The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)
โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wilaiporn.techa, 2022-09-28 04:04:53

วิจัยและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)

วิจัยและนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning)
โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา

Keywords: Active Learning

ผลงานนกั เรียน

คลิปวดิ ีโอ หมบู่ า้ นเดอะซีรี่ส์ ตดิ ตามได้ทาง
Youtube







แบบประเมนิ ความพงึ พอใจของนกั เรยี นตอ่ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนของครู
โรงเรยี นโพนทองพฒั นาวทิ ยา สานกั งานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษามธั ยมรอ้ ยเอด็

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ชอ่ื ครผู ู้สอน ....................................................................... กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ................................................

รายวชิ า ....................................................... รหสั วิชา ........................ชัน้ ............... ปกี ารศกึ ษา ......................

คาชแ้ี จง ใหท้ าเครอื่ งหมาย ลงในช่องทีต่ รงกบั ระดับความพงึ พอใจดังนี้

5 : มากทส่ี ุด 4 : มาก 3 : ปานกลาง 2 : น้อย 1 : น้อยท่ีสุด

กิจกรรม ความพึงพอใจ 1
5432

1. ครมู กี ารเตรยี มการสอน

2. การจัดบรรยากาศห้องเรียนเออ้ื ต่อการเรียนการสอน

3. เนอ้ื หาทส่ี อนทนั สมัยนาไปใชไ้ ด้จรงิ

4. ครูแจง้ จุดประสงค์การเรียนรชู้ ัดเจน

5. กจิ กรรมการเรียนการสอนสอดคล้องกบั จุดประสงคก์ ารเรยี นการสอน

6. ครูส่งเสริมใหน้ กั เรยี นทางานร่วมกันเป็นกลุ่ม และรายบคุ คล

7. ครูส่งเสริมให้นักเรยี นมีความคิดริเรม่ิ สร้างสรรคแ์ ละร่วมกนั อภปิ ราย

8. กจิ กรรมการเรียนสนกุ และนา่ สนใจ

9. ครใู หโ้ อกาสนกั เรยี นซกั ถามปัญหา

10. ครใู ช้วธิ ีการสอนและใชส้ อื่ อย่างหลากหลาย

11. ครูยอมรับความคิดเห็นของนักเรยี น

12. ครูให้ความสนใจแก่นักเรยี นอยา่ งทั่วถงึ ขณะสอน

13. ครูสง่ เสริมให้นกั เรยี นคน้ คว้าหาความร้จู ากห้องสมดุ อินเทอรเ์ น็ตหรอื แหล่งเรียนรู้อ่นื ๆ

14. ครูตัง้ ใจสอน ให้คาแนะนา ช่วยเหลือ อานวยความสะดวกแก่นักเรยี นในการทากิจกรรม

15. ครมู บี คุ ลกิ ภาพ การแตง่ กายและการพูดจาเหมาะสม

16. ครูเขา้ สอนและออกตรงเวลา

17. นักเรยี นทราบเกณฑก์ ารประเมนิ ผลล่วงหนา้

18. นักเรยี นมีส่วนรว่ มในการประเมินผลการเรยี น

19. ครปู ระเมนิ ผลอย่างยตุ ธิ รรม

20. นกั เรียนเรยี นอยา่ งมคี วามสขุ

รวมคะแนน

รวมทงั้ หมด

สรปุ ผลการประเมิน  80- 100 ระดบั ความพึงพอใจมากทส่ี ุด  70-79 ระดับความพึงพอใจมาก

 60 -69 ระดับความพงึ พอใจปานกลาง  50-59 ระดบั ความพงึ พอใจน้อย

น้อยกวา่ 50 ระดับความพงึ พอใจน้อยทสี่ ดุ























1. ชอ่ื เร่อื ง การพัฒนากจิ กรรมการเรียนร้แู บบโครงงาน รายวชิ าศิลปะพน้ื ฐาน เพ่ือเสริมสร้าง
ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ สาหรับนกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3

2. โรงเรยี น โพนทองพฒั นาวิทยา
3. ผศู้ ึกษา นายมนตรี ลา้ เลิศ
4. ความเป็นมา

ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565 น้ีข้าพเจ้าได้รับมอบหมายสอนรายวิชาศิลปะพ้ืนฐาน ช้ัน
มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 จากการสงั เกตที่ผ่านมา พบว่า นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนใน
รายวิชาทัศนศิลป์ไม่เป็นไปตามท่ีโรงเรียนคาดหวัง ขาดทักษะด้านการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ และขาด
สมรรถนะทสี่ าคัญ หลายอย่าง เช่น ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถใน
การสอ่ื สาร ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี และความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ

ด้วยเหตุผลท่ีกล่าวมาแล้วนั้น ข้าพเจ้าจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ
โครงงาน เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการปฏิบัติในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ เพ่ือให้นักเรียนเติบโตเป็น
ผู้ใหญ่ที่มนี สิ ยั ช่างคิด ชา่ งสงั เกต มีประสบการณ์ตรง ทาให้เข้าใจในสิ่งที่เรียนได้ดี เกิดทักษะความชานาญใน
สงิ่ ที่ได้ฝึกปฏิบตั ิซ่ึงจะเป็นพ้ืนฐานในการเรียนรู้ในสิ่งที่ซับซ้อนมากย่ิงขึ้นและเกิดการเรียนรู้ที่คงทน ลดความ
เบื่อหน่ายและสร้างความตื่นตัวให้กับนักเรียน ให้นักเรียนได้มีโอกาสได้ประเมินตนเองว่าทาส่ิง ที่ได้รับ
มอบหมายไดห้ รือไม่ ครสู ามารถประเมินผลการเรยี นรูข้ องนกั เรียนจากการสังเกตผลงานของนักเรียนที่ได้จาก
การฝึกปฏิบัติ และช่วยเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนและระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง (วีระ
ไทยพานิช, 2551, หน้า 15) นอกจากน้ียังพบว่าวิธีการจัดการเรียนการสอนดังกล่าวช่วยให้นักเรียนได้ผ่อน
คลายความเคียดทางอารมณ์ ช่วยสร้างความม่ันใจในการตัดสินใจในการทางาน และส่งเสริมความคิด
จินตนาการของนกั เรียน ตามท่ีหลักสูตรของสถานศึกษาได้วางไว้ ดังนั้นกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานจึงมี
ความเหมาะสมที่จะนามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาศิลปะพ้ืนฐาน เพราะกิจกรรมการเรียนรู้
แบบโครงงาน จะช่วยใหน้ ักเรยี นไดล้ งมือปฏิบัตงิ าน ตามกระบวนการ ค้นพบความรู้ใหม่ และวิธีการใหม่ ด้วย
ตัวของนกั เรียนเอง ผา่ นการลงมือปฏิบตั ิ ได้คิดค้นและสรา้ งสรรค์สงิ่ ใหม่ ซ่งึ มีครูเปน็ ผกู้ ระตุ้น

จากทก่ี ล่าวมาข้างต้นนจ้ี ะเห็นได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน จึงมีความเหมาะสมที่จะนามาใช้
ในการจัดการเรยี นรูใ้ นศตวรรษที่ 21 โดยการนาเทคโนโลยมี าใชใ้ นการจดั การเรียนรู้ ให้นกั เรยี นสามารถสืบค้น
ข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูลและสามารถเผยแพร่ข้อมูลได้ ข้าพเจ้าเกิดความสนใจได้ศึกษาข้อมูล และ
รายละเอียด เก่ยี วกบั การจัดการเรยี นรู้แบบโครงงาน และมีความสนใจท่ีจะนาการเรียนรู้แบบโครงงาน มาใช้
ในการพฒั นากจิ กรรมการเรยี นรู้ ราวิชาศิลปะพน้ื ฐาน เพื่อพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน พัฒนาความสามารถ
ในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ และพัฒนาทักษะในการทาโครงงาน และเป็นแนวทางในการปรับปรุง
พฒั นารปู แบบการจัดการเรียนรูก้ ลุ่มสาระการเรยี นรู้ศิลปะ รายวชิ าศลิ ปะพ้นื ฐาน ให้มีประสิทธิภาพและบรรลุ
วัตถุประสงค์ของหลักสูตรของสถานศึกษาตลอดจนพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพเปิด
โอกาสให้ผูเ้ รยี น เรยี นรู้จากความสนใจของตนเอง สามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ทาให้ได้ประสบการณ์ตรง
เกดิ การเรยี นร้อู ยา่ งแทจ้ ริงและยงั่ ยืน

5. วตั ถุประสงค์
1. เพอ่ื พัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรียน ท่เี รยี นดว้ ยกิจกรรมการเรียนรูแ้ บบโครงงาน

รายวชิ าศิลปะพน้ื ฐาน
2. เพ่ือพัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศลิ ป์ของนักเรียนทีเ่ รียนด้วยกจิ กรรมการ

เรยี นรูแ้ บบโครงงาน รายวิชาศลิ ปะพ้นื ฐาน
3. เพอ่ื ศกึ ษาระดับความพึงพอใจของนกั เรียนท่ีมีต่อการเรยี นด้วยกจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบโครงงาน

รายวชิ าศลิ ปะพนื้ ฐาน
6. ขอบเขตการศึกษา

6.1 เน้อื หา หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 เรื่องเทคนิควิธกี ารในการสร้างงานทัศนศิลปข์ องศลิ ปิน
6.2 กลุ่มเปา้ หมาย นกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3/2 จานวน 46 คน
6.3 ตัวแปร

1. ตัวแปรอิสระ คอื กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบโครงงาน
2. ตวั แปรตาม คือ

2.1 ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
2.2 ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทศั นศิลป์
2.3 ความพึงพอใจตอ่ การเรยี นด้วยกจิ กรรมการเรียนร้แู บบโครงงาน
6.4 ระยะเวลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 จานวน 4 ชัว่ โมง
7. นิยามศพั ท์
1. การจดั การเรยี นรู้โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน หมายถึง การจัดการเรียนการสอนตาม
ขั้นตอนการเรียนรู้แบบโครงงาน ประกอบด้วย 5 ขั้นคือ ขั้นการเลือกหัวข้อเร่ืองท่ีต้องการศึกษา ข้ันการ
วางแผนในการทาโครงงาน ข้ันการลงมือปฏิบัติโครงงาน ขั้นการเขียนรายงานโครงงาน และ ข้ันการนาเสนอ
โครงงานและการแสดงผลงาน ตามที่ผู้วิจัยได้จัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ไว้ ซึ่งแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้
ประกอบดว้ ยขั้นนา ขั้นสอน และข้ันสรปุ
2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง คะแนนความรู้ความเข้าใจที่เกิดข้ึนในตัวของผู้เรียน เกี่ยวกับ
เนือ้ หารายวชิ าศลิ ปะพื้นฐาน ท่ีเกิดจากการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน วัดได้จากการตอบแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธ์ิทางการเรียน ตามเนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ ท่ีครูผู้สอนสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย
ชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลอื ก จานวน 30 ข้อ
3. ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ หมายถึง การกระทาหรือการแสดงออกของ
นักเรยี นในการสร้างสรรคผ์ ลงานทัศนศิลป์ หลังจากท่ีได้รับการเรียนรู้แบบโครงงาน ในรายวิชาศิลปะพื้นฐาน
ซ่ึงประเมินจากแบบประเมินผลงานการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ เป็นรูบริกส์ แบบ Analytic rubrics ที่
ครูผูส้ อนสร้างขึ้น
4. ความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน หมายถึง ระดับ
ความรู้สกึ ความคดิ การกระทา หรอื พฤตกิ รรมทชี่ ืน่ ชอบหรือพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน ซ่ึงวัด

ได้จากแบบสอบถามความพึงพอใจที่ครูผู้สอนสร้างข้ึน ชนิดมาตรประมาณค่า (Rating Scale) ตามแบบของ
ลิเคอรท์ (Likert) เปน็ 5 ระดบั จานวน 20 ขอ้
8. เอกสารทเ่ี ก่ียวขอ้ ง
การเรยี นร้แู บบโครงงาน (Project based Learning)

1. ความหมายของการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน
การเรียนรแู้ บบโครงงาน เปน็ การเรยี นร้ทู ่เี น้นผู้เรียนเป็นสาคัญอีกวิธีหน่ึงซ่ึงประกอบไปด้วย

กจิ กรรมทก่ี ระตุ้นให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้คิดค้น แลกเปล่ียนเรียนรู้และสร้างสรรค์ส่ิงใหม่ ๆ
ได้มผี สู้ นใจศึกษาได้ให้ความหมายของการเรียนร้แู บบโครงงาน ไว้ดังน้ี

ทิศนา แขมมณี (2543, หน้า 14) ไดก้ ลา่ วว่า การเรยี นรแู้ บบโครงงาน หมายถึง รูปแบบการ
เรียนการสอน ที่มงุ่ สง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รียนไดค้ น้ หาความสามารถ ความถนัด และความสนใจของตนเองในด้านต่าง ๆ
มาจากแนวคดิ พ้ืนฐานของการเรียนรู้โดยยึด ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Center) และการเรียนรู้ตามสภาพ
จริง โดยมีการศึกษาหลักการ และวิธีเก่ียวกับโครงงานท่ีเลือกศึกษา วิเคราะห์ วางแผนการทางาน ลงมือ
ทางาน และปรับปรุง เพอ่ื ใหง้ านบรรลตุ ามวัตถุประสงค์ ในกระบวนการเรยี นการสอนได้ใช้ทักษะกระบวนการ
สอดแทรกคุณธรรม ทางานเป็นกลุ่ม ฝึกปฏิบัติจริง เน้นผู้เรียนมีส่วนร่วม มีครูเป็น ผู้ช้ีแนะ ให้คาปรึกษา
ตลอดเวลา เน้นฝกึ คนใหแ้ สวงหาความร้ดู ว้ ยตนเอง

2. ประเภทของโครงงาน
โครงงานสามารถแบ่งออกได้หลายประเภทตามลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนหรือลักษณะ

ของกิจกรรมท่ีทาจากการศึกษา ได้มีผู้สนใจศึกษาและแบ่งประเภทของโครงงานตามลักษณะการเรียนรู้ของ
ผู้เรยี นไว้ดงั น้ี

สวุ ทิ ย์ มลู คาและอรทัย มูลคา (2552, หน้า 84-86) ได้กล่าวว่า ประเภทของโครงงานแบ่ง
ตามลกั ษณะกิจกรรมได้ 4 ประเภท คือ

1. โครงงานประเภทสารวจ โครงงานประเภทนี้เป็นการศึกษา สารวจและรวบรวม
ขอ้ มูลท่เี กี่ยวข้องกับประเด็นท่ีผู้เรียนต้องการศึกษา หลังจากนั้นจึงนาข้อมูลท่ีได้มาจัดกระทาให้เป็นระเบียบ
เป็นหมวดหมู่ สื่อความหมาย แล้วนาเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ตาราง กราฟ แผนภูมิ และคาอธิบาย
ประกอบภาพเพ่ือใหเ้ หน็ ลกั ษณะหรอื ความสัมพนั ธ์ในเรือ่ งทศี่ ึกษาชัดเจนย่ิงขึน้

2. โครงงานประเภททดลอง โครงงานประเภทน้ีเป็นการศึกษาเพ่ือหาคาตอบของ
ปัญหา โดยมกี ารออกแบบการทดลอง เพ่ือศึกษาตวั แปรท่สี ่งผลต่อตัวแปรท่ีต้องการศึกษา โดยควบคุมตัวแปร
อ่ืน ๆ ท่ีอาจมีผลต่อตัวแปรท่ีต้องการศึกษาไว้ โดยท่ัวไปข้ันตอนการดาเนินงานของโครงงานประเภทนี้จะ
ประกอบไปดว้ ยการกาหนดปญั หา ต้ังสมมุติฐานออกแบบการทดลอง รวบรวมข้อมูล แปรผลและสรุปผลการ
ทดลอง

3. โครงงานประเภทส่ิงประดิษฐ์ โครงงานประเภทน้ีเป็นการประยุกต์ทฤษฎี หรื
หลักการทางวิทยาศาสตร์หรือด้านอ่ืน ๆ มาสร้างหรือประดิษฐ์เป็นของเล่น เครื่องมือ เครื่องใช้หรืออุปกรณ์

สาหรบั ใช้สอยต่าง ๆ ซง่ึ อาจจะเป็นการปรบั ปรงุ เปล่ยี นแปลงของเดมิ ทีม่ ีอยแู่ ล้ว หรอื ประดิษฐ์ส่ิงใหม่ หรืออาจ
เปน็ การเสนอแบบจาลองทางความคดิ เพอื่ แกป้ ญั หาก็ได้

4. โครงงานประเภทสร้างทฤษฎี โครงงานประเภทน้ีเป็นการนาเสนอทฤษฎี
หลักการหรือแนวคิดใหม่ ๆ ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดของผู้อ่ืนที่มีอยู่แล้ว โดยมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ หรือ
ทฤษฎีอ่นื ๆ ตลอดจนขอ้ มลู ต่าง ๆ สนับสนุน ซึ่งอาจจะเป็นทฤษฎี หลักการ แนวคิดใหม่ หรืออาจขัดแย้งกับ
ทฤษฎีเดิม หรือเป็นการขยายทฤษฎี หลักการหรือแนวคิดเดิมก็ได้ จุดสาคัญอยู่ที่ผู้ทาโครงงานประเภทน้ี
จะตอ้ งมคี วามรพู้ ้นื ฐานในเร่อื งนัน้ ๆ อยา่ งดี โดยท่วั ไปโครงงานประเภทนี้มักจะเป็นโครงงานทางคณิตศาสตร์
หรอื วิทยาศาสตร์

3. ขัน้ ตอนการเรียนรู้แบบโครงงาน
ขั้นตอนในการเรียนรู้แบบโครงงาน มีข้ันตอนท่ีแตกต่างกันออกไปซ่ึงได้มีผู้สนใจศึกษา

นาเสนอถงึ ข้ันตอนการเรียนรู้แบบโครงงาน ไว้ดงั นี้
สุวิทย์ มูลคาและอรทัย มูลคา (2552, หน้า 86) ได้กล่าวว่า การเรียนรู้แบบโครงงานมี

ขนั้ ตอนสาคัญ 5 ขั้นตอน ดังตอ่ ไปน้ี
1. การเลอื กหัวข้อเร่ืองหรอื ปัญหาทีจ่ ะศึกษา
2. การวางแผน ประกอบดว้ ย
2.1 การกาหนดจุดประสงค์
2.2 การตัง้ สมมตุ ฐิ าน
2.3 การกาหนดวธิ กี ารศกึ ษา
3. การลงมือปฏิบตั ิ
4. การเขียนรายงาน
5. การนาเสนอผลงาน

4. ข้อดีและขอ้ จากดั ของการเรียนร้แู บบโครงงาน
การเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นอีกรูปแบบหน่ึงท่ีมีผู้ให้ความสนใจมากในปัจจุบัน และได้นา

รูปแบบการเรียนรู้แบบโครงงานน้ีไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน แต่การเรียนรู้แบบโครงงานน้ีก็มีทั้งข้อดี
และขอ้ จากดั ได้มีผสู้ นใจศึกษากลา่ วถงึ ข้อดแี ละข้อจากัดของการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน ไวด้ งั นี้

สุวทิ ย์ มูลคาและอรทัย มูลคา (2552, หน้า 91-92) ได้กล่าวว่า ข้อดีและข้อจากัดของการ
เรยี นรู้แบบโครงงาน มดี ังนี้

ขอ้ ดี
1. ผ้เู รียนมีโอกาสไดเ้ ลอื กประเด็นทจี่ ะศึกษา วิธกี ารศกึ ษาและแหล่งความรูด้ ้วยตนเอง
2. ผเู้ รียนเปน็ ผู้ศึกษาหรือลงมือปฏิบัติดว้ ยตนเองทุกข้นั ตอน
3. การศกึ ษาค้นควา้ นัน้ มีการเชอื่ โยงหรอื บูรณาการระหวา่ งความรู้/ทักษะ/ประสบการณ์เดิม
กับสง่ิ ใหม่
4. ผู้เรยี นไดม้ ีโอกาสแลกเปลย่ี นเรยี นร้กู ับผอู้ นื่

5. ผเู้ รยี นไดฝ้ ึกการแก้ปญั หาในการทางาน
ข้อจากดั
1. ใชเ้ วลาในการเรียนรมู้ าก เสียคา่ ใช้จา่ ยค่อนข้างสูง
2. ถา้ ผู้เรียนวางแผนการทางานไมด่ ีอาจทาใหไ้ ม่ประสบความสาเรจ็
การสร้างสรรคผ์ ลงานทัศนศลิ ป์ (Creating visual art works)
1. ความหมายของการสรา้ งสรรคผ์ ลงานทัศนศิลป์
ชะลูด นิ่มเสมอ (2534, หน้า 307) ได้กล่าวว่า การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ หมายถึง
การทาใหเ้ กดิ ส่ิงใหม่ขน้ึ ในโลก ดว้ ยปัญญาของมนุษย์ส่งิ ทสี่ ร้างสรรค์ข้ึนตอ้ งมลี ักษณะเป็นตน้ แบบในทางใดทาง
หนง่ึ ไมซ่ ้ากับสง่ิ ท่ีเคยมมี าแล้ว การสรา้ งสรรค์ผลงานทศั นศลิ ปเ์ ป็นกระบวนการอิสระ ไม่เป็นทาสของส่ิงใดไม่
วา่ จะเปน็ อารมณ์ หรือปญั ญา หรือลัทธิ หรือแบบอย่าง การสรา้ งสรรค์ต้องมีเสรภี าพมีความนึกคิดอย่างอิสระมี
ความริเร่มิ และกา้ วหนา้
พจนานกุ รม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน (2554, ออนไลน์) ได้ให้ความหมายของการสร้างสรรค์
ไว้ว่า ก. สร้างให้มีให้เป็นข้ึน (มักใช้ทางนามธรรม) เช่น สร้างสรรค์ความสุขความเจริญให้แก่สังคม ว. มี
ลกั ษณะรเิ ริม่ ในทางดี เชน่ ความคดิ สรา้ งสรรค์ ศิลปะสรา้ งสรรค์
2. กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศลิ ป์
กระบวนการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ เป็นลาดับหรือข้ันตอนในการสร้างสรรค์ผลงานซ่ึง
เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ หรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ได้มีผู้สนใจศึกษากล่าวถึงกระบวนการสร้างสรรค์
ผลงานทศั นศลิ ป์ ไวด้ ังนี้
จระกฤตย์ โพธิ์ระหงส์ (2555, ออนไลน์) ได้กล่าวว่า การสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์มี
กระบวนการหรอื ขน้ั ตอนตามลาดับมี 3 ข้นั ดงั น้ี

1. การรบั รู้ (Perception) คือ การท่ีมนุษย์ใช้ประสาทสัมผัสด้านต่างๆ รับรู้และช่ืน
ชมในธรรมชาตแิ ละสภาพแวดล้อมรอบตัว ได้แก่ การสัมผัสรับรู้ด้วยประสาทตาในการมองเห็นความงามของ
ธรรมชาติ เชน่ ภาพดอกบัวทีช่ ชู อ่ อยูเ่ หนือน้า ภาพดวงอาทิตยย์ ามลบั ขอบฟ้า และการสัมผัสด้วยประสาทหูใน
การได้ยินเสียงจากธรรมชาตหิ รือจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น เสียงนกร้องอันไพเราะและบริสุทธ์ิ เสียงน้าตก
กระทบโขดหิน ภาพและเสียงเหล่าน้ีเป็นแรงบันดาลใจให้มนุษย์สร้างสรรค์งานศิลปะ เช่น วาดภาพบันทึก
ความงามและความรูส้ ึกจากธรรมชาติ แต่งเพลงหรือบรรเลงดนตรีบรรยายความงามของธรรมชาติหรือเลียน
เสียงธรรมชาติ

2. ประสบการณ์ (Experience) คอื การทม่ี นษุ ย์ผ่านภาวะการรับรู้ ได้เห็น ได้ฟัง
และไดป้ ฏิบัตดิ ว้ ยตนเองมาแลว้ บ่อยครัง้ จนสง่ั สมเปน็ ประสบการณแ์ ละความชานาญ เช่น ศลิ ปนิ มใี จรกั และชื่น
ชมความงามของธรรมชาติ โดยเฉพาะดอกไม้นานาพรรณ จึงมักจะเข้าไปสัมผัสชื่นชมกับความงามของ
ธรรมชาตเิ หลา่ นั้น และนิยมถ่ายทอดความงามดว้ ยการวาดภาพ จึงเกิดประสบการณ์และความชานาญในการ
วาดภาพธรรมชาติเป็นพิเศษ ศิลปินบางคนมีความเจนจัดในการวาดภาพสีน้า นั กเรียนอาจวาดภาพจาก
ประสบการณ์ในชีวิตประจาวัน เปน็ ตน้

3. จินตนาการ (Imagination) คือ การคิดสร้างภาพในจิตใจก่อนท่ีจะสร้างสรรค์
ออกมาเปน็ ผลงานศิลปะโดยมพี ้นื ฐานมาจากการไดส้ ัมผัส รบั รู้ธรรมชาติและสภาพแวดล้อมจนเกิดแรงบันดาล
ใจในการสรา้ งสรรค์งานศลิ ปะ ส่งั สมเปน็ ประสบการณ์และความชานาญ ขยายผลเป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะ
ดว้ ยจิตนาการ มิใช่เพียงการถา่ ยทอดจากประสบการณ์และจากสิ่งท่ีตามองเห็นเท่าน้ัน แต่เป็นการแสดงออก
จากภายในสูภ่ ายนอก สะทอ้ นความคดิ สรา้ งสรรค์อยา่ งอสิ ระและหลากหลาย ท้งั น้ยี ่อมขน้ึ อยู่กบั สภาพการรับรู้
แรงบันดาลใจ และประสบการณ์ของผสู้ ร้างสรรค์งานท่ีแตกต่างกนั
9. วิธีดาเนินการศกึ ษา

1. เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการศึกษา
1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาศิลปะพ้ืนฐาน โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน ช้ัน

มธั ยมศึกษาปีที่ 3 จานวน 2 แผน
1.2 แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาศิลปะพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นข้อสอบ

แบบปรนยั ชนิด 4 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ
1.3 แบบประเมินผลงานการสรา้ งสรรคผ์ ลงานทศั นศิลป์ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 จานวน 6 ขอ้
1.4 แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน จานวน

20 ขอ้
2. ขน้ั ตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล
2.1 ชี้แจงให้นักเรียนท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่างทราบถึงแผนการจัดการเรียนรู้ ซ่ึงประกอบไปด้วย

แผนการจัดการเรยี นรู้ จานวน 2 แผน โดยใชก้ จิ กรรมการเรยี นรู้แบบโครงงาน ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เพ่ือให้ทุก
คนเขา้ ใจตรงกัน และปฏิบัติกจิ กรรมไดถ้ กู ตอ้ ง

2.2 ทดสอบก่อนเรียน (Pretest) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน แบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ และทดสอบความสมารถในการสร้างสรรค์ผลงาน
ทัศนศลิ ป์สาหรับนักเรยี นกล่มุ ตวั อยา่ งดว้ ยแบบประเมนิ ที่ครผู ้สู อนไดส้ ร้างขน้ึ

2.3 ดาเนินการทดลองจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้
2.4 หลังการทดลองไดด้ าเนนิ การทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น(Posttest) และ ทดสอบ
ความสมารถในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ สาหรับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นฉบับเดียวกันกับ
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น
2.5 หลงั การทดลองดาเนนิ การศกึ ษาคามพงึ พอใจกับนกั เรียนกลุ่มตวั อย่างด้วยแบบสอบถาม
ความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการ
สรา้ งสรรคผ์ ลงานทัศนศิลป์ สาหรับนักเรียน ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 3
3. ขน้ั ตอนการพัฒนาเครอ่ื งมอื
3.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 หลักสูตรสถานศึกษา
โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เพื่อทาความเข้าใจเกี่ยวกับความสาคัญ สาระการ
เรยี นรู้ คณุ ภาพของผู้เรียน ผลการเรยี นรู้ แนวดาเนินการ คาอธิบายรายวชิ า และการวัดและประเมนิ ผล

3.2 ศึกษาเอกสารท่ีเกี่ยวข้องเก่ียวกับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน จากหนังสือ ตารา

งานวิจยั หรือเอกสารอนื่ ๆ ทเี่ กย่ี วข้อง

3.3 ดาเนินการสร้างเครื่องมือ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาศิลปะพื้นฐาน โดยใช้

กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน แบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน แบบประเมินผลงานการสร้างสรรค์ผลงาน

ทศั นศิลป์ และแบบสอบถามความพึงพอใจตอ่ การเรยี นดว้ ยกจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบโครงงาน

3.4 นาเครือ่ งมือท่ีได้สร้างขึ้น ให้หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ รองผู้อานวยการฝ่ายวิชาการ

และผูอ้ านวยการโรงเรยี นตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม และใหข้ ้อเสนอแนะ

3.5 ปรับปรงุ แก้ไขเครื่องมอื ตามขอ้ เสนอแนะ

3.6 จดั ทาเคร่ืองมือฉบับจริงเพ่อื นาไปใชใ้ นการจัดการเรยี นการสอนนกั เรยี นกลุ่มตวั อยา่ ง

4. การวเิ คราะห์ขอ้ มูล

4.1 การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เชิงปรมิ าณ

1. วเิ คราะห์เปรยี บเทียบผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น ระหว่างก่อนเรียนและ

หลังเรยี น โดยใช้สถติ ิ t-test ชนิด Dependent Samples
2. วิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ของ

นักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่เรียนแบบโครงงาน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ t-test ชนิด Dependent

Samples

3. วิเคราะห์ความพงึ พอใจของนกั เรียนกลุ่มตวั อย่างทีม่ ีตอ่ การเรยี นด้วยกจิ กรรมการ

เรียนรู้แบบโครงงาน เพ่ือเสริมสร้างความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ โดยการเปรียบเทียบ

ค่าเฉลย่ี (Mean) กับเกณฑ์การแปลความหมาย ดังนี้ (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2556, หนา้ 121)

4.2 การวเิ คราะหข์ ้อมลู เชิงคุณภาพ

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นข้อมูลท่ีได้จาก การสังเกต สัมภาษณ์ การ

สอบถามความคดิ เหน็ ในขณะปฏิบตั ิกจิ กรรมการเรยี นรู้ โดยนาข้อมูลท่ีได้มาวเิ คราะห์ สรปุ ผล แล้วนามาเขียน

เปน็ ความเรยี งเปน็ ประเด็นแต่ละหัวขอ้ เพื่อสะท้อนผลจากการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน รายวชิ าทัศนศลิ ป์

10. ผลการศกึ ษา

จากการดาเนนิ การศึกษา การพฒั นากจิ กรรมการเรียนรแู้ บบโครงงาน รายวชิ าศลิ ปะพ้นื าน เพ่อื
เสริมสร้างความสามารถในการสรา้ งสรรค์ผลงานทศั นศลิ ป์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สามารถ
สรปุ ผลการศึกษาได้ดังน้ี

1. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน ของนักเรียนทีเ่ รียนดว้ ยกจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบโครงงาน รายวิชา
ศลิ ปะพนื้ ฐาน เพอ่ื เสรมิ สร้างความสามารถในการสร้างสรรคผ์ ลงานทัศนศิลป์ สาหรับนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปี
ที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรยี น อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ระดบั .01

2. ความสามารถในการสรา้ งสรรค์ผลงานทศั นศิลป์ของนกั เรียนท่เี รียนด้วยกจิ กรรมการเรียนรู้
แบบโครงงาน รายวชิ าศลิ ปะพืน้ ฐาน สาหรับนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 หลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียน อยา่ งมี
นยั สาคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดบั .01

3. ความพึงพอใจของนกั เรียนต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรูแ้ บบโครงงาน รายวิชาศิลปะ
พนื้ ฐาน เพอื่ เสรมิ สร้างความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3
อยใู่ นระดบั มากทีส่ ุด ( = 4.89,S.D.=0.12)
11. ขอ้ เสนอแนะ

1. กิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน รายวิชาศิลปะพื้นฐาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการ
สรา้ งสรรค์ผลงานทัศนศลิ ป์ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ผลการศึกษาพบว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ของนกั เรยี นหลังเรยี นสงู กวา่ ก่อนเรียน หากจะนาไปใช้ในการวิจัยในระดับช้ันอื่น ผู้สอนจะต้องประยุกต์ใช้ให้
เหมาะสมกับผเู้ รยี น

2. ครูผู้สอนจะต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนในเร่ืองความรู้พ้ืนฐานเก่ียวกับการจัดการ
เรียนรู้แบบโครงงานก่อน เพ่ือให้นักเรียน มีความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานของโครงงาน บทบาทหน้าที่ของ
นักเรยี น ขนั้ ตอนการเรียน และเข้าใจถงึ กระบวนการในการเรียนแบบโครงงาน

3. ในการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานครูผู้สอนควรวางแผนเกี่ยวกับระยะเวลาในการทา
กิจกรรม มีการยืดหยุ่นเวลาตามความเหมาะสม หรือมีการมอบหมายงานให้นักเรียนศึกษาเพ่ิมเติม
นอกเหนือจากคาบเรยี น

4. ในการนาเสนอโครงงาน อาจทาได้ในหลายรูปแบบ เช่น การนาเสนอปากเปล่า การนาเสนอโดย
การใชส้ ื่อตา่ ง ๆ การนาเสนอโดยการจดั นิทรรศการ เป็นต้น

5. ในการจัดการเรียนการสอนครูผู้สอนจะต้องเตรียมแหล่งศึกษาค้นคว้าให้พร้อมสาหรับการศึกษา
ค้นควา้ ของนกั เรยี น

บรรณานุกรม

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2551). หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรงุ เทพฯ:
โรงพิมพค์ ุรุสภาลาดพร้าว.

จระกฤตย์ โพธ์ริ ะหงส.์ (2555). การสร้างสรรคก์ ับงานศลิ ปะ. เขา้ ถงึ ได้จาก
https://aoao555.wordpress.com 18 มถิ นุ ายน 2565.

ชะลดู นมิ่ เสมอ. (2534). องคป์ ระกอบของศลิ ปะ (พมิ พค์ ร้ังที่ 2). กรงุ เทพฯ: ไทยวฒั นาพานชิ .
ทิศนา แขมมณี. (2543). 14 วิธสี อนสาหรบั ครมู อื อาชีพ. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
บุญชม ศรีสะอาด. . (2556). การวจิ ัยเบอ้ื งต้น (พมิ พค์ รงั้ ที่ 9). กรงุ เทพฯ: สวุ รี ิยาสาส์น.
พจนานกุ รม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. (2554). การสร้างสรรค.์ เข้าถงึ ไดจ้ าก

www.royin.go.th/dictionary 15 มถิ นุ ายน 2565.
สวุ ิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคา. (2552). 20 วิธีการจัดการเรยี นรู้ (พิมพค์ ร้ังท่ี 8). กรุงเทพฯ: ภาพพมิ พ์.

ภาคผนวก

แผนการจดั การเรียนรู้ Active Learning

รายวชิ าศลิ ปะพ้นื ฐาน รหสั วชิ า ศ23101 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 เรื่องเทคนคิ วิธกี ารในการสร้างงานทศั นศลิ ปข์ องศลิ ปิน เวลา 4 ช่ัวโมง

ตัวชว้ี ัด ตวั ช้ีวัด/จัดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ขัน้ นาเข้าสู่บทเรยี น

ศ 1.1 ม3/2 ระบุและบรรยายเทคนิค วธิ ีการของศิลปินในการสรา้ ง นกั เรยี นดภู าพผลงานทศั นศลิ ปท์ มี่ กี ารสร้างสรรคด์ ้วยเทคนิควธิ ีการ
งานทัศนศลิ ป์ ต่างๆ เพอ่ื ให้นักเรียนเกดิ ความสนใจ
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั สนทนาและอภิปรายถึงเทคนิคและวธิ กี ารใน
1)นักเรียนสามารถอธบิ ายเทคนิคและวิธีการของศิลปนิ ในการสรา้ ง การสร้างสรรค์ผลงานตา่ งๆ จากนน้ั ครเู ชือ่ มโยงเข้าสบู่ ทเรียน
งานทศั นศิลป์ได้
ขั้นสอน
2)นกั เรียนสามารถสรา้ งสรรคผ์ ลงานทัศนศลิ ปด์ ว้ ยเทคนคิ และ
วิธกี ารทีห่ ลากหลายได้  ขน้ั การเลอื กหัวข้อเรอ่ื งท่ตี อ้ งการศกึ ษา
นกั เรยี นแบง่ กลุม่ กลุม่ ละ 5-6 คน ครแู จ้งวตั ถปุ ระสงค/์ ขอ้ กาหนด
3) นักเรียนเห็นความสาคญั ของการสรา้ งสรรค์ผลงานทัศนศลิ ป์
การทาโครงงาน และเกณฑก์ ารประเมินกบั นกั เรียนรบั ทราบทุกคน
สมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น จากนน้ั นกั เรียนจงึ เริ่มดาเนินการกาหนดหัวขอ้ ท่ีนกั เรยี นจะทา
โครงงานซึ่งใหม้ ีเนื้อหาในเรื่อง การสรา้ งสรรคง์ านทัศนศลิ ปต์ าม
1.ความสามารถในการคิด เทคนิค วธิ กี ารท่ีนักเรยี นสนใจ
2.ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ติ  ขน้ั การวางแผนในการทาโครงงาน

สาระสาคัญ นักเรียนแต่ละกลมุ่ วางแผน พรอ้ มท้งั กาหนดวตั ถุประสงค์ และวธิ ี
ในการศึกษา เพื่อใชเ้ ป็นแนวทางในการปฏบิ ตั ิ ครูตรวจสอบเค้าโครง
ศิลปินทัศนศิลปส์ รา้ งสรรคผ์ ลงานศลิ ปะ โดยใช้องคป์ ระกอบตา่ งๆ โครงงานแตล่ ะกลุ่ม จากนนั้ ให้ข้อเสนอแนะ และคาแนะนาเพอื่ ให้
ของทัศนธาตุ พร้อมกับใชเ้ ทคนิคและวิธีการสร้างสรรคผ์ ลงานตาม นกั เรยี นได้นาไปปรบั ปรุง โครงงานของนกั เรียน
ความถนดั ของแตล่ ะบุคคล  ข้นั การลงมือปฏบิ ัตโิ ครงงาน

การวดั ผลและประเมินผล นกั เรียนลงมือปฏบิ ตั ิงานตามขน้ั ตอนทีร่ ะบุไว้ โดยปฏิบัติตาม
แผนการดาเนินงาน อาจเปลยี่ นแปลงหรือเพมิ่ เติมจากแผนงานที่วาง
- ตรวจแบบทดสอบหลงั เรยี น ไว้ในตอนแรกบา้ งก็ได้ อยู่ภายใตก้ ารดแู ล กากบั ตดิ ตาม และ
- ตรวจผลงานนกั เรยี น แนะนาอยา่ งใกล้ชิดของครทู ี่ปรึกษา
- ประเมนิ ผลการทาโครงงาน  ข้ันการเขยี นรายงานโครงงาน
- สงั เกตพฤตกิ รรมนักเรยี น
นักเรยี นแต่ละกลมุ่ จัดพมิ พ์รายงานโครงงาน จัดทาแผงโครงงาน
และเตรยี มนาเสนอผลการศึกษาใน
 ขั้นการนาเสนอโครงงานและการแสดงผลงาน

นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลงานจากการศกึ ษา และใหเ้ พ่อื นร่วม
ช้นั ร่วมกันอภิปรายว่าผลการศกึ ษาของเพอ่ื นเปน็ อยา่ งไร มขี อ้ ดี
อย่างไร และขอ้ ท่คี วรปรบั ปรงุ มีอะไรบ้าง และครูเพิ่มเติมในสิง่ ท่ี
นักเรยี นยงั นาเสนอไมค่ รบ

ลงชอื่ ………………………………………………………..ครูผู้สอน ข้ันสรุป
( นายมนตรี ลา้ เลศิ )
ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปในเรอ่ื งการศกึ ษา เทคนคิ วธิ กี าร ในการ
สรา้ งสรรคผ์ ลงานโดยการใช้การสอนแบบโครงงาน

ภาพกจิ กรรมการจดั การเรยี นรู้

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ (ก่อนเรียน-หลงั เรยี น)
วชิ าศลิ ปะพื้นฐาน นกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3

คาช้ีแจง
1. แบบทดสอบฉบับน้ีเป็นเน้อื หาวชิ าศลิ ปะพื้นฐาน
2. แบบทดสอบฉบับนีเ้ ปน็ แบบทดสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลอื ก จานวน 30 ข้อ

ใชเ้ วลาทดสอบ 30 นาที
3. กอ่ นลงมือทาข้อสอบใหเ้ ขียนชื่อ–สกุล ลงในกระดาษคาตอบให้เรียนรอ้ ย
4. ให้นกั เรียนอ่านคาถามแต่ละขอ้ ใหช้ ัดเจน และทาเครือ่ งหมาย  ตวั เลือก

ทถี่ กู สุดเพียงคาตอบเดียวลงบนกระดาษคาตอบ
5. หากมขี ้อสงสยั ให้ถามผคู้ ุมสอบ

1. ขอ้ ใดคือองค์ประกอบอันดับแรกของงานทัศนศลิ ป์

ก. จดุ ข. เสน้

ค. รปู ทรง ง. สี

2. เส้นในขอ้ ใดที่หมายถึง การเคลือ่ นไหว การเจริญเตบิ โต

ก. เสน้ ตรง ข. เสน้ โค้ง

ค. เสน้ ขดกน้ หอย ง. เสน้ อิสระ

3. จดุ ม่งุ หมายของการออกแบบ มงุ่ เนน้ ด้านใดมากท่สี ดุ

ก. ประโยชน์ใช้สอย ข. พัฒนาการออกแบบ

ค. การนาคอมพิวเตอรม์ าใช้ ง. ประดิษฐห์ รือสร้างสรรค์

4. การออกแบบทเี่ หมาะสมกบั ความเป็นอยูข่ องเราเอง คอื เรื่องใด

ก. การประยกุ ต์ศิลป์ ข. การออกแบบตกแต่งภายใน

ค. การออกแบบสื่อสาร ง. การออกแบบทางศลิ ปะ

5. เหตุใดเคร่อื งหมายสัญลกั ษณจ์ ึงนิยมใช้สีแดง

ก. แสดงถึงอันตราย ข. แสดงถงึ ความสวยงาม

ค. แสดงถงึ เลือดเน้ือชาวไทย ง. ถกู ทกุ ข้อ

6. ถ้าตอ้ งการนาหลกั การออกแบบโดยใช้ความเป็นเอกภาพไปใชใ้ นงานทัศนศลิ ปต์ อ้ งทาอย่างไร

ก. มจี ังหวะซ้า ๆ กนั ข. มคี วามโดดเด่นปรากฏชดั

ค. มีความจดื ชืด นา่ เบ่อื หนา่ ย ง. มีความสมั พนั ธก์ ันเป็นกลุ่มเปน็ ก้อน

7. การนาสีมาใชเ้ พอ่ื แสดงอารมณ์และความรสู้ กึ คือขอ้ ใด

ก. แสดงระยะใกล้-ไกล ข. บง่ บอกสญั ลักษณ์

ค. ช่วยกระตุ้นให้ตื่นเตน้ ง. ช่วยให้มีชวี ติ ชีวา

8. ความขดั แยง้ ส่งผลให้เกิดประโยชนอ์ ย่างไรในการสรา้ งสรรคง์ านทศั นศลิ ป์

ก. ชว่ ยใหผ้ ลงานมีชีวติ ชวี า ข. ชว่ ยให้ผลงานเกดิ ความพอดี

ค. ชว่ ยให้ผลงานเกิดความโดดเดน่ ง. ช่วยให้ผลงานเกดิ ความกลมกลนื

9. เพราะเหตุใดจงึ ตองมีการนาคาศพั ท์ทางทัศนศิลปม์ าใชในการบรรยายผลงานทางทศั นศิลป์

ก. ใหผู้ชมเขาใจได้ง่ายขึน้ ข. เป็นคาพดู ทนี่ ิยมใชกนั ทวั่ ไป

ค. ไมส่ ามารถใชคาพดู อ่นื ๆ ส่อื สารได้ ง. เป็นคาเฉพาะที่เขาใจได้ด้วยตนเอง

10. คาศัพท์ในข้อใด เหมาะสมท่จี ะนามาใช้ในการบรรยายลกั ษณะของเหรยี ญบาทมากที่สุด

ก. รูปป้ันนนู สูง ข. รูปปั้นนูนต่า

ค. รปู ปั้นลอยตัว ง. รูปป้ันสามมติ ิ

11. กระดาษวาดเขยี นทเี่ หมาะสมกับการเขียนภาพระบายสนี า้ คือขอ้ ใด

ก. กระดาษปรู๊ฟ ข. กระดาษ 60 ปอนด์

ค. กระดาษ 80 ปอนด์ ง. กระดาษ 100 ปอนด์

12. การตดั เสน้ ผลงานดว้ ยพกู่ ัน นักเรียนควรเลอื กใช้พู่กันเบอรใ์ ดจึงจะเหมาะสม

ก. เบอร์ 0 ข. เบอร์ 6

ค. เบอร์ 12 ง. เบอร์ 24

13. การสร้างสรรค์งานศิลปะในลักษณะบิดเบือนไปจากของจรงิ โดยจะให้ความสาคัญกับรปู แบบที่เหมือนจรงิ

นอ้ ยลงคือรูปแบบงานทศั นศลิ ป์แบบใด

ก. รูปแบบตามธรรมชาติ ข. รปู แบบเหมอื นจริง

ค. รปู แบบตัดทอน ง. รูปแบบนามธรรม

14. เพราะเหตุใดเราต้องผสมน้ากับสโี ปสเตอรก์ ่อนใช้

ก. เพราะจะช่วยใหส้ ีแห้งเรว็ ข. เพราะจะทาให้สีสวยข้ึน

ค. เพราะจะทาให้สีไม่หนืดมากเกินไป ง. เพราะจะทาให้สเี พิ่มปรมิ าณมากขน้ึ

15. ถ้านักเรยี นต้องการวาดภาพทใ่ี หค้ วามรู้สกึ โปร่งใส และแหง้ เร็ว นักเรียนจะเลอื กใช้สีชนดิ ใด

ก. สีโปสเตอร์ ข. สีน้า

ค. สีนา้ มัน ง. สีชอล์ค

16. การสร้างสรรค์งานทศั นศลิ ป์ แบบเหมือนจริง นักเรยี นควรทาส่งิ ใดก่อน

เป็นอับดบั แรก

ก. การรา่ งภาพให้มีขนาดสัดสว่ นทีเ่ หมือนจริง

ข. การระบายสีและแสงเงาท่ีถกู ตอ้ งเหมอื นจรงิ

ค. การแสดงระยะของภาพ ให้มีระยะใกล้ กลาง ไกล

ง. การกาหนดแรงบันดาลใจ ในการแสดงออกของภาพ

17. การสรา้ งสรรคง์ านศลิ ปะดว้ ยการพบั ไมค่ วรใช้วัสดุในข้อปฏิบัติ

ก. กระดาษ ข. ผา้

ค. ใบตอง ง. ไม้อดั

18. งานป้ันเรื่องราวที่ประดบั รถปราสาทผ้งึ จัดเป็นงานป้ันประเภทใด

ก. งานปนั้ ลอยตวั ข. งานปั้นนนู ต่า

ค. งานป้ันนนู สงู ง. งานป้นั สามมิติ

19. ถา้ นกั เรยี นต้องการวาดภาพทิวทัศน์ให้มคี วามสมจรงิ ข้นั ตอนแรกนักเรยี น

ต้องทาอย่างไร

ก. เขียนเส้นระดบั สายตา ข. ร่างภาพสว่ นรวม

ค. ลงน้าหนกั โดยรวม ง. เพิม่ น้าหนกั แสงเงา

21. ข้อความใดอธบิ ายถงึ กระบวนการสรา้ งสรรคง์ านทศั นศิลป์ได้ชัดเจนท่สี ดุ

ก. การนาทัศนธาตุทางศิลปะและหลกั การออกแบบไปประยกุ ตส์ ร้างสรรค์งานทัศนศิลป์สอื่

ความหมายเปน็ เร่ืองราว สามารถใช้ทัศนธาตุต่าง ๆ มาออกแบบ

ข. การสร้างสรรค์เพ่อื ให้เกิดความงาม และเกิดความพึงพอใจในภาพลักษณ์ของงานศิลปะท่ีเกิด

จากจนิ ตนาการ พัฒนารูปแบบต่าง ๆ ออกไปอย่างมากมายไม่มีท่สี ้ินสุด

ค. การนานา้ หนักอ่อนแก่ของแสงและเงา ซง่ึ อาจเปน็ ความอ่อนแก่ของนา้ หนกั ขาวดา ความอ่อน

แก่ของสี ๆ เดยี วหรือหลายสี มาใช้เพ่ือให้ผลงานมีมติ แิ ละแสดงอารมณ์ความรู้สึกของภาพ

ง. การสร้างสรรคง์ านศิลปะที่มองเห็นความงามไดจ้ ากรูปลักษณ์ หรือสามารถสมั ผสั รับรูช้ ่นื ชมด้วย

ประสาทตา จบั ต้องได้ และกินระวางพ้นื ที่ในอากาศ สร้างสรรคข์ ้ึนอย่างเปน็ ข้นั ตอน โดยมจี ุดประสงค์เพือ่

แสดงเรื่องราวตา่ ง ๆ

21. การท่ีนักเรียน ใช้พู่กันเบอร์ 6 ในการเกบ็ รายละเอียดของผลงานในพนื้ ทีเ่ ลก็ สมควรหรือไม่ เพราะ

เหตใุ ด

ก. สมควร เพราะการเก็บลายระเอยี ดผลงานสามารถใช้พกู่ ันไดท้ กุ เบอร์

ข. สมควร เพราะจะได้เกบ็ รายละเอยี ดผลงานเสรจ็ เรว็ ขน้ึ

ค. ไม่สมควร เพราะการเกบ็ รายละเอียดในพน้ื ท่ีเลก็ ควรใช้พูก่ นั เบอรเ์ ลก็

ง. ไม่สมควร เพราะการเกบ็ รายละเอยี ดตอ้ งใช้พู่กันท่มี ขี นาดใหญ่

22. ศลิ ปะตะวนั ตกในยุคก่อนศลิ ปะสมัยใหม่ นยิ มสร้างสรรคง์ านแบบใด

ก. เหมือนจริง ข. นามธรรม

ค. ก่งึ นามธรรม ง. อมิ เพรสชั่นนสิ ม์

23. ขอ้ ใดไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการวจิ ารณ์งานทัศนศลิ ป์

ก. การพฒั นาผลงาน ข. การสรา้ งความแตกแยกของศลิ ปินด้วยกนั

ค. การสร้างความเขา้ ใจในงานศิลปะ ง. การประเมินผลงาน

24. งานทัศนศลิ ป์ในรูปแบบตะวนั ออกและตะวนั ตกสามารถบ่งบอกสงิ่ ใดบา้ ง

ก. เหตุการณต์ ่าง ๆ ข. วัฒนธรรมของผคู้ น

ค. การพยากรณ์อากาศ ง. ขอ้ ก และ ข ถกู

25. ในการวเิ คราะหแ์ ละประเมินค่างานทัศนศิลป์รูปแบบตะวนั ออกและตะวันตก

โดยการใชอ้ ารมณแ์ ละความรู้สึกเพียงอยา่ งเดียว นกั เรียนคดิ ว่าถกู ต้องหรือไม่

ก. ถกู เพราะการวเิ คราะหแ์ ละประเมินค่าเกดิ จากความรู้สึก

ข. ถูก เพราะการวิเคราะหแ์ ละประเมนิ ค่าเป็นการแสดงออกถงึ ความคิด

ค. ไมถ่ กู เพราะการวิเคราะห์และประเมนิ ค่าจะพิจารณาจาก ความงาม สาระ และอารมณ์

ความรสู้ กึ

ง. ไม่ถกู เพราะการวเิ คราะหแ์ ละประเมนิ คา่ ไม่เกย่ี วกับอารมณแ์ ละความร้สู ึก

26. ศลิ ปะตะวันออกมีจุดเด่นทางด้านใดท่ีสาคัญมากทส่ี ดุ

ก. เร่ืองราวที่สร้างสรรค์ ข. ความเป็นจรงิ บนโลก

ค. ความรูส้ ึกของศลิ ปนิ ง. การไม่ถือเอาความจรงิ ทางธรรมชาติ

27. ศลิ ปะตะวันตกเป็นศลิ ปะท่เี นน้ ดา้ นใด

ก. ความคดิ ด้านศาสนา ข. ความเหนือธรรมชาติ

ค. สภาพแวดลอ้ มปัจจบุ ัน ง. การเมอื งการปกครอง

28. ในชว่ งแรกของศิลปะตะวันออกมักสร้างสรรค์ผลงานประเภทใด

ก. ประติมากรรม ข. ภาพวาดประดบั ฝาผนัง

ค. ประติมากรรมพระพุทธรูป ง. สถาปตั ยกรรม

29. ศิลปะตะวันตกไดร้ บั การพฒั นาขึ้นมาภายใต้อทิ ธพิ ลของส่ิงใด

ก. สงคราม ข. การบูชายนั

ค. ศาสนาคริสต์ ง. เหล่าอัศวิน

30. การนาวัสดุปกรณ์ และเทคนคิ ทางศิลปะท่หี ลากหลายวธิ มี าผสมผสานเปน็ งานศลิ ปเ์ รยี กว่าศิลปะ

ประเภทใด

ก ศิลปะพื้นบา้ น ข ศลิ ปะท้องถิ่น

ค ศิลปะส่ือผสม ง ศลิ ปะประยุกต์

เฉลยแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ (กอ่ นเรียน-หลงั เรียน)
วชิ าทัศนศิลป์ นกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3

ข้อท่ี เฉลย ข้อท่ี เฉลย ข้อที่ เฉลย
1 ก 11 ง 21 ง
2 ค 12 ก 22 ค
3 ก 13 ค 23 ก
4 ข 14 ค 24 ข
5 ก 15 ข 25 ง
6 ง 16 ก 26 ค
7 ง 17 ง 27 ง
8 ค 18 ง 28 ก
9 ก 19 ข 29 ค
10 ข 20 ก 30 ค

แบบประเมินผลงานการสร้างสรรค์งานทศั นศลิ ป์
วชิ าศิลปะพื้นฐาน ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3

คาชี้แจง ให้ครูผสู้ อนทาเคร่อื งหมาย  ให้ตรงกับระดบั ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานของนกั เรยี นใน

ประเด็นการประเมิน ดงั น้ี

ประเดน็ การประเมิน นา้ หนกั 4 ผลการประเมิน 1
คะแนน (เยี่ยม) (ปรบั ปรงุ )
32
(ดี) (พอใช้)

1. ความคิดสรา้ งสรรค์ 2

2. องค์ประกอบศิลป์ 2

3. ความสมบูรณ์ของผลงาน 2

4. การเลือกใชว้ สั ดอุ ุปกรณ์ 2

5. ตรงตามหัวข้อกาหนด 1

6. ความสะอาดเรยี บร้อยของผลงาน 1

รวม 10

เกณฑก์ ารตดั สินผลงานรวม

31–40 คะแนน คณุ ภาพผลงานอยูใ่ นระดบั “เยี่ยม”

21–30 คะแนน คณุ ภาพผลงานอยใู่ นระดบั “ด”ี

11–20 คะแนน คุณภาพผลงานอยู่ในระดับ “พอใช้”

ต่ากว่า 10 คะแนน คณุ ภาพผลงานอยู่ในระดบั “ปรับปรงุ ”

ระดับ “ด”ี ขึน้ ไป ผ่านเกณฑ์

คุณภาพผลงาน

ปรบั ปรุง พอใช้ ดี เย่ียม

ลงช่อื ...................................................ผูป้ ระเมนิ

(นายมนตรี ล้าเลิศ)
............../.................../...............

เกณฑก์ ารให้คะแนน แบบประเมินผลงานการสร้างสรรค์งานทศั นศลิ ป์

วิชาศิลปะพ้ืนฐาน ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3

รายการประเมนิ ระดับ ลกั ษณะของผลงาน น้าหนกั
คณุ ภาพ คะแนน

1. ความคิด 4 ผลงานมีความคดิ สรา้ งสรรค์แปลกใหมน่ ่าสนใจ ไม่เหมือนใคร

สรา้ งสรรค์ 3 ผลงานมีลกั ษณะคล้ายแบบท่ีครสู อนแตร่ ายละเอยี ดมากข้ึน 2
2 ผลงานมีลกั ษณะคล้ายแบบที่ครสู อนเปน็ สว่ นใหญ่

1 ผลงานมีลักษณะเหมือนแบบทค่ี รสู อนทกุ ประการ

2. องค์ประกอบศิลป์ 4 เนื้อหาของภาพมีการจดั ได้ถูกตอ้ งตามหลกั องค์ประกอบศลิ ป์

ผลงานมีการจัดวางจดุ เด่นไดน้ า่ สนใจ

3 เนอ้ื หาของภาพสว่ นใหญม่ ีการจัดไดถ้ ูกต้องตามหลัก

องคป์ ระกอบศลิ ป์ ผลงานมกี ารวางจดุ เด่นได้นา่ สนใจ 2
2 เนอ้ื หาของภาพสว่ นนอ้ ยมกี ารจดั ได้ถูกต้องตามหลกั

องค์ประกอบศลิ ป์ ผลงานมจี ุดเดน่ แต่น่าสนใจ

1 เน้ือหาของภาพจดั ได้ไมถ่ ูกต้องตามหลักองค์ประกอบศลิ ป์

ผลงานไมม่ ีจดุ เด่นไมน่ า่ สนใจ

3. ความสมบูรณ์ของ 4 ผลงานมคี วามสมบูรณถ์ กู ตอ้ งสวยงาม ตรงตามเวลา

ผลงาน ท่ีกาหนด

3 ผลงานเสรจ็ สมบรู ณถ์ ูกตอ้ งเพียงบางส่วน ใชเ้ วลาตาม 2
ทก่ี าหนด

2 ผลงานเสร็จสมบูรณ์เพียงบางสว่ น ใชเ้ วลาเกนิ ทก่ี าหนด

1 ผลงานไมเ่ สร็จสมบูรณ์ ใช้เวลาเกนิ ทีก่ าหนด

4. การเลือกใช้ 4 เลอื กใช้วัสดุอปุ กรณไ์ ดอ้ ยา่ งเหมาะสมกบั ผลงาน

อปุ กรณ์ เกบ็ รกั ษาวสั ดอุ ปุ กรณ์ถูกต้อง

3 เลอื กใชว้ สั ดุอุปกรณ์ไดอ้ ย่างเหมาะสมกับผลงาน

เปน็ ส่วนใหญ่ เก็บรักษาวสั ดุอุปกรณถ์ กู ตอ้ ง 2
2 เลือกใช้วสั ดอุ ุปกรณ์ไดอ้ ย่างเหมาะสมกับผลงาน

เปน็ สว่ นน้อย เกบ็ รักษาวัสดอุ ุปกรณไ์ มถ่ ูกต้อง

1 เลือกใชว้ ัสดุอปุ กรณ์ไมเ่ หมาะสมกบั ผลงาน ไมเ่ กบ็ รักษา

วสั ดุอปุ กรณ์

5. ตรงตาม 4 ผลงานมคี วามถูกตอ้ ง ตรงตามหวั ขอ้ ทคี่ รกู าหนด

ข้อกาหนด 3 ผลงานมคี วามถกู ต้อง ตรงตามหัวขอ้ ท่ีครูกาหนด

เปน็ สว่ นใหญ่ 1

2 ผลงานมคี วามถกู ตอ้ ง ตรงตามหัวข้อท่ีครูกาหนด

เปน็ บางส่วน

1 ผลงานมคี วามไม่ถกู ตอ้ ง ไม่ตรงตามหัวขอ้ ท่ีครูกาหนด

6. ความสะอาด 4 ผลงานสะอาดไมม่ รี อยสกปรก เรียบรอ้ ย

เรียบรอ้ ย 3 ผลงานสะอาดไมม่ ีรอยสกปรก แตข่ าดความเรยี บรอ้ ย 1

ของผลงาน 2 ผลงานสกปรกเลก็ นอ้ ย และขาดความเรยี บร้อย

1 ผลงานสกปรกมาก และขาดความเรียบร้อย

เกณฑ์การตัดสนิ ผลงานรวม
31–40 คะแนน คณุ ภาพผลงานอยใู่ นระดับ “เย่ยี ม”

21–30 คะแนน คุณภาพผลงานอยใู่ นระดับ “ดี”
11–20 คะแนน คณุ ภาพผลงานอยใู่ นระดับ “พอใช้”

ต่ากวา่ 10 คะแนน คุณภาพผลงานอยใู่ นระดบั “ปรับปรงุ ”
ระดบั “ด”ี ขนึ้ ไป ผา่ นเกณฑ์

แบบสอบถามความพงึ พอใจของนักเรียนที่มตี อ่ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
แบบโครงงานเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการสรา้ งสรรค์ผลงานทศั นศิลป์

สาหรบั นกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3

คาชแ้ี จง 1. แบบประเมนิ ความพึงพอใจฉบบั นใี้ ช้สาหรบั สอบถามความพงึ พอใจของนักเรยี นทมี่ ีตอ่ การจดั

กิจกรรมการเรียนรแู้ บบโครงงานเพ่อื เสรมิ สร้างความสามารถในการสร้างสรรค์งานทศั นศลิ ป์ ชั้นมัธยมศึกษาปี

ที่ 3 จานวน 20 ขอ้ ให้นักเรียนอ่านข้อความแต่ละข้อแล้วพจิ ารณาวา่ นักเรยี นเหน็ ดว้ ยกบั ขอ้ ความนัน้ ๆ
หรอื ไม่ โดยทาเครอ่ื งหมาย  ลงในช่องทตี่ รงกับระดบั ความพึงพอใจของนักเรยี นมากทส่ี ดุ เพยี งชอ่ งใดชอ่ ง

หน่ึงตามความรสู้ ึกและความคิดเหน็ ของนักเรยี นเกีย่ วกับกจิ กรรมการเรยี นรู้ ซง่ึ แต่ละระดบั ความรู้สกึ มีเกณฑ์

ดงั นี้

นักเรยี นมีระดบั ความพึงพอใจมากท่สี ุด 5

นักเรียนมรี ะดับความพึงพอใจมาก 4

นักเรยี นมรี ะดบั ความพงึ พอใจปานกลาง 3

นกั เรยี นมรี ะดบั ความพงึ พอใจนอ้ ย 2

นกั เรียนมีระดบั ความพึงพอใจน้อยที่สุด 1

2. การกรอกแบบประเมินฉบบั น้ี ไมส่ ่งผลต่อการเรียนวิชาทัศนศิลป์ของนกั เรียนและไม่มคี าตอบใด

ถูก หรือผดิ

ขอ้ รายการ ระดับความพงึ พอใจ
54321

ดา้ นบรรยากาศการเรียนรู้

1 นกั เรยี นชอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบโครงงานเพ่ือเสริมสร้าง

ความสามารถในการสรา้ งสรรค์งานทศั นศลิ ป์

2 บรรยากาศของการเรียนทาใหน้ ักเรียนมีความรับผิดชอบตอ่ ตนเองและกลุ่ม

3 บรรยากาศของการเรียนทาให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน

4 นักเรยี นพอใจท่ีไดร้ ว่ มแสดงความคิดเห็นในหอ้ งเรียน

ด้านการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้

5 จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นข้นั ตอนเพอ่ื ให้นกั เรยี นเกิดการเรยี นร้ไู ดด้ ี

6 มกี ารทบทวนความรพู้ ้ืนฐานก่อนเรยี น ซ่ึงเปน็ สิ่งจาเป็น

และมีประโยชนส์ าหรบั นกั เรยี น

7 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมใหน้ กั เรยี นไดแ้ ลกเปลย่ี นความร้คู วามคดิ

8 นกั เรยี นมีโอกาสชว่ ยเหลอื สมาชิกในกลุ่ม เพ่ือการเรยี นรู้

ดา้ นครผู ู้สอน

9 ครูเอาใจใส่และใหค้ วามเป็นกนั เองกับนกั เรียนชว่ ยสง่ เสรมิ บรรยากาศใน

การเรียนรู้

10 ครทู าหนา้ ทเ่ี ป็นผ้ใู หค้ าปรกึ ษาและดแู ลนกั เรียนเมอ่ื นักเรียน

มปี ญั หา

11 ครูเปิดโอกาสให้นกั เรียนได้แสดงความคดิ เหน็ และปฏิบัติ

ด้วยตนเอง

ขอ้ รายการ ระดับความพึงพอใจ
54321
12 ครูตรวจงานของนกั เรียนอย่างสมา่ เสมอ พร้อมท้ังใหค้ าแนะนา
เม่ือนักเรยี นยังไม่เข้าใจ
ดา้ นประโยชน์ทไ่ี ดร้ บั จากการเรยี น

13 การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน ช่วยให้นกั เรียนสรา้ งความรู้
ความเข้าใจดว้ ยตนเอง

14 การจัดกิจกรรมการเรียนรแู้ บบโครงงาน ทาใหน้ กั เรียนเข้าใจ
ในเน้อื หาไดง้ า่ ยขึน้ และจดจาเนอ้ื หาไดน้ าน

15 การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ แบบโครงงานทาให้เข้าใจและรจู้ ักเพื่อน
มากขน้ึ และไดท้ างานรว่ มกบั ผอู้ ่ืน

16 การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ แบบโครงงานทาใหน้ ักเรียนนาวิธีการ
เรียนรไู้ ปใชใ้ นวชิ าอื่น ๆ

17 ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้
ครใู ช้วิธกี ารวดั ผลและประเมินผลอย่างหลากหลาย

18 วธิ กี ารวดั และประเมนิ ผลมีความชัดเจนและสอดคลอ้ งกับเน้อื หาที่
เรยี น

19 เกณฑก์ ารวดั และประเมินผลมคี วามชดั เจน เหมาะสม
20 นกั เรียนมีสว่ นรว่ มในการวัดผลและประเมินผล

ขอ้ เสนอแนะอืน่ ๆ

............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................



1. ช่ือเรอ่ื ง การศกึ ษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาการงานอาชพี โดยใช้รูปแบบการสอนแบบ
สาธติ เรอ่ื ง อาหารจานเดยี ว ของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นโพนทองพฒั นาวทิ ยา
2. โรงเรียน โรงเรยี นโพนทองพฒั นาวทิ ยา กล่มุ สาระการเรียนรกู้ ารงานอาชพี
3. ผศู้ ึกษา นางสาวจิตสุดา โบราณประสิทธิ์
4. ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา

หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง 2560) เปน็ หลักสตู ร
องิ มาตรฐาน โดยกำหนดสง่ิ ที่ผเู้ รยี นพงึ รูแ้ ละปฏบิ ตั ไิ ด้ไวใ้ นมาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชว้ี ดั ซึง่ จะ
ประกอบด้วย ความรคู้ วามสามารถ คุณธรรม จริยธรรม คา่ นิยมที่พึงประสงค์ (กระทรวงศกึ ษาธิการ
2552 ) เม่ือผ้เู รียนได้รบั การพัฒนาแลว้ จะนำไปสู่การมีสมรรถนะสำคญั หา้ ประการ และคุณลักษณะ
อันพงึ ประสงค์แปดประการ (กระทรวงศึกษาธิการ 2552 ) กระบวนการจดั การเรยี นรู้ทม่ี ี
ประสทิ ธภิ าพเพอื่ ใหผ้ ้เู รียนบรรลุมาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตัวชวี้ ดั มีองคป์ ระกอบหลายอยา่ งท่จี ะสง่ ผล
ใหเ้ กิดความสำเร็จได้ โดยเรมิ่ ตง้ั แต่ระดับห้องเรียน นอกห้องเรียน ในระดับโรงเรียน ระดบั ชุมชน
สงั คม และระดับประเทศ ซึ่งทกุ องคป์ ระกอบมีความสำคญั และมีความสัมพันธก์ นั (ทิศนา แขมมณี
2545, 22)

ในการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ โรงเรียนโพนทองพัฒนา
วทิ ยา จงึ มุ่งพัฒนาใหผ้ ้เู รยี นมคี วามสมบูรณ์ทั้งรา่ งกาย จิตใจ สตปิ ัญญา ความรู้ และคณุ ธรรมจากการ
เรยี นรู้จากประสบการณจ์ รงิ ดว้ ยตนเอง มกี ารจัดกิจกรรมการเรียนรู้สง่ เสริมให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองได้
อย่างเตม็ ศกั ยภาพเพ่ือการนำความรไู้ ปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และเปน็ พื้นฐานการศึกษาต่อใน
ระดับต่อไป จากการสงั เกตุและสัมภาษณ์ครูผสู้ อนในเรือ่ งการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนน้ันพบว่า
ผูส้ อนมุ่งถา่ ยทอดเน้ือหาในลักษณะเปน็ ผู้บอก และอธิบายหน้าชนั้ แล้วผ้เู รียนลงมือปฏิบัติตามเพียง
อย่างเดียวอาจส่งผลให้การเรียนรู้สามารถรู้ และเข้าใจในขณะทีป่ ฏบิ ัตเิ ท่านั้น ยังขาดทักษะการลอง
ผิดลองถูกในการปฏบิ ัตเิ พ่ือการเรียนรู้ ผู้สอนไม่สามารถตอบสนองผู้เรียนได้ทุกคนให้เรียนรู้ได้อย่าง
เสมอภาคกันดว้ ยปัจจยั เรื่องเวลา และจำนวนนกั เรยี นในชัน้ เรยี นจงึ ทำให้ผู้สอนดูแลนักเรียนไม่ท่ัวถึง
ส่วนปัญหาด้านผูเ้ รียน คือผู้เรียนแต่ละคนมีทักษะพ้ืนฐานตา่ งกนั ผู้เรียนบางคนปฏิบัติตามผู้สอนไม่
ทนั จงึ เกิดความเบื่อหน่าย และเครยี ดในการเรียน ส่งผลให้ไม่สนใจเรยี น ขาดความกระตือรือร้น จาก
ปญั หาดงั กลา่ วจะเหน็ ได้ว่า การเรียนการสอนปฏิบัติทักษะ หากเปน็ การเรียนปฏิบัติด้วยตนเองเพียง
คนเดียวย่อมเกิดความแตกต่างกัน ผู้เรียนแตล่ ะคนเรียนรู้ไม่เทา่ เทียมกัน การใช้เวลาเรียนรูท้ ำความ
เข้าใจย่อมต่างกัน ทำให้เกิดช่องว่างของเวลาท่ีใช้ในการเรียนการสอนจึงยากต่อการจัดการ และการ
ควบคมุ ชน้ั เรียน นอกจากนก้ี ระบวนการเรียนการสอน และสอ่ื การสอน นับว่าเป็นองคป์ ระกอบสำคัญ
ยิ่งในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจ กระบวนการเรียนการสอน และสื่อการสอนมีหลาย

รูปแบบที่น่าสนใจ แต่ด้วยการพัฒนาสื่อการสอน และกระบวนการสอนบางประการมีความยุ่งยาก
มีกระบวนการจัดกิจกรรมที่ซับซ้อน และสื่อแต่ละรูปแบบการสอนอาจไม่เหมาะสมในทุกบริบทของ
การจดั การเรียนรู้

ดว้ ยเหตนุ ี้ ผูว้ จิ ัยจำเป็นต้องจัดกระบวนการสอนและรูปแบบการสอนท่ีช่วยลดปัญหาดังกล่าว
เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากกว่าระดับความรู้ ความจำ มีทักษะการคิดวิเคราะห์
สังเคราะห์ และการนำไปใช้ รวมทงั้ ตอ้ งเปน็ กระบวนการเรยี นรทู้ ีม่ ีความน่าสนใจ การจดั การเรียนการ
สอนที่นำกระบวนการเรียนรู้แบบต่าง ๆ มาใช้ร่วมกับการเรียนการสอนในชั้นเรียนคือ รูปแบบการ
สอนแบบสาธติ เพราะรปู แบบการสอนแบบสาธิตเป็นกระบวนการท่ีผู้สอนใช้ในการชว่ ยให้ผู้เรียนเกิด
การเรยี นรตู้ ามวัตถุประสงค์ทก่ี ำหนด โดยการแสดงหรอื ทำสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ให้ผู้เรียน
สงั เกตดู แล้วใหผ้ เู้ รียนซกั ถาม อภปิ ราย และสรุปการเรยี นรทู้ ่ีไดจ้ ากการสังเกตการสาธิต สอดคล้อง
กับ ทศิ นา แขมมณี (2557: 19) ท่กี ลา่ ววา่ การท่คี รูหรอื นักเรยี นคนใดคนหนง่ึ แสดงบางสงิ่ บางอย่าง
ให้นักเรียนดู หรือให้เพื่อนๆดู อาจเป็นการแสดงการใช้เครื่องมือแสดงให้เห็นกระบวนการ
วิธกี าร กลวิธหี รือการทดลองที่มอี นั ตราย ซ่งึ ไมเ่ หมาะที่จะใหน้ ักเรียนทำการทดลอง การสอนวธิ นี ี้ช่วย
ให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจและสามารถทำในสิ่งนัน้ ไดถ้ ูกต้อง และ ยังเป็นการสอนให้นักเรยี น
ไดใ้ ช้ทกั ษะในการสังเกต และถอื ว่าเปน็ การไดป้ ระสบการณต์ รงวธิ ีหนึง่ วิธสี อนแบบสาธิต จึงเป็นการ
สอนท่ียึดผู้สอนเป็นศูนย์กลาง เพราะผสู้ อนเปน็ ผู้วางแผน ดำเนินการ และลงมือปฏิบัติ ผู้เรียนอาจมี
ส่วนร่วมบ้างเล็กน้อย วิธีสอนแบบนี้จึงเหมาะสำหรับ จุดประสงค์การสอนที่ต้องการให้ผู้เรียนเห็น
ขั้นตอนการปฏบิ ัติ เช่น วิชาพลศึกษา ศิลปศึกษา อุตสาหกรรมศลิ ป์ วิชาในกลุม่ การงานและพื้นฐาน
อาชพี

ดังนั้น ผู้วิจัยไดเ้ หน็ ความสำคัญของการจัดรูปแบบการเรียนการสอน จึงได้ทำการศึกษาการ
จัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสาธิต ในวิชาการงานอาชีพ เรื่อง อาหารจานเดียว
ของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 เปน็ การบรู ณาการวธิ กี ารสอน เพ่อื ให้ได้รปู แบบการเรียนการสอนท่ี
มีคุณภาพ และสามารถนำไปใช้ได้อย่างดี ซึ่งช่วยส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และมี
ปฏิสมั พนั ธ์อันดีภายในกลมุ่ อีกทัง้ ยังสง่ เสริมบรรยากาศของการเรียนการสอนในชัน้ เรียนให้ดีขึน้

5. วตั ถุประสงค์

เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสาธิต ในวิชาการงานอาชีพ
เรือ่ ง อาหารจานเดยี ว ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรียนโพนทองพฒั นาวทิ ยา

6. ขอบเขตการศึกษา

ระยะเวลา 2 คาบต่อสัปดาห์ ใชเ้ วลาวนั ท่ี 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 ถึง วันท่ี 4 สิงหาคม
พ.ศ. 2565 จำนวน 4 ช่วั โมง

- ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคร้งั นเี้ ปน็ นกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ภาคเรยี นที่ 1
ปีการศึกษา 2565 วิชาการงานอาชพี จำนวน 8 ห้อง ไดแ้ ก่ ห้อง1-8 นกั เรียน 81 คน

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 คน
ท่ีกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ได้จากการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random
Sampling)

- ขอบเขตของเนอ้ื หา
เนื้อหาท่ีนำมาใชใ้ นการศกึ ษาครง้ั น้ี ไดแ้ ก่ อาหารจานเดยี ว ประกอบดว้ ย ความรู้พ้ืนฐาน

ของอาหารจานเดียว การเตรยี ม การประกอบอาหาร และการจัดตกแต่งอาหาร
การศกึ ษาครั้งน้ีใช้แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวชิ าการงานอาชพี

ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ที่ผู้วจิ ยั สร้างขนึ้
- ขอบเขตของตัวแปร
ตวั แปรตน้ ไดแ้ ก่ การเรยี นโดยใช้รปู แบบการสอนแบบสาธิต วชิ าการงานอาชีพ

ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นโพนทองพัฒนาวิทยา
ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิชาการงานอาชีพ เรื่อง อาหาร

จานเดียว ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4
7. นิยามศัพท์

เพือ่ ใหม้ ีความเข้าใจตรงกนั เก่ียวกบั ศัพทเ์ ฉพาะที่ใช้ในงานวจิ ัยนี้ ผ้วู จิ ยั จงึ นยิ ามความหมาย
และขอบเขตของศพั ท์เฉพาะตา่ ง ๆ ดงั น้ี

การจดั การเรยี นรู้แบบสาธติ คือ กระบวนการทีผ่ สู้ อน หรือบุคคลใดบุคคลหน่ึงใช้ในการช่วย
ให้ผู้เรยี นไดเ้ กิดการเรียนรตู้ ามวัตถุประสงค์ โดยการแสดงหรือกระทำให้ดูเป็นตัวอย่างพร้อมๆ กับการ
บอก อธิบาย ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้จากการสังเกตกระบวนการขั้นตอน
การสาธิตนั้นๆ แล้วให้ผู้เรียนซักถาม อภิปราย และสรุปการเรียนรู้ที่ได้จากการสาธิต การจัดการ
เรียนรู้แบบนจี้ งึ เหมาะสมสำหรับการสอนท่ีต้องการให้ผู้เรียนเหน็ ขน้ั ตอนของการปฏิบัติ เช่น วิชาพล
ศกึ ษา นาฏศลิ ป์ ศลิ ปศึกษา กานงานอาชพี

อาหารจานเดียว หมายถึง อาหารที่ประกอบขึ้นในหนึ่งจาน แต่ได้รับคุณค่าทางโภชนาการ
ครบทั้ง 5 หมู่ มีปริมาณพอเพียงกับความต้องการของร่างกาย 1 มื้อ เหมาะสมกับเพศ วัย และ
กิจกรรมที่ต้องทำ พร้อมทั้งวิธีการเตรียมและประกอบอาหารที่ง่าย สงวนคุณค่าทางโภชนาการ
สะอาด ถกู หลักอนามยั มรี สชาตดิ ี

ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน หมายถงึ ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนท่ีจะทำให้นักเรียน
เกิดการเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรม และสามารถวัดไดโ้ ดยการแสดงออกมาทง้ั 3 ด้าน คือ ด้านพทุ ธิพสิ ัย
ดา้ นจติ พิสัย และด้านทกั ษะพสิ ัย

นักเรียน หมายถึง ผทู้ กี่ ำลงั ศกึ ษาชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นโพนทองพฒั นาวทิ ยา ท่ีเรียน
วิชาการงานอาชีพ ในภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565

8. เอกสารที่เกี่ยวขอ้ ง

ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนและความหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Learning Achievement) เป็นผลที่เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ใน

การจัดการศึกษา นักศึกษาได้ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเนื่องจากผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นเป็นดชั นีประการหน่ึงท่ีสามารถบอกถึงคณุ ภาพการศกึ ษา

ไพศาล หวังพานชิ (2536: 89) กลา่ ววา่ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถงึ คณุ ลักษณะและ
ความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และ
ประสบการณ์การเรียนที่เกิดขึ้นจากการฝึกอบรม หรือการสอบ จึงเป็นการตรวจสอบระดับ
ความสามารถของบุคคลว่าเรียนแล้วมีความรู้เท่าใด สามารถวดั ได้โดยการใช้แบบทดสอบต่าง ๆ เช่น
ใช้ข้อสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิ
ข้อสอบวดั ผลภาคปฏิบัติ สามารถวัดได้ 2 รูปแบบ ดงั น้ี

1. การวัดด้านปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติโดยทักษะของ
ผู้เรียน โดยมุ่งเนน้ ให้ผู้เรียนแสดงความสามารถดงั กลา่ ว ในรูปของการกระทำจริงให้ออกเป็นผลงาน
การวัดตอ้ งใช้ขอ้ สอบภาคปฏิบัติ

2. การวัดด้านเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาซ่ึงเปน็ ประสบการณ์
เรียน รวมถงึ พฤตกิ รรมความสามารถในดา้ นตา่ ง ๆ สามารถวัดได้โดยใช้แบบวดั ผลสมั ฤทธิ์

อนา ตาซี (1970: 107) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบ
ด้านสติปัญญา และองค์ประกอบด้านที่ไม่ใช้สติปัญญา ได้แก่ องค์ประกอบด้านเศรษฐกิจ สังคม
แรงจูงใจ และองค์ประกอบท่ไี ม่ใชส้ ติปญั ญาดา้ นอื่น

ไอแซงค์ อาโนลด์ และไมลี (อ้างถึงใน ปริยทิพย์ บุญคง, 2546: 7) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์
หมายถึง ขนาดของความสำเร็จทไ่ี ด้จากการทำงานท่ีต้องอาศัยความพยายามอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมา
จากการกระทำที่ต้องอาศัยทั้งความสามารถทั้งทางร่างกาย และทางสติปัญญา ดังนั้นผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนจึงเป็นขนาดของความสำเร็จที่ได้จากการเรียนโดยอาศัยความสามารถเฉพาะตัวบุคคล
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอาจได้จากกระบวนการที่ไม่ต้องอาศัยการทดสอบ เช่นการสังเกต หรือการ
ตรวจการบ้าน หรืออาจได้ในรูปของเกรดจากโรงเรียน ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการที่ซับซ้อน และ
ระยะเวลานานพอสมควร หรืออาจไดจ้ ากการวดั แบบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนทั่วไป

สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถึง ผลการวัด การเปลี่ยนแปลง และประสบการณ์
การเรยี นรู้ ในเน้ือหาสาระที่เรยี นมาแลว้ วา่ เกิดการเรยี นรู้เทา่ ใดมีความสามารถชนดิ ใด โดยสามารถวัด
ได้จากแบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ในลักษณะต่าง ๆ และการวัดผลตามสภาพจริงเพื่อบอกถึงคุณภาพ
การศึกษา

ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
นกั การศกึ ษาหลายทา่ นได้ให้ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นไว้ดังน้ี
พวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2543: 96) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
แบบทดสอบที่วัดความรู้ของนักเรียนที่ได้เรียนไปแล้ว ซึ่งมักจะเป็นข้อคำถามให้นักเรียนตอบด้วย
กระดาษและดินสอกบั ให้นักเรยี นปฏิบตั จิ รงิ
สมนกึ ภทั ทิยธนี (2546: 78-82) กล่าวว่า แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง
แบบทดสอบวัดสมรรถภาพทางสมองตา่ ง ๆ ทนี่ ักเรยี นได้รบั การเรยี นรผู้ ่านมาแลว้ ซึง่ แบ่งได้เปน็
2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างกับแบบทดสอบมาตรฐาน แต่เนื่องจากครูต้องทำหน้าที่วัดผล
นักเรียน คือ เขียนข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ตนได้สอน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับแบบทดสอบที่ครูสร้าง
และมหี ลายแบบแต่ที่นิยมใชม้ ี 6 แบบ ดังนี้
1. ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบที่มีเฉพาะคำถาม แล้วให้
นกั เรียนเขียนตอบอย่างเสรี เขียนบรรยายตามความรู้ และขอ้ คดิ เห็นแตล่ ะคน
2. ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด ลักษณะทั่วไป ถือได้ว่าข้อสอบแบบกาถูก-ผิด คือ ข้อสอบแบบ
เลอื กตอบทีม่ ี 2 ตวั เลือก แต่ตัวเลอื กดังกล่าวเป็นแบบคงท่ีและมีความหมายตรงกนั ข้าม เชน่ ถกู -ผิด
ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่จรงิ เหมือนกนั -ตา่ งกนั เป็นตน้
3. ขอ้ สอบแบบเติมคำ ลักษณะทวั่ ไปเป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยค หรือข้อความที่ยัง
ไม่สมบูรณ์ให้ผู้ตอบเติมคำ หรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพื่อให้มีใจความ
สมบรู ณแ์ ละถกู ตอ้ ง
4. ข้อสอบแบบตอบส้นั ๆ ลักษณะทว่ั ไป ขอ้ สอบประเภทนค้ี ล้ายกบั ขอ้ สอบแบบเตมิ คำ

แต่แตกตา่ งกนั ท่ีข้อสอบแบบตอบสนั้ ๆ เขยี นเป็นประโยคคำถามสมบรู ณ์ (ข้อสอบเตมิ คำเปน็ ประโยค
ที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเป็นคนเขียนตอบ คำตอบที่ต้องการจะสั้น และกะทัดรัดได้ใจความ
สมบูรณ์ไมใ่ ช่เป็นการบรรยายแบบขอ้ สอบอัตนยั หรือความเรยี ง

5. ข้อสอบแบบจบั คู่ ลักษณะท่ัวไป เปน็ ข้อสอบเลือกตอบชนดิ หนงึ่ โดยมีคำ หรอื ข้อความ
แยกจากกันเป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่า แต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะคู่กับคำ หรือ
ข้อความใดในอกี ชดุ หน่ึง (ตัวเลอื ก) ซง่ึ มคี วามสัมพนั ธก์ ันอย่างใดอย่างหนึ่งตามท่ีผ้อู อกข้อสอบกำหนด
ไว้

6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ ลักษณะทั่วไป ข้อสอบแบบเลือกตอบนี้จะประกอบด้วย 2 ตอน
ตอนนำ หรือคำถามกับตอนเลือก ในตอนเลือกนี้จะประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูก และ
ตวั เลือกทีเ่ ปน็ ตัวลวง ปกติจะมีคำถามทกี่ ำหนดใหน้ กั เรียนพิจารณาแล้วหาตวั เลือกท่ีถูกต้องมากที่สุด
เพียงตัวเลือกเดียวจากตวั เลือกอื่น ๆ และคำถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน ดู
เผิน ๆ จะเห็นวา่
ทกุ ตัวเลือกถูกหมด แตค่ วามจริงมนี ำ้ หนกั ถูกมากนอ้ ยตา่ งกนั

สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่วั ดความรู้
ความสามารถทางการเรยี นด้านเนื้อหา ด้านวิชาการ และทกั ษะต่าง ๆ ของวชิ าตา่ ง ๆ

หลกั เกณฑใ์ นการสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัยได้วิเคราะห์จากนักการศึกษา
หลายๆ ท่าน ทกี่ ลา่ วถงึ หลักเกณฑไ์ ว้สอดคล้องกัน และไดล้ ำดบั เป็นขัน้ ตอนดังนี้
1. เนื้อหา หรือทักษะที่ครอบคลุมในแบบทดสอบนั้นจะต้องเป็นพฤติกรรมที่สามารถวัด
ผลสัมฤทธิไ์ ด้
2. ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนท่ีใช้แบบทดสอบวัดนั้นถ้านำไปเปรียบเทยี บกนั จะต้องให้ทุกคนมี
โอกาสเรียนร้ใู นสงิ่ ตา่ ง ๆ เหล่านนั้ ได้ครอบคลุมและเท่าเทียมกนั
3. วดั ใหต้ รงกับจุดประสงค์ การสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น ควรจะวัดตาม
วัตถปุ ระสงค์ทกุ อยา่ งของการสอน และจะตอ้ งมนั่ ใจว่าไดว้ ัดสงิ่ ท่ีตอ้ งการจะวดั ไดจ้ ริง
4. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการวัดความเจริญงอกงามของนักเรียน การ
เปลย่ี นแปลงและความก้าวหนา้ ไปสู่วัตถปุ ระสงค์ทวี่ างไว้ ดังนนั้ ครคู วรจะทราบว่าก่อนเรียนนักเรียน
มีความรู้ความสามารถอย่างไร เมื่อเรียนเสร็จแล้วมีความรู้แตกต่างจากเดิมหรือไม่ โดยการทดสอบ
กอ่ นเรยี น และทดสอบหลังเรยี น
5. การวัดผลเป็นการวัดผลทางอ้อม เป็นการยากที่จะใช้ข้อสอบแบบเขยี นตอบวัดพฤติกรรม
ตรง ๆ ของบุคคลได้ สิ่งที่วัดได้คือการตอบสนองต่อข้อสอบ ดังนั้นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ให้เป็น
พฤติกรรมทีจ่ ะสอบ จะตอ้ งทำอยา่ งรอบคอบและถกู ตอ้ ง

6. การวัดการเรียนรู้ เปน็ การยากท่จี ะวดั ทกุ สง่ิ ทุกอยา่ งทสี่ อนไดภ้ ายในเวลาจำกดั สิ่งทวี่ ดั ได้
เปน็ เพียงตวั แทนของพฤติกรรมทง้ั หมดเท่าน้นั ดังน้นั ต้องมัน่ ใจว่าส่งิ ที่วัดนน้ั เป็นตัวแทนแทจ้ ริงได้

7. การวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเปน็ เคร่อื งช่วยพัฒนาการสอนของครู และเป็นเคร่ืองช่วย
ในการเรียนของเดก็

8. ในการศกึ ษาที่สมบูรณน์ ัน้ สิง่ สำคัญไม่ไดอ้ ย่ทู ่ีการทดสอบแตเ่ พียงอย่างเดียวการทบทวน
การสอนของครกู เ็ ป็นสิ่งสำคัญย่ิง

9. การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ควรจะเน้นในการวัดความสามารถในการใช้ความรู้ให้
เป็นประโยชน์ หรือการนำความรูไ้ ปใช้ในสถานการณ์ใหม่ ๆ

10. ควรใชค้ ำถามให้สอดคลอ้ งกับเนอ้ื หาวิชาและวตั ถุประสงคท์ วี่ ดั
11. ให้ข้อสอบมีความเหมาะสมกับนักเรียนในด้านต่าง ๆ เช่น ความยากง่ายพอเหมาะ มี
เวลาพอสำหรับนักเรียนในการทำข้อสอบ
สรุปได้ว่า ในการสร้างแบบทดสอบให้มีคุณภาพ วิธีการสร้างแบบทดสอบที่เป็นคำถาม เพ่ือ
วัดเนอ้ื หา และพฤติกรรมท่สี อนไปแล้วต้องตัง้ คำถามท่ีสามารถวดั พฤติกรรมการเรยี นการสอนได้อย่าง
ครอบคลมุ และตรงตามจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ชนิดของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ลว้ น สายยศ และอังคณา สายยศ (2538: 146) กล่าววา่ แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบที่วดั ความรู้ของนักเรียนหลังจากทีไ่ ดเ้ รียนไปแลว้ ซงึ่ มักจะเป็นขอ้ คำถาม
ให้นักเรียนตอบดว้ ยกระดาษและดินสอกับให้นักเรยี นปฏิบัติจริง ซ่ึงแบ่งแบบทดสอบประเภทนี้ เปน็
2 ประเภท คอื
1. แบบทดสอบของครู หมายถึง ชุดของข้อคำถามที่ครูเป็นผู้สร้างขึ้น เป็นข้อคำถามที่
เก่ยี วกับความรู้ทน่ี กั เรียนไดเ้ รยี นในหอ้ งเรยี น เป็นการทดสอบว่านกั เรยี นมีความรมู้ ากแค่ไหนบกพรอ่ ง
ในส่วนใด จะไดส้ อนซ่อมเสริม หรือเปน็ การวดั เพ่อื ดูความพร้อมทจ่ี ะเรยี นในเน้ือหาใหม่ ทงั้ น้ขี ึ้นอยู่กบั
ความตอ้ งการของครู
2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่สร้างข้ึนจากผเู้ ช่ยี วชาญในแต่ละสาขาวิชา
หรือจากครูที่สอนวิชานั้น แต่ผ่านการทดลองหาคุณภาพหลายครงั้ จนมีคุณภาพดีจึงสร้างเกณฑ์ปกติ
ของแบบทดสอบน้ัน สามารถใชห้ ลกั และเปรยี บเทยี บผลเพอ่ื ประเมินคา่ ของการเรียนการสอนในเรื่อง
ใด ๆ ก็ได้ แบบทดสอบมาตรฐานจะมีคมู่ ือดำเนนิ การสอบบอดถึงวธิ กี าร และยงั มมี าตรฐานในด้าน
การแปลคะแนนด้วยทั้งแบบทดสอบของครูและแบบทดสอบมาตรฐาน จะมีวิธีการในการสร้างข้อ
คำถามทเี่ หมือนกนั เปน็ คำถามท่วี ดั เนอ้ื หาและพฤตกิ รรมในดา้ นตา่ งๆ ท้ัง 4 ดา้ น ดงั นี้

2.1 วดั ดา้ นการนำไปใช้
2.2 วัดด้านการวิเคราะห์

2.3 วดั ดา้ นการสังเคราะห์
2.4 วดั ด้านการประเมินคา่
อาหารจานเดยี ว
ความหมายของอาหารจานเดยี ว
อาหารจานเดียว หมายถึง อาหารที่ประกอบขึ้นในหนึ่งจาน แต่ได้รับคุณค่าทางโภชนาการ
ครบทั้ง 5 หมู่ มีปริมาณพอเพียงกับความต้องการของร่างกาย 1 ม้ือ เหมาะสมกับเพศ วัย และ
กิจกรรมที่ต้องทำ พร้อมทั้งวิธีการเตรียมและประกอบอาหารที่ง่าย สงวนคุณค่าทางโภชนาการ
สะอาด ถูกหลักอนามยั มีรสชาตดิ ี
ส่วนประกอบของอาหารจานเดยี ว
1. ประกอบดว้ ยอาหารหลักครบ 5 หมู่
2. สงวนคณุ ค่าทางโภชนาการเพือ่ ใหเ้ กิดประโยชนต์ อ่ ร่างกายอยา่ งแท้จริง
3. ลักษณะอาหารต้องจดั ให้เหมาะสมกบั ผบู้ รโิ ภค ทงั้ รสนยิ ม วัย สุขภาพ
สขุ อนามัยในการประกอบอาหารจานเดียว
1. ร่างกายผปู้ รงุ อาหารต้องไมเ่ ปน็ โรคติดตอ่ หรอื ไม่ควรให้ผูท้ ่เี ป็นโรคปรงุ อาหาร
2. เครือ่ งแต่งกายของผ้ปู รุงต้องสะอาด เชน่ มผี า้ คลมุ ผม และสามผา้ กนั เปอ้ื น
หลกั การประกอบอาหารจานเดียว
อาหารจานเดียวเปน็ อาหารทบ่ี ริโภคได้ท้ังเด็กและผใู้ หญ่ จะแตกต่างกันทป่ี ริมาณ และการจดั
อาหาร ดังนั้นก่อนจะประกอบอาหารจานเดียวควรคำนึงถึง 3 ป. คือ ประโยชน์ ประหยัด และ
ปลอดภัย
ขอ้ แนะนำในการประกอบอาหารจานเดียว
1. ใช้อาหารทีม่ ีในทอ้ งถนิ่ เปน็ หลักหรือมากที่สดุ
2. เลอื กใช้อาหารตามฤดกู าลท่ีสดใหม่
3. เลือกประกอบอาหารท่ที กุ คนในครอบครัวชอบและรับประทานได้
4. ประกอบอาหารให้น่ารับประทานโดยใช้อาหารที่มีสีธรรมชาติหลายสี จัดอาหารลงใน
ภาชนะที่เหมาะสม ตกแต่งให้สวยงาม สะอาด มีรสชาติอร่อยเหมาะสมกับวัย และถูกใจสมาชิกใน
ครอบครัว
5. เป็นอาหารทปี่ ระกอบงา่ ย ขน้ั ตอนไม่ซับซอ้ น
6. ใช้อุปกรณ์หรือเครือ่ งใช้ในการประกอบอาหารท่ีสะอาด เพื่อให้ถูกหลักอนามัยและหลัก
สขุ าภิบาลอาหาร

อาหารหลัก 5 หมู่
อาหารหลัก 5 หมู่ คือ อาหารที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน 5 ชนิด โดยนำอาหารที่มี
สารอาหารเหมือนกัน มาไว้ในหมวดหมู่เดียวกัน ซึ่งคนเราในแต่ละวันนั้น ต้องการสารอาหารทั้ง 5
ชนิด ดังนน้ั เราควรกนิ อาหารใหค้ รบทงั้ 5 หมู่ อาหารหลัก 5 หมู่ จำแนกไดด้ งั นี้
หมทู่ ี่ 1 โปรตนี
หม่ทู ่ี 2 คาร์โบไฮเดรต
หมู่ท่ี 3 วติ ามนิ
หมู่ท่ี 4 แร่ธาตุ
หม่ทู ี่ 5 ไขมัน
อาหารหม่ทู ี่ 1 เน้ือสัตว์ ไข่ นม และถ่วั เมล็ดแหง้ (โปรตีน) ให้สารอาหารประเภท โปรตีน
อาหารหมู่ที่ 2 ข้าวแป้ง น้ำตาล เผือก มัน (คาร์โบไฮเดรต) ให้สารอาหารประเภท
คาร์โบไฮเดรต
อาหารหมู่ที่ 3 ผกั ต่างๆ (วติ ามนิ +แรธ่ าต)ุ ใหส้ ารอาหารประเภท วิตามนิ และแร่ธาตุ
อาหารหมทู่ ่ี 4 ผลไมต้ า่ งๆ (วติ ามนิ แรธ่ าต)ุ ให้สารอาหารประเภท วติ ามิน และแร่ธาตุ
อาหารหมู่ที่ 5 น้ำมนั และไขมนั จากพชื และสตั ว์ (ไขมนั ) ใหส้ ารอาหารประเภท ไขมนั
ประโยชนข์ องอาหารจานเดียว
1. ให้สารอาหารครบตามความต้องการของร่างกายของแต่ละบุคคลซึ่งขึ้นอยู่กับอายุ เพศ
ลกั ษณะการทำงานและสภาวะของรา่ งกาย
2. ประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการประกอบอาหารแต่ละมื้อ โดยรู้จักใช้
ทรพั ยากรอย่างคุ้มค่า การใช้อาหารทดแทน และการนำอาหารทมี่ ีอยู่ในท้องถน่ิ มาดัดแปลงประกอบ
เปน็ อาหารบริโภค โดยให้พอเหมาะกับการบรโิ ภคของแต่ละบคุ คลในครอบครัว
3. สร้างอุปนิสัยในการบริโภค เป็นการสร้างพื้นฐานการบริโภคที่ง่าย ประหยัดถูกหลัก
โภชนาการโดยเฉพาะเดก็ ที่อยู่ในวยั ก่อนเรียน ซงึ่ เปน็ วยั ท่เี ลอื กกินอาหารตามชอบ ทำให้ได้อาหารไม่
ครบตามความต้องการของร่างกาย และเป็นสาเหตุให้เด็กให้วัยนี้เป็นโรคขาดสารอาหารเป็นจำนวน
มาก
ผลการวิจยั พบว่า
1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้กระบวนการกลุ่ม ในวิชาครอบครัวของฉัน
เรื่อง อาหารจานเดียว มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคญั
ทางสถิตทิ ่ีระดบั .05
2. นกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 4 มีความพงึ พอใจตอ่ การเรยี นโดยใชก้ ระบวนการกลุ่มในวิชา
ครอบครัวของฉนั เร่ือง อาหารจานเดียว อยู่ในระดับดมี าก

9. วธิ ีดำเนนิ การศกึ ษา
ในการศึกษาผมสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการงานอาชีพ โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสาธิต

เรื่อง อาหารจานเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโพนทองพัฒนาวิทยา ครั้งนี้มี
ขัน้ ตอนการดำเนินการดังนี้

ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
ประชากร

ประชากรทีใ่ ชใ้ นการวิจัยครง้ั น้เี ปน็ นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 1
ปีการศกึ ษา 2565 วชิ าการงานอาชพี จำนวน 8 ห้อง ได้แก่ หอ้ ง 1-8 นกั เรียน 81 คน

กล่มุ ตวั อย่าง
กลมุ่ ตัวอย่างทใ่ี ช้ในการวิจัยครัง้ นี้ เปน็ นักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4/2 จำนวน 10 คน ที่

กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ได้จากการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random
Sampling)

เครือ่ งมอื ท่ใี ช้ในการวิจัย
1. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวชิ าครอบครัวของฉัน เรื่อง อาหารจานเดยี ว
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ และเนื้อหาที่กำหนดเป็น
ข้อสอบมี 2 ตอน ตอนที่1แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกมีจำนวนข้อคำถาม 10 ข้อ ตอนท่ี2
แบบอัตนยั ชนิดเขียนอธบิ าย จำนวนข้อคำถาม 1 ขอ้
การสรา้ งและหาคุณภาพเครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
ในการศึกษาคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้สรา้ ง และหาคณุ ภาพเครอื่ งมือที่ใช้ในการศึกษาดังนี้
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการงานอาชีพ เรื่อง อาหารจานเดียว
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ผู้วิจยั ได้ดำเนนิ การตามขน้ั ตอนดงั น้ี
1. ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบจากเอกสาร และหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการวัดผลและ
ประเมนิ ผล และการสรา้ งแบบทดสอบ (บญุ ชมุ ศรสี ะอาด, 2535: 61-98)
2. ศกึ ษาเนอ้ื หา และจุดประสงค์การเรียนรจู้ ากหนงั สือ คูม่ อื ครู และแบบเรียนวิชาการงาน
เร่อื ง อาหารจานเดยี ว
3. วิเคราะห์จุดประสงค์ และเนือ้ หา เร่อื ง อาหารจานเดียว เพอ่ื สรา้ งแบบทดสอบให้ตรงตาม
เนื้อหา (Content Validity) จดุ ประสงค์การเรียนรู้ และพฤติกรรมทต่ี ้องการวดั
4. สร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการงานอาชีพ เรื่อง อาหารจานเดียวกอ่ น
เรียน และหลงั เรียนให้ครอบคลุม และสอดคลอ้ งกบั จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้


Click to View FlipBook Version