The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น-ผู้ป่วยระยะสุดท้าย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dansaihospital.live, 2022-03-20 04:07:12

ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น-ผู้ป่วยระยะสุดท้าย

ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น-ผู้ป่วยระยะสุดท้าย

145

146

การจัดการองคความรูภูมิปญญาทองถ่ินดานความเชื่อในการรักษาผูปวยระยะทาย
สดุ ของชีวติ โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดานซา ย

หนังสือเลมน้ีสรางสรรคจากโครงการบริการวิชาการ ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี
มหาวิทยาลยั ศิลปากร

ประธานโครงการ

ผศ.ดร. เอกรนิ ทร พงึ่ ประชา

คณะทาํ งาน

อาจารยธัญธีรา ยม้ิ อาํ นวย ผศ.ดาํ รงพล อินทรจันทร

อาจารยศ ศิธร ศลิ ปวุฒยา ผศ.ชนิ วร ฟาดิษฐี

อาจารยนฐั วฒุ ิ สิงหก ลุ ผศ.ปรารถนา จนั ทรุพนั ธุ

ผศ.กุลศิริ อรณุ ภาคย ผศ.แพร ศิรศิ ักดิด์ าํ เกิง

อาจารยวราภรณ มนตไตรเวศย

ขอมูลทางบรรณานกุ รมของสํานกั หอสมดุ แหงชาติ National Library of Thailand Cataloging in Publication Data

มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร. คณะโบราณคด.ี ภาควชิ ามานุษยวิทยา.
การจดั การองคความรูภูมิปญ ญาทองถนิ่ ดานความเช่ือในการรกั ษาผูป ว ยระยะทา ยสดุ ของชีวิต
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดา นซา ย.-- กรุงเทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัยศิลปากร , 2559.
144 หนา .
1. การแพทย- -ไทย. 2. ผูปว ยระยะสดุ ทาย--การรกั ษา. I. รชั ดาภรณ เหมจินดา , ผวู าดภาพประกอบ. II. ชอ่ื เร่ือง.

610.09593
ISBN 978-974-641-601-6

บรรณาธิการ : ผศ.ดร. เอกรนิ ทร พ่งึ ประชา
กองบรรณาธกิ าร : นางเปรมศรี สาระทศั นานนั ท

นางสุวิมล ศรแี สง
นางวิมลมาศ พงษอ ํานวยกฤต
แพทยหญงิ ภัทราภรณ พุมเรือง
พสิ จู นอกั ษร : เภสัชกรหญงิ ดาริน จึงพัฒนาวดี
ภาพประกอบ : นางสาวรชั ดาภรณ เหมจนิ ดา
จดั พิมพครง้ั ท่ี 1 พ.ศ. 2559
โดย มหาวิทยาลัยศลิ ปากร
โรงพมิ พ บจก.รงุ แสงธุรกิจการพมิ พ 29/24 ถ.รว มใจ ต.กดุ ปอ ง อ.เมอื ง จ.เลย

147

บทนํา

“ดานซาย” จังหวัดเลย ไดช่ือวาเปนเมืองแหงจิตวิญญาณที่วิถีชีวิตของ
ผูคนสืบทอดรากฐานวัฒนธรรมมาจากคนลาวเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว
เม่ือหลายรอยปกอน จิตวิญญาณดังกลาวไดพัฒนาอยางเปนพลวัต ผสมผสาน
เขากับสงั คมพทุ ธกอ เกดิ เปนวฒั นธรรมทางความเชอื่ เฉพาะตวั ทําใหคนรุน ตอ มา
ไดย ดื ถอื และปฏบิ ตั ิ โดยเฉพาะความเช่อื เรอ่ื ง “ผี” นับวา มีบทบาทสําคญั ตอการ
ดํารงชวี ติ ในหลายมิติ โดยมีความเชอื่ เร่ือง “เจา พอกวน” ความเชอ่ื เรอื่ ง “ผี” ท่ี
สัมพันธก บั ความเชอ่ื เรอ่ื งผีบรรพบรุ ุษและ “ระบบผ”ี ตางๆ เปนแกนหลักยึดโยง
จิตวิญญาณคนดานซายไวดวยกัน ถายทอดผานการประกอบพิธีกรรมในวัฎจักร
ชวี ติ พธิ ีกรรมในรอบป (ฮตี สิบสอง) พธิ ีกรรมทสี่ บื เน่อื งกบั การทาํ การเกษตรรวม
ถงึ พธิ ีกรรมสบื เนื่องกับการรกั ษาโรคภยั ไขเ จ็บ

คนดานซายเชื่อวา ผูที่มีอาการเจ็บไขไดปวยมีสาเหตุมาจากขวัญ หรือ
วญิ ญาณทมี่ อี ยจู าํ นวนมากตามสว นตา งๆ ในรา งกายคนไดห นหี ายออกไปชวั่ คราว
ซ่ึงหากหนีหายไปถาวรหรือหนีไปจนหมดก็จะทําใหผูน้ันตายลงหรือการกระทํา
ผิดผี ตลอดจนผดิ จารตี ประเพณขี องกลุม ทาํ ใหผ ีบรรพบุรษุ ทไ่ี ดก ลายเปน ผเี รือน
และผบี า นไมค มุ ครอง หรอื ผใี นธรรมชาตทิ สี่ งิ สดู แู ลทรพั ยากรบรเิ วณชมุ ชนลงโทษ
ใหเ จบ็ ไขไดปว ย

ดวยเหตนุ ี้ จงึ ทาํ ใหคนดา นซายประกอบพิธีกรรมตา งๆ มากมายทสี่ ัมพนั ธ
กบั การเจบ็ ไขไ ดป ว ยเพอื่ หวงั เปน การปลอบขวญั และไมใ หข วญั หนไี ปจากรา งของ
ผูเจ็บปวย อาทิ การละเลนเตนฟอน ประกอบดวยหมอแคน, หมอลํา, ชาง ใน
พิธลี ําผีฟา หรอื การจับยาม (ผูกดวง) ตลอดจนการทรงผีบา นผเี มอื งสอบถามหา
สาเหตขุ องอาการ ทาํ พธิ ขี จดั ปด เปา สงิ่ ชว่ั รา ย หรอื ขมาลาโทษ พรอ มกบั สกั การะ
สงิ่ ศักดิส์ ิทธ์ิหรือผบี รรพชนใหค ุมครองดแู ล เปนตน

148

ประเดน็ สาํ คญั มอี ยวู า ระบบความเชอื่ ทเี่ ปน อตั ลกั ษณข องทอ งถนิ่ ดงั กลา ว
ไดเขาไปมีบทบาทสําคัญในข้ันตอนหนึ่งของการรักษาทางการแพทย ดังกรณี
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย อําเภอดานซาย จังหวัดเลย มีนโยบาย
อนญุ าตใหค นทอ งถนิ่ ดา นซา ยสามารถประกอบพธิ กี รรมความเชอื่ ควบคไู ปกบั การ
รกั ษาตามหลกั วทิ ยาศาสตรก รณผี ปู ว ยในระยะทา ยของชวี ติ เชน การจบั ยาม การ
เขาทรง การฟอ น และการเซนไหวบ วงสรวงผบี รรพบรุ ษุ เปนตน

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายมองวา การดูแลผูปวยในระยะ
ทา ยสดุ ของชวี ติ คอื การดแู ลเพอื่ พฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ของผปู ว ย (ทงั้ ผใู หญแ ละเดก็ )
และครอบครัว ทมี่ ปี ญ หาเกยี่ วกับความเจ็บปวยท่คี ุกคามชีวิต รวมถงึ การปองกัน
และบรรเทาความทุกขทรมาน หรือวิธีการดูแลผูปวยท่ีปวยเปนโรคที่รักษาไม
หายขาดและมีแนวโนมทรุดลงหรือเสียชีวิตจากโรคในอนาคต โดยเนนการดูแล
แบบองครวม (holistic) ครอบคลุมมิติกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณของท้ัง
ผปู ว ย ครอบครวั และผดู แู ล อยบู นฐานของการเพมิ่ คณุ ภาพชวี ติ ของทง้ั ผปู ว ยและ
ครอบครวั ทจ่ี ะทาํ ใหผ ปู ว ยเสยี ชวี ติ อยา งสงบ สมศกั ดศ์ิ รคี วามเปน มนษุ ย ตลอดจน
การดแู ลครอบครัวและญาตภิ ายหลังการจากไปของผปู ว ย

ตัวอยางเชน ทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายจะมีผูดูแลดาน
จิตวิญญาณสรางสัมพันธภาพ โดยแนะนําตัวเองกับผูปวยแสดงถึงความเอาใจใส
เออื้ อาทร หว งใย รกั ษาความลบั และสญั ญาทใ่ี หผ ปู ว ย รวมถงึ การสรา งสง่ิ แวดลอ ม
เพื่อสงเสริมดานจิตวิญญาณ เชน การจัดสิ่งแวดลอมใหคลายบาน หรือส่ิงที่ผู
ปวยคุนเคย ในกรณีหอผูปวยรวม อาจจัดเตียงใหผูปวยอยูในมุมที่สงบ อนุญาต
ใหผูปว ยหารปู ภาพท่ผี ูปว ยเคารพบชู า เครอ่ื งรางของขลัง รูปครอบครัว การเปด
โอกาสใหญ าตทิ ผี่ ปู ว ยรกั เขา เยย่ี ม รวมถงึ การใหค รอบครวั ทผ่ี ปู ว ยรกั มสี ว นในการ
ดูแล เพือ่ ชว ยใหผ ปู วยรสู กึ ถงึ ความเชื่อมตอและเปน สวนหน่ึงของครอบครวั เชน
เปดโอกาสใหด ูแล 24 ช่ัวโมง การมกี ิจกรรมพดู คยุ ใหผ ปู วยไดเ ลา เรอื่ งราวตางๆ
ที่ผปู วยชอบ เปนตน

149

นอกเหนือจากน้ี ยังมีการสนับสนุนพิธีกรรมทางจิตวิญญาณตามความ
ตองการของผูปวย เชน การประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อเรื่องผีตามที่เกร่ินไว
เบ้ืองตน เพอื่ เขา มาดูแลผปู วยในระยะทายสดุ ของชวี ิต ทําใหโ รงพยาบาลสมเดจ็
พระยุพราชดา นซาย ซึง่ เปน โรงพยาบาลชุมชนท่ไี ดรับการยอมรับวาเปนตน แบบ
ในการนําหลักการดงั กลา วมาบกุ เบกิ ใชใ นสังคมไทย อยางไรก็ตาม ปญ หาสําคญั
มีอยูวา ทางโรงพยาบาลยังขาดการจัดการองคความรูที่ชาวบานนํามาปฏิบัติ
ท้ังในแงการสังเคราะหและวิเคราะห รวบรวมระบบความเช่ือ ผสานเขากับ
หลักการวิทยาศาสตรทางการแพทยจนประสบความสําเร็จ ทําใหไมสามารถ
นําองคความรูดานภูมิปญญาทองถ่ินในมิติความเชื่อไปถายทอดสูเครือขาย
สาธารณสุขชุมชนและทอ งถ่นิ ไดอยางมปี ระสทิ ธภิ าพ

ดวยเหตุน้ี ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
มปี ณธิ านวา เราจะสง เสรมิ ใหผ คู นเขา ใจในสงั คม และวฒั นธรรม จงึ รเิ รมิ่ โครงการ
“การจัดการองคความรูภูมิปญญาทองถิ่นดานความเช่ือในการรักษาผูปวยระยะ
ทายสุดของชีวิต โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย” ซึ่งเปนกิจกรรมเชิง
บูรณาการในดานการแลกเปล่ียนเรียนรูทางมานุษยวิทยาของคณาจารย แพทย
พยาบาล เจาหนาที่สาธารณสุข ปราชญทองถิ่นและชาวบานกอเกิดการสืบสาน
องคค วามรทู างวฒั นธรรมทองถน่ิ รวมกัน ซึง่ ประกอบดวยกจิ กรรมท่หี ลากหลาย
อาทิ การอบรมเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารเรอ่ื งระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางมานษุ ยวทิ ยาแกน กั วชิ าการ
สาธารณสุขทองถ่ินท่ีไดรับคัดเลือกรวมโครงการ เพ่ือประยุกตใชงานเก็บขอมูล
ภาคสนาม การรวบรวมขอ มลู การเขยี นงานวชิ าการ การสงั เคราะห การวเิ คราะห
ขอ มลู ตลอดจนการเสนองานในเวทสี าธารณะรว มกบั เครอื ขา ยสาธารณสขุ อาํ เภอ
ดานซาย ทั้งรูปแบบการจัดทํานิทรรศการ การจัดทําหนังสือและการนําเสนอ
ผลงานวชิ าการปากเปลา

กลาวโดยสรุป โครงการ “การจัดการองคความรูภูมิปญญาทองถิ่นดาน
ความเชอ่ื ในการรกั ษาผปู ว ยระยะทา ยสดุ ของชวี ติ โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราช
ดา นซา ย” เปน กจิ กรรมบรกิ ารวชิ าการบรู ณาการขา มศาสตรท มี่ สี ว นสาํ คญั ตอ การ

150

สบื สาน จรรโลง และอนรุ กั ษศ ลิ ปวฒั นธรรมประเพณที อ งถนิ่ ในมติ คิ วามเชอื่ อยา ง
สรา งสรรค ขณะเดยี วกนั ยงั ชว ยปลกู ฝง ทศั นคตแิ ละสาํ นกึ หนา ทขี่ องคณาจารยใ น
สถาบันอดุ มศกึ ษาใหม คี วามรคู ูคณุ ธรรม และรับผิดชอบตอ สงั คม

ท้งั นี้จุดประสงคห ลกั ของโครงการบริการวชิ าการครงั้ นี้ คือ
1) เพื่อจัดการองคความรูดานภูมิปญญาทองถิ่นมิติความเช่ือในการรักษา
ผูปวยระยะทา ยสดุ ของชวี ิต โรงพยาบาลสมเด็จพระยพุ ราชดา นซาย
2) เพื่อบริการวิชาการบูรณาการขามศาสตรท่ีมีสวนสําคัญตอการสืบสาน
จรรโลง และอนุรักษศิลปวัฒนธรรมประเพณีทองถ่ินในมิติความเชื่ออยาง
สรา งสรรค
3) เพื่อใหเกิดการแลกเปล่ียนเรยี นรูสสู าธารณะระหวา งคณาจารย แพทย
พยาบาล นักสาธารณสขุ ชาวบา น ปราชญช าบาน อาสาสมัครสาธารณสขุ วาดวย
การสง เสริมทํานุบํารงุ ศิลปะและวฒั นธรรมทองถ่นิ
สุดทาย คณะทํางานใครขอขอบคุณทีมนักวิจัยผูปวยระยะทายสุด
ของชีวิต บุคลากรโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย ตลอดจนชาวบาน
ญาติผูปวยและผูปวยในอําเภอดานซายที่สละเวลาอันมีความหมายใหกับ
คณะทาํ งานเกบ็ ขอ มลู ทา ยสดุ ขอขอบคณุ คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร
และมหาวทิ ยาลยั ศิลปากร ทส่ี นับสนุนทุนโครงการบรกิ ารวิชาการโครงการน้ี

ภาควิชามานษุ ยวทิ ยา คณะโบราณคดี
มหาวทิ ยาลัยศิลปากร

151

สารบญั

หนา
คํานาํ
บทท่ี 1 ไทดาน: ประวัตศิ าสตร สังคมวฒั นธรรม

ความเช่ือและแพทยพ้นื บา น
ประวัติศาสตร สงั คมและวฒั นธรรมทองถน่ิ “ไทดา น”.............................3
ระบบความเชอ่ื .........................................................................................4
“กวน”: อตั ลักษณค วามเช่ือคนไทดาน .................................................. 11
ฮตี สบิ สองของคนไทดา น........................................................................ 14
ธรรมเนยี มและขอ ปฏบิ ตั ิอ่นื ๆ................................................................ 33
หมอยาม “ไทดา น” จบั ยาม สะเดาะเคราะห เสรมิ กาํ ลังใจ................... 37
หมอยามบานนาหอ................................................................................ 41
หมอแคนเปาสองวิญญาณคนตายเผา มง................................................ 44
บทที่ 2 การแพทยพื้นบานและพลวตั สาธารณสุขในอําเภอดา นซา ย
การดูแลสขุ ภาพชวงกอนป 2500......................................................... 52
การดแู ลสุขภาพชวงป พ.ศ. 2500-2530........................................... 67
การดูแลสุขภาพหลังป พ.ศ. 2530-ปจ จุบนั ......................................... 69
รพร.ดานซาย: พลวตั ทางการแพทย....................................................... 71
บทที่ 3 ความเชอื่ ทองถ่นิ กับการรกั ษาผูป วยระยะทายสุดของชวี ติ
กรณโี รงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชดานซา ย
“ชุมชนและทอ งทอ งถิ่น” คือฐานคดิ ของ รพร. ดา นซาย....................... 78
แนวทางการดาํ เนนิ งานของระบบการดแู ลผปู วยระยะทา ยสุดของชวี ิต . 83

152

บทท่ี 4 ตาง “กาย” ตา ง “ใจ” ใน “โลก” เดียวกนั
กรณีศึกษาที่ 1.................................................................................... 106
กรณีศึกษาท่ี 2.................................................................................... 110
กรณศี ึกษาที่ 3.................................................................................... 114
กรณศี กึ ษาที่ 4.................................................................................... 117
กรณีศึกษาที่ 5.................................................................................... 119
กรณศี กึ ษาท่ี 6.................................................................................... 122

บทที่ 5 การจดั การองคค วามรูภมู ิปญญาทองถน่ิ ดานความเชื่อในการรักษาผูปวย
ระยะทายสดุ ของชีวติ โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชดานซา ย
ภูมนิ เิ วศ “ดา นซาย”บมเพาะอตั ลักษณท างความเชื่อ......................... 128
“ผูปวยระยะทายสุดของชีวติ ” วธิ ีคิดและมมุ มองของคน “ไทดาน”
และ รพร. ดา นซา ย ........................................................................... 132
การจัดการองคความรูภูมิปญ ญาทองถนิ่ ดานความเช่อื ในการรักษาผูป วย
ระยะทายสุดของชวี ติ ......................................................................... 138

เอกสารอางอิง

1

บทท่ี 1

ไทดา น: ประวตั ศิ าสตร สงั คมวัฒนธรรม
ความเช่อื และแพทยพ ื้นบาน

ดานซายเปน อาํ เภอหน่งึ ของจังหวดั เลย ตง้ั อยูหางมาทางทิศตะวนั ตกของ
อําเภอเมืองเลยราว 82 กิโลเมตร มีพื้นท่ีประมาณ 1,700 ตารางกิโลเมตร
มอี าณาเขตทศิ เหนอื ตดิ ตอ กบั แขวงเมอื งบอ แตน ประเทศสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตย
ประชาชนลาว มลี ํานา้ํ เหอื งเปน เสนกน้ั อาณาเขต ทิศใตต ดิ ตอกับอําเภอหลม เกา
จังหวัดเพชรบูรณ ทิศตะวันออกติดตอกับอําเภอทาล่ี อําเภอภูเรือ และอําเภอ
วงั สะพงุ จงั หวดั เลย ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ตอ กบั อาํ เภอนาแหว จงั หวดั เลย และอาํ เภอ
นครไทย จงั หวดั พษิ ณโุ ลก

ลักษณะภูมิประเทศของอําเภอดานซาย ประกอบดวยเทือกเขาสลับ
ซบั ซอ น ทอดตอ มาจากเทอื กเขาเพชรบรู ณ แยกไดด งั นี้ ทางทศิ ตะวนั ออกมภี แู ปก
ภูทุงแทน ภนู าํ้ อนุ ทางทศิ ใตม ภี ลู มโล ภทู ุง แทน ภแู ผงมา ทางทศิ ตะวนั ตกมีภหู ิน
รอ งกลา ภผู าผึ้ง

2

ลักษณะกายภาพและระบบนิเวศท่ีเฉพาะของดานซายที่เปนเมืองแหงหุบเขาหลอมหลอมใหคน
ดานซา ยหรอื “คนไทดา น” มีวิถีการดาํ เนินชวี ิตที่มลี กั ษณะเฉพาะตัว โดยเฉพาะเร่ืองความเช่ือเหนอื ธรรมชาติ
และจติ วญิ ญาณทผ่ี สานเขา กบั วถิ ชี วี ติ คนไทดา น สง ผลใหค นไทดา นยงั คงสบื ทอดวฒั นธรรมทอ งถน่ิ ใหด าํ รงอยู
ไดใ นโลกปจจบุ นั จนไดร ับสมญานามวา “เมอื งแหง จิตวิญญาณ”

ภเู ขาเหลา นส้ี ว นใหญเ ปน ภสู าขาของเทอื กเขาเพชรบรู ณแ ละเปน ภเู ขาทสี่ งู
ชนั มที รี่ าบระหวา งหบุ เขา บางแหง เปน ทร่ี าบสงู ลมุ ๆ ดอนๆ โดยเฉพาะทต่ี งั้ อาํ เภอ
เปนทีร่ าบมภี ูเขาขนาบสามดาน มีทีร่ าบแคบๆ ยาวไปทางทิศเหนอื ซงึ่ มเี ทอื กเขา
อยทู งั้ สองขา งทางทศิ ตะวนั ออก ทศิ ใต และทศิ ตะวนั ตกมภี เู ขามาก พนื้ ทร่ี ะหวา ง
หุบเขาจะใชทํานา สวนตามเชิงเขาเหมาะสําหรับทําไร เชน ไรขาวโพด ไรขาว
ถั่วลิสง ถ่ัวเขียว ถั่วแดง และฝาย ฯลฯ พ้ืนที่ดินเปนดินรวนและดินปนทราย
ตามภเู ขามปี า ไมเบญจพรรณอยทู ัว่ ไป

ดวยลักษณะกายภาพและระบบนิเวศที่เฉพาะของดังกลาวหลอหลอม
ทําใหคนดานซายหรือ “คนไทดาน” มีวิถีการดําเนินชีวิตท่ีมีลักษณะเฉพาะ
ตัว โดยเฉพาะกับเร่ืองความเช่ือเหนือธรรมชาติและจิตวิญญาณที่ผสานเขากับ
วถิ ชี วี ติ คนไทดา น แมก าลจะเปลยี่ นแปร หากแตร ากเหงา แหง จติ วญิ ญาณดงั กลา ว
ยงั คงปรากฏใหเหน็ ในวิถีชีวติ ของคนกลมุ นี้

3

ประวตั ศิ าสตรส ังคมและวฒั นธรรม
ทองถิ่น “ไทดา น”

ประวัตศิ าสตรไทดานหรือดา นซายแมจ ะเปนประเดน็ ถกเถียงอยางไมรจู บ
เร่อื งท่มี าทีไ่ ปของ “เมอื งดา นซา ย” และ “เมอื งดานขวา” ที่สัมพันธกับเรอื่ งราว
การลม สลายของอาณาจกั รโยนก การกอ ตง้ั เมอื งสโุ ขทยั เรอื่ ยมาจนกระทงั่ สมเดจ็
พระมหาจักรพรรดิกษัตริยแหงอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาและพระเจาไชยเชษฐา
ธริ าช แหง อาณาจกั รลา นชา ง ไดพ รอ มใจกนั สรา งพระธาตศุ รสี องรกั (พ.ศ. 2103-
2106) ข้นึ บนทีเ่ นินสงู ฝงตะวันตกของลาํ นาํ้ หมนั (ฝง ซา ยของลําน้าํ ) พัฒนาการ
เมืองดานซายจึงนา จะเผยเปนภาพทีช่ ัดเจนในชว งเวลาดงั กลาวนบั จากนัน้ มา

หากทวา ในมมุ มองของประวตั ศิ าสรฉ บบั ทอ งถน่ิ ทต่ี งั้ อยบู นฐานคดิ ของคน
ไทดา นกลบั เชอื่ วา บรรพบรุ ษุ ของตนเองเปน คนลาวทอ่ี พยพมาจากหลวงพระบาง
ดว ยเหตผุ ลทไ่ี มแ นช ดั แตผ า นมาหลายรอ ยป โดยใชเ สน ทางตามลาํ นา้ํ โขงลดั เลาะ
ผา นเขา สลู าํ นา้ํ เหอื ง กอ นวกเขา สลู าํ นา้ํ หมนั กระทงั่ เดนิ ทางมาพบพนื้ ทร่ี าบกวา ง
ระหวา งหบุ เขาจงึ ตงั้ หมบู า นขนึ้ พรอ มตงั้ ชอื่ วา “บา นดา นซา ย” ตามสภาพทต่ี ง้ั ของ
หมูบานท่ีอยูในหุบเขาและตั้งอยูริมฝงซายของลํานํ้าหมัน (ปจจุบันเปนหมูบาน
หนึ่งในเขตหมูบานนาหอ)

เมอ่ื สรา งหลกั ปก ฐานจงึ ขยายทท่ี าํ กนิ เดนิ ทางขน้ึ สดู า นเหนอื ของลาํ นา้ํ หมนั
ในระยะทางทไ่ี มไ กลนกั จนมาสรา งเปน หมบู า นใหมพ รอ มตง้ั ชอ่ื วา “บา นนาเหาะ”
สวนเหตุท่ีเรียกวา “บานนาเหาะ” ชาวบานเลาขานวา คงมาจากช่ือของ
“ทาวเหาะหานาง” เปน ผูนําคนหนึ่งในกลมุ บรรพบรุ ษุ ของพวกตน ตอ ม บรเิ วณ
ดังกลาวไดกลายเปนที่ต้ังหอโรง (ต้ังอยูที่วัดศรีภูมิ บานนาหอในปจจุบัน)
ของพระแกวอาสา ทาวกองสา ผูนําชุมชนระดับเจาเมืองในเวลาตอมา ดวยเหตุ
เปนท่ีต้ังของหอโรงของผูนําชุมชนน้ีเอง ชาวบานจึงพากันเรียกช่ือของหมูบาน
วา “บานหอโรง” กอ นเติมคาํ วา “นา” ลงขางหนา เพราะมที ่ีนาอยใู กลห มูบา น
มากมาย ตอ มาชาวบา นจงึ ตดั คาํ วา “โรง” ออก เหลอื แต “นาหอ” และพากนั เรยี ก

4
“บา นนาหอ” จนถงึ ทกุ วนั นี้ หลงั จากนนั้ จงึ ขยายทท่ี าํ กนิ อกี ครงั้ โดยเดนิ ทางขนึ้ สู
ทศิ เหนอื ของลาํ นา้ํ หมนั เชน เคย เพอ่ื มาตงั้ หมบู า นใหมข นึ้ ทบ่ี า นดา นซา ยในปจ จบุ นั

วดั ศรภี มู ิ บา นนาหอ วดั เกา หนงึ่ ในสถานทปี่ ระวตั ศิ าสตรท ม่ี คี วามหมายตอ คนไทดา นทท่ี าํ ใหเ หน็ ราก
เหงา ความเปนมาของคนถิน่ น้ี

ระบบความเชือ่

ศาสนาและความเชื่อท่ีสําคัญของคนไทดาน คือ การนับถือพุทธศาสนา
ควบคูไปกับความเชื่อเรื่องการนับถือผี ดังเห็นจากขนบธรรมเนียมประเพณี
ตางๆ ของชุมชน เชน ความเช่ือเร่ืองผีตางๆ ความเชื่อเรื่องเจาพอกวน และเจา
แมนางเทียม เปนตน ขณะเดียวกัน มีงานบุญประเพณีที่มีลักษณะเฉพาะของ
แตละชุมชนท่ีสัมพันธกับสิ่งศักด์ิสิทธิ์เหนือธรรมชาติ เชน งานไหวภูอังลังของ
บานนาเวียงและงานไหวภูผาแดดของบานนาหอ เปนตน สวนประเพณีสําคัญ
ทางพุทธศาสนาจะรวมกันจัดท่ีวัดประจําชุมชนของตนเอง เชน วัดโพนชัย
ศูนยกลางในอําเภอดานซาย วัดโพธิ์ศรีบานนาเวียงใหญ วัดศรีภูมิบานนาหอ
และวัดเนรมติ วปิ สสนาวัดปา ทสี่ รางขนึ้ มาราว ป พ.ศ. 2522 ในอาํ เภอดา นซา ย
เปน ตน

5

ความเช่ือสิ่งศักดิ์สิทธ์ิเหนือธรรมชาติ: ความเช่ือเรื่องการนับถือผีและ
ส่ิงศักด์ิสิทธิ์เหนือธรรมชาติเปนความเช่ือด้ังเดิม ท่ีคนทองถ่ินเชื่อกันวา ตามปา
ตามภูเขา ถํ้า แมน้ํา หวยหนอง คลองบึง และตามบริเวณหมูบานจะมีผี
ดวงวิญญาณของส่ิงศักด์ิสิทธิ์อาศัยอยู ผูใดละเมิดหรือไมเคารพบูชาจะไดรับ
อนั ตราย เจบ็ ไข ไดป ว ย หรอื ประสบเคราะหก รรมตา งๆ นานา หรอื หากครอบครวั
ใดเกิดเจ็บไขไดปวยก็อาจไปหาหมอยามหรือหมอตรวจดวง ถาหมอยามทวงทัก
วามีเหตุมาจากผีตนใดตนหนึ่งจะทําใหเจ็บปวย ญาติผูปวยจะบอกกลาวขอขมา
ลาโทษ แลว นาํ เครอ่ื งเซน พวกขา วปลาอาหารทง้ั คาวหวานไปเซน ไหวผ ที ห่ี มอยาม
อา งถึง ความเช่ือเรื่องผีของชาวดา นซายแบง สาระสาํ คญั ดังน้ี

ความเช่ือเรื่องผีปอบ: คนไทดานเช่ือวา ผีปอบ คือ ผีชนิดหน่ึง สิงอยูใน
รางกายของคน ผูท่ีผีปอบอาศัยรางอยูเรียกวา “เปนปอบ” หรือ “เปนผีปอบ”
ผชี นดิ นี้จะออกจากรา งผูเปนเจา ของ ไปสงิ สูร า ง (เขา กิน) บุคคลอืน่ เพื่อกินเลอื ด
และอวัยวะภายในเปนอาหาร (ปอบเขากิน) บุคคลที่ถูกปอบเขากินสวนมาก
จะเปนคนออนแอหรือเจ็บปวยออดๆ แอดๆ แตมีบางเหมือนกันท่ีคนแข็งแรง
จะถูกปอบกิน

นอกจากนี้ ชาวบานยังมองวา ผีปอบเกิดจากบุคคลท่ีเรียนวิชาเวทมนต
หรือคาถาอาคมจนมีคาถาแกกลา หากทวา บุคคลเหลานี้กลับไมปฏิบัติตาม
ขอหา ม (ขะลาํ ) ที่อาจารยก าํ หนดไว อีกทัง้ ยังนาํ วชิ าไปใชใ นทางทีผ่ ิด เอาเปรยี บ
หรือสรางความเดือดรอนแกสังคม บุคคลประเภทนี้จะถูกกลาวหาจากชุมชนวา
เปนปอบหรือเปน “ผีปอบวิชา” หากไมยอมซําฮะ (ชําระ) จะเปนผีปอบจน
เจา ตวั ตาย แตถ งึ อยา งไรผปี อบไมต ายตามเจา ของดว ย ผปี อบจะตระเวนหาบคุ คล
อื่นเพ่ืออาศัยรางตอไป บุคคลท่ีผีปอบอาศัยมักจะเปนญาติสนิทของผูที่เคยเปน
ผปี อบเรียกวา “ปอบเชอ้ื สาย”

จํานวนผีปอบในแตละคนเม่ือเปนปอบแลวจะมีจํานวนผีปอบมากมาย
ตางกนั ผูเปน ผปี อบยังไมแกก ลา จะมปี อบอาศยั จํานวนนอ ย เชน 1-2 ตัว หาก
ผีปอบแกกลาจะมีถึง 9 ตัว คนท่ีผีปอบเขากินพรอมกันทั้ง 9 ตัว อาการผูปวย

6

ท่ีถูกกินจะหนัก ถือวาปอบแกกลาแข็งแรงมาก (ปอบวิชา) ผีปอบท่ีเขารางกาย
ผปู ว ยจะออกยาก เพราะมเี ลห เ หลย่ี มมากมาย ถา หมอไลผ ปี อบมอี าคมไมแ ขง็ กลา
จริงๆ จะถกู ผีปอบในรา งคนไขขตู ะเพดิ ได

สว นรปู รา งผีปอบมี 2 ลกั ษณะ คอื เห็นดว ยตาเปลา จะเหน็ เวลากลางคืน
ตามทางเดินเกาๆ หรือบริเวณทางสามแพรง ใตรมไมใหญจะมองเห็นเปนราง
หมูใหญ หมาดําใหญ ลิงใหญ หรืออาจเห็นในนิมิตเปนเพียงภาพแหงความฝน
จะฝนเห็นหมู หมา ลิง ดังกลาวมาแลว นอกจากนี้ ยังสังเกตไดจากอาการ คือ
ผูเปน ผีปอบจะมีอาการแฝงตา งๆ หลายประการ เชน เรือ่ งอาหาร ถา ขาววา ปอบ
วางเวนไปเขาสิงรางคน (กินคน) ผูเปนเจาของปอบจะหิวอาหารดิบๆ เชน ลาบ
กอ ย หากวนั ไหนออกไปกินคนแลวถกู หมอเสกเปาทุบตีดวยคาถา วนั น้ันเจาของ
ปอบจะเหน็ดเหนอื่ ยและปวดรา วทัง้ รา งกาย

ดงั นนั้ จงึ ทาํ ใหช วี ติ ประจาํ ของผทู เี่ ปน ผปี อบหรอื ผถู กู กลา วหาวา เปน ผปี อบ
มสี องแบบ คอื แบบแรก ดาํ รงชวี ติ ดว ยการประกอบอาชพี เหมอื นคนธรรมดาทวั่ ไป
แตชอบทําตวั ลึกลับหรอื ไมช อบคบหาสมาคม แบบทส่ี อง คือ มีอาชพี เฉพาะ เชน
หมอยาและหมอลําผฟี า เปนตน

สวนมากบุคคลที่ถูกผีปอบเขากินจะออนแอหรือเจ็บปวย คนที่ถูกกินมัก
เปนผูหญิง ผูมีอาการผิดปกติจากคนธรรมดา เชน เพอ คล่ัง นัยนตาแข็งกราว
มีเร่ียวแรงผิดปกติ อาจรอ งไหห รอื หัวเราะเปน ระยะๆ ชกั กระตกุ ตะโกนทาทาย
ไมเกรงกลัวใคร

อาการของผปู ว ยทผ่ี ปี อบเขา กนิ ถา ผปู ว ยหรอื คนปกตมิ อี าการผดิ ปกตทิ นั ที
ทนั ใด เชน เพอ คลมุ คลง่ั คมุ ดคี มุ รา ย ตาเปน ประกาย กระวนกระวาย รอ งเสยี งดงั
ตะโกนใสคนรอบขา ง สว นมากจะรอ งวา ไมเกรงกลัวใคร

อาหารของผีปอบ เช่ือวาผีปอบจะกินเลือดเนื้อสดๆ ของคนและสัตว
โดยเฉพาะกินเลือด เนื้อ ตับ ไส พุง จนผูถูกกินถึงแกความตาย หากไปหากิน
คนอ่ืนไมไดเพราะถูกหมออาคมปองกันไว ผีปอบก็จะกินคนผูเปนเจาของ
ปอบเอง

7

การรักษาคนไขที่ผีปอบเขากิน เมื่อชาวบานเห็นญาติพี่นองที่มีอาการ
ผิดปกติดังกลาวแลวในขางตน มักจะวินิจฉัยวาถูกผีปอบเขากิน ญาติจะเชิญ
“หมอธรรม” ผูที่มีอาคมมาไลปอบโดยเสกนํ้ามนตใหด่ืมบางและรดบาง หรือใช
กานกลว ยตีและทิ่มตามตัว เมอื่ ปอบกลัวจะออกจากรา งคนไข แตสว นใหญ ญาติ
ผูปวยอยากจะทราบวาเปนผีปอบของใคร มักขอรองใหหมอธรรมไลปอบโดย
ใชสายสิญจนผูกคอ ผูกผม ผูกขอมือ และผูกขาไว ทําใหปอบกลัวแลวถามชื่อ
นามสกุล ถามคาถาที่เรียน ใหทองคาถาใหฟง บางครั้งมีการสาบานวาจะไมเขา
มากินผปู ว ยคนเดิมอกี โดยใชน ํา้ ปสสาวะเปน น้าํ สาบานใหด่ืมกิน

เมอื่ เสรจ็ พธิ จี งึ ใหห มอปลอ ยผปี อบออกจากรา งผปู ว ย เมอื่ ปอบออกจากรา ง
ผทู ถ่ี กู ปอบเขา กนิ จะไดส ตเิ ปน ปกตแิ ละมกั จะถามญาตทิ ม่ี าเฝา ดวู า ใครเปน อะไร
หรอื พนี่ องมาชมุ นุมกันมากมายทาํ ไม เปน ตน

สว นการปอ งกนั ผปี อบ ผปี อบจะกลวั คาถาอาคมและหมอธรรม เขา ลกั ษณะ
หนามยอกเอาหนามบง ผปี อบจงึ ไมเ ขา รา งผชู าย ยกเวน เดก็ ๆ เพราะผชู ายจะเรยี น
คาถาอาคม หรือไมก ็มีเครือ่ งรางของขลังประจําตวั โดยท่วั ไป ผปี อบมักเขากินใน
รา งกายผหู ญงิ เพราะคนไทดา นสมยั กอ นมคี วามเชอื่ วา ผหู ญงิ อสี านจะเรยี นและใช
อาคมเคร่ืองรางของขลังไมได เครอ่ื งรางของขลังแมผหู ญิงจบั ตอ งก็จะคลายมนต
ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ เครอื่ งรางของขลงั จะอยกู บั ผหู ญงิ อยา งมอี าํ นาจ เฉพาะทหี่ มอธรรมเสก
ไวปองกันภูตผีเปนตะกรุดฝายอาคม และมีคาถาอาคมบางอยางท่ีผูหญิงเรียนได
เทานน้ั

ดังนนั้ การปองกนั ผีปอบ หมอธรรมจึงเสกฝายอาคม ผกู คอ แขน และขา
ของหญิงที่ปอบเขาบอยๆ เพ่ือเปนการปองกันไมใหผีปอบเขากินในรางกายอีก
ปกตหิ มอธรรมจะไมฆ า ผปี อบใหต าย โดยเรยี กเขา หมอ ปด ดว ยผา ยนั ตถ ว งนา้ํ หรอื
ฝงดิน

ความเชื่อเรื่องผีปา ผีนํ้า และผีเรือน: ผีปาหมายถึงคนตายท่ี
ประสบอบุ ตั ิเหตุ เชน ตกตน ไม ถกู สัตวปา ขบกดั ถูกงูกดั หรือถกู อสรพิษกัดจนถงึ
แกค วามตาย จะกลายเปน ดวงวญิ ญาณลอ งลอยวนเวยี นเปน เจา ปา อยตู ามบรเิ วณ
ทเ่ี กิดเหตนุ น้ั ๆ

8

เชนเดียวกัน กรณีผีน้ําคือบุคคลผูประสบอุบัติเหตุตายในน้ํา จะเปนผีสิง
อยใู นวังน้ํานั้นๆ หากมผี ูคนเขา ไปกลํา้ กลายบกุ รกุ จะประสบเคราะห มีอันเปน ไป
ตา งๆ นานา

สวนผีเรือน เม่ือหัวหนาครอบครัวถึงแกกรรม (ปู ยา ตา ยาย พอ
และแม) ดวงวญิ ญาณจะสงิ สถติ อยใู กลๆ ลกู หลาน คอยปกปอ งคมุ ครองลกู หลาน
ใหอ ยเู ยน็ เปน สขุ ประกอบอาชพี ทาํ ไรท าํ นาไดผ ลผลติ สมบรู ณ ลกู หลานทกุ คนตอ ง
รักใครป รองดองกัน ชวยเหลือ หว งหาอาทรซึ่งกนั และกนั ใครฝา ฝนกจ็ ะเกิดเจบ็
ไขไ ดป ว ยหรอื เหตเุ ภทภยั ตางๆ

ดงั นน้ั หากสมาชกิ ครอบครวั คนใดประสบเหตเุ ภทภยั จะไปหาหมอยามเพอื่
จบั ยามวา มผี ตี นใดมารบกวนและจะมาเอาโทษอยา งไร เมอื่ ไดค วามชดั เจนตามที่
หมอยามบอก ลกู หลานจะปฎบิ ตั ติ าม เชน ใหข อขมาลาโทษหรอื นาํ อาหารไปเซน
ไหว แลว แตก รณี เครอ่ื งเซน ไหวจ ะมอี าหารคาวหวานประเภทตา งๆ อาทิ ขา วสวย
ปลาปง หรอื อาหารอน่ื ๆ ทผี่ ตู ายยงั มชี วี ติ อยชู อบกนิ โดยลกู หลานจะจดั เปน สาํ รบั
เรยี กวา “พาขา วนอ ย” ยกไปเซน ไหว ทบี่ รเิ วณสวนหลงั บา น เวลาเซน จะจดุ เทยี น
บอกกลา วส่งิ ท่ีผปู ว ยไขละเมิดตอ ญาติพน่ี องจะสญั ญาวา ไมป ระพฤติเชนนอี้ กี

หรือในโอกาสท่ลี กู หลานมพี ิธแี ตง งาน ขน้ึ บานใหม งานบวช หรือตอ งเดิน
ทางไปทองถ่ินอืน่ จะบอกเลา ใหผ ีปู ยา ตา ยาย หรอื “ผเี สือ้ ” ซง่ึ สงิ สถิตอยใู นตวั
บา นใหรูเ ร่อื งราว โดยจะจัดเคร่ืองเซน เปนสาํ รบั มีอาหารคาวหวาน ดอกไม ธูป
เทียน ผูทําพิธีจะจดุ เทยี น 1 เลม ไวบ นสํารบั

ปจ จบุ นั มหี ลายครอบครวั ทย่ี งั มคี วามเชอื่ ในเรอื่ งดงั กลา วโดยจะนบั ถอื และ
ปฎบิ ตั อิ ยเู ปน ประจาํ นอกจากนี้ ในหลายครอบครวั ยงั คงมคี วามเชอ่ื เรอ่ื งผบี า นรว ม
กันกลายเปนผีประจําหมูบาน แตส่ิงท่ีนาสังเกต คือ ผีที่ไดรับการยกยองมักเปน
บุคคลที่สรางคุณความดีและมีฐานะ ทําใหผูคนเคารพนับถือจะไดรับการยกยอง
และมอบใหเปนผูปกครองหรือหัวหนาหมูบาน (เหมือนผูใหญบานในปจจุบัน)
รักษาความสงบเรียบรอยของหมูบานใหผูคนในหมูบานประกอบอาชีพและดํารง
ชีวติ อยเู ย็นเปนสุข เมือ่ บคุ ลดงั กลาวถึงแกกรรม วิญญาณจะลอ งลอยวนเวียนอยู
ในบริเวณหมบู า นหรอื ชุมชนน้ันๆ

9
ชาวบานจะรวมกันจัดหาสถานที่ท่ีเปนปา มีตนไมใหญรมร่ืน มีนํ้าซับ
นา้ํ ตามธรรมชาติ อยใู นทลี่ บั แล เพอ่ื ปลกู สรา งดงหอหรอื ศาล เรยี กวา หอเจา หรอื
ศาลเจา สําหรับใหดวงวิญญาณของหัวหนาที่ลวงลับไปแลวสิงสถิตอยู แตละป
ชาวบานจะรวมกันจัดหาจัดทําอาหารคาวหวานมีขาวตม ไกตม เหลา ดอกไม
เทียน ไปเซนไหว บวงสรวงและอธิษฐานใหลูกหลานไดอยูเย็นเปนสุข อยาไดมี
ส่ิงช่ัวราย เหตุเภทภัยตางๆ มากลํ้ากลาย ขอใหทุกคนในหมูบานมีความรักใคร
สามัคคีปรองดอง พ่ึงพาอาศัย หวงหาอาทรซึ่งกันและกัน ทําไรทํานาไดหมาก
ไดผล อยาไดเ จ็บไขไ ดปวย พธิ นี ี้จดั ทาํ ในชว งฤดฝู นของทุกป

ดงหอหรือศาลผีบรรพบุรุษประจําหมูบานมีความหมายอยางยิ่งทั้งในแงระบบนิเวศที่พ้ืนท่ีดังกลาว
มักสมบูรณไปดว ยความหลากหลายทางชีวภาพ เนอ่ื งจากเปนพ้นื ทศี่ ักดสิ์ ิทธ์หิ า มผูใดเขา มาตดั ไมท าํ ลายปา ใน
บริเวณดงั กลา ว หรอื หากทําลายก็มีอนั เปน ไปตา งๆ นานา รวมทัง้ ทําใหเจบ็ ไขไ ดป ว ย ดงั นนั้ จึงไมแ ปลกทด่ี ง
หอของคนไทดา นมักรม ครมึ้ เต็มดว ยไมนอ ยใหญ ในภาพคือดงหอบานนาเวยี งใหญ

10

ปจ จบุ นั ความเชอ่ื ตา งๆ เกย่ี วกบั เรอื่ งผยี งั คงปรากฏอยใู นโลกทศั นท างความ
เชอื่ ของคนรนุ กอ น เพยี งแตธ รรมเนยี มปฏบิ ตั ใิ นเรอื่ งความเชอื่ ไมเ ขม งวดเทา สมยั
กอ น ขณะที่เด็กรุน ใหมส วนใหญก ลับเหน็ วา เปน เร่อื งเลา ของคนรนุ กอ นมากกวา
ที่จะเปนเรอ่ื งจรงิ

การถอื ฤกษย าม: คนรนุ ปยู า ตายายจะเคารพนบั ถอื ผมู คี วามรคู วามสามารถ
มีสติปญญาดี มีความรูทางดานคาถา อาคม หมอดู และหมอยาม โดยเฉพาะ
ความเช่ือเร่ืองฤกษยามนั้นคนไทดานใหความสําคัญเปนอยางมาก เพราะมีสวน
สาํ คญั ในการกาํ หนดฤกษย ามในการดาํ รงชวี ติ ประจาํ วนั และการประกอบพธิ ตี า งๆ
เชน การเจ็บไขไดป วย การปลกู บาน ขน้ึ บานใหม งานแตง งาน งานบวช พธิ ีบาย
ศรสี ขู วญั การเดนิ ทางไปคา ขายในตา งถนิ่ จะหาฤกษห ายามดเี ปน ตวั กาํ หนดในการ
ประกอบกิจกรรมนัน้ ๆ ฤกษงามยามดตี ามวนั ตา งๆ อาทิ

ฤกษงามยามดขี องวนั อาทิตยและวนั พธุ คอื เวลาเชา ตง้ั แต 5-8 นากิ า
ถา เปน เวลา 5–6 นากิ า เรยี กวา “เวลาตองกลว ย (ใบ) เลอื่ ม” ตอนเชา ดวงตะวนั
เริม่ สอ งแสง กระทบใบกลว ยจะเกดิ แสงสีเลือ่ มๆ เรยี กวา เวลา “ตองกลวยเลอ่ื ม”
ถือวาเปนวนั ฤกษด ี ยามดี

วนั ศกุ ร– วนั เสาร เวลา “งายแก” คอื เวลา 9-11 นากิ า (“งาย” หมายถงึ
เวลาอาหารเชา เรยี กวา กนิ ขา วงายในชว งเวลา 8-9 นากิ า ถา ลว งเลยเวลานไ้ี ปถงึ
เวลา 10-11 นาิกา เรยี กวาเวลา “งายแก”)

วันจนั ทรคอื เวลาเท่ยี ง หรอื 12 นาิกา เปน เวลาสัน้ กวาทกุ วนั
วันพฤหัสบดีคอื เวลาตั้งแต 13-15 นาิกา (เวลาบาย)
วนั องั คารคอื เวลา 16–18 นากิ า หรอื เรยี กอกี แบบชาวบา นวา “เวลาควาย
แหลง ” (“แหลง ” คอื คอกซง่ึ อยบู รเิ วณใตถ นุ บา น) เวลา 17-18 นากิ า ชาวบา น
จะตอ นววั ควายเขาคอก

11

ฤกษยามเปนความเช่ือท่ีคนหลายกลุมใหความสําคัญเพราะเปนสิริมงคลแกชีวิต คนไทดานก็เชนกัน
หลายคนยังใหความสําคัญเปนอยางมาก จะประกอบกิจกรรมการงานใดๆ หรือเจ็บไขไดปวยจะตองปรึกษา
หาหมอยาม ในภาพหมอยามไทดา นบา นนาหอกําลังแสดงรายชอื่ ชาวบา นท่ีขอใหตนไปตรวจยาม

เปนทสี่ งั เกตวาฤกษง ามยามดจี ะมเี ฉพาะเวลากลางวัน คือ ต้งั แตตะวันขึน้
ถึงตะวนั ตก (ดวงอาทิตยต ก เรียก ตกเวน ดวงจนั ทร เรียกวา “อีเกิง้ ”) กลางคนื
ไมส ะดวก เพราะไมมไี ฟฟา อาศัยแสงสวา งจากจุดไตหรอื ตะเกียงอปี อ ก (คนดา น
ซานสมยั กอ นไมม นี ากิ าอาศัยตะวนั อเี กิง้ เปนนาิกาบอกเวลา)

“กวน”: อตั ลักษณความเชอื่ คนไทดาน

คนไทดาน นอกจากยังคงความเช่ือในพระพุทธศาสนาและความเชื่อ
เรื่องผีตางๆ ดังท่ีกลาวเบ้ืองตน คนไทดานยังเชื่อในอํานาจลึกลับและศักด์ิสิทธิ์
เหนือธรรมชาติ ซ่ึงรวมถึงความเชื่อเรื่องเจาพอกวนผูนําทางวัฒนธรรมฝายชาย
ผูทําหนาที่เปนรางทรงวิญญาณเจานายฝายขวา สวนเจาแมนางเทียมผูนําทาง
วัฒนธรรมฝายหญิง ผูทําหนาท่ีเปนรางทรงวิญญาณเจานายฝายซาย และเหลา
บรวิ ารไดแกพ อแสนและนางแตง

12
กลาวคือ ชาวบานเช่ือวา เจาพอกวนและเจาแมนางเทียมคือบุคคลท่ี
วิญญาณผีเจานายแตงตั้งเปนรางทรง ซ่ึงไดรับการเลือกตั้งโดยวิญญาณพระเสื้อ
เมืองมาเขาทรงบุคคลนั้นๆ การแตงตั้งเจาพอกวนและเจาแมนางเทียมจะเกิด
ข้ึนไดก็ตอเมื่อ เจาพอกวนและเจาแมนางเทียมเดิมเสียชีวิตหรือถูกถอดถอนจาก
ตําแหนงเมื่อแกชราหรือเจ็บปวย อยางไรก็ตาม เจาพอกวนและเจาแมนางเทียม
ทไ่ี ดร บั การแตง ตงั้ ใหมม กั เปน กลมุ เครอื ญาตขิ องเจา พอ กวนเจา แมน างเทยี มเสมอ

ในวฒั นธรรม “ไทดา น” ท่ีเชอ่ื วาสบื ทอดรากเหงาจากกลุมคนหลวงพระบางจะพบวา มคี วามเชอ่ื เรอื่ ง
“กวน” และ “นางเทียม” ผูนําแหงจิตวิญญาณ คอยทําหนาที่สื่อสารกับส่ิงศักด์ิสิทธิ์เหนือธรรมชาติ รวมถึง
เปน ผูนาํ ในการประกอบพิธีกรรมทส่ี ําคัญของชมุ ชน อกี ท้งั ยงั ปญ หาเรอ่ื งสขุ ภาพของลกู บาน ทั้ง “กวน” และ
“นางเทียม” ยังคงมีบทบาทเสมอแมกระทั่งยุคปจจุบัน ในภาพจะเห็น “กวน” นั่งประกอบพิธีรดนํ้าดําหัว
ชวงสงกรานตบ านนาหอ

13

สวนขอปฏิบัติของเจาพอกวน เจาแมนางเทียม พอแสน และนางแตง
แมใ นชวี ติ ประจาํ วนั เจา พอ กวน เจา แมน างเทยี ม พอ แสน และนางแตง จะเปน ปถุ
ชนธรรมดาหากทวากลับมีวิถีการดําเนินชีวิตท่ีตางออกไปจากชาวบานทั่วไป คอื
มขี อ หา ม กฎเกณฑแ ละระเบยี บตา งๆ ในการควบคมุ วถิ กี ารดาํ เนนิ ชวี ติ ประจาํ วนั

กรณีของเจาพอกวน ขอปฏิบัติรางทรงเจานาย เจาพอกวน แตกตางจาก
บุคคลทั่วไป เชน หามตัดผม ใหเกลาผมเปนมวยไวท่ีทายทอย คาดศีรษะดวย
ผา ขาวอยเู สมอ ยกเวนขณะทาํ พิธเี ขา ทรงจะปลอ ยผมสยาย

นอกจากน้ี เจาพอกวนยังตองนุงโจงกระเบนดวยผาพื้นสีเขมๆ เชน
สีน้ําเงิน สีนํ้าตาล สีคราม หรือผากลอม สวมเส้ือสีขาว และมีผาพาดบาสีขาว
ประการสําคัญ ตองถือศีล 5 และศีล 8 ในวันพระ ตองมีอัธยาศัยท่ีดี มีไมตรี
กับทุกๆ คน ยึดมั่นในคําส่ังสอนของพระพุทธเจาและเคารพวิญญาณเจานาย
ตองทําหนาที่เปนตัวแทนของวิญญาณเจานายในการปกครองดูแลปฏิบัติหนา
ท่ีของพอแสน ตองเปนผูนําในการประกอบพิธีท่ีเก่ียวกับการเซนไหววิญญาณ
เจา นายและพิธีกรรมในรอบ 12 เดือน

สวนขอหาม คือ ไมป ระกอบอาชพี อ่นื ใดอีก นอกจากการเปน รางทรงของ
วิญญาณเจานายอีกทั้งยังหามเดินลอดใตถุนบาน ราวตากผา และรั้ว รวมท้ัง
ตองไมกินอาหารท่ีเหลือจากคนอ่ืน ไมกินอาหารจําพวกเนื้อสัตวตางๆ เชน
เนอื้ สนุ ขั เนอ้ื งู เนอ้ื เสอื โครง เนอื้ เสอื เหลอื ง เนอื้ เสอื ดาว เนอ้ื ราชสหี  เนอ้ื ชา ง เนอ้ื มา
เนื้อหมี นอกจากน้ี ยังไมกนิ ซากสตั ว เนื้อท่เี กดิ จากสัตวม พี ิษกัดตอ ย สัตวท เี่ กิด
โรคระบาด รวมทงั้ ไมกินอาหารในงานศพ

ขณะที่ขอปฏิบัติของเจาแมนางเทียมมีลักษณะเหมือนกับเจาพอกวนเชน
เดียวกันจะตางกันก็เพียงแตเคร่ืองแตงกายท่ีนุงผาซ่ิน สวนขอปฏิบัติของพอ
แสนท่ีแตกตางออกไปจากชาวบานทั่วไป คือ ถือศีลหา และถือศีลแปดในวัน
พระจึงเห็นไดวา ขอปฏิบัติเหลาน้ีเชื่อกันวา วิญญาณเจานายเปนผูกําหนดขึ้น
โดยมอบใหรางทรง คือ เจาพอกวน เจาแมนางเทียมเปนผูดูแลความประพฤติ
ของพอแสนและวญิ ญาณเจานาย

14

เปน ทีน่ าสงั เกตวา นอกเหนอื จากความเชอ่ื “เจา พอกวน” จะเปน ทเี่ คารพ
นับถือของคนไทดานในอําเภอดานซาย หากยังรวมถึงคนในทองถิ่นใกลเคียง
อีกหลายชุมชนยังใหความเคารพนับถือความเชื่อนี้เชนกัน ประการสําคัญ
ในหมบู า นตา งๆ ทเี่ ปน คนไทดา นหรอื สบื เชอ้ื สายจากลวงหลวงพระบาง ยงั มคี วาม
เชื่อ “เจากวน” ปลีกยอยเปนของตัวเอง เพียงแตไมเรียก “เจา” หากเรียกวา
“พอ กวน” อีกทง้ั ยังมนี างเทยี ม พอ แสน และนางแตง ท้งั น้ี เพราะ รา งทรงพอ
กวนในระดับชาวบานคือคนทรงท่ีติดตอกับผีบรรพบุรุษระดับหมูบาน ไมใชเจา
นายเหมือน “เจา พอ กวน”

จงึ กลา วไดวา ระบบ “พอ กวน” ตามหมูบานตา งๆ เหลา นย้ี งั ตองข้นึ ตรง
กบั เจา พอ กวนดวยเชนกนั ดังเห็นจากการประกอบพิธีกรรมสําคัญตา งๆ พอกวน
จะตอ งมารว มงานเพอื่ แสดงถงึ ความเคารพและศรทั ธาเสมอ หรอื ในการประกอบ
พิธกี รรมงานบุญหลวงท่มี กี ารแหผตี าโขน คนในวัฒนธรรมลมุ นํา้ หมนั กจ็ ะตองให
วัดโพนชัยท่ีเจาพอกวนมีสวนรวมในการประกอบพิธีกรรมจัดขึ้นกอน แลวถึงให
วัดตางๆ ที่พอกวนประจาํ หมบู านนัน้ ๆ อยูจดั ข้นึ ได

ฮตี สิบสองของคนไทดา น

นอกเหนือจากฮีตสิบสองท่ีเปนธรรมเนียมปฏิบัติท่ัวไปในอีสานแลว
ชาวบา นยงั ผนวกประเพณแี ละพธิ กี รรมในรอบปท สี่ มั พนั ธก บั พทุ ธศาสนาและการ
นบั ถอื ผี โดยมีงานประเพณที ่ีสําคัญนับตามปฏทิ นิ จนั ทรคติ ดงั นี้

เดือนอาย

บญุ เขา ปรวิ าสกรรม: เดือนอายหรอื เดอื นหนึ่ง จะคาบเก่ยี วระหวา งเดือน
ธนั วาคม-มกราคม ชาวบา นมกี ารจดั การทาํ บญุ เขา กรรมหรอื การเขา ปรวิ าสกรรม
ของพระสงฆในพุทธศาสนา เปนเรื่องของพระสงฆที่ตองอาบัติ คือ ทําผิดแตยัง
ไมถึงขั้นปาราชิก ไมตองสึก แตตองเขาไปอยูในที่จํากัดบริเวณ สารภาพความ
ผิดตอหนาพระสงฆ 4 รูป ใหรับรู และสวดเปนการตัดกรรม ไมใชการลางบาป

15

แตเ ปนการฝก สํานกึ ความผิดขอ บกพรองของตัวเอง ส่งิ ทีน่ า ฉุกคิด คือ ชว งเดือน
อาย ขาวในนาสวนใหญจะสุกพรอมเก็บเก่ียว หากเปนสมัยกอนจะมีการลงแขก
เกี่ยวขาว เมื่อเหน็ดเหนื่อยจากงานเกี่ยวขาวจะถือโอกาสไดทําบุญปริวาสกรรม
รว มกันไปในตวั

เดอื นยี่

บุญแจกขาว: คือการทําบุญทานไปใหญาติท่ีลวงลับไปแลว มักทําตอน
เดือนย่ี ถาบานไหนมีบุญแจกขาว กอนถึงวันแตงหน่ึงวัน กลุมผูชายในหมูบาน
จะชวยกันปลูกผามเพื่อใหญาติพ่ีนองและชาวบานมาน่ังแตงเคร่ืองทาน “ผาม”
สรางจากไมไผที่มีลําตนไมใหญนักนํามาทําเปนเสา มุงหลังคาดวยกานมะพราว
พ้ืนปดู ว ยกะลา

ในวนั นี้ ญาตพิ นี่ อ งและชาวบา นยงั จะไปชว ยกนั เตรยี มขา วของทจ่ี ะทาํ บญุ
ใหผลู วงลับ เชน เสอ่ื ผา หม หมอน รองเทา ถวยจาน และตะเกยี ง โดยจะนํามา
หอ รวมกันใสกรวยใบใหญเ รียกวา “กรวยบัง” และชว ยทาํ อาหารในวนั งาน โดย
นยิ มทาํ ขนมจนี อาหารหวาน พวกลอดชอ ง มกี ารฆา หมฆู า ววั เพอื่ นาํ มาทาํ กบั ขา ว
ไวเ ลยี้ งพระ ญาตพิ น่ี อ ง และชาวบา นทมี่ ารว มงาน บา นไหนมฐี านะดจี ะจา งหมอลาํ
มาแสดงทัง้ คืน แตบางบานมีเฉพาะเคร่ืองไฟติดใหสวา งไสว

เมื่อถึงวันแตงจะประกอบพิธีที่ผามในชวงสายๆ ชาวบานท่ีมารวมงานจะ
นําขิง ถวั่ ขาวสาร เงิน ดอกไม ธปู และเทียนมารว มงาน สวนเจา ภาพจะนมิ นต
พระสงฆและสามเณรมาเทศนถวายอาหารเพล หลังจากฉันเสร็จจะฟง
พระเทศนกอนประกอบพิธีถวายกรวยบังแดญาติผูลวงลับพรอมถวายขาวของใน
กรวยบังใหพระ เดิมการทําบุญแจกขาวนับเปนงานบุญที่ยิ่งใหญ เพราะทําให
ญาตพิ ี่นอ งไมวาอยูไกลจะไดมีโอกาสพบปะกันอีกคร้ัง

16

เดือนสาม

บุญขาวจ่ี: ชาวบานจะทําในชวงหมดภาระหนาทจี่ ากการทํานาโดยจะมา
รวมกันทําบุญและทําขาวจี่ถวายพระสงฆ โดยจะนําไมเสียบขาวเหนียวปงไฟจน
ใกลส กุ แลว ทาดว ยไข ปง ตอ ไปจนเหลอื ง งานบญุ นท้ี างวดั ประจาํ หมบู า นจะกาํ หนด
วนั แลว ประกาศใหช าวบา นไดร บั ทราบ เมอ่ื ถงึ วนั งานชาวบา นจะนาํ ขา วจไี่ ปถวาย
พระสงฆที่วัด ชาวบานเช่ือวา การทําบุญขาวจ่ีจะไดอานิสงคมาก แมปจจุบัน
ชาวบานหลายคนจะเปลย่ี นอาชพี จากการทํานาก็ยงั คงความเชือ่ นอ้ี ยู

เดอื นสี่

บุญขาวเปลือกขาวสาร: จัดชวงราวเดือน 4 สมัยกอนคนไทดาน
ทุกครอบครัวจะนําขาวเปลือก ขาวสารไปรวมกันไวท่ีลานวัด (ใตตนโพธ์ิ) เมื่อ
รวมกันเสร็จแลว ตอนเย็นชาวบานจะมารวมตัวท่ีวัด เพื่อทําพิธีสวดมนตเย็น
กลางคนื คนเฒา คนแกจ ะมานอนกนั ทวี่ ดั ตอนเชา จะประกอบพธิ สี งฆ อกี ครง้ั เปน
อันเสร็จพิธีทางศาสนา จากนั้นเปนหนาที่ของ “หมอขวัญ” ทําการสูขวัญขาว
เมื่อสูขวัญขาวเสร็จ จะนําขาวท่ีเหลือออกมาขายใหกับญาติโยมหรือชาวบานใน
ราคาถกู แลว นาํ เงนิ ทไี่ ดทาํ บุญมอบใหทางวดั

ปจจุบนั มีการเปล่ยี นแปลงจากเดิมมาก กลา วคอื เมอ่ื ถึงวนั บญุ ชาวบาน
จะนําขาวเปลือกขาวสารไปรวมที่ศาลาวัด โดยแยกขาวสารใสโองหรือกะละมัง
สวนขาวเปลือกจะใสในถุงปุยหรือกระสอบ ตกเย็นจะทําการสวดมนตเย็น
หลงั จากนน้ั จงึ แยกยา ยกนั กลบั บา น โดยไมม กี ารนอนเฝา อยทู ว่ี ดั เหมอื นสมยั กอ น
สว นตอนเชา จะทาํ พธิ สี งฆเ หมอื นเดมิ กอ นหมอขวญั จะประกอบพธิ สี ขู วญั ขา วเปน
อนั เสรจ็ พธิ ี จากนน้ั คณะกรรมการวดั จะนาํ ขา วทไ่ี ดจ ากการทาํ บญุ นอี้ อกจาํ หนา ย
ใหก บั ชาวบา นในราคาถูกกวา ตลาด แลวนาํ เงนิ ท่ไี ดมาไวพฒั นาวัดตอไป เปนอัน
เสรจ็ พิธีการทาํ บญุ ขา วเปลอื กขาวสารอยา งสมบูรณ

17

การสูขวัญเปนประเพณีโบราณที่บรรพบุรุษเคยประพฤติปฏิบัติสืบตอกัน
มา เชอ่ื กนั วา ทาํ ใหเ กดิ สริ มิ งคลตอ การดาํ เนนิ ชวี ติ ของชาวบา น การประกอบพธิ สี ู
ขวญั ตอ งอาศยั ผรู ทู เี่ ปน ทเี่ คารพนบั ถอื ของชาวบา นเปน ผปู ระกอบพธิ จี งึ ถอื เปน สริ ิ
มงคล คอื ทห่ี มบู า นตอ งจดั บญุ ขา วเปลอื กขา วสารนนั้ เปน เพราะความเชอื่ ของคน
ในหมูบาน กลาวคือ ถาหมูบานไดทําบุญขาวเปลือกขาวสาร จะสงผลไปถึงขาว
ท่ีชาวบานปลูกไวใหเจริญงอกงาม อุดมสมบูรณและจะไดขาวเพ่ิมมากข้ึนเรื่อยๆ
เหตุผลท่ที างหมบู านตองจัดบญุ ขาวเปลอื กขา วสารอีกอยา งหนึ่งคือ เปน การบูชา
และรําลึกถึงพระคุณของขาวที่ไดใหพี่นองชาวบานในหมูบานมีอยูมีกินมาจนถึง
ทกุ วันนี้

งานไหวพระพทุ ธบาท: จัดราวเดือนสามหรือเดอื นสี่ กอนงานบุญมาฆบูชา
รอยพระพทุ ธบาทดานซา ยไมใ ชข องด้งั เดิม เพ่ิงสรางมาไมถ งึ 50 ป คนสรา งเปน
ผูส งู อายมุ าจากทอ งถ่ินอน่ื คนสวนใหญเ รยี กวา คณุ ตาเฉอ่ื ย (นายเฉอื่ ย คําเกษม)
เปนชางสารพัด จุดประสงคการสรางพระพุทธบาทเพื่อใหชาวพุทธท้ังหลายได
ระลกึ ถงึ บญุ คณุ พระพทุ ธเจา ปห นง่ึ จะมงี านปด ทองพระพทุ ธบาทเพอื่ เปน สริ มิ งคล
แกต วั เอง เปน การสบื ทอดศาสนาเปา หมายของงานมจี ดุ ประสงคห ลกั ในการสรา ง
ความดี

เดอื นหา

บุญสงกรานต: ตรษุ สงกรานต เริม่ ตงั้ แตวนั ท่ี 13-15 เมษายน วนั แรกถอื
เปน วนั มหาสงกรานต วนั ทส่ี องเปน วนั เนาและวนั สดุ ทา ยเปน วนั เถลงิ ศก ชาวบา น
หรือผเู ฒาผแู กค นโบราณถือเปน วันข้ึนปใ หม

วันแรกมีพิธีสรงนํ้าพระพุทธรูปที่วัดชาวบานเรียกกันวาสรงนํ้าพระเจา
นอย เพราะจะนําพระไปตั้งไวท่ีรานหรือหอพระเจานอย ตอนเชาทางวัดจะรวม
มือกับกวนจ้ําจัดเตรียมนิมนตพระพุทธรูปท่ีจะสรงชวงบาย ชาวบานในหมูบาน
จะนาํ นาํ้ อบ น้าํ หอม และดอกไม ไปวัด เมื่อพรอมกวนจ้าํ จะกลา วคาํ บชู าคารวะ
ตอ พระพทุ ธรปู และพระภกิ ษสุ งฆข อสรงนา้ํ กอ นทาํ การสรงนาํ้ พระพทุ ธรปู โดยใช
ชอดอกไมจุมนาํ้ อบน้าํ หอมสลัดใสองคพระพุทธรูป

18

ภายหลังสรงน้ําพระพุทธรูป ตกกลางคืนอาจมีบางครอบครัวมารวมตัว
เพ่ือพบปะญาติพี่นองพูดคุยสนุกสนานเฮฮา ตามหมูบานจะมีการละเลนตางๆ
และมีการสาดน้ําตลอด 3 วัน คือ ชวงสงกรานตตามประเพณีบานนาเวียง
หามชาวบานออกไปทํางาน ใหพักอยูบาน เพราะชาวบานถือกันมาชานาน
ถาไมเ ชอื่ ฟงอาจทําใหเ กดิ เหตรุ า ยกับครอบครวั ไมอ ยางใดกอ็ ยางหนึง่ จนกวาจะ
ครบ 3 วัน จึงจะออกไปทํางานไดต ามปกติ

นอกจากน้ี ชว งกลางคนื มกี ารแหข า วพนั กอ น โดยแหไ ปพระธาตศุ รสี องรกั
กอนแลวจึงแหไปวัดอื่น เชน วัดหนามแทง วัดนาเวียง วัดบุงกุม และวัดนาหอ
ขณะเดียวกันคนเฒาคนแกคนหนุมสาวในหมูบานจะมารวมตัวกันท่ีลานหมูบาน
เพื่อรวมสนุกกัน มีการละเลนกันหลายอยาง เชน การโยนเงิน การยิงเงิน
การเลนหมากและ (การเลนสะบา) การเลนนํ้า ประแปง และที่ขาดไมไดอีก
อยา งหนงึ่ คอื คนหนมุ สาวทอี่ ยใู นหมบู า นจะพากันไปตกั นํ้าทแ่ี มน ้ําหมันไปไวใ ห
คนเฒาคนแกไ วอ าบนํ้าในวนั สงกรานต

การละเลนตางๆ และขนบธรรมเนียมท่ีไดปฏิบัติกับคนเฒาคนแกมี
3-4 วัน เม่ือถึงตอนเย็น ทุกคนจะมารวมตัวกันที่วัดเพื่อทําพิธีสรงนํ้าพระพุทธ
รูป ตอ จากน้นั จะสรงนาํ้ ใหก บั พระสงฆที่อยใู นวัด เมอื่ เสรจ็ พิธีกรรมสงฆแลว คน
เฒาคนแกและคนหนุมสาวในหมูบานจะมารดนํ้ารอบตนโพธิ์ เพื่อเปนสิริมงคล
แกตนเอง ตอจากนัน้ จะเลน สาดนํ้ากันอยางสนุกสนาน

19

รวมบุญ รวมพลัง เปยมศรัทธา ในภาพคือการทําทุง หรือ ธง ของชาวนาหอเพื่อใชในกิจกรรม
วันสงกรานต ซึ่งจะเปลย่ี นเปน ประจาํ ทุกป โดยปกไวใ นราววนั ท่ี 15 เมษายน เพ่ือใหฤกษยามยามดี เปดโลก
พบกบั ชวี ิตใหม ส่งิ ไมดีใหผ า นพน สงิ่ ดๆี ใหมๆ ใหเ ขา มา ซงึ่ รวมถึงสุขภาพดว ยเชนกัน

ในตอนเชาวนั สดุ ทา ยของงาน จะมีการทําบญุ ตกั บาตร ตอนบา ยมีการแข
วนทุงหรือธงยาว และกอพระเจดียทรายที่วัด นอกจากนี้ ยังมีการสรงน้ําพระ
สงฆ ผูหลักผูใหญ และผูเฒาผูแก ขออโหสิกรรม มีพิธีบายศรีสูขวัญพระพุทธ
รูปหรือพระเจานอย ในขณะที่บางวัดอาจอัญเชิญพระพุทธรูป 4 องคไปไวท่ีหอ
สรง เพ่อื ใหพ่นี อ งประชาชนนาํ เอาน้าํ หอมไปสรงน้ํา ถดั จากวนั สงกรานตอ ีกดวย
โดยมีการสรงน้ําทุกวันจนกวาจะแหดอกไมเสร็จ หรืออยางชาไมเกินวันเพ็ญ
เดอื นหก

แตกตา งกบั สมยั ปจ จบุ นั มาก เพราะคนสมยั นไ้ี มม กี ารละเลน แบบสมยั กอ น
จึงทําใหคนสมัยปจจุบันนี้ไมคอยรูจักการละเลนและประเพณีแบบสมัยกอน คน
หนุมสาวยุคนี้จะไมคอยเลนอยูในหมูบาน สวนมากจะออกไปเที่ยวที่หมูบานอ่ืน
หนุมสาวบางสวนท่ีเหลืออยูในหมูบานก็จะมีการกินเหลาสังสรรคกับเพ่ือนๆ ใน
หมบู า น

20

เดอื นหก

บุญสตู รซาํ ฮะ: จดั ขน้ึ ราวเดอื น 6 จะเปนวันไหนกไ็ ดทีเ่ ปน วนั ดี ไมใชว นั
หลม หลวง วนั ไหม วันเกากอง และวันจม วนั ท่ีกลาวมานีช้ าวบา นไมเลอื กทาํ บุญ
กอนประกอบพิธี กวนจ้ําและผูเฒาผูแกจะเปนผูใหคําแนะนําในการกําหนดวัน
ประกอบพธิ ี เมอื่ ถงึ วนั งานชาวบา นจะมาชว ยกนั หาสงิ่ ของทจ่ี าํ เปน ในการแตง บญุ
คุณบา น

วันแรกของงาน ชาวบานจะชวยปลูกผามจัดเปนที่น่ังใหพระภิกษุสงฆ
สวดมนตเย็น โดยชาวบานทุกครอบครัวจะเตรียมเอาทรายใสถังหรือ
กระปองน้าํ 1 ขวด ฝายผูกแขนหลายเสน เอามาตง้ั ไวใ หพระสวดใหค รบ 3 วัน
เพ่ือเปนสริ มิ งคลและใหห มดเคราะห นอกจากนยี้ ังรว มกันแตง เครอ่ื งสกั การบูชา
แตง เครือ่ งรอยเครื่องพันตา งๆ และกระทง

ทุกกระทงจะมีเคร่ืองสักการะเหมือนกันหมด แตจะใสตามวันที่ระบุมา
และนิมนตพระภิกษุสงฆมาสวดพระพุทธมนตเย็นเปนเวลา 3 วัน ในวันสุดทาย
ชาวบานทุกหลังคาเรือนและบานใกลเคียงจะเตรียมเงินทําบุญพรอมรับน้ํามนต
ชวงเวลาดังกลาว จะมีพราหมณมาประกอบพิธีสูตรสะเดาะเคราะหกระทง
ประจําวนั (พราหมณค ือ คนธรรมดา แตถ ือขอ ปฏบิ ตั เิ ครง ครัดกวา ชาวบานทั่วไป
กลาวคือ จะไมตัดผม ทุกวันพระจะตองเขาวัด ถือศีล 8 ปฏิบัติตัวคลายกับ
พระภิกษุสงฆ) ใครเกิดวันไหนใหจุดเทียนเล็กใสกับกระทงวันเกิดของตนเอง
พรอมทั้งใสเงินลงไปในกระทง สงกระทงใหญใหพระสวดสะเดาะเคราะหให
ทงั้ หมูบาน แลวนาํ ไปลอยทีแ่ มน าํ้ ยิงปน สงสามนัด เพอ่ื สะเดาะเคราะหใ หทุกคน
อยูร มเยน็ เปนสุขตลอดไป

บุญสูตรซําฮะจึงเปนความเช่ือของคนไทดานมาต้ังแตสมัยปูยา ตายาย
สืบทอดมาถึงปจจุบัน เพราะคนไทดานเชื่อวา ถาหมูบานไดจัดสูตรบุญคุณบาน
ไปแลว จะทาํ ใหช าวบา นกนิ ดอี ยดู ี ไมม โี รคภยั ไขเ จบ็ มาเบยี ดเบยี น ทาํ อะไรกเ็ จรญิ
รงุ เรอื ง ไมม อี ปุ สรรคและเปน สริ มิ งคลใหก บั ตวั เอง ครอบครวั และคนในหมบู า นตอ ไป

21
ประเพณีบูชาพระธาตุศรสี องรัก: จัดขึ้นชวงเดอื น 6 งานจดั 4 วัน 3 คนื
ภายในงานจะมกี ารขายดอกไมธ ปู เทยี นเพอ่ื ใหผ คู นทมี่ าเทย่ี วงานไดซ อื้ ทาํ บญุ กบั
องคพ ระธาตศุ รีสองรกั แตล ะคืนจะมมี หรสพตลอดทัง้ คืน

พระธาตุศรีสองรักศูนยรวมจิตใจของคนดานซายและคนทองถิ่นอื่น นอกเหนือจะสัมพันธกับความ
เชื่อในพระพุทธศานา หากยังเชื่อมโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธ์ิเหนือธรรมชาติท่ีหลายคนเชื่อวาทําใหเกิดความรมเย็น
ทางจิตใจ จงึ ไมแปลกที่ทกุ วันจะมีผูค นเขา มาสักการบชู า โดยเฉพาะการบนดวย “ตนผง้ึ ” และหน่งึ ในการบน
ของชาวบา นก็คือเรือ่ ง การขอใหหายจากโรคภัยไขเ จ็บ

22

ตน ผง้ึ หลอ จากขผ้ี งึ้ หรอื เทยี นทาํ เปน รปู ดอกไม คอื ภาพสะทอ นทางความเชอื่ เกย่ี วกบั การบนบานศาล
กลาวสงิ่ ศกั ดิ์สิทธิ์ตอ องคพระธาตศุ รสี องรกั ไดเปน อยางดี

ตอนเชามีการบูชาองคพระธาตุศรีสองรักนําโดยเจาพอกวน เจาแมกวน
เจาแมนางเทียม พอแสน และนางแตง ทุกคนมารวมตัวกันในบริเวณองคพระ
ธาตุศรีสองรักเพื่อทําพิธีบูชาองคพระธาตุ เม่ือเสร็จพิธีแลวชาวบานท่ีมารอ
ลางองคพระธาตุ จะนํานํ้าใสถังห้ิวข้ึนมาใหเจาพอกวน พอแสนท่ีข้ึนไปบนองค
พระธาตเุ พอ่ื ทําการลางธาตุ

สว นวนั สดุ ทา ยของงาน คือ วนั ขึ้น 15 คา่ํ เดือน 6 ชว งเชา จะมชี าวบา น
จากทั่วสารทิศ ท้ังที่อยูในจังหวัดเดียวกันและตางทองถ่ิน ที่เคยบนไวกับ
องคพระธาตุศรีสองรัก เมื่อครบกําหนดจะมาแกบน โดยนําเอาตนผ้ึงมาถวาย
องคพระธาตุศรอี งรัก

วิธีการทําตนผึ้ง ชาวบานจะนําเอาตนกลวยตนเล็กๆ มาตกแตงใบซ่ึงมี
ดวยกันหลายวิธี เชน วิธีแรกทําจากตนกลวยเล็กๆ หรือใชข้ีผ้ึงเปนแผนเล็กๆ
เอามาเสียบไมแลวนํามาปกตามตนกลวยเพ่ือใหสวยงาม วิธีที่สองคือ

23
ใชไมไผมาสานเปนโครง มาเสียบกับไม แลวนํามาปกบนกาบกลวย แลวนํากาบ
กลวยมาติดกับโครงไมไผ จากนั้นนําดอกผึ้งซึ่งทําจากแผนผ้ึง มาติดใหสวยงาม
พรอมท่ีจะนํามาถวาย

ชวงกลางวันของงานจะมีการบวชพระ ณ บริเวณองคพระธาตุศรีสองรัก
การบวชพระน้ถี อื เปน ความเช่ือท่มี ีมานานแลววาชาวไทยทีม่ อี ายุ 20 ปข ้ึนไปถา
ไดบวชในงานบูชาพระธาตุศรีสองรักจะไดบุญวาสนามหาศาลและถือปฏิบัติมา
จนถงึ ปจจุบนั

เดือนเจ็ด

พิธีแฮกนา: เมื่อถึงเดือน 7–8 นามีน้ํามากชาวบานจะลงมือไถนา
สมัยกอ น กอนทจ่ี ะดาํ นาชาวบานตองประกอบพธิ ีแฮกนา ดวยการทาํ คนั แฮกให
สูงจากคันนา โดยใชไมต อกยาวราว 2-3 เมตร สานเปน รปู ปลาแขวนไวด า นทา ย
พรอ มสรา งตบู นอยปก ไวกบั คันแฮกท่ีนา แลวปกตน ขา ว 9 ตน

แฮกนาเปน พธิ กี รรมทย่ี งั พอมใี หเ หน็ ในหมคู น “ไทดา น” แมจ ะไมส มั พนั ธก บั ภมู ปิ ญ ญาดา นการแพทย
พ้ืนบาน หากทวา การปฏิบัตพิ ิธกี รรมดงั กลาวก็ชวยสรา งขวัญและกาํ ลงั ใจใหช าวบานที่ทาํ การเกษตร

24

เดือนแปด

บญุ หลวง: จัดข้นึ เดือน 8 ศนู ยก ลางการจัดงานอยทู ่โี พนชยั ซึง่ เปน วดั เกา
แกข องอาํ เภอดา นซา ย งานบญุ หลวงโดยทว่ั ไปจดั ขนึ้ 4 วนั คอื วนั แรกคอื วนั แตง
วดั วนั ทส่ี องเปนวนั โฮม วันทีส่ ามเปน วนั แหพระ ซึ่งวันทส่ี องและสามจะมกี ารละ
เลน ผีตาโขน ทายสดุ เปน วันฟง เทศน

นอกจากน้ี ตามหมบู า นตา งๆ ยงั มปี ระเพณปี ลกี ยอ ย เชน บา นนาเวยี งใหญ
มีประเพณีไหวภูอังลัง บานนาหอมีประเพณีไหวภูผาแดดซ่ึงจะประกอบพิธีหลัง
จากงานไหวภ อู งั ลังราวหน่งึ สัปดาห เปน ตน

เดือนเกา

บุญขา วประดบั ดนิ : บุญขา วประดับดนิ หรอื วันหอ ขา วประดบั ดนิ จดั ตรง
กบั วนั แรม 15 คา่ํ เดอื น 9 เครอ่ื งเซน ประกอบดว ยขา วสารอาหารแหง รวมกนั แลว
หอ ไปถวายพระทว่ี ัด เพือ่ อทุ ศิ ใหญ าตพิ นี่ อง พอ แม ปู ยา ตา ยาย และเจา กรรม
นายเวร ทลี่ ว งลบั ไปแลว พอถงึ วนั แรม 12 คาํ่ เดอื น 9 ชาวบา นจะจดั เตรยี มอาหาร
คาวหวานตลอดจนผลไมพรอ มท้ังหมากพลู หอดวยใบตองใสใ นกระทงเพื่อนาํ ไป
วางไวท ่ใี ดทีห่ น่ึงในบริเวณวดั พรอ มจุดเทยี นบอกกลา วใหผ ทู ี่ลวงลบั ไปแลว ไดม า
รับเอาอาหารคาวหวาน ตอจากน้ันเตรยี มส่ิงของตางๆ ไปใสบาตรและถวายทาน
แดพ ระสงฆ ฟง เทศนแ ละกรวดนา้ํ อทุ ศิ สว นกศุ ลใหผ ทู ล่ี ว งลบั ไปแลว เปน อนั เสรจ็ พธิ ี

25

เดอื นสบิ

บุญขาวสาก: จัดตรงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 10 ชาวบานจะสาน
“กรวยขาวสาก” ทําดวยไมตอกเปนชะลอม เอาขนม ผลไม ขาว ใสในชะลอม
ไปวดั ถวายพระโดยเจา ของกรวยขา วสากจะเขยี นชอ่ื ผทู ลี่ ว งลบั ไปแลว ตดิ ไวท กี่ รวย
ขา วสากเพอ่ื เปน การอทุ ศิ สว นกศุ ลไปใหผ ทู ล่ี ว งลบั เปน อนั เสรจ็ พธิ ที าํ บญุ ขา วสาก

บญุ ขา วสาก เปน ประเพณขี องคนสมยั กอ นทมี่ กี ารทาํ ตอ เนอื่ งจนถงึ ปจ จบุ นั
ขาวสากหมายถึงสิ่งของทีก่ ินไดใสลงไปในกรวย กรวย คือ ชะลอมสานดวยไมไผ
การทาํ บญุ ขา วสากนเี้ ปน การทาํ บญุ เพอื่ อทุ ศิ สว นบญุ สว นกศุ ลใหผ ทู ลี่ ว งลบั ไปแลว
ไดร ับสวนบุญกศุ ลที่ญาตมิ ิตรแตล ะคนทําไปใหท ุกๆ ป

การทําบุญขาวสากในสมัยกอนจะทําแบบตามมีตามเกิด คือใชสิ่งของท่ี
กินไดและหางายในหมูบาน สวนในสมัยปจจุบัน ชาวบานจะนําส่ิงของที่กินได
ทั้งอาหารสดและอาหารแหง ใสลงไปในกรวยขาวสาก เมื่อเตรียมเสร็จแลวจะ
นําไปถวายใหพระสงฆที่วัดตอนเชา เพ่ือทําพิธีสวดสงไปใหผูที่ลวงลับไปแลว
ไดร บั เอาส่งิ ของตา งๆ ทญี่ าตอิ ทุ ศิ ไปให เปนอนั เสร็จพิธี

นอกจากนี้ ในเดือน 10 ข้ึน 15 ค่ํา แมนํ้าหมันจะมีการแขงเรือ ต้ังแต
บา นหวยปลาผา บา นนาดี บา นเกา นาหอ บงุ กุม นาเวียง และดา นซาย โดยแขง
ทที่ า โฮง วัดโพธ์ศิ รีนาเวียง บุงกมุ และนาหอ ตามลําดับ

ขณะเดียวกัน ชวงกลางเดือนเขาพรรษาหรือวันออกพรรษาจะมี
การแขงกลองกิ่ง (เรียกวาเส็งกอง) ที่วัดโพนชัย วัดนาเวียง วัดหนามแทง
และวัดนาหอ สวนพระเณรพากันไปเก็บหมากแตก หมากเยาบนภูเขา
นาํ มาตอกเอานาํ้ มนั มาไวจ ดุ ไฟในวนั ออกพรรษา จดุ เรอื ไฟ และตามบรเิ วณกาํ แพง
ใหสวา งไสว ซึง่ ประเพณีดงั กลา วไดหายไปหลายสบิ ปแ ลว

26

เดอื นสบิ เอ็ด

บญุ ออกพรรษา: บุญวนั ออกพรรษามขี ้นึ ในชว งเดือน 11 ของทกุ ป หลงั
จากพระสงฆจําพรรษาครบ 3 เดือน ชาวบานในสมัยกอนจะมารวมตัวกันที่วัด
ทง้ั ในตอนเชา และตอนเยน็ คอื ชว งเชา จะมกี ารแหต น ผง้ึ ตน ผา ปา รอบวดั 3 รอบ
เพ่ืออุทิศใหผูท่ีลวงลับไปแลวไดรับสวนกุศลที่ญาติทําไปใหในวันออกพรรษา
สวนตอนเย็นจะทําเหมือนตอนเชา คือ จะมีการแหตนผ้ึงและตนผาปา
รอบวัด 3 รอบ หลังแหเ สรจ็ แลวจะนําไปถวายใหก บั พระสงฆ เพื่อใหพระสงฆท าํ
พธิ อี ทุ ศิ สว นกศุ ลไปใหก บั ผทู ล่ี ว งลบั ไปแลว มารบั สว นบญุ ไป สว นตอนกลางคนื จะ
มีการลองเรอื ไฟโดยใชล ํากลว ยมาทาํ เปนแพ และประดับดว ย แสงเทยี น ลอ งไป
ตามแมนา้ํ พธิ เี สร็จราว 3 ทุม

เดือนสบิ สอง

ประเพณีลอยกระทง: ลอยกระทงไมใชเปนประเพณีด้ังเดิมของวัฒนธร
รมลมุ นํา้ หมนั แตเปนประเพณใี หมซ ึ่งเริ่มขน้ึ กอนป 2500 ไมน านนัก โดยหลาย
หนว ยงานรว มกบั ชาวบา นคมุ ตางๆ จดั ทาํ กระทง และขบวนแห การลอยกระทง
จะลอยตามแหลง นา้ํ ตา งๆ เชน แมน า้ํ หมนั หนองคู บอ บาํ บดั นา้ํ หลงั เทศบาลตาํ บล
ดานซา ย เปน ตน

พธิ ีกรรมในวัฎจกั รชวี ติ

พธิ กี รรมในวฏั จกั รชวี ติ คอื การประกอบพธิ กี รรมทสี่ มั พนั ธก บั วถิ กี ารดาํ เนนิ
ชวี ติ ตัง้ แตเ กดิ แก เจบ็ และตาย สรปุ ไดดังน้ี

การบวช: เมอื่ ลูกหลานมีอายคุ รบ 20 ปบริบูรณจ ะนยิ มบวชพระ ถา อายุ
ตํ่ากวาก็บวชเณร การบวชเณรไมมีพิธีมากมาย แตการบวชพระมีพิธีมาก
โดยชาวบานถือวาชายใดกอนแตงงานตองบวชใหพอแมกอน เพื่อลางบาปลาง
กรรม

27

การแตงงาน: สมัยกอน คนหนุมสาวท่ีจะแตงงานเปนฝงเปนฝา
มีครอบครัว พอเปนหนุมเสียงแตกชาวบานจะเรียกกันวา สอนบาวข้ึนสอนสาว
ข้ึนแลว คนสมัยกอนไมคอยไดออกไปไหนอยูแตบาน พอโตข้ึนมา พอแมสอน
ใหไปทําไรทํานา ทําสวน เล้ียงพอแมพ่ีนองอยูบาน คนสมัยโบราณเขายึดถือคํา
พดู เปนส่งิ สําคัญมาก กอนท่คี นใดคนหน่ึงจะมคี รอบครัวหรอื แตงงาน ถา คนไหน
ไมวาหญิงหรือชาย ขยันทํามาหากิน ทําไรทํานาเกง จะมีผูหลักผูใหญหมายตา
ไวเปนเขยเปนสะใภของตนเอง ปจจุบัน รูปแบบการแตงงานไมวามีฐานะหรือ
ไมมฐี านะ มกั จดั งานแตง งานเลศิ หรู ไมม เี งนิ ก็ตองไปกูหนย้ี ืมสนิ เอามาแตงงาน
เพือ่ หนาตาตนเองหมดเทา ไหรไมวา มีลกู 2 คน 3 คน ใชหนี้ยงั ไมห มด

จึงเห็นไดวา ตามปกติหนุมสาวมีโอกาสพูดจาเกี้ยวพาราสีไดตามปกติ
ญาตผิ ูใหญไมไดห วงหามแตประการใด แตก ารกระทําดงั กลา วตองอยใู นขอบเขต
ไมเชนน้ันอาจเปนการ “ผิดผี” ครั้นเม่ือหนุมสาวตกลงปลงใจจะแตงงานกัน
ฝา ยชายจะสง เถา แกไ ปสขู อฝา ยหญงิ เมอ่ื ตกลงกนั ไดแ ลว จะตกลงวนั แตง งานหรอื
“กินดอง” ไมมีการหม้ันหมาย แตมีขอหามวาหามจัดกินดองในเดือนคี่
เดือนหน่ึง เดือนสาม เดือนหา จะจัดเฉพาะเดือนสอง เดือนสี่ เดือนหก เดือน
แปด และเดือนสิบสอง (เปนเดือนคู) จะเปนขางแรมหรือขางขึ้นก็ได แตถาเปน
วันขางขึ้นจะดีมาก ถือเปนวันสิริมงคล เพราะขางแรมคลายกับตะวันใกลตก
มคี วามเชอ่ื วาไมด ี

กอ นวนั แตง งานถอื เปน วนั สกุ ดบิ หรอื วนั เตรยี มงาน พอถงึ วนั แตง จะมขี บวน
เฒาแกบาวเขยออกจากบานเจาภาพฝายชาย โดยจัดขันหมากเปนขบวนในตอน
เชา มกี ารโหร อ งเปน ทสี่ นุกสนาน เม่ือถงึ บานเจา สาวจะมกี ารกั้นประตูเงนิ ประตู
ทอง ฝา ยชายตอ งเสยี คา ผา นประตู กระทง่ั เจา บา วขน้ึ บนั ไดบา นจะมเี ดก็ หญงิ สาว
บริสุทธ์ิ ชว ยลา งเทา ใหเจา บาว ตอนน้เี จา บา วตองเสยี คา ตอบแทนใหเ ด็กลางเทา
(ใชนา้ํ ประพรม) จึงเขาพธิ แี ตงงาน

28

ในพิธีเจาบาวและเจาสาวรวมท้ังญาติท้ังสองจะน่ังลอมวง โดยมีหมอ
ขวัญทําหนาท่ีเปนพราหมณกลาวคําอวยพร เสร็จแลวใชเสนฝายผูกขอมือของคู
บาวสาว สวนผูใหญที่เขามาในงานทุกคนก็จะรวมผูกขอมืออวยพรใหบาวสาว
เชนกัน เสรจ็ แลวญาติฝายหญงิ จะจูงมือเจา บา วไปยงั หองทเ่ี ตรยี มไวใ หคูบาวสาว
เปน การบอกกลา ววา นบั แตน ้ี เจา บา วตอ งมาอยกู นิ กบั เจา สาว เปน ทนี่ า สงั เกตวา
จะไมมีพิธีรดนํ้าสังขคูบาวสาวเหมือนภาคกลาง แตปจจุบันชาวบานเริ่มใหความ
สําคัญกบั พธิ รี ดนํา้ มากขน้ึ

หลังจากนนั้ เปนงานเลีย้ งแขกผูมารวมงาน จะจดั ใหญโตมากนอ ยเพยี งใด
แลว แตฐานะ สว นมากก็ใชบา นเจาสาวเปน ทจี่ ัดเลยี้ ง ซึง่ ตางไปจากปจจบุ นั (เร่ิม
มาไดราว 30 กวา ปก อ น) ทีเ่ จาภาพนิยมแจกการดเชญิ ใหรวมกินโตะจนี เปน งาน
ฉลองมงคลสมรส โดยจะเชาสถานท่รี าชการในอาํ เภอดา นซายเปน ที่จัดงานเลย้ี ง

การเจบ็ ปว ย: การรกั ษาพยาบาลมหี มอชาวบา นรกั ษา เมอื่ ปว ยไขใ หน าํ ยา
สมนุ ไพร (ฮากไม) มาฝนใหกิน แขนหกั ขาหกั มหี มอเปา เสกใสนํ้ามนั ยาทา เพอ่ื
ใหกระดูกจอดกัน (ติดกัน) ถาฟกช้ําดําเขียวใหเอาใบหนาดและใบเปลามาอังไฟ
ประคบใหกนั หรือยา งบนเตาไฟ

การทหี่ มอ “เปา จอดกระดกู ” ไดน นั้ ชาวบา นจะตอ งเตรยี มเครอื่ งคายเพอื่
ใหหมอเปาประกอบพธิ ตี ้ังคาย การตั้งคายเครอ่ื งเซน จําพวก เหลา ไข ขัน 5 หรือ
ขนั 8 เงนิ ใสค าย 1 เฟอ ง (สบิ สองสตางค) เมอ่ื หายแลว ใหย กเลกิ คาย ในสมยั กอ น
ถา จะไปโรงพยาบาลหาหมอกระดกู คงไปไมไ ด เพราะไมม รี ถจะตอ งเดนิ เทา กวา จะ
ไปถงึ โรงพยาบาลในเมอื งเลยตอ งใชเ วลาอยา งนอ ย 2 วนั 2 คนื ฉะนน้ั จงึ รกั ษากนั
ตามมีตามเกิด นอกจากนี้ยงั มีพธิ ีการรบั ขวัญหรอื เรียกขวญั ของผปู ว ยใหก ลบั มา

29

การแตง “เครือ่ งคาย” หรือเครือ่ งเซน ของคนดา นซา ยเปนภาพทเ่ี ห็นไดป กตใิ นชีวติ ประจําวัน เพราะ
หลายคนเมื่อเดือดเนื้อรอนใจหรือเจ็บไขไดปวยส่ิงหน่ึงที่นึกถึงอันดับแรก คือ การหาหมอพื้นบานและในการ
ประกอบพิธีจะตองใชเ ครอ่ื งคายเปน องคประกอบหน่ึงทส่ี ําคัญ

“ขวัญเอย ขวัญมา....” ภาพการรับขวัญของแมแกชาวหวยตาดคนหน่ึง เจ็บๆ ออดๆ แอดๆ
หาหมอแผนปจ จุบันไมห าย จึงมาขอรบั ขวัญจากหมอยาม

30

การตาย: ชาวบานจะมองเรื่องการตายเปนเร่ืองธรรมดา (ธรรมชาติของ
ส่ิงมีชีวิต) แตคนสวนใหญไมอยากตาย ถาเวนไดก็อยากเวน ถาหนีไดก็อยากหนี
ท้ังๆ ที่รูว า เวนอยา งไร หนอี ยา งไร กไ็ มพ นความตาย แตก็จําตองพยายามดแู ล
ใหต นเองมอี ายยุ นื ยาวทสี่ ุด

ถามวากลัวตายหรือไม เกือบทุกคนจะตอบวา “กลัว” ใครๆ ก็ไมอยาก
ตาย ไมวา ตายในลกั ษณะใด คนโบราณมคี วามเขา ใจวา คนตายกลายเปนผี ดวง
วญิ ญาณจะลอ งลอยไปทกุ หนทกุ แหง เทย่ี วหลอกหลอนคนทยี่ งั ไมต าย โดยเฉพาะ
คนแกเ มอ่ื ตายไปแลว เปน “ผเี ชอื้ ” วนเวยี นอยกู บั ลกู หลาน ถา มคี นตายในหมบู า น
ชาวบานจะกลัวมาก ตอนกลางคืนจะไมยอมออกนอกบาน ไมทราบวากลัวผหี รอื
กลัวตายกันแน

การตายดี คือ ตายเพราะเจ็บปวยหรือตายเม่ือแกชราแลว สวนการตาย
ไมด ี คอื การถกู บงั คบั ใหต าย เชน ถกู ฆา ตาย ตายจากอบุ ตั เิ หตุ ตายเพราะถกู สตั ว
มีพิษขบกัด ถูกฟา ผา เปน ตน

คนไทดานมองเร่ืองความตายวา ถาตายตั้งแตยังเล็ก พอแมญาติพี่นอง
จะเศราโศกเสียใจ แตก็ยังมีความหวังวา เด็กพึ่งเกิดไดไมนาน คงจะกลับมาเกิด
ใหมอีกคร้ัง ดังน้ัน หากเด็กอายุ 1-2 ขวบตาย พอแมมักจะเอาสีปายหนาผาก
แกม คอ คาง หรือทอ ง เปนเครือ่ งหมายไว เผื่อวา เดก็ กลับมาเกดิ ใหมกับญาติ
พี่นองคนใดก็ตาม ถาปรากฏวามีสีปายติดมาดวย ก็เขาใจวาเปนลูกของตนที่มา
เกิดใหม จะดีใจและหม่ันแวะเวียนไปเยี่ยมถามขาวอยูเสมอ ความเชื่อเหลานี้
จะคอ ยๆ เลือนหายไปตามสภาพสงั คมในปจ จุบนั

แตหากเปนกรณีคนหนุมสาวตาย นับเปนการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ รูสึก
โศกเศราเสียใจอยางย่ิง เปนเวลานานกวาจะลืมได สวนพอหรือแมตาย ทิ้งลูก
เล็กๆ ไว นับเปนท่ีนาเวทนา สวนมากจะคิดถึงอนาคตของเด็กวาจะตกทุกข
ไดย ากลาํ บากเพยี งใด ขณะทคี่ นเฒา คนแกต าย ถอื เปน เรอ่ื งธรรมดา แตล กู หลาน
ก็ยงั หว งหาอาลัยอยู

31

เปน ทสี่ งั เกตวา การตายของพอหรือแม ขณะที่ลูกยังเล็ก ทํามาหาเลี้ยงตัว
เองไมไ ด ฝา ยทยี่ งั อยตู อ งรบั ภาระในการเลยี้ งดลู กู ใหเ ตบิ โต ใหไ ดร บั การศกึ ษาจน
กระท่ังชว ยเหลือตนเองได แตค นสมยั กอ นไดใหขอ สังเกตไวดงั นี้

พอ ตายแมย งั อยู กเ็ หมอื นหนงึ่ วา อยทู ง้ั พอ และแม เพราะแมส ามารถเลย้ี ง
ดลู กู ไดด ี ทาํ หนา ทไ่ี ดท งั้ พอ และแม แมจ ะไมย อ มแตง งานใหมจ นกวา ลกู จะเตบิ โต

หากแมต าย พอ ยงั อยู ทา นกเ็ ปรยี บวา เหมอื นตายทง้ั พอ และแม เพราะพอ
มกั จะไปมภี รรยาใหม ทิ้งลกู ไวให ปู ยา ตา ยาย เลีย้ งดู เปนธรรมชาติของภรรยา
ใหมจ ะไมร ักลูกติดสามี ซง่ึ มีจํานวนมากดว ย ภรรยาใหมท่ีรักลูกติดสามีกพ็ อมีให
พบเห็นไดบางแตฝายสามีจํานวนไมนอยท่ีรักลูกติดภรรยาเหมือนลูกของตนเอง
ถาท้ังสองฝายตางมีลูกติดเหมือนกัน และฝายภรรยามีคุณธรรม การอยูรวมกัน
ในครอบครัวก็จะมคี วามสขุ

อีกนัยหน่ึง พระทานใหขอคิด เปนคําเปรียบเทียบไววา “ขาดพอเหมือน
ถอ หกั ขาดแมเ หมอื นแพแตก”

ขาดพอเหมือนถอหัก หมายความวา ลูกที่ขาดพอซ่ึงเปนผูนําครอบครัว
ยังมีแมที่จะคอยประคับประคองหาไมหาพายมาคอยๆ ถอแพพายพาลูกเขาหา
ฝง ไดสว นการขาดแมเหมือนแพแตก หมายความวา ลกู ทขี่ าดแมดแู ลเหลอื แตพ อ
พอ อาจจะไปมคี รอบครวั ใหม ทงิ้ ลกู ใหต กระกาํ ลาํ บาก ลกู ตอ งตะเกยี กตะกายชว ย
เหลอื ตวั เองเพื่อความอยรู อด

ดังนั้น คนเราจะยากดีมีจน เปนใหญเปนโตขนาดไหนสุดทายของชีวิต
คือตองตาย หากทวาการตายของใครคนใดคนหน่ึงในหมูบานกลับเกิดพิธีกรรม
มากมาย กลาวคือ นับจากชาวบานหรือญาติจะชวยกันหาไมมาทําโลงศพ
บางศพใช “กะลา” ทส่ี านดวยไมต อกที่ชาวนาเอารองตีขา วนามาหอ และไมมียา
ฉีดกนั เนาเหมอื นสมยั น้ี เอาศพไวเ พยี ง 1-2 คนื เทา นัน้ กอ นนาํ ไปฝงทปี่ า ชาตอน
กลางคนื จะทาํ ให “งนั ศพ” (เรยี กวา งนั เฮอื นด)ี มกี ารเลน หมากเสอื กนิ ววั และหมาก
ขา วจ้ํา

32

วธิ เี ลน หมากขา วจาํ้ มฝี า ยชายฝา ยหญงิ ไมจ าํ กดั จาํ นวน เอาขา วมากอ นหนงึ่
ถา ฝายหญิงเลนกเ็ อาขาวจํา้ ลงที่ฝามอื ฝายหญิง จ้ําไปจ้าํ มาเอาขา วไวฝ า มือคนใด
คนหนงึ่ โดยมใิ หฝ า ยชายรแู ลว ใหฝ า ยชายทายวา ขา วอยกู บั มอื ใคร ถา ฝา ยชายทาย
ไมถ กู ฝา ยหญงิ จะตฝี า มอื ฝา ยชายแลว ฝา ยหญงิ เลน ตอ หากฝา ยชายทายถกู ฝา ย
ชายจะตฝี า มอื ฝา ยหญงิ เปลย่ี นใหฝ า ยชายเลน ตอ ไป สว นมากมกั มแี ตผ บู า วผสู าว
เลนกัน

สว นขนั้ ตอนของพธิ กี รรมศพประกอบดว ย การอาบนาํ้ ศพ (ในอดตี ไมม กี าร
อาบนา้ํ ศพ) ถา ตายโหงไมอ าบใหเ พราะถอื วา ตายไมบ รสิ ทุ ธิ์ จะมดั เอาไปฝง เทา นนั้
สว นตายธรรมดาจะเอานาํ้ อบนาํ้ หอมอาบให หมายความวา เอานาํ้ พระพทุ ธมนตน ้ี
อาบใหศพ เพอ่ื ใหห มดจดจากบาปกรรมทั้งหลายทเ่ี ขากระทําแลว

หลังจากน้ัน จะมีการแตงตวั ใหศพ ทาแปง ทาน้ําหอมให เวลาเอาแปงทา
เอานา้ํ หอมทา ใหภ าวนาในใจวา “สลี ะคนั เธทิ อมิ สั สะ มะตะสะสริ สั สะ วเิ ลปะนงั
กะโรมะ” แปลวา เราทงั้ หลายขอประพรมรา งผตู ายนด้ี ว ยของหอม แลว จงึ ทาแปง
แลว แตง ตวั คอื ใสเ สอ้ื ผา ใหศ พ ตามประเพณโี บราณใหท าํ กลบั กนั นงุ กางเกงใหใ ส
กระดุมดานหลงั ใสเ สื้อกใ็ หต ิดกระดมุ ดานหลงั หรอื ทาํ กลบั กนั กบั คนเปนนั่นเอง
สวนเวลานงุ ผาใสเ ส้ือใหปรกิ รรมวา “ปะริสทุ ธะสเี ลนะ อิมัสสะ มะตะสะระรสั สะ
อังวัง การี กะโลมะ” แปลวา เราทง้ั หลายแตง กายใหผ ูตายนี้ดวยเครอ่ื งประดับคือ
ศีลอันบรสิ ทุ ธิ์

ตอมาเปนการหวีผมศพมีดวยกันหลายวิธีกลาวคือ วิธีแรก เปนการหวีมา
ขา งหนา ใหก ลา วคําวา “อนิจจา วะตะ สงั ขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน” แปลวา
รางกายไมเท่ยี งหนอ เกิดข้นึ มาก็เสื่อมส้นิ ดังน้ี วิธที ่ีสอง หวีไปขางหลัง ใหทอ งวา
“อุปปช ชติ วานิรชุ ฌนั ต”ิ แปลวา รา งเกิดขนึ้ แลว แตกตาย ทําลายขันธไปเปนเรื่อง
ธรรมดาหนอ

สวนขั้นตอนการรดนํ้าศพจะทองคาถาปริกรรมเวลารดนํ้าศพใหวาดังน้ี
“อทิ งั มะตะกะสะรสรี ัง อทุ ะถัง อิยะ สญั จติ งั อะโทสกิ ัมมัง” แปลวา ขอใหผตู าย
อโหสกิ รรมแกข า พเจา เหมอื นนาํ้ ทข่ี า พเจา ไดร ดแลว นเี้ ถดิ หลงั จากนนั้ จงึ เอาเงนิ

33

ใสปากศพ ประเพณโี บราณมกั เอาเงนิ ใสป ากศพดว ย เพราะเหน็ วาผตู ายไมม ีเงิน
ใชใ นปรโลก แตทางธรรมเปนการเตอื นใหคนเปน รูว าหาไวมากๆ เวลาตายจะยัด
ใสป ากใหบ าทเดยี ว นอกจากนย้ี งั มกี ารเอาหมากใสป ากศพ สมยั กอ นคนกนิ หมาก
ถอื วา อยใู นสงั คมผใู หญน า เกรงขาม พรอ มใชข ผี้ งึ้ ปด ตาปด ปากศพมคี วามหมายวา
บอดเสียบางบางคร้งั ใบเ สียบางบางคราว แลว เราก็จะสบาย

สว นการมดั ศพ ใหใ ชผ า ขาวหอ แลว มดั 3 เปาะทข่ี อ มอื ทคี่ อและทเี่ ทา โดย
หันหวั ศพไปทางทิศตะวันตก ขณะทกี่ ารเอาศพลงโลง มีขอหา มวา หามพดู คําวา
หนกั ทา นวา “ขะลาํ “ คาํ วา ขะลาํ คอื คาํ ไมด ี จะใชค นกคี่ นกใ็ หค นเทา นน้ั ยก และ
ใหย กครง้ั เดียว

นอกจากนี้ ยังมีการเล้ียงขาวศพ แตงไวพอสมควรก็เอาขาวน้ันใหสัตวกิน
พรอมจัดงานสวดอภิธรรมใหบุญแกผูตาย สวนวันเผาศพมีขอหามวาหามเผา
วนั พระและวนั องั คาร บางหมูบ า นเวน วนั พุธ

หากเปน สมยั กอ น หากการตายเกดิ ขน้ึ ในหมบู า นและเปน คนทมี่ ฐี านะดจี ะ
ตง้ั ศพสวด 2-3 วนั แลว นาํ ไปเผาทปี่ า ชา นอกหมบู า น หากเปน คนยากจนไมม เี งนิ
ทองที่จะเก็บรักษาศพบําเพ็ญกุศลก็จะใชเสื่อจันทบูรหรือเสื่อลําแพนท่ีชาวบาน
เรยี กวา “กะลา” (ไมไผส ับตเี ปนแผน ) หอ และใชต อกผกู กอ นนําไปฝงทนั ที

ปจ จบุ นั พธิ กี รรมศพเปลย่ี นไปมาก หมบู า นมกี ารสรา งเมรทุ ป่ี า ชา หากเปน
คนยากจนจะมกี องทนุ ฌาปนกจิ (เรมิ่ ป พ.ศ. 2535) ประจาํ หมบู า นชว ยเหลอื จงึ
สามารถตงั้ ศพบาํ เพญ็ กศุ ลได 3 วนั แตส ง่ิ ทช่ี าวบา นยดึ ถอื ปฏบิ ตั มิ าแตโ บราณกาล
คอื จะไมเผาศพในวนั พธุ สวนวนั ที่ชาวบา นนยิ มเผา คือ วนั จันทร วันพฤหัสบดี
และวนั เสาร สว นวนั องั คารและวนั ศกุ รไ มน ยิ มเผา ยกเวน การตายโหงดว ยอบุ ตั เิ หตุ
ตายวันไหนใหเผาวันนั้น

ธรรมเนียมและขอ ปฏิบัติอื่นๆ

นอกเหนอื จากจากฮตี สบิ สองและประเพณใี นวฏั จกั รแหง ชวี ติ คนในลมุ นาํ้
หมันยงั มปี ระเพณีสมั พันธกบั วิถดี าํ เนินชีวิตทส่ี าํ คัญดงั นี้

34

พธิ กี รรมขน้ึ (ปลกู ) บา นใหม: การปลกู บา นใหมต อ งประกอบพธิ เี สาขวญั
และเสาแฮก โดยจะตองยกเสาขวัญท่ีจะตั้งอยูตรงกลางบานกอนเสาอ่ืน โดย
ทําการผูกออย ดอกไมดวยดายขาวที่ปลายเสา สวนหลุมของเสาขวัญจะใสเงิน
พวกสตางคแดง สตางคหา และสตางคสิบของคนโบราณลงไป สวนเสาแฮกคือ
เสาแรกของตวั บา นทางดานทิศเหนือประกอบพธิ ีเหมอื นเสาขวญั เชน กนั

การปลกู บา นยงั ขอ หา มวา หา มปลกู “ปม ะ” เพราะปม ะโรง มะเสง็ มะเมยี
และมะแม ถือเปนปไมดี คือสิ่งที่ถือเปนอัปมงคล เชน มะโรงส่ือถึงโลงศพ และ
มะเสง็ คอื เสง็ เครง็ เปน ตน ดงั นน้ั ในสป่ี น ้ี ชาวบา นจะไมน ยิ มปลกู บา น โดยเฉพาะ
สมยั กอนชาวนาเวียงจะถือมาก ไมมีการปลกู บานกนั เลยก็วา ได

สวนวันท่ีปลูกจะขึ้นอยูกับหมอยามจะจับยามวาวันไหนเปนวันพินาศ วัน
ไหนเปน วนั ดี ในสว นตรงนจ้ี ะขน้ึ อยกู บั หมอยาม ปจ จบุ นั ถอื เอาความความสะดวก
สบายและความพรอมดา นการเงินเปน หลัก เรอื่ งความเชอื่ หมอยามเปน รอง

เดิมการปลูกบานใหมของคนลุมนํ้าหมันจะตองใหหมอยามดูฤกษดูยาม
พรอมท้ังดูวาพื้นท่ีน้ีสมควรท่ีจะปลูกบานหรือไม เปนเสนียดจัญไรไหม เมื่อกอน
น้ีท่ีดินดังกลาวเปนท่ีตั้งหรือตําครกกระเด่ืองและเปนที่เก็บยุงขาวหรือไม หาก
เคยทาํ มาจะหา มสรา งบา นบรเิ วณนน้ั เปน อนั ขาด เพราะชาวบา นเชอื่ วา เมอื่ สรา ง
บริเวณนนั้ แลว จะเปน บาปเปน กรรมซ่ึงไมส ามารถอธิบายได หรอื หากจาํ เปนตอง
ปลกู บา นในพนื้ ทน่ี ้นั จริงๆ จะใหห มอยามประกอบพธิ ีแกเ คล็ด ทาํ พธิ ีไลผี เสนียด
จญั ไร เสกคาถาและทาํ กระทงวางทงั้ สที่ ศิ ของทด่ี นิ (บางหมบู า นนาํ “ควายต”ู มา
ติดแอกไถ ทาํ การไลผ ีเสียกอน)

เวลาปลกู หมอยามยังตองกําหนดวาบา นหลงั น้คี วรมีกห่ี อง เสากีต่ น (มัก
ตกลงกบั เจา ของบานถงึ ความเหมาะสมทางดา นฐานะดว ย เชน ฐานะดอี าจมีเสา
หลายตน) ท่ีสําคัญตองมีเสาแฮกและเสาขวัญ สวนมากเสาแฮกตั้งตรงขามกับ
เสาขวัญ เสาขวัญจะอยูที่ดา นเหนอื หอ งนอน ในวนั ลงเสาแฮก เจาของบานจะจดั
เตรยี มดา ยสายสิญจน หมากพลู มะพรา ว และออย หมัดรวมกนั เสร็จแลว หมอ
ยามจะเสกคาถาไปผกู ทเ่ี สาแฮก กอ นทจ่ี ะยกเสาแฮกปก ลงดนิ สว นเสาขวญั จะทาํ

35

เหมอื นกนั เพยี งแตจ ะแตกตา งที่ การทาํ เสาขวญั จะตอ งกลงึ เหลาใหเ ปน ทรงกลม
เสยี กอ นเพอ่ื ใหม ลี กั ษณะพเิ ศษ ปจ จบุ นั แมช าวบา นจะนยิ มปลกู บา นสมยั ใหมท ใ่ี ช
อิฐฉาบปูน แตยังนิยมประกอบพิธเี สาแฮกและเสาขวัญอยู เพราะเช่อื วา จะทําให
อยบู านหลังนน้ั อยางรมเยน็ เปน สขุ

การทาํ บญุ บา น: คนไทดา นเชอ่ื วา หากตอ งการใหช วี ติ อยดู มี คี วามสขุ พวก
ตนจะตองทําบญุ บานปล ะครง้ั ทาํ ใหครบ 3 รอบ โดยจะนิมนตพระภิกษุสงฆม า
สวดมนตเ ย็น สว นตอนเชา ใสบาตรเปน เวลา 3 วัน

คนไทดา นสว นใหญจ ะนาํ ขวดนา้ํ ทราย และฝา ยผกู แขนหรอื “ฝา ยชะตา”
มาไวสถานท่ีประกอบพิธีกรรม พรอมนิมนตพระภิกษุสงฆมาสวดมนตเย็นเพ่ือ
ประกอบพิธีสวดฝายท่ีชาวบานไดจัดเตรียมมาครัวเรือนละเสน ทั้งนี้ คนไทดาน
จะนาํ ฝา ยชะตามาปก ราวแขนไวบ นพานมงคล ซง่ึ ภายในใสก รวยดอกไม ธปู เทยี น
4 เลม และเทยี นเวยี นหวั อกี 1 เลม สาํ หรบั จดุ ทาํ นา้ํ มนตต ง้ั ไวเ บอ้ื งหนา พระพทุ ธรปู
พรอ มดา ยสายสิญจน

นอกจากน้ี ยงั ทาํ กระทงใหญ 1 กระทง กวา ง 2 ศอก ยาว 4 ศอก และกระทง
เลก็ 8 กระทง ทําจากกาบกลว ยและไมต อก (ไมไผเ หลาเปนช้ินเลก็ ๆ และบางๆ)
สอดประสานกนั เปน รปู สเ่ี หลยี่ ม กระทงใหญม เี ครอื่ งบชู าอยา งละรอ ย เครอื่ งบชู า
ทีใ่ สก ระทงไดแ กแ กงสม แกงหวาน เมย่ี ง หมากพลู กลวยออ ย ขาวขาว ขาวดํา
ขา วแดง ชอดอก (ชอ ทาํ มาจากไมไผฝ านเปน ปน เหมือนไมต อก แลว เอามดี ผา ให
เปน ฝอยตอนปลายใหฝอยตั้งลงลาง) และธงหรอื ตงุ ตามจํานวนเคร่อื งดังกลา ว
สวนกระทงนอยใสเครอื่ งบชู าตามกําลงั วนั คือ วันอาทติ ย 6 วันจนั ทร 15 วัน
องั คาร 8 วนั พุธ 17 วันพฤหัสบดี 19 วันศุกร 21 วนั เสาร 10 และพระราหู 12
โดยจะวางกระทงนอยตั้งลอมกระทงใหญใสเครื่องบูชาแลวใสบาตรถวายอาหาร
พระ พระจะสวดพระพทุ ธมนตจดุ ไฟที่ดายดวงชะตา

เมื่อเสร็จพิธีสงฆ พราหมณจะประกอบพิธีสวดกระทงจนจบ กอนท่ีจะนํา
กระทงไปบชู าไวต ามทศิ ตา งๆ แลวนําไปลอยนาํ้ พอสวดจบใหยงิ ปน 1 นัด เพอ่ื
ขับไลเสนยี ดจัญไรใหพ น ไป

36

ความเชื่อเร่ืองขะลํา: ความเชื่อเรื่องขะลําคือความเช่ือเร่ืองเสนียดจัญไร
เพราะขะลาํ หมายถงึ สงิ่ ตอ งหา มนอกรตี นอกประเพณี ถา ปฏบิ ตั ไิ มถ กู ตอ งหรอื ไม
เหมาะสมหรอื ทําไมถ ูกตอ งตามกฎเกณฑทีว่ างไว ดังนน้ั เมื่อบคุ คลใดบุคคลหนึ่ง
ทาํ ผดิ จารตี มกั จะถกู ตอ วา เปน ผทู าํ ขะลาํ ทาํ ใหผ กู ระทาํ ผดิ เกดิ ความเกรงกลวั และ
ละอายตอ สิง่ ท่ีกระทําลงไป

ขอหามที่สําคัญของคนไทดาน เชน หามเหยียบธรณีประตู หามหญิงตั้ง
ครรภเย็บผา หามสระผมวันพฤหัสบดี หามผิวปากกลางคืน หามนั่งขวางประตู
หา มลมื สากไวในครก หา มตากผา ซิน่ ไวห นาบา น และหา มผา ฟนวันพระ เปน ตน

ขอ หา มเหลา นเ้ี ปน วธี กี ารสอนทางออ มของผใู หญส มยั กอ น ทาํ ใหล กู หลาน
สมยั กอ นตางเกรงกลัวจนไมกลา กระทาํ สงิ่ น้นั ๆ กลายเปน ผลดีตอ ผเู ชื่อฟง ดงั นัน้
ชาวบา นจงึ ระมดั ระวงั ทงั้ ตนเองและคอยอบรมลกู หลานสบื ตอ กนั มาไมใ หก ระทาํ
ผิดเพราะเกรงจะเกิดขะลาํ กับพวกตน

37

หมอยาม “ไทดาน”
จับยาม สะเดาะเคราะห เสรมิ กาํ ลังใจ

นางวาด หอมทรพั ย อายุ 80 ป พน้ื เพเปน คนดา นซา ยโดยกาํ เนดิ บรรพบรุ ษุ
ของนางวาดมีเชอื้ สายเปนแสนจาเมอื ง แสนเขือ่ น หรือถาเทียบกับปจ จุบันคลา ย
นายอําเภอ ปลัดอําเภอ โดยมีเรื่องเลาสืบตอกันมาวา ตาทวดของยายไดดํารง
ตาํ แหนง นใ้ี นขณะนน้ั เนอื่ งจากเจา นายจากเวยี งจนั ทนเ ดนิ ทางมาเพอื่ สาํ รวจพนื้ ที่
ในการสรา งพระธาตศุ รสี องรกั แสนจา เมอื ง แสนเขอ่ื น เปน ผจู ดั หาทใ่ี หส รา ง และ
ไดเ ลอื กพ้นื ที่สรา งพระธาตุศรสี องรักในปจ จุบันเพราะมคี วามเชื่อวา ที่บริเวณนนั้
มผี สี งิ สถติ จาํ นวนมาก (ตามคาํ บอกเลาของนางวาด)

ระหวา งการอบรมเชงิ ปฎบิ ตั กิ ารอยา งมสี ว นรว มเรอ่ื งการเกบ็ ขอ มลู ภาคสนามของบคุ ลากรโรงพยาบาล
สมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ยเมอื่ ราวเดอื นพฤศจกิ ายน 2558 ทางคณะทาํ งานไดเ ชญิ นายบญุ มี โสประดษิ ฐ หมอ
ยามบา นกกเหยี่ น และนางวาด หอมทรพั ย มารว มใหข อ มลู เกยี่ วกบั หมอยามโดยมนี างเปรมศรี สาระทศั นานนั ท
เปนผูส มั ภาษณเกบ็ ขอมูล

38

ขณะนนั้ นางผดุ ซง่ึ เปน ยายของนางวาดไดถ กู แตง ตงั้ ใหเ ปน ผตู ฆี อ งรอ งปา ว
เพอ่ื แจง ขา วใหป ระชาชนในดา นซา ยมาชว ยกนั พฒั นาพระธาตศุ รสี องรกั เดมิ จะตี
ฆอ งรอ งปา วไปรอบๆ ดา นซา ยถงึ บา นนาดี ปจ จบุ นั ตฆี อ งรอ งปา วไปถงึ ที่ กองรอ ย
ตํารวจตะเวนชายแดน 247

หลังจากนางผุดเสียชีวิต นางลอย ลูกสาวจึงสืบทอดในการทําพิธีตีฆอง
รองปาว และทําหนา ทีเ่ ปนนางแตง (มหี นาท่ีแตง เครอ่ื งดอกไม เทียน ในการทาํ
พธิ ีกรรมตา งๆ และจัดเตรียมอาหารคาวหวานใสพาขา วในการบชู าพระธาตุ เพอ่ื
แจงใหประชาชนทราบขาวเก่ียวกับพิธีกรรมที่พระธาตุศรีสองรัก) นางลอยจะไป
พระธาตทุ กุ วนั พระ 8 คาํ่ 15 คาํ่ โดยมนี างวาดซงึ่ เปน ลกู สาว คอยตดิ ตามไปชว ย
แทบทกุ ครง้ั เหตนุ จ้ี งึ ทาํ ใหน างวาดเขา ใจในการแตง เครอื่ งบชู าและพธิ กี รรมตา งๆ

กระทงั่ อายุ 18 ป นางวาดแตง งานกบั ตาชว ย ทาํ งานเปน ผรู บั เหมากอ สรา ง
เขตอําเภอดานซาย ทําใหนางวาดพอมีเวลาไปชวยงานแมท่ีพระธาตุเสมอๆ จน
กระทงั่ นางวาดอายุได 32 ป นางลอยเกดิ ลม ปวยเมื่อรูวา ตนเองใกลเ สียชวี ติ จงึ
เรยี กลกู ๆ ทง้ั 3 คนมาพดู คยุ เกย่ี วกบั การมอบ “หงิ้ ของรกั ษา” ประจาํ ตน ตระกลู
ยายวาด ลกู หลานจะมาคารวะทกุ วนั พระ 8 คา่ํ 15 คา่ํ ถา ลกู หลานทาํ ดี (หมายถงึ
ลกู หลานสามคั คกี นั ) จะคารวะดว ยขนั ธ 5 แตถ า ลกู หลานทาํ ผดิ (หมายถงึ ทะเลาะ
กนั คิดไมด ตี อกนั ) จะคารวะดวยขนั ธ 8 และขันธ 5 พรอ มดวยถาเปน เพศชาย
ถวายดวยหมูวาน (ตัวตุนท่ถี ูกฆา แลวตม) เพศหญิง ถวายดวยไขค วั่ (ไขไก 2 ฟอง
คว่ั หรือไขเ ปด 1 ฟองคัว่ )

ลกู คนแรกของนางลอยชอ่ื นางจบ มคี รอบครวั แลว แตไ มค อ ยสนใจและไมไ ด
ตดิ ตามไปทาํ พธิ ที พ่ี ระธาตศุ รสี องรกั สว นลกู ชายอกี คนชอ่ื นายไพฑรู ยม คี รอบครวั
ทจ่ี ังหวดั เลย หางจากทางบาน จงึ ไมไ ดส มั ผสั พิธีกรรมมากนัก เหตุนี้ นางลอยจงึ
ไดใชผาสไบโยนไปท่ียายวาดเพ่ือใหรับหิ้งของรักษาและบอกใหทําพิธีกรรมตางๆ
แทน

นางวาดจึงไดเ ปนนางแตง และตฆี อ งรองปาวแทนยายลอย การตฆี อ งรอ ง
ปา วจะทําในพิธบี ุญหลวงเดอื น 8 และ 8 คํา่ เดอื น 6 ซ่ึงเปน พธิ ลี า งธาตุ

39

นอกจากนี้ นางวาด หอมทรัพย ยังมีความสามารถในการดูดวงชะตาให
แกคนท่ัวไป ใชวิธีการนับน้ิวมือ และถามจากเจานายท่ีสิงสถิตท่ีพระธาตุศรีสอง
รักไดแก เจาแสนเมือง เจาองคหลวง เจาองคไทย เจาเมืองวัง เจาเมืองกลาง
นางวาดบอกวา แลว แตองคไ หนจะมาบอกไมสามารถเลือกหรอื เชิญได การดูดวง
ชะตา สาเหตุการเจบ็ ปวย ปญหาครอบครวั ความไมส บายใจ และทรพั ยสินหรือ
ของทห่ี ายไป ยายวาดเลา วา ไดเ รยี นรปู ระสบการณจ ากแมแ ละจากการไดด แู ลหง้ิ
หอของบรรพบรุ ุษ ซงึ่ มเี จาเมืองกลางมาสงิ สถิตอยูที่หงิ้

พิธีกรรมการดแู ลผปู วย

เร่อื งของพิธกี รรมดแู ลผปู วย นางวาด หอมทรัพย ไดเ ลา ถึงผปู ว ยรายหน่งึ
วา ญาตไิ ดพ าชายวัยกลางคนมอี าการทอ งโต เหนื่อย ออนเพลีย ปสสาวะไมออก
เพง่ิ รบั จากโรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ยแวะมาถามนางวาดวา การเจบ็
ปว ยคร้ังนเ้ี กดิ จากอะไร ผีทาํ หรือไม นางวาด จงึ แตงขนั ธ 5 ขันธ 8 ถามเจานาย
ดว ยขนั้ ตอนเดมิ แลว แจง แกญ าตวิ า เปน ผที อี่ ยไู ร ตอ งการผชู ายคนนนั้ เปน ลกู เขย
ซง่ึ ผีมีลูกสาวเปนสาวแก จึงทาํ ใหชายคนน้ีมีอาการเจบ็ ปว ย

การแตงเคร่อื งเพ่อื ทําพธิ ีของ นางวาด หอมทรัพย ประกอบดว ย
แกงสม 5 กอ น แกงหวาน 5 กอ น กลว ย 5 ชิ้น ออ ย 5 ชนิ้ หมาก 5 คาํ
เม่ยี ง 5 กอ น (ตะไครหรอื ขงิ ) ขาวดาํ 5 กอ น (ขาวเหนยี วผสมดนิ หมอ ) ขา วแดง
(ขาวเหนียวผสมปนู กินหมาก) ใชข า วเหนยี วปนเปนหนุ 1 ตวั ทุกอยา งใสกระทง
หนาวัว (กระทงทรงสามเหล่ยี ม) แตง ขนั ธ 5 ไขไก 1 ฟอง เหลา ขาว 1 ขวด การ
ทาํ พธิ ี จะพาผปู ว ยมาทาํ นอกชายคาบา น เพราะไมใ หว ญิ ญาณมาเกยี่ วขอ งกบั บา น
ยาย โดยใหผ ปู วยนัง่ ทับพน้ื ดิน เหยยี ดขา หนั หนาเขากระทงหนา ววั โดยจัดเครื่อง
แตง อกี 1 ชดุ ใหพ ระแมธ รณี ประกอบดว ย นาํ้ ตาล 8 คาํ (ขา วเหนยี วผสมนา้ํ ตาล
ทราย) หมาก 1 คาํ บุหรี่ 1 มวน นํ้า 1 ขนั
สวนขัน้ ตอนการประกอบพิธกี รรม นางวาด หอมทรพั ย จะใชมือเคาะไปที่
พ้ืนดิน พดู วา

40

“แมน างธรณี มาหรือยัง มาดูหนา สิวา คนดีหรอื ไม ถาดีใหเขา ตวั ถาไมดี
ใหอ อกไป”

เสร็จแลว ต้ังนะโม 3 จบ พูดบนพรึมพราํ จบั ใจความไมได นางวาด หอม
ทรัพย ไมรูแตมีคนมากระซิบบอกเบาๆ จากน้ันจึงโยนไขไกกระทบกับดิน ไขไม
แตก จึงจบั ไขใ สก ระทงเหมือนเดิม พรอมกบั เอามีดที่ไมคม (มีดนไ้ี ดรบั มรดกจาก
นางลอย ผูเปนแม) จิ้มบริเวณทองผูปวยหลายตําแหนง พรอมกับทองคาถาไป
เรอ่ื ยๆโยนไข 3 ครัง้ ไมแตก จึงโยนไขค รัง้ ที่ 4 ไขจ งึ แตก ในไขแ ดงมีหุน ตวั สดี าํ ตัว
เล็กๆ ดิ้นได

หลังจากนัน้ นางวาด หอมทรัพย จึงใชมีดแทงเสยี บตัวหุนไวก บั ดิน ผูปว ย
ทน่ี ง่ั อยปู ส สาวะสขี นุ ราดเปน จาํ นวนมาก ทอ งผปู ว ยยบุ ลงทนั ที นางวาดบอกญาติ
ผปู ว ยซงึ่ เหน็ ตวั หนุ เลก็ ๆ ในไขแ ดงดว ย นางวาดจงึ บอกกบั หนุ ผวี า ใหก ลบั ไปทเี่ ดมิ
หรือถาอยากตายใหอยูที่น้ี สุดทายนางวาดจึงบอกกับญาติผูปวยวา ผีอยากกิน
เปด ใหเ อาเปด ไปทาํ พธิ แี กเ สยี การทาํ พธิ คี รงั้ นญี้ าตใิ สค า เรยี กขวญั 15 บาท พอก
20 บาท

นางวาด หอมทรพั ย บอกวา ตอนนรี้ สู กึ เหนอ่ื ย แลว กลวั คนไขม าตายทบ่ี า น
มหี ลายรายทม่ี าชกั ทบ่ี า นเพราะญาตพิ ามาถามถงึ สาเหตกุ ารปว ย เพอ่ื จะไดแ กใ ห
ถูกวธิ ี เงนิ ทองคาคายไมไดม าก บางกิจกรรมยุงยากและเหนอ่ื ย

41
หมอยามบา นนาหอ

นายสนุก หุมอาจ พอแสนวัยราว 70 ป บานเดิมอยูนาเวียง พอแมไมมี
ความรเู รอื่ งหมอยามมากอ น หากแตส บื ทอดวชิ าและเรยี นรอู ยา งจรงิ จงั ตอนบวช
เปนพระ เน่ืองจากไดเรียนอักษรธรรมและขอม และเรียนจากผูรูอีกหลายๆ คน
เชน ศกึ ษาจากพระภกิ ษทุ วี่ ดั โพธศิ์ รี บา นนาเวยี งใหญแ ละวดั โพนชยั บา นดา นซา ย

นายสนุก หมุ อาจ หมอยามบา นนาหอ เพิ่งรบั หนา ท่ีเปนหมอยามอยางจรงิ จังไดเพยี งไมก ีป่  โดยไดรบั
การถา ยทอดความรหู มอยามทง้ั จากพระภกิ ษแุ ละการอา นอกั ษรธรรมและขอม หมอยามแหง บา นนาหอยงั เลา
วา ปจ จบุ นั ยงั มชี าวบา นมาปรกึ ษาปญ หาตา งๆ นานาเกยี่ วกบั ชวี ติ รวมทงั้ ปญ หาสขุ ภาพทร่ี กั ษาโดยการแพทย
สมยั ใหมแ ลว ไมห าย สว นในภาพจะเหน็ นายสนกุ กาํ ลงั เตรยี มกระทงเพอ่ื ประกอบพธิ สี ะเดะเคราะหใ หค นตา งถนิ่
รายหนง่ึ

42

สว นการจบั ยามของ นายสนกุ หมุ อาจ เพง่ิ จบั ยามได 5 ป แตก อ นทาํ ไรท าํ
สวน ยา ยจากนาเวยี งมาอยูบ านนาหอเม่อื 50 ปกอน ท่เี ริม่ มาจับยามเพราะคน
แกเขาบอกใหส บื ทอดจับยามไว พอตาแมยายเขาบอก ตอ ไป คงไมมีใครสืบทอด
กอ นหนาน้ี คนในหมูบา นที่จะทําพธิ ีการจับยาม ตอ งไปทห่ี มูบ านอื่น ท่ีดา นซาย
จะมหี มอยามช่ือยายจกและยายวาด (นางวาด หอมทรัพย) ทีเ่ ปน พน่ี องกันและ
มีนอ งนอยอกี คนทเ่ี ปน หมอยาม

หมอยามบา นนาหอเลา วา กอ นหนา นน้ั ไมไ ดจ บั ยามจรงิ ๆ จงั ๆ แตจ ะมคี น
มาใหจับยามอยูตลอด คนสวนใหญจะมาหาปรึกษาหารือเร่ืองการดูฤกษงานบุญ
งานแตง เจ็บไขไดป วยจะมาปรึกษาจบั ยาม เชน จะทําบุญเดอื นหา หากเดอื นหา
เกา วนั จนั ทรจ ะเปน วนั ไหมท าํ งานไมไ ดเ ขาไมใ หท าํ หรอื เจบ็ ไขไ ดป ว ยจะมาดชู ะตา
มาตอ ชะตา มาสะเดาะเคราะห เราจะทาํ นาํ้ มนตร ดใหผ ปู ว ย โดยจะตรวจยามเขา
กอ น ถาตกดวงไมดี ตองเสียเคราะห

“ถา ตกดวงใดเราตองมาเปด อา นใหเ ขาฟง จะดีไมดี ตองอานใหฟง เขาจะ
เชอ่ื หรอื ไมก แ็ ลว แตเ ขา หรอื ในรายทเ่ี จบ็ ไขไ ดป ว ยไปหาหมอ แตร กั ษาไมห าย เขา
กจ็ ะมาหมอยามเพอ่ื มาตอ ชะตา เราจะแตง เครอื่ งสวดใหเขา”

เครอ่ื งสวดทวี่ า นี้ คอื กระทงแตง เครอื่ งรอ ย ประกอบดว ยแกงสม แกงหวาน
กลวย ออย เม่ียง หมาก อยางละรอย คือ เครื่องสําหรับการเสียเคราะหจะทํา
กระทงใหญ นอกจากน้ี ยังมีกระทงเลก็ เปนกระทงราหู

นายสนุก หมุ อาจ ขยายความตอ วา กระทงราหูจะใชเ ครื่องเซน จะไมม าก
ประกอบดว ย เมย่ี ง หมาก พลู กลว ย ออ ย อยา งละ 9 คาํ แกงสม แกงหวาน อยา ง
ละ 9 โดยใสรวมกันในกระทงเดียว สว นกระทงใหญสาํ หรบั การการเสยี เคราะห
การเจ็บไขไดป วย หรือรสู ึกไมด ีจะใช กระทง 9 หอง หอง เมี่ยง 9 คาํ หมาก 9
คํา กลว ยออ ยอยางละ 9 คาํ แกงสม แกงหวานใสหอ องละ 9 คาํ ตองแกพรมชาติ
หลวง


Click to View FlipBook Version