รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 97
ใบงานที่ 11
เรอื่ ง ศัลยกรรมและการแปลงเพศ
1.วิเคราะห์ชอ่ งทางท่ีอสิ ลามอนุญาตการทาศัลยกรรม สามารถกระทาได้หรือไม่อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2.การแปลงเพศ สามารถกระทาไดห้ รือไม่อย่างไรและมีผลกระทบอยา่ งไรตอ่ สถาบนั ครอบครัว
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
3.นักศกึ ษาร่วมอภิปราย หกู ่มของการทาศัลยกรรมพรอ้ มเหตผุ ล
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ชื่อ.................................................สกุล.......................................................กลมุ่ ...............................
98 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ใบความรู้ท่ี 12
การผสมเทยี ม และการคุมกาเนิด
การผสมเทียม หมายถึงการนาน้าอสุจิฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกของฝุายหญิง โดยไม่มีการร่วมเพศ การ
ผสมเทยี ม น้พี บว่ามีโอกาสตง้ั ท้องไดป้ ระมาณร้อยละ 50 การผสมเทยี มมี 2 ชนดิ คอื
1. ใชน้ ้าอสจุ ขิ องสามีตัวเอง จะทาในรายท่ีสามีมีการหล่ังน้าอสุจิผิดปกติไม่เข้าไปในโพรงมดลูก หรือ
รายท่ีอสจุ ิของสามมี ีคุณภาพไมด่ พี อ ซงึ่ จะตอ้ งนาอสุจิน้ันไปเตรียมด้วยเคร่ืองมือจนมีคุณภาพและ
ปริมาณมากพอ แล้วจงึ นามาฉดี เขา้ ในโพรงมดลกู ของภรรยา
2. ใช้นา้ อสุจิของผู้อน่ื จะใช้ในกรณที ี่สามไี มม่ ตี วั อสุจิเลย การทาด้วยวิธีนี้จะต้องปรึกษาหารือกันให้ดี
กอ่ นทา เพราะจะมปี ๎ญหาในเรอื่ งความรสู้ ึกและและการยอมรบั ลูกที่จะเกิดมาด้วย
การผสมเทยี มกบั ภาวะมีบุตรยาก
โดยทั่วไปคู่สมรสชายหญิงท่ีอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้คุมกาเนิด มีเพศสัมพันธ์กันสม่าเสมอ แล้วยังไม่
สามารถท่ีจะมีลูกได้ในระยะเวลา 1 ปี ซ่ึงมีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น ถือว่าเข้าข่ายการมีลูกยาก ซึ่งควรไป
ปรกึ ษาคุณหมอ เพ่ือหาสาเหตแุ ละทาการรกั ษาต่อไป
ทกุ วันน้ีชายหญงิ เป็นเหตขุ องการมลี กู ยากใกลเ้ คยี งกัน บางครั้งพบความผิดปกติร่วมกันท้ังสองฝุาย แต่
คสู่ มรสบางคู่ตรวจหาสาเหตุอยา่ งไรกอ็ าจจะไมพ่ บความผดิ ปกตอิ ะไรเลยท้ังในฝุายชายและฝุายหญิงก็มเี ช่นกัน
1.สาเหตุจากฝุายหญิง อาจจะเกิดได้จากป๎ญหาหลายประการมากกว่าฝุายชาย เช่น มูกที่ปากมดลูก
เหนียวเกินไปจนเช้ืออสุจิวิ่งผ่านเข้าไปในมดลูกไม่ได้ ปากมดลูกมีการอักเสบ ทาให้สร้างมูกที่มีสภาพในการนา
เชอ้ื อสุจิเข้าสโู่ พรงมดลกู ไม่ได้ ผนังเยอื่ บโุ พรงมดลูกหนาหรือบางจนเกนิ ไป จนตวั อ่อนฝง๎ ตวั เพ่อื การเจริญเติบโต
ต่อไปไม่ได้ ท่อนาไข่ตีบตันจนไข่และเช้ืออสุจิผสมกันที่บริเวณดังกล่าวไม่ได้ รังไข่สร้างไข่ไม่ได้ ไม่มีการตกไข่
หรอื สร้างไข่ได้แตไ่ มม่ ีคุณภาพ
2. สาเหตุจากฝาุ ยชาย มกั เกิดจากป๎ญหาของคณุ ภาพของเชือ้ อสุจิท่สี ร้างจากลูกอัณฑะ อาจไม่แข็งแรง
พอหรือไม่มากพอ ซ่ึงป๎ญหาดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น อายุมาก เคยติดเช้ือโรคคางทูมที่ลูก
อัณฑะ เป็นโรคเบาหวาน เป็นตน้
3. สาเหตุจากทั้งสองฝุาย ท่ีพบบ่อย เช่น ฝุายหญิงมีการสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้ออสุจิ ทาให้ไปผสม
กับไข่ไม่ได้ เปน็ ต้น
การรักษาการมบี ตุ รยาก
โดยปกตแิ ลว้ คณุ หมอจะพยายามรักษาตามสาเหตทุ ี่ตรวจพบเสียก่อน ถ้ารักษาตามสาเหตุแล้วไม่ได้ผล
หรือบางรายหาสาเหตุไม่ได้ แพทย์อาจจะตัดสินใจรักษาด้วยวิธีการใช้เทคโนโลยีเจริญพันธ์ุเข้ามาช่วย ซ่ึงทุก
วันน้ีมอี ยู่มากมายหลายวธิ ีดว้ ยกัน
การผสมเทียมแบบต่างๆ
ผู้ที่มีลูกยากต้องมีสิทธิ์รู้และเลือกวิธีการผสมเทียม เพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ช่วยผู้ท่ีอยากมี
ลูกน้ันมีอยู่หลายวิธี การจะเลือกวิธีใดย่อมขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของพ่อแม่เป็นหลัก และแต่ละวิธีก็ให้
เปอรเ์ ซ็นตค์ วามสาเร็จไมเ่ ทา่ กนั บางคนอาจต้องลองใช้หลายวิธี บางคนใช้วธิ ีเดียวคร้ังเดียวก็สาเรจ็ โดยท้ังหมด
นท้ี ้ังตัวพอ่ แมต่ ้องมสี ิทธ์ิรทู้ ุกแงม่ มุ และรว่ มพจิ ารณาเลือกไปพร้อมกบั แพทย์
1. การฉีดเช้ือหรือการผสมเทียม (Intra Uterine Insemination หรือ IUI) คือการเอาเชื้ออสุจิของ
ฝาุ ยชายมาคัดเช้ือทม่ี ีคณุ ภาพโดยเลอื กตวั ท่วี ิ่งเร็ว แข็งแรง และรูปร่างดีที่สุด ฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกในวันท่ีไข่
รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 99
ตก โดยแพทย์จะใช้ฮอร์โมนจากภายนอกช่วยฉีดเข้าไปหรืออาจมีการอัลตราซาวนด์ด้วย แล้วลองดูว่าการทา
ลกั ษณะน้แี ลว้ ไดผ้ ลหรือไม่
โดยปกติแล้วการผสมเทียมจะทาไม่เกิน 3 ครั้ง ถ้าเกิน 3 คร้ังแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ก็ต้องเปล่ียนวิธีไปทา
กิฟต์ ซ่ึงความสาเรจ็ แตล่ ะครัง้ ประมาณ 15-20% วิธนี ี้ใชใ้ นกรณ.ี ..
1. ฝุายชายมีเชื้ออสุจิไม่แข็งแรงหรือมปี รมิ าณน้อย
2. ฝุายหญิงไม่มีมกู ที่ปากมดลูก หรอื มูกเหนียวขน้ และไม่สามารถผลิตฮอรโ์ มนได้เพียงพอต่อการผลติ
ไขท่ ีส่ มบรู ณไ์ ด้ ซ่ึงอาจตอ้ งใชฮ้ อร์โมนเพ่มิ และกระตุ้นการตกไข่
2. การทากิฟท์ (Gamete IntraFollopain Transfer หรือ GIF) คือการเกบ็ เซลลส์ บื พนั ธท์ุ ้ังไข่และ
อสจุ มิ าผสมกัน จากน้ันจึงใส่กลับเขา้ สทู่ ่อนาไข่ทนั ที โดยให้อสุจิและไข่ปฏสิ นธิกนั เองตามธรรมชาติในร่างกาย
ของแม่ โอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 30-40% วิธนี ี้ใชใ้ นกรณี...
ฝุายชายมเี ชื้ออสจุ ิอ่อนแอไมม่ ากนกั
ฝาุ ยหญิงมที ่อนาไขท่ ปี่ กตอิ ยา่ งนอ้ ย 1 ข้าง มภี าวะเย่ือบโุ พรงมดลกู เจรญิ ผิด
ท่ี หรือมีพงั ผดื มาก
อาจใชส้ าหรับคู่สมรสท่ีไมท่ ราบสาเหตุของการมบี ุตรยาก
3. การทาซิฟท์ (Zygote IntraFollopain Transfer หรือ ZIFT) คือการผสมกันระหว่างไข่กับอสุจิค้
ลายการทากิ๊ฟท์ แต่ต่างกันตรงที่ต่างจากการทากิฟท์ตรงท่ีเป็นการนาไข่และอสุจิมาผสมกันให้เกิดการปฏิสนธิ
นอกร่างกายก่อน แล้วจึงนาตัวอ่อนในระยะ Zygote ใส่กลับเข้าไปในท่อนาไข่ โอกาสตั้งครรภ์แต่ละคร้ัง
ประมาณ
20-30% วธิ นี ี้ใชใ้ นกรณี...
ฝุายชายมีเช้ืออสุจนิ ้อยกว่าปกติ
ฝาุ ยหญิงทีท่ ่อนาไข่ไม่ตนั แต่ทางานไมป่ กติ มภี าวะเยื่อบโุ พรงมดลูกเจรญิ
ผิดที่ และมีพังผืดมาก
คู่สมรสท่ไี ม่ทราบสาเหตุของการมีบุตรยากดว้ ย
4. การทาเด็กหลอดแก้ว (InVitro Fertilization and Embryo Transfer หรือ IVF& ET) คือ การเอา
ไข่ 10-20 ใบ ออกมาผสมกับอสุจิในจานหรือในหลอดแก้ว พอผสมกันแล้วจะรู้เลยว่าจะมีการปฏิสนธิหรือไม่
แล้วก็ต้องเล้ียงตัวอ่อนประมาณ 3-5 วัน แล้วจึงใส่กลับเข้าไปในมดลูกของฝุายหญิง โอกาสตั้งครรภ์สูงสุดคือ
30-50% วธิ นี ใ้ี ชใ้ นกรณี...
ฝาุ ยชายมเี ชือ้ อสุจทิ ี่ไมแ่ ขง็ แรง
ฝาุ ยหญงิ มีท่อนาไข่อุดตนั ทงั้ 2 ขา้ ง และมพี งั ผืดในองุ้ เชิงกราน
5. การทาอิ๊คซ่ี (IntraCytoplasmic Sperm Injection หรือ ICSI) เป็นการต่อยอดจากเด็ก
หลอดแกว้ โดยเอาเข็มทีม่ ีเชอ้ื สเปริ ม์ อยู่หนง่ึ ตวั เจาะเข้าไปในไข่ เป็นการช่วยตัวเชื้อสเปิร์มที่ไม่แข็งแรง และไม่
สามารถเจาะเข้าไปได้ โอกาสต้งั ครรภ์ประมาณ 25-30% วธิ ีน้ีใช้ในกรณ.ี ..
ฝาุ ยชายมเี ชือ้ อสุจผิ ดิ ปกติอย่างมาก
ฝาุ ยหญงิ มรี ังไข่ผดิ ปกติ ไม่มีการตกไข่ และไขก่ ับอสุจไิ ม่สามารถปฏิสนธิกนั เองได้
100 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
6. บลาสโตซิสท์ คัลเจอร์ (Blastocyst Culture) เป็นข้ันตอนเล้ียงตัวอ่อนก่อนจะใส่กลับเข้าไปใน
มดลกู โดยจะเลีย้ งตัวอ่อนประมาณ 3-5 วนั ซึ่งวันท่ี 3 ของการเลี้ยงจะเป็นระยะของการแตกเซลล์ วันที่ 5 จะ
เป็นระยะบลาสโตซสิ ท์ ซง่ึ ตวั ออ่ นทโ่ี ตมาถึงระยะบลาสโตซสิ ท์จะมคี ณุ ภาพดีระดับหน่งึ
ส่วนมากในการทาเด็กหลอดแก้วจะมีการปฏิสนธิขึ้นอยู่กับว่าจะได้ไข่จากแม่มาก่ีฟอง ถ้าภายใน
ร่างกายแม่มีผังพืด มีช็อกโกแลตซีสต์ หรือถ้าอายุมาก โอกาสมีไข่ก็จะน้อย และการปฏิสนธิก็อาจจะไม่ติดทุก
ฟอง เช่น ได้ 10 ฟอง อาจจะติดแค่ 7 ฟองหรือ 5 ฟองหรือ 3 ฟอง คือถ้ามีโรคและอายุเยอะก็อาจเหลือไข่
น้อยลง จากน้ันต้องตรวจความผิดปกติของโครโมโซม หรือที่เรียกว่า Preimplantation Genetic Diagnosis
(P.G.D.)
ซึง่ ทาใน 2 กรณี คือ
1.เพอ่ื ตรวจคดั กรองโรคท่ีพบไดบ้ ่อยๆ
2.ตรวจดูวา่ ในโครโมโซมนั้นมโี รคทางพันธุกรรมท่มี ีคนในครอบครัวเปน็ อย่แู ลว้ หรือเปลา่ เพ่ือหลีกเลี่ยง
การเกดิ โรคนกี้ บั ลกู ในทอ้ ง
แต่โดยส่วนมากจะตรวจแบบคัดกรองหรือสกรีนนิ่งแบบที่ 1 มากกว่า คือ ตรวจโครโมโซมประมาณ
5 ตัว เพ่ือคัดกรองโรคท่ีเจออยู่บ่อยๆ เช่น ดาวน์ซินโดรม การตรวจ P.G.D. เหมือนกับเป็นการเจาะน้าคร่าใน
แม่ทท่ี ้องธรรมชาติ จะทาหรือไมท่ าก็ได้ แต่ถา้ ไม่ทากจ็ ะมคี วามเส่ียงเพ่ิมขึ้น เพราะแม่อายุเยอะมีโอกาสท่ีลูกจะ
เป็นดาวน์ซนิ โดรม ถา้ ไม่ตรวจคัดกรอง ก็มีความเส่ยี งสงู ทล่ี กู อาจจะเป็นโรคนีไ้ ด้
ตามทัศนะของอิสลาม
การใชไ้ ขข่ องผหู้ ญงิ อื่นและฝ๎งไว้ในมดลูกนัน้ ไมอ่ นุญาต เพราะมันเหมือนการทาซินา ซ่ึง อัลลอฮ์ตะอา
ลา ตรัสไวว้ ่า
54 : ْشُاً ([ اٌفشلا٠واْ سته لذٚ ًُشاٙصٚ ًُ خٍك ِٓ اٌّاء تششُاً فجؼٍٗ ٔغثاٞ اٌزٛ٘ٚ) :ٌٝ] لاي ذؼا
ความว่า
"และพระองค์คือผู้ทรงบังเกิดมนุษย์จากน้า(อสุจิ) และทรงทาให้มีเชื้อสายและเครือญาติ และพระ
เจา้ ของเจ้าน้ันเป็นผูท้ รงอานภุ าพ"
แน่นอนอัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่บ่าวของพระองค์ ในด้านเชื้อสายและเครือญาติและผูกกฏเกณฑ์
ต่างๆไว้กับท้ังสอง และยกสถานะของท้ังสอง และด้วยกับความโปรดปรานนี้ การรักษาไว้ซ่ึงเช้ือสายจึงเป็น
หลักการ ซึ่งเจตนารมณ์อันสูงส่งนี้มีความจาเป็นอย่างยิ่งยวด ที่ซ่ึงกฏเกณฑ์ต่างๆของบทบัญญัติอิสลามได้พุ่ง
เปูาหมายไปยังกฏข้อน้ี และจากความจาเป็นต่อการรักษาเช้ือสายนี้ อัลลอฮ์ตะอาลา จึงได้วางบทบัญญัติให้มี
การแตง่ งานเป็นท่อี นุมัติ และให้การทาซนิ าเป็นสิ่งทต่ี ้องหา้ ม
سدّحٚ دجِٛ ُٕى١ﺟؼً تٚ اٙ١ٌا إٛاﺟُاً ٌرغىٚاذٗ أْ خٍك ٌىُ ِٓ أٔفغىُ أص٠ِٓ آٚ ):ٌٝلاي ذؼا
21 : َْٚ( [ اٌشٚرفىش٠ َٛاخ ٌم٠٢ رٌهٟ ] اْ ف.
ความวา่
"และหนึ่งจากสัญญาณท้ังหลายของพระองค์ คือ ทรงสร้างคู่ครองให้แก่พวกเจ้าจากตัวของพวก
เจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และ ทรงมีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า
แทจ้ รงิ ในการน้ี แนน่ อน ยอ่ มเปน็ สัญญาณแก่หมูช่ นผูใ้ คร่ครวญ"
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 101
32 : لُاً ( [ الإعشاء١عاء عثٚ أٗ واْ فادشحٝٔا اٌضّٛل ذمشتٚ) :ٌٝلاي ذؼاٚ ] .
"แ ละ พว กเ จ้า อย่ าเ ข้า ใก ล้ก าร ผิ ด ปร ะเ วณี แ ท้จ ริง มัน เป็ น ก าร ลา มก แ ล ะท าง อัน ชั่ว ช้า "
ดงั กล่าวนนั้ แท้จรงิ บุตร คือ ผลผลิตของการแต่งงานที่ถูกต้อง เกิดข้ึนระหว่างผู้เป็นพ่อและแม่ ทั้งสอง
ได้ทาการอบรมเลี้ยงดูเขาทั้งในด้านจิตใจและอุปนิสัย ส่วนลูกซินาน้ันนับว่าเป็นความอัปยศของผู้เป็นมารดา
เมื่อไม่รู้ว่าใครคือพ่อของเด็ก และซ่ึงจะทาให้เกิดความเสื่อมเสีย และค่อยๆทาให้สังคมพังทลาย แม้ว่าบรรดา
นักฟุกอฮาฮ์ ขออัลลอฮ์โปรดเมตตาพวกเขา ได้นาเสนอถึงเด็กกลุ่มน้ีภายใต้หัวข้อ "เด็กกาพร้า" พวกเขา
สง่ เสริมให้เอาใจใส่ และอบรมเลี้ยงดูเขา เพราะเขาก็คือมนุษย์ท่ีมีเกียรติคนหน่ึง ไม่ให้เพิกเฉยกับพวกเขา และ
ไม่อนุญาตให้ดูถูกพวกเขา และจาเป็นท่ีจะต้องฟ้ืนฟูสิ่งดังกล่าว คาดหวังในส่ิงท่ีดีงามและปกปูองจากความช่ัว
ท่านนบี ศอ็ ลลลั ลอฮุอะลัยฮิวะซัลลมั กลา่ ววา่
ٗ١ٌٍٍؼا٘ش اٌذجش" ِرفك ػٚ ٌذ ٌٍفشاػٌٛ "ا:ٍُعٚ ٗ١ٍ الله ػٍٝلذ لاي صٚ.
ความว่า “ บตุ รเป็นของเจา้ ของทน่ี อน และสาหรับคนพระพฤตชิ ั่วนั้น คือ ก้อนหนิ ”
เปูาหมายของคาวา่ "เจ้าของท่ีนอน" คือ การทภ่ี รรยาต้ังครรภ์จากสามีของนางท่ีมีความเกี่ยวพันธ์กันจากการ
แต่งงานที่ถูกต้อง และลูกก็เป็นของสามีโดยถูกต้อง และเปูาหมายของคาว่า “คนประพฤติชั่ว” ก็คือ ผู้ทาซิ
นา ในฮะดิษบทน้ีเป็นการยืนยันกฎพ้ืนฐานในด้านเชื้อสาย ปกปูองขอบเขตสัญญาของการแต่งงานท่ีถูกต้อง
ดังน้ันการยืนยันหรือปฏเิ สธจึงข้ึนอย่กู ับส่งิ ดงั กลา่ ว
และสง่ิ ท่ีส่ือถงึ การปกปอู งเชอ้ื สายอกี ประการ คือ การวางบทบัญญัติในเรื่องระยะเวลารอคอย(อิดดะห์)
ของผู้หญิงท่ีถูกหย่าหลังจากที่ได้ร่วมหลับนอนไปแล้ว หรือ แม้กระท่ังหลังจากการท่ีได้อยู่ร่วมกับนางสองต่อ
สองซึ่งเป็นการอยู่ร่วมกันสองต่อสองตามหลักการที่ถูกต้อง(หลังแต่งงาน) เช่นเดียวกับท่ีอิสลามห้ามการมีบุตร
บญุ ธรรม หมายความว่า การที่คนๆหน่ึงได้มอบเชื้อสายให้กับอีกคนหน่ึงเสมือนกับเป็นลูกแท้ๆ ทั้งๆที่เขารู้ดีว่า
ไม่ใช่ลูกของเขาแท้ๆ แต่เป็นลูกของคนอื่น และดังกล่าวเพ่ือเป็นการปูองกันแก่มนุษย์และดูแลเอาใจใส่สิทธิ
ต่างๆของคนในครอบครัว ที่บทบัญญัติได้เรียงลาดับ(ความสาคัญ)ทางด้านเครือญาติ(เกรงว่าจะโดนกันสิทธิ)
น้าอสจุ ขิ องชายยงั ไมถ่ ูกสรา้ งเวน้ แต่เม่ือมีการผสมในรังไข่ของเพศหญิงท่ีถูกตระเตรียมไว้ในการตอบรับ
มัน บางทีจากการร่วมสัมพันธ์ บางทีมาจากการนาตัวอสุจิของผู้ชายไปผสมเทียม(โดยปราศจากการร่วมเพศ)
ซึ่งเป็นศาสตร์สมัยใหม่ โดยการนาเอาอสุจิของผู้ชายและไข่ของเพศหญิงมาผสมกัน และฉีดเข้าไปภายนอก
มดลูกของเพศหญิง(นามาผสมภายนอกมดลูก) และนากลับอีกคร้ังสู่มดลูกของผู้หญิงคนเดิม หรือ สู่มดลูกของ
ผู้หญงิ คนอ่นื ซ่งึ เป็นท่ีทราบกนั ดีก็คอื การเชา่ ครรภ์ หรอื การอุ้มบญุ
2 : ْ ) أا خٍمٕا الإٔغاْ ِٓ ٔطفح أِشاض( [ الإٔغا:ٌٝ ] لاي ذؼا.
ความวา่ "แท้จรงิ เราได้สรา้ งมนุษยจ์ ากน้าเชอ้ื ผสมหยดหน่งึ "
บรรดานักวิชาการ ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาพวกท่าน ได้ยอมรับว่า การท่ีเพศหญิงได้นาเอาน้าอสุจิของ
สามีของนางเข้าสู่อวัยวะเพศของนางโดยท่ีไม่มีการร่วมเพศสัมพันธ์ ส่งผลทางด้านบทบัญญัติและทางเชื้อสาย
102 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
หลายประการและจากวิธีการดังกล่าวเราจะสรุปการผสมเทียมท่ีมีหลายรูปแบบดังนี้ ซ่ึงมีท้ังท่ีถูกต้องตาม
บทบัญญัติ และเปน็ ทต่ี อ้ งหา้ มโดยเดด็ ขาด และมีทงั้ อยู่ระหวา่ งอนมุ ัตแิ ละไม่อนมุ ตั ิ
รูปแบบท่ีอนุมัติ
- สว่ นท่ีถกู ต้องตามบทบัญญัติ คอื การนาเอานา้ อสุจขิ องสามีนามาฉีดเข้ากับไข่ของผู้หญิง (ภรรยาของ
ตน) ในมดลูกของนาง โดยปราศจากการมีเพศสัมพันธ์ุ และเช่นเดียวกันคือ การเอาน้าอสุจิของสามีและไข่ของ
ภรรยานามาผสมภายนอกมดลูก หลังจากนั้นก็นากลับไปสู่มดลูกของภรรยา (ตนเอง) รูปแบบที่ได้กล่าวมาน้ี
เปน็ ทย่ี อมรับ เมื่อมคี วามจาเปน็ ท่ีจะตอ้ งทาสิง่ ดังกลา่ ว
รปู แบบทไี่ ม่อนุมัติ
- ส่วนการเอาน้าอสุจิของชายคนหนึ่งที่ไม่ใช่สามีของผู้หญิงคนนั้น หรือนาเอาไข่ของผู้หญิงท่ีไม่ได้เป็น
ภรรยาของเขา หรอื เอาน้าอสจุ ขิ องสามแี ละภรรยาคหู่ น่งึ แตไ่ ปฝากไว้ท่คี รรภ์ของผู้หญิงคนอ่ืน(เพ่ือทาการคลอด
แทน)ทไ่ี ม่ภรรยาของตนเอง ไม่ต้องสงสัยในส่ิงต้องห้ามจากส่ิงดังกล่าวเลย เพราะแท้จริงมันจะนาไปสู่การผสม
ปนเปของเช้ือสาย คือความหมายของคาวา่ "ซินา" และวธิ กี ารดงั กลา่ วน้ี ได้ถูกหา้ ม ไมอ่ นมุ ตั ิจากการเพาะปลูก
ในลักษณะดังกล่าวน้ี ดงั อายะกรุ อานทว่ี ่า
(223:]ٔغاإوُ دشز ٌىُ( [اٌثمشج
ความว่า "บรรดาผู้หญิงของพวกเจ้าน้ัน คอื แหล่งเพาะปลูกของพวกเจา้ "
ดังน้ันเม่ือเกิดการตั้งครรภ์ด้วยกับวิธีการใดวิธีการหนึ่งจากรูปแบบท่ีต้องห้าม แท้จริงแล้วบุตรน้ันก็ไม่
นับวา่ เปน็ ลูกตามบทบัญญตั แิ ละไม่อนญุ าตใหน้ ามาเป็นบุตรบญุ ธรรม
รูปแบบท่ียงั เป็นทถ่ี กเถยี งกัน
- สว่ นทว่ี ่าชายคนหนึ่งมีภรรยาสองคน คนหนึ่งไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ดังน้ันจึงเอาไข่ของภรรยาอีกคน
กับน้าอสุจิของสามี และนาไปใส่ไว้ในมดลูกของภรรยาอีกคน แท้จริงแล้วสภาพน้ียังอยู่ในสถานะ ที่ยังต้อง
พจิ ารณากันอยู่
การคมุ กาเนิด
การคุมกาเนิด คือเทคนิคและวิธีการที่ใช้ในการปูองกันการปฏิสนธิหรือขัดขวางการตั้งครรภ์ เทคนิค
และวิธีการเหล่านี้ เช่น contraception (การปูองกันการตั้งครรภ์หรือการปฏิสนธิ), contragestion (การ
ปอู งกันไม่ใหต้ ัวอ่อนฝ๎งท่ีผนังมดลูก) และการทาแท้ง (การนาตัวอ่อนออกจากมดลูก) เทคนิกและวิธีการเหล่าน้ี
มีความเหลอื่ มล้ากันพอสมควร
รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 103
การคุมกาเนิด น้ันมีอยู่ สองประเภท
ประเภทท่หี นึ่ง การคุมกาเนิดให้มีเฉพาะลูกชายและลูกหญิงหลังจากน้ันทาการคุ้มแบบถาวร ลักษณะ
นไี้ ม่เป็นที่อนุญาต เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง และในจานวนท่ีจากัดนี้ เราจะรู้ได้อย่างไร
วา่ ลูกจะอยกู่ บั เราตลอดไป ซ่งึ บางคนลกู ไดเ้ สยี ชวี ิตตั้งแตย่ งั เด็ก บางคนอาจไม่เหลอื ลกู อย่กู บั เขาเลยกไ็ ด้
ประเภทที่สอง สาหรับผู้หญิงท่ีให้กาเนิดลูกถ่ีๆ และการกาเนิดบุตรมีโทษกับร่างกายของนาง หรือ
เก่ียวข้องกับภาระหน้าที่ภายในบ้าน จาเป็นท่ีนางจะต้องให้การตั้งครรภ์มีระยะเวลาท่ีจากัดลง เช่น การ
วางแผนในการตัง้ ทอ้ งสองปคี ร้ังหนง่ึ ในกรณีนถ้ี ือว่าไมเ่ ปน็ ทีต่ อ้ งห้าม แต่ต้องได้รับอนญุ าตจากสามี
ซ่ึงการคุมกาเนิดท่ีว่าน้ีครอบคลุมในเรื่องการหล่ังนอกด้วย ศอหาบะห์ รอฏิยัลลอฮู อันอุม พวกเขาได้
เคยหลั่งนอก และอัลลอฮ และรอซูลของพระองค์ไม่ได้ห้ามในเร่ืองนี้ สาหรับเร่ืองการคุมกาเนิด การวางแผน
ครอบครวั นนั้ ถ้ากระทาเน่อื งจาก กลวั ในเรื่องปจ๎ จัยยังชีพ (หมายถึงกลัวว่ามีลูกมากจะทาให้ยากจน) ในกรณีนี้
เป็นการคิดในแงร่ า้ ยต่ออัลลอฮฺ ผทู้ รงสงู สง่ ซึ่งการคิดเช่นนัน้ เป็นความคิดของคนในยุคท่ีผู้คนยังอยู่กับความงม
งาย เช่นมกี ารฆ่าลูกของตวั เอง เนื่องจากกลัวความยากจน เชน่ นถ้ี อื ว่า ไมเ่ ป็นทีอ่ นญุ าต
สองอยา่ งท่ีเปน็ ท่ีตอ้ งหา้ ม
ประการแรก คือ การคิดในแง่ร้ายตอ่ อลั ลอฮ
ประการทสี่ องคอื การไปเลยี นแบบการกระทาของคนในยุคญาอลี ยี ะห์ ( ยคุ งมงาย )
ดังนั้น จาเป็นแก่มุสลิม ที่จะต้องศรัทธาว่า แม้กระทั่งสัตว์เดรฉานที่อยู่บนหน้าแผ่นดิน อัลลอฮฺยังให้
ป๎จจัยยงั ชีพแกม่ นั และ แทจ้ รงิ อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งเมื่อพระองค์ได้ประทานลูกๆ ให้แก่เขา พระองค์ได้เปิดประตู
แหง่ ปจ๎ จัยยงั ชพี ตา่ งๆ ทที่ าให้เขาสามารถทีจ่ ะนาปจ๎ จัยยังชีพเหลา่ น้ันไปเล้ยี งดูลูกๆ ของเขาได้
มีคนบางคนกล่าวว่า การที่ฉันคุมกาเนิดและวางแผนครอบครัวน้ัน ฉันไม่ได้กลัวความขัดสนในเรื่อง
ของป๎จจยั ยังชพี แตว่ ่าฉันกลัว ฉันไมส่ ามารถทใ่ี หค้ วามเป็นธรรมระหว่างลกู ๆ ได้ และฉนั กลัวว่าฉันไม่สามารถท่ี
จะเล้ียงให้เขาเป็นคนดีได้ ความคิดเช่นนี้ถือว่าเป็นความคิดที่ผิด เพราะว่าในเร่ืองการอบรมบ่มนิสัยลูกๆ น้ัน
เป็นป๎จจัยของพวกเขาเช่นเดียวกัน ทุกอย่างๆ นั้นอยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง และท่านจะต้องมี
ความมั่นใจตอ่ อลั ลอฮฺผู้ทรงสูงส่ง ในป๎จจัยยังชีพของลูกๆของท่าน และเช่นเดียวกันท่านจะต้องมอบหมายและ
มีความม่ันใจต่ออัลลอฮฺ ในการท่ีลูกๆของท่านจะเป็นผู้ท่ีมีมารยาทท่ีดีงาม และหวังทางนาจากอัลลอฮแก่พวก
เขา
ผู้ที่ทาการวางแผนครอบครัวโดยการคุมกาเนิด เนื่องจากกลัวว่าไม่สามารถอบรมบ่มนิสัยลูกๆได้ เป็น
การคดิ ในแงร่ ้ายต่อพระเจ้าของเขา มหาบริสุทธ์ิผู้ทรงสูงส่ง ซ่ึงเรื่องราวท้ังหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของอัลลอ
ฮฺ และสมควรสาหรับมนุษย์เรา ที่จะต้องไม่กระทาส่ิงท่ีจะทาให้มีบุตรลดน้อยลง นอกจากในกรณีที่จาเป็น
เทา่ น้นั
ท่านนบีชุอัยบ์ อะลัยฮิสลาม ได้กล่าวแก่กลุ่มชนของท่าน ถึงความโปรดปรานน้ี (การมีลูกมาก)
ดารัสของอัลลอฮ
( ُلا فىصشذ١ٍا اْ وٕرُ لٚاروشٚ )
“และพวกทา่ นจงราลึกถงึ หากวา่ พวกทา่ นมีจานวนนอ้ ย แล้วพระองคไ์ ด้ใหพ้ วกเจ้ามีมากขน้ึ ”
104 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
เชน่ เดียวกนั อลั ลอฮไดป้ ระทานความโปรดปรานให้แก่นบีอิสรออีลโดยท่พี ระองคต์ รสั ไวว้ า่
( شا١ﺟؼٍٕا وُ أوصش ٔفٚ ٓ١ٕتٚ ايِٛأِذد ٔا وُ تؤٚ )
“และเราได้ใหพ้ วกเจา้ มีทรัพย์สิน และบตุ รหลาน และเราได้ทาให้พวกเจ้ามรี ้ีพลมากมาย”
การท่ปี ระชาตหิ น่งึ มจี านวนมาก ไม่ต้องสงสยั เลยว่า นั้นคือสาเหตุให้ความแข็งแกร่งและการที่สามารถ
จะพ่ึงพาตัวเองได้ บางคร้ังการที่ประชาชาติหน่ึงมีจานวนมาก อาจเป็นสาเหตุท่ีทาให้เป็นแหล่งท่ีมาของป๎จจัย
ยังชีพกไ็ ด้ เหมือนท่เี ราได้ชใี้ ห้เหน็ กอ่ นหน้านี้
แม้แต่สัตว์เดรฉานที่อยู่บนหน้าแผ่นดิน อัลลอฮทรงรับรองในป๎จจัยยังชีพของมัน และเหมือนที่เรา
ทราบมาแล้ว บางประเทศมีความเข้มแข็งกว่าประเทศท่ีใหญ่กว่า เน่ืองจากความยากจนของประชากรใน
ประเทศนนั้ จึงทาให้มโี รงงานต่างๆ และทาการผลิต ผลิตภณั ฑ์ตา่ งๆมากมาย
ดังน้ันจาเป็นที่ประชาชาติอิสลามจะต้องรับทราบว่า ความพยายามในการคุมกาเนิด หรือวางแผน
ครอบครวั เปน็ แผนการร้ายของบรรดาศัตรูอิสลามทีม่ ีตอ่ พวกเรา และส่ิงท่ที ่านนบีศอลลลั ลอฮู อะลัยอิวะซัลลัม
ต้องการ คือ ประชาชาติน้ีมีจานวนมาก และเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของท่านนบีศอลลัลลอฮู อะลัยอิ
วะซัลลัม ทท่ี ่านต้องการทจี่ ะอวดประชาตขิ องท่าน เป็นประชาชาตทิ ่มี ีจานวนมากทสี่ ดุ แกบ่ รรดานบีท้งั หลาย
การคุมกาเนดิ วธิ ตี ่างฯ
ศาสตรท์ างชวี ะการแพทยไ์ ด้รบั ความสาเร็จในการคิดค้นเทคนิคใหม่ในวิธีต่างฯของการคุมกาเนิด และ
งานวิจัยจานวนมาก ไดเ้ กดิ ขน้ึ เพอ่ื ทาใหว้ ิธีคุมกาเนิดทมี่ ีอยแู่ ล้วมีความสมบูรณ์ วิธีการดังกล่าวอาจจาแนกได้ว่า
เปน็ การคมุ กาเนดิ ชัว่ คราวและการคมุ กาเนิดถาวร แตก่ ่อนที่จะพดู ถึงมนั จะเปน็ การเหมาะสมท่ีจะสารวจดูว่านัก
กฎหมายมุสลิมยอมให้ผู้หญงิ คมุ กาเนิดหรอื ไม่
การคมุ กาเนดิ โดยฝา่ ยหญิง
เป็นเร่ืองน่าสนใจที่จะกล่าวว่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 มาแล้วท่ีอิบนุ ตัยมียะฮฺ(เสียชีวิต คศ.1328)นักศา
สนวิทยาผู้มีชื่อเสียงสานักฮัมบาลีและเป็นท่ีปรึกษาทางกฏหมาย ได้ถูกถามเก่ียวกับการใช้เครื่องมือการ
คุมกาเนิดสาหรับผู้หญิง คาถามและคาตอบในเรื่องนี้ได้ถูกบันทึกไว้แล้วในฟ๎ตวา(ข้อวินิจฉัย)ของท่าน คาถาม
และคาตอบเหล่านัน้ มีดงั นี้
คาถาม : เป็นการถกู กฎหมาย(ฮาลาล)หรือไดร้ ับอนญุ าต(ญาอิซ)สาหรับผู้หญิงท่ีจะสอด “ยา”เข้าไปใน
เวลามีเพศสัมพนั เพศสัมพันธ์ เพ่ือปูองกันน้าเช้ือให้ไปถึงมดลูกหรือไม่? และหากว่า ยา น้ันอยู่ข้างในมดลูกหลัง
การมีเพศสัมพันธแ์ ละไม่ได้เอาออก เธอจะทานมาซและถือศลี อด หลังจากอาบนา้ ตามข้อบงั คบั ไดห้ รือไม่?
คาตอบ : ในเรื่องท่ีเกี่ยวกับการนมาซอันเป็นข้อบังคับและการถือศีลอด ทั้งสองน้ีกระทาได้ ทั้งที่ตาม
ความเป็นจริงแล้ว ยา ยังคงอยู่ภายในก็ตาม แต่ในเร่ืองที่เก่ียวกับข้ออนุญาต(หรือการใช้ยาดังกล่าว)มีความ
คิดเห็นต่างกันไประหว่างอุลามาอฺ(นักวิชาการ) และจะเป็นการรอบคอบกว่าท่ีจะไม่ใช้ยา และอัลลอฮฺรู้ดีที่สุด
สิ่งทีจ่ ะบันทึกไวก้ ็คือวา่ อบิ นุ ตัยมยี ะฮไฺ ม่เคยประณามการปฏิบัตินี้เลย แต่ได้แนะนาว่าเราควรจะระมัดระวังใน
การใช้ยาดังกล่าว ดังน้ันจะเป็นขัอเลือกที่ดีกว่า ท่ีผู้หญิงจะไม่ใช้ยา บางทีท่านอาจจะบอกเป็นนัยถึงอันตรายที่
ยาจะมตี อ่ สุขภาพของผหู้ ญิงก็ได้
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 105
ในอีกทางหนึ่งผู้เช่ียวชาญทางกฎหมายฮะนาฟี อิบนุ นุญัม(เสียชีวิตปี คศ.1503)ยืนยันถึงการปิดรู
มดลูกที่เปิดอยู่ โดยการเปรียบเทียบกับความคิดเก่าในเร่ืองการชักอวัยวะเพศออกก่อนการหล่ังของผู้ชาย ว่า
ควรเป็นเรอื่ งการยินยอมของสามี
การคมุ กาเนดิ ชัว่ คราว
การคุมกาเนดิ ชั่วคราวเป็นวธิ ที ่ไี ม่มลี ักษณะถาวร วิธกี ารต่อไปน้จี ะเขา้ อยู่ในขา่ ย
1. การฉีดยาเข้าร่างกาย
2. การใช้ช่วงจงั หวะ
3. การดงึ อวยั วะเพศออกมา (อซั ล์)
4. ยาฆา่ อสจุ (ิ มีลักษณะเป็นครมี เป็นโฟม เป็นยาเม็ด สอดใส่ในช่องคลอดผูห้ ญิง)
5. ถงุ ยาง
6. หมวกปิดอวยั วะ
7. เครือ่ งมือทใ่ี สเ่ ขา้ ไปในมดลูก(I.U.D. เชน่ บว่ ง ขด ฯลฯ)
8. ยาคุมกาเนิดทเ่ี ปน็ เมด็
9. ยาคุมกาเนิดแบบฉดี
10. ยาเม็ด
หลักการที่มีอยู่ใน 3 คือการปูองกันน้าเช้ือไม่ให้เข้าไปในมดลูก ดังน้ันจึงขัดขวางการเพาะพันธ์ุของรัง
ไข่ สว่ นวธิ ีการอ่นื ฯ ก็มวี ัตถุประสงคเ์ หมอื นกนั ดังนั้นจากการเปรยี บเทียบ จึงไมม่ ีความยากลาบากอะไร ในการ
ยอมรับวิธีการดังกล่าว แต่มีป๎ญหาบางประการเกี่ยวกับ I.U.D. ที่ปรึกษาทางการแพทย์ของครอบครัวชาว
แอฟริกากล่าวว่า “การตั้งครรภ์บางโอกาสอาจปรากฏข้ึนได้แม้ว่าจะใช้เครื่องมือ และหากว่ามีการตั้งครรภ์
ข้ึนมา ก็มีอันตรายต่อการแท้งลูกในระหว่างเดือนที่ส่ีและเดือนท่ีหก และจะเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์นอก
มดลกู (บรเิ วณข้างนอกรงั ไข่)”
ในเมื่อ I.U.D. อาจจะเป็นผลให้ผู้หญิงแท้งลูกได้ หากว่าเธอต้ังท้องข้ึนมา การใช้ I.U.D. จึงเป็นป๎ญหา
เช่นเดียวกัน มีวิธีการอ่ืนฯในการคุมกาเนิดซ่ึงไม่ได้ขัดขวางการเพาะพันธุ์แต่เป็นการปลูกพันธ์ุ อิมามฆอซาลีมี
ความคิดว่าการเพาะพันธุ์นั้น เป็นตัวประกอบท่ีสาคัญ และการรบกวนมันน้ันเป็นอาชญากรรม น่ีก็อาจทาให้
วธิ กี ารดงั กลา่ วเป็นป๎ญหา อย่างไรก็ตามในเมื่อการใชว้ ัตถใุ นการคมุ กาเนิดถูกถือว่าเป็นส่ิงมักรูฮฺ(ไม่พึงปรารถนา
ไม่เหมาะสม)
ดงั น้ันการเข้าไปยุง่ เกย่ี วในเรื่องเทคนิคตา่ งฯจะยงิ่ ทาใหเ้ รอื่ งตา่ งฯยงุ่ ยากมากขน้ึ
วิธีการคมุ กาเนดิ ถาวร
เป็นวธิ ีทมี่ ลี กั ษณะถาวรและลักษณะดังต่อไปนี้ ถอื ว่าอยู่ในข่าย
1.การตัดท่อนา้ เชื้อ
2.การผูกปกี มดลกู
3.การตดั มดลูกออก
วิธีทั้งหมดดังกล่าวมาน้ีก่อให้เกิดการเป็นหมันและต้องใช้การผ่าตัดเข้ามายุ่งเก่ียวด้วย ถ้าผู้หญิงเลือก
การผูกปีกมดลูก ตัดมดลูกออกหรือให้ผู้ชายตัดท่อน้าเชื้อเป็นวิธีคุมกาเนิดแล้ว ท้ังชายและหญิงก็ไม่มีโอกาส
สืบพันธุ์ได้อีก อย่างไรก็ตามควรจะกล่าวไว้ด้วยว่าการตัดมดลูก เช่นการเอามดลูกออกท้ังหมดน้ันไม่ได้เป็นข้อ
เลือกสาหรบั ผู้หญงิ สว่ นใหญ่ มาตรการดงั กล่าวจะต้องใช้กระบวนการการผ่าตัดใหญ่ที่จะหลีกเล่ียงการตั้งครรภ์
และเป็นเร่ืองที่ต้องเส่ียง ในเวลานี้อาจโต้เถียงได้ว่าการผูกปีกมดลูกน้ันไม่ได้เป็นวิธีการท่ีถาวรอีกต่อไป และ
หากต่อมาผู้หญิงต้องการจะมีลูกอีกท่อปีกมดลูกก็สามารถ แก้ออกได้ หรือ ต่อใหม่ได้อีก แต่ก็ไม่มีประโยชน์
อะไร รอเบิรฺด เอ็ช กลาสM.D..และโรนัลด์ เจ.เอริคสัน Ph.D ได้กล่าวในเรื่องนี้ว่า “การทาหมันทางท่อน้ัน
106 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
บ่อยครั้งเรียกว่า การผูกท่อ และคนที่ปราถนาจะยกเลิกการทาหมันต้องตกใจท่ีพบว่าการซ่อมท่อน้ันไม่ได้ยาก
มากไปกว่าการคลายปมออกแต่อยา่ งใด”
นายแพทยม์ ุสลมิ และการคุมกาเนิด
บอ่ ยครง้ั ท่ีมกี ารถามว่านายแพทย์มสุ ลิม จะขานรบั อย่างไรในเหตุการณ์ที่เขาถูกขอให้บอกวิธีต่างฯของ
การคุมกาเนิด การคุมกาเนิดช่ัวคราวตามท่ีเราได้เห็นมาน้ันไม่หะรอม(ต้องห้าม)แต่ถือว่ามักรูฮฺ(ไม่พึงราถนาไม่
เหมะสม) และดงั นนั้ มนั กจ็ ะมกั รฮู ฺดว้ ยในสว่ นของนายแพทย์มุสลิมท่ีจะกาหนดเครื่องมือคุมกาเนิดแก่คนไข้ของ
เขา แต่เป็นหน้าท่ีของเขาที่จะต้องบอกถึงเคร่ืองมือดังกล่าวหากมีความจาเป็นและหากว่ามันเป็นประโยชน์ต่อ
สุขภาพของคนไข้ของเขา ตามที่ได้บอกมาแล้วว่าอายุรแพทย์มุสลิมรุ่นเก่าไม่เคยบอกถึงชนิดเครื่องมือของการ
คมุ กาเนดิ บางชนิดแตอ่ ย่างใด จะเป็นแหล่งแห่งทางนาสาหรบั แพทย์มสุ ลมิ ทุกวันน้ีท่ีจะรู้ถึงเหตุผลซึ่งบรรพบุรุษ
ของเขาไดบ้ อกเคร่ืองมือเอาไว้ ตวั อยา่ งเชน่ อะลี อิบนุ อับบาส(เสียชีวิต 994) ในขณะที่พูดถึงการคุมกาเนิด ได้
กล่าวว่า “บางครั้งเป็นเรื่องจาเป็นท่ีจะใช้การคุมกาเนิดต่อบรรดาผู้หญิงที่มีมดลูกเล็กหรือผู้มีโรคซึ่งในกรณีถ้า
เธอต้ังครรภ์แล้วอาจทาให้เธอต้องเสียชีวิตในการให้กาเนิดบุตร” อิบนุ ซีนาให้เหตุผลของการคุมกาเนิดตาม
พื้นฐานทางการแพทย์ดังนี้“อายุรแพทย์อาจจะจาเป็นต้องปูองกันการต้ังครรภ์ในหญิงสาวด้วยกลัวว่าเธอจะ
เสียชีวิตเมื่อคลอดบุตร หรือยอมให้ในกรณีของผู้หญิงท่ีกระเพาะป๎สสาวะมีความอ่อนแอ ในกรณีหลังน้าหนัก
ของทารกอาจจะไปทาอนั ตรายต่อกระเพาะปส๎ สาวะเป็นผลให้ไม่อาจบงั คบั การปส๎ สาวะไดต้ ลอดไปท้ังชวี ิต”
กล่าวกนั ว่า การคมุ กาเนดิ ชนดิ เดียวในระหวา่ งสมัยของศาสดามุฮัมมดั คอื อัซล์หรอื การเอาอวัยวะเพศ
ออกก่อนการหล่ัง ป๎จจุบันศาสตร์ทางชีววิทยาการแพทย์ได้รับความสาเร็จในการทาให้เทคนิคต่างฯสมบูรณ์
โดยอาจจัดอยู่ในชนิดของการคุมกาเนิดชั่วคราวและการคุมกาเนิดถาวร วิธีการสมัยใหม่บางชนิดใช้สาหรับ
ผู้ชายเทา่ นัน้ ในขณะทีบ่ างชนดิ ใช้กับผหู้ ญิง กล่าวกันวา่ อบิ นุ ตยั มยี ะฮฺ ไม่ได้ประณามการคุมกาเนิดของผู้หญิง
แตม่ ขี ้อเตอื นในเรือ่ งการใชก้ ารคมุ กาเนิดของพวกเธอ ในขณะท่ี อบิ นุ นุญาม อนุญาตให้ผู้หญิงคุมกาเนิดได้ด้วย
การเปรียบเทียบว่า อัซล์ได้รับอนุญาตในฐานะที่เป็นมาตรการของการระวังไว้ล่วงหน้าเพ่ือไม่ให้เกิดการ
ตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามมีการสนับสนุนว่าเทคนิคสมัยใหม่ช่ัวคราวอาจนามาใช้ได้ แม้ว่าจะมักรูฮฺก็ไม่ได้เป็นสิ่ง
ต้องห้าม(หะรอม)และในการเลือกใช้วิธีใดฯ ผู้หญิงต้องระมัดระวังว่าวิธีการดังกล่าวจะไม่เป็นการเส่ียงต่อ
สุขภาพของเธอไมว่ า่ จะด้วยประการใด
ในส่วนที่เก่ียวกับวิธีการถาวรนั้น กล่าวกันว่าผู้เชี่ยวชาญกฎหมายหรืออุละมาอฺ ซึ่งใช้การเปรียบเทียบ
วา่ การตอนเปน็ สงิ่ ต้องหา้ ม(หะรอม) มีความเห็นว่าวิธีการทาหมนั ถาวรของผ้ชู ายและผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาติเป็น
การขัดกับจุดหมายของกฏหมายอิสลาม ซึ่งสนับสนุนการแต่งงานเพ่ือวัตถุประสงค์เบื้องต้นของการให้กาเนิด
และยงั เข้าข่ายเปลีย่ นแปลงลกั ษณะดงั่ เดิมของสงิ่ ต่างฯทใี่ ห้กาเนดิ ขึ้นมาโดยอัลลอฮฺดว้ ย
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 107
ใบงานท่ี 12
เรอ่ื ง การผสมเทยี มและการคมุ กาเนิด
1.นักศกึ ษาอธบิ ายการคุมกาเนดิ ทีอ่ ูลามาอ์ฟิกฮ์อนุญาตและไม่อนุญาตพร้อมยกตวั อย่างประกอบเหตุผล
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2.นักศกึ ษาวิเคราะห์สะท้อนสภาพสังคมป๎จจุบนั ท่ีกล่าวว่า การไม่คมุ กาเนดิ จะทาให้ลูกมาก ยากจน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ช่อื .................................................สกลุ .......................................................กลุ่ม...............................
108 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
บทท่ี 4
ญนี าญาต ( )الجناٌات
ลักษณะอาญาในกฎหมายอิสลาม หมายถึง กฎหมายท่ีกาหนดลักษณะของการกระทาที่ถือว่าเป็น
ความผิดร้ายแรง และมีการกาหนดบทลงโทษทางอาญาสาหรับความผิดนั้นๆไว้ตามตัวบทอัลกุรอานและอัลฮา
ดีษ ซึง่ เรยี กในภาษาอาหรับวา่ ًالفقه الجنائ
1. การยดึ ทรัพย์ ( )الغصب
การละเมิดสิทธิ์ในทรพั ย์ของผ้อู ื่น
อัล-ฆ็อสบฺ คือ การยึดเอาทรัพย์สินของผู้อ่ืนในลักษณะบังคับโดยมิชอบ ท้ังที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และ
สงั หาริมทรัพย์
ประเภทของการอธรรม
การอธรรมมอี ยู่ 3 ประเภท คือ การอธรรมที่อัลลอฮฺจะไม่ปล่อยไว้ การอธรรมที่มีการให้อภัย และการ
อธรรมทไ่ี ม่มกี ารอภัยให้
การอธรรมท่ไี ม่มกี ารอภยั นนั้ คือการต้งั ภาคีกับอลั ลอฮฺ พระองค์จะไมท่ รงใหอ้ ภยั ให้
การอธรรมทมี่ กี ารให้อภยั คอื การอธรรมระหวา่ งมนษุ ย์กบั อัลลอฮฺ
ส่วนการอธรรมท่ีจะไม่ถูกปล่อยไว้คือการอธรรมระหว่างมนุษย์ ซึ่งอัลลอฮฺกาหนดให้มีการลงอาญา
สะสางระหวา่ งกัน
หกุ มของอลั -ฆอ็ สบฺ
การยดึ ทรัพยผ์ อู้ ่ืนถือวา่ ตอ้ งห้าม ไม่อนุญาตใหใ้ ครก็ตามเอาสง่ิ หนง่ึ สิง่ ใดของผ้อู ่ืน ไม่วา่ จะอะไรก็ตาม
ยกเวน้ เขาพอใจจะให้
1. อัลลอฮไฺ ดต้ รัส ความว่า และพวกเจ้าจงอย่ากินทรัพย์สินของพวกเจ้าระหว่างกันโดยมิชอบ และจง
อย่าจ่ายมันให้แก่ผู้พิพากษา(เป็นสินบน) เพ่ือที่พวกเจ้าจะกินส่วนหน่ึงจากทรัพย์สินของผู้อ่ืนด้วยการกระทาท่ี
เป็นบาป ท้ังๆ ทพ่ี วกเจา้ กร็ ู้กนั (อลั -บะเกาะเราะฮฺ 188)
2. รายงานจากทา่ นซะอีด บิน ซยั ด์ วา่ ทา่ นไดย้ นิ ทา่ นรอซูล ศ็อลลลั ลอฮฺอาลยั ฮิวาซลั ลัม กล่าวว่า
«ٗ١ٍ ِرفك ػ.»َُٓ ١َا َِ ِحُ ِِ ُْٓ َع ْث ِغُ أَ َس ِض١ِ ََُ اٌمْٛ َ٠ ُٗ لـٛ َط٠ ُٗ َِ ُْٓ أَ َخ َزُ ِش ْثشاًُ ِِ َُٓ الأَ ْس ِضُ ظ ٍْـّاًُ فَبٔـ.
ความว่า ใครก็ตามท่ีเอาพื้นดินเพียงคืบเดียวด้วยความอธรรม (มิชอบ) เขาจะถูกม้วนด้วยผืนดินเจ็ด
ช้ันในวันกิยามะฮ์ (บันทึกโดยอัล-บุคคอรีย์ หมายเลข 3198 คารายงานน้ีเป็นของท่าน และบันทึกโดยมุสลิม
หมายเลข 1610)
หุก่มการใชผ้ ืนดนิ ที่ยึดมา
1. เมื่อมีการยึดผืนดินหนึ่งแล้วมีการเพาะปลูกพืชหรือสร้างสิ่งปลูกสร้างบนท่ีดินน้ัน จาเป็นที่จะต้อง
ถอดถอนสิ่งนั้นออกและชดใช้สิ่งท่ีลดลงและทาให้เหมือนเดิมหากเจ้าของเรียกร้อง แต่หากมีการยินยอมตกลง
กันเป็นราคาแทนกถ็ อื วา่ ใชไ้ ด้
2. หากผู้ยึดท่ีดินผู้อื่นส่งท่ีดินน้ันคืนหลังจากที่เขา(เพาะปลูกและ)เก็บเก่ียวพืชพันธ์ุ ถือว่ามันเป็น
กรรมสทิ ธ์ิของผยู้ ึดแตเ่ ขาจะตอ้ งจา่ ยคา่ เช่าท่ีดินแก่เจ้าของท่ีดินด้วย และถ้าหากพืชพันธ์ุน้ันยังอยู่ เจ้าของที่ดิน
จะมีสิทธิเลือกระหว่างการปล่อยมันไวจ้ นถงึ เวลาเกบ็ เก่ยี วแล้วจงึ เก็บคา่ เช่าตามราคาท้องตลาด หรือเขาเอาเป็น
ของตนโดยใชท้ นุ เองในการซอ้ื
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 109
หุก่มการคืนสิง่ ท่ียึดมา
วาญิบท่ีผู้ท่ียึดทรัพย์ผู้อื่นจะต้องส่งคืนสิ่งท่ียึดไปแก่เจ้าของ แม้เขาจะขาดทุนมากกว่าหลายเท่าก็ตาม
เพราะมันเป็นกรรมสิทธ์ิของผู้อื่นจึงต้องส่งคืน และถ้าหากเขานาสิ่งนั้นไปทาการค้าถือว่ากาไรที่ได้เป็นของทั้ง
สองคนคนละคร่ึง หากส่ิงที่ยึดไปมีค่าเช่า ผู้ยึดจะต้องส่งคืนพร้อมค่าเช่าตามท้องตลาดตลอดระยะเวลาท่ีอยู่ใน
มือของผู้ยึด
หกุ ม่ การเปลี่ยนส่ิงที่ยึดมา
หากผู้ยึดด้ายทาการทอด้ายที่ยึด หรือตัดผ้าท่ียึดให้สั้นลง หรือประกอบงานไม้จากไม้ท่ียึด เป็นต้น
ถือว่าวาญิบที่เขาจะต้องส่งคืนมันแก่เจ้าของพร้อมกับจ่ายค่าปรับการลดลงของส่ิงท่ียึดไปโดยที่เขาจะ
ไม่ได้อะไรเลย
หุก่มการคละเคลา้ สง่ิ ท่ียดึ มากับส่ิงอืน่
หากผู้ยึดได้นาส่ิงท่เี ขายดึ ไปผสมกับส่ิงชนิดเดียวกันท่ีเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาจนไม่อาจแยกแยะได้ เช่น
น้ามัน ข้าว เป็นตน้ หากมันไมไ่ ดท้ าให้ราคาลดลงหรือเพ่มิ ขน้ึ จากเดมิ ให้ถอื วา่ ทั้งสองเปน็ หุ้นส่วนกันตามสัดส่วน
ปริมาณของแต่ละคน หากมันทาให้ราคาต่าลงผู้ยึดจะต้องชดเชย และหากราคาของอีกฝุายสูงขึ้น ฝุายน้ันก็จะ
ได้สัดสว่ นทข่ี น้ึ ไปน้ัน
หุกม่ เมื่อส่ิงทีย่ ดึ มาเสียหาย
หากสิ่งที่ถูกยึดเสียหาย หรือมีตาหนิ และมันมีส่ิงที่เหมือนกันในท้องตลาด ก็ให้ชดเชยด้วยสิ่งท่ี
เหมือนกันนั้น แต่หากมันไม่มีส่ิงที่เหมือนกันในท้องตลาด(เช่นของโบราณ)ก็ให้ชดเชยเป็นราคาของสิ่งนั้น ตาม
ราคาในวันทมี่ ันไม่มสี ่ิงทเี่ หมือนอกี ตอ่ ไป
หกุ ่มการใชข้ องทีย่ ึดโดยผทู้ ี่ยึดมา
การจัดการ(การนาไปใช้)สง่ิ ทถี่ กู ยดึ ของผยู้ ึดเช่น ขาย แตง่ งาน ทาหัจญ์ เป็นตน้ ใหถ้ ือวา่ มันขน้ึ อยู่กบั การ
อนุญาตหรือการยนิ ยอมของเจ้าของทรพั ย์ คือหากเจ้าของทรัพย์ยนิ ยอมใหถ้ ือวา่ การนาไปใชห้ รอื จัดการนัน้ เปน็
ผล และหากเขาไมย่ ินยอมก็ให้ถอื วา่ การนาไปใช้นน้ั เป็นโมฆะ
จะยึดคาพดู ใครในกรณีกาหนดค่าเสียหาย
คากล่าวเก่ียวกับราคาของส่ิงที่เสียหาย ปริมาณ หรือลักษณะของมัน ให้ยึดถือคาพูดของผู้ยึด ยกเว้น
หากเจ้าของมีหลักฐาน(ว่าสิ่งที่ถูกยึดมีราคา ปริมาณ หรือลักษณะท่ีขัดแย้งกับคาพูดของผู้ยึด) และคากล่าวว่า
สง่ คืนแล้วหรอื ไม่ และมีมตี าหนิเกดิ ขึน้ หรือไม่ ให้ยึดคาพดู ของเจา้ ของหากไม่มหี ลักฐาน
หุก่มการทาให้การครอบครองของผ้อู น่ื หมดไป
1. หากมีการเปิดกรงหรือประตู หรือแก้เชือกท่ีผูกปิดภาชนะหรือรังหรือเชือกล่ามสัตว์ออก แล้วทาให้
ส่ิงที่อยู่ในนั้นหายไป หรือเกิดความเสียหายถือว่าผู้ท่ีทาจะต้องชดใช้ แม้ว่าผู้น้ันจะบรรลุศาสนภาวะหรือไม่ก็
ตาม เพราะถือว่าเขาเปน็ ผู้ทาให้มันหลุดไป
2. ใครที่ครอบครองสุนัข สิงโต หมาปาุ หรือนกที่มีอันตรายแล้วปล่อยมันจนมันทาลายส่ิงหน่ึงส่ิงใดถือ
วา่ บคุ คลนัน้ ต้องรบั ผิดชอบชดใช้
หุก่มส่ิงท่ีถูกทาลายโดยสตั วเ์ ลย้ี ง
หากสตั ว์เล้ยี งทาความเสยี หายแก่สิ่งหน่ึงเชน่ ทาลายพืชพันธ์ุ ในยามค่าคืน เจ้าของสัตว์ต้องรับผิดชอบ
ชดใชเ้ พราะเขาจะตอ้ งดูแลมัน(ไม่ให้ไปไหน)ในยามคา่ คืน แต่มันทาความเสียหายในตอนกลางวันเจ้าของสัตว์ไม่
110 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ต้องรับผิดชอบชดใช้เพราะว่าเจ้าของสวนจะดูแลสวนของต้นในตอนกลางวัน ยกเว้นหากเจ้าของสัตว์ละเลยก็
ถือวา่ ตอ้ งชดใช้ส่งิ ที่มันทาใหเ้ สยี หาย
หกุ ่มต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการคืนของท่ยี ดึ มา
1. หากต้องการคืนสิ่งท่ียึดไปแต่ไม่รู้ว่าเป็นของผู้ใดให้ทาการมอบให้แก่ศาลหรือฝุายปกครองหากฝุาย
ปกครองน้ันมีความยุติธรรม หรือทาการบริจาคส่ิงนั้นแทนเจ้าของ แต่เขาต้องชดใช้หากภายหลังเกิดพบว่า
เจา้ ของไมย่ ินยอม
2. หากในมือผูย้ ดึ มีทรพั ย์สนิ ท่ียึดมา หรือทรัพยท์ ีข่ โมยมา ทรัพย์ที่เป็นอะมานะฮฺหรือทรัพย์ที่ถูกฝากไว้
หรอื ทรัพย์ทจี่ านองไว้ เป็นต้น แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ ถือว่าอนุญาตให้เขาทาการบริจาคมันหรือเอามันไปใช้
เป็นสาธารณะประโยชนแ์ ก่บรรดามุสลมิ และเขาก็จะพน้ ภาระความรับผิดไปได้ หรือเขาจะมอบให้กับผู้ปกครอง
ทย่ี ตุ ิธรรมก็ได้
หุกม่ ทรัพย์สนิ ท่ีหะรอม
ใครทีไ่ ดท้ รัพย์(รายได้)จากส่ิงที่หะรอม เช่นเงินราคาเหล้าสุรา ต่อมาเขาได้กลับตัว(เตาบัต) ถ้าหากเขา
ไมร่ ู้วา่ มนั ต้องห้าม แลว้ พึ่งมารู้ ถอื ว่าอนญุ าตใหเ้ ขาบริโภคมนั ได้ แตถ่ ้าหากเขารู้ตง้ั แตแ่ รกแลว้ ว่ามันหะรอมแล้ว
มากลบั ตวั ถือว่าให้เขาใชจ้ า่ ยมันไปในหนทางท่ดี ีโดยท่เี ขาไมน่ ามนั ไปบริโภค
หกุ ่มการทาลายทรัพยส์ นิ ท่หี ะรอม
ไม่ต้องชดใช้สาหรับการทาลายเคร่ืองดนตรี ไม้กางเขน ภาชนะใส่เหล้า หนังสือประเภทท่ีเชิญชวนสู่
การหลงทางและไร้สาระ อุปกรณ์ไสยศาสตร์ เป็นต้น ท้ังนี้เพราะว่ามันล้วนเป็นส่ิงท่ีต้องห้ามไม่อนุญาตให้ทา
การซ้อื ขาย แตก่ ารทาลายน้ันต้องมีคาสั่งศาลหรือฝุายปกครองเสียก่อน เพ่ือให้เกิดประโยชน์และปูองกันความ
เสียหายท่ีจะเกิดขนึ้
หกุ ่มของทรัพย์สินทย่ี ึดมา
หะรอมสาหรบั ผูย้ ดึ ทจี่ ะใช้ประโยชน์จากสงิ่ ทย่ี ึดมา และวาญบิ ท่เี ขาจะต้องส่งมันคืน เชน่ เดียวกับทกุ ๆ
ส่งิ ท่ไี ดม้ าโดยอธรรม
รายงานจากท่านอบู ฮรุ อ็ ยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม
ไดก้ ล่าววา่
« ّلَٚ َُٕاس٠ْ ُ َُْ ِدٛى٠َ ََُ لَ ْث ًَُ أَ ُْْ ّلْٛ َ١ٌَرَـ َذٍ ٍْـُٗ ِِ ْٕـ ُٗ ا١ٍْ َ ُء فْٟ َشُْٚ َ ُِٗ ِِ ُْٓ ِػ ْش ِض ُِٗ أ١َِ ُْٓ َوأَ ُْد ٌَـ ُٗ َِ ْظٍَـ َّحُ ل َأ ِخ
ِّﺌَا ُِخ١َى ُْٓ ٌَـُٗ َد َغَٕا ُخ أ ِخ َُز ِِ ُْٓ َع٠ ُْ ا ُْْ ٌَـَٚ ،ِٗ ا ُْْ َوا َُْ ٌَـ ُٗ َػ ًَُّ َصاٌِـ ُخ أ ِخ َزُ ِِ ْٕـ ُٗ تِمَ ْذ ِسُ َِ ْظٍَـ َّرِـ،ُِد ْسَ٘ـ
ُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُٞ أخشﺟٗ اٌثخاس.»ُِٗ ـ١ْ ٍَ َصا ِدثِـ ُِٗ فَذـ ِّ ًَُ َػ.
ความว่า ใครที่มีส่ิงอธรรมที่ได้มาจากพ่ีน้องของเขาไม่ว่าจะเป็นเกียรติหรือส่ิงหนึ่งส่ิงใด ก็จงขออภัย
จากเจ้าของของมันเถิดในวันน้ี ก่อนที่จะไม่มีเงินดีนารฺและดิรฮัมอีกต่อไป ในตอนน้ันหากเขามีการงานที่เป็น
ความดี(ผลบุญ) มันจะต้องถูกเอาไปเท่าๆ กับจานวนความอธรรมของเขา(ที่ก่อไว้) และหากเขาไปมีความดีใด
เหลืออีกเลย เขาก็จะต้องรับบาปกรรมของคู่ปรับของเขา โดยเขาจะแบกรับภาระบาปน้ันแทน (บันทึกโดยอัล-
บุคคอรีย์ หมายเลข 2449)
เป็นสทิ ธอิ ันชอบธรรมที่บุคคลหนึ่งจะทาการปกปูองตัวเขาเองและทรัพย์สินของเขา หากมีผู้ท่ีมีเจตนา
ตอ้ งการฆ่า หรือเอาทรพั ยส์ นิ ของเขาไป
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 111
รายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยลั ลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า
ُُذ أَ ْخ َز٠ ِش٠ ًُ َُد ا ُْْ َﺟا َءُ َسﺟ٠ْ َ َُي الله أَ َسأْٛ َا َسع٠ :ُعٍُ فَمَا َيٚ ٗ١ٍ الله ػٍٝ ِيُ الله صٛ َسعٌََٝﺟا َءُ َسﺟ ًُ ا
ُ «فَؤَ ْٔ َد:ُ؟ لَا َيٍََِٟٕ َدُ ا ُْْ لَر٠ْ َ أَ َسأ: «لَاذِ ٍْـ ُٗ» لَا َُي:ُ؟ لَا َيٍََِٟٕ َُد ا ُْْ لَاذ٠ْ َ «فَلا ذ ْؼ ِط ُِٗ َِاٌَ َهُ» لَا َُي أَ َسأ:؟ لَا َُيٌَِِٟا
»ُذ١ْ ِٙ أخشﺟٗ َُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُ َش.»ُ إٌا ِسِٟ فَُٛ ٘« :ُ َدُ ا ُْْ لَرَ ٍْرـٗ؟ لَا َي٠ْ َ أَ َسأ:لَا َُي
ُُُُُُُُ.
ความว่า ได้มีชายผู้หนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วกล่าวว่า โอ้ท่านศาสนทูต
ของอัลลอฮฺท่านจะว่าอย่างไรหากมีบุคคลหนึ่งจะมายึดเอาทรัพย์สินของฉัน ? ท่านนบีได้กล่าวว่า ท่านจงอย่า
ยอมให้ทรพั ยข์ องท่านแก่เขา ชายผู้น้ันกล่าวถามอีกว่า แล้วถ้าหากเขาจะฆ่าฉันล่ะ? ท่านนบีก็กล่าวว่า ท่านก็
จงต่อสู้กับเขา เขาถามต่อว่า แล้วถ้าหากเขาฆ่าฉันตาย? ท่านนบีก็ตอบ ท่านก็ถือว่าเป็นผู้ที่ตายชะฮีด เขาถาม
อกี วา่ แลว้ ถ้าหากฉนั ฆ่าเขาตายละ่ ?ทา่ นนบตี อบวา่ เขากจ็ ะตอ้ งตกนรก บันทึกโดยมุสลิม 140)
2. การฆาตกรรม ( )ُقتلُالنفس
การฆาตกรรม หรือ การประทุษร้ายต่อร่างกายหรืออวัยวะในร่างกายของบุคคลอันเป็นเหตุให้ถึงแก่
ความตาย ในอิสลามการฆาตกรรมเป็นสิ่งต้องห้ามและมีโทษร้ายแรงท้ังโลกน้ีและโลกหน้า เพราะเป็นการ
กระทาที่ละเมิดต่อชีวิตท่ีเป็นสิทธิต่ออัลลอฮฺและเป็นการคุกคามความปลอดภัยขอ งหมู่ชนตลอดจนวิถีชีวิตใน
สงั คมมนุษย์ ดังทีป่ รากฏในอลั กุรอาน
ُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُ دشَ الله اّل تاٌذكٟاإٌفظ اٌرٍّٛل ذمرٚ
ความว่า และพวกสูเจ้าอย่าได้สังหารชีวิตซ่ึงอัลลอฮฺทรงบัญญัติห้ามเอาไว้นอกจากด้วยสิทธิอันชอบ
ธรรมเทา่ นั้น( อัลอนั อาม อายะฮทฺ ่ี 151 )
การฆ่าแบง่ ออกเป็น 3 ประเภท ดังน้ี
1. การฆา่ โดยเจตนา
คอื การที่บคุ คลมเี จตนาสงั หารบุคคลด้วยสิ่งที่ทาให้เสียชีวิตโดยส่วนใหญ่ เช่น การทาให้เกิดบาดแผล
บนร่างกายดว้ ยของมคี ม อาทิ ดว้ ยมีด หอก ปืน เปน็ ตน้ ซง่ึ ทาใหผ้ ู้ทถี่ กู กระทาเสยี ชวี ติ เพราะเหตดุ ังกล่าว
การตี หรือทุบด้วยของหนัก อาทิ ก้อนหินใหญ่ หรือด้ามไม้ท่ีแข็ง หรือด้วยการชนกับรถยนต์ หรือด้วยการพัง
กาแพงใส่เขา เปน็ ต้น ซง่ึ ทาใหผ้ ้ถู กู กระทาเสียชวี ติ เพราะเหตุดงั กล่าว
ผู้ท่ีมีเจตนาฆ่า และได้ลงมือกระทาการฆ่านั้น ต้องได้รับการลงโทษด้วยการกิศอศ(การประหารตาม)
และเป็นสิทธิของบรรดาญาติผตู้ ายทีจ่ ะตกลงใหม้ ีการประหารหรือให้ทดแทนด้วยการจ่ายดิยะฮฺ(สินไหมชดเชย)
หรือจะใหอ้ ภยั แก่ผฆู้ ่า ซง่ึ แน่นอนว่ามันเป็นการดยี ่งิ กว่า
อัลลอฮฺได้ตรสั วา่
ٌؤٌها الدٌن آمنواكتب علٌكم القصاص فى القتل
ความว่า “โอบ้ รรดาศรัทธาชน การประหารชีวิตใหต้ ายตกตามกนั ไปในหมู่ผถู้ ูกฆาตกรรมได้ถกู
บัญญัติเหนือพวกสูเจ้าแลว้ เสรชี นต่อเสรชี น ทาสต่อทาส ” (อลั -บะเกาะเราะฮฺ 178 )
จากอบู ฮรุ อ็ ยเราะฮฺ เราะฎยิ ัลลอฮุอันฮุ เลา่ วา่ ท่านรอซลู ศอ็ ลลลั ลอฮฺอาลัยฮิวาซลั ลมั ได้กลา่ ววา่
متفق عليه.»... َوإ َّما أَنْ يُـق َت َْل، َو َم ْن قُتِ َْل لَـهُْ قَتِيلْ فَهُ َْى ِب َخي ِرْ النَّ َظ َري ِْن إ َّما أَنْ يُف َدي..«
ความว่า “และผู้ใดทีญ่ าตขิ องเขาได้ถกู ฆา่ แท้จริงเขาจะเป็นผู้เลือกระหว่างสองส่ิงท่ีควรกระทาคือยอม
ให้จาเลยจ่ายฟิดยะฮฺ หรือตกลงให้ทาการประหารฆาตกรตาม” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลข 6880 และ
มสุ ลมิ หมายเลข 1355 สานวนน้ีเปน็ ของทา่ น)
112 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
จากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เลา่ ฮิวะสัลลัม ว่าท่านรอซูล ศอ็ ลลัลลอฮอุ ะลัย ได้กล่าวว่า
.» اّلُ َسفَ َؼُٗ الله، ُا َض َغُ ُأَ َدذَٛ َِا َذَٚ ،ً اّل ِػ ّضاُٛ َِا َصا َدُ الله َػ ْثذاًُ تِ َؼ ْفَٚ ،« َِا َٔمَ َص ْدُ َص َذلَ ُح ِِ ُْٓ َِاي
ٍُأخشﺟٗ ِغ
ความว่า “แท้จริงทรัพย์สมบัติมิได้ลดลงเลยจากการบริจาคทาน แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงเพ่ิมให้แก่
ผ้ใู ห้การอภยั นอกจากความมเี กียรติ และไมม่ ผี ูใ้ ดท่ถี อ่ มตนนอกเสียจากพระองค์จะทรงยกย่องเขา” (บันทึกโดย
มสุ ลมิ หมายเลข 2588)
เง่อื นไขการกศิ อศ
1. ผถู้ ูกฆ่านัน้ ไร้ซ่ึงความผดิ
หากมุสลิมได้กระทาการฆ่ากาฟิรที่เป็นกาฟิรหัรบีหรือผู้เป็นมุรตัด(ออกจากศาสนา) หรือซินา(ผิด
ประเวณี)ผู้ซึ่งเคยผ่านการแต่งงานแล้ว การกิศอศให้ถือเป็นโมฆะ หากแต่จะต้องได้รับโทษด้วยการ ตะอฺซีร
(การดาเนินโทษตามท่ีเห็นสมควรโดยผู้พิพากษา) เพ่ือให้เกิดความหลาบจาแทน เน่ืองจากเขาได้กระทาการ
มองขา้ มหากมิ (คือการต้ังตนเปน็ ศาลเตยี้ โดยไมส่ นใจตอ่ ระเบยี บบ้านเมืองหรือกฎหมาย)
2. ฆาตกรตอ้ งเปน็ ผทู้ บ่ี รรลุวัยตามศาสนบญั ญตั ิ มีสติปัญญา และเจตนาฆา่
ดังน้ันการกิศอศถือเป็นโมฆะหากผู้กระทาการฆ่าเป็นเด็กหรือผู้ขาดสติหรือมิได้เจตนา แต่พวกเขา
จาเปน็ จะต้องจา่ ยดยิ ะฮฺ
3. ผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่าต้องมีความเท่าเทียมกันขณะที่ถูกกระทา กล่าวคือเท่าเทียมกันในเรื่องศาสนา
ดังนั้นการกิศอศ จะไม่ถูกดาเนินการกิศอศต่อมุสลิมที่กระทาการฆ่ากาฟิร (แต่อาจจะได้รับโทษในรูปอื่น-
บรรณาธิการ) ในตรงกันข้ามหากกาฟิรกระทาการฆ่ามุสลิมจะถูกกิศอศ และจะไม่มีความแตกต่างระหว่างชาย
และหญิงคอื หากมุสลิมกระทาการฆา่ มสุ ลิมะฮฺจะถูกกิศอศ เช่นเดียวหากผู้กระทาเป็นผู้หญิงก็จะถูกลงโทษด้วย
การกิศอศ
4. ผูถ้ กู ฆ่าจะตอ้ งไมใ่ ชบ่ ตุ รของผ้กู ระทาการฆ่า
ดังน้ันการกิศอศจะถือเป็นโมฆะ หากผู้กระทาการฆ่าเป็นบิดาหรือมารดาของผู้ถูกฆ่า หรือมีฐานะเป็น
ปยุู า่ ตายายหรือสงู กว่า และไม่ว่าผู้ถูกฆ่าจะเป็นบุตรชายหรือบุตรสาว หรือเป็นหลานหรือมีฐานะเป็นเช้ือสายที่
ต่าลงไปกว่าน้ัน แต่ถ้าหากผู้ฆ่าน้ันเป็นบุตรของผู้ถูกฆ่า เขาจะต้องได้รับการลงโทษด้วยการกิศอศ เว้นแต่ว่า
ญาตทิ ่มี ีสทิ ธใิ นตวั ของผถู้ ูกฆา่ นน้ั จะอภัยโทษให้
การกิศอศจะถือเป็นโมฆะหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขประการหนึ่งประการใดดังที่ได้กล่าวมา แต่จะ
ถกู ใหเ้ ปล่ียนดว้ ยการจ่ายสินไหมทห่ี นกั (ดยิ ะฮฺ มฆุ อ็ ลละเซาะฮ)ฺ แทน
เงือ่ นไขการดาเนินการกศิ อศ
1. ญาติของเหยอ่ื ผ้ถู ูกฆ่าจะต้องเป็นผู้ท่ีบาลฆิ (บรรลุวัยตามศาสนบัญญัติ) มีสติปัญญา ดังนั้นหาก
ญาติของผู้ถกู ฆา่ ยงั ไม่บรรลวุ ยั ขาดสติ หรือไม่อยู่ จะต้องนาจาเลยไปฝากขังจนกระทั่งบุคคลเหล่าน้ีได้บรรลุวัย
มีสติกลับคืน หรือได้กลับมาถึงแล้ว จากนั้นให้บรรดาญาติๆ ของเหย่ือเป็นผู้เลือกระหว่างการกิศอศ การจ่าย
สนิ ไหม หรือจะยกโทษใหแ้ กจ่ าเลย ซง่ึ แน่นอนว่าเปน็ การดที สี่ ดุ
2. บรรดาญาติๆ ของเหยื่อท่ีมีสิทธิในการตัดสินใจจะต้องเห็นด้วยทั้งหมดในการท่ีจะกระทาการ
ประหารฆาตกร หากมีผู้ใดผู้หนึ่งในบรรดาญาติๆ ของผู้ตายให้การอภัย ให้ถือว่าการกิศอศ(การประหารให้ตาย
ตาม)เป็นโมฆะทันที และต้องเปลี่ยนการลงโทษด้วยการจ่ายสนิ ไหมทีห่ นัก(ดิยะฮฺ มฆุ ็อลละเซาะฮฺ)แทน
3. ต้องแน่ใจวา่ การกระทาการกิศอศผู้ฆ่านั้นจะไม่มีผลกระทบต่อผู้อื่นที่บริสุทธิ์ ดังนั้นหากผู้กระทา
การฆ่านั้นเป็นหญิงท่ีกาลังมีครรภ์ ต้องรอจนกระท่ังเธอคลอดและพ้นจากสภาพการให้นมบุตรเสียก่อน หาก
สามารถหาผู้ให้นมแก่บุตรแทนได้ก็ให้ทาการกิศอศได้ ไม่เช่นนั้นก็ต้องรอจนกว่าบุตรจะพ้นจากวัยท่ีต้องให้นม
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 113
ไปแล้วดังนั้นหากเป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้วก็อนุมัติให้กระทาการกิศอศได้ หาไม่แล้วการกิศอศให้ถือเป็น
โมฆะ
ฆาตกรทเ่ี ปน็ เด็กหรอื คนบา้
กรณีที่ผู้กระทาการฆ่าเป็นเด็กหรือเป็นผู้ขาดสติ ไม่เป็นการอนุมัติให้กระทาการกิศอศ แต่ให้
เปล่ียนเป็นการจ่ายกัฟฟาเราะฮฺแทนซ่ึงต้องนาเอาจากทรัพย์สินของพวกเขา และจะต้องจ่ายสินไหมโดย
ผู้ปกครองของพวกเขา ในกรณีท่ีมีผู้ว่าจ้างให้เด็กหรือผู้ขาดสติกระทาการฆ่า ให้ทาการกิศอศผู้ว่าจ้างแทน
เพราะเดก็ หรือผู้ขาดสตนิ น้ั เป็นเพียงเครื่องมือในการกระทาการฆ่าเท่านน้ั
การร่วมมอื ฆา่
หากมีคนหนึ่งจับเหยื่อไว้แล้วมีคนอีกคนหนึ่งกระทาการฆ่าเหย่ือโดยเจตนา ให้ทาการประหารคนฆ่า
สว่ นผูท้ ี่จับเหย่ือไว้น้นั ถ้าหากเขารู้แก่ใจว่าเหย่ือจะถูกฆ่าก็ต้องโดนโทษประหารด้วย แต่หากเขาไม่รู้ว่าเหยื่อจะ
ถูกฆา่ โดยฆาตกร ก็ให้ลงโทษด้วยการขังไว้ตามทผ่ี พู้ ิพากษาวนิ จิ ฉยั เห็นควร
การบังคับให้ฆา่
ผูใ้ ดก็ตามทาการบงั คบั ให้ผู้อื่นกระทาการฆ่าผู้บริสุทธิ์ ให้ทาการลงโทษด้วยการกิศอศท้ังผู้บังคับและผู้
ลงมือ อลั ลอฮฺได้ตรัส
ความว่า “และในการประหารฆาตกรให้ตายตามนั้น (การกิศอศ) คือการดารงไว้ซ่ึงชีวิตสาหรับพวก
เจา้ โอ้ผ้มู จี ิตศรทั ธาท้ังหลาย เพื่อว่าพวกเจา้ จะไดย้ าเกรง” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 179)
การกศิ อศจะกระทาได้ต่อเมือ่
1. การยอมรบั ของผกู้ ระทาการฆา่
2. หรือ การมีพยานชายสองคนท่ีมีคุณธรรม ยืนยันในการฆาตกรรมของจาเลย หรือด้วยการกล่าวคา
สาบานตน ซงึ่ จะไดอ้ ธบิ ายรายละเอียดตอ่ ไป
การดาเนินโทษด้วยการกิศอศ
การกิศอศ(การประหารฆาตกรให้ตายตาม)นั้นเมื่อมีการยืนยันครบตามเง่ือนไข ก็จาเป็นจะต้อง
ดาเนินการโดยผู้ปกครองรัฐหรือผู้แทนเขา เมื่อญาติของเหย่ือผู้ถูกฆ่าได้ร้องให้ผู้ปกครองดาเนินโทษกิศอศต่อ
ฆาตกร และการกิศอศจะต้องไม่ลงมือเว้นแต่ว่าผู้ปกครองหรือผู้แทนจะต้องร่วมอยู่ในพิธีการนั้นด้วย และ
จะต้องไมท่ าการกิศอศยกเว้นดว้ ยเครือ่ งมือที่มีความคม อาทิ ดาบ ด้วยการฟ๎นลงไปท่ีลาคอของฆาตกร หรือให้
ประหารด้วยเครอ่ื งมือชนดิ เดยี วกนั กับทฆี่ าตกรใช้ฆ่าเหย่ือ เชน่ ถา้ เหย่อื ถูกฆ่าด้วยการทุบหัวด้วยหิน ก็ให้ใช้หิน
ทุบหวั ฆาตกรจนเสยี ชวี ิต เปน็ ตน้
1. จาก ชดั ดา๊ ด บิน เอาส์ เราะฎิยลั ลอฮุอันฮุ เล่าว่า สองประการท่ีฉันจามาจากท่านรอซูล ศ็อลลัลลอ
ฮุอะลัยฮวิ ะสัลลมั คือทีท่ ่านได้กล่าววา่
ِذُذ١ٌْ َٚ ،ا اٌز ْت َخٕٛاِ َرا َرتَ ْذر ُْ فَؤَ ْد ِغَٚ ،َا ا ٌْمِ ْرٍَحٕٛ فَبِ َرا لَرَ ٍْر ُْ فَؤَ ْد ِغ،ءْٟ و ًُِّ َشٍَٝ«اُِْ اللُهَ َورَ َُة ا ْل ِإ ْد َغا َُْ َػ
ٍُ أخشﺟٗ ِغ.»ُٗ َ َذر١ِ ِش ْحُ َرت١ٍْ َأَ َدذو ُْ َش ْف َشذَ ُٗ ف
ความว่า “แท้จริงอัลลอฮฺกาหนดให้ทาดีในทุกๆ ส่ิง ดังนั้น เม่ือพวกเจ้าจะฆ่า(สัตว์)ก็จงฆ่าอย่างดี
และเมื่อพวกเจ้าจะเชือดก็จงเชือดอย่างดี และคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านจงลับมีดของเขาให้คมเพ่ือให้สัตว์
เชอื ดของเขาไม่ตอ้ งทรมาน” (บันทึกโดยมุสลิม 1955)
2. จากอะนัส เราะฎิยัลลอฮอุ ันฮุ เลา่ ว่า
َُٟ ِّّ عٝ َِ ُْٓ فَ َؼ ًَُ َ٘ َزا تِ ِه؟ أَف َلا ُْ أَف َلاُْ! َدر:ًَُ ١ِ ل،ِٓ ٠ْ َُٓ َد َج َش١ْ َ ُح َت٠ًّا َسضُ َس ْأ َطُ َﺟا ِس٠ُ ِدَٛٙ٠ َُْأ
َُٓ ١ْ َُ ﷺ فَشضُ َس ْأعُٗ تٟ فَؤَ َِ َشُ تِ ُِٗ إٌ ِث،ُ فَا ْػرَ َش َفٞ ِدَٛٙ١ٌْ فَؤ ِخ َزُ ا،اَٙ َِؤَ ُْخ تِ َش ْأ ِعْٚ َ فَؤ،ٞ ِدَٛٙ١ٌْ ا
ٗ١ٍ ِرفك ػ.ُِٓ ٠ْ َد َج َش
114 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ความว่า ยิวผู้หนึ่งได้ตศี รษี ะของหญงิ คนหน่งึ ด้วยการประกบหินสองก้อน ไดม้ กี ารสอบถามนางว่าใคร
เป็นคนทาเธอ คนนี้หรือคนนั้น ? จนกระทั่งเม่ือช่ือของยิวคนนั้นถูกเอ่ยนางก็ผงกศรีษะยอมรับ แล้วชาวยิวคน
นั้นก็ถูกนามาไต่สวนและเขาก็รับผิด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงส่ังให้ตีศรีษะของเขาด้วยการ
ประกบหินสองก้อนเป็นการลงโทษ” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 2413 สานวนนี้เป็นของท่าน และ
มสุ ลิม หมายเลข 1672)
วะลยี ์ อัด-ดัม
วะลีย์ อัด-ดัม หรือ ญาตขิ องผ้ตู ายทม่ี สี ิทธิในการฟูองร้องในดาเนินโทษกิศอศหรือยกโทษให้ ก็คือญาติ
ทั้งหมดท่ีมีสิทธิในมรดกของเขาไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ ถ้าหากพวกเขาทุกคน
เรียกร้องให้มีการกิศอศก็จาเป็นต้องดาเนินการตามท่ีเรียกร้องนั้น และถ้าหากทุกคนยกโทษให้ การกิศอศก็ตก
ไป และถ้าหากว่ามีบางคนเท่าน้ันที่ยกโทษให้ การกิศอศก็ตกไปเช่นกัน ถึงแม้ว่าคนอ่ืนๆ จะไม่ยอมยกโทษให้ก็
ตาม และถ้าหากว่ามีการพยายามหาช่องทางเพื่อจะหลีกเล่ียงไม่ให้มีการกิศอศและกลัวว่าจะเกิดผลกระทบต่อ
ความปลอดภัยหากมกี ารยกโทษใหฆ้ าตกรแลว้ ละก็ ให้จากัดสิทธิในการยกโทษเฉพาะแก่ญาติผู้ชายเท่าน้ัน โดย
ไมร่ วมญาตทิ เ่ี ป็นผ้หู ญิง
ดยิ ะฮฺ หรอื สนิ ไหมของการฆา่ โดยเจตนา
กรณีท่ีญาติของเหยื่อผู้ถูกฆ่ายกโทษให้โดยเปล่ียนจากการกิศอศเป็นการจ่ายดิยะฮฺหรือสินไหมชดเชย
ก็จาเป็นที่จะต้องจ่ายดิยะฮฺจากทรัพย์สินของผู้ฆ่า นั่นคือจ่ายอูฐหนึ่งร้อยตัว ดังปรากฏหลักฐานจากท่านนบี
ศอ็ ลลัลลอฮอุ ะลยั ฮิวะสลั ลมั กล่าวว่า
َُٟ ِ٘ َٚ ََ ُح٠ا اٌ ِّذٚا أَ َخزٚا ُْْ َشاءَٚ ،اٍَٛا لَرٚ فَب ُْْ َشاء، ِيَٛا ُِء اٌ َّ ْمر١ٌِْٚ َ أٌَٝ« َِ ُْٓ لَرَ ًَُ ِ ْئ ِِٕاًُ ِ َر َؼ ِّّذُاً دفِ َغُ ا
ُِذ٠ َرٌِ َُه ٌِرَ ْش ِذَٚ ،ُْ ـُٙ ٌَـَٛ َٙـ ُِٗ ف١ْ ٍَا َػٛ َِا َصاٌَـذَٚ ،ً َُْ َخٍِفَحٛأَ ْستَـؼَٚ ،ً َُْ َﺟ َز َػحٛشَلاشَٚ ،ً َُْ ِدمحٛشَلاش
ٗاتٓ ِاﺟٚ ٞ أخشﺟٗ اٌرشِز.»ًُِ اٌ َؼ ْم
ความว่า “ผู้ใดกระทาการฆ่ามุอ์มินโดยเจตนา ดังนั้นเขาจะถูกมอบให้กับญาติของผู้ตายเป็นฝุาย
ตัดสนิ หากพวกเขาประสงคท์ ีจ่ ะทาการประหารกใ็ ห้กระทาได้ และหากพวกเขาประสงค์จะรับดิยะฮฺก็ทาได้ คือ
อูฐหิกเกาะฮฺ(อูฐตัวเมียมีอายุย่างเข้าปีที่ส่ี) 30 ตัว และอูฐญะซะอะฮฺ(อูฐตัวเมียที่ย่างเข้าปีที่ห้า) 30 ตัว และอูฐ
เคาะลิฟะฮฺ(อูฐที่กาลังท้อง)อีก 40 ตัว และทุกส่ิงที่พวกเขาตกลงประนีประนอมกันก็ย่อมเป็นของพวกเขา
ดังกล่าวนี้เพ่ือกาหนดให้เป็นโทษหนักในการจ่ายสินไหมชดใช้” (บันทึกโดย อัต-ติรมิซีย์ หมายเลข 1387
สานวนนเี้ ปน็ ของทา่ น และอิบนุ มาญะฮฺ หมายเลข 2626)
ทรัพย์สินท่ีบรรดาญาติๆ ของผู้ถูกฆ่าได้รับจากการจ่ายดิยะฮฺเน่ืองจากการฆ่าโดยเจตนานั้น ไม่ใช่
สินไหมเนื่องเพราะการฆ่า หากแต่เป็นการจ่ายค่าทดแทนจากการประหารกิศอศ ซึ่งเป็นสิทธิของญาติๆ ของ
เหย่ือผถู้ ูกฆา่ ท่ีจะตกลงประนีประนอมรับค่าสินไหมดังกล่าว หรือจะเรียกให้มากกว่านั้น หรือน้อยกว่านั้น หรือ
จะยกโทษให้ ซง่ึ แนน่ อนว่าการยกโทษให้นน้ั เปน็ การดที ส่ี ดุ
ในประเทศซาอุดิอาระเบียได้กาหนดค่าการจ่ายดิยะฮฺสาหรับเหย่ือผู้ถูกฆ่าที่เป็นชายมุสลิมอยู่ที่
หน่งึ แสนหนง่ึ หม่ืนริยาล ในกรณีทฆ่ี ่าโดยเจตนาจงใจ และครึ่งหนึง่ สาหรับฆาตกรทเ่ี ป็นหญิงมสุ ลิมะฮฺ หากแต่ยัง
ถือว่าเปน็ สิทธิของบรรดาญาติๆ ของเหย่อื ผู้ถกู ฆา่ ท่จี ะเรียกน้อยกวา่ หรือมากกวา่ ทก่ี าหนด หรือจะใหก้ ารอภัย
กาหนดให้ทาการกิศอศท้ังกลุ่มในกรณีท่ีร่วมกันกระทาการฆ่าบุคคลผู้หนึ่ง และในกรณีที่บรรดา
ญาตขิ องเหยือ่ ยอมใหล้ ดโทษด้วยการจ่ายดิยะฮฺแทน ให้ร่วมกันจ่ายแค่หนึ่งดิยะฮฺเท่านั้น ในกรณีที่มีผู้สั่งการให้
บุคคลท่ียังไม่บาลิฆ(บรรลุวัยตามศาสนบัญญัติ)ฆ่าคนอื่น หรือบาลิฆแล้วแต่มิได้รู้ถึงหุก่มของการฆ่าว่าเป็นส่ิง
ตอ้ งห้าม แล้วผูถ้ ูกสัง่ การนนั้ ก็ลงมอื ฆ่าตามคาสั่งนั้น ให้กาหนดการกิศอศหรือดิยะฮฺเฉพาะผู้ส่ังการเท่าน้ัน และ
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 115
หากผู้ลงมือฆ่าบรรลุวัยบาลิฆและยังรู้ถึงหุก่มของการห้ามฆ่า ก็ให้รับประกันการดาเนินโทษต่อผู้ลงมือมิใช่ผู้ส่ัง
การ
ในกรณีทร่ี ่วมมอื กนั ฆา่ ระหวา่ งฆาตกรสองคน ซ่ึงคนใดคนหน่ึงอยู่ในจาพวกที่จะไม่ต้องถูกลงโทษกิ
ศอศถ้าหากวา่ เขากระทาเพยี งผ้เู ดียว เช่น การร่วมมือกันระหว่างผู้เป็นบิดากับผู้อื่นในการฆ่าบุตร หรือระหว่าง
มุสลิมกับกาฟิรในการฆ่ากาฟิร ให้ตัดสินโทษการกิศอศต่อผู้ร่วมมือกับบิดาเท่าน้ัน หรือลงโทษกิศอศกาฟิรท่ี
ร่วมมือกับมุสลิมเท่านั้น ส่วนบิดาหรือมุสลิมนั้นให้ลงโทษด้วยการตะอฺซีร(การวินิจฉัยโดยความเห็นของผู้
พิพากษา) และหากมีการลดโทษจากการกิศอศสู่การจ่ายดิยะฮฺ ให้ผู้ร่วมลงมือน้ันจ่ายคร่ึงหน่ึงของดิยะฮฺ ไม่ว่า
จะเปน็ ผ้ทู ่ีร่วมลงมือฆา่ กับผเู้ ปน็ บิดา หรือกาฟิรทีร่ ่วมลงมือกบั มุสลมิ ก็ใหจ้ ่ายดิยะฮฺเพยี งครงึ่ หนึ่งเชน่ เดียวกนั
ในกรณีท่ีผู้ฆ่าได้ฆ่าญาติ ซ่ึงเขามีสิทธิในมรดกของเหย่ือผู้ถูกฆ่า สิทธิในมรดกนั้นก็จะถูกห้าม
สาหรับเขา
เกาะสามะฮฺ การสาบานในการฟ้องจาเลย
เกาะสามะฮฺ คือ การสาบานตนหลายๆ คร้ังในการฟูองบุคคลใดบุคคลหน่ึงว่าเป็นผู้กระทาการฆ่าผู้
บรสิ ทุ ธ์ิ
การเกาะสามะฮฺถูกให้มีขึ้นในกรณีท่ีมีคดีการฆ่าซึ่งไม่สามารถรับรู้ถึงผู้กระทาและเกิดมีการฟูอง
บคุ คลใดบคุ คลหน่งึ ซ่ึงไมม่ พี ยานท่ีครบถ้วนชชี้ ดั วา่ เป็นผู้กระทา แต่อาศัยหลักฐานจากรูปคดีที่บ่งชี้ถึงความสัตย์
จริงของผู้ฟอู ง
เง่อื นไขของการเกาะสามะฮฺ
มีบาดหมางเกิดข้ึนระหว่างฝุายโจทก์กับจาเลยอยู่แล้ว หรือผู้ถูกฟูองเป็นท่ีรู้กันว่าเป็นผู้ฆ่า หรือมีเหตุ
บ่งชท้ี ช่ี ดั เจน อาทิ การหนีจากเหตุการณ์ฆ่า หรือ การพูดถึงเหย่ือท่ีถูกฆ่า และการท่ีญาติท้ังหมดของเหย่ือเห็น
ตรงกันในการฟูองจาเลย
รปู แบบการเกาะสามะฮฺ
หากเป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ให้เร่ิมต้นการเกาะสามะฮฺจากกลุ่มท่ีเป็นโจทก์ฟูองด้วยการกล่าว
คาสาบานของชาย 50 คน ด้วยการสาบาน 50 ครั้ง(คนละคร้ัง) โดยให้แต่ละคนกล่าวคาสาบานว่า “แท้จริง
บุคคลผู้น้ีได้กระทาการฆ่าผู้ตาย” ด้วยการน้ีแล้วการกิศอศก็จะถูกดาเนินการ ในกรณีท่ีพวกเขาปฏิเสธท่ีจะ
กลา่ วคาสาบานหรือทาการสาบานไมค่ รบ 50 คน ให้ฝาุ ยจาเลยกล่าวสาบานกลบั 50 ครั้งเพื่อลบล้างมลทินของ
ฝาุ ยจาเลยถ้าฝุายโจทกย์ ินยอมให้สาบาน และถ้าฝุายจาเลยไดส้ าบานแล้วจาเลยก็จะพ้นจากขอ้ กล่าวหา
ในกรณีทโ่ี จทกซ์ ึ่งเปน็ ญาตๆิ ของผถู้ ูกฆ่าไมท่ าการสาบาน และไม่ยอมรับการสาบานของฝุายจาเลย ให้
ผู้ปกครองรัฐจา่ ยสนิ ไหมทดแทนจากคลังของรฐั เพอ่ื มิให้เปน็ การสูญเสียเลอื ดท่บี รสิ ุทธิ์ข้ึนโดยไรค้ า่
การฆา่ ตวั ตายโดยเจตนา
เป็นการตอ้ งหา้ ม(บาป)สาหรบั บคุ คลผู้หนึ่งที่จะกระทาการฆ่าตัวตายไม่ว่ากรณีใดๆ หรือจะด้วยวิธีการ
ใดก็ตาม และผู้ใดก็ตามทก่ี ระทาการฆ่าตวั ตายเขาจะได้รับการลงโทษดว้ ยการตกขุมนรกชวั่ กาลนาน
ٝ َِ ُْٓ ذَـ َذغَٚ ،ًَا أَتَذاٙ١ِ ُِٗ َخاٌِذُاً ِـ َخٍذُاً ف١ِ فٜرَ َشد٠َ َُ َٕٙ َٔا ِسُ َﺟُِٟ فَٛ َٙ ف،ٗ ِِ ُْٓ َﺟثَ ًُ فَمَرَ ًَُ َٔ ْف َغٜ« َِ ُْٓ ذَ َشد
، َذج٠ َِ ُْٓ لَرَ ًَُ َٔ ْف َغ ُٗ تِ َذ ِذَٚ ،ًَا أَتَذاٙ١ِف ًُِـ َخٍذا ًَخاٌِذُا َُ ََٕٙﺟ َُٔا ِس َِٟرَـ َذغاُٖ ف٠ ُِٖ َ ِذ٠ ِٟ فَغُُّٗ ف،َٗٔ ْف َغ ًَُ َع ُّّاً فَمَر
ُُُُُُُُُُُُُُُُُُٗ١ٍ ِرفك ػ.»ًَُا أَتَذاٙ١ِِـ َخٍذُاً ف ًَخاٌِذُا َُ ََٕٙﺟ َٔا ُِس ِٟف ُِٗ تَ ْطِٕـِٟف َاَٙـ َجُؤ تِـ٠ ُِٖ َ ِذ٠ ِٟف ُٗ َذذـ٠فَ َذ ِذ
ความวา่ “ผ้ใู ดกระทาการฆา่ ตัวตายด้วยการกระโดดลงจากภเู ขา ดังน้ันเขาจะคงอยู่ในนรกด้วย
สภาพกระโดดลงไปในขุมนรก(จะคงอยู่อยา่ งน้นั )ชั่วกาลนาน และผู้ใดทที่ าการฆ่าตัวตายดว้ ยการดมื่ ยาพิษ
ดงั นน้ั ยาพษิ จะคงอยู่ในมอื ของเขาโดยที่เขาจะยังคงลมิ้ รสพิษน้ันในขุมนรกชวั่ กาลนาน และผูใ้ ดกระทาการฆ่า
116 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
ตวั ตายด้วยการเสยี บเหล็กเข้าไปในตวั ดงั น้นั เหล็กดังกล่าวจะคงอยใู่ นมือของเขาโดยท่ีเขาจะทาการแทงท้อง
ของตัวเอง(จะคงอยู่อยา่ งนัน้ )ชั่วกาลนาน” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 5778 สานวนรายงานนี้เป็นของ
ทา่ น และมุสลิม หมายเลข 109)
2. การฆา่ ก่ึงเจตนา
การฆ่ากึ่งเจตนา คือ การท่ีผู้กระทามีความต้ังใจที่จะกระทาอาชญากรรม ซ่ึงโดยปกติน้ันการกระทา
ดังกล่าวจะไม่ถึงกับคร่าชีวิตของเหย่ือผู้ถูกกระทา หรือทาให้เหย่ือแค่ได้รับบาดแผลท่ีฉกรรจ์ แต่แล้วเหย่ือก็ได้
เกิดเสียชีวิตข้ึนมาด้วยเหตุดังกล่าว ดังเช่น การทาร้ายตรงจุดที่ไม่ถึงกับเอาชีวิตด้วยสายแซ่ หรือไม้เล็กๆ หรือ
ด้วยการต่อย เป็นต้น
หุก่มหรือข้อตัดสินที่เกี่ยวกับการฆ่าที่เสมือนกับการเจตนา : ถือว่าเป็นบาป เพราะเป็นการรุกราน
ละเมิดตอ่ ผ้บู รสิ ทุ ธ์ิ
การฆ่ากึ่งเจตนาจะต้องได้รับโทษด้วยการจ่ายดิยะฮฺ พร้อมกับกัฟฟาเราะฮฺ(การไถ่โทษ) ในขณะท่ีการ
ฆา่ ที่เจตนานั้นจะไมม่ ีกัฟฟาเราะฮฺหรือการไถ่โทษ เพราะบาปของผู้ที่ฆ่าคนโดยเจตนานั้นใหญ่หลวงและรุนแรง
กว่าทีจ่ ะให้ไถ่โทษดว้ ยการกฟั ฟาเราะฮฺได้
เป็นการวาญิบ (บังคับ) สาหรับผู้กระทาการฆ่ากึ่งการเจตนาที่จะต้องจ่ายดิยะฮฺ มุฆ็อลละเซาะฮฺ
(สินไหมหนกั ) และ กัฟฟาเราะฮฺ ซ่ึงมกี าหนดดังนี้:
1. ดิยะฮฺ มุฆ็อลละเซาะฮฺ หรือสินไหมท่ีหนัก คือ การจ่ายด้วยอูฐ 100 ตัวโดยมีเง่ือนไขว่าใน 40 ตัว
จะต้องมคี รรภ์ ดังหลกั ฐานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลยั ฮวิ ะสัลลัม ได้กลา่ วไวว้ ่า
َُْ َٛا أَ ْستَـؼٙ ِِ ْٕـ:ًُِ اٌ َؼ َصا ِِائَحًُ ِِ َُٓ الإتَٚ ُِطْٛ َِا َوا َُْ تِاٌغ،َ ُحَ اٌ َخطَؤُِ ِش ْثـ ُِٗ اٌ َؼ ّْ ِذ٠ أَّل اُْ ِد..«
ٗاتٓ ِاﺟٚ دٚ داٛ أخشﺟٗ أت.»ّلدَ٘اْٚ ََا أِٙٔـٛ تطِٟف
ความว่า “...ดังน้ันการจา่ ยสินไหมสาหรับผู้ที่กระทาการฆ่ากึ่งเจตนา อันเป็นการทาร้ายด้วย แส้หรือ
ไม้นั้น คือการจ่ายด้วยอูฐท้ังหมด 100 ตัว ซ่ึงใน 100 ตัวของบรรดาอูฐทั้งหมดน้ัน ต้องมี 40 ตัวที่กาลัง
ต้งั ครรภ์” (บันทกึ โดย อบู ดาวูด หมายเลข 4547 สานวนนเี้ ป็นของทา่ น และอบิ นุ มาญะฮฺ หมายเลข 2628)
ญาติของจาเลยต้องเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายสินไหมหนักน้ี หรือจ่ายตามค่าของมัน ซึ่งอนุญาตให้ยืดเวลา
การจา่ ยเป็นระยะเวลาสามปี
2. กัฟฟาเราะฮฺ หรือการไถโ่ ทษ คือ การปลดปล่อยทาสผู้ศรัทธาหน่ึงคน หากไม่มีความสามารถ ให้ทา
การถอื ศลี อดสองเดือนตดิ ตอ่ กัน
เคล็ดลบั ทกี่ าหนดใหม้ กี ารลงโทษหลายรูปแบบ
ไม่เป็นการวาญิบในการทากิศอศสาหรับผู้กระทาการฆ่าก่ึงเจตนา เน่ืองจากผู้กระทาการมิได้มีความ
ต้ังใจท่ีจะฆา่ หากแตว่ าญิบทจี่ ะตอ้ งจ่ายสินไหมเพอ่ื เปน็ การจ่ายทดแทนชีวิตของเหย่ือผู้ถูกฆ่า และได้กาหนดให้
เป็นสินไหมท่ีหนัก(ดิยะฮฺ มุฆ็อลละเซาะฮฺ) เน่ืองจากผู้กระทามีความตั้งใจท่ีจะทาร้าย และได้กาหนดให้บรรดา
ญาติเป็นผู้จ่ายน้ันเน่ืองจากพวกเขาเป็นกลุ่มชนที่มีเมตตาและคอยช่วยเหลือ และท่ีเป็นการวาญิบสาหรับ
ผกู้ ระทาต้องจา่ ยกัฟฟาเราะฮฺด้วยการปลดปลอ่ ยทาสหรือถือศีลอดนัน้ เพ่ือเป็นการลบล้างบาปท่ีไดก้ ระทาไว้
เป็นการดีสาหรับบรรดาวะลีย์ของเหย่ือผู้ถูกฆ่าที่จะยกเลิกการจ่ายดิยะฮฺโดยไม่เรียกร้องจากจาเลย
และถ้าหากพวกเขายกเลิกแล้ว ดิยะฮฺก็ถือว่าตกไป ส่วนกัฟฟาเราะฮฺนั้นยังคงวาญิบที่จะต้องปฏิบัติสาหรับ
ฆาตกร
การวางแผนฆา่
การฆ่าแบบ อัล-ฆีละฮฺ คือ การฆ่าที่มีเจตนาและแค้นเคืองด้วยวิธีการวางอุบายและหลอกลวง หรือ
ดว้ ยวธิ ีการท่ีจาเลยไม่คดิ ว่าตนจะถกู ฆา่ โดยฆาตกร ดังเชน่ ผทู้ ่หี ลอกคนอื่นเพ่ือให้ไปในท่ีซึ่งไม่มีผู้คนแล้วทาการ
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 117
ฆ่า หรือด้วยการชิงทรัพย์หลังจากน้ันก็ฆ่าเพ่ือมิให้ผู้เคราะห์ร้ายทวงหรือเปิดโปงในภายหลังได้ เป็นต้น ดังนั้น
การกระทาการฆ่าแบบวางอุบายดังที่กล่าวนี้ ผู้กระทาจะได้รับการลงโทษด้วยการประหารชีวิตไม่ว่าจะเป็น
มุสลิมหรือกาฟิร เป็นการลงโทษในรูปแบบ “หัดด์” (การลงโทษทางอาญาโดยปกติ) ซ่ึงไม่ใช่อยู่ในข่ายการกิ
ศอศ และจะไมไ่ ด้รบั สิทธิการยกโทษจากผู้ใดทัง้ ส้นิ ทง้ั บรรดาวะลีย์และเครอื ญาติของเหยื่อผู้ถูกฆ่าก็ไม่มีสิทธิใน
การที่จะเลือกอนุโลมยกโทษใหก้ บั ฆาตกรได้
ผู้ใดก็ตามท่ีทาการปูองกันตัวเองจากการถูกทาร้ายซ่ึงนาไปสู่การเสียชีวิตของฆาตกร หรือการพิการ
ส่วนใดส่วนหน่งึ ของฆาตกรเพราะเหตุดังกลา่ วแล้ว แทจ้ รงิ เขาจะไมต่ ้องชดใชใ้ ดๆ ทัง้ สิ้น
3. การฆา่ โดยไม่เจตนา
การฆ่าโดยไม่เจตนาคือ การท่ีผู้ใดผู้หน่ึงกระทาการใดๆ ท่ีอนุญาตให้ทาได้ เช่น การท่ีผู้หนึ่งได้ทาการ
ขว้างใส่อุปกรณ์ในการล่าสัตว์เพ่ือการล่าสัตว์ หากแต่มันกลับไปโดนคนบริสุทธ์ิแล้วทาให้เกิดการเสียชีวิตของ
คนผูน้ ั้น และถกู จัดไวใ้ นประเภทเดียวกันน้ี ไม่วา่ จะการฆ่าของเด็ก คนขาดสติ(บ้า) หรือการฆ่าเน่ืองด้วยมูลเหตุ
ทางอ้อม (เช่น การจอดรถกลางถนนแล้วเป็นเหตุให้ผู้อ่ืนเสียชีวิตเพราะการกระทาดังกล่าว เป็นต้น -
บรรณาธิการ)
การฆา่ ทไี่ ม่เจตนาแบง่ ออกเป็นสองประเภท ดังน้ี
ประเภทท่ีหนึ่ง ผู้กระทาจะต้องชดใช้ด้วยการจ่ายกัฟฟาเราะฮฺ และวะลีย์ที่เป็นญาติของผู้กระทา
จะต้องจา่ ยดิยะฮฺ น่นั คือในกรณกี ารฆ่ามอุ ์มนิ ผูศ้ รทั ธาโดยไม่เจตนาในสถานที่ซ่ึงมิใช่สนามรบ หรือเหยื่อผู้ถูกฆ่า
น้นั เปน็ บคุ คลในกลุ่มคนหรือชนเผ่าที่มสี ัญญาต่อกนั
ดังนั้นเป็นการวาญิบท่ีญาติของจาเลยต้องจ่ายดิยะฮฺ มุค็อฟฟะฟะฮฺ (สินไหมท่ีเบา) ส่วนจาเลยก็ต้อง
จา่ ยกฟั ฟาเราะฮฺ ซงึ่ ปรากฏหลกั ฐานดังนี้
1. สินไหมท่ีเบา คือการจ่ายอูฐ 100 ตัว ดังรายงานจากท่าน อัมร์ บิน อัล-อาศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
ไดก้ ลา่ ววา่
ความว่า “แท้จริง ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กาหนดโทษสาหรับผู้ฆ่าที่ไม่
เจตนาน้ัน ด้วยการจ่ายสินไหมเป็นอูฐ 100 ตัว โดยแบ่งเป็นบินตุ มะคอฎ(อูฐตัวเมียอายุครบหน่ึงปีย่างเข้าปีที่
สอง) 30 ตัว และบินตุ ละบนู (อฐู ตัวเมยี อายคุ รบสองปเี ข้าปีท่ีสาม) 30 ตัว หิกเกาะฮฺ(อูฐตัวเมียมีอายุครบสามปี
ย่างเข้าปีที่ส่ี) 30 ตัว และบะนีละบูน(อูฐตัวผู้อายุครบสองปีย่างเข้าปีท่ีสาม) 10 ตัว” (บันทึกโดย อบู ดาวูด
หมายเลข 4541 สานวนนีเ้ ป็นของท่าน และ อบิ นุ มาญะฮฺ หมายเลข 2630)
ญาติๆ ที่เป็นอากิละฮฺของจาเลย (หมายถึงญาติผู้ชายท้ังหมดท่ีสามารถรับมรดกจากจาเลยได้
ด้วยการอาเศาะบะฮ)ฺ ต้องร่วมกนั รบั ผดิ ชอบรบั ภาระการจ่ายนี้ตามแต่ยุคสมัยจะกาหนด ซึ่งป๎จจุบันในประเทศ
ซาอุดิอาระเบียได้กาหนดการจ่ายนี้อยู่ที่(หน่ึงแสนริยาล) สาหรับการฆ่าโดยไม่เจตนา และให้จ่ายคร่ึงหนึ่ง
สาหรับผู้ตายท่เี ป็นผหู้ ญิง โดยท่กี ารจ่ายจะผอ่ นปรนให้ในระยะเวลาสามปี
2. กัฟฟาเราะฮฺ คือการปลดปลอ่ ยทาสที่ศรัทธาหนึ่งคน และหากไม่สามารถกระทาได้ ให้ทาการถือศีล
อดสองเดือนติดต่อกัน และเป็นการวาญิบในการจ่ายกัฟฟาเราะฮฺนั้นจากทรัพสินของผู้กระทาเท่าน้ัน เพ่ือเป็น
การไถบ่ าปทเี่ ขาไดก้ อ่ ขน้ึ
เป็นการดีและส่งเสริมให้วะลีย์ของเหยื่อผู้ถูกฆ่ายกเลิกดิยะฮฺ(ไม่รับจากจาเลย) และแน่นอนว่า
พวกเขาจะได้รับผลบุญจากอัลลอฮฺ ส่วนกัฟฟาเราะฮฺนั้นเป็นส่ิงที่ต้องจ่ายซ่ึงเป็นภาระของจาเลยที่จะต้องจ่าย
โดยมิอาจหลกี เลยี่ ง
118 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ประเภทท่ีสอง การชดใช้ดว้ ยการจ่ายเฉพาะกฟั ฟาเราะฮฺเท่านนั้ คือการท่ีมุสลิมฆ่ามุสลิมที่ปะปนอยู่ใน
พวกกาฟิรในประเทศของพวกเขา ซ่งึ เกิดจากการเข้าใจผิดคดิ ว่าเขาเป็นกาฟิรด้วย ดังน้ันจะไม่มีการจ่ายสินไหม
(ดยิ ะฮฺ)สาหรับเขา หากแตจ่ ะตอ้ งจ่ายกฟั ฟาเราะฮเฺ ท่านัน้ ด้วยการปลดปล่อยทาสที่มีความศรัทธาและหากไม่มี
ความสามารถใหท้ าการถอื ศีลอดสองเดือนติดต่อกนั แทน อัลลอฮไฺ ด้ตรัสว่า
ความว่า “และมิใช่วิสัยของผู้ศรัทธาที่จะฆ่าผู้ศรัทธาคนหนึ่งคนใด นอกจากด้วยความผิดพลาด
เท่านั้น และผู้ใดที่ฆ่าผู้ศรัทธาด้วยความผิดพลาดแล้ว ก็ให้มีการปล่อยทาสท่ีศรัทธาคนหนึ่งให้เป็นไท และให้มี
ค่าทาขวัญ ซ่ึงถูกมอบให้แก่ครอบครัวของเขา นอกจากว่าครอบครัวของพวกเขาจะทาทานให้โดยไม่รับค่าทา
ขวัญน้ัน แต่ถ้าหากเขาอยู่ให้หมู่ชนที่เป็นศัตรูของพวกเจ้าโดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ก็ให้มีการปล่อยทาสที่ศรัทธา
คนหนึ่งใหเ้ ป็นไท และหากเขาอยู่ในหมชู่ นทมี่ ีพนั ธะสญั ญาระหว่างพวกเจา้ กับพวกเขาแล้ว ก็ให้มีการทาขวัญซึ่ง
ถกู มอบให้แก่ครอบครัวของเขา และให้มีการปล่อยทาสที่ศรัทธาคนหนึ่ง ผู้ใดท่ีไม่มีทาสให้ปล่อย ก็ให้ถือศีลอด
สองเดือนต่อเนอื่ งกัน เป็นการอภยั โทษจากอัลลอฮฺและว่าอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาน” ( อัน-นิ
สาอ์ 92)
หุก่มการถอื ศีลอดแทนผู้ทเ่ี สียชีวติ
ผูใ้ ดท่ีได้เสียชวี ติ ลงโดยทเ่ี ขายงั ติดค้างในเรอ่ื งของการถือศีลอดท่ีเป็นวาญิบ อาทิ การถือศีลอดในเดือน
เราะมะฎอน หรือ การถือศีลอดเนอ่ื งจากการจา่ ยกัฟฟาเราะฮฺเป็นระยะเวลาสองเดือนติดต่อกัน หรือการถือศีล
อดเนอ่ื งจากการบนบานนะซัร ทง้ั หมดน้จี ะมีอย่สู องกรณี คือ
1. กรณีทผี่ ตู้ ายมคี วามสามารถในการถือศีลอดแต่มิได้กระทา ดังน้ันบรรดาผู้ปกครอง (วะลีย์) ของเขา
จะตอ้ งรว่ มกันถอื ศีลอดแทนเขา ด้วยการแบ่งวันให้เท่าๆ กันโดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องถือศีลอดติดต่อกันต้ังแต่คน
แรกจนกระท่งั คนสดุ ทา้ ยครบวนั
2. กรณีที่ผู้ตายไม่มีความสามารถอันเนื่องมาจากการปุวย เป็นต้น ดังน้ัน จึงไม่มีความจาเป็นที่จะต้อง
ทาการถอื ศลี อดแทน หรอื แม้กระทง่ั การใหอ้ าหารตอ่ ผ้ยู ากจน
จากท่านหญิงอาอชิ ะฮฺ เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮา เลา่ ว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮอุ ะลยั ฮิวะสัลลมั ไดก้ ล่าววา่
ُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُٗ١ٍ ِرفك ػ.»ُٗ ـ١ٌَِٚ ُٗ اَُ َصا ََُ َػ ْٕـ١ـ ُِٗ ِص١ْ ٍَ َػَٚ « َِ ُْٓ َِا َُخ
ความว่า: “ผู้ใดที่เสียชีวิตโดยท่ียังมียังภาระการถือศีลอดอยู่ ให้เหล่าผู้ปกครองของเขาถือศีลอด
แทน” (บันทกึ โดยอลั -บุคอรยี ์ หมายเลข 1952 และมุสลมิ หมายเลข 1147)
บรรดาเครือญาตทิ ่ถี ือว่าเป็น อากลิ ะฮฺ ของจาเลย
ในการกระทาการฆา่ กึ่งเจตนาและโดยไมเ่ จตนาน้ัน จะตอ้ งมกี ารจ่ายสินไหม(ดิยะฮฺ)ซึ่งในที่น้ีเหล่าเครือ
ญาติของผกู้ ระทาจะรบั ผดิ ชอบรว่ มกัน และต้องมีการจ่ายกัฟฟาเราะฮฺซึ่งผู้กระทาจะเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้
เดียว ดังน้ัน บรรดาเครือญาติที่ได้ช่ือว่าเป็น อากิละฮฺ (ผู้ที่ต้องรับผิดชอบ)ในที่น้ี คือ เครือญาติท่ีเป็นเพศชาย
ทุกคนที่มสี ทิ ธิในการรบั มรดกจากจาเลยดว้ ยวธิ กี ารอะเศาะบะฮฺ ทั้งที่เป็นญาติใกล้และไกล ท่ียังอยู่และไม่ได้อยู่
ด้วย โดยจะเรม่ิ จากผ้ทู ใี่ กลท้ ่ีสุดตามลาดบั และจะนบั รวมไปถงึ เครอื ญาตชิ ายที่นับขึ้นไปยังต้นตระกูล(อุศูล เช่น
พ่อ ปูุ ทวด เป็นต้น) แต่ไม่นับรวมเครือญาติท่ีเป็นทายาทลงไปตามเชื้อสายของตระกูล(ฟุรูอ์ เช่น ลูก หลาน
เหลน เป็นต้น) โดยทพี่ วกเขาจะตอ้ งรับผิดชอบในส่วนทีเ่ กนิ กว่าหนงึ่ สว่ นสามของดิยะฮฺ
และพวกเขา(เครือญาติที่เป็นอากิละฮฺ)ไม่จาเป็นต้องรับผิดชอบดิยะฮฺในกรณีการเจตนาฆ่า
เช่นเดยี วกับในกรณีท่ีผู้กระทาการฆ่าหรือผู้ถูกฆ่านั้นเป็นทาส และไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนท่ีน้อยกว่าหนึ่งส่วน
สามของดิยะฮฺ เช่น ดิยะฮฺจากการทาฟ๎นหัก เป็นต้น รวมถึงดิยะฮฺด้วยวิธีการประนีประนอมยอมความ และ
กรณีทมี่ ีการยอมรบั ว่าเปน็ ผกู้ ระทา
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 119
ส่วนบุคคลท่ีไม่ถือว่าเป็นอากิละฮฺ คือ เครือญาติฝุายชายท่ียังไม่บรรลุวัยตามศาสนบัญญัต (ไม่บาลิฆ)
เครือญาตทิ ี่เปน็ ผู้หญิง ผูท้ ี่ยากจนขดั สน และเครอื ญาตทิ ่ีนับถอื ตา่ งศาสนากับจาเลย
การทาร้ายตวั เอง
อิสลามเป็นศาสนาที่ให้ความสาคัญกับชีวิตของมนุษย์ โดยได้มีบทบัญญัติมากมายเพื่อให้มนุษย์ใช้ใน
การรักษาชวี ติ ของตนและใหเ้ หน็ ถึงความสาคัญของชวี ิต การทาร้ายร่างกายตนเองไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม เป็น
สิ่งต้องห้าม ทุกส่ิงที่มุสลิมบริโภคและประพฤติปฏิบัติ จะต้องเป็นส่ิงท่ีให้ประโยชน์และไม่ก่อผลเสียต่อตัวเอง
และผอู้ น่ื เหน็ ได้ชัดจากคาส่งั เสียของท่านรอซูล ศ็อลลลั ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่มใี จความว่า
“ต้องไม่ทาในสิ่งที่เป็นโทษต่อตัวเองและสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น” (รายงานโดย อิบนุ มาญะฮฺ)
อัลลอฮไฺ ดต้ รัสไวค้ วามวา่
“และพวกเจา้ อย่าได้โยนตวั ของพวกเจ้าสูค่ วามหายนะ”(อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อลั -บะเกาะเราะฮ:ฺ 195)
ความหมายคือ อย่ากระทาการใดๆ ที่อาจจะนาอันตรายหรือภัยพิบัติมาสู่ตัวเอง จากอัลกุรอานบทนี้
แสดงใหเ้ หน็ ว่าการทาร้ายตัวเองไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ น้ันเป็นสิ่งท่ีอัลลอฮฺห้าม เพราะเป็นการโยนตัวเองเข้าสู่ความ
หายนะ
การทาร้ายตัวเองด้วยการฆ่าตัวตายน้ันมีบัญญัติห้ามอย่างชัดเจนในอิสลาม ซึ่งอัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า
ความวา่ “และพวกเจา้ อยา่ ได้คร่าชีวิตของพวกเจ้าเอง แท้จริงอัลลอฮฺน้ันทรงเมตตากับพวกเจ้ายิ่งนักและหาก
ผใู้ ดกระทาเชน่ นนั้ แลว้ (คอื ฆา่ ตวั เองตาย) ด้วยการละเมิดและไม่เป็นธรรม เราจะนาเขาลงโทษด้วยไฟนรกและ
การลงโทษเชน่ นัน้ เปน็ สงิ่ ทง่ี า่ ยสาหรับพระองค์” (อัลกรุ อาน สูเราะฮฺ อัน-นิสาอ:ฺ 29-30)
ทา่ นรอซลู ศ็อลลลั ลอฮฺ อะลัยฮิ วะสลั ลมั ได้กลา่ วไว้มคี วามว่า
“ผู้ใดที่ฆ่าตัวตายบนโลกนี้ด้วยเหล็ก เขาจะเป็นผู้ใช้เหล็กน้ันทิ่มแทงท้องของตัวเองในนรกโลกันตร์
ตราบชวั่ กาลนานผ้ใู ดท่กี ินยาพิษบนโลกน้ี เขาจะตอ้ งดื่มยาพิษในนรกโลกันตร์ตราบช่ัวกาลนาน ผู้ใดที่โดดลงมา
จากภเู ขาสงู เพือ่ ฆ่าตัวตายบนโลกนี้ ต่อไปเขาจะต้องโดดเชน่ นนั้ ในนรกโลกนั ตรต์ ราบชั่วกาลนาน”
(รายงานโดย มสุ ลมิ )
จะเหน็ ได้วา่ การทาร้ายรา่ งกายตัวเองนัน้ นอกจากจะเป็นการนาพาตัวเองเข้าหาความหายนะแล้ว ยังมี
บทลงโทษทห่ี นักหนว่ งและเจบ็ ปวดในโลกหน้าอีกดว้ ย ดงั นั้นมนุษย์ทุกคนจึงต้องรักชีวิต ซาบซึ้งในความเมตตา
อันล้นพ้นของอัลลอฮฺท่ีได้ห้ามไม่ให้ทาร้ายตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าตัวตายหรือการกระทาอย่างอื่นท่ีนา
อันตรายมาสตู่ ัวเอง
มนุษย์ควรจะต้องสานึกอยู่เสมอว่า อัลลอฮฺทรงมีคุณลักษณะแห่งความเมตตาปรานี พระองค์รักบ่าว
ทุกคนของพระองค์ พระองค์ประสงค์ที่จะเห็นมนุษย์ดาเนินชีวิตอยู่บนเส้นทางที่เรียบง่าย ปลอดภัย เปี่ยมไป
ดว้ ยความสงบสขุ หา่ งไกลจากความเลวร้าย นนั่ ก็คือเส้นทางแหง่ อสิ ลามทพ่ี ระองค์ไดเ้ ตรยี มไวใ้ ห้
มนุษย์ทุกคนต้องไม่ส้ินหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ เพราะความเมตตาของพระองค์กว้างใหญ่
ไพศาล มากมายลน้ ฟาู ลน้ แผน่ ดิน ถึงแม้เราจะรู้สึกว่าตัวเองต่าต้อยและเลวทรามเพียงใดก็ตาม แต่กระนั้นเราก็
ยงั มีโอกาสทจี่ ะไดร้ ับความเมตตาจากอลั ลอฮฺ พระองค์ได้ตรสั ไวม้ ีความวา่
“จงกลา่ วเถิด โอ้ปวงบ่าวผูก้ ่อความไม่เปน็ ธรรมกับตวั เอง พวกเจ้าอย่าได้สิน้ หวังในความเมตตา
ของอัลลอฮฺ” (อัลกุรอาน สเู ราะฮฺ อซั -ซุมรั : 53)
การฆ่าตัวตายตามบทบัญญัติในศาสนาอิสลามเป็นที่ต้องห้ามหรือ ‘หะรอม และถือเป็นบาปใหญ่
ผฝู้ ุาฝนื หรือผลู้ ะเมิดจะต้องถูกลงโทษทณั ฑ์ใหต้ กนรกหมกไหม้ (ญะฮันนัม)
ปญ๎ หาทีเ่ กดิ ขนึ้ ในสงั คมของเราทุกวันนมี้ มี ากมาย ไม่วา่ จะเป็น ปญ๎ หาเศรฐกิจ ป๎ญหายาเสพติด ป๎ญหา
การทุจริต คดโกง หรือ ป๎ญหาการตกงาน ว่างงาน เป็นต้น หลายต่อหลายคนท่ีประสบป๎ญหาต่างๆ เหล่านี้
กพ็ ยายามหาทางแก้ไขและหาทางออกของป๎ญหาให้ได้ หลายคน ผ่านป๎ญหาไปด้วยความอดทน เข้มแข็ง สู้กับ
120 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ป๎ญหาด้วยความไม่ย่อท้อ แต่หลายคนกลับท้อแท้ หมดหวัง ส้ินหวังในการที่จะแก้ไขป๎ญหา จึงคิดว่าการที่เขา
จะจบ ชีวิตออกจากโลกน้ีไปนั้น คงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ท่ีจะหนีป๎ญหา สุดท้ายของการแก้ป๎ญหานั้น คือ
การฆ่าตวั ตาย ซึง่ มหี ลายวิธีมากมายท่ปี รากฎใหเ้ ห็นตามหน้า หนังสือพิมพ์ต่างๆ เช่น ผูกคอตาย ยิงตัวตาย กิน
ยาพษิ กระโดดตึก เปน็ ต้น
เป็นท่ีแน่นอนว่า การฆ่าตัวตายตามบทบัญญัติในศาสนาอิสลามเป็นที่ต้องห้าม หรือหะรอม และถือ
เป็นบาปใหญ่ ผู้ฝุาฝืนหรือผู้ละเมิดจะต้องถูกลงโทษทัณฑ์ให้ตกนรกหมกไหม้ (ญะฮันนัม) ไม่ต่างไปจากการฆ่า
ผ้อู นื่
รายงานวิจัยฉบับนี้ ขอหยิบยกประเด็นการฆ่าตัวตายในอิสลามเพ่ือให้ทุกท่านได้เข้าใจถึงผลที่จะ
ตามมาและโทษทณั ฑอ์ นั แสนรุนแรงยิ่ง โดย อ.อาลี เสอื สมงิ ครูใหญแ่ ห่งโรงเรียนมัจลิซดุ ดีนี (พัฒนาการ 20)
อ.อาลี กลา่ วว่า “ในเรอ่ื งของการฆ่าตัวตาย ศาสนาอสิ ลามกาหนดเอาไว้เป็นมหันตโทษ ถือว่าเป็นบาป
ใหญ่ บาปในศาสนาอสิ ลาม แบง่ เป็น 2 ลักษณะ
1. บาปเลก็ เปน็ เรอ่ื งท่วั ไปในชวี ิตประจาวันทีเ่ ราตอ้ งพานพบ
2. บาปใหญ่ หรือ มหันตโทษ ลักษณะของมันจะมีบทลงโทษกาหนดไว้ในกรณีของคดีอาญาหรือ
กฎหมายอาญา เช่น การเฆ่ียน การขว้างจนตาย การถูกเนรเทศ การตัดมือ เป็นต้น ในส่วนของการฆ่าตัวตาย
และโทษต่างๆ มีตวั บทระบุเอาไวว้ ่า อลั ลอฮฺ(ซบ.) ทรงขับไลอ่ อกจากพระเมตตาของพระองค์ อัลลอฮฺ(ซบ.) ทรง
สาปแช่ง รอซูล(ซ.ล.) ทรงสาปแช่ง และมีการคาดโทษเอาไว้ว่าใครได้กระทาสิ่งดังกล่าวน้ันในวันกิยามะห์ก็
จะตอ้ งถูกลงทณั ฑ์ นกี่ ถ็ อื วา่ เป็นบาปใหญ่ ถึงแมว้ ่าจะไม่มีบทลงโทษในด้านของคดีอาญาเขา้ มาเกี่ยวข้อง การฆ่า
ตัวตายก็จัดอยู่ในประเภทอัลกะบาอิรฺ(บาปใหญ่) ในหนังสืออัลกะบาอิรฺ ของอิหม่ามอัซซะห์บีย์ จัดลาดับเรื่อง
การฆ่าตัวตายเปน็ บาปท่ี 29
ประเด็นท่ีน่าคิด คือ บุคคลที่กระทาไปด้วยความไม่รู้ นักวิชาการได้อธิบายเอาไว้เหมือนกัน ในกรณี
ของบุคคลท่ีระเบิดพลีชีพ ระเบิดพลีชีพก็คือบุคคลคนน้ันสละชีพด้วยการติดระเบิดและจุดระเบิดและทาลาย
ตัวเองเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างความเสียหายให้กับศัตรู การกระทาอย่างน้ีนักวิชาการมีความเห็นต่างกัน ส่วน
หน่ึงท่ีบอกว่าทาได้เพราะว่ามันหมดหนทางท่ีจะทาไม่มีทางอ่ืนแล้ว เช่น ดร.ยูซุฟ อัล-ก็อรฺฎอวียฺ บอกไว้ใน
หนังสือฟ๎ตวามุอาซีเราะห์ ว่า กรณีของการระเบิดพลีชีพของบรรดานักต่อสู้ในประเทศปาเลสไตน์เป็นเรื่องท่ี
อนุญาตให้กระทาได้ แต่นักวิชาการอีกฝุายหน่ึงบอกในลักษณะว่าอย่างไรเสียมันก็เป็นการฆ่าตัวตาย จะเอาไป
เทียบกับกรณีการทาศึกในสมัยก่อน ในยุคของท่านรอซูล(ซ.ล.) ในยุคบรรดาคอลีฟะห์ท้ังหลายไม่ได้ เพราะนั่น
มันเป็นการเสี่ยงตายที่มีโอกาสรอด จึงไม่อาจพูดในทานองว่า การท่ีเขานั้นบุกจู่โจมศัตรูเข้าไปและไล่ฟาดฟ๎น
ศตั รูเปน็ การฆ่าตวั ตาย”
“กรณีของซอฮาบะห์มีเกิดขึ้นเหมือนกันคือ อัลบารออฺ อิบนุมาลิก เข้าร่วมสมรภูมิยะมามะห์ ซึ่งเป็น
สมรภูมิที่เกิดข้ึนในสมัยคอลีฟะห์อบูบักร อัซซิกด๊ิก ปรากฎว่า เหตุการณ์ในสวนที่มันมีกาแพง ซ่ึงมุซัยละมะห์
อัลกซั ซาบ ประกาศตัววา่ เปน็ นบีเก๊ และกอ่ สงครามหลบซอ่ นอยดู่ า้ นใน ท่านก็ไม่รู้จะเข้าไปอย่างไรเพราะประตู
ปิด ก็เลยบอกให้เพ่ือนช่วยจับท่านโยนข้ามกาแพงไป และท่านก็จะไปเปิดประตูให้ การกระทาอย่างนี้หาก
พิจารณาดกู ถ็ ือเปน็ การฆ่าตวั ตายเพราะถา้ เกิดศัตรูมันรุมเข้ามาเล่นงานก็ไม่รอด แต่โอกาสรอดมันมี และท่านก็
รอดและสามารถได้รับชัยชนะ ซึ่งต่างจากกรณีของการพกระเบิดไปและจุดชนวนระเบิดพลีชีพซึ่งไม่มีทางรอด
เขาจึงบอกว่าการกระทาดังกล่าวถือว่าเป็นโทษความผิด แต่หวังว่าอัลลอฮฺ(ซบ.) จะได้ทรงอภัยให้ เนื่องจาก
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การตีความตัวบทของพวกเขาว่ามันน่าจะได้ การเข้าใจว่าการกระทาดังกล่าวเป็นชะฮีด
และหวงั วา่ อลั ลฮฺ(ซบ.) จะอภยั ให้ ทาไมจึงเป็นอย่างนั้น? เพราะว่าการฆ่าตัวตายเป็นบาปใหญ่ก็จริง แต่มันเป็น
ฮักกุ้ลลอฮฺ ชีวิตเป็นของอัลลอฮฺ(ซบ.) เม่ือเราไปละเมิดด้วยการสังหารชีวิตตัวเองเท่ากับเราละเมิดสิทธิ
ของอลั ลอฮ(ฺ ซบ.)
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 121
ดังน้นั คนมสุ ลิมทีฆ่ า่ ตวั ตายเราไมอ่ าจไปช้ีขาดว่าเขาตกศาสนา หลกั ฐานคือ ในสมัยของท่านรอซูลุ้ลลอ
ฮ(ฺ ซ.ล.) เป็นเหตุการณ์หน่ึงในบนั ทึกของอิหมามมสุ ลิม รายงานจากหสั สนั เล่าวา่
ความว่า “สมัยก่อนพวกท่าน มีชายคนหนึง่ ไดร้ บั บาดเจบ็ เขาทนความเจ็บปวดของพิษบาดแผลไม่ไหว
เขาจึงตัดมือของตนดว้ ยมีดทาให้เลอื ดไหลออกมากเป็นเหตใุ ห้ เขาตาย อัลลอฮฺได้ดารัสว่า บ่าวของฉันเร่งรัดฉัน
ดว้ ยชวี ติ ของเขา ฉันไดป้ ิดโอกาสเข้าสวรรค์สาหรบั เขา (เนอื่ งจากเขาใช้อาวธุ ฆา่ ตัวตาย) หัสสันได้ชี้ไปทางมัสยิด
พลางกลา่ วว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ํนุ ดบุ ไดเ้ ลา่ หะดิษนใ้ี ห้กับฉัน ซ่งึ เขานามาจากทา่ นรอซลู ในมัสยดิ แห่งน้ี”
และในท่ีสดุ ศพของเขาก็ถกู นามาใหแ้ กท่ า่ นรอซูล(ซ.ล.) เพื่อท่ีจะให้ท่านขอดุอาอฺ และละหมาดให้ แต่
ทา่ นรอซูล(ซ.ล.) ไม่ละหมาดให้ แตท่ า่ นรอซูล(ซ.ล.) บอกว่าให้บรรดาซอฮาบะห์นั้นไปละหมาดให้กับพี่น้องของ
พวกเขา การที่ท่านรอซูล(ซ.ล.) บอกให้ไปละหมาดให้ก็แสดงว่าเขาใช่กาเฟร ส่วนกรณีที่ท่านรอซูล(ซ.ล.) ไม่
ละหมาดให้ นี่เป็นการปรามเพราะถ้าท่านไปละหมาดให้ก็จะทาให้เสียมาตรฐาน เพราะน่ีเป็นเรื่องของการ
กระทาที่เป็นบาปใหญ่ แล้วรอซูลขอดุอาอฺให้มันก็จะทาให้มาตรฐานเสีย ท่านจึงไม่ละหมาดให้แต่ให้บรรดาซอ
ฮาบะห์ไปละหมาดและขอดุอาอใฺ ห้กับบุคคลคนนั้น ฉะนั้นคนที่ฆ่าตัวตายเป็นบุคคลที่ละเมิดในสิทธิของอัลลอฮฺ
(ซบ.) เหตุนี้เขาอาจจะกระทาไปโดยที่ไม่รู้ กระทาเน่ืองจากมีสภาวะบางอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมซึ่งเราก็ไม่
อาจท่จี ะรู้ได้ ถ้าคนๆ น้ันตายไปในสภาพดังกล่าวซึ่งไม่ได้เป็นการตกศาสนา ไม่ได้เสียอากีดะห์ เขาก็เป็นมุสลิม
เหมือนเดมิ
ท้งั นี้ แม้ว่าชายคนดังกล่าวจะมคี วามกลา้ หาญในการตอ่ สู้ แตอ่ าการบาดเจ็บของเขามันเกินท่ีเขาจะทน
ได้และเขากต็ ดั สินใจฆ่าตวั ตาย เมือ่ เปน็ เช่นนน้ี ับประสาอะไรกบั ผูท้ ี่ฆา่ ตวั ตาย เพราะประสบความเดือดร้อนจาก
การขาดทุนในธุรกิจ ตกงาน ความล้มเหลวในการสอบ หรือถูกผู้หญิงปฏิเสธ เหตุผลต่างๆ เหล่ านี้มีทางออก
เสมอ เพราะหลายๆ คนท่ีเคยประสบป๎ญหาเหล่าน้ีเขาเองก็ไม่ได้จบป๎ญหาด้วยการฆ่าตัวตาย ซ่ึงมีให้เห็นเป็น
ตัวอย่างมากมาย โดยเฉพาะมุสลิมเองนั้น เขาจะต้องมีความอดทนต่อส่ิงที่จะมาประสบกับเขา ไม่ว่ามันจะ
เลวรา้ ยแคไ่ หนกต็ าม เพราะทกุ คนนน้ั จะต้องเจอบททดสอบอย่างแน่นอน พระองค์อลั ลอฮฺ(ซบ.) ได้ทรงตรัสไว้
ความว่า "และแน่นอน เราจะทดสอบพวกเจ้าจากสิ่งใดส่ิงหน่ึงจากความกลัว และความหิว และด้วย
ความสูญเสีย (อย่างใดอย่างหน่ึง) จากทรัพย์ สมบัติ ชีวิต และพืชผล และเจ้าจงแจ้งข่าวดีแก่ผู้อดทนเถิด"
(ซูเราะห์บะกอเราะห์ อายะฮทฺ ่ี 155)
หน้าท่ขี องมุสลิมท่พี ึงปฏบิ ตั ติ ่อมสุ ลมิ ที่ฆ่าตวั ตาย
“มุสลิมที่ฆ่าตัวตาย เวลาเขาเสียชีวิตก็ปฏิบัติเหมือนกับมุสลิมปกติทั่วไปก็คือเอาอาบน้า เอาไปกะฟ่๎น
ละหมาด ฝ๎ง และขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) คนๆ นี้ทาบาปใหญ่ก็จริงแต่เขาอยู่ภายใต้พระประสงค์ของอัลลอฮฺ
(ซบ.) ถ้าพระองค์ทรงประสงค์พระองค์ก็อภัยให้ ถ้าพระองค์ทรงประสงค์เขาก็ถูกลงโทษตามโทษานุโทษแต่
ทา้ ยที่สุดเขากจ็ ะออกจากนรกภูมิ”
ผลทีต่ ามมาหลังจากการฆา่ ตวั ตาย
ผลที่เกิดจากการฆ่าตัวตาย นอกจากเป็นการละเมิดและเป็นเรื่องท่ีไม่ดีแล้ว คนท่ีคิดฆ่าตัวตายยังบ่ง
บอกถงึ สภาวะทางจิตใจวา่ ตนเองสิ้นหวัง ซึ่งคนท่ีสิ้นหวังในพระเมตตาของอัลลอฮฺ(ซบ.) ไม่มีผู้ใดนอกเสียจากผู้
ปฏิเสธ เพราะฉะนั้นคนท่ีปฏิเสธคือคนเหล่านี้เขาไม่หวังในพระเมตตาของอัลลอฮฺ(ซบ.) มุสลิมหรือมุมินอฺจะมี
สภาพดงั กลา่ วนนั้ ไม่ได้ การออกนอกศาสนาก็คือการสิ้นหวังจากพระเมตตาของอัลลอฮฺ(ซบ.) และการประมาท
ในอาญาของอัลลอฮฺ(ซบ.) เราในฐานะผู้ศรัทธาต้องมี 2 อย่าง คือ (1.) กลัวในอาญาของอัลลอฮฺ(ซบ.) (2.) มี
ความมุ่งหวังในพระเมตตาของอัลลอฮฺ(ซบ.) ควบคู่กัน คนท่ีฆ่าตัวตายก็คือคนท่ีเหมือนกับว่าชีวิตน้ีมันหมด
ความหมายไม่เหลอื อะไรแลว้ ทกุ สิง่ ทุกอยา่ งท้งั ๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว อัลลอฮฺ(ซบ.) ทรงประทานให้แก่เขาอย่าง
มากมาย เขาไม่ย้อนกลบั ไปดู วา่ ส่ิงที่อัลลอฮฺ(ซบ.) ให้เขามานั้นที่ดีๆ น้ันมีอะไรบ้าง คนท่ีอยู่ในสภาพอย่างนั้นก็
จะมคี วามวา้ วุ่นทางดา้ นจิตใจ สภาวะถูกโจมตีอยา่ งรุนแรงจากชัยตอนซงึ่ มันก็จะนาพาให้ไปลงเอยอย่างน้นั ”
122 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
บทลงโทษสาหรับผ้ทู ฆ่ี า่ ตวั ตาย
“เราลองมาดูบทลงโทษของการฆ่าตัวตาย ท่ีท่านรอซูล(ซ.ล.) กล่าวไว้ จากอบูฮุรอยเราะฮฺเล่าว่า ท่าน
รอซูล(ซ.ล.) กล่าวไว้ ความว่า "บุคคลใดฆ่าตัวตาย ด้วยของมีคม ของมีคมดังกล่าวจะท่ิมแทงท้องของเขา ด้วย
มือของเขาเองในนรกอยา่ งนริ ันดร์ และบคุ คลใดฆ่าตวั ตายด้วยยาพิษ เขาจะด่มื มนั ทลี ะเล็กละน้อยในนรกอย่าง
นิรันดร์ และบุคคลใดฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดจากเหว เขาจะกระโดดเช่นน้ันในนรก อย่างสม่าเสมอและนิ
รนั ดร"์ บนั ทกึ โดยอหิ ม่ามมุสลมิ การใช้สานวนว่า “อยา่ งนริ ันดร์” เป็นการปรามและเตือนอย่างรุนแรง ส่วนผู้ที่
ถือว่าการฆ่าตัวตายเป็นท่ีฮาลาลนั้นก็จะมีสภาพเช่นนั้นเป็นนิรันดร์ เพราะตกศาสนาไปแล้วด้วยความเช่ือ
ดงั กล่าว
จากซาบติ อิบนุ ฎอหฺห้ากเล่าว่า ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าวไว้ ความว่า "และบุคคลใดฆ่าตัวตายด้วยวิธีหนึ่ง
วิธีใด อลั ลอฮฺจะทรงลงโทษเขาด้วยวธิ ีดังกล่าวในนรกญะฮนั นัม" บนั ทกึ โดยอหิ มา่ มมุสลิม
ฉะน้ัน คนที่ฆ่าตัวตายในลักษณะดังกล่าวก็จะได้รับบทลงโทษอย่างน้ันในกรณีท่ีเขาเข้านรก ซ่ึง
หมายความว่าในกรณีที่เขานั้นไม่ได้รับอภัยโทษจากอัลลอฮฺ(ซบ.) เพราะเน่ืองจากเป็นสิทธ์ิของอัลลอฮฺ(ซบ.)
ซึ่งอัลลอฮฺ(ซบ.) จะไม่เอาเรื่องกับเขาก็ได้ ถ้าอัลลอฮฺ(ซบ.) ประสงค์ อัลลอฮฺ(ซ.บ.) ก็จะอภัยให้เพราะมันเป็น
สิทธ์ขิ องพระองค์ ฉะนน้ั ถ้าอัลลอฮ(ฺ ซบ.)ไม่อภัย บุคคลนัน้ ก็จะได้รับการลงโทษตามโทษานโุ ทษ”
3.การตอ่ สใู้ นหนทางแห่งศาสนา (ญีฮาด)
ความหมายของการญีฮาด
การญิฮาด ในอิสลาม หมายถึง “การอดทนในความยากลาบากเพ่ือต่อสู้และต่อต้านศัตรู” หรือเป็นท่ี
รจู้ ักและยอมรับกนั ว่าคอื สงคราม การทาสงครามคือการต่อสู้ การประจัญบานและสู้รบ ระหว่างสองประเทศ
หรือมากกว่า เป็นเร่ืองธรรมดาที่จะเกิดข้ึนตามวิสัยของมนุษย์ ไม่มีประชาชาติใด ๆ หรือยุคใด ๆ ท่ีจะว่างเว้น
จากการทาสงครามไปได้ ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศก็ยอมรับและระบุไว้ถึงเร่ืองของการทาสงคราม วาง
กฎระเบียบหลักการและการจัดระบบ เพื่อท่ีจะผ่อนคลายความช่ัวร้ายและความหายนะของสงครามลง
ถงึ แม้วา่ จะมบี างสิง่ บางอย่างไมส่ มบรู ณเ์ ม่ือได้มีการปฏิบัติกันก็ตาม
การญฮิ าดถูกบญั ญัติข้ึนในอิสลามเม่อื ใด
อัลลอฮฺ (พระผู้เป็นเจ้า) ทรงส่งนบีมุฮัมมัด (ศาสดา) ของพระองค์ไปยังมวลมนุษย์ และทรงบัญชาให้
ท่านนบีเรียกร้องไปสู่แนวทางท่ีถูกต้องและศาสนาแห่งสัจธรรม ซึ่งท่านได้เรียกร้องเชิญชวนไปสู่อัลลอฮฺด้วย
ความสุขมุ คมั ภีรภาพและด้วยการอบรมสั่งสอนที่ดีอยู่ทนี่ ครมักกะฮฺเปน็ เวลา 13 ปี
ในระยะเวลาดังกล่าว ท่านต้องเผชิญกับการต่อต้านและการเป็นปรป๎กษ์จากวงศ์ญาติและชาวมักกะฮฺ
ซ่ึงพวกเขาคิดว่าศาสนาใหม่นี้เป็นอันตรายกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา ทั้งทางด้านป๎จจัยยังชีพ ด้าน
ศลี ธรรม และจรยิ ธรรม
อลั ลอฮทฺ รงช้แี นะให้ท่านนบเี ผชญิ ป๎ญหาดงั กลา่ วด้วยความอดทน การอภัย และการหลีกเลี่ยงที่ดี ดังคา
ตรัสของพระองค์วา่
“ดังนั้น จงอดทนต่อพระบัญชาของพระเจ้าของเจ้า เพราะแท้จริงเจ้านั้นอยู่ในเบ้ืองสายตาของเรา ”
(อลั กุรอาน บทที่ 52 วรรค 48 เขียนแทนด้วย 52:48)
“ดงั นนั้ เจ้าจงให้อภยั แก่พวกเขา และจงกลา่ ววา่ ศานติ แลว้ พวกเขากจ็ ะรู้” (อัลกรุ อาน 43:89)
รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 123
“ดงั น้นั เจ้าจงให้อภัย ด้วยการอภยั ทีด่ ี” (อลั กรุ อาน 15:85)
อัลลอฮฺไม่ทรงอนุญาตให้เผชิญความช่ัวด้วยความช่ัว หรือเผชิญหน้าการทาร้ายด้วยการทาร้าย หรือใช้
ความรุนแรงกบั ผทู้ ่ตี อ่ ต้านและเปน็ ปฏิป๎กษ์กับการเผยแผ่ศาสนาของอัลลอฮฺ (อิสลาม) หรือประหัตประหารผู้ท่ี
ชักชวนบรรดาผศู้ รัทธาใหห้ ลงผิด ดงั ทีพ่ ระองคต์ รัสไวว้ ่า
“เจ้าจงปราบความชวั่ ด้วยส่งิ ทีด่ ียง่ิ เรา (อลั ลอฮฺ) รู้ดยี ิ่งในส่ิงทีพ่ วกเขากลา่ วหา” (อลั กุรอาน 23:96)
แต่ท่ีอัลลอฮฺทรงใช้ให้ท่านนบีมุฮัมมัดฝุาฟ๎นอุปสรรคดังกล่าวในช่วงเวลาน้ันคือ ยืนยันโต้แย้งด้วย
คมั ภีร์อัลกรุ อาน ดว้ ยหลกั ฐาน ดว้ ยการพิสูจนข์ ้อเท็จจริง ดังทพี่ ระองคต์ รสั ไวว้ ่า
“และโตแ้ ยง้ กับพวกเขาดว้ ยอัลกรุ อาน ดว้ ยการโตแ้ ย้งอนั ยิ่งใหญ่” (อัลกุรอาน 25:52)
ครั้นเม่ือการถูกทาร้ายได้ทวีความรุนแรงยิ่งข้ึน การก่อกวนและการข่มเหงได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จน
ในท่ีสดุ ก็มีการวางแผนลอบสังหารท่านนบีมุฮัมมัด เป็นเหตุให้ท่านนบีและบรรดาสาวกต้องตัดสินใจอพยพจาก
นครมกั กะฮไฺ ปยังนครมะดนี ะฮฺ (หลงั จากท่านไดร้ บั แต่งตงั้ ให้เผยแผ่อิสลามมาเป็นเวลา 13 ปี) ซ่ึงอัลลอฮฺได้ทรง
แจง้ ใหเ้ ราทราบจากโองการ ณ นครมะดีนะฮฺ (เมืองหลวงใหม่ของอิสลาม) ในปี ฮ.ศ. 2* อัลลอฮฺได้บัญญัติให้มี
การต่อสู้เมื่อบรรดาศัตรูได้รวมกาลังกันติดตามเพ่ือที่จะดับรัศมีของอิสลาม จึงเป็นเหตุให้บรรดามุสลิมต้องจับ
อาวุธขึ้นต่อสู้ เพ่ือปกปูองและต่อต้านการรุกรานของศัตรู และพิทักษ์รักษาชีวิตและศาสนาของอัลลอฮฺ ดังน้ัน
โองการแรก (ของคมั ภรี ์อัลกุรอาน) ทถี่ ูกประทานลงมาใหเ้ ร่ิมทาการญฮิ าด เพ่อื ต่อสูศ้ ตั รูดว้ ยอาวุธ คอื
“สาหรบั บรรดาผู้ (ท่ีถูกโจมตีน้ัน) ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้ได้ เพราะพวกเขาถูกข่มเหง และแท้จริงอัลลอ
ฮฺนั้นทรงสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างแน่นอน บรรดาผู้ท่ีถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือนของพวกเขาโดย
ปราศจากความยุติธรรม นอกจากพวกเขากล่าวว่า อัลลอฮฺคือพระเจ้าของเราเท่าน้ัน และหากว่าอัลลอฮฺทรง
ขัดขวางมใิ ห้มนุษย์ต่อสซู้ ึ่งกนั และกนั แลว้ บรรดาหอสวดและโบสถ์ (ของคริสต์) และสถานที่สวด (ของยิว) และ
มัสยิดท้ังหลายที่พระนามของอัลลอฮฺถูกกล่าวราลึกอย่างมากมาย ต้องถูกทาลายอย่างแน่นอน และแน่นอน
อลั ลอฮฺจะทรงช่วยเหลือผู้ท่ีสนับสนุนศาสนาของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงพลัง ผู้ทรงเดชานุภาพอย่าง
แทจ้ รงิ ” (อลั กุรอาน 22:39-40)
โองการขา้ งตน้ ไดช้ แ้ี จงเหตุผลในการอนญุ าตใหท้ าการญิฮาดเพ่ือตอ่ สศู้ ัตรอู นั เน่ืองมาจากสาเหตุ 3 ประการ
คือ
1. บรรดามุสลิมถกู ข่มเหง ด้วยการก่อการร้ายและขับไล่ให้ออกจากบ้านเรือนของพวกเขาโดยปราศจาก
ความเปน็ ธรรม (เชน่ ในปาเลสไตน์)
2. หากอัลลอฮฺไม่อนุมัติให้มนุษย์ทาการต่อสู้ปูองกันแล้ว บรรดาโบสถ์ วิหาร และหอสวดต่าง ๆ และ
มัสยิด จะถูกทาลายอย่างแน่นอน อันเนื่องมาจากการข่มเหงของพวกปฏิเสธศรัทธาท่ีไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและ
วันสน้ิ โลก
3. เปูาหมายของการญิฮาดคือ การมีอานาจในการปกครอง เพ่ือให้บรรดามุสลิมมีอิสระในการละหมาด
บริจาคทาน และใชก้ ันใหท้ าความดีละเว้นความช่ัว
َُْ أٝ َػ َغَٚ ُۖ ُْ شُ ٌى١ْ ُ َخَٛ َ٘ٚ ﺌًا١ْ ا َشُٛ٘ أَْ ذَ ْى َشٝ َػ َغَٚ ُۖ ُْ ُ و ْشُٖ ٌىَٛ َ٘ٚ ىُ ا ٌْمِرَا ُي١ْ ٍَورِ َُة َػ
َُْ ٍَّٛأَٔر ُْ َّلُ ذَ ْؼَٚ ٍََُ ْؼ٠ ُٗاٌٍـَٚ ُۖ ُْ ُ َش ُش ٌىَٛ َ٘ٚ ﺌًا١ْ ا َشٛذ ِذث
124 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
“การสรู้ บ (ญฮิ าด) ได้ถกู บัญญัติแกพ่ วกเจ้าแล้ว ท้ัง ๆ ทีม่ ันเป็นท่ีรังเกียจแก่พวกเจ้า และอาจเป็นไปได้
วา่ การท่พี วกเจ้าเกลยี ดสงิ่ หน่งึ แต่มนั อาจเป็นความดีแกพ่ วกเจ้ากไ็ ด้ และอาจเปน็ ไปได้ว่า การท่ีพวกเจ้าชอบส่ิง
หนึ่งแต่มนั อาจเปน็ ความเลวรา้ ยแก่พวกเจ้ากไ็ ด้ และอลั ลอฮฺนนั้ ทรงรู้ดียิ่ง แต่พวกเจา้ ไม่รู้” (อลั กุรอาน 2:216)
การญีฮาดมิไดเ้ ป็นการบังคับแก่มุสลิมทุกคน แต่ถ้าหากมีบางคนได้ทาหน้าที่นี้ (ด้วยการผลักดันหรือขับ
ไลศ่ ตั รอู อกไป) ก็เป็นการพอเพียง คนทีเ่ หลือก็ได้รบั การยกเว้นไปโดยปรยิ าย อัลลอฮฺไดต้ รัสไวว้ ่า
ُِٓ ٠ اٌ ِّذِٟا فَٛٙرَفَم١ٌِّ ُ ُْ َطائِفَحْٕٙ ِِّ َُّل َٔفَ َُش ِِٓ و ًُِّ فِ ْشلَ ُحْٛ ٍََا َوافحًُ ُۖ فَٕٚ ِفش١ٌُِ َُْ ِِٕٛ َِا َوا َُْ ا ٌّْ ْئَٚ
َُْ َٚ ْذ َزس٠ ُْ ٍٙ ُْ ٌَ َؼِٙ ١ْ ٌَِا اٛ ُْ اِ َرا َس َﺟؼَِٙ ْٛ َا لٕٚ ِزس١ٌَِٚ
“ไม่บังควรที่บรรดาผู้ศรัทธาจะออกไปสู้รบกันท้ังหมด ทาไมแต่ละกลุ่มในหมู่พวกเขาจึงไม่ออกไปเพ่ือ
หาความเขา้ ใจในเร่ืองศาสนา เพ่อื จะได้ตักเตือนหมู่คณะของพวกเขาเม่ือได้กลับมายังหมู่คณะของพวกเขา โดย
หวงั วา่ หมู่คณะของพวกเขาจะได้ระมดั ระวัง” (อลั กุรอาน 9:122)
ผใู้ ดที่จาเปน็ ตอ้ งทาญิฮาด ?
ผู้ที่ถูกกาหนดให้ทาสงคราม เมื่ออยู่ในสนามรบแล้ว ก็จาเป็นต้องต่อสู้ (ทาญิฮาด) “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา
เอ๋ย เมอื่ พวกเจ้าพบกลุ่มใดกลุ่มหนึง่ (ฝุายศตั รู) ก็จงยืนหยดั ต่อสเู้ ถดิ ” (อัลกุรอาน 8:45)
เม่ือศัตรูเข้ามาถึงเมืองที่มุสลิมพานักอยู่ ชาวเมืองทั้งหมดจาเป็นต้องออกไปต่อสู้กับศัตรู (เช่น ในอิรัก
ปาเลสไตน์ อัฟกานสิ ถาน ในปจ๎ จบุ ัน)
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอย๋ จงส้รู บกับรรดาผูป้ ฏิเสธศรัทธาท่อี ยู่ใกลก้ บั พวกเจ้าเสียก่อน” (อัลกุรอาน 9:123)
เมอื่ ผูน้ าใชใ้ ห้ผู้ใด (ท่อี ยูใ่ นเกณฑ์บงั คบั ) ให้ออกไปตอ่ สู้ เขาจะตอ้ งตอบรบั โดยไม่หลกี เลย่ี ง
“โอบ้ รรดาผู้ศรทั ธาเอย๋ มีอะไรเกิดข้นึ กบั พวกเจ้า เม่ือพวกเจ้าถูกใช้ให้ออกไปต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ
พวกเจา้ ก็ยังยึดติดแน่นอยู่กับพน้ื ดิน พวกเจ้าพอใจกบั การดารงชีวิตอยู่ในโลกน้ีมากกว่าโลกหน้า**กระนั้นหรือ?
ทวา่ ความสนุกสนานเพลิดเพลินในโลกน้ี เป็นสง่ิ เล็กนอ้ ยเมอื่ เทยี บกับโลกหนา้ ” (อลั กุรอาน 9:38)
ประเภทของการญิฮาด (ادٙ)ألغاَُاٌج
การญฮิ าดมีอยู่ 4 ประเภท ดังตอ่ ไปน้ี
1. ต่อสู้กับตัวเอง สู้กับใจตัวเองในการศึกษาเรื่องศาสนา การนามันมาปฏิบัติ
การเชิญชวนไปสู่ศาสนา และการอดทนต่อความยากลาบากที่เกดิ ขึน้ จากเรือ่ งศาสนา
2. ญฮิ าดกบั ชยั ฏอนมารรา้ ย คอื การต่อส้ใู นการปูองกันไมใ่ หเ้ ผชญิ กบั สง่ิ คลุมเครือและอารมณใ์ ฝตุ า่
3. ญิฮาดกบั บรรดาผู้ที่อธรรม ผู้ทาอุตริกรรม และผู้ท่ีกระทาความชั่ว การต่อสู้จะเกิดข้ึนโดยใช้มือ
(กระทา) ในเมอื่ เขามคี วามสามารถ หากไมม่ ีความสามารถใหต้ ่อสู้โดยการใช้ลนิ้ (คาพดู ) หากไม่มีความสามรถ
ให้ตอ่ สูด้ ว้ ยหวั ใจ (ปฏเิ สธสิง่ น้ัน) โดยขน้ึ อยกู่ ับสภาพและต้องคานงึ ถงึ ผลดีผลเสีย
4. บรรดา และบรรดาผูก้ ลับกลอก การต่อสู้ประเภทนี้จะเกิดขึ้นด้วยกับหัวใจ คาพูด
ทรัพย์สนิ และชวี ติ – ซงึ่ เป็นความหมายของการญิฮาดในท่นี ี้
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 125
ระดบั ชัน้ ในสวนสวรรค์ของบรรดานักตอ่ สู้ในหนทางของอลั ลอฮฺ
اٌ َجٕ ِحُ ِِا َئحَُ َد َس َﺟ ُح َأ َػذ٘ـَا اللهٟ اُْ ِف...« : ﷺٟ لاي إٌث: الله ػٕٗ لايٟشج سض٠ ٘شٟػٓ أت
ٌَُٖٛ َفب َرا َعؤَ ٌُْرـُ الله َفا ْعؤ،الأ ْس ِضَٚ ُ َُٓ اٌغ َّـا ِء١ْ ُِٓ َو َّا َت١ْ َ َُٓ اٌذ َس َﺟر١ْ َِا َت، ًُِ الله١ِ َعثٟ َُٓ ِف٠ٌِ ٍْـّـ َجا ِ٘ ِذ
.»َُاسُ اٌ َجٕ ِحٙ ِِ ْٕـُٗ َذفَجشُ َأ ْٔـَٚ ،ِٓ َّ َل ُٗ َػ ْش ُػ اٌش ْدـْٛ َفَٚ ، اٌ َجٕ ِحٍَٝ َأ ْػَٚ ، َع ُظ اٌ َجٕ ِحْٚ َطُ َفبٔـُٗ َأْٚ اٌفـِ ْش َد
ٞأخشﺟٗ اٌثخاس
จากอบีฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า
“...แท้จริงในสวนสวรรค์มีอยู่หน่ึงร้อยช้ัน อัลลอฮฺได้จัดเตรียมไว้แก่บรรดาผู้ท่ีต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ
ระยะห่างระหว่างสองช้ันเหมือนกับระยะห่างระหว่างช้ันฟูาและแผ่นดิน ดังนั้นเม่ือพวกท่านต้องการร้องขอ
ตอ่ อัลลอฮฺ กจ็ งขอช้ันฟิรดาวส์ซึ่งมันตั้งอยู่ใจกลางของสวนสวรรค์และเป็นช้ันสูงสุด และข้างบนนั้นเป็นอะรัช
(บลั ลังก์) ของพระผ้ทู รงเมตตาปราณี และในนั้นจะมแี ม่นา้ จากสวนสวรรคไ์ หลพ่งุ ออกมา” (บันทึกโดยอัลบุคอ
รียฺ หมายเลขหะดษี 2790)
รูปแบบการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ
สาหรับการญฮิ าดในหนทางของอัลลอฮฺมี 4 รปู แบบ ดังต่อไปน้ี
1. ญิฮาดเพ่ือต่อต้านบรรดาผู้ปฏิเสธและผู้ตั้งภาคีหุ้นส่วน (มุชริกีน) การญิฮาดประเภทน้ีนับว่าเป็น
ส่ิงจาเป็น เพื่อปกปูองมุสลิมให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายของพวกเขา และเพ่ือเผยแผ่อิสลามไปยังพวกเขา โดย
ใหพ้ วกเขาไดเ้ ลอื กระหว่างการรับอสิ ลาม จา่ ยสว่ ยหรอื การสูร้ บ
2. ญิฮาดเพ่ือต่อต้านบรรดาผู้ที่ตกออกจากศาสนาอิสลาม (มุรตัด) โดยให้พวกเขาได้เลือกตามลาดับ
ระหว่างกลบั สูก่ ารนบั ถือศาสนาอิสลามหรือเลือกทาการสรู้ บ
3. ผทู้ ลี่ ่วงละเมดิ นัน่ คอื บรรดาผ้ทู ่ีออกจากการเชื่อฟ๎งปฏิบัตติ ามผู้นาของมวลมุสลิม
และไดก้ อ่ ความวนุ่ วาย ดังน้ันใหพ้ วกเขากลับตัว หากไมก่ ลบั ตัวใหท้ าการสูร้ บ
4. ญิฮาดเพื่อต่อต้านผู้ท่ีปล้นสะดมภ์ ผู้นาเป็นคนเลือกที่จะจัดการกับพวกเขาด้วยการประหารชีวิต
ตรึงไม้กางเขน ตัดมือและเท้าสลับข้าง หรือเนรเทศออกจากบ้านเมือง ลงโทษโดยพิจารณาจากความผิดของ
พวกเขาขึ้นอยกู่ ับความเหน็ ของผนู้ า
หุกมุ (ข้อบัญญตั )ิ การญิฮาดของผู้หญิง
เป็นท่ีอนุญาตให้ผู้หญิงออกทาสงครามพร้อมกับบรรดาผู้ชายในกรณีท่ีมีความจาเป็นต้องให้บริการ
ช่วยเหลือ
ُج ِِ َُٓ ال َأ ْٔ َصا ُِسَٛ ِٔ ْغَٚ ُـ١ْ ٍَُُ تِؤ َُِّ عْٚ َـ ْغض٠ ﷺ، ُي اللهٛ َوا َُْ َسع: الله ػٕٗ لايٟػٓ أٔظ تٓ ِاٌه سض
ُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُٗ١ٍ ِرفك ػ. ٝ َُٓ اٌ َج ْش َد٠ِٚ َذا٠َٚ ، َُٓ اٌ َّا َء١َِ ْغم١َ ف،َِ َؼ ُٗ ا َرا َغ َضا
ُُ
จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า ปรากฏว่าท่านรอสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ
วะสลั ลัม เคยออกทาสงครามพร้อมกับอุมมุ สุลัยมฺและผู้หญิงชาวอันศอรกลุ่มหน่ึง โดยพวกนางคอยให้บริการ
นา้ ดืม่ และปฐมพยาบาลผบู้ าดเจบ็ ” (บันทึกโดยบุคอรียฺ หมายเลขหะดษี 3811 ,มสุ ลิม หมายเลขหะดีษ 1810)
126 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ใบความร้ทู ่ี 13
ญนี าญาต( )الجناٌات
ลักษณะอาญาในกฎหมายอิสลาม หมายถึง กฎหมายท่ีกาหนดลักษณะของการกระทาที่ถือว่าเป็น
ความผดิ ร้ายแรง และมีการกาหนดบทลงโทษทางอาญาสาหรับความผิดนั้นๆไว้ตามตัวบทอัลกุรอานและอัลฮา
ดษี ซึ่งเรียกในภาษาอาหรบั ว่า ًالفقه الجنائ
1.การยดึ ทรพั ย(์ )الغصب
การละเมิดสทิ ธ์ใิ นทรพั ยข์ องผู้อน่ื
อัล-ฆ็อสบฺ คือ การยึดเอาทรัพย์สินของผู้อ่ืนในลักษณะบังคับโดยมิชอบ ทั้งที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และ
สงั หารมิ ทรัพย์
ประเภทของการอธรรม
การอธรรมมอี ยู่ 3 ประเภท คือ การอธรรมที่อัลลอฮฺจะไม่ปล่อยไว้ การอธรรมท่ีมีการให้อภัย และการ
อธรรมทไี่ มม่ ีการอภยั ให้
การอธรรมที่ไม่มกี ารอภยั นัน้ คือการตัง้ ภาคีกับอลั ลอฮฺ พระองคจ์ ะไม่ทรงให้อภัยให้
การอธรรมที่มกี ารให้อภัย คือการอธรรมระหว่างมนุษย์กบั อัลลอฮฺ
ส่วนการอธรรมท่ีจะไม่ถูกปล่อยไว้คือการอธรรมระหว่างมนุษย์ ซ่ึงอัลลอฮฺกาหนดให้มีการลงอาญา
สะสางระหวา่ งกนั
หกุ มของอลั -ฆอ็ สบฺ
การยดึ ทรัพย์ผ้อู ืน่ ถือว่าต้องห้าม ไม่อนุญาตใหใ้ ครกต็ ามเอาสิง่ หนง่ึ สง่ิ ใดของผู้อื่น ไมว่ า่ จะอะไรกต็ าม
ยกเว้นเขาพอใจจะให้
1. อัลลอฮฺได้ตรัส ความว่า และพวกเจ้าจงอย่ากินทรัพย์สินของพวกเจ้าระหว่างกันโดยมิชอบ และจง
อย่าจ่ายมันให้แก่ผู้พิพากษา(เป็นสินบน) เพื่อที่พวกเจ้าจะกินส่วนหนึ่งจากทรัพย์สินของผู้อ่ืนด้วยการกระทาที่
เป็นบาป ท้ังๆ ท่พี วกเจา้ กร็ ้กู ัน (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 188)
2. รายงานจากท่านซะอดี บนิ ซัยด์ วา่ ท่านได้ยนิ ท่านรอซูล ศ็อลลลั ลอฮอฺ าลัยฮิวาซัลลมั กล่าววา่
«ٗ١ٍ ِرفك ػ.»َُٓ ١َا َِ ُِح ِِ ُْٓ َع ْث ِغُ أَ َس ِض١ِ ََُ اٌمْٛ ٠َ ُُٗلـَٛط٠ ُٗ َِ ُْٓ أَ َخ َزُ ِش ْثشاًُ ِِ َُٓ الأَ ْس ِضُ ظ ٍْـّاًُ فَبٔـ.
ความว่า ใครก็ตามที่เอาพื้นดินเพียงคืบเดียวด้วยความอธรรม (มิชอบ) เขาจะถูกม้วนด้วยผืนดินเจ็ด
ช้ันในวันกิยามะฮฺ (บันทึกโดยอัล-บุคคอรีย์ หมายเลข 3198 คารายงานนี้เป็นของท่าน และบันทึกโดยมุสลิม
หมายเลข 1610)
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 127
หกุ ่มการใชผ้ ืนดินที่ยดึ มา
1. เมื่อมีการยึดผืนดินหนึ่งแล้วมีการเพาะปลูกพืชหรือสร้างสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนั้น จาเป็นที่จะต้อง
ถอดถอนสิ่งน้ันออกและชดใช้ส่ิงที่ลดลงและทาให้เหมือนเดิมหากเจ้าของเรียกร้อง แต่หากมีการยินยอมตกลง
กนั เป็นราคาแทนกถ็ อื ว่าใชไ้ ด้
2. หากผู้ยึดที่ดินผู้อื่นส่งท่ีดินนั้นคืนหลังจากท่ีเขา(เพาะปลูกและ)เก็บเก่ียวพืชพันธ์ุ ถือว่ามันเป็น
กรรมสิทธิข์ องผูย้ ึดแตเ่ ขาจะตอ้ งจ่ายคา่ เช่าท่ีดินแก่เจ้าของท่ีดินด้วย และถ้าหากพืชพันธุ์น้ันยังอยู่ เจ้าของท่ีดิน
จะมีสิทธเิ ลอื กระหวา่ งการปล่อยมนั ไวจ้ นถึงเวลาเกบ็ เกย่ี วแล้วจงึ เก็บคา่ เช่าตามราคาทอ้ งตลาด หรือเขาเอาเป็น
ของตนโดยใช้ทุนเองในการซ้ือ
หกุ ม่ การคืนสง่ิ ที่ยดึ มา
วาญิบที่ผู้ที่ยึดทรัพย์ผู้อ่ืนจะต้องส่งคืนส่ิงท่ียึดไปแก่เจ้าของ แม้เขาจะขาดทุนมากกว่าหลายเท่าก็ตาม
เพราะมันเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นจึงต้องส่งคืน และถ้าหากเขานาสิ่งน้ันไปทาการค้าถือว่ากาไรที่ได้เป็นของทั้ง
สองคนคนละคร่ึง หากส่ิงท่ียึดไปมีค่าเช่า ผู้ยึดจะต้องส่งคืนพร้อมค่าเช่าตามท้องตลาดตลอดระยะเวลาที่อยู่ใน
มอื ของผู้ยึด
หกุ ่มการเปล่ียนส่งิ ที่ยดึ มา
หากผู้ยึดด้ายทาการทอด้ายที่ยึด หรือตัดผ้าที่ยึดให้ส้ันลง หรือประกอบงานไม้จากไม้ท่ียึด เป็นต้น ถือ
ว่าวาญิบท่ีเขาจะต้องส่งคืนมันแก่เจ้าของพร้อมกับจ่ายค่าปรับการลดลงของส่ิงท่ียึดไปโดยที่เขาจะไม่ได้อะไร
เลย
หกุ ม่ การคละเคล้าส่งิ ที่ยึดมากบั สง่ิ อื่น
หากผู้ยดึ ไดน้ าสิ่งท่ีเขายดึ ไปผสมกับส่ิงชนิดเดียวกันที่เป็นกรรมสิทธ์ิของเขาจนไม่อาจแยกแยะได้ เช่น
น้ามัน ขา้ ว เป็นตน้ หากมนั ไมไ่ ด้ทาใหร้ าคาลดลงหรือเพิ่มขน้ึ จากเดิมใหถ้ ือวา่ ทั้งสองเป็นหุ้นส่วนกันตามสัดส่วน
ปริมาณของแต่ละคน หากมันทาให้ราคาต่าลงผู้ยึดจะต้องชดเชย และหากราคาของอีกฝุายสูงขึ้น ฝุายนั้นก็จะ
ไดส้ ัดส่วนทีข่ ึ้นไปนัน้
หกุ ม่ เม่ือส่ิงทยี่ ึดมาเสียหาย
หากส่ิงท่ีถูกยึดเสียหาย หรือมีตาหนิ และมันมีส่ิงที่เหมือนกันในท้องตลาด ก็ให้ชดเชยด้วยส่ิงท่ี
เหมือนกันน้ัน แต่หากมันไม่มีส่ิงที่เหมือนกันในท้องตลาด(เช่นของโบราณ)ก็ให้ชดเชยเป็นราคาของสิ่งนั้น ตาม
ราคาในวันทมี่ นั ไม่มสี ่งิ ท่ีเหมือนอกี ต่อไป
หกุ ม่ การใชข้ องท่ียึดโดยผู้ที่ยึดมา
การจดั การ(การนาไปใช้)สิ่งที่ถูกยึดของผู้ยึดเช่น ขาย แต่งงาน ทาหัจญ์ เป็นต้น ให้ถือว่ามันขึ้นอยู่กับ
การอนุญาตหรอื การยินยอมของเจ้าของทรพั ย์ คือหากเจา้ ของทรัพยย์ ินยอมให้ถือว่าการนาไปใช้หรือจัดการน้ัน
เปน็ ผล และหากเขาไม่ยนิ ยอมกใ็ ห้ถอื ว่าการนาไปใชน้ ้นั เปน็ โมฆะ
128 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
จะยึดคาพดู ใครในกรณกี าหนดค่าเสยี หาย
คากล่าวเกี่ยวกับราคาของสิ่งที่เสียหาย ปริมาณ หรือลักษณะของมัน ให้ยึดถือคาพูดของผู้ยึด ยกเว้น
หากเจ้าของมีหลักฐาน(ว่าสิ่งท่ีถูกยึดมีราคา ปริมาณ หรือลักษณะท่ีขัดแย้งกับคาพูดของผู้ยึด) และคากล่าวว่า
ส่งคนื แลว้ หรือไม่ และมีมตี าหนิเกดิ ขึ้นหรอื ไม่ ใหย้ ึดคาพดู ของเจ้าของหากไม่มีหลกั ฐาน
หุกม่ การทาให้การครอบครองของผู้อ่ืนหมดไป
1. หากมีการเปิดกรงหรือประตู หรือแก้เชือกที่ผูกปิดภาชนะหรือรังหรือเชือกล่ามสัตว์ออก แล้วทาให้
ส่ิงที่อยู่ในน้ันหายไป หรือเกิดความเสียหายถือว่าผู้ท่ีทาจะต้องชดใช้ แม้ว่าผู้น้ันจะบรรลุศาสนภาวะหรือไม่ก็
ตาม เพราะถือวา่ เขาเปน็ ผู้ทาให้มันหลุดไป
2. ใครท่ีครอบครองสุนขั สงิ โต หมาปุา หรือนกที่มีอันตรายแล้วปล่อยมันจนมันทาลายสิ่งหนึ่งส่ิงใดถือ
วา่ บุคคลนนั้ ต้องรับผิดชอบชดใช้
หุกม่ สิ่งท่ถี กู ทาลายโดยสัตวเ์ ลี้ยง
หากสตั ว์เลย้ี งทาความเสยี หายแก่ส่ิงหน่ึงเชน่ ทาลายพืชพันธ์ุ ในยามค่าคืน เจ้าของสัตว์ต้องรับผิดชอบ
ชดใช้เพราะเขาจะตอ้ งดูแลมัน(ไมใ่ ห้ไปไหน)ในยามค่าคืน แตม่ ันทาความเสียหายในตอนกลางวันเจ้าของสัตว์ไม่
ต้องรับผิดชอบชดใช้เพราะว่าเจ้าของสวนจะดูแลสวนของต้นในตอนกลางวัน ยกเว้นหากเจ้าของสัตว์ละเลยก็
ถือวา่ ตอ้ งชดใช้สิ่งทม่ี นั ทาใหเ้ สยี หาย
หุก่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคนื ของที่ยดึ มา
1. หากต้องการคืนสิ่งท่ียึดไปแต่ไม่รู้ว่าเป็นของผู้ใดให้ทาการมอบให้แก่ศาลหรือฝุายปกครองหากฝุาย
ปกครองน้ันมีความยุติธรรม หรือทาการบริจาคส่ิงน้ันแทนเจ้าของ แต่เขาต้องชดใช้หากภายหลังเกิดพบว่า
เจ้าของไมย่ ินยอม
2. หากในมอื ผู้ยึดมีทรพั ยส์ ินท่ยี ดึ มา หรือทรพั ยท์ ่ขี โมยมา ทรัพย์ท่ีเป็นอะมานะฮฺหรือทรัพย์ท่ีถูกฝากไว้
หรือทรัพยท์ ี่จานองไว้ เป็นต้น แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ ถือว่าอนุญาตให้เขาทาการบริจาคมันหรือเอามันไปใช้
เปน็ สาธารณะประโยชนแ์ ก่บรรดามุสลมิ และเขาก็จะพ้นภาระความรับผิดไปได้ หรือเขาจะมอบให้กับผู้ปกครอง
ท่ยี ุติธรรมกไ็ ด้
หกุ ่มทรพั ยส์ นิ ท่ีหะรอม
ใครท่ไี ด้ทรัพย์(รายได้)จากส่ิงท่ีหะรอม เช่นเงินราคาเหล้าสุรา ต่อมาเขาได้กลับตัว(เตาบัต) ถ้าหากเขา
ไม่รวู้ า่ มนั ต้องห้าม แล้วพ่ึงมารู้ ถือว่าอนญุ าตใหเ้ ขาบรโิ ภคมันได้ แตถ่ ้าหากเขารูต้ ้ังแตแ่ รกแลว้ วา่ มันหะรอมแล้ว
มากลับตวั ถอื วา่ ใหเ้ ขาใช้จา่ ยมันไปในหนทางทีด่ ีโดยท่ีเขาไม่นามนั ไปบริโภค
หกุ ่มการทาลายทรพั ยส์ นิ ท่หี ะรอม
ไม่ต้องชดใช้สาหรับการทาลายเคร่ืองดนตรี ไม้กางเขน ภาชนะใส่เหล้า หนังสือประเภทท่ีเชิญชวนสู่
การหลงทางและไร้สาระ อุปกรณ์ไสยศาสตร์ เป็นต้น ท้ังนี้เพราะว่ามันล้วนเป็นสิ่งที่ต้องห้ามไม่อนุญาตให้ทา
การซือ้ ขาย แตก่ ารทาลายนั้นต้องมีคาสั่งศาลหรือฝุายปกครองเสียก่อน เพื่อให้เกิดประโยชน์และปูองกันความ
เสยี หายทจ่ี ะเกิดขน้ึ
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 129
หุก่มของทรพั ย์สนิ ทยี่ ึดมา
หะรอมสาหรับผยู้ ดึ ท่จี ะใช้ประโยชน์จากส่งิ ที่ยึดมา และวาญบิ ท่ีเขาจะต้องสง่ มันคืน เช่นเดยี วกบั ทุกๆ
ส่ิงที่ไดม้ าโดยอธรรม
รายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า ท่านนบี ศอ็ ลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กลา่ ว
วา่
« ّلَٚ َٕا ُس٠ْ َُْ ِدَٛى٠ ََُ لَ ْث ًَُ أَ ُْْ ّلْٛ َ١ٌَرَـ َذٍُ ٍْـ ُٗ ِِ ْٕـ ُٗ ا١ٍْ َءُ فْٟ َشُْٚ َ ُِٗ ِِ ُْٓ ِػ ْش ِض ُِٗ أ١َِ ُْٓ َوأَ ْدُ ٌَـ ُٗ َِ ْظٍَـ َّ ُح لأَ ِخ
ُْٓ ِِ َى ُْٓ ٌَـُٗ َد َغَٕاخُ أ ِخ َُز٠ ُْ ا ُْْ ٌَـَٚ ،ِٗ ا ُْْ َوا َُْ ٌَـ ُٗ َػ َّ ًُ َصاٌِـخُ أ ِخ َزُ ِِ ْٕـُٗ تِمَ ْذ ُِس َِ ْظٍَـ َّرِـ،ُِد ْسَ٘ـ
ٞ أخشﺟٗ اٌثخاس.»ُِٗ ـ١ْ ٍَِّﺌَا ِخُ َصا ِدثِـ ُِٗ فَذـ ِّ ًَُ َػ١ َع.
ความว่า ใครที่มีส่ิงอธรรมที่ได้มาจากพี่น้องของเขาไม่ว่าจะเป็นเกียรติหรือส่ิงหนึ่งส่ิงใด ก็จงขออภัย
จากเจ้าของของมันเถิดในวันน้ี ก่อนที่จะไม่มีเงินดีนารฺและดิรฮัมอีกต่อไป ในตอนน้ันหากเขามีการงานที่เป็น
ความดี(ผลบุญ) มันจะต้องถูกเอาไปเท่าๆ กับจานวนความอธรรมของเขา(ท่ีก่อไว้) และหากเขาไปมีความดีใด
เหลืออีกเลย เขาก็จะต้องรับบาปกรรมของคู่ปรับของเขา โดยเขาจะแบกรับภาระบาปนั้นแทน (บันทึกโดยอัล-
บคุ คอรยี ์ หมายเลข 2449)
เปน็ สิทธอิ ันชอบธรรมท่ีบุคคลหนึ่งจะทาการปกปูองตัวเขาเองและทรัพย์สินของเขา หากมีผู้ท่ีมีเจตนา
ต้องการฆา่ หรอื เอาทรพั ย์สินของเขาไป
รายงานจากท่านอบู ฮรุ ็อยเราะฮฺ เราะฎยิ ลั ลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า
أَ ْخ َُز ُذ٠ ِش٠ ًُ َسﺟ ُ َدُ ا ُْْ َﺟا َء٠ْ َ َيُ الله أَ َسأْٛ َا َسع٠ :ُعٍُ فَمَا َيٚ ٗ١ٍ الله ػٍٝالله ص ُ ِيٛ َسعٌََٝسﺟ ًُ ا َﺟا َُء
:قال إن قتلنً؟ أرأٌت: «قاتلـه» قال:؟ قالٍََِٟٕ َدُ ا ُْْ لَاذ٠ْ َذ ْؼ ِط ُِٗ َِاٌَ َهُ» لَا َُي أَ َسأ «فَلا:؟ لَا َُيٌَِِٟا
أخرجه م.» «هو فً ال َّنار: أرأٌت إن قتلتـه؟ قال:قال
»«فؤنت شهٌد
.
ความว่า ได้มีชายผู้หนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วกล่าวว่า โอ้ท่านศาสนทูต
ของอัลลอฮฺท่านจะว่าอย่างไรหากมีบุคคลหนึ่งจะมายึดเอาทรัพย์สินของฉัน ? ท่านนบีได้กล่าวว่า ท่านจงอย่า
ยอมให้ทรพั ย์ของท่านแก่เขา ชายผู้นั้นกล่าวถามอีกว่า แล้วถ้าหากเขาจะฆ่าฉันล่ะ? ท่านนบีก็กล่าวว่า ท่านก็
จงต่อสู้กับเขา เขาถามต่อว่า แล้วถ้าหากเขาฆ่าฉันตาย? ท่านนบีก็ตอบ ท่านก็ถือว่าเป็นผู้ท่ีตายชะฮีด เขาถาม
อีกว่า แลว้ ถา้ หากฉันฆ่าเขาตายละ่ ?” ท่านนบีตอบวา่ เขากจ็ ะต้องตกนรก (บนั ทึกโดยมุสลมิ 140)
130 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ใบงานที่ 13
เรอื่ ง การยดึ ทรัพย์
1.ใหน้ ักศึกษาวเิ คราะห์ การยึดทรพั ยส์ ามารถกระทาไดห้ รอื ไม่อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ช่ือ.................................................สกุล.......................................................กลุ่ม...............................
รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 131
ใบความรู้ที่ 14
การฆาตกรรม ( ) قتل النفس
การฆาตกรรม หรือ การประทุษร้ายต่อร่างกายหรืออวัยวะในร่างกายของบุคคลอันเป็นเหตุให้ถึงแก่
ความตาย ในอิสลามการฆาตกรรมเป็นส่ิงต้องห้ามและมีโทษร้ายแรงท้ังโลกนี้และโลกหน้า เพราะเป็นการ
กระทาที่ละเมิดต่อชีวิตท่ีเป็นสิทธิต่ออัลลอฮฺและเป็นการคุกคามความปลอดภัยของหมู่ชนตล อดจนวิถีชีวิตใน
สังคมมนุษย์ ดงั ท่ปี รากฏในอัลกรุ อาน
ولا تقتلواالنفس التً حرم الله إلا بالحق
ความว่า และพวกสูเจ้าอย่าได้สังหารชีวิตซ่ึงอัลลอฮฺทรงบัญญัติห้ามเอาไว้นอกจากด้วยสิทธิอันชอบ
ธรรมเทา่ นั้น( อลั อนั อาม อายะฮทฺ ี่ 151 )
การฆ่าแบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท ดงั น้ี
1. การฆ่าโดยเจตนา
คือ การที่บคุ คลมเี จตนาสังหารบุคคลด้วยสง่ิ ท่ีทาให้เสียชีวิตโดยส่วนใหญ่ เช่น การทาให้เกิดบาดแผล
บนร่างกายดว้ ยของมีคม อาทิ ดว้ ยมดี หอก ปนื เปน็ ตน้ ซึ่งทาใหผ้ ูท้ ถี่ ูกกระทาเสยี ชวี ติ เพราะเหตุดังกลา่ ว
การตี หรือทุบด้วยของหนัก อาทิ ก้อนหินใหญ่ หรือด้ามไม้ที่แข็ง หรือด้วยการชนกับรถยนต์ หรือด้วยการพัง
กาแพงใสเ่ ขา เปน็ ตน้ ซ่ึงทาใหผ้ ถู้ ูกกระทาเสยี ชีวติ เพราะเหตดุ งั กล่าว
ผู้ที่มีเจตนาฆ่า และได้ลงมือกระทาการฆ่านั้น ต้องได้รับการลงโทษด้วยการกิศอศ(การประหารตาม)
และเปน็ สิทธิของบรรดาญาตผิ ู้ตายท่ีจะตกลงให้มกี ารประหารหรอื ให้ทดแทนด้วยการจ่ายดิยะฮฺ(สินไหมชดเชย)
หรือจะให้อภัยแก่ผูฆ้ า่ ซง่ึ แน่นอนวา่ มนั เป็นการดยี ง่ิ กว่า
อัลลอฮฺไดต้ รสั วา่
ٌؤٌها الدٌن آمنواكتب علٌكم القصاص فى القتل
ความว่า “โอ้บรรดาศรัทธาชน การประหารชีวิตให้ตายตกตามกันไปในหมู่ผู้ถูกฆาตกรรมได้ถูก
บัญญัตเิ หนอื พวกสูเจา้ แล้ว เสรีชนตอ่ เสรีชน ทาสตอ่ ทาส ” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 178 )
จากอบู ฮรุ ็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮอุ นั ฮุ เล่าว่าท่านรอซลู ศอ็ ลลลั ลอฮฺอาลยั ฮิวาซัลลัม ได้กล่าวว่า
متفق.»... وإ َّما أن ٌـقتل، ومن قتل لـه قتٌل فهو بخٌر ال َّنظرٌن إ َّما أن ٌفدى..«
علٌه
ความว่า “และผู้ใดท่ีญาติของเขาไดถ้ ูกฆา่ แทจ้ รงิ เขาจะเป็นผู้เลือกระหว่างสองส่ิงท่ีควรกระทาคือยอม
ให้จาเลยจ่ายฟิดยะฮฺ หรือตกลงให้ทาการประหารฆาตกรตาม” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลข 6880 และ
มสุ ลมิ หมายเลข 1355 สานวนน้ีเป็นของทา่ น)
132 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
จากอบู ฮรุ อ็ ยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอนั ฮุ เล่าฮิวะสัลลัม วา่ ท่านรอซลู ศ็อลลัลลอฮอุ ะลยั ได้กล่าวว่า
إ َّلا رفعه، وما تواضع أحد، وما زاد الله عبدا بعفو إلا ع ّزا،«ما نقصت صدقة من مال
أخرجه مسلم.»الله
ความว่า “แท้จริงทรัพย์สมบัติมิได้ลดลงเลยจากการบริจาคทาน แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงเพ่ิมให้แก่
ผู้ให้การอภัยนอกจากความมีเกียรติ และไม่มผี ูใ้ ดทถ่ี อ่ มตนนอกเสียจากพระองค์จะทรงยกย่องเขา” (บันทึกโดย
มุสลิม หมายเลข 2588)
เง่ือนไขการกิศอศ
1. ผู้ถกู ฆ่านนั้ ไรซ้ ง่ึ ความผดิ
หากมุสลิมได้กระทาการฆ่ากาฟิรที่เป็นกาฟิรหัรบีหรือผู้เป็นมุรตัด(ออกจากศาสนา) หรือซินา(ผิด
ประเวณี)ผู้ซ่ึงเคยผ่านการแต่งงานแล้ว การกิศอศให้ถือเป็นโมฆะ หากแต่จะต้องได้รับโทษด้วยการ ตะอฺซีร
(การดาเนินโทษตามที่เห็นสมควรโดยผู้พิพากษา) เพ่ือให้เกิดความหลาบจาแทน เนื่องจากเขาได้กระทาการ
มองขา้ มหากมิ (คือการตั้งตนเป็นศาลเตย้ี โดยไม่สนใจตอ่ ระเบียบบา้ นเมืองหรือกฎหมาย)
2. ฆาตกรตอ้ งเป็นผทู้ ่บี รรลวุ ัยตามศาสนบญั ญัติ มสี ตปิ ญั ญา และเจตนาฆา่
ดังนั้นการกิศอศถือเป็นโมฆะหากผู้กระทาการฆ่าเป็นเด็กหรือผู้ขาดสติหรือมิได้เจตนา แต่พวกเขา
จาเป็นจะตอ้ งจ่ายดิยะฮฺ
3. ผู้ฆ่าและผู้ถูกฆ่าต้องมีความเท่าเทียมกันขณะที่ถูกกระทา กล่าวคือเท่าเทียมกันในเร่ืองศาสนา
ดังนั้นการกิศอศ จะไม่ถูกดาเนินการกิศอศต่อมุสลิมท่ีกระทาการฆ่ากาฟิร(แต่อาจจะได้รับโทษในรูปอื่น -
บรรณาธิการ) ในตรงกันข้ามหากกาฟิรกระทาการฆ่ามุสลิมจะถูกกิศอศ และจะไม่มีความแตกต่างระหว่างชาย
และหญงิ คอื หากมสุ ลิมกระทาการฆา่ มสุ ลมิ ะฮจฺ ะถูกกิศอศ เช่นเดียวหากผู้กระทาเป็นผู้หญิงก็จะถูกลงโทษด้วย
การกิศอศ
4. ผูถ้ กู ฆา่ จะต้องไม่ใช่บตุ รของผกู้ ระทาการฆา่
ดังน้ันการกิศอศจะถือเป็นโมฆะ หากผู้กระทาการฆ่าเป็นบิดาหรือมารดาของผู้ถูกฆ่า หรือมีฐานะเป็น
ปูุย่าตายายหรอื สูงกว่า และไม่ว่าผู้ถูกฆ่าจะเป็นบุตรชายหรือบุตรสาว หรือเป็นหลานหรือมีฐานะเป็นเช้ือสายที่
ต่าลงไปกว่าน้ัน แต่ถ้าหากผู้ฆ่านั้นเป็นบุตรของผู้ถูกฆ่า เขาจะต้องได้รับการลงโทษด้วยการกิศอศ เว้นแต่ว่า
ญาติท่มี ีสิทธใิ นตัวของผู้ถูกฆ่านนั้ จะอภัยโทษให้
การกิศอศจะถือเป็นโมฆะหากไม่เป็นไปตามเงื่อนไขประการหน่ึงประการใดดังท่ีได้กล่าวมา แต่จะถูก
ใหเ้ ปล่ียนดว้ ยการจ่ายสินไหมที่หนกั (ดิยะฮฺ มุฆ็อลละเซาะฮฺ) แทน
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 133
เง่อื นไขการดาเนนิ การกศิ อศ
1. ญาตขิ องเหย่ือผู้ถูกฆ่าจะตอ้ งเป็นผู้ท่บี าลฆิ (บรรลวุ ัยตามศาสนบัญญัติ) มีสติปัญญา ดังน้ันหาก
ญาติของผถู้ ูกฆ่ายังไมบ่ รรลุวยั ขาดสติ หรือไม่อยู่ จะต้องนาจาเลยไปฝากขังจนกระท่ังบุคคลเหล่าน้ีได้บรรลุวัย
มีสติกลับคืน หรือได้กลับมาถึงแล้ว จากน้ันให้บรรดาญาติๆ ของเหย่ือเป็นผู้เลือกระหว่างการกิศอศ การจ่าย
สนิ ไหม หรือจะยกโทษให้แกจ่ าเลย ซ่ึงแนน่ อนวา่ เป็นการดที ่สี ดุ
2. บรรดาญาติๆ ของเหยื่อที่มีสิทธิในการตัดสินใจจะต้องเห็นด้วยท้ังหมดในการที่จะกระทาการ
ประหารฆาตกร หากมผี ู้ใดผู้หน่ึงในบรรดาญาติๆ ของผู้ตายให้การอภัย ให้ถือว่าการกิศอศ(การประหารให้ตาย
ตาม)เป็นโมฆะทันที และตอ้ งเปล่ียนการลงโทษดว้ ยการจา่ ยสนิ ไหมท่ีหนัก(ดยิ ะฮฺ มฆุ ็อลละเซาะฮ)ฺ แทน
3. ตอ้ งแนใ่ จว่าการกระทาการกิศอศผู้ฆ่าน้ันจะไม่มีผลกระทบต่อผู้อ่ืนท่ีบริสุทธิ์ ดังนั้นหากผู้กระทา
การฆ่าน้ันเป็นหญิงที่กาลังมีครรภ์ ต้องรอจนกระท่ังเธอคลอดและพ้นจากสภาพการให้นมบุตรเสียก่อน หาก
สามารถหาผู้ให้นมแก่บุตรแทนได้ก็ให้ทาการกิศอศได้ ไม่เช่นน้ันก็ต้องรอจนกว่าบุตรจะพ้นจากวัยท่ีต้องให้นม
ไปแล้ว ดังนน้ั หากเป็นไปตามเง่ือนไขดังกล่าวแล้วก็อนุมัติให้กระทาการกิศอศได้ หาไม่แล้วการกิศอศให้ถือ
เปน็ โมฆะ
ฆาตกรท่ีเป็นเด็กหรอื คนบ้า
กรณีที่ผู้กระทาการฆ่าเป็นเด็กหรือเป็นผู้ขาดสติ ไม่เป็นการอนุมัติให้กระทาการกิศอศ แต่ให้
เปล่ียนเป็นการจ่ายกัฟฟาเราะฮฺแทนซ่ึงต้องนาเอาจากทรัพย์สินของพวกเขา และจะต้องจ่ายสินไหมโดย
ผู้ปกครองของพวกเขา ในกรณีท่ีมีผู้ว่าจ้างให้เด็กหรือผู้ขาดสติกระทาการฆ่า ให้ทาการกิศอศผู้ว่าจ้างแทน
เพราะเดก็ หรือผขู้ าดสตนิ นั้ เป็นเพียงเคร่อื งมือในการกระทาการฆ่าเท่านั้น
การรว่ มมอื ฆา่
หากมีคนหน่ึงจับเหยื่อไว้แล้วมีคนอีกคนหนึ่งกระทาการฆ่าเหยื่อโดยเจตนา ให้ทาการประหารคนฆ่า
ส่วนผู้ทจี่ ับเหยือ่ ไว้นัน้ ถ้าหากเขารแู้ กใ่ จวา่ เหยื่อจะถูกฆ่าก็ต้องโดนโทษประหารด้วย แต่หากเขาไม่รู้ว่าเหยื่อจะ
ถูกฆา่ โดยฆาตกร กใ็ หล้ งโทษด้วยการขงั ไวต้ ามทีผ่ ้พู ิพากษาวินิจฉัยเห็นควร
การบังคบั ใหฆ้ ่า
ผใู้ ดก็ตามทาการบังคับให้ผู้อ่ืนกระทาการฆ่าผู้บริสุทธ์ิ ให้ทาการลงโทษด้วยการกิศอศทั้งผู้บังคับและผู้
ลงมอื อัลลอฮฺได้ตรสั
ความว่า “และในการประหารฆาตกรให้ตายตามนั้น (การกิศอศ) คือการดารงไว้ซึ่งชีวิตสาหรับพวก
เจ้า โอผ้ มู้ ีจติ ศรทั ธาท้งั หลาย เพอื่ ว่าพวกเจ้าจะได้ยาเกรง” (อลั -บะเกาะเราะฮฺ 179)
134 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
การกศิ อศจะกระทาได้ต่อเมื่อ
1. การยอมรบั ของผูก้ ระทาการฆา่
2.หรือ .. การมีพยานชายสองคนทีม่ คี ณุ ธรรม ยืนยันในการฆาตกรรมของจาเลย หรือด้วยการกล่าวคา
สาบานตน ซ่งึ จะได้อธิบายรายละเอยี ดตอ่ ไป
การดาเนินโทษดว้ ยการกศิ อศ
การกิศอศ(การประหารฆาตกรให้ตายตาม)นั้นเม่ือมีการยืนยันครบตามเงื่อนไข ก็จาเป็นจะต้อง
ดาเนินการโดยผู้ปกครองรัฐหรือผู้แทนเขา เมื่อญาติของเหยื่อผู้ถูกฆ่าได้ร้องให้ผู้ปกครองดาเนินโทษกิศอศต่อ
ฆาตกร และการกิศอศจะต้องไม่ลงมือเว้นแต่ว่าผู้ปกครองหรือผู้แทนจะต้องร่วมอยู่ในพิธีการนั้นด้วย และ
จะตอ้ งไมท่ าการกิศอศยกเวน้ ดว้ ยเครอ่ื งมอื ที่มีความคม อาทิ ดาบ ด้วยการฟ๎นลงไปท่ีลาคอของฆาตกร หรือให้
ประหารดว้ ยเครอ่ื งมือชนิดเดยี วกนั กบั ทฆี่ าตกรใชฆ้ า่ เหย่ือ เชน่ ถ้าเหยอื่ ถูกฆ่าด้วยการทุบหัวด้วยหิน ก็ให้ใช้หิน
ทุบหัวฆาตกรจนเสียชวี ิต เปน็ ต้น
1. จาก ชัดด๊าด บิน เอาส์ เราะฎยิ ัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า สองประการท่ีฉันจามาจากท่านรอซูล ศ็อลลัลลอ
ฮอุ ะลยั ฮวิ ะสัลลัม คอื ทีท่ ่านได้กลา่ ววา่
وإذا ذبحتم، فإذا قتلتم فؤحسنوا القتلة،«إ َّن الله كتب اْلحسان على ك ِّل شًء
أخرجه مسلم.» ولٌح َّد أحدكم شفرته فلٌرح ذبٌحته،فؤحسنوا ال َّذبح
ความว่า “แท้จรงิ อัลลอฮฺกาหนดให้ทาดใี นทกุ ๆ ส่ิง ดังนั้น เม่อื พวกเจ้าจะฆา่ (สตั ว์)ก็จงฆ่าอย่างดี และ
เม่ือพวกเจ้าจะเชือดก็จงเชือดอย่างดี และคนหน่ึงคนใดในหมู่พวกท่านจงลับมีดของเขาให้คมเพ่ือให้สัตว์เชือด
ของเขาไม่ตอ้ งทรมาน” (บนั ทกึ โดยมุสลมิ 1955)
2. จากอะนัส เราะฎิยลั ลอฮุอนั ฮุ เลา่ วา่
من فعل هذا بك؟ أفلن أفلن! ح َّتى: قٌل،أ َّن ٌهود ٌّا ر َّض رأس جارٌة بٌن حجرٌن
فؤمر به ال َّنب ًُّ ﷺ فر َّض رأسه بٌن، فؤخذ الٌهود ُّي فاعترف، فؤومؤت برأسها،س ِّمً الٌهود ُّي
متفق علٌه.حجرٌن
ความว่า ยวิ ผู้หนง่ึ ไดต้ ศี รษี ะของหญงิ คนหน่งึ ด้วยการประกบหินสองกอ้ น ได้มีการสอบถามนางว่าใคร
เป็นคนทาเธอ คนนี้หรือคนนั้น ? จนกระทั่งเม่ือชื่อของยิวคนนั้นถูกเอ่ยนางก็ผงกศรีษะยอมรับ แล้วชาวยิวคน
นั้นก็ถูกนามาไต่สวนและเขาก็รับผิด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงสั่งให้ตีศรีษะของเขาด้วยการ
ประกบหินสองก้อนเป็นการลงโทษ” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 2413 สานวนน้ีเป็นของท่าน และ
มสุ ลิม หมายเลข 1672)
วะลยี ์ อดั -ดัม
วะลีย์ อัด-ดมั หรอื ญาตขิ องผู้ตายทม่ี สี ทิ ธิในการฟูองร้องในดาเนินโทษกิศอศหรือยกโทษให้ ก็คือญาติ
ท้ังหมดที่มีสิทธิในมรดกของเขาไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ ถ้าหากพวกเขาทุกคน
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 135
เรียกร้องให้มีการกิศอศก็จาเป็นต้องดาเนินการตามท่ีเรียกร้องน้ัน และถ้าหากทุกคนยกโทษให้ การกิศอศก็ตก
ไป และถ้าหากว่ามีบางคนเท่าน้ันท่ียกโทษให้ การกิศอศก็ตกไปเช่นกัน ถึงแม้ว่าคนอื่นๆ จะไม่ยอมยกโทษให้ก็
ตาม และถา้ หากว่ามีการพยายามหาช่องทางเพื่อจะหลีกเล่ียงไม่ให้มีการกิศอศและกลัวว่าจะเกิดผลกระทบต่อ
ความปลอดภยั หากมกี ารยกโทษใหฆ้ าตกรแลว้ ละก็ ให้จากดั สิทธิในการยกโทษเฉพาะแก่ญาติผู้ชายเท่านั้น โดย
ไม่รวมญาติทีเ่ ป็นผหู้ ญิง
ดิยะฮฺ หรอื สนิ ไหมของการฆ่าโดยเจตนา
กรณีท่ีญาติของเหย่ือผู้ถูกฆ่ายกโทษให้โดยเปลี่ยนจากการกิศอศเป็นการจ่ายดิยะฮฺหรือสินไหมชดเชย
ก็จาเป็นท่ีจะต้องจ่ายดิยะฮฺจากทรัพย์สินของผู้ฆ่า นั่นคือจ่ายอูฐหนึ่งร้อยตัว ดังปรากฏหลักฐานจากท่านนบี
ศ็อลลัลลอฮอุ ะลยั ฮวิ ะสลั ลัม กล่าวว่า
ً وإن شاءوا أخذوا ال ِّدٌة وه، فإن شاءوا قتلوا،«من قتل مإمنا متع ِّمدا دفع إلى أولٌاء المقتول
وذلك لتشدٌد، وما صالـحوا علٌـه فهو لـهـم، وأربـعون خلفة، وثلثون جذعة،ثلثون ح َّقة
أخرجه الترمذي وابن ماجه.»العقل
ความว่า “ผู้ใดกระทาการฆ่ามุอ์มินโดยเจตนา ดังนั้นเขาจะถูกมอบให้กับญาติของผู้ตายเป็นฝุาย
ตดั สนิ หากพวกเขาประสงคท์ ีจ่ ะทาการประหารกใ็ ห้กระทาได้ และหากพวกเขาประสงค์จะรับดิยะฮฺก็ทาได้ คือ
อูฐหิกเกาะฮฺ(อูฐตัวเมียมีอายุย่างเข้าปีที่ส่ี) 30 ตัว และอูฐญะซะอะฮฺ(อูฐตัวเมียท่ีย่างเข้าปีที่ห้า) 30 ตัว และอูฐ
เคาะลิฟะฮฺ(อูฐที่กาลังท้อง)อีก 40 ตัว และทุกส่ิงที่พวกเขาตกลงประนีประนอมกันก็ย่อมเป็นของพวกเขา
ดังกล่าวนี้เพื่อกาหนดให้เป็นโทษหนักในการจ่ายสินไหมชดใช้” (บันทึกโดย อัต-ติรมิซีย์ หมายเลข 1387
สานวนนเี้ ปน็ ของทา่ น และอิบนุ มาญะฮฺ หมายเลข 2626)
ทรัพย์สินท่ีบรรดาญาติๆ ของผู้ถูกฆ่าได้รับจากการจ่ายดิยะฮฺเน่ืองจากการฆ่าโดยเจตนาน้ัน ไม่ใช่
สินไหมเน่ืองเพราะการฆ่า หากแต่เป็นการจ่ายค่าทดแทนจากการประหารกิศอศ ซึ่งเป็นสิทธิของญาติๆ ของ
เหยือ่ ผู้ถกู ฆา่ ที่จะตกลงประนีประนอมรับค่าสินไหมดังกล่าว หรือจะเรียกให้มากกว่านั้น หรือน้อยกว่านั้น หรือ
จะยกโทษให้ ซ่ึงแน่นอนวา่ การยกโทษใหน้ นั้ เปน็ การดที สี่ ดุ
ในประเทศซาอุดิอาระเบียได้กาหนดค่าการจ่ายดิยะฮฺสาหรับเหยื่อผู้ถูกฆ่าที่เป็นชายมุสลิมอยู่ที่หนึ่ง
แสนหนงึ่ หม่นื ริยาล ในกรณีที่ฆ่าโดยเจตนาจงใจ และคร่ึงหนึ่งสาหรับฆาตกรที่เป็นหญิงมุสลิมะฮฺ หากแต่ยังถือ
วา่ เป็นสิทธิของบรรดาญาตๆิ ของเหยอ่ื ผู้ถูกฆา่ ท่ีจะเรยี กน้อยกว่าหรอื มากกวา่ ทีก่ าหนด หรือจะให้การอภัย
กาหนดให้ทาการกิศอศท้ังกลุ่มในกรณีที่ร่วมกันกระทาการฆ่าบุคคลผู้หนึ่ง และในกรณีที่บรรดาญาติ
ของเหยื่อยอมให้ลดโทษด้วยการจ่ายดิยะฮฺแทน ให้ร่วมกันจ่ายแค่หนึ่งดิยะฮฺเท่านั้น ในกรณีที่มีผู้สั่งการให้
บุคคลท่ียังไม่บาลิฆ(บรรลุวัยตามศาสนบัญญัติ)ฆ่าคนอ่ืน หรือบาลิฆแล้วแต่มิได้รู้ถึงหุก่มของการฆ่าว่าเป็นสิ่ง
ตอ้ งห้าม แลว้ ผู้ถกู สั่งการนั้นก็ลงมือฆ่าตามคาส่ังนั้น ให้กาหนดการกิศอศหรือดิยะฮฺเฉพาะผู้ส่ังการเท่าน้ัน และ
หากผู้ลงมือฆ่าบรรลุวัยบาลิฆและยังรู้ถึงหุก่มของการห้ามฆ่า ก็ให้รับประกันการดาเนินโทษต่อผู้ลงมือมิใช่ผู้ส่ัง
การ
ในกรณีทีร่ ว่ มมอื กนั ฆา่ ระหวา่ งฆาตกรสองคน ซ่งึ คนใดคนหนึ่งอยู่ในจาพวกที่จะไม่ต้องถูกลงโทษกิศอศ
ถ้าหากว่าเขากระทาเพียงผู้เดียว เช่น การร่วมมือกันระหว่างผู้เป็นบิดากับผู้อ่ืนในการฆ่าบุตร หรือระหว่าง
136 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
มุสลิมกับกาฟิรในการฆ่ากาฟิร ให้ตัดสินโทษการกิศอศต่อผู้ร่วมมือกับบิดาเท่านั้น หรือลงโทษกิศอศกาฟิรท่ี
ร่วมมือกับมุสลิมเท่าน้ัน ส่วนบิดาหรือมุสลิมนั้นให้ลงโทษด้วยการตะอฺซีร(การวินิจฉัยโดยความเห็นของผู้
พิพากษา) และหากมีการลดโทษจากการกิศอศสู่การจ่ายดิยะฮฺ ให้ผู้ร่วมลงมือนั้นจ่ายคร่ึงหนึ่งของดิยะฮฺ ไม่ว่า
จะเป็นผู้ทีร่ ว่ มลงมอื ฆา่ กบั ผเู้ ป็นบดิ า หรอื กาฟริ ที่ร่วมลงมอื กับมสุ ลิมกใ็ ห้จ่ายดยิ ะฮเฺ พยี งคร่ึงหนึง่ เช่นเดียวกัน
ในกรณีทผี่ ฆู้ า่ ได้ฆา่ ญาตซิ ่ึงเขามีสิทธิในมรดกของเหยือ่ ผู้ถูกฆ่า สิทธใิ นมรดกนั้นก็จะถูกหา้ มสาหรับเขา
เกาะสามะฮฺ การสาบานในการฟ้องจาเลย
เกาะสามะฮฺ คือ การสาบานตนหลายๆ ครั้งในการฟูองบุคคลใดบุคคลหนึ่งว่าเป็นผู้กระทาการฆ่าผู้
บริสทุ ธ์ิ
การเกาะสามะฮฺถูกให้มีขึ้นในกรณีท่ีมีคดีการฆ่าซ่ึงไม่สามารถรับรู้ถึงผู้กระทาและเกิดมีการฟูองบุคคล
ใดบุคคลหน่ึงซึ่งไม่มีพยานที่ครบถ้วนช้ีชัดว่าเป็นผู้กระทา แต่อาศัยหลักฐานจากรูปคดีท่ีบ่งชี้ถึงความสัตย์จริง
ของผฟู้ อู ง
เง่อื นไขของการเกาะสามะฮฺ
มีบาดหมางเกิดข้ึนระหว่างฝุายโจทก์กับจาเลยอยู่แล้ว หรือผู้ถูกฟูองเป็นท่ีรู้กันว่าเป็นผู้ฆ่า หรือมีเหตุ
บ่งชี้ทชี่ ัดเจน อาทิ การหนีจากเหตุการณ์ฆ่า หรือ การพูดถึงเหยื่อท่ีถูกฆ่า และการที่ญาติท้ังหมดของเหยื่อเห็น
ตรงกันในการฟูองจาเลย
รปู แบบการเกาะสามะฮฺ
หากเป็นไปตามเง่ือนไขดังกล่าวแล้ว ให้เริ่มต้นการเกาะสามะฮฺจากกลุ่มท่ีเป็นโจทก์ฟูองด้วยการกล่าว
คาสาบานของชาย 50 คน ด้วยการสาบาน 50 คร้ัง(คนละคร้ัง) โดยให้แต่ละคนกล่าวคาสาบานว่า “แท้จริง
บุคคลผู้น้ีได้กระทาการฆ่าผู้ตาย” ด้วยการนี้แล้วการกิศอศก็จะถูกดาเนินการ ในกรณีท่ีพวกเขาปฏิเสธท่ีจะ
กล่าวคาสาบานหรือทาการสาบานไมค่ รบ 50 คน ให้ฝุายจาเลยกล่าวสาบานกลับ 50 คร้ังเพื่อลบล้างมลทินของ
ฝุายจาเลยถ้าฝาุ ยโจทก์ยินยอมให้สาบาน และถ้าฝาุ ยจาเลยได้สาบานแลว้ จาเลยกจ็ ะพ้นจากข้อกลา่ วหา
ในกรณีท่โี จทก์ซง่ึ เปน็ ญาติๆ ของผู้ถกู ฆา่ ไมท่ าการสาบาน และไม่ยอมรับการสาบานของฝุายจาเลย ให้
ผู้ปกครองรัฐจ่ายสนิ ไหมทดแทนจากคลังของรฐั เพอ่ื มใิ ห้เปน็ การสูญเสยี เลือดท่บี รสิ ุทธ์ขิ ้นึ โดยไรค้ า่
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 137
ใบงานที่ 14
เรือ่ ง การฆาตกรรม
1. วเิ คราะหส์ ภาพสังคมปจ๎ จุบันกบั การฆาตกรรม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2.การฆา่ ตวั ตายเป็นทอ่ี นุญาตในอิสลามหรือไม่อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
3. นักศึกษามีความคิดเห็นอย่างไรกบั การฆ่าตวั ตายท่เี กิดข้ึนทุกวนั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ชอื่ .................................................สกุล.......................................................กลุ่ม...............................
138 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ใบความรทู้ ี่ 15
การต่อส้ใู นหนทางแห่งศาสนา
ความหมายของการญีฮาด
การญิฮาด ในอิสลาม หมายถึง “การอดทนในความยากลาบากเพ่ือต่อสู้และต่อต้านศัตรู” หรือเป็นท่ี
ร้จู ักและยอมรับกันว่าคือ สงคราม การทาสงครามคือการต่อสู้ การประจัญบานและสู้รบ ระหว่างสองประเทศ
หรือมากกว่า เป็นเร่ืองธรรมดาที่จะเกิดขึ้นตามวิสัยของมนุษย์ ไม่มีประชาชาติใด ๆ หรือยุคใด ๆ ที่จะว่างเว้น
จากการทาสงครามไปได้ ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศก็ยอมรับและระบุไว้ถึงเร่ืองของการทาสงคราม วาง
กฎระเบียบหลักการและการจัดระบบ เพื่อที่จะผ่อนคลายความช่ัวร้ายและความหายนะของสงครามลง
ถงึ แมว้ า่ จะมบี างสิง่ บางอยา่ งไม่สมบรู ณ์เมื่อได้มีการปฏบิ ตั กิ ันกต็ าม
การญิฮาดถกู บญั ญัติข้ึนในอิสลามเมื่อใด ?
อัลลอฮฺ (พระผู้เป็นเจ้า) ทรงส่งนบีมุฮัมมัด (ศาสดา) ของพระองค์ไปยังมวลมนุษย์ และทรงบัญชาให้
ท่านนบีเรียกร้องไปสู่แนวทางที่ถูกต้องและศาสนาแห่งสัจธรรม ซึ่งท่านได้เรียกร้องเชิญชวนไปสู่อัลลอฮฺด้วย
ความสขุ มุ คัมภีรภาพและด้วยการอบรมสงั่ สอนที่ดอี ยทู่ นี่ ครมักกะฮฺเปน็ เวลา 13 ปี
ในระยะเวลาดังกล่าว ท่านต้องเผชิญกับการต่อต้านและการเป็นปรป๎กษ์จากวงศ์ญาติและชาวมักกะฮฺ
ซ่ึงพวกเขาคิดว่าศาสนาใหม่น้ีเป็นอันตรายกับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา ท้ังทางด้านป๎จจัยยังชีพ ด้าน
ศีลธรรม และจริยธรรม
อัลลอฮฺทรงช้ีแนะให้ท่านนบีเผชิญป๎ญหาดังกล่าวด้วยความอดทน การอภัย และการหลีกเล่ียงท่ีดี
ดงั คาตรัสของพระองคว์ า่
“ดังน้ัน จงอดทนต่อพระบัญชาของพระเจ้าของเจ้า เพราะแท้จริงเจ้าน้ันอยู่ในเบื้องสายตาของเรา ”
(อลั กุรอาน บทท่ี 52 วรรค 48 เขยี นแทนด้วย 52:48)
“ดงั น้นั เจา้ จงให้อภัยแก่พวกเขา และจงกล่าวว่า ศานติ แล้วพวกเขากจ็ ะรู้” (อลั กุรอาน 43:89)
“ดังน้นั เจา้ จงให้อภัย ดว้ ยการอภัยที่ดี” (อัลกุรอาน 15:85)
อัลลอฮฺไม่ทรงอนุญาตให้เผชิญความชั่วด้วยความชั่ว หรือเผชิญหน้าการทาร้ายด้วยการทาร้าย หรือใช้
ความรุนแรงกบั ผูท้ ต่ี อ่ ตา้ นและเปน็ ปฏปิ ๎กษ์กับการเผยแผ่ศาสนาของอัลลอฮฺ (อิสลาม) หรือประหัตประหารผู้ท่ี
ชักชวนบรรดาผ้ศู รทั ธาให้หลงผิด ดงั ท่ีพระองคต์ รสั ไวว้ ่า
“เจ้าจงปราบความช่วั ด้วยสง่ิ ทด่ี ียง่ิ เรา (อัลลอฮฺ) รดู้ ยี ่ิงในสิง่ ทพ่ี วกเขากลา่ วหา” (อลั กรุ อาน 23:96)
แต่ที่อัลลอฮฺทรงใช้ให้ท่านนบีมุฮัมมัดฝุาฟ๎นอุปสรรคดังกล่าวในช่วงเวลาน้ันคือ ยืนยันโต้แย้งด้วย
คัมภรี อ์ ลั กุรอาน ดว้ ยหลกั ฐาน ดว้ ยการพิสูจนข์ อ้ เทจ็ จรงิ ดงั ท่พี ระองค์ตรัสไวว้ า่
“และโต้แยง้ กับพวกเขาดว้ ยอลั กุรอาน ด้วยการโต้แยง้ อนั ยง่ิ ใหญ่” (อลั กรุ อาน 25:52)
คร้นั เมอื่ การถกู ทาร้ายได้ทวคี วามรนุ แรงยิง่ ขน้ึ การกอ่ กวนและการข่มเหงได้เกิดข้ึนอย่างต่อเน่ืองจนใน
ที่สุดก็มีการวางแผนลอบสังหารท่านนบีมุฮัมมัด เป็นเหตุให้ท่านนบีและบรรดาสาวกต้องตัดสินใจอพยพจาก
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 139
นครมกั กะฮฺไปยังนครมะดีนะฮฺ (หลังจากท่านได้รบั แต่งตง้ั ให้เผยแผ่อิสลามมาเป็นเวลา 13 ปี) ซ่ึงอัลลอฮฺได้ทรง
แจ้งใหเ้ ราทราบจากโองการ ณ นครมะดีนะฮฺ (เมืองหลวงใหม่ของอิสลาม) ในปี ฮ.ศ. 2* อัลลอฮฺได้บัญญัติให้มี
การต่อสู้เมื่อบรรดาศัตรูได้รวมกาลังกันติดตามเพื่อท่ีจะดับรัศมีของอิสลาม จึงเป็นเหตุให้บรรดามุสลิมต้องจับ
อาวุธข้ึนต่อสู้ เพื่อปกปูองและต่อต้านการรุกรานของศัตรู และพิทักษ์รักษาชีวิตและศาสนาของอัลลอฮฺ ดังนั้น
โองการแรก (ของคมั ภีร์อลั กุรอาน) ท่ถี ูกประทานลงมาให้เร่ิมทาการญิฮาด เพอ่ื ตอ่ สศู้ ัตรดู ว้ ยอาวุธ คอื
“สาหรับบรรดาผู้ (ทถี่ กู โจมตนี ้ัน) ได้รับอนุญาตให้ต่อสู้ได้ เพราะพวกเขาถูกข่มเหง และแท้จริงอัลลอ
ฮฺน้ันทรงสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างแน่นอน บรรดาผู้ที่ถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือนของพวกเขาโดย
ปราศจากความยุติธรรม นอกจากพวกเขากล่าวว่า อัลลอฮฺคือพระเจ้าของเราเท่านั้น และหากว่าอัลลอฮฺทรง
ขดั ขวางมิให้มนษุ ย์ตอ่ สซู้ ึ่งกนั และกนั แล้ว บรรดาหอสวดและโบสถ์ (ของคริสต์) และสถานที่สวด (ของยิว) และ
มัสยิดท้ังหลายที่พระนามของอัลลอฮฺถูกกล่าวราลึกอย่างมากมาย ต้องถูกทาลายอย่างแน่นอน และแน่นอน
อลั ลอฮฺจะทรงชว่ ยเหลือผู้ที่สนับสนุนศาสนาของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงพลัง ผู้ทรงเดชานุภาพอย่าง
แท้จริง” (อลั กรุ อาน 22:39-40)
โองการข้างต้นได้ชี้แจงเหตผุ ลในการอนญุ าตให้ทาการญิฮาดเพื่อต่อสศู้ ัตรอู ันเน่ืองมาจากสาเหตุ 3
ประการคอื
1. บรรดามุสลมิ ถกู ข่มเหง ด้วยการก่อการรา้ ยและขบั ไล่ให้ออกจากบ้านเรือนของพวกเขาโดยปราศจาก
ความเปน็ ธรรม (เชน่ ในปาเลสไตน)์
2. หากอัลลอฮฺไม่อนุมัติให้มนุษย์ทาการต่อสู้ปูองกันแล้ว บรรดาโบสถ์ วิหาร และหอสวดต่าง ๆ และ
มัสยิด จะถูกทาลายอย่างแน่นอน อันเนื่องมาจากการข่มเหงของพวกปฏิเสธศรัทธาที่ไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและ
วันสนิ้ โลก
3. เปูาหมายของการญิฮาดคือ การมีอานาจในการปกครอง เพื่อให้บรรดามุสลิมมีอิสระในการละหมาด
บรจิ าคทาน และใช้กนั ให้ทาความดลี ะเวน้ ความชวั่
كتب علٌكم القتال وهو كره لَّكم ۖ وعسى أن تكرهوا شٌئا وهو خٌر لَّكم ۖ وعسى أن
تح ُّبوا شٌئا وهو شر لَّكم ۖ واللَّـه ٌعلم وأنتم لا تعلمون
“การสรู้ บ (ญฮิ าด) ได้ถกู บัญญัตแิ ก่พวกเจา้ แล้ว ทง้ั ๆ ทม่ี ันเปน็ ท่ีรังเกียจแก่พวกเจ้า และอาจเป็นไปได้
วา่ การที่พวกเจ้าเกลียดสง่ิ หน่ึงแต่มนั อาจเป็นความดแี กพ่ วกเจา้ ก็ได้ และอาจเป็นไปได้ว่า การท่ีพวกเจ้าชอบส่ิง
หนงึ่ แตม่ นั อาจเป็นความเลวร้ายแกพ่ วกเจ้าก็ได้ และอัลลอฮฺน้นั ทรงรู้ดยี ิ่ง แต่พวกเจา้ ไม่รู้” (อลั กรุ อาน 2:216)
การญฮี าดมไิ ดเ้ ป็นการบังคับแก่มุสลิมทุกคน แต่ถ้าหากมีบางคนได้ทาหน้าที่นี้ (ด้วยการผลักดันหรือขับ
ไลศ่ ัตรูออกไป) กเ็ ปน็ การพอเพยี ง คนทเ่ี หลอื กไ็ ดร้ บั การยกเวน้ ไปโดยปรยิ าย อัลลอฮไฺ ด้ตรสั ไว้ว่า
وما كان المإمنون لٌنفروا كا َّفة ۖ فلولا نفر من ك ِّل فرقة ِّمنهم طائفة لٌِّتف َّقهوا فً ال ِّدٌن
ولٌنذروا قومهم إذا رجعوا إلٌهم لعلَّهم ٌحذرون
“ไมบ่ งั ควรท่ีบรรดาผู้ศรัทธาจะออกไปสูร้ บกนั ท้ังหมด ทาไมแต่ละกลุ่มในหมู่พวกเขาจึงไม่ออกไปเพื่อหา
ความเข้าใจในเรื่องศาสนา เพ่ือจะได้ตักเตือนหมู่คณะของพวกเขาเมื่อได้กลับมายังหมู่คณะของพวกเขา โดย
หวงั ว่าหมู่คณะของพวกเขาจะได้ระมัดระวัง” (อัลกุรอาน 9:122)
140 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
ผใู้ ดท่จี าเปน็ ตอ้ งทาญิฮาด ?
ผู้ที่ถูกกาหนดให้ทาสงคราม เม่ืออยู่ในสนามรบแล้ว ก็จาเป็นต้องต่อสู้ (ทาญิฮาด) “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา
เอย๋ เม่ือพวกเจา้ พบกล่มุ ใดกลุ่มหนง่ึ (ฝุายศตั ร)ู กจ็ งยนื หยดั ต่อสู้เถดิ ” (อลั กุรอาน 8:45)
เมื่อศัตรูเข้ามาถึงเมืองท่ีมุสลิมพานักอยู่ ชาวเมืองทั้งหมดจาเป็นต้องออกไปต่อสู้กับศัตรู (เช่น ในอิรัก
ปาเลสไตน์ อฟั กานสิ ถาน ในป๎จจุบนั )
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงสู้รบกับรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาท่ีอยู่ใกล้กับพวกเจ้าเสียก่อน” (อัลกุรอาน
9:123)
เมอ่ื ผู้นาใช้ให้ผู้ใด (ทอ่ี ยใู่ นเกณฑบ์ ังคบั ) ใหอ้ อกไปตอ่ สู้ เขาจะตอ้ งตอบรบั โดยไม่หลกี เลยี่ ง
“โอบ้ รรดาผศู้ รัทธาเอ๋ย มอี ะไรเกิดข้นึ กับพวกเจา้ เม่ือพวกเจ้าถูกใช้ให้ออกไปต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ
พวกเจ้าก็ยงั ยดึ ติดแน่นอยกู่ บั พืน้ ดนิ พวกเจา้ พอใจกบั การดารงชีวิตอยู่ในโลกน้ีมากกว่าโลกหน้า**กระนั้นหรือ?
ทวา่ ความสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ ในโลกน้ี เป็นส่งิ เลก็ น้อยเมือ่ เทียบกับโลกหน้า” (อัลกรุ อาน 9:38)
ประเภทของการญิฮาด ()أقسام الجهاد
การญิฮาดมีอยู่ 4 ประเภท ดังต่อไปน้ี
1. ญิฮาดต่อสู้กับตัวเอง คือ การต่อสู้กับใจตัวเองในการศึกษาเร่ืองศาสนา การนามันมาปฏิบัติ
การเชิญชวนไปสู่ศาสนา และการอดทนต่อความยากลาบากที่เกิดข้ึนจากเรื่องศาสนา
2. ญฮิ าดกับชยั ฏอนมารร้าย คือ การตอ่ สใู้ นการปูองกันไม่ให้เผชิญกับสิ่งคลมุ เครือและอารมณใ์ ฝตุ า่
3. ญฮิ าดกับบรรดาผู้ท่ีอธรรม ผู้ทาอุตริกรรม และผู้ที่กระทาความช่ัว การต่อสู้จะเกิดข้ึนโดยใช้มือ
(กระทา) ในเมอ่ื เขามคี วามสามารถ หากไม่มคี วามสามารถให้ต่อส้โู ดยการใชล้ ้ิน (คาพูด) หากไม่มีความสามรถ
ให้ต่อสูด้ ว้ ยหวั ใจ (ปฏิเสธสง่ิ น้นั ) โดยขึน้ อยู่กบั สภาพและต้องคานงึ ถึงผลดีผลเสยี
4. ญฮิ าดกบั บรรดาผูป้ ฏเิ สธและบรรดาผกู้ ลบั กลอก การต่อสู้ประเภทนีจ้ ะเกดิ ขึน้ ด้วยกับหวั ใจ
คาพูด ทรัพยส์ ิน และชีวติ – ซ่ึงเปน็ ความหมายของการญิฮาดในที่น้ี
ระดับช้นั ในสวนสวรรค์ของบรรดานักตอ่ สู้ในหนทางของอัลลอฮฺ
إ َّن فً الج َّنة مائة درجة أع َّدهـا الله...« : قال النبً ﷺ:عن أبً هرٌرة رضً الله عنه قال
فإذا سؤلتـم الله فاسؤلوه، ما بٌن ال َّدرجتٌن كما بٌن ال َّسمـاء والأرض،للـمـجاهدٌن فً سبٌل الله
.» ومنـه تف َّجر أنـهار الج َّنة، وفوقه عرش ال َّرحـمن، وأعلى الج َّنة،الفـردوس فإ َّنـه أوسط الج َّنة
أخرجه البخاري
จากอบีฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า
“...แท้จริงในสวนสวรรค์มีอยู่หน่ึงร้อยชั้น อัลลอฮฺได้จัดเตรียมไว้แก่บรรดาผู้ท่ีต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ
ระยะห่างระหว่างสองชั้นเหมือนกับระยะห่างระหว่างชั้นฟูาและแผ่นดิน ดังนั้นเม่ือพวกท่านต้องการร้องขอ
ต่ออัลลอฮฺ ก็จงขอชั้นฟิรดาวส์ซ่ึงมันตั้งอยู่ใจกลางของสวนสวรรค์และเป็นช้ันสูงสุด และข้างบนน้ันเป็นอะรัช
(บลั ลังก์) ของพระผูท้ รงเมตตาปราณี และในนนั้ จะมแี ม่น้าจากสวนสวรรค์ไหลพุ่งออกมา” (บันทึกโดยอัลบุคอ
รียฺ หมายเลขหะดษี 2790)
รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 141
รูปแบบการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ
สาหรับการญิฮาดในหนทางของอลั ลอฮฺมี 4 รูปแบบ ดงั ต่อไปน้ี
1. ญิฮาดเพื่อต่อต้านบรรดาผู้ปฏิเสธและผู้ต้ังภาคีหุ้นส่วน (มุชริกีน) การญิฮาดประเภทน้ีนับว่าเป็น
ส่ิงจาเป็น เพ่ือปกปูองมุสลิมให้รอดพ้นจากความช่ัวร้ายของพวกเขา และเพ่ือเผยแผ่อิสลามไปยังพวกเขา โดย
ใหพ้ วกเขาได้เลอื กระหวา่ งการรับอสิ ลาม จ่ายสว่ ยหรอื การสู้รบ
2. ญิฮาดเพ่ือต่อต้านบรรดาผู้ที่ตกออกจากศาสนาอิสลาม (มุรตัด) โดยให้พวกเขาได้เลือกตามลาดับ
ระหวา่ งกลบั สูก่ ารนับถือศาสนาอสิ ลามหรือเลอื กทาการสูร้ บ
3. ญิฮาดเพื่อต่อต้านผทู้ ล่ี ว่ งละเมิด น่นั คือบรรดาผทู้ ีอ่ อกจากการเชอ่ื ฟ๎งปฏิบัติตามผู้นาของมวลมุสลิม
และไดก้ ่อความวุน่ วาย ดงั นน้ั ให้พวกเขากลับตัว หากไม่กลับตวั ใหท้ าการสรู้ บ
4. ญิฮาดเพ่ือต่อต้านผู้ที่ปล้นสะดมภ์ ผู้นาเป็นคนเลือกที่จะจัดการกับพวกเขาด้วยการประหารชีวิต
ตรึงไม้กางเขน ตัดมือและเท้าสลับข้าง หรือเนรเทศออกจากบ้านเมือง ลงโทษโดยพิจารณาจากความผิดของ
พวกเขาขึ้นอยู่กับความเห็นของผ้นู า
หุกุม (ข้อบัญญัต)ิ การญิฮาดของผู้หญิง
เปน็ ทีอ่ นุญาตให้ผ้หู ญิงออกทาสงครามพรอ้ มกับบรรดาผู้ชายในกรณที ่ีมคี วามจาเป็นตอ้ งใหบ้ รกิ าร
ชว่ ยเหลือ
ﷺ ٌـغزو بؤ ِّم سلٌـم ونسوة من الأنصار، كان رسول الله:عن أنس بن مالك رضً الله عنه قال
متفق علٌه. وٌداوٌن الجرحى، فٌسقٌن الماء،معه إذا غزا
จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า ปรากฏว่าท่านรอสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ
วะสลั ลัม เคยออกทาสงครามพร้อมกับอุมมุ สุลัยมฺและผู้หญิงชาวอันศอรกลุ่มหนึ่ง โดยพวกนางคอยให้บริการ
นา้ ดมื่ และปฐมพยาบาลผู้บาดเจบ็ ” (บันทกึ โดยบคุ อรยี ฺ หมายเลขหะดษี 3811 ,มสุ ลิม หมายเลขหะดีษ 1810)
142 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ใบงานที่ 15
เร่ือง การตอ่ สใู้ นหนทางศาสนา(ญฮี าด)
1 .อธิบายรูปแบบการต่อส้ใู นหนทางศาสนา(ญีฮาด)เม่ือใดท่ีอิสลามอนุญาต
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2.ใหน้ ักศึกษาวิเคราะห์การต่อสูใ้ นหนทางศาสนา(ญีฮาด)ตามอลู ามาอ์ฟกิ ฮ์กบั การกลา่ วอ้าง(ญีฮาด)ของสงั คมที่
เกดิ ขน้ึ ในบ้านเราปจ๎ จบุ นั เป็นการกระทาที่ถูกต้องหรือไม่ อยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ชอ่ื .................................................สกลุ .......................................................กล่มุ ...............................
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 143
บทที่ 5
เศรษฐศาสตร์อิสลาม(ِٝ) اّللرصاد الإعلا
เศรษฐศาสตรอ์ ิสลาม (ِٝ )اّللرصاد الإعلاหมายถึงความหมายที่ว่าด้วยภาควิชาท่ีประมวลบรรดา
หลักการและกฎเกณฑ์ทางศาสนบญั ญตั ิทเ่ี กย่ี วข้องกบั สินทรัพยใ์ นรปู แบบตา่ งๆตลอดจนวิธีการพัฒนาสินทรัพย์
ให้งอกงามโดยมีทม่ี าจากอัลกุรอานและอลั ฮาดษี การวินจิ ฉัยดว้ ยสติปญ๎ ญาของบรรดานักวชิ าการ
ท่มี าของเศรษฐศาสตร์อสิ ลาม
หลักการและกฎเกณฑ์ต่างๆในเศรษฐศาสตร์อิสลาม มีที่มาจากแหล่งเดียวกันกับกฎหมายอิสลามคือ
อลั กุรอานและอลั ฮาดีษ และที่ปรากฏอยใู่ นตาราของบรรดานักวชิ าการมุสลมิ เป็นจานวนมาก ดังที่ปรากฏในอัล
กุรอานว่า
ความว่า และบรรดาผู้ซึ่งเมื่อพวกเขาได้ใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่ฟุมเฟือยสุรุ่ยสุร่ายและพวกเขาก็ตระหน่ีถ่ี
เหนยี ว และระหวา่ งทง้ั สองสภาพนนั้ พวกเขาอยสู่ ายกลาง (ซเู ราะฮฺ อลั ฟรุ กอน อายะฮทฺ ่ี67 )
และยังมีปรากฏในอลั ฮาดีษวา่
ِاػاي ِٓ الرصذ
ความว่า บุคคลท่ีมีความพอดี(ไม่ฟุมเฟือยในการใช้จ่ายและไม่ตระหน่ี) ย่อมไม่ขัดสนยากจน
(รายงานโดย อะฮฺหมัด)
หลักพ้นื ฐานของเศรษฐศาสตรอ์ ิสลาม
1.มลี กั ษณะเป็นเอกเทศ
เศรษฐศาสตร์อิสลามเป็นสาระที่แยกเอกเทศจากสาระอ่ืนๆ โดยมีความแตกต่างทางด้านเปูาหมาย
วิธกี ารและการตราบญั ญัติตา่ งๆเพือ่ ปกปูองควบคมุ ส่งเสรมิ และขบั เคล่อื นสาระความรอู้ ยา่ งเปน็ รปู ธรรม
2.เปน็ สว่ นหนงึ่ จากองคร์ วมของหลกั คาสอนในศาสนาอิสลาม
ระบบเศรษฐศาสตร์อิสลามมีความผูกผันกับหลักความเชื่อ จริยธรรมอิสลามและหลักบัญญิติทาง
ศาสนาอิสลามข้ออ่ืนๆ อย่างย่ิงยวด โดยไม่สามารถแยกส่วนระบบเศรษฐศาสตร์อิสลามออกจากระบบอิสลาม
อ่ืนๆได้เลย เน่ืองจากเศรษฐศาสตร์อิสลามไม่อาจแสดงบทบาทท่ีถูกต้องในการปฎิรูปเร่ืองการเงินการคลังของ
ประชาชาติได้เลยตราบใดที่ระบบนี้ไม่นาหลักคาสอนทางจิตวิญญาณมาเป็นป๎จจัยพ้ืนฐานในการพัฒนาจิตใจ
ของปก๎ เจกบคุ คล
3.เปน็ ระบบท่ีสอดคล้องกับธรรมชาติและสัญชาตญาณของมนษุ ย์
ธรรมชาติของมนุษย์มีความรักในการครอบครอง และการถือครองกรรมสิทธิ์อิสลามได้อนุมัติในเรือง
ดังกล่าวด้วยภาพลักษณ์ท่ีเปิดกว้างอิสลามเพียงแต่กาหนดเงื่อนไขต่างๆเพื่อควบคุมไม่ให้ธรรมชาติในการรักท่ี
จะครอบครองและมีกรรมสิทธิ์น้ันส่งผลกระทบต่อป๎กเจกบุคคลและสังคม ตลอดจนส่งเสริมเร่ืองการทางาน
การประกอบอาชีพที่ไม่ส่งผลรา้ ยตอ่ ตวั เองหรอื ผู้อนื่
4.เป็นทางสายกลางและมีดลุ ยภาพ
ระบบเศรษฐศาสตรอ์ ิสลามไดม้ กี ารกาหนดระเบียบทีเ่ หมาะสมตอ่ การดารงอยขู่ องป๎กเจกบุคคลและวิถี
ชวี ิตของสงั คมสว่ นรวม ทัง้ สองภาคส่วนไดร้ ับการคุ้มครองสิทธิของตนอย่างมีความสมดุลและเป็นธรรม ส่ิงนี้จะ
ไมม่ ใี นระบบอน่ื ๆนอกจากระบบอสิ ลามอนั เป็นระบบที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมาให้กบั มนษุ ยชาติ
144 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
5. เกดิ ความเมตตาและการเกื้อกลู อย่างเปน็ รูปธรรม
การตราบัญญัติในระบบเศรษฐศาตร์อิสลามมุ่งช้ีนาให้บรรดาผู้ร่ารวยได้พยายามทุ่มเทไปในทาง
เก้ือหนุนสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของเหล่าผู้ยากจน ขัดสน ให้หยิบย่ืนความช่วยเหลือแก่คนเหล่าน้ันจาก
คาสัง่ ของอัลลอฮแฺ ละกาหนดบทลงโทษสาหรับผูท้ เี่ บีย่ งเบน ดังเห็นจากการบญั ญัติเร่อื งซากาต
6.ปฎิเสทระบบชนชน้ั วรรณะ
ระบบอสิ ลามไม่มีระบบชนชั้นวรรณะ แม้ความรวยความจนจะเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฎอยู่ในทุกสังคม
หากแต่ความประเสรฐิ ของบคุ คลข้ึนอยู่กับความยาเกรงและการประกอบความดี
7.สร้างความใกลช้ ดิ ระหวา่ งคนรวยและคนจน
ระบบเศรษฐศาตร์อิสลามยอมรับถึงความรวยความจนจะเป็นข้อเท็จจริงท่ีปรากฎอยู่ในสังคมเพราะ
ผู้คนในสังคมย่อมมีความเหล่ือมล้าในด้านศักยภาพ โอกาสและสถานภาพในการแสวงหาป๎จจัยยังชีพ แต่
อิสลามก็ได้มีการเยียวยาป๎ญหาความยากจนด้วยการขจัดป๎ญหาดังกล่าวเพื่อลดป๎ญหาให้แคบลงโดยกา หนด
ลู่ทางหลายประการด้วยกัน เช่น ส่งเสริมให้แสวงหาป๎จจัยยังชีพ การทางานด้วยน้าพักน้าแรงของตนเอง เป็น
ตน้
8.ทรพั ย์สนิ คอื ส่ือกลางมใิ ชเ่ ป้าหมายสูงสดุ
อสิ ลามถือวา่ ทรพั ยส์ นิ เป็นเครอ่ื งประดบั และเปน็ เพียงป๎จจัยของความสุขในโลกนี้ การใช้ทรัพย์สินเป็น
ส่ือกลางในการประกอบคุณงามความดี และแสวงหาความโปรดปรานขอลอัลลอฮฺในโลกหน้าคือส่ิงที่อิสลาม
เรียกรอ้ งจากผ้ศู รัทธา
9.หลักแห่งความเปน็ ธรรม
ระบบเศรษฐศาตร์อิสลามมุง่ เน้นให้ความสาคัญในเรื่องความเป็นธรรมของราคาสินค้า ค่าจ้าง ผลกาไร
ด้วยวิธีการต่างๆอันนามาซึ่งความไม่เป็นธรรมโดยกาหนดระบบตรวจสอบ ( ) اٌذغثحเป็นกลไกในการ
ตรวจสอบและควบคมุ
10.หลักมูลฐานทางศาสนบัญญัติ
ระบบเศรษฐศาตร์อิสลามกาหนดเรื่องการอนุมัติ ( ) دلايและการไม่อนุมัติ (َ ) دشاในการค้าและ
การทาธุรกรรมรูปแบบต่างๆที่เป็นลักษณะเฉพาะของระบบเศรษฐศาตร์อิสลามเช่น การห้ามในเรื่องดอกเบ้ีย
การประกอบอาชีพท่ีต้องห้ามตามหลักคาสอนของศาสนา เช่น อาชีพท่ีเก่ียวข้องกับสถานบันเทิง ธุรกิจการ
พนนั เปน็ ต้น
ระบบเศรษฐกิจในอิสลาม
ในอิสลามส่งเสริมให้มีการค้าขายหรือการทาธุรกรรมต่างๆที่เป็นการสานสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
ช่วยเหลือซ่งึ กันและกัน และห้ามปรามในเรอื่ งของดอกเบยี้
1.ดอกเบี้ย ( )اٌشتاตามหลักภาษา หมายถงึ สว่ นเกิน ส่วนทเ่ี พ่ิมข้ึน และความงอกงาม
ดอกเบย้ี ตามหลกั นติ ิศาสตร์อิสลาม หมายถึง การทาข้อตกลงบนสิ่งแลกเปลี่ยนท่ีถูกกาหนดไว้แน่นอน
ซึ่งไมร่ วู้ ่าเท่ากันตามมาตรฐานของศาสนาขณะทาข้อตกลงหรือมีการค้างชาระในสิ่งที่แลกเปลี่ยนกันทั้งสองฝุาย
หรือฝุายใดฝุายหนึ่งโดยไม่มีการรับสิ่งท่ีนามาแลกเปล่ียนกันในสถานที่ที่ทาการตกลง หรือมีการต้ังเง่ือนไขใน
ขอ้ ตกลงว่าจะยังไมช่ าระจนกว่าจะถึงกาหนดเวลาที่ต้ังไว้
รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 145
ดอกเบี้ย ( )اٌشتاเปน็ สง่ิ ทต่ี ้องหา้ มในอสิ ลาม โดยมีหลักการยนื ยันดังน้ี
َدُش ََُ اٌ ُِشُتَاَُٚ َُغ١ُْ َُُأَُ َدًُ الله اٌثَٚ
ความวา่ และอัลลออฮฺทรงอนมุ ตั กิ ารค้า และทรงบญั ญัติห้ามดอกเบีย้ (ซเู ราะฮฺ อลั บากอเราะฮฺ อายะฮฺท่ี 275)
หลกั ฐานจากอลั ฮาดีษ รายงานจากญาบริ
ُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُُٗ٠شا٘ذٚ ٗواذثٚ ٍٗوِٛٚ ي الله آوً اٌشتاٌٛؼٓ سع
ความวา่ รอซูลลูลลออฮสฺ าปแช่งคนท่ีกินดอกเบยี้ คนให้กนิ ดอกเบ้ยี คนบันทึก พยานสองคนในเรอื่ ง
ดอกเบี้ย ( รายงานโดยมุสลมิ )
ทรัพยส์ นิ ท่ีเกิดดอกเบ้ีย
1. ทองคา
2. เงนิ
3. ขา้ วสาลี
4. ขา้ วบาเลย่ ์
5. อนิ ผาลัมแหง้
6. เกลอื
นอกจากน้ี ดอกเบีย้ ยังเกดิ ข้ึนได้ในทรัพย์สินอืน่ ๆ เพราะการกาหนดของดอกเบี้ยทเี่ กดิ ข้ึนในทรัพย์สิน
เหลา่ นี้มสี าเหตุ จงึ นาทรพั ยส์ ินทุกชนิดทม่ี สี าเหตุเดยี วกันที่ทาใหเ้ กดิ อกเบยี้ ไปเทยี บเคียงกับทรัพย์สินท้งั 6
ประเภทดังกลา่ ว
สาเหตุท่ีทาให้เกดิ ดอกเบี้ย
สาเหตุที่ทาให้เกิดดอกเบี้ย หมายถึง ลักษณะอย่างหนึ่งเมื่อพบอยู่ในทรัพย์สินใดทรัพย์สินน้ันมี
สาเหตุของดอกเบยี้ อยู่ และเมือ่ พบสาเหตนุ ้นั อยู่ในสองสิ่งท่ีนามาซื้อขายแลกเปล่ียนกัน การซ้ือขายแลกเปลี่ยน
กันนั้นย่อมถือเปน็ การซือ้ ขายแลกเปลี่ยนทเี่ กิดดอกเบี้ย
- การมีค่า ใช้เปน็ เงนิ ตราในทองคาและเงนิ
- การเป็นอาหารของมนษุ ย์ในข้าวสาลี ข้าบาเลย่ ์ อนิ ทผาลัมแห้ง และเกลือ
ดังน้ัน ทุกส่ิงที่นามาซื้อขายแลกเปล่ียนกัน ได้แก่ เงินตราที่เข้ามาทดแทนที่ทองคาและเงิน ได้แก่
เงินตราสกุลต่างๆ ในป๎จจุบัน ให้ถือว่าเป็นทรัพย์สินท่ีมีดอกเบ้ียโดยใช้หลักการเทียบเคียงกับทองคาและเงิน
อาหารที่มนุษย์ใช้บริโภคเป็นส่วนใหญ่ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีดอกเบี้ยด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารหลัก เช่น
ข้าวสาร ข้าวโพด โดยเทียบเคียงกับข้าวสาลีและข้าวบาร์เล่ย์หรือใช้รับประทานเพื่อความเอร็ดอร่อย เช่นองุ่น
แห้ง มะเดื่อ โดยเทียบเคียงกับอินทผาลัมแห้ง หรือท่ีรับประทานเป็นยารักษาโรคและที่เป็นเคร่ืองปรุงทาให้
อาหารมรี สชาตดิ ีขน้ึ หรือทาให้ร่างกายแข็งแรง โดยเทยี บเคยี งกับเกลอื
ประเภทของดอกเบี้ย
ดอกเบีย้ มี 4 ประเภท คือ
1. ริบา อัน นาสาอฺ ( )ستا إٌغاءหมายถึง ดอกเบียที่เกิดจากความล่าช้าในการส่งมอบสิ่ง
แลกเปลี่ยนกัน กล่าวคือ เป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนทรัพย์ที่มีดอกเบี้ยอย่างหนึ่งกับทรัพย์ท่ีมีดอกเบ้ียอีอย่าง
หนึง่ ในทรพั ยส์ ินมสี าเหตุท่ีทาให้เกิดดอกเบี้ยอันเดียวกันโดยมีการค้างชาระจนถึงเวลาที่กาหนดไว้ ไม่ว่าทรัพย์
ท้ังสองท่ีมีการซ้ือขายแลกเปล่ียนกันจะมาจากประเภทเดียวกันหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเท่ากันหรือไม่ก็ตาม เช่น
146 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
ซ้ือขายแลกเปล่ียนข้าวสาลี 1ลิตรกับข้าวสาลี 1ลิตร หรือข้าวสาลี 1ลิตร กับข้าวบาร์เล่ย์1ลิตรหรือ 2ลิตรโดย
ตกลงค้างชาระเป็นเวลา 1 เดือน การซ้ือขายแลกเปลี่ยนเช่นนี้เป็นที่ต้องห้ามเน่ืองจากมีความหมายของ
ดอกเบยี้ จรงิ ปรากฏอยู่ ถงึ แมว้ ่าจะไปรากฎชดั กต็ าม เพราะการชาระทันทีย่อมมีส่วนเกินกว่าการค้างชาระ จึงมี
ส่วนเกินเกิดข้ึนในส่ิงท่ีนามาแลกเปล่ียน และสามารถเรียกริบาประเภทน้ีได้เช่นกันว่า ริบา อันนาซีอะฮฺ( ستا
ىﺌح١)إٌغ
2. ริบา อัลฟ๎ฎล ( ً )ستا اٌفضหมายถึงดอกเบี้ยที่เป็นส่วนเกิน ได้แก่ การซ้ือขายแลกเปลี่ยน
ทรัพย์สินท่ีมีดอกเบี้ยประเภทเดียวกันพร้อมกับมีส่วนเกินที่เพิ่มมาในส่ิงท่ีนามาซ้ือขายแลกเปล่ียนกับฝุายหน่ึง
เช่นมีการซื้อขายแลกเปล่ียนข้าวสาลีจานวน 1ลิตร กับข้าวสาลีจานวน 2ลิตร หรือทองน้าหนัก 100 กรัมกับ
ทองคาน้าหนัก 110 กรัม หรือน้อยกว่า หรือมากกว่า การซ้ือขายแลกเปล่ียนในรูปแบบน้ีเป็นสิ่งที่ต้องห้าม ดัง
ฮาดีษที่ว่า
اٌٍّخ تاٌٍّخٚ ش١ش تاٌشؼ١اٌشؼٚ اٌثش تاٌثشٚ اٌفضح تاٌفضحٚ اٌذ٘ة تاٌذ٘ة
ٝاعرذاد فمذ أستٚذ فّٓ داد أ١ذات٠ ًِصلاتّص
ความว่า ทองคาแลกเปลยี่ นกับทองคา เงนิ แลกเปลี่ยนกบั เงิน ข้าวสาลีแลกเปลยี่ นกับข้าวสาลี ข้าวบาร์
เล่ย์แลกเปล่ียนกบั ข้าวบาร์เลย่ ์ และเกลือแลกเปล่ยี นกบั เกลือ ต้องเทา่ กนั สง่ มอบกันทันที ผู้ใดได้ให้เกินหรือขอ
เกนิ ผนู้ นั้ กระทาสง่ิ ท่เี ป็นดอกเบยี้ ทัง้ ผ้เู อาและผู้ใหใ้ นสิ่งน้นั มีโทษเทา่ กัน ( รายงานโดยมุสลิม )
การซอื้ ขายแลกเปล่ียนในประเภทน้ีจะไม่พิจารณาว่าสิ่งที่นามาซ้ือขายนั้นมีคุณภาพอย่างไร และไม่ว่า
เงินหรือทองคานั้นมีการแปรรูปเป็นทองรูปพรรณหรือถูกทาเป็นเหรียญกษาปณ์หรือไม่ก็ตาม การซื้อขาย
แลกเปลีย่ นทรพั ย์สนิ ดงั กล่าว ต้องมีน้าหนกั เทา่ กัน จะมากนอ้ ยกว่ากนั ไมไ่ ด้ ถ้าไมเ่ ชน่ น้นั ถอื วา่ เปน็ ดอกเบีย้
3. รบิ า อัลยดั ( ذ١ٌ )ستا اหมายถงึ การซือ้ ขายแลกเปลยี่ นทรัพย์ทมี่ ดี อกเบ้ียกับทรัพย์ท่ีมีดอกเบี้ย
อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมีเหตุที่ทาให้เกิดดอกเบี้ยอันเดียวกัน โดยไม่มีการตั้งเงื่อนไขการค้างชาระไว้ในข้อตกลง
เดยี วกัน แต่เกดิ การล่าชา้ ในการรบั สิ่งที่นามาแลกเปลี่ยนกันทั้งสองฝุายหรือฝุายใดฝุายหน่ึงจากสถานท่ีท่ีตกลง
กนั ในภายหลงั อมุ ัรรายงานหลักฐานในเรือ่ งน้ี ดงั ที่ปรากฎในอลั ฮาดษี ว่า
٘اءٚ اّل ٘اء
ความว่า นอกจากต่างฝาุ ยตา่ งรับกนั ไป ( รายงานโดยบุคอรีและมุสลมิ )
จากอัลฮาดีษดังกล่าว หมายความว่า การซื้อขายแลกเปลี่ยนทรัพย์สินท่ีมีสาาเหตุของดอกเบ้ียเกิดข้ึน
ได้น้ัน จาเป็นต้องรับมอบกันจริงๆ ในสถานที่ท่ีตกลงกัน หากไม่เช่นน้ันกล่าวคือ มีการล่าช้าในการรับมอบ
เกดิ ขน้ึ ในภายหลัง ถอื เป็นดอกเบี้ยในประเภทท่ี 3
4. ริบา อัล ก็อรฎ ( )ستا اٌمشضหมายถึงการท่ีบุคคลหน่ึงกู้เงินจานวนท่ีแน่นอนจากอีกคน
หน่ึง โดยมีเง่ือนไขว่า เมื่อถึงเวลาที่กาหนดการชาระหน้ีผู้ท่ีกู้ (ลูกหนี้ ) ต้องคืนเงินท่ีกู้ไป (เงินต้น ) พร้อมกับ
ส่วนเกนิ ทก่ี าหนดเอาไว้แน่นอนแก่เจ้าหนี้ หรือผอ่ นใหเ้ ปน็ งวดๆ ในรูปของผลประโยชน์หรือกาไร จนกว่าจะคืน
เงนิ ต้นได้ครบ
การกระทาเชน่ นถี้ อื เปน็ สงิ่ ทตี่ ้องห้าม ( َ )دشاและถอื เปน็ บาปใหญ่ เนื่องจากเป็นดอกเบ้ียที่ผู้คนในยุค
ก่อนอิสลามนิยมกันอย่างแพร่หลาย และอัลลอฮฺทรงบัญญัติห้ามการกินดอกเบ้ียประเภทน้ีไว้โดยตรง ดังท่ี
ปรากฎในอลั กุรอานวา่
ٍّْٛ ِٓ اٌشتااْ وٕرُ ذؼٟاِاتمٚدسٚ اللهٛااذمِٕٛٓ ءا٠ااٌذٙ٠آ٠