หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๔๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย - ผลการประเมินโครงการ/รายงานการประชุม - การนำผลการจัดโครงการไปพัฒนาเป็นองค์ความรู้ 2. การสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆ - ผู้รับผิดชอบโครงการ - ผู้ร่วมโครงการ - ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการ 3. แต่งตั้งคณะกรรมการคณะทำงาน - เพื่อติดตามประเมินผลโครงการต่างๆ โดยให้รายงานผลการประเมินต่อคณะกรรมการ ทุกๆ 6 เดือนเป็นอย่างน้อย การประเมินตามรูปแบบ CIPP ในปี ค.ศ. 1971 สตัฟเฟิลบีม และคณะได้เขียนหนังสือทางการประเมินออกมาหนึ่งเล่ม ชื่อ “Educational Evaluation and decision Making” ได้ให้แนวคิดและวิธีการทางการวัดและ ประเมินผลการศึกษาได้อย่างน่าสนใจและทันสมัยด้วย นอกจากนั้น สตัฟเฟิลบีมก็ได้เขียนหนังสือ เกี่ยวกับการประเมินและรูปแบบของการประเมินอีกหลายเล่มอย่างต่อเนื่อง
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๔๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา สถิติการวิจัยและประชากรศาสตร์เบื้องต้น เพื่อส่งเสริมการสาธารณสุขชุมชน โดย นายประกาศ เปล่งพานิชย์ ตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนายุทธศาสตร์สาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา 13.๐๐ - ๑6.๐๐ น. สถิติการวิจัย • ความรู้เกี่ยวกับสถิติเบื้องต้น ประเภทของสถิติ มี 2 ประเภท ดังนี้ 1. สถิติพรรณนา (descriptive statistics) หมายถึง วิธีการจัดระเบียบข้อมูลและการนำเสนอ โดยการนำเสนอข้อมูลอาจแสดงอยู่ในรูปแบบดังต่อไปนี้ - ร้อยละ (percentage) คือ การคำนวณหาสัดส่วนของข้อมูลในแต่ละตัวเทียบกับข้อมูลทั้งหมด โดยให้ข้อมูล รวมทั้งหมด มีค่าเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ - การแจกแจงความถี่ (frequency) คือ การนำข้อมูลที่รวบรวมมาได้มาจัดใหม่ให้เป็นระเบียบเป็นหมวดหมู่เรียงจากน้อยไปมาก หรือจากมากไปน้อยเพื่อแสดงให้ทราบว่ามีการซ้ำของข้อมูลหรือไม่ - การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง (central of tendency) คือ วิธีการทางสถิติที่ช่วยบรรยายลักษณะข้อมูลแต่ละชุดที่รวบรวมมาได้ โดยใช้ใน การบรรยายลักษณะของข้อมูลเพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจของข้อมูลชุดนั้นซึ่งเราเรียกว่า ค่ากลาง เช่น ตัวกลางเลขคณิตฐานนิยม มัธยฐาน ควอไทล์ เดไซล์ เปอร์เซ็นไทล์ เป็นต้น - การวัดการกระจาย (dispersion) คือ สถิติประเภทหนึ่งที่คำนวณออกมาเป็นตัวเลข เพื่อใช้อธิบายลักษณะการกระจาย ของข้อมูล เช่น พิสัย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าแปรปรวน เป็นต้น 2. สถิติอนุมาน (inference statistics) หมายถึง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง ที่เป็นตัวแทนของประชากรซึ่งสามารถนำผลการวิเคราะห์นั้นไปสรุปอ้างถึงประชากรได้โดยใช้ทฤษฎี ความคาดหมาย 2.1 การอนุมานแบบมีพารามิเตอร์ (parametric inference) เป็นการนำค่าที่ได้จากตัวอย่างซึ่งเป็นค่าสถิติไปอธิบายคุณลักษณะ ประชากร ซึ่งเป็นค่าพารามิเตอร์ เพื่อนำมาอธิบายลักษณะของข้อมูลเหมือนกับว่าเป็นค่าที่มาจาก ข้อมูลทั้งหมด ดังนี้ ค่าของประชากรควรมีการแจกแจงแบบปกติ,การเลือตัวอย่างเป็นไปอย่างอิสระ และไม่มีความเอนเอียงและค่าของข้อมูลที่วัดได้ควรอยู่ในระดับช่วงหรือระดับอัตราส่วน 2.2 การอนุมานแบบไม่มีพารามิเตอร์ (non-parametric inference) เป็นวิธีการอนุมานข้อมูลจากตัวอย่างไปอธิบายลักษณะของประชากร ในกรณีที่ข้อมูลไม่เป็นไปตามเงื่อนไขหรือข้อกำหนด เช่น ไม่ทราบค่าของข้อมูลประชากร ไม่ทราบว่ามี การแจกแจงแบบใด และข้อมูลอยู่ในระดับนามบัญญัติหรือระดับเรียงอันดับ โดยเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่ เลือกมามีขนาดเล็ก
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๔๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การทดสอบค่าทางสถิติ 1. การทดสอบค่าเฉลี่ยสำหรับหนึ่งกลุ่มตัวอย่าง (t-test) เป็นการทดสอบว่าค่าเฉลี่ยของ ประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างที่ค่าแตกต่างไปจากค่าที่กำหนดไว้หรือไม่ซึ่งอาจจะมีการทดสอบแบบสอง ทางหรือการทดสอบแบบทางเดียว 2. การทดสอบค่าเฉลี่ยสำหรับสองกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระจากกัน เป็นการทดสอบ ว่าค่าเฉลี่ยของประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระจากกัน มีค่าแตกต่างกันหรือไม่ ซึ่งอาจจะมีการทดสอบแบบสองทางหรือแบบทางเดียว 3. การทดสอบค่าเฉลี่ยสำหรับหลายกลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์ความแปรปรวน เป็นการทดสอบ ค่าเฉลี่ยจากข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่าง คือ มากกว่าสองกลุ่มตัวอย่าง โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวน โดยค่าสถิติ F-test การหาความสัมพันธ์ (Relationships) 1. การหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มีค่าไม่ต่อเนื่อง เป็นการวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อมูลสองชุดหรือมากกว่าสองชุดขึ้นไป ว่ามีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ มักเป็นข้อมูลระดับนามบัญญัติ และระดับเรียงอันดับ ซึ่งการหาความสัมพันธ์จะใช้วิธีแจงนับจำนวนข้อมูลหรือความถี่ข้อมูล และเสนอ ในรูปของตารางแจกแจงความถี่แบบสองทาง สำหรับการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวแปร นิยมใช้สถิติ ไค-สแควร์ (Chi-Squares) เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ทดสอบสมมติฐาน โดยหาความแตกต่างระหว่างค่าสังเกตกับค่าคาดหวัง 2. การหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มีค่าต่อเนื่อง เป็นการหาความสัมพันธ์สำหรับข้อมูล ระหว่างสองชุดหรือมากกว่าสองชุดขึ้นไปเพื่อหาความเกี่ยวเนื่องกัน มักเป็นข้อมูลระดับช่วงและระดับ อัตราส่วน การหาความสัมพันธ์จะใช้วิธีการคำนวณเป็นสำคัญ
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๕๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย • การสุ่มตัวอย่าง คือ กระบวนการเลือกกลุ่มเป้าหมายขึ้นมาศึกษาจากประชากรทั้งหมด มีทั้งหมด 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. กำหนดประชากรเป้าหมาย การกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้พิจารณาถึงปัญหาที่ต้องการทำวิจัย และระบุคุณสมบัติของประชากร ที่เข้าข่ายเกี่ยวเนื่องกับงานวิจัย 2. สร้างกรอบของการสุ่มตัวอย่าง ถ้าประชากรเป้าหมายมีจำนวนจำกัดผู้วิจัยควรสร้างกรอบ สำหรับการสุ่มตัวอย่าง ดังนี้ 2.1 ทำบัญชีรายชื่อทั้งหมดของประชากร จัดเรียงรายชื่อประชาชนโดยไม่ลำเอียง 2.2 ให้หมายเลขประจำตัวหน้ารายชื่อเหล่านั้น 2.3 ในบัญชีรายชื่อควรระบุที่อยู่หรือสถานที่ติดต่อได้สะดวก 3. กำหนดขนาดของตัวอย่าง ผู้วิจัยจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับจำนวนหรือขนาดของตัวอย่างให้เหมาะสม กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย เช่น ความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้เกิดขึ้น งบประมาณ ระยะเวลาในการวิจัย เป็นต้น 3.1 ปัจจัยพื้นฐานในการกำหนดขนาดตัวอย่าง ลักษณะของประชากร, ประเภทของ การวิจัย, วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล, ระดับของความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้เกิดขึ้น, ขนาดและขอบเขตของ ประชากรและข้อจำกัดด้านทรัพยากร 3.2 การกำหนดขนาดของตัวอย่าง 3.2.1 การกำหนดขนาดของตัวอย่างจากประชากรเป้าหมาย 3.2.2 การกำหนดขนาดของตัวอย่างโดยวิธีการทางสถิติ 3.3.3 การกำหนดขนาดของตัวอย่างโดยใช้ตาราง 4. เลือกเทคนิควิธีการสุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยจะต้องตัดสินใจเลือกเทคนิควิธีการสุ่มตัวอย่างโดย แบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น และ วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบใช้ ความน่าจะเป็น ๔.1 วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น แบ่งเป็น 4 วิธี ดังนี้ 4.1.1 Convenience or Accidental Sampling (การสุ่มตัวอย่างแบบ ตามความสะดวกหรือแบบบังเอิญ) จะไม่สามารถนำไปเป็นตัวแทนของประชากรได้ เพราะไม่มี การควบคุมการสุ่มตัวอย่างให้เป็นไปอย่างสุ่ม จึงอาจเกิดความลำเอียงในการเลือกตัวอย่างได้ เช่น การวิจัยแบบสืบเสาะ (Exploratory research) 4.1.2 Purposive Sampling (การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง) เป็นการสุ่มตัวอย่าง ที่ผู้วิจัยต้องใช้วิจารณญาณหรือใช้ประสบการณ์ในการเจาะจงสุ่มหน่วยตัวอย่าง 4.1.3 Quota Sampling (การสุ่มตัวอย่างแบบกำหนดจำนวนตัวอย่าง) เป็นการสุ่มตัวอย่างแบบกำหนดจำนวนตัวอย่างที่มีคุณลักษณะบางประการไว้ก่อนที่จะทำการสุ่มตัวอย่าง ๔. Snowball Sampling (การสุ่มตัวอย่างแบบลูกหิมะ) เป็นการสุ่มตัวอย่าง ที่เหมาะกับประชากรที่ไม่มีการเปิดเผยรายชื่ออย่างเป็นทางการหรือเป็นประชากรกลุ่มพิเศษหรือมีที่อยู่ ไม่แน่นอน
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๕๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ๔.2 วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบใช้ความน่าจะเป็น แบ่งเป็น 5 วิธี ดังนี้ 4.2.1 Simple Random Sampling (การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย) เหมาะกับ ประชากรที่มีขนาดเล็กและมีกรอบของการสุ่มตัวอย่างที่สมบูรณ์ การสุ่มตัวอย่างแบบง่ายมีอยู่ด้วยกัน หลายวิธี เช่น วิธีจับฉลาก วิธีใช้ตารางเลขสุ่ม เป็นต้น 4.2.2 Systematic Random Sampling (การสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ) เป็นการสุ่มตัวอย่างที่ประหยัดเวลา ควรใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบนี้กับประชากรที่มีขนาดเล็กและ ประชากรไม่อยู่กระจัดกระจายกันมาก 4.2.3 Cluster Random Sampling (การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม) วิธีนี้ เหมาะกับประชากรที่แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ โดยที่แต่ละกลุ่มมีความคล้ายคลึงกันและหน่วยงานภายใน กลุ่มมีความแตกต่างกัน 4.2.4 Stratified Random Sampling ( การสุ่มตัวอย่างแบบระดับชั้น) เหมาะสำหรับประชากรที่แบ่งเป็นระดับชั้น โดยแต่ละระดับชั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน แต่ หน่วยงานต่างๆที่อยู่ภายในระดับชั้นจะมีความเป็นเอกพันธ์หรือมีลักษณะที่เหมือนกัน 4.2.5 Multi Stage Random Sampling(การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน) เหมาะสำหรับประชากรที่มีขนาดใหญ่มากหรือประชากรที่มีอยู่กระจัดกระจายหรือผู้วิจัยไม่สามารถ สร้างกรอบของการเลือกตัวอย่างได้ 5.ดำเนินการสุ่มตัวอย่าง เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ผู้วิจัยจะทำการสุ่มตัวอย่างตามแผนการ ดำเนินงานทางวางไว้อาจมีแหล่งความคลาดเคลื่อนของการวิจัยเชิงสำรวจ ดังต่อไปนี้ 5.1 ความคลาดเคลื่อนจากการสุ่มตัวอย่าง (Random Sampling Error) 5.2 ความคลาดเคลื่อนที่ไม่ได้เกิดจากการสุ่มตัวอย่าง (Non Sampling Error) - ความผิดพลาดของผู้วิจัย - ความผิดพลาดที่เกิดจากผู้ดำเนินการสัมภาษณ์ - ความผิดพลาดที่เกิดจากตัวผู้ตอบ ประชากรศาสตร์ เป็นกระบวนการศึกษาเกี่ยวกับประชากรและการเปลี่ยนแปลงของประชากร ช่วยให้ทราบขนาด หรือจำนวนคนที่มีอยู่ในแต่ละสังคม แต่ละภูมิภาค รวมทั้งศึกษาพฤติกรรมของคนในแต่ละภูมิภาค เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจในปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจ • ข้อมูลทางประชากร ข้อมูลทางประชากร ประกอบด้วย ตัวแปรที่แสดงถึงลักษณะเฉพาะของประชากร เช่น เพศ อายุ สถานภาพสมรส อาชีพ รายได้ เป็นต้น โดยมีแหล่งข้อมูลทางประชากร 2 แบบ ดังนี้ ปฐมภูมิ : นักประชากรเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ทุติยภูมิ : มีหน่วยงานที่ได้รวบรวมข้อมูลทางประชากรไว้และเผยแพร่ในรูปแบบต่าง ๆ
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๕๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย • วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ๑. การสำมะโน ข้อได้เปรียบ : ทำให้ได้ข้อมูลทั่วถึงทุกพื้นที่, เป็นการดำเนินการระดับชาติ, ทำให้ได้กรอบ สำหรับในการสำรวจตัวอย่าง และทำให้ทราบจำนวนประชากร ข้อเสียเปรียบ : ต้องจำกัดประเด็นในการศึกษาและต้องใช้ความพยายามในการควบคุม คุณภาพ,ค่าใช้จ่ายสูง, มีความล่าช้า และบางครั้งมีการเมืองแทรกแซง ๒. การจดทะเบียนราษฎร์ ข้อได้เปรียบ : เป็นการติดตามข้อมูลทางสถิติชีพ (อัตราการเกิด/ตาย) อย่างต่อเนื่อง ข้อเสียเปรียบ : ไม่แน่ใจถึงการครอบคลุมพื้นที่ มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศเนื่องจาก เหตุการณ์ช่วงเวลาที่อาจเกิดขึ้นไม่ตรงกันกับข้อเท็จจริง ๓. การสำรวจ ข้อได้เปรียบ : สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว, ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก, มีความยืดหยุ่น และ สามารถเพิ่มรายละเอียดของข้อมูลที่ต้องการได้ ข้อเสียเปรียบ : การรอบคลุมพื้นที่ และความคลาดเคลื่อนของเนื้อหาข้อมูล ๔. การเลือกใช้สถิติ สถิติเชิงพรรณนา : ตัวแปรเชิงปริมาณ และ ตัวแปรเชิงคุณภาพ สถิติเชิงอนุมาน : ทดสอบการกระจาย และ ทดสอบความแปรปรวน
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๕๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา การขับเคลื่อนภารกิจถ่ายโอน “โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)” โดย นายบัณฑิต ตั้งเจริญดี ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์และฟื้นฟูบึงยี่โถ เทศบาลเมืองบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 - 12.00 น. การขับเคลื่อนภารกิจถ่ายโอน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต) การกระจายอำนาจ หมายถึง การมอบหน้าที่ ความรับผิดชอบและอำนาจให้แก่ อปท. การมอบหน้าที่ความรับผิดชอบและอำนาจให้แก่ อปท. โอนบทบาทหน้าที่รัฐให้แก่ท้องถิ่น ให้สามารถ จัดการตนเองในพื้นที่ โดยคำนึงถึงความต้องการ ความรวดเร็วในการตอบสนองและบริการประชาชน ความเป็นมา รัฐธรรมนูญปี 2540 พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ องค์กรปกครองท้องถิ่น มาตรา 52 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ตามกฎหมายบัญญัติ การบริการทางสาธารณสุขของรัฐต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองท้องถิ่นและเอกชน มีส่วนร่วมด้วยเท่าที่จะทำได้ การป้องกันและ ขจัดโรคติดต่ออันตราย รัฐต้องจัดให้แก่ประชาชนโดยไม่คิดมูลค่า และทันต่อเหตุการณ์ พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ. 2542 หมวด 2 การกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดบูรการ สาธารณะ มาตรา 16 ให้เทศบาล เมืองพัทยา และ อบต. มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตนเอง ดังนี้ การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล มาตรา 17 ภายใต้บังคับ ม.16 ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของ ประชาชน ในท้องถิ่นตนเอง การจัดให้มีโรงพยาบาลจังหวัด การรักษาพยาบาล การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ วัตถุประสงค์การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ่ายโอนการกิจของ ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคให้แก่ อปท. - องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดบริการสาธารณะเพื่อตอบสนองความต้องการของ ประชาชนในท้องถิ่น
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๕๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล การเตรียมตัวรับการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดต้องแบ่งขนาดของ รพ.สต. โดยสำรวจสภาพปัญหาของแต่ละพื้นที่ และนำมาปรับปรุง แก้ไข และสร้างภาพสภาพแวดล้อมที่ดี สวยงาม และขยายอัตรากำลังบุคลากรเพื่อ รองรับการให้บริการด้านสุขภาพในด้านต่างๆ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ระเบียบการดำเนินการต่างๆใช้ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามประเภทของค่าใช้จ่ายดังกล่าว เทศบาลเมืองบึงยี่โถ ได้มีการจัดตั้งศูนย์การแพทย์และฟื้นฟูบึงยี่โถ โดยมีคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วมช่วยพัฒนาและออกแบบการดำเนินงานภายในศูนย์ดังกล่าว และ มีองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ได้มาร่วมพัฒนาและให้การสนับสนุน 10 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อขยายเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุ หลักการบริหารจัดการและการดำเนินการ 1. การบริหารจัดการสถานที่ มีการจัดตั้งอาคารรองรับการบริการ โดยมีการออกแบบตกแต่ง ให้ทันสมัย น่าใช้บริการ และมีวัสดุอุปกรณ์ที่ครบครัน 2. การบริหารจัดการบุคคล มีการจัดจ้างบุคลากรและส่งเสริมให้มีการพัฒนาสายงาน เช่น การบรรจุเป็นข้าราชการ เลื่อนระดับตำแหน่งตามความเหมาะสม เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคลากร 3. การบริหารจัดการด้านงบประมาณ มีการเก็บค่าบริการนอกเวลาสำหรับผู้ที่อาศัยในพื้นที่ 100 บาท และนอกพื้นที่ 200 บาท และบริการให้เท่าเทียม สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเอกชน ซึ่งจะมีการหมุนเวียน เงินบริจาคเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๕๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา แนวทางการขับเคลื่อนอาสาสมัครบริบาลท้องถิ่นเพื่อดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดย นางขวัญใจ แจ่มทิม ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 - 16.00 น. ขั้นตอนการดำเนินงานการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง 1. จัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้ทำคำสั่งแต่งตั้งศูนย์ฯ และคณะกรรมการ โดยนายกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ลงนามในคำสั่ง และให้มีการดำเนินงาน และบริหารจัดการโดยประชาชน โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เป็นที่ปรึกษา ทั้งนี้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำกับและติดตามการดำเนินงานด้วย 2. ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ฯ เป็นชมรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยสามารถไปขึ้นทะเบียน ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ซึ่งมีเงินให้สนับสนุนการดำเนินโครงการต่างๆ เช่น โครงการดูแลผู้สูงอายุ โครงการดูแลผู้พิการ เป็นต้น 3. ในการดำเนินงานดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง จะมีผู้ จัดบริการสาธารณสุขระยะยาว (Care manager ; CM) เป็นผู้ที่เขียนแผนการดูแล (Care plan ; CP) และกำกับดูแลผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Care giver; CG) ซึ่งจัดตั้งเป็นศูนย์ฯสามารถจ่ายเงิน ค่าตอบแทน CG CM และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องตามระเบียบของศูนย์ฯ ที่ได้มีการจัดทำขึ้นจากมติ ของคณะกรรมการศูนย์ฯ นั้น ซึ่งการจัดบริการตามระบบ LTC ต้องมีการดำเนินการให้เป็นไปตาม แผนการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง (Care plan) ที่เสนอต่อคณะอนุกรรมการ LTC ตามชุดสิทธิประโยชน์ 4. CM ; Care manager เจ้าหน้าที่พยาบาลวิชาชีพหรือนักวิชาการสาธารณสุขที่ทำงานเกี่ยวข้อง สามารถเข้ารับการอบรมกับกรมอนามัย หรือ ศูนย์อนามัยในพื้นที่ หลักสูตรจำนวน 70 ชั่วโมง 5. CG ; Care giver มีหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่มีการเปิดอบรมให้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น มหาวิทยาลัยวลัยลงกรณ์ การศึกษานอกโรงเรียน โดยผ่านการอบรม หลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุระดับกลาง จำนวน 70 ชั่วโมง หรือ อบรมหลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุขั้นสูง จำนวน 420 ชั่วโมง 6. อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น (อสบ.) เป็นผู้ดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงที่ผ่านการอบรมหลักสูตร ผู้ดูแลผู้สูงอายุขั้นกลาง 70 ชั่วโมง แต่มีการทำงานดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงไม่น้อยกว่าวันละ 8 ชั่วโมง และไม่น้อยกว่าเดือนละ 20 วัน โดยได้รับค่าตอบแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดือนละ 5,000 บาท ทั้งนี้จะดำเนินการหรือไม่ก็ได้ ระบบการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ การดำเนินงานศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบ โดยเทศบาลเมืองบึงยี่โถ ได้มีการดูแลผู้สูงอายุ 3 แบบ มีการจัดเก็บแฟ้มประวัติผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ภายในศูนย์ฯ และมีการประเมินสุขภาพก่อน และหลังเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการประเมิน ประสิทธิภาพการดำเนินโครงการฯ ดังนี้
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๕๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 1) กิจกรรมบริการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงระยะยาว (Long Term Care : LTC) สำหรับ ดูแลผู้สูงอายุติดเตียง 2) ศูนย์สันทนาการและฟื้นฟูผู้สูงอายุบึงยี่โถ (Day Care)สำหรับดูแลผู้สูงอายุติดบ้าน 3) ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ จำนวน 3 ศูนย์ สำหรับดูแลผู้สูงอายุติดสังคม ได้แก่ - ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุบ้านฟ้ารังสิต - ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุหมู่บ้านปิยวรารมย์ - ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุหมู่บ้านสถาพร แหล่งงบประมาณในการดำเนินการและกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 1. กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นหรือพื้นที่ เช่น มีการจัดตรวจสุขภาพผู้สูงอายุทุกปี โดยวัดผลจากโครงการการออกกำลังกาย เต้นรำวง ทั้งนี้ สมทบ 200% จัดทำโครงการ 30-40 โครงการ โดยให้ชุมชน ประธานชมรม ประธานหมู่บ้าน เป็นผู้ช่วยในการบริหารจัดการ 2. กองทุนหลักประกันสุขภาพเพื่อผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและบุคคลอื่นที่มีภาวะพึ่งพิง (LTC) โดยมีการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเหมาจ่าย 6,000 บาท/คน/ปี 3. มีการจัดตั้งมูลนิธิข้างเตียงเคียงกัน โดยให้ประชาชนในพื้นที่ที่เป็นจิตอาสาร่วมกัน ดำเนินการ มีการบริจาคเตียงผู้ป่วยจำนวนมาก และจัดหางบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในพื้นที่ 4. ศูนย์สันทนาการและฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ (Day Care) ซึ่งเป็นบริการที่เหมาะกับ ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคม โดยผู้สูงอายุสามารถเข้ามารับบริการแบบ ไป-กลับ มีรถบริการรับที่บ้าน (Shuttle Service) ค่าบริการ 300 บาท/วัน ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถจ่ายได้ครบ ก็ขอการสมทบจาก มูลนิธิฯ ภายในพื้นที่ ในการดำเนินงานดังกล่าวขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่ ข้อดีของการจัดเก็บค่าบริการ จะช่วยให้มีงบประมาณเพียงพอที่นำมาใช้ในการบริหารจัดการภายในศูนย์ฯ ไม่เกิดภาวะพร่อง ทางการเงิน และยั่งยืน
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๕๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา การป้องกันและควบคุมโรคอุบัติใหม่หรือโรคติดต่อ โดย นางฉวีวรรณ นาคอุไร ตำแหน่ง นักวิชาการอิสระ วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 - 12.00 น. โรคติดต่ออุบัติใหม่ ตามนิยามของ WHO คือ โรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อใหม่ (New infectious diseases) โรคติดต่อที่พบในพื้นที่ใหม่ (New geographical area) โรคติดต่ออุบัติซ้ำ (Re-emerging infectious diseases) เชื้อก่อโรคที่ดื้อต่อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial resistant organism) และเหตุการณ์จงใจกระทำ ของมนุษย์ด้วยสารชีวะหรืออาวุธเชื้อโรค โรคติดต่ออุบัติใหม่ที่เป็นความเสี่ยงของประเทศไทยจากอดีต ถึงปัจจุบัน ได้แก่ โรคไข้เลือดออก (พ.ศ.2500), โรคไข้ปวดข้อยุงลาย (พ.ศ.2513), วัณโรคดื้อยา (พ.ศ.2523), โรคติดเชื้อเอชไอวี (พ.ศ.2527), อหิวาตกโรค(พ.ศ.2530) โรคกาฬโรค (พ.ศ.2537), โรคไวรัสนิปาห์ (พ.ศ.2542), Antimicrobial resistant bacteria (พ.ศ.2543), โรคแอนแทรกซ์ (พ.ศ.2545), โรคซาร์ส (พ.ศ.2546), โรคไข้หวัดนกH5N1 (พ.ศ.2547), โรคไข้หวัดใหญ่ H1N1 (พ.ศ.2552), โรคเมอร์ส(พ.ศ.2555), Ebola แอฟริกาตะวันตก(พ.ศ.2557), โรคเมอร์สเกาหลีใต้ (พ.ศ.2558), โรคติดเชื้อไวรัสซิกา (พ.ศ.2559) กลุ่มโรคที่ต้องเฝ้าระวังและจับตา ได้แก่ โรคติดเชื้อ ไวรัสอีโบลา, โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา, โรคเมอร์ส, โรคไข้หวัดนก, โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคฝีดาษวานร โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebolavirus disease) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อ Ebolavirus มีระยะฟักตัว 2 - 21 วัน มีลิงเป็นพาหะนำโรค การติดต่อจากสัตว์โดยการสัมผัสตัวสัตว์ สารคัดหลั่ง เลือด เครื่องในสัตว์ป่าที่ติดเชื้อ และจากการชำแหละสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ตายจากการติดเชื้อ และการติดต่อจากคนสู่คน โดยการสัมผัสเลือด หรือสารคัดหลั่ง ได้แก่ น้ำมูก น้ำลาย ปัสสาวะ อุจาระ น้ำอสุจิ(นาย 2 เดือน) และสัมผัสโดยตรงกับ ร่างกายของผู้เสียชีวิตทำให้มีอาการไข้สูงเฉียบพลัน อ่อนเพลียมาก ปวดศีรษะและเจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อมาก อาเจียน ท้องเสียมีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ ผื่นเลือดออกที่ผิวหนัง ตับและไตทำงานบกพร่อง การรักษา ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค และยารักษาจำเพาะ ปัจจุบันจึงต้องรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งยุโรป (ECDC) ตั้งแต่ปี 2557 - 2559 พบผู้ป่วยสะสม ของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาทั้งหมด 28,616 ราย เสียชีวิต 11,310 ราย และเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2565 พบการระบาดในสาธารณรัฐสาธารณรัฐยูกันดา สายพันธุ์ซูดานผู้ป่วยจำนวน 142 ราย เสียชีวิต 55 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย ร้อยละ 39 รักษาหายแล้ว 87 ราย และยังไม่พบโรคนี้ในประเทศไทย ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2559 พบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก : เมืองอินตูรี, นอร์-กีวู และซูด-กีวู พบผู้ป่วยจำนวน 3,470 ราย เสียชีวิต 2,280 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายร้อยละ 66 และเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2565 พบการระบาดโรคอีโบลา ในเมืองเมอบันดากา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พบผู้ป่วยจำนวน 54 ราย เสียชีวิต 2 ราย และยังไม่พบโรคนี้ในประเทศไทย
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๕๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย มาตรการการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ให้สอดคล้องกับ WHO ตามประกาศ PHEIC ดังนี้ 1. การจัดระบบเฝ้าระวังโรคในคน ดำเนินการติดตามสถานการณ์ร่วมกับ WHO ประเมิน ความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มมีการระบาด ติดตามเฝ้าระวังในผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีโรคระบาด โดยคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคที่สนามบินนานานาชาติทุกแห่ง และติดตามอาการจนครบ 21 วัน 2. การจัดระบบเฝ้าระวังโรคในสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์ ชะลอการนำเข้าสินค้า (สัตว์/ซากสัตว์) จากประเทศที่มีรายงานการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา รวมทั้งเฝ้าระวังการนำเข้าทั้งทางท่าอากาศยาน ท่าเรือ และชายแดน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชะลอการรับคำขออนุญาตให้ นำเข้าหรือนำผ่านซึ่งสัตว์ป่าและซากของสัตว์ป่า จากประเทศที่มีการรายงานการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสอีโบลา 3. การดูแลรักษาและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล จัดให้มีห้องแยกความดันลบ และให้ปฏิบัติ ตามหลักการป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลเหมือนผู้ป่วยโรคติดต่ออันตรายสูงอย่างเคร่งครัด ติดตามการใช้และจัดหาชุดพร้อมอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อ ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลและในพื้นที่ การรักษาผู้ป่วยให้ปฏิบัติตามแนวทางการวินิจฉัย ดูแลรักษา และควบคุมป้องกันการติดเชื้อจากกรมการแพทย์ ทั้งนี้มีการให้คำปรึกษาแก่แพทย์ พยาบาลในการรักษา ตลอด 24 ชั่วโมง 4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับ หน่วยงานเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อให้มีการเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการให้เป็นไปตาม มาตรฐานสากลโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส SARS - CoV-2 เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่กระจายจากคนสู่คน ระบาดครั้งแรก ณ พื้นที่ตลาด เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน เมื่อเดือนธันวาคม 2562 ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่นี้จะแสดงอาการภายใน 2 วัน หรืออาจ ใช้เวลานานถึง 2 สัปดาห์ หลังจากรับเชื้อไวรัส มีไข้ อุณภูมิสูงมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ไอ เจ็บคอ หายใจติดขัด หายใจลำบาก จมูกไม่ได้กลิ่น ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่มี โรคประจำตัว ได้แก่ โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคเบาหวาน ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ และสตรีมีครรภ์ 6 มาตรการหลักป้องกันโรคโควิด-19 ในสถานศึกษา และหน่วยงานต่างๆ (1) มีมาตรการคัดกรองวัดไข้และอาการเสี่ยงก่อนเข้าสถานศึกษา (2) สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา (3) จัดจุดล้างมือหรือเจลแอลกอฮอล์อย่างเพียงพอ (4) จัดระยะห่างระหว่างบุคคลอย่างน้อย 1 - 2 เมตร (5) ทำความสะอาดห้องเรียน/พื้นผิวสัมผัสร่วม เปิดหน้าต่างประตู ระบายอากาศ (6) ไม่จัดกิจกรรมรวมกลุ่มคนจำนวนมาก เหลื่อมเวลา ลดเวลาทำกิจกรรม
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๕๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย แผนมาตรการการบริหารจัดการสถานการณ์โรคโควิด 19 ในระยะต่อไป ด้านสาธารณสุข ได้แก่ เร่งการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ≥60% ปรับระบบการเฝ้าระวัง เน้นการระบาดเป็นกลุ่มก้อนและผู้ป่วยปอด อักเสบ ผ่อนคลายมาตรการสำหรับผู้เดินทางจาก ต่างประเทศ และปรับแนวทางแยกกักผู้ป่วย และกักกันผู้สัมผัสด้านการแพทย์ ได้แก่ ปรับแนวทาง การดูแลรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) และดูแลผู้ป่วยที่เสี่ยงอาการรุนแรงและมีอาการรุนแรง รวมทั้ง ภาวะ Long COVID ด้านกฎหมายและสังคม ได้แก่ บริหารจัดการด้านกฎหมายในทุกหน่วยงาน ให้สอดคล้องกับการปรับตัวเข้าสู่ Post pandemicผ่อนคลายมาตรการทางสังคม ลดการจำกัดการเดินทาง และการรวมตัวของคนหมู่มาก และทุกภาคส่วนส่งเสริมมาตรการ UP และ COVID Free Setting ด้าน การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ได้แก่ ทุกภาคส่วนร่วมสร้างความรู้ความเข้าใจ และพฤติกรรมให้ประชาชน สามารถดำเนินชีวิตร่วมกับโควิด-19 อย่างปลอดภัย (Living with COVID-19) และสื่อสาร ประชาสัมพันธ์เชิงรุกอย่างครอบคลุมให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และสร้างความร่วมมือของประชาชน ในแต่ละช่วงเวลา โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส (MERS) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนา (MERS-CoV) มีระยะฟักตัว 2 - 14 วัน มีอูฐและค้างคาว เป็นพาหะนำโรค การติดต่อเกิดจากการแพร่เชื้อระหว่างคนสู่คน โดยผ่านทางเสมหะของผู้ป่วยจากการไอ และการให้การดูแลสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ป่วย โดยไม่มีการป้องกันตนเอง และการแพร่เชื้อระหว่าง สัตว์สู่คน โดยการสัมผัสสัตว์และดื่มน้ำนมดิบจากสัตว์โดยเฉพาะน้ำนมดิบจากอูฐ และสัตว์จำพวก ตระกูลอูฐ อาการของโรค มีไข้ ไอ หรือน้ำมูก บางรายมีอาการท้องเสีย อาเจียน ในรายที่มีอาการรุนแรง จะมีอาการหายใจลำบาก หอบ ปอดอักเสบ ไตวาย เสียชีวิตได้ แนวทางการรักษา จะเป็นการรักษาตามอาการแบบประคับประคอง เพราะยังไม่มีวัคซีน และยารักษาที่จำเพาะ สถานการณ์ของโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางในประเทศไทย ตั้งแต่ เดือนมิถุนายน 2558 - 29 กันยายน 2562 ประเทศไทยพบผู้ป่วยจำนวน 3 ราย ทุกรายเป็นต่างชาติ และเข้ารับการรักษาจนหายป่วยที่สถาบันบำราศนราดูร ใน พ.ศ. 2563 ได้รับรายงานผู้ป่วยเข้าเกณฑ์ สอบสวนโรค PUI รวม 18 ราย ชาย 8 ราย หญิง 4 ราย และในปี 2564 - ปี 2566 ยังไม่พบผู้ป่วยสงสัย โรคติดเชื้อทางเดินหายใจตะวันออกกลาง มาตรการการป้องกันควบคุมโรค มีการคัดกรองที่ช่องทางเข้า - ออกประเทศ ติดตามกลุ่มเสี่ยง ติดตามสถานการณ์ และวิเคราะห์การระบาดอย่างต่อเนื่อง ดำเนินการตามแนวทางการรักษา ระบบป้องกัน การติดเชื้อ และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยมีศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 เขตทั่วประเทศ โรคไข้หวัดนก (Avian Influenza) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Avian Influenza virus มี 3 ชนิด คือ A, B, C โดยเชื้อไข้หวัดนกนั้น จัดอยู่ในชนิด A ขณะนี้มีเชื้อไข้หวัดนกติดต่อผ่านสัตว์สู่คนได้แก่ H5N1 H7N9 H5N6 มีระยะฟักตัว 2 - 8 วัน การติดต่อของโรคจากสัตว์สู่คนได้โดยการสัมผัสกับสัตว์ป่วยโดยตรง สัมผัสสิ่งคัดหลั่งจากสัตว์ที่เป็นโรค เช่น อุจจาระ น้ำมูก น้ำตา น้ำลายของสัตว์ที่ป่วย โดยเมื่อสัมผัสสัตว์ที่ป่วยแล้วมักเอามือมาสัมผัสกับ หน้า จมูก หรือปากตนเอง ทำให้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ทำให้มีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ บางครั้งพบว่ามีอาการตาแดงร่วมด้วย อาการแทรกซ้อนรุนแรง เช่น
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๖๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ปอดบวม ระบบหายใจล้มเหลว โดยเฉพาะในเด็ก และผู้สูงอายุ การรักษาโดยให้ยาโอลเซลทามิเวียร์ โดยยาจะแบ่งออกเป็น 3 ขนาด สำหรับผู้ใหญ่ เด็กโต และเด็กเล็ก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2546 - 20 มี.ค. 2566 ผู้ป่วยสะสม 873 ราย ผู้เสียชีวิตสะสม 458 ราย ใน 21 ประเทศ อัตราป่วย 52.5 % และในประเทศไทยไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ข้อมูลจากสำนักควบคุมและบำบัดโรคสัตว์ พบผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนกรายแรกในประเทศไทยเมื่อ กรกฎาคม ปี 2547 และผู้ป่วยรายสุดท้าย ในปี 2549 มีผู้ป่วยสะสม 25 ราย เสียชีวิต 17 ราย มาตรการหลักที่กรมควบคุมโรคดำเนินการ 1. ติดตาม และประเมินความเสี่ยงของสถานการณ์โรคอย่างต่อเนื่อง 2. จัดทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1-12 และสำนักงาน สาธารณสุขจังหวัดดำเนินการตามแนวทางการเฝ้าระวัง พร้อมทั้งขอความร่วมมือในการ ประชาสัมพันธ์การป้องกันโรคไข้หวัดนกให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง 3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน 4. ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศยกระดับการเฝ้าระวังโรค โดยเฉพาะบริเวณด่าน ช่องทางเข้า - ออก ระหว่างประเทศซึ่งมีพื้นที่ชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 5. จัดทำประเด็นสื่อสารความเสี่ยงเพื่อเผยแพร่เป็นระยะ โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Avian Influenza virus มี 3 ชนิด คือ A, B, C มีระยะฟักตัว 1 - 4 วัน (เฉลี่ย 2 วัน) มีการติดต่อโดยการไอ จาม หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป และ ได้รับเชื้อทางอ้อม ผ่านทางมือ หรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ ทำให้มีอาการไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอแห้งๆ คัดจมูกน้ำมูกไหล การรักษาให้รักษาตามอาการและจะพิจารณา ให้ยาต้านไวรัสคือ ยาโอลเซลทามิเวียร์(oseltamivir) ตามการวินิจฉัยของแพทย์ กลุ่มเป้าหมายในการให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ - บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสโรค - ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป, เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี ทุกคนผู้มีโรคเรื้อรัง ดังนี้ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน และบุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทุกคน - ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ - ซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการ) - โรคอ้วน (น้ำหนัก > 100 กิโลกรัม หรือ BMI > 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) มาตรการรับมือป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 1. เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวิเคราะห์ความเสี่ยงการเกิดโรคระบาด 2. เตรียมพร้อมทีมเฝ้าระวังสอบสวนเคลื่อนที่เร็วทั่วประเทศและควบคุมโรคเบื้องต้น 3. การให้ยาต้านไวรัสกับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 4. การฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้เร็วขึ้นและครอบคลุมกลุ่มเสี่ยง 5. เตรียมพร้อมและสนับสนุนเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เช่น ยาต้านไวรัส หน้ากากอนามัย
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๖๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 6. ประชาสัมพันธ์มาตรการป้องกันโรคพื้นฐานสื่อสารความเสี่ยงให้กับประชาชนตามช่องทาง สื่อสารต่างๆ 7. จัด Call centerสายด่วน 1422 สำหรับบริการตอบคำถาม และแนะนำประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง โรคฝีดาษวานร (Monkeypox) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Poxviride พบได้ในสัตว์หลายชนิดไม่ใช่แค่ลิง เช่น กระต่าย กระรอก หนู และสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คน และติดต่อจากคนสู่คน ได้มักมีอาการป่วยประมาณ 2 - 4 สัปดาห์ ส่วนใหญ่หายได้เอง ในประเทศไทยพบผู้ป่วยแล้ว 17 ราย ส่วนใหญ่ของผู้ติดเชื้อยืนยันมีอาชีพขายบริการทางเพศ หรือมีคู่นอนหลายคน โดยผู้ติดเชื้อ 4 ใน 10 ราย ที่มีประวัติขายบริการ โดยผู้ป่วยที่ขายบริการที่ต่างประเทศมีการแสดงอาการก่อนที่จะเดินทางมาที่ประเทศไทย แนวโน้มทั่วโลกพบผู้ป่วยรายใหม่ลดลง 19.7% และจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกยังอยู่ในลักษณะคงตัว แนวทางการป้องกันโรค 1. หลีกเลี่ยงสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง และตุ่มหนองของสัตว์ 2. กินเนื้อสัตว์ปรุงสุก 3. หมั่นล้างมือบ่อยๆ 4. ไม่ควรกินเนื้อสัตว์ป่า และไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง วิชา แนวทางในการปฏิบัติการป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ โดย นางฉวีวรรณ นาคอุไร ตำแหน่ง นักวิชาการอิสระ วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2566 เวลา 13.00 น. – 16.00 น.
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๖๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย กลุ่มโรคไม่ติดต่อ กลุ่มโรคไม่ติดต่อ ไม่เกิดจากเชื้อโรค ไม่แพร่กระจายเป็นพฤติกรรม นิสัย การดำเนินชีวิต ดำเนินโรค ไปช้าๆ สะสมอาการต่อเนื่อง เมื่อมีอาการจะเรื้อรัง จึงจัดเป็นกลุ่มโรค NCD กลุ่มโรค NCD มีอัตราป่วยและเสียชีวิตสูงสุด 7 โรค 1. เบาหวาน 2. ความดันโลหิตสูง 3. โรคหลอดเลือดสมอง 4. โรคหลอดหัวใจ 5. โรคถุงลมโป่งพอง 6. โรคมะเร็ง 7. โรคไขมันในเส้นเลือด โรคเบาหวาน เป็นความผิดปกติที่ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้ตามปกติ ทำให้ มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จึงทำให้ผู้ป่วยเพลีย อาการเบื้องต้นของโรคเบาหวาน 1.น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ 2.กระหายน้ำ หิวน้ำบ่อย 3.อ่อนเพลียเหนื่อยง่าย ไม่มีแรง 4.กินจุ หิวบ่อย 5.ปัสสาวะกลางคืน มากกว่า 2 ครั้ง 6.สายตาพล่ามัว มองไม่ชัดเจน 7.ชาปลายมือปลายเท้า 8.เป็นแผลง่าย แผลหายยาก คันตามผิวหนัง
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๖๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย เกณฑ์ประเมินความเสี่ยงโรคเบาหวานในผู้ใหญ่ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเป็นโรคเบาหวาน ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยที่นำไปสู่การรักษาตั้งแต่ระยะ เริ่มแรกเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานในระยะยาว โดยมีเกณฑ์ประเมินความเสี่ยง โรคเบาหวาน ดังนี้ 1.ผู้ที่มีอายุ 35 ปี ขึ้นไป 2.เพศชาย เพศหญิง 3.ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 23 ขึ้นไป 4.มีเส้นรอบเอวเกินมาตรฐาน ผู้ชายมีเส้นรอบเอวตั้งแต่ 90 ซม. ขึ้นไป และผู้หญิงมีเส้นรอบ เอว ตั้งแต่ 80 ซม. ขึ้นไป 5.มีโรคความดันโลหิตสูง หรือ รับประทานยาควบคุมความดันโลหิตอยู่ 6.มีประวัติโรคเบาหวานในครอบครัว (พ่อ แม่ พี่ น้อง)
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๖๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๖๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การป้องกันโรคเบาหวาน 1.ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม รอบเอวไม่เกินส่วนสูง (ซม.) หารด้วย 2 -ผู้ชาย มีรอบเอวไม่เกิน 90 ซม. -ผู้หญิง มีรอบเอวไม่เกิน 80 ซม. 2.เลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ เลี่ยงหวาน มัน เค็ม 3.ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 4.มีกิจกรรมทางกาย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30-50 นาที/วัน 3-5 วัน/สัปดาห์ 5.อายุ 35 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดปีละครั้ง 6.หากมีอาการเบื้องต้นของโรคเบาหวานควรไปพบแพทย์ โรคเบาหวานกับภาวะแทรกซ้อน 1.โรคหลอดเลือดสมอง 2.โรคหลอดเลือดหัวใจ 3.เส้นประสาทเสื่อม ชาปลายมือปลายเท้า 4.เบาหวานขึ้นจอประสาทตา 5.ไตเสื่อม/ไตวาย จากเบาหวาน 6.เป็นแผลง่าย หายยาก อาจต้องตัดเท้า โรคความดันโลหิต โรคความดันโลหิตสูง ค่าความดันโลหิตตัวบนมากกว่าหรือเท่ากับ 140 มม.ปรอท ค่าความดันตัวล่างมากกว่าหรือเท่ากับ 90 มม.ปรอท โรคความดันโลหิตสูง มี 2 ประเภท 1.ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่ 90-95 % ตรวจไม่พบภาวะผิดปกติ หรือสาเหตุโรค 2.ทราบสาเหตุ ผู้ป่วยส่วนน้อย 5-10 % ตรวจพบภาวะผิดปกติ หรือสาเหตุโรค เช่น โรคไต เนื้องอก บางชนิดของต่อมหมวกไต หรือต่อมใต้สมอง หลอดเลือดแดงไตตีบ หลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๖๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ปัจจัยเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง 1.กรรมพันธุ์ 2.ผู้ทีอายุ 35 ปีขึ้นไป 3.ทานอาหารรสเค็ม 4.ภาวะอ้วน 5.ไม่ออกกำลังกาย 6.ความเครียดเรื้อรัง 7.สูบบุหรี่ 6.ดื่มสุรา ภัยเงียบโรคความดันโลหิตสูง มากกว่าครึ่งไม่แสดงอาการ เมื่อรุนแรงมักมีอาการ ดังนี้ 1.ใจสั่น 2.ปวดศีรษะ ปวดต้นคอ 3.คลื่นไส้ อาเจียน 4.ตาพร่ามัว ปวดตา 5.หน้ามืด เวียนศีรษะ 6.มือ-เท้าชา 7.เหนื่อยง่าย หอบ ภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 1.หัวใจขาดเลือด หัวใจวาย 2.หลอดเลือดสมองตีบ แตก หรือตัน 3.ไตวายเรื้อรัง 4.จอประสาทตาเสื่อม การป้องกันโรคความดันโลหิตสูง 1.ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2.ปรับการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ 3.ลด ละ เลิก สูบบุหรี่ 4.เพิ่มกิจกรรมทางกาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 5.ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม 6.รับประทานอาหาร ขนม ที่มีปริมาณเกลือและโซเดียมในปริมาณน้อย โรคหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด เกิดจากการที่หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบหรือตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยง หัวใจได้อย่างเพียงพอ
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๖๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด 1.สูบบุหรี่ 2.เครียด 3.ไม่ออกกำลังกาย 4.รับประทานอาหารไขมันสูง 5.ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 6.เบาหวาน 7.ไขมันในเลือดสูง 8.อ้วนลงพุง 9.ความดันโลหิตสูง อาการเตือนโรคหัวใจขาดเลือด 1.หน้ามืด เป็นลม 2.เจ็บราวไปที่หัวไหล่ซ้าย แขน หรือกราม 3.เหงื่อแตก 4.เจ็บแน่นบริเวณกลางหน้าอก หรือค่อนมาทางซ้าย 5.คลื่นไส้ อาเจียน 6.จุกแน่นลิ้นปี่ 7.ใจสั่น ข้อควรปฏิบัติป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด 1.บริโภคอาหารไขมันต่ำและอาหารที่มีกากใย 2.ฝึกสมาธิ ทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ 3.ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 4.ควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ 5.มีกิจกรรมทางกาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 6.ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 7.หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี ทุกๆ 1 ปี 8.ไม่สูบบุหรี่ ภาวะหัวใจวายและหัวใจหยุดเต้น คือ ภาวะที่หัวใจหยุดการบีบตัวและสูญเสียการทำงานอย่าง ทันทีทันใด ส่งผลให้ไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ จึงทำให้หมดสติ สาเหตุของภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน 1.ความผิดปกติของหัวใจโดยกำเนิด 2.ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งมักพบในผู้ป่วยอายุมากกว่า 35 ปี ขึ้นไป 3.ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ ชนิดไม่ทราบสาเหตุ ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 35 ปี
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๖๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย อาการก่อนที่จะเกิดภาวะหัวใจหนุดเต้นเฉียบพลัน ได้แก่ 1.แน่นหน้าอก 2.หายใจลำบาก 3.ใจสั่น 4.หน้ามืด เป็นลม โรคหลอดเลือดสมอง (STROKE) คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงทำให้มีอาการชาที่ใบหน้า ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แขน ขา อ่อนแรงด้านใดด้านหนึ่ง หรือเคลื่อนไหวไม่ได้ทันทีทันใด อาจเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ ตัน หรือแตก โรคหลอดเลือดสมองตีบหรือตัน เกิดจากการเปลี่ยนแปลงผนังหลอดเลือด เช่น มีไขมันเกาะผนัง ชั้นในของหลอดเลือดทำให้ผนังหลอดเลือดหนา เสียความยืดหยุ่น และอาจมีเกล็ดเลือดมาเกาะ ก่อให้เกิดการตีบหรืออุดตันได้ โรคหลอดเลือดสมองแตก เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบางร่วมกับมีภาวะความดันโลหิตสูง แบ่ง ได้ 2 ชนิด คือ 1.เลือดออกในเนื้อสมอง 2.เลือดออกในชั้นเยื่อหุ้มสมอง สัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมอง F A S T Face เวลายิ้มพบว่ามุมปากข้างหนึ่งตก Arm ยกแขนข้างใดข้างหนึ่งไม่ขึ้น Speech พูดไม่ชัด พูดลำบาก พูดไม่ได้ พุดแล้วคนฟังไม่รู้เรื่อง Time ถ้ามีอาการให้รีบส่งดรงพยาบาลโดยด่วนหรือภายใน 4.30 ชั่วโมง ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง 1.ความดันโลหิตสูง 2.โรคหัวใจ 3.โรคเบาหวาน 4.การสูบบุหรี่ 5.ไขมันในเลือดสูง 6.ดื่มสุรา 7.ภาวะหลอดเลือดคาโรติดที่คอตีบ การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง 1.งดสูบบุหรี่ 2.มีกิจกรรมทางกาย หรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 3.ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม 4.ทานอาหารที่ดี อาหารเพื่อสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๖๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 5.ควบคุมระดับน้ำตาล ระดับความดันโลหิตและระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 6.เลี่ยงความเครียด ทำจิตใจให้ผ่องใส พักผ่อนเพียงพอ 7.งดดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 8.ตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือผู้มีโรคประจำตัวควรพบแพทย์ สม่ำเสมอ โรคไต สัญญาณเตือนโรคไตเรื้อรัง - เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ซีด - ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ - ปวดหลัง บั้นเอว ท้องน้อย - ปัสสาวะผิดปกติ ปัสสาวะบ่อย ฟองมาก ขุ่น มีเลือด แสบขัด - บวมตามตัว บวมที่หนังตา หน้าขา และเท้าทั้งสองข้าง ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยงโรคไต 1.เลี่ยงรับประทานอาหารรสเค็ม อาหารแปรรูป อาหารหมักดอง อาหารกึ่งสำเร็จรูป 2.ลดการใช้เครื่องปรุงขณะปรุงอาหาร 3.งดเติมเครื่องปรุงในอาหารที่ปรุงสำเร็จ 4.อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง เพื่อควบคุมการบริโภคโซเดียม 5.หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด กลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ยาชุด 6.ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ 8-10 แก้วต่อวัน 7.ควบคุมน้ำหนักและรอบเอวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ 8.หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ 9.ตรวจสุขภาพประจำปี ทั้งการตรวจเลือดและปัสสาวะ พิษภัยของบุหรี่และวิธีเลิกสูบบุหรี่ พิษภัยของบุหรี่ ในบุหรี่ 1 มวน มีสารพิษกว่า 4,000 ชนิด เป็นยาเสพติดที่มีอำนาจการเสพติดสุงสุดในหมู่ ยาเสพติดด้วยกันและเลิกยากที่สุด แม้ว่าร้อยละ 80 ของคนที่เสพติดบุหรี่อยากจะเลิก แต่ใน 100 คน ที่อยากจะเลิก จะเลิกได้เพียง 2-3 คน เท่านั้น ผู้ที่ติดบุหรี่จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนิโคติน ไม่มีอิสระในการควบคุมพฤติกรรมตัวเอง ทำให้เกิดโรคและความทรุดโทรมกับอวัยวะทุกส่วนของ ร่างกาย ดังนี้ เกิดรอยย่น ต้อกระจก มะเร็งในปาก นิ้วและเล็บเหลือง มะเร็งกล่องเสียง โรคหัวใจ มะเร็งปอดและถุงลมโป่งพอง แผลในกระเพาะอาหาร สมรรถภาพทางเพศเสื่อม วิธีเลิกสูบบุหรี่ 1.สร้างแรงจูงใจ 2.กำหนดวันที่จะลงมือเลิกสูบบุหรี่ ไม่ควรนานเกิน 7 วัน วันที่ดีที่สุดคือ วันนี้ 3.ไม่รอช้า ลงมือ
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๗๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 4.ถือคำมั่น ไม่หวั่นไหว 5.หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ กาแฟ อาหารรสจัด ลูกอม หมากฝรั่ง 6.หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่เคยสูบบุหรี่ 7.หลีกเลี่ยงคนสูบบุหรี่ การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยป้องกันการดื่มสุราและการใช้สารเสพติดในวัยรุ่น ทำไมวัยรุ่นจึงดื่มสุรา 1.ต้องการความเสี่ยง 2.ความคาดหวังต่อฤทธิ์สุรา 3.ความไวและความทนต่อสุรา 4.บุคลิกภาพและโรคร่วมทางจิตเวช 5.ปัจจัยทางพันธุกรรม ปัจจัยทางพฤติกรรมหรือสรีระวิทยา 6.ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ผลกระทบต่อสุขภาพจากการดื่มสุราในวัยรุ่น 1.ผลต่อสมอง 2.ผลต่อตับ 3.ผลต่อการเจริญเติบโตและต่อมไร้ท่อ
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๗๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา การส่งเสริมสุขภาพชุมชนและการมีส่วนร่วม โดย นางวิมล บ้านพวน ตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุขเชี่ยวชาญ (ด้านสาธารณสุข) สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. นิยามของสุขภาพ องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้นิยาม “สุขภาพ” คือ “State of complete physical, mental, and social well being, and not merely the absence of disease or infirmity. ” (WHO,1948) หมายถึง “สภาวะความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางใจ ทางกาย ทางสังคม และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ เรื่องของการไม่มีโรคหรือความบกพร่องหรือขีดจำกัดด้านร่างกายและจิตใจ” พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ให้ความหมายของคำว่า สุขภาพ ไว้ในมาตรา 3 ว่า สุขภาพ หมายถึง ภาวะของมนุษย์สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญา และทางสังคม เชื่อมโยงกัน เป็นองค์รวมอย่างสมดุล นับเป็นการนิยามความหมายของสุขภาพที่ไม่มีขีดจำกัดขอบเขตอยู่แต่ใน เรื่องของสุขภาพกายและจิต หากแต่ยังหมายรวมถึงสุขภาพทางปัญญา (Spiritual Health) และสังคม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการ นิยามความหมายคำว่า “สุขภาพ” มาสู่ “สุขภาวะ” การส่งเสริมสุขภาพ เป็นกระบวนการเพิ่มความสามารถให้บุคคลเพื่อให้สามารถควบคุม และยกระดับสุขภาพ เพื่อไปสู่ความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคมและปัญญา บุคคลหรือกลุ่มบุคคล ต้องสามารถที่จะ กำหนดแรงจูงใจ และสามารถที่จะบรรลุความต้องการและความคาดหวังของตนเองได้ สามารถที่จะ ปรับตัวหรือตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมได้ สุขภาพสามารถมองในมิติของทรัพยากรสำหรับการดำรงชีวิตประจำวัน รวมถึงสมรรถนะ ทางกาย วิถีการดำเนินชีวิตที่เอื้อต่อสุขภาพ ดังนั้น การส่งเสริมสุขภาพจึงเป็นความรับผิดชอบของ ทุกภาคส่วน ข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับสุขภาพเงื่อนไขพื้นฐานและทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับสุขภาพ ได้แก่ ความสงบสุข การศึกษา รายได้ ทรัพยากรที่ยั่งยืน ความเป็นธรรมของสังคมและความเท่าเทียม การมีที่อยู่อาศัย อาหาร ความสมดุลของระบบนิเวศน์ และการพัฒนาสุขภาพจำเป็นต้องทำให้ ข้อกำหนดเบื้องต้นของสุขภาพมีความพร้อมก่อนด้วย สุขภาพชุมชน ภาวะแห่งการรวมเอาสุขภาพของบุคคลต่าง ๆ ในชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งสุขภาพอนามัย ของแต่ละบุคคลจะดีได้ ก็ย่อมขึ้นกับสภาพสิ่งแวดล้อมด้วย ปัจจัยในการดูแลสุขภาวะในชุมชน ได้แก่ การป้องกันโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน การมีสุขาภิบาลที่ดี ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาวะสุขภาพ ของบุคคล โครงสร้างของชุมชน ประกอบด้วย 1) กลุ่มคน 2) สิ่งแวดล้อม และ 3) ระบบสถาบัน ทางสังคมของชุมชน
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๗๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย หลักการของระบบสุขภาพชุมชน ประกอบด้วย มิติสุขภาพองค์รวม การสร้างความร่วมมือ การให้ความสำคัญกับคน สถานการณ์สุขภาพตามกลุ่มวัย เริ่มจาก ในครรภ์มารดา ตั้งแต่การฝากครรภ์วันแรก วัยเด็ก 0 - 5 ปี วัยเรียน 6 - 14 ปีวัยรุ่น 15 - 19 ปีวันทำงาน 18 - 59 ปีและผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป ความสำคัญของระบบสุขภาพชุมชน สังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ การให้บริการด้าน การแพทย์และการสาธารณสุขที่ยังมีข้อจำกัดในการให้บริการอย่างเท่าถึงและเท่าเทียม องค์ประกอบของชุมชน ๑. ความเป็นสมาชิกชุมชน ส่งเสริมสิ่งสำคัญในชุมชน ให้ความสำคัญแก่สิ่งที่ควรส่งเสริม ที่ ควรอนุรักษ์ สืบสานไว้ ๒. ระบบสัญลักษณ์ร่วม ๓. ค่านิยมและบรรทัดฐานร่วม ๔. การมีอิทธิพลและผลกระทบต่อกัน ๕. การแบ่งปันความต้องการ ๖. การมีความรู้สึกผูกพันร่วม ต้องมีภารกิจร่วมกันในชุมชน สน้างความรักในชุมชุน ๗. บทบาทหน้าที่ขององค์ประกอบชุมชน เช่น พระสงฆ์เป็นผู้นำในการแบ่งปันแสดงให้เห็นว่า ชุมชนต้องมีการแบ่งปัน ยุทธศาสตร์การสร้างสุขภาพ แนวทางใหม่ สร้างบทบาทของบุคลากร สร้างเทคโนโลยีของประชาชน สร้างแผนงาน โครงการร่วมกับชุมชนจะเกิดความยั่งยืน ปรับบทบาทของบุคลากรให้ตอบสนอง กลยุทธ์การเข้าถึงเป้าหมาย อปท ชุมชน จะต้องมีการส่งเสริมสุขภาพ สื่อสารข้อมูลข่าวสารให้แก่ ประชาชน เช่น หอกระจายข่าวหมู่บ้าน ยกระดับการสร้างความรู้ให้กับชุมชน เป้าหมายหลักของระบบสุขภาพชุมชน เป็นการดูแลส่งเสริมสุขภาพป้องกันควบคุมโรครักษาพยาบาล และฟื้นฟูสุขภาพประชาชน เบื้องต้น ดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง และเท่าเทียม “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เป้าหมาย ต้องการให้ ประชาชนอยู่ได้ถึงอายุ 80 ปี และอยู่แบบไม่มีโรค ถึงอายุ 75 ปี ตามยุทธศาสตร์ชาติ ปัจจัยกำหนดสุขภาพ ปัจจัยที่สามารถเพิ่มพูนหรือคุกคามสภาวะของบุคคลหรือของสังคมได้ ปัจจัยเหล่านี้อาจ นำมาจากการตัดสินใจของแต่ละบุคคล เช่น การเลือกจะสูบบุหรี่ หรืออาจเกิดจากสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของบุคคล เช่น ปัจจัยทางเพศ ชนชั้น ชาติพันธุ์ การเข้าถึงการศึกษา คุณภาพของที่อยู่อาศัย การมีสัมพันธภาพที่เกื้อหนุนช่วยเหลือ และระดับการมี ส่วนร่วมทางสังคม และการปกครองในชุมชน
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๗๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพดีมีการดูแลพฤติกรรมสุขภาพที่ดี จะเกิดสุขภาพดี การจัดทำ แผนงานโครงการต่าง ๆ ต้องทำทั้งเชิงลบและเชิงบวก ดีอยู่แล้วส่งเสริมให้ดีขึ้น หากไม่ต้องปรับปรุง ปรับเปลี่ยน เพื่อให้ดีขึ้น นำจุดแข็งปิดจุดอ่อน นำปัจจัยเชิงบวกปิดปัจจัยเชิงลบ แนวทางในการวางแผนพัฒนาสุขภาพของตนเองและครอบครัว การพัฒนาสุขภาพของประชาชนมีแนวคิด 3 ประการ คือ 1.การพัฒนาสุขภาพตนเอง 2.การพัฒนาสุขภาพของคนในครอบครัว 3.การพัฒนาสุขภาพในชุมชน การวางแผนพัฒนาสุขภาพในภาพรวมทั้ง 3 แนวคิด จะเป็นไปในลักษณะที่ต้องมีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกัน เพราะถ้าสุขภาพส่วนบุคคลไม่ดีแล้ว จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของบุคคลในครอบครัว และเนื่องจากครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ถ้าในครอบครัวหลาย ๆ ครอบครัวไม่เข้มแข็ง อ่อนแอ ด้านสุขภาพ ก็จะทำให้ภาพรวมของสังคมอ่อนแอไปด้วย ดังนั้น การพัฒนาด้านสุขภาพจึงรวมกันเป็น ห่วงโซ่ที่ต้องพัฒนาเป็นองค์รวมเชื่อมโยงกันไป สุขภาพชุมชน ต้องมีการยอมรับจากชุมชน สร้างความ เข้าใจให้กับชุมชนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน การพัฒนาสุขภาพส่วนบุคคล เป็นการพัฒนาเฉพาะด้านบุคคล ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไปตามวัย โดยเฉพาะการพัฒนา และดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูจากพ่อแม่ จะเป็นรากฐานที่ดีต่อชีวิตต่อไป เช่น การได้รับภูมิคุ้มกันโรคอย่าง ครบถ้วนเป็นระยะการสร้างเสริมความแข็งแรงของร่างกายโดยได้รับการกระตุ้น การรับวัคซีนป้องกัน โรค หรือวัคซีนที่จำเป็นเฉพาะโรค เช่น วัดซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก วัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน เมื่อได้รับการพัฒนาสุขภาพด้านร่างกายมาอย่างดี พร้อมกับได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่ ได้รับความรัก ความอบอุ่นทางจิตใจอย่างเพียงพอ จะทำให้บุคคลนั้นสุขภาพจิตดีไปด้วย การพัฒนาสุขภาพในวัยผู้ใหญ่ ส่วนมากจะเป็นไปในลักษณะการดูแลตนเอง เพราะผู้ใหญ่จะรู้ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับ ตนเอง บอกอาการที่ผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ สุขภาพที่ไม่ดีในวัยผู้ใหญ่นั้นมักเกิดจากพฤติกรรม ของตนเองเป็นส่วนมาก เช่น พฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ไม่รับประทานอาหาร บางมื้อ เลือกรับประทานอาหารเฉพาะสิ่งที่ชอบหรือไม่รับประทานอาหาร แต่รับประทานอาหารเสริม หรืออาหารสำเร็จรูปที่เป็นแคปซูลแทน เพื่อรักษารูปร่าง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิด ปัญหาสุขภาพเรื้อรัง การดูแลสุขภาพในวัยชราหรือผู้สูงอายุ ในวัยนี้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมโทรมลงแต่ถ้าการดูแลสุขภาพดีในวัยเด็ก และวัยผู้ใหญ่ การเสื่อมโทรมของอวัยวะในร่างกายก็จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ และไม่ค่อยเจ็บป่วย
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๗๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย อย่างไรก็ตามการเสื่อมโทรมของร่างกาย และสมองย่อมเป็นไปตามวัย การดูแลสุขภาพของบุคคล ในช่วงนี้จึงต้องได้รับความช่วยเหลือดูแลจากคนในครอบครัว การพัฒนาสุขภาพของบุคคลในครอบครัว ต้องมาจากพื้นฐานการดูแลสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ และวัยชราต่อเนื่องกัน วิธีการวางแผนพัฒนาสุขภาพของตนเองและครอบครัว การวางแผนพัฒนาสุขภาพกาย 1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปฏิบัติอย่างน้อย 2 - 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์ แต่ละครั้งใช้เวลา ในการออกกำลังกายไม่น้อยกว่า 30 นาที ให้ปฏิบัติตามหลักของการออกกำลังกายโดยยืดหลัก หนัก นาน บ่อย จะเป็นการออกกำลังกายที่ดีมาก การออกกำลังกายต้องปฏิบัติตามความสามารถของ บุคคล ตามวัย ตามความเหมาะสม ทั้งเวลา สถานที่ เพศ วัย การออกกำลังกายจะช่วยให้เกิด ประโยชน์ต่อการทำงานของระบบต่างในร่างกาย ส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง 2. รับประทานอาหารต้องให้ครบ 5 หมู่และเหมาะสมกับวัย โดยเฉพาะวัยที่กำลังเติบโต มีการพัฒนาทางร่างกาย ควรรับประทานอาหารให้เพียงพอ เช่น วัยรุ่นยังอยู่ในวัยของการเจริญเติบโต และต้องออกกำลังกายเสียพลังงาน จึงต้องชดเชยด้วยคาร์โบไฮเดรต สร้างการเจริญเติบโตด้วยอาหาร ประเภทโปรตีน 3. พักผ่อนให้เพียงพอ ระยะเวลาในการนอนหลับพักผ่อนของแต่ละวัยมีความแตกต่าง เช่น วัยเด็ก ต้องพักผ่อนนอนหลับให้มาก ๆ ในวัยผู้ใหญ่การนอนอาจน้อยลงแต่ต้องไม่น้อยเกินกว่า 6 - 8 ชั่วโมง และช่วงของการนอนหลับให้หลับสนิทเพื่อให้การหลั่งของสารแห่งความสุขไปอย่างเต็มที่ใช้ เวลาว่างในวันหยุดทำกิจกรรมหรือไปเที่ยวพักผ่อนยังสถานที่ท่องเที่ยวร่วมกับครอบครัว เพื่อผ่อน คลายและสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว 4. การเห็นความสำคัญของการตรวจสุขภาพร่างกาย และได้รับการตรวจสุขภาพร่างกาย อย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง และในการตรวจสุขภาพร่างกาย ต้องตรวจทุกระบบอย่างละเอียด เช่น การตรวจเลือด เพื่อตรวจหาความผิดปกติในเลือด การตรวจปัสสาวะ การตรวจมวลกระดูกในวัยผู้ใหญ่ ตรวจการทำงานของระบบสำคัญ ๆ ในร่างกาย 5. การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อร่างกาย โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อ ตนเองในช่วงการเป็นวัยรุ่น เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์การสำส่อนทางเพศ ตลอดจนการทคลองหรือใกล้ชิดกับผู้ที่ติดสารเสพติด ๖. สิ่งแวดล้อมมีผลกระทบต่อสุขภาพ การมีที่อยู่อาศัยที่ปราศจากพาหะนำโรค เช่น ไข้เลือดออก อุจจาระร่วง การที่เราอยู่ในบริเวณที่มีสิ่งแวดล้อมดี สะอาด ทำให้เรามีอากาศหรือ สถานที่ผักผ่อนหย่อนใจที่ดี มีน้ำสะอาดบริโภค มีห้องน้ำห้องส้วมที่ดี ปราศจากขยะมูลฝอย จะทำให้ สุขภาพของเราดีไปด้วยการจัดเก็บสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ทำความสะอาด บ้าน ควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เป็นที่อยู่ของแมลงสาบ หรือทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ หอบหืดและ โรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น อาหารเป็นพิษ บิด ไทฟอยด์เป็นต้น
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๗๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การวางแผนพัฒนาสุขภาพจิต 1. อ่านหนังสือที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย จิตใจสงบ เช่น หนังสือธรรมะหนังสือต้นไม้ เพื่อให้ได้ แนวคิดในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง รู้สึกสบายใจ 2. ปฏิบัติตนตามหลักธรรมคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาที่ส่งผล กระทบต่อจิตใจ 3. หมั่นนั่งสมาธิ เจริญปัญญาเพื่อให้จิตใจผ่องใส มีสติในการดำเนินชีวิตสามารถควบคุม อารมณ์ของตนเองได้ดี การวางแผนพัฒนาสุขภาพด้านสังคม 1. เข้าร่วมกิจกรรมตามวัฒนธรรมและประเพณีในท้องถิ่นอยู่เสมอ หรือกิจกรรมอาสาสมัคร ของชุมชน เพื่อสร้างสัมพันธภาพกับคนในชุมชน สามารถปรับตัวใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้ 2. เข้าร่วมเป็นสมาชิกของชมรมหรือสมาคมต่าง ๆ เพื่อให้รู้จักการเป็นผู้ให้การเสียสละเพื่อ ส่วนรวม ไม่เอาเปรียบผู้อื่น เป็นการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า การวางแผนพัฒนาสุขภาพด้านปัญญา 1. ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ หาสาเหตุของปัญหาจากข่าวหรือสถานุการณ์สำคัญของสังคม รวมทั้งผลกระทบที่ตามมา เพื่อฝึกการคิดและนำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาชีวิตของตนเองหรือของ ครอบครัว 2. หมั่นฝึกฝนทักษะการอ่าน การฟัง การพูด อยู่เสมอ เช่นการอ่านหนังสือภาษาต่างประเทศ อ่านหนังสือแปล ฟังเพลงสากล ฝึกพูดภาษาต่างประเทศที่ตนสนใจ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ เสริมปัญญา ให้กับตนเอง และเป็นประโยชน์ในการประกอบอาชีพในอนาคต 3. ศึกษาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้มีความรู้ สามารถใช้เครื่องมือหรือ อุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัยได้ กระบวนการพัฒนาสุขภาพของตนและครอบครัว การพัฒนาสุขภาพของตนเองและครอบครัว เป็นกระบวนการที่ต้องครอบคลุมทั้งการสร้าง เสริมสุขภาพ และป้องกัน การรักษาพยาบาลเบื้องต้น ตลอดจนการฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ ๑. ขั้นตอนของการประเมินปัญหา โดยแบ่งกลุ่มภาวะสุขภาพของคนเรา ดังนี้1) กลุ่มที่มี สุขภาพดี 2) กลุ่มที่มีความเสี่ยงจะเกิดภาวะสุขภาพไม่ดี3) กลุ่มที่เกิดความเจ็บป่วยแล้ว เมื่อประเมินภาวะของกลุ่มผู้มีปัญหาได้แล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการต่อไป ๒. ขั้นตอนการวิเคราะห์ปัญหา หาสาเหตุของปัญหาแล้วดำเนินการแก้ไขหรือรักษา โดยนำ ข้อมูลจากการประเมินในข้อ 1 มาศึกษาหาสาเหตุว่าเกิดจากเหตุใด เช่น เกิดจากพฤติกรรรมของตัว บุคคล สภาพแวดล้อมในชุมชนที่อาศัย พันธุกรรม หรือความเคยชิน ๓. ขั้นตอนการวางแผนและแก้ปัญหา เป็นการคิดหาวิธีการแก้ไข วางแผนดูแลสุขภาพให้ เหมาะสม เช่น อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน เมื่อวิเคราะห์ปัญหาแล้วพบว่ามีพฤติกรรม การบริโภคส่วนบุคคลชอบรับประทานรสชาติหวาน การแก้ไข คือให้ความรู้ในเรื่องอาการของผู้ป่วย
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๗๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย โรคเบาหวาน ผลกระทบจากการเป็นโรคเบาหวาน การลดปริมาณการรับประทานอาหารหวาน ควรใช้ แนวคิดการจากให้ความรู้แก่บุคคลนั้นเกิดความตระหนักด้วยตนเองจะดีที่สุด ๔. ขั้นตอนการลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ต้องปฏิบัติด้วยความเต็มใจ ไม่เป็นการบังคับจึง จะเกิดผลดี ต้องเห็นอันตรายที่จะเกิดแก่ตน หรือเกิดผลกระทบกับบุคคลอันเป็นที่รัก จึงจะทำให้ คนเราปฏิบัติได้เช่น รู้ว่าจะเป็นเบาหวาน ต้องเลิกหรืองดรับประทานของมัน ของหวาน ถ้าทำไม่ได้ อาจเสียชีวิต ขาดผู้ดูแลบุตรต่อไป ๕. ขั้นตอนการประเมินผล เป็นกระบวนการที่เราสามารถทราบได้ว่าการวางแผนพัฒนา สุขภาพด้วยวิธีการที่เราเลือกปฏิบัติ หรือวางแผนนั้น ประสบความสำเร็จหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด หรือทำให้สุขภาพดีขึ้นหรือไม่ สรุป การพัฒนาสุขภาพคนเองและครอบครัว 1. แนวคิดในการวางแผนพัฒนาสุขภาพของตนเองและครอบครัว การพัฒนาสุขภาพของ ตนเองและครอบครัว มีแนวคิด 3 ประการ คือ การพัฒนาสุขภาพตนเอง การพัฒนาสุขภาพของคนใน ครอบครัว และการพัฒนาสุขภาพของคนในชุมชน ซึ่งมีความเชื่อมโยงและส่งผลต่อกัน 2. วิธีการวางแผนพัฒนาสุขภาพของตนเองและครอบครัว การวางแผนพัฒนาสุขภาพของ ตนเองและครอบครัว สามารถวางแผนได้โดยแบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ การวางแผนพัฒนาสุขภาพทาง กาย การวางแผนพัฒนาสุขภาพจิต การวางแผนพัฒนาสุขภาพด้านสังคม และการวางแผนพัฒนา สุขภาพด้านปัญญา 3. กระบวนการพัฒนาสุขภาพของตนเองและครอบครัว การพัฒนาสุขภาพต้องครอบคลุม ทั้งการส่งเสริมป้องกัน การรักษาพยาบาล คลอดจนการฟื้นฟู โดยมีกระบวนการเป็นวงจร ได้แก่ ขั้นตอนที่ประเมินปัญหา การวิเคราะห์ปัญหา การวางแผน การแก้ไขปัญหา การลงมือปฏิบัติและการ ประเมินผล
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๗๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา การส่งเสริมและแก้ปัญหาสุขอนามัยตามกลุ่มวัย โดย นายเนติ์ ภู่ประสม ตำแหน่ง นักวิชาการอิสระ วันที่ 21 กรกฎาคมคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. สุขภาพวัยทำงาน คนวัยทำงาน หมายถึง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 19–60 ปี เป็นวัยที่ต้องหารายได้ เพื่อเลี้ยงตัวเอง และครอบครัว ดังนั้น การมีสุขภาพที่ดีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งขึ้นอยู่กับการกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการคือ การกินอาหารให้หลากหลาย กินให้สมดุล และกินให้พอดี โดยความพอดีของแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับอายุ เพศ และกิจกรรมด้วย สุขภาพดีหมายถึง ภาวะที่มีความสมบูรณ์ ความสมดุลความมั่นคง ของบุคคล ทั้งทางด้านสุขภาพร่างกาย จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม และจิตวิญญาณ ภาวะสมบูรณ์ทางร่างกาย (Physical Health) หมายถึงปราศจากโรคใดๆ ทางร่างกาย มีร่างกายที่แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรค ถ้าเกิดเจ็บป่วยก็สามารถฟื้นคืนได้อย่างรวดเร็วไม่มีภาวะบ่งชี้ใด ๆ ที่จะเจ็บป่วย ภาวะสมบูรณ์ของจิตใจ (Mental Health) หมายถึง จิตใจที่ปกติเหมือนร่างกาย รวมถึงระดับสติปัญญา สามารถทนต่อภาวะเครียดจนชีวิตประจำวัน มีความสุข มีความหวัง พอใจในตนเองและการอยู่จนโลกนี้ ภาวะสมบูรณ์ของสังคม (Social Health) หมายถึง การดำรงอยู่จนสังคมได้อย่างปกติ และ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อครอบครัว ตลอดจนสังคม มีบทบาทหน้าที่ มีคุณค่ามีประโยชน์ต่อสังคม มีความ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ภาวะสมบูรณ์ของศีลธรรม หรือจิตวิญญาณ (Spiritual Health)หมายถึง การมีศีลธรรมเป็น เครื่องยึดเหนี่ยว และมีแนวทางในการยึดถือปฏิบัติ เช่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ฯลฯ ถือเป็นความสุขที่แท้จริงของบุคคล เมื่อบุคคลมีความสุขในระดับจิตวิญญาณก็ให้สุขภาวะทางด้านอื่นๆ สมบูรณ์ไปด้วย
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๗๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย โรค NCDs คืออะไร ใครคือกลุ่มเสี่ยงเกี่ยวกับวัยทำงาน เป็นกลุ่มโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการติดเชื้อ เชื้อโรค หรือพาหะนำโรค แต่เป็นโรคที่เกิดจากปัจจัยสะสมเป็นเวลานาน และเป็นผลจากหลายตัวแปรรวมกัน ไม่ว่าทั้งตัวแปรด้านพันธุกรรม จิตวิทยา สภาพแวดล้อม และด้านพฤติกรรม ข้อมูลจากองค์การอนามัยโรค (WHO) แสดงให้เห็นว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรค NCDs เป็นจำนว นกว ่า 41 ล้านราย คิดเป็นร้ อ ยล ะ 71 ของสาเห ตุ ก าร ตา ย ทั ้ ง ห ม ด หากมองไปที่กลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง19-59 ปี จะเห็นว่ามีสาเหตุการตายจาก NCDs เป็นจำนวนมากกว่า 15 ล้านรายต่อปี องค์การอนามัยโลกยังรายงานอีกว่า กว่าร้อยละ 85 ของการตายก่อนวัยอันควรนี้ เกิดขึ้นในประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหาของโรค NCDs ด้วยเช่นกัน โดยในทุก ๆ ปี มีประชากรไทยเสียชีวิตจากโรค NCDs เพิ่มสูงขึ้นเป็นจำนวนกว่า 8,687.5 คน โดยเฉพาะ 4 โ รค ที่เป็นสาเหตุหลัก คือ โ รคหัว ใจและหลอดเลือด โ รคเบาหว าน โ รคมะเร็ง และโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง ทำให้ประเทศไทยให้ความสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรค NCDs อย่างเร่งด่วน เป้าหมายที่ประเทศไทยวางไว้ คือ การลดอัตราการตายในประชากรที่มีอายุระหว่าง 30-70 ปี ให้ต่ำกว่า 257.3 คนต่อประชากร 100,000 คน ภายในปี 2568 แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ โดยพบว่าในปี 2552 อัตราการตายจากโรค NCDs อยู่ที่ 343.1 คนต่อประชากร 100,000 คน เพิ่มขึ้นเป็น 355.30 คนต่อประชากร 100,000 คน ในปี 2556 คำถามสำคัญคือ ทำไมอัตราการตายจากโรค NCDs ของทั้งประเทศไทยและต่างประเทศ จึงกระจุกตัวอยู่ที่ช่วงอายุ 30-70 ปี คำตอบอยู่ในปัจจัยเสี่ยงทางพฤติกรรมซึ่งจะก่อให้เกิดโรค ประกอบด้วย - การบริโภคยาสูบ - การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ - การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม - การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ พฤติกรรมเสี่ยงของคนวัยทำงานด้วยความที่โรคNCDsเป็นโรคที่เกิดจากปัจจัยสะสมต่อเนื่อง เป็นเวลานานซึ่ง 4 พฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าวอาจเริ่มต้นมาตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน จนเกิดผลเป็นโรค NCDs ดังรายงาน สถานการณ์ปัจจัยเสี่ยงทางพฤติกรรมในวัยทำงานปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตามลำดับ ดังนี้ ความชุกของการสูบบุหรี่ในประชากรอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป อยู่ที่ร้อยละ 20.7 ในปี 2557 โดยมีอัตราการสูบบุหรี่ของเพศชายสูงกว่าเพศหญิงถึง 19.5 เท่า (ร้อยละ 41.7 แ ล ะ ร ้ อ ย ล ะ 2 . 1 ต า ม ล ำ ด ั บ ) ล ด ล ง เ ล ็ ก น ้ อ ย จ า ก ร ้ อ ย ล ะ 21.4 ใ น ปี 2554 แม้ตัวเลขจะลดลงแต่ก็ยังห่างจากเป้าหมายซึ่งตั้งไว้ที่ร้อยละ 14.98
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๗๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ปริมาณการบริโภคแอลกอฮอล์ต่อหัวประชากรต่อปี ในประชากรอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ดีดตัวจาก 6.7 ลิตร/คน/ปี ในปี 2552 เพิ่มขึ้นเป็น 6.9 ลิตร/คน/ปี ในปี 2557 (เป้าหมาย 6.03 ลิตร/คน/ปี) ตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน คนไทยกว่า 19.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 34.1 มีภาวะอ้วน และมีคนไทยที่รอบเอวเกิน หรืออ้วนลงพุง กว่า 20.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 37.5 โดยทั้ง 2 กลุ่ม มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรค NCDs การมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอในประชากร อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18.5 ในปี 2552 เป็นร้อยละ 19.2 ในปี 2557 (เป้าหมายร้อยละ 16.65) วัยทำงานส่วนใหญ่ใช้เวลาในที่ทำงานไม่น้อยกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากไม่มีการดูแล สุขภาพของตนเองที่เหมาะสม จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพ ซึ่งจากการสำรวจประชาชนไทย พบว่า คนวัยทำงาน ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์ปกติเพียง ร้อยละ 36.43 มีภาวะอ้วน ร้อยละ 37.5 พบโรคความดันโลหิตสูง ร้อยละ 24.7 โรคเบาหวาน ร้อยละ 8.9 ภาวะไขมันในเลือดสูง ร้อยละ 16.4 ข้อมูลจากการสำรวจด้านโภชนาการ ปี 2564 พบว่า คนไทยอายุ 18 -59 ปี เป็นคนอ้วนระดับ 1 คือ มีค่า BMI 25-29.9 ร้อยละ 20.31 และอ้วนระดับ 2 คือมีค่า BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 30 ร้อยละ 6.22 ผู้ที่เป็นโรคอ้วนจึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และเสี่ยงเสียชีวิตเมื่อป่วยเป็นโรคโควิด-19 การดูแลและสร้างเสริมสุขภาพ คือ กระบวนการส่งเสริมให้ประชาชน สามารถควบคุมดูแลและ พัฒนาสุขภาพของตนเองให้ดีขึ้น ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของแต่ละคน ไปจนถึงสังคม และสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นทางกรมอนามัยโดยกลุ่มอนามัยวัยทำงาน จึงได้กำหนดมาตรฐานวัย ทำงาน ดังนี้มาตรฐานวัยทำงานส่วนบุคคลมาตรฐานวัยทำงานในสถานประกอบการ และ มาตรฐานวัยทำงานในชุมชน มาตรฐานวัยทำงานส่วนบุคคล มาตรการ 6 อ. 1น. 1ฟ. เพื่อการส่งเสริมสุขภาพ อ ที่ 1 ออกกำลังกาย (กิจกรรมทางกาย) ควรมีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ วันละ 30 นาทีอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์เช่น - การออกกำลังกายแบบเต็มรูปแบบ เช่น แอโรบิค รำไม้พลอง ไทเก็ก ฯลฯ - การเคลื่อนไหวร่างกายไม่เต็มรูปแบบ/กิจกรรมทางกาย - การเดินขึ้นลงบันไดแทนการขึ้นลิฟต์เดินทางโดยการปั่นจักรยานแทนการใช้รถยนต์ ทำงานบ้าน - ทดสอบสมรรถภาพทางกาย และตรวจสุขภาพประจำปี
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๘๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย อ ที่ 2 อาหาร ประชาชนสามารถบริโภคอาหารที่เหมาะสมตามวัย ตามโรคประจำตัว และสามารถเลือกซื้อ อาหาร ที่ปลอดสารปนเปื้อน 6 ชนิด ได้แก่ สารเร่งเนื้อแดง สารบอแรกซ์ สารฟอกขาว สารฟอร์มาลิน สารกันรา และยาฆ่าแมลงควรปลูกพืชผักสวนครัวรับประทานเองเพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมี และ รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ อ ที่ 3 อารมณ์ ควรมีการปรับตัว ปรับใจในการเผชิญปัญหา และเลือกวิธีแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม การ ทำงานอดิเรก การเข้าวัดปฏิบัติธรรม การทัศนศึกษา อ ที่ 4 อโรคยา ม ี ก า ร เ ข ้ า ร ่ ว ม ก ิ จ ก ร ร ม ก ั บ ส ถ า น บ ร ิ ก า ร ส า ธ า ร ณ ส ุ ข ใ ก ล ้ บ ้ า น ( ร พ . ส ต . ) เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี อายุ 35 ปีขึ้นไป ตรวจสุขภาพ น้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต สตรีอายุ 15 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็ง เต้านมด้วยตนเอง (BSE) หากผิดปกติได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยบุคลากรทางสาธารณสุข (CBE) และมะเร็งปากมดลูก ถ้ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นให้รีบปรึกษาแพทย์ อ ที่ 5 อนามัยสิ่งแวดล้อม กิจกรรมพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดี พัฒนาตลาดน่าซื้อ พัฒนาโรงเรียน ส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ มีทักษะในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง จ ั ด ก ิ จ ก ร ร ม ใ ห ้ ค ว า ม ร ู ้ ก า ร ก ำ จ ั ด ข ย ะ ม ู ล ฝ อ ย ข อ ง ค ร ั ว เ ร ื อ น อ ย ่ า ง ถ ู กว ิธี การจัดบ้านหรือที่อยู่อาศัยให้สะอาด ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ กำจัดแมลงและสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค อ ที่ 6 อบายมุข ปฏิบัติตนเพื่อลดปัญหาสุขภาพที่เกิดจากบุหรี่ สุรา ยาเสพติด ลดการเล่นพนันในหมู่บ้าน ชักชวนให้ผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาและหันมาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ร้านค้าควรติดสติ๊กเกอร์ และไม่จำหน่ายเหล้า บุหรี่ แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี อย่างจริงจัง มาตรการ 6 อ. 1น. 1ฟ. เพื่อการส่งเสริมสุขภาพ 1 น การนอน ควรนอนหลับวันละ 7 - 9 ชั่งโมง เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน และฟื้นฟูการทำงาน ปรับสมดุล รวมถึงสารเคมีในร่างกายอีกด้วย 1 ฟ ฟัน มีการดูแลช่องปากและฟันอย่างมีคุณภาพซึ่งวิธีดูแลช่องปากเบื้องต้นที่จะทำให้มีสุขภาพช่อง ปากที่ดีนั้นการดูแลรักษาช่องปากให้เป็นปกติอยู่ในสภาพที่ดีสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของความสะอาดและเข้ารับการตรวจเช็คกับทันตแพทย์ อย่างสม่ำเสมอ
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๘๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย มาตรฐานวัยทำงานในสถานประกอบการ 1. จำเป็นต้องมีมาตรการวัยทำงานส่วนบุคคล ด้วยมาตรการ 6 อ. 1น 1ฟ เพื่อการส่งเสริมสุขภาพที่ดีอย่างดีก่อน 2. ปรับปรุงสภาพแวดล้อมการทํางาน ให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดีของผู้ปฏิบัติงานในที่ทํางานอย่างต่อเนื่อง - จัดกิจกรรม 5 ส ซึ่งประกอบด้วย สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และสร้างนิสัย - จัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี 3. ส่งเสริมสุขภาพผู้ปฏิบัติงาน มีองค์ประกอบที่สําคัญอยู่ 4 ประการ คือ - การส่งเสริมสุขภาพ - การดําเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย - การจัดการทรัพยากรบุคคล - การพัฒนาแบบยั่งยืน มาตรฐานวัยทำงานในชุมชน กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการรณรงค์การสร้างสุขภาพภายใต้กลยุทธ์ “รวมพลังสร้างสุขภาพ” วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชน ทุกกลุ่มทุกวัยมีความรู้และทักษะด้านสุขภาพ มุ่งเน้นให้ศูนย์ สุขภาพชุมชน เป็นหน่วยบริการสุขภาพหลัก การดำเนินงานสร้างเสริมและพัฒนาสุขภาพของชุมชนของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดไว้ อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ ส่งเสริมให้ประชาชนรวมกันจัดกิจกรรมด้านสุขภาพ การมีส่วนร่วมในการ สร้างเสริม และพัฒนาสุขภาพในชุมชน และการพัฒนาสิ่งแวดล้อมชุมชน ปัจจัยที่มีผลต่อการมีสุขภาพดี ๑. สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ กายภาพ เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการมีสุขภาพดีและมีโรคหลายโรค ที่มีผลต่อการมีสุขภาพดีเช่น โรคไขไทฟอยด์ ๒. ปัจจัยด้านพันธุกรรม กรรมพันธุ์คือการถ่ายทอดเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษของบุคคล ซึ่งกรรมพันธุ์มีผลต่อกระบวนการทางด้านสรีระวิทยาของการเจริญพันธ์และพัฒนาการ ๓. ระบบบริหารของรัฐ รัฐต้องมีบทบาทในระบบบริการสาธารณสุขจึงจะสามารถขับเคลื่อนได้ดี ๔. การดำรงชีวิตของแต่ละบุคคลลักษณะ การดำรงชีวิต เช่น การมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ พฤติกรรมการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์การออกกำลังกายมีผลต่อ สุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพแบบปัจจุบัน - เป็นกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม เช่นการจัดกิจกรรมวิ่งการกุศล ก้าวท้าใจ เป็นต้น - มุ่งที่สุขภาพของประชากร/ชุมชน เช่น การจัดตรวจสุขภาพประจำปีให้คนในชุมชน
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๘๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย - เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม เช่น ประชาชนในชุมชนให้ความร่วมมือ - เน้นที่ปัจจัยทางสังคม เลือกกิจกรรมที่คนในชุมชนสนใจ เช่น กิจกรรมเเอโรบิก ใช้กลยุทธ์ 5 ประการตามกฎบัตรออตตาวา - สร้างนโยบายสาธารณะ เช่นชุมชนมีนโยบายออกกำลังกายในชุมชน มีคนนำทำ - สร้างสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุน จัดให้มีลานเพื่อสุขภาพสามารถใช้ได้ทุกคน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย - เพิ่มความเข้มแข็งของชุมชนในการดำเนินงาน มีผู้นำชุมชนร่วม - การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล ส่งเสริมให้บุคคลที่มีความรู้และทักษะด้านต่างๆออกมานำ - การปรับเปลี่ยนระบบบริการสาธารณสุข เช่น การออกตรวจเชิงรุกอาจเริ่มทีละหมู่บ้าน การสร้างเสริมสุขภาพ เป้าหมาย 5 โรค โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง (มะเร็งในเพศหญิง มะเร็งในเพศชาย) โภชนบัญญัติ 9 ประการ เพื่อใช้เป็นแนวทางให้คนไทยกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการมี 9 ข้อ ได้แก่ 1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย และหมั่นดูแล น้ำาหนักตัวให้ได้มาตรฐาน 2. รับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ เช่น ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน เผือก ข้าวเหนียว เป็นต้น 3. รับประทานพืชผักให้มาก ๆ และรับประทานผลไม้เป็นประจํา 4. รับประทานปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจํา 5. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย 6. รับประทานอาหารที่มีไขมันแต่พอควร 7. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสหวานจัด และเค็มจัด 8. รับประทานอาหารที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน 9. งดหรือลด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ใน 1 วัน การรับประทานอาหารในปริมาณเท่าไร ขึ้นอยู่กับเพศ วัย และกิจกรรมการทำงาน ของแต่ละคน สามารถดูได้จากธงโภชนาการ ธงโภชนาการ ธงโภชนาการ คือ เครื่องมือที่จะช่วยอธิบาย และ ทําความเข้าใจโภชนบัญญัติ 9 ประการ เพื่อนำไปสู่การกินอาหารในแต่ละวันได้อย่างถูกต้อง ทั้งสัดส่วน ปริมาณ และความหลากหลาย โดย จำลองเป็นสามเหลี่ยมกลับหัวแบบธงแขวนสดงสัดส่วนอาหารในแต่ละกลุ่มให้เห็นภาพได้ ชัดเจน ฐานใหญ่ด้านบนนั้นให้กินในปริมาณมาก และ ปลายธงต้านล่างเน้นให้กินในปริมาณน้อย
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๘๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย หน่วยตวงวัดปริมาณอาหารที่ใช้ในธงโภชนาการ ทัพพี ใช้ในการตวงนับปริมาณอาหารในกลุ่มข้าว แป้ง และผัก ช้อนกินข้าว ใช้ในการตวงนับปริมาณอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์ ส่วน ใช้ในการตวงนับปริมาณอาหารกลุ่มผลไม้ ช้อนชา ใช้ในการตวงนับปริมาณอาหารกลุ่มน้ำมัน น้ำตาล - หนึ่งส่วนของกลุ่มอาหาร คือ ปริมาณอาหารในกลุ่มที่ให้คุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกัน ดังนั้น จึงกินสลับสับเปลี่ยนชนิดของอาหารในกลุ่มเดียวกันได้ ต่างกลุ่มได้เนื่องจากพลังงานและปริมาณ สารอาหารไม่เท่ากัน
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๘๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ความต้องการพลังงานและสารอาหารสําหรับบุคคลในวัยต่าง ๆ คนเราทุกคนต้องการสารอาหารชนิดต่างๆที่เหมือนกัน แต่มีความต้องการสารอาหารในปริมาณ ที่แตกต่างกันตามเพศวัยสภาพของร่างกายกิจกรรมที่ทําและสิ่งแวดล้อมที่อาศัยอยู่ ความต้องการอาหารของคนเราขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตั้งแต่เกิดเป็นทารกไปจน ถึงวัยชรา อ. การออกกําลังกายเพื่อสุขภาพ การออกกําลังกายเพื่อสุขภาพ คือ การเคลื่อนไหวออก แรงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีการใช้ พลังงานเพิ่มขึ้น จากภาวะปกติ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงยิ่งขึ้น หรือคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของ ร่างกายที่จะสามารถปฏิบัติ กิจกรรมในชีวิตประจําวันได้อย่าง แคล่วคล่องว่องไว ไม่เหน็ดเหนื่อย การออกกําลังกายเพื่อสุขภาพ สามารถจําแนกได้เป็น 4 ประเภท • การออกแรงทํางานบ้าน งานสวน เช่น การปัด กวาด เช็ด ถูบ้าน ขุดดิน พรวนดิน ทําสวน ฯลฯ • การออกแรงในการทํางานอาชีพ เช่น ยก แบก ลากของ ฯลฯ • การออกแรงในการเดินทาง เช่น เดินเท้า ถีบจักรยาน ไปทํางานทําธุระ ฯลฯ • การทํากิจกรรมในช่วงเวลาว่าง เช่น การเต้นแอโรบิก เล่นกีฬาต่าง ๆ ฯลฯ ความถี่ / บ่อยของการออกกําลังกาย 1. ออกกําลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันขึ้นไป หรือทําวันเว้นวัน 2. คนที่เริ่มออกกําลังกายใหม่ ๆ ควรเริ่มด้วยจํานวนน้อย ๆ ก่อน และค่อย ๆ เพิ่มขนาดหรือ ความหนักของการออกกําลังกายให้มากขึ้น และรักษาระดับไว้ ความนานของการออกกําลังกาย 1. ควรออกกําลังกายอย่างน้อยวันละ 20 - 60 นาที ในคนที่เริ่มออก กําลังกายใหม่ หรือไม่คุ้นเคย อาจเริ่มที่ 15 นาทีก่อน และค่อยๆ ขยายเวลา ออกไปเมื่อเริ่มคุ้นเคย 2. ออกกําลังแบบสะสม โดยทําเป็นช่วง ๆ ละ 10 นาที วันละอย่าง น้อย 3 ช่วง ข้อแนะนําใหม่สําหรับสุขภาพ - เคลื่อนไหวร่างกายทุกประเภทสะสม ความแรงปานกลางค่อนข้างเหนื่อย - สะสมอย่างน้อยวันละ 30 นาที - ทุกวัน หรือเกือบทุกวัน (อย่างน้อย 5 วัน) - หรือใช้พลังงานประมาณ 1,000 แคลอรี่ต่อสัปดาห์ (150 – 200 แคลอรี่ต่อวัน) - ทําน้อยดีกว่าไม่ทํา - ทํามากได้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น - ไม่จําเป็นต้องทําแบบหนัก ๆ - สะสมได้ - ต้องการความฟิตให้ออกกําลังมากขึ้น
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๘๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ประโยชน์ของการออกกําลังสะสม (กิจกรรมที่ทําสม่ำเสมอ) - ลดน้ำหนักตัว - กําจัดไขมันส่วนเกิน (เพิ่มความหนัก ความนาน) - ลดอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด - ลดความดันโลหิตสูง - ลดระดับ Cholesterol - ลดอัตราเสี่ยงของโรคเบาหวาน - ลดอัตราเสี่ยงของโรคมะเร็งลําไส้ - ลดความวิตกกังวล ออกกําลังกายเพื่อลดน้ำหนักและรอบพุง 1. ออกกําลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน (Burn Fat) ควรออกกําลังกาย ระดับปานกลาง (หัวใจควรเต้น 60-70 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด อย่างน้อย 30-60 นาทีต่อวัน หรืออย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์สูตรอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด = 220 – อายุ (ปี) ๒. พยายามแทรกรูปแบบของการออกกําลังกายในชีวิตประจําวัน เช่น การ เดินในระยะใกล้ๆ แทนการขับรถยนต์ 3. ลดไขมันหน้าท้อง ควรออกกําลังกายด้วยการลุก-นั่ง (Sit-Up) หรือเดอลอัพ คือ ให้นอนหงาย ชันเข่า ยกหัวไหล่ขึ้นค้างไว้ 10 นาที แล้ววาง หัวไหล่ลง ทําวันละไม่น้อยกว่า 150 ครั้ง จะเห็นผลภายใน 2 สัปดาห์ว่า กล้ามเนื้อหน้าท้องกระชับ อ. อารมณ์ อารมณ์ หมายถึง การแสดงออกของภาวะจิตใจที่ได้รับการกระทบ หรือกระตุ้นให้เกิด มีการแสดงออกต่อ สิ่งที่มากระตุ้น อารมณ์สามารถ จําแนกออกได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ 1. อารมณ์สุข คือ อารมณ์ที่เกิดขึ้นจากความสบายใจ หรือได้รับความสมหวัง 2. อารมณ์ทุกข์ คือ อารมณ์ที่เกิดขึ้นจากความไม่สบายใจ หรือได้รับความไม่สมหวัง ความฉลาดทางอารมณ์ ความสามารถทางอารมณ์ที่จะช่วยให้การดําเนินชีวิตเป็นไป อย่างสร้างสรรค์และมีความสุข แดเนียล โกลด์แมน ได้เขียนเป็นหนังสือเรื่อง ความฉลาดทาง อารมณ์ (emotional intelligence) และได้ให้ความหมายของควาฉลาดทางอารมณ์ว่า “เป็น ความสามารถหลายด้าน ได้แก่ การนําตัวเองให้ไปสู่เป้าหมาย มีความ สามารถควบคุมความขัดแย้งของตนเอง รอคอยเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สามารถจัดการกับอารมณ์ไม่สบายต่าง ๆ มีชีวิต อยู่ด้วยความหวัง”
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๘๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา บทบาท อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามกฎหมายกระจายอำนาจทางราชการ โดย นางสาววาสนา ยี่รงค์ตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ กองพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วันเสาร์ที่ ๒2 กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา 09.๐๐ - 12.๐๐ น. การปกครองท้องถิ่นไทย ช่วงที่หนึ่ง : การปกครองท้องถิ่นไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ช่วงนี้รัฐยังรวมศูนย์อำนาจการปกครองไว้ที่ส่วนกลางเป็นส่วนใหญ่ การแบ่งอำนาจให้ ภูมิภาค และกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นยังมีน้อย - ส่วนกลาง มีการจัดตั้งกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ - ส่วนภูมิภาค มีการจัดตั้งแขวง อำเภอ เมือง - ส่วนท้องถิ่น มีการจัดตั้งสุขาภิบาลกรุงเทพฯ กับสุขาภิบาลหัว เมือง โดยได้ตรา พ.ร.บ.จัดการสุขาภิบาลตามหัวเมือง ร.ศ. 127 รองรับการจัดตั้งสุขาภิบาลใน พื้นที่ที่พร้อม ซึ่งมีการจัดตั้งน้อยมาก ไม่ได้ขยายไปทั่วราชอาณาจักร ช่วงที่สอง : การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2475 – 2539 ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ก็มีวิวัฒนาการของการปกครองท้องถิ่น หรือการกระจายอำนาจมาก เริ่มจากการจัดตั้งเทศบาลในปี 2476 สภาจังหวัดในปี 2481 สุขาภิบาล ในปี 2495 อบต. ในปี 2499 เป็นการเริ่มให้มีรูปแบบการปกครองท้องถิ่นในเขตเมือง ก่อน - แม้จะมีการเลือกตั้งสภาท้องถิ่น แต่ ผู้บริหารของสุขาภิบาลและ อบจ. ยังมาจาก ข้าราชการ ผู้บริหาร อบต. มาจากกำนัน ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้งของราษฎร - เริ่มมีการจัดการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เช่น กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2518 เมือง พัทยา เมื่อปี 2521 ต่อมาก็ได้มีการปรับรูปแบบของ อปท. ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เช่น พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 253๕ ช่วงที่สาม : การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2540 - ปัจจุบัน เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงได้กำหนดเรื่องการ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นไว้ชัดเจนขึ้น โดยให้ - ท้องถิ่นมีอำนาจอิสระในการบริหารงานของตนเองมากขึ้น - ผู้บริหารและสภาท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้ง - มีกฎหมายรองรับให้มีเป้าหมายในการกระจายอ านาจที่ชัดเจน
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๘๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย - ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจหน้าที่ที่มีความซ้ำซ้อนระหว่างส่วนกลาง ภูมิภาค กับท้องถิ่นให้ แล้วเสร็จ ภายใน 4 ปี ทำให้ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายของท้องถิ่นรูปแบบต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ - จัดตั้งองค์กรรองรับเพื่อให้การกระจายอำนาจการปกครองแก่ท้องถิ่นเกิดขึ้นอย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบเวลาและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบฉบับต่างๆ หลักการจัดระเบียบการปกครอง การรวมอำนาจ (Centralization) รวมอำนาจการตัดสินใจและการดำเนินการต่างๆ ไว้ที่ราชการส่วนกลาง ได้แก่ คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่สังกัดราชการส่วนกลาง ที่สามารถใช้ อำนาจบริหารครอบคลุมทั่วประเทศเป็นหลักที่ถือเอาสิทธิขาดในการปกครองเป็นที่ตั้ง การกระจายอำนาจ (Decentralization) รัฐ/ราชการส่วนกลาง โอนอำนาจการปกครอง หรือ บริหารบางส่วนบางเรื่อง ที่เกี่ยวกับการ จัดบริการสาธารณะให้องค์กรหรือนิติบุคคลอื่นรับไปดำเนินการแทน ภายใน อาณาเขตของแต่ละ ท้องถิ่น ด้วยงบประมาณและเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่น โดยมีอิสระพอสมควร ราชการส่วนกลางเพียง กำกับดูแล (มิใช่บังคับบัญชา) เป็นหลักที่ถือเอาเสรีภาพของประชาชนที่จะปกครองตนเองเป็นที่ตั้ง การแบ่งอำนาจ (Deconcentration) ราชการส่วนกลางแบ่งอำนาจการตัดสินใจทางการบริหารในบางเรื่องให้เจ้าหน้าที่ของ ราชการส่วนกลางที่ส่งไปประจำปฏิบัติหน้าที่ในภูมิภาค/เขตการปกครองต่าง ๆ สามารถปฏิบัติงานได้ บรรลุนโยบายและวัตถุประสงค์ของราชการส่วนกลาง การกระจายอำนาจของไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่น ตามหลักแห่ง การปกครองตนเอง ตามเจตนารมณ์ของคนในท้องถิ่น พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 12 กำหนดให้คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. เป็นกลไกในการ ขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักการกระจายอำนาจ กลไกขับเคลื่อน 1. จัดทำแผนการกระจายอำนาจฯ และแผนปฏิบัติการฯ 2. กำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนราชการ ประสานการถ่ายโอน บุคลากรของรัฐให้แก่ อปท. 3. กำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ อปท.
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๘๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 4. กำหนดการจัดระบบบริการสาธารณะตามอำนาจหน้าที่ ระหว่างรัฐกับ อปท. และ ระหว่าง อปท. ด้วยกันเอง ปรับปรุงสัดส่วนภาษีและอากร บทบาทอำนาจหน้าที่ของ อปท. อำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะของ อปท. มาตรา 16 เทศบาล อบต. เมืองพัทยา มาตรา 17 อบจ. มาตรา 32 กำหนดให้แผนปฏิบัติการฯ มีสาระสำคัญ 4 ประการ (1) อำนาจหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะของ อปท. แต่ละรูปแบบ (2) หลักเกณฑ์และวิธีดำเนินการในการจัดสรรสัดส่วนภาษีและอากรให้เพียงพอแก่การ ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ (3) การแก้ไขหรือจัดให้มีกฎหมายที่จำเป็นเพื่อดำเนินการตามแผนการกระจายอำนาจฯ (4) จัดระบบการบริหารงานบุคคลของ อปท. การกระจายบุคลากรจากราชการ ส่วนกลาง/ภูมิภาคไปสู่ท้องถิ่น การถ่ายโอนภารกิจ การถ่ายโอนภารกิจ หมายถึง การที่ราชการบริหารส่วนกลาง และราชการบริหารส่วน ภูมิภาคจะลดหรือยุติบทบาทจากผู้ปฏิบัติเปลี่ยนไปให้ อปท.เป็นผู้ปฏิบัติแทน โดยจะต้องมีการถ่าย โอนงาน งบประมาณ และบุคลากรให้แก่ อปท. อย่างเหมาะสมและเพียงพอในการดำเนินภารกิจ การ ตั้งงบประมาณไว้ที่ส่วนราชการดังที่ปฏิบัติมายังไม่ใช่การถ่ายโอนภารกิจที่แท้จริง เพราะการถ่ายโอน ภารกิจจะต้องเชื่อมโยงกับเรื่องการเงิน การคลัง งบประมาณ และการแบ่งรายได้ของ อปท. แผนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. ภารกิจถ่ายโอน จำนวน 6 ด้าน 1. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน 2. ด้านงานส่งเสริมคุณภาพชีวิต 3. ด้านการจัดระเบียบชุมชน/สังคม และการรักษาความสงบเรียบร้อย 4. ด้านการวางแผน การส่งเสริม การลงทุน พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว 5. ด้านการบริหารจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6. ด้านศิลปะ วัฒนธรรม จารีตประเพณี และภูมิปัญญาท้องถิ่น
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๘๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ปัญหา/อุปสรรคของการถ่ายโอนภารกิจ ๑. การดำเนินการตามภารกิจและอำนาจหน้าที่เกิดปัญหาซ้ำซ้อนระหว่างส่วนราชการ และ อปท. ด้วยกันเอง ๒. งบประมาณยังไม่เพียงพอที่จะรองรับการบริหารตามอำนาจหน้าที่และภารกิจถ่ายโอน ๓. โครงสร้าง/อัตรากำลังไม่เพียงพอและยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการดำเนินการตาม ภารกิจ อำนาจหน้าที่ และภารกิจถ่ายโอน ๔. กฎหมายบางฉบับยังไม่ได้แก้ไขเพื่อรองรับการดำเนินการตามภารกิจที่ถ่ายโอนให้ อปท. แนวทางแก้ไขปัญหา/อุปสรรคการถ่ายโอนภารกิจ 1. รัฐบาลให้ความสำคัญและผลักดันให้การกระจายอำนาจเป็นวาระแห่งชาติ 2. ปรับลดบทบาทของราชการส่วนกลาง/ภูมิภาคลง 3. ภารกิจที่ส่งผ่านไปยัง อปท. มีความชัดเจน เพื่อลดความซ้ำซ้อน งบประมาณ 1. พิจารณาใช้จ่ายจากเงินรายได้/ภาษีอากร/ค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น รายได้จากการจัดเก็บเอง รัฐจัดเก็บและแบ่งให้ รัฐจัดเก็บให้ หรือเงินสะสมของ อปท. 2. กรณีเกินศักยภาพ อาจขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก อบจ. 3. การขอรับการสนับสนุนงบประมาณ เงินอุดหนุนจากรัฐบาล บุคลากร 1. การสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น 2. การสนับสนุนทางด้านเทคนิควิชาการ อาจขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่ถ่ายโอนภารกิจ กฎหมายรองรับ 1. ผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และภารกิจถ่ายโอน 2. ออกกฎหมายที่เอื้อต่อการทำงานใหม่ๆ เพื่อให้ อปท. สามารถทำงานร่วมกันได้มากขึ้น
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๙๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย รายงานการศึกษาดูงาน หัวข้อเรื่องที่ศึกษาดูงาน การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและพืชสมุนไพรที่มีคุณภาพ สถานที่ศึกษาดูงาน ศูนย์บริการวิชาการเกษตรของมูลนิธิชัยพัฒนา อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี สาระสำคัญความเป็นมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ให้รับที่จำนวน 252 ไร่ 36 ตารางวา ซึ่งนางพเยาว์ และนางสาวผุสนา พนมวัน ณ อยุธยา คชาชีวะ ได้น้อมเกล้าถวายไว้นามมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งที่ดินดังกล่าวมีถนนตัดผ่าน ตั้งอยู่ระหว่างคลองรังสิต 10-11 ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีราษฎรเช่า อาศัยและทำนาอยู่ 8 ครอบครัวพระราชดำริ/พระราชดำรัส 1. ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยที่ทรงมีพระราชประสงค์จะใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงทรงมีพระราชกระแส กับพลเอกเทียนชัย จั่นมุกดา รองสมุหราชองครักษ์ “ให้มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งศูนย์บริการวิชาการเกษตรรวมทั้งจัดการระบบชลประทาน” และเพื่อมิให้ราษฎรที่เช่า ที่ทั้ง 8 รายอยู่เดิมต้องเดือดร้อนจึงให้จัดแปลงที่ดินที่เช่าอยู่ในลักษณะ แปลงทฤษฎีใหม่แล้วนำราษฎร ทั้ง 8 รายเข้ามาอยู่และทำกินสำนักงานเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา จึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น จังหวัดปทุมธานี กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กรมวิชาการเกษตร และบริษัทบางจากปิโตรเลียมจำกัด ศึกษาแนวทางการจัดตั้งศูนย์บริการวิชาการเกษตรดังกล่าว โดยยึดแนวพระราชดำริในเรื่องของความประหยัดและเรียบง่าย 2. ตำบลบึงชำอ้อ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินกิจกรรมจัดทำแปลงสาธิตด้านการเกษตรแบบผสมผสานระหว่าง พืช - พืช โดยเน้นที่การทำนาในพื้นที่ทั้งสิ้น 24 ไร่ 1 งาน เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกรนำไป พัฒนาและปรับปรุงในพื้นที่ของตนเอง 3. ตำบลท่าไข่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชดำริให้ใช้พื้นที่จำนวน 15 ไร่ 1 งาน 51 ตารางวา ที่ตำบลท่าไข่ดำเนินการ รวบรวม อนุรักษ์ และผลิตพันธุ์มะม่วงแก้วในระบบเกษตรผสมผสานเพื่อเป็นแบบอย่างสำหรับผู้มี อาชีพเกษตรกรรมทั่วไป
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๙๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วัตถุประสงค์โครงการ/เป้าหมาย 1. เป็นแหล่งบริการวิชาการด้านการผลิตพืชในรูปแบบจัดทำแปลงตัวอย่างได้แก่ การผลิต ข้าวพืชสวนและพืชไร่ ตามหลักการเกษตรดีที่เหมาะสม และเป็นแปลงสาธิตการเกษตรแบบผสมผสาน 2. เป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีให้แก่เกษตรกร 3. เป็นแหล่งผลิตกิ่งพันธุ์ไม้ผลจำหน่ายเกษตรกร 4. เป็นแหล่งผลิตปาล์มน้ำมัน 5. เป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์มะม่วงแก้ว 6. เป็นแหล่งผลิตกิ่งพันธุ์มะม่วงแก้ว เป็นพันธุ์พระราชทานแก่เกษตรกร 7. เป็นแหล่งจัดฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป 8. แปรรูปผลผลิตทางการทางเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า 9. เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายผลผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางเกษตร ลักษณะโครงการ/กิจกรรม กิจกรรมในโครงการฯ แบ่งกิจกรรมในโครงการออกเป็นกิจกรรม ดังนี้ - กิจกรรมข้าว จัดทำแปลงสาธิตการผลิตข้าวตามหลักการเกษตรดีที่เหมาะสมในพื้นที่ 65 ไร่ ทั้งฤดูนาปีและฤดูนาปรัง โดยผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีที่มีคุณภาพจำหน่ายให้แก่เกษตรกรและเป็น แปลงตัวอย่างการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรนำไปผลิตใช้เอง หรือจำหน่ายให้เพื่อนเกษตรกร ด้วยกัน - กิจกรรมไม้ผล แบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้ 1) แปลงไม้ผลแบบยกร่องสวน ปลูกไม้ผลหลัก คือไม้ผลที่มีอายุยาวนานให้ผลผลิตช้า พืชที่ คัดเลือกมาปลูก เช่น มะม่วง ฝรั่ง และกระท้อน เป็นต้น 2) ไม้ผลตามคันคูน้ำ เพื่อใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ปลูกมะเฟืองทับทิม และกล้วย ตามคันคูน้ำรอบบริเวณโครงการฯเพื่อความหลากหลายและถ่ายทอดวิธีการปฏิบัติดูแลรักษาและ ขยายพันธุ์ให้เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปเลือกนำไปพิจารณาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง - กิจกรรมพืชผัก เป็นการผลิตผักปลอดภัยจากสารพิษ ตลอดฤดูกาลโดยยึดถือความปลอดภัย ของผู้บริโภค เป็นหลักโดยทำการผลิตทั้งผักกินใบ เช่น คะน้า ผักบุ้งจีน ฮ่องเต้ ผักกินยอด เช่น ชะอม ผักหวาน และผักกินผล เช่น มะเขือ บวบ แตงกวา เป็นต้น โดยหมุนเวียนการปลูกผักแต่ละชนิดตาม ฤดูกาล - กิจกรรมปาล์มน้ำมัน เป็นแปลงสาธิตการปลูกปาล์มน้ำมันตามหลักการเกษตรดีที่เหมาะสม และจำหน่ายผลผลิตปาล์มน้ำมัน - กิจกรรมเกษตรผสมผสาน เป็นการดำเนินการผสมผสานระหว่างพืช –สัตว์-ประมง ลักษณะ “เกษตรยังชีพ” เหมาะสำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัดโดยยึดหลัก “อยากกินอะไร ก็ปลูกอย่างนั้น ที่ เหลือจึงนำไปขาย” โดยได้ดำเนินการในพื้นที่ประมาณ 550 ตารางเมตร ปลูกทั้งผักกินใบ กินยอด และกินผล ซึ่งบริเวณตามแนวขอบรั้วได้ปลูกพืชในลักษณะรั้วกินได้และรั้วใช้ประโยชน์ เช่น ชะอม ดอกแค มะขาม อ้อยคั้นน้ำ อัญชัน และชมจันทร์ นอกจากนี้ทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เอง
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๙๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ส่วนในเรื่องการบำรุงดิน ยังเลี้ยงไส้เดือนเพื่อปรับปรุงสภาพดิน ตลอดจนเลี้ยงปลาชนิดต่าง ๆ และไก่ ไข่เพื่อเสริมสร้างรายได้อีกด้วย - กิจกรรมแปรรูป เป็นการแปรรูปผลผลิตทางด้านการเกษตร และสมุนไพรที่คุณภาพอยู่ใน ระดับรองลงมา โดยนำมาเป็นผลิตภัณฑ์ 3 ประเภท ได้แก่ เครื่องดื่ม ขนมขบเคี้ยวและเครื่องสำอาง ซึ่งเครื่องสำอางได้รับเลขที่จดแจ้งจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นที่เรียบร้อย - กิจกรรมการตลาดและจัดจำหน่าย จัดหาตลาดในการจำหน่ายผลผลิต รวมถึงออกร้าน ประชาสัมพันธ์ตามคำเชิญของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน แล้วมีการพัฒนาผลผลิตออกสู่ ตลาดสากลภายใต้มาตรฐาน GAP - กิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตพืชและการแปรรูป ผลผลิตด้านการเกษตรแก่ กลุ่มแม่บ้าน เกษตรกร และผู้สนใจทั่วไปในรูปแบบจัดฝึกอบรม ประชุม สัมมนาแก่เจ้าหน้าที่ จัดนิทรรศการ จัดพิมพ์เอกสารเพื่อเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์และต้อนรับคณะ ศึกษาดูงาน - บริการพัฒนา (Social Services) เป็นการช่วยเหลือและติดตามผลของเกษตรกร ที่ได้นำ องค์ความรู้ที่รับจากทางศูนย์ฯ หรือช่วยการเข้ามาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการเกษตรแล้วนำกลับไปปรับ ใช้ให้เข้ากับการดำรงชีวิตของตนเองเพื่อให้คงดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ประโยชน์ที่ได้รับ การผลิตเกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางของของชาวบ้านที่ได้สั่งสมมาจนเกิดความชำนาญ โดยเฉพาะ เรื่องดิน เรื่องพืช เกษตรกรผลิตเกษตรอินทรีย์แบบองค์รวม อาศัยหลักความเกื้อกูลกันของธรรมชาติ โดยไม่ใช้ปัจจัยการผลิตที่แปลกปลอม ฝืนธรรมชาติ เช่น การใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี พันธุ์พืชที่ดัดแปลง พันธุกรรม เป็นต้น แนวคิดเกษตร อินทรีย์มีหลักคิดใหญ่ 5 เรื่อง คือ 1. การอนุรักษ์ธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของแปลงนา 2. การฟื้นฟูระบบนิเวศเกษตร เช่น การปรับปรุงบำรุงดิน 3. การพึ่งกลไกธรรมชาติ เช่น การใช้พันธุ์พืชท้องถิ่นที่คัดพันธุ์มาแล้ว 4. การป้องกันมลพิษที่จะมาจากแปลงนารอบ ๆ 5. การพึ่งตนเอง เช่น การเตรียมปัจจัยการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ การคัดเมล็ดพันธุ์ การใช้ แรงงาน ตนเองและครอบครัว เป็นต้น ศูนย์เรียนรู้ฯ ได้ดำเนินการตามหลักแนวคิดเกษตรอินทรีย์ที่กำหนด ทำให้มีความพร้อม สำหรับเป็นจุด เรียนรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์ สามารถนำมาเป็นต้นแบบแนวทางการดำเนินโครงการศูนย์เรียนรู้ เกษตรอินทรีย์และการดำเนินงานด้านเกษตรอินทรีย์
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๙๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ข้อเสนอแนะ 1 การผลิตเกษตรอินทรีย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน รัฐควรเข้ามาสนับสนุนและให้สิทธิพิเศษสำหรับ เกษตรกรที่นำภูมิปัญญาดั้งเติมมาพลิกฟื้นการผลิตอาหารที่เน้นความปลอดภัยต่อสุขภาพ 2 รัฐควรส่งเสริมการผลิตเกษตรอินทรีย์ตามภูมิปัญญาท้องถิ่นและจัดหาตลาดแก่เกษตรกรที่ผลิต ภาพกิจกรรมการศึกษาดูงาน การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและพืชสมุนไพรที่มีคุณภาพ
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๙๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ภาพกิจกรรมการศึกษาดูงาน การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและพืชสมุนไพรที่มีคุณภาพ (ต่อ)
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๙๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย รายงานการศึกษาดูงาน หัวข้อเรื่องที่ศึกษาดูงาน การแพทย์บึงยี่โถ ตัวอย่างความสำเร็จการถ่ายโอนสาธารณสุข ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานที่ศึกษาดูงาน เทศบาลเมืองบึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี สรุปสาระสำคัญของการศึกษาดูงาน ดังนี้ การบริหารงานด้านสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มด้วยการเข้าใจภารกิจด้าน สาธารณสุขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกอบด้วยภารกิจ 5 มิติ ได้แก่ การรักษาพยาบาล เบื้องต้น การส่งเสริมสุขภาพ การบำบัด และป้องกันควบคุมโรค การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเข้าใจบริบทพื้นที่ของตน เข้าใจลักษณะ ประชากร สภาพปัญหาในพื้นที่ รวมทั้งโครงการองค์กร งบประมาณ บุคลากร รวมถึงภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์ขององค์กรสำหรับการบรรลุเป้าประสงค์ตามยุทธศาสตร์ให้มีความ ครอบคลุมประชาชนในทุกกลุ่มวัย ทั้งนี้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านสาธารณสุขใน มีประสิทธิภาพ ประชาชนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านการดูแลผู้สูงอายุมีการพัฒนาการบริหารจัดการให้ครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุทั้งสามกลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม ผู้สูงอายุติดสังคม กลุ่มผู้สูงอายุติดบ้าน และกลุ่มผู้สูงอายุติดเตียง เป็นการดูแลผู้สูงอายุ Day Care Strong ประกอบด้วย การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่ติดบ้านได้มีการเข้า สังคม พบปะ และทกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ การรักษา (Treatment) ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการการรักษา และการบำบัดโรค การนันทนาการ (Recreation) กิจกรรมเพื่อเสริมสร้างภาวะสุขภาพจิตใจของ ผู้สูงอายุ การสร้างโอกาส (Opportunity) สร้างโอกาสให้ผู้สูงอายได้เข้าถึงการดูแลด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม การโภชนาการ (Nutrition) ส่งเสริมภาวะโภชนาการให้เหมาะสมกับวัยผู้สูงอายุ และ กิจกรรมกลุ่ม (Group) ให้ผู้สูงอายุได้รวมกลุ่มในการดำเนินกิจกรรม เป้าหมายให้ผู้สูงอายุติดบ้านเป็น กลุ่มผู้สูงอายุติดสังคมมากขึ้น ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้รับแนวคิดในการพัฒนาระบบการบริหารงานด้านสาธารณสุขและการให้บริการระดับ ปฐมภูมิสุขภาพประชาชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่มวัยโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ 2. เป็นต้นแบบในการศึกษาเรียนรู้ในด้านการบริหารงานด้านสาธารณสุขอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเกิดจากการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กร เอกชน ผู้นำชุมชน และประชาชน 3. เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการงานกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นหรือพื้นที่ที่ มีประสิทธิภาพ
หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๙๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ปัญหาและอุปสรรค 1. ระยะเวลาในการศึกษาดูงานน้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถเข้าศึกษารายละเอียดการจัดการ ศูนย์พัฒนาผู้สูงอายุในชุมชนได้อย่างครบถ้วน ข้อเสนอแนะ เพิ่มระยะเวลาในการศึกษาดูงาน ภาพกิจกรรมการศึกษาดูงาน การแพทย์บึงยี่โถ ตัวอย่างความสำเร็จการถ่ายโอนสาธารณสุขให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น