43
คนเดอื ดเนอ้ื รอ นใจจะมาดชู ะตาของเขา ถา ตกดกี ไ็ มเ ปน ไรถา ตกไมด กี ต็ อ ง
ทาํ ตอ ชะตา เวลานัดหมายสวนใหญจะนดั ตง้ั แตห นึ่งโมงเชา แตไมใ หเกนิ เที่ยง ถา
ทําชว งเลยเทยี่ งวันไปจะไมศักด์ิสทิ ธ์ิ
“ถาทําแลวสบายใจ ก็ทําเถอะ หากไมสบายใจก็ไมตองทํา สิ่งเหลานี้คือ
ความเชอื่ ”
สวนคาสะเดาะเคราะห ไมมีการเรียกรอง บางครั้งจายคาคายเพียงบาท
เดยี วกม็ ี หากรบั เงนิ มามากพธิ กี รรมจะไมศ กั ดสิ์ ทิ ธิ เอามากไมไ ดม นั จะไมศ กั ดสิ์ ทิ ธ์ิ
44
หมอแคนเปาสองวิญญาณคนตายเผามง
แมวฒั นธรรม “ไทดา น” จะเปน วัฒนธรรมหลกั ของคนในอาํ เภอดานซาย
หากแตส ภาพความเปน จรงิ ดา นซา ยยงั ประกอบดว ยกลมุ คนหลากหลายวฒั นธรรม
และหนง่ึ ในความหลากหลายนน้ั คอื วฒั นธรรมของคนมง โดยเฉพาะกบั ความเชอ่ื
เรอื่ ง “ความตาย” ทสี่ มั พนั ธอ ยา งใกลช ดิ กบั การใชภ มู ปิ ญ ญาทอ งถนิ่ ในการจดั การ
ผปู ว ยระยะทา ยสุดของชีวิต ผานพิธีกรรมและความเช่ือเร่อื ง “หมอแคนเปา สอ ง
วิญญาณคนตายเผา มง ”
หมอแคนเปา สอ งวญิ ญาณคนตายเผา มง อกี เรอ่ื งราวหนง่ึ ทน่ี า สนใจทเี่ ปน ความเชอ่ื และพธิ กี รรมเกย่ี ว
กบั ความตาย เปน การสือ่ สารและบอกทางผตู ายใหไปสูสวรรค โดยมีพธิ ีเปา ทกุ วนั ตามเนื่อหาที่จะสือ่ สารและ
บรรยายถึงคุณงามความดีของผูตาย หมอแคนคือผูท่ีสําคัญท่ีสุดท่ีตองอาศัยการเรียนรูและการฝกปฏิบัติโดย
รบั การถายทอดมาจากบรรพบรุ ุษ ในภาพ คือ นายไพบลู ย แซห ลอ ขณะนาํ แคนมง รนุ เกา และใหมม าใหช ม
45
หมอแคนทีค่ ณะวิจัยมีโอกาสไดพูดคยุ แลกเปลีย่ นคอื นายไพบูลย แซหลอ
อายุ 68 ป อยบู า นเลขที่ 68 หมู 6 ตําบลกกสะทอน อําเภอดา นซา ย จงั หวัดเลย
เปนคนบานตูบคอมาแตกําเนิด บิดามารดา และปูยา เกิดและตายในหมูบานนี้
รวมนายไพบลู ยเปน 3 ช่วั อายคุ น
นายไพบูลย แซหลอ เลาวา กอนจะมาเปนหมอแคนมีพอและปูเปนหมอ
แคนมากอน ถามีคนตายในหมูบานจะตองเรียกใหหมอแคนไปเปาแคนสอง
วิญญาณคนตายใหทุกบานโดยคําวา “สอง” น้ีคือการส่ือสารกับผูตายเพ่ือใหไป
สูสวรรค เปนการดูวาวิญญาณไปสิงสถิตอยูทีไหน แลวรูตัวไหมวาไดตายไปแลว
การเปาแคนจึงเปน การส่อื สารเพ่ือใหร ูวาไดต ายไปแลวและบอกทางไปสวรรค
หมอแคนมงยังเลาวา บิดาของตนเคยเปนหมอแคนมากอนจึงเรียนรูจาก
บิดาของตนโดยเลาเรียนวิชาเปาแคนตั้งแตตนเองเรียนอยูช้ันประถมศึกษาปที่
3 วิธีการเรียนรู คือ การฝกฝนเบ้ืองตนกับบิดา เปนเร่ืองราวภาษามง ไมมีโนต
ทาํ นองการเปา จะฝกจากบดิ า ซงึ่ ทํานองวิธีการเปาแคนนี้ไมเ หมอื นกนั ในแตละผู
สอน แตเ ร่ืองราวจะเหมือนกนั
ทงั้ นี้ นายไพบลู ย แซห ลอ เรม่ิ เรยี นไดป ระมาณ 4-5 ชนั้ จะไปชว ยงานเปา
สลับกับบิดา ในช้ันท่ีตัวเองเรียนแลวและสามารถเปาได พรอมทั้งฝกฝนใหเกิด
ความชาํ นาญและเรียนรใู นชน้ั ทสี่ ูงข้ึน
นายไพบูลย แซหลอ ยังเผยวา จะเปาใหเกงตองใชเวลาในการเรียนมาก
นอยหรือไมนั้นจะขึ้นอยูกับวามีใจรักไหม ขยันฝกซอมหรือไม โดยสวนประกอบ
ทสี่ ําคัญในการเปาแคน คือ ลมเปา เนื้อเรอื่ งและนิว้ มอื
หมอแคนมงคนเดิมเลาวา ตนเองใชเวลาในการเรียนไมนานนัก คือ ประ
มาน 2 ป จงึ เรมิ่ ชว ยงานบดิ า แตม าเรม่ิ เปน หมอแคนสอ งวญิ ญาณแบบเตม็ ตวั เมอ่ื
ตนอายุ 29 ป หลงั บิดาเสียชวี ติ เปนทน่ี าสังเกตวา คนท่ีจะเรยี นรวู ชิ าเปาแคนไม
จาํ เปน ตอ งเปน ญาตสิ ายตรง เปน ผอู น่ื กไ็ ดท ม่ี คี วามตง้ั ใจทจ่ี ะเรยี นรู ปจ จบุ นั ตนเอง
ไดส อนวชิ าเปาแคนสองวิญญาณใหกบั หลานเขย คือ นายเลา ฟง แซล ือ่
46
หลานคนนี้ใชเ วลาเรยี นถงึ 6 ปแ ลว ยงั ถึงแคชนั้ เบื้องตน โดยนายเลาฟงเลา
วา ตนเองไมไ ดม ใี จรกั แตจ าํ เปน ตอ งเรยี นเนอื่ งจากไมม คี นในหมบู า นทจี่ ะเรยี น อกี
ทง้ั พอ แมม กั บอกตลอดวา ตนเองตอ งเรยี นรเู รอ่ื งนี้ ถา ไมเ รยี นไมต อ งมาเปน พอ ลกู
กัน ที่พอแมใหความสําคัญ นายเลาฟงเลาวา นาจะมาจากท่ียังไมมีใครมาเรียน
สืบทอดเลยในหมูบาน และผูที่ทําหนาท่ีหมอแคนน้ีจะเปนคนสําคัญของหมูบาน
ทุกคนใหความเคารพนบั ถือ ตนจงึ เรยี นเพราะเหน็ วาตองมคี วามสําคัญพอกับแม
จึงไดตองการใหเรียนรู ซึ่งตางกับลูกชายของนายไพบูลย แซหลอ ที่อยูทับเบิก
อาํ เภอหลม เกา จงั หวดั เพชรบรู ณ ใชเ วลาเรยี นแค 2 ปส ามารถเปา ไดจ นถงึ ชน้ั 31
(จะอธิบายในลาํ ดบั ตอ ไป) โดยลูกชายลงุ เลา วาท่เี รยี นรูไดเรว็ เพราะมีใจรกั ไมไ ด
ถกู บงั คบั ทีส่ าํ คัญคอื มีเพือ่ นเรียนดวยกนั หลายคน ทาํ ใหสนุกในการเรียนรู
ความเชอ่ื ในการจดั งานศพและเปา แคนสอ งวญิ ญาณของชาวเขาเผา มง
นายไพบูลย แซหลอ เลาวา ตนเองทําหนาท่ีเปรียบเสมือนพระในทาง
ศาสนาพุทธ งานศพชาวมงจะไมม พี ระ ไมม กี ารสวด จะใชแ คนและกลองเทา น้ัน
โดยเปนสิ่งที่ปฏิบัติสืบตอกันมาตั้งแตสมัยบรรพบุรุษ เปนความเช่ือท่ีวาเปนการ
สอ่ื สารระหวา งผเู ปา แคนกบั ผทู เี่ สยี ชวี ติ ไปโดยใชแ คนเปน สอื่ กลางเพราะแคนเปน
เครอื่ งดนตรีทีเ่ ปนชองเปนรู เชื่อวาทาํ ใหก ารส่ือสารไปถงึ ผูท่ีเสียชีวิตไปแลว โดย
ครอบครัวผูเสียชีวิตถาเปนพอหรือแมจะจัดงานใหญมาก ญาติพ่ีนองอยูที่ไหนก็
จะมาคารวะศพ เพราะเชื่อวา พอแมเลี้ยงลูกมากวาจะโตตองใชเงิน ใชความรัก
ความสามารถ พละกําลังท่ีมากมาย เม่ือพอแมเสียชีวิตจึงตองจัดงานใหใหญโต
สมกบั ท่ีเลยี้ งลกู มา โดยคา ใชจา ยในการจัดงาน 200,000-300,000 บาท
สวนเหตุผลท่ีตองใชคาใชจายในการจัดงานสูงในการจัดงานศพน้ันไมได
หมายความวา จะปฏบิ ัตเิ ชน น้ีทุกครัวเรือน ท้งั นี้ขึน้ อยกู ับฐานะทางเศรษฐกจิ ของ
แตล ะครอบครวั แตส ว นใหญจ ะจดั ใหยงิ่ ใหญ โดยมีประเดน็ สถานภาพทางสงั คม
มาเกีย่ วของ
47
งานศพสวนใหญจะเลี้ยงเฉพาะเน้ือสัตวเทานั้น ถางานไหนมีผักในการ
ประกอบอาหารแสดงวา ครอบครวั น้ันไมมีฐานะ ดังน้ัน เจาภาพจะฆา หมทู กุ วันๆ
ละหลายๆตัว และวันสุดทายจะฆาวัว อาหารในงานศพจะไมมีผักเลยถาเปนคน
มีฐานะ ถา มผี กั แสดงวา ฐานะไมดี การจดั งานจะใชเ วลา 3-4 วันกอ นจะเอาไปฝง
และจะมีการเปาแคนทุกวัน
การเปาแคนของตนเองเปนเหมือนการสองวิญญาณคนตายใหไปสูช้ัน
สวรรค มที ง้ั หมด 31 ชนั้ ตอ งเปา ใหถ งึ ชนั้ ที่ 31 ชน้ั ทกี่ ลา วมาคอื เนอ้ื หา /เนอ้ื ความ
ท่เี กีย่ วกับความตาย เนอ้ื เร่ืองทีท่ จ่ี ะสือ่ สารบอกกลา วไปถงึ ผตู าย เม่ือมีผูเสยี ชวี ิต
จะมาเปา แคนทนั ที 7 ชว่ั โมง โดยเนอ้ื หาชน้ั แรกจะเปน ชนั้ เบอื้ งตน มปี ระมาน 10
เน้ือหา บานใดท่ีมีคนตายไมวาตนจะอยูท่ีไหนก็ตองไปตามมาเปาใหทุกศพ ครั้ง
หนงึ่ เคยไปทาํ ไรข งิ อยทู ท่ี บั เบกิ บา นคนตายกจ็ ะสง รถไปรบั ตนมาถงึ ทบ่ี า น ถา เปน
งานศพมีคนตายจะขาดนายไพบูลยไ มไ ด ตนคือบคุ คลสําคัญของคนในหมูบ าน
วิธีการเปาแคนสองวญิ ญาณ
หลงั จากทมี่ ญี าตขิ องคนตายมาเรยี กตนใหไ ปเปา แคน นายไพบลู ย แซห ลอ
จะตองเตรียมของ 2 อยาง คือ
1. แคนทใ่ี ชเ ปา จะเปน แคนทไ่ี ดม าจากการซอ้ื กบั ผผู ลติ แคนทมี่ วี ชิ าเปน คน
ทาํ ขนึ้ ตวั แคนถกู ทาํ ดว ยวสั ดอุ ยา งดที กุ อยา ง ตวั เตา แคนจะมี 6 รู ซอื้ เตา ละ 5-6
พนั บาท ซอื้ มาจากคนมีวิชาของชนเผามงทางภาคเหนอื สวนใหญจะซือ้ ทจี่ งั หวดั
ตาก เคยซอื้ และเปลย่ี นใชป ระมาณ 5-6 ตวั แลว โดยในงานศพแตล ะงานจะใชแ คน
ตามจาํ นวนคนทมี่ าชว ยเปา ซง่ึ จะเปน ของประจาํ ตวั แคนไมไ ดเ ปน สง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ วธิ ี
การเกบ็ จะหอ ยไวธรรมดา ไมมกี ารบชู าอะไร แตเมอื่ เปา ในงานศพถอื วาเปน พิธีที่
ศกั ดสิ์ ทิ ธ์ิ การเปา แคนนจี้ ะเปา ในงานศพ และเปา ในงานรนื่ เรงิ ดว ย เชน งานปใ หม
มง งานรนื่ เรงิ ของหมบู า น ตา งกนั ทเี่ นอื้ หา การเลา เรอื่ งในการเปา สว นการเปา เพอื่
การรกั ษาโรคนน้ั ไมไ ดใ ชร กั ษาโรคทางกาย นายไพบลู ย เลา วา จะใชเ ปา เพอื่ รกั ษา
อาการทางจติ บา ง ถา มอี าการเครยี ด หงดิ หงดุ กใ็ ชแ คนเปา เพอ่ื ใหจ ติ ใจสงบซงึ่ ไม
ไดเปาบอ ยนกั
48
2. กลองจะใชตีคูกับเสียงแคนโดยจะมีการประดิษฐกลองขึ้นมาเองแบบ
ใชงานแลวท้ิง ตัวกลองทําจากไม หนังกลองใชหนังวัวขึงแลวใชเชือกรอยใหตึง
หลงั เสรจ็ งานจะรอื้ สว นประกอบของกลองทงิ้ เพราะถอื วา เปน ของทไี่ มด ี เสยี งดงั
ฟงแลวสะเทือนใจ ใหเสียงกลองที่ดังไปกับคนที่ตายไปแลว สวนคนตีกลองจะ
เปน คนทรี่ จู กั เนอ้ื ความในการเปา แคน รจู งั หวะและสามารถตกี ลองรบั กบั แคนได
หรือสามารถเปลยี่ นสลับไปทําหนาท่ีเปาแคนแทนอกี ไดเวลาคนเปา แคนเหนอ่ื ย
3. เหลา ขาวและนํ้าสม (นํา้ อดั ลม) สองส่ิงน้ีเจา ภาพจะเตรยี มไวใ กลๆ กับ
ทีเ่ ปา แคนและตีกลอง ถามีหมอแคนมาชว ยหลายคน การเทเหลา ขาวหรือนาํ้ สม
ใหหมอแคนคนอื่นจะเปนการส่ือสารใหคนท่ีเปาแคนเปนมาชวยเปาแคนหรือตี
กลองดว ย
การเปาแคน
หมอแคนมงรุนครูเลาวา เน้ือความจากบทแคนจะสะทอนใหเห็นถึงการ
“บอกทาง” หรือ “สองทาง” ใหดวงวิญญาณไปถึงประตูสวรรคถึงบันไดสวรรค
โดยจะมถี งึ 31 ช้ัน บนั ไดเนื้อความคลายบทสวด ไมม คี ัมภีรบ ทสวด ไมม ีการจด
บันทึก สอนกันดวยการจดจําจากพอสลู กู ครูสูลกู ศษิ ยเทา น้นั ใครอยากมาเรยี น
ตอ กไ็ ด ตนจะสอนให หากเปน การเปรยี บจะคลา ยกบั การสวดมนตข องพระในงาน
ศพทางศาสนาพุทธโดยมจี ดุ ประสงคเ ดียวกนั คอื สวดใหคนตายไปสปู ระตสู วรรค
เชน เนื้อหาแรกจะเปนเนอื้ หาเบอื้ งตน เปน การสอื่ สารวาตายจรงิ หรือไม ตายอยู
ทีไ่ หน ตอ งทาํ อยา งไร แลวจะเปนการเลาเร่อื ง/ขัน้ ตอนในขณะท่ีจดั งานศพ เชน
มกี ารฆาหมู เชิญมากนิ ขาวเชา ขา วกลางวนั ขาวเยน็ เปน ตน
ดงั น้ัน การเปา แคนจะเปาเชา กลางวนั เยน็ และกลางคนื การเปา เน้ือหา
โดยเลาเร่ืองของผูตายวาเปนใคร การดําเนินชีวิตขณะท่ียังมีชีวิตอยู ความดีของ
ผตู ายซง่ึ จะเปน เสน ทางไปสสู วรรค โดยนายไพบลู ยเ ลา วา ถา ไดเ รยี นรภู าษามง กจ็ ะ
ฟง การเปา แคนรเู รอ่ื ง เขา ใจเนอื้ หาในการเปา เนอ้ื เรอื่ งหนงึ่ ทเี่ ลา จะเลา ไมน าน แต
เม่อื มาเปาแคนเปนทํานองจะใชเวลาเปาเลา เร่อื งเปนชั่วโมง
49
วิธกี ารเปา
หลังจากมีคนตายในหมูบาน ญาติของคนตายจะมาเชิญหมอแคนไปเปา
สองวิญญาณใหคนตาย หมอแคนจะนําอปุ กรณ คอื แคนและกลองไปในงานศพ
โดยจะทาํ การเปา แคนทันที วันแรกจะเปา แคนนาน 7 ช่วั โมง เลา เรอื่ งเรียงตาม
เนอื้ หาเบื้องตน ตอเนอื่ งกันโดยไมหยุดพัก ท่ตี องเปา ยาวนานและตอ เนอ่ื งเพราะ
เชื่อวา ผูต ายยังไมรูตัววาไดต ายไปแลว ยงั ไมร วู าจะไปท่ไี หน อยางไร การเปา แคน
จงึ เปน การสอ่ื สารใหผ ตู ายทราบวา ไดต ายไปแลว และเปน การบอกทางไปสสู วรรค
ทั้งน้ี การเปาสามารถสลับคนเปาและคนตีกลองได อาจมีการพักดื่มน้ํา
แตไมพักทานขาว หลังจากวันแรกผานไป หมอแคนจะเปาแคนทุกวันจนกวาจะ
นาํ ศพไปฝง โดยจะเปา เวลาเชา กลางวัน เยน็ ครัง้ ละ 3 ชว่ั โมง โดยชวงคาํ่ จะเปา
ไปจนถงึ ประมาณ 22.00 น. เนอื้ ความในการเปา คอื การเปา แคนสอ งวญิ ญาณ
ใหถึงประตูสวรรคโ ดยมที ง้ั หมด 31 ชั้นบนั ได หลังเปาแคนครบหมอแคนจะสอน
บอกกลา วใหค นทยี่ งั มชี วี ติ อยเู ปน คนดี หมอแคนจะแตง กายชดุ ธรรมดาไมม อี ะไร
เปน พเิ ศษ
การฝงศพของเผา มง
ชาวมงที่เปนญาติผูเสียชีวิตจะดูฮวงจุยหลุมฝงศพวาควรฝงศพท่ีใด ถา
เปน เดก็ จะฝง ทปี่ า ชา ในหมบู า น แตถ า ผตู ายมอี ายุ 60 ปข นึ้ ไป จะไมฝ ง ทป่ี า ชา ใน
หมูบาน จะตองฝงตามฮวงจุยที่แนะนํา บางศพตองไปฝงไกลถึงจังหวัดเชียงราย
ไมม ใี ครไมป ฏบิ ตั ติ ามคาํ แนะนาํ การฝง หลมุ ศพตามการดฮู วงจยุ หากปฏบิ ตั ติ ามมี
ความเชอ่ื วา ลกู หลานทกุ คนจะมคี วามเจรญิ กา วหนา ในทกุ เรอื่ ง ซงึ่ พบวา ครอบครวั
ใดที่ทําตามคําแนะนําจะเจริญรุงเรือง ประสบความสําเร็จข้ึนจริง เหตุน้ีจึงทําให
ไมมีใครกลาฝนขอปฏิบัติ จากนั้นจะนําศพไปยังบริเวณท่ีจะฝง ขุดหลุมศพ เปด
ไมฝาโลง นาํ ศพลงหลุมและฝงศพ และมีขอ หา มในการฝง ศพ คอื ศพของคนใน
ครอบครัวสายตรงจะไมฝงวันเดียวกัน ไมมีเหตุผลของการฝงทับกัน เปนความ
เช่ือต้งั แตอดีตจนถงึ ปจ จบุ ัน
50
คาตอบแทนของการเปา แคนสองวิญญาณ
หมอแคนท่ีมาเปาแคนในงานศพไมมีคาตอบแทนในการเปาแคนสอง
วิญญาณ แตบานงานศพจะแบงเนื้อสัตวท่ีฆาทําอาหารในงานใหทุกวัน ทุกตัวที่
ฆา เนอื่ งจากหมอแคนจะตอ งมาอยูทีบ่ า นงานศพ ทั้งคนเปาแคน และคนตกี ลอง
โดยวนั แรกๆ ของงานศพจะฆา หมู วนั สดุ ทา ยจะฆา ววั แลว แบง ใหห มอแคนทกุ วนั
โดยจะใหเ นอ้ื ในสว นทด่ี ที ส่ี ดุ สาํ หรบั หมอแคนและหมอกลองโดยไมม คี า ตอบแทน
เปน เงนิ
การปฏบิ ัติตวั ของหมอแคนและการสืบตอ
หมอแคนและหมอกลองใชชีวิตตามปกติ เหมือนบุคคลทั่วไป ไมจําเปน
ตองรักษาศีล การดําเนินชีวิตกอนมาเปนหมอแคนและหลังจากเปนหมอแคน
ไมม ีความแตกตา งกัน ตอนนีม้ ีผสู บื ทอดหมอแคนแลว 1 คน ขณะนกี้ าํ ลงั เรียนวิธี
การเปา กับหมอแคนคนปจ จบุ ันไดค รึง่ หน่ึงแลว ผูสบื ทอดเปนหลายเขยของ นาย
ไพบูลย แซหลอ ชอ่ื นายเลาพง แซวอื่ เรียนกบั หมอแคนนาน 2-3 ปแลว หมอ
แคนเลาวา ใครอยากมาเลาเรียนก็สามารถมาเรียนได ไมจําเปนตองเปนญาติพ่ี
นอ งสายตรงขอแคอ ยากเรยี นรูจริงตนกจ็ ะสอนให
51
บทท่ี 2
การแพทยพนื้ บานและพลวัตสาธารณสุข
ในอาํ เภอดา นซา ย
การดูแลรักษาสุขภาพมีองคประกอบสําคัญสองสวน คือ การใหบริการ
ของสถานพยาบาลและการทีช่ าวบา นดแู ลหรือพง่ึ ตนเอง ขณะเดียวกัน การดูแล
สุขภาพของตนเองหรือการพ่ึงตนเองในดานสุขภาพยังสามารถแบงออกเปนสอง
สว นยอ ยๆ กลา วคอื การดแู ลสขุ ภาพอนามยั ทว่ั ๆ ไป หรอื ชว งทไี่ มไ ดเ จบ็ ไขไ ดป ว ย
ไดแ ก การกนิ การทาํ งาน การพกั ผอ น กบั อกี สว นหนงึ่ คอื การดแู ลตนเองเมอื่ เจบ็
ปว ย หมายถงึ การชว ยเหลอื ตนเองไดเ มอื่ มอี าการเจบ็ ปว ย โดยไมต อ งพง่ึ พาบรกิ าร
อยางไรก็ตาม หากพิจารณาโดยรวมถึงการแพทยพ้ืนบานและพลวัตสาธารณสุข
ในอําเภอดานซาย จังหวัดเลย แบงได 3 ยุค คือ การดูแลสุขภาพชวงกอนป
พ.ศ. 2500 หรอื ชว งกอ นทก่ี ารแทพยส มยั ใหมจ ะเขา มามบี ทบาท ตอ มา คอื ชว งป
พ.ศ. 2500-2530 ถอื เปน ยคุ ทกี่ ารสาธารณสุขเร่ิมสรา งรากวางฐานและเตบิ โต
อยา งตอ เนอื่ ง และทา ยสดุ คอื ชว งหลงั 2530 ถงึ ปจ จบุ นั ยคุ แหง การเปลยี่ นวธิ คี ดิ
เรื่องการบริหารจัดการดานสุขภาวะทองถิ่น แนวทางการแบงดังกลาวไดพัฒนา
และตอยอดจากงานวิจัยเม่ือกวา 10 ปกอน เรื่อง “ประวัติศาสตร โบราณคดี
ชาตพิ นั ธใุ นลมุ นาํ้ หมนั อาํ เภอดา นซา ยจงั หวดั เลย”(นกั วจิ ยั ทอ งถน่ิ ดา นซา ย,2548)
52
ดังปรากฎรายละเอียดในภาพอินโฟกราฟฟกเสนทางชีวิตและพลวัตสาธารณสุข
อําเภอดานซาย จงั หวัดเลย
ภาพอนิ โฟกราฟฟก เสน ทางชวี ติ และพลวตั สาธารณสขุ อาํ เภอดา นซา ย จงั หวดั เลย แสดงใหเ หน็ บทบาท
และความสําคญั ของความเชอ่ื ในฐานะแพทยพนื้ บานและพัฒนาการดแู ลสุขภาพ
การดูแลสขุ ภาพชว งกอนป 2500
ชว งกอ นป พ.ศ. 2500 การตดิ ตอส่ือสารและการคมนาคมของคนไทดา น
ในอาํ เภอดา นซา ยกบั ทอ งถนิ่ อน่ื ๆ เปน ไปดว ยความยากลาํ บาก แตส ภาพแวดลอ ม
ธรรมชาตยิ งั อุดมสมบูรณ จึงสามารถพึง่ พาตนเองไดภายในชุมชน รวมไปถึงการ
ดแู ลดา นสขุ ภาพ เพราะแทบทกุ หมบู า นจะมหี มอตาํ แยในการทาํ คลอดและมหี มอ
พน้ื บา นคอยดแู ลรกั ษาโรคทว่ั ไป โดยอาศยั สมนุ ไพรทม่ี อี ยมู ากมายบรเิ วณหมบู า น
ประการสําคัญมีความเชื่อเร่อื ง “ผ”ี ท่มี ีผลตอ การดูแลรกั ษาสุขภาพ รวมทงั้ การ
ปฏิบตั ภิ ารกิจประจําวัน และเหตกุ ารณสําคญั ๆ ในชีวติ เชน การคลอดลูก การ
แตง งาน การทาํ นา เปน ตน
53
ความเชอ่ื กบั การรักษาพยาบาลของคนไทดา น
ในอดีต คนไทดานมีความเช่ือและยอมรับนับถือผีสาง เทวดาและสิ่ง
ศกั ดิ์สทิ ธ์อิ ยางเปน ชวี ิตจิตใจ โดยเฉพาะความเชือ่ เร่อื ง “ผี” จะมปี รากฏอยูท่วั ไป
ในทุกหมูบาน ซึ่งกลา วเบอ้ื งตน ไวใ นบทกอน เชน ผีพอ ผแี ม ผีเชื้อ (ญาตพิ น่ี อ ง)
ผีไร ผนี า จะสังเกตเหน็ จาก ทุกๆ บา นจะมีหง้ิ อยบู นท่ีสูงภายในบา น เรยี กวา หิ้ง
ของฮักษา (รกั ษา) ประจําบาน เพื่อคุม ครองคนในบานใหอยูเ ย็นเปน สขุ
ความเช่ือเรื่อง “ผี” คือ หนึ่งในภาพสะทอนเมืองแหงจิตวิญญาณ ท่ีคนไทดานเคารพและยําเกรง
ในภาพคอื ศาลเพยี งตาทต่ี งั้ เคารพ “ผนี า” ของบา นนาหมมู น เพอื่ ปกปก รกั ษาผนื นา ขา วและชวี ติ ของเกษตรกร
หง้ิ ของฮกั ษานี้ เจา ของบา นมกั นาํ ดอกไม ธปู เทยี น ไปคารวะ กราบไหวท กุ ๆ
วนั พระ (ขนึ้ หรอื แรม 15 คาํ่ ) เปน ทน่ี า สงั เกตวา ของฮกั ษาถอื เปน สง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธท์ิ ผี่ ใู ด
จะละเมดิ ไมไ ด กลา วคอื ถา เจา ของบา นไมเ อาใจใสใ นการสกั การบชู าตามกาํ หนด
แลว อาจจะทาํ ใหค นในบา นประสบภยั พบิ ตั ติ า งๆ นานา อาจจะเกดิ เจบ็ ไขไ ดป ว ย
หรือประสบอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอยางย่ิง คนอื่นหรือคนนอกบานจะเขาไปอาศัย
หลับนอนในบานของผูอื่นไมได ถือวาผิด “ของฮักษา” อยางรา ยแรง จะตองได
54
รับอนุญาตจากเจาของบาน โดยเจาของบานจะบอกกลาวของฮักษาประจําบาน
หรอื ทช่ี าวบา นเรยี กวา “คอบของฮกั ษา” เสยี กอ นจงึ จะเขา ไปพกั นอนได มฉิ ะนน้ั
แลวของฮกั ษาจะลงโทษเจา ของบานหรือลงโทษแขกท่มี าพักคา งแรม
ในการทาํ บญุ หรอื จดั งานภายในบา น เชน พธิ แี ตง งาน ทาํ บญุ อทุ ศิ สว นกศุ ล
หรอื งานบวช เจา ของบา นจะตอ ง “คอบ” ของฮักษาเสยี กอ น นอกจากน้ี ยงั ตอ ง
บอกกลาวหรือคอบผีเช้ือกอนดวยเชนกัน โดยจัดหาอาหารคาวหวานใสภาชนะ
หรือท่ีเรียกกันในภาษาพนื้ บา นวา “แตงพาขา วนอ ย” แลวเชญิ ดวงวิญญาณของ
ปู ยา ตา ยาย ที่ลวงลับไปแลวใหมารับประทานอาหารท่ีเจาของบานจัดใหเสีย
กอ น มฉิ ะนน้ั อาจเกิดอปั มงคลขนึ้ ในบาน เชน ในการแตง งานถา เจาภาพไมบอก
กลาวผีเชอ้ื เจาสาวทจี่ ะแตง งานอาจรอ งไหข้ึนโดยไมทราบสาเหตุ เปนตน
นอกจากของฮกั ษาและผเี ชอื้ แลว คนลมุ นาํ้ หมนั ยงั มคี วามเชอ่ื เกย่ี วกบั ผไี ร ผนี า ผี
เจา ท่ีอยา งจริงจัง แตละปหลงั จากเก็บเกย่ี วขา วหรอื ผลิตผลจากไรแลว เจา ของไร
เจาของนาหรือเจาของท่ีจะตองทําพิธีเล้ียงผีเหลาน้ีเปนประจําทุกป ดวยการนํา
เอาอาหารคาวหวาน เชน ไกต ม ทง้ั ตัว ไขตม ของหวาน บางครงั้ มีของชํารวยอ่นื ๆ
เชน เรอื แพ มีด และดาบ (ทําดว ยตนกลวยหรือกา นกลาย) เปนตน
จากความเชอื่ เรอ่ื งผแี ละสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธต์ิ า งๆ นเ้ี อง อาํ นาจหรอื อทิ ธฤิ ทธขิ์ องผี
จึงเขามามีบทบาทตอชีวิตจิตใจของคนไทดานอยางมาก โดยเฉพาะอยางย่ิงผูที่
เจบ็ ไขไ ดป ว ยมกั คดิ วา มสี าเหตมุ าจากผเี ปน สว นใหญ ผเู จบ็ ปว ยดว ยโรคตา งๆ เมอ่ื
รกั ษาดว ยยาสมนุ ไพรแลว ยงั ไมห าย คนในบา นจะมงุ ประเดน็ ไปหา “ผ”ี ทนั ที จะ
ตองมีการไปหาขอหาแขว หรือการหาสาเหตุของการปวย จากหมอยามหรือคน
จับยามสามตา ซงึ่ คนไทดานเชอ่ื วา หมอยามหรอื คนจบั ยามสามตา คือ ผูท ี่หยง่ั
รูสาเหตุอันเนื่องมาจากผีตางๆ หมอยามนี้มักจะมีอยูแทบทุกหมูบานในอําเภอ
ดานซาย
55
ในพิธีการจับยามส่ิงท่ีขาดไมได คือ การแตงเครื่องคายหรือเครื่องเซนซ่ึงเปนสัญลักษณสําคัญของ
พธิ กี รรม ในภาพ คอื ยายคนหน่ึงทีบ่ านนาหอกําลงั เตรยี มเคร่ืองคายใหผปู ว ยรายหน่ึง
การไปหาหมอยาม คนไทดา นเรยี กวา “จบั ยาม” ทง้ั นี้ ผทู ไ่ี ปจบั ยามจะบอก
หมอยามวา นายน้นั หรอื นางน้ี (บอกชื่อผทู ีเ่ จ็บปวย) ปว ยมานานแลว รกั ษายังไง
กย็ ังไมหาย อยากทราบวาเปน เพราะอะไร (ผอี ะไร) ผทู ่ไี ปถามจะตอ งสมมตุ ิฐาน
ขน้ึ ในใจวา “เปน เพราะสง่ิ นนั้ แหละ” ถา เปน จรงิ ขอใหไ ดข อไดแ ขว (ทราบสาเหต)ุ
ผทู ี่เปนหมอยามจะหาสาเหตโุ ดยการนับขอมอื กลบั ไปกลับมา ถามสี าเหตุมาจาก
สิ่งที่ผถู ามตง้ั สมมตุ ฐิ านไวในใจแลว หมอยามบอกวา “แมน แลว ” (ใชแลว ) เปน
เพราะส่ิงนั้นแหละ ผูที่ไปถามจะถามตอไปวา “ถาไดขอไดแขวแลวจะสักการะ
ดว ยอาหารคาวหวาน พรอ มดวยของชํารวย เชน เรือ แพ นาวา มดี ดาบ หมอ
ยามจะตอบวา “เขา ใจแทล ะ”
เม่ือผูถามกลับไปถึงบานและจัดแจงหาอาหารคาวหวานและของชํารวย
ตา งๆ ไปสกั การะเลย้ี งดตู ามทยี่ ามบอก ผทู เี่ จบ็ ปว ยสว นมากจะหายเปน ปกตอิ ยา ง
ไมน าเชอื่
56
การจับยามบางทีตองใชเวลา เพราะส่ิงที่ผูถามตั้งสมมติฐานไวในใจอาจ
ไมใชสาเหตุของความเจ็บปวย อาจจะเปนเพราะผีตัวอ่ืนก็ได ถาเปนเชนน้ี ผูท่ี
ถามตองถามตอ ไปวา “ถาอยางนน้ั คงเปน เพราะสงิ่ นี้ เขา ใจไหม” หมอยามหรือ
ผจู บั ยามจะนบั ขอ มอื กลบั ไปกลบั มาอกี และถา ตรงกบั สง่ิ ทผี่ ถู ามตง้ั สมมตฐิ านครงั้
หลงั หมอยามกจ็ ะบอกวา “ไดข อ ไดแ ขว แลว ” (ทราบสาเหตแุ ลว ) ขอใหน าํ อาหาร
คาวหวานและของชาํ รว ยไปสกั การะเลย้ี งดเู สยี ผเู จบ็ ปว ยกจ็ ะหาย การปฏบิ ตั โิ ดย
การเชื่อผแี ละยอมรบั นบั ถอื ผีนี้ ปรากฎวาไดผ ลเปน สว นใหญ
ปจจบุ นั ความเช่อื ในเรอ่ื งผตี า งๆ มีจาํ นวนลดนอ ยลงตามลาํ ดับ สว นใหญ
จะไมเ ชือ่ ผกี ันเลย สงั เกตเหน็ จากเมอ่ื มีผูเจบ็ ปวย ญาตจิ ะนาํ สง โรงพยาบาลทนั ที
จะยงั มหี ลงเหลอื อยบู า งเฉพาะคนเฒา คนแก และมอี ยใู นหมบู า น ตาํ บลทหี่ า งไกล
ตัวอําเภอเทานั้น แสดงวาคนไทดานในยุคปจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงความรูสึก
นกึ คิดและสภาพความเปน อยขู องตนเอง
การดูแลการต้งั ครรภแ ละคลอดบตุ ร
อกี หนึง่ ตวั อยางการของภูมปิ ญญาพื้นบา น
ในสมัยกอน การคลอดบุตรมีความเสี่ยงอันตรายตอชีวิตเปนอยางมาก
เน่ืองจากไมมีหมอ ไมมีสถานผดุงครรภและโรงพยาบาลอยางปจจุบัน มีแตหมอ
พ้ืนบา น หรือทเี่ รียกกันวา “หมอตําแย” พอเรมิ่ ต้ังครรภได 2–3 เดือน ผตู ัง้ ทอ ง
มกั มีอาการหงุดหงดิ และอาเจยี น หลายคนอยากกนิ ส่งิ โนนส่งิ นี้ โดยเฉพาะของที่
มีรสเปรี้ยว เชน มะขาม สม โอ ฯลฯ เม่อื ไดกนิ แลวจะรสู ึกสบายใจ
พอถงึ เดอื นท่ี 4–5 กลบั ไมร สู กึ หวิ พอยา งเขา เดอื นท่ี 6–7 เดก็ ทอ่ี ยใู นทอ ง
จะเริ่มดิ้น บางทีผูเปนแมหรือผูท่ีตั้งครรภจะรูสึกไมคอยสบายคือ มีอาการรอน
ทองและรอนคอ วิธีแกคือ เอาเงินปอม (เงินสมัยกอนมีลักษณะเปนกอนกลม)
ใสภาชนะท่ีบรรจุนํ้ามะพราวออนใหกิน อาการดังกลาวจะหายไป เพราะ
นาํ้ มะพรา วเปน ยาเยน็ พอถงึ เดอื นท่ี 9 ครบกาํ หนดคลอดหรอื ออกลกู เดก็ ในทอ ง
จะดิ้นแรงขึ้นตามลําดับ ถาเด็กในทองไมดิ้นแรงแสดงวาเด็กในทองน้ันปวย
หมอตาํ แยจะหายาใหกิน
57
สมัยกอ นคนที่ตัง้ ทองเรียกวา “แมมาน” คนที่เปน แมมานน้ี หมอตาํ แยจะ
แนะนําไมใหน งั่ ๆ นอนๆมากเกนิ ไป เพราะจะทําใหคลอดลกู ยาก ใหหม่นั ทาํ งาน
เชน ตักนํ้าและตําขาว เพือ่ ใหทอง “คลอน” จะไดออกลูกงาย อยางไรกต็ าม หาก
ถา แมม านเดนิ มากเกนิ ไปมกั จะเกดิ อาการเจบ็ โคนขา เวลาเดนิ จะรสู กึ เจบ็ ปวดพอ
สมควร เมอื่ เกดิ อาการดงั กลา วตอ งไปหาหมอตาํ แยมา “แปงทอ ง” หรอื ลบู คลาํ ทอ ง
(ตรวจครรภ) อาการเจ็บปวดจะหายไปและเดินไดส ะดวกขึน้
เมื่อใกลถึงวันคลอดประมาณ 4–5 วัน แมมานจะรูสึกเจ็บเล็กเจ็บนอย
ตองไปตามหมอตําแยมาแปงทอง ลูบคลําทองอีก คราวน้ีหมอตําแยจะบอกวา
ใกลจะคลอดเต็มทีแลว ใหเตรียมท่ีเตรียมทางเอาไว คือใหเอาเชือกมาผูกราวสูง
กวาศีรษะ หยอนลงมาแลวทําเปนหวง (วงกลม) เอาผาพันหวงไวเพ่ือกันไมให
เจ็บมอื เวลาจับหว ง
ตอมา แมมานจะเจ็บมากขึ้นและถ่ีข้ึน หมอตําแยจะมาอยูใกลๆ ลูบทอง
คลาํ ทอ งและชวนคุยใหก าํ ลงั ใจไปเรอ่ื ยๆ เม่อื แมมานเจ็บมาก หมอตําแยจะบอก
ใหน ่ังคกุ เขา ถา งขาออก แลวมอื จับหว งหรอื ถวงทีท่ ําดว ยเชอื ก เพือ่ ใหตัง้ ตวั ตรง
หมอตําแยจะบอกใหคอยๆ เบง และแปงทองใหคลอดเวลา และบางทีอาจเขยา
ทองดวยเพ่ือใหล กู ออกมาโดยเร็วทาํ อยางนไี้ ปเร่ือยๆ จนกวาลูกจะออกมา
เมือ่ ลูกออกมาแลว แตร กยังไมออกมา หมอตําแยจะกดทองเพอ่ื ใหร กหรือ
นอ งออกมา ถา รกออกนานผดิ ปกติ หมอตาํ แยจะเอาหมอนมาตหี ลงั ผคู ลอด 3 ครง้ั
พรอมกบั พูดวา “รบี ออกมา รีบออกมา อยา งของอยา คา” เมื่อรกหรอื นองออก
ใหร บี เอาไมป งมาหนีบ “สายแห” ทร่ี ุงรังหา งจากตวั เดก็ ประมาณ 2 น้วิ แลวใช
ตวิ ไมท ีค่ มๆ ตัดสายแหอ อกจากเดก็ แลว ก็เอารกใสก ะโปะน้ําเตาไปฝง ไวใตบนั ได
การฝงรกใหใชมือขวาในการขุดดิน ถาใชมือซายเช่ือกันวา เด็กท่ีเกิด
มาจะเคยชินมือซาย การที่นํารกไปฝงไวใตบันไดนั้นเพื่อใหเด็กรักบานเกิด
เมืองนอนของตน ซึ่งภาษาของชาวบานเรียกกันวา ใหเด็กหวงรกหวงแห
ของตน ไปที่ไหนๆ ใหรูสึกคิดถึงบานและกลับไปอยูในภูมิลําเนา เพื่อเปนกําลัง
สาํ คัญในการชวยเหลอื พอแมประกอบสัมมาอาชพี ตอ ไปในอนาคต
58
การอยูไฟหลังคลอด สมัยกอนไมมียากินเหมือนสมัยปจจุบัน ยาท่ีใชใน
การขบั น้าํ คาวปลาและใหม ดลูกเขา อกู ไ็ มม ี จึงใชว ธิ อี ยูไ ฟ ภาษาชาวบา นเรยี กวา
“อยูกรรมคําเดือน” ใหผูอยูไฟกินน้ํารอน อาบน้ํารอน ซึ่งตมตัวยาสมุนไพร
รวมกันหลายอยาง และกอนจะกินหรืออาบน้ํารอน ตองไปหาหมอมาเปาหลัง
และเปาเตาไฟเสียกอนเรียกวา การดับพิษไฟ มิฉะนั้นจะทําใหหลังพองและเปน
แผลเนอ่ื งจากถูกน้ํารอ นมาก
กอนท่ีจะอยูไฟหรืออยูกรรมคําเดือน ตองจัดทําเตาไฟหรือปานเตาไฟข้ึน
เฉพาะ โดยเอาไมไผมาทําเปนขอบสี่เหลี่ยมผืนผา เอากาบกลวยมารองพ้ืนกัน
ไมใหความรอนถึงพ้ืน เพราะอาจจะเกิดไฟไหมข้ึนระหวางการอยูไฟ เสร็จแลว
เอาดนิ เหนียวมาอัดใหแ นน แลว เอาหนิ หรอื กอ นอฐิ มา 3 กอ น เรยี กวา กอ นเสา
หาปบทส่ี ะอาดใสนํ้ามาต้ังแลว กอไฟดว ยฟนเปน ดนุ ๆ
สว นยาสมุนไพรหรือไมทีจ่ ะนาํ มาตม มหี ลายอยา ง เชน ใบหนาด ใบเปลา
ใสลงในปบที่บรรจุน้ําเพื่อตมอาบตมกิน นอกจากน้ี ยังมีสมุนไพรอ่ืนๆ อีกท่ีนํา
มาตมผสมกัน เชน ไมน ํา้ นอย ไมหนามหาง ไมเครอื เขาแกลบ (เถาวลั ย) ไมฝาง
หัวยาขาวเย็น กอนท่ีจะนํายาสมุนไพรดังกลาวมาตม ตองตัดใหเปนทอนๆ ยาว
ประมาณ 1 คบื ตากแดดใหแ หง มดั รวมกนั แลวใสลงไปในปบ เพอื่ ความสะดวก
ในการเปลย่ี นยาเม่อื ยาจดื แลว
พืชสมุนไพรทุกอยางท่ีนํามาตม เมื่อน้ําเดือดใชถวยกระเบื้องอยางหนา
ตักนํ้ารอนมาด่ืมได และหลังจากดื่มน้ํารอนผสมยาสมุนไพร ผูเปนแมจะมีน้ํานม
ใหล กู กนิ และกินไปเรอื่ ยๆ จนกวาจะออกไฟ
อยางไรก็ตาม ตัวยาที่กลาวมาแลว ใชวาจะใหผลแกผูอยูไฟเหมือนกันทุก
คน บางคนใชอยางเดียวกัน แตบางคนอาจจะแตกตางจากผูอ่ืน สิ่งที่นาสังเกต
คอื ถายาสมนุ ไพรชนดิ ใดกนิ แลวไดผล นํ้านมจะออกมาใหลกู กนิ ดี แตถ ากนิ แลว
ไมมีน้ํานม แสดงวายานั้นไมไดผล ตองเปลี่ยนยาชนิดใหม และถาผูใดเคยกินยา
ชนิดใดในการคลอดบุตรอยูไฟคร้ังแรกแลว ในการคลอดบุตรและการอยูไฟคร้ัง
ตอ ไปตอ งกินยาชนิดเดิม ไมควรเปลย่ี นเปนยาชนิดอื่น
59
กาํ หนดเวลาการอยไู ฟนนั้ ไมไ ดก าํ หนดไวแ นน อน สว นมากมกั จะอยกู นั ตง้ั แต 20-
30 วนั หรอื 1 เดอื น จงึ เรยี กวา “คาํ เดอื น” หรอื “กรรมเดอื น” ทง้ั น้ี เพอ่ื ใหม ดลกู
เขา อู โดยการอาศยั ความรอ นจากไฟในเตาและความรอนจากนํา้ รอนที่ดื่มตลอด
เวลาการอยไู ฟ อยา งไรกต็ าม การคลอดบตุ รคนแรกหรอื ทชี่ าวบา นเรยี กวา “มาน
หวั สาว” มกั จะอยไู ฟนาน คอื ประมาณ 1 เดอื น สว นลกู คนตอ ๆ มาอาจจะอยเู พยี ง
20-25 วนั แลวแตความตองการและความจาํ เปน ของบคุ คลน้นั ๆ
ในระยะเวลาที่อยูไฟนี้จะตองใหรางกายไดรับความรอนมากที่สุดเทาท่ีจะ
ทําได โดยการอาบน้าํ รอน กินนํ้ารอนและเอารา งเขา ใกลๆ ไฟ (ขางไฟ) ใหมาก
ท่ีสุด เพ่ือใหมดลูกเขาอูดังกลาวมาแลว นอกจากนี้ หลังจากอาบน้ํารอนแลว
ยงั นยิ มใหผ ทู อี่ ยไู ฟ เอาผา นงุ ผา ถงุ หรอื ผา หม มาคลมุ ศรี ษะไวน านๆ เพอื่ ใหร า งกาย
ไดรับความรอน เหง่ือไหลออกมามากๆ จึงเปดออก ทําอยางนี้เปนประจําหลัง
อาบนํ้ารอ น จะชว ยใหรา งกายกลบั สสู ภาพปกตเิ รว็ ขึน้
ระหวางการอยูไฟจะตองพยายามใหรางกายไดรับความรอนเสมอกัน
โดยการนอนหันหนา เขาหาเตาไฟบาง หนั หลงั ใหเ ตาไฟบาง น่งั หันหนาเขาเตาไฟ
บาง หนั หลงั เขา เตาไฟบาง อยางน้เี ปน ตน เมื่ออยไู ฟนานพอสมควรแลว กอ นจะ
ออกไฟก็มักจะหาฤกษงามยามดี และทําพิธีบายศรีสูขวัญใหแมและเด็กกอนจะ
ออกไฟดว ย
สวนอาหารการกินของผูอยูไฟ มักถูกจํากัดใหกินอาหารเฉพาะส่ิงที่ไม
ใหโทษทั้งแกแมและเด็ก อาหารที่นิยมกินกันในสมัยนั้นไดแก เน้ือหมูตากแหง
ปลายาง ขาวจี่ (ขาวเหนียวปนเปนกอน แลวนําไปยางไฟ) ตมหนอขา หมกหัว
ขาออน ผักน่ึง เปนตน สวนอาหารที่ถือวาแสลงมากและผูอยูไฟจะกินไมไดเลย
มีหลายอยาง เชน ผกั ชะอม แมงดา ผกั ไห เนื้อววั ของหมกั ดอง ของธาตเุ ยน็ เชน
แตงโมและฟกทอง เปน ตน มีขอทีน่ า สงั เกตคอื เนื้อกบนั้นไมถ อื วาเปน ของแสลง
เพราะถากินแลวจะชวยใหตอกระดูกตอเอ็นของผูอยูไฟและจะทําใหมีความสุข
กายสบายใจเรว็ ขึ้น
60
นอกจากอาหารที่นิยมใหผูอยูไฟกินและอาหารท่ีแสลงแลว ยังมีอาหาร
อีกชนิดหนึ่งซ่ึงไมใชอาหารแสลง แตถือเปนความเชื่อของคนไทดาน คือ หามผู
อยไู ฟกนิ ปลาชอ น เพราะเหตทุ วี่ า ปลาชอ นชอบกนิ ลกู ของตวั เองและปลาชนดิ อนื่
เปนอาหาร ถาผอู ยูไฟกนิ ปลาชอ น อาจเปนเสนียดจญั ไรระหวางแมก บั ลกู คือใน
อนาคตอนั ใกล ลูกกับแมอ าจมอี นั พลดั พรากจากกนั เหตุนจี้ งึ ทําใหผูอยูไ ฟไมกิน
ปลาชอ น
นอกจากน้ี แมบางคนอาจเกดิ การผดิ “หมอกรรม” หรือมีอาการผิดปกติ
เกิดข้ึนระหวางการอยูไฟ ซ่ึงผูอยูไฟมักจะมีอาการเวียนศีรษะ หนามืด ตาลาย
เปน ลมหมดสติ สาเหตทุ ผ่ี ดิ หมอ กรรมเกิดจากหลายสาเหตุ เปน ตน วา กนิ อาหาร
แสลง เชน เน้ือวัว ผักไห ผกั ชะอม ฟกทอง ของหมักดอง ของบดู เนา ฯลฯ หรือ
อาจเปน เพราะไดร บั กลน่ิ ทม่ี ารบกวนอยา งแรง เชน กลน่ิ ของผกั เนา (ชะอม) กลนิ่
ควนั ไฟที่เกิดจากการเผาขยะ และกลิ่นชา ง เปนตน
วธิ แี กไ ขอาการผทู ีผ่ ิดหมอ กรรมยงั ไมม ียารกั ษา แตช าวบานจะใชผ าท่ียอม
ดว ยหมอ นลิ นาํ ไปนงึ่ ใหร อ นแลว เอามาคลมุ ศรี ษะของผอู ยไู ฟไว ประมาณ 15-20
นาที อาการไมสบายตางๆ จะคอ ยๆ หายไปในท่ีสดุ
ในขณะทแี่ มบ างรายอาจเกดิ การตกเลอื ดหรอื เลอื ดออกมากผดิ ปกติ นานๆ
จะปรากฏสักครั้งหนึ่ง โดยในสมัยน้ันยังไมมีหมอและยาที่ทันสมัย ชาวบานจึง
ตอ งพง่ึ ยาสมนุ ไพรโดยหมอยาพน้ื บา นเปน ผจู ดั หาให ในกรณที มี่ กี ารตกเลอื ดหลงั
จากการอยูไฟตอ งใชยาซ่ึงประกอบดวย หญา ไซ 1 กํามอื พรกิ ไทย 7 เมด็ และ
กระเทียม 7 กลบี สาํ หรับหญา ไซใหเ อามาจํานวน 1 กาํ มอื แลว ตัวหัวทา ยออก
หั่นใหล ะเอยี ดพอสมควร แลวผสมกบั พรกิ ไทย กระเทียม จาํ นวนดงั กลา ว โขลก
ใหละเอียด ทําเปน ลูกกลอน (กอนกลมๆ) นาํ มารบั ประทาน อาการตกเลือดหลัง
อยไู ฟจะหายไป
61
ทารกและเดก็ เลก็ : การดแู ลเมือ่ ครง้ั วนั วาน
ทารกแรกเกิดจากครรภของมารดา เปนวัยที่ออนนุมนิ่มและเปราะบาง
เปนระยะเวลาท่ีเสี่ยงตอการเปน การตาย การติดเช้ือ ตลอดจนโรคาพยาธิทั้ง
หลาย ซึ่งมปี ะปนอยทู ่ัวไปในทส่ี กปรกอบั ชนื้ เพราะฉะนัน้ การดแู ลเอาใจใสเ ดก็
ของผูเปนบิดามารดา จึงเปนสิ่งท่ีสําคัญยิ่ง หากเปนสมัยปจจุบันไมนาวิตกกังวล
มากนัก เพราะความเจริญในดานการสาธารณสุขเกี่ยวกับการรับฝากครรภ การ
ทําคลอด ตลอดจนการเล้ียงดูเด็ก มีวิวัฒนาการอันกาวหนาและทันสมัยมาก มี
นายแพทย พยาบาล ผดงุ ครรภ และโรงพยาบาลพรอ มดวยเวชภัณฑในการดูแล
รักษาเด็กอยางครบครนั
แตถาหากเรายอนไปในอดีตสมัย ปูยา ตา ยายยังเปนเด็ก และเปนหนุม
เปนสาวประมาณ 70-80 ป ท่ีผานมา การต้ังครรภ การฝากครรภ การทําคลอด
ตลอดจนการเลย้ี งดเู ดก็ เลก็ จะไมเ ปน อยา งสมยั น้ี เพราะยงั ไมม สี ถานอี นามยั ไมม ี
โรงพยาบาล และไมมีแพทย ยาที่ใชในการรักษาคนที่เจ็บปวยมีแตยาสมุนไพร
พื้นบานจําพวกใบไม รากไม ตนผัก ตนหญาที่ขึ้นอยูตามปาเขาลําเนาไพร หมอ
พ้ืนบานท่ีพอจะรูเรื่องยาสมัยกอนจะรักษากันตามมีตามเกิด ผลการรักษามีท้ัง
รอดชีวติ และตอ งจบชวี ิตลง
โดยเฉพาะการบรบิ าลทารกและการเลยี้ งดเู ดก็ เลก็ ในสมยั กอ นจะทาํ กนั ไป
ตามความรูความสามารถของผูคนในสมัยนั้น แตละหมูบานอาจจะผิดแผกแตก
ตางไปในรายละเอียด สวนคนไทดานในอําเภอดานซายมีวิธีเล้ียงดูเด็กต้ังแตเริ่ม
คลอดจนถงึ เดก็ มอี ายุ 2-3 ขวบ กลา วคอื เมอื่ เดก็ คลอดออกจากครรภข องมารดา
แลว (ทาํ คลอดโดยหมอชาวบา น เรยี กวา หมอตาํ แย) ตามปกติ เดก็ ทเ่ี กดิ มาใหมๆ
มักจะรอ งไหทนั ที ถาหากเด็กคนใดไมร อง หมอตําแยจะรบี หาผา มาพัดใหเด็กถกู
ความเยน็ แลวตนื่ ตัวและรอ งไห
หลงั จากคลอดแลว หมอตาํ แยจะใหผ เู ปน แมน ง่ั บนตง่ั หวาย (ตงั่ ทส่ี านดว ย
หวาย มรี ปู ทรงกลม สงู ประมาณ 20 เซนตเิ มตร) หลงั พงิ กระทอขา วปลกู หรอื โอง
นาํ้ หรือทีน่ อนหลายๆ ผืนเทินกนั โดยใหแมหลับตาไว แลวหมอตําแยจะชว ยจัด
62
ทอ ง คลาํ ทอ ง เขยา หรอื กดทอ ง เพอ่ื ใหร กหรอื นอ งออกมาเรว็ ครนั้ รกออกมาแลว
หมอตําแยจะหาเสนดายมามัดสายสะดือ โดยมัดใหหางจากสะดือเด็กประมาณ
2-3 ขอ มอื เสรจ็ แลว จะนาํ หวั ขมน้ิ ทลี่ า งใหส ะอาด (นาํ้ ทตี่ ม พออนุ ) ชาํ ระรา งกาย
เดก็ ซงึ่ มเี ลอื ดและไขคราบตดิ อยตู ามซอกแขนขา ผม ปาก หู ตอ งชาํ ระลา งใหอ อก
ใหห มด
เมื่ออาบนํ้าเสร็จจะนําเด็กไปนอนไวในกระดงฝดขาวที่เตรียมไว ใชเบาะ
รองพน้ื ใชผ าหมใหญๆ โคง รอบตัวเด็กเพือ่ ใหเกดิ ความอบอนุ ขางบนผาหมทีโ่ คง
ใชผ า บางๆ ปด ไวเ พอื่ ปอ งกนั ยงุ หรอื แมลงทจี่ ะมารบกวนเดก็ เหตทุ เี่ อาเดก็ นอนบน
กระดงน้ัน ผูเฒาผูแกหลายคนใหเหตุผลท่ีตรงกันวา เพื่อใหเปนทีสังเกตเห็นงาย
วา ลูกนอยหรอื เดก็ ท่เี กดิ ใหม อยู ณ ที่ใด นอกจากนี้ เมอื่ ตองการจะเคลอื่ นยาย
เดก็ จะจบั ขอบกระดง โยกยา ยไปมาไดส ะดวก รวมทง้ั เมอื่ เวลาทจี่ ะปลกุ เดก็ ใหต นื่
ตามประเพณขี องคนไทดาน หากเด็กนอนในกระดงครบ 3 คนื แลว จะมพี ธิ ปี ลกุ
โดยจะใชมอื เคาะขอบกระดง ใหก ระดง สะเทือน เดก็ จะตืน่ งาย
เมอ่ื เดก็ มานอนอยใู นกระดง แลว ตอนนญ้ี าตจิ ะหานา้ํ ทส่ี ะอาดใสข นั มา เอา
เงิน เอาปลายเข็ม เอาสมุดดินสอ ปากกา มาจุม ลงในนํา้ น้นั พรอมกบั ทองมนตไ ป
ดว ย เมอ่ื จมุ แลว จะยกออกไว แลว ใชป ยุ ฝา ยจมุ นาํ้ ทเ่ี ตรยี มไวแ ละหยอดใสป ากเดก็
พรอ มกบั พดู วา “ขอลกู นอ ยทเ่ี กดิ มาใหมน ี้ จงเปน ผมู เี งนิ มที อง มสี ตปิ ญ ญาเฉยี บ
แหลม มีวชิ าความรู สามารถอานออกเขียนได เปนอยา งดี ถาหากเดก็ รอ งใชปุย
ฝา ยหรอื สําลมี าจมุ นา้ํ แลวบบี นา้ํ ใหเ ดก็ กนิ ทีละนอยๆ การกระทาํ เชน นี้ ชาวบา น
เรียกวา เอานํ้าเงนิ นาํ้ คํา ตอ นรบั กอน เพ่อื ใหเ ปน สริ มิ งคลแกต ัวเด็กและแมกย็ ัง
ไมม ีนํา้ นมใหเ ด็กกิน จึงใหเ ดก็ กนิ นา้ํ เงิน นา้ํ คาํ ไปพลางกอน
สว นรกทตี่ ดั จากสายสะดอื เดก็ จะนาํ มาใสน า้ํ เตา ลกู ใหญๆ ทแ่ี หวะขา งดา น
หนึ่งแลว นาํ ไปฝงไวใตบนั ได แลวถมใหแนน ใชไ มก ระดานหรอื กอนหินทับไว เพื่อ
ปอ งกนั หมู หมา เปด ไก หรือสตั วม าขดุ คยุ
ระยะน้ีจะใหลูกนอยนอนอยูบนกระดงจนครบ 3 คืน แลวญาติจะไป
ขอรอ งผหู ลกั ผใู หญห รอื ผเู ฒา ผแู กค นหนงึ่ ซง่ึ เปน นเ่ี คารพนบั ถอื ของคนในละแวก
63
นั้นมาทําการปลุกเด็ก การปลุกเด็กตองปลุกระหวางท่ีเด็กหลับอยู มีวิธีทํา คือ
ผปู ลกุ จะใชม อื เคาะทขี่ อบกระดง พรอ มกบั พดู วา “ลกุ ลกุ ลกุ ” ถา เปน ผชู าย ผปู ลกุ
จะพูดตอไปวา ลกุ ไปทํามาหากนิ ทาํ ไร ทํานา ไปหาจอบ หาเสยี ม หามดี หาพรา
ไปคา ไปขาย ไปเปน เจา เปนนาย (ขา ราชการ) ถา เปนลกู ผูหญิง จะพดู วา รบี ลุก
ไป รบี ลุกไปหาหูก หาฝาย หาอว้ิ หาหลา ลุกขน้ึ มาทาํ อยูทํากนิ ขณะนั้น เด็กจะ
ตนื่ และรอ งไห แมก จ็ ะเอาลูกมาดดู นมหรอื เอานํา้ ใหก นิ
ตอ จากนี้ แมจ ะจดั หาทนี่ อนใหใ หม ไมต อ งนอนบนกระดง อกี ตอ ไป โดยจะ
จัดหาเบาะไวใหเด็กนอนอยูใกลๆ แม และถาหากแครท่ีแมใชนอนในการอยูไฟ
กวางขวางพอ จะใหเ ดก็ นอนบนแครด ว ย หลงั จากนั้น แมจะต้ังใจอยูไฟ โดยการ
อาบน้าํ รอ น กินนาํ้ รอ น ตอมาสัก 2-3 วนั นมของแมจะเตง ตงึ ขึ้น แสดงวา แมมี
นาํ้ นมใหล กู กนิ แลว แมจ ะอมุ ลกู และใหล กู ดดู นมแม ถา เปน แมใ หมห รอื ลกู คนแรก
น้ํานมจะออกมาชาหนอย แตถาเปนลูกคนตอๆ มา นํ้านมของแมจะออกเร็วข้ึน
ภายในเวลา 2-3 วนั แมจ ะมีน้าํ นมใหลกู ด่ืมกินอยา งเพียงพอ
ขณะท่ีแมอ ยูไฟจะเอาใจใสด แู ลลกู นอย จดั ทีน่ อน คอื เบาะ ผาออม ผาหม
ใหส ะอาด มใิ หม ดหรอื แมลงมาไตต อม อาบนา้ํ ใหล กู อยา งนอ ยวนั ละครงั้ ถา เดก็ ตน่ื
นอนและรอ งไห แมจะเอาลกู ดดู นม การใหลูกดูดนมทานวา ใหเอาลูกดูดนมโดย
การสบั เปลย่ี นขา งกนั คอื ขา งซา ยบา ง ขา งขวาบา งใหส มา่ํ เสมอกนั ไมใ หล กู ดดู นม
แตเ พยี งขา งหนงึ่ เปน ประจาํ เพราะจะทาํ ใหเ ตา นมของแมโ ตไมเ ทา กนั เตา นมขา ง
ทถี่ กู ดดู มากมกั จะโตกวา อกี ขา งหนง่ึ ครน้ั เมอื่ ลกู หยา นมหรอื ออกนมแลว แมอ าจ
จะเสยี ใจภายหลงั เพราะเตา นมโตไมเ ทา กนั เรอ่ื งนผ้ี เู ปน แมจ ะตอ งระมดั ระวงั เปน
พเิ ศษจะตอ งปองกนั ไวก อน จะมาแกไ ขภายหลังไมไ ด
อาหารการกินของทารกหรือลูกนอยในระยะท่ีแมอยูกรรมคําเดือนน้ี
สวนมากแมจะใหกินนมแมเทาน้ัน ไมมีนมมีเนยมาเสริมแตอยางใด แตอาจจะมี
บางราย ซงึ่ นานๆ อาจจะมสี ักคนหนง่ึ คอื เม่อื เดก็ กินนมแมแ ลว แตยังรองไหอยู
ดคู ลา ยๆ กบั วา เดก็ กนิ อาหารไมอ ม่ิ แมจ ะเอาขา วเหนยี วมาเคยี้ วปอ นตง้ั แตย งั อยู
หมอกรรมก็มี
64
พอแมพ น จากการอยไู ฟ เดก็ โตขน้ึ มาบา ง แมจ ะปอ นขา วในเวลากลางวนั ๆ
ละครง้ั หรอื 2 ครงั้ สว นในเวลากลางคนื จะใหล กู ดดู นมแมอ ยา งเดยี ว ขา วทใี่ ชป อ น
ลกู นอ ยนน้ั แมจ ะเอาขา วเหนยี วทนี่ งึ่ สกุ แลว มาเคย้ี วใหล ะเอยี ดผสมเกลอื เลก็ นอ ย
บางรายจะเค้ียวขาวผสมกลวยนํ้าวาสุก เสร็จแลวเอาใบตองกลวยตีบหรือกลวย
นา้ํ วา หรอื ถา จะใหด กี เ็ อาใบเปลา เลอื กเอาเฉพาะใบใหญๆ งามๆ สกั 2-3 ใบ วาง
ซอนกัน เค้ียวขาวใสใหมากพอประมาณวาใหลูกกินอ่ิม เสร็จแลวนําหอหมกไป
ยางไฟใหสุก ยกออกแลวปลอยใหเย็นจึงนํามาปอนลูก ลักษณะการปอนขาวลูก
สว นมาก แมจ ะนง่ั เหยยี ดขาทง้ั สองขา ง ถลกผา ถงุ ขนึ้ ขนึ้ เหนอื เขา แลว เอาลกู นอ ย
นอนระหวา งขาทง้ั สอง หันหวั ลกู นอ ยขึ้นพาดหวั เขาแม เอาผาออ มหรือผา หมผนื
เลก็ ๆ มาปกปด หนา ทอ งของเดก็ ไว แลว หยบิ ขา วทห่ี มกสกุ แลว ใสป ากลกู ทลี ะนอ ย
เอาขาวใสว กั นาํ้ ใสด ว ยโดยระวังใหขาวกบั น้ําผสมกนั ดี ไมขน หรอื เหลวจนเกินไป
ลกู กจ็ ะคอ ยๆ กลนื และคอ ยๆ ปอ นไปจนลกู อม่ิ แลว กพ็ อ การปอ นขา วเคย้ี วอยา ง
นแี้ มจ ะทาํ อยูจ นลกู มอี ายปุ ระมาณ 5–6 เดือน (ขณะนนั้ ลกู จะนง่ั แลว)
ตอ จากนัน้ แมจะปอ นดวยขา วสุกเคี้ยวผสมอาหาร เชน ไข เน้อื สัตว เน้อื
ปลา โดยไมต อ งนาํ ไปหมกไฟ สว นนา้ํ ดมื่ กฝ็ ก หดั ใหเ ดก็ กนิ นาํ้ จากขนั หรอื แกว และ
การใหอ าหารเด็กดงั กลาว ในวนั หน่งึ ๆ แมจ ะใหอาหาร 3 ม้ือ คือ เชา กลางวัน
และเย็น ในระยะนค้ี วรปอนขา วและใหกนิ นมแมสลับกันไป จนกวาลกู อายไุ ด 1
ขวบ จงึ ใหล กู หยานมหรือออกนมแม แตเ ด็กบางคนไมยอมออกและยงั คงกนิ นม
แมไปจนถงึ อายไุ ด 2 ป
การนอนของลกู นอ ยเปนสิ่งทแี่ มตองเอาใจใสมากเหมือนกัน ในเวลากลาง
คืนแมจะเอาลูกนอยนอนขางๆ แม เมื่อลูกต่ืนขึ้นและรองไห แมจะใหลูกดูดนม
ทนั ที เพราะฉะน้นั จะเหน็ วา ขณะท่แี มเล้ยี งลกู ออนๆ น้นั แมก ็จะตอ งทนระกาํ
ลําบากตองอดตาหลับขับตานอน รางกายของแมในระยะน้ันจะไมสมบูรณเทาที่
ควร ในเวลากลางวนั แมจะใหล กู นอนในอูห รอื เปล โดยใชผา ขาวมา ผนื ใหญๆ ผกู
ปลายทงั้ สองขา งตดิ กบั เสาใหส งู พอประมาณ ใชไ มห รอื หมอนถา งยนั หวั ทา ย แลว
ใหล กู นอนอยใู นอหู รอื เปลผา นนั้ แมไ กวลกู ไปบา ง ทาํ งานไปบา ง ทางปากของแม
65
กเ็ หก ลอ มไปพลางเพอื่ ใหล กู หลบั สนทิ คาํ กลอ มหรอื เหน นั้ สว นมากมกั จะใชค าํ วา
“ออ่ื -ออื ” ลากเสยี งยาวๆ และใชเ วลานานจนกวา ลกู จะหลบั สนทิ บางคนกว็ า เปน
กลอนยาวๆ เชน
“นอนอผู า หลบั สาเดอ แมซกิ ลอ ม นอนอแู กว หลบั แลว แมซไิ กว”
“แมไปไห (ไร) เอาขา วบา ยไข (ไขย ดั ไส) มาหา แมไ ปนา เอาขา วบายปลา
มาปอ น นอนสาหลา หลับตาแมสกิ ลอ ม”
“หลับตาสาเดอ เจา อยาแอว (รองไหอ อดออน)
หรือ “อือ่ -ออื -ออ่ื -ออื ” เปนตน
การกลอมลกู นอ ยตอ งทําเสยี งยาวๆ ชาๆ ทัง้ นี้เพ่ือใหล ูกหลับสนทิ และอมิ่
ตา ตนื่ ขนึ้ มาจะสดชน่ื ไมร อ งไห ถา หลบั นอ ยหรอื หลบั ไมพ อตา เดก็ จะรอ งไหอ ยา ง
รําคาญ เมือ่ ลกู ตืน่ ข้นึ ทุกครง้ั แมกจ็ ะอาบนา้ํ และปอ นขา วเปนประจํา
คร้นั เมือ่ ลูกโตขน้ึ อายปุ ระมาณ 7-8 เดือน เดก็ จะเริม่ คลาน ตอนนี้แมจ ะ
ตองระมัดระวังเปนพิเศษ เผลอไมได เพราะเด็กอาจจะคลานไปตกรองตกเรือน
ทําใหเด็กไดรับอันตรายหรือบาดเจ็บ หรือบางทีคลานไปหยิบอะไรตอมิอะไรใส
ปาก หรอื ไปจบั ส่งิ สกปรก บางทีไปจบั เอาไฟจนเจ็บปวดกม็ ี บางทีไปทาํ ลายขาว
ของใหเสยี หาย
เมอ่ื เดก็ โตขนึ้ อายปุ ระมาณ 1 ขวบ หรอื มากกวา นน้ั เลก็ นอ ย เดก็ จะหดั เดนิ
สมัยกอน พอแมมักจะทําที่หัดเดินใหลูกที่ลานบานซึ่งชาวบานเรียกวา “ไมหัน”
หรือ “ไมหมนุ ” ทําเสรจ็ แลวก็ใหเด็กจับไมคานท่ยี ่ืนออกมา แลวลกู คอยๆ เดนิ ไป
ไมจ ะหมนุ เวยี นเปน วงกลมไปรอบๆ ทงั้ นเ้ี พอ่ื ใหเ ดก็ พยงุ ตวั หดั เดนิ ไปชา ๆ จนกวา
จะเดนิ เองได ทง้ั น้ี แมจ ะตอ งคอยดแู ลระมดั ระวงั อยา งใกลช ดิ ดว ย เพราะบางทมี อื
ของเด็กอาจจะหลดุ จากไมค าน หกลม เจ็บปวดได
โรคทม่ี กั เกดิ กบั เดก็ ตงั้ แตค ลอดจนถงึ ประมาณ 1 ขวบ มกั จะมโี รคขเี้ หลอื ง
ขด้ี ํา ตัวเหลือง มีขตี้ ามากผดิ ปกติ ชอบรอ งไหใ นตอนเยน็ หรอื หวั ค่ํา ซึ่งเรียกกัน
วา เดก็ เปน “ป” หรือบางแหงเรียกวา เปน “กาํ พ้นั ” โรคอกี อยางหน่ึงคอื โรคทอง
ขนึ้ ทอ งเฟอ ซ่ึงเรยี กกันในสมยั นั้นวา เปน “ทอ งแซ” การทีเ่ ด็กปวยเปน กาํ พัน้
66
หรือเปนป หรือเปน ทองแซ สว นมากจะรักษาโดยไปตามหมอชาวบานมาเปา โดย
ใชคาถาทีไ่ ดรํ่าเรียนมาแลว หรือบางทีก็ไปหาวานไพลบา ง มหาหงิ บา ง มาฝนหิน
ผสมกับน้าํ พอประมาณ แลว ใชทาบริเวณทอ งเด็ก หรอื ทารอบๆ สะดอื (หา มทา
ตรงสะดือ) การรกั ษาโดยวิธีดังกลา ว เดก็ บางคนก็หาย บางคนกไ็ มห ายหรอื หาย
ชา บางรายที่เปน หนกั ๆ รักษาไมห ายลม ตายไปบางกม็ ี แตก ็เปนจํานวนนอย
สาํ หรบั เดก็ ทเี่ ปน แผลหรอื ผดผน่ื คนั ยาทใี่ ชร กั ษาในสมยั นน้ั คอื “หวั ขมนิ้ ”
คอื คนไทดา นมกั ใชห วั ขมนิ้ มาฝนกบั หนิ หรอื เอามาตาํ ใชน า้ํ ผสมเลก็ นอ ย แลว นาํ มา
ทาใหท ั่วรางกายเด็กภายหลงั จากการอาบน้าํ แตละครัง้ สวนมากไดผลดี คือหาย
จากโรคดังกลาวแทบทุกราย ท้ังน้ีเพราะสมัยกอนยังไมมีแปงที่จะนํามาโรยอยาง
เชนในปจจุบนั
เพราะฉะนนั้ คนโบราณมกั จะปลกู ขมน้ิ และวา นไพลไวห ลงั บา นแทบทกุ ครวั
เรอื น เพราะเหน็ วา เปน สงิ่ จาํ เปน ทจี่ ะตอ งใชท าํ ยาดงั กลา วแลว นอกจากนี้ ขมน้ิ ยงั
ใชผสมการปรงุ อาหารไดดวย
จงึ เหน็ ไดว า การคลอดลกู เปน สง่ิ ทคี่ นทอ งถน่ิ ใหค วามสาํ คญั มากทสี่ ดุ มขี นั้
ตอนและขบวนการท่ีซับซอนและสามารถอธิบายไดถึงการดูแลสุขภาพกายและ
จิตใจไดเปนอยางดีดังที่กลาวไวขางตน ซึ่งแตกตางจากการแพทยปจจุบันท่ีเนน
เฉพาะการดูแลเพียงสุขภาพกายอยางเดียว อยางไรก็ตาม ความผิดพลาดท่ีเกิด
จากการคลอดลูก เชน แมห รือลูกเสียชวี ติ จะมีอตั ราตายคอนขา งสูงเมอ่ื เทียบกบั
ปจจุบัน เน่อื งจากเทคนคิ การทาํ ใหปราศจากเช้ือโรคระหวางการทําคลอดยงั ไมดี
พอ ถอื เปนส่ิงท่ีทาํ ใหคนทอ งถน่ิ และครอบครวั มีความกังวลใจในเร่อื งนีเ้ ปน อยาง
มาก จงึ ทาํ ใหท อ งถนิ่ ไดพ ฒั นาวธิ กี ารคลอดและการถา ยทอดใหก บั คนรนุ หลงั เปน
อยา งดี
สวนการพึ่งบริการจากรัฐน้ัน อําเภอดานซายมีสุขศาลาใหบริการราว ป
พ.ศ.2484 มีเจา หนา ที่ 2 คน ใหบริการฉีดวคั ซนี ปองกันโรคฝด าษและดูแลการ
คลอดทม่ี ปี ญ หา แตค นไทดา นยงั นยิ มคลอดทบี่ า นโดยหมอตาํ แย ซงึ่ สามารถชว ย
แกป ญ หาทเ่ี กดิ จากการคลอดลกู ไดด ขี นึ้ นอกจากนยี้ งั สามารถดแู ลรกั ษาพยาบาล
67
โรคติดเช้ือไดบาง โดยเฉพาะอยางยิ่งโรคอุจจาระรวง เพราะถาหมูบานไหนเปน
แลว จะแพรก ระจายอยา งรวดเรว็ จนถงึ ทาํ ใหเ สยี ชวี ติ เปน จาํ นวนมากได เนอื่ งจาก
ทองถ่ินสวนมากบริโภคนํ้าจากธรรมชาติ และยังไมตระหนักถึงการบริโภคนํ้าที่
สะอาด และเจา หนาทที่ ใ่ี หบริการมาจากตวั จงั หวัด นอกจากนี้ ยงั มีการคัดเลือก
คนในทองถิ่นไปเรยี นเร่ืองการผดงุ ครรภแ ละกลบั มาดแู ลคนทองถิ่นเอง ชาวบา น
ตองเสียคาใชจายในการดูคารักษาพยาบาลเองเปนสวนมาก ยกเวนเร่ืองวัคซีน
เนอื่ งจากงบประมาณทไี่ ดม ามจี าํ นวนจาํ กดั และบางครง้ั พบวา เจา หนา ทสี่ ขุ ศาลา
เปดใหบรกิ ารสวนตัว เนือ่ งจากเงินเดือนหรือคาตอบแทนมีนอ ยและไมเ พยี งพอ
กระท่ัง ป พ.ศ. 2497 มีการยกฐานะสุขศาลาเปนสถานีอนามัยช้ันสอง
มีบุคลากรประมาณ 5 คน แตยังไมมีแพทยประจํา สามารถใหบริการที่สถานี
อนามยั ไดม ากขน้ึ ความสมั พนั ธร ะหวา งสขุ ศาลาและสถานอี นามยั ชนั้ สองกบั ทอ ง
ถ่นิ เปนไปดวยดี ถอ ยทถี อ ยอาศยั เมือ่ มผี ปู วยเสียชวี ิต ไมม กี ารรอ งเรียน และมกั
จะเสียชวี ิตที่บาน
การดูแลสขุ ภาพชวงป พ.ศ. 2500-2530
การพงึ่ ตนเองของคนไทดา นมรี ปู แบบทหี่ ลากหลายมากขนึ้ เชน มคี วามเชอื่
วา ยาแผนปจ จบุ นั สามารถรักษาโรคไดห ายขาดและทนั ใจ จึงพบเห็นรถขายยาเร
จากทองถิ่นอ่ืนเขามาชักจูงใหซื้อ โดยอาศัยการฉายภาพยนตรกลางแปลง ซ่ึงใน
ชวงดงั กลาวไฟฟาและโทรทศั นยังไมเขามาแพรห ลาย และยาท่ขี ายสว นมากเปน
พวกยาถายพยาธิ ยาแกปวด ยาใสแผลสด และยารักษาโรคฟน ผุ เปนตน
สิ่งท่ีนาสนใจ คือ เทคนิคการขายยาถายพยาธิจะอาศัยการเลนกลเขามา
ประกอบทําใหช าวบานหลงเชื่อ รถขายเรจะเขา หลงั ฤดูเกบ็ เกย่ี ว โดยอาศยั พ้นื ท่ี
ของวัดและโรงเรียนตามหมูบานตางๆ เปนสถานท่ีขายยาและจัดการแสดง และ
จะมาเปน ประจาํ ทกุ ปใ นชว งเวลาเดยี วกนั รวมทง้ั ยงั มหี มอเถอื่ นซงึ่ เปน คนทอ งถน่ิ
อน่ื ท่ีพอมคี วามรูทางดานการแพทยบ าง เชน การฉีดยา การเยบ็ แผล การทําฟน
การลอกตอ กระจก บางคนเปน ทหารเสนารกั ษ บางคนไดค วามรจู ากแพทยส นาม
68
คอมมิวนิสต โดยท่จี ะมเี คร่ืองมอื ทางการแพทย โดยเฉพาะอยา งยงิ่ ยาฉดี ผูปวย
สวนมากเปน โรคไขไ มทราบสาเหตุ ไขม าลาเรีย และโรคติดเชือ้ เมือ่ ผลการรักษา
ออกมามักเปนที่พึงพอใจของชาวบานจะมีการบอกตอกันอยางรวดเร็ว และบาง
ครง้ั หมอเถ่ือนท่เี ขามา ไดมคี รอบครัวท่ีดา นซาย
นอกจากน้ี ในชวงตนทศวรรษท่ี 2520 ดานซายเร่ิมมีรานขายยาแผน
ปจจุบัน จําหนายยาใหกับคนในทองถ่ิน สิ่งท่ีนาสังเกตคือ ยังมีชาวบานจาก
ประเทศลาวเขา มาซื้อยาอีกดว ย และพบวา มกี ารจัดยาจําหนา ยยาเปน ชดุ ๆ เพือ่
แกป ญ หาการปวดขอปวดหลงั
สวนการคลอดลูกยังพ่ึงพาหมอตําแยเหมือนเดิม แตหมอพ้ืนบานที่ใช
สมุนไพรเร่ิมมีบทบาทนอยลง และความเชื่อสาเหตุของความเจ็บปวยคอยๆ
เปล่ียนไป ประกอบกับสภาพปาไมเริ่มลดลง วิถีการดํารงชีวิตไดรับอิทธิพลจาก
ทองถิ่นอ่ืนมากข้ึน เนื่องจากมีการติดตอส่ือสารกับทองถิ่นอ่ืนมากข้ึนเพราะการ
คมนาคมดีขึ้น และคนทองถ่ินดานซายไดมีโอกาสไปศึกษาตอในตัวเมืองมากขึ้น
เชน พษิ ณโุ ลก เพชรบูรณ และเลย เปน ตน นอกจากน้ี ยังมีขา ราชการจากทอ ง
ถิ่นอื่นเขามาปฏิบัติงานในดานซายมากขึ้นเชนกัน โดยเฉพาะทหารและตํารวจที่
เขามาตอ สูก ับคอมมวิ นิสต
ผลของพฒั นาดงั กลา ว ทาํ ใหค วามรใู นการดแู ลสขุ ภาพตนเองของทอ งถน่ิ ท่ี
เปน ความเชอ่ื สมยั กอ นเรม่ิ เปลย่ี นไป คอื ชาวบา นหนั มาใหค วามสาํ คญั กบั การดแู ล
สขุ ภาพทอ่ี าศยั ความรกู ารแพทยแ ผนปจ จบุ นั มากขน้ึ แตก ย็ งั ไมไ ดร บั การพฒั นาที่
ดพี อ
สวนการใชบริการของสถานบริการสาธารณสุขนับวาเพ่ิมจํานวนขึ้นอยาง
มาก มกี ารสรา งสถานีอนามยั ชน้ั 1 มเี จา หนา ทปี่ ระจาํ ประมาณ 20 คน และมี
แพทยม าประจํา 1 คน ใหบ ริการทีส่ ถานอี นามยั มากขึน้ อีก เชน ผาตดั เล็ก การ
รกั ษาบาดแผล กระดกู หกั โรคตดิ เชอื้ ตา งๆ และยงั ออกใหบ รกิ ารนอกสถานอี นามยั
เก่ียวกับการคลอดลูกไดอีกดวย สามารถทําใหทองถ่ินมีความศรัทธามากข้ึน
บุคลากรสวนมากมาจากตัวจงั หวัด มงี บประมาณมากขึ้น แตชาวบา นยงั ตอ งชว ย
69
จา ยคา รกั ษาพยาบาล ยกเวน ในกรณที ไ่ี มม จี รงิ ๆ สามารถยกเวน คา รกั ษาพยาบาล
ได แตย งั ไมม รี ะบบประกนั สขุ ภาพทชี่ ดั เจน ในขณะทค่ี า ตอบแทนสาํ หรบั บคุ ลากร
มากขนึ้ ดว ยเหตนุ ้ี จงึ ทาํ ใหค นทอ งถนิ่ หลายคนเรมิ่ สนใจสง ลกู หลานไปเรยี นเกย่ี ว
กับการแพทยแ ละสาธารณสขุ มากขนึ้
ป พ.ศ. 2520 อาํ เภอดา นซา ย อยูในพื้นท่ีทีม่ ีการสรู บระหวางทหารฝา ย
รฐั บาลกบั คอมมวิ นสิ ต พน้ื ทอ่ี าํ เภอดา นซา ยจงึ ไดร บั การคดั เลอื กใหต งั้ โรงพยาบาล
สมเด็จพระยุพราช ซงึ่ เปนผลพวงของนโยบายภาครฐั ทต่ี องการจะทาํ ใหชาวบา น
ทอ่ี ยใู นทอ งถนิ่ ดงั กลา วมคี วามศรทั ธาตอ รฐั บาล เปน สว นหนงึ่ ของสงครามแยง ชงิ
ประชาชน บรกิ ารพน้ื ฐานหลายอยา งมาพรอ มๆ กนั เชน ไฟฟา ถนนลาดยางใชไ ด
ทุกฤดูกาล ทําใหชาวบานติดตอกับจังหวัดเลย เพชรบูรณ พิษณุโลก ไดสะดวก
สงผลทําใหคุณภาพในการบริการดานสาธารณสุขแกชาวบานดีขึ้นมาก ชาวบาน
นยิ มมาคลอดลกู ทโี่ รงพยาบาล โรคตดิ เชอ้ื ตา งๆ สามารถรกั ษาใหห ายขาดไดอ ยา ง
รวดเร็ว การผาตัดใหญ เชน ไสต ่งิ อกั เสบ ผา ทองคลอด กระเพาะทะลุ สามารถ
ดําเนินการไดท่ีโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย ซ่ึงภาวะดังกลาวทําให
ผูปวยเสียชีวิตนอยลง ตอมามีการสรางสถานีอนามัยตามตําบลตางๆ ใหบริการ
สขุ ภาพขน้ั พ้ืนฐาน มรี ะบบการใหภมู ิคมุ กนั โรคท่ีดีข้นึ
จากบริการที่รัฐบาลไดพัฒนาอยางกาวกระโดดในอําเภอดานซาย ทําให
ชาวบานมีความศรัทธาตอระบบบริการที่รัฐจัดใหเปนอยางมาก และเอาใจใสตอ
การดแู ลสขุ ภาพของตนเอง หมอตําแยและหมอพืน้ บา นเริ่มมีบทบาทลดลง
การดแู ลสุขภาพหลงั ป พ.ศ. 2530 - ปจจบุ ัน
ปจจบุ นั หรือหลงั ป พ.ศ. 2530 เปน ตนมา การพง่ึ ตนเองของชาวบา น
นอยลง ความรูในการดูแลสุขภาพไมไดรับการสานตอจากรุนปูยาตายาย
โดยเฉพาะวถิ ชี วี ติ ทสี่ อดคลอ งกบั ธรรมชาติ ไดถ กู ละเลย เมอื่ มคี วามเจบ็ ปว ยมกั จะ
ใชบ รกิ ารรา นขายยา และมคี วามเชอื่ วา สขุ ภาพทดี่ จี ะตอ งไดร บั การรกั ษาพยาบาล
ทดี่ ี ดงั นนั้ ชาวบานจงึ ละเลยท่ีจะปฏบิ ัติตนใหมีสขุ ภาพดี เพราะมีความเชอ่ื วา ถา
สุขภาพเสียสามารถใชบ ริการของรัฐแกได
70
สมัยน้ี หมอเถื่อนไดพัฒนาปรับเปล่ียนรูปแบบ เชน ยังมีการออกฉีดยา
และทาํ ฟน ปลอม เปนตน สว นในทองที่ทรุ กนั ดาร ระบบธรุ กจิ ขายตรงทีเ่ ก่ยี วกับ
สุขภาพเร่ิมเขามาในทองถ่ินท่ีมีรายไดเพิ่มขึ้น ท้ังหมดเปนเพราะวากระบวนการ
สบื ทอดความรู การประยกุ ตใ ชค วามรู การเรยี นรขู องคนในทอ งถนิ่ ตอ กระแสการ
ตดิ ตอ จากภายนอกไมไ ดร บั การจดั ระบบทดี่ พี อจากคนในทอ งถนิ่ เพราะสว นใหญ
จะมีเจา หนา ที่รฐั เปน ผูดําเนนิ การช้นี าํ และจัดการเกยี่ วกับสุขภาพ โดยขาดการมี
สว นรว มของทองถิ่น
การใชบริการมีมากขึ้น โดยท่ีรัฐบาลเปนผูชี้นําทั้งสิ้น มีการพัฒนาระบบ
หลักประกันสุขภาพถวนหนาที่ตองการจะเห็นชาวบานเขาถึงระบบบริการอยาง
ทั่วถึงและเปนธรรม มีการจัดสรรเงินใหกับโรงพยาบาลและสถานีอนามัยมาก
ขึ้น ทําใหช าวบา นทีด่ อ ยโอกาสบางกลมุ ไมตอ งเสียคารักษาพยาบาล คณุ ภาพใน
การรกั ษาพยาบาลทาํ ไดด มี ากขน้ึ อตั ราการตายของมารดาและทารกนอ ยลงมาก
โรคตดิ ตอ ทสี่ าํ คญั ๆ เชน ไขม าลาเรยี พบนอ ยลง แตจ ะพบผปู ว ยอบุ ตั เิ หตุ โรคเอดส
โรคมะเรง็ โรคหัวใจ เพ่ิมขนึ้ โรงพยาบาลไดร ับงบประมาณมากข้ึนเพือ่ ขยายพืน้ ท่ี
บรกิ ารและจัดซ้อื ครุภณั ฑท่ีทันสมยั
ชาวบานเร่ิมมีความรูมากข้ึนในการใชบริการ ดวยการคมนาคมและการ
สอื่ สารท่ดี ีขึน้ ทําใหไดร ับขอ มูลขาวสารมากขน้ึ การใชบ รกิ ารถกู กระตนุ ดว ยการ
โฆษณา บางคร้ังการเจ็บปวยเพียงเล็กนอยก็ไปใชบริการกับแพทยเฉพาะทางใน
โรงพยาบาลขนาดใหญความสัมพันธระหวางชาวบานและสถานบริการเปล่ียนไป
ชาวบานมีความคาดหวังตอโรงพยาบาลมากขึ้นในฐานะแหลงดูแลสุขภาพสําคัญ
ของตน
71
โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชดา นซาย : พลวัตทางการแพทย
พลวัตทางการแพทยสวนนี้พัฒนาจากงานเขียนของมูลนิธิโรงพยาบาล
สมเดจ็ พระยพุ ราช (2527) และบทความเรอ่ื ง “มากกวา ความเปน โรงพยาบาล...ท่ี
นด่ี า นซา ย” (สภุ ทั ร, 2552) แลว ตามดว ยโรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ย
เดิมมีฐานะเปนเพียงสถานีอนามัยช้ันสองประจําอําเภอดานซาย มีเจาหนาที่
ประจํา 2 คน คอื อนามัยอําเภอและผดงุ ครรภ ตอมา ป พ.ศ. 2508 ไดร บั งบ
ประมาณกอ สรา งจากกระทรวงสาธารณสขุ ใหเ ปน สถานอี นามยั ชน้ั 1 ตามทเ่ี กรนิ่
ไวเ บื้องตน
ระยะแรกมีแพทยจากจังหวัดมาใหบริการตรวจรักษาผูปวยสัปดาหละ
2 คร้ัง ยังไมมีแพทยไปประจํา ในป พ.ศ. 2510 กระทรวงสาธารณสุขสง
นายแพทยสมัคร ศรีจริยา แพทยผูรับทุนอําเภอดานซายมาประจํา สมัยกอน
อําเภอดานซายถือเปนรอยตอระหวางคอมมิวนิสตกับประชาธิปไตย มีการสูรบ
กันระหวางคอมมิวนิสตและกองกําลังของรัฐบาล สมรภูมิหลัก คือ บริเวณบาน
รองกลา อําเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และบานหมากแขง อําเภอดานซาย
ชาวบา นหมากแขง จงึ ตอ งยา ยมาอาศยั ทบี่ า นหว ยมนุ พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั
ทรงมคี วามหว งใยจงึ เสดจ็ ลงมาเยยี่ มป พ.ศ. 2516 กระทง่ั ป พ.ศ. 2520 กระทรวง
สาธารณสุขไดยกฐานะจากสถานีอนามยั ชน้ั 1 เปนศนู ยการแพทยและอนามยั
ตอมารัฐบาลไดพิจารณาสรางโรงพยาบาลอําเภอขนาด 30 เตียง ใน
ทอ งถนิ่ ทรุ กนั ดารเพอื่ ถวายเปน ของขวญั ในการอภเิ ษกสมรสของสมเดจ็ พระบรม
โอรสาธริ าชฯ นายแพทยย งยทุ ธ สจั จวาณชิ ย รฐั มนตรวี า การกระทรวงสาธารณสขุ
ในสมัยน้ัน พรอมดวยคณะกรรมการจัดหาสถานที่กอสรางโรงพยาบาลสมเด็จ
พระยพุ ราชไดพ จิ ารณาและเลอื กอาํ เภอดา นซา ยเปน สถานทกี่ อ สรา งโรงพยาบาล
สมเดจ็ พระยพุ ราช 1 แหง ในจาํ นวน 20 แหง ดว ยเหตผุ ลสาํ คญั คอื ดา นซา ยเปน
อาํ เภอทอี่ ยใู นเขตทรุ กันดาร อีกทัง้ สถานทเ่ี ดมิ ซง่ึ เปนที่ตั้งของสาํ นกั งานสาธารณ
สขุ อําเภอดา นซายในปจ จุบัน บริเวณถนนแกว อาสา ตาํ บลดา นซา ยไมเหมาะสม
และมที ดี่ ินเพยี ง 3 ไร จึงไดจัดหาสถานทีส่ รา งใหม
72
ขณะนน้ั นายแพทยส าธารณสขุ จงั หวดั เลย พรอ มดว ยนายอาํ เภอดา นซา ย
คือ เรือตรีไพเวศ เศรษฐประนัยน รวมกันจัดหาท่ีดินสําหรับกอสรางไดจํานวน
37 ไร ตั้งอยูถนนเลย-ดานซาย หางจากที่วาการอําเภอดานซาย 3 กิโลเมตร
ในเขตตาํ บลดา นซาย ซึ่งเปน ทีส่ าธารณะ 21 ไร และราษฎรบรจิ าคใหอ กี 16 ไร
นอกจากน้ี ทางกระทรวงสาธารณสขุ ไดจ ดั สรรงบประมาณใหด าํ เนนิ การกอ สรา ง
ซึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พรอมดวยพระวรชายาได
เสดจ็ มาทรงวางศลิ าฤกษเ มอ่ื วนั พฤหสั บดที ่ี 8 กนั ยายน พ.ศ. 2520 โรงพยาบาล
สมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ยกอ สรา งแลว เสรจ็ เปด ใหบ รกิ ารป พ.ศ. 2522 สมเดจ็
พระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารเสด็จมาทรงเปดโรงพยาบาล เมื่อ
วนั ท่ี 14 สงิ หาคม พ.ศ. 2523
อาคารผปู ว ยนอก โรงพยายาบาลสมเด็จพระยพุ ราชดานซาย เม่อื ครง้ั วันวาน
73
อาคารผูปว ยนอก โรงพยายาบาลสมเด็จพระยพุ ราชดานซา ย ในปจจบุ นั
รายนามผูอํานวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายจากอดีต
ถงึ ปจจุบนั คอื
1. นายแพทยว ชิ ัย จติ ตระกูล พ.ศ.2521-2522
2. นายแพทยจ รี วชั ร เลอศลิ ป พ.ศ.2522-2523
3. นายแพทยขจร เลก็ ชน่ื สกุล พ.ศ.2523-2524
4. นายแพทยวพิ ธุ พูลเจริญ พ.ศ.2524-2528
5. นายแพทยว นั ชยั พสิ าลสิน พ.ศ.2529-2529
6. นายแพทยธวชั ชัย ชยั วฒั นรตั น พ.ศ.2529-2530
7. นายแพทยจิรพนั ธ เตพันธ พ.ศ.2530-2532
8. นายแพทยภ ักดี สืบนกุ ารณ พ.ศ.2532-ปจ จุบัน
74
อีกหน่ึง “จุดเปล่ยี น” วงการสารธารณสขุ ไทย
เมื่อโลก “วิทยาศาสตร” มาบรรจบกับ “จิตวญิ ญาณ”
ในยุคที่นายแพทยภักดี สืบนุการณ หรือ“คุณหมอจิ๋ว” เปนผูอํานวยการ
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายโดยเขารับตําแหนงผูอํานวยการต้ังแต
ป พ.ศ. 2532 จนถึงปจจุบัน ถือวาเปนแพทยที่อยูปฏิบัติงานนานท่ีสุดและ
เปนผูท่ีมีบทบาทในการสรางความเปล่ียนแปลงใหกับโรงพยาบาลที่สําคัญของ
ประวตั ิศาสตร รพร. ดา นซา ย โดยมีหลกั การและแนวคิดดานบริหารโรงพยาบาล
ทวี่ า “ทําอยา งไรก็ได ใหคนดานซายสุขภาพด”ี
จดุ เปลยี่ นสาํ คญั จดุ หนงึ่ ของคณุ หมอจว๋ิ คอื การเปลยี่ นมมุ มองของผนู าํ และ
คนในองคก รในการทาํ งานเรอื่ งสขุ ภาพกบั ชาวบา นจากมองแบบนกสกู ารมองแบบ
หนอน กลา วคอื ทผ่ี า นมาเรามกั ไดร บั ขอ มลู ความรแู ละความคดิ จากคนภายนอก
ทองถิน่ ทเี่ ปรียบไดเสมือน “นก”
กลา วคอื ลกั ษณะการมองของนกลว นมองจากทสี่ งู และมองไดอ ยา งกวา งๆ
ไมเ หน็ สง่ิ ทเ่ี ปน รายละเอยี ด เวลาจะพดู อะไรเสนออะไรกพ็ ดู ไดร วมๆ แลว หยบิ ยก
เพยี งสงิ่ เดน ๆ มาวเิ คราะห ตคี วาม ดว ยกรอบความรแู ละแนวคดิ ทฤษฎี ถอื เปน การ
มองอยางฉาบฉวย ขาดความละเอยี ดออน
สว น “หนอน” จะมองอยางเขาใจพ้ืนทที่ างวฒั นธรรม เขา ใจความสมั พันธ
กบั สภาพแวดลอมตามธรรมชาติ ความเชื่อ ศาสนา ระบบการดแู ลสุขภาพกันเอง
ภายในทองถิ่น การเรยี นรแู ละการสรางสัมพนั ธท ่ดี ีกับชุมชน เขาใจมติ ทิ างสงั คม
ของความเจ็บปวย วถิ ีชีวติ และวฒั นธรรมของชมุ ชน การรับรูและเขา ใจส่งิ เหลา นี้
จะเปน รากฐานสาํ คญั ของการสรา ง “ระบบบรกิ ารทมี่ หี วั ใจของความเปน มนษุ ย”
คุณหมอจ๋วิ บอกวา ถา เราเขาใจบรบิ ทของพน้ื ท่ี เราจะเห็นทิศทางการพฒั นาของ
เราไดอยางพอเหมาะพอดี เปนตัวของตัวเอง และตอบสนองตอความตองการ
ของชาวบา นได
75
ป พ.ศ. 2545 ผูอํานวยการและเจาหนาท่ีบางสวนไดเขารวมเรียนรูเปน
ทีมวิจัยประวัติศาสตรทองถ่ินกับทีมศาสตราจารยเกียรติคุณศรีศักด์ิ วัลลิโภดม
อาจารยคนสําคัญดานประวัติศาสตรของประเทศ ถือเปนจุดเปล่ียนสําคัญอีก
จุดหนึง่ เนือ่ งจากทาํ ใหเ ขา ใจความเปน มาเปนไปและเขา ใจชาวบา นดา นซายมาก
ยงิ่ ขนึ้ ความเขา ใจตรงนสี้ าํ คญั มาก เพราะเปน ขอ มลู นาํ เขา สาํ คญั ในการปรบั ระบบ
บริการของโรงพยาบาลใหสอดคลองกบั วถิ ีชวี ิตชาวบา น
ดงั นนั้ พอเขา ใจความคดิ ความเชอื่ และประเพณตี า งๆ ของทอ งถน่ิ ทาํ ใหเ รา
เกดิ ความชดั เจนวา ปรากฏการณเ หลา นลี้ ว นเกยี่ วขอ งอยา งยง่ิ กบั สขุ ภาวะ เพราะ
ถอื เปน กระบวนการเยียวยา ดูแล เสรมิ กําลังใจกนั ในมติ ิทางจิตใจ สงั คมและจิต
วญิ ญาณ จากการเรียนรบู รบิ ทจนเขา ใจ นําไปสกู ารกาํ หนดวิสยั ทัศนท ีว่ า
“การจดั บรกิ ารสขุ ภาพทมี่ คี ณุ ภาพ สอดคลอ งกบั วถิ ชี วี ติ ทอ งถน่ิ ตงั้ แตเ กดิ
จนตายและมคี วามหลากหลายของเครือขายสขุ ภาพ”
รากฐานความคิดในการพัฒนาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย
จะพัฒนาศักยภาพโดยไมจํานนตอขอจํากัดใดๆ พยายามคิดนอกกรอบ บน
ความคดิ ที่วาเมอ่ื เรารกั ใครสกั คน เราตองพยายามหาสิ่งทดี่ ที ีส่ ดุ ใหก บั คนท่ีเรารกั
เรารักชาวดานซาย เราจะพยายามทําทุกอยางเพ่ือสุขภาวะสําหรับคนของเรา
หากศักยภาพเราไมถึง เราจะสรางเครือขายมาชวยเพ่ือเสาะแสวงหาส่ิงท่ีเหมาะ
ท่ีสุด สะดวกที่สุด ดีที่สุดใหกับชาวบาน โดยตองสรางระบบที่ดีในการอํานวย
ความสะดวกใหอาสาสมัครเหลานั้นทํางานไดสะดวก คนจิตใจดีงามเหลาน้ี
เขาพรอ มมาชวยเหลอื
ปจจุบันโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายเปนโรงพยาบาลขนาด
60 เตียง มีผูรับบริการเฉล่ียประมาณ 383 คนตอวัน อัตราครองเตียง 87%
มแี พทยร วมผอู าํ นวยการโรงพยาบาล 8 คน (อายรุ แพทย 2 คน สตู นิ รแี พทย 1 คน
กุมารแพทย 1 คน ศัลยแพทย 1 คน และเวชศาสตรค รอบครวั 2 คน) พยาบาล
68 คน เภสัชกร 6 คน นักกายภาพบาํ บดั 3 คน นกั เทคนคิ การแพทย 4 คน
76
ตามทเ่ี กรน่ิ ไวเ บอ้ื งตน วา ปจ จบุ นั ดา นซา ยมคี วามกา วหนา อยา งมากในเรอื่ ง
การคมนาคม แตปรากฎวาคนดานซายกวาครึ่งอําเภอตองใชเวลาเดินทางมาโรง
พยาบาลมากกวา 1 ช่ัวโมง และไมมีรถประจําทาง เวลามาโรงพยาบาลสวนมาก
จะติดรถผนู าํ ชมุ ชนเวลามาประชมุ หรอื ตองเหมารถถาฉกุ เฉนิ ดงั นัน้ เพอื่ เพ่ิมการ
เขาถึงบริการและลดความเสี่ยงท่ีคนไขตองแบกรับจากการเดินทางไกล จึงตอง
มีหมอเฉพาะทางสาขาหลักครบ กลาวคือมีการพัฒนาเปนหนวยบริการระดับ
ทุตยิ ภูมิระดับกลาง หรอื โรงพยาบาลทุตยิ ภูมริ ะดับ 2.2 ซึง่ หมายถึง โรงพยาบาล
ชมุ ชนขนาดใหญ สว นโรงพยาบาลท่วั ไป โรงพยาบาลศูนยห รอื หนวยบรกิ ารอ่ืนๆ
ทมี่ ภี ารกจิ ในดา นการรกั ษาพยาบาลทม่ี ปี ญ หาซบั ซอ นมากขนึ้ มคี วามจาํ เปน ตอ ง
ใชแพทยเฉพาะทางสาขาหลัก ไดแก สาขาสูติศาสตร ศัลยศาสตร อายุรศาสตร
กมุ ารเวชศาสตร ศลั ยศาสตรออรโ ธปด ิกส และวิสัญญีแพทย
77
บทท่ี 3
ความเช่อื ทอ งถนิ่ กับการรักษาผูปวยระยะทายสุดของชีวิต
กรณโี รงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย
จากเนอื้ หาบทกอ นสะทอ นใหเ หน็ วา ดว ยลกั ษณะทางกายภาพของดา นซา ย
ท่ีมีลักษณะเฉพาะ กลาวคือ เปนเมืองในหุบเขาท่ีลอมรอบดวยเทือกเขาท้ังสาม
ดา น อกี ทง้ั ยงั เปน เมอื งท่ตี ง้ั หา งจากพน้ื ที่อ่นื สง ผลทาํ ใหคนทองถนิ่ นีย้ ังคงรกั ษา
รากฐานวัฒนธรรม “ไทดาน” ในบางมิติไวคอนขางเหนียวแนน เหตุน้ีจึงทําให
คนไทดานมีความศรัทธาในพุทธศาสนา ความเคารพและศรัทธาในองคพระธาตุ
ศรสี องรัก และความเชอื่ ตอ ส่ิงศกั ด์ิสทิ ธเ์ิ หนือธรรมชาตติ างๆ เชน ความเช่อื เร่อื ง
ผี ดงหอหรือหอเจาบานของหมูบาน ยิ่งกวานั้น ความเช่ือดังกลาวยังสัมพันธกับ
การการดูแลพน้ื บา นทงั้ ในแง “จิตใจ” และ “รางกาย” ควบคูกันไป
แมเมื่อกาลเปลี่ยนไประบบสาธารณสุขจะพัฒนากาวไกล แตความเชื่อ
ทองถ่ินของคนไทดานยังปรากฏใหเห็น จากการพูดคุยกับเจาหนาท่ีโรงพยาบาล
สมเดจ็ พระยพุ ราช (รพร.) ดา นซา ย หลายคนซงึ่ เปน คนทอ งถนิ่ พบวา ยงั มคี วามเชอื่
ดานการรักษาพยาบาลท้ังสองดาน คือ ทางการแพทยปจจุบันและภูมิปญญา
ทอ งถ่ิน เชน การจับยาม การเปา การทาํ พิธีตางๆ ควบคกู นั ไป
78
“ชุมชนและทอ งทอ งถ่นิ ”
คือฐานคดิ ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดา นซาย
อยางไรก็ตาม คณะวิจัยไดลองพูดคุยกับแพทยประจําโรงพยาบาลสมเด็จ
พระยพุ ราชดา นซา ยจาํ นวน 7 คน ผทู ไี่ มไ ดเ ปน คนดา นซา ยพบวา มคี วามคดิ เหน็ ที่
แตกตา งกนั ออกไป กลา วคอื ในชว งแรกทมี่ าทาํ งานทโี่ รงพยาบาลพบวา ชาวบา นมี
การนาํ ความเชอ่ื มาใชก บั เรอื่ งความเจบ็ ปว ยเรอ่ื งสขุ ภาพ มแี พทย 3 ราย ตอนแรก
รสู กึ ไมเหน็ ดวย ไมค อยพอใจและไมเ ขา ใจวา ทาํ ไมถงึ ตอ งไปประกอบพิธกี รรมท่ีดู
ไมน า จะเกยี่ วของ
แพทยป ระจาํ โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ยทงั้ 3 คนมองวา อยาก
ทําก็ไปทําได หากไมกระทบตอภาวะเจ็บปว ยหรือการรักษาโรค ไมคดั คาน แตไ ม
ไดเห็นดวยกับการปฏิบัติดังกลาวมากนัก กระทั่งเม่ือเวลาผานไปพบวา แพทย
กลุมดังกลาวเริ่มมีความเขาใจบริบททางสังคมและวัฒนธรรมทองถิ่นมากขึ้น ทั้ง
จากประสบการณตรงที่ไดยินผูปวยหรือญาติเลามา รวมถึงจากเจาหนาท่ีในโรง
พยาบาล ซ่งึ เขา ใจบรบิ ทชุมชนดีอยแู ลว
ทง้ั นี้ แพทยป ระจาํ โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ยสว นใหญย ดึ หลกั
วา การกระทาํ ใดๆ ทผี่ ปู ว ยปฏบิ ตั แิ ลว สบายใจและไมไ ดก ระทบตอ การรกั ษาหรอื
ความปลอดภยั จะอนุญาตใหท ําได
79
ชุมชนและทองถิ่น คือ ฐานคิดที่สําคัญของการทํางานเร่ืองสาธารณสุขและสุขภาพของโรงพยาบาล
สมเด็จพระยุพราชดานซาย การรักษาคนๆ หนึ่ง จึงจําเปนตองเขาใจชีวิตและบริบททางสังคมและ
วัฒนธรรมของผูปวย ในภาพคืองานไหวเมืองนํ้าดั้นบานหวยปลาฝาหรือการไหวผีเจาปาเจาเขา ประกอบขึ้น
ชวงสงกรานตของทุกป เพื่อหวังใหสิ่งศักดิ์สิทธ์ิเหนือธรรมชาติดลบันดาลใหน้ําทาอุดมสมบูรณ อยูดีมีสุข
และปราศจากโรคภยั
กรณดี งั กลา ว แพทยห ญงิ ทพิ พาวดี สบื นกุ ารณ หนง่ึ ในคณะกรรมการบรหิ าร
โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ยใหค วามเหน็ เพม่ิ เตมิ จากประสบการณต รง
วา บางคร้ังภาวะบางภาวะรักษาทางแผนปจจุบันแลวไมดีขึ้นหรืออาการไมตรง
ไปตรงมาตามตําราแพทย หากผูปวยประกอบพิธีกรรมแลวดีขึ้น ตนจึงเอยปาก
แนะนําใหผูปวยและญาตบิ างรายลองทําพิธีดู เผอ่ื อาจทาํ ใหดขี ึ้น
สว นความเห็นของ นายแพทยภ กั ดี สบื นกุ ารณ ผอู ํานวยการโรงพยาบาล
สมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ย ชว งแรกทม่ี ารบั ตาํ แหนง เกดิ ความรสู กึ ไมเ ขา ใจ ไมเ ชอ่ื
และตอตานเชนกัน ตอมาเมื่อสัมผัสชุมชนและชาวบานมากข้ึน ทําใหเกิดความ
เขาใจในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมทางความเช่ือของคนไทดาน โดยเฉพาะ
กับการเขารวมกิจกรรมของกลุมผูสูงอายุ กลุมชวงวัยที่คลุกคลีอยูกับประเพณี
วฒั นธรรมทอ งถนิ่ มานาน ยง่ิ ทาํ ใหเ กดิ ความเขา ใจมากขน้ึ
80
ประการสําคัญ นายแพทยภักดี สืบนุกาณ ยังเผยวา เจาหนาท่ีใน
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย สวนใหญเปนคนทองถิ่น ท้ังพยาบาล
ผูชวยเหลือคนไข เจาหนาท่ีทันตกรรม พนักงานเปล พนักงานขับรถ ฯลฯ
ย่ิงทําใหตนเองซึมซับวัฒนธรรมทองถ่ินปะปนกับการแพทยของโรงพยาบาล
อยา งกลมกลนื รวมถงึ กจิ กรรมทสี่ ะทอ นความเชอื่ ทอ งถน่ิ ทผี่ สมผสานกบั การดแู ล
สขุ ภาพ คือ การดแู ลผูป ว ยระยะทายสุดของชวี ิตของหอผูป วยใน 1 โรงพยาบาล
สมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ย ซงึ่ เรม่ิ มกี ารพฒั นาการทาํ งานนบั ตงั้ แตป พ.ศ. 2547
ดงั จะกลา วรายละเอียดเปน ลาํ ดบั ตอ
“ทางโรงพยาบาลพยายาม Decentralized หลักการทาํ งาน คอื เปนการ
มองความตอ งการและวถิ ชี วี ติ ของคนทอ งถนิ่ เพราะหากมองจากขา งบนลงลา งเรา
เปน จดุ ศนู ยก ลาง จะมองไมเ หน็ หรอกวา ชาวบา นมคี วามคดิ เหน็ อยา งไร แตพ อเรา
เปลยี่ นวธิ กี ารมอง กลบั ทาํ ใหเ หน็ วา เรอ่ื งสขุ ภาพจาํ เปน จะตอ งมองวถิ ชี วี ติ ทอ งถน่ิ
ใหมากขึ้นดวย” นายแพทยภักดี สืบนุการณ กลาวถึงสาเหตุที่ทําใหมุมมองการ
ทาํ งานเกิดจุดเปลี่ยน
วิถีชีวิตของคนทองถ่ินที่ นายแพทยภักดี สืบนุการณ วามานั้นสื่อใหเห็น
ถึงเรื่องคนทองถิ่นในมุมมองตางๆ นับจากคนทองถ่ินจะมาโรงพยาบาลอยางไร
เขาประกอบอาชีพอะไร มีประเพณีปฏิบัติเกี่ยวกับการดํารงชีวิตอยางไรบาง
สง่ิ เหลา นี้คนในโรงพยาบาลจําเปนตองศึกษาในมิติท่หี ลากหลาย
“ตรงขา มกนั ในยคุ ที่ Centralized หรือรวมศูนยกลาง ปรากฏวา เราหรือ
โรงพยาบาลไมมีแนวทางหรือไมมีวิธีการท่ีจะทําความเขาใจชุมชนแมแตนอยเลย
จนไดรูจักคุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย จึงทําใหเห็นเคร่ืองมือในการวินิจฉัย
ชุมชน เราจึงพอเขาใจวา ชุมชนตองวินิจฉัยแบบนี้ ปกติเวลาคนไขมาโรงพยาบาล
หาผม เครอื่ งมอื วินิจฉยั ตอ งเอก็ ซเรย ตรวจเลอื ด ชั่งน้าํ หนัก วดั ความดัน แตถา
เกิดตั้งอยูบนฐานของชุมชน คุณหมอโกมาตรบอกวา เราควรตองรูวาบานเขาตั้ง
81
อยทู ไี่ หนและเปน อยา งไร เครอื ญาตเิ ปน อยา งไร การกนิ อยขู องชมุ ชนเปน อยา งไร
วิถีชาวบานเปนอยางไร รวมถึงประเพณีและวิถีชีวิตตางๆ” นายแพทยภักดี
สืบนุการณ สะทอนหลกั การทํางานแบบละลายการรวมศูนย โดยรับอทิ ธพิ ลทาง
ความคิดจากนายแพทยโกมาตร จึงเสถียรทรัพย คุณหมอผูใหความสําคัญเร่ือง
การแพทยใ นมิติทางสังคมและวัฒนธรรม
ยคุ Decentralized หรอื การใหช มุ ชนเปน ตวั เอก สงผลทาํ ใหโ รงพยาบาล
สมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ยเปลยี่ นวธิ คี ดิ เรม่ิ ตน ศกึ ษาทอ งถน่ิ หรอื บรบิ ทรอบขา ง
ทําใหเกดิ ความเขาใจในวิถีคนทอ งถ่ินมากขนึ้
“คอื หลายคนชอบพดู วา รู รนู ะรวู ถิ ที อ งถนิ่ แตย งั ไมเ กดิ ความรสู กึ รกั ชาวบา น
แตเ รามองวา หากการทาํ งานทเี่ รม่ิ เกดิ ขน้ึ จาก “ความรกั ” ความเหน็ อกเหน็ ใจจะ
ตามมา ตรงน้ีเราตอ งกลา และกลา ที่จะขดั ใจนาย” นายแพทยภ กั ดี สืบนกุ ารณ
หมายถงึ การขดั ใจตอ นโยบายบางอยา งทมี่ องจากสว นบนลงลา งหรอื “top-down
policy”
“คุณหมอโกมาตร จึงเถียรทรัพย อธิบายใหดูงายและตรงใจมาก เชน
อยา งผมอยดู า นซา ย อยา งหนง่ึ ทผี่ มชอบมากเลย คอื อยา มองชมุ ชนเหมอื นภาชนะ
ทวี่ างเปลา ผมเลยนกึ ถึงคาํ ๆ หนงึ่ วา ทกุ ฤดูหนาวจะมีคนมาแจกผาหม จนกลาย
เปนท่ีแจกผาหม ทั้งท่ีไปดูตามหมูบานผาหมเต็มตู แตยังแจกอีก คือ ไมเคยไป
ดวู าแทจรงิ แลว ชาวบานเขาตอ งการอะไร
“อกี คาํ ทป่ี ระทบั ใจ คอื มองทกุ ชมุ ชนเหมอื นกนั หมด คอื อยา งผมไปหมบู า น
ไหนทุกชุมชนเหมือนกันหมด แตความเปนจริง ในหมูบานเดียวกันยังมีวิถีชีวิตที่
ไมเ หมอื นกนั เลย ทําใหผมมองในตําบลเดยี วกนั มี 15 หมบู า น ไมว า หมูบา นใกล
เมือง หมูบ า นหางเมอื ง หมูบานบนเขา ยงั แตกตา งกนั ดังนั้น เม่อื แตละหมูบา นมี
ความตา งกนั การรบั รจู งึ ตา งกนั ” นายแพทยภ กั ดี สะทอ นมมุ มองเรอ่ื งชมุ ชนอยา ง
แยบยล
82
ตามความเห็นของ นายแพทยภักดี สิบนุการณ ตอเรื่องสุขภาพชุมชน
จึงหลีกเลี่ยงไมไดที่ตองทําความเขาใจชุมชนอยางลึกซ้ึง เพราะหากมองเพียง
ผิวเผิน จะเห็นแกนหลักมีแตเพียงผูใหญบาน กํานัน องคการบริหารสวนตําบล
อาสาสมัครสาธารณสุข ฯลฯ ในลักษณะทางการที่คลายๆ กัน แตพอไปเรียนรู
ในหมูบานกลับพบวา หมูบานมีหมอประจําหมูบาน มีนักเลงถิ่น มีผูมีอิทธิพล
ที่หลายคนเคารพยําเกรง มีปราชญชาวบาน มีชาวบาน และมีคนที่ชาวบาน
นับหนาถือตา
การเปด มมุ มองใหมต อ ทอ งถนิ่ ของหวั เรอื หลกั อยา งนายแพทยภ กั ดี สบื นกุ ารณ
ทาํ ใหโลกทัศนข องโรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ยปรบั เปล่ยี นตาม
“เดมิ เรายอมรบั วา เราไมเ คยมองบคุ คลเหลา น้ี ทง้ั ทพ่ี วกเขา คอื ทรพั ยากร
บุคคลที่สําคัญของชุมชนตอการพัฒนาดานตางๆ” นายแพทยภักดี สืบนุการณ
กลาว
นายแพทยภ กั ดี สบื นกุ ารณ ยงั กลา วตอ วา ยง่ิ มโี อกาสไดเ รยี นรกู บั อาจารย
ศรศี กั ร (ศาสตราจารยเ กยี รตคิ ณุ ศรศี กั ร วลั ลโิ ภดม ปราชญข องเมอื งไทย) ในชว งป
พ.ศ. 2545-46 พูดในเชิงทเ่ี ปน ตัวหมบู าน ในเชงิ ทจี่ บั ตอ งได มาเนน ท่คี วามลึก
เรื่องของทองถิ่นยอนหลังย่ีสิบปสามสิบป ยิ่งทําใหเขาใจชุมชนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ
เมือ่ ยอ นหลังกลบั ไปชวงทโ่ี รงพยาบาลตอ งออกทาํ งานหมบู า นเปน คร้งั แรก
“จุดเปลี่ยนท่ีสําคัญคือ เดิมทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย
แทบจะไมเคยออกเย่ียมหมูบานเลย เราเปนโรงพยาบาลแรกๆ ของเมืองไทย
ท่เี ร่ิมออกเยย่ี มหมบู า น (ราวป พ.ศ. 2540) ซึ่งปกตเิ ราออกเยย่ี มหมูบ านเฉพาะ
หลงั คลอด ตอมาเราตั้งรบั หมดเลย งานแรก คือ ออกเย่ยี มบาน แตเ ราไมรูอกี จะ
ไปเยยี่ มอะไร เผอญิ เราสรา งฝา ยกายภาพบาํ บดั มหี นา ทดี่ แู ลคนพกิ ารทไ่ี มส ามารถ
มาโรงพยาบาลได เราจึงเปดฝายใหมแ ละสรางระบบเยย่ี มบา นข้นึ มา”
83
นายแพทยภ กั ดี สบื นกุ ารณ เลา ยอ นการลงชมุ ชนุ อยา งเปน ทางการของการ
ใหบ รกิ ารโรงพยาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ยทดี่ าํ เนนิ การขนึ้ ชว งป พ.ศ. 2540
“อีกอยา ง ผมสนิทกบั กลุมผสู งู อายใุ นทองถ่นิ มานานแลว เราทาํ งานชมรม
ผสู ูงอายุตงั้ แตป พ.ศ. 2533 คอื กระทรวงสาธารณสขุ สง่ั ใหต้ังชมรม เราจึงชวน
ผสู งู อายมุ าออกกาํ ลงั กาย ความจรงิ โครงการจบแคน นั้ แตเ ผอญิ ผสู งู อายเุ ราพดู เกง
มโี อกาสไดเ จอกนั บอ ย อกี ทง้ั ผสู งู อายสุ ว นใหญเ ปน ครเู กา แตล ะคนมขี อ เสนอแนะ
มีหลายเรื่องเขาแนะนาํ ใหโ รงพยาบาลทํา เชน เร่อื งของคนสงู อายุทเ่ี จบ็ ปว ยแลว
ไมม คี นไปดแู ลท่ีบา น หรืออยา ง ยายฉวี (นางฉวี อรรคสูรย) บา นนาเวียง มคี วาม
รเู รอ่ื งแพทยแ ผนไทย อยากทาํ เรอื่ งสมนุ ไพร ป พ.ศ. 2535 ยายฉวมี าขอเปด ศนู ย
ใหโ รงพยาบาล ทางเราเลยลองทําดู ใชพื้นท่ีเลก็ ๆ ทํา”
ภาพกิจกรรมตางๆ ตลอดจนวิธีคิดของบุคลาการ รวมถึงมุมมองของ
นายแพทย ภักดี สืบนุการณ สะทอนใหเห็นวา กิจกรรมเกิดขึ้นจากการผลักดัน
ของชุมชน ตวั อยา งทเี่ ห็นไดช ดั คอื หลังป พ.ศ. 2538 จึงจัดตัง้ ชมรมผูส งู อายุ
และใหสมาชกิ ไดเขียนหนังสอื ถา ยทอดเรื่องราวอยา งเปนระบบ เหตนุ ี้ จงึ ทําให
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายมองคนสูงอายุไมใชผูปวยอยางเดียว
แตเขาเปนผูเสนอแนะกิจกรรมเชิงสรางสรรคตางๆ มากมาย กอนที่จะพัฒนา
กิจกรรมอื่นๆ เก่ียวกับสุขภาพมากมายและหน่ึงในนั้นคือ การดูแลผูปวยระยะ
ทา ยสุดของชวี ติ
แนวทางการดําเนินงานของระบบการดูแลผูปว ยระยะทา ยสดุ ของชวี ิต
แนวทางการดําเนินงานของระบบการดูแลผูปวยระยะทายสุดของชีวิต
โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ย ทจี่ ะบอกเลา ตอ ไปนี้ ถอื เปน จดุ เรมิ่ ทที่ าํ ให
ใครหลายคนกลบั มาทบทวนกับความหมายของคําวา ครอบครวั เครือญาติ และ
ชมุ ชน ซง่ึ เปน พนื้ ฐานสดุ ตอ การดแู ลสขุ ภาพและสขุ ภาวะชมุ ชน โดยเฉพาะกบั เรอื่ ง
ราวของความเจบ็ ปว ยในระยะทา ยสดุ ของชวี ติ ท่ีมผี ลสําคัญตอจิตใจเปน อยางย่งิ
84
“กลับบาน” : จุดกําเนิดและปรัชญา
การดแู ลผูป ว ยระยะทายสดุ ของชวี ิต
การดูแลผูปวยระยะทายสุดของชีวิตของคณะแพทยและพยาบาล
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายมีลักษณะของการดูแลแบบองครวม
(holistic) และดแู ลดว ยหวั ใจ (mind) ความเปน มนษุ ย กลา วคอื สขุ ภาพไมไ ดด แู ล
เฉพาะโรค (disease) ของผูปว ย แตม ีการใสใจรับฟง ถงึ ความทกุ ขท างใจ อารมณ
ความเชื่อสวนตัวของผูปวยและครอบครัวรวมดวย มีการวางแผนการจําหนาย
ผูปวยโรคตางๆ ที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลอยางละเอียด มีการติดตามเย่ียม
บา นในรายทจี่ าํ เปน
การดูแลผูปวยระยะทายสุดของชีวิต รพร. ดานซาย ใหความสําคัญเรื่องวิธีคิด “แบบองครวม”
ดวยการผสมผสานการแพทยแ บบวิทยาศาสตรเ ขา กับรากเหงา วฒั นธรรมทองถิน่ ในภาพ คือ การขอโทษหรือ
การขอขมาเปน การกระทําเพ่ือชวยปลดเปล้ืองสิ่งคา งคาใจ ทําใหตายตาหลับได ดงั นั้นเพ่อื ใหรูส กึ สบายใจและ
ไมใหมีเวรกรรมตอกัน ญาติควรกลาวคําขอขมาผูปวยในขณะที่ผูปวยยังรับรูได เปนการเปดโอกาศใหผูปวย
กลาวคําใหอภัยหรืออโหสิกรรมตอญาติมิตรได ลูกหลานหรือญาติรวมกันทําพิธีขอขมาพรอมกันที่ขางเตียง
มีตวั แทนเปนผูกลาวถงึ คุณงามความดขี องผปู วย บุณคณุ ท่ีมตี อลูกหลานแลว กก็ ลาวคําขอขมา ขออโหสิกรรม
ใดๆ ที่ลว งเกิน
85
อยา งไรกต็ าม การดแู ลผปู ว ยระยะทา ยสดุ ของชวี ติ ของโรงพยาบาลสมเดจ็
พระยุพราชดานซายเริ่มพัฒนาอยางเปนระบบและมีแตกตางจากการดูแลผูปวย
ทวั่ ไป ขนึ้ ในป พ.ศ. 2547 เนอ่ื งจาก ผปู ว ยระยะทา ยสดุ ของชวี ติ มจี าํ นวนเพมิ่ ขน้ึ
รวมกับจะมีการเย่ียมสํารวจเพื่อตออายุการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล
(Reaccreditation Survey) ข้ึนท่ีโรงพยาบาล จึงมีการจัดทําแนวทางการดูแล
ผูปวยระยะทายสุดของชีวิตรวมกับแพทยประจําโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช
ดานซา ย
ขณะท่ีทัศนะการดูแลผูปวยระยะทายสุดของชีวิต นายแพทยภักดี
สืบนุการณ เลาวา ทางโรงพยาบาลไดยกเลิกคําส่ังหามญาติเยี่ยมมาประมาณ
2-3 ปแรกทีเ่ ริ่มโครงการฯ นี้ คอื สมยั กอ นทางโรงพยายามหา มญาตเิ ย่ียมเพราะ
อางวาจะทําใหสกปรก คนไขจะไมไดพักผอนและมีเวลาญาติเย่ียม โรงพยาบาล
จึงนําปายออก แลวอนุญาตใหญาติเย่ียมกี่ครั้งก็ได เพราะชาวบานเลิกจากงาน
เกษตรมาทุมสองทุม ชาวบานมาเยี่ยม โรงพยาบาลจะใหเยี่ยม สวนเร่ืองท่ีสอง
ท่ีมีการเปลี่ยนแปลง นายแพทยภักดี บอกคือเรื่องขาวเย็น เน่ืองจากสมัยกอน
โรงพยาบาลบริการแจกขาวเยน็ ตอนบา ยสาม ตอนหลงั มาเราจัดระบบใหแ มครัว
ทาํ งานเหลือ่ มเวลากนั เพ่อื ใหบรกิ ารอาหารเยน็ ตอนหาโมงเยน็
“เร่ืองญาติเยี่ยม คือ เห็นอกเห็นใจญาติ สวนขาวเย็นคือเราใหกิน
หา โมงเยน็ ตอนนเี้ ขาเปลี่ยนหมดแลว ตอนหลงั เราสังเกตเห็นมีคนไขท ้ังท่ีแผนก
ฉุกเฉนิ มอี าการท่คี นทองถ่นิ เรยี กวา “ผีเขา” มาโรงพยาบาลแลว มาบนพรมึ พราํ
อะไรไมรู หรือมีชาวบานชื้อหมอนมาซอนขวัญแลวมาสวดหลังคลอด เราก็เริ่ม
สังเกตเห็น ทําไมเวลาคนไขหลังคลอดลูกจะมีคนแกคุณยายขอจับขอน่ันขอนี่
เหน็ แลว อบอนุ ดี บางครงั้ คนทป่ี ว ยเปน คนอายไุ มม ากมคี นแกม าเยยี่ มกด็ อู บอนุ ด”ี
นายแพทยภักดี สืบนุการณ กลาวดวยนํ้าเสียงภูมิใจตอการเปล่ียนนโยบายและ
การจัดการของโรงพยาบาลสมเด็จพระยพุ ราชดา นซา ยตอผูปวย
86
“บางวนั เรานดั คนไข แตคนไขไมม าตามเวลานดั เขาขอไปทําบุญทีว่ ัดกอน
เชน บญุ ขา วสาก งานบญุ หลวง ขอไปงานพระธาตกุ อ น แลว คอ ยมาทโ่ี รงพยาบาล
สง่ิ เหลา นี้ทาํ ใหเ ห็นวา ทาํ ไมคนไขสนใจกับประเพณีเหลาน้นั ย่งิ พอเราเรียนรจู าก
วัฒนธรรมชุมชน ยิ่งทําใหเห็นวา คนไขเมื่อไดปฏิบัติและประกอบพิธีดังกลาว
จะทําใหเขาดูสงบและสบายใจ โดยเฉพาะคนที่คลอดลูกพอมีหมอตําแยประจํา
หมบู านมาเยยี่ มหรอื เคยดูแลตระกลู เขามาเย่ียมเขาจะรูสกึ ดี
“อยา งทห่ี อ งพกั คนไข มญี าตมิ าเยยี่ ม แทนทเี่ ราจะดวู า วนุ วายแตก ลบั มอง
วานคี่ ือความอบอุน เรารสู กึ อบอุนแทนเขา แสดงวา ตองมีดี เพยี งแตเราไมร ูวา มัน
มดี อี ยา งไร ชว งตน เราจะใหช าวบา นประกอบพธิ กี รรมตา งๆ อยา งไมเ ปน ทางการ
แตเ ราไมถ งึ กบั สง เสรมิ ประกอบกบั บคุ ลากรผดู แู ลผปู ว ยระยะทา ยสดุ ของชวี ติ ของ
เรามโี อกาสไดเ ขา อบรมกระบวนการทาํ ศลี และภาวนา มกี ารนาํ วถิ พี ทุ ธเขา มาใช”
นายแพทยภักดี สืบนุการณ กลาววา วิธีการดูแลผูปวยระยะทายสุดของ
ชวี ติ ดว ยวธิ กี ารดงั กลา วมกี ารปฏบิ ตั กิ นั ทวั่ ทงั้ ประเทศ หากแตส งิ่ ทพี่ เิ ศษและแตก
ตา ง คือ กรณโี รงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดา นซา ยกบั นําประเพณี วฒั นธรรม
และความเชอื่ ทอ งถน่ิ ผนวกเขา กบั กิจกรรมดูแลผปู ว ยดังกลา ว
“ของเรายังมีพธิ ีกรรมทค่ี นไขส ามารถมาปฏบิ ตั ิไดที่หอผปู วย เชน การขอ
ขมา เอาขันธหา มาไหว และบรู ณาการเขา กับการเจริญศีลภาวนา ตลอดจนมกี าร
ถวายสงั ฆทาน คณะทาํ งานของเราเขม แขง็ ในเรอื่ งประสานงาน นมิ นตพ ระมาสวด
มนต เรามีจติ อาสานาํ พระมาเอง”
จากจดุ นเี้ อง ในราวป พ.ศ. 2552 จงึ ทาํ ใหเ รม่ิ การดแู ลผปู ว ยระยะทา ยสดุ
ของชวี ติ ณ โรงพยาบาลสมเดจ็ พระยุพราชดา นซายอยา งเปนรูปธรรม
87
“กลับบาน คือ คนดานซายทุกคน หรือมนุษยอยางเรา คือ เกิดตรงไหน
ก็จะกลับไปตรงน้ัน กลับไปยืนตรงน้ันกลับไปสูบรรพบุรุษ ปูยาอยูตรงไหนเขาก็
จะกลับไปตรงน้ัน เขาอบอุน ผมเลยเห็นวา บางทีคนไขขอใหมีลมหายใจหนอย
บางทเี อารถจากโรงพยาบาลไปสง ขอใหเ ขากลบั ไปทบี่ า นขอใหก ลบั ไปตายทบี่ า น
แสดงวาเขายังอยากกลับไปยังส่ิงท่ีเขามา แลวก็ทามกลางความอบอุนของ
ครอบครวั เขา เราจงึ เลยพากลบั ไปใหได เลยใชคาํ วา “กลบั บา น” คือ กลบั ไปท่ี
เขารูส ึกวาปลอดภยั รสู ึกอบอุน” นายแพทยภกั ดี สืบนกุ ารณ ถา ยทอดความรูสึก
และความหมายของคาํ วา “กลบั บาน” ทแ่ี ฝงไวด วยปรชั ญา
“จิตวิญญาณที่สําคัญที่สุดในแงขององคความรูเก่ียวกับการแพทยพื้น
บาน คือ ถา เปนตวั ยาสมุนไพรคอื อาจจะไมโดดเดนมาก แตส่ิงท่โี ดดเดนกลบั คอื
เวลาคนเจ็บปวยมาชุม (หอมลอม) กันหมด ผมชอบตรงน้ีคือการแบงความทุกข
การชวยแบงเบาความทุกขกันรวมทั้งความสุขดวย ตอนเกิดเห็นคนหอมลอมกัน
บรรยากาศแบบนี้ที่หอผปู วย เวลามคี นปวยญาติมาหอ มลอม
“ผมชอบบรรยากาศแบบน้ี เพราะวา เวลาซมุ กนั ถึงแมวาคาํ พดู มจะไมไ ด
รักษารางกายไดโดยตรง แตมันคือการรักษาทางจิตใจของคนปวยไดดวยรักษา
จิตใจจากญาตใิ กลชดิ ไดด วย
“เหน็ ไหมวา ระบบความเชอื่ อยางแรก คอื ทําผใู หปวยลดความกดดันลง
หรือหมอเอง พอมีคนไขจากไปจะพบวา คนไขของเราไดผานกระบวนการทาง
สังคมและวัฒนธรรมเชนที่กลาวมาหมดแลว” นายแพทยภักดี สืบนุการณ
กลา วท้ิงทายไดอ ยางนาสนใจ
88
กระบวนการดแู ลผปู ว ยทา ยสดุ ของชวี ติ : ป พ.ศ. 2549 พยาบาลประจาํ
หอผูปวยใน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย 2 ราย คือ นางวิมลมาศ
พงษอาํ นวยกฤต และ นางกนั ตพัฒน อภิญญาฐติ ิพงษ มคี วามสนใจไปอบรมเพมิ่
เติมในเร่ืองการดแู ลผปู วยระยะทา ยสุดของชีวิต กระทงั่ ป พ.ศ.2550 นางภาวดี
ศรีคํามี หนึ่งในคณะทํางานไดเขาอบรมเร่ืองสมาธิบําบัดและไดนําความรูและ
ทักษะกลับมาทํากิจกรรมทาน ศีลและภาวนาที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช
ดานซา ยเพ่ิมเติม จนกระทั่งป พ.ศ. 2552 เริม่ พฒั นากจิ กรรมท้งั หมดมาจนเปน
รูปแบบในปจจบุ นั กลาวโดยสรุป คือ
ระยะแรกของการดูแลผูปวยระยะทายสุดของชีวิตจะเนนในสวนของ
“ธรรมะ” แตเนื่องจากพบวา ผปู วยและญาติบางคนไมชอบธรรมะ บางรายชอบ
หมอลาํ จงึ มกี ารปรบั แผนการดาํ เนนิ งานแลว นาํ เรอ่ื งสมั ผสั ท่ี 6 ทผี่ ปู ว ยสนใจเขา มา
ประยกุ ตใ ช โดยทกั ษะและระบบดงั กลา วมกี ารพฒั นาอยา งตอ เนอ่ื ง อาศยั ความรู
และทกั ษะจากอบรมเรอื่ งการดแู ลผปู ว ยระยะทา ยสดุ ทท่ี มี บรกิ ารสขุ ภาพเขต 8 ซง่ึ
เปน การแบง เขตสขุ ภาพของสาํ นกั งานหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง ชาติ ประกอบดว ย
จังหวัดอุดรธานี สกลนคร นครพนม เลย หนองบัวลําภู หนองคายและบึงกาฬ
จดั ขึ้นทกุ ปโดยเชญิ วิทยากรทม่ี ีความเชยี่ วชาญ เชน อาจารยศ รเี วียง ไพโรจนก ลุ
และพระอาจารยไ พศาล วสิ าโล มาใหค วามรู นอกเหนอื จากนี้ ยังมีแพทยประจํา
บานสาขาเวชศาสตรครอบครัว โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่มาเรียนวิชาเลือกท่ี
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย ปละ 2 เดือนจะมีการใหคําปรึกษา
ใหความรแู ละชว ยพฒั นาระบบการดูแลผปู วยระยะสุดทา ยใหเ หมาะสมมากข้ึน
ปจจุบันโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายมีการพัฒนาศักยภาพ
เจาหนาท่ีโดยสงเขาอบรมหลักสูตรการดูแลผูปวยระยะทายสุดของชีวิตรวมกับ
จังหวัดเลยปล ะ 2 คน ดังนนั้ เมือ่ ผูปวยระยะทายสดุ ท่นี อนรกั ษาในโรงพยาบาล
กลับบาน จะมีการสงตอขอมูลผูปวยและส่ิงที่คณะทํางานจะตองติดตามดูแล
แกโรงพยาบาลสงเสริมสุขภาพตําบลผานแบบฟอรมการดูแลผูปวยตอเนื่องและ
ทางเครอื ขา ยทางสงั คม (social media) ท่ีเปน กลมุ เฉพาะ (facebook group)
โดยใชชือ่ กลมุ วา “ทะเลหมอก” เพื่อการดูแลผปู ว ยตอเนื่อง
89
การปฏิบัติงานของพยาบาลนับเปนแกนหลักสําคัญของงานการดูแลผูปวยระยะทายสุดของชีวิต
เนื่องจากลักษณะงานที่มีความใกลชิดกับผูปวย พยาบาลสามารถชวยเหลือผูปวยระยะสุดทายและครอบครัว
ทัง้ ในดานการตอบสนองความตองการทางรางกาย จิตใจและอารมณ นาํ มาใชในการประเมนิ วางแผนใหการ
พยาบาลและตดิ ตามผลอยา งตอเนือง
การเรยี นรขู องคณะทาํ งาน คอื การมปี ฏสิ มั พนั ธข องประสบการณท แ่ี ตกตา งกนั มมุ มอง วสิ ยั ทศั นท ตี่ า ง
กนั กรณผี ปู ว ยระยะทา ยสดุ ของชวี ติ เปน การดแู ลทตี่ อ งปรบั ใหเ ขา กบั ผปู ว ย “แตล ะคน” และเขา กบั ครอบครวั
“แตละครอบครวั ” เพื่อใหไดม าซึง่ คณุ ภาพชีวิตทีด่ ีท่สี ุดเทาท่ีเปนไปได
90
ท้ังนี้ ผปู วยทีใ่ กลเ สยี ชวี ติ จะมกี ารติดตามเยีย่ มโดยเจาหนาท่ีหรอื โทรศพั ท
เยีย่ มภายใน 3 วัน ผปู วยระยะทา ยสุดของชวี ติ ทั่วไปจะเย่ียมภายใน1-2 สัปดาห
ขณะที่เร่ืองยารักษา โรงพยาบาลมีการปรับปรุงวิธีการใช (work instruction)
มอรฟน ท่บี า น กรณผี ูปว ยมคี วามจาํ เปนในการใชย าระงับปวดประเภทยาเสพตดิ
ใหโ ทษประเภท 2
การการดแู ลผูปว ยระยะทา ยสดุ ของชีวติ
บุคคลท่ีมีบทบาทสําคัญในการพัฒนารูปแบบและกระบวนการดูแล
ผูปวยระยะสุดทายไดแก แพทยหญิงทิพพาวดี สืบนุการณ อายุรแพทยประจํา
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซาย นางวิมลมาศ พงษอํานวยกฤต หัวหนา
พยาบาลประจาํ หอผปู ว ยใน 1 นางกนั ตพฒั น อภญิ ญาฐติ พิ งษ และนางภาวดี ศรี
คาํ มี พยาบาลวชิ าชพี ประจาํ หอผปู ว ยใน 1 โดยมรี ายละเอยี ดของแตล ะทา นในสว น
ของประวตั ิสว นตัว แนวคิดและแรงบนั ดาลใจในการทาํ งาน ดงั น้ี
แพทยหญงิ ทิพพาวดี สืบนุการณ
แพทยห ญงิ ทพิ พาวดี สบื นกุ ารณ เปน คนสระบรุ โี ดยกาํ เนดิ บดิ ามารดาเปน
คนสระบุรี เชื้อสายไทย-จีน ประกอบอาชีพเปดรานขายของที่ตลาดสถานีรถไฟ
สระบรุ ี มบี ตุ รทงั้ หมด 4 คน แพทยห ญงิ ทพิ พาวดเี ปน บตุ รคนที่ 2 ศกึ ษาชนั้ ประถม
ศกึ ษาปท ี่ 1-4 ทโี่ รงเรยี นอนบุ าลสระบรุ ี ประถมศกึ ษาปท ี่ 5 จนถงึ มธั ยมศกึ ษาป
ที่ 3 ทโ่ี รงเรยี นราชินี กรุงเทพ มัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรยี นเตรยี มอดุ มศกึ ษา
พญาไท กรงุ เทพ
ต้ังแตเด็ก แพทยหญิงทิพพาวดี สืบนุการณ มีความคิดท่ีอยากจะชวยคน
ใหพนจากความทุกขและเน่ืองจากไมไดเปนคนรํ่ารวยจึงหวังจะใชความรูความ
สามารถเพื่อชวยเหลือคน คิดวาการเปนหมอนาจะชวยเหลือคนอื่นไดมากที่สุด
และมรี ายไดพอสมควร
หลงั จากแพทยห ญงิ ทพิ พาวดี สบื นกุ ารณ จบการศกึ ษาแพทยศาสตรบ ณั ฑติ
จากคณะแพทยศาสตรโ รงพยาบาลรามาธบิ ดใี นป พ.ศ. 2533 ไดเ ลอื กเขา ปฏบิ ตั ิ
งานใชทนุ ทอ่ี ําเภอดานซา ย จงั หวดั เลย
91
ระยะแรกที่มาทํางาน มีความคิดอยากชวยเหลือคน หลายคร้ังไดชวย
เหลือดานการเงินแกผูปวยท่ีไมมีเงินรักษาทั้งคนไทย คนลาว (พื้นท่ีบานบอแตน
สปป.ลาว เขตติดตออาํ เภอดา นซาย) ทมี่ ารักษาท่โี รงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราช
ดานซาย รวมถึงคนท่ีมีความจําเปนตองสงตัวไปรักษาตอที่โรงพยาบาลเลยแลว
ญาติไมไปเพราะไมมีเงิน ตอมาโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชดานซายมีกองทุน
พระราชทาน เพ่ือสงเคราะหคนไขยากจนในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี ซึ่งไดรับพระราชทานเงินทุนตั้งตนจากสมเด็จพระเทพ
รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อผูปวยยากไร เพ่ือชวยเหลือผูปวย
ท่ีมปี ญหาทางเศรษฐกจิ
จากประสบการณในการทํางาน ทําใหแพทยหญิงทิพพาวดี สืบนุการณ
ตัดสินใจเลือกศึกษาเฉพาะทางอายุรกรรม ซึ่งเปนสาขาท่ีคิดวาเรียนจบแลวนา
จะชว ยคนดา นซา ยไดม ากทส่ี ดุ ขณะเปน แพทยป ระจาํ บา นสาขาอายรุ กรรมในโรง
พยาบาลรามาธบิ ดี 3 ปไ ดพ บผปู ว ยทน่ี อนโรงพยาบาลนานๆ ดว ยอาการหรอื โรค
ทมี่ อี าการคอ นขา งรนุ แรง เรอ้ื รงั มหี ตั ถการหลากหลาย ไมค อ ยมกี ารตอบสนองที่
ดีนกั เชน คนไขไ ตวาย คนไขท มี่ ีอาการโคมา (หนกั ) นานๆ
เหตุน้ี แพทยหญิงทิพพาวดี สืบนุการณ ทําใหเกิดความคิดวาบางครั้ง
การย้ือชีวิตอาจทําใหผูปวยและญาติทรมานมากกวา ตองใชเงินและทรัพยากร
ในการดแู ลคอ นขา งมาก อกี ทง้ั การเกดิ แกเ จบ็ ตายถอื เปน เรอ่ื งธรรมดา แพทยห ญงิ
ทพิ พาวดี บอกวามอี าจารยแพทยทานหนงึ่ เคยสอนวา
“บางกรณีหมอเราก็ควรยอมแพบาง ไมจําเปนตองยืดเวลาออกไปเรื่อยๆ
เสมอไป”
ความคิดและมุมมองดังกลาวเริ่มอยูในใจของ แพทยหญิงทิพพาวดี
สบื นกุ ารณ กระทง่ั เมอ่ื กลบั มาทาํ งานทโี่ รงพยาบาลสมเดจ็ พระยพุ ราชดา นซา ยใน
ป พ.ศ. 2539 จงึ ตดั สนิ ใจไมส รา งหอผปู ว ยวกิ ฤต หรอื Intensive care unit (ICU)
ซ่ึงมีไวดูแลผูปวยที่มีอาการหนัก ตองอาศัยเคร่ืองมือทางการแพทยที่ทันสมัย
และเจาหนาท่ีพยาบาลท่ีดูแลผูปวยอยางใกลชิดในโรงพยาบาล ตรงขามกัน
92
กลับสงเสริมใหมีการพูดคุยเตรียมพรอมสําหรับการดูแลผูปวยท่ีส้ินหวังเร็วท่ีสุด
เทา ทท่ี ําไดท ั้งรายทเี่ ปน โรคเร้อื รงั และโรคมะเรง็
เปน ระยะเวลาราว25ปท ่ีแพทยห ญงิ ทพิ าวดีสบื นกุ ารณทาํ งานทโ่ี รงพยาบาล
สมเด็จพระยุพราชดานซาย ไดถายทอดความรูสึกวา ไมหนักใจในการทํางาน
ดูแลผูปวยระยะทายสุดหรือผูปวยที่ส้ินหวังรวมกับทีมพยาบาลเน่ืองจากรูสึกวา
ทมี พยาบาลมีความเขาใจ ไมต อตา นและทาํ งานสนบั สนนุ กันอยา งดี
“พยาบาลไมไดรูสึกวาหมอปลอยใหคนไขตาย” แพทยหญิงทิพาวดี
สืบนุการณ เผยความรสู กึ ออกมา
แพทยหญิงทิพาวดี สืบนุการณ บอกตอวา นับเปนความโชคดี เนื่องจาก
บางโรงพยาบาลมีความคิดที่ตางออกไป มีอาจารยสาขาเวชศาสตรชุมชน
คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดีเคยต้ังคําถามขณะมีนักศึกษามาเรียนท่ี
โรงพยาบาลวา
“เราจะรไู ดอ ยา งไรวา คนไหนควรหยดุ คนไหนควรใหต าย เราเปน พระเจา
ที่สามารถจะตดั สินไดจ รงิ ๆหรือไม”
แพทยหญิงทิพพาวดี สืบนุการณ เริ่มตระหนักวา “บางที เราก็ตองเปน
พระเจา เพราะเรามีความรู เรารูว า ขางหนาเคา ตองเจออะไร”
ดังนั้น การใหขอมูลและคําปรึกษาของ แพทยหญิงทิพพาวดี สืบนุการณ
แกผ ปู ว ยและครอบครวั จะเปน คาํ แนะนาํ อยา งตรงไปตรงมา ถา หตั ถการ การตรวจ
เพมิ่ เตมิ หรอื การรกั ษาใดทไ่ี มค อ ยเปน ประโยชน รวมถงึ รายไหนไมค วรสง ตอ กจ็ ะ
บอกครอบครวั ตามตรง จะไมพยายามยื้อไปในรายทสี่ ิน้ หวัง
“ถา เปน ญาตหิ มอ หมอจะ....” แพทยห ญงิ ทพิ พาวดี สบื นกุ ารณ ตงั้ คาํ ถาม
เปน เชิงปริศนา
หลังการใหขอมูลแลว แพทยจะยอมรับในการตัดสินใจของผูปวยและ
ครอบครวั และใหก ารสนบั สนนุ และชว ยเหลือทเ่ี หมาะสมตอ ไป ครอบครวั จะเปน
ผตู ดั สนิ ใจสดุ ทา ย และการคาํ ปรกึ ษาผปู ว ยทเี่ ปน โรคเรอ้ื รงั และโรคมะเรง็ ทขี่ อ มลู