The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดการเรียนรู้ ศาสนบัญญัติ ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by razu_liver, 2020-08-08 12:43:32

ชุดการเรียนรู้ ศาสนบัญญัติ ม.ปลาย

ชุดการเรียนรู้ ศาสนบัญญัติ ม.ปลาย

Keywords: อิสลาม,ชุดการเรียนศาสนบัญญัติ

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 47

ใบงานท่ี 5

เรือ่ ง การออม

1.นกั ศกึ ษามคี วามคดิ เหน็ อยา่ งไรต่อการเล่นแชรใ์ นบ้านเราและอยู่ในรูปแบบการออมท่ีอิสลามอนญุ าตหรือไม่
อย่างไร

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2.อธิบายหลกั การดาเนินการ/รปู แบบของการออมทีส่ หกรณอ์ ิสลามใช้ปจ๎ จุบัน มาพอสังเขป

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ชือ่ .................................................สกุล.......................................................กลุ่ม...............................

48 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ใบความรู้ท่ี 6

วะศียะฮฺ ﴾‫ ﴿الىصية‬การส่ังเสียหรือการทาพินยั กรรม

อัล-วะศียะฮฺ คือ คาสั่งเพ่ือให้ใช้จ่าย(ทรัพย์สิน)หลังจากเสียชีวิต หรือ การให้ทรัพย์สินเป็นกุศลทาน
หลงั จากการเสียชวี ิต

วทิ ยปญั ญา(หิกมะฮฺ)ในการบัญญตั ิการส่งั เสีย
อัลลอฮุตะอาลาได้บัญญัติการเขียนพินัยกรรมผ่านคาพูดของท่านนบีมูฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิ

วะซัลลัม) เพือ่ เป็นความเมตตาและปราณีตอ่ ปวงบ่าวของพระองค์ โดยการเปิดทางให้มุสลิมได้กาหนดส่วนหน่ึง
จากทรัพย์ของเขาก่อนเสียชีวิตไว้เป็นกุศลกรรมต่างๆที่จะยังประโยชน์แก่คนยากจนและผู้อยู่ในภาวะจาเป็น
ด้วยความดี และจะนามาซ่ึงผลบญุ และการตอบแทนท่ดี ีให้แก่ผู้มอบพนิ ยั กรรมในหว้ งเวลาท่ีเขาได้ถูกปิดกั้นจาก
การทาการงานท่ดี อี ื่นๆ(เพราะเขาไดช้ วี ติ แลว้ ) อัลลอฮได้ตรัสไวว้ า่

ความวา่ “ การทาพินัยกรรมแกผ่ บู้ ังเกดิ เกล้าทั้งสอง และบรรดาญาติท่ีใกล้ชิดโดยชอบธรรมนั้น ได้ถูก
กาเนิดขึ้นแก่พวกเจ้าแล้ว เม่ือความตายได้มายังคนหน่ึงคนใดในหมู่พวกเจ้า หากเขาได้ท้ิงทรัพย์สมบัติไว้ ท้ังน้ี
เปน็ หนา้ ท่ีแกผ่ ยู้ าเกรงท้งั หลาย” (อัล-บะเกาะเราะฮ:ฺ 180)

หุก่มของอัล-วะศียะฮฺ
1.การวะศียะฮฺถือเป็นส่ิงท่ีสุนัตสาหรับผู้ท่ีมีทรัพย์สินมากมายและทายาทของเขาก็ไม่ใช่ผู้ท่ียากจนขัด

สน โดยการท่ีเขาทาการสั่งเสียส่ิงใดก็ได้จากทรัพย์สินของเขา ในจานวนท่ีไม่เกินเศษหน่ึงส่วนสาม (ของ
ทรพั ย์สินที่เขามีอยู่) มอบใหไ้ ปในหนทางที่ดงี าม เพอื่ ให้มผี ลบุญมาถึงตัวเขาอย่างต่อเน่ืองหลังจากท่ีเขาเสียชีวิต
ไปแลว้ .

2.การวะศียะฮถฺ อื เปน็ วาญิบสาหรับผู้ที่ตัวเขามีภาระหนี้สินของอัลลอฮฺหรือของมนุษย์ติดผันอยู่ หรือมี
ส่ิงที่เป็นอะมานะฮฺของผู้อื่นๆเก็บอยู่กับเขา โดยการเขียนบันทึกและชี้แจงไว้ ทั้งนี้ก็เพ่ือไม่ให้สิทธิเหล่าน้ันสูญ
หายไป. และถือเป็นวาญิบเช่นกันสาหรับผู้ที่ละทิ้งทรัพย์สินไว้มากมาย โดยจาเป็นที่เขาจะต้องทาการวะศียะห์
ให้แก่ญาติๆที่ไม่ใชท่ ายาท ในจานวนที่ไมเ่ กนิ เศษหนง่ึ ส่วนสามของกองมรดก.

3.สว่ นการวะศยี ะฮฺท่ีต้องหา้ มก็ดังเชน่ การวะศยี ะฮใฺ หแ้ ก่ทายาทคนใดคนหน่งึ เท่านนั้ เช่นลูกคนโต หรือ
ภรรยา ให้ได้รับทรพั ยส์ นิ เป็นการเฉพาะ โดยทไ่ี ม่ได้ใหแ้ กท่ ายาทคนอน่ื ดว้ ย.

จานวนของมรดกท่ีอนุญาตให้สงั่ เสยี
สนุ ตั ใหท้ าการวะศยี ะฮสฺ าหรับผู้ท่ีมที ายาท ในจานวนหน่ึงส่วนห้า หรือหน่ึงส่วนสี่ หากเขาทิ้งทรัพย์สิน

ที่ถือวา่ มจี านวนมากตามธรรมเนยี มทีร่ กู้ ัน ซงึ่ การใหห้ นงึ่ ส่วนห้าถือว่าดีทีสุด และอนุญาตให้เขาทาการวะศียะฮฺ
ในจานวนหนง่ึ ส่วนสามใหแ้ กผ่ ทู้ ่ีไมใ่ ช่ทายาท.

ถือว่าเป็นส่ิงมักโรฮฺสาหรับการวะศียะฮฺของผู้ท่ีมีฐานะยากจนและทายาทของเขาก็ขัดสนเช่นกัน .และ
อนญุ าตใหท้ าการวะศยี ะฮทฺ รัพยท์ ั้งหมดสาหรบั ผู้ทไี่ มม่ ีทายาท(ทจ่ี ะรบั มรดก)เลย.

ไม่อนุญาตใหท้ าการวะศยี ะฮแฺ กบ่ ุคคลอ่นื ๆ (ท่ไี มใ่ ช่ทายาท) ในจานวนที่เกินกว่าหน่งึ ส่วนสามสาหรับผู้
ที่มีทายาท.และไมอ่ นญุ าตใหท้ าการวะศียะฮฺแก่ทายาท(ทม่ี ีส่วนแบง่ ในกองมรดกอยู่แลว้ ).

หากคนๆ หนึ่งได้วะศียะฮฺให้แก่แม่ของเขา พ่อของเขา หรือพ่ีน้องของเขา เป็นต้น ให้ไปทาหัจญ์ หรือ
ทาการเชือดกุรบาน โดยท่ีพวกเขาเหล่าน้ันยังมีชีวิตอยู่ ถือว่าเป็นท่ีอนุญาต เพราะส่ิงดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่เป็น
การทาความดแี ก่พวกเขา ดว้ ยการใหผ้ ลบุญซึ่งไม่ใช่เป็นการวะศยี ะฮฺที่มีเจตนาให้ครอบครองทรัพย์สนิ .

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 49

เง่อื นไขของผู้รับวะศียะฮฺในการจัดการทรพั ย์สิน
มีเง่ือนไขสาหรับผู้ท่ีจะรับวะศียะฮฺไปใช้ว่าจะต้องเป็นมุสลิม มีสติป๎ญญา รู้ผิดชอบ (โตแล้ว)

มีความสามารถในการใชจ้ า่ ย(บรหิ ารจัดการ)ไดด้ ใี นส่งิ ทถี่ ูกวะศียะฮใฺ ห้ไม่วา่ จะเป็นชายหรือหญงิ .

บุคคลทีถ่ ือวา่ การวะศียะฮขฺ องเขาใชไ้ ด้
การวะศียะฮฺ ถือว่าถูกต้องใช้ได้ ทั้งท่ีมาจากผู้บรรลุศาสนภาวะท่ีมีสติสมบูรณ์ เด็กท่ีมีสติป๎ญญา

สมบูรณ์ และคนไม่ฉลาดในเร่อื งทรพั ยส์ นิ หรือคนอ่ืนๆที่มลี กั ษณะคล้ายกัน.

ลักษณะของการวะศยี ะฮฺ
การวะศียะฮฺถือว่าถูกต้องและใช้ได้ โดยใช้คาพูดที่สามารถได้ยินได้ที่ออกมาจากปากของผู้ทาวะศียะฮฺ

หรอื ดว้ ยการเขยี นของเขา และถือว่าสนุ ตั ให้มีการเขยี นบนั ทกึ วะศียะฮไฺ วแ้ ละใหม้ พี ยานรู้เห็นในการทาดังกล่าว
ทงั้ นีเ้ พื่อให้พน้ จากความขดั แยง้ (ในอนาคต).

รายงานจากท่านอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุมา ว่าแท้จริงท่าน รอซูลลูลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิ
วะซลั ลัม)ได้กลา่ ววา่

‫ ِرفك‬.»ُٖ‫تَ ُح ِػ ْٕ َذ‬ٛ‫رـ ُٗ َِ ْىر‬١‫ ِص‬َٚ َٚ ‫ ُِٓ اُّل‬١ْ َ‫ٍَرـ‬١ْ ٌَ ُ‫د‬١ِ‫َث‬٠ ،ِٗ ١ِ‫ ف‬ِٟ‫صـ‬ْٛ ٠ ُ‫ء‬ْٟ ‫« َِا َدكُ ا ِْ ِش ُة ِ ْغٍِـُ ٌَـ ُٗ َش‬
.ٗ١ٍ‫ػ‬

ความว่า "ไม่มีสิทธิของมุสลิมคนหนึ่งคนใดท่ีมีส่ิงท่ีเขาได้วะศียะฮฺมัน ผ่านค่าคืนมาสองคืน ยกเว้นวะศี
ยะฮฺของเขานั้นจะต้องถูกเขียนเก็บไว้ท่ีเขา” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลข 2738 ซ่ึงคารายงานน้ีเป็นของ
ทา่ น และบันทกึ โดยมสุ ลิม หมายเลข 1627)

อนุญาตให้มีการกลับคืนการวะศียะฮฺและยกเลิกมันได้ และสามารถเพ่ิมได้เช่นกัน แต่เม่ือเขาเสียชีวิต
ลงกถ็ อื ว่ามันมน่ั คงตามนัน้ .

ผทู้ ี่สามารถรบั วะศียะฮฺไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง
การวะศียะฮฺถือว่าถูกต้องใช้ได้ท้ังท่ีให้แก่คนที่สามารถครอบครองทรัพย์สินได้ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือ

กาฟิร ที่ได้เจาะจงไว้ด้วยการมอบทุกส่ิงท่ีมีประโยชน์ท่ีศาสนาอนุญาต หรือให้แก่มัสยิด กองคลัง สถานศึกษา
และอ่นื ๆ.
แนวทางการให้วะศยี ะฮฺ

1.การวะศียะฮฺจะเป็นในเรื่องการบริหารจัดการในสิ่งที่รู้กัน หลังจากท่ีผู้ทาวะศียะห์เสียชีวิตแล้ว เช่น
ใหช้ ว่ ยทาการแตง่ ลกู สาวของเขา ช่วยดแู ลลกู เล็กๆของเขา หรือแจกจ่ายทรพั ย์สินไปหน่ึงส่วนสาม ซ่ึงถือเป็นส่ิง
ทส่ี ุนัต และเป็นกุศลกรรม ท่ไี ด้ผลบญุ สาหรับผทู้ ่สี ามารถจะกระทาได้

2.การวะศียะฮฺอาจจะด้วยการบริจาคทรัพย์สิน เช่นวะศียะฮฺให้หน่ึงส่วนห้าของทรัพย์สินของตนแก่คน
ยากจน บรรดาผูร้ ู้ หรอื ผู้ท่กี ารตอ่ สู้ในหนทางของอัลลอฮฺ หรือเพื่อก่อสรา้ งมัสญดิ ขุดบ่อนา้ ใช้ดืม่ กิน เป็นตน้ .

สุนัตให้วะศียะฮฺให้แก่พ่อแม่ที่ไม่สามารถรับมรดกได้ ญาตพ่ีน้องที่ยากจนท่ีไม่มีสิทธิรับมรดก เพราะ
การใหแ้ กค่ นเหล่าน้ันจะได้ทงั้ การบริจาคและการเชอื่ มสัมพันธเ์ ครือญาติ.

หกุ ่มการเปล่ียนแปลงวะศียะฮฺ
วาญบิ ทีก่ ารวะศียะฮตฺ อ้ งเปน็ ไปในสิ่งท่ดี ีงามตามครรลองศาสนา เมื่อใดที่ผทู้ าวะศียะฮฺมีเจตนาจะทาให้

เกิดผลเสียหายแก่ทายาทถือว่ามันเป็นสิ่งที่หะรอมและเป็นบาป และถือว่าหะรอมสาหรับผู้รับวะศียะฮฺและคน

50 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

อื่นๆที่จะทาการเปล่ียนแปลงวะศียะฮฺที่ยุติธรรม และสุนัตสาหรับผู้ท่ีรู้ว่าในวะศียะฮฺนั้นมีความอธรรมหรือเป็น
บาปอยู่จะต้องให้การตักเตือนแก่ผู้ทาวะศียะฮฺเพ่ือให้เขาทาให้มันดีข้ึน ยุติธรรมข้ึน และห้ามปรามเขาจาก
อธรรม แต่หากเขาไมต่ อบรบั ก็ทาการเจรจาปรบั ปรงุ ระหวา่ งผูร้ บั วะศยี ะฮฺเพื่อให้เกิดความยุติธรรม ความพอใจ
กัน และทาใหค้ นตาย(ผ้วู ะศยี ะฮฺ)พน้ ภาระ(จากการที่ต้องรบั บาป).

อลั ลอฮตฺ ะอาลาตรัส ความว่า
“ดังน้ันผู้ใดเปล่ียนแปลงมันภายหลังจากได้ยินมัน (คาส่ังพินัยกรรมจากผู้ตายโดยไม่ทาไปตาม
พินยั กรรมน้นั ) แน่นอนบาปของมันก็จะตกแก่บรรดาผู้ท่ีทาการเปล่ียนแปลงมัน แท้จริงอัลลอฮฺทรงได้ยินอีกทั้ง
ทรงรอบรยู้ ิง่ แต่ผูใ้ ดทก่ี ลัววา่ ผู้ทาพนิ ัยกรรมจกั ลาเอยี งหรือทาบาป (ด้วยการฉ้อฉลในพินัยกรรมน้ัน) แล้วเขาก็
ประนปี ระนอมในระหวา่ งพวกทายาทเหลา่ นั้นได้ แนน่ อนย่อมไม่เป็นบาปแก่เขาแต่ประการใดๆ แท้จริงอัลลอฮฺ
ทรงอภยั ย่ิง อีกทั้งทรงเมตตาย่ิง” [อลั บะเกาะเราะฮฺ:181-182]

หกุ ่มการวะศยี ะฮใฺ ห้แกฝ่ า่ ยทท่ี าสิ่งทขี่ ดั ต่อหลกั ศาสนา
การวะศียะฮถฺ อื วา่ ใชไ้ มไ่ ด้ และไม่เปน็ ทีอ่ นญุ าตในลักษณะทเ่ี ปน็ การให้ในแนวทางทเ่ี ป็นบาปกรรม เช่น

การวะศียะฮเฺ พ่ือให้สร้างโบถส์ สถานบนั เทิงหรือการะละเลน่ ซ่องโสเภณี สร้างส่ิงก่อสร้างบนสุสาน ไม่ว่าผู้ทา
การวะศยี ะฮฺจะเปน็ มุสลิมหรือกาฟริ ก็ตาม.

ช่วงเวลาทีม่ ีผลต่อการวะศยี ะฮฺ
การจะถือว่าวะศียะฮฺเป็นผลถูกต้อง หรือไม่ถูกต้องข้ึนอยู่กับการตาย ถ้าหากเขาได้วะศียะฮฺแก่ทายาท

แต่ก่อนตายผู้น้ันได้กลายเป็นบุคคลท่ีไม่ใช่ทายาท เช่น พ่ีน้องของผู้ตายที่ถูกกั้นสิทธ์ิจากกองมรดกโดยลูกชาย
ของผู้ตาย ถือว่าวะศียะฮฺนั้นเป็นผล และหากได้ทาการวะศียะฮฺแก่ผู้ที่ไม่ใช่ทายาท ก่อนตายคนๆน้ันได้
กลายเป็นทายาท เช่น การวะศียะฮฺให้แกพ่ ีห่ รอื น้องท่ีเป็นผู้ชายในขณะท่ีผู้วะศียะฮฺมีลูกชายอยู่ในขณะที่ทาการ
วะศียะฮฺ
แล้วต่อมาลูกชายคนน้ันเกดิ เสียชีวิต ถือวา่ การวะศยี ะฮนฺ ้นั เป็นโมฆะหากบรรดาทายาทไม่ยนิ ยอม.

เมื่อบุคคลหน่ึงเสียชีวิตมรดกของเขาต้องนาไปชดใช้หนี้ของเขาเสียก่อน แล้วจึงนามาใช้ในส่วนท่ีเป็น
วะศยี ะฮฺ หลังจากน้ันจงึ จะแบ่งใหท้ ายาท

หุกม่ การดาเนินการวะศียะฮฺ
อนุญาตท่ีผู้ถูกใหว้ ะศียะฮฺจะเป็นบุคคลคนเดียวหรือมากกว่า หากผู้ถูกวะศียะฮฺมีหลายคนและได้มีการ

กาหนดส่วนของแต่ละคนไว้ถือว่าการวะศียะฮฺใช้ได้ตามส่วนที่ได้มีการเจาะจงไว้ และหากคนๆหนึ่งได้ทาการ
วะศียะฮแฺ ก่คนสองคนในสิง่ เดียวเชน่ ใหด้ ูแลลูกๆของเขา หรือทรพั ย์สินของเขา ถือว่าไม่อนุญาตให้คนใดคนหน่ึง
ทาการใชอ้ านาจนนั้ เพยี งแต่ผู้เดียว.

เวลาการรบั มอบวะศยี ะฮฺ
ถือว่าถูกต้องและใช้ได้ไม่ว่าผู้ถูกวะศียะฮฺจะตอบรับการวะศียะฮฺขณะที่ผู้ทาวะศียะฮฺยังมีชีวิตอยู่ หรือ

หลงั จากทเ่ี ขาเสยี ชีวิต หากเขา(ผถู้ กู วะศียะฮ)ฺ ปฏิเสธการรบั วะศยี ะฮฺก่อนท่ีผู้ทาจะเสียชีวิตหรือหลังจากเสียชีวิต
ถอื วา่ สิทธิของเขา(ในการรับวะศยี ะฮฺ)นนั้ หมดไปเพราะการปฏิเสธของเขา.

หากผู้ทาวะศียะฮฺด้ทาการวะศียะฮฺโดยกล่าวว่า “ฉันวะศียะฮฺให้แก่คนๆ น้ันจานวนเท่าๆ กับส่วนแบ่ง
ของลูกชายของฉัน หรอื ทายาทคนใดก็ได้ ถอื วา่ ผู้ถูกวะศียะฮฺจะได้เหมือนกับทายาทผู้นั้นตามแต่ส่วนของเขาใน
ข้อกาหนดเร่ืองมรดก และหากเขาได้วะศียะฮฺโดยกาหนดเป็นส่วนหน่ึง ถือว่าให้ทายาทมอบให้ตามที่พวกเขา
อยากจะให้.

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 51

เมื่อบุคคลหนึ่งเสียชีวติ ในสถานทที่ ไ่ี มม่ ีศาลหรือปกครอง และไม่มีผู้ท่ีถูกวะศียะฮฺให้ เช่นสถานท่ีที่หลบ
ภยั ทะเลทราย อนุญาตให้บรรดามุสลิมอยู่รอบขา้ งเขาครอบครองทรัพยส์ นิ มรดกของเขาและใช้จ่ายมันในสิ่งมา
ซง่ึ ผลประโยชน์.

ตวั บทการวะศยี ะฮฺ
สุนตั ให้เขยี นข้นึ ตน้ การวะศียะฮดฺ ่งั ทีป่ รากฏในรายงานของท่านอนัส อิบนุมาลิก เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ ว่า

“แท้จริงแล้วบรรดาเศาะหาบะฮฺเขียนเริ่มต้นการวะศียะฮฺของพวกเขาว่า “น้ีคือส่ิงที่ฉันส่ังเสียให้คนน้ันคนนี้
(กล่าวช่ือ) ฉันขอวะศยี ะฮวฺ า่ ให้เขาปฏิญานว่าไม่มีพระเจ้าอ่ืนใดท่ีควรแก่การอิบาดะฮฺนอกจากอัลลอฮฺองค์เดียว
ไม่มีภาคีสาหรับพระองค์ และแท้จริงมุฮาหมัดนั้นเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ วันส้ินโลกน้ันจะมาถึง
แนน่ อนไม่มีขอ้ สงใสใดๆ และอัลลอฮจฺ ะทรงให้ผู้อยู่ในหลุมฝ๎งศพนั้นฟ้ืนข้ึนมาใหม่ แล้วเขาก็ทาการวะศียะฮฺให้
ครอบครวั ของเขาท่ยี ังมีชีวิตอยู่หลังจากเขาจงยาเกรงอัลลอฮฺอย่างแท้จริง และทาดีต่อกันระหว่างพวกเขา เชื่อ
ฟ๎งอัลลอฮแฺ ละศาสนทูตของพระองค์หากเขาเปน็ มุอ์มิน แลว้ กท็ าการวะศียะฮฺดว้ ยสิ่งนบีอิบรอฮีมและยะอฺกู๊บให้
สัง่ เสยี ลูกๆของทา่ น ว่า

ความว่า “โอ้ลูกๆ ของฉันแท้จริงอัลลอฮฺได้เลือกไว้สาหรับพวกท่านซ่ึงศาสนาอิสลาม ดังน้ันท่านจง
อยา่ ได้ตายยกเว้นในขณะที่ท่านเปน็ มสุ ลมิ เทา่ นนั้ ” [อัล-บะเกาะเราะฮฺ :132]
หลงั จากน้นั ก็เขยี นส่ิงทเี่ ขาอยากจะวะศยี ะฮฺ”.(หะดษี เศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัล-บัยฮะกีย์ หมายเลข 12463 และ
อัด-ดาเราะกฏุ นีย์ 4/154 ดู อริ วุลเฆาะลีล หมายเลข 1647)

วะศียะฮจฺ ะเป็นโมฆะด้วยสิ่งตอ่ ไปนี้
- เมอื่ ผูถ้ ูกให้วะศียะฮฺเสยี สตไิ ม่อาจบรหิ ารการใช้จา่ ยทรพั ย์ได้
- เมื่อส่งิ ที่ถูกกาหนดให้เป็นวะศียะฮฺเสยี หาย
- เมอ่ื ผใู้ ห้วะศยี ะฮฺได้กลบั คาโดยยกเลกิ การวะศียะฮฺ
- เมื่อผู้ถูกให้วะศยี ะฮฺปฏิเสธการรับวะศยี ะฮฺ
- เมอ่ื ผู้ถูกใหว้ ะศยี ะฮฺเสียชีวิตก่อนผใู้ หว้ ะศียะฮฺ
- เม่อื ผ้ถู ูกใหว้ ะศียะห์คร่าชวี ติ ผู้ให้วะศยี ะฮฺ
- เมอ่ื อายขุ ยั ของวะศยี ะฮหฺ มดลง หรอื การงานทถ่ี ูกวะศียะฮฺให้ผู้ถูกวะศยี ะฮฺทาจบสนิ้ ลง

52 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ใบงานท่ี 6

เรื่อง วาศียะฮ์ การส่งั เสีย / พนิ ัยกรรม

1.อธบิ ายหกู ่มของวาศยี ะฮ์และฮิกมะฮ์ของวาศียะฮ์

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

2.การเปลย่ี นแปลงวาศยี ะฮ์สามารถกระทาได้หรือไม่อยา่ งไร

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ช่ือ.................................................สกลุ .......................................................กลมุ่ ...............................

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 53

ใบความรู้ท่ี 7
สาธารณกุศล (อัล-วกั ฟฺ) และการอุทศิ

การอุทิศเรียกในภาษาอาหรับว่า อัล-วักฟุ (‫ ْل ُف‬َٛ ٌْ َ‫ )ا‬ตามหลักภาษาหมายถึง การหยุด, การกักขัง ใน
หลักศาสนา หมายถึง การอุทิศทรัพย์ที่สามารถเอาประโยชน์ได้ ให้แก่ฝุายรับท่ีมีตัวตนและศาสนาอนุญาตให้
โดยท่ตี ัวทรัพย์ยังคงอยู่ไม่สูญสลาย พร้อมท้ังเป็นการตัดสิทธิของผู้อุทิศในการนาทรัพย์น้ันไปจาหน่ายจ่ายแจก
ซง่ึ เท่ากบั เปน็ การกักทรพั ย์น้นั ไว้เพอ่ื การดังกล่าว หลกั ฐานว่าดว้ ยการอุทศิ

การ อุทศิ (อัล-วักฟุ) ถือเปน็ สิง่ ท่ถี ูกบญั ญัตติ ามหลักศาสนา และเป็นสิ่งท่ศี าสนาส่งเสริมให้กระทา โดย
มีหลกั ฐานท้งั ท่ปี รากฏในอัลกรุ อาน และอัล-หะดษี ดงั นี้

อัลกุรอาน พระดารสั ท่วี ่า :

ُ١ٍِ‫ءُ فَبُِْ اللُهَ تِ ُِٗ َػ‬ْٟ ‫ ْاُ ِِٓ َش‬ٛ‫ َِا ذٕفِم‬َٚ َُْ ٛ‫ ُْا ِِّا ذ ِذث‬ٛ‫ ذٕفِم‬ٝ‫ ُْا ا ٌْثِشُ َدر‬ٌٛ‫ٌَٓ ذََٕا‬

ความว่า “พวกท่านจะยัง ไม่ได้รับความดีจนกว่าพวกท่านจะบริจาค ส่วนหน่ึงจากส่ิงที่พวกท่านรัก
เสยี ก่อน และสง่ิ ใดกต็ ามทพ่ี วกทา่ นไดบ้ ริจาค แน่แทพ้ ระองคอ์ ลั ลอฮฺทรงรดู้ ีถึงส่งิ นัน้ ”
(สเู ราะฮฺอาลิ-อิมรอน อายะฮฺที่ 92)

อลั หะดษี มรี ายงานจากทา่ นอบฮู ุรอยเราะฮฺ (ร.ฎ.) วา่ แท้จริงท่านศาสนทตู แห่งอลั ลอฮฺ ไดก้ ล่าวว่า

‫ٌَذُ َصاٌِ ُخ‬َٚ ْٚ َ‫ أ‬، ِٗ‫ ْٕ َرفَ ُغ ت‬٠ ٍُْ ‫ ِػ‬ْٚ َ‫ أ‬، ‫َ ُح‬٠‫ َص َذلَ ُح َﺟا ِس‬: ‫ا َرا َِا َخُ ا ْتُٓ آ َد ََُ ا ْٔمَطَ َُغ َػ ُْٕ ُٗ َػ ٍَّٗ اِّل ِِ ُْٓ شَل َاشَ ُح‬
ٌَْٗٛ ‫َ ْذػ‬٠

ความว่า “เมื่อมนุษย์ เสียชีวิตลง การประพฤติปฏิบัติของเขาก็ขาดตอนลงแล้วจากเขาผู้น้ัน ยกเว้น
จากสามประการ (คอื ) การทาทานทีก่ ระแสบุญหล่งั ไหล, ความรู้ท่ีเปน็ ประโยชน์ หรือบตุ รที่ดีขอพรให้”
(รายงานโดยมสุ ลิม -1631-)

การทาทานท่ีกระแสบุญหล่ังไหล ในหะดีษน้ีหมายถึง การอุทิศนั่นเอง และท่านบุคอรี (ฮะดีษเลขที่
2586) และมุสลิม (ฮะดีษเลขท่ี 1632) ได้รายงานจากท่านอิบนุ อุมัร (ร.ฎ.) ถึงเร่ืองการอุทิศที่ดิน ณ เมือง
คอยบัรฺของท่านอุมัร อิบนุ อัลคอตตอบ (รฎ.) ตามคาช้ีแนะของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งถือ
เป็นการอุทิศที่ดินที่เกิดข้ึนเป็นคร้ังแรกในอิสลาม ต่อมาการอุทิศก็เป็นท่ีแพร่หลายไปในหมู่สาวกของท่านนบี
(ศ็อลลัลลอฮูอาลัยฮิวะซัลลัม) โดยท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ (ร.ฮ.) ได้ระบุว่า มีสาวกของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮู
อาลัยฮิวะซัลลมั ) จานวนถึง 80 ท่านท่เี ปน็ ชาวอันศอรไดท้ าการอุทศิ

องคป์ ระกอบสาคัญของการอทุ ศิ การอทุ ิศ (อลั -วักฟุ) มอี งค์ประกอบสาคญั 4 ประการ ดงั น้ี
1. ผู้อุทิศ (‫ ْل ُف‬َٛ ٌْ َ‫ )ا‬การอุทิศของผู้อุทิศจะใช้ได้และถูกต้องนั้น ผู้อุทิศจะต้องมีคุณสมบัติตามเง่ือนไข
ดังน้ี

- เป็นเสรชี น มใิ ช่ทาส
- บรรลศุ าสนภาวะ และมีสติสมั ปชัญญะสมบรู ณ์
- เปน็ บคุ คลท่ีใช้จ่ายทรพั ยใ์ นการทาบญุ และบริจาคได้ กลา่ วคือ ตอ้ งไมเ่ ป็นบุคคลท่ีถกู ศาลสง่ั
อายดั ทรัพย์ เพราะใชจ้ ่ายสุรุ่ยสรุ ่าย หรอื เปน็ บุคคลลม้ ละลาย
- กระทาโดยสมคั รใจ ไม่ถูกบังคบั
อน่ึง ผู้ปุวยที่มีอาการหนักจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้น้ัน ศาสนาไม่อนุญาตให้เขาทาการอุทิศทรัพย์สิน
เกินกว่าหน่ึงในสามของทรัพย์สินท่ี เขามี ท้ังน้ีเพื่อรักษาสิทธิของทายาทในกองมรดก ส่วนการอุทิศทรัพย์สิน

54 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

หน่ึงในสามหรือน้อยกว่าน้ัน ศาสนาอนุญาตให้ ท้ังนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ปุวย ที่ควรได้รับผลบุญ
ภายหลังการเสียชีวิตของตน และ การอุทิศของชนต่างศาสนิกน้ันถือว่ามีผลใช้ได้ แม้จะเป็นการอุทิศ
ให้กับมัสญิดก็ตาม ท้ังนี้เน่ืองจากชนต่างศาสนิกถือเป็นผู้ท่ีมีคุณสมบัติในการทาบุญและบริจาค ได้ และการ
อทุ ิศของชนต่างศาสนิกกไ็ มจ่ าเป็นต้องมเี จตนา (เนียต) ในกรณนี ้ี

2. ส่งิ ที่ถกู อุทศิ (อลั -เมากฟู ) สาหรับส่งิ ทีถ่ ูกอุทศิ มีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
- สง่ิ ท่ถี กู อทุ ิศจะต้องมีตัวตนทีแ่ นช่ ดั ดังนนั้ การอทุ ิศเฉพาะผลประโยชนอ์ ย่างเดียว โดยไม่อทุ ิศ
ตวั ตนของมัน การอุทิศเชน่ นี้ถือว่าใชไ้ ม่ได้
- ต้องมีการระบุสิ่งที่ถูกนาไปอุทิศให้แน่ชัด เช่น ส่ิงที่ถูกอุทิศเป็นบ้านหลังใด หรือท่ีดินแปลงใด
เปน็ ต้น
- ส่ิงท่ีถูกนาไปอุทิศต้องเป็นกรรมสิทธ์ิโดยสมบูรณ์ของผู้อุทิศ (อัล-วากิฟ) และพร้อมท่ีจะเปลี่ยนมือได้
ตลอดจนเป็นสิง่ ทมี่ ปี ระโยชนห์ รอื ใหป้ ระโยชนไ์ ด้
- ส่ิงที่ถูกอุทิศ ต้องคงอยู่อย่างต่อเนื่อง ภายหลังการใช้ประโยชน์แล้วตามภาวะปกติ แม้ว่าสิ่งน้ันจะ
เสือ่ มสภาพไปตามกาลเวลาก็ตาม
- ประโยชน์ของส่ิงท่ีถูกอุทิศ ต้องเป็นที่อนุมัติ (หะลาล) ตามหลักศาสนา จะเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม)
ไม่ได้
อนง่ึ ศาสนาอนมุ ตั ใิ หท้ าการอทุ ศิ อสังหารมิ ทรัพย์ เชน่ ท่ดี ิน , บ้านเรือน , รา้ นคา้ หรอื บ่อน้า เปน็ ตน้
ไมว่ า่ สิง่ ดงั กล่าวจะมสี ภาพอย่างไรกต็ าม ต่อเมื่อสามารถที่จะเอาประโยชน์จากส่ิงเหล่าน้ันได้ทันทีหรือ
ในอนาคต ในทานองเดียวกัน ศาสนาก็อนุมัติให้ทาการอุทิศ ทรัพย์สินประเภทสังหาริมทรัพย์ได้เช่นกัน อาทิ
สตั ว์, รถยนต์, ยุทโธปกรณ์, เส้ือผ้า, พรม, ภาชนะเครือ่ งใช้ และหนังสือท่ีมีประโยชน์ เป็นต้น การอุทิศส่ิงท่ีเป็น
กรรมสิทธ์ิร่วม การอุทิศสิ่งที่ผู้อุทิศมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่นโดยยังไม่ได้แยกส่วนออกจากกัน (ซึ่งเรียกสิ่งที่มี
กรรมสิทธ์ิร่วมกันนี้ว่า อัล-มุชาอฺ) ถือว่ามีผลใช้ได้ โดยไม่คานึงว่าส่ิงท่ีมีกรรมสิทธ์ิร่วมกับผู้อื่นนั้น จะเป็น
อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ก็ตาม และไม่คานึงอีกเช่นกันว่า มีผู้อุทิศเพียงผู้เดียวที่ทาการอุทิศเฉพาะ
ส่วนของตนที่ถือกรรมสิทธ์ิร่วม อยู่กับผู้อื่น หรือมีผู้อุทิศหลายคนได้ทาการอุทิศในหลายส่วนที่ถือกรรมสิทธิ์
ร่วมกนั ก็ตาม
3. ผ้รู ับการอุทศิ (อัล-เมากฟู -อะลัยฮิ) ผูร้ ับการอุทิศมีสองประเภท คอื
- ถูกเจาะจงตัวแนน่ อน คนเดียวหรือหลายคนกต็ าม ผู้รับการอุทิศประเภทน้ีมีเง่ือนไขว่า ต้องสามารถ
มอบให้เขาหรือพวกเขาถือสิทธิในขณะทาการอุทิศได้ หมายความว่าจะต้องมีตัวตนอยู่จริงแล้วในขณะนั้น
ดังนั้นการอุทิศให้แก่บุตรของตน ท้ังที่ในความเป็นจริงตนยังไม่มีบุตร จึงถือว่าใช้ไม่ได้ เช่นเดียวกัน การอุทิศ
ใหแ้ กท่ ารกในครรภ์ หรือใหแ้ กศ่ พ หรอื ให้แกส่ ัตว์ก็ถือวา่ ใช้ไมไ่ ด้
- ไม่เจาะจงตัวผู้รับ อาทิเช่น อุทิศให้แกฝ่ าุ ยต่าง ๆ เช่น มสั ญิดหรือโรงเรียน หรือให้แก่บรรดาผู้ยากจน
ท้ังหลาย เปน็ ตน้ ในการอุทศิ ประเภทนีม้ ีเง่ือนไขวา่ ตอ้ งเปน็ การอทุ ิศท่ีไมม่ ีจุดมุ่งหมายที่ เป็นความชั่วหรือมีส่วน
ในการสนับสนุนความช่ัว ดังน้ัน การอุทิศให้แก่คนยากจน, บรรดานักวิชาการนักท่องจาอัลกุรอาน, นักรบ
ศาสนา, มัสญิด, โรงเรียน, โรงพยาบาล และการห่อศพ เป็นต้น ทั้งหมดถือว่าเป็นการอุทิศที่ใช้ได้ และถือเป็น
ความดีท่ีศาสนาเรียกร้องให้กระทา ส่วนการอุทิศ ให้แก่ศาสนสถานของศาสนาอ่ืน จะเพื่อนารายได้มาบารุง
หรือบริการหรือบรู ณะซอ่ มแซมศาสนสถานน้นั ถือว่าใชไ้ ม่ ได้ตามเง่อื นไขข้างต้น
4. ถ้อยคาที่ใช้ในการอุทิศ หมายถึง คาพูดที่ส่ือให้รู้ถึงจุดประสงค์ หรือสิ่งท่ีใช้แทนคาพูดได้ เช่น
การแสดงทา่ ทางของคนใบ้ท่ีสอื่ ความเขา้ ใจได้ หรอื การเขียนของคนใบ้ เป็นต้น

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 55

ถ้อยคาทีใ่ ชใ้ นการอุทศิ มี 2 ประเภทคือ
- ถ้อยคาท่ีชัดเจน ตคี วามเป็นอนื่ ไม่ได้ เช่น กล่าวว่า : “ฉันอุทิศ (วักฟุ) บ้านของฉันให้แก่คนยากจน”
หรือ “บ้านของฉันถูกอุทิศให้แก่คนยากจน” เป็นต้น การใช้ถ้อยคาที่ชัดเจนนี้ถือว่ามีผลใช้ได้เพียงแต่กล่าว
ออกมาจากผ้อู ุทิศ โดยไม่จาเป็นตอ้ งมีการตั้งเจตนา (เนียต) แตอ่ ยา่ งใด
- ถอ้ ยคาที่คลมุ เครือ หมายถงึ เปน็ ถ้อยคาที่ครอบคลุมถึงความหมายท่ีต้องการและความหมายอ่ืน ๆ
ก็ได้ เช่น กล่าวว่า : “ทรัพย์สินของฉันเป็นทานซอดะเกาะฮฺแก่คนยากจน” หรือ “ฉันหวงห้ามมันไว้ให้แก่คน
ยากจน” เป็นตน้ การใช้ถอ้ ยคา ท่คี ลมุ เครอื น้ี ผูอ้ ุทิศจาต้องมีการตั้งเจตนา (เนียต) ว่าเป็นการอุทิศ (อัล-วักฟุ)
จึงจะมีผลใช้ได้และข้อความอันเป็นลายลักษณ์อักษรที่ผู้อุทิศ ซ่ึงพูดได้ (มิได้เป็นใบ้) เขียนข้ึนน้ัน ก็ถือเป็นถ้อย
ความทค่ี ลุมเครอื ซง่ึ จาเปน็ ตอ้ งมีการต้งั เจตนา (เนียต) เช่นกนั
ในการใชถ้ ้อยคาการอุทศิ ทั้งสองประเภทดงั กลา่ ว มเี งือ่ นไขดงั ต่อไปนี้
1.ต้องเป็นคาพูดท่ีส่ือถึงจุดประสงค์ตามท่ีต้องการสาหรับผู้พูดได้ หรือเป็นข้อเขียนที่ระบุจุดประสงค์
อย่างชัดเจนสาหรับคนใบ้
2.ต้องเป็นถ้อยคาที่ไม่มีเงื่อนไขเร่ืองกาหนดเวลา โดยเง่ือนไขข้อน้ีได้รับการยกเว้นในเร่ืองการอุทิศ
ให้แก่มัสญิด, สุสาน และส่ิงท่ีอยู่ในข่ายเดียวกันนี้ โดยถือว่าการอุทิศในส่ิงดังกล่าวถือเป็นการอุทิศท่ีใช้ได้และ
ตลอดไป ถึงแม้จะมีการต้ังกาหนดเวลาไว้ก็ตาม ซ่ึงการตั้งกาหนดเวลาในถ้อยคาอุทิศถือเป็นโมฆะ อาทิเช่น
หากผูอ้ ทุ ศิ กล่าวว่า : “ฉันอุทิศท่ีดินของฉันแปลงนี้เป็นมัสญิดหรือเป็นสุสาน เป็นเวลาหนึ่งปี” การอุทิศน้ีถือว่า
ใช้ไดต้ ลอดไป ส่วนการตั้งกาหนดเวลาเอาไว้น้ันถอื เป็นโมฆะ
3. ตอ้ งระบุตัวผู้รับการอทุ ศิ ใหแ้ นช่ ดั ว่าอุทศิ ให้แกผ่ ้ใู ดหรือฝาุ ยใด
4. ตอ้ งไมม่ ีข้อแมใ้ ด ๆ หรอื ผูกพนั กบั การเกิดขน้ึ ของส่งิ หนึ่งสงิ่ ใด
5. จะตอ้ งมีผลบงั คับโดยทนั ที
อน่ึงมี เง่ือนไขในกรณีการอุทิศให้แก่ผู้รับการอุทิศท่ีถูกระบุตัวโดยเจาะจงแน่นอน ว่า ผู้รับการอุทิศ
จะต้องกล่าวคาสนอง (กอบูล) อยา่ งต่อเน่อื งกบั คาเสนอ (อีญาบ) ในการอทุ ศิ การอุทศิ จึงจะมผี ลใชไ้ ด้
ส่วนในกรณีที่ผู้รับการอุทิศมิได้ถูกเจาะจงตัวโดยแน่นอน เช่น อุทิศให้แก่บรรดาคนยากจน หรือให้แก่
มัสญิด เปน็ ตน้ การอทุ ิศนม้ี ีผลใช้ไดโ้ ดยไม่ต้องมคี าสนอง (กอบูล) ในการอุทศิ แต่อยา่ งใด
สิทธขิ์ องผู้อุทิศ ผู้อุทิศ (วากิฟ) ย่อมไม่มีสิทธิเอาผลประโยชน์จากสิ่งท่ีตนอุทิศ ยกเว้นในเรื่องการอุทิศ
ใหแ้ กม่ สั ญดิ หรอื สุสาน หรอื เป็นการอุทศิ บ่อนา้ ให้แก่ส่วนรวม ผู้อุทิศยังคงมีสิทธิเอาประโยชน์จากสิ่งที่ตนอุทิศ
ไดเ้ ช่นเดยี วกบั ชาวมสุ ลิม โดยท่ัวไป
ดังน้ันจึงเป็นที่อนุญาตสาหรับผู้อุทิศในการเข้าไปละหมาดในมัสญิดที่เขาได้ อุทิศไว้ ด่ืมน้าจากบ่อน้า
และฝ๎งศพของตนในสุสานท่ีได้อุทิศไว้ การอุทิศ (อัล-วักฟุ) เป็นข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทันที และมีข้อกาหนด
ต่างๆ เกิดขึ้นตามมาดังนี้ เม่ือได้กล่าว ถ้อยคาอุทิศท่ีถูกต้องออกไปแล้ว ผู้อุทิศจะไม่มีสิทธิตัดสินใจให้เป็น
อย่างอื่นอีกขณะที่ยังคงอยู่ในสถานที่ ที่กล่าวถ้อยคาอุทิศนั้น กรรมสิทธ์ิในส่ิงท่ีถูกอุทิศน้ัน ได้ย้ายออกจากผู้
อทุ ิศไปเปน็ กรรมสิทธข์ิ องพระองค์อัลลอฮฺ
ดังน้ันผู้อุทิศจึงไม่มีอานาจใด ๆ อีกในการโอนสิทธิส่ิงที่ถูกอุทิศไปให้ผู้อื่นแล้ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีการซ้ือ
ขาย หรอื ดว้ ยการยกให้ หรืออื่น ๆ ก็ตาม สิทธิในการเอาประโยชน์จากส่ิงที่ถูกอุทิศจะย้ายไปยังฝุายที่รับการ
อุทิศ ไม่ว่าจะเป็นฝุายท่ีถูกระบุเจาะจงแน่นอนหรือท่ัวๆ ไปก็ตาม ผลประโยชน์ของส่ิงที่ถูกอุทิศ ผลประโยชน์
ของ สิง่ ท่ีถูกอุทิศจะตกเป็นกรรมสิทธ์ิของผู้รับการอุทิศ ดังน้ันหากผู้รับการอุทิศถูกระบุตัวอย่างแน่ชัด เขาย่อม
มีสิทธิที่จะใช้ประโยชน์เหล่านั้นได้ด้วยตัวเขาเอง หรือโดยผ่านผู้อ่ืน ด้วยวิธีการให้ขอยืม หรือด้วยการให้เช่า
ตลอดจนผลประโยชน์จากสง่ิ ท่ีถูกอทุ ิศซงึ่ เกิดขึ้นในภายหลัง กจ็ ะตกเป็นกรรมสทิ ธข์ิ องเขาดว้ ยเช่นกัน

56 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ในกรณีที่มิ ได้ระบุตัวผู้รับการอุทิศไว้อย่างชัดเจน เช่น บรรดาคนยากจน เป็นต้น ผลประโยชน์ของสิ่ง
ท่ีถูกอุทิศจะไม่ตกเป็นของพวกเขา แต่พวกเขามีสิทธิเอาประโยชน์จากสิ่งท่ีถูกอุทิศให้เท่าน้ัน การจาหน่ายจ่าย
โอนสงิ่ ทถี่ ูกอุทิศไว้ ศาสนาไมอ่ นญุ าตให้จาหน่ายจ่ายโอนส่ิงที่ถูกอุทิศ ไม่ว่าจะด้วยการขายหรือซ้ือ หรือยกให้
หรือรับมรดก ไม่ว่าจากฝุายผู้อุทิศ หรือผู้รับการอุทิศ จะถูกระบุตัวแน่นอนหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งท่ีถูกอุทิศยังคง
เป็นกรรมสิทธ์ิของพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น โดยให้จ่ายผลประโยชน์ของมันไปยังผู้รับการอุทิศ และให้ปฏิบัติไป
ตามทผี่ อู้ ุทศิ ได้ระบุไว้อย่างสุดความสามารถ ทงั้ นมี้ หี ลักฐานระบใุ นอลั -หะดีษวา่

‫ َس ُز‬ْٛ ٠َ‫ّل‬َٚ ، ُ‫َ٘ة‬ْٛ ٠َ‫ّل‬َٚ ، ‫ثَا ُع‬٠َ‫أَٔٗ ّل‬
“แทจ้ รงิ ส่ิงท่ีถูกอุทิศนน้ั จะไม่ถูกขาย, จะไม่ถูกยกให้ และจะไม่ถกู สืบเปน็ มรดก”
(รายงานโดยบคุ อรี -2586- / มสุ ลมิ -1632-)
5.การยกให้
การยกให้ ( ‫ثح‬ٌٙ‫ )ا‬ตามหลกั ภาษา หมายถึง ของขวัญทีม่ ผี ูย้ กให้ โดยผรู้ ับไม่เคยมกี รรมสิทธ์ิในส่ิงนั้นมา
ก่อน การยกให้เป็นประโยชน์แก่ผู้รับ โดยความหมายตามหลักภาษาการยกให้จึงครอบคลุมถึงส่ิงของที่มีตัวตน
และไมม่ ตี ัวตน
ตามหลักศาสนา การยกให้ หมายถึง ข้อตกลงท่ีบอกแก่อีกฝุายหนึ่งให้เข้าครอบครองส่ิงของเป็น
กรรมสทิ ธโ์ิ ดยไมม่ คี า่ ตอบแทน ในขณะทผ่ี ูใ้ หย้ งั มชี ีวติ อยโู่ ดยสมคั รใจ
การยกให้ตามความหมายน้ีจะครอบคลุมถึงการให้ของกานัล ( ‫ح‬٠‫ذ‬ٌٙ‫ )ا‬และการทาทาน ( ‫)اٌصذلح‬
เพราะทั้งสองประการน้ีเป็นการเข้าครอบครองส่ิงของเป็นกรรมสิทธิ์โดยไม่มีสิ่งตอบแทนในขณะท่ีผู้ยกให้ยังมี
ชวี ติ อยูโ่ ดยสมัครใจด้วยเช่นกัน แม้ว่าการยกให้ การให้ของกานัล และการทาทานจะมีส่ิงแตกต่างกันอยู่บ้างใน
แงข่ องความหมายและขอ้ กาหนดก็ตาม
บัญญตั ิเรอ่ื งการยกให้
การยกให้ตามหลักศาสนา คือเป็นส่ิงท่ีควรกระทา ( ‫ )ِغرذة‬โดยมีหลักฐาน จากอัลกุรอาน อัลฮะ
ดีษ และอจิ มาอ์ ดงั นี้
หลักฐานจากอลั กรุ อาน
ความว่า และพวกท่านจงนามาให้แก่บรรดาสตรีซ่ึงค่าสมรส ดังนั้น หากพวกนางมีความพึงพอใจ( ใน
การมอบ) ส่ิงหนึ่งสิ่งใดจากค่าสมรสให้แก่พวกท่านแล้ว พวกท่านก็จงรับประทานมันยังเปรมปรีดิ์เถิด ( อันนิ
สาอฺ 4)
ในอายะฮฺดังกล่าวระบุว่า สิ่งท่ีพวกนางยกให้( จากค่าสมรสของพวกนาง) น้ันถือว่าสิ่งที่ฝุายชายได้มา
โดยชอบธรรม
หลกั ฐานจากฮะดษี รายงานจากทา่ นหญิงอาอชี ะฮฺ
ْٛ‫ّٕذ‬٠‫ا‬ٛٔ‫وا‬ٚ,‫ُ ِٕائخ‬ٌٙ ‫شاْ ِٓ الأٔصاس وأد‬١‫عٍُ ﺟ‬ٚ ٗ١ٍ‫ الله ػ‬ٍٝ‫ي الله ص‬ٛ‫لذواْ ٌشع‬

‫ٕا‬١‫غم‬١‫ف‬, ‫عٍُ ِٓ أٌثاء٘ا‬ٚ ٗ١ٍ‫ الله ػ‬ٍٝ‫ي الله ص‬ٛ‫سع‬

ความวา่ แทจ้ รงิ ปรากฏวา่ รอซลู ลุลลอฮฺมเี พื่อนบา้ นชาวอันซอรพวกเขามสี ัตว์ที่ให้น้านม ( เช่น อฐู
แพะ แกะ )อยูห่ ลายตัว ปรากฏว่าพวกเขามักจะนาน้านมขอมนั มามอบให้แก่รอซูลลลุ ลอฮฺ แลว้ ทา่ นก็นามาให้
พวกเราด่มื กัน( รายงานโดย บูคอรีและมสุ ลมิ )

นอกจากนี้นักนิติศาสตร์มีมติเห็นพ้องกันว่าการยกให้ทุกชนิดเป็นสิ่งที่ควรกระทา ( ‫)ِغرذة‬
เนือ่ งจากอยูใ่ นขอบข่ายช่วยเหลอื กนั

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 57

องค์ประกอบสาคญั และเงอื่ นไขการยกให้
การยกให้มีองค์ประกอบสาคัญ 3 ประการ ดงั นี้

1. ผู้ทาข้อตกลงสองฝ่าย คือ ผู้ยกใหแ้ ละผรู้ บั
เงอ่ื นไขของผยู้ กให้
- ต้องเปน็ ผูม้ ีกรรมสทิ ธิ์ในส่ิงของที่ยกให้นัน้
- ต้องเป็นผู้ท่ีมีคุณสมบัติในการทาบุญกุศลได้ กล่าวคือ ต้องบรรลุศาสนภาวะและมีสติสัมปชัญญะ

สมบรู ณ์
- มีความสามารถในการใชจ้ า่ ยทรัพย์สินของตนเองไดโ้ ดยอิสระ กล่าวคือ ต้องไม่เป็นผู้ท่ีถูกอายัดทรัพย์

เนือ่ งจากเหตคุ วามสรุ ยุ่ สุรา่ ยหรือเป็นบุคคลลม้ ละลาย

เง่ือนไขของผูร้ บั
ผรู้ บั ต้องเป็นผู้มคี ณุ สมบตั ิในการครอบครองส่ิงท่ีรับมาได้ ดังนั้น การยกให้แก่ทารกในครรภ์จึงถือว่าใช้
ไม่ได้ เพราะทารกในครรภ์ไม่สามรถครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ได้ด้วยความสมัครใจ ส่วนผู้ที่ยังไม่บรรลุศาสน
ภาวะหรอื มสี ติป๎ญญาไม่สมประกอบ ผ้ปู กครองของเขารับแทนให้แก่เขาได้และถือว่ามีผลใช้ได้

2. ถอ้ ยคาทใี่ ช้ในการยกใหแ้ ละการรับ
ถ้อยคาที่เป็นคาเสนอ ( ‫ذاب‬٠‫ )ا‬เช่น ฉันยกให้ท่าน ผมมอบให้คุณ หรือผมให้คุณครอบครองของส่ิงนี้
โดยไม่คิดราคา ถ้อยคาเหล่าน้ีเป็นคาเสนอที่ชัดเจนในการยกให้จึงไม่จาเป็นต้องมีการตั้งเจตนา ( ‫ح‬١ٌٕ‫ )ا‬ดังน้ัน
หากผู้กล่าวคาเสนอดว้ ยถอ้ ยคา
ส่วนถ้อยคาเสนอที่ไม่บ่งช้ีชัดเจนว่าเป็นการยกให้ เช่น ฉันให้ท่านสวมใส่ผ้าผืนน้ี ถ้อยคาเช่นนี้จะต้อง
อาศัยการต้งั เจตนา หากผูก้ ลา่ วมเี จตนายกใหก้ ็ถือเป็น เขา
สว่ นคาสนอง ( ‫ي‬ٛ‫ ) لث‬ได้แก่ คาพดู ทว่ี ่า ฉันรับ , ผมยินดี , ฉันรบั การยกให้
เง่อื นไขในการใชถ้ ้อยคาในการยกให้
- คาเสนอและคาสนอง ต้องติดตอ่ กนั โดยไม่มีถ้อยคาอนื่ มาคน่ั ระหวา่ งคาเสนอและคาสนอง
- ต้องไม่มีการต้ังเงื่อนไขใดๆ
- ต้องไม่มกี ารต้ังเง่ือนไขในวลา
เพราะการกาหนดเวลาถอื เปน็ เง่ือนไขที่ขัดกบั เจตนารมณ์ของขอ้ ตกลงยกให้ทีเ่ ป็นการเขา้ ครอบครอง
โดยอสิ ระทันที กรณยี กเวน้ การใช้ถอ้ ยคาในการยกใหท้ ่ีมกี ารระบุเงื่อนไขเวลา มี 2 รูปแบบทีอ่ นุญาต คือ
1.การยกให้แบบอลั -อุมรอ( ٜ‫)اٌؼّش‬หมายถึง การทีผ่ ใู้ ห้กล่าวแก่ผรู้ บั วา่ ฉันยกบา้ นหลงั นใี้ หท้ ่านชวั่
อายขุ องฉันหรือชว่ั อายุของทา่ น
2.การยกใหแ้ บบอรั -รุกบา ( ٝ‫ )اٌشلث‬หมายถึง การที่ผใู้ ห้กลา่ ววา่ บา้ นของฉนั เปน็ กรรมสทิ ธข์ิ องทา่ น
ตลอดไปหากวา่ ฉนั เสยี ชีวิตกอ่ นท่าน และถ้าหากท่านเสียชวี ติ ก่อนฉัน

ส่งิ ของที่ยกให้
นักวิชาการได้กาหนดหลักเกณฑใ์ นการพจิ ารณาคุณสบัติของสง่ิ ของท่ียกใหว้ ่าต้องเปน็ ส่ิงทส่ี ามารถทา

การซ้ือขายได้ ก็อนญุ าตในการยกใหไ้ ด้เหมือนกัน และจากหลกั เกณฑข์ ้อนี้ได้มกี ารกาหนดเงื่อนไขของการยกให้
ดงั นี้

-ต้องเปน็ สงิ่ ของท่ีมอี ยู่ขณะทาการยกให้
-ต้องเป็นทรัพย์สินทีม่ ีค่าและเปน็ ที่อนญุ าตตามหลักการศาสนา
-สง่ิ ของที่จะยกให้ตอ้ งเป็นกรรมสิทธ์ิของผ้ยู กให้

58 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

การยกใหถ้ ือว่ามีผลบงั คับด้วยการรบั
การกล่าวคาเสนอและคาสนอง จะยงั ไม่ทาใหข้ ้อตกลงการยกใหส้ มบรู ณแ์ ละยังไมม่ ีผลบังคบั ดังน้ันผู้

ยกให้จงึ ยังมสี ิทธ์ิกลับคาในเร่ืองการยกให้ และมสี ิทธ์ใิ ชส้ อยสิ่งของทจ่ี ะยกให้ ตราบใดทสี่ ิง่ นน้ั ยงั อยูใ่ นมือของ
ตน และกรมสิทธิใ์ นสง่ิ ท่ถี ูกยกใหจ้ ะยงั ไม่ตกเป็นของผูร้ บั จนกวา่ เขาจะไดร้ บั ไป

เม่อื ผรู้ ับไดร้ ับสง่ิ ของท่ีถูกยกให้ไปแล้วตามเงื่อนไขในการรับ ถือวา่ ข้อตกลงในการยกใหเ้ ปน็ อันสมบูรณ์
และมผี ลบังคบ และผ้รู บั ย่อมมกี รรมสทิ ธใ์ิ นสิ่งที่ถกู ยกใหต้ ามขอ้ ตกลง

เง่อื นไขในการรับ
การรับจะมผี ลใช้ได้ และการยกใหจ้ ะมผี ลบงั คบั ตามเงื่อนไขดงั น้ี
4. ต้องไดร้ บั อนญุ าตจากผใู้ ห้ดว้ ยคาพูดที่ชัดเจนหรอื ด้วยการสง่ สิ่งที่ยกใหแ้ ก่ผรู้ บั ด้วยมอื ของตน
5. สง่ิ ที่ถูกยกให้จะตอ้ งไม่ถกู นามาไปใช้รว่ มกบั ส่ิงท่ีไม่ได้ถูกยกให้
6. ผู้รบั ต้องเป็นผมู้ ีคุณสมบตั ิในการรบั กล่าวคือ ต้องบรรลุศาสนภาวะ และมสี ตสิ มั ปชัญญะสมบรู ณ์
เมอ่ื ข้อตกลงการยกใหส้ มบรู ณแ์ ละครบเง่อื นไขดังที่กล่าวมาข้างตน้ การยกให้จะมีผลบงั คับ คือ

กรรมสิทธ์ิในสิง่ ท่ีถูกยกใหย้ อ่ มตกเปน็ ของผ้รู ับโดยไมม่ สี งิ่ ตอบแทนและผู้ยกให้ยอ่ มไม่มสี ิทธ์ใิ นการเอาสิ่งทถ่ี ูก
ยกให้คืน แตม่ ขี ้อยกเว้นในกรณกี ารยกให้ของบิดามารดาแกบ่ ุตรของตน บิดามารดามีสทิ ธ์เิ อาส่งิ ที่ถูกยกใหแ้ ก่
บตุ รคืนได้ แม้ภายหลังข้อตกลงการยกให้สมบรู ณแ์ ล้วกต็ าม ดงั ปรากฏในฮาดษี ทว่ี า่

ٖ‫ٌذ‬ٚ ٟ‫ؼط‬٠ ‫ّا‬١‫اٌذ ف‬ٌٛ‫ا اّل ا‬ٙ١‫شﺟغ ف‬١‫ة ٘ثح ف‬ٙ٠ٚ‫أ‬, ‫ح‬١‫ ػط‬ٟ‫ؼط‬٠ ْ‫ذً ٌشﺟً أ‬٠ ‫ّل‬

ความว่า ไม่อนุญาตให้บุคคลใดมอบของขวญั หรือยกให้ แล้วเขาจะขอส่ิงนัน้ คืน ยกเว้นผู้เป็นบดิ า
ขอคนื ในสง่ิ ทเ่ี ขาไดย้ กใหแ้ กบ่ ุตรของตน( รายงานโดยตริ มซี ีและอาบูดาวดู )

ทง้ั น้ี ให้นาปูยุ ่าตายายและผ้ทู ่ีมีศักดิส์ ูงขน้ี ไปเทยี บเคยี งกับบิดามารดา และให้นาหลานเหลน และ
ผู้ท่ีมศี กั ด์ิต่าลงไปทียบเคยี งกับบตุ ร ในเรอ่ื งการขอส่ิงทยี่ กใหไ้ ปแล้วกลบั คนื
สาหรับบดิ ามารดาย่อมไมม่ ีสิทธิใ์ นการเรยี กสง่ิ ท่ีไดย้ กให้บุตรของตนไปแลว้ กลับคืนในกรณีทส่ี ่งิ ท่ีถูกยกใหน้ นั้ ได้

หลุดพน้ จากอานาจการปกครองของบุตรและไมม่ ีกรรมสิทธ์ิในสิง่ นน้ั แลว้ เช่น การขายท่ลี ุล่วง หรอื การ

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 59

ใบงานท่ี 7

เรอื่ ง สาธารณกศุ ล (อัลวกั ฟฺ) การอุทศิ

1.อธิบายความหมายของการสาธารณกศุ ล /อทุ ศิ พร้อมหลกั ฐาน

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

2.อภิปรายองค์ประกอบของสาธารณกศุ ล (อัลวกั ฟฺ)/อุทิศ มาพอเขา้ ใจ

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..…
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ชอ่ื .................................................สกลุ .......................................................กลมุ่ ...............................

60 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย

บทท่ี 3
มูนากาฮาต ( ‫)مناكحات‬

มุนากะฮาต ( ‫ )مناكحات‬หมายถงึ หลกั การที่เกี่ยวขอ้ งกบั เรอื่ งการแต่งงานและครอบครวั
1. การแต่งงาน ( ‫)النكاح‬

การแตง่ งาน การสมรสหรอื นิกาห์
การสมรสหรือนิกาห์ ตามทัศนะอิสลามนั้นมีความสาคัญและเป็นส่ิงท่ีถูกบัญญัติ เพ่ือเป็นการสืบ
เผ่าพันธ์ุมนุษยชาติ และเป็นการสร้างความบริสุทธ์ิให้แก่คู่สามีภรรยาจากการประพฤติผิดสิ่งที่ศาสนาบัญญัติ
ห้ามเอาไว้ ตลอดจนเป็นการสร้างครอบครัวซ่ึงระบอบทางสังคมจะมีความสมบูรณ์ได้ด้วยครอบครัวท่ีมีหลักคา
สอนของศาสนาและศลี ธรรมอนั ดเี ป็นสิ่งควบคุมพฤตกิ รรมของสมาชกิ ในครอบครัว
ความหมายและความสาคญั
การสมรส ตามหลักภาษาหมายถึง การรวมหรือการมีเพศสัมพันธ์หรือการทาข้อตกลง ในขณะที่การ
สมรสตามคานิยามดา้ นวิชาการ หมายถึง การผูกนิติสัมพันธ์สมรสระหว่างชายหญิง เพื่อเป็นสามีภรรยาโดยพิธี
สมรส
มีหลักฐานมากมาย ไม่ว่า จะเป็นตัวบทของอัลกุรฺอาน, หะดีษ และอิจญ์มาอฺซ่ึงส่งเสริมเรื่องดังกล่าว
เช่น อัลลอฮไ์ ดโ้ องการไวค้ วามวา่

“ดังน้ันสูเจ้าท้ังหลายจงสมรสกับสตรีท่ีเป็นท่ีพึงพอใจสาหรับสูเจ้าทั้งหลาย สองคน สามคน และสี่คน
ดังน้ันหากสูเจ้าท้ังหลายเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความเป็นธรรม(ระหว่างพวกนางได้) ก็จงสมรสกับสตรีคน
เดยี ว” (อนั -นสิ าอฺ: 3)

ท่านนบีมฮุ ัมมัด ได้กลา่ วไว้ความว่า

“โอ้บรรดาคนหนุ่มทั้งหลาย ผู้ใดจากพวกท่านมีความสามารถในค่าใช้จ่ายของการสมรส ผู้น้ันก็จง
สมรสเถิดเพราะการสมรสคือสิ่งที่ทาให้สายตาน้ันลดต่าลงเป็นท่ีสุด และเป็นการปูองกันอวัยวะเพศได้ดีที่สุด
และผู้ใดไมม่ คี วามสามารถ ก็ใหผ้ ้นู น้ั ถือศีลอดเถิด เพราะการถอื ศีลอดคือการลดทอนกาหนัดสาหรบั ผู้นนั้ ”

และอิจมาอ์ซึ่งประชาชาติมุสลิมต่างก็เห็นพ้องเป็นมติเอกฉันท์ว่าการสมรสเป็นส่ิงท่ีถูกบัญญัติตาม
หลกั การของศาสนา

ถึงแม้หลักฐานข้างต้นจะยืนยันว่าอิสลามส่งเสริมการสมรส แต่นักปราชญ์อิสลามได้พิจารณาถึงข้อช้ี
ขาดของการสมรสซึง่ อาจจะมีความแตกต่างกนั ไปตามสถานภาพและสภาวะของบุคคล ดังนี้

- เป็นสิ่งจาเป็น(ฟัรฎู) ในกรณีเมื่อบุคคลมั่นใจว่าตนจะตกไปสู่การผิดประเวณี(ซินา) หากไม่ทาการ
สมรสและบุคคลผู้นั้นมีความสามารถในการจ่ายค่าสินสอด(มะฮัร)และค่าเลี้ยงดูภรรยาตลอดจนดารงสิทธิและ
หนา้ ทตี่ ามที่ศาสนากาหนดเอาไว้

เป็นส่ิงต้องห้าม(หะรอม) ในกรณีเมื่อบุคคลม่ันใจว่าตนจะอธรรมต่อสตรีและประทุษร้ายต่อนางเม่ือ
เขาได้สมรสกับนาง โดยบุคคลผู้น้ันไร้ความสามารถจากการรับภาระในค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องและผูกพัน
กับการสมรส

เป็นส่ิงทีน่ ่ารงั เกยี จ(มักรฮู ฺ) ในกรณีที่เกรงว่าบุคคลจะมพี ฤติกรรมดังเช่นในข้อที่ 2 แต่ไม่ถึงข้ันแน่นอน
ว่าจะตอ้ งเป็นเชน่ น้นั หรอื บุคคลผู้น้นั มขี อ้ บกพรอ่ ง เชน่ ชราภาพ มโี รคเรือ้ รงั เป็นตน้

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 61

เป็นสิ่งท่ีส่งเสริม (มุสตะหับ) ในกรณีที่บุคคลไม่มีสภาพหรือพฤติกรรมดังท่ีกล่าวมาในข้อ 3 ข้อแรก
แต่นักปราชญ์อิสลาม ถือว่าการสมรสในกรณีน้ี บุคคลมีสิทธิที่จะเลือกได้ระหว่างการสมรสหรือไม่สมรส และ
กรณีท่ีไม่สมรสแลว้ ใชเ้ วลาไปในการประกอบศาสนกจิ และแสวงหาความรู้กย็ ่อมถือวา่ ดีกว่า

2. อัล-คิฏบะฮฺ การสูข่ อ/ การหมัน้ ( ‫)الخطبة‬

การหมั้นหรือการสู่ขอ ตามทัศนะกฎหมายอสิ ลาม หมายถึง การแสดงความจานงในการสมรสกับสตรีผู้
หนึ่งซ่ึงสามารถแจ้งให้สตรีหรือผู้ปกครองฝุายหญิงรับทราบถึงสิ่งดังกล่าว ซ่ึงการแจ้งให้ทราบนี้อาจจะเกิดข้ึน
อย่างสมบูรณ์โดยตรงจากฝุายชาย ผู้สู่ขอหรือผ่านคนกลางก็ได้ ดังน้ันหากสตรีหรือผู้ปกครองตอบตกลง การสู่
ขอระหว่างบุคคลทั้งสอง ก็เป็นอันสมบูรณ์ และจะมีหลักการและผลพวงของการหม้ันตามหลักการศาสน
บญั ญัติเกิดขนึ้ ตามมา
คณุ สมบตั ิของสตรที คี่ วรสขู่ อ
สานกั คิดชาฟิอยี ์และฮมั บาลีย์มที ัศนะวา่ สตรีทค่ี วรสู่ขอควรมีคณุ สมบตั ิดังนี้

(1) มศี าสนธรรม
(2) ลกู ดก(คาดว่าอนั เนื่องจากตระกลู )
(3) โสด(ไมเ่ คยผา่ นการสมรส)
(4) ครอบครวั ที่มีศาสนธรรมและดาเนนิ ชีวติ อย่างพอเพยี ง(เปน็ ทท่ี ราบกนั โดยบุคคลทวั่ ไป)
(5) ตระกูลดี
(6) สวย
(7) มใิ ชญ่ าตใิ กล้ชิด
(8) มคี วามเหมาะสมกัน
เงอื่ นไขการสูข่ อ
สาหรับเงอ่ื นไขซึง่ อนุญาตใหท้ าการสู่ขอไดน้ ้นั มี 2 ประการ กลา่ วคอื
- จะตอ้ ง ไมเ่ ป็นสตรตี อ้ งหา้ มตามศาสนบญั ญัติและ
- ไม่ใชค่ ู่หมนั้ ของผอู้ นื่
โดยสามารถใช้ถ้อยคาที่ชัดเจนเช่นกล่าวว่าผมต้องการสมรสกับเธอ หรือ เม่ือช่วงเวลาการครองตน
(อิดดะฮฺ) ของเธอส้ินสุดลง ผมจะสมรสกับเธอ เป็นต้นหรือคากล่าวที่ไม่ชัดเจนเช่นกล่าวว่า“เธอเป็นคนสวย”
หรือ “บางทอี าจมคี นสนใจเธอนะ่ ”เปน็ ตน้
ผลพวงของการสูข่ อ
สาหรับผลพวงของการสขู่ อนัน้ เหมอื นกบั ความสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานระหว่างชายกับหญิงท่ัวไปท่ียัง
ไม่สมรสและไม่อนุญาตให้มีนิติสัมพันธ์ใดๆระหว่างทั้งสองเสมือนคนท่ีสมรสไม่ว่าจะเป็นการอยู่สองต่อสองกับ
สตรผี ู้ถูกส่ขู อ หรอื การไปไหนมาไหนกันสองตอ่ สองอนั เน่อื งมาจากการสู่ขอหรือการหม้ันมิใช่การสมรส แต่เป็น
เพียงข้อสญั ญาวา่ จะมีการสมรส จงึ ไมม่ ีผลใด ๆ จากหลกั การสมรสเกดิ ขนึ้ ตามมา

การยกเลกิ การสู่ขอ
นกั ปราชญ์จากสานักคิดชาฟิอีย์และฮัมบาลีย์มีทัศนะว่าอนุญาตให้ฝุายชายผู้สู่ขอ หรือฝุายหญิงท่ีถูกสู่

ขอ ยกเลิกการสู่ขอหรือการหม้ันได้ ในกรณีท่ีมีความจาเป็น ส่วนในกรณีท่ีมีการมอบของขวัญหรือของกานัล
ให้แกฝ่ ุายหญงิ ท่ถี ูกสู่ขอแลว้ มกี ารยกเลิกการหมั้นในภายหลัง ฝาุ ยชายกย็ ่อมไม่มสี ิทธใิ นการขอคนื สิง่ ดังกลา่ ว
องคป์ ระกอบของการสมรส

การสมรสท่สี มบูรณ์จะตอ้ ง มอี งค์ประกอบหลัก 5 ประการดว้ ยกนั
1.การกลา่ วคาเสนอ (อีญาบ) และคาสนองรับ (กอบลู )

62 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

2.ฝุายชาย (เจา้ บา่ ว)
3. ฝุายหญิง (เจา้ สาว)
4. ผูป้ กครองฝุายหญงิ (วล)ี
5. พยาน 2 คน
ท้ัง 5 องค์ประกอบจะมเี งือ่ นไขและรายละเอียดของการสมรสดังน้ี
1. เง่ือนไขและรายละเอยี ดของคากลา่ วของคาเสนอ (อญี าบ) และคาสนองรบั (กอบูล)
การกล่าวคาเสนอ(อีญาบ) หมายถึงการเปล่งวาจาเสนอการสมรสของผู้ปกครอง(วลี) ฝุายหญิง หรือผู้
ได้รับมอบหมายแล้วแต่กรณี อาทิเช่น ผู้ปกครองฝุายหญิงกล่าวกับเจ้าบ่าวในขณะทาการสมรสว่า: ผมทาการ
สมรสทา่ นกับบุตรขี องฉนั ดว้ ยสินสอดสองแสนบาท เปน็ ต้น
ในขณะที่การกล่าวคาสนองรับ (กอบูล)หมายถึง การเปล่งวาจาสนองรับการสมรสของฝุายชาย ,
ตัวแทนฝุายชายหรือผู้ปกครองฝุายชายในกรณีที่ฝุายชาย(เจ้าบ่าว) ยังไม่บรรลุศาสนภาวะ หรือ วิกลจริต
แล้วแต่กรณี อาทิเช่น ฝุายชาย (เจ้าบ่าว)กล่าวตอบผปู้ กครอง (วล)ี ฝุายหญิงในการสมรสวา่ ผมรับการสมรสกับ
บตุ รขี องท่านด้วยสนิ สอดดังท่รี ะบไุ ว้ข้างตน้ เปน็ ต้น

ในขณะที่คากล่าวดังกลา่ วจะตอ้ งอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังน้ี
1) ต้องใช้ถอ้ ยคาท่บี ่งถึงการสมรส
2) ถอ้ ยคาชดั เจน
3) คากลา่ วของทั้งสอง ต้องติดตอ่ กนั
4) ผู้กล่าวจะต้องมีคุณสมบัติบริบูรณ์ของการสมรส ตามศาสนบัญญติ จวบจนการกล่าวคาสนอง
และรบั เสร็จสน้ิ
5) สานวนท้ังสองจะต้องไม่อ้างอิงการทาข้อตกลงยงั เวลาอนาคตหรอื มีเง่ือนไขผูกพัน
6) สานวนทัง้ สองต้องไมม่ ีกาหนดเวลา

เงอ่ื นไขของฝ่ายชาย (เจ้าบา่ ว)
ฝุายชาย (เจา้ บ่าว) ต้องมีคุณสมบัติตามเงือ่ นไขดังต่อไปนี้
1. ต้องเป็นมุสลิมท่ีศาสนาอนุญาตให้ฝุายหญิงสมรสด้วย กล่าวคือ ต้องไม่เป็นบุคคลท่ีห้ามมิให้

ฝาุ ยหญงิ สมรสด้วย (มฮุ ฺรอม)
2. ตอ้ งเปน็ บคุ คลท่ีถกู เจาะจงตวั (มุอยั -ยัน)
3. ฝุายชายต้องไม่อยใู่ นภาวะของการครองอหิ รฺ อม ฮจั ยห์ รืออมุ เราะห์

เงอื่ นไขของฝา่ ยหญิง(เจ้าสาว)
ฝาุ ยหญงิ (เจา้ สาว)ตอ้ งมคี ุณสมบัติตามเงื่อนไขดงั ต่อไปนี้
1. ปราศจากข้อห้ามในการสมรสด้วย กล่าวคือ ต้องไม่เป็นบุคคลท่ีห้ามมิให้ฝุายชายสมรสด้วย
(มุฮฺรอมะฮ)ฺ หรือเป็นภรรยาของชายอน่ื หรืออย่ใู นชว่ งการครองตน(อดิ ดะฮฺ)
2. ต้องเป็นบุคคลที่ถูกเจาะจงตวั (มุอยั -ยะนะฮ)ฺ
3. ฝาุ ยหญิง (เจ้าสาว) ตอ้ งไม่อยใู่ นภาวะของการครองอหิ ฺรอมฮจั ญ์หรอื อุมเราะฮฺ
อน่ึงส่วนในกรณขี องสตรีที่เป็นชาวแห่งคัมภีร์ น้ันอนุญาตให้ชายมุสลิมสมรสกับนางได้โดยมีเง่ือนไขว่า

นางต้องถอื ในศาสนาแห่งชาวคัมภีร์ตามบรรพบุรุษของนางก่อนหน้าการบิดเบือนหลักคาสอนในศาสนาท้ังสอง
นั้น โดยการสมรสกับนางไม่มีผลทาให้นางเปน็ อสิ ลามิกชนแต่อย่างใด

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 63

เงอ่ื นไขและคณุ สมบัติของผู้ปกครองฝ่ายหญิง
ผู้ปกครองฝุายหญิง (วลี) หมายถึง ชายผู้ทรงสิทธิในการประกอบพิธีสมรสให้แก่ฝุายหญิง ท้ังน้ี ห้ามมิ

ให้สตรีประกอบพิธีสมรสตนเองหรือบุคคลอ่ืนโดยไม่มีผู้ปกครอง(วลี) และแม้ว่าผู้ปกครอง (วลี) จะยินยอมก็
ตาม จงึ ให้ประกอบพธิ ีสมรสได้แต่โดยผา่ นทางผู้ปกครอง(วลี) เทา่ นัน้

สาหรับฝุายชายมีสิทธิประกอบพิธีสมรสด้วยตนเอง หรือมอบให้ชายอ่ืนทาหน้าแทนตนได้ ฝุายชาย
จาเป็นต้องมีผู้ปกครอง (วลี) ก็ต่อเม่ือฝุายชายยังไม่บรรลุศาสนภาวะหรือบรรลุศาสนภาวะแล้วแต่วิกลจริต
เพราะอัลลอฮไฺ ด้บอกในโองการไว้ ความว่า

“และเม่ือสูเจ้าท้ังหลายได้หย่าบรรดาสตรี (ผู้เป็นภริยา) แล้วพวกนางก็ถึงกาหนดเวลา(อิดดะฮฺ) ของ
พวกนาง สเู จา้ ทัง้ หลายกจ็ งอยา่ ห้ามพวกนางในการท่ีพวกนางจะสมรสกบั บรรดาสามีของพวกนางเม่ือพวกเขามี
ความพงึ พอใจระหว่างกันโดยชอบธรรม...” ( อลั บะกอเราะฮฺ : 232)

ท่านนบีมุฮัมมดั ได้กล่าวไว้ว่า ً‫لا نكاح إلا بول‬

ความว่า “ไม่มีการสมรสนอกจากตอ้ งมผี ปู้ กครอง( วลี )”

ผปู้ กครอง (วล)ี จาเป็นต้องมีคุณสมบัตติ ามเง่อื นไขดังต่อไปนี้ คือ
1. เปน็ มุสลมิ
2. มคี วามยุตธิ รรม
3.บรรลุศาสนภาวะ
4. มสี ตสิ มั ปชญั ญะสมบูรณ์
5. ปราศจากข้อตาหนิที่ทาให้การพิจารณาบกพร่อง อาทิเช่น ชราภาพจนเลอะเลือน, หรือมีจิตฟ่๎น
เฟือน
6.ไมเ่ ป็นผู้ถูกจากัดสิทธเิ นื่องด้วยการใช้จ่ายทรัพย์ท่ีสุรุย่ สรุ ่าย
7. ไมเ่ ปน็ ทาส
8. เปน็ ชาย
9. ตอ้ งไม่อยู่ในภาวะของผ้คู รองอิหฺรอมฮัจญ์หรืออมุ เราะห์

ลาดับของผูป้ กครองฝา่ ยหญิง
ลาดบั ผู้ปกครอง (วลี) มีดงั นี้
1) บิดา
2) ปูุ (คือบิดาของบดิ า)
3) พี่ชายหรอื น้องชาย ที่ร่วมบิดามารดา
4) พช่ี ายหรือน้องชาย ที่ร่วมแต่บดิ า
5) บุตรชายของพ่ีชายหรือน้องชาย ทร่ี ว่ มบดิ ามารดา
6) บตุ รชายของพี่ชายหรอื น้องชาย ที่รว่ มแต่บดิ า
7) พ่ีชายหรือน้องชายของบดิ า ท่รี ่วมบิดามารดา
8) พช่ี ายหรอื น้องชายของบิดา ที่ร่วมแต่บิดา
9) บุตรชายของพช่ี ายหรือน้องชายบิดา ท่รี ว่ มบดิ ามารดา
10) บุตรชายของพช่ี ายหรือน้องชายบิดา ทรี่ ว่ มแต่บิดา
11) ทายาทชายทรี่ ับมรดกกันได้ ตามศาสนบัญญัติ

64 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

12) ประมุขของรัฐอสิ ลาม (สุลฏอน) หรือฮากมิ คือ ผูซ้ งึ่ ไดร้ ับการแตง่ ตงั้ จากประมุขของรัฐอิสลามให้มี
ตาแหน่งเปน็ ผู้ช้ขี าดหรือตดั สนิ คดีความโดยทวั่ ไป (กอฎี ) เพราะทา่ นนบมี ฮู ัมมัดได้กล่าวไว้ความว่า ประมุขนั้น
เปน็ ผปู้ กครองฝาุ ยหญิงสาหรบั ผู้ไมม่ ีผู้ปกครอง

ประเภทของการเป็นผู้ปกครอง (‫)الولاٌة‬

การเปน็ ผู้ปกครองในการสมรสมี 2ประเภท คือ
1) การเป็นผู้ปกครองโดยมีสิทธิบังคับ(วิลายะฮฺ-อิจฺญ์บารฺ) เป็นสิทธิเฉพาะผู้เป็นบิดาและปูุของฝุาย
หญงิ เท่านั้น โดยบคุ คลท้งั สองมีสิทธิในการทาการสมรสฝาุ ยหญิง โดยไมต่ อ้ งขออนญุ าตฝาุ ยหญิง
2) การเป็นผู้ปกครองโดยมีสิทธิเลือก(วิลายะฮฺ-อิคฺติยาร) คือการเป็นผู้ปกครองของผู้ปกครอง
ตามลาดับทก่ี ลา่ วมาทัง้ หมดในการทาพิธีสมรสสตรีท่ีผ่านการสมรสแล้ว ซ่ึงผู้ปกครอง (ถึงแม้ว่าจะเป็นบิดา) ไม่
มสี ทิ ธใิ นการทาการสมรสนาง เว้นเสยี แตด่ ้วยการขออนุญาตและความพอใจของนางเท่านัน้

คณุ สมบตั ิและเงอ่ื นไขของพยานในพธิ ีสมรส
การสมรสน้นั ต้องกระทาต่อหน้าพยานตง้ั แต่สองคนขน้ึ ไป จงึ จะมีผลสมบูรณต์ ามหลักการศาสนบัญญัติ

ซ่งึ พยานแตล่ ะคนน้นั จะต้องมีคณุ สมบตั ดิ ังตอ่ ไปน้ี คอื
1. เป็นมุสลิม
2. เป็นชาย
3. มีสตสิ มั ปชญั ญะ
4. บรรลศุ าสนภาวะ
5. มคี วามยตุ ธิ รรม แมเ้ พยี งภายนอกก็ตาม
6.ไมห่ ูหนวกและตาบอด
7.เปน็ เสรชี น มใิ ชท่ าส
8.ตอ้ งเขา้ ใจในความหมายของภาษาทีใ่ ช้ในการทาพิธสี มรส ทงั้ นเ้ี พราะเปูาหมายจากการเป็นพยานนั้น

คือเข้าใจคาพดู ของผทู้ าข้อตกลงในพธิ ีสมรสท้งั สองฝาุ ย

สินสอด
สินสอด ตามหลักศาสนบญั ญัติหมายถึง ทรัพยซ์ ง่ึ ฝุายชายจาเป็นจะต้องให้แก่หญิงคู่สมรส แต่มันก็มิใช่

องค์ประกอบหลักของการสมรส หรือเงื่อนไขในองค์ประกอบดังกล่าว เพียงแต่จะมีผลด้านนิติบัญญัติหากฝุาย
ชายปฏิเสธการใหส้ ินสอดแก่ฝาุ ยหญิง ท่ีสาคัญส่งเสริมให้ขานจานวนของสินสอดในการประกอบพิธีสมรส ท้ังน้ี
เพื่อเป็นการปูองกนั ป๎ญหาพิพาททจ่ี ะเกิดขนึ้ ระหวา่ งค่สู มรสทั้งสอง อัลลอฮฺไดโ้ องการไว้

ความว่า “และสูเจ้าทั้งหลายจงนามาให้แก่บรรดาหญิง (คู่สมรส) ซึ่งสินสอดของพวกนางด้วยความ
เตม็ ใจ”(อนั -นสิ าอฺ : 4)
ในขณะทีท่ า่ นนบี มฮุ มั มัดจะทาการสมรสใหช้ ายผหู้ นึง่ ทา่ นได้กลา่ วแก่ชายผูน้ ั้น กลา่ ววา่

“ท่านจงมอบอาภรณ์แก่นาง” ชายผู้น้ันกล่าวว่า “ฉันไม่มี” ท่านนบี กล่าวว่า :ท่านจงมอบให้แก่นาง
ถงึ แมว้ ่าจะเปน็ แหวนท่ีทาจากเหลก็ ก็ตาม”

สิทธิและอตั ราของสนิ สอด
สินสอดเป็นสิทธิของฝุายหญิงเพียงผู้เดียว ซึ่งย่อมมีสิทธิที่จะจัดการอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะยกให้

ผูป้ กครอง ญาติ,บรจิ าคเพ่ือสาธารณประโยชน์ หรอื แมก้ ระทั่งมอบกลับคืนใหก้ บั สามีกไ็ ด้
ศาสนบัญญัติมิได้กาหนดอัตราสินสอดที่แน่นอน เพียงแต่ให้เป็นทรัพย์ หรือสิ่งที่สามารถแลกเปล่ียน

เป็นทรพั ยไ์ ด้ หรอื เปน็ ประโยชนก์ ็ตามเชน่ การสอนอัลกุรอาน เป็นต้น

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 65

หน้าทีข่ องสามีภรรยา
ก.หน้าทีข่ องสามตี ้องปฏิบัติตอ่ ภรรยา

1) มอบสินสอดให้แกภ่ รรยา ภายหลงั การประกอบพธิ สี มรสเสร็จสิ้นสมบรู ณ์
2) จ่ายป๎จจัยยังชีพ (นะฟะเกาะฮฺ)แก่ภรรยาตามฐานานุรูปและกาลังความสามารถ อาทิเช่น อาหาร
และเครื่องนงุ่ หม่ เปน็ ตน้ ท้ังนใ้ี ห้พิจารณาประเพณนี ิยมเปน็ หลัก
3) ใช้ชวี ติ ค่กู ับภรรยาโดยดี
4) ให้ความรู้แก่ภรรยาในเรื่องที่เก่ียวกับหลักศาสนบัญญัติที่จาเป็นอีกทั้งต้องใช้ให้ภรรยาปฏิบัติตาม
หลกั คาสอนและมารยาทของศาสนาโดยเคร่งครดั
5) ให้ความเป็นธรรมระหวา่ งภรรยาดว้ ยกนั ในกรณที ีส่ ามมี ีภรรยามากกวา่ 1 คน ไม่ว่าจะเป็น อาหาร,
เคร่ืองด่มื , เครื่องนุ่งห่ม, ท่ีพักอาศยั และการร่วมหลบั นอน
6) ตอ้ งไม่นาความลบั ซึง่ เป็นขอ้ ตาหนิของภรรยาไปเผยแผ่ต่อผู้อ่นื
7) ให้คาปรึกษาแกภ่ รรยาในเร่อื งทเี่ ก่ียวกับครอบครวั และชว่ ยเหลอื ภรรยาของตนในงานบ้าน
ข.หนา้ ทีข่ องภรรยาต่อสามี
1) เช่อื ฟ๎งสามใี นส่ิงที่ไมฝ่ ุาฝนื ตอ่ หลักคาสอนของศาสนบัญญัติ
2) รักษาเกยี รติและศักด์ศิ รขี องสามี
3) อยใู่ นบ้านของสามี ไมอ่ อกนอกบา้ นเวน้ แตส่ ามอี นุญาต
4) ดูแลความเรยี บร้อยภายในบา้ นของสามแี ละรับผดิ ชอบลกู ๆ ของสามีตลอดจนทรัพย์สินของสามี
5) ปฏบิ ัติดีกับญาตฝิ ุายสามี
การขาดจากการสมรส
การขาดจากการสมรสตามกฎหมายอิสลาม มี 5 กรณีดังน้ี คือ
1) สามีหรอื ภริยาตาย
2) การหย่า
3) ฟูองหย่า (ฟะซัค)
4) พธิ สี าบาน
5) ตดั รฟ์ ะซคั

3.การหยา่ ( ‫)الطلاق‬

ความหมายการหยา่ ในภาษาอาหรับ เรียกวา่ (al– Talak ) แปลว่า : การแก้, การปลด, การปล่อย
และการหลุด

ความหมายตามศาสนบัญญัติ หมายถึง : การยกเลิกพันธะท่ีมีขึ้นจากการสมรสด้วยเหตุผลใดเหตุผล
หนึ่งหรือการยกเลกิ พันธะทม่ี ีขนึ้ จากการสมรสดว้ ยคาหย่าหรือคาที่แสดงถึงการหยา่

โดยหลักศาสนบัญญัติแล้วอนุญาตให้มีการหย่าได้ แต่ เป็นส่ิงท่ีไม่ควรกระทา เว้นแต่ว่ามีความจาเป็น
ถงึ ทสี่ ุด ยากตอ่ การหลกี เลย่ี งไดเ้ พ่ือแกป้ ญ๎ หาครอบครวั เพราะมันเปน็ ส่ิงท่ีอัลลอฺทรงโกรธกริ้วถึงแม้พระองค์จะ
อนุญาต ด่ังทีท่ ่านนบีมุฮัมมัด ได้กลา่ วไว้ความว่า

“ส่งิ อนมุ ัตอิ ันเป็นท่ีโกรธกรว้ิ มากทสี่ ุดยงั อัลลอฮฺ คอื การหย่าร้าง”

องค์ประกอบหลักการหย่า
การหย่า มีองค์ประกอบหลัก 5 ประการ คือ ผู้หย่า ผู้ถูกหย่า ถ้อยคาหย่า อานาจ(ภรรยายังคงอยู่ใน

ปกครองของสามี) และตง้ั ใจโดยมีเงือ่ นไขดังน้ี

66 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

1. ผู้หย่า นั้นคือ สามีน้ันจะต้องผู้มีคุณสมบัติตามเกณฑ์บังคับของศาสนา กล่าวคือ บรรลุศาสนภาวะ,
มีสตสิ ัมปชัญญะ และไมถ่ ูกบังคบั และการหย่าเปน็ สิทธิของผู้เป็นสามเี ท่านัน้

2. ผู้ถูกหย่า คือ ภรรยาต้องเป็นผู้มีความสัมพันธ์ในการสมรสอย่างแท้จริงที่ผูกสัมพันธ์นางกับสามี
ผหู้ ย่า กลา่ วคือ ภรรยายงั คงอยูใ่ นปกครองของสามี ดงั น้นั การหย่าสตรีท่มี ิใชภ่ รรยาของชายผู้หยา่ หรือการหย่า
สตรีทข่ี าดจากสามีไปแลว้ ดว้ ยการหย่า 3 ครัง้ หรือด้วยการยกเลิกนิติสัมพันธ์สมรส (ฟะซัค) จึงไม่มีผลแต่อย่าง
ใดและการอยา่ น้ันจะต้องใชถ้ อ้ ยคาที่บ่งช้ถี ึงการหยา่

3. ถ้อยคาที่บง่ ช้ีถึงการหย่า ซ่งึ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภทคอื
ก. การหย่าดว้ ยถอ้ ยคาที่ชดั แจ้ง (อศั -ศอ่ รีห)ฺ กล่าวคือ เป็นถ้อยคาที่ไม่อาจตีความเป็นอ่ืนนอกจากการ
หย่าเท่าน้ัน อาทิเช่น คุณถูกหย่าแล้ว หรือ ผมหย่าคุณ เป็นต้น การหย่าด้วยถ้อยคาประเภทนี้ ถือเป็นผลทันที
เมอ่ื ฝุายสามีไดเ้ ปลง่ วาจาออกมาโดยไมต่ อ้ งมเี จตนาเปน็ เง่ือนไข
ข. การหย่าด้วยถ้อยคาท่ีไม่ชัดแจ้ง (อัล-กินายะฮฺ) กล่าวคือ เป็นถ้อยคาท่ีตีความว่าเป็นการหย่าหรือ
ไม่ใช่การหย่ากไ็ ด้ อาทิเชน่ “คณุ จงกลับไปอย่กู ับครอบครวั ของเธอ” หรือ “คุณจงไปไกล ๆ ฉัน” การใช้ถ้อยคา
ประเภทนี้ ในการหยา่ นีจ้ ะไม่เปน็ ผลนอกเสียจากเมื่อฝาุ ยสามีมีเจตนา (เนยี ต) ในการหยา่ เท่าน้ัน

ประเภทของการหยา่
ประเภทของการหย่าในกรณีว่า สามารถคืนดี (รอจญฺ ์อะฮ)ฺ ไดห้ รอื ไม่ แบ่งออกเปน็ 3 ประเภท คอื

1.การหย่าแบบคืนดีได้ (ً‫ )الطلاقُالرجع‬คือ การหย่าที่สามีและภรรยาคืนดีกันได้ โดยไม่ต้อง

ประกอบพิธีสมรสใหม่ และไม่ต้องจ่ายค่าสินสอดอีก ตราบเท่าท่ีภรรยาอยู่ในช่วงการครองตน (อิดดะฮฺ) ดัง
ที่อัลลอฮฺได้โองการไว้ ความว่า “และบรรดาสามีของพวกนางน้ันเป็นผู้มีสิทธิเป็นท่ีสุด ด้วยการนาพวกนาง
คืนกลับมาในส่ิงดังกล่าว (คือการคืนดีในช่วงที่พวกนางยังคงอยู่ในช่วงการครองตน)หากพวกเขาปรารถนาการ
ประนีประนอม” (อัลบะกอเราะฮฺ : 228)

เงือ่ นไขสาหรบั การหย่าประเภทนี้มดี ังน้ี
ก. การหยา่ ของสามนี ัน้ ตอ้ งเกดิ ข้ึนภายหลังการร่วมหลับนอนกบั ภรรยา
ข. ภรรยาทถี่ กู หยา่ จากสามยี ังคงอยู่ในชว่ งเวลาการครองตน(อิดดะฮฺ)
ค. การหย่าของสามีต้องเป็นการหย่าท่ียังไม่ครบ 3 คร้ัง กล่าวคือเป็นการหย่า 1 คร้ัง หรือ 2 ครั้ง
เทา่ น้นั การหย่าท่ีเกดิ ขึ้นต้องไม่ใชก่ ารหย่าโดยมสี ินจา้ ง(คลุ ุอ)ฺ
2. การหย่าที่คืนดีไม่ได้แบบบาอินเล็ก ( ‫ )ُالطلاقُالبائنُالصغرى‬คือ การหย่าของสามีต้อง

เกิดขึ้นก่อนร่วมหลับนอนกับภรรยาหรือ/และการหย่าท่ียังไม่ครบ3 คร้ัง และภรรยาได้ผ่านพ้นช่วงเวลาการ
ครองตน (อิดดะฮฺ) จากการหย่าของสามีไปแล้ว ในกรณีน้ีสามีจะกลับมาคืนดี (รอจญ์อะฮฺ)กับภรรยาไม่ได้อีก
นอกจากจะตอ้ งประกอบพธิ ีสมรสและจ่ายสินสอดใหม่

3. การหย่าที่คืนดีไม่ได้แบบบาอินใหญ่ (ُ‫ )الطلاقُالبائنُالكبرى‬คือ การหย่าที่ครบสามครั้งแล้ว

การหยา่ ประเภทนี้สามไี ม่สามารถจะกลบั มาคนื ดีกบั ภรรยาที่ถูกหยา่ ได้อีก ยกเว้นภายหลังการที่ภรรยาได้สมรส
กับชายอ่ืนอย่างถูกต้อง และมีการร่วมหลับนอนกับชายผู้เป็นสามีใหม่ ต่อมาสามีใหม่ได้หย่านางหรือเสียชีวิต
นางก็อยู่ในช่วงเวลาการครองตน(อิดดะฮฺ) เมื่อนางได้พ้นช่วงเวลาการครองตนแล้ว สามีคนแรกก็ย่อมมีสิทธิท่ี
จะสมรสกบั นางได้อกี

4.การคืนดี ( ‫)الرجوع‬
การคืนดีระหว่างสามีกับภรรยา เรียกในภาษาอาหรับว่า “อัร-รอจฺญ์อะฮฺ” คือ การท่ีสามีหวนกลับไป

คนื ดีกบั ภรรยาทีถ่ กู หยา่ (เฏาะลาก) ในลักษณะการหย่าที่สามารถคืนดีกันได้(เฏาะลาก รอจญ์อีย์) เท่านั้น โดย

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 67

การคืนดีของสามีต้องเกิดขึ้นก่อนการสิ้นสุดช่วงเวลาการครองตนของภรรยาตามรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว
ทั้งนีโ้ ดยมิต้องมีการประกอบพิธีสมรสและการจ่ายมะฮัรใหม่แก่ภรรยาแต่อย่างใด แต่ถ้าสามีปล่อยให้ช่วงเวลา
การครองตนของภรรยา(อิดดะฮฺ) สิ้นสุดลงโดยที่ยังมิได้คืนดีกับภรรยา และการหย่าน้ันยังไม่ครบ 3 ครั้ง ก็
จาเป็นที่จะต้องประกอบพิธีสมรสและจ่ายสินสอดใหม่แก่ภรรยา ท้ังน้ีข้ึนอยู่กับความพึงพอใจของภรรยาเป็น
สาคัญว่าจะยอมคืนดีด้วยหรือไม่ ส่วนในกรณีการคืนดีท่ีเกิดขึ้นก่อนส้ินสุดช่วงเวลาการครองตนของภรรยาน้ัน
ถือเป็นสทิ ธขิ องสามี ภรรยาจะพอใจหรือไม่ก็ตาม และศาสนาส่งเสริมให้มีพยานรับรู้ 2 คนในการคืนดีของสามี
กบั ภรรยาแต่มิใชเ่ ปน็ สิง่ จาเปน็ แตอ่ ย่างใด

การหยา่ โดยมีสินจ้าง (‫)الخلوع‬

การหย่าโดยมีสินจ้าง ตามหลักศาสนบัญญัติ หมายถึง การคลายนิติสัมพันธ์ระหว่างท้ังสองโดยใช้คาว่า
หย่าหรือ คุลอฺ อันเนื่องมาจากภรรยาขอไถ่ตัวเอง กล่าวคือ ฝุายภรรยาขอไถ่ตัวเองจากการสมรสกับสามีด้วย
ทรพั ยส์ ินโดยนางเสนอจา่ ยทรพั ย์สินจานวนหนง่ึ ใหส้ ามีเพื่อให้สามีหยา่ นาง ทา่ นนบีมฮู มั มัด กลา่ วไว้ความวา่

“ภรรยาของษาบิต อิบนุ กอยฺส์ได้มาหาท่านนบี และกล่าวว่า : “โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ฉันมิได้
ตาหนิเขา (ษาบิต) ในเรื่องมารยาทและเรือ่ งศาสนา แต่ฉนั รงั เกียจการฝุาฝืนในอิสลาม ท่านนบี กล่าวกับนางว่า
:เธอจะมอบสวนของษาบิตคืนแก่เขาหรือไม่ ? นางกล่าวว่า : ค่ะ !ท่านนบี จึงกล่าวแก่ษาบิตสามีของนางว่า :
ทา่ นจงรับเอาส่วนนน้ั (คนื ไป)และท่านจงหย่านาง 1 ครง้ั

ส่วนหนึ่งจากเงื่อนไขในการหยา่ โดยมีสินจา้ ง (อัล-คลุ ฺอ์) ได้แก่
1) การรงั เกยี จน้ันเกิดจากทางฝาุ ยภรรยา
2) ภรรยาตอ้ งไมร่ ้องขอใหม้ ีการหย่าโดยมสี นิ จ้าง นอกจากนางอยูใ่ นภาวะทส่ี ุดจะทนแล้วเทา่ นน้ั
3) สามีต้องไม่มีเจตนาทาร้ายภรรยาเพอื่ ให้นางร้องขอการหยา่ โดยมสี ินจ้าง

5. ระยะเวลาการรอคอยหรอื ชว่ งเวลาการครองตน (‫)العدة‬

ช่วงเวลาการครองตน ตามศาสนบัญญัตจะใช้คาว่า อิดดะฮฺ คาว่า อิดดะฮฺ แปลว่า การนับจานวน
ในขณะท่ีความหมายศาสนบัญญัติ หมายถึง ชื่อเรียกช่วงเวลาท่ีถูกกาหนดแน่นอนซึ่งสตรีต้องรอคอยใน
ช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อเป็นการภักดีต่ออัลลอฮฺ หรือ เพื่อความแน่นอนจากการบริสุทธ์ิของมดลูก ใน
ขณะเดียวกันมันยังทาให้สามีและภรรยา ได้ทบทวนและไคร่ครวญชีวิตคู่ท่ีผ่านมา และอนาคต ว่าสมควรที่จะ
แยกจากกันหรอื จะกลับคืนดีกัน

นอกจากน้ีอิดดะฮฺ ยังเป็นการปูองกันความสับสนในการสืบสายโลหิต ท้ังนี้เพราะระยะเวลาท่ีถูก
กาหนดในการครองตน(อิดดะฮฺ) นั้นเป็นการพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าก่อนท่ีสตรีผู้น้ันจะสมรสกับชายอื่น นาง
มไิ ดต้ ้งั ครรภก์ บั สามีคนก่อนอย่างแนน่ อน
ความแตกต่างชว่ งเวลาการครองตนของสตรแี ต่ละคน

สาหรับช่วงเวลาในการครองตนของสตรี(อิดดะฮฺ) นั้นมีระยะเวลาท่ีแตกต่างกันโดยพิจารณาถึงสภาพ
ของสตรีเป็นหลกั ดังนี้

1) ในกรณีทีส่ ามขี องสตรีนั้นเสียชีวิต หากนางตั้งครรภ์อยู่ ช่วงระยะเวลาการครองตนของนางก็สิ้นสุด
ลงด้วยการคลอดบุตร ไม่ว่าระยะเวลาการเสียชีวิตของสามีกับการคลอดบุตรจะนานหรือส้ันก็ตาม ส่วนหากว่า
นางมิไดต้ ง้ั ครรภ์ ชว่ งระยะเวลาการครองตนของนางคอื 4 เดือน 10 วันซ่งึ อลั ลอฮฺได้โองการความวา่

“และบรรดาผู้ท่ีเสียชีวิตจากหมู่สูเจ้าและพวกเขาละทิ้งคู่ครองเอาไว้ พวกนางจะต้องรอคอยด้วยตัว
พวกนางเองเปน็ เวลาสี่เดอื นสิบวนั ”(อัลบะกอเราะฮฺ : 234)

68 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

2) สตรีที่มิได้ตั้งครรภ์ และนางยังคงมีรอบเดือน (ฮัยฎ์) อยู่ คือต้องสะอาดจากการมีรอบเดือน 3 ครั้ง
นบั จากการหยา่ ของสามี ดังหลักฐานจากอลั กุรอฺ านที่ได้ระบุไว้ความว่า

“และบรรดาสตรีทีถ่ กู หยา่ นนั้ พวกนางจะต้องรอคอยดว้ ยตัวของพวกนางเองด้วยการสะอาดจากการมี
รอบเดือน3 ครงั้ ” (อลั บะกอเราะฮฺ : 228)

3) ในกรณีที่สตรีนั้นต้ังครรภ์ ระยะเวลาในการครองตน (อิดดะฮฺ) ของนางเนื่องจากการหย่าของสามี
ส้ินสุดลงด้วยการคลอดบุตร ดังหลกั ฐานจากอัลกุรฺอานท่ีระบไุ วค้ วามว่า

“และบรรดาสตรที ่ีต้งั ครรภ์น้ัน กาหนดเวลาของพวกนางคอื การท่พี วกนางคลอดบุตร”(อัฏ-เฏาะลาก:4)

4) ชว่ งเวลาการครองตนสาหรับสตรีทีไ่ มม่ รี อบเดือน ด้วยเหตุท่ีนางยังไม่ถึงวัยการมีรอบเดือนหรือนาง
พ้นวัยของการมีรอบเดือนแล้ว คือ 3 เดือน (ตามปฏิทินจันทรคติ) นับจากการหย่าของสามี ดังมีหลักฐาน
จากอัลกรุ ฺอานระบุไวค้ วามว่า

“และบรรดาสตรที สี่ ิน้ หวงั จากการมรี อบเดอื น (คอื อยใู่ นวยั หมดรอบเดอื น) จากบรรดาภรรยาของสูเจ้า
ท้ังหลาย หากสูเจ้าทงั้ หลายสงสัย ดังนัน้ ชว่ งเวลาการครองตนของพวกนางคือ 3 เดือน และบรรดาสตรีที่ไม่เคย
มรี อบเดอื น (ก็เช่นกนั )” (อฏั -เฏาะลาก :4)

อน่ึงช่วงเวลาการครองตน(อิดดะฮฺ) ของสตรีที่ถูกสามีหย่านั้นจะมีหลักการร่วมกันในกรณีที่ว่า สตรี
จาเป็นต้องอยู่ในบ้านของสามี โดยจะต้องไม่ออกนอกบ้านยกเว้นกรณีที่มีความจาเป็น ส่วนสตรีท่ีสามีของนาง
เสียชีวิตนั้นจาเป็นที่นางต้องไว้ทุกข์แก่สามีด้วยการไม่ใส่เคร่ืองประดับ ไม่ใช้ของหอม ไม่ใส่เสื้อผ้าที่มีสีสัน
ฉูดฉาด เปน็ ตน้

ในกรณีของสตรีที่อยู่ในช่วงการครองตนเน่ืองจากการหย่าแบบคืนดีได้(รอจญ์อีย์) หรือการหย่าแบบ
คืนดีไม่ได้ (บาอิน) แต่นางต้ังครรภ์ สามีจาเป็นต้องจัดการที่พักอาศัยแก่นางตลอดจนจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู
แกน่ าง แตถ่ ้านางมไิ ด้ต้ังครรภ์ กรณนี ีจ้ าเป็นทส่ี ามตี ้องจดั การท่พี ักอาศัยแกน่ างเพียงอย่างเดียว

6. การเล้ยี งดูบุตร (ُ‫) الحضانة‬

การเล้ียงดบู ตุ รเป็นหน้าที่จาเป็นของบิดาและมารดา ฉะนั้นถ้าหากเด็กไม่มีบิดาและมารดาก็ให้ญาติใน
ลาดับใกล้ชิดที่สุดเป็นผู้เล้ียงดู แต่ถ้าหากไม่มีญาติใกล้ชิดก็ต้องเป็นภาระของรัฐมุสลิมหรือประชาคมมุสลิมใน
การอุปการะเล้ียงดูเด็กนั้น เมื่อมีการหย่าร้างระหว่างบิดาและมารดาของเด็ก ผู้มีสิทธิมากท่ีสุดในการเล้ียงดู
บุตรคือมารดาของเด็กตราบใดที่นางยังไม่ได้สมรสใหม่ เน่ืองจากท่านนบีมุฮัมมัด ได้กล่าวกับสตรีที่มาฟูองร้อง
กับทา่ นนบมี ุฮัมมดั ถึงสามีของนางที่หย่านางและตอ้ งการพรากบตุ รชายของนางว่า:

“เธอมสี ทิ ธใิ นตัวเขามากทสี่ ุดตราบใดท่เี ธอยงั ไม่ไดส้ มรสใหม่ (กบั ชายอ่ืน) ”

หากไม่มีแม่ของเด็ก หรือมีแต่นางปฏิเสธที่จะเลี้ยงดู สิทธิในการเล้ียงดูเด็กก็เป็นของยาย (แม่ของแม่)
หากไม่มียายก็เป็นของย่า (แม่ของพ่อ)ถัดมาคือพ่ีน้องผู้หญิงร่วมพ่อร่วมแม่, พ่ีน้องผู้หญิงร่วมพ่อ,พ่ีน้องผู้หญิง
ร่วมแม่, นา้ สาว(พน่ี อ้ งผูห้ ญิงของแม่) ปูา (พ่ีน้องผู้หญิงของพ่อ) ลูกสาวของพี่ชายหรือน้องชาย และลูกสาวของ
พส่ี าวหรือนอ้ งสาวตามลาดบั

ระยะเวลาในการเลี้ยงดูบุตรจะดาเนินเรื่อยไปจนกระทั่งถึงวัยรู้เดียงสา(อัตตัมยีซฺ) อันหมายถึงการที่
เด็กนั้นสามารถทาธุระส่วนตัวได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ใด อาทิเช่น การทานอาหาร การดื่มน้า การปลดทุกข์
และการชาระร่างกาย เป็นต้น ซ่ึงวัยรู้เดียงสานี้จะเกิดข้ึนอย่างสมบูรณ์เม่ือเด็กมีอายุได้ 7 ขวบ(ตามปฏิทิน
จันทรคติ) ดังน้ันเม่ือเด็กมีอายุครบ 7 ปี ก็ถือว่าเป็นผู้ไร้เดียงสา (มุมัยยิซฺ)ระยะเวลาในการเลี้ยงดูก็ส้ินสุดลง
และให้เด็กมีสิทธิในการเลือกว่าจะอยู่กับผู้ใดระหว่างมารดาและบิดาของเขา ผู้ใดจากท้ังสองท่ีเด็กเลือกจะอยู่

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 69

ด้วย ก็ให้ส่งมอบเด็กแก่ผู้น้ัน แต่ถ้าเด็กไม่เลือกและบิดามารดาของเด็กมีการขัดแย้งกันก็ให้จับฉลากระหว่าง
บคุ คลทั้งสอง

อน่งึ ในกรณที ี่ฝาุ ยมารดาเป็นผู้เลีย้ งดูบตุ ร บดิ าของเดก็ มีหน้าท่ตี ้องออกค่าเลีย้ งดูตามกาหนดเวลาท่ี
ศาสนากาหนดเอาไว้ โดยค่าเลีย้ งดนู ั้นใหเ้ ปน็ ไปตามฐานานุรูปของบดิ า

การมีภรรยาหลายคน
อิสลามอนุโลมให้ชายจะสมรสกับสตรีไม่เกินกว่า 4 คนในปกครองในคราวเดียวกัน ถึงแม้ว่ายังอยู่

ในชว่ งการครองตน (อดิ ดะฮ)ฺ ของภรรยาคนหน่ึงคนใดจาก 4 คนทถี่ กู หยา่ กต็ าม ดังน้ันหากชายมีความประสงค์
จะสมรสกับสตรีคนท่ี 5ก็จาเป็นที่ชายผู้น้ันต้องหย่าภรรยาคนหนึ่งคนใดของตนจาก 4 คนนั้นและต้องรอคอย
จนกว่าภรรยาที่ถกู หยา่ สิ้นสดุ ชว่ งเวลาการครองตน(อิดดะฮฺ) ของนาง อัลลอฮไฺ ดโ้ องการในอลั กุรอานความว่า

“ดังน้ันพวกท่านก็จงสมรสกับสตรีท่ีพวกท่านพึงพอใจ สอง, สาม หรือสี่ แต่ถ้าหากพวกท่านเกรงว่า
พวกท่านจะให้ความยุติธรรมไม่ได้ ดังนั้น (ก็จงสมรสกบั สตร)ี เพยี งคนเดยี ว” (อัน-นสิ าอฺ : 3)

ในขณะที่นบมี ฮุ ัมมัดไดต้ อบป๎ญหา ท่านอิบนุ อมุ รั (ร.ฎ.) หลังจากได้ทราบหลักฐานจากอัลกุรอานห้าม
มภี รรยาเกนิ 4 คนว่า “ฆอยลาน อัซซะกอฟยี ์ ไดเ้ ขา้ รบั อิสลามโดยที่เขามภี รรยา 10 คนอยู่

ภายใตก้ ารปกครองของเขาในยุคกอ่ นอิสลาม แล้วพวกนางก็เข้ารับอิสลามพร้อมกับเขา ท่านนบี จึงได้
ใช้ให้เขาเลอื กเพียง 4 คนจากพวกนาง”

การจากัดไม่ให้มีภรรยาเกินกว่า 4 คนในคราวเดียวกัน ถือเป็นความพอดีและเป็นทางสายกลาง
ตลอดจนเป็นการปูองกันมิให้สตรีถูกอธรรมซ่ึงอาจเกิดข้ึนได้ในกรณีมีมากเกินกว่า4 คน ซึ่งแตกต่างจากจารีต
ประเพณีของชาวอาหรับในยุคญาฮิลียะฮฺ(ยุคก่อนอิสลาม) และชนชาติอ่ืน ๆ โดยไม่มีการกาหนดจานวนของ
การมีภรรยาและมีการทอดท้ิงภรรยาบางคน การอนุญาตให้มีภรรยาได้4 คนในคราวเดียวกันได้กลายเป็นกรณี
ยกเวน้ ทเี่ กดิ ขึน้ น้อยมาก การอนุญาตดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า มุสลิมทุกคนจะต้องมีภรรยามากกว่าหน่ึงคน
แต่ทวา่ หลักในการมีภรรยาเพยี งคนเดยี วถือเป็นหลักการโดยส่วนใหญ่

จากหลักฐานจากอัลกุรอานนักวิชาการอิสลามมีทัศนะว่าศาสนบัญัญัติได้ กาหนดเงื่อนไขหลัก ไว้ 2
ประการในการอนโุ ลมใหม้ ีภรรยามากกว่า 1 คน คือ

1) ต้องให้ความเป็นธรรมอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ระหว่างภรรยาที่มีมากกว่า 1 คน ซ่ึงหมายถึงการให้
ความเท่าเทียมกนั ระหว่างภรรยาในด้านวัตถุ อาทเิ ช่น การจ่ายคา่ เลี้ยงดู การครองชวี ิตคู่โดยดีและการร่วมหลับ
นอน เปน็ ต้น

2) มคี วามสามารถในการจ่ายคา่ เลย้ี งดู (นะฟะเกาะฮฺ)

หน้าทขี่ องบดิ ามารดาที่มีต่อบตุ ร
ตามหลักการของศาสนาไดก้ าหนดหนา้ ท่ีของบดิ า มารดา ท่ีมตี อ่ บตุ ร ดังนี้
การจ่ายค่าเล้ียงดูบุตร(นะฟะเกาะฮฺ) ในส่วนของอาหาร, เครื่องดื่ม,เคร่ืองนุ่งห่ม และท่ีพักอาศัย ทั้งน้ี

เปน็ ภารกจิ จาเปน็ ท่ีบดิ าต้องจ่ายค่าเล้ียงดูในเรื่องดังกล่าวแก่บุตรของตนไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง หากว่าไม่มี
บิดา ผ้ทู ตี่ อ้ งรับผดิ ชอบกค็ ือ ปูุ (บดิ าของบดิ า) และญาตใิ กลช้ ิดในลาดับถดั มา

- การให้นมบุตรในกรณีที่ไม่มีผใู้ ห้นมบุตรแทนมารดาของเด็ก
- อบรมสั่งสอนบตุ รให้ดาเนนิ ชีวติ ตามคาสอนของอิสลาม
- ให้ความเปน็ ธรรมระหวา่ งบุตร เปน็ ต้น

70 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

สาหรับบุตรบุญธรรมน้ัน ให้ผู้ปกครองปฏิบัติหรือเล้ียงดูเหมือนบุตรคนหน่ึง อาทิเช่น ให้การศึกษา
อบรมส่ังสอนเรื่องศาสนา การประกอบอาชีพฯ ถึงแม้ว่าบุตรบุญธรรมจะไม่มีสิทธิเท่าเทียมกับบุตรท่ีแท้จริงใน
บางกรณกี ต็ าม เช่น สิทธใิ นการรบั มรดกในฐานะทายาทผสู้ ืบสนั ดาน เป็นต้น

หน้าทขี่ องบุตรที่มตี ่อบิดามารดา
หนา้ ทข่ี องบตุ รทม่ี ีตอ่ บดิ ามารดามดี งั น้ี คือ
- เชื่อฟง๎ และปฏบิ ัติตามในทกุ ส่งิ ท่บี ิดามารดาสงั่ ใชห้ รอื หา้ มปราม แตต่ อ้ งไม่ขัดต่อหลักศาสนบัญญตั ติ
- ให้เกียรติและยกย่องบิดามารดา มีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อท่านทั้งสอง ตลอดจนให้เกียรติท่านทั้ง

สองดว้ ยคาพูดและการกระทา
- ไม่ขตู่ ะคอกหรือใชค้ าพดู ท่ีแสดงความไมพ่ อใจ
- ไม่ใชเ้ สียงดังเกินกวา่ เสยี งของทา่ นท้งั สอง
- ไมเ่ ดนิ นาหนา้ ท่านท้ังสอง
- ไมถ่ ือว่าภรรยาหรือลูกสาคัญกวา่ ท่านทั้งสอง
- ไม่เรียกขานทา่ นท้ังสองด้วยชือ่ แต่ให้เรยี กวา่ คุณพ่อ, คณุ แม่
- จะตอ้ งไมไ่ ปไหนมาไหนนอกเสียจากได้รบั อนญุ าตจากท่านทั้งสองเสียกอ่ น
- ให้ปรนนิบัติดแี ก่ทา่ นทง้ั สองอยา่ งสดุ กาลงั
- ให้เชื่อมสัมพันธ์กับบรรดาเครือญาติท้ังฝุายบิดาและมารดา ตลอดจนบุคคลที่เป็นเพื่อนหรือเป็นผู้ที่

รกั ใคร่สนทิ สนมกับทา่ นทั้งสอง
- ขอพรตอ่ อลั ลอฮฺ เช่น ดุอาใหพ้ ระองคอ์ ลั ลอฮฺ ทรงอภยั โทษแก่ท่านทง้ั สองดง่ั คาขอพรในอลั กุรอาน

“โอ้องค์อภิบาลของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงอภัยโทษแก่ข้าพระองค์และแก่บิดามารดาของข้า
พระองคแ์ ละขอทรงโปรดเมตตาต่อบคุ คลทงั้ สองเฉกเชน่ ที่บุคคลทั้งสองเคยเลย้ี งดูขา้ พระองค์มาเม่อื เยาว์วัย”

บตุ รมีหน้าทเ่ี ลี้ยงดบู ดิ ามารดา รวมถึงปู่ ย่า ตา ยาย โดยมีเง่ือนไขดังน้ี
1. บุตรมที รัพย์เพียงพอที่จะเลี้ยงดูบดิ ามารดา
2. บิดามารดามีทรัพย์สนิ ไม่เพยี งพอในการใชจ้ า่ ย
3. บิดามารดามิได้ประกอบอาชีพอันใดหรือไมม่ รี ายได้
4. ในกรณที บ่ี ตุ รมคี วามสามารถเลีย้ งดูได้เพียงคนเดยี ว ก็ให้เลย้ี งดผู เู้ ปน็ มารดาก่อน

7. พธิ ีสาบานสาปแชง่ / ลิอาน (‫) اللعاى‬

ลอิ าน ( ْ‫ ) ٌؼا‬คอื พิธีสาบานระหวา่ งสามีภารยา เมอื่ สามีกล่าวหาว่า ภารยาของตนได้ทาผิดซินา โดย

สามีจะสาบานสี่คร้ัง ว่าตนพูดความจริงในการกล่าวหาว่าภรรยาของตนมีชู้ และจะสาบานครั้งท่ีห้าให้อัลลอฮฺ
ทรงลงโทษ ใหต้ นประสบกับความวบิ ตั ิ หากตนกลา่ วหานางดว้ ยความเทจ็ เปน็ การทดแทนการนาสักขีพยานมา
สี่คน และเขาจะรอดพ้นจากถูกโบย 80 ที อันเป็นโทษทัณฑ์การกล่าวหาผู้อื่นว่าทาซินา ส่วนภรรยาก็ต้อง
สาบานส่ีครั้งเช่นกัน ว่าสามีของนางพูดเท็จและคร้ังท่ีห้า ขอให้อัลลอฮฺทรงลงโทษนางด้วยความพิโรธของ
พระองค์ หากเขาพดู ความจรงิ ดว้ ยการลิอานนนี้ างจะรอดพ้นจากโทษทัณฑ์การประหารชีวิต และฝุายชายก็จะ
พน้ จากโทษทัณฑก์ ารกลา่ วหา แต่ทัง้ สองฝาุ ยต้องหย่าร้างตดั ขาดกันตลอดชีวิต

พิธีลิอานจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อสามีกล่าวหาว่า ภรรยาของตนว่ามีชู้ หรือปฏิเสธทารกในครรภ์ของภรรยา
ของตน ทั้งสองจะต้องกล่าวคาลิอานต่อหน้าผู้พิพากษา สานักอัชชาฟีอีย์, อัลมาลีกีย์ และอัลฮันบาลีย์เห็นว่า
สามีมสี ิทธทิ์ ่ีพธิ ลี อิ าน ไม่ว่าทั้งสองสามีภรรยาจะแตกตา่ งกันในศาสนา, การเป็นทาสไท, เป็นฟาสิก(คนฝุาฝืนกฏ
ศาสนา)หรืออาดิล(คนที่ดารงตนอยู่ในกฏบัญญัติอิสลาม) หรือไม่ก็ตามพิธีลิอานจะต้องทาต่อหน้าผู้พิพากษา

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 71

เท่าน้ันโดยมีผู้การมาฟ๎งการลิอานหลายคน เมื่อสามียืนข้ึนสาบาน ภรรยาต้องน่ัง และเมื่อภรรยาลุกข้ึนยืน
สาบาน สามีจะต้องน่ังเช่นเดียวกนั
การไมย่ อมสาบาน และการกลับคา

สานักอัชชาฟีอีย์ อัลมาลิกีย์ และอัลฮัมบะลีย์เห็นว่า หากฝุายใดฝุายหนึ่งไม่ยอมกล่าวคาลิอาน ก็
จะตอ้ งถกู ลงทัณฑ์ นัน่ คอื ฝุายชายต้องถูกโบย 80 ครั้ง และฝาุ ยหญิงจะต้องถกู ประหารชีวิต ส่วนอะบูฮะนีฟะหฺ
เหน็ ว่าต้องจองจาฝุายทีไ่ ม่ยอมให้คาลอิ าน และจะตดั สินใหห้ ยา่ ร้างกนั ตามทัศนะของอัชชาฟีอีย์และอัลมาลิกีย์
หลงั จากถูกโบย 80 ทแี ลว้ ก็ตอ้ ง หย่าจากกันตลอดไป ห้ามคนื ดีใหมอ่ ีกเด็ดขาด
ทารกท่ีเกดิ มาเปน็ ของใคร?

หากฝุายชายปฏิเสธทารก เขาก็จะไม่มีความสัมพันธ์กับทารกน้ันฉันพ่อลูกอีกต่อไป ไม่ต้องส่งเสียและ
ห้ามใช้นามสกุลของเขา ทารกน้ันจะเป็นของแม่เพียงคนเดียว มีการสืบมรดกซ่ึงกันและกัน และหากผู้ใด
กล่าวหานางหรือทารกของนางด้วยซินา ผู้นั้นก็จะต้องถูกลงทัณฑ์ฐานปรับปรา เพราะถึงแม้ว่าจะมีการลิอาน
และตัดสินใจหยา่ จากกัน แตส่ ่งิ นั้นยังไม่ใชห่ ลักฐานท่บี ง่ บอกอย่าแน่ชัดวา่ ฝาุ ยใดผิด
ภรรยาจะฟอ้ งว่าสามีกระทาซินาได้หรอื ไม่?

หากภรรยาเห็นว่าสามีของตนทาซินา นางจะไม่มีสิทธิ์กล่าวหาสามี หากไม่มีสักขีพยานสี่คนมายืนยัด
ขอ้ กลา่ วหาของนาง ดังน้นั นางจงึ ไมม่ สี ทิ ธิ์ขอทาพธิ ีลิอาน หากนางเป็นฝุายกลา่ วหา

8. การจดั การมรดก

ความหมายและความสาคัญ
มรดก คือ ทรัพย์สินหรือสิทธิท่ีผู้ตายได้ทิ้งไว้ ซ่ึงทายาทโดยชอบธรรมตามหลักศาสนบัญญัติ มีสิทธิ
ไดร้ บั ดว้ ยการสน้ิ ชวี ติ ของผ้ตู าย
การแบง่ มรดกตามศาสนบัญญัตมิ เี งอื่ นไข องค์ประกอบและวิธีการแบ่งแตกตา่ งจากกฎหมายทั่วไป ซง่ึ
อลั กรุ อานและ วัจนะศาสนา ไดย้ นื ยนั ไวซ้ งึ่ มีความสาคัญเช่นเดียวกบั หลกั การทีว่ ่าด้วยการละหมาด การจ่ายซะ
กาฮฺ การปรกอบพิธีฮัจญ์ การทาธรุ กรรมต่างๆและบทลงโทษตามลักษณะอาญา โดยจาเป็นในการบังคับใช้และ
นามาปฏิบัติ ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนแปลงหรือฝุาฝืน ไม่ว่ากาลเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปนานเพียงใดก็
ตาม ทีส่ าคญั หากผ้ใู ดปฏิเสธจะส่งผลใหผ้ ู้น้ันพน้ สภาพการเป็นมุสลมิ มกิ ชน(ตกมรุ ตดั )ทันที

ทา่ นนบมี ฮุ ัมมดั ไดก้ ล่าวไวค้ วามวา่ : “จงแบ่งทรัพยส์ ินในระหว่างผสู้ บื ทอดตามนัยแห่งคมั ภีร์ของอลั ลอฮฺ”

องค์ประกอบของการแบง่ มรดก
องคป์ ระกอบของการแบ่งมรดกมี 3 ประการ คอื
1. เจ้าของมรดกหรือผ้ตู าย (อลั -มวุ ัรรซิ ฺ)
2. ผูร้ บั มรดก (อลั -วารซิ )ฺ
3. ทรัพย์สินหรือสิทธิของเจ้าของมรดกหรือผู้ตาย เรียกในภาษาอาหรับว่า อัลเมารูซฺ,อัล-มี

รอซฺ และอลั -อริ ซฺ เมอื่ ขาดองคป์ ระกอบขอ้ หนึง่ ข้อใดจาก3 ประการนี้ กไ็ ม่มีการสืบมรดก

สงิ่ ที่ถอื ว่าเป็นมรดก
ส่งิ ท่ถี อื ว่าเป็นมรดกไดแ้ ก่
1. สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นกรรมสิทธ์ิของผู้ตาย เช่น จักยาน จักรยานยนต์

ท่ดี นิ บ้าน อาคาร บ้านสวน ไร่ นา และเคร่ืองมือเครือ่ งใชต้ ่างๆ เป็นต้น
2. เงนิ สดในมอื และในธนาคาร

72 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

3. ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีสิทธิโดยชอบธรรม แต่ยังมิได้มีการส่งมอบ เช่น หน้ีสินของผู้ตายที่ติดค้างอยู่ที่
ผู้อนื่ (ลกู หน)ี้ เงนิ คา่ ทาขวัญ เงินคา่ ทดแทน เงินค่าตอบแทน เปน็ ตน้

4. สิทธิทางวัตถุ ซ่ึงมิได้เกิดจากตัวทรัพย์สินโดยตรงแต่ทว่าเกิดจากการกระทาโดยทรัพย์สินนั้นหรือมี
ความผูกพันกบั ทรพั ยส์ นิ นน้ั เช่น สทิ ธิในน้าด่ืม สิทธิในการใช้ทางสัญจร สิทธิในการอาศัย สิทธิในท่ีดินเพื่อการ
เพาะปลูก สิทธิในการเช่าช่วง เป็นต้น

บรรดาสทิ ธทิ เ่ี ก่ียวพันกับทรัพยม์ รดกของผตู้ าย
สทิ ธิ 5 ประการที่เกยี่ วพนั กับทรัพยม์ รดกของผตู้ าย โดยมีความสาคัญก่อนหลงั ตามลาดบั ดังนี้ คอื
1.บรรดาหนีส้ นิ ที่เกีย่ วพันกับตัวของทรัพย์มรดกก่อนหน้าการเสียชีวิตของผู้ตาย อาทิเช่น การจานอง,

การซอ้ื ขาย และทรพั ยส์ นิ ซง่ึ จาเปน็ ตอ้ งออกซากาต
2. การจดั การศพ อันหมายถึงค่าใช้จ่ายท้ังหมดนับแต่การเสียชีวิตของผู้ตายจวบจนเสร็จสิ้นการฝ๎งศพ

โดยไม่มีความสุรยุ่ สุร่ายหรือความตระหนใ่ี นการใช้จ่าย
3. บรรดาหน้ีสินที่มีภาระผูกพันกับผู้ตาย ไม่ว่าบรรดาหนี้สินนั้นจะเป็นสิทธิของพระองค์อัลลอฮฺ เช่น

ซากาต,สิง่ ทถ่ี กู บน (นะซรั ) เอาไว้ และบรรดาค่าปรับ (กัฟฟาเราะฮฺ) หรือจะเป็นสิทธิของบ่าว อาทิ เช่น การยืม
หนี้สิน เป็นตน้

4. พินัยกรรม (วาศียะฮ์) ที่ผู้ตายทาไว้จากจานวน 1 ใน 3 ของทรัพย์สินท่ีผู้ตายละทิ้งไว้ หลังจาก
ค่าใชจ้ ่ายในการจัดการศพและการชดใชห้ น้สี ินของผูต้ าย

5. ทรัพย์อันเป็นมรดก ซ่ึงถือเป็นสิทธิที่เก่ียวพันกับทรัพย์สินของผู้ตายในลาดับท้ายสุด โดยให้นามา
แบ่งระหวา่ งทายาทผู้มีสิทธิรบั มรดกตามสดั สว่ นท่ศี าสนากาหนด

เงอ่ื นไขของการแบง่ มรดก
การแบง่ มรดกนั้นจะมีเงือ่ นไข ดงั น้ี
1. ม่ันใจว่าเจา้ มรดกไดเ้ สียชวี ิต หรือด้วยคาสัง่ ของศาล (วา่ เสียชวี ติ หรือสาบสูญ)
2. มั่นใจวา่ ทายาทมีชวี ิตหลงั จากเจ้ามรดกเสยี ชีวติ หรอื ดว้ ยคาสง่ั ของศาล
3. จะต้องทราบว่าผู้นั้นเกี่ยวข้องในการสืบมรดกอย่างไร เช่น เป็นพ่อ แม่ สามี ภรรยา ลูกชาย

หรือลกู ผ้หู ญิง
4. จะต้องไม่ถูกกันสิทธิในการสืบมรดกตามหลักศาสนบัญญัติผู้ท่ีไม่มีสิทธิสืบมรดกโดยเด็ดขาด

มีดังนี้ คอื
4.1 การฆ่าเจ้ามรดก หรือมีส่วนร่วมในการสังหาร (สมรู้ร่วมคิด) เพราะท่านนบี ได้กล่าวไว้
ความว่า “สาหรับผู้สังหารย่อมไมม่ ีสทิ ธใิ ดๆเลยจากทรัพย์มรดก”[68]
4.2 ทาส ทุกชนิด ท้งั น้ีเพราะทาสไมม่ ีสิทธิในการครอบครองทรัพยส์ ิน
4.3 ต่างศาสนิก หรือส้ินสภาพจากการเป็นมุสลิม (มุรตัด) เพราะท่านนบีได้กล่าวไว้
ความว่า “มุสลิมจะไม่สืบมรดกจากคนต่างศาสนิกและคนต่างศาสนิกก็จะไม่สืบมรดกจาก
มุสลิม”

ผู้มีสิทธิสืบมรดก
กอ่ นท่จี ะทราบว่าผู้มีสิทธิสืบมรดกไดน้ นั้ ต้องทราบสาเหตใุ นการรับมรดกดังนี้

1.การสมรส หมายถงึ การสมรสที่ถูกต้องตามนิติบญั ญัติมิใช่การสมรสตามกฎหมาย
2.ทายาท หมายถึงทายาททมี่ ีสิทธิรบั มรดกในอิสลาม
3.นายทาส หมายถงึ ผูท้ ่ีมีทาสอยใู่ นครอบครองแล้วได้ปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระเม่ือทาสที่เขาปล่อย
ไปถึงแกความตายและไม่มผี ู้ใดรบั มรดกผ้ทู ่ปี ลดปล่อยเขาก็จะได้มีสทิ ธร์ิ ับมรดกของเขาได้

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 73

สาหรับทายาท
1 . ทายาทผู้ตายที่เป็นชายซ่ึงมีสิทธิในการสบื มรดก มีดงั นี้
1.1 บุตรชายของผู้ตาย หลานชาย เหลนชาย ฯลฯ 2. บิดาของผู้ตาย ปูุของผู้ตาย (บิดาของบิดา

ฯลฯ พี่ชายหรือน้องชาย (ท้ังท่ีร่วมบิดามารดา หรือร่วมบิดา หรือร่วมมารดากับผู้ตา บุตรชายของพ่ีชายหรือ
น้องชาย (ร่วมบดิ ามารดา) บุตรชายของพ่ีชายหรือน้องชาย (ร่วมบิดากับผู้ตาย) อาหรือลุง (พี่ชายหรือน้องชาย
ของบดิ าทีร่ ่วมบดิ ามารดากับบดิ าของผ้ตู าย)

1.2 อาหรอื ลงุ (พช่ี ายหรือน้องชายของบดิ าที่ร่วมบิดากบั บิดาของผู้ตาย)
1.3 บตุ รชายของลุงหรอื ของอา (บุตรของพ่ีชายหรือน้องชายของบิดาที่ร่วมบิดามารดากับบิดาของ
ผตู้ าย)
1.4 บตุ รชายของลุงหรอื ของอา (บตุ รของพี่ชายหรือน้องชายของบิดาท่ีร่วมบิดากับบิดาของผู้ตาย)
1.5 สามขี องผู้ตาย
1.6 ผปู้ ลดปล่อยทาสใหเ้ ปน็ ไท (ในกรณีท่ีอดีตทาสทีเ่ ขาปล่อยนั้นเป็นเจา้ ของมรดก)
อน่ึงถา้ บุคคลเหลา่ นที้ ั้งหมดมีชวี ติ อย่ใู นขณะแบ่งมรดกผู้มีสิทธสิ บื มรดกมีเพียง บดิ า ลกู และสามีของ
ผู้ตายเทา่ นน้ั
2. ทายาทผู้ตายทเ่ี ปน็ หญิงซ่ึงมสี ิทธใิ นการสืบมรดก มดี งั นี้
2.1 บตุ รีของผู้ตาย
2.2 บุตรขี องบตุ รชาย (หลานสาว) หรอื บุตรขี องบุตรชายของบุตรชาย (เหลนสาว) ของผ้ตู าย
2.3 มารดาของผู้ตาย
2.4 ยา่ (มารดาของบิดา) ของผ้ตู าย
2.5 ยาย (มารดาของมารดา) ของผูต้ าย
2.6 พีส่ าวหรอื นอ้ งสาว (ร่วมบิดามารดาหรือร่วมมารดาหรือร่วมบดิ ากับผตู้ าย)
2.7 ภรรยาของผ้ตู าย
2.8 นายหญงิ ผู้ปลดปล่อยทาสใหเ้ ปน็ ไท (ในกรณีทีอ่ ดีตทาสที่นางปลดปลอ่ ยน้ันเปน็ เจา้ ของมรดก)
อนึง่ ถา้ บุคคลเหลา่ นที้ ้ังหมดมีชีวติ อยู่ในขณะแบ่งมรดกผู้ท่ีมสี ทิ ธใิ นการสืบมรดก คือ
1. บตุ รีของผตู้ าย
2. หลานสาว (บตุ รขี องบตุ รชาย) ของผตู้ าย
3. ภรรยาของผู้ตาย
4. มารดาของผู้ตาย
5. พส่ี าวหรือนอ้ งสาวที่รว่ มบดิ ามารดากับผตู้ าย
และถา้ หากนาผู้สืบมรดกทัง้ ชายและหญิงมารวมกัน ผ้ทู ่ีมสี ิทธใิ นการสบื มรดกน้นั คอื
1. บิดาของผตู้ าย
2. มารดาของผตู้ าย
3.บตุ รชายของผูต้ าย
4.บตุ รขี องผู้ตาย
5.สามหี รอื ภรรยาของผูต้ าย
อนึ่ง เกี่ยวกับผู้สืบมรดกนี้ ยังแบ่งออกเป็นผู้ท่ีมีสิทธิสืบมรดกตามสัดส่วนท่ีถูกกาหนดแน่นอน
ภาคฟ๎รดู และผู้มีสทิ ธสิ บื มรดกในสว่ นทเ่ี หลอื หรือ ภาคอะซ่อบะห์

74 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

สดั สว่ นการแบ่งมรดก

สาหรับอตั ราหรอื สดั ส่วนการแบง่ มรดกตามท่ีมีปรากฏในคัมภรี ์อัลกรุ ฺอาน คอื
1. 1/2 เรยี กวา่ นิศฟุ
2. 1/4 เรียกวา่ รบุ ฺอ์
3. 1/3 เรยี กวา่ สลุ สุ ฺ
4. 21//36 เรียกว่า สลุ สุ านิ
5. เรียกว่า สุดสุ ฺ
6. 1/8 เรียกวา่ สมุ นุ ฺ

อตั ราหรือสัดส่วนของผู้มีสิทธิสบื มรดก
1. บดิ า มี 3 สภาพ ดังตอ่ ไปน้ี
1. ได้รับ 1/6 จากกองมรดกในกรณีท่ีผู้ตายมีบุตรชายหรือบุตรของบุตรชาย (หลานชาย) หรือบุตร

ของบตุ รของบุตรชาย (เหลนชาย ฯลฯ) รว่ มอยดู่ ว้ ย
2. ได้รับ 1/6 และส่วนเหลือ (อะซ่อบะห์) ในกรณีท่ีผู้ตายมีแต่บุตรสาวของบุตรชาย (เหลนสาว)

หรอื บุตรสาวของบตุ รชายของบุตรชาย (เหลนสาว) ร่วมอยู่ด้วย
3. ได้รับส่วนเหลือ (อะซ่อบะห์) ในกรณีที่ผู้ตายไม่มีบุตรไม่ว่าชายหรือหญิงหรือหลานชายหรือ

หลานสาวอันเกิดจากบุตรชายของผตู้ าย

2. มารดา มี 3 สภาพดงั ต่อไปนี้
1. ไดร้ ับ 1/6 จากกองมรดกในกรณีที่ผู้ตายมีบุตรชายหรือบุตรสาวคนเดียวหรือหลายคนก็ตามหรือ

มีหลานชายหรือหลานสาวอันเกิดจากบุตรชายหรือมีพี่น้องผู้ชายต้ังแต่ 2 คนข้ึนไป หรือมีพี่น้องผู้หญิง
ตงั้ แต่ 2 คนขึน้ ไป (ไม่วา่ จะร่วมบิดามารดากบั ผตู้ ายหรอื ไมก่ ็ตาม)

2. ได้รับ 1/3 ในกรณีท่ีผู้ตายไม่มีบุตรชายหรือบุตรสาวหรือหลานชายหรือหลานสาวอันเกิดจาก
บุตรชายหรือไม่มีพีน่ ้องผชู้ ายตั้งแต่ 2 คนขึน้ ไปหรอื พ่ีนอ้ งหญิงตัง้ แต่ 2 คนขึน้ ไป (ไมว่ ่าร่วมบิดามารดากับผู้ตาย
หรอื ไม่ก็ตาม)

3. ได้รับ 1/3 จากส่วนท่ีเหลือ (อัลบากี) ในกรณีท่ีผู้ตายมีแต่สามีและบิดาหรือภรรยาและบิดาร่วม
อย่ดู ้วย เพราะอัลลอฮไฺ ด้โองการความว่า

“และสาหรับบิดามารดาของเขานั้น แต่ละคนจากท้ังสองนั้นจะได้หน่ึงในหกจากส่ิงที่เขาได้ทิ้งไว้หาก

เขามีบุตร ดังน้ันถ้าหากเขาไม่มีบุตรและบิดามารดาทั้งสองของเขาได้สืบมรดกของเขาแล้ว มารดาของเขาก็ได้
หน่ึงในสามน้นั ดงั นั้นถา้ หากเขามพี น่ี อ้ งหลายคน มารดาของเขากไ็ ดห้ น่งึ ในหกนน้ั ”

(อนั -นิสาอฺ : 11)

3. ปู่ มี 4 สภาพดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ได้รบั 1/6 จากกองมรดกในกรณที ีผ่ ู้ตายมบี ุตรชายหรอื หลานชายอันเกดิ จากบตุ รชายรว่ มอยู่ด้วย
2. ได้รับ 1/6 และส่วนเหลือ (อะซ่อบะห์) ในกรณีที่ผู้ตายมีแต่บุตรสาวหรือหลานสาวอันเกิดจาก

บตุ รชายรว่ มอย่ดู ้วย
3. ได้รับส่วนเหลือ (อะซ่อบะห์) ในกรณีที่ผู้ตายไม่มีบุตรชายหรือบุตรสาวหรือหลานชายหรือ

หลานสาวอันเกดิ จากบุตรชาย
4. ไมม่ สี ทิ ธริ บั มรดก ถา้ มีบิดาของผ้ตู ายรว่ มอยูด่ ้วย

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 75

4. ยา่ , ยาย มี 2 สภาพดังตอ่ ไปนี้
1. ได้รับ 1/6 (ในกรณที ีม่ ที ้งั ยา่ และยายใหแ้ บง่ กันคนละครึง่ ในอัตราส่วนนี้)
2. ก.ยายถูกกันสิทธิ (มะฮฺํูบะฮฺ) ในกรณีท่ีผู้ตายมีมารดา ข.ย่าถูกกันสิทธิ (มะฮฺํูบะฮฺ) ในกรณีท่ี

ผตู้ ายมีบดิ า
5. สามี มี 2 สภาพ ดังตอ่ ไปนี้
1. ได้รับ 1/2 จากกองมรดก ในกรณีทผ่ี ตู้ ายไม่มีบตุ รชายหรือบุตรสาวไมว่ ่าจะเปน็ บุตรท่ีเกิดจากสามี

หรือผู้อ่ืนแม้กระท่ังบุตรท่ีเกิดนอกสมรสก็ตามหรือไม่มีหลานชายหรือหลานสาวอันเกิดจากบุตรชาย ฯลฯ ร่วม
อยู่ด้วย

2. ไดร้ บั 1/4 ในกรณีที่ผู้ตายมีบุตรชายหรือบุตรสาวไม่ว่าจะเป็นบุตรที่เกิดจากสามีหรือผู้อ่ืนก็ตาม
หรอื มหี ลานชายหรือหลานสาวอันเกดิ จากบตุ รชายรว่ มอย่ดู ว้ ย เพราะอัลลอฮฺไดโ้ องการความวา่

“และสาหรับพวกเจ้านั้นคือคร่ึงหนึ่งของส่ิงท่ีบรรดาภรรยาของพวกเจ้าได้ท้ิง ไว้หากไม่ปรากฏว่า
พวกนางมีบุตร ดังน้ันหากปรากฏว่าพวกนางมีบุตร พวกเจ้าก็ได้หน่ึงในสี่จากสิ่งท่ีพวกนางได้ทิ้งไว้” (อัน-นิ
สาอฺ : 12)

6. ภรรยา มี 2 สภาพ ดังต่อไปน้ี
1. ได้รับ 1/4จากกองมรดกในกรณีที่ผู้ตายไม่มีบุตรชายหรือบุตรสาวไม่ว่าบุตรนั้นจะเกิดจากนาง

หรือจากผูอ้ ืน่ หรือไม่มหี ลานชายหรือหลานสาวอันเกิดจากบตุ รชายรว่ มอยูด่ ้วย
2. ได้รบั 1/8 ในกรณีท่ีผู้ตายมีบุตรชายหรือบุตรสาวไม่ว่าบุตรน้ันจะเกิดจากนางหรือจากผู้อ่ืนหรือ

มีหลานชายหรอื หลานสาวอันเกิดจากบุตรชายร่วมอยดู่ ้วย ทั้งนมี้ ีหลักฐานระบุไวใ้ นอัลกรุ ฺอานความวา่

“และสาหรับพวกนางน้ันคือหนึ่งในสี่จากสิ่งที่พวกเจ้าได้ท้ิงไว้ หากไม่ปรากฏว่าพวกเจ้ามีบุตร
ดังน้ันหากปรากฏวา่ พวกเจา้ มีบุตร พวกนางก็ได้หนึง่ ในแปดจากสง่ิ ทีพ่ วกเจา้ ได้ท้ิงไว้” (อัน-นสิ าอฺ : 12)

7. พน่ี ้อง (ชายหรอื หญิง) รว่ มมารดา มี 3 สภาพดงั ต่อไปน้ี
1. ได้รับ 1/3 ในกรณีท่ีมีพ่ีน้องร่วมมารดาต้ังแต่ 2 คนขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง และให้แบ่ง

สว่ นเท่าๆกนั (ตามรายหวั ) จากอัตราส่วน 1/3น้นั โดยไม่มกี ารแบ่งแยกระหว่างชายหญิง
2. ได้รบั 1/6 ในกรณีที่มีพนี่ ้องรว่ มมารดาเพียงคนเดยี วไม่ว่าชายหรอื หญงิ
3. ถูกกันสิทธิ (มะฮฺํูบูน) ในกรณีท่ีผู้ชายมีบุตรชายหรือบุตรสาวหรือหลานชายหรือหลานสาวอัน

เกิดจากบุตรชายหรือมีบิดาหรือปูุร่วมอยู่ด้วย ท้ังนี้มีหลักฐานระบุในอัลกุรฺอานความว่า “ดังนั้นหากปรากฏ
พวกเขามีจานวนมากกว่านั้น พวกเขาก็ร่วมกันในหนึ่งส่วนสามนั้น” ( อัน-นิสาอฺ : 12) และอัลลอฮฺยังได้
โองการต่อจากนั้นอีกความว่า “และถ้ามีชายคนหน่ึงหรือหญิงคนหนึ่งถูกรับมรดกในฐานะเป็นผู้ที่ไม่มีบิดาและ
บุตร แต่เขามีพ่ีชายหรือน้องชายคนหนึ่งหรือมีพี่สาวหรือน้องสาวคนหน่ึง ดังนั้นแต่ละคนจากสองคนนั้น
(คอื เพยี งคนเดียว) ไดร้ ับหนง่ึ ในหก” ( อนั -นิสาอฺ : 12 )

8. หลานสาวอันเกิดจากบุตรชาย มี 5 สภาพ ดงั ต่อไปน้ี
121///236
1. ได้รบั ในกรณที ม่ี คี นเดียว
2. ไดร้ บั ในกรณีท่ีมพี ่นี อ้ งผู้หญงิ ตง้ั แต่ 2 คนขนึ้ ไป หรอื มลี กู พล่ี กู น้องรบั มรดกดว้ ย
3. ได้รับ ในกรณีที่ผู้ตายมีบุตรสาวร่วมอยู่ด้วยหน่ึงคน โดยบุตรสาวของผู้ตายได้ครึ่งหน่ึงตาม

อัตราส่วนท่ีถูกกาหนดให้กับนาง และหลานสาวอันเกิดจากบุตรชายน้ันได้หนึ่งส่วนหกเป็นการเติมเต็ม

อัตราส่วนสองส่วนสาม (ตักมิละฮฺ อัสสุลสุ ยั น)์

4. ไดร้ ับสว่ นเหลอื (อะซอ่ บะห์) ในกรณที ี่มพี ชี่ ายหรือนอ้ งชายหรอื ลกู พ่ีลกู น้องชายรว่ มอยดู่ ว้ ย

76 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

5. ถูกกนั สทิ ธิ ในกรณีทีผ่ ูต้ ายมบี ุตรชายหรอื บุตรสาวตงั้ แต่ 2 คนขึน้ ไป และไม่มีพี่ชายหรือน้องชาย
หรือลูกพี่ลูกน้องชาย ท่ีได้รับส่วนเหลือ (อะซ่อบะห์) ร่วมกับนางในกรณีท่ีหลานสาวอันเกิดจากบุตรชายได้รับ
ครง่ึ หนง่ึ จากกองมรดกนั้นมหี ลักฐานจาก มตขิ องปวงปราชญ์ (อิจญ์มาอ)ฺ ท่รี ะบวุ า่

“แท้จริงบตุ รของบุตรชายไมว่ ่าเปน็ ชายหรือหญงิ ย่อมแทนตาแหนง่ ของบตุ รชายในเรื่องมรดก”

และหลักฐานในการรับมรดกสองในสามสาหรับหลานสาวท่ีมีตั้งแต่ 2 คนข้ึนไปนั้นคือการกิยาสกับ
บรรดาบุตรสาวหรอื เขา้ อยภู่ ายใตถ้ ้อยคาว่า “บุตรสาว” (บะนาตฺ) และมีหลักฐานท่ีระบุว่า ท่านอับดุลลอฮฺ อิบ
นุ มัสอ๊ดู (สหายท่านศาสดา) ได้ถูกถามถึงมรดกของบุตรสาวและหลานสาว ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอู๊ด จึงได้
กล่าววา่

“ฉนั จะตัดสนิ ตามทท่ี า่ นนบี มฮุ มั มดั ได้ตดั สินไว้ คือ บุตรสาวได้ครงึ่ หนึ่ง และหลานสาวได้หน่ึงส่วนหก
เพือ่ เตมิ เต็มอัตราส่วนสองในสาม”

9. พส่ี าวหรือน้องสาวร่วมบิดามารดา พสี่ าวหรอื นอ้ งสาวรว่ มบดิ ามารดามี 6 สภาพ ดังต่อไปนี้
1. ได้รบั 1/2 จากกองมรดก ในกรณีทมี่ คี นเดียว
2. ไดร้ บั 2/3 ในกรณีท่ีมพี ส่ี าวหรอื นอ้ งสาวร่วมบิดามารดารว่ มอยู่ดว้ ย จะมจี านวนกค่ี นกต็ าม
3. ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) ร่วมกับผู้อ่ืน (มะอัลฆ็อยฺร์) คือในกรณีท่ีมีพี่สาวหรือน้องสาว

(จะมกี ่คี นก็ตาม) และมบี ุตรสาวหรือหลานสาวอันเกดิ จากบตุ รชายของผู้ตายรว่ มอยู่ด้วย
4. ได้รับส่วนเหลือ (อะซ่อบะห์) เน่ืองด้วยมีผู้อ่ืน (บิล-ฆ็อยฺร์) คือมีพี่ชายหรือน้องชายร่วมบิดา

มารดา (จะมีกีค่ นกต็ าม) โดยแบง่ ใหช้ าย 2 ส่วน หญิง 1 ส่วน
5. ได้รบั มรดกรว่ มกับบรรดาพีน่ ้องชายหญิงร่วมมารดาในอัตราส่วนทถี่ กู กาหนดแนน่ อนแก่ฝุายหลัง

โดยถือว่า เป็นบุตรของมารดาคนเดียวกัน หรือ มุชัรฺเราะกะฮฺ เรียกป๎ญหามรดกกรณีน้ีว่า มัสอะละฮฺ มุชตะรอ
กะฮฺ ซ่ึงท่านอุมัร (กาหลิบคนท่ี๒) ได้ตัดสินให้พี่น้องร่วมบิดามารดามีส่วนร่วมในหน่ึงส่วนสามท่ีถูกกาหนดให้
บรรดาพีน่ อ้ งรว่ มมารดา (ดร.ยูซุฟ กอซิม,อัลวะญซี ฺ ฟลิ มรี อซฺ วลั ว่าศยี ะฮฺ หนา้ 113,114)

6. ถูกกันสิทธิ (มะฮฺํูบาตฺ) ในกรณีท่ีผู้ตายมีบุตรหรือหลานชายอันเกิดจากบุตรชาย ฯลฯ หรือมี
บดิ าของผู้ตายร่วมอยู่ดว้ ย เอกองค์อัลลอฮฺไดต้ รัสความวา่

“พวกเขาจะขอใหเ้ จ้าชข้ี าดป๎ญหา จงกล่าวเถดิ วา่ อัลลอฮจฺ ะทรงชข้ี าดให้แก่พวกเจ้าในเรือ่ งของ
ผู้เสยี ชวี ิตทไ่ี ม่มีบิดาและ บตุ รกลา่ วคอื ถา้ ชายผ้หู น่ึงตายโดยท่ีเขาไม่มีบตุ รแต่มีพ่ีสาวหรือนอ้ งสาวคนหน่งึ นางก็
ได้ ครึ่งหนง่ึ ของสง่ิ ทเี่ ขาไดท้ ง้ิ ไว้ โดยทเี่ ขาก็จะรับมรดกของนาง หากไมป่ รากฏว่านางมีบุตร ดังนนั้ หากปรากฏมี
พีส่ าวหรือน้องสาวสองคน ท้ังสองน้ันก็ได้ สองในสามจากสง่ิ ทเ่ี ขาได้ทง้ิ ไวแ้ ละหากปรากฏว่าพวกเขาเป็นพ่ีนอ้ ง
หลายคนท้งั ชายและหญิง ดังนัน้ สาหรับชายก็ได้รับเทา่ กับสว่ นไดข้ องหญิงสองคน...” (อัน-นิสาอฺ : 176)

ดงั นัน้ ในกรณีทเี่ จ้าของมรดกมผี ู้สบื มรดก ดงั ต่อไปนี้
1. สามี
2. มารดา
3. พีน่ ้องรว่ มมารดากบั ผตู้ ายตัง้ แต่ 2 คนขึน้ ไป
4. พี่น้องรว่ มบิดามารดากับผู้ตาย เป็นหญิงและชายหรือชายล้วน ซ่ึงไดส้ ่วนท่เี หลือ ใหถ้ ือวา่ พ่ี
น้องร่วมบดิ ามารดากับผู้ตายเป็นพน่ี อ้ งรว่ มมารดากับผู้ตาย ซ่งึ เรยี กว่า ปญ๎ หามรดกกินร่วม (มชุ ัรเราะกะฮฺ)

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย 77

ตัวอย่าง

นางฟาตีมะห์ เสียชีวิต ทิ้งทรัพย์สินมรดกเอาไว้ จานวน 12,000 บาท มีผู้มีสิทธิสืบมรดก คือ สามี

มารดา พีน่ ้องรว่ มมารดา 2 คนขึน้ ไป และมีพ่ีนอ้ งรว่ มบิดามารดากับผตู้ ายเป็นชายล้วน หรอื หญิงกบั ชาย

วธิ แี บ่งมรดก

ส่วนเต็ม = 6

ผู้มีสิทธิสืบมรดก อัตราสว่ น ส่วนทีไ่ ดร้ ับ จานวนเงิน
สามี ½ 3
6,000

มารดา 1/6 1 2,000
พ่นี ้องรว่ มมารดา 1/3 2 4,000
2 คนขนึ้ ไป

จานวนเงนิ ท้ังหมด 12,000 บาท สว่ นเตม็ 6 สว่ น แตล่ ะส่วน = 12,000 ÷ 6 = 2,000 บาท
ฉะนน้ั สามไี ด้รับ 3 ส่วน เปน็ เงนิ 6,000 บาท มารดาได้รับ 1 สว่ น เป็นเงิน 2,000 บาท พีน่ ้องร่วม

มารดา 2 คนข้ึนไปได้รับ 2 สว่ นเป็นเงนิ 4,000 บาท

10. พี่สาวหรือนอ้ งสาวร่วมบิดา มี 6 สภาพ ดงั ตอ่ ไปนี้
1. ไดร้ บั 1/2 ในกรณที ีม่ เี พยี งคนเดยี ว
2. ไดร้ บั 12//36 ในกรณที ่ีมพี ีส่ าวหรือน้องสาวร่วมบิดากบั นางรว่ มอยดู่ ้วย
3. ไดร้ ับ ในกรณีท่ผี ้ตู ายมีพ่ีสาวหรอื นอ้ งสาวรว่ มบิดามารดารว่ มอยดู่ ว้ ย1 คน

4. ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) ในกรณีที่มีพ่ีชายหรือน้องชายของนางร่วมอยู่ด้วย (โดยแบ่งให้

ชาย 2 ส่วน หญงิ 1 ส่วน)

5. ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) ในกรณีท่ีบุตรสาวหรือหลานสาวอันเกิดจากบุตรชายร่วมอยู่

ด้วย (โดยนางได้รับสว่ นเหลอื หลังจากแบง่ ใหบ้ ตุ รสาวหรอื หลานสาว)

6. ถกู กนั สิทธิในกรณีดังต่อไปนี้

- มีพ่ีสาวหรือน้องสาวของผู้ตาย 2 คนขึ้นไป แต่ถ้ามีพ่ีชายหรือน้องชายร่วมอยู่ด้วย ก็ได้รับ

ส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮ)ฺ

- มพี ่ีชายหรือน้องชายร่วมบดิ ามารดากับผ้ตู ายรว่ มอยู่ด้วย

- มีพี่สาวหรือนอ้ งสาวรว่ มบดิ ามารดากับผู้ตายเป็นผูไ้ ดร้ ับส่วนเหลอื (อะเศาะบะฮฺ)

- มบี ุตรชายหรอื หลานชายอันเกดิ จากบุตรชาย ฯลฯ หรือ บดิ าของผ้ตู าย

11. ผู้ท่ไี ด้รับส่วนเหลือ (อะซอ่ บะห์)

อะซ่อบะห์ ตามหลักภาษา แปลว่า พรรคพวกของบุคคลซ่ึงจะให้การสนับสนุนบุคคลผู้น้ันในยาม

วกิ ฤตติ ลอดจนให้การปกปอู งบุคคลผู้น้นั

ส่วนความหมายตามหลักวิชาการแบ่งมรดกนั้น หมายถึง บรรดาญาติฝุายชายท่ีใกล้ชิดกับผู้ตายโดย

สบื ถึงผ้ตู ายจากทางบดิ า ซ่ึงพวกเขาจะไดร้ ับส่วนเหลือจากกองมรดกหลังจากแบ่งให้แก่บรรดาผู้มีสิทธิรับมรดก

ตามอัตราสว่ นท่ีถูกกาหนดไว้ เรียบรอ้ ยแล้วและพวกเขาจะได้รับกองมรดก ในกรณีเมื่อมีประเภทเดียวและไม่มี

ผู้รับตามอัตราสว่ นทถ่ี กู กาหนดจากกองมรดก อยู่เลย

สาหรบั ผู้ทไ่ี ด้รับสว่ นเหลือ มี 3 ประเภท คอื :-

1. ผู้ได้รับส่วนเหลือโดยตนเอง (อะซ่อบะห์ บินนัฟฺซิ) คือ ผู้ที่สืบเชื้อสายถึงผู้ตาย โดยไม่มีสตรีมา

คั่นระหว่างเขาผู้น้ันกับผู้ตาย อันได้แก่ ผู้มีสิทธิในกองมรดกที่เป็นเพศชายนอกจากสามีและพ่ีน้องชายร่วมแต่

78 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

มารดาเดียวกัน เพราะบุคคลท้ังสองจะได้รับเฉพาะส่วนแบ่งที่กาหนดไว้ให้เท่านั้น และบุคคลท้ังสองไม่ใช่ผู้รับ
ส่วนเหลือ (อะซ่อบะห)์ แต่อย่างใด

2. ผู้ทไี่ ดร้ ับสว่ นเหลอื โดยตนเอง (อะซ่อบะห์ บนิ นฟั ซฺ )ิ มี 4 ฝา่ ย คือ
1. ฝุายบุตร : ได้แก่บุตรหลานที่เป็นชายของผู้ตาย เช่น บุตรชาย,หลานชายที่เกิดจากบุตรชาย
แมจ้ ะตา่ ช้ันลงมา
2. ฝาุ ยบิดา : ได้แกบ่ รรพบุรษุ ของผูต้ าย เช่น บดิ าและปุู
3. ฝุายพ่ีน้อง : ได้แก่บุตรชายหรือหลานชายของบิดาผู้ตาย โดยไม่มีสตรีเข้ามาค่ันระหว่างเขา
กับผู้ตาย เช่น พี่น้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกัน,พ่ีน้องชายร่วมแต่บิดาเดียวกันหรือ
บตุ รชายของพ่ีน้องชายรว่ มบดิ ามารดาเดียวกนั ,บุตรชายของพนี่ อ้ งชายรว่ มแต่บดิ าเดียวกนั
4. ฝุายลุง : ได้แก่บุตรชายหลานชายของปุูผู้ตาย โดยไม่มีสตรีเข้ามาคั่นระหว่างเขากับผู้ตาย
เช่น ลงุ ที่รว่ มบดิ ามารดาเดียวกับผู้ตาย,ลุงทร่ี ว่ มแตบ่ ดิ าเดียวกับบิดาผู้ตาย,บุตรชายของลุงท่ี
รว่ มบิดามารดาเดยี วกับบิดาผูต้ าย,บุตรชายของลงุ ที่รว่ มแตบ่ ิดาเดียวกบั บดิ าผูต้ าย

3. ผู้ท่ีได้รับส่วนเหลือร่วมกับผู้อื่น (อะซ่อบะห์ มะอัลฆ็อยฺร์) ได้แก่ พี่น้องหญิงร่วมบิดามารดา
หรือพีน่ ้องหญิงร่วมแต่บิดา เมือ่ อยู่พรอ้ มกบั บุตรหญิงหรอื หลานสาว

ดังนั้นถ้าหากผู้ตายได้ท้ิงทายาทที่เป็นบุตรหญิงสองคนกับพ่ีน้องหญิงร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดา
อกี หนึ่งคน บุตรหญงิ สองคนนน้ั จะได้รบั สว่ นแบ่งสองในสามจากกองมรดก และพ่ีน้องหญิงร่วมบิดามารดาหรือ
รว่ มแต่บิดาจะไดร้ บั มรดกสว่ นทีเ่ หลอื ท้ังหมดคือหนึ่งในสามและให้ใช้หลักการเช่นเดียวกันนี้ ในกรณีของพ่ีน้อง
หญงิ ร่วมบดิ ามารดา หรือรว่ มแตบ่ ิดาหลายคน เมอ่ื อยู่พร้อมกบั หลานสาวคนเดยี วหรือหลานสาวหลายคน

หลักฐานในเรอ่ื งน้ี คอื หะดีษที่ทา่ นอับดุลลอฮฺ อบิ นุ มสั อู๊ด (สหายท่านศาสดา) ได้ถูกถามเกี่ยวกับบุตร
หญงิ ,หลานสาวและพ่ีน้องหญงิ ท่านอับดลุ ลอฮฺ อบิ นุ มัสอู๊ด ตอบวา่

: ในเรื่องนี้ฉันจะตัดสินเช่นเดียวกับที่ท่านนบีมุฮัมมัดได้ตัดสินไว้ คือ : บุตรสาวได้รับครึ่งหนึ่ง ,
หลานสาวได้รบั หนง่ึ ในหก และพ่ีน้องหญงิ ไดร้ ับสว่ นทีเ่ หลือ

12. ผูท้ ่ไี ม่ถูกกนั สทิ ธใิ นกองมรดกและที่ถูกกันสิทธิ
ก. ผทู้ ไ่ี มถ่ กู กนั สทิ ธใิ นกองมรดกมี 5 คน คอื
1. บตุ รชาย 2. บุตรสาว 3. บิดา 4. มารดา 5. สามี,ภรรยา
ข. ผทู้ ีถ่ กู กนั สิทธิในกองมรดก มดี งั ตอ่ ไปน้ี
1. หลานชาย ถกู กันสทิ ธิโดยบุตรชายของผตู้ าย
2. หลานสาว ถูกกันสิทธโิ ดยบตุ รชายหรอื บุตรสาวของผ้ตู าย
3. ปูุ (บดิ าของบดิ า) ถกู กนั สทิ ธโิ ดยบิดาของผู้ตาย
4. ยา่ (มารดาของบิดา) ถูกกันสทิ ธโิ ดยมารดาของผตู้ าย
5. ยาย (มารดาของมารดา) ถกู กันสิทธิโดยมารดาของผู้ตาย
6. พีน่ ้องชายรว่ มบิดามารดา ถูกกนั สทิ ธโิ ดยบุตรชาย,บิดา,หลานชายของผตู้ าย
7. พี่น้องชายร่วมแต่บิดา ถูกกันสิทธิโดยบุตรชาย, บิดา, หลานชาย, พ่ีน้องชายร่วมบิดามารดา
ของผู้ตาย
8. พี่น้องชายร่วมแต่มารดา ถูกกันสิทธิโดยบิดา, ปูุ, บุตรชาย, หลานชายอันเกิดจากบุตรชาย,
บตุ รสาวหลานสาวอนั เกดิ บตุ รชายของผ้ตู าย
9. พี่น้องหญิงร่วมบิดามารดา ถูกกันสทิ ธโิ ดยบตุ รชาย, บิดา, หลานชายของผ้ตู าย
10. พี่น้องหญิงร่วมแต่บิดา ถูกกันสิทธิโดยบุตรชาย, บิดา, หลานชาย, พ่ีน้องชายร่วมบิดา
มารดา, พนี่ อ้ งสาวร่วมบิดามารดาตงั้ แต่ 2 คนขน้ึ ไป

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 79

11. พี่น้องสาวร่วมแต่มารดา ถูกกันสิทธิโดยบิดา ปูุ บุตรชาย หลานชายอันเกิดจากบุตรชาย,
บุตรสาว,หลานสาวอันเกดิ จากบตุ รชายของผู้ตาย

12. บุตรชายของพี่น้องชายร่วมบิดามารดา ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปูุ,บุตรชาย,หลานชายอันเกิด
จากบุตรชาย,พ่ีน้องชายร่วมบิดามารดา,พ่ีน้องชายร่วมบิดา,พ่ีน้องสาวร่วมบิดามารดาเมื่อ
ไดร้ ับส่วนเหลอื

13. บุตรชายของพ่ีน้องชายร่วมแต่บิดา ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปูุ,บุตรชาย,พ่ีน้องชายร่วมบิดา
มารดา,พี่น้องชายร่วมแต่บิดา,พ่ีน้องหญิงร่วมบิดามารดาเม่ือได้รับส่วนที่เหลือ,พ่ีน้องหญิง
รว่ มแตบ่ ิดากับผู้ตายเมื่อไดร้ บั ส่วนทเี่ หลอื (อะเศาะบะฮฺ)

14. ลุงหรืออาร่วมบิดามารดาของผู้ตาย ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปูุ,บุตรชาย,หลานชายอันเกิดจาก
บุตรชาย,พ่ีนอ้ งชายร่วมบิดามารดา,บตุ รชายของพน่ี ้องชายรว่ มบดิ าและมารดา

15. ลุงหรืออาร่วมแต่บิดากับบิดาของผู้ตาย ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปูุ,บุตรชาย,หลานชายอันเกิด
จากบุตรชาย,พ่ีน้องชายร่วมบิดามารดา,พี่น้องชายร่วมแต่บิดา,พ่ีน้องหญิงร่วมบิดามารดา
เม่ือได้รับส่วนที่เหลือ,พี่น้องหญิงร่วมแต่บิดาเมื่อได้รับส่วนที่เหลือ,บุตรชายของพ่ีน้องชาย
ร่วมบิดามารดา,บุตรชายของพี่น้องชายร่วมแต่บิดา,ลุงหรืออาร่วมบิดามารดากับบิดาของ
ผูต้ าย

16. บุตรชายหรือลุงของอาร่วมบิดามารดากับบิดาของผู้ตาย ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปูุ,บุตรชาย,
หลานชาย,พนี่ อ้ งชายรว่ มบิดามารดา,พน่ี อ้ งชายรว่ มแต่บดิ า,พน่ี อ้ งหญิงร่วมบิดามารดาเมื่อ
ได้รับส่วนเหลือ,พ่ีน้องหญิงร่วมแต่บิดาเมื่อได้รับส่วนท่ีเหลือบุตรชายของพี่น้องชายร่วม
บดิ ามารดา,บุตรชายของพีน่ ้องชายร่วมบดิ ากบั ผ้ตู าย

17. บุตรชายของลุงหรืออาร่วมบิดากับบิดาของผู้ตาย ถูกกันสิทธิโดยบุคคลในข้อ 16 และ
บตุ รชายของพีน่ ้องชายของผตู้ ายท่รี ่วมบิดามารดากบั ผตู้ าย

วธิ ีแบง่ มรดก มขี นั้ ตอนดงั ตอ่ ไปนี้

1) ใหแ้ ยกผู้ท่มี สี ิทธใิ นการสบื มรดกออกจากผถู้ ูกกนั สิทธิ

2) หาอัตราส่วนทีผ่ ู้มสี ทิ ธิสบื มรดกแต่ละคนไดร้ บั

3) นาอตั ราส่วนตา่ งๆไปหาส่วนเต็ม

4) ถอดส่วนแบ่ง (สว่ นทไี่ ด้รบั ) ของแตล่ ะคน

5) หาจานวนเงนิ ที่แต่ละบคุ คลได้รบั

ตวั อย่างที่ 1

นางสลั มาได้เสยี ชวี ติ โดยท้ิง สามี, บิดา, และบตุ รชาย 1 คนพร้อมกับเงนิ จานวน 12,000 บาท ป๎ญหา

มรดกข้อนแ้ี บ่งอยา่ งไร

วธิ ีแบง่ มรดก สว่ นเตม็ = 12

ผมู้ ีสทิ ธสิ ืบมรดก อตั ราส่วน ส่วนท่ีไดร้ บั จานวนเงิน
สามี ¼ 3 3,000
บิดา 1/6 2 2,000

บุตรชาย ส่วนท่เี หลือ 7 7,000

จานวนเงินท้งั หมด 12,000 บาท สว่ นเตม็ 12 ส่วน แตล่ ะสว่ น = 12,000 ÷ 12 = 1,000 บาท
ฉะนั้น สามีไดร้ ับ 3 สว่ น เป็นเงนิ 3,000 บาท บิดาไดร้ บั 2 สว่ น เปน็ เงนิ 2,000 บาท บุตรชาย

ได้รับ 7 สว่ น เป็นเงิน 7,000 บาท

80 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

ตัวอย่างท่ี 2
นายอะหมัดได้เสียชีวิตโดยทิ้ง บิดา,มารดา,ภรรยา,บุตรชาย 2 คน,บุตรสาว 1คน กับเงิน

จานวน 24,000 บาท ปญ๎ หามรดกขอ้ นีแ้ บ่งอยา่ งไร
วธิ ีแบ่งมรดก ส่วนเต็ม = 24

ผมู้ ีสทิ ธิสืบมรดก อตั ราส่วน ส่วนที่ได้รบั จานวนเงนิ

บิดา 1/6 4 4,000
มารดา 1/6 4 4,000
ภรรยา 1/8 3 3,000
บุตรชาย 2 คน สว่ นเหลอื 13 ÷ 5 13,000 ÷ 5
บุตรสาว 1 คน ส่วนเหลอื 13 ÷ 5 13,000 ÷ 5

จานวนเงินท้งั หมด 24,000 บาท ส่วนเต็ม 24 ส่วน แต่ละสว่ น = 24,000 ÷ 24 = 1,000 บาท

ฉะนั้น บิดาได้รับ 4 สว่ น เปน็ เงนิ 4,000 บาท

มารดาได้รบั 4 สว่ น เปน็ เงนิ 4,000 บาท

ภรรยาไดร้ ับ 3 สว่ น เป็นเงนิ 3,000 บาท

บตุ รชาย 2 คน + บตุ รสาว 1 คน ได้รับ 13 ส่วน เปน็ เงิน 13,000 บาท

บตุ รชายแต่ละคนไดร้ บั 1,3000 ÷ 5 x 2 = 5,200 บาท

บตุ รสาวได้รบั 1,3000 ÷ 5 x 1 = 2,600 บาท

ปัญหาการคืนสว่ นท่เี หลือ

สาหรบั ส่วนที่เหลอื จากการแบ่งมรดกให้คืนกลบั ไปยังผู้มีสิทธิสืบมรดก โดยแบ่งตามส่วนที่ได้รับเว้นแต่

สามีหรอื ภรรยา

ปญั หาการแบง่ มรดกให้กับทารกทอ่ี ยูใ่ นครรภข์ ณะท่ีบดิ าตาย

ในการแบ่งมรดกน้ัน เม่ือเราไม่ทราบว่าทารกท่ีอยู่ในครรภ์น้ันเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ให้กาหนดส่วนที่

เหลือสาหรับทารกไว้ 2 ส่วน ถ้าหากว่าทารกท่ีเกิดมาเป็นชายก็มอบส่วนท่ีเก็บไว้ให้ท้ังหมด แต่ถ้าหากว่าเป็น

หญงิ ก็มอบใหส้ ว่ นเดยี ว สาหรบั สว่ นที่เหลือก็มอบคนื ให้แก่ผู้มีสิทธิสืบมรดกคนอนื่ ๆ

ตวั อยา่ ง

ถ้าหากว่าผูม้ สี ิทธิสบื มรดกมี มารดา, ภรรยาท่ีตง้ั ครรภ์ และพ่ีชายร่วมบิดามารดากับผู้ตาย ตามป๎ญหา
1/6 1
มรดกข้อน้ีมารดาจะได้รับ ภรรยาจะได้รับ /8 พ่ีชายร่วมบิดามารดากับผู้ตายจะได้รับส่วนท่ีเหลือ หรือจะ

ถูกกันสิทธิ ฉะนั้น ส่วนที่เหลือยังไม่แบ่งให้กับพี่ชายร่วมบิดามารดากับผู้ตาย จนกว่าทารกในครรภ์จะคลอด

ออกมาเป็นผู้ชาย ก็จะได้สืบมรดกส่วนท่ีเหลือทั้งหมด และพ่ีชายร่วมบิดามารดากับผู้ตายก็ถูกกันสิทธิ แต่ถ้า

หากว่าทารกคลอดออกมาเป็นผู้หญิงคนเดียว ทารกก็จะได้รับ 1/2 จากกองมรดก ส่วนท่ีเหลือเป็นของพี่ชาย

ร่วมบดิ ามารดากับผู้ตาย

การทาพนิ ยั กรรม (อลั -วะศิยะฮฺ)
พนิ ัยกรรม (อัล-วะศิยะฮฺ) ตามหลักศาสนา : หมายถึง การสละกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ซ่ึงจะมีผลบังคับ

ภายหลังจากผู้ทาพินัยกรรมเสียชีวิตลงแล้ว เรียกการสละกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินน้ีในภาษาอาหรับเรียกว่า อัล-
วะศยิ ะฮฺ เพราะความดที ผ่ี ูท้ าพินยั กรรมไดท้ าไวใ้ นโลกนจี้ ะสง่ ผลไปถึงเขาในโลกหน้า

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 81

ขอ้ แตกต่างระหว่างการทาพินัยกรรมกบั การยกให้ประเภทอื่น ๆ กค็ ือการทาพินัยกรรม (อัล-วะศิยะฮฺ)
จะมีผลบังคับภายหลังจากผู้ทาพินัยกรรมเสียชีวิตแล้ว ขณะที่การยกให้ประเภทต่าง ๆ จะมีผลบังคับขณะที่
กระทายงั มชี ีวิตอยู่

อิสลามอนุญาตการทาพินัยกรรมแต่ต้องไม่เกิน 1/3 ของทรัพย์สิน เพราะอัลลอฮฺได้โองการไว้ความ
วา่

“การทาพินัยกรรมใหแ้ กบ่ ดิ ามารดาทั้งสองและบรรดาญาติท่ีใกล้ชิดโดยชอบธรรมน้ันได้ถูกกาหนดข้ึน
เหนือพวกเจ้าแล้ว เมื่อความตายได้มายังคนหน่ึงคนใดในพวกเจ้า หากเขาได้ทิ้งทรัพย์สมบัติไว้ ท้ังนี้เป็นหน้าท่ี
เหนือผูย้ าเกรงทงั้ หลาย” (อลั -บะกอเราะฮ:ฺ 180)

ในขณะหน่งึ นบีมฮุ มั มัดไดไ้ ปเยี่ยม สะอดฺ ์ อบิ นุ อบวี ักกอ็ สฺและสะอดฺ ์ ได้ถามวา่

“โอ้ ท่านศาสนทูตแห่งอลั ลอฮฺ ฉันเปน็ ผ้มู ที รพั ย์สนิ และไม่มีผู้ใดสืบมรดกฉัน นอกจากบุตรสาวของฉัน
เพียงคนเดยี วเทา่ นน้ั ฉันจะบรจิ าคทาน 2/3จากทรพั ย์สินของฉนั ได้หรือไม่? ท่านนบีมุฮมั มดั ตอบวา่ : “ไม่ได”้

ฉันกล่าวว่า : ฉันจะบริจาคทานครึ่งหน่ึงของทรัพย์สินน้ัน ท่านนบี ก็ตอบว่า : “ไม่ได้”สะอฺด์ กล่าวต่อ
อีกวา่ : ฉันจะบรจิ าค 1/3ของทรัพย์สินนั้น

ท่านนบี กล่าวว่า หน่ึงในสาม, หนึ่งในสามก็มากแล้ว เพราะแท้จริงการท่ีท่านท้ิงทายาทท้ังหลายของ
ทา่ นในสภาพที่พวกเขามีอนั จะกิน (รา่ รวย) ยอ่ มดีกวา่ การทท่ี ่านทง้ิ ให้พวกเขาเปน็ ผขู้ ัดสนทแ่ี บมือขอผคู้ น”

องคป์ ระกอบของการทาพินัยกรรม
การทาพินัยกรรมนั้นจะตอ้ งมีองคป์ ระกอบดงั ต่อไปน้ี

1. ผู้ทาพินัยกรรม
2. ผรู้ ับพนิ ัยกรรม
3. ทรัพย์สินทจี่ ะทาพินัยกรรม
4. การเสนอและการตอบรับ
เงื่อนไขในการทาพนิ ยั กรรม
การทาพินยั กรรมนนั้ จะตอ้ งมีเงอ่ื นไข ดังนี้
1. ผทู้ าพินยั กรรมตอ้ งบรรลศุ าสนภาวะ มีสติสมั ปชญั ญะและมอี ิสระในการทาพินัยกรรม
2. ผู้รับพินยั กรรมจะตอ้ งมใิ ช่เป็นผูส้ ืบมรดกจากผู้ทาพินัยกรรม และมิใช่ผู้ทีส่ งั หารผ้ทู าพินัยกรรม
3. ทรพั ย์สนิ ท่จี ะทาพินยั กรรมนัน้ จะต้องระบุชดั เจน และไมเ่ ป็นที่ต้องหา้ มในศาสนาอิสลาม
4. การเสนอและการตอบรับนั้น จะต้องเป็นถ้อยคาที่เข้าใจได้ว่าผู้ทาพินัยกรรมจะมอบทรัพย์สินให้แก่
ผหู้ นงึ่ ผใู้ ด หลงั จากทผี่ ทู้ าพนิ ัยกรรมไดส้ นิ้ ชวี ิต
ตามหลักศาสนา นั้นอนุญาตให้ทาพินัยกรรมได้ไม่เกินหน่ึงในสาม (1/3)ของทรัพย์สินท้ังหมด ดังนั้น
หากผู้ทาพินัยกรรมได้ทาพินัยกรรมมากกว่าหน่ึงในสามของทรัพย์สินทั้งหมด ย่อมถือว่าการทาพินัยกรรมน้ัน
เป็นโมฆะ ยกเว้นในกรณที ผ่ี มู้ ีสทิ ธิสบื มรดกยินยอมให้ โดยมเี ง่ือนไข ดงั น้ี
- การยินยอมน้นั เกิดข้นึ หลงั จากผทู้ าพินัยกรรมไดเ้ สยี ชีวติ แลว้
- ผ้ยู ินยอมนั้นจะตอ้ งเป็นผบู้ รรลุศาสนภาวะและมสี ติสมั ปชญั ญะ

82 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

การทาพินัยกรรมท่ีเป็นโมฆะ
สิ่งที่จะทาใหพ้ นิ ยั กรรมเปน็ โมฆะ มดี ังต่อไปน้ี

1. ผู้ทาพินัยกรรมได้เปลยี่ นแปลงหรือยกเลิกพินยั กรรมก่อนเสียชีวิต
2. ผรู้ ับพินยั กรรมเสียชีวิตก่อนผู้ทาพนิ ัยกรรม
3. ผู้รบั พนิ ัยกรรมไดส้ ังหารหรอื มสี ว่ นรว่ มในการสังหารผู้ทาพนิ ัยกรรม
4. ผรู้ ับพินัยกรรมได้คืนสทิ ธิของตนใหแ้ กผ่ มู้ สี ิทธิสบื มรดก
5. ทรพั ย์สนิ ทที่ าพนิ ยั กรรมเกิดชารดุ เสยี หาย
6. การทาพินัยกรรมน้นั เป็นการทาใหแ้ กผ่ ู้มีสิทธิสืบมรดก เนื่องจากมีหะดีษระบุวา่

“แท้จรงิ อลั ลอฮฺได้ทรงประทานสิทธิแกผ่ มู้ ีสิทธทิ ุกคนแล้ว (ในเร่อื งมรดก) ดังน้นั ย่อมไม่มีการทา
พนิ ัยกรรมใหแ้ ก่ผู้มสี ิทธิสบื มรดก (อีก)”

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 83

ใบความรทู้ ่ี 8

มูนากาฮาต( ‫)مناكحات‬

มนุ ากะฮาต ( ‫)مناكحات‬หมายถึง หลกั การที่เกี่ยวขอ้ งกบั เร่อื งการแต่งงานและครอบครวั
1. การแตง่ งาน ( ‫)النكاح‬
การแต่งงาน การสมรสหรอื นิกาห์

การสมรสหรือนิกาห์ ตามทัศนะอิสลามนั้นมีความสาคัญและเป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติ เพื่อเป็นการสืบ
เผ่าพันธุ์มนุษยชาติ และเป็นการสร้างความบริสุทธิ์ให้แก่คู่สามีภรรยาจากการประพฤติผิดสิ่งท่ีศาสนาบัญญัติ
หา้ มเอาไว้ ตลอดจนเป็นการสร้างครอบครัวซ่ึงระบอบทางสังคมจะมีความสมบูรณ์ได้ด้วยครอบครัวที่มีหลักคา
สอนของศาสนาและศลี ธรรมอนั ดีเปน็ ส่งิ ควบคุมพฤตกิ รรมของสมาชกิ ในครอบครัว
ความหมายและความสาคญั

การสมรส ตามหลักภาษาหมายถึง การรวมหรือการมีเพศสัมพันธ์หรือการทาข้อตกลง ในขณะที่การ
สมรสตามคานิยามด้านวิชาการ หมายถึง การผูกนิติสัมพันธ์สมรสระหว่างชายหญิง เพ่ือเป็นสามีภรรยาโดยพิธี
สมรส

มีหลักฐานมากมาย ไม่ว่า จะเป็นตัวบทของอัลกุรฺอาน, หะดีษ และอิจญ์มาอฺซึ่งส่งเสริมเร่ืองดังกล่าว
เชน่ อัลลอฮ์ได้โองการไวค้ วามว่า

“ดงั นั้นสูเจ้าท้ังหลายจงสมรสกับสตรีท่ีเป็นท่ีพึงพอใจสาหรับสูเจ้าท้ังหลาย สองคน สามคน และส่ีคน
ดังนั้นหากสูเจ้าท้ังหลายเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความเป็นธรรม(ระหว่างพวกนางได้) ก็จงสมรสกับสตรีคน
เดียว” (อัน-นสิ าอฺ: 3)

ท่านนบีมฮุ ัมมดั ไดก้ ล่าวไวค้ วามว่า

“โอ้บรรดาคนหนุ่มทั้งหลาย ผู้ใดจากพวกท่านมีความสามารถในค่าใช้จ่ายของการสมรส ผู้นั้นก็จง
สมรสเถิดเพราะการสมรสคือส่ิงที่ทาให้สายตาน้ันลดต่าลงเป็นที่สุด และเป็นการปูองกันอวัยวะเพศได้ดีท่ีสุด
และผู้ใดไมม่ คี วามสามารถ ก็ใหผ้ นู้ ้ันถือศลี อดเถิด เพราะการถอื ศลี อดคือการลดทอนกาหนัดสาหรับผู้นัน้ ”

และอิจมาอ์ซ่ึงประชาชาติมุสลิมต่างก็เห็นพ้องเป็นมติเอกฉันท์ว่าการสมรสเป็นสิ่งท่ีถูกบัญญัติตาม
หลักการของศาสนา

ถึงแม้หลักฐานข้างต้นจะยืนยันว่าอิสลามส่งเสริมการสมรส แต่นักปราชญ์อิสลามได้พิจารณาถึงข้อชี้
ขาดของการสมรสซง่ึ อาจจะมีความแตกต่างกนั ไปตามสถานภาพและสภาวะของบุคคล ดังนี้

เป็นสิ่งจาเป็น(ฟัรฎู) ในกรณีเม่ือบุคคลมั่นใจว่าตนจะตกไปสู่การผิดประเวณี(ซินา) หากไม่ทาการ
สมรสและบุคคลผู้น้ันมีความสามารถในการจ่ายค่าสินสอด(มะฮัร)และค่าเลี้ยงดูภรรยาตลอดจนดารงสิทธิและ
หน้าท่ีตามทีศ่ าสนากาหนดเอาไว้

เป็นส่ิงต้องห้าม(หะรอม) ในกรณีเมื่อบุคคลมั่นใจว่าตนจะอธรรมต่อสตรีและประทุษร้ายต่อนางเม่ือ
เขาได้สมรสกับนาง โดยบุคคลผู้น้ันไร้ความสามารถจากการรับภาระในค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องและผูกพัน
กับการสมรส

เป็นสิ่งทน่ี ่ารงั เกยี จ(มกั รฮู )ฺ ในกรณที ่ีเกรงวา่ บุคคลจะมีพฤติกรรมดงั เชน่ ในข้อท่ี 2 แต่ไม่ถึงข้ันแน่นอน
ว่าจะตอ้ งเป็นเช่นน้นั หรอื บคุ คลผูน้ ้ันมขี อ้ บกพรอ่ ง เชน่ ชราภาพ มีโรคเร้อื รงั เป็นตน้

เป็นส่ิงที่ส่งเสริม (มุสตะหับ) ในกรณีที่บุคคลไม่มีสภาพหรือพฤติกรรมดังที่กล่าวมาในข้อ 3 ข้อแรก
แต่นักปราชญ์อิสลาม ถือว่าการสมรสในกรณีนี้ บุคคลมีสิทธิท่ีจะเลือกได้ระหว่างการสมรสหรือไม่สมรส และ
กรณที ีไ่ ม่สมรสแล้วใช้เวลาไปในการประกอบศาสนกจิ และแสวงหาความรู้ก็ย่อมถือว่าดกี วา่

84 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ใบงานที่ 8

เร่ือง การแต่งงานและการสู่ขอ

1. ให้นกั ศึกษาตอบคาถามประเด็นการแตง่ งานต่อไปนี้ พอสงั เขป
-เป็นสงิ่ จาเปน็ (ฟร๎ ฎู)
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
-เป็นส่งิ ตอ้ งหา้ ม (ฟ๎รฎู)
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

-เป็นส่งิ น่ารังเกียจ(มักรฮู ฺ)
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

-เปน็ ส่ิงท่สี ง่ เสริม( มสุ ตาหับ)
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

2. นกั ศึกษาอภิปรายหวั ข้อ ผลกระทบของการสขู่ อ แลว้ ผู้ปกครองไม่อนญุ าต
………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ชอื่ .................................................สกุล.......................................................กลุ่ม...............................

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 85

ใบความรู้ท่ี 9

การหย่า( ‫ )الطلاق‬และการคืนดี( ‫)الرجوع‬

ความหมาย
การหย่า ในภาษาอาหรับ เรียกว่า (al– Talak ) แปลว่า : การแก้, การปลด, การปล่อยและการ

หลดุ
ความหมายตามศาสนบญั ญัติ หมายถึง : การยกเลิกพันธะท่ีมีขึ้นจากการสมรสด้วยเหตุผลใดเหตุผล

หนง่ึ หรอื การยกเลกิ พันธะท่มี ขี ้ึนจากการสมรสด้วยคาหยา่ หรือคาที่แสดงถงึ การหย่า
โดยหลักศาสนบัญญัติแล้วอนุญาตให้มีการหย่าได้ แต่ เป็นส่ิงที่ไม่ควรกระทา เว้นแต่ว่ามีความจาเป็น

ถงึ ทสี่ ดุ ยากต่อการหลีกเลย่ี งได้เพ่ือแกป้ ญ๎ หาครอบครวั เพราะมนั เป็นส่ิงท่ีอัลลอฺทรงโกรธกร้ิวถึงแม้พระองค์จะ
อนญุ าต ดัง่ ทท่ี ่านนบมี ฮุ ัมมัด ไดก้ ลา่ วไวค้ วามวา่

“สิ่งอนุมตั ิอันเปน็ ทโี่ กรธกร้ิวมากท่ีสดุ ยังอลั ลอฮฺ คือ การหย่าร้าง”

องคป์ ระกอบหลกั การหย่า
การหย่า มีองค์ประกอบหลัก 5 ประการ คือ ผู้หย่า ผู้ถูกหย่า ถ้อยคาหย่า อานาจ(ภรรยายังคงอยู่ใน

ปกครองของสาม)ี และตง้ั ใจโดยมีเง่ือนไขดังนี้
1. ผ้หู ยา่ นนั้ คอื สามนี ้ันจะต้องผมู้ คี ุณสมบตั ติ ามเกณฑบ์ ังคบั ของศาสนา กล่าวคอื บรรลุศาสนภาวะ,มี

สตสิ มั ปชญั ญะ และไมถ่ กู บงั คบั และการหย่าเป็นสิทธขิ องผเู้ ป็นสามเี ทา่ นัน้
2.ผู้ถูกหยา่ คอื ภรรยาต้องเปน็ ผู้มีความสัมพันธ์ในการสมรสอย่างแทจ้ ริงทผ่ี กู สัมพันธ์นางกับสามีผู้หย่า

กลา่ วคือ ภรรยายงั คงอยู่ในปกครองของสามี ดงั นนั้ การหย่าสตรีท่ีมิใช่ภรรยาของชายผู้หย่า หรือการหย่าสตรีท่ี
ขาดจากสามีไปแลว้ ดว้ ยการหยา่ 3 ครง้ั หรอื ดว้ ยการยกเลิกนิติสัมพันธ์สมรส(ฟะซัค) จึงไม่มีผลแต่อย่างใดและ
การอย่านั้นจะต้องใชถ้ อ้ ยคาท่บี ง่ ชี้ถึงการหย่า

3.ถอ้ ยคาท่บี ง่ ชถี้ ึงการหย่า ซึง่ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
ก. การหย่าดว้ ยถ้อยคาทชี่ ดั แจง้ (อศั -ศอ่ รีห)ฺ กล่าวคือ เป็นถ้อยคาท่ีไม่อาจตีความเป็นอื่นนอกจากการ
หย่าเท่านั้น อาทิเช่น คุณถูกหย่าแล้ว หรือ ผมหย่าคุณ เป็นต้น การหย่าด้วยถ้อยคาประเภทน้ี ถือเป็นผลทันที
เมอ่ื ฝาุ ยสามไี ดเ้ ปลง่ วาจาออกมาโดยไม่ต้องมีเจตนาเปน็ เงื่อนไข
ข. การหย่าด้วยถ้อยคาที่ไม่ชัดแจ้ง (อัล-กินายะฮฺ) กล่าวคือ เป็นถ้อยคาท่ีตีความว่าเป็นการหย่าหรือ
ไม่ใชก่ ารหยา่ ก็ได้ อาทิเชน่ “คุณจงกลบั ไปอยู่กบั ครอบครวั ของเธอ” หรือ “คุณจงไปไกล ๆ ฉัน” การใช้ถ้อยคา
ประเภทนี้ ในการหยา่ นีจ้ ะไม่เปน็ ผลนอกเสยี จากเมอื่ ฝาุ ยสามมี ีเจตนา (เนยี ต) ในการหย่าเท่าน้นั

ประเภทของการหย่า
ประเภทของการหย่าในกรณวี า่ สามารถคนื ดี (รอจฺญ์อะฮฺ) ไดห้ รอื ไม่ แบ่งออกเปน็ 3 ประเภท คอื

1.การหย่าแบบคืนดีได้ (ً‫ )الطلاق الرجع‬คือ การหย่าที่สามีและภรรยาคืนดีกันได้ โดยไม่ต้อง

ประกอบพิธีสมรสใหม่ และไม่ต้องจ่ายค่าสินสอดอีก ตราบเท่าที่ภรรยาอยู่ในช่วงการครองตน (อิดดะฮฺ) ดัง
ท่ีอัลลอฮฺได้โองการไว้ ความว่า “และบรรดาสามีของพวกนางนั้นเป็นผู้มีสิทธิเป็นท่ีสุด ด้วยการนาพวกนาง
คืนกลับมาในส่ิงดังกล่าว (คือการคืนดีในช่วงท่ีพวกนางยังคงอยู่ในช่วงการครองตน)หากพวกเขาปรารถนาการ
ประนปี ระนอม” (อลั บะกอเราะฮฺ : 228)

เง่ือนไขสาหรับการหยา่ ประเภทนี้มีดงั นี้
ก. การหย่าของสามนี ั้นต้องเกิดขนึ้ ภายหลังการรว่ มหลับนอนกับภรรยา

86 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

ข. ภรรยาทถ่ี ูกหย่าจากสามยี ังคงอยูใ่ นชว่ งเวลาการครองตน(อดิ ดะฮ)ฺ
ค. การหย่าของสามีต้องเป็นการหย่าที่ยังไม่ครบ 3 คร้ัง กล่าวคือเป็นการหย่า 1 คร้ัง หรือ 2 คร้ัง
เทา่ น้นั การหย่าทีเ่ กิดขึน้ ต้องไมใ่ ชก่ ารหยา่ โดยมสี ินจา้ ง(คลุ อุ ฺ)
2. การหย่าท่ีคืนดีไม่ได้แบบบาอินเล็ก ( ‫ ) الطلاق البائن الصغرى‬คือ การหย่าของสามีต้อง
เกิดขึ้นก่อนร่วมหลับนอนกับภรรยาหรือ/และการหย่าที่ยังไม่ครบ3 ครั้ง และภรรยาได้ผ่านพ้นช่วงเวลาการ
ครองตน (อิดดะฮฺ) จากการหย่าของสามีไปแล้ว ในกรณีน้ีสามีจะกลับมาคืนดี (รอจญ์อะฮฺ)กับภรรยาไม่ได้อีก
นอกจากจะต้องประกอบพิธสี มรสและจา่ ยสินสอดใหม่
3. การหย่าทค่ี ืนดีไม่ได้แบบบาอินใหญ่ ( ‫ )الطلاق البائن الكبرى‬คือ การหย่าท่ีครบสามครั้งแล้ว
การหยา่ ประเภทนส้ี ามไี มส่ ามารถจะกลับมาคนื ดีกับภรรยาทีถ่ กู หยา่ ไดอ้ ีก ยกเว้นภายหลังการท่ีภรรยาได้สมรส
กับชายอื่นอย่างถูกต้อง และมีการร่วมหลับนอนกับชายผู้เป็นสามีใหม่ ต่อมาสามีใหม่ได้หย่านางหรือเสียชีวิต
นางก็อยู่ในช่วงเวลาการครองตน(อิดดะฮฺ) เม่ือนางได้พ้นช่วงเวลาการครองตนแล้ว สามีคนแรกก็ย่อมมีสิทธิที่
จะสมรสกบั นางไดอ้ ีก

การคืนดี( ‫)الرجوع‬

การคืนดีระหว่างสามีกับภรรยา เรียกในภาษาอาหรับว่า “อัร-รอจฺญ์อะฮฺ” คือ การที่สามีหวนกลับไป
คืนดกี ับภรรยาท่ีถกู หย่า (เฏาะลาก) ในลักษณะการหย่าท่ีสามารถคืนดีกันได้(เฏาะลาก รอจญ์อีย์) เท่าน้ัน โดย
การคืนดีของสามีต้องเกิดขึ้นก่อนการส้ินสุดช่วงเวลาการครองตนของภรรยาตามรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว
ทง้ั น้ีโดยมิต้องมีการประกอบพิธีสมรสและการจ่ายมะฮัรใหม่แก่ภรรยาแต่อย่างใด แต่ถ้าสามีปล่อยให้ช่วงเวลา
การครองตนของภรรยา(อิดดะฮฺ) สิ้นสุดลงโดยท่ียังมิได้คืนดีกับภรรยา และการหย่าน้ันยังไม่ครบ 3 ครั้ง ก็
จาเป็นท่ีจะต้องประกอบพิธีสมรสและจ่ายสินสอดใหม่แก่ภรรยา ทั้งน้ีข้ึนอยู่กับความพึงพอใจของภรรยาเป็น
สาคัญว่าจะยอมคืนดีด้วยหรือไม่ ส่วนในกรณีการคืนดีท่ีเกิดข้ึนก่อนสิ้นสุดช่วงเวลาการครองตนของภรรยาน้ัน
ถือเปน็ สทิ ธิของสามี ภรรยาจะพอใจหรือไม่ก็ตาม และศาสนาส่งเสริมให้มีพยานรับรู้ 2 คนในการคืนดีของสามี
กับภรรยาแตม่ ิใชเ่ ป็นสง่ิ จาเป็นแตอ่ ยา่ งใด

การหยา่ โดยมสี ินจ้าง(‫)الخلوع‬

การหยา่ โดยมสี นิ จา้ ง ตามหลักศาสนบัญญตั ิ หมายถึง การคลายนิติสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองโดยใช้คาว่า
หย่าหรือ คุลอฺ อันเนื่องมาจากภรรยาขอไถ่ตัวเอง กล่าวคือ ฝุายภรรยาขอไถ่ตัวเองจากการสมรสกับสามีด้วย
ทรัพยส์ นิ โดยนางเสนอจา่ ยทรัพย์สินจานวนหนงึ่ ใหส้ ามีเพอ่ื ใหส้ ามหี ย่านาง ทา่ นนบีมฮู ัมมัด กลา่ วไวค้ วามวา่

“ภรรยาของษาบิต อิบนุ กอยฺส์ได้มาหาท่านนบี และกล่าวว่า : “โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ฉันมิได้
ตาหนิเขา (ษาบิต) ในเรอื่ งมารยาทและเรือ่ งศาสนา แตฉ่ นั รงั เกียจการฝุาฝืนในอิสลาม ท่านนบี กล่าวกับนางว่า
:เธอจะมอบสวนของษาบิตคืนแก่เขาหรือไม่ ? นางกล่าวว่า : ค่ะ !ท่านนบี จึงกล่าวแก่ษาบิตสามีของนางว่า :
ท่านจงรับเอาสว่ นน้ัน (คนื ไป)และทา่ นจงหย่านาง 1 คร้ัง

ส่วนหนึ่งจากเงอื่ นไขในการหยา่ โดยมสี ินจ้าง (อัล-คุลอฺ )์ ได้แก่
1) การรงั เกยี จน้นั เกิดจากทางฝุายภรรยา
2) ภรรยาตอ้ งไม่ร้องขอใหม้ กี ารหย่าโดยมสี ินจา้ ง นอกจากนางอยใู่ นภาวะที่สดุ จะทนแลว้ เทา่ นั้น
3) สามีต้องไม่มีเจตนาทารา้ ยภรรยาเพอื่ ให้นางร้องขอการหยา่ โดยมสี ินจา้ ง

รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 87

ระยะเวลาการรอคอยหรือช่วงเวลาการครองตน (‫)العدة‬

ช่วงเวลาการครองตน ตามศาสนบัญญัตจะใช้คาว่า อิดดะฮฺ คาว่า อิดดะฮฺ แปลว่า การนับจานวน
ในขณะท่ีความหมายศาสนบัญญัติ หมายถึง ช่ือเรียกช่วงเวลาที่ถูกกาหนดแน่นอนซ่ึงสตรีต้องรอคอยใน
ช่วงเวลาดังกล่าว เพ่ือเป็นการภักดีต่ออัลลอฮฺ หรือ เพ่ือความแน่นอนจากการบริสุทธ์ิของมดลูก ใน
ขณะเดียวกันมันยังทาให้สามีและภรรยา ได้ทบทวนและไคร่ครวญชีวิตคู่ที่ผ่านมา และอนาคต ว่าสมควรที่จะ
แยกจากกนั หรือจะกลบั คืนดีกัน

นอกจากน้ีอิดดะฮฺ ยังเป็นการปูองกันความสับสนในการสืบสายโลหิต ท้ังนี้เพราะระยะเวลาที่ถูก
กาหนดในการครองตน(อิดดะฮฺ) นั้นเป็นการพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าก่อนท่ีสตรีผู้นั้นจะสมรสกับชายอ่ืน นาง
มไิ ด้ตง้ั ครรภก์ บั สามคี นก่อนอยา่ งแน่นอน
ความแตกต่างช่วงเวลาการครองตนของสตรแี ต่ละคน

สาหรับช่วงเวลาในการครองตนของสตรี(อิดดะฮฺ) น้ันมีระยะเวลาที่แตกต่างกันโดยพิจารณาถึงสภาพ
ของสตรเี ปน็ หลกั ดงั นี้

1) ในกรณที ี่สามขี องสตรีนั้นเสียชีวิต หากนางตั้งครรภ์อยู่ ช่วงระยะเวลาการครองตนของนางก็สิ้นสุด
ลงดว้ ยการคลอดบุตร ไม่ว่าระยะเวลาการเสียชีวิตของสามีกับการคลอดบุตรจะนานหรือส้ันก็ตาม ส่วนหากว่า
นางมไิ ด้ต้ังครรภ์ ชว่ งระยะเวลาการครองตนของนางคอื 4 เดือน 10 วันซงึ่ อลั ลอฮฺได้โองการความวา่

“และบรรดาผู้ท่ีเสียชีวิตจากหมู่สูเจ้าและพวกเขาละท้ิงคู่ครองเอาไว้ พวกนางจะต้องรอคอยด้วยตัว
พวกนางเองเป็นเวลาสีเ่ ดือนสบิ วนั ”(อลั บะกอเราะฮฺ : 234)

2) สตรีที่มิได้ต้ังครรภ์ และนางยังคงมีรอบเดือน (ฮัยฎ์) อยู่ คือต้องสะอาดจากการมีรอบเดือน 3 คร้ัง
นบั จากการหยา่ ของสามี ดงั หลักฐานจากอลั กุรฺอานทไ่ี ด้ระบไุ ว้ความวา่

“และบรรดาสตรีทถ่ี กู หย่าน้ัน พวกนางจะต้องรอคอยด้วยตัวของพวกนางเองด้วยการสะอาดจากการมี
รอบเดือน3 ครง้ั ” (อัลบะกอเราะฮฺ : 228)

3) ในกรณีที่สตรีน้ันต้ังครรภ์ ระยะเวลาในการครองตน (อิดดะฮฺ) ของนางเน่ืองจากการหย่าของสามี
สน้ิ สดุ ลงดว้ ยการคลอดบตุ ร ดังหลกั ฐานจากอัลกุรฺอานท่ีระบไุ วค้ วามว่า

“และบรรดาสตรีท่ตี ัง้ ครรภ์น้นั กาหนดเวลาของพวกนางคอื การทพ่ี วกนางคลอดบตุ ร”(อัฏ-เฏาะลาก: 4)
4) ชว่ งเวลาการครองตนสาหรับสตรที ี่ไม่มีรอบเดือน ด้วยเหตุที่นางยังไม่ถึงวัยการมีรอบเดือนหรือนาง

พ้นวัยของการมีรอบเดือนแล้ว คือ 3 เดือน (ตามปฏิทินจันทรคติ) นับจากการหย่าของสามี ดังมีหลักฐาน
จากอัลกุรอฺ านระบไุ วค้ วามวา่

“และบรรดาสตรีทส่ี นิ้ หวังจากการมีรอบเดอื น (คอื อยู่ในวยั หมดรอบเดือน) จากบรรดาภรรยาของสูเจ้า
ทั้งหลาย หากสูเจ้าทงั้ หลายสงสยั ดงั นนั้ ช่วงเวลาการครองตนของพวกนางคือ 3 เดือน และบรรดาสตรีท่ีไม่เคย
มรี อบเดอื น (ก็เช่นกนั )” (อฏั -เฏาะลาก :4)

อน่ึงช่วงเวลาการครองตน(อิดดะฮฺ) ของสตรีท่ีถูกสามีหย่าน้ันจะมีหลักการร่วมกันในกรณีที่ว่า สตรี
จาเป็นต้องอยู่ในบ้านของสามี โดยจะต้องไม่ออกนอกบ้านยกเว้นกรณีท่ีมีความจาเป็น ส่วนสตรีท่ีสามีของนาง
เสียชีวิตนั้นจาเป็นท่ีนางต้องไว้ทุกข์แก่สามีด้วยการไม่ใส่เครื่องประดับ ไม่ใช้ของหอม ไม่ใส่เสื้อผ้าท่ีมีสีสัน
ฉดู ฉาด เป็นต้น

ในกรณีของสตรที ี่อยใู่ นชว่ งการครองตนเนอ่ื งจากการหยา่ แบบคืนดไี ด้(รอจญ์อีย์) หรือการหย่าแบบคืน
ดไี มไ่ ด้ (บาอิน) แต่นางตั้งครรภ์ สามีจาเป็นต้องจดั การท่ีพักอาศัยแก่นางตลอดจนจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่นาง
แต่ถา้ นางมไิ ดต้ ัง้ ครรภ์ กรณนี จี้ าเป็นที่สามตี ้องจัดการท่พี กั อาศัยแก่นางเพียงอย่างเดยี ว

88 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

ใบงานที่ 9

เรอ่ื ง การหยา่ รา้ งและการคืนดี

1.อธบิ ายประเภทของการหย่าทคี่ ืนดีไดแ้ ละคืนดไี ม่ได้
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

2.การคนื ดีเกิดข้นึ ในช่วงเวลาใดและอยา่ งไร

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

3.นักศึกษาสรุปรายละเอียดการหยา่ โดยมีสนิ จ้างพรอ้ มเงื่อนไข

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ชอ่ื .................................................สกุล.......................................................กลุม่ ...............................

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 89

ใบความรู้ที่ 10
การใหน้ ม

การให้นม คือ การดูดนมของเด็กที่อายุยังไม่ถึงสองขวบจากเต้านมของหญิงผู้ให้นม หรือด่ืมจากนมที่
คั้นออกมา หรือการกระทาอนื่ ๆ ในทานองน้ี
อบิ นุ อบั บาส เราะฎิยัลลอฮฺ อนั ฮุมา เล่าวา่ ทา่ นนบี ได้กล่าวถงึ ลกู สาวของหัมซะฮวฺ ่า

«ُ‫ ِِ َُٓ اٌش َضا َػ ِح‬ٟ‫ُ ا ْتَٕ ُح أ ِخ‬َٟ ِ٘ ،‫َـ ْذشَُ ِِ َُٓ إٌ َغ ِة‬٠ ‫َـ ْذشَُ ِِ َُٓ اٌش َضا ِعُ َِا‬٠ ،ٌِٟ ًُ‫»ّل ذَـ ِذ‬

"เธอไม่เป็นท่ีอนุมัติสาหรับฉัน สิ่งถูกห้ามเพราะสาเหตุการให้นมน้ันเหมือนกับส่ิงถูกห้ามเพราะสาเหตุ
ของการสบื เชื้อสกุล

(เช่นการแต่งงาน เป็นต้น) นางคือลูกสาวของพ่ีชายร่วมแม่นมกับฉัน (หมายถึง นางมีฐานะเทียบเท่า
หลานของท่าน นบี)" (รายงานโดยอัล-บุคอรีย์ เลขที่ 2645 และสานวนหะดีษเป็นของท่าน และมุสลิม เลขท่ี
1447 )
การเป็นมะหรฺ ็อมเน่อื งจากการดม่ื นม

การเป็นท่ีต้องห้ามจากการด่ืมนม ต้องมีจานวนห้าครั้งก่อนอายุสองขวบ เม่ือสตรีได้ให้นมแก่เด็กก่อน
อายสุ องขวบ ห้าครง้ั ถอื วา่ เด็กนั้นเป็นบตุ รของนางและของสามีนาง และบคุ คลที่เป็นท่ีต้องห้ามสาหรับสามีแม่
นมก็เป็นบุคคลที่ต้องห้ามสาหรับเขา และบุคคลที่ต้องห้ามสาหรับแม่นมก็เป็นบุคคลท่ีต้องห้ามสาหรับเขา
เช่นกนั และลกู ของท้ังสองก็เป็นพ่ีน้องของเขา แต่พ่อแม่ของผู้ดื่มนมและต้นตระกูลของท้ังสองรวมถึงลูกหลาน
จะไม่เป็นท่ตี ้องห้ามสาหรบั แมน่ มและผู้ทเี่ กี่ยวข้อง

ดังนั้น พ่ีน้องชายจากการร่วมแม่นมของบุคคลหนึ่งอนุญาตให้แต่งงานกับพ่ีน้องหญิงจากเช้ือสายวงศ์
ตระกูลของผู้ดื่มนมได้ และพี่น้องชายจากเชื้อสายวงศ์ตระกูลของเขา ก็มีสิทธ์ิแต่งงานกับพี่น้องหญิงจากการ
รว่ มดม่ื นมของเขาผู้น้ันได้
ลักษณะของการให้นม

เม่ือเดก็ ไดด้ ดู นมจากเต้านมแล้วเลิกด้วยตนเองโดยไม่มีส่ิงใดมาขัดขวาง ถือว่าเป็นดูดนมหนึ่งครั้ง หรือ
เปล่ียนจากเต้านมข้างหนึ่งไปยังเต้านมอีกข้างหนึ่งก็ถือว่าได้ดูดนมหน่ึงคร้ังเช่นกัน หากย้อนมาดูดอีกก็ถือเป็น
สองคร้ัง ซ่ึงการพิจารณาในเรื่องนี้อยู่ท่ีจารีตประเพณี และเป็นส่ิงท่ีประเสริฐกว่าถ้าหากหญิงผู้ให้นมน้ันเป็น
สตรีทด่ี ีทงั้ รูปรา่ งและอุปนสิ ยั รวมถึงเปน็ ผทู้ ่ียดึ ม่นั ในศาสนา
การยืนยันและยอมรับการให้นม

จะให้เป็นที่ยอมรับในเรื่องการรวมด่ืมนมนั้นต้องมีพยานชายสองคนให้การยืนยัน หรือชายหน่ึงคนกับ
หญิงสองคน หรือพยานหญิงคนเดียวท่ีถูกยอมรับในเร่ืองศาสนาของนาง ถึงแม้นางจะเป็นผู้ให้นมเอง
หรือไมก่ ็ตาม
ผลทีเ่ กย่ี วข้องจากการใหน้ ม

1. เมื่อสตรีได้ให้นมแก่เด็กแม้นางจะเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์หรือหญิงหม้ายก็ตาม ถือว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของ
นางในเรื่องการห้ามแต่งงาน และอนุญาตให้มอง และอยู่สองต่อสองในท่ีลับตา และเป็นที่ต้องห้าม แต่ไม่
จาเปน็ ตอ้ งอุปการะเลย้ี งดู ไมไ่ ดเ้ ป็นผ้ปู กครอง ( วะลีย์ ) และไมใ่ ช่ผู้สบื ทอดมรดก

90 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

2. นมสัตว์ไม่มีผลในการท่ีจะทาให้กลายเป็นที่ต้องห้าม (มะหฺร็อม) เหมือนนมสตรี ถ้าเล้ียงเด็กสองคนโดย
ให้นมสัตว์ระหว่างเด็กท้ังสองน้ัน ไม่ถือว่าทั้งสองเป็นมะหฺร็อมท่ีต้องห้ามระหว่างกัน และการถ่ายเลือดจาก
ผู้ชายไปยังผู้หญิงหรือจากผู้หญิงไปยังผู้ชายก็ไม่ถือว่าเป็นการรวมดื่มนม ดังน้ันระหว่างท้ังสองจึงไม่เป็น
มะหรฺ ็อมทต่ี ้องห้ามในการแต่งงานและอน่ื ๆ

3. เมื่อมีการสงสัยในเร่ืองการรวมดื่มนมหรือสงสัยจานวนของการดื่มนมว่าครบห้าคร้ังหรือไม่ และไม่มี
พยานมายืนยัน ถือว่าไม่เป็นผล คือไม่เป็นมะหฺร็อมท่ีต้องห้าม เน่ืองจากพ้ืนฐานดั้งเดิมน้ันคือไม่มีการยืนยันว่า
ได้ร่วมดืม่ นม
ขอ้ ช้ีขาดการด่มื นมของผูใ้ หญ่

การดื่มนมท่ีมีผลให้เป็นท่ีต้องห้ามน้ันต้องด่ืมห้าครั้งหรือมากกว่าก่อนอายุสองขวบ หากมีความ
จาเป็นต้องให้ผู้ใหญ่ดื่มนมเน่ืองจากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จากการเข้าบ้านหรือมีอุปสรรคในการปกปิดเอารัต
ถือวา่ เป็นที่อนมุ ัติ จากอาอิชะฮฺ เราะฎยิ ัลลอฮฺ อันฮา เล่าวา่

ُِٗ ‫ ْﺟ‬َٚ ِٟ‫ ف‬ٜ‫ أ َس‬ِِّٟٔ‫ َُي الله! ا‬ٛ‫َا َسع‬٠ :ُ‫عٍُ فَمَاٌَ ْد‬ٚ ٗ١ٍ‫ الله ػ‬ٍٝ‫ُ ص‬ِّٟ ِ‫ إٌث‬ٌَِٝ‫ًُ ا‬١ْ َٙ‫ٍَ ُح تِ ْٕ ُد ع‬ْٙ ‫َﺟا َء ْخُ َع‬
:ُ‫ لَاٌَ ْد‬.»ُِٗ ١‫عٍُ «أ ْس ِض ِؼ‬ٚ ٗ١ٍ‫ الله ػ‬ٍٝ‫ُ ص‬ِٟ‫ فَمَا َيُ إٌث‬.(ُٗ‫ف‬١ٍِ‫ َد‬َُٛ َ٘ٚ ) ُ‫ ُِي َعاٌِـ‬ٛ‫فَحَُ ِِ ُْٓ دخ‬٠ْ ‫ د َز‬ِٟ‫أت‬
ُ‫ َصا َد‬.»ُ‫ش‬١ِ‫ «لَ ْذُ َػٍِـ ّْدُ أٔـُٗ َسﺟ ًُ َوث‬:ُ‫لَا َي‬َٚ ‫يُ الله‬ٛ‫ش؟ فَرَـثَغ َُ َسع‬١‫ُ َسﺟ ًُ َو ِث‬َٛ َ٘ٚ ‫ َُف أ ْس ِضؼٗ؟‬١ْ ‫ َو‬َٚ
ٗ١ٍ‫ ِرفك ػ‬.‫ َذُ تَ ْذ ًسا‬ِٙ ‫ َوا َُْ لَ ُْذ َش‬َٚ :ُِٗ ِ‫ص‬٠‫ َد ِذ‬ِٟ‫ ف‬ٚ‫َػ ّْش‬

สะฮฺละฮฺ บุตรีของสุฮัยลฺได้มาหาท่านเราะสูลลุลอฮฺ แล้วกล่าวว่า โอ้ท่านเราะสูลุลอฮฺ แท้จริงฉันได้เห็นสี
หน้าของอบีหุซัยฟะฮฺหึงหวง จากการเข้าหาของท่านสาลิม ท่านนบี จึงกล่าวว่า "จงให้เขาดื่มนมเสีย"สะฮฺละฮฺ
จึงกล่าววา่ ฉันจะให้เขาดื่มนมไดอ้ ยา่ งไรเมอื่ เขาเป็นผใู้ หญแ่ ลว้ ?

ท่านรอซูลุลอฮฺจึงย้ิมและกล่าวว่า "ฉันรู้แล้วว่าเขาเป็นผู้ใหญ่" ท่านอัมร์ได้เพิ่มเติมในหะดีษของเขาว่า
และเขา(หมายถึงสาลมิ )ได้รว่ มสรู้ บในสงครามบะดัร

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย 91

ใบงานที่ 10

เรือ่ ง การใหน้ มบุตร

1.สรุปสาระสาคัญของการให้นมบุตรพร้อมหลักฐาน

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
2.สรปุ สาระสาคญั ของการให้นมบุตรพร้อมหลกั ฐาน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

3.วิเคราะห์ ความคิดเหน็ ของอลู ามาฟกิ ฮ์ พร้อมเหตุผลเรื่องการผสมเทียม

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ชือ่ .................................................สกุล.......................................................กลมุ่ ...............................

92 รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

ใบความร้ทู ี่ 11
การทาศลั ยกรรม และการแปลงเพศ

ศัลยกรรมความงาม
ยอ่ มเป็นธรรมดาทีเ่ หลา่ สตรแี ละบุรุษทกุ วยั ต่างกร็ ักสวยรกั งาม โดยเฉพาะเหล่าสตรีน้ันต่างก็อยากที่จะ

มีรูปโฉม ใบหน้า และผิวพรรณ ที่นวลเนียนน่าสัมผัส เพราะรูปร่างและใบหน้าเป็นจุดโฟกัสท่ีเจ้าของต่าง
พยายามรักษาและทะนถุ นอมไว้ จนทาใหเ้ ครอ่ื งสาอางชนิดต่างๆ ขายดบิ ขายดีไปตามๆกัน

ณ ที่น้ี เราขอนาท่านให้รู้ถึงจุดยืนของอิสลามเก่ียวกับเร่ืองการทาศัลยกรรมความงาม ทาไมอิสลาม
ต้องพูดถึงเรื่องน้ี แน่นอนเพราะอิสลามได้ให้ความสาคัญกับมนุษย์ในทุกแง่มุมของการดาเนินชีวิต ทุกส่ิงทุก
อย่างที่ให้คุณหรือให้โทษกับมนุษย์ เราจะพบว่าอิสลามได้พูดถึงสิ่งน้ันและได้ระบุบัญญัติต่างๆท่ีเกี่ยวข้องไว้
ดว้ ย

อนง่ึ การทาศัลยกรรมความงามนั้นแบง่ ออกเป็นสองประเภท

ประเภทที่ 1 การทาศัลยกรรมโดยเจตนาทั้งๆที่ไม่มีความจาเป็นใดๆ แต่ทาไปเพียงเพื่อให้ได้รูปทรง
สวยงามขนึ้ หรอื เพ่ือคงความสาวไว้ เช่นการดงึ ผวิ หนงั สาหรับผ้ทู ม่ี ีหน้าเห่ยี วยน่

ประเภทท่ี 2 การทาศลั ยกรรมเนือ่ งจากความจาเป็น ไม่ว่าจะเป็นเพราะจากอุบัติเหตุหรืออวัยวะมีตาหนิมา
ตั้งแต่กาเนดิ

การทาศัลยกรรมในประเภทท่ี 2 นี้เป็นท่ีอนุมัติตามหลักศาสนบัญญัติ และเพ่ือความกระจ่างมากข้ึน
เราขออธบิ ายเพ่ิมเตมิ ว่า อวัยวะหรอื สว่ นท่ีมีตาหนใิ นร่างกายของมนษุ ยน์ ั้นเกดิ มาจากสองสาเหตุ

1.อวัยวะท่ีมีตาหนมิ าตัง้ แต่กาเนิด หรือเปน็ ผลกระทบที่ได้รบั มาจากโรคภัยไข้เจ็บ เช่น ปากแหว่ง นิ้ว
มือนวิ้ เท้าตดิ กัน ไมม่ ีชอ่ งถ่ายป๎สสาวะ ระบบขบั ถา่ ยมคี วามผิดปกติ และแผลเปน็ อันเนอื่ งมาจากโรค เป็นต้น

2.อวัยวะทมี่ ตี าหนิอันเน่ืองมาจากอุบัติเหตุ เช่น แผลเป็น แผลไฟไหม้ แผลจากการโดนของมีคม นิ้ว
มือน้วิ เทา้ ตดิ กนั เพราะถกู ไฟครอก เป็นต้น

แม้ว่าการทาศัลยกรรมประเภทน้ีจะมีส่วนเก่ียวข้องกับความสวยงามท่ีเป็น ผลตามมาทีหลัง กระน้ันก็
ยังมีเหตุผลเพียงพอที่ควรได้รับการอนุมัติให้กระทาได้ เพราะแน่นอนเหลือเกินว่าสิ่งที่น่าตาหนิประเภทนี้มี
ผลกระทบทางลบในความ รูส้ ึกของเจา้ ของ และเป็นทยี่ อมรบั กนั ในวงการแพทย์

ด้วยความประเสริฐของอิสลาม ศาสนบัญญัติได้เปิดโอกาสให้ผู้ประสบเหตุดังกล่าวสามารถ
ทาศัลยกรรมได้ ด้วยเหตุผลคือ อวัยวะท่ีมีตาหนิประเภทน้ีเป็นท่ียอมรับกันว่ามีผลกระทบในทางลบแก่ผู้ท่ี
ประสบทงั้ ความรูส้ ึกและรูปลกั ษณ์ (รูปธรรมและนามธรรม) เขา้ ขา่ ยหลักนติ ิธรรมท่ีว่า "ความจาเป็นทั่วไปอยู่ใน
ฐานะเดียวกับความจาเป็นข้ันคับขัน ไม่ว่าสภาวะของมันจะครอบคลุมทั่วทุกคน หรือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็
ตาม"

การอนุมัติให้กระทาดังกล่าวไม่ได้ขัดแย้งกับหลักฐานท่ีห้ามไม่ให้ทาการ เปล่ียนแปลงต่อสิ่งที่อัลลอฮ สร้างมา
และไมไ่ ดข้ ัดแย้งกบั หุกมุ่ ทวี่ ่าดว้ ยการหา้ มทาศลั ยกรรมความงามแต่อย่างใด สาเหตุทอ่ี นญุ าตเชน่ น้นั เป็นเพราะ

1.มีความจาเป็นต้องทาจึงถูกยกเว้นจากหลักฐานที่ต้องห้าม ท่านอิมามนะวาวีย์ ได้อธิบายฮาดีษท่ีว่า
(ผู้ที่ตกแต่งฟ๎นเพื่อความสวยงาม) คือ การจัดฟ๎นที่มีความถ่ีกันให้ห่างออก เพื่อให้ดูสวยมีเสน่ห์ย่ิงข้ึน การ

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 93

กระทาดังกล่าวเป็นที่ต้องห้ามก็ต่อเม่ือทาเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่หากทาเพราะความจาเป็น เช่นเพื่อ
บาบัดรกั ษาหรอื เพราะฟน๎ มตี าหนกิ ถ็ ือวา่ ไมเ่ ปน็ ไร

2. การทาศัลยกรรมประเภทน้ีไม่ถือว่ามีเจตนาเพ่ือท่ีจะเปล่ียนแปลงอวัยวะท่ีอัลลอฮฺ ทรงห้ามมาแต่
อย่างใด แตเ่ ปน็ เพราะเพอื่ ขจัดส่งิ ท่ีใหโ้ ทษหรอื มผี ลกระทบต่อผปู้ ระสบ ถึงแม้วา่ มผี ลดีตอ่ ความสวยงามก็ตาม

3. การักษาอวัยวะที่มีตาหนิเนื่องมาจากอุบัติเหตุน้ันไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยน แปลงรูปเดิมท่ีอัลลอฮฺ
ทรงสรา้ งมา เพราะการทาศัลยกรรมดังกล่าวเพ่ือท่ีจะทาให้อวัยวะกลับคืนสู่ภาวะปกติหรือ ใกล้เคียงสภาพเดิม
มากท่สี ดุ

4. การศัลยกรรมประเภทน้ี เขา้ ข่ายการเยียวยามากกวา่ การทาเพอื่ ความงาม

จากเหตผุ ลที่กลา่ วมาขา้ งต้นถอื ว่าไม่เป็นความผดิ ใดๆแกแ่ พทย์และผู้ปุวย ที่จะทาศัลยกรรมประเภทนี้
ท้ังยังเป็นที่อนุมัติให้กระทาได้แค่ว่าการอนุมัตินั้นจะต้องว่างอยุ่บนพ้ืนฐานของความจาเป็นและมีเหตุผล
เพียงพอ ส่วนการทาศัลยกรรมอวัยวะท่ีมีตาหนิอันเน่ืองมาจากอุบัติเหตุหรือโรคร้ายนื้น เป็นที่อนุมัติโดยไม่มี
เง่อื นไขใดๆ เพราะถอื ว่าเป็นการเยียวยา

ความจาเป็นดังกล่าวน้ันอาจจะถึงข้ันความจาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องทาการ ผ่าตัดเช่น ผ่าตัดเพื่อรักษา
ดรคบางอย่างท่ีร้ายแรง หรือการผ่าตัดท่ีสืบเน่ืองมาจากอุปสรรคในการคลอด หรืออาจจะเป็นความจาเป็น
ธรรมดา เช่น การผ่าศพเพ่ือทาการศึกษา และการผ่าเพ่ือตรวจโรค เป็นต้น หรืออาจจะอยู่ในขั้นต่ากว่านั้นเช่น
การผ่าตดั เลก็ บางทอี าจจะเป็นการอนุญาตโดยตรงจากบทบัญญตั ิ เชน่ การสนุ ัต(อัลคีตาน)

การทาศัลยกรรมท่ีต้องหา้ มนน้ั คือการทาศลั ยกรรมความงามในประเภทแรกหรือการดึงผิวหนังที่เห่ียว
ย่นให้ดูเต่งตึงข้นึ ยง่ิ ข้ึน ตวั อยา่ งเชน่ การเสริมด้งั จมูกใหโ้ ด่งขน้ึ หรอื ดดั ให้เล็กลง การกระชับแกม้ หน้าให้เล็กเรียว
สวยหรือฟอกคางให้โตขึ้น การเสริมแต่งและฟื้นฟูทรวงอกให้เต่งตึงอวบใหญ่ด้วยการใช้วิธีฉีดฮอร์โมน การ
ตกแต่งใบหูท่ีกางให้กลับไปข้างหลัง การดูดไขมันและดึงหน้าท้องให้ตึง ตลอดจนการทาศัลยกรรมขจัดรอยย่น
บนใบหนา้ ให้ดูเตง่ ตึงเพอ่ื คงความสาว

หลักฐานท่ีหา้ มการกระทาดังกลา่ วมีดังตอ่ ไปนี้

1. อัลลอฮทฺ รงกลา่ วถงึ คาพูดของมารรา้ ยมใี จความว่า

"และแนน่ อนย่งิ ขา้ จะใช้พวกเขา แลว้ พวกเขากจ็ ะทาการเปลยี่ นแปลงการสร้างของอลั ลอฮ"ฺ

อนั นิสาอฺ 119

โองการดังกล่าวได้ตาหนิและอธิบายถึงส่ิงต้องห้ามที่มารร้ายท่ีมารร้าย ได้ล่อลวงลูกหลานอาดัมให้
กระทากันและในจานวนสง่ิ ทวี่ า่ คอื การเปลีย่ นแปลง สิง่ ท่ีอัลลอฮฺ ทรงสรา้ งซ่งึ การทาศัลยกรรมเพื่อความงามน้ัน
กถ็ ือวา่ เข้าขา่ ย ประเด็นท่ีวา่ นเี้ หมอื นกนั

2. อับนุมัสอูด เลา่ ว่า

"ฉันได้ยนิ ท่านรอซลู กลา่ วสาปแช่งบรรดาสตรที ถ่ี อนขนบนใบหนา้ (เชน่ ขนค้ิว) และผู้ท่ีตกแต่งซ่ีฟัน
ให้หา่ งออกจากกัน เพือ่ ความสวยงาม ผซู้ ึง่ ทาการเปล่ียนแปลงสงิ่ ท่ีอัลลอฮสฺ ร้างมา"

(รายงานโดยบุคอรี 3/199 มุสลมิ 3/339)

94 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟกิ ฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

3. อิสลามห้ามไม่ให้ทาศัลยกรรมความงามเช่นเดียวกับท่ีห้ามการสักลายบนผิวหนัง ด้วยรูปต่างๆ
ตลอดจนการขจดั ขนบนใบหน้า เนื่องจากการกระทาดงั กลา่ วน้นั เป็นการละเล่นกับการสรา้ งสรรค์ของอัลลอฮฺ

4. การทาศัลยกรรมความงามน้ันเป็นการหลอกลวงและฉ้อฉลต่อผู้อื่น ซึ่งล้วนแล้วเป็นที่ต้องห้ามตาม
หลกั การอิสลามทัง้ สิน้

5.การทาศลั ยกรรมความงามบางประเภทน้ันต้องใช้ยาสลบ ซ่ึงถือว่าเป็นท่ีต้องห้ามในกรณีท่ีไม่มีความ
จาเปน็ ใดๆ ท่ีอนุญาตใหก้ ระทาได้ และเป็นการเปดิ เผยรา่ งกายในสว่ นทเ่ี ป็นเอาเราะห์โดยไมจ่ าเป็น

6.การทาศัลยกรรมประเภทน้ี อาจจะให้โทษต่อรา่ งกายได้ หรอื อาจจะมผี ลในแง่ลบได้ในภายหลัง

จากหลักการและเหตุผลข้างตน้ จึงไมอ่ นญุ าตใหน้ ายแพทย์และผู้ป่วยทาศัลยกรรมประเภทนี้ตามบทบัญญัติ
อสิ ลาม สาหรับเหตุผลและคากล่าวอ้างต่างๆในเร่อื งน้ี ถือวา่ ไมถ่ ึงข้นั จาเปน็ ท่ีอนญุ าตให้กระทาได้

สาหรับวิธีการรักษาท่ีดีท่ีสุดแก่ผู้ปุวยประเภทนี้คือการปลูกฝ๎งอีมาน และความเช่ือมั่นต่อกฏสภาวะ
ของอัลลอฮฺ และให้ยนื หยัดอยู่กับคาสอนของอิสลามไว้ตลอดไป

การแปลงเพศ

การผ่าตัดแปลงเพศ
จุดมุ่งหมายของการผ่าตัดชนิดน้ี : คือการผ่าตัดซึ่งเสร็จสิ้นโดยการเปลี่ยนจากเพศชายเป็นเพศหญิง

หรือจากเพศหญงิ เป็นเพศชาย

♥ ในประเภทแรก คือเปล่ียนจากเพศชายเป็นเพศหญิง โดยการตัดอวัยวะของเพศชาย (อวัยวะเพศ)และ
อณั ฑะ หลังจากน้ันแพทยจ์ ะทาการสรา้ งช่องคลอด และทาให้เต้านมท้งั สองโตขนึ้

♥ ในประเภททส่ี อง คอื การเปลยี่ นจากเพศหญิงเปน็ เพศชาย โดยการตัดเต้านมท้ังสองข้างท้ิง และปิดช่อง
สืบพันธ์ของผ้หู ญิง และทาการสรา้ งอวยั วะของเพศชาย (อวัยวะเพศ)

ดังนั้น ผู้เข้ารับการผ่าตัดในทั้งสองประเภทน้ี จะต้องยินยอม รับการรักษาด้านบุคลิกภาพ และการรักษาด้วย
ฮอร์โมนบางชนดิ

การผ่าตัดชนิดน้ี เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ช่วงปีหลังๆมานี้ ในประเทศตะวันตกที่ปฏิเสธศรัทธา และ
สรปุ ไดว้ ่า สาเหตุทเ่ี ปน็ แรงจงู ใจต่อบรรดาผ้ปู วุ ยเหลา่ น้ี คอื ทีม่ กี ารกล่าวกนั วา่ "พวกเขารู้สึกรังเกียจเพศท่ีพวก
เขาถกู ใหก้ าเนดิ มา" ซงึ่ เปน็ ผลมาจากป๎จจัยหลายๆอย่างด้วยกนั

ดังเช่นที่แพทย์บางท่านได้กล่าวไว้ ช่วงเวลาในวัยเด็กของพวกเขา ได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง
และคนปุวยเหล่านี้ไม่ได้รับการจัดแจงเสื้อผ้าเคร่ืองนุ่งห่ม ท่ีแบ่งแยกระหว่างเพศของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นใน
ดา้ นทเี่ ปดิ เผยใหเ้ หน็ หรอื ในดา้ นความเปน็ จริง ดังเชน่ ลกั ษณะของกะเทย

จดุ ยืนของบทบัญญัติอสิ ลาม ท่มี ีตอ่ การผ่าตัดชนดิ น้ี ถอื วา่ การผ่าตดั ชนิดนเ้ี ป็นทตี่ ้องห้ามในบทบัญญัติ
ของศาสนาอิสลาม อนั เนือ่ งจากเหตุผลต่างๆ ตอ่ ไปนี้

1. เนอ่ื งจากคาดารสั ของอลั ลอฮฺ ซง่ึ พระองค์ได้เลา่ ถึงอิบลีส - อัลลอฮทฺ รงสาปแชง่ มนั –

(‫) ولآهرًهن فليبتكي آذاى الأًعام ولآهرًهن فليغيرى خلق الله‬

"และแนน่ อนยิง่ ข้าพระองค์จะใชพ้ วกเขา แลว้ แนน่ อน พวกเขาก็จะเปลย่ี นแปลงส่งิ ทอี่ ัลลอฮฺทรงสร้าง"

รายวิชาศาสนบญั ญตั ิ 3 (อลั ฟิกฮฺ 3) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 95

ในด้านการใช้เป็นหลักฐาน :

อายะห์อัลกุรอ่านอายะห์น้ีชี้ถึงข้อห้ามในการเปล่ียนแปลงการสร้างของอัลลอฮฺ โดยไม่ก่อให้เกิด
ประโยชน์ (ประโยชน์ที่ศาสนาอนุมัติให้กระทาได้) และในการผ่าตัดชนิดน้ี มีการเปลี่ยนแปลงการสร้าง
ของอัลลอฮฺ โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดขึ้นมาเลย โดยท่ีแพทย์ได้ผ่าตัดอวัยวะเพศชายและลูกอัณฑะ ใน
การผ่าตัดเพ่ือเปลี่ยนจากเพศชายเป็นเพศหญิง หรือทาการตัดเต้านมท้ังสองข้างออก และปิดช่องสืบพันธ์ของ
สตรี ในการผา่ ตัดเพื่อเปลย่ี นจากเพศหญงิ เปน็ เพศชาย

2. ปรากฏในฮาดีษซอเฮี้ย จากฮาดีษ อับดุลลอฮฺ บินอับบาส (ขออัลลอฮฺทรงพอพระทัยท่านทั้งสอง) ซึ่ง
ท่านได้ กล่าวว่า :

" ‫ والوتشبهات هي‬، ‫لعي رسىل الله صلى الله عليَ وسلن الوتشبهيي هي الرجال بالٌساء‬
‫" الٌساء بالرجال‬

“ท่านร่อซ้ลู ไดส้ าปแช่ง บรรดาชายที่เลยี นแบบผ้หู ญิง และบรรดาผู้ หญิงทีเ่ ลยี นแบบผู้ชาย” .

ในดา้ นการใชเ้ ป็นหลักฐาน :

ฮาดีษบทนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อห้ามในการท่ีผู้ชายเลียนจะแบบผู้หญิง และผู้หญิงเลียนแบบผู้ชาย และ
ท่านนะบี ไดส้ าปแชง่ ผูท้ ่ีกระทาการดงั กล่าว และการผ่าตัดชนิดนี้ เป็นสาเหตุท่ีนาไปสู่ การได้มาซ่ึงการกระทา
ที่ต้องห้าม ซ่ึงถือว่าเป็นบาปใหญ่ อันเนื่องจากว่า ชายคนหนึ่ง เม่ือเขาต้องการที่จะทาการผ่าตัดแปลงเพศ
แท้จรงิ ส่งิ แรกที่เขาประสงคแ์ ละกอ่ นส่งิ อื่นใด น่นั กค็ ือการทาใหเ้ หมือนผู้หญงิ และผู้หญงิ กเ็ ชน่ เดยี วกัน

ท่านฮาฟิซ อบิ น่ี ฮายัร -ขออัลลอฮทฺ รงเมตตาทา่ น- ได้กลา่ วในการอธิบายฮาดีษบทนเี้ อาไว้ว่า

“ ฮิกมะห์ ( เหตุผล) ของผู้ที่เลียนแบบ : คือการทาให้ส่ิงน้ันออกไปจากลักษณะที่อัลลอฮฺทรงวางหรือ
ทรงกาหนดเอาไว้ ซง่ึ ได้ชถ้ี ึงความหมาย ในการสาปแชง่ บรรดาผทู้ ต่ี อ่ ผม ด้วยกบั คาพูดของท่านร่อซู้ล ที่วา่

“ ‫”الوغيرات خلق الله‬

บรรดาผทู้ เ่ี ปลยี นแปลงการสร้างของอลั ลอฮฺ"

การทาให้ออกซ่ึงท่านฮาฟิซ อิบนี่ฮายัร กล่าวถึงน้ัน อยู่(มัสอาละห์)ในเร่ืองท่ีค้นคว้าหาข้อชี้ขาดด้วย
หลักฐานทางศาสนาโดยการผ่าตัดประเภทนี้ ดังนั้นการผ่าตัดแปลงเพศ นาไปสู่ส่ิงที่ต้องห้ามในด้านการ
เลียนแบบ เพราะฉะน้ัน การกระทาการผ่าตัดแปลงเพศ ถือเป็นการช่วยเหลือกันในเรื่องของความผิดบาป จึง
เป็นสง่ิ ทต่ี ้องหา้ มตามบทบัญญตั ิของศาสนา

3. การผ่าตัดชนิดน้ี เป็นการผา่ ตดั ท่ีเข้าไปเกีย่ วข้องกับการทาให้ส่ิงท่ีต้องห้ามในบทบัญญัติของศาสนาเป็น
สิ่งท่ีอนุมัติ โดยมิได้รับการอนุญาตจากผู้ท่ีวางบทบัญญัติ (อัลลอฮฺ) โดยท่ีในการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือ
ชาย จะมกี ารเปิดเผยบรเิ วณที่เป็นเอาเราะห์ ส่วนต่างๆของร่างกายท่ีผู้หญิงและผู้ชายจาเป็นจะต้องปกปิดตาม
บทบญั ญัติของศาสนาอสิ ลาม และมีการเปิดเผยเอาเราะห์หลายๆครัง้

แท้จริงได้มีหลักฐานทางบทบัญญัติของศาสนา บ่งชี้ว่าการเปิดเผยลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งที่ต้องห้าม
และจะไมพ่ บในการผ่าตัดแปลงเพศ(เพราะการผา่ ตัดจะตอ้ งเปดิ เผยทุกส่วนให้แพทย์ไดเ้ ห็นโดยไม่มีความจาเป็น
หรือไม่ได้เป็นโรคท่ีจะต้องรักษา) ซ่ึงความจาเป็นท่ีจะเป็นข้อยกเว้นในการเปิดเผยเอาเราะห์ ดังนั้นจึงจาเป็นท่ี
จะตอ้ งคงไว้ซึง่ ขอ้ ห้ามในการเปดิ เผยเอาเราะห์ และขอ้ หา้ มในสง่ิ ท่จี ะนาไปสู่การเปิดเผยเอาเราะหเ์ ชน่ กัน

96 รายวชิ าศาสนบญั ญตั ิ 3 (อัลฟิกฮฺ 3) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

4. ได้มีการยืนยันจากแพทย์เฉพาะทางบางท่านว่า การผ่าตัดชนิดนี้มิได้มีแรงผลักดันหรือแรงจูงใจ
ที่เป็นที่ยอมรับได้ ในทางการแพทย์ และแท้จริงมันคือความต้องการที่เป็นการละเมิดต่อการกาหนดของ
อลั ลอฮฺ และฮิกมะห์ของพระองค์ ซ่งึ เปน็ การแบ่งแยกเพศของมนษุ ย์ทง้ั ชายและหญิง

5. ทา่ นอิหม่าม อลั กรุ ตบู ี่ -ขออลั ลอฮฺทรงเมตตาทา่ น- กล่าวว่า

“ไมม่ ีการขดั แย้งกันระหวา่ งฟุกอฮาอฺ(นกั วิชาการทางด้านนติ ิศาสตร์อิสลาม) เมืองฮิยาซ และฟุกอฮาอฺ
เมืองกูฟะห์ ว่าการตอนลูกหลานอาดาน้ัน เป็นสิ่งท่ีไม่อนุมัติ และไม่อนุญาต เพราะเป็นการมุสละห์” (มุสละห์
คือการลงโทษหรือการประจานโดยการตัดจมูกหรือตัดหู หรอื ตัดอวยั วะส่วนอื่นๆของร่างกาย)

ดงั นั้น เม่ือข้อห้ามนี้เก่ียวข้องกับการตอน ซ่ึงในการตอนน้ันมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งหน่ึงส่ิงใด ของอวัยวะ
นั้นๆ ดังน้ันจะเป็นอย่างไรถ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์ ? จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันย่อมเป็นสิ่งที่
สมควรกวา่ ในการถูกห้ามมิใหก้ ระทา


Click to View FlipBook Version