Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 101
การประชมุ วชิ าการเขตสุขภาพท่ี 10 ประจาปี 2565
วนั ที่ 11 - 12 กรกฎาคม 2565
ณ อาคารผู้ปวุ ยนอก 5 ชั้น โรงพยาบาลอานาจเจริญ จงั หวดั อานาจเจริญ
ผลงานวชิ าการประเภท Poster Presentation
สาขา สง่ เสรมิ สขุ ภาพ ปูองกนั ควบคุมโรค : หอ้ งประชมุ ชนั้ 4
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 102
การพัฒนารปู แบบ “ปทุมโมเดล” ในการส่งเสริมสขุ ภาพเด็ก 0-5 ปี
วลิ าวลั ย์ หลกั เขต, สาราญ พลู ทอง
และวชั รี อามะเหยี ะ : 0837942845
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตาบลปทุม
เด็กเป็นทรัพยากรที่สาคัญของสังคมและประเทศ การดูแลเด็ก 0-5 ปีเป็นชํวงเวลาท่ีสาคัญของการ
พัฒนาการเรียนรู๎ ท่ีสมองมีการพัฒนาสูงสุด สํงผลตํอ พัฒนาการ สติปัญญา และความฉลาดทางอารมณ๑ การ
วจิ ัยเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารแบบมีสวํ นรวํ มเพ่ือพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของ “ปทุมโมเดล” ในการสงํ เสริมสุขภาพ
เด็ก 0-5 ปี โดยใช๎กระบวนการวิจัยแบบมีสํวนรํวม 4 ขั้นตอน (การวางแผน การปฏิบัติ การสังเกต และการ
สะท๎อนผล) ตามแนวคิดของ เคมมิส แมกทากาด รํวมกับการสํงเสริมสุขภาพ“มหัศจรรย๑1000 วัน”กลํุม
ตัวอยํางเป็น หญิงต้ังครรภ๑ท่ีฝากครรภ๑ที่โรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลปทุม 16 คน ผ๎ูปกครองเด็ก0-5ปี74
คน และแกนนาชุมชน 56 คน เก็บรวบรวมข๎อมูลความรู๎ ทัศนคติ และการปฏิบัติโดยใช๎แบบสอบถามท่ีผําน
การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู๎เชี่ยวชาญ3ทําน ระยะเวลาดาเนินการในเดือนมิถุนายน 2563ถึง
กันยายน 2564 วิเคราะห๑ข๎อมูลด๎วยสถิติเชิงพรรณาและสถิติอนุมานเปรียบเทียบคําเฉล่ียคะแนนความรู๎
ทัศนคติ และการปฏิบตั ิดว๎ ย Paired t-test
ผลการวจิ ัยพบวาํ กระบวนการพฒั นาปทมุ โมเดลPAOR 3 วงรอบการพัฒนา ประกอบด๎วย 3 กลยุทธ๑
คือ 1) พัฒนาศักยภาพหญิงต้ังครรภ๑และผู๎ปกครองแบบมีสํวนรํวมโดยการอบรม สาธิตและฝึกประเมิน
โภชนาการและการประเมินพัฒนาการเด็กโดยใชเ๎ ทคนิค “กนิ กอด เลํน เลํา” 2) การสร๎างเครือขํายแกนนาใน
ชุมชนแบบมีสํวนรํวม และ 3) การสํงเสริมการเข๎าถึงบริการสํงเสริมสุขภาพเชิงรุกโดยการตรวจคัดกรอง
พัฒนาการ กิจกรรมสํงเสริมพัฒนาการเด็กและตืดตามเย่ียมบ๎านกระตุ๎นพัฒนาการ พบผลลัพธ๑การ
เปลี่ยนแปลง 5 มิติ ได๎แกํ 1) คะแนนเฉลี่ยความรู๎ ทัศนคติ และการปฏิบัติของหญิงตั้งครรภ๑และผู๎ปกครอง
ภายหลังพัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้นอยํางมีนัยสาคัญทางสถิติ (P < 0.001)2) หญิงต้ังครรภ๑และผู๎ปกครองเกินครึ่ง
(57%) มีความพึงพอใจตํอปทุมโมเดลอยํูในระดับมากท่ีสุด 3) มีถนนสายบุญ “กองทุนนมจืดสาหรับหญิง
ตั้งครรภ๑และเด็ก”4) แกนนาชุมชน (83.9%) มีสํวนรํวมอยํูในระดับมากทุกกระบวนการ5) เด็กมีพัฒนาการ
สมวัยและโภชนาการสมสํวน (93.4%, 92.1% ตามลาดับ)
ปทุมโมเดลโดยใช๎กระบวนการมีสํวนรํวมของผ๎ูปกครองและชุมชนมีประสิทธิภาพในการสํงเสริม
สุขภาพเดก็ 0-5 ปี ในบริบทของสงั คมปัจจุบนั ในพนื้ ท่ี สํงผลให๎เกดิ การบูรณาการ การปฏิบัติในงานประจาเป็น
ภารกิจตามบทบาทหน๎าท่ี ของหมอครอบครัวและภาคีเครือขําย ชุมชน มีการบริหารจัดการ กองทุนนมจืด
เพ่อื เดก็ และหญิงต้ังครรภ๑เองในชมุ ชน ซงึ่ จะนาไปสูคํ วามย่งั ยนื ในทกุ กจิ กรรม
คาสาคัญ : การวจิ ัยเชงิ ปฏิบัติการแบบมีสวํ นรวํ ม การสงํ เสริมสขุ ภาพเดก็ พัฒนาการเด็ก ปทมุ โมเดล
เอกสารรับรองการวิจยั ในมนุษย์ เลขที่ SSJ.UB2563-102 ได้รับทนุ สนับสนุนการวจิ ยั จาก มูลนธิ หิ มอ่ มเจ้า
หญิงมณั ฑารพกมลาศน์ สมาคมพยาบาลแหง่ ประเทศไทยในพระบรมราชูปถมั ภ์
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 103
พฒั นารูปแบบการได้รบั วคั ซีนปอู งกันโควดิ -19 กลมุ่ หญงิ ต้งั ครรภ์ ในเขตสขุ ภาพที่ 10
พชั ราภรณ์ โตสงค์ : 0891573469
ศูนย์อนามยั ที่ 10 อุบลราชธานี
การวิจัยวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) เพ่ือพัฒนาและประเมินผลการใช๎รูปแบบในการรับ
วัคซีนปูองกันโควิด-19 หญิงตั้งครรภ๑ เขตสุขภาพท่ี 10 ประชากรมี 2 กลํุม คือ 1. กลํุมตัวอยํางในการ
ประเมินผล คือ หญิงตั้งครรภ๑ท่ีมีอายุครรภ๑มากกวํา 12 สัปดาห๑ที่มาฝากครรภ๑ในสถานบริการสาธารณสุขเขต
สขุ ภาพท่ี 10 ตั้งแตํวันที่ 2 เม.ย. 64 – 10 ม.ค. 65 จานวน 11,677 ราย กลุํมตัวอยํางเลือกแบบเจาะจงและ
สมคั รใจรับวคั ซีนปูองกันโควิด-19 จานวน 4,611 คน 2.กลุํมตัวอยํางในการพัฒนารูปแบบ คือ สูติแพทย๑และ
MCH Board ทุกจังหวัดในเขตสุขภาพท่ี 10 เคร่ืองมือที่ใช๎ในการวิจัย 1) แบบรายงานการฉีดวัคซีน 608 ใน
เขตสขุ ภาพที่ 10 2) แบบสารวจความคิดเห็นของหญิงต้ังครรภ๑/สูติแพทย๑ในเขตสุขภาพที่ 10 ในการฉีดวัคซีน
ปูองกันโรคโควดิ -19 3) รปู แบบการได๎รบั วคั ซีนปอู งกนั โควดิ -19 โดยใช๎กลยุทธ๑ PIRAB วิเคราะห๑ข๎อมูล โดยใช๎
สถิติเชงิ พรรณนา ไดแ๎ กํ จานวน รอ๎ ยละ และวิเคราะหข๑ ๎อมูลเชงิ คุณภาพ
ผลการศึกษา สํวนที่ 1 การได๎รับวัคซีนปูองกันโควิด-19 ในหญิงต้ังครรภ๑ เขตสุขภาพท่ี 10 พบวํา มี
หญิงตั้งครรภ๑ได๎รับวัคซีนแล๎ว 4,611 ราย ซ่ึงมีแนวโน๎มการได๎รับวัคซีนปูองกันโควิด-19 ในหญิงต้ังครรภ๑เพ่ิม
สูงขนึ้ ข๎อกังวลของหญงิ ตง้ั ครรภเ๑ กย่ี วขอ๎ งการรับวัคซีนปูองกันโควิด-19 คือ สุขภาพลูกในครรภ๑ ร๎อยละ 77.8
, สุขภาพแมํหลังฉีดวัคซีนและกลัวแท๎งบุตร ร๎อยละ 41.5 , ผลตํอลูกในอนาคต ร๎อยละ 36.3 และกลัวคลอด
กอํ นกาหนด รอ๎ ยละ 28.1 ตามลาดับ ความคิดเห็นของหญิงตั้งครรภ๑ คือ อยากได๎วัคซีนท่ีมีประสิทธิภาพและ
ปลอดภยั ตํอแมํและทารกในครรภ๑ สํวนที่ 2 รูปแบบการได๎รับวัคซีนเพ่ือความเช่ือม่ันในการรับวัคซีนปูองกันโค
วิด-19 ในหญิงต้ังครรภ๑ ดังนี้ 1.สูติแพทย๑ให๎คาแนะนา เชิญชวนและฉีดวัคซีนให๎กับหญิงตั้งครรภ๑เอง 2.
ครอบครวั หญงิ ตั้งครรภ๑สามารถรับบริการฉีดวัคซีนได๎ในวันเดียวกัน 3.จัดตั้งไลน๑กลํุมหญิงตั้งครรภ๑ มีสูติแพทย๑
ให๎ความร๎ูและสอบถามได๎อยํางตํอเนื่อง สํวนท่ี 3 การขับเคลื่อนรูปแบบการการได๎รับวัคซีนปูองกันโควิด-19
โดยใช๎กลยุทธ๑ PIRAB คือ Partnership บูรณาการองค๑กรภาคีเครือขํายทุกภาคสํวน เชํน ประชาสัมพันธ๑ผําน
Influencer คือ สูติแพทย๑ สร๎างความมั่นใจและให๎ความร๎ูผํานสถานีวิทยุแหํงประเทศไทย และ Facebook
Live Investment สํงเสริมการสร๎างนวัตกรรมการจัดบริการวัคซีนแกํหญิงต้ังครรภ๑ เชํน นา QR-Code เข๎า
มาพฒั นาระบบริการใหส๎ ะดวกทนั ตํอเวลาในการลงข๎อมลู การได๎รับวัคซีนRegulate ปฏิรูปการค๎ุมครองแมํและ
เด็กและการบังคับใช๎กฎหมาย แนวทางดาเนินงานอยํางเครํงครัด ผําน MCH Board ทุกจังหวัด เรํงรัดการฉีด
วัคซีนในหญิงตั้งครรภ๑ Advocate เสริมสร๎างความรู๎ สื่อสารสุขภาพสํูหญิงต้ังครรภ๑และครอบครัวเพื่อการ
พงึ่ ตนเองทางสุขภาพอยาํ งย่งั ยนื เชนํ ปชส.การฉีดวัคซีนผาํ นสื่อออนไลน๑ Building Capacity จัดบริการวัคซีน
แกํหญงิ ต้งั ครรภท๑ ี่มีคุณภาพตามมาตรฐาน เชํน จัดบริการเข๎าถึงการดูแลจิตใจ การให๎คาปรึกษากลํุมผู๎ลังเลใน
การฉีดวคั ซีน เชิงรุกมากย่งิ ขึ้น
จากการพฒั นารูปแบบการดาเนินงานในการรับวัคซีนปูองกันโควิด-19 ในหญิงตั้งครรภ๑ เขตสุขภาพที่
10 ทาให๎มีหญิงต้ังครรภ๑มารับบริการฉีดวัคซีนปูองกันโควิด-19 เพิ่มมากข้ึนเป็นร๎อยละ 44.97 และมีความ
เชื่อม่ันในการฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้นร๎อยละ75.5 ไมํพบมารดาตายจากโควิด-19 ในไตรมาสท่ี 1-3 ปีงบพ.ศ.
2565
คาสาคญั : รปู แบบการไดร๎ ับวัคซนี ปูองกันโควิด-19 วัคซีนปูองกนั โควดิ -19 หญงิ ต้งั ครรภ๑
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 104
ผลของกิจกรรมการส่งเสรมิ การดูแลจิตใจในภาวะโควดิ 19 ในการลดพฤติกรรมการสบู บุหร่ี
ผพู้ กั สงั เกตอาการโควดิ 19 ศนู ยพ์ กั สังเกตอาการโควิด19
อาเภอเขื่องใน จังหวดั อบุ ลราชธานี
วรรณพร ดวงศลิ ป์ : 0878277721
สานกั งานสาธารณสุขอาเภอเขอื่ งใน
การวิจัยครั้งน้ีมีวัตถุประสงค๑เพื่อศึกษาผลของกิจกรรมการสํงเสริมการดูแลจิตใจในภาวะโควิด19 ใน
การลดพฤติกรรมการสบู บุหรี่ผ๎ูพกั สงั เกตอาการโควดิ 19 ทศี่ นู ยพ๑ ักสงั เกตอาการโควิด19 อาเภอเข่ืองใน จังหวัด
อบุ ลราชธานี ใช๎รูปแบบการวิจัยเป็นการศึกษาแบบก่ึงทดลอง (Quasi experimental research) โดยศึกษา
กลํุมเดียววัดกํอนและหลังการทดลอง กลุํมตัวอยํางเป็นผู๎ที่เข๎าพักสังเกตอาการโควิด19 ท่ีศูนย๑พักสังเกต
อาการโควิด19 (Local Quarantine) อาเภอเขอ่ื งใน จังหวัดอุบลราชธานี ท่ีมีอายุ 15 ปี ขึ้นไป จานวน30 คน
ได๎มาจากวธิ ีการเลือกกลุมํ ตวั อยํางแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กาหนดขนาดของกลุํมตัวอยํางโดยใช๎
เกณฑ๑กลํุมตัวอยํางร๎อยละ 15-30 เก็บรวบรวมข๎อมูลโดยใช๎ แบบคัดกรองการสูบบุหรี่และการได๎รับกิจกรรม
การสํงเสริมการดแู ลจิตใจในภาวะโควดิ 19 ประกอบด๎วย การปรับมุมมองทัศนคติในการเผชิญสถานการณ๑โค
วดิ 19, การจดั การอารมณแ๑ ละความเครยี ดด๎วยตนเอง, ฝึกสตแิ ละสมาธิ, การผํอนคลายความเครียดด๎วยตนเอง
, และเสริมสร๎างพลังใจด๎วยตนเอง ปรับ 4 เติม 3 (ปรับ 4 ประกอบด๎วย ปรับอารมณ๑, ปรับความคิด,ปรับ
เปูาหมาย และปรับพฤติกรรม เติม 3 ประกอบด๎วย เติมศรัทธา, เติมมิตร และ เติมจิตใจ) โดยประยุกต๑ใช๎
กรอบแนวคิดตามหลัก การจัดกิจกรรมการสํงเสริมการดูแลจิตใจในภาวะโควิด19 ของศูนย๑สุขภาพจิตท่ี10
รํวมกับการกิจกรรม MCATT อาเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี การวิเคราะห๑ข๎อมูล โดยใช๎สถิติเชิง
พรรณนา ได๎แกํ ร๎อยละ เปรียบเทียบความแตกตํางของคะแนนเฉลี่ยภายในกลํุม โดยใช๎สถิติสถิติเชิงอนุมาน
Paired samples t-test
ผลการวิจยั ครั้งนี้ พบวาํ ผูพ๎ ักสงั เกตอาการโควิด19 ท่ีมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ได๎เข๎ารํวมกิจกรรมการ
สํงเสริมการดูแลจิตใจในภาวะโควิด19 แล๎วมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลดลง ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรม
การจดั การลดพฤติกรรมการสูบบุหร่ี สรุปผลการวิจัย ผู๎พักสังเกตอาการโควิด19 รํวมกิจกรรมการสํงเสริมการ
ดูแลจิตใจในภาวะโควดิ 19 มีพฤตกิ รรมการสบู บุหรี่ภายหลังการจดั กิจกรรม มีคาํ ลดลงกวํากํอนการจัดกิจกรรม
กิจกรรมการสํงเสรมิ การดูแลจติ ใจในภาวะโควดิ 19 อยํางมนี ยั สาคัญทางสถติ ิที่ .05
ข๎อเสนอแนะ ผลการวิจัยคร้ังนี้ แสดงให๎เห็นวํากิจกรรมการสํงเสริมการดูแลจิตใจในภาวะโควิด19
เหมาะสมทีจ่ ะใช๎พัฒนาความสขุ ลดพฤตกิ รรมการสบู บหุ รี่ ลดภาวะเครียดและลดภาวะซึมเศร๎า ในกลํุมผู๎เข๎า
พักสังเกตอาการโควิด19 ในระดับชุมชน ระดับ Local Quarantine และ ระดับ State Quarantine ตํอไป
และควรไดร๎ ับการขยายผลสกูํ ารปฏิบตั ิในชมุ ชนในวงกวา๎ งเพือ่ สํงเสริมสุขภาพจิตและสุขภาพกายตํอไป
คาสาคญั : การสํงเสรมิ การดูแลจิตใจในภาวะโควดิ 19, พฤติกรรมการสูบบหุ ร่ี
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 105
ผลของการพฒั นาแบบตดิ ตามอาการหลงเหลือในผ้ปู วุ ย covid-19 หลงั การรกั ษาหาย ออนไลน์บนมือถือ
ด้วย Sites.google platform อยา่ งงา่ ย โรงพยาบาลตระการพืชผล
อาเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี
ณฐั พล ปัญญา : 088-5845375
โรงพยาบาลตระการพชื ผล
จากสถานการณ๑การระบาดของเชื้อ Covid-19 ท่ีเพ่ิมขึ้นอยํางตํอเน่ือง โรงพยาบาลตระการพืชผลก็มี
สถานการณ๑ท่ีผู๎ปุวยเพิ่มข้ึนเชํนกัน มีผ๎ูปุวยท่ีต๎องนอนโรงพยาบาลเฉล่ีย 15 คนตํอวัน และต๎องรักษาในระบบ
Home Isolation เฉล่ีย 110 คนตํอวัน สํวนใหญํเป็นผู๎สูงอายุและมีโรคประจาตัว (ข๎อมูลระบาดวิทยา ณ วันท่ี 22
เมษายน 2565 ) จากข๎อมูลดังกลําว ผู๎ปุวยจาเป็นต๎องได๎รับความร๎ูความเข๎าใจท่ีถูกต๎อง รวมถึงมาตรการในกักตัว
14 วัน ทส่ี าคัญ การสงั เกตอาการตนเองหลังการรักษา ที่มีหลายระบบและมีโอกาสเกิดข้ึนได๎ 30-50% อาจสํงผลให๎
ผู๎ปุวยไมํสามารถกลับไปใช๎ชีวิตได๎อยํางเดิม มีวัตถุประสงค๑ เพ่ือประเมินผลของการพัฒนาแบบติดตามอาการ
หลงเหลอื ในผ๎ปู วุ ย covid-19 หลงั รักษาหาย ออนไลนบ๑ นมือถือ ดว๎ ย Sites.google platform อยาํ งงําย
วิธีดาเนินการวิจัย : เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) โดยใช๎วงจร PAOR จานวน 2 วงจร
กลํุมตัวอยํางประกอบด๎วย จนท.สาธารณสุข จานวน 6 คน กลุํมผู๎ปุวยท่ีจาหนํายจากโรงพยาบาล จานวน 366 คน
ต้ังแตํ 1 มกราคม 2565 -15 พฤษภาคม 2565 แบํง 4 ระยะ ระยะท่ี 1 การวิเคราะห๑และวางแผน ระยะที่ 2
ออกแบบและพัฒนาแบบฟอร๑มการติดตามฯโดยใช๎ google forms แบํงเป็น 2 สํวน คือ มาตรการการกักตัว และ
การประเมินอาการหลงเหลือ covid-19 ในระยะ DAY1,7,14,และ DAY 30 โดยวงจรท่ี 2 พัฒนาให๎เป็น
Sites.google platform ระยะที่ 3 การสังเกตผลที่เกิดขึ้นและพัฒนา Sites.google platform ระยะท่ี 4 การ
สะทอ๎ นผล สถติ ิทใ่ี ช๎ จานวน รอ๎ ยละ คาํ เฉลีย่
ผลการศึกษา : พบวํา 1) ผลความครอบคลุมในติดตามอาการหลงเหลือในผู๎ปุวย covid-19 พบวํา Day
1,7,14และ30 ร๎อยละ 96.84,74.22,73.65 และ 66.54 ตามลาดับ อาการและการแสดงท่ีพบสํวนใหญํในวันท่ี 1-
14 ที่พบสํวนใหญํมีนอนไมํหลับและมีอาการไอมีเสมหะ เจ็บคอร๎อยละ21.46และ12.4 พบการแจ๎งเตือน จานวน 4
ราย มีอาการแนํนหน๎าอก โดยได๎รับการติดตํอกลับโดยทันที 2) ผลประเมินด๎านความรู๎และมาตรการฯ พบวํา มี
ความร๎ูฯมากกวําร๎อยละ 80 ทุกข๎อ แตํพบวําร๎อยละ 39.38 ผ๎ูประเมินความเข๎าใจวําหากติดเชื้อ covid-19 แล๎วจะ
ไมํสามารถติดเช้ือซ้าได๎อีก 3) จนท.มีการใช๎แบบประเมินในกลํุมเปูาหมายครบทุกราย คิดเป็น ร๎อยละ 74.67 2.
ความพึงพอใจในจนท.ที่มีตํอการใช๎งานแบบประเมินฯ ท้ัง 3 ด๎าน อยูํในระดับมากด๎านท่ีมากท่ีสุดคือความรวดเร็ว
มีคาํ าเฉล่ีย 4.12 และความพึงพอใจของกลมุํ เสีย่ ง อยูํในระดบั มากที่สุด คดิ เป็นคําเฉลี่ย 4.16
สรุป : เกิดการพัฒนาแบบประเมินฯจาก forms เป็น platform ท่ีงํายสาหรับผ๎ูประเมิน ชํวยให๎
กระบวนการติดตามผ๎ูปุวยครอบคลุม มีแจ๎งเตือนที่รวดเร็วและนาข๎อมูลไปวิเคราะห๑เพื่อนาไปใช๎พัฒนาระบบการ
ดูแลผ๎ปู ุวย
บทเรยี นทไี่ ดร้ บั : การพฒั นาแบบติดตามอาการหลงเหลือในผ๎ูปุวย covid-19 หลังการรักษาหาย ออนไลน๑
บนมอื ถอื มีข๎อจากัดพบในกลํุมผสู๎ ูงอายุไมํมเี นตมือถือ ไมมํ ีญาติ จงึ ตอ๎ งใชว๎ ธิ ีการประเมินควบคุมเชํนการโทรศัพท๑
ปจั จยั แห่งความสาเรจ็ : รูปแบบการคัดกรองสะดวก เหมาะกบั กลุํมเปาู หมาย รวดเร็ว ทนั เวลา
คาสาคัญ : แบบตดิ ตามอาการหลงเหลือในผูป๎ ุวย covid-19 , Sites.google platform
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 106
การพยากรณจ์ านวนผู้ปวุ ย Covid-19 ด้วย Moving Average และ Fibonacci
ชนะชยั ญาวงศ์
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตาบลวังอ่าง
จากสถานการณ๑การแพรรํ ะบาดของเชือ้ ไวรสั โคโรนา 2019 (Covid-19) ในท่ัวโลกรวมท้ังประเทศไทย
สํงผลให๎มีผ๎ูติดเช้ือและผู๎ได๎รับผลกระทบจานวนมาก การพยากรณ๑โรคลํวงหน๎าเป็นแนวทางการเตือนภัย
รปู แบบหนง่ึ มีวตั ถปุ ระสงคเ๑ พอื่ ใชเ๎ ตรียมความพร๎อมของพ้ืนทใ่ี นการดาเนนิ งานเฝูาระวังปูองกันและควบคุมโรค
การศึกษาครั้งน้ีใช๎ข๎อมูลสถิติจานวนผู๎ปุวยใหมํรายสัปดาห๑ ต้ังแตํเดือน มกราคม – พฤษภาคม พ.ศ.2565
จาแนกขอ๎ มูลเป็นรายสปั ดาห๑ วเิ คราะห๑ข๎อมูลในการพยากรณโ๑ รคลํวงหน๎า ใช๎วิธีการพยากรณ๑แบบอนุกรมเวลา
(Time Series) ด๎วยวิธีคําเฉลี่ยการเคลื่อนที่ (Moving Average) รํวมกับ ลาดับเลขมหัศจรรย๑ ฟีโบนัชชี
(Fibonacci) พยากรณ๑จานวนผ๎ูติดเช้ือ covid-19 ท่ีจะเกิดข้ึนในเขต รพ.สต.วังอําง ต.หนองแสงใหญํ อ.โขง
เจียม จ.อบุ ลฯ หลังจากเดอื น พฤษภาคม พ.ศ.2565 ผลการศกึ ษาพบวํา ด๎วยจานวนผ๎ูปุวย Covid-19 สัปดาห๑
ท่ี 20 ลดต่ามากสุดในรอบ 10 สัปดาห๑ ประกอบด๎วย สัปดาห๑ที่ 21 ข๎อมูลผ๎ูปุวยขยับข้ึนมาแตํไมํทะลุ 38.2%
ของ ลาดับเลขฟีโบนัชชี ดังน้ัน หากข๎อมูลจานวนผ๎ูปุวยในสัปดาห๑ถัดไปลดลงจาก สัปดาห๑กํอนหน๎า จะมี
โอกาสท่ีจานวนผ๎ูปุวยโควิดลดต่าลงได๎ ซ่ึงข๎อมูลทีได๎จะใช๎ประโยชน๑ในการวางแผนปูองกันควบคุมโรคCovid-
19 ในเขตรบั ผดิ ชอบของรพ.สต.วังอํางตอํ ไป
คาสาคัญ : การพยากรณจ๑ านวนผปู๎ วุ ย , Covid-19 , Moving Average , Fibonacci
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 107
การพัฒนาระบบบรกิ ารดูแลรกั ษาผปู้ วุ ยเดก็ โรคหืด (asthma) โดยการมีสว่ นรว่ มเครือข่ายสุขภาพ
และผู้ดูแลแบบบรู ณาการ โรงพยาบาลศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ
จนั ทร์เพญ็ รัตนสหี ภมู ิ : 045611503 ต่อ 2124-2125
โรงพยาบาลศรสี ะเกษ
บทนาและวัตถปุ ระสงค๑ โรคหืดเป็นโรคท่ีมีการอักเสบเร้ือรังของผนังหลอดลม หากไมํสามารถปูองกัน
และควบคุมอาการหอบกาเริบได๎ อาการอาจรุนแรงจนทาให๎เสียชีวิต จากการพัฒนาระบบบริการดูแลรักษา
ผป๎ู วุ ยเด็กโรคหืด(asthma) ในปี 2560 มีการดูแลตํอเนื่องท่ีเป็นระบบตามมาตฐานสากล แตํยังพบวํามีข๎อมูล
เวชสถิติ ปี 2561-2563 มีผู๎ปุวยเข๎ารับการรักษาด๎วยโรคหืดท่ีหอผู๎ปุวยกุมารเวชกรรม 2/PICU โรงพยาบาลศรี
สะเกษ 47,42 และ 38 มีอาการกาเริบรุนแรงต๎องใสํทํอชํวยหายใจ 11,6 และ 8 ราย และพบวํามีผ๎ูปุวย
เสียชีวิต 1 รายในปี 2563 จากสถติ ิข๎างต๎นเห็นได๎วํายังมีภาวะแทรกซ๎อนที่รุนแรง ดังนั้นจึงได๎มีการพัฒนาระบบ
บริการดูแลรักษาผู๎ปุวยโรคหืดในเด็กแบบบูรณาการข้ึน เพื่อให๎ผ๎ูปุวยมีสมรรถภาพปอดดีข้ึน ลดการเข๎ารับ
บริการท่ีหอ๎ งฉุกเฉิน ลดการ Re-admit ลดการใสทํ อํ ชวํ ยหายใจ เพอ่ื ปูองกันอบุ ตั กิ ารณก๑ ารเสียชีวติ จากโรคหดื
วธิ กี ารศกึ ษา : ผวู๎ ิจยั ไดป๎ ระยุกต๑ใช๎กระบวนการพัฒนาคุณภาพอยํางตํอเน่ือง(CQI) โดยใช๎วงจรเดมม่ิง
(Deming cycle) ประกอบด๎วย 1.) การวางแผนงาน(Plan) 2. ) การดาเนินงานตามแผน(Do) 3.) การ
ตรวจสอบ(Check) และ 4.) การปรับปรุงงาน(Act) สํงผลคือ เกิดการพัฒนาคนมีจากการทางานเป็นทีม รํวม
เรียนรู๎ มุํงไปสํูเปูาหมายรํวมกัน โดยวางระบบ ทาตามระบบ ประเมินระบบ ปรับปรุงระบบให๎ดีข้ึนและดารง
รกั ษาระบบทดี่ ีไว๎ โดยเพ่ิมการตดิ ตํอประสานงานกับโรงพยาบาลชุมชนและผู๎ปุวยผํานชํองทางไลน๑เพื่อให๎ได๎รับ
การดแู ลตอํ เนือ่ งรวดเรว็ ตดิ ตามกลํุมตวั อยํางผูป๎ วุ ยโรคหืดท่ีมารับการรักษาท่ีหอผู๎ปุวยกุมารเวชกรรม 2/PICU
โรงพยาบาลศรีสะเกษ ต้ังแตํ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2563 ถึง 30 กันยายน 2564 จานวน 48 คน ท่ีมีคุณสมบัติดังน้ี
1) เป็นผู๎ทีแ่ พทย๑วินจิ ฉยั วาํ เปน็ โรคหืด (asthma)
ตามหลักเกณฑ๑การวินิจฉัยโรคขององค๑การอนามัยโลก (J45-J46) 2) ไมํมีภาวะแทรกซ๎อนโรคเร่ือรัง
อนื่ ๆ เชํน โรคหวั ใจ โรคปอดเร้อื รังในทารกแรกเกดิ (BPD) เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช๎ในการเกบ็ รวบรวมขอ๎ มูลผลลัพธ๑ ได๎แกํ
แบบประเมินความพึงพอใจของผู๎รับบริการและแบบบันทึกผลลัพธ๑ทางคลินิกท่ีประกอบด๎วย สมรรถภาพปอด
การ Re-admit การมารับบริการท่ีห๎องฉุกเฉิน การใสํทํอชํวยหายใจและผ๎ูปุวยเสียชีวิต การวิเคราะห๑ข๎อมูล
โดยด๎วยสถติ คิ วามถร่ี ๎อยละ
ผลการศึกษา จากผลการปฏิบัติงานที่ผํานมา พบผ๎ูปุวยเด็กโรคหืดมีสมรรถภาพปอดดีข้ึนจาก
41.67% เป็น70.58% การ Re-admit จาก 20.83% เป็น 5.88% การเข๎ารับบริการท่ีห๎องฉุกเฉินจาก
45.83% เป็น 29.41% ไมมํ ีการใสทํ ํอชํวยหายใจและไมมํ ีผ๎ูปุวยเสยี ชีวติ ผร๎ู บั บรกิ ารพงึ พอใจบริการ 93.75%
สรุปและข๎อเสนอแนะ : การให๎การรักษาผ๎ูปุวยเด็กโรคหืด โดยการจัดตั้งคลินิกโรคหืดที่มีแนวทางการ
รักษาโรคท่ีได๎มาตรฐาน ให๎การดูแลผู๎ปุวยแบบสหสาขาวิชาชีพ มีแนวทางในการรักษาผู๎ปุวยทีเป็นมาตรฐาน
เดียวกนั ครอบคลุมผร๎ู บั บรกิ ารทีห่ ๎องฉุกเฉิน ทาให๎เกิดผลลัพธ๑ทางคลินิกดีขึ้น สมรรถภาพปอดดีขึ้น จานวนการ
Re-admit ลดลง แตํยังพบการเข๎ารับการรักษาที่ห๎องฉุกเฉินยังมีอัตราสูง เน่ืองจากมีผู๎ปุวยรายใหมํเพิ่มข้ึนและ
ยงั ไมํม่ันใจในการใชย๎ า ดง้ั น้ันควรเน๎นการใหค๎ วามรู๎คาแนะนาการใช๎ยาแกํผ๎ูดูแลผ๎ูปุวยเมื่อเกิดอาการหอบกาเริบ
พรอ๎ มทั้งการเข๎าถงึ ความรท๎ู างออนไลนท๑ ่ีรวดเรว็ มากขึ้น เพ่อื ใหก๎ ารดูแลรักษาผ๎ูปุวยมีประสทิ ธภิ าพมากขึ้น
คาสาคัญ : การพัฒนาระบบบรกิ ารดแู ลรักษาผ๎ปู วุ ยเด็กโรคหืดแบบบูรณาการ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 108
ผลของโปรแกรมกิจกรรมบาบดั ในผ้สู ูงอายทุ ่ีมกี ารรู้คดิ บกพรอ่ ง
สุพนั ธนิดา สุขทวีดารงค์ : 0898448286
โรงพยาบาลขุนหาญ
การศึกษาผลของโปรแกรมกิจกรรมบาบัดในผู๎สูงอายุที่มีการร๎ูคิดบกพรํอง มีวัตถุประสงค๑เพ่ือเพ่ือ
ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมกิจกรรมบาบดั ของผ๎ูสูงอายุที่มีความรู๎คิดบกพรํอง กลุํมงานบริการด๎านปฐมภูมิ
และองค๑รวม โรงพยาบาลขุนหาญ ได๎คัดกรองผ๎ูสูงอายุในชุมชน เขตพื้นที่ตาบลสิ จานวน 1,227 คน พบวํา
เสี่ยงตํอโรคสมองเสื่อม 82 คน เข๎ารับการประเมินสมองเสื่อมท่ีคลินิกผู๎สูงอายุ โดยใช๎แบบประเมิน Mini -
Mental State Examination - Thai version พบวํามีภาวะ mild cognitive impairment จานวน 22 คน
เคร่อื งมอื ทีใ่ ช๎ในงานวิจัยคือ แบบสอบถามการวิจัยเร่ืองผลของโปรแกรมกิจกรรมบาบัดในผู๎สูงอายุท่ีมีการรู๎คิด
บกพรํอง โดยเลือกกลุํมตัวอยํางแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) โดยใช๎เกณฑ๑คุณลักษณะตาม
เกณฑ๑ที่กาหนด เป็นผู๎ที่ได๎รับการทดสอบด๎วยแบบทดสอบสภาพสมองเบ้ืองต๎น ฉบับภาษาไทยมีคําคะแนน
ระหวําง 14-21 คะแนน วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎สถิติพรรณนาได๎แกํ ร๎อยละ คําเฉลี่ย สํวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
และสถติ ิอนมุ านได๎แกํ Paired t-test ผลการวจิ ยั มดี งั ตํอไปนี้
กํอนเข๎าโปรแกรมกิจกรรมบาบัด ผู๎สูงอายุที่มีการรู๎คิดบกพรํอง มีคะแนน Mini - Mental State
Examination - Thai version (MMSE-Thai2002) สูงสุด 2 อันดับแรก ได๎แกํ Orientation for place (̅
=3.05) รองลงมา Orientation for time (̅ =2.86)และมีคะแนนน๎อยสุด 2 อันดับแรก ได๎แกํ
Attention/Calculation (̅ =0.10) รองลงมา Recall และ Repetition (̅ =0.14)
หลังเข๎าโปรแกรมกิจกรรมบาบัด ผู๎สูงอายุที่มีการรู๎คิดบกพรํอง มีคะแนน Mini - Mental State
Examination - Thai version (MMSE-Thai2002) สูงสุด 2 อันดับแรก ได๎แกํ Orientation for place (̅
=4.10)รองลงมา Orientation for time (̅ =3.82) และมีคะแนนน๎อยสุด 2 อันดับแรก ได๎แกํ
Vasoconstriction (̅ =0.09) รองลงมา Repetition (̅ =0.14)
เมือ่ เปรยี บเทียบผ๎ูสูงอายุท่ีมีการรู๎คิดบกพรํอง มีคะแนนเฉล่ีย Mini - Mental State Examination -
Thai version (MMSE-Thai2002) กํอนเข๎าโปรแกรมกิจกรรมบาบัดเทํากับ 12.09 และหลังเข๎าโปรแกรม
กิจกรรมบาบัดเทํากับ 17 เมื่อทดสอบความแตกตํางทางสถิติพบวําคะแนนเฉล่ียของ Mini - Mental State
Examination - Thai version (MMSE-Thai2002) หลังให๎โปรแกรมกิจกรรมบาบัด เพิ่มข้ึนอยํางมีนัยสาคัญ
ทางสถิติ ข๎อเสนอแนะในงานวิจัย การศึกษาวิจัยคร้ังนี้เป็นเพียงการศึกษาในกลํุมผ๎ูสูงอายุท่ีมีการรู๎คิดบกพรํอง
เพียงกลํุมเดียววัดกํอนและหลังการทดลอง จึงควรมีการศึกษากับกลุํมผ๎ูสูงอายุท่ีมีการรู๎คิดบกพรํองในระดับท่ี
แตกตํางกันและควรมีกลุํมเปรียบเทียบเพื่อจะดูประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการออกแบบกิจกรรมเพื่อ
การพัฒนาแนวทางการปูองกันความเส่อื มของสมองตํอไป
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 109
ประสทิ ธิภาพผลขอโปรแกรมปรับเปลี่ยนความรูแ้ ละความเชือ่ ด้านรู้และความเชอ่ื ดา้ นสขุ ภาพ
ในกลุ่มผู้มคี วามเสยี่ งตอ่ การปวุ ยด้วยโรคมะเรง็ ท่อนา้ ดแี ละมะเร็งตับ
ในเขตโรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบลทุ่งไชย อาเภออุทุมพรพิสยั จังหวัดศรสี ะเกษ
บรรพรต จิตโชติ : 0621936111
โรงพยาบาลส่งเสริมสขาภพตาบลทงุ่ ไชย
พยาธใิ บไม๎ตบั ยังเป็นปัญหาของจังหวดั ศรสี ะเกษ และที่สาคัญการติดเชื้อพยาธิใบไม๎ตับนั้นเป็นสาเหตุ
หลกั ท่ที าใหเ๎ กดิ มะเรง็ ทอํ น้าดี และมะเรง็ ตบั ซงึ่ หากมีการติดเชื้อพยาธิใบไม๎ตบั ซา้ ๆ แลว๎ ความเส่ียงตํอการเกิด
โรคมะเร็งทํอน้าดีก็ยิ่งจะมีมากขึ้นตามไปด๎วย จังหวัดศรีสะเกษ อาเภออุทุมพรพิสัยมีพ้ืนที่ท่ีมีอุบัติการณ๑ของ
โรค จานวน 6 ตาบล ตาบลทํงุ ไชย เป็นอีกตาบลหนง่ึ อยํูในเปูาหมายในการลดอตั ราการปุวยตายด๎วยโรคมะเร็ง
ทํอน้าดีและโรคมะเร็งตับของอาเภออุทุมพรพิสัย เพ่ือมุํงเน๎นการเสริมสร๎างความร๎ู ความเข๎าใจ และความ
ตระหนักรู๎เกี่ยวกับโรคพยาธิใบไม๎ตับให๎กับประชาชน โดยเฉพาะความเชื่อสํวนบุคคล เพ่ือนาไปสํูผลสัมฤทธ์ิ
ตามเปูาหมายท่ีกระทรวงสาธารณสุขกาหนดไว๎และเกิดประโยชน๑กับประชาชนอยํางยั่งยืน การวิจัยนี้มี
วัตถุประสงค๑ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของโปรแกรมปรับเปลี่ยนความรู๎และความเช่ือด๎านสุขภาพในกลํุมผ๎ูทีมี
ความเส่ียงตํอการปุวยด๎วยโรคมะเร็งทํอน้าดีและมะเร็งตับ ในเขตโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลทํุงไชย
อาเภออทุ ุมพรพิสัย จังหวดั ศรสี ะเกษ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ศึกษาในประชากรที่มีผลการตรวจพบพยาธิ
ใบไม๎ตับย๎อนหลังไปต้ังแตํ ปี 2555 – 2560 ท่ีมีความสมัครใจเข๎ารํวมวิจัย โดยแบํงออกเป็น 2 กลํุมๆละ 40
คน คือกลุํมทดลองและกลุํมควบคุม ในกลุํมทดลองได๎จัดกิจกรรม โดยวิทยากรจากสหวิชาชีพ เชํน แพทย๑
พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข และอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมํูบ๎าน ด๎วยการบรรยายการชมวินิทัศน๑
การจัดนิทรรศการ และการแลกเปล่ียนเรียนรู๎จากผู๎ปุวยจริง หลังจากน้ันได๎ลงนามข๎อตกลงในการปฏิบัติตัว
เพื่อปรับเปลี่ยนความเช่ือ และการออกเย่ียมบ๎านของอาสาสมัคราสาธารณสุขประจาหมํูบ๎าน ใช๎ระยะเวลา
ดาเนินการประมาณ 1 เดือน หลังจากน้ันได๎ให๎ตอบแบบสอบถามท่ีสร๎างข้ึนกํอนและหลังการเข๎าโปรแกรมฯ
แล๎วนามาวิเคราะห๑ข๎อมูลทางสถิติร๎อยละ คําเฉลี่ย สํวนเบี่ยงเบนมาตรฐานความแตกตํางของคําโดยใช๎สถิติ
paired samples, t-test independent, sample t-test กาหนดระดับนัยสาคัญทางสถติ ทิ ่ีระดับ 0.05
ผลการศึกษาพบวํา กลํุมทดลองมีคะแนนด๎านความร๎ูและความเช่ือด๎านสุขภาพในประเด็นเรื่องโรค
พยาธิใบไม๎ตับและมะเร็งทํอน้าดีมากกวํากลํุมควบคุมอยํางมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ( P-value 0.01
และ 0.07 ตามลาดบั ) ดังนน้ั โปรแกรมปรับเปล่ียนความรู๎และความเชอ่ื ของงานวิจัยน้ีสามารถนาไปประยุกต๑ใช๎
ในพื้นที่อ่ืน หรือใชก๎ บั กลํมุ เสย่ี งโรคอ่นื ตอํ ไป
คาสาคญั : ความรู๎ ความเชื่อด๎านสุขภาพ กลมุํ เสี่ยงตํอการปุวยโรคมะเร็งทํอน้าดแี ละมะเรง็ ตับ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 110
วันทาความสะอาดใหญว่ ิถีคนตาบลโพนขา่
อามรรตั น์ ศรบี ุญเรือง : 0857777101
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบ้านกุดโงง้
บทนา : วันทาความสะอาดใหญํ หรือ Big Cleaning Day หมายถึง การสะสางเอกสารและสิ่งของที่
ไมํใช๎งาน รวมถึงของเสีย ส่ิงสกปรก ด๎วยการทาความสะอาดครั้งใหญํ ซึ่งควรดาเนินการทุกปี ปีละ 1–2 คร้ัง
โดยสมาชิกในองค๑กรทุกคน ต้ังแตํผู๎บริหารสูงสุด จนถึงพนักงาน ระดับลํางสุดของหนํวยงาน หรือสมาชิกใน
ชุมชนทุกคนต้ังผู๎นาและชาวบ๎านทั่วไปรํวมกันทาความสะอาดหนํวยงานหรือชุมชน ตลอดทั้งวัน โดยหยุดการ
ทางานปกติอ่ืน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จะสํงผลดีตํอสภาวะสุขภาพตํอคนในองค๑กรและในชุมชนเป็นอยํางยิ่ง
โดยเฉพาะในการทาในชมุ ชนจะสํงผลดีหลายด๎านมาก เชนํ ด๎านการปอู งกนั โรคติดตอํ เชํนโรคไข๎เลือดออก หรือ
แม๎กระทั่งโรคโควิท -19 ท่ีเป็นปัญหาสาคัญที่สุดของประเทศในปัจจุบัน แตํในทางปฏิบัติจริง การดาเนินงาน
กิจกรรม Big Cleaning Day ในชุมชนในชํวง 2–3 ท่ีผํานมา ด๎วยข๎อจากัดหลายอยําง เชํนสภาพเศรษฐกิจ
สังคม ความเข๎าใจผดิ ของชุมชนและประชาชนบางสํวนที่คิดวําเปน็ หนา๎ ทีข่ องผน๎ู า ขององค๑กรภาครัฐ ทาให๎การ
ดาเนินงานไมํคํอยประสบความสาเร็จตามที่ควรจะเป็น ตาบลโพนขํา โดยมี โรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบล
บ๎านกุดโง๎ง องค๑การบริหารสํวนตาบลโพนขํา และผู๎นาท๎องท่ีกานันผู๎ใหญํบ๎านตาบลโพนขํา และชมรม
อาสาสมัครสาธารณสุขตาบลโพนขํา เป็นแกนนา มีแนวความคิดผลักดันกิจกรรม Big Cleaning Day ให๎เป็น
กิจกรรมที่เป็นสํวนหน่ึงของวิถีชีวิตของประชาชนทุกคนในตาบลโดยต้ังชื่อเป็น กิจกรรม “วันทาความสะอาด
ใหญํวิถีคนตาบลโพนขํา” โดยจะทากิจกรรมอยํางน๎อยเดือนละ 1 คร้ัง เร่ิมต้ังแตํเดือนธันวาคม 2563 เป็นต๎น
มา และเพิ่มความเข๎มข๎นในฤดูฝนที่มีการระบาดของโรคติดตํอหลายโรค จานวน 4 เดือน (เดือนพฤษภาคม –
เดือนสิงหาคม ) ดาเนินกิจกรรมอยํางเข๎มข๎นในทุกๆพื้นที่ของตาบล ขอความรํวมมือจากองค๑กรภาครัฐท่ีอยํูใน
พน้ื ทจ่ี ัดกจิ กรรมวนั ทาความสะอาดใหญเํ ปน็ แบบอยําง ซ่ึงประโยชน๑นอกจากด๎านสุขภาพแล๎วยังสร๎างจิตสานึก
ในการรักษาความสะอาดของอาคารสถานท่ีและส่ิงแวดล๎อมของหนํวยงาน ของชุมชนรํวมกัน ท่ีสาคัญคือการ
สร๎างความรู๎สึกการเป็นเจ๎าของ หลังจากเสร็จจากกิจกรรม บางชุมชนยังมีผ๎ูใจบุญในชุมชนนาอาหารมามอบให๎
เพื่อใหผ๎ ป๎ู ฏบิ ัตงิ านรบั ประทานรํวมกนั เพ่อื เสริมสร๎างความสัมพนั ธอ๑ ันดรี ะหวํางคนในชุมชนด๎วย มีการสนับสนุน
ทรัพยากรบางสํวนจากองค๑การบริหารสํวนตาบลโพนขํา มีการเสริมแรงช่ืนชมในทุกๆชํองทาง เชํน สื่อโซเซียล
เชนํ กลมุํ ไลน๑ตาํ งๆในตาบล เฟสบุ๏ค เวทีประชุม อบรม ระดับหมูํบ๎าน ตาบล ทุกเวที ปูายประชาสัมพันธ๑ และมี
การประเมนิ ผลมอบรางวลั การจัดกจิ กรรมวนั ทาความสะอาดใหญวํ ิถีคนตาบลโพนขาํ ด๎วย
วิธีการดาเนินงาน : 1. แลกเปลี่ยนแนวความคิดกับผ๎ูมีสํวนเก่ียวข๎องในชุมชน ในเวทีตํางๆ จนเกิด
“นวัตกรรมวันทาความสะอาดใหญํวิถีคนตาบลโพนขํา” 2. ประชุมทีมทางานหลัก อันได๎แกํ โรงพยาบาล
สํงเสริมสุขภาพตาบลบ๎านกุดโง๎ง องค๑การบริหารสํวนตาบลโพนขํา และผ๎ูนาท๎องท่ีกานันผ๎ูใหญํบ๎านตาบลโพน
ขาํ ชมรม อาสาสมคั รสาธารณสขุ ตาบลโพนขาํ เพ่อื วางแผนใชน๎ วัตกรรม“ทาความสะอาดใหญํวิถีคนตาบลโพน
ขํา” 3. ชี้แจ๎ง ประชาสัมพันธ๑ขอความรํวมมือตํอภาคีเครือขํายและประชาชน ในการใช๎ นวัตกรรม“วันทา
ความสะอาดใหญวํ ิถคี นตาบลโพนขํา” โดยชุมชนเพื่อชุมชน
4. ดาเนินการใช๎ นวัตกรรม “วันทาความสะอาดใหญํวิถีคนตาบลโพนขํา” ใน 10 หมูํบ๎านในพ้ืนที่
องคก๑ ารบริหารสวํ นตาบลโพนขํา 5.ประเมินผลการใช๎นวัตกรรม ครั้งที่ 1 6. ดาเนินการใช๎ นวัตกรรม “วันทา
ความสะอาดใหญวํ ถิ ีคนตาบลโพนขํา” ใน 10 หมูํบ๎านในพ้ืนท่ีองค๑การบริหารสํวนตาบลโพนขํา คร่ึงหลังของปี
โดยนาข๎อมูลประเมินผลการใช๎นวัตกรรม ครั้งท่ี 1 มาใช๎ในการจัดกิจกรรม 7. ประเมินผลการใช๎นวัตกรรม
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 111
ครั้งท่ี 2 8. สรุปผลการมาใช๎การใช๎ นวัตกรรม และมอบรางวัลเชิดชูเกียรติพ้ืนที่ ท่ีดาเนินการใช๎ นวัตกรรม
“วนั ทาความสะอาดใหญํวิถีคนตาบลโพนขาํ ” ได๎ดเี ย่ียม
ผลการศึกษา (ประเมินผล) : ขอบเขตของการประเมิน ประชากรท่ีใช๎ในการประเมินผล คือ
1. ตวั แทนประชาชนและบุคลากร รวํ มกิจกรรม“ทาความสะอาดใหญวํ ิถีคนตาบลโพนขํา”จานวน 120 คน
2. เครื่องมือท่ีใช๎ในการประเมิน แบบประเมินผลการใช๎ นวัตกรรม“ทาความสะอาดใหญํวิถีคนตาบล
โพนขํา” ลกั ษณะแบบประเมนิ แบงํ ออกเปน็ 5 ระดับ คือ ระดับความพึงพอใจ มากที่สุด มาก ปานกลาง น๎อย และ
น๎อยที่สดุ
3. การเก็บรวบรวมข๎อมูล 3.1 แจกแบบประเมินผลให๎ตัวแทนประชาชนและบุคลากร ที่รํวมกิจกรรม
120 ชุด ได๎รับแบบประเมินผล คืน 120 ชุด คิดเป็นร๎อยละ 100 3.2 ตรวจสอบความสมบูรณ๑ของแบบประเมินที่
ได๎รับคืนมาเพ่ือวิเคราะห๑ทางสถิติ โดยใช๎เครื่องคอมพิวเตอร๑ 4. สํวน ผลการวิเคราะห๑ความพึงพอใจในการทา
กิจกรรม “ทาความสะอาดใหญวํ ถิ ีคนตาบลโพนขาํ ” จากการสารวจความพึงพอใจของผู๎เข๎ารํวมกิจกรรม“ทาความ
สะอาดใหญํวิถีคนตาบลโพนขํา สํวนใหญํมีความพึงพอใจในระดับมากคิดเป็นร๎อยละ 53.33 ของผู๎เข๎ารํวม
กิจกรรมท้งั หมด รองลงมา ระดับมากท่สี ดุ คิดเป็นร๎อยละ 41.33 และระดับปานกลาง คิดเปน็ รอ๎ ยละ 5.33
สรุป ข้อเสนอแนะ : จากการใช๎นวัตกรรม“ทาความสะอาดใหญํวิถีคนตาบลโพนขํา” และผลการ
ประเมิน ครั้งที่ 1 พบวํา 1. ด๎วยพ้ืนที่ชุมชนขนาดใหญํ ควรต๎องมีการเตรียมพร๎อมสนับสนุนทรัพยากรการ
ทางาน มากกวาํ นี้ 2.การดาเนนิ งานท่ผี าํ น จากความความร๎ูสึกผู๎เกี่ยวข๎องหลายภาคสํวนมีความประทับใจมาก
แตํรูปแบบการประเมินไมํสามารถเก็บข๎อมูลได๎หมด ควรจะมีการศึกษาพัฒนาแบบประเมินให๎มีรายละเอียด
การประเมนิ ผลทม่ี ากวาํ น้ี
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 112
ความรู้ ความตระหนัก และพฤติกรรมการปูองกันโรคตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา 2019
ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้านเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลหนองไฮน้อย
กาญจนา อยเู่ ยน็ : 0946144192
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบลหนองไฮนอ้ ย
การศกึ ษานเ้ี ปน็ การศึกษาเชงิ พรรณนาเพื่อศกึ ษาความรู๎ ความตระหนักและพฤติกรรมการปูองกันโรค
ตดิ เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมํูบ๎าน (อสม.) เขตโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพ
ตาบลหนองไฮน๎อย กลุํมตัวอยํางคืออาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมํูบ๎านทั้งหมด เขตโรงพยาบาลสํงเสริม
สุขภาพตาบลหนองไฮน๎อยจานวน 72 คน เก็บข๎อมูลโดยใช๎แบบสอบถามความร๎ู การรับร๎ูประโยชน๑การรับรู๎
โอกาสเสี่ยงการรับร๎ูความรุนแรงการรับร๎ูอุปสรรคและพฤติกรรมการปูองกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
อธิบายขอ๎ มูลโดยใชค๎ าํ ความถ่ี ร๎อยละ คําเฉลี่ย คาํ เบีย่ งเบนมาตรฐาน และ Chi-Square Test
ผลการศึกษา พบวํา คร่ึงหน่ึงของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมํูบ๎านมีคะแนนเฉล่ียของความรู๎
เกยี่ วกบั โรคติดเชอื้ ไวรสั โคโรนา 2019 อยํูระดับดี คะแนนด๎านความตระหนักถึงการปูองกันโรคติดเชื้อไวรัสโค
โรนา 2019 อยูํระดับดีเชํนเดียวกัน และคะแนนพฤติกรรมการปูองกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 อยํูใน
ระดับเหมาะสม เม่ือวิเคราะหค๑ วามสมั พันธร๑ ะหวําง ความรู๎ ความตระหนัก ตํอการปูองกันโรคติดเช้ือไวรัสโคโร
นา 2019 ของอาสาสมคั รสาธารณสุขประจาหมํูบ๎าน เขตโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลหนองไฮน๎อยพบวํา
ความรู๎ ความตระหนักถึงการปูองกันมีความสัมพันธ๑กับพฤติกรรมการปูองกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
อยํางมนี ัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ 0.05
ดังน้ัน การจะสํงเสริมให๎อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมูํบ๎าน มีพฤติกรรมการปูองกันโรคติดเชื้อ
ไวรัสโคโรนา 2019 ที่ดีนั้นควรสํงเสริมความร๎ู ความตระหนักให๎แกํอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมํูบ๎าน
เพื่อให๎เกดิ พฤติกรรมท่เี หมาะสม และเป็นแบบอยาํ งในการปฏิบัติแกปํ ระชาชนในชุมชนตํอไป
คาสาคัญ : ความตระหนกั โรคตดิ เชอื้ ไวรสั โคโรนา 2019 อาสาสมคั รสาธารณสุขประจาหมํบู า๎ น
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 113
การพฒั นารูปแบบการดแู ลผู้ปุวยกลุม่ พง่ึ พิงโดยภาคเี ครือข่ายมสี ่วนร่วม เขตตาบลอานาจ
อาเภอลืออานาจ จงั หวดั อานาจเจริญ
จฬุ าลกั ษณ์ พลชนะ : 0877761182
โรงพยาบาลลอื อานาจ
ตาบลอานาจ อาเภอลืออานาจ มีประชากร 4,843 คน การประเมินความสามารถในการดาเนิน
ชีวิตประจาวันตามดัชนีบาร๑เธลเอดีแอล (ADL) พบกลํุมพึ่งพิง ท่ีมีคะแนน ADL < 11 คะแนน (ติดบ๎าน, ติดเตียง)
จานวน 54 คน (ร๎อยละ 1.11) กลุํมท่ีมีภาวะพ่ึงพิงจาเป็นต๎องได๎รับการดูแลชํวยเหลือท้ังด๎านบริการ
สาธารณสุขและด๎านสังคม จึงต๎องมีการพัฒนารูปแบบการดูแลกลุํมท่ีมีภาวะพ่ึงพิงโดยภาคีมีสํวนรํวม
วัตถุประสงค๑ เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู๎ปุวยกลํุมพึ่งพิงโดยการมีสํวนรํวมของภาคีเครือขําย ในเขตตาบล
อานาจ กลุํมตัวอยําง บุคลากรของศูนย๑พ่ึงพิงกองทุนเทศบาลอานาจ ,กองทุนเทศบาลสามหนอง และกลํุม
พึ่งพิงรวม 70 คน การศึกษา Participatory action research สถิติ ร๎อยละ การดาเนินงาน 1)สารวจคนท่ีมี
ภาวะพงึ่ พงิ ในพืน้ ที่ตาบลอานาจ 2)ปรกึ ษาปญั หารายกรณีกับสหวิชาชีพ 3)จัดทาแผนการดูแลรายบุคคล 4)ทา
คาสั่งคณะทางานประเมินผลการดาเนินงาน ผลการศึกษา การพัฒนารูปแบบการดูแลกลุํมพ่ึงพิงโดยภาคี
เครือขํายมีสํวนรํวม ทาให๎เกิดกระบวนการดาเนินงานอยํางเป็นรูปธรรม มีการขับเคล่ือนการทางานอยําง
ตํอเนื่อง สามารถขยายผล และเป็นต๎นแบบงาน LTC ในระดับจังหวัด ผ๎ูท่ีมีภาวะพึ่งพิงท่ีได๎รับการดูแลมีคํา
คะแนน ความสามารถในการดาเนินชีวิตประจาวันตามดัชนีบาร๑เธลเอดีแอล เพิ่มขึ้น 41 คน (ร๎อยละ 75.92)
คําคะแนน ความสามารถในการดาเนินชีวิตประจาวันตามดัชนีบาร๑เธลเอดีแอลคงเดิม 10 คน (ร๎อยละ 18.51)
เสยี ชวี ติ จากพยาธิสภาพของตัวโรค 3 คน (รอ๎ ยละ 5.55) สรุป/ข๎อเสนอแนะ การจัดบริการสุขภาวะสาหรับผ๎ูท่ี
มภี าวะพึง่ พิงท้ังดา๎ นสขุ ภาพและสังคมแตํละพื้นท่ีมศี กั ยภาพแตกตํางกัน ขึ้นกับแหลํงทุนท่ีสนับสนุน ควรเรํงรัด
ให๎มกี ารดาเนินการอยาํ งเรงํ ดํวน
คาสาคญั : การพฒั นารูปแบบการดูแลผ๎ูปุวยกลุํมพ่งึ พิงโดยภาคเี ครอื ขํายมีสํวนรํวม
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 114
การพฒั นารูปแบบคูบ่ ดั ด้ใี สใ่ จสุขภาพช่องปากของผู้สงู อายุ 60 -74 ปี ท่ีมฟี นั แทใ้ ช้งานน้อยกวา่ 20 ซ่ี
และมคี ู่สบฟนั หลังไม่น้อยกว่า 4 คูส่ บ ต.เสนางคนิคม อ.เสนางคนิคม จ.อานาจเจรญิ
สภุ าวดี พนิ โพธวิ์ งษ์ : 0827486164
โรงพยาบาลเสนางคนิคม
การวจิ ยั นเ้ี ป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค๑คือ 1) เพ่ือพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพชํองปากใน
รํวมกับผ๎ูสูงอายุ 60 -74 ปี ที่มีฟันแท๎ใช๎งานน๎อยกวํา 20 ซี่ และมีคํูสบฟันหลังไมํน๎อยกวํา 4 คํูส บ
2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลสุขภาพชํองปากกํอนและหลังเข๎ารํวมการโครงการ มีผู๎รํวมดาเนินการ
วจิ ยั จานวน 40 คน ประกอบไปด๎วย ผ๎สู งู อายุ 60-74 ปี ท่ีมฟี ันแท๎ ใชง๎ านนอ๎ ยกวาํ 20 ซี่ และมีคูํสบฟันหลังไมํ
น๎อยกวํา 4 คูํสบ จานวน 20 คน ผ๎ูสูงอายุตัวแบบในชมรมผู๎สูงอายุวัยเก๐าบ๎านนาไรํใหญํ จานวน 20 คน
เคร่ืองมือท่ีใช๎ในการเก็บรวบรวมข๎อมูลสาหรับการวิจัยครั้งน้ี ประกอบด๎วย แบบสัมภาษณ๑ข๎อมูลทั่วไปของ
ผู๎สูงอายุและแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลสุขภาพชํองปาก วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎ สถิติพรรณนาและ
เปรียบเทียบพฤติกรรมการดูแลสุขภาพชํองปากของผู๎สูงอายุ ใช๎สถิติ paired sample t-test สํวนข๎อมูลจาก
การสอบถาม พูดคยุ การสังเกต การเยยี่ มบ๎าน วเิ คราะห๑โดยการวเิ คราะหเ๑ น้ือหา
ผลการศึกษา พบวํา รูปแบบคํูบัดดี้ใสํใจสุขภาพชํองปากของผู๎สูงอายุ 60-74 ปี จานวน 20 คน มี
รูปแบบคูํบัดด้ีในการดูแลสุขภาพชํองปากในผู๎สูงอายุ ได๎แกํ 1.การให๎ความรู๎เก่ียวกับการดูแลสุขภาพชํองปาก
การแปรงฟันท่ีถูกวิธี โรคฟันผุและโรคปริทันต๑ การใช๎ไหมขัดฟันและแปรงซอกฟัน อาหารกับชํองปาก สาธิต
การดูแผํนคราบจุลินทรีย๑ 2.จับคํูบัดดี้ ระหวํางผู๎สูงอายุ1คนจับคูํกับผู๎สูงอายุตัวแบบในชมรมผ๎ูสูงอายุวัยเกํา
1คน ทากจิ กรรมกลมุํ รวํ มกันแปรงฟนั แลกเปล่ียนเรียนรู๎การดูแลสุขภาพชํองปาก 3.นวัตกรรม “ตะกร๎าวัยเก๐า
ปากแจ๐ว”เพ่ือจัดเก็บอุปกรณ๑ทาความสะอาดชํองปาก 4.ติดตามเยี่ยมบ๎านกระตุ๎นตํอเนื่อง ผลลัพธ๑หลังใช๎
รูปแบบน้ีพบวํา ผลการเปรียบเทียบความแตกตํางของคําเฉลี่ยของคําคะแนนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพชํอง
ปากของผู๎สูงอายุ หลังเข๎ารํวมโครงการมีคําเฉล่ียคะแนนคําคะแนนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพชํองปากของ
ผส๎ู งู อายุมากขน้ึ อยํางมนี ัยสาคัญทางสถิติ (p < 0.05)
ข้อเสนอแนะ พฤติกรรมการดแู ลสขุ ภาพชํองปากของผ๎สู งู อายดุ า๎ นสูบบุหรี่ ดื่มเหล๎า และเค้ยี วหมาก
ผลดา๎ นพฤติกรรมไมเํ ปลยี่ นแปลง เพ่ิมกจิ กรรมสํงเสรมิ และสรา๎ งความตระหนักในผู๎สงู อายทุ ก่ี นิ หมาก สบู บหุ รี่
ดม่ื เหล๎า ใหเ๎ หมาะสมกบั บริบทของแตลํ ะคน
คาสาคญั : คบํู ัดด้ี การดแู ลสุขภาพชํองปาก ผ๎สู งู อายุ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 115
การพฒั นาระบบบริการทางการพยาบาลเพอื่ ปอู งกนั ความเสีย่ ง
ท่คี ลินิกโรคติดเชือ้ ระบบทางเดนิ หายใจ (ARI)
อทุ ยั วรรณ รัศมีทอง : 045973906
โรงพยาบาลยโสธร
บทนา โควิด-19 สงํ ผลตํอผู๎คนในรปู แบบทีแ่ ตกตํางกันไป ผ๎ูติดเช้ือสํวนใหญํจะมี อาการปุวยไมํรุนแรง
หรือรุนแรงปานกลาง ซึ่งจะหายเองได๎โดยไมํต๎องเข๎ารักษาใน โรงพยาบาล ปัจจุบันการแพรํระบาดของโรค
ไวรัส โควิด-19 เพ่ิมขึ้นและแผํขยายวงกว๎าง และเข๎ามารับบริการท่ีคลินิกโรคติดเช้ือระบบทางเดินหายใจ
(ARI) เปน็ จานวนเพม่ิ มากข้นึ การบรหิ ารจดั การความเสี่ยงไมํวําจะเป็นการแพรํกระจายเชื้อระหวํางกลํุมผ๎ูปุวย
ด๎วยกัน ไปสํูกลํุมเส่ียงและบุคลากรเป็นเรื่องสาคัญ ตลอดจนการปูองกันการเกิดภาวะแทรกซ๎อนตํางๆ
การศึกษาคร้ังน้ีจึงมีวัตถุประสงค๑เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการพัฒนาระบบบริการทางการพยาบาลเพ่ือปูองกัน
ความเสยี่ งท่คี ลินิกโรคติดเช้ือระบบทางเดินหายใจ(ARI) วิธีศึกษา: รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลํุมตัวอยําง
คัดเลือกแบบเจาะจง ได๎แกํ ผู๎ปุวยท่ีผํานจุดคัดกรองตามเกณฑ๑รักษาที่คลินิกโรคติดเช้ือระบบทางเดินหายใจ
(ARI) การวิจัยแบํงเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ๑ ระยะที่ 2 พัฒนาระบบบริการทางการ
พยาบาลเพื่อปูองกันความเส่ียงท่ีคลินิกโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ(ARI) และระยะที่ 3 การประเมินผล
วธิ กี ารวิเคราะหข๑ อ๎ มลู โดยใช๎สถติ เิ ชิงพรรณนา
ผลการศึกษา 1) การศกึ ษาสถานการณ๑ 1.1) ด๎านโครงสร๎างระบบบริการทางการบาลเพื่อการปูองกัน
ความเสี่ยงในคลนิ กิ โรคตดิ เชือ้ ระบบทางเดนิ หายใจ(ARI) ยังไมํมีระบบท่ีชัดเจน 1.2 ด๎านกระบวนการ การดูแล
และรักษาผู๎ปุวยท่ีมารบั บริการท่คี ลินกิ ยังมีความไมํครอบคลุมของการได๎รับการเฝูาระวังและปูองกันความเสี่ยง
อยํางตํอเน่ืองจากกิจกรรมทางการพยาบาลต้ังแตํแรกรับจนจาหนําย 1.3 ด๎านผลลัพธ๑ ขาดการวัดผลและ
การประเมินการจัดการความเสี่ยงจากระบบบริการทางการพยาบาล 2) การพัฒนาระบบบริการทางการ
พยาบาลเพอ่ื ปูองกนั ความเส่ยี งทคี่ ลินกิ โรคตดิ เช้ือระบบทางเดินหายใจ(ARI)ทพ่ี ฒั นาข้ึนได๎บูรณาการ 2 แนวคิด
คือ การเน๎นการดูแลผ๎ูปุวยอยํางตํอเนื่องแบบองค๑รวมต้ังแตํแรกรับจนกระท่ังจาหนําย และแนวคิดการบริหาร
ความเสี่ยงเพื่อความปลอดภัยของผู๎ปุวยและบุคลากรสาธารณสุข( 2P Safety)ในสถานการณ๑การระบาดโควิด
ผลลัพธ๑ (2.1) มีจานวนผ๎ูปุวยท่ีมารับการท่ีคลินิกโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ(ARI) 2207(N) ราย
การพัฒนาระบบบริการทางการพยาบาลเพื่อปูองกันความเสี่ยงท่ีคลินิกโ รคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ
(ARI)โดยรวมมีการปูองกันอยํูในระดับมาก ( =3.95, SD=0.74) ทั้งในด๎านการบริหารจัดการคลินิก
การจัดการระหวํางรอตรวจ การบริการทั่วไป การปูองกันและควบคุมการติดเช้ือระหวํางกลํุมผ๎ูปุวยโควิดและ
กลุมํ เสีย่ ง(PUI) การเกดิ ความเสยี่ งระดบั E ขนึ้ ไป เทาํ กับ 0 และการเกิดภาวะแทรกซ๎อนระหวํางรอรับบริการ
เทํากบั 0
คาสาคญั : การพัฒนาระบบการปอู งกนั การเกิดความเส่ียง, ความเสี่ยงระดบั E, คลินกิ โรคตดิ เช้อื ระบบ
ทางเดนิ หายใจ(ARI)
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 116
การพัฒนารูปแบบบรกิ ารสขุ ภาพในการดูแลผูส้ งู อายุท่ีมีภาวะพง่ึ พิงดว้ ยศาสตรแ์ พทย์แผนไทย
โดยกระบวนการมีสว่ นร่วมของชุมชนตาบลขมุ เงนิ อาเภอเมืองยโสธร
ดวงใจ ปวงสขุ : 0894456028
โรพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตาบลขมุ เงิน
บทนา ประเทศไทยกาลังก๎าวเข๎าสูํสังคมผ๎ูสูงอายุ การจัดระบบบริการสุขภาพเพ่ือดูแลผ๎ูสูงอายุที่มี
ภาวะพ่ึงพิง ให๎สามารถอยํูในชุมชนได๎อยํางมีคุณภาพชีวิตท่ีดีจึงมีความสาคัญ ตาบลขุมเงินมีประชากร 4,556
คน มีผ๎ูสูงอายุ 536 คน มีผ๎สู งู อายุทีม่ ภี าวะพึ่งพงิ ถึง 53 ราย และมีแนวโน๎นมีผ๎ูสูงอายุท่ีมีภาวะพ่ึงพิงเพ่ิมสูงขึ้น
ศาสตรแ๑ พทย๑แผนไทยได๎มีบทบาทในการดูแลผ๎ูสูงอายุโดยเฉพาะการนวดไทย การประคบสมุนไพรยาสมุนไพร
รวมถงึ ทาํ บรหิ ารฤๅษีดดั ตน อกี ทั้งเป็นการรักษาภูมปิ ญั ญาท๎องถิ่นให๎มีไว๎สืบไป วัตถุประสงค๑เพื่อพัฒนารูปแบบ
บริการสุขภาพในการดูแลผ๎ูสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงด๎วยศาสตร๑แพทย๑แผนไทย โดยการมีสํวนรํวมระหวําง
ครอบครัว ชุมชน และองค๑กรรัฐ วิธีการศึกษา: ใช๎รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการอยํางมีสํวนรํวม
(Participatory action research; PAR) กลํุมตัวอยํางคือ ผ๎ูสูงอายุ ผ๎ูดูแล เครือขํายชุมชน นักบริบาลชุมชน
(CG) นักบริบาลท๎องถ่ิน(CCG) และบุคคลากรสาธารณสุข การศึกษาแบํงออกเป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1) ข้ัน
การเตรียมการ ได๎แกํ การประชุมกลุํมเพ่ือหาปัญหาและข๎อเสนอแนะในการจัดบริการ เพื่อดูแลผู๎สูงอายุที่มี
ภาวะพงึ่ พิง ระยะที่ 2) พฒั นารูปแบบของระบบบริการและนาไปทดลองใช๎ ระยะที่ 3) ติดตามและประเมินผล
ในทุกระยะเน๎นการมสี วํ นรํวมการศกึ ษาผส๎ู ูงอายทุ ีม่ ภี าวะพ่งึ พงิ ด๎วยการประเมนิ ผลตามแบบคัดกรองการดาเนิน
กจิ วตั รประจาวัน(ADL) ซ่ึงพบวาํ มผี ูไ๎ ด๎ 0-11 คะแนน 53 ราย แล๎วแบํงออกเป็น 3 กลํุม โดยกลุํม 1) คือผู๎สูงอายุที่
ชวํ ยเหลอื ตนเองได๎บางสวํ นมี 23 คน กลํุม 2) ผส๎ู งู อายทุ ช่ี วํ ยเหลือตนเองได๎บางสํวนมีภาวะทางสมองมี 20 คน
และกลุํม 3) ผู๎สูงอายุท่ีติดเตียงชํวยเหลือตนเองได๎น๎อยมากมี 10 คน กลุํม 1) เย่ียมดูแลอยํางน๎อย เดือนละ 1
คร้ัง กลํุม 2) เยี่ยมดูแลอยํางน๎อยเดือนละ 2 คร้ัง กลํุมท่ี 3) เยี่ยมสัปดาห๑ละ 1 ครั้ง ผลการศึกษา: พบวํา
ผ๎ูสูงอายุ 53 ราย มีความพึงพอใจระดับดีมากร๎อยละ 90 มีคะแนน ADL เพ่ิมขึ้น ร๎อยละ75 ADL คงที่ร๎อยละ
19 เปล่ียนกลํุมจากกลุํม 3 เป็นกลํุม 2 ร๎อยละ 6 ผ๎ูสูงอายุทุกรายมีคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึน เสียชีวิตอยํางมีคุณคํา
และสมศักด์ิศรี โดยรูปแบบบริการสุขภาพที่ได๎จากการวิจัย คือ“C P C Thai traditional medicine E” ประกอบด๎วย
C : Coaching (พ่ีเล้ียงศาสตร๑แผนไทย) P: Planning (วางแผนรํวมกัน) C Thai traditional medicine : Care Thai
traditional medicine (ดูแลด๎วยศาสตร๑แผนไทย) E: Evaluate(ประเมินการดูแล) สรุปอภิปรายผล
ข๎อเสนอแนะ: รูปแบบบริการสุขภาพที่พัฒนาขึ้น สํงผลดีทาให๎ผ๎ูสูงอายุ และผู๎ดูแลมีสํวนรํวมในการพัฒนา
ระบบบรกิ าร ผูส๎ งู อายแุ ละผ๎ูดูแลมีความพึงพอใจยินดีที่จะให๎นักบริบาลชุมชน นักบริบาลท๎องถิ่นมาเย่ียมดูแล
ชํวยแบํงเบาภาระให๎แกํญาติได๎ การศึกษาครั้งตํอไปควรเพิ่มการมีสํวนรํวมของ อปท. และ พมจ. ในการดูแล
ผู๎สูงอายุ เพื่อให๎การดูแลครอบคลุมมิติด๎านสังคมและเศรษฐกิจ และขยายผลไปสูํตาบลอ่ืนในโชนบริการ
สขุ ภาพ
คาสาคญั : แพทยแ๑ ผนไทย, การดแู ลผสู๎ ูงอายุที่มภี าวะพง่ึ พิง(LTC), รปู แบบบริการสขุ ภาพ, การมสี วํ นรวํ ม
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 117
รปู แบบการเข้าถึงวคั ซีนโควิด19 เข็มกระตนุ้ 3 ในกลุ่ม 608 โดยกระบวนการ PAR
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบ้านสาโรง ตาบลคูเมือง อาเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร
สุจิตตรา ศิลาชัย, รศั มี ชอบศิลป์,
ปริยาภัทร ศรฐี าน และสมภูมิ กลั ปดี
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบ้านสาโรง
บทนา องค๑การอนามัยโลกประกาศให๎โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข
ระหวาํ งประเทศ การรับวคั ซีนปอู งกนั จึงเป็นแนวทางหน่งึ ในการสร๎างภูมิค๎ุมกันหมํูลดความรุนแรง ลดการเสียชีวิต
ซ่ึงในประเทศไทยมุํงหวังท่ีจะลดอัตราการเสียชีวิตและลดความรุนแรงของโรค กลุํมผู๎สูงอายุ และผ๎ูท่ีมีโรค
ประจาตัว จะมีประสิทธิภาพการทางานของอวัยวะในรํางกายเส่ือมลงจึงมีความเสี่ยงสูงหากติดเช้ือโควิด19 อาจ
เกิดความรนุ แรงหรอื อนั ตรายถึงชีวิตได๎ จึงต๎องมํุงเน๎นการฉีดวัคซีนโควิดให๎กับผ๎ูสูงอายุ และผ๎ูท่ีมีโรคประจาตัว 7
กลํุมโรค (กลุํม 608 ) หรือคนท่ีเป็นกลํุมเส่ียงที่จะเกิดโรคท่ีรุนแรงได๎ การรณรงค๑ให๎ไปรับการฉีดวัคซีนปูองกัน
COVOD-19 โดยมีวัตถุประสงค๑ เพ่ือศึกษารูปแบบการสร๎างการรับร๎ูและเข๎าถึงบริการวัคซีนโควิด19 ของ
ประชาชนกลํุม608 และได๎รับวัคซีนโควิด19 เข็มกระต๎ุน 3 มากกวํา ร๎อยละ 90 วิธีการศึกษา การศึกษาเชิง
ปฏิบัติการแบบมีสํวนรํวม ดาเนินการในเดือน มิถุนายน 2564 – เมษายน 2565 แบํงเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่1
การประชาคมหมูํบ๎าน ค๎นหาปัญหา การวางแผนแนวทางการดาเนินงาน ระยะที่ 2 การดาเนินการโดยการมีสํวน
รวํ ม PAR “พาไปบอก พาไปฉีด พาไปซอม” ดาเนินการ ใหบ๎ รกิ ารวัคซีน ให๎กับกลุํมเปูาหมาย 608 โดยการมีสํวน
รวํ มในการให๎บรกิ ารวัคซนี จากทุกภาคสํวน เปิดจุดบริการวัคซีนในชุมชน การให๎บริการ กลํุมติดบ๎านติดเตียง โดย
หนํวยบริการเคลื่อนท่ีและติดตามอาการหลังฉีดวัคซีนโดย อสม. ระยะที่ 3 การสรุปประเมินผลความร๎ูกลุํม
ตัวอยําง การวิเคราะห๑ข๎อมูลท่ัวไป เก็บรวบรวมข๎อมูลโดยใช๎แบบสอบถาม สถิติท่ีใช๎ในการวิเคราะห๑ข๎อมูล ได๎แกํ
ร๎อยละ คําเฉลี่ย และคําเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา การเข๎าถึงบริการวัคซีนโควิด19 ในกลํุม 608 โดยการมี
สํวนรวํ ม PAR แบํงออกเป็น 3 ระยะ โดยระยะท่ี 1 การประชาคม แนะนา รณรงค๑ให๎ความรู๎เชิญชวนการรับวัคซีน
โดย ผู๎นาชมุ ชน อสม.อปท. ผ๎มู ีสวํ นได๎สวํ นเสยี และเจา๎ หนา๎ ทีร่ พ.สต. ระยะท่ี 2 ดาเนินการ ให๎บริการวัคซีน ให๎กับ
กลมํุ เปาู หมาย 608 ในเขตรบั ผิดชอบ รพ.สต.บ๎านสาโรง มี 412 คน ได๎รับบริการวัคซีนเข็มที่ 3 แล๎ว 412 คน คิด
เป็นร๎อยละ 100 (ฐานข๎อมูล Moph IC 30 เมษายน 2565) ระยะที่ 3 การสรุปประเมินผลความร๎ูกลุํมเปูาหมาย
ท้ังหมด 412 คน โดยคัดเลือก(Selection)กลุํม 608 ท่ียินยอมเข๎ารํวมให๎ข๎อมูล มีอายุระหวําง 60 - 69 ปี มาก
ที่สุด คิดเป็นร๎อยละ 42.4 สํวนใหญํเป็นเพศหญิง คิดเป็นร๎อยละ 77.9 สถานภาพการสมรสคํู คิดเป็นร๎อยละ
76.3 จบการศึกษาระดับประถมศึกษามากท่ีสุดคิดเป็นร๎อยละ 66.1 อาชีพหลัก ทานามากท่ีสุด คิดเป็นร๎อยละ
84.7 ระดับความรู๎เรื่องโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนํา 2019 อยํูในระดับดี (Mean=4.31,S.D=0.48) ระดับความร๎ูด๎าน
การสร๎างเสริมภูมิคุ๎มกันโรค อยํูในระดับดี (Mean=4.01,S.D=0.67) ระดับการเข๎าถึงบริการ อยูํในระดับปาน
กลาง(Mean=3.61,S.D=0.51) ด๎านการยอมรับคุณภาพวัคซีนการรับร๎ูผลดีผลเสียของการสร๎างเสริมภูมิค๎ุมกัน อยูํ
ในระดับต่า (Mean=1.63,S.D=0.18 สรุป อภิปรายผล ความรู๎เรื่องการติดเชื้อไวรัสโคโรนํา2019 และด๎านการ
สร๎างเสริมภมู คิ ๎ุมกันโรค อยํใู นระดับดี ทาให๎เกิดรูปแบบการเข๎าถึงวัคซีนโควิด19 เข็มกระต๎ุน 3 ในกลุํม 608 โดย
การมสี ํวนรวํ มของประชาชนกลํุม 608 และเข๎าถึงวัคซีนโควิด19 เข็มกระต๎ุน 3 ได๎ร๎อยละ 100 ข๎อเสนอแนะ ด๎าน
การยอมรับคุณภาพวัคซีนอยูํในระดับต่า อาจมาจากการรับรู๎ขําวสารจากส่ือตํางๆของประชาชนจึงควรมีการให๎
ขอ๎ มลู เร่อื งคณุ ภาพวัคซนี ผลดผี ลเสยี ของวัคซนี เพ่ิมมากขึ้น
คาสาคัญ : ไวรสั โคโรนํา2019, กลุมํ เปาู หมาย 608, การสรา๎ งเสริมภมู ิคมุ๎ กัน
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 118
รปู แบบการดาเนนิ งานควบคมุ และปูองกันโรคพยาธใิ บไม้ตับตาบลโพธ์ไิ ทร
อาเภอดอนตาล จงั หวัดมุกดาหาร
เทอด สอนสุข และธดิ ารัตน์ คนยืน : 098-1016289
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตาบลบ้านหนองหลม่
การศึกษาวิจยั เชิงปฏิบตั ิการคร้งั นมี้ วี ัตถุประสงค๑ เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนารูปแบบในการควบคุม
และปอู งกันโรคพยาธิใบไม๎ตับในชุมชน ตาบลโพธิ์ไทร อาเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร กลํุมตัวอยํางจานวน
1,009 คน เก็บรวบรวมข๎อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วิเคราะห๑ข๎อมูลเชิงปริมาณด๎วยสถิติเชิงพรรณนา
ได๎แกํ จานวน ร๎อยละ คําเฉล่ีย สํวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน วิเคราะห๑ข๎อมูลเชิงอนุมาน คือ Paired Sample t-
test วิเคราะหข๑ ๎อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห๑ เน้ือหา ผลการวิจัยพบวํา กระบวนการครั้งน้ี ประกอบด๎วย
7 ข้นั ตอน ได๎แกํ 1) คัดกรองประชากรกลมํุ เส่ยี งใช๎แบบสอบถามด๎วยวาจาคือ“แบบคัดกรองโรคพยาธิใบไม๎ตับ
และมะเร็งทอํ นา้ ดี” 2) เกบ็ อุจจาระกลมํุ เสย่ี งสงู สํงตรวจด๎วยวิธี Modified Kato-Katz 3) ประชาชนท่ี Found
Opisthorchis Viverrini เข๎ารํวมกิจกรรม OV-CCA Class 4) เสริมความรอบร๎ูโรคพยาธิใบไม๎ตับและสร๎างเสริม
ความรอบรู๎ด๎านสุขภาพในการปูองกันควบคุมโรคพยาธิใบไม๎ตับ (OV-CCA Class) จานวน 75 คน 5) สํง
Ultra sound case Found Opisthorchis Viverrini กลุํมเสี่ยงอายุ 40 ปีขึ้นไป และจัดทาทะเบียน
ติดตามพฤติกรรมการบริโภคอาหารและต๎องตรวจอุจจาระในปีถัดไปอีก 1 ครั้ง 6) บันทึกผลการตรวจใน
https://cloud.cascap.in.th 7) รายงานกิจกรรมแกํกองทุนหลักประกันสุขภาพตาบลโพธิ์ไทร สํงผลให๎
กลุํมเปูาหมายมีคะแนนเฉล่ียด๎านความรู๎ บทบาทหน๎าที่ การมีสํวนรํวม พฤติกรรมการปฏิบัติตนและความ
พึงพอใจในการควบคุมและปูองกันโรคพยาธิใบไม๎ตับเพิ่มขึ้น อยํางมีนัยสาคัญทางสถิติ (p-value<0.001)
และเกิดรูปแบบในการดาเนินงานควบคุมและปูองกันโรคพยาธิใบไม๎ตับ คือ7 Day 7 Step Knock OV สรุป
ปัจจัยแหํงความสาเร็จในครั้งนี้ การพัฒนาโดยอาศัยการมีสํวนรํวมและยอมรับรํวมกันของผู๎เก่ียวข๎องในทุก
ข้ันตอน ความสอดคล๎องกันขององค๑ประกอบตํางๆ ในการขับเคล่ือนการดาเนินงานในพ้ืนท่ี การเสริมพลังให๎
ประชาชนมกี ารปฏิบัติตนทด่ี อี ยํางตํอเนื่อง
คาสาคญั : การพฒั นารูปแบบ การควบคมุ และปูองกันโรคพยาธใิ บไม๎ตับ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 119
ศึกษารปู แบบการดแู ลผู้ปุวยจิตเภท โดยชมุ ชนมสี ่วนร่วม เครือข่ายบริการสขุ ภาพอาเภอหนองสงู
พงษ์พรรณี ก้อนด้วง, คมสันต์ บุสภา
และจรัสศรี วิศวกลกาล : 0426746146
โรงพยาบาลหนองสงู
ผู๎ปวุ ยโรคจติ เภทเป็นโรคเรื้อรงั ทีม่ ีการกลบั เป็นซ้าไดบ๎ อํ ย โดยปัจจัยท่ีสาคญั คือ ขาดการรักษาอยําง
ตํอเนื่อง สํงผลให๎ผ๎ูปุวยมีการกาเริบซ้า ก๎าวร๎าว หวาดระแวง หูแวํว ทาให๎ผ๎ูปุวยไมํสามารถทาหน๎าที่ตํางๆได๎
และบางรายฆําตัวตายสาเร็จ เสี่ยงตํอการกํอคดีอุกฉกรรจ๑กํอให๎เกิดอันตรายตํอชุมชนและสังคม ครอบครัวมี
ความหวาดกลัว ฉะน้ันการดูแลผ๎ูปุวยจิตเภทจึงมีหลักการท่ีสาคัญ คือการให๎การรักษาและดูแลตํอเน่ืองใน
ชุมชน เพื่อไมํให๎อาการทางจิตกาเริบซ้า เมื่อไมํกาเริบซ้า ผ๎ูปุวยมีโอกาสใช๎ชีวิตได๎เหมือนคนปกติ ง าน
สุขภาพจิตและยาเสพติด โรงพยาบาลหนองสูง ได๎ดาเนินการพัฒนาระบบบริการดูแลผ๎ูปุวยจิตเภท 5 ด๎าน
ดังน้ี 1) .ด๎านบุคลากร 2) ด๎านสถานท่ีบริการ 3) ด๎านระบบบริการ 4) ด๎านการสํงตํอ 5) ด๎านการติดตามและ
การมีสํวนรํวม ทาผลการดาเนินงานดีขึ้นทุกปี แตํหากผ๎ูปุวยได๎รับการดูแลที่เหมาะสมจะไมํเกิดการกาเริบซ้า
จึงไดว๎ เิ คราะหส๑ ถานการณ๑ สารวจพบปัญหาดงั น้ี
1. ดา๎ นตวั ผ๎ปู ุวย ขาดการรักษาที่ตอํ เนื่อง ไมํยินยอมรับประทานยา คิดวําตนเองหายจากโรคที่เป็นอยํู
ปฏิเสธการเจบ็ ปุวย
2. ด๎านครอบครัว ขาดทักษะในการดูแลผ๎ูปุวย รู๎สึกเบ่ือหนําย ท๎อแท๎.เน่ืองจากต๎องดูแลใกล๎ชิด
ตํอเนอ่ื ง ไมํมเี วลาดแู ลผู๎ปวุ ยเพราะตอ๎ งออกไปประกอบอาชีพ
3. ดา๎ นชุมชน มีความกลัวตํออาการ กาเริบ ไมํอยากไปยํุงเก่ียวกับผู๎ปุวย ให๎ครอบครัวดูแลกํอน ตีตรา
ผู๎ปุวยเป็นคนบา๎ ชวี ิตไมํมคี ํา
4. ด๎านสถานบรกิ าร ระบบการติดตามนัดผ๎ปู ุวยดูแลตํอเน่ือง ระบบบรกิ ารคลนิ ิก
จากการศึกษารูปแบบ พบวาํ ผลลัพธก๑ ารดาเนินงานเพิ่มสูงข้ึน ดังน้ี ปี 2562 – 2564 มีจานวนผู๎ปุวย
โรคจิตเภทเข๎าถึงบริการจานวน 191, 224 และ 241 คนคิดเป็นอัตราการเข๎าถึงบริการผ๎ูปุวยจิตเภท ร๎อยละ
115, 134 และ 145 ตามลาดับ ซึ่งผลลัพธ๑การดาเนินงานดีแตํยังพบจานวนผู๎ปุวยจิตเภทกาเริบซ้าปี 2562 –
2564 จานวน 9, 11 และ 7 คน ตามลาดับ คิดเปน็ อตั ราการกาเริบซา้ รอ๎ ยละ 4.71,4.91 และ 2.90 ตามลาดับ
คาสาคญั : ผูป๎ วุ ยจติ เภท รปู แบบการดแู ลผ๎ูปุวยจติ เภท
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 120
รปู แบบในการลดการสบู บุหรี่ของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษา ตาบลนาโสก
อาเภอเมอื งมุกดาหาร จังหวัดมกุ ดาหาร
กชกร ศรีแรง : 042660010
สถานีอนามยั เฉลิมพระเกยี รติฯ บ้านนาโสก
การศึกษาคร้ังนเ้ี ป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) มีวัตถุประสงค๑เพ่ือศึกษารูปแบบในการลดการ
สูบบุหรี่ในนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา ตาบลนาโสก อาเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ศึกษาบริบทและสภาพปัญหา
การสบู บุหร่ี ศึกษากระบวนการในการลดการสบู บุหรี่ ศึกษาปัจจยั แหํงความสาเร็จในการลดการสบู บุหรี่ กลุํม
ตัวอยํางเป็นนักเรียนชายที่กาลังศึกษาอยูํในระดับชั้นมัธยมศึกษา ตาบลนาโสก อาเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร
จานวน 80 คน จานวนเก็บรวบรวมข๎อมูลโดยใช๎แบบสอบถามถาม และนาข๎อมูลท่ีรวบรวมได๎มาวิเคราะห๑สถิติ
เชิงพรรณนา หาคําเฉลี่ย ความถี่ ร๎อยละ และสํวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เก็บข๎อมูลเชิงคุณภาพ โดยคัดเลือก
กลํุมเปูาหมาย โดยวิธีคัดเลือกแบบเจาะจง จานวน 14 คน นาข๎อมูลท่ีรวบรวมจากการ สังเกต การสัมภาษณ๑
ไดม๎ าวเิ คราะห๑
ผลการวิจัย พบวาํ กลมํุ เปาู หมายสวํ นใหญอํ ยใํู นชํวงอายุ 14-15 ปี ร๎อยละ 51.25 เคยและสูบบุหรี่คิด
เป็น ร๎อยละ 28.75 มีความรู๎ในระดับดี ร๎อยละ 74.24 พฤติกรรมการสูบบุหรี่ระดับปานกลาง ร๎อยละ 47.28
เจตคตติ ํอการสูบบุหรี่ระดับมากร๎อยละ 61.25 ทักษะการตัดสินใจเพื่อลดการสูบบุหรี่มากที่สุด ร๎อยละ 82.65
คาดหวังในความสามารถของตนเองในการลดการสูบบุหรี่ระดับมาก ร๎อยละ 77.50 และจากการศึกษาโดยใช๎
เทคนิคของ Kemmis และ McTaggart (Kemmis & McTaggart, 1988) ประกอบด๎วย การวางแผน
(Planning) การปฏิบัติตามแผน (Action) การสังเกตผล (Observation) การสะท๎อนผล (Reflection)ได๎
รูปแบบการลดการสูบบุหรี่ในนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา 5 ข้ันตอน 1. ศึกษาปัญหาสถานการณ๑การสูบบุหร่ีของ
นกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาในชุมชน 2. กระตุ๎นการมีสํวนรํวมของเครือขํายทุกภาคสํวนเสนอกิจกรรมในการแก๎ไข
ปัญหา 3. รวํ มกนั วเิ คราะห๑รูปแบบการลดการสบู บหุ รข่ี องนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษา 4. จัดกิจกรรมหรือโครงการ
ท่ีรณรงค๑ตํอต๎านการสูบบุหรี่ในชุมชนเพ่ือลดการสูบบุหร่ี 5. ประเมินพฤติกรรมและผลลัพธ๑ ควรมีการให๎สุข
ศึกษาเกีย่ วกับบหุ ร่ี และควรออกแบบการดาเนนิ งานที่มีประสิทธิภาพโดยเน๎นหนักท่ีการควบคุมพฤติกรรมการ
สูบบุหร่ขี องสมาชิกในครอบครัว และเสริมสรา๎ งทักษะการเฝูาระวังของครอบครัวและชุมชน
คาสาคัญ : พฤติกรรมการสูบบุหร่ี, รูปแบบในการลดการสูบบหุ รี่, นกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษา
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 121
“คนนคิ มคาสร้อย ปลอดมะเรง็ ทอ่ น้าดี วีถีนคิ มมัน่ ยนื ” ผ่านกระบวนการ พชอ.
อานนท์ พลแสน : 0819745526
สานกั งานสาธารณสุขอาเภอนิคมคาสร้อย
จากข๎อมูลสาเหตุการตายอาเภอนิคมคาสร๎อย ปี 2563-2564 พบวํา โรคมะเร็งเซลล๑ตับ และมะเร็ง
ทํอน้าดี เปน็ สาเหตกุ ารตายของคนในอาเภอนิคมคาสร๎อย ที่อยํูในอันดับ 1 ใน 3 ของ ท้ัง 2 ปี และจากข๎อมูล
การดาเนินงานคัดกรองพยาธิใบไม๎ตับและการดาเนินงานคัดกรองมะเร็งทํอน้าดี ในปี 2564 พบผู๎ปุวยติดเช้ือ
พยาธิใบไมต๎ บั จานวน 576 ราย จากการคัดกรองกลํุมเสี่ยง จานวน 3,246 คน คิดเป็น ร๎อยละ 14.66 และพบ
ผ๎ูท่ีมีความผิดปกติจากการคัดกรองมะเร็งทํอน้าดี กลํุมเส่ียงจานวน 645 คน พบมีความผิดปกติ จานวน 95
ราย สงสัยเปน็ โรคมะเร็งทอํ น้าดี จานวน 3 ราย คิดเป็น ร๎อยละ 0.46 ดังน้ันการควบคุมปูองกันการรักษาผ๎ูติด
เช้ือพยาธิใบไม๎ตับในระยะเริ่มต๎นจึงมีความสาคัญจะต๎องมีการดาเนินการควบคุมปูองกัน การรณรงค๑สร๎าง
กระแสเพ่ือสร๎างความร๎ู ทัศนคติและพฤติกรรมท่ีสํงเสริมการปูองกันควบคุมโรคพยาธิใบไม๎ตับในประชาชนใน
พ้ืนท่ีอาเภอนิคมคาสร๎อย สานักงานสาธารณสุขอาเภอนิคมคาสร๎อยจึงจัดทาโครงการรณรงค๑นิคมมั่นยืนพิชิต
โรคพยาธิใบไม๎ตับและมะเร็งทํอน้าดี ตามแนวทาง 5 มาตรการ อ.นิคมคาสร๎อย จ.มุกดาหาร ปี 2563-2564
เพื่อแก๎ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม๎ตับ มะเร็งทํอน้าดีและมะเร็งตับอาเภอนิคมคาสร๎อย อีกทั้งสภาพสิ่งแวดล๎อม
ทางภูมิประเทศ ที่ อ.นิคมคาสร๎อย มีอํางเก็บน้าจืดขนาดใหญํที่สุดในจังหวัดมุกดาหาร และเป็นแหลํงอาหาร
สัตว๑ที่อุดมสมบูรณ๑ท่ีสุดแหํงหนึ่งของจังหวัดมุกดาหาร อีกท้ังการเช่ือมการพัฒนาการทํองเท่ียว และสํงเสริม
อาชีพของคนใน อ.นิคมคาสร๎อย ท่ี พชอ.นิคมคาสร๎อย ได๎มีแนวทางพัฒนาสํงอาชีพและการทํองเที่ยงสํงเสริม
ให๎ประชาชนบริโภคปลาจากอํางเก็บน้าห๎วยขี้เหล็กแหํงน้ีเพ่ือสร๎างรายได๎ให๎ประชาชนในอาเภอจึงรํวมกัน
วิเคราะห๑ถึงประเด็นท่ี พชอ.นิคมคาสร๎อย จะรํวมกันดาเนินการคือการแก๎ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม๎ตับ และ
มะเร็งตบั มะเรง็ ทํอนา้ ดใี หห๎ มดไปจากอาเภอนิคมคาสร๎อยด๎วยความรํวมมือทุกภาคสํวนภายใต๎วาระการพัฒนา
คณุ ภาพชวี ติ อาเภอนคิ มคาสรอ๎ ย วาระ “นคิ มมนั่ ยืน” ด๎วย 5 ดี
วตั ถุประสงค๑
1. เพือ่ ให๎ประชาชนมีพฤติกรรมการปูองกนั โรค มะเรง็ ตับ และมะเร็งทํอนา้ ดที ่ีถูกต๎อง
2. เพอ่ื ลดอัตราการติดเชอ้ื OV ในปชช.กลํมุ เส่ียง
3. เพอื่ คน๎ หาผู๎ปุวยมะเรง็ ทํอดีในระยะเริ่มตน๎ ประสิทธภิ าพ
จากผลการดาเนนิ งานคัดกรองพยาธิใบไม๎ตับ ในปี 2562-2564 ร๎อยละของการพบไขํพยาธิใบไม๎ตับมี
แนวโนม๎ ลดลง เป็น ร๎อยละ 19.62, 10.81, 5.13 ตามลาดับ ในสํวนของการดาเนินงานคัดกรองมะเร็งทํอน้าดี
ในประชาชน อายุ 40 ปี ขึ้นไปที่เป็นกลํุมเส่ียงจากการคัดกรองมะเร็งทํอน้าดี กลุํมเส่ียงจานวน 645 คน พบมี
ความผิดปกติ จานวน 95 ราย สงสัยเป็นโรคมะเร็งทํอน้าดี จานวน 3 ราย คิดเป็น ร๎อยละ 0.46
อภปิ รายผล การดาเนนิ งานการขบั เคลอ่ื นงานการดาเนินงานควบคุมโรคพยาธิใบไม๎ตับขับเคลื่อนผําน
กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดบั อาเภอ (พชอ.) ภายใต๎ “วาระนิคมม่ันยืน” เป็นการนสํงเสริมการ
มีสํวนรํวมของภาคีเครือขํายโดยเฉพาะการพัฒนารูปแบบการทางานเป็นทีม ภายใต๎บริบทภายในอาเภอ
เดียวกัน ซง่ึ มหี ลายภาคสวํ นเข๎ามารวํ มมือรํวมใจในการขับเคลือ่ นงานที่ทกุ ภาคสวํ นได๎พร๎อมใจกัน กาหนดเป็น
ประเด็นของการพฒั นาในประเดน็ ใดประเดน็ หน่งึ ทกี่ าหนดรํวมกัน ซ่ึงเป็นผลงานและความรํวมได๎ท่ีควรคําแกํ
การช่นื ชมที่เกิดขึน้ และสามารถขยายรูปแบบการดาเนินงานนไี้ ปสงูํ านอนื่ ได๎จรงิ
คาสาคัญ : ควบคมุ โรคพยาธิใบไม๎ตับ, มะเร็งตบั มะเรง็ ทํอน้าดี
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 122
ปัจจยั ท่ีมีผลต่อการดาเนนิ งานคุม้ ครองผบู้ รโิ ภคด้านสุขภาพ
ของอาสาสมคั รสาธารณสุขประจาหมู่บา้ น จงั หวดั อานาจเจรญิ
เอกฤทธิ์ ช่วงโชติ, ธญั มล ช่วงโชติ
และเอกชัย อินหงษา : 0864945655
สานกั งานสาธารณสุขจังหวัดอานาจเจริญ
การวิจัยแบบภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห๑น้ีมีวัตถุประสงค๑เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลตํอการดาเนินงาน
ค๎ุมครองผ๎ูบริโภคด๎านสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมํูบ๎าน จังหวัดอานาจเจริญ กลํุมตัวอยําง
จานวน 282 คน เก็บรวบรวมข๎อมูลโดยใช๎แบบสอบถามที่ผ๎ูวิจัยสร๎างขึ้นระหวํางวันท่ี 1 พฤษภาคม 2564 ถึง
30 กันยายน 2564 วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎สถิติเชิงพรรณนา นาเสนอโดยใช๎คําความถ่ี ร๎อยละ คําเฉลี่ย สํวน
เบ่ยี งเบนมาตรฐาน มธั ยฐาน เปอรเ๑ ซ็นตไ๑ ทล๑ที่ 25 และ 75 ใช๎สถิติเชิงอนุมานในการหาปจั จัยทานายโดยใช๎การ
วิเคราะห๑ถดถอยพหุคูณแบบ Stepwise ผลการวิจัยพบวํา ปัจจัยที่มีอิทธิพลตํอการดาเนินงานค๎ุมครอง
ผู๎บริโภคด๎านสุขภาพ ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมํูบ๎านจังหวัดอานาจเจริญ มีท้ังหมด 7 ตัวแปร คือ
การสนับสนุนจากองค๑การ การค้าจุน ระดับการศึกษาประถมศึกษา แรงจูงใจ ระยะเวลาการเป็นอาสาสมัคร
สาธารณสุขนกั วิทยาศาสตร๑การแพทยช๑ ุมชน อายุ และสถานภาพโสด โดยสามารถรํวมกันอธิบายความผันแปร
ของปจั จัยท่มี ีอิทธพิ ลตํอการดาเนนิ งานคม๎ุ ครองผ๎บู รโิ ภคด๎านสขุ ภาพของอาสาสมคั รสาธารณสุขประจาหมํูบ๎าน
จังหวัดอานาจเจริญ ได๎ร๎อยละ 46.80 (R2adj=0.468, SEest=5.08205 F=36.291, p<0.001) อยํางมีนัยสาคัญ
ทางสถิติท่ีระดับ .05 จากผลการวิจัยการดาเนินงานค๎ุมครองผู๎บริโภคของอาสาสมัครสาธารณสุขประจา
หมํบู า๎ น จังหวดั อานาจเจรญิ ควรคานงึ ถงึ ปจั จยั ดงั กลําว
คาสาคญั : ปัจจัย งานคม๎ุ ครองผู๎บรโิ ภค, คบส., อาสาสมคั รสาธารณสขุ ประจาหมํบู า๎ น, อสม.
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 123
การประชมุ วชิ าการเขตสุขภาพท่ี 10 ประจาปี 2565
วันท่ี 11 - 12 กรกฎาคม 2565
ณ อาคารผปู้ ุวยนอก 5 ชั้น โรงพยาบาลอานาจเจริญ จงั หวัดอานาจเจริญ
ผลงานวชิ าการประเภท Poster Presentation
สาขา R2R : ห้องประชุม ช้นั 4
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 124
รูปแบบการใหบ้ ริการการสง่ เสรมิ ภมู ิค้มุ กันโรคโควดิ -19 เชิงรุก ตามบรบิ ทชุมชน สาหรบั ผูส้ งู อายุ
ตาบลเปูา อาเภอตระการพชื ผล จังหวัดอุบลราชธานี
สนุ นั ทา คาดี, จุลัยลกั ษณ์ สงิ ห์แกว้ , กัลยา ไชยสัตย์
และชาญชัย เหลาสาร : 0630239098
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตาบลเป้า
โรคโควิด-19 กํอให๎เกิดปัญหาตํอระบบสาธารณสุขทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย สร๎างความสูญเสีย ท้ัง
ชีวิตและทรัพย๑สินของผู๎คนทั่วโลก สิ่งที่สามารถหยุดยั้งการระบาดและลดความรุนแรงของโรคดังกลําวลงได๎
น่ันคือการสร๎างภูมิค๎ุมกัน โดยการรับวัคซีนปูองกันโรคโควิด-19 เพื่อสร๎างภูมิคุ๎มกันหมํูให๎เกิดข้ึนในทั่วท้ังโลก
รวมท้งั ประเทศไทย การวิจัยนี้มีวัตถปุ ระสงคเ๑ พือ่ ศึกษารปู แบบการให๎บริการการสํงเสริมภูมิคุ๎มกันโรคโควิด-19
เชงิ รุก ตามบริบทชมุ ชนสาหรับผู๎สงู อายุตาบลเปูา อาเภอตระการพืชผล จังหวดั อุบลราชธานซี งึ่ เป็นการวิจยั เชิง
ปฏิบัติการ (Action Research) ประกอบด๎วย3 ระยะ โดยระยะท่ี 1 ศึกษาปัญหาและบริบทชุมชนพร๎อม
สังเคราะห๑รูปแบบการให๎บริการกลุํมตัวอยํางเป็นเจ๎าหน๎าท่ีรพ.สต.และประธาน อสม. แตํละหมูํบ๎าน จานวน
22 คน พบวํา เดิมมีรูปแบบการให๎บริการแบบต้ังรับ แตํรูปแบบดังกลําวนั่นไมํสอดคล๎องกับบริบทและปัญหา
ในปัจจุบันจึงมีการระดมความคิดและวางรูปแบบการสร๎างภูมิค๎ุมกันโรคเชิงรุกขึ้น ระยะที่ 2 ดาเนินการ
ให๎บรกิ ารโดยใช๎รปู แบบจากระยะที่ 1 โดยการดาเนินการฉดี วคั ซนี ปอู งกันโรคโควิด-19 เชิงรุกตามบริบทชุมชน
ตาบลเปูากลุํมตัวอยํางเป็นผู๎สูงอายุท่ีมีภูมิลาเนาในตาบลเปูา จานวน340 คน และระยะท่ี 3 ประเมินความ
ครอบคลมุ การสร๎างเสริมภูมคิ ๎ุมกนั โรคโควดิ -19 ผลการวิจัยพบวํา ปัญหาที่พบสาหรับการดาเนินงานให๎บริการ
สํงเสริมภมู คิ ๎ุมกนั ปอู งกนั โรคโควิด-19คือความวิตกกังวลเก่ียวกับอันตรายท่ีอาจจะเกิดจากการรับวัคซีนซึ่งเป็น
ผลมาจากการรับข๎อมูลจากส่ืออินเทอร๑เน็ตและมีบางสํวนที่มีความวิตกกังวลเน่ืองจากไมํรับทราบถึงข๎อมูล
เกี่ยวกับวัคซีนมากเทําที่ควรรวมทั้งเป็นการตัดสินใจการรับหรือไมํรับวัคซีนจากลูกหลานท่ีไมํต๎องการให๎
ผู๎สูงอายุรับวัคซีน จากการศึกษาบริบทชุมชนทาให๎ทราบข๎อมูลพ้ืนฐานชุมชนวําตาบลเปูาเป็นชุมชนท่ีมีความ
เข็มแข็งมีผ๎ูนาและบุคลากรท่ีพร๎อมในการเสียสละและทํุมเทตั้งใจในการทางานเพื่อประโยชน๑ของชุมชน ทาให๎
เกิดคณะดาเนินงาน และทีมภาคีเครือขํายสุขภาพตาบลเปูาข้ึน สํงผลให๎เกิดการให๎บริการการสํงเสริมภูมิค๎ุมกัน
โรคโควิด-19 เชงิ รุก โดยมีรูปแบบ “ใกลบ๎ า๎ น หํวงใย ใสใํ จบริการ” ซ่ึงมีการดาเนินงานออกให๎บริการเชิงรุก 12
จุดบริการหลักรวมทั้งจุดบริการยํอย ณ ท่ีพักอาศัยของบุคคลที่ไมํสามารถเข๎ารับบริการได๎ ณ จุดบริการหลัก
ซ่ึงสามารถดาเนินการได๎ตามรูปแบบแลกระบวนการท่ีได๎วางแผนตามระยะท่ี 1 ผลการศึกษาพบวํามีความ
ครอบคลุมการสร๎างเสริมภูมิคุ๎มกันโรคโควิด-19 เข็มที่ 1 คิดเป็นร๎อยละ 85.5 เข็มท่ี 2 คิดเป็นร๎อยละ 80.1
เข็มที่ 3 คิดเป็นร๎อยละ 51.9 เข็มท่ี 4 คิดเป็นร๎อยละ 3.7 จากผลความครอบคลุมของการได๎รับวัคซีนปูองกัน
โรคโควดิ -19ดังกลาํ วทาให๎เพียงพอตอํ การเกิดภูมิค๎ุมกันหมํูในกลุํมเปูาหมาย (Herd immunity) เพราะมีความ
ครอบคลุมการได๎รับวัคซีนปูองกันโรคโควิด-19 อยํางน๎อย 2 เข็ม มากกวําหรือเทํากับร๎อยละ 80สามารถ
ปูองกันการเกิดการระบาดของโรคโควิด-19ในชุมชนตาบลเปูา และปูองกันการเกิดภาวะเจ็บปุวยรุนแรงและ
ภาวะแทรกซ๎อนของโรคได๎ ส่ิงที่ได๎จากผลวิจัยครั้งน้ี สามารถนาไปใช๎ประโยชน๑ในการวางแผนและการวาง
ระบบการสรา๎ งเสริมภมู ิคุม๎ กนั โรคโควดิ -19 ในกลํมุ เปาู หมายอน่ื ๆและวคั ซีนปอู งกนั โรคอ่นื ๆ
คาสาคญั : การให๎บรกิ ารการสงํ เสรมิ ภูมิค๎มุ กนั โรคโควิด-19 เชงิ รุก. ตามบรบิ ทชมุ ชน
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 125
แนวทางการดูแลสตรตี ง้ั ครรภท์ ต่ี ิดเชื้อไวรสั โควิด-19 ในชมุ ชน อ.นาตาล จ.อบุ ลราชธานี
จักรพงศ์ ปิติโชคโภคินท์, พชั รี อมรสิน, นิภาพรรณ วงษ์กลาง
และสจุ ิตรา ปิติโชคโภคินท์ : 0894252749
โรงพยาบาลนาตาล
โรคไวรัสโควิด-19 เป็นโรคอุบัตใิ หมํพบการติดเช้ือได๎ทุกกลุํมอายุรวมท้ังในสตรีตั้งครรภ๑ การติดเช้ือใน
สตรีต้ังครรภ๑มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 1.7 เทํา และอาจสํงผลตํอการคลอดกํอนกาหนดหรือทาให๎ทารกใน
ครรภ๑ขาดออกซิเจน สถิติอาเภอนาตาลในปี 2564 มีหญิงตั้งครรภ๑จานวน 208 คน พบอุบัติการณ๑สตรี
ตั้งครรภ๑ติดเช้ือไวรัสโควิด-19 จานวน 6 คน คิดเป็นร๎อยละ 2.88 ปีงบประมาณ 2565 ไตรมาสแรก 3 เดือน
พบจานวน 20 คน คิดเป็นร๎อยละ 9.61 จากการทบทวนพบวํายังไมํมีแนวทางการดูแลสตรีต้ังครรภ๑ที่ติดเช้ือ
ไวรสั โควดิ -19 ในชุมชน สตรีต้ังครรภ๑ยังขาดความร๎ูความเข๎าใจที่ถูกต๎องในการดูแลตนเอง ทีมจึงพัฒนาเรื่องนี้
ข้ึน โดยมีวัตถุประสงค๑เพื่อศึกษาและพัฒนาแนวทางการดูแลสตรีตั้งครรภ๑ที่ติดเช้ือไวรัสโควิด-19 ในชุมชน
อาเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี การศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา(R&D) กลํุมตัวอยํางได๎แกํ ผู๎นาชุมชน
10 คน อาสาสมัครสาธารณสุข 10 คน พยาบาลชุมชน 10 คน และสตรีต้ังครรภ๑ที่ติดเชื้อไวรั สโควิด-19 ใน
ชุมชนอาเภอนาตาล โดยการสุํมกลํุมตัวอยํางอยํางงําย พัฒนาระหวํางเดือนมกราคม ถึง เดือนพฤษภาคม
2565 เก็บข๎อมูลจากเวชระเบียน, ใช๎เครื่องมือประเมินคุณภาพของแนวปฏิบัติ (AGREE II) ,แบบสัมภาษณ๑,
แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห๑ข๎อมูลเชิงปริมาณใช๎สถิติเชิงพรรณนา สํวนข๎อมูลเชิงคุณภาพใช๎วิธีการ
วิเคราะห๑เนอ้ื หา
ผลการศกึ ษามีการพฒั นา 2 วงรอบ ไดแ๎ นวทางการดูแลสตรีต้ังครรภ๑ท่ีติดเช้ือไวรัสโควิด-19 ในชุมชน
ประกอบดว๎ ย 1)แนวทางดา๎ นผปู๎ ุวย มีดังน้ี 1.แนวทางการดูแลตนเองทั่วไป 2.การปูองกันการแพรํกระจายเชื้อ
โรคและหลักการกักตัว(Isolation) 3.การดูแลตนเองเฉพาะสตรีต้ังครรภ๑ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เชํนการนับลูก
ดิน้ การฟงั เสียงหวั ใจทารกด๎วยเคร่ืองติดตาม อาการที่ผดิ ปกติหรอื อาการทต่ี ๎องมาโรงพยาบาล 4.การเตรียมตัว
คลอด/การปฏิบตั ติ วั หลังคลอด 5.แนวทางการติดตอํ สือ่ สาร 2)แนวทางดา๎ นการพยาบาล มีดงั นี้ 1.แนวทางการ
พยาบาลโดยใช๎หลักการปูองกันการแพรํกระจายเชื้อ 2.แนวทางการพยาบาลท่ีเฉพาะและการจัดคลินิกฝาก
ครรภ๑ในชุมชน 3.การจัดทาชํองทางติดตํอสื่อสาร เชํน การใช๎ไลน๑ มีเบอร๑โทรศัพท๑สายดํวน 4.การติดตาม
ประเมินความรุนแรงของโรค สัญญาณชีพและประเมินสุขภาพของทารกในครรภ๑ 3)แนวทางด๎านชุมชน มีดังนี้
1.แนวทางการปูองกันและการแพรํกระจายเชื้อในชุมชน 2.การเย่ียมติดตามและการประเมินอาการ 3.การ
สวัสดิการชุมชน หลังนาแนวทางไปใช๎จริงพบสตรีต้ังครรภ๑ที่ติดเช้ือไวรัสโควิด-19 ทั้งหมด 22 ราย รับไว๎นอน
โรงพยาบาล 20 คน คลอดปกติทางชํองคลอด 4 คน มีภาวะ Fetal Distress 1 คน(สํงตํอ) ไมํพบอุบัติการณ๑
การเสียชีวิต หญิงตั้งครรภ๑ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และญาติมีความพึงพอใจในระดับมากร๎อยละ 95.45 มีการ
นาไปใช๎ในทุกชุมชนในอาเภอและขยายผลไปอาเภออ่ืนๆ อีก 10 แหํง สํวนข๎อเสนอแนะคือควรพัฒนาการ
จัดทาระบบการบนั ทึก การติดตามและรวบรวมข๎อมูลสตรตี งั้ ครรภ๑ที่ติดเชอื้ โควดิ -19 รวํ มดว๎ ย
คาสาคัญ : แนวทางการดูแล , สตรีตงั้ ครรภ๑ , ไวรสั โควดิ -19 , ชุมชน
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 126
การพฒั นารปู แบบบริการการทาคลอดมารดาที่ติดเชื้อ Covid-19
เพ่อื ปอู งกนั การแพรก่ ระจายเชอื้ รว่ มกบั โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบล
ภาคเี ครือข่ายอาเภอนา้ ยนื จงั หวดั อุบลราชธานี
จริ ัชยา ลาภมูล, สาวติ รี โสภากุลศริ ิ
และวภิ าพร ระทะมาตร์ : 0817909118
โรงพยาบาลนา้ ยืน
จากสถานการณ๑การแพรํระบาดของCovid-19 ที่แพรํระบาดอยํางรวดเร็วและเป็นวงกว๎าง พื้นที่
อาเภอนา้ ยืนพบผ๎ูติดเชื้อมีแนวโน๎มเพิ่มมากข้ึนในทุกกลุํมวัยปี 2564 จานวน 340 ราย ปี2565 จานวน 1,141
ราย(ต.ค 64-พ.ค.65) หญิงต้ังครรภ๑ที่ติดเชื้อต๎องสํงตัวไปคลอดท่ีรพ.แมํโซน ปี2564 จานวน 10 ราย จาก
สถานการณ๑ดังกลาํ ว สํงผลกระทบตอํ การจดั บรกิ ารดแู ลรกั ษาผูป๎ วุ ยทุกกลํุมโรค โดยเฉพาะกลุํมหญิงต้ังครรภ๑
รพ.แมํโซนมีนโยบายงดรับให๎บริการทาคลอดแกํหญิงต้ังครรภ๑ท่ีติดเชื้อ Covid-19จากรพ.ลูกขํายเพราะไมํมี
เตียงเพียงพอแจง๎ ให๎ รพ.นา้ ยืนต๎องให๎บริการทาคลอดเองซึ่งพบปัญหาในการให๎บริการเพราะยังไมํมีรูปแบบใน
การใหบ๎ รกิ ารทาคลอดแกมํ ารดาที่ติดเช้ือCovid-19 ที่ชัดเจนไมํมีห๎องNegative Pressur สาหรับทาคลอดทีม
ขาดความรู๎ทักษะในกระบวนการดูแลรักษาและการควบคุมปูองกันการแพรํกระจายเชื้อและยังไมํมีแนว
ทางการประสานงานกับรพสต.ภาคีเครือขํายทีมจึงรํวมกันพัฒนารูปแบบบริการการทาคลอดมารดาท่ีติดเชื้อ
Covid-19 เพื่อปูองกันการแพรํกระจายเช้ือรํวมกับ รพสต.ภาคีเครือขํายอาเภอน้ายืนและเพ่ือความปลอดภัย
ของผ๎ูปวุ ยและบคุ ลากรทางการแพทย๑ท่ีเก่ยี วข๎องการศึกษานีเ้ ปน็ การศึกษาเชงิ ปฏิบตั ิการ
มีวัตถุประสงค๑ 1)เพ่ือพัฒนารูปแบบบริการการทาคลอดมารดาท่ีติดเชื้อCovid-19 เพ่ือปูองกันการ
แพรํกระจายเช้ือรํวมกับรพสต.ภาคีเครือขํายอาเภอน้ายืน2)เพ่ือศึกษาผลของการพัฒนารูปแบบกลุํมตัวอยําง
เปน็ หญงิ ตั้งครรภ๑ท่ีติดเช้ือCovid-19 จานวน20 คนท่ีมาคลอดในชํวงเวลา 1 ตุลาคม 2564 ถึง 31 พฤษภาคม
2565 และทีมบุคลากรทางการแพทย๑ท่ีเก่ียวข๎องจานวน 20 คนเคร่ืองมือที่ใช๎ ได๎แกํ สมุดทะเบียนคลอดและ
HI Programวเิ คราะห๑ข๎อมูลโดยใชส๎ ถติ ิรอ๎ ยละ การศกึ ษาครัง้ นป้ี ระกอบด๎วย 4 ขัน้ ตอนได๎แกํ 1) การวางแผน
2)การดาเนินงาน3)การประเมินผล 4)การแก๎ไขปรับปรุง หลังจากการใช๎รูปแบบบริการที่พัฒนาข้ึน พบวํา มี
การแตํงตงั้ ผรู๎ บั ผดิ ชอบในการประสานงานทงั้ เครอื ขํายมีแนวทางในการดูแลรักษาและเกณฑ๑การสํงตํอที่ชัดเจน
เป็นแนวทางเดียวกัน มีห๎อง NegativePressure สาหรับทาคลอดท่ี Cohort ward และทีมบุคลากรทาง
การแพทย๑ได๎รบั การอบรมเชิงปฏบิ ตั ิการเก่ยี วกับกระบวนการคลอดและการปูองกันการแพรํกระจายเชื้อ100%
ในชํวงระยะเวลาท่ีศึกษาใหบ๎ รกิ ารทาคลอดแกํมารดาทต่ี ดิ เช้ือCovid-19 จานวน 20 ราย พบอุบัติการณ๑ติดเชื้อ
Covid-19 ของทารกจากมารดารอ๎ ยละ 0 และอบุ ัตกิ ารณ๑ตดิ เชื้อCovid-19ของบุคลากรทางการแพทย๑ที่ให๎การ
ดูแลรักษา รอ๎ ยละ 0
จากผลการศึกษาดังกลําว พบปัจจัยสาคัญที่ทาให๎เกิดรูปแบบบริการที่ปลอดภัยแกํผ๎ูปุวยและทีมการ
ดูแลรักษาเพราะเป็นการพัฒนารูปแบบบริการท่ีเป็นการบูรณาการความรํวมมือทั้งเครือขํายผู๎บริหารเห็น
ความสาคัญและให๎การสนับสนุนเต็มที่แม๎จะพัฒนาภายใต๎สถานการณ๑การแพรํระบาดท่ีรุนแรงและมีข๎อจากัด
ด๎านงบประมาณในการบริหารจัดการ ทั้งน้ียังสามารถขยายผลนาไปใช๎กับการให๎บริการกลํุมโรคอื่นได๎และถ๎า
สามารถประสานความรํวมมือจากภาคเอกชนในพ้ืนทีเข๎ามาให๎การสนับสนุนด๎านงบประมาณหรือการจัดหา
ทรพั ยากรจาเป็นในการใหบ๎ ริการ จะทาใหก๎ ารพฒั นาประสบผลสาเร็จยิ่งข้นึ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 127
การดูแลผ้ปู ุวยโรคโควิด-19 แบบเถยี งนาโมเดล ตามบรบิ ทชุมชนตาบลเปูา โดยอาศยั การมสี ว่ นร่วม
ของภาคีเครือข่ายสุขภาพชุมชนตาบลเปูา อาเภอตระการพืชผล จังหวัดอบุ ลราชธานี
กลั ยา ไชยสตั ย์, ชาญชยั เหลาสาร
และปิยธิดา ภารพฒั น์ : 0980203599
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตาบลเป้า
โรคโควิด-19 สร๎างความสูญเสียท้ังชีวิตและทรัพย๑สินของผ๎ูคนท่ัวโลก เมื่อมีการกลายพันธ๑หลบ
ภมู ิค๎มุ กัน ทาใหเ๎ กดิ การตดิ ตอํ ได๎งํายขนึ้ ระบาดเปน็ วงกว๎าง สํงผลให๎เกิดปัญหาผ๎ูปุวยเพิ่มข้ึนเป็นจานวนมากใน
เวลาอันสั้น จนเกิดภาวะผ๎ูปุวยล๎น เตียงเต็ม ประชาชนจานวนมากตํางพากันหลั่งไหลกลับบ๎านเกิดเมืองนอน
“หนีตาย” มาอยูํกับพํอแมํ ญาติพี่น๎อง แตํเม่ือเดินทางกลับมากลับถูกสังคมตีตรา เกิดความขัดแย๎งในชุมชน
หมูํบ๎าน “แม๎แตํ พํอ แมํก็กลัวลูกตัวเอง ทุกคนกลัวติดเช้ือ กลัวตาย”การวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค๑เพื่อศึกษาการ
ดูแลผ๎ูปุวยโรคโควิด-19 แบบเถียงนาโมเดล ตามบริบทชุมชนตาบลเปูาซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action
Research) ประกอบด๎วย4 ข้ันตอนขั้นตอนท่ี 1 ศึกษาปัญหาและบริบทชุมชนพร๎อมสังเคราะห๑แนวทางและ
กระบวนการการดูแลกลุํมตัวอยํางเป็นเจ๎าหน๎าที่รพ.สต.ตัวแทนคณะอสม.และผู๎นาชุมชนทั้ง 11 หมูํบ๎าน
จานวน 46คน พบวํา เดิมมีรูปแบบการให๎บริการแบบIPD แตํรูปแบบดังกลําวน่ันไมํสอดคล๎องกับบริบทและ
ปัญหาในปจั จุบันจึงมกี ารระดมความคิดและวางรูปแบบเถยี งนาโมเดลขนึ้ ขน้ั ตอนท่ี 2 จัดทาแผนจัดต้ังศูนย๑การ
เฝูาระวังและการดูแลการระบาดของโรคโควิด – 19 รพ.สต.เปูา พร๎อมทั้งจัดหาและเตรียมเถียงนาซึ่งอาศัย
การมีสํวนรํวมของภาคีเครือขํายสุขภาพชุมชนตาบลเปูาขั้นตอนท่ี 3 ดาเนินการดูแลผ๎ูปุวยโดยใช๎รูปแบบการ
ดูแลผปู๎ วุ ยโรคโควิด-19 แบบเถยี งนาโมเดล ตามแผน โดยอาศัยกระบวนการ PDCAกลุํมตัวอยํางเป็นผู๎ปุวยโรค
โควิด-19ในห๎วงเดือน เมษายน 2564 – ธันวาคม 2564 จานวน109คน ขั้นตอนที่ 4 ประเมินและสรุปผลการ
ดาเนินงานโดยใช๎ทะเบียนผ๎ูปุวยโรคโควิด-19 ตาบลเปูาแบบบันทึกการให๎ความรํวมมือในการกักกันตัว แบบ
บันทึกสุขภาพขณะรักษาตัวในเถียงนาโมเดล การสนทนากลํุม และการสังเกตแบบมีสํวนรํวม วิเคราะห๑ข๎อมูล
โดย ใช๎คําเฉลีย่ ร๎อยละ และใชก๎ ารวิเคราะหเ๑ ชิงเน้ือหาในการวิเคราะห๑ข๎อมูลผลการศึกษาพบวําการดูแลผู๎ปุวย
โรคโควิด-19 แบบเถยี งนาโมเดล ตามบรบิ ทชุมชนตาบลเปาู โดยการมีสํวนรํวมของภาคีเครือขํายสุขภาพชุมชน
โดยมมี าตรการชุมชน “กักกัน ไมํทงิ้ กัน”และมีแนวทางการดาเนินงานด๎วยวิธี 3ส. สอดสํองมองหา ใสํใจรับฟัง
และ สํงตํอประสานงาน รวมท้ังได๎รับการสนับสนุนความชํวยเหลือด๎านสังคมจากทีมภาคีเครือขํายตาบลเปูา
สํงผลให๎ภายหลังการดูแล พบข๎อมูลดังน้ี ตาบลเปูามีผู๎ปุวยโรคโควิด-19 ในพ้ืนท่ีจานวน 109คน ได๎เข๎าสูํการ
ดูแลผป๎ู ุวยโรคโควิด-19 แบบเถียงนาโมเดลจานวน84 คน คิดเป็น ร๎อยละ 77.06 โดยแบํงเป็นการดูแลในเถียง
นาตนเอง จานวน 63 คนคิดเป็นร๎อยละ 75 ดูแลในเถียงนาชุมชน จานวน 21 คนคิดเป็นร๎อยละ 25ผ๎ูปุวย
ได๎รับการพิจารณาสํงตํอเข๎ารับการรักษาเม่ือมีอาการเปล่ียนปลงจานวน 4 คน คิดเป็นร๎อยละ 4.76 ผู๎ปุวย
ทั้งหมดได๎ปฏิบัติและได๎รับการชํวยเหลือตามมาตรการ “กักกัน ไมํทิ้งกัน”ร๎อยละ 100ผลการรวบรวมข๎อมูล
เชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ๑เชิงลึกและสังเกตแบบมีสํวนรํวม ภายหลังการวิเคราะห๑เน้ือหาพบวํา ความ
คดิ เหน็ ไปในทางบวก จงึ กลําวได๎วํามาตรการชุมชน “กักกัน ไมํทิ้งกัน” สามารถให๎การดูแลผ๎ูปุวยโรคโควิด-19
อยํางมีประสทิ ธภิ าพแนวทางการพฒั นา : พัฒนาระบบการดูแลแบบ Telemedicine.
คาสาคัญ : การดูแลผ๎ูปวุ ยโรคโควดิ -19 แบบเถยี งนาโมเดลตามบรบิ ทชชุ นตาบลเปาู
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 128
การพฒั นาระบบการดแู ลเพื่อปอู งกันภาวะตกเลือดหลังคลอด 2 ชม.แรก ในห้องคลอด
โรงพยาบาลเครือขา่ ยอุบลราชธานี โซน 4
ศริ ิวมิ ล พรมเกษ, ภมู ิจิตร เมคัน, สมร ผลาไวย์
และภชิ านนั ท์ สรอ้ ยมาศ : 0826276578
โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชเดชอดุ ม
บทนาและวัตถุประสงค์: ภาวะตกเลือดหลังคลอดเป็นภาวะแทรกซ๎อนท่ีสะท๎อนถึงคุณภาพการ
พยาบาล ผ๎ูคลอดในด๎านความปลอดภัย ผลกระทบของภาวะตกเลือดหลังคลอด ทาให๎เกิดภาวะซีด
ช็อค และเสียชีวิตได๎ ห๎องคลอด รพร.เดชอุดม เป็นโรงพยาบาลระดับ S ให๎บริการการคลอดปกติและผิดปกติ
แกํหญิงตั้งครรภ๑ในอาเภอเดชอุดมและรับสํงตํอจากโรงพยาบาลชุมชนโซน 4 จากการทบทวนอุบัติการณ๑การ
เกดิ ภาวะตกเลือดหลงั คลอดพบวาํ เกดิ ในหญิงตัง้ ครรภท๑ ี่มภี าวะเสี่ยงสงู ตอํ การตกเลือดหลังคลอด คณะผู๎วิจัยจึง
มีวัตถุประสงค๑เพ่ือพัฒนาระบบและศึกษาผลของการนาระบบการพัฒนาการดูแลเพ่ือปูองกันภาวะตกเลือด
หลงั คลอด 2 ชม.แรกในห๎องคลอดในโรงพยาบาลเครอื ขาํ ย อุบลราชธานี โซน 4
วธิ ีการศกึ ษา: รูปแบบการศกึ ษาเปน็ การวิจัยปฏบิ ัติการ โดยการศึกษาปัจจัยนาเข๎าได๎แกํ ด๎าน โครงสร๎าง
มีการนานโยบายการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลและการบริหารองค๑กร ด๎านบุคลากรในการจัดสรรอัตรากาลัง
ความร๎ูและทักษะของพยาบาล ด๎านกระบวนการ ระบบการดูแลหญิงต้ังครรภ๑ การประสานเชื่อมตํอข๎อมูล กลุํม
ตัวอยํางคือผู๎มาคลอดทางชํองคลอดทุกรายที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดมชํวง 1 ต.ค. 65-31 มี.ค. 65
โดยเครือ่ งมือท่ีใช๎คือแนวทางการดแู ลผ๎ูมาคลอด และแบบตรวจสอบการปฏิบัติตามแนวทางทกี่ าหนด
ผลการศึกษา: ได๎แนวทางระบบการดูแลหลังคลอดเพ่ือปูองกันภาวะการตกเลือดหลังคลอด 2 ชม.
แรกในห๎องคลอด ประกอบด๎วย 3 ระยะ 1) ระยะฝากครรภ์ การประเมินภาวะเสี่ยงและแก๎ไขสาเหตุ การสํง
พบแพทย๑เพื่อประเมินและวางแผนการคลอด 2) แรกรบั ที่หอ้ งคลอด ประเมินภาวะเสี่ยงตํอการตกเลือดตั้งแตํ
แรกรับและทุกระยะของการคลอดรํวมกันของทีมพยาบาล และ care map เพ่ือสื่อสารในทีม 3) การดูแล
ระหว่างคลอด กาหนดเกณฑ๑การเฝูาระวังและเกณฑก๑ ารรกั ษาเพื่อปูองกันการเกิดภาวะตกเลือด และส่ิงสาคัญ
คือการกากับ ติดตามและนิเทศจากทีมพยาบาลเพื่อให๎เจ๎าหน๎าที่ที่เกี่ยวข๎องปฏิบัติตามแนวทางท่ีกาหนดอยําง
ถูกต๎อง ครบถ๎วน ตามมาตรฐาน ผลลัพธ๑ พบวํา อัตราการตกเลือดหลังคลอด 2 ชม.แรกในห๎องคลอด รพร.เดช
อดุ มลดลง คิดเปน็ รอ๎ ยละ 0.91 และพบอบุ ัตกิ ารณต๑ กเลือดหลังคลอดจากรพช.ลดลงคดิ เป็นร๎อยละ 0.66
สรุปและข้อเสนอแนะ: จากผลการพัฒนาสามารถนาไปเป็นแนวทางในการดูแลหญิงตั้งครรภ๑โดย
นาไปกาหนดนโยบายในการพัฒนาระบบการดูแลหญงิ ตั้งครรภ๑เพ่ือปูองกันภาวะตกเลือดหลังคลอด 2 ชม.แรก
โดยเน๎นการพัฒนาระบบเชิงรุก ในการค๎นหากลํุมเสี่ยง การฝากครรภ๑คุณภาพ การวางแผนการคลอดต้ังแตํ
ระยะฝากครรภ๑ การประเมินครรภ๑เส่ียงโดยผู๎มีความชานาญกวํา ระบบการนิเทศติดตาม รวมไปถึงการพัฒนา
ศกั ยภาพ เจ๎าหน๎าท่ีในการประเมินและการสํงตํออยํางรวดเร็วและมีประสิทธิภาพของพยาบาลลูกขําย รวมไป
ถงึ การทบทวนหลังเกิดอบุ ตั กิ ารณท๑ ุกครง้ั เพ่ือนามาวิเคราะห๑และหาแนวทางแก๎ไขตํอไป
คาสาคัญ : กลไกการคลอด , ภาวะตกเลอื ดหลงั คลอด 2 ชม.แรก
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 129
การพยาบาลผู้ปุวยโรคปอดอกั เสบร่วมกับโรคไตวายเร้ือรงั และมภี าวะด่ืมสรุ าเรอื้ รัง : กรณศี กึ ษา
กัญญาภัค บญุ คุณ : 0959904649
โรงพยาบาลวารนิ ชาราบ
โรคปอดอักเสบ เป็น การอักเสบของเน้ือเยื่อถุงลม ทาให๎ตาแหนํงของการแลกเปลี่ยน ก๏าซบวมและมีสาร
คัดหล่ัง ผ๎ูปุวยมีอาการไข๎ ไอ มีเสมหะ บางคร้ังอาจมีอาการหายใจหอบ ผู๎ปุวยพรํองออกซิเจน หรือเช้ือโรคอาจ
ลุกลามเข๎าสํูกระแสเลือด เป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ปี 2563 ร๎อยละ 19.81 สํวนโรงพยาบาลวารินชาราบ มี
ผู๎ปวุ ยโรคปอดอักเสบเข๎ารับการรักษา พ.ศ. 2563 และ 2564 ร๎อยละ 5.21 และ 3.81 ของผู๎ปุวยท้ังหมด และพบ
อัตราการเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ ร๎อยละ 3.5 และ 9.38 ของผ๎ูปุวยปอดอักเสบ ตามลาดับ ปัจจัยที่ทาให๎เกิด
โรคเกิดจากการเสียสมดุลของน้าและเกลือแรํจากการเป็นโรคไตวายเร้ือรัง โดยมีปัจจัยมาจากการด่ืมสุราเป็น
ประจา การให๎การพยาบาลท่ีถูกต๎องเหมาะสม จะทาให๎ผ๎ูปุวยปลอดภัย การวางแผนการจาหนํายที่มีคุณภาพ การ
ประสานงานกับ PCUจะชํวยผ๎ูปุวยดูแลตนเองได๎อยํางถูกต๎อง มีครอบครัวสนับสนุน ทาให๎ผ๎ูปุวยเลิกด่ืมสุรา
ชะลอไตเสื่อม และไมํกลับเขา๎ รักษาในโรงพยาบาลดว๎ ยโรคปอดอกั เสบอีกตํอไป
วัตถุประสงค๑1)เพ่ือให๎ผ๎ูปุวยโรคปอดอักเสบรํวมกับโรคไตวายเร้ือรังและภาวะดื่มสุราเรื้อรัง ได๎รับการ
ดูแลอยํางถูกต๎องเหมาะสม ปลอดภัย 2) เพื่อสร๎างเอกสารหลักฐาน ให๎สามารถนาไปใช๎เป็นแนวทางการ
รกั ษาพยาบาลทง้ั ในและนอกหนวํ ยงาน ใชเ๎ ป็นสอ่ื ในการถาํ ยทอดความรทู๎ างวิชาการ
วิธีการดาเนินงาน 1) ศึกษาปัญหาในหนํวยงานและกาหนดโรคที่จะศึกษา 2) รวบรวมข๎อมูลเก่ียวกับ
อาการสาคัญ ประวัติการเจ็บปุวยปัจจุบัน ในอดีต และในครอบครัว 3) ศึกษาค๎นคว๎าตารา เอกสารวิชาการ
สืบค๎นทางอินเตอร๑เน็ต และปรึกษาผู๎เช่ียวชาญเฉพาะทาง 4) วิเคราะห๑ข๎อมูลผ๎ูปุวย ค๎นหาปัญหา กาหนด
วินิจฉัยการพยาบาล วางแผนและให๎การพยาบาล ยึดหลักทฤษฎีสํงเสริมสุขภาพของเพนเดอร๑ เน๎นให๎การ
พยาบาลแบบองค๑รวม และการให๎ครอบครัวมีสํวนรํวม และประเมินผลการพยาบาล 5) แก๎ไขปรับปรุงตาม
ผเู๎ ช่ยี วชาญ 5) สรปุ จัดทาเอกสารวิชาการ และเผยแพรํผลงาน
ผลการศึกษา ผ๎ูปุวยหญิงไทย อายุ 52 ปี เข๎ารับการรักษาในโรงพยาบาลด๎วยอาการ ไข๎ ไอมีเสมหะ
คล่ืนไส๎ เบื่ออาหารและเหนื่อยเพลีย กํอนมา 4 วัน มีประวัติเป็นโรค CKD stage 3 และมีภาวะด่ืมสุราเร้ือรัง
V/S temp 38.7°C, Pulse 100bpm, RR 28bpm, BP 120/90 mmHg ฟังเสียงลมผํานปอดพบเสียง
Crepitation both lung แพทย๑วินิจฉัย โรคเป็น Pneumonia ขณะรับการรักษา พบปัญหา Hyponatremia
แพทย๑ให๎รักษาด๎วยยา Ceftriaxone 2 gms vein od, Azithro2x1 oral ac, Tamiflu 1x3 oral pc, Para
(500) 1 tab oral prn, bromhexine1x3 oral pc, M.tussisจิบบํอย ๆ และ 0.9%NSS vein drip 80
ml/hrหลังจากได๎รบั การรักษาและให๎การพยาบาลตามกระบวนการพยาบาล 1 วัน มีการวางแผนการจาหนําย
อยาํ งมีคณุ ภาพ อาการดขี นึ้ แพทย๑จาหนํายกลับบ๎าน รวมวันนอน 4 วัน ติดตามหลังจาหนําย ไมํได๎เข๎ารับการ
รักษาดว๎ ยโรค Recurrent pneumonia ซา้ เลกิ ด่ืมสรุ าได๎ และ CKD stage 3 เทาํ เดิม
สรุปผล ผู๎ปุวย Pneumonia จากการดื่มสุราเรื้อรัง จนเกิดโรค CKD stage 3 การประกอบอาชีพสูด
ดมควัน ทาให๎ผู๎ปุวยเป็นโรค Pneumonia การให๎การพยาบาลอยํางถูกต๎องเหมาะสม ตามแนวคิดทฤษฏีการ
สํงเสริมสุขภาพ แบบองค๑รวม และยึดครอบครัวเป็นศูนย๑กลาง ทาให๎ผ๎ูปุวยปลอดภัย หายจากโรค และ
จาหนาํ ยกลบั บา๎ นได๎ การวางแผนการจาหนํายที่มีคุณภาพทาให๎ผ๎ูปุวยผ๎ูปุวยงดสุราได๎ โรค CKD stage 3 เทํา
เดมิ และไมํกลบั เขา๎ รักษาในโรงพยาบาลดว๎ ยโรค Recurrent Pneumonia
การนาไปใช๎ประโยชน๑ เป็นตัวอยํางกรณีศึกษา และเป็นแหลํงข๎อมูลในการค๎นคว๎าที่มีคุณภาพ
เกี่ยวกบั การดแู ลรกั ษาผูป๎ วุ ยโรคปอดอักเสบรํวมกับโรคไตวายเรือ้ รงั และมภี าวะด่ืมสรุ าเร้ือรงั
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 130
ผลของการฟืน้ ฟูสมรรถภาพของผ้ดู ูแลท่ีมตี อ่ ภาวะแทรกซอ้ นทางข้อไหล่
ในผู้ปวุ ยโรคหลอดเลอื ดสมองกลมุ่ ตดิ เตียง
กนษิ ฐา เสนาะเสียง : 0873521276
โรงพยาบาลศรสี ะเกษ
บทนาและวัตถุประสงค์ ผ๎ูดูแลผู๎ปุวยโรคหลอดเลือดสมองกลํุมติดเตียงมีบทบาทสาคัญในการดูแล
ผปู๎ ุวยอยํางตอํ เนื่อง ต้ังแตํในระยะกํอนจาหนํายออกจากโรงพยาบาล และระยะท่ีกลับไปอยํูบ๎าน ผู๎ที่ทาหน๎าที่
เปน็ ผด๎ู แู ลสํวนใหญเํ ปน็ สมาชิกในครอบครัวของผู๎ปุวย ซึ่งนับวํามีความสาคัญท่ีให๎การชํวยเหลือเพื่อตอบสนอง
ความตอ๎ งการการดแู ลทจี่ าเปน็ ของผป๎ู ุวย รวมไปถึงดา๎ นการฟื้นฟสู มรรถภาพ การศึกษาคร้ังน้ีจึงมีวัตถุประสงค๑
เพ่ือประเมินระดับความสามารถของญาติในการฟื้นฟูสมรรถภาพที่บ๎าน ได๎แกํ การชํวยเคลื่อนไหวข๎อตํางๆ
(Passive exercise), การจัดทําทางบนเตียง (Bed positioning), การฝึกทรงตัวลุกนั่ง (sitting balance
training) เมื่อกลับไปอยูํบ๎าน และหาระดับความสามารถของญาติในการฟื้นฟูสมรรถภาพที่บ๎านท่ีมีผลตํอ
ภาวะแทรกซอ๎ นทางขอ๎ ไหลํ
วธิ กี ารศึกษา การศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง กลุํมตัวอยาํ ง คือ ผู๎ดูแลผู๎ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง
กลมํุ ตดิ เตยี ง ท่อี ยํใู นเขต อ.เมืองศรีสะเกษ และเคยผํานการสอนการฟื้นฟูสมรรถภาพฯ เมื่อครั้งนอนพักรักษา
ตัวในโรงพยาบาลศรีสะเกษ จานวน 70 คน เคร่ืองมือท่ีใช๎ในการวิจัย ได๎แกํ แบบประเมินผู๎ดูแลและผ๎ูปุวยติด
เตียง/อัมพาต ซ่ึงประกอบด๎วยข๎อมูล 3 สํวนได๎แกํ ข๎อมูลสํวนบุคคลและข๎อมูลทางคลินิกของผู๎ปุวย ข๎อมูล
ผ๎ูดูแลหลัก และข๎อมูลการประเมินทักษะการฟ้ืนฟูสมรรถภาพของผู๎ดูแลผู๎ปุวยติดเตียง/อัมพาต ทดสอบความ
เช่ือม่ันโดยวิธีอัลฟาของครอนบาค มีคําเทํากับ 0.81 เก็บรวบรวมข๎อมูลตั้งแตํ มีนาคม - พฤษภาคม 2564
วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎สถิติพรรณนา ได๎แกํ ร๎อยละ คําเฉลี่ย สํวนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติอนุมาน ได๎แกํ
Mann-Whiney U test
ผลการศกึ ษา พบวํา กลุมํ ตัวอยาํ ง 70 ราย สํวนใหญเํ ป็นเพศชาย ร๎อยละ 58.6 มีอายุอยูํระหวําง 70-
79 ปี มากถงึ ร๎อยละ 32.9 โดยมีอายุเฉล่ีย 67.11 ± 12.79 ปี สาหรับความสามารถในข๎อคาถาม “ทําทางของ
ผ๎ูดูแลขณะปฏิบัติ อยใํู นทาํ หลังตรง จัดทําให๎ผู๎ปุวยอยูํใกล๎ตัวผู๎ดูแลมากที่สุด” เป็นสิ่งท่ีผู๎ดูแลมีคะแนนทักษะท่ี
ไมปํ ฏิบัติหรอื ทาผดิ มากที่สุด และเมื่อทาการหาระดับความสามารถของญาติ ระดับความสามารถของญาติใน
การฟ้ืนฟูสมรรถภาพ ท่บี ๎านท่มี ผี ลตอํ ภาวะขอ๎ ไหลตํ ดิ กลมุํ ผ๎ดู แู ลมีคําคะแนนเฉลยี่ ของทักษะการออกกาลังกาย
แบบ Passive ROM และทักษะการฝึกตะแคงตัวลุกข้ึนนั่งให๎แกํผู๎ปุวยท่ีไมํมีภาวะข๎อไหลํติดมากกวําอยํางมี
นัยสาคัญทางสถิติ แตํทักษะการจัดทําทางบนเตียงให๎แกํผ๎ูปุวยที่ไมํมีภาวะข๎อไหลํติดกับในผ๎ูปุวยท่ีมีภาวะข๎อ
ไหลตํ ดิ ไมมํ คี วามแตกตาํ งกันทางสถติ ิ
ข้อเสนอแนะ จากงานวิจัยคร้ังนี้ ควรเน๎นการฝึกทําทางของผ๎ูดูแลขณะให๎การฟื้นฟูสมรรถภาพแกํ
ผู๎ปุวย และฝึกเร่ืองการพยุงตะแคงตัวผ๎ูปุวยลุกขึ้นน่ัง โดยการใช๎การมือสอดใต๎ไหลํหรือสะบักของผู๎ปุวยแทน
การดึงแขนผูป๎ วุ ย เพอื่ ปอู งกนั การบาดเจ็บของข๎อไหลํท่ีอาจเกดิ ขน้ึ
คาสาคัญ : โรคหลอดเลอื ดสมอง, ภาวะแทรกซอ๎ นทางข๎อไหลํ, ผูด๎ แู ล, ฟื้นฟสู มรรถภาพ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 131
การปรบั ลดคลังและลดขั้นตอนบริหารคลังเวชภัณฑ์ยา งานบรกิ ารจา่ ยยาผู้ปวุ ยนอก
อรญั ญา โกมลวัฒน์ : 0872589305
โรงพยาบาลศรสี ะเกษ
งานบรกิ ารจาํ ยาผ๎ูปุวยนอก กลมํุ งานเภสชั กรรมเปิดบริการจํายยาหลัก 2 ห๎องยา มีการบริหารจัดการ
การสารองยาในอตั ราคงคลังและมลู คํายาคงคลังรวมกันมากถึงเดือนละ 20 ล๎านบาท คิดเป็นอัตราสารอง 1.5-
2 เทําตํอเดือน การตรวจสอบรายการยาแตํละช้ันมีความยาก ไมํสามารตรวจสอบจานวนที่มีทั้งหมดได๎ และมี
มูลคํายาที่สุญเสียจากยาหมดอายุเน่ืองจากมีการจัดเก็บไว๎หลายจุด ดังนั้น เพื่อลดมูลคําการสูญเสียและจัดการ
พน้ื ท่ใี หเ๎ กดิ ประโยชน๑สูงสุด จึงได๎ปรับลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ลดการสารองยา ยกเลิกคลังยายํอย ใช๎การเติม
ยาและเบิกยาเข๎าชั้นเพ่ือรอจํายยา พัฒนาการใช๎โปรแกรม INVS ในการเบิกยา ให๎สามารถสํงเบิกยา รับยา
ตรวจสอบยาคงคลังได๎ เพ่ือให๎ทราบผลการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ มูลคําคงคลัง อัตราคงคลัง ของการบริหารคลัง
เวชภณั ฑ๑หลงั จากไมํมคี ลังยายอํ ยและเพ่ือใหท๎ ราบขัน้ ตอนในการปฏบิ ัตงิ านวํามีอะไรเปลย่ี นแปลงไปอยาํ งไรบ๎าง
วตั ถปุ ระสงคก์ ารศึกษา
1. เพอ่ื ลดมูลคําการสารองยาของหนวํ ยบริการจํายยาผป๎ู วุ ยนอก
2. เพือ่ ศกึ ษาข้นั ตอนและลดกระบวนการเบิกจาํ ยยาจากคลังยา
วิธกี ารศึกษา รปู แบบการศึกษาเป็นเชงิ พรรณนา โดยศึกษาขน้ั ตอนการดาเนินการจากรูปแบบบริหาร
คลังแบบมคี ลงั ยายํอยและไมมํ ีคลังยายอํ ย เปรียบเทียบข๎อเดํน ข๎อด๎อยของขั้นตอนการปฏิบัติงาน แสดงข๎อมูล
เปรียบเทียบสัดสํวนเป็นร๎อยละจากการเก็บรวบรวมข๎อมูลมูลคําคงคลัง มูลคําการจํายยาออก อัตราคงคลัง
เฉลยี่ รายปีจากปีงบประมาณ 2560 - 2563 ระยะเวลาเก็บขอ๎ มลู 4 ปี
ผลการศึกษา สามารถลดขัน้ ตอนการทางานที่ไมํจาเปน็ ลงได๎ เชํน การตรวจสอบยาในคลังและจุดจําย
ยา เจ๎าหนา๎ ท่จี ัดยาไมตํ ๎องสารวจและเบิกยาทุกวัน ระบบจะแจ๎งให๎เจ๎าหน๎าที่บริหารคลังเบิกเม่ือถึงจุดเบิก เมื่อ
เบิกมาแล๎วนาเข๎าจุดจํายยาได๎เลย สามารถลดพื้นท่ีเก็บยาลงได๎ ไมํต๎องใช๎พื้นท่ีสารองยา ลดข้ันตอนเบิกยา
ซา้ ซอ๎ น ตรวจสอบปรมิ าณยาที่จุดจํายได๎ ทราบมลู คาํ คงคลงั ทีม่ ีอยํูจริง ในสํวนของมูลคําคงคลังที่ควบคุมกากับ
ปีงบ 2563 ห๎องจํายยาชนั้ 1 มมี ลู คาํ 10 ล๎านบาท ห๎องจํายยาชั้น 2 มีมูลคํา 3.6 ล๎านบาท อัตราคงคลัง 0.84
และ 0.93 ตามลาดับ สรุปผลจากการปรับรูปแบบการบริหารคลังเวชภัณฑ๑ สามารถควบคุมอัตราคงคลังให๎
นอ๎ ยกวํา 1 เดอื น และลดข้นั ตอนการปฏบิ ัตงิ านที่ซา้ ซอ๎ นลงได๎
สรุปและขอ้ เสนอแนะ
1. การลดคลงั สารองยาชวํ ยให๎สามารถบริหารจัดการ ตรวจสอบยาได๎ดีย่งิ ข้ึน
2. คลังยาตอ๎ งบรหิ ารจดั การจดั ซ้อื และจดั หายาใหเ๎ พียงพอตํอปรมิ าณการใช๎
3. พฒั นาระบบไปยงั หนวํ ยอ่นื ๆในโรงพยาบาลและ รพ.สต.
คาสาคัญ : งานบริหารคลังเวชภณั ฑ๑ยา เจา๎ หน๎าทคี่ ลังยา เจ๎าหนา๎ ที่จัดยา เจา๎ พนักงานเภสัชกรรม
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 132
ผลของการนวดไทยแบบราชสานกั ร่วมกบั ท่าบริหารฤาษีดัดตนตอ่ การยืดหย่นุ ของข้อไหล่และ
ความสามารถของแขนผู้ปุวยไหล่ตดิ ระยะแรกทีม่ ารับบริการในคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลสง่ เสริม
สุขภาพตาบลบ้านกนั ตรวจ ตาบลโนนปูน อาเภอไพรบึง จังหวัดศรสี ะเกษ
สมศกั ด์ิ สุนนั ท์ : 063-2326706
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตาบลบา้ นกันตรวจ
การวิจัยแบบก่ึงทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค๑เพื่อศึกษาผลของการนวดไทยแบบราชสานักรํวมกับทํา
บริหารฤาษีดัดตนตํอการยืดหยํุนของข๎อไหลํและความสมมารถของแขนผ๎ูปุวยไหลํติด ระยะแรกที่มารับบริการ
ในคลินิกแพทย๑แผนไทย โรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลบ๎านกันตรวจ ตาบลโนนปูน อาเภอไพรบึง จังหวัด
ศรีสะเกษ ของประชาชนในเขตองคก๑ ารบรหิ ารสํวนตาบลโนนปูน อาเภอไพรบึง จงั หวดั ศรีสะเกษ กลุํมตัวอยําง
แบงํ เป็น 2 กลมุํ ๆ ละ 50 คน รวม 100 คน คือ กลมํุ ทดลอง ได๎แกํ ประชาชนในเขตองค๑การบริหารสํวนตาบล
โนนปูน อาเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ กลุํมเปรยี บเทยี บ ในเขตองค๑การบริหารสํวนตาบลโนนปูน อาเภอไพร
บึง จังหวัดศรีสะเกษ โดยกลุํมทดลองได๎รับโปรแกรมเป็นระยะเวลา สัปดาห๑1คร้ังเป็นเวลา 4สัปดาห๑ กลํุม
เปรียบเทียบไมํได๎รับโปรแกรม เก็บรวบรวมข๎อมูลโดยใช๎แบบประเมินอาการปวดและองสาการเคล่ือนไหว 2
คร้งั กํอนและหลังการทดลอง ระหวําง 1 มกราคม 2560 ถึงวันท่ี 30 กรกฏาคม 2561 วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎
สถิติเชิงพรรณนานาเสนอด๎วยคําร๎อยละ คําเฉล่ีย สํวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน เปรียบเทียบผลตํางของ
คะแนนเฉล่ียของตัวแปรระหวํางกลุํมโดยใช๎สถิติ Independent t-test กาหนดนัยสาคัญท่ีระดับ 0.05 ผล
การศกึ ษาพบวาํ หลงั การทดลองอาการปวดจากการใช๎ทาํ บริหารฤาษดี ดั ตนลดลงมากกวาํ กํอนการใช๎ทําบริหาร
ฤาษีดดั ตน โดยพบวําอาการปวดลดลง 3 หนํวย (95%CI=1.42-1.70) การยืดหยํุนของข๎อไหลํผลของการนวด
ไทยแบบราชสานักรํวมกับฤาษีดัดตนตํอการยืดหยํุนของข๎อไหลํมากกวําฤาษีดัดตนเพียงอยํางเดียว โดยพบวํา
องศาของหัวไหลํเพ่ิมขึ้น 36.7 องศา (95%CI=3.42-3.70) สูงกวํากลุํมเปรียบเทียบอยํางมีนัยสาคัญทางสถิติที่
ระดับ 0.05 โดยการศกึ ษาครง้ั น้ีใช๎แบบประเมินคณุ ภาพชีวติ กํอนรักษาและหลังการรกั ษาของกรมอนามยั
คาสาคญั : นวดไทยแบบราชสานกั ทําบริหารฤาษีดัดตน ข๎อไหลตํ ิด
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 133
ศกึ ษาประสิทธผิ ลการลดบหุ ร่ีในคลนิ กิ บาบัดบุหร่ีดว้ ยศาสตร์การแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลยางชุมน้อย
สมใจ โคศรสี ุทธิ์ : 045687262 ต่อ137
โรงพยาบาลยางชมุ นอ้ ย
โรงพยาบาลยางชุมน๎อยมีการเปิดให๎บริการคลินิกบาบัดบุหรี่ จากการสืบค๎นข๎อมูลจากเวชระเบียน
โรงพยาบาลพบวํา ปี 2561 จานวน 105 ราย ปี 2562 จานวน 424 ราย ปี 2563 จานวน 94 ราย ปี 2564
จานวน 10 ราย (ชํวงโควิด) และวิสัยทัศน๑โรงพยาบาลยางชุมน๎อยให๎บริการด๎านสุขภาพผสมผสานการแพทย๑แผน
ไทยและแพทย๑ทางเลือก ดังน้ันกลุํมงานการแพทย๑แผนไทยและการแพทย๑ทางเลือก โรงพยาบาลยางชุมน๎อยจึงได๎
ทาการศกึ ษาการลดบหุ รี่ด๎วยศาสตร๑การแพทย๑แผนไทย ในคลินิกบาบดั บหุ ร่ี โรงพยาบาลยางชุมน๎อย
วัตถุประสงค์ ศึกษาประสิทธิผลการลดบุหรี่ในคลินิกบาบัดบุหรี่ด๎วยศาสตร๑การแพทย๑แผนไทย
โรงพยาบาลยางชุมน๎อย
ขอบเขตการศึกษา เก็บข๎อมูล 1 มิถุนายน 2563 – 30 พฤศจิกายน 2563 และ ผู๎เข๎าบาบัดบุหร่ีใน
คลินกิ บาบดั บุหรีโ่ รงพยาบาลยางชมุ น๎อย จานวน 12 คน โดยวิธีการสํุมแบบเจาะจง และผู๎ปุวยมีการติดตามอยําง
ตํอเนือ่ ง
วิธีการศกึ ษา
1. ประชมุ ทมี สหสาขาวิชาชีพ คลนิ ิกบาบัดบหุ ร่ี
2. จดั รปู แบบการใหบ๎ ริการผสมผสานการแพทย๑แผนไทย รํวมกจิ กรรมบาบดั 5 A
3. การจดั เตรียมยาสมุนไพรในการใหบ๎ ริการในคลนิ ิกบาบัดบุหรี่
4. ประชุมวิชาการการใชย๎ าสมุนไพรในการบาบัดบุหรี่
สูตรยาสมนุ ไพร
1.ใชส๎ มุนไพรชาชงหญ๎าดอกขาว ชงดม่ื ครั้งละ 1 ซอง วนั ละ 3 คร้ังกอํ นอาหารทุกวนั เป็นเวลา 1 เดอื น
2.ใชย๎ าอมสมนุ ไพรมะแว๎งเพ่ือลดอาการเปร้ียวปาก อมทกุ ครง้ั เม่ือมีอาการเปร้ียวปาก ครั้งละ 1 เมด็
3.ใช๎ยาสมุนไพรเบญจกูลเพื่อบารุงรํางกาย ชํวยเจริญอาหาร รับประทานครั้งละ2 เม็ดกํอนนอนตอนเย็น
2 เดือน
4.ใช๎ยาหอมนวโกฐเพื่อลดอาการหงุดหงิด กังวลและนอนไมํหลับ ชงดื่มครั้งละ 1 ชอ๎ นชาเม่อื มอี าการ
5.นัดติดตามและประเมินอาการ 3 วนั 7 วนั 7 วนั 14 วัน 30 วนั รวม 61 วนั
ผลการศึกษา ข๎อมูลทั่วไปผ๎ูปุวย เพศชาย จานวน 12 คน (ร๎อยละ 100) สํวนใหญํมีอายุชํวง 40– 49 ปี
จานวน 7 คน (ร๎อยละ 58.33) ข๎อมูลการสูบบุหร่ี สูบทุกวัน 12 คน (ร๎อยละ 100) จานวนมวนท่ีสูบตํอวัน 11-
20มวน จานวน 5 คน (ร๎อยละ 41.6) รองลงมา 31-40 มวน จานวน 3 คน (ร๎อยละ 25.0) สํวนระยะเวลาที่สูบ
บุหร่ี 11-20 ปี จานวน 6 คน (ร๎อยละ 50.0) รองลงมา 21 ปขี ้นึ ไป จานวน 4 ราย (รอ๎ ยละ 33.3)
ผลการศึกษา การลดบุหร่ีในคลินิกบาบัดบุหรี่ด๎วยศาสตร๑การแพทย๑แผนไทย พบวํา ผู๎ปุวยมีคําเฉลี่ย
จานวนมวนบุหร่ีท่ีสูบตํอวันกํอนการบาบัด 24.75 มวน หลังการบาบัด 3.83 มวน จานวนมวนสูบตํอวันท่ีลดลง
ทง้ั หมด 251 มวน (1,004 บาท) คดิ เป็นรอ๎ ยละ 82.22
สรุปและอภิปรายผล ศึกษาประสิทธิผลการลดบุหรี่ในคลินิกบาบัดบุหรี่ ด๎วยศาสตร๑การแพทย๑แผนไทย
สงํ เสริมทาให๎ผ๎ูปุวยลดจานวนมวนสูบบุหรี่ตํอวันลดลง และมีผู๎ปุวย 1 รายสามารถหยุดสูบบุหร่ีได๎ เป็นทางเลือก
ของการรกั ษาบาบัดบุหรี่ของผป๎ู วุ ย
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 134
ระบบการจัดการดา้ นยาในผปู้ วุ ยโรคโควิด-19 ที่รับการรักษาแบบ Home Isolation
โรงพยาบาลลอื อานาจ
พิไลพรรณ จันทประสาร, จริ าพร เทศภมู ,ิ ศิริพรรณ คุณมี,
พนัชญา โฉมอปุ ฮาด, ลลินทิพย์ ทองผา, พินติ ย์ ทานะขันธ์,
ศิรริ กั ศ์ ตณิ นรเศรษฐ์, จักรพันธ์ คาผาลา
และณัชปภา ธนโชคกฤติธร : 0956151786
โรงพยาบาลลืออานาจ
พบการระบาดของโรคโควดิ -19 ซ่ึงเกิดจากไวรัสโคโรนา ประเทศไทยเกิดการแพรํระบาดในปี 2563 มี
การแพรํระบาดหลายระลอก ซึ่งระลอกสุดท๎ายเป็นสายพันธ๑ Omicron และเกิดการแพรํระบาดอยํางมากท่ัว
ประเทศ กระทรวงสาธารณสุขได๎ปรับแนวทางการให๎บริการผ๎ูปุวยโควิด-19 โดยให๎โรงพยาบาลแตํละแหํง
จัดระบบบริการแบบ Home Isolation :HI โรงพยาบาลลืออานาจมีผ๎ูปุวยโควิด-19 ที่เข๎ารับการรักษาแบบ
HI ในเดือน ม.ค.-เม.ย.65 จานวน 3,068 ราย เพื่อให๎เกิดความเหมาะสมในการให๎บริการยา HI ผ๎ูวิจัยจึงมี
แนวคิดในการพัฒนางาน วัตถุประสงค๑ 1) เพื่อพฒั นารูปแบบการจัดการด๎านยาในผู๎ปุวยโรคโควิด-19 ท่ีรับการ
รักษาแบบ HI 2)เพ่ือติดตามการใช๎ยาฟาวิพิราเวียร๑ เคร่ืองมือ1) Hos XP 2)ระบบการจัดการยา 3) ระบบ
การติดตามการใช๎ยาทางโทรศัพท๑ วธิ ีการศึกษา 1) ประชุมทีมสหสาขาวิชาชีพ 2) ออกแบบระบบบริการยา HI
3) ทดสอบระบบบริการ ปรับปรุงแนวทาง 4) เก็บข๎อมูล ระหวําง ม.ค. - เม.ย. 65 และ วิเคราะห๑ข๎อมูล
รปู แบบการศึกษา Action Research สถติ ิ รอ๎ ยละ ผลการศึกษา เกิดแนวทางในการให๎บริการด๎านยาแกํผ๎ูปุวย
HI อยํางเป็นระบบ ผู๎ปุวยได๎รับยาอยํางรวดเร็ว ถูกคน ถูกขนาด ถูกโรค ถูกวิธี ถูกเวลา ได๎รับการติดตามการ
ใช๎ยาฟาวิพิราเวียร๑ 1,028 ราย (ร๎อยละ 100) พบการเกิด ADR ไมํรุนแรง 71 ราย (ร๎อยละ 5.88) ผู๎ปุวยให๎
ความรํวมมือในการใชย๎ าร๎อยละ 99.71 สรุป การพัฒนาระบบบริการยาการรักษาแบบ HI ทาให๎ผ๎ูปุวยได๎รับยา
ถูกต๎อง เหมาะสม และปลอดภัย ข๎อเสนอแนะ ควรมีพัฒนาระบบสารสนเทศและการติดตํอสื่อสารระบบ
telemedicine เพื่อความสะดวกในการตดิ ตามผูป๎ ุวย
คาสาคญั : รปู แบบการจดั การด๎านยา , ระบบ Home Isolation
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 135
การพฒั นากระบวนการนาส่งยาและเวชภัณฑ์ท่ีมิใช่ยาให้แก่
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตาบลในเขตอาเภอเมืองอานาจเจริญ
วลัยพร แปลงมาลย์ : 0868591149
โรงพยาบาลอานาจเจริญ
การศึกษาเชิงปฏิบัติการคร้ังนี้ มีวัตถุประสงค๑เพื่อพัฒนากระบวนการนาสํงยาและเวชภัณฑ๑ท่ีมิใชํยา
ให๎กับโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลทุกแหํง ในเขตอาเภอเมือง จังหวัดอานาจเจริญ จานวน 23 แหํง โดย
การประยุกต๑ใช๎แนวคิดการปรับปรุงคุณภาพอยํางตํอเนื่อง (CQI) วงจรคุณภาพ (PDCA) แผนผังก๎างปลา และ
หลักการทางโลจิสติกส๑ ในการบริหารจัดการเส๎นทางเดินรถ รวบรวมข๎อมูลโดยแบบสอบถามสร๎างจาก
โปรแกรม Google sheet สํงแบบสอบถามผํานแอปพลิเคชั่นไลน๑ การประชุมระดมความคิดเห็น การ
สัมภาษณ๑ผู๎เกี่ยวข๎อง บันทึกข๎อมูลการจัดนาสํงเวชภัณฑ๑ และประเมินความพึงพอใจของบุคลากรท่ีรับผิดชอบ
การเบิกยาและรับยาประจาเดือนของโรงพยาบาลสงํ เสริมสขุ ภาพตาบลตํอการพัฒนากระบวนการนาสํงยาและ
เวชภัณฑ๑ท่ีมิใชํยา วิเคราะห๑ข๎อมูลด๎วยสถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร๎อยละ คําเฉลี่ย( X ) และสํวนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (S.D.) เปรียบเทียบคําท่ีได๎กํอนและหลังการพัฒนากระบวนการ โดยมีระยะเวลาดาเนินการ ต้ังแตํ
เดอื นสิงหาคม 2563 ถึง มกราคม 2564
ผลการศึกษา พบวํา การหมุนวงล๎อคุณภาพครบ 2 รอบ มีผลให๎ความพึงพอใจของบุคลากรตํอ
กระบวนการนาสํงเวชภัณฑ๑จากเดิม มีความพึงพอใจในระดับน๎อย ( X =2.35 S.D.=1.07) เพิ่มข้ึนเป็นอยูํใน
ระดับพอใจมากท่ีสุด ( X =4.87 S.D.=0.34 Sig.= 0.00 ) จานวนบุคลากรในการปฏิบัติงานลดลงจากเดิม 49
คน คงเหลือ 8 คน คิดเป็นลดลงร๎อยละ 83.67 จากรูปแบบเดิม ระยะทางรวมในการนาสํงเวชภัณฑ๑จากเดิม
802.2 กิโลเมตร ลดลงเป็น 254 กิโลเมตร หรือคิดเป็นลดลงร๎อยละ 68.34 จากรูปแบบเดิม เวลารวมที่ใช๎ใน
การนาสํงเวชภัณฑ๑ลดลง จากเดิม 2,415 นาที เป็นใช๎เวลา 495 นาที คิดเป็นลดลงร๎อยละ 79.50 คําใช๎จําย
(คําน้ามันเชื่อเพลิง) ลดลงจากเดิม 3,208.80 บาท คงเหลือ 1,016 บาท คิดเป็นลดลงร๎อยละ 68.34 จาก
รปู แบบเดมิ โดยที่คําอุณหภูมิเฉล่ียตลอดการเดินรถเพื่อนาสํงยาอยูํในชํวงท่ียอมรับได๎คือ 3.83 องศาเซลเซียส
(ชํวงอุณหภูมิ 3.00 - 6.63 องศาเซลเซียส) และไมํพบรายงานเวชภัณฑ๑ท่ีเสียหายจากการนาสํงด๎วยรูปแบบ
ใหมํ ดังน้ัน สรุปได้ว่า การพัฒนากระบวนการนาสํงยาและเวชภัณฑ๑ที่มิใชํยาในครั้งน้ี มีผลเพ่ิมประสิทธิภาพ
ของกระบวนการนาสงํ ยาและเวชภัณฑ๑ทีม่ ิใชยํ าให๎แกํโรงพยาบาลสงํ เสริมสุขภาพตาบล โดยบุคลากรมีความพึง
พอใจ ลดจานวนบุคลากรในปฏิบัติงาน ลดระยะทางในการเดินรถ ลดคําใช๎จํายในการนาสํงเวชภัณฑ๑ แตํยัง
สามารถรกั ษาคณุ ภาพของเวชภณั ฑ๑ได๎ตลอดการนาสงํ จนถงึ จุดหมาย
คาสาคัญ : กระบวนการนาสํงยาและเวชภัณฑท๑ ่ีมิใชยํ า, วงจรคุณภาพ (PDCA), ความพึงพอใจ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 136
การพฒั นาการดาเนนิ งานในคลนิ ิกเดก็ ดี โรงพยาบาลลืออานาจ
อรพรรณ แก้วแสน : 0821680775
โรงพยาบาลลอื อานาจ
สถานบริการสาธารณสุขต๎องจัดให๎บริการคลินิกสุขภาพเด็กดี ซึ่งจะแตกตํางกันไปตามคุณภาพของ
บริการ การเสริมสร๎างการพัฒนาเด็กปฐมวัยหรือเด็กวัย 0-5 ปี เป็นส่ิงสาคัญ ซึ่งเป็นชํวงที่สมองกาลังมีการ
พัฒนา มีรายงานวิจัยพบวําเด็กพบเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการลําช๎า ด๎านภาษาและการใช๎กล๎ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งมี
ความสัมพันธ๑กับความฉลาดทางสติปัญญา ผู๎วิจัยมีแนวคิดในการพัฒนางาน วัตถุประสงค๑ในการศึกษา เพื่อ
พฒั นาการดาเนนิ งานในคลินกิ เด็กดี โรงพยาบาลลอื อานาจ กลํุมตัวอยํางผู๎ปกครอง 60 คน รูปแบบการศึกษา
Action research สถิติ ร๎อยละ ข้ันตอนการดาเนินงาน 1) อบรม ให๎ความร๎ูแกํหญิงต้ังครรภ๑ หลังคลอด
เกยี่ วกับการเลีย้ งดูเดก็ ผาํ นกจิ กรรมโรงเรียนพอํ แมํ 2.)ติดตามเย่ยี มบ๎านมารดาและทารกหลังคลอดโดยใช๎คูํมือ
เฝูาระวัง สํงเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย 3.)ให๎ความร๎ูผู๎ปกครอง อสม. ครูในศูนย๑พัฒนาเด็กเล็กในการใช๎คํูมือ
คัดกรองเด็ก DSPM, DAIM 4.)คัดกรองเด็กอายุ 9, 18, 30, 42 และ 60 เดือน โดยใช๎คูํมือคัดกรองพัฒนาการ
5.)ให๎รพสต.คัดกรองเด็กและหากพัฒนาการลําช๎าให๎ประสานมาท่ีพยาบาลPGเด็ก ผลการศึกษาผลการ
พฒั นาการดาเนินงานในคลินิกเด็กดี ทาให๎เกิดกระบวนการดาเนินงานในการดูแลเด็กอยํางเป็นรูปธรรม มีการ
ขับเคลื่อนกระบวนการทางานอยํางตํอเน่ือง ผ๎ูปกครองมีความตระหนัก มีร๎ูความเข๎าในการสํงเสริมพัฒนาการ
เด็กมาก เกิดรูปแบบดาเนินการอยํางเป็นระบบ การประสานงานกับภาคีเครือขํายที่เป็นรูปธรรม ซ่ึงสรุปผล
จากการดาเนินงาน ร๎อยละ 92.17 ของเดก็ ได๎รับการคัดกรองพัฒนาการ ร๎อยละ 64.18 ของเด็กท่ีมีพัฒนาการ
สมวยั ร๎อยละ 30.29 ของเด็กทส่ี งสัยลาํ ช๎าได๎รับการติดตามกระตนุ๎ พฒั นาการ
คาสาคญั : การพฒั นาการดาเนินงานในคลนิ กิ เดก็ ดี โรงพยาบาลลอื อานาจ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 137
การพัฒนาระบบนาสง่ ยาผ้ปู ุวยโรคหืดและปอดอดุ ก้ันเรอื้ รัง
ในสถานการณโ์ รคระบาดโควิด อาเภอปทมุ ราชวงศา จังหวัดอานาจเจริญ
จริ าวรรณ ชาภกั ดี และคณะ : 0972328726
โรงพยาบาลปทมุ ราชวงศา
จากสถานการณ๑การแพรํระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 ในประเทศไทย มีผลกระทบตํอระบบ
ทางเดินหายใจในกลํุมผ๎ูปุวยโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็น 1 ใน 8 กลํุมโรคที่ติดเชื้อโควิด-19 แล๎วเสี่ยงมี
อาการรุนแรง โดยเฉพาะผส๎ู งู อายุทมี่ ีอาการของโรคระดับปานกลางถงึ รุนแรง เช้ือไวรัสโควิด-19 ทาให๎เน้ือปอด
ได๎รับความเสียหาย กระตุ๎นให๎อาการหอบกาเริบได๎งํายและรุนแรงมากข้ึนจึงเพ่ิมอัตราการเสียชีวิต ดังน้ัน
ผู๎ปุวยกลุํมน้ีมีความจาเป็นอยํางยิ่งที่ต๎องได๎รับการรักษาอยํางตํอเนื่อง กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให๎
โรงพยาบาลออกมาตรการรองรับการระบาดของโรค ตาม “แนวทางการลดความแออัดในโรงพยาบาลเพ่ือลด
การแพรํกระจาย “COVID-19” สาหรับผ๎ูปุวยโรคเรื้อรัง”ในกลุํมผ๎ูปุวยโรคปอดท่ีสามารถควบคุมโรคได๎ดี
สามารถนัดผ๎ูปุวยมาติดตามอาการได๎นานขึ้น มีระบบ refill ใบสัง่ ยาให๎ผู๎ปุวยหรือญาติมารับยาแทน หรือรับยา
โรงพยาบาลใกล๎บ๎าน ใช๎ระบบ Telepharmacy ในการติดตามผู๎ปุวย เพ่ือให๎ตอบสนองตํอนโยบายการ
ดาเนินงาน ในสํวนของระบบการบริหารจัดการด๎านยา ผ๎ูวิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาระบบการนาสํงยาท่ี
บ๎านในผ๎ูปุวยโรคหืดและปอดอุดก้ันเร้ือรัง ทั้งนี้ระบบดังกลําวจะต๎องคานึงถึงความปลอดภัยในการใช๎ยาของ
ผู๎รับบริการรวมถงึ คุณภาพยาทจ่ี ะไดร๎ ับ และสํงผลตํอความพึงของผ๎ูให๎บริการรํวมดว๎ ย
การวิจัยในครั้งน้ีมีวัตถุประสงค๑ เพ่ือพัฒนาระบบนาสํงยาผู๎ปุวยโรคหืดและปอดอุดก้ันเร้ือรังใน
สถานการณ๑โรคระบาดโควิด อาเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอานาจเจริญ โดยใช๎การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action
Research) ในการพัฒนาระบบนาสํงยาผ๎ูปุวยโรคหืดและปอดอุดกั้นเร้ือรังในสถานการณ๑โรคระบาดโควิด ในกลุํม
คณะกรรมการเภสัชกรรมและการบาบัด คปสอ.ปทุมราชวงศา เก็บข๎อมูลจากการ บันทึกการประชุม แบบบันทึก
การจํายยาผ๎ูปุวยโรคเร้ือรัง แบบประเมินผลการใช๎เครื่องมือ “หม่ันนับ หมั่นทา ชํวยจดจายาท่ีเหลือ” ตลอดจน
การใช๎แบบประเมินสอบถามคณะกรรมการที่เก่ียวข๎องในระบบ การสังเกตการมีสํวนรํวม การระดมสมองเพื่อ
วเิ คราะหข๑ ๎อมูลเชงิ เนื้อหาและวิเคราะห๑ข๎อมลู เชงิ ปริมาณโดยใช๎สถิติเชิงพรรณา เป็นความถี่ ร๎อยละ
ผลการวิจยั พบวาํ รูปแบบการพัฒนาระบบนาสงํ ยาผปู๎ ุวยโรคหืดและปอดอุดก้ันเร้ือรังในสถานการณ๑
โรคระบาดโควิด อาเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอานาจเจริญ ประกอบด๎วย การขับเคลื่อนงานในรูปแบบการมี
สวํ นรํวมของคณะกรรมการและหนํวยงานท่ีเกี่ยวข๎อง ต้ังแตํข้ันตอนการวางแผน จนถึงขั้นตอนการสะท๎อนผล
การจัดทาแผนให๎บริการโดยการมีสํวนรํวมของทุกหนํวยงานที่เกี่ยวข๎อง การแตํงต้ังคณะทางานในการจัดการ
ระบบ การประสานงานกับหนํวยงานท่ีเกี่ยวข๎อง การมอบหมายงานที่ชัดเจน การประชุมคณะกรรมการ การ
บริหารจัดการงบประมาณยา การติดตาม ควบคุมกากับอยํางตํอเนื่อง การประเมินผล การจัดทารายงาน ผลการ
ประเมนิ ปริมาณและจานวนครง้ั ของผูม๎ ารับบริการเม่ือเปรียบเทียบชํวงปีงบประมาณกํอน-หลังท่ีมีการแพรํระบาด
ของโรคโควิดในประเทศไทย พบวํามีปริมาณลดลง แตํมูลคําการจัดซื้อยาเพ่ิมข้ึนเนื่องจากเพ่ิมจานวนวันนัดเป็น
3-4 เดือน จาเป็นต๎องเพ่ิมอัตราสารองยาให๎เพียงพอกับความต๎องการใช๎ สํวนผลการประเมินระบบนาสํงยาพบวํา
ผ๎ูปุวยสามารถใช๎ยาได๎อยํางถูกต๎องตามคาส่ังแพทย๑ร๎อยละ 98 และใช๎ยาพํนสูดได๎ถูกต๎องตามเทคนิคร๎อยละ 97
ไมํพบผูป๎ ุวยท่ใี ชย๎ าแล๎วเกดิ อาการขา๎ งเคียง ไมํเกดิ อนั ตรกิริยาระหวํางยา ไมํพบยาเส่ือมคุณภาพหรือยาหมดอายุ
ร๎อยละ 41.7 ด๎านความพึงพอใจของผู๎นาสํงยา พบวํา ความพึงพอใจตํอระบบนาสํงยาที่บ๎าน ระดับปานกลาง
ร๎อยละ 50 ด๎านผลลัพธ๑ทางคลินิกพบวําจานวนผ๎ูปุวยโรคหืดและปอดอุดกั้นเร้ือรังที่เข๎ารับการรักษาใน
โรงพยาบาลซ้าในแผนกห๎องอุบัติเหตุและฉุกเฉินและแผนกผู๎ปุวยในมีจานวนลดลง เม่ือนาใช๎เคร่ืองมือ “หม่ัน
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 138
นับ หมั่นทา ชํวยจดจายาท่ีเหลือ”มาชํวยนับจานวนการใช๎ไปของยาพํนสูด ผ๎ูรับบริการสํวนใหญํได๎รับประโยชน๑
จากเคร่ืองมอื ดังกลําวและมีความพึงพอใจในระดับมาก ชวํ ยลดปัญหาจากการใช๎ยาไดร๎ ๎อยละ 57.10
สรปุ ผลและข้อเสนอแนะ การดาเนนิ งานพัฒนาระบบนาสํงยาผู๎ปุวยโรคหืดและปอดอุดก้ันเร้ือรังหาก
ได๎รับการดาเนินงานโดยคณะกรรมการจะสํงผลให๎เกิดระบบการนาสํงยาท่ีดี ผ๎ูรับบริการมีความปลอดภัยใน
การใช๎ยา ควรมีการขยายผลการศึกษาท้ังระบบในการบริหารจัดการด๎านยาให๎ครบวงจรต้ังแตํระบบบริหาร
เวชภัณฑ๑ ระบบการคัดเลือกจัดซ้ือจัดหายา ระบบการกระจายยา เป็นต๎น รวมถึงการขยายผลไปยังคลินิกโรค
อื่นๆในโรงพยาบาลไดแ๎ ละพัฒนาระบบการตรวจรักษาจาก Telepharmacy เป็น Telehealth ให๎ผ๎ูปุวยได๎รับ
การรักษาตามมาตรฐานไมํแตกตํางจากการเข๎ามารบั บรกิ ารในโรงพยาบาล
คาสาคัญ : สํงยา โรคหดื โรคปอดอุดก้ันเรื้อรัง โควดิ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 139
รปู แบบการปอู งกนั ควบคุมโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ตาบลบึงแก อาเภอมหาชนะชัย จังหวดั ยโสธร
(VICTORY MODEL )
วีระสิทธ์ิ อุราเลศิ และรัศมี ชอบศิลป์ : 0879618091
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตาบลชยั ชนะ
โรคโควิด19 เป็นปัญหาสาธารณสุขท่ีสาคัญต้ังแตํต๎นปี 2563 โรคนี้แพรํระบาดไปทุกภูมิภาคทั่วโลกสํงผล
ให๎มีผู๎ปวุ ยกวาํ 536 ล๎านราย และผ๎ูเสียชีวิตกวํา 6.3 ล๎านคน ประเทศไทยพบผ๎ูปุวย 4.4 ล๎านราย เสียชีวิต 30,300
ราย จงั หวดั ยโสธร พบผู๎ปวุ ย 57,000 ราย เสียชวี ิต 89 ราย(31 พ.ค.65) ตาบลบงึ แก มีกลมํุ เส่ยี งทต่ี ๎องกกั กนั ตัวสะสม
365 ราย และ ผู๎ปุวย HI จานวน 342 ราย การดาเนินการปูองกันและควบคุมโรคในชุมชนสํงผลตํอสภาพจิตใจและ
ความสัมพันธ๑ทางสงั คมระหวาํ งกลํุมเสย่ี งกบั คนในชมุ ชนสงํ ผลตอํ การดาเนินงานเพ่ือแก๎ไขปญั หาในพ้ืนที่ การศึกษาน้ี
มีวัตถุประสงค๑เพื่อพัฒนาแนวทางการดาเนินงานปูองกันโรค โควิด 19 เพื่อสร๎างเครือขํายการเฝูาระวังปูองกัน
โรคโควิด 19 ในชุมชน และค๎นหารูปแบบในการดูแลกลํุมเสี่ยง กลํุมปุวย ในพ้ืนที่ วิธีการศึกษา : เป็นการวิจัย
เชิงปฏิบัติการแบบมีสํวนรํวม ดาเนินงานเดือน ตุลาคม 2564 – พฤษภาคม 2565 มีการดาเนินงานดังนี้ จัดตั้ง/
ประชุมคณะกรรมการศูนย๑ตอบโต๎ภาวะฉุกเฉินปูองกันควบคุมโรค (ศบต.) บึงแก ,บันทึกข๎อตกลงระหวํางเครือขําย
,พฒั นาศักยภาพแกนนา,กาหนดแนวทางการคดั กรองประเมนิ ผลการเฝาู ระวังปอู งกนั และควบคมุ โรคเกบ็ ขอ๎ มลู โดยใช๎
แบบสอบถาม กลํุมเปูาหมายคือประชาชนทั่วไปในเขตตาบลบึงแก จานวน 100 คน วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎สถิติ เชิง
พรรณนา ได๎แกํ ความถี่ ร๎อยละ คําเฉลี่ยและสํวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบวํา กลํุมเปูาหมายมีความร๎ู
เพิม่ ขนึ้ รอ๎ ยละ 91 มี อสม.จอบสอํ งซอมทางพี่น๎องมาแตํไทย รํวมกับ ภาคีเครือขําย จานวน 365 ราย กักกันตนเอง
ครบ 14 วันร๎อยละ 100 คดั กรองกลํุมเส่ยี งสงู ดว๎ ยชดุ ทดสอบ ATK โดยเจ๎าหนา๎ ท่ี จานวน 786 ราย (Positive 342 ราย)
รักษาตวั ใน HI จานวน 342 ราย รักษาครบ 10 วัน ร๎อยละ 100 ระดบั การมีสํวนรํวมในการปูองกันควบคุมโรคโควิด19
โดยรวมอยํูในระดับมาก (mean=4.1,S.D.=0.4)สํวนใหญํจะมีสํวนรํวมในการรํวมรับผลประโยชน๑รํวมกัน(mean=
4.3,S.D.=0.3) รองลงมา คือ การรํวมกันปฏิบัติตามแผนงานกิจกรรม(mean=4.1,S.D.=0.5 การรํวมติดตามและ
ประเมินผล (mean=3.9,SD.=0.5) การมสี วํ นรวํ มในการวางแผนในการปูองกนั โรค (mean=3.7,S.D.=0.5) ตามลาดบั
จากผลการศกึ ษา จึงได๎รูปแบบดาเนินงาน คือ VICTORY MODEL (ชยั ชนะโมเดล) ดงั นี้ Vitality (การสร๎าง), Isolate
(แยกกักผ๎ูปุวย), Coaching (สร๎างพี่เล้ียง ) Training (ฝึกปฏิบัติ), Organization(ภาคีเครือขําย) Refer (สํงตํอ),
Yield (ผลลัพธ๑/ติดตามผล) รูปแบบที่พัฒนาข้ึนทาให๎การเฝูาระวังมีความครอบคลุม รวดเร็ว การควบคุมโรคมี
ประสิทธิภาพ ทันเวลา ผู๎ปฏิบัติงานมีความเข๎าใจ มีทักษะท่ีถูกต๎อง และแก๎ไขปัญหาผํานการประชุมคณะกรรมการ
ศบต. ภาคีเครือขํายมีสํวนรํวมในการควบคุมปูองกันโรค ผ๎ูปุวยได๎รับการดูแลติดตามในทุกมิติ การแก๎ไขปัญหาใน
ชุมชนต๎องสร๎างเครือขํายที่เป็นรูปธรรมเห็นควรให๎ ภาคประชาชนควรเข๎ามามีสํวนรํวมในทุกกระบวนการ กาหนด
บทบาทหน๎าที่ให๎ชัดเจน ควรนารปู แบบ VICTORY MODEL ไปทดลองใช๎ในการดาเนนิ งานโรคติดตํอ อ่ืนๆ
คาสาคญั : โควิด 19 ,การมีสวํ นรวํ ม , ตาบลบงึ แก
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 140
การพฒั นาแนวทางการดูแลผูป้ ุวยผา่ ตัดตอ่ การปูองกันการแพรร่ ะบาดของการติดเชื้อโควิด-19
ผการัตน์ กายชาติ : 0878793180
โรงพยาบาลยโสธร
บทนา ในสถานการณ๑การระบาดของโรคอุบัติใหมํ Covid-19 ต้ังแตํปี 2563 ถึงปัจจุบัน โรงพยาบาล
ยโสธร เป็นโรงพยาบาลหลกั ทรี่ บั ผป๎ู ุวย จากโรงพยาบาลชมุ ชนทุกแหํง การให๎บริการแกํผ๎ปู วุ ยที่มารบั การผําตัด
ในสถานการณ๑ดังกลําว อาจมีผู๎ปุวย Covid-19 ที่อยูํในระยะของโรคท่ีไมํแสดงอาการ และผลการตรวจ
คัดกรองของเชื้อSARS-CoV-2 เป็นลบ แตํสามารถแพรํกระจายเช้ือได๎ เพื่อลดความเสี่ยงของบุคลากร
ทางการแพทย๑ในขณะท่ีศัลยแพทย๑ ยังสามารถทาการผาํ ตัดได๎อยํางมีประสิทธิภาพ และผ๎ูปุวยมีความปลอดภัย
จึงได๎พฒั นาแนวทางการดูแลผู๎ปุวยผําตัด ตํอการปูองกันการแพรรํ ะบาดของการติดเชอื้ โควิด-19
วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแนวทางและศึกษาผลของแนวทางการดูแลผู๎ปุวยผําตัดตํอการปูองกันการ
แพรรํ ะบาดของการตดิ เชื้อโควดิ -19 วิธกี ารศึกษา เปน็ วจิ ัยเชงิ ปฏบิ ัติ วธิ คี ดั เลือกกลุํมตัวอยํางแบบสํุมอยํางงําย
ตามเกณฑก๑ ารคัดเข๎า วิธีการวิเคราะห๑ข๎อมลู โดยใชส๎ ถิติเชงิ พรรณนา
ผลการศึกษา พบวํา 1) การศึกษาสถานการณ๑ 1.1) ด๎านโครงสร๎าง ไมํมีรูปแบบการดูแลผ๎ูปุวยผําตัด
ในสถานการณ๑การระบาดของโควิด-19 เน่ืองจากโควิด-19 เป็นโรคอุบัติใหมํ 1.2 ด๎านกระบวนการ การดูแล
ผ๎ูปุวยยังขาดทักษะและความชานาญในการสวมอุปกรณ๑ปูองกันกายในการดูแลผู๎ปุวยผําตัดในสถานการณ๑
การระบาดของโควิด-19โควิด 1.3 ด๎านผลลัพธ๑ ความไมํพึงพอใจตํอโอกาสของการเกิดอุบัติการณ๑และ
ขอ๎ ผดิ พลาดของระบบบรกิ ารหากมีการปูองกนั ไมดํ ีพอ 2) แนวทางการดูแลผู๎ปุวยผําตัดตํอการปูองกันการแพรํ
ระบาดของการตดิ เชื้อโควดิ -19 ท่ีพฒั นาขน้ึ มกี ารปรับเกลียวการพัฒนา PAOR 2 วงรอบตามสถานการณ๑ความ
รุนแรงในการระบาด มีผู๎ปุวยผําตัด 26,301 ราย ประเภทการผําตัด ได๎แกํ การผําตัดใหญํ การผําตัดเล็ก
การตรวจพิเศษ คัดเลือกแบบเจาะจง 12 ราย เป็นผ๎ูปุวยติดเชื้อโควิด-19 จานวน 6 ราย คิดเป็นร๎อยละ 50
และเป็นผู๎ปุวยเส่ียงสูง(PUI) จานวน 6 ราย คิดเป็นร๎อยละ 50 ภาวะแทรกซ๎อนระหวํางการผําตัดเทํากับ
ร๎อยละ 0 การแพรกํ ระจายเช้ือระหวาํ งการผําตดั เทํากับรอ๎ ยละ 0
สรปุ และขอ้ เสนอแนะ การพฒั นาแนวทางการดแู ลผู๎ปุวยผาํ ตัดตํอการปูองกันการแพรํระบาดของการ
ติดเชื้อ โควิด-19 สามารถปูองกันการแพรํระบาดของโควิด-19 ได๎นาไปสํูความปลอดภัยของผู๎ปุวยและ
เจ๎าหน๎าที่ได๎ตามมาตรฐาน 2P Safety ข๎อเสนอแนะในการศึกษาควรมีการติดตามผลการใช๎รูปแบบระบบ
ความปลอดภัยเพือ่ ปอู งกนั ตดิ เช้ือในงานการพยาบาลผปู๎ ุวยผาํ ตัด อยํางตํอเนอื่ งในระยะยาว
คาสาคญั : โควดิ -19, การพัฒนาแนวทางการดูแลผูป๎ ุวยผาํ ตัด, การปูองกนั การแพรํระบาดของการตดิ เช้ือ
โควดิ -19
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 141
3 ช.ชัด ๆ ขจดั Uterine Atony มารดาหลงั คลอด โรงพยาบาลทรายมูล จังหวัดยโสธร
พิสมัย หวงั ผล : 0897197763
โรงพยาบาลทรายมูล
การตกเลือดหลังคลอดเป็นสาเหตุสาคัญทางสูติกรรมที่ทาให๎เกิดการเสียชีวิตของมารดาหลังคลอด
และสาเหตุอันดับหน่ึงที่ทาให๎เกิดภาวะตกเลือดหลังคลอดคือ มดลูกหดรัดตัวไมํดี จากสถิติการคลอดท่ี
ห๎องคลอดโรงพยาบาลทรายมูลระหวํางปี 2562 - 2564 (ต.ค. 63 - ม.ค. 64) มารดาคลอดทั้งหมด 26, 21
และ 18 คน ตามลาดับ พบอุบัติการณ๑การตกเลือดหลังคลอด 4 ช่ัวโมงแรก จานวน 2, 3 และ 2 คน คิดเป็น
ร๎อยละ 7.69, 9.52 และ 11.11 ซึ่งพบวํามีแนวโน๎มที่สูงข้ึน และเกินเกณฑ๑คําเปูาหมาย (คําเปูาหมาย ≤ 5%)
จากการทบทวนพบวํา สาเหตุการตกเลือดหลังคลอดทุกรายเกิดจาก Uterine atony และทุกรายได๎รับ
การสงํ รกั ษาตํอที่โรงพยาบาลยโสธร สํงผลให๎มารดาหลงั คลอดได๎รบั การรักษาและนอนโรงพยาบาลเพิ่มมากข้ึน
ท่ีสาคัญท่ีสุดคือ ระดับความพึงพอใจและความม่ันใจของหญิงคลอดตํอการให๎บริการห๎องคลอดโรงพยาบาล
ทรายมูลลดลง จากเดมิ ระดบั ความพงึ ใจอยทูํ ร่ี ะดับ 5 ลดลงเหลือระดับ 4
ดงั นน้ั ผ๎ูวจิ ัยจึงเล็งเหน็ ความสาคัญในการนา 3 ช.ชดั ๆ ขจัด Uterine atony มาใช๎ในการดูแลมารดา
หลังคลอด 4 ช่ัวโมงแรกท่ีห๎องคลอด โรงพยาบาลทรายมูล มีวัตถุประสงค๑เพ่ือศึกษาผลของการใช๎ 3 ช.ชัด ๆ
ขจัด Uterine atony เพ่ือลดและปูองกันการเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด 4 ชั่วโมงแรกที่ห๎องคลอด
โรงพยาบาลทรายมูล รูปแบบการวิจัยก่ึงทดลอง (Quasi Experimental) ดาเนินการระหวํางเดือนกุมภาพันธ๑
2564 - ธันวาคม 2564 กลํุมตัวอยํางเป็นมารดาหลังคลอด จานวน 33 คน เครื่องมือที่ใช๎ในการวิจัยคือ
Check list 3 ช.ชัด ๆ ขจัด Uterine atony วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยการแจกแจงความถี่และคําร๎อยละ วิธี
การศึกษาคือ คัดเลือกกลํุมตัวอยํางมารดาหลังคลอดเข๎าสูํการดูแลตามรูปแบบ Check list 3 ช.ชัด ๆ ขจัด
Uterine atony ดังนี้ 1 ช. เช็คสัญญาณชีพทุก 15 นาที จานวน 4 คร้ัง ทุก 30 นาที จานวน 2 คร้ัง และทุก
1 ชั่วโมง จานวน 2 คร้ัง เม่ือครบ 4 ชั่วโมง หลังคลอด สํงตรวจ HCT 2 ช. ชํวยนวดคลึงพร๎อมประเมินการ
แข็งตัวของมดลูกตามเกณฑ๑1 ช. นานครั้งละ 5 - 10 นาที 3 ช. ช่ังเลือดทุกหยด และทุกคร้ังท่ีมีการเปล่ียน
ผ๎าอนามยั พบเข๎าเกณฑ๑รายงานแพทย๑ตามแบบประเมิน Check list 3 ช.ชัด ๆ ขจัด Uterine atony รายงาน
แพทย๑ทันที จากผลการศึกษาพบวํา มารดาหลังคลอดที่เข๎ารํวมศึกษาท้ังหมด ไมํพบภาวะตกเลือดหลังคลอด
4 ช่ัวโมงแรก คิดเป็นร๎อยละ 0 ผลการศึกษาน้ีแสดงให๎เห็นวํา 3 ช.ชัด ๆ ขจัด Uterine atony สามารถ
นามาใช๎ เป็นแน วทางปฏิ บัติในการปูองกันและเ ฝูาระวั งการตกเลือดห ลังคลอดได๎อยํา งมีประสิทธิภา พ
ช.1 ชํวย Early prevention และ Warning Sign PPH ช.2 ชํวยประเมินและเฝูาระวังการเกิด Uterine
atony และ ช.3 ชํวย Early Detection and Diagnosis PPH ดังนั้น 3 ช.ชัด ๆ ขจัด Uterine atony จึงถือ
เป็นปฏิบัติการพยาบาลที่ควรนามาเป็นสํวนหน่ึงของมาตรฐานการดูแลมารดาหลังคลอด 4 ชั่วโมงแรกที่
ห๎องคลอด โรงพยาบาลทรายมลู
ความสาคัญ : มารดาหลังคลอด ระยะ 4 ชวั่ โมงแรก, Uterine atony, ภาวะตกเลือดหลังคลอด
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 142
ความสมั พนั ธด์ า้ นการปอู งกันตนเองจากการตดิ เชอ้ื โควดิ -19 ตามวิถี NEW NORMAL
ของอาสาสมัครสาธารณสขุ ประจาหมู่บา้ น ตาบลดงเย็น อาเภอเมอื งมกุ ดาหาร
ธวชั ชัย สีโชติ : 088-3077544
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบลดงเยน็
โรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 หรือ COVID-19 เป็นโรคท่ีติดตํอได๎งํายผํานระบบทางเดินหายใจจากคน
สูํคน หากมีผ๎ูสัมผัสใกล๎ชิดผู๎ปุวยติดเช้ือโควิด-19 ต๎องอาศัยการปูองกันตนเองจากการติดเชื้อโควิด-19 อยําง
ถกู ต๎องเพ่ือลดการแพรํกระจายการตดิ เช้อื จากคนหนึ่งไปสอูํ ีกคนหน่ึง และลดคําใชจ๎ าํ ยในการรักษาพยาบาลได๎
วัตถุประสงค๑ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ๑กับการปูองกันตนเองจากการติดเช้ือโควิด-19 ใน
อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมูํบ๎าน ในเขต ตาบลดงเย็น อาเภอเมือง มุกดาหาร วิธีดาเนินการวิจัย เป็น
การศึกษาเชิงวิเคราะห๑แบบภาคตัดขวาง (cross-sectional analytical study) เก็บข๎อมูลโดยใช๎แบบสอบถาม
(Google form) ในเดือนมิถุนายน 2565 จานวนกลมํุ ตัวอยาํ ง 131 คน การวิเคราะห๑หาความสัมพันธ๑โดยใช๎สถิติ
ถดถอยพหุ (Multiple logistic regression) นาเสนอขนาดความสัมพันธ๑ด๎วยคํา Adjusted Odds ratio
(ORadj), 95% Confidence Interval (95%CI) และคํา p-value
ผลการศึกษา จากการพิจารณาระยะเวลาการเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมํูบ๎านและปัจจัย
เพศ อายุ การศึกษา สถานภาพสมรส รายได๎ตํอเดือน อาชีพ ประวัติการติดเชื้อโควิด-19 และการฉีดวัคซีน
ปูองกนั โรคโควิด-19 เมื่อควบคุมผลกระทบจากตัวแปรในสมการสุดท๎ายแล๎วความสัมพันธ๑กับการปูองกันตนเอง
จากการตดิ เชอ้ื โควิด-19 ตามมาตรการปูองกันโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข พบวํา ความสัมพันธ๑ด๎านการเว๎น
ระยะหํางระหวํางบุคคลและหลีกเล่ียงการสัมผัสผ๎ูอ่ืน การสวมหน๎ากากอนามัย หรือหน๎ากากผ๎าตลอดเวลา การ
มั่นลา๎ งมอื ดว๎ ยนา้ สบูํ หรือเจลล๎างมือ การตรวจวัดอุณหภูมิรํางกายกํอนเช๎าใช๎บริการ เพื่อคัดกรองผู๎ใช๎บริการใน
สถานที่ตํางๆ การตรวจหาเช้ือโควิด-19 การติดต้ังและใช๎แอปพลิเคช่ัน ไทยชนะ และหมอพร๎อม มีความสัมพันธ๑
กันกับปจั จยั สุวนบุคคลตํางๆของอาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมูํบา๎ น
คาสาคญั : อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมูบํ า๎ น,ตามวถิ ี NEW NORMAL.,
การปูองกนั ตนเองจากการติดเชือ้ โควดิ -19
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 143
รปู แบบการสรา้ งความรดู้ ้านสขุ ภาพเพื่อชะลอไตเสื่อมในผ้ปู ุวยโรคเร้อื รัง
สถานีอนามยั เฉลิมพระเกียรติฯ บา้ นนาโสก อาเภอเมอื งมุกดาหาร จังหวดั มุกดาหาร
ปุลวัชร อาจโยธา : 0895859746
สถานีอนามัยเฉลิมพระเกยี รติฯ บา้ นนาโสก
คนไทยปุวยเป็นโรคไตเรื้อรังรอ๎ ยละ 17.6 ของประชากร 8 ล๎านคนเป็นผ๎ูปุวยระยะสุดท๎าย (ไตวาย) 2
แสนคน และปุวยเพม่ิ ปลี ะกวาํ 7,800 ราย การแกป๎ ัญหาโรคไตจึงเน๎นการชะลอความเสื่อมของไต เพื่อให๎เข๎าสูํ
ระยะล๎างไตช๎าลง ความรอบรู๎ด๎านสุขภาพจึงเป็นสิ่งสาคัญท่ีจะนาไปสูํการปฏิบัติตน และการดูแลตนเองของ
ผปู๎ ุวยทีถ่ กู ต๎อง สาหรับเขตพื้นทีบ่ ริการของสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ บ๎านนาโสก พบผ๎ูปุวยรายใหมํ โรค
ไตวายเร้ือรังทีมแี นวโนม๎ เพิม่ ขนึ้ และในปี 2564 มผี ู๎ปวุ ยโรคไตวาย จานวน 27 คน การวิจัยคร้ังน้ี เป็นการวิจัย
เชิงปฏบิ ัตกิ าร (Action Research) มีวัตถุประสงค๑ 1. เพอ่ื ศกึ ษารปู แบบการสร๎างความรู๎ด๎านสุขภาพเพ่ือชะลอ
ไตเส่ือมในผู๎ปุวยโรคเรื้อรัง สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ บ๎านนาโสก อาเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัด
มกุ ดาหาร อาเภอเมืองมุกดาหาร จงั หวัดมุกดาหาร โดยมกี ลมํุ เปูาหมาย คอื ผู๎ปุวยโรคเรื้อรังที่มีภาวะเส่ือมของ
ไต จานวน 71 คน เก็บรวบรวมข๎อมูลโดยใช๎แบบสอบถาม เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วิเคราะห๑ข๎อมูลเชิง
ปริมาณด๎วยคําสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห๑ข๎อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห๑เนื้อหา จากการสัมภาษณ๑
สนทนากลุมํ และแลกเปลี่ยนเรียนรู๎
ผลการศึกษา การดาเนินการรูปแบบการสร๎างความร๎ูด๎านสุขภาพเพ่ือชะลอไตเส่ือมในผ๎ูปุวยโรคเร้ือรัง
สถานอี นามัยเฉลิมพระเกียรติฯ บ๎านนาโสก อาเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ประกอบด๎วย 13 ข้ันตอน
ดังน้ี 1. เรียนร๎ูบริบทวิเคราะห๑สถานการณ๑พ้ืนท่ี 2. รวบรวมเครือขําย สร๎างความเข๎าใจ สร๎างนโยบายรํวม 3.
ระบุต๎นทุนมนุษย๑ ต๎นทุนสังคม 4. ค๎นหาคนรอบร๎ู (v shape) 5. กระต๎ุนการมีสํวนรํวม 6. รํวมกันค๎นหา
ข๎อความสาคัญ “key massager (Tailor Key massage)” ส่ือที่ทุกคนเข๎าถึงได๎ 7. ตัดสินใจรํวมกันวําจะทา
อะไร”นวัตกรรมสุขภาพ” 8. จัดทากลไกในการทางานรํวมกัน “Action plan” 9. แลกเปลี่ยนเรียนร๎ูเครือขําย
10. ดาเนินการรํวมกันแก๎ไขปัญหา 11. ประเมินการนานโยบายไปสูํการปฏิบัติ 12. ถอดบทเรียนและสรุปการ
ประเมินผล 13. วางแผนพัฒนาตํอเนื่อง ทาให๎ผู๎ปุวยโรคเรื้อรังมีภาวะความเส่ือมของไต ดีข้ึน ในปี 2565 โดย
แยกออกเป็น ระยะที่ 1 จานวน 20 คน ร๎อยละ 28.17 ระยะที่ 2 จานวน 14 คน ร๎อยละ 19.72 ระยะที่ 3
จานวน 29 คน ร๎อยละ 40.85 และระยะท่ี 4-5 จานวน 8 คน คดิ เปน็ รอ๎ ยละ 11.26
คาสาคัญ : ความร๎ดู ๎านสุขภาพ, ชะลอไตเส่ือม, ผปู๎ ุวยโรคเรอ้ื รัง
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 144
การประชมุ วิชาการเขตสุขภาพที่ 10 ประจาปี 2565
วันที่ 11 - 12 กรกฎาคม 2565
ณ อาคารผู้ปุวยนอก 5 ชัน้ โรงพยาบาลอานาจเจริญ จงั หวัดอานาจเจริญ
ผลงานวชิ าการประเภท Innovation Presentation
สาขา คลนิ ิก : หอ้ งประชมุ ช้ัน 4
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 145
snap a ray ประยุกตส์ าหรับเอกซเรย์ฟนั แบบดิจติ ลั
ลดั เกล้า สอดศรี : 0637929079
โรงพยาบาลวารินชาราบ
ปัจจบุ ันกลมํุ งานทันตกรรม โรงพยาบาลวารินชาราบได๎เปล่ียนการเอกซเรย๑ฟันแบบเดิมท่ีใช๎แผํนฟิล๑ม
เอกซเรย๑ที่ใช๎ครั้งเดียวท้ิงโดยใช๎น้ายาล๎างฟิล๑มเพื่อทาให๎เกิดภาพ เปล่ียนเป็นเทคโนโลยีระบบภาพเอกซเรย๑
แบบแผํนเพลตทถ่ี ํายซา้ ได๎หลายครั้งจนกวาํ เพลตจะมีรอยขีดขํวนหรือรอยพับจึงคํอยเปลี่ยนเพลต บริษัทผู๎ขาย
เคร่ืองเอกซเรย๑ ได๎แถมอุปกรณ๑ชํวยจับแผํนเพลต Snap a ray มา 2 อัน ซึ่งไมํเพียงพอตํอการใช๎งานในคลินิก
หลายครั้งผ๎ูปฏิบัติงานได๎ใช๎มือในการจับแผํนเพลต ทาให๎ผ๎ูปฏิบัติงานได๎รับรังสีเอกซเรย๑ อุปกรณ๑ชํวยจับแผํน
เพลต Snap a ray ราคาอันละ 1,900 บาท จะไมํมีเข้ียวจับเพราะปูองกันการเกิดรอยขีดขํวนที่เพลต สํวน
อุปกรณแ๑ บบเดิมจะมีเขยี้ ว จงึ เกิดนวัตกรรมน้ขี ้ึนมา เพอ่ื เปน็ การนาอุปกรณแ๑ บบเดิมท่ีไมํได๎ใช๎แล๎วนากลับมาใช๎
ใหมํได๎อีก โดยใช๎ยางซิลิโคนในการรองเพ่ือไมํให๎แผํนฟิล๑มเกิดรอย พบวําคุณภาพของภาพถํายรังสีท่ีถํายได๎ไมํ
ตํางจากการใช๎ sap a ray ของ digital x-ray และแผํนเพลทไมํมีรอย ซ่ึงแตํกํอนการใช๎น้ายาล๎างฟิล๑มในการ
ล๎างฟิล๑มจะมีสํวนผสมของสารเคมี การสั่งซื้อจะตกอยํูที่ 4,900 บาทตํอปี แตํเม่ือเปล่ียนมาใช๎ digital x-ray
จะไมํมีสารเคมีในการล๎างแผํนเพลต วิธีดาเนินการ เตรียมยางซิลิโคนเส๎นผําศูนย๑กลางขนาด 1 เซนติเมตร
และ 2 เซนติเมตร มาตัด ยาว 3 เซนติเมตร จากน้ันใช๎ตะไบตะไบเขี้ยวของ Snap a ray แบบเดิม แล๎วใสํยาง
ซลิ ิโคนเขา๎ กบั Snap a ray ทั้งสองข๎าง ผลการดาเนินงาน ได๎ผลติ 20 ชิ้น เพียงพอตอํ การใช๎งานในคลินิก โดย
เฉลยี่ จะมกี ารถาํ ยภาพรงั สีในชํองปากวันละ 10 ฟิลม๑ พบวําอบุ ตั ิการณท๑ ี่ผู๎ปฏิบัติงานได๎ใช๎มือในการจับแผํนเพลต
ในขณะถํายภาพรังสีในชํองปากเป็น 0 ครั้ง และผลคุณภาพของภาพถํายรังสีที่ถํายได๎จากนวัตกรรมกับ digital x-
ray ไมํมคี วามแตกตาํ งกนั แผํนเพลตหลังใช๎งานไมํพบรอยท่ีแผํนเพลต เนื่องจากมียางซิลิโคนกันเข้ียวของ snap a
ray แบบเดิม ได๎ประเมินความพ่ึงพอใจในการใช๎งานของผู๎ปฏิบัติงานจานวน 10 คน คิดเป็นร๎อยละ 98
(ระยะเวลา 2 ม.ค.2565-31 มี.ค.2565)
บทเรียนที่ได๎รับ ยางซลิ โิ คนยังมีความหนา ต๎องตะไบเขย้ี ว sap a ray ออกเพื่อเพิ่มชํองวาํ งในการใสํยาง
ซลิ โิ คน
การขยายผล เผยแพรํให๎กับเครือคาํ ยของโรงพยาบาลวารนิ ชาราบทีใ่ ช๎เครอ่ื งเอ็กซเรยแ๑ บบดิจติ ลั
คาสาคัญ : snap a ray, แผํนเพลต, ยางซลิ โิ คน
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 146
การพฒั นารูปแบบการประเมินพฤติกรรมSNAP-IV(short form) ภาษาอีสานสาหรับผปู้ กครอง
อาเภอน้ายนื จังหวัดอบุ ลราชธานี
ธัญพร เรอื งธรรม : 0806191596
โรงพยาบาลนา้ ยืน
การดาเนนิ งานคดั กรองเด็กอายุ 6- 15 ปเี พอื่ ค๎นหาเดก็ สมาธสิ ั้นในอาเภอนา้ ยนื พบปัญหาผ๎ูปกครองไมํ
เข๎าใจแบบสอบถามเพราะผู๎ปกครองสํวนใหญํใช๎ภาษาอีสานทาให๎การใช๎แบบประเมินเด็กด๎วยเครื่องมือ
ประเมินพฤติกรรม SNAP-IV(short form) ฉบับภาษาไทย ไมํสอดคล๎องกับผ๎ูรับบริการในปี2563 มี
กลํุมเปูาหมายจานวน 155 คนผู๎ปกครองตอบคาถามไมํตรงจานวน 89 คนพยาบาลจึงได๎ปรับปรุงเคร่ืองมือ
เป็นภาษาอีสาน โดยมีวัตถุประสงค๑เพ่ือพัฒนารูปแบบการประเมินพฤติกรรมเด็กด๎วยแบบประเมินพฤติกรรม
SNAP-IV(short form) ให๎เป็นภาษาอีสาน การวิจัยเป็นแบบ action research วิเคราะห๑ข๎อมูล โดยใช๎สถิติ
รอ๎ ยละ หลังการดาเนนิ งานพบวาํ ผป๎ู กครองสามารถตอบคาถามได๎ร๎อยละ 100 ระยะเวลาดาเนินการปี 2563-
2565 โดยมีขั้นตอนการดาเนินงาน 1)วางแผน ได๎แกํ ศึกษากลุํมเปูาหมาย ศึกษาบริบทของอาเภอน้ายืน 2)
แปลเครื่องมือแบบประเมินพฤติกรรมให๎เป็นภาษาอีสาน 3)ทดลองใช๎แบบประเมินพฤติกรรมฉบับภาษาอีสาน
4)ตดิ ตามประเมนิ ผลการดาเนินงาน ผลการศกึ ษาพบวาํ ผู๎ปกครองเด็กกลุํมเส่ียงสมาธิส้ันสามารถเข๎าใจคาถาม
ในแบบประเมนิ พฤติกรรม SNAP-IV(short form) ฉบบั ภาษาอีสาน ทาให๎อาเภอน้ายืนมีการเข๎าถึงบริการโรค
สมาธิสั้นร๎อยละ 60.30เดิมในปี 2562 มีการเข๎าถึงบริการโรคสมาธิส้ันร๎อยละ 18.89ผลการศึกษา การเข๎าถึง
โรคสมาธิส้ันในปี 2563-2565 เป็นร๎อยละ 45.68 59.18 และ 60.30 ตามลาดับ สรุป การพัฒนารูปแบบการ
ประเมินพฤติกรรม SNAP-IV เป็นภาษาอีสาน ได๎รูปแบบ ESARN SNAP-IV NAMYUEN MODEL ข๎อเสนอแนะ
แบบประเมินพฤติกรรม SNAP-IV(short form) ฉบับภาษาอีสาน สามารถขยายผลไปยังพื้นที่ท่ีมีบริบทคล๎าย
อาเภอนา้ ยนื
คาสาคญั : แบบประเมินพฤติกรรม SNAP-IV(short form), สมาธสิ ัน้
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 147
นวตั กรรม Mobile Lab Like : รถเจาะเลือดเคล่ือนที่ พอใจใชเ่ ลย
จกั รพงศ์ ปติ ิโชคโภคนิ ท์, พชั รี อมรสิน, นภิ าพรรณ วงษก์ ลาง
และสุจิตรา ปติ ิโชคโภคินท์ : 0894252749
โรงพยาบาลนาตาล
การเจาะเลือดเป็นหนึ่งในกิจกรรมการพยาบาลเพื่อเก็บส่ิงสํงตรวจทางหลอดเลือดดาแล๎วนาสํง
ห๎องปฏิบัติการเพื่อประกอบการตรวจวินิจฉัยโรคของแพทย๑ งานการพยาบาลผ๎ูคลอด โรงพยาบาลนาตาล
ให๎บริการมารดาทม่ี าคลอดและสตรีต้ังครรภท๑ ม่ี าฝากครรภ๑ หน่ึงในกิจกรรมการพยาบาลคือการเก็บสิ่งสํงตรวจ
โดยการเจาะเลือดทางหลอดเลือดดาที่แขนมารดาโดยให๎มารดาวางแขนบนโต๏ะชักประวัติ พยาบาลหยิบเตรียม
อุปกรณ๑ใสํถาดแล๎วถือมาเจาะทาให๎เกิดความลําช๎าใช๎เวลา 3 นาที และในปี 2563 เตรียมอุปกรณ๑ไมํพร๎อม 36
คร้ัง (รอ๎ ยละ22.5) จากการเจาะเลือดท้ังหมด 160 คร้ัง ต๎องเดินไปหยิบหลายครั้ง รวมทั้งการจัดทําของผ๎ูปุวย
ไมถํ ูกตอ๎ งทาให๎แขนเลื่อนหลุด 5 คร้ัง ผู๎ปุวยขยับแขนต๎องเจาะซ้า 8 คร้ัง ดังนั้นทีมจึงทานวัตกรรมน้ีข้ึน โดยมี
วัตถุประสงค๑เพื่อประดิษฐ๑และพัฒนาอุปกรณ๑รถเจาะเลือดเคล่ือนท่ีและเพื่อประเมินประสิทธิภาพของการ
พัฒนานวัตกรรมรถเจาะเลือดเคลื่อนท่ี วิธีการทาเป็นวิจัยและพัฒนา(R & D) มี 3 ระยะคือ 1)ระยะรําง
ต๎นแบบนวัตกรรม(draft prototype) 2)ระยะพัฒนาต๎นแบบ(prototype)แล๎วปรับปรุง 3)ระยะทดสอบ
ประสิทธิภาพของรูปแบบ (phase of testing a prototype)โดยการนาไปทดลองใช๎และสรุปผลพัฒนา กลํุม
ตวั อยาํ งคอื พยาบาลวชิ าชีพ 10 คน มารดาทีม่ ารับบรกิ ารในหอ๎ งคลอด กาหนดกลํุมตัวอยํางแบบเจาะจง นาไป
ทดลองใช๎ในเดือนมกราคม 2564 พัฒนาและเก็บข๎อมูลเดือนกุมภาพันธ๑ ถึง ธันวาคม 2564 เก็บข๎อมูลจาก
แบบประเมินผลประสิทธิภาพนวัตกรรม,แบบประเมินความพึงพอใจและคุณภาพการให๎บริการผ๎ูปุวย,รายงาน
อบุ ัติการณ๑ความเส่ียง ใชส๎ ถติ เิ ชงิ พรรณนาไดแ๎ กํ ความถ่ีและร๎อยละ ขอ๎ มูลเชงิ คุณภาพใช๎การวเิ คราะหเ๑ น้อื หา
ผลพบวําได๎นวัตกรรม Mobile Lab Like : รถเจาะเลือดเคลือ่ นท่ี พอใจใชํเลย ในวงรอบท่ี 1 พัฒนานวัตกรรม
จากขาเสานา้ เกลอื ท่ีชารุดนามาปรับปรุงประกอบรวมอุปกรณ๑ช้ันเจาะเลือดและท่ีวางแขนเล่ือนขึ้นลงได๎พร๎อม
สายรัด เม่ือนาไปทดลองใช๎แล๎วมาพัฒนาใหมใํ นวงรอบท่ี 2 โดยปรับชั้นเก็บหลอดเลือด เพ่ิมที่ล็อกล๎อและเบาะ
หนังในท่ีวางแขนเพ่ือลดความเย็นแขนของมารดา หลังนาไปใช๎จริงพบวําใช๎นวัตกรรมให๎บริการเจาะเลือด
มารดาในปี 2564 จานวน 198 คร้ัง มีปลอดภัยไมพํ บวาํ มอี ุบตั กิ ารณ๑การเลอ่ื นหลุดหรือพลัดตกของแขนมารดา
ระหวํางเจาะเลือดเน่ืองจากมีท่ีรองและรัดแขน จัดทําได๎ถูกต๎อง พยาบาลเตรียมอุปกรณ๑เจาะเลือดได๎พร๎อมใช๎
และลดระยะเวลาลดลงจาก 3 นาที เหลือเวลาเตรยี ม 10 วินาที ดา๎ นประสทิ ธิภาพนวัตกรรมมีแข็งแรง สะดวก
ในการให๎บริการและการจัดเก็บงําย ทาความสะอาดงํายไมํเส่ียงตํอการแพรํกระจายเชื้อ กลํุมตัวอยํางมีความ
พงึ พอใจระดับมากร๎อยละ 98, ผใ๎ู ชบ๎ ริการและญาตมิ คี วามพงึ พอใจระดับมากร๎อยละ 100 มีการขยายผลไปนา
ใช๎ยังหนวํ ยงานอนื่ ในโรงพยาบาล ได๎แกํ ARI Clinic, ER, OPD, IPD และ รพ.สต.ทุกแหํง สํวนข๎อเสนอแนะคือ
ควรพฒั นาเพ่ิมในสวํ นอุปกรณ๑วางหลอดเลอื ดและเครื่องเขยาํ หลอดเลอื ดรวํ มดว๎ ย
คาสาคญั : รถเจาะเลือด, เคลือ่ นที่, พึงพอใจ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 148
ICD Roller ปลอดภยั ใส่ใจผปู้ วุ ย
สายฝน ดีเมอื งปัก, อรฤทัย ต๊ะเฟย
และพิมชญา ธรรมศรี : 0981052199
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค๑
หอผ๎ูปุวยNICU.1 รพ.สรรพสิทธิประสงค๑ อุบลฯให๎การดูแลรักษาทารกที่มีภาวะวิกฤติต้ังแตํแรกเกิด
จาเปน็ ตอ๎ งใชเ๎ ครอื่ งชวํ ยหายใจทุกราย มีความเสยี่ งตํอภาวะลมรว่ั ในเยื่อห๎ุมปอดจาเป็นต๎องได๎รับการรักษาด๎วย
การใสํทํอระบายทรวงอก จากสถิติปี62-ปี63รับผู๎ปุวยจานวน345,356รายพบผู๎ปุวยท่ีใสํICD 18,36 ราย
ตามลาดับพบวําอัตราการเกิด ICD เลื่อนหลุด ปี62 = 11.11 % (2/18), ปี63= 8.33 % (3/36)วิเคราะห๑หา
สาเหตุพบวําผ๎ูปุวยใสํ ICD จานวน 4-6 เส๎นตํอราย ขณะทากิจกรรมการพยาบาลมีการดึงร้ังของสาย ICD ชุด
อุปกรณ๑ท่ีใสํขวด ICD เป็นถาดวางบนเก๎าอี้ ตรวจสอบระบบการทางานยาก สถานที่คับแคบเสี่ยงตํอการตก
แตกเลอ่ื นหลดุ ไดท๎ าให๎ผ๎ูปุวยมีภาวะพรํองออกซิเจน และได๎รับการรักษาเพ่ิมระยะเวลานอนรพ.นานขึ้น สํงผล
ใหผ๎ ๎ปู ุวยเสียชวี ิตได๎
วัตถปุ ระสงค๑ : 1.เพื่อลดอัตราการเกดิ ICD เลอื่ นหลุด 2.บุคลากรพึงพอใจในการใช๎
นวัตกรรมตัวชี้วดั : 1.อตั ราการเกิด ICD เล่อื นหลดุ ลดลง 0 % 2.ความพึงพอใจในการใชน๎ วัตกรรม >80%
ระยะเวลาดาเนินงาน : ปีงบประมาณ 2563 งบประมาณในการท่ีใช๎ :วัสดุอุปกรณ๑ ไม๎/เหล็ก 400 บาท,
ตะปูเกลยี ว 30 บาท,สี 120 บาท,ล๎อเลอื่ น 150 บาทคําแรง 300 บาท,รวม 1,000 บาท ตํอ 1 อนั
วัสดุและอุปกรณ๑: 1.ไม๎/เหล็ก 2.ตะปู 3.สี 4.ล๎อเลื่อน 5.ปลั๊กไฟ 6.เคร่ืองเช่ือมไฟฟูา 7.สายวัด 8.ลวด
เชอื่ มเหล็ก
วธิ ีการพฒั นาสิ่งประดษิ ฐ๑ : ระยะแรก1.ประชุมมอบหมายงาน/วิเคราะห๑ปัญหา 2.สืบค๎นวิชาการทบทวน
วรรณกรรมทเ่ี ก่ยี วข๎อง 3.ออกแบบนวัตกรรม ICDRoller ใช๎วัสดุอุปกรณ๑เป็นไม๎ 4.นานวัตกรรมมาทดลองใช๎คร้ังที่
1 พบวาํ มีรูปทรงขนาดใหญํ ชอํ งใสขํ วด ICD ใหญํ ตื้นไป ไมํเหมาะสมกับตาแหนํงวางขวด ICDไมํสะดวกตํอการทา
กิจกรรมการพยาบาลมองไมํเห็นการทางานของระบบ ICDเนื่องจากเป็นไม๎ทึบระยะที่สอง 5.ปรับปรุงนวัตกรรม
คร้งั ท่ี 2 เปลยี่ นจากทาด๎วยไม๎เป็นเหล็ก โดยวัดจากขนาดขวด ICD กว๎าง 40 ซม. ยาว 45 ซม.แบํงเป็น 6 ชํองเล็ก
ความลึก 10 ซม. ใหม๎ รี ปู ทรงเลก็ ลงกระซบั ทาเป็นชํองลมสามารถมองเห็นการทางานของระบบ ICD ได๎ชัดเจนทา
ชํองสาหรบั วาง Air Pumpเพิม่ กรณกี ารเคล่ือนย๎ายผ๎ูปุวยได๎จัดทาเป็นตะกร๎าหิ้ว แบํงเป็น 3 ชํองเล็กความลึก 10
ซม.ขนาดเหมาะสมกับขวดICD 6.เกบ็ ขอ๎ มูล/วิเคราะห๑หาแนวทางแก๎ไขและพัฒนางานตํอเนื่อง
ผลการดาเนินงาน : ข๎อมูลปี2564ผ๎ูปุวย 423ราย จานวนผ๎ูใสํ ICD26 รายพบอัตราการเกิด ICD เลื่อน
หลุด 3.84%(1/26)ลดลงจากปี 2563 จาก 8.33 %เป็น 3.84%ความพึงพอใจในการใช๎นวัตกรรม >95 %การ
นาไปใช๎:สามารถขยายผลไปใช๎ในหอผูป๎ ุวยหนักทารกแรกเกิด1-3 และหอผ๎ปู วุ ยอน่ื ๆได๎
บทเรยี นทไี่ ด๎รับ : นวัตกรรม ICD Rollerยังมีขนาดใหญํทาให๎เปลืองพ้ืนที่ในการจัดวางล๎อเลื่อนท่ีใช๎ยังไมํ
มีท่ีล็อคอาจเล่ือนไปเองได๎ เส่ียงตํอการดึงรั้งของสาย ICDได๎ทีมงานต๎องเก็บข๎อมูลเพ่ิมและนามาพัฒนางาน
ตอํ เนื่อง
ปัจจยั แหํงความสาเร็จ : การรวํ มแรงรวํ มใจ การชํวยเหลือจากทมี และการตรวจสอบการใช๎นวตั กรรม
คาสาคัญ : ภาวะลมร่ัวในเยอ่ื หุม๎ ปอด,ทํอระบายทรวงอก
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 149
ท่าสวย ชว่ ย X-ray สมฤดี สมนึก : 0862634987
โรงพยาบาลศรสี ะเกษ
หอผู๎ปุวยกุมารเวชกรรม 1 โรงพยาบาลศรีสะเกษ ให๎บริการทารกแรกเกิด ถึงอายุ 1 เดือน ที่มีปัญหา
สุขภาพทุกระบบ รวมท้ังทารกท่ีมารดามีภาวะแทรกซ๎อนท้ังกํอนคลอดและหลังคลอด ซึ่งรวมถึงมารดาที่เป็น
โรคซิฟลิ ิส ทารกที่คลอดจากแมตํ ดิ เชื้อซิฟิลิสต๎องเขา๎ รบั การการตรวจรํางกาย และประเมินความเส่ียงโดยกุมาร
แพทย๑ทุกราย ทารกทุกรายที่มีความเส่ยี งตอํ การตดิ เช้ือซิฟลิ สิ จากมารดา กุมารแพทย๑จะทาการเจาะเลือดเพื่อ
ตรวจหาผล VDRL และถํายภาพรังสี Film long bone เพ่ือประเมินความผิดปกติของกระดูก ที่ผํานมาการ
ถาํ ยภาพรังสี Film long bone ตอ๎ งใช๎บคุ ลากรสาธารณสขุ ของหอผป๎ู วุ ยกุมารเวชกรรม 1 ชํวยจับยึดทารกให๎ได๎
ทําตามท่ีนักรังสีวิทยาสีกาหนด เพื่อให๎การถํายภาพรังสีได๎ภาพที่สมบูรณ๑ และการอํานภาพรังสี Film long
bone มีประสิทธิภาพสูงสุด สํงผลให๎บุคลากรสาธารณสุขได๎รับรังสีโดยไมํจาเป็นบํอยคร้ัง จากการเก็บข๎อมูล 3
ปี ย๎อนหลัง ปี พ.ศ. 2562-2564 พบวํา จานวนทารกท่ีคลอดจากแมํติดเช้ือซิฟิลิส จานวน 29,27 และ28 คน
ตามลาดบั ทารกเหลาํ น้ีไดร๎ ับการสํงตรวจถาํ ยภาพรังสี Film long bone จานวน 26,23 และ 25 คิดเป็นร๎อยละ
1.78 ,1.80 และ 1.54 คนตามลาดับ นอกจากน้ียังพบวําบุคลากรสาธารณสุขหอผู๎ปุวยกุมารเวชกรรม 1 ต๎อง
สัมผัสรังสีมากกวํา 20 คร้ัง/ปี/คน อาจสํงผลเสียตํอสุขภาพเจ๎าหน๎าท่ีในระยะยาวได๎ จากแนวคิดนี้ผ๎ูศึกษาจึง
เล็งเห็นความสาคัญในการพัฒนางาน โดยการเสนอแนวคิด/วิธีการเพื่อพัฒนางานหรือปรับปรุงงานให๎มี
ประสิทธิภาพมากข้ึนเรื่อง “ทําสวย ชํวย X-ray” เพ่ือลดการสัมผัสรังสีของเจ๎าหน๎าที่ และเพ่ือให๎การอําน Film
Long Bone มีประสทิ ธภิ าพ สํงผลใหบ๎ ุคลากรสาธารณสขุ และทารกได๎รับประโยชน๑และความปลอดภยั สูงสุด
วัตถุประสงคข์ องโครงการ
1. เพอื่ ลดการสัมผัสรงั สขี องเจา๎ หนา๎ ท่ี
2. เพอื่ ให๎การอาํ นภาพรงั สี Film long bone มปี ระสิทธิภาพสูงสุด
วธิ กี ารพัฒนาส่งิ ประดิษฐ์
1. แผนํ อะคิลิค ความหนา ขนาด 3 มิลลเิ มตร ตดั แผํนอะคลิ ิค ตามรปู
2. ตัดเย็บผ๎าเพ่อื ทาปลอกหม๎ุ แผนํ อะคลิ ิค และเจาะรปู ตามแบบ
3. ตดั เย็บผา๎ สาหรบั ผูกยดึ จานวน 2 เสน๎ พรอ๎ มติดเทปตนี ตุ๏กแก
4. นาเทปตีนตก๏ุ แกตดิ กบั ตวั แบบและขอบผ๎าสาหรับผกู ยดึ
การทดสอบประสทิ ธภิ าพส่ิงประดษิ ฐ์
จากการพฒั นานวตั กรรมนี้ ได๎พฒั นาตอํ ยอดนวัตกรรมเดิม ทใี่ ชแ๎ ผนํ อะคิลคิ ความหนา 2 มิลลเิ มตร
และตัวแบบจัดเกบ็ ยากและมีความเปราะหักงําย จึงได๎เพ่ิมขนาดความหนาของแผนํ อะคิลิค เปน็ 3 มิลลเิ มตร
และออกแบบตัวแบบใหง๎ ํายตํอการใช๎ งาํ ยตํอการจดั เกบ็ จึงไดน๎ วตั กรรม “ทําสวย ชํวย x-ray” นอกจากนยี้ งั
พบวําบคุ ลากรสาธารณสุขหอผปู๎ ุวยกมุ ารเวชกรรม 1 ลดการสัมผสั รงั สมี ากกวาํ 20 ครั้ง/ปี/คน
ประโยชน์/การนาไปใช้
1. บคุ ลากรสาธารณสขุ หอผ๎ปู ุวยกมุ ารเวชกรรม 1 ลดการสัมผัสรังสไี ด๎มากกวํา 20 ครง้ั /ปี/คน
2. การอํานภาพรังสี Film long bone มีประสทิ ธภิ าพสงู สดุ
3.บุคลากรสาธารณสขุ และทารกได๎รบั ประโยชน๑และความปลอดภัยสงู สดุ
4. นวัตกรรมน้ี สามารถใช๎ผูกยึดทารกในการถํายภาพรงั สอี ่ืนได๎
คาสาคัญ : ทาํ สวย เอกซเรย๑
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 150
ใบตองน้ามนั มะกอกทางเลือกใหม่ ใส่ใจแผลตดิ ผา้ ก๊อซ
ไพฑรู ย์ เพชรแก้ว : 0828530982
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบลหัวชา้ ง
แผลตดิ ผ๎ากอ๏ ซเป็นปญั หาสาคัญอยํางหน่ึงท่พี บบอํ ยจากการทาแผล โดยเฉพาะในแผลถลอก แผลไฟไหม๎
น้ารอ๎ นลวก แผลจากทํอไอเสยี รถจกั รยานยนต๑ และแผลจากอุบัติเหตุอ่ืนๆ สาเหตุเกิดจากน้าเหลืองท่ีซึมติดผ๎า
กอ๏ ซ เมอื่ แหง๎ แลว๎ จะเหนียวติดแผลแนนํ มากและแกะออกยาก การแกะผ๎าก๏อซแตํละคร้ังผ๎ูปุวยจะรู๎สึกปวดแผล
และแผลมกั มเี ลอื ดออก ทาให๎เนือ้ เย่ือท่ีกาลังงอกใหมจํ ะถูกดึงลอกตดิ กบั ผ๎ากอ๏ ซออกไปด๎วยทุกครั้ง แผลจึงหาย
ช๎ากวําปกติ โดยเฉพาะอยํางยิ่งถ๎าแผลเกิดกับเด็กหรือเด็กเล็กการให๎ความรํวมมือในการทาแผลน๎อย ปัจจุบัน
หนํวยบริการสาธารณสุขทั่วไปจะใช๎ Sofra tulleปิดแผล ซ่ึงราคาคํอนข๎างสูง ดังน้ันจึงได๎ผลิตนวัตกรรมน้ีโดย
ใช๎ภูมิปัญญาชาวบ๎าน และใช๎วัสดุที่หาได๎ในท๎องถ่ิน มาแก๎ปัญหาแผลติดผ๎าก๏อซได๎อยํางมีประสิทธิภาพและ
ปลอดภัย
การพัฒนาส่ิงประดิษฐ์ วัสดุอุปกรณ๑หลักใช๎ผลิตนวัตกรรม ได๎แกํ ใบตองอํอนกล๎วยน้าว๎า น้ามันมะกอก
สกัดเย็นและกระปุกแสตนเลส กระบวนการผลิตมี 2 ข้ันตอนคือ 1.การเตรียมใบตอง จะตัดใบตองเป็นแผํน
ส่ีเหลี่ยมผืนผ๎า กว๎าง 4 เซนติเมตร ยาว 5 เซนติเมตร เจาะรูเป็นแถวเรียงกัน ขนาดของรูมีเส๎นผําศูนย๑กลาง 3
มิลลิเมตร มรี ะยะหําง 0.5 เซนตเิ มตร 2.การทาใบตองน้ามนั ปลอดเช้ือ นาใบตองที่เจาะรูแล๎ว จานวน 15-20 แผํน
วางเรียงสลับกันในกระปุกแสตนเลส ใสํน้ามันมะกอกสกัดเย็นพอทํวมใบตอง จากน้ันใช๎ใบตองเปลําปิดทับอีก
ช้ันหนึ่ง ปิดฝากระปุกแสตนเลสหํอด๎วยผ๎าเซ็ท สํงอบในหม๎อนึ่งความดันไอน้าเพ่ือทาให๎ปลอดเชื้อกํอนนาไปใช๎
กับผ๎ูปวุ ย
ผลการศึกษา ข๎อมูลผลการใช๎นวัตกรรมใบตองน้ามันมะกอกในผู๎ปุวยที่มีแผลติดผ๎าก๏อซ ของ
โรงพยาบาลสงํ เสริมสขุ ภาพตาบลหวั ชา๎ ง ในระหวําง 1 กรกฎาคม 2563 –30 มิถุนายน 2564 จานวน 34 คน
พบวํา ผ๎ูมารับบริการทาแผลไมํพบปัญหาผ๎าก๏อซติดแผลร๎อยละ100 จากการประเมินความพึงพอใจผู๎มารับ
บริการทาแผล พบวํา มีความพึงพอใจ ระดับมาก ร๎อยละ 100 และประเมินความพึงพอใจของเจ๎าหน๎าท่ี
สาธารณสุขผ๎ูให๎บริการ มีความพึงพอใจ ระดับมาก ร๎อยละ 100 และได๎นานวัตกรรมนี้ไปใช๎ในโรงพยาบาล
อทุ ุมพรพิสัย
ประโยชนแ์ ละการนาไปใช้ นวตั กรรมน้สี ามารถนาไปใช๎กับแผลติดผ๎าก๏อซในผปู๎ วุ ยท่วั ไป ขั้นตอนการ
ใช๎เหมือนกับการทาแผลตามปกติ หลังจากทาความสะอาดแผลด๎วยน้าเกลือล๎างแผลแล๎ว ซับแผลให๎แห๎ ง
จากนั้นใช๎ใบตองน้ามันวางบนแผล แล๎วปิดแผลด๎วยผ๎าก๏อซและติดพลาสเตอร๑ยึดแผล ล๎างแผลทุกวันจนกวํา
แผลแห๎งตกสะเก็ด การเปิดใช๎เซ๏ทใบตองน้ามันมะกอกจะเปิดใช๎ได๎วันตํอวัน ใบตองท่ีเหลือใช๎ไมํหมดจะนา
กลับมาอบให๎ปลอดเชื้อใช๎ได๎อีก และชุดเซ็ทใบตองน้ามันท่ียังไมํได๎เปิดใช๎จะสํงนึ่งปลอดเช้ือซ้าทุก 7 วันและ
เก็บไว๎ท่มี ดิ ชิดไมใํ หม๎ ดหรอื แมลงมาตอม สํวนใบตองเปลําท่เี จาะรูแล๎วจะใสํไวใ๎ นถงุ ซิปพลาสติกเก็บในตู๎เย็นชํอง
แชํแขง็ ซ่งึ สามารถเกบ็ ไว๎ได๎นานหลายเดอื นสามารถนาออกมาใช๎ได๎ตามความต๎องการ โอกาสพัฒนานวัตกรรม
ครงั้ ตอํ ไปจะปรับปรุงเป็นใบตองนา้ มันสมุนไพร มลู คําใช๎จาํ ยโดยไมํรวมคํากระปุกแสตนเลส ชุดละ 10 บาท
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ