The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่ม หลักสูตร นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ 10

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เสกสรร ผ่องแผ้ว, 2023-07-21 21:23:17

เล่ม หลักสูตร นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ 10

เล่ม หลักสูตร นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ 10

หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๙๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพในปีงบประมาณนั้น กรณี ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริหารหรือพัฒนากองทุนหลักประกันสุขภาพตามข้อ ๑๐ (๔) ให้สนับสนุนค่าใช้จ่าย ได้ไม่เกินวงเงินของปีงบประมาณที่ผ่านมา ข้อ ๒๔ ให้เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ คณะกรรมการกองทุน คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน แนวทางปฏิบัติ และการดำเนินงานต่าง ๆ ตามประกาศคณะกรรมการหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินงาน และบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ พ.ศ. ๒๕๕๗ และที่แก้ไข เพิ่มเติม เป็นเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ เป็นคณะกรรมการกองทุน คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน เป็นแนวทางปฏิบัติและการดำเนินงานต่อเนื่องตามประกาศนี้ ให้กรรมการกองทุน อนุกรรมการ และคณะทำงานตามวรรคหนึ่ง อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ไม่เกิน เก้าสิบวันนับจากวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง กรรมการตามข้อ ๑๒ ต่อไป ในปีงบประมาณ 2562 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสมทบเงินในอัตราตามข้อ 6 แห่ง ประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น หรือพื้นที่ พ.ศ. ๒๕๕๗ และให้ถือว่าข้อกำหนดของประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินงานและ บริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการสมทบเงินเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพในอัตราตามข้อ 8 ข้อ ๒๕ การดำเนินงานใดตามประกาศนี้ หากยังไม่มี กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือหลักเกณฑ์ที่ จะกำหนดขึ้นตามประกาศนี้ ให้ใช้ กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือหลักเกณฑ์ขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นบังคับใช้โดยอนุโลม ข้อ ๒๖ ให้เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นผู้รักษาการตามประกาศนี้ และให้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามประกาศนี้


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๙๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา การเสริมสร้างแรงจูงใจและทัศนคติที่ดีในการปฏิบัติงาน โดย นายบัณฑิต ตั้งประเสริฐ ตำแหน่ง นักวิชาการอิสระ วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 – 12.00 น. 1. แรงจูงใจ การจูงใจ หมายถึง กระบวนการกระตุ้นความคิดความรู้สึก ความพยายาม ด้วยวิธีการต่างๆ ให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเพื่อไปสู่เป้าหมาย ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์กับการจูงใจ ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เป็นตัวการทำให้มนุษย์สร้างทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม และแสดงพฤติกรรมต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของตน ตัวอย่างความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เช่น ต้องการอาหาร ต้องการความมั่นคงในชีวิต ต้องการความรัก กลวิธีการจูงใจ สามารถสรุปได้ ดังนี้ 1. แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของบุคคลผู้จูงใจ 2. แสดงให้เห็นความหนักแน่นของเหตุผล 3. แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมกัน 4. แสดงให้เห็นทางเลือกทั้งด้านดีและด้านเสีย 5. สร้างความหรรษาแก่ผู้รับสาร 6. เร้าให้เกิดอารมณ์อย่างแรงกล้า เพื่อให้การจูงใจ สัมฤทธิ์ผลได้ง่ายขึ้น ข้อสรุปของการจูงใจ - การจูงใจมิใช่การเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรม ด้วยวิธีขู่เข็ญ คุกคาม หรือหลอกลวง - การจูงใจมิใช่พฤติกรรมที่ดีหรือเลว แต่เป็นพฤติกรรมกลางๆ ขึ้นอยู่กับเจตนาที่อยู่เบื้องหลัง - การจูงใจเป็นการกระทำที่มีจุดมุ่งหมายเสมอ และต้องใช้กลวิธีที่ทำให้เกิดผล - การเรียนรู้วิธีจูงใจ ต้องมีความรับผิดชอบทางจริยธรรมควบคู่กันไปด้วยเสมอ ภาษาที่จูงใจ ควรเป็นภาษาสุภาพ ไม่บังคับหรือแสดงอำนาจ พยายามใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล น่าฟัง ชัดเจน กระชับและรัดกุม ทำให้ผู้ฟังเกิดความคล้อยตาม เช่น คำขวัญ 2. กระบวนการนำการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ขั้นตอนที่ 1 : ขั้นละลายพฤติกรรม (Unfreezing) ขั้นตอนนี้เปรียบเสมือนการละลายน้ำแข็ง เป็นช่วงที่ชี้ให้สมาชิกเห็นถึงปัญหา ความ ไม่เหมาะสม การคุกคาม ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากวิธีการเดิม ๆ ที่ใช้อยู่ และตระหนักถึงแรงต่อต้าน และหาแนวทางลดแรงต่อต้านนั้นลง ขั้นตอนที่ 2 : ขั้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Changing) เป็นช่วงที่สมาชิกในองค์การจะเรียนรู้แนวทางใหม่ๆ เช่น การฝึกอบรม การพัฒนา การรับการฝึกสอน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเองจนนำไปสู่พฤติกรรมที่องค์การ ปรารถนา ขั้นตอนที่ 3 : ขั้นแช่แข็งพฤติกรรม (Refreezing)


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๑๙๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย เป็นช่วงที่พฤติกรรมและวิธีการใหม่ๆ ถูกสร้างขึ้นจนเริ่มอยู่ตัวและกลายเป็นพื้นฐาน ของการยอมรับของสมาชิก และเป็นช่วงที่ผู้นำต้องส่งเสริมให้พฤติกรรมหรือวิธีการดังกล่าวสามารถ ดำรงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน Phase 1 การละลายพฤติกรรม (Unfreezing) Phase 2 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Changing) Phase 3 แช่แข็งพฤติกรรม (Refreezing) 3. การมีส่วนร่วม ความหมายของการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม หมายถึง การที่ภาครัฐมีการบริหารราชการในรูปแบบ ใหม่ ที่มีการนำผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เข้ามาร่วมในกระบวนการตัดสินใจการดำเนินงานและ การประเมินผล โดยมีการจัดระบบบริหารในรูปใหม่ที่เป็นนวัตกรรม ได้แก่ - การปรับวิธีการทำงาน - การสร้างวัฒนธรรมการทำงาน - ปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร การออกกฎระเบียบ และนโยบายของหน่วยงาน ที่เอื้อ ต่อการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม และการแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของหน่วยงานภาครัฐที่จะ บริหารราชการที่ทำงานร่วมกับภาคประชาชน ร่วมรับผลประโยชน์และร่วมรับผิดชอบในการออก กฎระเบียบการให้บริการสาธารณะต่างๆ การมีส่วนร่วมในโครงการ - เป็นการมีส่วนร่วมในลักษณะโครงการ (project based pp) - ไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน • สร้างให้ตระหนักถึงความจำเป็นทีต ้องการเปลี่ยนแปลง • ตระหนักและลดแรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลง


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๐๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย - ประชาชนมีบทบาทในการให้ public inputs - อิทธิพลที่มีต่อภาครัฐต่ำ -ความสัมพันธ์ขึ้นกับ project และสิ้นสุดพร้อม project,contestation, politicization การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม - เป็นหุ้นส่วนครบวงจร - มีการปรับกระบวนการทำงาน/โครงสร้าง/วัฒนธรรมการทำงาน/กฎระเบียบ/บุคลากร - ประชาชนมีสถานะเป็นหุ้นส่วน เข้ามาร่วมในการจัดทำงบประมาณ โครงการ กิจกรรม ต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนริเริ่ม ดำเนินงานและประเมินผล - มีอิทธิพลสูง - ความสัมพันธ์ใกล้ชิด มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล สร้างศักยภาพให้ภาคประชาชน ความหมายของการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม 1. การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางเกณฑ์ หรือการออกกฎระเบียบของหน่วยงาน ราชการที่มีผลกระทบต่อประชาชน 2. การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกแบบหรือการตัดสินใจ เกี่ยวกับบริการสาธารณะ 3. การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำาบริการสาธารณะ 4. การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามและประเมินผลการจัดบริการสาธารณะ ความสำคัญของการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม - ทำให้การบริหารงานภาครัฐ สอดรับกับหลักธรรมาภิบาล - ทำให้การพัฒนาองค์กร สอดคล้องกับเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) - สร้าง meaningful decisions - ใช้ทรัพยากรสาธารณะอย่างฉลาดและรอบคอบ - ภาคประชาชนมีส่วนในการแก้ไขปัญหาสาธารณะต่างๆ - สอดคล้องกับบทบาทภาครัฐสมัยใหม่ที่เป็น facilitator - ทำให้บริการสาธารณะดีขึ้น - มีความไว้วางใจในความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับประชาชน


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๐๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การนำสู่การปฏิบัติ เพิ่มระดับหรือบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชน - ให้ข้อมูลข่าวสาร Inform เป้าหมาย : เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน และเสริมสร้างความเข้าใจของประชาชน เกี่ยวกับประเด็นปัญหาทางเลือกและทางแก้ไข สัญญาต่อประชาชน : เราจะทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสาร รูปแบบ : การประชาสัมพันธ์, จัดทำรายงานผลงานประจำปี,จดหมายข่าว - ปรึกษาหารือ Consult เป้าหมาย : เพื่อได้รับข้อมูลและความคิดเห็นจากประชาชนเกี่ยวกับสภาพปัญหา ทางเลือกและแนวทางแก้ไข สัญญาต่อประชาชน : เราจะให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน รับฟังความคิดเห็นรวมทั้ง ตระหนักถึงข้อมูลและความคิดเห็นจากประชาชนในการตัดสินใจ รูปแบบ : การลงพื้นที่ชุมชนของเทศบาล, การประเมินผลการดำเนินงาน - เข้ามามีบทบาท Involve เป้าหมาย : เพื่อร่วมทำงานกับประชาชนเพื่อสร้างความมั่นใจกับประชาชนว่าความ คิดเห็นและความต้องการของประชาชนจำได้รับการพิจารณา สัญญาต่อประชาชน : เราจะทำงานกับประชาชนเพื่อให้ความคิดเห็นและข้อมูลจาก ประชาชนสะท้อนในทางเลือก รูปแบบ : ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ โดยตัวแทนประชาชน, ระบบอาสาสมัคร - สร้างความร่วมมือ Collaboration เป้าหมาย : เพื่อเป็นหุ้นส่วนกับประชาชนในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจตั้งแต่การระบุ ปัญหา พัฒนาทางเลือกและแนวทางแก้ไข สัญญาต่อประชาชน : เราจะร่วมงานกับประชาชนเพื่อได้ข้อเสนอแนะและความคิดใหม่ รวมทั้งนำขอเสนอแนะของประชาชนมาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รูปแบบ : คณะกรรมการร่วมเอกชน-ท้องถิ่นด้านภาษี, คณะกรรมการพัฒนา


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๐๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย - เสริมอำนาจ Empower เป้าหมาย : เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ สัญญาต่อประชาชน : เราจะปฏิบัติสิ่งที่ประชาชนตัดสินใจ รูปแบบ : การแก้ไขความขัดแย้งโดยประชาคม, สภาเมือง ทำไมต้องบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม - ภาคสังคมและประชาชนมีการพัฒนาและเรียกร้องสิทธิในการรับรู้ ตัดสินใจ และมีส่วนร่วม - หลักการบริหารราชการแนวใหม่ที่ระบบราชการทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญ คือ เริ่มได้ บทเรียนและเรียนรู้จากการสูญเสีย และแสวงหารูปแบบและนำไปประยุกต์ใช้ - สังคมไทยและคนไทยพัฒนาสู่สังคมประชาธิปไตยยุคใหม่ การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมจะทำให้ภาคราชการ ลดความขัดแย้ง/การต่อต้านจาก ประชาชน ช่วยให้งานบรรลุผลสำเร็จ และได้รับความร่วมมือ การสนับสนุนและความไว้ใจจาก ประชาชน การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมจะทำให้ภาคประชาชน เข้าใจการทำงานของภาครัฐมาก ขึ้น และเชื่อมั่นในการตัดสินใจของภาครัฐ องค์ประกอบหลักของระบบราชการแบบมีส่วนร่วม 1. เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร 2. มีส่วนร่วม เช่น ให้ข้อมูลข่าวสาร หารือ เข้ามามีบทบาท สร้างความร่วมมือ เสริมอำนาจ 3. รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากประชาชน 4. โปร่งใส ขั้นตอน/กระบวนการทำงาน เหตุผลการตัดสินใจ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๐๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย คุณลักษณะของข้าราชการในระบบราชการแบบมีส่วนร่วม - พัฒนาทักษะด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น - เปิดให้เข้าถึง - ตอบสนอง - รับฟัง - แสดงความห่วงใยและเห็นใจ - กระจายข้อมูลข่าวสาร - ให้การศึกษาแก่ประชาชน บทบาทภาครัฐที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป 1. หยิบยื่น รวมศูนย์อำนาจ รัฐทำหน้าที่ตัดสินใจ ประชาชนไม่มีทางเลือก ความสัมพันธ์แนวดิ่ง จากบนลงล่าง ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน 2. สนับสนุน ผู้ตัดสินใจคือกลุ่มที่ได้รับการคัดเลือก ประชาชนมีส่วนร่วมได้เฉพาะเรื่อง ประชาชนมีทางเลือกแต่จำกัด ประชาชนร่วมตัดสินใจ ประชาชนมีส่วนร่วม 3. เสริมสร้างพลัง กระจายอำนาจ รวมประชาชนเข้าไว้ในกลุ่มผู้ตัดสินใจ มีทางเลือกที่เปิดกว้าง ไม่มีการจำกัด ประชาชนเป็นผู้นำ ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง รัฐมีพันธะความรับผิดชอบต่อ สังคม โปร่งใส/เปิดกว้าง ประชาชนมีความเป็นพลเมือง วิชา ศิลปะการพูดในที่ชุมชน โดย นายบัณฑิต ตั้งประเสริฐ ตำแหน่ง นักวิชาการอิสระ วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 13.00 – 16.00 น. ๑. การพูดเพื่อการประชาสัมพันธ์ การพูด คือ การสื่อสารความคิดจากผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง โดยอาศัยน้ำเสียง ภาษา และกิริยา ท่าทาง เป็นสื่อ การพูด เป็นทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวของมันเอง หมายความว่าส่วนหนึ่งของการพูด ต้อง อาศัยความสามารถเฉพาะตัว และอีกส่วนหนึ่ง ก็มีกฎเกณฑ์สำหรับปฏิบัติและถ่ายทอดสู่กันได้ ความสำคัญของการพูด ทุกอาชีพทุกตำแหน่งทุกหน้าที่ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ “มนุษย์” ต้องให้ความสำคัญ และสนใจใน “ ศิลปะการพูด ” ทั้งสิ้น


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๐๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย องค์ประกอบการพูด การพูดคือ พฤติกรรมในการสื่อสาร องค์ประกอบของการพูดจะเป็นไปในทำนองเดียวกับ องค์ประกอบของการสื่อสาร นั่นคือมีองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญคือ 1. ผู้พูด คือ ผู้ส่งสาร (sender) 2. เรื่องที่พูด คือ สาร หรือเนื้อหาสาระ (message) 3. ภาษา คือสื่อ (media) หรือเครื่องมือที่ถ่ายทอดสาร ทั้งภาษาที่ใช้ถ้อยคำ (วัจนภาษา) และภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำ (อวัจนภาษา) และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ประกอบการพูด เช่น ไมโครโฟน คอมพิวเตอร์ สื่อ power point แผนภูมิ รูปภาพ ฯลฯ 4. ผู้ฟัง คือ ผู้รับสาร (receiver) นอกจากนั้นองค์ประกอบของการพูดยังหมายรวมถึงผล (effect) ที่เกิดจากการพูด เช่น ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก ปฏิกิริยาตอบสนอง (feedback) ที่ผู้ฟังแสดงออก เช่น เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ชื่นชม ดีใจ เสียใจ และสถานการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ในการพูด เช่น สถานที่ เวลา และโอกาสอีกด้วย หลัก 3 สบาย 1.ฟังสบายหู 2.ดูสบายตา 3.พาสบายใจ หลัก ต้น กลาง จบ ต้น – ตื่นเต้น กลาง - กลมกลืน จบ - จับใจ คุณสมบัติของผู้พูดและอ่านออกเสียงที่ดี 1. มีเสียงไพเราะ แจ่มใส ไม่แหบแห้ง 2. ถูกต้อง ชัดเจนตามอักขรวิธี ลีลา และวรรคตอน 3. ไม่พูดติดอ่าง 4. เตรียมตัวดี ฝึกซ้อมตนเองตลอดเวลา 5. เชื่อมั่นตัวเอง ไหวพริบดี 6. ตรงต่อเวลา รับผิดชอบต่อหน้าที่


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๐๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 7. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 8. วิสัยทัศน์กว้างไกล ยอมรับฟังผู้อื่น 9. ไม่ดูถูกผู้ฟัง 10.มีจริยธรรม แบบต่างๆ ของการพูด(TYPES OF SPEECH) 1. แบบโน้มน้าวจิตใจหรือชักชวน (PERSUASIVE SPEECH) 2. แบบบอกเล่าหรือบรรยาย (INSTRUCTIVE SPEECH) 3. แบบบันเทิง (RECREATIVE SPEECH) วิธีการพูด (METHODS OF SPEAKING) 1. ท่องจำมาพูด (MEMORIZED SPEECH) 2. อ่านจากร่างหรือต้นฉบับ (REAING THE SPEECH OR MANUSCRIPTED) 3. พูดจากความเข้าใจหรือจดเฉพาะหัวข้อ (EXTEMPO-SPEECH) 4. พูดแบบกะทันหัน ไม่เตรียมตัว (IMPROMPTU-SPEECH) 1.การพัฒนาบุคลิกภาพในการพูด 1.บันได 13 ขั้นสู่ความสำเร็จ 1.1 เตรียมให้พร้อม 1.2 ซักซ้อมให้ดี 1.3 ท่าทีให้สง่า 1.4 หน้าตาให้สุขุม 1.5 ทักที่ประชุมไม่วกวน 1.6 เริ่มต้นให้โน้มน้าว 1.7 เรื่องราวให้กระชับ 1.8 ตาจับที่ผู้ฟัง 1.9 เสียงดังให้พอดี 1.10 อย่ามีเอ้ออ้า 1.11 ดูเวลาให้พอครบ 1.12 สรุปจบให้จับใจ 1.13 ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลาพูด 2.หลักทั่วไปในการเตรียมตัวพูด 8 ประการ ของ เดล คาร์เกนี้ 2.1 บันทึกสิ่งน่าสนใจ 2.2 อย่าเขียนเรื่องทั้งหมดที่จะพูด 2.3 อย่าท่องจำเรื่องที่จะพูด 2.4 พยายามยกตัวอย่างให้มาก 2.5 เตรียมเรื่องราวให้มากไว้ก่อน 2.6 ซ้อมพูดเมื่อมีโอกาส


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๐๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 2.7 อย่ากังวลว่าจะพูดอย่างไร จงคิดว่าจะพูดอะไร 2.8 อย่าเลียนแบบผู้อื่น 3.บุคลิกภาพภายนอกสำหรับผู้พูด 3.1 รูปร่างหน้าตา 3.2 การแต่งกาย 3.3 การปรากฏตัว 3.4 การใช้ท่าทาง 3.5 การสบสายตา 3.6 การใช้น้ำเสียง 3.7 การใช้ถ้อยคำภาษา กันเอง สนทนา กึ่งทางการ ทางการ พิธีการ 4.บุคลิกภาพภายในสำหรับผู้พูด 4.1 ความเชื่อมั่นในตนเอง 4.2 ความกระตือรือร้น 4.3 ความจริงใจ 4.4 ความคิดริเริ่ม 4.5 ความรอบรู้ 4.6 ความสังเกตจดจำ 4.7 อารมณ์ขัน 5. ข้อบกพร่องทั่วไปในการพูด 5.1 พูดยาวเกินไป 5.2 พูดเร็วเกินไป 5.3 พูดชาเกินไป 5.4 พูดค่อยเกินไป 5.5 พูดติดอ่าง 5.6 พูด เอ้อ อ้า 5.7 พูดไทยคำ ฝรั่งคำ 5.8 พูดไทยไม่ชัด 5.9 พูดคำย่อมากเกินไป 5.10 พูดแสลงมากไป 6. ท่าเคยชิน 6.1 ล้วง (กระเป๋า ขอบกางเกง) 6.2 แคะ (จมูก หู ฟัน) 6.3 เเกะ (เล็บ หนังสือ แผล กระดาษ) 6.4 เกา (ศีรษะ แขน มือ คอ ) 6.5 ยัก (ยักคิ้ว ยักไหล่ แบมือ) 6.6 หาว


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๐๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 6.7 โยก (ตัว ศีรษะ เก้าอี้) 6.8 ถอน (หนวด ขนจมูก) 6.9 ค้อน (มองด้วยหางตา) 6.10 กระพริบ (ขยิบตาถี่ๆ) 3. แนวคิดการนำเสนอ หลักการการนำเสนอ 1. เลือกรูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสม โดยดูจากเนื้อหาของงานที่ต้องการนำแสนอว่าเป็น ในลักษณะใดและเลือกรูปแบบการนำเสนอให้สอดคล้อง ใช้อุปกรณ์และเทคนิคที่ลงตัวจะช่วยให้งานที่ นำเสนอโดดเด่นเป็นที่น่าสนใจและเข้าถึงเข้าใจได้อย่างดี 2. เนื้อหาที่นำเสนอมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน การนำเสนองานควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และสื่อสารวัตถุประสงค์นั้นได้อย่างชัดเจนโดยผู้ฟังไม่เกิดคำถามว่า งานที่นำเสนอมีวัตถุประสงค์ใด อย่างคลุมเครือง 3. มีรูปแบบในการนำเสนอที่ดีเหมาะสมและเข้าใจง่าย เช่น ในเนื้อหาอาจต้องการ แผ่น ภาพ แผนภูมิ ภาพเคลื่อนไหว สิ่งเหล่านี้จะทำให้การนำเสนองานในที่ประชุมเข้าใจง่าย กะทัดรัด กระชับเวลาและชัดเจนขึ้น 4. เนื้อหาการนำเสนอที่ดีเนื้อหาการนำเสนอที่ดีนั้นต้องเข้าใจง่าย ถูกต้องแม่นยำตามความ เป็นจริง สมเหตุสมผล ตรงประเด็น 5. ให้ข้อเสนอที่ดีในการนำเสนองานต่อที่ประชุม มีวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อให้ที่ประชุม รับทราบเนื้องานและเป็นการให้ข้อเสนอแก่ที่ระชุม เพื่อให้เกิดการปฏิบัติการต่อหรือเกิดผลสรุป ความคิดและแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นที่ผู้นำเสนองานก็ต้องมีข้อเสนอที่ดี และน่าสนใจด้วย 4. ข้อควรจำสำหรับการนำเสนอ ท่านสื่อสารและถ่ายทอดเนื้อหาสาระโดยใช้ช่องทาง 3 ช่องทาง ดังนี้ • ทัศนะ แต่งกายและใช้เครื่องประดับที่เหมาะสมพองามวางมาดให้ดูน่าเชื่อถือ และ น่าเลื่อมใสการประสานสายตา การแสดงออก อากัปกริยาและการเคลื่อนไหวต่างๆ ล้วนแล้วแต่ต้อง เพิ่มความหมายให้แก่การนำเสนอทั้งสิ้น • โสตะ ฝึกใช้น้ำเสียง และการเน้นเสียงให้น่าฟัง และได้จังหวะใช้การ “หยุด” หรือ เว้นระยะอย่างเหมาะสมแก่เนื้อหาหลีกเลี่ยงการใช้อุทานเสริมบทอย่างพร่ำเพรื่อ • วจนะ ใชคำพูดที่ง่าย ชัดเจน และเร้าอารมณ์ผู้ฟัง • สื่อโสตทัศน์เป็นสื่อเสริมในการนำแสดงจึงควรที่จะ – เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม – พร้อมเสริมให้เนื้อหาสาระเด่นชัด – เร่งรัดให้ผู้ฟังตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๐๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย • สื่อที่จะสื่อความหมายได้ดีต้อง – เป็นภาพ – มีสีสัน – มีความคิดสร้างสรรค์ ข้อควรจำสำหรับการตอบคำถาม • คาดการณ์ว่าจะมีคำถามหรือข้อคิดเห็นอะไรบ้างไว้ล่วงหน้า และเตรียมหาคำตอบ • ตอบคำถามประเภทต่างๆ ดังนี้ – สำหรับคำถามทุกประเภท ตอบด้วยความอาทร ปราศจากอคติและมีความเชื่อมั่น – คำถามง่ายๆ ใช้คำตอบที่ง่าย สั้น ตรงประเด็น – คำถามที่ไม่ง่ายนัก เชื่อมโยงประเด็นที่สำคัญๆ เข้าด้วยกันหรือสรุปประเด็น หรือ เปรียบเทียบ อุปมาอุปไมย หรือยกเหตุการณ์ประกอบ – คำถามที่ไม่ทราบคำตอบ สารภาพว่ายังไม่สามารถให้คำตอบได้ส่งลูกต่อกลับไปยัง กลุ่มผู้ฟังขอเวลาหาข้อมูลแล้วจะกลับมาตอบ • ตอบข้อคิดเห็นต่างๆ ดังนี้ – ข้อคิดเห็นที่สอดคล้อง “ขอบคุณ” – ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม เสริมรับประเด็น ขอบคุณผู้แสดงข้อคิดเห็น – ข้อคิดเห็นที่ขัดแย้ง ยอมรับ เปลี่ยนมุมมอง หรือตัดสินชี้ขาด วิชา การพัฒนาบุคลิกภาพและการสมาคม โดย นายบัณฑิต ตั้งประเสริฐ ตำแหน่ง นักวิชาการอิสระ วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 16.00 - 19.00 น. การพัฒนาบุคลิกภาพ บุคลากรในองค์กร เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ หรือความล้มเหลวขององค์กร ซึ่งบุคลากรในองค์กรที่ถือว่ามีคุณภาพ นอกจากจะต้องมีทักษะประสบการณ์และความรู้ความสามารถ ในการทำงาน ตามภาระหน้าที่ของตนแล้ว ควรต้องมีบุคลิกภาพที่เหมาะสมและสอดคล้องกับงานนั้นๆด้วย “บุคลิกภาพ” มาจากคำละติน ว่า Persona หมายถึง หน้ากากที่ตัวละครสมัยกรีกโรมันใช้ สวมเวลาออกแสดง เพื่อแสดงบทบาทตามที่ถูกกำหนดมา ให้ผู้ดูเห็นได้ในระยะไกลๆ และยัง หมายความรวมถึง สภาพทางกายและสภาพทางจิต หรือ ลักษณะที่สำคัญต่อการปรับตัวของแต่ละ บุคคล ได้แก่ รูปร่าง หน้าตา ความสามารถ แรงจูงใจ และการแสดงออกทางอารมณ์ เป็น ลักษณะเฉพาะตัวของบุคคล ที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งใน และนอกองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาได้ ความสำคัญของบุคลิกภาพ 1. บุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน การที่บุคคลมีความอดทน ต่อสู้ บากบั่น ใช้ความสามารถลงทุน ลงแรง สนใจใฝ่รู้ เพื่อพัฒนางานให้ เจริญก้าวหน้า


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๐๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 2. บุคลิกภาพกำหนดทิศทางการดำเนินงานบุคลิกภาพด้านความคิดริเริ่ม กล้าได้กล้าเสีย ความระมัดระวัง รอบคอบ มีผลต่อทิศทางการดำเนินงาน 3. บุคลิกภาพมีผลต่อความน่าเชื่อถือ การพิจารณาบุคลิกภาพของคน 1. ลักษณะทางกาย ได้แก่ รูปร่าง ความสูง น้ำหนัก ความปกติของอวัยวะ สีผม ผิวพรรณ หน้าตา ท่วงที การ แต่งกาย เป็นต้น สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเครื่องแสดงให้ทราบถึงประสิทธิภาพของบุคคล ซึ่งผู้พบ เห็นจะประเมินเราเมื่อเจอกันในเวลา 1 – 5 วินาทีแรก หรือที่เรียกว่า ความประทับใจแรก (First impression) มีบุคคลกล่าวว่ามนุษย์รับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านประสาทตา 87% ผ่านประสาทหู 9% และผ่านประสาทสัมผัส 4% ดังนั้นการสร้างโอกาสที่จะทำให้ผู้พบเป็นประทับใจอยู่ที่ลักษณะทางกาย เป็นสิ่งแรก นักจิตวิทยาเรียกว่าภาษากาย (Body language) ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ - สีหน้า /รูปร่างหน้าตา มีภาพสีหน้าต้อนรับแขก -สายตา มีแววตา การสบตาอย่างไร สายตาหลบซ่อน บอกนัยแห่งความตรงไปตรงมาหรือไม่ - กริยาท่าทาง การวางตัว การแสดงออกเชิงปิดหรือเชิงเปิด ท่าทางทะมันทะแมง คล่องแคล่วหรือไม่ มีความนอบน้อมหรือแข็งกระด่างหรือไม่ - น้ำเสียง มีน้ำเสียงก้าวร้าว ดุดัน หรือเสียงที่สุภาพนุ่มนวล การให้เกียรติผู้อื่นหรือไม่ โดยบุคคลมักมีความขัดแย้งกัน 3 ใน 4 เกิดจากเสียง - การปรากฏตัว ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะในลักษณะอาการอย่างไร นิ่ง สง่างาม มั่นใจ มีความสุขุม สำรวมหรือไม่ - การแต่งกายมีความเหมาะสมกับกาละโอกาส ความประณีต กลมกลืนหรือไม่ 2. คุณลักษณะทางจิตใจ ได้แก่ สติปัญญา ความจำ จินตนาการ การตัดสินใจ ความคิด ความตั้งใจ เป็นต้น 3. อุปนิสัย ลักษณะโดยรวมของนิสัยหลายๆอย่าง ของบุคคลที่แสดงออกเป็นพฤติกรรม ที่ยาวนาน พอสมควร จนกลายเป็นความประพฤติหรือความมีศีลธรรม จรรยา มารยาท และคุณธรรม 4. อารมณ์ ได้แก่ ความรู้สึกแห่งจิตที่ก่อให้เกิดการกระทำต่างๆ เช่น ชื่นชอบ ตื่นเต้น โกธร กล้าหาญ ร่าเริง หดหู่ ตกใจง่าย กังวล เป็นต้น ซึ่งจะต้องรู้จักความคุมอารมณ์ของตนให้ดีได้ ไม่แปรปรวนตาม เหตุการณ์ที่มากระทบต้องพยายามสร้างบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาให้เกิดขึ้น และมองโลกในแง่ดี มีสติ รู้ตัว อดทน และสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างดีเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการทำงาน 5. การสมาคม กิริยา ท่าทาง อาการที่บุคคลแสดงต่อผู้อื่น เช่น ชอบคบค้าสมาคม หรือเก็บตัว เห็นอกเห็น ใจผู้อื่น เมตตาปราณี หรือไม่แยแสเอาใจใส่กับผู้ใด เป็นต้น บุคลิกภาพที่พึงประสงค์ในการทำงาน 1. ช่างสังเกต ช่างคิด ช่างสืบค้น แสวงหาในคำตอบทุกปัญหา บุคคลที่จะประสบ ความสำเร็จ มักเป็นคนประเภทที่บอกตนเองอยู่เสมอว่า ไม่มีสิ่งใดที่เขาไม่รู้ ไม่มีปัญหาใดที่ตอบไม่ได้


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๑๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ไม่มีงานใดที่ทำไม่ได้ พฤติกรรมที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้บุคคลมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทั้ง ทางด้านความคิดและการกระทำ 2. ไม่นิ่งอยู่กับที่ แต่หนักแน่น คือ ชอบการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงใหได้อะไรแปลกใหม่ อยู่เสมอ แต่จะยังไม่เปลี่ยนหากยังขาดข้อมูลที่เด่นชัดว่า เปลี่ยนแล้วจะต้องไปเผชิญอะไรข้างหน้า 3. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หากองค์กรใดมีบุคคลที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หาวิธีการ แปลกใหม่จะทำให้งานประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว 4. มีระเบียบวินัย ซึ่งส่งผลให้บุคคลนั้นมีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา ทำงานอย่างมี เป้าหมายที่ชัดเจน สามารถคาดคะเนความสำเร็จได้ล่วงหน้า และรู้จักทำงานอย่างมีแบบแผน และมี การจัดระบบงานที่ดี 5. แสดงออกได้โดยเหมาะสมตามกาลเทศะอันควร การแสดงตนได้เหมาะสมทั้ง การแต่งกาย การเข้าสมาคม ท่าทางการเดิน การพูด อิริยาบถต่างๆ ตลอดจนความสามารถในการ ควบคุมอารมณ์ และการแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม 6. มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมได้ดี การวางตัวและปฏิบัติงาน ให้ผสมกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมทั้งบุคคล เวลา สถานที่และสถานการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา การพัฒนาบุคลิกภาพในการทำงาน 1. การพัฒนาบุคลิกภาพทางกาย ควรใช้เครื่องแต่งกายที่สะอาด เรียบร้อย และเหมาะสม กับรูปร่างของแต่ละบุคคลไม่ฟู่ฟ่าหรือนำสมัยจนเกินไป บุคลิกทางกายเป็นสิ่งที่ทำให้คนประทับใจ ครั้งแรก ดังสำนวนที่ว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” 2. การพัฒนาบุคลิกภาพทางสติปัญญา ความรู้สึกนึกคิด เจตคติ และความสนใจ ผู้ทำงาน โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องฉลาดเฉลียวมีไหวพริบสูงเสมอไป 3. หลักการพัฒนาบุคลิกภาพทางอารมณ์ การสังเกต คิดหาเหตุผล ไม่ฉุนเฉียว ไม่ ก้าวร้าววหยาบคาย 4. กิริยาท่าทาง น้ำเสียง ภาษาพูด การแต่งกาย และการวางตน เป็นปัจจัยเบื้องต้นที่จูง ใจ ให้บุคคลอื่นๆ อยากคบหาสมาคมด้วย หลักการพัฒนาบุคลิกภาพตามแนวของยอร์ช วอชิงตัน ประธานาธิบดี คนแรกของสหรัฐอเมริกา 1. การกระทำทุกอย่างในหมู่คณะ ควรจะทำโดยที่แสดงให้เห็นว่าเราเคารพผู้ที่ร่วมงาน 2. อย่าหลับในเมื่อคนอื่นๆกำลังพูดอยู่ อย่านั่งเมื่อผู้อื่นยืน อย่าพูดในเมื่อควรจะนิ่ง อย่าเดิน ในเมื่อคนอื่นหยุดเดิน 3. ทำสีหน้าให้ชื่นบาน แต่ในกรณีที่มีเรื่องราวร้ายแรงพึงทำให้สีหน้าเคร่งขรึมบ้าง 4.อย่าโต้เถียงกับผู้ที่อยู่เหนือกว่า แต่พึงเสนอข้อวินิจฉัยของตนแก่ผู้นั้นอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน 5. เมื่อผู้ใดพยายามทำงานจนสุดความสามารถแล้วแม้จะไม่ได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี ก็ไม่ควรจะตำหนิติเตียนเขา 6. อย่าใช้ถ่อยคำรุนแรงติเตียนหรือดุด่าผู้หนึ่งผู้ใด 7. อย่าผลีผลามเชื่อข่าวลือที่ก่อความกระทบกระเทือนให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด 8. อย่ารับทำในสิ่งที่ตนไม่สามารถทำได้ แต่เมื่อสัญญาแล้วก็ต้องทำตามสัญญานั้น


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๑๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย บุคลิกภาพภายนอกที่ต้องพัฒนา 1. รูปร่างหน้าตา 2. การแต่งกาย 2.1 ความสะอาดเรียบร้อยและเรียบง่าย 2.2 มีรสนิยมดี หมายถึงมีความกลมกลืนเข้ากันทั้งชุด สีสันสอดรับกับและเข้ากับยุคสมัยนิยม 2.3 แต่งกายให้เหมาะสม ตามเพศและวัย ตามกาลเทศะ 2.4 ชุดปกติขาว และชุดเต็มยศ ไม่ควรเป็นชุดที่หลวม ทั้งเสื้อและกางเกง ควรเข้ารูป พอสมควร


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๑๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 2.5 ชุดข้าราชการ ควรมีทั้งแขนยาวและแขนสั้น ไม่หลวมและคับจนเกินไป แต่ควรเข้ารูป พอควร สีไม่อ่อนจางหรือเข้มดำ ในงานพิธีสำคัญต้องสวมชุดข้าราชการแขนยาว 3. การปรากฏตัว 4. กิริยาท่าทาง 5. การสบสายตา 6. การใช้น้ำเสียง 7. การใช้ถ้อยคำภาษา 8. ศิลปะการพูด


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๑๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย บันได 13 ขั้นสู่ความสำเร็จ 1. เตรียมให้พร้อม 8. ตาจับที่ผู้ฟัง 2. ซักซ้อมให้ดี 9. เสีงดังให้พอดี 3. ท่าทีสง่า 10. อย่ามีเอ้ออ้า 4. หน้าตาให้สุขุม 11. ดูเวลาให้พอครบ 5. ทักทีประชุมไม่วกวน 12. สรุปจบให้จับใจ 6. เริ่มต้นให้โน้มน้าว 13. ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลาพูด 7. เรื่องราวให้กระชับ ท่าเคยชิน 1.ล้วง (กระเป๋า ขอบกางเกง) 6.ยัก (ยักคิ้ว เลิกคิ้ว ยักไหล่และแบมือ) 2.แคะ (จมูก หู ฟัน) 7.โยก (ตัว ศีรษะ เก้าอี้) 3.แกะ (เล็บ หนังสือ แผล กระดาษ) 8.ถอน (หนวด ขนจมูก) 4.เกา (ศีรษะ ท้อง แขน มือ คอ) 9.ค้อน (พร้อมมองด้วยหางตา) 5.หาว (หาวนอน บางครั้งมีเสียงด้วย) 10.กระพริบตาถี่ๆ การสมาคม การสมาคม หมายถึง การรวมกลุ่มของคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน หรือมี วัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน เช่น เล่นกีฬา การประชุม การเข้าชมรมต่างๆ เป็นต้น มารยาทและการสมาคม สิ่งที่แสดงออกให้ผู้อื่นเห็นได้ง่ายที่สุด ซึ่งทำให้ผู้พบเห็นสามารถประเมินได้ว่าตนงามหรือไม่ งามโดยแท้ ซึ่งแม้ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การพบปะผู้คนผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อ อินเตอร์เน็ตทำให้ยิ่งควรระมัดระวังมากขึ้น เพราะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันเหมือนสังคมยุคก่อน จึงสรุปได้ว่ามารยาทและการสมาคมมีความสำคัญที่ควรศึกษาหาความรู้ ดังนี้ 1. มีมารยาททำให้สามารถครองใจคนได้ กิริยาสุภาพ พูดจาถูกกาลเทศะก็เป็นที่นิยมรักใคร่ของคนทั่วไป 2. มารยาทและการสมาคมทำให้มีระเบียบแบบแผน ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และอยู่ร่วมกันในสังคมได้ดี 3. ผู้ที่มีกิริยามารยาทดีสามารถถ่ายทอด อบรมสู่บุตรหลานเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง 4. มารยาทและการสมาคมทำให้ส่งเสริมและสามารถพัฒนาบุคลิกภาพให้งดงามมีความน่าเลื่อมใสได้ 5. มารยาทและการสมาคมเป็นตัวบ่งชี้ให้ทราบถึงพื้นฐานของชาติตระกูล การอบรม การศึกษา และอาชีพ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๑๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา ระบาดวิทยา การควบคุมและส่งเสริมการป้องกันโรค โดย นายแพทย์ธนนันทน์ จิวระโมไนย์กุล นายแพทย์ชำนาญการ กรมควบคุมโรค วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.00 – 12.00 น. , 13.00 – 16.00 น. 1. ระบาดวิทยาคือ การศึกษา การกระจาย และปัจจัยที่ส่งกระทบต่อสุขภาพในแต่ละกลุ่มประชากร 2.ระบาดวิทยากับงานสาธารณสุข 1.การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา 2.การสอบสวนโรค/ภัยสุขภาพ 3.การศึกษาวิจัยทางระบาดวิทยา 3.เครื่องมือที่ใช้ในทางระบาดวิทยา 1.การเฝ้าระวังโรค 2.การสอบสวนและควบคุมโรค 3.มาตรการควบคุมป้องกันโรค 4.การทบทวน 4.หน้าที่ของนักระบาดวิทยา 1.Count นับ เก็บข้อมูล 2.Compare เปรียบเทียบข้อมูล เพื่อหาความเสี่ยง 3.Communicate สื่อสารความเสี่ยง ผลักดันนโยบาย 5. คำถามในเชิงระบาดวิทยา What โรคอะไร Who ใคร Where ที่ไหน When เมื่อไหร่ Why เพราะอะไร


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๑๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 6.วัตถุประสงค์ของงานระบาดวิทยา เพื่อรู้การกระจายและปัจจัยเพื่อนำไปสู่การป้องกันโรค 7.โรคหรือสภาวะทางสุขภาพ 1. นิยามโรค 7.1 จำเป็นต้องมีเพื่อให้เข้าใจปัญหาตรงกัน 7.2 ปรับปรุงได้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง เช่น มีความรู้ใหม่ หรือมีเทคโนโลยี การตรวจดีขึ้นหรือถูกลง 7.3 แบ่งตามระดับของโอกาสในการเป็นโรค - สงสัย : ประวัติ อาการ ตรวจร่างกาย - น่าจะเป็น : ระดับสงสัยที่มีผล lab เบื้องต้น - ยืนยัน : ระดับสงสัย หรือ น่าจะเป็นที่มีผล lab ยืนยัน 8.การประยุกต์ใช้หลักระบาดวิทยาในงานสาธารณสุข (Epidemiology in Public Health) ระบาดวิทยากับงานสาธารณสุข ประกอบด้วย 1. การเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา 2. การสอบสวนโรค/ภัยสุขภาพ 3. การศึกษาวิจัยทางระบาด โดยนิยามของระบาดวิทยา (Epidemiology) คือ การศึกษาเกี่ยวกับการกระจายและปัจจัย ที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรค/สภาวะสุขภาพในประชากรที่จำเพาะและประยุกต์ผลการศึกษาเพื่อใช้ใน การควบคุมโรค การทำงานระบาดวิทยาต้องอาศัย 1. Body of Knowledge (รู้โรค) คือ มีองค์ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของการเกิดโรค 2. Methods for studying disease (รู้วิธี) คือ รู้และเข้าใจวิธีการศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่ง ความรู้เกี่ยวกับโรคเพิ่มขึ้นโรคหรือสภาวะทางสุขภาพ 9.ประเด็นที่นักระบาดวิทยาสนใจ ประกอบด้วย 1. นิยามโรค (Case definition) จำเป็นต้องมีเพื่อให้เข้าใจปัญหาตรงกัน ปรับปรุงได้เมื่อ สถานการณ์เปลี่ยนแปลง เช่น มีความรู้ใหม่หรือมีเทคโนโลยีการตรวจดีขึ้น 2. ขนาดปัญหา (Magnitude or Frequency) แสดงได้ 2 ลักษณะ คือ จำนวนผู้ป่วย (หรือ จำนวนผู้เสียชีวิต) และ อัตรป่วย (หรืออัตราตาย) โดยชนิดของการบอกขนาดปัญหา ประกอบด้วย 1. อุบัติการณ์ (Incidence) คือ ผู้ป่วยที่เกิดขึ้นใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง มักใช้ กับโรคเฉียบพลัน (เป็นเร็วหายเร็ว) เช่น อัตราการป่วยด้วยโรคอุจจาระร่วงในเดือนเมษายน 2554 2. ความชุก (Prevalence) คือ ผู้ป่วยทั้งใหม่และเก่า ที่ยังป่วยอยู่ ณ เวลาขณะใด ขณะหนึ่ง มักใช้กกับโรคเรื้อรัง (เป็นช้าหายช้า) โดยชนิดของความชุก (Prevalence) แบ่งออกเป็น Point prevalence และ Period prevalence คำนวนได้จาก


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๑๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ความสำคัญของความชุก (Prevalence) เป็นการบอกภาวะสุขภาพของชุมชนใน ขณะนั้น นิยมใช้กับโรคเรื้อรัง หรือโรคที่ไม่สามารถระบุเวลาที่เริ่มเป็นโรคได้อย่างชัดเจน แต่ไม่ เหมาะสมที่จะใช้ในการศึกษาเพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรค ชนิดของอุบัติการณ์ (Incidence) ความสำคัญของอุบัติการณ์ (Incidence) คือ ทำให้ทราบถึงความเสี่ยง (risk) หรือความเร็ว (rate) ของการเกิดโรคของคนในชุมชน นิยมใช้กับเฉียบพลัน หรือโรคเรื้อรังที่สามารถระบุเวลาที่เริ่มเป็นได้ เหมาะสมที่จะใช้ในการศึกษาเพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรค หรือประเมินผลของมาตรการควบคุม ป้องกันโรค 3. ความรุนแรง (Severity) การกระจาย (Distribution) เพื่อหาประชากรเสี่ยงที่เป็นเป้าหมายของการป้องกัน ควบคุมโรค ซึ่งลักษณะการกระจาย ประกอบไปด้วย เวลา สถานที่ และบุคคล


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๑๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 10.แนวคิดของการเกิดโรค การเกิดโรคในชุมชนมิใช่การสุ่มตัวอย่าง แต่จะเกิดขึ้นมากหรือน้อยหรือไม่เกิดเลยในคนบาง กลุ่ม ต้องใช้ความรู้ทางระบาดวิทยาเพื่ออธิบายปัจจัยต่างๆที่ทำให้บางคนหรือบางกลุ่มมีโอกาสป่วย มากกว่าปกติ องค์สามทางระบาดวิทยา (Epidemiologic Triad) ประกอบด้วย คน (Host) สิ่งก่อโรค (Agent) และ สิ่งแวดล้อม (Environment) ซึ่งภาวะสมดุลระหว่างองค์สามทางระบาดวิทยา แสดงดังรูป


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๑๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การประยุกต์ระบาดวิทยาเพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุข 11.การป้องกันโรค 1.ระดับของการปองกันโรค มี 4 ระดับ - ก่อนปฐมภูมิ - ปฐมภูมิ - ทุติยภูมิ - ตติยภูมิ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๑๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 12.การฝ้าระวังโรคทางสาธารณสุขเบื้องต้น (Introduction to Public Health Surveillance) เป็นการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทันเวลา และเป็นระบบ (ใช้มารตรฐานในการเก็บข้อมูล เช่น การใช้เครื่องชั่งน้ำหนัก) นิยามของคำว่า Surveillance หรือการเฝ้าระวังโรค หมายถึง การจัดเก็บ วิเคราะห์ แปลผลข้อมูลทางสาธารณสุขที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีระบบ เพื่อนำข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการวางแผน การประเมินผลมาตรการ ทางสาธารณสุข รวมถึงข้อมูลการแพร่กระจาย เพื่อควบคุมและป้องกันโรคต่อไป แหล่งข้อมูลเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา ได้แก่ 1. รายงานการป่วย 2. รายงานการตาย 3. รายงานการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 4. รายงานการสอบสวนผู้ป่วยเฉพาะราย 5. รายงานการรระบาด 6. รายงานการสอบสวนการระบาดในท้องที่ 7. รายงานการสำรวจทางระบาดวิทยา 8. รายงานการศึกษารังโรคในสัตว์และการกระจายของแมลงนำโรค 9. รายงานการใช้วัคซีนและยา 10. ข้อมูลเกี่ยวกับประชากรและสิ่งแวดล้อม ขั้นตอนการดำเนินงานในระบบเฝ้าระวัง ได้แก่ 1. เก็บรวบรวมข้อมูล 2. เรียบเรียงและวิเคราะห์ข้อมูล 3. แปลผล 4. นำเสนอ หรือส่งผลข้อมูลไปยังผู้เกี่ยวข้อง 5. การตอบสนองเมื่อตรวจพบความผิดปกติ ประเภทของระบบเฝ้าระวัง แบ่งได้ 4 ประเภท ดังนี้ 1. แบ่งตามความเข้มข้นของการเก็บข้อมูล 1) การเฝ้าระวังแบบตั้งรับ (Passive surveillance) คือ ผู้ให้บริการสุขภาพรวบรวมและส่ง ต่อข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเพื่อวิเคราะห์และเผยแพร่เป็นปกติ ตามระยะเวลาที่กำหนด (Regular reporting) เช่น ระบบเฝ้าระวังผู้ป่วยด้วยแบบรายงาน 506 2) การเฝ้าระวังเชิงรุก (Active surveillance) คือ เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง ค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้ข้อมูลการเกิดโรคมากขึ้น เช่น ในช่วงการระบาดของอหิวาตกโรค เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังต้องค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติม โดยทบทวนเวชระเบียนและบันทึกผลการตรวจที่ห้องแล็ บอย่างสม่ำเสมอ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๒๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 2. แบ่งตามระยะเวลาในการดำเนินการ 1) การเฝ้าระวังแบบปกติ (Routine/regular Surveillance) คือ ระบบเฝ้าระวังที่ ดำเนินการอยู่แล้วเป็นปกติและมีความต่อเนื่อง เช่น การเฝ้าระวังโดยรายงาน 506 2) การเฝ้าระวังเฉพาะเหตุการณ์ (Special Surveillance) คือ ระบบพิเศษที่จัดตั้งเฉพาะ กิจ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รวดเร็ว มีความน่าเชื่อถือ มีรายละเอียด และมีความจำเพาะสูง เช่น กรณีเฝ้า ระวังโรคในภาวะที่เกิดภัยธรรมชาติ หลังเกิดเหตุการณืสึนามิที่ภาคใต้ ภายหลังมหาอุทกภัย 3. แบ่งตามความครอบคลุมของประชากร 1) การเฝ้าระวังในประชากรทั้งหมด (Population-wide Surveillance) คือ การเฝ้าระวัง ในประชากรทั้งหมดที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหรือได้รับผลกระทบ เช่น ระบบการรายงานผู้ป่วยเอดส์ที่มี อาการ ในประชากรไทย 2) การเฝ้าระวังเฉพาะกลุ่มประชากร (Sentinel Surveillance) คือ การเลือกกลุ่มตัวอย่าง (เฉพาะพื้นที่หรือช่วงเวลา) ที่จะเฝ้าระวัง เป็นตัวแทนของกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา หรือโรคนั้น ๆ เช่น HIV serosurveillance ในหญิงตั้งครรภ์ 4. แบ่งตามความเป็นทางการ 1) การเฝ้าระวังโรคหรือผู้ป่วยอย่างเป็นทางการ (Case/Indicator-based (formal) surveillance) คือ การเฝ้าระวังตามเกณฑ์ที่ได้ตั้งไว้ และมีการส่งต่อข้อมูลอย่างเป็นทางการผ่านทาง ระบบรายงานที่ดำเนินการอยู่เป็นปกติจากสถานบริการสาธารณสุขต่างๆ 2) การเฝ้าระวังเหตุการณ์ปกติ (Event-based (informal) surveillance) คือ การเฝ้า ระวังเหตุการณ์สำคัญ เช่น การระบาดหรือข่าวลือเรื่องการตายไม่ทราบสาเหตุ มาจากแหล่งอื่นๆ นอกเหนือจากระบบรายงานปกติ เช่น การรับรายงานมาจากแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยตรง จากอสม. ในชุมชน การตรวจสอบข่าวจากหนังสือพิมพ์ หรืออินเทอร์เน็ต แนวคิดอื่นๆ - Zero reporting ให้หน่วยรายงานในทุกระดับรายงานข้อมูลผู้ป่วยตามความถี่กำหนด (เช่น ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน) ถึงแม้ว่าจะไม่พบผู้ป่วยเลยก็ตาม (ที่มา : WHO) เช่น AFP AEFI - Syndromic surveillance เป็นการใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่น ข้อมูลการขาด เรียนของนักเรียน ข้อมูลการใช้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ข้อมูลการขายยาสามัญประจำบ้าน ในการตรวจจับการเจ็บป่วยหรือการระบาดของโรคเพื่อที่จะสามารถให้การตอบสนองทาง สาธารณสุขได้อย่างทันท่วงที


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๒๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ปรากฏการณ์ภูเขาน้ำแข็ง แนวคิดพื้นฐานของปรากฏการณ์ภูเขาน้ำแข็งทางระบาดวิทยา มีความสำคัญมากต่อการ ควบคุมโรคให้ได้ผล โดยทั่วไปผู้ให้บริการด้านสุขภาพมักให้บริการเชิงตั้ง รับกับ “ผู้ป่วย ที่มารับ บริการ” ที่สถานบริการด้านสุขภาพเท่านั้น ส่วนนี้ถือว่าเป็นส่วนที่ “มองเห็น” โดยผู้ป่วยที่มาสถาน บริการ มักจะมีอาการป่วยหนัก บางรายอาจถึงกับพิการหรือเสียชีวิต อาจมีจำนวนน้อยกว่าส่วนที่ “มองไม่เห็น” ที่ผู้ให้บริการอาจไม่ได้คำนึงถึง เพราะ “ผู้ป่วยไม่ได้มารับบริการ” แต่มักมีจำนวน มากมายมหาศาลกว่าส่วนที่มองเห็นได้ จะเฝ้าระวังใครได้บ้าง 1.) เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง 2.) เฝ้าระวังผู้ติดเชื้อ 3.) เฝ้าระวังผู้ป่วย (เริ่มมีอาการ) 4.) เฝ้าระวังผู้ป่วย (อาการชัดเจน) ระบบคลังข้อมูลสุขภาพ Health Data Center (HDC) 1.) วัตถุประสงค์ของ 43 แฟ้ม - เนื่องจากความหลากหลายของ Hospital Information Systems) - เพื่อเป็น Standard Set ซึ่งเป็นชุดข้อมูลรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน - เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้อมูล - เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูล


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๒๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การนำเสนอข้อมูลสำเร็จรูป ประโยชน์ของระบบเฝ้าระวัง ดังนี้ 1.) ตรวจจับการระบาดของโรค 2.) ติดตามแนวโน้มของโรค 3.) เข้าใจธรรมชาติและการกระจายของโรค 4.) ช่วยในการพยากรณ์การเกิดโรค 5.) ประเมินผลมาตรการควบคุมป้องกันโรค 6.) ติดตามการเปลี่ยนแปลงระบบบริการด้านสุขภาพ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๒๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของระบบเฝ้าระวังทางสาธารณสุข (Performance Indicators of Public Health Surveillance) 1.) ความไว (Sensitinity) หรือความครอบคลุม (Coverage) 2.) ค่าพยากรณ์บวก (Positive Predictive Value or PPV) 3.) ความถูกต้อง (Accuracy) และความครบถ้วน (Completeness) 4.) ความเป็นตัวแทน (Representativeness) 5.) ความทันเวลา (Timeliness) ธรรมชาติของระบบเฝ้าระวังทางสาธารณสุข 1.) ความครอบคลุมและความถูกต้องของการรายงานมักไม่สมบูรณ์ (จึงควรมีการประเมินเป็น ระยะๆ (Periodically)) 2.) การรายงานผู้ป่วยมักมีความล่าช้า (Delay) (จึงควรแปลผลอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งข้อมูลช่วงใกล้ปัจจุบัน (Recent period)) 3.) จำเป็นต้องมีนิยามผู้ป่วยที่เป็นมาตรฐาน 4.) ในการแปลผล ต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระบบเฝ้าระวังด้วย สรุป 1.) ระบบเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาเปรียบเสมือนระบบประสามรับสัมผัสที่คอยตรวจจับ สิ่งผิดปกติ 2.) หลักการระบาดวิทยาประยุกต์สามารถใช้ได้กบปัญหาสุขภาพได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น โรคติดเชื้อ โรคไร้เชื้อ ฯลฯ 3.) เมื่อสงสัยว่ามีการระบาด ควรรีบแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ จะนำไปสู่การสอบสวนและ ควบคุมโรคในชุมชนที่มีประสิทธิภาพ หลักการสอบสวนเหตุการณ์การระบาด และการนำไปใช้(Outbreak Principles & Practice) 1. การระบาดวิทยา คือ การศึกษาเกี่ยวกับ “การกระจาย” และ “ปัจจัยหรือองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการ กระจายของสภาวะทางสุขภาพ” ใน “ประชากรที่สนใจ” และประยุกต์ใช้ในการควบคุมป้องกันปัญหา ทางสุขภาพ 2. จุดเริ่มต้นของระบาดวิทยา - ปี คศ. 1848 – 1849 เกิดการระบาดของอหิวาตกโรค ซึ่งขณะนั้นไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร และ ถ่ายทอดอย่างไร - อธิบดี วิลเลียม ฟาร์ เสนอสมมุติฐานว่าการป่วยด้วยโรคท้องร่วงจนเสียชีวิตกันอย่างรวดเร็วและ มากมายนั้นเกิดจากความสกปรกของอากาศ - สโนว์ ซึ่งเป็นหมอดมยา จึงเริ่มทำการ “สอบสวนโรคในชุมชน” โดยเคาะประตูบ้านและแจงนับ ผู้ป่วยในแต่ละถนนและนำมาจุดบนแผนที่


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๒๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย - สังเกตว่าบางพื้นที่มีผู้ป่วยมากโดยเฉพาะที่ถนน Broadstreet ซึ่งมีปั๊มโยกน้าและมีคนไข้กระจุก ตัวมาก - ต่อมาอีกสองวันเขาเขียนบรรยายว่าน้ำที่ออกมาจากปั้มมีลักษณะสกปรกจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเมื่อตรวจสอบว่าน้ำนั้นมาจากไหนก็พบว่ามาจากแม่น้ำเทมส์ที่สกปรก - ในช่วงเวลานั้นมีคนป่วยเสียชีวิตวันละ 50 ถึง 120 คน หมอสโนว์ได้ทำสิ่งที่ปัจจุบันเราเรียกว่า “การควบคุมโรคระบาด” (Outbreak containment) - เมื่อเห็นว่าน้ำจากปั๊มอาจเป็นสาเหตุของการแพร่ระบาด สโนว์ก็สั่งให้ถอดปั้มคันโยกออกและเฝ้า สังเกตต่อว่าผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงอย่างไร และเป็นไปตามคาด จำนวนผู้ป่วยลดน้อยลงไปเรื่อยๆ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๒๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 3. นิยามของคำว่า Outbreak การเกิดขึ้นของผู้ป่วยด้วยโรคใดโรคหนึ่ง พฤติกรรมที่มีผลต่อสุขภาพ หรือเหตุการณ์ที่ สัมพันธ์กับสุขภาพ ในจานวนที่มากเกินกว่าค่าคาดหมายอย่างชัดเจน (normal expectancy) โดย ต้องระบุพื้นที่และช่วงเวลาที่พบผู้ป่วยให้ชัดเจน 4. Excess of normal expectancy 4.1 มากกว่า ค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง หรือ ค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง+ 2 SD หรือ ค่าเฉลี่ย ในช่วงไม่กี่สัปดาห์หรือเดือนที่ผ่านมา 4.2 รายที่มีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา (epidemiologic linkage) ในช่วงเวลาสั้นๆ 4.3 รายที่เป็นโรคอุบัติใหม่ หรืออุบัติซ้ำ (emerging or re-emerging disease) 5. เหตุการณ์การระบาดของโรคอุบัติใหม่ พบผู้ป่วยไข้หวัดนก (H5 N1) 1 ราย ในฮ่องกง เป็นเด็กชายอายุ 3 ปี ทำให้เกิดความตื่นตัว ของบุคลากรทางสาธารณสุขทั่วโลกเพื่อเริ่มต้นการสอบสวนโรคอย่างเต็มรูปแบบ คำนิยามที่เกี่ยวข้อง Epidemic = Outbreak (Outbreak --> ให้ความรู้สึกของความเร่งด่วน, Epidemic --> ให้ความรู้สึก ของการแพร่กระจายในวงกว้าง, Cluster = กลุ่มก้อนของผู้ป่วยในสถานที่และเวลาเดียวกัน ,Pandemic = การระบาดแพร่กระจายไปในหลายประเทศหรือภูมิภาคของโลก,Endemic = โรคที่ เกิดขึ้นเป็นปกติในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง 5.1 การตรวจจับเหตุการณ์การระบาด 5.1.1 แหล่งที่มาของข่าวเหตุการณ์การระบาด - ข้อมูลการเฝ้าระวังที่เก็บและวิเคราะห์อย่างทันเวลา - ผู้ให้บริการทางการแพทย์ หรือประชาชนที่ทราบว่ามีผู้ป่วยหลายราย - สื่อสารมวลชน: หนังสือพิมพ์, โทรทัศน์, อินเทอร์เน็ต เหตุการณ์การระบาดของโรค leptospirosis


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๒๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 6. Epidemic curve Epidemic curve (epi curve) คือ ฮิสโตแกรมซึ่งใช้แสดงจำนวนของผู้ป่วยตามวันหรือ เวลาของการเริ่มป่วย แสดงด้วยแกน X และY โดยแกนในแนวนอน แกน x) เป็น วันหรือเวลาเริ่มป่วย แกนในแนวตั้ง แกน y) คือ จำนวนผู้ป่วย หากมีผู้ที่มีอาการมากกว่าหนึ่งคนในวันหรือเวลาเดียวกัน กล่องจะซ้อนสูงขึ้นไป 6.1 ช่วงของระยะเวลา (Time interval) หน่วยของเวลาในแกน x ขึ้นอยู่กับ ระยะฟักตัวของโรคที่กาลังสอบสวน และความยาวของ ช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยกระจายอยู่ โดยปกติ หน่วยของเวลามักจะอยู่ที่ประมาณ 1/4 (0.25 ) ของค่าเฉลี่ย ระยะฟักตัวของโรคที่กำลังสอบสวน คำนิยามที่เกี่ยวข้อง Index case: ผู้ป่วยรายแรกที่นามาซึ่งความสนใจของนักระบาดวิทยา โดยไม่จาเป็นต้อง เป็นผู้ป่วยรายแรกของการระบาดครั้งนั้น Primary case: ผู้ป่วยรายแรกของการระบาดครั้งนั้นในประชากร (หรือครอบครัว) Secondary cases:ผู้ป่วยซึ่งติดเชื้อมาจากการสัมผัสกับผู้ป่วยรายแรก หรือจากการสัมผัส กับผู้ป่วยกับ secondary cases cases รายก่อนหน้า Outlier:ผู้ที่มีอาการป่วยในช่วงเวลาที่ต่างจากผู้อื่นรายอื่นๆ อย่างมาก 6.2 Epi curve สามารถช่วยบอกอะไรเกี่ยวกับ Outbreak ได้บ้าง – รูปแบบการแพร่กระจาย (Type of outbreak source) – ขนาดของปัญหา (Magnitude) – แนวโน้มการระบาด (Time trend) – ค่า Outliers – ช่วงเวลาที่สัมผัสปัจจัยเสี่ยง ระยะฟักตัวของโรค สำหรับ point common source)


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๒๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 7. รูปแบบการแพร่กระจาย 7.1 Common source อาจสัมผัสแหล่งก่อโรคเพียงครั้งเดียว/ต่อเนื่อง/ หรือแบบเป็นช่วง ๆ ระยะเวลาที่สัมผัสอาจจะสั้นหรือยาวก็ได้ แบ่งเป็น - Point - Intermittent - Continuous 7.2 Propagated source คือ แพร่กระจายจากคนสู่คนสามารถอยู่ได้ยาวนานกว่าแบบ common source อาจมีการแพร่กระจายหลายระลอก epi curve มักจะมีหลายยอด โดยแต่ละยอด สูงขึ้น เรื่อยๆ และแต่ละยอดจะห่างกันเท่ากับระยะฟักตัว 7.3 Mixed source คือ มีลักษณะของทั้งแบบ common และ propagated source เริ่มจาก common source แล้วตามด้วยการแพร่กระจายจากคนสู่คน 8. สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ เมื่อจะสอบสวนเหตุการณ์การระบาด - เหตุการณ์เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน - จำเป็นต้องลงมืออย่างรวดเร็ว - จำเป็นต้องควบคุมให้ทันท่วงที - มักต้องลงไปดำเนินการต่อในพื้นที่ 8.1 วัตถุประสงค์ทั่วไปของการสอบสวนเหตุการณ์การระบาด 1) ควบคุมเหตุการณ์การระบาดในปัจจุบัน 2) ป้องกันการเกิดเหตุการณ์การระบาดในอนาคต 3) ศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับโรคที่มากขึ้น 4) ประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมป้องกัน 5) ประเมินประสิทธิผลของระบบเฝ้าระวังที่มีอยู่ 6) ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทางสุขภาพ 7) ตอบสนองความกังวลใจของสาธารณชนหรือผู้บริหาร 8.2 วัตถุประสงค์จำเพาะของการสอบสวนเหตุการณ์การระบาด 1) ตรวจสอบความถูกต้อง (verify) ของเหตุการณ์การระบาด และการวินิจฉัย สิ่งก่อโรค (agent) 2) บอกขนาด (magnitude), ความรุนแรง (severity) และการกระจาย (distribution) 3) บ่งชี้ประชากรกลุ่มเสี่ยง (population at risk) 4) บ่งชี้ แหล่งที่มา source), รูปแบบการแพร่กระจาย mode of transmission) และ ปัจจัยเสี่ยง risk factor) 5) ให้มาตรการในการป้องกันและควบคุมโรคที่เหมาะสม


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๒๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 8.3 ขั้นตอนในการสอบสวนเหตุการณ์การระบาด 1) ตรวจสอบการมีอยู่ (existence ของเหตุการณ์การระบาด 2) ตรวจสอบความถูกต้อง (verify) ของการวินิจฉัย 3) เตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในพื้นที่ 4) กำหนดนิยามผู้ป่วย (case definition ) ที่จะใช้งานจริง 5) ค้นหาผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ (systematically) และบันทึกข้อมูลที่ได้ 6) ทำการศึกษาระบาดวิทยาเชิงพรรณนา (descriptive epidemiology) 7) ตั้งสมมติฐาน (hypothesis) 8) ทำการศึกษาระบาดวิทยาเชิงวิเคราะห์ เพื่อทดสอบสมมติฐาน 9) ทำการศึกษาพิเศษ เช่นการศึกษาสิ่งแวดล้อม, การศึกษาทางห้องปฏิบัติการ 10) ดำเนินมาตรการควบคุมโรค และติดตามผล follow up) 11) การสื่อสาร รวบถึงรายงานสอบสวนโรค outbreak report)


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๒๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 9. เตรียมความพร้อมสำหรับการทางานในพื้นที่:Rapid Response Team A. Administration and authorization: แจ้งผู้เกี่ยวข้อง B. Brief and mobilize multi-disciplinary team: กำหนดขอบเขตของหน้าที่และบุคคล ผู้รับผิดชอบ C. Consultation: ปรึกษาแพทย์, ห้องlab, stakeholders, ฯลฯ D. Documentation for knowledge:ทบทวนวรรณกรรม, จัดทำแบบสอบถาม, และเตรียม ข้อมูลเบื้องต้น E. Equipment, material, medical and non-medical supplies: เตรียมอุปกรณ์เก็บตัวอย่าง และการขนส่ง 10. เก็บข้อมูลเชิงพรรณนาแล้วนำมาวิเคราะห์ 1) ข้อมูลที่ใช้ในการระบุตัวตน (Identifying information) 2) ข้อมูลทางประชากร (Demographic information) 3) รายละเอียดทางคลินิก (Clinical) 4) ปัจจัยเสี่ยง (Risk factors) แผนที่อำเภอวังเหนือ การกระจายของผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ ชนิดเอ และน้ำแข็ง ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 05 ถึง 17 พ.ค. 05


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๓๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 11. การให้ข้อเสนอแนะ การดำเนินมาตรการ และการติดตามหลังให้มาตรการควบคุมใช้หลัก ควบคุมรังโรค - ตัดทางแพร่กระจาย - ป้องกันกลุ่มเสี่ยง 12. ภายหลังการสิ้นสุดของเหตุการณ์การระบาด 1) สื่อสารกับประชาชน 2) ผลักดันนโยบายด้านสาธารณสุข 3) ประเมินผลการดำเนินงาน 4) เขียนรายงานเพื่อพัฒนาองค์ความรู้


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๓๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา การบริการอนามัยแม่และเด็ก โดยวิทยากร นยาประกาศ เปล่งพานิชย์ นวผ.ชด. สสจ.ปทุมธานี วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม 2566 เวลา 16.00 – 19.00 น. นโยบายและการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพสตรีและเด็กปฐมวัย เป้าหมาย 1. หญิงตั้งครรภ์ทุกรายฝากครรภ์ครั้งแรกก่อน 12 สัปดาห์และได้รับบริการครบถ้วน (ANC คุณภาพ) 2. ลดการเกิดโรคทางพันธุกรรมและโรคติดเชื้อจากแม่สู่ลูก 3. ลดอัตราการคลอดก่อนกำหนด และทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย 4. ลดการตรายมารดาและทารกปริกำเนิด 5. ทารกได้กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน กินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยจน 2 ปี หรือนานกว่านั้น สถานการณ์ตัวชี้วัดสำคัญ การดำเนินงานนโยบายฝากครรภ์คุณภาพสำหรับประเทศไทย พ.ศ. 2565 เป้าประสงค์ของนโยบาย 1. สถานบริการสาธารณสุขทุกเครือข่ายจัดบริการอนามัยแม่และเด็กที่มีมาตรฐานตามแนว ทางการฝากครรภ์คุณภาพสำหรับประเทศไทย พ.ศ.2565 2. หญิงตั้งครรภ์และคู่ทุกราย ได้รับการบริการที่มีคุณภาพ โดยเน้นการส่งเสริม สนับสนุนให้ หญิงตั้งครรภ์ฝากครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์และได้รับการดูแลต่อเนื่องและครบถ้วนตามเกณฑ์ฝาก ครรภ์คุณภาพสำหรับประเทศไทย พ.ศ. 2565 3. ภาคีเครือข่ายและชุมชน ในการป้องกันส่งเสริมการมีส่วนร่วมของและส่งเสริมสุขภาพ อนามัยแม่และเด็ก


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๓๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การดำเนินงานนโยบายฝากครรภ์คุณภาพสำหรับประเทศไทย พ.ศ. 2565 แนวทาง ปฏิบัติเพื่อการจัดบริการฝากครรภ์คุณภาพสำหรับประเทศไทย พ.ศ. 2565 1. การบริการฝากครรภ์คุณภาพมาตรฐานตามแนวทางวิถีชีวิตใหม่ โดยเน้นการส่งเสริม สนับสนุนให้หญิงตั้งครรภ์ฝากครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์ และฝากครรภ์ต่อเนื่องตามเกณฑ์ฝากครรภ์ 8 ครั้ง 2. รายละเอียดตามแนวทางการฝากครรภ์คุณภาพสำหรับประเทศไทย พ.ศ. 2565 ดังนี้ -การซักประวัติตรวจร่างกาย การประเมินภาะสุขภาพ คัดกรองและประเมินความ เสี่ยงการตั้งครรภ์ - หญิงตั้งครรภ์ต้องได้รับบริการตามกิจกรรมที่กำหนดไว้ในแต่ละช่วงอายุครรภ์อย่าง ครบถ้วน -การตรวจทางห้องปฏิบัติการของหญิงตั้งครรภ์ ได้แก่ CBC for Hct/Hb MCV, DCIP, VDRL , Anti-HIV , HBsAg, Blood group ABO, Rh, Multiple urine dipstick -การตรวจทางห้องปฏิบัติการของสามี/คู่ ได้แก่ : CBC , MCV, DCIP, VDRL, Anti-HIV -การคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ และคัดกรองเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย - การตรวจสุขภาพช่องปากและขัดทำความสะอาดฟัน - การตรวจครรภ์ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง - การได้รับวัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไข้หวัดใหญ่ และโควิด 19 - การจ่ายยาเสริมธาตุเหล็ก กรดโฟลิก ไอโอดีน และเคลเซียม - การให้คำแนะนำผ่านกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่ - การได้รับสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก 3. จัดเครือข่ายบริการฝากครรภ์และมีระบบส่งต่อไปยังสถานบริการที่มีศักยภาพในการดูแล หญิงตั้งครรภ์ในภาวะดังกล่าว การดำเนินงานลดการตายมารดา ปี 2565 มารดาไทย 62 ราย เด็กเกิด 213,859 คน (MMR = 28.99/ 100,000 LB) มารดาต่างด้าว 3 ราย เด็กเกิด 13,234 คน (MMR = 22.67 / 100,000 LB) ปี 2566 มารดาไทย 34 ราย เด็กเกิด 208,062 คน (MMR = 16.34/ 100,000 LB มารดาต่างด้าว 1 ราย เด็กเกิด 15,183 คน (MMR = 6.59 / 100,000 LB)


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๓๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย The Development of Guidelines for Stillbirth Reporting and Perinatal Deaths Surveillance in Thailand Project ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก Vital Strategies มูลนิธิบลูมเบิร์กเพื่อสาธารณประโยชน์ จำนวน 1,780,860 บาท เป้าหมาย 1. พัฒนาศักยภาพของแพทย์และพยาบาลในการทบทวนและวิเคราะห์สาเหตุการตายทารก ปริกำเนิด 2. ขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังและสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายในการรายงานทารกตายปริ กำเนิด 3. ระบบฐานข้อมูลรายงานการคลอดและการป่วย/การตายของมารดาและทารกของประเทศ กิจกรรมสำคัญ 1. ขับเคลื่อนการดำเนินงานระบบเฝ้าระวังทารกตายปริกำเนิด ผ่านการประชุม คณะกรรมการอนามัยแม่และเด็ก และชี้แจงการดำเนินงานโครงการพัฒนาแนวทางการรายงานการ เกิดไร้ชีพและการเฝ้าระวังทารกตายปริกำเนิดสำหรับประเทศไทยแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ 2. พัฒนาระบบเฝ้าระวังทารกตายปริกำเนิดสำหรับประเทศไทย โดยทบทวนเครื่องมือในการ ทบทวน และวิเคราะห์สาเหตุการตายทารกปริกำเนิดสำหรับประเทศไทย ดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ ข้อมูลและจัดทำรายงาน 3. พัฒนาศักยภาพบุคลากรและสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายในการเฝ้าระวัง และการ รายงานทารกตายปริกำเนิด 4. กำกับติดตามและรายงานผลการดำเนินงานโครงการถอดบทเรียนการดำเนินงาน “โครงการพัฒนาแนวทางการรายงานการเกิดไร้ชีพและการเฝ้าระวังทารกตายปริกำเนิดสำหรับ ประเทศไทย”และตีพิมพ์ผลการดำเนินงานโครงการแก่สาธารณะ การปกป้องส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ บังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 - สื่อสารสาธารณะและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติฯเพื่อให้แม่และครอบครัวได้ ข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสม - เฝ้าระวังการละเมิดพระราชบัญญัติฯ ขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ - สื่อสารสร้างความรอบรู้เสริมทักษะเพื่อให้แม่และครอบครัวมีทัศนคติที่ดีและมีความพร้อม - ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ - พัฒนาระบบบริการสุขภาพให้ได้ตามมาตรฐานโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก (BFHI) - พัฒนาศักยภาพ อสม. เป็นพี่เลี้ยงนมแม่ เพื่อส่งต่อการดูแลในชุมชน ขับเคลื่อนการดำเนินงานสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ - ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายให้บริการขนส่งนมแม่ฟรี


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๓๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย - ผลักดันการจัดตั้งมุมนมแม่ในสถานประกอบกิจการและพื้นที่สาธารณะ - จัดบริการคลินิกนมแม่ในสถานพยาบาลทุกแห่งรวมถึงจัดบริการให้คำปรึกษาทางออนไลน์ ด้วย - ผลักดันสิทธิลาคลอด 180 วัน การขับเคลื่อนการให้บริการปรึกษาปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ออนไลน์ เป้าประสงค์โครงการ 1. พัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เข้าร่วมในโครงการให้มีความรู้ ทักษะและเทคนิคการให้ คำปรึกษาการสื่อสารผ่านออนไลน์ 2. จัดทำแนวทางการให้คำปรึกษาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ออนไลน์ 3. สร้างการรับรู้และความรู้ ความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และช่องทางการให้ คำปรึกษาออนไลน์กับแม่และครอบครัว 4. ศึกษาช่องทางและพัฒนาการเก็บข้อมูล เพื่อผลักดันให้บริการได้รับการสนับสนุนต่อเนื่อง และเกิดความยั่งยืน ผลการดำเนินงาน การขับเคลื่อนการให้บริการปรึกษาปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ออนไลน์ในปัจจุบัน เป็นการ ดำเนินงานในระยะที่ 3 คือ การพัฒนาช่องทางสำหรับการให้คำปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับนมแม่ ผ่าน APP Everyday Doctor และอยู่ระหว่างการทดลองรูปแบบการให้บริการเพื่อรองรับการขยายระบบ บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ การดำเนินงาน MOU 6 กระทรวงการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต (กลุ่มเด็กปฐมวัย) พ.ศ. 2565 - 2569 นโยบาย 1. เด็กปฐมวัยทุกคนต้องได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านอย่างมีคุณภาพ ตามศักยภาพ ตามวัย และต่อเนื่อง 2. การพัฒนาเด็กต้องจัดให้เป็นระบบและมีความสัมพันธ์ระหว่างกันโดยบูรณาการชัดเจน ระหว่างหน่วยงานราชการและที่ไม่ใช่ราชการระหว่างวิชาชีพที่สัมพันธ์กับการพัฒนาเด็กปฐมวัย และ ระหว่างระดับต่างๆ ของการบริหารราชการแผ่นดินจากระดับชาติส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วน ท้องถิ่น 3. รัฐและทุกภาคส่วนต้องร่วมกันระดมทรัพยากรให้เพียงพอแก่การพัฒนาเด็กปฐมวัยตาม นโยบายวิสัยทัศน์"เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านเต็มตามศักยภาพ เป็นพื้นฐาน


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๓๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา การจัดทำแผน/โครงการ และการบริหารโครงการ โดย นายประกาศ เปล่งพานิชย์ ตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนายุทธศาสตร์สาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา 09.๐๐ - ๑2.๐๐ น. การจัดทำแผน โครงการ • ประเภทของแผน แบ่งได้ดังนี้ 1. แบ่งตามระยะเวลาของแผน 1.1 แผนระยะสั้น (Short range plan) คือ แผนที่มีระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 1.2 แผนระยะกลาง (Intermediate range plan) คือ แผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 1 - 5 ปี 1.3 แผนระยะยาว (Long range plan) คือ แผนที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป 2. แบ่งตามระดับการบริหารงาน 2.1 แผนกลยุทธ์ (Strategic plan) เป็นแผนระยะยาวที่รวบรวมทิศทางในการปฏิบัติงานเพื่อ มุ่งสู่เป้าหมายของ องค์การที่กำหนดไว้ โดยมีผู้บริหารระดับสูงเป็นผู้รับผิดชอบแผน 2.2 แผนยุทธวิธี (Tactical plan) เป็นแผนระยะกลางที่แสดงรายละเอียดที่สอดรับกับแผนกลยุทธ์ และเป้าหมายของธุรกิจที่วางไว้ 2.3 แผนปฏิบัติการ (Operational plan) เป็นแผนระยะสั้นที่กำหนดเฉพาะเจาะจงว่าต้อง ปฏิบัติอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร โดยใคร เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายขององค์การ 3. แบ่งตามปริมาณการใช้งาน 3.1 แผนใช้ครั้งเดียว (Single use plan) เป็นแผนที่แสดงลักษณะการปฏิบัติงานในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ที่กำหนดไว้ และจะมีการวางแผนใหม่เมื่อได้ดำเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์ของแผนนั้นแล้ว 3.2 แผนประจำ (Standing plan) แผนที่ถูกนำมาปฏิบัติตลอดเวลา 3.3 แผนฉุกเฉิน (Contingency plan) แผนที่มีการเตรียมไว้สeหรับความไม่แน่นอน และ ความเสี่ยงสำหรับเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หากการดำเนินงานไม่สามารถเป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้ อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย วัตถุประสงค์ และการดำเนินกลยุทธ์ต่างๆ • ขั้นตอนการจัดทำแผนงาน โครงการ กระบวนการวางแผนโครงการโดยส่วนใหญ่ หมายถึง ขั้นตอนการดำเนินงานทางการบริหาร ซึ่งจะประกอบด้วย ขั้นตอนใหญ่ 3 ขั้นตอน ดังนี้


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๓๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย กระบวนการวางแผนโครงการ 1. การเก็บรวบรวมข้อมูล (Collect fact) 2. การวิเคราะห์สถานการณ์ (Analysis situation) SWOT ANALYSIS เป็นการวิเคราะห์โดยการสำรวจจากสภาพการณ์ 2 ด้าน คือ สภาพการณ์ภายใน และสภาพการณ์ภายนอก ดังนั้น การวิเคราะห์ SWOT จึงเรียกได้ว่า เป็นการวิเคราะห์สภาพการณ์ (Situation Analysis) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน เพื่อให้รู้ตนเอง (รู้เรา) รู้จักสภาพแวดล้อม (รู้เขา) ชัดเจน และวิเคราะห์โอกาส - อุปสรรค การวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ทั้งภายนอกและภายในองค์กร ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารขององค์กรทราบถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายนอกองค์กร ทั้งสิ่งที่ได้ เกิดขึ้นแล้วและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคต รวมทั้งผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ที่มี ต่อองค์กร และจุดแข็ง จุดอ่อน และความสามารถด้านต่างๆ ที่องค์กรมีอยู่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็น ประโยชน์อย่างมากต่อการกำหนดวิสัยทัศน์ การกำหนดกลยุทธ์ และการดำเนินตามกลยุทธ์ของ องค์กรระดับองค์กรที่เหมาะสมต่อไป ประกอบด้วยปัจจัย 4 ประการ - จุดแข็งขององค์กร (S - Strengths) เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายในจากมุมมองของผู้ที่ อยู่ภายในองค์กรนั้นเอง ว่าปัจจัยใดภายในองค์กรที่เป็นข้อได้เปรียบหรือจุดเด่นขององค์กรที่องค์กร ควรนำมาใช้ในการพัฒนาองค์กรได้ และควรดำรงไว้เพื่อการเสริมสร้างความเข็มแข็งขององค์กร - จุดอ่อนขององค์กร (W - Weanesses) เป็นการวิเคราะห์ปัจจัยภายในจากมุมมองของผู้ที่ อยู่ภายในจากมุมมองของผู้ที่อยู่ภายในองค์กรนั้นๆ เอง ว่าปัจจัยภายในองค์กรที่เป็นจุดด้อย ข้อเสียเปรียบขององค์กรที่ควรปรับปรุงให้ดีขึ้นหรือขจัดให้หมดไป อันจะเป็นประโยชน์ต่อองค์กร - โอกาสทางสภาพแวดล้อม (O - Opportunities) เป็นการวิเคราะห์ว่าปัจจัยภายนอกองค์กร ปัจจัยใดที่สามารถส่งผลกระทบประโยชน์ ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการดำเนินการขององค์กร ใน ระดับมหาภาค และองค์กรสามารถฉกฉวยข้อดีเหล่านี้มาเสริมสร้างให้หน่วยงานเข็มแข็งขึ้นได้ - อุปสรรคทางสภาพแวดล้อม (T - Threats) เป็นการวิเคราะห์ว่าปัจจัยภายนอกองค์กรปัจจัยใด ที่สามารถส่งผลกระทบในระดับมหภาค ในทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรง และทางอ้อม ซึ่งองค์กรจำต้องหลีกเลี่ยงหรือปรับสภาพองค์กรให้มีความแข็งแกร่งพร้อมที่จะเผชิญ แรงกระทบ ดังกล่าวได้


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๓๗ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ทฤษฎีการบริหารแบบ 7s(Tom Peter and Robert Waterman, 1982) (บริษัท Mckinsey) เป็นแบบจำลองที่ใช้ในการบริหารองค์กรที่ช่วยให้การบริหารองค์กรมีความชัดเจน โดยมองในแง่ของคนและระบบ เช่น ลักษณะของผู้บริหาร บุคลากรขององค์กร ทักษะในการทำงาน จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนทั้งสิ้น ส่วนในแง่มุมของระบบก็จะมองในด้านแผนกกลยุทธ์ โครงสร้าง ขององค์กร และระบบต่างๆ ในการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นการบริหารคน บริหารเงิน บริหารงาน หรือ แม้กระทั่งการบริหารฐานข้อมูล และในส่วนสุดท้ายยังมองในด้านของการสร้างจิตสำนึก และ อุดมการณ์ร่วมกันในองค์กร จากแบบจำลองดังกล่าว ทำให้สามารถมองเห็นข้อจำกัดที่เกิดขึ้นภายใน องค์กรได้อย่างชัดเจน ประกอบด้วยปัจจัย 7 ประการ - โครงสร้าง (Structure) หมายถึง การจัดรูปองค์กรว่าประกอบด้วยหน่วยงานใด มีความสัมพันธ์ ระหว่างกันและมีสายการรายงานหรือการบังคับบัญชาอย่างไร โครงสร้างองค์กรมักแสดงในรูปผังแบ่งส่วนงาน (organization chart) เป็นองค์ประกอบที่มองเห็นได้ด้วยตาและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามนโยบาย ของผู้บริหาร - กลยุทธ์ (Strategy) หมายถึง แผนงานที่องค์กรจัดทำเพื่อสนองหรือสอดรับกับการเปลี่ยนแปลง ของสภาพแวดล้อมภายนอกและช่วยให้องค์กรสามารถรักษาหรือสร้างเสริมความได้เปรียบในการแข่งขัน ในระยะยาว กลยุทธ์ที่ดีจะต้องมีความชัดเจน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ภารกิจ และคุณค่าขององค์กร - ระบบ (Systems) หมายถึง กระบวนการและระเบียบวิธีปฏิบัติขององค์กรซึ่งแสดงออกมา ในรูปกิจกรรมการทำงานที่ทำอยู่เป็นประจำรวมถึงวิธีการตัดสินใจของผู้บริหารระดับต่างๆ ขององค์กร - ทักษะ (Skills) หมายถึง ทักษะและสมรรถนะความสามารถของพนักงานที่ทำงานให้กับองค์กร เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ขึ้น ในองค์กร - รูปแบบ (Styles) หมายถึง รูปแบบการบริหารของผู้บริหารระดับสูงภายในองค์กร รวมถึง ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของผู้บริหารระดับต่างๆ และภาพพจน์ (symbolic value) ของผู้นั้นที่มีอยู่ใน ความคิดเห็นของผู้บริหารและบุคคลอื่น ๆ ในองค์กร - บุคลากร (Staffs) หมายถึง พนักงาน รวมถึงความรู้ ความสามารถ ทักษะ และทัศนคติโดยทั่วไป ของพนักงาน - คุณค่าที่มีร่วมกัน (Shared value) เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Superordinated goal ไม่ได้อยู่ ทั้งในกลุ่ม hard และ soft element แต่เป็นความเชื่อ ความคาดหวังซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายที่องค์กร ถูกสร้างขึ้นมาเป็นมาตรฐานและการยอมรับ (norm and standard) ที่บุคคลทั้งหลายใช้ในการแสดงพฤติกรรม


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๓๘ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย PEST ANALYSIS เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีผลกระทบ ต่อการทำงาน โดยอาศัยการข้อมูลของการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ประกอบด้วย - ปัจจัยทางนโยบายและการเมือง (P–Politic) คือ ปัจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพของ รัฐบาลและนโยบายของรัฐในช่วงเวลาหนึ่งๆ - ปัจจัยทางเศรษฐกิจ (E–Economic) คือ ปัจจัยทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นตัวกำหนด กำลังซื้อของคนในประเทศ และเป็นตัวกำหนดตลาดขนาดใหญ่ในประเทศ ซึ่งปัจจัยนี้สามารถช่วยใน การวางแผนว่าจะเลือกดำเนินการเป็นระยะสั้นหรือระยะยาว และแนวโน้มในอนาคตอีกด้วย - ปัจจัยทางสภาพสังคม (S–Social) คือ ปัจจัยทุกๆ อย่างที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม สภาพสังคม วัฒนธรรม และชีวิตการเป็นอยู่ของคนพื้นที่นั้นๆ - ปัจจัยทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ (T–Technology) เป็นการวิเคราะห์ว่าเทคโนโลยี พร้อมสำหรับการลงทุนหรือไม่ โดยอาจวิเคราะห์ได้จากเทคโนโลยีพื้นฐานที่คนในประเทศนั้นหรือ ในสังคมนั้นใช้ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีมากน้อยเพียงใด รวมถึงการวิเคราะห์ถึงทิศทางด้านเทคโนโลยี ที่อาจจะกระทบต่อวิธีการทำงานของพนักงานหรือกระทบต่อวิธีพัฒนาสินค้าในอนาคต 3. การวินิจฉัยปัญหา (Identify Problems) ปัญหา(Problem)คือ ความแตกต่าง (Gap) ระหว่าง สิ่งที่เป็นอยู่ (Actual) กับสิ่งที่ต้องการ (Target) การจัดลำดับความสำคัญของปัญหา (Priority of Problems) มีปัญหาที่จะต้องทำจำนวนมาก ถ้าไม่จัดลำดับก่อนหลัง จะไปทำงานที่ง่าย แต่เกิด ผลดีต่อประชาชนไม่มาก จึงเสียทรัพยากรและเวลาไปไม่คุ้ม นักบริหาร/นักวิชาการมีมาก แต่ละคนถนัด และคิดว่าเรื่องของตนสำคัญที่สุด ถ้าไม่มีหลักเกณฑ์เลือกเรื่องที่จะทำปัญหาที่สำคัญกลับจะถูกละไว้ เพราะยาก และไม่อยากทำ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๓๙ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย เทคนิคการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหา ในสภาวะการทำงานทั่วไปผู้ปฏิบัติงานย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับปัญหา ที่อาจจะเกิดขึ้น แม้ว่าจะได้มีการวางแผนมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังเกิดขึ้นได้อีก โดยอาจจะมาจาก ปัจจัยภายในเองเช่น ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับตัวคน(จำนวนคนไม่พอ คนขาดทักษะ คนขาดประสบการณ์ วินัยของคน) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์/เครื่องมือ (สภาพชำรุด ใช้งานผิดประเภท ใช้งานมานาน ขาดการบำรุงรักษา) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับวิธีการ การบริหารจัดการ หรือเกี่ยวกับงบประมาณ เป็นต้น ดังนั้น การเรียนรู้และเข้าใจถึงปัจจัยทรัพยากร(6M) ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานและสาเหตุของปัญหา ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในมักจะอยู่ใน 6 ปัจจัยดังกล่าว (M:Man M:Material M:Machine M:Method M:Moral และ M:Money) จะช่วยให้วิเคราะห์และระบุถึงสาเหตุรากเหง้าของปัญหาได้ ตรงจุดมากขึ้น • Fishbone Diagram (ผังก้างปลา) เป็นเครื่องมือในการค้นหาสาเหตุและผลกระทบ ที่เกิดขึ้น ช่วยให้สามารถหาสาเหตุของข้อบกพร่องและความล้มเหลวในกระบวนการต่างๆ โดยเป็น หนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงของปัญหา เป็นกระบวนการที่มีโครงสร้างช่วยในการ ช่วยระบุปัจจัยพื้นฐานหรือสาเหตุของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ การทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่เอื้อ ต่อการทำงานที่เป็นสาเหตุของความล้มเหลวของระบบสามารถช่วยพัฒนาการดำเนินการที่สนับสนุน การแก้ไขได้ ข้อดี - ใช้งานง่าย สามารถเรียนรู้และนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว - แผนภาพช่วยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเหตุและผลที่ผู้วิจัยปัญหาต้องการจะสื่อ ข้อจำกัด -กระบวนการระดมความคิดสามารถก่อให้เกิดสาเหตุที่เป็นไปได้ที่ไม่เกี่ยวข้องพร้อมกับ สาเหตุที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก อาจทำให้เกิดความสับสนและเสียเวลา - การสร้างผังก้างปลา การวิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริงของเหตุและผลต้องใช้มุมมอง จากคนที่มีประสบการณ์ถึงจะสามารถสรุปได้อย่างแม่นยำ - หลายครั้งการระดมความเห็นจากทีมงานหลายคน มักจบด้วยการใช้การ “โหวต” โดยทีมงานเพื่อระบุปัญหาที่แท้จริง แต่ในความเป็นจริงแล้วการระดมความคิดของทีมงานเป็นเพียง ความคิดเห็น ไม่ได้พิสูจน์ว่าสาเหตุต่างๆที่เลือกทำให้เกิดปัญหาจริงๆ - ผังก้างปลา โดยตัวมันเองไม่ได้มีหน้าที่ในการแก้ปัญหา จึงจำเป็นต้องใช่คู่กับ เครื่องมืออื่นประกอบ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๔๐ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย • DMAIC Six Sigma เป็นคอนเซ็ปท์การปรับปรุงแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยการขับเคลื่อนของข้อมูลเพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการทำงานตามแนวคิด ของ Six Sigma การประยุกต์ใช้ DMAIC Six Sigma มักจะตั้งออกมาเป็นโปรเจ็ค มีวัตถุประสงค์และ เป้าหมาย โดยจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ขั้นตอนที่เชื่อมโยงกัน - การระบุปัญหา (Define) ก่อนที่จะเริ่มทำโปรเจ็ค DMAIC จะต้องเริ่มต้นที่ขั้นตอน การระบุปัญหา พร้อมกับระบุเหตุผลว่าทำไมจำเป็นจำต้องแก้ไขปัญหาดังกล่าว เป้าหมายสุดท้ายปลายทาง เพื่อที่จะทำให้คุณเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและจุดหมายที่อยากจะไปอย่างถ่องแท้ - การวัด (Measure) การกำหนดตัวชี้วัดเพื่อวัดปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูล ที่จะนำไปใช้ในการหาสาเหตุ สามารถใช้ในการตรวจสอบประสิทธิภาพการเปลี่ยนแปลงระหว่างโปรเจ็ค และใช้เพื่อเปรียบเทียบเมื่อสิ้นสุดโครงการได้ - การวิเคราะห์ปัญหา (Analyze) การวิเคราะห์ปัญหาคือการนำข้อมูลที่ได้จาก ขั้นตอนที่แล้วมาทำ Root Cause Analysis (RCA) หรือการหาต้นตอของปัญหา ว่าแท้จริงแล้วปัญหา ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากอะไร - การปรับปรุง (Improve) การปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่ได้วิเคราะห์ต้นตอของปัญหา มาจากขั้นตอนที่แล้ว การแก้ไขปัญหาอาจะเริ่มจากการระบุวิธีแก้ไขปัญหาที่เป็นไปได้เพื่อเลือก วิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดเพื่อจะนำมาใช้จริง - การควบคุม (Control) การสร้างแผนการติดตามตรวจสอบและควบคุมเพื่อ ประเมินผลกระทบของกระบวนการใหม่พร้อมกับติดตามผลว่า สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๔๑ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย • วิธีการคิดของ 5 Why Analysis คือ เครื่องมือวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาด้วยการถามหาสาเหตุ ด้วยคำว่า Why เพื่อฟาสาเหตุของปัญหาว่ามาจากอะไร และถามซ้ำเพื่อหาว่าทำไมสาเหตุดังกล่าว จึงเกิดขึ้นได้ และถามซ้ำไปเรื่อยๆ 5 ครั้ง หรือจนกว่าจะพบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา • Tree Diagram (แผนผังต้นไม้) เป็นแผนผังที่ใช้ในการหามาตรการที่ดีที่สุดจาก หลายๆ มาตรการ เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้สำเร็จ ลุล่วงไปได้ จุดเด่นของ Tree Diagram - ช่วยให้รู้ถึงปัญหาที่ชัดเจน - ช่วยจัดลำดับความสำคัญของปัญหา การเชื่อมโยงของปัญหาและการเชื่อมโยง หาสาเหตุและผล - เห็นแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหา - สร้างความเข้าใจ ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง และสร้างการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๔๒ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย 4. การกำหนดวัตถุประสงค์ (Decide on objectives) 5. การเขียนแผนปฏิบัติงาน (Develop plan of work) การเขียนโครงการแบบประเพณีนิยม (Conventional Method) เป็นการเขียนโครงการ รูปแบบดั้งเดิมที่ทำกันมานานแล้ว ปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมเขียนกันอยู่ แต่มีข้อจำกัดที่สำคัญได้แก่ ลักษณะของโครงการมีความยาวเกินความจำเป็นมุ่งเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้ผู้เขียน โครงการพยายามอธิบายถึงหลักการและเหตุผลในการเขียนโครงการอย่างมากมาย พร้อมทั้งตั้ง วัตถุประสงค์ จนกระทั่งไม่สามารถจะดำเนินงานบรรลุถึงวัตถุประสงค์ได้ทั้งหมด ผลที่ตามมาคือไม่ ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ผลของงานมักขาดประสิทธิภาพและการพิจารณาเห็นชอบโครงการ มักพิจารณาแบบแยกส่วนเป็นลักษณะรายการ (Item analysis) โดยไม่คำนึงถึงการวิเคราะห์แบบองค์รวม อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโครงการจะมีขนาดเช่นใด ชนิดและประเภทใด ย่อมต้องมีรูปแบบ (Form) หรือ โครงสร้าง (Structure) ในการเขียนที่เหมือนกันดังนี้ - ชื่อโครงการ - หลักการและเหตุผล - วัตถุประสงค์และเป้าหมาย - วิธีดำเนินการ - แผนปฏิบัติงาน - ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ - งบประมาณและทรัพยากรที่ต้องใช้ - การติดตามและประเมินผลโครงการ - หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการ - ผู้รับผิดชอบโครงการ ผลกระทบ ปัญหา สาเหตุ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๔๓ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย Logical Framework Matrix การจัดทำโครงการแบบตารางเหตุผลต่อเนื่อง เป็นการแสดงขั้นตอนการทำงานที่เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งกันและกัน และสามารถตรวจสอบความสอดคล้องภายในตัวเองได้รายละเอียดของโครงการมีความกระชับ ชัดเจนง่ายต่อความเข้าใจ ง่ายต่อการวิเคราะห์และง่ายต่อการประเมินโดยจะสรุปรายละเอียดของโครงการ ลงในตาราง 16 ช่อง (ตาราง 4 x 4) ในแต่ละช่องจะแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกันทั้งในแนวตั้ง และแนวนอน เพื่อความเข้าใจได้โดยง่ายจะได้แสดงสาระที่กำหนดไว้ในแต่ละช่องดังนี้


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๔๔ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย ความแตกต่างจากการเขียนโครงการแบบประเพณีนิยมกับการเขียนโครงการแบบเหตุผลสัมพันธ์ 6. การดำเนินงานตามแผน (Execute plan) 7. การติดตามความก้าวหน้าโครงการ (Determine progress) 8. การพิจารณาทบทวนเพื่อปรับปรุงใหม่ (Reconsideration) การบริหารโครงการ มีเป้าหมาย คือ การบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการภายในระยะเวลาและข้อจำกัดที่กำหนดไว้ โดยภาพรวมทั้งหมดของโครงการ จัดแบ่งออกได้ 5 ระยะ ดังนี้ - ระยะที่ 1 การกำหนดแนวความคิด (Concept formulation) - ระยะที่ 2 การจัดทำโครงการ (Project formulation) - ระยะที่ 3 การบริหารจัดการในตัวโครงการ (Concept execution) - ระยะที่ 4 การนำโครงการไปปฏิบัติ (Implementation) - ระยะที่ 5 การประเมินผล (Evaluation) รอนดิเนลลี่ (Dennis A. Rondinelli) ได้ขยายขั้นตอนกระบวนการบริหารโครงการให้มี รายละเอียดมากขึ้น 12 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การกำหนดโครงการ 2. การเตรียมโครงการ 3. การออกแบบโครงการ 4. การประเมินโครงการ 5. การเลือกและอนุมัติโครงการ 6. การจัดกิจกรรมโครงการ 7. การดำเนินงานโครงการ 8. การติดตามและควบคุมโครงการ 9. การสิ้นสุดโครงการ 10. การโอนงานโครงการมาสู่การปฏิบัติ 11. การประเมินผลโครงการ 12. การติดตามผลการปฏิบัติงาน


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๔๕ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย วิชา การวางแผน ติดตาม และนิเทศงานสาธารณสุข โดย นายประกาศ เปล่งพานิชย์ ตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนายุทธศาสตร์สาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา 13.๐๐ – ๑6.๐๐ น. การติดตามประเมินผลโครงการด้านสาธารณสุข หลักการเบื้องต้น การประเมินผลโครงการ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญประการหนึ่ง โครงการซึ่งหลังจากได้ผ่าน กระบวนการวางแผนและการปฏิบัติตามแผน การติดตามและประเมินผล ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ในการวัดความสำเร็จของผลการดำเนินงาน ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1. การติดตามผล เป็นการติดตามตรวจสอบความก้าวหน้าในการดำเนินงานการจัดสรรทรัพยากร เป็นการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ทรัพยากรในโครงการกับผลผลิตของโครงการร่วมกับ ปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน การติดตามผลเป็นเครื่องมือในช่วงการปฏิบัติงานของโครงการ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการส่งมอบปัจจัยการผลิต กำหนดการทำงาน การผลิตผลผลิตและการดำเนินงานต่างๆ ได้ดำเนินงานไปตามแผนที่กำหนดไว้ 2. การประเมินผล เป็นการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการติดตามการปฏิบัติงาน เพื่อประเมิน ความก้าวหน้าของโครงการหรือแผนงานว่ามีการใช้ทรัพยากร/ปัจจัยต่างๆ อย่างไร มีการดำเนินงาน เป็นไปตามแผน ตามขั้นตอน ตามกฎเกณฑ์และตามเวลาที่กำหนดหรือไม่ตลอดจนมีผลงานเป็นไปตาม แผนวัตถุประสงค์ และเป้าหมายหรือไม่ อาจเป็นการประเมินผลระหว่างการดำเนินงาน เป็นการประเมิน ถึงผลผลิต และผลลัพธ์ หรือการประเมินผลภายหลังการดำเนินงาน คุณประโยชน์ของการประเมินผล 1. ช่วยทำให้การกำหนดวัตถุประสงคและมาตรฐานของการดำเนินงานมีความชัดเจนขึ้น และ สามารถที่จะนำไปปฏิบัติได้อย่างได้ผล 2. ช่วยให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าหรือเกิดประโยชน์เต็มที่ 3. ช่วยให้แผนงานบรรลุวัตถุประสงค์ 4. มีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาอันเกิดจากผลกระทบ (Impact) ของโครงการ และทำให้โครงการ มีข้อที่ทำให้เกิดความเสียหายลดน้อยลง 5. มีส่วนในการสร้างขวัญ และกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติตามโครงการ 6. ช่วยในการตัดสินใจในการบริหารโครงการ สาระสำคัญของการประเมินผล 1. การติดตามเป้าหมายการใช้จ่ายงบประมาณ 2. การติดตามแผนกิจกรรมประจำ ทุก 3 เดือน 3. การประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ 4. การประเมินประโยชน์ของแผนปฏิบัติการ


หลกั สูตร นักวชิาการสาธารณสุข รุน่ที ่๑๐ /๒๔๖ สถาบนัพฒันาบุคลากรทอ้งถิน่กรมสง่เสรมิการปกครองทอ้งถิน่กระทรวงมหาดไทย การประเมินโครงการที่ดี 1. โครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด 2. ผลที่เกิดคุ้มค่าหรือไม่ (Cost - Effective) 3. โครงการมีผลกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายผู้ร่วมโครงการอะไรบ้าง (ผลกระทบระยะยาวหรือ หลังสิ้นสุดโครงการ (Impact) ผลกระทบระหว่างดำเนินโครงการ (Effect) 4. ควรตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับโครงการ การกำหนดขอบข่ายของการประเมิน การประเมินก่อนเริ่มดำเนินโครงการ เป็นการประเมินเพื่อวางแผนโครงการ นับตั้งแต่การกำหนดหลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และวิธีดำเนินโครงการ ประกอบด้วย 1. การประเมินบริบท หรือสภาวะแวดล้อม (Context evaluation) เป็นการประเมินความต้องการ จำเป็นเพื่อกำหนดโครงการและเป็นการประเมินว่าโครงการที่จะดำเนินการสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ของกระทรวง 2. การประเมินปัจจัยป้อน (Input evaluation) เป็นการตรวจสอบความพร้อมทั้งด้านปริมาณ (ความเพียงพอ) และคุณภาพ (ความเหมาะสม) ของทรัพยากรที่จะใช้ในการดำเนินโครงการ การประเมินระหว่างดำเนินโครงการ เป็นการประเมินกระบวนการ (Process evaluation) ซึ่งเป็นการประเมินวิธีการจัดกิจกรรม ของโครงการตามแผนที่ได้วางไว้ ความก้าวหน้าของโครงการ และกิจกรรมที่จัดทำ ได้บรรลุวัตถุประสงค์ ของโครงการที่กำหนดไว้หรือไม่ หรือเกิดประสิทธิผลมากน้อยเพียงใด มีปัญหาอุปสรรคใดเกิดขึ้น การประเมินหลังสิ้นสุดโครงการ เป็นการประเมินกระบวนการ (Process evaluation) ซึ่งเป็นการประเมิน 1. การประเมินทันทีที่สิ้นสุดโครงการ เป็นการประเมินผลผลิต (Product evaluation) หรือ ผลลัพธ์ของโครงการ โดยมุ่งตอบคำถามว่าโครงการประสบความสำเร็จตามแผนที่วางไว้หรือไม่ ผลผลิตของโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์/เป้าหมาย หรือไม่คุ้มค่าเพียงใด 2. การประเมินภายหลังสิ้นสุด โครงการแล้วช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นการประเมินผลกระทบ (Impact evaluation) ของโครงการอันเป็นผลที่เกิดขึ้นต่อ เนื่องจากผลผลิตของโครงการหรือผลผลิต ของโครงการก่อให้เกิดผลอื่นๆ ตามมา ซึ่งเป็นผลที่มิได้ระบุไว้ในวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของโครงการ วิธีการประเมินผลโครงการ 1. การศึกษาข้อมูล เอกสาร หลักฐานต่างๆ - บันทึกข้อความขออนุมัติโครงการ - โครงการ - ภาพถ่ายกิจกรรม - แบบสอบถาม


Click to View FlipBook Version