74
แบบฝกึ หดั
บทท่ี 5 เรือ่ ง วงจรไฟฟา้ และเซลลไ์ ฟฟ้า
คำช้ีแจง 1. จงทำเครื่องหมายกากบาท () ทับข้อที่ถกู ทสี่ ดุ เพียงข้อเดียวลงในกระดาษคำตอบ
2. เวลาสอบ 10 นาที
1. วงจรอันดบั เรยี กอีกอย่างวา่ อะไร
ก.วงจรอนุกรม ข. วงจรคร่อม ค. วงจรขนาน ง. วงจรเรยี ง
2.ข้อใดหมายถงึ series circuit
ก.วงจรอนกุ รม ข. วงจรคร่อม ค. วงจรขนาน ง. วงจรเรียง
3. กระแสเทา่ กนั ทงั้ วงจรเป็นคุณสมบัตทิ ีส่ ำคัญของวงจรอะไร
ก.วงจรอนกุ รม ข. วงจรคร่อม ค. วงจรขนาน ง. วงจรเรียง
4.การต่อคร่อมกนั คือลักษณะของวงจรอะไร
ก.วงจรอนกุ รม ข. วงจรคร่อม ค. วงจรขนาน ง. วงจรเรียง
5.กระแสในวงจรขนานมคี า่ เท่าใด
ก. เทา่ กันทุกตวั
ข. ตัวต้านทานท่ีมคี ่าน้อย กระแสจะน้อย
ค. ตวั ตา้ นทานทมี่ ีค่ามาก กระแสจะมาก
ง. กระแสไฟฟ้ารวมเทา่ กบั กระแสที่ไหลผ่านทุกตวั รวมกัน
6. ขอ้ ใดกล่าวไม่ถูกต้องเกีย่ วกับวงจรขนาน ข. IT = I1 = I2 = I3 = … In
ก. RT = R1R2 / R1R2 (กรณีตวั ตา้ นทานสองตวั ) ง. IT = I1 + I2 + I3 + … In
ค. E = V1 = V2 = V3 = … Vn
7.วงจรผสมแบบอนกุ รม – ขนาน มีลักษณะอยา่ งไร
ก. นำตวั ต้านทานมาต่อเรียงกนั ทั้งหมด
ข. นำตวั ต้านทานมาต่ออนุกรมกัน จากนนั้ จึงนำมาต่อขนานกัน
ค. ต่ออนุกรมครง่ึ หนงึ่ ต่อขนานคร่ึงหน่งึ
ง. นำตัวต้านทานมาตอ่ ขนานกนั จากน้ันจงึ นำมาตอ่ อนุกรมกัน
8.ขอ้ ใดหมายถึง parallel circuit
ก.วงจรอนกุ รม ข. วงจรอนั ดบั ค. วงจรขนาน ง. วงจรเรียง
9.แรงดนั ตกคร่อมความต้านทานแตล่ ะตวั ในวงจรผสม มคี า่ เท่าใด
ก. ตวั ที่ต่ออนกุ รมกนั แรงดนั จะเทา่ กนั ข. เทา่ กนั ทกุ ตัวตา้ นทาน
ค. ตวั ทีต่ ่อขนานกนั กระแสจะเท่ากนั ง. ไม่เทา่ กนั ขึ้นอยกู่ ับลักษณะวงจร
10.ต้องมีตัวต้านทานก่ีตวั จึงจะตอ่ เป็นวงจรผสมได้
ก. 2 ตวั ข. 3 ตัว ค. 5 ตัว ง. 7 ตวั
ครธู ญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ
75
เฉลยแบบฝกึ หัด
บทที่ 5 เรือ่ ง วงจรไฟฟา้ และเซลลไ์ ฟฟ้า
ข้อที่ คำตอบ
1 ก.วงจรอนกุ รม
2 ก.วงจรอนุกรม
3 ก.วงจรอนุกรม
4 ค. วงจรขนาน
5 ง. กระแสไฟฟ้ารวมเทา่ กบั กระแสท่ีไหลผ่านทุกตวั รวมกนั
6 ข. IT = I1 = I2 = I3 = … In
7 ง. นำตัวต้านทานมาต่อขนานกัน จากนั้นจึงนำมาต่ออนุกรมกนั
8 ค. วงจรขนาน
9 ง. ไม่เท่ากัน ข้นึ อยู่กบั ลกั ษณะวงจร
10 ข. 3 ตัว
ครูธัญลกั ษณ์ หมโี ชติ
76
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น/หลังเรยี น
บทท่ี 5 เรอื่ ง วงจรไฟฟ้าและเซลลไ์ ฟฟ้า
คำชีแ้ จง 1. จงทำเคร่ืองหมายกากบาท () ทบั ข้อที่ถูกทส่ี ุดเพยี งขอ้ เดยี วลงในกระดาษคำตอบ
2. เวลาสอบ 10 นาที
1. วงจรอนุกรม เรยี กอีกอย่างวา่ อะไร
ก. วงจรอันดับ ข. วงจรคร่อม
ค. วงจรขนาน ง. วงจรเรยี ง
2. ข้อใดหมายถงึ วงจรอนุกรม
ก. parallel circuit
ข. series circuit
ค. combination circuit
ง. series connection
3. คณุ สมบตั ทิ ่ีสำคญั ของวงจรอนุกรม คืออะไร
ก. กำลังไฟฟา้ เท่ากนั ข. กระแสเท่ากันท้งั วงจร
ค. แรงดนั เท่ากนั ง. ความตา้ นทานเท่ากนั
4. แรงดนั ตกคร่อมความตา้ นทานแตล่ ะตวั ในวงจรอนุกรมมคี า่ เท่าใด
ก. เทา่ กนั ทุกตัว ข. สรุปไมไ่ ด้
ค. ตัวทม่ี คี า่ มาก แรงดนั ตกคร่อมจะน้อย ง. ตัวทีม่ คี า่ มาก แรงดันตกคร่อมจะมาก
5. ความต้านทานรวมของวงจรอนกุ รมมคี ่าเทา่ ใด
ก. หาค่าเฉลย่ี ข. เท่ากบั ตวั ท่ีมากท่ีสุด
ค. ทกุ ตวั รวมกนั ง. สรุปไม่ได้
6. แรงดันในวงจรอนุกรม มีค่าเท่าใด
ก. แรงดนั ทต่ี กครอ่ มความต้านทานแต่ละตวั รวมกนั จะเท่ากับแหล่งจา่ ย
ข. แรงดันเทา่ กนั ทุกตวั ตา้ นทาน
ค. ตวั ต้านทานทมี่ คี ่าต่ำสดุ จะมแี รงดนั ตกคร่อมสงู สดุ
ง. แรงดันที่ตกคร่อมตัวแรกจะเทา่ กับที่ตกคร่อมตัวสุดทา้ ย
7. ขอ้ ใดกล่าวไม่ถูกตอ้ งเก่ยี วกับวงจรอนุกรม ข. IT = I1 = I2 = I3 = … In
ก. RT = R1 + R2 + R3 + … Rn ง. IT = E / RT
ค. ET = V1 = V2 = V3 = … Vn
ข้อมลู ใช้ตอบคำถามขอ้ ที่ 8 – 10
“ตวั ต้านทานขนาด 10 และ 20 ต่ออนุกรมกบั แหลง่ จา่ ยขนาด 15 V”
8. ความตา้ นทานรวมมีค่าเทา่ ใด
ก. 10 ข. 20
ค. 30 ง. 6.6
ครธู ญั ลกั ษณ์ หมีโชติ
77
9. กระแสท่ีไหลผา่ นตัวต้านทาน 20 มีค่าเท่าใด
ก. 0.5 A ข. 1 A
ค. 0.74 A ง. 2 A
10. แรงดันไฟฟา้ ตกคร่อมตัวตา้ นทาน 10 มีค่าเทา่ ใด
ก. 10 V ข. 5 V
ค. 10.5 V ง. 15 V
11. ข้อใดคอื ลักษณะของวงจรขนาน
ก. การต่อครอ่ มกนั ข. การตอ่ เรียงกัน
ค. การตอ่ ผสมกนั ง. การต่ออนั ดบั กัน
12. ข้อใดหมายถงึ วงจรขนาน
ก. series circuit ข. parallel circuit
ค.combination circuit ง. parallel connection
13. คุณสมบัติที่สำคญั ของวงจรขนานคืออะไร
ก. กระแสเทา่ กนั ข. กำลังไฟฟ้าเท่ากัน
ค. แรงดนั เทา่ กัน ง. ความต้านทานเทา่ กนั
14. แรงดันตกคร่อมความตา้ นทานแตล่ ะตวั ในวงจรขนานมคี า่ เทา่ ใด
ก. เท่ากันทุกตัว ข. ตวั ทม่ี ีคา่ นอ้ ยแรงดันจะมาก
ค. ตัวท่มี ีคา่ มาก แรงดันจะมาก ง. สรุปไม่ได้
15. ความตา้ นทานรวมในวงจรขนาน มคี า่ เท่าใด
ก. เท่ากับตัวทมี่ ากทสี่ ุดรวมกับตวั ทีเ่ ล็กท่สี ดุ ข. น้อยกวา่ ตวั ที่นอ้ ยทสี่ ดุ
ค. ทกุ ตวั รวมกนั ง. สรปุ ไม่ได้
16. กระแสในวงจรขนานมีคา่ เท่าใด
ก. เท่ากนั ทุกตัว
ข. ตวั ต้านทานทีม่ ีค่าน้อย กระแสจะน้อย
ค. ตัวตา้ นทานทม่ี ีค่ามาก กระแสจะมาก
ง. กระแสไฟฟ้ารวมเทา่ กบั กระแสที่ไหลผ่านทกุ ตัวรวมกนั
17. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเก่ียวกบั วงจรขนาน
ก. RT = R1R2 / (R1+R2) (กรณตี ัวตา้ นทานสองตัว)
ข. IT = I1 = I2 = I3 = … In
ค. E = V1 = V2 = V3 = … Vn
ง. IT = I1 + I2 + I3 + … In
ข้อมลู ใชต้ อบคำถามขอ้ ท่ี 18 – 20
“ตัวต้านทานขนาด 10 จำนวน 2 ตวั ต่อขนานกบั แหล่งจา่ ยขนาด 5 V”
18. ความตา้ นทานรวมมคี ่าเท่าใด
ก. 20 ข. 15
ค. 10 ง. 5
ครูธญั ลักษณ์ หมโี ชติ
78
19. กระแสที่ไหลผ่านตวั ตา้ นทานแต่ละตัว มีค่าเท่าใด
ก. 0.5 A ข. 1 A
ค. 1.5 A ง. 2 A
20. ถ้าถอดตวั ต้านทานออกหนงึ่ ตวั กระแสรวมจะมคี า่ เท่าใด
ก. 0.5 A ข. 0.75 A
ค. 1 A ง. 2 A
21. ตอ้ งมตี ัวต้านทานกี่ตัวจึงจะต่อเป็นวงจรผสมได้
ก. 2 ตัว ข. 3 ตัว
ค. 5 ตัว ง. 7 ตวั
22. วงจรผสมมีกี่ลกั ษณะ
ก. 2 ลกั ษณะ ข. 3 ลักษณะ
ค. 4 ลกั ษณะ ง. 5 ลกั ษณะ
23. วงจรผสมแบบอนกุ รม – ขนาน มีลกั ษณะอย่างไร
ก. นำตัวตา้ นทานมาต่อขนานกัน จากน้ันจึงนำมาตอ่ อนุกรมกัน
ข. นำตวั ตา้ นทานมาต่ออนุกรมกัน จากน้นั จงึ นำมาตอ่ ขนานกัน
ค. ต่ออนกุ รมคร่งึ หนง่ึ ต่อขนานครงึ่ หนึ่ง
ง. นำตวั ตา้ นทานมาตอ่ เรยี งกันท้งั หมด
24. แรงดนั ตกครอ่ มความตา้ นทานแต่ละตวั ในวงจรผสม มคี า่ เทา่ ใด
ก. ไมเ่ ท่ากัน ข้นึ อย่กู ับลกั ษณะวงจร
ข. เท่ากันทกุ ตวั ตา้ นทาน
ค. ตวั ท่ีต่อขนานกนั กระแสจะเท่ากัน
ง. ตัวทตี่ อ่ อนุกรมกัน แรงดนั จะเท่ากนั
ขอ้ มลู ใช้ตอบคำถามขอ้ ท่ี 25 – 27
“ตัวต้านทานขนาด 5 กับ 6 ต่อขนานกันแล้วนำไปต่ออนุกรมกับตัวต้านทาน 7 นำไปต่อกับ
แหลง่ จ่ายขนาด 9.7 V”
25. ความต้านทานรวมมคี ่าเท่าใด
ก. 7.9 ข. 9.7
ค. 2.7 ง. 8.2
26. กระแสไฟฟ้ารวม มีคา่ เท่าใด
ก. 0.5 A ข. 0.72 A
ค. 0.89 A ง. 1 A
27. ถ้าปลดตวั ต้านทาน 6 กับ 7 ออกจากวงจร ความตา้ นทานรวมจะเป็นเทา่ ใด
ก. 5 ข. 7
ค. 12 ง. 13
ขอ้ มลู ใช้ตอบคำถามข้อท่ี 28 – 30
ครูธัญลักษณ์ หมโี ชติ
79
“ตวั ตา้ นทานขนาด 5 กบั 7 ต่ออนุกรมกัน แลว้ นำไปตอ่ ขนานกับตวั ต้านทาน 12 นำไปต่อกับ
แหล่งจา่ ยขนาด 6 V”
28. ความต้านทานรวมมีค่าเทา่ ใด
ก. 0 ข. 6
ค. 12 ง. 24
29. กระแสไฟฟา้ รวม มคี ่าเท่าใด
ก. 0.25 A ข. 0.50 A
ค. 1 A ง. 2 A
30. ถ้าปลดตัวต้านทาน 12 ออกจากวงจร ความต้านทานรวมจะเป็นเท่าใด
ก. 5 ข. 7
ค. 12 ง. 24
ครูธญั ลักษณ์ หมโี ชติ
80
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรยี น/หลังเรียน
บทที่ 5 เร่ือง วงจรไฟฟ้าและเซลลไ์ ฟฟา้
ข้อท่ี คำตอบ
1 ก. วงจรอนั ดบั
2 ข. series circuit
3 ข. กระแสเท่ากนั ท้งั วงจร
4 ง. ตวั ทีม่ คี า่ มาก แรงดันตกคร่อมจะมาก
5 ค. ทุกตวั รวมกนั
6 ก. แรงดนั ทต่ี กครอ่ มความต้านทานแตล่ ะตวั รวมกันจะเท่ากับแหลง่ จา่ ย
7 ค. ET = V1 = V2 = V3 = … Vn
8 ค. 30
9 ก. 0.5 A
10 ข. 5 V
11 ก. การต่อครอ่ มกนั
12 ข. parallel circuit
13 ค. แรงดนั เท่ากัน
14 ก. เท่ากันทุกตวั
15 ข. นอ้ ยกวา่ ตัวทีน่ อ้ ยท่ีสุด
16 ง. กระแสไฟฟ้ารวมเทา่ กับกระแสที่ไหลผ่านทุกตวั รวมกนั
17 ค. E = V1 = V2 = V3 = … Vn
18 ง. 5
19 ก. 0.5 A
20 ก. 0.5 A
21 ข. 3 ตวั
22 ก. 2 ลกั ษณะ
23 ก. นำตัวตา้ นทานมาต่อขนานกัน จากนัน้ จึงนำมาตอ่ อนุกรมกัน
24 ก. ไมเ่ ทา่ กนั ขึน้ อย่กู บั ลักษณะวงจร
25 ข. 9.7
26 ง. 1 A
27 ค. 12
28 ข. 6
29 ค. 1 A
30 ค. 12
ครูธัญลักษณ์ หมีโชติ
81
แผนผังความคดิ บทท่ี6
มอเตอรแ์ ละการควบคุมเบ้ืองต้น
โดยบรู ณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
พอประมาณ ภมู ิค้มุ กนั
3. เลือกใช้วัสดุ-อุปกรณ์ สอดคล้องกับ 4. เหน็ ความสำคัญในการทำงานร่วมกบั ผู้อ่ืน
งานและใชค้ มุ้ คา่ ประหยัดและคำนึงถึง
ความปลอดภยั
มีเหตุผล
2. วเิ คราะห์ และแกป้ ัญหา
ต่าง ๆ เกยี่ วกบั การตอ่ วงจร
และใชง้ านเครือ่ งมอื วดั
บทที่ 6 คณุ ธรรม
1. ความร/ู้ ทักษะ 5. ทำงานด้วยความสามคั คมี ี
- มีความร้คู วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั เสน้ แรงแม่เหลก็ และสนามแม่เหล็ก นำ้ ใจ มีวินัย มีความรบั ผดิ ชอบ
และด้วยความซอ่ื สตั ย์
แม่เหล็กไฟฟ้า,มอเตอร์ไฟฟ้าเบื้องต้น,การทำงานของมอเตอรไ์ ฟฟ้า, 6. ตระหนกั คณุ ภาพของงาน
ส่วนประกอบของมอเตอร์ไฟฟา้ กระแสตรง มคี วามประณตี รอบคอบ
- มีทกั ษะในการทำงานของมอเตอรไ์ ฟฟ้า ปลอดภัย
สังคม เศรษฐกิจ วฒั นธรรม สิ่งแวดล้อม
1,6 2-3 5 4
ครูธัญลกั ษณ์ หมโี ชติ
82
แผนการจัดการเรียนรู้
ชอ่ื วิชา งานไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนกิ สเ์ บ้ืองต้น รหสั วิชา 20100 – 1005
บทที่ 6 มอเตอรแ์ ละการควบคุมเบ้อื งต้น
สอนคร้งั ที่ 9 ชว่ั โมงท่ี 33 – 36 เวลา 4 ชั่วโมง
สาระสำคัญ
มอเตอร์คอื เครือ่ งกลไฟฟา้ ทีท่ ำหน้าทเี่ ปล่ยี นพลังงานไฟฟ้าใหเ้ ป็นพลังงานกลในรปู ของการหมุน
เคลื่อนที่ นำไปใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องมือไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้ามากประมาณ 80 –
90 %
แม่เหล็กเป็นโลหะท่ีสามารถดูดโลหะจำพวกเหลก็ ให้เกาะติดแนน่ แม่เหล็กมี 2 ขั้ว คือขั้วเหนือ
( N ) และขั้วใต้ ( S ) รอบแท่งแม่เหล็กจะมีเส้นแรงแม่เหล็กเกิดขึ้นเคลื่อนที่จากขั้วเหนือไปขั้วใต้
ขัว้ แม่เหลก็ ต่างกันจะดดู กัน ขัว้ แมเ่ หล็กเหมอื นกันจะผลกั กนั
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
จดุ ประสงค์ทั่วไป
มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นแรงแม่เหล็กและสนามแม่เหล็ก,แม่เหล็กไฟฟ้า,มอเตอร์ไฟฟ้า
เบ้อื งต้น,การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า,ส่วนประกอบของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงมีทักษะในการทำงานของ
มอเตอร์ไฟฟ้ามีเจตคติที่ดีต่อการเตรียมความพร้อมด้านการเตรียม วัสดุ อุปกรณ์ และการปฏิบัติงาน
อย่างถูกตอ้ ง สำเร็จภายในเวลาทีก่ ำหนด มีเหตุและผลตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
จุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
1. อธิบายคุณสมบตั ขิ องเสน้ แรงแม่เหลก็ และสนามแม่เหล็กได้ถูกต้อง
2. บอกสาเหตุของการเปลย่ี นแปลงความเขม้ ของสนามแม่เหลก็ ไฟฟ้าได้ถูกต้อง
3. อธบิ ายหลักการทำงานเบื้องต้นของมอเตอรไ์ ฟฟ้าเบ้ืองต้นได้ถูกต้อง
4. อธบิ ายหลกั การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าไดถ้ ูกต้อง
5. บอกสว่ นประกอบของมอเตอร์ไฟฟา้ กระแสตรงได้ถูกต้อง
6. วเิ คราะหก์ ารทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าได้ถูกต้อง
7. เตรียมความพร้อมด้าน วัสดุ อุปกรณ์สอดคล้องกับงานได้อย่างถูกต้อง ปฏิบัติงานได้อย่าง
ถูกต้อง และสำเร็จภายใน เวลาที่กำหนดอย่างมีเหตุและผลตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
สมรรถนะรายหน่วย
ควบคุมมอเตอร์ไฟฟา้
หัวข้อการเรยี นรู้
1. แมเ่ หลก็ ถาวร
2. แม่เหล็กไฟฟ้า
3. มอเตอร์ไฟฟ้าเบือ้ งต้น
4. การทำงานของมอเตอร์ไฟฟา้
5. ชนดิ ของมอเตอรไ์ ฟฟ้า
6. การควบคมุ มอเตอร์ไฟฟา้ เบ้ืองต้น
ครูธญั ลักษณ์ หมโี ชติ
83
7. ใบงานท่ี 6.1 เร่ือง แม่เหล็กไฟฟา้ เบ้ืองตน้
8. ใบงานที่ 6.2 เร่อื ง มอเตอร์ไฟฟา้ เบอื้ งตน้
กิจกรรมการเรียนรู้ (สปั ดาหท์ ่ี 9)
กิจกรรมครู กิจกรรมนกั เรยี น
ขน้ั นำเข้าสบู่ ทเรียน ข้ันสนใจปัญหา
1. ครแู จง้ จุดประสงค์การเรยี นรู้ หนว่ ยการ 1. นักเรียนจดบันทึกจุดประสงค์การ
เรยี น เรียนรู้
2. ครแู จง้ ให้นักเรียนเข้าใจปรชั ญาเศรษฐกิจ 2. ทำความเข้าใจปรชั ญาเศรษฐกจิ
พอเพียง 3หว่ ง คือ หลักความพอประมาณ พอเพียง3 หว่ ง คือ หลักความ
หลักความมเี หตุผล หลกั ภมู ิคุ้มกนั 2 พอประมาณ หลกั ความมเี หตุผล
เง่ือนไข คือ เง่อื นไขความรู้ เง่ือนไข หลกั ภมู ิคุ้มกนั 2 เงื่อนไข คือ
คุณธรรม เชอ่ื มโยงสู่ 4 มิติคือ มิติสังคม มติ ิ เง่ือนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม
เศรษฐกจิ มติ ิวฒั นธรรม มิตสิ ่งิ แวดลอ้ ม เชอ่ื มโยงสู่ 4 มติ ิคือ มติ สิ ังคม มติ ิ
เพราะเหตุใดต้องศึกษา เศรษฐกิจมิติวฒั นธรรม มติ ิ
ส่งิ แวดล้อมและวัตถปุ ระสงค์การ
เรยี นรู้หนว่ ยการเรยี นและหัวขอ้ การ
เรียนรู้
ขน้ั สอนทฤษฎี ขั้นศกึ ษาขอ้ มลู
2. ครใู ห้นกั เรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น 2. นักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น
3. ครบู รรยายเน้อื หาประกอบแผ่นใส/ power 3. นักเรยี นฟงั ครบู รรยายและจดบนั ทึก
point พอประมาณ เลือกใช้วสั ดุ-อุปกรณ์ 4. นักเรียนศึกษาหนว่ ยการเรียนที่ไดร้ ับ
สอดคลอ้ งกบั งานและใชค้ ุ้มค่า ประหยัดและ มอบหมาย
คำนงึ ถึงความปลอดภยั 5. นกั เรียนตอบคำถาม
4. ครูให้นกั เรียนศึกษาเน้ือหาการเรยี นรูใ้ นหนงั สือ
เรียน
5. ซกั ถามนักเรียนเก่ยี วกบั เน้ือหาท่ีเรียน
ขนั้ สอนปฏบิ ตั ิ ขน้ั ศึกษาขอ้ มูล
6. ครใู หน้ ักเรียนศึกษาใบงานการทดลอง 6. นกั เรยี นศกึ ษาใบงานการทดลองประจำ
7. ครใู หน้ กั เรยี นแบง่ กลุ่มจัดเตรียมเครือ่ งมือและ หนว่ ยการเรยี นรู้
อปุ กรณ์ตามใบงานการทดลอง มเี หตผุ ล 7. นักเรยี นจดั เตรยี มเครื่องมือและอปุ กรณ์
วเิ คราะห์ และแกป้ ญั หาต่าง ๆ เก่ยี วกับ การต่อ ภมู ิคมุ้ กัน
วงจรและใช้งานเครื่องมือวดั เห็นความสำคัญในการทำงานร่วมกับผอู้ น่ื
8. ครูสังเกตการปฏิบัตงิ านและคอยใหค้ ำแนะนำ
อย่างใกลช้ ิด
ขน้ั สรปุ ข้นั พยายามและข้ันสำเรจ็ ผล
9. ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรปุ ผลการเรียนรู้ 8. นักเรยี นชว่ ยกนั สรุปเนอ้ื หาที่เรียนและจด
บันทึก
ครธู ญั ลักษณ์ หมโี ชติ
84
10. ครูให้นักเรียนปฏบิ ัตติ ามใบงานการทดลอง 9. นักเรียนปฏิบตั ิตามใบงานการทดลอง
ประจำหน่วยการเรียนรู้ ประจำหนว่ ยการเรียนรู้ เม่ือพบปัญหาให้
11. ครคู อยสังเกตลำดบั ขนั้ ตอนการทำงานและให้ สอบถามครูผู้สอนคุณธรรม
คำแนะนำเมื่อพบนักเรียนปฏบิ ัติไม่ถูกต้อง ทำงานดว้ ยความสามัคคีมนี ้ำใจ มวี นิ ยั มี
12. ครูให้นกั เรียนทีป่ ฏิบตั ิงานเสรจ็ แล้วส่งตรวจที่ ความรับผดิ ชอบและดว้ ยความซอ่ื สัตย์
โต๊ะตรวจงานเพื่อขอคำแนะนำและและประเมินผล 10. นักเรียนส่งผลการปฏบิ ตั ิงานใหค้ รตู รวจ
13. ทำแบบทดสอบหลงั เรยี น 11.นักเรยี นทำแบบทดสอบหลังเรยี น
14. ครูแจ้งนโยบายสถานศึกษา 3D ของกระทรวง 12. นักเรยี นช่วยกนั สรุปเนอื้ หาและจดบันทึก
ศกึ ษา ซ่ึงเป็นกจิ กรรมท่ีมงุ่ ส่งเสรมิ พัฒนาผเู้ รียนใหม้ ี ประกอบดว้ ยสาระเกี่ยวกบั เร่ืองทีเ่ รียน
คณุ ลักษณะทดี่ งี าม 3 ดา้ น คือ 1. ดา้ น 13. นักเรยี นจดบันทึกนโยบายสถานศึกษา
ประชาธิปไตย (Democracy) 2. ด้านคุณธรรม 3 D พรอ้ มกบั อภิปรายแนวทางนำไปปฏิบตั ิ
จรยิ ธรรม และความเปน็ ไทย (Decency) 3. ดา้ น ใชใ้ นชีวิตประจำวันและในรายวิชาทีเ่ รียน
ภูมคิ มุ้ กนั จากยาเสพติด (Drug – Free) 14. นักเรยี นรบั ฟงั และจดบนั ทึกหลกั ปรัชญา
15. ครูอธิบายหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ของเศรษฐกิจพอเพยี งโดยมีความรบั ผดิ ชอบ
เพือ่ บรู ณาการเขา้ กับกจิ กรรมการเรยี นการสอน และพยายามสบื คน้ ข้อมลู และปฏิบตั ิงานให้
ประกอบด้วย 1. ความพอประมาณ 2. ความมี สำเรจ็ อยา่ งมเี หตุผลมเี หตุผล เง่อื นไข คือ
เหตผุ ล 3. การมภี ูมิค้มุ กนั ในตัวทีด่ ี เง่อื นไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม
16. ครซู ักถามนักเรยี นว่ามีขอ้ สงสยั อะไรอีกหรือไม่ 15. นกั เรียนช่วยกนั ทำความสะอาดเครอ่ื งมอื
17. ครูให้นกั เรยี นทำความสะอาดหอ้ งเรียน อุปกรณ์ จดั ห้องเรียนใหเ้ รยี บร้อย
ขน้ั นำไปใช้ ข้นั นำไปใช้
18. ครใู หน้ ักเรยี นเขียนรายงานสรุปผลการเรยี นรู้4 16. นกั เรียนทำแบบสรปุ ผลการเรียนรู้ประจำ
มติ คิ อื มิติสงั คม มติ ิเศรษฐกจิ มติ วิ ฒั นธรรม มิติ หน่วยการเรียน
สงิ่ แวดล้อม
19. ครูบันทกึ หลังการสอน
การบรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ผเู้ รยี นมีวนิ ัย ซอื่ สตั ย์ ประหยดั ใฝร่ ู้ และปฏิบัตงิ านทไ่ี ดร้ ับมอบหมายโดยยึดหลักปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง
กจิ กรรมเสนอแนะ/ งานที่มอบหมาย
ศกึ ษาคน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ เกี่ยวกบั ความรพู้ ้ืนฐานการเหน่ียวนำทางไฟฟา้
การวดั และประเมินผล
วธิ กี ารวดั และประเมนิ ผล
- สังเกตการทำงาน
- ทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น
เครอ่ื งมอื วัดและประเมินผล
- แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น
เกณฑก์ ารวดั ผล และประเมนิ ผล
- ผา่ นเกณฑ์การประเมิน รอ้ ยละ 80 ของแบบประเมินแต่ละประเภท
ครูธัญลกั ษณ์ หมีโชติ
85
ดา้ นความรู้
- ประเมินจาก การสนทนา ตอบ ข้อซักถาม
- ประเมนิ จากการทำแบบฝกึ หดั แบบทดสอบ
ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ ม
- ประเมินด้วยแบบสังเกตการปฏิบัติกิจกรรม เน้นความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ประณีต
รอบคอบ ประหยดั และมคี วามอดทน
ดา้ นทักษะกระบวนการ
- กระบวนการทำงาน
วธิ ีการแกป้ ัญหาในกรณที ผ่ี เู้ รียนไม่ผา่ นเกณฑ์การประเมินตามจุดประสงคท์ ก่ี ำหนด
1. สอนซอ่ มเสรมิ ให้กับผเู้ รียนท่ีไมผ่ า่ นเกณฑใ์ นแตล่ ะจดุ ประสงค์ โดยใช้วิธีการดงั น้ี
- แนะนำ/สอนเสริมในส่วนท่ยี ังไม่เขา้ ใจ
- มอบหมายให้เพ่ือนทผี่ า่ นเกณฑ์สอนเพื่อน
- มอบหมายให้งานเพ่มิ เตมิ นอกเวลา
2. ทดสอบเพื่อประเมนิ ผล
ส่อื การเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน วิชา งานไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนกิ ส์ 20100 - 1005
2. สื่อ Power Point บทท่ี 6 มอเตอร์ไฟฟ้าและการควบคุม
3. ชดุ ทดลองการตอ่ มอเตอร์ไฟฟา้
ครูธญั ลักษณ์ หมโี ชติ
ใบปฏบิ ตั งิ าน 86
6.1
แม่เหลก็ ไฟฟ้าเบื้องตน้
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. บอกข้นั ตอนการสรา้ งแม่เหลก็ ไฟฟา้ แบบง่ายได้
2. แสดงวิธกี ารทดลองการทำงานของแมเ่ หล็กไฟฟ้าได้
3. มีระเบยี บวินัยในการทำงาน
เคร่อื งมอื และอุปกรณ์
1. ถา่ นไฟฉาย 1.5 V ขนาด D (ถ่านกอ้ นใหญ่) 1 กอ้ น
2. ลวดทองแดงอาบนำ้ ยาเบอร์ 26 AWG ยาว 60 เซนตเิ มตร 1 เส้น
3. ตะปูเหล็กขนาด 3 นิ้ว (8 ซม.) 1 ตวั
4. คลิปเหน็บกระดาษ 1 กลอ่ ง
5. ยางรัดเส้นใหญ่ 1 เส้น
6. มีดปลอกสายไฟ 1 ดา้ ม
ลำดบั ข้ันการทดลอง
1. ใช้ปากกาขดี แบ่งตะปเู หล็กออกเปน็ 2 ส่วนเท่าๆ กนั แสดงดงั รูปที่ 6.1
2. นำลวดทองแดงอาบน้ำยา มาพันรอบตะปูเหล็กท่สี ว่ นที่ 1 เริ่มต้นการพันจากหัวตะปูเหล็กที่
ความยาวลวด 30 เซนติเมตร ให้เหลือความยาวปลายลวดไว้ด้านละ 7 เซนติเมตร ด้านที่ยังเหลือลวด
อยู่อีก 30 เซนติเมตร ให้พันลวดรอบตะปูเหล็กที่ส่วนที่ 2 ต่อเนื่องไปจนลวดหมด เหลือความยาวปลาย
ลวดไว้ 7 เซนติเมตร เชน่ กัน แสดงดงั รูปท่ี 6.2
12
7. 2 7.
1 3
รูปที่ 6.1 แบง่ ตะปูเหลก็ ออกเป็น 2 สว่ นเทา่ กนั รูปที่ 6.2 พันลวดทองแดงบนตะปูเหลก็ ทั้ง 2
สว่ น
3. ใช้มีดขูดฉนวนที่เคลือบอยู่ตามผิวลวดทองแดง บริเวณส่วนตอนปลายลวดทองแดง 7
เซนติเมตรทย่ี น่ื ออกมาทงั้ 3 จุด ใหถ้ งึ เน้อื ทองแดงทเี่ ป็นตวั นำไฟฟา้
ครธู ัญลกั ษณ์ หมีโชติ
87
4. นำถ่านไฟฉาย 1.5 V มาต่อเข้าที่ตอนปลายลวดทองแดงตำแหน่ง 1 และ 2 ตรงส่วนเน้ือ
ทองแดงที่เป็นตัวนำไฟฟ้า นำสว่ นตอนปลายตะปูไปดูดคลิปเหน็บกระดาษ ให้ได้จำนวนมากท่ีสดุ แสดงดัง
รูปท่ี 6.3
5. นบั จำนวนคลิปเหน็บกระดาษท่ีดดู ไดท้ ้ังหมด ………….. ตวั
1 1 3
2 2
3
รปู ที่ 6.3 ตอ่ แบตเตอรี่เข้าที่ตำแหน่ง 1 และ 2 รปู ท่ี 6.4 ต่อแบตเตอร่ีเข้าทีต่ ำแหน่ง 1 และ 3
6. ย้ายตำแหน่งการต่อถ่านไฟฉาย 1.5 V เขา้ ทตี่ อนปลายลวดทองแดงตำแหน่ง ใหมอ่ กี ครั้ง ให้
ได้จำนวนมากท่สี ดุ แสดงดังรปู ท่ี 6.4
7. นับจำนวน1 และ 3 ตรงสว่ นเน้อื ทองแดงท่เี ป็นตัวนำไฟฟา้ นำส่วนตอนปลายตะปูไปดูดคลปิ
เหน็บกระดาษคลิปเหน็บกระดาษท่ีดูดได้ทงั้ หมด ………….. ตัว
สรุปผลการทดลอง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
คำถามและการวเิ คราะห์
1. การเพ่ิมจำนวนรอบของขดลวดมผี ลต่ออำนาจแมเ่ หล็กทเ่ี กิดขนึ้ เป็นอยา่ งไร ทำไมถงึ เป็นเช่นน้ัน
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ครูธญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ
88
ใบปฏบิ ัตงิ าน มอเตอร์ไฟฟา้ เบอ้ื งตน้
6.2
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. บอกขัน้ ตอนการสรา้ งมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเบ้ืองตน้ ได้
2. แสดงวิธีการทดลองการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าแบบเบื้องต้นได้
3. มีนำ้ ใจต่อเพอ่ื นร่วมงาน
เครอ่ื งมือและอุปกรณ์
1. ถา่ นไฟฉาย 1.5 V ขนาด D (ถา่ นกอ้ นใหญ)่ 1 ก้อน
2. เข็มกลดั กลัดเส้ือขนาดใหญ่ 2 ตวั
3. ลวดทองแดงอาบน้ำยาเบอร์ 26 AWG ยาว 60 เซนตเิ มตร 1 เส้น
4. แม่เหลก็ ขนาดเล็ก หรือแม่เหล็กกน้ ลำโพงขนาดเลก็ 2 แทง่
5. ยางรดั เส้นใหญ่ 2 เสน้
6. มีดปลอกสายไฟ 1 ดา้ ม
ลำดับขนั้ การทดลอง
1. นำลวดทองแดงอาบน้ำยา มาพันรอบถ่านไฟฉายจนลวดหมด เหลือปลายลวดทองแดงทั้งสอง
ดา้ นปลายละ 5 เซนตเิ มตร แสดงดงั รูปที่ 6.5
รูปที่ 6.5 พนั ลวดทองแดงใหเ้ ปน็ ขดลวดวงกลม รปู ที่ 6.6 มดั ขดลวดให้แนน่ ด้วยปลายลวด
ทั้งสองดา้ น
ครูธัญลกั ษณ์ หมโี ชติ
89
2. นำปลายลวดทองแดงสว่ นทเ่ี หลือไวพ้ ันมดั ขดลวดใหแ้ น่นทั้ง 2 ด้าน แสดงดังรปู ที่ 6.6
3. ใช้คีมตัด หรือกรรไกร ตัดปลายเส้นลวดสว่ นที่เหลือยื่นออกมาจากขดลวด ให้เหลือลวดทองแดงยนื่
ออกมาดา้ นละประมาณ 3 เซนตเิ มตร แสดงดังรูปท่ี 6.7
4. ใช้มีดขูดฉนวนท่ีเคลือบผิวลวดทองแดงที่ปลายเส้นลวดทัง้ สองปลาย ปลายด้านหนึ่งขูดออก
ให้รอบเส้นลวด ปลายอกี ด้านหนึง่ ขูดออกครึง่ ซีกบน ตลอดแนว แสดงดงั รูปที่ 6.8
รปู ที่ 6.7 ตัดลวดทองแดงให้เหลอื ด้านละ 3 ซม. รปู ที่ 6.8 ใช้มดี ขูดฉนวนท่ีผิวลวดทองแดงออก
5. นำเขม็ กลดั ด้านหัวกลัดมาประกบเข้าท่หี ัวทา้ ยถ่านไฟฉาย นำยางมารดั เข็มกลดั ใหแ้ น่น และ
นำแท่งแม่เหล็กวางบนถ่านไฟฉายในแนวเดียวกับเข็มกลัด นำยางมารัดแท่งแม่เหล็กให้แน่น จะได้ชุด
จา่ ยแรงดันมอเตอรไ์ ฟฟา้ เบื้องตน้ ขน้ึ มา แสดงดงั รปู ที่ 6.9
6. นำขดลวดท่ีสรา้ งเรยี บร้อยแลว้ สอดเข้ารเู ข็มกลัดทั้งสองด้าน จัดแนวชุดมอเตอร์ไฟฟา้ เบ้ืองต้น
ใหไ้ ด้ระดับ ไดช้ ุดมอเตอร์ไฟฟ้าเบ้ืองต้นพร้อมทำงาน แสดงดงั รปู ท่ี 6.10
รูปท่ี 6.9 ชดุ จา่ ยแรงดนั มอเตอรไ์ ฟฟา้ เบื้องต้น รปู ท่ี 6.10 ชดุ มอเตอร์ไฟฟา้ เบื้องต้น
7. ปล่อยมือออกจากขดลวด ถ้ามอเตอร์ไม่หมุน ให้ใช้นิ้วมือไปหมุนขดลวดเบาๆ มอเตอร์จะเป็น
อย่างไร (หมุนหรือไม่หมุน) ..................... จัดชุดมอเตอร์ไฟฟ้าเบื้องต้นให้หันขั้วบวก (+) ถ่านไฟฉายไป
อยู่ด้านขวามือตามรูปที่ 6.11 สังเกตขดลวดหมุนอย่างไร (หมุนจากด้านล่างเข้าหาตัวเราหรือหมุนจาก
ดา้ นบนเข้าหาตวั เรา) ........................................................................... พร้อมสงั เกตความเร็วในการหมนุ
ของมอเตอร์ไวเ้ ป็นอยา่ งไร .......................................................................................................................
ครธู ัญลักษณ์ หมีโชติ
90
รูปท่ี 6.11 การหมุนของมอเตอร์ไฟฟา้ รูปที่ 6.12 จดั ชุดขดลวดให้เป็นทรงกลม
8. นำชดุ ขดลวดมาจัดใหม่ แยกขดลวดออกใหเ้ ป็นทรงกลม แสดงดังรปู ท่ี 6.12
9. นำชุดขดลวดมาจัดใหม่สอดเข้ารูเข็มกลัดทั้งสองด้าน จัดแนวชุดมอเตอร์ไฟฟ้าเบื้องต้นให้ได้
ระดับ ได้ชุดมอเตอรไ์ ฟฟา้ เบอื้ งต้นแบบใหม่พร้อมทำงาน แสดงดงั รูปท่ี 6.13
รูปท่ี 6.13 ชุดมอเตอร์ไฟฟ้าเบ้อื งต้นแบบใหม่ รูปที่ 6.14 การหมุนของมอเตอร์ไฟฟา้ ชุดใหม่
10. ปล่อยมือออกจากขดลวด ถ้ามอเตอร์ไม่หมุน ให้ใช้นิ้วมือไปหมุนขดลวดเบาๆ มอเตอร์จะเป็น
อย่างไร (หมุนหรือไมห่ มุน) ..................... สงั เกตขดลวดหมุนอย่างไร (หมนุ จากด้านล่างเข้าหาตวั เราหรือ
หมุนจากด้านบนเข้าหาตัวเรา) ...................................................................... พร้อมสังเกตความเร็วใน
การหมุนของมอเตอร์ไว้เป็นอยา่ งไร ................................................... แสดงดังรปู ที่ 6.14
11. กลับทิศขดลวดมอเตอรส์ อดเขา้ รูเข็มกลดั เปน็ ตรงข้ามกับครง้ั แรก ทำให้ขดลวดหมุนอีกครั้ง
สังเกตขดลวดหมนุ อย่างไร(หมนุ จากด้านลา่ งเข้าหาตวั เราหรอื หมุนจากด้านบนเข้าหาตวั เรา)....................
............................................................................................................................. .......................................
.................................................................. มที ิศทางการหมุนเหมือนกับครงั้ แรกหรอื ตรงข้ามกบั ครงั้ แรก.
เปน็ เพราะเหตุใด.........................................................................................................................................
ขอ้ ควรระวงั การทดลองให้มอเตอร์หมุนนานๆ จะทำใหถ้ ่านไฟฉายหมดเร็ว ควรหยดุ พักเป็น
ระยะๆ เพอ่ื ความปลอดภยั และช่วยประหยัดพลังงาน
ครูธัญลกั ษณ์ หมีโชติ
91
สรปุ ผลการทดลอง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
คำถามและการวเิ คราะห์
1. การจดั ชุดขดลวดของมอเตอร์ไฟฟา้ เบ้ืองตน้ แบบรวบขดลวดดังรปู ที่ 6.10 และแบบกระจาย
ขดลวดดังรูปที่ 6.13 การหมุนของขดลวด และความเรว็ ในการหมุนเป็นอย่างไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ครูธญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ
92
แบบฝึกหดั
บทที่ 6 เรือ่ ง มอเตอร์และการควบคมุ เบื้องต้น
คำส่งั จงอธิบายให้ไดใ้ จความสมบูรณแ์ ละแสดงวิธที ำใหส้ มบูรณ์ถูกตอ้ ง
1. แม่เหลก็ ถาวรคืออะไร คุณสมบัตขิ องแม่เหลก็ ถาวรเป็นอยา่ งไร
............................................................................................................................. .......................................
............................................................................................ ........................................................................
............................................................................................................................. .......................................
2. ความเข้มของสนามแม่เหล็กไฟฟา้ ทเี่ กดิ ขน้ึ เปลี่ยนแปลงไปตามสว่ นประกอบอะไรบา้ ง
............................................................................................................................. .......................................
.................................................................................................................................................................. ..
............................................................................................................................. .......................................
3. มอเตอร์ไฟฟ้าคืออะไร มีส่วนประกอบหลักที่สำคญั อะไรบา้ ง
............................................................................................................................. .......................................
............................................................................................................................... .....................................
.............................................................................................. ......................................................................
4. มอเตอร์ไฟฟ้าตามรูปเป็นชนิดใด มหี ลักการทำงานอย่างไร อธิบาย
SN
I
+-
............................................................................................................................. .....................................
.............................................................................................. ......................................................................
............................................................................................................................. .......................................
.................................................................................................................................................. ..................
................................................................................................................. ...................................................
............................................................................................................................. .......................................
5. ระบบการทำงานท่ีใช้มอเตอร์ไฟฟ้า เพ่ือให้เกิดการทำงานที่ถูกต้อง ปลอดภยั และได้คุณภาพ
จะต้องประกอบดว้ ยอะไรบ้าง
............................................................................................................................. .........................
............................................................................................................................................. .........
.......................................................................................................................... ............................
ครธู ญั ลกั ษณ์ หมีโชติ
93
เฉลยแบบฝกึ หดั
บทท่ี 6 เรือ่ ง มอเตอรแ์ ละการควบคมุ เบ้อื งตน้
1.ตอบ แม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet) เป็นโลหะชนิดหนึ่งท่ีมีความสามารถดึงดูดโลหะจำพวก
เหล็กได้ แสดงสภาวะเป็นแม่เหล็กตลอดเวลา ในแม่เหล็กหนึ่งแท่งมีขั้วแม่เหล็ก 2 ขั้ว คือ ขั้วเหนือ
(North Pole) หรือ ขว้ั N และขัว้ ใต้ (South Pole) หรอื ข้วั S เกิดข้ึนที่ปลายแต่ละด้านของแท่งแม่เหล็ก
เมื่อนำมาห้อยแขวนด้วยเชือก แท่งแม่เหล็กสามารถหมุนได้อย่างอิสระ แต่จะชี้ไปในทิศทางเดิม
ตลอดเวลา โดยชี้ไปในแนวสนามแม่เหล็กโลก โดยขั้วแม่เหล็กถาวรขั้วเหนือ (N) จะชี้ไปทางขั้วโลกเหนือ
(N) และขั้วแม่เหล็กถาวรขั้วใต้ (S) จะชี้ไปทางขั้วโลกใต้ (S) แม่เหล็กถาวรที่ผลิตมาใช้งานมีรูปร่าง
แตกต่างกันไปมากมาย ตามความต้องการในการใช้งาน
แท่งแม่เหล็กถาวรแต่ละแท่งจะเกิดสนามแม่เหล็ก (Magnetic Field) แผ่ออกรอบตัวเอง
สนามแมเ่ หลก็ มคี วามเข้มสูงบริเวณตอนปลายข้วั แทง่ แม่เหล็กทั้งสอง ความเข้มสนามแม่เหล็กจะค่อยๆ
ลดน้อยลงในบริเวณถัดเข้ามาด้านใน และไม่มีสนามแม่เหล็กเลยในส่วนตอนกลางแท่งแม่เหล็ก
สนามแมเ่ หล็กมีการว่ิงเคลื่อนที่ ประสานกันระหวา่ งขัว้ แม่เหล็กท้ังสอง โดยว่งิ เคลือ่ นท่ีจากข้ัวเหนือ (N)
ไปยังขั้วใต้ (S) การวิ่งเคลื่อนที่ของสนามแม่เหล็ก ทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็ก (Magnetic Line of
Force) ขึ้นมารอบแท่งแม่เหล็ก การทดสอบความเข้มของสนามแม่เหล็กทำได้โดยโรยผงเหล็กให้รอบ
แท่งแม่เหล็กถาวร จะเกิดเส้นแรงแม่เหล็กรอบแท่งแม่เหล็ก การเกิดสนามแม่เหล็กจากผงเหล็ก และ
การเคล่ือนทีข่ องเส้นแรงแม่เหลก็ แสดงดังรูปที่ 1
(ก) การเกิดสนามแม่เหล็กจากผงเหลก็ (ข) สนามแมเ่ หล็กในรปู เสน้ แรงแมเ่ หล็ก
รปู ท่ี 1 สนามแม่เหลก็ และเส้นแรงแม่เหล็ก
สนามแม่เหล็กของแม่เหล็กถาวรขั้วเหนือ (N) และขั้วใต้ (S) มีคุณสมบัติตรงข้ามกัน โดยมีเส้น
แรงแม่เหล็กขั้วเหนือ (N) วิ่งเคลื่อนที่ออก ส่วนเส้นแรงแม่เหล็กขั้วใต้ (S) วิ่งเคลื่อนที่เข้า ทำให้
ขั้วแม่เหล็กที่ต่างกันเกิดการดูดกัน และขั้วแม่เหล็กที่เหมือนกันเกิดการผลักกัน คุณสมบัติดังกล่าว
ครูธญั ลักษณ์ หมีโชติ
94
เหมือนกับคุณสมบัติของประจุไฟฟ้า นำคุณสมบัตินี้ไปใช้ประโยชน์ในการผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าได้ การดูด
กันและการผลักกันของขว้ั แม่เหลก็ ถาวร แสดงดังรปู ท่ี 2
(ก) ข้วั แม่เหล็กตา่ งกันดูดกัน (ข) ขัว้ แมเ่ หล็กเหมือนกนั ผลกั กนั
รูปท่ี 2 การดูดกันและผลกั กันของขั้วแม่เหลก็ ถาวร
2.ตอบ ความเข้มของสนามแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ท่ีเกิดข้นึ สามารถเปลย่ี นแปลงไปตามส่วนประกอบตา่ งๆ ที่ใช้
งาน ดังน้ี
1. จำนวนรอบของการพันขดลวดตัวนำ พันรอบน้อยสนามแม่เหล็กเกิดน้อย พันรอบมาก
สนามแมเ่ หลก็ เกดิ มาก
2. ปรมิ าณกระแสท่ีไหลผ่านขดลวดตัวนำ กระแสไหลน้อยสนามแม่เหล็กเกิดน้อย กระแสไหลมาก
สนามแมเ่ หล็กเกดิ มาก
3. ชนิดของวัสดุที่ใช้ทำแกนรองรับขดลวดตัวนำ มีผลต่อความเข้มของสนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้น
แตกต่างกัน ใช้แกนอากาศให้ความเข้มของสนามแม่เหล็กน้อย ใช้แกนที่ทำมาจากสารเฟอร์โรแมก
เนติก (Ferromagnetic) ให้ความเข้มของสนามแม่เหล็กมาก เช่น เหล็ก เฟอร์ไรต์ และโคบอลต์ เป็น
ต้น เพราะสารเฟอร์โรแมกเนติก เมื่อมีการชักนำอำนาจแม่เหล็กให้ จะสามารถให้กำเนิดอำนาจแม่เหล็ก
ขึ้นในตัวเองได้ เป็นการช่วยเสริมอำนาจแม่เหล็กในขดลวดตัวนำ ความเข้มสนามแม่เหล็กเกิดจากวัสดุท่ี
ใช้ทำแกน แสดงดังรูปที่ 3
N SN S
(ก) แกนอากาศสนามแมเ่ หล็กเกดิ นอ้ ย (ข) แกนเฟอรโ์ รแมกเนติกสนามแมเ่ หลก็ เกิดมาก
รปู ท่ี 3 ความเข้มสนามแมเ่ หลก็ เกิดจากวสั ดุที่ใชท้ ำแกน
ครธู ญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ
95
4. ขนาดของแกนรองรับขดลวดตัวนำที่นำมาใช้งาน แกนมีขนาดเล็กให้กำเนิดสนาม แม่เหล็ก
ขน้ึ มาน้อย แกนมขี นาดใหญใ่ ห้กำเนิดสนามแมเ่ หลก็ เกิดขน้ึ มามาก
3. ตอบ มอเตอรไ์ ฟฟ้า (Electric Motor) คอื เครื่องกลไฟฟ้า (Electromechanical) ที่ทำหน้าที่
เปลย่ี นพลงั งานไฟฟา้ (Electric Energy) ให้เปน็ พลังงานกล (Mechanical Energy) ในรปู ของการ
หมนุ เคลอื่ นท่ี มีประโยชนใ์ นการนำไปใชง้ านไดอ้ ย่างกว้างขวางทั้งในงานอุตสาหกรรม และตามที่อยู่
อาศัย ถูกนำไปใช้งานร่วมกบั อุปกรณ์ไฟฟ้า เครอื่ งจกั รกล เคร่ืองมือและเคร่ืองใช้ไฟฟ้าตา่ งๆ มากมาย ถงึ
ประมาณ 80 – 90 %
มอเตอร์ไฟฟ้า มีส่วนประกอบหลักที่สำคัญ 2 ส่วน คือ ส่วนอยู่กับที่ (Stator) และส่วนหมุน
เคล่ือนท่ี (Rotor) หรอื อาจเรียกว่า อาร์เมเจอร์ (Armature)
1. ส่วนอยู่กับที่ เป็นส่วนที่ถูกยึดติดตายตัวอยู่กับที่ ประกอบด้วยตัวถังโลหะ (Frame) ชุด
แม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet) หรืออาจใช้เป็นชุดแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnet) ก็ได้มี
ขัว้ แมเ่ หล็ก 2 ขัว้ คือ ขวั้ เหนือ (N) และข้วั ใต้ (S) ทำหน้าท่ีใหก้ ำเนดิ สนามแม่เหล็กออกมา วง่ิ เคลื่อนที่
จากขั้วเหนือ (N) ไปขั้วใต้ (S) และชุดแปรงถ่าน (Brush) ใช้เป็นจุดจ่ายแรงดันให้ส่วนหมุนเคลื่อนท่ี
โครงสรา้ งสว่ นอยู่กบั ทีข่ องมอเตอร์ไฟฟ้า แสดงดงั รปู ที่ 4
2. ส่วนหมุนเคลื่อนที่ หรืออาร์เมเจอร์ เป็นส่วนที่หมุนเคลื่อนที่ภายในมอเตอร์ เมื่อจ่ายแรงดัน
เข้ามา ประกอบด้วยขดลวด (Coil) เป็นลวดอาบน้ำยา พันไว้เป็นขดๆ จัดเรียงไว้โดยรอบในอาร์เมเจอร์
ทำหน้าที่ให้กำเนิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นมาเป็นจังหวะ มีแกนเหล็ก (Iron Core) แผ่นบางวางซ้อนกัน
เป็นฐานรองรับขดลวด และช่วยเพิ่มเส้นแรงแม่เหล็กจากแม่เหล็กไฟฟ้าของส่วนเคลื่อนที่ ให้มีความเข้ม
สนามแม่เหล็กเพิ่มมากขึ้น และมีคอมมิวเตเตอร์ (Commutator) เป็นปลายขั้วต่อขดลวดเคลื่อนที่ทำ
หน้าที่เชื่อมต่อแรงดันที่จ่ายเข้ามาจากแปรงถ่าน เพื่อจ่ายไปยังขดลวดเคลื่อนที่ทำให้กำเนิด
สนามแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นมา เกิดแรงผลักดันของสนามแม่เหล็กส่งผลให้มอเตอร์หมุน ส่วนหมุนเคลื่อนท่ี
ของมอเตอร์ไฟฟ้า แสดงดังรูปท่ี 4
(ก) มอเตอร์ไฟฟ้า (ข) ด้านหนา้ (ค) ดา้ นหลงั
รูปท่ี 4 โครงสร้างสว่ นประกอบหลักของมอเตอร์ไฟฟ้า
4.ตอบ มอเตอรไ์ ฟฟ้าตามรปู เป็นชนิดมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทำงานดว้ ยแหล่งจ่าย
แรงดันไฟตรงคงท่ี มีขว้ั แรงดันจ่ายออกมาคงท่ีตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง โครงสร้างประกอบ ดว้ ยชุดแม่เหล็ก 2
ชุด คือ ชุดแม่เหล็กอยู่กับที่ ผลิตขึ้นได้จากแม่เหล็กถาวร หรือแม่เหล็กไฟฟ้าก็ได้ และชุดแม่เหล็ก
ครธู ัญลักษณ์ หมีโชติ
96
เคลื่อนที่ ผลิตขึ้นได้จากแม่เหล็กไฟฟ้า โดยมีแหล่งจ่ายแรงดันไฟตรงคงที่จ่ายให้ทำงาน หลักการทำงาน
เบอื้ งต้นของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง แสดงดงั รปู ท่ี 6
S NS N
II
+ -+ -
(ก) ขณะขดลวดสีเหลืองอย่ซู ้ายมือ (ข) ขณะขดลวดสีเหลืองอยู่ขวามอื
รปู ท่ี 6 หลักการทำงานเบือ้ งต้นของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง
จากรูปท่ี 6 แสดงหลักการทำงานเบื้องต้นของมอเตอรไ์ ฟฟา้ กระแสตรง รปู ท่ี 6 (ก) เมือ่ จา่ ยแรงดนั ไฟตรง
ให้ขดลวดอาร์เมเจอร์ด้านสีเหลืองเป็นบวก (+) ด้านสีฟ้าเป็นลบ (–) ทำให้ขดลวดอาร์เมเจอร์เกิด
สนามแม่เหล็กไฟฟ้า ผลักดันกับสนามแม่เหล็กถาวร จากการใช้กฎมือซ้ายของ เฟลมมิ่งหาทิศทางการ
เคลอ่ื นท่ี พบวา่ ขดลวดอาร์เมเจอรด์ ้านซา้ ยสีเหลืองหมุนเคลื่อนท่ขี ึ้นด้านบน และขดลวดอารเ์ มเจอร์ด้านขวา
สฟี า้ หมนุ เคลอ่ื นที่ลงด้านลา่ ง เกิดการหมนุ ของขดลวดอาร์เมเจอร์ในทศิ ทางตามเข็มนาฬิกา
สว่ นรปู ท่ี 6 (ข) แม้ว่าขดลวดอาร์เมเจอร์ถูกหมุนเคลื่อนท่สี ลับตำแหนง่ มกี ารจ่ายแรงดัน ไฟตรง
ให้ด้านสีเหลืองเป็นลบ (–) ด้านสีฟ้าเป็นบวก (+) เมื่อใช้กฎมือซ้ายของเฟลมมิ่งหาทิศทาง การเคลื่อนท่ี
พบว่าขดลวดอาร์เมเจอร์ด้านซ้ายสีฟ้าหมุนเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน และขดลวดอาร์เมเจอร์ด้านขวาสีเหลือง
หมุนเคลื่อนที่ลงด้านล่างเช่นเดิม ขดลวดอาร์เมเจอร์หมุนในทิศทางตามเข็มนาฬิกาอย่างต่อเนื่อง
ตลอดเวลา สง่ ผลใหม้ อเตอรไ์ ฟฟา้ กระแสตรงหมนุ ทำงานในทิศทางตามเข็มนาฬิกา
5.ตอบ ระบบการทำงานท่ใี ช้มอเตอร์ไฟฟา้ เพอ่ื ให้เกดิ การทำงานที่ถูกต้อง ปลอดภัย และได้คณุ ภาพ มี
สว่ นประกอบดังนี้
1. การทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงาน (Safety of Operator) เป็นการติดตั้งระบบควบคุม
ความปลอดภัยในการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า มีอุปกรณ์ปกปิดป้องกันในส่วนของกลไกที่มีการหมุน
เคลื่อนที่ต่างๆ ให้มิดชิด รวมถึงมีการให้ความรู้ในเรื่องความปลอดภัยในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับมอเตอร์
ไฟฟ้า โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภยั มาเป็นอนั ดับแรก (Safety First)
2. การเริ่มหมุนและการหยุดหมุน (Starting and Stopping) เป็นสิ่งจำเป็นประการแรกในการ
ควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งมีความแตกต่างกัน และเกิดความยุ่งยากจากความต้องการใช้งาน เช่น การเริ่ม
หมุนแบบมีภาระน้อยหรือภาระมาก การเริ่มหมุนที่ช้าหรือเร็ว การหยุดหมุนในตำแหน่งที่ต้องการ และการ
หยุดหมนุ แบบทนั ทหี รอื คอ่ ยๆ หยดุ หมุน เปน็ ต้น
ครธู ญั ลักษณ์ หมีโชติ
97
3. การควบคุมการหมุนและความเร็วในการหมุน (Motor and Speed Control) เป็นการ
ควบคุมให้มอเตอร์ไฟฟ้าหมุนทำงาน ในความเร็วที่ต้องการ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งตัวมอเตอร์
และผ้ใู ชง้ าน โดยการควบคมุ ให้มอเตอร์มคี วามเร็วทเี่ หมาะสม และถกู ตอ้ งตามความตอ้ งการ
4. การควบคุมการกลบั ทิศทางการหมนุ (Reversing) เปน็ การปรบั เปลีย่ นทิศทางในการหมุนของ
มอเตอร์ไฟฟ้า ให้เป็นทิศตรงข้ามตามความต้องการ หรือการหมุนกลับไปกลับมาตามชว่ งเวลาที่กำหนด
ไว้ โดยใช้ระบบการควบคุมทเ่ี หมาะสม
5. การป้องกนั ความเสยี หาย (Damage Protection) เปน็ การติดตง้ั ระบบปอ้ งกันความเสียหาย
ที่อาจเกิดขึ้นในระบบการทำงาน ทั้งตัวเครื่องจักรที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า วัสดุชิ้นส่วนที่อยู่ใน
สายการผลิต รวมถึงตัวมอเตอร์ไฟฟ้าเอง เช่น การป้องกันความเร็วรอบในการหมุนของมอเตอร์ไฟฟ้า
เกินพิกัด การป้องกันมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานเกินภาระงาน และการป้องกันการลัดวงจรของมอเตอร์ไฟฟ้า
เปน็ ตน้
ครธู ญั ลักษณ์ หมีโชติ
98
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น/หลงั เรยี น
บทท่ี 6 เรอื่ ง มอเตอร์และการควบคมุ เบื้องตน้
คำช้แี จง 1. จงทำเครื่องหมายกากบาท () ทบั ข้อที่ถูกที่สดุ เพยี งขอ้ เดยี วลงในกระดาษคำตอบ
2. เวลาสอบ 10 นาที
1. คณุ สมบัตขิ องแม่เหลก็ ถาวรขอ้ ใดกลา่ วไวถ้ ูกตอ้ ง
ก. เส้นแรงแม่เหล็กเคลอ่ื นทภ่ี ายในแท่งแม่เหลก็ จากขว้ั N ไปขวั้ S
ข. ข้วั N ของแทง่ แมเ่ หล็กชี้ไปข้ัว S ของสนามแมเ่ หล็กโลก
ค. เกดิ จุดสะเทินท่ีบรเิ วณปลายแทง่ แม่เหลก็
ง. ถูกทุกข้อ
2. เส้นแรงแมเ่ หลก็ เกิดข้นึ บนเส้นลวดตวั นำในลักษณะใด
ก. เกดิ ในแนวต้ังฉากบรเิ วณหัวท้ายเส้นลวดตัวนำ
ข. เกิดในแนวขนานบริเวณหวั ทา้ ยเสน้ ลวดตวั นำ
ค. เกิดในแนวตงั้ ฉากทุกจุดบนเส้นลวดตัวนำ
ง. เกดิ ในแนวขนานทุกจุดบนเส้นลวดตัวนำ
3. จะเกดิ สนามแม่เหล็กไฟฟ้าขน้ึ ได้เมื่อไร
ก. ทำใหเ้ กิดเสน้ แรงแม่เหล็กขึ้นรอบเสน้ ลวดตวั นำ
ข. จา่ ยแรงดนั ตกคร่อมเส้นลวดตัวนำ
ค. จ่ายกระแสไหลผ่านเสน้ ลวดตวั นำ
ง. ถูกทกุ ขอ้
4. กฎมือขวากล่าวไว้ดังนี้ ใช้มือขวากำรอบเส้นลวดตัวนำ ให้นิ้วหัวแม่มือชี้ขนานไปกับเส้นลวด ตัวนำ นิ้วหัวแม่มือ
แสดงทศิ ทางการไหลของกระแสนิยม น้ิวท้ัง 4 ท่ีกำรอบเส้นลวดตวั นำแสดงการเกดิ ของอะไร
ก. เสน้ แรงแม่เหลก็ ข. การเหนยี่ วนำ
ค. สนามไฟฟา้ ง. ประจไุ ฟฟ้า
5. ความเขม้ ของสนามแมเ่ หล็กไฟฟ้าทเี่ กิดขึน้ มาเปลย่ี นแปลงไปอย่างไร
ก. กระแสไหลน้อยเกิดความเขม้ ต่ำ
ข. เสน้ ลวดพนั รอบน้อยเกิดความเขม้ สูง
ค. แกนรองรบั ขนาดเลก็ เกดิ ความเขม้ สูง
ง. ใชแ้ กนสารเฟอร์โรแมกเนติกเกิดความเข้มต่ำ
6. มอเตอร์ไฟฟ้ามกี ารทำงานอยา่ งไร
ก. ควบคุมระดับกระแสจ่ายออก ข. ควบคุมระดับแรงดันทเ่ี กิดขนึ้ มา
ค. เปลีย่ นพลงั งานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ง. เปลย่ี นการหมนุ เคล่อื นท่ีให้เป็นกำลงั ไฟฟ้า
7. มอเตอร์ไฟฟา้ จะเกดิ การทำงานเม่ือไร
ก. เกดิ สนามแมเ่ หลก็ ชุดเดยี วเคลือ่ นทีผ่ ่านขดลวดตวั นำ
ข. สนามแม่เหล็กทัง้ 2 ชุดมีข้วั แมเ่ หล็กเหมอื นกันวางใกล้กัน
ค. สนามแมเ่ หล็กมีอำนาจแมเ่ หล็กมากกวา่ อำนาจสนามไฟฟ้า
ง. สนามแม่เหลก็ ถาวรมีอำนาจแมเ่ หลก็ ดึงดูดกบั สนามแมเ่ หล็กไฟฟ้า
8. อุปกรณ์ของมอเตอร์ไฟฟ้าทำหนา้ ทตี่ อ่ รับแหล่งจ่ายแรงดนั จ่ายไปให้ขดลวดเคล่อื นที่ คืออะไร
ครูธญั ลักษณ์ หมโี ชติ
99
ก. คอมมวิ เตเตอร์ ข. อารเ์ มเจอร์
ค. แปรงถา่ น ง. เพลา
9. มอเตอร์ไฟฟา้ กระแสสลับมีสว่ นท่ีแตกต่างไปจากมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงคือสว่ นใด
ก. คอมมิวเตเตอร์ ข. อาร์เมเจอร์
ค. แปรงถา่ น ง. สลปิ รงิ
10. การใชง้ านแมกเนติกคอนแทกเตอร์ ในระบบการควบคมุ มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นการใช้งานในการควบคุมแบบใด
ก.ควบคุมแบบก่ึงอัตโนมัติ ข. ควบคุมแบบอัตโนมัติ
ค. ควบคมุ ด้วยมือ ง. ถูกทุกข้อ
ครูธัญลกั ษณ์ หมีโชติ
100
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน/หลังเรยี น
บทที่ 6 เร่ือง มอเตอรแ์ ละการควบคุมเบอื้ งตน้
1. ข 2. ค 3. ง 4. ก 5. ก
6. ค 7. ข 8. ค 9. ง 10. ก
ครูธญั ลักษณ์ หมโี ชติ
101
แผนผงั ความคดิ บทที่ 7
อปุ กรณ์ปอ้ งกนั ไฟฟา้ และการตอ่ สายดิน
โดยบูรณาการหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
พอประมาณ ภมู คิ มุ้ กัน
3. เลือกใช้วัสดุ-อุปกรณ์ สอดคล้องกับ 4. เห็นความสำคญั ในการทำงานร่วมกบั ผู้อ่นื
งานและใช้คุ้มค่า ประหยัดและคำนึงถึง
ความปลอดภัย
มีเหตผุ ล
2. วิเคราะห์ และแกป้ ัญหา
ต่าง ๆ เกย่ี วกับ การต่อวงจร
และใช้งานเครอ่ื งมอื วดั
บทที่ 7 คณุ ธรรม
1. ความร/ู้ ทักษะ 5. ทำงานด้วยความสามัคคีมี
น้ำใจ มีวินัย มคี วามรบั ผิดชอบ
- มีความร้เู ก่ียวกับ อุปกรณ์ปอ้ งกันไฟฟา้ ,ฟวิ สส์ วติ ซป์ ระธาน และดว้ ยความซอ่ื สตั ย์
,สวิตซต์ ัดวงจรอตั โนมตั ,ิ เครือ่ งตดั ไฟรว่ั ,สายดนิ และการตอ่ สายดนิ 6. ตระหนกั คณุ ภาพของงาน
มคี วามประณตี รอบคอบ
- มที ักษะในการปฏบิ ตั ิงานในการต่อสายดินใหไ้ ด้คุณภาพ มี ปลอดภยั
เจตคติท่ีดี
สังคม เศรษฐกจิ วัฒนธรรม สงิ่ แวดล้อม
1,6 2-3 5 4
ครธู ัญลกั ษณ์ หมีโชติ
แผนการจัดการเรยี นรู้ 102
ช่อื วิชา งานไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น รหัสวิชา 20100 – 1005
บทที่ 7 อุปกรณ์ปอ้ งกนั ไฟฟ้าและการตอ่ สายดนิ
สอนครัง้ ที่ 10 ช่ัวโมงที่ 37- 36 เวลา 4 ชั่วโมง
สาระสำคัญ
ฟิวส์เป็นอุปกรณ์ป้องกันในระบบไฟฟ้าท่ีใช้งานอย่างแพรห่ ลาย หน้าที่ของฟิวส์คือจะตดั การจ่ายแรงดัน
และกระแสออกจากวงจร เมื่อเกิดการลัดวงจรและกระแสไหลเกินกำหนด ฟิวส์เกิดการหลอมละลาย
และขาดตัดวงจรทนั ที ฟวิ สม์ หี ลายชนิด เชน่ ฟวิ สเ์ สน้ ฟวิ ส์ปล๊กั และฟวิ สห์ ลอด
การต่อสายดินให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสิ่งสำคัญและมีประโยชน์มาก ในการช่วยป้องกัน
อันตรายท่ีอาจเกิดจากการรวั่ ของกระแสไปยังตวั ถงั โลหะของเคร่อื งใช้ไฟฟ้า ทำใหเ้ กดิ อนั ตรายต่อมนุษย์
หรือสิ่งมีชีวิตที่ไปสัมผัสถูกได้ การต่อสายดินแบ่งได้เป็นการต่อสายดินที่ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า การต่อสาย
ดนิ ของระบบไฟฟา้ ในบา้ น และการต่อสายดนิ ของเครือ่ งใชไ้ ฟฟา้
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
จดุ ประสงค์ท่วั ไป
เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับ อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้า,ฟิวส์สวิตซ์ประธาน,สวิตซ์ตัดวงจรอัตโนมัติ
,เครือ่ งตัดไฟรั่ว,สายดนิ และการต่อสายดิน มที กั ษะในการปฏิบตั ิงานในการตอ่ สายดินให้ได้คุณภาพ มีเจตคติ
ที่ดีต่อการเตรียมความพร้อมด้านการเตรียม วัสดุ อุปกรณ์ และการปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง สำเร็จ
ภายในเวลาท่กี ำหนด มีเหตแุ ละผลตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. บอกประโยชนข์ องอุปกรณป์ อ้ งกนั ไฟฟ้าได้อยา่ งถูกต้อง
2. จำแนกฟิวสแ์ ตล่ ะชนิดได้อย่างถูกต้อง
3. ชแี้ จงลักษณะของสวิตซ์ประธานได้อยา่ งถูกต้อง
4. อธบิ ายหลกั การทำงานของสวติ ซต์ ดั วงจรอัตโนมัติ ได้อย่างถูกต้อง
5. บอกคุณสมบัตขิ องเคร่ืองตัดไฟรว่ั ไดอ้ ย่างถูกต้อง
6. อธิบายประโยชน์ของสายดนิ และการต่อสายดนิ ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง
7. สาธติ การตอ่ สายดินใหไ้ ด้คุณภาพไดอ้ ย่างถกู ต้อง
8. เตรียมความพรอ้ มด้าน วสั ดุ อปุ กรณ์สอดคล้องกับงานได้อยา่ งถูกตอ้ ง
9. ปฏิบตั ิงานไดอ้ ย่างถกู ต้อง และสำเร็จภายใน เวลาทก่ี ำหนดอยา่ งมีเหตแุ ละผลตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
สมรรถนะรายหน่วย
ต่อสายดินใหไ้ ดค้ ณุ ภาพ
หวั ข้อการเรยี นรู้
1. อปุ กรณ์ป้องกันอันตรายในระบบไฟฟ้า
2. ฟวิ ส์
3. สวติ ชต์ ัดวงจรอัตโนมัติ
ครูธญั ลักษณ์ หมโี ชติ
103
4. สวิตช์ตดั ไฟฟ้ารวั่ อัตโนมตั ิ
5. สวติ ช์นิรภัย
6. สายดนิ และการต่อสายดิน
7. การตดิ ต้งั หลกั ดินและสายดินทถ่ี กู ต้อง
8. ใบงานที่ 7.1 เรอ่ื ง อปุ กรณ์ป้องกันอนั ตรายจากไฟฟ้า
กจิ กรรมการเรียนรู้ (สปั ดาหท์ ี่ 10)
กจิ กรรมครู กิจกรรมนักเรยี น
ขั้นนำเขา้ สู่บทเรยี น ข้นั สนใจปัญหา
1. ครูแจ้งจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ หน่วยการ 1. นักเรยี นจดบนั ทึกจุดประสงค์การ
เรยี น เรยี นรู้
2. ครแู จง้ ใหน้ กั เรียนเข้าใจปรชั ญาเศรษฐกิจ 2. ทำความเข้าใจปรชั ญาเศรษฐกิจ
พอเพยี ง 3หว่ ง คือ หลกั ความพอประมาณ พอเพยี ง3 หว่ ง คือ หลกั ความ
หลกั ความมีเหตุผล หลักภูมคิ ุ้มกัน 2 พอประมาณ หลักความมเี หตุผล
เงอ่ื นไข คือ เง่อื นไขความรู้ เง่ือนไข หลักภมู ิคมุ้ กัน 2 เงือ่ นไข คือ
คณุ ธรรม เช่อื มโยงสู่ 4 มิติคอื มติ ิสังคม มิติ เงอื่ นไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม
เศรษฐกจิ มิติวัฒนธรรม มิตสิ งิ่ แวดลอ้ ม เชอื่ มโยงสู่ 4 มิติคือ มติ สิ งั คม มติ ิ
เพราะเหตุใดต้องศึกษา เศรษฐกิจมิติวฒั นธรรม มิติ
สงิ่ แวดลอ้ มและวัตถุประสงค์การ
เรยี นรูห้ นว่ ยการเรียนและหัวขอ้ การ
เรยี นรู้
ขั้นสอนทฤษฎี ข้นั ศกึ ษาข้อมูล
2. ครูให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรยี น 2. นกั เรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรียน
3. ครูบรรยายเนือ้ หาประกอบแผ่นใส/ power 3. นักเรยี นฟงั ครูบรรยายและจดบนั ทกึ
point พอประมาณ เลือกใชว้ สั ดุ-อุปกรณ์ 4. นกั เรยี นศกึ ษาหน่วยการเรียนทไี่ ด้รบั
สอดคลอ้ งกับงานและใชค้ ุ้มค่า ประหยัดและ มอบหมาย
คำนึงถงึ ความปลอดภยั 5. นักเรียนตอบคำถาม
4. ครูใหน้ กั เรียนศึกษาเนื้อหาการเรยี นรใู้ นหนังสือ
เรียน
5. ซกั ถามนักเรยี นเกยี่ วกับเน้ือหาท่เี รยี น
ขัน้ สอนปฏบิ ตั ิ ขน้ั ศกึ ษาขอ้ มูล
6. ครใู หน้ ักเรียนศึกษาใบงานการทดลอง 6. นักเรียนศกึ ษาใบงานการทดลองประจำ
7. ครูให้นกั เรยี นแบ่งกลุม่ จัดเตรียมเคร่อื งมือและ หน่วยการเรยี นรู้
อปุ กรณ์ตามใบงานการทดลองมีเหตผุ ล 7. นักเรยี นจดั เตรยี มเครื่องมือและอุปกรณ์
วิเคราะห์ และแก้ปญั หาตา่ ง ๆ เกย่ี วกับ การต่อ ภมู คิ ุ้มกนั
วงจรและใชง้ านเครื่องมือวัด เหน็ ความสำคญั ในการทำงานร่วมกับผู้อ่นื
8. ครูสังเกตการปฏบิ ตั งิ านและคอยใหค้ ำแนะนำ
ครูธญั ลักษณ์ หมโี ชติ
104
อย่างใกลช้ ิด
ขัน้ สรปุ ข้ันพยายามและขน้ั สำเรจ็ ผล
9. ครูและนักเรยี นร่วมกนั สรปุ ผลการเรยี นรู้ 8. นักเรยี นช่วยกนั สรปุ เนื้อหาท่ีเรียนและจด
10. ครูใหน้ กั เรยี นปฏิบตั ติ ามใบงานการทดลอง บันทกึ
ประจำหนว่ ยการเรยี นรู้ 9. นักเรยี นปฏิบัตติ ามใบงานการทดลอง
11. ครคู อยสงั เกตลำดบั ขั้นตอนการทำงานและให้ ประจำหน่วยการเรยี นรู้ เมื่อพบปัญหาให้
คำแนะนำเม่ือพบนักเรียนปฏบิ ัติไม่ถูกต้อง สอบถามครผู สู้ อน คณุ ธรรม
12. ครูให้นกั เรียนท่ีปฏิบตั ิงานเสร็จแลว้ ส่งตรวจที่ ทำงานดว้ ยความสามัคคีมนี ้ำใจ มวี นิ ยั มี
โตะ๊ ตรวจงานเพ่ือขอคำแนะนำและและประเมนิ ผล ความรบั ผิดชอบและด้วยความซอ่ื สัตย์
13. ทำแบบทดสอบหลังเรยี น ตระหนกั คุณภาพของงาน มีความประณีต
14. ครูแจง้ นโยบายสถานศึกษา 3D ของกระทรวง รอบคอบ ปลอดภัย
ศกึ ษา ซึ่งเปน็ กจิ กรรมที่มงุ่ สง่ เสริมพฒั นาผู้เรยี นให้มี 10. นกั เรยี นสง่ ผลการปฏบิ ตั งิ านให้ครตู รวจ
คณุ ลักษณะทีด่ งี าม 3 ด้าน คือ 1. ดา้ น 11.นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลังเรยี น
ประชาธิปไตย (Democracy) 2. ดา้ นคณุ ธรรม 12. นกั เรยี นชว่ ยกนั สรปุ เนือ้ หาและจดบนั ทึก
จริยธรรม และความเป็นไทย (Decency) 3. ดา้ น ประกอบด้วยสาระเกย่ี วกับเรื่องทีเ่ รยี น
ภมู คิ ้มุ กนั จากยาเสพติด (Drug – Free) 13. นกั เรยี นจดบันทึกนโยบายสถานศึกษา
15. ครอู ธิบายหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 3 D พร้อมกบั อภปิ รายแนวทางนำไปปฏิบัติ
เพอ่ื บูรณาการเขา้ กับกจิ กรรมการเรียนการสอน ใชใ้ นชวี ิตประจำวันและในรายวิชาทเี่ รยี น
ประกอบด้วย 1. ความพอประมาณ 2. ความมี 14. นักเรียนรับฟังและจดบันทกึ หลกั ปรัชญา
เหตุผล 3. การมภี ูมคิ ุ้มกันในตัวท่ดี ี ของเศรษฐกจิ พอเพยี งโดยมีความรบั ผิดชอบ
16. ครซู กั ถามนกั เรยี นว่ามีข้อสงสัยอะไรอีกหรอื ไม่ และพยายามสบื ค้นข้อมลู และปฏิบตั งิ านให้
17. ครใู ห้นกั เรยี นทำความสะอาดห้องเรียน สำเร็จอยา่ งมเี หตผุ ลมเี หตผุ ล เง่ือนไข คือ
เง่ือนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม
15. นักเรียนช่วยกันทำความสะอาดเคร่ืองมอื
อุปกรณ์ จดั ห้องเรยี นให้เรยี บรอ้ ย
ข้นั นำไปใช้ ขน้ั นำไปใช้
18. ครใู ห้นกั เรียนเขียนรายงานสรุปผลการเรียนรู้4 16. นกั เรยี นทำแบบสรปุ ผลการเรยี นรปู้ ระจำ
มติ ิคือ มิตสิ งั คม มิติเศรษฐกิจ มติ วิ ัฒนธรรม มิติ หน่วยการเรยี น
สิง่ แวดล้อม
19. ครูบันทกึ หลังการสอน
การบรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ผ้เู รยี นมีวนิ ยั ซื่อสัตย์ ประหยัด ใฝร่ ู้ และปฏิบตั งิ านที่ไดร้ บั มอบหมายโดยยดึ หลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง
กิจกรรมเสนอแนะ/ งานทมี่ อบหมาย
ศกึ ษาคน้ คว้าเพ่ิมเติมเก่ียวกับมาตรฐานขอสายดิน
การวดั และประเมินผล
ครูธญั ลกั ษณ์ หมีโชติ
105
วิธีการวัดและประเมนิ ผล
- สงั เกตการทำงาน
- ทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น
เครื่องมอื วัดและประเมินผล
- แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียน
เกณฑก์ ารวัดผล และประเมินผล
- ผ่านเกณฑก์ ารประเมิน ร้อยละ 80 ของแบบประเมินแตล่ ะประเภท
ดา้ นความรู้
- ประเมินจาก การสนทนา ตอบ ข้อซกั ถาม
- ประเมินจากการทำแบบฝึกหดั แบบทดสอบ
ดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม ค่านิยม
- ประเมินด้วยแบบสังเกตการปฏิบัติกิจกรรม เน้นความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ประณีต
รอบคอบ ประหยดั และมีความอดทน
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ
- กระบวนการทำงาน
วิธกี ารแกป้ ญั หาในกรณที ่ีผูเ้ รียนไม่ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ตามจดุ ประสงค์ทก่ี ำหนด
1. สอนซอ่ มเสรมิ ให้กับผเู้ รยี นทีไ่ ม่ผา่ นเกณฑใ์ นแตล่ ะจดุ ประสงค์ โดยใชว้ ธิ ีการดังนี้
- แนะนำ/สอนเสรมิ ในส่วนทีย่ งั ไมเ่ ข้าใจ
- มอบหมายให้เพื่อนท่ผี ่านเกณฑ์สอนเพ่ือน
- มอบหมายให้งานเพิ่มเตมิ นอกเวลา
2. ทดสอบเพ่ือประเมนิ ผล
ส่ือการเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน วชิ า งานไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนกิ ส์ 20100 - 1005
2. สอ่ื Power Point บทที่ 7 เรอื่ ง อุปกรณป์ อ้ งกันไฟฟา้ และการตอ่ สายดิน
3. ชุดทดลองอุปกรณ์ป้องกนั อนั ตรายจากไฟฟา้
ครูธญั ลักษณ์ หมีโชติ
106
ใบปฏบิ ตั งิ าน อปุ กรณ์ปอ้ งกนั อนั ตรายจากไฟฟา้
7.1
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. วัดทดสอบการทำงานของอุปกรณ์ปอ้ งกนั อันตรายจากไฟฟา้ ได้
2. ต่อวงจรไฟฟ้าแสงสวา่ งร่วมกับสวิตชต์ ดั ไฟฟ้าร่ัวอตั โนมัตไิ ด้
3. มคี วามกระตือรือร้นต่อการทำงาน
เครื่องมือและอุปกรณ์
1. ฟวิ สห์ ลอดดี, ฟวิ ส์หลอดขาด ชนิดละ 1 ตวั
2. สวติ ช์ตัดไฟฟ้ารวั่ อตั โนมตั ิ ELCB 1 ตัว
3. ชดุ วงจรหลอดคอมแพกตช์ นิดบลั ลาสต์ภายใน (ปล๊ัก, สวติ ช์,
ชุดฐานหลอด, หลอดคอมแพกต์) หรือชดุ หลอดไฟชนิดอน่ื 1 ชดุ
4. เทปพนั สายไฟ 1 มว้ น
5. มัลติมเิ ตอรช์ นิดเข็มช้ี
6. สายต่อวงจร 1 เครอ่ื ง
1 ชุด
ลำดบั ข้ันการทดลอง
1. ต้งั มัลตมิ ิเตอรไ์ ปท่ีย่านวัดโอหม์ 1
2. ช็อตปลายสายวัดทั้งสองของโอห์มมิเตอร์เข้าด้วยกัน ปรับแต่งปุ่มปรับ 0 Ω ADJ ให้เข็มช้ี
โอหม์ มเิ ตอร์ช่ที ีต่ ำแหนง่ 0 Ω พอดที างขวามือ
3. ใชโ้ อหม์ มิเตอร์วัดที่ขวั้ โลหะทัง้ สองของฟวิ ส์หลอด ทั้งตวั ฟิวส์ขาดและตัวฟิวส์ดี บันทึกค่าความ
ต้านทานที่วัดได้ลงในตารางที่ 7.1 แถวฟิวส์ย่าน 1 ในช่องขาด หรือช่องดี ช่องใดช่องหนึ่ง การวัด
แสดงดังรปู ท่ี 7.1 (ก)
4. เปลี่ยนจากฟิวส์มาวัดสวิตช์ตัดไฟฟ้ารั่วอัตโนมัติที่ขั้วต่อไฟเข้า ขณะยังไม่โยกสวิตช์ต่อวงจร
และขณะโยกสวิตชต์ ่อวงจร บนั ทกึ คา่ ความต้านทานที่วัดได้ลงในตารางท่ี 7.1 แถวชอ่ งสวิตช์ตัดไฟฟ้ารั่ว
อตั โนมัติย่าน 1 ที่ N และ N1 และที่ L และ L1 และสลบั ไปสลับมา ตามลำดบั ในชอ่ งตัดวงจร หรือช่อง
ต่อวงจร ตามสภาวะการทำงาน การวดั แสดงดงั รูปท่ี 7.1 (ข)
ครูธญั ลกั ษณ์ หมโี ชติ
107
N N1
L L1
(ก) วดั ฟวิ ส์หลอดดว้ ยโอห์มมเิ ตอร์ย่าน x1 (ข) วดั สวิตช์ ELCB ด้วยโอห์มมเิ ตอรย์ ่าน x1
รูปท่ี 7.1 ใช้โอห์มมิเตอรว์ ดั ฟิวส์และสวิตช์ ELCB
ตารางท่ี 7.1 ค่าความตา้ นทานท่ตี ัวฟิวส์หลอด
อุปกรณท์ ี่วดั ย่านโอห์มทตี่ งั้ วัด ขาดหรอื ตดั วงจร (Ω) ดีหรอื ต่อวงจร (Ω)
ฟวิ ส์
x1
สวิตช์ตัดไฟฟา้ ร่ัว
อตั โนมตั ิ x10k
x1 ท่ี N และ N1
x1 ที่ L และ L1
x1 ท่ี N และ L1
x1 ที่ L และ N1
x10k ท่ี N และ N1
x10k ท่ี L และ L1
x10k ที่ N และ L1
x10k ท่ี L และ N1
5. ตั้งโอห์มมิเตอรไ์ ปทีย่ ่านวัด 10k ปรับแต่งโอห์มมเิ ตอรใ์ ห้พร้อมใชง้ าน นำไปวัดฟิวส์ขาดและ
ฟิวส์ดีอีกครั้ง (ขณะวัดห้ามจับปลายเข็มวัดส่วนโลหะทั้งสองด้วยมือทั้งสองข้าง จับส่วนโลหะได้ด้าน
เดียว) บันทึกค่าความต้านทานที่วัดได้ลงในตารางที่ 7.1 แถวฟิวส์ย่าน 10k ในช่องขาด หรือช่องดี
ช่องใดช่องหน่ึง
6. เปลี่ยนจากฟิวส์มาวัดสวิตช์ตัดไฟฟ้ารั่วอัตโนมัติที่ขั้วตอ่ ไฟเข้า ขณะยังไม่โยกสวิตช์ต่อวงจร
และขณะโยกสวติ ช์ต่อวงจร บนั ทึกค่าความต้านทานที่วัดได้ลงในตารางท่ี 7.1 แถวช่องสวิตช์ตัดไฟฟ้ารั่ว
อตั โนมตั ยิ ่าน 10k ที่ N และ N1 และที่ L และ L1 และสลับไปสลับมา ตามลำดบั ในช่องตัด
วงจร หรือช่องต่อวงจร ตามสภาวะการทำงาน
ครธู ัญลักษณ์ หมโี ชติ
108
7. ขณะโยกสวติ ชต์ ดั ไฟฟ้ารั่วอตั โนมตั ิ (ELCB) ใหต้ ่อวงจร (ON) ทดสอบการทำงานของสวิตชต์ ดั ไฟฟ้า
รั่วอัตโนมัติ (ELCB) โดยกดปุ่มทดสอบ (Test) ผลทเี่ กดิ เป็นเชน่ ไร (สวติ ชต์ ดั วงจรหรอื ไม)่ .......................
เปน็ เพราะเหตุใด ......................................................................
8. ประกอบวงจรหลอดคอมแพกต์เข้ากับสวิตช์ตัดไฟฟ้ารั่วอัตโนมัติตามรูปที่ 7.2 สวิตช์ ELCB ยังไม่ต่อ
วงจร (OFF)
N
L
220 V
รูปท่ี 7.2 วงจรหลอดคอมแพกต์ต่อรว่ มกับสวติ ช์ตดั ไฟฟ้าร่ัวอตั โนมตั ิ (ELCB)
9. ตรวจสอบการตอ่ วงจรอีกคร้ัง โดยเพื่อนในกลมุ่ ชว่ ยตรวจไลว่ งจร
10. นำปลั๊กไฟไปเสยี บแหล่งจ่ายแรงดัน 220 VAC ให้ปลั๊กขัว้ ท่ตี อ่ เข้ากับขว้ั L ของสวิตช์ตัดไฟฟา้
รว่ั อตั โนมัติ (ELCB) เสยี บเขา้ กับขัว้ แหล่งจ่ายที่มไี ฟ และปลก๊ั ขั้วท่ีต่อเขา้ กับข้ัว N ของสวติ ชต์ ดั ไฟฟ้ารัว่
อตั โนมัติ (ELCB) เสยี บเข้ากับขว้ั แหลง่ จ่ายท่ีไม่มีไฟ โยกสวิตช์ตัดไฟฟ้ารว่ั อัตโนมัติ (ELCB) ให้ตอ่ วงจร
(ON) จา่ ยไฟใหว้ งจรหลอดคอมแพกต์ ผลทีเ่ กดิ เป็นเช่นไร (หลอดติดหรอื ดบั ).........................................
11. ทดสอบการทำงานของสวิตชต์ ดั ไฟฟ้าร่ัวอัตโนมัติ (ELCB) โดยกดปุ่มทดสอบ (Test) ผลท่ีเกดิ
เป็นเช่นไร (หลอดตดิ หรือดบั ) .......................... เป็นเพราะเหตุใด............................................................
............................................................................................................................. ......................................
12. โยกสวิตช์ตัดไฟฟ้ารั่วอัตโนมัติ (ELCB) ต่อวงจรอีกครั้ง ผลที่เกิดเป็นเช่นไร (หลอดติดหรือ
ดับ) .........................................................
13. กลับขว้ั ปลกั๊ ไฟไปเสยี บแหล่งจา่ ยแรงดนั 220 VAC ให้ปลั๊กขั้วทต่ี ่อเข้ากับขัว้ L ของสวติ ช์ตดั
ไฟฟ้ารัว่ อัตโนมัติ (ELCB) เสียบเขา้ กบั ข้ัวแหล่งจ่ายทไ่ี มม่ ีไฟ และปลั๊กขัว้ ท่ีต่อเขา้ กับข้วั N ของสวิตช์
ตดั ไฟฟา้ รวั่ อัตโนมัติ (ELCB) เสียบเข้ากบั ข้วั แหล่งจ่ายที่มีไฟ โยกสวิตชต์ ดั ไฟฟา้ ร่ัวอตั โนมัติ (ELCB) ให้
ตอ่ วงจร (ON) จา่ ยไฟให้วงจรหลอดคอมแพกต์ ผลที่เกดิ เป็นเช่นไร (หลอดตดิ หรือดับ)..........................
14. ทดสอบการทำงานของสวิตช์ตัดไฟฟ้ารั่วอัตโนมัติ (ELCB) โดยกดปุ่มทดสอบ (Test) ผลที่เกิดเป็นเช่น
ไร (หลอดตดิ หรือดบั ) .......................... เปน็ เพราะเหตุใด .........................................................................
....................................................................................................................................................................
ครูธญั ลักษณ์ หมีโชติ
109
สรุปผลการทดลอง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
คำถามและการวิเคราะห์
1. การกดปุ่มทดสอบ (Test) สวิตช์ตัดไฟฟ้ารั่วอัตโนมัติ (ELCB) เมื่อโยกสวิตช์ต่อวงจร (ON)
ในขณะที่สวิตช์ตัดไฟฟ้ารั่วอัตโนมัติ (ELCB) ไม่จา่ ยไฟฟ้าให้ และจ่ายไฟฟา้ ให้ เกิดผลการทำงาน
แตกต่างกันอย่างไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………
ครธู ญั ลกั ษณ์ หมีโชติ
110
แบบฝึกหัด
บทที่ 7 เรือ่ ง อุปกรณ์ปอ้ งกนั ไฟฟ้าและการต่อสายดิน
คำสง่ั จงอธบิ ายให้ไดใ้ จความสมบูรณ์และแสดงวธิ ีทำให้สมบูรณ์ถูกต้อง
1.ฟวิ สค์ อื อะไรมีคุณสมบตั ิในการทำงานอยา่ งไร
............................................................................................................................. .......................................
............................................................................................ ........................................................................
............................................................................................................................. .......................................
2. บอกลกั ษณะของฟวิ ส์ต่อไปนม้ี าใหเ้ ขา้ ใจ
2.1 ฟวิ ส์เสน้ 2.2 ฟิวส์หลอด 2.3 ฟิวสป์ ลก๊ั 2.4 ฟวิ สค์ วามร้อน
............................................................................................................................. .......................................
............................................................................................................................. .......................................
....................................................................................................................................................................
3. สวติ ชต์ ัดวงจรอัตโนมัตโิ ดยใช้สนามแมเ่ หล็ก มีโครงสรา้ งและหลักทำงานอยา่ งไร
.......................................................................................... ..........................................................................
............................................................................................................................. .......................................
............................................................................................................................................... .....................
4. สวิตช์ตัดไฟฟ้าร่ัวอตั โนมัติใชป้ ้องกนั ไฟฟ้ารวั่ และไฟฟ้าดูด จะต้องมคี ุณสมบตั ิและการตดิ ตั้งอย่างไร
............................................................................................................................. .....................................
.............................................................................................. ......................................................................
............................................................................................................................. .......................................
.................................................................................................................................................. ..................
................................................................................................................. ...................................................
............................................................................................................................. .......................................
5. การติดตง้ั หลักดนิ และสายดินทถ่ี กู ต้องทำได้อย่างไร
............................................................................................................................. .......................................
....................................................................................................................................................................
.............................................................................................. ......................................................................
ครธู ัญลกั ษณ์ หมโี ชติ
111
เฉลยแบบฝกึ หดั
บทที่ 7 เรอื่ ง อปุ กรณป์ อ้ งกันไฟฟา้ และการต่อสายดนิ
1.ตอบ ฟวิ ส์ (Fuse) เป็นอปุ กรณ์ป้องกนั อันตรายในระบบไฟฟ้า มคี ุณสมบตั ิเป็นตวั นำไฟฟ้าที่ดี ผลิตมา
จากโลหะท่ีมจี ุดหลอมละลายต่ำ ฟิวสท์ ำหน้าทต่ี ดั วงจรจากการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร หรือเกิดจากการทำงาน
ที่กระแสไหลมากผิดปกติ โดยฟิวสจ์ ะหลอมละลายทันทเี มอื่ มีกระแสไหลผ่านฟวิ ส์เกินพิกดั ที่กำหนดไว้ใน
ตวั ฟวิ ส์ ตัวลวดโลหะฟวิ สท์ ำมาจากโลหะหลายชนิด เชน่ ตะก่ัว ดบี ุก สังกะสี และบิสมัท เปน็ ต้น หรือจาก
ส่วนผสมของโลหะเหล่านี้ ฟวิ ส์ทวั่ ไปควรมีคณุ สมบตั ิในการทำงานดงั นี้
1. ทนกระแสไหลผา่ นไดป้ ระมาณ 1.1 เท่าของขนาดทนกระแสปกติของฟวิ ส์
2. ขณะหลอมละลาย ต้องไม่เกิดประกายไฟ เปลวไฟ หรือเกิดการหลอมละลายใดๆ ที่ทำให้
อุปกรณ์เกดิ ความเสียหาย
3. เกิดการหลอมละลายภายในเวลา 15 วินาที เมื่อกระแสเกินพิกัดประมาณ 20 % และหลอม
ละลายภายในเวลา 1 วนิ าทหี รือน้อยกวา่ เมื่อกระแสเกินพกิ ัดประมาณ 150 %
ฟิวสท์ ่ีผลิตมาใช้งาน สามารถแบง่ เวลาในการหลอมละลายของฟิวสอ์ อกได้ 2 ชนดิ ดงั น้ี
1. ชนิดหลอมละลายเรว็ (Fast Blow) เป็นฟวิ สช์ นดิ ที่เมอ่ื กระแสไหลเกนิ พิกัดท่ีฟวิ ส์ทนได้ ฟวิ ส์
จะหลอมละลายขาดวงจรทันที หรือเมอ่ื เกิดไฟฟ้าลดั วงจรฟิวส์จะหลอมละลายขาดวงจรขาดทันทีโดยไม่
มีการหน่วงเวลา นิยมนำไปใช้ในงาน เช่น วงจรไฟฟ้าทำงานทั่วไป วงจรทำงานเกี่ยวกับความร้อน หรือ
วงจรแสงสว่าง เปน็ ตน้
2.ชนิดหลอมละลายช้า (Slow Blow) เปน็ ฟิวสช์ นดิ ท่ีเมื่อกระแสไหลเกินพิกัดที่ฟิวส์ทนได้ช่ัวขณะ
ฟิวส์จะยังไม่หลอมละลาย เกิดการหน่วงเวลาตามพิกัดของฟิวส์ แต่ถ้าเกิดไฟฟ้าลัดวงจรฟิวส์จะหลอม
ละลายขาดวงจรทันทีโดยไม่มีการหน่วงเวลา นิยมนำไปใช้ในงาน เช่น วงจรควบคุมการทำงานของ
มอเตอร์ หรือมอเตอร์ขนาดใหญ่ เป็นตน้
2.ตอบ 2.1 ฟิวส์เสน้
ฟวิ สเ์ ส้น (Wire Fuse) เป็นฟิวส์ชนดิ เส้นลวดเปลือยยาว ตัวฟิวส์ไม่มีอะไรห่อหุ้ม จำเป็น ต้องใช้
งานร่วมกบั สวิตชใ์ บมีด (Knife Switch) หรือคตั เอาต์ (Cut Out) โดยนำฟวิ ส์ไปยึดใส่ไวใ้ นส่วนรองรบั ของ
สวติ ชใ์ บมีด ขันยดึ ฟวิ สใ์ หแ้ น่นดว้ ยสกรู ฟิวส์ชนดิ น้ีแบง่ ออกได้ 2 แบบ ตามลักษณะโครงสรา้ ง ดังนี้
1. แบบเส้นกลม เส้นฟิวส์ถูกพันเก็บไว้เป็นม้วน เวลาใช้งานต้องนำมาตัดแบ่งตาม
ความยาวท่ีต้องการ นิยมเรียกว่า ฟิวส์เส้น การยึดติดกับสวิตช์ใบมีด ให้นำปลายฟิวส์ไปพันในร่องสกรู
ของสวิตช์ใบมีด และขนั สกรูยึดตดิ ให้แนน่
2. แบบเส้นแบน เส้นฟิวสท์ ส่ี ร้างข้ึนมาให้มคี วามยาวแน่นอนตามค่ามาตรฐาน ส่วนหัว
ท้ายของเส้นฟิวส์ทำเป็นร่องคล้ายก้ามปู ไว้ใส่เข้าร่องสกรูของสวิตช์ใบมีด นิยมเรียกว่า ฟิวส์ก้ามปู มี
ความสะดวกในการตอ่ ใชง้ านมากขึ้น
ฟิวส์เส้นนิยมใชง้ านกับวงจรไฟฟ้าภายในบ้านเรือน ที่อยู่อาศยั หรือในวงจรท่ีภาระใช้
งานกินกระแสต่ำ ปกตินิยมนำไปใช้งานในวงจรที่มีกระแสไหลผ่านรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 30 แอมแปร์ สวิตช์
ใบมดี ฟวิ ส์เสน้ และฟิวสก์ า้ มปู แสดงดงั รปู ที่ 1
ครธู ัญลักษณ์ หมโี ชติ
112
(ก) สวิตช์ใบมดี (ข) ฟิวสเ์ สน้ (ค) ฟิวส์กา้ มปู
รูปที่ 1 สวติ ช์ใบมดี ฟวิ สเ์ ส้น ฟิวสก์ ้ามปู
2.2 ฟวิ ส์หลอด
ฟิวส์หลอด (Tube Fuse) หรือคาร์ทริดจ์ฟิวส์ (Cartridge Fuse) เป็นฟิวส์ที่สร้างขึ้นมามี
โครงสร้างเป็นหลอดทรงกระบอก หรือทรงสี่เหลี่ยม หลอดฟิวส์ทำด้วยกระเบื้อง แก้ว หรือไฟเบอร์
ภายในหลอดฟิวส์มีเส้นฟิวส์ต่อออกมาภายนอก โดยยึดติดกับโลหะตัวนำที่ส่วนหัวท้ายของกระบอก
ฟิวส์ ภายในหลอดฟิวส์บรรจุอากาศ หรือบรรจุทรายละเอียดไว้ รูปร่างมีทั้งแบบหัวท้ายฟิวส์เป็นโลหะ
ทรงกระบอกปกติ มักเรียกว่า ฟิวส์หลอด นำไปใช้งานร่วมกับกระบอกใส่ฟิวส์หรือฐานยึดฟิวส์ และแบบ
หัวท้ายฟิวส์เป็นโลหะและมีแผ่นโลหะคล้ายใบมีดยื่นออกมาที่หัวท้ายด้วย มักเรียกว่า ฟิวส์ใบมีด
นำไปใช้งานร่วมกับฐานฟิวส์ใบมีด ฟิวส์หลอดถูกผลิตขึ้นมาหลายรูปแบบ และหลายหน้าที่การใช้งาน
ขนาดฟิวส์มีหลายขนาด และมีรูปร่างแตกต่างกันไป มีค่าการทนกระแสหลายค่า ตั้งแต่ค่าต่ำๆ ไม่ถึง
แอมแปร์ จนถึงค่าสูงเป็นแสนแอมแปร์ นิยมนำไป ใช้งานอย่างแพร่หลายในหลายด้าน เช่น ด้านไฟฟ้า
และอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป ด้านไฟฟ้ากำลังในงานอุตสาหกรรม และด้านการส่งจ่ายกำลังไฟฟ้า เป็นต้น
ฟิวสห์ ลอด แสดงดังรูปที่ 2
(ก) ใชง้ านไฟฟา้ และอิเล็กทรอนกิ ส์ (ข) ใชง้ านไฟฟ้ากำลงั (ค) ใชง้ านส่งจ่ายกำลังไฟฟา้
ทวั่ ไป
รูปท่ี 2 ฟวิ สห์ ลอด
ครธู ญั ลักษณ์ หมีโชติ
113
2.3 ฟวิ สป์ ลัก๊
ฟิวส์ปลั๊ก (Plug Fuse) เป็นฟิวส์ที่ตัวถังฟิวส์มีรูปร่างคล้ายปลั๊กไฟฟ้า การใช้งาน
จำเป็นต้องเสียบหรือสอดใส่เข้าไปในร่องฐานฟิวส์ มีรูปร่างและโครงสร้างแตกต่างกันหลายแบบ ขึ้นอยู่
กับการใช้งาน ตัวถังฟิวส์ทำด้วยกระเบื้อง แก้ว หรือพลาสติกทนความร้อน ฟิวส์ปลั๊กที่ผลิตมาใช้งาน เช่น
ฟิวส์ขวด มีรูปร่างทรงกระบอกเหมือนขวด ส่วนหัวและส่วนท้ายฟิวส์ใหญ่ไม่เท่ากัน ด้านหัวใหญ่กว่าด้าน
ท้าย ภายในหลอดฟิวส์มีเส้นฟิวส์ ที่บรรจุอากาศ หรือบรรจุทรายละเอียดไว้ สามารถมองเห็นสภาพ
ฟิวสไ์ ด้จากภายนอก ฟวิ ส์ปลก๊ั มรี ปู รา่ งเหมอื นถว้ ยด้านนอกฟิวส์เปน็ เกลียวหมนุ ภายในหลอดฟิวส์มีเส้น
ฟิวส์ ที่บรรจุอากาศ หรือบรรจุทรายละเอียดไว้ สามารถมอง เห็นสภาพฟิวส์ได้จากภายนอก ฟิวส์ทั้ง 2
แบบนิยมใช้งานกับวงจรไฟฟ้าภายในบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย หรือวงจรที่ใช้กระแสสูงมากขึ้น มีความ
ปลอดภัยในการใช้งาน เพราะมีส่วนป้องกันห่อหุ้มฟิวส์ไว้ และฟิวส์รถยนต์ มีรูปร่างเป็นรูปตัว U คล้าย
ปลั๊กไฟฟ้า ฟิวส์ถูกห่อหุ้มด้วยตัวถังพลาสติกทนความร้อน มีขาโลหะยื่นออกมา 2 ขา นิยมนำไปใช้งานใน
รถยนต์ หรอื ใชใ้ นอปุ กรณไ์ ฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิด ฟวิ สป์ ลกั๊ แสดงดงั รปู ท่ี 3
(ก) ฟิวสข์ วด (ข) ฟวิ ส์ปล๊กั (ค) ฟวิ ส์รถยนต์
รปู ที่ 3 ฟวิ สป์ ล๊กั
2.4 ฟิวส์ความรอ้ น
ฟวิ ส์ความร้อน (Thermal Fuse) หรอื ฟวิ ส์ตัดความร้อน (Thermal Cutoff Fuse) เป็นฟิวสท์ ท่ี ำงานด้วย
ความร้อนที่มากระทบกับตัวฟิวส์ เมื่อฟิวส์ได้รับความร้อนมากเกินพิกัดที่ตัวฟิวส์ทนได้ ฟิวส์จะหลอม
ละลายตัดการต่อวงจรทันที เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับอุปกรณ์ ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า จากการ
ทำงานเกิดความร้อนมากเกินไป ซึ่งจะมีผลต่อการทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นได้ ทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าและ
เคร่ืองใชไ้ ฟฟ้าสมยั ใหม่หลายชนิด ที่ในขณะทำงานมีความรอ้ นเกดิ ขึน้ ภายในตวั นยิ มใส่ฟิวส์ความร้อน
เพิ่มเข้าไปภายในท่ีบริเวณที่เกิดความร้อน ทำให้การทำงานเกิดความปลอดภัยต่อตัวอุปกรณ์ไฟฟ้าและ
เครือ่ งใชไ้ ฟฟ้า รวมถงึ ทำใหเ้ กิดการทำงานที่ปลอดภัยมากขึ้น อุปกรณไ์ ฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นิยมใช้
ฟิวส์ความร้อนมีมากมาย เช่น พัดลม เครื่องระบายอากาศ เครื่องดูดควัน เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น
เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น เตาไฟฟ้า เตาไมโครเวฟ หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องถ่ายเอกสาร และ
คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ฟิวส์ความร้อนที่ผลิตมาใช้งานมีหลายแบบหลายชนิด มีโครงสร้างแตกต่างกันไป
เพ่ือใหเ้ หมาะสมต่อการใชง้ าน ฟวิ ส์ความร้อน แสดงดังรูปที่ 4
ครธู ัญลักษณ์ หมีโชติ
114
รปู ท่ี 4 ฟิวส์ความร้อน
3. ตอบ สวิตช์ตัดวงจรอัตโนมัติแบบใช้สนามแม่เหล็ก (Magnetic Circuit Breaker) ใช้หลักการทำงาน
จากคุณสมบัติของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากกระแสไหลผ่านขดลวดแม่เหล็ก ไปดึงดูดชุดกลไกควบคุม
การตดั ต่อวงจร สง่ ผลให้สวิตช์หน้าสมั ผสั ท่ีทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้าตัดวงจรออกจากกัน โครงสร้างและ
การทำงานสวติ ชต์ ดั วงจรอตั โนมตั ิแบบใช้สนามแมเ่ หล็กแบบเบ้อื งตน้ แสดงดงั รปู ท่ี 5
(ก) สภาวะทำงานปกติ (ข) สภาวะไฟฟ้าลดั วงจร
รปู ท่ี 5 โครงสร้างและการทำงานสวิตช์ตัดวงจรอตั โนมัติแบบใชส้ นามแมเ่ หลก็ แบบเบ้ืองตน้
จากรูปที่ 5 แสดงโครงสร้างและการทำงานสวิตช์ตัดวงจรอัตโนมัติแบบใช้สนามแม่เหล็ก รูปที่ 5
(ก) เป็นสภาวะทำงานปกติ เมื่อโยกต่อสวิตช์ตัดวงจรอัตโนมัติ ทำให้แกนสวิตช์ถกู สลกั ของแกนตัดวงจร
เกี่ยว ไปทำให้สวิตช์หน้าสัมผัสต่อวงจร มีแรงดันจ่ายผ่านสวิตช์ตัดวงจรอัตโนมัติไปให้ภาระทำงาน มี
กระแสไหลในวงจรสวิตช์ตัดวงจรอัตโนมัติ และเกิดกระแสไหลผ่านขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้ขดลวด
แม่เหล็กไฟฟ้าเกิดสนามแม่เหล็กขึ้นมา กรณีที่กระแสไหลผ่านขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าค่าปกติไม่เกินพิกัด
สนามแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าเกดิ อำนาจแมเ่ หลก็ น้อยไมเ่ พียงพอกบั การดึงดดู แกนตัดวงจรให้เคลื่อนทเ่ี ข้ามาหาได้
สวิตชห์ น้าสมั ผัสยงั คงตอ่ วงจรปกติ มแี รงดนั จ่ายให้วงจรปกติ ภาระทำงานเป็นปกติ สว่ นรูปที่ 5 (ข) เป็น
สภาวะไฟฟ้าลดั วงจร เม่ือเกดิ การลัดวงจรขน้ึ สง่ ผลให้เกิดกระแสไหลผ่านเข้าวงจรสวติ ช์ตัดวงจรอัตโนมัติ
ผ่านขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้ามากเกินพิกัดที่กำหนด ทำให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดอำนาจแม่เหล็กมาก
เพียงพอ สามารถดึงดูดแกนตัดวงจรให้เคลื่อนที่เข้ามาหา ส่งผลทำให้สลักที่เกี่ยวเข้ากับแกนสวิตช์เกิด
ครูธัญลกั ษณ์ หมีโชติ
115
การคลายตัว สปริงดึงแกนสวิตช์เคลื่อนที่ไป ทำให้สวิตช์หน้าสัมผัสตัดวงจร แรงดันถูกตัดออกจากวงจร
สวติ ช์ตัดวงจรอัตโนมตั ทิ นั ที ภาระหยดุ ทำงาน
4.ตอบ ในการเลือกสวิตช์ตัดวงจรอัตโนมัติมาใช้งาน ผู้ออกแบบจะต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติการ
ทำงานของวงจร เพอื่ ชว่ ยป้องกนั อันตรายทีจ่ ะเกดิ ข้นึ และสามารถตดั การทำงานของวงจรได้ทันตาม
ความต้องการ โดยพจิ ารณาดงั นี้
1. ระดับแรงดนั ที่ใช้งาน และชนิดของแรงดัน เป็นไฟสลบั (AC) หรือไฟตรง (DC)
2. จำนวนเฟสแรงดนั ทใี่ ชง้ าน เป็นชนิดเฟสเดียว หลายเฟส และจำนวนของขวั้ แรงดัน
3. ระบบมาตรฐานไฟฟ้าที่ใช้งาน ให้เป็นไปตามมาตรฐานและกฎระเบียบความปลอดภัยของ
องค์การหรอื หนว่ ยงานท่ีเก่ียวขอ้ ง
4. ความสามารถในการทำให้หยดุ ทำงานในขณะเกดิ การลัดวงจร
5. ขอ้ กำหนดสงู สุด ขนาดข้อบังคับทีเ่ หมาะสม และการป้องกันอันตราย
สวิตช์ตัดไฟฟ้ารั่วอัตโนมัติช่วยป้องกันไฟฟ้ารั่ว และไฟฟ้าดูดได้ จะต้องมีคุณสมบัติและการ
ตดิ ตัง้ ดงั นี้
1. พิกัดขนาดกระแสรั่วต้องไม่เกิน 30 มิลลิแอมแปร์ (mA) และตัดไฟฟ้าได้ภายในระยะ เวลา
0.04 วนิ าที เม่อื มีไฟฟ้ารั่วขนาด 5 เท่าของพกิ ดั หรอื ประมาณ 150 mA
2. ควรติดตั้งใช้งานเฉพาะจุด เช่น วงจรเต้ารับในห้องครัว ห้องน้ำ ห้องนอน ห้องเด็ก และ
วงจรเต้ารบั ท่มี สี ายไฟต่อไปใชง้ านภายนอกอาคาร
3. ในกรณีที่ต้องติดตั้งรวมที่สวิตช์ประธาน จะต้องแยกวงจรที่มีค่าไฟรั่วตามธรรมชาติมากๆ
ออกไป เช่น อุปกรณ์ปอ้ งกันฟา้ ผ่า เคร่อื งปรับอากาศ และอปุ กรณ์ท่มี ีโอกาสเปียกชนื้ ต่างๆ โดยติดตั้งสวิตช์
ตดั ไฟฟ้ารว่ั อตั โนมัติแยกเฉพาะวงจรทจี่ ำเปน็
4. ในทางปฏิบัติที่ต้องการความแน่นอน จะต้องตรวจสอบปริมาณกระแสรั่วไหลในแต่ละวงจร
ด้วยเครื่องตรวจวัดกระแสรั่วไหล ถ้าวงจรใดมีกระแสรั่วไหลมากเป็นปกติ จำเป็นต้องใช้สวิตช์ตัดไฟฟ้ารั่ว
อตั โนมตั ิทม่ี พี ิกัดไฟฟ้ารั่วสงู ขนึ้ เช่น 100 mA 300 mA หรอื 500 mA ปอ้ งกนั ในแตล่ ะวงจรโดยเฉพาะ
5.ตอบ หลักควรปฏิบตั ใิ นการติดตัง้ หลักดนิ และสายดนิ ท่ถี ูกต้อง เป็นดงั นี้
1. หลักดินต้องทำด้วยวสั ดุที่ทนตอ่ การผกุ ร่อนและไม่เป็นสนมิ เช่น แท่งทองแดง แท่งเหล็กชุบ
หรอื หมุ้ ดว้ ยทองแดง ขนาดเสน้ ผ่าศูนย์กลาง 16 มม. ความยาวไมน่ ้อยกว่า 2.40 เมตร
2. เนื้อดินบริเวณที่ใช้ตอกหลักดินท่ีดีควรเปน็ ดินแท้ และต้องไม่ถูกขวางกั้นหรือล้อมรอบด้วยหิน
กรวด ทราย หรือแผ่นคอนกรีต เพราะเป็นอุปสรรคต่อการแพร่กระจายของกระแสลงสู่ดิน ทำให้ความ
ต้านทานการต่อลงดินของหลักดินมคี ่าสูงเกินกว่ามาตรฐาน
3. หลักดินที่ดีเมื่อตอกลงดินแล้ว ต้องมีค่าความต้านทานการต่อลงดินไม่เกิน 5 โอห์ม ตามค่า
มาตรฐานของการไฟฟา้ นครหลวง
4. ห้ามใช้ตะปูคอนกรีตตอกเข้าไปในผนังคอนกรีตหรือพื้นคอนกรีตแทนหลักดิน เพราะตะปู
คอนกรีตไม่สามารถกระจายกระแสลงดนิ ไดเ้ ม่ือมีไฟรัว่
5. ตำแหน่งของหลักดินควรอยใู่ กลก้ ับต้สู วติ ช์ประธาน
6. ห้ามแช่หลกั ดินในน้ำ เพราะเมื่อเกิดไฟรั่วจะแพรก่ ระจายไปกับน้ำ ทำให้เกิดอันตรายกบั ผ้ทู ี่
อยู่ในน้ำ ถ้าจำเป็นต้องตอกหลักดินในน้ำต้องตอกให้มิดดิน และสายต่อหลักดินต้องหุ้มฉนวนป้องกัน
นำ้ ให้มิดชิด
ครูธญั ลกั ษณ์ หมีโชติ
116
7. การต่อสายดินเข้ากับหลักดิน แคลมป์ยึดหลักดิน และสายต่อหลักดินควรใช้วัสดุชนิด
เดียวกัน เพือ่ ไม่ให้มปี ญั หาการกัดกรอ่ น
8. ขนาดของสายดินที่ใช้ต่อหลักดินต้องไม่เล็กกว่า 10 ตร.มม. จะต้องเป็นสายเส้นเดียวโดย
ตลอด และควรมที ่อหรือฉนวนหุ้มอยู่ดว้ ย
9. หา้ มต่อสายดนิ ผ่านฟิวสห์ รือสวิตช์ตดั ไฟรวั่ อัตโนมัติ นอกจากการต่อผา่ นสวติ ชต์ ดั วงจร
อตั โนมัติ และเมื่อสวิตชต์ ัดวงจรอัตโนมัตทิ ำงาน ตอ้ งตัดสายไฟฟา้ ทุกเสน้ ของวงจรพร้อมสายดนิ ออก
ด้วย
ครูธญั ลักษณ์ หมโี ชติ
117
แบบทดสอบก่อนเรยี น/หลงั เรียน
บทท่ี 7 เรอ่ื ง อุปกรณ์ป้องกนั ไฟฟา้ และการตอ่ สายดนิ
คำชแ้ี จง 1. จงทำเครื่องหมายกากบาท () ทับข้อที่ถูกที่สดุ เพยี งขอ้ เดยี วลงในกระดาษคำตอบ
2. เวลาสอบ 10 นาที
1. ไฟไหม้ทเ่ี กิดจากความร้อนของการใช้ไฟฟ้าเกดิ จากสาเหตุใดมากทส่ี ุด
ก. ไฟฟ้าดูด ข. ไฟฟ้าลัดวงจร
ค. ใชไ้ ฟฟ้าเกนิ พิกัด ง. ใช้ไฟฟา้ ผดิ ประเภท
2. ฟิวส์ใชใ้ นวงจรไฟฟ้าผลิตจากวัสดปุ ระเภทใด ข. ตะก่ัว
ก. ดบี กุ ง. ถูกทกุ ข้อ
ค. บิสมัท
3. อปุ กรณต์ ามรปู คืออะไร ข. ฟิวสห์ ลอด
ก. ฟวิ สค์ วามร้อน ง. ฟวิ ส์เส้น
ค. ฟวิ ส์ปล๊กั
4. สวติ ชต์ ัดวงจรอัตโนมตั ิ จะตดั วงจรโดยอตั โนมัติเมอื่ ไร
ก. มกี ระแสไหลในวงจรเกินพิกดั
ข. มีแรงดนั จ่ายในวงจรเกนิ พิกัด
ค. อุปกรณ์ไฟฟา้ เกิดความร้อนสูงเกนิ พิกัด
ง. อุปกรณ์ไฟฟา้ เกดิ การชำรดุ เสยี หายขณะทำงาน
5. อุปกรณป์ ้องกนั ไฟฟา้ ทีส่ ามารถป้องกันอนั ตรายจากไฟฟ้าดดู ไดค้ ืออะไร
ก. สวติ ช์นริ ภัย ข. สวติ ชป์ ระธาน
ค. สวิตชต์ ดั วงจรอัตโนมตั ิ ง. สวิตชต์ ัดไฟฟา้ ร่ัวอตั โนมัติ
6. สวิตช์ตดั กระแสเหลือในวงจรไฟฟ้าจะทำงานเมอ่ื ใด
ก. กระแสเหลือจากการใชง้ าน
ข. กระแสไหลจากการลดั วงจรเกินพิกัด
ค. กระแสร่ัวไหลในเคร่อื งใช้ไฟฟา้ เกินพิกดั
ง. กระแสไหลผา่ นเคร่ืองใช้ไฟฟา้ จากการทำงานเกินพิกัด
ครูธญั ลักษณ์ หมีโชติ
118
7. สวิตชน์ ริ ภัยเปน็ สวิตชป์ ระเภทใด
ก. สวติ ช์ตัดวงจรไฟฟา้ เม่ือเกิดกระแสเกนิ พิกัด
ข. สวติ ช์ตดั ตอ่ การจา่ ยแรงดันเขา้ บา้ นเรือน
ค. สวิตชต์ ดั วงจรไฟฟา้ เมื่อกระแสลัดวงจร
ง. สวติ ช์ตัดวงจรไฟฟา้ โดยอตั โนมัติ
8. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ประโยชน์ในการตอ่ สายดนิ
ก. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ ใหส้ งู ขึ้น
ข. ป้องกันการเกิดกระแสไหลผ่านร่างกายมนษุ ยล์ งดนิ
ค. ช่วยใหก้ ระแสรว่ั ไหลผ่านสายดนิ ลงดินไดส้ ะดวก
ง. ป้องกันอันตรายทีอ่ าจเกดิ จากการรว่ั ของกระแส
9. การต่อสายดินใหก้ บั เครื่องใชไ้ ฟฟ้าข้อใดถูกต้องเหมาะสม
ก. นำสายดนิ เครื่องใช้ไฟฟ้ายดึ ติดเข้ากับก๊อกประปาในบ้าน
ข. นำสายดินเครอ่ื งใช้ไฟฟา้ ยดึ เข้ากับหลกั ต่อสายดินท่ฝี งั ลงดิน
ค. นำสายดนิ เครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้าไปต่อเข้าสายศูนย์ของสายไฟฟ้าในบา้ น
ง. ยึดสายดนิ เคร่อื งใช้ไฟฟ้าเข้ากบั ตะปคู อนกรีตที่ตอกไว้กบั ฝาผนังคอนกรีต
10. หลักสายดินทีด่ ีทส่ี ดุ ควรใชว้ ัสดุชนิดใด
ก. เหล็กเคลอื บสงั กะสี ข. อะลมู ิเนยี ม
ค. ทองแดง ง. เหล็ก
ครูธัญลกั ษณ์ หมีโชติ
119
เฉลยแบบทดสอบกอ่ นเรียน/หลังเรียน
บทท่ี 7 เรื่อง อปุ กรณ์ป้องกันไฟฟา้ และการตอ่ สายดิน
1. ข 2. ง 3. ค 4. ก 5. ง
6. ค 7. ข 8. ก 9. ข 10. ค
ครูธญั ลักษณ์ หมโี ชติ
120
แผนผงั ความคดิ บทท่ี 8
ตัวตา้ นทาน
โดยบรู ณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
พอประมาณ ภูมิคุ้มกนั
3. เลือกใช้วัสดุ-อุปกรณ์ สอดคล้องกับ 4. เหน็ ความสำคัญในการทำงานรว่ มกับผ้อู ่ืน
งานและใช้คุ้มคา่ ประหยัดและคำนึงถึง
ความปลอดภยั
มเี หตผุ ล
2. วเิ คราะห์ และแกป้ ัญหา
ตา่ ง ๆ เกีย่ วกบั การต่อวงจร
และใชง้ านเคร่ืองมือวัด
บทท่ี 8 คุณธรรม
1. ความร้/ู ทักษะ 5. ทำงานด้วยความสามคั คีมี
นำ้ ใจ มีวินัย มคี วามรบั ผิดชอบ
- มีความร้เู กย่ี วกับ ความตา้ นทานในวัสดุตา่ งๆ,ชนิดตัวต้านทานตามวสั ดุ และดว้ ยความซอื่ สัตย์
ที่ใช้ผลติ , ชนิดตวั ต้านทานตามรปู แบบที่ผลติ 6. ตระหนักคณุ ภาพของงาน
- มที กั ษะในการแปลงหน่วยความตา้ นทาน, การอา่ นค่าความต้านทาน มคี วามประณตี รอบคอบ
แสดงเปน็ ตวั เลขตัวอกั ษรและการอา่ นค่าความตา้ นทานแสดงเป็นแถบสี ปลอดภัย
สงั คม เศรษฐกจิ วฒั นธรรม ส่ิงแวดล้อม
1,6 2-3 5 4
ครูธญั ลักษณ์ หมีโชติ
121
แผนการจัดการเรยี นรู้
ชื่อวิชา งานไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนิกสเ์ บือ้ งตน้ รหสั วิชา 20100 – 1005
บทที่ 8 ตัวต้านทาน
สอนครัง้ ที่ 11 ช่วั โมงที่ 41-44 เวลา 4 ชั่วโมง
สาระสำคญั
ชนิดของตัวต้านทานแบ่งออกได้ตามวัสดุที่ใช้ผลิต คือวัสดุประเภทโลหะทำมาจากโลหะผสม
ของนกิ เกิล แคดเมยี ม ทองแดง แมงกานสี และโครเมยี ม เปน็ ต้น ส่วนวสั ดปุ ระเภทอโลหะ ทำมาจากผง
คาร์บอนอัด หรือฟิล์มคาร์บอน และแบ่งออกได้ตามรูปแบบที่ผลิต ได้แก่แบบคงที่ แบบแบ่งค่า แบบ
เปล่ียนค่า แบบปรับค่า และแบบพิเศษ แต่ละแบบของตัวต้านทานที่ผลิตขึ้นมาสามารถใช้วัสดุได้ท้ัง
ประเภทโลหะและประเภทอโลหะ
การอ่านค่าความต้านทานท่ีแสดงไว้บนตวั ต้านทานอา่ นได้หลายแบบแล้วแต่แบบที่บอกค่าไว้
เช่นแบบแสดงค่าออกมาโดยตรง แบบนี้จะพิมพ์ค่าความต้านทานบอกไว้สามารถอ่านออกมาได้โดยตรง
แบบแสดงค่าเป็นรหัส แบบนี้จะพิมพ์ค่าความต้านทานบอกไว้สามารถอ่านออกมาได้โดยตรง และแบบ
แสดงค่าเปน็ แถบสี แบบนต้ี อ้ งแปลงแถบสีให้เป็นตัวเลขก่อน แปลงรหัสตวั เลขเป็นค่าความต้านทาน จัด
หนว่ ยให้ถูกต้องจงึ จะอา่ นคา่ ความตา้ นทานออกมาได้ แถบสีท่บี อกไว้ท้ัง 4 แถบสี และแบบ 5 แถบสี
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
จดุ ประสงค์ทว่ั ไป
เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับ ความต้านทานในวัสดุต่างๆ,ชนดิ ตัวต้านทานตามวัสดุทีใ่ ช้ผลิต, ชนิด
ตัวตา้ นทานตามรปู แบบที่ผลติ มีทกั ษะในการแปลงหนว่ ยความต้านทาน, การอา่ นค่าความต้านทานแสดง
เป็นตัวเลขตัวอกั ษรและการอา่ นคา่ ความตา้ นทานแสดงเปน็ แถบสี มีเจตคตทิ ่ดี ีต่อการเตรียมความพร้อม
ด้านการเตรียม วัสดุ อุปกรณ์ และการปฏิบัติงานอยา่ งถูกต้อง สำเร็จภายในเวลาที่กำหนด มีเหตุและ
ผลตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม
1. อธิบายความหมายความตา้ นทานในวสั ดตุ ่าง ๆได้อย่างถูกต้อง
2. จำแนกชนิดตวั ต้านทานตามวสั ดทุ ีใ่ ชผ้ ลิตได้อยา่ งถูกต้อง
3. วเิ คราะห์ตัวตา้ นทานตามรปู แบบท่ผี ลติ ได้อยา่ งถกู ตอ้ ง
4. แปลงหนว่ ยความต้านทานได้อย่างถกู ต้อง
5. อ่านคา่ ความต้านทานแสดงเป็นตัวเลขตวั อักษรอยา่ งถูกต้อง
6. อ่านคา่ ความต้านทานแสดงเปน็ แถบสีได้อยา่ งถกู ตอ้ ง
7. เตรียมความพร้อมด้าน วสั ดุ อปุ กรณส์ อดคล้องกบั งานไดอ้ ย่างถูกต้อง
8.ปฏบิ ัติงานได้อย่างถูกต้อง และสำเรจ็ ภายใน เวลาท่ีกำหนดอยา่ งมีเหตแุ ละผลตามหลกั
ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
สมรรถนะรายหนว่ ย
1. แปลงหนว่ ยความต้านทาน
2. อ่านค่าความต้านทานแสดงเป็นตวั เลขตวั อกั ษร
ครธู ญั ลักษณ์ หมโี ชติ
122
หวั ขอ้ การเรียนรู้
1. ความต้านทานในวัตถุ
2. ตวั ตา้ นทานตามประเภทวสั ดุทีใ่ ช้
3. ตวั ต้านทานตามรูปแบบผลิต
4. การอา่ นความตา้ นทานจากรหสั ตัวเลขตัวอักษร
5. การอา่ นความต้านทานจากรหสั สี
6. การต่อตวั ต้านทาน
7. ใบงานท่ี 8.1 เรื่อง การอา่ นค่าความตา้ นทานและการวัดค่าความตา้ นทาน
กิจกรรมการเรียนรู้ (สปั ดาหท์ ี่ 11)
กิจกรรมครู กิจกรรมนักเรียน
ขน้ั นำเข้าสูบ่ ทเรยี น ขัน้ สนใจปัญหา
1. ครแู จ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ หนว่ ยการ 1. นักเรยี นจดบนั ทกึ จุดประสงค์การ
เรียน เรยี นรู้
2. ครแู จง้ ให้นักเรียนเข้าใจปรชั ญาเศรษฐกิจ 2. ทำความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพยี ง 3ห่วง คือ หลักความพอประมาณ พอเพยี ง3 หว่ ง คือ หลักความ
หลักความมีเหตุผล หลักภมู ิคุ้มกัน 2 พอประมาณ หลักความมเี หตุผล
เงื่อนไข คือ เง่อื นไขความรู้ เงื่อนไข หลกั ภูมคิ ุ้มกนั 2 เงื่อนไข คือ
คุณธรรม เชือ่ มโยงสู่ 4 มิติคือ มติ ิสงั คม มิติ เงือ่ นไขความรู้ เง่ือนไขคุณธรรม
เศรษฐกจิ มติ วิ ัฒนธรรม มติ สิ ง่ิ แวดลอ้ ม เชือ่ มโยงสู่ 4 มิติคือ มิตสิ ังคม มิติ
เพราะเหตุใดต้องศึกษา เศรษฐกิจมติ ิวัฒนธรรม มติ ิ
สิ่งแวดลอ้ มและวัตถุประสงค์การ
เรียนร้หู นว่ ยการเรียนและหวั ข้อการ
เรยี นรู้
ข้ันสอนทฤษฎี ขั้นศกึ ษาข้อมูล
2. ครใู หน้ ักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรยี น 2. นักเรยี นทำแบบทดสอบก่อนเรยี น
3. ครูบรรยายเนือ้ หาประกอบแผน่ ใส/ power 3. นกั เรยี นฟังครูบรรยายและจดบันทึก
point พอประมาณ เลือกใช้วัสดุ-อุปกรณ์ 4. นักเรียนศึกษาหน่วยการเรียนทไี่ ดร้ บั
สอดคล้องกับงานและใชค้ ุ้มค่า ประหยัดและ มอบหมาย
คำนงึ ถึงความปลอดภยั 5. นักเรียนตอบคำถาม
4. ครูให้นักเรยี นศึกษาเนื้อหาการเรยี นรู้ในหนังสือ
เรยี น
5. ซักถามนักเรียนเกีย่ วกับเน้ือหาท่ีเรยี น
ขนั้ สอนปฏบิ ตั ิ ขั้นศกึ ษาขอ้ มูล
6. ครใู หน้ ักเรยี นศึกษาใบงานการทดลอง 6. นกั เรยี นศึกษาใบงานการทดลองประจำ
7. ครูใหน้ ักเรียนแบง่ กล่มุ จัดเตรียมเครอ่ื งมือและ หน่วยการเรียนรู้
อปุ กรณ์ตามใบงานการทดลอง เหตุผล
ครูธัญลกั ษณ์ หมีโชติ
123
วเิ คราะห์ และแก้ปญั หาต่าง ๆ เกี่ยวกับ การต่อ 7. นกั เรียนจัดเตรยี มเคร่ืองมือและอปุ กรณ์
วงจรและใช้งานเคร่ืองมือวดั ภูมิคมุ้ กนั
8. ครูสังเกตการปฏบิ ัตงิ านและคอยให้คำแนะนำ เห็นความสำคญั ในการทำงานรว่ มกับผู้อื่น
อยา่ งใกล้ชดิ
ขั้นสรปุ ข้ันพยายามและข้นั สำเร็จผล
9. ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั สรุปผลการเรียนรู้ 8. นักเรียนชว่ ยกันสรปุ เน้อื หาทีเ่ รียนและจด
10. ครใู หน้ ักเรียนปฏบิ ตั ติ ามใบงานการทดลอง บันทกึ
ประจำหน่วยการเรยี นรู้ 9. นักเรียนปฏบิ ตั ติ ามใบงานการทดลอง
11. ครูคอยสังเกตลำดับขัน้ ตอนการทำงานและให้ ประจำหนว่ ยการเรยี นรู้ เม่ือพบปัญหาให้
คำแนะนำเมื่อพบนักเรยี นปฏบิ ัติไมถ่ ูกต้อง สอบถามครูผู้สอน คณุ ธรรม
12. ครูใหน้ กั เรียนทีป่ ฏบิ ตั งิ านเสรจ็ แล้วส่งตรวจท่ี ทำงานดว้ ยความสามัคคีมีน้ำใจ มีวินยั มี
โต๊ะตรวจงานเพื่อขอคำแนะนำและและประเมนิ ผล ความรบั ผิดชอบและด้วยความซอ่ื สตั ย์
13. ทำแบบทดสอบหลงั เรียน ตระหนกั คุณภาพของงาน มีความประณตี
14. ครูแจง้ นโยบายสถานศึกษา 3D ของกระทรวง รอบคอบ ปลอดภยั
ศกึ ษา ซึ่งเปน็ กจิ กรรมที่มงุ่ สง่ เสริมพฒั นาผเู้ รยี นใหม้ ี
คุณลักษณะท่ดี ีงาม 3 ด้าน คือ 1. ด้าน 10. นกั เรยี นสง่ ผลการปฏิบตั ิงานให้ครูตรวจ
ประชาธิปไตย (Democracy) 2. ดา้ นคุณธรรม 11.นักเรยี นทำแบบทดสอบหลงั เรยี น
จริยธรรม และความเปน็ ไทย (Decency) 3. ดา้ น 12. นกั เรียนช่วยกันสรุปเนอื้ หาและจดบันทึก
ภูมคิ ุ้มกนั จากยาเสพตดิ (Drug – Free) ประกอบด้วยสาระเกี่ยวกับเรื่องทเี่ รียน
15. ครูอธิบายหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง 13. นกั เรียนจดบันทึกนโยบายสถานศึกษา
เพือ่ บรู ณาการเข้ากับกิจกรรมการเรียนการสอน 3 D พร้อมกับอภปิ รายแนวทางนำไปปฏบิ ัติ
ประกอบดว้ ย 1. ความพอประมาณ 2. ความมี ใชใ้ นชีวติ ประจำวนั และในรายวชิ าทเ่ี รียน
เหตผุ ล 3. การมภี ูมิค้มุ กันในตัวทดี่ ี 14. นักเรียนรับฟงั และจดบนั ทึกหลักปรชั ญา
16. ครซู กั ถามนักเรียนว่ามีขอ้ สงสยั อะไรอีกหรอื ไม่ ของเศรษฐกิจพอเพียงโดยมีความรบั ผิดชอบ
17. ครูใหน้ กั เรยี นทำความสะอาดห้องเรียน และพยายามสืบค้นข้อมูลและปฏบิ ตั งิ านให้
สำเรจ็ อยา่ งมีเหตุผล มเี หตุผล เง่อื นไข คือ
เง่อื นไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม
15. นักเรียนช่วยกันทำความสะอาดเคร่ืองมอื
อุปกรณ์ จดั ห้องเรียนใหเ้ รียบร้อย
ขน้ั นำไปใช้ ขน้ั นำไปใช้
18. ครูใหน้ ักเรยี นเขยี นรายงานสรปุ ผลการเรียนรู้ 4 16. นกั เรียนทำแบบสรปุ ผลการเรยี นรปู้ ระจำ
มติ ิคอื มิติสังคม มติ เิ ศรษฐกิจ มิตวิ ฒั นธรรม มติ ิ หน่วยการเรยี น
สิ่งแวดลอ้ ม
19. ครบู นั ทึกหลังการสอน
การบรู ณาการปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ครูธัญลกั ษณ์ หมีโชติ