 95%CI 0.06-
0.28) เปรยี บเทยี บคะแนนเฉลย่ี ทักษะการดแู ลผป๎ู ุวยโรคจิตของญาติ พบวํา กํอนดาเนินงานมีทักษะการดูแล
ผ๎ูปุวยโรคจิตระดับต่า หลังดาเนินงานมีทักษะการดูแลผู๎ปุวยโรคจิตระดับสูง เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะ
การดูแลผู๎ปุวยโรคจิตของผู๎ที่มีบทบาทหน๎าท่ีชํวยเหลือผ๎ูปุวยโรคจิต พบวํากํอนดาเนินงานมีทักษะการดูแล
ผู๎ปุวยโรคจิตระดับต่า หลังดาเนินงานมีทักษะการดูแลผู๎ปุวยโรคจิตระดับปานกลาง สรุปรูปแบบการพัฒนา
รูปแบบการดูแลรักษาโรคจิตที่มีความเส่ียงสูงตํอการกํอความรุนแรง คือ โดยการใช๎ชุมชนเป็นฐาน
ประกอบด๎วยความรํวมมือระหวํางญาตแิ ละผ๎มู ีบทบาทในการชํวยเหลอื ผ๎ูปุวยโรคจิตในชุมชน ในการจัดการกับ
อาการที่เกิดจากภาวะโรค การสังเกตอาการเตือนที่จะนามาซึ่งอาการกาเริบและสามารถจัดการกับอาการ
กา๎ วรา๎ วของผู๎ปวุ ยโรคจิตได๎ถูกต๎อง ประกอบด๎วย 1)การพัฒนาศักยภาพญาติและผู๎มีบทบาท ในการชํวยเหลือ
ผป๎ู ุวยโรคจิตด๎านองค๑ความร๎ู 2)พัฒนาทักษะการดูแลด๎านการจัดการกบั อาการของโรคผ๎ูปุวยโรคจิต 3) การเข๎า
รํวมโปรแกรมการดแู ลรกั ษาโรคจติ ทมี่ คี วามเส่ียงสูงตอํ การกํอความรุนแรง
คาสาคญั : ผป๎ู ุวยโรคจิตทม่ี ีความเสย่ี งสงู ตอ่ การก่อความรุนแรง , รปู แบบการดแู ลรักษาผ้ปู ่วยโรคจิตทมี่ ีความเส่ียง
สงู ต่อการกอ่ ความรนุ แรง
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 96
การพัฒนาระบบบรกิ ารในโรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตาบลบ้านโนนสงั ขศ์ รี
ในสถานการณ์การระบาดของโควดิ –19 ปี 2565
ธดิ ารตั น์ จนั ทร์พพิ ฒั น์ : 0845165057
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบลบ้านโนนสงั ข์ศรี
สถานการณ๑โรคโควิด-19 ของ รพ.สต.บ๎านโนนสังข๑ศรี พบการระบาดของโรคตั้งแตํเดือนตุลาคม 2564 ถึงปัจจุบัน
จานวนผ๎ูปุวยสะสม 563 ราย รักษาหาย 550 ราย ยังคงรักษา 13 ราย เสียชีวิต 3 ราย แยกเป็นรายเดือนตุลาคม 64
จานวน 34 ราย เดอื นพฤศจกิ ายน 64 จานวน 3 ราย เดอื นมกราคม 65 จานวน 4 ราย เดือนกุมภาพันธ๑ 65 จานวน 10 ราย
เดือนมีนาคม 65 จานวน 92 ราย เดือนเมษายน 65 จานวน 289 ราย เดือนพฤษภาคม 65 จานวน 118 ราย เดือน
มิถุนายน 65 จานวน 13 ราย ซ่ึงจากการสอบสวนโรคพบวํา การติดเชื้อในพ้ืนท่ี มีการรวมกลุํมของประชาชนเพ่ือทา
กิจกรรมของชมุ ชน จัดงานพธิ ีตํางๆในชมุ ชน ท้ังในและนอกเขตหมํูบ๎านรับผิดชอบของรพ.สต.บ๎านโนนสังข๑ศรี เนื่องจากมี
การคมนาคมสะดวก และการเคลื่อนย๎ายของประชากรในการประกอบอาชีพ ทาให๎เกิดการระบาดของโรคอยํางรวดเร็ว
รพ.สต.บา๎ นโนนสงั ขศ๑ รี ซงึ่ นโยบายการรักษาผู๎ปุวยโควิด-19 แบบ Home Isolation โดยให๎การดูแล รักษา ผู๎ปุวยโควิด–19
ที่ไมมํ ีอาการหรือมีอาการ เพยี งเล็กนอ๎ ย เพือ่ ให๎มกี ารพัฒนาระบบบริการในโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลบ๎านโนนสังข๑
ศรี ท่ีผู๎รับบริการท่ัวไป ผ๎ูปุวยโรคโควิด-19 ได๎รับการดูแลท่ีถูกต๎อง สะดวก ปลอดภัย และมีความพึงพอใจในการมารับ
บริการ โดยมีวัตถุประสงค๑เพ่ือให๎ผู๎รับบริการทั่วไปมีความพึงพอใจในการมารับบริการ ผ๎ูปุวยโรคโควิด-19 มีความพึง
พอใจในการรับบริการในศูนย๑พักคอยตาบลบ๎านซํง (Community Isolation) และผู๎ปุวยโรคโควิด-19 รักษาตัวที่บ๎าน
(Home Isolation) มีความพึงพอใจในการรับบริการ โดยมีการ ประชุมคณะทางานในศูนย๑ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน
(Emergency Operations Center, EOC) ตาบลบ๎านซํง เสนอแนวคิดและกาหนดแนวทางการปฏิบัติใหมํท่ีสอดคล๎องกับ
สถานการณ๑โรคระบาดโควิด–19 เพือ่ ใหม๎ ีการพัฒนาระบบบริการใน รพ.สต.บา๎ นโนนสงั ข๑ศรี ท่ีผ๎ูรับบริการท่ัวไป และผู๎ปุวย
โรคโควิด-19 ได๎รับการดูแลท่ีถูกต๎อง สะดวก ปลอดภัย และมีความพึงพอใจในการมารับบริการ ดาเนินการพัฒนาระบบ
บริการใน รพ.สต.บ๎านโนนสังข๑ศรี โดยประกอบด๎วย 3 องค๑ประกอบ ได๎แกํ ศักยภาพของบุคลากร กระบวนการให๎บริการ
และการเข๎าถึงผ๎รู ับบรกิ าร
ผลการศึกษา พบวํา การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ใน รพ.สต.โดยการอบรมเจ๎าหน๎าท่ีออนไลน๑ผํานทาง
โปรแกรม Zoom เน๎นการปูองกันและควบคุมเชื้อโรค Universal Prevention หลักการ COVID-Free Setting เพ่ือให๎
บุคลากรทุกคน มีความร๎ูความสามารถ เพิ่มทักษะในการให๎บริการผ๎ูปุวยเพ่ือปูองกันและควบคุมเชื้อโรคโควิด-19 ได๎อยําง
ถูกต๎อง การพัฒนากระบวนการให๎บริการ เน๎นการปูองกันและควบคุมเชื้อโรค Universal Prevention หลักการ COVID-
Free Setting ในสถานบริการ และผู้รับบริการทุกคนจะต้องปฏิบัติตามมาตรการ DMHTT Distancing (การเว๎น
ระยะหําง) Mask wearing (การสวมหน๎ากากอนามัย) Hand washing (การล๎างมือ) Testing (การตรวจวัดอุณหภูมิกาย)
ThaiChana (การลงทะเบียนแอพลิเคช่ันไทยชนะเมื่อเช๎าใช๎บริการ) และเน้นให้ผู้ป่วยทุกคนปฏิบัติตามมาตรการ Social
Distancing และการจดั บริการแยกพ้นื ท่ชี ัดเจน โซนผูป๎ วุ ยโรคทั่วไป โซนผ๎ูรบั บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 โซนกลํุมเส่ียงท่ีมา
รับการตรวจ ATKโซนผ๎ูปุวยท่ีได๎รับการตรวจยืนยันผล ATK บวก เพ่ือลดการแพรํกระจายเชื้อโรค และการทางานของ
เจ๎าหน๎าที่ท่ีเหมาะสมกับบริบทน้ันๆ การพัฒนาการเข๎าถึงผู๎รับบริการ โดยมีการประชาสัมพันธ๑การปรับเปล่ียนการ
ใหบ๎ ริการในสถานการณโ๑ รคระบาดโควดิ –19 ให๎ผู๎รบั บรกิ ารทว่ั ไปไดร๎ ับทราบและปฏิบตั ิตามคาแนะนาของเจ๎าหน๎าท่ี เชํน
การสํงยาผู๎ปุวยเรื้อรังท่ีบ๎านแทนการมารับบริการประจาทุกเดือนที่ รพ.สต. หากมีอาการผิดปกติจะมีการโทรศัพท๑แจ๎ง
เจ๎าหน๎าที่ได๎ 24 ชั่วโมง เพ่ือให๎ได๎รับการสํงตํออยํางทันทํวงที สํวนการดูแลผู๎ปุวยโรคโควิด-19 ในศูนย๑พักคอยตาบล
บ๎านซํง (Community Isolation) และผู๎ปุวยโรคโควิด-19 รักษาตัวท่ีบ๎าน (Home Isolation) ใช๎การติดตํอส่ือสารทาง
โทรศัพท๑ ทางไลน๑ ทาง Face book โดยมีกลํุมไลน๑ HI ,CI ตาบลบ๎านซํง เพื่อใช๎ในการติดตํอสื่อสาร สํงข๎อมูลการวัด
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 97
สัญญาณชพี การซักถามขอ๎ มูลตํางๆ และการสงํ ตํอข๎อมลู ในกรณอี าการคนไข๎เปลี่ยนแปลงแยํลง เพื่อให๎สะดวกรวดเร็วใน
การดแู ลใหผ๎ ๎ูปวุ ยมีความปลอดภัยและไดร๎ บั การดแู ลที่ถูกต๎อง ในกรณีท่ีผู๎ปุวยไมํมีโทรศัพท๑หรือไมํสามารถสํงข๎อมูลเองได๎
จะมเี ครอื ขาํ ย อสม. ทุกหมูบํ า๎ นคอยดูแลผู๎ปุวยโควิด–19 ชวํ ยเหลอื ประสานงาน สํงขอ๎ มูลผู๎ปุวยให๎เจ๎าหน๎าที่ รพ.สต. บ๎าน
โนนสงั ขศ๑ รี เป็นการดแู ลผ๎ปู วุ ยใหค๎ รอบคลมุ และสามารถเขา๎ ถงึ การรักษาโรคโควดิ -19 ไดท๎ กุ คน
อภิปรายผล ด๎านศกั ยภาพของบุคลากร รพ.สต.บ๎านโนนสังข๑ศรี มีการอบรมเจ๎าหน๎าเพ่ือเตรียมความพร๎อมในการ
ให๎บริการผู๎ปุวยท่ัวไปและผู๎ปุวยโรคโควิด -19 ในสถานการณ๑การแพรํระบาดของโรคโควิด -19 โดยการอบรมเจ๎าหน๎าที่
ออนไลน๑ผํานทางโปรแกรม Zoom เน๎นการปูองกันและควบคุมเช้ือโรค Universal Prevention หลักการ COVID-Free
Setting เพื่อให๎บุคลากรทุกคน มีความรู๎ความสามารถ เพิ่มทักษะในการให๎บริการผ๎ูปุวยเพ่ือปูองกันและควบคุมเชื้อโรค
โควิด-19 ได๎อยํางถูกต๎อง และมีการนาความรู๎ท่ีได๎มาถํายทอดให๎ อสม.ในตาบลบ๎านซํงทุกคนได๎ทราบและพัฒนาทักษะ
การปอู งกันและดูแลผ๎ูปุวยโรคโควิด -19 ในศูนย๑พักคอยตาบลบ๎านซํง และผ๎ูปุวยโรคโควิด -19 ท่ีรักษาตัวที่บ๎าน รวมถึง
การดูแลตนเอง ครอบครัว ชุมชน นอกจากน้ีการจัดงานพิธีตํางๆในชุมชน เชํน งานมงคลสมรส งานฌาปณกิจศพ งาน
ทาบุญเทศกาล แกนนา อสม. ในทุกหมูํบ๎านออกปฏิบัติงานต้ังจุดคัดกรองโรคโควิด-19 ในชุมชนด๎วย ด๎านกระบวนการ
ให๎บริการ รพ.สต. บา๎ นโนนสงั ขศ๑ รี มีการพฒั นากระบวนการให๎บริการ โดยเน๎นการปูองกันและควบคุมเชื้อโรค Universal
Prevention มีหลักการ COVID-Free Setting ในสถานบริการ และผู้รับบริการทุกคนจะต้องปฏิบัติตามมาตรการ
DMHTT Distancing (การเว๎นระยะหําง) Mask wearing (การสวมหน๎ากากอนามัย) Hand washing (การล๎างมือ) Testing
(การตรวจวัดอุณหภูมิกาย) ThaiChana (การลงทะเบียนแอพลิเคชั่นไทยชนะเม่ือเช๎าใช๎บริการ) และเน้นให้ผู้ป่วยทุกคน
ปฏิบัติตามมาตรการ Social Distancing และการจัดบริการแยกพ้ืนท่ีชัดเจน โซนผ๎ูปุวยโรคท่ัวไป โซนผู๎รับบริการฉีด
วัคซีนโควิด-19 โซนกลํุมเสี่ยงท่ีมารับการตรวจ ATKโซนผ๎ูปุวยที่ได๎รับการตรวจยืนยันผล ATK บวก เพ่ือลดการ
แพรํกระจายเช้ือโรค และการทางานของเจ๎าหน๎าที่ที่เหมาะสมกับบริบทน้ันๆ ผลการวิจัยนี้สอดคล๎องกับข๎อแนะนาของ
World Health Organization Western Pacific Region (2021) ที่แนะนาให๎หนํวยบริการสุขภาพขั้นปฐมภูมิจัดบริการ
จํายยาถึง บ๎านให๎แกํผู๎ปุวย และขยายเวลาชํวงเวลาในการให๎บริการเพื่อลดความแออัดของประชาชน ณ สถาน บริการ
สุขภาพ และด๎านการเข๎าถึงผ๎ูรับบริการ รพ.สต.บ๎านโนนสังข๑ศรี มีการประชาสัมพันธ๑การปรับเปล่ียนการให๎บริการใน
สถานการณ๑โรคระบาดโควิด–19 ให๎ผ๎ูรับบริการท่ัวไปได๎รับทราบและปฏิบัติตามคาแนะนาของเจ๎าหน๎าท่ี เชํน การสํงยา
ผ๎ปู วุ ยเรอื้ รงั ท่บี ๎านแทนการมารับบริการประจาทุกเดือนที่ รพ.สต. หากมีอาการผิดปกติจะมีการโทรศัพท๑แจ๎งเจ๎าหน๎าท่ีได๎
24 ช่ัวโมง เพ่ือให๎ได๎รับการสํงตํออยํางทันทํวงที สํวนการดูแลผ๎ูปุวยโรคโควิด-19 ในศูนย๑พักคอยตาบลบ๎านซํง
(Community Isolation) และผู๎ปุวยโรคโควิด-19 รักษาตัวท่ีบ๎าน (Home Isolation) ใช๎การติดตํอส่ือสารทางโทรศัพท๑
ทางไลน๑ ทาง Face book โดยมีกลุํมไลน๑ HI ,CI ตาบลบ๎านซํง เพื่อใช๎ในการติดตํอส่ือสาร สํงข๎อมูลการวัดสัญญาณชีพ
การซักถามข๎อมลู ตาํ งๆ และการสํงตอํ ขอ๎ มลู ในกรณอี าการคนไขเ๎ ปล่ยี นแปลงแยํ เพือ่ ใหส๎ ะดวกรวดเร็วในการดูแลให๎ผู๎ปุวย
มีความปลอดภัยและได๎รับการดูแลที่ถูกต๎อง ในกรณีท่ีผ๎ูปุวยไมํมีโทรศัพท๑หรือไมํสามารถสํงข๎อมูลเองได๎ จะมีเครือขําย
อสม. ทกุ หมํูบา๎ นคอยดแู ลผ๎ปู วุ ยโควิด–19 ชํวยเหลือประสานงาน สํงข๎อมูลผู๎ปุวยให๎เจ๎าหน๎าท่ี รพ.สต. เป็นการดูแลผู๎ปุวย
ให๎ครอบคลุม และสามารถเข๎าถึงการรักษาโรคโควิด-19 ได๎ทุกคน สอดคล๎องกับข๎อเสนอแนะของ World Health
Organization Western Pacific Region (2021) ท่ี แนะนาหนํวยบริการสุขภาพข้ันปฐมภูมิให๎มีการสื่อสารกับผ๎ูรับบริการ
อยํางชัดเจนถึงแนวทางในการให๎บริการและการให๎คาแนะนาที่ถูกต๎องเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในสถานการณ๑โควิด-19
ข๎อเสนอแนะในการศึกษาคร้ังตอํ ไป การพัฒนาระบบบริการใน รพ.สต. เพื่อตอบสนองตํอสถานการณ๑การระบาดของโรคโค
วดิ - 19 ซ่งึ คณะเจ๎าหน๎าท่ี ได๎ดาเนินการรวํ มกับภาคีเครอื ขาํ ยสขุ ภาพในตาบลบา๎ นซงํ อสม. อปท. ผ๎ูนาชุมชน จึงทาให๎ผล
การดาเนนิ งานสามารถตอบสนองตํอสถานการณ๑โควดิ -19 ได๎ ผป๎ู ุวยมคี วามปลอดภัยและได๎รับการดูแลท่ีถูกต๎อง ในโอกาส
ตอํ ไปสามารถนาไปปรับใชใ๎ นระบบการดูแลผ๎ปู วุ ยเร้ือรงั ทบี่ ๎าน หรอื ผ๎ูสงู อายทุ ่มี ภี าวะพึ่งพงิ ได๎
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 98
ผลการใช้โปรแกรมสติบาบัดต่อการหยดุ เสพของผู้เสพผู้ติดสารเสพตดิ
ไพบลู ย์ อาจวชิ ยั : 0819543695
โรงพยาบาลดงหลวง
จากผลการดาเนินงานยาเสพติด ปี 2563 ข๎อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ผลการบาบัดยาเสพติดของ
จังหวัดมุกดาหาร ระบบสมัครใจ เปูาหมาย 923 ผลงาน 892 คิดเป็นร๎อยละ 96.64 ระบบบังคับบาบัด เปูาหมาย
630 ผลงาน 1071 คิดเป็นร๎อยละ 170.00 รวมท้ังสองระบบ เปูาหมาย 1,553 ผลงาน 1,963 คิดเป็น ร๎อยละ
126.40 ผลการดาเนินงานยาเสพติดอาเภอดงหลวง ระบบสมัครใจ เปูาหมา 62 ผลงาน 52 คิดเป็น ร๎อยละ 83.87
ระบบบังคับบาบัด เปูาหมาย 52 ผลงาน 83 คิดเป็นร๎อยละ 159.62 ( ที่มาข๎อมูล จากระบบข๎อมูลยาเสพติด บสต.)
การใช๎โปรแกรมที่มุํงเน๎นการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมโดยการมีสติรู๎เทําทันความคิด อารมณ๑ นําจะสํงผล
ให๎ผู๎ปุวยมีสติหยุดความคิดเวลาคิดถึงยาได๎อยํางทันทํวงทีและไมํกลับไปเสพซ้า ตลอดจนมีพฤติกรรมท่ีเหมาะสม มี
สัมพันธภาพท่ีดีกบั บุคคลอื่นทั้งใน ครอบครัว ชุมชน สํงผลให๎ผู๎ปุวยหยุดเสพได๎และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอยูํในสังคมได๎
อยํางปกติสุข จึงได๎ทาการศึกษาผลการใช๎โปรแกรมสติบาบัดตํอการหยุดเสพของผ๎ูเสพผ๎ูติดสารเสพติดขึ้น โดยมี
วัตถุประสงค๑เพ่ือศึกษาผลของการใช๎โปรแกรมสติบาบัดตํอการลดโอกาสการกลับเสพซ้าในผ๎ูปุวยยาเสพติด และ
พัฒนารปู แบบการบาบัดที่มปี ระสทิ ธภิ าพทาใหผ๎ ู๎ปวุ ยหยดุ เสพได๎ไมํกลบั ไปเสพซ้า
ผลการศึกษา รูปแบบการบาบัด ได๎แกํบาบัดด๎วยโปรแกรมสติบาบัด ( MBTC = ทั้งหมด 8 คร้ัง นัดทุก 1
สัปดาห๑ (วันศุกร๑) และติดตามผลการบาบัด เพ่ือปูองกันการกลับเสพซ้า อยํางน๎อย 7 ครั้งใน 1 ปี โดยการคัดเลือก
กลุํมตัวอยาํ งเพ่ือเขา๎ รํวมโปรแกรมการบาบัดด๎วยสติบาบัด โดยแนะนาโปรแกรมการบาบัดให๎ผ๎ูปุวยทราบและสมัคร
ใจเข๎ารํวม รวมท้ังชี้แจง ทาความเข๎าใจรูปแบบการบาบัด กติกาการบาบัด นัดหมายบาบัด โดยมีกระบวนการ คือ
ครงั้ ท่ี 1 จัดการกบั ความว๎าวํุนใจ (สมาธิ) คร้ังที่ 2 ดาเนินชีวิตด๎วยสติ คร้ังท่ี 3 ร๎ูจักปลํอยวางอารมณ๑ ครั้งท่ี 4 รู๎ทัน
ความคิดและปลํอยวาง คร้ังที่ 5 ทบทวนสัมพันธภาพใหมํ คร้ังที่ 6 ปรับการส่ือสารให๎ดีข้ึน คร้ังที่ 7 เมตตาและให๎
อภัย คร้ังที่ 8 ชีวิตต๎องเดินหน๎า ติดตาม ประสิทธิผลการใช๎รูปแบบ พบวํามีผ๎ูปุวยเข๎ารํวมโปรแกรมสติบาบัด
ทั้งหมด 13 ราย รํวมกิจกรรมกลุํมครบ 8 ขั้นตอน 11 ราย คิดเป็นร๎อยละ 84.61ผลตรวจปัสสาวะ
Methamphetamine positive 2 ราย (คร้ังที่ 2 และคร้ังที่ 5) หลังรํวมกลุํมสติบาบัดคร้ังที่ 6 เป็นต๎นไป ผลตรวจ
ปัสสาวะไมํพบสารเสพติดร๎อยละ 100 ผู๎ปุวยสามารถหยุดเสพได๎ในระหวํางบาบัด 9 ราย คิดเป็น ร๎อยละ 81.81
ผู๎ปุวยหยดุ เสพไดห๎ ลังบาบดั ครบโปรแกรมในการตดิ ตาม ครั้งที่ 1 จานวน 11 ราย หยุดเสพ ร๎อยละ 100.00 ติดตาม
ครั้งท่ี 2 หยุดเสพได๎ 10 ราย คิดเป็นร๎อยละ 90.90 ผู๎ปุวยเสพซ้า 1 ราย คิดเป็น ร๎อยละ 9.09 เกิดพลังกลํุมผู๎ปุวย
มาตามนดั มีความผูกพนั กันจติ อาสา รํวมพัฒนาคลินิก กิจกรรม 5 ส. มีสํวนรํวมในกิจกรรมคลินิก เชํน วัดความดัน
โลหติ สิง่ ดดี จี ากการฝึกสติ คาบอกเลําของผ๎ูปุวย/การบ๎าน การฝึกสติทาให๎ร๎ูสึกตัววํากาลังทาอะไรอยูํ มีการพูดจา
ไตรํตรองดีกวําเดิม เดิมรู๎สึกเครียดและไมํพูดจากับแมํไมํมองหน๎าเมื่อเกิดเหตุการณ๑ยํุงยากใจ แตํหลังจากฝึกสติ
เมตตาและให๎อภัย กลับมาพูดกับแมํและอยํรู ํวมกนั ได๎ปกติ
บทเรียนสาคัญที่ได๎เรียนร๎ู คือการสร๎างความเข๎าใจตํอกระบวนการบาบัดเป็นสิ่งท่ีจาเป็นและสาคัญอยําง
ย่ิงในการให๎ความรํวมมือของผู๎ปุวย โปรแกรมสติบาบัดจะได๎ผลสูงสุดถ๎าผ๎ูปุวยให๎ความรํวมมือและเห็นความสาคัญ
ของการฝึกสติอยํางตํอเนื่องท่ีบ๎าน เห็นความสาคัญและรํวมมือในการสํงการบ๎าน เตรียมความพร๎อมเพ่ือเรียนรู๎ใน
หัวข๎อถัดไป โปรแกรมสติบาบัดเป็นส่ิงที่ผู๎ปุวยประจักษ๑ด๎วยตนเองเม่ือปฏิบัติอยํางตํอเน่ือง ทั้งด๎านรํางกาย นอน
หลับสบาย รํางกายแข็งแรง ด๎านจิตใจ ทาให๎จิตใจสงบมีสติมากขึ้น ไมํคิดถึงยาบ๎า มีความสงบเข๎าใจตัวเอง คิดและ
ทาในส่ิงท่ีดีงาม ไมํยุํงยากใจ ไมํหงุดหงิดงํายเหมือนเดิม จิตใจสงบไมํกระวนกระวาย มีสติกํอนจะทาอะไร คิดกํอน
ทา ไมํใช๎อารมณ๑ ด๎านครอบครัวมีสัมพันธภาพที่ดี ส่ือสารอยํางมีสติ คิดกํอนพูด จะทาอะไรก็คิดกํอนทา เอาใจเขา
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 99
มาใสํใจเรา ด๎านสังคม การฝึกสติทาให๎ร๎ูสึกตัววํากาลังทาอะไรอยูํ มีการพูดจาไตรํตรองดีกวําเดิม มีสัมพันธภาพที่ดี
กบั บคุ คลอ่นื เกดิ พลงั กลมุํ -ผู๎ปุวยมาตามนัด มีความผูกพันกัน จิตอาสา รํวมพัฒนาคลินิก กิจกรรม 5 ส. มีสํวนรํวม
ในกิจกรรมคลินิก เชํน วัดความดันโลหิต
ข๎อเสนอแนะ คือขนาดของกลํุมท่ีเหมาะสมควรมีผู๎รํวมกลุํม 6-8 คน มากสุดไมํควรเกิน 10 คน ควรเริ่มทา
ทีละกลุํมเมื่อครบตามโปรแกรมแล๎วคํอยเริ่มกลุํมใหมํเนื่องจากแตํละคร้ังของการทากลํุมใช๎เวลาคํอนข๎างนาน
ระหวาํ งรอเรมิ่ กลุํมใหมํ ควรหาสมาชิกกลุํมใหมํไว๎ โดยการแนะนาโปรแกรม สร๎างความเข๎าใจแกํผ๎ูปุวยไว๎กํอน ควรมี
สถานท่ที ากลมํุ ทีเ่ ปน็ สดั สํวน สงบ เหมาะแกํการฝึกสมาธิ/ สติ เพื่อให๎ผ๎ูปุวยได๎ประโยชน๑จากการฝึกมากที่สุด และผ๎ู
รํวมโปรแกรมสติบาบัดต๎องเขา๎ รวํ มด๎วยความสมัครใจเพ่ือเกิดความรวํ มมือในกระบวนการบาบัด
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 100
การพัฒนาแนวทางวนิ ิจฉัยแพย้ าในโรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบลและการปอู งกันแพ้ยาซ้า
ในโรงพยาบาล อาเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร
เศรษฐลทั ธ์ เยน็ วิจิตรโสภา : 0894248392
โรงพยาบาลดงหลวง
การพัฒนาแนวทางวินิจฉัยแพ๎ยาในโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลและการปูองกันแพ๎ยาซ้า ใน
โรงพยาบาล อาเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร เป็นการศึกษารูปแบบการพัฒนาการวินิจฉัยแพ๎ยาใน
โรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพทั้ง 9 แหํงในเขตอาเภอดงหลวง จ.มุกดาหาร โดยศึกษารูปแบบปัญหาเดิมที่ลง
วนิ จิ ฉยั แพย๎ าจากเจ๎าหนา๎ ที่ประจาโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพ ท้ังน้ีในโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพสํวนใหญํจะ
มีวิชาชีพนักวิชาการสาธารณสุขเป็นหลัก รองลงมาเป็นวิชาชีพพยาบาล และไมํมีวิชาชีพเภสัชกรประจาท่ี
โรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบล วัตถุประสงค๑เพื่อพัฒนารูปแบบการวินิจฉัยแพ๎ยาและปูองกันแพ๎ยาซ้า ทา
การวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action Research) โดยการระดมสมองเจ๎าหน๎าท่ีในโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบล
ทาการศึกษาในชวํ งเดอื น มกราคม-สงิ หาคม 2562 ผลการศึกษา คือ แผนผัง(Diagram)การดาเนินงานชัดเจน
ในการวินิจฉัยแพ๎ยาหากพบกรณีสงสัยแพ๎ยาโดยแยกเป็น 2 กรณี คือ1.มีบัตรประจาตัวแพ๎ยาอยํูแล๎วให๎นาสํง
ขอ๎ มลู แกํเภสชั กรท่ปี ระจาโรงพยาบาลดงหลวงเพ่อื ลงบนั ทกึ ในฐานข๎อมูลยาและ 2. หากกรณีไมํมีบัตรแพ๎ยาให๎
ใช๎ชํองทางสํงรูปถํายลักษณะผ่ืนที่อาจจะแพ๎ยาให๎กับเภสัชกรที่ประจาโรงพยาบาลเพื่อวินิจฉัยวําแพ๎ยาหรือไมํ
แพ๎ยาและหากแพ๎ยาก็สํงข๎อมูลจากเภสัชกรประจาโรงพยาบาลสํงข๎อมูลแพ๎ยาคืนให๎โรงพยาบาลสํงเสริม
สุขภาพตาบลท้ัง 9 แหํง และมีแบบฟอร๑มมาตรฐานการซักประวัติแพ๎ยาประจาจุดท่ีโรงพยาบาลสํงเสริม
สุขภาพตาบล การปูองกันแพ๎ยาใช๎นวัตกรรมเทคโนโลยีข้ันสูงในการปูองกันแพ๎ยาซ้าในการจัดการไมํให๎สั่งยา
รายการยาทเี่ คยแพโ๎ ดยท่ีแพทยผ๑ ูส๎ ่งั ยาไมสํ ามารณคีย๑ส่ังยารายการยาที่เคยแพ๎ได๎ อาศัยหลักการรหัสมาตรฐาน
ยาของกระทรวงสาธารณสุขเป็นตัวกาหนดให๎โปรแกรมส่ังยารับรู๎วํารหัสมาตรฐานยาตัวใดที่ผู๎มารับบริการเคย
มีประวตั กิ ารแพ๎ยาและแพทย๑จะไมํสามารถส่ังรายการยาตัวทแี่ พ๎ได๎อีก ทาให๎สามารถปูองกันการแพย๎ าซา้ ได๎
คาสาคญั : พฒั นาแนวทางวนิ ิจฉัยแพ๎ยา, แพย๎ าซ้า
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ