The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)
โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wilaiporn.techa, 2022-09-28 04:04:53

วิจัยและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)

วิจัยและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)
โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา

Keywords: Active Learning

ประเดน็ ทปี่ ระเมนิ เกณฑก์ ารให้คะแนน
3. การออกแบบ
การทดลอง 3 2 10
ออกแบบการทดลองได้
4. การบนั ทึก สอดคล้องกับ ออกแบบการทดลองได้ ออกแบบการทดลอง นกั เรยี นไม่เขา้ เรียน
ผลการทดลอง วัตถุประสงค์ที่ต้องการ
จะวัด และวธิ ีการ สอดคลอ้ งกบั ได้ไม่สอดคล้องกบั
5. การสรุปผล ทดลองถูกต้องทุก
การทดลอง ขัน้ ตอน วัตถปุ ระสงค์ทีต่ ้องการ วตั ถปุ ระสงค์ที่
6. การนำเสนอ เมื่อบนั ทึกข้อมลู ตรงตาม
ผลการทดลอง การทดลอง และ จะวดั แต่วิธีการ ตอ้ งการจะวดั และ
ครบถว้ น
เมอื่ สรปุ ผลการทดลอง ทดลองบางขั้นตอนยัง วธิ ีการทดลองไม่
สอดคลอ้ งกับผลการ
ทดลอง และเข้าใจงา่ ย ไม่ถูกต้อง ถูกต้อง
เมื่อการพูดนำเสนอ
ทำได้อย่างชดั เจน เมอื่ บนั ทึกข้อมูลตาม เม่อื บนั ทึกข้อมลู ไม่ นักเรียนไมเ่ ขา้ เรียน
ถกู ต้อง ผู้ฟังให้ความ
สนใจ มที า่ ทาง นำ้ เสียง การทดลองครบถ้วน เป็นไปตามการทดลอง
และการสบสายตาผู้ฟงั ดี
มาก แตม่ ผี ิดพลาดเล็กน้อย และมผี ดิ พลาด

เม่อื สรุปผลการทดลอง เมื่อสรปุ ผลการทดลอง นกั เรยี นไม่เขา้ เรียน

สอดคลอ้ งกบั ผลการ ไมส่ อดคลอ้ งกับผล

ทดลอง การทดลอง

เม่ือการพูดนำเสนอ เมอื่ การพูดนำเสนอทำ นักเรยี นไม่เข้าเรยี น

ได้รบั ความชว่ ยเหลอื ได้หลังจากได้รบั การ

บางประการจากครู แต่ สอนจากครู มีการใช้

มกี ารนำเสนอผลการ ทา่ ทาง น้ำเสยี ง และ

ทดลอง การพูดมีเหตมุ ี การสบสายตาผ้ฟู ัง

ผล และใชท้ ่าทาง

ประกอบนำ้ เสียงและ

การสบตาผู้ฟงั ทำได้ดี

เกณฑก์ ารตัดสินคณุ ภาพ
ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ
15 – 18 ดมี าก
11 – 14 ดี
7 - 10 พอใช้
0 – 6 ควรปรับปรงุ

เกณฑก์ ารผ่าน ต้งั แตร่ ะดบั คุณภาพดขี ้นึ ไป

แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน รายวชิ า เคมี 4 ว30224
เร่อื ง ปฏิกิรยิ ารดี อกซ์ ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 5

คำชี้แจง
1. แบบทดสอบฉบับนี้แบบปรนัยชนิดเลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก จำนวน 10 ข้อ เวลาในการทำข้อสอบ 15 นาที
2. ให้นักเรยี นทำเคร่ืองหมายกากบาท X ลงในกระดาษคำตอบ โดยเลอื กคำตอบท่ีถกู ที่สดุ เพียงข้อเดียว
3. หา้ มนำแบบทดสอบออกจากห้องสอบโดยเด็ดขาด สามารถทดลงในแบบทดสอบได้
4. หา้ มนำหนงั สือเรยี น แบบฝกึ หดั และเอกสารใด ๆ เขา้ ห้องสอบโดยเด็ดขาด
5. ห้ามใช้อุปกรณส์ ่ือสาร และเครื่องคิดคำนวณทุกชนดิ

1. ข้อใดกล่าวผดิ เก่ยี วกับปฏิกิริยารีดอกซ์

ก. เป็นปฏิกิรยิ าท่ีมกี ารถ่ายโอนอเิ ลก็ ตรอน

ข. ประกอบดว้ ยครงึ่ ปฏิกิรยิ าออกซิเดชันและคร่ึงปฏิกิริยารดี ักชัน

ค. ตัวรดี ิวซ์ คอื สารท่ีให้อเิ ลก็ ตรอน และตวั ออกซิไดส์ คือ สารท่รี ับอเิ ล็กตรอน

ง. สารทใี่ หอ้ ิเล็กตรอนจะมีเลขออกซเิ ดชนั ลดลงและสารที่รบั อเิ ล็กตรอนจะมเี ลขออกซเิ ดชนั เพิม่ ขึ้น

2. ปฏกิ ิรยิ าต่อไปน้ี ปฏกิ ิรยิ าใดไม่ใช่ปฏกิ ิริยารดี อกซ์

ก. Sn2+ (aq) + 2Fe3+ (aq) → Sn4+ (aq) + 2Fe2+ (aq)

ข. S (s) + O2 (g) → SO2 (aq)

ค. CaO (s) + H2O (l) → Ca(OH)2 (aq)
ง. 2NO (aq) + O2 (g) → 2NO2 (g)
3. พจิ ารณาปฏิกริ ิยารดี อกซ์ต่อไปนี้ Zn (s) + Cu2+ (aq) → Zn2+ (aq) + Cu (s) ขอ้ ใดกลา่ วถกู ตอ้ ง

ก. Zn (s) เป็นตวั รีดวิ ซ์ และ Cu2+ (aq) เปน็ ตัวออกซิไดส์

ข. Zn (s) เป็นตวั ออกซิไดส์ และ Cu2+ (aq) เปน็ ตัวรดี ิวซ์

ค. Zn2+ (aq) เปน็ ตัวรดี ิวซ์ และ Cu (s) เป็นตัวออกซิไดส์

ง. Zn2+ (aq) เปน็ ตัวออกซิไดส์ และ Cu (s) เป็นตวั รดี ิวซ์

4. เม่อื นำแผน่ โลหะโครเมยี ม (Cr) จุ่มลงในสารละลายของนิกเกลิ (II)ไนเตรต (Ni(NO3)2) ปรากฏวา่ มีโลหะนกิ เกิล
เกาะบนแผ่นโลหะโครเมียม ข้อใดถูกต้อง

ก. แผ่นโลหะโครเมียม (Cr) เปน็ ตัวออกซิไดส์ ข. แผน่ โลหะโครเมียม (Cr) เป็นตัวรดี วิ ซ์

ค. โลหะนิกเกิล (Ni) เป็นตวั ออกซไิ ดส์ ง. นิกเกิลไอออน (Ni2+) เปน็ ตัวรดี วิ ซ์

5. จากปฏิกริ ิยารดี อกซ์ต่อไปนี้ X (s) + Y+ (aq) → X+ (aq) + Y (s) สมการแสดงครง่ึ ปฏิกิรยิ าออกซเิ ดชันขอ้ ใด

ถูกต้อง

ก. X (s) → X+ (aq) + e- ข. Y+ (aq) → Y (s) + e-

ค. X (s) + e- → X+ (aq) ง. Y+ (aq) + e- → Y (s)

6. จากปฏกิ ิริยารีดอกซต์ ่อไปนี้ X(s) + Y+(aq) → X+(aq) + Y(s) สมการแสดงคร่งึ ปฏิกริ ยิ ารีดักชนั ขอ้ ใดถูกต้อง

ก. X (s) → X+ (aq) + e- ข. Y+ (aq) → Y (s) + e-

ค. X (s) + e- → X+ (aq) ง. Y+ (aq) + e- → Y (s)

7. จากปฏิกริ ิยารีดอกซ์ต่อไปน้ี Pb(s) + 2Ag+ (aq) → Pb2+ (aq) + 2Ag (s) ข้อใดถูกตอ้ ง

ก. คร่ึงปฏกิ ิริยาออกซเิ ดชัน คือ Pb(s) + 2e- → Pb2+ (aq)

ข. ครึง่ ปฏกิ ริ ยิ าออกซิเดชนั คอื 2Ag+ → 2Ag (s) + 2e-

ค. ครง่ึ ปฏกิ ริ ิยารีดักชนั คอื Pb(s) → Pb2+ (aq) + 2e-

ง. ครึง่ ปฏิกริ ยิ ารีดักชนั คอื 2Ag+ + 2e- → 2Ag (s)
8. จงพจิ ารณาปฏกิ ริ ยิ าต่อไปน้ี สารใดเป็นตวั รดี วิ ซ์

Ag+ (aq) + Fe2+ (aq) → Ag (s) + Fe3+ (aq)

ก. Ag+ (aq) ข. Fe2+ (aq)

ค. Ag (s) ง. Fe3+ (aq)

9. พจิ ารณาปฏกิ ิรยิ ารีดอกซ์ต่อไปน้ี

Cd (s) + I2 (s) → Cd2+ (aq) + 2I- (aq)
ขอ้ ใดกลา่ วถูกต้อง

ก. Cd (s) เป็นตวั ออกซิไดส์ ข. Cd (s) เปน็ ตวั รีดวิ ซ์

ค. I2 (s) เปน็ ตัวรีดิวซ์ ง. I- (aq) เป็นตัวออกซิไดส์

10. ข้อใดต่อไปน้ีกล่าวได้ถกู ต้อง

ก. สารทใ่ี หอ้ ิเล็กตรอน จะมีเลขออกซิเดชันลดลง

ข. สารท่เี ป็นตวั ออกซิไดส์ จะมเี ลขออกซิเดชนั ลดลง

ค. สารทร่ี บั อิเลก็ ตรอน จะมีเลขออกซิเดชันเพม่ิ ข้ึน

ง. สารท่เี ป็นตัวรีดวิ ซ์ จะมีเลขออกซิเดชันลดลง

แบบสอบถามวัดความพึงพอใจตอ่ การจดั การเรยี นรูโ้ ดยใช้แบบจำลองเปน็ ฐาน

เร่อื ง ปฏกิ ิรยิ ารดี อกซ์ ของนักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5

คำชีแ้ จง
1. แบบสอบถามชุดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ที่มีต่อการจดั การเรยี นรู้โดยใชแ้ บบจำลองเปน็ ฐาน เรอื่ ง ปฏกิ ิริยารดี อกซ์
2. แบบสอบถามชดุ นี้ มีท้ังหมด 10 ข้อ ใช้เวลา 10 นาที
3. วิธีตอบแบบสอบถาม ให้นักเรียนอ่านข้อความแล้วพิจารณาว่ามีความคิดเห็นตรงกับคำตอบใด

กรุณาใส่เครื่องหมาย ✓ ลงในช่องประเมนิ ตามระดบั ความพงึ พอใจของนักเรียน ข้อละ 1 ระดับความคิดเหน็
5 หมายถงึ พอใจมากที่สุด
4 หมายถงึ พอใจมาก
3 หมายถึง พอใจปานกลาง
2 หมายถึง พอใจน้อย
1 หมายถึง พอใจนอ้ ยท่สี ดุ

4. ในการตอบแบบสอบถาม กรณุ าตอบตามความเป็นจริงให้ครบทกุ ข้อ คำตอบของนกั เรียนมีความสำคัญ
สำหรบั การวจิ ัยคร้ังนี้ และการนำเสนอผลจะนำเสนอโดยภาพรวม จะไมม่ ีผลกระทบใด ๆ ตอ่ นกั เรยี น

ข้อท่ี รายการ ระดับความเหน็ 1
5432
1 กจิ กรรมการเรียนรสู้ ่งเสริมให้นักเรียนได้สรา้ งองค์ความร้ดู ้วยตนเอง 42
2 กจิ กรรมการเรยี นรู้สง่ เสริมให้นักเรยี นมีความเข้าใจในเนือ้ หาทเ่ี รยี น 40 2

มากยิ่งข้นึ 38 4
3 กจิ กรรมการเรยี นรู้ส่งเสรมิ ให้นักเรียนมีสว่ นรว่ มในการอภปิ ราย
42
ซักถาม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นรว่ มกบั ผอู้ ่ืน
4 ครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรียนได้ซกั ถามและแสดงออกในระหว่าง 39 3
40 2
การจัดกิจกรรมการเรียนรูใ้ นชั้นเรยี น 38 4
5 ครมู ีการตั้งคำถามเพ่อื กระตนุ้ ใหน้ กั เรยี นคดิ หาคำตอบไดด้ ้วยตนเอง
6 ครสู ่งเสริมการเรยี นรขู้ องนักเรยี นอย่างสม่ำเสมอ 39 3
7 นกั เรียนมโี อกาสได้ร่วมอภปิ รายและซักถามสมาชิกในกลุม่
38 4
ทำให้นักเรยี นมีความเข้าใจมากย่ิงขึน้ 39 3
8 นกั เรยี นรว่ มมือกนั ทำงานและมกี ารชว่ ยเหลือซ่ึงกันและกนั

ในการทำงานกลุม่
9 นกั เรียนเกิดเรียนรู้ร่วมกนั โดยการทำงานเปน็ กล่มุ
10 สื่อการเรยี นรู้สง่ เสรมิ ให้นักเรียนมีความเข้าใจในเน้ือหาท่เี รียนมาก

ยงิ่ ขึ้น

ขอ้ เสนอแนะอืน่ ๆ
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .......................................................
....................................................................................................................................................................................

ตวั อย่างผลงานนกั เรยี น



ภาพกจิ กรรมการเรยี นการสอน





1. ช่อื เรือ่ ง การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น และเจตคติในการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์สืบเสาะแบบบูรณาการ
CLIL TPACK CBL และ PBL รายวิชา ฟิสิกส์เพ่มิ เติม ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 เรอื่ ง อณุ หภมู ิ

2. โรงเรยี น โพนทองพัฒนาวทิ ยา

3. ผ้ศู ึกษา นางสาวจิดารักษ์ บุญโทแสง

4. ความเปน็ มา

ในปัจจุบันมีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการทดสอบและมาตรฐาน (Testing and Standard)
หรือเน้นเนื้อหามากกว่ากระบวนการเรียนรู้ (How to Learn) ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถสร้างความรู้ด้วย
ตนเองได้เพราะผู้เรียนไม่มีส่วนร่วมรับผิดชอบการเรียนรู้ไม่รู้วิธีเรียน จึงไม่ประสบความสำเร็จในการเรียนรู้
(ปริญา ปริพุฒ, 2559: 1) ดังนั้น นักการศึกษาจึงต้องปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน เน้นให้ผู้เรียนมีความ
รับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง โดยกำหนดเป้าหมายใช้กลวิธใี นการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายการ
เรียนรู้ ภาระงาน บรบิ ทและแหลง่ การเรียนรู้ ตลอดจนสามารถตรวจสอบความก้าวหนา้ หรือปรบั เปล่ียนกลวิธี
เพ่อื ให้บรรลเุ ป้าหมายในการเรียนรู้ แลว้ นาํ ความรู้ที่ได้ไปประยกุ ต์ใช้ในชวี ิตประจำวัน (Stein, 2001: 49) ทำ
ให้เกดิ ความรสู้ ึกเป็นเจา้ ของ (Sense of Belonging) สามารถกำกับการเรียนรู้ (Self-regulation) ดว้ ยตนเอง
เกิดเป็นการเรียนรู้ที่มีพลัง (Walker, 2011: 2-4 ; Brayand McClaskey, 2015: 165) สอดคล้องกับการจัด
การศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติปี 2560-2579 ที่รัฐต้องจัดให้เพื่อพัฒนาคนทกุ ช่วงวัย ให้มีความเจริญ
งอกงามทุกด้าน เพื่อเป็นต้นทุนทางปัญญาที่สำคัญในการพัฒนาทักษะคุณลักษณะ และสมรรถนะในการ
ประกอบสัมมาชีพและการดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเป็นสุขอันจะนำ ไปสู่เสถียรภาพ และความ
มั่นคงของสังคม และประเทศชาติที่ต้องพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศในเวทีโลกท่ามกลาง
กระแสการเปล่ยี นแปลงอยา่ งรวดเร็วของโลกศตวรรษที่ 21 ฉะน้นั การเรียนรู้เพอ่ื เตรียมความพรอ้ มให้นักเรียน
มที กั ษะสำหรบั การออกไปดำรงชีวิตในโลกท่ีเปล่ียนไป ซงึ่ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) เปน็ ทักษะสำคัญ
ที่ส่งผลให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง การจัดการเรียนรู้ จึงต้องก้าวข้าม“สาระวิชา” ไปสู่การเรียนรู้เพื่อให้ เกิด
“ทักษะ”ซึ่งครูจะเป็นผู้สอนไม่ได้ แต่ต้องให้นักเรียนเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะออกแบบการเรียนรู้
ฝึกฝนให้ตนเองเปน็ โค้ช (Coach) และ อำนวยความสะดวก (Facilitator) ในการเรียนรู้แบบ PBL (Problem-
Based Learning) ของนกั เรยี น ซ่งึ สิ่งทเ่ี ปน็ ตวั ช่วยของครูในการจดั การเรยี นรูค้ อื ชมุ ชนการเรียนร้คู รูเพ่ือศิษย์
(Professional Learning Community ; PLC) (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560: 1-45 ; ภาคีเพื่อ
การศึกษาไทย, 2561: 6-9)

จากเหตุผลและปจั จยั ดังกล่าวผู้สอนจึงออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ(5Es) โดยใช้การบูรณา
การภาษาองั กฤษเพ่ือการจดั การเรยี นรู้สาระวิชา (CLIL), การบรู ณาการระหวา่ งความรดู้ ้านเทคโนโลยี ด้านการ
สอน และความรู้ด้านเนือ้ หา (TPACK), การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (CBL) และการเรียนรู้และการ
จัดการเรยี นร้แู บบใช้โครงงานเปน็ ฐาน(PBL) มาเพอ่ื แก้ไขปัญหา

5. วัตถปุ ระสงค์

1. เพือ่ พฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นในการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ เร่ือง อณุ หภมู ิ ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 6
2. เพอ่ื พฒั นาเจตคติในการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6

6. ขอบเขตการศึกษา

6.1 เนอ้ื หา รายวชิ าฟสิ กิ สเ์ พมิ่ เติม ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 เรือ่ ง อุณหภูมิ
6.2 กลุ่มเป้าหมาย นกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 6 ที่เรยี นรายวิชา ฟสิ ิกส์เพ่ิมเติม (ว30205)
ปกี ารศึกษา 2565 จำนวน 160 คน
6.3 ตวั แปร

6.3.1 ตวั แปรตน้ การจัดการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์สืบเสาะแบบบูรณาการ
6.3.2 ตัวแปรตาม ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์
6.4 ระยะเวลา ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 3 ชว่ั โมง

7. นิยามศพั ท์เฉพาะ

7.1 เจตคติทางวิทยาศาสตร์ หมายถงึ ลกั ษณะนสิ ัยท่เี กิดจากการศกึ ษาหาความรโู้ ดยใช้กระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์ แบ่งได้ 6 ดา้ น ตามแนวคิดของกฤษณา โภคพนั ธ์ (2554) ดงั น้ี

7.7.1 ความสนใจใฝ่รหู้ มายถงึ การแสดงออกถงึ การชา่ งซกั ถาม และค้นควา้ หาความรู้สง่ิ ใหม่
อย่เู สมอ

7.7.2 ความซ่ือสตั ยห์ มายถงึ การแสดงออกถงึ การบนั ทึก การรายงานข้อมลู ตามความเปน็
จรงิ ไมแ่ กไ้ ขหรอื เปลยี่ นแปลงขอ้ มูล

7.7.3 ความอดทน มุง่ ม่ัน หมายถึง การแสดงออกในการทำงาน ดำเนนิ การแกป้ ัญหาจนกว่า
จะไดร้ ับคำตอบ และมคี วามอดทนแมก้ ารด าเนนิ การแก้ไขยุง่ ยากและใชเ้ วลา

7.7.4 ความมีใจกว้างยอมรบั ฟงั ความคิดเหน็ หมายถงึ การแสดงออกถงึ การเปน็ ผ้ทู ีย่ อมรับ
ฟังคำวพิ ากษว์ ิจารณข์ อ้ คดิ เหน็ ท่ีมเี หตุผลของผอู้ นื่ ยอมรบั การเปลยี่ นแปลง รบั ฟังความคิดเห็นตนยังไมเ่ ขา้ ใจ
และพรอ้ มทจี่ ะทาความเขา้ ใจ

7.7.5 ความคดิ สรา้ งสรรค์ในวิชาวทิ ยาศาสตร์หมายถึง การแสดงออกในความคดิ ริเรม่ิ และ
ความคล่องแคล้วในการคดิ มาใช้ในการแกป้ ญั หาหรือหาคำตอบต่าง ๆ

7.7.6 ความสงสยั และกระตือรือรน้ หมายถงึ การแสดงออกถึงการมความต้ังใจและพอใจใน
การสบื เสาะหาความร้ใู นสถานการณใหม่ ๆ เพีอ่ ให้ได้ความรู้เพ่มิ ข้ึน

7.2 การจดั การเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์สบื เสาะแบบบูรณาการ หมายถึง การจัดการเรยี นรู้แบบสบื เสาะ
(5Es) โดยใชก้ ารบูรณาการภาษาอังกฤษเพอื่ การจัดการเรียนรู้สาระวชิ า (CLIL), การบูรณาการระหว่างความรู้
ดา้ นเทคโนโลยี ด้านการสอน และความรูด้ ้านเน้ือหา (TPACK), การจดั การเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (CBL)
และการเรยี นรแู้ ละการจัดการเรยี นรแู้ บบใช้โครงงานเปน็ ฐาน(PBL) มาเพ่อื แก้ไขปญั หาทางวิทยาศาสตร์

8. เอกสารท่เี ก่ยี วข้อง

สมรรถนะทางวชิ าชพี ครู (TPACK)

สมรรถนะทางวิชาชีพครู คือ ความความรู้ความสามารถของครูสอนที่เกี่ยวข้องกับ
การประยุกต์ใช้สื่อ อุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนที่มี
ความสอดคลอ้ งและมี ความเหมาะสมกับเน้ือหาวชิ าและผู้เรยี น

Technological Pedagogical Content Knowledge หรือ TPACK Model ถูกพัฒนาโดย
Misha and Koehler (Koehler, 2016) ซึ่งพัฒนาต่อยอดขึ้นมากจาก Pedagogical Content Knowledge
หรือ PCK โดย Shuman ซึ่งให้ความสำคัญกับความรู้ในการสอนรูปแบบแนวทางกระบวนทัศน์ในการสอนที่
เหมาะสมกับเนอื้ หาเฉพาะเจาะจงจากนน้ั Misha และ Koehler เสนอให้มกี ารเพ่มิ เทคโนโลยเี พือ่ การเรยี นการ
สอนเข้าไปกับโมเดลน้ี เนอื่ งจากแนวโนม้ การเรียนการสอนทเี่ ปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเทคโนโลยีอ่นื ๆ มีบทบาท
สงู มากยิง่ ข้นึ ในการเรยี นการสอน โมเดล PCK จึงพัฒนาเป็น TPCK (Technological Pedagogical Content
Knowledge) และตอ่ มา Thomson และ Misha (Thomson &Misha, 2008) ได้เสนอให้เรยี กว่า TPACK ซ่ึง
สอดคลอ้ งกบั ความหมายองคร์ วมในการบูรณาการความรู้ท้ังสามมิติเข้าด้วยกันเปน็ Total Package ของการ
ใช้เนื้อหา การสอน และเทคโนโลยีในการเรียนการสอน TPACK มีวัตถุประสงค์หลักคือการที่จะทำให้ผู้สอน
สามารถบรู ณาการเลอื กใช้และผลิตสือ่ นวตั กรรมทางเทคโนโลยี เพ่ือให้มคี วามสอดคล้องกันกับหลักทฤษฎีการ
สอนและเนื้อหาวิชาที่สอน (Koehler, 2016; Lu, 2016, Mishra & Koehler, 2006) TPACK แสดงให้เห็นถงึ
ความสัมพันธ์ที่สำคัญขององค์ประกอบ 3 ด้านใหญ่ ที่มีความสัมพันธ์กัน 7 ประการ ตามโมเดลที่สำคัญคือ

1). Content Knowledge (CK) คือ สาระความรู้เนื้อหาองค์ประกอบสำคัญทั้งหมดที่จะทำให้
ผ้เู รยี นสามารถเกดิ ความรู้ความเข้าใจ โดยผู้สอนต้องมคี วามรู้อย่างนอ้ ยตามหลักสูตรทีร่ ะบบการศึกษากำหนด
เอาไว้ ทัง้ ดา้ นสาระ, ขอ้ มลู , แนวคดิ , หลักการท่ีเกี่ยวข้องกบั เน้ือหาวิชาการในหลักสูตรทตี่ อ้ งการท่ีจะถ่ายทอด
ไปยัง ผเู้ รียน เชน่ คณิตศาสตร์, ภาษาไทย, วทิ ยาศาสตร์ หรอื วิชาอนื่ ๆ

2). Pedagogical Knowledge (PK) คอื ความรู้ดา้ นกระบวนทัศนก์ ารสอน หมายถึง ผู้สอนที่รู้ถึง
กลยุทธ์และวิธีในการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย ความรู้ความสามารถของผู้สอนที่นำมาประยุกต์ใช้เพ่ือเป็น
แนวทางการเรียนการสอนใหก้ ับผเู้ รยี น หรอื ทีเ่ กย่ี วกับวธิ กี ารถา่ ยถอดความร้ไู ปสผู่ ู้เรยี น รวมไปถึงกลยทุ ธ์ หรือ
กระบวนการ, การปฏิบัติ หรือวิธีการสอนทั้งในและนอกชั้นเรียน ในส่วนนี้ ไม่ร่วมถึงทฤษฎีการศึกษา
(Educational theories) และวธิ กี ารประเมิน (Assessment methods) เช่น การเรยี นการสอนโดยใช้วิธีการ
เรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem based Learning: PBL), วิธีการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลัก
(Problem based Learning: PBL), การเรียนรูที่ใช้สมองเป็นหลัก (Brain Based Learning), วิธีสอนแบบ
โครงงาน (Project Method), การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method), วิธีสอนแบบศึกษาด้วย
ตนเอง (Self-Study Method) เป็นต้น และมีการฝึกฝนตามแนวทางการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนพฒั นา
สมรรถนะทางดา้ นต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

3). Technological Knowledge (TK) คือ ความรู้ ในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่นโปรแกรม
Microsoft พื้นฐาน หรือเข้าใจและรู้ถึงการใช้งานของเครื่องมือทางเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น Projector,

Visualizer, Interactive Whiteboard เป็นต้น ผู้สอนต้องมีการประยุกต์ใช้สื่ออุปกรณ์ด้านเทคโนโลยี
สารสนเทศทางการศึกษา ทง้ั ในเร่ืองของซอรฟ์ แวร์ (Software) และ ฮารด์ แวร์ (Hardware) ตา่ งๆ รวมไปถึง
4 อุปกรณ์ตอ่ พว่ งทเ่ี กย่ี วขอ้ ง (Associated peripherals) เพื่อใชป้ ระกอบการเรียนการสอนทม่ี ีความสอดคลอ้ ง
และมคี วามเหมาะสมกบั เนอื้ หาวิชาและผเู้ รียน เช่น ผ้สู อนมคี วามรู้ความเข้าใจในเรอื่ งของการจัดการเรียนการ
สอนโดยใชเ้ ทคโนโลยีจากเว็บ 2.0 (Web 2.0 tools) ต่างๆ เชน่ Wiki, Blogs, Facebook เป็นต้น โดยความรู้
ในข้อที่ 1) - 3) ถอื เปน็ ทักษะเดี่ยว หรือความรู้เฉพาะด้านซึง่ ยังไมเ่ พยี งพอในการปรับใช้ เพื่อการจัดการเรียน
การสอนที่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนัน้ ผู้สอนจึงจำเปน็ ต้องบูรณาการความรู้ด้านอืน่ ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมไปถงึ
ข้อ 4) - 6) คอื PCK, TCK และ TPK

4). Pedagogical Content Knowledge (PCK) คือ ความรู้ในกระบวนทัศน์ การสอน รูปแบบ
แนวทางการสอนทีเ่ หมาะสมกบั เนอ้ื หาเฉพาะเจาะจงในวชิ าใดวิชาหนึ่ง โดยสามารถปรบั ใชเ้ ทคนิคในการเรียน
การสอนให้เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหานั้นๆ ที่สามารถเอื้ออ านวยหรือตอบสนองต่อลักษณะหรื อ
กระบวนการเรียนรูท้ แี่ ตกต่างกันของผ้เู รียนได้

5). Technological Content Knowledge (TCK) คือ ความรู้ ความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีท่ี
หลากหลายน่าสนใจและเหมาะสมกบั การสอนเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงนั้นๆ ผู้สอนต้องมีความเข้าใจอย่างถอ่ ง
แท้ และสามารถพิจารณาว่าเทคโนโลยีสารสนเทศใดที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาตาม
วัตถปุ ระสงคท์ ไ่ี ด้ต้ังไวม้ ากท่ีสดุ

6). Technological Pedagogical Knowledge (TPK) คือ ความรู้ ความเข้าใจว่าการสอนและ
การ เรยี นรสู้ ามารถทจ่ี ะเปลี่ยนแปลงไปได้ เมอ่ื เทคโนโลยสี ารสนเทศทีใ่ ชเ้ ปลีย่ นแปลงไป รวมถงึ ความรู้ เทคนิค
วธิ ีการในการสอนนัน้ สามารถเปลย่ี นแปลงไปตามความสามารถ หรือข้อจำกัดตา่ งๆ ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ท่ีใชใ้ นการเรยี นการสอน ซง่ึ อาจเปน็ อปุ สรรคสำคัญในการสอน ถา้ ผู้สอนไม่รเู้ นอ้ื หาท่ีจะสอนอย่างแท้จรงิ อาจ
ทำให้สอนผิด หรือสอนไดไ้ ม่ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ทก่ี ำหนดไว้

7). Technological Pedagogical Content Knowledge (TPACK) ค ื อ ก า ร บ ู ร ณ า ก า ร
(interaction and incorporation) ความรู้ ความสามารถ ทักษะการผสมผสานในการใช้สื่อนวัตกรรม
เทคโนโลยี กับวิธีสอน เนื้อหา ในการออกแบบการเรียนรู้อย่างสอดคล้อง และเป็นระบบ ซ่ึงประกอบไปด้วย
องค์ประกอบสำคัญท่ี สัมพันธ์กันคือ เนื้อหา (Content: CK), วิธีสอน (Pedagogy: PK) และเทคโนโลยี
(Technology: TK) ที่ สามารถทำให้ผู้เรียนมีทักษะ มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนทั้งนี้จะเห็นได้ว่า
ความร้เู ฉพาะในแตล่ ะด้าน นัน้ เรียกว่า CK, PK, TK และความร้ทู มี่ ลี ักษณะบรู ณาการมากยง่ิ ข้นึ จะพบได้ตั้งแต่
PCK, TCK, TPK, และ TPACK ฉะนั้น TPACK จึงเป็นการบูรณาการความรู้ ความเข้าใจ และทักษะ ทั้งสาม
ส่วนเข้าด้วยกันเพ่ือการ เรยี นการสอนท่ีดี มปี ระสทิ ธิภาพ โดยมีสิง่ ทส่ี ำคัญ ได้แก่ ประการแรก คือ ความรู้ใน
เน้อื หาสาระ แนวคิด หลกั การ รวมทัง้ ด้านเจตคติท่ีดีของขอ้ มูลต่างๆ ทจี่ ะเรยี บเรียงพร้อมที่จะถ่ายทอดไปยัง
ผู้เรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ประการที่สอง คือ ความรู้ ความสามารถและทักษะของการถ่ายทอดความรู้
ด้านเน้อื หา รวมถึงการวดั ผลประเมินผลในการจัดการเรียนการสอน ทีส่ ามารถใหผ้ เู้ รยี นมีความรคู้ วามเข้าใจใน
เน้อื หานน้ั ๆ ตาม ความเหมาะสมกับหลกั สูตรการศึกษาทไ่ี ด้กำหนดเอาไว้ให้กบั ผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ที่
จะก่อให้เกิด ประสิทธิผลสูงสุดของผู้เรียน และสิ่งต่างๆ เหล่านั้นอาจเรียกได้ว่า วิธีการสอน เทคนิคการสอน

ต่างๆ ที่ผู้สอนจะนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกบั เน้ือหาและผูเ้ รียนตามสภาพแวดลอ้ มการเรยี นรู้ ประการที่
สาม คือ ความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ มาเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ร่วมกันกับ
วิธีการสอน ในการนำเสนอเนื้อหาต่อผู้เรียนการจดั การเรียนรู้ที่มีการประยุกต์ใชก้ รอบแนวคิด TPACK นับวา่
เป็นการ สนับสนนุ แนวทางการจัดการเรยี นสอนท่ีมีคุณภาพ เพราะการจัดการเรยี นการสอนตามกรอบแนวคิด
TPACK ไม่เพียงแต่เป็นการเน้นประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีท่ีทันสมัยในการสอน แต่ยังครอบคลุม และ
คำนึงถึง คุณภาพในการจัดเตรียมเนื้อหาสาระของการสอน และการเลือกใช้วิธีการสอนให้สอดคล้องกับ
เทคโนโลยี เพอ่ื ใหเ้ กิดประโยชนส์ งู สุดตอ่ ผ้เู รยี น

การจัดการเรยี นรู้แบบบรู ณาการภาษาและเนอื้ หา (CLIL)

การเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีบูรณาการเนื้อหาและภาษา (Content and Language
Integrated Learning) เป็นแนวคิดที่จะช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความสามารถทางด้านภาษาดีขึ้น โดยเป็น
แนวคิดในการ จัดการเรียนการสอนที่สนับสนุนใหผ้ ู้สอนใช้ภาษาต่างประเทศเป็นสื่อกลางในการด าเนินการ
เรียนการสอน ซึ่ง ผู้สอนสามารถนำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสาระอื่น และการเรียนภาษาเข้าด้วยกัน ดังนั้นจึง
ส่งผลให้ผเู้ รียน สามารถพฒั นาทกั ษะดา้ นภาษาองั กฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสง่ เสรมิ ใหผ้ ู้สอนและผู้เรียน
สามารถใช้ ภาษาต่างประเทศในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถถ่ายโอนความคิดในรูปแบบของ
ภาษา จากการ นำเน้อื หาจากสาระวิชาอน่ื มาประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ิตประจำวนั เพอื่ เกดิ การบรรลุเป้าหมายของการ
ใช้ ภาษาต่างประเทศในการสื่อสารได้ โดยมีกรอบแนวคิด 4Cs ของแนวทฤษฎีบูรณาการเนื้อหาและภาษา
(CLIL)

คอื
1). เนือ้ หาสาระ (Content) หมายถงึ เนอ้ื หาสาระ (Content Matters) ทจ่ี ะนำมาในการจดั การ

เรยี นรู้ ให้กับผู้เรียนไมใ่ ช่เปน็ เพยี งแค่ผู้เรยี นจะได้ความรแู้ ละทักษะจากเนื้อหาทเี่ รียนเทา่ น้นั แต่ผู้เรียนจะสรา้ ง
ความรู้ ความเข้าใจได้ดว้ ยตนเองและพัฒนาทักษะการเรียนรใู้ นแบบของตนเอง ซงึ่ เนอื้ หาที่ผสู้ อนนำมานั้น
จะต้อง เกยี่ วข้องกับความรแู้ ละการกระบวนการคดิ เพ่ือใหผ้ ู้เรยี นเข้าใจและตีความของเนื้อหาซง่ึ ต้องเป็นการ
วิเคราะห์

2). ทักษะการคดิ (Cognition) หมายถงึ กระบวนการเรียนรแู้ ละทักษะคิด (Learning and
Thinking Process) ที่จะทำให้ผเู้ รยี นเกดิ ความรู้ความเขา้ ใจ ซงึ่ ผ้เู รียนจำเปน็ ต้องมีการวิเคราะหท์ างด้านภาษา
จาก ภาษาท่ีสองมาสภู่ าษาในรปู แบบของตัวเอง

3). การส่ือสารด้านภาษา (Communication) หมายถงึ การเรยี นรู้ และการใช้ภาษา (Language
Learning and Using) ซ่ึงเกี่ยวขอ้ งกบั บรบิ ทและสง่ิ แวดล้อมของผเู้ รียนท่ี เกี่ยวขอ้ งกบั ภาษา และบรบิ ททาง
วฒั นธรรมในสงั คมน้นั การปฏิสัมพนั ธ์ระหว่างการใช้ภาษาต่างประเทศใน บริบทนนั้ ถอื วา่ เป็นปัจจยั สำคญั ใน
การเรียนรู้ทส่ี ง่ เสรมิ ตอ่ ประสิทธภิ าพการเรยี นรูข้ องผู้เรยี นและทักษะการใช้ ภาษาของผู้เรยี น

4). วฒั นธรรม (Culture) หมายถึง การสง่ เสริมให้ผูเ้ รยี นไดเ้ รียนรแู้ ละเขา้ ใจในวัฒนธรรมที่
หลากหลายและกับผอู้ ืน่ (Developing intercultural understanding and Global Citizenship) ซง่ึ เปน็
ปัจจัยหลัก ในการส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนได้เรียนรูค้ วามหลากหลายของวฒั นธรรมและภาษาจากความสำคัญ

การจดั การเรียนรแู้ บบใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (PBL)
การเรยี นรโู้ ดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning ) หมายถงึ การเรยี นรู้ทีจ่ ัด

ประสบการณใ์ นการปฏบิ ตั ิงานใหแ้ ก่ผู้เรยี นเหมอื นกบั การทำงานในชีวิตจริงอยา่ งมรี ะบบ เพ่ือเปิดโอกาสให้
ผู้เรยี นไดม้ ปี ระสบการณต์ รง ได้เรยี นรวู้ ธิ กี ารแกป้ ญั หา วธิ กี ารหาความร้คู วามจรงิ อยา่ งมเี หตุผล ได้ทำการ
ทดลอง ได้พสิ ูจนส์ ิง่ ตา่ ง ๆ ด้วยตนเอง รจู้ กั การวางแผนการทำงาน ฝกึ การเป็นผู้นำ ผูต้ าม ตลอดจนได้ พัฒนา
กระบวนการคดิ โดยเฉพาะการคดิ ขั้นสูง และการประเมนิ ตนเอง โดยมีครเู ป็นผกู้ ระต้นุ เพอื่ นำความสนใจท่เี กิด
จากตัวผูเ้ รยี นมาใช้ในการทำกิจกรรมค้นควา้ หาความรดู้ ้วยตัวเอง นำไปส่กู ารเพ่ิมความร้ทู ่ีได้จาก การลงมือ
ปฏิบตั ิ การฟัง และการสังเกตจากผ้รู ู้ โดยผู้เรยี นมีการเรยี นรูผ้ ่านกระบวนการทำงานเป็นกลุม่ ที่จะนำมาส่กู าร
สรุปความรใู้ หม่ มกี ารเขียนกระบวนการจดั ทำโครงงานและไดผ้ ลการจัดกิจกรรมเป็นผลงาน แบบรูปธรรม
โครงงานท่แี บง่ ตามลกั ษณะกิจกรรม

1) โครงงานเชิงสำรวจ (Survey Project) ลักษณะกิจกรรมคือผเู้ รยี นสำรวจและรวบรวม
ขอ้ มลู แลว้ นำขอ้ มูลเหล่านนั้ มาจำแนกเป็นหมวดหมู่ และน าเสนอในรปู แบบต่าง ๆ เพื่อให้เหน็ ลกั ษณะหรือ
ความสมั พนั ธใ์ นเรอ่ื งทีต่ อ้ งการศกึ ษาไดช้ ดั เจนย่ิงขึ้น

2) โครงงานเชิงการทดลอง (Experiential Project) ข้ันตอนการดำเนินงานของโครงงาน
ประเภทนจี้ ะประกอบด้วยการกำหนดปญั หา การกำหนด จดุ ประสงค์ การตงั้ สมมติฐาน การออกแบบการ
ทดลอง การดำเนนิ การทดลอง การรวบรวมขอ้ มลู การตคี วามหมายขอ้ มลู และการสรุป

3) โครงงานเชงิ พฒั นาสร้างสง่ิ ประดษิ ฐ์ แบบจำลอง (Development Project) เปน็ โครงงาน
เกยี่ วกบั การประยุกตอ์ งคค์ วามรู้ ทฤษฎี หรือหลักการทางวิทยาศาสตรห์ รือศาสตร์ ด้านอืน่ ๆ มาพัฒนา สรา้ ง
สงิ่ ประดษิ ฐ์ เครอื่ งมอื เครือ่ งใช้ อุปกรณ์ แบบจำลอง เพ่อื ประโยชนใ์ ช้สอยต่าง ๆ ซึง่ อาจจะเป็นสิง่ ประดษิ ฐ์
ใหม่ หรือปรับปรงุ เปลย่ี นแปลงของเดมิ ท่ีมอี ยแู่ ลว้ ให้มปี ระสทิ ธภิ าพสงู ข้ึนก็ได้ อาจจะเป็นด้านสังคม หรอื ด้าน
วทิ ยาศาสตร์ หรือการสร้างแบบจำลองเพอ่ื อธบิ ายแนวคดิ ตา่ ง ๆ

4) โครงงานเชิงแนวคดิ ทฤษฎี (Theoretical Project) เป็นโครงงานนำเสนอทฤษฎี หลกั การ
หรอื แนวคดิ ใหม่ ๆ ซึง่ อาจจะอยู่ในรูปของสตู รสมการ หรอื คำอธิบายกไ็ ด้ โดยผูเ้ สนอไดต้ งั้ กติกาหรือข้อตกลง
ขึ้นมาเอง แลว้ นำเสนอทฤษฎี หลกั การหรอื แนวคิด หรือ จินตนาการของตนเองตามกติกาหรือข้อตกลงนน้ั
หรอื อาจจะใชก้ ตกิ าหรือขอ้ ตกลงเดมิ มาอธิบายก็ได้ ผลการอธิบาย อาจจะใหมย่ ังไม่มีใครคดิ มาก่อน หรือ
อาจจะขัดแยง้ กับทฤษฎเี ดมิ หรืออาจจะเป็นการขยายทฤษฎีหรอื แนวคดิ เดมิ กไ็ ดก้ ารทำโครงงานประเภทน้ี
ตอ้ งมกี ารศกึ ษาคน้ ควา้ พื้นฐานความรู้ ในเรื่องน้ันๆ อยา่ งกว้างขวาง

5) โครงงานดา้ นบรกิ ารสังคมและสง่ เสรมิ ความเป็นธรรมในสงั คม (Community Service
and Social Justice Project) เป็นโครงงานทมี่ ่งุ ใหผ้ ู้เรยี นศกึ ษาคน้ ควา้ ประเดน็ ทีเ่ ปน็ ปญั หา ความตอ้ งการใน
ชมุ ชนทอ้ งถิ่นและ ดำเนนิ กจิ กรรมเพ่ือการใหบ้ ริการทางสังคม หรือรว่ มกับชุมชน องคก์ รอ่นื ๆในการแก้ปญั หา
หรอื พฒั นาในเรือ่ ง นนั้ ๆ

6) โครงงานด้านศิลปะและการแสดง (Art and Performance Project) เป็นโครงงานท่มี ุ่ง
ส่งเสริมให้ผู้เรยี นศกึ ษา คน้ คว้า นำความรูท้ ี่ได้จากการเรยี นตามหลกั สตู ร โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ด้านภาษาและ
สงั คม มาต่อยอด สร้างผลงานดา้ นศลิ ปะและการแสดง เช่นงานศลิ ปกรรม ประติมากรรม หนงั สือการต์ นู การ
แตง่ เพลง ดนตรี แสดงคอนเสิรต์ การแสดงละคร การสรา้ งภาพยนตร์สั้น ฯลฯ

7) โครงงานเชงิ บูรณาการการเรยี นรู้ เปน็ โครงงานทม่ี งุ่ สง่ เสริมใหผ้ ู้เรยี นบรู ณาการเชือ่ มโยงความรู้
จากตา่ งสาระการเรียนรู้ตัง้ แต่ สองสาขาวิชาขึ้นไป มาดำเนนิ การแกป้ ญั หา หรอื สรา้ งประเด็นการศกึ ษาค้นคว้า
ทง้ั ในแงม่ ติ เิ ชิงประวตั ิศาสตร์ ทักษะการประกอบอาชพี ขา้ มสาขาวิชา การแกป้ ญั หาสงิ่ แวดล้อม สังคม ทีต่ อ้ ง
นำความรูต้ ่างสาขา มาประยุกต์ใช้การคดิ คน้ สร้างนวตั กรรมจากการบรู ณาการความรู้ ฯลฯ

การจดั การเรียนการเรียนรู้โดยใชช้ ุมชนเป็นฐาน (CBL)
การเรียนรแู้ บบใช้ชุมชนเป็นฐานการเรยี นรู้ Community based learning (CBL) คือ การ

จัดการเรียนรู้โดยใชช้ ุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ เปน็ รูปแบบการจัดการเรยี นรูท้ ่เี นน้ ให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้
จากการไดป้ ฏบิ ัติงานจากสถานการณจ์ ริงของชุมชน community-based learning คอื การเรยี นรจู้ ากชมุ ชน
เช่น การศกึ ษาเรอ่ื งประวัตศิ าสตรว์ ัฒนธรรม การทำมาหากิน หัตถกรรม การศกึ ษาพยาบาลแบบพน้ื บา้ น จาก
บคุ คล และองค์กรในชุมชนนอกเหนอื ไปจากการเรียนในโรงเรียน 8 วตั ถปุ ระสงค์ของการจัดการเรียนรแู้ บบ
ชุมชนเป็นฐาน 1). เพ่ือให้ผู้เรยี นสามารถทำงานไดก้ บั ทกุ ภาคส่วนในสังคม 2). เพอ่ื ใหน้ ักเรียนเกิดการหยง่ั รใู้ น
โลกของความเป็นจริงมากข้ึน เขา้ ใจการปฏิบัตงิ านของบคุ คลที่มี ตอ่ สังคม และการเมอื งมากขึน้ 3). เพ่ือให้
ผูเ้ รยี นมีความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคมมากข้ึน 4).เพ่ือใหผ้ ู้เรยี นสามารถเข้าใจกระบวนการเรยี นรู้ 5). เพือ่ ให้
นกั เรียนไดเ้ รียนรเู้ ก่ยี วกับประเดน็ ปญั หาสังคมที่มคี วามซับซอ้ น เรียนรู้วัฒนธรรมสำหรบั การปฏิบัติงาน และ
สามารถปฏิบตั ิงานได้ 6). เพื่อพฒั นาทักษะทางวิชาชพี ทกั ษะทางสงั คม และความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมให้กับ
นกั เรยี น

9. วิธีดำเนนิ การศกึ ษา
การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) ใช้ศึกษาระดับผลสัมฤทธิ์

ทางการเรียนและเจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ ของนักเรยี นกอ่ นและหลงั เรยี น
9.1 เคร่ืองมอื ท่ใี ช้ในการศกึ ษา
9.1.1 เครอื่ งมือทีใ่ ช้ในการจัดการเรยี นรคู้ อื แผนการจัดการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์สืบเสาะบูรณา

การภาษาองั กฤษเพอื่ การจัดการเรยี นรูส้ าระวิชา (CLIL), การบรู ณาการระหว่างความรู้ด้านเทคโนโลยี ด้านการ
สอน และความรดู้ า้ นเนอ้ื หา (TPACK), การจัดการเรยี นร้โู ดยใช้ชุมชนเปน็ ฐาน (CBL) และการเรียนรแู้ ละการ
จดั การเรยี นรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (PBL) จำนวน 1 แผน เปน็ เวลา 3 ชั่วโมง

9.1.2 เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมลู ไดแ้ ก่ แบบทดสอบ เรอ่ื ง อุณหภูมิ ซ่งึ เป็น
แบบทดสอบปลายเปิด (Open ended question) จำนวน 3 ข้อ และแบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตรซ์ งึ่ เป็น
แบบวัดมาตราสว่ นประมาณค่า (Rating Scale) ของลิเคิร์ททมี่ ีตัวเลอื ก 5 ระดบั ได้แก่ มากที่สดุ มาก ปาน
กลาง น้อยและนอ้ ยที่สุดประกอบดว้ ยขอ้ คำถามจำนวน 20 ขอ้

9.2 การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
9.2.1 ขัน้ เก็บรวบรวมขอ้ มลู กอ่ นการจดั การเรยี นรู้
9.2.1.1 วดั ผลสมั ฤทธิ์ของนกั เรียนกอ่ นการจัดการเรยี นรู้ โดยใช้แบบแบบทดสอบ

เร่อื ง อุณหภมู ิ ใช้เวลา 60 นาที

9.2.1.2 วดั เจตคติทางวิทยาศาสตรข์ องนักเรียน กอ่ นการจดั การเรียนรู้ โดยใช้แบบ
วัดเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตรใ์ ช้เวลา 30 นาที

9.2.2 ข้นั การเก็บรวบรวมขอ้ มูลหลงั การจดั การเรียนรู้
9.2.2.1 วดั ผลสัมฤทธิ์ของนักเรยี นหลังการจดั การเรยี นรู้ โดยใช้แบบแบบทดสอบ

เรอ่ื ง อณุ หภมู ิ ใช้เวลา 60 นาที
9.2.2.2 วัดเจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี นหลงั การจดั การเรยี นรู้ โดยใช้แบบวดั

เจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ใช้เวลา 30 นาที

9.3 การวิเคราะหข์ ้อมูล
9.3.1 สถิตทิ ่ีใช้
9.3.1.1 สถติ เิ ชิงพรรณนา (Description Statistics) สถิตทิ ีใ่ ชไ้ ด้แกค่ ่าความถ่ี

(Frequency) และค่ารอ้ ยละ (Percentage) ค่าคะแนนเฉลยี่ (Mean) และคา่ เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation)

9.3.1.2 สถิติเชงิ อนุมาน (Inferential Statistic) สถติ ทิ ี่ใช้ในการการทดสอบคา่
ความคา่ ความแตกต่าง โดยใช้ Paired-Sample T-Test อยางมนี ัยสาํ คัญทางสถิติทีร่ ะดับ .01

9.3.2 วิเคราะหเ์ จตคติทางวิทยาศาสตร์

9.3.2.1 วเิ คราะหจ์ ากการตอบของนักเรยี นรายบคุ คลจากการตอบแบบวดั
เจตคติทางวิทยาศาสตร์ท้ังก่อนและหลังการจัดการเรียนร้ปู รบั ระดบั พฤติกรรมเป็นการใหค้ ะแนน
ดงั นี้ พฤตกิ รรมในระดบั มากที่สดุ ให้ 5 คะแนน พฤตกิ รรมในระดับมากให้ 4 คะแนน พฤติกรรมใน
ระดับปานกลาง ให้ 3 คะแนน พฤตกิ รรมในระดบั นอ้ ยให้ 2 คะแนน พฤตกิ รรมในระดบั นอ้ ยทส่ี ดุ ให้ 1
คะแนน

9.3.2.2 เปรยี บเทียบคะแนนเฉลีย่ ของเจตคติทางกอ่ นและหลังเรียน โดย
แยกตามดา้ นของเจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ท้ัง 6 ดา้ น โดยวิเคราะห์ด้วยสถติ ิแบบไมใ่ ช่พารามิเตอร์
(Non-parametric statistics) โดยใช้สถิติ Wilcoxon signed rank test โดยกำหนดระดบั นยั สำคัญ
(α) ท่ีระดับ .05 เน่ืองจากขอ้ มูลไมแ่ จกแจงปกติ

9.3.2.3 ศกึ ษาเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรยี นแต่ละด้านใช้สถิติ
คา่ เฉลย่ี และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยแยกตามดา้ นของเจตคติทางวิทยาศาสตร์ นำคะแนนเฉลี่ย
ของเจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ก่อนและหลังเรียนทัง้ 6 ด้าน จำแนกออกเป็นระดบั ตามเกณฑ์ทีต่ ้งั ไว้

10. ผลการศึกษา
1) ผลการเปรียบเทียบจำนวนผู้เรียนทม่ี ีความสามารถในการเรยี นรู้ ต้ังแต่รอ้ ยละ 80 ขน้ึ ไป เกณฑ์

สดั ส่วน 0.5ของผ้เู รยี นทัง้ หมด โดยการการจดั การเรียนรู้คือแผนการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์สืบเสาะบูรณา
การภาษาองั กฤษเพ่อื การจัดการเรียนรสู้ าระวิชา (CLIL), การบูรณาการระหวา่ งความรดู้ า้ นเทคโนโลยี ด้านการ
สอน และความรู้ด้านเน้อื หา (TPACK), การจดั การเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเปน็ ฐาน (CBL) และการเรียนรู้และการ

จัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (PBL) มีจำนวนผู้เรียนทีม่ ีความสามารถในการเรียนรูม้ ีสัดส่วนเท่ากับ
0.853 หรือร้อยละ 85.30 ของผู้เรียนทั้งหมด ซึ่งแตกต่างกับจำนวนที่คาดหวัง หรือเกณฑ์จำนวนร้อยละ 80
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้สืบเสาะแบบบูรณาการ ระหวางก่อนเรียนกบั หลังเรียน
ของผูเ้ รยี นระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 6 ในรายวิชาฟิสกิ ส์เพ่ิมเติม ว30205 หลังเรยี นสงู ข้นึ อยางมีนัยสําคัญทาง
สถิตทิ ่ีระดับ .01

2) นักเรยี นกลุมตัวอยา่ งท่ีได้รับการสอนโดยใชการจัดการเรียนรูแบบบูรณาการภาษาอังกฤษเพอื่
การจดั การเรียนรสู้ าระวิชา (CLIL), การบรู ณาการระหว่างความรู้ด้านเทคโนโลยี ด้านการสอน และความรู้ด้าน
เนื้อหา (TPACK), การจัดการเรียนรู้โดยใชช้ ุมชนเป็นฐาน (CBL) และการเรยี นรู้และการจัดการเรียนรู้แบบใช้
โครงงานเป็นฐาน (PBL) มีเจตคติในการเรียนรูวิทยาศาสตรสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
กลาวคือ นกั เรยี นมเี จตคตใิ นการเรียนรูวทิ ยาศาสตรหลังเรียนเพ่ิมขนึ้ จากกอนเรียน แสดงใหเหน็ วาการจัดการ
เรียนรูแบบสืบเสาะผานบริบทการใชดิจิทัลเทคโนโลยี ช่วยสนับสนุนความสามารถในการอธิบายเชิงวิทยา
ศาสตรและเจตคติในการเรยี นรูวทิ ยาศาสตรของนักเรยี น เรื่อง อุณหภูมิ

11. ข้อเสนอแนะ
11.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวจิ ัยไปใช้
ควรปรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยผสมผสานแนวคิดการเรียนรู้ TPACK CLIL PBL และ

CBL โดยให้มผี เู้ ชย่ี วชาญด้านอืน่ ๆ มาให้คำแนะนำ เชน่ ด้านภาษา ด้านเทคโนโลยี และสาระวิชาท่ีเกี่ยวข้อง
กับแผนการสอนมาให้คำแนะนำเพอ่ื ใหเ้ กิดประสทิ ธิภาพแกผ่ ูเ้ รียน

11.2 ขอ้ เสนอแนะในการศกึ ษาค้นควา้ ตอ่ ไป
11.2.1 ควรมกี ารศกึ ษาวจิ ยั การพฒั นาหลกั สตู ร สถานศกึ ษาตามแนวคิด ควบคู่ กับ

ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน ความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ และทักษะการเรยี นรู้
อ่ืนๆ ที่ต้องการพัฒนา

11.2.2 ควรมีการศกึ ษาและพัฒนาเคร่อื งมือ ทใ่ี ชใ้ นการวัดและประเมินผลให้มีประสิทธิภาพ
มากข้ึน

บรรณานุกรม

กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2551). ตัวช้ีวดั และสาระการเรียนรแู กนกลาง กลุมสาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร
ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: สำนกั วชิ าการและ
มาตรฐานการศกึ ษา สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร.

เจียมจติ แสงสุวรรณ. (2557). รูปแบบการจัดการเรยี นการสอนโดยใชช้ มุ ชนเปน็ ฐานในรายวิชาศึกษา ทว่ั ไป
มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ (Community based Learning Model in general Education
Program, KKU). (Online). (อา้ งเมือ่ 20 กันยายน 2565) ww.ubu.ac.th/web/files_up/
46f2014020510483037.pptx.

นพคุณ แดงบญุ . (2552). การศึกษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวทิ ยาศาสตร และเจตคตใิ นการเรียนรู
วิทยาศาสตรของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที่ 2 ท่ีได้รบั การจัดการเรยี นรูดว้ ยชดุ กจิ กรรม
วทิ ยาศาสตร. สารนพิ นธปรญิ ญาการศกึ ษามหาบัณฑิต สาขาวชิ าการมัธยมศึกษา มหาวทิ ยาลัย
ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.

วธิ ีการสอนภาษาแบบบูรณาการภาษาและเน้ือหา (CLIL). (Online). (อา้ งเมอ่ื 20 กันยายน 2565) :
http://wilailuckjanekrueng.blogspot.com.

ศริ พิ ล แสนบุญสง่ . (2559). การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning). (Online).
อ้างเมือ่ 20 กนั ยายน 2565) : https://www.gotoknow.org/posts/614532

อนุศร หงษ์ขนุ ทด. (2558). ความรใู้ นวิธีการสอนผนวกเทคโนโลยี (Technological Pedagogical
Knowledge: TPK). (Online). (อ้างเมือ่ 20 กนั ยายน 2565) :
http://pitcforteach.blogspot.com/2015/03/tpack-model.html. แมคโกรอาท่ี. (2558).



ภาพตวั อยา่ งผลงานนักเรยี น

ภาพบรรยากาศการจดั การเรียนการสอนนกั เรยี น



1. ช่อื เร่ือง การพัฒนาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนเร่ือง การแบ่งเซลล์ ด้วยกจิ กรรมการลงมือปฏบิ ตั ิบนฐาน
การสืบเสาะทางวทิ ยาศาสตร์

2. โรงเรยี น โพนทองพฒั นาวทิ ยา

3. ผ้ศู กึ ษา นางศิริพร แสนศักด์ิ

4. ท่ีมาและความสำคัญ
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับปรับปรุง 2560 สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ

เทคโนโลยี สาระการเรียนรู้เพิ่มเติม สาระชีววิทยา1 เรื่องการแบ่งเซลล์แบบไมโทซีส เนื้อหาในหนังสือจาก
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาวถึงวัตถุประสงค์ ขั้นตอน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
และผลลัพธิ์ของการแบ่งเซลล์แบบไมโอซีส การที่นักเรียนไม่เข้าใจมโนมติเรื่องการแบ่งเซลล์แบบไมโทซีสอาจ
ส่งผลให้นักเรียนประสบปัญหาการเรียนเนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
เทคโนโลยีชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เป็นต้น มโนมติเรื่องนี้ส่วนใหญ่มีความเป็นนามธรรมสูง
เนื่องจากอยู่ในระดับที่ไม่สามารถมองเห็นได้ ประกอบด้วยหลายขั้นตอนย่อย และมีศัพท์เทคนิคมาก ทำให้
นักเรียนเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการจำลองโครโมโซม ความแตกต่างระหว่างโครมาทิดและ
โครโมโซม โครมาทิน จำนวนชดุ โครโมโซมในแตล่ ะเซลล์ การลำดบั ระยะตา่ งๆ ของการแบง่ เซลล์

การจัดการเรียนรู้ชวี วิทยาท่มี ีประสิทธิภาพต้องใช้กจิ กรรมท่ีเนน้ การลงมือปฏิบัติ การมีปฏิสัมพันธ์เชิงรุก
และการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเริ่มจาก
การเกิดข้อสงสัยและนำไปสู่กระบวนการหาคำตอบ การเก็บข้อมูลเพื่อสร้างเป็นหลักฐานที่เกี่ยวเนื่องกับคำถาม
การสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์จากประจักษ์พยานที่ค้นพบ การเชื่อมโยงคำอธิบายไปยังองค์ความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ที่มีความน่าเชื่อถือ และการนำเสนอเพื่อแสดงเหตุผลโต้แย้งในคำอธิบายที่สร้างขึ้น กิจกรรมการ
เรียนรู้ในลกั ษณะน้ีจะสง่ เสริมใหผ้ ู้เรียนได้ฝึกการสังเกตอย่างแนว่ แน่ ได้ใช้สมาธิอย่างมุ่งมั่นนาการปฏิบัติกิจกรรม
ซึ่งทำให้นักเรยี นเห็นและเข้าใจส่ิงท่ีกำลังเกดิ ข้ึนอย่างช้าๆ และต่อเนอ่ื ง ไดเ้ รียนรอู้ ยา่ งกระตอื รอื ร้น มีเป้าหมาย
ที่แนช่ ดั ในการเรยี น และมกี ารใช้กระบวนการคิดวิเคราะหแ์ ละการคิดเชิงเหตุผลที่นำไปสู่การเกดิ ความเขา้ ใจอย่าง
ถ่องแท้จนนำไปสกู่ ารเกิดความเขา้ ใจท่ีลกึ ซ้งึ ในงานของตนเอง

5. วตั ถุประสงค์
5.1 เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกิจกรรมการลงมือปฏิบัติบนฐานการสืบเสาะ

วิทยาศาสตรเ์ รอ่ื งการแบ่งเซลล์
5.2 เพื่อเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นกอ่ นและหลังเรียนของนักเรียน

6. ขอบเขตการศึกษา
6.1 ขอบเขตเนือ้ หา เรือ่ ง การแบง่ เซลล์
6.2 กลุ่มเป้าหมาย นกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4/1 ปกี ารศึกษา 2565 จำนวน 42 คน
6.3 ตวั แปร
1) ตวั แปรตน้ กจิ กรรมการลงมอื ปฏบิ ัติบนฐานการสบื เสาะทางวทิ ยาศาสตร์
2) ตวั แปรตาม ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
6.4. ระยะเวลาในการศึกษา ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 จำนวน 3 ชั่วโมง

7. นยิ ามศพั ท์เฉพาะ
7.4 การลงมือปฏิบตั ิ
7.2 การสบื เสาะทางวิทยาศาสตร์

8. วิธีการดำเนนิ การศึกษา
8.1 พัฒนากิจกกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ โดยให้มีลักษณะของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ

ทางวิทยาศาสตร์ เวลาในการจัดกิจกรรม 150 นาที และประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาจำนวน
3 ท่าน ปรบั ปรงุ แก้ไข และนำไปใช้กับนกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4/1 จำนวน 42 คน กจิ กรรมประกอบด้วย
5 ข้ันตอน ดงั นี้

คาบที่ 1 คน้ หาขอ้ มลู ทฤษฎเี ร่ืองแบง่ เซลล์
คาบที่ 2 การทดลองเรอ่ื งการแบง่ เซลลข์ องปลายรากหอม โดยแตล่ ะคาบประกอบด้วยขัน้ ตอนดงั นี้

ข้ันที่ 1 นักเรียนจดจ่อกบั คำถามทจี่ ะนำสกู่ ารสบื เสาะ
ขนั้ ที่ 2 นักเรียนเกบ็ ข้อมลู เพอ่ื สร้างเปน็ หลักฐานท่เี กี่ยวเนอ่ื งกับคำถาม
ขั้นที่ 3 นักเรียนสร้างคำอธิบายทางวิทยาศาสตรจ์ ากหลกั ฐานการสบื ค้น
ขน้ั ท่ี 4 นักเรยี นเชอื่ มโยงคำอธิบายไปยังองค์ความรทู้ างวิทยาศาสตร์
ขั้นท่ี 5 นกั เรยี นส่ือสารและโตแ้ ยง้ แสดงเหตุผลสนบั สนุนผลการคน้ พบของตนเอง
8.2 พฒั นาแบบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก แลว้ ประเมินคุณภาพโดยผู้เช่ียวชาญ
ดา้ นการสอนชีววทิ ยาจำนวน 2 ท่าน และด้านการวดั ผลจำนวน 1 ทา่ น ปรบั ปรุงแกไ้ ขตามขอ้ เสนอแนะจนได้
แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีค่า IOC เท่ากับ 1 นำไปทดลองใข้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/11
จำนวน 37 คน เวลาทใี่ ช้ในการทำแบบทดสอบคือ 15 นาที วิเคราะหค์ วามยากงา่ ยและค่าอำนาจจำแนกของ
ข้อสอบ

8.3 นำกิจกรรมและแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนทไ่ี ด้มาตรฐานแลว้ ไปใช้กับนักเรียนกลุ่มตวั อย่าง โดย
มีขัน้ ตอนการเกบ็ ขอ้ มลู ดงั น้ี

1) ทดสอบกอ่ นเรียน
2) จัดการเรยี นร้ตู ามแผนการจัดการเรียนรู้ (150 นาท)ี
3) ทดสอบหลงั เรียน
8.4 วิเคราะห์คะแนนสอบกอ่ นเรียน-หลงั เรียน หาค่าเฉล่ยี รอ้ ยละ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐา
8.5 หาค่า E1/E2 จากคะแนนระหว่างเรียนและคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนและเทียบกับ
เกณฑม์ าตรฐาน 80/80
8.6 หาค่า E.I. จากคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และเทียบกับเกณฑ์
มาตรฐาน 0.5
8.7 วิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบ่งผลการเรียนออกเป็น 8 ระดับ ตามเกณฑ์
หลักสูตรการศกึ ษาขน้ั ฐาน
8.8 เปรียบเทียบความแตกต่างทางสถิติของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่
ระดบั นัยสำคัญ 0.05

9. ผลการศึกษา
9.1 แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการแบ่งเซลล์แบบไมโทซีส มีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) และค่าดัชนี

ประสทิ ธิผล (E.I.) เทา่ กับ 85.61/87.18 และ 0.7241 ตามลำดบั
9.2 คะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โดยรวม พบว่า

คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากบั 10.38 สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.75 คดิ เป็นร้อยละ 51.90 คะแนน
เฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 19.10 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.01 คิดเป็นร้อยละ 95.47 ผลต่างของ
คะแนนเฉลี่ยกอ่ นเรียนและหลังเรียน เท่ากบั 8.72 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.74 คดิ เป็นรอ้ ยละ 43.57

10. อา้ งอิง
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์

(ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2551. กรุงเทพ:
โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
ฉัตรมงคล สปี ระสงค์, ธิตมิ า ประคองทรัพย์, วญิ ญู ภักด.ี (2564). การพฒั นามโนทัศนท์ างวทิ ยาศาสตร์เรื่อง
การแบง่ เซลล์. วารสารศลิ ปากรศกึ ษาศาสตร์วิจยั ปีท่ี 13 ฉบับที่ 1.

แผนการจดั การเรยี นรู้ เพ่ือการพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
เรื่อง การแบง่ เซลล์ ด้วยกิจกรรมการลงมือปฏิบตั ิบนฐานการสบื เสาะทางวิทยาศาสตร์

รายวิชาชีววิทยา1 รหสั วชิ า ว30241 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 เวลา 3 คาบ

จดุ ประสงค์การเรียนรู้ A : ใฝเ่ รียนรู้ มงุ่ ม่นั ในการทำงาน
K : การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซีส P : ทักษะปฏบิ ัตทิ างวิทยาศาสตร์

กิจกรรมการเรียนรู้ ค้นหาขอ้ มลู ทฤษฎีเรือ่ งการแบง่ เซลล์

คาบท่ี ขนั้ ท่ี 1 จดจอ่ กบั คำถามท่ี 1) นักเรียนดูวิดีทัศน์เรื่อง การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และการงอก
1 นำสูก่ ารสบื เสาะ(10 นาที) ของเมล็ดพืช ส่งคำถามเกี่ยวกบั จำนวนโครโมโซมที่ได้รับจากพ่อแม่ เมื่อเป็น
ทารกและเจรญิ เตบิ โตขึ้น จำนวนโครโมโซม เปล่ียนแปลงไปหรอื ไม่
ขั้นที่ 2 เก็บข้อมูลเพอ่ื สร้างเป็นหลักฐานที่ 2) ให้นักเรียนดูคาริโอไทป์ของมนุษย์และพืช และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ
เกยี่ วเนือ่ งกบั คำถาม (20 นาที) จำนวนชดุ โครโมโซมของส่ิงมชี ีวติ แบบใดเรยี ก n 2n 3n หรือ 4n

ขั้นที่ 3 สร้างคำอธิบาย ทางวทิ ยาศาสตร์ 1) นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน แต่ละกลุ่มรับภาพระยะต่างๆของการ
จากหลักฐานการสบื คน้ (5 นาที) แบ่งเซลลแ์ บบไมโทซีส ให้นักเรียนชว่ ยกันจัดเรียงลำดับเหตุการณ์ตามลำดับ
กอ่ นหลงั แลว้ นำไปแปะในใบกิจกรรม เมื่อเรยี งถกู แลว้ นักเรียนแต่ละกลุม่ จะ
นกั เรยี นช่วยกันตอบคำถามลงในใบกจิ กรรม ได้รบั ชือ่ ระยะตา่ งๆ ใหต้ รงกบั ภาพ
2) นักเรียนแต่ละกลุ่มได้รับใบกิจกรรมเกี่ยวกับคำอธิบายเหตุการณ์สำคัญใน
ขั้นที่ 4 นักเรียนเชื่อมโยงคำอธิบายไปยังองค์ ระยะต่างๆ ของการแบ่งแบบไมโทซีส จากนั้นจึงสรุปเป็นภาพวาดและ
ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ (5 นาท)ี คำอธบิ ายส้นั ๆ

ข้นั ที่ 5 นกั เรียนสือ่ สารและโต้แย้งแสดงเหตุผล นกั เรียนชว่ ยกันตรวจความถกู ต้องของภาพและใบงานเทียบกับใบความรู้
สนบั สนุนผลการค้นพบของตนเอง (10 นาที)
ครสู ุม่ กลุ่มตวั อยา่ ง 1 กลุ่ม ให้นำเสนอผลงานหน้าช้นั เรยี น
นกั เรียนในหอ้ งชว่ ยกนั สรุป

คาบท่ี การทดลองเร่ืองการแบ่งเซลล์ของปลายรากหอม
2-3
ขั้นท่ี 2 ทำการทดลองการ ขั้นที่ 3 นักเรียนใน ขนั้ ที่ 4 นกั เรยี น ขัน้ ท่ี 5 ครสู ุ่ม
ขั้นท่ี 1 ทบทวน แบง่ เซลล์ของปลายราก กลุ่มช่วยตอบ ช่วยกันตรวจคำตอบ ถามคำถาม
ความรู้เรือ่ งการแบ่ง หอม และชว่ ยกนั นำภาพ คำถามจากการ จากใบกิจกรรมและ ครอบคลมุ ทกุ
เซลล์แบบไมโทซสี จากการทดลองมาเทยี บกบั ทดลอง (15 นาท)ี การทดลองจรงิ ใน ประเดน็
(10 นาท)ี กจิ กรรมการท่ีทำในชัว่ โมง ห้องปฏิบัตกิ าร (10 นาที)
ที่แล้ว (50 นาที) (15 นาท)ี

ผลงานที่เกดิ จากการลงมือปฏิบตั ิของนกั เรยี น

นางสาวพรพิมล ทิพยร์ ักษ์ เลขท่ี 28 ม.4/1

น.ส.ภิญญดา พลเย่ียม เลขท่ี 30ม.4/1

นางสาวพมิ พณ์ ัฐชา ทิพอาจ เลขท่ี 29 ม.4/1 นางสาวเนตรา คงเมือง เลขท่ี 21 ม.4/1

ภาพประกอบกิจกรรมการทดลองเรื่อง การแบง่ เซลล์

คะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4/1

กอ่ นเรยี นและหลงั เรียนด้วยกิจกรรมการ ลงมือปฏบิ ตั ิบนฐานการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์

เลขท่ี ชื่อ-สกลุ คะแนน

ก่อนเรียน หลงั เรยี น

1 นายกฤษณลกั ษณ์ ศรสี ุวรรณ 12 20

2 นายจริ วชิ ญ์ บุตรพรม 7 18

3 นายธนชัย กมุ ผนั 13 20

4 นายธติ ิชัย ชุมแวงวาปี 12 20

5 นายบุรนิ ทร์ เวียงสมิ า 9 18

6 นายประภาวนิ พระสว่าง 13 20

7 นายปุญญพฒั น์ ไมตรแี พน 8 18

8 นายพิพัฒนกร กงิ่ เมอื ง 10 20

9 นายเมธสั คำควร 9 19

10 นายรัชชานนท์ เดชรักษา 13 20

11 นายรฐั ภมู ิ คำศรเี มือง 14 20

12 นายวชั รพล กล่อมกลู 12 18

13 นายเอกศรณั ย์ จิระกร 10 18

14 นางสาวกมลชนก แสงกล้า 10 20

15 นางสาวขวัญธิดา ต๊ะแก้ว 11 20

16 นางสาวชนาภา ลาดหนองขนุ่ 11 20

17 นางสาวชญั ญานชุ แหลมฉลาด 12 20

18 นางสาวณัฐฐธดิ า พนั สวสั ดิ์ 12 20

19 นางสาวณฐั สดุ า นาคพันธ์ุ 13 20

20 นางสาวธรรญพร สีหาวัฒน์ 9 18

21 นางสาวเนตรา คงเมอื ง 8 17

22 นางสาวปทติ ตา ไชยสาร 10 20

23 นางสวประภสั สร พลเย่ยี ม 9 19

24 นางสาวประกายดาว สนี าหอม 10 20

25 นางสาวปริยาภัทร แสงคำ 11 20

26 นางสาวปิยะฉัตร ศรพี าวรรณ์ 12 20

27 นางสาวพรชนก แวงวรรณ 12 18

28 นางสาวพรพมิ ล ททิ รกั ษ์ 11 19

29 นางสาวพมิ พณ์ ัฐชา ทพิ อาจ 9 19

เลขที่ ชอ่ื -สกลุ คะแนน

30 นางสาวภญิ ญดา พลเย่ียม กอ่ นเรยี น หลังเรยี น
31 นางสาวธญั ญา ใตเ้ มอื งปาก 8 17
32 นางสาววนิชญา สพรรณา 10 18
33 นางสาววรภรณ์ กล่ินชู 11 19
34 นางสาววริ ิญาวรรณ ตาลเอ่ยี ม 9 20
35 นางสาวศศพิ ร วฒั นโยธนิ 8 18
36 นางสาวศพุ ิชญาวดี ดชี ัย 7 19
37 นางสาวสกุ ัญญา คำระปดั 10 19
38 นางสาวสดุ ารัตน์ โพธกิ ะ 11 19
39 นางสาวสุทธดิ า โฮมแพน 12 20
40 นางสาวสภุ ัชญา ชมุ นมุ 9 17
41 นางสาวอภญิ ญา เสารว์ งค์ 9 18
42 นางสาวอารีรตั น์ ทิพย์ประเสริฐ 10 20
10 19
รวม 436 802
19.10
X 10.38 1.01
1.75 95.47
S.D. 51.90
รอ้ ยละ

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
เรื่อง การแบง่ เซลล์ ดว้ ยกจิ กรรมการลงมือปฏิบตั ิบนฐานการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์

รายวชิ าชีววิทยา1 รหัสวิชา ว30241 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4

คำชี้แจง 1. ข้อสอบ 20 ข้อ 20 คะแนน
2. ห้ามทำข้อสอบกอ่ นทจี่ ะไดร้ บั อนญุ าตจากกรรมการคุมสอบ
3. หา้ มทำเครอ่ื งหมายใด ๆ ลงในกระดาษคำถามยกเวน้ ได้รับอนุญาตจากกรรมการคุมสอบ
4. หา้ มนำข้อสอบออกจากห้องสอบ

คำสง่ั ให้ทำเครื่องหมายกากบาท (x) ลงในกระดาษคำตอบข้อท่ีถกู ต้องทส่ี ดุ เพยี งขอ้ เดียว

1. การแบง่ เซลล์แบบไมโทซิส ไดเ้ ซลล์ใหม่กีเ่ ซลล์และมีจำนวนชดุ โครโมโซมเทา่ ใด

ก. 2 เซลล์ โครโมโซม n ข. 2 เซลล์ โครโมโซม 2n

ค. 4 เซลล์ โครโมโซม n ง. 4 เซลล์ โครโมโซม 2n

2. การแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซิส เซลลใ์ หมท่ ่ไี ดม้ ลี ักษณะเป็นอยา่ งไร

ก. 1 เซลล์ เหมือนเดิมทุกประการ

ข. 2 เซลล์ เหมือนเดมิ ทุกประการ

ค. 3 เซลล์ มจี ำนวนโครโมโซมลดลง ครึง่ หนึ่งของเซลล์เดิม

ง. 4 เซลล์ มีจำนวนโครโมโซมลดลงคร่ึงหนึ่งของเซลลเ์ ดิม

3. การแบง่ เซลล์แบบไมโทซิส แตกต่างจากไมโอซิสอย่างไร

ก. ไมโทซสิ ใชเ้ วลานานกวา่ ไมโอซิส

ข. ไมโทซิสเป็นการสร้างเซลล์สบื พนั ธุ์ ไมโอซิสสร้างเซลลร์ ่างกาย

ค. ไมโทซสิ ได้เซลลใ์ หม่ 4 เซลล์ ไมโอซสิ ได้เซลลใ์ หม่ 2 เซลล์

ง. ไมโทซสิ ไม่มกี ารไซแนปซสิ และครอสซิงโอเวอรแ์ ตไ่ มโอซิสมี

4.. ขณะทีเ่ ซลล์แบง่ ตัว ระยะใดจะเห็นโครโมโซมชดั เจนทสี่ ุด

ก. interphase ข. prophase

ค. Metaphase ง. Anaphase

5. จากรปู คอื การแบ่งเซลล์ระยะใด ข. prophase
ง. Telophase
ก. interphase
ค. metaphase ข. prophase
6. จากรปู คือการแบ่งเซลล์ระยะใด ง. telophase

ก. metaphase ข. prophase
ค. anaphase ง. telophase
7. จากรปู คือการแบ่งเซลล์ระยะใด

ก. metaphase
ค. anaphase
จากภาพจงตอบคำถามข้อ 8-12

8. ภาพนี้เปน็ การแบ่งเซลลแ์ บบใด

ก. ไมโอซิ ข. ไมโทซสิ

ค. แบง่ ไซโทรพลาสซึม ง. แบง่ นวิ เคลยี ส

9. หมายเลขใดเปน็ ระยะ Metaphase II

ก. 3 ข. 4

ค. 6 ง. 7

10. หมายเลข 8 มีจำนวนชดุ โครโมโซมเท่าไหร่

ก. n ข. 2n

ค. 3n ง. 4n

11. หมายเลข 10 มีจำนวนชุดโครโมโซมเท่าไหร่

ก. n ข. 2n

ค. 3n ง. 4n

12. หมายเลขใด เปน็ ระยะที่ทำใหเ้ กิดการแลกเปลีย่ นชน้ิ ส่วนของโครโมโซมคเู่ หมือน

ก. 2 ข. 3

ค. 4 ง. 5

จากภาพจงตอบคำถามข้อ 13-14

13. จากภาพเป็นการแบ่งเซลล์แบบใด ข. ไมโอซีส II
ก. ไมโอซสี I ง. ไมโทซสี
ค. ไมโทซสี I
ข. anaphase, telophase
14. จากภาพมีการแบ่งเซลลใ์ นระยะใดบา้ ง ง. metaphase I, anaphase II
ก. prophase, metaphase
ค. prophase I, anaphase I

15. ระยะจากภาพจะมจี ำนวนชดุ โครโมโซมเป็นเทา่ ใด

ก. n ข. 2n

ค. 3n ง. 4n

16. การแลกเปลีย่ นชน้ิ ส่วนของโครโมโซม ที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรมเป็นผลมาจากการแบง่ เซลล์

ในระยะใด

ก. prophase I ข. prophase II

ค. metaphase I ง. anaphase II

17. ในกระบวนการแบ่งเซลล์ แบบไมโทซสิ ถ้าไม่มีการแบ่งไซโทรพลาซึม ผลจะเป็นอย่างไร

ก. ไมม่ ีการสร้างเย่อื ห้มุ นิวเคลยี ส

ข. ไม่มกี ารจำลองตวั เองของ DNA

ค. แตล่ ะเซลลจ์ ะมีนวิ เคลียสหลายอนั

ง. จำนวนโครโมโซมจะเพ่ิมเป็น 2 เท่า

18. ขณะเซลลแ์ บ่งตัวแบบไมโทซสิ จะเกิดเสน้ ใยสปินเดิลข้ึนโดยยึดติดกับส่วนใดในข้อต่อไปนี้

ก. นวิ เคลยี ส

ข. ไคนีโทคอร์

ค. เยือ่ หมุ้ เซลล์

ง. ผนังเซลล์

19. ระยะทโี่ ครโมโซม หดตวั สนั้ เข้าจนเห็นว่า 1 โครโมโซม ประกอบด้วยขอ้ ใด

ก. 2 เซนโทรเมยี ร์

ข. 2 โครมาทดิ

ค. 2 เซนตรโิ อล

ง. 2 ไคนีโตคอร์

20. การแบง่ เซลล์หมายถงึ ข้อใด

ก. แบง่ นิวเคลียส

ข. แบ่งไซโทรพลาซึม

ค. แบ่งนิวเคลยี สและไซโทรพลาซึม

ง. แบง่ ผนงั เซลล์

แผนการจัดการเรียนรู้ Active learning

รายวิชา วิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน รหัสวิชา ว23101 ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3
แผนการจดั การเรยี นรู้ เร่อื ง โครโมโซม เวลา 2 โมง

ตวั ชว้ี ดั ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น
ความสามารถในการส่อื สาร
ว ๑.๓ ม.๓/๑ อธิบายความสมั พันธร์ ะหวา่ ง ยนี ดีเอ็นเอ และ ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์
โครโมโซม โดยใช้แบบจาลอง ความสามารถในการแกป้ ัญหา

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ชนิ้ งาน
๑. อธบิ ายรปู ร่างและลักษณะโครโมโซมของสิ่งมีชีวติ ได้ (K) -ใบกิจกรรม เร่ือง โครโมโซม
๒. ทากิจกรรมการทดลองตามขน้ั ตอนและสรปุ ผลการทดลองได้ (P)
๓. มีส่วนร่วมในการเรยี นรแู้ ละเขา้ ช้ันเรียนตรงเวลา (A) การวดั และประเมินผล
- ตรวจใบกจิ กรรม
สาระสาคญั - สงั เกตพฤตกิ รรม
- นักเรียนศึกษาเรอื่ ง โครโมโซม โดยให้นกั เรยี นเรียนรู้ผา่ น
กจิ กรรมการทดลองเก่ียวกับ โครโมโซมในเซลล์ปลายราก
หอม เพอ่ื เสรมิ สรา้ งให้ผู้เรยี นเขา้ ใจกระบวนการและ
ความสาคญั ของโครโมโซม

กจิ กรรม Active learning สอ่ื และแหลง่ เรียนรู้
ขนั้ นา ๑. ใบกิจกรรม เร่ือง โครโมโซม
๒. อุปกรณ์การทดลอง
๑.ครูกระตุน้ ความสนใจของนักเรยี น เพ่ือนาเขา้ สูบ่ ทเรียน เร่ือง โครโมโซม โดยมี ๓. กลอ้ งจลุ ทรรศน์
การตงั้ คาถามดงั นี้
- นักเรยี นคิดวา่ โครงสรา้ งใดของเซลลท์ ี่ทาหน้าทใี่ นการถา่ ยทอดลกั ษณะทาง
พนั ธุกรรม (แนวคาตอบ โครโมโซม)
- นักเรยี นคิดว่าโครโมโซมของสิง่ มชี วี ิตตา่ งๆ มีจานวนเท่ากันหรือไม่
(แนวคาตอบ เปิดโอกาสใหน้ ักเรียน ไดอ้ ภิปรายและแสดงความคดิ เห็นอย่างอสิ ระ)

ขน้ั สอน

๒.ใหน้ ักเรียนแบ่งกลุ่ม ๔-๕ คน ให้ตวั แทนแตล่ ะกลุ่มออกมารับใบกิจกรรมเรอื่ ง
โครโมโซม
๓.นกั เรียนศึกษาใบกจิ กรรมเรอื่ ง โครโมโซม เพอ่ื ศึกษาวธิ กี ารทดลองและขอ้ ปฏบิ ัติ
ในการทาการทดลองศึกษาโครโมโซม จากเซลล์ปลายรากหอม เม่อื เตรยี มสไลด์
เรียบร้อยแล้วนกั เรยี นนาไปส่องดดู ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ แลว้ บนั ทกึ ผลการทดลอง
และตอบคาถามในใบกจิ กรรม
๔.นักเรียนออกมานาเสนอผลการทดลองหนา้ ช้ันเรยี น

ขนั้ สรปุ

๕.นกั เรยี นและครรู ว่ มกันสรปุ ผลการทดลอง จนได้ข้อสรุปดังนี้ โครโมโซมมี
ลกั ษณะเป็นเสน้ บางๆพนั กนั อยภู่ ายในนิวเคลยี สโครโมโซมจะขดตวั เพ่ิมขนึ้
ขณะท่เี ซลลม์ กี ารแบง่ ตวั และโครโมโซมมขี นาดตา่ งกนั และรปู รา่ งของโครโมโซม

แตกตา่ งกนั ดว้ ย การจาแนกรปู รา่ งของ โครโมโซมใช้ตาแหน่งของเซนโทรเมียร์ใน
การแบ่งรูปรา่ ง และลกั ษณะของโครโมโซม



1. ช่อื เรอ่ื ง การพฒั นาแผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้โดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน (PBL)

เรอื่ ง ปัญหาเศรษฐกิจในชมุ ชน รายวชิ าสงั คมศึกษา ส32102 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 5

2. โรงเรียน โพนทองพัฒนาวิทยา

3. ผูศ้ กึ ษา นางสาวจรยิ า โคตะ

4. ความเปน็ มา

สภาพการจดั การเรยี นการสอนในอดตี ท่ีผา่ นมาได้ประสบปญั หามาก โดยเฉพาะเนื้อหาตา่ ง ๆ พบวา่
เนอ้ื หาค่อนขา้ งยาก ครูจัดการเรยี นการสอนในลกั ษณะที่ครมู บี ทบาทเป็นผูถ้ า่ ยทอดความรู้ นักเรียนเปน็ ผนู้ ่ัง
ฟัง นกั เรียนไม่มสี ่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ สว่ นมากนกั เรยี นเรยี นด้วยการท่องจาเนอื้ หาตามหนงั สือ
จดตามหนงั สือ และขาดสอื่ การเรียนการสอนทนี่ ่าสนใจ สง่ ผลใหน้ ักเรยี นเบ่ือหนา่ ยและไม่สนใจเรยี น และมี
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นต่า การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้จงึ ไมป่ ระสบผลสาเร็จเทา่ ท่ีควร (สานกั งาน
คณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ. 2555 : 5-6) ซ่ึงคล้องกับงานวิจยั ของประดบั ศิลป์ ชากานนั (2558 : 271)
พบว่าในการจดั การเรยี นร้โู ดยทว่ั ไป เรามักจะไม่ใหค้ วามสนใจเกี่ยวกับความสมั พนั ธ์และปฏสิ มั พันธ์ระหวา่ ง
ผ้เู รยี น สว่ นใหญเ่ รามกั จะม่งุ ไปทปี่ ฏิสัมพันธ์ระหวา่ งครูกับผเู้ รียนหรือระหว่างผู้เรยี นกบั บทเรยี น ความสัมพันธ์
ระหวา่ งผเู้ รยี นเป็นมติ ทิ ่ีมักจะถกู ละเลยหรือมองข้ามไป

ในปีการศึกษา 2565 ขา้ พเจ้าได้รบั มอบหมายให้ทาหน้าทกี่ ารสอนในรายวชิ าสงั คมศกึ ษา ชนั้
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 พบวา่ นักเรยี นมพี ฤตกิ รรมการเรยี นท่ีคอ่ นข้างมสี มาธสิ ัน้ ตดิ โทรศัพท์มือถอื อาจจะเป็นผล
จากการเรยี นออนไลน์เปน็ ระยะเวลานาน ทาใหไ้ ม่มีสมาธจิ ดจอ่ อยกู่ ับการเรยี น ผวู้ จิ ยั ได้พยายามศกึ ษาและหา
แนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ี โดยไดใ้ หค้ วามสนใจและมีแนวคิดว่าการสอนรายวชิ า สังคมศึกษา 3 (ส 32102)
ที่ยดึ ผู้เรียนเปน็ สาคัญเนน้ กระบวนการเรียนรแู้ บบบรู ณาการ โดยใช้รปู แบบการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน
(Problem–based Learning : PBL) คอื รูปแบบการจดั การเรยี นรู้ โดยใช้ปญั หาทีใ่ กล้ตัวและพบเจอใน
ชีวิตประจาวนั เปน็ ตวั นาหรอื เป็นฐานในการจดั การเรยี นรู้ เพื่อนามาสูก่ ารนาความรไู้ ปประยุกตใ์ ชเ้ พอื่ จดั การ
กบั ปัญหาดังกลา่ ว ซึ่งการจดั การเรยี นรูร้ ปู แบบนีแ้ ตกตา่ งจากระบบเดิม ท่ใี ช้ความรูเ้ ปน็ ตัวนา คอื ครูเปน็ ผู้สอน
ความรูใ้ หผ้ ู้เรียนจดจา แล้วจงึ ยกตัวอย่างขนึ้ มาประกอบ มุง่ เนน้ ใหน้ ักเรียนทม่ี รี ะดบั ผลการเรียนเฉลี่ยสงู มีส่วน
ชว่ ยเหลือนักเรียนทีม่ รี ะดบั ผลการเรียนเฉลย่ี ต่าจะเป็นทางออกที่ดี สอดคลอ้ งกับงานวจิ ยั ของ จริยา เกตุเกลี้ยง
(2559 : 8) ที่พบว่า การสอนแบบรูปแบบการสอนแบบใช้ปญั หาเปน็ ฐานทาใหผ้ ู้เรียนมีผลสมั ฤทธิ์ที่สงู ข้ึน
เนือ่ งจากการจัดการเรยี นรู้รปู แบบการสอนแบบใชป้ ัญหาเป็นฐาน นอกจากช่วยใหผ้ ลสมั ฤทธ์ินกั เรยี นดขี ้นึ แล้ว
ยังชว่ ยลดการซ้าซอ้ นของเนอ้ื หาวิชา ลดจานวนเวลาเรยี น รวมทง้ั เพ่ือพฒั นา และส่งเสรมิ ใหน้ กั เรียนได้ฝกึ

ทักษะการคดิ การแกป้ ัญหาดว้ ยตวั เอง มีสว่ นร่วมในการเรยี นการสอน ได้ฝกึ และพฒั นาทักษะในหลายด้านไป
พร้อมกัน ผู้ศึกษาได้นาแนวคดิ นี้มาพฒั นารูปแบบการสอนวชิ าสังคมศึกษา 3 เร่อื ง ปัญหาเศรษฐกิจในชมุ ชน
ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 5 เพอื่ การเรียนรู้ท่เี นน้ ผ้เู รียนเปน็ สาคัญ นกั เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีซึ่งเป็นทักษะที่สาคัญ
ในศตวรรษท่ี 21 ได้ นอกจากนย้ี งั ใชร้ ปู แบบการสอนอื่น ๆ มาบูรณาการจดั การเรยี นรูโ้ ดยใช้ชุมชนเป็นฐาน
การเรยี นรู้ (CBL) และการจดั การเรียนรแู้ บบใช้โครงงานเปน็ ฐาน (PBL) เพ่ือฝกึ ใหน้ กั เรยี นไดท้ างานด้วยความ
สนใจลงมือปฏบิ ัตจิ ริง วางแผนในการแกป้ ัญหาและค้นพบการแก้ปัญหาการเรียนได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ

5. วตั ถุประสงค์

1. เพอื่ หาประสทิ ธิภาพของแผนการเรียนรู้สาระสงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม เรื่อง ปัญหา
เศรษฐกิจในชุมชน ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบใช้ปญั หาเปน็ ฐาน ตามเกณฑ์ 80/80

2. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มตี ่อการจดั การเรยี นรู้เรอ่ื ง ปัญหาเศรษฐกิจในชมุ ชน ช้ัน
มัธยมศึกษาปที ี่ 5 โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบใช้ปญั หาเปน็ ฐาน

6. ขอบเขตการศกึ ษา

6.1 เนอ้ื หา นวัตกรรมในการจดั การเรียนรโู้ ดยใช้รปู แบบการสอนแบบใชป้ ัญหาเป็นฐาน
(Problem–based Learning : PBL)

6.2 กล่มุ เป้าหมาย นักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5/1 ทเ่ี รยี นรายวชิ าสังคมศึกษา ส32102
ปีการศึกษา 2565 จานวน 44 คน

6.3 ตัวแปร
6.3.1 ตวั แปรต้น การจดั การเรียนรูโ้ ดยใชร้ ปู แบบการสอนแบบใช้ปญั หาเปน็ ฐาน

(Problem–based Learning : PBL)
6.3.2 ตัวแปรตาม
- ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
- ความพงึ พอใจของนักเรยี นทม่ี ตี ่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรยี นร้โู ดยใช้

รปู แบบการสอนแบบใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem–based Learning : PBL)
6.4 ระยะเวลา ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 จานวน 3 ช่ัวโมง

7. นยิ ามศัพท์เฉพาะ
7.1 นวัตกรรม หมายถงึ ความคิดหรือสิง่ ท่สี ร้างขึ้นมาใหมห่ รือเปลย่ี นแปลงปรบั ปรงุ จากเดิมเพอื่

แกป้ ญั หาบางอยา่ ง
7.2 การจดั การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem–based Learning : PBL) คือรปู แบบการ

จัดการเรยี นรู้ โดยใช้ปญั หาท่ีใกล้ตวั และพบเจอในชวี ิตประจาวนั เป็นตวั นาหรอื เปน็ ฐานในการจัดการเรยี นรู้
เพอ่ื นามาสู่การนาความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ช้เพอื่ จัดการกบั ปัญหาดงั กล่าว ซ่ึงการจดั การเรยี นรู้รปู แบบนแ้ี ตกตา่ ง
จากระบบเดิม ทใี่ ช้ความรูเ้ ปน็ ตวั นา คือครเู ป็นผสู้ อนความรใู้ ห้ผู้เรยี นจดจา แล้วจึงยกตวั อยา่ งขึน้ มาประกอบ

7.3 การจดั การเรียนการสอนโดยใช้ชุมชนเปน็ ฐาน (CBL) เป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนทเ่ี น้น
ให้ผเู้ รียนไดเ้ กดิ การเรียนรูจ้ ากการไดป้ ฏิบตั ิงานจากสถานการณ์จริงของชุมชน เชน่ การไปศึกษาเรื่อง
ประวัติศาสตร์ วฒั นธรรม การทามาหากิน หัตถกรรม การศึกษาองค์กรในชมุ ชนนอกเหนือไปจากการเรยี นใน
โรงเรียน
8. เอกสารทเี่ กีย่ วขอ้ ง

1. แนวคิดการจดั การเรยี นรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน เมื่อดจู ากคาศพั ท์ Problem–based Learning
ก็คอื วิธกี ารเรยี นรู้วิธีหนงึ่ ทมี่ ีรูปแบบการเรียนรู้ โดยการนาปัญหามาเป็นตัวกระตนุ้ ให้ผูเ้ รียนเกิดการเรยี นรู้
การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem-based learning หรือ PBL) เปน็ รปู แบบการเรียนรูท้ ่ีเกิดข้นึ จาก
แนวคิดตามทฤษฎกี ารเรียนรู้แบบสรา้ งสรรคน์ ิยม (Constructivism) โดยใหผ้ ู้เรียนสรา้ งความรใู้ หม่ จากการใช้
ปัญหาทีเ่ กดิ ขน้ึ จริงในโลกเป็นบริบทของการเรียนร(ู้ Learning Context) เพอ่ื ให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการคดิ
วิเคราะหแ์ ละคดิ แก้ปญั หา รวมทั้งได้ความรตู้ ามศาสตร์ในสาขาวชิ าที่ตนศึกษา ไปพรอ้ มกนั ดว้ ย การเรียนรู้โดย
ใชป้ ัญหาเป็นฐานจงึ เปน็ ผลมาจากกระบวนการทางานทตี่ อ้ งอาศัยความเข้าใจและการแกไ้ ขปญั หาเป็นหลัก ถ้า
มองในแงข่ องยทุ ธศาสตร์การสอน PBL เปน็ เทคนคิ การสอน ท่ีส่งเสริมให้ผเู้ รยี นไดล้ งมือปฏบิ ตั ิด้วยตนเอง
เผชิญหน้ากบั ปัญหาด้วยตนเอง จะทาให้ผูเ้ รียนได้ฝึกทักษะในการคดิ หลายรปู แบบ เช่น การคดิ วิจารณญาณ
คดิ วเิ คราะห์ การคดิ สังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ การเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเป็นฐาน (PBL) และการเรียนรู้
เพอื่ การแกป้ ญั หา (problem solving learning) ต่างกันอย่างไร ความแตกต่างทีช่ ัดเจนคอื การเรยี นรูโ้ ดยใช้
ปัญหาเป็นฐานจะเนน้ ทกี่ ารกาหนดส่ิงทีจ่ ะเรียนรแู้ ละกระบวนการคน้ ควา้ หาความร้ใู หม่เพอ่ื อธิบายปญั หาทพี่ บ
ส่วนการเรยี นรู้เพ่ือแกป้ ัญหาจะเน้นทีก่ ารประยกุ ตใ์ ช้ความรทู้ ่ีมีอยู่และตดั สนิ ใจทางเลอื กทเ่ี หมาะสมสารบั การ
แกป้ ญั หานนั้ ๆ จะเห็นว่าการเรยี นรูท้ ัง้ สองแบบไมใ่ ชเ่ ป็นสง่ิ เดยี วกัน แต่จะมคี วามสมั พนั ธ์กนั และเป็น
กระบวนการท่ตี อ่ เนื่องกนั

ลักษณะสาคญั ของการเรียนร้แู บบ PBL
รูปแบบของการจดั การเรียนรูแ้ บบการใชป้ ัญหาเป็นฐาน หรือ PBL มลี ักษณะสาคญั ดงั น้ี

1. ให้ผู้เรียนเปน็ ศนู ยก์ ลางของการเรยี นรอู้ ย่างแทจ้ รงิ (student-centered learning)
2. จดั ผู้เรียนเปน็ กล่มุ ยอ่ ย ๆ ใหม้ ีจานวนกลุ่มละประมาณ 5–8 คน
3. ผ้สู อนทาหน้าท่ี เป็นผ้อู านวยความสะดวก (facilitator) หรอื ผใู้ หค้ าแนะนา (guide)
4. ใชป้ ัญหาเปน็ ตัวกระตุ้น (สง่ิ เรา้ ) ให้เกิดการเรยี นรู้
5. ลักษณะของปัญหาทน่ี ามาใช้ ต้องมลี กั ษณะคลุมเครอื ไมช่ ดั เจน มวี ธิ ีแกไ้ ขปญั หาได้อยา่ ง
หลากหลาย อาจมคี าตอบไดห้ ลายคาตอบ
6. ผเู้ รียนเป็นผแู้ กป้ ัญหาโดยการแสวงหาข้อมูลใหม่ ๆ ดว้ ยตนเอง (self-directed learning)
7. การประเมินผล ใช้การประเมินผลจากสถานการณจ์ ริง (authentic assessment) ดจู าก
ความสามารถในการปฏบิ ตั ิของผู้เรียนในขณะทากิจกรรมการเรยี นร(ู้ Learning process) และพิจารณาจาก
ผลงานทเ่ี กดิ ขึ้นจากการเรยี นรู้ (Learning product)
2. แนวคดิ การจัดการเรยี นรแู้ บบใชช้ มุ ชนเปน็ ฐาน (CBL) การจดั การเรยี นการสอนโดยใชช้ ุมชน
เปน็ ฐาน เป็นรปู แบบการจัดการเรียนการสอนท่เี น้นใหผ้ ้เู รยี นได้เกิดการเรียนรจู้ ากการไดป้ ฏิบัติงานจาก
สถานการณ์จรงิ ของชมุ ชน เช่น การไปศึกษาเรือ่ งประวัติศาสตร์ วฒั นธรรม การทา มาหากนิ หัตถกรรม
การศกึ ษาองคก์ รในชมุ ชนนอกเหนือไปจากการเรยี นในโรงเรียน (วิทยากร เชยี งกูล.2550) เพอื่ ใหผ้ เู้ รยี น
สามารถเข้าใจกระบวนการเรียนรู้ พฒั นาทักษะทางวิชาชพี ทักษะทางสงั คม และความรบั ผดิ
ชอบต่อสงั คมใหก้ ับนกั ศึกษา และยงั เปน็ การสง่ เสรมิ ใหส้ ถานศึกษามอี สิ ระในด้านวชิ าการโดยมีสว่ นรว่ มกบั
ชุมชนในการพฒั นาการศึกษาอยา่ งยง่ั ยืน
3. แนวคดิ ทฤษฎีท่เี กย่ี วข้องกบั ความพึงพอใจ

3.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
ชริณี เดชจนิ ดา (2535, หน้า 6) ให้ความหมายของความพงึ พอใจไว้ว่า ความพึงพอใจเปน็
ความรู้สึกนกึ คิดหรือทัศนคติของบคุ คลทม่ี ีต่อสง่ิ หนง่ึ สิ่งใด หรอื ปจั จัยท่ีเก่ียวข้องความร้สู กึ พอใจจะเกิดข้ึนเมือ่
ความต้องการของบคุ คลไดร้ ับการตอบสนองหรือบรรลุจดุ มงุ่ หมายในระดับหนึ่งความรูส้ กึ ดงั กลา่ วจะลดลงและ
ไมเ่ กดิ ขน้ึ หากความต้องการหรือจดุ มุ่งหมายน้นั ไมไ่ ดร้ บั การตอบสนอง สงา่ ภู่ณรงค์(2540, หนา้ 9) ไดก้ ล่าววา่
ความพึงพอใจหมายถงึ ความรสู้ ึกท่ีเกิดขึน้ เมือ่ ได้รับความสาเรจ็ ตามความมุ่งหมาย หรอื เปน็ ความร้สู ึกข้ัน
สุดทา้ ยทไี่ ดร้ ับผลสาเร็จตามวัตถปุ ระสงค์ ปริญญา จเรรชั ตแ์ ละคณะ(2546, หน้า 3) กล่าวไวว้ ่าความพงึ พอใจ
หมายถึงท่าทีความรสู้ กึ หรือทัศนคตใิ นทางท่ีดขี องบุคคลท่ีมตี อ่ ส่ิงท่ีปฏิบตั ิร่วมปฏิบัติหรอื ไดร้ บั มอบหมายให้
ปฏิบัตโิ ดยผลตอบแทนทไ่ี ด้รับรวมทั้งสภาพแวดล้อมตา่ งๆ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ งเปน็ ปจั จัยทาใหเ้ กิดความพงึ พอใจหรือไม่
พึงพอใจจากความหมายของความพงึ พอใจดังกล่าวพอสรปุ ความไดว้ า่ ความพึงพอใจเปน็ ทัศนคตอิ ย่างหนง่ึ

ทเ่ี ปน็ นามธรรมเปน็ ความรสู้ กึ ส่วนตวั ท้ังทางด้านบวกและลบขึ้นอยกู่ บั การไดร้ บั การตอบสนองเปน็ สิ่งท่กี าหนด
พฤตกิ รรม ในการแสดงออกของบุคคลทม่ี ีผลตอ่ การเลือกท่ีจะปฏิบัติสิ่งใดสิ่งหน่งึ

3.2 การวัดความพึงพอใจ
ปรญิ ญา จเรรชั ตแ์ ละคณะ (2546, หนา้ 5) กล่าวว่ามาตรวดั ความพงึ พอใจสามารถกระทาไดห้ ลายวิธี
ได้แก่ 1. การใช้แบบสอบถามโดยผ้สู อบถามจะออกแบบสอบถามเพือ่ ตอ้ งการทราบความคิดเหน็ ซึ่งสามารถทา
ได้ในลกั ษณะทีก่ าหนดคาตอบให้เลือก หรือตอบคาถามอสิ ระคาถามดังกล่าวอาจถามความพึงพอใจในดา้ น
ตา่ งๆ เชน่ การบรกิ ารการบริหารและเงือ่ นไขต่างๆเปน็ ตน้
2. การสัมภาษณ์เป็นวธิ วี ดั ความพึงพอใจทางตรงทางหน่งึ ซง่ึ ต้องอาศัยเทคนิค และวธิ ีการท่ดี ที ี่จะทา
ให้ไดข้ ้อมลู ท่ีเปน็ จรงิ ได้
3. การสงั เกตเปน็ วิธกี ารวดั ความพงึ พอใจโดยสงั เกตพฤตกิ รรมของบุคคลเปา้ หมาย ไมว่ ่าจะแสดงออก
จากการพูดกริ ยิ าท่าทางวธิ ีนี้จะต้องอาศัยการกระทาอยา่ งจริงจังและการสังเกตอยา่ งมรี ะเบยี บแบบแผน
4. ประสทิ ธิภาพของแผนการจดั การเรียนรู้ หมายถึง คุณภาพการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
วชิ า ส32102 สังคมศึกษา เร่อื ง ปญั หาเศรษฐกจิ ชมุ ชน โดยใชก้ ระบวนการเรยี นรู้โดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน
สาหรับนกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ทผ่ี ู้วิจัยไดส้ ร้างขึ้น เม่อื นาไปจัดการเรียนการสอนให้นกั เรยี นกลุ่มตัวอยา่ ง
ได้เรยี นแล้ว ผา่ นเกณฑ์ไม่น้อยกวา่ 80/80 ซึง่ มคี วามหมาย ดงั นี้
80 ตวั แรก หมายถงึ คะแนนเฉลย่ี รอ้ ยละของนักเรียนที่ได้จากกการทาได้จากคะแนน จากการ
ประเมนิ พฤตกิ รรมการเรยี น การทาแบบทดสอบระหวา่ งเรยี น และผลงานนักเรียน ไมน่ ้อยกวา่
ร้อยละ 80
80 ตัวหลงั หมายถงึ คะแนนเฉล่ยี ร้อยละของนักเรียนทไ่ี ดจ้ ากการทาแบบทดสอบ
ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ หลังเรียนดว้ ยการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ไม่น้อยกวา่ รอ้ ยละ 80
9. วิธีดาเนินการศึกษา
9.1 เครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในการศกึ ษา

1) แบบประเมินความพึงพอใจของนกั เรียนทมี่ ตี อ่ การจัดการเรียนรู้ โดยใช้การจัดการเรยี นรู้
โดยใช้รูปแบบการสอนแบบใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem–based Learning : PBL)

2) แผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ จานวน 2 แผน เวลา 3 ชัว่ โมง
9.2 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล

9.1.1 ออกแบบแผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่โดยใชก้ ารจดั การเรียนรโู้ ดยใช้รปู แบบการสอนแบบ
ใชป้ ญั หาเปน็ ฐานจานวน 2 แผนเวลา 3 ชว่ั โมง

9.1.2 นักเรียนประเมนิ ความพงึ พอใจในการเรยี นรายวชิ าสงั คมศึกษา โดยโดยใช้การจัดการ
เรยี นรูโ้ ดยใช้รปู แบบการสอนแบบใช้ปญั หาเป็นฐาน

9.3 ข้นั ตอนการพัฒนาเคร่ืองมอื
9.3.1 ศึกษาหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานกลมุ่ สาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนา

และวฒั นธรรม พุทธศกั ราช 2551 หลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา วิเคราะหส์ าระการ
เรียนร้เู กีย่ วกับตัวชว้ี ัดในเรอื่ งทีท่ าการวจิ ยั

9.3.2 ศกึ ษาแนวคิดการจัดเรียนการสอนโดยใชก้ ารจัดการเรียนรู้โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบ
ใช้ปัญหาเป็นฐาน

9.3.3 ดาเนินการออกแบบ จดั ทาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แล้วนาไปใช้กับกลุ่ม
ตัวอยา่ ง

9.4 การวเิ คราะหข์ ้อมูล
ผวู้ จิ ัยได้ดาเนนิ การวิเคราะห์ขอ้ มลู โดยดาเนนิ การ ดงั นี้
1. นาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนมาตรวจ และใหค้ ะแนน ดงั น้ี
1.1 ตอบถูกให้ 1 คะแนน
1.2 ตอบผิดหรอื ไม่ตอบให้ 0 คะแนน
2. หาค่าสถติ พิ ื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลย่ี (Mean) สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน

(Standard Deviation) ของคะแนนทไ่ี ดจ้ ากการทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
3. หาค่าประสิทธิภาพของแผนการจดั การเรยี นรู้ โดยใช้สูตร E1/E2
5. วิเคราะห์ผลการศึกษาความพงึ พอใจของนักเรยี นทมี่ ตี ่อการจัดการรูปแบบการสอนแบบใช้

ปญั หาเป็นฐาน

10. ผลการศึกษา
1. แผนการเรยี นรูส้ าระสังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม เร่อื ง ปัญหาเศรษฐกจิ ในชมุ ชน

ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบใช้ปญั หาเปน็ ฐาน มีประสิทธิภาพ 80.63/83.70 ซึ่งสูงกวา่
เกณฑ์ท่ีตัง้ ไว้

2. การศกึ ษาความพึงพอใจของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 ทมี่ ีตอ่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
การสอนแบบใช้ปญั หาเป็นฐาน พบว่านักเรยี นรอ้ ยละ 90 มคี วามพงึ พอใจต่อการจัดการเรียนการสอนของครู
ในระดบั มากท่ีสุด โดยนักเรียนพบวา่ มคี วามรสู้ ึกกระตือรอื รน้ ในการลงมอื เรียนรดู้ ว้ ยตนเอง สามารถคดิ วาง
แผนการจดั ทางานในกลุม่ ตนเองไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพและความคิดสรา้ งสรรค์ในการจัดทาวิดีโอนาเสนอ
ปัญหาเศรษฐกิจในชมุ ชนของตนเอง สามารถใช้เทคโนโลยี ซง่ึ เปน็ ทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้ โดยนาคลปิ วิดีโอ

อัปโหลดลงในยูทูป เผยแพรผ่ ลงานของตนเองไดอ้ ย่างภาคภมู ใิ จ สามารถระดมความคดิ กันระหว่างสมาชิกใน
กลมุ่ เพ่ือหาแนวทางแกป้ ญั หาเศรษฐกิจในชุมชนของตนเองได้ การทากจิ กรรมสามารถทาใหน้ ักเรยี นได้เรียนรู้
การทางานร่วมกบั คนอนื่ ได้ ได้ศึกษานอกห้องเรียน เรยี นรูจ้ ากชมุ ชน สามารถนาความรู้ทไี่ ด้ไปประยกุ ต์ใช้ใน
ชวี ติ ประจาวนั ได้
11. ขอ้ เสนอแนะ

ขอ้ เสนอแนะสาหรบั การศกึ ษาตอ่ ไป
1. ควรมีการพฒั นากิจกรรมการเรยี นแบบโดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบใชป้ ัญหาท่ีพฒั นาข้ึนในครง้ั น้ีไป
ทดลองใชก้ ับนกั เรียนหลาย ๆ โรงเรียนที่มสี ภาพแวดลอ้ มแตกต่างกัน เพอื่ จะได้ขอ้ สรุปผลการศึกษาให้
กวา้ งขวางมากยิ่งข้ึน
2. เน่ืองจากการเรยี นรู้แบบโดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบใช้ปญั หามีหลายเทคนคิ ควรมีการวิจัย
เปรยี บเทียบการเรยี นโดยใชร้ ปู แบบการสอนแบบใชป้ ญั หาโดยใช้เทคนิคหลายๆ รปู แบบ เพอื่ จะสามารถเลือก
เทคนคิ ทเ่ี หมาะสมกบั เนือ้ หาวิชาและระดับชั้นหรือโรงเรยี นไดด้ ีย่ิงขึ้น
3. ควรมกี ารพัฒนากจิ กรรมการจัดการเรียนรดู้ ้วยวิธกี ารตา่ ง ๆ สูก่ ารจัดโครงงาน เพ่อื พฒั นากิจกรรม
การเรียนรูต้ ่อไป

บรรณานกุ รม

จริยา เกตเุ กลี้ยง. การพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนด้วยการสอนแบบบูรณาการกลุม่ สาระการเรยี นรูก้ ารงาน
อาชีพและเทคโนโลยีและกล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ สาหรับนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่
2. การศึกษาคน้ ควา้ อิสระ. ศศ.ม. ขอนแกน่ , 2559

ชรินี เดชจินา. (2536). ความพึงพอใจของผ้ปู ระกอบการตอ่ ศูนยก์ ารจดั การอตุ สาหกรรมแขวงแสมดา
เขตบางขุนเทยี นจังหวัดกรุงเทพมหานคร. วทิ ยานพิ นธ์วท.ม.,มหาวิทยาลัยมหดิ ล.
กรงุ เทพมหานคร.

ณัฐกานต์ เทพบารุง. การจดั การเรยี นร้แู บบ TPACK MODEL ดว้ ยเทคนิคความเปน็ จรงิ เสริมสามมิติ ใน
รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ สาหรับนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 กรณีศึกษาโรงเรยี นบา้ นตรอกสะเดา
การประชุมวิชาการระดับชาตกิ ารจัดการเทคโนโลยีและนวตั กรรม ครงั้ ท่ี 2 มหาวิทยาลัยราช
ภฏั มหาสารคาม. มหาสารคาม 30-31 มนี าคม 2559

ดวงพร อ่มิ แสงจนั ทร์. การพฒั นาผลการเรยี นรู้เรอ่ื งหลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งกับการพัฒนาเศรษฐกิจของ
ประเทศ และความสามรถในการแกป้ ัญหาตามขั้นตอนการจดั การเรยี นรู้แบบโครงงาน (PBL)
ของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 5. การศึกษาคน้ คว้าอสิ ระ ศศ.ม. กรงุ เทพฯ, 2554.

บุญชม ศรสี ะอาด. การพัฒนาการสอน. กรุงเทพฯ : สวุ รี ยิ าสาส์น, 2546.
ปรญิ ญา จเรรชั ตแ์ ละคณะ.(2546).ความพึงพอใจของเกษตรกรผูผ้ ลิตและผูใ้ ช้เสบียงสตั ว์จงั หวัดพนั ธ์ดที ับทมิ

และ คณะ. (2549). การประเมนิ ความพึงพอใจการบรกิ ารและความต้องการทรพั ยากร
สารสนเทศหอ้ งปฏบิ ัติการเรียนรูด้ ว้ ยตนเองคณะศึกษาศาสตรข์ องนิสิตมหาวิทยาลัยนเรศวร .
พษิ ณโุ ลก : คณะศึกษาศาสตร์มหาวทิ ยาลยั นเรศวร.
ประดับศิลป์ ชากานัน. วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (มนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์) ปีท่ี 8 ฉบบั
ท่ี 2 : พฤษภาคม - สงิ หาคม 2557
มงคล เรยี งณรงค์. การพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21 และผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนโดยใช้รูปแบบการ
สอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 รายวิชา ส21103 สงั คม
ศึกษา 2. การศกึ ษาค้นคว้าอิสระ ศศ.ม. ขอนแกน่ , 2558.
รววิ รรณ พวงสมบตั ิ. การพฒั นาความสามารถในการแต่งกาพยย์ านี 11 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ชัน้
มัธยมศกึ ษาปีที่ 1. การศกึ ษาคน้ คว้าอิสระ กศ.ม. มหาสารคาม, 2553.
โรงเรยี นโพนทองพฒั นาวทิ ยา. งานทะเบียนวดั ผล, 2560
วฒั นาพร ระงบั ทกุ ข์. แผนการสอนท่เี น้นผเู้ รยี นเปน็ ศนู ยก์ ลาง. พิมพ์คร้งั ที่ 2. กรงุ เทพฯ : บรษิ ทั แอล ที
เพรส, 2542.

สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 27. กลุ่มงานการประเมนิ คณุ ภาพการจัดการศึกษา. รายงานผล
การทดสอบการศึกษาขน้ั พนื้ ฐานระดบั ชาติ (O-NET) , 2560 สานักงานคณะกรรมการ
การศกึ ษาแห่งชาติ. การเรยี นรู้แบบมสี ่วนรว่ ม. กรงุ เทพฯ : ไอเดียสแควร์, 2555.

เสาวนีย์ ไชยโทน. การพฒั นาแผนการจดั การเรียนรู้ เรือ่ ง การบรหิ ารทรัพยากร ระบบเศรษฐกิจ และกลไก
ราคา กล่มุ สาระการเรยี นรสู้ งั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ดว้ ย
รูปแบบโครงงาน. การศึกษาคน้ ควา้ อิสระ กศ.ม. มหาสารคาม, 2554.

อารี สณั หฉวี. พหุปัญญาและการเรียนแบบรว่ มมอื . กรงุ เทพฯ: สานกั พิมพ์แว่นแก้ว, 2543.

What is Problem-based learning? : http://www.samford.edu/pbl

Problem-based Learning Theory. : http://www.usd.edu/~knorum/learningpapers/pbl.

Problem – based learning. : http: // socserv2.mcmaster.ca/soc/beehive/pbl.htm

ภาคผนวก



ภาพการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน


Click to View FlipBook Version