วิจัยและนวัตกรรม
การจดั การเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)
โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา
ผพู้ มิ พแ์ ละเผยแพร่
งานวจิ ยั และพฒั นานวตั กรรม ฝา่ ยบรหิ ารวิชาการ โรงเรยี นโพนทองพฒั นาวทิ ยา
คำนำ
พระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับท่ี 3)
พ.ศ. 2553 ยงั ระบุในหมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษา
และหนว่ ยงานทเี่ กย่ี วข้อง ส่งเสรมิ สนับสนนุ ให้ผู้สอนสามารถจดั บรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และ
อำนวย ความสะดวกเพื่อให้ผ้เู รยี นเกดิ การเรียนร้แู ละมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใชก้ ารวิจยั เป็นส่วนหน่งึ
ของกระบวนการเรยี นรู้ มาตรา 30 กำหนดให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพ
รวมทง้ั การส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวจิ ัยเพื่อพัฒนาการเรยี นรทู้ ี่เหมาะสมกบั ผเู้ รยี นในแต่ละระดบั การศึกษา
ฝ่ายบรหิ ารวชิ าการโรงเรยี นโพนทองพัฒนาวิทยา โดยงานวิจยั และพัฒนานวตั กรรม ส่งเสรมิ
สนับสนุนให้ครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา ใชก้ ารวจิ ยั เป็นเคร่อื งมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
จึงได้รวบรวมและคัดเลือกผลงานการวจิ ัยและพัฒนาการจัดการเรยี นการสอน เพ่ือนำเสนอและแลกเปลี่ยน
ความรทู้ างวชิ าการของครู และ ผู้บรหิ ารสถานศึกษา โดยบทความหรือขอ้ คดิ เห็นในบทความ เป็นการ
นำเสนอข้อมูลและความคิดเห็นของผู้เขียนบทความ ซึ่งเอกสารวิจัยและนวตั กรรมการจัดการเรียนรู้แบบ
เชงิ รุก (Active Learning) จัดทำขน้ึ เพ่อื รวบรวมผลงานด้านการวิจัยและพฒั นานวตั กรรมการจดั การเรียน
การสอนของครูและบุคลากรทางการศกึ ษา โดย งานวจิ ยั และพัฒนานวัตกรรม ฝา่ ยบรหิ ารวิชาการ
โรงเรยี นโพนทองพฒั นาวทิ ยา เป็นผู้พิมพ์และเผยแพร่
หวงั เปน็ อย่างยิ่งวา่ เอกสาร วิจัยและนวัตกรรมการจัดการเรียนร้แู บบเชิงรกุ (Active Learning)
จะเปน็ ประโยชนใ์ นการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาข้ันพื้นฐาน ขอขอบคณุ คณะกรรมการและผทู้ ี่
เก่ยี วขอ้ งทกุ ฝ่ายทไ่ี ด้ให้ความอนุเคราะห์ในการจัดทำเอกสารฉบบั นี้ใหส้ ำเร็จลลุ ว่ งดว้ ยดี
งานวิจัยและพฒั นานวตั กรรม
ฝา่ ยบรหิ ารวชิ าการ โรงเรยี นโพนทองพัฒนาวทิ ยา
วจิ ัยและนวตั กรรมการจัดการเรียนร้แู บบเชิงรกุ (Active Learning)
1 การจดั กจิ กรรมการเรยี นรภู้ าษาไทยโดยใช้วิธสี อนแบบ Jigsaw เรือ่ ง ประโยคซับซ้อน
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3
เกียรตศิ กั ดิ์ เวยี งสมทุ ร
2 การพัฒนาชดุ กิจกรรมการเรียนรคู้ ณิตศาสตรร์ ่วมกบั กจิ กรรมการเรียนรู้ Active Learning
รายวิชาความรู้สกึ เชิงจำนวน สำหรบั ห้องเรียนพิเศษช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1
หทัยกาญจน์ พลพนั ขาง
3 การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนด้วยการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้แบบจำลองเปน็ ฐาน
เรือ่ ง ปฏกิ ริ ิยารดี อกซ์ ของนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5
พัทธธ์ รี า รตั นพนั ธุ์
4 การพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน และเจตคติในการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรส์ บื เสาะแบบบรู ณาการ
CLIL TPACK CBL และ PBL รายวชิ า ฟิสิกส์เพ่ิมเติม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรอ่ื ง อุณหภมู ิ
จิดารักษ์ บุญโทแสง
5 การพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น เรื่อง การแบ่งเซลล์ ด้วยกจิ กรรมการลงมือปฏบิ ตั ิบนฐาน
การสบื เสาะทางวิทยาศาสตร์
ศิรพิ ร แสนศักด์ิ
6 การพฒั นาแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรโู้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน (PBL) เร่อื ง ปญั หาเศรษฐกิจ
ในชมุ ชน รายวิชาสงั คมศึกษา ส32102 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5
จรยิ า โคตะ
7 การพฒั นาสมรรถภาพทางกายด้วยความคลอ่ งแคล่วว่องไวดว้ ยโปรแกรม speed Ladder ทมี่ ผี ล
ต่อการเรียนพลศกึ ษา
เดชชาติ งามจิตร
8 การพฒั นากจิ กรรมการเรียนรแู้ บบโครงงาน รายวิชาศิลปะพื้นฐาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถ
ในการสร้างสรรคผ์ ลงานทัศนศลิ ป์ สำหรบั นกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3
มนตรี ล้ำเลิศ
9 การศกึ ษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ าการงานอาชีพ โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบ สาธติ
เร่ือง อาหารจานเดยี ว ของนักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นโพนทองพัฒนาวิทยา
จิตสุดา โบราณประสิทธ์ิ
10 แผนการจัดการเรยี นรู้ รปู แบบ WOWS MODEL เร่ือง Asking for & Giving Directions
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 3 Lifestyles วิชาภาษาอังกฤษ รหัสวชิ า อ31101 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4
สุทธชิ ยั บุญประจกั ษ์
การจดั กิจกรรมการเรยี นรภู้ าษาไทย โดยใช้วิธีสอนแบบ Jigsaw
เร่อื ง ประโยคซับซ้อน ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3
นายเกียรตศิ กั ด์ิ เวยี งสมทุ ร
ตาํ แหน่ง ครู
โรงเรยี นโพนทองพฒั นาวทิ ยา
สํานกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษามธั ยมศกึ ษาร้อยเอ็ด
สาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
1. ชื่อเรื่อง การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้วิธสี อนแบบ Jigsaw
เรอ่ื ง ประโยคซบั ซ้อน ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3
2. โรงเรยี น โพนทองพัฒนาวทิ ยา
3. ผู้ศึกษา นายเกียรตศิ กั ดิ์ เวียงสมทุ ร
4. ความเป็นมา
การสอนภาษาไทยในปัจจบุ นั น้นั แม้วา่ สังคมโลกจะเปลีย่ นแปลงไปอย่างไรก็ตาม กระบวนการในการ
จัดการเรยี นรวู้ ชิ าภาษาไทยก็ยงั คงม่งุ เนน้ ใหผ้ ้เู รยี นเกิดทกั ษะทจ่ี ําเป็นในด้านการสือ่ สาร คอื การฟัง การพดู
การอ่าน และการเขยี น ใหม้ ปี ระสิทธิภาพ โดยผเู้ รยี นจะต้องสามารถเข้าใจหลกั ภาษาและวรรณคดไี ทย ใน
ฐานะท่ีเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ดังน้ันครผู ู้สอนจึงต้องหาเทคนิควิธีเพ่อื จะใหน้ กั เรยี นไดเ้ กิดความรู้ ความ
เขา้ ใจ และทักษะ ในเนือ้ หาวชิ ามากยิ่งขนึ้ อีกทั้งการสอนภาษาไทยจะตอ้ งเนน้ ให้ผเู้ รยี นมีความรักภาษาไทย
ในฐานะท่เี ปน็ วัฒนธรรมและถ่ายทอดวัฒนธรรมตามท่บี รรพบุรุษไดส้ รา้ งสรรค์ ในรูปแบบของหลกั ภาษา ได้แก่
กฎเกณฑ์การใช้ภาษา วรรณคดีและวรรณกรรม ผูเ้ รยี นจะตอ้ งมีทกั ษะการใชภ้ าษาไดถ้ กู ตอ้ ง สละสลวย ตาม
หลกั ภาษา อา่ นวรรณคดแี ละวรรณกรรมตา่ ง ๆ เพ่ือศึกษาเร่ืองราวของชีวิตทจ่ี ะทาํ ให้ชวี ทัศน์และโลกทัศน์ของ
ผู้อา่ นกวา้ งขวางขน้ึ เข้าใจสภาพสงั คมและวฒั นธรรมท้งั อดตี ปัจจบุ ัน และสังคมไทยในอนาคต รวมถึงการศกึ ษาภมู ิ
ปัญญาทางภาษาในทอ้ งถน่ิ ต่าง ๆ
หลกั ภาษาไทยมเี นื้อหาที่เป็นระเบียบแบบแผนของภาษา ตอ้ งอาศัยการท่องจําและการฝึกฝนอยา่ ง
ต่อเน่ือง ออ้ ยทิพย์ ชาติมาลากร (2531 : 1) กลา่ วถงึ การสอนหลกั ภาษาไทยว่า “นักเรยี นสว่ นใหญ่ไม่ชอบ
เรยี นหลกั ภาษาไทย เพราะมคี วามเห็นวา่ หลกั ภาษาไทยเป็นวิชาทย่ี าก น่าเบ่อื และไมส่ นกุ สนาน” วรรณี
ภริ มย์คํา (2546 : 6) ได้สัมภาษณ์ครหู ัวหนา้ กล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทยของโรงเรยี นในอําเภอบางแสน
จํานวน 4 โรงเรียน ถงึ สาเหตทุ ่ีทําให้นักเรียนไม่ประสบความสําเรจ็ ในการเรยี นกล่มุ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
พบว่า เกดิ จากสาเหตดุ ังนี้ หลักสูตรไม่สอดคลอ้ งกบั สภาพในปจั จุบนั โดยนักเรียนเรยี นหลกั ภาษาไทยแบบ
ดัง้ เดมิ ไมม่ กี ารเชื่อมโยงมาสกู่ ารใชภ้ าษาไทยในปัจจบุ ัน ระบบการบรหิ ารให้ความสําคัญกับครูภาษาไทยน้อย
กวา่ วชิ าอนื่ เพราะเหน็ ว่าครูคนไหนสอนกไ็ ด้ ทําใหไ้ มม่ ีการปรบั ปรุงวธิ ีการสอนใหเ้ หมาะสมกับเนื้อหา ครขู าด
อปุ กรณ์การสอนท่นี า่ สนใจ เนื้อหาสว่ นใหญเ่ ปน็ ความรู้ซึง่ นักเรียนต้องทอ่ งจาํ จึงจะนําไปใช้ได้ นกั เรยี นไมเ่ หน็
ความสําคญั ของภาษาไทย มองว่ายากและไมน่ า่ สนใจ สว่ นนพนภา ออ๊ กดว้ ง (2547 : 5) กล่าวถึงปญั หา
และขอ้ บกพร่องของการสอนภาษาไทยคอื ผสู้ อนขาดวธิ กี ารสอนท่ดี ี ไมส่ อนให้นกั เรยี นรู้จกั คดิ ไมม่ งุ่ นําความรู้
ไปใช้ในชวี ติ ประจาํ วัน ไมน่ าํ เทคโนโลยแี ละนวตั กรรมใหม่ ๆ มาใชป้ ระกอบการสอน ทําใหน้ กั เรียนเกิดความ
เบ่อื หน่ายและมีเจตคติไม่ดีต่อวชิ าภาษาไทย
จากข้อมูลดังกล่าวจะเหน็ วา่ ปญั หาเกย่ี วกบั การสอนหลกั ภาษาไทยเกดิ จากสาเหตุหลายประการ เช่น
วธิ ีการสอนไม่เร้าความสนใจท่จี ะทําใหน้ ักเรียนสนใจเรยี น ขาดอุปกรณ์การสอน เนือ้ หาซบั ซอ้ น ทําให้ผู้เรยี น
เขา้ ใจยาก เกดิ ความเบือ่ หนา่ ย เปน็ ตน้ ซ่งึ สอดคล้องกับ สพุ ร วงศส์ ุนทรเลิศ และเอ้ือพร สัมมาทพิ ย์ (2535
: 97-110) ทว่ี จิ ยั เรื่องการวิเคราะหข์ ้อผดิ พลาดในการเรียนภาษาไทยของนกั เรียนชัน้ ปรถมศกึ ษาปที ี่ 5
โรงเรยี นสาธติ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย พบว่า “ข้อผดิ พลาดเร่ืองการแตง่ ประโยคทีพ่ บมากที่สุดคือ นักเรียน
มกั จะละคาํ ไว้ในฐานทเี่ ข้าใจ ทาํ ใหป้ ระโยคไมส่ มบูรณ์ และไม่ถกู ตอ้ งตามหลักภาษา บางประโยคละประธาน
บางประโยคขาดกรยิ า และบางประโยคขาดกรรม”
จะเห็นไดว้ า่ ปัญหาการสอนหลักภาษาทีส่ ําคญั ประการหน่งึ โดยเฉพาะเรอื่ งประโยค คอื ผสู้ อนขาด
วธิ กี ารสอนทน่ี ่าสนใจ ทาํ ใหผ้ ู้เรียนเกิดความเบ่ือหนา่ ยและมเี จตคติท่ไี ม่ดตี อ่ วชิ าภาษาไทย ดงั นนั้
จึงนา่ ที่จะแกป้ ญั หาทตี่ วั ครู ซง่ึ หม่อมหลวงบุญเหลอื เทพยสวุ รรณ (2520 : 1-2) ได้กลา่ วถงึ วธิ ีสอน ที่ชว่ ย
ใหน้ กั เรียนสามารถเรยี นรู้ และพัฒนาตนเองใหไ้ ดผ้ ลสัมฤทธิท์ างการเรยี นสูงข้ึน โดยยดึ ผ้เู รยี นเป็นสาํ คัญมี
ดังนีค้ อื วธิ กี ารสอนแบบใช้เกม วิธกี ารสอนแบบใช้สถานการณจ์ ําลอง วธิ ีการสอนแบบใชก้ รณตี วั อยา่ ง วิธสี อน
แบบบทบาทสมมติ วธิ กี ารสอนแบบแก้ปัญหา วธิ กี ารอสนโดยใช้บทเรยี นสําเรจ็ รูป วธิ ีการสอนแบบศนู ย์การ
เรียน วธิ ีการสอนโดยใช้ชุดการสอน วิธกี ารสอนโดยใชค้ อมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน วิธีสอนแบบโครงงาน วธิ กี ารสอน
แบบทดลอง วิธีการสอนแบบถามตอบ วิธีสอนแบบอภิปรายกลุ่มยอ่ ย วิธีสอนแบบกลุม่ สัมพันธ์ วิธกี ารสอน
แบบรว่ มมอื กนั วิธีการสอนแบบความคดิ รวบยอด วิธกี ารสอนแบบใหศ้ กึ ษาคน้ ควา้ ด้วยตนเอง วธิ สี อนแบบ
ทัศนศึกษานอกสถานท่ี วิธีสอนแบบสืบสวนสอบสวน และวิธีสอบแบบเสาะแสวงหาความรูเ้ ปน็ กลมุ่
จากการศกึ ษารูปแบบการเรียนการสอนแบบรว่ มมอื จากตํารา และเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ พบว่ามี
หลายรปู แบบ เช่น แบบกลุ่มสมั ฤทธ์ิ (STAD) แบบบรู ณาการด้านการอ่านและการเขียน (CIRC) แบบกลมุ่ ชว่ ย
สอนเปน็ รายบุคคล (TAI) แบบกลุม่ การแข่งขัน (TGT) แบบจก๊ิ ซอว์ (Jigsaw) เป็นตน้ การเรียนแบบกล่มุ กม็ ี
แตล่ ะรูปแบบมคี วามเหมาะสมดา้ นเนื้อหา และวิธีสอนทแ่ี ตกต่างกัน ซง่ึ ผ้วู ิจยั สนใจท่ีจะนํารูปแบบการเรียน
แบบร่วมมือเทคนิค STAD มาสอนหลักเกณฑท์ างภาษา เพ่อื ให้นักเรยี นมีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนสูงขึน้
วิธสี อนแบบ Jigsaw เปน็ รูปแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสรมิ การเรยี นรูแ้ บบรว่ มมอื รปู แบบหนึง่
มีวธิ ีการหลัก ๆ ไดแ้ ก่ การจดั กลมุ่ การศึกษาเน้ือหาสาระ การทดสอบ การคดิ คะแนน และระบบการใหร้ างวัล
เพอ่ื สนองวัตถปุ ระสงคเ์ ฉพาะ ซง่ึ ใช้หลักการ เรียนรแู้ บบรว่ มมอื 5 ประการ และมีวตั ถุประสงคม์ ุ่งตรงไปใน
ทศิ ทางเดยี วกัน คอื เพอื่ ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ในเร่ืองที่ศกึ ษาอย่างมากทีส่ ดุ โดยอาศยั การร่วมมอื กัน
ช่วยเหลอื กัน และแลกเปลย่ี นความรู้กนั ระหว่างกล่มุ ผเู้ รียนดว้ ยกัน ความแตกต่างของรูปแบบแต่ละรูปแบบ
จะอย่ทู ี่เทคนิคในการศกึ ษาเนือ้ หาสาระ และวธิ กี ารเสริมแรงและการใหร้ างวัลเปน็ ประการสาํ คญั
กระบวนการเรียนการสอนของรปู แบบจ๊กิ ซอร์ มีกระบวนการดงั นี้ (ทิศนา แขมมณ,ี 2551)
1. จัดผูเ้ รยี นเขา้ กลมุ่ คละความสามารถ ( เก่ง-กลาง-ออ่ น ) กลุ่มละ 4 คนและเรยี กกลุ่มน้ีว่า กลมุ่ บ้าน
ของเรา (Home Group)
2. สมาชกิ ในกลมุ่ บา้ นของเราได้รบั มอบหมายใหศ้ กึ ษาเนือ้ หาสาระคนละ 1 สว่ น (เปรยี บเสมอื นได้
ชน้ิ สว่ นของภาพตดั ตอ่ คนละ 1 ชนิ้ ) และหาคาํ ตอบในประเด็นปญั หาทีผ่ สู้ อนมอบหมายให้
3. สมาชกิ ในกลมุ่ บา้ นของเรา แยกย้ายไปรวมกับสมาชกิ กลุม่ อ่ืนซง่ึ ได้รับเนื้อหาเดยี วกนั ตง้ั เป็นกลุม่
ผเู้ ชย่ี วชาญ (expert group) ขน้ึ มา และรว่ มกนั ทาํ ความเข้าใจในเน้ือหาสาระนน้ั อย่างละเอยี ด และร่วมกัน
อภปิ รายหาคาํ ตอบประเด็นทผี่ ู้สอนมอบหมายให้
4. สมาชิกกลมุ่ ผู้เชี่ยวชาญ กลับไปสกู่ ลุ่มบ้านของเรา แต่ละกล่มุ ช่วยสอนเพอ่ื นในกล่มุ ใหเ้ ขา้ ใจสาระ
ท่ตี นไดศ้ กึ ษารว่ มกบั กลุ่มผเู้ ชีย่ วชาญเช่นนี้ สมาชกิ ทกุ คนกจ็ ะไดเ้ รียนรภู้ าพรวมของสาระทั้งหมด
5. ผเู้ รยี นทกุ คนทําแบบทดสอบ แต่ละคนจะได้คะแนนเปน็ รายบุคคล และนาํ คะแนนของทกุ คนใน
กล่มุ บ้านของเรามารวมกัน (หรือหาคา่ เฉล่ยี ) เป็นคะแนนกลุ่ม กลุ่มที่ไดค้ ะแนนสงู สดุ ได้รบั รางวัล
จากเหตุผลดงั กลา่ วผูว้ จิ ยั จงึ ได้ศึกษาเอกสารท่เี กยี่ วขอ้ งกับวิธีสอนและนวตั กรรมทเี่ ป็นส่อื รวมท้ัง
งานวจิ ัยทีเ่ ก่ยี วข้องแล้วพบวา่ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ภาษาไทย โดยใช้วธิ ีสอนแบบ Jigsaw มาพฒั นาการ
จัดกจิ กรรมการเรียนรูภ้ าษาไทย เรอ่ื งประโยคซับซอ้ น ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซง่ึ ชว่ ยใหน้ กั เรียน
เรยี นรู้ด้วยความเข้าใจ อกี ท้งั ช่วยกระตนุ้ ให้เกิดความคดิ ความสร้างสรรค์ พัฒนาการเรียนร้ขู องนกั เรียนให้
เจรญิ งอกงาม มสี ภาพแวดลอ้ มทก่ี ระตุน้ การเรยี นรู้ของผู้เรยี นได้อยา่ งหลากหลาย เช่น การเรียนโดยใช้หนงั สือ
ทม่ี ภี าพประกอบสีสนั สวยงาม ดงึ ดดู ความสนใจของผู้อา่ น เรยี นรูโ้ ดยใชเ้ ทคนิคการสอนท่ีหลากหลาย ดงั นน้ั
ผวู้ ิจยั จึงได้ศกึ ษาหลักการ เหตุผล หลักสูตร นวัตกรรมและงานวิจัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ งแล้วจงึ ได้ดําเนนิ การศึกษา
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรูภ้ าษาไทย โดยใช้วิธีสอนแบบ Jigsaw เรื่อง ประโยคซบั ซ้อน ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3
เพือ่ ใช้เป็นแนวทางในการเรยี นการสอนใหเ้ ป็นไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
5. วตั ถปุ ระสงค์
1. เพื่อเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนระหว่างก่อนกับหลังการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
โดยใชว้ ธิ สี อนแบบ Jigsaw
2. เพอ่ื ศกึ ษาความพงึ พอใจของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 ทม่ี ตี ่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ภาษาไทย เรือ่ ง ประโยคทซี่ บั ซอ้ น โดยใชว้ ิธสี อนแบบ Jigsaw
6. ขอบเขตการศกึ ษา
1. กลุ่มเป้าหมาย
กลุ่มเป้าหมายที่ใชใ้ นการวิจัย ไดแ้ ก่ นักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3/2 โรงเรยี นโพนทองพฒั นาวิทยา
อาํ เภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอด็ สาํ นักงานเขตพื้นที่การศกึ ษามัธยมศกึ ษารอ้ ยเอด็ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา
2565 จาํ นวน 1 ห้อง 46 คน ซึง่ นักเรียนกลุ่มเปา้ หมายนไี้ ดม้ าจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
sampling) ซ่งึ เป็นนกั เรยี นท่ีคละความสามารถ เกง่ ปานกลาง และออ่ น
2. เนอ้ื หาท่ใี ช้ในการวิจยั ได้แก่ สาระหลกั การใช้ภาษา กลุ่มสารการเรียนรูภ้ าษาไทยตามตวั ชี้วดั ใน
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 เรอ่ื งประโยคซบั ซ้อน
7. นยิ ามศัพท์เฉพาะ
1. ประโยคซบั ซอ้ น คือ การนํารปู ประโยค ทงั้ ประโยคความเดยี ว ประโยคความรวมและประโยค
ความซอ้ นมาขยายความให้ซบั ซอ้ นยิ่งข้ึน
2. รูปแบบการจัดการเรยี นรู้ Jigsaw คอื รปู แบบการเรยี นการสอนทส่ี ง่ เสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือ
รปู แบบหนง่ึ มีวธิ กี ารหลัก ๆ ไดแ้ ก่ การจัดกลมุ่ การศึกษาเนอื้ หาสาระ การทดสอบ การคิดคะแนน และระบบ
การใหร้ างวลั
8. เอกสารทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
1. กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
ผู้วจิ ยั ได้ศึกษาเอกสารกลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551 ในทีน่ ้ีจะกล่าวถงึ เฉพาะสว่ นทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับการศกึ ษาค้นคว้าดังตอ่ ไปน้ี
1.1 ความสาํ คัญของภาษาไทย
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 3-7) ไดใ้ ห้ความสาํ คัญของภาษาไทยไว้ว่าภาษาไทย
เปน็ เอกลกั ษณ์ประจาํ ชาติ เป็นสมบตั ิทางวัฒนธรรมอันกอ่ ใหเ้ กิดความเปน็ เอกภาพและเสรมิ สร้างบุคลิกภาพ
ของคนในชาตใิ หม้ ีความเปน็ ไทย เป็นเครอื่ งมอื ในการติดต่อสอ่ื สารเพอื่ สรา้ งความเข้าใจและความสมั พันธท์ ่ดี ี
ตอ่ กัน เป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความร้ปู ระสบการณจ์ ากแหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ นอกจากน้ยี ังเปน็ สือ่ ที่
แสดงภมู ิปัญญาดา้ นประเพณีวฒั นธรรม โดยบนั ทกึ ไวเ้ ป็นวรรณคดแี ละวรรณกรรมอันล้าํ ค่า ภาษาไทยจึงเป็น
สมบัติของชาตทิ ี่ควรค่าแก่การเรียนรู้ คนไทยทุกคนต้องศึกษาและฝึกฝนจนเกดิ ทักษะ เพอื่ ใชต้ ิดตอ่ สื่อสาร
ระหว่างคนในชาติ หรือชนชาตอิ น่ื ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ จึงได้ประมวลความสําคัญของภาษาไทยไวด้ ังน้ี
1. ภาษาเปน็ เครอื่ งมือในการติดต่อสือ่ สารเพอื่ ให้เกิดความเข้าใจตรงกนั ตามความคิด อารมณ์
ความรู้สกึ และความตอ้ งการ โดยใช้ภาษาส่อื ความหมายใหผ้ ู้อ่ืนเข้าใจ เร่อื งราว ความคดิ ความรสู้ กึ และความ
ต้องการกับผู้อ่ืนด้วยการฟงั การอ่าน และการดู
2. ภาษาเปน็ เครอ่ื งมือในการเรียนรู้ บรรพบุรุษใช้ภาษาในการบนั ทึก บอกเล่าความรู้
และประสบการณอ์ ันมคี ่าในอดตี ใหช้ นรนุ่ หลังได้แสวงหาความร้แู ละประสบการณโ์ ดยการฟงั การอา่ นและ
การดจู ากบคุ คล จากแหล่งเรยี นรู้ และสภาพแวดลอ้ มรอบตวั โดยใชภ้ าษาช่วยพฒั นาสตปิ ัญญา กระบวนการ
คิด การวิเคราะห์ การวจิ ารณจ์ นเกดิ เป็นความร้ใู หม่ นอกจากนี้ภาษายังเป็นเครอ่ื งมือในการรับและถา่ ยทอด
วัฒนธรรม คา่ นิยม คุณธรรม และจริยธรรมทีพ่ ึงประสงคจ์ ากคนรนุ่ เก่าและจากสังคมเพ่ือปลูกฝังและหล่อ
หลอมใหเ้ ป็นผู้มีคณุ ลักษณะเหมาะสมตามที่สังคมคาดหวัง
3. ภาษาเป็นเคร่ืองมือเสริมสร้างความเขา้ ใจอนั ดีต่อกัน การอย่รู ว่ มกันเป็นสังคมอย่างสันติสขุ
สมาชกิ ในสังคมจะต้องมีความเขา้ ใจอนั ดตี ่อกนั การใช้ภาษาในการส่อื สารได้ตรงตามความหมาย จะทําให้การ
สื่อสารมปี ระสทิ ธภิ าพและสื่อความหมายให้เขา้ ใจตรงกันชว่ ยเสรมิ สร้างความเข้าใจอันดีต่อกันในสังคม
และสร้างความเป็นเอกภาพของชาติ
4. ภาษาเป็นเครอ่ื งมือสรา้ งเอกภาพของชาติ สงั คมจะเปน็ ปกึ แผน่ มน่ั คงและเจริญรุง่ เรอื ง
คนในสังคมมคี วามรู้สึกเป็นอันหน่งึ อันเดียวกัน และมคี วามรสู้ ึกผกู พนั เปน็ พวกพอ้ งกนั เพราะคนไทย
มีภาษาไทยเปน็ ภาษาประจําชาตทิ ใ่ี ช้ส่ือสารกันทําให้เกิดมีความสมั พนั ธต์ ่อกันและเกิดความผกู พนั
เปน็ เช้ือชาตเิ ดียวกนั ภาษาไทยทาํ เกิดความเปน็ เอกภาพของชาติเป็นพลังสําคัญทาํ ใหค้ นไทยเกดิ ความ
ปรองดอง และรว่ มมอื กนั ที่จะพัฒนาชาติใหเ้ จรญิ กา้ วหนา้ มัน่ คงต่อไป
5. ภาษาเป็นเครอ่ื งมือช่วยจรรโลงใจ โดยธรรมชาตมิ นุษยท์ กุ เพศวัยตอ้ งการไดร้ บั
ความจรรโลงใจอยเู่ สมอ วรรณคดแี ละวรรณกรรม รวมทัง้ บทร้องเลน่ ปรศิ นาคําทาย เพลงกล่อมเด็ก
เพลงพ้ืนบ้าน นทิ านพนื้ บา้ น บทประพนั ธต์ า่ ง ๆ ได้เรยี บเรยี งภาษาถ้อยคาํ อย่างประณีตไพเราะ มีคติสอนใจ ช่วย
ใหเ้ กิดความจรรโลงใจ มีสขุ ภาพจิตดี เกิดความคิดสรา้ งสรรคแ์ ละสงั คมไทยดาํ รงอยู่ได้อย่างมีความสุข
1.2 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ภาษาไทย
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระภาษาไทย ประกอบด้วย (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2551 :7)
สาระท่ี 1 การอ่าน
มาตรฐาน ท 1.1 ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคิดเพอื่ นําไปใช้ตัดสินใจแกป้ ัญหาใน
การดาํ เนนิ ชวี ติ และมนี สิ ัยรักการอ่าน
สาระที่ 2 การเขยี น
มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขยี นสอ่ื สาร เขียนเรยี งความ ย่อความ และเขียนเรื่องราว
ในรูปแบบตา่ งๆเขยี นรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นควา้ อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
สาระที่ 3 การฟงั การดู และการพูด
มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอยา่ งมีวจิ ารณญาณ และพดู แสดงความรู้ ความคดิ และ
ความร้สู ึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวจิ ารณญาณและสรา้ งสรรค์
สาระที่ 4 หลักการใชภ้ าษาไทย
มาตรฐาน ท 4.1 เขา้ ใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปลยี่ นแปลงของภาษาและ
พลังของภาษา ภูมปิ ญั ญาทางภาษา และรักภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ิของชาติ
สาระท่ี 5 วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 เขา้ ใจและแสดงความคิดเหน็ วจิ ารณว์ รรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยา่ งเหน็
คุณค่าและนํามาประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตจรงิ
2. ประโยค
ความหมายของประโยค
พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ.2525 (2538 : 509) ให้ความหมายคาํ วา่ ประโยคว่า
“ประโยค คือ คําพดู หรอื ขอ้ ความทไ่ี ด้ความบริบรู ณต์ อนหนง่ึ ๆ เช่น ประโยคบอกเลา่ ประโยค
ปฏเิ สธ ประโยคคําถาม”
กําชัย ทองหล่อ (2545 : 367) ใหค้ วามหมายของประโยคว่า ประโยค คอื กลมุ่ คําทม่ี คี วาม
เกย่ี วขอ้ งกันเปน็ ระบบ และมีเน้ือความสมบรู ณ์ โดยปกติประโยคจะต้องมบี ทประธานและบทกรยิ าเป็นสาํ คัญ
แตถ่ ้าใชส้ กรรมกรยิ า จะตอ้ งมีบทกรรมมารบั ถา้ ใช้วกิ ตรรถกริยาจะต้องมีบทขยาย จึงจะได้ความสมบรู ณ์ บท
ขยายนั้นจะเป็นคํา วลี หรือประโยคก็ได้ ถา้ ใช้อกรรมกริยา ไม่ตอ้ งมกี รรมมารบั เพราะไดค้ วามสมบูรณอ์ ยแู่ ล้ว
แต่จะมีบทขยายใหค้ วามชัดเจนข้ึนอีกก็ได้ เช่น
1. นก บนิ (ใชอ้ กรรมกรยิ า)
2. คน เดิน ทถี่ นน (ใชอ้ กรรมกริยา)
3. เด็ก อ่าน หนงั สือ (ใช้สกรรมกริยา)
4. ทหาร ถอื ปืน (ใช้สกรรมกริยา)
5. เขา เป็น พ่อค้า (ใช้วกิ ตรรถกริยา)
6. หลอ่ น เป็น คนชอบทาํ งาน (ใช้วิกตรรถกรยิ า)
พระยาอปุ กิตศลิ ปะสาร (2546 : 192-193) ได้ใหค้ วามหมายของประโยคว่า ประโยค
คือ ถ้อยคําทม่ี ีเนอื้ ความครบบรบิ รู ณ์ ประโยคหน่ึง ๆ แบ่งออกเป็นสองภาคดงั นี้
1. ภาคประธาน หมายความวา่ ส่วนท่ีผกู้ ลา่ วอา้ งข้นึ ก่อน เพื่อให้ผู้ฟงั รูว้ า่ อะไรเปน็ ขอ้ สําคัญ
ของขอ้ ความ ภาคนีโ้ ดยมากมักเป็นคํานามหรือสรรพนามเป็นสว่ นใหญ่ ซง่ึ ผู้พูดและผู้เขยี นกล่าวขึ้นกอ่ น เชน่
ตาสี บ้าน ฉัน เขา เปน็ ต้น ซง่ึ ทราบได้เพียงแตว่ า่ เปน็ ใคร หรอื อะไรเทา่ นน้ั
2. ภาคแสดง หมายถงึ คําทีแ่ สดงอาการของภาคประธานใหไ้ ดค้ วามครบวา่ แสดงอาการอยา่ งน้ันอย่าง
นี้ เช่น ตาสี-นอน บา้ น-งาม ฉัน-กนิ ข้าว เขา-เป็นนายอําเภอ ฯลฯ ภาคที่อยู่ทา้ ยประธาน เช่นคาํ นอน งาม กนิ
ข้าว เปน็ นายอาํ เภอ นเ้ี รยี กวา่ ภาคแสดง
ข้อความใด ๆ ถ้ามีความหมายครบ 2 ภาคบรบิ รู ณ์เชน่ น้ีแลว้ ก็ไดช้ อ่ื ว่า ประโยค
จากการศกึ ษาความหมายของประโยคดังกล่าว สรุปได้ว่า ประโยค คอื การนาํ คาํ มาเรยี งกันให้ได้
ใจความบริบรู ณ์ วา่ ใครทาํ อะไร ประกอบด้วย 2 ภาค คอื ภาคประธานและภาคแสดง
ประโยคเพือ่ การสอ่ื สาร
สมถวลิ วิเศษสมบัติ (2543 : 180-181) กลา่ วถงึ ประโยคตามเจตนาในการสอื่ สารแบ่งออกได้เปน็
3 ประเภท คอื
1. ประโยคแจง้ ใหท้ ราบ หมายความถึง ประโยคท่มี ีใจความบอกเลา่ หรอื ประสงคจ์ ะแจ้ง
ขอ้ ความบางประการให้ผู้ฟงั ทราบ เช่น วนั น้ีคุณแตง่ ตวั สวย ประโยคแจ้งใหท้ ราบมรข้อแตกตา่ งจากประโยค
แจง้ ใหท้ ราบทม่ี เี นอ้ื ปฏิเสธ คือ ในประโยคแจง้ ใหท้ ราบที่มีเนอ้ื ความปฏิเสธจะมีคาํ ต่อไปน้ีอย่ใู นประโยค เชน่
ไม่ มิ หามิได้ เชน่ วันนี้คณุ แตง่ ตัวไมส่ วยเลย
2. ประโยคถามใหต้ อบ หมายความถึง ประโยคท่ผี ูพ้ ดู ถามขอ้ ความบางประการเพ่ือให้ผ้ฟู ัง
ตอบสง่ิ ทีผ่ ถู้ ามอยากทราบ เชน่ รถคันไหนไปบางเขน เธอไปกบั ฉนั ไหม ประโยคถามใหต้ อบแตกต่างจาก
ประโยคแจง้ ให้ทราบ คอื รปู ประโยคถามให้ตอบ จะมคี ําว่า ใคร อะไร ทไ่ี หน เมอื่ ไร หรอื อย่างไร อยู่ใน
ประโยค
3. ประโยคบอกทํา โดยทว่ั ไปมลี ักษณะคอื เป็นประโยคทผ่ี ้พู ดู ต้องการใหผ้ ฟู้ ังปฏบิ ัติ
บางอย่างตามความตอ้ งการ เช่น
ประโยคบอกใหท้ ํา ประโยคปฏเิ สธ
กนิ ข้าวซิ อยา่ กนิ ข้าวนะ
คณุ ออกไปนะ คุณออกไปนะ
กลับบ้านกนั เถอะ อย่ากลับบา้ นนะ
คณุ ต้องทําเพอ่ื พวกเราซิ คณุ ต้องอย่าทาํ เพ่ือพวกเราซิ
รปู ประโยคจะชว่ ยให้เราเข้าใจเจตนาของผู้ส่อื สารได้ เพราะในรปู ประโยคของแต่ละชนดิ จะมี
คาํ เฉพาะของรูปประโยคใหส้ งั เกต เช่น ประโยคถามใหต้ อบ จะมคี าํ แสดงคําถามปรากฏอยู่ เชน่ ใคร ไหน ฯลฯ
ส่วนประโยคบอกใหท้ าํ จะมีคําลงท้ายว่า นะ ซิ เถอะ ฯลฯ แต่ถ้าในกรณีทรี่ ูปประโยคไมแ่ สดงไวจ้ ดั เจน เรา
ต้องอาศัยพิจารณาจากขอ้ ความแวดล้อม หรอื สถานการณ์แวดล้อมช่วย
บริบท หมายความถงึ สถานการณ์แวดลอ้ มหรือสิ่งแวดล้อมข้อความ บรบิ ทจะชว่ ยให้เรา
ทราบเจตนาผู้ส่งสารได้ ในกรณีทรี่ ูปประโยคไมช่ ดั เจน เช่น
- เรอ่ื งอย่างน้ฉี ันไมส่ นใจหรอก (แจ้งใหท้ ราบเชงิ ปฏิเสธ)
- เรอื่ งอย่างนีใ้ ครจะสนใจ (ประโยคคาํ ถาม) จากประโยคนจ้ี ะเห็นว่า ถา้ มีขอ้ ความเฉพาะ
“ใครจะสนใจ” ผู้ฟังตอ้ งพจิ ารณาว่าเปน็ รูปประโยคคําถาม แต่เม่อื เติมขอ้ ความเร่อื ง “อยา่ งนี้” เข้าขา้ งหนา้
ประโยคดังกลา่ วจึงทําให้ทราบวา่ ผู้พดู มีเจตนาปฏิเสธ
3. รูปแบบการจัดการเรยี นรู้ Jigsaw
วธิ ีสอนแบบ Jigsaw เป็นรปู แบบการเรียนการสอนท่สี ่งเสริมการเรียนรแู้ บบร่วมมอื รูปแบบหนง่ึ มี
วธิ ีการหลกั ๆ ไดแ้ ก่ การจัดกล่มุ การศึกษาเนื้อหาสาระ การทดสอบ การคิดคะแนน และระบบการให้รางวลั
เพ่อื สนองวตั ถุประสงค์เฉพาะ ซงึ่ ใชห้ ลกั การ เรยี นรแู้ บบร่วมมอื 5 ประการ และมีวัตถปุ ระสงค์มุ่งตรงไปใน
ทศิ ทางเดยี วกัน คอื เพอื่ ช่วยใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรียนร้ใู นเรือ่ งทีศ่ ึกษาอย่างมากท่ีสุดโดยอาศัยการร่วมมอื กัน
ชว่ ยเหลอื กัน และแลกเปลีย่ นความรกู้ นั ระหว่างกล่มุ ผ้เู รยี นด้วยกัน ความแตกตา่ งของรปู แบบแต่ละรูปแบบจะ
อยูท่ ี่เทคนิคในการศึกษาเนื้อหาสาระ และวธิ ีการเสริมแรงและการให้รางวัลเปน็ ประการสาํ คญั
กระบวนการเรยี นการสอนของรูปแบบจิ๊กซอร์ มีกระบวนการดงั น้ี (ทิศนา แขมมณ,ี 2551)
1. จดั ผู้เรียนเขา้ กล่มุ คละความสามารถ ( เกง่ -กลาง-อ่อน ) กลุ่มละ 4 คนและเรยี กกลุม่ นวี้ ่า กลุ่มบ้าน
ของเรา (Home Group)
2. สมาชิกในกลมุ่ บา้ นของเราได้รบั มอบหมายใหศ้ กึ ษาเน้ือหาสาระคนละ 1 ส่วน (เปรยี บเสมอื นได้
ช้นิ สว่ นของภาพตดั ตอ่ คนละ 1 ชน้ิ ) และหาคาํ ตอบในประเดน็ ปัญหาที่ผสู้ อนมอบหมายให้
3. สมาชิกในกลมุ่ บ้านของเรา แยกยา้ ยไปรวมกบั สมาชิกกลมุ่ อ่นื ซ่ึงได้รับเนื้อหาเดียวกนั ตั้งเป็นกล่มุ
ผูเ้ ชยี่ วชาญ (expert group) ขึ้นมา และรว่ มกนั ทําความเข้าใจในเนื้อหาสาระน้ันอย่างละเอียด และร่วมกนั
อภิปรายหาคาํ ตอบประเด็นท่ีผ้สู อนมอบหมายให้
4. สมาชกิ กล่มุ ผ้เู ชย่ี วชาญ กลบั ไปสู่กลมุ่ บา้ นของเรา แต่ละกลุม่ ชว่ ยสอนเพ่อื นในกลุ่ม ให้เขา้ ใจสาระ
ทตี่ นไดศ้ กึ ษารว่ มกับกลุ่มผ้เู ชย่ี วชาญเช่นนี้ สมาชกิ ทกุ คนกจ็ ะได้เรยี นรภู้ าพรวมของสาระท้ังหมด
5. ผเู้ รียนทุกคนทาํ แบบทดสอบ แตล่ ะคนจะไดค้ ะแนนเป็นรายบุคคล และนาํ คะแนนของทกุ คนใน
กลมุ่ บ้านของเรามารวมกัน (หรอื หาค่าเฉลี่ย ) เป็นคะแนนกลุม่ กลมุ่ ท่ีไดค้ ะแนนสงู สดุ ไดร้ ับรางวลั
9. วิธีดําเนนิ การศกึ ษา
เคร่อื งมอื ทใี่ ช้ในการวิจัย
เคร่ืองมือท่ใี ชใ้ นการวิจัย มี 3 ชนดิ ดงั นี้
1. แผนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทย เรือ่ ง ประโยคซบั ซ้อน ของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3
2. แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ เรอ่ื ง ประโยคซับซอ้ น ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3
3. แบบวดั ความพึงพอใจของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ท่ีไดร้ ับการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ เร่อื ง
ประโยค โดยใช้รูปแบบการจดั การเรยี นรู้ Jigsaw
การสร้างและพัฒนาเครือ่ งมอื
ไดก้ ําหนดขนั้ ตอนในการดาํ เนนิ การสร้างเครอ่ื งมือการศึกษาตามลาํ ดบั ดังตอ่ ไปน้ี
1. ศกึ ษาหลกั สตู รการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชนั้
มัธยมศึกษาปีที่ 3 สาระท่ี 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐานการเรียนรู้ ท 4.1 เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและ
หลักภาษาไทย การเปล่ยี นแปลงของภาษาและพลงั ของภาษา ภมู ปิ ัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ปน็
สมบตั ิของชาติ
2. สรา้ งแผนการจดั การเรียนรูภ้ าษาไทย เรอ่ื งประโยคซับซ้อน ของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3
3. การสรา้ งแบบทดสอบวดั ความสามารถด้านทกั ษะการใช้ภาษาไทย เรอ่ื ง ประโยคซับซอ้ น
ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3
4. นาํ แผนการจัดการเรียนรไู้ ปใชก้ บั กลุ่มเป้าหมาย คือ นกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3/2 โรงเรียนโพน
ทองพัฒนาวิทยา อาํ เภอโพนทอง จังหวัดรอ้ ยเอ็ด ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 จาํ นวน 46 คน
5. นาํ แบบทดสอบวดั ความสามารถดา้ นทกั ษะการใชภ้ าษาไทย เร่ือง ประโยคซับซ้อน
ไปใช้กบั กลุม่ เปา้ หมาย คอื นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3/2 โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา อาํ เภอโพนทอง
จงั หวัดร้อยเอ็ด ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 จํานวน 46 คน
6. สร้างแบบวัดความพงึ พอใจแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3/2
ทไ่ี ด้รบั การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใชร้ ูปแบบการจัดการเรียนรู้ Jigsaw
7. นําแบบวัดความพึงพอใจมาใชก้ ับนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3/2 ทีไ่ ดร้ ับการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
โดยใชร้ ูปแบบการจัดการเรียนรู้ Jigsaw
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
สถิตพิ นื้ ฐานทใ่ี ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล 1) รอ้ ยละ (Percentage) ใช้วเิ คราะห์ ผลการทาํ ใบงาน
แบบฝกึ หดั แบบทดสอบ 2) คา่ เฉลยี่ (Mean) ใช้วิเคราะห์ผลการศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนทมี่ ีต่อการ
จัดการ เรยี นรู้โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร
10. ผลการศกึ ษา
1. ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรยี นระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ที่ท่ีได้รับการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
โดยใช้รปู แบบการจัดการเรียนรู้ Jigsaw เรือ่ งประโยคซับซ้อน ผศู้ ึกษาไดน้ ําการจัดกิจกรรมการเรียนรไู้ ปจัด
กิจกรรมกับกลมุ่ เปา้ หมายพบวา่ ผมสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นหลังเรยี นด้วยการจดั การเรียนรแู้ บบ Jigsaw เรือ่ ง
ประโยคซับซอ้ น สงู กว่าก่อนเรยี นซ่งึ สอดคล้องกับผลการศกึ ษาของ อัมพร ถกลประจักษ์ (2543, บทคัดย่อ) ที่
ไดท้ าํ การวจิ ัยเรอื่ งผลของวิธกี ารเรยี นแบบรว่ มมือท่ีมตี ่อผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวิชาภาษาไทย (ท 306) และ
ความมีวินยั ในตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 จังหวดั ปราจนี บุรผี ลการวจิ ัยพบวา่ นักเรียนท่เี รยี นด้วย
วิธีการเรียนแบบร่วมมอื มผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ าภาษาไทยหลังเรียนสูงกวา่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนกอ่ น
เรียน อยา่ งมีนยั สําคัญทางสถิติที่ระดบั .01
2. ความพงึ พอใจของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ท่ีได้รับการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
เร่อื ง ประโยคซับซอ้ น โดยใช้รูปแบบการจดั การเรยี นรู้ Jigsaw
นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจตอ่ การเรียนรู้ เร่อื ง ประโยคซับซ้อน โดยใช้รปู แบบการ
จัดการเรียนรู้ Jigsaw อยูใ่ นระดบั ความพึงพอใจมากทส่ี ดุ (x" = 4.48)
11. ข้อเสนอแนะ
1.1 ครคู วรศึกษาแนวคิดตามหลักการเรยี นรแู้ บบ Jigsaw และทาํ ความเข้าใจในการจดั กิจกรรมตาม
แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เร่ือง ประโยคซับซ้อน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มคี วาม
เข้าใจและชัดเจนทุกข้นั ตอนกอ่ นทจี่ ะนาํ แผนการจัดการเรียนรไู้ ปใช้
1.2 ครูควรอธิบายแนะนาํ ขน้ั ตอนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบ Jigsaw และช้ีแจงขอ้ ตกลง
ขอ้ ปฏบิ ตั ิและเกณฑ์ตา่ ง ๆ ใหน้ ักเรียนเข้าใจตรงกนั
1.3 ควรทําการศึกษาเพอ่ื เปรียบเทยี บผลการเรียนรู้เรื่องแผนการเรียนรภู้ าษาไทย
เร่อื ง ประโยคซับซ้อน ของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โดยใชส้ ่อื ประกอบการจดั การเรียนรู้ตามแนวคดิ
วธิ ีการสอนแบบอน่ื ๆ เช่น วิธีการสอนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสมองเปน็ ฐาน เป็นตน้
บรรณานุกรม
กำชัย ทองหล,อ. (2545). หลกั ภาษาไทย. พมิ พ6คร้งั ท่ี 10. กรุงเทพฯ : บำรงุ สาสน6 .
กรมวชิ าการ, กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551). หลกั สูตรการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551.
กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ6องคก6 ารรับส,งสนิ คNาและพัสดภุ ัณฑ.6
ทศิ นา แขมมณี .ศาสตร?การสอน: องคค? วามรเFู พอื่ การจดั กระบวนการเรียนรทูF ม่ี ีประสิทธภิ าพ. พิมพค6 รง้ั ที่ 7
(ฉบบั พิมพเ6 พิ่มเติม). กรงุ เทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ6มหาวิทยาลยั .
นพนภา ออZ กดวN ง. (2547). การเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรอื่ ง คำและหนFาท่ขี องคำใน
ภาษาไทย ของนักเรยี นระดับชน้ั มัธยมศึกษาปทV ่ี 2 ทไ่ี ดรF บั การสอนแบบรWวมมอื กับเทคนิค
STAD กับการสอนปกติ. (วทิ ยานิพนธ6ปรญิ ญามหาบัณฑิต, มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร).
บุญเหลอื เทพยสวุ รรณ. (2520). แนวการศกึ ษาวรรณคดี. กรุงเทพฯ : บณั ฑิตการพมิ พ6.
วรรณี ภริ มยค6 ำ. (2546). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนกลมWุ สาระการเรยี นรูFภาษาไทย
เรือ่ ง คำและความสัมพนั ธข? องคำ ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปVที่ 2 ที่สอนโดยวธิ ีสอนแบบ
เอก็ ซ?พลซิ ทิ กับวธิ ีสอนแบบปกติ. (วิทยานิพนธป6 ริญญามหาบัณฑติ , มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร).
สมถวลิ วิเศษสมบัติ. (2528). วิธีสอนภาษาไทยมธั ยมศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : อกั ษรบณั ฑิต.
สพุ ร วงศ6สุนทรเลิศและเอื้อพร สัมมาทพิ ย.6 (2535). การวิเคราะหข? อF ผดิ พลาดในการเขียนภาษาไทย
ของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปทV ี่ 5 โรงเรยี นสาธติ จุฬาฯ. (วิทยานพิ นธ6ปรญิ ญามหาบณั ฑิต,
จุฬาลงกรณ6มหาวทิ ยาลัย).
อNอยทพิ ย6 ชาตมิ าลากร. (2531). การเปรยี บเทียบสมั ฤทธิผลการเรยี นวชิ า หลกั ภาษาไทย และความ
คงทนในการเรียนรเFู รื่อง การจำแนกคำในภาษาไทยออกเปcน 7 ชนิด โดยใชFบทเพลงทำนอง
ไทยสากล เกมประกอบการสอน และการสอนปกติ ในระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปทV ี่ 1 โรงเรียน
ตาพระยา จงั หวดั ปราจีนบรุ .ี (วิทยานิพนธ6ปริญญามหาบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร6).
อัมพร ถกลประจักษ.์ (2543). ผลของวธิ ีการเรยี นแบบรว่ มมอื ทีม่ ีต่อผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาภาษาไทย
(ท 300) และความมวี ินัยในตนเอง ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 จังหวดั ปราจีนบุร.ี
วิทยานิพนธศ์ กึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
อุปกิตศลิ ปสาร, พระยา. (2546). หลกั ภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
1. ชื่อเรื่อง การพฒั นาชุดกิจกรรมการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์ ร่วมกบั กิจกรรมการเรียนรู้ Active learning
รายวชิ าความรู้สึกเชิงจานวน สาหรับนกั เรยี นห้องเรยี นพเิ ศษ ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1
2. โรงเรียน โพนทองพฒั นาวิทยา
3. ผูศ้ ึกษา นางสาวหทยั กาญจน์ พลพันขาง
4. ความเป็นมา
ปัจจุบนั นเ้ี ราพบปัญหาในการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนว่านักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาพื้นฐานด้านทักษะ
การคดิ คานวณ และปัญหาในเร่ืองการแก้โจทย์ปัญหา ซ่ึงท้ังนั้นเกิดข้ึนจากการขาดสานึกเกี่ยวกับจานวน รวม
ไปถงึ การขาดความเขา้ ใจการบวก ลบ คูณ หาร และไม่สามารถตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคาตอบต่างๆ
ดังน้ัน สิ่งสาคัญอย่างหน่ึงท่ีจะช่วยส่งเสริมให้บุคคลมีความสามารถทางคณิตศาสตร์สูงข้ึน คือ ความรู้สึกเชิง
จานวน การท่ีความรู้สึกเชิงจานวนจะมีพัฒนาการท่ีดีน้ันจะต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเน่ือง คงที่ และทาให้
เกดิ ขึน้ ตลอดทว่ั ทกุ เน้อื หา พรอ้ มท้งั การจัดกจิ กรรมที่สอดคล้องกับกระบวนการภายใต้บรรยากาศในช้ันเรียนที่
สะดวกสบาย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนให้เกิดการคิด ส่ือสารและอภิปรายได้อย่างสร้างสรรค์
การสร้างกิจกรรมทางคณิตศาสตร์ที่ประกอบไปด้วยความน่าสนใจ มีความหมายและมีความท้าทาย จะช่วย
พัฒนาสานึกเชิงจานวนของนักเรียนจาก การแสดงแทนด้วยภาพไปสู่การแสดงแทนด้วยสัญลักษณ์ โดยผ่าน
กระบวนการส่ือสารและการถกเถียง ซ่ึงความยุ่งยากในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนถูกทา ให้
ลดลงโดยการเรียนรู้แบบร่วมมือและกระบวนการอภิปรายในชั้นเรียน ร่วมกับกลวิธี กิจกรรมการเรียนรู้ท่ี
หลากหลาย ซึ่งนอกจากนักเรยี นจะมีความเขา้ ใจที่ดีข้นึ แล้ว ครยู ังได้พัฒนาวิธีการสอนของตัวเองอกี ด้วย
ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ดาเนินการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรรู้ ายวิชาความรู้สึกเชิงจานวน สาหรับนักเรียนห้องเรียนพิเศษ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 จึงสนใจท่ีจะพัฒนา
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์เพ่ือพัฒนาความรู้สึกเชิงจานวนของนักเรียน โดยใช้กลวิธีการสอนท่ีเข้าใจ
ง่าย และนักเรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาของคณิตศาสตร์ ร่วมกับจัดกิจกรรมการเรียนรู้ Active learning ที่
หลากหลาย เชน่ สถานการณจ์ าลอง เกม กจิ กรรมกลุ่มสมั พนั ธ์ เปน็ ต้น
5. วตั ถุประสงค์
1. เพอ่ื พัฒนาชุดกจิ กรรมการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์ รว่ มกบั กิจกรรมการเรยี นรู้ Active learning
รายวิชาความร้สู ึกเชิงจานวน สาหรบั นักเรียนหอ้ งเรียนพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 1
6. ขอบเขตการศกึ ษา
6.1 ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้ Active learning รายวิชาความรู้สึก
เชิงจานวน ประกอบด้วย
- จานวนเต็ม
- เศษส่วนและทศนยิ ม
- แบบรปู และความสัมพนั ธ์
6.2 กลมุ่ เป้าหมาย
- นกั เรยี นหอ้ งเรียนพเิ ศษ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1/13 จานวน 36 คน
6.3 ระยะเวลา
- ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
7. นยิ ามศพั ท์เฉพาะ
7.1 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หมายถึง นวัตกรรมทางการศึกษาอย่างหน่ึงที่รวบรวมส่ือ
กระบวนการและกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน
ให้เกิดการเรียนรู้แก่ผู้เรียนตามจุดประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ จุดเด่นของชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ คือ สนองวัตถุประสงค์ของห ลัก สูต ร ก า ร ศึก ษ า ขั้น พื้น ฐ า น ที่เ น้น ก า ร ฝึก ทัก ษ ะ
กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และ ประยุกต์ความรู้มาใช้ป้องกันและ
แก้ไขปัญหา ทาให้สามารถแก้ไขปัญหาทางการศึกษาเกี่ยวกับการเรียนการสอนได้ เป็นการจัด
กิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติทาได้คิดเป็น ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ต่อเน่ือง
ผสมผสานสาระการเรียนรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนและสมดุลกัน ปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมท่ีดีงาม
และคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ซ่ึงประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้
ส่อื การเรยี นรู้ การประเมนิ ผล
7.2 การเรียนการสอนแบบ Active Learning หมายถึง กระบวนการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมี
ส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่หลากหลายรูปแบบ เช่น การ
วิเคราะห์ การสังเคราะห์ การระดม สมอง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการทากรณีศึกษา
เป็นต้น
7.3 กลวธิ ีการสอน หมายถึง เทคนิคและวิธีการต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอนเพ่ือกระตุ้นความคิด
การต้งั คาถาม และส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างจริงจังและทั่วถึง รวมท้ัง
เป็นการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ ให้นักเรียนเกิดความต่ืนเต้น กระตือรือร้น และไม่น่าเบ่ือ
หน่ายอกี ดว้ ย
8. เอกสารทีเ่ กย่ี วข้อง
1. ความหมายของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้
ชดุ กจิ กรรมเปน็ นวัตกรรมทางการศึกษาอย่างหนงึ่ ทร่ี วบรวมส่อื กระบวนการ กจิ กรรม
การเรียนรูต้ า่ งๆ เพ่อื เป็นส่ือกลางระหว่างผสู้ อนกบั ผ้เู รียน ให้เกดิ การเรียนรูแ้ ก่ผูเ้ รียนตามจุดประสงค์อย่าง
มีประสิทธิภาพ จุดเด่นของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ คือ สนองวัตถุประสงค์ของหลักสูตรการศึกษาขั้น
พ้ืนฐาน ท่ีเน้นการฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และประยุกต์ความรู้มาใช้
ป้องกันและแก้ไขปัญหา ทาให้สามารถแก้ปัญหาทางการศึกษาเกี่ยวกับการเรียนการสอนได้ เป็นการจัด
กิจกรรมให้ผ้เู รยี นไดเ้ รียนรู้จากประสบการณ์จรงิ ฝกึ การปฏิบัติให้ทาได้ คิดเป็น ทาเป็น ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนอย่าง
ตอ่ เนือ่ งผสมผสานสาระการเรียนรูด้ ้านตา่ งๆ อยา่ งได้สดั สว่ นและสมดลุ กัน ปลกู ฝงั คณุ ธรรมค่านิยมที่ดีงาม
และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็น คาใหม่ยังไม่มีนักการศึกษาท่านใดให้
ความหมายไว้ แต่มีผ้ใู ห้ความหมายของคาบางคาที่มีลักษณะและความหมายใกล้เคียงกัน คือ ชุดการสอน
หรือชุดการเรียนการสอน ชุดการสอนเป็นคาในภาษาอังกฤษท่ีเรียกช่ือต่างกัน เช่น Learning Package
Instruction Package หรือ Instruction Kits ซึ่งมีนักการศึกษาหลายท่าน ได้ให้ความหมายของชุดการ
สอนหรือชุดกิจกรรมไว้ดังนี้
วาสา พรมสุรินทร์ (2540 : 11) กล่าวว่า ชุดการสอน หมายถึง การนาเอาสื่อการสอนหลายๆ
อย่างมาสัมพันธ์กันอย่างมีระบบ เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาสาระในลักษณะท่ีสื่อแต่ละชนิดส่งเสริมสนับสนุนซึ่ง
กนั และกนั และบรรลวุ ตั ถุประสงคท์ ก่ี าหนดไว้
สุนีย์ เปมะประสิทธิ์ (2543 : 2 – 3) กล่าวว่า ชุดกิจกรรม เป็นสื่อแนวใหม่ท่ีมุ่งสนับสนุนการปฏิรูป
การศึกษาไทย และการพัฒนชุดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับผู้สอนเป็นคู่มือเพ่ือให้ครูใช้เป็นแนวทางในการ
ดาเนนิ การจดั กิจกรรมและประสบการณก์ ารเรยี นรู้ให้แกผ่ ้เู รียนได้ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
จากความหมายทกี่ ลา่ วมาข้างตน้ สรปุ ได้ว่า ชุดการสอนหรือชุดกิจกรรม คือ การนาเอาสื่อประสมที่มี
การวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ และมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับเนื้อหาวิชามาใช้ในการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ในแต่ละหน่วย เพื่อถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์แก่นักเรียน ช่วยให้นักเรียนเกิดการ
เปล่ียนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในการวิจัยคร้ังนี้ผู้รายงานจะเรียกว่า “ชุด
กิจกรรมการเรยี นรู้”
2. การจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning
การเรียนการสอนแบบ Active Learning เป็นกระบวนการเรียนการสอนท่ีเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม
และมี ปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติท่ีหลากหลายรูปแบบ เช่น การวิเคราะห์ การ
สังเคราะห์ การระดม สมอง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการทากรณีศึกษา เป็นต้น โดยกิจกรรม
ทนี่ ามาใชค้ วรช่วยพัฒนาทักษะการ คดิ วิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การสื่อสาร/นาเสนอ และ
การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเหมาะสม บทบาทของผู้เรยี นนอกจากการมีสว่ นร่วมในกจิ กรรมดังกล่าว
ข้างต้นแล้ว ยังตอ้ งมปี ฏิสัมพันธก์ บั ผู้สอนและผู้เรียนกับ ผู้เรียนด้วยกันด้วย ผู้สอนควรลดบทบาทในการ
ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียนในลักษณะการบรรยายลง และเพิ่มบทบาท ในการกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความ
กระตือรือร้นที่จะทากิจกรรมต่างๆ รวมถึงการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเรียนรู้ลักษณะ
ของการเรียนแบบ Active Learning 1. เป็นการพัฒนาศักยภาพการคิดการแก้ปัญหาและการนาความรู้
ไปประยกุ ต์ใช้ 2. ผ้เู รียนมีส่วนรว่ มในการจดั ระบบการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้โดยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน
ในรูปแบบของความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน 3. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้
สูงสุด 4. เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลข่าวสารสารสนเทศสู่ทักษะการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์
และประเมินค่า 5. ผ้เู รียนได้เรยี นรู้ความมีวนิ ยั ในการท างานร่วมกับผู้อ่ืน 6. ความรู้เกิดจากประสบการณ์
และการสรุปของผเู้ รยี น 7. ผสู้ อนเป็นผู้อานวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติ
ดว้ ยตนเอง
ตัวอย่างวิธีการสอนท่เี น้นการเรียนแบบ Active Learning
1. แบบระดมสมอง (Brainstorming)
2. แบบเนน้ ปญั หา/โครงงาน/กรณีศกึ ษา (Problem/Project-based Learning/Case Study)
3. แบบแสดงบทบาทสมมุติ (Role Playing)
4. แบบแลกเปล่ยี นความคดิ (Think – Pair – Share)
5. แบบสะทอ้ นความคิด (Student’s Reflection)
6. แบบต้ังคาถาม (Questioning-based Learning)
7. แบบใช้เกม (Games-based Learning)
จากความหมายที่กล่าวมาข้างต้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning จึงเป็น
กระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสร้างสรรค์ทางปัญญา (Constructivism) ท่ีเน้นกระบวนการ
เรยี นร้มู ากกวา่ เนอ้ื หาวิชา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเช่ือมโยงความรู้ หรือสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเอง
ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อหรือกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีครูผู้สอนเป็นผู้แนะนา กระตุ้น หรืออานวย
ความสะดวก ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้น โดยกระบวนการคิดขั้นสูง กล่าวคือ ผู้เรียนมีการ
วิเคราะห์ สังเคราะห์ และการประเมินค่าจากสิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนรู้ ทาให้การเรียนรู้เป็นไป
อย่างมีความหมายและนาไปใชใ้ นสถานการณ์อ่นื ๆไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ
9. วธิ ีดาเนินการศกึ ษา
9.1 การพฒั นาชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้
9.1.1 ศึกษาหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ
พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา
มาตรฐานการเรยี นรู้ ตัวช้วี ดั และสาระการเรียนรแู้ กนกลาง ระดบั มธั ยมศึกษาปีที่ 1
9.1.2 ศึกษาแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ Active Learning และกลวิธีการสอนต่างๆ
จัดระบบเน้ือหาและวางแผน
9.1.3 สร้างชดุ กิจกรรมการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์ และแผนการจดั การเรยี นรู้ รายวิชาความรู้สกึ เชิง
จานวนของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1
9.2 การวิเคราะหข์ อ้ มลู
9.2.1 สถิติพ้ืนฐานท่ใี ช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มูล
1) ร้อยละ สาหรบั วเิ คราะห์การทาใบกจิ กรรม
2) ค่าเฉล่ีย วิเคราะห์ความพึงพอใจในการใช้ชุดกิจกรรมร่วมกับกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active
Learning
10. ผลการศึกษา
จากการใช้ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รว่ มกบั กิจกรรมการเรยี นรู้ Active learning รายวิชา
ความรู้สึกเชิงจานวน สาหรับนักเรียนห้องเรียนพิเศษ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจใน
ระดับดมี าก โดยชดุ กิจกรรมมเี นื้อหาเรยี งลาดับจากง่ายไปหายาก นักเรียนได้เรียนรู้และทากิจกรรมเป็นไปตาม
ระดับ เป็นระบบ อ่านง่าย สามารถปฏิบัติตามได้ เวลาในการทากิจกรรมมีความเหมาะสม และนักเรียนได้ทุก
ลงมอื ทาและปฏิบัติจรงิ เน่ืองจากชุดกิจกรรม แต่ละเน้ือหาเน้นใช้กลวิธีท่ีหลากหลายง่ายต่อการเข้าใจ และฝึก
ทักษะด้วยการลงมือทาจริงร่วมกับเพื่อน ผ่านกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ กิจกรรมเกม เป็นต้น จึงทาให้นักเรียนมี
ความสุขสนกุ และมบี รรยากาศการเรียนรู้อยา่ งทา้ ทาย ส่งผลต่อความรสู้ กึ เชงิ จานวนทด่ี ีด้วย
11. ข้อเสนอ
ครูผู้สอนควรพิจาณาคาถามคาตอบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เช่ือมโยง เพื่อเพ่ิมความน่าสนใจ
ให้กับผู้เรยี นมากยงิ่ ขน้ึ
ภาคผนวก
ภาคผนวก
ตัวอย่างแผนการเรยี นรู้
ภาคผนวก
ตัวอยา่ งใบกจิ กรรม/เกม
ภาคผนวก
ตัวอย่างเทคนคิ /วธิ ีการ
ภาคผนวก ยิง
ภาพกจิ กรรมการเรียนรู้บางส่วน
3 + -2 = 1
ยงิ
3 + -4 = -1
ยิง
-5 + -2 = -7
ภาคผนวก
สรปุ ความพงึ พอใจ
1. เนอื้ หามีการเรยี งลาดบั ตามความยากง่าย
2. ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้คณิตศาสตร์เปน็ ระบบ อา่ นง่าย นา่ สนใจ สามารถปฏบิ ัติตามไดง้ า่ ย
3. เนือ้ หาการเรียน แบบฝึกหดั ใบกิจกรรมมีความเหมาะสมกับเวลาทีใ่ ช้สอน
4. ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ส่งเสริมให้นักเรียนได้ลงมอื ปฏิบัติจรงิ
5. ความพึงพอใจในการเรยี นร้ดู ้วยชดุ กจิ กรรมการเรียนร้คู ณิตศาสตร์
ภาคผนวก
ภาพประกอบกิจกรรมบางสว่ น
รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน
เรื่อง ปฏิกิริยารีดอกซ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
นางสาวพัทธ์ธีรา รัตนพันธุ์
ตำแหน่ง ครู
โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาร้อยเอ็ด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ
1. ช่ือเรอ่ื ง การพัฒนาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนดว้ ยการจดั การเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเปน็ ฐาน
เรื่อง ปฏิกริ ิยารดี อกซ์ ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 5
2. โรงเรียน โพนทองพฒั นาวิทยา
3. ผ้ศู กึ ษา นางสาวพทั ธ์ธรี า รตั นพันธุ์
4. ความเปน็ มา
วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบนั และอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับทุกคน
ท้ังในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพตา่ ง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เคร่อื งมอื เคร่ืองใชแ้ ละผลผลิตต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้
ใชเ้ พ่ืออำนวยความสะดวกในชวี ิตและการทำงานเหลา่ นี้ ลว้ นเป็นผลของความรวู้ ทิ ยาศาสตรผ์ สมผสานกบั ความคิด
สร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิดทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) ดังน้ันเป้าหมายของการจัดการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ คือ การเตรียมให้บุคคลเป็นผู้ท่ีรู้
วิทยาศาสตร์ ซึ่งการส่งเสริมให้นักเรียนมีความรู้เนื้อหาทางวิทยาศาสตร์จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้นักเรียน
มีความเข้าใจสามารถอธิบายหรือทํานายปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีความซับซ้อนได้อยา่ งถูกต้อง (ลือชา ลดาชาติ,
และ ลฎาภา ลดาชาติ, 2559)
ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าร่วมโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ซึ่งกรอบใน
การประเมินด้านวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ คือ สมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนต้องมีความสามารถในการอธิบาย
ปรากฏการณ์ในทางวิทยาศาสตร์ การประเมินและออกแบบกระบวนการสบื เสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และ
การแปลความหมายข้อมูลและใชป้ ระจักษ์พยานทางวิทยาศาสตร์ ผลการประเมนิ PISA 2018 พบวา่ ประเทศไทย
มีคะแนนเฉลี่ยวิทยาศาสตร์ 426 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศสมาชิก OECD (ศูนย์ดำเนินงาน PISA
แห่งชาติ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2562) และจากผลการทดสอบทางการศึกษา
ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษา 2561-2563 มีผลการประเมิน
เปน็ คะแนนเฉลี่ยระดับโรงเรียน ดงั นี้ ร้อยละ 29.83, 28.65 และ 32.86 ตามลำดบั (สถาบนั ทดสอบทางการศึกษา
แห่งชาติ (องคก์ ารมหาชน), 2564) จากผลการประเมนิ แสดงให้เหน็ ว่านักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่จัดอยู่ใน
เกณฑ์ต่ำ
จากการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่ผ่านมาในหน่วยการเรียนรู้ เรื่อง เคมีไฟฟ้า ซึ่งเนื้อหาจะมีความ
ซับซ้อนทำความเข้าใจได้ยาก โดยเฉพาะเนื้อหาเรื่อง “ปฏิกิริยารีดอกซ์” นักเรียนมีความสับสนและไม่เข้าใจ
ซง่ึ ปฏกิ ิริยานี้จะมีการถ่ายโอนอิเล็กตรอน ซงึ่ มคี วามเป็นนามธรรม มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และด้วยธรรมชาติของ
รายวชิ าเคมีทน่ี ักเรียนจำเปน็ ต้องทำความเขา้ ใจในระดับอะตอมและโมเลกุล ทำใหน้ ักเรียนสว่ นใหญ่มักจะกล่าวว่า
วิชาเคมีเป็นวิชาที่เข้าใจได้ยาก ไม่ได้มีความเข้าใจอย่างแท้จริง จึงส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
จากสภาพปัญหาข้างต้น ผู้วิจัยได้ศึกษารูปแบบวิธีการสอนและแนวคิดต่าง ๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น ซงึ่ การจดั การเรียนรู้โดยใชแ้ บบจําลองเป็นฐาน เปน็ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีนักเรียนได้
ลงมือปฏิบัติในการสร้างแบบจำลอง ดัดแปลงและปรับปรุงแก้ไขแบบจำลองให้ได้แบบจำลองที่สมบูรณ์ที่สุดและ
ใกล้เคียงกบั แบบจำลองทางวทิ ยาศาสตร์ เพ่ือนำแบบจำลองที่สร้างขน้ึ มาใช้ในการอธบิ ายปรากฎการณ์ที่ศึกษา ทำ
ให้นักเรียนเกิดความเข้าใจเนื้อหาที่ได้เรียนรู้มากยิ่งขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสนับสนุนและพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นของนกั เรยี นได้
5. วตั ถุประสงค์
5.1 เพ่ือเปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ปฏิกริ ยิ ารีดอกซ์ ของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 ที่
ไดร้ ับการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน กับเกณฑ์ร้อยละ 70
5.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่อง
ปฏิกิริยารีดอกซ์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 5
6. ขอบเขตการศกึ ษา
6.1 เนือ้ หา เป็นเนื้อหาของวิชาเคมีเพิ่มเติม เรื่อง ปฏิกิริยารีดอกซ์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 และมาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตัวชีว้ ดั ฯ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
6.2 กลุม่ เป้าหมาย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 ที่เรียนในรายวิชาเคมี 4 (ว30224) ภาคเรียนที่ 2
ปีการศกึ ษา 2564
6.3 ตวั แปรที่ศึกษา
6.3.1 ตัวแปรตน้ การจัดการเรียนรโู้ ดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน
6.3.2 ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน และความพึงพอใจของนกั เรียน
6.4 ระยะเวลา ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน 3 ชว่ั โมง
7. นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
7.1. การจดั การเรียนรโู้ ดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน หมายถึง เปน็ การจดั การเรียนรู้นักเรียนจะต้องสร้าง
แบบจำลองทางความคิดเพื่ออธิบายปรากฎการณ์ท่ีศึกษา ประเมินแบบจำลองทสี่ ร้างข้ึนกับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่
ได้จากการสืบเสาะ และทำการดัดแปลงแก้ไขปรับปรุงแบบจำลองจนกระทั่งได้แบบจำลองที่สามารถอธิบายได้
อย่างถูกต้อง เพื่อนำไปอธิบายและทำนายปรากฎการณ์อื่น ๆ ที่ใกล้เคียง โดยมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 4
ขั้นตอนดังน้ี 1) การสร้างแบบจำลอง 2) การประเมินแบบจำลอง 3) การดัดแปลงแก้ไขแบบจำลอง และ
4) การขยายแบบจำลอง
7.2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้ของนักเรียนท่ีเกิดข้ึนหลังจากได้รับ
การเรยี นการสอน โดยแสดงให้เหน็ ถึงความรู้ ความเขา้ ใจในเร่ืองที่นักเรยี นได้เรียนรู้ โดยพิจารณาจากคะแนนท่ีได้
จากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน เรื่อง ปฏิกิริยารดี อกซ์ เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก
จำนวน 10 ข้อ
7.3 ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรโู้ ดยใชแ้ บบจำลองเป็นฐาน หมายถงึ เป็นความรู้สกึ ในเชิงบวก
ของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่อง ปฏิกิริยารีดอกซ์ ซึ่งแบบสอบถามดังกล่าวใช้
เกณฑว์ ดั ระดบั ความพงึ พอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดบั ของลเิ คิร์ท จำนวน 10 ข้อ
8. เอกสารทีเ่ ก่ียวข้อง
8.1 การจัดการเรียนรู้โดยใชแ้ บบจำลองเป็นฐาน
8.1.1 แนวคิด ทฤษฎีทเี่ ก่ยี วข้องกับการจดั การเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเปน็ ฐาน
การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน เป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะทาง
วิทยาศาสตร์ ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนสร้าง ปรับปรุง และแก้ไขแบบจำลอง เพื่อนำไปใช้ในการอธิบายหรือทำนาย
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่ได้ศึกษา โดยมีทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็นพื้นฐาน คือ ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง
(Constructivism)
ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2553) กล่าวว่า แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบคอนสตรัคติวิซึม ของ Piaget การ
เรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิซึมเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในผู้เรียน ผู้เรียนเป็นผู้สร้าง (Construct) ความรู้
จากสัมพนั ธ์ระหว่างส่ิงท่ีพบเห็นกบั ความรู้ความเข้าใจท่ีมีอยเู่ ดมิ โดยผเู้ รยี นสรา้ งเสรมิ ความรู้ผา่ นกระบวนการทาง
จิตวิทยาด้วยตนเอง ผู้สอนไม่สามารถปรบั เปลีย่ นโครงสร้างทางปญั ญาของผู้เรียนได้ แต่ผู้สอนสามารถช่วยผูเ้ รยี น
ปรบั เปล่ียนโครงสร้างทางปญั ญาไดโ้ ดยจัดสภาพการณ์ที่ทำใหเ้ กิดภาวะไม่สมดลุ ขนึ้
ทิศนา แขมมณี (2560) กล่าวว่า แนวคิด Constructivism เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของความรู้ของ
มนุษย์ มีความหมายทั้งในเชิงจิตวิทยาและเชิงสังคมวิทยา ทฤษฎีด้านจิตวิทยา เริ่มต้นจาก ยีน เพียเจต์ ( Jean
Piaget) ซึ่งเสนอว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นกระบวนการส่วนบุคคลมีความเป็นอัตนัย ไวก๊อตสกี้ (Vygotsky) ได้
ขยายขอบเขตการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลว่าเกิดจากการสื่อสารทางภาษากับบุคคลอื่น สำหรับด้านสังคมวิทยา
อิไมล์ ดารก์ ฮีม (Emile Durkheim) และคณะ เชอ่ื วา่ สภาพแวดล้อมทางสงั คมมผี ลต่อการเสรมิ สร้างความรูใ้ หม่
ทฤษฎีการเรียนรู้ตามแนว Constructivism จัดเป็นทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม
(Cognitive Psychology) มีรากฐานมาจากผลงานของ ออซูเบล (Ausubel) และเพียเจต์ (Piaget)
1. ประเด็นสำคัญประการแรกของทฤษฎกี ารเรียนรูต้ าม Constructivism คือ ผู้เรียนเปน็
ผู้สร้าง (Construct) ความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบเห็นกับความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม โดยใช้
กระบวนการทางปัญญา (Cognitive Apparatus) ของตน
2. ประเด็นสำคัญประการที่สองของทฤษฎี คือ การเรียนรู้ตามแนว Constructivism คือ
โครงสร้างทางปัญญา เป็นผลของความพยายามทางความคิด ผู้เรียนสร้างเสริมความรู้ผ่านกระบวนการทาง
จิตวิทยาด้วยตนเอง ผู้สอนไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสรา้ งทางปัญญาของผู้เรียนได้ แต่ผู้สอนสามารถช่วยผูเ้ รยี น
ปรบั เปลีย่ นโครงสร้างทางปญั ญาได้โดยจัดสภาพการณ์ท่ีทำใหเ้ กิดภาวะไมส่ มดลุ ขึ้น
8.1.2 ข้นั ตอนของการจดั การเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเปน็ ฐาน
Gobert & Buckley (2002) ไดก้ ำหนดขนั้ ตอนการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชแ้ บบจำลองเป็นฐาน ดงั นี้
1. นกั เรียนสรา้ งแบบจำลองทางความคิดเก่ยี วกับปรากฏการณท์ ี่ศกึ ษา
2. ครูผูส้ อนทำการประเมินเพื่อสรุปแบบจำลองทางความคิดของนักเรยี นจากเหตุผลที่นักเรียนใช้
ในการอธบิ ายปรากฎการณท์ ่ีศกึ ษา
3. นักเรียนสร้างแบบจำลอง โดยนักเรียนรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เข้าด้วยกันทั้งข้อมูลเกี่ยวกับ
โครงสร้าง หน้าที่การทำงาน พฤติกรรม และสาเหตุการเกิดขึ้นของปรากฎการณ์น้ันโดยเขยี นเป็นแผนผงั ความคดิ
(Concept Mapping) โดยเปรียบเทียบจากปรากฎการณ์ที่คล้ายคลึง (Analogous System) ที่นักเรียนทราบ
จากนั้นตรวจสอบขอ้ มลู แล้วจงึ ลงมือสร้างแบบจำลอง
4. แก้ไขแบบจำลอง โดยนักเรียนอาจจะพบว่าแบบจำลองที่นักเรียนสร้างขึ้น ถูกปฏิเสธ
เนื่องจากใช้อธิบายปรากฎการณ์ที่ศึกษาได้ไม่ดีพอ นักเรียนต้องกลับไปปรับปรุง (Revision) และการแก้ไข
แบบจำลองเพือ่ ให้สามารถอธิบายปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ ทศี่ ึกษาไดด้ ีขึน้
5. ขยายแบบจำลอง โดยให้นักเรียนนำแบบจำลองเดิมไปสร้างเพิ่มเติมหรือนำไปรวมกับ
แบบจำลองอ่นื เพอ่ื ใหแ้ นวคดิ กว้างขึ้น
Campbell et al. (2015) ไดเ้ สนอขั้นตอนของการสอนโดยใช้แบบจำลอง ซง่ึ มี 5 ข้ันตอน ดงั น้ี
ขั้นท่ี 1 สำรวจแบบจำลองทางความคิด (Exploratory Model) การทผี่ เู้ รียนสำรวจ
คุณสมบัติของแบบจำลองที่มีอยู่ก่อนหน้า โดยการมีส่วนร่วมกับแบบจำลองนั้น และสังเกตผลกระทบที่เกิดข้ึน
เพื่อให้ผู้เรียนสร้างแบบจำลองทางความคิดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ศึกษา ซึ่งผู้เรียนจะต้องรวบรวมข้อมูลและ
เหตผุ ลเข้าด้วยกัน เพอ่ื ใชอ้ ธิบายปรากฎการณ์นัน้
ขั้นที่ 2 แสดงออกแบบจำลอง (Expressive Model) ผู้เรียนจะต้องแสดงออกถึงความคิดของ
ตนเองเพอ่ื บอกหรอื อธบิ ายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ โดยการสรา้ งแบบจำลองข้ึนหรอื ใชแ้ บบจำลองท่ีมีอยู่ ซึง่
สามารถแสดงได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาษา สัญลักษณ์ รูปภาพ เป็นต้น เพื่อสื่อสารให้บุคคลอื่นได้เข้าใจใน
แบบจำลองนน้ั ๆ
ขน้ั ที่ 3 ทดลองแบบจำลอง (Experimental Model) ส้ผู ู้เรยี นสร้างสมมติฐานและ
คาดการณจ์ ากแบบจำลองและทดสอบแบบจำลองน้ันผ่านการทดลองตามปรากฎการณ์ต่าง ๆ
ขั้นที่ 4 ประเมินแบบจำลอง (Evaluation Model) ผู้เรียนนำแบบจำลองที่สร้างขึ้นแล้วไป
เปรียบเทียบกับปรากฎการณ์หรือปัญหาที่คล้าย ๆ กัน รวมทั้งประเมินข้อดีและข้อจำกัด และเลือกแบบจำลองท่ี
เหมาะสมไปใช้อธิบายปรากฎการณท์ ่ศี ึกษาหรือเพื่อใช้ในการแก้ไขปญั หา
ข้นั ท่ี 5 วงจรแบบจำลอง (Cyclic Model) ผู้เรยี นนำแบบจำลองท่ีสร้างขึ้นไปพฒั นาประเมนิ และ
แกไ้ ขแบบจำลองใหเ้ สร็จสมบูรณ์
ชาตรี ฝ่ายคำตา (2563) ได้เสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน ซึ่งแบ่ง
ออกเป็น 4 ข้นั ตอน ดังตอ่ ไปน้ี
1. การสร้างแบบจำลอง (Generating Model) ครูเปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รียนแสดงแบบจำลองความคิด
ของตนเองออกมาให้มากที่สุด โดยอาจใช้คำถามหรือกิจกรรมที่เร้าความสนใจผู้เรียนเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนสังเกต
และสรา้ งแบบจำลองขึน้ มาและอธบิ ายปรากฎการณท์ างธรรมชาติ
2. การประเมนิ แบบจำลอง (Evaluating Model) ครกู ระตุ้นให้ผู้เรียนได้ประเมนิ ความสอดคล้อง
ของแบบจำลองที่ผู้เรียนสร้างขึ้นกับหลักฐานที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ในชั้นนี้ควรฝึกให้ผู้เรียนได้ออกแบบการ
ทดลอง ดำเนนิ การทดลอง หรือทำการศึกษาค้นคว้าเพื่อรวบรวมข้อมลู เชิงประจักษ์ หรืออาจค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม
เก่ยี วกบั ปรากฎการณน์ ัน้ จากแหล่งข้อมูลอืน่ ๆ
3. การดัดแปลงแก้ไขแบบจำลอง (Modifying Model) ในขั้นนี้ผู้เรียนจะดัดแปลงแก้ไข
แบบจำลองเพิ่มเติมจนกระท่ังแบบจำลองที่ผา่ นการดัดแปลงแก้ไขแลว้ สามารถอธิบายข้อมูลท่ีได้อย่างถูกต้อง โดย
เมื่อผู้เรียนได้ทำกิจกรรมแล้วค้นพบปรากฏการณ์ ข้อเท็จจริง หลักการหรือกฎใหม่ ๆ ที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วย
แบบจำลองทต่ี งั้ ไว้ก็จำเป็นตอ้ งมกี ารปรับปรงุ แบบจำลองนั้น
4. การขยายแบบจำลอง (Elaborating Model) ในขั้นนี้ผู้เรียนจะใช้แบบจำลองที่ผ่านการ
ดัดแปลงแก้ไขแล้วมาอธิบายและทำนายปรากฎการณ์อื่น ๆ หรือสถานการณ์อื่น ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเชื่อและเข้าใจ
แบบจำลองท่ตี นสร้างหรือท่ีได้เรียนรวู้ ่าสามารถอธบิ ายหรือทำนายปรากฎการณ์อื่นไดห้ รือไม่
8.2 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
8.2.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
บญุ ชม ศรีสะอาด (2541) กล่าวไวว้ า่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนเปน็ ผลการเรยี นที่ไดจ้ ากการสอบทีม่ ุ่ง
ให้ผูเ้ รยี นบรรลุจุดประสงคท์ ี่กำหนดไว้
ชวลิต ชูกำแพง (2551) ให้นิยามว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้
โดยพจิ ารณาจากคะแนนผลการเรียนร้ทู ่วี ดั โดยใช้แบบทดสอบ
ทิศนา แขมมณี (2560) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
หมายถึง การเข้าถึงความรู้ การพัฒนาทักษะในการเรียน อาจพิจารณาจากคะแนนสอบที่กำหนดให้ คะแนนที่ได้
จากงานท่ีครูมอบหมายใหห้ รือทัง้ สองอยา่ ง
8.2.2 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
สุรวาท ทองบุ (2550) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement Test)
หมายถึง แบบทดสอบทีใ่ ช้วัดความรู้ ทักษะและสรรถภาพสมองด้านต่าง ๆ ที่ผ้เู รียนไดร้ ับจากประสบการณ์ทั้งปวง
จากการศึกษาเล่าเรียน
ศิริชัย กาญจนวาสี (2552) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เป็นเครื่องมือสำหรับการวัดและ
ประเมินผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายท่ีกำหนดไว้ ทำให้ผสู้ อนทราบวา่ ผู้เรยี นได้พัฒนาความรู้
ความสามารถถึงระดบั มาตรฐานทผ่ี สู้ อนกำหนดไว้หรือยงั หรือมคี วามรู้ความสามารถดีเพยี งใด เม่ือเปรยี บเทียบกับ
เพอ่ื น ๆ ทเี่ รยี นด้วยกัน
บุญชม ศรีสะอาด (2560) ได้ให้ความหมายของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
(Achievement Test) หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความสามารถของบุคคลในด้านวิชาการ ซึ่งเป็นผลจาก
การเรยี นร้ใู นเนอ้ื หาสาระและตามจุดประสงค์ของวิชาหรือเนือ้ หาที่สอบนน้ั โดยทั่วไปจะวดั ผลสัมฤทธิ์ในวิชาตา่ ง ๆ
ที่เรยี นในโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือสถาบนั การศึกษาตา่ ง ๆ
8.3 ความพงึ พอใจ
8.3.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
อัมพวา รักบิดา (2549) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า หมายถึง
ความรู้สึกทีด่ ตี ่อการจดั การเรยี นรู้หรือความชอบของผูเ้ รียนที่เปน็ ผลมาจากการจดั การเรียนรู้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียน
ปฏิบตั ิกจิ กรรมและได้รับผลสำเรจ็ ตามความมุ่งหมาย รวมทัง้ ได้รบั ผลตอบแทนตามความตอ้ งการของผ้เู รียน
พรรณี ชูทัย เจนจิต (2550) ได้สรุปไว้ว่าความพึงพอใจเป็นความรู้สึกในทางบวก ความรู้สึกที่ดี ที่
ประทับใจตอ่ สิง่ เรา้ ตา่ ง ๆ ไมว่ ่าจะเป็นสนิ ค้าและบรกิ าร ราคา การจัดจำหนา่ ย และการสง่ เสรมิ การตลาด
สดุ ารัตน์ อะหลีแอ (2558) ไดส้ รปุ ความหมายของความพึงพอใจว่า หมายถงึ ความรสู้ กึ ดี ความชอบ
และการให้คุณค่าของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดการเรียนรู้ ผู้สอน ความพร้อม และ
บรรยากาศของการจัดการเรียนรู้ รวมถึงการที่ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมแล้วประสบผลสำเร็จตามความต้องการของ
ผเู้ รยี น
8.3.2 ทฤษฎที เี่ กยี่ วขอ้ งกับความพงึ พอใจ
Maslow (1970 อ้างถึงใน เสาวรี ภูบาลชื่น, 2560) ได้เสนอทฤษฎีลำดับขั้นของความต้องการ
(Need Hierarchy Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีหนึ่งทีไ่ ด้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานเก่ียวกบั
พฤติกรรมของมนษุ ย์ ดงั นี้
1. ลักษณะความตอ้ งการของมนุษย์ ได้แก่
1.1 ความตอ้ งการของมนษุ ย์เปน็ ไปตามลำดบั ขนั้ ความสำคัญ โดยเรมิ่ จากระดับ
ความต้องการขนั้ ตำ่ ไปสรู่ ะดบั ความตอ้ งการขั้นสงู
1.2 มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอ เมื่อความต้องการอย่างหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้วก็มี
ความต้องการส่งิ ใหม่เข้ามาแทนที่
1.3 เมอ่ื ความต้องการระดับหน่งึ ได้รบั การตอบสนองแล้ว จะไมจ่ ูงใจใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมต่อสิ่งนั้น
แต่มนั จะมีความตอ้ งการในระดับสูงเข้ามาแทน และเป็นแรงจูงใจใหเ้ กดิ พฤตกิ รรมนั้น
1.4 ความต้องการท่ีเกดิ ขน้ึ อาศัยซง่ึ กันและกัน มลี ักษณะควบคกู่ ันคือ เมื่อมีความ
ตอ้ งการอยา่ งหน่งึ ยังไม่หมดส้ินไป กจ็ ะมคี วามต้องการอย่างหนงึ่ เกิดขึน้ มา
2. ลำดับความตอ้ งการของมนุษย์ (Hierarchy of Needs) มี 5 ระดบั ได้แก่
2.1 ความต้องการทางด้านร่างกาย (The Physiological Need) เป็นความต้องการเบื้องต้น
เพอื่ ความอยูร่ อดของชวี ิต เช่น ความต้องการในเรื่องอาหาร น้ำ อากาศ เคร่อื งนงุ่ หม่ ยารกั ษาโรค ท่ีอย่อู าศัย ความ
ตอ้ งการทางเพศ ความต้องการทางด้านร่างกายจะมีอิทธิพลตอ่ พฤติกรรมของตนก็ต่อเม่ือความต้องการท้ังหมดของ
คนยงั ไมไ่ ดร้ ับการตอบสนอง
2.2 ความต้องการความมน่ั คงปลอดภยั (Safety Need) เปน็ ความรู้สกึ ท่ีต้องการ
ความมน่ั คงปลอดภยั ในปจั จบุ ันและอนาคต ซึ่งรวมไปถงึ ความเจริญก้าวหน้าและความอบอุ่นใจ
2.3 ความตอ้ งการยกย่องทางสงั คม (Social or Belonging Needs) ได้แก่ ความ
ต้องการทจี่ ะเข้าร่วมและไดร้ ับการยอมรบั ในสงั คม ความเป็นมติ รและความรกั จากเพือ่ น
2.4 ความตอ้ งการมชี ือ่ เสยี ง เกยี รตยิ ศ ได้รับการยกยอ่ งทางสังคม (The Esteem Need) เป็น
ความตอ้ งการระดบั สงู ได้แก่ ความต้องการอยากเด่นในสงั คม รวมถึงความสำเร็จ ความรคู้ วามสามารถ ความเป็น
อสิ ระและเสรภี าพ และการเป็นที่ยอมรับนบั ถือของคนทง้ั หลาย
2.5 ความตอ้ งการท่ีจะไดร้ บั ความสำเร็จในชีวิต (Self Actualization) เป็นระดบั
ความต้องการระดับสูงสุดของมนุษย์ ส่วนมากจะเป็นการอยากจะเป็นอยากจะทำให้ได้ตามความคิดของตนเองแต่
ไมส่ ามารถเสาะแสวงหาได้
กนั ยา สวุ รรณแสง (2554) กล่าวถงึ กฎการเรียนรขู้ องธอร์นไดค์ (Thorndike) ดงั น้ี
1. กฎการเรียนรู้หลักมี 3 กฎ ดังน้ี
1.1 กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) กล่าววา่ เมื่อบคุ คลมีความพร้อมหรอื ไม่มีความ
พร้อมทีจ่ ะเรียนหรือกระทำสง่ิ ๆ ใด จะมพี ฤตกิ รรมหรือความร้สู ึก ดงั น้ี
1.1.1 ถ้าไมไ่ ดเ้ รียนหรอื ไม่ได้กระทำจะเกิดความไม่พอใจ ไมส่ บายใจ
1.1.2 ถ้าไดเ้ รยี นหรอื ได้กระทำจะเกดิ ความพึงพอใจ
1.1.3 เม่ือบคุ คลไม่มีความพร้อม แลว้ ถูกบงั คับใหเ้ รียนหรือให้กระทำจะเกิดความไม่สบาย
ใจ ไมพ่ อใจ
1.2 กฎแห่งการใช้และไม่ใช้ (Law of Use and Disuse) หรือกฎแห่งการฝึกฝน (Law of
Practice) กล่าวว่าการกระทำใด ๆ หรือพฤดกิ รรมใด ๆ ถ้าได้ทำอยเู่ สมอจะทำใหม้ ีความชำนาญ คลอ่ งแคล่ว และ
มีทักษะมากขึ้น ย่อมทำสิ่งนั้นได้ดี ส่วนการกระทำใด ๆ ถ้าทิ้งช่วงห่างนานเกินไป การกระทำสิ่งนั้นมักไม่ได้ผลดี
เหมอื นเดิม
1.3 กฎแห่งผลที่ได้รับ หรือกฎแห่งผลตอบสนอง (Law of Effect) กล่าวว่า พฤติกรรมใดที่
สร้างความสุขความสำเร็จจะได้รับความพึงพอใจ และจะเกิดพฤติกรรมนั้นอีกต่อไป ส่วนพฤติกรรมใดที่ทำให้
ผิดหวงั ไมส่ บายใจ พฤติกรรมนนั้ จะถูกขจดั ไป
2. กฎการเรียนรู้ย่อยของ Thorndike (Subordinate Laws) เชน่ กฎแหง่ เจตคติ ความโน้มเอียง
ความเชื่อ (Law or Attitude) กล่าวว่า เจตคติและความเชื่อเป็นเครื่องช่วยตั้งจุดมุ่งหมายว่าอะไรเป็นที่พอใจ
หรือไม่พอใจ ประสบการณเ์ ดมิ ทำให้เกดิ ความพรอ้ มในการกระทำสงิ่ ใด ๆ ซึง่ เป็นเครือ่ งชบ้ี อกถงึ ความพึงพอใจ
9. วิธดี ำเนนิ การศึกษา
9.1 เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ในการวจิ ยั ได้แก่
9.1.1 แผนการจัดการเรยี นรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน เรอื่ ง ปฏิกิริยารีดอกซ์
9.1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง ปฏกิ ิริยารีดอกซ์ เปน็ แบบทดสอบแบบปรนยั 4
ตัวเลอื ก จำนวน 10 ข้อ
9.1.3 แบบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน เป็นแบบมาตราส่วน
ประมาณคา่ 5 ระดับ ของลเิ คิรท์ จำนวน 10 ขอ้
9.2 การสรา้ งและการหาคุณภาพเครือ่ งมือการวิจยั
9.2.1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลอง
เปน็ ฐาน ผลสมัฤทธทิ์ างการเรยี น และความพงึ พอใจ
9.2.2 ศกึ ษาหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุทธศักราช 2551 และมาตรฐานการเรียนรู้และ
ตัวชี้วัดฯ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) และวิเคราะห์เนื้อหา สาระสำคัญ และผลการเรียนรู้ ในภาคเรียนที่ 2 ปี
การศึกษา 2564 ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเลือกเนื้อหาในการวิจัย เรื่อง ปฏิกิริยารีดอกซ์ รายวิชาเคมี 4 ช้ัน
มธั ยมศึกษาปีที่ 5
9.2.3 ดำเนินการจัดทำเครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวจิ ัย ได้แก่
1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรอื่ ง ปฏิกิรยิ ารีดอกซ์ จำนวน 3 ช่วั โมง
2) แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ เรื่อง ปฏิกิรยิ ารีดอกซ์ จำนวน 10 ขอ้
3) แบบวดั ความพึงพอใจตอ่ การจัดการเรยี นรูโ้ ดยใชแ้ บบจำลองเปน็ ฐาน จำนวน 10 ขอ้
9.2.4 นำเครื่องมือที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง จากนั้นนำมาปรับปรุง
แกไ้ ขตามขอ้ เสนอแนะ แล้วนำไปใช้จรงิ กับกลุ่มตวั อยา่ ง
9.3 แบบแผนการวจิ ัย
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยแบบแผนการทดลองเบื้องต้น (Pre-experimental design) เป็นแบบ
ทดลองที่มีกลุม่ ทดลอง (X) หนึ่งกลุ่มและสังเกตผล (O) ครั้งเดียว (One shot case study) (ประสาท เนืองเฉลิม,
2563)
9.4 วิธกี ารดำเนินการวิจัย
9.4.1 ปฐมนิเทศผูเ้ รยี นทีเ่ ป็นกลมุ่ ตวั อย่าง เพ่ือสร้างข้อตกลงและทำความเขา้ ใจในการจัดการเรยี นรู้
โดยใชแ้ บบจำลองเปน็ ฐาน
9.4.2 จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่อง ปฏิกิริยารีดอกซ์ กับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 3
ชวั่ โมง
9.4.3 ทดสอบหลังเรียนกบั นกั เรยี นกลุ่มตวั อย่าง โดยใช้แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน เรื่อง
ปฏิกริ ยิ ารดี อกซ์
9.4.4 วัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน โดยใช้แบบวัด
ความพึงพอใจ
9.4.5 รวบรวมข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจต่อ
การจดั การเรียนรูแ้ บบจำลองเป็นฐาน เพอื่ นำคะแนนมาวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทางสถิตติ ่อไป
9.5 การวิเคราะหข์ ้อมูล
9.5.1 วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้
โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่อง ปฏิกิริยารีดอกซ์ เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉล่ีย
และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และสถติ ทิ ดสอบสมมตฐิ าน One Sample t-test
9.5.2 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้
แบบจำลองเป็นฐาน เรื่อง ปฏิกิริยารีดอกซ์ โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ
แปลผลค่าเฉล่ียของคะแนนความพึงพอใจ โดยใช้เกณฑ์การแปลผลค่าเฉลี่ยของคะแนนความพึงพอใจ (บุญชม ศรี
สะอาด, 2560) ดงั นี้
ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 แปลความว่า มากท่สี ดุ
ค่าเฉล่ยี 3.51 - 4.50 แปลความว่า มาก
คา่ เฉลี่ย 2.51 - 3.50 แปลความว่า ปานกลาง
คา่ เฉลีย่ 1.51 - 2.50 แปลความว่า น้อย
คา่ เฉล่ยี 1.00 - 1.50 แปลความวา่ นอ้ ยทสี่ ุด
10. ผลการศกึ ษา
10.1 นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวา่
เกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิที่ .05 โดยนักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิท์ างการเรียนเฉล่ียเท่ากับ 8.26
คิดเป็นร้อยละ 82.60 ทั้งน้ีเนื่องจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานเป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่
เน้นให้นักเรียนพัฒนาองค์ความรู้ผ่านกระบวนการสร้างแบบจำลองจากประสบการณ์หรือความรู้เดิม ประเมิน
แบบจำลองที่สร้างขึ้นกับข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจตรวจสอบ และทำการปรับปรุงแก้ไขแบบจำลองผ่าน
กระบวนการกลุ่ม และการมีส่วนรว่ มในชั้นเรียน เพ่ือให้ได้แบบจำลองท่ีถูกต้อง ซงึ่ จะช่วยให้นกั เรียนได้เกิดความรู้
ความเขา้ ใจในปรากฎการณ์ท่ีได้ศกึ ษา โดยกระบวนการจัดการเรียนรู้ในแตล่ ะขั้นตอนจะแสดงให้เหน็ ถึงพัฒนาการ
ของความรู้ความเข้าใจของนักเรียนผ่านแบบจำลองที่สร้างขึ้น ทำให้มองเห็นจากนามธรรมเป็นรูปธรรม
กระบวนการดังกล่าวจงึ ชว่ ยสง่ เสริมให้นักเรียนเกิดความรคู้ วามเข้าใจในเน้ือหาท่ีไดเ้ รียน ดังน้ันการจดั กิจกรรมการ
เรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานจึงเป็นกิจกรรมการเรยี นรู้ที่สามารถส่งเสริมผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี น
ได้
10.2 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐานอยู่ในระดับมากที่สุด
ทั้งนเี้ ปน็ เพราะการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน เปน็ การจดั การเรยี นรู้ท่นี ักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ
ในการสร้างแบบจำลองทางความคิดตามความเข้าใจและจินตนาการของนักเรียน เพื่อใช้ในการอธิบาย
ปรากฎการณ์ที่ได้ศึกษา ทำใหน้ ักเรียนมีอิสระในการคิดได้อย่างสรา้ งสรรค์ อีกท้ังในข้ันตอนของการปรับปรุงแก้ไข
แบบจำลองนักเรียนได้มีโอกาสรว่ มกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในกลุ่ม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันทงั้
ชน้ั เรียน โดยมีครคู อยสนบั สนุน และกระตุ้นโดยใชค้ ำถามให้นักเรียนคิดและสะท้อนความคดิ ออกมาในรูปแบบการ
สร้างแบบจำลอง จนกระท่ังได้แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ทสี่ ามารถอธบิ ายปรากฎการณ์ได้อย่างถูกต้อง นักเรียน
จึงเกิดการเรียนรู้ผ่านการแสดงความเห็นและการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน
ระหว่างครูผู้สอนกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง ส่งผลให้บรรยากาศในชั้นเรียนเต็มไปด้วยความ
สนุกสนาน นักเรยี นมีความสุขและมีแรงจูงใจในการเรียน อีกทง้ั ยังชว่ ยให้นกั เรยี นกล้าคดิ กล้าแสดงออกมากย่ิงขึ้น
11. ข้อเสนอแนะ
11.1 การจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้แบบจำลองเปน็ ฐานต้องใช้เวลาในการดำเนินกิจกรรมในแตล่ ะข้ันตอนของ
การเรียนรู้ค่อนข้างมาก ครูผู้สอนต้องวางแผนและกำหนดเวลาในการจัดกิจกรรมให้เหมาะสม เพื่อให้กิจกรรม
ดำเนนิ ไปได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ
11.2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ใหม่สำหรับนักเรียน
ครูผู้สอนควรวางแผนการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมในเนื้อหาก่อนหน้า เพื่อให้นักเรียนได้ปรับตัวและคุ้นชินกับ
รปู แบบการจดั การเรยี นรูโ้ ดยใชแ้ บบจำลองเป็นฐาน โดยเฉพาะการสร้างแบบจำลอง
บรรณานกุ รม
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2560). มาตรฐานการเรยี นรู้และตัวช้ีวดั กล่มุ สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์
และสาระภูมิศาสตร์ในกลมุ่ สาระการเรียนร้สู งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพมิ พช์ มุ นุมสหกรณ์การเกษตรแห่ง
ประเทศไทย จำกัด.
กนั ยา สุวรรณแสง. (2554). จิตวทิ ยาทว่ั ไป (พิมพค์ รั้งท่ี 6). รวมสาส์น.
ชวลิต ชูกำแพง. (2551). การประเมนิ การเรยี นรู้ (พิมพ์คร้งั ที่ 2). สำนกั พมิ พ์มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม.
ชยั วัฒน์ สุทธิรตั น.์ (2553). การจดั การเรยี นรู้แนวใหม่. สหมิตรพรนิ้ ต้ิงแอนด์พับลชิ ชงิ่ .
ชาตรี ฝ่ายคำตา. (2563). กลยทุ ธ์การจัดการเรียนรู้เคมี : strategies for Teaching Chemistry. สำนักพมิ พ์
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
ทิศนา แขมมณ.ี (2560). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพ่ือกการจัดกระบวนการเรยี นรู้ท่ีมีประสทิ ธภิ าพ (พิมพ์คร้ัง
ท่ี 21). สำนกั พิมพจ์ ุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
บญุ ชม ศรีสะอาด. (2541). การพฒั นาการสอน (พิมพ์ครัง้ ท่ี 2). ชมรมเดก็ .
บญุ ชม ศรีสะอาด. (2560). การวจิ ัยเบือ้ งต้น (พมิ พ์ครัง้ ท่ี 10). สุวรี ิยาสาสน์ .
ประสาท เนอื งเฉลิม. (2563). วิจัยการเรียนการสอน (พิมพ์ครัง้ ที่ 4). สำนกั พมิ พ์จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
พรรณี ชูทัย เจนจติ . (2550). จิตวทิ ยาการเรยี นการสอน. เกรท เอ็ดดูเคช่นั .
ลอื ชา ลดาชาติ และ ลฎาภา ลดาชาติ. (2559). ความเขา้ ใจเก่ียวกบั ธรรมชาติของการสืบเสาะทางวทิ ยาศาสตร์
ของนิสติ ครูวิชาเอกชวี วิทยา. วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้, 2(1), 24–44.
ศริ ิชัย กาญจนวาส.ี (2552). ทฤษฎกี ารทดสอบแบบดงั้ เดิม (พิมพค์ รง้ั ที่ 6). จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
ศูนยด์ ำเนนิ งาน PISA แหง่ ชาติ สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. (2562). ผลการประเมิน PISA
2018 : บทสรปุ สำหรบั ผู้บรหิ าร. สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.).
https://pisathailand.ipst.ac.th/pisa2018-summary-result/.
สถาบนั ทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน). (2564). รายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาติ
ข้นั พนื้ ฐาน (O-NET) มัธยมศึกษาปที ี่ 6 ปี 2561-2563. http://www.nite.or.th.
สดุ ารัตน์ อะหลแี อ. (2558). ผลของการจัดการเรยี นรตู้ ามแนวคดิ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และส่ิงแวดลอ้ มท่ี
มตี อ่ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนเคมี ความสามารถในการแก้ปัญหา และความพงึ พอใจต่อการจดั การเรียนรู้ของ
นักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 [วิทยานิพนธป์ ริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร]์ .
สุรวาท ทองบ.ุ (2550). การวิจยั ทางการศกึ ษา. หจก.อภิชาติการพิมพ.์
เสาวรี ภบู าลชืน่ . (2560). การพฒั นากระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยใชว้ ิธสี อนแบบทางตรง ร่วมกบั เทคนิคเพ่ือน
ช่วยเพื่อน เพื่อส่งเสริมความสามารถ ดา้ นทักษะปฏิบตั ิ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน และความพงึ พอใจ วชิ า
ศิลปะ สาระนาฏศลิ ป์ สำหรับนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 [วิทยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต, มหาวทิ ยาลัย
มหาสารคาม].
อัมพวา รักบดิ า. (2549). ผลของการจดั การเรียนรู้ตามแนวคดิ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสงั คม ต่อผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียนความสามารถในการคิดแก้ปญั หา และความพึงพอใจของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5
[วิทยานิพนธป์ ริญญามหาบัณฑิต, มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์].
Gobert, J. D., & Buckley, B. C. (2002). Introduction to model-based teaching and learning in
science education. International Journal of Science Education, 22(9), 891–894.
ภาคผนวก
แบบประเมินพฤติกรรมการทำงานของนักเรยี น
คำช้แี จง ครปู ระเมินพฤตกิ รรมของนักเรียน โดยใหข้ ดี เคร่ืองหมาย √ ลงในช่องตามประเดน็ ที่กำหนดไว้
รายการทีป่ ระเมิน / คะแนน / ผลการประเมิน
เลขท่ี สง่ งานตรงตามเวลาท่ี ชนิ้ งานเปน็ ระเบยี บ รวม ผา่ น / หมายเหตุ
กำหนด เรยี บร้อย ไม่ผา่ น
3210 3210
1/ / 6 ผา่ น
2/ / 5 ผา่ น
3/ / 5 ผา่ น
4/ / 6 ผา่ น
5/ / 6 ผา่ น
6/ / 6 ผา่ น
7/ / 6 ผา่ น
8/ / 6 ผา่ น
9/ / 5 ผา่ น
10 / / 6 ผ่าน
11 / / 6 ผ่าน
12 / / 6 ผา่ น
13 / / 6 ผ่าน
14 / / 6 ผา่ น
15 / / 6 ผ่าน
16 / / 6 ผ่าน
17 / / 6 ผา่ น
18 / / 6 ผ่าน
19 / / 5 ผา่ น
20 / / 6 ผ่าน
21 / / 6 ผ่าน
22 / / 6 ผา่ น
23 / / 6 ผ่าน
รายการท่ปี ระเมิน / คะแนน / ผลการประเมนิ
เลขที่ สง่ งานตรงตามเวลาที่ ชนิ้ งานเป็นระเบียบ รวม ผา่ น / หมายเหตุ
กำหนด เรียบร้อย ไมผ่ า่ น
3210 3210
24 / / 6 ผา่ น
25 / / 6 ผา่ น
26 / / 6 ผา่ น
27 / / 6 ผา่ น
28 / / 6 ผา่ น
29 / / 6 ผ่าน
30 / / 5 ผ่าน
31 / / 6 ผ่าน
32 / / 6 ผา่ น
33 / / 6 ผา่ น
34 / / 6 ผา่ น
35 / / 6 ผ่าน
36 / / 5 ผ่าน
37 / / 6 ผ่าน
38 / / 6 ผา่ น
39 / / 6 ผา่ น
40 / / 6 ผ่าน
41 / / 6 ผ่าน
42 / / 5 ผ่าน
เกณฑก์ ารประเมิน
ชว่ งคะแนน ระดบั
5-6 ดี
3-4 พอใช้
0-2 ปรับปรงุ
หมายเหตุ คะแนนอยใู่ นระดับพอใช้ ข้ึนไป ถือวา่ ผ่านเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมนิ
เกณฑก์ ารประเมิน 3 ระดบั คะแนน 0
21 นักเรียนไม่เข้า
เรยี น
ส่งงานตรงตามเวลา นักเรียนสง่ งาน นักเรยี นส่งงานช้า นกั เรยี นส่งงาน
นกั เรยี นไมเ่ ขา้
ที่กำหนด ตรงเวลา กวา่ เวลาที่ ชา้ กวา่ เวลาที่ เรยี น
กำหนด แตไ่ ม่เกนิ กำหนด 1 วนั
1 วัน
ช้นิ งานเป็นระเบยี บ นักเรียนเขยี นงาน นกั เรยี นเขียนงาน นกั เรยี นเขยี น
เรยี บร้อย ครบทุกหัวข้อ ครบทุกหวั ข้อ แต่ งานไม่ครบทุก
ตามลำดบั ขัน้ ตอน ไมเ่ ปน็ ลำดบั หวั ข้อ
สะอาด เปน็ ข้ันตอน สะอาด
ระเบยี บ เป็นระเบยี บ
แบบประเมินการสรา้ งแบบจำลอง
คำชแ้ี จง สงั เกตการทำงานรายกลมุ่ ของนักเรยี น เขยี นคา่ คะแนน 0 – 3 ลงในชอ่ งให้ตรงกบั ความเปน็ จรงิ
รายการประเมนิ กลมุ่
12 3 4 5 6 78
1. ความสอดคล้องกับปรากฎการณท์ ่ีศกึ ษา 3 3 3 3 3 3 3 3
2. การระบุตัวแปร หรือสญั ลักษณ์ทาง 32 3 3 2 3 33
วทิ ยาศาสตร์
3. การแสดงมโนทัศน์หลักของปรากฎการณ์ 3 2 3 3 2 3 3 3
ทศ่ี กึ ษา
รวม 9 7 9 9 7 9 9 9
ผลการประเมิน ดี ดี ดี ดี ดี ดี ดี ดี
เกณฑก์ ารประเมนิ
ชว่ งคะแนน ระดับ
7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรับปรุง
หมายเหตุ คะแนนอย่ใู นระดับพอใช้ ขึน้ ไป ถือวา่ ผา่ นเกณฑ์
เกณฑก์ ารประเมิน
ประเด็น เกณฑก์ ารให้คะแนน
ทปี่ ระเมนิ 3 2 10
ความ วาดภาพทแ่ี สดง วาดภาพแสดง วาดภาพแสดง นักเรยี นไมเ่ ข้าเรียน
สอดคลอ้ งกบั รายละเอยี ดเง่ือนไข รายละเอียดเง่อื นไข รายละเอยี ดเงือ่ นไข
ปรากฎการณ์ หรอื ส่งิ ที่ตอ้ งการ หรือ สิง่ ท่ตี อ้ งการ หรือ ส่งิ ทต่ี ้องการ
ทศ่ี ึกษา ศกึ ษาได้ครบถ้วนและ ศึกษาได้ครบถ้วน ศึกษาไม่ครบถว้ น
ชัดเจน แต่ไม่ชดั เจน และไมช่ ัดเจน
การระบุตัวแปร ระบตุ ัวแปรทศ่ี ึกษา ระบตุ ัวแปรทศ่ี ึกษา ระบุตัวแปรทศี่ ึกษา นกั เรยี นไมเ่ ขา้ เรยี น
หรอื สญั ลกั ษณ์ หรือสญั ลักษณ์ หรือสญั ลักษณ์ หรอื สัญลกั ษณ์
ทาง ทางวทิ ยาศาสตร์ได้ ทางวทิ ยาศาสตร์ได้ ทางวทิ ยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์ ถูกต้องและครบถว้ น ถกู ต้องแต่ไมค่ รบถว้ น ไมถ่ ูกต้องและ
ไม่ครบถ้วน
การแสดง วาดภาพบนพนื้ ฐาน วาดภาพบนพ้ืนฐาน วาดภาพบนพน้ื ฐาน นักเรียนไม่เขา้ เรียน
มโนทศั นห์ ลัก ของมโนทัศนห์ ลักท่ีมี ของมโนทศั นห์ ลักท่ีมี ของมโนทัศน์หลกั ท่ี
ของ ในปรากฎการณ์ได้ ในปรากฎการณ์ได้ มีในปรากฎการณ์
ปรากฎการณ์ ถกู ต้องและครบถ้วน ถกู ต้องแต่ไม่ครบถ้วน ไมถ่ ูกต้องและ
ทีศ่ กึ ษา ไม่ครบถว้ น
แบบประเมนิ ทักษะปฏบิ ัตกิ ารทดลอง
คำชแ้ี จง สังเกตการทำงานรายกลุ่มของนักเรียน เขยี นคา่ คะแนน 0 – 3 ลงในชอ่ งให้ตรงกบั ความเป็นจรงิ
พฤติกรรมทส่ี ังเกต กลมุ่
1. การทดลองและการใชอ้ ปุ กรณ์ 12 3 4 5 6 7 8
2. การเกบ็ รักษาอุปกรณ์ 33333333
3. การบนั ทกึ ผลการทดลอง 33 3 3 3 3 3 3
4. การออกแบบการทดลอง 23 3 2 3 3 3 3
5. การสรปุ ผลการทดลอง 33 3 3 3 3 3 3
6. การนำเสนอผลการทดลอง 22 3 3 3 3 3 2
22 2 3 3 2 3 3
รวม 15 16 17 17 18 17 18 17
ผลการประเมิน
ดมี าก ดีมาก ดีมาก ดมี าก ดีมาก ดีมาก ดมี าก ดมี าก
เกณฑก์ ารประเมินทกั ษะปฏิบตั ิการทดลอง
ประเด็นท่ีประเมนิ เกณฑก์ ารให้คะแนน
1. การทดลองและ 3 2 10
การใชอ้ ุปกรณ์ เม่ือดำเนินการทดลอง
ตามแผน ทุกขน้ั ตอน เม่ือดำเนนิ การทดลอง เมอ่ื มีการปรบั นกั เรียนไมเ่ ข้าเรียน
และใชอ้ ปุ กรณ์ถกู วิธี
ตามแผนทุกขั้นตอน แผนการทดลองบา้ ง
และใชอ้ ุปกรณ์ผิดบ้าง และใชอ้ ปุ กรณ์ไมถ่ ูก
เล็กนอ้ ย วธิ ีเป็นส่วนใหญ่
2. การเก็บรักษา เมือ่ ทำความสะอาด เม่ือทำความสะอาด เมอื่ เกบ็ รักษาโดยไม่ได้ นักเรยี นไม่เขา้ เรียน
อุปกรณ์ อุปกรณ์เช็ดให้แหง้
เก็บรักษาเปน็ ระเบยี บ อุปกรณ์เก็บรกั ษาไม่ ดคู วามเรยี บรอ้ ยของ
อปุ กรณ์อยใู่ นสภาพดี
เป็นระเบียบ อปุ กรณ์ อุปกรณ์ หรือทำ
อยใู่ นสภาพดี อุปกรณ์ชำรดุ โดย
ประมาท