Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 201
แผลฝีหนองไมต่ อ้ งผ่า รักษาด้วยนา้ มนั มะพรา้ วสกดั เยน็ รว่ มกับนา้ ย่านางสกัด
กัญญารตั น์ เพชรรตั น์ : 0829415565
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลนาแก
การรักษาแผลฝีหนองในปัจจุบันต๎องใช๎การผําฝีขูดหนองและเนื้อเนําตายออก และบํอยคร้ังจาเป็นต๎องใสํ
ก็อส drain เข๎าไปในแผล และในการทาแผลตํอเน่ืองก็ต๎องใสํก็อส drain เข๎าไปในแผลใหมํทุกครั้งจนกระท่ังไมํมี
หนองไหลออกมา ทาให๎ผู๎ปุวยได๎รับความเจ็บปวดและหวาดกลัวการผําฝีและการขูดแผลมาก จนมีผ๎ูปุวยบางรายไมํ
ยอมไปรับการรักษาทโี่ รงพยาบาล เพราะกลัววําจะต๎องไดร๎ บั การผาํ ฝี และยอมทาแผลดว๎ ยตนเองทีบ่ ๎านตามมตี ามเกิด
โดยไมํได๎ใช๎หลักปราศจากเช้ือสํงผลทาให๎เกิดแผลลุกลาม ด๎วยปัญหาดังกลําวจึงได๎คิดหาวิธีการทาแผลฝีหนอง
ทางเลือกใหมํ ที่ไมํต๎องผํา ไมํทาให๎ผู๎ปุวยเจ็บปวด และเป็นการลดคําใช๎จํายในการทาหัตถการ ผู๎ปุวยหรือญาติ
สามารถทาแผลได๎เอง โดยอยํูในความดแู ลของบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ และสุดท๎ายสามารถทาให๎แผลฝีหายเป็น
ปกติไดโ๎ ดยไมตํ ๎องผาํ
วตั ถปุ ระสงค์ : 1.เพ่ือลดการทาหตั ถการผาํ ฝี 2.เพ่ือลดคําใช๎จํายในการรักษา 3.เพื่อให๎ผ๎ูปุวยมีความ
พึงพอใจ
วธิ กี ารพัฒนานวตั กรรม : 1.ประเมินปัญหาหน๎างาน 2.วเิ คราะห๑ข๎อมูลยอ๎ นหลงั 3.ทบทวนวรรณกรรมและ
งานวิจัยที่เก่ียวข๎อง 4.ทดลองทาแผลฝีหนองโดยไมํผํา 5.เก็บรวบรวมข๎อมูล 6.รวบรวมวิเคราะห๑ข๎อมูล 7.สรุปผล
การทดสอบประสทิ ธิภาพนวัตกรรม : ประสทิ ธิภาพของนวัตกรรมน้ปี ระเมินไดจ๎ าก 1.อัตราการหายของแผลฝี
โดยไมํต๎องผํา 2. คําใช๎จํายในการรักษาแผลท่ีลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับการรักษาแบบเดิม(ด๎วยการผําฝี)
3.รอ๎ ยละความพงึ พอใจของผู๎รับบรกิ าร สรุปผลการดาเนนิ งาน : ผ๎ูปุวยแผลฝีท้ังหมด 6 คน รักษาแผลจนหาย
เป็นปกติโดยไมํต๎องผําท้ังหมด 6 คน คิดเป็นร๎อยละ100 ระยะเวลาการหายของแผลเร็วสุด 4 วัน มากที่สุด
48 วัน คําใช๎จํายลดลงจากการทาแผลฝีแบบเดิม(ผําฝี) เป็นเงิน 15,719 บาท ระดับความพึงพอใจของ
ผู๎รบั บรกิ ารคิดเปน็ รอ๎ ยละ 97.77 ถือวาํ เปน็ นวัตกรรมใหมทํ ่ีเกิดประโยชน๑ตํอผ๎ูปุวยและประเทศชาติมาก ทาให๎
การรักษาแผลฝีหนองเป็นเรื่องไมํยุํงยาก แตํสามารถทาให๎แผลหายได๎ โดยไมํสร๎างความเจ็บปวดให๎กับผ๎ูปุวย
และยังทาให๎ลดคําใช๎จํายจากการทาหัตถการได๎โดยสิ้นเชิง ลดภาระงานของเจ๎าหน๎าที่ในการทาแผลที่ยุํงยาก
สร๎างความพงึ พอใจให๎แกํผู๎รับบริการในระดบั ดมี าก
ประโยชน/์ การนาไปใช้ : นาไปใชใ๎ นการดแู ลรกั ษาแผลฝีภายในหนวํ ยงาน และสามารถนานวัตกรรม
น้ีไปใชใ๎ นโรงพยาบาลสงํ เสริมสขุ ภาพตาบลเครือขาํ ยอาเภอคาเขื่อนแก๎วได๎ นอกจากน้ันควรมกี ารนาเปน็ ข๎อมลู
ศกึ ษาวจิ ยั เพิม่ เติมโดยใชจ๎ านวนกลุมํ ตวั อยาํ งในการศึกษาเพมิ่ มากข้นึ เพือ่ ใหผ๎ ลการทดลองใชน๎ วัตกรรมมคี วาม
นําเชือ่ ถือและเท่ียงตรงมากขึ้น
คาสาคัญ : แผลฝหี นอง , นา้ มนั มะพร๎าวสกัด, น้ายาํ นางสกดั
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 202
รถเข็นมอเตอร์ไฟฟาู ช่วยผ่อนแรง
จนั ทร์ ประจวบสขุ : 0894095333
โรงพยาบาลคอ้ วงั
จากเดิมผูป๎ ฏิบัติงานที่หนํวยจํายกลาง โรงพยาบาลค๎อวัง สํวนใหญํเป็นผ๎ูหญิงมีหน๎าท่ีนาส่ิงของที่ผําน
การนึ่งสะอาดเรียบรอ๎ ยแลว๎ ไปสํงตามจดุ ตํางๆ โดยใช๎รถเขน็ ธรรมดา มกี ารใช๎กาลังแรงคนในการผลักดันให๎เกิด
การเคลื่อนไหวของรถ จึงกํอให๎เกิดโรคจากการปฏิบัติงานเนื่องจากต๎องใช๎แรงผลักและดันรถไปตามเส๎นทาง
ลาดชันไปตามจุดตํางๆ ท่ัวทั้งโรงพยาบาลค๎อวัง จึงมีอาการปวดหลัง ปวดกล๎ามเน้ือเป็นประจา ผ๎ูบริหารและ
ศูนย๑ชาํ งจงึ คดิ ค๎นสิ่งประดษิ ฐ๑ รถเขน็ มอเตอรไ๑ ฟฟูาผํอนแรง เป็นการใช๎พลังงานไฟฟูาในการขับเคล่ือนข้ึนมาใช๎
แทนรถเขน็ เดิม
วัตถุประสงค์ 1) เพื่อลดโรคท่ีเกิดจากการปฏิบัติงาน เชํน ลดอาการปวดหลัง ปวดกล๎ามเน้ือของ
ผ๎ูปฏิบัติงานในหนํวยจํายกลาง 2) เพ่ือสร๎างความพึงพอใจให๎บุคลากรในการใช๎รถเข็นมอเตอร๑ไฟฟูาชํวยผํอน
แรงในหนํวยจํายกลาง 3) เพื่อลดการจัดซ้ือรถเข็นใหมํที่มีราคาสูงข้ึน 4) เพื่อลดภาระงานของเจ๎าหน๎าท่ีเกิด
ความสะดวกความคลอํ งตัว
วิธกี ารพฒั นานวัตกรรม ใช๎แนวคดิ เกย่ี วกับการประดิษฐ๑ดัดแปลงรถเข็นจากเดิมที่มีการใช๎กาลังแรงคน
ในการผลกั เปน็ การใช๎พลงั งานไฟฟาู ในการขบั เคลือ่ นแทน
การทดสอบประสิทธิภาพนวัตกรรม : นารถเข็นมอเตอร๑ไฟฟูาชํวยผํอนแรงมาให๎เจ๎าหน๎าท่ีใช๎งานที่
หนํวยจํายกลาง จานวน 11 คน เคร่ืองมือท่ีใช๎ทดสอบ แบบประเมินความปวด (Pain scale) แบบสอบถามความ
พึงพอใจในการใช๎รถเข็นมอเตอร๑ไฟฟูาชํวยผํอนแรง ทุก 3 เดือน จาก พ.ศ.2563-2565 ดังนี้ 1) Pain scale กํอน
ใช๎ 8 คะแนน (ปวดสูง) หลังใช๎ลดลงเป็นศูนย๑ (พ.ศ.2563-2565) 2) ความพึงพอใจให๎บุคลากรในการใช๎รถเข็น
มอเตอร๑ไฟฟูาชํวยผํอนแรงกํอนใช๎ร๎อยละ 50 หลังใช๎ร๎อยละ 100 บุคลากรมีความสะดวกและคลํองตัวกํอนใช๎
ร๎อยละ50 หลงั ใช๎ รอ๎ ยละ100 4) ลดการจดั ซ้อื รถเข็นใหมํทมี่ ีราคาสงู ขึ้น ร๎อยละ 100
ประโยชน์/การนาไปใช้ : ลดอาการปวดหลัง ปวดกล๎ามเน้ือของบุคลากรหนํวยจํายกลาง และความ
เสี่ยงทางด๎านสุขภาพจากการทางานได๎น๎อยลง ลดงบประมาณจัดซ้ือรถเข็นใหมํที่มีราคาสูงขึ้น บุคลากรมี
ความพึงพอใจในการใช๎ สะดวกคลํองตัว เป็นแหลํงเรียนรู๎และให๎คาปรึกษาในการทารถมอเตอร๑ที่ชํวยใน
การผํอนแรงได๎ สามารถขยายผลไปทาในอุปกรณ๑อื่นเพิ่มขึ้น เชํน รถเข็นอุปกรณ๑ทางการแพทย๑ และรถเข็น
ขยะในโรงพยาบาลค๎อวงั
คาสาคัญ : รถเขน็ มอเตอร๑ไฟฟาู ชวํ ยผํอนแรง, โรคจากการปฏิบตั ิงาน, ความพึงพอใจ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 203
เก้าอ้ี Rebuild ห่างไกลโควิด
ศภุ สิทธ์ิ ตง้ั จติ , รุ่งธรรม เสมอภาพ, บุญสง่ จาปี
และนพพล ธาดากลุ :0810678585
โรงพยาบาลมหาชนะชัย
โรงพยาบาลมหาชนะชัย มีเกา๎ อ้ีแบบมา๎ น่งั ยาวมพี นกั พงิ แตเํ มอื่ มกี ารระบาดของโควิด 19 ทาให๎ ต๎อง
มกี ารแยกผป๎ู วุ ยนอกใหน๎ งั่ หาํ งจากกันทาให๎เกา๎ อ้มี า๎ นง่ั ยาวต๎องทาเครือ่ งหมายหา๎ มน่งั ชิดกัน สํงผลให๎เก๎าอี้ม๎าน่ัง
แตํละตัว นั่งได๎เพียง 2 คนเทํานั้น ทาให๎เกิดการส้ินเปลืองพ้ืนที่ และ เก๎าอ้ีม๎าน่ังแบบน้ีมีพื้นเป็นไม๎ ทาให๎เวลา
นั่งนานจะปวดเมื่อยได๎ เม่ือมีความจาเป็นต๎องแยกผ๎ูปุวยให๎น่ังหํางกัน จึงได๎มีแนวคิดที่จะสร๎างเก๎าอ้ี rebuild
หํางไกลโควิดโดยนาเก๎าอี้ม๎าน่ังยาวแบบเดิม มาตัดแบํง แล๎ว สร๎างเป็นเก๎าอ้ีน่ังบุนวม แยกนั่งรายคน ทาให๎มี
ความปลอดภัยจากโควดิ มีความสวยงาม นงั่ สบาย เพิม่ พนื้ ทใี่ ชส๎ อยได๎มากขึ้นกวําเดิม และ ทาให๎ภูมิทัศน๑ ของ
ห๎องตรวจผู๎ปุวยนอกสวยงามข้ึน มีความค๎ุมคํา คงทน ประหยัดงบประมาณได๎ ด๎วยการนาอุปกรณ๑ที่มีอยูํ มา
ปรับให๎มคี วามสวยงาม ปลอดภยั สอดคล๎องกับยุคโควิด 19 ซึ่ง สามารถเป็นต๎นแบบให๎กับ รพ.ชุมชนอื่นๆ ที่มี
เก๎าอีม้ า๎ นั่งยาวแบบนี้ไปพฒั นาตํอไดเ๎ ปน็ อยํางดีวตั ถุประสงค๑เพ่ือให๎ผู๎รับบริการ ปลอดภัยจากโควิดระหวํางการ
รอการให๎บริการในโรงพยาบาล ตามนโยบายการเว๎นระยะหําง(distancing )วิธีการพัฒนานวัตกรรม1)Plan
ศึกษาสภาพปัญหาเร่ืองการจัดหาเก๎าอ้ีเพ่ือให๎ผ๎ูรับบริการปลอดภัยจากโควิด 2)Do จัดหาวัสดุในการประดิษฐ๑
ได๎แกํเก๎าอ้ีไมเ๎ กาํ มาตดั แบํง และประกอบบุนวมให๎สวยงาม ดาเนินการสร๎างต๎นแบบสิ่งประดิษฐ๑ 3)Check นา
สิ่งประดิษฐ๑ตรวจสอบและประเมินประสิทธิภาพ 4)Act นาไปทดลองใช๎ การทดสอบประสิทธิภาพนวัตกรรม
ติดตามความพึงพอใจผู๎รับบริการ 30 คนพบวํา 1)วัสดุท่ีใช๎เหมาะสมมีความพึงพอใจในระดับมาก ร๎อยละ 90
2)สามารถนาไปใช๎ประโยชน๑ได๎อยํางปลอดภยั พึงพอใจในระดบั มาก รอ๎ ยละ 95 3)ความสะดวกในการใช๎งานพึง
พอใจในระดับมาก ร๎อยละ 80 4)ความพึงพอใจในภาพรวมพึงพอใจในระดับมาก ร๎อยละ 80 ประโยชน๑/การ
นาไปใช๎ จากสถานการณ๑ การะบาดของโรคโควดิ 19 การจดั ทานวตั กรรมในรบั มือตํอสถานการณ๑การจัดบริการ
ใหม๎ ีการเวน๎ ระยะหําง(distancing) จัดท่ีนั่งหาํ งกันได๎อยาํ งปลอดภัยจากโควดิ ทาให๎ไมํเกิดขยะจากการนาเก๎าอ้ี
ม๎านั่งยาวแบบเกําไปทิ้ง แล๎วจัดซ้ือใหมํ เป็นการนาวัสดุท่ีไมํเหมาะสม กลับมาดัดแปลงใช๎ใหมํ และเป็นการ
ประหยดั งบประมาณ 83,500 บาท ในจานวน 100 ตัวที่จะใช๎ในการจัดหาเกา๎ อ้ีบุนวมแบบแข็งแรง สวยงามมา
ให๎บริการผ๎ูปุวย (ตน๎ ทนุ เกา๎ อ้ตี ัวละ 665 บาท จากราคาจรงิ ตัวละ 1,500 บาท)
คาสาคัญ : เกา๎ อี้ Rebuild
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 204
กระป๋องมหัศจรรย์ ปลดคม ปลอดภยั ห่างไกลเข็มทิ่มตา
นารีรตั น์ สพุ ร : 0909979798
โรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพตาบลบ้านเหล่า
นวัตกรรมนี้มีวัตถุประสงค๑เพ่ือ 1.เพื่อให๎คนไข๎ ญาติ และบุคลากร ปลอดภัยจากการถูกเข็มทิ่มตา 2.
เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของผ๎ูใช๎ตํอการใช๎นวัตกรรม กลํุมตัวอยํางที่ใช๎ในการศึกษาได๎แกํ ผู๎ปุวยเบาหวานท่ี
ได๎รับการฉีดยาอินซูลินเองท่ีบ๎าน ในเขต หมํูท่ี 1,3,6,7,9 ตาบลบ๎านเหลํา ท้ังที่รับยาท่ี รพ.สต.บ๎านเหลําและ
รับยาท่ี โรงพยาบาลคาชะอี ปีงบประมาณ 2565 จานวน 24 ราย เครื่องมือที่ใช๎ในการทาวิจัยได๎แกํ แบบ
ประเมินความพึงพอใจตํอการใช๎ “กระป๋องมหัศจรรย๑ ปลดคม ปลอดภัย หํางไกลเข็มทิ่มตา เก็บรวบรวม
วเิ คราะหข๑ ๎อมูลใช๎คาํ ร๎อยละ
ผลการศึกษา พบวํา ผู๎ปุวยที่ฉีดอินซูลินเองที่บ๎านตํอการใช๎นวัตกรรม “กระป๋องมหัศจรรย๑ ปลดคม
ปลอดภัย หํางไกลเข็มท่มิ ตา” ชอบรูปลกั ษณข๑ องนวัตกรรมถงึ ร๎อยละ 95.8 3 ประโยชน๑การใช๎งานร๎อยละ 100
ความรู๎สึกปลอดภัยเม่ือใช๎งานร๎อยละ 100 และความพึงพอใจตํอการใช๎งานนวัตกรรมร๎อยละ 95.83 และใน
ปงี บประมาณ 2565 (ตุลา 64-มิ.ย.65) ไมํพบการเกดิ อุบัติการณเ๑ ข๎มทิ่มตาในผู๎ปุวย ญาติ และบุคลากร จากผล
การพัฒนาที่กลําวมาข๎างต๎นสรุปได๎วําการสร๎างและพัฒนานวัตกรรม “กระป๋องมหัศจรรย๑ ปลดคม ปลอดภัย
หาํ งไกลเข็มทิ่มตา”มีลักษณะเป็นกระป๋องนมที่มีลักษณะแข็ง คงทน บรรจุอยูํภายในกลํองพลาสติกท่ีมิดชิด ท่ี
สามารถทงิ้ ขยะมคี มตดิ เชือ้ (เขม็ ฉีดยา ) และขยะติดเชอื้ ( syringe และ สาลีแอลกอฮอล๑ท่ใี ช๎แล๎ว ) ซึ่งจะชํวย
ลดการสัมผัสสารคัดหลั่งจากผ๎ูปุวยทั้งผู๎ปุวยเอง และเจ๎าหน๎าที่ ลดความเส่ียงตํอการถูกเข็มทิ่มตา รวมทั้งลด
การแพรํกระจายเช้ือในชุมชน โดยนวัตกรรมท่ีพัฒนาขึ้นจะทาให๎ผ๎ูปุวยเบาหวานที่ได๎รับการฉีดยาอินซูลินเอง
ท่บี ๎าน มอี ุปกรณใ๑ นการทงิ้ ขยะตดิ เชอื้ และขยะตดิ เชอื้ มีคมอยาํ งถูกต๎องเหมาะสม
คาสาคญั : กระปอ๋ งมหศั จรรย๑ ปอู งกันเข็มท่ิมตา ปูองกันการแพรกํ ระจายเช้ือ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 205
อทุ ัยทพิ ย์พิชติ คราบฟนั
ดวงหทัย พจนา : 0879458789
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลดงมอน
การแปรงฟันเปน็ วธิ ีการทาความสะอาดอยาํ งหนงึ่ ทช่ี ํวยกาจัดแผํนคราบจุลินทรีย๑ท่ียึดเกาะฟัน ภายใน
ชํองปาก ซ่ึงเด็กแตํละคนมีความสามารถในการกาจัดแผํนคราบจุลินทรีย๑โดยการแปรงฟันที่แตกตํางกันการใช๎
เม็ดสีย๎อมฟันจึงเป็นวิธีหน่ึงท่ีชํวยให๎เด็กตรวจสอบความสะอาดเพ่ือหาบริเวณท่ียังมีสีย๎อมฟันตกค๎างอยํูภาย
หลังจากการแปรงฟัน ซึ่งแสดงวําบริเวณน้ันอาจเป็นจุดที่แปรงฟันได๎ไมํทั่วถึง การใช๎เม็ดสีย๎อมฟันจะชํวยเพิ่ม
ประสทิ ธิภาพของการแปรงฟันให๎กับเด็ก แตเํ มด็ สีย๎อมฟนั ในปัจจุบนั นนั้ มรี าคาแพง / หาซ้ือได๎ยากไมํมีขายตาม
ทอ๎ งตลาด อาจทาใหเ๎ สียคําใชจ๎ าํ ยเป็นจานวนมากในการจดั ซือ้
ดังนน้ั รพ.สต.ดงมอน จงึ คิดค๎นนวัตกรรมชื่อ “อุทัยทิพย๑พิชิตคราบฟัน” ข้ึนเพ่ือผลิตเม็ดสีย๎อมฟันข้ึน
ใชเ๎ องและใช๎เม็ดสียอ๎ มฟนั นี้เปน็ กุศโลบายที่จะชวํ ยใหเ๎ ด็กแปรงฟันได๎สะอาดข้ึน/แปรงได๎นานข้ึน และตระหนัก
ถึงความสาคญั ของการแปรงฟันทีถ่ ูกวธิ ี อนั จะสํงผลตอํ ประสทิ ธภิ าพของการแปรงฟนั ตํอไป
โดยมีวัตถุประสงค๑เพ่ือลดคําใช๎จํายในการจัดซื้อและเพื่อเเก๎ปัญหาการขาดเเคลนเม็ดสีย๎อมฟัน
ขนั้ ตอนการทา วสั ดุอุปกรณม๑ ี ดังน้ี แปูงข๎าวเจา๎ , นา้ ยาอทุ ยั ทิพย๑, น้ารอ๎ น, ถาด, แผนํ พลาสติก, ขวดเเก๎ว วิธีทา
1.นาแปงู ข๎าวเจา๎ มาผสมกบั นา้ ยาอทุ ยั ทพิ ย๑ เตมิ นา้ ร๎อนลงไปเเลว๎ นวดใหเ๎ ขา๎ กัน 2.ปั้นเป็นก๎อนเล็กๆ เเละนาไป
ตากแดด 2 วัน 3.เก็บเม็ดสีย๎อมฟนั ท่ไี ดใ๎ นขวด และปดิ ปากขวดใหม๎ ิดชิด
ผลการศกึ ษา
สี การจดั หา การเข้าถงึ ราคา ประโยชน์
เมด็ สยี ้อมฟนั ชมพู ซอ้ื เอง/รฐั บาล ยากกวําเพราะ เมด็ ละ 5บาท ใช๎ย๎อมสฟี ัน
ท่ัวไป สนับสนนุ มรี าคาแพง อยํางเดียว
เมด็ สีย้อมฟัน ชมพเู ข๎ม ผลติ ใช๎เองได๎ งาํ ยกวํา เพราะ เม็ดละ 0.30 บาท ใช๎ยอ๎ มสีฟัน
ทาเอง จากวัสดทุ ห่ี า ตน๎ ทุนในการ และมีสรรพคุณ
ซ้อื ได๎งํายและ ผลิตต่า แก๎ร๎อนใน
ราคาถูก
อภปิ รายผล การใชเ๎ ม็ดสยี ๎อมฟันเพ่ือประเมนิ ประสิทธภิ าพการเเปรงฟนั ของเด็กนักเรยี นกํอใหเ๎ กิด
ประโยชนอ๑ ยาํ งย่ิง และการทานวัตกรรมนีย้ งั ชวํ ยลดงบประมาณของรฐั บาลในการจดั ซ้ือและชํวยเเก๎ปัญหา
การขาดแคลนเม็ดสยี ๎อมฟันอีกดว๎ ย
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 206
การพัฒนาให้บรกิ ารฟอกเลือดในผปู้ วุ ยไตวายระยะสดุ ทา้ ยที่ติดเชื้อโควิด19
วรชั ญา แสนโสม และคณะ
โรงพยาบาลคาชะอี
โรงพยาบาลคาชะอีได๎เปิดให๎บริการการฟอกเลือดด๎วยเครื่องไตเทียม จานวนผ๎ูปุวย 54 ราย เครื่องไตเทียม 8
เครอื่ ง ฟอกเลือด 3 รอบ ตํอวัน เร่ิมปฏิบัติงานต้ังแตํเวลา 05.00-20.00 น. จันทร๑ถึงวันเสาร๑ ไมํมีวันหยุดนักขัตฤกษ๑ ใน
สถานการณ๑ปัจจุบันเกิดการระบาดโรคโควิด-19 หนํวยไตเทียมได๎รับผลกระทบจากการระบาดของโรค ผ๎ูปุวยไตวายที่
ได๎รับการฟอกเลือดที่ติดเชื้อโควิด-19 ตามมาตรฐานการดูแลของเขตจังหวัดมุกดาหาร ต๎องแยกฟอกเลือดผ๎ูปุวยติดเชื้อ
ออกจากผ๎ูปุวยไมตํ ดิ เชอ้ื ในห๎องแยก ขณะฟอกเลือด 4 ชั่วโมงจานวน 10 วัน โรงพยาบาลคาชะอีไมํมีห๎องแยก ไมํมีระบบ
ผลติ นา้ บรสิ ุทธ์ิแยก ในระยะแรกท่เี ร่ิมมผี ๎ูปวุ ยตดิ เช้ือโควิด-19 อายุรแพทย๑โรคไตผู๎ดูแลให๎นาผู๎ปุวยทุกราย ทุกศูนย๑ฟอก
เลือดในเขตจังหวัดมุกดาหารไปรับการรักษาแบบผู๎ปุวยใน ณ โรงพยาบาลมุกดาหาร ทาให๎มีผ๎ูปุวยติดเชื้อโควิด-19
จานวนมากไปรวมกนั และเจา๎ หน๎าท่แี ตํละศูนย๑ต๎องตามไปฟอกเลือดให๎ผ๎ูปุวย โดยต๎องจัดอัตรากาลังพยาบาลไตเทียม 1
คน ผ๎ูชํวยเหลือคนไข๎ 1 คน ใช๎เวลาฟอกเลือด 4 ช่ัวโมงตํอผ๎ูปุวย 1 ราย ฟอกเลือด 2 คร้ังตํอสัปดาห๑ ทางโรงพยาบาล
มุกดาหารจะจัดตารางสาหรับการฟอกเลือด ในระยะเวลา 2 เดือนแรก 8 มีนาคม 2565 ถึง 18 เมษายน 2565 มีผู๎ปุวย
สํงไปฟอกโรงพยาบาลมุกดาหาร 7 ราย เป็นผปู๎ วุ ยอาการไมํรุนแรง 6 ราย(ผู๎ปุวยสีเขียว)และอาการปานกลาง 1 ราย(ปุวย
สีเหลือง)ทาให๎บุคลากรในแผนกขาดอัตรากาลังเกิดความลาบาก เหนื่อยล๎า และเสียคําใช๎จํายเดินทางของเจ๎าหน๎าที่
จานวน 12,062 บาท รายรับจากการฟอกเลือดท่ีโรงพยาบาลควรได๎รับคิดเป็นเงินท้ังหมด 55,000 บาท จึงได๎วางแผน
ให๎บริการฟอกเลือดผู๎ปุวยติดเช้ือโควิด-19 ณ โรงพยาบาลคาชะอี โดยยึดหลักการปูองกันและควบคุมการติดเชื้อตาม
มาตรฐานสมาคมโรคไตแหํงประเทศไทย ตาม บริบทของโรงพยาบาลคาชะอี ระยะเวลาดาเนินการ 1 เมษายน 2565 ถึง
25 มิถุนายน 2565 มีผปู๎ ุวยติดเชอ้ื โควิด-19 หลงั ดาเนินการจานวน 11 ราย วัตถุประสงค๑ เพื่อให๎ผู๎ปุวยไตวายที่ติดเชื้อโค
วิด-19 ได๎รับบริการฟอกเลือดตามแผนการรักษา ไมํมีภาวะแทรกซ๎อน และลดการสํงตํอผู๎ปุวยโดยไมํสมเหตุสมผลใน
ผูป๎ ุวยอาการไมรํ ุนแรง วิธดี าเนินงาน ไดว๎ างแผนประสานงาน ICN ENV หัวหนา๎ ฝุายหวั หนา๎ งานลงดพู น้ื ที่ จุดมํุงหมาย ใช๎
ระบบผลิตนา้ บรสิ ุทธอิ์ ันเดียงกัน มหี ๎องแยกใช๎สาหรับฟอกเลือด เสนอผู๎บริหารอนุมัติ ประชุมทีม แพทย๑ พยาบาล และ
เจ๎าหน๎าที่เพ่ือทาแนวทางการดูแลผู๎ปุวยฟอกเลือดท่ีติดเชื้อโควิด-19 ประสานอายุรแพทย๑โรคไตท่ีรับผิดชอบและทีม
โรงพยาบาลมกุ ดาหารเมอื่ มเี หตุที่ตอ๎ งสํงตํอการรักษา จัดห๎องแยกท่ีใช๎ฟอกเลือด เคร่ืองไตเทียม ระบบน้า อุปกรณ๑ตํางๆ
ใหพ๎ รอ๎ มใช๎ และใหบ๎ ริการฟอกเลอื ด ในรอบที่ 4 ต้งั แตํเวลา 19.00-23.00น.ให๎บริการฟอกเลือดที่ติดเชื้อโควิด -19 ตั้งแตํ
18 เมษายน 2565–25 มิถุนายน 2565 รวม 11 คน
ผลการดาเนินงาน ฟอกเลือดตามแผนการรักษาไมํมภี าวะแทรกซอ๎ น ทาง Hemodialysis คนไข๎ปลอดภยั
ขณะฟอกเลือด 4 ช่วั โมง ทกุ ราย และลดอตั ราการสํงตอํ ผปู๎ ุวยไปฟอกเลอื ดทีโ่ รงพยาบาลมุกดาหารทุกราย รายรับเข๎า
โรงพยาบาลท้งั หมด 90,000 บาท และไมเํ สียคาํ เดนิ ทาง
สรปุ ผลการดาเนนิ งานและขอ๎ เสนอแนะ จากผลการดาเนินงานพบวาํ ในการดแู ลตดิ เชือ้ โควดิ -19 จานวน 11
ราย ทไ่ี มํไดส๎ ํงตอํ ไปรับการรักษาท่ีโรงพยาบาลมกุ ดาหาร การดูแลขณะฟอกเลอื ด จานวน 11 รายดาเนินไปด๎วยดี ไมํ
มีภาวะแทรกซอ๎ น สามารถจาหนาํ ยกลับบา๎ นใช๎ชีวิตอยํางปกตสิ ุขได๎ มผี ๎ปู วุ ยชาย อายุ 83 ปี 1 ราย หลังรักษาติดเช้ือ
โควดิ -19 ครบ 10 วัน มีอาการเหน่อื ยเพลีย รับประทานอาหารไมํได๎ จาก long covid –19 ผู๎ปุวยและญาติตัดสินใจ
ยุตกิ ารสงํ ตอํ ผูป๎ ุวย ขอรักษาแบบประคบั ประคอง ขอกลบั บา๎ น และเสยี ชีวิตทีบ่ ๎าน
โรงพยาบาลคาชะอี ควรมแี ผนทาหอ๎ งสาหรบั แยกฟอกเลอื ดทไี่ ด๎มาตรฐานเปน็ หอ๎ ง negative pressure
เพ่อื ปอู งกนั และควบคมุ การตดิ เชอ้ื ในบุคลากรขณะดูแลผ๎ูปวุ ย และควรมีระบบผลติ น้าบรสิ ทุ ธแิ์ บบแยก เพือ่ สามารถ
ใหบ๎ รกิ ารฟอกเลือดโดยไมตํ อ๎ งจากัดเวลาฟอกเลือดในรอบที่ 4
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 207
การประชมุ วิชาการเขตสขุ ภาพท่ี 10 ประจาปี 2565
วนั ท่ี 11 - 12 กรกฎาคม 2565
ณ อาคารผปู้ วุ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจริญ จงั หวดั อานาจเจรญิ
ผลงานวชิ าการประเภท Best Practice
: ลานช้ัน 5 อาคารผปู้ วุ ยนอก 5 ช้ัน
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 208
การประยกุ ต์ใชก้ ารแพทย์พ้ืนบา้ นในการดแู ลผ้สู งู อายุท่ีมภี าวะพ่ึงพิง โดยการมีส่วนร่วมของครอบครัว
และชุมชน อาเภอเสนางคนคิ ม จังหวัดอานาจเจรญิ
กิง่ กมล พุทธบญุ และคณะ : 0902916242
โรงพยาบาลเสนางคนิคม จงั หวดั อานาจเจริญ
การพัฒนารูปแบบการแพทย๑พ้ืนบ๎านในการดูแลผ๎ูสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยการมีสํวนรํวมของ
ครอบครัวและชุมชน มีผ๎ูรํวมดาเนินการวิจัย จานวน 266 คน ประกอบด๎วย ผ๎ูสูงอายุท่ีมีภาวะพ่ึงพิง 68 คน
ผ๎ูดูแลหลักในครอบครัว 45 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมํูบ๎าน 45 คน ผู๎นาชุมชน ชมรมผู๎สูงอายุ
ปราชญ๑ชาวบ๎าน 45 นักบริบาลผ๎ูสูงอายุ 45 คน ผ๎ูจัดการดูแลผ๎ูสูงอายุ 9 คน และเจ๎าหน๎าท่ีแพทย๑แผนไทย 9
คน ระยะเวลาในการศึกษา 1 ปี ระหวํางเดือน มกราคม 2563 ถึง มกราคม 2564 จากสภาพปัญหาการ
พัฒนาระบบการดูแลผ๎ูสูงอายุระยะยาว อาเภอเสนางคนิคม จากข๎อมูลในปีพ.ศ.2564 มีผ๎ูสูงอายุ จานวน
5,906 คน ร๎อยละ 19 พบผ๎ูสูงอายุที่มีภาวะพ่ึงพิง จานวน 295 คน ร๎อยละ 5 ผู๎สูงอายุมีสรรถนะถดถอยลง
เรื่อยๆ และมีภาวะซึมเศร๎า จานวน 51 คนร๎อยละ 29.7 จากความร๎ูสึกวําต๎องเป็นภาระแกํครอบครัว บาง
ครอบครัวผ๎ูสูงอายุถูกทอดท้ิงให๎อยํูคนเดียวตามลาพัง ผ๎ูดูแลหลัก มีภาวะเหน่ือยล๎า ชุมชนต๎องการการ
สนับสนุนและชํวยเหลือ การนาทุนทางสังคม ผ๎ูดูแลผ๎ูสูงอายุ อสม.ประจาหมูํบ๎าน ชมรมผู๎สูงอายุ รํวมกับ
ผจู๎ ัดการสขุ ภาพผู๎สงู อายุ และเจ๎าหน๎าท่ีแพทย๑แผนไทย ได๎มีสํวนรํวมในการพัฒนารูปแบบการดูแลผู๎สูงอายุที่มี
ภาวะพ่ึงพิงในชุมชนผสมผสานกับภูมิปัญญาท๎องถิ่นการแพทย๑พื้นบ๎านในการดูแล สํงเสริม ฟื้นฟูสุขภาพจิต
และลดภาวะซึมเศร๎าให๎ผ๎ูสูงอายุติดบ๎านติดเตียงมีสุขภาพดีข้ึน วัตถุประสงค๑และเปูาหมายของการดาเนินงาน
เพือ่ ฟื้นฟสู ขุ ภาพและลดภาวะซึมเศรา๎ ในผส๎ู ูงอายทุ ีม่ ีภาวะพึ่งพิง และพัฒนาระบบบริการดูแลผู๎สูงอายุที่มีภาวะ
พง่ึ พิงผสมผสานภูมิปญั ญาการแพทย๑พ้นื บ๎าน โดยการมีสํวนรวํ มของชนุ และภาคีเครือขําย
กระบวนการผลิตผลงาน หรือข้ันตอนการดาเนนิ งาน การารออกแบบผลงาน/นวัตกรรม
ระยะท่ี 1 ศกึ ษาสถานการณร๑ ูปแบบการแพทย๑พื้นบ๎านในการดูแลผูส๎ งู อายุท่ีมีภาวะพ่ึงพิงในชุมชนเพื่อ
ออกแบบนวัตกรรม เก็บรวบรวมข๎อมูลทุติยภูมิจากโรงพยาบาลเสนางคนิคม และเก็บรวบรวมข๎อมูลปฐมภูมิ
จากกลํุมเปูาหมาย การสัมภาษณ๑กลํุมเปูาหมาย จานวน 266 คน ใช๎แบบสัมภาษณ๑ และแบบสนทนากลุํม
สะท๎อนข๎อมูลรํวมกับกลํุมเปูาหมาย กระตุ๎นให๎เกิดการรับรู๎สภาพปัญหาจริงที่เกิดขึ้น รํวมกันออกแบบรูปแบบ
การแพทยพ๑ นื้ บ๎านในการดูแลผ๎ูสูงอายทุ ม่ี ีภาวะพึ่งพิง ในชวํ งสถานการณก๑ ารระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนํา
2019 (โควิด-19) ได๎มีการจัดการประชุมแบบ New normal กาหนดกลํุมเปูาหมายในการประชุมไมํเกิน 50
คน จนได๎รปู แบบการดแู ลผ๎สู งู อายุแบบองค๑รวม ทงั้ ด๎านราํ งกาย จติ ใจและจิตวญิ ญาณ รูปแบบการประยุกต์ใช้
การแพทยพ์ ื้นบ้านในการดูแลผ๎สู ูงอายทุ มี่ ีภาวะพึง่ พงิ ในพ้ืนท่ีอาเภอเสนางคนิคม ด้านร่างกาย ได๎แกํ การนวด
ประคบสมุนไพร การฟูอนนกกาบบัวเพ่ือลดอาการปวด ลดข๎อติด ฟื้นฟูบริเวณข๎อตํอตํางๆ ด้านจิตใจ ได๎แกํ
การผูกแขนเอิน้ ขวญั ดนตรีพนื้ บ๎าน เพอื่ ลดภาวะซึมเศรา๎ ผ๎ูสงู อายุมคี วามสุข ใช๎ระยะเวลาในระยะนี้ 4 เดอื น
ระยะท่ี 2 ขั้นการดาเนินงาน 2.1) ขั้นปฏิบัติตามแผน โดยมีการปฏิบัติตามบทบาทหน๎าที่และความ
รบั ผดิ ชอบของตนเอง ผ๎ูสูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ครอบครัวและชุมชนรํวมกันตัดสินใจเลือกวิธีปฏิบัติท่ีเหมาะสม
และลงมือปฏิบัติตามแผนการดาเนินงานท่ีได๎ ใช๎เวลาในการปฏิบัติตามแผน 3 เดือน 2.2) ขั้นสะท๎อนการ
ปฏิบัติ เกิดปัญหาและอุปสรรคในการดาเนินงานตํางๆเกิดข้ึน ดาเนินการอยํางตํอเน่ือง ชุมชนเกิดความม่ันใจ
การแลกเปล่ียนเรียนรู๎รํวมกัน การปรับปรุงแผนปฏิบัติใหมํเพื่อให๎บรรลุวัตถุประสงค๑ท่ีวางไว๎ ดาเนินการตํอไป
จนกวําได๎ผลลัพธ๑ที่ต๎องการเกิดรูปแบบการการแพทย๑พ้ืนบ๎านในการดูแลผ๎ูสูงอายุท่ีมีภาวะพึ่งพิงในชุมชนใช๎
เวลาในการประเมนิ ผลกระบวนการ 3 เดอื น
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 209
ระยะท่ี 3 การทดลองใช๎รูปแบบการดูแลผู๎สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชนผสมผสานภูมิปัญญา
การแพทยพ๑ นื้ บา๎ น โดยนารูปแบบท่พี ัฒนาขึ้นไปดูแลผ๎ูสูงอายุท่ีมีภาวะพึ่งพิงในชุมชน จานวน 68 คน จนทาให๎
เกิดผลลัพธ๑ตามวัตถุประสงค๑ที่วางไว๎ ใช๎เวลาในการประเมินผลสรุปภาพรวม 6 เดือน โดยการสัมภาษณ๑ตาม
แบบเครอื่ งมอื ทีผ่ ๎ูวิจัยสรา๎ งขึน้ และการสังเกตแบบมสี ํวนรํวม
ผลการดาเนินงาน/ผลสัมฤทธิ์/ประโยชน์ที่เกิดข้ึน จากการดาเนินงานการประยุกต๑ใช๎การแพทย๑ใน
การดูแลผ๎ูสูงอายุที่มีภาวะพ่ึงพิงในชุมชน อาเภอเสนางคนิคม สถานการณ๑การดูแลผ๎ูสูงอายุที่มีภาวะพ่ึงพิงใน
ชุมชน ดังตํอไปนี้ ผ๎ูสูงอายุท่ีมีภาวะพึ่งพิง จานวนท้ังหมด 68 คน กลุํมติดบ๎าน 44 คน ติดเตียง 24 คน เพศ
หญิง จานวน 49 คน ร๎อยละ 72.1 มีอายุเฉล่ีย 75.1 ปี มีสถานภาพสมรสคํู จานวน 41 คน ร๎อยละ 60.3
การศกึ ษาระดบั ประถมศึกษาจานวน 61 คน ร๎อยละ 89.7 ไมํได๎ประกอบอาชีพ ร๎อยละ 100 รายได๎เฉลี่ยตํอ
เดือน 2,120 บาท ผ๎ูให๎การดูแลหลักคือสามี/ภรรยา จานวน 35 คน ร๎อยละ 51.5 ผลลัพธ๑ (Outcome) และ
ผลกระทบ (Impact) หลังการเขา๎ รํวมโครงการ ไดป๎ ระเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน (ADL)
และประเมินภาวะซึมเศร๎า(TGDS) เปรียบเทียบกํอนและหลังเข๎ารํวมโครงการดังนี้ ด๎านความสามารถในการ
ปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน (ADL) หลังเข๎ารํวมโครงการมีจานวนผ๎ูสูงอายุติดบ๎านเปล่ียนสถานะเป็นผ๎ูสูงอายุติด
สังคม จานวน 12 คน ร๎อยละ 17.6 และผู๎สูงอายุท่ีมีภาวะซึมเศร๎า (TGDS) หลังเข๎ารํวมโครงการผู๎สูงอายุมี
ภาวะซึมเศรา๎ อยูํในเกณฑ๑ปกติ จานวน 52 คน ร๎อยละ 76.5 มีภาวะซึมเศร๎าระดับเล็กน๎อยลดลงเหลือ 14 คน
ร๎อยละ 20.6 และมีภาวะซึมเศร๎าระดับปานกลาง ลดลงเหลือ 2 คน ร๎อยละ 2.9 ได๎สํงตํอรักษาที่โรงพยาบาล
เสนางคนิคม
บทเรียนท่ไี ด้รับ (ปญั หาอุปสรรค/แนวทางแก๎ไข/ปัจจยั แหํงความสาเร็จ) การมีสวํ นรวํ มของ
ครอบครวั และชมุ ชนและผูม๎ ีสํวนเกย่ี วข๎องในการดแู ลผส๎ู งู อายุทีม่ ภี าวะพ่ึงพิงในชมุ ชน ภายใต๎บรบิ ท สงั คม
วัฒนธรรมของชุมชนตอ๎ งใชเ๎ วลานานและดาเนินการอยาํ งตํอเนอ่ื งทาให๎เกิดการดูแลผ๎ูสูงอายุแบบองคร๑ วม
สามารถชวํ ยฟ้นื ฟูสภาพแกํผสู๎ ูงอายทุ ี่มภี าวะพ่ึงพิงข้ึนได๎
การขยายผล/การเผยแพร่/การได้รับการยอมรบั /รางวลั ทีไ่ ด้รับ
- ไดน๎ าผลการงานวชิ าการการเผยแพรํในการประชุมวชิ าการพยาบาลชุมชนระดบั ชาติ ครั้งท1่ี 3
- ขยายผลการนารูปแบบการประยกุ ตใ๑ ช๎การแพทยพ๑ ืน้ บา๎ นในการดแู ลผู๎สงู อายทุ มี่ ีภาวะพงึ่ พิงในการดูแล
ผูส๎ งู อายใุ หค๎ รอบคลุมทุกหมูบํ า๎ นในอาเภอเสนางคนิคมครอบคลุมร๎อยละ 100
- ไดร๎ บั รางวัลงานประชุมวิชาการเขตสุขภาพท่ี 10 ปี 2564 ระดับดีเยี่ยม
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 210
ผ่าตัดหัวใจสัญจร : มอบดวงใจจากดวงใจ (โรงพยาบาล 2 คู่หู)
วรรนน์ า พมิ านแพง และคณะ : 087-8773003
โรงพยาบาลศรสี ะเกษ
โรงพยาบาลศรีสะเกษเป็นศูนย๑โรคหัวใจระดับ 2 ที่ให๎บริการโรคหัวใจและหลอดเลือดด๎วยการตรวจ/
วินิจฉัยด๎วยเคร่ืองมือแบบภายนอก (Non Invasive Intervention) และสามารถให๎การรักษาภาวะหัวใจเต๎น
ผิดจังหวะด๎วยการใสํเครื่องกระต๎ุนหัวใจชนิดชั่วคราวและชนิดถาวรได๎ สามารถให๎บริการด๎านการ ฉีดสีหลอด
เลือดหัวใจ (CAG) การทาบอลลูนเพ่ือถํางขยายหลอดเลือดหัวใจ (PCI) ได๎ในปี 2564 แตํยังไมํสามารถให๎การ
รักษาด๎วยการผําตัดหัวใจได๎ จาเป็นต๎องสํงตํอไปรักษาท่ีโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค๑ ซ่ึงมีระยะเวลาการรอ
คอย 12-18 เดอื น เปน็ ผลใหผ๎ ูป๎ วุ ยบางสวํ นเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ๎อนของโรคกํอนถึงวันนัดผําตัดหัวใจ จาก
ปัญหาดังกลําว โรงพยาบาลศรีสะเกษมีการเตรียมความพร้อมและการพัฒนาศักยภาพในการดูแลผู้ปุวย
โรคหัวใจและหลอดเลือดด้วยการผ่าตัดหัวใจ และเปิดหอผู้ปุวยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจ โดยมีโรงพยาบาล
สรรพสิทธิประสงค์ เป็นท่ีปรึกษาในการเตรียมบุคลากร เคร่ืองมือต่างๆ เพ่ือให๎บุคลากรมีศักยภาพ ทักษะ
ความร๎ู ความชานาญในการดูแลรักษาผ๎ูปุวยโรคหัวใจและหลอดเลือดท่ีต๎องรับการรักษาด๎วยการผําตัดหัวใจ
ชํวยให๎ผ๎ูปุวยภายในจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดใกล๎เคียงเข๎าถึงบริการทางการแพทย๑ชั้นสูงได๎งํายข้ึน ลด
ระยะเวลาการรอคอยคิว การตรวจการรักษา และลดอัตราการสํงตํอ อันจะสํงผลให๎ผ๎ูปุวยปลอดภัยจาก
ภาวะแทรกซอ๎ นของโรค ลดอัตราตายและพกิ ารลง
วธิ ีดาเนนิ การ เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค๑เพ่ือศึกษาผลการดาเนินการผําตัดหัวใจ
โรงพยาบาลศรีสะเกษ กลุํมตัวอยํางเป็นผู๎ปุวยท่ีเข๎ารับการผําตัดหัวใจทุกราย ท่ีโรงพยาบาลศรีสะเกษ และ
เจ๎าหน๎าท่ีโรงพยาบาลศรีสะเกษที่ปฏิบัติงานด๎านการผําตัดหัวใจ ระหวํางเดือน พฤศจิกายน 2564 ถึง
กมุ ภาพันธ๑ 2565 วเิ คราะห๑ข๎อมลู ความถี่และรอ๎ ยละ
ผลการศึกษา ผ๎ูปุวยผําตัดหัวใจทั้งหมด 14 ราย อายุต่าสุด 24 ปี สูงสุด 71 ปี อายุเฉลี่ย 55 ปี เป็น
เพศหญิงร๎อยละ 57.14 (8/14 ราย) มีระยะเวลาการรอคอยผําตัด 2 สัปดาห๑ถึง 2 เดือน ชนิดของการผําตัด
หัวใจ คือ การผําตัดล้ินหัวใจ Mitral (MVR or MV repair) มากท่ีสุดร๎อยละ 57.14 การผําตัดลิ้นหัวใจ Aortic
(AVR)ร๎อยละ 21.43 การผําตัดล้ินหัวใจ Tricuspid (TV repair) ร๎อยละ 21.43 การผําตัดทางเบ่ียงหลอดเลือด
หัวใจ (CABG) ร๎อยละ 28.57 ผําตัดปิดรูหัวใจแตํกาเนิด (ASD closure) ร๎อยละ 28.57 และตัดเนื้องอกในหัวใจ
(remove atrial myxoma) ร๎อยละ 28.57 ผ๎ูปุวยสํวนใหญํมีโรคประจาตัวร๎อยละ 64.29 ประกอบด๎วย
โรคเบาหวาน ร๎อยละ 44.44 ภาวะหัวใจเต๎นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation (AF) ร๎อยละ 55.56 ซึ่งผ๎ูปุวย AF
ท้ังหมดได๎รับยาละลาย ล่ิมเลือดกํอนได๎รับการผําตัด เพ่ือปูองกันการเกิดลิ่มเล่ือดอุดตัน (cardio-embolic
prevention) กํอนการผําตัด พบวํา มีผู๎ปุวยที่มีประวัติภาวะหัวใจล๎มเหลว (CHF) กํอนผําตัดร๎อยละ 35.71 แตํ
ได๎รับการรกั ษาจนกระทั่งไมํพบพบภาวะหัวใจล๎มเหลว out off CHF (FC II-III ) รวมเป็นผู๎ปุวยร๎อยละ 92.86 ที่ไมํ
มภี าวะหวั ใจล๎มเหลวกํอนการผําตัด และ มีผ๎ูปุวยที่การทางานของหัวใจห๎องซ๎ายต่ากวํา 60 % (LVEF 60 %) ร๎อย
ละ 14.29 ภาวะแทรกซ๎อนหลังผําตัดพบร๎อยละ 35.71 ประกอบด๎วย sepsis ร๎อยละ 7.14 (IE เดิม) pneumonia
ร๎อยละ 7.14 intraoperative bleeding – massive blood transfusion ร๎อยละ 7.14 ไตวายเฉียบพลัน (ARF)
ร๎อยละ 14.29 (แตํปัสสาวะออกดี) ผ๎ูปุวยหลังผําตัดทุกรายได๎รับการนัดตรวจซ้าโดย cardiologist พบวํา การ
ทางานของหัวใจห๎องลํางซ๎ายดีข้ึนทุกราย และอาการหลังผําตัดประเมินเทียบด๎วย FC ดีทุกราย ( I-II ) ความสุขท่ี
วัดได๎จาก : การสอบถาม ทุกรายสดช่ืนมีความสุขมากข้ึนใช๎ชีวิตประจาวันได๎ มีความมั่นใจข้ึน ความวิตกกังวล
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 211
ลดลง มากกวําร๎อยละ 80 ในสํวนของเจ๎าหน๎าที่มีการแลกเปล่ียนเรียนรู๎ประสบการณ๑ระหวํางโรงพยาบาลสรรพ
สทิ ธิประสงคแ๑ ละโรงพยาบาลศรสี ะเกษ พบวํา เจา๎ หน๎ามคี วามม่นั ใจในการทางานมากขึ้น > 60%
อภิปรายผล ผลการผําตัดหวั ใจใน 4 เดือนของรพ.ศรีสะเกษ ผลการดาเนินการมีแนวโน๎วดี เน่ืองจาก
มีการเลือกกลุํมผู๎ปุวยเข๎ารับการผําตัดท่ีมี comorbidity คํอนข๎างน๎อย ทาให๎ความเส่ียงในการผําตัดน๎อย
จานวน case ที่ผําตัด แตํละวันไมํมากทาให๎ไมํเกิดความเหนื่อยล๎าของทีม (อยูํในชํวงเรียนรู๎ของทีม) การดูแล
ในห๎องผําตัดโดยทีม CVT ท่ีเป็น director มีประสบการณ๑และความเช่ียวชาญสูง สามารถถํายทอดความร๎ู
ทักษะตํางๆระหวํางการผําตัด ให๎แกํทีมรพ.ศรีสะเกษ (Surgeon-CVT, Anesthesiologist, Scrub nurse,
Perfusionist) ในสํวนของการดูแลหลังผําตัดที่หอผ๎ูปุวยศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก เป็นการดูแลรํวมกันของ
ทีม สหวิชาชีพ ประกอบด๎วย แพทย๑ พยาบาล นักกายภาพบาบัด ซึ่งมีทีมจากโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค๑
ชํวยสอน ให๎คาปรึกษา คาแนะนา อยาํ งใกล๎ชิด มีการดูแลผูป๎ วุ ยแบบ holistic ทาได๎คํอนข๎างครอบคลุมทุกจุด
การดแู ลผปู๎ วุ ย Post op day 2 เปน็ ต๎นไป โดย cardiologist (CVTอยใํู นชวํ งฝกึ ประสบการณ๑ ทร่ี พ สรรพสิทธิ
ประสงค๑) ซ่ึงเป็นการประสานการดูแลผ๎ูปุวยรํวมกันกับแพทย๑ CVT (ทาให๎การดูแล post op day 2 ข้ึนไปท่ี
สวํ นมากเป็น medical problem ดูแลได๎ทันทวํ งที) F/U post operation เข๎าสํูระบบการดูแลไดเ๎ รว็ มากขึน้
ข้อจากัด การผําตัดยังทาได๎จากัดเฉพาะสิทธิการรักษากรมบัญชีกลางและประกันสังคมเทํานั้น
เนอ่ื งจากอยูํในระหวาํ งดาเนินการขอขน้ึ ทะเบยี นกับสานักงานหลกั ประกันสุขภาพแหํงชาติ(สปสช)
บทเรียนทไ่ี ด้รับ การเข๎าถึงบริการในการรักษาหัวใจโดยการผําตัดต๎องอาศัยทีมจานวนมาก นับเป็น
ภารกิจหลกั ของโรงพยาบาลศรสี ะเกษ เพ่ือพฒั นาให๎เป็นศูนยห๑ ัวใจระดบั 2 ใหไ๎ ดค๎ วบคูํกับการพัฒนาห๎องตรวจ
สวนหัวใจและหลอดเลือด การผําตัดหัวใจสัญจร : มอบดวงใจจากดวงใจโรงพยาบาล 2 คู่หู เป็นการ
พัฒนาการผําตัดหัวใจทาให๎ ผู๎ปุวยโรคหัวใจและหลอดเลือดเข๎าถึงการตรวจรักษาด๎วยการผําตัดหัวใจอยําง
รวดเร็ว และปลอดภัย, บคุ ลากรในโรงพยาบาลศรีสะเกษ มีความสามารถในการดูแลรักษาผู๎ปุวยโรคหัวใจและ
หลอดเลือดด๎วยการผําตัดได๎อยํางมีประสิทธิภาพและ เป็นการพัฒนาระบบการดูแลผู๎ปุวยตาม Service plan
สาขาโรคหัวใจ ในเขตสุขภาพที่ 10 ที่สาคัญเกิดเครือขํายการดูแลรักษาผ๎ูปุวยโรคหัวใจและหลอดเลือด เกิด
การแลกเปลี่ยนเรียนรู๎รํวมกันในการพัฒนาคุณภาพการบริการภายในเขตสุขภาพท่ี 10 ได๎ อยํางเห็นภาพ
ชัดเจนท่ีสุด ดังคากล่าว ผู้ปุวยปลอดภัย เกิดความพึงพอใจ เจ้าหน้าท่ีมั่นใจในบริการ และพร้อมพัฒนา
อยา่ งต่อเน่อื ง
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 212
การพัฒนาแนวทางการดแู ลและการรักษาผปู้ วุ ยกลุ่มโรคกล้ามเน้อื หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
บริบทโรงพยาบาลชุมชน : โรงพยาบาลนาตาล จ.อุบลราชธานี
เกรียงศักด์ิ กจิ เพ่ิมเกียรติ, จักรพงศ์ ปิติโชคโภคินท์,
พัชรี อมรสิน, สายชล ชณิ กธรรม, สุกัญญา สระแสง
และสุจติ รา โพธิยา : 0814277459
โรงพยาบาลนาตาล จงั หวัดอุบลราชธานี
โรคกล๎ามเนอื้ หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน(Acute Coronary Syndrome : ACS)เป็นสาเหตุการเสียชีวิต
1 ใน 3 ของโลกและไทย โรงพยาบาลนาตาลมีขนาด 30 เตียง ไมํมีแพทย๑เฉพาะทาง ปี 2557-2559 มีผ๎ูปุวย
กลํุมACS 113,121และ124 ราย เสียชีวิต 7,9 และ 11 ราย ตามลาดับ จากโรคกล๎ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิด
ยกสูง(STEMI) และโรคกล๎ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดไมํยกสูง (NSTEMI) พบปัญหาท่ีสาคัญคือการปฏิบัติการ
ประเมินอาการเบื้องต๎นของผู๎ปุวย ACS ครอบคลุมร๎อยละ72.83 (เปูาหมาย>ร๎อยละ95) การรักษาครอบคลุม
และถูกต๎องร๎อยละ 87.95 (เปูาหมายร๎อยละ100) โรงพยาบาลยังไมํสามารถให๎ยาละลายล่ิมเลือดได๎ เม่ือ
วิเคราะห๑ปัญหาเกิดจากแนวทางการดูแลของพยาบาลในการประเมินอาการเบ้ืองต๎นไมํครอบคลุม มีแนวทาง
ปฏิบัติที่หลากหลายในการรักษาของแพทย๑และพยาบาลรวมทั้งแนวทางไมํเป็นปัจจุบัน โดยแนวทางเดิมท่ีมี
เป็นแนวทางของโรงพยาบาลศูนย๑ยังไมํชัดเจนท้ังบทบาทแนวทางการปฏิบัติ โรงพยาบาลยังไมํได๎ข้ึนทะเบียน
และยังไมํมีแนวทางการให๎ยาละลายลิ่มเลือด เหตุผลท้ังหมดสํงผลตํอคุณภาพการดูแลผู๎ปุวย ACS โดยรวมไมํ
ผํานเกณฑ๑ ทาได๎เพียงร๎อยละ 70 เกณฑ๑มากกวําร๎อยละ 90 จึงเป็นที่มาการศึกษาคร้ังน้ี มีวัตถุประสงค๑เพ่ือ
พัฒนาและศึกษาผลการพัฒนาแนวทางการดูแลและการรักษาผ๎ูปุวยกลํุมโรคกล๎ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
เฉยี บพลนั ในบรบิ ทโรงพยาบาลชมุ ชน โรงพยาบาลนาตาล จงั หวดั อุบลราชธานี
เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ประยุกต๑ใช๎แนวคิดหลักฐานเชิงประจักษ๑รํวมด๎วย
การวิจัยน้ีพัฒนารวมเป็น Meta R2R มีจานวน 5 เรื่อง ประกอบด๎วย เร่ืองที่ 1. ปี 2559 เร่ืองการพัฒนาแนว
ทางการดูแลและการประเมนิ อาการเบอ้ื งต๎นของผป๎ู วุ ยกลํุมโรคกล๎ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันโรงพยาบาล
นาตาล เรอ่ื งท่ี 2. ปี 2560 เรอ่ื งการพฒั นาแนวทางการรักษาผ๎ูปวุ ยกลมุํ โรคกล๎ามเน้ือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
ในบริบทโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กโรงพยาบาลนาตาล เรื่องที่ 3. ปี 2560-2561 การพัฒนาแนวทางการให๎
ยาละลายลิ่มเลือด(Streptokinase : SK)ในผู๎ปุวย ACS เรื่องที่ 4. ปี 2563-2564 การพัฒนาศักยภาพ
พยาบาลในการดูแลผู๎ปุวย STEMI และเรื่องที่ 5. ปี 2562-2565 เร่ืองการศึกษาผลลัพธ๑การดูแลผ๎ูปุวยโรค
กล๎ามเน้ือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน วิจัยแบบพรรณนา งานวิจัยท้ัง 5 เรื่อง ได๎กาหนดกลุํมตัวอยํางเลือกแบบ
เจาะจงคือแพทย๑และพยาบาลวิชาชีพรวม 24 คน พัฒนาและเก็บรวบรวมข๎อมูลจากแบบสอบถาม , แบบ
ประเมินแนวทางการดูแลและการรักษาผ๎ูปุวย ,แบบประเมินแนวทางการให๎ยาละลายล่ิมเลือด ,แบบประเมิน
ผลลัพธ๑การดูแลผู๎ปุวยโรคกล๎ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ,แบบประเมินความพึงพอใจ โดยใช๎สถิติเชิง
พรรณนาได๎แกํ ความถี่ ร๎อยละและการวิเคราะห๑เน้ือหาในสํวนข๎อมูลเชิงคุณภาพ ทุกเร่ืองได๎ผํานการขอ
จริยธรรมและไดร๎ บั การรบั รองจรยิ ธรรมการวจิ ยั
จากการพัฒนาพบวํา 1.ได๎แนวทางการดูแลและการประเมินอาการเบ้ืองต๎นของผู๎ปุวยกลุํมโรค ACS
ทัง้ ในสวํ นของแพทย๑และพยาบาลตามบริบทอยาํ งชัดเจนโดยทาเป็นคูมํ อื แนวทางปฏิบัติ ประกาศใช๎และสื่อสาร
ให๎เกิดความเข๎าใจและปฏิบัติสอดคล๎องสัมพันธ๑กันสํงผลให๎การประเมินอาการเบ้ืองต๎นมีความครอบคลุมและ
ถูกตอ๎ งรอ๎ ยละ 97.36 พยาบาลใหก๎ ารพยาบาลดูแลท่ถี กู ต๎องทุกราย 2.การพัฒนาแนวทางการรักษาผู๎ปุวย ACS
ตามบทบาทหนา๎ ทีข่ องแพทยแ๑ ละพยาบาลและได๎แนวทางการรกั ษาหลัก 5C คือ Case, Care, Consult, Cure
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 213
และContinuous แพทย๑ พยาบาลให๎การรักษาเป็นไปในแนวทางเดียวกันให๎การรักษาถูกต๎องทุกรายและ
ครอบคลุมสํวนการรกั ษารอ๎ ยละ 99.82 , 3.มีหนํวยและแนวทางให๎ยาละลายลิ่มเลือด(SK)ท่ีชัดเจน มีการสํงตํอ
ภายใน 30 นาทีร๎อยละ 100 (กํอนพัฒนาร๎อยละ 20) ผู๎ปุวย STEMI 29 ราย หลังได๎รับการวินิจฉัยเข๎าถึงยา
ได๎รับยาละลายล่ิมเลือด(Streptokinase : SK)ได๎ภายใน 30 นาที ทุกราย (ร๎อยละ 100) ทุกรายปลอดภัยไมํ
พบการเสียชีวิต 4.ผลการพัฒนาศักยภาพพยาบาลในการดูแลผ๎ูปุวยกลํุมโรคกล๎ามเน้ือหัวใจขาดเลือด
เฉียบพลัน(ACS) โดยจัดอบรมเป็น 2 รุํน รํุนละ 13 คน มีการให๎ความร๎ูและทักษะการปฏิบัติในการประเมิน
ผู๎ปุวยเจ็บแนํนหน๎าอก การอํานและการแปลผลคล่ืนไฟฟูาหัวใจ(EKG) ทักษะการพยาบาลและการประเมิน
อาการเจ็บหน๎าอกซ้า การตรวจรํางกาย การให๎ยาละลายลิ่มเลือด(SK) ในวันท่ี 1 สํวนวันท่ี 2 แบํงเป็นฐานให๎
ฝึกปฏิบัติและสอบปฏิบัติ การตรวจและการประเมินผ๎ูปุวย ACS การอํานและการแปลผล EKG การให๎ยา SK
และการเฝูาระวังอาการแทรกซ๎อน ทักษะการเตรียมการสํงตํอและการดูแลขณะสํงตํอ ซึ่งพบวําพยาบาลมี
ศักยภาพผํานเกณฑ๑การประเมินอยูํในระดับดีมาก ร๎อยละ 96.15 สํวนผลการประเมินทักษะในการพยาบาล
การดูแลผู๎ปุวย ACS พบวําพยาบาลวิชาชีพ 25 คน มีทักษะอยํูในระดับดีมาก ซึ่งคิดเป็นร๎อยละ 96.15 การ
ประเมนิ ผลความพึงพอในตํอการพัฒนาศักยภาพพยาบาลในการดูแลผู๎ปุวย ACS อยูํในระดับมากที่สุด ร๎อยละ
96.15 และ 5.ผลลัพธ๑การดูแลพบวําหลังพัฒนาพบวํามีผ๎ูปุวย STEMI 29 รายและ NSTEMI 56 ราย มีการสํง
ตํอภายใน 30 นาทีทุกราย(กํอนร๎อยละ20) ไมํมีอุบัติการณ๑เสียชีวิต คุณภาพการพยําบาลผู๎ปุวย ACS ผําน
เกณฑ๑ร๎อยละ 98.25(กํอนการพัฒนาร๎อยละ 81)
สํวนบทเรียนท่ีได๎รับคือการทางานเป็นทีมและการทางานอยํางมีระบบโดยประยุกต๑ข้ันตอนและ
หลกั การจากหลักฐานเชิงประจักษ๑ชํวยให๎ผลลัพธ๑การดูแลผู๎ปุวยดีข้ึน ผลวิจัยนี้นาไปประยุกต๑ใช๎ในหนํวยงานที่
เก่ียวข๎องและปรับปรุงคุณภาพให๎สอดคล๎องกับบริบทของแตํละหนํวยงาน สํวนปัจจัยความสาเร็จคร้ังนี้จาก
ผู๎บริหารให๎การสนับสนุนงบประมาณและสํงเสริมสนับสนุนให๎เป็นนโยบายการพัฒนางานคุณภาพ การดูแล
ผู๎ปุวย จนสามารถแก๎ปัญหาจากงานประจาได๎ การมีสํวนรํวมของทีมที่เข๎มแข็งต้ังใจในการพัฒนาเพื่อเกิดการ
แก๎ปัญหาสูํคุณภาพงานบริการ สืบเน่ืองจนขยายผลนาไปเป็นต๎นแบบแนวทางการดูแลและการรักษาผู๎ปุวย
พร๎อมนาเสนอให๎เป็นนโยบายจังหวัดและเขตบริการสุขภาพตํอไป ข๎อเสนอแนะคือควรทาการศึกษาใน
โรงพยาบาลสํงเสริมสุขภาพตาบลรํวมด๎วยในเชิงของการปูองกันโรคจากกลุํมโรคกล๎ามเน้ือหัวใจขาดเลือด
เฉียบพลันในกลุํมเส่ียงของโรค NCD และควรศึกษาเก่ียวกับการสร๎างความรอบรู๎เร่ืองโรคกล๎ามเนื้อหัวใจขาด
เลือดเฉียบพลันในชมุ ชนรํวมด๎วย มีการเผยแพรํในเวทีวิชาการระดับจังหวัด ในระดับเขตสุขภาพที่ 10 และใน
ระดับกระทรวงสาธารณสขุ ปี 2562 – 2564 ได๎รบั รางวัลผลงานวจิ ยั จากงานประจา ดีเดํน ปี 2562 - ปี 2564
ในเวที R2R Thailand
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 214
การพฒั นาระบบสุขภาพชุมชนส่รู ะบบบรกิ ารสุขภาพอย่างไร้รอยตอ่ สาหรบั ผู้สูงอายุ
จังหวดั ยโสธร
สานักงานสาธารณสขุ จังหวดั ยโสธร
โรงพยาบาลยโสธร
สานกั งานสาธารณสขุ อาเภอเมืองยโสธร
โรคกล๎ามเน้ือหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และกระดูกสะโพกหัก
(Hip fracture) ถือเป็นปัญหาเฉียบพลันและวิกฤตในผู๎สูงอายุ หากไมํได๎รับการดูแลรักษาอยํางทันทํวงทีและ
เหมาะสมจะสํงผลตํอชีวิตและความพิการ อยูํในภาวะพ่ึงพิงสูง สํงผลกระทบหลายด๎าน ซึ่งโรคดังกลําวเป็นท้ัง
ปัจจัยนาและปัจจัยเอ้ือที่ทาให๎เกิดอาการเจ็บปุวยเฉียบพลัน และเป็นสาเหตุท่ีทาให๎ผ๎ูสูงอายุมารับบริการใน
โรงพยาบาลเพ่มิ มากขน้ึ ทุกปี จังหวัดยโสธร มีประชากร 540,889 คน อาเภอเมืองยโสธรมีความหนาแนํนของ
ประชากรมากท่ีสุดมีประชากร 108,445 คน และมีผ๎ูสูงอายุถึง 20,994 คน คิดเป็นร๎อยละ 19.4 เป็นพื้นที่มี
ความเจรญิ ทางด๎านการคมนาคม และเศรษฐกจิ พบปัญหาด๎านสขุ ภาพท่ีสาคัญในกลมุํ ผ๎สู งู อายุสูงเป็นอันดับต๎น
ๆ เม่ือเปรียบเทยี บกับอาเภออ่นื ๆ
โครงการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค๑เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนสูํระบบบริการสุขภาพอยํางไร๎รอยตํอ
สาหรับผู๎สูงอายุ ที่เป็นกลํุมเสี่ยงของโรคกล๎ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI โรคหลอดเลือดสมอง
(Stroke) และกระดูกสะโพกหัก (Hip fracture) มีการพัฒนาท้ัง “ระบบสุขภาพชุมชนและระบบบริการ
สุขภาพเช่ือมโยงกันแบบ บูรณาการ” ใช๎รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มี 3 ระยะ 1)
การศึกษาสถานการณ๑ปัญหาและบริบทการดาเนินงาน 2) การพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนสูํระบบบริการ
สุขภาพอยํางไร๎รอยตํอ และ 3) สรุปและประเมินผล กลํุมตัวอยําง คือ ผ๎ูสูงอายุท่ี 60 ปีขึ้นไปทุกคน ในพ้ืนที่
อาเภอเมืองยโสธร และผู๎มีสํวนได๎สํวนเสีย ในพื้นที่ เก็บรวบรวมข๎อมูลโดยการสนทนากลํุม การสารวจด๎วย
แบบสอบถามและแอฟพลิเคชัน การสังเกตการณ๑ด๎วยการติดตาม วิเคราะห๑ข๎อมูลเชิงปริมาณใช๎สถิติเชิง
พรรณนา t-test และ Z-test สํวนขอ๎ มลู คุณภาพใช๎เทคนิคการวเิ คราะหเ๑ ชิงเนอ้ื หา ดาเนินการเดอื นมีนาคม ถึง
เดือนธนั วาคม 2564
ผลการศึกษา พบวํา ผู๎สูงอายุที่ได๎รับการคัดกรองภาวะเสี่ยง 18,818 คน จากทั้งหมด 20,994 คน
คิดเป็นร๎อยละ 89.6 เส่ียงพลัดตกหกล๎ม ร๎อยละ 24.5 เส่ียงกระดูกพรุน ร๎อยละ 23.4 เส่ียงตํอหลอดเลือด
สมองอุดตัน ร๎อยละ 6.6 การดาเนินงานที่ผํานมา ขาดการนาเอาข๎อมูลมาใช๎การวางแผนดาเนินงาน ระบบสํง
ตํอผู๎ปุวย ยังขาดการเช่ือมตํอระบบท่ีเป็นรูปธรรม จากนั้นได๎มีข๎อมูลมาวางแผนการดาเนินงาน มีการแตํงตั้ง
คณะทางาน เพื่อเป็นกลไก ขับเคล่ือนการดาเนินงานท้ังระดับจังหวัด อาเภอ และชุมชน แล๎วมีการวางแผน
ดาเนินการ เกิดแผน 2 ระบบ (1) แผนพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน การอบรมพัฒนาทักษะการเฝูาระวังกลุํม
เส่ียง การดูแลเบื้องผ๎ูสูงอายุกลุํมปุวย และพัฒนานวัตรกรรมหรือชํองทางการเรียกใช๎ระบบการแพทย๑ฉุกเฉิน
และ (2) แผนพฒั นาระบบบรกิ ารสุขภาพ จดั ทาแนวทาง protocol การรับแจ๎งเหตุ การออกเหตุ แนวทางการ
ดูแล ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู๎ปฏิบตั กิ ารฉกุ เฉิน ผลการดาเนินงานพบวําผู๎สูงอายุมีความร๎ูในการ
ปฏิบัติตัว ทราบชํองทางขอความชํวยเหลือการแพทย๑ฉุกเฉิน และมีความพึงพอใจที่มีตํอรูปแบบท่ีพัฒนาข้ึน
เพิ่มขึ้น อยํางมีนัยสาคัญ (P-value <0.05) ด๎านการเข๎าถึงระบบบริการ ผู๎ปุวย STEMI ได๎รับยาละลายลิ่ม
เลือดภายใน 30 นาที ร๎อยละ 87.5 ผู๎ปุวยกระดูกสะโพกหัก ได๎รับการ admitted ในหอผ๎ูปุวย ภายใน 24
ช่ัวโมง และผําตัดภายใน 72 ช่ัวโมง ร๎อยละ 83.3 ผ๎ูปุวย stroke ได๎รับยาละลายล่ิมเลือด ภายใน 60 นาที
ร๎อยละ 54.5 โดยภาพรวมระบบท่ีพัฒนาข้ึนสํงผลให๎ผ๎ูสูงอายุเข๎าถึงระบบสุขภาพเพิ่มขึ้น มี 5 องค๑ประกอบ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 215
ได๎แกํ 1) พฒั นากลไกขบั เคล่ือนระดับจังหวัด อาเภอ และชุมชน 2) พัฒนาระบบข๎อมูลกลํุมเสี่ยงและกลุํมปุวย
3) การเฝูาระวังและสํงเสริมสุขภาพกลุํมเสี่ยง 4) พัฒนาระบบสํงตํอ 5) ระบบการดูแลรักษาเฉพาะทาง 6)
ระบบการดูแลทตี่ อํ เนื่อง ซึ่งระบบที่พัฒนาขึน้ มลี กั ษณะผสมผสาน ท้ังการสํงเสริมสุขภาพ การปูองกันโรค การ
ดูแลเบื้องต๎น การนาสํงผ๎ูปุวยเข๎ารับการรักษา และดูแลหลังออกจากโรงพยาบาล เป็นการให๎บริการแบบครบ
วงจร ทาให๎ผู๎สูงอายุได๎รับการดูแลที่ดีและมีความครอบคลุม ผู๎ท่ีมีสํวนเก่ียวข๎องสามารถเอาระบบท่ีพัฒนาข้ึน
จากการวิจยั น้ี ไปปรับใช๎ในพื้นทีต่ นเองได๎
บทเรียนในภาพรวมระบบท่ีพัฒนาขึ้นสํงผลให๎ผู๎สูงอายุกลุํมเส่ียงโรคกล๎ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
ชนิด STEMI โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และกระดูกสะโพกหัก (Hip fracture) ได๎รับการดูแลอยํางมี
คุณภาพเพ่ิมข้ึน ระบบสุขภาพที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม ระดมทรัพยากรภายใต๎ต๎นทุนและภูมิปัญญาของคนใน
ชุมชนมาเพ่ือให้สามารถจัดการตนเองเพ่ือผู้สูงอายุในชุมชน เป็นแนวทางพัฒนาชุมชนอยํางเข๎มแข็งและ
กํอให๎เกิดความย่ังยืน โดยหนํวยงานตาํ งๆ คอยสนับสนุน การขับเคล่ือนกระบวนการการพัฒนาระบบสุขภาพ
ท่ีเน้นการเช่ือมระบบสุขภาพชุมชนกับระบบบริการสุขภาพเพ่ือมิให้มีรอยต่อ ส่งผลให้ผู้สูงอายุกลุ่มปุวย
ได้รับการส่งต่อ เข้าถึงบริการทางการแพทย๑ฉุกเฉินอยํางรวดเร็ว และได๎รับการดูแลเฉพาะทางที่เหมาะสม
ภายใต้สโลแกน “ผ๎สู ูงอายุรู๎เทาํ ทัน ไมเํ จบ็ ไมํไข๎ เปน็ แล๎วเข๎าถงึ ไว ปลอดภัยไรแ๎ ทรกซอ๎ น” สอดคล๎องกับหลาย
การศึกษาและเป็นไปตามหลักการพัฒนาระบบสุขภาพ ระบบที่พัฒนาขึ้นมี 6 องค๑ประกอบ ได๎แกํ 1) กลไก
ขับเคล่ือนงานระดับจังหวัด อาเภอ และชุมชน 2) ระบบข๎อมูลกลุํมเส่ียงและกลํุมปุวย 3) ระบบเฝูาการคัด
กรองและสงํ เสรมิ สุขภาพกลมุํ เสี่ยง 4) ระบบสงํ ตํอ 5) ระบบการดูแลรักษาเฉพาะทาง และ 6) ระบบการดูแล
ที่ตํอเนื่อง ซ่ึงเป็นการพัฒนาระบบสุขภาพเพ่ือดูแลผู้สูงอายุอย่างไร้รอยต่อแบบบูรณาการครบทุกมิติ
สอดคลอ๎ งกบั แผนยุทธศาสตรช๑ าติ และหลายๆ การศึกษา นอกจากนย้ี งั กํอให๎เกดิ นวัตกรรม “รหัสเปล่ียนชีวิต”
ที่สามารถชํวยนาผ๎ูปุวยเข๎าสํูระบบบริการได๎อยํางรวดเร็วและมีคุณภาพ รวมทั้งสร๎างความตระหนักร๎ูให๎กับ
ผป๎ู ุวยและญาติเพิ่มขนึ้
ข๎อเสนอแนะในการวิจัย 1) ควรนาเอาระบบสุขภาพที่พัฒนาข้ึนจากการวิจัยน้ี ที่มี 6 องค๑ประกอบ
รวมท้ัง นวัตกรรมเช่ือมระบบการเข๎าถึงบริการทางการแพทย๑ฉุกเฉินของผู๎สูงอายุกลุํมเสี่ยงจากการวิจัยน้ี ไป
ปรับใช๎ในพ้นื ที่อื่นโดยเน๎นกระบวนการมีสํวนรํวมของชุมชน 2) ควรมีการศึกษาในระยะยาว ในการติดตามผล
การปรับเปลยี่ นพฤตกิ รรมเสี่ยง และการเข๎าถึงบริการทางการแพทย๑ฉุกเฉิน และการประเมินคุณภาพชีวิตของ
ผูส๎ ูงอายุกลมุํ เสยี่ งและกลํุมปวุ ย
คาสาคญั : ระบบสขุ ภาพชมุ ชน, ระบบบริการสุขภาพอยาํ งไร๎รอยตอํ , ผ๎ูสูงอายุ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 216
รปู แบบการเสรมิ สร้างพัฒนาการและระดับสติปญั ญา (IQ) ในเด็กจงั หวัดมุกดาหาร
ธัญพชิ ชญา พิมพ์ดี: 0936519566
สานักงานสาธารณสขุ จังหวดั มกุ ดาหาร
เด็กเป็นทรัพยากรบุคคลที่สาคัญของประเทศชาติเป็นพลังสาคัญในการพัฒนาชาติบ๎านเมืองให๎
เจริญก๎าวหน๎าและมั่นคง ในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรในวัยเด็กลดน๎อยลงแตํมีประชากรผ๎ูสูงอายุท่ี
เพิ่มขึ้น เด็กชํวงวัยนี้จะมีพัฒนาการการเจริญเติบโตอยํางรวดเร็ว ดังนั้นเด็กท่ีเกิดมาจะต๎องเป็นเด็กที่มีความ
พร๎อมท้ังทางด๎านสติปญั ญาและความฉลาดทางอารมณ๑การท่ีเด็กจะเจริญเติบโตเป็นผ๎ูใหญํที่มีคุณภาพนั้น เด็ก
จะต๎องมีพัฒนาการที่สมบูรณ๑ทั้งรํางกายจิตใจ อารมณ๑ สังคม และสติปัญญา จึงมีความจาเป็นท่ีเด็กจะต๎อง
ได๎รับการพัฒนาต้ังแตํอยํูในครรภ๑มารดาอยํางตํอเน่ืองไปจนถึงวัยรุํน โดยเฉพาะพัฒนาการด๎านสติปัญญาและ
อารมณ๑ ซ่งึ เปน็ ทักษะทีจ่ าเป็นตํอการดารงชวี ิตท้ังในปจั จุบันและอนาคต
ซ่ึงการดูแลเด็กปฐมวัยมักให๎ความสาคัญกับการเจริญเติบโต โดยใช๎วิธีการชังนาหนัก วัดสํวนสูง แล๎ว
ปลํอยให๎พัฒนาการเกิดขึ้นตามวัย ตํอมาความต่ืนตัวทางวิทยาการใหมํๆ สํงผลให๎หันมาสนใจและให๎
ความสาคัญตํอการสํงเสริมพัฒนาการเด็กต้ังแตํแรกเกิดถึง 5 ปี ท้ังในกลํุมเด็กปกติ และเด็กที่มีปัญหา
พัฒนาการ สาหรับลักษณะพัฒนาการเด็กจะเป็นส่ิงที่เกิดขึ้นตามลาดับขั้นตอนโดยเด็กจะชัน คอ คว่า คลาน
น่ัง ยืน เดิน และว่ิงได๎ตามลาดับ ซึ่งแตํละคนก็จะมีแบบฉบับลักษณะเฉพาะของตนเอง เชํนพูดเร็ว - ช๎าไมํ
เทํากนั พ้ืนฐานอารมณแ๑ ตกตาํ งกัน เป็นตน๎ ปจั จัยทม่ี ผี ลกระทบตํอพัฒนาการเด็ก ได๎แกํ พันธุกรรมท่ีได๎รับจาก
พํอแมํ วุฒิภาวะและสิ่งแวดล๎อมท่ีเก่ียวข๎องกับการอบรมเล้ียงดูในภาพรวมพัฒนาการเด็กประกอบด๎วย
พัฒนาการด๎านการเคล่ือนไหว ด๎านการใช๎กล๎ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา ด๎านความเข๎าใจภาษาและการใช๎
ภาษา ด๎านการชํวยเหลอื ตนเองและทกั ษะทางสังคม
ในอดีตพบวําเด็กไทยมีปัญหาเรื่องขาดสารอาหาร น้าหนักต่ากวําเกณฑ๑ ตํอมามีการเปล่ียนแปลงด๎าน
สังคมเศรษฐกิจและส่ิงแวดล๎อมสํงผลกระทบตํอการเล้ียงดูเด็ก ซ่ึงพบวําเด็กมีแนวโน๎มน้าหนักเกินเกณฑ๑หรือ
อ๎วนการศึกษาพัฒนาการแบบองค๑รวมของเด็กไทย ในปี พ.ศ. 2544 ด๎านภาวะโภชนาการของเด็กปฐมวัยเมื่อ
เปรียบเทียบกับเกณฑ๑อ๎างอิงน้าหนักสํวนสูง และเครื่องช้ีวัดภาวะโภชนาการของประชาชนไทย อายุ 1 - 19 ปี
พบวํา ภาวะโภชนาการจากการเทียบน้าหนักตามอายุมากกวําเกณฑ๑ ร๎อยละ 7.1 น้าหนักน๎อยกวําเกณฑ๑ ร๎อยละ
6.9 ด๎านประเมินภาวะโภชนาการจากสํวนสูงตามเกณฑ๑อายุ พบวํา เตี้ย ร๎อยละ 8.7 คํอนข๎างเต้ีย ร๎อยละ 9.8
สูงกวําเกณฑ๑ ร๎อยละ2.7 คอํ นขา๎ งสูง รอ๎ ยละ3.1 และการประเมินภาวะโภชนาการน้าหนักตามสํวนสูง พบวํา มี
ภาวะอว๎ น รอ๎ ยละ 6.8 ผอมรอ๎ ยละ 5.1 แสดงให๎เห็นวําปญั หาเดก็ ปฐมวยั มภี าวะอว๎ นมีแนวโนม๎ เพิม่ ข้นึ
จากการสารวจภาวะสุขภาพ พัฒนาการ และการเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัยประเทศไทย ในชํวงปี
พ.ศ.2542 พ.ศ. 2546 พ.ศ. 2550 และ พ.ศ. 2553 โดยสานักสํงเสริมสุขภาพ กรมอนามัย ด๎วยแบบทดสอบ
DENVER Iพบวํา เดก็ ปฐมวัยมีพัฒนาการรวมปกตทิ ุกด๎าน ร๎อยละ 71.7, 72.0, 67.7 และ 72.0 ตามลาดับโดย
พัฒนาการท่ีพบสงสัยลําช๎ามากที่สุดได๎แกํ ด๎นภาษา รองลงมา คือ การใช๎กล๎ามเนื้อมัดเล็กและการปรับตัว
พัฒนาการทางสังคม และการชํวยเหลือตนเอง การใช๎กล๎ามเนื้อมัดใหญํ ตามลาดับ ซึ่งพัฒนาการดังกลําวเป็น
พนื้ ฐานของสตปิ ญั ญา และสาคัญตํอกระบวนการเรียนร๎ูของเดก็ เปน็ การสูญเสียโอกาสพัฒนาสมองในชํวงระยะ
ที่สมองเจริญเติบโตหรือเรียกวํา"หน๎าตํางแหํงโอกาส มีวัตถุประสงค๑ เพื่อวิเคราะห๑สถานการณ๑ด๎านพัฒนาการ
และระดบั สติปัญหา (IQ) ในเดก็ เพ่ือหารูปแบบการเสริมสร๎างพัฒนาการและระดับสติปัญญา (IQ) ในเด็กและ
เพื่อประเมินผลการเสริมสร๎างพัฒนาการและระดับสติปัญญา (IQ) ในเด็ก จังหวัดมุกดาหารพบวํา การ
วิเคราะหส๑ ถานการณ๑ด๎านพัฒนาการและระดับสตปิ ัญหา (IQ) ในเด็ก ยงั อยรํู ะดบั น๎อย จึงเป็นเหตุผลที่ทา Best
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 217
Practice เร่ืองน้ีข้ึน เพื่อจะนาผลการวิจัยที่ได๎มา ปรับปรุง วางแผนการดูแลเด็ก ในจังหวัดมุกดาหารตํอไป
กลุํมเปูาหมาย กลํุมเด็กที่จะได๎รับการประเมินระดับสติปัญญา (IQ) รอบ ปี 2564 (กลํุมเด็กที่อยํูในชั้น ป. 1
ภาคเรียนที่ 2 ระหวํางเดือน พฤศจิกายน 2563 - มีนาคม 2564 โดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
จานวน 300 คนระยะเวลาการดาเนินการ ระหวําง เดือน พ.ค. 62 - มี.ค. 64 พ.ค. 62 - มี.ค. 63 จัดกิจกรรม
ในกลํุมชน้ั อนุบาล 3 พ.ค. 63 - ม.ี ค. 64 จดั กจิ กรรมในกลุมํ ชนั้ ป. 1
กระบวนการ (Process) วิเคราะห๑สถานการณ๑ด๎านพัฒนาการและระดับสติปัญหา (IQ) ในเด็ก การ
วางแผนและกาหนดรูปแบบการเสริมสร๎างพัฒนาการและระดับสติปัญหา (IQ) ในเด็กการดูแลสุขภาพแบบ
องค๑รวม / จัดประชุมช้ีแจงการขับเคลื่อนการดาเนินงาน 85 แหํง /ประเมินและวางแผนการดูแลรายบุคคล
สํงเสริมการอําน / อบรมครูชั้นเรียนอนุบาล 3 ทุกแหํง (สพฐ./ท๎องถ่ิน/เอกชน) /สนับสนุน Book Bank แกํ
รพ.สต./ รร.ทุกแหํงการสํงเสริมพัฒนาการ และสร๎างวินัยเชิงบวกโดยครอบครัวมีสํวนรํวม (Triple – P)
อบรมครูทุกแหํง (สพฐ./ท๎องถิ่น/เอกชน) เสริมสร๎างทักษะสมอง ด๎วย 35 กิจกรรม อบรมครู นารูปแบบสูํการ
ปฏิบตั ิ ติดตามประเมินผล
ผลการวิจัย ทางด๎านรํางกาย สมดีสมสํวน คิดเป็น ร๎อยละ 80 หลังจากทากิจกรรมโดยใช๎รูปแบบการ
เสริมสร๎างพัฒนาการและระดับสติปัญหา (IQ) พบวํากลุํมตัวอยํางในจังหวัดมุกดาหาร พัฒนาการและระดับ
สติปญั หา (IQ) เพิ่มข้ึนเป็นท่ี 2 ของประเทศในปี 2564 สถานการณ๑ระดับสติปัญญา หรือ IQ ของเด็ก ป.1 ใน
ปี 2559 พบ คําเฉล่ยี IQ ของเดก็ ไทย = 98. 23 จุด และ คําเฉล่ีย IQ ของเด็กจังหวัดมุกดาหาร เทํากับ 91.26
จุด ซ่ึงคําเฉล่ียเปูาหมายท่ีคาดหวังของระดับประเทศคือ 100 จุด ผลการดาเนินงานอยํางเข๎มแข็งและจริงจัง
ของทุกภาคสํวนทเี่ กี่ยวขอ๎ ง ทาให๎คําเฉลี่ยระดับ IQ ของเด็กปฐมวัยจังหวัดมุกดาหาร เพ่ิมข้ึนสูงสุด เป็นอันดับ
2 ของประเทศ จาก 91.26 จุด เพิ่มเป็น 102.97 จุด ซ่ึงจังหวัดมุกดาหาร มีประชากรเด็กปฐมวัย จานวน
25,349 คน มีหนํวยงานที่ให๎การดูแลสํงเสริมและพัฒนาทางด๎าน IQ และ EQ หลายหนํวยงานท่ีจะได๎รํวมกัน
พัฒนาเดก็ ปฐมวยั ให๎ การเติบโตดว๎ ยพัฒนาการท่ีสมวยั และเป็นประชากรที่มคี ุณภาพตํอไป
คาสาคญั : รูปแบบการเสริมสร๎างพฒั นาการ ระดบั สติปญั ญา (IQ)
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 218
การคัดกรองกล่มุ เส่ียงติดเชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (โควดิ -19) เชงิ รุก
โดยรถเกบ็ ตวั อย่างชีวนริ ภัยพระราชทาน ในเขตพื้นทสี่ ขุ ภาพ ที่ 10
สานักงานป้องกนั ควบคุมโรคที่ 10 จงั หวัดอุบลราชธานี
จากสถานการณ๑การแพรํระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได๎เร่ิมต๎นข้ึนในเดือน
ธันวาคม พ.ศ. 2562 เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) โดยพบคร้ังแรกในนครอูํฮ่ัน เมืองหลวงของมณฑลหูเปุย๑
สาธารณรัฐประชาชนจีน จากการแพรรํ ะบาดกระจายไปท่ัวโลก ทาให๎มีผู๎ปุวยและผ๎ูเสียชีวิตทั่วโลกจานวนมาก
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได๎รับผลกระทบอยํางรุนแรงตํอเศรษฐกิจ การดาเนินชีวิตและความผาสุกของ
ประชาชน จากสถานการณ๑ดังกลําว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ
พระวชริ ะเกลา๎ เจา๎ อยูหํ ัว พระราชทาน รถเก็บตัวอยํางชีวนิรภัย พระราชทาน ให๎กับกระทรวงสาธารณสุข โดย
มีเขตสุขภาพที่ 10 เป็นผู๎ดูแลรับผิดชอบ นาไปใช๎ประโยชน๑เป็นห๎องปฏิบัติการและทีมเคล่ือนที่ค๎นหาเชิงรุก
ในการเก็บตัวอยาํ งตรวจคดั กรองโรคโควดิ - 19 ให๎กบั ประชาชนในพืน้ ที่ ปูองกันการแพรํเช้ือระบาดของโรคได๎
อยํางรวดเร็ว โดยมี นายแพทย๑ดนัย เจียรกูล ผู๎อานวยการสานักงานปูองกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัด
อุบลราชธานี เป็นผู๎รับมอบ เม่ือวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2564 โดยมีวัตถุประสงค๑เพื่อดาเนินการจัดทีมคัด
กรองโรคโควดิ 19 เชิงรุก ภายใต๎แนวคิดตรวจใหม๎ าก ตรวจให๎ไว รีบคัดคนปุวยออกจากคนปกติ
ข้ันตอนวิธีการดาเนินงาน เมื่อพบรายงานผ๎ูปุวยเป็นกลํุมก๎อนขนาดใหญํ (Cluster) ได๎รายงานให๎
คณะกรรมการควบคุมโรคติดตํอจังหวัดรับทราบ จัดทีมเฝูาระวังและสอบสวนโรคเพ่ือค๎นหาผู๎สัมผัสที่มีความ
เสี่ยงสูง (HR) และผ๎ูมีความเส่ียงต่า (LR) โดยการขอความอนุเคราะห๑การใช๎ รถเก็บตัวอยํางชีวนิรภัย
พระราชทานในนาม คณะกรรมการควบคุมโรคติดตํอจังหวัดเพ่ือใช๎ในการลงพื้นท่ีในการคัดกรองกลุํมเส่ียงติด
เช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 (โควิด 19) เชิงรกุ (รายละเอยี ดดังแผนภาพท่ี 1)
ผลการดาเนินงาน การดาเนนิ การปฏิบัติงาน ภายหลังจากท่ีได๎รับพระราชทาน รถเก็บตัวอยํางชีวนิร
ภัย พระราชทาน ในวันท่ี 30 มิถุนายน 2564 ได๎เริ่มดาเนินการออกตรวจคดั กรอง โควิด -19 ครั้งแรก ในวันที่
1 กรกฎาคม 2564 และดาเนินการตลอดชํวงการระบาด โควิด -19 จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2565 จานวน
คร้ังในการออกปฏิบัติการตรวจคัดกรองรวม 217 คร้ัง สามารถตรวจคัดกรองประชาชนกลํุมเสี่ยง จานวน
ทง้ั สน้ิ 82,396 ราย พบมีผลการตรวจเปน็ บวกจานวน 2,407 ราย
บทเรียนท่ีได้ การตรวจคัดกรองเชิงรุกชํวยให๎ประชาชนในพื้นที่เส่ียงมีความม่ันใจในการใช๎
ชีวิตประจาวัน เมื่อทราบผลการตรวจคัดกรองในพ้ืนที่ และเกิดความรํวมมือภายในหนํวยงานและนอก
หนวํ ยงาน ด๎านการประสานเตรียมการและการลงตรวจคัดกรองแตํละครงั้
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 219
แผนภาพท่ี 1 แสดงขั้นตอนการ การคดั กรองกลุมํ เสยี่ งติดเชอื้ ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) เชิงรุก
โดยรถเก็บตวั อยํางชีวนริ ภัยพระราชทาน ในเขตพืน้ ทสี่ ุขภาพ ที่ 10
พบการรายงานผ๎ูปุวย คณะกรรมการควบคุมโรคติดตอํ จัดทมี สอบสวนโรค
เปน็ กลํมุ ก๎อนCluster จังหวดั (คกตต.)ได๎รบั รายงานจาก
คกตต.ขอความอนุเคราะห๑รถเก็บ
ตวั อยาํ งชวี นิรภัย พระราชทาน
คดั กรองกลุํมเส่ียง เกบ็ ตวั อยําง ลงพื้นท่ีสอบสวนผ๎ูสัมผัสเสี่ยง
จากการตดิ เช้ือไวรสั โควิด 19 ดว๎ ย สูง/ผส๎ู มั ผัสเสี่ยงต่า
รถเกบ็ ตวั อยาํ งชีวนริ ภัย
พระราชทาน
เม่ือพิจารณารายจังหวัดพบวํา จังหวัดยโสธร ออกตรวจ 4 คร้ัง จานวนผ๎ูสัมผัสเสี่ยง 1,720 จานวน
คน ผลการตรวจเป็นบวก 19 คน จังหวัดมุกดาหาร ออกตรวจ 5 คร้ัง จานวนผู๎สัมผัสเสี่ยง จานวน 3,458 คน
ผลการตรวจเป็นบวก 6 คน จังหวัดศรีสะเกษ ออกตรวจ 6 ครั้ง จานวนผู๎สัมผัสเส่ียง จานวน 2,960 คน ผล
การตรวจ เปน็ บวก จานวน 15 คน จงั หวดั อานาจเจริญ ออกตรวจ 8 คร้ัง จานวนผู๎สัมผัสเส่ียง จานวน 3,129
คน ผลการตรวจ เป็นบวก จานวน 6 คน จังหวัดอุบลราชธานี ออกตรวจ 194 ครั้ง จานวนผู๎สัมผัสเส่ียง
จานวน 71,129 คน ผลการตรวจ เป็นบวก จานวน 2,361 คน
ตารางท่ี 1 แสดงผลการดาเนินงาน การคดั กรองกลํมุ เสยี่ งติดเชอื้ ไวรสั โคโรนา 2019 (โควิด -19) เชงิ รกุ
โดยรถเก็บตัวอยาํ งชีวนิรภัยพระราชทาน ในเขตพนื้ ท่สี ุขภาพ ที่ 10 ตัง้ แตํ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง
วันท่ี19 พฤษภาคม 2565 ดังตารางการปฏิบตั งิ าน ดังน้ี
จงั หวัด ระลอก ระลอก 4 ระลอก 5 ระลอก 4-5
อุบลราชธานี 1 - 3 ครัง้ คน ผลบวก ครั้ง คน ผลบวก คร้งั คน ผลบวก
ศรสี ะเกษ
มุกดาหาร - 117 49,517 595 77 21,612 1,766 194 71,129 2,361
อานาจเจริญ
ยโสธร - 6 2,960 15 0 0 0 6 2,960 15
ภาพรวมเขต
- 5 3,458 6 0 0 0 5 3,458 6
- 8 3,129 6 0 0 0 8 3,129 6
- 4 1,720 19 0 0 0 4 1,720 19
- 144 60,784 641 77 21,612 1,766 217 82,396 2,407
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 220
การขับเคลอ่ื นโรงเรยี นรอบรู้สขุ ภาพ HLS ดว้ ย“ชุดนวัตกรรมสร้างเดก็ วัยเรยี นเติบโตสมวัย”
วราภรณ์ นนทวี และอญั ชลี ปลาทอง
ศนู ยอ์ นามัยท่ี 10
แนวคดิ หลักการทาผลงาน จากการสารวจความรอบร๎ดู า๎ นสุขภาพกลุํมเดก็ วัยเรียน อายุ 7-14 ปี ในปี
พ.ศ. 2558 พบวาํ เดก็ สวํ นใหญมํ ีความรอบรด๎ู า๎ นสุขภาพในระดับพอใช๎ ร๎อยละ 59.94 มีพฤติกรรมสุขภาพตาม
สุขบัญญัติแหํงชาติระดับดีมาก ร๎อยละ 45.08 และข๎อมูลการสารวจภาวะโภชนาการเด็ก อายุ 6-14 ปี ของ
กรมอนามัย ปี 2562 พบวํา ในชนบทมีปัญหาเด็กผอม ทั้งชนิดขาดอาหารแบบฉับพลันและผอมจากขาด
อาหารเป็นระยะเวลานาน สํงผลตํอความสูง ทาให๎เด็กภาวะเตี้ยมากข้ึน สอดคล๎องกับปัญหาภาวะโภชนาการ
เดก็ ในเขตสขุ ภาพที่ 10 ทม่ี ภี าวะผอม ร๎อยละ 5.58 % เตี้ย 6.95% อ๎วนและเร่ิมอ๎วน 10.35% ผ๎ูนาเสนอเชื่อ
วําการแก๎ไขปัญหาด๎วยการสร๎างความรอบร๎ูด๎านสุขภาพ (Health Literacy) ที่ถือเป็นหัวใจสาคัญของการ
สํงเสริมสุขภาพและปูองกันโรคให๎เด็กวัยเรียน จะสํงผลให๎เด็กมีพฤติกรรมที่พึงประสงค๑ มีสุขภาพรํางกาย
แข็งแรง เติบโตดี และจากการนิเทศติดตามการดาเนินงานพัฒนาโรงเรียนรอบร๎ูด๎านสุขภาพ (HLS) พบ
อุปสรรค คือผ๎ูบริหารและบุคลากรทางการศึกษายังไมํเห็นความสาคัญ และมีสํวนรํวมใน การพัฒนา
กระบวนการสอ่ื สารเพื่อสรา๎ งความรอบร๎ูด๎านสุขภาพในโรงเรียนไมํมีรูปธรรมชัดเจน ครูผู๎สอนรู๎สึกวําเป็นภาระ
ทจ่ี ะต๎องเขียนแผนการสอนขึ้นเอง เกิดความยุํงยากและไมํสามารถบูรณาการรํวมกับการจัดการเรียนการสอน
ปกตไิ ด๎ ศนู ยอ๑ นามัยท่ี 10 อบุ ลราชธานี จงึ รํวมกับเครอื ขํายภาคการศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี จัดทา “คํูมือ
การใช๎หนํวยการเรียนรู๎โรงเรียนรอบรู๎ด๎านสุขภาพและปูองกันโรคโควิด-19 (สาหรับครูผ๎ูสอน)” สนับสนุนให๎
โรงเรียนนาไปใช๎พัฒนาเป็นโรงเรียนรอบร๎ูด๎านสุขภาพ (องค๑ประกอบที่ 2) นารํองจังหวัดอุบลราชธานี และ
ขยายใหค๎ รอบคลมุ ในเขตสขุ ภาพท่ี 10
กระบวนการสรา้ งสรรคผ์ ลงาน ขบั เคล่อื นโรงเรียนรอบรูส๎ ขุ ภาพ HLS ด๎วย“ชดุ นวตั กรรมสร๎างเด็กวัย
เรียนเติบโตสมวัย” โดยจัดทาคูํมือฯ ด๎วยหลัก PDCA โดยเริ่มจากหาเครือขํายในการทางาน (Partnership)
นาแนวคดิ การพฒั นางานเสนอตํอผู๎บรหิ าร คน๎ หา KEY PERSON คอื ศึกษานเิ ทศก๑ ครู รํวมจัดทาแผนการสอน
สร๎างความรอบร๎ูด๎านสุขภาพ วิเคราะห๑หลักสูตรแกนกลางการศึกษา (Do & Integrate) ศึกษาแผนการสอน
และวิชาที่เกยี่ วกบั เรือ่ งสขุ ภาพ วิธีการ รูปแบบการสอดแทรกแผนการสอน สอดคล๎องกับมาตรฐานการเรียนร๎ู
ตัวช้ีวัด สาระหนํวยการเรียนรู๎ วัตถุประสงค๑ ระยะเวลาที่ใช๎ตรงตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
จดั ทาเป็นแผนการสอนสาเรจ็ รูป อํานเขา๎ ใจงําย ใช๎ได๎ทันที โดยให๎ครูสอนตามขั้นตอน V-shape ให๎เด็กเข๎าถึง
ข๎อมูลท่ีถูกต๎องทันสมัย มีความร๎ู ความเข๎าใจ ตอบโต๎ซักถามแลกเปล่ียน ตัดสินใจ ปรับเปล่ียนพฤติกรรมและ
บอกตํอ ตลอดจนมีทักษะการจัดการสุขภาพท่ีถูกต๎องเหมาะสม เน๎นด๎านอาหารและโภชนาการ กิจกรรมทาง
กาย ทันตสุขภาพ สุขอนามัยทางเพศ และการปูองกันโรคโควิด-19 ระดับชั้น ป.2 ป.5 และ ม.2 ตรวจสอบ
คุณภาพของหลักสูตร (Certification) ทดลองสอน 1 ปี ณ โรงเรียนบ๎านหนองไขํนก อาเภอมํวงสามสิบ
จังหวัดอุบลราชธานี ปรับปรุงเน้ือหา ตรวจสอบความสมบูรณ๑ รับรองหนํวยการเรียนรู๎โดยศึกษานิเทศก๑
ผูเ๎ ชยี่ วชาญด๎านหลกั สตู รการศกึ ษาและหนวํ ยการเรียนรู๎ จัดพิมพ๑รูปเลํม (Action & Response) จัดสํงคํูมือฯ
ใหก๎ บั โรงเรยี นนารอํ งในจงั หวดั อบุ ลราชธานี จานวน 334 แหํง นาไปใชส๎ อน ฯซึง่ ศึกษานิเทศก๑และศูนย๑อนามัย
ที่ 10 ช้ีแจงแนวทางการดาเนนิ งาน ลงพื้นท่ีกากับติดตามการใช๎คูํมือหนํวยการเรียนร๎ู จนเกิดเป็นนวัตกรรมใน
โรงเรยี นรอบรดู๎ า๎ นสุขภาพ จานวน 47 แหํง
ผลลัพธ์ จากการสอบถามครูผ๎ูนาคํูมือฯไปใช๎ในโรงเรียนบ๎านหนองไขํนก (ทดลองสอน) พบวํา คํูมือฯ
อาํ นเขา๎ ใจงําย ใช๎งานสะดวก มีส่ือดี บรรยากาศในห๎องเรียนเป็นแบบ Active Learning เด็กให๎ความรํวมมือดี
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 221
สนกุ สนาน สงํ ผลตอํ การเรียนท่ีดีข้ึน ผลลัพธ๑ด๎านสุขภาพดีขึ้น พบวําในปี 2562-2563 ร๎อยละเด็กอายุ 6-14 ปี
สูงดีสมสํวนเพิ่มข้ึนจากร๎อยละ 63.41 เป็น 78.14 มีภาวะเตี้ยลดลงจากร๎อยละ 18.29 เป็น 9.31 ภาวะผอม
ลดลงจากร๎อยละ 10.33 เป็น 4.42 ภาวะอ๎วนและเร่ิมอ๎วนลดลงจากร๎อยละ 2.03 เป็น 1.62 เด็กอายุ 12 ปีมี
ฟันแท๎ผุ ลดลงจากร๎อยละ 20.83 เป็น 18.18 และจากการสารวจความพึงพอใจของศกึ ษานิเทศก๑ ผู๎อานวยการ
โรงเรียน และครูผู๎สอน ภาพรวมตํอกระบวนการมีสํวนรํวมและสร๎างคุณคําของ ศูนย๑อนามัยที่ 10 ในการ
ดาเนินงานพฒั นาความรอบรู๎ด๎านสขุ ภาพเด็กวยั เรียนในสถานศกึ ษาเขตสุขภาพที่ 10 อยูํในระดับดีมาก ร๎อยละ
90.86 โดยดา๎ นทพ่ี งึ พอใจมากที่สุดคอื ด๎านการสร๎างความรวํ มมือในการรํวมพัฒนาความรอบร๎ูด๎านสุขภาพเด็ก
วัยเรียนในสถานศึกษาต้ังแตํระดับนโยบาย การรํวมสร๎างวิสัยทัศน๑ ร๎อยละ 92.59 รองลงมาคือ ด๎านการสร๎าง
ทีมทางานรํวมกันเป็นหน่ึงเดียว ร๎อยละ 91.85 และด๎านการรํวมสร๎างนวัตกรรมที่มีคุณคําในการส่ือสารสร๎าง
ความรอบรู๎ด๎านสุขภาพ ได๎แกํ “คูํมือการใช๎หนํวยการเรียนร๎ูโรงเรียนรอบรู๎ด๎านสุขภาพและปูองกันโรคโควิด-
19 สาหรับครูผ๎ูสอน” ร๎อยละ 91.85 สํงผลให๎ ในปี 2564 มีโรงเรียนรอบรู๎ด๎านสุขภาพในจังหวัดอุบลราชธานี
เพ่ิมขึ้นจาก 47 แหํง เป็น 334 แหํง และในปี 2565 ขยายครอบคลุม 5 จังหวัด เพิ่มข้ึนรวมเป็น 1,527 แหํง
(48.11%) เปน็ อนั ดบั 1 ของประเทศ 2 ปซี ๎อน
ปัจจัยแห่งความสาเร็จ คือ มีเครือขํายภาคการศึกษา เป็น KEY PERSON สาคัญ สร๎างความรํวมมือ
โดยประกาศสํูสาธารณะในเชิงภาพลักษณ๑ เชิดชูเกียรติในเวทีระดับเขตสุขภาพ มีการคืนข๎อมูล ติดตามเย่ียม
เสริมพลังและลงพื้นท่ีแลกเปล่ียนเรียนร๎ู มีการทางานเป็นทีมระหวํางเครือขําย สร๎างนวัตกรรมรํวมกันที่เกิด
คุณประโยชน๑และคุณคํารํวมกัน เชํน คลิปตัวอยํางการสอน ชุดส่ือการสอนด๎านการสํงเสริมสุขภาพที่ได๎จาก
การใชค๎ มูํ ือหนํวยการเรียนร๎ูฯ
ข้อเสนอแนะ /โอกาสในการพัฒนา การวิจัยคร้ังน้ี เป็นการศึกษาระดับเขตพ้ืนการศึกษา ของเขต
สุขภาพที่ 10 และอาศัยความรํวมมือเฉพาะพ้ืนที่ ดังนั้น การขยายผลการนาไปใช๎ในระดับเขตพื้นท่ีอื่นหรือ
ระดบั ประเทศ กรมอนามัยจะต๎องสร๎างความรวํ มมือระดบั กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อ
นาคมูํ ือหนํวยการเรียนรูฯ๎ ไปใชเ๎ ป็นเครอื่ งมือในการพัฒนาโรงเรียนรอบร๎ูด๎านสุขภาพ (HLS) องค๑ประกอบที่ 2
พฒั นาและจดั ทาคํมู ือหนวํ ยการเรียนรู๎ให๎ครอบคลุมทุกช้ันปี สร๎างความตระหนักและความสาคัญของผ๎ูบริหาร
ในการพัฒนาโรงเรียนเป็นรอบรู๎ด๎านสุขภาพ และสร๎างสิ่งแวดล๎อมท่ีเอื้อตํอการเรียนร๎ู และควรมีการพัฒนา
ศักยภาพของครูผ๎สู อนกอํ นการนาคํูมือหนํวยการเรยี นรูฯ๎ ไปใช๎
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 222
การพัฒนาระบบการเฝาู ระวังและปูองกันปัญหาการฆ่าตัวตาย เขตสุขภาพที่ 10
พัชรนิ ทร์ วรรณรุ กั ษ์, กฤษณ์ ลาพทุ ธา
และกฤติกา สุภรัมย์ : 0816609624
ศนู ยส์ ขุ ภาพจิตท่ี 10
วัตถุประสงค์ : เพ่ือพัฒนาระบบการเฝูาระวังและปูองกันปัญหาการฆําตัวตาย เขตสุขภาพท่ี 10 เฝูา
ระวังโดยใช๎กลไกผ๎ูรับผิดชอบงานสุขภาพจิตและเครื่องมือสอบสวนโรคโดยใช๎แนวทางระบาดวิทยาในการหา
สาเหตปุ จั จัยในการฆาํ ตัวตาย เพ่อื นาไปสกูํ ารปูองกันปัญหาการฆาํ ตัวตาย
วิธีการ : พฒั นาศักยภาพผู๎รับผดิ ชอบงานสขุ ภาพจติ เปน็ ทีมสอบสวนโรคและสาเหตุการฆําตัวตาย 70
อาเภอ ใน 5 จังหวัด เขตสุขภาพที่ 10 ประยุกต๑ใช๎แนวทางและเคร่ืองมือการสอบสวนโรคทางระบาดวิทยา
(Psychological Autopsy) เพ่ือหาสาเหตุปัจจัยและนาไปสํูการพัฒนาระบบเฝูาระวังปูองกันปัญหาการฆําตัว
ตายของพ้ืนท่ี ดาเนินการสอบสวนโรค ระหวํางวันที่ 1 ตุลาคม – 31 มีนาคม 2565 ผู๎ฆําตัวตายสาเร็จ จานวน
126 คน เคร่ืองมือสอบสวนโรค ประกอบด๎วยข๎อมูลท่ัวไป ได๎แกํ เพศ อายุ อาชีพ สถานภาพ วิธีการทาร๎าย
ตนเอง และข๎อมูลสาเหตปุ ัจจยั ทีส่ าคญั ท่ีนาไปสูํการฆําตัวตาย ได๎แกํ ปจั จัยเส่ียงหรือปัจจัยชักนา ปัจจัยกระตุ๎น
ปัจจัยปกปูอง ดํานกั้น สัญญาณเตือนในการฆําตัวตาย วิเคราะห๑ข๎อมูลการสอบสวนโรค โดยการแสดงเป็น
จานวน ร๎อยละ (%)
ผลและสรุป : ข๎อมูลการสอบสวนโรคผู๎เสียชีวิตจากการฆําตัวตาย สํวนใหญํ เป็นเพศชาย 107 คน
(84.93%) อายุระหวําง 30 – 49 ปี 61 คน (48.4%) อาชีพเกษตรกรรม 40 คน (31.74%) สถานภาพโสด 56
คน (44.45%) สํวนใหญํใช๎วิธีการผูกคอ 118 คน (93.65%) สามารถจับสัญญาณเตือนฆําตัวตาย 79 คน
(62.69%) ปัจจัยเส่ียงสํวนใหญํใช๎สรุ า 36 คน (28.57%) ปจั จัยกระต๎ุนเกิดจากความสัมพันธ๑ การน๎อยใจ ถูกดุดํา
อับอายขายหน๎า 45 คน (35.71%) ปจั จัยชักนา เคยทารา๎ ยตนเองมากอํ น 6 คน (4.76%) ปัจจัยปกปูองและดําน
กันมีน๎อย โดยสาเหตุปัจจัย ข๎อค๎นพบสํวนใหญํท่ีได๎ นาไปสูํการวางแผนและเกิดระบบในการเฝูาระวังปูองกัน
แก๎ไขปัญหาการฆําตัวตาย ภายใต๎ระบบการเฝูาระวังและปูองกันปัญหา 3 กลํุม ได๎แกํ กลุํมท่ัวไป (Universal
Prevention) กลุํมเฝูาระวัง (Selective Prevention) และกลํุมเสี่ยงสูง (Indicated Prevention) 4มาตรการ
ได๎แกํ 1.พัฒนาระบบเฝูาระวัง สํงตํอและติดตาม 2.การสอบสวนโรค (Psychological Autopsy) 3. สร๎างการมี
สวํ นรํวมชุมชนและเครอื ขาํ ย และ 4. การสรา๎ งความรอบรด๎ู า๎ นสุขภาพจิต (Mental Health Literacy)
ข้อเสนอแนะ : ควรมีการสอบสวนโรคด๎วยแนวทางระบาดวิทยาในผู๎ฆําตัวตายสาเร็จทุกราย เพื่อ
นาไปสกูํ ารพฒั นาระบบและรูปแบบการสํงเสริมและปูองกันปัญหาการฆาํ ตัวตายในระดับพ้ืนท่ี เพื่อลด ควบคุม
ปัจจยั เส่ียง ขจดั ปจั จัยกระตน๎ุ เสรมิ สรา๎ งปัจจยั ปกปูองและดํานก้นั ที่จะนาไปสกูํ ารฆําตวั ตาย
คาสาคัญ : การฆาํ ตัวตาย ระบบการเฝูาระวงั และปูองกันการฆําตัวตาย การสอบสวนโรค
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 223
การพัฒนาวธิ ีตรวจวเิ คราะห์ปริมาณสาร THC,11-OH-THC และ CBD ในพลาสมา
(Validated method for determination of THC,11-OH-THC and CBD in plasma)
โชตกิ า องอาจณรงค์ ประคอง นิลวเิ ชยี ร
และอตชิ าต สีลวานิช : 0988942963
ศนู ย์วทิ ยาศาสตรก์ ารแพทย์ที่ 10 อบุ ลราชธานี
กัญชา มีสารออกฤทธ์ิสาคัญ คือ delta-9-tetrahydrocannabinol (THC) เมื่อเข๎าสูํรํางกายแล๎วจะ
ผํานกระบวนการกระจายตัวและเปลี่ยนแปลงสารภายในรํางกายเป็นสารออกฤทธ์ิ ชนิด 11-hydroxy-∆9 -
tetrahydrocannabinol (11-OH-THC) หลังจากนั้นสารดังกลําว จะถูกออกซิไดซ๑ที่ตับกลายเป็นสารท่ีไมํ
ออกฤทธิ์ ชนิด 11-nor-9-carboxy-∆9 -tetrahydrocannabinol (THC- COOH) บางสํวนจะสะสมตาม
เนื้อเยื่อไขมันของรํางกาย ปัจจุบันประเทศไทยอนุญาตให๎นากัญชามาใช๎ประโยชน๑ทางการแพทย๑ ดังนั้นเพ่ือ
รองรับกับสถานการณ๑ปัจจุบันและประโยชน๑ในการรักษาผ๎ูปุวยทางการแพทย๑ ศูนย๑วิทยาศาสตร๑การแพทย๑ที่
10 อุบลราชธานี จึงพัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห๑ปริมาณสาร THC, 11-OH-THC และ CBD ในพลาสมา โดย
เตรียมตัวอยํางด๎วยเทคนิค Solid phase extraction (SPE) และทาอนุพันธ๑ด๎วย BSTFA with 1% TMCS
แล๎วนาไปวิเคราะห๑หาปริมาณด๎วยเทคนิค Gas chromatography-mass spectrometry (GC-MS) ผลการ
พิสูจน๑ความถูกต๎องของวิธีตรวจวิเคราะห๑ พบวําการตรวจหาปริมาณสาร THC, 11-OH-THC และ CBD ใน
พลาสมา ชํวงการวิเคราะห๑ที่ให๎ความสัมพันธ๑เป็นเส๎นตรงอยํูระหวําง 1-30 นาโนกรัมตํอมิลลิลิตร มีคํา
สัมประสทิ ธ์ิการตัดสนิ ใจมากกวํา 0.998 ความถูกต๎องของวิธีวิเคราะห๑แสดงในรูปร๎อยละของการกลับคืนของ
สารอยใูํ นชํวงร๎อยละ 99-108 คําขีดจากัดของการตรวจวัดเทํากับ 0.5 นาโนกรัมตํอมิลลิลิตร และคําขีดจากัด
ของการตรวจหาปริมาณเทํากับ 1.0 นาโนกรัมตํอมิลลิลิตร จากการศึกษาและพัฒนาความถูกต๎องของวิธี
วิเคราะหด๑ ว๎ ยเทคนคิ GC-MS นถ้ี ือวาํ เปน็ เทคนิคท่ีมีความถูกต๎องและมีความจาเพาะสูง ดังน้ันวิธีที่พัฒนาข้ึนน้ี
สามารถนาไปใช๎ตรวจวิเคราะห๑และเปิดให๎บริการตรวจหาปริมาณสาร THC, 11-OH-THC และ CBD ใน
พลาสมาของผู๎ที่เข๎ารับการรักษาด๎วยการใช๎กัญชาในคลินิกกัญชาทางการแพทย๑ เพ่ือให๎แพทย๑นาข๎อมูลผลการ
ตรวจวเิ คราะห๑ไปประกอบการรักษา วินิจฉัยและพิจารณาการให๎ปริมาณกัญชากับผู๎ท่ีเข๎ารับการรักษาได๎อยําง
มปี ระสทิ ธิภาพเกิดประโยชนส๑ งู สดุ จากการใชก๎ ญั ชาอยาํ งเหมาะสม ค๎ุมคําและปลอดภยั
คาสาคัญ : กัญชา สารเมตาบอไลต๑ พลาสมา GC-MS
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 หน. า้ : 224
การพฒั นางานคุม้ ครองผบู้ ริโภคดา้ นระบบบริการสขุ ภาพ ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ
ศนู ยส์ นบั สนุนบริการสุขภาพท่ี 10
กรมสนบั สนุนบริการสุขภาพ : 045-251749
ในปจั จุบันสถานพยาบาลและสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ นับเป็นหน่ึงในธุรกิจบริการด๎านสุขภาพ
ทีม่ บี ทบาทสาคญั ตอํ การพฒั นาภาคบริการและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เนื่องจากเป็นธุรกิจท่ีได๎รับความ
นยิ มจากกลุํมนกั ทอํ งเทีย่ วทั้งชาวไทยและชาวตํางชาติ โดยเฉพาะในสํวนของนักทํองเที่ยวชาวตํางชาติท่ีมีสถิติ
การขอรับบริการเพ่ิมมากข้ึนทุกปี และยังมีแนวโน๎มความต๎องการในการขอรับบริการเพ่ิมมากข้ึนอีกด๎วย จึง
เป็นธรุ กจิ ทถ่ี ือได๎วาํ สามารถสร๎างมูลคําและรายได๎ให๎กับประเทศได๎อยํางมหาศาล โดยนอกเหนือไปจากบริการ
ทางการแพทย๑แล๎ว ประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในการให๎บริการสํงเสริมและสนับสนุนสุขภาพ (Health
promotion services) เชนํ สปา นวดเพอ่ื สุขภาพ และธรุ กิจด๎านความงาม
การสร๎างภาพลักษณ๑เชิงบวกให๎กับธุรกิจบริการสุขภาพของไทยจึงเป็นส่ิงสาคัญ อีกท้ังเพ่ือให๎
ผ๎ูรับบริการท้ังชาวไทยและชาวตํางชาติได๎รับบริการท่ีดีมีคุณภาพมาตรฐาน สร๎างการรับร๎ู ความเข๎าใจให๎
ผู๎รับบริการเข๎าถึงข๎อมูลได๎สะดวกและงําย ซึ่งในปัจจุบันสถานการณ๑การบริโภคด๎านระบบบริการสุขภาพใน
ประเทศไทยมกี ารเปลี่ยนแปลงไปอยํางมาก แตํยังมีสถานพยาบาลและสถานประกอบการเพ่ือสุขภาพ จานวน
ไมนํ อ๎ ยท่ไี มํได๎คานึงถึงความปลอดภัยของผ๎ูรับบริการ มีการประกอบกิจการโดยไมํได๎รับอนุญาต มีการโฆษณา
โอ๎อวดเกินจริง รวมถึงผู๎รับบริการเองก็ไมํสามารถตรวจสอบหรือพิจารณาให๎รอบคอบกํอนใช๎บริการ สํงผลให๎
ได๎รับการบริการที่ไมํมีคุณภาพมาตรฐาน และกํอให๎เกิดอันตรายตํอผ๎ูบริโภค อ๎างอิงจากข๎อมูลเร่ืองการ
ร๎องเรียนตํางๆ ในปีงบประมาณพ.ศ. 2564 ที่ผํานมา พบวํา มีเรื่องร๎องเรียนของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
จานวน 732 เรื่อง สวํ นใหญํเปน็ เรือ่ งของมาตรฐานการรักษาพยาบาล โฆษณาสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ และ
ระบบการให๎บริการสุขภาพ
ศูนย๑สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 10 สังกัดกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มีภารกิจการดาเนินงาน
ขับเคลื่อนงานคุ๎มครองผู๎บริโภคด๎านระบบบริการสุขภาพตามบทบัญญัติของกฎหมาย ได๎แกํ พระราชบัญญัติ
สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติสถาน
ประกอบการเพ่ือสุขภาพ พ.ศ. 2559 จึงเล็งเห็นถึงความสาคัญในการพัฒนาระบบฐานข๎อมูลและเทคโนโลยี
สารสนเทศ ด๎านงานคุ๎มครองผ๎ูบริโภคบริการสุขภาพ โดยเร่ิมจากการพัฒนาชํองทางในการติดตํอส่ือสาร ได๎มี
การพัฒนา Line Official Account : งานคุ๎มครองผ๎ูบริโภคด๎านบริการสุขภาพ ด๎านสถานประกอบการเพ่ือ
สุขภาพ เพื่อให๎พนักงานเจ๎าหน๎าท่ี เครือขํายและประชาชนท่ัวไป รวมถึงผ๎ูประกอบการท่ีสนใจ ในการเข๎าถึง
ข๎อมูลขําวสาร ความรู๎ แนวทางการดาเนินการ และการประชาสัมพันธ๑ตํางๆ ในกรณีที่สถานประกอบการที่ยัง
ไมํมาขออนุญาตที่สนใจสามารถศึกษาขั้นตอนการขออนุญาตเบื้องต๎น และสามารถสอบถามเจ๎าหน๎าท่ี
รับผิดชอบงานได๎โดยตรง เพ่ือลดภาระการเข๎าถึง การเดินทางและให๎การส่ือสารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีก
ท้ังยังมีชํองทางในการแจ๎งเบาะแส / เรื่องร๎องเรียน ให๎กับเครือขํายการเฝูาระวังด๎านบริการสุขภาพ และอยูํ
ระหวํางการพัฒนารวบรวมฐานข๎อมูลของสถานประกอบการเพื่อสุขภาพที่ได๎รับอนุญาตถูกต๎องตามกฎหมาย
พร๎อมระบุพกิ ดั ลงใน Platform : Data studio
ผลการดาเนินงานที่ผํานมา พบวํา การสร๎างสื่ออิเล็กทรอนิกส๑ผํานระบบ Line Official Account :
ค๎ุมครองผ๎ูบริโภคด๎านบริการสุขภาพ และการระบุพิกัดลงใน Platform : Data studio สามารถตอบสนอง
ความต๎องการผ๎ูใช๎ทั้งผู๎ปฏิบัติงานของศูนย๑ฯ จังหวัด เครือขํายและประชาชนในการสืบค๎นข๎อมูลด๎านบริการ
สุขภาพ รับขําวสารจากการประสัมพันธ๑ในระดับเขตสุขภาพ และเป็นประโยชน๑ในการเพ่ิมประสิทธิภาพการ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 225
ปฏิบัติงานของทีมเฝูาระวังและเครือขําย รวมถึงประชาชนทั่วไปของงานคุ๎มครองผ๎ูบริโภคด๎านบริการสุขภาพ
เน่อื งจากเปน็ ชํองทางที่เขา๎ ถึงได๎งาํ ย สะดวกรวดเรว็ และมกี ารรวบรวมข๎อมูล การเชือ่ มข๎อมูลดังกลําวกับระบบ
สารสนเทศภมู ศิ าสตรใ๑ นการแสดงพ้ืนที่ของการใหบ๎ ริการสุขภาพที่ไดร๎ ับอนญุ าตตามกฎหมายกาหนด
ซ่ึงในปัจจุบันการใช๎งานระบบดังกลําว อาจยังมีผ๎ูเกี่ยวข๎องท่ีรับรู๎และเข๎าใช๎บริการจานวนไมํมาก จึง
จาเป็นต๎องมีการประชาสัมพันธ๑และขยายกลํุมในการเข๎าถึง อีกทั้งในอนาคตจะมีการพัฒนา Platform
ฐานข๎อมูลให๎ครอบคลุมถึงด๎านสถานพยาบาล และบริการอื่นๆท่ีเก่ียวข๎อง เพ่ือจะได๎เป็นชํองทางหลักให๎กับ
ผบู๎ รโิ ภคดา๎ นบริการสขุ ภาพ ตอํ ไป
คาสาคัญ : ระบบบริการสุขภาพ, สถานพยาบาล, สถานประกอบการเพ่ือสุขภาพ, Line official account
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 226
คลนิ กิ ใหค้ าปรกึ ษาพนั ธกุ รรมโรคมะเรง็ โรงพยาบาลมะเรง็ อุบลราชธานี
พงศธร ศุภอรรถกร, ชลิยา วามะลุน, โสภิต ทับทมิ หนิ ,
อิสราภรณ์ แสงใสแกว้ , อนชุ ตรา วรรณเสวก,
เพชรมณี บุญฉวี และพมิ พศิ า มรกตเขยี ว
โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี
ความสาคัญ ความเป็นมา และวัตถุประสงค์ โรคมะเร็งเป็นโรคเร้ือรังที่ยังคงเป็นปัญหาด๎าน
สาธารณสุขในระดบั โลก เนื่องจากเป็นโรคที่มีอุบัติการณ๑เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งปัญหาดังกลําวกํอให๎เกิดความสูญเสีย
ตํอสุขภาวะและสํงผลตํอการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอยํางรุนแรง สาหรับสาเหตุการเกิดโรคมะเร็งยังไมํ
สามารถระบไุ ดแ๎ นํชัด ซงึ่ สาเหตสุ ํวนหนึ่งเกดิ จากความผดิ ปกติของยนี ส๑ ซ่ึงเป็นหนํวยพันธุกรรม โดยปัจจุบันใน
หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยได๎เร่ิมนาการแพทย๑จีโนมิกส๑ หรือการแพทย๑แมํนยามาเป็นแนวทางการดูแล
ผ๎ปู วุ ย โดยประยกุ ต๑ใช๎ข๎อมูลด๎านพนั ธุกรรม สภาพแวดลอ๎ ม และวิถีชวี ิตทีจ่ าเพาะตํอผูป๎ ุวยแตํละคนมาประกอบ
ในการวินิจฉัย และเลือกการรักษาที่ตรงจุดและเหมาะสมที่สุดสาหรับผู๎ปุวยแตํละราย เชํน รักษาโรคมะเร็ง
โรคหายาก โรคติดเช้ืออยํางวัณโรค/HIV เภสัชพันธุศาสตร๑ในการปูองกันการแพ๎ยาเพ่ือเลือกใช๎ยาที่เหมาะสม
จากการทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยท่ีเก่ียวข๎อง พบวํา ในประเทศไทย ยังไมํมีรูปแบบท่ีชัดเจนใน
การให๎คาปรึกษาพันธุกรรมโรคมะเร็ง สํวนใหญํท่ีพบจะเป็นการศึกษา หรือการพัฒนารูปแบบ การให๎
คาปรึกษาเพื่อการสํงเสริมและปูองกันกลุํมอาการดาวน๑ และการศึกษาเก่ียวกับการให๎คาปรึกษาแนะนาทาง
พันธุศาสตรใ๑ นโรคธาลสั ซีเมยี โดยมีแนวทางการดาเนนิ งานคอื การให๎ความรูป๎ ระชาชนทวั่ ไป โดยเน๎นให๎เข๎าใจ
เรื่องพาหะและผู๎ท่ีเป็นโรคธาลัสซีเมีย การตรวจคัดกรอง การให๎คาปรึกษาแนะนาพันธุศาสตร๑ เพื่อให๎ข๎อมูล
และทางเลือก การตรวจวินจิ ฉยั เป็นต๎น
จากสภาพปญั หาและความสาคัญดงั กลําว โรงพยาบาลมะเร็งอุบลราชธานี จึงมีความสนใจที่จะพัฒนา
คลินิกให๎คาปรึกษาพันธุกรรมโรคมะเร็งข้ึน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการบริการให๎คาปรึกษาแนะนาแกํ
ผูป๎ ุวย ญาติ และผู๎ทปี่ ฏิบัติงานด๎านการดูแลผ๎ูปุวยและผ๎ูท่ีเกี่ยวข๎องเพ่ือให๎เข๎าถึงโรคทางพันธุกรรม รวมทั้งการ
ให๎คาปรึกษาแนะนาทางพันธุศาสตร๑ (genetic counseling) และเพื่อให๎สามารถนาความร๎ูทางพันธุศาสตร๑มา
ประยกุ ตใ๑ นการดูและใหบ๎ รกิ ารผปู๎ ุวยมะเร็งหรือครอบครวั ท่ีมีความเสย่ี งโรคมะเรง็ ท่ถี ํายทอดพันธุกรรมให๎ได๎รับ
การดูแลรักษาที่เหมาะสม และเป็นข๎อมูลพื้นฐานที่มีประโยชน๑และสามารถนาองค๑ความร๎ูไปพัฒนาทาง
การแพทย๑เพอื่ พฒั นาคุณภาพชวี ิตทดี่ ใี นปัจจุบนั และอนาคตอนาคต
วิธกี ารดาเนินการ: จัดทาโครงสรา๎ งการดาเนินงาน อันประกอบด๎วย
- บคุ ลากร ไดแ๎ กํ แพทย๑ พยาบาลให๎คาปรึกษา เทคนคิ การแพทย๑ และนักวิชาการคอมพิวเตอร๑
- สถานที่ ไดแ๎ กํ งานคัดกรอง ห๎องตรวจสาหรับแพทย๑ หอ๎ งให๎คาปรึกษา และหอ๎ งเก็บสิ่งสํงตรวจ
- ระบบปฏิบัติงาน ประกอบ แนวทางคัดกรองตามเกณฑ๑การประเมิน แนวทางการให๎
คาปรึกษา แนวทางการจดั สํงทางหอ๎ งปฏิบัติการ การบันทกึ และรายงาผลข๎อมูล
ผลการศึกษา เปดิ ให๎บริการคลนิ กิ ให๎คาปรึกษาพันธกุ รรมโรคมะเร็งขึ้น เมื่อวันท่ี 1 ตุลาคม พ.ศ.2563
มีบทบาทสาคัญในการประเมิน ค๎นหา คัดกรองกลุํมเส่ียง รวมถึงการสํงตรวจเลือดเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค
มะเร็งทีถ่ าํ ยทอดทางพันธุกรรมโดยมยี อดผรู๎ บั บริการต้ังแตํเปิดหนํวยบริการ จนถึง 24 มีนาคม 2565 พบวํา มี
ผู๎ได๎รับการประเมินคัดกรองสะสมทั้งสิ้น 12,376 คน ในจานวนน้ีมีผู๎ที่มีความเส่ียงสูงตามเกณฑ๑การคัดกรอง
พนั ธศุ าสตรด๑ า๎ นโรคมะเรง็ ท่เี ข๎ารับการให๎คาปรึกษาในคลินิกจานวน 425 คน คิดเป็นร๎อยละ 3.43 ของจานวน
การคัดกรองทั้งหมด และได๎รับการสํงตรวจ Genetic test โรงพยาบาลศิริราช ด๎วยความสมัครใจและความ
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 227
ยินยอมจานวน 142 คน ผล โดยปัจจุบันได๎รับรายงานผลการตรวจ ท้ังหมด 60 คน ซ่ึงพบผล positive
จานวน 6 คน ผล Negative จานวน 25 คน และผล VUS จานวน 29 คน (ดังรายละเอียดในตารางท่ี 1)
ตารางที่ 1 ผลการดาเนินงาน Cancer Genetic Clinic ณ วันที่ 24 มนี าคม 2565
No โครงการ Case จานวนผล หมายเหตุ
1 ผูป๎ วุ ยยนิ ดจี ํายคําใชจ๎ ํายตรวจเอง 3 Report
เรม่ิ สํง 12 มกราคม 2564
3 ผล:
13 • VUS (BRCA2(2), APC = 3 case
Genomics Thailand 20 44 เริ่มสงํ 13 กรกฎาคม 2564
2 ผล:
• Positive (ATM,BRCA1 (2)) = 3 case
• Likely_Pathogenic (BRCA2) = 1 case
• VUS (MLH1, RCC2, BRCA2, CDH1) = 5 case
• Negative = 4 case
3 HBOC (Hereditary breast เริม่ สํง 1 กนั ยายน 2564
and ovarian cancer ผล:
syndrome (HBOC)) กรมฯ และ • Positive (BRCA1) = 2 case
Cancer 7+1 = 106 case • VUS-FP (BRCA1,BRCA2) = 2 case
• VUS-LB (BRCA2 (2),MLH1,MSH6,RECQL) = 6 case
• HBOC 50 • VUS (BRCA2(3), ATM,MLH1,PALB2) = 13 case
• HBOC + Genomics 56 • Negative = 21 case
Thailand 13
4 Genomic รํวมกับ เร่มิ สํง 26 พฤศจิกายน 2564
มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร๑
รวมทัง้ หมด 142 60
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 228
บทเรียนที่ไดร้ ับ : การเตรียมความพร๎อมของบุคลากรทางการแพทย๑เพ่ือตอบสนองตํอระบบคัดกรอง
ความเส่ียงพันธุศาสตร๑ดา๎ นโรคมะเร็งเป็นสิง่ สาคัญอยํางยิ่ง โดยแพทย๑ พยาบาลผ๎ูให๎คาปรึกษาต๎องเตรียมความ
พร๎อมตนเองให๎มีความรู๎ความเข๎าใจเกี่ยวกับ 1) การตรวจคัดกรองกลุํมเสี่ยง 2) การให๎คาปรึกษา 3) การ
วิเคราะห๑และแปลผลการตรวจ 4) ทักษะที่จาเป็นในการให๎คาปรึกษา รวมทั้งการฝึกทักษะการให๎คาปรึกษา
ดังน้ันควรนารูปแบบให๎คาปรึกษาพันธุกรรมโรคมะเร็งท่ีได๎ไปพัฒนาน้ีไปประยุกต๑ในวิธีการให๎การปรึกษาฯให๎
สามารถบริการได๎อยํางมีประสิทธิภาพและเหมาะสมย่งิ ขน้ึ ตํอไป
ปัจจัยแห่งความสาเร็จ :ความรํวมมือของสหสาขาวิชาชีพในองค๑กร ภาคีเครือท้ังโรงพยาบาลและ
สถาบันการแพทย๑ชั้นนา สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย๑ กรมการแพทย๑
สถาบันมะเร็งแหํงชาติ และโรงพยาบาลมะเรง็ ในสังกดั กรมการแพทย๑
การขยายผล /การเผยแพร่/การไดร้ ับการยอมรับ และรางวลั ทไี่ ดร้ ับ
1. เผยแพรผํ ลงานในการประชุมตํอคณะกรรมการปฏริ ปู การดาเนนิ งานด๎านโรคมะเร็ง กรมการแพทย๑
2. โรงพยาบาลมะเรง็ ภมู ิภาค ของกรมการแพทย๑ นารูปแบบการการจัดตั้งคลินิกและแนวทางการให๎
คาปรึกษาพันธุกรรมโรคมะเรง็ โรงพยาบาลมะเร็งอบุ ลราชธานีไปใช๎ในการดาเนนิ งาน
3. ได๎รับเชิญเป็นคณะทางาน เพื่อการจัดบริการสุขภาพประชาชนด๎านให๎คาปรึกษาพันธุกรรม
โรคมะเร็ง ในการประชมุ วชิ าการ 80 ปี กรมการแพทย๑ ระหวํางวนั ท่ี 8-10 กรกฎาคม 2565 ณ โรงแรม
เซน็ ทาราแกรนด๑ และบางกอกคอนเวนชน่ั เซน็ เตอร๑
คาสาคญั : การถํายทอดทางพันธกุ รรม การให๎คาปรึกษาพันธกุ รรมโรคมะเรง็
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 229
ภาคผนวก
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ
Challenges in the new normal : วชิ าการเขตสขุ ภาพที่ 10 หน. า้ : 230
กาหนดการประชุมวชิ าการเขตสขุ ภาพท่ี 10 ประจาปี 2565
ระหวา่ งวนั ที่ 11 – 12 กรกฎาคม 2565
ณ อาคารผู้ปวุ ยนอก 5 ชนั้ โรงพยาบาลอานาจเจริญ จังหวัดอานาจเจริญ
วันท่ี 10 กรกฎาคม 2565
เวลา 09.00 – 16.00 น. - ติดตั้งโปสเตอรแ๑ ละนวัตกรรม/ส่ิงประดิษฐ๑
- จัดบูธ Best Practice
วันท่ี 11 กรกฎาคม 2565
เวลา 08.00 – 09.00 น. - ลงทะเบียนเขา๎ ประชมุ และลงทะเบียนนาเสนอ
เวลา 09.00 – 12.00 น. - นาเสนอผลงานวชิ าการประเภทตาํ งๆ
1. วาจา (Oral Presentation)
- สาขาคลินิก ห๎องประชมุ ม่ิงขวัญ
- สาขาสงํ เสรมิ สขุ ภาพฯ หอ๎ งประชุมมิ่งฟูา
- สาขา R2R หอ๎ งประชุมหมายเลข 3
2. โปสเตอร๑ (Poster Presentation) ห๎องประชุม ช้ัน 4
- สาขาคลนิ กิ , - สาขาสํงเสริมสุขภาพฯ และ - สาขา R2R
3. นวัตกรรม/สงิ่ ประดษิ ฐ๑ (Innovation Presentation) โถง ช้นั 4
- สาขาคลินิก, - สาขาสงํ เสริมสุขภาพฯ และ - สาขา R2R เวลา
12.00 – 13.00 น. - พักรับประทานอาหารกลางวนั
เวลา 13.00 – 17.00 น. - นาเสนอผลงานวชิ าการ (ตอํ )
เวลา 17.00 – 18.00 น. - สรุปผลคะแนนการประกวดผลงานวิชาการ
วันที่ 12 กรกฎาคม 2565
เวลา 08.30 – 09.00 น - ลงทะเบียนเข๎าประชุม และลงทะเบียนนาเสนอผลงาน
เวลา 09.00 – 09.30 น. - พธิ เี ปิดการประชุมวิชาการเขตสุขภาพที่ 10 ประจาปี 2565
ประธานโดย นายแพทย๑ทวีศลิ ป์ วิษณโุ ยธนิ
ผ๎ตู รวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 10
กลาํ วรายงานโดย นายแพทย๑ปฐมพงศ๑ ปรโุ ปรงํ
นายแพทยส๑ าธารณสุขจังหวดั อานาจเจริญ
เวลา 09.30 – 10.30 น. - พธิ ีมอบรางวลั ผลงานวิชาการดเี ดํน ประจาปี 2565
เวลา 10.30 – 12.00 น. - การบรรยาย หวั ข๎อ “การประเมินบุคคลและผลงานเพอ่ื เลอื่ นแตงํ ต้ัง
ให๎ดารงตาแหนงํ ในระดับท่ีสูงข้นึ ตามหลักเกณฑ๑ใหมํ”
วทิ ยากร นางชญานศิ ศรวี ิชยั ตาแหนํง นกั ทรัพยากรบคุ คลชานาญการพิเศษ
รองผอู๎ านวยการกองบริหารทรพั ยากรบุคคล
และนางเพชรพิกุล เหลาทอง ตาแหนงํ นกั ทรพั ยากรบุคคลชานาญการพิเศษ
หวั หนา๎ งานคดั เลอื กและตรวจสอบแตํงตัง้ ระดับกรม
จากกองบรหิ ารทรัพยากรบคุ คล กระทรวงสาธารณสขุ
เวลา 12.00 – 13.00 น. - พกั รบั ประทานอาหารกลางวนั
เวลา 13.00 – 16.30 น. - การเยี่ยมชมบธู และรับฟังการนาเสนอผลงาน Best Practice
หมายเหตุ พักรบั ประทานอาหารวํางและเคร่อื งด่ืม เวลา 10.30 น. และ 14.30 น.
11-12 กรกฎาคม 2565 : ณ อาคารผปู้ ว่ ยนอก 5 ชน้ั โรงพยาบาลอานาจเจรญิ