The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thanyalak.mee, 2022-09-13 03:29:25

แผนการจัดการเรียนรู้วิชางานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น

20100-1005 งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น

24

ตารางท่ี 2.2 วัดกระแสไฟตรงด้วยมลั ติมิเตอรช์ นดิ แอนะลอก

ค่าแรงดัน ย่านวัดที่ต้ัง (DCmA)
แหลง่ จ่าย 2.5 mA 25 mA 250 mA

0.4 V
1.5 V

2V
4.4 V
10 V
18 V
26 V
30 V

สรปุ ผลการทดลอง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

คำถามและการวเิ คราะห์

1. การอา่ นค่ากระแสด้วยมลั ติมิเตอร์ชนดิ แอนะลอกมีความยากง่ายประการใด
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….……
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ครูธญั ลักษณ์ หมีโชติ

25

ใบปฏิบตั งิ าน การวัดความตา้ นทาน
2.3 ด้วยมลั ตมิ ิเตอร์

จุดประสงค์การเรียนรู้

1. วดั คา่ ความตา้ นทานด้วยมัลติมิเตอรช์ นดิ แอนะลอกได้
2. อา่ นความต้านทานดว้ ยมลั ตมิ เิ ตอร์ชนิดแอนะลอกได้
3. เกดิ ความขยันขันแข็งในการปฏบิ ัตงิ าน

เครอ่ื งมือและอุปกรณ์

1. ตวั ต้านทานชนิดรหัสสี 4 แถบ ค่าต่างกันจากตำ่ ไปหาสงู 10 ตัว

2. มัลตมิ ิเตอร์ชนิดแอนะลอก (ชนดิ เขม็ ชี)้ 1 เครือ่ ง

ลำดบั ข้ันการทดลอง

1. ต่อสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วต่อขั้วบวก (+) และสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อขั้วลบ (-COM) ของ มัลติ

มเิ ตอรช์ นิดแอนะลอก ตงั้ ย่านวัดของมเิ ตอร์ไวท้ โ่ี อห์มมิเตอร์ (Ω) ย่าน 1
2. นำปลายสายวดั ทั้งสองของมิเตอร์ช็อตเข้าด้วยกนั ปรบั ป่มุ ปรบั 0Ω ADJ จนเข็มชี้ของมิเตอร์

ช้ที ่ี 0 Ω พอดี การปรบั แตง่ 0 Ω ของโอห์มมิเตอร์ แสดงดงั รปู ท่ี 2.3

0W

รปู ที่ 2.3 ปรับแต่งโอห์มมิเตอรใ์ ห้ช้ี 0 W พอดี รูปที่ 2.4 การวัดความต้านทานดว้ ยโอห์มมเิ ตอร์

ครูธัญลักษณ์ หมโี ชติ

26

3. นำโอห์มมิเตอร์ที่ปรับแต่งเรียบร้อย ไปวัดค่าความต้านทานของตัวต้านทานที่เตรียมไว้ทั้ง 10
ตวั วัดคา่ ครง้ั ละ 1 ตวั ตามลำดบั การวัดคา่ ความต้านทาน แสดงดงั รูปที่ 2.4

4. วัดและบันทึกค่าความต้านทานทั้ง 10 ตัวตามลำดับ บันทึกค่าลงในตารางที่ 2.3 แต่ละค่า
พร้อมทั้งบนั ทึกรหสั สขี องตวั ต้านทานแตล่ ะตวั ทว่ี ดั ไวด้ ว้ ย

5. การเปลีย่ นยา่ นวดั โอห์มมิเตอรท์ ุกคร้ัง จะต้องปรบั แต่งโอหม์ มิเตอร์ให้พร้อมใชง้ านใหม่ทุกคร้ัง
เพ่อื เป็นการตรวจสอบความพรอ้ มในการใช้งานของโอห์มมเิ ตอร์ และทำให้การวดั คา่ มีความถูกตอ้ ง

6. ข้อควรระวัง ขณะตั้งย่านวัดโอห์มมิเตอร์ที่ยา่ น 1k และ 10k การวัดความต้านทาน ห้ามใช้
มือทั้งสองจับปลายขั้ววัดทั้งสองขั้วของโอห์มมิเตอร์ เพราะจะทำให้การวัดความต้านทานเกิดความ
ผดิ พลาด
ตารางที่ 2.3 วดั ความต้านทานของตัวตา้ นทานด้วยมลั ตมิ เิ ตอรช์ นดิ แอนะลอก

ตวั ตา้ นทาน รหัสสี สีท่ี 4 ยา่ นวัด ตัวเลขท่ี ค่าจริงทอ่ี ่าน
ตัวท่ี สีที่ 1 โอหม์ ทต่ี งั้ อา่ นไดบ้ น ได้จาก
สีท่ี 2 สที ี่ 3 หนา้ ปดั มิเตอร์
0 แดง
แดง ดำ ทอง 1 22 22 Ω
00 เหลอื ง มว่ ง สม้
1 เงนิ 1k 47 47 kΩ
2
3
4
5
6
7
8
9
10
สรปุ ผลการทดลอง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

คำถามและการวิเคราะห์

1. การอา่ นคา่ ความตา้ นทานด้วยมลั ติมเิ ตอรช์ นดิ แอนะลอกมีความยากง่ายประการใด
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ครูธัญลักษณ์ หมโี ชติ

27

แบบฝกึ หัด
บทท่ี 2 เครอื่ งมือวดั ไฟฟา้ เบื้องต้น
คำสัง่ จงตอบคำถามให้สมบูรณ์

1.อธบิ ายการใช้มัลติมิเตอร์ชนดิ แอนะลอกวดั แรงดนั ไฟตรงมาใหเ้ ข้าใจ
............................................................................................................................. ..........................................
......................................................................................... ..............................................................................
............................................................................................................................. ..........................................
2.อธบิ ายการใชม้ ลั ตมิ ิเตอร์ชนดิ แอนะลอกวัดแรงดันไฟสลับมาใหเ้ ขา้ ใจ
............................................................................................................................. ..........................................
.............................................................................................................................................................. .........
.......................................................................................................................... .............................................

3.อธบิ ายการใช้มลั ตมิ ิเตอร์ชนิดแอนะลอกวดั ความต้านทานมาใหเ้ ข้าใจ
............................................................................................................................. ..........................................
......................................................................................... ..............................................................................
............................................................................................................................. ..........................................

4. อธิบายการใชม้ ัลติมิเตอร์ชนิดดิจติ อลวัดแรงดนั ไฟตรงมาให้เข้าใจ
............................................................................................................................. ..........................................
.............................................................................................................................................................. .........
.......................................................................................................................... .............................................

5. อธิบายการใช้มลั ติมเิ ตอร์ชนดิ ดิจติ อลวัดกระแสไฟตรงมาให้เข้าใจ
............................................................................................................................. ..........................................
......................................................................................... ..............................................................................
............................................................................................................................. ..........................................

ครูธญั ลักษณ์ หมีโชติ

28

เฉลยแบบฝกึ หดั
บทที่ 2 เครือ่ งมอื วัดไฟฟา้ เบ้ืองต้น

1.ตอบ การวัดแรงดันไฟตรง โดยปรับสวติ ชเ์ ลอื กยา่ นวัดไปท่ี DCV มลั ตมิ เิ ตอร์ชนดิ แอนะลอกรุ่นมาตรฐาน
จะมีย่านวัดแรงดันไฟตรงทั้งหมด 7 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 0.1 V, 0.5 V, 2.5 V, 10 V, 50 V, 250 V
และ 1,000 V การตั้งย่านวัดที่ DCV แสดงดังรูปที่ 1 การอ่านค่าแรงดันไฟตรง ได้จากหน้าปัดสเกล DCV, A
& ACV ขนั้ ตอนการวัดคา่ ปฏบิ ตั ดิ ังน้ี

1. เสียบสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วต่อขั้วบวก (+) เสียบสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อขั้วลบ (-COM) ของ
มเิ ตอร์ นำสายวัดท้ังสองเสน้ ไปวดั ค่าแรงดันไฟตรงท่ตี ้องการ

2. ปรับสวิตชเ์ ลือกย่านวดั DCV ไปยา่ นทเ่ี หมาะสม หากไม่ทราบคา่ แรงดนั ไฟตรงทต่ี ้อง การวดั ให้
ปรบั ต้ังย่านวัดไปทย่ี ่านสงู สดุ ไว้ก่อนทีย่ ่าน 1,000 V

3. การวัดแรงดันไฟตรง ต้องนำมิเตอร์ไปต่อวัดแบบขนานกับวงจร (ต่อคร่อมอุปกรณ์) และขณะ
วัดต้องคำนึง ถึงขวั้ ของมเิ ตอร์ใหต้ รงกบั ขัว้ ของแรงดันท่วี ัด โดยยดึ หลักดังนี้ ใกลบ้ วกแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อ
วัดดว้ ยขัว้ บวก (+) ของมิเตอร์ ใกลล้ บแหล่งจ่ายแรงดนั ต่อวัดด้วยข้ัวลบ (–) ของมเิ ตอร์ การต่อมัลติมิเตอร์
วัดแรงดันไฟตรง แสดงดงั รูปที่ 2

4. การตง้ั ยา่ นวดั การใชส้ เกล และการอ่านคา่

2.ตอบ การวัดแรงดันไฟสลับ โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่ ACV มัลติมิเตอร์ชนิดแอนะลอกรุ่น
มาตรฐาน จะมีย่านวัดแรงดันไฟสลับทั้งหมด 4 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 10 V, 50 V, 250 V และ 1,000
V การตั้งย่านวัดที่ ACV แสดงดังรูปที่ 3 การอ่านค่าแรงดันไฟสลับ อ่านที่สเกล DCV, A & ACV และสเกล
AC 10 V ข้ันตอนการวัดคา่ ปฏบิ ัติดังน้ี

1. เสียบสายวัดสีแดงเข้าที่ขั้วต่อขั้วบวก (+) เสียบสายวัดสีดำเข้าที่ขั้วต่อขั้วลบ ( -COM) ของ
มเิ ตอร์ นำสายวัดท้ังสองเส้นไปวัดค่าแรงดนั ไฟสลับ

2. ปรับสวิตช์เลือกย่านวัด ACV ไปย่านที่เหมาะสม หากไม่ทราบค่าแรงดันไฟสลับที่จะวัด ให้ตั้ง
ยา่ นวดั ไปที่ย่านสูงสดุ ไวก้ อ่ นท่ี 1,000 V

3. การวัดแรงดนั ไฟสลับ ต้องนำมิเตอร์ไปต่อวัดแบบขนานกับวงจร (ต่อคร่อมอุปกรณ์) และขณะ
วัดไม่จำเป็นต้องคำนงึ ถึงขัว้ ของมิเตอร์ สามารถวัดสลับขัว้ ได้ การต่อมัลตมิ ิเตอร์วัดแรงดันไฟสลับ แสดง
ดงั รปู ที่ 4

4. ก่อนต่อมัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟสลับค่าสูง ควรตัดไฟของวงจรที่จะวัดออกก่อน เมื่อต่อมัลติ
มิเตอรเ์ ขา้ วงจรเรียบร้อยแล้ว จึงจา่ ยไฟเขา้ วงจรที่ตอ้ งการวัด

5. อย่าจบั สายวัดหรอื ตัวมลั ติมิเตอร์ขณะวดั แรงดนั ไฟสลับคา่ สูง เมอื่ วัดเสรจ็ เรียบร้อยควรตัดไฟที่
ทำการวดั เสยี ก่อน จึงปลดสายวดั ของมลั ติมิเตอร์ออกจากวงจร

6. การตง้ั ยา่ นวดั การใชส้ เกล และการอา่ นคา่

3.ตอบ การวัดความตา้ นทาน โดยปรบั สวิตชเ์ ลอื กยา่ นวัดไปที่ W มัลติมิเตอรช์ นดิ แอนะลอกรุ่นมาตรฐาน
จะมียา่ นวดั ความตา้ นทานทั้งหมด 4 ถึง 5 ย่านวัดเตม็ สเกล คือ ย่าน x1, x10, x100, x1k และ x10k (บาง
รุ่นไม่มีย่าน x100 และบางรุ่นไม่มีย่าน x10k ) การตั้งย่านวัดที่ W แสดงดังรูปที่ 5 การอ่านค่าความ
ต้านทาน อา่ นท่ีสเกล W ขนั้ ตอนการวดั ค่าปฏบิ ัติดงั นี้

ครูธัญลกั ษณ์ หมีโชติ

29

1. เสียบสายวัดสีแดงเข้าที่ขวั้ ต่อขัว้ บวก (+) เสยี บสายวดั สดี ำเข้าที่ขั้วต่อขวั้ ลบ (-COM) ของมิเตอร์
นำสายวัดท้งั สองเสน้ ไปวัดคา่ ความต้านทาน

2. ปรับสวติ ช์เลือกไปยา่ นวัด W ก่อนนำโอห์มมิเตอร์ไปใช้วัดตัวต้านทานทุกครัง้ ในทุกย่านวดั ท่ีต้งั
วัดโอห์ม ต้องปรับแต่งเข็มชข้ี องมิเตอรใ์ ห้ชีค้ ่าที่ 0 W ก่อนเสมอ โดยชอ็ ตปลายสายวดั ทงั้ สองเสน้ ของ
มิเตอร์เข้าดว้ ยกัน ปรับแตง่ ปุ่มปรับ 0 W ADJ จนเข็มชข้ี องมิเตอรช์ ที้ ่ีตำแหน่ง 0 W พอดี ลักษณะการ
ปรับแต่งโอห์มมิเตอร์ให้พร้อมใช้งาน

3. นำโอห์มมิเตอร์ไปวัดค่าความต้านทานได้ตามต้องการอย่างถูกต้อง ค่าที่อ่านออกมาได้จาก
โอห์มมิเตอร์ คือ ค่าความต้านทานของตัวต้านทานตัวที่วัด ลักษณะการวัดตัวต้านทานด้วยมัลติมิเตอร์
ชนิดแอนะลอก

4. การตัง้ ยา่ นวดั การใช้สเกล และการอ่านค่า

4.ตอบ การวัดแรงดันไฟตรงด้วยมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล โดยปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่แรงดัน ไฟตรง (V
) มัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอลรุ่นท่ีใช้งานตามรูปที่ 8 มีย่านวดั แรงดันไฟตรงท้ังหมด 5 ย่านวัดเต็มสเกล คือ

ย่าน 200 mV, 2,000 mV, 20 V, 200 V และ 1,000 V ตัวเลขที่แสดงให้เห็นบนหน้าปัดขณะวัดค่า คือค่า
แรงดนั ไฟตรงทว่ี ดั ได้ การต่อวดั ค่าโดยยึดหลักดังน้ี ใกลบ้ วกแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวดั ด้วยขั้วบวก (+) ของมิเตอร์
ใกลล้ บแหล่งจ่ายแรงดัน ตอ่ วดั ดว้ ยข้ัวลบ (–) ของมิเตอร์ กรณีที่วดั ค่าแล้วเกดิ เครื่องหมายลบ (–) แสดงอยู่
ด้านหนา้ ตัวเลขทบ่ี อกค่าไว้ บอกใหท้ ราบวา่ การต่อสายวัดแรงดนั ไฟตรงผิดขั้ว ใหส้ ลบั ขวั้ สายวดั ใหม่ การ
ตงั้ ย่านวดั และการตอ่ มัลติมิเตอรช์ นิดดิจติ อลวัดแรงดนั ไฟตรง

5.ตอบ ดว้ ยการวดั กระแสไฟตรงดจิ ิตอลมัลตมิ ิเตอร์ โดยปรบั สวติ ช์เลือกยา่ นวดั ไปทแ่ี อมมเิ ตอร์ไฟตรง (A
) ดิจิตอลมัลติมิเตอร์รุ่นที่ใช้งาน มีทั้งหมด 5 ย่านวัดเต็มสเกล คือ ย่าน 200 A, 2,000 A, 20 mA,
200 mA และ 10 A การตอ่ วดั กระแสไฟตรงต้องต่อแบบอนกุ รม ตัวเลขทแ่ี สดงให้เห็นบนหน้าปัดขณะวัด
ค่า คือค่ากระแสไฟตรงที่วัดได้ การต่อวัดค่าโดยยดึ หลักดังนี้ ใกล้บวกแหล่งจ่ายแรงดัน ต่อวัดด้วยข้วั บวก
(+) ของมิเตอร์ ใกลล้ บแหลง่ จ่ายแรงดัน ต่อวดั ด้วยขว้ั ลบ (–) ของมเิ ตอร์ กรณีที่วดั ค่าแลว้ เกิดเครื่องหมาย
ลบ (–) แสดงอยู่ด้านหน้าตวั เลขท่บี อกคา่ ไว้ บอกให้ทราบว่าการต่อสายวัดกระแสไฟตรงผิดขั้ว ให้สลับขั้ว
สายวัดใหม่ และเมื่อต้องการวัดกระแสไฟตรงค่าสูงเป็นแอมแปร์ตั้งที่ 10 A เปลี่ยนตำแหน่งขั้วต่อสายวัด
เสน้ สแี ดงไปเสยี บท่ีขว้ั ต่อ 10 A แทน การตัง้ ยา่ นวดั และการตอ่ มัลติมิเตอรช์ นิดดิจติ อลวัดกระแสไฟตรง

ครูธัญลกั ษณ์ หมีโชติ

30

แบบทดสอบกอ่ นเรียน/หลังเรยี น
บทท่ี 2 เคร่อื งมือวัดไฟฟา้ เบอ้ื งต้น

คำสัง่ จงเลือกคำตอบท่ีถูกที่สุด
1. มลั ตมิ ิเตอร์คือมเิ ตอร์อะไร

ก. มิเตอรว์ ดั แรงดัน กระแส และความตา้ นทานได้ในตวั เดยี ว
ข. มเิ ตอร์ท่ีสร้างขนึ้ มาเพอื่ อำนวยความสะดวกในการใช้งาน
ค. มเิ ตอรว์ ัดปรมิ าณไฟฟ้าได้หลายชนดิ
ง. ถูกทกุ ขอ้

2. มลั ตมิ ิเตอรท์ ่ีสรา้ งมาใชง้ าน ไมส่ ามารถวัดปรมิ าณไฟฟา้ อะไรได้

ก. กระแส ข. แรงดัน

ค. กำลงั ไฟฟ้า ง. ความต้านทาน

3. นำมลั ติมเิ ตอรไ์ ปวัดคา่ แรงดันของแบตเตอร่รี ถยนต์ต้องตั้งมเิ ตอร์ย่านใด

ก. DCmA ข. DCV

ค. ACV ง. W

4. การวดั ปริมาณไฟฟ้าท่ตี ้องใชม้ เิ ตอรต์ ่ออนุกรมกับวงจรต้องต้ังมเิ ตอรย์ า่ นใด

ก. DCmA ข. DCV

ค. ACV ง. W

5. มัลติมเิ ตอรช์ นิดแอนะลอก ที่ตอ้ งปรับแต่งมเิ ตอร์กอ่ นการวดั คา่ เสมอ เพอ่ื ใชว้ ดั ปรมิ าณไฟฟ้าอะไร

ก. ความต้านทาน ข. กำลังไฟฟ้า

ค. แรงดัน ง. กระแส

6. ปมุ่ ปรบั 0W ADJ ของมลั ตมิ เิ ตอร์ ใชง้ านรว่ มกับมิเตอร์ชนดิ ใด

ก. โวลตม์ เิ ตอร์ ข. โอห์มมเิ ตอร์

ค. แอมมเิ ตอร์ ง. ถูกทุกขอ้

7. ตอ้ งการวัดความต้านทานของอปุ กรณ์ไฟฟ้า ควรใช้มเิ ตอรช์ นดิ ใดเหมาะสมทส่ี ุด

ก. วัตต์มเิ ตอร์ ข. แอมมิเตอร์

ค. โอหม์ มิเตอร์ ง. โวลต์มิเตอร์

8. กระจกเงาทหี่ นา้ ปดั มัลติมเิ ตอร์ชนดิ แอนะลอกมีไวเ้ พ่อื อะไร
ก. เพิ่มความสวยงามใหม้ ลั ติมิเตอร์
ข. ชว่ ยสะทอ้ นแสงส่องเข็มชีใ้ หเ้ หน็ ชัดเจนข้ึน

ครูธัญลักษณ์ หมีโชติ

31

ค. แยกสเกลแสดงคา่ ปริมาณไฟฟ้าออกจากกัน
ง. ช่วยใหก้ ารอา่ นปรมิ าณไฟฟ้ามีความถูกต้องทีส่ ดุ

9. จากรูปการตงั้ ย่านวดั ของมัลติมิเตอรช์ นิดดิจติ อลเพื่อวดั คา่ อะไร
ก. กระแส
ข. แรงดัน
ค. ตัวไดโอด
ง. ความต้านทาน

10. จากรูปข้อ 9 บนหน้าปัดเลือกย่านวัดของมัลติมิเตอร์ชนิดดิจิตอล ค่าตัวเลขต่างๆ ที่กำกับไว้บอกถึง
อะไร
ก. คา่ ตำ่ สุดของการใช้งาน
ข. คา่ สงู สุดทวี่ ดั ไดใ้ นย่านนัน้
ค. ค่าเหมาะสมที่ใชว้ ัดปรมิ าณไฟฟา้
ง. ค่าตายตวั ในการใช้วัดปรมิ าณไฟฟ้า

ครูธญั ลักษณ์ หมีโชติ

32

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น/หลงั เรยี น
บทท่ี 2 เครอ่ื งมอื วดั ไฟฟา้ เบือ้ งตน้

1. ง 2. ค 3. ข 4. ก 5. ก
6. ข 7. ค 8. ง 9. ค 10. ข

ครูธญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ

33

แผนผงั ความคิดบทท่ี3 ศึกษาเร่อื ง
แหล่งกำเนิดไฟฟา้ และประเภทของไฟฟา้
โดยบรู ณาการหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

พอประมาณ ภมู คิ มุ้ กัน

3. เลือกใช้วัสดุ-อุปกรณ์ สอดคล้องกับ 4. เห็นความสำคญั ในการทำงานร่วมกบั ผู้อ่ืน
งานและใชค้ ุม้ ค่า ประหยดั และคำนึงถึง
ความปลอดภยั

มเี หตผุ ล

2. วิเคราะห์ และแก้ปญั หา
ตา่ ง ๆ เก่ยี วกบั การตอ่ วงจร
และใช้งานเครอ่ื งมือวดั

บทที่ 3 คุณธรรม

1. ความร้/ู ทักษะ 5. ทำงานด้วยความสามัคคมี ี
นำ้ ใจ มีวินัย มีความรบั ผิดชอบ
-แหล่งกำเนิดไฟฟา้ และดว้ ยความซอื่ สตั ย์
- ลักษณะไฟฟ้าสถิตและไฟฟา้ กระแส 6. ตระหนักคณุ ภาพของงาน
- ลกั ษณะไฟฟ้ากระแสตรงและแหล่งกำเนิดไฟฟา้ กระแสตรง มีความประณตี รอบคอบ
- ตอ่ วงจรและทดสอบแหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้า ปลอดภัย

สังคม เศรษฐกจิ วฒั นธรรม ส่ิงแวดล้อม

1,6 2-3 5 4

ครูธญั ลักษณ์ หมีโชติ

34

แผนการจัดการเรียนรู้
ชอ่ื วิชา งานไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนิกสเ์ บือ้ งตน้ รหัสวชิ า 20100 – 1005
บทท่ี 3 แหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าและประเภทของไฟฟ้า
สอนครง้ั ท่ี 4 ช่วั โมงที่ 13-16 เวลา 4 ชัว่ โมง

สาระสำคญั

แหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าคือแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้ป้อนให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เป็นการให้พลังงานแก่
อเิ ลก็ ตรอนอิสระ ทำใหอ้ เิ ลก็ ตรอนอสิ ระว่ิงเคล่ือนท่ีไปตามอะตอมตา่ งๆได้ เกิดการเปลี่ยนแปลงพลังงานในรูปต่างๆ
เชน่ พลังงานกล พลังงานความร้อน พลังงานแสง เป็นตน้ ไฟฟ้าเกดิ ขนึ้ ได้จากแหล่งกำเนดิ หลายชนิดแตกต่างกันไป

ไฟฟ้าเกิดจากการเสยี ดสี เปน็ แหลง่ กำเนิดไฟฟา้ ท่ีถูกค้นพบมานานกวา่ 2,000 ปี เกดิ ขนึ้ ได้จากการนำวัตถุ
ต่างกนั 2 ชนิด มาขัดสกี ัน ทำใหเ้ กิดความไมส่ มดุลข้ึนของประจุไฟฟา้ ในวตั ถทุ ั้งสองชนดิ วตั ถุทั้งสองแสดงศักย์ไฟฟ้า
ออกมาชนิดหนง่ึ เปน็ ศักยบ์ วกอีกชนดิ หนึง่ เป็นศกั ย์ลบ การเกดิ ไฟฟา้ แบบน้มี กั เรียกว่า ไฟฟ้าสถติ

ไฟฟา้ เกิดจากการทำปฏิกิรยิ าทางเคมี ทำไดโ้ ดยใชแ้ ทง่ โลหะ2 แท่ง จุ่มลงในกรดกำมะถนั เจือจาง ทำให้
เกดิ การแยกตวั ของประจุไฟฟ้าข้นึ เกิดความไม่สมดลุ ของประจุไฟฟ้าขน้ึ กบั แท่งโลหะทั้งสอง โลหะแทง่ หน่ึงมี
ศักยไ์ ฟฟ้าบวก โลหะอีกแท่งหนึ่งมีศกั ย์ไฟฟา้ ลบ

ไฟฟ้าเกิดจากความร้อน ทำไดโ้ ดยใชโ้ ลหะ 2 ชนดิ เชื่อมตดิ กันทป่ี ลายด้านหน่งึ เมื่อให้ความรอ้ นท่ีปลายด้าน
ตอ่ ติดกันของโลหะ ทำให้เกดิ การแยกตวั ของประจไุ ฟฟา้ เกิดศกั ย์ไฟฟ้าขน้ึ ทีป่ ลายด้านเปดิ ของโลหะ อปุ กรณ์สร้างใช้
งานจรงิ ถูกเรยี กว่า เทอร์โมคับเปลิ

ไฟฟา้ เกดิ จากแสงสว่าง ถกู กำเนิดข้นึ ไดจ้ ากอุปกรณ์เซลล์แสงอาทติ ย์ เป็นอุปกรณจ์ ำพวกสารกงึ่ ตวั นำ เม่ือมี
แสงอาทิตย์หรอื แสงสว่างมาตกกระทบ ทำให้เกิดการเคลือ่ นท่ขี องอิเล็กตรอนอสิ ระ

ไฟฟ้าเกิดจากแรงกดดัน ผลิตขึ้นได้จากแร่ควอตซ์ เมื่อมีแรงกดดันหรือแรงสั่นสะเทือนให้แร่ควอตซ์ แร่
ควอตซ์จะทำใหเ้ กิดไฟฟ้าขึ้นมา

ไฟฟา้ เกดิ จากสนามแม่เหล็ก โดยการตัดผ่านกันของเสน้ ลวดตวั นำและสนามแม่เหลก็ ทำใหเ้ กิดแรงดันไฟฟ้า
ชักนำขน้ึ ทขี่ ดลวดตัวนำ

ไฟฟ้าสถิตเป็นไฟฟ้าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือเกิดจากการเสียดสีของวัตถุ 2 ชนิด ส่วนไฟฟ้ากระแส
เกดิ ข้ึนจากแหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าหลายชนิด ขณะเกิดไฟฟ้าต้องมีการเคล่อื นทีข่ องอิเลก็ ตรอนตลอดเวลา

ไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้าที่ทิศทางการไหลของกระแสมีทิศทางเดียว ส่วนไฟฟ้ากระแสสลับมีทิศทางการ
ไหลของกระแสไฟฟา้ สลบั ไปสลับมาตลอดเวลา

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

จุดประสงค์ทัว่ ไป
มคี วามรูค้ วามเข้าใจเกยี่ วกับแหลง่ กำเนิดไฟฟ้า ไฟฟ้าสถิต ไฟฟา้ กระแสไฟฟา้ กระแสตรง

จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
1.บอกแหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้าได้ถูกตอ้ ง

ครธู ัญลักษณ์ หมีโชติ

35

2.บอกลักษณะไฟฟ้ากระแสตรงและแหลง่ กำเนิดไฟฟา้ กระแสตรง
3.ต่อวงจรและทดสอบแหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าได้ถูกต้อง

สมรรถนะรายหน่วย

1. สามารถบอกแหล่งกำเนิดไฟฟา้ ไดถ้ ูกต้อง
2. สามารถบอกลกั ษณะไฟฟ้ากระแสตรงและแหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้ากระแสตรงได้ถกู ต้อง
3. สามารถต่อวงจรและทดสอบแหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าไดถ้ ูกต้อง

หัวขอ้ การเรียนรู้

1. แหล่งกำเนิดไฟฟ้า
2. ไฟฟ้าสถิต
3. ไฟฟ้ากระแส
4. ไฟฟ้ากระแสตรง
5. ใบงานท่ี 3.1 เร่อื ง แหลง่ กำเนิดไฟฟ้าจากมะนาว

กจิ กรรมการเรียนรู้ (สปั ดาห์ท่ี 4)

กิจกรรมครู กิจกรรมนักเรยี น

ขนั้ นำเข้าสูบ่ ทเรยี น ขั้นสนใจปัญหา

1. ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ หน่วยการ 1. นักเรยี นจดบนั ทึกจุดประสงค์การ

เรียน เรียนรู้

2. ครูแจง้ ใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจปรชั ญาเศรษฐกิจ 2. ทำความเข้าใจปรชั ญาเศรษฐกิจ

พอเพียง 3หว่ ง คือ หลกั ความพอประมาณ พอเพยี ง3 หว่ ง คือ หลักความ

หลกั ความมีเหตุผลหลกั ภูมคิ ุ้มกนั 2 พอประมาณ หลักความมีเหตุผล

เงื่อนไข คือ เงือ่ นไขความรู้ เงื่อนไข หลกั ภมู คิ ุ้มกัน 2 เงื่อนไข คือ

คณุ ธรรม เช่อื มโยงสู่ 4 มติ ิคอื มติ สิ งั คม มิติ เง่อื นไขความรู้ เง่ือนไขคุณธรรม

เศรษฐกจิ มิตวิ ฒั นธรรม มิตสิ งิ่ แวดล้อม เชอื่ มโยงสู่ 4 มติ ิคือ มติ ิสงั คม มติ ิ

เพราะเหตุใดต้องศึกษา เศรษฐกจิ

มติ ิวัฒนธรรม มิตสิ ่งิ แวดลอ้ มและ

วตั ถุประสงค์การเรียนรหู้ น่วยการ

เรยี นท3่ี และหัวข้อการเรยี นรู้

ขน้ั สอนทฤษฎี ข้ันศกึ ษาขอ้ มูล

2. ครใู หน้ กั เรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น 2. นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน

3. ครูบรรยายเนอ้ื หาประกอบแผ่นใส/ power 3. นักเรยี นฟงั ครูบรรยายและจดบันทึก

point พอประมาณ 4. นักเรยี นศกึ ษาหนว่ ยการเรียนทีไ่ ด้รับ

ยกตัวอย่าง เลือกใช้วัสดุ-อุปกรณ์ สอดคล้องกับงาน มอบหมาย

และใช้คุ้มคา่ ประหยดั และคำนงึ ถงึ ความปลอดภยั 5. นกั เรยี นตอบคำถาม

ครูธัญลกั ษณ์ หมโี ชติ

36

4. ครูใหน้ ักเรียนศึกษาเน้ือหาการเรียนรู้ในหนงั สือ ขั้นศกึ ษาข้อมูล
เรยี น 6. นักเรียนศึกษาใบงานการทดลองประจำ
5. ซกั ถามนักเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาท่เี รยี น หน่วยการเรยี นรู้
7. นกั เรยี นจดั เตรยี มเครื่องมือและอุปกรณ์
ข้ันสอนปฏบิ ตั ิ ภูมิคมุ้ กนั
6. ครูให้นกั เรียนศึกษาใบงานการทดลอง เห็นความสำคญั ในการทำงานร่วมกบั ผู้อ่ืน
7. ครใู ห้นักเรยี นแบ่งกลุม่ จดั เตรียมเคร่อื งมือและ
อุปกรณ์ตามใบงานการทดลอง มีเหตผุ ล
วเิ คราะห์ และแก้ปญั หาตา่ ง ๆ เกี่ยวกบั การต่อ
วงจรและใชง้ านเคร่ืองมือวดั

8. ครูสงั เกตการปฏบิ ัตงิ านและคอยให้คำแนะนำ

อยา่ งใกล้ชดิ

ขน้ั สรปุ ขน้ั พยายามและขน้ั สำเร็จผล

9. ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สรุปผลการเรียนรู้ 8. นักเรยี นชว่ ยกันสรปุ เนอ้ื หาที่เรยี นและจด

10. ครูใหน้ กั เรยี นปฏบิ ตั ติ ามใบงานการทดลอง บันทกึ คณุ ธรรม

ประจำหน่วยการเรียนรู้ ทำงานด้วยความสามัคคีมีนำ้ ใจ มวี ินัย มี

11. ครูคอยสังเกตลำดับขัน้ ตอนการทำงานและให้ ความรับผิดชอบและดว้ ยความซ่อื สตั ย์

คำแนะนำเม่ือพบนักเรียนปฏิบัตไิ ม่ถูกต้อง ตระหนกั คุณภาพของงาน มีความประณตี

12. ครูใหน้ ักเรียนท่ีปฏบิ ัติงานเสรจ็ แล้วสง่ ตรวจที่ รอบคอบ ปลอดภัย

โตะ๊ ตรวจงานเพ่ือขอคำแนะนำและและประเมินผล 9. นักเรียนปฏิบัติตามใบงานการทดลอง

13. ทำแบบทดสอบหลังเรียน ประจำหนว่ ยการเรยี นรู้ เม่ือพบปญั หาให้

14. ครแู จ้งนโยบายสถานศึกษา 3D ของกระทรวง สอบถามครูผูส้ อน

ศึกษา ซ่ึงเปน็ กจิ กรรมที่ม่งุ สง่ เสรมิ พฒั นาผ้เู รียนให้มี 10. นกั เรยี นสง่ ผลการปฏบิ ัติงานใหค้ รตู รวจ

คุณลักษณะท่ดี งี าม 3 ดา้ น คือ 1. ด้าน 11.นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรยี น

ประชาธปิ ไตย (Democracy) 2. ดา้ นคุณธรรม 12. นกั เรียนชว่ ยกนั สรปุ เน้ือหาและจดบันทึก

จริยธรรม และความเป็นไทย (Decency) 3. ดา้ น ประกอบดว้ ยสาระเก่ียวกบั เร่ืองที่เรียน มี

ภูมิคมุ้ กันจากยาเสพติด (Drug – Free) เหตผุ ล เงือ่ นไข คือ เงื่อนไขความรู้ เงอื่ นไข

15. ครอู ธบิ ายหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง คุณธรรม

เพือ่ บรู ณาการเขา้ กับกิจกรรมการเรียนการสอน 13. นกั เรยี นจดบันทกึ นโยบายสถานศกึ ษา

ประกอบดว้ ย 1. ความพอประมาณ 2. ความมี 3 D พร้อมกับอภปิ รายแนวทางนำไปปฏบิ ัติ

เหตุผล 3. การมีภูมิคมุ้ กนั ในตัวทด่ี ี ใชใ้ นชวี ติ ประจำวันและในรายวิชาทีเ่ รียน

16. ครซู ักถามนักเรียนว่ามีข้อสงสยั อะไรอีกหรือไม่ 14. นักเรยี นรบั ฟงั และจดบันทกึ หลกั ปรชั ญา

17. ครใู หน้ กั เรยี นทำความสะอาดหอ้ งเรยี น ของเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีความรับผดิ ชอบ

และพยายามสบื ค้นข้อมูลและปฏบิ ตั ิงานให้

สำเร็จอยา่ งมเี หตุผล

15. นักเรยี นชว่ ยกนั ทำความสะอาดเครือ่ งมือ

อปุ กรณ์ จัดห้องเรียนใหเ้ รยี บรอ้ ย

ครูธญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ

37

ข้นั นำไปใช้ ขั้นนำไปใช้

18. ครใู ห้นักเรียนเขียนรายงานสรุปผลการเรียนรู้ 4 16. นกั เรียนทำแบบสรุปผลการเรยี นรู้ประจำ

มิติคือ มติ สิ ังคม มติ เิ ศรษฐกิจ มิตวิ ัฒนธรรม มติ ิ หนว่ ยการเรียน

สงิ่ แวดล้อม

19. ครูบันทกึ หลังการสอน

ข้นั นำเข้าสู่บทเรียน ข้นั สนใจปัญหา

1. ครแู จ้งจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ หนว่ ยการเรียน 1. นักเรยี นจดบนั ทกึ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

ขั้นสอนทฤษฎี ขน้ั ศึกษาขอ้ มลู

2. ครูให้นักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น 2. นกั เรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น

3. ครบู รรยายเนื้อหาประกอบแผน่ ใส/ power 3. นกั เรยี นฟังครูบรรยายและจดบนั ทึก

point 4. นกั เรียนศึกษาหนว่ ยการเรียนที่ได้รับ

4. ครูให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาการเรยี นรใู้ นหนังสือ มอบหมาย

เรยี น 5. นักเรยี นตอบคำถาม

5. ซกั ถามนักเรยี นเก่ยี วกบั เนื้อหาทีเ่ รยี น

ขัน้ สอนปฏบิ ตั ิ ข้ันศึกษาขอ้ มูล

6. ครูใหน้ ักเรียนศึกษาใบงานการทดลอง 6. นักเรียนศกึ ษาใบงานการทดลองประจำ

7. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มจดั เตรียมเครื่องมือและ หน่วยการเรียนรู้

อุปกรณ์ตามใบงานการทดลอง 7. นกั เรียนจัดเตรยี มเคร่ืองมือและอปุ กรณ์

8. ครูสังเกตการปฏบิ ตั งิ านและคอยให้คำแนะนำ ขน้ั นำไปใช้

อย่างใกลช้ ิด 16. นกั เรยี นทำแบบสรุปผลการเรียนรปู้ ระจำ

ขน้ั นำไปใช้ หน่วยการเรยี น

18. ครใู ห้นักเรียนเขียนรายงานสรปุ ผลการเรยี นรู้

19. ครบู นั ทึกหลังการสอน

การบูรณาการปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

ผู้เรียนมีวินัย ซื่อสัตย์ ประหยัด ใฝ่รู้ และปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายโดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง

กจิ กรรมเสนอแนะ/ งานท่มี อบหมาย

ศึกษาคน้ ควา้ เพิม่ เติมเกี่ยวกับความรู้พ้นื ฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ เร่ือง พลงั งานไฟฟ้า

การวดั และประเมนิ ผล

วิธกี ารวดั และประเมนิ ผล
- สังเกตการทำงาน
- ทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น

เครือ่ งมือวดั และประเมนิ ผล
- แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรียน

เกณฑ์การวัดผล และประเมนิ ผล

ครธู ัญลกั ษณ์ หมโี ชติ

38

- ผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน ร้อยละ 80 ของแบบประเมนิ แตล่ ะประเภท
ดา้ นความรู้

- ประเมนิ จาก การสนทนา ตอบ ข้อซกั ถาม
- ประเมนิ จากการทำแบบฝึกหัด แบบทดสอบ
ด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม
- ประเมินด้วยแบบสังเกตการปฏิบัติกิจกรรม เน้นความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ประณีต รอบคอบ
ประหยดั และมีความอดทน
ดา้ นทักษะกระบวนการ
- กระบวนการทำงาน
วธิ กี ารแกป้ ญั หาในกรณที ีผ่ เู้ รียนไมผ่ า่ นเกณฑ์การประเมินตามจดุ ประสงค์ทก่ี ำหนด
1. สอนซ่อมเสรมิ ใหก้ ับผูเ้ รียนที่ไมผ่ า่ นเกณฑ์ในแต่ละจุดประสงค์ โดยใชว้ ิธีการดังน้ี

- แนะนำ/สอนเสรมิ ในส่วนท่ยี งั ไมเ่ ข้าใจ
- มอบหมายให้เพ่อื นท่ผี า่ นเกณฑส์ อนเพื่อน
- มอบหมายใหง้ านเพิม่ เตมิ นอกเวลา
2. ทดสอบเพื่อประเมินผล

ส่ือการเรยี นการสอน

1. เอกสารประกอบการสอน วิชา วจิ รไฟฟ้ากระแสตรง 20100 - 1005
2. สอ่ื Power Point บทท่ี 3 แหล่งกำเนิดไฟฟา้
3. ชุดทดลองวงจรไฟฟ้ากระแสตรง

ครูธัญลกั ษณ์ หมีโชติ

39

ใบปฏิบตั งิ าน แหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าจากมะนาว
3.1

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

1. บอกขั้นตอนการสร้างแหล่งกำเนิดไฟฟา้ จากลูกมะนาวได้
2. แสดงวิธกี ารทดสอบคา่ แรงดันทเี่ กดิ ขึ้นได้
3. เกิดความประหยัดในการปฏิบตั งิ าน

เครื่องมือและอุปกรณ์

1. ลกู มะนาวสด 3 ผล
2. ตะปยู าว 4 ซม. 3 ตวั
3. ลวดทองแดงยาว 4 ซม. 3 ท่อน
4. ไดโอดเปลง่ แสง (LED) 1 ตวั
5. ดิจิตอลมลั ตมิ เิ ตอร์ 1 เครื่อง
6. สายตอ่ วงจร 1 ชดุ

ลำดบั ขั้นการทดลอง

1.นำตะปู และลวดทองแดง เสียบลงในลูกมะนาว ให้มีระยะห่างจากกันของโลหะทั้งสองมากที่สุดทั้ง 3 ผล
จะไดข้ ้ัวแรงดันออกมา ด้านตะปูเปน็ ขัว้ ลบ (–) ดา้ นลวดทองแดงเป็นขั้วบวก (+)

2. ต่อวงจรแหล่งกำเนดิ แรงดันจากลกู มะนาวแบบอนุกรมกนั ตามรปู ที่ 3.1
3. ใช้ดิจิตอลมัลติมิเตอร์ตั้งค่าที่ดีซีโวลต์มิเตอร์ย่านโวลต์ต่ำ นำไปวัดที่ขั้วโลหะทั้งสองของแหล่งกำเนิด
แรงดันชุดแรกที่ตำแหน่งวัด 1 – 2 ขั้วลบมิเตอร์วัดที่ตะปู (–) ขั้วบวกมิเตอร์วัดที่ลวดทองแดง (+) อ่านค่าแรงดันที่
วดั ได้ บันทึกค่าลงในตารางท่ี 3.1 ชอ่ งตำแหน่งทว่ี ดั 1 – 2
4. วัดแรงดันตามตำแหน่งในตารางที่ 3.1 ช่องตำแหน่งที่วัดที่เหลือทั้งหมด ตามลำดับ บันทึกค่าลงใน
ตารางท่ี 3.1

ครธู ญั ลักษณ์ หมีโชติ

+ DCV- 2 3 40
+-
1- + - +4

รูปท่ี 3.1 แหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้าจากมะนาว

ตารางที่ 3.1 แรงดนั ที่วดั ไดจ้ ากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าจากมะนาว

ตำแหน่งทว่ี ดั ที่ 1–2 2–3 3–4 1–3 1–4
แรงดนั (V)

5. นำ LED มาต่อแทนดิจิตอลมัลติมิเตอร์ ทดสอบครั้งแรกให้ LED เปล่งแสงก่อน โดยนำขาทั้งสองของ
LED คร่อมที่ขั้วแหล่งกำเนิดแรงดันตำแหน่ง 1 – 3 สลับขา K และขา A ไปมา ใช้ตำแหน่งที่ LED เปล่งแสงสว่าง
ขึน้ มา ยา้ ยขา LED มาต่อท่ีขา 1 – 2 ตอ่ วงจรตามรูปท่ี 3.2

LED 2 3
KA +-

1- + - +4

รปู ท่ี 3.2 ทดสอบกระแสไหลผ่านไดโอดเปลง่ แสง
ตารางที่ 3.2 ความสวา่ งของไดโอดเปลง่ แสง

ตำแหน่งทวี่ ัดท่ี 1–2 1–3 1–4
ความสวา่ งของ LED ครูธญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ

41
สรุปผลการทดลอง
......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................
คำถามและการวเิ คราะห์

1. ค่าแรงดันที่เกิดขึ้นจากลูกมะนาวแต่ละลูกเท่ากันหรือแตกต่างกันอย่างไร แรงดันที่ต่ออนุกรมกันมีค่า
เพม่ิ ขน้ึ หรือไม่ เพราเหตใุ ดจงึ เปน็ เช่นนั้น
......................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................ .......................................................
.......................................................................................................................................................................................

ครูธัญลกั ษณ์ หมีโชติ

42

แบบฝกึ หัด
บทที่ 3 แหล่งกำเนิดไฟฟ้าและประเภทของไฟฟา้

คำสั่ง จงเลอื กขอ้ ทถ่ี กู ต้องท่สี ดุ

1. จากทฤษฎอี ะตอมกลา่ วว่า สว่ นทเี่ ล็กที่สดุ ของวัตถหุ รือสสาร ทยี่ ังคงแสดงคุณสมบตั ขิ องวตั ถุ หรือสสารเดิมอยู่คือ

ส่วนใด

ก. นวิ เคลยี ส ข. โมเลกลุ

ค. อะตอม ง. ธาตุ

2. ภายในอะตอมของวัตถุหรือสสาร ส่วนทเ่ี คลือ่ นทต่ี ลอดเวลาคอื อะไร

ก. นวิ เคลยี ส ข. โปรตอน

ค. นวิ ตรอน ง. อิเล็กตรอน

3. วตั ถุ หรือสสาร ทกุ ชนิดมปี ระจไุ ฟฟ้าภายในตวั เอง เหตุใดในสภาวะปกตจิ ึงไม่แสดงอำนาจไฟฟ้าออกมา

ก. ศักย์ของประจไุ ฟฟา้ เกิดสภาวะสมดลุ ข. พลังงานภายนอกมแี รงต้านมากกวา่

ค. ศกั ย์ไฟฟา้ ถกู ซ่อนเกบ็ ไว้ ง. ประจไุ ฟฟา้ เส่อื มสภาพ

4. ถ่านไฟฉายใชห้ ลกั การผลติ ไฟฟา้ จากแหล่งกำเนิดไฟฟา้ ชนิดใด

ก. ความร้อน ข. แรงกดดนั

ค. ปฏิกริ ิยาเคมี ง. สนามแม่เหล็ก

5. อปุ กรณท์ ่ีให้กำเนิดไฟฟา้ จากการสั่นสะเทือนคืออะไร

ก. ผลึกแรค่ วอตซ์ ข. เทอร์โมคัปเปิล

ค. โวลตาอกิ เซลล์ ง. โซลาร์เซลล์

6. การหมนุ ของกังหนั ลมผลิตไฟฟา้ ใชห้ ลกั การผลิตไฟฟา้ จากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าชนดิ ใด

ก. ความร้อน ข. แรงกดดนั

ค. การเสยี ดสี ง. สนามแม่เหล็ก

7. อุปกรณท์ ี่ให้กำเนิดไฟฟ้าจากความร้อนคืออะไร

ก. ผลกึ แร่ควอตซ์ ข. เทอรโ์ มคปั เปลิ

ค. โวลตาอกิ เซลล์ ง. โซลารเ์ ซลล์

8. เคร่ืองทำอากาศบรสิ ุทธ์ิใช้หลกั การทำงานจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าชนดิ ใด

ก. ความร้อน ข. แรงกดดนั

ค. การเสียดสี ง. สนามแม่เหลก็

ครูธัญลกั ษณ์ หมโี ชติ

43

9. สาเหตุทที่ ำให้เกิดฟา้ ผา่ คืออะไร
ก. การถ่ายเทประจุไฟฟ้าจากก้อนเมฆลงสพู่ ืน้ ดิน
ข. เกดิ ความต่างศักย์ไฟฟา้ ระหวา่ งสองจดุ
ค. การถา่ ยเทประจไุ ฟฟา้ ระหว่างกอ้ นเมฆ
ง. เกดิ ความไมส่ มดุลของประจุไฟฟ้า

10. แหล่งกำเนิดไฟฟ้าทจี่ ัดอยใู่ นประเภทไฟฟ้าสถิต คือไฟฟา้ กำเนิดไดจ้ ากอะไร
ก. ความรอ้ น ข. แรงกดดนั

ค. การเสยี ดสี ง. สนามแม่เหลก็

ครูธญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ

44

เฉลยแบบฝกึ หัด

บทท่ี 3 แหล่งกำเนดิ ไฟฟา้ และประเภทของไฟฟ้า

1. ข 2. ง 3. ก 4. ค 5. ก
6. ง 7. ข 8. ค 9. ก 10. ค

ครธู ญั ลักษณ์ หมโี ชติ

45

แบบทดสอบกอ่ นเรยี น/หลงั เรยี น
บทที่ 3 แหล่งกำเนดิ ไฟฟ้าและประเภทของไฟฟ้า

คำช้แี จง 1. จงทำเครื่องหมายกากบาท () ทบั ข้อท่ีถูกทสี่ ดุ เพยี งข้อเดียวลงในกระดาษคำตอบ
2. เวลาสอบ 10 นาที

1. อปุ กรณ์ข้อใดทำงานโดยไม่อาศยั แหลง่ พลงั งาน 7. ถา่ นไฟฉาย มีแรงเคลอ่ื นไฟฟ้าเท่าใด
ไฟฟ้า ก. 1 V
ข. 1.5 V
ก. เครอ่ื งปรบั อากาศ ค. 2 V
ข. พดั ลม ง. 3 V
ค. ตะเกียง
ง. โทรทัศน์ 8. ถ่านไฟฉายมีกีข่ ั้ว อะไรบ้าง
2. ไฟฉายเปน็ แหลง่ กำเนิดพลังงานชนิดใด ก. 2 ขว้ั ( + , - )
ก. แสงสวา่ ง ข. 3 ขัว้ (+ , - , N)
ข. ความเร็ว ค. 2 ข้วั ( +, - G)
ค. ความเรง่ ง. 2 ขัว้ (แดง, ดำ)
ง. แมเ่ หล็กไฟฟา้
3. ไฟฟ้าสถติ เกดิ จากอะไร 9. ขอ้ ใดไมใ่ ชส่ ่วนประกอบของแบตเตอรี่
ก. การกดอัด ก. แผน่ โลหะบวก – ลบ
ข. การดงึ ข. เกลือ
ค. การเสียดสี ค. กรดซัลฟิวริก
ง. ปฏิกริ ิยาเคมี ง. นำ้ กลัน่
4. ขอ้ ใดคือแหล่งพลงั งานไฟฟ้ากระแสตรง
ก. เคร่ืองกำเนิดไฟฟ้าในเขือ่ นต่างๆ 10. ข้อใดกล่าวไม่ถกู ต้องเก่ยี วกับแหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้า
ข. ไฟหนา้ รถจักรยาน ก. ไฟฟา้ สถิตเกิดจากฟา้ แลบ
ค. ไฟฟา้ สถิต ข. สนามแมเ่ หลก็ ทำให้เกิดไฟฟ้าได้
ง. แบตเตอร่ี ค. ถ่านไฟฉายทว่ั ไปมีขนาด 1.5 V
5. ไฟฟ้ากระแสตรง นิยมเรียกสน้ั ๆ ว่าอะไร ง. เซลลไ์ ฟฟา้ ทุตยิ ภมู จิ ะนำมาประจุใหม่
ก. ไฟเอซี ไม่ได้
ข. ไฟเรียบ
ค. ไฟดซี ี
ง. ไฟกระเพ่ือม
6. ขอ้ ใดคือลกั ษณะเซลล์ไฟฟ้าปฐมภมู ิ
ก. ต้องเติมนำ้ กลั่น
ข. มขี นาดใหญ่ นำ้ หนักมาก
ค. สามารถนำกลบั มาใชไ้ ด้อกี
ง. เม่อื ประจหุ มดแลว้ จะไมส่ ามารถนำ
กลบั มาใช้ได้อีก

ครูธญั ลกั ษณ์ หมีโชติ

46

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน – หลงั เรยี น
บทที่ 3 แหล่งกำเนดิ ไฟฟา้ และประเภทของไฟฟ้า

ขอ้ ท่ี คำตอบ
1. ค. ตะเกยี ง
2. ก. แสงสว่าง
3. ค. การเสียดสี
4. ง. แบตเตอรี่
5. ค. ไฟดีซี
6. ค. สามารถนำกลบั มาใชไ้ ด้อกี
7. ข. 1.5 V
8. ก. 2 ขว้ั ( + , - )
9. ข. เกลอื
10. ง. เซลล์ไฟฟ้าทตุ ยิ ภมู จิ ะนำมาประจใุ หม่ไมไ่ ด้

ครูธญั ลักษณ์ หมโี ชติ

47

แผนผังความคิดบทท่ี4 ศึกษาเรื่อง
กฎของโอห์ม กำลงั ไฟฟ้า และพลังงานไฟฟา้
โดยบูรณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

พอประมาณ ภูมิคุ้มกนั

3. เลือกใช้วัสดุ-อุปกรณ์ สอดคล้องกับ 4. เหน็ ความสำคญั ในการทำงานรว่ มกับผูอ้ ่นื
งานและใชค้ ุม้ คา่ ประหยดั และคำนึงถึง
ความปลอดภัย

มีเหตผุ ล

2. วิเคราะห์ และแก้ปัญหา
ตา่ ง ๆ เกยี่ วกับ การตอ่ วงจร
และใช้งานเครอื่ งมอื วดั

บทที่ 4 คณุ ธรรม

1. ความร/ู้ ทักษะ 5. ทำงานดว้ ยความสามัคคีมี
นำ้ ใจ มวี ินัย มคี วามรบั ผดิ ชอบ
- การใชก้ ฎของโอหม์ และดว้ ยความซ่ือสัตย์
- การคำนวณหาคา่ กระแสไฟฟา้ (Current) 6. ตระหนกั คณุ ภาพของงาน
- การคำนวณหาคา่ แรงดันไฟฟา้ (Voltage) มีความประณตี รอบคอบ
- การคำนวณหาคา่ ความตา้ นทานไฟฟา้ (Resistor) ปลอดภยั

สงั คม เศรษฐกจิ วฒั นธรรม สิง่ แวดล้อม

1,6 2-3 5 4

ครูธัญลักษณ์ หมีโชติ

48

แผนการจัดการเรียนรู้
ชอ่ื วชิ า งานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกสเ์ บือ้ งต้น รหสั วิชา 20100 – 1005
บทท่ี 4 กฎของโอหม์ กำลังไฟฟ้า และพลังงานไฟฟา้
สอนครั้งท่ี 5-6 ช่ัวโมงที่ 17 - 24 เวลา 8 ช่วั โมง

สาระสำคัญ

จรอส ซิโมน โอห์ม(George Simon Ohm) นกั วทิ ยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้คน้ พบความสัมพันธ์

ระหวา่ งกระแสไฟฟ้า เรยี กวา่ เคอรเ์ รนท์ (Current) ใช้อักษรยอ่ I แรงดนั ไฟฟ้า เรียกวา่ โวลท์เตจ

(Voltage) ใชอ้ กั ษรยอ่ E หรือ V และความตา้ นทานไฟฟ้า เรียกว่า รซี สิ เตอร์(Resistor) ใชอ้ ักษรย่อ R

ซง่ึ กลา่ วไวว้ า่ “ในวงจรไฟฟ้าใด ๆ กระแสไฟฟ้าจะแปรผนั ตรงกบั แรงดนั ไฟฟา้ (I  E) และจะ

แปรผกผนั กับความตา้ นทาน (I  1 )
R

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
จุดประสงค์ทัว่ ไป

มคี วามรู้ความเขา้ ใจเก่ยี วกับการใชก้ ฎของโอหม์ การคำนวณหาคา่ กระแสไฟฟ้า (Current) การ
คำนวณหาค่าแรงดนั ไฟฟา้ (Voltage) การคำนวณหาค่าความตา้ นทานไฟฟา้ (Resistor)

จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
1. บอกสูตรการคำนวณที่ไดจ้ ากกฎของโอหม์ ได้ถูกต้อง
2. คำนวณหาค่ากระแสไฟฟ้าจากกฎของโอหม์ ได้ถูกต้อง
3. คำนวณหาคา่ แรงดนั ไฟฟ้าจากกฎของโอหม์ ได้ถูกต้อง
4. คำนวณหาคา่ ความตา้ นทานไฟฟา้ จากกฎของโอห์มได้ถูกต้อง
5.ปฏิบตั ิต่อวงจรวดั แรงดัน กระแส ความตา้ นทานไฟฟ้าได้ถูกต้อง

สมรรถนะรายหน่วย
1. เขยี นสมการกฎของโอห์ม
2.คำนวณแก้ปัญหาวงจรไฟฟ้าด้วยกฎของโอห์ม

หัวข้อการเรยี นรู้
1. การใชก้ ฎของโอห์ม
2 .การคำนวณหาคา่ กระแสไฟฟา้ (Current)
3. การคำนวณหาคา่ แรงดันไฟฟ้า (Voltage)
4. การคำนวณหาคา่ ความตา้ นทานไฟฟา้ (Resistor)
5. ใบงานที่ 4.1 เรือ่ ง กฎของโอห์ม
6. ใบงานที่ 4.2 เร่ือง กำลงั ไฟฟ้า

ครูธญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ

49

กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สัปดาห์ที่ 5-6)

กิจกรรมครู กิจกรรมนกั เรียน

ขน้ั นำเขา้ สูบ่ ทเรยี น ข้นั สนใจปัญหา

1. ครูแจง้ จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ หน่วยการ 1. นักเรียนจดบันทึกจุดประสงค์การ

เรยี น เรียนรู้

2. ครูแจง้ ให้นกั เรยี นเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจ 2. ทำความเข้าใจปรชั ญาเศรษฐกิจ

พอเพยี ง 3หว่ ง คือ หลกั ความพอประมาณ พอเพยี ง3 หว่ ง คือ หลักความ

หลกั ความมเี หตุผล หลักภูมิคุ้มกัน 2 พอประมาณ หลกั ความมีเหตุผล

เงื่อนไข คือ เง่อื นไขความรู้ เง่ือนไข หลักภมู ิคมุ้ กนั 2 เงอื่ นไข คือ

คุณธรรม เช่ือมโยงสู่ 4 มิติคือ มิติสังคม มิติ เงอื่ นไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม

เศรษฐกิจมติ ิวัฒนธรรม มติ สิ ิ่งแวดลอ้ ม เชือ่ มโยงสู่ 4 มติ ิคือ มิตสิ ังคม มิติ

เพราะเหตุใดต้องศึกษา เศรษฐกิจมิติวัฒนธรรม มิติ

สิง่ แวดลอ้ มและวตั ถุประสงค์การ

เรียนรหู้ นว่ ยการเรยี นและหวั ขอ้ การ

เรยี นรู้

ขั้นสอนทฤษฎี ขน้ั ศกึ ษาขอ้ มูล

2. ครูใหน้ ักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น 2. นกั เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรยี น

3. ครูบรรยายเน้อื หาประกอบแผน่ ใส/ power 3. นกั เรยี นฟงั ครบู รรยายและจดบันทกึ

point พอประมาณ เลือกใช้วัสดุ-อุปกรณ์ 4. นักเรยี นศึกษาหน่วยการเรียนที่ได้รบั

สอดคลอ้ งกับงานและใช้คุ้มค่า ประหยัดและ มอบหมาย

คำนงึ ถงึ ความปลอดภัย 5. นักเรียนตอบคำถาม

4. ครูให้นกั เรียนศึกษาเนื้อหาการเรียนร้ใู นหนงั สอื

เรยี น

5. ซักถามนักเรยี นเกีย่ วกบั เน้ือหาทเี่ รยี น

ข้นั สอนปฏบิ ตั ิ ขน้ั ศกึ ษาขอ้ มลู

6. ครูใหน้ ักเรียนศึกษาใบงานการทดลอง 6. นักเรยี นศกึ ษาใบงานการทดลองประจำ

7. ครใู ห้นักเรียนแบ่งกลมุ่ จัดเตรยี มเครอ่ื งมือและ หนว่ ยการเรียนรู้

อปุ กรณ์ตามใบงานการทดลอง มเี หตผุ ล 7. นักเรียนจดั เตรียมเครื่องมือและอปุ กรณ์

วเิ คราะห์ และแก้ปญั หาต่าง ๆ เกยี่ วกับ การต่อ ภูมิคุ้มกัน

วงจรและใช้งานเครื่องมือวดั เห็นความสำคญั ในการทำงานรว่ มกบั ผู้อืน่

8. ครูสงั เกตการปฏิบัติงานและคอยให้คำแนะนำ

อยา่ งใกลช้ ดิ

ขน้ั สรปุ ขั้นพยายามและขน้ั สำเรจ็ ผล

9. ครูและนกั เรียนร่วมกนั สรปุ ผลการเรยี นรู้ 8. นักเรียนช่วยกนั สรุปเน้ือหาทีเ่ รียนและจด

10. ครูให้นกั เรยี นปฏิบัติตามใบงานการทดลอง บนั ทึก

ประจำหนว่ ยการเรียนรู้

ครูธญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ

50

11. ครคู อยสงั เกตลำดบั ขน้ั ตอนการทำงานและให้ 9. นกั เรียนปฏบิ ตั ิตามใบงานการทดลอง

คำแนะนำเมื่อพบนักเรียนปฏิบัตไิ ม่ถูกต้อง ประจำหนว่ ยการเรียนรู้ เม่ือพบปัญหาให้

12. ครูใหน้ ักเรยี นทป่ี ฏิบตั ิงานเสร็จแล้วส่งตรวจที่ สอบถามครูผูส้ อน คุณธรรม

โตะ๊ ตรวจงานเพ่ือขอคำแนะนำและและประเมนิ ผล ทำงานดว้ ยความสามัคคีมนี ำ้ ใจ มีวนิ ัย มี

13. ทำแบบทดสอบหลงั เรียน ความรับผิดชอบและดว้ ยความซือ่ สตั ย์

14. ครแู จ้งนโยบายสถานศึกษา 3D ของกระทรวง ตระหนกั คุณภาพของงาน มีความประณตี

ศึกษา ซ่ึงเปน็ กจิ กรรมท่ีมงุ่ ส่งเสรมิ พฒั นาผู้เรยี นใหม้ ี รอบคอบ ปลอดภัย

คุณลักษณะที่ดีงาม 3 ดา้ น คือ 1. ดา้ น 10. นักเรยี นส่งผลการปฏิบัติงานให้ครูตรวจ

ประชาธปิ ไตย (Democracy) 2. ดา้ นคุณธรรม 11.นกั เรียนทำแบบทดสอบหลงั เรยี น

จริยธรรม และความเปน็ ไทย (Decency) 3. ดา้ น 12. นักเรียนช่วยกันสรปุ เนอ้ื หาและจดบนั ทึก

ภมู ิคุ้มกันจากยาเสพตดิ (Drug – Free) ประกอบดว้ ยสาระเก่ียวกบั เร่ืองทีเ่ รียน

15. ครอู ธบิ ายหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง 13. นักเรยี นจดบนั ทกึ นโยบายสถานศึกษา

เพอ่ื บรู ณาการเขา้ กับกจิ กรรมการเรยี นการสอน 3 D พร้อมกบั อภิปรายแนวทางนำไปปฏิบัติ

ประกอบดว้ ย 1. ความพอประมาณ 2. ความมี ใช้ในชีวติ ประจำวันและในรายวิชาท่ีเรยี น

เหตผุ ล 3. การมีภูมิคมุ้ กนั ในตัวท่ดี ี 14. นกั เรียนรับฟังและจดบันทกึ หลกั ปรัชญา

16. ครูซักถามนักเรียนวา่ มีข้อสงสยั อะไรอีกหรือไม่ ของเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีความรับผิดชอบ

17. ครูใหน้ ักเรยี นทำความสะอาดหอ้ งเรียน และพยายามสบื คน้ ขอ้ มลู และปฏบิ ตั ิงานให้

สำเร็จอยา่ งมเี หตผุ ล มเี หตุผล เงอ่ื นไข คือ

เงอื่ นไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม

15. นกั เรยี นช่วยกนั ทำความสะอาดเครื่องมือ

อปุ กรณ์ จดั ห้องเรยี นใหเ้ รียบรอ้ ย

ข้ันนำไปใช้ ขน้ั นำไปใช้

18. ครูใหน้ กั เรยี นเขียนรายงานสรปุ ผลการเรยี นรู้ 16. นักเรยี นทำแบบสรุปผลการเรยี นรู้ประจำ

19. ครูบนั ทึกหลงั การสอน หนว่ ยการเรยี น

การบรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

ผู้เรียนมวี ินัย ซือ่ สตั ย์ ประหยัด ใฝ่รู้ และปฏิบัตงิ านท่ไี ด้รับมอบหมายโดยยึดหลักปรัชญาของ

เศรษฐกจิ พอเพียง

กิจกรรมเสนอแนะ/ งานที่มอบหมาย
ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ การบวก ลบ คูณ หาร

เศษส่วน
การวดั และประเมนิ ผล

วิธีการวดั และประเมินผล
- สังเกตการทำงาน
- ทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียน

เคร่ืองมอื วัดและประเมนิ ผล
- แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น

ครูธัญลักษณ์ หมโี ชติ

51

เกณฑก์ ารวัดผล และประเมนิ ผล
- ผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน รอ้ ยละ 80 ของแบบประเมนิ แตล่ ะประเภท

ด้านความรู้
- ประเมินจาก การสนทนา ตอบ ข้อซักถาม
- ประเมนิ จากการทำแบบฝึกหดั แบบทดสอบ

ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นยิ ม
- ประเมินด้วยแบบสังเกตการปฏิบัติกิจกรรม เน้นความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ประณีต

รอบคอบ ประหยัดและมคี วามอดทน
ดา้ นทักษะกระบวนการ
- กระบวนการทำงาน
วธิ ีการแกป้ ญั หาในกรณีท่ผี เู้ รียนไม่ผ่านเกณฑ์การประเมนิ ตามจุดประสงค์ที่กำหนด
1. สอนซอ่ มเสริมใหก้ ับผู้เรยี นที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในแตล่ ะจุดประสงค์ โดยใชว้ ิธีการดังน้ี
- แนะนำ/สอนเสรมิ ในส่วนท่ยี ังไมเ่ ข้าใจ
- มอบหมายให้เพ่อื นทีผ่ ่านเกณฑส์ อนเพ่ือน
- มอบหมายให้งานเพ่ิมเตมิ นอกเวลา
2. ทดสอบเพอื่ ประเมินผล

สือ่ การเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน วิชา วิจรไฟฟ้ากระแสตรง 20104 - 2002
2. ส่อื Power Point บทท่ี 4 กฎของโอห์ม
3. ชุดทดลองวงจรไฟฟ้ากระแสตรง

ครธู ญั ลักษณ์ หมีโชติ

52

ใบปฏบิ ัตงิ าน กฎของโอหม์
4.1

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

1. ประกอบวงจรไฟฟ้าใช้ทำการทดลองเร่ืองกฎของโอห์มได้
2. วัดและอ่านค่าแรงดนั และกระแสทเ่ี กิดขน้ึ ได้
3. มคี วามอดทนอดกลั้นในการทำงาน

เคร่อื งมือและอุปกรณ์

1. ตัวต้านทาน 100 Ω, 200 Ω, 300 Ω, 400 Ω, ค่าละ 1 ตวั 2 เคร่ือง
500 Ω, 600 Ω, 700 Ω, 800 Ω ; 2 W 1 เครื่อง
1 ชดุ
2. มัลตมิ ิเตอรช์ นิดเข็มช้ี
3. แหลง่ จา่ ยแรงดนั ไฟตรงปรับค่าได้ 0 – 30 V
4. สายต่อวงจร

ลำดบั ขั้นการทดลอง

1. ประกอบวงจรตามรูปที่ 4.1 ยงั ไม่จ่ายแรงดนั ให้วงจร

DC DC DC

R
400 W

รูปที่ 4.1 ทดลองกฎของโอห์มโดยกำหนดความต้านทานคงที่ 400 W
2. ปรับแหล่งจ่ายแรงดันปรับค่าได้ให้มีแรงดัน (E) ตกคร่อมตัวต้านทาน (R) มีค่า 2, 4, 6, 8,
10, 12, 14 และ 16 V ตามลำดับค่าท่ีกำหนดในตารางท่ี 4.1 วัดและบันทึกค่ากระแส (I) ลงในตาราง
ท่ี 4.1 แถว I วัดได้ ชอ่ ง E ตกครอ่ ม R คา่ 2 V ถึง 16 V ทุกค่าตามลำดบั

ครธู ญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ

53

ตารางที่ 4.1 ทดลองกฎของโอหม์ โดยกำหนดใหค้ วามต้านทานคงที่ 400 W
E ตกครอ่ ม R (V) 2 4 6 8 10 12 14 16
I วัดได้ (mA)
I คำนวณได้ (mA)
3. คำนวณค่ากระแส (I) โดยใช้กฎของโอห์มสูตร I = E/R ที่กำหนดให้ค่า R คงที่ 400 W ใช้

คา่ แรงดนั (E) ทีก่ ำหนดใหต้ ามตารางท่ี 4.1 บนั ทึกค่าลงในตารางท่ี 4.1 แถว I คำนวณได้ทกุ คา่
4. นำค่ากระแส (I) ท่ีได้จากการวัด และแรงดัน (E) ตกครอ่ ม R ทก่ี ำหนดในตารางที่ 4.1 ไปเขยี น

กราฟลงในรูปที่ 4.2

I (mA)
40
30
20
10

0 2 4 6 8 10 12 14 16 E (V)

รูปที่ 4.2 กราฟแสดงความสัมพนั ธร์ ะหว่างกระแส และแรงดัน เมื่อความต้านทานคงที่
5. ประกอบวงจรตามรูปท่ี 4.3 ยังไมจ่ ่ายแรงดันใหว้ งจร

DC DC

R = 100 W

รูปที่ 4.3 ทดลองกฎของโอห์มโดยกำหนดแรงดนั คงท่ี 10 V
6. จ่ายแรงดันให้วงจร 10 V คงที่ วัดและบันทึกค่ากระแส (I) ลงในตารางที่ 4.2 แถว I วัดได้
ช่อง R = 100 W

ครูธญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ

54

ตารางท่ี 4.2 ทดลองกฎของโอหม์ โดยกำหนดใหแ้ รงดันคงท่ี 10 V
ค่าความตา้ นทาน R (W) 100 200 300 400 500 600 700 800
I วัดได้ (mA)
I คำนวณได้ (mA)

7. เปลี่ยนค่าความต้านทานเป็น 200, 300, 400, 500, 600, 700 และ 800 W ตามลำดับค่าที่
ใช้ในตารางที่ 4.2 วัดและบันทึกค่ากระแส (I) ลงในตารางที่ 4.2 แถว I วัดได้ ช่องค่าความต้านทาน R
200 ถงึ 800 W ตามลำดับ

8. คำนวณค่ากระแสโดยใช้กฎของโอห์มสูตร I = E/R ที่กำหนดค่าแรงดัน (E) คงที่ 10 V ค่า
ความต้านทาน (R) ใชค้ า่ ทก่ี ำหนดให้ตามตารางที่ 4.2 บันทึกค่าลงในตารางท่ี 4.2 แถว I คำนวณได้

9. นำค่ากระแส (I) ท่ีได้จากการวดั และคา่ ความต้านทาน (R) ท่กี ำหนดในตารางท่ี 4.2 ไปเขยี น
กราฟลงในรปู ท่ี 4.4

I (mA)
100
90
80
70
60
50
40
30
20
10

0 100 200 300 400 500 600 700 800 R (W)

รูปที่ 4.4 กราฟแสดงความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งกระแส และความต้านทาน เม่ือแรงดนั คงที่
สรุปผลการทดลอง

……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..

ครธู ัญลักษณ์ หมีโชติ

55
คำถามและการวิเคราะห์

1. ค่ากระแสท่ไี ด้จากการวัดและค่าท่ีไดจ้ ากการคำนวณ เท่ากนั หรือแตกตา่ งกันอย่างไร ทำไม
ถึงเป็นเชน่ นั้น

……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..…
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………..

ครธู ญั ลักษณ์ หมีโชติ

56

ใบปฏิบัตงิ าน กำลังไฟฟา้
4.2

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 1 ตัว
1. ประกอบวงจรไฟฟา้ ทำการทดลองเรื่องกำลังไฟฟ้าได้ 2 เครื่อง
2. วัดและอา่ นคา่ แรงดันและกระแสที่เกิดขน้ึ ได้ 1 เครอื่ ง
3. มีความกระตือรือรน้ ต่อการทำงาน 1 ชดุ

เครือ่ งมือและอุปกรณ์ DC
1. ตวั ต้านทาน 100 Ω ; 10 W
2. มัลติมิเตอร์ชนดิ เข็มช้ี
3. แหล่งจ่ายแรงดนั ไฟตรงปรับค่าได้ 0 – 30 V
4. สายต่อวงจร

ลำดบั ข้ันการทดลอง
1. ประกอบวงจรตามรปู ที่ 4.5 ยงั ไม่จ่ายแรงดนั ให้วงจร

DC DC

R = 100 W, 10 W

รปู ท่ี 4.5 วงจรทดลองหากำลังไฟฟ้า
2. ปรับแหล่งจ่ายแรงดันปรับค่าได้ให้มีแรงดัน (E) ตกคร่อมตัวต้านทาน (R) มีค่า 2, 4, 6, 8,
10, 12, 14, 16, 18 และ 20 V ตามลำดับ ตามคา่ ทกี่ ำหนดในตารางที่ 4.3 วดั และบันทกึ ค่ากระแส (I)
ลงในตารางท่ี 4.3 แถว I ช่อง E คา่ 2 V ถึง 20 V ทกุ ค่าตามลำดบั

ครูธญั ลกั ษณ์ หมีโชติ

57

ตารางที่ 4.3 ทดลองหาคา่ กำลงั ไฟฟ้าของตวั ต้านทาน 100 Ω

E (V) 2 4 6 8 10 12 14 16 18 20
I (mA)
P = EI (W)

3. คำนวณค่ากำลังไฟฟ้า (P) ด้วยสูตร P = EI โดยใช้ค่า E, I ที่ได้จากการทดลองในตารางท่ี
4.3 ทุกคา่ บันทึกลงในตารางท่ี 4.3 แถว P

4. นำคา่ แรงดัน (E) ทีไ่ ว้ในตารางท่ี 4.3 และคา่ กำลังไฟฟ้า (P) ที่คำนวณได้ในตารางท่ี 4.3 ไป
เขียนกราฟลงในรูปท่ี 4.6

P (W)

4.5

4

3.5

3

2.5

2

1.5

1

0.5

0 2 4 6 8 10 12 14 16 18 20 E (V)

รูปท่ี 4.6 กราฟแสดงความสัมพันธร์ ะหวา่ งแรงดัน และกำลังไฟฟ้า เม่ือความต้านทานคงท่ี 100 Ω

สรุปผลการทดลอง

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
....................................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................................

คำถามและการวิเคราะห์
1.ค่ากำลังไฟฟ้าที่คำนวณได้ในตารางที่ 4.3 เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เมื่อปรับเปลี่ยนคา่ แรงดันที่จา่ ยให้
ตัวตา้ นทาน

...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................................................

ครธู ัญลักษณ์ หมโี ชติ

58

แบบฝกึ หัด
บทที่4 เรอ่ื ง กฎของโอหม์ กำลังไฟฟา้ และพลังงานไฟฟา้

คำชแี้ จง 1. จงทำเคร่ืองหมายกากบาท () ทับข้อท่ีถกู ท่ีสุดเพียงขอ้ เดียวลงในกระดาษคำตอบ

2. เวลาสอบ 10 นาที

6. คำกล่าวที่ว่า อัตราของงานที่ถูกกระทำใน
วงจรไฟฟ้าซึ่งเกิดกระแสไหล 1 A เมื่อมี
1. กฎของโอหม์ กำหนดขึ้นมาจากความสมั พนั ธ์ แรงดันจ่ายให้วงจร 1 V เป็นคำกล่าวของ
ของค่าทางไฟฟา้ กี่ค่า อะไรบา้ ง ทเ่ี กิดข้ึนตาม อะไร
ความเป็นจริงของการทำงานในวงจรไฟฟ้า
ก. 1 ค่า คอื กระแสไฟฟ้า ก.พลงั งานไฟฟา้ ข. กำลังไฟฟา้
ข. 2 ค่า คอื กระแสไฟฟ้า แรงดันไฟฟา้
ค.ศักย์ไฟฟ้า ง. กฎของโอห์ม

ค. 3 คา่ คือ กระแสไฟฟ้า แรงดนั ไฟฟา้ ความ 7. จากรปู ค่าผลลัพธเ์ ท่ากับเท่าไหร่
ต้านทานไฟฟ้า

ง. 4 ค่า คือ กระแสไฟฟ้า แรงดนั ไฟฟ้า ความ I=5A R=?W
ต้านทานไฟฟ้า กำลังไฟฟา้
2. จากรปู ต้องใช้กฎของโอหม์ หาคา่ อะไร E
220 V

I=5A ก.1,100 V. ข. 1,100 Ω
R = ? W ค. 44 A
E ง. 44 Ω
220 V

ก. กระแสไฟฟ้า จากรปู ใชต้ อบคำถามข้อ 8-10

ข. ความต้านทานไฟฟ้า

ค. กำลังไฟฟา้

ง. แรงดนั ไฟฟา้

3.การทำงานของวงจรไฟฟา้ ข้อใดถูกต้อง

ก. I คงที่ R เพมิ่ E เพ่ิม

ข. E คงที่ R เพิม่ I เพ่ิม

ค.R คงท่ี E เพ่ิม I ลด 8. คา่ I ในวงจรมีค่าเทา่ กบั เท่าไหร่
ก. 10 mA ข. 100 mA
ง. I เปล่ียนแปลงโดยตรงกับ R ค. 10 mv ข. 100 A
9. ค่า I ในวงจรมีค่าเท่ากับเท่าไหร่ ถา้ R
4.สมการกฎของโอหม์ ข้อใดถูกตอ้ ง E เพ่มิ ข้ึน
E R ก. เพ่ิมข้ึน ข. ลดลง
ก. R = I ข. I = ค. เทา่ เดิม ข. ไมม่ ีข้อใดถูก

ค. E = IR ง. ถูกทกุ ขอ้ 10. คา่ I ในวงจรมคี ่าเท่ากับถ้า E เพ่มิ ข้ึน
5. สูตรคำนวณขอ้ ใดถูกตอ้ ง ก. เพ่ิมขึน้ ข. ลดลง
ก. R = PI2 ข. P = RE2 ค. เท่าเดมิ ข. ไมม่ ขี ้อใดถูก
I
ค. I = P ง. E = P ครธู ัญลกั ษณ์ หมโี ชติ
R

59

เฉลยแบบฝึกหดั

บทท่ี4 เรื่อง กฎของโอหม์ กำลงั ไฟฟ้า และพลงั งานไฟฟา้

ข้อที่ คำตอบ

1. ค. 3 คา่ คอื กระแสไฟฟ้า แรงดนั ไฟฟ้า ความ

ตา้ นทานไฟฟ้า

2. ข. ความตา้ นทานไฟฟ้า

3. ก. I คงที่ R เพมิ่ E เพ่ิม

4. ง. ถกู ทุกขอ้

5. ค. I = P
R
6. ง. กฎของโอห์ม

7. ง. 44 Ω

8. ข. 100 mA

9. ข. ลดลง

10. ก. เพิ่มขน้ึ

ครูธญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ

60

แบบทดสอบกอ่ นเรียน/หลังเรยี น

บทท่ี4 เรอ่ื ง กฎของโอหม์ กำลงั ไฟฟา้ และพลงั งานไฟฟา้

คำชี้แจง 1. จงทำเครื่องหมายกากบาท () ทับข้อที่ถูกที่สุดเพียงขอ้ เดยี วลงในกระดาษคำตอบ
2. เวลาสอบ 10 นาที

1. กฎของโอห์ม ปริมาณแรงดันไฟฟ้า เขยี นแทนด้วยอกั ษรใด
ก. I
ข. R
ค. E, V
ง. I

2. ข้อใดสัมพันธก์ ันตามกฎของโอหม์
ก. I = R / E
ข. I = ER
ค. I = E /R
ง. R = IE

3. ความต้านทาน 40 W ตอ่ เข้ากบั แหล่งจ่าย 12 V จะมกี ระแสไหลเท่าใด
ก. 3 A
ข. 0.3 A
ค. 0.33 A
ง. 1.2 A

4. กระแสขนาด 0.5 A ไหลผา่ นความต้านทาน 30 W จะมีแรงดนั ตกครอ่ มเทา่ ใด
ก. 1.5 V
ข. 10 V
ค. 15 V
ง. 150 V

5. กระแสขนาด 2 A ไหลผ่านความต้านทานซ่ึงตอ่ อย่กู บั แหล่งจา่ ยขนาด 10 V ความตา้ นทานมคี ่าเทา่ ใด
ก. 20 W
ข. 40 W
ค. 200 W
ง. 5 W

6. ขอ้ ใดกลา่ วไม่ถูกตอ้ งเกย่ี วกบั กฎของโอห์ม
ก. แรงดันมาก กระแสจะมาก

ครธู ญั ลักษณ์ หมโี ชติ

61

ข. ความตา้ นทานน้อย กระแสจะมาก
ค. แรงดันนอ้ ย กระแสจะมาก
ง. กระแสน้อย ความต้านทานมาก

7. ตามกฎของโอห์ม การคำนวณหาปริมาณใดๆ จะต้องทราบปริมาณกี่อย่าง
ก. 1 อย่าง
ข. 2 อยา่ ง
ค. 3 อย่าง
ง. 4 อยา่ ง

8. ตามกฎของโอหม์ ถ้าหาก R มีหนว่ ยเปน็ KW และกระแสมีหน่วยเป็น mA แรงดนั จะมหี น่วยเป็นอะไร
ก. mV
ข. V
ค. KV
ง. V

9. ถ้าความต้านทานมากข้นึ กระแสจะเปล่ยี นแปลงอย่างไร
ก. เพมิ่ ตามความต้านทาน
ข. คงที่
ค. ลดลง
ง. สรปุ ไม่ได้

10. ถา้ แรงดนั มากขึ้น กระแสจะเปลี่ยนแปลงอยา่ งไร
ก. ลดลง
ข. เพ่มิ ตามแรงดนั
ค. คงท่ี
ง. สรปุ ไมไ่ ด้

ครูธญั ลกั ษณ์ หมีโชติ

62

เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น/หลงั เรียน
บทที่4 เร่อื ง กฎของโอหม์ กำลงั ไฟฟา้ และพลังงานไฟฟ้า

ขอ้ ที่ คำตอบ
1. ค. E, V
2. ค. อนุกรม
3. ข. 0.3 A
4. ค. 15 V
5. ง. 5 W
6. ค. แรงดันน้อย กระแสจะมาก
7. ข. 2 อยา่ ง
8. ข. V
9. ค. ลดลง
10. ข. เพ่ิมตามแรงดัน

ครูธัญลักษณ์ หมีโชติ

63

แผนผงั ความคดิ บทที่5
ศกึ ษาเรือ่ ง วงจรไฟฟ้าและเซลล์ไฟฟา้
โดยบูรณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

พอประมาณ ภูมคิ มุ้ กัน

3. เลือกใช้วัสดุ-อุปกรณ์ สอดคล้องกับ 4. เห็นความสำคัญในการทำงานร่วมกับผู้อืน่
งานและใช้คุ้มค่า ประหยัดและคำนึงถึง
ความปลอดภัย

มเี หตผุ ล

2. วิเคราะห์ และแกป้ ญั หา
ตา่ ง ๆ เกี่ยวกับ การตอ่ วงจร
และใช้งานเคร่อื งมือวัด

บทที่ 5 คุณธรรม

1. ความรู/้ ทักษะ 5. ทำงานด้วยความสามคั คีมี
นำ้ ใจ มวี ินยั มคี วามรบั ผดิ ชอบ
- คณุ สมบตั ขิ องการตอ่ วงจรไฟฟ้าและเซลไฟฟ้าแบบอนุกรม ขนาน ผสม และดว้ ยความซือ่ สัตย์
- การคำนวณหาคา่ กระแสไฟฟา้ (Current)ของวงจรไฟฟา้ แบบอนกุ รม 6. ตระหนักคณุ ภาพของงาน
ขนาน ผสม มคี วามประณตี รอบคอบ
- การคำนวณหาคา่ แรงดนั ไฟฟา้ (Voltage)ของวงจรไฟฟา้ แบบอนุกรม ปลอดภัย
ขนาน ผสม
- การคำนวณหาคา่ ความตา้ นทานไฟฟา้ (Resistor)ของวงจรไฟฟา้ แบบ
อนุกรม ขนาน ผสม

สงั คม เศรษฐกจิ วฒั นธรรม สงิ่ แวดล้อม

1,6 2-3 5 4

ครูธัญลักษณ์ หมโี ชติ

64

แผนการจดั การเรียนรู้
ชื่อวิชา งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น รหัสวิชา 20100 – 1005
บทท่ี 5 วงจรไฟฟา้ และเซลลไ์ ฟฟา้
สอนครง้ั ที่ 7-8 ชว่ั โมงท่ี 25 - 32 เวลา 8 ชั่วโมง

สาระสำคญั

วงจรอนุกรม (Series Circuit) คือการนำเอาตัวตา้ นทานตง้ั แตส่ องตวั ขนึ้ ไปมาต่อเรียงอันดบั
หรอื อนุกรมกบั แหล่งจา่ ยไฟฟ้า โดยมีกระแสไฟฟา้ (Current)ไหลผา่ นเพยี งเส้นเดยี วทางเดียวเท่ากัน
ตลอด แรงดนั ตกคร่อมตวั ต้านทานแตล่ ะตวั จะแตกต่างกันกล่าวคือ ความตา้ นทานตวั ใดมีคา่ มากจะมี
แรงดนั ตกคร่อมมาก

วงจรขนาน (Parallel Circuit) คอื การนำเอาตวั ต้านทานตั้งแตส่ องตวั มาตอ่ ขนานหรือคร่อม
กับแหล่งจา่ ยแรงดันไฟฟา้ โดยมีแรงดันไฟฟ้าตกครอ่ มความตา้ นแต่ละตัวเท่ากนั และเท่ากับแหลง่ จ่าย
กระแสไฟฟ้าท่ีไหลผา่ นความตา้ นทานแตล่ ะตวั จะไมเ่ ทา่ กนั กลา่ วคือ ความตา้ นทานตวั ใดมคี ่าน้อยจะมี
กระแสไฟฟา้ ไหลผ่านมาก

วงจรไฟฟา้ แบบผสม คือวงจรท่ปี ระกอบด้วยวงจรอนกุ รม(Series Circuit) และวงจรขนาน
(Parallel Circuit) ย่อย ๆ อย่ใู นวงจรใหญเ่ ดียวกนั ดังน้นั ในการคำนวณเพื่อวิเคราะห์หาคา่ ปริมาณทาง
ไฟฟา้ เชน่ กระแสไฟฟ้า(Current) แรงดันไฟฟ้า(Voltage) และคา่ ความตา้ นทานรวม จึงต้องใช้ความรู้
จากเรื่องวงจรไฟฟ้า แบบอนุกรม และวงจรไฟฟา้ แบบขนาน วงจรไฟฟ้าแบบผสม โดยท่ัวไปจะมีอยู่ 2
ลักษณะ คือ แบบ (Series – Parallel) และแบบขนาน – อนุกรม (Parallel – Series)

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

จุดประสงค์ทัว่ ไป
มคี วามรู้ความเข้าใจเกย่ี วกับคุณสมบัติของวงจรไฟฟ้าและเซลไฟฟ้าแบบอนุกรม ขนาน ผสม

จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
1. เขียนรูปวงจรไฟฟา้ แบบอนุกรม ขนาน ผสม ได้ถูกต้อง
2. บอกคุณสมบัตวิ งจรไฟฟ้าแบบอนุกรม ขนาน ผสม ได้ถูกตอ้ ง
3. คำนวณหาค่าแรงดนั กระแส ความต้านทาน ในวงจรไฟฟา้ แบบอนุกรม ขนาน ผสม ได้ถกู ต้อง
4. ต่อวงจรอนกุ รม ขนาน ผสม เพื่อวดั แรงดนั และกระแสได้ถกู ต้อง

สมรรถนะรายหนว่ ย

1. สามารถคำนวณหาค่าแรงดนั กระแส ความตา้ นทาน ในวงจรไฟฟา้ แบบอนุกรม ขนาน ผสม ได้
2. สามารถต่อวงจรอนกุ รม ขนาน ผสม เพอ่ื วดั แรงดนั และกระแสได้

หวั ข้อการเรียนรู้

1. การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม ขนาน ผสม
2 .คณุ สมบตั ขิ องวงจรไฟฟา้ แบบอนุกรม ขนาน ผสม
3.ใบงานที่ 5.1 เรอื่ ง เซลล์ไฟฟ้าอนุกรมและขนาน
4.ใบงานที่ 5.2 เร่อื ง วงจรไฟฟ้าแสงสว่าง

ครธู ัญลักษณ์ หมีโชติ

65

กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สัปดาหท์ ่ี 7-8)

กจิ กรรมครู กิจกรรมนักเรยี น

ขัน้ นำเข้าสบู่ ทเรยี น ขน้ั สนใจปญั หา

1. ครแู จ้งจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ หนว่ ยการ 1. นักเรียนจดบนั ทกึ จุดประสงค์การ

เรียน เรียนรู้

2. ครูแจง้ ใหน้ กั เรียนเขา้ ใจปรชั ญาเศรษฐกจิ 2. ทำความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกจิ

พอเพยี ง 3หว่ ง คือ หลักความพอประมาณ พอเพียง3 ห่วง คือ หลกั ความ

หลักความมีเหตผุ ล หลกั ภมู ิคุ้มกนั 2 พอประมาณ หลกั ความมีเหตุผล

เงื่อนไข คือ เงอื่ นไขความรู้ เง่ือนไข หลักภูมคิ มุ้ กัน 2 เงื่อนไข คือ

คุณธรรม เชอ่ื มโยงสู่ 4 มติ ิคอื มติ สิ งั คม มิติ เง่ือนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม

เศรษฐกิจมิตวิ ฒั นธรรม มติ สิ งิ่ แวดลอ้ ม เช่อื มโยงสู่ 4 มติ ิคือ มติ ิสงั คม มิติ

เพราะเหตุใดต้องศึกษา เศรษฐกจิ มิตวิ ฒั นธรรม มิติ

สิง่ แวดลอ้ มและวัตถปุ ระสงค์การ

เรยี นรู้หนว่ ยการเรยี นและหัวขอ้ การ

เรยี นรู้

ข้ันสอนทฤษฎี ขนั้ ศกึ ษาข้อมูล

2. ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรยี น 2. นกั เรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น

3. ครูบรรยายเนอ้ื หาประกอบแผ่นใส/ power 3. นักเรียนฟังครบู รรยายและจดบันทึก

point พอประมาณ เลือกใช้วสั ดุ-อปุ กรณ์ 4. นกั เรยี นศึกษาหน่วยการเรียนทไี่ ดร้ บั

สอดคล้องกบั งานและใช้คุ้มค่า ประหยัดและ มอบหมาย

คำนึงถงึ ความปลอดภยั 5. นักเรียนตอบคำถาม

4. ครใู หน้ กั เรียนศึกษาเนื้อหาการเรียนรู้ในหนังสอื

เรียน

5. ซักถามนักเรียนเกย่ี วกับเน้ือหาทเ่ี รยี น

ขนั้ สอนปฏิบัติ ขัน้ ศกึ ษาขอ้ มลู

6. ครใู ห้นกั เรียนศึกษาใบงานการทดลอง 6. นกั เรยี นศึกษาใบงานการทดลองประจำ

7. ครใู ห้นกั เรียนแบ่งกล่มุ จัดเตรยี มเครอ่ื งมือและ หน่วยการเรียนรู้

อปุ กรณ์ตามใบงานการทดลองมีเหตุผล 7. นักเรยี นจดั เตรยี มเครื่องมือและอปุ กรณ์

วเิ คราะห์ และแกป้ ญั หาต่าง ๆ เก่ยี วกับ การต่อ ภมู ิคุ้มกัน

วงจรและใช้งานเครื่องมือวัด เหน็ ความสำคญั ในการทำงานรว่ มกบั ผอู้ ื่น

8. ครสู งั เกตการปฏิบัติงานและคอยใหค้ ำแนะนำ

อยา่ งใกลช้ ิด

ขนั้ สรุป ขน้ั พยายามและขน้ั สำเร็จผล

9. ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรุปผลการเรยี นรู้ 8. นักเรยี นช่วยกนั สรุปเนือ้ หาทเ่ี รียนและจด

10. ครใู หน้ กั เรยี นปฏิบตั ิตามใบงานการทดลอง บันทกึ

ประจำหนว่ ยการเรียนรู้ 9. นักเรยี นปฏิบตั ิตามใบงานการทดลอง

11. ครคู อยสังเกตลำดับข้ันตอนการทำงานและให้ ประจำหน่วยการเรยี นรู้ เม่ือพบปญั หาให้

คำแนะนำเมื่อพบนักเรียนปฏิบตั ไิ มถ่ ูกต้อง สอบถามครูผู้สอน คณุ ธรรม

ครูธญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ

66

12. ครใู หน้ กั เรยี นท่ีปฏิบัตงิ านเสรจ็ แลว้ ส่งตรวจท่ี ทำงานด้วยความสามัคคีมนี ้ำใจ มวี นิ ัย มี

โตะ๊ ตรวจงานเพ่ือขอคำแนะนำและและประเมนิ ผล ความรับผิดชอบและดว้ ยความซ่ือสตั ย์

13. ทำแบบทดสอบหลงั เรยี น ตระหนกั คุณภาพของงาน มคี วามประณตี

14. ครแู จ้งนโยบายสถานศึกษา 3D ของกระทรวง รอบคอบ ปลอดภัย

ศกึ ษา ซึ่งเปน็ กจิ กรรมท่ีมุ่งส่งเสรมิ พัฒนาผ้เู รยี นให้มี

คุณลักษณะท่ดี งี าม 3 ด้าน คือ 1. ด้าน 10. นกั เรยี นส่งผลการปฏิบัติงานใหค้ รูตรวจ

ประชาธปิ ไตย (Democracy) 2. ดา้ นคุณธรรม 11.นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรยี น

จรยิ ธรรม และความเป็นไทย (Decency) 3. ด้าน 12. นกั เรียนชว่ ยกันสรปุ เนื้อหาและจดบันทึก

ภูมคิ มุ้ กนั จากยาเสพติด (Drug – Free) ประกอบด้วยสาระเกย่ี วกับเรื่องทีเ่ รียน

15. ครูอธิบายหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 13. นักเรยี นจดบันทกึ นโยบายสถานศึกษา

เพื่อบูรณาการเขา้ กับกิจกรรมการเรยี นการสอน 3 D พร้อมกับอภปิ รายแนวทางนำไปปฏิบัติ

ประกอบดว้ ย 1. ความพอประมาณ 2. ความมี ใช้ในชวี ติ ประจำวนั และในรายวิชาท่เี รยี น

เหตผุ ล 3. การมีภมู คิ ุ้มกนั ในตัวที่ดี 14. นักเรียนรับฟังและจดบนั ทกึ หลกั ปรัชญา

16. ครซู กั ถามนกั เรยี นวา่ มีขอ้ สงสัยอะไรอีกหรอื ไม่ ของเศรษฐกจิ พอเพยี งโดยมีความรับผดิ ชอบ

17. ครใู ห้นักเรียนทำความสะอาดห้องเรยี น และพยายามสืบค้นขอ้ มูลและปฏิบัตงิ านให้

สำเรจ็ อย่างมีเหตผุ ลมเี หตผุ ล เง่ือนไข คือ

เงื่อนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม

15. นกั เรยี นชว่ ยกนั ทำความสะอาดเครอื่ งมอื

อปุ กรณ์ จัดห้องเรยี นใหเ้ รยี บร้อย

ขัน้ นำไปใช้ ขั้นนำไปใช้

18. ครใู ห้นักเรยี นเขยี นรายงานสรุปผลการเรียนรู้ 4 16. นกั เรยี นทำแบบสรปุ ผลการเรียนรปู้ ระจำ

มิตคิ ือ มติ สิ ังคม มติ ิเศรษฐกจิ มิตวิ ฒั นธรรม มิติ หน่วยการเรียน

สง่ิ แวดลอ้ ม

19. ครูบนั ทึกหลงั การสอน

การบรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

ผ้เู รยี นมวี นิ ัย ซอ่ื สตั ย์ ประหยัด ใฝ่รู้ และปฏบิ ัติงานท่ีไดร้ บั มอบหมายโดยยดึ หลักปรัชญาของ

เศรษฐกจิ พอเพียง

กิจกรรมเสนอแนะ/ งานท่มี อบหมาย

ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานด้านการบวก ลบ คูณ หาร เศษส่วน และการ
ย้ายสมการ

การวัดและประเมินผล

วิธกี ารวดั และประเมนิ ผล
- สงั เกตการทำงาน
- ทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น

เคร่อื งมือวดั และประเมนิ ผล
- แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี น

ครธู ัญลกั ษณ์ หมโี ชติ

67

เกณฑก์ ารวดั ผล และประเมินผล
- ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ รอ้ ยละ 80 ของแบบประเมนิ แตล่ ะประเภท

ด้านความรู้
- ประเมนิ จาก การสนทนา ตอบ ข้อซกั ถาม
- ประเมินจากการทำแบบฝึกหดั แบบทดสอบ

ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม คา่ นิยม
- ประเมินด้วยแบบสังเกตการปฏิบัติกิจกรรม เน้นความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ประณีต

รอบคอบ ประหยัดและมีความอดทน
ด้านทักษะกระบวนการ
- กระบวนการทำงาน
วิธกี ารแกป้ ญั หาในกรณที ีผ่ ู้เรียนไมผ่ ่านเกณฑก์ ารประเมนิ ตามจุดประสงค์ทกี่ ำหนด
1. สอนซ่อมเสริมใหก้ ับผู้เรยี นที่ไม่ผ่านเกณฑใ์ นแตล่ ะจดุ ประสงค์ โดยใช้วิธีการดงั น้ี
- แนะนำ/สอนเสรมิ ในสว่ นที่ยังไม่เข้าใจ
- มอบหมายใหเ้ พอ่ื นท่ีผ่านเกณฑ์สอนเพ่ือน
- มอบหมายใหง้ านเพิม่ เติมนอกเวลา
2. ทดสอบเพ่อื ประเมนิ ผล

สอ่ื การเรยี นการสอน

1. เอกสารประกอบการสอน วชิ า งานไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนิกส์ 20100 - 1005
2. สอื่ Power Point บทที่ 5 วงจรไฟฟ้าและเซลล์ไฟฟ้า
3. ชุดทดลองวงจรไฟฟ้า

ครูธญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ

ใบปฏิบัตงิ าน 68
5.1
เซลล์ไฟฟา้ อนุกรมและขนาน

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. ตอ่ เซลลไ์ ฟฟา้ แบบอนุกรมและแบบขนานได้
2. วดั หาค่าแรงดนั ทีเ่ กดิ ขึน้ แตล่ ะสว่ นได้
3. มีความรอบคอบในการทำงาน

เคร่ืองมอื และอุปกรณ์

1. ถ่านไฟฉาย 1.5 V ขนาด AA 4 ก้อน
2. รางถา่ นชนิดก้อนเดยี ว 4 ชุด
3. มัลติมเิ ตอร์ชนดิ เข็มชี้ 1 เครือ่ ง
4. สายตอ่ วงจร
1 ชุด

ลำดบั ขั้นการทดลอง

1. อา่ นคา่ แรงดันท่ีบอกค่าไว้ด้านข้างถ่านไฟฉายแต่ละก้อน บันทกึ ค่าลงในตารางที่ 5.1 ตามค่าที่
กำหนดไว้ในตาราง ในชอ่ งแรงดันคา่ ปกติ

2. นำถ่านไฟฉายแต่ละก้อนใสล่ งรางถา่ น นำมาประกอบวงจรอนุกรมตามรปู ที่ 5.1

B1 B2 B3 B4 +B1 - +B2 - +B3 - +B4 -

+ -+ -

(ก) รปู วงจร (ข) สญั ลกั ษณ์วงจร

รปู ท่ี 5.1 ถา่ นไฟฉายต่ออนกุ รม
3. วัดแรงดันตกคร่อมถ่านไฟฉายตามตำแหน่งที่กำหนดให้ในตารางที่ 5.1 ทุกค่า บันทึกค่าลงในช่อง
แรงดนั วดั ได้

ครธู ญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ

69

ตารางท่ี 5.1 ค่าแรงดันถ่านไฟฉายต่ออนุกรม

ถ่านไฟฉายกอ้ นที่ แรงดนั คา่ ปกติ (V) แรงดนั วดั ได้ (V)

B1
B2
B3
B4
B1 + B2
B1 + B2 + B3
B1 + B2 + B3 + B4

4. ประกอบวงจรตามรูปที่ 5.2 ต่อถา่ นไฟฉาย B1 เข้าวงจรก้อนเดียว

+ +

S1 S2 S3 S4 S1 S2 S3 S4

B1 B2 B3 B4 ++++
- B1 - B2 - B3 - B4

--

(ก) รูปวงจร (ข) สญั ลักษณว์ งจร

รูปท่ี 5.2 ถ่านไฟฉายต่อขนาน

5. อ่านค่าแรงดันที่บอกค่าไว้ด้านข้างถ่านไฟฉายแต่ละก้อน ตามค่าที่กำหนดให้ในตารางที่ 5.2
บันทึกค่าไว้ในช่องแรงดนั คา่ ปกติ
ตารางท่ี 5.2 ค่าแรงดันถา่ นไฟฉายตอ่ ขนาน

ถ่านไฟฉายกอ้ นที่ แรงดันคา่ ปกติ (V) แรงดนั วดั ได้ (V)

B1
B1 + B2
B1 + B2 + B3
B1 + B2 + B3 + B4

6. วดั แรงดันตกครอ่ มถา่ นไฟฉายทจี่ ุดจ่ายแรงดนั ออก +, – บันทกึ ค่าแรงดันทีว่ ัดไดล้ งในตาราง
ที่ 5.2 ลงในแถว B1 ชอ่ งแรงดันวัดได้

ครธู ัญลกั ษณ์ หมีโชติ

70
7. ต่อเพิ่มถ่านไฟฉาย B2, B3 และ B4 เข้าวงจรตามลำดับตามค่าที่กำหนดให้ในตารางที่ 5.2
วัดและบันทึกค่าแรงดนั ตกคร่อมถ่านไฟฉายทีจ่ ดุ จ่ายแรงดันออก +, – ลงในแถว B1 + B2, B1 + B2 + B3
และ B1 + B2 + B3 + B4 ตามลำดับ ของชอ่ งแรงดนั วดั ได้
สรปุ ผลการทดลอง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
คำถามและการวิเคราะห์
1.แรงดันที่วัดได้ในตารางที่ 5.1 ถ่านไฟฉายต่ออนุกรม และในตารางที่ 5.2 ถ่านไฟฉายต่อขนานแตกต่าง
กันอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ครูธัญลกั ษณ์ หมโี ชติ

71

ใบปฏิบตั งิ าน วงจรไฟฟา้ แสงสวา่ ง
5.2

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. ประกอบวงจรไฟฟา้ แสงสว่างได้ 1 ชดุ
2. วดั แรงดันและกระแสในวงจรขณะทำงานได้ 1 ชุด
3. มีมนษุ ยสัมพันธ์ที่ดีกับเพอ่ื นรว่ มงาน 1 มว้ น
เคร่อื งมอื และอุปกรณ์ 1 เครื่อง
1. ชดุ วงจรหลอดคอมแพกตช์ นิดบลั ลาสตภ์ ายใน (ปล๊ัก, สวติ ช์, 1 ชุด

ชดุ ฐานหลอด, หลอดคอมแพกต์)
2. ชดุ วงจรหลอดฟลูออเรสเซนต์ 20 W (บลั ลาสต์, สตารท์ เตอร์,

ชดุ ฐานหลอด, หลอดฟลูออเรสเซนต์)
3. เทปพนั สายไฟ
4. มลั ตมิ เิ ตอรช์ นิดเข็มชี้
5. สายต่อวงจร
ลำดบั ขน้ั การทดลอง
1. แบ่งนกั เรียนออกเปน็ กลุ่ม กลุ่มละ 3 คน
2. ประกอบวงจรหลอดคอมแพกต์ตามรูปท่ี 5.3 ยงั ไมจ่ า่ ยแรงดนั ใหว้ งจร

220 V

รูปที่ 5.3 วงจรหลอดคอมแพกต์

ครูธัญลักษณ์ หมโี ชติ

72
3. ให้เพื่อนในกลุ่มช่วยตรวจสอบการต่อวงจรที่ถูกต้อง และรอยต่อสายไฟมีการปิดด้วยเทปพันสายไฟ
เรยี บร้อยปลอดภัยอีกครั้ง

4. นำปลั๊กไฟไปเสียบเข้าแหลง่ จ่ายแรงดันไฟสลับ 220 V ต่อสวิตช์ (ON) จ่ายไฟใหว้ งจรหลอด
คอมแพกต์ เกดิ ผลเชน่ ไร (หลอดไฟตดิ หรือไม่) .............................................................

5. ถ้าหลอดคอมแพกต์ไม่ติดสว่าง ให้ตัดสวิตช์ (OFF) ดึงปลั๊กไฟออกจากแหล่งจ่ายแรงดันไฟ
สลับ ตรวจสอบการต่อวงจรใหม่อีกครั้งจนถูกต้อง ทดลองการทำงานอีกคร้ัง หรือจนกว่าหลอดคอมแพกต์
จะตดิ สวา่ งข้นึ

6. ประกอบวงจรหลอดฟลูออเรสเซนต์ตามรูปท่ี 5.4 ยังไมจ่ ่ายแรงดันให้วงจร

220 V

รูปท่ี 5.4 วงจรหลอดฟลูออเรสเซนต์
7. ให้เพื่อนในกลุ่มช่วยตรวจสอบการต่อวงจรที่ถูกตอ้ ง และรอยต่อสายไฟมกี ารปดิ ดว้ ยเทปพัน
สายไฟเรยี บร้อยปลอดภัยอีกครงั้
8. นำปลัก๊ ไฟไปเสยี บเขา้ แหล่งจา่ ยแรงดันไฟสลบั 220 V ต่อสวติ ช์ (ON) จา่ ยไฟให้วงจรหลอด
ฟลูออเรสเซนต์ เกดิ ผลเชน่ ไร (หลอดไฟตดิ หรือไม่) .......................................................
9. ถา้ หลอดฟลูออเรสเซนต์ไม่ติดสวา่ ง ใหต้ ัดสวิตช์ (OFF) ดึงปล๊กั ไฟออกจากแหล่งจ่าย
แรงดนั ไฟสลับ ตรวจสอบการต่อวงจรใหม่อกี คร้ังจนถกู ตอ้ ง ทดลองการทำงานอีกครัง้
10. เมอื่ หลอดฟลอู อเรสเซนต์ตดิ สวา่ ง ทดลองถอดสตาร์ทเตอรอ์ อกจากวงจร ผลทีเ่ กดิ เป็นเชน่
ไร (หลอดไฟตดิ หรือดบั ) ............................................................................................
11. ตัดสวิตช์ (OFF) งดจ่ายแรงดันไฟสลับ 220 V ให้วงจรหลอดฟลูออเรสเซนต์ และต่อสวิตช์
(ON) จ่ายไฟให้วงจรหลอดฟลูออเรสเซนต์ใหม่อีกครั้ง โดยไม่ใส่สตาร์ทเตอร์ ผลที่เกิดเป็นเช่นไร
(หลอดไฟติดหรือดบั ) ..................... เป็นเพราะเหตใุ ด ..............................................................................
สรุปผลการทดลอง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………

ครูธัญลักษณ์ หมโี ชติ

73
คำถามและการวเิ คราะห์

1. ความยากง่ายในการประกอบวงจรไฟฟา้ แสงสว่างของหลอดไฟฟา้ ทงั้ 2 ชนดิ แตกตา่ งกันอยา่ งไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………

ครธู ัญลกั ษณ์ หมีโชติ


Click to View FlipBook Version