Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 151
นวัตกรรม : CAPD Kangaroo Belly Bag Exit Site Care
จรสั โฉม ประสาร : 0894281286
โรงพยาบาลราษีไศล
การตดิ เชือ้ ในเบ่ือบชุ อํ งทอ๎ ง (Peritonitis) เป็นปญั หาที่พบบอํ ยในผูป๎ วุ ยโรคไตวายที่รักษาด๎วยการล๎าง
ไตทางหน๎าทอ๎ ง (peritoneal dialysis ; PD) และเปน็ สาเหตกุ ารเสียชวี ิตมากถึงร๎อยละ 15 โดยพบวํา ปัจจัยที่
สํงผลตํอการติดเชื้อในเบ่ือบุชํองท๎องในด๎านการปฏิบัติตัวพบวําการรักษาความสะอาด การดูแลสายเปลี่ยน
นา้ ยาโดยเฉพาะการสัมผัสกับน้า สัตว๑เลีย้ งและส่ิงแวดลอ๎ มที่อยูอํ าศยั ทีไ่ มํถูกสุขลกั ษณะ การพัฒนานวัตกรรมน้ี
มีวัตถุประสงค๑เพื่อ พัฒนาส่ิงประดิษฐ๑จากถุงน้ายาล๎างไตในการปูองกันการเปียกชื้นบริเวณสายเปล่ียนน้ายา
ล๎างไตทางหน๎าท๎อง วิธีการพัฒนานวัตกรรมใช๎แนวคิด SPARK model for Innovation Coaching
(William,1997) ประกอบด๎วย S-Share การระดมความคิดสร๎างนวัตกรรม P:Plan การวางแผนการพัฒนา
เพื่อพัฒนานวัตกรรม A:Action สร๎างและพัฒนานวัตกรรมใหมํ R:Reinforcement การเสริมแรงเพื่อให๎เกิด
การพัฒนานวตั กรรมทีต่ อํ เนือ่ ง K:Keep Walking การติดตามผล ดาเนินการระหวํางเดือน กุมภาพันธ๑ 2564 –
มิถุนายน 2565 เคร่ืองมือที่ใช๎ประกอบด๎วยนวัตกรรม CAPD Kangaroo Belly Bag Exit Site Care แบบ
ประเมินความพึงพอใจผ๎ูปฏิบัติและต๎นทุนการใช๎วัสดุ นาเสนอผลการวิจัยด๎วยสถิติพรรณนาและการวิเคราะห๑
เชิงกระบวนการ อุปกรณ๑ในการสร๎างนวัตกรรม 1) ถุงน้ายาล๎างไต 2) ยางยืด 3) ด๎าย 4) จักรเย็บผ๎า ผลการ
พัฒนานวัตกรรม นวัตกรรม CAPD Kangaroo Belly Bag Exit Site Care จากถุงน้ายาล๎างไตมีต๎นทุนการ
ผลิตนวัตกรรมชุดละ 20 บาท มีอัตราการใช๎งานในคลินิกโรคไตเรื้อรังและหนํวยงานสุขภาพอ่ืน 635 ชุด คิด
เป็นเงิน 12,700 บาท ซึ่งสามารถลดต๎นทุนการใช๎อุปกรณ๑กับวิธีปกติได๎ 19,050 บาท ระยะเวลาใช๎งาน
ยาวนานถึง 3-6 เดือนตํอช้ิน โดยผู๎ปุวยมีระดับความพึงพอใจและความม่ันใจตํอการปูองกันการเปียกน้า เม่ือ
สวมใสํในระดับมากร๎อยละ 98.6 และมีความเห็นวํานวัตกรรมมีความงําย สะดวก ลดการสัมผัสกับน้าเมื่อ
อาบนา้ ทาความสะอาดงาํ ยและทนทาน ในระดับมาก (M=3.98, SD±0.22) พบอุบตั ิการณ๑การเปียกน้า 2 ครั้ง
ในการใช๎ 100 ครั้ง นวัตกรรม CAPD Kangaroo Belly Bag Exit Site Care สามารถปูองกันการเปียกชื้น
บรเิ วณ Exit Site ได๎
คาสาคัญ : นวตั กรรม CAPD Kangaroo Belly Bag, Exit Site Care, ถงุ จงิ โจ๎กนั น้า
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 152
หมอนรองฟนั ทันใจ.....สบายปาก
ขนษิ ฐา คาวัน และสุปราณี ลาละคร : 0996239964
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพยางเอือด
ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา การบริการทันตกรรมเป็นสํวนหนึ่งในระบบบริการสุขภาพ
ที่สาคัญ ท่ีให๎บริการด๎านสํงเสริมสุขภาพ ปูองกันโรค รักษาพยาบาล และฟื้นฟูสภาพโรคในชํองปาก จาก
ปีงบประมาณ 2562-2563 มีนโยบายการปูองกันฟันผุในเด็กประถมวัยท่ีฟันแท๎ซี่ 6 และ 7 ท่ีไมํมีรอยโรคฟัน
โรคฟันผุ ต๎องได๎รับการเคลือบหลุมรํองฟันทุกซี่ และฟันแท๎ผุต๎องได๎รับการอุด ซึ่งบางคนใช๎เวลาทานาน และ
เดก็ บางสํวนทาได๎ยาก ให๎ความรํวมมือน๎อย อ๎าปากได๎น๎อยเหนื่อยล๎าเมื่ออ๎าปากเป็นเวลานานผู๎รับผิดชอบงาน
ทันตกรรมใน และเครื่องมือท่ีใช๎ชํวยอ๎าปากไมํเพียงพอ รพ.สต.ยางเอือด เห็นปัญหาท่ีเกิดขึ้น จึงได๎คิด
นวัตกรรมเพื่อชํวยอ๎าปากลดการเหนื่อยล๎าโดยนาไม๎ไผํมาประดิษฐ๑ เป็น“หมอนรองฟันไม๎ไผํ ชํวยได๎.....สบาย
ปาก” ราคา8บาท
วตั ถุประสงค์ เพื่อประดิษฐว๑ สั ดุชํวยอา๎ ปากเพอื่ ให๎บริการทันตกรรมแกํเดก็ วัยเรียน
วิธีการศึกษา/ข้ันตอนการสร้างนวัตกรรม 1) สารวจปัญหาการดาเนินงาน 2) ค๎นคว๎าวิธีการทา
นวตั กรรม 3) ประชมุ คณะเจา๎ หนา๎ ที่หาแนวทางในการประดษิ ฐท๑ า หมอนรองฟันไม๎ไผํ 4) นาไม๎ไผํ มาตัด ผําให๎
ไดข๎ นาดท่เี หมาะสมตามชํองปาก ตามรูปตัว H ขัดด๎วยกระดาษทรายให๎เรียบ เจาะรูตรงกลางนาไปผํานการฆํา
เชอ้ื โรค โดยautoclave 5)นามาทดลองใชง๎ าน
ผลการทดลองประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ จากการนาส่ิงประดิษฐ๑ไปใช๎ในบริการนักเรียน ในเขต
รพ.สต.ยางเอือด พบวํา ผ๎ูรับบริการให๎ความรํวมมือเป็นอยํางดีเจ๎าหน๎าที่ทางานได๎สะดวกข้ึนและมีความพึง
พอใจ ร๎อยละ 100 และเด็กนักเรียนให๎ความรํวมมือให๎บริการทางทันตกรรมจานวน 230 คน (ทั้งหมด 236
คน) คิดเป็นร๎อยละ 97.45 อีกทั้งยังเป็นการใช๎หลักเศรษฐกิจพอเพียงโดยนาเอาวัสดุท่ีมีอยํูในท๎องถ่ินมาใช๎
ทดแทนวสั ดทุ างทนั ตกรรม เป็นการลดคาํ ใช๎จํายวัสดทุ างทันตกรรมอกี ดว๎ ย
ประโยชน์และการนาไปใช้ 1)ใช๎ในการดาเนินงานทันตสุขภาพชํองปาก 2)ใช๎ได๎จริงมีประสิทธิภาพ/
ประสทิ ธผิ ล 3) ขยายผลในสถานบริการอื่น/ผ๎ูสนใจ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 153
Natural Skin Gel เจลสมุนไพรลดฝาู
พิไลพรรณ จันทประสาร : 0956151786
โรงพยาบาลลืออานาจ
ฝาู (Melasma) เกดิ จากเม็ดสใี ตช๎ นั้ ผวิ หนังหรอื เมด็ เมลานินทางานผิดปกติ สาเหตขุ องการเกิดฝูามาจากรังสี
UV หรอื ความรอ๎ น การตั้งครรภ๑ การคมุ กาเนดิ การใชเ๎ ครอื่ งสาอาง และความเครียด ฝูาแบํงออกเป็น 2 ชนิด คือ ฝูา
ต้นื อยบํู รเิ วณหนงั กาพร๎า สํวนฝูาลึกจะอยใูํ นระดบั ชัน้ หนังแท๎ การรกั ษาฝูาโดยมากนิยมใชเ๎ ครื่องสาอางทา ซ่ึงปัญหา
ท่ีพบตามมาคือพบเคร่ืองสาอางทาฝูาที่จาหนํายในท๎องตลาดผสมสารอันตรายซ่ึงปนเปื้อนสารเคมี เชํน ปรอท
แอมโมเนยี ไฮโดรควโิ นน และสเตยี รอยด๑ กอํ ให๎เกดิ ปัญหาตํอผ๎ูบริโภค ปัญหาทีพ่ บ เชํน ผ่ืนแพ๎ หน๎าดา เป็นฝูาถาวร
ดํางขาว ผิวหนงั แดง เป็นต๎น การปอู งกันเชิงรกุ โดยการเฝาู ระวงั การจาหนาํ ยแม๎จะมกี ารดาเนินการอยํางตํอเน่ืองก็ยัง
ไมํสามารถควบคุมการจาหนํายได๎ เนื่องจากผู๎บริโภคยังมีความต๎องการการใช๎ผลิตภัณฑ๑หน๎าขาว และพบวํายังไมํมี
ทางเลือกใหมํท่ีให๎ผ๎ูบริโภคเลือกได๎ จึงเกิดแนวคิดในการแก๎ไขปัญหาการใช๎เคร่ืองสาอางอันตรายขึ้นโดยคิดหา
นวัตกรรมจากธรรมชาติท่ีไมํเป็นพิษ โดยหาผักผลไม๎ที่มีสารธรรมชาติที่มีคุณสมบัติลดการเกิดฝูา สมานผิว และให๎
ความชํุมชื้น บารุงผิว ลดริ้วรอย โดยเลอื กใช๎ สับปะรด มะเขอื เทศ และขม้นิ ชนั นามาสกัดดว๎ ยกรรมวิธีอยํางงําย และ
เตรยี มตารับใหเ๎ ปน็ เจลทีร่ ะดบั ความเขม๎ ข๎นทีพ่ อเหมาะ ได๎เป็นเจลสตู รท่ีเหมาะสมกบั การใชง๎ านกับผวิ หนงั ไมเํ ป็นพษิ
ตํอผู๎ใช๎ วัตถุประสงค๑การศึกษา 1) เพ่ือผลิตเจลสมุนไพรท่ีมีคุณสมบัติในการลดฝูา 2) เพื่อศึกษาผลลัพธ๑ที่เกิดข้ึน
หลังจากใช๎เจลสมุนไพรลดฝูา วัสดุอุปกรณ๑ 1) มะเขือเทศ สับปะรด ขม้ิน 2) เคร่ืองป่ัน กรอง 3) carbopol 940 4)
TEA 5) STW วธิ กี ารศึกษา 1) สกดั น้ามะเขือเทศ สับปะรด 100 เปอร๑เซนต๑ และ น้าขมิ้น 50 เปอร๑เซนต๑ 2) ทดลอง
ผลิตเจลทีค่ วามเข๎มข๎นตํางๆ 3) จัดเก็บเจลในภาชนะและควบคมุ อณุ หภูมิ ระหวาํ ง 2-8 องศาเซลเซียส ทดสอบความ
คงตวั 4)ทดลองใชใ๎ นผ๎ูปวุ ยอาสาสมคั ร ชาย หญิง อายุ 30-60 ปี ท่สี มัครใจเขา๎ รวํ มโครงการ โดยใชท๎ าบรเิ วณที่เปน็ ฝูา
มาทิ้งไว๎ 2 ชั่วโมงผลการศึกษา พบวํา Natural Skin Gel (NS gel) เจลสมุนไพรลดฝูาที่ระดับความเข๎มข๎นตํางๆ
สามารถลดฝูาได๎ โดยระยะเวลาในการใชเ๎ จลสมนุ ไพรลดฝูาในอาสาสมคั รแตํละคนจะแตกตํางกันไป ระยะเวลาในการ
ใช๎ตามเกณฑ๑ที่กาหนดคือ 4 สัปดาห๑ สังเกตความเปลี่ยนแปลงทุก 1 สัปดาห๑ โดย อาสาสมัครเป็นคนให๎ข๎อมูลแกํผู๎
ทาการศึกษา พบวํา โดยมากฝูาของอาสาสมัครเร่มิ ลดลงหลงั จากใชผ๎ ลติ ภณั ฑ๑ไป 2-3 สัปดาห๑ ไมํพบอันตรายจากการ
ใช๎ NS gel พบเพยี งอาการแดงเลก็ น๎อยบนใบหนา๎ บรเิ วณท่ีทาเจลลดฝูาในผู๎ปุวย 1 ราย หลังจากใช๎ในวันท่ี 3 ซ่ึงเกิด
หลงั อาสาสมคั รสมั ผสั แดดนาน 2 ช่ัวโมง และผ่ืนแดงหายไปหลังจากใช๎น้าเย็นประคบ ไมํพบผลข๎างเคียงอื่นๆ ที่เป็น
อันตราย และไมํกํอให๎เกิดการระคายเคืองรุนแรง สรุปผลการศึกษา เจลสมุนไพรลดฝูา NS gel สามารถลดฝูาใน
อาสาสมัคร 30 คนได๎ โดยระยะเวลาในการลดฝูาข้ึนกับความลึกของฝูา และความเข๎มข๎นของเจล ซึ่งมีระยะเวลา
แตกตาํ งกนั ไป ขอ๎ จากัดในการศึกษา การตดิ ตามประเมินผลการรกั ษาทาได๎ยากตอ๎ งให๎อาสาสมัครประเมินผลรํวมกับ
ผ๎ูทาการศึกษา อาสาสมัครมีการเดินทางย๎ายถ่ินหรืออยูํตํางจังหวัด ผู๎วิจัยประเมินผลลัพธ๑โดยใช๎ภาพจากกล๎อง
ประโยชน๑ทไ่ี ดร๎ ับ ผูป๎ วุ ยฝาู ได๎รับการรักษาด๎วยเจลสมุนไพรท่ีพัฒนาให๎สะดวกในการใช๎ ไมํเกิดอาการข๎างเคียงที่เป็น
อันตรายกับรํางกาย สามารถเผยแพรํความร๎ูในการทาเจลทาฝูาให๎ประชาชนทาใช๎ได๎เอง และใช๎ในการนวดใบหน๎า
Face Exercise ในงานแพทย๑แผนไทย ขอ๎ เสนอแนะในการศกึ ษา NS gel ต๎องเก็บในต๎ูเย็นหรอื กลํองควบคุมความเย็น
อุณหภูมริ ะหวําง 2-8 องศาเซลเซยี ส หากต๎องชนสํง เก็บได๎นาน 2 สัปดาห๑เนื่องจากไมํได๎ใสํสารกันบูด หากนานกวํา
นั้นจะเกดิ รา ผู๎ใชต๎ ๎องไมํสัมผสั แดดนาน
คาสาคญั : ฝาู , มะเขือเทศ,สับปะรด,ขมิ้น,เจลลดฝูา
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 154
หัวจีห้ า้ มเลือดอจั ฉรยิ ะ
พชั รภี รณ์ พงศว์ ศิน : 0834602224
โรงพยาบาลอานาจเจริญ
งานห๎องผําตัดบริการโดยการผําตัดใหญํ-เล็ก ทางศัลยกรรมหลายสาขา ซ่ึงการผําตัดผู๎ปุวยแตํละราย
แพทยจ๑ าเปน็ ตอ๎ งใช๎จไ้ี ฟฟูาเพ่ือห๎ามเลือดและตัดเน้ือเย่ือในการทาผําตัด ซึ่งเดิมหัวจี้ไฟฟูาทั่วไปท่ีจัดซื้อมาจาก
บริษัทจะมีปลายใหญํแบนและยาว ทาให๎ไมํเหมาะสมตํอการผําตัดบริเวณท่ีต๎องใช๎ความละเอียดในการห๎าม
เลือด ทาให๎เกิดปัญหาการไหม๎อวัยวะข๎างเคียงทาให๎เกิดบาดแผลเพ่ิมข้ึนหรือหากส่ังซ้ือทางบริษัทก็พบวํามี
ชํองวํางที่ทาให๎เกิดกระแสไฟฟูาไปทาลายอวัยวะข๎างเคียงได๎และไมํสะดวกใช๎งานเน่ืองจากต๎องสับเปล่ียนหัวจี้
ไปมาระหวํางหัวจ้ีปกติและหัวจ้ีหัวเข็มไมํสามารถใช๎ได๎ตลอดการผําตัด จึงได๎ประดิษฐ๑หัวจี้ไฟฟูาปลายแหลม
เล็กใหม๎ ขี นาดเหมาะสมในการจหี้ ๎ามเลือดท่ีความละเอียดได๎ถึง 1 มิลลเิ มตร “หวั จ้ีหา๎ มเลือดอัจฉริยะ” เกิดจาก
การมองเห็นปัญหาท่ีเกิดขึ้นกับผู๎ปุวย แพทย๑ เจ๎าหน๎าที่ แนวคิดน้ีต๎องการปูองกันปัญหาการทาลายอวัยวะ
ขา๎ งเคียงและพฒั นาประสิทธิภาพการปฏิบัตกิ ารพยาบาลใหด๎ ขี น้ึ เพือ่ ให๎เกิดประโยชน๑และสะดวกในการใช๎งาน
และลดต๎นทุนของโรงพยาบาล วัตถุประสงค์ เพ่ือลดภาวะแทรกซ๎อนในการผําตัด ลดการทาลายอวัยวะ
ข๎างเคียง เพ่ือลดข้ันตอนเวลาในการผําตัด สะดวกในการใช๎งาน ลดต๎นทุนและประหยัดคําใช๎จํายของ
โรงพยาบาล
วิธีการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ การวางแผน (Plan) รวบรวมข๎อมูลปัญหา ความต๎องการจากการใช๎งาน
จากแพทย๑ เจ๎าหน๎าท่ีและภาวะแทรกซ๎อนท่ีเกิดกับผ๎ูปุวย นามาสร๎างนวัตกรรมโดยการประดิษฐ๑หัวจ้ีห๎ามเลือด
อัจฉริยะปฏิบัติตามแผน (Do) นาหัวจี้ไฟฟูาเดิมท่ีสายชารุดแล๎วนามาฝนโดยตะไบเหล็กให๎มีปลายหัวจี้เล็ก
แหลมลงให๎เหลือปลาย 1 มิลลิเมตร และใช๎ สาย Suction No.8 มาตัดให๎ได๎ขนาดเทํากับปลายหัวจ้ีไฟฟูา
ประมาณ 2.5 ซ.ม. สาหรับเป็นปลอกสวมเวลาที่ใช๎งานให๎เหลือหัวปลายจ้ี 5 มิลลิเมตร ศึกษาผล (Check)
ประเมนิ ความพงึ พอใจ พบวําไมํเกดิ ภาวะแทรกซ๎อนในผู๎ปุวยอีก แพทย๑พอใจในการใช๎งาน การสร๎างมาตรฐาน
(Act) นาหัวจหี้ า๎ มเลือดอัจฉรยิ ะ เผยแพรํให๎แกํหนวํ ยงานอืน่ ท่ีมีลักษณะงานคลา๎ ยกนั
การทดสอบประสิทธิภาพส่ิงประดิษฐ์ หลังจากพัฒนารํุนท่ี 1 พบวําสามารถจี้ห๎ามเลือดได๎เล็กสุดถึง
1 มลิ ลเิ มตรแตํยงั พบวําบรเิ วณสวํ นของลาตัวหัวจ้ียังไปทาลายอวัยวะข๎างเคียงจึงพัฒนาเพิ่มปลอกหุ๎มหัวจี้ห๎าม
เลือดอัจฉริยะเพ่ือปูองกันกระแสไฟฟูาไปทาลายอวัยวะข๎างเคียง หลังจากพัฒนารุํนท่ี 2 พบวํา ลด
ภาวะแทรกซ๎อนในผู๎ปุวยได๎ถึงร๎อยละ 100 ลดขั้นตอนในการผําตัด ลดคําใช๎จํายได๎จากชิ้นละ 400 บาทตํอช้ิน
แตํส่ิงประดิษฐ๑หัวจ้ีห๎ามเลือดอัจฉริยะต๎นทุนในการผลิตจากวัสดุ อุปกรณ๑รวมถึงทาปราศจากเชื้อพร๎อมใช๎งาน
ไดใ๎ นราคา 10 บาทตอํ ช้ิน
ประโยชน์/การนาไปใช้ นวัตกรรมส่ิงประดิษฐ๑ เกิดจากปัญหาที่เกิดข้ึนกับผ๎ูรับปุวยห๎องผําตัด ENT
และปัจจุบันได๎นาไปใช๎ในการผําตัดสาขาตํางๆ และแนวคิดนี้ต๎องการปูองกันการทาลายอวัยวะข๎างเคียงและ
พัฒนาประสทิ ธภิ าพเพ่ือใหเ๎ กดิ ประโยชนล๑ ดภาวะแทรกซ๎อนตํอผู๎ปุวยและสะดวกในการใช๎งาน ลดเวลาและลด
ต๎นทนุ ของโรงพยาบาล
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 155
วุน้ สมุนไพรอารมณด์ ี
ฐิตมิ า แรกเรยี ง, วลิ าวลั ย์ มหาไชย
และพิไลพรรณ จันทประสาน : 0902348387
โรงพยาบาลลอื อานาจ
จากการประเมินความสขุ ของเจา๎ หนา๎ ท่ผี ํานแบบประเมิน Happinomiter พบวําในหัวข๎อการประเมิน
ความสุขด๎านความผํอนคลาย มีคําเฉล่ียอยูํท่ี 56.15 ซึ่งคะแนนนี้ควรมีการสํงเสริมให๎เกิดความผํอนคลาย ยัง
พบวํา ขาดกิจกรรมทจี่ ะทาใหเ๎ จ๎าหน๎าทผ่ี อํ นคลายในองคก๑ ร ผู๎วจิ ัยจงึ เกิดแนวคดิ ในการนาพืชกัญชามาผลิตเป็น
อาหารเพ่ือ ใช๎ในการสร๎างการผํอนคลายให๎เจ๎าหน๎าท่ี ปัจจุบันมีการสํงเสริมการใช๎กัญชาทางการแพทย๑ ซ่ึง
กัญชาจะมีสาร CBD ลดความวิตกกังวล และ THC ชํวยทาให๎นอนหลับ กระตุ๎นให๎อยากอาหาร และสามารถ
ทาใหผ๎ ํอนคลาย เคล้มิ สขุ วัตถุประสงค๑ 1) เพือ่ ผลติ อาหารเปน็ ยาวนั กญั ชา 2) เพ่ือศกึ ษาการใช๎วุํนกัญชาในการ
ลดความเครียดในเจ๎าหน๎าที่ รพ.ลืออานาจ กลุํมตัวอยําง เจ๎าหน๎าที่ที่สมัครใจเข๎ารํวมกิจกรรม 40 คน การสุํม
ตัวอยําง แบบเฉพาะเจาะจง สถิติ t-test วิธีการพัฒนาสิ่งประดิษฐ๑ ผลิตวุ๎นกัญชา 1) ล๎างใบกัญชา ผึ่งให๎แห๎ง
ช่ังน้าหนัก 50 กรัม 2 เติมน้า 1000 ml ต๎มนาน 3 ช่ัวโมง จนเหลือน้ากัญชา 100 ml 3 เติมน้าตาล 50 กรัม
เติมผงวัน คร่ึงช๎อนโต๏ะ คนจนละลาย กรอง เท ใสํแมํพิมพ๑ วิธีการทดสอบส่ิงประดิษฐ๑ 1) สารวจข๎อมูล 2)
เลือกกลุมํ เปูาหมายประเมิน pre-test โดยใช๎แบบ ประเมินความเครียด ST-5 ทดสอบรับประทานวันกัญชา 5
วัน 4) ทํา post-test ผลการศึกษา หลังรับประทาน ว๎ุนกัญชา กลํุมตัวอยําง มีความเครียดลดลงอยํางมี
นัยสาคญั ทางสถติ ิ สรุป วันกญั ชาสามารถลดความเครียดได๎ ประโยชน๑การนาไปใช๎ สํงเสริมการบริโภคในผู๎ที่มี
ความเครยี ด จดั เปน็ การบริการกญั ชาทางการแพทย๑ในสถาน บริการ สงํ เสริมให๎ประชาชนผลิตเพ่ือรับประทาน
ได๎ จะไดข๎ นาดการรบั ประทานท่พี อเหมาะ ไมเํ กดิ อนั ตราย
คาสาคญั : กญั ชา ลดความเครยี ด ลนุ๎ กญั ชา
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 156
รถดูดเสมหะโควดิ พชิ ติ Pneumonia
เปยี่ มจติ ปทมุ วัน, ชลภสั สรณ์ วิวรรณพงษ์
และทองศรี ก่าแก้ว : 0828722368
โรงพยาบาลยโสธร
จากการแพรํระบาดของโรคโควิด19 โรงพยาบาลยโสธรมีผ๎ูปุวยเข๎ารบั การรักษาจานวนมาก ดังน้ัน หอ
ผู๎ปวุ ย cohort ward 4 จงึ ได๎เปดิ ให๎บรกิ ารตง้ั แตํเดือน กมุ ภาพันธ๑ 2565 – พฤษภาคม 2565 เพื่อรองรับผู๎ปุวย
โดยเปดิ บรกิ ารจานวน 32 เตยี ง พบวาํ มผี ู๎รบั บรกิ ารรวมทั้งสิ้น 1,227 รายโดยรบั ผ๎ูปวุ ยกลมุํ สเี หลืองและกลุํมสี
แดงซ่ึงเป็นผู๎ปุวยโควิด 19 ที่มีภาวะปอดอักเสบและแพทย๑มีแผนการรักษาให๎เก็บเสมหะสํงตรวจเพื่อตรวจหา
เชื้อในปอดซึ่งพบวําผ๎ูปุวยสํวนใหญํไมํสามารถไอขับเสมหะสํงตรวจได๎เอง จากอาการของโรคดังนั้นจะต๎องใช๎
เครอื่ งดดู เสมหะสงํ ตรวจ ซง่ึ ในหอผ๎ูปุวยมรี ะบบทํอสํงผําน แตํขาดอุปกรณ๑ในการดูดเสมหะเชํน หัวปรับแรงดัน
เพราะมีหลายหนํวยงานท่ีเปิดให๎บริการดูแลผ๎ูปุวยโควิดทาให๎อุปกรณ๑ไมํเพียงพอ ทาให๎ผู๎ปุวยสํงเสมหะตรวจ
ลําช๎าคิดเป็น ร๎อยละ 50 ซ่ึงทาให๎ได๎รับการวินิจฉัยลําช๎าสํงผลเสียตํอผู๎ปุวยทาให๎เช้ือแพรํกระจายท่ีปอดอยําง
รวดเร็วซึ่งกรณีเปน็ เช้อื แกรมลบมโี อกาสเสียชีวิตเป็น 3 เทําของผู๎ที่ไมํมีเชื้อแกรมลบ ทีมผ๎ูประดิษฐ๑จึงได๎คิดค๎น
นวัตกรรม“รถดูดเสมหะโควิด พิชิต Pneumonia” มาใช๎ในการเก็บเสมหะเพื่อสํงเพาะเช้ือได๎เร็วและได๎รับ
การวินิจฉัยถูกต๎อง เข๎าถึงการรักษาได๎ทันทํวงที วัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาผลการใช๎ นวัตกรรม“รถดูดเสมหะโค
วิด พชิ ติ Pneumonia”วธิ ีการพัฒนาและทดสอบประสทิ ธิภาพนวตั กรรม ใชร๎ ูปแบบวิจัยเชิงปฏิบัติการโดยมี
การดาเนินการพฒั นาใช๎กรอบแนวคิด PDCAดังนี้ วงล้อท1ี่ (เมษายน 2565) (1)Plan ประชุมวิเคราะห๑สาเหตุ
ปัญหาการสํงเสมหะลําช๎า (2)Do คิดค๎นประดิษฐ๑อุปกรณ๑โดยเร่ิมจากประสานศูนย๑เครื่องมือแพทย๑ค๎นหา
เคร่ืองดูดเสมหะทไ่ี มํต๎องใช๎ผํานระบบทํอสํงผําน 3)Check นาสิ่งประดิษฐ๑ทดลองใช๎และประเมินประสิทธิภาพ
(4)Act นาไปทดลองใช๎กับผู๎ปุวยจานวน60รายพบวําสามารถเก็บเสมหะสํงตรวจได๎ คิดเป็น ร๎อยละ 92 แตํ
เคลื่อนย๎ายลาบากจึงมีการพัฒนาตํอ วงล้อท่ี2 (พ.ค.2565) 1)Plan นาปัญหาท่ีพบไปวิเคราะห๑หาทางแก๎ไข
2)Do พัฒนาสิ่งประดิษฐ๑ท่ีสามารถลากได๎สะดวก มีอุปกรณ๑ครบ 3)Check นาส่ิงประดิษฐ๑ เสนอผู๎เช่ียวชาญ
คือ ชํางท่ีศูนย๑เครื่องมือแพทย๑เพ่ือตรวจสอบประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย 4)Act (พ.ค. 2565)
ทดลองใช๎และตดิ ตามผลพบวํา ด้านผู้ปวุ ย มีผ๎ปู ุวยที่แพทยม๑ คี าสง่ั เกบ็ เสมหะจานวน 50 ราย พบวําเก็บเสมหะ
ได๎ทุกรายคิดเป็น ร๎อยละ 100 ด้านบุคลากร ติดตามความพึงพอใจของบุคลากร 20 คน พบวํา (1)อุปกรณ๑ที่
ใช๎เหมาะสมความพึงพอใจในระดับมาก ร๎อยละ 95 (2)นาไปใช๎ประโยชน๑ได๎อยํางปลอดภัยพึงพอใจในระดับ
มาก รอ๎ ยละ 90 (3) ความสะดวกในการใช๎งานพึงพอใจในระดับมากร๎อยละ95 (4)ความพึงพอใจในภาพรวมใน
ระดับมาก ร๎อยละ 90 (5)ความพึงพอใจของแพทย๑ตํอการสํงเสมหะสํงตรวจในระดับมาก ร๎อยละ 100
ประโยชน์/การนาไปใช้จากการระบาดของโรคโควิด19การจัดทานวัตกรรมในรับมือตํอสถานการณ๑ฉุกเฉิน
ภายใต๎ขอ๎ จากัดในดา๎ นวสั ดุอุปกรณ๑เคร่ืองใช๎จะชํวยให๎แก๎ปัญหาในสถานการณ๑นั้นๆได๎ซึ่งสิ่งประดิษฐ๑น้ีสามารถ
ชํวยให๎ผ๎ูปุวยได๎รับการวินิจฉัยและรักษาอยํางรวดเร็วถูกต๎องและยังลดคําใช๎จํายของโรงพยาบาลในการจัดซื้อ
อุปกรณ๑การดูดเสมหะซ่งึ มรี าคาสูงชุดละ 17,500 บาท สวํ นสิ่งประดิษฐไ๑ มํได๎เสียคาํ ใชจ๎ าํ ยใดๆ
คาสาคัญ : รถดดู เสมหะโควิด, Pneumonia
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 157
รวมมติ ร พิชติ Admin Error
อไุ รวรรณ รากวงค์, ลัทธพิ ร บุญมานสั , ปิยะนชุ พนั ธ์นา
และสุนทรี คณุ มี : 0868681606
โรงพยาบาลมหาชนะชยั
บทนาและวัตถุประสงค์ : ความคลาดเคล่ือนในการให๎ยา (Administration Error :Admin Error) หมายถึง
การให๎ยาท่ีแตกตํางไปจากคาส่ังใช๎ยาของแพทย๑ ซึ่งถ๎ามีความคลาดเคลื่อนในการบริหารยาที่มีความเสี่ยงสูงอาจทาให๎
เกิดอันตรายถึงเสียชีวิต ในปี 2562 - 2564 หอผ๎ูปุวยใน รพ.มหาชนะชัยพบอุบัติการณ๑ Admin Error = 0.79, 0.43,
1.49 ตอํ 1,000 วนั นอนตามลาดับโดยในปี 2564 มีอุบัติการณ๑เพิ่มข้ึน ทีมพยาบาลวิชาชีพหอผู๎ปุวยในรํวมกับเภสัชกร
จึงได๎พัฒนารูปแบบการปูองกันการเกิด Admin Error.ในการบริหารยาที่มีความเสี่ยงสูง (High Alert drug :HAD)
เพอื่ ให๎มีการปฏิบตั ิและเฝูาระวังในการบรหิ ารยาความเสี่ยงสงู ตามแนวทางทกี่ าหนด โดยมี วัตถุประสงค์เพ่ือ1) พัฒนา
รูปแบบการบริหารยาที่มีความเส่ียงสูงของรพ.มหาชนะชัย 2) ศึกษาผลของการใช๎รูปแบบฯ 3.ลดอุบัติการณ๑ Admin
Error วิธพี ัฒนานวัตกรรม :ใช๎การวิจัยเชิงปฏิบัติการดาเนินการเดือน ต.ค 2564 - มี.ค 2565 โดยมีขั้นตอนดังน้ี 1)
ศึกษาสภาพปัญหา ทบทวนวรรณกรรม 2)พัฒนารปู แบบการบรหิ ารยาที่มีความเส่ียงสูง 3)ทดลองและปรับปรุงรูปแบบ
ฯ 4)การประเมินผล คดั เลือกกลํุมตวั อยาํ งโดยสมํุ อยาํ งงาํ ยแบํงเปน็ 2 กลุํมได๎แกํ 1)พยาบาลวิชาชีพหอผู๎ปุวยในจานวน
13 คน 2)ผป๎ู วุ ยทไ่ี ดร๎ บั ยาที่มีความเสย่ี งสูงจานวน 43 คน เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการดาเนินการวจิ ัย คอื รปู แบบการบริหาร
ยาที่มคี วามเสยี่ งสงู ประกอบดว๎ ย 5 องคป๑ ระกอบคอื 1)การส่งั ใชย๎ าโดยแพทย๑(ห๎ามรับคาส่ังโดยพยาบาล) 2)การบริหาร
ยา Double Check โดยพยาบาล 2 คน 3)การสื่อสารทีมโดยใชส๎ ติกเกอร๑ และปูาย HAD 4)การควบคุมอัตราการให๎ยา
โดยใช๎ Infusion Pump 5)การเฝูาระวงั การใช๎ยาโดยใชแ๎ บบบันทกึ การเฝูาระวังการใช๎ยาที่มคี วามเสี่ยงสูงผํานการความ
ตรงตามเน้อื หาจากผทู๎ รงคุณวุฒจิ านวน 3 ทาํ น เครือ่ งมอื รวบรวมข้อมลู ได๎แกํ 1)แบบวัดความร๎ูพยาบาลเก่ียวกับการ
บริหารยาทดสอบความเท่ียงโดยใช๎ KR-20ได๎คําความเช่ือมั่นเทํากับ0.83 2)แบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาล
ทดสอบความเช่ือม่ันโดยใช๎สูตรสัมประสิทธ์ิอัลฟาของครอนบาคได๎ เทํากับ 0.76 3)แบบสอบถามความพึงพอใจของ
ผู๎ปุวย ทดสอบความเชื่อมั่นโดยใช๎สูตรสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาคได๎ เทํากับ 0.72 5) แบบบันทึกข๎อมูล
อุบัตกิ ารณ๑ความคลาดเคล่ือนในการให๎ยา วิเคราะห์ข้อมูล เชิงปริมาณโดยใช๎สถิติเชิงพรรณนา ได๎แกํ ความถี่ ร๎อยละ
คาํ เฉล่ยี สวํ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบโดยใช๎สถิติ T-test
การทดสอบประสิทธิภาพนวัตกรรม : ผลของการนารูปแบบฯไปใช๎พบวํา คะแนนความร๎ูของพยาบาล
วิชาชีพเพิ่มขึ้นอยํางมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความพึงพอใจของพยาบาลและผู๎ปุวยเพ่ิมข้ึนอยํางมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 และจานวนการเกิดอุบัติการณ๑ความคลาดเคลื่อนในการบริหารยาลดลงอยํางมี
นัยสาคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั 0.05
ประโยชน์/การนาไปใช้ : จากผลการวิจัยแสดงให๎เห็นวํารูปแบบการบริหารยาที่มีความเส่ียงสูง ชํวยเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการดูแลผู๎ปุวย สามารถนาไปใช๎ปูองกันการเกิดความคลาดเคล่ือนในการบริหารยา (Admin Error),
พัฒนาความร๎ูความเข๎าใจของพยาบาลวิชาชีพในการปูองกันความคลาดเคลื่อนทางยา,ทาให๎ผ๎ูปุวยมีความพึงพอใจและ
ปลอดภัยมากขึน้
คาสาคญั : ความคลาดเคล่อื นในการให๎ยา (Administration Error),ยาที่มีความเส่ยี งสูง (High Alert drug)
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 158
ถุงหรรษา พาชวี ีมสี ขุ
ชลภัสสรณ์ วิวรรณพงษ์ : 0885808554
โรงพยาบาลยโสธร
หอผู๎ปุวยศัลยกรรมรวมให๎การดูแลผ๎ูปุวยที่มีบาดแผล ปี 2563 พบวํา มีผู๎ปุวยท่ีมีแผลติดเชื้อและเข๎า
รับการรักษาที่หอผู๎ปุวยศัลยกรรมรวมทั้งสิ้น 509 ราย เป็นแผลเท๎าและอวัยวะสํวนปลายจานวน 369 ราย
ผู๎ปวุ ยทเี่ ข๎ารบั บริการทมี่ แี ผลทเ่ี ท๎า เมื่อต๎องการอาบนา้ จะใชถ๎ งุ พลาสติกห๎มุ เวลาอาบนา้ และใช๎ในชีวิตประจาวัน
ทาให๎มีแผลถูกนา้ และเสย่ี งตํอการติดเช้ือยังทาให๎เสยี คําใช๎จาํ ยเพม่ิ ขึ้นในการทาแผลใหมํเมือ่ แผลเปียกน้า ทาให๎
ผปู๎ ุวยบางรายไมํอาบน้า ซ่ึงทาให๎สุขวิทยาสํวนบุคคลไมํดี มีการสะสมของเชื้อโรคนาไปสูํการติดเช้ือ ผ๎ูจัดทาได๎
ตระหนกั ในการดูแลแผลทีเ่ ท๎าจงึ ได๎ประดิษฐ๑ “ถุงหรรษา พาชีวีมีสุข”เพื่อเป็นการปูองกันการเปียกน้าของแผล
และนาไปสูํการปูองกันการติดเช้ือได๎ วิธีการพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพนวัตกรรม ใช๎รูปแบบวิจัยเชิง
ปฏบิ ตั ิการโดยมกี ารดาเนินการพัฒนาใช๎กรอบแนวคิด PDCAดังนี้ วงล้อที่1 (พ.ค.64-ก.ค.64)1)Plan สารวจ
สังเคราะห๑สภาพปัญหาเร่ืองแผลท่ีเท๎าเปียกน้า 2)Do จัดหาวัสดุในการประดิษฐ๑โดยเริ่มจากจัดทาถุงเท๎าท่ีทา
จากถุงนา้ ยาฟอกไตทางหน๎าทอ๎ ง ออกแบบขนาด รูปรําง และติดตํอชํางตัดเย็บจานวน1คํูใช๎สายยางยืดปูองกัน
น้าเข๎า 3)Check นาสิ่งประดิษฐ๑ทดลองใช๎และประเมินประสิทธิภาพ ปรับปรุงแก๎ไขโดยได๎มีการเพ่ิมเชือกรัด
เป็นชั้นท่ี2 4)Act นาไปทดลองใช๎กับผู๎ปุวยท่ีมีแผลท่ีเท๎าจานวน1ราย พบวําถุงน้ายาฟอกไตล่ืนเม่ือถูกน้าและ
เดินลาบาก จากน้ันนาปัญหาที่พบเข๎าสํู วงล้อที่2 (ส.ค.64-ต.ค.64) 1)Plan นาปัญหาที่พบไปวิเคราะห๑
หาทางแก๎ไข 2)Do การจัดหาวสั ดุทเี่ หมาะสมโดยใช๎ผ๎ารํมซับ PUท่ีกันน้าได๎และเบา จัดทาต๎นแบบสิ่งประดิษฐ๑
ตามข้ันตอนเริ่มจากออกแบบขนาด และรูปรํางของถุงหรรษา รวมคําใช๎จํายในการประดิษฐ๑ทั้งสิ้นเฉล่ียอันละ
35 บาท 3)Check นาสิ่งประดิษฐ๑ เสนอผ๎ูเชี่ยวชาญคือ หัวหน๎าหนํวยงานควบคุมและปูองกันการติดเช้ือใน
โรงพยาบาลและชํางเย็บของโรงพยาบาลเพ่ือตรวจสอบและประเมินประสิทธิภาพ 4)Act ทดลองใช๎กับผ๎ูปุวย
เลือกกลํุมตัวอยํางแบบเจาะจงตามคุณสมบัติท่ีกาหนด ในชํวงเดือนส.ค.64-ต.ค.64 มีจานวนผู๎ปุวยทั้งสิ้น 57
ราย เมอื่ ประเมนิ ประสิทธภิ าพนวัตกรรมโดยใช๎เครื่องมือคือแบบประเมินประสิทธิภาพการใช๎ “ถุงหรรษา พา
ชีวีมีสขุ ” ผลการศึกษาพบวํา(1) วสั ดุทใ่ี ชเ๎ หมาะสมมีความพึงพอใจในระดับมากร๎อยละ91 (2)สามารถนาไปใช๎
ประโยชนไ๑ ดอ๎ ยาํ งปลอดภยั พึงพอใจในระดับมากร๎อยละ89 (3)ความสะดวกในการใช๎งานพึงพอใจในระดับมาก
ร๎อยละ95 (4)ความพึงพอใจในภาพรวม พึงพอใจในระดับมากร๎อยละ93 (5)ความสามารถในการปูองกันแผล
เปียกนา้ พงึ พอใจในระดบั มากร๎อยละ91
ประโยชน์/การนาไปใช้ พบวํา ถุงเท๎าที่ขายตามออนไลน๑ผ๎ูปุวยเข๎าถึงยาก ราคาแพง 198-200 บาท
การประดิษฐ๑อุปกรณ๑ท่ีมีประสิทธิภาพในการใช๎ปูองกันแผลโดนน้าเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงท่ีทาให๎แผลมีการติดเช้ือ
คือ“ถุงหรรษา พาชีวีมีสุข” ชํวยปูองกันการเปียกน้านาไปสํูการติดเชื้อจากแผลและชํวยให๎ผู๎ปุวยได๎อาบน้าใน
ทุกๆ วัน เพมิ่ ความพึงพอใจให๎กบั ผร๎ู บั บรกิ าร สามารถนากลับไปใช๎ท่บี ๎านได๎
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 159
นวัตกรรม “ Give and take” เสรมิ พลังอานาจผ้ปู ุวยเร้ือรงั และผู้ดแู ล
ในโรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตาบลบา้ นท่าไค้ - นาแล ตาบลนาสีนวน อาเภอเมือง จังหวดั มุกดาหาร
ววิ ตั ร เหลา่ น้อย : 0983585145
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบลบา้ นทา่ ไค้-นาแล
ปัจจุบันโรคไมํติดตํอเร้ือรัง เป็นปัญหาสาธารณสุขท่ีสาคัญของโลกและประเทศ ซึ่งมีแนวโน๎มที่จะ
สงํ ผลกระทบมากข้นึ ในอนาคต นอกจากนยี้ ังเป็นสาเหตุท่ีกอํ ให๎เกดิ ความพิการและเสียชีวิตเพิ่มมากข้ึน รวมท้ัง
ปจั จยั เสย่ี งท่กี ํอให๎เกดิ โรค ล๎วนเก่ียวขอ๎ งกบั พฤติกรรมของมนษุ ย๑ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสความเจริญ
ของโลก ประกอบกับโครงสรา๎ งประชากรที่เปลี่ยนแปลงทาให๎มีผ๎ูสูงอายุเพ่ิมขึ้นอยํางตํอเนื่อง จึงยังทาให๎ผ๎ูปุวย
มีแนวโน๎มเพ่ิมข้ึน ทาให๎สานักระบาดวิทยาต๎องดาเนินการเฝูาระวังโรคไมํติดตํอเรื้อรัง 5 โรค ได๎แกํ เบาหวาน
ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองและโรคเร้ือรังทางเดินหายใจสํวนลําง ปี พ.ศ. 2555
ผ๎ปู วุ ยโรคไมํตดิ ตอํ เรอื้ รังรายใหมํ มจี านวนรวม 1,009,002 ราย โรคความดันโลหิตสูงมอี ัตราปุวยสูงสุด จานวน
602,548 1 ราย อัตราปุวย 937.58 ตํอประชากรแสนคน รองลงมาคือ โรคเบาหวาน จานวน 336,265 ราย
อัตราปุวย 523.24 ตํอประชากรแสนคน ปี 2555 อัตราปุวยโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวานเพ่ิมขึ้นกวําปี
2554 มาก สวํ นที่เหลือ 3 โรค มอี ตั ราปุวยเพมิ่ ขนึ้ เล็กน๎อย
การเสริมสร๎างพลังอานาจ เป็นแนวคิดหน่ึงที่ใช๎สาหรับสร๎างเสริมแรงจูงใจในการทางานของบุคคล
รวมถงึ การสร๎างพลังอานาจในตนเพ่ือให๎มองเห็นถึงสมรรถนะตนเองในการดาเนินกิจกรรมตํางๆ โดยประยุกต๑
แนวคิดท่ีมาจากทางสังคมศาสตร๑ จิตวิทยาอุตสาหกรรมและ สหสาขาวิชา รวมถึงแนวคิดทางการพยาบาลมา
ผสมผสานให๎เกิดองค๑ความรู๎เกี่ยวกับการเสริมสร๎างพลังอานาจในการระบบบริการการเสริ มสร๎างพลังอานาจ
เป็นการแบํงปันอานาจระหวํางผ๎ูบริหาร เพ่ือนรํวมงาน และผู๎ใต๎บังคับบัญชา การเสริมสร๎างพลังอานาจจึงมี
ความสาคัญตํอองค๑กรพยาบาล 3 ระดับ ดังน้ี การเสริมสร๎างพลังอานาจบุคคลระดับผ๎ูปฏิบัติงานการ
เสริมสร๎างพลังอานาจระดับผู๎บริหาร การเสริมสร๎างพลังอานาจในระดับน้ีจะมีความแตกตําง จากผู๎ปฏิบัติ
ความสาคัญตํอทีมงาน ทีมงานหรือทีมในการทางาน นวัตกรรม give and take เกิดข้ึนจากการประยุกต๑ใช๎
แนวคิดการเสริมพลังอานาจ (empowerment) เป็นการเสริมสร๎างให๎ผ๎ูปุวยและผู๎ดูแล เกิดพลังในการปฏิบัติ
เพ่อื บรรลเุ ปูาหมายทต่ี ๎องการดา๎ นสขุ ภาพและความสุขของครอบครัว(Puetz,1988) ในจังหวัดมุกดาหาร
วัตถุประสงค์
1. เพ่อื พัฒนารูปแบบการดูแลผ๎ูปวุ ย
2. ผ๎ปู ุวยโรคเร้ือรงั ไมมํ ภี าวะแทรกซ๎อน
3. ประชาชนสขุ ภาพดี เจ๎าหน๎าท่มี ีความสุข ระบบสขุ ภาพย่ังยนื
วิธกี ารดาเนินการ
1.ใหเ๎ จา๎ หนา๎ ทีเ่ รยี นรค๎ู วามสาเรจ็ ทเี่ ปน็ รูปธรรมเกิดขนึ้ เชํน ผ๎ูปุวยยนื ได๎ เดนิ ได๎ หรือมีการ
เปลี่ยนแปลงท่ีดขี น้ึ
2.ทาตารางการดแู ลของ Care giver และทีม เพื่อสร๎างความย่งั ยืนและสามารถทาแทนกนั ได๎กรณีที่
Care giver หลกั ไมํอยํู
3.บูรณาการในการดาเนนิ งาน Long term care
กจิ กรรม Give and take
1.จับเขาํ คุย (Individual Approach) เปน็ การสรา๎ งสมั พันธภาพรายบคุ คลกบั ผูป๎ วุ ยหรือญาติ เพ่ือให๎
มโี อกาสเปดิ ใจถงึ ความรูส๎ กึ ความคดิ ความต๎องการของตนเอง
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 160
2.ลยุ วงใน (Intervention) พยาบาลทาหนา๎ ที่เปน็ ส่ือกลาง ให๎ผปู๎ วุ ยและญาตมิ โี อกาสพูดคยุ รับรู๎
ความรส๎ู ึก ความคิด ความต๎องการของกนั และกนั เปน็ การส่ือสารที่เปิดเผย(Laschinget1999,Stewart1994)
3.เสรมิ พลงั (Give and Take) พยาบาลทาหน๎าท่สี ะท๎อนคดิ ใหผ๎ ๎ปู ุวยและญาตคิ ดิ วเิ คราะห๑ส่งิ ที่แตํละ
ฝาุ ยได๎รับ(Take) และส่งิ ท่ีแตํละฝาุ ยคดิ วําเปน็ ผ๎ใู ห๎ (give) ซึ่งแท๎จรงิ แล๎วขณะท่ใี ห๎ ผใู๎ หก๎ ็ไดร๎ บั บางสิ่งกลับคนื มา
เชํนกัน อนั จะเกดิ ความสุขท่ีย่ังยนื ในการอยูํรํวมกนั ท่ีตอ๎ งชวํ ยเหลือเกื้อกูลเป็นทั้งผใ๎ู หแ๎ ละผ๎ูรับ(Mckay,Forbes
4.ใสใํ จรับฟงั (Attention) พยาบาลชวํ ยใหผ๎ ๎ปู วุ ยและญาติคดิ ไตรตํ รอง ใหเ๎ ข๎าใจความรู๎สึกหรือความ
ต๎องการท่ีแท๎จรงิ อนั เป็นเปาู หมายชวี ติ และความหวังของตนเองและครอบครวั ผลการปฏิบัติ - ผ๎ูปุวยเกดิ พลัง
ในการลุกข้นึ ดูแลตนเองอีกคร้ังตามทบ.เสรมิ พลังอานาจ-ผด๎ู แู ลเกดิ พลังในการดูแลดูแลระยะยาว ( Long
term care )และเกดิ ความผูกพันในครอบครัว“ลูกไมเํ คยคิดวําแมํเป็นภาระ แมํสู๎ไปกับหนู แมลํ ุกขน้ึ กินข๎าวได๎
หนกู ช็ น่ื ใจ”
การเรียนร้ทู ไี่ ดจ้ ากการทาโครงการ/นวัตกรรมครัง้ น้ี
1.การเปิดใจรับพื้นฐานความเปน็ ตัวตนของบุคคล และเข๎าใจความแตกตํางของบุคคล สามารถเสรมิ
พลังในสํวนขาดไดถ๎ ูกต๎องตรงตามความต๎องการ เปน็ ส่ือกลางในการนาความร๎สู กึ ท่ีดตี ํอกันให๎แตํละฝาุ ยรับร๎ู
จากการประเมนิ ในแตลํ ะครง้ั คนไข๎พูดกบั เราวาํ “หมอบอกวาํ จะเอาเตยี งมาใหป๎ าู แตํปูาบอกวําไมเํ อาหรอก
เอาเตยี งมาให๎ ให๎ปูานอนขเี้ กียจอยูบํ นเตยี ง สูม๎ าสอนให๎ปูาลุกข้ึนยนื และเดินไดย๎ งั จะดีกวํา” คาพูดของนางกช
พร“หมอคนอ่ืนไมํเคยสอนแบบน้ีเลย ไดแ๎ ตํให๎ยาเสร็จๆแล๎วกก็ ลับไป”คาพดู ของนางกชพร
คาสาคัญ : เสรมิ พลงั อานาจ , ผูป๎ วุ ยเรื้อรังและผู๎ดแู ล
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 161
นวตั กรรม ส่ือการสอน Suction โดยใชห้ นุ่ โมเดลจาลองแกผ่ ดู้ แู ลผปู้ ุวย
(ตุ๊กตานา่ รัก ช่วย Suct. ใหป้ ลอดภยั )
กรุณา พัศระ : 0908853007
โรงพยาบาลมุกดาหาร
เนื่องจากปัจจุบันมีผ๎ูปุวยท่ีมารับการรักษาด๎วยโรคหลอดเลือดสมองแตก (Ischemic stroke) และ
ผู๎ปุวยได๎รับอุบัติเหตุกระทบกระเทือนทางสมองอยํางรุนแรง ที่ต๎องได๎รับการรักษาโดยการใสํทํอชํวยหายใจใสํ
(Endotracheal tube) ใสํเป็นระยะเวลานาน สํงผลให๎ผ๎ูปุวยจานวนหนึ่งมีข๎อจากัดต๎องได๎รับการเจาะคอ
(Tracheostomy tube) เพอ่ื ชํวยให๎ปอู งกันทางเดินหายใจอุดกน้ั จากเสมหะ และผปู๎ วุ ยกลุํมน้ีต๎องกลับไปดูแล
ตํอเนอื่ งที่บา๎ นหรอื สถานพยาบาลในชมุ ชน จึงพบปญั หาในเรอื่ ง
1. ผู๎ดูแลผ๎ูปุวย : การเตรียมความพร๎อมของผู๎ดูแลผ๎ูปุวย มีความกลัวไมํกล๎าดูดเสมหะให๎ผู๎ปุวยขาด
ความรู๎ ขาดความมั่นใจในการดูแลผ๎ูปุวยในการดูดเสมหะทางทํอที่เจาะคอ (บางเคสขออยูํโรงพยาบาลตํอไมํ
กลา๎ ดูแลตอํ กลบั บา๎ น)
2. ผ๎ูปุวย : ความปลอดภยั ของผ๎ูปวุ ยท่เี จาะคอ และกลบั ไปรับการดแู ลตํอเน่ืองทบ่ี า๎ น
3. ความพึงพอใจของผใ๎ู ห๎บริการและผร๎ู ับบริการ
ดังนั้นเจ๎าหน๎าท่ีพยาบาลตึกศัลยกรรมหญิง ได๎ตระหนักและเล็งเห็นความสาคัญ ของผ๎ูดูแลผู๎ปุวยใน
เรื่องการฝึกทักษะการดูดเสมหะ การเตรียมความพร๎อม ความมั่นใจของผ๎ูดูแลผู๎ปุวย และความปลอดภัยของ
ผ๎ูปุวยเอง จึงได๎มีการสอนและฝึกทักษะตํางๆในการดูแลผู๎ปุวยในกลุํมนี้ คือ การดูดเสมหะทางทํอเจาะคอ
(Tracheostomy tube) เพราะการดูดเสมหะ จะมีขั้นตอนที่ต๎องระมัดระวังเป็นอยํางมาก ถ๎ามีการปฏิบัติ
ผิดพลาดหรือไมํถูกต๎องอาจทาให๎ผู๎ปุวยมีการติดเช้ือในระบบทางเดินหายใจ หรือถ๎าไมํปฏิบัติการดูดเสมหะก็
อาจจะเกิดการขาดออกซิเจนได๎ และทาให๎เปน็ อนั ตรายทีร่ า๎ ยแรงได๎
พยาบาลศัลยกรรมหญิงจึงได๎ชํวยกันคิดหาวิธีโดยการให๎ข๎อมูลเป็นรายบุคคล สอนผํานแผํนพลับ
รูปภาพอธิบาย และสอนทักษะโดยปฏิบัติจรงิ กับผ๎ปู ุวย (จบั มอื ทา) แตํก็ยังพบปัญหาผ๎ูดูแลจะดูดเสมหะตื้นๆๆ
จงึ สืบคน๎ หาโมเดลตํางๆ จงึ คิดค๎นนวัตกรรมท่จี ะชํวยให๎ผ๎ดู แู ลผูป๎ ุวยได๎เหน็ ถึงการดูดเสมหะที่ชัดเจน โดยใช๎วัสดุ
ท่โี ปรํงใส (ขวด=ตุกตา) มองเหน็ ภาพออกวาํ จะต๎องทาอยาํ งไรกอํ น หลัง สามารถนาไปปฏิบัติได๎ และเกิดความ
มั่นใจในการดูแลผู๎ปุวยอยํางปลอดภัย จึงได๎จัดทาต๏ุกตาจาลอง เป็นโมเดล ท่ีใช๎อุปกรณ๑เสมือนจึงในการ
ประดษิ ฐ๑ เพือ่ ให๎ผู๎ดูแลไดท๎ าไดจ๎ รงิ และกลา๎ ท่ีจะทดลองทา และปฏิบัติจริงกบั ตวั ผ๎ูปุวยอยํางมีประสทิ ธิภาพ
คาสาคญั :
การเจาะคอ (Tracheostomy tube) ทํอที่ใสํไปในหลอดลมคอ( )ภายหลังการเจาะคอโดยใสํผําน
ผิวหนังและกล๎ามเน้ือคอเพ่ือให๎อากาศสามารถผํานเข๎าสํูหลอดลมและปอดโดยไมํต๎องผํานชํองจมูกและลาคอ
สวํ นบนและยงั เปน็ ทางให๎ผูป๎ ุวยไอเอาเสมหะออกทางหลอดลมหรือดูดเสมหะออกจากหลอดลมได๎
การดูดเสมหะ (Suction tube) การดูดเสมหะโดยการใช๎สายยางดูดเสมหะที่ปราศจากเชื้อผํานทาง
ทํอชํวยหายใจเพ่ือนาเสมหะออกให๎ทางเดินหายใจโลํง
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 162
จากสถิติ (ระบบHOSxP)
Tracheostomy tube 2562 2563 2564 2565 (6 ด.)
โรงพยาบาล 84 74 162 49
ศลั ยกรรมหญิง 13 11 12 9
จานวนเคสทไี่ ด๎รบั การฝึก สอนแบบอธิบาย /ให้ข้อมูล 5 2 5
ทกั ษะการดูดเสมหะโดย แผ่นพลบั รูปภาพ
วัตถุประสงค์
1. ผด๎ู ูแลผู๎ปวุ ยมีความมั่นใจในการดดู เสมหะในทํอเจาะคอ
2. ผู๎ดูแลเตรียมอปุ กรณ๑ได๎อยํางครบถ๎วนถูกตอ๎ ง เหมาะสม
3. ผู๎ดูแลผูป๎ ุวยสามารถดูดเสมหะได๎อยํางถกู ต๎อง ตามข้ันตอน
4. ผูป๎ วุ ยไมเํ กดิ ภาวะทางเดินหายใจอดุ กัน้ เมื่อกลบั ไปพกั ฟื้นดแู ลตํอที่บ๎าน
5. ผ๎ดู ูแลผู๎ปวุ ยมคี วามพงึ พอใจในการใชโ๎ มเดล สอน สาธิตดูดเสมหะ
ตัวช้วี ัดความสาเร็จและการประเมินผลการดาเนนิ งาน
เรอ่ื ง เปูาหมาย 2563 2564 2565(6ด)
1.ผู๎ดูแลผ๎ปู ุวยสามารถดดู เสมหะได๎อยาํ ง ถูกต๎อง รอ๎ ยละ 70 60 (3/5) 100 (4/4) 83.3 (5/6)
2. ผ๎ดู แู ลเตรยี มอปุ กรณไ๑ ดอ๎ ยาํ งครบถว๎ น ถกู ต๎อง เหมาะสม ร๎อยละ 70 60 (3/5) 100(4/4) 66.7 (4/6)
3.ผ๎ดู ูแลผ๎ปู ุวยมีความม่ันใจในการดดู เสมหะ ร๎อยละ 70 60 (3/5) 100(4/4) 83.3 (5/6)
4.ผป๎ู ุวยไมํเกิดภาวะทางเดนิ หายใจอุดก้นั ร๎อยละ 0 กลบั มา 1 0 0 ไมํพบ
เมื่อกลับไปพักดแู ลตํอทบี่ ๎าน ราย/เปลี่ยน กลบั มาซา้
TT.ใหมํ
5.ผู๎ดแู ลผปู๎ ุวยมคี วามพึงพอใจในการใช๎ ร๎อยละ 80 90.2 100 100
โมเดล สอน สาธิตดดู เสมหะ (จากแบบประเมนิ ส่ือ) (หํนุ ตวั เลก็ )
สง่ิ ท่ีคาดจะไดร้ บั
1. ลดวนั นอน
2. ลดคาํ ใชจ๎ าํ ย
3. ลดการติดเชื้อจากโรงพยาบาล
4. ฝีกทักษะผู๎ดแู ลในการทาแผลเจาะไดเ๎ องท่ีบ๎าน
สิง่ ท่ีสามารถพัฒนาตอ่ เน่อื งและดาเนินต่อไปได้
1. สร๎างโมเดลหํุน Suction ที่มคี วามม่นั คงแข็งแรง
2. ผ๎ูดูแลผ๎ปู ุวยสามารถนาโมเดล suction ไปสอนตํอเนื่องแกํผด๎ู แู ลคนตํอไปทบ่ี ๎านได๎
3. จัดทาเป็นรูปแบบสื่อการสอนเป็นแบบดิจิตอล ในรูปแบบ VDO แล๎วสํงทางไลน๑ (LINE)ให๎ผ๎ูดูแล
สามารถทบทวนซ้าไดอ๎ ีกและเพอื่ ให๎เกดิ ประโยชน๑เม่ือกลับไปทบ่ี า๎ น /ชมุ ชน
4. จะพัฒนารูปแบบตํอเนื่อง เพื่อใช๎เป็นโมเดลในการชํวยตัดสินใจของผ๎ูปุวยที่ใสํ endotracheal
tube ทางปาก นานมากกวํา 14 วัน (prolong endotracheal tube) และญาติในการทาหัตถการเปลี่ยนจาก
ทอํ ทางปากเปน็ ทอํ ส้ันทางคอ(เจาะคอใสํ Silver tube)
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 163
การประยุกต์ใช้ 4 สร้าง 2 ใช้ วัคซนี ใจในชุมชนในสถานการณร์ ะบาดของโรคติดเช้ือไวรสั โคโรนา 2019
(COVID-19) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบา้ นหนองไผ่
ตาบลผ่งึ แดด อาเภอเมือง จังหวดั มุกดาหาร
จันจิรา สพุ ร : 0883781532
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบลบา้ นหนองไผ่
โควิด19 ไมํเพียงแตํจะสํงผลกระทบตํอ สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม หากรวมถึงจิตใจของผ๎ูคนในสังคม
ดว๎ ย ชุมชนไดร๎ ับผลกระทบอยาํ งรุนแรง การเผชิญกับการระบาดของโรคอยํางหนักหนาจะมีภาวะ“อํอนล๎าทาง
อารมณ๑” เชํนรู๎สึกกระวนกระวาย เครียดเหน่ือยล๎า ซึ่งนอกจากอาการท่ีวําน้ีแล๎วก็อาจจะมีอาการท่ีเรียกวํา
“อํอนล๎าทางพฤติกรรม” หลายคนกาลังอยูํในภาวะหมดไฟและเบ่ือหนําย เพราะไมํรู๎จุดหมายวําจะต๎องทา
อะไรที่ซ้าๆ และเป็นเร่ืองใหมํอยํางการใสํหน๎ากากอนามัย อยูํหําง ล๎างมือ รวมถึงกฎเกณฑ๑มากมายท่ีต๎อง
ปฏิบตั ิเพ่ิมขนึ้ สง่ิ ทีเ่ รยี กวําชวี ติ วถิ ีใหมํ หรอื นิวนอร๑มอลไปอกี นานแคํไหน
วัตถุประสงค๑ 1.เพื่อประเมินความเครียดและภาวะซึมเศร๎าของประชาชนในเขตรับผิดชอบ รพ.สต.
บ๎านหนองไผํ จากสถานการณ๑ระบาดของ โรค COVID-19 กํอนหลังการทากิจกรรม 4 สร๎าง 2 ใช๎วัคซีนใจใน
ชมุ ชน กลุํมเปาู หมาย ประชาชนกลํมุ อายุ 15-60 ปี จานวน 200 คน
การดาเนินการ นากิจกรรม 1.สร๎างความรู๎สึกปลอดภัย2.สร๎างความร๎ูสึกสงบ 3.สร๎างชุมชนที่มี
ความหวงั 4.สร๎างชุมชนทีเ่ ข๎าใจและให๎โอกาส 2 ใช๎คือ 1.ใช๎ศักยภาพชุมชน 2 ใช๎สายสัมพันธ๑ในชุมชนลงสูํการ
ปฏิบัติในชุมชน อสม.ลงเก็บข๎อมูล ตามแบบประเมิน ความเครียด/ซึมเศร๎า กํอนและหลังทากิจกรรม
รวบรวม/วิเคราะห๑ ข๎อมูล สรปุ ผล การดาเนนิ งาน ( ระยะเวลาดาเนนิ การ1 ต.ค. 64-15 ม.ค. 65 )
ผลการดาเนินงาน เปรียบเทียบความเครียด ST-5 1.ความเครียดน๎อย กํอนร๎อยละ13 หลัง ร๎อยละ652.
ความเครียดปานกลาง กํอนร๎อยละ51 หลัง ร๎อยละ 28 ความเครียดมาก กํอน ร๎อยละ21 หลังร๎อยละ 5
ความเครียดมากท่ีสุด กํอน ร๎อยละ 15 หลัง ร๎อยละ 2 เปรียบเทียบความเส่ียงโรคซึมเศร๎า 2Q ไมํมีท้ัง 2 คาถาม
ร๎อยละ 95 หลัง ร๎อยละ 99.5 มีข๎อใดข๎อหนึ่งหรือทั้ง 2 ข๎อ กํอน ร๎อยละ 4.5 หลัง ร๎อยละ 0.5 ประเมิน 9Q ตํอ
ในกลุํมเส่ียงซึมเศร๎า ไมํมีอาการโรคซึมเศร๎าหรือมีอาการของโรคซึมเศร๎าน๎อยมาก กํอน ร๎อยละ 66.66 หลัง ร๎อย
ละ0มีอาการของโรคซึมเศร๎าระดับน๎อย กํอน ร๎อยละ 22.22 หลัง ร๎อยละ 0 อาการของโรคซึมเศร๎าระดับปาน
กลาง กํอนและหลัง รอ๎ ยละ 0 มอี าการของโรคซึมเศร๎าระดับรุนแรง กอํ นร๎อยละ 11.11 หลัง รอ๎ ยละ 100
สรุปผลการนาเนินการ พบวําหลังการทากิจกรรม 4 สร๎าง 2 ใช๎ วัคซีนใจในชุมชนลงสูํการปฏิบัติใน
ชุมชนเขตรับผิดชอบ รพ.สต.บ๎านหนองไผํจานวน 5 หมูํบ๎าน มีความเครียด ลดลง ความเส่ียงตํอการเป็นโรค
ซึมเศรา๎ ลดลง คน๎ พบผปู๎ ุวยโรคซมึ เศร๎ารายใหมํ 1 คน สงํ ตอํ เพอ่ื รับการรกั ษาที่ รพ.มกุ ดาหาร 1 คน
คาสาคญั : 4 สรา๎ ง 2 ใช๎, วัคซีนใจ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 164
ปกแผ่นใส Reuse ทาฉากกัน้ อา่ งบว้ นปาก Dental Unit
อุบลวรรณ งอกศรี : 0882249984
โรงพยาบาลวารินชาราบ
จากการทาหัตถการกํอนเริ่มทาหัตถการทางทันตกรรมในงานด๎านตํางๆ อาทิเชํน ถอนฟัน อุด
ฟัน ขูดหินปูน และงานทาฟันเฉพาะทาง คนไข๎จะต๎องบ๎วนปากเพื่อฆําเชื้อโรค คนไข๎บางรายอาจจะ
บ๎วนปากแรงจนเกินไป ทาให๎นา้ กระเด็นออกนอกบริเวณอํางบ๎วนปากและกระเด็นลงสูํพื้นห๎องคลินิก ใน
บางคร้ังน้าบ๎วนปากก็กระเด็นโดนผ๎ูปฏิบัติงาน ทาให๎เกิดการฟุูงกระจายของเชื้อโรคออกนอกบริเวณอําง
บ๎วนปาก อาจจะทาให๎ผ๎ูปฏิบัติงานเกิดอุบัติเหตุระหวํางปฏิบัติงานได๎ ผู๎ปฏิบัติงานจึงมองเห็นถึงปัญญาท่ี
เกิดขึ้น จึงได๎คิดค๎นนวัตกรรมนาปกแผํนใสที่ใช๎แล๎ว กลับมาใช๎ใหมํในการทาเป็นฉากกั้นที่อํางบ๎วนปาก
ของคนไข๎ เพื่อลดการฟุูงกระจายของเชื้อโรคออกนอกบริเวณอํางบ๎วนปาก วิธีการดาเนินงาน เตรียม
ปกแผํนใส Reuse ที่ใช๎แล๎วล๎างทาความสะอาดและเช็ดให๎แห๎ง นาปกแผํนใสมาติดกาวสองหน๎าชนิด
บาง เพ่ือประกบปกแผํนใสเข๎าหากัน จากนั้นติดเทปใสติดตามขอบปกแผํนใสเพื่อกันน้าเข๎าขณะถอดล๎างทา
ความสะอาด และนาปกแผํนใสตัดแบํงครึ่งในทิศทางแนวตั้ง เพื่อทาเป็นฐานเหมือนประตูเลื่อน และประกบ
กันสองถึงสามชั้นเพื่อเพิ่มความหนาและความแข็งแรงให๎กับฐานนวัตกรรม จะทาให๎นวัตกรรมถอดล๎างทา
ความสะอาดฆําเชื้อได๎งําย จากนั้นติดเทปใสตามขอบปกแผํนใสเพื่อกันน้าเข๎า จากนั้นนานวัตกรรมติดตั้งท่ี
เตียงยูนิตทาฟันบนอํางบ๎วนปากของคนไข๎ ติดตั้งนวัตกรรมด๎วยกาวสองหน๎าชนิดหนา เพื่อจะทาให๎ฐาน
แข็งแรงทนทานตํอการใช๎งาน ผลการดาเนินงาน นานวัตกรรมไปใช๎กับคนไข๎ในขณะเวลาปฏิบัติงานหัตถการ
ทางด๎านทันตกรรม ผลการประเมินจากผู๎ปฏิบัติงาน (ระยะเวลา 1 ม.ค.2565 – 31 มี.ค.2565) พบการฟุูง
กระจายของน้าบ๎วนเทํากับ 0 ราย ต้นทุนนวัตกรรม ปกแผํนใสแผํนละ 2 บาท ทานวัตกรรม 1 ชุด ใช๎ปก
แผํนใส 10 แผํน เทํากับ 20 บาท
บทเรยี นทไี่ ด้รับ ลดการฟูุงกระจายของนา้ บ๎วนปากนอกบริเวณอํางบ๎วนปาก
การขยายผล ทาการเผยแพรํผลงานนวตั กรรมให๎กบั เครือขาํ ยของโรงพยาบาลวารนิ ชาราบในอนาคต
คาสาคัญ : ปกแผนํ ใส , Reuse , ฉากกน้ั อาํ งบว๎ นปาก , Dental Unit
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 165
นวตั กรรมอุปกรณก์ ารปอู งกันอนั ตรายจากรังสจี ากวัสดุเหลือใช้
เพญ็ ศิลา สุภาพ
โรงพยาบาลกันทรลักษ์
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงนวัตกรรมมีวัตถุประสงค๑ เพื่อประดิษฐ๑อุปกรณ๑การปูองกันอันตรายจากรังสี
จากวัสดุเหลือใช๎ เชํนจากเส้ือตะก่ัวเกําและ Overbed (ท่ีวางอาหารสาหรับผู๎ปุวยใน) ท่ีชารุดไมํสามารถใช๎งาน
ได๎ แตํสามารถปรับระดับได๎สูง-ต่าได๎ เพื่อใช๎สาหรับปูองกันรังสีให๎กับผู๎ปุวยท่ีมารับบริการการถํายภาพบน
(Upper Extremities) กลุํมตัวอยํางคือ ผ๎ูปุวยที่มารับบริการเอกซเรย๑บริเวณทรวงอกในหญิงวัยเจริญพันธ๑ ที่
โรงพยาบาลกันทรลักษ๑ จานวน 20 ราย ,กระดูกรยางค๑บน 20 ราย และ เจ๎าหน๎าที่ผู๎ใช๎งานอุปกรณ๑ จานวน 5
ราย โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือท่ีใช๎ในงานวิจัยได๎แกํ แบบสอบถาม ซ่ึงประกอบด๎วยข๎อมูลทั่วไป และแบบ
วัดความพึงพอใจ เก็บรวบรวมข๎อมูลโดยให๎ผู๎ปุวยและญาติตอบแบบสอบถาม และเจ๎าหน๎าท่ีผ๎ูใช๎งานตอบ
แบบสอบถามด๎วยตัวเอง ระหวํางวันที่ 1 เมษายน 2562 ถึง 31 มิถุนายน 2562 วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎สถิติ
พรรณนา ได๎แกํ ร๎อยละ คาํ เฉลย่ี
ผลการวิจัย พบวํา อุปกรณ๑นี้ทาจากแผํนตะกั่วที่มีความหนา 0.5 มิลลิเมตร มีความกว๎าง ความยาว
และเทํากับ และ 36 ,63 เซนติเมตร หมุนข้ึนลงได๎จากความสูง Overbed (ที่วางอาหารสาหรับผู๎ปุวยใน) 50
ถึง 70 เซนติเมตร ตามลาดับ ผลการทดสอบอุปกรณ๑โดยการตรวจสอบคุณภาพเสื้อตะกั่วที่นามาประดิษฐ๑
อุปกรณ๑ปูองกันอันตรายจากรังสีทาการตรวจสอบความสมบูรณ๑ โดยการเอกซเรย๑เพื่อตรวจสอบรอย ชารุด
และหักงอ พบวํา เสื้อตะกั่วมีความสมบูรณ๑ สามารถปูองกันอันตรายจากรังสีได๎ และเมื่อนาอุปกรณ๑ปูองกัน
อันตรายจากรังสีที่ผลิตแล๎วไปทดลองใช๎พบวําอุปกรณ๑ปูองกันอันตรายจากรังสีสามมารถปูองกันอันตรายจาก
รังสีได๎ดีโดยใช๎กับผ๎ูปุวยหญิงวัยเจริญพันธ๑ุร๎อยละ 70, อายุระหวําง 10-45 ปี มีร๎อยละ 40, คําเฉล่ียรวมระดับ
ความพึงพอใจ 4.20 ซึ่งอยํูในเกณฑ๑มาก ผู๎ปุวยที่มารับบริการเอกซเรย๑กระดูกรยางค๑บน 20 ราย อายุระหวําง
10-35 ปี มี ร๎อยละ 50, คําเฉลี่ยรวมระดับความพึงพอใจ 4.27 ซึ่งอยูํในเกณฑ๑มาก เจ๎าหน๎าที่ผู๎ใช๎งาน
อุปกรณ๑สํวนใหญํเป็นเพศหญิง ร๎อยละ 100 ,อายุระหวําง 20- 40 ปี ร๎อยละ 50, อายุ 41-60 ปี ร๎อยละ 50,
คําเฉลี่ยรวมระดับความพึงพอใจ 4.45 ซึ่งอยูํในเกณฑ๑มาก สรุปได๎วํา อุปกรณ๑ปูองกันอันตรายจากรังสี
สาหรับผู๎ปุวยที่มารับบริการการถํายภาพรังสีทรวงอกในหญิงวัยเจริญพันธุ๑และกระดูกรยางค๑บน (Upper
Extremities) สามารถสร๎างความพึงพอใจ ให๎แกํผู๎ใช๎บริการและเจ๎าหน๎าที่ อุปกรณ๑มีความสวยงามนําใช๎
ขนาดมีความเหมาะสมกับการใช๎งาน อุปกรณ๑สามารถปูองกันอันตรายจากรังสีได๎ดีสาหรับหญิงวัยเจริญพันธุ๑
ท่ีมารับบริการถํายภาพรังสีทรวงอกและผู๎ปุวยออร๑โธปิดิกส๑ที่มารับบริการถํายภาพรังสีบริเวณกระดูกรยางค๑
บน(Upper Extremities) ที่ต๎องเอกซเรย๑เอกซเรย๑บํอยครั้ง อุปกรณ๑มีความแข็งแรงปลอดภัยและทาความ
สะอาดงําย ควรปรับปรุงพัฒนาอุปกรณ๑ให๎สามารถปูองกันอันตรายจากรังสีในการถํายภาพรังสีสํวนอ่ืน
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 166
การประชมุ วชิ าการเขตสุขภาพที่ 10 ประจาปี 2565
วนั ท่ี 11 - 12 กรกฎาคม 2565
ณ อาคารผ้ปู วุ ยนอก 5 ชั้น โรงพยาบาลอานาจเจริญ จังหวัดอานาจเจริญ
ผลงานวิชาการประเภท Innovation Presentation
สาขา สง่ เสรมิ สขุ ภาพ ปอู งกนั ควบคุมโรค : ห้องประชมุ ชน้ั 4
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 167
สเปรย์สาบแรง้ สาบกาบรรเทาปวดกลา้ มเน้ือ
สดุ ารตั น์ สรรพวุธ :0630537767
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพตาบลโนนน้อย
โรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลโนนน๎อย มีผ๎ูเข๎ารับบริการคลินิกแพทย๑แผนไทยด๎วยอาการปวด
กล๎ามเนื้อเป็นจานวนมาก สํวนใหญํเป็นวัยทางาน และผ๎ูสูงอายุ เนื่องจากอาชีพหลักของคนในพ้ืนที่ คือ
เกษตรกรรม รองลงมา คือ รับจ๎างทาไม๎กวาด แครํไม๎ไผํ และจักรสาน สาเหตุอาจเกิดจากลักษณะอาชีพ
ทําทางการทางานท่ีไมํถูกต๎อง ทาให๎มีอาการปวดกล๎ามเน้ือ และมีวิธีบรรเทาปวด เชํน รับประทานยาแก๎ปวด
นวด ฝังเข็ม กายภาพบาบดั แตบํ างคนไมํชอบรบั ประทานยา ไมมํ ีเวลารับการรักษาด๎วยหัตถการที่ต๎องใช๎ระยะ
เวลานาน จึงได๎คิดค๎นนวัตกรรมสเปรย๑สาบแร๎งสาบกาบรรเทาปวดกล๎ามเนื้อข้ึน โดยมีวัตถุประสงค๑เพ่ือศึกษา
ประสิทธิผลของสเปรย๑สาบแร๎งสาบกาบรรเทาปวดกล๎ามเน้ือ และเพื่อประเมินความพึงพอใจตํอนวัตกรรม
สเปรยส๑ าบแรง๎ สาบกาบรรเทาปวดกล๎ามเนอื้
วิธีการพัฒนาส่ิงประดิษฐ์ สํวนประกอบของนวัตกรรม ประกอบด๎วย สาบแร๎งสาบกาทั้งต๎น ไพล
ขม้ิน กานพลู เมล็ดพริกไทยดา พิมเสน การบูร เมนทอล เอทิลแอลกอฮอล๑ และขวดสเปรย๑ นาไปใช๎โดยการ
ฉดี พํนบริเวณที่มีอาการปวด วันละ 3-4 ครั้ง หรือเวลามีอาการ มีขั้นตอนการศึกษา คือ ชี้แจงวัตถุประสงค๑ใน
การเก็บข๎อมูล อธิบายวิธีการตอบแบบสอบถามวิธีการประเมินระดับความเจ็บปวดกํอนและหลังใช๎นวัตกรรม
การประเมินระดับความพึงพอใจหลังการใช๎นวัตกรรม วิธีการใช๎นวัตกรรมในกลํุมตัวอยําง และเก็บรวบรวม
ขอ๎ มลู เพอื่ นาไปประมวลผล
การทดลองประสทิ ธภิ าพนวตั กรรม/สง่ิ ประดิษฐ์ จากการศกึ ษาการใช๎นวัตกรรมสเปรย๑สาบแร๎งสาบ
กาบรรเทาปวดกล๎ามเน้ือในกลุํมตัวอยํางผู๎ที่มารับบริการที่คลินิกแพทย๑แผนไทยโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพ
ตาบลโนนน๎อย จานวน 30 คน ผลการศึกษาพบวํา กลุํมตัวอยํางสํวนใหญํเป็นเพศหญิง อายุ 60 ปีขึ้นไป (ร๎อย
ละ 50) สํวนใหญํประกอบอาชีพรับจ๎าง (ทาไม๎กวาด,ทาแครํไม๎ไผํ,จักรสาน) (ร๎อยละ 46.67) รองลงมา คือ
เกษตรกรรม และค๎าขาย สํวนใหญํมีอาการปวดกล๎ามเน้ือบํา(ร๎อยละ 43.34) รองลงมา คือ ปวดกล๎ามเนื้อขา
กอํ นใชน๎ วตั กรรมมีระดับคะแนนความเจบ็ ปวดมากกวํา 5 ร๎อยละ 90 (ระดบั ความเจ็บปวด เฉล่ีย 6.6 คะแนน)
หลังใช๎นวัตกรรมมีระดับคะแนนความเจ็บปวดมากกวํา 5 ร๎อยละ 0 (ระดับความเจ็บปวด เฉล่ีย 2.2 คะแนน)
มีระดบั ความพึงพอใจตํอการบรรเทาอาการปวดกล๎ามเน้ือมากท่ีสุด เฉลี่ย 4.98 ระดับความพึงพอใจตํอการใช๎
นวตั กรรมโดยรวม เฉล่ีย 4.75 อยูํในระดับดมี าก
ประโยชน์/การนาไปใช้ จากการนาไปใช๎และศึกษา แสดงให๎เห็นวํานวัตกรรมสเปรย๑สาบแร๎งสาบกา
บรรเทาปวดกล๎ามเน้ือ มีประสิทธิผลและเกิดความพึงพอใจตํอกลํุมตัวอยํางท่ีใช๎เป็นอยํางดี ผ๎ูใช๎นวัตกรรมมี
อาการปวดกล๎ามเนื้อลดลง พึงพอใจในนวัตกรรมมาก ท้ังด๎านบรรเทาปวด สะดวกในการใช๎งาน และลด
ระยะเวลาในการรักษา
คาสาคัญ : สเปรย๑สาบแรง๎ สาบกา, บรรเทาปวดกล๎ามเนื้อ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 168
ทอ่ บีบคลาย มือเคลื่อนไหว ฟนื้ กายใจผู้ปุวย Stroke
ณฐั หทยั สิงหค์ ง : 0837240605
โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตาบลวงั กางฮุง
โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular Accident, Stroke) เป็นโรคท่ีเป็นปัญหาในทางเวชปฏิบัติ
โดยพบความพิการทางด๎านรํางกายที่เรียกวํา อัมพฤกษ๑ อัมพาตครึ่งซีก Hemiparesis/Hemiplegia) ซ่ึงใน
ประเทศไทยคาดวาํ จะมีผ๎ปู ุวยรายใหมใํ นแตลํ ะปี 150,000 ราย โดยอาการดังกลําวเป็นข๎อจากัดความสามารถ
ในการทากจิ กรรมตํางๆ และสงํ ผลตอํ คุณภาพชวี ิตทลี่ ดลง ในผ๎ูปุวยกลุํมน้ีพบวําเร่ิมมีการเคล่ือนไหวลดลง เม่ือ
มีการดาเนินโรคนานกวํา 6 เดือน ซ่ึงเป็นสาเหตุของภาวะข๎อติดและกล๎ามเนื้อลีบ อํอนแรง กิจกรรมบาบัดจึง
เข๎ามามีสํวนรํวมในการปูองกันภาวะข๎อติด กล๎ามเนื้อลีบ เพ่ิมความตึงตัวและความแข็งแรงของกล๎ามเนื้อ
เพื่อให๎ผู๎ปุวยกลุํมน้ีมีความสามารถในการทากิจกรรมตํางๆได๎มากย่ิงขึ้น (พนินทร กองเกตุใหญํ, 2562) โดยมี
วตั ถปุ ระสงค๑เพอ่ื สร๎างนวัตกรรมสํงเสริมการบริหารกล๎ามเน้ือ และปูองกันข๎อติดในผ๎ูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง
และสํงเสรมิ สนับสนุนให๎ผูป๎ วุ ยโรคหลอดเลอื ดสมองได๎ฝึกบรหิ ารรํางกายดว๎ ยตนเอง
วธิ กี ารพฒั นาส่งิ ประดษิ ฐ๑ อปุ กรณใ๑ นการจัดทานวัตกรรม ไดแ๎ กํ (1) ทํอร๎อยสายไฟ PVC ขนาด ½ น้ิว
(2) ทํอรอ๎ ยสายไฟสขี าว PVCขนาด3/8 น้ิว (3) ข๎อตํองอ90 PVC 0.15 cm. (4) ข๎อตํอสามทาง PVC 0.18 cm. (5)
เลื่อยตัดเหล็ก (6) ยางมัดผมผ๎ายืดหรือหนังยางวงใหญํ หนา 5 มม. นาไปใช๎ฝึกบริหารกล๎ามเนื้อมือ ทา
กายภาพบาบัดเพ่ือปูองกันภาวะแทรกซ๎อน และชํวยฟื้นฟูสภาพให๎ดีข้ึน วันละ 2-3 คร้ัง หรือเวลามีอาการ
ขั้นตอนการศึกษา คือ ชี้แจงวัตถุประสงค๑ในการเก็บข๎อมูล อธิบายวิธีการใช๎นวัตกรรมในกลํุมตัวอยําง การตอบ
แบบสอบถาม เพื่อประเมินระดับความพึงพอใจหลังการใช๎นวัตกรรม และเก็บรวบรวมข๎อมูล เพื่อนาไป
ประมวลผล การทดสอบประสิทธิภาพส่ิงประดิษฐ๑ จากการศึกษาการใช๎นวัตกรรม“ทํอบีบคลายมือเคล่ือนไหว
ฟื้นกายใจผ๎ูปุวย Stroke” ในกลุํมผ๎ูปุวยโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นผ๎ูปุวยติดเตียง ท่ีไมํสามารถชํวยเหลือ
ตนเองได๎ หรือชํวยเหลือตนเองได๎น๎อย ที่อยํูในระยะพักฟื้น มีกล๎ามเน้ือลีบหรือข๎อติด จานวน 5 คน ซ่ึงเป็น
ผ๎ูปุวยในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลวังกางฮุง ตาบลบุํงไหม อาเภอวารินชาราบ
จงั หวัดอุบลราชธานี พบวํา ระดับความพึงพอใจตํอนวัตกรรมของผู๎ปุวยโรคหลอดเลือดสมอง มีความพึงพอใจ
ตํอการใช๎นวัตกรรมโดยรวม คําเฉล่ีย 4.75 อยํูในระดับดีมาก พบวํา 3 อันดับที่ได๎คะแนนระดับความพึงพอใจ
ผ๎ูใช๎บริการนวัตกรรม มากท่ีสุด คือ (1) เป็นนวัตกรรมที่สามารถนาไปใช๎ได๎จริง (2) นวัตกรรมใช๎งานงําย (3)
นวตั กรรมมีความทนทานตอํ การใช๎งาน และพบการเปล่ียนแปลงของกาลังกล๎ามเนื้อ การเคลื่อนไหวของนิ้วมือ
ไดม๎ ากขนึ้ ทั้งนีต้ ๎องใช๎ระยะเวลาฝึกบรหิ ารกลา๎ มเน้ือมือและทากายภาพบาบดั อยาํ งตํอเนือ่ ง
ประโยชน๑/การนาไปใช๎ นวัตกรรม“ทํอบีบคลาย มือเคลื่อนไหว ฟื้นกายใจผ๎ูปุวย Stroke” มี
ประสทิ ธผิ ลในการบริหารกล๎ามเน้ือมือสาหรับผู๎ปุวยท่ีเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ชํวยให๎ผู๎ปุวยมีกาลังกล๎ามเน้ือ
ท่ดี ีข้ึน มคี วามปลอดภัยสะดวกตํอการใชง๎ าน และสร๎างพึงพอใจใหก๎ บั ผ๎ูปวุ ย สามารถขยายการจัดทานวัตกรรม
ไปใช๎ในหนํวยงาน องค๑กรตํางๆท่ีเกี่ยวข๎อง เชํน ใช๎ในแผนกกายภาพบาบัดของโรงพยาบาล ทั้งยังสามารถ
พฒั นานวตั กรรมน้ีเพ่อื พัฒนาคณุ ภาพชวี ิตให๎ผ๎ูใช๎บรกิ ารมสี ุขภาพราํ งกายท่ดี ีขึ้น
คาสาคญั : ทํอบีบคลาย, ผู๎ปวุ ย Stroke
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 169
ผลการใช้ "ลูกแกว้ มหัศจรรย์ นวดกดจดุ ข้อเขา่ เส่อื ม บรรเทาอาการปวดข้อเข่า"
ลดาวัลย์ ฮามสมพันธ์ : 0885992369
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบลหว้ ยขะยุง
การศึกษาน้ีมีวัตถุประสงค๑เพ่ือให๎กลุํมผ๎ูสูงอายุซึ่งสํวนใหญํมีอาการปวดข๎อเขํา ได๎รับการดูแลเก่ียวกับ
อาการปวดขอ๎ เขาํ ใหส๎ ามารถดแู ล บรรเทาตนเองจากอาการข๎อเขําลดลง ซ่ึงเป็นการสํงเสริมให๎ผู๎สูงอายุรู๎วิธีการ
ดูแลสุขภาพเขําได๎ด๎วยตนเอง จากการสารวจพบวํา ผ๎ูสูงอายุเป็นโรคข๎อเขําเสื่อมเน่ืองจากการใช๎งานในวิถี
ชีวิตประจาวัน เชํน นั่งพับเพียบ น่ังขัดสมาธิ น่ังคุก เขําไหว๎พระ และการรับประทานอาหารท่ีกระต๎ุนให๎เกิด
อาการปวด เชํน หนํอไม๎ เคร่ืองในสัตว๑ เคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล๑ ของหมักดอง ซ่ึงสํงผลทาให๎เกิดอาการข๎อ
อักเสบ จึงทาให๎เกิดนวัตกรรม "ลูกแก๎วมหัศจรรย๑ นวดกดจุดข๎อเขําเส่ือม บรรเทาอาการปวดเขํา" ข้ึน โดย
นวตั กรรมคร้งั นี้ใช๎แบบแผนการวิเคราะหข๑ ๎อมูลแบบ One Group Pretest-Posttest Design ระยะเวลาตั้งแตํ
ธนั วาคม 2564–พฤษภาคม 2565 ประชากรทใี่ ชใ๎ นการศกึ ษาครงั้ นี้ คอื ผูก๎ ลมํุ ตัวอยํางเลือกแบบเฉพาะเจาะจง
คือ กลุํมผ๎ูสูงอายุ 60 ปีข้ึนไป ที่มารับการรักษาในรพ.สต.ห๎วยขะยุง ท่ีมีภาวะปวดข๎อเขํา จานวน 20 คน
วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎สถิติเชิงพรรณนา และสถิติวิเคราะห๑ได๎แกํ คือ คําร๎อยละ คําเฉล่ี ย สํวนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน และ Paired T-Test โดยมีผลการศึกษาคือ 1.ข้ันตอนวางแผน ทาการตรวจและบันทึกคําคะแนน
ด๎วยแบบประเมินความเจ็บปวด (pain scale) เป็นการให๎คะแนนจากการประเมินระดับความเจ็บปวดของ
ผปู๎ วุ ยโดยประเมินจากการซักถาม/บอกเลําจากผู๎ใช๎นวัตกรรม การสังเกตสีหน๎าทําทาง หรือให๎ผู๎ใช๎นวัตกรรมชี้
ภาพตามความร๎สู ึกเพื่อให๎คะแนนความเจบ็ ปวด และบนั ทึกคะแนนทุกสัปดาห๑ เปน็ เวลาติดตํอกัน 4 สัปดาห๑ 2.
ข้ันตอนการใช๎ คือ ผู๎ใช๎นวัตกรรมนาถุงยาสมุนไพรที่เตรียมให๎พรมด๎วยแอลกอฮอล๑ให๎ชุํม แล๎วใสํในชํองถุง
ด๎านหลังนวตั กรรม แล๎วนานวัตกรรมมาพันรอบเขํา ใชม๎ ือคลงึ รอบๆเขาํ 5-15 นาที แลว๎ พอกทง้ิ ไว๎ 20-30 นาที
จากการศึกษาการใช๎นวัตกรรม พบวํา เมื่อใช๎นวัตกรรม จะมีอาการปวดข๎อเขําลดลง โดยกํอนใช๎
นวัตกรรม อาการปวดคําเฉลี่ย(̅) อยูํที่ 6.15, S.D.=0.67 คิดเป็น 61.5 เปอร๑เซ็นต๑ หลังใช๎สัปดาห๑ท่ี 1
คําเฉล่ีย(̅) ท่ี 4.95, S.D.=0.60 คิดเป็น 49.5 เปอร๑เซ็นต๑ สัปดาห๑ท่ี 2 คําเฉล่ีย(̅) ที่ 3.40, S.D.=0.68 คิด
เป็น 34 เปอร๑เซ็นต๑ สัปดาห๑ที่ 3 คําเฉล่ีย(̅) ที่ 2.25, S.D.=0.64 คิดเป็น 22.5 เปอร๑เซ็นต๑ และสัปดาห๑ที่ 4
สัปดาห๑ คําเฉล่ีย(̅) ที่ 0.95, S.D.=0.69 คิดเป็น 9.5 เปอร๑เซ็นต๑ และใช๎แบบแผนการวิเคราะห๑ข๎อมูล
แบบสอบถาม (Questionnaire) ลักษณะของแบบสอบถามเป็นแบบมาตราสํวนประมาณคํา (Rating Scale)
5 ระดับของลิเคิร๑ท (Likert Scale)โดยจากแบบประเมินความพึงพอใจท้ัง 5 ข๎อ อยํูในระดับพึงพอใจมาก
ได๎แกํ ระยะเวลาในการให๎บริการมีความเหมาะสม (̅=4.60, S.D.=0.50) ข้ันตอนในการให๎บริการไมํยุํงยาก
(̅=4.35, S.D.=0.75) การรักษาโดยการใช๎ยาเย็นพอกลดอาการปวด (̅=4.60, S.D.=0.68) อุปกรณ๑ท่ีใช๎ใน
การพอกยาใช๎สะดวก เก็บรักษางําย (̅=4.70, S.D.=0.47) และความพึงพอใจตํอการให๎บริการ (̅=4.50,
S.D.=0.61) ดังนั้น “ลูกแก๎วมหัศจรรย๑ นวดกดจุดข๎อเขําเส่ือม บรรเทาอาการปวดเขํา” หลังใช๎ครบใน 4
สัปดาห๑ ผู๎ใช๎นวัตกรรมที่มีอาการปวดข๎อเขํามีคะแนนระดับความเจ็บปวดลดลงมากกวําเมื่อเทียบกับกํอนการ
รักษาดว๎ ยนวัตกรรม อยํางมีนยั สาคัญทางสถติ ิ (p>0.01)
คาสาคัญ : แพทย๑แผนไทย, ลูกแกว๎ มหัศจรรย๑, ผ๎สู ูงอายุ, อาการปวดข๎อเขํา
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 170
ทางเดินฟนื้ ฟูจติ ภาวะชุมชน
เกียรติศักด์ิ วิจักษณกลุ , อุไร บลิ ทะศรี
และณฐพล มานะสถิตพงศ์
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบลเพียเภ้า
เนื่องจากงานจิตเวชเป็นงานพื้นฐานในความรับผิดชอบของโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลเพียเภ๎า
โดยมีเปูาหมาย เพ่ือการดูแล ฟ้ืนฟู และเยียวยาผู๎ปุวยจิตเวช เป็นการลดภาระ ลดปัญหาตํางๆของตัวผ๎ูปุวย
ญาตผิ ู๎ปุวย และชมุ ชน กลุํมเปาู หมายจะเป็นการศกึ ษาผป๎ู วุ ยจิตเวชนารํองภายใน หมํู 5 บ๎านชํางหม๎อ ต.คาน้า
แซบ อ.วารินชาราบ จ.อุบลราชธานี จานวนทงั้ หมด 8 คน แนวคดิ คือการดแู ลผู๎ปุวยจติ เวชทเี่ ปน็ กลุํมเปูาหมาย
8 คน โรงพยาบาลสํงเสรมิ สุขภาพตาบลเพียเภ๎า ไมํสามารถทจ่ี ะดแู ลได๎ได๎ตลอดเวลา ทั้งน้ีเพ่ือการรักษาจิตเวช
ที่ยั่งยืน ทางโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลเพียเภ๎า จึงได๎คิดค๎นนวัตกรรมทางเดินฟื้นฟูจิตภาวะชุมชนข้ึน
โดยมีจุดประสงค๑ของนวัตกรรมน้ี คือ การให๎ผู๎ปุวยเกิดจิตภาวะท่ีสงบ มีสมาธิจดจํอ ซึ่งจะกํอให๎เกิดการลด
ภาวะสุขภาพจิตของตัวผ๎ูปุวยเองได๎ดีย่ิงข้ึน ทั้งน้ีนวัตกรรมทางเดินฟ้ืนฟูจิตภาวะชุมชน จะต้ังอยํูในบริเวณท่ี
เป็นสาธารณะในชุมชน ชุมชนสามารถมีสํวนรํวมดูแลกลุํมเปูาหมายได๎ นวัตกรรมน้ีสร๎างจากคอนกรีตเป็น
ทางเดินวนเป็นสี่เหล่ียม ตลอดระยะทั้งส้ิน 50 เมตร สูงจากพื้นดินประมาณ 30 เซนติเมตร และหน๎ากว๎าง
ประมาณ 20 เซนติเมตร มีกลุํม อสม. และนักบริบาลชุมชน คอยดูแลอยํางใกล๎ชิด โดยระยะการเดินในแตํละ
คร้ังจะไมํไดก๎ าหนดตายตวั ขึ้นอยูํกบั สมาธิของกลํุมเปูาหมาย ความสาเร็จของนวัตกรรมวัดได๎จากระยะเวลาใน
การเดินแตํละครง้ั การสังเกต และความพงึ พอใจตอํ ญาตกิ ลมํุ เปาู หมาย
ผลการศึกษา จากกลํุมเปูาหมาย ผ๎ูปุวยจิตเวช หมูํ 5 บ๎านชํางหม๎อ พบวํา กลุํมเปูาหมายมีภาวะ
สุขภาพจิตที่ดีขน้ึ มีสมาธิจดจํอได๎ยาวนานข้ึนในทุกๆสัปดาห๑ตลอดระยะเวลาท่ีศึกษา อีกท้ังยังสามารถเดินบน
ทางเดนิ ฟ้นื ฟจู ติ ภาวะชุมชนได๎ยาวนาน และจานวนครง้ั ทเี่ ดินตกลงจากทางเดนิ ลดน๎อยลงในทุกๆสัปดาห๑
คาสาคัญ : จติ เวช สุขภาพจิต สมาธิ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 171
การศึกษาประสทิ ธิผลของแขมพสู มนุ ไพรทองพันชั่งต่อการแพแ้ ชมพชู นิดรงั แค
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลหนองแก ตาบลแจระแม อาเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
ผกาวรรณ กองพร : 0815937137
สานักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายของทรัพยากรทางชีวภาพ มีภูมิปัญญาด๎านการผลิต
การสํงเสรมิ การลดปัจจยั เสีย่ งด๎านสขุ ภาพอยํางเป็นองค๑รวม พร๎อมทั้งสํงเสริมการแพทย๑ทางเลือก การพัฒนา
ระบบฐานข๎อมูลสุขภาพของประเทศทองพันช่ังเป็นพืชท่ีปลูกได๎งํายหาได๎ทั่วไปในพ้ืนท่ีมีคุณสมบัติแก๎อาการ
คันหนังศรีษะจากเช้ือราการวิจัยก่ึงทดลอง มีวัตถุประสงค๑เพ่ือ ศึกษาประสิทธิผลของแชมพูสมุนไพรทองพันชั่ง
ตํอการแพ๎แชมพูชนิดรังแคในโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลหนองแก ตาบลแจระแม อาเภอเมือง จังหวัด
อุบลราชธานี กลํุมตัวอยํางคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ตามคุณสมบัติ แบํงเป็นกลํุมทดลองและกลุํมควบคุม กลํุม
ละ 30 คน สํวนประกอบแชมพูประกอบด๎วย N 8000 1 กิโลกรัมผงฟอง 100 กรัมกลิ่นดอกโมก 25 ซีซี4.
ลาโนลีน 100 มิลลิลิตรสารกันบูด 5 มิลลิลิตรผงข๎น 200 กรัมสารสกัดทองพันชั่ง 150 ซีซีกลีเชอรีน 75 ซีซี
น้า 3 ลิตรผํานการตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหาโดยผ๎ูเชี่ยวชาญ 3ทําน ได๎คํา IOC 0.88โดย กลํุมทดลอง ใช๎
ผลิตภัณฑ๑แชมพูสมุนไพรทองพันชั่ง และ กลํุมควบคุม ให๎ใช๎ผลิตภัณฑ๑แชมพูทั่วไป เครื่องมือประเมินผลเป็น
แบบสอบถาม วิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎สถติ เิ ชงิ พรรณา
ผลการวิจัย พบวํา ผลของผ๎ูใช๎แชมพูสมุนไพรทองพันช่ังตํอการแพ๎แชมพูชนิดรังแค ผ๎ูท่ีใช๎แชมพูชนิด
สมุนไพรท่ีมีสํวนผสมของทองพันชั่ง ซึ่งเหมาะกับสภาพหนังศีรษะทาให๎ผมน่ิมและทาให๎รังแคลดลงและหายได๎
และมีความพึงพอใจในด๎านความปลอดภัย กลํุมทดลองที่ใช๎แชมพูสมุนไพรทองพันช่ังแล๎วไมํเป็นอันตรายตํอหนัง
ศรี ษะ ระดับความพึงพอใจมากที่สุด ร๎อยละ 60 ใช๎แชมพูสมุนไพรทองพันช่ังแล๎วไมํทาให๎เกิดการแพ๎แชมพู ระดับ
ความพึงพอใจมากที่สุด ร๎อยละ 50 ทาให๎ผมน่ิมขึ้นภายใน 1-3 คร้ัง ร๎อยละ 86.66 แชมพูสมุนไพรทองพันช่ัง
ทาให๎อาการแพ๎แชมพูชนิดรังแคลดลง และหายไป หลังการใช๎ 1-3 คร้ัง จานวน ร๎อยละ 83.33 กลุํมควบคุม
พบวําใช๎แชมพูท่ัวไปแล๎วไมํเป็นอันตรายตํอหนังศีรษะ ระดับความพึงพอใจมาก ร๎อยละ 26.7 ใช๎แชมพูทั่วไปแล๎ว
ไมทํ าให๎เกิดการแพ๎แชมพู ระดบั ความพึงพอใจมากทส่ี ุด ร๎อยละ 30
การนาไปใช๎ ควรมีการสํงเสริมให๎นาไปใช๎เพื่อสํงเสริมสุขภาพหนังศีรษะ และขยายผลให๎กลํุมวิสาหกิจ
ชุมชนเพ่ือสร๎างรายได๎ และควรมีการศึกษาเปรียบเทียบกับสินค๎าท่ีผลิตจากสมุนไพรตัวอื่นๆที่มีคุณสมบัติ
ใกลเ๎ คยี งกันเพอ่ื สํงเสรมิ ให๎มีการใช๎สมุนไพรอยํางแพรํหลาย
คาสาคัญ : แชมพูสมนุ ไพรทองพนั ชั่ง, แพ๎แชมพู, รงั แค
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 172
Himpro online รวดเร็ว ฉับไว ได้คณุ ภาพ ทันสถานการณ์โควดิ -19
ประยูร หาญเสมอ : 0850255522
โรงพยาบาลศรีสะเกษ
การระบาดของโควิด 19 ทาให๎ต๎องมีการสร๎างภูมิค๎ุมกันและปูองกันการเกิดโรครุนแรงและรวดเร็ว รวมถึงลด
อัตราการปุวยและเสียชวี ิต ของประชาชน คือ การจัดหาวัคซีนให๎เพียงพอ การเข๎าถึงบริการท่ีสะดวก เป็นการสนับสนุน
ให๎ประชาชนได๎รับการฉีดวัคซีนปูองกันโควิด 19 ได๎ครอบคลุมกลุํมเปูาหมาย โรงพยาบาลศรีสะเกษ จึงเป็นชํองทาง
สาคัญท่ีจะใหบ๎ รกิ ารการฉดี วัคซนี ให๎กบั ประชาชนจานวนมาก ต๎องอาศยั ความเรํงดํวนและรวดเร็วให๎ทันสถานการณ๑ การ
ระบาดของโรค ดังน้ันการมีโปรแกรมท่ีเช่ือมระหวํางคอมพิวเตอร๑และเครื่องมือเข๎าด๎วยกัน จะทาให๎บริการประชาชนได๎
รวดเรว็ และโปรแกรมตอ๎ งใช๎งานงาํ ย ทาให๎คอมพิวเตอร๑รับข๎อมูลจากเคร่ืองมือได๎โดยตรง สํงผลให๎ทางานได๎เร็วขึ้น และ
แมนํ ยาข้ึน กลํมุ งานสารสนเทศทางการแพทย๑ โดยนักวชิ าการคอมพิวเตอร๑จึงได๎พัฒนาโปรแกรมสาหรับการฉีดวัคซีนข้ึน
เพ่ือเช่ือมโยงการทางานของโปรแกรมดํานหน๎าของโรงพยาบาลศรีสะเกษ เชื่อมกับโปรแกรมของกระทรวงสาธารณสุข
(MOPH Immunization Center) และโปรแกรม Co-Vaccine หนํวยงานจึงเห็นความสาคัญท่ีจัดทานวัตกรรม Himpro
online รวดเร็ว ฉับไว ได๎คุณภาพ เพื่อเช่ือมโยงข๎อมูลแตํละโปรแกรมเข๎าด๎วยกัน วัตถุประสงค๑ เพ่ือเขียนโปรแกรม
คอมพิวเตอรท๑ เ่ี ชื่อมโยงขอ๎ มูลทุกระบบเข๎าดว๎ ยกนั และสงํ ข๎อมูลเขา๎ สํูสํวนกลางแบบ Real Time
วิธีการพัฒนาส่ิงประดิษฐ์ : รวบรวมข๎อมูลที่จาเป็นที่ในการสํงข๎อมูลการฉีดวัคซีนตํอระบบกระทรวง
สาธารณสุข ทบทวนองค๑ความร๎ู โปรแกรมคอมพิวเตอร๑ งานวิจัยและปรึกษาผู๎ทรงคุณวุฒิ ดาเนินการออกแบบ
นวตั กรรมโดยการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร๑ท่ีเชื่อมโยงงานทุกระบบเข๎าด๎วยกันและนาไปทดลองใช๎ ประเมินความ
ตอ๎ งการจากผ๎ูใช๎ ปญั หาจากการใช๎นวัตกรรม
การทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ : ทดลองใช๎โปรแกรมคอมพิวเตอร๑ Himpro online ในระบบการ
ฉีดวัคซีน ค๎นหาปัญหาและแก๎ไขปรับปรุงให๎สะดวกกับผู๎ใช๎งาน ประเมินความพึงพอใจของเจ๎าหน๎าทีในโรงพยาบาล
ศรสี ะเกษ ทใ่ี ช๎งานโปรแกรม Himpro online จานวน 35 คน
ประโยชนแ์ ละการนาไปใช้ : โปรแกรม Himpro online ท่ีใช๎งานงําย สะดวก รวดเร็ว ตรวจสอบได๎และสํง
ข๎อมูลเข๎าสูํสํวนกลางแบบ Real Time และสามารถตํอยอดการให๎บริการตรวจรักษานอกสถานท่ีได๎ และบริการบน
อุปกรณเ๑ คล่อื นที่ได๎เชํน tablet, smart phone
ผลการศึกษา : จากการใช๎โปรแกรมคอมพิวเตอร๑ Himpro online ทาให๎ระยะเวลาตั้งแตํประชาชนเข๎ามา
ฉีดยาจนถึงขั้นตอนการเฝูาระวังผลข๎างเคียงจากยา ใช๎ระยะเวลา เฉล่ีย 22 นาที โดยผลการฉีดจะแจ๎งในระบบหมอ
พร๎อมได๎ทนั ที เจ๎าหนา๎ ทีมคี วามพงึ พอใจในโปรแกรมคอมพิวเตอร๑ Himpro online รอ๎ ยละ 95
การแก้ปัญหา : ปรับระบบการพิมพ๑สติ๊กเกอร๑วัคซีนจากเดิม วัคซีน 1 กลํอง (30 ขวด) ใช๎ระยะเวลาการ
พิมพ๑สติ๊กเกอร๑ กลํองละ 10 นาที ลดเวลาการพิมพ๑สต๊ิกเกอร๑วัคซีน เหลือกลํองละ 2 นาที ปรับการคีย๑ข๎อมูลด๎วย
แปูนพิมพ๑ เปลี่ยนมาเป็นการยิงข๎อมูลวัคซีนโควิด -19 ด๎วยบาร๑โค๏ดปรับการตรวจสอบการฉีดคร้ังท่ี 1 2 และ 3 ได๎
ทนั ที พรอ๎ มออกใบรับรองการฉีดวัคซีน โควดิ -19 ปรับการรายงานอาการไมํพงึ ประสงคจ๑ ากวัคซีน ภายใน 30 นาที
สรุปและข้อเสนอแนะ : ผลงานช้ินนี้เป็นผลงานท่ีพัฒนาการทางานรํวมกันระหวํางทีมนักวิชาการ
คอมพิวเตอร๑ ทีมเภสัชกร ทีมระบาดวิทยา ทีมพยาบาล และทีมห๎องบัตรที่พบปัญหาจากการปฏิบัติงานท่ีต๎อง
เช่ือมโยงข๎อมูลจากหลายระบบ จึงรวบรวมและประยุกต๑ใช๎โปรแกรมคอมพิวเตอร๑ ทาให๎การทางานสะดวกและ
รวดเร็วมากข้ึน ทันตํอสานการณ๑โควิด-19 แล๎วยังตํอยอดประยุคใช๎งานกับบริการอื่นๆ ได๎อีกมามาย ทาให๎การ
บรกิ ารประชาชนมีความยึดหยํุน สะดวกและรวดเรว็
คาสาคญั : Himpro online โปรแกรมบริหารวัคซนี
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 173
แผ่นเจลสมุนไพรลดปวดเข่า
ขนิษฐา บานช่ืน : 0838246492
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตาบลคอนกาม
อาการของโรคขอ๎ เขําเสอ่ื มตามศาสตรก๑ ารแพทย๑แผนไทยเรยี กอาการดังกลําว คือ “โรคลมจับโปงแห๎ง
เขาํ ” ซึง่ นิยามของโรคลมจับโปงแห๎งเขํา คือ โรคท่ีมีอาการปวดบวมแดง ซึ่งอาจจะพบเพียงเล็กน๎อย มีสภาวะ
ข๎อเขําผิดรูปเขําโกงํ งอเขําไมํได๎องศา มีเสียงกรอบแกรบในเขาํ ขณะเดิน อาจปวดมากเวลาเปลี่ยนอิริยาบถหรือ
ข้ึนลงบันได โดยสาเหตุของโรคเกิดจากความเส่ือมของข๎อเขําตามวัย ทาให๎น้าหลํอเลี้ยงในข๎อเขํา(ลสิกา) แห๎ง
ไปและอาจมีมูลเหตุการณ๑เกิดโรคอ่ืนๆ เชนํ การใช๎งานหนักเกินกาลัง การอยํูในอิริยาบถที่ผิด ซ่ึงอาจสํงผลทา
ให๎เกิดอาการข๎ออักเสบ ซึ่งทางการแพทย๑แผนไทยก็จะมีหลากหลายวิธีในการรักษา หนึ่งในวิธีนั้นคือการรักษา
โดยการพอกเขําด๎วยสมุนไพร คือการนาสมุนไพรท่ีมีสรรพคุณ กระจายเลือดลมบริเวณข๎อ เพิ่มการไหลเวียน
ของเลอื ด ลดอาการเกรง็ ของกล๎ามเนื้อ เสน๎ เอน็ ลดอาการปวดบวม นามาพอกบรเิ วณเขําที่ปวดเป็นเวลา 15 –
20 นาที เพอ่ื ชวํ ยลดความรอ๎ นบรเิ วณเขํา ทาให๎อาการปวดของเขําลดลงได๎
แตํในการพอกเขํานั้นต๎องมีการเตรียมสํวนประกอบ และมีขั้นตอนที่ยํุงยากทาให๎บางครั้งผ๎ูปุวยไมํ
สะดวกในการทาเองที่บ๎าน งานการแพทย๑แผนไทย โรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลคอนกาม จึงได๎จัด
ทาการศึกษาและพัฒนายาพอกสมุนไพรให๎เป็นรูปแบบแผํนเจลสมุนไพรลดอาการปวดเขํา เพ่ือให๎สะดวกตํอ
การใช๎งานมากยิง่ ข้ึน ผู๎ปวุ ยสามารถทาได๎เองทีบ่ า๎ น
วตั ถปุ ระสงค์ เพือ่ ศึกษาประสทิ ธิผลของนวัตกรรมแผํนเจลสมนุ ไพรลดอาการปวดเขาํ
กลุ่มเปูาหมาย ผ๎ูปุวยที่มีอาการปวดข๎อเขํา ที่ไมํมีบาดแผลบริเวณเขํา ไมํเคยได๎รับการผําตัดเปล่ียน
ลูกสะบ๎า ไมํได๎รับประทานยาแก๎ปวด และยาคลายกล๎ามเนื้อ ที่มาเข๎ารับบริการท่ีโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพ
ตาบลคอนกาม ในชํวง 15 มถิ ุนายน 2564 – 22 กรกฎาคม 2564 จานวน 20 ราย
วิธีการศกึ ษา
1.ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวกับวิธีการรักษาเพื่อบรรเทาอาการปวดทางการแพทย๑แผนไทย และ
สมนุ ไพรทม่ี ีการออกฤทธิ์ชํวยลดอาการปวด เพอื่ เปน็ พน้ื ฐานในการทาการศกึ ษาตอํ ไป
2.ศกึ ษาวธิ กี ารทาแผํนเจลสมุนไพร
3.จดั ทาแผนํ เจลสมนุ ไพรลดปวดเขาํ
3.1 เตรียมสํวนประกอบของการทาแผํนเจลสมุนไพร ได๎แกํ ผงยา 5 ราก (รากคนทา รากชิงชี่ ราก
เท๎ายายมํอม รากมะเด่ือชุมพร รากยํานาง) ไพลสด ขม้นิ สด วาํ นหางจระเข๎ เจลาตนิ การบรู
3.2 นาสวํ นของสมนุ ไพรสดมาล๎างใหส๎ ะอาด หนั่ ชนิ้ เล็กๆ และนามาโคลกให๎ละเอียดพักไว๎ นาวํานหาง
จระเข๎มาปอกเปลือก ล๎างใหส๎ ะอาดและป่นั ให๎ละเอียดเป็นเนอื้ เจล
3.3 นาเน้อื วํานหางจระเข๎ที่ป่ัน สมุนไพรสดที่ตาละเอียด น้า 2 ช๎อนโต๏ะ เจลาติน มาผสมรวมกันแล๎ว
นาไปต้ังไฟอํอนๆคนให๎เข๎ากัน ท้ิงไว๎ 1 - 2 นาทีแล๎วปิดไฟ จากน้ันคํอยๆเติมผงยา 5 ราก และการบูรลงไปคน
ใหเ๎ ข๎ากัน
3.4 นาตัวยาท่ีได๎เทลงในแมํพิมพ๑ท่ีเตรียมไว๎ แล๎วนาไปแชํตู๎เย็นชํองธรรมดา 10 นาที เพ่ือให๎แผํนเจล
เซตตัว แลว๎ จดั เก็บในถงุ ผา๎ ดา๎ ยดิบเก็บใสถํ งุ และแชตํ ูเ๎ ย็นชํองธรรมดาเพื่อให๎สะดวกตอํ การนาไปใช๎
4.การประเมินประสิทธผิ ลของแผํนเจลพอกสมนุ ไพร
4.1 เก็บข๎อมลู เป็นรายบคุ คล ประเมินระดับความเจบ็ ปวด 1 - 10 ระดบั กอํ นการใช๎แผนํ เจลสมุนไพร
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 174
4.2 แนะนาวธิ กี ารใชง๎ าน และวธิ กี ารเกบ็ รักษา โดยใช๎วันละ 2 คร้ัง ครัง้ ละ 15 นาที เชา๎ และกอํ นนอน
ติดตอํ กนั 1 สัปดาห๑ วธิ ีเก็บโดยการนาแผํนเจลใสถํ งุ แล๎วแชตํ ูเ๎ ย็นชอํ งธรรมดา
4.3 เม่อื ครบ 1 สปั ดาห๑ นัดประเมนิ อาการ โดยประเมนิ ระดบั ความเจ็บปวด และประเมนิ ความพึงพอใจ
ในการใชแ๎ ผนํ เจลสมนุ ไพรลดปวด
ผลการศกึ ษา กลุมํ ตวั อยํางสวํ นใหญํเป็นเพศหญงิ รอ๎ ยละ 60 ชวํ งอายุ 50-59 ปีร๎อยละ 80 สถานภาพ
สมรส ร๎อยละ 90 ระดับการศึกษาประถมศึกษา ร๎อยละ 80 อาชีพเกษตรกร ร๎อยละ 90 ไมํมีโรคประจาตัว
ร๎อยละ 80 ไมํแพ๎สมุนไพร/สารเคมี ร๎อยละ 100 ผลการประเมินอาการปวดกํอนและหลังการใช๎นวัตกรรม
พบวํา คําระดับความรุนแรงของอาการปวดกํอนการใช๎นวัตกรรมมีคําเฉลี่ย 6.25 ±SD 0.78 หลังจากการใช๎
นวตั กรรม คาํ เฉลี่ย 2.7 ±SD 0.88 เทียบกันแล๎วพบวํา ผ๎ูปุวยมีระดับความรุนแรงของการปวดลดลงหลังจาก
ใช๎นวัตกรรมแตกตํางจากกํอนการใช๎อยํางมีนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05 (p<0.001) การประเมินความพึงพอใจ
ของกลํุมตัวอยําง คะแนนเต็ม 5 พบวํากลํุมตัวอยํางท่ีใช๎แผํนเจลสมุนไพรมีความพึงพอใจในภาพรวมอยูํใน
ระดับมากคําเฉล่ียเทํากับ 4.3 ความพึงพอใจด๎านรูปแบบอยํูในระดับมาก มีคําเฉล่ีย 4.4 ความพึงพอใจด๎าน
คณุ ภาพอยํใู นระดบั มาก คําเฉลี่ยเทาํ กับ 4.3 เมอ่ื พจิ ารณา พบวํา มีความพึงพอใจมากในทกุ ด๎าน
สรปุ ผลขอ้ เสนอแนะ นวตั กรรมแผนํ เจลสมนุ ไพรลดปวดเขาํ มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการปวด
เขํา อยูํในระดับที่ดี และมีรูปแบบที่ใช๎งานงํายไมํต๎องมีขั้นตอนยุํงยาก ข๎อเสนอแนะคือควรมีการศึกษาในกลุํม
ตัวอยํางใหม๎ ากขึน้ และเพม่ิ ระยะเวลาในการทาการศกึ ษาในผปู๎ วุ ยแตลํ ะคน
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 175
ฟันสวยยิ้มใสด้วยนวตั กรรมไลน์ Line Official Account
กมลวรรณ สาแดง : 0837313755
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบ้านตาโมกข์
ในสงั คมปัจจุบันมีการใช๎สื่อเพ่ือประชาสัมพันธ๑สร๎างความรู๎ ความเข๎าใจด๎านสุขภาพ เพื่อให๎ประชาชน
สามารถเข๎าถึงข๎อมูลสุขภาพครอบคลุมทุกกลุํมวัย สามารถตัดสินใจท่ีจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และ
ได๎รับคาแนะนา คาปรึกษาอยํางเหมาะสม ซึ่งการดาเนินงานประชาสัมพันธ๑ในปัจจุบันมีการเปล่ียนแปลงจาก
ในอดีตซึ่งมักจะเผยแพรํข๎อมูลขําวสารผํานสื่อโทรทัศน๑ วิทยุ และหนังสือพิมพ๑เป็นหลัก มาสูํการใช๎เครือขําย
สังคม (Social Network) อยํางแพรํหลาย จากรายงาน DIGITAL AROUND THE WORLD IN 2018 ซ่ึงเป็น
การรวบรวมสถิติการใช๎งานอินเทอร๑เน็ตท่ัวโลก พบวําประเทศไทยมีผู๎ใช๎งานอินเทอร๑เน็ตคิดเป็นร๎อยละ 82
ของจานวนประชากรทั้งหมด นอกจากน้ันยังเป็นประเทศที่ใช๎เวลาตํอวันอยํูกับอินเทอร๑เน็ตมากท่ีสุดในโลก
(รวมทุกอุปกรณ๑) โดยเฉลี่ยอยูํที่ 9 ชั่วโมง 38 นาทีตํอวัน เม่ือพิจารณาถึงทัศนคติของผู๎ใช๎อินเทอร๑เน็ต พบวํา
ร๎อยละ 68 เช่อื วาํ เทคโนโลยีใหมํ ๆ จะชํวยสรา๎ งโอกาสมากกวาํ เปน็ เรอ่ื งของความเสย่ี ง
ดังนั้นพฤติกรรมการสื่อสารผําน “เครือขํายสังคม” (Social Network) ของประชาชนท่ีเพ่ิมมากข้ึน
รพ.สต.บ๎านตาโมกข๑จึงเกิดแรงบันดาลใจในการพัฒนาตํอยอดพฤติกรรมของประชาชนในปัจจุบัน และเห็นถึง
ความจาเป็นที่จะพัฒนาชํองทางการให๎ความร๎ูผํานเครือขํายสังคมระบบ Line Official Account เป็นหน่ึง
ชอํ งทางที่สามารถเขา๎ ถงึ ประชาชนได๎มากท่ีสุด และเพื่อเป็นการตํอยอดการพัฒนาสื่อความรู๎ให๎มีความทันสมัย
เข๎ากับเทคโนโลยีในปัจจุบัน เป็นกลไกที่สาคัญในการส่ือสารความรู๎ ความเข๎าใจด๎านทันตสุขภาพท่ีถูกต๎อง
ให๎แกํประชาชนและภาคี สามารถพ่ึงตนเองด๎านสุขภาพและบอกตํอให๎คนในครอบครัว ชุมชน สังคมในการ
ดูแลสุขภาพรวํ มกันตอํ ไปในภายภาคหนา๎ ได๎
วตั ถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื พฒั นา line official account ในการใหค๎ วามรู๎ด๎านทนั ตสุขภาพ สาหรบั อสม. และประชาชนทวั่ ไป
2. เพอื่ ใหก๎ ลมํุ เปูาหมายมคี วามรู๎เกย่ี วกบั ปัญหาสขุ ภาพชอํ งปาก การดแู ลสขุ ภาพชํองปากที่ถกู ตอ๎ ง
3. เพ่อื ให๎กลุํมเปูาหมายมคี วามพงึ พอใจตํอการใช๎นวตั กรรม “ฟ.ฟนั ยิม้ สวย”
กลุม่ เปูาหมาย
1. อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมบูํ า๎ น รพ.สต.บา๎ นตาโมกข๑ จานวน 10 คน
2. ประชาชนท่ัวไปทม่ี ารบั บรกิ ารทันตกรรม ท่รี พ.สต.บ๎านตาโมกข๑ จานวน 20 คน
ระยะเวลาดาเนนิ การ เมษายน – พฤษภาคม 2565
กระบวนการสร้างวิธกี ารศกึ ษาพัฒนานวัตกรรม
1. ทบทวนข๎อมูลวรรณกรรม ความรู๎เก่ียวกับทันตสุขภาพชํองปาก เชํน โรคฟันผุ โรคปริทันต๑ การดูแล
สุขภาพชอํ งปาก การตรวจสุขภาพชํองปากดว๎ ยตนเอง เป็นต๎น
2. ศึกษาการสร๎าง line official account และวิธีการสร๎าง Google site เพื่อลงข๎อมูลสื่อความรู๎ทันต
สขุ ภาพ
3. ใช๎ Line Office account นวัตกรรม “ฟันสวย ย้ิมใส” กับกลุํมเปูาหมาย เพ่ือนาไปปรับแก๎ให๎
เหมาะสม สามารถใช๎งานได๎งําย
4. วิเคราะหป๑ ระเมินผลลัพธ๑การทดลองใช๎ Line Official พร๎อมอภปิ รายผล ข๎อเสนอแนะในการพัฒนา
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 176
วธิ ีใช้นวตั กรรม สแกน QR Code line official ใช๎งานตามฟังก๑ชัน ทดสอบ
ความร๎ู หรือติดตํอสอบถาม
เพิม่ เติมได๎
ตัวอยําง ตวั อยําง
ฟงั ก๑ชันข๎อปฏบิ ตั กิ อํ น-หลัง ฟังก๑ชันการทาแบบทดสอบความร๎ู
การเข๎ารับบริการทันตกรรม
การทดสอบประสิทธิภาพของนวตั กรรม ตัวช้ีวัดความสาเร็จของนวตั กรรมและผลการดาเนินงาน
วัตถุประสงค์ ตวั ช้วี ดั การประเมินตวั ช้ีวัด ผลการดาเนินงาน ตวั ชว้ี ดั
บรรลุ ไม่บรรลุ
เพือ่ ให๎กลุํมเปาู หมาย ร๎อยละ 80 ของกลุํม ประเมินจากการทา กลมํุ เปาู หมายท่ตี อบ
มคี วามร๎เู กย่ี วกับ เปูาหมาย มคี วามรู๎ แบบทดสอบความรู๎ แบบทดสอบความร๎ู
ปญั หา เกี่ยวกับปญั หาสขุ ภาพ จานวน 10 ขอ๎ ซึง่ ได๎ 6 ข๎อขึ้นไป มี
สุขภาพชํองปาก การ ชํองปาก การดแู ล ตอ๎ งตอบถูก 6 ข๎อ จานวน 25 คน คดิ
ดูแลสขุ ภาพชอํ งปาก สขุ ภาพชํองปากที่ ข้ึนไปจึงจะถือวาํ เปน็ ร๎อยละ 83.3
ทีถ่ กู ต๎อง ถกู ต๎อง ผาํ นเกณฑ๑
เพ่อื ใหก๎ ลุมํ เปูาหมาย รอ๎ ยละ 80 ของ ประเมินจากการทา กลมํุ เปาู หมายทท่ี า
มีความพึงพอใจตํอ กลํุมเปาู หมาย มีความ แบบประเมนิ ความ แบบประเมินความ
การใชน๎ วตั กรรม พึงพอใจตํอการใช๎ พึงพอใจในการใช๎ พึงพอใจในระดบั
นวัตกรรม “ฟ.ฟนั ย้ิม นวัตกรรม มาก จานวน 25 คน
สวย ในระดับมาก คดิ เปน็ ร๎อยละ83.3
ประโยชนแ์ ละคุณค่านวัตกรรม
1. ชํวยให๎อาสาสมคั รสาธารณสขุ ประจาหมูํบา๎ น ประชาชนทวั่ ไป มคี วามร๎ทู นั ตสุขภาพชํองปากมากข้ึน
2. สามารถประเมินปัญหาสุขภาพชํองปากตนเองเบ้ืองตน๎ ได๎ กํอนมารบั บริการทนั ตกรรม
3. เพ่ิมชอํ งทางในการตดิ ตํอสอบถามบคุ ลากรทันตสาธารณสุข ไดร๎ ับคาแนะนาทีเ่ หมาะสม
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 177
กราฟจราจรสดใสหว่ งใยลกู รกั
Graph of traffic for your lover child
สมบูรณ์ แนวมั่น : 0812658445
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลโคกหล่าม
นวตั กรรม “กราฟจราจรสดใสหํวงใยลูกรัก” เป็นการนานวัตกรรมมาใช๎ในการประเมินทารกในครรภ๑
วธิ ีการประเมนิ สขุ ภาพทารกในครรภ๑ทที่ ่ีงํายและส้ินเปลืองคําใช๎จํายน๎อยท่ีสุด ซึ่งจากการดาเนินงานฝากครรภ๑
ในสมดุ บนั ทกึ สุขภาพแมแํ ละเด็ก ตง้ั แตํปี 2555 – 2563 ไมํมีตารางการนับลูกดิ้นและไมํมีกราฟการแปลผลจึง
ได๎คิดค๎นนวัตกรรมน้ีข้ึนจากการดาเนินงานท่ีผํานมาในปี 2558 มีทารกในครรภ๑ 37 สัปดาห๑ เสียชีวิต 1 ราย
ร๎อยละ 4 จึงได๎ใช๎นวัตกรรมน้ีเพื่อใช๎ในการให๎บริการโดยมีวัตถุประสงค๑เพ่ือสร๎างนวัตกรรมในการประเมิน
สัญญาณชพี ทารกในครรภ๑และ เพื่อให๎มารดาสามารถประเมินความผิดปกติของทารกในครรภ๑ได๎ ทาการศึกษา
ระหวาํ ง วนั ท่ี 1 ต.ค. 61 ถึง 30 ก.ย. 63 จานวน 32 ราย วิเคราะห๑ข๎อมูลด๎วยสถิติท่ีใช๎ในการศึกษา คือ ร๎อยละ
คําเฉลี่ย สํวนเบี่ยงเบนมาตรฐานคําสูงสุด คําต่าสุด ผลการศึกษาพบวําจากการใช๎ นวัตกรรมในการประเมิน
สัญญาณชีพทารกในครรภ๑กลํุมตัวอยําง มีอายุเฉลี่ย ที่ 26 ปี อายุมากสุด 34 ปี อายุน๎อยสุด 17 ปี SD 3.86
ระดับการศกึ ษาจบระดับมธั ยมตอนตน๎ ร๎อยละ 46.8 สถานภาพสมรถ รอ๎ ยละ 93.7 และพบวํามารดาสามารถ
แปลผลได๎ถูกต๎องร๎อยละ 100 พบวํามีความผิดปกติ ร๎อยละ 6.3 และพบแพทย๑ได๎ทันเวลา ร๎อยละ100 ทาให๎
หญงิ ต้งั ครรภ๑ไดร๎ บั การดูแลได๎ทันทวงที ทารกไมํมีอันตรายและปลอดภัย และยังสามารถสร๎างเครือขํายในการ
ดูแลสขุ ภาพมารดาและทารกในครรภ๑ไดด๎ ยี ่ิงขนึ้ เหมาะกับสถานการณ๑ปัจจุบันในการเกิดโรคระบาดในชุมชนทา
ให๎หญงิ ตง้ั ครรภ๑ไมํสามารถไปพบแพทยต๑ ามแผนการดแู ลหญิงต้ังครรภ๑ สามารถใช๎ได๎สะดวกและคุ๎มคํา ปูองกัน
ความเสีย่ งหรืออันตรายทอี่ าจเกดิ ขึน้ ได๎ สามารถสรา๎ งความเช่อื ม่ันใหก๎ ับมารดาและให๎เกิดการมีสํวนรํวมในการ
ดูแลสุขภาพได๎อยํางเหมาะสม และได๎ขยายผลการใช๎นวัตกรรมในเขตบริการอาเภออุทุมพรพิสัยและอาเภอ
ใกล๎เคยี งไดใ๎ ช๎นวัตกรรมในการประเมนิ สัญญาณชพี ของทารกในครรภ๑ได๎อยํางท่ัวถงึ
คาสาคญั : กราฟจราจร, ลกู รัก
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 178
Lumpy skin healing herbs Gel
เจลสมนุ ไพรรกั ษา ลัมปี สกิน ในโค
ปณดิ า อุปสขุ และพิไลพรรณ จนั ทประสาร : 0837254836
โรงพยาบาลลืออานาจ
โรคลัมปี สกิน มีถิ่นกาเนิดในแอฟริกาเกิดจากเชื้อไวรัส Carpripoxvirus มีแมลงเป็นพาหะ
กํอให๎เกิดโรคชนิดตุํมน้าเหลือง คล๎ายฝีบนผิวหนังและเยื่อเมือกทั่วรํางกายของโค ระบาดในไทยในเดือน
มี.ค.64 ระบาดในอาเภอลืออานาจในเดือน พ.ค.64 ขณะนั้นยังไมํมียารักษา สํงผลทาให๎โคตายเป็นจานวน
มากกํอให๎เกิดความสูญเสียแกํเกษตรกร จึงได๎หาแนวทางรักษาโดยใช๎สมุนไพรในท๎องถ่ิน วัตถุประสงค๑ เพื่อ
ศึกษาผลของตารับยาสมุนไพร 5 ชนิด ตํอการหายของแผลที่เกิดจากเชื้อไวรัส ลัมปี สกิน ในโค ประชากร
โคจานวน 60 ตัว อุปกรณ๑ 1) สารกํอเจล Carbopor,TEA 2) สมุนไพร ขมิ้นชัน ฟูาทะลายโจร ใบสะเดา
ใบเสลดพันพอน ตาลึง วิธีการพัฒนาสิ่งประดิษฐ๑ 1) สกัดสารสาคัญจากสมุนไพรด๎วยวิธีการสกัดอยํางงําย
2) ผลิตเจลสมุนไพร 3) ทดสอบเจลสมุนไพรในโคที่ปุวยเป็นลัมปี สกิน การเก็บข๎อมูล1) แบบสอบถาม2)
แบบประเมินการหายของแผล สถิติ ร๎อยละ คําเฉล่ีย คําเบ่ียงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา โคเพศผู๎ (ร๎อยละ
66.7) เพศเมีย (ร๎อยละ 33.3) อายุเฉล่ีย 2-5 ปี (ร๎อยละ 50) อายุ 1-2 ปี (ร๎อยละ 33.3) อายุน๎อยกวํา 1 ปี
(ร๎อยละ 16.7) ประเมินการหายของแผลลัมปี สกิน 30 วัน พบวํา กลุํมโคร๎อยละ 53.4 มีคําเฉลี่ย
ระยะเวลาในการหายของแผลในสัปดาห๑ท่ี 2 กลํุมโคร๎อยละ 26.7 คําเฉลี่ยระยะเวลาในการหายของแผลใน
สัปดาห๑ที่ 3 สรุปผล ตารับยาสมุนไพรรักษาแผลที่เกิดจากเชื้อไวรัส ลัมปี สกินสามารถรักษาแผลให๎แห๎ง
หายได๎เร็วกวําปกติ ประโยชน๑ สํงเสริมให๎เกษตรกรผลิตและใช๎เจลสมุนไพรซึ่งเป็นสมุนไพรในชุมชนเพื่อลด
ต๎นทุนในรักษาโคปุวยลัมปี สกิน
คาสาคัญ : เจลสมุนไพรรักษาลมั ปี สกิน , โรคลัมปี สกนิ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 179
การศึกษานวัตกรรมเครอื่ งช็อตลูกนา้ ยงุ ลายกระแสไฟฟูาแรงโวลต์ขนาดตา่ ขนาด 36 โวลต์
เขตพ้นื ท่โี รงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลไกค่ า อาเภอเมอื งอานาจเจริญ จงั หวัดอานาจเจริญ
วราวุฒิ บษุ ผาวงค์ : 0853136088
โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพตาบลไกค่ า
การศึกษานวัตกรรมเคร่ืองช็อตลูกน้ายุงลายกระแสไฟฟูาแรงโวลต๑ขนาดต่า ขนาด 36 โวลต๑ เป็นวิจัย
เชิงปฏิบัติการ (Action reseach) มีวัตถุประสงค๑ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของกับเคร่ืองช็อตลูกน้า
กระแสไฟฟูาแรงโวลตข๑ นาดตา่ ขนาด 36 โวลต๑ และเพ่ือประเมนิ ความพึ่งพอใจของนวัตกรรมเคร่ืองช็อตลูกน้า
ยุงลายกระแสไฟฟูาแรงโวลตข๑ นาดตา่ ขนาด 36 โวลตต๑ อํ ชุมชน วิธกี ารพฒั นาสง่ิ ประดิษฐ๑ 1.) จดั เตรียมหาวัสดุ
อุปรกรณ๑ 2.) ผลติ นวตั กรรมเครอ่ื งช็อตลกู นา้ ยงุ ลาย 3.) ทดสอบนวัตกรรมเครื่องช็อตลูกน้ายุงลายในภาชนะที่
มีลูกยุงลาย 100 ตัว โดยเร่ิมปรับกระแสไฟฟูาจาก 6 12 24 36 โวลต๑ สามารถกาจาลุกน้ายุงได๎ 25 50 75
100 ตามลาดับ ผ๎ปู ระดิษฐ๑จึงไดน๎ าคํากระแสไฟฟาู ทส่ี ามารถกาจัดลูกน้าได๎ดที ่สี ุดนาไปทดลองใช๎ในชุมชน
ผลการศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรมเคร่ืองช็อตลูกน้ากระแสไฟฟูาแรงโวลต๑ขนาดต่า ขนาด 36
โวลต๑ในชุมชน พบวํา จากการลงพ้ืนท่ีสารวจพบบ๎านท่ีมีลูกน้ายุงลายจานวน 20 หลังคาเรือน โดยไมํสามารถ
ระบุจานวนลูกน้ายุงลายในแตะละภาชนะได๎ สํวนมากพบในภาชนะใสํน้า ขนาดใหญํ ความกว๎าง 30 Cm สูง
30 CM หรือ โอํงมังกร จากนัน่ ไดใ๎ ช๎นวัตกรรมเครอื่ งชอ็ ตลูกน้ากระแสไฟฟูาแรงโวลต๑ขนาดต่า ขนาด 36 โวลต๑
จุํมลงในภาชนะทมี่ ลี กู นา้ ยงุ ลายท้ัง 20 หลังคาเรอื น หลังทาการทดลองผํานไป 2 ชัว่ โมง ได๎ทาการสารวจลูกน้า
ยงุ ลายซ้าอกี 1 รอบ พบวํา ยังมี 3 ภาชนะท่ียังมีลูกน้าท่ียังไมํสามารถกาจัดจึงได๎ทาการใช๎นวัตกรรมเครื่องช็อ
ตลูกน้ากระแสไฟฟูาแรงโวลต๑ขนาดต่า ขนาด 36 โวลต๑ อีก 1 รอบ พบวําสามารถกาจัดลูกน้าได๎ 100 % ที่
สารวจ จึงเป็นไปตามสมมุติฐานที่ต้ังไว๎อยํางมีนัยสาคัญทางสถิติ ผลการประเมินความพึ่งพอใจจากการใช๎
นวัตกรรมเคร่ืองช็อตลูกน้ายุงลายจานวน 20 ราย พบวํา มีระดับความพึงพอพอใจในระดับดีมาก ร๎อยละ 95
จึงเปน็ ไปตามสมมุตฐิ านที่ตง้ั ไวอ๎ ยํางมีนัยสาคญั ทางสถิติ
จากประสิทธิภาพของกับเคร่ืองช็อตลูกน้ากระแสไฟฟูาแรงโวลต๑ขนาดต่า ขนาด 36 โวลต๑ดังกลําว
สามารถนาไปใช๎เปน็ แนวทางในการกาจดั ลกู น้ายงุ ลายและพัฒนานวัตกรรมให๎มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและใช๎
ประโยชนไ๑ ดต๎ อํ ไป
คาสาคญั : เครื่องชอ็ ตลกู น้ายุงลาย, กระแสไฟฟูาแรงโวลต๑ขนาดต่า ขนาด 36 โวลต๑
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 180
ผลของฉลากยารปู ภาพต่อผู้ปวุ ยท่รี บั ประทานยาวารฟ์ ารินในโรงพยาบาลเสนางคนิคม
สายสนุ ี ผดุงไสย์ : 0945426715
โรงพยาบาลเสนางคนิคม
ยาวาร๑ฟารินเป็นยาตา๎ นการแขง็ ตวั ของเลอื ดที่มีดัชนีการรกั ษาแคบ มักใช๎ในการรักษาผ๎ูปุวยโรคหลอด
เลือดสมองอุดตันจากลิ่มเลือดและภาวะหัวใจเต๎นผิดจังหวะ แตํมักพบวําผ๎ูปุวยมีพฤติกรรมการรับประทานยา
วาร๑ฟารินไมํตรงตามแพทย๑ส่ัง จนเกิดอาการข๎างเคียงจากยาวาร๑ฟาริน และคําไอเอ็นอาร๑ผิดปกติ ดังนั้น
การศึกษาน้ีจงึ มวี ตั ถุประสงค๑เพือ่ ศึกษาผลจากการใชฉ๎ ลากยารูปภาพในผู๎ปุวยที่รับประทานยาวาร๑ฟาริน ผ๎ูปุวย
ที่ถูกคัดเลือกเข๎ารํวมการวิจัยท้ังหมด 18 คน เป็นเพศชายร๎อยละ 61.1 อายุโดยเฉลี่ย 64.61 ± 10.2 ปี จบ
การศึกษาที่ระดับประถมศึกษาร๎อยละ 88.9 และจานวนรายการยาที่ผ๎ูปุวยใช๎เฉลี่ย 5.7 ± 1.6 รายการ
รับประทานยาด๎วยตนเอง ร๎อยละ 88.9 วิเคราะห๑ผลความสัมพันธ๑กํอนและหลังการได๎รับฉลากยารูปภาพตํอ
พฤติกรรมการรับประทานยาวาร๑ฟารินไมํตรงตามแพทย๑ส่ัง คําไอเอ็นอาร๑ด๎วยสถิติไคสแควร๑ ผลการทดลอง
พบวาํ หลังการได๎รบั ฉลากยารูปภาพทาใหพ๎ ฤตกิ รรมการรบั ประทานยาวารฟ๑ ารินที่ไมถํ ูกต๎องตามคาสั่งใช๎ยาของ
แพทยล๑ ดลงอยํางมนี ยั สาคญั ทางสถิติ (p<0.05) สํวนผลการเปรียบเทียบความแตกตํางกํอนและหลังการได๎รับ
ฉลากยารูปภาพตํอคาํ ไอเอ็นอาร๑ ของผูป๎ วุ ยพบวาํ ไมํมีความสัมพนั ธก๑ นั ทางสถิติ
คาสาคัญ : ยาวาร๑ฟาริน, ฉลากยารูปภาพ, คาํ ไอเอน็ อาร๑, โรงพยาบาลเสนางคนิคม
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 181
ถุงสง่ ยาสือ่ ใจ จากหมออนามยั สกู่ ารดแู ลคนไข้โรคเรือ้ รัง ในสถานการณ์โควดิ -19
กลุ ธิดา กลุ เสรี : 0844292889
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตาบลบา้ นโปง่ หนิ
การศึกษาคร้ังนี้เป็นการศึกษาเชิงนวัตกรรม กึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค๑เพื่อศึกษาการควบคุมระดับ
น้าตาลของผู๎ปุวยโรคเบาหวานชนิดท่ี 2 ในสถานการณ๑โควิด-19 และศึกษาความพึงพอใจจากการสร๎าง
นวัตกรรม “ถุงสํงยาสื่อใจ จากหมออนามัยสูํคนไข๎โรคเร้ือรังในสถานการณ๑โควิด-19” โดยเลือกศึกษาแบบ
เฉพาะเจาะจง กลํุมตัวอยํางจะเป็นผู๎ปุวยโรคเบาหวานชนิดท่ี2 ในเขตพ้ืนที่บ๎านหนองโน หมํูที่ 6 ตาบลโพน
ทอง อาเภอเสนางคนิคม จังหวัดอานาจเจริญ ที่รับบริการที่คลินิกโรคเรื้อรังในรพ.สต.บ๎านโปุงหิน จานวน 20
คน อสม.จานวน 10 คน เครื่องมือที่ใช๎ในการวิจัยได๎แกํ ถุงสํงยาที่ประดิษฐ๑ข้ึนโดยเจ๎าหน๎าที่ รพ.สต.บ๎านโปุง
หิน เคร่ืองมือปิงปองจราจร 7 สี เพื่อแยกระดับความรุนแรงของโรคในผู๎ปุวยโรคเบาหวานชนิดท่ี 2 และ
แบบสอบถามความพึงพอใจตํอการใช๎นวัตกรรม วิเคราะห๑ข๎อมูลด๎วย คําร๎อยละ (%) คําเฉล่ีย ( ) คําสํวน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการศกึ ษาพบวาํ ผปู๎ วุ ยและ อสม.สํวนใหญํมีความพึงพอใจตํอการใช๎นวัตกรรมถุง
สงํ ยาสื่อใจ จากหมออนามัยสกูํ ารดูแลคนไข๎โรคเรื้อรัง ในสถานการณ๑โควิด-19ท่ีระดับมากที่สุด มีคํา Mean =
4.83 ,คํา S.D.=0.461 และคาถามข๎อท่ี 6 ทํานคิดวําควรใช๎ถุงพลาสติกขนสํงยาเหมือนเดิม มีคําระดับความ
พึงพอใจน๎อยท่ีสุด โดยมีคํา Mean = 1.8 คํา S.D.=1.375 สํวนการเปรียบเทียบผลของระดับน้าตาลในเลือด
กํอนและหลังการใช๎นวัตกรรมพบวําคําเฉลี่ยระดับน้าตาลในเลือดของกลํุมเปูาหมาย กํอนการสร๎างนวัตกรรม
เทาํ กับ 150.45 mg% (SD=55.70,min=96 mg%, max=312 mg%) สํวนคําเฉลี่ยของระดับน้าตาลในเลือด
ของกลํุมเปูาหมาย หลงั การสร๎างนวัตกรรม เทํากับ 142.25 mg % (SD. = 37.76,min=81 mg%, max=237
mg%) ซ่ึงแปลผลได๎วํา ระดับน้าตาลในเลือดของผ๎ูปุวยโดยรวมมีคําลดลงหลังการใช๎นวัตกรรมถุงสํงยาอยํางมี
นยั สาคญั
คาสาคญั : ถงุ สงํ ยาสอ่ื ใจ, ผปู๎ วุ ยโรคเบาหวานชนิดท่ี2, สถานการณ๑โควดิ -19
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 182
ประสิทธผิ ลการนวดประคบเตา้ นมตนเองดว้ ยถงุ มือประคบสมุนไพร
ตอ่ การลดอาการปวดในมารดาหลงั คลอด
เบญจพร กองมา และนรศิ รา พรมบุตร : 0825142892
โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สุขภาพตาบลบา้ นชัยชนะ
จากการดาเนินงานโครงการสายสัมพันธ๑แมํ - ลูก และโครงการสายใยรักแหํงครอบครัว เพื่อให๎มารดาตระหนัก
ถึงการเล้ยี งลูกด๎วยนมแมํอยํางเดียวอยํางน๎อย 6 เดือน จากผลการดาเนินงานท่ีผํานมาประเมินจากแบบสอบถามมารดา
หลังคลอด 50 ราย พบวํา ร๎อยละ 70 มีปัญหาน้านมไมํไหล คัดตึงเต๎านมน้านมมาช๎า น้านมน๎อย แมํลูกแยกกันอยํู
หลังคลอด พบวําปัญหาคัดเต๎านม เป็นปัญหาท่ีทาให๎มารดาเลิกเลี้ยงลูกด๎วยนมแมํเป็นอันดับแรก เน่ืองจากทาให๎เกิด
ความทกุ ขท๑ รมานแกํรํางกาย และความเครียดแกํมารดา มีข๎อมูลสนับสนุนวําปัญหาคัดตึงเต๎านมทาให๎เกิดความเครียด
เจ็บปวดแกํมารดาเป็นอยํางมาก หากไมํได๎รับการแก๎ไขอาจทาให๎ภาวะแทรกซ๎อนอ่ืนๆ ตามมาอีก เชํน เต๎านมอักเสบ
วัตถปุ ระสงค์ เพ่ือศกึ ษาประสทิ ธิผลของการนวดเต๎านมตนเองโดยการใช๎ถุงมือประคบสมุนไพรตํอการลดอาการปวดของ
เต๎านม และวัดประสิทธิผลความแตกตํางระหวํางการใช๎ถุงมือประคบเต๎านมสมุนไพรกับการนวดคลึงเต๎านมโดยใช๎มือ
วิธีการพัฒนานวัตกรรม ประเมินปัญหา เก็บรวบรวมข๎อมูล , กาหนดแนวทางการประเมินผลการนวดประคบเต๎านม
ตนเองตอํ การลดอาการปวดในมารดาหลังคลอด และ เกบ็ ขอ๎ มลู โดยใช๎แบบสอบถาม ผลิตถุงมือประคบเต๎านมสมุนไพรมี
สํวนประกอบ คือ ไพล , ขม้ินชัน , ตะไคร๎บ๎าน , ผิวมะกรูด , ใบมะขาม , เกลือ , ข้ันตอนดาเนินงานเก็บข๎อมูลให๎สุข
ศกึ ษาการนวดคลึงเต๎านม สาธิตการนวดให๎แกํมารดาหลังคลอด และทาการนวดคลึงด๎วยตนเองโดยใช๎มือ กับการใช๎ถุง
มอื ประคบสมุนไพรตํอการลดอาการปวด รวบรวมวิเคราะห๑ข๎อมูล สรุปผล การทดสอบประสิทธิภาพนวัตกรรม อัตรา
มารดาหลังคลอดปวดคัดตึงเต๎านมลดลง น้านมไหลได๎ดีขึ้น ร๎อยละความพึงพอใจของมารดาหลังคลอด สรุป มารดา
หลังคลอดทร่ี บั บริการในโรงพยาบาลมหาชนะชยั จานวน 30 ราย โดยสวํ นใหญชํ ํวงอายุระหวําง 21-30 ปี คิดเป็นร๎อยละ
63.3 ทาการศึกษาโดยใหส๎ ขุ ศึกษาและสาธิตการนวดเตา๎ นมดว๎ ยตนเองแกกํ ลุํมตวั อยาํ งมารดาหลังคลอด 48 ชั่วโมง และ
ให๎กลุํมตัวอยาํ งทดลองนวดดว๎ ยตนเองโดยใช๎ (Plan Score 0-10 ระดับ ) เม่ือเปรียบเทียบระหวํางการใช๎มือกับการใช๎ถุง
มือประคบเต๎านมสมุนไพรเพื่อลดอาการปวดคัดตึงและเพ่ิมการไหลของน้านม พบวําการใช๎มือในกลํุมตัวอยําง 30 ราย
มีอาการปวดคัดตึงลดลงน้านมไหลได๎ดีขึ้น คิดเป็นร๎อยละ 32 หลังนวดประคบเต๎านมโดยใช๎ถุงมือประคบสมุนไพรมี
อาการปวดคัดตึงลดลงน้านมไหลได๎ดีขึ้น คิดเป็นร๎อย 75 ระดับความเจ็บปวดโดยใช๎มือนวดคลึงเต๎านม (mean=5.1
,S.D.=1.1 ) และวัดระดับความเจ็บปวดโดยใช๎ถุงมือประคบสมุนไพรนวดเต๎านม(mean=2.9 ,S.D.= 1.3 ) ระดับความ
เจ็บปวดในการใช๎ถุงมือประคบสมุนไพรลดลงเฉลี่ย (mean=2.2 ,S.D.= 1.1 ) เม่ือเปรียบเทียบการใช๎มือกับการใช๎ถุงมือ
ประคบสมุนไพร อาการปวดคัดตึงเต๎านมลดลง น้านมไหลได๎ดีขึ้นและมารดาหลังคลอดให๎นมบุตรได๎ครบ 6 เดือนตาม
เกณฑ๑ ประโยชน์/การนาไปใช้ นวัตกรรมถุงมือประคบเต๎านมชํวยลดภาวะการคัดตึงเต๎านมในหญิงหลังคลอดและ
สามารถนามาใช๎เป็นแนวทางเวชปฏิบัติในการ ดูแลมารดาหลังคลอด เพิ่มความนําเชื่อถือเที่ยงตรง ควรศึกษาหาข๎อมูล
เพิ่มเตมิ เพือ่ พัฒนาตอํ ยอดให๎มคี วามทนั สมยั ตํอไป
คาสาคญั : เตา๎ นม , แผํนประคบ, มารดาหลังคลอด
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 183
สามพี่นอ้ งปูองกนั โรคไข้เลือดออก
กรณีศกึ ษา ตาบลหนองหมี อาเภอกุดชมุ จงั หวัดยโสธร
จริ าวรรณ สวุ รรณศรี, และคณะ : 0899467123
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตาบลบา้ นหนองหมี
ทม่ี าและแนวคดิ การสร้างนวัตกรรม ปี 2559 อตั ราปวุ ยด๎วยโรคไขเ๎ ลอื ดของตาบลหนองหมี 229.44
ตํอประชากรแสนคน ระบาดรุนแรงกวําหลายๆ ปีที่ผํานมา มีแหลํงรังโรคในชุมชน ประชาชนไมํใสํใจในการ
กาจดั แหลํงเพาะพนั ธ๑ุยงุ ลายอยํางตอํ เน่ือง จึงได๎ประชาคมหมูบํ ๎านพบปญั หา ขยะในครัวเรอื น มีการท้ิงและการ
กาจัดที่ไมํถูกต๎อง คลองระบายน้า มีน้าขัง เป็นแหลํงเพาะโรคติดตํอ จึงได๎หาแนวทางในการปูองกันโรค
ไข๎เลือดออก และประยุกต๑ใช๎นวัตกรรม สามพ่ีน๎องปูองกันโรคไข๎เลือดออก โดยมีวัตถุประสงค๑เพื่อควบคุมโรค
ไขเ๎ ลือดออกในชมุ ชนและศึกษาผลของการใช๎นวัตกรรม วิธีการศึกษา จัดทาและใช๎นวัตกรรมประเภทรูปแบบ
และกระบวนการใน เดือน กันยายน 2561- กันยายน 2564 มี 4 ข้ันตอน 1) ขั้นวางแผน ใช๎การประชาคม
วเิ คราะหป๑ ัญหารํวมกัน 2) ขั้นการดาเนินงาน ใช๎ธรรมนูญตาบลหนองหมีขับเคล่ือนการดาเนินงาน โดยใช๎ (1)
ธงสีสื่อสารความเสี่ยงโรคไขเ๎ ลอื ดออก (2) การทาหลุมซึมกาจัดขยะ น้าเสีย ลดแหลํงเพาะโรคติดตํอ (3) การให๎
ความร๎ูโรคไข๎เลือดออกทางหอกระจายขําวหมูํบ๎านโดยใช๎เสียงเพลงเสียงลาเพ่ือให๎เข๎าใจและจาได๎งําย 3) ขั้นการ
ประเมินผลด๎านการปูองกัน ควบคุมโรคและความพึงพอใจตํอการใช๎นวัตกรรม 4) ขั้นการถอดบทเรียน
แลกเปลี่ยนเรียนร๎ูรํวมกัน การทดสอบประสิทธิภาพนวัตกรรม ภายหลังที่มีการใช๎นวัตกรรม 1) ธงสีส่ือสาร
ความเส่ียงโรคไข๎เลือดออก ผลการสารวจความชุกของลูกน้ายุงลาย พบวําความเส่ียงตํอการเกิดโรค
ไขเ๎ ลอื ดออกนอ๎ ย บ๎านท่สี ารวจพบลกู นา้ ยุงลายมจี านวนลดลง อตั ราปวุ ยด๎วยโรคไขเ๎ ลอื ดออกลดลง ไมํเกิดการ
ระบาด และไมํมีผู๎ปุวยระลอกที่ 2 อัตราปุวย 20.32 ตํอประชากรแสนคน 2) การทาหลุมซึมกาจัดน้าเสียและ
กาจดั แหลงํ เพาะโรคตดิ ตํอในหมบํู า๎ น จานวน 982 หลุม (ร๎อยละ 81.83) และการทาหลุมซึมในโรงเรียน ร๎อยละ
33.33 โดยชวํ ยลดปริมาณขยะและแหลํงเพาะโรคติดตํอ 3) คลิปเสียงลาลํองปูองกันโรคไข๎เลือดออกเปิดทางหอ
กระจายของหมูํบ๎าน กิจกรรมโมบายเคลื่อนที่ รณรงค๑ให๎ความร๎ูแกํประชาชนในตาบล ทุกสัปดาห๑ การสารวจ
ความพึงพอใจของประชาชนตํอนวัตกรรมสามพ่ีน๎องปูองกันโรคไข๎เลือดออกของผู๎นาชุมชนและประชาชน
จานวน 120 คน คะแนนความพึงพอใจโดยรวม อยํูระดับมากที่สุด (M = 4.81, SD. =0.92) ประโยชน์/การ
นาไปใช้ 1) ธงสีสื่อสารความเส่ียง บอกความเสี่ยงตํอการเกิดโรคไข๎เลือดออกผํานธงสี หลังปักธงสีรํวมกัน
ทาลายแหลํงเพาะพันธ๑ุยุงลาย 2) หลุมซึมกาจัดน้าเสียและแหลํงเพาะโรคติดตํอและนาน้าไปเก็บไว๎ใต๎ดิน
(ธนาคารน้าใต๎ดิน) 3) ลาลํองปูองกันโรคไข๎เลือดออก ให๎ความรู๎โรคไข๎เลือดออกด๎วยกลอนลาทางหอกระจาย
หมูํบ๎าน รํวมคิด รํวมทา ใช๎หลักการประชาสัมพันธ๑ เพิ่มความนําสนใจในการให๎ความรู๎ ใช๎เสียงลาแทน
เสียงพูด จางําย นาเอาไปปฏบิ ัติได๎
คาสาคัญ : โรคไข๎เลือดออก, ธงสสี ือ่ สารความเส่ียง, หลมุ ซมึ กาจัดนา้ เสีย
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 184
การพัฒนารปู แบบการดแู ลผู้ปวุ ยโรคไตเรอ้ื รงั ระยะสุดท้ายท่รี กั ษาด้วยวิธีการลา้ งไตทางช่องท้อง
โรงพยาบาลยโสธร
พันทวิ า เวชกามา : 0818790272
โรงพยาบาลยโสธร
การลา๎ งไตทางชอํ งท๎องเปน็ การรักษาท่ีต๎องทาตลอดชีวิต โดยภาวะแทรกซ๎อนท่ีพบบํอยคือการติดเชื้อ
ในชํองท๎อง การพัฒนารูปแบบการดูแลท่ีเปิดโอกาสให๎ผ๎ูปุวย ญาติผ๎ูดูแลและพยาบาลมีสํวนรํวมในการ
ตั้งเปูาหมายรํวมกัน ทาให๎บรรลุผลลัพธ๑การดูแลที่ดี การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค๑
เพือ่ พัฒนาและศึกษาผลลพั ธ๑การใช๎รูปแบบการดูแลผู๎ปุวยล๎างไตทางชํองท๎อง วิธีการศึกษา แบํงเป็น 4: ระยะ
1) วิเคราะห๑สถานการณ๑ 2) พัฒนารูปแบบ 3) ใช๎รูปแบบ 4) ประเมินผลการใช๎รูปแบบ กลํุมตัวอยํางคัดเลือก
แบบเจาะจง ผป๎ู ุวยไตเรอื้ รังรายใหมทํ ี่ได๎รับการวางสายล๎างไตทางชํองท๎องอยํางตํอเนื่องท่ีหนํวยงานล๎างไตทาง
ชํองท๎องโรงพยาบาลยโสธรจานวน 18 ราย เครื่องมือวิจัย คือรูปแบบการดูแลผ๎ูปุวยล๎างไตทางชํองท๎องที่
พฒั นาขนึ้ ตามทฤษฎีของคิง เครอ่ื งมอื เก็บรวบรวมข๎อมูลได๎แกํ แบบประเมินการปฏิบัติตามแผนการดูแลรักษา
และแบบประเมินการเกิดเย่ือบุชํองท๎องอักเสบ เคร่ืองมือผํานการตรวจสอบคุณภาพตรงตามเนื้อหาโดย
ผเู๎ ชย่ี วชาญและวิเคราะห๑ข๎อมลู โดยใชส๎ ถติ ิเชิงพรรณนา ในการหาคาํ รอ๎ ยละ คําเฉล่ีย คาํ เบย่ี งเบนมาตรฐาน
การทดสอบประสิทธิภาพ พบว่า รูปแบบการดูแลผู๎ปุวยล๎างไตทางชํองท๎องทางชํองท๎อง
โรงพยาบาลยโสธรที่พัฒนาขึ้น ผลลัพธ๑การใช๎รูปแบบ มีกลุํมตัวอยํางเข๎ารํวม 18 ราย(N=18) ร๎อยละ
100 (N=18) ผล Training รอบที่ 1 คะแนนการประเมินในระดับสูง และประเมินซ้าใน 6 สัปดาห๑ได๎
ร๎อยละ 100 (N=18) อัตราการติดเชื้อเทํากับ 0
ประโยชน/์ การนาไปใช้ การพัฒนารูปแบบการดูแลผป๎ู วุ ยโรคไตเร้ือรังระยะสุดท๎ายทีร่ ักษาด๎วยวิธีการ
ลา๎ งไตทางชอํ งท๎องโรงพยาบาลยโสธรที่พัฒนาข้ึนนี้ สํงผลดีตํอญาตผิ ู๎ดูแลและผปู๎ วุ ย ทาให๎สามารถดูแลตนเองได๎
ไมํเกิดการติดเช้ือ จึงควรขยายผลการใช๎รปู แบบการดแู ลในผู๎ปวุ ยโรคเร้ือรังอื่น ๆ ท้ังในคลนิ ิกและชุมชนตํอไป
คาสาคัญ : การดูแลผป๎ู ุวยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท๎าย, วธิ กี ารล๎างไตทางชํองท๎อง
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 185
การพัฒนารูปแบบการบนั ทึกอณุ หภมู ิต้เู ย็นเกบ็ วคั ซนี ในเครอื ขา่ ยหนว่ ยบรกิ ารปฐมภูมิ
อาเภอดงหลวง จังหวัดมกุ ดาหาร ปี 2564
จรี ศักดิ์ ห้วยทราย : 0942249610
โรงพยาบาลดงหลวง
งานวจิ ยั นม้ี ีวตั ถุประสงค๑เพอื่ พฒั นาการบันทกึ อุณหภมู ติ ู๎เย็นเกบ็ วคั ซีนอตั โนมตั ิในโรงพยาบาลดงหลวง
และโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบล คพสอ.ดงหลวงเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยใช๎แบํงการศึกษาเป็น 2
ระยะดังนี้ ระยะท่ี1.สร๎างเครื่องมือบันทึกอุณหภูมิอัตโนมัติแบบ real-time โดยใช๎ไมโครคอนโทรลเลอร๑
Arduino เป็นแพลตฟอร๑มต๎นแบบอิเล็คทรอนิกส๑แบบโอเพํนซอร๑สซึ่งใช๎ฮาร๑ดแวร๑และซอฟท๑แวร๑ท่ียืดหยํุน
เพ่ือให๎งํายตํอการใช๎งานหรือท่ีเรียกกันวํา “บอร๑ด Arduino” โดยบอร๑ด Arduino ก็มีหลายรุํนให๎เลือกใช๎ตาม
ความเหมาะสมของงาน ภาษาท่ใี ช๎เขยี นโคด๎ ควบคุมบอร๑ด Arduino เปน็ ภาษาสาหรับเขียนโปรแกรมควบคุมที่
มีไวยากรณ๑แบบเดียวกับ ภาษา C/C++ และใช๎ Arduino IDE เป็นเคร่ืองมือสาหรับเขียนโค๎ดโปรแกรม การ
คอมไพล๑โปรแกรม (การแปลงไฟล๑ภาษาซีให๎เป็นภาษาเครื่อง) และอัปโหลดโปรแกรมลงบอร๑ด ผ๎ูวิจัยใช๎บอร๑ด
Arduino ESP8266 ควบคุมการทางานของตัววัดอุณหภูมิเซนเซอร๑ DHT22 และการสํงข๎อมูลผํานเครือขําย
wifi เพื่อจัดเก็บข๎อมูลแบบ real-time ในระบบ Thingspeak เป็นเซิร๑ฟเวอร๑ที่ให๎บริการเก็บข๎อมูลแบบเวลา
จริงและสามารถนาข๎อมูลนั้นออกแสดงในรูปของกราฟ หรือดงึ ขอ๎ มลู เอามาใชง๎ านได๎
ระยะท2่ี ติดตามอุณหภมู ิในตเู๎ ย็นท่ีจดั เกบ็ วัคซนี ในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบล
ท้ัง 9 แหํง
ผลการวิจัย เคร่ืองวัดอุณหภูมิอัตโนมัติสามารถแสดงข๎อมูลอุณหภูมิตู๎เย็นเก็บวัคซีนในโรงพยาบาล
และโรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลที่สํงข๎อมูลแบบออนไลน๑เก็บข๎อมูลและแสดงผลได๎ real-time พบวํา
ตู๎เย็นเก็บวัคซีนร๎อยละ 90 อุณหภูมิอยูํในเกณฑ๑และ 2 แหํงอยํูนอกชํวง+2 ถึง+8ºC ผ๎ูวิจัยได๎สะท๎อนข๎อมูลให๎
ทง้ั 2 แหํงเพ่อื ปรับอุณหภูมิใหมํให๎ตู๎เย็นอยูํในชํวง+2 ถึง+8ºC ปัจจุบันตู๎เย็นเก็บวัคซีนในโรงพยาบาลสํงเสริม
สขุ ภาพตาบลเปน็ ชนิดทใี่ ช๎ในครวั เรือนการบนั ทึกอณุ หภมู ติ ๎เู ยน็ เก็บวัคซนี บันทึกดว๎ ยเจ๎าหน๎าที่วันละ 2 ครั้งการ
ใชเ๎ ครื่องวดั อุณหภมู ิทีผ่ ๎ูวจิ ยั สร๎างขน้ึ สามารถลดภาระงานของเจ๎าหน๎าท่ีในการบันทึกข๎อมูลและสามารถติดตาม
อุณหภูมิได๎ตลอดเวลาโดยผ๎ูวิจัยได๎สํงข๎อมูลอุณหภูมิได๎ทั้งคอมพิวเตอร๑และโทรศัพท๑ผํานแอพพลิเคชั่น 3
ชอํ งทางคือ Thingspeak, Line และ Blynk แจ๎งเตือนอณุ หภูมิแบบ real-time ชํวยทาให๎การติดตามอุณหภูมิ
ได๎ตลอดเวลาและสามารถดูขอ๎ มลู ยอ๎ นหลงั มากกวํา 5 ปี
คาสาคญั ไมโครคอนโทรลเลอร๑, โซํความเย็น
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 186
รถเก็บตัวอย่างชีวนิรภยั (PCR) และวเิ คราะห์ผลด่วน (ATK) เชงิ รกุ ในชุมชน
ธรี ะศกั ดิ์ เพริศแก้ว : 0898414654
โรงพยาบาลดอนตาล
ทาํ มกลางสถานการณ๑การระบาดของเช้อื ไวรสั COVID-19 ท่ีมีจานวนผ๎ูปุวยที่เพ่ิมขึ้นและมีการระบาด
กระจายในไปทุกพื้นที่ทาให๎เกิดปัญหาด๎านการขาดแคลนวัสดุอุปกรณ๑ และปริมาณขยะท่ีเพิ่มมากขึ้น โดยขยะ
ติดเช้ือที่พบมากในชํวงการแพรํระบาดของโรคโควิด-19 เชํน หน๎ากากอนามัย ชุดตรวจ Antigen Test Kit
(ATK) ชุดปูองกันอันตรายสํวนบุคคล (PPE) และแผํนปูองกันใบหน๎า (Face Shield) กลุํมเสี่ยงสูงท่ีต๎องทา
การตรวจ PCR ต้ังแตํ 1 มกราคม 2564 ถึง 30 สิงหาคม 2564 จานวน 938 รายเฉล่ียวันละ 8 ราย 6-8 ทา
ให๎ทีมเฝูาระวังสอบสวนควบคุมโรคในพ้ืนที่ ดาเนินการติดตามกลํุมเส่ียงสูงได๎ไมํครอบคลุมและควบคุมการ
ระบาดได๎ลําช๎าเนื่องจากทีมเฝูาระวังสอบสวนควบคุมโรคในพื้นท่ี(CDCU)ไมํเพียงพอ ต๎องทางานท้ังเก็บส่ิงสํง
ตรวจและสอบสวนโรค เพื่อให๎ทีมเฝูาระวังสอบสวนควบคุมโรคในพ้ืนที่สมารถดาเนินการติดตามกลุํมเสี่ยงสูง
ให๎ครอบคลุมและมากทส่ี ุด สามารถควบคุมการระบาดได๎โดยเรว็ งานควบคุมโรคโรงพยาบาลดอนตาลได๎จัดทา
รถเก็บตัวอยํางชีวนิรภัย และรถวิเคราะห๑ผลดํวน(ATK/PCR)โดยปรับปรุงจากรถ Refer เกํา เพ่ือลดปริมาณ
การใช๎อุปกรณ๑และลดปริมาณขยะจากการเก็บตัวอยํางชีวนิรภัย และรถวิเคราะห๑ผลดํวน(ATK/PCR) รวมถึง
การลดการแพรํกระจาย และลดภาระงานของบคุ ลากรในพืน้ ที่
ผลการศกึ ษา พบวํา รถเก็บตัวอยํางชีวนิรภัยชํวยลดปริมาณการใช๎ชุด PPE/CPE และลดปริมาณขยะ
จากการเก็บตัวอยํางเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 PCR ตั้งแตํ 1 กันยายน 2564 - มีนาคม 2565 จานวน 2,011
เฉลี่ย 14 คนตํอวัน 6-8 พ้ืนท่ี ใช๎ชุด Full PPE และชุด CPE GOWN ลดปริมาณขยะติดเช้ือ จากที่ต๎องใช๎ชุด
PPE/CPE วันละ 24 ชุด(12กก.) ลดลงเหลือวันละ 2 ชุด(1กก.) คิดเป็นปริมาณขยะจากชุด PPE/CPE ลดลง
วันละ 11 กิโลกรัม จากการดาเนินงานตั้งแตํ 1 กันยายน 2564 - มีนาคม 2565 จานวน 111 วัน มีการลด
ปริมาณขยะจากชดุ PPE/CPE ลดลง 1,221 กิโลกรัม การใช๎รถว่ิงเก็บตัวอยํางไปยังบ๎านผู๎ปุวยโดยตรง ทาให๎ผ๎ู
ท่กี ักตัวไมตํ ๎องเดนิ ทางมาตรวจทีส่ ถานบริการ ลดการแพรกํ ระจายเช้อื และ ชํวยลดปริมาณการใช๎ชุด PPE/CPE
ลดปริมาณขยะจากการเก็บตัวอยํางเพ่ือตรวจหาเชื้อโควิด 19 PCR จากการดาเนินงานตั้งแตํ 1 กันยายน
2564 - มีนาคม 2565 จานวน 111 วัน มีการลดปริมาณขยะจากชุด PPE/CPE ลดลง 1,221 กิโลกรัม คิด
มูลคาํ การกาจัดขยะลดลง 18,315 บาท และลดคําใช๎จํายในจัดหาชุด PPE(670 บาท/ชุด)/CPE(120 บาท/ชุด)
จาก 1,784,880 บาท(PPE=2,664 ชุด) เป็น 87,690 บาท((PPE=111 ชุดและ CPE=111ชุด) รวมคําใช๎จํายที่
ลดลงประมาณ 1,715,505 บาท ผลการประเมินระดับความพึงพอใจในภาพรวมตํอการใช๎นวัตกรรมอยูํใน
ระดับ มากที่สุด โดยผลประเมินความสอดคล๎องของนวัตกรรมกับจุดประสงค๑ในการนาไปใช๎งานจริง และ
ความพงึ พอใจท่มี ีตํอนวัตกรรมรถโมบาย Swab มีคําเฉล่ียความพึงพอใจ อยํูในระดับมากท่ีสุด และจากการใช๎
รถเกบ็ ตวั อยํางชีวนิรภัยไมํพบเจา๎ หนา๎ ทท่ี ่ีปฏิบัตงิ านบนรถเกบ็ ตัวอยํางชวี นริ ภัย ติดเชื้อโควดิ -19
คาสาคญั : รถเก็บตัวอยาํ งชีวนิรภัยโรคโควิด -19 (PCR), รถวเิ คราะห๑ผลดวํ น (ATK) โรคโควิด-19
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 187
การศึกษาประสิทธิผลการอยู่ไฟชุดตารบั หลวงแบบใหมส่ าหรบั ประยุกต์ใช้
ทางศาสตรก์ ารแพทยแ์ ผนไทย
พไิ ลพร เบญ็ มาตย์ : 0656939197
สถานีอนามัยเฉลมิ พระเกยี รติ 60 พรรษา นวมินทราชนิ ี บ้านนาโสก
การใช๎ศาสตร๑ทางการแพทย๑แผนไทยเป็นอีกทางเลือกหน่ึงท่ีประชาชนในปัจจุบันนิยมนามาใช๎ในการ
ดูแลสุขภาพมากข้ึน เชํน การทับหม๎อเกลือ การรัดหน๎าท๎อง และการอยูํไฟชุดตารับหลวง ซึ่งเป็นวิธีทาง
การแพทย๑แผนไทยที่นามาชํวยทาให๎หน๎าท๎องยุบ และหน๎าท๎องกระชับ แตํอยํางไรก็ตามการอยูํไฟชุดตารับ
หลวงแบบดั้งเดิม เป็นวิธีการใช๎ที่คํอนข๎างยาก ดังน้ัน การศึกษาในครั้งน้ีมีวัตถุประสงค๑เพื่อศึกษาประสิทธิผล
และความพึงพอใจตํอการอยํูไฟชุดตารับหลวงแบบใหมํ โดยกลํุมตัวอยํางมารดาหลังคลอด ในเขตรับผิดชอบ
ของสถานีอนามยั เฉลิมพระเกยี รติ 60 พรรษา นวมินทราชนิ ี บา๎ นนาโสก จานวน 20 คน สถานท่ีในการทาวิจัย
คลินิกการแพทย๑แผนไทย สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี บ๎านนาโสก
โดยเครื่องมือท่ีใช๎ในการวิจัย ได๎แกํ แบบบันทึกข๎อมูลท่ัวไป แบบฟอร๑มการตรวจสอบคุณภาพของ
แบบสอบถาม (IOC อยรํู ะหวาํ ง 0.5-1.0) แบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห๑ข๎อมลู โดยใช๎โปรแกรมสาเร็จรูป
คอมพวิ เตอร๑ สถติ ิที่ใชใ๎ นการศึกษา ไดแ๎ กคํ ําความถี่ ร๎อยละ คาํ เฉลยี่ และสวํ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษา พบวํา หลังจากมารดาหลังคลอดใช๎การอยูํไฟชุดตารับหลวงแบบใหมํเป็นเวลา 15 วัน
โดยวัดยอดมดลูกกํอนใช๎การอยํูไฟชุดตารับหลวงแบบใหมํอยูํที่ระดับต่าสะดือ 2 เซนติเมตร สามารถคลาหา
ยอดมดลกู ได๎และหลังใช๎การอยูํไฟชุดตารับหลวงแบบใหมํระดับยอดมดลูกลดลงจากเดิม 3-5 เซนติเมตร และ
ไมสํ ามารถคลาหายอดมดลกู ได๎ จะเห็นได๎วําระดับยอดมดลูกจากสะดือลดลงอยํางเห็นได๎ชัด ระดับน้าคาวปลา
จากวันที่ 1 ถึง วันที่ 15 พบวํา มีการขับน้าคาวปลาได๎ดี และสีของน้าคาวปลามีสีจางลง เมื่อเทียบกับตอน
ไมํได๎ใช๎ชุดอยูํไฟแบบใหมํ มารดาหลังคลอดท่ีใช๎การอยูํไฟชุดตารับหลวงแบบใหมํ มีความพึงพอใจด๎าน
เจ๎าหน๎าที่ผ๎ูให๎คาแนะนาวิธีการใช๎ชุดไฟตารับหลวงแบบใหมํสาหรับมารดาหลังคลอดอยูํในระดับมากที่สุด
(x± S.D. = 4.76 ± 0.05) ความพึงพอใจด๎านโครงสร๎างอยํูในระดับมาก (x± S.D. = 4.46 ± 0.18) ความพึง
พอใจด๎านการใช๎งานอยํูในระดับมาก (x± S.D. = 4.40 ± 0.05) ความพึงพอใจด๎านคุณคําอยูํในระดับมาก
( x± S.D. = 4.35 ± 0.02)
คาสาคัญ : ไฟชุดตารบั หลวง, การแพทย๑แผนไทย
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 188
การประชมุ วิชาการเขตสขุ ภาพที่ 10 ประจาปี 2565
วนั ท่ี 11 - 12 กรกฎาคม 2565
ณ อาคารผปู้ ุวยนอก 5 ช้นั โรงพยาบาลอานาจเจริญ จังหวัดอานาจเจริญ
ผลงานวิชาการประเภท Innovation Presentation
สาขา R2R : หอ้ งประชมุ ช้นั 4
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 189
การปรับปรุงระบบส่งั จ่ายยารว่ มกบั การประยุกต์ใชเ้ ว็บแอพพลเิ คชน่ั และเครื่องบดขนาดเลก็
ในการผลิตยาสาหรับผู้ปุวยเด็กตดิ เชื้อโควดิ โรงพยาบาลวารินชาราบ
ธนฎั ชา สองเมือง, อนัญญา สองเมือง, สธุ ี สุดดี
และอาทิตย์ ตามสวี ัน : 0817257871
โรงพยาบาลวารินชาราบ
เดิมระบบยาผ๎ูปุวยเด็กติดเช้ือโควิด แพทย๑ส่ังจํายยาฟาร๑วิพิราเวียร๑ให๎ผ๎ูปุวยไปบดผสมเอง ซึ่งพบ
รายงานปัญหาจากยาบํอยคร้ัง ตํอมามีการประชุมทีมบุคลากรผ๎ูให๎บริการคลินิกโควิด มีมติให๎ ปรับปรุงระบบ
ยาในผ๎ูปุวยเด็กให๎แพทย๑ส่ังยาได๎งํายขึ้น พัฒนาระบบเว็บแอพพลิเคช่ันด๎านยา และผลิตยาน้าเช่ือมพร๎อมใช๎
ดว๎ ยอัตราการส่ังใชย๎ าเพม่ิ ขึ้นมาก เภสชั กรหนวํ ยผลิตจึงประยกุ ต๑ใช๎เครอ่ื งบดขนาดเลก็ แทนการบดด๎วยโกรํงบด
มือ การศึกษานี้ศึกษาผลการปรับปรุงระบบ การใช๎งานเว็บแอพพลิเคช่ันและการใช๎เครื่องบดขนาดเล็กในการ
เตรียมยา โดยการศึกษาเชิงปฏิบัติการ ในกลํุมผ๎ูปุวยเด็กอายุน๎อยกวํา 15 ปี ที่ได๎รับการวินิจฉัยเป็นโควิดและ
ได๎รับยาฟาร๑วิพิราเวียร๑ แบํง 2 ชํวง ได๎แกํ กํอนพัฒนาระบบ ระหวําง 1 มีนาคม ถึง 31 มีนาคม 2565 และ
หลังพัฒนาระบบ ระหวําง 1 เมษายน ถึง 30 เมษายน 2565 วิเคราะห๑ผลการปรับระบบ การใช๎เว็บ
แอพพลิเคชั่น และการใช๎เครอ่ื งบดในการเตรยี มยา ในดา๎ น ระบบชํวยคานวณขนาดและปริมาณยาตามน้าหนัก
ของแพทย๑และเภสชั กรท่ีสํงผลตอํ ปัญหาจากยา การเตรยี มเอกสารคาแนะนาการใช๎ยา ปริมาณและระยะเวลา
ในการเตรียมยา ด๎วยสถิติเชิงพรรณนา, Chi-square test และ Independent t-test ผลการศึกษา พบวํา
ระบบชวํ ยคานวณขนาดและปริมาณยา ลดปัญหาการส่ังใช๎ยาขนาดต่ากวําขนาดการรักษามาตรฐาน และเพิ่ม
ความรํวมมือในการใช๎ยา (p<0.001) เว็บแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาข้ึนชํวยปรับปรุงระบบงานเอกสารเป็น
อิเล็กทรอนิกส๑ รองรับระบบเอกสารตารับยา เอกสารคาแนะนาการใช๎ยาฟาร๑วิพิราเวียร๑ ซึ่งบุคลากรทางการ
แพทย๑และประชาชนสามารถเข๎าถึงได๎ การใช๎เคร่ืองบดขนาดเล็กชํวยเพ่ิมความสามารถในการเตรียมยาจาก
2,500 เม็ด เป็น 8,000 เม็ด นอกจากนีย้ งั ลดระยะเวลารวมในกระบวนการผลติ ยาจาก 91.80±1.94 นาที เป็น
21.78±2.39 นาที สรุปได๎วํา การปรับปรุงระบบสั่งจํายยารํวมกับการประยุกต๑ใช๎เว็บแอพพลิเคช่ันและเครื่อง
บดขนาดเล็กในการผลิตยาฟาร๑วิพิราเวียร๑สาหรับผ๎ูปุวยเด็กติดเชื้อโควิด ชํวยลดปัญหาจากยา และเพิ่ม
ความสามารถในการผลิตยาฟาร๑วิพิราเวียร๑น้าเช่ือมพร๎อมใช๎สาหรับผ๎ูปุวยเด็กติดเช้ือโควิด โดยระบบการสั่งใช๎
ยาตามน้าหนกั สามารถประยุกตใ๑ ช๎กับโรคอ่ืนๆ ท่ีมักเกิดปัญหาจากการส่ังใช๎ยาได๎ เว็บแอพพลิเคชั่นและเคร่ือง
บดขนาดเล็กสามารถขยายผลสํูตาหรับยาผลิตได๎ทุกตารับ ทุกระดับสถานพยาบาล และอาจขยายผลไปสํูกลุํม
ผ๎ปู ุวยเดก็ โรคอ่นื หรอื ผ๎ปู วุ ยผู๎ใหญทํ ่ีกลนื ยาเม็ดได๎ลาบาก หรือโรคระบาดในอนาคต
คาสาคัญ : เว็บแอพพลเิ คช่ัน, ระบบยา, โควิด
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 190
นวัตกรรม Scan-Click-Alert
ยุทธพล ปอ้ งศรี, วัชรพนั ธ์ วงศ์คาพันธ์
และจันทร์ทิพย์ บวั วฒั น์ : 0943727855
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอดุ ม
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม เป็นโรงพยาบาลระดับ S ขนาด 350 เตียง เป็นโรงพยาบาล
แมโํ ซนของอุบลโซน 4 เปดิ ใหบ๎ รกิ ารหอผปู๎ ุวย จานวน 28 หอผู๎ปุวย มีเคร่ืองมอื แพทย๑ทีห่ มนุ เวียนในหนํวยงาน
เฉลีย่ หนวํ ยงานละ 50 รายการ จากการทบทวนทมี คณะกรรมการเครื่องมือแพทย๑พบปัญหาคือ การตรวจสอบ
ทาได๎ไมคํ รบทุกเครื่อง ไมสํ ม่าเสมอ เจา๎ หน๎าที่ไมํตรวจเชค็ ทาใหอ๎ ุปกรณ๑เคร่ืองมือแพทย๑ไมํพร๎อมใช๎งานติดตาม
กลบั คนื ไมํได๎ ทาใหไ๎ มํเพยี งพอตอํ การให๎บริการผู๎ปุวย และมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพHA ตอนท่ี
II - 3.2 เคร่ืองมือและระบบสาธารณูปโภค มีข๎อกาหนดวํา องค๑กรสร๎างความมั่นใจวํามีเครื่องมือท่ีจาเป็น
พร๎อมใช๎งาน ทาหน๎าที่ได๎เป็นปกติ และมีการตรวจสอบ ทดสอบ และบารุงรักษาเคร่ืองมือ อยํางเหมาะสม
เพอ่ื ให๎มัน่ ใจวาํ อุปกรณท๑ างการแพทย๑ มคี วามปลอดภยั สาหรบั การใช๎งาน
วัตถุประสงค๑ : 1) เพอ่ื พัฒนานวัตกรรมทีใ่ ชใ๎ นการตรวจเชค็ ตดิ ตามการใชอ๎ ปุ กรณ๑เครื่องมือแพทย๑ 2)
เพื่อเพมิ่ ประสทิ ธิภาพของการตรวจสอบอปุ กรณเ๑ ครื่องมอื แพทย๑
วิธีการพัฒนาและการทดสอบประสิทธิภาพ: รูปแบบการพัฒนา นวัตกรรม โดยใช๎แบบจาลองของ
ADDIE Model ประกอบด๎วย 1. Analysis เป็นการศึกษาปัญหาที่เกิดข้ึน และศึกษานาเทคโนโลยีเข๎ามาใช๎
รวมท้ังวิเคราะห๑แหลํงข๎อมูลและกลุํมเปูาหมาย 2. Design ระบุวัตถุประสงค๑ของการทา 3. Development
1). สารวจรายการอุปกรณ๑เคร่ืองมือแพทย๑ทุกประเภท จัดหมวดหมูํประเภท สารวจเลขครุภัณฑ๑ ข๎อมูลการ
ซํอมบารุงรักษา จานวนท่ีมี และสร๎าง QR code ของอุปกรณ๑เคร่ืองมือแพทย๑ 2). ออกแบบ Google Form
ให๎มีรายการบันทึกการตรวจสอบอุปกรณ๑เคร่ืองมือแพทย๑ประจาทุกเวร 3).เชื่อมข๎อมูลแบบ Real time โดย
เชื่อมตํอผําน https://ifttt.com/ เพื่อไปแจ๎งเตือนในแอปพลิเคช่ันไลน๑(Line): line notify เพ่ืองํายตํอการ
ตรวจสอบ 4). Implement นาไปใช๎กับกลุํมเปูาหมาย โดยจัดตั้งทีมคณะกรรมการในการตรวจสอบอุปกรณ๑
เคร่ืองมือแพทย๑ มีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ 3 ระยะ จัดคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบข๎อมูลและ
สารวจความพึงพอใจตอํ การใช๎ 5. Evaluation ประเมนิ และสรุปผล
ผลการพัฒนา : 1) มีระบบตรวจเช็คความพร๎อมใช๎ของอุปกรณ๑การแพทย๑ที่มีประสิทธิภาพสะดวกตํอ
การใช๎งานในทุกหนํวยงาน 28 หนวํ ยงาน 2) อุปกรณ๑การแพทย๑ไมสํ ูญหาย มคี รบตามจานวน ร๎อยละ 96.35 3)
อุปกรณ๑ทางการแพทย๑มีความพร๎อม และเพียงพอตํอการใช๎งานอยูํเสมอ ไมํพบอุปกรณ๑หมดอายุ ร๎อยละ 100
4) ระดับความพึงพอใจ ระดับมากที่สุด คิดเป็น ร๎อยละ 94.4 5) บุคลากรในหนํวยงานเข๎าใจ ข๎อตกลง วิธีใช๎
เครื่องมือได๎อยํางถูกต๎อง และให๎ความรํวมมือดีมาก 6) มีการจัดตั้งทีมในการติดตามผลของระบบอยําง
สม่าเสมอ
ประโยชน/๑ การนาไปใช๎ : บคุ ลากรมรี ะบบตรวจเชค็ ความพรอ๎ มของอปุ กรณ๑การแพทย๑ทาให๎ชวํ ยลด
การสูญหายของอุปกรณ๑ ลดปัญหาความไมํพร๎อมใชง๎ าน ลดการละเลยของเจา๎ หน๎าที่ในการตรวจสอบวัน วัน
หมดอายุของอุปกรณ๑และทราบแหลงํ ท่ีใช๎ของอปุ กรณ๑
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 191
จัดการศพอย่างปลอดภยั ใส่ใจทุกชีวติ
พิสมยั ชไู ทย : 0942917424
โรงพยาบาลสรรพสทิ ธปิ ระสงค์
การระบาดของโรคโควิ19เพมิ่ ข้นึ อยํางรวดเร็วและตํอเน่ืองสํงผลให๎ผู๎ปุวยที่มีอาการหนักหรือท่ีมีภาวะ
แทรกซ๎อนรุนแรงบางรายมีอาการรุนแรงขึ้นจนกระท่ังเสียชีวิตได๎จากสถิติห๎องผู๎ปุวยหนักหลวงปูุชา
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค๑ เดือนเม.ย.64 – พ.ค.65 ให๎การดูแลผู๎ปุวยหนัก โควิด – 19 จานวน 291 ราย
เสียชีวิต 67 ราย คิดเป็นร๎อยละ 23.02 เน่ืองจากเป็นโรคอุบัติใหมํท่ียังขาดแนวทางการจัดการศพท่ีชัดเจน
เจ๎าหน๎าท่ีและญาติขาดความร๎ูความเข๎าใจและมีความกลัวในการจัดการศพดังกลําวห๎องผู๎ปุวยหนักหลวงปุูชา
ซึ่งเปน็ ห๎องผ๎ูปุวยหนักทรี่ บั ดูแลรกั ษาพยาบาลผป๎ู วุ ยตดิ เชื้อจึงจดั ทาแนวทางทางการจัดการศพผู๎ปุวยติดเช้ือ โค
โรนําไวรัส2019 เพ่ือให๎สอดคล๎องตามมาตรฐานและปูองกันการแพรํกระจายเช้ือออกสํูชุมชน ดังน้ี 1)ประชุม
วิเคราะห๑ข๎อมูลและปัจจัยเส่ียงในการจัดการศพ2)ทบทวนแนวปฏิบัติการจัดการศพตามมาตรฐานของ
กระทรวงสาธารณสุข3)ให๎ความร๎ูและรํวมกันระดมสมองและปรับปรุงแนวทางปฏิบัติให๎สอดคล๎องกับบริบท
ของหนํวยงานได๎แกํ3.1การเตรียมอุปกรณ๑ให๎พร๎อมเชํนน้ายา0.5%hypochloriteหรือน้ายาอ่ืนๆผ๎าเช็ดทา
ความ สะอาด ผ๎ากอ๏ ซ สาลีก๎อน Alcohol hand rub ถุงขยะติดเชื้อ ถุงบรรจุศพ 2 ช้ัน ชุดปูองกันสํวนบุคคล
เปลนอน3.2กาหนดวิธีการบรรจุศพในหอผู๎ปุวยโดยให๎เจ๎าหน๎าท่ีสวมชุดPPEและไมํถอดอุปกรณ๑ทางการแพทย๑
ท่สี มั ผัสกับสารคดั หล่ัง ใชส๎ าลีก๎อนชุบน้ายาฆําเชื้ออุดในรูจมูก ชํองปาก และปลายเปิดของทํอตํางๆ เชํน A&C
– line ทาการหํอหมุ๎ ศพและมดั ปมผา๎ ใหแ๎ นนํ บรรจศุ พในถงุ บรรจุ 2ชั้นแล๎วเช็ดพื้นเตียงถุงบรรจุศพรถเข็นศพ
ด๎วยน้ายาฆําเช้ือ4)เจ๎าหน๎าที่สวมชุดกาวน๑กันน้ารับศพไปยังห๎องพักศพโดยประสาน รปภ.เคลียร๑เส๎นทางที่ศพ
จะผําน5)ให๎ข๎อมูลญาติ6)ประสานวัฒนธรรมจังหวัดและหนํวยงานท่ีเก่ียวข๎องเพ่ือจัดการเผาศพในวัดหรือ
สถานท่ีเผาท่ีได๎มาตรฐาน7)ทบทวนฝึกปฏิบัติแกํเจ๎าหน๎าท่ีทุกระดับเป็นระยะมีการตรวจสอบนิเทศกากับดูแล
อยําง ตอํ เนือ่ งโดยหวั หนา๎ หอผ๎ูปุวย 8) วิเคราะหร๑ วบรวมขอ๎ มูลนามาพัฒนาอยาํ งตอํ เน่ือง
ผลการศึกษา1)เจ๎าหน๎าท่ีปฏิบัติตามแนวทางการจัดการศพผ๎ูเสียชีวิตจากโควิด – 19 ร๎อยละ98.402)
ไมํมี อุบตั ิการณก๑ ารตดิ เช้ือจาการจดั การศพ3)ความพงึ พอใจของญาตริ ๎อยละ83.4)บุคลากรมีความพึงพอใจร๎อย
ละ 92.5จากการดาเนินการนี้พบวํามีการจัดการศพโดยโรงพยาบาลร๎อยละ99.31และครอบครัวมีการจัดการ
ศพ เฉพาะในรายที่เป็นPostcovid19ร๎อยละ0.69มีญาติบางสํวนแจ๎งความประสงค๑ที่จะจัดการศพเองตาม
ประเพณีแตํเนื่องจากเป็นโรคติดตํออันตรายจึงยังไมํสามารถทาได๎จึงควรมีการใ ห๎ความร๎ูแกํประชาชนชุมชน
ผูน๎ าชมุ ชน เพ่อื ความร๎คู วามเข๎าใจท่ีถูกตอ๎ งตอํ ไป
คาสาคัญ : การจดั การศพ, การจัดการศพ COVID – 19, การจัดการศพผ๎ูปุวยตดิ เชอื้
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 192
เสยี งหัวใจใกล้เวลา Plus
นภิ าพร ภาเคน และคณะ : 045491182 ต่อ 1075
โรงพยาบาลเขมราฐ
งานห๎องคลอด โรงพยาบาลเขมราฐเป็นหนํวยงานท่ีให๎บริการหญิงมีครรภ๑ที่มารับบริการคลอด อายุ
ครรภ๑ต้ังแตํ 28 สัปดาห๑ขึ้นไป รวมท้ังดูแลทารกแรกเกิดอาการปกติและมีภาวะแทรกซ๎อนหลังคลอด เชํน
ภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิด น้าหนักตัวน๎อย ที่มีอุณหภูมิกายต่า และภาวะติดเช้ือ เป็นต๎น การพยาบาล
สุขภาพทารกแรกเกิดและหลังคลอดรักษาในโรงพยาบาล เป็นบทบาทที่สาคัญของพยาบาลห๎องคลอด ที่ต๎อง
ประเมนิ อาการและประเมนิ สญั ญาณชีพ ในทางปฏิบัติพบปัญหาคือ ตามมาตรฐานการปูองกันการติดเชื้อ การ
ทาหัตถการต๎องใสํถุงมือและไมํให๎ใสํนาฬิกาข๎อมือทาให๎เกิดความไมํสะดวก ในการประเมินอัตราการเต๎นของ
หัวใจและการหายใจของทารกไมํตํอเนื่อง เนื่องจากต๎องใช๎สเต็ทโตรสโคปและต๎องดูนาฬิกาบนฝาผนังสลับไป
มากับการประเมินการเคล่ือนไหวทรวงอกทารก พบวํามีความยํุงยากร๎อยละ 80 ในการทางาน จากการ
ทบทวนวรรณกรรม การนับอตั ราการหายใจของทารกตอ๎ งนบั เต็มนาที และสังเกตดูลักษณะการเคล่ือนไหวของ
ทรวงอกตลอดเวลา ดังน้ันงานห๎องคลอดจึงมีแนวคิดจัดทาอุปกรณ๑ในการประเมินสัญญาณชีพทารกที่สะดวก
งํายตํอการปฏบิ ตั ิงาน วัตถุประสงค๑ เพอ่ื พัฒนานวัตกรรมท่ใี ช๎เป็นอปุ กรณใ๑ นการชํวยประเมินสัญญาณชีพทารก
แรกเกิดและศึกษาความพึงพอใจของเจ๎าหน๎าท่ี ขอบเขต ห๎องคลอดและหลังคลอด โรงพยาบาลเขมราฐ กลํุม
ตัวอยําง เจ๎าหน๎าท่ีแพทย๑ พยาบาล และผ๎ูชํวยเหลือคนไข๎ จานวน 15 ราย ระยะเวลา ต้ังแตํ 1ตุลาคม พ.ศ
2563 – 31 พฤษภาคม พ.ศ 2565 วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยและพัฒนา ประกอบด๎วยกระบวนการ 3 ระยะ
คือ ระยะที่1 รํางต๎นแบบนวัตกรรม การวิเคราะห๑ สังเคราะห๑ปัญหา ดาเนินการ ประชุมช้ีแจง และปรึกษาใน
หนํวยงานห๎องคลอด จึงคิดค๎นแนวทางแก๎ไขรํวมกัน ระยะท่ี 2 การพัฒนาต๎นแบบนวัตกรรม รํวมคิดค๎น
ออกแบบนวัตกรรมใช๎ดูเวลา ประเมินสัญญาณชีพทารกแรกเกิด จัดหาวัสดุในการประดิษฐ๑นวัตกรรม เรือน
นาฬิกาข๎อมือมาติดใสํกับสเต็ทโตสโคป โดยใช๎ทํอตัวล็อคเป็นฐานระหวํางนาฬิกากับสเต็ทโตสโคป ประดิษฐ๑
นวตั กรรม เสียงหัวใจใกลเ๎ วลา ระยะที่ 3 การทดสอบประสิทธิผลของรูปแบบ ใช๎ระยะเวลา 1 เดือนแรก หลัง
การทดลองใชพ๎ บวํา ขนาดของนวตั กรรมมีความเหมาะสม แตํบริเวณข๎อตํอระหวํางนาฬิกากับสเต็ทโตสโคปไมํ
แข็งแรง มีการเล่ือนหลุด จึงปรับปรุงนวัตกรรม แล๎วทดลองใช๎ประเมินสัญญาณชีพทารกแรกเกิดอีกครั้ง หลัง
ใชพ๎ บวาํ มคี วามสะดวกมากยิ่งข้ึน และมีความแข็งแรง ไมํเลื่อนหลุด ผลการศึกษา ได๎นวัตกรรมที่มีความมั่นคง
และแข็งแรง มีความสะดวกในการใช๎งาน สามารถถอดไปใช๎กับกับสเต็ทโตสโคปของผ๎ูใหญํ จึงได๎มีการขยายใช๎
นวตั กรรมไปท่ตี กึ ผูป๎ ุวยชายและตกึ ผูป๎ ุวยหญงิ สรุปผลการศกึ ษา การใชน๎ วัตกรรม “เสียงหัวใจใกล๎เวลา Plus”
พบวําเจ๎าหน๎าท่ีมีความสะดวกในการหยิบจับอุปกรณ๑ สามารถสังเกตอาการผิดปกติของทารกและผ๎ูใหญํได๎
ขณะตรวจทรวงอก ปอดและหัวใจ การดูแลทาความสะอาดอุปกรณ๑งําย มีความสะดวก เจ๎าหน๎าที่หนํวยงาน
ห๎องคลอดจานวน 15รายและเจา๎ หน๎าท่ตี กึ ผูป๎ วุ ยชายและตึกผป๎ู วุ ยหญงิ จานวน20 ราย มีความพึงพอใจในการ
ใช๎นวัตกรรมใน รอ๎ ยละ 100
คาสาคญั : นาฬกิ า,สเต็ทโตสโคป
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 193
ฉากก้นั ตรวจฟันเคล่ือนที่ (Mobile Dental Screening)
วันทนี บ้งุ ทอง
โรงพยาบาลเขมราฐ
ตัวชี้วัดงานทันตสาธารณสุขเป็นการดาเนินงานสํงเสริมปูองกันทันตสุขภาพตามกลํุมวัย แตํด๎วย
สถานการณ๑การแพรํระบาดของเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซ่ึงแพรํกระจายผํานละอองเสมหะ
(droplets) สิ่งคัดหลั่งจากผู๎รับเชื้อ ซึ่งมีการออกหนํวยทันตกรรมเพ่ือตรวจสุขภาพชํองปากในกลุํมวัยตํางๆ
นอกสถานที่ ล๎วนแล๎วแตํต๎องใกล๎ชิดกับผ๎ูปุวยโดยตรง และยังต๎องสัมผัสกับน้าลายจากผ๎ูปุวย ซ่ึงฉากก้ัน
อะคริลิคสาเร็จรูปมีราคาคํอนข๎างสูง และมีน้าหนักพอสมควร การเคลื่อนย๎ายลาบาก ดังนั้น เพื่อเป็นการ
ปูองกันการรับเช้ือจากผู๎ปุวย จึงได๎มีการพัฒนาส่ิงประดิษฐ๑ขึ้นมาเพ่ือปูองกันการฟุูงกระจายจากน้าลายของ
ผ๎ูปุวย ทาให๎ผ๎ูให๎บริการ สามารถทางานได๎สะดวก ปลอดภัยมากขึ้น และลดต๎นทุนในการซ้ือฉากกั้นสาเร็จรูป
วตั ถุประสงค๑ เพอ่ื กนั ละอองฝอยจากการตรวจคัดกรองสุขภาพชํองปากในหนํวยทันตกรรมเคลื่อนที่ เชํน การ
ไอ จาม โดยที่สามารถมองเห็นบริเวณทางานได๎มากขึ้น และสามารถเคล่ือนย๎ายได๎งํายข้ึน ขอบเขต
ผ๎ูปฏิบัติงานออกหนํวยเคล่ือนที่ทันตกรรม โรงพยาบาลเขมราฐ กลํุมตัวอยําง เจ๎าหน๎าที่กลํุมงานทันตกรรม
โรงพยาบาลเขมราฐ
วิธีการศึกษา โดยออกแบบโครงฉากก้ัน นาทอํ พวี ีซี/หรอื แสตนเลส/หรอื อลูมิเนียมมาทาโครงตามแบบ
นามาห๎ุมด๎วยพลาสติกใส และติดบานพับเพื่อความสะดวกในการพับเก็บ นามาทดสอบจริงในการตรวจคัด
กรองสุขภาพชํองปากในหนํวยทันต กรรมเคลื่อนที่กับผู๎ปุวยกลํุมวัยตํางๆ ระยะเวลา ตุลาคม 2564 –
พฤษภาคม 2565 โดยใช๎ แบบทดสอบความพึงพอใจตํอการใช๎งานจากผู๎ปฏิบัติงานออกหนํวยเคลื่อนท่ี
ทันตกรรม กลุํมงานทนั ตกรรม โรงพยาบาลเขมราฐ เปน็ คาถามแบบอนั ดับ (Ordinal scale) มาตรวัด 5 ระดบั
ผลการศึกษา จากการทดสอบความพึงพอใจของผู๎ปฏิบัติงานพบวํา ผู๎ปฏิบัติงานมีความพึงพอใจใน
ระดับพึงพอใจมากท่ีสุด ท้ัง 4 ด๎าน คือ ความสะดวกในการทางาน คําเฉล่ียอยํูท่ี 4.31 ความสะดวกในการ
เคลื่อนย๎าย คําเฉลี่ยอยํูที่ 4.24 ความปลอดภัยในการใช๎งาน คําเฉล่ียอยํูที่ 4.50 และความสะดวกในการทา
ความสะอาด คําเฉล่ียอยํูท่ี 4.33 สรุปผล และพบวําฉากกั้นตรวจฟันเคล่ือนท่ี(Mobile Dental Screening)
สามารถใช๎งานได๎จริง ตน๎ ทุนตา่ หาวสั ดุไดง๎ าํ ย สรา๎ งความม่ันใจให๎กับผ๎ูให๎บริการในสถานการณ๑การระบาดของ
เชื้อโคโรนา2019 (COVID-19) สามารถพบั เก็บภายหลังเลิกใช๎งาน พกพาสะดวก และสามารถทาความสะอาด
ฆาํ เชอ้ื ได๎งาํ ย
คาสาคญั : ฉากกั้น, หนํวยทนั ตกรรม, ไวรัสโคโรนา
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 194
การประดิษฐ์ Anesthetic catheter connector
หรือ “หนอนนอ้ ยวสิ ญั ญี” จากวัสดเุ หลือใช้
กติ ตยิ า บวั หอม และจริ าพร โสดาโคตร : 0891299615
โรงพยาบาลศรีสะเกษ
กลุมํ งานวสิ ัญญวี ทิ ยาโรงพยาบาลศรีสะเกษ ใหบ๎ ริการระงบั ความร๎ูสกึ แกํผ๎ปู ุวยผําตัดทวั่ ไปและซับซ๎อน
การผําตัดท่ีต๎องคลุมผ๎าปลอดเชื้อต้ังแตํบริเวณศีรษะลงมาจนถึงปลายเท๎า หรือการผําตัดที่มีอุปกรณ๑ที่ต๎องวาง
ใกล๎ๆบริเวณที่ทาผําตัด ทาให๎วงจรดมยาสลบ อยูํใกล๎กับเขตปลอดเชื้อบริเวณท่ีทาผําตัดมากเกินไป อาจเป็น
สาเหตุของการปนเปื้อนและติดเชื้อในระหวํางผําตัดได๎ การใช๎ connector เช่ือมระหวํางทํอชํวยหายใจกับ
วงจรดมยาสลบ จะชํวยเพ่ิมระยะหํางระหวํางเครื่องให๎ยาระงับความร๎ูสึกกับเขตปลอดเช้ือบริเวณท่ีทาผําตัด
เนื่องจาก silicone connector ที่เบิกจากพัสดุ มีราคาแพง ชารุด สูญหาย ทาให๎ไมํเพียงพอตํอการใช๎งาน
กลุํมงานวิสัญญีวิทยาโรงพยาบาลศรีสะเกษ จึงได๎ประดิษฐ๑ นวัตกรรม Anesthetic catheter connector
หรือ “หนอนนอ๎ ยวสิ ัญญี” จากวสั ดเุ หลือใช๎ เพือ่ ใหเ๎ พียงพอตอํ การให๎บริการ และลดคําใชจ๎ ํายของโรงพยาบาล
วธิ กี ารพฒั นาส่ิงประดษิ ฐ์ (วิธีการประกอบสิ่งประดษิ ฐ๑) 2. corrugated tube
1.ขอ๎ ตํอพลาสตกิ ตรง และข๎อตํอพลาสตกิ โคง๎ 4 แบบ
+
2. ประกอบเข๎าด๎วยกนั จะได๎ Anesthetic catheter connector 3 แบบ
การทดสอบประสทิ ธภิ าพส่งิ ประดิษฐ์
5.1 ทดสอบการร่ัว ในข้ันตอนการตรวจเช็คเครื่องใหย๎ าระงบั ความรสู๎ กึ (Circuit leak test)
5.2 เปรียบเทียบ Tidal volume ทีต่ งั้ ไวก๎ บั คาํ Tidal volume ที่ไดจ๎ ริงในขณะใหย๎ าระงับความร๎สู ึก
นานวตั กรรมมาใชก๎ ับผ๎ปู วุ ยผาํ ตดั แผนก EENT, Maxillofacial, Brain surgery
ตัวชี้วัดความสาเร็จของสง่ิ ประดษิ ฐ๑ ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565
อบุ ตั ิการณก๑ ารรั่วของวงจรดมยาสลบขณะใหย๎ าระงับความร๎ูสึก 0 0 0
จานวน Anesthetic catheter connector ทป่ี ระดษิ ฐไ๑ ด๎ 30 ชนิ้ 50 ช้นิ 50 ชนิ้
ความพึงพอใจของทีมวิสญั ญี (แพทย/๑ พยาบาล) 80.3% 95.1% 98.2%
คาํ ใช๎จํายในการเบกิ silicone connector (บาท) 70,000 35,000 -
ประโยชนแ์ ละการนาไปใช้
1. ใชต๎ ํอกับวงจรดมยาสลบเพ่ือการผาํ ตัด
2. ใช๎ในขณะเคลื่อนย๎ายผู๎ปุวย เชํน Tracheostomy tube เพ่อื ไมใํ หเ๎ กดิ การดงึ รงั้
3. ใชต๎ ํอกบั เคร่ืองชํวยหายใจในหอผป๎ู วุ ย
คาสาคัญ : อปุ กรณต๑ ํอพํวงสาหรบั งานวิสญั ญี
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 195
แปูนรักพักวางท่อ
เกศรา ศรปัญญา และอจั ฉรา ครอบเพช็ ร : 0812612189
โรงพยาบาลศรสี ะเกษ
ผ๎ปู วุ ยเด็กวกิ ฤตสํวนใหญํมีปัญหาระบบทางเดินหายใจล๎มเหลวต๎องใสํทํอชํวยหายใจและใช๎เครื่องชํวย
หายใจ พบปัญหาระหวํางการดูแลผ๎ูปุวยท่ีใช๎เคร่ืองชํวยหายใจ ได๎แกํ 1. อุปกรณ๑ที่วางสายทํอชํวยหายใจที่มา
กบั เคร่ืองชํวยหายใจชารดุ ใช๎งานไมไํ ด๎ ตอ๎ งใช๎ผ๎าหํมเพื่อวางทํอและพบวางทํอชํวยหายใจบนตัวผ๎ูปุวย ตาแหนํง
ทวี่ างไมเํ หมาะสมทาใหเ๎ กิดแรงกดของทอํ ชวํ ยหายใจ เสย่ี งตํอการเกิดแผลกดทับบริเวณมุมปากของผ๎ูปุวยได๎ 2.
สายเครือ่ งชวํ ยหายใจมีขนาดใหญํและหนัก เส่ียงตํอการดึงรั้งสาย Circuit ของเครื่องชํวยหายใจซึ่งเป็นสาเหตุ
หนึ่งของการเลื่อนหลุดของทํอชํวยหายใจ หอผู๎ปุวยวิกฤตกุมารเวชกรรม ปีพ.ศ. 2563 มีผ๎ูปุวยท่ีใสํทํอชํวย
หายใจทั้งหมด 131 ราย เดือนมกราคม-กันยายน 2563 พบผ๎ูปุวยทํอชํวยหายใจเล่ือนหลุดหักพับงอ 9 ครั้ง
ต๎องใสํทอํ ชํวยหายใจซ้า 5 ครั้ง ผลทต่ี ามมาทาให๎ผ๎ูปวุ ยเกดิ การขาดออกซเิ จนเฉยี บพลนั การแลกเปลี่ยนก๏าซไม
เพียงพอและการทางานของระบบหัวใจและหลอดเลือดผิดปกติ สํงผลให๎ผู๎ปุวยบางรายตองใสํทํอชํวยหายใจ
นานข้ึน นอนโรงพยาบาลนานขึ้นทาให๎คําใช๎จํายในการรักษาสูงข้ึน ผู๎ประดิษฐ๑จึงได๎คิดค๎นนวัตกรรม แปูนรัก
พกั วางทอํ ขนึ้
วตั ถุประสงค์
1. เพอ่ื ลดการดึงรง้ั ของสาย Circuit ซ่ึงเปน็ สาเหตหุ น่ึงของการเล่ือนหลุดของทํอชํวยหายใจ
2. เพ่อื ลดแรงกดทับของทอํ ชํวยหายใจบรเิ วณริมฝปี ากและมุมปากของผูป๎ วุ ย
3. เพอ่ื ใหเ๎ จ๎าหนา๎ ท่ใี นหนวํ ยงานพึงพอใจตํอการใชน๎ วัตกรรม
วธิ ีพัฒนาส่ิงประดษิ ฐ์
4.1 นาเสนอแนวคดิ ในทป่ี ระชุมตึก ระดมความคิด ออกแบบนวตั กรรม ปรกึ ษาชํางของโรงพยาบาล
4.2 วสั ด/ุ อุปกรณท๑ ใี่ ช๎ นาแบบนวตั กรรม 2 ชดุ ขนาดเด็กโตด๎านท่ี 1= 17x30 cm ด๎านท่ี 2= 16.5 x
22 cm ขนาดเด็กเลก็ ดา๎ นที่ 1= 22 x 22 cm ดา๎ นที่ 2=22 x 22cm และแผนํ เหลก็ หนา 0.5 mm ขนาด 1 x
2 เมตร จานวน 1 แผนํ
4.3 ขน้ั ตอนการทา ชํางนาแผํนเหล็ก มาตัดตามแบบนวตั กรรมและเชอ่ื มให๎ท้ัง 2 ด๎านให๎เข๎ากัน กํอน
นาไปทดลองใช๎กบั ผู๎ปุวย
การทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ ดาเนินการจากกลุํมเปูาหมายคือ ผู๎ปุวยและเจ๎าหน๎าที่ นา
นวัตกรรมมาทดลองกับผู๎ปุวยท่ีใสํทํอชํวยหายใจ 52 ราย ประเมินความพึงพอใจเจ๎าหน๎าที่ในหนํวยงาน 20
รายโดยนามาวิเคราะห๑เปรียบเทียบกับเกณฑ๑ตัวชี้วัดดังนี้ อัตราการเลื่อนหลุดของทํอชํวยหายใจจากการดึงรั้ง
ของสาย Circuit = 0 % อัตราการเกิดแผลกดทับบริเวณริมฝีปากและมุมปาก = 0 % อัตราความพึงพอใจ
เจ๎าหน๎าท่ตี อํ การใชน๎ วตั กรรม 80 % เดือนตุลาคม 2563 – กุมภาพันธ๑ 2564 ผลการประเมินพบวํา อัตรา
การเล่ือนหลุดของทํอชํวยหายใจจากการดึงร้ังของสาย Circuit = 0 อัตราการเกิดแผลกดทับบริเวณริมฝีปาก
และมมุ ปาก= 0 ประเมนิ ความพงึ พอใจเจ๎าหนา๎ ท่ี 20 ราย พึงพอใจ 93.78%
ประโยชน์/การนาไปใช้ : ผ๎ูปุวยปลอดภัยได๎รับผลกระทบจากใช๎เคร่ืองชํวยหายใจลดลง ไมํเกิดแผล
กดทับที่มุมปาก ชํวยลดการดึงร้ังของสายเคร่ืองชํวยหายใจ ลดอุบัติการณ๑เลื่อนหลุดหักพับงอของทํอชํวย
หายใจ เจา๎ หนา๎ ท่พี ึงพอใจและปฏิบตั ไิ ปในทศิ ทางเดยี วกนั
คาสาคญั : อัตราการเล่อื นไหลของทํอชวํ ยหายใจ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 196
นวัตกรรม เคลือ่ นย้าย ปลอดภัย สายไมห่ ลดุ
อสิ รา โมคศิริ : 045611503 ตอ่ 4121
โรงพยาบาลศรีสะเกษ
หลักการและเหตุผล ภาวะลมร่ัวในชํองเย่ือหุ๎มปอด พบได๎ไมํบํอยในทารกแรกเกิด แตํเมื่อเกิดขึ้นแล๎ว
ทารกจะเขียว หายใจหอบอยํางเฉียบพลัน หัวใจเต๎นช๎า ความดันโลหิตต่า ผู๎ปุวยอาจเสียชีวิตได๎ ห๎องผ๎ูปุวยหนัก
ทารกแรกเกิด(NICU.) ทารกสํวนใหญํเป็นกลุํมอาการหายใจลาบาก (Respiratory distress syndrome)
จาเป็นต๎องใช๎เครื่องชํวยหายใจและใสํทํอหลอดลมคอ ซึ่งมีความเส่ียงสูงที่ทารกจะเกิดภาวะลมร่ัวในชํองเย่ือห๎ุม
ปอด (Pneumothorax) จากอุบัติการณ๑ 3ปี ย๎อนหลัง ปี 2562,2563,2564 มีจานวนทารก (ราย) 422,441,370
เกิดภาวะลมร่ัวในชํองเยื่อหุ๎มปอด(Pneumothorax) (ราย) 8,4,5 แพทย๑ต๎องใสํสายระบายทรวงอก(intercostal
drainage; ICD) เพื่อระบายลม หรือเลือด ซ่ึงพบปัญหาขณะทารกนอนบนตู๎อบท่ีมีความสูง ทาให๎สาย ICD ส้ัน
เกินไปเกิดการดึงร้ัง กลํองสาหรับใสํขวดระบายทรวงอก ทาจากกลํองกระดาษหรือตะกร๎า วางไว๎ที่พื้นข๎างๆตู๎อบ
(Incubator) หรือขณะมีการสํงตํอผ๎ูปุวยไปรักษายังโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกวําการเคล่ือนย๎ายเสี่ยงตํอการ
เลื่อนหลุด หรือแตกของขวดเป็นอยํางมาก อาจเกิดภาวะTension pneumothorax เกิดผลกระทบตํอผู๎ปุวยอาจ
เสียชีวิตได๎ ทางหนํวยงานจึงได๎จัดทานวัตกรรมเคลื่อนย๎าย ปลอดภัย สายไมํหลุด ขึ้น เพ่ือปูองกัน สายดึงร้ัง ขวด
ICD แตก มีความปลอดภยั และสะดวกในการเคล่ือนย๎ายผปู๎ ุวย
วตั ถปุ ระสงค์ ไมํเกดิ อบุ ตั ิการณส๑ ายทอํ ระบายลมเลื่อน/หลดุ เพ่ือใช๎ในการใสํขวด ICD ปอู งกนั สาย
ระบายทรวงอก ดงึ รั้ง ขวดระบายทรวงอก แตก และสะดวกในการเคล่ือนยา๎ ยผูป๎ ุวย
วิธีการพฒั นาส่ิงประดิษฐ์
1. จดั ทากลํองจากไม๎ใชใ๎ สํขวด ICD จานวน 3 ชํอง ขนาด 17x39x40 เซนตเิ มตร พร๎อมหหู ้ิว
การทาสอบประสทิ ธภิ าพสิง่ ประดิษฐ์ *ทดลองใชน๎ วัตกรรม ปรับปรงุ แก๎ไข
แบบเดิม
แบบใหม่
ประโยชน/์ การนาไปใช้
อบุ ตั ิการณ๑สายทํอระบายลมเล่ือน/หลุด=0
สามารถใสํขวด ICD ปอู งกันสายระบายทรวงอก ดึงรั้ง ขวดระบายทรวงอก แตก และสะดวกในการ
เคล่ือนย๎ายผูป๎ ุวย
คาสาคญั : ขวด ICD อุบัติการณ๑สายทํอระบายลมเลื่อนหลดุ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 197
รปู แบบการดูแลผปู้ ุวยตดิ เช้ือไวรสั โคโรนา่ 2019 ในโรงพยาบาลสนาม
ดว้ ยระบบแจง้ เตอื นอตั โนมัตทิ างไลน์ อาเภอขนุ หาญ จังหวัดศรีสะเกษ
ศภุ นิตย์ ปน่ิ คา : 0651164890
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตาบลทบั ทิมสยาม07
บทนาและวัตถปุ ระสงค์ : ในสถานการณ๑การแพรํระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนํา2019 ทาให๎อาเภอขุนหาญ
จังหวัดศรีสะเกษมีผู๎ปุวยโควิด19 เข๎ารับการรักษาในโรงพยาบาลสนามเป็นจานวนมาก จากการประเมินความร๎ู
และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผ๎ูปุวยแรกรับในโรงพยาบาลสนามแหํงท่ี 2 พบวํา ผู๎ปุวยขาดความร๎ูในการดูแล
ตนเองและมีพฤติกรรมการปฏิบัติตัวไมํถูกต๎อง อีกท้ังพยาบาลต๎องให๎ความรู๎แกํผ๎ูปุวยรับใหมํทุกครั้ง ผ๎ูศึกษาจึง
คิดค๎นรูปแบบการดูแลผู๎ปุวยติดเช้ือไวรัสโคโรนํา2019 ในรพ.สนามด๎วยระบบแจ๎งเตือนอัตโนมัติทางไลน๑ข้ึน มี
วัตถุประสงค๑ 1.เพ่ือพัฒนาระบบการดูแลผ๎ูปุวยติดเช้ือไวรัสโคโรนํา2019 ในโรงพยาบาลสนาม 2.เพื่อศึกษา
ประสิทธิผลของการใช๎นวัตกรรมรูปแบบการดูแลผ๎ูปุวยติดเช้ือไวรัสโคโรนํา2019 ในโรงพยาบาลสนามด๎วยระบบ
แจ๎งเตือนอัตโนมตั ิทางไลน๑
วิธีการศึกษา : เป็นการวิจัยแบบก่ึงทดลอง แบบ 2 กลํุมวัดกํอน-หลังเข๎ารํวมโปรแกรมและ
เปรยี บเทยี บระหวํางกลํุมทดลองและกลุมํ เปรียบเทียบ โดยมีขั้นตอนดังน้ี 1.รํวมกับสหวิชาชีพจัดทา CPG การ
ดูแลผู๎ปวุ ยและสอ่ื ความรูร๎ ูปภาพ ข๎อความสาหรับสอนผูป๎ วุ ย 2.ประเมนิ ความร๎แู ละพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของ
กลุํมทดลองกํอนใช๎งานนวัตกรรมและกลํุมเปรียบเทียบ 3.เขียนชุดคาส่ังด๎วยโปรแกรมคอมพิวเตอร๑ให๎สํงส่ือ
ความร๎รู ูปภาพและขอ๎ ความคาแนะนาการปฏบิ ัตติ วั ไปยังกลมํุ ไลนท๑ ุกวนั ตามเวลาทกี่ าหนดไว๎ ประกอบการสอน
ผู๎ปุวยในแตํละวัน 4.เปรียบเทียบระยะเวลาท่ีใช๎ในการให๎คาแนะนาผู๎ปุวยและตอบข๎อซักถามโดยเปรียบเทียบ
ระหวํางกลุํมทดลองกับกลุํมเปรียบเทียบหลังการใช๎นวัตกรรม 5.ประเมินความรู๎และพฤติกรรมการปฏิบัติตัว
หลงั ใช๎นวตั กรรมเปรยี บเทียบกอํ นหลงั และเปรยี บเทยี บระหวํางกลุมํ
ผลการศึกษา : 1.หลังใช๎นวัตกรรมกลุํมทดลองใช๎เวลาในการให๎คาแนะนาและตอบข๎อซักถามเฉลี่ย
38 วินาที/คน กลํุมเปรียบเทียบใช๎เวลาในการให๎คาแนะนาและตอบข๎อซักถามเฉล่ีย 71 วินาที/คน 2.หลังใช๎
นวัตกรรมกลํุมทดลองมีคะแนนความรู๎และพฤติกรรมมากกวํากํอนใช๎นวัตกรรม อยํางมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .05 3.หลังใช๎นวัตกรรมกลุํมทดลองมีคะแนนความร๎ูและพฤติกรรมมากกวํากลุํมเปรียบเทียบ อยํางมี
นยั สาคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .05
สรปุ และขอ้ เสนอแนะ : การดแู ลผป๎ู ุวยโควิด19ในรพ.สนามให๎เกิดประสิทธิภาพจาเป็นที่จะต๎องมีการ
ใหค๎ วามรผ๎ู ป๎ู วุ ยเปน็ ระบบ การใช๎แอพพลิเคชั่นไลน๑และระบบแจ๎งเตือนอัตโนมัติในการเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งใน
การชํวยผ๎ูปฏบิ ตั ิงานในการดแู ลผป๎ู วุ ยเพอื่ ใหผ๎ ๎ูปุวยมีความรแ๎ู ละพฤติกรรมการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมกับโรค โดย
รปู แบบการแจ๎งเตือนอัตโนมัติทางไลน๑สามารถนาไปตํอยอดในทาสื่อให๎ความรู๎กับผ๎ูปุวยกลํุมอื่นได๎ เชํน ผู๎ปุวย
โรคเรอื้ รัง หญงิ ตั้งครรภ๑ เป็นต๎น
คาสาคญั : โคโรนาํ 2019, โรงพยาบาลสนาม, ไลน๑อัติโนมัติ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 198
การพฒั นางานบรกิ ารยานพาหนะผา่ นระบบออนไลน์
สชุ าติ ตน้ เชอ้ื : 0616938918
โรงพยาบาลพนา
การพัฒนาระบบงานโดยดาเนินการตามทฤษฎีวงจรชีวิตการพัฒนาระบบสารสนเทศ (System
Development Life Cycle : SDLC) 7 ข้ันตอน รํวมกับแนวคิดการผลิตระบบ LEANมีวัตถุประสงค๑ 1. เพ่ือ
ลดอุบัติการณ๑ขอรถไมํตรงกับความต๎องการเจ๎าหน๎าที่ 2. เพ่ืออานวยความสะดวกในการวิเคราะห๑ข๎อมูล การ
บริหารจัดการ รถ คน ระบบรายงาน 3. เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการขออนุญาตใช๎รถราชการ 4. เพ่ือลด
ทรัพยากร 5. เพื่อเพิ่มความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของศูนย๑ยานยนต๑ประชากรท่ีใช๎ศึกษาเป็นบุคลากร
โรงพยาบาลพนาที่เก่ียวข๎องกับกระบวนการบริการรถยนต๑ไปราชการของโรงพยาบาลและบุคลากรท่ีขออนุมัติ
รถยนต๑ไปราชการ เก็บข๎อมูล อุบัติการณ๑จากแบบรายงานความเสี่ยง ข้ันตอนการปฏิบัติงาน ระยะเวลาจาก
Flowchart ทรพั ยากรทใ่ี ช๎จาก Flowchart รายงานเบิกวสั ดุ สารวจความพงึ พอใจ และวิเคราะห๑ข๎อมูลโดยใช๎
สถิตเิ ชิงพรรณนา ความถี่ รอ๎ ยละ ดาเนนิ งานโดย 1. เขา๎ ใจปญั หา พบวํา มีปญั หาการสื่อสารของระบบงาน พบ
อุบัติการณ๑จัดไมํตรงรถตามความต๎องการ ข้ันตอนยํุงยาก เสียทรัพยากรเกินความจาเป็น 2. การศึกษาความ
เป็นไปได สามารถพัฒนาเว็บแอพพลิเคชันได๎ 3. การวิเคราะห๑ ตรวจสอบวิธีการทางานในปจจุบัน สัมภาษณ
เจ๎าหนาที่ กาหนดความตองการ ในรูปแบบเว็บแอพพลิเคชัน 4. การออกแบบระบบ กาหนดความตองการ
โดยใชแบบจาลองแสดงกระบวนการนาเขาขอมลู และสงออกขอมูล 5. การพัฒนาระบบและการทดสอบระบบ
พัฒนาโปรแกรมตามคุณลักษณะและรูปแบบท่กี าหนดในลกั ษณะเว็บแอพพลิเคชั่น ภาษาท่ีใชในการพัฒนา คือ
PHP, Java Script ฐานขอมูล คือ MySQL โปรแกรมจัดการฐานขอมูล คือ XAMPP Apache + MariaDB +
PHP + Perl โปรแกรมตกแตงภาพ คือ Photoshop ทดสอบระบบประมวลผล ทดลองใช๎ 1 สัปดาห๑ 6. การ
ติดตั้งระบบ ติดตั้งระบบบนเคร่ืองแมขาย โดยใชโปรแกรม XAMPP Control Panel V3.2.2 ทาหนาท่ี เป็น
เว็บเซิรฟเวอร๑ 7. การบารุงรักษา ปรับปรุงใหตรงตามความตองการของผูใชงานเพ่ิมชํองทางการบันทึก
ออนไลน๑ผําน line application เพิ่มการอนมุ ตั โิ ดยเอกสารออนไลน๑ ผลการศึกษาพบวาํ
จากการพฒั นานวตั กรรม webขอรถออนไลน๑ งําย ประหยัด ทาให๎ลดข้ันตอน ลดความซ้าซ๎อนในการ
ปฏิบตั งิ าน และลดกระดาษจากการบันทึกในใบบันทึกขอรถและใบเสนอผู๎บริหารเป็นแบบออนไลน๑ เฉล่ียปีละ 1
รีม/ปี ลดจานวนบุคลากรท่ีเกี่ยวข๎อง 1 คน ลดระยะเวลาการปฏิบัติงานจากประมาณ 55 นาที เหลือประมาณ
16 นาทีตอํ วัน และยังสามารถลดระยะเวลาสรุปผลงานรายเดือน / ไตรมาส / ปี อุบัติการณ๑ สํงไมํทันเวลา,ไมํมี
รถไปสํง ได๎รถผิดประเภท ปีงบประมาณ 2564 –2565 = 0 ครั้ง เม่ือเทียบกับปี 2563 ท่ีมี 35 อุบัติการณ๑ จาก
การศึกษาความพึงพอใจของผ๎ูใช๎งานโดยการสํุมอยํางงําย จานวน 76 คน จากบุคลากรท่ีเกี่ยวข๎อง 164 คน
พบวํามีแนวโนม๎ สงู ขน้ึ จากรอ๎ ยละ 76.72 เป็น 89.62 ในปี 2564 และร๎อยละ 91.78 ในปี 2564
คาสาคญั : งานบรกิ ารยานพาหนะ ,ระบบออนไลน๑
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 199
มาตรวัดภาวะโภชนาการเด็กไทย 0-2 ปี
อรทยั บัวคา, กาญจนา ผุเพชร, ธีระพงษ์ บญุ หอม
และนพพล ธาดากุล : 0885948285
โรงพยาบาลชานมุ าน
การประเมินภาวะโภชนาการเด็กมีความสาคัญกับเด็กทุกชํวงวัย การประเมินท่ีจาเป็นและต๎องทาทุก
ครั้งคือ การช่ังน้าหนักและวัดสํวนสูงในการประเมินภาวะโภชนาการเด็ก 0-2 ปี ดํานแรกโดยหมอ ครอบครัว
คนท่ี 1 คือ อสม. เป็นผ๎ูชั่งน้าหนัก วัดความยาวทุก 3 เดือนเพ่ือนาสํงข๎อมูลแกํเจ๎าหน๎าที่บันทึกข๎อมูล ใน
โปรแกรมประเมินภาวะโภชนาการ พบวาํ ยังขาดอปุ กรณก๑ ารวัดความยาวเด็กเล็ก 0-2 ปีในทํานอน และการนา
คําความยาวเด็กที่วัดได๎และน้าหนักมาแปลผลบนกราฟในสมุดบันทึกสุขภาพแมํและเด็กวํา เด็กมีภาวะ
โภชนาการด๎านความสูง น้าหนัก และรูปรํางสมสํวนตามอายุของเด็กแตํละชํวงอายุเป็นรายเดือนหรือไมํ จาก
การสังเกตพบวํา ยังมีความคลาดเคล่ือน ลําช๎าในการประเมิน รวมท้ังอุปกรณ๑การวัดท่ีไมํมาตรฐานด๎านความ
ละเอียดของสเกลวัด จึงได๎ออกแบบและพัฒนามาตรวัดภาวะโภชนาการในเด็กไทย 0-2 ปี เพ่ือแก๎ปัญหา
ดังกลําว โดยออกแบบมาตรวัดในทํานอนเพื่อให๎สามารถนาไปประเมินภาวะโภชนาการในเด็กเล็กได๎อยําง
สะดวก และแปลผลภาวะโภชนาการได๎ทันที ได๎ตรวจสอบประสิทธิภาพของมาตรวัดโดยการให๎ อสม.ในแตํละ
พื้นท่ีใช๎และแปลผลภาวะโภชนาการเด็ก 0-2 ปี ในคําท่ีวัดได๎จากการใช๎สมุดบันทึกสุขภาพแมํและเด็ก
เปรยี บเทียบกับการใชน๎ วัตกรรมมาตรวัดภาวะโภชนาการเด็กไทย 0-2 ปี
ผลการศึกษา พบวาํ การใชม๎ าตรวดั ภาวะโภชนาการเดก็ ไทย 0-2 ปี ใช๎เวลาเฉลี่ยในการแปลผล 93.8
วินาที (± 49.4) น๎อยกวําการแปลผลโดยใช๎สมุดบันทึกสุขภาพแมํและเด็กซึ่งใช๎เวลาเฉล่ีย 137.8 วินาที (±
71.8) แตกตํางกันอยํางมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<.01) และทดสอบประสิทธิภาพความถูกต๎องของการแปลผล
ภาวะโภชนาการ พบวํา อสม. สามารถแปลผลภาวะโภชนาการโดยใช๎มาตรวัดน้ีได๎ถูกต๎องท้ังหมด ร๎อยละ
44.9 มากกวําการใช๎สมุดสีชมพูแบบเดิม ซ่ึงถูกต๎องทั้งหมดร๎อยละ 36.1 นอกจากนี้ยังทาให๎พํอแมํของเด็กพึง
พอใจจากการสามารถแปลผลบอกภาวะโภชนาการภายหลังวัดได๎ทันที โดยไมํต๎องไปเปิดสมุดสีชมพูอีก
ข๎อเสนอแนะ : การใช๎มาตรวัดภาวะโภชนาการเด็กไทย 0-2 ปี ท่ีพัฒนาขึ้นมาใหมํน้ีสามารถวัดความยาวของ
เดก็ เลก็ ท่ไี มํสามารถยืนได๎แล๎วนาคําที่ได๎มาประเมินรํวมกับอายุและน้าหนักที่ช่ังได๎ มาประเมินน้าหนัก สํวนสูง
เมอ่ื เปรยี บเทยี บกบั อายแุ ลว๎ แปลผล วําเดก็ มภี าวะโภชนาการอยํางไรได๎อยํางรวดเร็ว แมํนยา จึงนําจะขยายผล
การนาไปใช๎อยํางกว๎างขวางตอํ ไป
คาสาคญั : มาตรวัดความยาวเดก็ , ภาวะโภชนาการเด็กไทย
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 200
พดั ลมดดู ไอโลหะจากการบัดกรีอุปกรณ์อเิ ล็กทรอนกิ ส์
ทนงศกั ดิ์ พ่ึงโพธ์ิ และนวิ ัตน์ ทองอุบล : 0805685950
โรงพยาบาลพนา
การพัฒนาส่ิงประดิษฐ๑พัดลมดูดไอโลหะจากการบัดกรีอุปกรณ๑อิเล็กทรอนิกส๑มีวัตถุประสงค๑เพ่ือ 1.
พัฒนานวัตกรรมพัดลมดูดไอโลหะหนักจากการบัดกรีอุปกรณ๑อิเล็กทรอนิกส๑ 2.ศึกษาผลกระทบด๎านสุขภาพ
กํอนและหลังการใช๎นวัตกรรม ประชากรในการศึกษาเป็นเจ๎าหน๎าท่ีโรงพยาบาลพนาแผนกงานซํอมบารุง ที่
เกี่ยวข๎องกับงานบัดกรีอุปกรณ๑อิเล็กทรอนิกส๑ การจัดทาส่ิงประดิษฐ์ ใช๎หลักการระบายอากาศจากด๎านหน๎า
ช้ินงาน เพื่อพาไอของโลหะพัดออกจากผู๎ใช๎งาน ออกแบบโดย 1. สอบถามความต๎องการผู๎ใช๎งาน 2. ศึกษา
หลกั การระบายอากาศ/สินค๎าในท๎องตลาด 3. รํางแบบส่ิงประดิษฐ๑ 4. ประเมินราคา 5. จัดหาอุปกรณ๑ที่ใช๎ได๎
6. จัดซ้ืออุปกรณ๑ที่ขาด การประกอบ 1. ฐานต้ังเคร่ือง ประกอบเข๎ากับเหล็กเอนกประสงค๑ รับกับโคมสปอร๑ต
ไลท๑ 2. พัดลมระบายอากาศไมโครเวฟ ประกอบเข๎ากับโคมสปอร๑ตไลท๑ 3. การควบคุมด๎วยฟุตสวิทช๑ การ
ทดสอบประสิทธิภาพสิ่งประดิษฐ์ คุณสมบัติด๎านกายภาพด๎วยการสังเกตควันจากการบัดกรีด๎วยการมอง
ทดสอบคุณสมบัติด๎านกายภาพด๎วยการดมกล่ินจากการบัดกรีโดยจุดธูปหอม ทดสอบโดยหัวหน๎าชํางโดย
นามาใช๎ 1 เดือน พบวํา ด๎านโครงสร๎างมีความม่ันคงแข็งแรง ทนทาน ไมํมีอุบัติการณ๑เสียหายระหวํางการใช๎
งาน ด๎านคุณสมบัติสามารถลดปริมาณควัน ,ไอโลหะ และลดกล่ินฉุนได๎ดี ศึกษาผลกระทบด๎านสุขภาพกํอน
และหลังการใช๎งานโดยแบบสอบถามผลกระทบสุขภาพประยุกต๑จากรายงานการวิจัย ของ The American
Federation of State Country and Municipal Employees (AFSCME) ปี 2005 สํวนท่ี 1 ข๎อมูลสํวน
บุคคล สวํ นที่ 2 ผลกระทบตํอสุขภาพ ขณะบัดกรี – 12 ช่ัวโมง โดยมาตรวัดของลิเคิร๑ท (Likert Scale) สํวนท่ี
3 ความเหน็ หลังใช๎งานและขอ๎ เสนอแนะ
จากการศึกษา พบวํา สํวนมากอายุต่ากวํา 40 ปีและ 51 ปีขึ้นไป ร๎อยละ 40 อายุการทางาน น๎อยกวํา
10 ปี และ 11 ปี – 20 ปี ร๎อยละ 40 เวลาบัดกรีตํอสัปดาห๑ ต่ากวํา 3 ช่ัวโมงร๎อยละ 60 ผลกระทบด๎านสุขภาพ
โดยรวมกํอนและหลังใช๎นวัตกรรมอยูํในระดับน๎อย โดยกํอนใช๎คําเฉล่ียเทํากับ 1.73 สํวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
เทํากับ 0.73 หลังใช๎มีคําเฉลี่ยลดลงเป็น 1.40 สํวนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทํากับ 0.40 เม่ือพิจารณาแยกระบบ
พบวํา ระบบผิวหนังหลังใช๎มีผลกระทบด๎านสุขภาพลดลง จากระดับปานกลาง เป็นระดับน๎อย สํวนระบบอ่ืนๆ
ได๎แกํ ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และ ระบบประสาทและกล๎ามเน้ือมีผลกระทบด๎านสุขภาพ
ระดบั น๎อยเทําเดมิ แตํมีคาํ เฉลีย่ ทีล่ ดลง ยกเวน๎ ระบบทางเดนิ อาหารมคี าํ เฉลีย่ เทําเดิม ความเห็นหลังการใช๎งาน
ด๎านความแข็งแรงมีด๎านความม่ันคงแข็งแรง ไมํมีอุบัติการณ๑เสียหายระหวํางการใช๎งาน ด๎านความสะดวก ใช๎
งานงาํ ย ประสทิ ธิภาพ สามารถลดปรมิ าณควัน ,ไอโลหะ และลดกลิ่นฉุนได๎ดี ข๎อเสนอแนะควรศึกษาระยะยาว
เพือ่ วิเคราะหผ๑ ลตํอสขุ ภาพแบบเร้ือรงั โดยตรวจทางหอ๎ งปฏิบัตกิ ารและคลินิกตํอสารเคมีในสภาพแวะล๎อมการ
ทางานและรํางกายผู๎ปฏิบัติงาน
คาสาคญั : ไอโลหะ,บดั กรี,อุปกรณ๑อิเล็กทรอนิกส๑
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ