The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดการเรียนรู้ ศาสนบัญญัติ ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by razu_liver, 2020-08-08 12:43:32

ชุดการเรียนรู้ ศาสนบัญญัติ ม.ปลาย

ชุดการเรียนรู้ ศาสนบัญญัติ ม.ปลาย

Keywords: อิสลาม,ชุดการเรียนศาสนบัญญัติ

กล่มุ สานักงาน กศน. จงั หวัดชายแดนใต้
สานักงาน กศน.

กระทรวงศกึ ษาธิการ



คานา

ชุดการเรยี นรโู้ ปรแกรมวิชาเลือกอสิ ลามศกึ ษา ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา
ข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มี 3 หมวดวิชา ประกอบด้วย 1) หมวดวิชาศาสนา ได้แก่รายวิชาอัลกุรอาน
อัลฮะดิษ อัลอากีดะฮฺ อัลฟิกฮฺ 2) หมวดวิชาสังคม ได้แก่ อัตตารีด อัลอัคลาก 3) หมวดวิชาภาษา ได้แก่
ภาษามลายู ภาษาอาหรับ รายวิชาดังกล่าวจัดทาขึ้นเพ่ือให้ผู้สอน และผู้นาไปใช้เป็นแนวทางในการจัด
กระบวนการเรียนรู้ สาหรับผู้เรียนที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาดังกล่าว ในลักษณะการเรียนรู้แบบบูรณาการ
โดยการศกึ ษาในความรดู้ ว้ ยตนเอง สอบถามผรู้ ทู้ างด้านศาสนา และเรยี นรูจ้ ากโต๊ะครใู นเน้อื หาทยี่ าก

ชุดการเรียนรูด้ งั กล่าวพฒั นามาจากโครงสรา้ งหลกั สูตรโปรแกรมวิชาเลือกอิสลามศึกษา โดยคณะ
ผู้จัดทาได้พยายามศึกษา รวบรวมสาระจากผู้ทรงคุณวุฒิ และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ โดยคานึงถึงความ
สอดคล้องของผู้เรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะ ในกลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้เป็นหลัก ได้แก่
จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อาเภอของจังหวัดสงขลา (อาเภอจะนะ เทพา นาทวี
สะบ้ายอ้ ย) เป็นสาคัญ อย่างไรก็ตามชุดการเรยี นรดู้ ังกลา่ วอาจจะยงั ไมส่ มบรู ณ์ จาเป็นต้องได้รับการปรับแก้
หลังจากการนาไปทดลองใช้เป็นระยะ ๆ กลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้ หวังเป็นอย่างย่ิงว่า
จะได้รับคาแนะนาในการปรับปรุงแก้ไขให้สามารถนาไปใชใ้ นการจัดการเรยี นรู้อย่างมคี วามสขุ ต่อไป

ขอขอบคุณสานักงาน กศน. สานักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สานักงาน กศน.จังหวัดปัตตานี
ยะลา นราธิวาส สตูล สงขลา กศน.อาเภอ ในกลุ่มสานักงาน กศน.จังหวัดชายแดนใต้ นายกสมาคม
สถาบันศึกษาปอเนาะ สานักงานศึกษาธิการภาค 8 ผู้ทรงคุณวุฒิ ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน
ประจาสถาบันศึกษาปอเนาะ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนที่มีส่วนช่วยผลักดันให้โปรแกรมวิชาเลือก
อิสลามศกึ ษารายวิชาตา่ ง ๆ สาเรจ็ ลุลว่ งด้วยดี

กลมุ่ สานกั งาน กศน.จงั หวัดชายแดนใต้
พฤษภาคม 2560

สารบญั หนา้

บทที่ 1 ความเป็นมาและความสาคัญของกฎหมายอสิ ลาม 1
บทท่ี 2 มอู ามาลาต 23
บทที่ 3 มูนากาฮาต 60
บทท่ี 4 ญนี าญาต 108
บทที่ 5 เศรษฐศาสตร์อสิ ลาม 143

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 1

บทที่ 1
ความเป็นมาและความสาคญั ของกฎหมายอสิ ลาม

ความเปน็ มาและพัฒนาการของกฎหมายอิสลาม

นกั วิชาการไดแ้ บ่งช่วงเวลาที่กฎหมายอสิ ลามมีการเปล่ยี นผา่ นและพัฒนาการเป็น 4 ชว่ งเวลา ดงั นี้
1.ชว่ งเวลาแหง่ การเร่ิมต้น
ช่วงเวลาแห่งการเร่ิมต้น ครอบคลุมถึงสมัยของท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) โดย
เริ่มต้นต้ังแต่มีการประกาศศาสนาอิสลาม (ค.ศ.610) และสิ้นสุดด้วยการเสียชีวิตของท่านนบีมูฮัมมัด
(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) ( ฮ.ศ.11/ ค.ศ.636) ในช่วงเวลาดังกล่าว สาสน์แห่งอิสลามมิได้จากัดอยู่เฉพาะ
ด้านการชี้นาทางจิตวิญญาณ จริยธรรม และการประกอบศาสนกิจเท่าน้ัน แต่ยังได้จัดระเบียบกิจกรรมของ
มนุษย์ในดา้ นตา่ งๆท่ีเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตในโลกนี้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้ศาสนาอิสลามจึงได้ยกเลิกขนบธรรมเนียม
ประเพณีบางส่วนของชาวอาหรับในด้านการครองเรือน การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างป๎กเจกบุคคลแล ะ
ความสัมพันธ์ระหวา่ งรัฐต่อรัฐ ท่ีมาของกฎหมายอิสลามแรกๆจากัดอยู่ใน 2 ประการ คือ อัลกุรอานและอัลสุน
นะฮฺ ซึ่งเปน็ รากฐานของกฎหมายอสิ ลามในลกั ษณะหลักมลู ฐานและกฏเกณฑ์พืน้ ฐานดังกล่าว
นักปราชญ์ทางศาสนา ได้วิเคราะห์หลักการที่มีรายละเอียดซึ่งกลายเป็นประมวลหลักนิติธรรมอิสลาม
ในยุคต่อมา ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดในการจัดระเบียบทางด้านสังคม เศรษฐกิจ ระบอบรัฐศาสตร์ หลักการใน
การประกอบศาสนกจิ และการมีปฏิสมั พนั ธใ์ นรูปแบบของธุรกรรมตา่ งๆ

ชว่ งเวลาแหง่ การเริม่ ต้น แบง่ เปน็ 2 ระยะ คอื
ระยะเวลาประมาณ 13 ปี ณ นครมักกะห์ ชาวมุสลิมเป็นชาวส่วนน้อยท่ีมีความอ่อนแอ ถูกกดข่ี และ
มิได้มีส่วนร่วมในการปกครองมักกะห์ ซึ่งชนช้ันปกครองเป็นพวกต้ังภาคี ด้วยเหตุน้ีบรรดาอายะฮฺอัลกุรอานท่ี
เรียกว่าอายะฮฺมักกียะฮฺ และบรรดาอัลฮะดีษของนบีมูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) จึงกล่าวถึงการจัด
ระเบียบการปกครองและหลักการท่ีว่าด้วยธุรกรรมต่างๆไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เน้นอธิบายถึงหลักยึดมั่น
หลักศรัทธาของศาสนาและเรียกร้องเชิญชวนสู่การให้เอกภาพต่อองค์อัลลอฮฺ การขัดเกลาจิตใจและวิพากษ์
ความเช่ือของพลเมืองมักกะห์ที่ยึดติดกับการต้ังภาคีและขนบธรรมเนียมประเพณีท่ีมีบ่อเกิดจากอวิชชา ซึ่ง
เริ่มแรกบญั ญตั ไิ ว้เฉพาะเรื่องการละหมาดเท่านัน้
ระยะเวลาประมาณ 10 ปี ณ นครมะดีนะห์ ซึ่งเรม่ิ ตน้ ภายหลงั อพยพ( ‫ ) الهجرة‬ของนบีมฮู ัมมัด
(ศอ็ ลลัลลอฮอู าลัยฮวิ ะซลั ลัม) และบรรดาซอฮาบะฮฺจากนครมกั กะหส์ ู่นครมะดนี ะห์ ชาวมุสลิมไดส้ ถาปนารัฐ
อิสลามข้ึน ณ นครมะดีนะห์และเขตปริมณฑล ในสมยั น้ีได้วางกฎหมายอสิ ลามที่เปน็ แม่บทในด้านต่างๆอยา่ ง
เป็นกิจลกั ษณะและมีความครบถ้วนสมบูรณ์

2 .ชว่ งเวลาแห่งการวางหลักมูลฐานกฎหมายอิสลาม
ชว่ งเวลาแห่งการวางหลักมูลฐานกฎหมายอสิ ลาม เริ่มต้นตงั้ แตก่ ารเสียชวี ิตของนบีมูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอ
ฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) จนถึงการสิ้นสุดอาณาจักรอูมาวียะห์( ฮ.ศ 132/ค.ศ.750) ด้านการเมืองครอบคลุมสมัย
บรรดาคอลฟี ะห์ผู้ทรงธรรม(ฮ.ศ.11-41/ค.ศ.632-661)และสมัยอาณาจักรอัลอูมาวียะห์(ฮ.ศ.41-132/ค.ศ.661-
750) สว่ นด้านกฎหมายครอบคลุมสมัยบรรดาเศาะหาบะฮฺ ชนร่นุ ตาบิอีนและตาบิอิตตาบิอีน ซึ่งในช่วงเวลาน้ีมี
การพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ ความคิดและการเมืองท่ีส่งผลต่อพัฒนาการของกฎหมายอิสลาม และมีการ
วิเคราะห์อย่างทุ่มเททางสติป๎ญญา(อัลอิจติฮาด)เกิดข้ึนท่ีนาไปสู่การปรากฏหลักฐานในการชี้ขาด 2 ประการ

2 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

คืออลั อิจมาอแ์ ละอัลกยี าส ตลอดจนระบอบการปกครองแบบคลิ าฟะหกฺ ็ปรากฎชัดในฐานะระบอบการปกครอง
ทางรฐั ศาสตรอ์ ิสลามอกี ด้วย

3. ชว่ งการสกุ งอมและความสมบูรณ์
ช่วงการสุกงอมและความสมบูรณ์ เร่ิมต้นต้ังแต่การสถาปนาอาณาจักรอัลอับบาสียะฮฺ(ฮ.ศ.132/ค.ศ.
750)และสิ้นสดุ ดว้ ยการอิจติฮาดในตอนปลายศตวรรษที่ 4 แห่งฮิจเราะฮศฺ กั ราช นับเป็นยุคทองของกฎหมาย มี
การรวบรวมและจดบนั ทกึ อัลฮะดีษของนบีมฮู มั มดั (ศอ็ ลลัลลอฮอู าลัยฮิวะซัลลมั ) และกฎหมายอิสลามตลอดจน
มกี ารปรากฎบรรดาสานกั กฎหมายอสิ ลามที่เรยี กวา่ มซั ฮบั ( หานาฟี,มาลีก,ี ฮมั บาลแี ละชาฟีอีย์ )
4.ชว่ งการถือตาม
ช่วงการถือตาม (‫ذ‬١ٍ‫ )اٌرم‬เริ่มตั้งแต่การปิดประตูอัลอิจติฮาด ในปลายศตวรรษที่ 4 แห่งฮิจเราะฮฺ

ศักราชและดาเนินเร่ือยมาจนถึงป๎จจุบัน ในช่วงนี้โลกอิสลามแยกออกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย กลุ่มชาติพันธ์มุสลิมที่
มิใช่ชาวอาหรับเข้ามามีอานาจผัดเปลี่ยนกัน จากความไม่เป็นเอกภาพของมุสลิมทาให้ดินแดนมุสลิมตกอยู่ใต้
อาณานิคมของตะวันตกและประกาศยกเลิกกฎหมายอิสลามบางส่วนแล้วนากฎหมายตะวันตกมาใช้แทน
ภายหลังจากประเทศมุสลมิ ไดร้ บั เอกราชจากประเทศตะวันตก ได้มีการรอ้ งเรียนให้หันมาให้ความสาคัญกับการ
ฟื้นฟกู ฎหมายอสิ ลาม และนามาบังคบั ใช้อีกครัง้ เป็นตน้ มา

ความสาคญั ของกฎหมายอสิ ลาม

กฎหมายอิสลามมีอัลกุรอานและอัลฮะดีษเป็นแม่บทท่ีสมบูรณ์ครบถ้วน และเป็นธรรมนูญในการ
ดาเนนิ ชวี ิตของมุสลิม ท่ีกาหนดภารกิจของมนุษย์ต่ออัลลอฮฺ หน้าที่ต่อตัวเองและหน้าที่ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
โดยมีเปาู หมายในการพิทักษ์คมุ้ ครองส่ิงสาคัญ 5 ประการ คือ ศาสนา ชีวิต สติป๎ญญา สายโลหิตและทรัพย์สิน
ดังนั้นกฎหมายอิสลามจึงมีความสาคัญดงั น้ี

- เป็นธรรมนูญแห่งชีวิตท่ีมุสลิมทุกคนต้องยึดปฏิบัติโดยเคร่งครัด และมีผลทาให้ป๎กเจกบุคคลมีความ
เปน็ ปกติสขุ สงั คมโดยรวมเกิดความสันติสขุ

- กฎหมายอิสลามได้กาหนดสิทธิและหน้าที่ส่วนบุคคลและส่วนรวมไว้อย่างมีดุลยภาพและครบถ้วน
ชดั เจน มีความเปน็ ธรรมและสมเหตสุ มผล ยดื ยุ่นและเหมาะสมกับทกุ ยุคทกุ สมัย

- จัดระเบียบสงั คมทกุ ระดับตามครรลองทีถ่ กู ต้องและเป็นธรรมทง้ั ในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การ
ปกครองและมุ่งพักรักษาผลประโยชน์ของทกุ ฝุาย

หลกั นิติธรรมอิสลามและกฎหมายอิสลาม
หลักนิติธรรมอิสลาม ( ‫ح‬١ِ‫ؼح الإعلا‬٠‫ )اٌشش‬หมายถึง ส่ิงท่ีอัลลอฮฺได้ทรงบัญญัติแก่มวลบ่าวของ
พระองค์จากบรรดาหลกั การท่ีเกีย่ วกับการยึดมนั่ (‫ذج‬١‫ ) اٌؼم‬จริยธรรม (‫ ) الأخلاق‬และการจัดระเบียบทางด้าน

วจีกรรม กายกรรมและธรุ กรรมต่างๆของมนุษย์
กฎหมายอิสลาม (ِٝ‫ ) اٌفمٗ الإعلا‬หมายถึง ประมวลหลักการปฎิบัติต่างๆตามศาสนบัญญัติท่ีกี่ยว

กับการจัดระเบียบพฤติกรรม วจีกรรมและการทาธุรกรรมต่างๆของผู้ท่ีเข้าอยู่ในเกณฑ์บังคับของศาสนาโดยมี
ทีม่ าจากอลั กรุ อาน อลั สนุ นะฮตฺ ลอดจนบรรดาหลักฐานทางศาสนบญั ญตั ิอน่ื ๆ

ดังน้ัน นัยของหลักนิติธรรมอิสลามจึงมีความครอบคลุมว่านัยของกฎหมายอิสลาม เนื่องจากหลักนิติ
ธรรมอสิ ลามประมวลถึงหลักการยึดมั่นและหลักจริยธรรม ตลอดจนประมวลกฎหมายอิสลามไว้ด้วย กฎหมาย
อสิ ลามเป็นสว่ นหนึ่งของหลักนติ ิธรรมอสิ ลามโดยรวม

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 3

กฎหมายอิสลาม แบง่ ออกเป็น 2 สว่ นใหญ่ๆ คอื
1.หมวดการประกอบศาสนกจิ (‫ ) اٌؼثاداخ‬เป็นหมวดทก่ี ลา่ วถงึ หลกั การเฉพาะที่ว่าด้วยความสัมพันธ์
ของป๎กเจกบุคคลกบั อลั ลอฮฺ เชน่ การละหมาด การจ่ายซากาต การถือศีลอดและการประกอบพธิ ฮี ัจย์ เปน็ ต้น
2.หมวดปฎิสัมพันธ์ (‫ ) اٌّؼاِلاخ‬หมายถึง บรรดาหลักการเฉพาะท่ีว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง
มนุษยด์ ้วยกนั เช่น การซ้ือขาย การทาธรุ กรรมรูปแบบต่างๆ การตดั สนิ ขอ้ พิพาท เป็นตน้

ส่วนนกั วิชาการสังกดั มัซฮับชาฟีอยี ์ ไดแ้ บง่ หมวดของกฎหมายอสิ ลามออกเปน็ 4 หมวด
1. หมวดการประกอบศาสนกิจ (‫) اٌؼثاداخ‬
2. หมวดปฎิสมั พนั ธ์ (‫) اٌّؼاِلاخ‬
3. หมวดลักษณะอาญา ( ‫تاخ‬ٛ‫اٌؼم‬/ ‫اخ‬٠‫) اٌجٕا‬
4. หมวดการสมรส (‫إٌّاوذاخ‬/ ‫اض‬ٚ‫) اٌض‬

จากส่งิ ทกี่ ล่าวมาย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่า กฎหมายอิสลามมีความครอบคลุมถึงเร่ืองราวทางศาสนาและ
ทางโลก ในขณะท่ีหลักนิติธรรมอิสลามตั้งอยู่บนพื้นฐานของการจัดระเบียบที่ครอบคลุมกิจกรรมทุกนิติกรรม
ของมนุษย์

ทีม่ าของกฏหมายอิสลาม
เปน็ ทยี่ อมรบั ของบรรดานกั กฎหมายอสิ ลามวา่ แหลง่ หลกั ของกฎหมายอิสลามคืออัลกุรอาน ท้ังยังเป็น
แกน่ ของศาสนาอสิ ลามอีกดว้ ย และบรรดานกั กฎหมายอิสลามเห็นพ้องกันว่า แหล่งลาดับรองลงมา คือ ฮะดีษ
ซ่ึงทาหน้าท่ีขยายและอธิบายความหมายของอัลกุรอาน พร้อมท้ังกาหนดบทบัญญัติต่างๆที่อัลกุรอาน
มิได้กาหนดไว้ นอกเหนือจากสองแหล่งดังกล่าวนี้ บรรดานักกฎหมายมีทัศนะท่ีแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่
จะยอมรับอิจมาอ์และกียาส เป็นท่ีมาของกฎหมายอิสลามอีกด้วยนอกเหนือจากท่ีกล่าวมาก็มีทัศนะ
ที่แตกต่างกันไป

แต่อยา่ งไรกต็ ามแหลง่ ที่มาของกฎหมายอสิ ลามน้นั มีมากกวา่ น้ี แตล่ ะแหล่งนกั กฎหมายอิสลามมีทัศนะ
ทแี่ ตกต่างกนั ไป และในท่ีน้ีขอกลา่ วถงึ เฉพาะแหล่งท่นี กั วิชาการมีมตเิ อกฉนั ทเ์ ท่านัน้ คือ

1. อลั กรุ อาน ( ‫) القرآن‬
อลั กรุ อานมาจากรากศพั ท์ ‫ قراءة‬-‫ قرأ‬หมายถงึ การอา่ น หรอื การรวบรวม เพราะการอ่านน้ันเกิด
จากการรวบรวมอักษรหลายๆตัว อัลกุรอานเป็นที่รวมของความรู้แขนงต่างๆไว้ในเล่มเดียวกัน ดังปรากฏไว้
ในอลั กรุ อานวา่

89 : ‫وأنزلنا علٌك الكتاب تبٌا نا لكل شًء النحل‬

ความว่า และเราไดป้ ระทานคัมภีร์(อัลกุรอาน) แกเ่ จา้ เพื่อเป็นการช้ีแจงทกุ ๆสงิ่

สาหรับความหมายของอัลกรุ อานในทางวิชาการคือ คาตรัสของอัลลอฮฺท่พี ระองคท์ รงประทานแก่นบีมู
ฮมั มัด(ศ็อลลลั ลอฮูอาลัยฮิวะซลั ลัม) ซงึ่ ได้รับการรายงานจากผรู้ ายงานมากมาย(มตู าวาตริ ฺ) และการอา่ นอัลกุ
รอานนนั้ เป็นอีบาดะฮฺอย่างหนึ่ง

4 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

จากคานยิ ามข้างตน้ มีสิง่ ทน่ี า่ พิจารณาเพ่ิมเติม คือ
1. ส่ิงที่อัลลอฮฺดลใจแก่ท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) โดยมิใช่พระดารัสของพระองค์
และท่านนบีอธิบายส่ิงน้ันด้วยสานวนของท่านเองไม่ถือว่ามีฐานะเหมือนอัลกุรอาน จึงใช้ในการละหมาดไม่ได้
และการอา่ นน้ันไม่ถอื วา่ เป็นอบี าดะฮฺ
2. คาอธิบายอัลกุรอานด้วยภาษาอาหรับถึงแม้จะมีความหมายเหมือนกับเจตนารมณ์ของอัลกุรานจริง
กต็ าม ไม่ถือวา่ เปน็ อลั กุรอาน และคาแปลอลั กุรอานที่เปน็ ภาษาอน่ื แม้คาแปลน้ันจะถูกต้องแค่ไหนก็ตาม ไม่ถือ
วา่ เป็นอัลกุรอานเช่นกนั
3. อัลกุรอานบางส่วนที่ได้รับการรายงานโดยรายบุคคลซึ่งไม่มีลักษณะเป็นมูตาวาติรไม่ถือว่าเป็น
อลั กรุ อาน

] ‫فصٌا م ثلثة أٌام [ متتابعات‬

ความวา่ ดงั น้นั จึงตามดว้ ยการถือศีลอดสามวนั ( ติดตอ่ กัน )

คาวา่ ] ‫ [ ِرراتؼاخ‬ซึ่งหมายความว่า ตดิ ตอ่ กัน เป็นการรายงานของอิบนมู สั อูดเท่านัน้ ไม่ถือว่า
เป็นอัลกุรอาน แต่การใช้เป็นหลักฐานในการกาหนดบทบัญญตั นิ ัน้ นักวชิ าการอูศลุ ลูลฟกิ ฮม์ ีความเห็นที่ต่างกนั

2. สนุ นะฮฺ (ُ‫) السُُنة‬
อัลสนุ นะฮฺ มคี วามหมายทางภาษาศาสตร์ว่า แนวทาง ( ‫ )الطُرٌُُقُة‬หรือ วถิ ีทาง ( ‫ )ُال ُسٌُ ُرة‬ตามหลกั
วิชาการมีความหมายวา่ สงิ่ ที่มาจากทา่ นนบี (ศ็อลลลั ลอฮูอาลยั ฮิวะซลั ลมั ) ไม่วา่ จะเป็นคาพูด การกระทาหรือ
การยอมรบั ดังนั้นเราสามารถแบง่ ประเภทของสุนนะฮฺได้สามประเภท

1. สุนนะฮฺทเ่ี ปน็ คาพดู ซ่ึงมมี ากมายท่ีท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) ได้พูดชี้แจง
บทบัญญัตติ ่างๆ ของอิสลามในโอกาสต่างๆ เชน่

‫هُوُُالطُهُوُ ُرُ ُما ُإُهُال ُحلُُ ُمٌُُتُت ُه‬
‫رواهُأبوداودُوالترمزيُوالنساءيُوابنُماجه‬

ความว่า น้าของมนั ( ทะเล ) นัน้ สะอาด และซาก( สัตว์ทีต่ ายเองนัน้ ) ของมันกห็ ะลาล (กินได้ )

2. สนุ นะฮฺทเ่ี ป็นการกระทา คือการกระทาทุกอย่างของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) ไม่
ว่าจะเป็นการละหมาด การประกอบพธิ ฮี จั ย์ การอาบนา้ ละหมาด เปน็ ตน้ ตัวอยา่ งเชน่

ُُُُُُُ‫عنُعائٌشةُرضًُاللهُعنهماُقالتُكانُرسولُاللهُصلىُاللهُعلٌهُوسلمٌُحبُالتٌامن‬
‫ُُُُُُُُُُُُُفًُتنعلهُوترجلهُوطهورهُوفًُشؤُنهُكلهُُُمتفقُعلٌه‬

ความว่า รายงานโดยท่านอาอีชะฮฺว่า ท่านรอซูลลุลลอฮ (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) ชอบเร่ิมต้น
กิจกรรมด้วยดา้ นขวาเสมอในการสวมรองเทา้ หวผี ม ทาความสะอาด และกจิ กรรมทกุ อยา่ งของท่าน

3. สุนนะฮฺท่ีเป็นการยอมรับของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) คือ การกระทาอย่างใด
อย่างหนึ่งต่อหน้าหรือลับหลังโดยที่ท่านทราบและไม่ได้ปฏิเสธหรือห้าม ถือว่าส่ิงน้ันทาได้และเป็นสุนนะฮฺอัน
เป็นท่ีมาของหุก่มด้วย ทั้งน้ีเพราะหากการกระทาดังกล่าวผิดกับหลักการของอิสลามแล้วท่านจะไม่นิ่งเฉย แต่
จะรีบปฏิเสธและห้ามทันที ดังเช่น กรณีท่ีมีท่านศอฮาบะฮฺสามท่านได้ตั้งใจจะทาการละหมาดตลอดคืนตลอด
ชวี ติ อกี ท่านหนงึ่ ต้งั ใจจะถือศีลอดทุกวนั ตลอดชวี ติ และอกี ทา่ นหนึง่ ไมย่ อมแตง่ งานตลอดชีวิต เพื่อได้อุทิศเวลา

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 5

ทุกวนิ าทใี นการทาอีบาดะฮฺเมื่อท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) ทราบความต้ังใจดังกล่าว พร้อมกับกล่าว
วา่ ความจริงฉนั เปน็ ผทู้ ม่ี ีความกลัวและยาเกรงต่ออัลลอฮมฺ ากที่สุดในบรรดาพวกเจา้ แตฉ่ ันถือศีลอดและงดการ
ถือศีลอด ฉันละหมาดและหลับนอน และฉันแต่งงาน ผู้ใดก็ตามที่ไม่ชอบหนทางของฉัน เขามิใช่พวกของฉัน
( รายงานโดยบูคอรแี ละมุสลมิ )

3. อจิ มาอ์ ( ‫)الإجماع‬

อิจมาอ์ในทางภาษามีสองความหมาย คือการตั้งใจอย่างแนวแน่ และความเห็นที่เหมือนกันหรือ
สอดคลอ้ งกนั

ความหมายของอิจมาอ์ คือ ความเห็นท่ีสอดคล้องกันของบรรดามุจตาฮิดของประชาชาติมูฮัมมัด
(ศอ็ ลลลั ลอฮูอาลัยฮวิ ะซลั ลัม) ในชว่ งเวลาใดเวลาหนงึ่ และในเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง

กล่าวคือ หากมีป๎ญหาทางกฎหมายเกิดขึ้นภายหลังจากท่ีท่านรอซูลลุลลอ(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิ
วะซัลลัม) ได้เสียชีวิตแล้ว และอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺไม่ได้กล่าวถึง บรรดามุจตาฮิดก็จะทาการวินิจฉัย เพ่ือหา
บทบัญญัติของป๎ญหาน้ันๆ บางคร้ังผลของการวิเคราะห์ วินิจฉัยที่ตรงกันน้ีเรียกว่า อิจมาอ์ หรือมติเอกฉันท์
เช่น มีการอิจมาอ์ว่า ผู้เป็นยายน้ันมีสิทธิรับมรดกได้ในเมื่อผู้ตายไม่มีมารดา หลานชาย(บุตรชายของบุตรชาย)
นน้ั จะถูกตัดสิทธิโดยลูกชาย จะเป็นพ่อของเขาหรอื ไม่ก็ตาม เป็นต้น

องค์ประกอบของอิจมาอ์ มี 4 ประการ
1. ตอ้ งมีมุจตาฮิดหลายคน กล่าวคอื ในชว่ งที่มปี ๎ญหาทางฟกิ ฮฺเกิดข้ึนนนั้ มจุ ตาฮดิ ท่ที าการวเิ คราะห์
และวนิ ิจฉัยป๎ญหานั้นมีหลายคน เพราะหากมมี ุจตาฮิดเพียงคนเดียวก็จะไม่มกี ารอิจมาอ์ เพราะอิจมาอ์นนั้ เปน็
ผลจากความเหน็ ที่ตรงกัน
2. บรรดามจุ ตาฮิด มีความเหน็ พอ้ งกนั ในการกาหนดบทบญั ญตั ิที่เหมือนกนั ของปญ๎ หาทีเ่ กดิ ข้นึ โดยไม่
คานึงถึงประเทศและเชื้อชาติของมจุ ตาฮดิ แตล่ ะคน นน้ั จึงไม่เปน็ การเพียงพอท่ีจะถือวา่ เปน็ อจิ มาอ์ หากป๎ญหา
ของมุจตาฮิดของประเทศใดประเทศหนงึ่ มมี ตเิ ห็นพ้องกัน
3. มจุ ตาฮดิ แต่ละคนต้องแสดงความคิดเหน็ อยา่ งชดั เจน โดยวาจา หรือการตดั สนิ คดหี รอื การใหฟ้ ต๎ วา
ในป๎ญหาทเี่ กิดขน้ึ
4. จะต้องมีความมั่นใจในอจิ มาอข์ องบรรดามุจตาฮิด กล่าวคือ มีหลักฐานท่ีแสดงอย่างชัดแจ้งในความ
สอดคล้องทางความคิดของบรรดามุจตาฮิด ท้ังอย่างมีความอิสระในการแสดงความคิดเห็นอีกด้วย หากมี
มุจตาฮดิ บางคนมีความเห็นที่ขัดแย้งกับความคิดเห็นของบรรดามุจตาฮิดส่วนใหญ่ ถือว่าไม่มีการอิจมาอ์เพราะ
ความถกู ต้องนัน้ อาจอยู่กับกลุ่มน้อยกไ็ ด้
นอกจากนัน้ หากมีมจุ ตาฮดิ ส่วนหนง่ึ ได้แสดงความคดิ เหน็ แต่อีกส่วนหน่ึงมิได้แสดงความคิดเห็น ถือว่า
ไม่มีอิจมาอ์เพราะการท่ีจะถือว่าผู้ท่ีไม่แสดงความคิดเห็นนั้นเห็นด้วยกับความเห็นของผู้แสดงความคิดเห็นน้ัน
ไมช่ อบด้วยเหตุผล การทีเ่ ขามไิ ด้แสดงความเห็นน้ันอาจเป็นเพราะเขายังมิได้วิเคราะห์ป๎ญหาน้ันๆหรืออาจเป็น
เพราะเหตผุ ลอยา่ งอน่ื กไ็ ด้

อิจมาอ์กับการเป็นแหล่งท่มี าของหูก่ม
นักกฎหมายอิสลามมีความเห็นว่า อิจมาอ์หรือมติเอกฉันท์ของบรรดานักกฎหมายนั้น สามารถนาเอา
มาเปน็ กฎเกณฑใ์ นการกาหนดบทบญั ญัติแขนงต่างๆจากหลักฐานของอัลกุรอาน สุนนะฮฺและเหตุผลทางป๎ญญา
ทีส่ นบั สนนุ ความเหน็ น้ี คอื

6 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

หลักฐานจากอลั กุรอาน เชน่

‫ومن ٌشاقق الرسول من بعد ما تبٌن له الهدى وٌتبع غٌر سبٌل المإمنٌن نوله ونصله جهنم‬
411 :‫وساءت مصٌرا النساء‬

ความว่า ผู้ใดฝุาฝืนรอซูลลุลลอฮฺ(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม)หลังจากท่ีเขาได้รับทางนาแล้ว และ
ปฏิบัติตามนอกจากแนวทางของบรรดามุมินแล้ว เรา (อัลลอฮฺ) จะปล่อยเขา และเราจะให้เขาเข้าสู่นรกญา
ฮันนัม(เขาถูกเผาผลาญอยู่ในน้นั ) และเปน็ สถานที่พานกั อนั เลวร้าย

หลกั ฐานจากสุนนะฮฺ เช่น

‫لا تجمع أمتً على الخطؤ‬
ความว่า ประชาชาติของฉันจะไม่ลงมติในทางที่ผดิ

หลักฐานทางปัญญา
กล่าวคือ การทีบ่ รรดามจุ ตาฮิดมีมติเป็นเอกฉนั ทใ์ นเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงน้ันเชื่อได้ว่ามติดังกล่าวจะต้องวาง
อยู่บนหลักฐาน ทั้งนี้เพราะมุจตาฮิดทุกคนจะต้องทาการวิเคราะห์และวินิจฉัยภายในขอบเขตที่เขาไม่อาจออก
นอกลู่ นอกทางได้ หากเขามีการวิเคราะห์ป๎ญหาที่ไม่มีตัวบทการวิเคราะห์ของเขาก็จะอยู่ในลักษณะเป็นความ
พยายามท่ีจะเข้าใจหลักการทั่วไป หรือจิตวิญญาณของกฎหมาย และการท่ีพวกเขามีมติอย่างเอกฉันท์ ท้ังๆที่
โอกาสจะเกิดความขัดแยง้ กันน้ันมีมาก ย่อมแสดงใหเ้ หน็ วา่ สัจธรรมนัน้ เป็นอนั หนึ่งอันเดียวกัน แม้ว่าจะมาจาก
บุคลหลายๆคนก็ตาม

4. กยี าส
กียาสหมายถึง การผนวกส่ิงที่ไม่มีตัวบทกาหนดบทบัญญัติเข้ากับส่ิงท่ีมีตัวบทกาหนดบทบัญญัติ
เพราะทง้ั สองมีสาเหตุ( อลิ ละฮฺ ) ของการกาหนดบทบญั ญตั ิเหมอื นกนั
หากเราพบสิง่ ใดส่งิ หน่ึงมีการกาหนดบทบัญญัติไว้ โดยท่ีเราสามารถรู้สาเหตุของการบัญญัติส่ิงนั้นโดย
วิธีใดวิธีหน่ึง จากนั้นเราพบสาเหตุเดียวกันในอีกส่ิงหน่ึงท่ีไม่มีตัวบทกล่าวถึง เราก็สามารถที่จะรู้ว่าบทบัญญัติ
ดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับสิ่งหลังอีกด้วย โดยเหตุผลที่ท้ังสองมีสาเหตุท่ีเหมือนกัน ท้ังนี้เพราะบทบัญญัติต่าง ๆ
นน้ั จะขน้ึ อย่กู บั สาเหตุของมนั เช่น สุราเป็นส่งิ ห้ามดืม่ ดว้ ยตัวบทอายะฮฺ

‫إنما الخمروالمٌسروالأنصاب والأزلام رجس من عمل الشٌطان فاجتنبوه لعلكم تفلحون‬
9 : ‫المائدة‬

ความว่า แท้จริงสุรา การพนัน การบูชายันต์ การเสี่ยงถ้วย เป็นสิ่งชั่วช้า ซ่ึงเป็นผลงานของชัยฏอน
(มารร้าย ) ดงั นน้ั พวกเจา้ จงห่างไกลมนั เถิดเพื่อพวกเจา้ จะได้ประสบความสาเรจ็ 5 : 90

การห้ามสุราเพราะมีสาเหตุ (อิลละฮฺ ) คือ ทาให้เกิดความมึนเมา ดังนั้นเคร่ืองด่ืมอย่างอื่นที่มีสาเหตุ
เดยี วกัน ก็ต้องใชบ้ ทบัญญตั ิเดียวกนั คอื หา้ มด่มื เหมอื นสรุ า

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 7

ความสาคญั ของกยี าส
ถึงแม้กียาสจะอยู่ในลาดับท่ีสี่ของแหล่งท่ีมาของฟิกฮ์ก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติน้ันกียาสมีความสาคัญ
มากกว่าอิจมาอ์ทั้งนี้เพราะป๎ญหาท่ไี ด้มีการอิจมาอ์นนั้ มีอยภู่ ายในของเขตท่ีจากัดมาก และไม่อาจเพิ่มได้อีกหลัง
สมยั แรกของอิสลาม แต่สาหรบั กียาสนนั้ มจุ ตาฮิดทุกคนสามารถกระทาได้ถ้าหากเกิดป๎ญหาท่ีไม่มีตัวบทในอัลกุ
รอาน สุนนะฮหฺ รอื อจิ มาอ์ระบไุ วโ้ ดยไมจ่ าเป็นต้องมีการประชมุ แตอ่ ย่างใด
เปน็ ท่ีทราบว่าโดยทวั่ กัน ตัวบทของฟิกฮ์นัน้ มอี ยา่ งจากัดไมว่ า่ จะเป็นอลั กรุ อานหรือสุนนะฮฺ ในขณะที่
เหตุการณ์หรือปญ๎ หาต่างๆ จะมีเพิม่ ข้ึนเรื่อยๆโดยไม่มีท่ีส้ินสดุ จงึ ไมอ่ าจทีจ่ ะกาหนดบทบัญญัติของเหตุการณ์
และป๎ญหาเหล่าน้ีได้ นอกจากโดยวิธีวนิ จิ ฉยั ด้วยการใชค้ วามคิด ดงั นัน้ กยี าสจงึ ถือว่าเปน็ ตวั สาคัญในด้านน้ี
กียาสเป็นวธิ กี ารอย่างหนึ่งทีเ่ ชื่อถอื ไดใ้ นอนั ทจ่ี ะทราบบทบัญญตั ติ า่ งๆ ที่ไม่มีในตัวบทและเป็นวธิ ีการที่
มีการนามาใช้ตงั้ แต่สมยั ของท่านนบีจนถงึ ทุกวนั นี้

หลกั ปฏบิ ตั ิตามทศั นะของอลุ ามะอฺฟกิ ฮฺ พร้อมหลักฐานอ้างอิงจากอัลกุรอาน และอลั ฮะดษี
ศาสนาอิสลามมีองค์ประกอบหลัก 5 ประการคือ

1. การปฎิญาณตน
2. การละหมาดฟ๎รฏู 5 เวลา
3. การจ่ายซากาต
4. การถือศีลอด
5. การประกอบพธิ ีฮจั ยส์ าหรบั ผู้ทม่ี ีความสามารถ
จากองคป์ ระกอบหลักข้างตน้ สามารถแบง่ ประเภทออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1. วจกี รรม (‫ح‬١ٌٛ‫ ) ل‬คอื การปฏิญาณตน
2. พฤติกรรม (‫ح‬١ٍّ‫ ) ػ‬คือองคป์ ระกอบหลักจากท่เี หลือ แบง่ เป็น 3 ลกั ษณะคือ

- ทางร่างกาย (‫ح‬١ٔ‫ )تذ‬คอื การละหมาดและการถอื ศีลอด
- ทางทรพั ย์สิน (‫ح‬١ٌ‫ ) ِا‬คือการจา่ ยซากาต
- ทางร่างกายและทรัพย์สิน (‫ح‬١ٌ‫ِا‬ٚ‫ح‬١ٔ‫ )تذ‬การประกอบพิธีฮัจย์และการตั้งเจตนา(‫ح‬١ٌٕ‫) ا‬
ถือเปน็ เง่อื นไขในทุกกรณี

วฏุ อู แ์ ละการละหมาด

การละหมาด เป็นหลักศาสนบัญญัติข้อท่ี 2 ซึ่งหมายถึงการสารวมกาย วาจา และใจ ในช่วงเวลาที่
กาหนดวันละห้าคร้ัง เวลาละหมาดเป็นโอกาสสาคัญท่ีมุสลิมได้เข้าเฝูาพระองค์ เพื่อยืนยันความศรัทธาและคา
สัตย์ปฏิญาณ โดยการปฏิบัติตนตามรูปแบบและวิธีท่ีได้รับการถ่ายทอดมาจากนบีมูฮัมมัด คือเริ่มต้นด้วยการ
ยนื ผินหนา้ ไปยงั ทิศกิบลัต(กะบะฮท์ เ่ี มืองมักกะห)์ ยกสองมอื ข้นึ ระดบั ไหล่แสดงถึงการยอมจานนพร้อมกับกล่าว
ตักบีร อัลลอฮุอักบัร (อัลลอฮฺผู้ทรงย่ิงใหญ่) ในกระบวนการละหมาดมีการอ่านอัลกุรอาน การกล่าวสดุดี
ยกย่องและสรรเสริญ ตลอดจนการขอพรต่อพระองค์ ในอิริยาบทต่าง ๆ ท่ีต้องปฏิบัติ เช่น ยืนตรง โค้งคานับ
ก้มกราบ(สุํูด) และปิดท้ายด้วยการกล่าวสลาม อัสสะลามุอะลัยกุมวะเราะฮ์มะตุลลอฮ์ (ขอความสันติและ
ความเมตตาแห่งอัลลอฮ์ประสบแด่พวกท่าน)

มุสลิมต้องปฏิบัติละหมาดวันหน่ึงกับคืนหน่ึง 5 เวลา โดยเริ่มต้ังแต่ตื่นนอนในยามรุ่งอรุณก่อนพระ
อาทิตยข์ ึ้นเรียกว่า ละหมาดซุบฮิ เพ่ือการเร่ิมต้นชีวิตในแต่ละวันด้วยสักการะต่ออัลลอฮฺ จากน้ันเม่ือถึงเวลา

8 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

บ่าย มุสลิมเข้าสู่การละหมาดท่ี เรียกว่า ละหมาดซุฮ์ริ เสร็จการละหมาดสามารถไปประกอบอาชีพตามปกติ
และกลับสู่การละหมาดอีกครั้งในอีกสามสี่ชั่วโมงต่อมาเรียกว่า ละหมาดอัศริ หลังจากนั้นเม่ือดวงอาทิตย์ตก
ดินถงึ เวลาละหมาดอีกคร้ังเรียกว่า ละหมาดมัฆริบ อีกช่ัวโมงกว่าๆ จะเข้าเวลาละหมาดเรียกว่า ละหมาดอี
ชาอ์ เพ่ือเตือนมุสลิมมิให้ลืมภาระหน้าท่ีต่อพระองค์ในตอนกลางวันและยามค่าคืนตั้งแต่ต่ืนนอนกระท่ังเข้า
นอน อลั ลอฮฺทรงกาหนดใหม้ ุสลมิ ต้องปรากฏตัวต่อหน้าพระองค์ 5 คร้ังเพื่อยืนยันความศรัทธาและก้มกราบต่อ
พระองค์

การละหมาดแต่ละครั้งใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ซ่ึงไม่กระทบต่อภารกิจการดาเนินชีวิตหรือการประกอบ
อาชีพ แต่จะส่งผลดีต่อสุขภาวะท้ังกายและใจ ทาให้มีสติ ไม่หลงใหลในวัตถุนิยม ท้ังเป็นการเตือนใจ ให้รู้จัก
ประมาณตนในการดารงอยู่บนทางสายกลางอย่างมีความพอดีและพอเพียง ในอิสลามจึงถือว่าละหมาดคือเสา
หลักของศาสนา โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ การละหมาดร่วมกันในมสั ยิด ยังสามารถสร้างประโยชน์ด้านสังคมและอื่นๆ
อีกมากมาย

ฮิกมะฮขฺ องการละหมาด คือ
1. เปน็ การชาระและขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสทุ ธิ์
2. การละหมาดทาให้บ่าวผู้ภักดีมีความพร้อมสาหรับการเข้าเฝูาอัลลอฮฺในโลกดุนยาและได้ใกล้ชิดกับ
พระองคใ์ นโลกอาคีเราะฮฺ
3. การรักษาละหมาดอย่างเคร่งครัดและปฎิบัติอย่างครบถ้วนสมบูรณ์จะเป็นส่ิงที่หักห้ามจากการ
กระทาส่ิงท่ีน่ารงั เกียจและส่งิ ที่ผิดต่อหลกั ศีลธรรมอนั ดงี าม
4. การละหมาดคอื เสาหลกั ของศาสนา และเป็นสิ่งท่แี บง่ แยกระหว่างผู้ศรทั ธากับผ้ปู ฎิเสธ
5. การละหมาดครบ 5 เวลาเป็นสิ่งท่ีชาระให้ผู้ปฎิบัติละหมาดสะอาดบริสุทธ์ิจากบาปเล็กท้ังหลาย
ตราบใดทผ่ี ู้ปฎบิ ตั ิละหมาดนนั้ มไิ ดก้ ระทาบาปใหญ่

การถอื ศีลอด

หลักศาสนบัญญตั ใิ นอสิ ลามข้อท่ี 3 คือการถือศีลอด ซึ่งหมายถึง การงดเว้นจากการรับประทานอาหาร
เคร่ืองด่ืม และการมีเพศสัมพันธ์ ตลอดจนข้องดเว้นต่างๆ ทั้งทางกาย วาจา จิตใจ ตั้งแต่แสงอรุณจับขอบฟูา
จนกระท่ังดวงอาทิตย์ลับขอบฟูา มุสลิมทุกคนท้ังชายและหญิง ไม่ว่าจะยากจนหรือร่ารวย ผิวดาหรือขาว
มียศศักด์ิสูงส่งหรือเป็นคนธรรมดาสามัญต่างมีหน้าที่ที่จะต้องถือศีลอดเสมอกันในเดือนรอมฎอน โดยไม่มี
เหตุผลอ่ืนใดนอกจากเพ่ือการเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์ การไม่รับประทานอาหารและเครื่องดื่มเพ่ือพระองค์
การหลีกเลี่ยงใช้วาจาหยาบคายและส่ิงเลวร้ายท้ังหลายเพ่ือพระองค์ แม้จะถูกด่าทอ ดูหมิ่น หรือถูกเหยียด
หยาม ขณะถอื ศลี อดมสุ ลิมตอ้ งไม่โต้ตอบนอกจากด้วยคาพูดถ้อยคาส้ัน ๆ แก่ผู้ที่มาละเมิดว่า ข้าพเจ้าถือศีลอด
เพราะเป็นการเตือนให้ผู้ถือศีลอดเองได้ระลึกตนว่าอยู่ในความดีงามสูงส่งไม่อาจกระทาสิ่งเหลวไหลได้
เพ่อื ให้เกิดจติ สานกึ สารวมใจและยาเกรงต่ออัลลอฮฺ ผู้ทรงรอบรู้ ทรงเห็น และทรงได้ยิน ทุก ๆ การกระทาและ
คาพูด ประหนึ่งพระองค์ทรงอยู่ใกล้ชิดอย่างยิ่ง การถือศีลอดจึงเป็นโล่ห์ปูองกันความชั่วช้าและความเลวทราม
ท้งั ปวง นะบีมูฮัมมดั ไดส้ ง่ เสรมิ ใหค้ นหนุ่มสาวมสุ ลมิ ทไ่ี ม่มีความสามารถในการแต่งงาน ให้ถือศีลอด เพราะการ
ถอื ศลี อดสามารถยับยัง้ การกระทาความชว่ั ได้

อนั ท่ีจริง ศลี อดในอสิ ลามมไิ ดม้ ุ่งเพอื่ การทรมานร่างกาย หากเป็นกระบวนการฝึกอบรมด้านกาย วาจา
และจิตใจ ให้รู้จักอดทน อดกล้ัน สารวม และยาเกรงต่อพระเจ้า ท้ังเป็นประโยชน์แก่ระบบการทางานของ
รา่ งกาย เช่น ระบบย่อยอาหาร ศีลอดจึงเป็นการเคารพสกั การะของมนุษยชาติทุกยคุ ทกุ สมัย

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 9

ฮิกมะฮขฺ องการถือศีลอด คือ
1. การถือศีลอดตามกฎเกณฑ์ที่ศาสนากาหนดไว้จะปลุกจิตสานึกของผู้ศรัทธาให้รับรู้ถึงการ

สอดสอ่ งดูแลของอลั ลอฮแฺ ละเตอื นให้ผูศ้ รัทธาตระหนักอยู่เสมอว่าตนเป็นบ่าวผู้ยอมจานนต่อคาบัญชาและพระ
ประสงคข์ องพระองค์

2. การถือศีลอดเป็นการยกระดับจิตวิญญาณให้มีความสูงส่งและเป็นการฝึกให้มีความเคยชินต่อ
ความอดทนอดกลัน้ ต่ออารมณใ์ ฝตุ า่

3. เป็นการกระทาให้ผถู้ ือศลี อดรับรู้ถึงคุณค่าของความโปรดปรานที่อัลลอฮฺประทานให้จากความ
อ่ิมจากการรับประทานอาหารและความลาบากของผู้ท่ีขัดสน ที่ต้องประสบกับความหิวโหย อันนาไปสู่ความ
เมตตาสงสารแก่พวกเขาเหล่านั้น

การจา่ ยซากาต

การจา่ ยทานบงั คบั (ซากาต): ขดั เกลาจิตใจและเพิม่ พูนทรพั ยส์ นิ
ทานบังคับ (ซากาต) ถือเป็นหลักศาสนบัญญัติข้อที่ 4 ซากาต หมายถึง ทรัพย์สินจานวนหนึ่ง
ซึ่งอิสลามกาหนดให้เป็นหน้าที่ของมุสลิมท่ีจะต้องแจกจ่ายในอัตราส่วนที่กาหนด โดยแจกจ่ายให้แก่บุคคล
ผู้มีสิทธริ บั ซ่งึ มีอยู่ 8 ประเภทด้วยกนั คือ
1. คนยากจน
2. คนอนาถา
3. คนทมี่ จี ิตใจยงั ไม่ค้นุ เคยกับอสิ ลาม
4. ผ้ทู าหนา้ ทีจ่ ดั เกบ็ และจา่ ยซะกาต
5. ผู้มีหนีส้ นิ ล้นพ้นตวั
6. ทาสและเชลย (เพื่อเป็นคา่ ไถ่)
7. ผ้อู ยู่ในหนทางของอัลลอฮฺ และ
8. ผเู้ ดินทางพลัดถิ่น

เห็นได้ว่ากลุ่มบุคคลเหล่าน้ีเป็นผู้ท่ีสมควรได้รับความช่วยเหลือจากสังคม ซากาตเป็นเสมือนป๎จจัย
ประสานรอ่ งรอยความเหล่ือมล้าให้ทกุ คนมีความรักใคร่กลมเกลียว และเหน็ อกเหน็ ใจซง่ึ กันและกัน

การบริจาคซากาตเป็นวินัยบัญญัติสาคัญ (รุกน) หนึ่งในห้าประการที่อิสลามกาหนดให้เป็นหน้าที่
สาหรับมุสลิมต้องปฏิบัติเม่ือครบหลักเกณฑ์และเง่ือนไขท่ีกาหนด(คล้ายภาษีอากร) ทั้งน้ีเพื่อยืนยันการศรัทธา
ทีม่ ีตอ่ พระองค์ ซ่งึ ผูป้ ฏิบตั ิจะไดร้ ับผลตอบแทนอันย่ิงใหญ่จากพระเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกหน้าอันนิรันดร์
ดังนั้น ซากาตจึงไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือคนยากจนหรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมเท่านั้น หากซากาตยังเป็น
ช่องทางท่ีจะทาให้ผู้จ่ายได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮ์ และทรัพย์สินจะงอกงามเพิ่มพูน มุสลิมเชื่อม่ันว่า
ทรัพย์สินในครอบครองทั้งหลายของตนนั้นที่แท้แล้วมาจากความโปรดปรานของอัลลอฮฺ ท้ังสิ้น พระองค์ทรง
เป็นเจ้าของทแ่ี ท้จริง มนุษย์เป็นเพียงผู้ครอบครองดูแลและใช้ประโยชน์ มุสลิมจะต้องเสียสละด้วยความเต็มใจ
และมคี วามสุขทีไ่ ดใ้ ช้จ่ายทรพั ยส์ นิ ทีไ่ ดร้ บั การประทานจากอัลลอฮฺ ไปตามวิถที างของพระองค์
การบรจิ าคทานอาสา (ศอดาเกาะฮ)์

นอกจากทานซากาตที่เป็นทานบังคับแล้ว อิสลามยังส่งเสริมให้มุสลิมทาการบริจาคทาน คือ การสละ
ทรัพย์สินบางส่วนโดยสมัครใจแก่บุคคลที่มีความขัดสน เดือดร้อน เช่น คนยากจน คนอนาถา เด็กกาพร้า
และผู้ที่พึ่งพาตนเองไม่ได้ ซ่ึงเป็นอีกรูปแบบหน่ึงของการเคารพสักการะ อิสลามส่งเสริมให้มุสลิมบริจาคทาน
โดยมีอุดมคติว่า การเป็นมือบนย่อมดีกว่ามือล่าง หรือการเป็นผู้ให้ย่อมดีกว่าการเป็นผู้รับ อิสลามส่งเสริมให้

10 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

มุสลิมสละทรัพย์สินหรือส่ิงของบางส่วนแก่เพื่อนมนุษย์ไม่ว่าเขาจะเป็นมุสลิมหรือไม่ โดยเริ่มจากบุคคล
ท่ีอยู่ใกล้เคียงก่อน เช่น ญาติพี่น้อง เพ่ือนบ้าน มิตรสหาย ทั้งน้ี ต้องเป็นไปอย่างบริสุทธ์ิใจ ไม่หวังส่ิงตอบแทน
จากมนุษย์ อิสลามสอนว่าการมอบสิ่งของเพียงเล็กน้อยแก่ผู้ที่จาเป็นเดือดร้อนโดยไม่ต้องการของแลกเปล่ียน
ย่อมดเี ลศิ และประเสรฐิ กว่าการบรจิ าคทห่ี วังสิง่ แลกเปลยี่ นไม่ว่าจะเป็นวตั ถุสิง่ ของ หรอื คาสรรเสริญใดๆ

นบีมูฮัมมัด ทรงเปน็ แบบอยา่ งท่ดี ใี นทกุ รายละเอียดของการดาเนินชีวิต แม้แต่ในเรื่องการบริจาคทาน
นี้ก็เช่นเดียวกัน นบีมูฮัมมัด ได้บริจาคอย่างมากมายชนิดที่ไม่กลัวความจน ท่านไม่เคยปฏิเสธการขอความ
สงเคราะห์ช่วยเหลือ ท่านส่งเสริมให้ทาการบริจาคทรัพย์ท่ีดี ท่ีตัวเองรักให้แก่ผู้อื่น และขยายความหมายของ
การทาทานมิได้จากัดอยู่แต่เฉพาะทรัพย์สินเท่าน้ัน แต่ให้มีความหมายรวมไปถึงคากล่าวสดุดีต่อพระเจ้า
คาพดู ทดี่ ีกบั เพ่ือนมนษุ ย์ แม้แตร่ อยยมิ้ ก็ถอื เปน็ บรจิ าคทานเช่นเดียวกนั

ฮิกมะฮขฺ องการจ่ายซากาต
1. เป็นสิ่งทช่ี าระให้ผูจ้ ่ายซากาตหมดจดจากบาป
2. เป็นการฝกึ ให้มุสลิมมีจริยธรรมในการเสียสละและการเปน็ ผู้ให้ ตลอดจนเปน็ การรักษาหัวใจให้พ้น
จากการลมุ่ หลงดนุ ยา
3. เปน็ การแสดงออกถึงความสานึกในพระมหากรณุ าธิคุณของอลั ลอฮฺท่ีมีต่อบ่าว ยกระดับจติ วญิ ญาณ
ของผูจ้ ่ายซากาตใหส้ งู ส่ง
4. เป็นการลดชอ่ งว่างคนจนกับคนรวย และนามาซ่ึงความรักความผูกพนั ธ์ระหวา่ งกนั อีกทัง้ เปน็ การ
ชาระใหท้ รพั ยส์ ินบรสิ ุทธิ์ มีความจาเริญและเพิ่มพนู
5. เป็นการทาให้มีการหมนุ เวียนในระบบเศรษฐกิจและเป็นการประกันสังคม

การประกอบพิธีฮัจย์

การประกอบพิธฮี จั ย์ : สงู สดุ ของการสักการะต่ออัลลอฮฺ
การประกอบพิธีฮัจย์ถือเป็นหลักศาสนบัญญัติข้อท่ี 5 ฮัจย์คือ การประกอบศาสนกิจอีกรูปแบบหนึ่ง
ของการเคารพสักการะ ณ นครมักกะห์ ประเทศซาอดุ ิอารเบยี
ฮัจย์ เป็นศาสนบัญญัติสาคัญหน่ึงในห้าประการท่ีอิสลามกาหนดให้มุสลิมต้องปฏิบัติคร้ังหน่ึงในชีวิต
หากมีความสามารถ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กาหนด ผู้ประกอบพิธีฮัจย์ที่เป็นชายต้องครองชุดอิฮะรอม
ด้วยการนุง่ หม่ ผา้ ขาวสองชน้ิ ทีไ่ ม่มกี ารเย็บต่อกนั โดยชิ้นล่างนงุ่ และชิน้ บนหม่ โดยเปิดไหล่ข้างขวา ส่วนสตรีแต่ง
กายโดยปกปิดทวั่ เรอื นรา่ งยกเว้นใบหน้าและฝุามอื
การประกอบพิธีฮัจย์ แม้จะมีศาสนสถานมาประกอบ อาทิ ทุ่งอะรอฟะฮ์ วิหารกะอ์บะฮ์ และอื่น ๆ
แต่จดุ มุ่งหมายมใิ ชเ่ พ่ือการเคารพศาสนสถานเหลา่ นนั้ หากแตม่ งุ่ สกู่ ารสกั การะตอ่ อลั ลอฮฺ แต่ผู้เดียว เหตุที่ต้อง
มีการเดินเวียนรอบวิหารกะอ์บะฮ์ มีการจูบหินดา มีการเดินระหว่างภูเขาเศาะฟาและมัรวะฮ์นั้น เพ่ือทาตาม
แบบอย่างที่นบีมูฮัมมัด และเป็นการปฏิบัติท่ีอยู่เหนือเหตุผลทางป๎ญญา เช่นเดียวกับการที่ปฏิบัติละหมาดห้า
เวลาในแตล่ ะวัน มุสลิมต่างนอบนอ้ มยอมปฏบิ ัตติ ามแบบอยา่ งด้วยความศรัทธามั่นตอ่ พระเจ้าผู้ทรงเมตตาและ
ทรงลงโทษแกผ่ ฝู้ ุาฝนื อยา่ งหนักหนว่ งและรนุ แรงยิง่
ในขณะที่การละหมาดและการถือศีลอดเป็นการเคารพสักการะซ่ึงต้องปฏิบัติด้วยกาย ซากาตเป็นการ
เคารพสักการะในแง่ของทรัพย์สิน แต่ฮัจย์เป็นการเคารพสักการะที่ประกอบกันระหว่างร่างกายกับทรัพย์สิน
เพราะในการเดินทางไปตอ้ งใชท้ รพั ย์สิน และต้องปฏิบัติศาสนกิจที่มีทั้งการเดิน วิ่ง และพักแรม เป็นเวลาอย่าง
นอ้ ยสามวัน ฮจั ยจ์ งึ ถือเปน็ สูงสุดของการเคารพสักการะต่ออลั ลอฮ

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 11

ฮิกมะฮขฺ องการประกอบพิธฮี ัจย์
1. ทุกข้ันตอนของการประกอบพิธีฮัจย์เป็นการแสดงออกถึงความเป็นบ่าวผู้นอบน้อมและให้เอกภาพ
ตอ่ อัลลอฮฺ
2. การประกอบพธิ กี รรมทางศาสนาในการทาฮัจย์ มีเปูาหมายให้ผู้ประกอบพิธฮี ัจย์ไดร้ าลึกถึงบั้นปลาย
ของชวี ติ ห่างไกลจากความเพลิดเพลนิ ในชีวิตท่สี ุขสบาย พรอ้ มเตรยี มสู่โลกอันนริ นั ดร์
3. ในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์เป็นการเปิดโลกทัศน์และความคิดกว้างไกล เป็นการฝึกความ
อดทนอดกลัน้ ตอ่ ความยากลาบากในการดาเนนิ ชีวิต
4. เป็นโอกาสสาคัญท่ีมุสลิมทั่วโลกจะได้มาพบปะ และมีปฎิสัมพันธ์ระหว่างกันโดยไม่มีการแบ่งแยก
ตลอดจนเป็นการร่วมชุมนุมของมนุษยชาติท่ีแสดงถึงความเป็นสากลของหลักคาสอนอิสลามท่ีมีความเป็น
ภราดรภาพ และความเสมอภาคอยา่ งเป็นรูปธรรม

12 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ใบความร้ทู ่ี 1

ความเป็นมาและความสาคัญของกฎหมายอิสลาม

ความเปน็ มาและพัฒนาการของกฎหมายอสิ ลาม
นักวชิ าการได้แบ่งช่วงเวลาทก่ี ฎหมายอสิ ลามมีการเปล่ียนผา่ นและพัฒนาการเปน็ 4 ชว่ งเวลา ดงั นี้
1.ช่วงเวลาแหง่ การเริม่ ต้น
ช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้น ครอบคลุมถึงสมัยของท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) โดย

เริม่ ต้นตั้งแต่มกี ารประกาศศาสนาอิสลาม (ค.ศ.610) และสิ้นสดุ ดว้ ยการเสียชีวติ ของท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลลัลลอ
ฮอู าลยั ฮิวะซัลลมั ) ( ฮ.ศ.11/ ค.ศ.636) ในชว่ งเวลาดังกล่าว สาสน์แห่งอิสลามมิได้จากัดอยู่เฉพาะด้านการช้ีนา
ทางจิตวิญญาณ จริยธรรม และการประกอบศาสนกิจเท่านั้น แต่ยังได้จัดระเบียบกิจกรรมของมนุษย์ในด้าน
ต่างๆที่เก่ียวข้องกับวิถีชีวิตในโลกน้ีอีกด้วย ด้วยเหตุน้ีศาสนาอิสลามจึงได้ยกเลิกขนบธรรมเนียมประเพณี
บางสว่ นของชาวอาหรบั ในดา้ นการครองเรือน การมีปฏสิ มั พันธร์ ะหว่างป๎กเจกบุคคลและความสัมพันธ์ระหว่าง
รัฐต่อรัฐ ที่มาของกฎหมายอิสลามแรกๆจากัดอยู่ใน 2 ประการ คือ อัลกุรอานและอัลสุนนะฮฺ ซึ่งเป็นรากฐาน
ของกฎหมายอิสลามในลกั ษณะหลักมลู ฐานและกฏเกณฑพ์ ืน้ ฐานดงั กล่าว

นักปราชญ์ทางศาสนา ได้วิเคราะห์หลักการท่ีมีรายละเอียดซ่ึงกลายเป็นประมวลหลักนิติธรรมอิสลาม
ในยุคต่อมา ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดในการจัดระเบียบทางด้านสังคม เศรษฐกิจ ระบอบรัฐศาสตร์ หลักการใน
การประกอบศาสนกิจและการมีปฏสิ ัมพนั ธ์ในรูปแบบของธุรกรรมต่างๆ

ช่วงเวลาแหง่ การเรม่ิ ต้น แบง่ เปน็ 2 ระยะคือ
ระยะเวลาประมาณ 13 ปี ณ นครมักกะห์ ชาวมุสลิมเป็นชาวส่วนน้อยที่มีความอ่อนแอ ถูกกดข่ี และ
มิได้มีส่วนร่วมในการปกครองมักกะห์ ซ่ึงชนช้ันปกครองเป็นพวกต้ังภาคี ด้วยเหตุนี้บรรดาอายะฮฺอัลกุรอานที่
เรียกว่าอายะฮฺมักกียะฮฺ และบรรดาอัลฮะดีษของนบีมูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) จึงกล่าวถึงการจัด
ระเบียบการปกครองและหลักการท่ีว่าด้วยธุรกรรมต่างๆไว้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เน้นอธิบายถึงหลักยึดม่ัน
หลักศรัทธาของศาสนาและเรียกร้องเชิญชวนสู่การให้เอกภาพต่อองค์อัลลอฮฺ การขัดเกลาจิตใจและวิพากษ์
ความเช่ือของพลเมืองมักกะห์ท่ียึดติดกับการต้ังภาคีและขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีบ่อเกิดจากอวิชชา ซ่ึง
เริ่มแรกบัญญตั ิไวเ้ ฉพาะเรอ่ื งการละหมาดเท่านัน้
ระยะเวลาประมาณ 10 ปี ณ นครมะดีนะห์ ซึ่งเร่ิมต้นภายหลังอพยพ( ‫ ) الهجرة‬ของนบีมูฮัมมัด
(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) และบรรดาซอฮาบะฮฺจากนครมักกะห์สู่นครมะดีนะห์ ชาวมุสลิมได้สถาปนารัฐ
อิสลามขึ้น ณ นครมะดีนะห์และเขตปริมณฑล ในสมัยน้ีได้วางกฎหมายอิสลามที่เป็นแม่บทในด้านต่างๆอย่าง
เปน็ กจิ ลกั ษณะและมคี วามครบถ้วนสมบูรณ์

2 .ชว่ งเวลาแห่งการวางหลกั มลู ฐานกฎหมายอิสลาม
ช่วงเวลาแห่งการวางหลกั มูลฐานกฎหมายอิสลาม เร่มิ ต้นต้ังแตก่ ารเสียชีวติ ของนบีมูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอ
ฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) จนถึงการสิ้นสุดอาณาจักรอูมาวียะห์( ฮ.ศ 132/ค.ศ.750) ด้านการเมืองครอบคลุมสมัย
บรรดาคอลีฟะหผ์ ู้ทรงธรรม(ฮ.ศ.11-41/ค.ศ.632-661)และสมัยอาณาจักรอัลอูมาวียะห์(ฮ.ศ.41-132/ค.ศ.661-
750) ส่วนดา้ นกฎหมายครอบคลุมสมัยบรรดาเศาะหาบะฮฺ ชนรนุ่ ตาบิอีนและตาบิอิตตาบิอีน ซ่ึงในช่วงเวลาน้ีมี
การพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ ความคิดและการเมืองท่ีส่งผลต่อพัฒนาการของกฎหมายอิสลาม และมีการ
วิเคราะห์อย่างทุ่มเททางสติป๎ญญา(อัลอิจติฮาด)เกิดขึ้นที่นาไปสู่การปรากฏหลักฐานในการชี้ขาด 2 ประการ
คอื อัลอิจมาอแ์ ละอัลกียาส ตลอดจนระบอบการปกครองแบบคลิ าฟะหฺกป็ รากฎชัดในฐานะระบอบการปกครอง
ทางรัฐศาสตร์อิสลามอกี ดว้ ย

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 13

3. ช่วงการสุกงอมและความสมบูรณ์
ช่วงการสุกงอมและความสมบูรณ์ เร่ิมต้นต้ังแต่การสถาปนาอาณาจักรอัลอับบาสียะฮฺ(ฮ.ศ.132/ค.ศ.
750)และส้ินสดุ ด้วยการอิจติฮาดในตอนปลายศตวรรษท่ี 4 แห่งฮิจเราะฮศฺ ักราช นับเป็นยุคทองของกฎหมาย มี
การรวบรวมและจดบนั ทกึ อลั ฮะดีษของนบีมูฮมั มัด(ศอ็ ลลัลลอฮอู าลยั ฮวิ ะซลั ลมั ) และกฎหมายอิสลามตลอดจน
มีการปรากฎบรรดาสานักกฎหมายอสิ ลามทเี่ รยี กว่า มัซฮับ ( หานาฟี,มาลีกี,ฮัมบาลแี ละชาฟอี ีย์ )
4.ชว่ งการถอื ตาม
ช่วงการถือตาม (‫ذ‬١ٍ‫ )اٌرم‬เริ่มต้ังแต่การปิดประตูอัลอิจติฮาด ในปลายศตวรรษที่ 4 แห่งฮิจเราะฮฺ
ศักราชและดาเนินเร่ือยมาจนถึงป๎จจุบัน ในช่วงนี้โลกอิสลามแยกออกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย กลุ่มชาติพันธ์มุสลิมที่
มิใช่ชาวอาหรับเข้ามามีอานาจผัดเปลี่ยนกัน จากความไม่เป็นเอกภาพของมุสลิมทาให้ดินแดนมุสลิมตกอยู่ใต้
อาณานิคมของตะวันตกและประกาศยกเลิกกฎหมายอิสลามบางส่วนแล้วนากฎหมายตะวันตกมาใช้แทน
ภายหลงั จากประเทศมุสลมิ ได้รบั เอกราชจากประเทศตะวนั ตก ได้มกี ารร้องเรียนให้หันมาให้ความสาคัญกับการ
ฟ้ืนฟูกฎหมายอิสลาม และนามาบังคบั ใชอ้ ีกครง้ั เป็นต้นมา

ความสาคัญของกฎหมายอสิ ลาม
กฎหมายอิสลามมีอัลกุรอานและอัลฮะดีษเป็นแม่บทที่สมบูรณ์ครบถ้วน และเป็นธรรมนูญในการ

ดาเนินชีวติ ของมุสลิม ท่ีกาหนดภารกิจของมนุษย์ต่ออัลลอฮฺ หน้าท่ีต่อตัวเองและหน้าท่ีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
โดยมเี ปาู หมายในการพิทักษค์ ุ้มครองส่ิงสาคัญ 5 ประการ คือ ศาสนา ชีวิต สติป๎ญญา สายโลหิตและทรัพย์สิน
ดังนัน้ กฎหมายอิสลามจึงมคี วามสาคัญดังนี้

- เป็นธรรมนูญแห่งชีวิตท่ีมุสลิมทุกคนต้องยึดปฏิบัติโดยเคร่งครัด และมีผลทาให้ป๎กเจกบุคคลมีความ
เป็นปกติสุข สังคมโดยรวมเกดิ ความสนั ติสขุ

- กฎหมายอิสลามได้กาหนดสิทธิและหน้าที่ส่วนบุคคลและส่วนรวมไว้อย่างมีดุลยภาพและครบถ้วน
ชัดเจน มคี วามเปน็ ธรรมและสมเหตสุ มผล ยดื ยุ่นและเหมาะสมกับทกุ ยุคทุกสมยั

- จัดระเบยี บสังคมทกุ ระดับตามครรลองที่ถกู ต้องและเปน็ ธรรมทง้ั ในด้านสงั คม เศรษฐกิจ การเมือง การ
ปกครองและม่งุ พกั รักษาผลประโยชน์ของทุกฝาุ ย

หลกั นิตธิ รรมอสิ ลามและกฎหมายอสิ ลาม

หลักนิติธรรมอิสลาม ( ‫ح‬١ِ‫ؼح الإعلا‬٠‫ )اٌشش‬หมายถึง ส่ิงท่ีอัลลอฮฺได้ทรงบัญญัติแก่มวลบ่าวของ
พระองค์จากบรรดาหลักการที่เกี่ยวกับการยึดมั่น (‫ذج‬١‫ ) اٌؼم‬จริยธรรม (‫ ) الأخلاق‬และการจัดระเบียบ
ทางดา้ นวจกี รรม กายกรรมและธรุ กรรมต่างๆของมนษุ ย์

กฎหมายอิสลาม (ِٝ‫ ) اٌفمٗ الإعلا‬หมายถึง ประมวลหลักการปฎิบัติต่างๆตามศาสนบัญญัติที่กี่ยว
กับการจัดระเบียบพฤติกรรม วจีกรรมและการทาธุรกรรมต่างๆของผู้ท่ีเข้าอยู่ในเกณฑ์บังคับของศาสนาโดยมี
ท่ีมาจากอัลกุรอาน อัลสุนนะฮตฺ ลอดจนบรรดาหลักฐานทางศาสนบญั ญตั อิ ่นื ๆ

ดงั นนั้ นัยของหลักนติ ธิ รรมอิสลามจงึ มีความครอบคลุมว่านยั ของกฎหมายอิสลาม เนื่องจากหลักนติ ิ
ธรรมอสิ ลามประมวลถงึ หลกั การยดึ ม่ันและหลกั จริยธรรม ตลอดจนประมวลกฎหมายอิสลามไว้ด้วย กฎหมาย
อสิ ลามเป็นส่วนหนง่ึ ของหลักนติ ิธรรมอสิ ลามโดยรวม

กฎหมายอิสลาม แบง่ ออกเป็น 2 สว่ นใหญ่ๆ คอื
1. หมวดการประกอบศาสนกิจ (‫ ) اٌؼثاداخ‬เป็นหมวดที่กล่าวถึงหลักการเฉพาะท่ีว่าด้วย

ความสัมพนั ธ์ของปก๎ เจกบคุ คลกับอลั ลอฮฺ เชน่ การละหมาด การจ่ายซากาต การถือศีลอดและการประกอบพิธี
ฮจั ย์ เป็นต้น

14 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

2. หมวดปฎิสัมพนั ธ์ (‫ ) اٌّؼاِلاخ‬หมายถงึ บรรดาหลกั การเฉพาะท่วี ่าดว้ ยความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง
มนษุ ย์ด้วยกนั เช่น การซ้ือขาย การทาธุรกรรมรูปแบบตา่ งๆ การตัดสนิ ข้อพิพาท เป็นต้น

สว่ นนักวิชาการสงั กัดมัซฮับชาฟีอีย์ ได้แบ่งหมวดของกฎหมายอสิ ลามออกเป็น 4 หมวด
1. หมวดการประกอบศาสนกิจ (‫) اٌؼثاداخ‬
2. หมวดปฎสิ มั พันธ์ (‫) اٌّؼاِلاخ‬
3. หมวดลกั ษณะอาญา ( ‫تاخ‬ٛ‫اٌؼم‬/ ‫اخ‬٠‫) اٌجٕا‬
4. หมวดการสมรส (‫إٌّاوذاخ‬/ ‫اض‬ٚ‫) اٌض‬

จากส่ิงท่ีกล่าวมาย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่า กฎหมายอิสลามมีความครอบคลุมถึงเร่ืองราวทางศาสนาและ
ทางโลก ในขณะท่ีหลักนิติธรรมอิสลามต้ังอยู่บนพ้ืนฐานของการจัดระเบียบที่ครอบคลุมกิจกรรมทุกนิติกรรม
ของมนุษย์

ทมี่ าของกฏหมายอสิ ลาม

เปน็ ทีย่ อมรับของบรรดานกั กฎหมายอสิ ลามวา่ แหลง่ หลักของกฎหมายอสิ ลามคอื อัลกุรอาน ทั้งยังเป็น
แก่นของศาสนาอสิ ลามอีกดว้ ย และบรรดานักกฎหมายอิสลามเห็นพ้องกันว่า แหล่งลาดับรองลงมา คือ ฮะดีษ
ซึ่งทาหน้าที่ขยายและอธิบายความหมายของอัลกุรอาน พร้อมท้ังกาหนดบทบัญญัติต่างๆท่ีอัลกุรอานมิได้
กาหนดไว้ นอกเหนือจากสองแหล่งดังกล่าวน้ี บรรดานักกฎหมายมีทัศนะท่ีแตกต่างกัน แต่ส่ วนใหญ่
จะยอมรับอิจมาอ์และกียาส เป็นที่มาของกฎหมายอิสลามอีกด้วยนอกเหนือจากที่กล่าวมาก็มีทัศนะท่ีแตกต่าง
กันไป

แตอ่ ย่างไรกต็ ามแหล่งทีม่ าของกฎหมายอสิ ลามนน้ั มีมากกวา่ นี้ แตล่ ะแหล่งนกั กฎหมายอิสลามมีทัศนะ
ท่แี ตกตา่ งกันไป และในท่นี ้ีขอกล่าวถึงเฉพาะแหล่งท่นี กั วชิ าการมีมตเิ อกฉันท์เทา่ นน้ั คือ

อัลกรุ อาน ( ‫) القرآن‬
อัลกุรอานมาจากรากศัพท์ ‫ قراءة‬-‫ قرأ‬หมายถึง การอ่าน หรือการรวบรวม เพราะการอ่านนั้น
เกิดจากการรวบรวมอักษรหลายๆตัว อลั กุรอานเปน็ ทร่ี วมของความรู้แขนงต่างๆไว้ในเล่มเดียวกัน ดังปรากฏไว้
ในอลั กรุ อานว่า

89 : ‫النحل‬ ‫وأنزلنا علٌك الكتاب تبٌا نا لكل شًء‬

ความว่า และเราไดป้ ระทานคัมภรี ์(อัลกรุ อาน) แก่เจา้ เพอื่ เปน็ การชแี้ จงทุกๆส่ิง

สาหรบั ความหมายของอัลกรุ อานในทางวิชาการคือ คาตรัสของอัลลอฮฺที่พระองค์ทรงประทานแก่นบีมู
ฮัมมัด(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) ซ่ึงได้รับการรายงานจากผู้รายงานมากมาย(มูตาวาติรฺ) และการอ่านอัลกุ
รอานนน้ั เป็นอีบาดะฮอฺ ย่างหนง่ึ

จากคานิยามขา้ งตน้ มสี ง่ิ ที่นา่ พิจารณาเพิ่มเติม คือ
1. ส่ิงท่ีอัลลอฮฺดลใจแก่ท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) โดยมิใช่พระดารัสของพระองค์
และท่านนบีอธิบายสิ่งน้ันด้วยสานวนของท่านเองไม่ถือว่ามีฐานะเหมือนอัลกุรอาน จึงใช้ในการละหมาดไม่ได้
และการอ่านน้นั ไมถ่ ือวา่ เปน็ อบี าดะฮฺ
2. คาอธิบายอัลกุรอานด้วยภาษาอาหรับถึงแม้จะมีความหมายเหมือนกับเจตนารมณ์ของอัลกุรานจริงก็
ตาม ไม่ถือว่าเป็นอัลกุรอาน และคาแปลอัลกุรอานท่ีเป็นภาษาอื่น แม้คาแปลนั้นจะถูกต้องแค่ไหนก็ตาม ไม่ถือ
วา่ เปน็ อลั กุรอานเชน่ กัน

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 15

3. อัลกุรอานบางส่วนท่ีได้รับการรายงานโดยรายบุคคลซ่ึงไม่มีลักษณะเป็นมูตาวาติรฺ ไม่ถือว่าเป็นอัลกุ
รอาน

] ‫فصٌا م ثلثة أٌام [ متتابعات‬

ความว่า ดงั น้ันจึงตามดว้ ยการถือศีลอดสามวนั ( ตดิ ต่อกนั )

คาวา่ ] ‫ [ ِرراتؼاخ‬ซึง่ หมายความวา่ ติดตอ่ กัน เป็นการรายงานของอบิ นมู ัสอูดเท่านนั้ ไม่ถือวา่
เปน็ อลั กรุ อาน แต่การใชเ้ ป็นหลกั ฐานในการกาหนดบทบัญญัตนิ ัน้ นักวชิ าการอูศุลลูลฟกิ ฮ์มคี วามเห็นทีต่ ่างกัน

สุนนะฮฺ ( ‫) السنة‬
อลั สุนนะฮฺ มคี วามหมายทางภาษาศาสตรว์ า่ แนวทาง ( ‫ )الطرٌقة‬หรือ วิถที าง ( ‫ ) السٌرة‬ตาม
หลักวชิ าการมีความหมายว่า ส่ิงทมี่ าจากทา่ นนบี (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) ไม่ว่าจะเปน็ คาพูด การกระทา
หรอื การยอมรับ ดังน้นั เราสามารถแบ่งประเภทของสุนนะฮฺได้สามประเภท
สนุ นะฮฺทีเ่ ป็นคาพดู ซง่ึ มีมากมายที่ทา่ นนบี (ศ็อลลัลลอฮูอาลยั ฮวิ ะซลั ลมั ) ได้พดู ชี้แจงบทบญั ญตั ติ ่างๆ
ของอสิ ลามในโอกาสต่างๆ เช่น

‫ه ُو الطهو ُر ماإهُ الحلُ مٌتت ُه‬

‫رواه أبوداود والترمزي والنساءي وابن ماجه‬

ความว่า นา้ ของมัน( ทะเล ) นั้นสะอาด และซาก( สตั ว์ท่ีตายเองนน้ั ) ของมันก็หะลาล (กนิ ได้ )

สนุ นะฮทฺ ่ีเปน็ การกระทา คือการกระทาทุกอย่างของท่านนบี (ศ็อลลลั ลอฮูอาลัยฮวิ ะซัลลัม) ไมว่ ่าจะ
เป็นการละหมาด การประกอบพธิ ฮี ัจย์ การอาบน้าละหมาด เปน็ ตน้ ตวั อยา่ งเช่น

‫عن عائٌشة رضً الله عنهما قالت كان رسول الله صلى الله علٌه وسلم ٌحب التٌامن‬
‫فً تنعله وترجله وطهوره وفً شؤ نه كله متفق علٌه‬

ความวา่ รายงานโดยท่านอาอชี ะฮวฺ า่ ทา่ นรอซูลลุลลอฮ (ศอ็ ลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซลั ลัม) ชอบเร่มิ ต้น
กจิ กรรมดว้ ยด้านขวาเสมอในการสวมรองเท้า หวผี ม ทาความสะอาด และกจิ กรรมทกุ อย่างของทา่ น

3.สุนนะฮฺท่ีเป็นการยอมรับของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) คือ การกระทาอย่างใดอย่าง
หนงึ่ ตอ่ หนา้ หรือลับหลังโดยทที่ า่ นทราบและไม่ไดป้ ฏเิ สธหรือห้าม ถอื วา่ สิง่ น้ันทาไดแ้ ละเปน็ สุนนะฮฺอันเป็นที่มา
ของหุก่มด้วย ทั้งนี้เพราะหากการกระทาดังกล่าวผิดกับหลักการของอิสลามแล้วท่านจะไม่นิ่งเฉย แต่จะรีบ
ปฏิเสธและห้ามทันที ดังเช่น กรณีท่ีมีท่านศอฮาบะฮฺสามท่านได้ต้ังใจจะทาการละหมาดตลอดคืนตลอดชีวิต
อีกท่านหน่ึงตั้งใจจะถือศีลอดทุกวันตลอดชีวิต และอีกท่านหนึ่งไม่ยอมแต่งงานตลอดชีวิต เพ่ือได้อุทิศเวลาทุก
วนิ าทีในการทาอีบาดะฮฺเมื่อท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) ทราบความต้ังใจดังกล่าว พร้อมกับกล่าวว่า
ความจริงฉันเปน็ ผทู้ ่มี ีความกลัวและยาเกรงตอ่ อัลลอฮมฺ ากทส่ี ุดในบรรดาพวกเจ้า แต่ฉันถือศีลอดและงดการถือ
ศีลอด ฉันละหมาดและหลับนอน และฉันแต่งงาน ผู้ใดก็ตามท่ีไม่ชอบหนทางของฉัน เขามิใช่พวกของฉัน(
รายงานโดยบคู อรแี ละมสุ ลิม)

16 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

อิจมาอ์ ( ‫)الإجماع‬
อิจมาอใ์ นทางภาษามีสองความหมาย คือการต้ังใจอยา่ งแนวแน่ และความเหน็ ทเ่ี หมือนกนั หรือ
สอดคลอ้ งกนั
ความหมายของอจิ มาอ์คือ ความเห็นท่ีสอดคล้องกันของบรรดามุจตาฮดิ ของประชาชาตมิ ูฮัมมดั
(ศ็อลลัลลอฮอู าลยั ฮวิ ะซัลลมั ) ในช่วงเวลาใดเวลาหนึง่ และในเรอ่ื งใดเร่ืองหนึ่ง
กล่าวคือ หากมีป๎ญหาทางกฎหมายเกิดข้ึนภายหลังจากที่ท่านรอซูลลุลลอ(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิ
วะซัลลัม) ได้เสียชีวิตแล้ว และอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺไม่ได้กล่าวถึง บรรดามุจตาฮิดก็จะทาการวินิจฉัย เพ่ือหา
บทบัญญัติของป๎ญหานั้นๆ บางครั้งผลของการวิเคราะห์ วินิจฉัยท่ีตรงกันนี้เรียกว่า อิจมาอ์ หรือมติเอกฉันท์
เช่น มีการอิจมาอ์ว่า ผู้เป็นยายน้ันมีสิทธิรับมรดกได้ในเมื่อผู้ตายไม่มีมารดา หลานชาย(บุตรชายของบุตรชาย)
นั้นจะถกู ตดั สิทธโิ ดยลูกชาย จะเป็นพอ่ ของเขาหรือไม่ก็ตาม เปน็ ตน้
องคป์ ระกอบของอิจมาอ์ มี 4 ประการ

1. ต้องมีมุจตาฮิดหลายคน กล่าวคือในช่วงท่ีมีป๎ญหาทางฟิกฮฺเกิดขึ้นนั้นมุจตาฮิดที่ทาการวิเคราะห์
และวนิ ิจฉัยปญ๎ หาน้ันมีหลายคน เพราะหากมีมุจตาฮิดเพียงคนเดียวก็จะไม่มีการอิจมาอ์ เพราะอิจมาอ์นั้นเป็น
ผลจากความเห็นท่ตี รงกัน

2. บรรดามุจตาฮดิ มคี วามเห็นพ้องกันในการกาหนดบทบัญญัติที่เหมือนกันของป๎ญหาท่ีเกิดข้ึนโดยไม่
คานึงถึงประเทศและเช้อื ชาตขิ องมุจตาฮิดแตล่ ะคน นั้นจึงไม่เป็นการเพียงพอที่จะถือว่าเป็นอิจมาอ์ หากป๎ญหา
ของมุจตาฮดิ ของประเทศใดประเทศหน่งึ มีมตเิ หน็ พ้องกัน

3. มจุ ตาฮิดแต่ละคนต้องแสดงความคดิ เห็นอย่างชดั เจน โดยวาจา หรือการตัดสนิ คดหี รือการให้ฟต๎ วา
ในปญ๎ หาท่ีเกิดขนึ้

4. จะตอ้ งมคี วามมนั่ ใจในอจิ มาอข์ องบรรดามุจตาฮิด กล่าวคือ มีหลักฐานท่ีแสดงอย่างชัดแจ้งในความ
สอดคล้องทางความคิดของบรรดามุจตาฮิด ทั้งอย่างมีความอิสระในการแสดงความคิดเห็นอีกด้วย หากมีมุจ
ตาฮิดบางคนมีความเห็นที่ขัดแย้งกับความคิดเห็นของบรรดามุจตาฮิดส่วนใหญ่ ถือว่าไม่มีการอิจมาอ์เพราะ
ความถูกต้องนัน้ อาจอย่กู ับกลุ่มน้อยก็ได้

นอกจากนั้นหากมีมุจตาฮดิ ส่วนหน่ึงไดแ้ สดงความคิดเห็น แต่อีกส่วนหนึ่งมิได้แสดงความคิดเห็น ถือว่า
ไม่มีอจิ มาอ์เพราะการท่จี ะถอื วา่ ผู้ทีไ่ มแ่ สดงความคิดเห็นนนั้ เหน็ ดว้ ยกบั ความเห็นของผู้แสดงความคิดเห็นน้ันไม่
ชอบด้วยเหตุผล การที่เขามิได้แสดงความเห็นนั้นอาจเป็นเพราะเขายังมิได้วิเคราะห์ป๎ญหานั้นๆหรืออาจเป็น
เพราะเหตผุ ลอยา่ งอื่นก็ได้

อิจมาอ์กบั การเป็นแหล่งทมี่ าของหกู ม่
นักกฎหมายอิสลามมีความเห็นว่า อิจมาอ์หรือมติเอกฉันท์ของบรรดานักกฎหมายน้ัน สามารถนาเอา

มาเป็นกฎเกณฑ์ในการกาหนดบทบัญญัติแขนงต่างๆจากหลักฐานของอลั กุรอาน สุนนะฮฺและเหตุผลทางป๎ญญา
ท่สี นบั สนนุ ความเห็นนี้ คอื หลักฐานจากอลั กุรอาน เช่น

‫ومنُ ٌشاققُ الرسولُ منُ بعدُ ما تبٌن له الهدى وٌتبع غٌر سبٌل المإمنٌن نوله ونصله جهنم‬

144 :‫وساءت مصٌرا النساء‬

ความว่า ผู้ใดฝาุ ฝนื รอซลู ลลุ ลอฮฺ(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮวิ ะซลั ลมั )หลังจากท่ีเขาไดร้ บั ทางนาแล้ว และ
ปฏบิ ตั ิตามนอกจากแนวทางของบรรดามุมนิ แลว้ เรา (อลั ลอฮฺ) จะปล่อยเขา และเราจะให้เขาเขา้ ส่นู รกญา
ฮันนัม(เขาถูกเผาผลาญอยู่ในนนั้ ) และเปน็ สถานทพ่ี านักอันเลวร้าย

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 17

หลกั ฐานจากสุนนะฮฺ เชน่

‫لا تجمع أمتً على الخطؤ‬
ความว่า ประชาชาตขิ องฉนั จะไม่ลงมตใิ นทางทผี่ ดิ

หลกั ฐานทางปัญญา
กล่าวคือ การทบ่ี รรดามุจตาฮดิ มมี ตเิ ปน็ เอกฉนั ทใ์ นเร่ืองใดเรื่องหนึ่งนั้นเชื่อได้ว่ามติดังกล่าวจะต้องวาง

อยู่บนหลักฐาน ท้ังน้ีเพราะมุจตาฮิดทุกคนจะต้องทาการวิเคราะห์และวินิจฉัยภายในขอบเขตที่เขาไม่อาจออก
นอกลู่ นอกทางได้ หากเขามีการวิเคราะห์ป๎ญหาที่ไม่มีตัวบทการวิเคราะห์ของเขาก็จะอยู่ในลักษณะเป็นความ
พยายามที่จะเข้าใจหลักการท่ัวไป หรือจิตวิญญาณของกฎหมาย และการท่ีพวกเขามีมติอย่างเอกฉันท์ ท้ังๆที่
โอกาสจะเกดิ ความขัดแย้งกันนน้ั มมี าก ย่อมแสดงใหเ้ ห็นวา่ สัจธรรมนน้ั เป็นอันหนึง่ อันเดียวกัน แม้ว่าจะมาจาก
บคุ ลหลายๆคนกต็ าม

กยี าส
กียาสหมายถึง การผนวกส่ิงที่ไม่มีตัวบทกาหนดบทบัญญัติเข้ากับส่ิงท่ีมีตัวบทกาหนดบทบัญญัติ
เพราะทงั้ สองมีสาเหตุ( อิลละฮฺ ) ของการกาหนดบทบญั ญตั ิเหมือนกนั
หากเราพบสง่ิ ใดส่ิงหนึ่งมีการกาหนดบทบัญญัติไว้ โดยที่เราสามารถรู้สาเหตุของการบัญญัติส่ิงน้ันโดย
วิธีใดวิธีหน่ึง จากนั้นเราพบสาเหตุเดียวกันในอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่มีตัวบทกล่าวถึง เราก็สามารถท่ีจะรู้ว่าบทบัญญัติ
ดงั กลา่ วมผี ลบงั คบั ใช้กับสง่ิ หลงั อกี ด้วย โดยเหตผุ ลทีท่ งั้ สองมีสาเหตุทเี่ หมือนกัน ท้ังน้ีเพราะบทบัญญัติต่างๆนั้น
จะขึน้ อยู่กบั สาเหตขุ องมัน เชน่

สุราเปน็ สิง่ ห้ามด่ืมดว้ ยตัวบทอายะฮฺ

‫إنما الخمروالمٌسروالأنصاب والأزلام رجس من عمل الشٌطان فاجتنبوه لعلكم تفلحون‬

9 : ‫المائدة‬

ความว่า แท้จริงสรุ า การพนัน การบูชายนั ต์ การเส่ียงถ้วย เปน็ สงิ่ ชัว่ ช้า ซึ่งเป็นผลงานของชยั ฏอน
(มารรา้ ย ) ดงั น้นั พวกเจา้ จงห่างไกลมนั เถิดเพื่อพวกเจ้าจะไดป้ ระสบความสาเร็จ 5 : 90

การห้ามสุราเพราะมีสาเหตุ (อิลละฮฺ ) คือ ทาให้เกิดความมึนเมา ดังนั้นเคร่ืองด่ืมอย่างอื่นท่ีมีสาเหตุ
เดียวกัน กต็ ้องใชบ้ ทบญั ญตั เิ ดยี วกนั คอื หา้ มดมื่ เหมือนสุรา

ความสาคญั ของกียาส
ถึงแม้กียาสจะอยู่ในลาดับท่ีสี่ของแหล่งท่ีมาของฟิกฮ์ก็ตาม แต่ในทางปฏิบัตินั้นกียาสมีความสาคัญ

มากกวา่ อจิ มาอท์ ั้งนเี้ พราะป๎ญหาทไ่ี ดม้ กี ารอิจมาอน์ ้ันมอี ยู่ภายในของเขตที่จากัดมาก และไม่อาจเพ่ิมได้อีกหลัง
สมยั แรกของอิสลาม แตส่ าหรบั กียาสน้นั มุจตาฮิดทุกคนสามารถกระทาได้ถ้าหากเกิดป๎ญหาท่ีไม่มีตัวบทในอัลกุ
รอาน สุนนะฮฺหรืออิจมาอ์ระบไุ ว้โดยไมจ่ าเปน็ ต้องมีการประชมุ แตอ่ ย่างใด

เปน็ ที่ทราบว่าโดยทั่วกัน ตัวบทของฟิกฮ์น้ันมีอย่างจากัดไม่ว่าจะเป็นอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺ ในขณะที่
เหตุการณ์หรือป๎ญหาต่างๆ จะมีเพิ่มข้ึนเร่ือยๆโดยไม่มีท่ีสิ้นสุด จึงไม่อาจท่ีจะกาหนดบทบัญญัติของเหตุการณ์
และปญ๎ หาเหลา่ นไี้ ด้ นอกจากโดยวธิ ีวินจิ ฉัยด้วยการใช้ความคิด ดงั น้ัน กยี าสจงึ ถือวา่ เปน็ ตัวสาคญั ในด้านนี้

กียาสเป็นวธิ ีการอย่างหน่ึงท่เี ช่อื ถอื ได้ในอันทจี่ ะทราบบทบัญญตั ติ า่ งๆ ที่ไม่มีในตวั บทและเปน็ วิธีการที่
มกี ารนามาใชต้ ั้งแต่สมัยของท่านนบจี นถงึ ทุกวันนี้

18 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ใบงานท่ี 1

เร่ือง ความเป็นมาและความสาคัญของกฎหมายอสิ ลาม

1.อธิบายความสาคัญของกฎหมายอสิ ลาม มาพอสงั เขป
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2.อธบิ ายแหลง่ ท่ีมาของกฎหมายอิสลามพรอ้ มหลกั ฐาน มาพอสงั เขป

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ชอื่ .................................................สกุล.......................................................กลุ่ม...............................

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 19

ใบความรทู้ ่ี 2
วุฏอู ์ และการละหมาด

การละหมาด เป็นหลักศาสนบัญญัติข้อท่ี 2 ซ่ึงหมายถึงการสารวมกาย วาจา และใจ ในช่วงเวลาท่ี
กาหนดวันละห้าครั้ง เวลาละหมาดเป็นโอกาสสาคัญท่ีมุสลิมได้เข้าเฝูาพระองค์ เพ่ือยืนยันความศรัทธาและคา
สัตย์ปฏิญาณ โดยการปฏิบัติตนตามรูปแบบและวิธีท่ีได้รับการถ่ายทอดมาจากนบีมูฮัมมัด คือเริ่มต้นด้วยการ
ยืนผินหน้าไปยังทิศกิบลตั (กะบะฮ์ทเ่ี มืองมกั กะห์) ยกสองมือขึน้ ระดับไหล่แสดงถึงการยอมจานนพร้อมกับกล่าว
ตักบีร อัลลอฮุอักบัร (อัลลอฮฺผู้ทรงย่ิงใหญ่) ในกระบวนการละหมาดมีการอ่านอัลกุรอาน การกล่าวสดุดี ยก
ย่องและสรรเสริญ ตลอดจนการขอพรต่อพระองค์ ในอิริยาบทต่าง ๆ ท่ีต้องปฏิบัติ เช่น ยืนตรง โค้งคานับ ก้ม
กราบ(สุํูด) และปิดท้ายด้วยการกล่าวสลาม อัสสะลามุอะลัยกุมวะเราะฮ์มะตุลลอฮ์ (ขอความสันติและความ
เมตตาแห่งอัลลอฮ์ประสบแดพ่ วกทา่ น)

มุสลิมต้องปฏิบัติละหมาดวันหนึ่งกับคืนหน่ึง 5 เวลา โดยเริ่มตั้งแต่ตื่นนอนในยามรุ่งอรุณก่อนพระ
อาทิตย์ข้ึนเรียกว่า ละหมาดซุบฮิ เพ่ือการเร่ิมต้นชีวิตในแต่ละวันด้วยสักการะต่ออัลลอฮฺ จากน้ันเมื่อถึงเวลา
บ่าย มุสลิมเข้าสู่การละหมาดที่ เรียกว่า ละหมาดซุฮ์ริ เสร็จการละหมาดสามารถไปประกอบอาชีพตามปกติ
และกลับสกู่ ารละหมาดอกี คร้งั ในอีกสามส่ชี ่ัวโมงต่อมาเรียกว่า ละหมาดอัศริ หลังจากน้ันเม่ือดวงอาทิตย์ตกดิน
ถึงเวลาละหมาดอีกคร้ังเรียกว่า ละหมาดมัฆริบ อีกช่ัวโมงกว่าๆ จะเข้าเวลาละหมาดเรียกว่า ละหมาดอี
ชาอ์ ” เพื่อเตือนมุสลิมมิให้ลืมภาระหน้าที่ต่อพระองค์ในตอนกลางวันและยามค่าคืนตั้งแต่ตื่นนอนกระทั่ง
เขา้ นอน อัลลอฮฺทรงกาหนดใหม้ ุสลมิ ต้องปรากฏตัวต่อหนา้ พระองค์ 5 ครั้งเพ่อื ยนื ยนั ความศรัทธาและก้มกราบ
ต่อพระองค์

การละหมาดแตล่ ะคร้ังใชเ้ วลาเพยี งไม่ก่ีนาที ซงึ่ ไม่กระทบตอ่ ภารกิจการดาเนินชีวติ หรอื การประกอบ
อาชีพ แต่จะส่งผลดตี ่อสขุ ภาวะทั้งกายและใจ ทาให้มีสติ ไมห่ ลงใหลในวตั ถนุ ยิ ม ทัง้ เป็นการเตือนใจ ใหร้ ู้จัก
ประมาณตนในการดารงอยู่บนทางสายกลางอย่างมีความพอดแี ละพอเพยี ง ในอิสลามจึงถอื ว่าละหมาดคือเสา
หลักของศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละหมาดร่วมกนั ในมัสยดิ ยังสามารถสรา้ งประโยชนด์ ้านสังคมและอ่ืนๆ
อีกมากมาย

ฮกิ มะฮฺของการละหมาด คอื

-เปน็ การชาระและขดั เกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์

-การละหมาดทาใหบ้ ่าวผู้ภักดีมีความพร้อมสาหรับการเขา้ เฝูาอลั ลอฮฺในโลกดุนยาและได้ใกลช้ ิดกับ
พระองค์ในโลกอาคีเราะฮฺ

-การรักษาละหมาดอย่างเคร่งครัดและปฎบิ ัติอย่างครบถ้วนสมบรู ณ์จะเป็นสง่ิ ทห่ี กั หา้ มจากการกระทา
ส่งิ ทีน่ า่ รงั เกียจและสง่ิ ทผ่ี ดิ ต่อหลกั ศลี ธรรมอันดงี าม

-การละหมาดคือเสาหลักของศาสนา และเป็นสงิ่ ที่แบง่ แยกระหว่างผู้ศรัทธากับผปู้ ฎิเสธ

-การละหมาดครบ 5 เวลาเป็นสิ่งทีช่ าระให้ผ้ปู ฎบิ ตั ลิ ะหมาดสะอาดบรสิ ุทธิจ์ ากบาปเล็กทั้งหลาย ตราบ
ใดทีผ่ ูป้ ฎบิ ัติละหมาดน้ันมิได้กระทาบาปใหญ่

20 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ใบงานท่ี 2

เร่อื ง วูฎูอ์ และการละหมาด

1.อธิบายความหมายและความสาคญั ( ฮกิ มะฮฺ) ท่ปี ระทานการละหมาด

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2.อภปิ รายผลกระทบของการละทิ้งการละหมาด

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ช่ือ.................................................สกุล.......................................................กลุม่ ...............................

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 21

ใบความรทู้ ่ี 3

การประกอบพิธฮี ัจย์

การประกอบพธิ ีฮจั ย์ : สงู สดุ ของการสักการะตอ่ อัลลอฮฺ

การประกอบพิธีฮัจย์ถือเป็นหลักศาสนบัญญัติข้อที่ 5 ฮัจย์คือ การประกอบศาสนกิจอีกรูปแบบหน่ึง
ของการเคารพสักการะ ณ นครมกั กะห์ ประเทศซาอุดอิ ารเบีย

“ ฮัจย์ เป็นศาสนบัญญัติสาคัญหนึ่งในห้าประการท่ีอิสลามกาหนดให้มุสลิมต้องปฏิบัติครั้งหนึ่งใน
ชีวิตหากมีความสามารถ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กาหนด ผู้ประกอบพิธีฮัจย์ท่ีเป็นชายต้องครองชุดอิฮะ
รอมด้วยการนงุ่ หม่ ผ้าขาวสองช้นิ ท่ไี มม่ ีการเย็บต่อกนั โดยชิ้นล่างน่งุ และชิ้นบนห่มโดยเปดิ ไหล่ข้างขวา ส่วนสตรี
แต่งกายโดยปกปดิ ทว่ั เรอื นร่างยกเว้นใบหนา้ และฝุามอื

การประกอบพิธีฮัจย์ แม้จะมีศาสนสถานมาประกอบ อาทิ ทุ่งอะรอฟะฮ์ วิหารกะอ์บะฮ์ และอื่น ๆ
แต่จุดมงุ่ หมายมิใชเ่ พ่อื การเคารพศาสนสถานเหลา่ นัน้ หากแตม่ ่งุ สกู่ ารสกั การะต่ออลั ลอฮฺ แต่ผ้เู ดียว เหตุที่ต้อง
มีการเดินเวียนรอบวิหารกะอ์บะฮ์ มีการจูบหินดา มีการเดินระหว่างภูเขาเศาะฟาและมัรวะฮ์นั้น เพื่อทาตาม
แบบอย่างท่ีนบีมูฮัมมัด และเป็นการปฏิบัติที่อยู่เหนือเหตุผลทางป๎ญญา เช่นเดียวกับการที่ปฏิบัติละหมาดห้า
เวลาในแตล่ ะวนั มุสลิมต่างนอบนอ้ มยอมปฏบิ ัตติ ามแบบอย่างดว้ ยความศรทั ธามั่นต่อ พระเจ้าผู้ทรงเมตตาและ
ทรงลงโทษแก่ผู้ฝุาฝืนอย่างหนกั หน่วงและรุนแรงย่งิ

ในขณะที่การละหมาดและการถือศีลอดเป็นการเคารพสักการะซ่ึงต้องปฏิบัติด้วยกาย ซากาตเป็นการ
เคารพสักการะในแง่ของทรัพย์สิน แต่ฮัจย์เป็นการเคารพสักการะที่ประกอบกันระหว่างร่างกายกับทรัพย์สิน
เพราะในการเดินทางไปต้องใช้ทรัพย์สิน และต้องปฏิบัติศาสนกิจท่ีมีท้ังการเดิน วิ่ง และพักแรม เป็นเวลาอย่าง
นอ้ ยสามวัน ฮจั ยจ์ งึ ถือเปน็ สูงสุดของการเคารพสกั การะต่ออลั ลอฮฺ

ฮิกมะฮฺของการประกอบพธิ ฮี ัจย์
-ทุกขั้นตอนของการประกอบพิธีฮัจย์เป็นการแสดงออกถึงความเป็นบ่าวผู้นอบน้อมและให้เอกภาพ

ต่ออัลลอฮฺ
-การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในการทาฮัจย์ มีเปูาหมายให้ผู้ประกอบพิธีฮัจย์ได้ราลึกถึงบ้ันปลาย

ของชวี ติ หา่ งไกลจากความเพลิดเพลินในชีวิตท่ีสุขสบาย พรอ้ มเตรยี มสโู่ ลกอันนริ นั ดร์
-ในการเดินทางไปประกอบพิธีฮจั ยเ์ ป็นการเปิดโลกทัศนแ์ ละความคิดกว้างไกล เป็นการฝึกความอดทน

อดกลัน้ ตอ่ ความยากลาบากในการดาเนินชวี ติ
-เป็นโอกาสสาคัญที่มุสลิมทั่วโลกจะได้มาพบปะ และมีปฎิสัมพันธ์ระหว่างกันโดยไม่มีการแบ่งแยก

ตลอดจนเป็นการร่วมชุมนุมของมนุษยชาติที่แสดงถึงความเป็นสากลของหลักคาสอนอิสลามท่ีมีความเป็น
ภราดรภาพ และความเสมอภาคอยา่ งเป็นรูปธรรม

22 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ใบงานที่ 3

เรอื่ ง การประกอบพิธีฮจั ย์

1.อธิบายความหมาย ของฮจั ย์มาพอเข้าใจ

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2.อธิบายความสาคญั ( ฮิกมะฮฺ) ของการประทานฮัจย์

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ชือ่ .................................................สกุล.......................................................กล่มุ ...............................

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 23

บทท่ี 2
มอู ามาลาต ( ‫)ُمعاملات‬

โดยสัญชาติญาณของมนุษย์ชอบอยู่เป็นหมู่คณะและมีสัมพันธมิตรต่อกัน ช่วยเหลือเก้ือกูลกัน แบ่ง
หนักเบาสู้ จนสามารถรวมตวั และจัดตั้งกลุ่มกิจกรรมต่างๆในชุมชนจนเป็นชุมชน สังคมที่เข้มแข็ง ซึ่งในอิสลาม
ไดพ้ ดู ถงึ กฎหมายทเ่ี กี่ยวข้องขา้ งต้น วา่ มอู ามาลาต

มูอามาลาต ( ‫ ) هعاهلات‬หมายถึง บรรดาหลักการเฉพาะที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
ด้วยกนั ดังทีจ่ ะกลา่ วในบทต่อไปน้ี

1. การมอบฉันทะ( ‫)الوكالة‬

ความหมาย
การมอบฉันทะ เรียกในภาษาอาหรับว่า อัล-วะกาละฮฺ (‫ َوا ٌَ ُح‬َٛ ٌْ َ‫ )ا‬ตามหลักภาษา หมายถึง การไว้ธุระ
ดว้ ยความวางใจหรือการยินยอมให้ทาแทนโดยมหี ลักฐาน
ส่วนความหมายตามคานิยามของนักนิติศาสตร์ คือการท่ีบุคคลหนึ่งมอบอานาจส่ิงที่ตนเองมีสิทธิ
กระทาจากส่ิงที่สามารถทาแทนกันได้ให้ผู้อ่ืนกระทาแทนในขณะที่ตนยังมีชีวิต โดยมีถ้อยคามอบอานาจ การ
มอบฉันทะหรือการมอบอานาจถือเปน็ บัญญตั ศิ าสนาทม่ี ีระบุเอาไว้ในอลั กรุ อาน อลั -หะดษี และอจิ มาอ์
อลั กุรอาน ไดแ้ กพ่ ระดารัสที่ว่า :

‫َا‬ٍِْٙ٘ َ‫ َد َى ًّا ِِ ُْٓ أ‬َٚ ُِٗ ٍِْ٘ َ‫ ُْا َد َى ًّا ِِ ُْٓ أ‬ٛ‫ َّا فَا ْت َؼص‬ِٙ ِٕ ١ْ ‫اِ ُْْ ِخ ْفر ُْ ِشمَا َقُ َت‬َٚ

ความว่า “และถ้าหากพวกท่านเกรงว่าจะเกิดความระหองระแหงระหว่างบุคคลทั้งสอง (สามีและ
ภรรยา) แล้ว ดังน้ันพวกท่านก็จงส่งผู้ชี้ขาดคนหน่ึงจากครอบครัวของฝุายชาย และผู้ช้ีขาดอีกคนหนึ่งจาก
ครอบครวั ของฝาุ ยหญิง” (สูเราะฮอฺ นั -นสิ าอฺ อายะฮฺที่ 35)

อลั -หะดีษ อาทิเชน่ หะดษี ท่ีรายงานจากท่านอุรวะฮฺ อัลบารุกยี ์ (ร.ฮ.) ว่า

‫ فَثؼ ُد‬، ُِٓ ١ْ َ‫دُ ٌَٗ َشاذ‬٠ْ ‫ُ ٌٗ َشاجًُ فا ْشرَ َش‬َٞ ‫َٕا ًسالأشرَش‬٠‫ عٍُ د‬ٚ ٗ١ٍ‫ الله ػ‬ٍٝ‫ ُي الله ص‬ْٛ ‫ َسع‬ُٟ ٌ‫َدفَ َُغ ا‬
، ٖ‫ فَز َو َشٌٗ َِا َوا َُْ ِِ ُْٓ أَ ِْ ِش‬، ٍُ‫ع‬ٚ ٗ١ٍ‫ الله ػ‬ٍٝ‫ُ ص‬ِّٟ ِ‫ إٌث‬ٌِٝ‫َٕا ِسا‬٠ْ ‫اٌ ِّذ‬َٚ ‫ُﺟﺌد تاٌشاج‬َٚ ، ‫َٕا ُس‬٠ْ ‫اد َذا٘ َّاتِ ِذ‬
ُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُ‫ِٕ َُه‬١ْ ِّ َ٠ ‫ َصفَمَ ُِح‬ٝ‫فما َُي ٌٗ تَا َس َنُ الله ٌَ َُه ف‬

ُُُُُُُُ

ความว่า “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม)ได้มอบเหรียญดีนารฺให้แก่ฉัน
เพื่อให้ฉันซื้อแพะให้แก่ท่าน แล้วฉันก็ซ้ือแพะมาให้แก่ท่านสองตัว และฉันได้ขายหนึ่งในสองตัวน้ันด้วยราคา
หน่ึงดีนารฺ ฉันได้นาแพะตัวนั้นและเหรียญดีนารฺมาให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) แล้วอุรวะฮฺก็เล่า
เร่อื งราวของเขาใหแ้ กท่ า่ นนบี (ศอ็ ลลลั ลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) และนบี (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) ก็กล่าวกับ
เขาว่า : ขออัลลอฮฺโปรดประทานความจาเริญให้แก่ท่านในการค้าขายของท่าน” (รายงานโดยบุคอรี -3443- /
และตริ มีซี -1258-)

ข้อกาหนดของการมอบฉันทะ

หลักเดิมของการมอบฉันทะ (อลั -วะกาละฮ)ฺ เปน็ ส่ิงท่ศี าสนาอนญุ าตให้กระทาได้ ในบางกรณีกเ็ ปน็ ส่ิง
ทสี่ ่งเสรมิ ใหก้ ระทา (สุนนะฮฺ) ถา้ หากเป็นการชว่ ยให้สามารถกระทาส่ิงท่สี ่งเสรมิ ให้กระทา และบางทอี าจเปน็
สงิ่ ที่ไม่ควรกระทา (มักรูฮฺ) ถ้าหากเปน็ การช่วยเหลอื ใหส้ ามารถกระทาส่งิ ทไี่ มค่ วรกระทา หรอื เปน็ สง่ิ ต้องหา้ ม
(หะรอม) หรือเป็นส่ิงทจี่ าเปน็ (วาญบิ ) ขึ้นอยู่กบั สง่ิ ที่มกี ารมอบฉันทะให้กระทาในสงิ่ น้ัน ๆ

24 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

องค์ประกอบของการมอบฉันทะ มี 4 ประการดงั ต่อไปน้ี
1. ผู้มอบฉันทะ (อัล-มวุ กั กิล) คือ ผทู้ ี่ขอความช่วยเหลือจากบุคคลอ่ืนเพื่อให้ทาการบางอย่างแทนตน
โดยมีเงื่อนไขในตัวผมู้ อบอานาจว่า เขามีความสามารถที่จะดาเนินการส่ิงที่เขามอบฉันทะได้อย่างบรรลุผลใช้ได้
โดยเขามีกรรมสิทธิ์หรือมีอานาจดาเนนิ การ กลา่ วคอื เขามีสิทธิตามศาสนบัญญัติที่จะทาการในส่ิงที่เขาอนุญาต
ให้บคุ คลอน่ื ไปทาการแทน และศาสนายอมรับว่าการดาเนินการของเขามีผลใช้ไดถ้ ูกต้องและมผี ลเกดิ ขึน้ ตามมา
ดังน้ันเจ้าของทรัพย์สินที่บรรลุศาสนภาวะและมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่ถูกอายัดทรัพย์ หรือ
ผปู้ กครองทรัพยส์ นิ ของผ้เู ยาว์ เช่น บิดา ปูุ และผู้ท่ีได้รับหน้าท่ีดูแลผู้เยาว์ตามการส่ังเสียย่อมมีสิทธิในการมอบ
ฉนั ทะใหบ้ ุคคลอ่ืนดาเนนิ การแทนตนได้
และฝุายชายทีบ่ รรลศุ าสนภาวะ มสี ตปิ ญ๎ ญา ย่อมมีสิทธิมอบฉันทะให้ผู้ชายคนหนึ่งสนองรับการนิกาห์
แทนตนได้ ตลอดจนผู้ปกครอง (วะลี) ท่ีมีคุณธรรมย่อมมีสิทธิมอบฉันทะให้บุคคลอื่นทาพิธีนิกาห์บุตรีของตน
หรอื สตรีทอี่ ยภู่ ายใตก้ ารปกครองของตนได้
อนงึ่ คนตาบอด ในกรณีของการซื้อขายหรือการกระทาอย่างอ่ืนที่จาเป็นต้องอาศัยการแลเห็นน้ันถือว่า
ใชไ้ ม่ได้ แตก่ ารทีค่ นตาบอดมอบฉันทะใหบ้ ุคคลอน่ื ไปดาเนินการแทนในเรื่องดังกลา่ วยอ่ มถือว่าใช้ได้
2. ผู้รับมอบฉันทะ (อัล-วะกีล) คือ ผู้ทาการแทนบุคคลอื่นโดยได้รับคายินยอมและได้รับมอบฉันทะ
ผู้รับมอบฉันทะมีเง่ือนไขเช่นเดียวกับผู้มอบฉันทะดังท่ีกล่าวมาแล้วในข้อที่ 1 แต่มีข้อยกเว้นในกรณีการมอบ
ฉันทะให้ผู้เยาว์ที่อยู่ในวัยท่ีไร้เดียงสา (มุมัยยิซ) ซ่ึงยังไม่บรรลุศาสนภาวะเพื่อให้ประกอบพิธีฮัจย์ที่ตกเป็นสุนัต
การมอบใหเ้ ชือดกุรบา่ นและการมอบให้แจกจ่ายซากาต ยอ่ มถือวา่ ใช้ได้
อนงึ่ มเี งื่อนไขเพม่ิ เตมิ ในตัวผูร้ บั มอบฉันทะว่าต้องถูกระบุตัวแน่นอน ดังนั้นถ้าหากผู้มอบฉันทะได้กล่าว
แก่คนสองคนว่า “ฉันมอบฉนั ทะให้คนหนงึ่ จากสองคนนีข้ ายบ้านของฉัน” การมอบฉันทะน้ีถือว่าใช้ไม่ได้ และมี
เงอื่ นไขอกี วา่ ผู้รับมอบฉนั ทะจะต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรม (อาดิล) ถ้าหากเขาเป็นผู้ได้รับมอบฉันทะจากผู้พิพากษา
(กอฎี) หรือเปน็ ผไู้ ดร้ บั มอบฉนั ทะจากผู้ปกครองให้ขายทรัพย์สนิ ของผู้ที่อยู่ในปกครองของตน
3. ถอ้ ยคาท่ใี ช้ตกลงในการมอบฉันทะ คือ คาเสนอ (อีญาบ) และคาสนองรับ (กอบูล)
ในการใชถ้ อ้ ยคาตกลงในการมอบฉนั ทะมีเงื่อนไข 2 ประการ คอื
ต้องเป็นถ้อยคาจากฝาุ ยผู้มอบฉันทะท่ีบ่งบอกว่า เขายินยอมมอบฉันทะอย่างชัดเจนหรือมีนัยบ่งช้ีว่ามี
เจตนาในการมอบฉนั ทะ ท้ังน้ีอนุญาตให้ใช้วธิ ีเขยี นขอ้ ความหรอื จดหมายแทนคาพูดในการมอบฉนั ทะได้
สาหรบั ผรู้ ับมอบฉันทะ การแสดงออกวา่ ยอมรับการมอบฉันทะน้ันก็ถือว่าใช้ได้แล้ว โดยไม่มีเงื่อนไขว่า
ตอ้ งกลา่ วรบั การมอบฉนั ทะเป็นถ้อยคา ย่ิงไปกวา่ นน้ั การดาเนินการตามที่ได้รับมอบฉันทะ ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
ต้องไม่นาการมอบฉันทะไปผูกพันกับเงื่อนไขใด ๆ แต่หากผู้รับมอบฉันทะได้เข้าไปดาเนินการในกรณีนี้เมื่อ
เงื่อนไขที่ผูกพันเอาไว้เกิดขึ้นจริง การดาเนินการน้ันก็ถือว่าใช้ได้เพราะมีการยินยอมและอนุญาตให้เข้าไป
ดาเนินการแล้ว และการกาหนดระยะเวลาในการมอบฉันทะไว้ เช่น ผู้มอบฉันทะกล่าวว่า “ท่านเป็นผู้รับมอบ
ฉันทะจากฉันในการดาเนินการน้ัน ๆ มีกาหนดเวลาหนึ่งเดือน” ถือว่าใช้ได้ และจะส้ินสุดลงเม่ือส้ินสุดเวลาท่ี
กาหนดไว้ โดยผู้รับมอบฉนั ทะไมม่ ีสิทธดิ าเนนิ การใด ๆ อกี ภายหลังจากส้นิ สุดเวลาทีม่ อบฉันทะให้
4. เรอ่ื งที่มอบฉันทะให้ดาเนินการ หมายถึง เร่ืองอันเป็นธุระท่ีผู้ได้รับมอบฉันทะจะเข้าไปดาเนินการ
แทนผู้มอบฉนั ทะสาหรับเง่ือนไขในเรอ่ื งที่มอบฉนั ทะมีดงั น้ี
1. สิทธใิ นการดาเนนิ การเป็นของผ้มู อบฉันทะขณะทเ่ี ขามอบฉันทะให้ผู้อน่ื ทาการแทน
2. เร่ืองทีม่ อบฉันทะต้องเปน็ ท่รี ้กู ันแม้จะเพยี งบางแงม่ ุมกต็ าม
3. เร่ืองที่มอบฉันทะต้องเป็นเร่ืองที่สามารถดาเนินการแทนกันได้ เช่น การซ้ือขาย, การสมรส,
การหย่า, การหนุ้ สว่ น และการประนีประนอม เปน็ ตน้

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 25

ประเภทของการมอบฉนั ทะทีม่ ผี ลใช้ได้
การมอบฉันทะท่ีมีผลใชไ้ ด้ มีหลายประเภท อาทิเชน่

1. การมอบฉนั ทะให้ทาศาสนกิจ (อบิ าดะฮฺ) ประเภทที่มีเงื่อนไขวา่ รา่ งกายต้องมีความสามารถปฏบิ ตั ิ
ได้ แตม่ ใิ ช่เปน็ เงอ่ื นไขที่ทาให้ศาสนกิจนน้ั เป็นสง่ิ จาเปน็ (วาญบิ ) เชน่ ฮจั ญ์ และอุมเราะฮฺ ขณะทเ่ี ขาไม่มี
ความสามารถปฏบิ ตั ิด้วยตนเองได้

2. การมอบฉันทะให้ดาเนินการในส่วนท่ีจะทาให้การทาศาสนกิจ (อิบาดะฮฺ) ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน
สมบรู ณล์ ุลว่ ง อาทเิ ชน่ มอบฉันทะให้จ่ายซะกาตแกผ่ ู้มสี ทิ ธิไดร้ ับ การเชอื ดสัตวก์ ุรบา่ น เปน็ ตน้

3. การมอบฉันทะเพื่อทาให้โทษประหารชีวิตเป็นที่ปรากฏและการมอบอานาจให้เอาผิดตามโทษ
ประหาร

4. การมอบฉันทะใหเ้ ข้าครอบครองสง่ิ ที่ศาสนาอนุมัติ เช่น การล่าสัตว์และเก็บพ้ืน เป็นต้น
5. การมอบฉันทะในเร่ืองต่าง ๆ ทศ่ี าสนาอนุมตั แิ ละสามารถดาเนนิ การแทนการได้

ประเภทของการมอบฉันทะทใี่ ชไ้ ม่ได้
1. การมอบฉันทะทใ่ี ชไ้ ม่ได้มีหลายประเภท อาทิเชน่
2. การมอบฉนั ทะให้ทาศาสนกิจ (อบิ าดะฮฺ) ทีเ่ ก่ียวข้องกบั รา่ งกายเพียงอย่างเดยี ว เชน่ การละหมาด,
การถือศลี อด เปน็ ต้น
3. การมอบฉันทะเพื่อทาให้การลงโทษ (ฮัดด์) เป็นท่ีปรากฏ
4. การมอบฉนั ทะเพื่อใหเ้ ป็นพยานแทน
5. การมอบฉนั ทะใหบ้ นบาน (นะซรั ) และสาบานแทน
6. การมอบฉันทะในเรื่องอีลาอ์ (คือการท่ีสามีสาบานว่าจะไม่ร่วมประเวณีกับภรรยาของตนเลยหรือ
เป็นเวลาเกินกว่าส่ีเดือน) เรื่อง การลิอาน (คือการใช้ถ้อยคาที่ศาสนากาหนดไว้ เพ่ือเป็นหลักฐานสาหรับฝุาย
สามีท่จี าเป็นต้องกล่าวหาภรรยาของตนวา่ มชี ู้ และเพื่อปกปอู งศักดิ์ศรีของตน) และในเรื่องกอซามะฮฺ (คือการท่ี
พบวา่ มคี นหนง่ึ ถูกฆา่ ตายในหม่บู า้ นหรือตาบลหนึง่ แต่ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นฆาตกร ให้ญาติของผู้ตายจานวนห้าสิบคน
สาบานปรับปราคนหนึ่งว่าเป็นฆาตกร แล้วจัดการลงโทษหรือให้พวกท่ีถูกกล่าวหาสาบานว่าพวกเขาไม่ได้ฆ่า
และไม่รวู้ า่ ผู้ใดเป็นฆาตกร)
7. การมอบฉันทะใหร้ บั สมอ้าง (อกิ รฺ อร)
8. การมอบฉันทะใหไ้ ปฉกชงิ ทรัพย์ หรอื ลกั ขโมย หรือประกอบอาชญากรรม เป็นตน้

2. การออม

มุสลิมสามารถท่ีจะดารงชีวิตอยู่ในสังคมไทยโดยยังคงยึดมั่นในหลักการศาสนา มีสิทธิเสรีภาพในการ
นับถือและปฏิบัติหลักการศาสนาในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการประกอบศาสนกิจ ด้านการศึกษา ด้าน
กฎหมาย ด้านการแต่งกายตามบัญญัติอิสลาม ด้านการบริโภคอาหารฮาลาล และหน่ึงในน้ันคือด้านเศรษฐกิจ
การเงินจึงเป็นท่ีมาของการก่อต้ังสหกรณ์อิสลามเพ่ือเป็นช่องทางให้พ่ีน้องมุสลิมได้ใช้ธุรกรรมทางการเงินอย่าง
ถกู ต้องตามหลกั การศาสนา ปราศจากดอกเบี้ยและการขูดรดี คดโกง

ระบบการออมทรัพย์แบบสหกรณ์อิสลามเป็นอย่างไร มีหลักการอย่างไรบ้าง รายงานฉบับน้ีได้รับ
เกียรติจาก “อ.อาลี เสือสมิง” ครูใหญ่โรงเรยี นมัจลซิ ดุ ดนี ี สวนหลวง กรุงเทพฯ มาเปน็ ผ้ชู ี้แจงและให้คาตอบ

ระบบสหกรณอ์ ิสลาม
1. สหกรณ์อสิ ลามหมายถึงคณะบุคคลซึ่งร่วมกันดาเนินกิจการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือซึ่งกัน
และกนั ตามหลักการของศาสนาอิสลาม

26 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

หลักการดาเนินกจิ การของสหกรณ์อสิ ลาม
1. สหกรณ์อิสลามมีวัตถุประสงค์และเปูาหมายหลักในการให้ความช่วยเหลือสมาชิกของสหกรณ์เพื่อ
บรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น อัคคีภัย, ความเสียหายทางทรัพย์สินหรือกรณีเจ็บปุวย เป็นต้น ซึ่งการ
ช่วยเหลือดังกล่าวสอดคล้องกับหลกั คาสอนของอิสลามดังท่ีมีระบุในอัลกุรอาน ความว่า “และสูเจ้าทั้งหลายจง
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในส่ิงดีงามและความยาเกรง ” ซูเราะห์อัล-มาอิดะห์ อายะห์ที่ 2
2. สมาชกิ ของสหกรณ์อสิ ลามจะจา่ ยเงินเป็นงวดแกก่ องทุนของสหกรณซ์ ึ่งอาจจะมีอัตราที่แน่นอนหรือ
เปล่ียนแปลงก็ได้โดยสมาชิกของสหกรณ์จะมีคุณสมบัติเป็นทั้งผู้ให้ประกันและผู้เอาประกันในคราวเดียวกันซึ่ง
นั กวิช าก าร เรี ย ก การ เอา ป ร ะกัน ป ร ะเภ ท น้ี ว่าการ เอาป ร ะ กั น แบ บ แล กเป ล่ี ย น (อัตต ะมีน -อัตต ะบ าดุลี )
3. บรรดาสมาชิกของสหกรณ์สามารถต้ังคณะกรรมการกองทุนสหกรณ์จากกลุ่มสมาชิกเพื่อทาหน้าท่ี
ในการกาหนดอัตราของเงินช่วยเหลือทดแทนซ่ึงสมาชิกมีสิทธิได้รับในกรณีเกิดอุบัติภัยหรือความเสียหายโดย
อัตราของเงินชว่ ยเหลือน้ันจะต้งั อยู่บนหลักของความเทา่ เทยี มกนั
4. การทาข้อตกลงของสมาชิกกับสหกรณ์นั้นจะมีเน้ือหาหลักในการร่วมกันแบกรับผลกระทบหรือ
อุบัติภัยที่เกิดขึ้นกับผู้หนึ่งผู้ใดจากสมาชิกกล่าวคือ เป็นการกระจายความเส่ียงในหมู่สมาชิกโดยไม่มีการแสวง
หากาไรและผลประโยชน์ต่างตอบแทนแต่เป็นการทาข้อตกลงในเชิงของการร่วมรับผิดชอบซ่ึงกันและกัน
5. การจ่ายเงินเขา้ ร่วมกองทุนของสหกรณน์ ้นั เปน็ การจา่ ยเงนิ ในเชิงบริจาค (ตะบรั รุอ) และไม่มีข้อห้าม
แต่อย่างใดในการนาเงินของกองทุนสหกรณ์ไปลงทุนเพื่อการพัฒนากองทุนให้งอกงามในกิจการที่เป็นที่อนุมัติ
ตามหลกั การของศาสนา โดยใชห้ ลกั การรว่ มลงทุนแบบมุฎอรอบะห์
การธนาคารแบบอิสลามในรูปแบบสหกรณ์ในชุมชนเกิดข้ึนจากความจาเป็นและความต้องการในการ
แกป้ ๎ญหาของชุมชน การอนรุ กั ษว์ ิถชี วี ติ ของชมุ ชนตามหลักการศรัทธา และกาลังความสามารถในการระดมทุน
เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนของพี่น้องในชุมชนให้สามารถช่วยเหลือสมาชิกและครอบครัวของสมาชิกในการพัฒนา
ด้านการศึกษาของลูกหลานสมาชิก เจ้าหน้าท่ีของกองทุน ตลอดจนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การเพ่ิมรายได้
ของสมาชิกเพ่ือยกระดับคุณภาพชีวิตทางสังคม และสร้างระบบการช่วยเหลือตามหลักการอิสลามตามแบบ
ฉบับของท่านศาสดา (หลักตะกาฟุล/การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน) ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการกองทุนเพื่อการสร้าง
ครอบครวั ใหม่ของสมาชิก การเล้ียงดทู ารกแรกเกิด การเจ็บปุวย การชราภาพและการเสียชีวิตของสมาชิกและ
ครอบครวั ตลอดจนกองทุนเพ่อื การศึกษาบุตรของสมาชิกท่เี ข้ารว่ มกับกองทนุ

สาหรบั การดาเนินงานของสหกรณ์อิสลามในขณะนี้ มรี ายละเอียดดังน้ี
ด้านเงนิ ฝาก
1. รบั ฝากเงินคา่ หุ้นสมาชิกประจาเดอื น
2. รบั ฝากเงินออมทรัพย์ ประเภทวะดอี ะห์ (รักษาทรัพย)์
3. รับฝากเงนิ ออมทรัพย์ ประเภทมุฎอรอบะห์ (รว่ มลงทุนท่ัวไป หรือ เฉพาะโครงการ)
4. รบั ฝากเงนิ สะสมทรัพยเ์ พ่ือไปประกอบพิธฮี จั ญ์ (กองทุนฮัจญ/์ ตาบงฮัจญ)์
ดา้ นเงินบริจาคและสมทบเข้ากองทุน
1. กองทุนเพ่ือตะกาฟลุ (ช่วยเหลือสมาชกิ ) ในกรณีต่างๆ ตามทตี่ กลง
2. กองทนุ เพ่ือสร้างครอบครวั ใหม่ (การแต่งงานของสมาชิก)
3. กองทนุ เพื่อการศกึ ษาบุตร
4. กองทนุ เพ่ือการทากุรบ่านของสมาชิกร่วมกับชมุ ชน (ในวนั อีดอฎั ฮา)
5. กองทุนซากาตการคา้ ของสหกรณ์อสิ ลาม

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 27

ด้านสนิ เช่ือสาหรับความจาเป็นของสมาชิกโดยปลอดดอกเบี้ย
1. สนิ เช่ือเพ่ือซื้อสนิ ค้าแบบมุรอบะหะฮ์ (บวกกาไรทันทหี รือระยะสัน้ )
2. สนิ เชอื่ เพื่อซื้อสินคา้ แบบบัยอฺ บิษะมะนิล อาญีล (ผอ่ นชาระระยะยาว / ตามที่ตกลง)
3. กจิ การร่วมลงทุนกบั สมาชกิ , ระหว่างสหกรณ์ หรือ ระหว่างชมุ นมุ สหกรณ์
ดา้ นสวัสดิการใหก้ บั สมาชกิ และครอบครวั
1. สวสั ดิการช่วยเหลือใหส้ มาชกิ กูเ้ งนิ ไมม่ ีกาไร (กอ๊ รฎุน)ฺ
2. สวสั ดกิ ารเมื่อสมาชิกคลอดบตุ ร หรอื ได้บุตรใหม่
3. สวัสดิการเมื่อสมาชกิ ถึงวยั ชราภาพ
4. สวสั ดิการเมอื่ สมาชิกเจบ็ ไข้ และเข้ารับการรกั ษาในโรงพยาบาล
5. สวัสดการเมื่อสมาชกิ หรือครอบครวั เสยี ชวี ิต
6. สวสั ดกิ ารให้สมาชกิ ยมื เงนิ เพ่ือแต่งงาน
7. สวัสดิการทนุ สนับสนุนการศกึ ษาบุตรของสมาชกิ

3. วะศียะฮ์ ﴾‫ ﴿الوصية‬การสงั่ เสียหรอื การทาพินัยกรรม

อัล-วะศียะฮ์ คือ คาสั่งเพื่อให้ใช้จ่าย(ทรัพย์สิน)หลังจากเสียชีวิต หรือ การให้ทรัพย์สินเป็นกุศลทาน
หลงั จากการเสยี ชวี ิต

วิทยปัญญา(หกิ มะฮฺ)ในการบัญญตั ิการสัง่ เสีย
อัลลอฮุตะอาลาได้บัญญัติการเขียนพินัยกรรมผ่านคาพูดของท่านนบีมูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิ
วะซลั ลัม) เพ่อื เปน็ ความเมตตาและปราณีต่อปวงบ่าวของพระองค์ โดยการเปิดทางให้มุสลิมได้กาหนดส่วนหน่ึง
จากทรัพย์ของเขาก่อนเสียชีวิตไว้เป็นกุศลกรรมต่างๆที่จะยังประโยชน์แก่คนยากจนและผู้อยู่ในภาวะจาเป็น
ด้วยความดี และจะนามาซ่งึ ผลบญุ และการตอบแทนท่ดี ีให้แก่ผู้มอบพินัยกรรมในหว้ งเวลาที่เขาได้ถูกปิดกั้นจาก
การทาการงานทีด่ ีอน่ื ๆ(เพราะเขาได้ชีวติ แลว้ ) อลั ลอฮได้ตรัสไวว้ า่
ความวา่ “ การทาพินยั กรรมแกผ่ ้บู ังเกิดเกล้าทั้งสอง และบรรดาญาติท่ีใกล้ชิดโดยชอบธรรมน้ัน ได้ถูก
กาเนิดข้ึนแก่พวกเจ้าแล้ว เมื่อความตายได้มายังคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้า หากเขาได้ท้ิงทรัพย์สมบัติไว้ ท้ังน้ี
เปน็ หน้าท่ีแก่ผยู้ าเกรงท้งั หลาย” (อลั -บะเกาะเราะฮ:ฺ 180)

หกุ ่มของอลั -วะศียะฮ์
1. การวะศียะฮ์ถอื เป็นสิ่งที่สุนัตสาหรับผู้ที่มีทรัพย์สินมากมายและทายาทของเขาก็ไม่ใช่ผู้ท่ียากจนขัด
สน โดยการที่เขาทาการส่ังเสียสิ่งใดก็ได้จากทรัพย์สินของเขา ในจานวนที่ไม่เกินเศษหน่ึงส่วนสาม
(ของทรัพย์สินท่ีเขามีอยู่) มอบให้ไปในหนทางที่ดีงาม เพ่ือให้มีผลบุญมาถึงตัวเขาอย่างต่อเนื่องหลังจากที่เขา
เสียชีวิตไปแลว้
2. การวะศียะฮ์ถือเป็นวาญิบสาหรับผู้ที่ตัวเขามีภาระหนี้สินของอัลลอฮฺหรือของมนุษย์ติดผันอยู่
หรอื มสี งิ่ ทเ่ี ป็นอะมานะฮขฺ องผ้อู ่ืนๆเกบ็ อยูก่ บั เขา โดยการเขียนบันทึกและชี้แจงไว้ ท้ังน้ีก็เพ่ือไม่ให้สิทธิเหล่าน้ัน
สูญหายไป. และถือเป็นวาญิบเช่นกันสาหรับผู้ท่ีละท้ิงทรัพย์สินไว้มากมาย โดยจาเป็นที่เขาจะต้องทาการวะศี
ยะหใ์ หแ้ ก่ญาตๆิ ท่ไี ม่ใชท่ ายาท ในจานวนทไ่ี ม่เกินเศษหนึง่ ส่วนสามของกองมรดก
3. ส่วนการวะศียะฮ์ที่ต้องห้ามก็ดังเช่นการวะศียะฮ์ให้แก่ทายาทคนใดคนหน่ึงเท่านั้น เช่นลูกคนโต
หรือภรรยา ใหไ้ ดร้ บั ทรพั ยส์ ินเป็นการเฉพาะ โดยทีไ่ มไ่ ด้ใหแ้ กท่ ายาทคนอนื่ ด้วย

28 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

จานวนของมรดกท่ีอนญุ าตให้ส่งั เสีย
สุนตั ใหท้ าการวะศยี ะฮส์ าหรับผู้ทม่ี ที ายาท ในจานวนหนึ่งส่วนห้า หรือหน่ึงส่วนส่ี หากเขาท้ิงทรัพย์สิน
ทถ่ี ือวา่ มีจานวนมากตามธรรมเนยี มท่ีรกู้ นั ซึง่ การให้หน่ึงส่วนห้าถือว่าดีทีสุด และอนุญาตให้เขาทาการวะศียะฮ์
ในจานวนหน่ึงส่วนสามใหแ้ กผ่ ทู้ ไี่ มใ่ ชท่ ายาท
ถือว่าเป็นส่ิงมักโรฮสาหรับการวะศียะฮ์ของผู้ท่ีมีฐานะยากจนและทายาทของเขาก็ขัดสนเช่นกัน .และ
อนุญาตให้ทาการวะศียะฮ์ทรัพยท์ ั้งหมดสาหรบั ผู้ทไี่ ม่มีทายาท(ท่จี ะรับมรดก)เลย
ไมอ่ นญุ าตให้ทาการวะศียะฮ์แกบ่ ุคคลอื่น ๆ (ท่ไี มใ่ ชท่ ายาท) ในจานวนทเี่ กนิ กวา่ หน่งึ ส่วนสามสาหรับผู้
ท่มี ีทายาทและไมอ่ นุญาตใหท้ าการวะศยี ะฮ์แกท่ ายาท(ทม่ี สี ่วนแบง่ ในกองมรดกอยแู่ ลว้ )
หากคนๆ หนึ่งได้วะศียะฮ์ให้แก่แม่ของเขา พ่อของเขา หรือพี่น้องของเขา เป็นต้น ให้ไปทาหัจญ์ หรือ
ทาการเชือดกุรบาน โดยที่พวกเขาเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ ถือว่าเป็นที่อนุญาต เพราะส่ิงดังกล่าวถือเป็นสิ่งท่ีเป็น
การทาความดแี กพ่ วกเขา ด้วยการใหผ้ ลบญุ ซ่งึ ไม่ใชเ่ ปน็ การวะศยี ะฮท์ ี่มีเจตนาใหค้ รอบครองทรัพย์สิน

เงอ่ื นไขของผู้รับวะศยี ะฮ์ในการจัดการทรพั ย์สนิ
มีเงื่อนไขสาหรับผู้ท่ีจะรับวะศียะฮ์ไปใช้ว่าจะต้องเป็นมุสลิม มีสติป๎ญญา รู้ผิดชอบ (โตแล้ว)
มีความสามารถในการใชจ้ า่ ย(บริหารจัดการ)ไดด้ ใี นส่ิงท่ีถูกวะศียะฮ์ให้ไมว่ ่าจะเปน็ ชายหรือหญิง

บุคคลทีถ่ อื วา่ การวะศียะฮ์ของเขาใชไ้ ด้
การวะศียะฮ์ ถือว่าถูกต้องใช้ได้ ทั้งที่มาจากผู้บรรลุศาสนภาวะท่ีมีสติสมบูรณ์ เด็กท่ีมีสติป๎ญญา
สมบรู ณ์ และคนไมฉ่ ลาดในเรือ่ งทรัพยส์ นิ หรือคนอื่นๆที่มีลกั ษณะคล้ายกัน

ลักษณะของการวะศยี ะฮ์
การวะศียะฮ์ถือว่าถูกต้องและใช้ได้ โดยใช้คาพูดท่ีสามารถได้ยินได้ที่ออกมาจากปากของผู้ทาวะศียะฮ์
หรือดว้ ยการเขียนของเขา และถอื วา่ สนุ ัตให้มกี ารเขยี นบนั ทกึ วะศียะฮไ์ วแ้ ละใหม้ ีพยานรู้เห็นในการทาดังกล่าว
ทัง้ น้เี พ่ือใหพ้ น้ จากความขัดแย้ง(ในอนาคต).
รายงานจากท่านอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุมา ว่าแท้จริงท่าน รอซูลลูลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮูอาลัย
ฮิวะซัลลมั ) ไดก้ ล่าวว่า

.‫ متفق عليه‬.»ُٖ‫تَ ُح ِػ ْٕ َذ‬ٛ‫رـ ُٗ َِ ْىر‬١‫ ِص‬َٚ َٚ ‫ ُِٓ اُّل‬١ْ َ‫ٍَرـ‬١ْ ٌَ ‫ ُد‬١‫َ ِث‬٠ ،ِٗ ١ِ‫ ف‬ِٟ‫صـ‬ْٛ ٠ ُ‫ء‬ْٟ ‫« َِا َد ُك ا ِْ ِشةُ ِ ْغٍِـُ ٌَـ ُٗ َش‬

ความว่า "ไม่มีสิทธิของมุสลิมคนหน่ึงคนใดที่มีสิ่งท่ีเขาได้วะศียะฮ์มัน ผ่านค่าคืนมาสองคืน ยกเว้นวะศี
ยะฮ์ของเขานั้นจะต้องถูกเขียนเก็บไว้ท่ีเขา” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลข 2738 ซ่ึงคารายงานน้ีเป็นของ
ท่าน และบันทกึ โดยมุสลิม หมายเลข 1627)

อนุญาตให้มีการกลับคืนการวะศียะฮ์และยกเลิกมันได้ และสามารถเพ่ิมได้เช่นกัน แต่เม่ือเขาเสียชีวิต
ลงก็ถอื ว่ามนั ม่นั คงตามนัน้

ผู้ท่ีสามารถรับวะศยี ะฮ์ไดอ้ ย่างถกู ต้อง
การวะศียะฮ์ถือว่าถูกต้องใช้ได้ทั้งที่ให้แก่คนท่ีสามารถครอบครองทรัพย์สินได้ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือ
กาฟิร ท่ีได้เจาะจงไว้ด้วยการมอบทุกส่ิงท่ีมีประโยชน์ที่ศาสนาอนุญาต หรือให้แก่มัสยิด กองคลัง สถานศึกษา
และอืน่ ๆ

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 29

แนวทางการใหว้ ะศียะฮ์
1. การวะศียะฮ์จะเป็นในเร่ืองการบริหารจัดการในสิ่งท่ีรู้กัน หลังจากท่ีผู้ทาวะศียะห์เสียชีวิตแล้ว เช่น
ให้ช่วยทาการแตง่ ลกู สาวของเขา ชว่ ยดแู ลลูกเล็กๆของเขา หรือแจกจา่ ยทรพั ย์สินไปหนึ่งส่วนสาม ซึ่งถือเป็นสิ่ง
ท่ีสุนัต และเป็นกศุ ลกรรม ที่ได้ผลบญุ สาหรับผทู้ สี่ ามารถจะกระทาได้
2. การวะศียะฮอ์ าจจะด้วยการบรจิ าคทรพั ยส์ ิน เชน่ วะศียะฮ์ใหห้ นง่ึ ส่วนห้าของทรัพย์สินของตนแก่คน
ยากจน บรรดาผรู้ ู้ หรอื ผู้ทก่ี ารต่อสูใ้ นหนทางของอลั ลอฮฺ หรือเพ่ือก่อสรา้ งมัสญดิ ขดุ บอ่ น้าใชด้ มื่ กิน เป็นตน้ .
สุนัตให้วะศียะฮ์ให้แก่พ่อแม่ท่ีไม่สามารถรับมรดกได้ ญาตพ่ีน้องที่ยากจนที่ไม่มีสิทธิรับมรดก เพราะ
การใหแ้ กค่ นเหล่าน้นั จะได้ท้งั การบรจิ าคและการเชอื่ มสมั พนั ธเ์ ครือญาติ

หกุ ม่ การเปลย่ี นแปลงวะศียะฮ์
วาญบิ ทีก่ ารวะศยี ะฮต์ อ้ งเป็นไปในสง่ิ ทีด่ งี ามตามครรลองศาสนา เมื่อใดทผี่ ทู้ าวะศียะฮ์มีเจตนาจะทาให้
เกิดผลเสยี หายแกท่ ายาทถอื ว่ามันเปน็ ส่ิงที่หะรอมและเป็นบาป และถือว่าหะรอมสาหรับผู้รับวะศียะฮ์ และคน
อ่ืนๆท่ีจะทาการเปลี่ยนแปลงวะศียะฮท่ียุติธรรม และสุนัตสาหรับผู้ที่รู้ว่าในวะศียะฮ์น้ันมีความอธรรมหรือเป็น
บาปอยู่จะต้องให้การตักเตือนแก่ผู้ทาวะศียะฮ์เพ่ือให้เขาทาให้มันดีขึ้น ยุติธรรมขึ้น และห้ามปรามเขาจาก
อธรรม แต่หากเขาไม่ตอบรับ ก็ทาการเจรจาปรบั ปรงุ ระหว่างผรู้ ับวะศียะฮเ์ พือ่ ใหเ้ กดิ ความยุติธรรม ความพอใจ
กนั และทาใหค้ นตาย (ผู้วะศยี ะฮ์) พ้นภาระ (จากการทต่ี อ้ งรับบาป)
อลั ลอฮฺตะอาลาตรัส ความวา่
“ดังน้ันผู้ใดเปลี่ยนแปลงมันภายหลังจากได้ยินมัน (คาสั่งพินัยกรรมจากผู้ตายโดยไม่ทาไปตาม
พินัยกรรมนั้น) แน่นอนบาปของมันก็จะตกแก่บรรดาผู้ที่ทาการเปลี่ยนแปลงมัน แท้จริงอัลลอฮฺทรงได้ยิน
อีกทั้งทรงรอบรู้ยิ่ง แตผ่ ู้ใดท่กี ลัวว่าผทู้ าพินัยกรรมจักลาเอียงหรือทาบาป (ด้วยการฉ้อฉลในพินัยกรรมนั้น) แล้ว
เขาก็ประนีประนอมในระหว่างพวกทายาทเหล่าน้ันได้ แน่นอนย่อมไม่เป็นบาปแก่เขาแต่ประการใดๆ
แทจ้ ริงอลั ลอฮทรงอภยั ยงิ่ อกี ท้ังทรงเมตตาย่งิ ” [อัลบะเกาะเราะฮฺ:181-182]

หุก่มการวะศยี ะฮใ์ หแ้ ก่ฝา่ ยท่ีทาส่งิ ที่ขัดต่อหลักศาสนา
การวะศียะฮ์ถือว่าใช้ไม่ได้ และไม่เป็นที่อนุญาตในลักษณะท่ีเป็นการให้ในแนวทางที่เป็นบาปกรรม
เช่นการวะศียะฮ์เพ่ือให้สร้างโบถส์ สถานบันเทิงหรือการะละเล่น ซ่องโสเภณี สร้างสิ่งก่อสร้างบนสุสาน
ไม่ว่าผทู้ าการวะศยี ะฮ์จะเป็นมสุ ลมิ หรือกาฟริ กต็ าม

ช่วงเวลาที่มผี ลต่อการวะศยี ะฮ์
การจะถือว่าวะศียะฮ์ป็นผลถูกต้อง หรือไม่ถูกต้องขึ้นอยู่กับการตาย ถ้าหากเขาได้วะศียะฮ์แก่ทายาท
แต่ก่อนตายผู้นั้นได้กลายเป็นบุคคลที่ไม่ใช่ทายาท เช่น พ่ีน้องของผู้ตายท่ีถูกก้ันสิทธิ์จากกองมรดกโดยลูกชาย
ของผู้ตาย ถือว่าวะศียะฮ์น้ันเป็นผล และหากได้ทาการวะศียะฮ์แก่ผู้ที่ไม่ใช่ทายาท ก่อนตายคนๆน้ันได้
กลายเป็นทายาท เช่น การวะศยี ะฮ์ให้แกพ่ ีห่ รือน้องที่เป็นผู้ชายในขณะท่ีผู้วะศียะฮ์มีลูกชายอยู่ในขณะท่ีทาการ
วะศยี ะฮ์ แล้วต่อมาลกู ชายคนนัน้ เกิดเสียชวี ติ ถือว่าการวะศียะฮ์นั้นเปน็ โมฆะหากบรรดาทายาทไมย่ นิ ยอม
เมื่อบุคคลหนึ่งเสียชีวิตมรดกของเขาต้องนาไปชดใช้หนี้ของเขาเสียก่อน แล้วจึงนามาใช้ในส่วนท่ีเป็น
วะศียะฮ์ หลังจากนน้ั จงึ จะแบง่ ให้ทายาท

30 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

หกุ ม่ การดาเนนิ การวะศียะฮ์
อนุญาตท่ีผ้ถู ูกให้วะศยี ะฮ์จะเป็นบุคคลคนเดียวหรือมากกว่า หากผู้ถูกวะศียะฮ์มีหลายคนและได้มีการ
กาหนดส่วนของแต่ละคนไว้ถือว่าการวะศียะฮ์ใช้ได้ตามส่วนท่ีได้มีการเจาะจงไว้ และหากคนๆหน่ึงได้ทาการ
วะศียะฮแ์ กค่ นสองคนในสงิ่ เดียวเชน่ ใหด้ แู ลลูกๆของเขา หรอื ทรัพยส์ ินของเขา ถือว่าไม่อนุญาตให้คนใดคนหนึ่ง
ทาการใชอ้ านาจนน้ั เพยี งแตผ่ เู้ ดียว

เวลาการรับมอบวะศียะฮ์
ถือว่าถูกต้องและใช้ได้ไม่ว่าผู้ถูกวะศียะฮ์จะตอบรับการวะศียะฮ์ขณะที่ผู้ทาวะศียะฮ์ยังมีชีวิตอยู่ หรือ
หลงั จากท่เี ขาเสียชีวิต หากเขา(ผถู้ ูกวะศยี ะฮ)์ ปฏิเสธการรับวะศยี ะฮ์ก่อนท่ีผู้ทาจะเสียชีวิตหรือหลังจากเสียชีวิต
ถือวา่ สทิ ธขิ องเขา(ในการรับวะศยี ะฮ์)นั้นหมดไปเพราะการปฏเิ สธของเขา
หากผู้ทาวะศียะฮไ์ ด้ทาการวะศียะฮโ์ ดยกล่าวว่า “ฉันวะศียะฮ์ให้แก่คนๆ นั้นจานวนเท่าๆ กับส่วนแบ่ง
ของลูกชายของฉนั หรือทายาทคนใดก็ได้ ถอื ว่าผู้ถูกวะศียะฮ์จะได้เหมือนกับทายาทผู้นั้นตามแต่ส่วนของเขาใน
ข้อกาหนดเรื่องมรดก และหากเขาได้วะศียะฮ์โดยกาหนดเป็นส่วนหนึ่ง ถือว่าให้ทายาทมอบให้ตามท่ีพว กเขา
อยากจะให้
เมือ่ บุคคลหนง่ึ เสยี ชวี ติ ในสถานทท่ี ี่ไมม่ ศี าลหรอื ปกครอง และไม่มีผู้ท่ีถูกวะศียะฮ์ให้ เช่นสถานท่ีท่ีหลบ
ภัย ทะเลทราย อนุญาตให้บรรดามุสลมิ อยู่รอบข้างเขาครอบครองทรัพยส์ ินมรดกของเขาและใช้จ่ายมันในสิ่งมา
ซึง่ ผลประโยชน์

ตัวบทการวะศยี ะฮ์
สุนัตให้เขียนข้ึนต้นการวะศียะฮ์ด่ังที่ปรากฏในรายงานของท่านอนัส อิบนุมาลิก เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ
ว่า “แทจ้ รงิ แล้วบรรดาเศาะหาบะฮเฺ ขียนเริ่มต้นการวะศียะฮ์ของพวกเขาว่า “นี้คือส่ิงที่ฉันส่ังเสียให้คนน้ันคนน้ี
(กลา่ วช่ือ) ฉนั ขอวะศยี ะฮ์วา่ ใหเ้ ขาปฏิญานว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดท่ีควรแก่การอิบาดะฮ์นอกจากอัลลอฮองค์เดียว
ไม่มีภาคีสาหรับพระองค์ และแท้จริงมุฮาหมัดนั้นเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ วันส้ินโลกนั้นจะมาถึง
แน่นอนไม่มีขอ้ สงใสใดๆ และอัลลอฮจะทรงให้ผู้อยู่ในหลุมฝ๎งศพนั้นฟื้นข้ึนมาใหม่ แล้วเขาก็ทาการวะศียะฮ์ให้
ครอบครัวของเขาที่ยังมีชีวิตอยู่หลังจากเขาจงยาเกรงอัลลอฮอย่างแท้จริง และทาดีต่อกันระหว่างพวกเขา เช่ือ
ฟ๎งอัลลอฮและศาสนทตู ของพระองคห์ ากเขาเป็นมอุ ์มนิ แลว้ ก็ทาการวะศียะฮ์ดว้ ยสิ่งนบีอิบรอฮีมและยะอฺกู๊บให้
สัง่ เสยี ลกู ๆของทา่ น วา่

ความว่า “โอ้ลูกๆ ของฉันแท้จริงอัลลอฮฺได้เลือกไว้สาหรับพวกท่านซ่ึงศาสนาอิสลาม ดังนั้นท่านจง
อย่าได้ตายยกเว้นในขณะทที่ ่านเป็นมุสลมิ เท่าน้ัน” [อลั -บะเกาะเราะฮฺ :132]

หลังจากน้ันก็เขียนส่ิงที่เขาอยากจะวะศียะฮ์”.(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัล-บัยฮะกีย์ หมายเลข
12463 และอัด-ดาเราะกฏุ นีย์ 4/154 ดู อริ วลุ เฆาะลีล หมายเลข 1647)

วะศยี ะฮจ์ ะเปน็ โมฆะดว้ ยส่ิงตอ่ ไปน้ี
- เม่อื ผูถ้ ูกให้วะศียะฮ์เสยี สตไิ ม่อาจบริหารการใช้จ่ายทรัพย์ได้
- เมอ่ื สง่ิ ที่ถกู กาหนดให้เปน็ วะศียะฮ์เสียหาย
- เม่ือผู้ใหว้ ะศยี ะฮ์ไดก้ ลบั คาโดยยกเลิกการวะศยี ะฮ์
- เมื่อผถู้ ูกให้วะศยี ะฮ์ปฏเิ สธการรับวะศียะฮ์
- เมอ่ื ผู้ถูกใหว้ ะศยี ะฮเ์ สียชีวติ ก่อนผู้ให้วะศียะฮ์
- เมือ่ ผู้ถูกให้วะศียะห์คร่าชวี ิตผู้ใหว้ ะศียะฮ์
- เม่อื อายขุ ัยของวะศยี ะฮห์ มดลง หรือการงานทีถ่ ูกวะศยี ะฮ์ให้ผู้ถกู วะศยี ะฮ์ทาจบส้ินลง

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 31

4. สาธารณกศุ ล (อัล-วกั ฟฺ) และการอุทิศ

การอุทิศเรียกในภาษาอาหรับว่า อัล-วักฟุ (ُ‫ ْلف‬َٛ ٌْ َ‫ )ا‬ตามหลักภาษาหมายถึง การหยุด, การกักขัง
ในหลกั ศาสนา หมายถึง การอทุ ิศทรัพยท์ ่ีสามารถเอาประโยชน์ได้ ให้แก่ฝุายรับที่มีตัวตนและศาสนาอนุญาตให้
โดยทต่ี ัวทรัพย์ยังคงอยู่ไม่สูญสลาย พร้อมทั้งเป็นการตัดสิทธิของผู้อุทิศในการนาทรัพย์น้ันไปจาหน่ายจ่ายแจก
ซึง่ เทา่ กบั เปน็ การกกั ทรพั ย์น้นั ไวเ้ พื่อการดังกลา่ ว

หลักฐานวา่ ด้วยการอุทิศ
การ อทุ ิศ (อัล-วักฟ)ุ ถอื เป็นส่ิงทถี่ ูกบัญญัตติ ามหลักศาสนา และเปน็ สิ่งท่ศี าสนาสง่ เสริมให้กระทา โดย
มีหลักฐานทั้งทปี่ รากฏในอัลกรุ อาน และอลั -หะดีษ ดังนี้

อัลกรุ อาน พระดารสั ทีว่ า่ :

ُ١ٍِ‫ ُء فَبُِْ اللهَُ تِ ُِٗ َػ‬ْٟ ‫ ُْا ِِٓ َش‬ٛ‫ َِا ذٕفِم‬َٚ َُْ ٛ‫ ُْا ِِّا ذ ِذث‬ٛ‫ ذٕفِم‬ٝ‫ ْاُ ا ٌْثِ ُش َدر‬ٌٛ‫ٌَُٓ ذََٕا‬

ความว่า “พวกท่านจะยัง ไม่ได้รับความดีจนกว่าพวกท่านจะบริจาค ส่วนหนึ่งจากส่ิงที่พวกท่านรัก
เสียกอ่ น และสงิ่ ใดก็ตามที่พวกทา่ นได้บริจาค แนแ่ ท้พระองคอ์ ลั ลอฮฺทรงรดู้ ีถงึ สง่ิ นั้น”
(สเู ราะฮฺอาลิ-อิมรอน อายะฮฺที่ 92)

อลั หะดษี มีรายงานจากทา่ นอบูฮุรอยเราะฮฺ (ร.ฎ.) ว่าแทจ้ ริงทา่ นศาสนทตู แหง่ อัลลอฮฺ ไดก้ ลา่ ววา่

‫ٌَُذ َصاٌِ ُخ‬َٚ ْٚ َ‫ أ‬، ِٗ‫ ْٕرَفَغُ ت‬٠ ٍُْ ‫ ِػ‬ْٚ َ‫ أ‬، ‫َُ ُح‬٠‫ َص َذلَحُ َﺟا ِس‬: ‫ا َرا َِا َُخ ا ْت ُٓ آ َد ََُ ا ْٔ َمطَ َغُ َػ ُْٕٗ َػ ٍَّٗ اِّل ِِ ُْٓ شَلاَشَ ُح‬
ٌَْٗٛ ‫َ ْذػ‬٠

ความว่า “เม่ือมนุษย์ เสียชีวิตลง การประพฤติปฏิบัติของเขาก็ขาดตอนลงแล้วจากเขาผู้น้ัน ยกเว้น
จากสามประการ (คอื ) การทาทานทกี่ ระแสบญุ หล่งั ไหล, ความรู้ทีเ่ ป็นประโยชน์ หรอื บุตรทีด่ ขี อพรให้”
(รายงานโดยมสุ ลิม -1631-)

การทาทานที่กระแสบุญหลั่งไหล ในหะดีษนี้หมายถึง การอุทิศน่ันเอง และท่านบุคอรี (ฮะดีษเลขท่ี
2586) และมุสลิม (ฮะดีษเลขที่ 1632) ได้รายงานจากท่านอิบนุ อุมัร (ร.ฎ.) ถึงเร่ืองการอุทิศท่ีดิน ณ เมือง
คอยบัรฺของท่านอุมัร อิบนุ อัลคอตตอบ (รฎ.) ตามคาช้ีแนะของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งถือ
เป็นการอุทิศท่ีดินที่เกิดข้ึนเป็นคร้ังแรกในอิสลาม ต่อมาการอุทิศก็เป็นที่แพร่หลายไปในหมู่สาวกของท่านนบี
(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) โดยท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ (ร.ฮ.) ได้ระบุว่า มีสาวกของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮู
อาลัยฮิวะซัลลมั ) จานวนถึง 80 ทา่ นทีเ่ ปน็ ชาวอันศอรไดท้ าการอุทิศ

องค์ประกอบสาคัญของการอทุ ศิ การอุทศิ (อัล-วกั ฟุ) มอี งคป์ ระกอบสาคญั 4 ประการ ดังนี้
1. ผู้อุทิศ (ُ‫ ْلف‬َٛ ٌْ ‫ ) َا‬การอุทิศของผู้อุทิศจะใช้ได้และถูกต้องน้ัน ผู้อุทิศจะต้องมีคุณสมบัติ

ตามเงือ่ นไขดงั นี้
1.1 เป็นเสรีชน มใิ ชท่ าส
1.2 บรรลศุ าสนภาวะ และมีสตสิ ัมปชญั ญะสมบูรณ์
1.3 เป็นบุคคลท่ีใช้จ่ายทรัพย์ในการทาบุญและบริจาคได้ กล่าวคือ ต้องไม่เป็นบุคคลที่ถูกศาลส่ัง

อายดั ทรพั ย์ เพราะใชจ้ ่ายสรุ ยุ่ สุรา่ ย หรอื เปน็ บคุ คลล้มละลาย
1.4 กระทาโดยสมคั รใจ ไมถ่ ูกบงั คับ

อน่ึง ผู้ปุวยท่ีมีอาการหนักจนอาจถึงข้ันเสียชีวิตได้น้ัน ศาสนาไม่อนุญาตให้เขาทาการอุทิศทรัพย์สิน
เกินกว่าหนึ่งในสามของทรัพย์สินที่ เขามี ทั้งน้ีเพื่อรักษาสิทธิของทายาทในกองมรดก ส่วนการอุทิศทรัพย์สิ น

32 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

หนึ่งในสามหรือน้อยกว่านั้น ศาสนาอนุญาตให้ ท้ังนี้เพ่ือรักษาผลประโยชน์ของผู้ปุวย ท่ีควรได้รับผลบุญ
ภายหลังการเสียชีวิตของตน และ การอุทิศของชนต่างศาสนิกนั้นถือว่ามีผลใช้ได้ แม้จะเป็นการอุทิศ
ให้กับมัสญิดก็ตาม ท้ังนี้เนื่องจากชนต่างศาสนิกถือเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติในการทาบุญและบริจาค ได้ และการ
อทุ ิศของชนตา่ งศาสนิกก็ไม่จาเป็นต้องมีเจตนา (เนียต) ในกรณีน้ี

2. ส่ิงที่ถูกอุทิศ (อลั -เมากูฟ) สาหรบั สงิ่ ท่ีถกู อุทิศ มเี ง่ือนไขดงั ต่อไปนี้
2.1 สิ่งทถี่ กู อุทศิ จะต้องมีตวั ตนทีแ่ นช่ ดั ดังนน้ั การอทุ ิศเฉพาะผลประโยชน์อย่างเดยี ว โดยไมอ่ ุทศิ
ตัวตนของมนั การอุทิศเช่นน้ถี ือวา่ ใช้ไม่ได้
2.2 ตอ้ งมีการระบสุ ง่ิ ท่ีถูกนาไปอทุ ศิ ใหแ้ น่ชดั เชน่ สิ่งท่ถี กู อุทิศเปน็ บา้ นหลังใด หรือที่ดินแปลงใด

เป็นต้น
2.3 สิ่งทีถ่ ูกนาไปอทุ ศิ ต้องเป็นกรรมสทิ ธิโ์ ดยสมบรู ณข์ องผู้อทุ ิศ (อัล-วากฟิ ) และพร้อมท่ีจะเปลี่ยน

มือได้ ตลอดจนเปน็ สิ่งทมี่ ปี ระโยชน์หรือใหป้ ระโยชน์ได้
2.4 สิ่งที่ถูกอทุ ิศ ตอ้ งคงอยู่อยา่ งต่อเน่ือง ภายหลังการใชป้ ระโยชนแ์ ล้วตามภาวะปกติ แม้ว่าสงิ่ นน้ั

จะเสอ่ื มสภาพไปตามกาลเวลากต็ าม
2.5 ประโยชนข์ องสิ่งทถี่ ูกอุทิศ ตอ้ งเป็นที่อนุมตั ิ (หะลาล) ตามหลกั ศาสนา จะเป็นสิ่งต้องหา้ ม (หะ

รอม) ไม่ได้
อน่ึง ศาสนาอนุมัติให้ทาการอุทิศ อสังหาริมทรัพย์ เช่นที่ดิน, บ้านเรือน, ร้านค้า หรือบ่อน้า เป็นต้น

ไม่ว่าสิ่งดังกล่าวจะมีสภาพอย่างไรก็ตาม ต่อเม่ือสามารถท่ีจะเอาประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นได้ทันทีหรือใน
อนาคต ใน ทานองเดียวกัน ศาสนากอ็ นุมตั ิใหท้ าการอทุ ศิ ทรพั ยส์ ินประเภทสังหาริมทรัพย์ได้เช่นกัน อาทิ สัตว์
รถยนต์, ยุทโธปกรณ์, เส้ือผ้า, พรม, ภาชนะเครื่องใช้ และหนังสือที่มีประโยชน์ เป็นต้น การอุทิศสิ่งที่เป็น
กรรมสิทธ์ิร่วม การอุทิศส่ิง ท่ีผู้อุทิศมีกรรมสิทธ์ิร่วมกับผู้อ่ืนโดยยังไม่ได้แยกส่วนออกจากกัน (ซ่ึงเรียกสิ่งท่ีมี
กรรมสิทธ์ิร่วมกันนี้ว่า อัล-มุชาอฺ) ถือว่ามีผลใช้ได้ โดยไม่คานึงว่าส่ิงที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อ่ืนน้ัน จะเป็น
อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ก็ตาม และไม่คานึงอีกเช่นกันว่า มีผู้อุทิศเพียงผู้เดียวที่ทาการอุทิศเฉพาะ
ส่วนของตนท่ีถือกรรมสิทธิ์ร่วม อยู่กับผู้อื่น หรือมีผู้อุทิศหลายคนได้ทาการอุทิศในหลายส่วนท่ีถือกรรมสิทธ์ิ
รว่ มกนั ก็ตาม

3. ผรู้ บั การอุทิศ (อลั -เมากูฟ-อะลยั ฮ)ิ ผรู้ ับการอุทศิ มีสองประเภท คอื
3.1 ถูกเจาะจงตัวแน่นอน คนเดียวหรือหลายคนก็ตาม ผู้รับการอุทิศประเภทน้ีมีเงื่อนไขว่า ต้อง

สามารถมอบให้เขาหรือพวกเขาถือสิทธิในขณะทาการอุทิศได้ หมายความว่าจะต้องมีตัวตนอยู่จริงแล้วใน
ขณะน้ัน ดังนั้นการอุทิศให้แก่บุตรของตน ทั้งที่ในความเป็นจริงตนยังไม่มีบุตร จึงถือว่าใช้ไม่ได้ เช่นเดียวกัน
การอุทิศใหแ้ กท่ ารกในครรภ์ หรอื ใหแ้ ก่ศพ หรือใหแ้ ก่สัตว์กถ็ อื วา่ ใช้ไม่ได้

3.2 ไมเ่ จาะจงตัวผู้รับ อาทเิ ชน่ อทุ ศิ ให้แกฝ่ ุายต่าง ๆ เช่น มัสญิดหรือโรงเรียน หรือให้แก่บรรดาผู้
ยากจนท้ังหลาย เป็นต้น ในการอุทิศประเภทน้ีมีเง่ือนไขว่าต้องเป็นการอุทิศที่ไม่มีจุดมุ่งหมายท่ี เป็นความช่ัว
หรือมีส่วนในการสนับสนุนความชั่ว ดังน้ัน การอุทิศให้แก่คนยากจน, บรรดานักวิชาการนักท่องจาอัลกุรอาน,
นกั รบศาสนา, มัสญดิ , โรงเรยี น, โรงพยาบาล และการห่อศพ เป็นต้น ทงั้ หมดถือว่าเป็นการอุทิศที่ใช้ได้ และถือ
เป็นความดีที่ศาสนาเรียกร้องให้กระทา ส่วนการอุทิศ ให้แก่ศาสนสถานของศาสนาอ่ืน จะเพื่อนารายได้มา
บารงุ หรือบริการหรือบูรณะซ่อมแซมศาสนสถานนั้นถือว่าใช้ไม่ ได้ตามเงือ่ นไขขา้ งตน้

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 33

4. ถ้อยคาท่ีใช้ในการอุทิศ หมายถึง คาพูดที่สื่อให้รู้ถึงจุดประสงค์ หรือสิ่งท่ีใช้แทนคาพูดได้ เช่น
การแสดงท่าทางของคนใบ้ท่ีสื่อความเขา้ ใจได้ หรือการเขียนของคนใบ้ เปน็ ต้น

ถ้อยคาทีใ่ ชใ้ นการอุทศิ มี 2 ประเภทคือ
4.1 ถ้อยคาที่ชัดเจน ตีความเป็นอื่นไม่ได้ เช่น กล่าวว่า : “ฉันอุทิศ (วักฟุ) บ้านของฉันให้แก่คน

ยากจน” หรือ “บ้านของฉันถูกอุทิศให้แก่คนยากจน” เป็นต้น การใช้ถ้อยคาท่ีชัดเจนน้ีถือว่ามีผลใช้ได้เพียงแต่
กล่าวออกมาจากผู้อุทิศ โดยไม่จาเปน็ ต้องมีการตัง้ เจตนา (เนียต) แต่อย่างใด

4.2 ถ้อยคาทีค่ ลุมเครอื หมายถึง เป็นถ้อยคาท่ีครอบคลุมถึงความหมายท่ีต้องการและความหมาย
อนื่ ๆ ก็ได้ เช่น กลา่ วว่า : “ทรัพย์สนิ ของฉนั เปน็ ทานซอดะเกาะฮแฺ ก่คนยากจน” หรือ “ฉันหวงห้ามมันไว้ให้แก่
คนยากจน” เป็นต้น การใช้ถ้อยคา ท่ีคลุมเครือนี้ ผู้อุทิศจาต้องมีการตั้งเจตนา (เนียต) ว่าเป็นการอุทิศ (อัล-
วกั ฟ)ุ จึงจะมีผลใชไ้ ดแ้ ละข้อความอนั เปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษรท่ผี ู้อทุ ิศ ซง่ึ พูดได้ (มไิ ดเ้ ป็นใบ้) เขียนข้ึนนั้น ก็ถือเป็น
ถอ้ ยความที่คลุมเครือซึง่ จาเป็นตอ้ งมีการตั้งเจตนา (เนยี ต) เช่นกนั

ในการใชถ้ ้อยคาการอุทศิ ท้งั สองประเภทดังกลา่ ว มีเง่ือนไขดงั ตอ่ ไปนี้
1. ต้องเป็นคาพูดที่สื่อถึงจุดประสงค์ตามท่ีต้องการสาหรับผู้พูดได้ หรือเป็นข้อเขียนที่ระบุจุดประสงค์
อย่างชดั เจนสาหรับคนใบ้
2. ต้องเป็นถ้อยคาที่ไม่มีเง่ือนไขเรื่องกาหนดเวลา โดยเง่ือนไขข้อนี้ได้รับการยกเว้นในเร่ืองการอุทิศ
ให้แก่มัสญิด, สุสาน และส่ิงที่อยู่ในข่ายเดียวกันน้ี โดยถือว่าการอุทิศในสิ่งดังกล่าวถือเป็นการอุทิศที่ใช้ได้และ
ตลอดไป ถึงแม้จะมีการตั้งกาหนดเวลาไว้ก็ตาม ซ่ึงการตั้งกาหนดเวลาในถ้อยคาอุทิศถือเป็นโมฆะ อาทิเช่น
หากผูอ้ ุทิศกล่าวว่า : “ฉันอุทิศท่ีดินของฉันแปลงนี้เป็นมัสญิดหรือเป็นสุสาน เป็นเวลาหนึ่งปี” การอุทิศน้ีถือว่า
ใชไ้ ดต้ ลอดไป สว่ นการตง้ั กาหนดเวลาเอาไวน้ ั้นถือเป็นโมฆะ
3. ตอ้ งระบตุ ัวผรู้ บั การอุทศิ ใหแ้ นช่ ัดว่าอทุ ิศใหแ้ ก่ผ้ใู ดหรือฝาุ ยใด
4. ตอ้ งไมม่ ขี ้อแม้ใด ๆ หรือผูกพนั กบั การเกดิ ขน้ึ ของสิ่งหนง่ึ ส่งิ ใด
5. จะตอ้ งมผี ลบงั คับโดยทันที
อน่ึงมี เง่ือนไขในกรณีการอุทิศให้แก่ผู้รับการอุทิศท่ีถูกระบุตัวโดยเจาะจงแน่นอน ว่า ผู้รับการอุทิศ
จะตอ้ งกลา่ วคาสนอง (กอบลู ) อยา่ งต่อเนือ่ งกบั คาเสนอ (อญี าบ) ในการอุทศิ การอุทิศจึงจะมีผลใช้ได้
ส่วนในกรณีท่ีผู้รับการอุทิศมิได้ถูกเจาะจงตัวโดยแน่นอน เช่น อุทิศให้แก่บรรดาคนยากจน หรือให้แก่
มสั ญิด เปน็ ต้น การอทุ ิศนีม้ ีผลใช้ได้โดยไมต่ ้องมีคาสนอง (กอบลู ) ในการอุทิศแตอ่ ยา่ งใด
สทิ ธ์ิของผ้อู ุทิศ ผ้อู ทุ ศิ (วากฟิ ) ยอ่ มไมม่ ีสทิ ธิเอาผลประโยชน์จากสิ่งท่ีตนอุทิศ ยกเว้นในเร่ืองการอุทิศ
ใหแ้ ก่มสั ญิด หรือสุสาน หรอื เป็นการอุทศิ บอ่ นา้ ใหแ้ ก่ส่วนรวม ผู้อุทิศยังคงมีสิทธิเอาประโยชน์จากส่ิงท่ีตนอุทิศ
ได้เช่นเดยี วกับชาวมสุ ลิม โดยทวั่ ไป
ดังน้ันจึงเป็นที่อนุญาตสาหรับผู้อุทิศในการเข้าไปละหมาดในมัสญิดที่เขาได้ อุทิศไว้ ด่ืมน้าจากบ่อน้า
และฝ๎งศพของตนในสุสานท่ีได้อุทิศไว้ การอุทิศ (อัล-วักฟุ) เป็นข้อตกลงท่ีมีผลบังคับใช้ทันที และมีข้อกาหนด
ตา่ งๆ เกดิ ขนึ้ ตามมาดงั น้ี เม่ือได้กล่าว ถ้อยคาอุทศิ ทถ่ี กู ต้องออกไปแลว้ ผูอ้ ุทิศจะไม่มีสิทธิตัดสินใจให้เป็นอย่าง
อืน่ อีกขณะท่ยี ังคงอยู่ในสถานท่ี ทีก่ ล่าวถอ้ ยคาอทุ ศิ น้ัน กรรมสิทธิ์ในส่ิงท่ีถูกอุทิศน้ัน ได้ย้ายออกจากผู้อุทิศไป
เปน็ กรรมสทิ ธข์ิ องพระองคอ์ ัลลอฮฺ
ดังน้ันผู้อุทิศจึงไม่มีอานาจใด ๆ อีกในการโอนสิทธิส่ิงที่ถูกอุทิศไปให้ผู้อื่นแล้ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีการซื้อ
ขาย หรือด้วยการยกให้ หรืออื่น ๆ ก็ตามสิทธิในการเอาประโยชน์จากส่ิงท่ีถูกอุทิศจะย้ายไปยังฝุายที่รับการ
อุทิศ ไม่ว่าจะเป็นฝุายท่ีถูกระบุเจาะจงแน่นอนหรือท่ัว ๆ ไปก็ตามผลประโยชน์ของส่ิงที่ถูกอุทิศ ผลประโยชน์
ของสิ่งที่ถูกอุทิศจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับการอุทิศ ดังนั้นหากผู้รับการอุทิศถูกระบุตัวอย่างแน่ชัด

34 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

เขายอ่ มมีสิทธิทจ่ี ะใช้ประโยชน์เหลา่ นนั้ ได้ดว้ ยตัวเขาเอง หรอื โดยผ่านผอู้ นื่ ด้วยวธิ กี ารให้ขอยมื หรอื ด้วยการให้
เช่า ตลอดจนผลประโยชนจ์ ากส่ิงท่ีถูกอุทิศซงึ่ เกดิ ขึ้นในภายหลัง ก็จะตกเป็นกรรมสทิ ธ์ิของเขาดว้ ยเชน่ กนั

ในกรณีที่มิ ไดร้ ะบุตวั ผู้รับการอุทิศไว้อย่างชัดเจน เช่น บรรดาคนยากจน เป็นต้น ผลประโยชน์ของสิ่ง
ท่ีถูกอุทิศจะไมต่ กเปน็ ของพวกเขา แตพ่ วกเขามีสิทธิเอาประโยชน์จากส่ิงท่ีถูกอุทิศให้เท่านั้น การจาหน่ายจ่าย
โอนส่ิงที่ถูกอุทิศไว้ ศาสนาไม่อนุญาตให้จาหน่ายจ่ายโอนสิ่งท่ีถูกอุทิศ ไม่ว่าจะด้วยการขายหรือซื้อ หรือยกให้
หรือรับมรดก ไม่ว่าจากฝุายผู้อุทิศ หรือผู้รับการอุทิศ จะถูกระบุตัวแน่นอนหรือไม่ก็ตาม แต่ส่ิงที่ถูกอุทิศยังคง
เป็นกรรมสิทธ์ิของพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น โดยให้จ่ายผลประโยชน์ของมันไปยังผู้รับการอุทิศ และให้ปฏิบัติไป
ตามทผ่ี อู้ ุทิศได้ระบไุ วอ้ ยา่ งสุดความสามารถ ท้งั นี้มหี ลักฐานระบใุ นอัล-หะดีษวา่

ُ‫ َسز‬ْٛ ٠َ‫ّل‬َٚ ، ‫َ٘ ُة‬ْٛ ٠َ‫ّل‬َٚ ، ‫ثَا ُع‬٠َ‫أَٔٗ ّل‬
“แทจ้ รงิ สิ่งท่ีถูกอุทิศนน้ั จะไม่ถูกขาย, จะไม่ถกู ยกให้ และจะไม่ถกู สืบเปน็ มรดก”
(รายงานโดยบคุ อรี -2586- / มสุ ลมิ -1632-)

5.การยกให้

การยกให้ ( ‫ثح‬ٌٙ‫ )ا‬ตามหลกั ภาษา หมายถงึ ของขวัญทมี่ ผี ยู้ กให้ โดยผู้รบั ไมเ่ คยมีกรรมสิทธิ์ในส่ิงน้ันมา
กอ่ น การยกให้เป็นประโยชน์แก่ผู้รับ โดยความหมายตามหลักภาษาการยกให้จึงครอบคลุมถึงส่ิงของท่ีมีตัวตน
และไม่มีตัวตน

ตามหลักศาสนา การยกให้ หมายถึง ข้อตกลงท่ีบอกแก่อีกฝุายหน่ึงให้เข้าครอบครองส่ิงของเป็น
กรรมสทิ ธิ์โดยไมม่ ีคา่ ตอบแทน ในขณะท่ผี ใู้ หย้ งั มชี วี ิตอยูโ่ ดยสมคั รใจ

การยกให้ตามความหมายน้ีจะครอบคลุมถึงการให้ของกานัล ( ‫ح‬٠‫ذ‬ٌٙ‫ )ا‬และการทาทาน ( ‫)اٌصذلح‬
เพราะทั้งสองประการนี้เป็นการเข้าครอบครองสิ่งของเป็นกรรมสิทธิ์โดยไม่มีสิ่งตอบแทนในขณะที่ผู้ยกให้ยังมี
ชีวติ อยู่โดยสมัครใจด้วยเช่นกัน แม้ว่าการยกให้ การให้ของกานัล และการทาทานจะมีส่ิงแตกต่างกันอยู่บ้างใน
แง่ของความหมายและขอ้ กาหนดก็ตาม

บญั ญตั ิเรอื่ งการยกให้
การยกให้ตามหลกั ศาสนา คอื เป็นสงิ่ ท่คี วรกระทา ( ‫ )ِغرذة‬โดยมหี ลักฐาน จากอัลกุรอาน อัลฮะดีษ
และอจิ มาอ์ ดงั น้ี
หลักฐานจากอัลกุรอาน
ความว่า และพวกท่านจงนามาให้แก่บรรดาสตรีซึ่งค่าสมรส ดังน้ัน หากพวกนางมีความพึงพอใจ( ใน
การมอบ) สิ่งหน่ึงส่ิงใดจากค่าสมรสให้แก่พวกท่านแล้ว พวกท่านก็จงรับประทานมันยังเปรมปรีด์ิเถิด ( อันนิ
สาอฺ 4)
ในอายะฮฺดังกล่าวระบุว่า ส่ิงที่พวกนางยกให้( จากค่าสมรสของพวกนาง) น้ันถือว่าส่ิงท่ีฝุายชายได้มา
โดยชอบธรรม
หลกั ฐานจากฮะดีษ รายงานจากทา่ นหญิงอาอชี ะฮฺ
‫ي‬ٛ‫ْ سع‬ٛ‫ّٕذ‬٠‫ا‬ٛٔ‫وا‬ٚ,‫ُ ِٕائخ‬ٌٙ ‫شاْ ِٓ الأٔصاس وأد‬١‫عٍُ ﺟ‬ٚ ٗ١ٍ‫ الله ػ‬ٍٝ‫ي الله ص‬ٛ‫لذواْ ٌشع‬

‫ٕا‬١‫غم‬١‫ف‬, ‫عٍُ ُُِٓ أٌثاء٘ا‬ٚ ٗ١ٍ‫ الله ػ‬ٍٝ‫الله ص‬

ความว่า แท้จริงปรากฏว่ารอซูลลุลลอฮฺมีเพื่อนบ้านชาวอันซอรพวกเขามีสัตว์ท่ีให้น้านม ( เช่น อูฐ
แพะ แกะ )อยู่หลายตัว ปรากฏว่าพวกเขามักจะนาน้านมขอมันมามอบให้แก่รอซูลลุลลอฮฺ แล้วท่านก็นามาให้
พวกเราดมื่ กัน( รายงานโดย บูคอรแี ละมสุ ลิม )

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 35

นอกจากนี้นักนิติศาสตร์มีมติเห็นพ้องกันว่า การยกให้ทุกชนิดเป็นส่ิงที่ควรกระทา ( ‫)ِغرذة‬

เน่ืองจากอยใู่ นขอบขา่ ยช่วยเหลือกัน
องค์ประกอบสาคัญและเงอื่ นไขการยกให้
การยกให้มีองคป์ ระกอบสาคัญ 3 ประการ ดงั น้ี
1. ผ้ทู าขอ้ ตกลงสองฝุาย คอื ผ้ยู กให้และผรู้ บั
เงอ่ื นไขของผู้ยกให้
1.1 ต้องเป็นผู้มีกรรมสิทธใ์ิ นส่งิ ของที่ยกให้นัน้
1.2 ต้องเปน็ ผ้ทู ่ีมีคุณสมบตั ิในการทาบญุ กศุ ลได้ กล่าวคอื ตอ้ งบรรลุศาสนภาวะและมีติสัมปชัญญะ

สมบูรณ์
1.3 มีความสามารถในการใชจ้ ่ายทรัพยส์ นิ ของตนเองได้โดยอิสระ กล่าวคือ ต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกอายัด

ทรพั ย์ เน่อื งจากเหตุความสุรยุ่ สุร่ายหรือเป็นบคุ คลล้มละลาย

เงื่อนไขของผู้รับ
ผรู้ ับต้องเปน็ ผมู้ คี ุณสมบตั ิในการครอบครองสิ่งทรี่ ับมาได้ ดงั นัน้ การยกใหแ้ ก่ทารกในครรภ์จึงถือว่า
ใชไ้ มไ่ ด้ เพราะทารกในครรภ์ไมส่ ามรถครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ได้ด้วยความสมัครใจ ส่วนผู้ที่ยังไม่บรรลุศาสน
ภาวะหรือมสี ติป๎ญญาไมส่ มประกอบ ผูป้ กครองของเขารบั แทนใหแ้ ก่เขาไดแ้ ละถือว่ามผี ลใชไ้ ด้
2. ถ้อยคาที่ใชใ้ นการยกให้และการรับ
ถ้อยคาทเ่ี ป็นคาเสนอ ( ‫ذاب‬٠‫ )ا‬เช่น ฉันยกให้ท่าน ผมมอบให้คุณ หรือผมให้คุณครอบครองของสิ่ง

นโี้ ดยไมค่ ิดราคา ถ้อยคาเหลา่ น้ีเป็นคาเสนอที่ชดั เจนในการยกให้จึงไม่จาเป็นต้องมีการต้ังเจตนา ( ‫ح‬١ٌٕ‫ )ا‬ดังนั้น

หากผู้กล่าวคาเสนอดว้ ยถอ้ ยคา
ส่วนถ้อยคาเสนอท่ีไม่บ่งช้ีชัดเจนว่าเป็นการยกให้ เช่น ฉันให้ท่านสวมใส่ผ้าผืนนี้ ถ้อยคาเช่นน้ี

จะตอ้ งอาศัยการตง้ั เจตนา หากผู้กล่าวมีเจตนายกให้ก็ถือเป็นเขา
สว่ นคาสนอง ( ‫ي‬ٛ‫ )ُلث‬ไดแ้ ก่ คาพดู ทว่ี า่ ฉนั รบั , ผมยนิ ดี, ฉนั รบั การยกให้

เงอ่ื นไขในการใช้ถ้อยคาในการยกให้
1. คาเสนอและคาสนอง ตอ้ งตดิ ต่อกันโดยไมม่ ีถอ้ ยคาอนื่ มาคั่นระหว่างคาเสนอและคาสนอง
2. ต้องไม่มีการต้งั เง่ือนไขใดๆ
3. ต้องไมม่ ีการต้งั เงื่อนไขในวลา
เพราะการกาหนดเวลาถือเป็นเง่ือนไขที่ขัดกับเจตนารมณ์ของข้อตกลงยกให้ที่เป็นการเข้า
ครอบครองโดยอิสระทันที กรณียกเว้นการใช้ถ้อยคาในการยกให้ท่ีมีการระบุเงื่อนไขเวลา มี 2 รูปแบบ
ทีอ่ นญุ าต คือ
1. การยกให้แบบอัล-อุมรอ( ٜ‫ )اٌؼّش‬หมายถึง การที่ผู้ให้กล่าวแก่ผู้รับว่า ฉันยกบ้านหลังนี้

ให้ท่านช่ัวอายขุ องฉันหรือชัว่ อายขุ องทา่ น
2. การยกให้แบบอัร-รุกบา ( ٝ‫ )اٌشلث‬หมายถึง การท่ีผู้ให้กล่าวว่าบ้านของฉันเป็นกรรมสิทธิ์ของ

ทา่ นตลอดไปหากว่าฉันเสยี ชวี ิตกอ่ นท่าน และถ้าหากทา่ นเสยี ชวี ิตกอ่ นฉัน

สิ่งของท่ียกให้
นักวิชาการไดก้ าหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคุณสบัติของสิ่งของท่ียกให้ว่าต้องเป็นส่ิงท่ีสามารถทา
การซ้ือขายได้ ก็อนญุ าตในการยกใหไ้ ดเ้ หมอื นกนั และจากหลักเกณฑข์ ้อนไ้ี ด้มกี ารกาหนดเง่ือนไขของการยกให้
ดงั น้ี

36 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

1. ตอ้ งเปน็ สิ่งของที่มอี ยู่ขณะทาการยกให้
2. ต้องเปน็ ทรัพย์สินทมี่ ีค่าและเป็นท่ีอนญุ าตตามหลักการศาสนา
3. สง่ิ ของทีจ่ ะยกใหต้ อ้ งเปน็ กรรมสทิ ธิ์ของผู้ยกให้

การยกใหถ้ ือว่ามีผลบงั คับด้วยการรบั
การกล่าวคาเสนอและคาสนอง จะยังไมท่ าใหข้ อ้ ตกลงการยกให้สมบูรณ์และยังไม่มีผลบังคับ ดังน้ัน

ผู้ยกใหจ้ งึ ยงั มสี ิทธิ์กลับคาในเรื่องการยกให้ และมีสทิ ธใ์ิ ช้สอยส่งิ ของที่จะยกให้ ตราบใดที่ส่ิงน้ันยังอยู่ในมือของ
ตน และกรมสิทธใิ์ นสง่ิ ทถี่ ูกยกให้จะยังไม่ตกเปน็ ของผู้รับ จนกว่าเขาจะได้รบั ไป

เม่ือผู้รับได้รับสิ่งของที่ถูกยกให้ไปแล้วตามเง่ือนไขในการรับ ถือว่าข้อตกลงในการยกให้เป็นอัน
สมบรู ณแ์ ละมีผลบงั คบ และผ้รู บั ย่อมมกี รรมสิทธใ์ิ นสงิ่ ทีถ่ ูกยกใหต้ ามข้อตกลง

เงอื่ นไขในการรับ
การรบั จะมีผลใช้ได้ และการยกใหจ้ ะมีผลบงั คบั ตามเงื่อนไขดงั นี้

1. ต้องไดร้ บั อนญุ าตจากผู้ใหด้ ้วยคาพูดทช่ี ัดเจนหรอื ดว้ ยการส่งสง่ิ ทยี่ กใหแ้ ก่ผรู้ บั ดว้ ยมอื ของตน
2. สงิ่ ทถี่ ูกยกให้จะต้องไมถ่ กู นามาไปใชร้ ่วมกับสิง่ ท่ไี มไ่ ด้ถูกยกให้
3. ผู้รับต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติในการรับ กล่าวคือ ต้องบรรลุศาสนภาวะ และมีสติสัมปชัญญะ
สมบรู ณ์
เมื่อข้อตกลงการยกให้สมบูรณ์และครบเง่ือนไขดังท่ีกล่าวมาข้างต้น การยกให้จะมีผลบังคับ คือ
กรรมสิทธ์ิในส่ิงท่ีถูกยกให้ย่อมตกเป็นของผู้รับโดยไม่มีสิ่งตอบแทนและผู้ยกให้ย่อมไม่มีสิทธ์ิในการเอาสิ่งท่ีถูก
ยกให้คืน แต่มีข้อยกเว้นในกรณีการยกให้ของบิดามารดาแก่บุตรของตน บิดามารดามีสิทธ์ิเอาสิ่งที่ถูกยกให้แก่
บุตรคนื ได้ แมภ้ ายหลังขอ้ ตกลงการยกใหส้ มบรู ณ์แล้วกต็ าม ดังปรากฏในฮาดษี ท่ีวา่

ُُُُُُُُٖ‫ٌذ‬ٚ ٟ‫ؼط‬٠ ‫ّا‬١‫اٌذُف‬ٌٛ‫ا اّل ا‬ٙ١‫شﺟغ ف‬١‫ة ٘ثح ف‬ٙ٠ٚ‫أ‬, ‫ح‬١‫ ػط‬ٟ‫ؼط‬٠ ْ‫ذً ٌشﺟً أ‬٠ ‫ُُُُُُُُُُُُّل‬

ُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُ

ความว่า ไม่อนุญาตให้บุคคลใดมอบของขวัญหรือยกให้ แล้วเขาจะขอส่ิงนั้นคืน ยกเว้นผู้เป็นบิดา
ขอคืนในสิ่งท่ีเขาได้ยกให้แก่บุตรของตน (รายงานโดยติรมซี ีและอาบดู าวูด)

ทัง้ นี้ ใหน้ าปูุยา่ ตายายและผู้ที่มีศกั ดส์ิ ูงข้นี ไปเทียบเคียงกับบิดามารดา และให้นาหลานเหลน และ
ผู้ทมี่ ศี ักดต์ิ ่าลงไปทยี บเคยี งกบั บตุ ร ในเรอ่ื งการขอสิ่งทย่ี กใหไ้ ปแลว้ กลับคนื

สาหรับบิดามารดาย่อมไม่มีสิทธ์ิในการเรียกสิ่งที่ได้ยกให้บุตรของตนไปแล้วกลับคืนในกรณีที่ส่ิงท่ี
ถูกยกให้น้ันได้หลุดพ้นจากอานาจการปกครองของบุตรและไม่มีกรรมสิทธ์ิในสิ่งน้ันแล้ว เช่น การขายท่ีลุล่วง
หรอื การนาไปอทุ ศิ เป็นถาวรวตั ถุ เปน็ ต้น

6.การประกนั ภยั

นอกจากอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ท่ีอยู่อาศัย ยารักษาโรค หรือที่เรียกว่าป๎จจัยสี่จะมีความจาเป็นสาหรับ
มนษุ ย์แลว้ มนษุ ยย์ ังต้องการหลักประกันความมัน่ คงปลอดภัยในการดารงชีวิตและการดาเนิน ธุรกิจการค้าของ
ตนด้วย

ดังน้ัน นับต้ังแต่อดีต มนุษย์จึงหาหนทางที่จะสร้างความม่ันคงปลอดภัยและมาตรการบรรเทาความ
สูญเสีย ต่างๆในการดารงชีวิตและการทาธุรกิจ ของตนหลากหลายวิธี เช่น จ้างคนคุ้มครอง จ่ายส่วยให้แก่เจ้า
เมือง เก็บรักษาพืชผลหรือผลผลิตของตัวเองไว้เพ่ือใช้ในยามขาดแคลน เป็นต้น สัญชาตญาณในการเตรียมตัว
เพื่อความม่ันคงปลอดภัยและบรรเทาภาระความเดือดร้อน น้ีมีอยู่ในสิ่งมีชีวิตแม้แต่สัตว์ เช่น มดรู้จักสะสม
เสบียงไว้ในภาวะขาดแคลน คนปุาหันมาปลูกพืชและเล้ียงสัตว์เพ่ือเป็นหลักประกันความไม่แน่นอนในอนาคต
แม้แต่นบียูซุฟเองก็สะสมเมล็ดข้าวไว้เตรียมพร้อมสาหรับภาวะขาดแคลนท่ีจะเกิดข้ึนเป็นเวลา 7 ปีตามคา

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 37

ทานายฝน๎ ของทา่ น เป็นต้น ศาสนาก็มีหลกั คาสอนท่ีจะช่วยเหลือสมาชิกในสังคมเช่นกัน เช่น หลักคาสอนเร่ือง
การทาทานท่มี ใี นทกุ ศาสนา

นอกจากน้ีแล้ว รัฐก็มีหน้าที่หลักในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่
ประชาชนของตนด้วย น่คี ือเหตผุ ลว่าทาไมประชาชนจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีให้แก่รัฐ บางประเทศท่ีใช้นโยบาย
รัฐสวัสดิการอย่างเช่นอังกฤษก็ดาเนินนโยบายประกันสังคมโดยการเรียกเก็บภาษี(เบ้ีย)ประกันสังคมจาก
ประชาชนในอตั ราสูงโดยรัฐรับประกันการรกั ษาพยาบาลให้ฟรแี ละมีเงินบานาญให้หลังการปลดเกษยี ณ

การประกันภัยก่อนสมยั อิสลาม
ในสมัย ก่อนหน้าอิสลาม เม่ือพ่อค้าชาวอาหรับจะนากองคาราวานออก ก่อนออกเดินทาง พ่อค้าชาว
อาหรบั ก็จะนาเงินส่วนหน่ึงมารวมไว้เป็นกองกลางโดยให้คนที่ไว้ใจได้ เป็นผู้ดูแล และตกลงกันว่าถ้าหากพ่อค้า
คนใดประสบภัยหรือความเสียหายระหว่างการเดินทางค้า ขาย เงินกองกลางนี้ จะถูกนาไปช่วยบรรเทาทุกข์
หรือความเสยี หายให้แก่พอ่ ค้าคนนั้น หากกองคาราวานเดินทางกลับมาโดยปลอดภัย เงินกองกลางก็จะถูกแบ่ง
ใหผ้ ู้ดแู ลเงนิ ส่วนหนง่ึ เปน็ คา่ จา้ ง สว่ นทเ่ี หลือก็จะคนื ใหแ้ กส่ มาชิกผ้จู า่ ยเงนิ วิธีการเช่นนี้ในภาษาอาหรับเรียกว่า
"ตะกาฟุล" ซึง่ หมายถงึ ความร่วมมือเพ่ือช่วยเหลอื กนั ในหมู่คณะ

การประกันภัย( ٓ١ِ‫ )اٌرؤ‬ตั้งอยู่บนหลักคิดง่ายๆท่ีมีวัตถุประสงค์ในการกระจายผลของความเสียหาย
อันเกิดจากอุบัติเหตุจาเพาะในระหว่างบุคคล แทนที่จะปล่อยให้ผู้ท่ีเกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุน้ันแบกรับ
ผลของมันแตเ่ พยี งผเู้ ดียว การประกันภัยจึงมีเปูาหมายในการคุ้มครองบุคคลจากความเสียหายทางทรัพย์สินซึ่ง
บุคคลผ้นู น้ั อาจจะตอ้ งเผชิญกบั ความเสยี หายน้ันในกรณเี กดิ จรงิ

วิธีการประกันภัยได้ทาให้เปูาหมายเกิดข้ึนอย่างเป็นรูปธรรม คือ การจัดต้ังกองทุนร่วม ซึ่งผู้ที่อาจจะ
เผชิญกับอุบัติเหตุจาเพาะจะมีหุ้นส่วนในกองทุนนั้น และเม่ือมีผู้ประสบกับอุบัติเหตุน้ันจริงก็จะได้รับ
ค่าตอบแทนจากกองทนุ ร่วมดังกลา่ ว

การประกันภัยตามความหมายนี้ ถือเป็นระบบที่เกิดขึ้นใหม่ ถึงแม้ความต้องการความปลอดภัยและ
การมหี ลกั ประกนั ที่ทาให้เกดิ ความคิดว่าด้วยการประกันภัยจะมีรากเง้าย้อนกลับไปนับแต่ยุคโบราณก็ตาม เม่ือ
กาลเวลาได้ผ่านไปความต้องการดังกล่าวก็มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นระบบหน่ึงท่ีสาคัญใน
ระบบเศรษฐกิจปจ๎ จุบัน

ชนิดของการประกนั ภัย
การประกันภัยมีหลายชนดิ ที่สาคญั ๆได้แก่
1. การประกันชีวิต ( ‫اج‬١‫ اٌذ‬ٍٝ‫ٓ ػ‬١ِ‫ )اٌرؤ‬หมายถึง ชื่อสัญญาประกันภัยชนิดหนึ่งบุคคลหนึ่ง

เรียกว่า ผู้รับประกันภัย ตกลงจะใช้เงินจานวนหน่ึงให้แก่ผู้รับประโยชน์ โดยอาศัยการมีชีวิต หรือการตายของ
บคุ คลคนหนง่ึ โดยผูเ้ อาประกนั ภยั ตกลงจะสง่ เงนิ ซึ่งเรยี กวา่ เบยี้ ประกนั ภยั ใหแ้ ก่ผู้รับประกันภัย

2. การประกันวินาศภัย (‫ٓ ِٓ الأضشاس‬١ِ‫ )اٌرؤ‬หมายถึง ชื่อสัญญาประกันภัยชนิดหน่ึงซึ่งผู้รับ

ประกนั ภยั ตกลงจะใช้คา่ สนิ ไหมทดแทนให้ในกรณท่เี กิดความเสยี หายอย่างใดอย่างหน่งึ ที่พงึ ประมาณเป็นเงนิ ได้
การประกันภัยท้งั สองชนิดน้ีมีผลจากการประชุมนานาชาติเก่ียวกับเศรษฐศาสตร์อิสลาม ซึ่งจัดขึ้นครั้ง

แรกในปี ค.ศ.1796 ณ นครมักกะห์ ได้ลงมติว่า ธุรกิจการประกันภัยที่กาลังดาเนินอยู่ในป๎จจุบัน มิอาจ
แสดงออกถึงการทางานร่วมกันและความสามัคคีตามความมุ่งหมายแห่งนิติธรรมอิสลาม ดังนั้น จึงมิอาจจะ
ยอมรบั ได้ เนือ่ งจากไมส่ ามารถตอบสนองเง่ือนไขต่างๆแห่งอิสลามได้

38 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

ด้วยเหตุผลดังกล่าวธุรกิจการประกันภัยในป๎จจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการประกันชีวิตหรือทรัพย์สิน จึงถือ
เป็นการดาเนินธรุ กิจทม่ี ชิ อบด้วยหลักการของนติ ิศาสตร์อสิ ลามเน่ืองจาก

1. เปน็ ธุรกิจท่กี ้าวกา่ ยในกฎแห่งการกาหนดสภาวการณ์ของอัลลอฮฺ
2. เปน็ ธรุ กิจทม่ี ีดอกเบ้ยี เข้ามาเก่ียวขอ้ ง
3. เป็นธรุ กิจท่เี หมอื นกับการเส่ยี งโชคและรูปแบบของการพนัน
4. เป็นธุรกจิ ท่ีมกี ารฉอ้ โกงและหลอกลวงแฝงอยู่
5. เป็นธุรกจิ ที่ไมเ่ ป็นธรรม โดยอาศัยความไม่แนน่ อนมาเป็นเงื่อนไขในการตักตวงผลประโยชน์

3. การประกันสังคม (ٟ‫ٓ الإﺟرّاػ‬١ِ‫ )اٌرؤ‬หมายถึง การมีหลักประกันแก่กลุ่มบุคคลให้สามารถดารง
ชพี อยไู่ ด้ในยามที่เกิดป๎ญหา และทาให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ เช่นประกันตนกรณีที่เจ็บปุวย ทุพพลภาพ
ชราภาพ เป็นต้น ซึ่งตามทัศนะที่มีน้าหนักของนักนิติศาสตร์อิสลามถือว่าการประกันสังคมเป็นสิ่งท่ีอนุมัติให้
กระทาได้ ท้ังน้ีรัฐมิได้มุ่งที่จะหากาไรแต่เป็นการร่วมมือระหว่างรัฐกับผู้ใช้แรงงานและนายจ้างในการระดมเงิน
เข้าสู่กองทนุ ประกันสงั คม ท้ังนี้ต้องปราศจากดอกเบย้ี

4. การประกันภัยแบบแลกเปล่ียน ( ٌٟ‫ٓ اٌرثاد‬١ِ‫ )اٌرؤ‬หมายถึง การทาข้อตกลงว่าจะช่วยเหลือกัน
โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันระหว่างกลุ่มคณะบุคคลเฉพาะที่พวกเขาอาจประสบภัยอย่างใดอย่างหน่ึงในการ
ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เป็นสมาชิกของกลุ่มคณะ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยน้ัน โดยจ่ายเงินจานวนหน่ึงท่ี
แนน่ อนซึ่งได้จากการร่วมช่วยกันรวบรวมแก่ผู้ประสบภัยจากสมาชิก การประกันภัยในรูปแบบน้ีอาจเรียกได้ว่า
เป็นการลงขันช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่ม ถือเป็นสิ่งที่อนุมัติให้กระทาได้เพราะเงินท่ีจ่ายให้หมายถึงเงินบริจาค
( ‫ )اٌرثشع‬และไมม่ เี ปาู หมายในการแสวงหากาไร อีกท้ังไม่มีดอกเบี้ยและการหลอกลวงเข้ามาเกี่ยวข้อง และยัง
ถือวา่ การประกันภัยรูปแบบน่ี ปจ๎ จบุ ันเรียกว่า ตะกะฟุล ٍُ‫الله أػ‬ٚ

7. การจานา จานอง การขายฝาก

การจานา จานอง หรืออัรฺเราะฮฺนุ (ٓ٘‫ ) اٌش‬การท่ีลูกหนี้นาทรัพย์ไปวางแก่เจ้าหนี้ เพ่ือเป็น
หลักประกันการชาระหน้ี ในกรณีท่ีลูกหนี้ไม่สามารถชาระหนี้ได้ทันตามกาหนด ดังนั้นเม่ือไม่มีการกาหนด
ลกั ษณะของทรพั ย์ทใี่ ชว้ างประกันหนี้ วา่ ต้องเป็นสังหารมิ ทรัพย์ หรืออสงั หาริมทรัพย์

อัรเราะฮฺนุจึงตรงกับการวางหลักทรัพย์ประกันหนี้ในกฎหมายไทยทั้งจานาและจานอง ผู้นา
หลักทรัพย์ไปวาง คือผู้จานา ส่วนผู้รับจานาคือ ผู้ท่ีรับหลักทรัพย์ไว้เป็นประกัน หลักทรัพย์ท่ีนาไปวางเป็น
ประกันคอื ทรัพยท์ ่ไี ดไ้ ปจานาไว้ ดังน้ัน เมื่อลูกหน้ไี ม่สามรถชดใชห้ นสี้ นิ ไดต้ ามกาหนดเวลา เจ้าหน้ีสามารถเรียก
หนี้สินของตนคนื ไดจ้ ากหลกั ทรัพยท์ ีว่ างไว้ โดยนาไปขายทอดตลาดแลว้ นาราคามาใช้หนี้ ส่วนราคาของทรัพย์ท่ี
เหลือต้องคนื ผู้จานา

ส่วนการขายฝาก หมายถึง การขายทรัพย์สิน โดยตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์สินน้ันคืนได้
ภายในเวลาท่ีกาหนด

หลกั ฐานของการจานา จานอง และการขายฝาก
การจานา จานองเป็นสิ่งท่ีศาสนาอนุญาตใหก้ ระทาได้ ดงั ปรากฏในอัลกุรอานวา่

‫وإن كنتم على سفر ولم تجدوا كاتبا فرهن مقبوضة‬
382 : ‫البقرة‬

ถ้าหากพวกเจ้าอยู่ในระหว่างการเดินทางและพวกเจ้าไม่พบผู้บันทึก( หน้ีสิน ) ดังนั้น ก็ให้วาง
หลักทรัพย์ท่ีถูกรับเอาไวเ้ ป็นประกนั และปรากฏในฮะดษี วา่

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 39

ٍٗ٘‫شالأ‬١‫أخذ ِٕٗ شؼ‬ٚ ‫ٕح‬٠‫ اٌّذ‬ٝ‫ ف‬ٞ‫د‬ٛٙ٠ ‫عٍُ دسػا ػٕذ‬ٚ ٗ١ٍ‫ الله ػ‬ٍٝ‫ي الله ص‬ٛ‫س٘ٓ سع‬

ความว่า รอซุลลุลลอฮฺได้จานาเส้ือเกราะตัวหน่ึงไว้กับชาวยิวคนหน่ึงในนครมาดีนะฮฺและท่านได้นาเอา
ขา้ วฟาุ งจากชาวยวิ ผู้น้นั มาใหแ้ ก่ครอบครวั ของท่าน ( รายงานโดยบูคอรี )

นอกจากนี้ ปวงปราชญ์มีความเห็นพ้องกันว่า การขายฝากนั้นเป็นที่อนุมัติ โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ซ้ือฝาก
จะตอ้ งไม่เกบ็ ผลประโยชนห์ รอื คิดดอกเบี้ยจากผ้ขู ายฝาก

องคป์ ระกอบของการจานาและจานอง
ประกอบด้วย ค่สู ัญญาสองฝาุ ย คือ ผู้จานา จานอง และผู้รับจานา จานอง
ผจู้ านา จานอง หมายถงึ ลูกหนีท้ ตี่ ้อวชาระหน้ใี ห้แก่ผู้รับจานา จานอง
ผู้รบั จานา จานอง หมายถงึ เจ้าหน้ีของผจู้ านา จานองที่จะต้องนาหลกั ทรัพยไ์ ปวางไว้กับผรู้ ับจานา
จานองเพ่ือประกนั การชาระหนี้

เงอ่ื นไขของคสู่ ญั ญาสองฝ่าย
1. ตอ้ งเป็นผูท้ ่ีอย่ใู นเกณฑบ์ ังคบั ของศาสนา หมายถงึ มีสตสิ มั ปชัญญะ บรรลุศาสนภาวะ
2. เป็นผู้ครอบครองทรัพย์โดยสมบบูรณ์ในทรัพย์ที่นามาวางประกันหน้ีหรือทรัพย์ท่ีให้ยืมหมายความ
ว่า คู่ตกลงสองฝุายมีสิทธิอย่างสมบูรณ์ในการดาเนินการหรือจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งกับทรัพย์น้ัน เช่นนาไป
บรจิ าค ไปขาย
3. กระทาโดยสมัครใจ กล่าวคือ ผู้จานา จานองจะต้องวางหลักทรัพย์ของตนไว้ป็นประกันการชาระ
หนี้ด้วยความสมัครใจเช่นเดียวกับผู้รับจานา จานอง จะต้องรับจานา จานองด้วยความสมัครใจ ดังนั้น หากผู้
จานา จานอง ถูกบังคับให้จานา จานองหรือผู้รับจานา จานองถูกบังคับให้รับจานา จานอง ถือว่าการจานา
จานองน้ันใชไ้ มไ่ ด้และไมม่ ีผลตลอดจนข้อกาหนดใดๆท่ีติดตามมา ในกรณที่ผู้เยาว์ท่ียังไม่บรรลุศาสนภาวะหรือ
ผู้ที่ป๎ญญาอ่อนมีผู้ปกครอง(ٌٟٚ )หรือผู้ได้รับการส่ังเสียให้ดูแล และไม่อนุญาตให้บุคคลท้ังสอง จานา จานอง
ทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของตน ในทานองเดียวกันไม่อนุญาตให้บุคคลทั้งสองนาทรัพย์สิน
ของผูเ้ ยาวท์ ี่ตนปกครองอย่มู ารับจานา ยกเว้นในสองกรณี ดงั นี้

1. ในกรณีท่ีคับขัน เช่น บุคคลท้ังสองมีความจาเป็นต้องหาค่าใช้จ่ายเพ่ือมาเล้ียงดูผู้เยาว์ ใน
ปกครองของตน เช่นซ้ืออาหาร เคร่ิงนุ่งห่ม การให้การศึกษา เป็นต้น โดยที่บุคคลทั้งสองนั้นไม่มีทรัพย์สินที่จะ
เล้ยี งดผู เู้ ยาว์ได้ จึงอนุญาตให้บุคคลท้ังสองนาทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปจานา จานองได้เพ่ือแลกกับค่าใช้จ่ายที่จะ
นามาเลี้ยงดูผู้เยาว์ และอนุญาตให้บุคคลท้ังสองใช้ทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปรับจานา จานองได้ หากกลัวว่า
ทรัพย์สินนั้นจะถูกแย่งชิงหรือถูกลักขโมยไป โดยให้ขายทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปเป็นเงินเชื่อหรือให้กู้ยืมไปโดยมี
การวางหลักทรัพย์ไว้เปน็ ประกนั การชาระหนีจ้ ากฝุายผูซ้ อื้ หรือฝุายทกี่ ยู้ ืม

2. การจานา จานอง และการรับจานา จานองต้องเกิดประโยชน์อย่างชัดเจนแก่ผู้เยาว์โดย
หลักทรัพย์ท่ีนาไปจานา จานองนั้นต้องอยู่กับผู้ที่ซ่ือสัตย์ และมีพยานรับรู้ตลอดจนจะต้องมีระยะเวลาไม่
ยาวนานเกนิ ธรรมเนียมปฏิบตั ิ

ถอ้ ยคาทใี่ ช้ตกลงกนั
ถ้อยคาที่คู่สัญญาสองฝุายใช้ตกลงกัน คือ ถ้อยคาเสนอ (‫ ) إٌجاب‬และถ้อยคาสนอง (‫ ) قبول‬แสดง
ออกมาอยา่ งชดั เจน ท้งั สองฝาุ ยมีความต้องการทาขอ้ ตกลงจานา จานอง ด้วยความสมัครใจ เช่น ผู้จานา กล่าว
ว่า ฉนั จานานาฬิกาเรือนน้เี ป็นประกันการชาระหน้แี กท่ า่ น ผรู้ บั จานากลา่ วตอบวา่ ครับ ผมรับจานา เปน็ ต้น

40 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

หลกั ทรพั ย์ที่ถูกจานา จานอง
หลักทรัพย์ที่ถูกจานา จานอง คือ หลักทรัพย์ท่ีผู้จานา จานองนาไปวางกับผู้รับจานา จานอง เพื่อให้
ผรู้ บั จานา จานอง ยดึ ไว้เปน็ ประกนั การชาระหน้ีของตน เงอื่ นไขของหลักทรพั ย์ในการจานา จานอง คอื
- ต้องเป็นวัตถทุ เี่ ป็นทรพั ยส์ ิน ท้งั ประเภทสังหารมิ ทรัพย์ หรืออสังหาริมทรัพย์
- ตอ้ งเปน็ สิง่ ท่ีซอ้ื ขายได้ หมายความว่ามีเงื่อนไขของการเป็นสินค้าท่ีศาสนาอนุญาตให้ซื้อขายได้โดย
ครบถ้วน
ดังน้ัน ทรัพย์สินที่เป็นส่ิงต้องห้ามตามหลักการอิสลาม เช่น สุกร ส่ิงท่ีมึนเมา เป็นต้น หรือทรัพย์สินท่ี
ขายไม่ได้หรอื ทรพั ยส์ นิ ที่คลุมเครอื เชน่ ลูกสัตว์ที่อยูใ่ นท้อง หรือผลไม้ที่ยังไม่ออกผล จะนามาเป็นทรัพย์ประกัน
ไมไ่ ด้
ท้ังน้ีไม่อนุญาตให้ผู้รับจานา จานองใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่ถูกจานา จานองไม่ว่าจะด้วยกรณีใดๆ
ทั้งสิ้น ถ้าหากว่าเขาใช้ประโยชน์เท่ากับเขารับดอกเบี้ย ส่วนผลผลิตท่ีเกิดจากทรัพย์สินท่ีเป็นหลักประกันนั้น
ถือเป็นสทิ ธขิ องผจู้ านา จานอง ไมใ่ ชส่ ิทธิของผูร้ ับจานา จานองแตอ่ ยา่ งใด
สาหรบั ทรพั ยท์ ถี่ ูกจานา จานองนั้น ผู้ที่รับจานา จานองต้องออกค่าอาหารหรือค่าใช้จ่ายอ่ืนๆให้แก่มัน
และผู้ที่รับจานาสามรถใช้ประโยชน์จากมันได้ในการขี่หรือรีดนมตามจานวนค่าใช้จ่ายท่ีเขาได้ออกไป ทั้งนี้ ถือ
ตามทัศนะอีมามอะหมัด แต่นักปราชญ์ส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้ใช้ประโยชน์จากสิ่งท่ีถูกนามาจานา จานองโดย
อาศยั หลกั นิติศาสตรท์ ่วี ่า การยืมโดยหวงั ผลประโยชนเ์ พมิ่ เติมถอื วา่ เปน็ ดอกเบ้ีย

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 41

ใบความรู้ที่ 4

การมอบฉันทะ ( ‫)الوكالة‬

ความหมาย

การมอบฉันทะ เรียกในภาษาอาหรับว่า อัล-วะกาละฮฺ (‫ َوا ٌَ ُح‬َٛ ٌْ َ‫ )ا‬ตามหลักภาษา หมายถึง การไว้ธุระ
ด้วยความวางใจหรอื การยนิ ยอมให้ทาแทนโดยมีหลกั ฐาน

ส่วนความหมายตามคานิยามของนักนิติศาสตร์ คือการที่บุคคลหน่ึงมอบอานาจส่ิงที่ตนเองมีสิทธิ
กระทาจากสิ่งท่ีสามารถทาแทนกันได้ให้ผู้อื่นกระทาแทนในขณะที่ตนยังมีชีวิต โดยมีถ้อยคามอบอานาจ การ
มอบฉันทะหรอื การมอบอานาจถือเป็นบัญญัตศิ าสนาทม่ี รี ะบุเอาไว้ในอัลกุรอาน อลั -หะดษี และอิจมาอ์

อัลกรุ อาน ไดแ้ ก่พระดารัสที่วา่ :

‫َا‬ٍِْٙ٘ َ‫ُ َد َى ًّا ِِ ُْٓ أ‬َٚ ُِٗ ٍِْ٘ َ‫ ْاُ َد َى ًّا ِِ ُْٓ أ‬ٛ‫ َّا فَا ْت َؼص‬ِٙ ِٕ١ْ َ‫اِ ُْْ ِخ ْفر ُْ ِشمَا َُق ت‬َٚ

ความว่า “และถ้าหากพวกท่านเกรงว่าจะเกิดความระหองระแหงระหว่างบุคคลทั้งสอง (สามีและ
ภรรยา) แล้ว ดังนั้นพวกท่านก็จงส่งผู้ช้ีขาดคนหนึ่งจากครอบครัวของฝุายชาย และผู้ช้ีขาดอีกคนหนึ่งจาก
ครอบครัวของฝุายหญิง” (สูเราะฮฺอัน-นสิ าอฺ อายะฮฺท่ี 35)

อลั -หะดีษ อาทิเชน่ หะดษี ทร่ี ายงานจากท่านอุรวะฮฺ อลั บารุกยี ์ (ร.ฮ.) วา่

‫ فَثؼ ُد‬، ُِٓ ١ْ َ‫دُ ٌَٗ َشاذ‬٠ْ ‫ُ ٌٗ َشاجًُ فا ْشرَ َش‬َٞ ‫َٕا ًسالأش َرش‬٠‫ عٍُ د‬ٚ ٗ١ٍ‫ الله ػ‬ٍٝ‫يُ الله ص‬ْٛ ‫ َسع‬ُٟ ٌ‫َدفَ َغُ ا‬
، ٖ‫ فَز َو َشٌٗ َِا َوا َُْ ِِ ُْٓ أَ ِْ ِش‬، ٍُ‫ع‬ٚ ٗ١ٍ‫ الله ػ‬ٍٝ‫ُ ص‬ِّٟ ِ‫ إٌث‬ٌِٝ‫َٕا ِسا‬٠ْ ‫اٌ ِّذ‬َٚ ‫ُﺟﺌد تاٌشاج‬َٚ ، ُ‫َٕاس‬٠ْ ‫اد َذا٘ َّاتِ ِذ‬

ُ‫ِٕ َه‬١ْ ِّ َ٠ ُ‫ َصفَمَ ِح‬ٝ‫فما َُي ٌٗ تَا َس َنُ الله ٌَ َُه ف‬

ความว่า “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม)ได้มอบเหรียญดีนารฺให้แก่ฉัน
เพื่อให้ฉันซื้อแพะให้แก่ท่าน แล้วฉันก็ซ้ือแพะมาให้แก่ท่านสองตัว และฉันได้ขายหนึ่งในสองตัวนั้นด้วยราคา
หน่ึงดีนารฺ ฉันได้นาแพะตัวนั้นและเหรียญดีนารฺมาให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) แล้วอุรวะฮฺก็เล่า
เรอ่ื งราวของเขาใหแ้ ก่ท่านนบี (ศอ็ ลลลั ลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) และนบี (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) ก็กล่าวกับ
เขาว่า : ขออัลลอฮฺโปรดประทานความจาเริญให้แก่ท่านในการค้าขายของท่าน” (รายงานโดยบุคอรี -3443- /
และตริ มีซี -1258-)

ข้อกาหนดของการมอบฉนั ทะ

หลักเดมิ ของการมอบฉนั ทะ (อัล-วะกาละฮฺ) เป็นส่ิงท่ีศาสนาอนุญาตให้กระทาได้ ในบางกรณีก็เป็นสิ่ง
ที่ส่งเสริมให้กระทา (สุนนะฮฺ) ถ้าหากเป็นการช่วยให้สามารถกระทาสิ่งที่ส่งเสริมให้กระทา และบางทีอาจเป็น
สิ่งที่ไม่ควรกระทา (มักรูฮฺ) ถ้าหากเป็นการช่วยเหลือให้สามารถกระทาส่ิงท่ีไม่ควรกระทา หรือเป็นส่ิงต้องห้าม
(หะรอม) หรือเป็นส่ิงท่จี าเป็น (วาญิบ) ขึ้นอย่กู ับสิ่งทม่ี กี ารมอบฉนั ทะให้กระทาในส่งิ นน้ั ๆ

42 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

องค์ประกอบของการมอบฉันทะ

การมอบฉนั ทะมีองคป์ ระกอบ 4 ประการดงั ต่อไปนี้

1. ผู้มอบฉันทะ (อลั -มุวักกลิ ) คือ ผู้ท่ีขอความช่วยเหลือจากบุคคลอ่ืนเพ่ือให้ทาการบางอย่างแทนตน
โดยมเี งอ่ื นไขในตวั ผมู้ อบอานาจวา่ เขามีความสามารถที่จะดาเนินการสิ่งที่เขามอบฉันทะได้อย่างบรรลุผลใช้ได้
โดยเขามกี รรมสทิ ธ์ิหรือมีอานาจดาเนินการ กล่าวคือ เขามีสิทธิตามศาสนบัญญัติท่ีจะทาการในส่ิงที่เขาอนุญาต
ใหบ้ คุ คลอนื่ ไปทาการแทน และศาสนายอมรบั วา่ การดาเนินการของเขามีผลใช้ไดถ้ ูกต้องและมีผลเกดิ ขึ้นตามมา

ดังนั้นเจ้าของทรัพย์สินที่บรรลุศาสนภาวะและมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่ถูกอายัดทรัพย์ หรือ
ผู้ปกครองทรพั ยส์ ินของผูเ้ ยาว์ เชน่ บดิ า ปุู และผทู้ ่ีได้รับหน้าที่ดูแลผู้เยาว์ตามการส่ังเสียย่อมมีสิทธิในการมอบ
ฉันทะให้บุคคลอืน่ ดาเนนิ การแทนตนได้

และฝาุ ยชายทบี่ รรลศุ าสนภาวะ มีสตปิ ๎ญญา ย่อมมีสิทธิมอบฉันทะให้ผู้ชายคนหนึ่งสนองรับการนิกาห์
แทนตนได้ ตลอดจนผู้ปกครอง (วะลี) ที่มีคุณธรรมย่อมมีสิทธิมอบฉันทะให้บุคคลอ่ืนทาพิธีนิกาห์บุตรีของตน
หรือสตรีทีอ่ ยภู่ ายใตก้ ารปกครองของตนได้

อนงึ่ คนตาบอด ในกรณขี องการซ้ือขายหรือการกระทาอย่างอื่นท่ีจาเป็นต้องอาศัยการแลเห็นนั้นถือว่า
ใชไ้ มไ่ ด้ แตก่ ารทค่ี นตาบอดมอบฉนั ทะใหบ้ ุคคลอน่ื ไปดาเนนิ การแทนในเร่ืองดังกลา่ วยอ่ มถือว่าใช้ได้

2. ผู้รับมอบฉันทะ (อัล-วะกีล) คือ ผู้ทาการแทนบุคคลอื่นโดยได้รับคายินยอมและได้รับมอบฉันทะ
ผู้รับมอบฉันทะมีเง่ือนไขเช่นเดียวกับผู้มอบฉันทะดังที่กล่าวมาแล้วในข้อท่ี 1 แต่มีข้อยกเว้นในกรณีการมอบ
ฉันทะให้ผู้เยาว์ที่อยู่ในวัยท่ีไร้เดียงสา (มุมัยยิซ) ซึ่งยังไม่บรรลุศาสนภาวะเพื่อให้ประกอบพิธีฮัจย์ที่ตกเป็นสุน
นะฮฺ การมอบใหเ้ ชือดกุรบา่ นและการมอบให้แจกจ่ายซากาต ย่อมถอื วา่ ใช้ได้

อนงึ่ มเี งื่อนไขเพม่ิ เติมในตัวผู้รับมอบฉันทะวา่ ตอ้ งถูกระบุตัวแน่นอน ดังน้ันถ้าหากผู้มอบฉันทะได้กล่าว
แกค่ นสองคนว่า “ฉันมอบฉนั ทะให้คนหน่ึงจากสองคนนี้ขายบา้ นของฉัน” การมอบฉันทะน้ีถือว่าใช้ไม่ได้ และมี
เงอ่ื นไขอีกวา่ ผู้รับมอบฉันทะจะตอ้ งเป็นผู้ที่มีคุณธรรม (อาดิล) ถ้าหากเขาเป็นผู้ได้รับมอบฉันทะจากผู้พิพากษา
(กอฎี) หรอื เป็นผู้ไดร้ บั มอบฉันทะจากผูป้ กครองใหข้ ายทรัพยส์ นิ ของผู้ท่ีอยู่ในปกครองของตน

3. ถ้อยคาทีใ่ ชต้ กลงในการมอบฉนั ทะ คือ คาเสนอ (อีญาบ) และคาสนองรับ (กอบูล)

ในการใช้ถ้อยคาตกลงในการมอบฉันทะมีเง่ือนไข 2 ประการ คือ

ต้องเป็นถอ้ ยคาจากฝาุ ยผู้มอบฉันทะท่ีบ่งบอกว่า เขายินยอมมอบฉันทะอย่างชัดเจนหรือมีนัยบ่งช้ีว่ามี
เจตนาในการมอบฉนั ทะ ทัง้ นอ้ี นญุ าตให้ใชว้ ธิ เี ขียนข้อความหรอื จดหมายแทนคาพดู ในการมอบฉนั ทะได้

สาหรบั ผรู้ ับมอบฉันทะ การแสดงออกว่ายอมรับการมอบฉันทะนั้นก็ถือว่าใช้ได้แล้ว โดยไม่มีเง่ือนไขว่า
ตอ้ งกลา่ วรับการมอบฉนั ทะเป็นถ้อยคา ย่ิงไปกว่าน้นั การดาเนินการตามท่ีได้รับมอบฉันทะ ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
ต้องไม่นาการมอบฉันทะไปผูกพันกับเงื่อนไขใด ๆ แต่หากผู้รับมอบฉันทะได้เข้าไปดาเนินการในกรณีน้ีเมื่อ
เง่ือนไขท่ีผูกพันเอาไว้เกิดข้ึนจริง การดาเนินการนั้นก็ถือว่าใช้ได้เพราะมีการยินยอมและอนุญาตให้เข้าไป
ดาเนินการแล้ว และการกาหนดระยะเวลาในการมอบฉันทะไว้ เช่น ผู้มอบฉันทะกล่าวว่า “ท่านเป็นผู้รับมอบ
ฉันทะจากฉันในการดาเนินการนั้น ๆ มีกาหนดเวลาหนึ่งเดือน” ถือว่าใช้ได้ และจะส้ินสุดลงเมื่อสิ้นสุดเวลาท่ี
กาหนดไว้ โดยผรู้ ับมอบฉันทะไมม่ สี ิทธดิ าเนนิ การใด ๆ อกี ภายหลังจากส้ินสดุ เวลาทีม่ อบฉนั ทะให้

4. เรอื่ งท่ีมอบฉันทะให้ดาเนินการ หมายถึง เรื่องอันเป็นธุระท่ีผู้ได้รับมอบฉันทะจะเข้าไปดาเนินการ
แทนผู้มอบฉันทะสาหรับเง่อื นไขในเรอื่ งทมี่ อบฉันทะมดี ังนี้

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 43

1.สิทธิในการดาเนินการเป็นของผมู้ อบฉันทะขณะทเ่ี ขามอบฉนั ทะให้ผู้อนื่ ทาการแทน

2.เรื่องท่มี อบฉันทะต้องเปน็ ที่รู้กนั แมจ้ ะเพียงบางแง่มมุ ก็ตาม

3.เร่ืองท่มี อบฉันทะตอ้ งเป็นเรื่องที่สามารถดาเนินการแทนกันได้ เช่น การซื้อขาย, การสมรส, การหย่า
, การหนุ้ ส่วน และการประนปี ระนอม เปน็ ตน้

ประเภทของการมอบฉันทะทมี่ ีผลใช้ได้

การมอบฉันทะท่ีมีผลใชไ้ ด้ มหี ลายประเภท อาทิเชน่

-การมอบฉันทะให้ทาศาสนกิจ (อิบาดะฮฺ) ประเภทที่มีเงื่อนไขว่าร่างกายต้องมีความสามารถปฏิบัติได้
แต่มิใช่เป็นเงื่อนไขที่ทาให้ศาสนกิจน้ันเป็นสิ่งจาเป็น (วาญิบ) เช่น ฮัจญ์ และอุมเราะฮฺ ขณะท่ีเขาไม่มี
ความสามารถปฏิบตั ดิ ้วยตนเองได้

-การมอบฉันทะให้ดาเนินการในส่วนที่จะทาให้การทาศาสนกิจ (อิบาดะฮฺ) ท่ีเก่ียวข้องกับทรัพย์สิน
สมบรู ณ์ลลุ ว่ ง อาทเิ ช่น มอบฉนั ทะใหจ้ า่ ยซะกาตแก่ผ้มู ีสทิ ธิไดร้ บั การเชอื ดสัตว์กุรบ่าน เปน็ ตน้

-การมอบฉันทะเพ่ือทาให้โทษประหารชีวิตเป็นที่ปรากฏและการมอบอานาจให้เอาผิดตามโทษ
ประหาร

- การมอบฉันทะให้เขา้ ครอบครองส่งิ ทีศ่ าสนาอนมุ ัติ เชน่ การล่าสตั วแ์ ละเกบ็ พน้ื เป็นต้น

- การมอบฉันทะในเร่อื งตา่ ง ๆ ทศี่ าสนาอนมุ ัตแิ ละสามารถดาเนินการแทนการได้

ประเภทของการมอบฉันทะทใ่ี ชไ้ ม่ได้

-การมอบฉนั ทะท่ีใชไ้ มไ่ ดม้ ีหลายประเภท อาทิเชน่

- การมอบฉันทะให้ทาศาสนกิจ (อิบาดะฮฺ) ท่ีเกี่ยวข้องกับร่างกายเพียงอย่างเดียว เช่น การละหมาด,
การถือศลี อด เป็นตน้

- การมอบฉนั ทะเพ่ือทาใหก้ ารลงโทษ (ฮดั ด)์ เปน็ ทปี่ รากฏ

- การมอบฉันทะเพอื่ ใหเ้ ปน็ พยานแทน

- การมอบฉนั ทะใหบ้ นบาน (นะซรั ) และสาบานแทน

- การมอบฉนั ทะในเร่อื งอีลาอฺ (คือการทส่ี ามสี าบานว่าจะไมร่ ว่ มประเวณีกับภรรยาของตนเลยหรือเป็น
เวลาเกินกว่าส่เี ดอื น) เรื่อง การลิอาน (คือการใช้ถ้อยคาที่ศาสนากาหนดไว้ เพ่ือเป็นหลักฐานสาหรับฝุายสามีท่ี
จาเปน็ ตอ้ งกล่าวหาภรรยาของตนวา่ มีชู้ และเพื่อปกปูองศักดศ์ิ รขี องตน) และในเร่ืองกอซามะฮฺ (คือการท่ีพบว่า
มีคนหน่ึงถูกฆ่าตายในหมู่บ้านหรือตาบลหน่ึง แต่ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นฆาตกร ให้ญาติของผู้ตายจานวนห้าสิบคน
สาบานปรับปราคนหน่ึงว่าเป็นฆาตกร แล้วจัดการลงโทษหรือให้พวกท่ีถูกกล่าวหาสาบานว่าพวกเขาไม่ได้ฆ่า
และไมร่ วู้ ่าผู้ใดเปน็ ฆาตกร)

- การมอบฉันทะใหร้ บั สมอา้ ง (อกิ รฺ อร)

- การมอบฉันทะใหไ้ ปฉกชิงทรพั ย์ หรือลกั ขโมย หรือประกอบอาชญากรรม เป็นต้น

44 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ใบงานที่ 4

เร่อื ง การมอบฉนั ทะ

1.อภิปรายประเภทของการมอบฉันทะท่ใี ช้ไดแ้ ละใชไ้ ม่ได้
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

2.ใหน้ ักศึกษาตอบคาถามประเด็นการมอบฉันทะต่อไปนี้ พอสงั เขป

- ผู้มอบฉนั ทะ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
- ผู้รับมอบฉันทะ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

- ถอ้ ยคาท่ีใชต้ กลงในการมอบฉนั ทะ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ช่ือ.................................................สกลุ .......................................................กลุ่ม...............................

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 45

ใบความร้ทู ่ี 5

การออม

มุสลิมสามารถที่จะดารงชีวิตอยู่ในสังคมไทยโดยยังคงยึดมั่นในหลักการศาสนา มีสิทธิเสรีภาพในการ
นับถือและปฏิบัติหลักการศาสนาในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการประกอบศาสนกิจ ด้านการศึกษา ด้าน
กฎหมาย ด้านการแต่งกายตามบัญญัติอิสลาม ด้านการบริโภคอาหารฮาลาล และหนึ่งในนั้นคือด้านเศรษฐกิจ
การเงินจึงเป็นท่ีมาของการก่อต้ังสหกรณ์อิสลามเพ่ือเป็นช่องทางให้พี่น้องมุสลิมได้ใช้ธุรกรรมทางการเงินอย่าง
ถูกตอ้ งตามหลักการศาสนา ปราศจากดอกเบ้ียและการขูดรีด คดโกง

ระบบการออมทรัพย์แบบสหกรณ์อิสลามเป็นอย่างไร มีหลักการอย่างไรบ้าง รายงานฉบับนี้ได้รับ
เกียรติจาก “อ.อาลี เสือสมิง” ครูใหญ่โรงเรียนมัจลิซุดดีนี สวนหลวง กรุงเทพฯ มาเป็นผู้ช้ีแจงและให้คาตอบ

ระบบสหกรณ์อสิ ลาม
1. สหกรณอ์ ิสลามหมายถึงคณะบุคคลซึ่งร่วมกันดาเนินกิจการ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือช่วยเหลือซึ่งกัน

และกนั ตามหลกั การของศาสนาอสิ ลาม

หลกั การดาเนินกจิ การของสหกรณอ์ สิ ลาม
สหกรณ์อิสลามมีวัตถุประสงค์และเปูาหมายหลักในการให้ความช่วยเหลือสมาชิกของสหกรณ์เพื่อ

บรรเทาผลกระทบท่ีเกิดขึ้น เช่น อัคคีภัย, ความเสียหายทางทรัพย์สินหรือกรณีเจ็บปุวย เป็นต้น ซ่ึงการ
ช่วยเหลือดงั กลา่ วสอดคลอ้ งกับหลกั คาสอนของอิสลามดังที่มีระบุในอัลกุรอาน ความว่า “และสูเจ้าท้ังหลายจง
ช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน ในส่ิงดีงามและความยาเกรง ” ซูเราะห์อัล-มาอิดะห์ อายะห์ที่ 2

2. สมาชกิ ของสหกรณอ์ ิสลามจะจ่ายเงินเปน็ งวดแกก่ องทุนของสหกรณซ์ ่ึงอาจจะมีอัตราท่ีแน่นอนหรือ
เปลย่ี นแปลงก็ได้ โดยสมาชิกของสหกรณจ์ ะมคี ณุ สมบตั เิ ป็นทง้ั ผู้ใหป้ ระกันและผู้เอาประกันในคราวเดียวกัน ซ่ึง
นักวิชาการเรียกการเอาประกันประเภทนี้ว่าการเอาประกันแบบแลกเปลี่ยน (อัตตะอฺมีน -อัตตะบาดุลี)

3. บรรดาสมาชิกของสหกรณ์สามารถต้ังคณะกรรมการกองทุนสหกรณ์จากกลุ่มสมาชิกเพ่ือทาหน้าท่ี
ในการกาหนดอัตราของเงินช่วยเหลือทดแทนซึ่งสมาชิกมีสิทธิได้รับในกรณีเกิดอุบัติภัยหรือความเสียหายโดย
อัตราของเงินชว่ ยเหลอื นั้นจะต้ังอย่บู นหลักของความเทา่ เทยี มกนั

4. การทาข้อตกลงของสมาชิกกับสหกรณ์นั้นจะมีเน้ือหาหลักในการร่วมกันแบกรับผลกระทบหรือ
อุบัติภัยท่ีเกิดขึ้นกับผู้หน่ึงผู้ใดจากสมาชิก กล่าวคือ เป็นการกระจายความเสี่ยงในหมู่สมาชิกโดยไม่มีการ
แสวงหากาไรและผลประโยชน์ต่างตอบแทนแต่เป็นการทาข้อตกลงในเชิงของการร่วมรับผิดชอบซ่ึงกันและกัน

5. การจ่ายเงนิ เข้ารว่ มกองทุนของสหกรณน์ ัน้ เป็นการจา่ ยเงนิ ในเชิงบรจิ าค (ตะบัรรุอฺ) และไม่มีข้อห้าม
แต่อย่างใดในการนาเงินของกองทุนสหกรณ์ไปลงทุนเพ่ือการพัฒนากองทุนให้งอกงามในกิจการท่ีเป็นท่ีอนุมัติ
ตามหลกั การของศาสนา โดยใช้หลักการร่วมลงทนุ แบบมฎุ อรอบะห์

การธนาคารแบบอิสลามในรูปแบบสหกรณ์ในชุมชนเกิดข้ึนจากความจาเป็นและความต้องการในการ
แก้ปญ๎ หาของชุมชน การอนรุ กั ษ์วถิ ชี ีวิตของชุมชนตามหลักการศรัทธา และกาลังความสามารถในการระดมทุน
เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนของพี่น้องในชุมชนให้สามารถช่วยเหลือสมาชิกและครอบครัวของสมาชิกในการพัฒนา
ด้านการศึกษาของลูกหลานสมาชิก เจ้าหน้าท่ีของกองทุน ตลอดจนการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การเพ่ิมรายได้
ของสมาชิกเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทางสังคม และสร้างระบบการช่วยเหลือตามหลักการอิสลามตามแบบ
ฉบับของท่านศาสดา (หลักตะกาฟุล/การช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน) ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการกองทุนเพื่อการสร้าง
ครอบครัวใหม่ของสมาชกิ การเลย้ี งดทู ารกแรกเกิด การเจ็บปุวย การชราภาพและการเสียชีวิตของสมาชิกและ
ครอบครวั ตลอดจนกองทนุ เพอื่ การศึกษาบุตรของสมาชกิ ที่เขา้ ร่วมกับกองทุน

46 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

สาหรับการดาเนนิ งานของสหกรณอ์ สิ ลามในขณะน้ี มรี ายละเอียดดงั นี้
ดา้ นเงินฝาก

1. รับฝากเงนิ ค่าหุ้นสมาชิกประจาเดือน
2. รับฝากเงนิ ออมทรัพย์ ประเภทวะดีอะห์ (รักษาทรพั ย์)
3. รับฝากเงนิ ออมทรัพย์ ประเภทมฎุ อรอบะห์ (ร่วมลงทนุ ทั่วไป หรอื เฉพาะโครงการ)
4. รบั ฝากเงนิ สะสมทรัพย์เพ่ือไปประกอบพิธีฮจั ญ์ (กองทนุ ฮจั ญ์/ตาบงฮัจญ)์
ด้านเงินบรจิ าคและสมทบเข้ากองทนุ
1. กองทนุ เพ่อื ตะกาฟุล (ช่วยเหลือสมาชิก) ในกรณีต่างๆ ตามทต่ี กลง
2. กองทุนเพอ่ื สรา้ งครอบครัวใหม่ (การแตง่ งานของสมาชกิ )
3. กองทนุ เพ่อื การศึกษาบุตร
4. กองทนุ เพื่อการทากุรบา่ นของสมาชกิ ร่วมกบั ชมุ ชน (ในวันอีดอฎั ฮา)
5. กองทุนซากาตการคา้ ของสหกรณ์อิสลาม

ดา้ นสินเชอ่ื สาหรับความจาเปน็ ของสมาชกิ โดยปลอดดอกเบย้ี
1. สนิ เชื่อเพื่อซ้ือสนิ ค้าแบบมุรอบะหะฮ์ (บวกกาไรทนั ทหี รือระยะสั้น)
2. สินเชื่อเพื่อซ้ือสนิ ค้าแบบบยั อฺ บษิ ะมะนลิ อาญีล (ผ่อนชาระระยะยาว / ตามท่ีตกลง)
3. กจิ การรว่ มลงทุนกบั สมาชิก, ระหว่างสหกรณ์ หรอื ระหวา่ งชุมนุมสหกรณ์

ด้านสวัสดิการใหก้ บั สมาชิกและครอบครัว
1. สวัสดิการชว่ ยเหลือใหส้ มาชิกกเู้ งินไมม่ ีกาไร (ก๊อรฎุน)ฺ
2. สวสั ดกิ ารเมอ่ื สมาชิกคลอดบุตร หรอื ไดบ้ ุตรใหม่
3. สวัสดกิ ารเมอื่ สมาชิกถึงวัยชราภาพ
4. สวัสดิการเม่อื สมาชิกเจบ็ ไข้ และเข้ารบั การรกั ษาในโรงพยาบาล
5. สวัสดการเมอ่ื สมาชิกหรือครอบครัวเสียชีวิต
6. สวัสดกิ ารใหส้ มาชิกยืมเงนิ เพ่ือแต่งงาน
7. สวสั ดิการทนุ สนับสนุนการศึกษาบุตรของสมาชิก


Click to View FlipBook Version